คูม่ ือจดั บริการ
อาชีวอนามยั
ในหนว่ ยบริการ
สุขภาพระดบั ปฐมภมู
ิ
ค่มู ือการจดั บริการอาชวี อนามัย
ในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ
คณะทำงานประมวลและสังเคราะหอ์ งค์ความรู
้
การจดั บรกิ ารอาชีวอนามัยในหน่วยบรกิ ารสขุ ภาพระดับปฐมภูมิ
พ
ิมพค์ รัง้ แรก มิถนุ ายน 2555
จัดทำและเผยแพรโ่ ดย แผนงานพฒั นาคณุ ภาพชีวติ แรงงาน
สมาคมวถิ ีทางเลอื กเพอ่ื การพฒั นาทีย่ งั่ ยืน
บ้านลอื ชาอพาร์ทเม้นท์ หอ้ ง 5 ช้นั 4 เลขที่ 10 ถนนพหลโยธิน ซอย 3
แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรงุ เทพฯ 10400
โทรศพั ท/์ โทรสาร: 02 279 1611
เวบ็ ไซต:์ www.sadathailand.org
สนับสนนุ โดย สำนกั งานกองทุนสนับสนนุ การสร้างเสรมิ สขุ ภาพ (สสส.)
คณะผู้จดั ทำ คณะทำงานประมวลและสังเคราะห์องคค์ วามร
ู้
“คูม่ อื การจดั บรกิ ารอาชวี อนามยั ในหน่วยบรกิ ารสขุ ภาพระดบั ปฐมภูม”ิ
ก
องบรรณาธกิ าร อรพนิ วมิ ลภษู ิต, มัทนา โกสมุ ภ์, พเิ ชษฐ นนั ตา
อ
อกแบบปก โกวทิ โพธิสาร
อ
อกแบบรูปเลม่ วฒั นสินธ์ุ สวุ รตั นานนท์
ผู้จดั พมิ พ ์ ห้างหุ้นส่วนจำกดั สำนกั พมิ พ์ฟา้ เดียวกัน
72/335 หมทู่ ่ี 8 ถนนรตั นาธเิ บศร์ ตำบลบางกระสอ
อำเภอเมอื ง จังหวดั นนทบุรี 11000
คำนำ
ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ในปี 2554 มีจำนวนผู้มีงานทำทั้งสิ้น 39.3
ล้านคน โดยเป็นผู้ทำงานท่ีไม่ได้รับความคุ้มครองและไม่มีหลักประกันทางสังคมจากการทำงานหรือ
เรียกวา่ แรงงานนอกระบบ 24.6 ล้านคน หรือร้อยละ 62.6 ทีเ่ หลอื เป็นผทู้ ่ที ำงานในระบบหรือแรงงานใน
ระบบ 14.7 ล้านคน คดิ เป็นรอ้ ยละ 37.4 ปญั หาของแรงงานนอกระบบทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั สขุ ภาพอนั เนือ่ งมา
จากการทำงาน ประกอบด้วย ปัญหาด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ได้แก่ ปัญหาท่ีเกิดจาก
อิริยาบถในการทำงาน รอ้ ยละ 44.2 ปญั หาทเ่ี กิดจากฝนุ่ ควนั และกลนิ่ อันเนอื่ งมาจากกระบวนการ
ผลิตสินค้า ร้อยละ 17.8 ปัญหาอนั เนอื่ งมาจากแสงสว่างไม่เพยี งพอ ร้อยละ 17.0 ปัญหาดา้ นความ
ไม่ปลอดภยั ในการทำงาน ได้แก่ การได้รับสารเคมเี ปน็ พิษ ร้อยละ 65.0 ปญั หาจากการใช้เครอ่ื งจกั ร
เครอ่ื งมอื ท่ีเปน็ อันตราย รอ้ ยละ 21.8 และปญั หาการไดร้ บั อันตรายต่อระบบหู/ระบบตา ร้อยละ 6.1
การดำเนินงานเพ่ือพัฒนารูปแบบการจัดบริการอาชีวอนามัยเชิงรุกและเชิงรับในหน่วยบริการ
สขุ ภาพระดบั ปฐมภมู ใิ นกลมุ่ แรงงานนอกระบบ แผนงานพฒั นาคณุ ภาพชีวติ แรงงาน โดยการสนบั สนุน
ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เร่ิมดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548
จนถึงปัจจุบัน ทั้งในรูปแบบของการจัดบริการอาชีวอนามัยเชิงรุกและเชิงรับเพ่ือให้เกิดการทำงานร่วม
ของผู้ท่ีมีบทบาทเกี่ยวข้องหลายฝ่ายตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงระดับพ้ืนที่ โดยมีเป้าหมายคือการลด
ภาวะเสี่ยงจากการทำงานทั้งด้านสุขภาพและส่ิงแวดล้อม ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งของการมีความมั่นคงใน
ด้านอาชีพและรายได้ และมีความคาดหวังว่า ปัญหาสุขภาพของกลุ่มประชากรวัยทำงานโดยเฉพาะ
กลุม่ แรงงานนอกระบบทม่ี จี ำนวนถงึ 24.6 ลา้ นคน และใช้บรกิ ารจากระบบหลักประกันสขุ ภาพแห่งชาติ
จะมีนโยบายการจัดบริการสุขภาพที่ครอบคลุมมิติปัญหาสุขภาพอันเน่ืองมาจากการทำงานควบคู่กับ
ระบบการจดั บริการสขุ ภาพสำหรับประชาชนท่วั ไปเหมือนกับกลมุ่ แรงงานในระบบ ท่มี กี ฎหมายคมุ้ ครอง
โดยเฉพาะ
การดำเนินงานเพ่ือมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว มีหน่วยงานและองค์กรท่ีเป็นภาคีเครือข่ายร่วม
ขับเคลื่อนท้ังในระดับปฏิบัติการและระดับนโยบาย ประกอบด้วย สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและ
สิง่ แวดลอ้ ม สำนกั งานปอ้ งกนั ควบคุมโรคท่ี 4, 6, 10 และ 12 กรมควบคมุ โรค กระทรวงสาธารณสขุ
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์วิชาการแรงงานนอกระบบ คณะ
สาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์วิชาการ
แรงงานนอกระบบ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ สถาบันวจิ ยั
และพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานนอกระบบ ศูนย์ประสานงานแรงงาน
นอกระบบภาคเหนือ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปัจจัยสำคัญประการหน่ึงของการจัด
บริการอาชีวอนามัยให้กับแรงงานนอกระบบ ในระบบหลักประกันสุขภาพ คือ ความรู้ความเข้าใจและ
ความตระหนักถึงปัญหาโรคท่ีเกิดจากการทำงาน นอกเหนือจากปัจจัยที่สืบเนื่องมาจากวิถีอาชีพของ
แรงงานนอกระบบ และนโยบายให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวน้อย และอีกสาเหตุหน่ึงคือการขาด
บคุ ลากรทมี่ คี วามรคู้ วามเขา้ ใจและมศี กั ยภาพพนื้ ฐานในการจดั บรกิ ารในระดบั ปฐมภมู ิ เนอ่ื งจากบคุ ลากร
ของสาธารณสขุ ในระดบั ปฐมภูมิส่วนใหญ่จะมคี วามรูใ้ นด้านการบริการสาธารณสขุ มูลฐานเป็นหลกั
การให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรสาธารณสุขในระบบบริการปฐมภูมิ ซึ่ง
ดำเนินมาต้ังแต่ระยะเริ่มต้นการดำเนินงานของแผนงานฯ โดยมีการวางแผนและออกแบบการพัฒนา
บุคลากรท้ังในรูปแบบของการจัดบริการเชิงรับและเชิงรุก มีการพัฒนาคู่มือ หลักสูตร รวมท้ังสื่อและ
ชุดความรู้ต่างๆ ขึ้นมาภายใต้บทบาทความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เป็นภาคีเครือข่ายการทำงาน
ดังกล่าวเบื้องต้น โดยพิจารณาถึงความสอดคล้อง เหมาะสมกับบริบทของความเป็นแรงงานนอกระบบ
ของแต่ละพ้ืนท่ีเป้าหมาย ท้ังน้ี เน่ืองจากบริบทของความเป็นแรงงานนอกระบบ และลักษณะอาชีพมี
ความหลากหลาย ตามลักษณะพ้ืนที่และภูมิภาค การพัฒนา ปรับปรุงกระบวนการทำงาน ได้ใช้
ประสบการณ์และบทเรียนในแต่ช่วงมาประกอบ เพ่ือหาวิธีการที่ดีและเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ใน
การดำเนินงานของแผนงานฯ ระยะที่ 3 (1 มนี าคม-30 กันยายน 2555) มเี ป้าหมายการดำเนนิ งาน
ด้านการจัดบริการอาชีวอนามัยสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบ คือ การขับเคลื่อนผลักดันนโยบายให้
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติรับหลักการเรื่องการบริการสุขภาพที่ครอบคลุมมิติการจัดบริการ
อาชีวอนามัย โดยใช้องค์ความรู้จากการดำเนินงานของแผนงานฯ ไปพัฒนาประยุกต์ให้สอดคล้องกับ
แนวนโยบายด้านการส่งเสริมป้องกันโรค ท่ีให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงและการปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมในการทำงาน ดังน้ัน การจัดทำ “คู่มือการจัดบริการอาชีวอนามัยในหน่วยบริการ
สขุ ภาพระดบั ปฐมภมู ”ิ เลม่ น้ี จงึ เปน็ ผลจากการประมวลและสงั เคราะหอ์ งคค์ วามรตู้ า่ งๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ จาก
กระบวนการทำงาน ประสบการณ์ทำงานในบริบทท่ีหลากหลายของการทำงานประเด็นแรงงานนอก
ระบบในระยะทผี่ า่ นมาขององคก์ รหรือหน่วยงานรับผดิ ชอบต่างๆ โดยรวมให้เป็นองคค์ วามรูช้ ดุ นี้ ไดแ้ ก่
“คู่มือการจัดบริการอาชีวอนามัยในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ” เพ่ือเป็นองค์ความรู้ที่
เป็นประโยชน์และสามารถนำไปสนับสนุนทั้งการขับเคล่ือน พัฒนาข้อเสนอนโยบายและการนำไปใช้ใน
การปฏบิ ัติงานของบุคลากรในพื้นท่ี
แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน สมาคมวิถีทางเลือกเพ่ือการพัฒนาที่ย่ังยืน ขอขอบคุณ
ภาคเี ครือข่าย ท้งั หน่วยงานภาครฐั สถาบนั การศึกษา องคก์ รพัฒนาเอกชน และองค์กรภาคประชาชน
ทไ่ี ดเ้ อย่ นามดงั กลา่ วขา้ งตน้ ในการรว่ มกนั พฒั นาองคค์ วามรแู้ ละรปู แบบการดำเนนิ งานดา้ นอาชวี อนามัย
สำหรบั กล่มุ แรงงานนอกระบบ ในการดำเนนิ งานทีผ่ ่านมา รวมถงึ ขอขอบคุณ คณะทำงานและทีป่ รึกษา
ในการประมวลและสังเคราะหอ์ งคค์ วามรู้ “คู่มือการจดั บริการอาชีวอนามยั ในหน่วยบริการสุขภาพระดบั
ปฐมภูมิ” ข้ึนมาเพ่ือเป็นองค์ประกอบหน่ึงของการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยของ
แผนงานฯ ใหส้ ามารถนำไปสกู่ ารบรรลุเป้าหมายทกี่ ำหนดไวเ้ บื้องตน้ และขอขอบคณุ สำนักงานกองทนุ
สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ท่ีให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานเพ่ือลดความเหล่ือมล้ำเรื่อง
การเข้าถึงบริการด้านอาชีวอนามัยสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบ ซ่ึงเป็นฐานสำคัญของการสร้าง
เศรษฐกิจในระดับรากหญ้า และปัญหาเฉพาะสำหรับประชากรวัยแรงงานท่ียังไม่ได้รับความสำคัญจาก
ระดับนโยบาย ผลจากการขับเคลื่อนและผลักดันการทำงานด้วยพลังเครือข่าย ส่งผลให้สำนักงาน
หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รับหลักการและกำหนดให้เป็นกลุ่มแผนงานหน่ึงในงานส่งเสริมป้องกัน
เพื่อพัฒนาต่อยอดรูปแบบการดำเนินงานการจัดบริการอาชีวอนามัยในหน่วยบริการสุขภาพระดับ
ปฐมภูมิ จากการดำเนินระดับตำบลสู่การดำเนินงานโดยฐานจังหวัด ในลักษณะโครงการนำร่องโดย
สำนกั งานหลักประกนั สุขภาพเขต 1 เชียงใหม่ และเขต 7 ขอนแก่น ร่วมกบั สาธารณสุขจงั หวัดลำพนู
และจังหวัดขอนแก่น ซ่ึงถือเป็นความก้าวหน้าอีกก้าวหนึ่งของดำเนินงานและจะขยายให้ครอบคลุม
ทุกเขต เพ่ือพัฒนาต่อให้เข้าส่รู ะบบปกตติ ่อไป
อรพนิ วิมลภษู ิต
ผ้จู ดั การแผนงานพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ แรงงาน
สารบญั
9
19
บทท่ี 1 บริบททางสงั คมกับสุขภาพ 47
บทท่ี 2 การประเมินความเสีย่ ง 75
บทท่ี 3 โรคจากการประกอบอาชีพ 100
บทท่ี 4 การจดั บริการอาชีวอนามยั
ภาคผนวก
บรกบิ บัทบสททุขาทภง่ี 1สา
พงั ค
ม
บทท่ี 1 บรบิ ททางสงั คมกบั สุขภาพ
1. สขุ ภาพและความเจบ็ ปว่ ยเปน็ ปรากฏการณ์ทางสงั คม
คนเราส่วนใหญ่เมอ่ื เจ็บปว่ ยมกั จะไปหาแพทย์เพ่อื ใหห้ ายจากความเจบ็ ป่วย และเมือ่ พูดถงึ เรอ่ื ง
สุขภาพและความเจ็บป่วยคนส่วนมากก็มักจะนึกถึงแพทย์ โรงพยาบาล รวมทั้งมีภาพของเครื่องมือ
ทางการแพทย์ เชน่ เครอ่ื งมือวัดระดบั ความดันโลหติ หฟู งั การเตน้ ของหัวใจ เป็นต้น นอกจากนนั้ เม่อื
กล่าวถึงความเจ็บป่วย คนส่วนมากมักรับรู้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนเฉพาะกับบุคคล เป็นประสบการณ์
สว่ นตวั ของบคุ คลทเี่ จบ็ ปว่ ย เปน็ ผลของการกระทำหรอื ทเ่ี กย่ี วกบั เฉพาะบคุ คลนนั้ เชน่ เปน็ ความโชครา้ ย
ของบุคคลท่ีป่วย เป็นผลกรรมท่ีทำมาจากการกระทำของบุคคลน้ันทั้งในชาตินี้หรือชาติก่อน หรือเป็น
ความผดิ ปกตทิ างพนั ธกุ รรมของบคุ คลนน้ั ๆ หรอื เฉพาะในครอบครวั นนั้ ๆ และเมอ่ื คนเราเจบ็ ปว่ ย เรามกั
ต้องการให้ความเจ็บป่วยนั้นหายโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่สุขภาพมิใช่เป็นเร่ืองท่ีเก่ียวกับบุคคล
เท่าน้ัน หากสุขภาพและความเจ็บป่วยเป็นเรื่องทางสังคม เป็นประสบการณ์ทางสังคมมากเท่าๆ กับ
เป็นประสบการณส์ ่วนบุคคล
สขุ ภาพและความเจบ็ ปว่ ยเปน็ ปรากฏการณท์ างสงั คม ความเจบ็ ปว่ ยไมไ่ ดเ้ ปน็ เพยี งการกอ่ ใหเ้ กดิ
การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพต่อบุคคลผู้เจ็บป่วยเท่าน้ัน แต่สังคมยังมีอิทธิพลต่อการเจ็บป่วยท้ังในการ
ให้ความหมาย การกำหนดการเจ็บป่วย การรักษาการเจ็บป่วย รวมไปถึงกิจกรรมที่บุคคลกระทำเพ่ือ
สุขภาพของตน ความผิดปกติทางกายท่ีเกิดขึ้นกับบุคคลน้ันจะมีการให้ความหมายที่แตกต่างกันแต่ละ
คมู่ ือจัดบริการอาชวี อนามยั ในหนว่ ยบริการสุขภาพระดับปฐมภมู ิ | 11
บคุ คลและในแต่ละสังคม แม้วา่ จะมลี ักษณะความผดิ ปกตเิ ช่นเดียวกนั แต่ลักษณะดงั กล่าวตคี วามว่าเป็น
ปกติ เช่นความยาวของคอของชนเผ่ากระเหรี่ยงชนเผ่าหน่ึงซ่ึงมีการให้ความหมายว่าเป็นสิ่งปกติใน
ชุมชน หากความยาวของคอน้ันจะถือว่าเป็นสิ่งปกติตามการรับรู้ของบุคคลในชุมชนอ่ืนๆ นอกจากน้ัน
ลักษณะความยาวของคอดังกล่าวแม้ว่าจะมีการรับรู้ว่าเป็นความผิดปกติ แต่ไม่ได้ให้ความหมายว่า
ความผดิ ปกตนิ ้นั เปน็ ความเจ็บปว่ ย
อย่างไรก็ตามมีความผิดปกติบางอย่างท่ีแม้จะรับรู้ในบุคคลหนึ่งว่าเป็นการเจ็บป่วย หากแต่
บุคคลอ่นื ๆ อาการน้นั ไมไ่ ดถ้ ูกใหค้ ำจำกดั ความวา่ เป็นความเจบ็ ปว่ ย เชน่ การเกิดตมุ่ บริเวณผวิ หนังใน
ชนเผ่าพื้นเมืองในทวีปอเมริกาบางเผ่า การศึกษาทางมนุษยวิทยาพบว่าชนเผ่าดังกล่าวไม่ถือเป็นความ
เจบ็ ป่วย ในขณะทท่ี างการแพทยถ์ อื ว่าอาการดังกล่าวเปน็ โรคผิวหนงั ชนิดหนง่ึ
นอกจากนี้ในบางกรณีอาการผิดปกติอย่างเดียวกัน บุคคลในสังคมเดียวกันจะรับรู้ต่างกันว่า
เป็นความเจ็บป่วยหรือไม่ เหตุการณ์นี้มักเกิดบ่อยครั้งในการรักษาโรคที่แพทย์ว่าผู้ป่วยไม่มีโรค หาก
ผู้ป่วยยังเช่ือมั่นว่าตนเองมีความเจ็บป่วย เช่น ปวดศีรษะ จุกแน่นท้อง ซึ่งการตรวจทางการแพทย์ไม่
ยืนยันสาเหตุหรืออาการดังกล่าวและไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคอะไร อย่างกรณีมีอาการอ่อนเพลีย
หรอื มอี าการไขเ้ ลก็ นอ้ ย บุคคลต่างกลุม่ ในสังคมเดยี วกนั ก็จะรบั รู้วา่ ตัวเองมีความเจ็บป่วยหรือไมต่ า่ งกนั
บุคคลที่มีอาชีพรับจ้างใช้แรงงานมีแนวโน้มท่ีจะรับรู้ว่าอาการดังกล่าวนั้นไม่ใช่ความเจ็บป่วย หากเป็น
อาการผิดปกติท่ีเกิดขึ้นซึ่งเกี่ยวเน่ืองจากลักษณะการทำงานท่ีต้องใช้แรงงานมากของตน ในขณะที่ที่ใน
กลุ่มบุคคลที่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจสังคมสูง มีแนวโน้มที่จะรับรู้ว่าอาการดังกล่าวเป็นสัญญาณของ
ความเจ็บปว่ ย
12 | คูม่ ือจัดบรกิ ารอาชีวอนามยั ในหนว่ ยบริการสุขภาพระดบั ปฐมภมู ิ
2. ความคาดหวังของสงั คมตอ่ การเจบ็ ป่วย
ปรากฏการณ์ทางสังคมของความเจ็บป่วยยังได้แสดงออกในลักษณะท่ีบุคคลถูกคาดหวังจาก
สังคมว่าควรมีการประพฤติปฏิบัติตนอย่างไรเมื่อมีความเจ็บป่วย และในขณะเดียวกันสังคมจะเป็น
ผู้ประเมินว่าบุคคลน้ันหายจากความเจ็บป่วยหรือยัง เม่ือบุคคลรับรู้ว่าตนเองมีอาการผิดปกติซ่ึงเป็น
ความเจ็บป่วย บุคคลจะต้องมีการกระทำเพ่ือคล่ีคลายความเจ็บป่วยท่ีเกิดข้ึน นอกจากน้ันบุคคลยังมี
การรับรู้ท่ดี เู หมือนจะเป็นไปโดยอัตโนมตั วิ า่ เจ็บปว่ ยทเี่ กิดขนึ้ น้ันเปน็ สิง่ ไมด่ ี ไมเ่ ปน็ ที่ตอ้ งการ ตอ้ งมีการ
ดำเนนิ การขจดั ใหห้ ายไปโดยเร็ว การรบี รกั ษาตนเองด้วยวธิ ีการตา่ งๆ เช่น การไปพบแพทยแ์ ละปฏบิ ตั ิ
ตนตามที่แพทย์แนะนำการใช้สมุนไพร การทำพิธีกรรมต่างๆ เหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่บุคคลเรียนรู้จาก
สังคมในการกระทำเพื่อตอบสนองต่อความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น โดยบุคคลเรียนรู้ความรู้สึกท่ีควรมี ท่าทีที่
ควรกระทำ และวิธีการปฏิบัติต่อความเจ็บป่วยผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคมตั้งแต่วัยเด็ก จาก
ครอบครวั และกลุ่มต่างๆ ทางสังคม ซึ่งหากบคุ คลใดแสดงออกถงึ ความปติ ยิ นิ ดเี ปน็ อย่างยิง่ เมอื่ ตนเองมี
ความเจ็บป่วย ก็จะถูกตัดสินว่าเป็นบุคคลท่ีมีความผิดปกติและสังคมก็จะมีกฎเกณฑ์ วิธีการในการ
ทำให้บุคคลน้ันมีการรับรู้ต่อความเจ็บป่วยและปฏิบัติในทางสังคมยอมรับ เช่น การถูกสังคมรอบข้าง
นินทา การแสดงออกถึงความไม่เช่ือว่าบุคคลนั้นมีความเจ็บป่วยจริง หรือในบางครั้งบุคคลนั้นอาจถูก
ส่งตัวเข้ารับการบำบัดพฤตกิ รรมหรอื การบำบัดทางจิต เป็นตน้
นอกจากน้ันเมื่อบุคคลได้กระทำต่อความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นตามความคาดหวังของสังคมแล้ว
สังคมยังมีอิทธิพลต่อการประเมินว่าบุคคลน้ันหายจากความเจ็บป่วยหรือยัง สังคมอาจกำหนดบุคคลที่
เป็นตัวแทนสังคม คือ แพทย์ให้เป็นผู้ประเมินตัดสินว่าความเจ็บป่วยยังมีอยู่หรือไม่ หรือในบางครั้ง
สังคมโดยบุคคลรอบข้างจะเป็นผู้กำหนดว่าบุคคลน้ัน “ควร” หายจากความเจ็บป่วยได้แล้ว เช่น
บุคคลทมี่ อี าการผดิ ปกตแิ ละไดท้ ำการรกั ษามาเปน็ ระยะเวลาหนงึ่ บคุ คลรอบขา้ งไดท้ ำการพจิ ารณาจาก
คมู่ ือจัดบริการอาชีวอนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารสุขภาพระดบั ปฐมภูมิ | 13
ทา่ ที ความสามารถ ศักยภาพของบคุ คลในการกระทำกจิ กรรมประกอบกับคำวินิจฉยั แพทย์แล้วมีความ
เห็นว่า บุคคลนน้ั หายจากความเจ็บป่วย และหากบุคคลนนั้ ยงั คงกระทำเหมอื นหรือราวกับว่าตนเองยงั มี
ความเจ็บป่วยอยู่ สังคมก็จะผลักดันให้บุคคลนั้นดำเนินชีวิตหรือมีการปฏิบัติตนเช่นเดียวกับบุคคลปกติ
อน่ื ๆ ท่ไี มม่ ีความเจบ็ ปว่ ย
ดังน้ันความเจ็บป่วยในทางสังคมวิทยาการแพทย์จึงมิใช่เพียงแต่การเกิดขึ้นของความผิดปกติ
หรือเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางกาย หากแต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ซึ่งสังคมจะเป็นผู้กำหนดว่า
ส่ิงน้ันหรืออาการน้ันเป็นความผิดปกติหรือไม่ ความผิดปกตินั้นเป็นความเจ็บป่วยหรือไม่ และสังคมจะ
คาดหวังรวมทั้งถ่ายทอดให้บุคคลมีทัศนะทางลบต่อความเจ็บป่วย กำหนดท่าทีท่ีควรจะเป็นในการ
ตอบสนองความเจ็บปว่ ย รวมไปถึงกำหนดบคุ คลทีเ่ ป็นตวั แทนของสงั คมในการจดั การกับความเจบ็ ป่วย
ด้วย และยิ่งไปกว่าน้ันความผิดปกติทางกายท่ีเกิดขึ้นน้ันได้ส่งผลกระทบท่ีแตกต่างกันต่อบุคคลต่าง
กลุ่มกัน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อการให้ความหมายความเจ็บป่วย การตอบสนองต่อความเจ็บป่วย
รวมทั้งผลกระทบทางสังคมเศรษฐกิจท่ีมีต่อบุคคลต่างกลุ่มกัน การกล่าวถึงความเจ็บป่วยในฐานะที่เป็น
ปรากฏการณ์ทางสังคมจึงเป็นการกล่าวถึงมิติทางสังคมในสุขภาพและความเจ็บป่วย และเป็นการกล่าว
ถงึ อทิ ธพิ ลทางสังคมที่มตี อ่ สขุ ภาพและความเจ็บป่วย (เทพนิ ทร์ พัชรานรุ ักษ์: 2548)
3. รปู แบบสังคมกบั แบบแผนการเจ็บป่วย
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม ส่ิงแวดล้อมมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสุขภาพและแบบแผน
การเจ็บป่วยของบุคคล ด้วยเหตุท่ีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลให้เกิดการเปล่ียนแปลงแบบแผนการ
ดำเนนิ ชีวติ ของบคุ คล สง่ิ แวดล้อมทางกายภาพ ชวี ภาพและสังคม การเปล่ยี นแปลงเหลา่ น้ที ำให้โอกาส
และชนดิ ของความเสยี่ งดา้ นสขุ ภาพทีบ่ ุคคลต้องเผชญิ เปลีย่ นไป ซึ่งจากการศกึ ษาทางประวัติศาสตร์พบ
14 | ค่มู อื จัดบริการอาชีวอนามยั ในหน่วยบรกิ ารสุขภาพระดับปฐมภมู ิ
ว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมมนุษย์ในแต่ละยุค เช่น ยุคล่าสัตว์ ยุคสังคมเกษตรกรรมและยุคสังคม
อตุ สาหกรรมเปน็ ปัจจยั กำหนดการเจ็บปว่ ยของบคุ คล
4. สขุ ภาพการเจบ็ ปว่ ยของผใู้ ชแ้ รงงานในสังคมไทย
การพัฒนาประเทศทางด้านเศรษฐกิจและสงั คมในชว่ ง 10 ปีที่ผา่ นมา สง่ ผลให้การผลติ สินคา้
ภาคอุตสาหกรรม ได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่ ก่อให้เกิดการขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของโครงสร้าง
ทางเศรษฐกิจ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบอ่ืนๆ ในสังคมทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยเฉพาะ
ส่ิงแวดล้อม อย่างไรก็ตามวิวัฒนาการของสังคมไทยท่ีเปล่ียนจากยุคเกษตรกรรมเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม
ประชาชนได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ แต่ก็มีการสูญเสียบางอย่างในโครงสร้างสังคม จาก
ผลสืบเนื่องของการพัฒนา ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะอย่างย่ิงผลกระทบต่อภาวะสุขภาพการ
เจบ็ ป่วยจากการทำงาน
สุขภาพของผใู้ ชแ้ รงงาน
คำวา่ “สุขภาพ” เริม่ ปรากฏในครสิ ตศกั ราช 1000 ยุคนั้นหมายถงึ ความปลอดภัยของรา่ งกาย
โดยรวม “สุขภาพจิต” เริ่มปรากฏในช่วงศตวรรษท่ี 19 องค์การอนามัยโลกได้ให้คำจำกัดความท่ีเน้น
ความเป็นองคร์ วมทีค่ รอบคลุมท้งั ด้านรา่ งกาย จติ ใจและสุขภาวะทางสังคม (Pender, 2002) คำจำกดั
ความดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่าสุขภาพได้สะท้อนการตระหนักถึงบุคคลในฐานะองค์รวม ภาวะสุขภาพ
ถกู กำหนดจากสภาพแวดล้อม บริบท ส่งิ แวดล้อมทางสังคม
กรอบแนวคดิ ประชาชนสขุ ภาพดี ปี พ.ศ.2553 ในขอบเขตงานความปลอดภัยในการประกอบ
อาชีพและสขุ ภาพ ไดม้ ศี นู ย์รวมอยทู่ ่ี “การสง่ เสรมิ สขุ ภาพและความปลอดภยั ของประชาชนในสถานท่ี
คู่มอื จัดบรกิ ารอาชีวอนามัยในหน่วยบรกิ ารสขุ ภาพระดับปฐมภมู ิ | 15
ทำงาน โดยผ่านการป้องกันและเร่งดำเนินการจัดการส่ิงก่ออันตรายต่างๆ ในการประกอบอาชีพ”
จากการเปลี่ยนแปลงการทำงาน การควบคุมทางวิศวกรรม การใช้เคร่ืองมือป้องกัน การควบคุมกำกับ
ผู้ใช้แรงงานและการเฝ้าระวังในสถานที่ประกอบการเก่ียวกับการเสี่ยงอันตรายทางสุขภาพ โดยผ่าน
ขบวนการจัดการศึกษาและฝกึ อบรมแก่ประชากรผใู้ ช้แรงงาน (Roger, 2003)
5. แรงงานนอกระบบ สขุ ภาพ การเจบ็ ปว่ ย และสงั คมชมุ ชน
กลุ่มแรงงานนอกระบบเป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศท่ีมีถึง 2 ใน 3 ของกำลังแรงงานทั้งหมด
โดยเป็นกลุ่มแรงงานที่ไม่ได้รับความคุ้มครองและไม่มีหลักประกันทางสังคม สถานการณ์ผู้ใช้แรงงานมี
การเพม่ิ จำนวนของแรงงานนอกระบบทมี่ ากกวา่ รอ้ ยละ 70 ไมส่ ามารถเขา้ ถงึ ระบบประกนั สงั คม แรงงาน
เหลา่ น้ไี ม่เพียงแตไ่ มส่ ามารถเข้าถึงบริการสขุ ภาพ เม่อื ยามเจ็บปว่ ยเทา่ น้ัน แต่ยังเป็นกลมุ่ เสี่ยงใประเดน็
ที่ต้องทำงานในสภาพที่ไม่ถูกหลักอาชีวอนามัยอีกด้วย (คณะกรรมการอำนวยการจัดทำแผนสุขภาพ
แห่งชาต:ิ 2550)
“แรงงานนอกระบบ” หมายถงึ ผู้ใชแ้ รงงานทท่ี ำงานโดยไม่มสี ัญญาการจา้ งงานท่เี ปน็ ทางการ
หรือไม่มีนายจ้างตามความหมายของกฎหมายแรงงาน ไม่ได้ทำงานอยู่ในสถานประกอบการของ
นายจ้าง ไม่มีค่าจ้างหรือค่าตอบแทนท่ีแน่นอน หรือเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือเป็นผู้ท่ีทำงาน
ช่ัวคราว แรงงานอกระบบจึงเป็นแรงงานท่ีไม่ได้อยู่ในกรอบความคุ้มครองของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
กฎหมายประกันสังคม
จากความหมายของแรงงานนอกระบบ ทำให้เราสามารถมองเห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ได้ว่า
แรงงานนอกระบบ ส่วนใหญ่เป็นบุคคลท่ีอยู่ในชุมชน ทำงานในชุมชน ตลอดจนสภาพแวดล้อมการ
ทำงานซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่คนในชุมชนได้เห็นและสัมผัสอยู่ ดังน้ันนอกจากหน่วยงานของภาครัฐ
16 | คู่มอื จดั บรกิ ารอาชวี อนามยั ในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภมู ิ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีหน้าท่ีโดยตรงในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชนแล้ว อีกมิติหนึ่งที่
ตอ้ งกลา่ วถึงคอื ความเปน็ เครือญาติในชมุ ชนทโ่ี ดยท่ัวไปแลว้ คนในชมุ ชนลว้ นมีความเกย่ี วขอ้ ง ผูกพนั มี
การดำเนินชีวิตแบบพ่ึงพาดูแลซ่ึงกันและกัน (วิถีชุมชน: 2543) วิถีทางการดำเนินชีวิตในชุมชนเช่นน้ี
เป็นอีกเครื่องมือหน่ึงที่องค์กรภาครัฐท่ีรับผิดชอบแรงงานนอกระบบสามารถใช้ประโยชน์ได้โดยการเปิด
โอกาสใหช้ มุ ชนเขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการดำเนนิ กจิ กรรมทเ่ี กย่ี วกบั แรงงานนอกระบบในชมุ ชน เชน่ รว่ มกนั
ทำแผนท่ีเดินดินของแรงงานนอกระบบในชุมชน จัดทำผังเครือญาติ เพื่อดูแลติดตามภาวะความเสี่ยง
จากการทำงาน/การเจ็บป่วยท่ีเกิดจากการประกอบอาชีพ เป็นอีกรูปแบบหน่ึงซ่ึงจะสามารถช่วยการ
ทำงานเจา้ หนา้ ทใ่ี นพื้นทไี่ ด
้
คมู่ อื จัดบริการอาชวี อนามัยในหนว่ ยบรกิ ารสุขภาพระดับปฐมภูมิ | 17
กคาวบราปทมรทเะส่ี 2เย่ีม
งิน
บทที่ 2 การประเมนิ ความเสีย่ ง
1. ความหมาย
ความเสี่ยง หมายถึง ลักษณะของสถานการณ์หรือการกระทำใดๆ ท่ีมีผลลัพธ์ได้อย่างน้อย
สององค์ประกอบ คอื ความไม่แน่นอน และสงิ่ ไมพ่ งึ ประสงค์
“ความไม่แน่นอน” หมายถึง ไม่สามารถบอกได้ด้วยความมั่นใจว่า จะเกิดเหตุการณ์ที่กำลัง
สนใจหรือตามคาดการณห์ รอื ไม่ สามารถบอกไดเ้ พยี งโอกาสของการเกดิ
“ส่ิงไม่พึงประสงค์” หมายถึง เหตุการณ์ท่ีกำลังสนใจหรือส่ิงท่ีคาดการณ์น้ัน เป็นสิ่งท่ีไม่
พงึ ประสงค์ หรือเปน็ สง่ิ ทไ่ี มต่ อ้ งการให้เกิดขนึ้
2. การประเมนิ ความเสย่ี ง
เป็นกระบวนการศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อพรรณนา และวัดความเส่ียงท่ีจะเกิดข้ึน โดย
พิจารณาความสัมพันธ์ของสิ่งคุกคาม กระบวนการ การกระทำ และสถานการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น การประเมินความเส่ียง อาจเรียกได้ว่า เป็นเคร่ืองมือที่ใช้สำหรับตอบคำถามในส่ิงที่สนใจว่า
ความเสี่ยงท้ังทางสุขภาพและส่ิงแวดล้อมมีความสัมพันธ์กับสิ่งคุกคามอย่างไร และมีความเสี่ยงอยู่ใน
ระดบั ใด
ค่มู อื จัดบริการอาชวี อนามัยในหน่วยบรกิ ารสุขภาพระดับปฐมภมู ิ | 21
3. วัตถุประสงคข์ องการประเมินความเสยี่ ง
1. เพอ่ื ทราบวา่ สถานทท่ี ำงานนน้ั ๆ มโี อกาสทสี่ ่ิงคกุ คามในเรอ่ื งต่างๆ จะก่อใหเ้ กิดอันตรายได้
มากนอ้ ยเพียงใด
2. นำไปสู่การพจิ ารณาท่จี ะดำเนินการใดๆ เพื่อแกป้ ญั หาความเสย่ี งน้นั ไดอ้ ย่างเหมาะสม
ในการประเมินความเสี่ยงนั้น เคร่ืองมือที่ใช้สำหรับการประเมินมักจะเป็นแบบสำรวจสภาพ
แวดล้อมการทำงาน โดยบันทกึ ขอ้ มลู ทีเ่ ก่ยี วข้อง ประกอบด้วยข้อมลู ทัว่ ไป ข้อมลู กระบวนการผลิตหรอื
ขั้นตอนการทำงาน ข้อมูลปัจจัยและสิ่งคุกคามสุขภาพ การประเมินความเส่ียงจะเป็นการนำเอาข้อมูล
ต่างๆ ที่เก่ียวข้อง เพ่ือกำหนดค่าความเส่ียง และพิจารณาว่าความเส่ียงท่ีเกิดข้ึนน้ันยอมรับได้หรือไม่
ท้ายท่ีสุดของการประเมินความเส่ียง จะมีผลสรุปการประเมิน และข้อแนะนำสำหรับการปรับปรุงแก้ไข
เพ่ือกำจัดหรอื ลดความเส่ียงน้ัน
22 | คูม่ อื จัดบรกิ ารอาชวี อนามัยในหน่วยบรกิ ารสุขภาพระดับปฐมภูมิ
4. กระบวนการประเมนิ ความเสีย่ ง
การประเมนิ ความเสยี่ งจะมีขัน้ ตอน ดงั นี
้
จำแนกประเภท/ข้ันตอนการทำงาน
ระบุส่งิ คกุ คาม
กำหนดค่าความเสยี่ ง
ตัดสนิ วา่ เปน็ ความเส่ยี งท่ียอมรบั ได้หรือไม
่
เตรียมแผนปฏบิ ัต/ิ ข้อแนะนำ
ในการลดความเสยี่ ง (ถา้ จำเป็น)
ตดิ ตามการปฏบิ ัติในการลดความเสย่ี ง
คมู่ อื จดั บรกิ ารอาชีวอนามัยในหน่วยบริการสขุ ภาพระดับปฐมภูมิ | 23
1
รขท
ว.้อำมงมจาทูลำน้ังแมนกนีคั้นาขใก••••วนร้ัน ปาเคกกตภลลกมรวร็บัำกจิาอสะระรดกเษรพนำบภกวับรณคแิจวจิทรบขัานรญะขม/รนั้รกกขอทแวขณตขาองมลเี่ัน้อรอางปงะขปาถตนสง็นจ้อนกรึงถใอไำมะสไนาปานดเเูง่ิลรกนปตมกถ้ตปทรท็านนิกูา่าะรี่จมปี่ ครอกงบะำแฏๆยวทำเวเผมาิบห่าปนำมนดงงิัตนน็กนยเกาังงิดคาสสนิ่นงาารไว่ยีำนร
ว
้ีผางหทใ้ภแลมหรำนคาติเัแบ้งยสววาตกใ่ีรยหทนลน่ิจดงราปะหกำอืงคกเรรเกคนงนตือราืออื่ินหมภิ รกนแตราหแาไลอืยาบรขระหมนือ่งทใไนเอนขแมกำว่กั้ยนกณเ่รยปสกาตางฑถร็นยปอาใาต์ไกนรนหนปา่ะากบ้ ทตงเเรชารภๆาท่ีกริกน่ มทิจำทาดแงขกงรำาผงัอา
รงนตนนรงา
่อมกขงนไาบิัจหนปนรกรั้นนปถือรๆี้
กรขทมต้ันาิ
หกตสารอี ืรอพนเขน่กก้ันส็บาตีรรเอทวปบนำน็ รงกตวาาน้ มนร
ข้อมูลท่ีต้องการที่เก่ียวกับกิจกรรมหรือข้ันตอนการทำงาน ควรครอบคลุมรายละเอียด
ดงั ตอ่ ไปน
้ี
• ระยะเวลา และความถ่ขี องงานท้ังหมดทีป่ ฏิบตั ิ
• ผ้ปู ฏิบตั ิงานที่เก่ยี วข้อง ทง้ั ในเวลาปกติ หรือปฏิบัตเิ ปน็ ครัง้ คราว
• บุคคลอ่ืนที่อาจได้รับผลกระทบจากการทำงาน เช่น ผู้ที่มาติดต่อ ผู้รับจ้างเหมาช่วง
ประชาชน เปน็ ต้น
• การฝึกอบรมเก่ยี วกับการทำงานของผปู้ ฏิบตั งิ าน
• เครอ่ื งมือ อุปกรณ์ทใ่ี ช้ในการทำงาน
• ข้อมลู สารเคมี หรอื วตั ถุดิบทใ่ี ช้ในแตล่ ะขน้ั ตอนการทำงาน
24 | คูม่ อื จดั บรกิ ารอาชีวอนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารสขุ ภาพระดบั ปฐมภูมิ
• ลักษณะทางกายภาพของสารท่ีใช้ หรอื ท่ีเก่ียวข้อง เช่น ควนั กา๊ ซ ไอ ของเหลว ฝ่นุ /ผง
ของแข็ง เปน็ ต้น
• ขนาด รูปรา่ ง และนำ้ หนกั ของวัตถุท่เี คลอื่ นย้าย
• มาตรการควบคมุ ท่ีใช้ และควรทจี่ ะต้องม
ี
• ขอ้ มูลการเจบ็ ป่วย หรือการเกิดอุบัติเหตุ
2. ระบสุ ิ่งคุกคาม
การระบสุ งิ่ คกุ คามหรอื การชบี้ ง่ อนั ตราย เปน็ กระบวนการของการคน้ หาตน้ เหตุ หรอื สถานการณ์
ทอี่ าจกอ่ ใหเ้ กดิ การบาดเจบ็ การเจบ็ ปว่ ยทเ่ี กดิ จากการทำงาน หรอื ความเสยี หายตอ่ ทรพั ยส์ นิ ตอ่ สภาพ-
แวดล้อมการทำงาน หรือตอ่ สาธารณชน การพจิ ารณาสิง่ ตา่ งๆ เหล่าน้ี ควรใหม้ คี วามครอบคลุมในทุก
ขั้นตอนของการทำงาน และในทกุ พน้ื ท่ที มี่ ีผู้ทำงาน
การระบสุ ่งิ คกุ คามในแตล่ ะขัน้ ตอนการทำงาน ควรพิจารณาดงั นี
้
• มีแหล่งที่เปน็ อันตรายหรอื ไม
่
• ใคร หรอื อะไร ท่ีจะได้รับอันตราย
• อันตรายจะเกิดขน้ึ ได้อย่างไร
• ประเภทของการบาดเจบ็ หรือเจ็บปว่ ยท่ีอาจจะเกิดขนึ้ ได
้
สิ่งคุกคาม แบ่งออกได้เปน็ 5 ประเภท คอื
1. ส่งิ คุกคามทางกายภาพ ได้แก่ เสยี ง ความร้อน รงั สี แสง ความสน่ั สะเทือน
2. สิ่งคุกคามทางเคมี อันตรายเกิดจากการสัมผัสสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งอาจอยู่ในรูป ฝุ่น
ควัน ไอระเหย ของเหลว และของแข็ง
คมู่ ือจดั บรกิ ารอาชวี อนามัยในหนว่ ยบริการสขุ ภาพระดบั ปฐมภูมิ | 25
3. สิ่งคุกคามทางชีวภาพ ท่ีทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ อาจโดยการแพ้สารพิษ (toxins)
หรอื การตดิ เชื้อ ท่พี บทั่วไป ได้แก่ เช้อื โรคต่างๆ เชน่ แบคทีเรีย ไวรัส เชือ้ รา หรือสัตว์
แมลงมีพษิ ต่างๆ
4. ส่ิงคุกคามด้านการยศาสตร์ เช่น ท่าทางในการทำงานท่ีไม่ถูกต้อง การทำงานด้วยท่าทาง
ซำ้ ๆ เครอ่ื งจกั รทไี่ ม่เหมาะสมกบั สภาพคนทำงาน เปน็ ตน้
5. ส่ิงคุกคามด้านจิตวิทยาสังคม อาจก่อให้เกิดผลกระทบโดยทางตรงหรือทางอ้อม ส่ิงท่ี
เก่ียวขอ้ งกบั ส่งิ คุกคามดา้ นน้ี คอื ความรู้สกึ ความคิด อารมณ์ ไดแ้ ก่ ภาวะเศรษฐกิจ การ
เปลยี่ นแปลงทางสังคม ความรสู้ กึ ไม่มั่นคงและปลอดภยั ในการทำงาน เปน็ ต้น
แนวทางในการพิจารณาความเป็นอันตรายของส่ิงคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้น อาจต้ัง
คำถาม เพอ่ื หาคำตอบในขณะทที่ ำการเดนิ สำรวจ ดังน
ี้
ในระหวา่ งทผ่ี ู้ปฏบิ ตั งิ านทำงานนัน้ อาจเกิดอันตรายเหลา่ น้ีเกิดข้ึนหรือไม่ :
• สารเคมีหรือวตั ถุ ทอี่ าจเขา้ สูร่ ะบบทางเดนิ หายใจ
• สารเคมหี รือวัตถุ ทอี่ าจจะทำใหเ้ กดิ อันตรายต่อนัยน์ตา
• สารเคมหี รือวัตถุ ทอ่ี าจทำใหเ้ กดิ อันตรายเมอ่ื มีการสมั ผัส หรือดดู ซมึ เข้าทางผวิ หนัง
• สารเคมหี รือวัตถุ ทอ่ี าจทำใหเ้ กิดอนั ตรายเน่ืองจากการกลนื กินเขา้ ไป
• มีส่งิ คกุ คามทางกายภาพท่ีอาจก่อใหเ้ กิดอันตราย เช่น ไฟฟา้ รงั สี ความรอ้ น เสียง ความ-
สน่ั สะเทอื น
• อุณหภูมขิ องสภาพแวดล้อมการทำงานไมเ่ หมาะสม เชน่ ร้อนเกนิ ไป หรือหนาวเกนิ ไป
• แสงสวา่ งไมเ่ หมาะสม
26 | คมู่ อื จัดบรกิ ารอาชีวอนามยั ในหน่วยบริการสขุ ภาพระดับปฐมภมู ิ
• เครื่องจักร อปุ กรณท์ ีใ่ ช้มีเสียงดัง
• การลื่น หกล้มบนพืน้
• การตกจากทส่ี ูง
• การตกหล่นของเครื่องมือ วัตถุ สงิ่ ของ จากท่ีสงู
• อันตรายจากยานพาหนะทีใ่ ช้ขนส่ง
เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการพิจารณาสิง่ คุกคาม
1. การขอคำปรึกษา ผู้เช่ียวชาญที่มีประสบการณ์ในการประเมินความเสี่ยง สามารถช้ีถึง
ประเด็นปัญหาท่ีคาดว่าจะมีอันตราย และมีศักยภาพที่อาจก่อให้เกิดอุบัติการณ์หรือ
อบุ ตั เิ หตไุ ด
้
2. การตรวจตรา การตรวจตราสภาพการทำงาน และส่ิงแวดล้อมการทำงาน
3. การศึกษาจากข้อมูลบันทึก ข้อมูลบันทึกการบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วย และข้อมูลการ
สอบสวนอบุ ัติการณ์หรอื อุบตั ิเหต
ุ
4. การใช้แหล่งข้อมูลวิชาการ ข้อมูลวชิ าการทีม่ อี ยู่ตามแหลง่ ข้อมูลตา่ งๆ เชน่ ขอ้ มูลเคม-ี
ภณั ฑ์เพือ่ ความปลอดภยั (Material Safety Data Sheet) ตลอดจนข้อแนะนำหรอื ขอ้ หา้ ม
ในการใช้วัสดุอปุ กรณ์ต่างๆ
5. การวเิ คราะห์งาน การวเิ คราะห์งาน โดยการจำแนกงานออกเป็นขัน้ ตอนย่อย เพอ่ื ระบถุ งึ
สิ่งคุกคามในเรื่องต่างๆ ท่ีมีอยู่ในแต่ละขั้นตอนของงาน ซ่ึงการวิเคราะห์งานน้ัน จะต้อง
ทำการวเิ คราะหถ์ งึ อนั ตรายขณะทลี่ กั ษณะการทำงานในสภาวะปกติ และขณะทล่ี กั ษณะการ
ทำงานอยใู่ นสภาวะที่ไม่ปกติ
คู่มือจดั บริการอาชีวอนามยั ในหน่วยบริการสขุ ภาพระดบั ปฐมภูมิ | 27
3.กำหนดคา่ ความเสีย่ ง
ความเส่ียงที่อาจจะเกิดขึ้น ควรพิจารณาถึง การประมาณค่าความรุนแรงของผลกระทบที่อาจ
จะเกิดข้ึนจากอันตราย และโอกาสของอันตรายท่ีอาจจะเกิดข้ึน ในการประมาณค่าความเสี่ยง ควร
คำนึงถึงทุกคนที่มีโอกาสท่ีจะได้รับอันตราย ดังนั้น อันตรายท่ีเกิดข้ึนจะมีความรุนแรงมากย่ิงขึ้น หาก
เกิดขึ้นกับกลุ่มคนจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสูงๆ หรือความเสี่ยงท่ีเราไม่อาจยอมรับได้
อ
าจเก่ยี วข้องกับคนเพียงคนเดยี ว หรือเกิดในลกั ษณะการทำงานท่ีมกี ารปฏบิ ัตนิ านๆครัง้
การกำหนดคา่ ความเสี่ยง มแี นวทางดังนี
้
1. การประมาณค่าความรุนแรงของอนั ตรายท่ีอาจจะเกิดขึน้
ข้อมูลในแต่ละข้ันตอนการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในเรื่องของวัตถุดิบที่ใช้ในแต่ละขั้นตอน
การทำงาน ลักษณะการทำงานในแตล่ ะข้นั ตอน เป็นขอ้ มูลทจี่ ำเป็นที่สดุ ในการประมาณคา่ ความรุนแรง
ของอนั ตรายทีอ่ าจจะเกิดการบาดเจ็บหรอื การเจ็บปว่ ย โดยพิจารณา
• สว่ นของร่างกายทีไ่ ด้รบั กระทบ
• ลกั ษณะของการบาดเจบ็ หรือเจบ็ ป่วย โดยเรียงลำดับความรนุ แรงจากมากไปนอ้ ย
นอกเหนือจากการพิจารณาถึงผลกระทบทางตรงท่ีจะมีผลต่อสุขภาพของผู้ทำงานและทรัพย์สิน
แล้ว ควรมีการพิจารณาถึงผลกระทบโดยตรงที่นอกเหนือจากสุขภาพ และผลกระทบทางอ้อมที่อาจจะ
เกิดขึน้ ด้วย เชน่
• จำนวนเงินในเร่อื งค่ารกั ษา ฟน้ื ฟูสภาพรา่ งกาย ท่ีต้องจา่ ยให้กับผทู้ ่ไี ดร้ บั บาดเจ็บ
• เวลาการทำงานทตี่ อ้ งสูญเสียไปในกรณีทเี่ กิดอุบตั เิ หตุ
28 | คู่มือจัดบริการอาชีวอนามัยในหนว่ ยบรกิ ารสุขภาพระดับปฐมภมู ิ
• ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอาคารสถานท่ี เคร่ืองจักร และอุปกรณ์ท่ีเสียหาย ในกรณีที่
เกดิ อุบัติเหตุรนุ แรง
• ความเสยี หายต่อกระบวนการผลติ เนอื่ งจากกระบวนการผลิตต้องหยุดชะงกั
• ชือ่ เสยี ง ภาพลักษณข์ องหนว่ ยงาน
จากการพิจารณาในเร่ืองตา่ งๆ แลว้ สามารถนำมาจัดระดับความรุนแรงของอันตราย ดงั น้
ี
1. อันตรายเล็กน้อย หมายถึง อันตรายที่เกิดขึ้นแล้วทำให้มีการเจ็บป่วยตั้งแต่เล็กน้อยถึง
การเจบ็ ป่วยทม่ี ีการหยดุ งานไม่เกิน 3 วัน
2. อันตรายปานกลาง หมายถึง อันตรายที่เกิดขึ้นแล้วทำให้เกิดการเจ็บป่วย แต่ไม่ถึงขั้น
พกิ ารหรอื เสยี ชีวติ หรือมีการเจบ็ ป่วยทมี่ ีการหยดุ งานเกิน 7 วนั
3. อันตรายร้ายแรง หมายถึง อันตรายท่ีเกิดขึ้นมีผลให้เสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ พิการได้
หรือเป็นอันตรายที่มีผลต่อกลุ่มคนจำนวนมากๆ หรือเป็นอันตรายที่เกิดข้ึนแล้วสูญเสีย
ทรพั ย์สินจำนวนมาก
2. การประมาณโอกาสของอนั ตรายทีอ่ าจจะเกิดขึน้
รายละเอยี ดท่ีจะตอ้ งนำมาพิจารณาถึงโอกาสของอันตรายทีอ่ าจจะเกดิ ขน้ึ มดี งั นี
้
• จำนวนผูป้ ฏิบตั ิงานท่ีเก่ียวข้อง
• ความถ่ี และระยะเวลาที่ผู้ปฏิบัตงิ านตอ้ งสมั ผัสกับอันตราย
• ความไมส่ มบูรณ์ของเครอ่ื งจกั ร อปุ กรณ์ความปลอดภัยต่างๆ
• ลักษณะของการสมั ผสั กับสง่ิ คกุ คาม
คมู่ ือจดั บริการอาชีวอนามยั ในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภมู ิ | 29
• การจัดให้มีการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ตามลักษณะความเป็นอันตราย
ของงานนั้นๆ
• การกระทำทไี่ มป่ ลอดภยั หรอื การปฏบิ ตั ิที่ไมเ่ ป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย
จากการพิจารณาโอกาสของอนั ตรายทอ่ี าจจะเกดิ ข้ึน สามารถจัดกลุ่มไดด้ งั นี้
1. ไมน่ า่ จะเกิด (ระดบั 1)
โอกาสของอันตรายที่ไม่น่าจะเกิด หมายถึง อันตรายน้ันแทบจะไม่มีโอกาสเกิดเลย อาจ
เนอ่ื งมาจากมรี ะบบการปอ้ งกนั ทเี่ หมาะสม หรอื อนั ตรายนน้ั มีโอกาสเกิดไม่ถึง 5%
2. เกิดขึน้ ได้นอ้ ย (ระดบั 2)
โอกาสของอนั ตรายเกดิ ขึ้นไดน้ อ้ ย หมายถึง อนั ตรายนน้ั มโี อกาสเกิดขนึ้ ตัง้ แต่ 5% ไปจนถึง
ไมเ่ กิน 50 %
3. เกิดขนึ้ ได้มาก (ระดับ 3)
โอกาสของการเกดิ อนั ตรายเกิดขึ้นได้มาก หมายถงึ อันตรายน้ันมีโอกาสเกิดมากกวา่ 50%
ขน้ึ ไป
4. ตดั สินว่าเป็นความเสีย่ งที่ยอมรับได้หรอื ไม่
หลังจากท่มี ีการพจิ ารณาถึง การประมาณค่าความรนุ แรง และโอกาสของอันตรายที่อาจจะเกดิ
ขึ้น และมกี ารกำหนดคา่ ระดับของทั้งสองประเดน็ แล้ว จากนน้ั นำคะแนนของทั้งสองคา่ มาคูณกัน เพอ่ื
ประเมินคา่ ความเสย่ี งวา่ อย่ใู นระดับใด หรอื เปรยี บเทยี บความสมั พนั ธ์กัน ทง้ั นไี้ ด้แบง่ คา่ ความเสีย่ งออก
เป็น 5 อันดบั ไดแ้ ก่
30 | ค่มู ือจดั บรกิ ารอาชวี อนามยั ในหนว่ ยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ
1. ระดบั ความเส่ยี งเลก็ น้อย (1 คะแนน)
ระดบั ความเสยี่ งเลก็ นอ้ ย หมายถงึ ระดบั ความเสยี่ งทไ่ี มต่ อ้ งมกี ารดำเนนิ การแกไ้ ขใดๆ เพมิ่ เตมิ
2. ระดบั ความเส่ียงที่ยอมรับได้ (2 คะแนน)
ระดบั ความเสย่ี งทยี่ อมรบั ได้ หมายถงึ ระดบั ความเสยี่ งทอ่ี าจไมต่ อ้ งดำเนนิ การควบคมุ เพม่ิ เตมิ
แต่ควรมีการติดตามระบบการควบคุมป้องกันท่ีมีอยู่ให้คงประสิทธิภาพหรือติดตามว่ายังคงใช้งานได้
อย่างไรก็ตาม อาจมมี าตรการควบคมุ อย่างอนื่ เพ่มิ เตมิ ไดห้ ากจะชว่ ยใหอ้ งคก์ ารลดความสญู เสยี ได
้
3. ระดับความเสยี่ งปานกลาง (3-4 คะแนน)
ระดับความเสีย่ งปานกลาง หมายถึง ระดบั ความเสี่ยงทีจ่ ะตอ้ งพยายามที่ลดความเสีย่ งลง ใน
กรณีท่ีพบว่าความเส่ียงระดับปานกลางสัมพันธ์กับอันตรายที่มีความร้ายแรง จำเป็นต้องมีการประเมิน
ความเสี่ยงขั้นสงู ต่อไป และเปน็ ความเสี่ยงท่ีจำเป็นตอ้ งมีการหามาตรการในการป้องกันควบคมุ
4. ระดบั ความเสย่ี งสูง (6 คะแนน)
ระดับความเส่ียงสูง หมายถึง ระดับความเสี่ยงที่ไม่ควรให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานก่อนที่จะทำการ
ควบคุมแก้ไขเพื่อลดความเสี่ยงลง ควรเร่งรีบควบคุมแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเส่ียง
ระดับสงู นน้ั เกดิ ขนึ้ ในกระบวนการผลติ หรือระหว่างการปฏบิ ัตงิ าน
5. ระดับความเสยี่ งท่ยี อมรบั ไม่ได้ (9 คะแนน)
ระดับความเส่ียงที่ยอมรับไม่ได้ หมายถึง ระดับความเสี่ยงที่จะต้องไม่อนุญาตให้มีการทำงาน
อย่างเดด็ ขาด จนกว่าจะทำการลดความเส่ยี งลงเสียก่อน
คู่มือจดั บริการอาชวี อนามัยในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ | 31
ตวั อยา่ งการกำหนดคา่ ระดับความเส่ยี ง
ตัวอย่างเช่น การกำหนดค่าระดับความเส่ียงในกลุ่มอาชีพผลิตยาสมุนไพร ซ่ึงมีขั้นตอน
การผลิตเป็นดังนี้
เตรียมอุปกรณ
์ การผสมยาลักษณะ
รอ่ นยา
บรรจุใสข่ วดตดิ ฉลาก เป็นผลสำเรจ็ รปู
การบรรจแุ ค็ปซูล
แลว้ นำมาข้นึ
ทำความสะอาด
เม็ดแคป็ ซูลยา
พรอ้ มส่งขาย
พบส่งิ คกุ คามสุขภาพทสี่ ำคัญ ได้แก่ ฝุ่นผงของยาสมุนไพร แสงสวา่ ง ทา่ ทางการทำงานท่เี ป็น
ลกั ษณะนง่ั ทา่ เดยี วนานๆ ฯลฯ สามารถนำมาใหร้ ะดบั โอกาสและระดบั ความเปน็ อนั ตรายของสง่ิ คกุ คาม
ได้ดงั ตารางที่ 1
32 | คมู่ อื จัดบริการอาชีวอนามัยในหนว่ ยบรกิ ารสุขภาพระดับปฐมภมู ิ
ตารางที่ 1 การประเมนิ คา่ ระดับความเส่ียงในกลุม่ อาชีพผลติ ยาสมุนไพร
ส่ิงคุกคามท่ีพบ
โอกาสการเกดิ อันตราย
ร
ะดบั ความเปน็ อันตราย
ระดบั ความเสย่ี ง
ฝนุ่ ผงของ
เกิดไดป้ านกลางเพราะวา่ มีการฟ้งุ กระจายใน ปานกลาง เน่อื งจากผล ความเสยี่ งปานกลาง
ยาสมุนไพร
บรเิ วณทำงานอกี ท้ังทำงานในหอ้ งปดิ การ กระทบตอ่ การไดร้ ับฝุน่ มี
ระบายอากาศไม่ดี และคนทำงานส่วนใหญ่ ผลตอ่ การสมรรถภาพการ
ทำงานในบริเวณดงั กลา่ วอยู่ประจำ
ทำงานของปอด แตย่ ังไม่
แตผ่ ้ปู ฏบิ ัติงานมกี ารใสอ่ ุปกรณ์ปอ้ งกนั อนั ตราย ถงึ ข้นั เสียชีวติ
จากการสมั ผสั ฝ่นุ อยา่ งสมำ่ เสมอ
แสงสวา่ ง
เกิดได้นอ้ ย เนอ่ื งจากแมว้ า่ ผู้ปฏิบตั ิงานตอ้ ง เลก็ นอ้ ย ผลกระทบของ ความเสี่ยงน้อย
ปฏบิ ัตงิ านบริเวณดงั กลา่ วเปน็ ประจำแต่ไดม้ ีการ การสมั ผสั แสงสว่างท่ไี ม่
ดแู ลความสะอาด บำรงุ รกั ษาหลอดไฟเปน็ ประจำ เหมาะสม อาจมีผลต่อ
อกี ทงั้ มแี สงสว่างจากธรรมชาติ ทำใหร้ ะดับ
สมรรถภาพการมองเห็น
แ
สงสว่างในจดุ ทำงานเหมาะสม
แ
ตไ่ มร่ ุนแรงถึงขั้นเสียชวี ติ
ท่าทางการทำงาน เกดิ ข้นึ บอ่ ยครั้ง เนอ่ื งจากผปู้ ฏิบตั ิงานตอ้ งน่ัง ปานกลาง เนื่องจาก ความเสี่ยงสูง
ในลักษณะน่งั ทำงานตลอดเวลา และบ่อยครั้งท่งี านเร่ง ระดบั ทำให้กระดูกและกลา้ มเนือ้
ทำงานเป็นเวลา โต๊ะ และเก้าอ้อี ยใู่ นระดับไม่เหมาะสม และจาก ไมส่ ามารถทำงานได้ตาม
นาน
การสอบถามพบว่าผู้ปฏบิ ตั งิ านส่วนใหญ่มอี าการ ปกติ และอาจต้องการการ
ปวดหลังเปน็ ประจำ
รักษา
คู่มอื จดั บริการอาชวี อนามัยในหนว่ ยบริการสขุ ภาพระดบั ปฐมภูมิ | 33
5. เตรยี มแผนปฏิบัตกิ าร/ขอ้ แนะนำในการลดความเส่ียง
ในการลดความเส่ียงน้ัน จะมีแผนการควบคุม/ข้อเสนอแนะในการจัดการความเสี่ยงน้ันๆ ที่
แตกตา่ งกนั ตามระดบั ของความเส่ียง ดงั น้ี
ร
ะดับความเสีย่ ง
แนวทางการปฏิบตั ิและเงอื่ นไขเวลา
เลก็ นอ้ ย
ไม่ต้องดำเนินการใดๆ เพ่ิมเติม
ที่ยอมรับได้
ไมต่ ้องมีการควบคมุ เพมิ่ เตมิ การพิจารณามาตรการควบคุมเพ่มิ เติม อาจจะทำเมื่อเห็นว่า สามารถ
ลดความสญู เสียได้ กาตืดตามยังคงต้องทำ เพื่อให้แน่ใจว่า การควบคุมยงั คงมอี ยู่และใช้ไดผ้ ล
ปานกลาง
ตอ้ งพยายามลดความเสยี่ งลง การดำเนินการจดั หามาตรการเพือ่ ลดความเสี่ยง จะตอ้ งอยู่ภายใน
ระยะเวลาทกี่ ำหนดให้
เม่อื ความเสย่ี งปานกลางมีความสัมพันธก์ ับอนั ตรายรา้ ยแรง ควรทำการประเมนิ เพม่ิ เตมิ ดว้ ยเทคนคิ
ท่เี หมาะสม เพือ่ หาค่าโอกาสท่ีจะเกิดอนั ตรายหรอื ความเป็นไปไดท้ จ่ี ะเกดิ อันตรายไดแ้ มน่ ยำขึ้น เพื่อ
เ
ป็นหลกั ในการตัดสนิ ใจถึงความจำเป็นในการปรบั ปรุงแกไ้ ขมาตรการควบคมุ ต่อไป
สูง
ต้องลดความเส่ยี งลงกอ่ นเริม่ ทำงานได้ ถ้าความเสีย่ งเกิดข้นึ ในกระบวนการผลติ หรือระหวา่ งการ
ป
ฏิบัติงาน จะต้องมีการแก้ไขอยา่ งเร่งดว่ น
ที่ยอมไม่ได
้ จะเริม่ หรอื ทำงานต่อไปไม่ได้จนกว่าจะลดความเส่ียงลง แมพ้ ยายามลดความเส่ยี งอยา่ งเต็มทแี่ ล้ว
แตไ่ มส่ ามารถลดความเส่ียงลงได้ ก็ยงั คงหา้ มทำงานตอ่ ไปอย่างเดด็ ขาด
34 | คมู่ ือจัดบรกิ ารอาชวี อนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารสขุ ภาพระดับปฐมภูมิ
6. ติดตามการปฏิบัติในการลดความเสีย่ ง
วัตถุประสงคข์ องการติดตามการปฏบิ ตั ใิ นการลดความเสยี่ ง เพือ่
• ตรวจสอบวา่ การควบคุมความเส่ียงมกี ารปฏิบัติ และประสบผลสำเรจ็
• ส่งเสริมให้มีการปฏิบัติตามแผนงานและการควบคุมความเสี่ยง โดยผลการประเมินจะถูก
จัดสง่ ไปยงั ทุกฝ่ายทเี่ กี่ยวขอ้ ง
แนวทางสำหรบั การตดิ ตามการปฏบิ ตั
ิ
การติดตามตรวจสอบทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ มีบทบาทในการนำไปใช้ในการประเมินและ
ควบคมุ ความเสีย่ ง
1. ขอ้ มลู การติดตามตรวจสอบเชิงรุก
ข้อมูลการติดตามเชิงรุก จะนำมาใช้ประโยชน์ในการติดตามตรวจสอบว่า มีการปฏิบัติเป็นไป
ตามขอ้ กำหนดของการควบคมุ ความเสีย่ ง และยงั นำมาใช้ในการประเมินความเสยี่ งครง้ั ต่อไปด้วย เช่น
ข้อมูลการตรวจสอบเครื่องจักร เอกสารต่างๆในการทำงาน เป็นต้น ควรนำหลักฐานการติดตาม
ตรวจสอบในเชิงรุก และประสบการณ์จากการปฏิบัติไปใช้ในการทบทวน และปรับปรุงการควบคุมที่มี
อ
ย
ู่
2. ข้อมูลการติดตามตรวจสอบเชงิ รับ
ข้อมูลการติดตามเชิงรับ ช่วยให้ผู้ประเมินความเสี่ยงสามารถประมาณโอกาสที่จะเกิด
เหตุการณ์อันตราย และผลที่ตามมา ตัวอย่าง ข้อมูลติดตามตรวจสอบในเชิงรับ เช่น สถิติการเกิด
อุบัติเหตุ ภายหลังจากการประเมินความเสี่ยงครั้งแรก ควรให้มีการใช้ข้อมูลติดตามตรวจสอบเชิงรับ
อย่างตอ่ เนอื่ งในการตดิ ตามตรวจสอบประสทิ ธภิ าพของการควบคุม
คู่มอื จัดบริการอาชวี อนามัยในหน่วยบรกิ ารสุขภาพระดับปฐมภูมิ | 35
7. การควบคมุ และแก้ไขความเสีย่ ง
7.1 หลกั การควบคมุ ความเสี่ยง
7.1.1 การควบคมุ อันตรายทีแ่ หล่งกำเนดิ
• การใชส้ ารเคมที ป่ี ลอดภยั หรอื ท่เี ปน็ อันตรายน้อยกว่าแทนสารเคมที ่ีใช้อย่
ู
• การตดิ ตง้ั เครือ่ งปอ้ งกัน/สญั ญาณความปลอดภยั ที่ตัวเครือ่ งจกั ร
• การควบคุมเสียงท่ีตวั เครอื่ งจักร
7.1.2 การควบคุมท่ีทางผา่ นระหว่างแหล่งกำเนดิ อนั ตรายกับตวั ผ้ปู ฏิบัติงาน
• การติดตั้งระบบระบายอากาศภายในอาคารท่ีมีประสิทธิภาพ ในบริเวณท่ีมีฝุ่น
หรอื การฟุ้งกระจายของสารเคม
ี
• จัดเครือ่ งจักรทีม่ เี สยี งดงั ใหอ้ ยู่ห่างจากกลมุ่ ผู้ปฏบิ ัติงาน
• ตดิ วัสดุดูดซบั เสยี งดังท่เี พดานหรือผนัง
7.1.3 การควบคุมทผี่ ูป้ ฏบิ ตั ิงาน
• การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลท่ีเหมาะสมกับความเป็นอันตราย
สำหรับปฏิบตั ิงาน
• จัดหมนุ เวยี นผู้ปฏิบตั ิงานทีต่ อ้ งทำงานกับเครื่องจกั รที่มเี สยี งดงั
• ควบคุมใหผ้ ู้ปฏบิ ัตงิ านทำงานด้วยวธิ กี ารทำงานท่ีถกู ต้องและปลอดภัย
การควบคุมความเส่ียงท่ีมีประสิทธิภาพที่สุด หรือ การควบคุมอันตรายที่แหล่งกำเนิด ซึ่งควร
ดำเนินการเป็นอันดับแรก แต่หากไม่สามารถปฏิบัติได้ หรือปฏิบัติแล้วยังคงมีความเส่ียงอยู่ ควร
พิจารณาที่มาตรการควบคุมที่ทางผ่านระหว่างแหล่งกำเนิดอันตรายกับผู้ปฏิบัติงาน สำหรับการจัดหา
36 | คู่มอื จัดบรกิ ารอาชีวอนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารสุขภาพระดบั ปฐมภูมิ
อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล อาจจะเป็นทางเลือกสุดท้ายหากว่ามาตรการอ่ืนๆ ดำเนินการแล้ว
แตย่ งั ไมส่ ามารถปอ้ งกัน ควบคุมใหอ้ ยู่ในระดับสภาพที่ปลอดภยั ตอ่ ผปู้ ฏิบตั งิ านได้
ทั้งนี้จากคู่มือขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่ได้จัดทำพร้อมให้ข้อเสนอแนะเพื่อ
เป็นการปรับปรุงสภาพการทำงานให้ปลอดภัย โดยกำหนดกฎต่างๆ เพ่ือให้ทำงานได้อย่างปลอดภัยใน
ประเดน็ งานท่ีเก่ยี วขอ้ งดงั นี
้
1. การจดั เกบ็ และขนย้ายสงิ่ ของ
2. การออกแบบหนว่ ยงานทที่ ำงาน
3. การทำงานกับเครื่องจกั รอยา่ งปลอดภัย
4. การควบคุมสารเคมอี นั ตราย
5. การจัดแสงสว่างอยา่ งปลอดภัย
6. สวสั ดกิ ารในการทำงาน
7. อาคารและสถานที
่
รายละเอยี ดของกฏแตล่ ะขอ้
กฎข้อ 1 การจัดเกบ็ และการขนย้ายส่ิงของ
1. หากสงสัยให้ขจัดออกไป
2. หลกี เลีย่ งการวางวสั ดบุ นพนื้
3. ประหยดั พื้นทโี่ ดยใช้ชนั้ วางทมี่ หี ลายชัน้
4. จดั หา “บา้ น” ใหอ้ ปุ กรณ์และงานแตล่ ะชน้ิ
5. ถ้าใช้มากให้อยู่ใกล้มาก
6. ใชท้ จ่ี ดั เก็บท่เี คลื่อนทไ่ี ด้
คมู่ ือจดั บริการอาชีวอนามัยในหน่วยบรกิ ารสุขภาพระดบั ปฐมภูมิ | 37
7. ใหอ้ ุปกรณเ์ คล่ือนยา้ ยไปยังจุดท่จี ะใช้ไดง้ า่ ย
8. อยา่ ยกวสั ดุสงู กวา่ ทจี่ ำเปน็
9. เคลอ่ื นย้ายวัสดุระดบั ความสงู ของการทำงาน
10. ยกอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพและปลอดภยั
ตวั อยา่ ง
หลีกเล่ยี งการวางของทีพ่ ้นื
มหี ูหิ้วที่ดี
จัดหาบ้านให้อุปกรณ์ตา่ งๆ
ใช้ทีจ่ ดั เก็บที่เคล่อื นท่ไี ด
้
ติดลอ้ อปุ กรณ์ที่ตอ้ งเคลอ่ื นยา้ ย
ทำงานในระดบั ความสูงเหมาะสม
จัดของท่ีใช้บอ่ ยไว้ใกลต้ ัว
ใชอ้ ปุ กรณ์เคลอื่ นยา้ ยชนดิ ตา่ งๆ
38 | คู่มือจดั บริการอาชีวอนามยั ในหน่วยบรกิ ารสขุ ภาพระดับปฐมภมู ิ
กฎขอ้ 2 การออกแบบหน่วยงาน
1. ให้วัสดเุ คร่ืองมอื อยใู่ กลต้ วั
2. ปรบั ปรุงอริ ยิ าบถการทำงานใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ
3. ใช้อุปกรณ์ช่วยเพ่อื ให้ประหยดั แรงและเวลา
ตัวอย่าง
วางเครอ่ื งมอื อปุ กรณ์ และวสั ดุที่ใชบ้ อ่ ยให้อยรู่ ะยะ
จัดหาโต๊ะทำงานโดยให้ความสูงของการทำงานปกตอิ ยู่
ท่ีสามารถหยบิ จบั จา่ ยและสะดวก
ในระดับขอ้ ศอก/เอว
คมู่ อื จัดบรกิ ารอาชีวอนามัยในหนว่ ยบริการสขุ ภาพระดบั ปฐมภูมิ | 39
กฎข้อ 3 การทำงานกบั เคร่ืองจกั รอย่างปลอดภยั
1. ตรวจสอบสภาพเครอ่ื งจักรอยา่ งสม่ำเสมอ
2. ไมส่ ง่ ชิ้นงานเข้าเคร่อื งจกั รโดยตรง ใช้อุปกรณป์ อ้ น
3. ใชก้ าร์ดครอบเครอื่ งจกั รใหป้ ลอดภยั
ตวั อย่าง
ตดิ ตัง้ อปุ กรณ์ป้องกนั หรอื การด์ ท่ีเหมาะสม การใช้อปุ กรณอ์ ื่นๆ เพือ่ ยึดจับ ตรวจเช็คและบำรงุ รักษาเครื่องจักร
เพ่ือป้องกนั อนั ตรายของเคร่ืองจักรส่วนที่ ชนิ้ งาน ทำให้ประหยัดแรงงาน อยา่ งสม่ำเสมอ
เคลื่อนไหว
และเวลา
กฎข้อ 4 การควบคมุ สารเคมอี นั ตราย
1. ใชส้ ารเคมอี ันตรายน้อยแทนอันตรายมาก
2. ใช้ฝาและท่ปี ดิ เพือ่ ปอ้ งกนั การระเหยและฟงุ้ กระจาย
3. ทำความสะอาดให้เหมาะสม ไมใ่ หฝ้ นุ่ ฟุง้
40 | คมู่ อื จัดบริการอาชีวอนามัยในหน่วยบริการสขุ ภาพระดบั ปฐมภูมิ
4. เพ่มิ การระบายอากาศและจดุ ให้เหมาะสม
5. ใช้อปุ กรณ์ป้องกนั อันตรายเป็นอยา่ งสดุ ทา้ ย
6. อยา่ กนิ หรอื นำสารอันตรายกลบั บา้ น
ตัวอย่าง
เก็บสารเคมีท่ีสามารถระเหยไดไ้ วใ้ นภาชนะที่ปดิ มิดชิด
เปิด ประตู หนา้ ตา่ ง และเปิดช่องต่างๆ เพอ่ื เปน็ การ
ระบายอากาศธรรมชาต
ิ
จดั ใหม้ ีอปุ กรณ์ปอ้ งกันอันตรายสว่ นบคุ คลอยา่ งเหมาะสม จดั เกบ็ พร้อมติดฉลากสารเคมอี ันตราย
และพอเพียง
คู่มือจดั บรกิ ารอาชวี อนามยั ในหนว่ ยบริการสขุ ภาพระดับปฐมภมู ิ | 41
กฎขอ้ 5 แสงสว่าง
1. ใช้ประโยชนจ์ ากแสงธรรมชาติใหเ้ ต็มท่ี
2. หลีกเล่ยี งแสงจ้า
3. เลือกใชแ้ บรคกราวดท์ เ่ี หมาะสมสำหรับงานทีต่ อ้ งใช้สายตา
4. ติดต้ังหลอดไฟใหถ้ กู จดุ
5. หลีกเล่ยี งการเกิดเงา
6. ดแู ลบำรุงรกั ษาอย่างสม่ำเสมอ
ตัวอย่าง
ควรเพม่ิ แสงสวา่ งจากธรรมชาต
ิ จัดให้มคี วามเขม้ ของแสง ณ บรเิ วณพื้นที่
ทำความสะอาดชอ่ งแสงและกระจก
ทำงานเฉพาะจุด เช่น ดวงไฟ หลอดไฟ
42 | คู่มือจัดบริการอาชีวอนามัยในหนว่ ยบรกิ ารสุขภาพระดบั ปฐมภูมิ
กฎขอ้ 6 สวัสดิการในการทำงาน
1. จัดสิง่ อำนวยความสะดวกใหต้ รงกบั ความต้องการ
2. เตรยี มพร้อมในกรณเี หตฉุ กุ เฉิน
3. ให้มกี ารพักเพื่อคลายเหนื่อย
ตัวอยา่ ง
จัดนำ้ ด่มื ท่สี ะอาดปลอดภัย
จดั ใหม้ ีมุมพกั ผอ่ นและมุมรับประทาน จัดอปุ กรณ์ปฐมพยาบาล
อยา่ งเพียงพอในสถานท่ีทำงาน
อาหารท่ีถกู สขุ ลกั ษณะแยกเป็นสัดสว่ น สำหรบั เหตุฉุกเฉนิ
จากบริเวณพน้ื ที่ทำงาน
คมู่ อื จดั บริการอาชวี อนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารสขุ ภาพระดบั ปฐมภมู ิ | 43
กฎขอ้ 7 อาคารสถานท
่ี
1. จดั ให้มกี ารระบายอากาศท่ดี
ี
2. ขจัด แยกส่ิงท่ีก่อใหเ้ กิดมลพิษ
3. ป้องกันอคั คภี ัยและอบุ ัตเิ หตุทางไฟฟ้า
ตวั อยา่ ง
เพิ่มการระบายอากาศตามธรรมชาต
ิ จัดทางเขา้ -ออก บริเวณทำงานไมใ่ หม้ ีส่งิ กีดขวาง
และใหม้ อี ปุ กรณด์ ับเพลงิ อย่างเพียงพอ
44 | คมู่ อื จัดบริการอาชีวอนามยั ในหนว่ ยบริการสุขภาพระดบั ปฐมภมู ิ
46 | ค่มู ือจัดบรกิ ารอาชวี อนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารสุขภาพระดบั ปฐมภมู ิ
ปโรระคบกจทอาทบกี่อก3า
าชรพี
ค่มู ือจดั บรกิ ารอาชวี อนามยั ในหน่วยบรกิ ารสขุ ภาพระดับปฐมภมู ิ | 47
บทที่ 3 โรคจากการประกอบอาชีพ
1. คำจำกัดความ
โรคจากการประกอบอาชพี หรือโรคเหตุจากอาชีพ (Occupational diseases)
หมายถึง โรค หรือความเจ็บป่วยที่เกิดข้ึนกับผู้ทำงานโดยมีสาเหตุหลักมาจากการสัมผัส
สิ่งคกุ คาม หรอื สภาวะแวดล้อมในการทำงานท่ไี ม่เหมาะสม โดยท่ีอาการของการเจ็บปว่ ยนน้ั ๆ อาจเกิด
ขน้ึ กบั ผู้ทำงานในขณะทำงานหรืออาจเกดิ หลังทำงานเปน็ เวลานาน เชน่ โรคตะกัว่ โรคซลิ โิ คสิส โรคแพ้
พิษจากสารกำจัดศัตรพู ชื เป็นต้น
โรคที่เกีย่ วขอ้ งกบั การประกอบอาชีพ (Work related diseases)
หมายถงึ โรค หรือความเจ็บป่วยท่ีเกิดขนึ้ กับผทู้ ำงาน สาเหตุการเกดิ โรคไม่ไดเ้ กดิ โดยตรงจาก
การทำงาน แตก่ ารทำงานทำใหโ้ รคเป็นมากขนึ้ มสี าเหตุจากปัจจัยหลายอยา่ งประกอบกัน และสาเหตุ
จากงานเปน็ ปัจจยั หน่ึงของการเกดิ โรค หรืออาจจะเป็นสาเหตทุ ี่ทำให้อาการของโรครุนแรงมากขึน้ เช่น
โรคความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะอาหาร ปวดหลัง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหอบหืด โรคท่ีเกิด
จากความเครยี ดจากการทำงาน โรคทางระบบกลา้ มเนอ้ื เปน็ ตน้
คู่มือจัดบริการอาชีวอนามัยในหนว่ ยบรกิ ารสขุ ภาพระดบั ปฐมภูมิ | 49
2. ปัจจยั ท่ีทำใหเ้ กดิ โรค
1. ผู้ประกอบอาชีพ (Worker) มีโอกาสเส่ียงต่อการเกิดโรคและภัยตามแต่คุณสมบัติของ
แตล่ ะคน ไดแ้ ก่ คณุ สมบตั พิ นื้ ฐาน คอื เพศ อายุ พนั ธกุ รรม และพฤตกิ รรมทางสขุ ภาพ เชน่ คนทท่ี ำงาน
อย่างประมาทย่อมเกิดโรคได้ง่ายและรุนแรงกว่าผู้ไม่ประมาท หรือผู้สูบบุหรี่ย่อมมีโอกาสเป็นโรคปอด
จากการประกอบอาชพี ได้มากกว่าผู้ไมส่ ูบบหุ ร
ี่
2. สภาพการทำงาน (Working condition) เช่น ระยะเวลาทำงาน การมีป้ายสญั ญลักษณ์
เพ่อื ให้คนทำงานปลอดภยั เปน็ ต้น
3. ส่ิงแวดล้อมในการทำงาน (Working environment) ได้แก่ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ
เช่น ความรอ้ น แสง เสยี ง เป็นต้น ส่งิ แวดลอ้ มทางเคมี เชน่ สารเคมีทกุ ชนดิ เปน็ ตน้ สิ่งแวดลอ้ มทาง
ชวี ภาพ เช่น เชอ้ื โรค สตั ว์ แมลงนำโรค เป็นต้น ส่ิงแวดล้อมทางเศรษฐกิจสงั คม เช่น ค่าตอบแทนใน
การทำงาน ความรู้สึกมั่นคงในการทำงาน เปน็ ตน้
3. การวนิ ิจฉัยโรคจากการประกอบอาชพี
ตอ้ งอาศยั ประวตั กิ ารทำงานสมั ผสั กบั ปจั จยั เสยี่ ง หรอื ลกั ษณะการทำงาน ระยะเวลาการทำงาน
โรคประจำตวั พฤติกรรมส่วนบุคคล เช่น การสบู บุหร่ี การดมื่ สรุ า อาการและอาการแสดงทเ่ี ขา้ กบั โรค
เม่ือมีการวินิจฉัยโรคจากการประกอบอาชีพได้แล้ว จะมีความสำคัญ และมีประโยชน์ในการควบคุม
ปอ้ งกนั โรค เพอ่ื ไมใ่ หค้ นทำงานในสภาพแวดลอ้ มเดยี วกนั ลม้ ปว่ ยดว้ ยโรคเดยี วกนั ตลอดจนเพอื่ ใหท้ ราบ
ขนาดปัญหาจากการประกอบอาชีพ และสามารถนำข้อมูลมาวางแผนควบคุมป้องกันโรคระดับโรงงาน
พื้นท่ีตำบล อำเภอ จงั หวัดและระดับชาติได
้
50 | ค่มู ือจดั บริการอาชีวอนามยั ในหนว่ ยบริการสุขภาพระดบั ปฐมภูมิ