The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการจัดบริการอาชีวอนามัยในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by panpilai_suth, 2022-09-03 04:18:28

คู่มือการจัดบริการอาชีวอนามัยในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ

คู่มือการจัดบริการอาชีวอนามัยในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ

ขน้ั ตอนการตรวจสุขภาพแกผ่ ู้ทำงานเพื่อการวินจิ ฉัยโรคจากการประกอบอาชพี


1. การซกั ประวตั

เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยและหรือผู้ท่ีใกล้ชิดใช้ประกอบการตัดสินใจในการวินิจฉัย
โรคจากการประกอบอาชพี ซง่ึ ประกอบดว้ ย ประวตั ทิ ัว่ ไปและประวัตกิ ารทำงาน


1.1 ประวัติท่ัวไป ได้แก่ เพศ อายุ ท่ีอยู่ สถานภาพสมรส พฤติกรรมส่วนบุคคล การ
ศกึ ษา รายได้ โรคประจำตัว โรคทางพันธุกรรม


1.2 ประวัติการทำงาน การซักประวัติเกี่ยวข้องกับงานให้ซักถามงานท้ังหมดที่ทำ (งาน
ประจำ งานอดิเรก งานอาชพี เสรมิ หรืองานทท่ี ำเป็นคร้งั คราว) การสัมผสั ส่ิงคุกคาม
สุขภาพอนามัยในงานท่ีทำ การสัมผัสส่ิงคุกคามสุขภาพอนามัยที่ไม่เกี่ยวกับงานและ
ปัจจัยอื่นๆ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหร่ี ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งทำให้เกิด
อาการเจ็บป่วย


2. การตรวจสขุ ภาพ

2.1 การตรวจรา่ งกายทัว่ ไป

2.2 การตรวจพิเศษทางด้านอาชีวอนามัย เป็นการตรวจประเมินสุขภาพโดยใช้เครื่องมือ
ทางการแพทยท์ เี่ ฉพาะ เพอ่ื ตรวจวเิ คราะหห์ าผลกระทบทเี่ กดิ กบั อวยั วะสำคญั ในระดบั
สถานอี นามยั สามารถใหค้ ำแนะนำแกผ่ มู้ ารบั บรกิ ารหรอื สง่ ตอ่ ใหก้ บั โรงพยาบาลศนู ยห์ รอื
โรงพยาบาลทวั่ ไปทำการตรวจพเิ ศษทจี่ ำเปน็ ตอ่ ไป การตรวจพเิ ศษทางดา้ นอาชวี อนามยั
ที่ CUP. สามารถให้บริการได้น้ัน ได้แก่การตรวจสอบความสมบรูณ์ในการทำหน้าท่ี
ของอวยั วะตา่ งๆ ได้แก่ การตรวจสมรรถภาพการได้ยินโดยใชเ้ คร่อื งมอื Audiometer

คูม่ อื จดั บรกิ ารอาชีวอนามยั ในหน่วยบรกิ ารสุขภาพระดบั ปฐมภมู ิ | 51

การตรวจสมรรถภาพการมองเห็น โดยการใช้เครื่องมือ Vision test การตรวจ
สมรรถภาพปอดโดยการใช้เครอื่ ง Spirometer

2.3 การตรวจทางห้องปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพ่ือตรวจวิเคราะห์หาการได้รับสัมผัสส่ิง
คุกคามหรือผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น การเจาะเลือดส่งตรวจหาระดับสารตะกั่วใน
เลือด หรอื ระดบั สารเคมที ีต่ กคา้ งในเลอื ด ทัง้ นก้ี ารตรวจทางห้องปฏบิ ัตกิ ารทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
กับโรคจากการประกอบอาชพี และส่งิ แวดล้อม จะมีความแตกต่างจากการตรวจหาเชือ้
โรคทั่วไป ดังนั้นหากสถานีอนามัยมีความจำเป็นต้องเก็บตัวอย่างทางชีวภาพส่งตรวจ
ควรขอรับคำปรึกษาจากกลุ่มงานอาชีวเวชกรรมโรงพยาบาลทั่วไปหรือโรงพยาบาล
ศนู ย์ หรอื สำนกั งานสาธารณสุขจงั หวดั สำนกั งานควบคุมปอ้ งกันโรคท่ี 1 - 12 หรอื
สำนักโรคจากการประกอบอาชพี และสิ่งแวดลอ้ ม


3. การวนิ จิ ฉัยโรคจากการประกอบอาชีพ


เป็นการวินิจฉัยโรคเบ้ืองต้น เพื่อการรายงานตามระบบการรายงานของกระทรวงสาธารณสุข
โดยพิจารณาจากประวัติที่ซักถามจากผู้มารับบริการ อาการและอาการแสดงเข้าได้กับโรคจากการ
ประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ผลการตรวจร่างกาย เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยสามารถให้การวินิจฉัยโรค
เบ้ืองต้นได้ และรายงานในรง. 506/2 หรือรายงานเข้าระบบการรายงานของสถานีอนามัย จากนั้นให้
เกบ็ บนั ทกึ ประวตั ิลงในแฟ้มสุขภาพครอบครัว (Family Folder) หรือจัดเกบ็ ลงในระบบการจดั เกบ็ ข้อมลู
ของสถานีอนามัยทีใ่ ชอ้ ยู่




52 | ค่มู อื จดั บรกิ ารอาชีวอนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารสุขภาพระดับปฐมภมู ิ

4. โรคจากการประกอบอาชีพที่พบบอ่ ย


โรคจากการประกอบอาชพี ทพี่ บบอ่ ยในกลมุ่ ผทู้ ำงาน มหี ลายโรคดงั ทจี่ ะกลา่ วตอ่ ไป อยา่ งไรกด็ ี
โรคจากการประกอบอาชีพท่ีพบบ่อยในกลุ่มแรงงานนอกระบบในชุมชน คือ การบาดเจ็บและอุบัติเหตุ
จากการทำงาน โรคผิวหน้งจากการทำงาน โรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูกจากการทำงาน ซ่ึงหน่วย

ริการสุขภาพระดับปฐมภมู ิ สามารถใชแ้ บบฟอรม์ ดังภาคผนวกเพ่อื ใช้ในการคัดกรองโรคเหลา่ น้ีได้

4.1 โรคผวิ หนังจากการทำงาน

สาเหตุการเกิดโรค จากการสมั ผัสสารก่อภูมิแพท้ างผวิ หนงั สมั ผสั สารทำใหร้ ะคายเคอื ง ทำให้

ูมิต้านทานของร่างกายเปล่ียนแปลงและเกดิ อาการแพ้

ลักษณะงานทีเ่ สี่ยง


• งานกอ่ สรา้ งชา่ งไม้ ชา่ งทาสี ทส่ี มั ผสั กบั สารกอ่ ภมู แิ พไ้ ดแ้ ก่ ปนู ซเิ มนต์ (โดยเฉพาะปนู ซเิ มนต์
ท่ีมีส่วนผสมของโปแตสเซียมไดโครเมต (Potassium dichromate)) โลหะ กาวอีพอกซีย์
นำ้ มันดนิ สที าบา้ น


• บุคลากรทางการแพทย์ท่ีสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ ได้แก่ อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ผลิตจากยาง
ธรรมชาติ เชน่ ถงุ มอื รองเทา้ ยาปฏชิ วี นะ ยาชา สารกนั บดู นำ้ ยาทำความสะอาดเครอื่ งมอื


• อาชีพแม่บ้าน คนทำอาหาร คนขายอาหาร และคนทำความสะอาดท่ีสัมผัสสารก่อภูมิแพ้
ไดแ้ ก่ เครอื่ งเทศ กระเทยี ม ผลไม้ และสมั ผสั สารกอ่ การระคายเคอื ง ไดแ้ ก่ สบู่ ผงซกั ฟอก
และนำ้ ยาขัดเฟอร์นเิ จอร์


คมู่ ือจดั บริการอาชวี อนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารสขุ ภาพระดบั ปฐมภูมิ | 53

• อาชพี เสรมิ สวย สัมผสั สารกอ่ ภูมแิ พ้ ได้แก่ นำ้ ยาย้อมผม น้ำยาดัดผม น้ำหอม ยาทาเล็บ
ยางในถุงมอื ยาง ยางรดั ผม Formaldehyde ในแชมพู นิกเกลิ ในเคร่อื งมือตา่ งๆ เชน่ กบิ๊
และสัมผัสสารระคายเคอื ง ไดแ้ ก่ สบู่ แชมพู ผงซกั ฟอก นำ้ ยาดดั ผม นำ้ ยาฟอกสีผม


• อาชีพธุรการ สัมผัสสารก่อภูมิแพ้ได้แก่ Formaldehyde ในหนังและกระดาษ ยางใน

ยางลบ ยางรัดของ Nickel ในเคร่ืองใช้ กาว หมกึ ครมี ทามอื


ลักษณะทางเวชกรรม


อาการของผิวหนังอกั เสบจากสารภูมแิ พ้ แบง่ เปน็ 3 ระยะดงั น
ี้
1. ระยะเฉยี บพลัน ลกั ษณะเปน็ ตมุ่ แดงเลก็ ๆ ตุ่มนำ้ แตกออกเปน็ น้ำเหลือง บวม คนั

2. ระยะกึง่ เฉยี บพลนั หลังจากตุม่ นำ้ แตกออก ผิวหนงั จะแห้งตกสะเกด็ เป็นขยุ คัน


3. ระยะเรื้อรัง มีสะเก็ด และขุยหลุดลอกออกมา ผวิ หนังดา้ นและหนาขึ้น


การตรวจพิเศษ


1. การทดสอบด้วยวธิ ี patch testing ใหผ้ ลบวกตอ่ สารท่ไี ด้รบั สมั ผสั


2. การทดสอบด้วยวิธี provocative test ให้ ผลบวก


การวนิ ิจฉัยโรคเพอ่ื การรายงาน


1. ประวัติการสมั ผัสหรือลกั ษณะงานที่เสีย่ งต่อการสมั ผัสสารก่อภมู ิแพ

2. อาการและอาการแสดงดงั กลา่ วข้างตน้

3. ผ่ืนเกิดที่ตำแหน่งสัมผัสสารก่อภูมิแพ้และผ่ืนเกิดขึ้นภายหลังจากเร่ิมทำงานน้ันในระยะเวลา

ที่เหมาะสม

4. อาการดีขนึ้ เมื่อหยดุ งานหรอื ไมไ่ ดส้ ัมผัสสารดงั กล่าวและเป็นซ้ำหลังกลับมาทำงาน


54 | คู่มือจัดบรกิ ารอาชีวอนามยั ในหน่วยบริการสขุ ภาพระดบั ปฐมภมู ิ

แนวทางการควบคุมป้องกัน


1. การปอ้ งกันทางด้านสิง่ แวดล้อม รกั ษาความสะอาดของโรงงานและสิ่งแวดล้อม จัดให้มกี าร
ระบายอากาศท่ีดี มีการเก็บวัตถุดิบและสารเคมีต่างๆไว้ในท่ีมิดชิดและปลอดภัย ลดการ
ฟุ้งกระจายของฝนุ่ หรือละอองโลหะตา่ งๆ และสารเคม ี


2. การดูแลผปู้ ระกอบอาชีพโดยตรง

• ใหส้ ุขศกึ ษาแก่คนงาน ให้ทราบถึงวิธปี ้องกันไมใ่ ห้สารเคมีมาสัมผัสกับผิวหนัง

• รักษาความสะอาดส่วนบุคคล เช่น มีสารเคมีหรือคราบน้ำมัน หรือส่ิงสกปรกเป้ือนบน
ผวิ หนัง ถ้าปลอ่ ยท้ิงไวบ้ นผวิ หนังนานๆ อาจทำให้เกิดการระคายเคือง หรือการแพ้ของ
ผวิ หนงั ได้ ต้องทำความสะอาดทันท ี

• ใชอ้ ปุ กรณป์ ้องกนั อนั ตรายส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม ตามประเภทลักษณะงาน


Contact urticaria (ลมพิษ)
Irritant Contact Dermatitis
Allergic Contact Dermatitis

- Latex Rubber
จากนำ้ ยาลา้ งห้องน้ำ
จากฝ่นุ ไม้




คู่มือจดั บรกิ ารอาชวี อนามยั ในหน่วยบริการสุขภาพระดบั ปฐมภมู ิ | 55

4.2 โรคปวดหลังจากการทำงาน


สาเหตุการเกิดโรค เกิดจากการตึง เกร็งตัวของกล้ามเนื้อบริเวณเอว หรือหมอนรองกระดูก

สันหลงั สว่ นเอวเคลอ่ื น จากท่าทางการทำงานที่ไมถ่ กู ลักษณะ

ลกั ษณะงานท่เี สย่ี ง เกิดจากลักษณะการทำงานดงั ต่อไปน
ี้

• การทำงานดว้ ยทา่ ทางท่ีไม่ถูกต้อง เชน่ การกม้ ตัว เอีย้ วตวั โน้มตัว ฯลฯ

• การทำงานทต่ี อ้ ง ยนื หรอื นงั่ ทา่ เดมิ เปน็ เวลานานกวา่ ครง่ึ วนั ตดิ ตอ่ กนั เปน็ กนั ประจำทกุ วนั

• การทำงานยกของหนกั หรือเคล่อื นย้ายวัสดทุ มี่ นี ้ำหนักมาก

ลักษณะทางเวชกรรม

1. Acute lumbar strain ปวดหลังบรเิ วณบั้นเอว อาจมกี ารปวดร้าวไปท่ีขาแต่ไม่เกนิ เข่า หรอื

หลังแขง็ กม้ ลำบาก ตรวจพบการเกรง็ ตวั ของกลา้ มเนอ้ื บริเวณเอว

2. Lumbar disc herniation ปวดหลังบริเวณท้ายบ้ันเอว อาจร้าวไปท่ีน่อง ข้อเท้า หรือ


หลังเทา้ อาการปวดขารุนแรงกวา่ ปวดหลัง อาจมีอาการชาร่วมด้วย ตรวจพบการตงึ ตัวของ
เสน้ ประสาท (nerve tension sign) เชน่ straight leg raising test ใหผ้ ลบวกและตรวจพบ
ความผดิ ปกตขิ องระบบประสาทอย่างน้อย 2 ข้อคอื

• กลา้ มเน้ือลบี หรอื ออ่ นแรง (muscular atrophy or weakness)

• ผิวหนังที่รับความรสู้ ึกเปล่ยี นแปลง (sensory impairment)


• ปฏิกิรยิ าตอบสนองเปล่ยี นแปลง (reflex alteration)

การตรวจพิเศษ

ตรวจดว้ ย myelogram, MRI หรอื CT scan เมือ่ พบผลบวกความผดิ ปกตขิ องระบบประสาท


56 | คมู่ อื จดั บริการอาชวี อนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารสขุ ภาพระดบั ปฐมภมู ิ

การวนิ จิ ฉัยโรคเพอื่ การรายงาน

1. ประวัตกิ ารทำงานทเี่ ส่ยี ง

2. อาการและอาการแสดงดังกลา่ วขา้ งต้น


3. ผลการตรวจพิเศษในกรณี lumbar disc hermiation

การรักษาพยาบาลเบอ้ื งตน้

ใหก้ ารรกั ษาพยาบาลตามอาการ

แนวทางการควบคุมปอ้ งกนั


แนะนำในเรอ่ื งของปรับท่าทางการทำงานและการออกกำลงั กาย

4.3 โรคหืดจากการประกอบอาชพี

สาเหตุการเกดิ โรค

เกดิ จากการทำงานสมั ผสั สารกอ่ โรคในทที่ ำงาน ซง่ึ อาจเปน็ การสมั ผสั สารกลมุ่ นำ้ หนกั โมเลกลุ ตำ่
เชน่ สารยดึ ตดิ สารเคลอื บตา่ งๆ สารเคมที ใี่ ชใ้ นกระบวนการผลติ โพลเิ มอร์ ผลติ อพี อกซยี ์ และไอทเี่ กดิ
จากการชุบ เชื่อมหลอมโลหะต่างๆ การสัมผัสสารก่อโรค ชนิดน้ำหนักโมเลกุลสูง เป็นสารท่ีเกิดจาก
ผลผลิตทางชวี ภาพ ได้แก่ เชอ้ื รา แบคทเี รีย แมลง พืชตา่ งๆ เชน่ เครือ่ งเทศ กาแฟ ละหุ่ง ถว่ั เหลอื ง

เกสรดอกไม้ แปง้ เปน็ ตน้


คู่มอื จดั บรกิ ารอาชีวอนามัยในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ | 57

ลกั ษณะงานทีเ่ ส่ียง

• อตุ สาหกรรมการผลติ สารยึดตดิ อีพอกซีย์

• งานเคลอื บ ฉาบผวิ วสั ดุด้วยแลคเกอร์ หรือ โพลียรู ีเธน

• งานเช่อื ม บัดกรโี ลหะ



• งานทา พ่นสีรถยนต์

อาชีพเสยี่ งจากการสัมผสั สารก่อโรคชนดิ นำ้ หนักโมเลกลุ สงู ได้แก่


• อุตสาหกรรมการผลติ อาหาร

• อุตสาหกรรมการผลิตกาแฟ

• อตุ สาหกรรมการผลิตแปง้ ขนมปงั


• การทำเฟอร์นิเจอร

ลกั ษณะทางเวชกรรม จำแนกเปน็ 3 แบบคอื

1. แบบเฉียบพลัน (immediate asthma) มีอาการหอบทันทีท่ีสัมผัสสารก่อโรค เกิด

หลอดลมเกร็งอยา่ งรนุ แรง มอี าการรนุ แรงมากท่ีสดุ ในระยะ 10-30 นาที แล้วค่อยๆ ดีข้นึ

2. แบบล่า (late asthma) เกิดหลอดลมอุดกั้นหลังสัมผัสสารก่อโรคในระยะ 3-8 ช่ัวโมง

และมีหลอดลมเกร็งอยา่ งรุนแรงเปน็ ระยะเวลานาน

3. กลุ่มอาการทางหายใจมีปฏิกิริยาผิดปกติ (reactive airway dysfunction

syndrome ; RADS) มอี าการหอบเร้อื รังหลังหายใจรับ ไอ ควัน ของสารก่อโรคทม่ี ฤี ทธ์ิ

ระคายเคืองอยา่ งรุนแรงเข้าไป เช่น ควันไฟ กรดไนตริก ฯลฯ


58 | ค่มู อื จัดบริการอาชีวอนามัยในหนว่ ยบริการสุขภาพระดบั ปฐมภมู ิ

การตรวจพิเศษ

1. ตรวจดว้ ยเครื่อง spirometer พบ reversible airflow obstruction

2. ตรวจพบ bronchial hyper-reactivity ด้วยการทดสอบ methachoine หรือ histamine

3. ตรวจอัตราการไหลการหายใจออกสูงสุด (peak expiratory flow rate ; PEFR) เป็น
อนกุ รมทกุ 2 ชว่ั โมงติดตอ่ กนั 2 สปั ดาห์ พบการเปลีย่ นแปลงของ PEFR มากกวา่ ร้อยละ


15 ในวันทำงาน และเปล่ยี นแปลงน้อยกว่ารอ้ ยละ 15 ในวันหยุด

การวินิจฉัยโรคเพอ่ื การรายงาน


1. ประวตั ิอาชีพหรอื ลักษณะงานทเี่ ส่ียงตอ่ การสัมผสั สารกอ่ โรค ต้งั แต่ 2 สปั ดาหข์ ้ึนไป

2. มอี าการหอบเกิดขน้ึ หลงั ทำงานอยูใ่ นสถานประกอบการที่มสี ารกอ่ โรค


3. มีการตรวจพเิ ศษทางหอ้ งปฏิบตั ิการทเี่ ข้าได้กับโรคหดื ดงั กล่าวขา้ งต้น

การรักษาพยาบาลเบอื้ งต้น

ให้แยกผู้ป่วยออกจากสารก่อโรค โดยเด็ดขาด จะเป็นวิธีการท่ีดีท่ีสุด ร่วมกับการให้ยา

สเตยี รอยด์ชนิดสดู ดม (Inhaled steroids ) และแนะนำใหไ้ ปรกั ษาตอ่ ท่โี รงพยาบาล

แนวทางการควบคมุ ป้องกัน

1. การปอ้ งกนั ทางด้านสิ่งแวดลอ้ ม


• เพ่มิ การระบายอากาศเพ่อื ช่วยลดปรมิ าณของสารกระตุ้นลงได

• เคลื่อนย้าย ขนย้าย กองฟาง หรือสารก่อโรคควรพรมน้ำให้ชุ่มเพ่ือลดการฟุ้งกระจาย

ของเชอื้ ราในอากาศ


คู่มอื จัดบริการอาชีวอนามยั ในหน่วยบรกิ ารสขุ ภาพระดับปฐมภมู ิ | 59

2. การดแู ลผปู้ ระกอบอาชีพโดยตรง

• ผทู้ ีม่ ปี ระวตั เิ จ็บป่วยด้วยโรคทางเดนิ หายใจ ไมค่ วรทำงานท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั อาชีพทีเ่ สยี่ งตอ่
การเกิดโรคหืดจากการทำงาน ในการตรวจร่างกายควรมีการซักประวัติ การตรวจ

สมรรถภาพปอด การถ่ายภาพรงั สที รวงอก


4.4 โรคหลอดลมอักเสบเรือ้ รัง (Chronic bronchitis)

สาเหตุการเกิดโรค เกิดจากการหายใจเอาฝุ่น หรือควันฝุ่นสารอินทรีย์ซึ่งมีฤทธิ์ระคายเคือง

สูงเข้าไปในทางหายใจเปน็ ประจำ

ลกั ษณะงานที่เสยี่ ง พบในกลุ่มอาชพี


• การผลิตใบชา ยาสบู


• การผลติ เครอ่ื งเทศ พริกไทย กระวาน กานพลู

ลกั ษณะทางเวชกรรม

ระยะแรกมอี าการระคายเฉยี บพลนั ไอรนุ แรง นำ้ ตาและนำ้ มกู ไหล ตอ่ มาอาการทเุ ลาลงและมี
อาการไอเร้อื รัง มเี สมหะคล้ายนกั สบู บุหร่ี แต่ไมเ่ กดิ หลอดลมอักเสบเร้ือรงั แบบอดุ ก้ันชนดิ ท่ีเกิดจากการ

สบู บหุ ร
่ี
การตรวจพเิ ศษ


ตรวจสมรรถภาพปอดดว้ ยเครือ่ ง spirometer พบความผิดปกตชิ นิดอุดก้ัน


60 | คูม่ อื จัดบริการอาชีวอนามยั ในหน่วยบรกิ ารสขุ ภาพระดบั ปฐมภมู ิ

การวินิจฉัยโรคเพ่ือการรายงาน

1. ประวัตกิ ารทำงานและสมั ผสั สารระคายเคอื งตอ่ ทางหายใจ

2. ไม่มปี ระวตั ิสูบบหุ รม่ี าก่อน


3. สมรรถภาพปอดผิดปกติชนิดอดุ ก้นั

4.5 โรคประสาทหูเสอ่ื มจากเสยี งดัง


สาเหตุการเกดิ โรค จากการสมั ผสั เสยี งดงั ในขณะทำงาน

ลกั ษณะงานทเ่ี สี่ยง


• อุตสาหกรรมสิ่งทอ ฟอร์นเิ จอร์ ถลงุ เหล็ก ผลิตแก้ว

• คนขบั เรือหางยาว ควบคมุ เครอ่ื งจกั ร อาชพี ประมง

• ตำรวจจราจร

• พนกั งานบรกิ ารในสถานเรงิ รมย์ บาร์ ดสิ โกเ้ ทค


• อาชีพอนื่ ๆ ทีม่ สี ัมผสั เสยี งดงั

ลักษณะทางเวชกรรม

มีอาการเวียนศีรษะ เสียงดังในหู หูอื้อทันที หรือค่อยๆ อ้ือเพ่ิมข้ึน การตรวจหูชั้นนอกไม่มี
อาการผดิ ปกติ ในกรณีสัมผสั เสียงดงั มากทนั ที (Acoustic trauma) เชน่ เสยี งระเบิด ประทัด อาจพบ

มีแกว้ หทู ะล ุ


คู่มอื จัดบริการอาชีวอนามยั ในหนว่ ยบริการสุขภาพระดับปฐมภมู ิ | 61

การตรวจพิเศษ

ตรวจการได้ยินโดยเครื่อง Audiometer ก่อนตรวจให้ผู้รับการตรวจพักหูโดยการหยุดการ

ัมผัสเสียงดังก่อนเป็นเวลา อยา่ งนอ้ ยท่ีสดุ 12 ช่ัวโมงเพ่ือลดภาวะหตู ึงชัว่ คราว

การอ่านผลการตรวจการได้ยินด้วยเครื่อง Audiometer

ระดบั การได้ยนิ ปกติ หมายถึง ระดับเร่มิ ได้ยนิ เสียงของหู (Hearing threshold) เม่อื ทำการ
วัดการได้ยินทางอากาศด้วยเสียงบริสุทธ์ิที่ความถี่ 500 - 6000 Hz. มีคา่ ไม่เกิน 25 เดซเิ บล

ระดบั การไดย้ นิ ทตี่ อ้ งเฝา้ ระวงั หมายถงึ ระดบั เรมิ่ การไดย้ นิ เสยี งของหู (Hearing threshold)
เมื่อทำการตรวจการได้ยนิ ทางอากาศดว้ ยเสยี งบริสุทธท์ิ ี่ความถ่ี 500 - 6000 Hz แลว้ มีการไดย้ นิ ระดบั
เสยี งมากกว่า 25 เดซเิ บล ในความถใ่ี ดความถี่หนง่ึ ที่ 500 - 6000 Hz.

ระดับการได้ยินที่ผิดปกติสำหรับ โรคประสาทหูเสื่อมจากเสียงดัง (Noise-induced
hearing loss) หมายถงึ ระดบั การไดย้ ินของลูกจ้างที่มีคา่ เฉล่ียระดบั การไดย้ นิ ที่ 500 1000 2000 และ
3000 Hz. มากกวา่ 25 เดซเิ บล หรอื มคี า่ เฉลย่ี ระดบั การไดย้ นิ ที่ 4000 และ 6000Hz. เทา่ กบั 45 เดซเิ บล

รือมากกวา่

การวนิ จิ ฉัยโรคเพื่อการรายงาน


1. มปี ระวัติการทำงานสมั ผัสเสยี งดงั เปน็ ระยะเวลานาน

2. มีอาการและอาการแสดงผดิ ปกตเิ กี่ยวกับการไดย้ นิ


3. มีผลการตรวจ Audiometer


62 | คูม่ ือจดั บริการอาชวี อนามัยในหนว่ ยบริการสขุ ภาพระดบั ปฐมภมู ิ

การรักษาพยาบาลเบือ้ งตน้

ผู้ท่ีมีประสาทหูเส่ือมเน่ืองจากเสียงดัง ไม่สามารถรักษาให้การได้ยินเป็นปกติได้ วิธีการป้องกันไม่ให้หู

มั ผัสเสยี งดังเปน็ สงิ่ สำคัญทสี่ ดุ

แนวทางการควบคมุ ปอ้ งกัน


1. การปอ้ งกนั ทางดา้ นสงิ่ แวดล้อม ตรวจวดั ระดับเสยี งในท่ีทำงานโดยใชเ้ ครื่อง Sound level
meter และ dosimeter


2. การดูแลผปู้ ระกอบอาชีพโดยตรง

การตรวจสขุ ภาพก่อนเข้างาน ใหม้ กี ารซกั ประวตั ิ และตรวจการได้ยินบนั ทกึ ผลการตรวจลง

ในสมดุ สขุ ภาพ

การตรวจสขุ ภาพประจำปี ใหม้ กี ารตรวจการไดย้ นิ ทกุ 1 ปี หรอื 3 ปี ขน้ึ อยกู่ บั ระดบั เสยี งดงั

ในทที่ ำงาน และอาการผดิ ปกติจากการได้ยนิ ของตัวคนงานเอง

การใช้อุปกรณ์ปอ้ งกนั โดยสวมใส่ ปลั๊กอดุ หู หรือท่ีครอบหูตลอดเวลาขณะท่ีสัมผัสเสยี งดัง




คมู่ อื จดั บรกิ ารอาชีวอนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารสขุ ภาพระดับปฐมภูมิ | 63

4.6 โรคจากความรอ้ น


สาเหตุการเกดิ โรค เปน็ ภาวะผิดปกตใิ นการตอบสนองของรา่ งกายตอ่ การสัมผสั ความรอ้ นสูง

กว่าปกติ และไม่สามารถควบคมุ อณุ หภมู ใิ ห้อยู่ในระดบั ปกตไิ ด

ลักษณะงานท่ีเสี่ยง เกดิ จากการทำงานในอตุ สาหกรรมท่ีมคี วามรอ้ นสูงดังต่อไปน้


• การถลงุ เหล็ก การหลอมโลหะ การทำแก้ว การทำกระเบอื้ งเคลอื บ

• พนกั งานดบั เพลิง งานก่อสรา้ ง เกษตรกรรม งานรีดผา้

• การทำเหมอื งเปิด การสำรวจแร่ นำ้ มัน


• ห้องครวั ห้องซกั ฟอก

ลกั ษณะทางเวชกรรม

อาการสัมผัสความร้อนสงู มหี ลายระดับดังนี้

1. ตะครวิ จากความร้อน (Heat cramp)

2. อาการเหนื่อยล้าจากความร้อน (Heat exhaustion) ได้แก่ เหง่ือออกมาก อ่อนเพลีย

ชพี จรเตน้ เรว็ ปวดศรี ษะ วิงเวยี น ผิวหนังเปยี กชื้น และอาจหมดสติ

3. เป็นลมจากความร้อน (Heat stroke) มอี าการเปล่ียนแปลงทางระบบประสาท ชักหมดสติ

และอาจเสียชวี ิต วดั อุณหภมู ทิ างทวารหนกั ได้มากกวา่ 40.2 เซลเซยี ส

การตรวจพเิ ศษ

โดยเก็บปสั สาวะตรวจหลงั ออกจากกะหรือหลงั เลิกงาน


• อาการ Heat cramp : ตรวจพบคา่ Creatinine phosphokinase (CPK) ในเลือดสงู ขึ้น
มีสาร Creatin รวั่ ในปัสสาวะ


64 | คูม่ ือจัดบริการอาชวี อนามัยในหน่วยบริการสขุ ภาพระดับปฐมภูมิ

• อาการ Heat exhaustion มีปัสสาวะออกน้อย


• อาการ Heat strokeมีกรดยรู คิ สงู ในเลือด มรี ะดับ CPK ในเลอื ดสูงขึ้น

การวินิจฉยั โรคเพ่อื การรายงาน


1. ประวตั ิการทำงานทีส่ ัมผัสกับความร้อนสูง

2. อาการและอาการแสดงดงั กลา่ วขา้ งต้น


3. ผลการตรวจพิเศษ

แนวทางการควบคมุ ปอ้ งกัน

1. ในบรเิ วณทีท่ ำงานมอี ากาศรอ้ นจัด เชน่ หนา้ เตาหลอมโลหะ เช่อื มโลหะ ควรมีการระบาย

อากาศให้เหมาะสม

2. จดั หานำ้ ดม่ื โดยการผสมเกลอื ลงในนำ้ ดม่ื ในปรมิ าณ 0.1% (เกลอื 1 กรมั : นำ้ 1 ลติ ร) หรอื

อาจให้เกลือแร่เพือ่ ชดเชยการสญู เสยี ได้



4.7 โรคพิษโทลูอีน


สาเหตกุ ารเกิดโรค


จากการได้รบั โทลอู ีน เข้าสูร่ า่ งกายทางการหายใจทางผิวหนัง หรอื ทางปาก

ลักษณะงานทีเ่ สี่ยง คือบุคคลทีท่ ำงานสมั ผสั สารโทลูอีนจากอตุ สาหกรรมตา่ งๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี


• อตุ สาหกรรมผลติ ทนิ เนอร์ สี แลกเกอร์ กาว

• อุตสาหกรรมการผลติ หมกึ พิมพ์ ยาง เรซนิ พลาสตกิ การฟอกหนัง


คูม่ อื จัดบริการอาชวี อนามยั ในหนว่ ยบริการสุขภาพระดบั ปฐมภมู ิ | 65

• อุตสาหกรรมการผลิตยา และสารเคมี

• อตุ สาหกรรมการผลติ benzoic acid, benzaldehyde, toluene, diisocyanate

• การใชเ้ ปน็ สว่ นประกอบของนำ้ มนั เช้อื เพลิงเครือ่ งบิน และเครือ่ งยนตบ์ างชนิด

การสัมผัสจากแหล่งสิ่งแวดล้อมอ่ืนๆ เช่น การอาศัยอยู่ใกล้กับบริเวณโรงงานอุตสาหกรรมที่

กีย่ วขอ้ งกับโทลูอนี การใชโ้ ทลอู ีนในการทำงานหรอื สดู ดมโดยเจตนา

ลกั ษณะทางเวชกรรม การเกิดพิษจากโทลอู นี เป็นได้ 2 ลักษณะ

1. แบบเฉียบพลัน

การได้รับพิษของโทลูอีนที่มีความเข้มข้นสูงอย่างเฉียบพลัน จะแสบร้อนในคอ เสียงแหบ

ระคายเคืองผิวหนัง และมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ
คลื่นไส้ เบ่ืออาหาร เคลิ้มฝัน อารมณ์ดี หากได้รับปริมาณมากๆ มีผลต่อปอดและหัวใจ
หมดสติและเสยี ชีวติ ได้

2. แบบเรอื้ รงั

การไดร้ บั พษิ โทลอู นี ตดิ ตอ่ กนั เปน็ เวลานาน จะทำใหค้ วามจำเสอื่ ม อารมณเ์ ปลย่ี นแปลงงา่ ย
ควบคุมอารมณต์ นเองไมไ่ ด้ สติปญั ญาทบึ สับสน กระวนกระวาย การตัดสนิ ใจไม่ได้ นอน
ไม่หลบั อ่อนเพลยี ปวดศีรษะเรือ้ รัง กล้ามเน้อื อ่อนแรง นิ่วในไต จากภาวะ renal tubular

acidosis และสมองถกู ทำลาย

การตรวจพเิ ศษ

1. การตรวจกรดฮิปพูรกิ ในปัสสาวะ มคี ่ามากกวา่ 1,600 มลิ ลกิ รัม/กรมั ครอี ะตนิ นี

2. ตรวจระดบั โทลูอนี ในเลือด มีค่ามากกว่า 0.05 มลิ ลกิ รัม/ลติ ร (ACGIH 2001)


66 | คมู่ อื จัดบริการอาชีวอนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารสุขภาพระดบั ปฐมภมู ิ

3. ตรวจเลือดหา electrolyte, BUN และ creatinine, liver enzyme, urinalysis และตรวจ
คลนื่ ไฟฟา้ หวั ใจ


การเก็บตัวอย่างทางชวี ภาพเพอ่ื สง่ ตรวจวเิ คราะหห์ าสารโทลอู นี จะตอ้ งเกบ็ ภายใน 12-

24 ชว่ั โมงเนือ่ งจากสารโทลอู ีนจะถกู ขับออกจากร่างกายอยา่ งรวดเร็ว

การวินิจฉยั โรคเพื่อการรายงาน


1. ประวตั กิ ารทำงานและการสมั ผัสสารโทลูอีน


2. อาการและอาการแสดงดังกลา่ วข้างต้น

การรักษาพยาบาลเบือ้ งตน้


1. ผูป้ ่วยได้รับพิษเฉยี บพลนั

ในปจั จุบนั ยังไม่มียาต้านพิษสำหรบั การได้รบั พษิ โทลอู ีนโดยเฉพาะ การรกั ษาผปู้ ่วยจงึ

เป็นการรักษาแบบประคับประคองเท่าน้ัน เช่น ในกรณีผู้ป่วยได้รับพิษเฉียบพลันการรักษา
ประกอบด้วยการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากบริเวณที่มีอาการปนเป้ือน ให้การรักษาประคับ
ประคองการทำงานของหัวใจและปอด และป้องกันการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น หรือถ้า
มีการเปรอะเป้ือนเส้ือผ้าควรถอดออก แยกไว้ล้างบริเวณผิวหนังท่ีเปื้อนด้วยน้ำและสบู่ ใน
กรณที ่ีเข้าตา ควรรีบลา้ งตาดว้ ยน้ำเกลอื ปกติ หรอื น้ำสะอาดทนั ทอี ยา่ งน้อย 15 นาท

ผู้ป่วยที่กินโทลูอีน ห้ามกระตุ้นให้อาเจียน เน่ืองจากอาจมีการกดระบบประสาท

สว่ นกลางและอาจสำลกั เขา้ ปอดจากการอาเจยี น ถา้ ผปู้ ว่ ยกนิ โทลอู นี เขา้ ไปปรมิ าณนอ้ ยกวา่

5 มล. ไมต่ อ้ งทำการลา้ งกระเพาะอาหาร การใหเ้ พยี งผงถา่ นกมั มนั ตแ์ ละยาระบายกเ็ พยี งพอ


คูม่ ือจดั บริการอาชวี อนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารสุขภาพระดับปฐมภมู ิ | 67

2. ผู้ป่วยได้รับพิษเร้ือรัง ถ้าพบผู้ป่วยได้รับพิษโทลูอีนเร้ือรัง ควรส่งไปโรงพยาบาลเพื่อ

ทำการรักษาตอ่

แนวทางการควบคุมปอ้ งกนั


1. การป้องกนั ทางดา้ นสงิ่ แวดล้อม

ส่ิงแวดล้อมในการทำงานที่มีการใช้สารโทลูอีน ต้องมีมาตรการควบคุมทางวิศวกรรม
ทถ่ี กู ตอ้ งเหมาะสม เชน่ การแยกกระบวนการผลติ ใหม้ ดิ ชดิ มรี ะบบระบายอากาศทวั่ ไป และ
ระบบระบายอากาศเฉพาะท่ี เชน่ Hood เพอื่ ดดู ไอระเหยของโทลอู นี ออกจากบรเิ วณทที่ ำงาน

สถานประกอบการควรมีการตรวจวัดระดับโทลูอีนเป็นระยะๆ (NIOSH และ OSHA
กำหนดระดบั คา่ โทลูอนี ในบรรยากาศตลอดเวลาการทำงาน 8 ชวั่ โมงที่ TWA 100 ppm.)


2. การดูแลผูป้ ระกอบอาชีพโดยตรง

การตรวจรา่ งกายกอ่ นเขา้ ทำงาน ใหม้ กี ารตรวจสขุ ภาพทว่ั ไป ตรวจระบบประสาทและ
ตรวจพิเศษอ่ืนๆ คือ เจาะเลือดตรวจ CBC ตรวจเลือดประเมินดูหน้าที่ของตับและไต
ตรวจปัสสาวะเพ่ือดู Hippuric acid ในปัสสาวะ

การตรวจร่างกายตามความเสี่ยงประจำปี ให้พิจารณาตามความเหมาะสมคือ อาจมี
การตรวจระบบประสาทและตรวจพิเศษอ่ืนๆ คือ เจาะเลือดตรวจ CBC ตรวจเลือด
ประเมินดหู น้าท่ขี องตับและไต ตรวจปัสสาวะเพื่อดู Hippuric acid ในปัสสาวะ

การใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ควรสวมใส่เคร่ืองกรองหายใจขณะทำงาน
ในกรณีสัมผัสสารโทลูอีนโดยตรง ให้คนงานสวมเส้ือผ้า ถุงมือ ท่ีป้องกันมิให้สารโทลูอีน



ดูดซึมเขา้ ผิวหนังได ้


68 | คู่มอื จัดบรกิ ารอาชวี อนามัยในหนว่ ยบรกิ ารสขุ ภาพระดบั ปฐมภมู ิ

4.8 โรคพษิ ตะก่ัว

สาเหตกุ ารเกิดโรค เกดิ จากไดร้ ับสารตะกว่ั เขา้ ส่รู ่างกายโดยการ


• โดยการหายใจเอาฝ่นุ หรือฟูมหรือไอตะกว่ั เขา้ รา่ งกาย

• การกินปนเปือ้ นกับอาหาร บหุ ร่ี และนำ้ ดืม่ จากการทำงาน หรอื สิ่งแวดลอ้ ม


• ดดู ซมึ เขา้ ทางผวิ หนังบรเิ วณท่ีมแี ผลหรือรอยถลอก

ลกั ษณะงานที่เสีย่ ง

1. เหมอื งตะกั่ว, การหลอมตะกว่ั

2. โรงถลุงแร่ตะก่วั

3. อุตสาหกรรมอิเลก็ ทรอนกิ ส์,คอมพิวเตอร์ รา้ นซอ่ มอุปกรณอ์ ิเลก็ ทรอนกิ ส,์ งานบัดกรี

4. โรงงานผลติ แบตเตอรน่ี ้ำ

5. โรงงานผลิตวัสดุภณั ฑ์เคลือบดินเผา

6. งานพน่ สกี นั สนิม

7. งานทำแห-อวน อู่ซ่อมเรือ

8. งานชบุ โลหะ งานบดั กร

9. งานซอ่ มหมอ้ น้ำรถยนต ์

10. โรงงานผลิตแกว้


11. โรงงานผลิตกระสนุ ปนื


คู่มอื จัดบรกิ ารอาชวี อนามัยในหนว่ ยบริการสุขภาพระดบั ปฐมภูมิ | 69

ลกั ษณะทางเวชกรรม มีอาการได้ 2 แบบ คอื

1. แบบเฉียบพลัน (Acute Lead poisoning) มีอาการคลน่ื ไส้อาเจียน ปวดทอ้ งอยา่ งรนุ แรง
เปน็ พกั ๆ (Colicky pain) ปวดศรี ษะ ความรสู้ กึ สบั สน ปวดตามขอ้ และกลา้ มเนอ้ื ออ่ นเพลยี
ชัก หมดสตแิ ละเสียชีวติ ได้ พบในเดก็ มากกว่าผู้ใหญ่

2. แบบเรอ้ื รงั (Chronic lead poisoning) จากการสะสมของตะกว่ั ปริมาณน้อยๆ ติดต่อกนั
เป็นเวลานาน จนเกิดผลกระทบต่ออวยั วะและระบบการทำงานของร่างกายคือ

• ระบบประสาทส่วนกลาง มีอาการเซ่ืองซึม คิดช้า ปวดศีรษะ หงุดหงิด ในรายรุนแรง
อาจมอี าการส่ันเวลาเคล่อื นไหว เสยี การทรงตัวสตปิ ญั ญาเส่อื ม ชกั และหมดสตไิ ด้

• ระบบกลา้ มเน้อื ปวด ชาตามกลา้ มเนอ้ื และข้อตา่ งๆ ทำให้แขนอ่อนแรง ข้อมือตก

• ระบบไหลเวยี นโลหติ ทำให้ความดนั โลหติ สูง อาการซีดจากการขาดเหล็ก



• ระบบปสั สาวะ มีอาการไตอกั เสบ และโรคเก๊าท

การตรวจพิเศษ


1. เจาะเลอื ดตรวจวเิ คราะหห์ าตะก่ัวในเลอื ด ระดับปกติ ไมเ่ กิน 40 ไมโครกรมั /เดซลิ ติ ร ใน
ผใู้ หญแ่ ละไมเ่ กนิ 10 ไมโครกรมั /เดซิลิตรในเด็ก


2. การตรวจพบเสน้ ตะก่ัว (Lead line) จากเอกซเรยก์ ระดกู แขนขาในเดก็

การวินิจฉัยโรคเพือ่ การรายงาน


1. ประวัตกิ ารสมั ผสั และการทำงานทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกับสารตะกว่ั

2. มอี าการและอาการแสดงเข้าไดก้ ับโรค


3. ผลการตรวจทางหอ้ งปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนง่ึ


70 | ค่มู ือจดั บรกิ ารอาชวี อนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารสขุ ภาพระดับปฐมภมู ิ

หมายเหตุ ควรวนิ ิจฉัยแยกโรคจากโรคไสต้ ่งิ อักเสบ กระเพาะอาหารอักเสบเรอ้ื รงั ภาวะเลือด

จางเหตเุ สยี เลือดหรอื ขาดอาหาร และโรคระบบประสาทอืน่ ๆ

การรกั ษาพยาบาลเบื้องตน้


1. หลังจากได้รับตะก่ัวให้ทำการล้างท้อง ภายใน 4 ชั่วโมงและให้ยาระบาย เช่น Milk of
magnesia ถ้ามีอาการคล่ืนไส้อาเจียน เบ่ืออาหารกินไม่ได้ให้สารน้ำทางหลอดเลือด ใน
รายทีป่ วดทอ้ งมาก อาจให้ แอโทรปนี 10%


2. ใหน้ ำส่งโรงพยาบาล

3. ผู้ท่ีมีระดับตะกั่วในเลือดมากกว่า 60 ไมโครกรัม/เดซิลิตร ให้ทำการตรวจเลือดหาระดับ

ตะกั่ว 2 คร้ัง และใหห้ ยดุ งานหรือเปล่ยี นงานไปทำหน้าทอี่ ื่น

แนวทางการควบคมุ ป้องกันโรค


1. การปอ้ งกนั ทางด้านสงิ่ แวดลอ้ ม

• จดั ให้มที ีร่ ะบายอากาศทว่ั ไป

• แยกกระบวนการผลิตท่ีมีอันตราย หรือมตี ะก่วั ให้มเี คร่ืองดดู ระบายอากาศเฉพาะท
่ี
• ไม่ควรใหเ้ ด็กเล็กเขา้ ไปเล่นในบรเิ วณท่ีทำงานท่มี ีการใชต้ ะกัว่

• ทำความสะอาดบริเวณท่ีทำงาน ตลอดจนอุปกรณ์ในการทำงานให้สะอาดปราศจาก

ฝ่นุ ละอองตะกั่ว โดยเฉพาะบริเวณพน้ื ตอ้ งทำความสะอาดอยา่ งสม่ำเสมอ


2. การดูแลผ้ปู ระกอบอาชพี โดยตรง

• จัดให้มีการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่เหมาะสมระหว่างการปฏิบัติงานทุกคร้ัง เช่น

หนา้ กากกรองอากาศ ถุงมอื ชดุ ปฏิบัตงิ าน รองเทา้ บตู๊


คู่มือจดั บรกิ ารอาชวี อนามัยในหนว่ ยบรกิ ารสุขภาพระดบั ปฐมภมู ิ | 71

• จัดการอบรมให้ความรู้แก่คนงานในเรื่องอันตรายของตะกั่วและการป้องกัน เช่น การ

ล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง ไม่นำอาหาร เคร่ืองดื่มเข้าไปรับประทานในท่ี
ทำงาน เปลี่ยนเสอื้ ผ้าและอาบนำ้ ทนั ทที มี่ นี ้ำมันผสมตะก่วั อินทรีย์หกรดเสอ้ื ผ้า เป็นตน้


• การตรวจสุขภาพผู้ทำงาน อแรกเข้าทำงาน ให้มีการซักประวัติบันทึกข้อมูลลงในสมุด
สุขภาพและแฟ้มครอบครัว เจาะเลือดเพ่ือวิเคราะห์หาระดับตะก่ัวในเลือดไว้เป็นข้อมูล
พน้ื ฐาน บุคคลที่เปน็ โรคไต เหงือกอกั เสบ ฟันผุ โลหติ จาง เด็กอายุต่ำกวา่ 18 ปี และ
สตรีมคี รรภ์ ไม่ควรเขา้ ทำงานสมั ผัสตะกั่ว


การตรวจสุขภาพประจำปี ให้มีการตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจระบบประสาท และ
เจาะเลอื ดวิเคราะห์หาระดับตะกั่วในเลือด















72 | คมู่ อื จัดบรกิ ารอาชวี อนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารสขุ ภาพระดับปฐมภมู ิ





กอาารชบจวี ทัดอทบน่ี รา4ิกม
าัยร



บทท่ี 4 การจัดบรกิ ารอาชวี อนามยั


1. ความสำคญั และความจำเปน็


แม้ว่าภาพแรงงานในชุมชนจะมีทั้งกลุ่มแรงงานในระบบประกันสังคม และแรงงานนอกระบบ
ประกนั สังคม หรือทีเ่ รยี กวา่ แรงงานนอกระบบ แต่โดยสว่ นใหญ่จะพบวา่ จำนวนแรงงานนอกระบบหรอื
แรงงานในชุมชน (Informal Workers) เป็นกลมุ่ ซ่ึงมีจำนวนท่มี ากกว่าและเป็นกลมุ่ ด้อยโอกาสในเกอื บ
ทุกด้าน ท่ีสำคัญยิ่งกว่า คือ แรงงานนอกระบบเป็นกลุ่มแรงงานจำนวนใหญ่สุดของประเทศ จากการ
สำรวจข้อมูลแรงงานนอกระบบของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี พ.ศ.2551 พบว่ามีจำนวนแรงงานนอก
ระบบ 24.1 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 62 ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ทั้งน้ี ร้อยละ 62.1 มีอาชีพ
เกษตรกรรม ท่ีเหลือจะกระจายตัวในภาคการผลิตและภาคบริการ ส่วนระดับการศึกษาของแรงงาน
นอกระบบ 16.8 ล้านคน (ร้อยละ 69.7) มีความรู้ระดับประถมศึกษา และต่ำกว่าประถมศึกษา 5.9
ล้านคน (ร้อยละ 24.2) มีความรู้ระดับมัธยมศึกษา ทั้งนี้ลักษณะอาชีพท่ีเป็นตัวอย่างของแรงงานนอก
ระบบ เชน่ ผรู้ บั งานไปทำทบี่ า้ น ผรู้ บั เหมาชว่ งงานอตุ สาหกรรมไปทำทบี่ า้ น (Industrial Outworkers)

คนงานที่ทำงานไม่ประจำ ลูกจา้ งช่ัวคราว ลกู จา้ งชั่วคราวตามฤดูกาล และลกู จา้ งทท่ี ำงานไมเ่ ตม็ เวลา
(Part-time workers) ลูกจ้างในโรงงานห้องแถว (Sweatshop) และคนงานท่ีทำกิจการของตนเอง
(Own Account Workers) อยู่ที่บ้านและโรงงานที่ไม่มีการตรวจสอบจดทะเบียน นอกจากนี้ยังหมาย
รวมถึงแรงงานอิสระที่ทำงานเพื่อความอยู่รอด เช่น หาบเร่ริมถนน คนขัดรองเท้า คนเก็บขยะ และ
แรงงานรับใชใ้ นบา้ น เป็นตน้


คู่มือจัดบรกิ ารอาชวี อนามัยในหนว่ ยบริการสุขภาพระดบั ปฐมภมู ิ | 77

และดว้ ยความทเี่ ปน็ คนกลมุ่ ใหญ่ จงึ เปรยี บเสมอื นฟนั เฟอื งหลกั อกี ตวั หนง่ึ ในการกระจายรายได้
และขบั เคล่อื นเศรษฐกจิ ของประเทศ อยา่ งไรกต็ ามขอ้ เทจ็ จรงิ กลบั พบวา่ แรงงานเหลา่ นไ้ี มม่ หี ลักประกนั
ความมนั่ คงใดๆ ในการทำงาน ไม่ว่าจะเปน็ เร่ืองงานทม่ี ่นั คง ค่าตอบแทนแรงงานที่เปน็ ธรรม สขุ ภาพ
ความปลอดภัยในการทำงาน และความม่ันคงในการดำรงชีวิตเมื่อเข้าสู่วัยชรา ท้ังน้ีปัญหาท่ีแรงงาน
นอกระบบตอ้ งประสบ 10 อนั ดับแรก ได้แก่ คา่ ตอบแทนน้อย ไมไ่ ดต้ ามกฎหมายขน้ั ตำ่ ความเมอื่ ยล้า
จากอิรยิ าบทในการทำงาน ไดร้ ับสารเคมีเป็นพิษ มงี านทำไม่ตอ่ เนือ่ ง งานหนกั สมั ผัส ฝุ่น กลน่ิ ควนั
แสงสวา่ งไมพ่ อ เครอื่ งมอื เครอ่ื งจกั รทเี่ ปน็ อนั ตราย ทที่ ำงานไมส่ ะอาด ไดร้ บั อนั ตรายตอ่ ระบบหู ตา และ
ยังพบว่าประสบอันตรายจากการทำงานท่ีสำคัญก็คือ มีผู้ได้รับการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุจากการทำงาน
จำนวน 4.2 ล้านคนในปี พ.ศ.2551 เพิม่ ข้นึ กวา่ ปี พ.ศ.2550 ถงึ รอ้ ยละ 13.5

สำหรับสาเหตุของปัญหาเกิดจากการสัมผัสสารเคมีอันตรายโดยขาดเครื่องป้องกันและปัญหา
สภาพแวดลอ้ มการทำงาน รวมทง้ั การขาดความรคู้ วามเขา้ ใจในเรอื่ งสขุ ภาพความปลอดภยั ในการทำงาน
ดังนั้นกลุ่มแรงงานนอกระบบ จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลอันเป็นการดำเนินงานเพ่ือการป้องกันและ
ควบคุมการประสบอันตรายหรือเกิดโรคจากการประกอบอาชีพ คือ “การจัดบริการอาชีวอนามัย”


อยา่ งนอ้ ยในระดับพื้นฐาน




2. การจัดบริการอาชวี อนามัย


องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้ให้ความหมายของการจัดบริการอาชีวอนามัยไว้ใน
ILO Convention NO. 161 วา่ หมายถึง การใหบ้ รกิ ารท่เี นน้ การปอ้ งกนั และส่งเสรมิ สขุ ภาพทง้ั
ทางร่างกายและจิตใจในขณะทำงาน ครอบคลุมถึงการปรับสภาพการทำงานที่ปลอดภัย

78 | คมู่ ือจัดบรกิ ารอาชีวอนามยั ในหน่วยบรกิ ารสขุ ภาพระดบั ปฐมภมู ิ

สอดคลอ้ งกับความสามารถในการทำงานกับสมรรถภาพทั้งกายและใจของผทู้ ำงาน โดยถอื เปน็
ความรับผดิ ชอบร่วมกันระหวา่ งนายจ้างและลกู จ้าง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 44 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับ
หลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทำงานรวมท้ังมีหลักประกันในการดำรงชีพ
ในระหว่างการทำงานและเมื่อพ้นภาวะการทำงาน กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหนึ่งท่ีมี
ภารกิจในการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนวัยทำงานทุกอาชีพให้มีสุขภาพท่ีดี ส่งเสริมสุขภาพและ
พฤตกิ รรมสขุ ภาพท่ดี ี มกี ารป้องกันควบคมุ โรคและภยั จากการประกอบอาชีพ

ระดบั ของการจดั บรกิ ารอาชีวอนามยั ในประเทศไทยแบ่งออกได้เปน็

1. ระดับปฐมภูมิ จัดโดยสถานประกอบการเอง (Basic Occupational Health Services;
BOHS) หรือจดั ในสถานบริการสาธารณสุขระดับตน้ เชน่ PCU และสถานอี นามยั

2. ระดับทุติยภูมิ จัดโดยสถานบริการสาธารณสุขท่ีเป็นโรงพยาบาล โรงพยาบาลศูนย์/ทั่วไป/
ชมุ ชน

3. ระดับตติยภมู ิ จัดโดยโรงพยาบาลท่ีมีศกั ยภาพสูง เชน่ โรงพยาบาลศนู ยบ์ างแหง่ ทม่ี คี วาม
เชี่ยวชาญทางดา้ นอาชวี อนามัย มคี วามพรอ้ มทางด้านบคุ ลากร เครื่องมอื

สำหรับคู่มือเล่มน้ี จะกล่าวถึงรายละเอียดของการจัดบริการอาชีวอนามัยในหน่วยบริการ
สขุ ภาพระดบั ปฐมภมู ิ คอื PCU และสถานีอนามยั ”




คู่มือจัดบริการอาชวี อนามัยในหนว่ ยบรกิ ารสขุ ภาพระดับปฐมภูมิ | 79

3. วตั ถปุ ระสงค์ของการจัดบรกิ ารอาชวี อนามัยขั้นพ้นื ฐาน

ในหนว่ ยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ


1. มงุ่ เนน้ ทีก่ ารป้องกนั โรคและการบาดเจ็บจากการทำงาน

2. ดูแลสขุ ภาพผปู้ ระกอบอาชีพเป็นแบบองคร์ วม

3. ผสมผสานงานเข้ากับการจดั บริการสุขภาพที่มีอยู่ในระบบบรกิ ารปฐมภูม

4. เน้นการมีสว่ นร่วมของผูป้ ระกอบอาชีพและชุมชน

5. ใชแ้ นวทางและมาตรการในการป้องกนั และควบคมุ ปัญหาทเ่ี หมาะสมและสอดคล้อง

กับบรบิ ทของทอ้ งถนิ่




4. แนวทางของการจัดบรกิ ารอาชวี อนามยั ขั้นพ้ืนฐาน


องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้เสนอแนะว่าในการจัดบริการอาชีวอนามัย ควรมี
กจิ กรรมหลกั ท่ีสำคัญดงั ตอ่ ไปน้ี คือ

1. การประเมนิ ความเสยี่ งและจดั การความเสยี่ งตอ่ สขุ ภาพทเ่ี กดิ จากสภาพแวดลอ้ มในการทำงาน
รวมทัง้ การตดิ ตามเฝา้ คมุ สิ่งคุกคามทเี่ ปน็ อนั ตรายจากสภาพแวดลอ้ มการทำงานนัน้

2. การดำเนินการในเรือ่ งความปลอดภัยในการทำงาน

3. การใหอ้ าชวี สขุ ศกึ ษาและอบรมใหค้ วามรใู้ นการปฏบิ ตั ติ น เพอ่ื การปอ้ งกนั โรคและการบาดเจบ็
จากการทำงาน

4. การประเมินและเฝ้าระวงั ทางสขุ ภาพของผูป้ ระกอบอาชีพ

5. การจัดเตรยี มในเรอ่ื งการปฐมพยาบาลและการรับมือต่ออบุ ัตภิ ัยตา่ งๆ


80 | คู่มือจดั บริการอาชวี อนามยั ในหนว่ ยบริการสขุ ภาพระดบั ปฐมภมู ิ

6. การวินิจฉัยโรคเบื้องต้นและรักษาพยาบาลการเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพ
หรอื เก่ยี วเนอื่ งกับการทำงาน

7. การฟืน้ ฟูสุขภาพของผูป้ ระกอบอาชพี ให้กลับมาทำงานตามปกติ

8. การให้คำปรึกษาในเรื่องสขุ ภาพทเี่ กยี่ วกบั การทำงาน

9. การจัดเก็บรวบรวม วิเคราะห์และแปลผลข้อมูลที่เกิดจากการดำเนินการทางด้านอาชีว-
อนามัย เช่น ข้อมูลการประเมินความเส่ียง ข้อมูลการเจ็บป่วย หรือข้อมูลการดำเนินการควบคุมหรือ
แก้ไขปญั หาต่างๆ

10. การบรหิ ารจดั การในการใหบ้ รกิ าร รวมทง้ั การประเมินผลการให้บรกิ ารด้วย

เพ่ือให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจในกิจกรรมของการให้บริการอาชีวอนามัยในหน่วยบริการ
ระดับปฐมภูมิ จึงอาจแบ่งกิจกรรมของการให้บริการออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การให้บริการอาชีว
อนามยั เชงิ รกุ และเชงิ รบั โดยการพจิ ารณาจากกจิ กรรมของการบรกิ ารทอ่ี งิ กบั สถานทข่ี องหนว่ ยบรกิ าร
เป็นหลัก ถ้าเป็นการจัดบริการภายในหน่วยบริการเองจะเรียกว่าการให้บริการอาชีวอนามัยเชิงรับ และ
ถ้าเป็นการให้บริการนอกหน่วยบริการหรือดำเนินการในสถานท่ีทำงานของกลุ่มประชากรเป้าหมายจะ
เรียกว่า การใหบ้ รกิ ารอาชีวอนามัยเชงิ รกุ














คู่มอื จัดบริการอาชีวอนามยั ในหน่วยบรกิ ารสขุ ภาพระดับปฐมภูมิ | 81

แนวทางการจดั บริการอาชวี อนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารปฐมภมู ิของประเทศไทยจงึ มขี ั้นตอนดงั น
้ี

การซักประวัตกิ ารเจ็บปว่ ย
ทำงานอะไร

และการทำงาน
ลักษณะทีท่ ำ ทำอย่างไร

ตรวจร่างกายท่ัวไป
การสมั ผัสสง่ิ คกุ คาม/ปัจจัยเส่ยี ง

ทำงานนานเท่าใด

วินจิ ฉัยโรคเบอ้ื งตน้ หรอื ส่งตอ่ ตามแนวปฏิบตั ิ CPG ทำงานเสริมหรือไม

(Clinical Practice Guideline)
ใช้อปุ กรณ์ PPE

เม่ือไม่ทำงานอาการดีข้ึนไหม

มคี นอ่ืนทีท่ ำงานแบบเดียวกัน
เป็นด้วย


โรคท่วั ไป
ให้การรักษา
โรคและการบาดเจ็บจากการประกอบอาชพี

เข้าสรู่ ะบบบริการเชิงรบั พยาบาลเบือ้ งต้น


ของหนว่ ยบรกิ ารปฐมภมู
ิ ส่งต่อสถานบริการคู่สญั ญา CUP
เพอื่ ตรวจสขุ ภาพตามความเส่ยี ง
และเพื่อการวินิจฉยั โรคเพิม่ เติม
และรักษาที่เหมาะสม


ให้สขุ ศึกษา
รายงานโรคตาม ICD10 ติดตามผลการรกั ษา แจ้งผลกลบั ให้หนว่ ยบรกิ าร
หรือคำปรกึ ษา
บนั ทึกลงระบบจัดเก็บทใ่ี ช้ พยาบาลเยี่ยมบ้าน
ปฐมภูมทิ ราบ



อยู่ เช่น JCIS


สรุปส่งรายงานปกติ

แผนภมู ิท่ี 1 การให้บรกิ ารอาชวี อนามัยเชิงรบั
(ในหน่วยบรกิ ารสุขภาพระดบั ปฐมภูม)ิ


82 | คมู่ อื จัดบริการอาชีวอนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารสขุ ภาพระดับปฐมภมู ิ

1. ขั้นตอนหรือแนวทางการจัดบรกิ ารอาชวี อนามยั เชิงรับ

1.1 การซักประวัติการเจ็บป่วยของผู้ประกอบอาชีพท่ีมาใช้บริการในหน่วยบริการปฐมภูม

ทีมสุขภาพทุกคนในหน่วยบริการต้องให้ความสำคัญในการซักถามถึงอาชีพและลักษณะงานของอาชีพ
อายุงานที่ทำประวัติการทำงานในอดีตร่วมด้วย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการวินิจฉัยโรคเบ้ืองต้นหรือ
การวินิจฉัยอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บของผู้มารับบริการได้แม่นยำและทราบถึงต้นเหตุของการเจ็บป่วย
แต่ละครงั้ ได

คำถามท่ีใชถ้ ามทกุ ครั้งทผ่ี ู้ประกอบอาชีพในชุมชนมารับบริการได้แก่


• ทา่ นทำงานอะไร? ทำอย่างไร? (โดยระบุถึงลักษณะของการทำงานของผูป้ ่วย)

• ในขณะทำงานท่านมีหรือเคยมีการสัมผัสสิ่งท่ีอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพ เช่น สารเคมี

เสยี งดัง หรือฝนุ่ หรือไม่ หรอื สงิ่ ก่อโรคอืน่ ๆ หรอื ไม

• อาการเจบ็ ป่วยของท่านครงั้ นี้เปน็ ผลจากการประกอบอาชพี หรือไม่

• ในท่ที ำงานของท่าน เคยมีเพอ่ื นร่วมงานเจบ็ ป่วย หรือมีอาการเดียวกนั น้หี รือไม

1.2 การตรวจสขุ ภาพทว่ั ไป หนว่ ยบรกิ ารสขุ ภาพปฐมภมู สิ ามารถใหบ้ รกิ ารตรวจสขุ ภาพทวั่ ไปได้
เชน่ การชงั่ นำ้ หนกั วดั สว่ นสงู วดั ความดนั โลหติ ตรวจปสั สาวะ ตรวจหาความเขม้ ขน้ ของเลอื ด เปน็ ตน้
ส่วนการตรวจสุขภาพตามลักษณะงานนั้น หลังจากทีมสุขภาพให้บริการสุขภาพแก่ผู้มารับบริการแล้ว
หากสงสัยหรือมีข้อสรุปว่าผู้มารับบริการจำเป็นได้รับการตรวจสุขภาพตามความเส่ียงในการทำงานเพื่อ
การคัดกรอง หรือเพ่ือการวินิจฉัยโรคเบื้องต้น ให้ส่งผู้มารับบริการต่อไปยังโรงพยาบาลในอำเภอหรือ

ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลจังหวัดเพ่ือรับบริการตรวจวินิจฉัยโรคต่อไป ตัวอย่างแสดงการตรวจสุขภาพตาม
ความเสีย่ งในตารางท่ี 2


คมู่ ือจดั บริการอาชีวอนามัยในหนว่ ยบรกิ ารสขุ ภาพระดับปฐมภมู ิ | 83

ตารางท่ี 2 อนั ตรายหรอื ส่งิ คุกคามสุขภาพ กบั การตรวจสขุ ภาพตามความเส่ยี ง



กล่มุ อาชีพ

อันตรายหรอื ส่งิ คุกคามสุขภาพ

การตรวจสุขภาพตามความเสี่ยง

เยบ็ ผา้
ฝ่นุ
ตรวจวดั สมรรถภาพปอด


แสงสวา่ ง
ตรวจวัดสมรรถภาพสายตา




สียงดงั

ตรวจวดั สมรรถภาพการไดย้ ิน

เสริมสวย
สารเคมใี นนำ้ ยาโกรกยอ้ ม ดดั ผม
ตรวจวัดสมรรถภาพปอด


สเปรยผ์ ม
ฉายรงั สที รวงอกดว้ ยฟิล์มมาตรฐาน


สารระเหยจากการทำเล็บ
เกบ็ ปสั สาวะหลังเลิกงาน




เสยี งดัง

รวจวดั สมรรถภาพการไดย้ นิ

คนงานกอ่ สร้าง
ฝุ่นปนู
ตรวจวัดสมรรถภาพปอด

ความร้อน
ตรวจปัสสาวะดคู วามถว่ งจำเพาะ

เสียงดัง
ตรวจวดั สมรรถภาพการได้ยิน


1.3 การวินจิ ฉยั โรคเบอ้ื งต้น หน่วยบริการสขุ ภาพปฐมภูมิสามารถให้การวินจิ ฉัยโรคและภัยจาก
การประกอบอาชีพเบ้ืองต้นได้ ได้แก่ กลุ่มอาการผ่ืนผิวหนังจากการสัมผัสสารเคมี ฝุ่น ความร้อน
อาการทางระบบทางเดินหายใจจากการสัมผัสฝุ่น ฟูม สารระเหย สารเคมีที่ใช้ในการทำงาน อาการ
ปวดเมอื่ ยรา่ งกาย ปวดกลา้ มเนอ้ื สว่ นตา่ งๆ จากการทำงานเนอื่ งจากทา่ ทางการทำงานซำ้ ๆ หรอื ทา่ ทาง
การทำงานไม่ถูกต้อง อุบัติเหตุหรือบาดเจ็บจากการทำงาน เป็นต้น ส่วนโรคจากการประกอบอาชีพท่ี
จำเป็นตอ้ งใชผ้ ลการตรวจวนิ จิ ฉยั ทางหอ้ งปฏิบตั ิการ การตรวจโดยการใชเ้ ครื่องมือเฉพาะในการวนิ จิ ฉัย
โรคต้องส่งตอ่ ผปู้ ่วยไปยงั โรงพยาบาลระดบั ทตุ ิยภูมิภายในจังหวัดให้มีการตรวจเพือ่ การวินจิ ฉัยโรคตอ่ ไป


84 | คมู่ อื จดั บรกิ ารอาชวี อนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารสขุ ภาพระดบั ปฐมภูมิ

1.4 การรายงานโรค ให้มีบันทึกรายงานโรคลงในระบบการจัดเก็บของหน่วยบริการสุขภาพ
ปฐมภูมิ เช่น จัดเก็บลงในระบบการรายงานของหน่วยบริการที่ใช้อยู่เช่น JCIS, HCIS โดยระบุสาเหตุ
การเกิดโรคและการบาดเจบ็ ด้วย และใชร้ หัส ICD10 เพ่ือจะสะดวกต่อการดงึ ขอ้ มูลมาสรุปผลเพ่อื นำไป
ใช้ประโยชน์ในการวางแผนป้องกันควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพหรือลดพฤติกรรมเส่ียงต่อไป
อย่างไรก็ดี การจัดเก็บข้อมูลและนำข้อมูลมาจัดทำรายงานเป็นส่วนหนึ่งของการเฝ้าระวัง ทั้งน้ีการ

เฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพหรือโรคเกี่ยวเน่ืองกับการทำงาน เป็นการนำหลักการหรือวิธีการ

เฝ้าระวังทางระบาดวิทยามาใช้กับสถานการณ์ โรคจากการประกอบอาชีพหรือโรคเกี่ยวเน่ืองกับการ
ทำงานของผู้ปฏิบัติงานและส่ิงคุกคามสุขภาพในส่ิงแวดล้อมการทำงานนั้น การเฝ้าระวังโรคเป็นหัวใจ
สำคัญในการป้องกันควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพ การจัดระบบเฝ้าระวังโรค และสุขภาพท่ีดี จะ
ทำให้รบั ทราบปญั หาท่ีชดั เจน นำไปสู่การแก้ไขไดต้ รงเปา้ หมาย รูปแบบการเฝ้าระวัง ทส่ี ำคญั คือ การ
เฝ้าระวังเชิงรับ เป็นการรายงานผู้ป่วยด้วยโรคจากการประกอบอาชีพที่มารับบริการท่ีหน่วยบริการ
สาธารณสุข ระบบการรายงานด้านโรคจากการประกอบอาชีพและส่ิงแวดล้อมปัจจุบัน สำนักระบาด
วิทยา มีการดำเนินงานเฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพ โดยมีการพัฒนาระบบการรายงานโรคจาก
การประกอบอาชีพท่ตี อ้ งเฝา้ ระวงั กำหนดให้จดุ เฝา้ ระวังโรคมกี ารรายงานโรคตาม รง. 506/2 โดยการ
ดำเนนิ งานเฝา้ ระวงั โรค มีการดำเนนิ งานตามข้ันตอนที่สำคญั คอื


• การรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลโรคจากการประกอบอาชีพ ซ่ึงเป็นการเก็บ
ข้อมูลเชิงรับ คือการรายงานผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่า ป่วยด้วยโรคจากการประกอบ
อาชีพและส่ิงแวดล้อมที่มารับบริการและตรวจรักษาในสถานบริการสาธารณสุข รวบรวม
ส่งรายงานไปยงั ศนู ยข์ อ้ มลู (CUP) เพื่อรวบรวมรายงานไปยงั หน่วยงานเครอื ข่าย ระดับ
อำเภอ จังหวดั ตามแผนผังการไหลเวยี นของขอ้ มลู และการรายงาน


คมู่ อื จดั บรกิ ารอาชีวอนามัยในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภมู ิ | 85

• การเรียบเรียงข้อมูล เป็นการนำข้อมูลท่ีรวบรวมได้จัดระเบียบเป็นกลุ่มหรือหมวดหมู่ให้
เห็นลกั ษณะการเกดิ และการกระจายของโรค ตามลกั ษณะบคุ คล สถานท่ี เวลาทช่ี ัดเจน
ขึ้น โดยใช้โปรแกรมสำเรจ็ รปู


• การวเิ คราะห์ข้อมลู เปน็ การนำข้อมลู ท่ีรวบรวมมาประมวลเข้าด้วยกันตามประเดน็ ตา่ งๆ
โดยใช้วธิ กี ารทางสถิติ การวิเคราะหข์ อ้ มลู เพอ่ื แสดงจำนวนผู้ป่วย อัตรา แสดงประชากร
กลุ่มเสยี่ ง การกระจายของโรคตามบคุ คล เวลา สถานที่ เปรียบเทียบข้อมูลปัจจบุ นั กบั
ขอ้ มูลในอดตี ที่ผา่ นมาว่ามีการเปล่ียนแปลงอยา่ งไรบา้ ง การวเิ คราะหข์ ้อมลู ประกอบด้วย
การลงรหสั การปอ้ นข้อมูลเข้าคอมพวิ เตอรก์ ารการประมวลผล


• การแปลผลข้อมูล การแปลผลข้อมลู ท่ไี ด้จากการวเิ คราะห์เปน็ การนำผลการวิเคราะหม์ า
พิจารณาอย่างมีเหตุผลแล้วให้ข้อสรุปหรือการวินิจฉัยท่ีถูกต้องเหมาะสม อาจเปรียบ
เทยี บข้อมูลระหว่างพ้ืนที่ เพือ่ ดูว่า มีการเปลย่ี นแปลงการกระจายโรค หรอื องคป์ ระกอบ
ที่มอี ิทธพิ ลตอ่ การเกดิ โรคอย่างไรบ้าง ทำให้ทราบวา่ พน้ื ท่ใี ดทีม่ ีความเส่ยี งสูง ปญั หาใด
ท่ตี ้องรีบดำเนนิ การ หรืออาจมขี ้อมลู ทีต่ ้องสอบสวนเพิ่มเตมิ


• การกระจายข่าวสาร เป็นการส่งขอ้ มูลข่าวสารและผลการวเิ คราะหท์ ่ีแปรผลข้อมูลแล้วไป
ยังผู้ที่เกี่ยวข้องระดับต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป การกระจายข่าวสารอาจนำ
เสนอในรปู ของรายงานที่สรุปสถานการณ์โรคตา่ งๆ มีการรายงานสม่ำเสมอ เน้ือหาอ่าน
เข้าใจง่าย ตรงประเด็น มีตารางกราฟ รูปประกอบให้เข้าใจง่าย โดยมีจุดมุ่งหมายให ้

เจา้ หน้าทีท่ เ่ี กยี่ วข้อง ผ้บู ริหารทราบถึงสถานการณแ์ ละกระตุ้นใหม้ ีการดำเนินการตอ่ ไป


86 | คู่มอื จัดบรกิ ารอาชวี อนามัยในหนว่ ยบริการสุขภาพระดับปฐมภมู ิ

การเฝ้าระวังการเจ็บป่วยจากการประกอบอาชีพในกลุ่มแรงงานในชุมชน นอกจากการจัดเก็บ
ข้อมูลจากการมารับบริการท่ีหน่วยบริการสาธารณสุขของกลุ่มอาชีพต่างๆ แล้ว อาจมอบ อสม. ซึ่งมี
การอบรมให้ความรู้เบ้ืองต้นในการประเมินความเส่ียงและมีระบบการบันทึกข้อมูลปัจจัยเส่ียงด้าน
สุขภาพและส่ิงแวดล้อมการทำงาน ติดไว้ที่ทำงานของกลุ่มต่างๆ ทำให้คนทำงานทราบว่ากลุ่มของเขา
มีความเส่ียงอะไร และมีใครเจ็บป่วยจากการทำงานบ้าง ซึ่งจะเป็นข้อมูลเตือนใจของแรงงานเองว่า

เขามีความเส่ียงและต้องระมัดระวังในการทำงานให้ปลอดภัย ช่วยกันลดความเสี่ยงลงให้ได้ทั้งด้าน
สภาพแวดลอ้ มการทำงานและพฤตกิ รรมการทำงาน ซง่ึ เปน็ เครอื่ งมอื ทด่ี เี หมาะทจ่ี ะใชใ้ นชมุ ชน มาผนวก
กบั ขอ้ มลู ของศนู ยส์ ขุ ภาพชมุ ชน และสถานอี นามยั ทจ่ี ดั ทำระบบการบนั ทกึ และรวบรวมรายงานทส่ี ำคญั
โดยมีระบบการซักประวัติ การบันทึกข้อมูล และจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพ่ือบันทึกข้อมูลผู้ป่วย
การมีระบบวเิ คราะห์ข้อมลู ปญั หาการเจบ็ ป่วยของแรงงานเพ่ือให้ทราบภาพรวมของปัญหา และนำข้อมลู
มาใชป้ ระโยชนใ์ นการวางแผนหรอื การเฝา้ ระวงั โรคทส่ี ำคญั ซงึ่ จะแตกตา่ งกนั ออกไป สว่ นใหญโ่ ปรแกรม
การประมวลผลจะเปน็ โปรแกรม HCIS ซงึ่ ปัจจุบนั เปลย่ี นเป็นโปรแกรม JCIS ทำให้เกดิ ความชัดเจนย่งิ
ขน้ึ จงึ ทำใหท้ ราบปญั หาโรคจากการทำงาน เปน็ การนำเอาหลกั การและวธิ กี ารเฝา้ ระวงั ทางระบาดวทิ ยา
มาใช้กับสถานการณ์โรคจากการประกอบอาชีพและส่ิงแวดล้อม โดยการประเมินภาวะทางสุขภาพของ
คนทำงานแต่ละคนวา่ มีความผดิ ปกติ หรือเสย่ี งตอ่ การเกดิ โรคหรือไม่ โดยการตรวจรา่ งกาย การตรวจ
ทางชวี ภาพเปน็ ระยะๆ ซกั ประวัติการทำงาน และสถานการณ์การเจบ็ ปว่ ยของกล่มุ แรงงานนอกระบบก็
สามารถนำมาเป็นประโยชน์ในการควบคุมป้องกันโรคและการดำเนินงานสาธารณสุขต่อไป โดยสรุป
ระบบเฝ้าระวังโรคจากการประกอบอาชีพ จะต้องมีการรายงานโรคท่ีไม่ยุ่งยาก ไม่ซับซ้อน ซ่ึงอาจ
รายงานเป็นกลุ่มอาการท่ีพบ ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยแยกโรคโดยแพทย์ผู้เช่ียวชาญ มีการรายงานอาชีพ
และสถานที่ทำงาน เพ่ือเป็นข้อมูลให้ทีมออกไปสอบสวนโรคหาสาเหตุและแนวทางการป้องกัน ควบคุม

คูม่ ือจดั บริการอาชีวอนามยั ในหนว่ ยบริการสุขภาพระดบั ปฐมภมู ิ | 87

รวมทง้ั ดำเนนิ การเฝา้ คมุ ทางอาชวี อนามยั ดงั นน้ั การรายงานโรค สอบสวนโรค การเฝา้ คมุ เปน็ กจิ กรรมท่ี
ตอ้ งดำเนนิ การ เพอ่ื ตรวจสอบความถกู ต้องของข้อมูล

1.5 การจัดเก็บข้อมูลของแฟ้มครอบครัว ข้อมูลผลการประเมินความเสี่ยงในการทำงานของ
กลุม่ ผปู้ ระกอบอาชีพในชมุ ชน ข้อมูลการเจ็บป่วยจากการทำงานทีไ่ ดจ้ ากการทำแผนภูมริ ่างกาย ข้อมูล
การตรวจสุขภาพตามความเส่ียงในการทำงานที่ได้จากโรงพยาบาลเครือข่าย และข้อมูลการเจ็บป่วย
ด้วยโรคและการบาดเจ็บจากการประกอบอาชีพ ให้ทีมสุขภาพรวบรวมจัดเกบ็ ลงในแฟ้มครอบครัวของผู้
ประกอบอาชีพท่ีมีไว้ในหน่วยบริการทุกคร้ัง และเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปเยี่ยมบ้าน เพ่ือดูอาการหรือติด
ตามผลการรักษาพยาบาล หรือเพ่ือให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวระหว่างเจ็บป่วย โดยลงรหัสสีติดไว้ท่ี
สันแฟ้มครอบครัวเพื่อแสดงให้ทราบว่าสมาชิกในแฟ้มครอบครัวมีสมาชิกวัยทำงานอยู่ และได้รับการ
ประเมนิ สุขภาพประจำปแี ล้ว

ขอ้ มูลดา้ นอาชวี อนามัยที่ควรมีในแฟม้ ครอบครัวประกอบดว้ ย


• อาชพี ลักษณะการทำงาน อายงุ าน อาชีพเสริม

• ผลการประเมินสุขภาพในการทำงาน ผลการตรวจสุขภาพท่ัวไป ผลการตรวจสุขภาพ

ตามความเสยี่ ง ผลการประเมินความเส่ียงในการทำงาน

• ประวตั กิ ารเจ็บป่วย การบาดเจ็บจากการประกอบอาชีพ

1.6 การใหค้ ำแนะนำก่อนกลบั บา้ น การสง่ ต่อและการเยีย่ มบ้าน โดยทีมสุขภาพทบทวนวา่

• ผู้ปว่ ยหรอื ผู้มารับบริการไดร้ ับบรกิ ารครบถว้ นทุกข้ันตอนหรอื ไม่

• ให้คำแนะนำด้านต่างๆ เช่น การใช้ยา ผลข้างเคียงของยา การปฏิบัติตัวที่เหมาะสม

เพอ่ื ส่งเสรมิ สุขภาพ


88 | ค่มู อื จัดบรกิ ารอาชวี อนามยั ในหนว่ ยบรกิ ารสุขภาพระดบั ปฐมภูมิ

• ในกรณีต้องส่งต่อไปรับบริการในหน่วยบริการระดับสูงข้ึน ทีมสุขภาพจะต้องรับผิดชอบ
ในการตดิ ต่อประสานงานเพื่อส่งผปู้ ว่ ยไปยังจุดใหบ้ รกิ ารสขุ ภาพที่เหมาะสม


• การเยี่ยมบ้าน เพื่อให้คำแนะนำการปฏิบัติตัว หรือหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุหรือ
การเจบ็ ปว่ ย


1.7 การสรปุ ผลการดำเนินงาน และรวบรวมข้อมลู การเจ็บป่วย ขอ้ มูลปัจจัยเส่ียงในการทำงาน
ของผู้ประกอบอาชีพต่างๆ ในชมุ ชน ควรมกี ารดำเนนิ การอย่างนอ้ ย 1 คร้งั ต่อปี เพือ่ นำขอ้ มลู ท่ีไดม้ า
ใช้ในการประกอบการจัดทำแผนงานโครงการเพอ่ื ลดพฤตกิ รรมเส่ียง หรือการป้องกนั ควบคมุ โรคตอ่ ไป



2. ขนั้ ตอนหรือแนวทางการจัดบรกิ ารอาชวี อนามยั เชิงรุกหรือการจดั บรกิ ารอาชีวอนามัย


ในชุมชน


การจัดบริการอาชีวอนามัยเชิงรุกหรือการจัดบริการอาชีวอนามัยในชุมชน มีวัตถุประสงค์เพ่ือ
การมุ่งเข้าหาผู้ประกอบอาชีพต่างๆ ในชุมชน เช่น กลุ่มเพาะปลูก ทำนา ทำสวน ทำประมง ป่าไม้
กลุ่มผู้ให้บริการเสริมสวย กลุ่มอาชีพก่อสร้าง กลุ่มรับซ้ือของเก่า กลุ่มขายของชำ กลุ่มผู้ผลิตอาหาร
หรือทำขนมพื้นบ้าน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหรือ OTOP กลุ่มผลิตภัณฑ์หัตถกรรมพื้นบ้าน เป็นต้น เพื่อ
ค้นหาอันตราย ส่ิงคุกคามสุขภาพและพฤติกรรมการทำงานท่ีไม่เหมาะสมของผู้ประกอบอาชีพเหล่าน้ัน
รวมถึงผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อมท่ีเกิดจากกระบวนการผลิต และการใช้วัตถุดิบที่เป็นอันตรายใน
กระบวนการผลิต ข้อมูลเหล่านี้ทีมสุขภาพของหน่วยบริการปฐมภูมิสามารถนำมาวางแผนในการ

สง่ เสรมิ สขุ ภาพ การป้องกันควบคุมโรคแก่ผู้ประกอบอาชีพ รวมถึงการลดพฤติกรรมเส่ียงท่ีเกิดจากการ
ทำงาน และมุ่งจัดการกับปัจจัยเส่ียงท่ีอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ รายละเอียด
ข้นั ตอนตามแผนภมู กิ ารดำเนินงานอาชวี อนามัยเชิงรุก


คมู่ อื จัดบริการอาชวี อนามัยในหนว่ ยบริการสขุ ภาพระดับปฐมภมู ิ | 89

แผนภมู ทิ ่ี 2
สำรวจขอ้ มลู กลมุ่ อาชพี ในชมุ ชน 1 คร้ัง/ปี

การดำเนนิ งาน
บนั ทึกสถานทีต่ งั้ โรงงาน/กลมุ่ อาชพี ในแผนทห่ี มู่บา้ น

อาชวี อนามยั เชงิ รกุ


คัดเลอื กกลุ่มอาชพี


ภาคการเกษตร เช่น เพาะปลูก ภาคการผลติ เช่น กลุม่ วิสาหกิจชุมชน/ ภาคการบรกิ าร เช่น กล่มุ เสรมิ สวย
เลี้ยงสตั ว์ ประมง ฯลฯ
OTOP กลมุ่ รับงานไปทำท่บี ้าน ฯลฯ
มอเตอร์ไซดร์ บั จา้ ง กอ่ สร้าง ฯลฯ


สำรวจสภาพการทำงานเพ่อื การปรบั ปรงุ ทำกระบวนการกลมุ่ เพอื่ ค้นหาสาเหตกุ ารเจบ็ ปว่ ยจาก
ตามแบบสำรวจสภาพการทำงาน
การประกอบอาชพี ของกลุ่มอาชพี


จัดเก็บเป็นขอ้ มูลด้านอาชวี - รวบรวมข้อมูลสรุปผล
คนื ข้อมลู ใหก้ ลุ่มอาชีพ ชมุ ชน และ
อนามยั ของกลมุ่ อาชพี ในแฟ้ม
วิเคราะห์ปญั หาและสถานการณ์
ท้องถิน่


ผลกระทบต่อสุขภาพไม่เกดิ จากการ ผลกระทบต่อสขุ ภาพมคี วามสมั พนั ธ์กบั การประกอบอาชีพ

ประกอบอาชีพ

ใหส้ ุขศกึ ษา
ทำแผนงานหรือโครงการเพือ่ การป้องกนั ควบคุมโรค


สรา้ งกิจกรรมการส่งเสรมิ สขุ ภาพ ปญั หาดา้ นความเสีย่ งทางสขุ ภาพ
ปญั หาดา้ นสภาพการทำงาน

และป้องกันควบคมุ โรค

เขา้ สู่การบริการเชิงรบั ของ
สร้างการมีสว่ นร่วมกบั เครอื ขา่ ยในชุมชน
หนว่ ยบริการปฐมภูม
ิ เพ่ือการแก้ปญั หาอยา่ งมีส่วนรว่ ม



ติดตามประเมนิ ผล


90 | คู่มอื จัดบริการอาชีวอนามยั ในหน่วยบรกิ ารสขุ ภาพระดับปฐมภมู ิ

การดำเนินงานอาชีวอนามัยเชิงรุก ประกอบดว้ ย

2.1 การสำรวจครอบครวั และชมุ ชนของกล่มุ ผูป้ ระกอบอาชพี ต่างๆ ในชมุ ชน เพ่ือทราบขอ้ มลู
พ้ืนฐานของชุมชน ทำความรู้จักและเข้าใจสภาพวิถีชีวิตและศักยภาพของชุมชน นำมาสู่การประเมิน
ศักยภาพ ภาวะสุขภาพ รวมท้งั ปญั หาและความต้องการบรกิ ารสุขภาพของครอบครัวและชุมชน จัดทำ
ทะเบียนรายชื่อกลุ่มอาชีพและทะเบียนรายช่ือสมาชิก (แบบฟอร์มดังภาคผนวก) โดยใช้แฟ้มครอบครัว
(Family Folder) ในการสำรวจ ซึ่งจำแนกอาชีพตามประเภทหรือลักษณะงาน พร้อมทั้งระบุว่าเป็น
อาชีพหลักหรืออาชีพเสริมให้ชัดเจนและการสำรวจข้อมูลจำนวนสถานประกอบการในชุมชน ข้อมูลที่
สำคัญควรประกอบดว้ ย จำนวนสถานประกอบการท่ตี งั้ อยู่ในชุมชน กลุ่มอาชพี ต่างๆ จำนวนผูป้ ระกอบ
อาชพี ในอาชพี ต่างๆ ของชุมชน อายเุ ฉลีย่ รายได/้ คน/ปี สภาพปญั หาสขุ ภาพของผู้ประกอบอาชีพใน
พนื้ ทข่ี องหนว่ ยบรกิ ารปฐมภมู ิ ทง้ั นใ้ี นการสำรวจครอบครวั และชมุ ชนทมี สขุ ภาพจะตอ้ งประเมนิ ศกั ยภาพ
ของชุมชนเพ่ือหาทุนทางสังคมของชุมชนท่ีสำคัญ เช่น ผู้นำทางปัญญาของชุมชนหรือปราชญ์ชาวบ้าน
กลมุ่ องคก์ รทดี่ ำเนนิ กจิ กรรมสาธารณะกระบวนการเรยี นรทู้ ช่ี มุ ชนสรรคส์ รา้ งและสงั่ สมมาเพอ่ื การดำรงชพี
เช่น ภูมิปัญญาดา้ นเกษตรกรรม การแพทยพ์ ื้นบา้ น ศลิ ปะหตั กรรม เป็นต้น สว่ นวธิ ีการสำรวจให้ผนวก
เข้ากับการสำรวจชุมชนในพ้ืนท่ีของหน่วยบริการปฐมภูมิท่ีมีการดำเนินงานทุกปีโดยร่วมมือกับเครือข่าย
ในชุมชนท่ีเป็นอาสาสมคั รสาธารณสขุ ประจำหมบู่ ้าน (อสม.) และองคก์ รปกครองสว่ นท้องถิน่

สำหรับการสรุปข้อมูลและการทำแผนที่ชุมชนให้ระบุท่ีต้ังของโรงงานหรือสถานประกอบการ
พื้นท่ีทำการเกษตรกรรม ท่ีต้ังของกลุ่มรับงานไปทำที่บ้านหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และสรุปผลจำนวน

ผู้ประกอบอาชีพในชมุ ชน จำแนกอายุ เพศ ศกั ยภาพของกล่มุ อาชีพ ใหส้ รปุ ผลและบันทกึ จดั เกบ็ ไวใ้ น
แฟ้มชมุ ชนของแต่ละหมบู่ ้าน และบนั ทกึ ลงในแผนทชี่ มุ ชน


คู่มอื จัดบริการอาชีวอนามัยในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ | 91

ประโยชน์ของการนำข้อมูลของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพต่างๆ ในชุมชนและที่ต้ังของสถาน
ประกอบการในชุมชน บรรจลุ งในแผนทีช่ ุมชน เพือ่ ใช้ในการวางแผนในการควบคมุ โรคหรอื อันตรายที่
อาจจะเกดิ จากการประกอบอาชีพ และชว่ ยให้ทมี สขุ ภาพสามารถเฝ้าระวังและควบคุมโรคไดร้ วดเร็วเมือ่
เกิดการระบาดของโรค

2.2 การสำรวจสภาพการทำงานของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพ มีวัตถุประสงค์เพ่ือการปรับปรุง
สภาพการทำงานให้ปลอดภัย หรือเพ่ือลดสาเหตุของอันตรายท่ีเกิดจากการทำงาน ทีมสุขภาพคัดเลือก
กล่มุ อาชพี โดยมแี นวทางพิจารณา ดังน้


1) เป็นกลุ่มอาชีพท่ีมีปัญหาสุขภาพหรือเกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคหรืออุบัติเหตุจากการ
ทำงานซึ่งหาข้อมลู ไดจ้ ากวยั ทำงานทีม่ ารบั บรกิ ารในหน่วยบริการปฐมภูม


2) เป็นอาชีพทีป่ ระชาชนทำกนั มากในชมุ ชน

3) เป็นอาชพี ท่ีมอี ันตรายสงู เชน่ อาชพี แกะสลักหินเป็นครก พระพุทธรปู แจกนั อาชพี

กอ่ สรา้ ง รอื้ ตกึ บา้ น ทอี่ ยอู่ าศยั อาชพี เพาะปลกู ทมี่ กี ารใชส้ ารเคมใี นกระบวนการผลติ
อาชพี ทำเฟอร์นิเจอรไ์ ม้หรอื งานหัตถกรรมไม้ กลมุ่ วิสาหกิจชมุ ชนในชุมชน เป็นตน้

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลความเส่ียงในกลุ่มอาชีพ ได้แก่ แบบวิเคราะห์ความปลอดภัย
ของกลุ่มอาชีพ (แบบฟอร์มดังภาคผนวก) เพ่ือให้ทราบถึงลักษณะการทำงานของกลุ่มอาชีพ ขั้นตอน
การทำงาน ส่ิงคุกคามสุขภาพหรืออันตรายจากการทำงานในแต่ละขั้นตอน การดำเนินการควบคุม
ปรับปรุง ทั้งที่มีอยู่เดิมหรืออาจใช้แบบสำรวจสภาพการทำงานของกลมุ่ อาชพี เพอื่ การปรบั ปรงุ สภาพการ
ทำงานสำหรบั ภาคเกษตร (WIND: Work Improvement in Neighborhood Development) และแบบ
สำรวจการปรับปรุงสภาพการทำงานในสถานประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก (WISE: Work
Improvement in Small Enterprises) ขององค์การแรงงานระหวา่ งประเทศและกระทรวงแรงงาน และ

92 | คมู่ ือจดั บริการอาชวี อนามัยในหน่วยบริการสขุ ภาพระดับปฐมภมู ิ

ทางสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมนำมาปรับให้เหมาะสมกับสภาพการทำงานของ
กลุ่มแรงงานนอกระบบท่ีเป็นผู้ประกอบอาชีพในชุมชนซ่ึงพบว่าทีมสุขภาพของหน่วยบริการและอาสา
สมัครอาชีวอนามัยในชุมชนชอบและนิยมใช้มากกว่าแบบสำรวจชนิดอ่ืน ได้แก่ การประเมินอันตราย
และปจั จยั เสย่ี งจากการประกอบอาชพี รวมทงั้ การหาแนวทางแกไ้ ขปรบั ปรงุ สภาพการทำงานใหป้ ลอดภยั
ขึ้นในแรงงานนอกระบบภาคการผลิตกลมุ่ ตา่ งๆ ท่ีจดั แบ่งไว้ ทำโดยการเดินสำรวจตลอดตั้งแตว่ ัตถดุ บิ
ผา่ นกระบวนการผลิตจนเป็นผลติ ภัณฑ์ (Walk through Survey) โดยควรทำแผนผังบรเิ วณทีอ่ ยู่รอบๆ
ตัวคนขณะเขาทำงาน หลังจากประเมินอันตรายและปัจจัยเส่ียงต่อสุขภาพในกลุ่มเป้าหมายต่างๆ แล้ว
จะทำใหท้ ราบปญั หาจากการทำงานวา่ มคี วามเสยี่ งและอนั ตรายตอ่ โรคใดบา้ ง และจะทราบความตอ้ งการ
บริการสุขภาพของแต่ละกลุ่ม จึงควรมีการเฝ้าระวังสุขภาพตามความเสี่ยง จำแนกกลุ่มและระบุบริการ
ทีต่ อ้ งได้รบั ดงั นี้


• กลมุ่ ปกติ ตอ้ งได้รบั บรกิ ารสง่ เสรมิ สขุ ภาพ

• กลมุ่ เสย่ี ง ต้องได้รบั บรกิ ารสง่ เสริมสขุ ภาพ ตรวจตามความเสย่ี ง

• กลมุ่ ปว่ ย และพิการต้องไดร้ บั การรักษาพยาบาลและฟ้ืนฟตู ามศกั ยภาพของสถานบริการ

2.3 การค้นหาสาเหตุการเจ็บป่วยจากการทำงานโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่ม

ผู้ประกอบอาชีพ เทคนิคง่ายๆ ท่ีช่วยให้ผู้ประกอบอาชีพและชุมชน สามารถร่วมกันค้นหาอาการและ
สาเหตกุ ารเจบ็ ปว่ ยทีเ่ รียกวา่ การทำแผนภมู ริ ่างกาย (Body Map)

2.4 การสรุปข้อมูลท่ีได้จากแบบสำรวจฯ และผลการระดมสมองโดยเทคนิคแผนภูมิร่างกาย
นำข้อมลู ทไ่ี ด้มาจดั ข้อมูลดา้ นอาชีวอนามัย ข้อมูลควรประกอบด้วย


1) ข้อมูลทัว่ ไปของผู้ประกอบอาชพี เพศ อายุ ระดับการศึกษา ลักษณะการรวมกลุ่มใน
การทำงาน สวัสดกิ ารอ่ืนๆ ในการทำงาน


คมู่ ือจัดบริการอาชีวอนามยั ในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ | 93

2) ข้อมูลการประกอบอาชีพ ขั้นตอนการทำงาน วัตถุดิบท่ีใช้ในการผลิต การจัดเก็บ
วัตถดุ บิ การกำจัดขยะทเ่ี หลือใช้ ผลผลติ ที่ได้ในกระบวนการผลิต


3) ข้อมูลสุขภาพของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพ การเจ็บป่วย การบาดเจ็บจากการทำงาน
พฤติกรรมเสย่ี งในการทำงาน


4) สภาพการทำงานที่พบ

5) ขอ้ มลู ความตอ้ งการของกลมุ่ ผปู้ ระกอบอาชพี ในดา้ นสขุ ภาพอนามยั ดา้ นความปลอดภยั

ในการทำงาน ดา้ นสวสั ดกิ ารอน่ื ๆ หรอื ดา้ นการมสี ว่ นรว่ มในการจดั การลดปญั หาเสย่ี ง
ตา่ งๆ

6) ข้อเสนอแนะท่ีตอ้ งปรับปรุงแก้ไข

2.5 การจดั เวทีคืนขอ้ มูลดา้ นสุขภาพ ดา้ นสภาวะสง่ิ แวดลอ้ มในการทำงานท่ไี ด้จากการสำรวจ
และการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมให้แก่ผู้ประกอบอาชีพ ชุมชนและท้องถิ่นโดยการประชุมหาข้อตกลง
ในการดำเนนิ การจดั การปญั หาทพ่ี บ เพอ่ื การปอ้ งกนั ควบคมุ โรค การจดั กจิ กรรมการสง่ เสรมิ สขุ ภาพหรอื
การจดั กิจกรรมลดพฤติกรรมเสยี่ งทีพ่ บ โดยเน้นการมสี ่วนรว่ มของชุมชน ผปู้ ระกอบอาชพี ครอบครัว ให้
รว่ มคดิ รว่ มทำในปญั หาท่ีงา่ ยก่อน หรอื ปญั หาทีส่ ว่ นรวมเห็นว่าควรไดร้ ับการแก้ไขก่อน

2.6 การจดั ทำแผนงานโครงการเพอื่ การปอ้ งกนั ควบคมุ โรคจากการประกอบอาชพี และแนวทาง
แกไ้ ขปัญหาจากการทำงาน โดยมคี วามร่วมมือระหวา่ งผใู้ ห้บรกิ าร ผรู้ ับบริการ หนว่ ยงานเครอื ขา่ ย เช่น
องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ องคก์ รชมุ ชน เกษตรตำบล พฒั นากร ฯลฯ เขา้ มารว่ มเปน็ ทมี โดยมขี นั้ ตอน
ดังนี้

ก. ทบทวนความสำคัญของปัญหาและจัดลำดับ (Set priority) ร่วมกันโดยใช้เกณฑ์ในการ
พจิ ารณาคอื


94 | คู่มอื จัดบรกิ ารอาชีวอนามยั ในหนว่ ยบริการสุขภาพระดบั ปฐมภมู ิ

1) เป็นปัญหาทมี่ คี วามเสยี่ งสงู หากไมด่ ำเนนิ การแกไ้ ขจะมผี ลกระทบตอ่ สขุ ภาพอาจทำให้
เจบ็ ปว่ ย บาดเจบ็ พกิ าร สญู เสยี อวยั วะ ตาย หรอื อาจมกี ารสญู เสยี คา่ ใชจ้ า่ ยสงู


2) ปญั หานน้ั มผี ลกระทบตอ่ ผปู้ ระกอบอาชพี จำนวนมาก

3) ปญั หานน้ั มผี ลกระทบตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม ตอ่ ชมุ ชน

4) เปน็ ปญั หาทส่ี มาชกิ ผมู้ สี ว่ นไดส้ ว่ นเสยี (ทมี สขุ ภาพ/อสม./แกนนำชมุ ชนหรอื แกนนำ

กลมุ่ ผผู้ ลติ /สมาชกิ กลมุ่ /องคก์ รทเ่ี กยี่ วขอ้ ง) ตอ้ งการดำเนนิ การจดั การปญั หารว่ มกนั

5) ปญั หานน้ั สามารถดำเนนิ การแกไ้ ขได้และมที รัพยากรในการดำเนินงาน

ข. วเิ คราะห์สาเหตขุ องปัญหาร่วมกัน

ค. ระบบุ ุคคลทีเ่ กย่ี วข้องตามปญั หา (Identify stakeholder)

ง. ร่วมทำแผนปฏิบตั ิการแก้ไขปัญหาโดยการมีสว่ นร่วมของชมุ ชน

จ. ทีมสุขภาพทำหน้าที่ประสานกับหน่วยงานที่เก่ียวข้องในการจัดหาทรัพยากรและสิ่ง
สนบั สนุนในการดำเนนิ กิจกรรม

ฉ. ปฏิบตั ิตามแผนและควบคมุ กำกับ

ช. ประเมนิ ผลการดำเนินงาน

2.7 การอบรม ให้ความรู้ และให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ประกอบอาชีพในชุมชน เรื่องความ
ปลอดภัยในการทำงาน การดูแลป้องกันตนเองจากการสัมผัสส่ิงคุกคามสุขภาพ ความรู้ในการค้นหา
สาเหตุการเจ็บป่วยจากการทำงานด้วยตนเอง การจัดการความเสี่ยงเบ้ืองต้นในด้านความปลอดภัยจาก
การประกอบอาชีพ การให้คำแนะนำด้านโภชนาการในการเลือกรับประทานอาหารท่ีหลากหลายและ

ครบหมู่ การวางแผนครอบครวั การปอ้ งกนั โรคตดิ ตอ่ ทางเพศสมั พนั ธ์ เปน็ ต้น


ค่มู ือจัดบรกิ ารอาชวี อนามัยในหนว่ ยบริการสขุ ภาพระดับปฐมภมู ิ | 95

2.8 การติดตามประเมินผลการดำเนินงาน โดยใช้กระบวนการของกลุ่มอาชีพ โดยมีกิจกรรม
ตรวจตดิ ตาม แลกเปลี่ยนเรียนร้กู ันในกลมุ่ อาชพี ตา่ ง ๆ ในชมุ ชน เพ่ือใหเ้ กดิ ความตืน่ ตวั และเกดิ การ
พัฒนาด้านการเรียนรู้ที่ยั่งยืนกว่าทีมสุขภาพลงไปดำเนินการเองท้ังหมด ทั้งนี้ ทีมสุขภาพต้องเป็นเพียง
พี่เล้ียงคอยประสานงาน กระตุ้นกลุ่มอาชีพเพื่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมและกลุ่มอาชีพสามารถ
กำหนดกิจกรรมข้นึ มาเอง

การแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยการนำกลุ่มอาชีพศึกษาดูงานในชุมชนที่เป็นตัวอย่างท่ีดีเป็นกลไก
หนงึ่ ในการสร้างความเข้มแข็งใหแ้ ก่กลุ่มอาชีพในการแก้ปญั หา

2.9 ตัวอย่างการจัดกิจกรรมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงท่ีเกิดจากการประกอบอาชีพของกลุ่มอาชีพอาจ
ดำเนินการโดยใชก้ ระบวนการมีสว่ นรว่ มของกลมุ่ อาชีพ แกนนำในชุมชน เลอื กประเด็นท่งี า่ ยต่อการจัด
การมาดำเนนิ การกอ่ น เช่น การลดพฤตกิ รรมสขุ ภาพท่ีไมเ่ หมาะสมในการทำงาน กำหนดพ้นื ท่ีและตดิ
ป้ายเตอื น เช่น งดการดืม่ เครอื่ งดมื่ แอลกอฮอล์ หรอื งดการสบู บุหรใี่ นระหว่างการทำงาน เปน็ ตน้



อย่างไรก็ดี การจัดการอาชีวอนามัยของหน่วยบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิแก่ประชาชนใน
พ้ืนท่ีความรับผิดชอบ ควรเป็นแบบผสมผสานและบูรณาการกับการดำเนินงานด้านอ่ืนท่ีมีอยู่ ซึ่งควรมี
ข้ันตอนทส่ี ำคัญดังนี้

1. การจดั ทำขอ้ มลู พน้ื ฐานของกลมุ่ แรงงานและการประกอบอาชพี ในชมุ ชนทร่ี บั ผดิ ชอบ
เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยควรจัดให้มีการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานของการทำงานแต่ละประเภทและมีการ

จดั ทำแผนทท่ี ต่ี ง้ั สถานประกอบการ และกลมุ่ แรงงานตา่ งๆ ทมี่ อี ยใู่ นชมุ ชนซง่ึ รวมถงึ แรงงานภาคเกษตร
ภาคอตุ สาหกรรม แรงงานนอกระบบและวสิ าหกจิ ชมุ ชน


96 | ค่มู ือจัดบรกิ ารอาชวี อนามยั ในหน่วยบรกิ ารสุขภาพระดบั ปฐมภมู ิ

2. การควบคมุ และป้องกันโรคจากการประกอบอาชีพ


สถานีอนามัยมีบทบาทในการดำเนินการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา เพื่อควบคุมและป้องกันท้ัง

โรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ ไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด การอนามัยส่ิงแวดล้อมและงานอาชีวอนามัยตาม

สภาพแวดลอ้ มในแต่ละพืน้ ท่ี โดยใชเ้ ทคโนโลยีท่เี หมาะสม


การป้องกันโรคและการบาดเจ็บจากการทำงานสามารถจัดเป็นกิจกรรมป้องกันโรคท้ังในระดับ

บุคคลและกลุ่มบุคคล ซึ่งรวมถึงการป้องกันท้ังระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ เจ้าหน้าท่ีต้อง

สามารถส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน ลดการ

สัมผัสสิ่งคุกคามสุขภาพเพื่อการป้องกันโรคและการบาดเจ็บ โดยใช้เทคนิคและวิธีการท่ีสามารถเสริม

พลังให้ผู้ปฏิบัติงานมีการปรับเปลี่ยนส่ิงแวดล้อมในการทำงานและพฤติกรรมการทำงานในทิศทางที่ถูก

ต้องเหมาะสม ลดปัจจัยเส่ียงต่อปัญหาสุขภาพและการบาดเจ็บ กิจกรรมอาจอยู่ในรูปของการสร้าง

ความตระหนัก และให้ความรู้เก่ียวกับสิ่งคุกคามด้านสุขภาพ การจัดทำโครงการต่างๆ ท่ีเก่ียวข้องกับ

สิ่งคุกคามด้านสุขภาพในการทำงาน เช่น โครงการอนุรักษ์การได้ยิน การส่งเสริมท่าทางการทำงานท่ี

ถูกต้อง ส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายต่อตัวผู้ปฏิบัติงาน เช่น การใช้หน้ากากกันฝุ่นท่ีป้องกัน

อันตรายต่อหอู ันตรายต่อหู เจ้าหน้าท่ีสถานีอนามัยควรจัดให้มีการจัดอบรมหรือฝึกทักษะในการป้องกัน

โรคและการบาดเจ็บท่จี ำเป็นใหแ้ กผ่ ู้ประกอบการอาชพี กลมุ่ ตา่ งๆ ในชมุ ชน


3. การส่งเสรมิ สุขภาพ


สถานีอนามัยมีหน้าที่รับผิดชอบในการให้บริการประชาชนในพ้ืนท่ีท่ีรับผิดชอบ โดยเน้นการ

พัฒนากลวิธีเชิงรุกให้ครอบคลุมกิจกรรมบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานทุกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งได้แก่ การ

บริการอนามัยแม่และเด็ก การบริการวางแผนครอบครัว การดูแลเด็กวัยเรียนและเยาวชน การบริการ

ทนั ตสาธารณสขุ การคมุ้ ครองผบู้ รโิ ภคดา้ นสาธารณสขุ การดแู ลสขุ ภาพใหบ้ รกิ ารสง่ เสรมิ การออกกำลงั กาย

เพอ่ื สขุ ภาพแกบ่ ุคคลทวั่ ไป
คูม่ อื จัดบรกิ ารอาชีวอนามยั ในหนว่ ยบริการสุขภาพระดบั ปฐมภมู ิ | 97

การส่งเสริมสุขภาพคนทำงานเป็นกระบวนการเพ่ิมสมรรถนะให้คนทำงานมีความสามารถเพิ่ม
ขึ้นในการควบคุมปัจจัยเสี่ยงส่งเสริมสุขภาพของตนเองให้ดีขึ้นเพ่ือให้บรรลุภาวะสุขภาพท่ีสมบูรณ์ท้ัง
รา่ งกาย จิตใจ อารมณ์ สงั คมและการทำงานท่มี ีประสิทธภิ าพ การให้บรกิ ารส่งเสริมสขุ ภาพคนทำงาน
เป็นการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพท่ีสามารถทำได้ท้ังในระดับบุคคลและกลุ่มบุคคล เจ้าหน้าท่ีต้อง
สามารถส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงต่อปัญหา
สุขภาพและมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพตนเองอย่างมีส่วนร่วม กิจกรรมอาจอยู่ในการส่งเสริมรูปแบบการ
ดำเนินชีวิตท่ีเอ้ือต่อสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายเพ่ือสุขภาพ การบริโภคท่ีเหมาะสม และการหลีก
เล่ียงพฤติกรรมเส่ียง เช่น การงดสบู บหุ รี่ การลดการด่มื สรุ า ให้แกผ่ ูป้ ระกอบอาชพี กลุม่ ตา่ งๆ ในชุมชน

4. การรักษาพยาบาล

สถานีอนามัยให้บริการด้านรักษาพยาบาลได้ตามสภาพปัญหาของชุมชนในเขตรับผิดชอบ
ได้แก่ เขตทุรกันดาร เขตชนบท เขตชุมชนก่งึ เมอื ง เขตเกษตรกรรม โดยสามารถปฏบิ ตั ิไดต้ ามเกณฑ์
การปฏบิ ตั งิ านทง้ั ในและนอกสถานทบี่ รกิ าร มขี ดี ความสามารถในการปฏบิ ตั งิ าน ตลอดจนรกั ษาพยาบาล
โรคต่างๆ ได้ตามเกณฑ์ท้ังโรคทั่วไปและโรคประจำถ่ิน สถานีอนามัยสามารถจัดให้บริการด้านรักษา
พยาบาลได้ตามสภาพปญั หา กลมุ่ แรงงานและการประกอบอาชพี ในชุมชนที่รับผิดชอบไดด้ งั ตอ่ ไปน
้ี
4.1 การให้การปฐมพยาบาล รักษาพยาบาลเบื้องต้นและให้บริการสุขภาพแก่ผู้ปฏิบัติงานใน
พ้ืนที่นั้น เจ้าหน้าท่ีสถานีอนามัยต้องสามารถทำหน้าท่ีวินิจฉัยโรคเบื้องต้นในการรักษาพยาบาลในรายท่ี
ปัญหาสขุ ภาพไม่ซบั ซ้อน สบื ค้นสาเหตุของการเจบ็ ปว่ ยและการบาดเจ็บดแู ลช่วยเหลอื แกไ้ ขปญั หาเพอื่
ลดความรุนแรงลดระยะเวลาการเจ็บป่วย และช่วยให้หายจากการเจ็บป่วยได้เร็วข้ึน การให้บริการ
สขุ ภาพเบอื้ งตน้ จะประกอบดว้ ยการใหก้ ารรกั ษาพยาบาล การปฐมพยาบาล การสง่ ตอ่ ผปู้ ว่ ย การตดิ ตาม

98 | ค่มู อื จัดบรกิ ารอาชวี อนามยั ในหน่วยบริการสขุ ภาพระดับปฐมภมู ิ

ผู้ปฏิบัติงานท่ีเจ็บป่วยร่วมกันกับแพทย์ ตลอดจนถึงการบริหารจัดการรายกรณีที่เบ็ดเสร็จและต่อเน่ือง
สำหรบั ผู้ปฏิบตั ิงานทเ่ี จบ็ ป่วยดว้ ย

4.2 การส่งตอ่ ผปู้ ่วย ในกรณที ี่ต้องได้รบั การวนิ ิจฉัยโรคจากการประกอบอาชพี และบาดเจบ็ จาก
การทำงานเพ่ือพบแพทยเ์ ฉพาะทางตามขั้นตอน

4.3 การเก็บรวบรวมข้อมูลและรายงานโรค และการบาดเจ็บจากการทำงานเจ้าหน้าท่ีสถานี
อนามยั ควรมกี ารจดั การดา้ นระบบบนั ทกึ ขอ้ มลู เออ้ื ตอ่ การจดั บรกิ าร เชน่ การใชแ้ บบประเมนิ ภาวะสขุ ภาพ
ผทู้ ำงาน แบบบนั ทกึ ข้อมูลการเจ็บป่วย และการบาดเจบ็ จากการทำงาน เปน็ แหลง่ รวบรวมบนั ทกึ ข้อมลู
เพื่อสนับสนนุ การดูแลสุขภาพอยา่ งต่อเน่อื ง เปน็ ต้น

4.4 การรายงานผลการปฏิบัติงานอาชีวอนามัย การประเมินผลการปฏิบัติงานของสถานี
อนามัยเก่ียวข้องกับการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัย การประเมินผลการปฏิบัติงานของสถานีอนามัย
ควรมีการจัดการด้านระบบบันทึกข้อมูลให้เอื้อต่อการจัดบริการ เช่น การใช้แบบประเมินภาวะสุขภาพ

ผ้ทู ำงาน แบบบันทึกขอ้ มลู การเจบ็ ปว่ ย และการบาดเจ็บจากการทำงาน เป็นแหล่งรวบรวมบันทกึ ขอ้ มูล
เพ่อื สนบั สนนุ การดแู ลสขุ ภาพอยา่ งต่อเนือ่ ง เปน็ ต้น

5. การฟืน้ ฟูสภาพ

สถานีอนามัยให้บริการการฟื้นฟูดูแลผู้ป่วยพิการ และเรื้อรังโดยการรับส่งต่อจากโรงพยาบาล
ฟ้ืนฟูสภาพผปู้ ว่ ยให้คนื สสู่ ภาพปกติหรอื ป้องกันไมใ่ หเ้ กิดความพกิ าร และชว่ ยเหลือดแู ลผ้พู กิ ารในชุมชน
รับผิดชอบอย่างครอบคลุมกลุ่มเปา้ หมาย สำหรับการจัดบริการอาชีวอนามยั น้นั การติดตามเยี่ยมผปู้ ว่ ย
และผู้บาดเจ็บจากการทำงานและการฟื้นฟูสภาพ ถือว่าเป็นส่วนหน่ึงของการป้องกันภาวะแทรกซ้อน
ป้องกันการทวีความรุนแรงของโรค ลดขนาดและความรุนแรงของปัญหา การร่วมมือของเจ้าหน้าที่
สถานีอนามัยกับคนทำงานและบุคลากรด้านสุขภาพอื่นๆ ในการวางแผนการฟื้นฟูสุขภาพแรงงาน


คูม่ ือจัดบรกิ ารอาชวี อนามยั ในหน่วยบริการสขุ ภาพระดบั ปฐมภูมิ | 99

ภายหลังการได้รับบาดเจ็บหรือป่วยเป็นโรค ซ่ึงจะช่วยให้การลดการสูญเสีย และช่วยปรับปรุงคุณภาพ
ชีวติ ของผู้ปฏบิ ตั งิ าน

6. การสนบั สนุนบริการอ่นื ๆ

ปัญหาสุขภาพและการเจ็บป่วยของผู้ปฏิบัติงานอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น สภาพการ
ทำงาน พฤติกรรมความเครยี ดจากการทำงาน ชีวิตครอบครวั หรอื เหตกุ ารณ์รุนแรงอน่ื ๆ ส่งิ เหล่านนี้ ำ
ไปสูก่ ารเกดิ อบุ ัตเิ หตุในการทำงานและการเจบ็ ป่วยท่เี พม่ิ ขน้ึ ถา้ เจ้าหน้าท่สี ถานีอนามยั สามารถวางแผน
ใหก้ ารชว่ ยเหลอื ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพกจ็ ะสามารถลดการสญู เสยี เวลาการทำงาน และความเสอ่ื มโทรมที่
มีต่อร่างกายและจิตใจได้เป็นอย่างมาก ดังน้ันการประสานงานอาชีวอนามัยกับชุมชนและหน่วยงานอื่น
ทเี่ ก่ยี วขอ้ ง การระดมทรพั ยากรและแหล่งประโยชน์ การให้การดูแลชว่ ยเหลือ ตลอดจนการส่งตอ่ ไปยงั
แหลง่ ประโยชนอ์ ื่นๆ การประสานงานกับแหล่งประโยชนต์ ่างๆ ในชมุ ชน จึงเป็นส่ิงทจี่ ำเป็น

โดยสรุป การจดั บรกิ ารอาชวี อนามัยของหน่วยบรกิ ารสุขภาพระดบั ปฐมภูมิ ตอ้ งมุ่งเน้นการจัด
บริการสาธารณสุขแบบผสมผสาน ท้ังด้านการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุมและป้องกันโรค การรักษา
พยาบาล การฟื้นฟูสภาพและดูแลผู้ป่วยพิการ รวมทั้งการสนับสนุนการดำเนินงานสาธารณสุขและการ
พัฒนาชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันการจัดบริการของสถานีอนามัย ต้องมุ่งเน้นการส่งเสริม

สุขภาพมากกว่าการรักษาพยาบาล ดังน้ัน เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ
ต้องมีความเข้าใจในความรู้พื้นฐานเก่ียวกับงานอาชีวอนามัยและมีการบริหารจัดการท่ีมีคุณภาพเพื่อให้
เกดิ การปฏบิ ัติงานอย่างผสมผสาน และสามารถจัดบรกิ ารอาชีวอนามยั ได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ




100 | คู่มือจดั บริการอาชีวอนามัยในหน่วยบริการสขุ ภาพระดับปฐมภมู ิ


Click to View FlipBook Version