การจดั สวนโรงเรียน
ผูชว ยศาสตราจารยวัฒนา ณ นคร
คํานาํ
หนังสอื การจัดสวนโรงเรียนเลมน้ีจัดทําข้ึนเพื่อเปนแนวทางการจัดสวนโรงเรียน ผูเขยี นพยายามเขียน
จากประสบการณก ารทํางานทัง้ การเรียนการสอนและการทํางานทางดานการจัดสวนมาตลอด 20 ป รวมทั้ง
รวบรวมความรจู ากการอา นและคน ควา จากเอกสารที่เกี่ยวของ จากผทู มี่ ีประสบการณว ิชาชพี การจดั สวน
แรงบันดาลใจในการเขียนหนงั สือเลมน้ีมาจากตลอดเวลาที่ผานมาของการทาํ งานไดมีโอกาสใหบริการ
การจดั สวนกับหนวยงานในทอ งถนิ่ เหน็ วาการจัดสวนในโรงเรยี นมีความตองการของทกุ โรงเรียน แตไมใชวาทุก
โรงเรียนจะสามารถจัดสวนใหสวยงามได ปญหาอาจแตกตางกันไป บางโรงเรียนขาดงบประมาณ บางโรงเรียน
ขาดบุคคลกร บางโรงเรียนขาดความรู ผูเขียนหนังสือเห็นวาการมีเอกสารประกอบการจัดสวนในโรงเรียนจะ
เปนแนวทางทําใหการจัดสวนในโรงเรียนประสบความสําเร็จ จึงไดพ ยายามเขียนหนังสือการจัดสวนโรงเรียน
เลมน้เี พอ่ื เผยแพรไ ปใชก ับการจัดสวนภายในโรงเรยี นตอ ไป
ผูเขียนขอขอบคุณ อาจารยวีระพันธุ ไพศาลนันท อาจารยสุรศักดิ์ ชูทอง รศ.ดร.สมพร ณ นคร
รศ.ดร.ธงชัย นติ ิรฐั สุวรรณ ทใ่ี หค ําแนะนําช้ีแนะ ชวยติชม และชวยเหลือในการแกไขเอกสารเติมเตม็ เน้ือหาจน
กลายเปนหนังสือเลมน้ี ขอบคุณ คุณจิระนันท บุญราศรี, คุณสุรักษ ขุนทอง, คุณอนิทัติ รัตนกระจาง รวมทั้ง
นกั ศึกษาสาขาเทคโนโลยีภมู ิทัศนท ้งั ศิษยเกา และศิษยปจ จบุ นั ทกุ คนทมี่ สี ว นชวยใหห นงั สือสาํ เร็จดวยดี
คุณประโยชนท่ีไดรับจากหนังสือเลมน้ีขอมอบความดี ครั้งนี้ใหกับพอแม ผูใหกําเนิดและชีวิต ครูบา
อาจารยท ุกทา นทไ่ี ดประสทิ ธ์ิประสาทวชิ าใหแกต วั ขาพเจา รวมทั้งเจาของเอกสารทข่ี าพเจาไดใชอา งอิงทั้งหมด
และผูท่ีใหก ารชว ยเหลอื ทกุ ทา นซงึ่ ในทน่ี ที้ ่ีมไิ ดเอย นาม
ขาพเจา หวงั เปน อยา งยิ่งวา หนังสือเลม นี้จะเปน ประโยชนแกก ารจดั สวนโรงเรยี น และผูสนใจในการจดั
สวนตามสมควร
ผศ.วฒั นา ณ นคร
2560
ก
สารบัญเรื่อง หนา
ก
คาํ นาํ ข
สารบัญเร่อื ง ฉ
สารบญั ภาพ ฑ
สารบัญตาราง 1
บทท่ี 1 การศกึ ษา โรงเรียน และการจัดสวนโรงเรียน 2
2
1.1.การศกึ ษาและการจัดสวนในไทย 4
1.1.1 การศึกษาและการจดั สวนสมัยกรุงสโุ ขทัย 8
1.1.2 การศึกษาและการจดั สวนสมยั กรงุ ศรีอยุธยา 12
1.1.3 การศึกษาและการจัดสวนสมยั กรงุ รตั นโกสินทร 13
13
1.2 เหตผุ ลในการจัดสวนในโรงเรียน 15
1.3 ประโยชนและความสําคญั ของการจัดสวนในโรงเรียน 16
1.4 วตั ถุประสงคก ารจดั สวนในโรงเรียน 16
บทสรุป 16
บทท่ี 2 ความรูพ้นื ฐานเพ่อื การจดั สวนโรงเรียน 18
2.1 หลกั การออกแบบ 20
21
2.1.1 ความสมดลุ 23
2.1.2 ชว งจังหวะ 24
2.1.3 สว นสัด 24
2.1.4 ความกลมกลนื 26
2.1.6 จดุ รวมภาพ 30
2.2 องคประกอบของศิลปะ 32
2.2.1 สี 34
2.2.2 เสน 35
2.2.3 พืน้ ผิว 35
2.2.4.รูปทรง 39
2.2.5 พ้ืนทเ่ี วนวา ง 41
2.3 รปู แบบของสวนในโรงเรยี น 42
2.3.1 สวนหยอม
2.3.2 สวนประดิษฐ
2.3.3 สวนธรรมชาติ
2.3.4 สวนไทย
ข
สารบัญเร่ือง (ตอ ) หนา
44
2.3.5 สวนพฤกษศาสตรในโรงเรยี น 51
2.4 องคป ระกอบในการจัดสวน 51
57
2.4.1 องคประกอบออ นนุม 63
2.4.2 องคป ระกอบภมู ิทศั นแ ข็ง 64
บทสรปุ 64
บทท่ี 3 การเก็บขอ มลู และการวิเคราะหขอมูลสวนโรงเรยี น 64
3.1 แปลนพ้ืนฐาน 64
3.1.1 เสน ขอบเขตทดี่ นิ และอาณาเขตติดตอ 64
3.1.2 ลักษณะภูมปิ ระเทศสามารถแสดงดวยเสน ชั้นความสูง 64
3.1.3 พชื พรรณเดิมทมี่ ีอยู 64
3.1.4 บรเิ วณทเ่ี ปน นํ้า 64
3.1.5 อาคาร 64
3.1.6 โครงสรา งอ่นื ๆ 65
3.1.7 ทางสัญจร 65
3.2 การเก็บขอ มูลและการวิเคราะหขอมลู 66
3.2.1 ตําแหนงทต่ี ง้ั ของโรงเรียนและชุมชนรอบ ๆ 67
3.2.2 ลักษณะภมู ิประเทศ 68
3.2.3 นํา้ และการระบายนํ้า 69
3.2.4 ลกั ษณะของดิน 70
3.2.5 พชื พรรณเดิม 72
3.2.6 สภาพภูมอิ ากาศ 78
3.2.7 อาคารเดมิ 79
3.2.8 มุมมองและทศั นยี ภาพ 83
3.2.9 ระบบการสญั จรภายในโครงการ 84
3.2.10 ผใู ชพ้นื ท่ี 85
บทสรปุ 85
บทที่ 4 การออกแบบจัดสวนโรงเรียน 85
4.1 ข้นั ตอนการออกแบบโรงเรียน 88
4.1.1 การออกแบบแนวความคดิ เบ้ืองตน 89
4.1.2 แบบราง
4.1.3 ผังแมบ ท
ค
สารบัญเรือ่ ง (ตอ ) หนา
90
4.1.4 แบบรายละเอยี ด 93
4.2 กรณศี ึกษาการออกแบบรายละเอียดเพ่ือการจัดสวนโรงเรยี น 93
95
4.2.1 การออกแบบจัดสวนปายโรงเรยี น 96
4.2.2 การออกแบบจัดสวนหนา เสาธง 98
4.2.3 การออกแบบสวนบริเวณรอบ ๆ อาคารเรยี น 101
4.2.4 การออกแบบจดั สวนบริเวณหนา อาคารเรยี น 102
4.2.5 การออกแบบจัดสวนหนาอาคารโรงอาหาร 103
4.2.6 การออกแบบจัดสวนบริเวณหอ งน้าํ 105
4.2.7 การออกแบบจัดสวนบริเวณรอบ ๆ บานพักบุคลากร 106
บทสรปุ 106
บทที่ 5 การประมาณราคา การจัดสรา งและ การดูแลรักษาสวนโรงเรยี น 106
5.1 การประมาณราคาสวน 107
5.1.1 รายการการประมาณราคาทส่ี าํ คญั ในงานจัดสวนโรงเรียน 109
5.1.2 ตวั อยางการประมาณราคางานจดั สวนโรงเรยี น 110
5.2 การจัดสรา งสวน 111
5.2.1 การปรบั พนื้ ที่และการวางงานระบบ 112
5.2.2 การวางสิง่ กอ สรางและวัสดุตกแตงสวนในสวน 113
5.2.3 การลงตนไม 114
5.2.4 การลงตน ไมร อง 116
5.2.5 การลงตน ไมค ลุมดิน 117
5.3 ปญหาและอปุ สรรคในการจัดในสวนโรงเรยี น 117
5.4 เทคโนโลยใี นการจดั สวน 118
5.4.1 เทคโนโลยีดานการออกแบบ 118
5.4.2 เทคโนโลยกี ารกอสรา งสวน 119
5.5 การดูแลรกั ษาสวน 123
5.5.1 การตัดแตง พชื พรรณในโรงเรยี น 124
5.5.2 การใหน า้ํ พชื พรรณในโรงเรยี น 125
5.5.3 ใหป ุย พชื พรรณในโรงเรยี น 127
5.5.4 การกําจัดวชั พืชในโรงเรียน 127
5.5.5 การพรวนดนิ ตนไมในโรงเรยี น
5.5.6 การสับขอบหญา ในโรงเรียน
ง
สารบัญเรอื่ ง (ตอ) หนา
128
5.5.7 การดแู ลรกั ษาสนามหญาในโรงเรยี น 131
5.5.8 การดูแลรักษาสง่ิ กอสรา งในโรงเรียน 131
บทสรปุ 133
บรรณานุกรม
ประวัติผแู ตง
จ
สารบญั ภาพ
ภาพท่ี หนา
ภาพที่ 1-1 บางสว นของหลักศลิ าจารกึ 3
ภาพที่ 1-2 ลักษณะการเรยี นในวดั 5
ภาพที่ 1-3 ลักษณะการเรยี นในวัด 5
ภาพท่ี 1-4 ลักษณะบา นในสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา 6
ภาพที่ 1-5 ลกั ษณะบา นในสมัยกรุงศรอี ยุธยา 6
ภาพท่ี 1-6 โรงเรยี นแหง แรกของไทยคือโรงเรียนทหารมหาดเลก็ 9
หรอื โรงเรียนพระตาํ หนักสวนกหุ ลาบ
ภาพท่ี 1-7 โรงเรียนแหง แรกของไทยคอื โรงเรยี นทหารมหาดเลก็ 9
หรือโรงเรียนพระตาํ หนักสวนกุหลาบ
ภาพท่ี 1-8 โรงเรยี นสตรแี หง แรกของไทยคือโรงเรยี นกุลสตรวี ังหลังหรือโรงเรยี นวัฒนาวิทยาลัย 9
ภาพที่ 1-9 โรงเรยี นสตรีแหง แรกของไทยคือโรงเรียนกุลสตรวี งั หลังหรอื โรงเรยี นวฒั นาวิทยาลยั 9
ภาพที่ 1-10 อาคารเรียนชดุ แรกของโรงเรยี นกรุงเทพคริสเตียน 10
ภาพที่ 1-11 อาคาร “สาํ เหรบอยสครสิ เตียนไฮสคูล” โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน 10
ภาพท่ี 1-12 โรงเรียนพระตาํ หนักสวนกหุ ลาบ พ.ศ.2425 10
ภาพท่ี 1-13 อาคารเรยี นของโรงเรยี นเทพสิรนิ ทร 10
ภาพท่ี 2-1 ลักษณะความสมดุลแทจรงิ 16
ภาพที่ 2-2 ลกั ษณะความสมดลุ แทจ รงิ ในการจดั สวน 16
ภาพท่ี 2-3 ลกั ษณะความสมดลุ เสมอื นสมดุล 17
ภาพท่ี 2-4 ลกั ษณะความสมดลุ เสมอื นสมดุลในการจัดสวน 17
ภาพท่ี 2-5 ความสมดลุ เสมอื นสมดุลรปู รางนา้ํ หนกั ไมเทากันแตใ หค วามรูส ึกเทากันในงานจดั สวน17
ภาพที่ 2-6 การใชความเสมือนสมดลุ ในการจัดสวน 18
ภาพที่ 2-7 การใชความเสมือนสมดลุ ในการจัดสวน 18
ภาพที่ 2-8 จังหวะซํ้า ๆ 18
ภาพท่ี 2-9 จังหวะตอ เนอ่ื ง 19
ภาพที่ 2-10 จังหวะตอ เน่อื งในการจัดสวน 19
ภาพที่ 2-11 จงั หวะกระจาย 19
ภาพที่ 2-12 จังหวะกระจายในการจัดสวน 19
ภาพท่ี 2-13 จังหวะลดหล่ัน 19
ภาพท่ี 2-14 จังหวะลดหลั่นในการจดั สวน 19
ภาพที่ 2-15 จงั หวะในการจดั สวน 20
ภาพที่ 2-16 ความกลมกลืนดวยรูปทรงกลมในการจัดสวน 21
ฉ
สารบญั ภาพ (ตอ) หนา
21
ภาพที่ 22
ภาพที่ 2-17 ความกลมกลืนดวยรปู ทรงในการจัดสวน 23
ภาพที่ 2-18 สีพ้นื ผวิ ของพืชพรรณทกี่ ลมกลืนในการจดั สวน 23
ภาพท่ี 2-19 การขดั กันของสพี ืชพรรณ 23
ภาพที่ 2-20 การขดั กนั ของสพี ชื พรรณ 25
ภาพท่ี 2-21 จดุ รวมภาพ 25
ภาพที่ 2-22 วงลอ สีและสีตรงกนั ขา ม 27
ภาพท่ี 2-23 สีตัดกันของพชื พรรณสีแดงกบั สเี ขยี ว 27
ภาพที่ 2-24 เสนตรง 27
ภาพท่ี 2-25 เสนตรงในการจัดสวน 27
ภาพท่ี 2-26 เสน โคง 27
ภาพที่ 2-27 เสนโคง ในการจัดสวน 27
ภาพที่ 2- 28 เสน โคง ทมี่ ขี อบเขต 27
ภาพท่ี 2-29 เสน โคงทีม่ ขี อบเขตในการจัดสวน 27
ภาพท่ี 2-30 เสน โคงทไ่ี มมีขอบเขต 28
ภาพท่ี 2-31 เสน โคงท่ไี มม ขี อบเขตในการจดั สวน 28
ภาพที่ 2-32 เสนโคง เลก็ นอย 28
ภาพที่ 2-33 เสน คด 28
ภาพที่ 2-34 เสนคดในการจัดสวน 28
ภาพที่ 2-35 เสนมุมในการจัดสวน 29
ภาพที่ 2-36 เสน ทิศทางแนวดง่ิ หรือเสนตง้ั 29
ภาพที่ 2-37 เสน ทิศทางในแนวนอน 29
ภาพที่ 2-38 เสน ทศิ ทางในแนวนอนในการจัดสวน 29
ภาพท่ี 2-39 เสน ทาํ มมุ 29
ภาพท่ี 2-40 ความสมั พนั ธของเสน ในเชิงสภุ าพ 29
ภาพท่ี 2-41 ความสัมพันธข องเสนในเชิงขัดกัน 29
ภาพท่ี 2-42 เสน ตดิ ตอกัน 30
ภาพท่ี 2-43 เสนขาดประ 30
ภาพท่ี 2-44 เสน เคร่ืองหมายอน่ื 31
ภาพท่ี 2-45 พืน้ ผิวหยาบ ปานกลาง และละเอียด 31
ภาพท่ี 2-46 พนื้ ผิวหยาบ ปานกลาง และละเอียด
ภาพที่ 2-47 การนําผิวสัมผัสของพชื พรรณมาใชป ระกอบการจดั ภมู ทิ ศั น
ช
สารบัญภาพ (ตอ) หนา
32
ภาพท่ี 32
ภาพที่ 2-48 การนําผวิ สัมผัสของพืชพรรณมาใชป ระกอบการจดั ภูมิทศั น 32
ภาพที่ 2-49 รปู ทรงทางเรขาคณติ 33
ภาพท่ี 2-50 รูปทรงทางเรขาคณิตนาํ มาใชจ ดั สวน 33
ภาพที่ 2-51 รปู ทรงทเี่ ลียนแบบมาจากธรรมชาติ 33
ภาพท่ี 2-52 รูปทรงทีเ่ ลียนแบบมาจากธรรมชาตนิ าํ มาใชจัดสวน 33
ภาพท่ี 2-53 รูปทรงอสิ ระในการจัดสวน 33
ภาพท่ี 2-54 รูปทรงอสิ ระในการจดั สวน 34
ภาพที่ 2-55 รปู ทรงอิสระในการจดั สวน 35
ภาพท่ี 2-56 รปู ทรงในการจัดสวน 35
ภาพที่ 2-57 Static space 35
ภาพที่ 2-58 Linear space 35
ภาพท่ี 2-59 Free space 36
ภาพท่ี 2-60 Intimate space secured by low tree canopy 36
ภาพท่ี 2-61 อปุ กรณต กแตงสวน 36
ภาพท่ี 2-62 อปุ กรณตกแตงสวน 36
ภาพที่ 2-63 อุปกรณต กแตงสวน 36
ภาพที่ 2-64 อปุ กรณตกแตง สวน 36
ภาพท่ี 2-65 อุปกรณต กแตง สวนชดุ นํ้าตก 37
ภาพท่ี 2-66 อปุ กรณตกแตงสวนชดุ นํ้าตก 37
ภาพท่ี 2-67 ตกุ ตา รูปปน ตกแตง สวน 38
ภาพท่ี 2-68 ตะเกยี งหินตกแตง สวน 38
ภาพท่ี 2-69 จุดเนนของการจัดสวนหยอ ม 38
ภาพที่ 2-70 ตัวอยา งสวนหยอม 39
ภาพท่ี 2-71 ตวั อยางสวนหยอ ม 39
ภาพที่ 2-72 plan ของสวนประดษิ ฐ 40
ภาพท่ี 2-73 สวนประดิษฐข องพระราชวังแวรซ ายร 40
ภาพที่ 2-74 สวนประดิษฐ 42
ภาพที่ 2-75 สวนประดษิ ฐ 42
ภาพท่ี 2-76 สวนธรรมชาติ 43
ภาพท่ี 2-77 สวนธรรมชาติ
ภาพท่ี 2-78 เขามอภายในวดั โพธิ์
ซ
สารบัญภาพ (ตอ ) หนา
ภาพที่
43
ภาพที่ 2-79 เขามอภายในวัดโพธ์ิ 44
ภาพท่ี 2-80 การนําเอาวสั ดตุ กแตงสวนไทย 44
ภาพที่ 2-81 การนําเอาวสั ดุตกแตง สวนไทย 45
ภาพที่ 2-82 ตวั อยา งปา ยชอื่ ตดิ กับตนไมใ นสวนพฤกษศาสตรโ รงเรยี น 46
ภาพท่ี 2-83 ปา ยช่อื สมบูรณ 57
ภาพที่ 2-84 ทางเทา แบบแยกและระยะการวางระยะทางเทา 57
ภาพท่ี 2-85 ทางเทาแบบแยกและระยะการวางระยะทางเทา 57
ภาพท่ี 2-86 ทางเทา แบบตอ เน่ือง 57
ภาพท่ี 2-87 ทางเทาแบบตอ เน่ือง 58
ภาพท่ี 2-88 รั้วทบึ 58
ภาพท่ี 2-89 ร้วั กง่ึ ทึบกึงโปรง 58
ภาพที่ 2-90 รวั้ โปรง 60
ภาพท่ี 2-91 ศาลาในโรงเรียน 60
ภาพท่ี 2-92 ศาลาในโรงเรียน 61
ภาพที่ 2-93 ประติมากรรมในสวน 62
ภาพที่ 2-94 หินภเู ขา 62
ภาพที่ 2-95 หินภเู ขานาํ มาจัดสวน 63
ภาพที่ 2-96 หินกรวดแมนํ้า 63
ภาพที่ 2-97 หินกรวดแมน้าํ นํามาจดั สวน 63
ภาพท่ี 2-98 หนิ เทยี มนํามาจัดสวน 65
ภาพที่ 3-1 แปลนพนื้ ฐานของโรงเรียนทงุ สงวิทยา 66
ภาพที่ 3-2 ตาํ แหนงทตี่ ัง้ ของพน้ื ทแี่ ละชุมชนรอบ ๆ โรงเรยี นทงุ สงวิทยา 67
ภาพท่ี 3-3 ลกั ษณะภูมิประเทศหลกั ของพ้ืนท่ีความลาดชนั เวา 67
ภาพที่ 3-4 ลักษณะภมู ปิ ระเทศหลกั ของพืน้ ท่ีความลาดชนั นนู 67
ภาพท่ี 3-5 ลกั ษณะภูมิประเทศหลักของพนื้ ที่เนิน 67
ภาพที่ 3-6 ลักษณะภูมปิ ระเทศหลักของพ้ืนที่ลมุ 68
ภาพท่ี 3-7 การวเิ คราะหแ นวการระบายนา้ํ ของพืน้ ทโี่ รงเรยี นทุงสงวิทยา 70
ภาพท่ี 3-8 สัญลักษณพชื พรรณเดมิ ตองการเคล่ือนยา ย 70
ภาพที่ 3-9 สัญลักษณพ ชื พรรณเดิม 70
ภาพท่ี 3-10 สญั ลักษณพ ืชพรรณปลูกใหม 70
ภาพท่ี 3-11 สัญลักษณพชื พรรณเดมิ
ฌ
สารบัญภาพ (ตอ) หนา
ภาพที่
72
ภาพที่ 3-12 การวิเคราะหภ ูมิอากาศโรงเรียนทุงสงวทิ ยา 74
ภาพที่ 3-13 ภาพดา นหนาอาคารเรยี น 212 ล./57-ก 74
ภาพท่ี 3-14 ภาพดา นหนา อาคารเรียน 216 ล./57-ก 74
ภาพที่ 3-15 ภาพดานหนาอาคารเรียน 74
ภาพที่ 3-16 อาคารเรียน สปช.105/29 ปรับปรุงอาคารเรียน 2 ช้ัน 8 หองเรยี น 75
ภาพที่ 3-17 อาคารเรียน สปช.105/29 ปรับปรุง อาคารเรียน 2 ชน้ั 5 หอ ง 75
ภาพที่ 3-18 อาคารโรงอาหารและหอประชุมแบบ 300 ท่ีนง่ั 76
ภาพท่ี 3-19 อาคารฝกงาน 77
ภาพที่ 3-20 หอ งนาํ้ หรอื สว มโรงเรยี น 77
ภาพที่ 3-21 บานพักบุคลากร 78
ภาพที่ 3-22 การวิเคราะหม มุ มองโรงเรยี นทงุ สงวทิ ยา 79
ภาพที่ 3-23 ถนนระบบตาตาราง 79
ภาพท่ี 3-24 ถนนระบบรัศมี 79
ภาพที่ 3-25 ถนนระบบยาว 79
ภาพที่ 3-26 ถนนระบบโคง 81
ภาพท่ี 3-27 ลกั ษณะองศาการจอดรถ 81
ภาพท่ี 3-28 แสดงท่ีจอดรถคนพิการ 82
ภาพที่ 3-29 การวเิ คราะหการสัญจรโรงเรียนทงุ สงวทิ ยา 86
ภาพท่ี 4-1 แนวความคดิ เบื้องตนโรงเรียนทงุ สงวทิ ยา 87
ภาพที่ 4-2 การพัฒนาแนวความคิดเบอื้ งตน โรงเรียนทุงสงวิทยา 88
ภาพที่ 4-3 แบบรา งโรงเรียนทงุ สงวิทยา 89
ภาพที่ 4-4 ผังแมบ ทโรงเรียนทงุ สงวิทยา 90
ภาพท่ี 4-5 แบบรายละเอียดพืชพรรณบริเวณอาคารเรยี น 1 โรงเรียนทุงสงวทิ ยา 91
ภาพท่ี 4-6 การเขียนแบบกอ สรางการปลูกไมคลุมดนิ 91
ภาพท่ี 4-7 การเขียนแบบกอสรางการปลกู ไมพ ุม 91
ภาพที่ 4-8 การเขยี นแบบกอสรา งการปลกู ไมยนื ตน 92
ภาพท่ี 4-9 แบบการกอ สรางทางเทา 92
ภาพที่ 4-10 แบบแสดงระยะในผงั พ้นื ท่ี 94
ภาพท่ี 4-11 Plan การออกแบบจดั สวนหนา ปายโรงเรยี น – 1 94
ภาพที่ 4-12 ภาพสามมติ ิการออกแบบจัดสวนหนา ปายโรงเรยี น – 1 94
ภาพที่ 4-13 Plan การออกแบบจดั สวนหนา ปายโรงเรยี น – 2
ญ
สารบญั ภาพ (ตอ) หนา
ภาพที่
94
ภาพท่ี 4-14 ภาพสามมิติการออกแบบจัดสวนหนา ปายโรงเรียน – 2 95
ภาพที่ 4-15 Plan การออกแบบจดั สวนหนาเสาธง – 1 96
ภาพที่ 4-16 ภาพสามมติ กิ ารออกแบบจดั สวนหนาเสาธง – 1 96
ภาพที่ 4-17 Plan การออกแบบจดั สวนหนาเสาธง – 2 96
ภาพท่ี 4-18 ภาพสามมติ ิการออกแบบจดั สวนหนา เสาธง – 2 97
ภาพท่ี 4-19 ชองเปดของหนา ตา งมคี วามสัมพันธกบั มุมมองท่ีจะเปนการกาํ หนดจุดของ
99
การตกแตงสถานที่-แบบอาคารเรียน 318
ภาพท่ี 4-20 ตาํ แหนง การจัดสวนดานหนา อาคารและระหวา งอาคาร - แบบอาคารเรียน 99
100
318 ล/55 ก 100
ภาพที่ 4-21 Plan การออกแบบจัดสวนพ้ืนที่วางระหวา งอาคาร -1 100
ภาพที่ 4-22 ภาพสามมติ ิการออกแบบจัดสวนพืน้ ทีว่ า งระหวางอาคาร -1 101
ภาพที่ 4-23 Plan การออกแบบจัดสวนพ้ืนทีว่ า งระหวา งอาคาร -2 102
ภาพที่ 4-24 ภาพสามมติ ิการออกแบบจดั สวนพ้นื ท่ีวา งระหวา งอาคาร – 2 102
ภาพท่ี 4-25 ตําแหนง จดั สวนของโรงอาหาร – หอประชมุ 103
ภาพท่ี 4-26 Plan การจดั สวนบริเวณหอ งนา้ํ 103
ภาพท่ี 4-27 ภาพสามมิตกิ ารจดั สวนบรเิ วณหอ งนาํ้ 104
ภาพท่ี 4-28 Plan การจัดสวนบริเวณบานพกั บคุ ลากร 107
ภาพท่ี 4-29 ภาพสามมติ ิการจัดสวนบรเิ วณบานพักบุคลากร 110
ภาพที่ 4-30 การปลกู ตน ไมตามแนวถนนของโรงเรียน 110
ภาพที่ 5-1 แบบสวนหยอมดา นขางอาคารเรยี น 111
ภาพที่ 5-2 การปรับพน้ื ทีใ่ ชเ ครอื่ งรถปรับดนิ ชวย 111
ภาพที่ 5-3 การปรบั พน้ื ทโี่ ดยใชแรงงานชว ยอีกครัง้ หนึ่ง 111
ภาพที่ 5-4 การวางระบบนํ้า ระบบไฟ 111
ภาพที่ 5-5 การวางระบบระบายนาํ้ 112
ภาพที่ 5-6 การวางทางเทา 113
ภาพที่ 5-7 การวางทางเทา 113
ภาพที่ 5-8 การวางหินประดับ 114
ภาพท่ี 5-9 การลงตนไมหลกั 114
ภาพท่ี 5-10 การลงตนไมหลกั
ภาพที่ 5-11 การลงตนไมร อง
ภาพที่ 5-12 การลงไมคลุมดิน
ฎ
สารบญั ภาพ (ตอ) หนา
ภาพท่ี
114
ภาพท่ี 5-13 การลงไมค ลมุ ดิน 115
ภาพท่ี 5-14 การเตรยี มพน้ื ท่ีกอนปหู ญา 115
ภาพท่ี 5-15 การปหู ญา 115
ภาพท่ี 5-16 การบดอดั หญา 115
ภาพที่ 5-17 การบดอัดหญา 115
ภาพที่ 5-18 ภาพสวนจัดสรา งเสร็จเรียบรอ ย 118
ภาพท่ี 5-19 การใชเทคโนโลยกี ารกอ สรา งสวน 118
ภาพที่ 5-20 การใชเทคโนโลยีการกอสรา งสวน 119
ภาพที่ 5-21 รปู รางของตน ไมก อนการตัดแตง 119
ภาพที่ 5-22 รูปรา งของตน ไมหลงั การตดั แตง 119
ภาพที่ 5-23 วิธกี ารตดั แตงไมยนื ตน 120
ภาพท่ี 5-24 ลกั ษณะกอนการขริบ 120
ภาพท่ี 5-25 ลักษณะหลังการขรบิ 120
ภาพท่ี 5-26 เปลวสุริยาไมพมุ กาํ จัดกิ่งแหง ดานลาง 120
ภาพท่ี 5-27 พลับพลงึ กทม.การลอกกาบกําจัดกงิ่ แหง ดานลา ง 121
ภาพที่ 5-28 ผกากรอง 121
ภาพท่ี 5-29 หลิวดอกมว ง 121
ภาพที่ 5-30 ผักเปด เขียว 121
ภาพท่ี 5-31 เกลด็ แกว 121
ภาพท่ี 5-32 เศรษฐไี ซงอ น 121
ภาพท่ี 5-33 กาบหอยแครง 121
ภาพที่ 5-34 บวั ดิน 121
ภาพที่ 5-35 เศรษฐีเรอื นนอก 122
ภาพท่ี 5-36 หมากเขียว 122
ภาพท่ี 5-37 บงั สูรย 122
ภาพที่ 5-38 หางหมาปา 122
ภาพท่ี 5-39 ปาลมจบี 122
ภาพที่ 5-40 การดแู ลโดยเอากาบใบทีแ่ กพรอมหลดุ รว งและเปนสีนํ้าตาลออก 122
ภาพท่ี 5-41 การดูแลโดยการตัดแตงขึน้ มาเร่ือย ๆ 122
ภาพที่ 5-42 เครือ่ งมือการตัดแตงตนไม 124
ภาพท่ี 5-43 บวั รดน้าํ
ฏ
สารบัญภาพ (ตอ) หนา
ภาพที่
124
ภาพท่ี 5-44 สายยาง 124
ภาพท่ี 5-45 ระบบสปริงเกอร 124
ภาพที่ 5-46 ปยุ เคมี 124
ภาพท่ี 5-47 ปุย อนิ ทรีย (ขไ้ี ก) 124
ภาพท่ี 5-48 ปุยอินทรียอัดเม็ด 126
ภาพท่ี 5-49 ถึง 5-53 เครอื่ งมอื ในการกําจัดวัชพชื 128
ภาพที่ 5-54 การสับขอบระหวา งตนไมก บั สนามหญา 128
ภาพที่ 5-55 การสับขอบระหวา งทางเดินกับสนามหญา 129
ภาพท่ี 5-56 เคร่อื งตัดหญาแบบนัง่ ขับ 129
ภาพท่ี 5-57 เครื่องตดั หญา แบบเดินตาม 129
ภาพท่ี 5-58 เครือ่ งตัดหญา แบบลอ จกั รยาน 129
ภาพท่ี 5-59 เครอ่ื งตดั หญาแบบเหวี่ยง 131
ภาพที่ 5-60 ทําความสะอาดปา ย 131
ภาพที่ 5-61 การทาสปี า ย 131
ภาพท่ี 5-62 หลงั ทาสี
ฐ
สารบญั ตาราง หนา
46
ตารางที่ 48
ตารางท่ี 2-1 ทะเบยี นพรรณไมท ่สี าํ รวจภายในโรงเรียน 108
ตารางที่ 2-2 การดูแลรกั ษาสวนพฤกษศาสตรโรงเรยี น 108
ตารางท่ี 5-1 รายการวัสดแุ ข็ง ในการกอสรา งหยอ มขา งอาคารเรียน 109
ตารางที่ 5-2 รายการวสั ดอุ อน หรอื พชื พรรณและหญา ในการจัดสรางหยอ มขา งอาคารเรียน 109
ตารางที่ 5-3 รายการงานระบบ ในการจดั สรา งหยอมขางอาคารเรียน
ตารางที่ 5-4 สรปุ การประมาณราคางานภูมิทศั น ในการจัดสรา งหยอมขา งอาคารเรียน
ฑ
ผเู ขยี น การจดั สวนโรงเรยี น
พิมพครง้ั ท่ี วัฒนา ณ นคร
จาํ นวนทีพ่ มิ พ สาขาเทคโนโลยภี มู ิทัศน คณะเกษตรศาสตร
จดั พมิ พโดย วทิ ยาเขตนครศรีธรรมราชใสใหญ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรวี ิชัย
พิมพท่ี พมิ พครง้ั ท่ี 1
สิงหาคม 2560
100 เลม
สาขาเทคโนโลยภี มู ทิ ัศน
คณะเกษตรศาสตร วิทยาเขตนครศรีธรรมราชใสใหญ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยี
ราชมงคลศรีวชิ ยั
โรงพิมพส มทวี 502/13 หมู 13 ตาํ บลรอ นพิบลู ย อําเภอรอนพิบูลย
จ.นครศรธี รรมราช
การจัดสวนโรงเรียน
วัฒนา ณ นคร
สาขาเทคโนโลยภี มู ิทัศน คณะเกษตรศาสตร วทิ ยาเขตนครศรีธรรมราชใสใหญ
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลศรีวชิ ยั
บทท่ี 1
การศึกษา โรงเรยี น และการจัดสวนโรงเรียน
การจดั สวนในโรงเรียน มีมาคกู ับสังคมมานานพรอ ม ๆ กบั พฒั นาการของวิถกี ารดํารงชีวิตของมนุษย
ตั้งแตเ ร่ิมมีสังคมมนุษยในยุคหินตาง ๆ ไดแก ยุคโบราณ (Ancient time) ยุคหินเกา (Paleolithic) เปน
ชวงเวลากอนประวัติศาสตรของมนุษย มีจุดเดนอยูที่การพัฒนาเคร่ืองมือหินยุคแรก ยุคหินกลาง
(Mesolithic) ยุคหินใหม (Neolithic) ในยุคน้ันมีธรรมชาติ ปาเขาลําเนาไพรเปนหองเรียน การเรียนรูจะ
เปนไปเพื่อการดํารงชีวิตของมนุษย เพ่ือการอยูรอดและการดํารงชีพ วิชาที่เรียนรูไดแก วิชาการลาสัตว
วิชาการทําอาวุธและเคร่ืองมือหากิน วิชาการเอาตัวรอดจากธรรมชาติ วิชาเหลานี้เรียนรูมาจากธรรมชาติ
ท้ังสิ้น โรงเรียนและหองเรียนจึงเปนพ้ืนที่ธรรมชาติ มีท้ังภูเขา ปาไม แมนํ้า ทองทุง ทะเล ในยุคนั้นถือวา
โรงเรียนอยูทุกหนทุกแหงรอบ ๆ ตัว ศึกษาดวยตัวเอง และคนใกลชิดโดยการอยูกับธรรมชาติและศึกษา
ธรรมชาติ สภาพของหองเรียนอยูในธรรมชาติ การจัดสภาพแวดลอมมีอยูในตัว สุนทรียภาพของธรรมชาติ
สรางสรรคสภาพแวดลอมการเรียนรไู ปตามธรรมชาติ
การศึกษาในสมัยกรีกโบราณ อารยธรรมบนเกาะครีต (ประมาณ 2,100-1,600 ปกอนคริตกาล)
เพลโตนักปรัชญาชาวกรีกไดก อตั้งโรงเรียนหรือสถานศึกษาทีเ่ รียกวา สํานักอะเคดามี (Academy) ถือวาเปน
สถานศกึ ษาทมี่ ีเปนรูปรางทส่ี ุดในประวัติศาสตรกรีกโบราณ สํานักอะคาเดมีเปนสถานทพี่ บปะระหวางครูกับ
ศษิ ย ภายในอคาเดมี มีทั้งอาคารและลานโลงเพือ่ ประโยชนการศึกษาหาความรู ลานโลงมีไวสําหรับเปนพืน้ ท่ี
พบปะเพ่ือแลกเปลยี่ นความคดิ ความรู ทงั้ ทางดา นปรัชญา การดําเนินชวี ติ รวมท้ังศาสตรอื่น ๆ ตอมาในสมัย
ของพระเจาอเลกซานเดอรมหาราช (343–342 กอ นคริสตกาล) พระองคไดพระราชทานทนุ ใหแกอริสโตเติล
ซ่งึ เปนอาจารยของพระองคเพอ่ื จัดตั้งโรงเรียนที่สตากิราชื่อไลเซียม (Lyceum) การเรียนเปนแบบการเดิน
สนทนา แลกเปลี่ยนความรูระหวางครูกับศษิ ย จนเปนที่เรียกขานในภาษากรีกวา “the peripatetic” มี
ความหมายตรงกับภาษาอังกฤษวา “Walking หรือ Strolling” ท่ีแปลวาเดนิ หรือทอดนอง หรือสถาบันเดิน
ไป เรียนไป ท่ีแสดงใหเห็นวาโรงเรียนมีพ้ืนทว่ี างและพ้ืนท่ีสําหรับการเรียนกวางขวาง และมีสภาพแวดลอม
โปรง โลง สบาย เหมาะสมกับการเรยี น
การศึกษาในสมัยโรมัน มีการสงเสริมการศึกษาแกประชาชนท่วั จักรวรรดิ ท้งั ในระดับประถมและ
มัธยม โดยรัฐจัดใหเยาวชนท้ังชายและหญิงที่มีอายุ 7 ป เขาศึกษาในโรงเรียนประถมโดยไมตองเสียคาเลา
เรียน การศึกษาระดับมัธยมเริ่มเมื่ออายุ 13 ป วิชาท่ีเยาวชนโรมันตองศึกษาในระดับพื้นฐาน ไดแก ภาษา
ละตนิ เลขคณิต และดนตรี ผูทตี่ องการศึกษาวิทยาการเฉพาะดาน ตอ งเดินทางไปศกึ ษาตามเมอื งท่ีเปดสอน
วิชานั้น ๆ โดยเฉพาะ เชน กรงุ เอเธนสส อนวิชาปรชั ญา นครอะเล็กซานเดรียสอนวิชาการแพทย กรุงโรมสอน
วิชากฎหมาย คณิตศาสตร และวิศวกรรมศาสตร แสดงใหเห็นอาณาจักรโรมนั มกี ารสอนในโรงเรียนที่มีความ
ชดั เจนและเฉพาะทาง ในสวนของการจดั สวนในโรงเรียนสันนิฐานวา นาจะมมี าคูกับโรงเรยี นในยคุ นน้ั ดว ย
การศกึ ษาของอนิ เดยี เด็กชายจะเริ่มเขา ศกึ ษาเร็วหรือชา ขน้ึ อยูกบั วรรณะของตน บุตรพราหมณจะ
เขาสูพิธเี ปนสมาชิกของวรรณะต้ังแตอายุ 8 ป บุตรวรรณะกษัตยิ แ ละพอคาจะเขา พิธีเมือ่ อายุ 11 และ 12 ป
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 1
ตามลําดับ วรรณะศูทรไมมีการเขาพิธีดังกลาว โดยมีสถาบันการศึกษาคือ คุรุกุลเปนสถาบันการศึกษาของ
อินเดียในสมัยโบราณท่ีรุงเรืองต้ังแตยุคพระเวท กอนจะเสื่อมความนิยมลงในสมัยอินเดียถูกปกครองโดย
อังกฤษ คุรุกุลทั้งหมดจะเปนอาศรมซึ่งตั้งอยูในปา เด็ก ๆ ที่เปนพวกทวิชาหลังจากผานพิธีอุปนยนสังสการ
แลว จะไปอาศัยอยูกับครใู นครุ กุ ลุ เปน เวลา 9 ปเ ปน อยา งนอ ย เพ่อื ศกึ ษาพระเวทและศลิ ปวิทยาการตา งๆ จาก
ครู การสอนของครูจะเปนแบบวิทยาทาน แตครูจะรับคุรุทักษิณาจากเด็กหลังจากเด็กสําเร็จการศึกษาแลว
กลาวกันวาการศึกษาทามกลางสิ่งแวดลอมท่ีเปนธรรมชาติและการเนนจริยธรรมในฐานะแกนกลางของ
การศกึ ษาถือวาเปนจดุ เดน ของครุ ุกุล
การศึกษาของจีน นักปราชญที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีนคือขงจ๊ือ ไดวางหลักการซ่ึงตอมากลายเปน
ลัทธิหน่ึงท่ีสําคัญในบรรดาลัทธิตาง ๆ นับวามีอิทธิพลอยางลึกซึ้งตอวิถีชีวิตและความเชื่อทั้งมวล กลาวไดวา
ลทั ธิขงจ้ือเปน สวนหนงึ่ ของสังคมและความคิดของชาวจีนอยางแยกไมอ อก การศกึ ษาในยุคโบราณของจีนเมอื่
ราว 4,000 ปกอนมาน้ัน ไดปรากฏวา ประชาชนไดรับการศึกษาแบบชาวบาน เรียนรูเรื่องเกษตรกรรมเพ่ือ
นําไปใชประกอบอาชีพ ในสมัยราชวงศโจวตะวันตก การจัดการศึกษาเนนสอนใหรูเร่ืองขนบธรรมเนียม
ประเพณีและการดนตรี รวมถึงการฝกข่ีมา ยิงธนู การเขียนอักษรและการคํานวณเปนหลัก ผูที่เขารับ
การศึกษาลว นเปน ลูกหลานของชนช้ันสงู ยุคชุนชิว ขงจื๊อไดตั้งโรงเรียนสอนหนังสือเพื่อใหป ระชาชนมคี วามรู
พรอมกบั การสอนคณุ ธรรมใหกบั ลูกศิษยไปดวย
1.1.การศึกษาและการจดั สวนในไทย
โรงเรยี นในประเทศไทยมีคูกับสังคมไทยมาต้งั แตสมยั โบราณ (พ.ศ.1781-พ.ศ. 2411) คนไทยในสมัย
น้ันตองขวนขวายหาความรูจากผรู ูในชมุ ชนตา ง ๆ การศกึ ษามบี า น และ วัดเปน ศูนยกลางของการศกึ ษา บาน
เปนสถานที่อบรมกลอมเกลาจติ ใจของสมาชิกภายในบาน โดยมพี อและแมทาํ หนา ทีใ่ นการถา ยทอดอาชีพและ
อบรมลูก ๆ วังเปนสถานที่รวมเอานักปราชญสาขาตาง ๆ มาเปนขุนนางรับใชเบื้องพระยุคลบาท โดย
เฉพาะงานชางศิลปหัตถกรรมเพื่อสรางพระราชวังและประกอบพระราชพิธีตาง ๆ ซ่ึงเปนสถานท่ีถายทอด
ความรูจากคนรนุ หนึ่งไปสูคนอีกรุนหน่ึง สวนวัดเปนสถานที่ประกอบพธิ ีกรรมทางศาสนา พระจะทําหนาท่ีใน
การอบรมส่ังสอนธรรมะแกพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะผูชายไทยมีโอกาสไดศึกษาธรรมะและบวชเรียน ใน
สงั คมไทยจึงนยิ มใหผูชายบวชเรียนกอนแตงงานทําใหมีคุณธรรมและจิตใจมนั่ คงสามารถครองเรือนไดอยางมี
ความสุข นอกจากนผี้ ทู บ่ี วชเรียนมาแสวงหาความรเู รื่องธรรมะในวัดแลว ยังสามารถแลกเปลี่ยนและถายทอด
ความรใู นดานศิลปวทิ ยาการตา ง ๆ ที่เคยไดอ บรมจาก ครอบครัวมาบทบาทในการศึกษาอบรมสําหรับคนไทย
ในสมัยนัน้ ในการถา ยทอดจากคนรนุ หนึง่ ไปสคู นอกี รนุ หน่ึง นอกจากนี้ในชุมชนตา ง ๆ กม็ ีภูมปิ ญญามากมาย
ซึ่งมีปราชญแตละสาขาวิชา เชน ดานการกอสราง หัตถกรรม ศิลปกรรม ประติมากรรม และแพทยแผน
โบราณเปนตน บาน วดั และวงั ทาํ หนาที่เสมือนโรงเรยี น อาคารของบาน วัด และวัง ทําหนาท่ีเหมอื นอาคาร
เรียน สวนพน้ื ท่ีภายนอกรอบ ๆ อาคาร ทาํ หนา ทเี่ สมือนสวนในโรงเรยี น ท่ีใชพักผอ นไปในตัว
1.1.1 การศกึ ษาและการจัดสวนสมัยกรุงสโุ ขทัย
การเรียนในสมัยสุโขทัย เปนแบบสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีท่ีมีมาแตเดิม คนไทยในสมยั น้ัน ตอง
ขวนขวายหาความรูจากผูรูในชุมชนตาง ๆ การศึกษามี บาน วัง และวัด เปนศูนยกลางของการศึกษา
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 2
โดยบานเปนสถานท่ีอบรมกลอมเกลาจิตใจของสมาชิกภายในบาน มีพอและแมทําหนาท่ีในการถายทอด
อาชพี อบรมลกู ๆ วังเปนสถานที่รวมเอานักปราชญส าขาตาง ๆ มาเปนขนุ นางรับใชเ บ้ืองพระยุคลบาท โดย
เฉพาะงานชางศลิ ปหตั ถกรรม รวมท้งั เปนสถานท่ีที่ถา ยทอดความรู จากคนรุนหนึ่งไปสูคนอกี รุนหนึ่ง สวนวัด
เปนสถานท่ีประกอบพิธีกรรมทางศาสนา พระจะทําหนาที่ในการอบรมสั่งสอนธรรมะแกพุทธศาสนิกชน
โดยเฉพาะผูชายไทยมีโอกาสไดศึกษาธรรมะและบวชเรียน ในสังคมไทยจึงนิยมใหผูชายบวชเรียนกอน
แตงงานจะไดมีความรู คณุ ธรรม และจิตใจม่ันคง สามารถครองเรือนไดอยางมคี วามสุข จะเห็นไดวาสถาบัน
ท้งั สามแหง นี้ลว นแตม บี ทบาทในการศกึ ษาอบรมสําหรบั คนไทยในสมัยนั้น ในการถา ยทอดจากคนรุนหนึ่งไปสู
คนอกี รุน หนงึ่ นอกจากนใ้ี นชุมชนตา ง ๆ กม็ ีภมู ปิ ญญามากมายซึง่ มปี ราชญแตล ะสาขาภายในชุมชน
สวนพระราชวงั ในสมยั สุโขทัยนสี้ ันนฐิ านวามีท้งั พันธุไมดอก และไมผลปลูกประดับ อยางไรกต็ ามใน
หลักฐานศิลาจารึกของพอขุนรามคําแหง มีขอความกลาวถึง การปลูกตนตาลเอาไวเปนลานสําหรับการฟง
ธรรม การวา ราชการของพระมหากษตั ริย แสดงใหเ ห็นวา การอบรมสัง่ สอนในสมยั น้ันอยูบนลานตาล กลางดง
ตาลทีร่ าบร่ืน ผานการอบรมส่ังสอนจากผูทเี่ ปนทีเ่ คารพของคนทัว่ ไป คอื พระมหาเถระ และพระมหากษัตริย
ลานตาลเปรยี บเสมอื นโรงเรยี นท่ีอยทู า มกลางธรรมชาติ
วัดสมยั กรุงสโุ ขทยั ประชาชนนับถอื พทุ ธศาสนากันมาก มกี ารปฏิบัตติ ามคําส่ังสอนของพระเถระกัน
อยางเครงครัดประชาชนมีศีลธรรม มีความศรัทธาตอพุทธศาสนาเปนอยางมาก ภายในวัดมีการวางผังท่ี
สวยงาม เนื่องจากวัดและพระพุทธศาสนาเปนสถานท่ีสําคัญในสมัยสุโขทัย ดังจะเห็นไดจากศิลาจารึกดังน้ี
(ภาพที่ 1-1)
ภาพที่ 1-1 บางสวนของหลกั ศลิ าจารึก
ที่มา : http://www.thaigoodview.com/node/95308
จากศิลาจารึกน้แี สดงใหเ หน็ ถงึ ความรงุ เรืองของศาสนาและความสําคัญของวัด เปนสถานทปี่ ระกอบ
กิจกรรมท่ีสําคัญอยางยงิ่ ในเทศกาลท่สี ําคัญทางศาสนา โดยเฉพาะในชวงการเขาพรรษาประชาชนทกุ คนจะ
ถือศลี แสดงใหเหน็ ถงึ ความศรัทธาอยา งแรงกลากับพทุ ธศาสนา ทาํ ใหไ ดศึกษาคณุ ธรรม จริยธรรมผานวัดและ
ศาสนาเปนอยางย่ิง ถงึ แมในหลักศิลาจารึกไมไ ดกลาวถงึ สภาพความรมร่ืนของวัดแตอ ยางใด กพ็ ออนุมานได
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 3
วาเปนสถานท่ีที่มีความรมร่ืนเปนอยางมาก อันเน่ืองมาจากความเช่ือของพุทธศาสนาจะใชธรรมชาติ ชอบ
ความสงบ สงัดเปนสถานทป่ี ฏบิ ตั ิธรรม ดงั นัน้ วัดจึงนาจะมีตน ไมใหญและพืชพรรณนานาชนิด
บานในสมยั สุโขทัยเปนบานไมเรือนไทยอยูทา มกลางแมกไม ปากลวย ปาหมาก ปาพลู มคี วามอุดม
สมบูรณข องพชื พรรณ ไมผล ไมประดับ บานอยูในสวน มีสภาพรมร่ืน ทําใหเห็นภาพของบานชนบท สวนใน
บา น รอบ ๆ บานปลกู พชื พรรณคนในบา นใชส อยพนื้ ทร่ี อบ ๆ บานทอ่ี ุดมสมบูรณดวยพืชพรรณธัญญาหารใน
ขณะท่ีพอ-แมอบรมส่ังสอนลูก ๆ บา นในสมัยนัน้ กเ็ ปน เสมือนโรงเรียนไปดวย
กลาวโดยสรุป บาน วัด และวังสมัยกรุงสุโขทัย เปรียบเสมอื นโรงเรียน ลักษณะของการจัดสวนจึง
เปนไปตามสถานทีต่ าง ๆ กลาวคือ บานการจัดสวนใกลบานมีการปลูก ปาหมาก ปาพลู มะพราว มะมว ง
ผลไม ตาง ๆ เอาไวรอบ ๆ บาน สวนวัดการจัดสวนจะเปนลานแสดงธรรมโดยพระภิกษุจะเทศนท่ีลานธรรม
ในปา ตาลเพ่ือแสดงใหกับญาตโิ ยมไดศึกษาธรรมะเปนการเรียนธรรมะเพ่อื การดํารงชีวิต ในขณะเดยี วกันพระ
กท็ ําหนาที่ในการสอนหนังสือใหกับเด็ก ๆ ไปดวย ดงั นั้นจะเห็นวาในการสอนของพระจะไมไดส อนเฉพาะใน
สวนของหนังสือเทานั้น แตจะมีการสอนคุณธรรมจริยธรรมตามแนวหลักของพุทธศาสนาไปดวย สวนใน
พระราชวังผูท ี่มโี อกาสในการเรียนไดจ ะเปนเช้ือพระวงศ บุตรหลานของขุนนางและขาราชบริวาร การจัดสวน
ในวงั จึงเปน การจัดตกแตง อทุ ยานในวังใหส วยงามเปนทชี่ มสวนไปดว ย
1.1.2 การศึกษาและการจัดสวนสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา
การศึกษาในสมัยกรุงศรีอยธุ ยาตลอด 417 ป (พ.ศ. 1893 ถงึ พ.ศ. 2310) คลายสมยั กรุงสโุ ขทัย โดย
ในรัชสมัยสมเด็จพระเจาปราสาททองและสมเด็จพระนารายณมหาราชมีการจัดระเบียบการศึกษาดังน้ี
การศกึ ษาวชิ าสามญั เนน การอา น เขยี น เรยี นเลข อนั เปนวชิ าพื้นฐานสําหรับการประกอบสัมมาอาชีพของคน
ไทย การศกึ ษาทางดา นศาสนา วดั ยังมีบทบาทมาก ในสมัยสมเด็จพระเจาอยหู ัวบรมโกศ พระองคท รงสงเสริม
พุทธศาสนาโดยทรงวางกฎเกณฑไ ววาประชาชนคนใดไมเคยบวชเรียนเขยี นอานมากอน จะไมทรงแตงต้งั ให
เปนขาราชการ ในสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราชเปนตนมา มีนักสอนศาสนาหรือมิชชันนารีเขามาใน
ประเทศไทย ไดจัดตง้ั โรงเรยี นสอนหนังสือและวิชาอืน่ ๆ ข้ึนเรยี กโรงเรยี นมิชชันนารีน้ีวา “โรงเรียนสามเณร”
เพื่อชกั จูงใหชาวไทยหนั ไปนับถือศาสนาคริสต สวนการศึกษาทางดานภาษาศาสตรและวรรณคดี ปรากฏวามี
การสอนทัง้ ภาษาไทยบาลี สันสกฤต ฝร่ังเศส เขมร พมา มอญ และภาษาจีน ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ
มหาราชมีวรรณคดหี ลายเลม เชน เสือโคคําฉนั ท สมุทรโฆษคําฉนั ท อนิรุทธคําฉันท และกําสรวลศรีปราชญ
เปนตน การศกึ ษาของผูห ญงิ มีการเรียนวิชาชพี การเรือนการครัว ทอผา ตลอดจนกริ ิยามารยาท การศึกษา
วชิ าการดา นทหาร มีการจดั ระเบยี บการปกครองในแผน ดนิ
กวีสําคัญ ๆ สมยั น้ัน พระมหาราชครู ศรีปราชญ พระศรีมโหสถ ขนุ เทพกวีและองคพระเจาอยูหัวก็
ทรงเปนกวีดวย จินดามณีถือเปนแบบเรียนเลมแรกของไทยก็เกิดขึ้นในสมัยน้ี ผูแตงคือพระมหาราชครู
วรรณคดีสมัยกอน ใชวิธีเขียนลงบนสมุดไทย หรือไมก็จะจารลงบนใบลาน วิธีการเรียนจะใชวิธีทองจํา
นักเรียนสว นใหญเปนผูช าย สวนนกั เรียนหญิงจะเรยี นการบานการเรอื น และอยใู นราชสาํ นัก
จะเห็นไดวาโรงเรียนในสมัยกรุงศรีอยุธยาน้ี ยังคงเหมือนกับสมัยสุโขทัยประกอบไปดวย บาน วัง
และวัด ทต่ี า งออกไป คอื มโี รงเรียนมิชชันนารี เปนโรงเรียนทชี่ าวตะวันตกไดเขามาสรางเพือ่ เผยแพรศาสนา
การจัดสวนโรงเรียน หนา 4
และขณะเดียวกนั ก็สอนวิชาสามัญดวย การจัดสวนของโรงเรียนก็ข้ึนอยูกบั สถานทขี่ องการเรียน ในวังมีทั้ง
สวนทม่ี ีทงั้ พันธไุ มดอก และไมผ ลปลูกประดับ
วัดเปนสถานท่ีการเรียนรูของประชาชนท่ัวไปในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระสงฆเปนครูสอนวิชาการ
คอื อาน เขียน คดิ เลข และศึกษาพระศาสนา มกี ารสอนวิชาพิเศษ เชน วิชาแพทยแผนโบราณ วิชาชางศลิ ป
โหราศาสตร และวชิ าปองกนั ตัว ความสําคญั ทางการศึกษาสาํ หรับเยาวชนสมยั น้ัน กุลบุตรทง้ั หลายที่ตองการ
เรียนหนังสือ บิดามารดาจะนําไปฝากไวกับสมภารเจาวัด ใหรับใชพระสงฆ หรือบวชเปนสามเณร และ
พระภกิ ษุ ตามลาํ ดบั เรยี กวา"บวชเรียน"ไดเ รยี นหนังสือไทย บาลี ขอม หดั คดิ เลข ฝก วิชาชา ง และวิชาชีพตาง
ๆ รวมท้ังวิชาการดํารงชีวิต วิชาการรบการทหาร วิชาขมังเวทย มหี ลกั ฐานการเปน สถานศึกษาของวัดผานบท
ประพันธต าง ๆ เชน เสภาเร่ืองขนุ ชา งขุนแผน ตอนพลายแกวบวชเณรบทกลาวไววา
จะกลา วถึงพลายแกว แววไว เมื่อบิดาบรรลยั แมพาหนี
ไปอาศัยอยูใ นกาญจนบุรี กับนางทองประศรีผูมารดา
อยูมาจนเจา เจริญวยั อายนุ น้ั ไดถ ึงสิบหา
ไมวายคดิ ถึงพอที่มรณา แตน กึ นึกตรึกตรามากวา ป
อยากจะเปน ทหารชาญชัย ใหเหมือนพอขนุ ไกรท่เี ปนผี
จงึ ออ นวอนมารดาไดป รานี ลกู นี้จะใครรวู ิชาการ
พระสงฆอ งคใดวชิ าดี แมจงพาลกู น้ไี ปฝากทา น
ใหเ ปนอุปชฌายอาจารย อธิษฐานบวชลูกไวเปน เณร
จากบทประพันธนี้ จะเห็นวาเมื่อพลายแกวอายุได 15 ป อยากเรียนวิชาการทหาร ก็ตองบวชเปน
เณรเพือ่ เรียนการยุทธจากพระอปุ ชฌาย แสดงใหเ ห็นถึงความสาํ คญั ของวัด เปนศนู ยรวมการศกึ ษาท่สี าํ คญั ใน
สมัยนนั้ โดยมคี รูอาจารยเ ปนพระ ในการอบรมบม นิสยั ของเด็กรุน ตอมา (ภาพที่ 1-2 และ 1-3)
วดั ตา ง ๆ ในสมัยนัน้ ภายในวดั ประกอบดว ยโบสถ ศาลาธรรม และกุฎิของพระ ในขณะที่บริเวณลาน
วัดเปน ท่วี างใหคนเขา มาใชพ ื้นทใี่ นเทศกาลตาง ๆ
ภาพที่ 1-2 ลักษณะการเรยี นในวดั ภาพท่ี 1-3 ลกั ษณะการเรียนในวดั
ทมี่ า : http://teen.mthai.com/variety/57269.html
สมัยกรุงศรีอยุธยาภายในวัด ประกอบดวยพ้ืนที่วางมีการปลูกไมใหญเพื่อใหรมเงา ศาลาวัด
เปรียบเสมือนอาคารเรียนและหองเรียน สวนพื้นท่ีรอบ ๆ ภายในวัดรมร่ืนดวยรมเงาตนไมภ ายในวัด มีพื้นท่ี
วา งและความรมร่ืน สภาพแวดลอ มแสดงใหเห็นถึงบรรยากาศ ของการเรียนรูทีม่ ีความสงบและท่ีวาง ในสมัย
การจดั สวนโรงเรียน หนา 5
นั้นคงยังไมมีการจัดตกแตงสถานท่ีเหมือนเชนปจจุบัน แตดวยความศรัทธาของการใชพื้นท่ี วัดสะอาด
เรียบรอย และสงบ
บานในสมัยอยุธยา จากจดหมายเหตุของหมอแกมปเฟอรชาวเยอรมัน ซึ่งมากับเรือชาวฮอลันดา
เม่ือ พ.ศ. 2233 ไดกลาวถงึ เรือนไทยในสมยั อยุธยาไววา “บานคนธรรมดานน้ั เปนบานกระทอมปลูกดวยไมไผ
พน้ื ปูกระดานหลงั คามุงจากหยาบ ๆ พวกขุนนางหรือเสนาบดแี ละขาราชบริพารในราชสํานักจะปลูกบาน วัง
หรือตําหนักอยูตางหาก และบานซ่ึงปลูกตามริมฝงแมนํ้าปลูกบนเสาสูงถึงฟาทอม (1 ฟาทอมเทากับ 6 ฟุต)
เพ่อื มิใหกระแสนาํ้ หนักนาํ้ ทวมถงึ ” และจากจดหมายเหตขุ องโยส เซาเต็น พอคาชาวฮอลันดา ทเี่ ขา มาในสมัย
สมเด็จพระเจาทรงธรรม และสมยั สมเดจ็ พระเจา ปราสาททอง ก็ไดกลา วถงึ เรอื นไทยสมยั อยุธยาไวดังนี้ “บาน
ของชาวสยามสรางดว ยไมหรือไมไผต ามแบบของอินเดยี หลังคาบานน้ันใชจากหรือกระเบื้องมุง เขามกั ยกพื้น
ใหสงู กวาพน้ื ดนิ ราว 3 หรือ 4 ฟุต บานหลังหน่ึง ๆ มปี ระตูหน่ึงบาน หนาตางหลายบาน เครื่องแตงบานนั้นมี
นอย มีเทาที่จําเปนสําหรับการหลับนอน บริโภคอาหารและการหุงตมเทา น้ัน คือ เสื่อ หมอน โตก ขัน และ
ถวยชาม” จากหลกั ฐานดงั กลาวจะเห็นวาบา นในสมยั อยุธยาของชาวบานท่ัวไปปลูกสรางงา ย ๆ และบานขนุ
นางอยเู ปนสดั สว นหางกันเปนระยะเรียงรายกันอยู บานมบี ริเวณ เน่ืองจากอยูหางกัน แตนาจะยังไมม ีการจัด
ตกแตงบริเวณ เน่ืองจากจะคํานึงถงึ เฉพาะความจาํ เปน ในการดาํ รงชีพเทาน้ัน แตค าดวานาจะมีการปลูกตนไม
ในบา นเรอื น บนั ทกึ ของบาทหลวง Adrien Launay มิชชันนารีชาวฝร่ังเศสรุนแรกท่ีเขา มาในสมัยสมเดจ็ พระ
นารายณม หาราช เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2205 ไดกลาวถึงสภาพบานเมอื งในสมัยน้ันไวในหนังสือ Siamet
les Missionaries Francais วา “อันท่ีจริงการกอ สรางบานเรือนของชาวสยามเปนไปอยางงา ย ๆ มีเสาที่
ไสกบและขัดเงาแลวยกข้ึนสูงจากพนื้ ดินโดยเฉล่ยี 2 เมตร จํานวน 8 ตน วางคานตามขวางใชเ ปนรอดซ่ึงคน
ยากจนจะใชไมไ ผท้ังลําหรือผาซีกแทน แตผูมีอันจะกินจะใชแผนกระดานขนาดใหญแ ละหนาวางเรียงรวมกัน
ไวอยางงา ย ๆ สําหรบั หลงั คาจะใชไมไ ผยาวขนั นอตและใชเชือกผกู ตรงึ ไวกบั เสา หลงั จากนัน้ มุงดวยใบปาลม ท่ี
ผูกติดกับกระดานไมไผหรือไมสักแผนบาง ๆ ไมไผที่สอดขัดกับไมลูกตั้งซ่ึงเรียงอยูบนคานลางและคานบน
เรียกวา ฝา ซงึ่ ฝาน้ีจะแบงบานออกเปน 3 หอง คอื หองนอน 2 หอง และหองกลาง 1 หอง ซ่งึ จัดไวรับแขก
นอกเหนือไปจากการตอนรับแขกที่นอกชาน หรือระเบียงหนาบาน หรือรอบ ๆ บาน ซ่ึงมักมีกันสาดย่ืน
ออกมา” (เสนอ นิลเดช, 2547) ลักษณะบานเรือนในสมยั อยุธยาทําใหพอมองเปนภาพของสภาพแวดลอ ม
บริเวณรอบ ๆ บานในสมัยนั้น วามีพ้ืนท่รี อบ ๆ บริเวณและมีที่วางรอบ ๆ บานและใตถุนเปนทีเ่ ลาเรียนของ
บุตรหลาน ” (ภาพที่ 1-4 และ 1-5)
ภาพท่ี 1-4 ลักษณะบา นในสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา (คมุ ขุนแผน) ภาพที่ 1-5 ลกั ษณะบานในสมยั กรุงศรอี ยธุ ยา
ท่ีมา : http://www.ayutthaya.org/data/place/khum-kunpan.html ท่มี า : เสนอ นลิ เดช, 2547
การจัดสวนโรงเรียน หนา 6
สวนพรรณไมในสมยั อยธุ ยาน้ันมหี ลากหลายดงั ปรากฏใน กาพยหอโคลงประพาสธารทองแดง เจาฟา
ธรรมธเิ บศรไชยเชษฐสุรยิ ะวงศ (เจา ฟา กงุ ) ดงั นี้
เลบ็ นางงามแสลม ตน นางแยมแกมดองดงึ สพุ รรณกิ ากากระทงึ ดอกราชพฤกษซกึ ตน ไตร
เลบ็ นางนวยแนงนอ ย พอพงึ นางแยมแกมดองดงึ อกี ออ ย
สพุ รรณิกากากระทงึ บางแบง ราชพฤกษซ ึกดวงยอย พเู พีย้ งไทรไตร ฯ
ชงโคตะโกตะขบหวา ตนตุมกากาฝากลง ชอบกลตน มหาหงส มะเด่ือดูกลูกนมแมว ฯ
ชงโคตะโกขบหวา ดาดด ตุมกากาฝากลง ตดิ ไม
นมแมวมหาหงส เหน็ อยู มะเดอ่ื ดูกลกู งอกได แสท ึ้งสอยกนิ ฯ
กาํ จดั สลัดไดข้นึ บนพืน้ ภภู เู ขาสูง แคคางยางยงู ดงู ตน กระแบกแปลกกันบาน ฯ
สลัดไดกาํ จดั ตน หางยูง บนภภู ูเ ขาสงู หยง หยื้น
แคคางยางยงู ดงู ตรงโตรด ตระแบกแปลกกนั ข้นึ เกลอื่ นกลมุ บานไสว ฯ
จากบทกวดี งั กลา วแสดงถึงความหลากหลายของพืชพรรณในสมยั อยธุ ยาในตามปาเขาท้งั ไมยืนตน
และไมพุม ในเสภาขุนชางขุนแผน ๆ ตอนขุนแผนพานางวนั ทองหนี ไดกลา วถึงพรรณไมภายในเรือนขุนชางท่ี
มีทั้งลกั ษณะของไมกระถางตัง้ ในเรอื น และไมดอกหอมรอบ ๆ บาน ดังนี้
ถึงกลางนอกชานละลานจติ ตะลงึ คดิ ลงั เลดูเคหา
แลวชาํ เลืองเยือ้ งยางถึงอางปลา ชะโงกหนามือชอนมาชมชู
กลมกลมสมอยา งตละปน บา งวา ยหันเหว่ยี งหางกระท่งั หู
ถงึ กระถางตน ไมช ายตาดู เปน คูค ชู ชู ออรชร
มะขามโพรงโคง คเู ปน ขอ ศอก ฝกกรอกแหงเกราะกะเทาะลอน
จนั ทนหอมจนั ทนคณาจะลาจร มะลิซอ นซอ นชูอยูจงดี
ลาํ ดวนเอย จะดว นไปกอนแลว เกดแกวพิกลุ ยีส่ ุนสี
จะโรยรางหางสนิ้ กลิน่ มาลี จาํ ปเ อยกปี่ จะมาพบ
ทม่ี กี ลิ่นกจ็ ะคลายหายหอม จะพลอยตรอมเหือดสน้ิ กลน่ิ ตรลบ
ทมี่ ดี อกกจ็ ะวายระคายครบ จะเห่ียวแหง เซาซบสลบไป
ตน นอยๆ ลกู ยอยระยา ดี ตงั้ แตน ีจ้ ะไปชมตน ไมใ หญ
จะทง้ิ เรอื นไปรา งอยกู ลางไพร ยงุ รานริน้ ไรจะตอมกาย
รากไมจ ะตา งหมอนนอนอนาถ ดาวดาษจะตา งไตนา ใจหาย
ลงบันไดใจเจียนจะขาดตาย นํา้ ตาตกกระจายพรั่งพรายลง
จากหลักฐานที่กลาวมาพอจะทําใหทราบไดวาการจัดสวนบานหรือการจัดสภาพแวดลอมภายใน
บานเรือนของคนในสมัยอยุธยานั้น มีการปลูกตนไมรอบ ๆ บานเอาไวอยางรมร่ืน แสดงใหเห็นถึง
สภาพแวดลอมของบานเรอื น ในสมยั น้ัน อันหมายถงึ สวนหนงึ่ ของสภาพแวดลอมของโรงเรยี นอกี รปู แบบหน่ึง
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 7
1.1.3 การศกึ ษาและการจดั สวนสมยั กรงุ รัตนโกสินทร
การศึกษาในรัตนโกสินทรตอนตนการศึกษายังคงใชรูปแบบเดิมกับอยุธยากลาวคือ สมัย
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก ทรงฟนฟูการศกึ ษาดานอักษรศาสตร ศลิ ปะ วรรณคดี มีการแตง
รามเกยี รตทิ ไ่ี ดเ คา โครงเร่ืองมาจากอนิ เดยี เรือ่ งรามายณะ หลกั ธรรมทางศาสนามกี ารสงั คายนาพระไตรปฎ ก
สมัยพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหลานภาลัย เรม่ิ มชี าวยุโรป เชน ชาติโปรตเุ กสเขา มาตดิ ตอทางการ
คากับไทยใหม หลังจากเลิกราไปเม่ือประมาณปลายสมัยอยุธยา และชาติอื่น ๆ ตามเขามาอีกมากมาย
เชน องั กฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดา เปนตน เน่ืองจากยุโรปมกี ารปฏิวัติอตุ สาหกรรมทาํ ใหเปลี่ยนระบบการผลิต
จากการใชมอื มาใชเคร่ืองจักร พลังงานจากไอน้ําสามารถผลิตสินคาไดมากขน้ึ จึงตองหาแหลงระบายสินคา
ในสมัยน้ีไดส ง เสริมการศกึ ษาทั้งวิชาสามัญ โหราศาสตร ดาราศาสตร จริยศาสตร
สมยั พระบาทสมเด็จพระน่ังเกลาเจาอยูหัว ทรงสงเสริมการศกึ ษาดานศาสนาเปนพเิ ศษ มกี ารจารึก
วิชาความรูสามัญและวิชาชีพลงในแผนศิลาประดับไวตามระเบียงวัดพระเชตุพนจนมีผูกลาววาเปน
มหาวทิ ยาลยั แหง แรกของไทย มีการใชหนงั สือไทยชอ่ื ประถม ก กา และประถมมาลา นับเปนแบบเรียนเลมท่ี
2 และ 3 ตอ จากจนิ ดามณขี องพระโหราธบิ ดี นอกจากนย้ี ังเนนการจัดการศึกษาท่วี ัดและบาน โดยมหี ลักสูตร
เก่ียวกับการอานและเขียนภาษาไทยท้ังในดานโคลง ฉันท กาพย กลอน โหราศาสตร และไสยศาสตรจาก
อาศัยคัมภีรทางพระพุทธศาสนา สวนครูผูสอนไดแก พระภิกษุ นักปราชญราชบัณฑิต พอแม ชางวิชาชีพ
ตา ง ๆ สําหรับการวัดผลไมมีแบบแผน แตมักจะเนนความจําและความสามารถในการประกอบอาชีพจึงจะ
ไดร ับการยกยองและไดร บั ราชการ
สมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว การจัดการศึกษาไดมีการเปล่ียนแปลงไป การจัดตั้ง
สถานศกึ ษา พ.ศ. 2414 จัดตั้งโรงเรียนหลวงข้ึนในพระบรมมหาราชวัง เพ่อื ฝกคนใหเขารับราชการ มพี ระยา
ศรีสุนทรโวหาร (นอย อาจาริยางกูร) ในขณะน้ันเปนหลวงสารประเสริฐเปนอาจารยใหญ โดยมีการสอน
หนังสือไทย การคิดเลข และขนบธรรมเนียมราชการ นอกจากมีการจัดต้ังโรงเรียนหลวงสําหรับสอน
ภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวัง เกิดจากแรงผลักดนั ทางการเมอื งท่ีสงผลใหไทยตอ งเรียนรูภาษาอังกฤษ
เพ่ือจะไดเจรจากับมหาอํานาจตะวันตก มีการสงนักเรียนไทยไปศึกษาวิชาครูท่ีประเทศอังกฤษ และใน
พ.ศ. 2423 จัดต้งั โรงเรยี นสนุ ันทาลัยในพระบรมมหาราชวังเปน โรงเรียนสตรี
พ.ศ. 2424 ปรับปรุงโรงเรียนพระตําหนักสวนกุหลาบใหเปนโรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก
(ภาพท่ี 1-6 ถึง 1-7) ตอมาไดกลายเปน โรงเรียนขาราชการพลเรอื นใน พ.ศ. 2453 และ พ.ศ. 2459 ไดต้งั เปน
จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2425 จัดต้ังโรงเรียนแผนที่ และใน พ.ศ.2427 จัดต้ังโรงเรียนหลวงสําหรับ
ราษฎรข้ึนตามวัดในกรุงเทพมหานครหลายแหง แหงแรกคือโรงเรียนมหรรณพาราม พ.ศ. 2432 ตั้งโรงเรียน
แพทยขึ้น เรียกวาโรงเรียนแพทยากร ตั้งอยูทีร่ ิมแมน ้ําหนาโรงพยาบาลศิริราช ใชเปนท่สี อนวิชาแพทยแผน
ปจ จบุ ัน พ.ศ. 2435 จดั ต้ังโรงเรียนมูลศกึ ษาข้นึ ในวัดทว่ั ไปทง้ั ในกรงุ เทพมหานครและหัวเมือง โดยประสงคจะ
ขยายการศึกษาเลา เรยี นหนงั สือไทยใหแพรหลายเปนแบบแผนยิ่งข้ึน และตั้งโรงเรียนฝกหัดครูเปนแหงแรกท่ี
ตําบลโรงเลี้ยงเดก็ ตอมายายไปอยูท่ีวัดเทพศิรินทราวาส พ.ศ. 2437 นักเรียนฝกหัดครูชุดแรก 3 คนสําเร็จ
การศกึ ษาไดรับประกาศนียบัตรเปนครูสอนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พ.ศ. 2449 ยายโรงเรียนฝกหัดครู
ซึ่งตั้งอยูที่วัดเทพศิริทราวาสไปรวมกับโรงเรียนฝกหัดครูฝงตะวันตก (บานสมเด็จเจาพระยา) ปรับปรุง
การจัดสวนโรงเรียน หนา 8
หลักสูตรใหส งู ขึ้นเปนโรงเรียนฝกหัดอาจารยสอนหลักสูตร 2 ป รับนักเรียนที่สาํ เร็จมธั ยมศึกษา พ.ศ. 2456
ตง้ั โรงเรยี นฝกหดั ครหู ญงิ ขนึ้ เปนครง้ั แรกทีโ่ รงเรียนเบญจมราชาลยั
ภาพที่ 1-6 และ 1-7 โรงเรียนแหงแรกของไทยคือโรงเรียนทหารมหาดเลก็ หรือโรงเรียนพระตาํ หนกั สวนกุหลาบ
ทมี่ า : http://teen.mthai.com/variety/57269.html
นอกจากน้ันในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจาอยูหัวพระองคทรงปฏิรูปการศึกษาใหเปน
ระบบจนเปนรากฐานของการศึกษาทุกวันน้ี แตเดิมเปนการสอนท่ีบาน วัด และในวัง มาเปนการสอนแบบ
ระบบโรงเรียน โดยการจดั ตงั้ โรงเรียนหลวงข้ึนคือใหม ีสถานทเ่ี ลาเรียน มคี รูสอนตามเวลาที่กาํ หนด และใหต้ัง
โรงเรียนหลวงข้ึนในพระบรมมหาราชวัง มีเปาหมายเพ่ือการเรียนการสอนในการฝกหัดกุลบุตรของบรรดา
พระบรมวงศานุวงศ และขุนนางช้ันสูงที่ถวายตัวเพื่อรับราชการโรงเรียนเหลาน้ีไดแก โรงเรียนพระตําหนัก
สวนกหุ ลาบ
สว นบุตรหลานทเี่ ปนหญงิ สว นใหญจ ะไมไดเ รยี นหนังสือ เพราะไมมสี ถานทเ่ี รียน ก็จะอยูบานชวยพอ
แมทํางานบานเย็บปกถักรอย หรือประกอบอาชีพตามพอแม อีกประการหน่ึงในสมัยโบราณไมนิยมให
เดก็ ผูหญิงรหู นังสือ เพราะกลัววาเม่ือรูหนังสือแลวโตข้ึนมาจะเขียนเพลงยาว (จดหมายรัก) โตตอบกับผูชาย
ผหู ญงิ ก็เลยไมร หู นังสือและตอ มามีโรงเรียนกุลสตรีวังหลังหรือโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย (ภาพที่ 1-8 และ 1-9)
เพ่อื ใหผหู ญงิ ไดรับการศึกษาดวย
ภาพท่ี 1-8 และ 1-9 โรงเรยี นสตรแี หงแรกของไทยคือโรงเรยี นกลุ สตรีวงั หลังหรือ โรงเรยี นวฒั นาวิทยาลัย
ท่ีมา : http://haab.catholic.or.th/article/articleart1/art08/art08.html
นอกจากน้ันยังมีโรงเรียนชายลวนเกา แก 4 แหงท่ีต้ังขน้ึ ในสมัยรัชกาลท่ี 5 ไดแก โรงเรียนกรุงเทพ
ครสิ เตยี นวทิ ยาลยั (ภาพที่ 1-10 และ 1-11) ตงั้ ขน้ึ ใน พ.ศ. 2395 โดยคณะมิชชันนารอี เมริกันเพรสไบทีเรียน
ถอื เปน โรงเรียนชายลว นแหง แรกในประเทศไทย
การจดั สวนโรงเรียน หนา 9
โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (ภาพท่ี 1-12) ตั้งข้ึนใน พ.ศ. 2425 โรงเรียนรัฐบาลแหงแรกของ
ประเทศไทย เปดสอนเฉพาะนักเรยี นชายในระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษา
โรงเรียนเทพศิรินทร (ภาพท่ี 1-13) ไดรับการสถาปนาจาก องคพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา
เจา อยหู วั เม่อื พ.ศ. 2428
โรงเรียนอัสสัมชัญ (ภาพที่ 1-14) ตัง้ ขึน้ เม่ือ พ.ศ. 2428 เปนโรงเรียนเอกชน กอตง้ั โดยโดยบาทหลวง
เอมลิ กอมเบต
ภาพที่ 1-10 อาคารเรียนชุดแรกของโรงเรียนกรุงเทพครสิ เตียน ภาพที่ 1-11 อาคาร “สําเหรบ อยสครสิ เตยี นไฮสคลู ”โรงเรยี นกรุงเทพคริสเตียน
ทม่ี า : : http://haab.catholic.or.th/article/articleart1/art08/art08.html
ภาพที่ 1-12 โรงเรียนพระตาํ หนักสวนกหุ ลาบ พ.ศ.2425 ภาพที่ 1-13 อาคารเรียนของโรงเรยี นเทพสิรนิ ทร
ทม่ี า : http://www.geocities.ws/pipepaul1/born3.html ท่มี า : https://www.l3nr.org/posts/390553
ภาพที่ 1-14 เรือนไมท ค่ี ุณพอกอลมเบตใ ชส อนหนงั สอื เปน อาคารเรยี นแหงแรกของโรงเรยี นอมั สมั ชัญ
ทม่ี า : https://th.wikipedia.org/wiki/
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 10
เมอ่ื จํานวนโรงเรียนเพิ่มมากขึ้นจึงจําเปนตอ งมีหนวยงานรับผิดชอบการศึกษาเปนสวนหนึ่งตางหาก
พ.ศ. 2430 ทรงโปรดเกลา ฯ ใหต้ังกรมศึกษาธิการโดยโอนโรงเรียนท่ีสังกัดกรมทหารมหาดเล็กมาท้ังหมด
ใหกรมหม่ืนดาํ รงราชานุภาพเปนผูบัญชาการอีกตาํ แหนงหน่ึง พ.ศ. 2432 รวมกรมศึกษาธิการเขาไปอยูใน
บังคับบัญชาของกรมธรรมการ และ พ.ศ. 2435 ประกาศตั้งกระทรวงธรรมการ มีเจาพระยาภาสกรวงศ
(พร บนุ นาค) เปนเสนาบดี มหี นา ทใี่ นการจัดการศกึ ษา การพยาบาล พพิ ธิ ภัณฑและศาสนา
การศึกษาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว พ.ศ.2453 ประกาศต้ังโรงเรียน
ขาราชการพลเรือนเพื่อฝกคนเขารับราชการตามกระทรวง ทบวง กรมตาง ๆ และตอมา พ.ศ. 2459
ไดประกาศยกฐานะโรงเรียนขา ราชการพลเรือนนี้ ข้นึ เปนจุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย นับเปนมหาวิทยาลยั แหง
แรกของประเทศไทย
พ.ศ. 2454 ต้ังกองลูกเสอื หรือเสอื ปาขนึ้ เปนคร้งั แรกโครงการศกึ ษา
พ.ศ. 2456 การศึกษามุงใหประชาชนมีความรูทางดานการทํามาหาเลี้ยงชีพตามอัตภาพของตน
พยายามที่จะเปลี่ยนคานิยมของประชาชนไมใหม ุง ทจี่ ะเขารบั ราชการอยางเดียว
พ.ศ. 2459 จัดต้ังกองลูกเสือหญิงและอนุกาชาดโรงเรียนกุลสตรีวังหลังและไดจัดต้ังกองลูกเสือหญิง
ขึน้ เรยี กวา เนตรนารี
พ.ศ. 2461 มีการปรับปรุงและขยายฝกหัดครูขึน้ โดยโอนกลับมาขน้ึ กบั กระทรวงศึกษาธิการ ซงึ่ เดมิ
เปน แผนกหนึ่งของโรงเรยี นขาราชการพลเรอื น
พ.ศ. 2461 ประกาศใชพระราชบัญญัตโิ รงเรียนราษฎร และ ป พ.ศ. 2464 ปรับปรุงโครงการศกึ ษา
ชาติ โดยวางโครงการศึกษาขนึ้ ใหมเพอ่ื สง เสริมใหท ํามาหาเล้ียงชีพ นอกเหนอื จากทําราชการ
พ.ศ. 2464 ใชพระราชบัญญัตปิ ระถมศึกษาบังคับใหเดก็ ทุกคนท่ีมีอายุ 7 ป บริบูรณหรือยางเขา ปที่
8 ใหเรียนอยูในโรงเรียนจนถึงอายุ 14 ปบริบูรณห รือยางเขาปท่ี 15 โดยไมตองเสียคาเลาเรียน และมีการ
เรียกเกบ็ เงินศึกษาพลีจากประชาชนคนละ 1- 3 บาท เพื่อนาํ ไปใชจ า ยในการจัดดาํ เนินการประถมศึกษา
จะเห็นไดวาการจัดสวนในโรงเรียนเร่ิมมีวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ ต้ังแตอดีต เริ่มจากการมีโรงเรียน
อยา งเปนทางการในสมยั รชั กาลท่ี 5 ในสมัยน้ันจากหลักฐานภาพถายของโรงเรียนตาง ๆ พอจะทําใหอนุมาน
วา ยงั ไมมีการจดั สวนในโรงเรยี นอยา งเปนรปู ธรรม เปน แตเพยี งการปลูกตนไมย ืนตน ในโรงเรียนและมีพืน้ ทโี่ ลง
ภายในโรงเรียนเทา น้ัน ระหวาง พ.ศ. 2510-2520 การจัดสวนในโรงเรียนยังเปนเพยี งการปลูกตนไมประดับ
เปนแถวเปนแนวอยู สวนมากเปนไมประจําทองถ่ิน เชน ดอกแกว ดอกเทยี น ดาวเรือง และปลูกตนไมใหญ
เพื่อเปน การใหรม เงาในโรงเรียน
กระแสนิยมการจัดสวนในสถานทต่ี าง ๆ นาจะเริ่มเขามาในสังคมไทยเม่ือประมาณ พ.ศ.2523 เมื่อ
นายพสิ ิทธิ์ และนางนงนุช ตนั สัจจา ไดเ ปลย่ี นสวนผลไมเ ชน มะมว ง สม มะพรา ว และอ่ืน ๆ ทเี่ ปน อยูเดมิ เปน
สวนไมดอก ไมประดับและ "จัดสวนใหคนมาเที่ยว" และไดปลูกสรางสิ่งอํานวยความสะดวกตาง ๆ เชน
บานพัก หอ งอาหาร และหองจัดเล้ียงตาง ๆ ไวสําหรับใหบริการนักทองเทยี่ วผูทมี่ าเย่ียมเยือนสวนแหงน้ี บน
พืน้ ทจ่ี ํานวน 1,300 ไร กโิ ลเมตรท่ี 163 ระหวา ง พัทยา-สัตหีบ จ.ชลบุรีภายใตช่ือ “สวนนงนุช” เม่ือมคี นเขา
ไปเที่ยวเกดิ ความประทบั ใจถึงความสวยงามของพรรณไมดอกไมป ระดับ และนาํ มาจดั สวนตกแตงทบ่ี า น
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 11
หลังจากนั้นมีกระแสความนิยมการจัดสวน เขามาเปนอยางมากรวมท้ังการจัดสวนในโรงเรียนดวย
สวนในโรงเรียนจึงมีวิวัฒนาการในสังคมไทยพรอม ๆ กับการจัดสวนของสถานท่ีอน่ื ๆ คอื สวนบาน สวนใน
สถานทีร่ าชการ สวนรีสอรท สวนตามสถานทท่ี องเที่ยวตา ง ๆ พรอม ๆ กับการเกดิ ขนึ้ ของตลาดตน ไม ที่บาง
บัวทอง เทเวศน จตจุ ักร และคลองสบิ หา ท่เี ตบิ โตมาตง้ั แต พ.ศ. 2525 เปน ตน มา
ปจจุบันการจัดสวนในโรงเรียนมีการจัดกันอยางแพรหลาย เกือบทุกโรงเรียนมีการปลูกตนไมใหญ
และการจัดสวนเพือ่ ใหสภาพแวดลอมของโรงเรียนมีสภาพแวดลอมที่นาอยูเหมาะสมกับการทาํ กจิ กรรมและ
การเรียนการสอนของครู และนักเรยี น รวมทงั้ การเขาไปตดิ ตอของผูปกครอง
1.2 เหตผุ ลในการจัดสวนในโรงเรียน
โรงเรียนเปนสถานที่ใชส ําหรับการใหความรูกบั นักเรียนซง่ึ เปนเยาวชนของชาติ เปนทรัพยากรท่ีมีคา
มากที่สุด คุณคาของทรัพยากรคนเปนคุณคาที่ควรตระหนักเปนเบ้ืองตน เพราะหากคนมีคุณภาพมีความ
สมบรู ณท ้ังรางกายสามารถมีพลงั ในการสรา งไดทกุ สิง่ การพฒั นาคนใหมคี ุณภาพตามความตอ งการของสังคม
จาํ เปน ตอ งพฒั นา 3 องคป ระกอบ คือ
1.2.1 รางกาย การจะทําใหมนุษยมีสุขภาพและพลานามัยสมบูรณน้ัน มนุษยจะตองเลือกบริโภค
โภชนาการท่ีเปน ประโยชนในอัตราท่ีเหมาะสม ไมว า จะเปนโภชนาการจําพวกแปง (Carbohydrates) โปรตีน
(Proteins) เกลอื แร (Minerals) ไขมนั (Fats) ไวตามิน (Vitamins) นอกจากการเลือกโภชนาการท่เี หมาะสม
แลว มนุษยจะตอ งมกี ารออกกาํ ลังกาย เพอ่ื ใหรา งกายแขง็ แรงสมบรู ณ
1.2.2 สมอง การพัฒนาดานสมอง มีความจําเปนอยางยิ่งในการพัฒนามนุษย การพัฒนาสมองท่ี
สาํ คญั ทสี่ ุด คือ การใหการศึกษา จะเปนการใหการศกึ ษาอยางมรี ะบบ (Formal education) การศกึ ษานอก
ระบบ (Non-formal education) การศึกษาตามอัตวิสัย (In-formal education) กต็ ามจัดไดวาเปนการ
พัฒนาสมอง ทําใหม นษุ ยไดอา น เขียน และการแสดงออก ซงึ่ การพัฒนาดังกลาวทําใหเกดิ กิจกรรมการเรียนรู
(Learning activities) ถาขบวนการพัฒนาเปนไปอยางถูกตอง ก็จะทําใหมนุษยเกิดการเปล่ียนแปลง
พฤตกิ รรมในทางสรางสรรค ซ่ึงเปนพฤติกรรมอนั พึงประสงคของสังคม การพัฒนาสมองอีกนัยหนึ่ง คอื การ
ใหการศึกษา Emile Drukheim ใหทัศนะวา การศึกษาเปนการเปลี่ยนแปลงมนุษยในสภาพธรรมชาติ
(Natural man) ใหเ ปน มนุษยสังคม (Social man) การพฒั นาดานสมองทําให มนุษยมอี าชีพ มคี วามรูความ
เชย่ี วชาญ มมี นษุ ยสัมพนั ธอ ยรู วมกับสงั คมอยางมีความสขุ มคี วามรับผิดชอบ หรอื มโนธรรม
1.2.3 จิตใจ การพัฒนามนุษยหาไดเพียงพัฒนาใหมีความเจริญวัยทางดานรางกาย หรือเปนเพียง
พฒั นาใหเ จริญดวยความรูทางวัตถุจากตํารา แตการพัฒนาท่สี มบูรณน้ัน จะตองพัฒนาสภาพจิตใจใหมนุษย
คิด ถือปฏิบัติในแนวทางท่ีดี มีคุณธรรม การพัฒนาดานจิตใจของมนุษยเปนเร่ืองท่ีละเอียดออน จิตใจของ
มนุษยท่ีมีคณุ ธรรม ชีวิตยอมเบิกบาน การท่ีชีวิตจะเบิกบานไดนั้น จิตใจจะตองไดรับปจจัยพึงประสงค เชน
ความพอใจในความสําเร็จความพึงพอใจในความสวยงาม จะเปนความสวยงามจากสภาพธรรมชาติ หรือจาก
มนุษยล อกเลียนแบบหรือบรรจงสรางขึน้ ก็ตาม มนุษยก็จะพบความสุข มูลเหตุของความสุขก็คอื จิตใจ จิตใจ
ของมนษุ ยกบั ธรรมชาติ (Man and Nature) จึงมีความผูกพนั มาโดยตลอด เพราะธรรมชาติใหหลาย ๆ ส่ิงแก
มวลมนษุ ย พรรณพฤกษในธรรมชาติจะใหประโยชนแกม นุษย เชน
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 12
ก. เปนแหลงของปจจัยพืน้ ฐานในการดํารงชวี ติ ของมนุษย (Source of physiological) ให
อาหาร ยา เครอื่ งนงุ หม ที่อยูอาศยั
ข. เปนแหลงใหอากาศออกซิเจน (Source of oxygen) ซงึ่ เปนผลผลิตเกิดจากขบวนการ
ปรงุ อาหารของพืช
ค. เปนแหลงใหรายไดทางเศรษฐกจิ (Source of economics) เชน การจําหนายผลิตผล
ทางปาไม พชื ไร พชื สวน ตลอดจนผลพลอยไดอ ่นื ๆ
ง. เปนแหลงใหความสวยสดงดงาม และบรรยากาศเงียบสงบ (Source of beautifying
and charming) เชน ความสวยงามในรูปทรงของตน ผิวพรรณของเปลือก ลําตน ใบ ราก ความสวยงามใน
สีสันของใบ ของดอก และใหรมเงาใหบ รรยากาศที่รมรืน่ ดว ยเหตผุ ลในการพฒั นาทางดา นจิตใจ ความงามตาม
ธรรมชาติเปนเหตุผลท่ีสําคัญเปนอยางย่ิงตอนักเรียนในโรงเรียน ในขณะท่ีธรรมชาติชนบทกลายเปนเมือง
ดังนัน้ การจดั หรือ การจาํ ลองธรรมชาตนิ ําเขามาไวใ กลตัวจึงเปน เหตุผลทีส่ าํ คัญที่ตองทําใหมกี ารจัดสวนของ
โรงเรียนและสภาพแวดลอมใหร มรื่น สรา งสภาวะจติ ใจทีด่ ใี หแกผ ูอยูอาศัยภายในโรงเรยี น
1.3 ประโยชนและความสําคญั ของการจดั สวนในโรงเรยี น
1.3.1 ทําใหพ นื้ ที่มขี อบเขต มคี วามปลอดภยั มพี ืชพรรณทสี่ วยงาม
1.3.2 ใชป ระโยชนใ นการพกั ผอ นทางสายตา และประโยชนจ ากรมเงาของตนไม
1.3.3 ลดเสียงรบกวนจากขางนอกถนน ทําใหภายในสงบ เชน การปลูกตน ไมก น้ั เสียง
1.3.4 ทาํ ใหบริเวณมคี วามสะอาด มีความบรสิ ุทธ์ิ เชน การทําสนามหญา เปด กวา ง สนามหญาชวยใน
การกรองฝุนละอองและการกระจายของเชอ้ื โรค ใหความเยน็ และอากาศบรสิ ุทธ์ิทว่ั บรเิ วณ
1.3.5 เสริมคุณคา ใหอ าคารเดน นาอยูมพี น้ื ที่ในการประกอบกิจกรรม เชน สนามเดก็ เลน
การจัดสวนชว ยใหเ กดิ การปดบังสวนทีไ่ มพ งึ ประสงค เชน หองนํ้า เปนตน
1.4 วัตถปุ ระสงคก ารจดั สวนในโรงเรียน
สวนในโรงเรียน จะมลี กั ษณะการจัดอยูอ ยา งนอย 5 ลักษณะ คอื
1.4.1 จัดเพื่อสราง, เพ่ือกําหนด และ/หรือเพ่ือควบคุมสภาพแวดลอมภายในพื้นที่ของโรงเรียน
ทงั้ หมดเรม่ิ จากกําหนดขอบเขต กําหนดทิศทางการสัญจร กาํ หนดพ้ืนที่ใชสอยเปนสวน ๆ เชน ทางเขา ปอม
ยาม ลานอเนกประสงค ท่จี อดรถ พื้นทพี่ ักผอ นถนนทางเดนิ สนามกีฬา- สวนสุขภาพ อาคารชั่วคราว อาคาร
ประกอบ ปายนิเทศ-นิทรรศการ สวนปา สวนหยอม สวนรวบรวมพันธุไม (สวนพฤกษศาสตร-แปลงทดลอง-
แปลงสาธิต) ฯลฯ ลักษณะเชนนี้เปนการวางผังเพอื่ กาํ หนดไมใหญใหรมเงา กาํ หนดพ้นื ท่ีทง้ั หมดเพ่อื สราง
สดั สว นใหเกดิ ความสมั พันธก นั ระหวา งพน้ื ท่ี อาคาร คน และกจิ กรรม
1.4.2 จัดสวนในพื้นที่สาธารณะ พ้นื ท่ีสาธารณะเปนพนื้ ทที่ ี่มักถกู กําหนดขึ้นเพื่อจัดสวนทีม่ ีรูปแบบ
สวยงาม โดดเดน มักอยใู กลกับอาคารอํานวยการ บริเวณเสาธง หรืออาคารเรยี นหลักท่มี องเห็นไดโดยงาย มัก
พบวาโรงเรียนสว นใหญใ หค วามสาํ คญั กบั พนื้ ที่สว นนีม้ าก แตม ขี อควรคิดหลายประการ ดังน้ี
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 13
ก. สวนรูปแบบน้ี เปนสวนท่จี ัดข้ึนดวยงบประมาณมากพอควร มกี ารออกแบบดําเนินงาน
อยางดี ใหค ิดถึงความคมุ คาในเชิงประโยชนใชสอยดวย ไมควรออกแบบและจัดเพอื่ น่ังชมแตอยางเดยี ว แต
ควรออกแบบใหน กั เรียนสามารถเขา ไปใชส อยในลกั ษณะตาง ๆ ได
ข. ควรกาํ หนดรปู แบบใหดูแลรักษางาย เชน ใชพันธุไมในทอ งถ่ิน พันธุไมทท่ี นทาน โตชา
ลดพนื้ ทีส่ นามหญา ลง เพิ่มพน้ื ทดี่ าดแข็งใหมากข้ึน กาํ หนดจุดใหน ้ําอยา งเพยี งพอ
ค. หลกี เลี่ยงรูปแบบการจัดท่มี กี ารจดั การสูง เชน การสรา งสวนนํ้าตก สวนธารน้ําธรรมชาติ
สวนหยอมที่มากจุดเกินไป การใชพันธุไมที่หลายหลาย เพราะสวนรูปแบบนี้จะมีการดูแลรักษาท่ีดีจึงจะ
สวยงามไดน าน
ง. ควรออกแบบโดยเพม่ิ พืน้ ท่ดี าดแข็งและ ไมใหรมเงาใหมาก เพอื่ ใหบรรยากาศรวมรมร่ืน
ลดความรอ นภายในอาคารและพน้ื ท่ี และชว ยเกิดสดั สวนทางทศั นยี ภาพท่ีดี
1.4.3 การจัดสวนเพอื่ การศึกษา เปนการจัดสวนเพอื่ การศึกษาเรื่องใดเรื่องหน่ึงหรือหลาย ๆ เรื่อง
รวมกัน การจัดสวนแบบนี้จะตองกาํ หนดพ้ืนท่ีท่ีเหมาะสมดวย เชน สวนสมุนไพร สวนหิน สวนพันธุไมใน
วรรณคดี สวนสขุ ภาพ สวนครัวไฮเทค สวนพฤกษศาสตร หรือสวนสาธิตตามแนวเกษตรทฤษฎีใหมห รือสราง
เปนแหลงเรียนรูหลากหลายวิชาเขา ดว ยกนั สวนลักษณะน้ีไมเนนความสวยงาม แตเนนสาระมากกวา สวน
ความงามนั้น อยูที่ความเปนระเบียบเรียบรอย สะอาด สะดวก ความปลอดภัยและการแสดงใหเห็นถึงการ
ดแู ลพ้ืนที่สมา่ํ เสมอไมทอดทิ้ง
1.4.4 มมุ พกั ผอน หมายถึงพ้ืนทเี่ ล็ก ๆ ที่แทรกอยูตามตนไมใหญ มมุ อาคาร ใตบันได ระเบียง
หองเรียน หรือพ้ืนท่ีขนาดใหญท่ีจัดสรางขึน้ มาเปนการเฉพาะ (ตามงบประมาณ) เพราะพิจารณาวาเปนพืน้ ที่
ท่เี หมาะสมสําหรับการนั่งพักผอน สรางความผอนคลายหรือการอานหนังสือยามวางของนักเรียน ลักษณะ
เชนน้ีควรออกแบบใหมีพ้ืนท่ีดาดแข็ง มีรมเงา มีชุดน่ัง มถี ังขยะ กาํ หนดใหดแู ลรักษางาย จุดใหนํ้า ใหแสง
สวาง มมุ พักผอนสามารถจัดสรางขึ้นไดหลาย ๆ จุด รวมไปถงึ พืน้ ทีภ่ ายในอาคาร เชน ระเบียง ใตถุนอาคาร
พน้ื ทเี่ ชิงบนั ใด กส็ ามารถเนรมิตใหเ ปน มมุ นั่งพักผอ นได
โดยท่ัวไป มุมพักผอนจะใชพ้ืนท่ีไมมากนัก จัดทําไดงาย เลือกใชวัสดุเรียบงายทนทาน ในการ
ออกแบบอาจสอดแทรกเน้ือหาสาระใหนักเรียนไดเรียนรู เชน ปายนิเทศ ขอความเตือนใจ พุทธภาษิต
ชื่อพันธไุ ม รปู แบบการจดั จดั ไดห ลากหลายรูปแบบ เชน ในรูปแบบของซุมไมเ ลื้อย ศาลา ลานใตรมไม พืน้ ท่ี
เชงิ ชายคา มนี าํ้ ตก ธารน้ํา บอปลา นาํ้ พุ ลานพัก มาประกอบกไ็ ด เปน ตน
1.4.5 สวนหยอมประกอบ พื้นทบี่ างบริเวณดูไมสวย เปนมุมอบั แตอยูในสวนหนาที่ใครไปใครมาก็
พบเหน็ ก็ควรจัดปลกู พันธุไมเ พอ่ื แกไ ขสภาพพน้ื ทน่ี ัน้ ได หรือถา มงี บประมาณ ความพรอมก็จัดเปนสวนหยอม
ประกอบไดเ ชน กนั สวนหยอมจัดไดต ้ังแตพ้ืนที่ 1 ตารางวาไปจนถึง 50 ตารางวา ท้ังภายใน ภายนอกอาคาร
ทง้ั ใตอ าคารและบนอาคารทรี่ วมเรียกวา สวนในพ้ืนทพ่ี ิเศษ
ในสภาพของความจํากัดดานงบประมาณ บุคลากร การดแู ลรักษา ทําใหคิดไดวาสวนหยอมนาจะจัด
ข้ึนเพอื่ เปน การแกไ ขปญหาพื้นทีใ่ หไดร บั การดแู ลอยางท่วั ถึงมากข้ึน มากกวาจัดเพอ่ื โชว แตเห็นหลายแหงมัก
นิยมกออิฐกาํ หนดเปนพื้นทีร่ ิมอาคาร ทางเขา อาคาร หนาหองเรียน หนาหองผูอํานวยการ แลว จัดปลูกพันธุ
การจัดสวนโรงเรียน หนา 14
ไมดอกไมประดับ หรือจัดเปนสวนหยอม ซงึ่ ก็สามารถทําได และถาจะทําควรออกแบบและดําเนินงานอยาง
ถูกตอ ง เพราะสวนทีจ่ ัดข้ึนแลว ควรจะมอี ายกุ ารใชย าวนาน
ประการหนึ่งที่ควรคิด คือการใหนักเรียนไดมสี ว นรวมในกจิ กรรมพัฒนาสภาพแวดลอมของโรงเรียน
ประการน้ีเมื่อพิจารณาใหละเอยี ดลึกซึง้ แลวเห็นวา การใหนักเรียนเปนศูนยกลางการพัฒนาส่ิงแวดลอ มใกล
ตัวเขา นอกจากจะใหเ ขาเกดิ ความรแู ละประสบการณท ด่ี ีงาม มคี วามรกั และเห็นคณุ คา แลว ยังสะทอนใหเห็น
ถึงบรรยากาศของการจดั การศึกษาเพอ่ื ชีวติ และสังคมอยางแทจ รงิ
บทสรปุ
โรงเรียนในสังคมไทยมีวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ ในสมัยสุโขทัย อยุธยา สถานท่ีที่ทําหนาท่ีเหมือน
โรงเรยี นประกอบไปดวยบาน วัด และวงั ในการจัดสวนในสมัยนน้ั ยังไมเ ดน ชดั เปน การปลูกตนไม ใหสวยงาม
รมร่ืน ตามอาคาร บานเรือน ที่พอเห็นเปนหลักฐานวามีการจัดสวนไดจากบันทึกในวรรณคดีเร่ืองขุนชาง
ขนุ แผน และ หลักฐานการบันทกึ ของชาวตา งชาติท่ีเขา มาในประเทศไทยสมัยนั้น ตอ มาในสมยั รัตนโกสินทร
โดยเฉพาะในชวงรชั กาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดทรงตั้งโรงเรียนอยางเปนทางการ
และมีการจัดสวนโรงเรียนดวยการปลูกตนไม และไมประดับบางจุด จนมาถึงในชวงระหวาง พ.ศ. 2525
กระแสความนิยมเรื่องการจัดสวนและการจัดตกแตงสถานท่ีเขามาในสังคมไทยพรอมกับการจัดสวนใน
โรงเรียนดวย จงึ มกี ารจัดสวนภายในโรงเรียนอยา งแพรหลายจนถงึ ปจจุบนั การจัดสวนมคี ูอ ยใู นโรงเรียน
ปจจุบันการจัดสวนในโรงเรียนน้ันมีการจัดสวนในโรงเรียนทุกระดับต้ังแตระดับอนุบาล จนถึง
มหาวิทยาลัย ซ่ึงในการจัดสวนในโรงเรียนก็มีลักษณะเฉพาะที่แตกตางกัน ทั้งในแงของผูใชประโยชนและ
บริบทหนา ที่ของสถานท่ี โดยการจัดสวนมุงเนนใหเ กดิ สภาพแวดลอมท่ีสวยงามภายในโรงเรียน ใหนักเรียนได
ใชสถานท่ีภายในโรงเรียนไดอยางมีความสุข การจัดสวนจึงเนนใหสภาพแวดลอมของโรงเรียนมีความรมร่ืน
สวยงามเปนหลัก ปจจุบันทกุ โรงเรียนจะมีการจัดสวนภายในโรงเรียน แสดงใหเห็นถงึ การใหความสําคญั ใน
การจัดสถานที่ท่ตี องการใหผ เู รียนมคี วามสุข
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 15
บทท่ี 2
ความรูพ้ืนฐานเพอื่ การจดั สวนโรงเรยี น
ในการจัดสวนนั้น ตองมีความรูเบ้ืองตนในเร่ืองหลักการออกแบบ : องคป ระกอบศลิ ป : องคประกอบ
สวน : และรูปแบบสวน เปนพ้ืนฐาน เนื่องจากการจัดสวนเปนการใชศ ิลปะในการจัดสภาพแวดลอม ที่ตองใช
หลักการทางศิลปะและองคประกอบศิลปในการจัดสวน รวมทั้งตองทราบวาจะจัดสวนรูปแบบอยางไร สไตล
แบบไหน และเขา ใจการนําองคประกอบสวนมาใชอ ยา งถูกตอง ดังนน้ั เพ่อื ใหก ารจดั สวนประสบผลสําเร็จไดเปน
อยางดี ในบทนี้จึงจะขอกลาวถึงความรูพ้ืนฐานเพ่ือการจัดสวนโรงเรียนท้ัง 4 สวน ไดแก หลักการออกแบบ :
องคประกอบศิลป : องคประกอบสวน : และรูปแบบสวน ดงั ตอไปนี้
2.1 หลกั การออกแบบ (Principle of design)
การออกแบบจัดสวนส่ิงท่ีจะทําใหผลงานการออกแบบดี ตองมีความรูในเรื่องหลักการออกแบบ
และ องคประกอบศิลป ทั้งสองสวนจะทําใหงานออกแบบสวนมีความสวยงามสมบูรณ ที่นํามาใชเพ่ือการ
ออกแบบจัดสวน หลักการออกแบบมีดงั ตอไปนี้
2.1.1 ความสมดลุ (Balance)
ความสมดลุ คือ การท่มี สี วนรบั กันและมีนา้ํ หนักเทา กันขององคป ระกอบ ซึ่งมลี ักษณะเทากันอยางเห็น
ไดชัดเจนของท้ังสองแกนมิติ องคประกอบในงานออกแบบท่กี อใหเกดิ ความเท่ยี งตรงและกอใหเกดิ ความรูสึก
ม่นั คง เมอ่ื ใชสายตามองจะทําใหเกิดความรสู กึ เทากันท้งั สองขาง ความสมดุลจาํ แนกเปน 2 อยา งคอื
ก. สมดลุ แทจริง (Symmetrical balance) คือ ดุลยภาพที่เหมอื นกันทง้ั สองขาง ดลุ ยภาพทม่ี ี
ลักษณะทางซายและขวาเทากันทง้ั สองขา ง เหมือนกันทกุ ประการแสดงลักษณะความเปนแบบแผนความเปน
ระเบยี บ เชน ตราชู ทีม่ ีของ 2 สิง่ ทม่ี นี าํ้ หนกั และรปู รางเทา กนั ทุกประการ การจัดสวนทใี่ ชสมดุลแทจริงสวนจะ
เปน แบบมรี ะเบียบ (Formal style) (ภาพท่ี 2-1 และ 2-2)
ภาพที่ 2-1 ลกั ษณะความสมดลุ แทจริง
ท่มี า : สมจติ ร โยธะคง, 2530 ภาพท่ี 2-2 ลกั ษณะความสมดุลแทจรงิ ในการจดั สวน
ข. เสมอื นสมดุล (Asymmetrical balance) คือ การที่สิ่งท่ีอยูทางซายและขวาไมเหมือนกนั
ทัง้ สองขา งขององคประกอบ นัน้ คือสวนประกอบของวัตถุหรือกลุมของตวั วัตถุ มีขนาด รูปราง รูปทรงแตกตาง
กัน แตมีความพอดีลงตัวโดยมองรวม ๆ สมดุลประเภทนี้ทําใหเกิดดุลยภาพได ดังนั้นจะแบงดุลภาพท่ีอาจเกิด
ไดออกเปน 2 แบบคือ
1) ดลุ ยภาพทัง้ สองขางไมเ ทา กนั แตมีนาํ้ หนักเทากนั หลักการน้สี ามารถนาํ มาใชอ อกแบบ
ได เชน การจัดกลุมพชื พรรณ การจัดกลุม หนิ หนิ โดยเนน ชวงระยะการจัด (ภาพที่ 2-3 และ 2-4)
การจัดสวนโรงเรียน หนา 16
ภาพท่ี 2-3 ลกั ษณะความสมดลุ เสมือนสมดลุ ภาพท่ี 2-4 ลักษณะความสมดลุ เสมือนสมดลุ ในการจัดสวน
ท่ีมา : สมจติ ร โยธะคง, 2530
2) ดลุ ยภาพทส่ี องขางมีรปู รา งไมเทากัน และน้าํ หนักไมเทากัน ทั้งสองขา ง แตใหความรูสึก
ท่เี ทา กนั (ภาพที่ 2-5)
ภาพที่ 2-5 ความสมดลุ เสมือนสมดลุ รปู ราง นํ้าหนกั ไมเ ทากันแตใ หค วามรสู กึ เทา กนั ในงานจัดสวน
ท่ีมา : สมจิตร โยธะคง, 2530
ประโยชนของความสมดลุ ตอการออกแบบสวน
1. ความสมดุลโดยแทจรงิ ใชสําหรับการออกแบบสวนทีต่ องการความเปนระเบียบ เชน สวนประดิษฐ
เหมาะสมท่ีสุดสําหรับสภาพภูมิประเทศที่ราบเรียบ เนื่องจากตอ งใหมีความเทา กนั ท้งั สองขางน้ําหนักไมเ อนไป
ขางใดขา งหน่งึ หากเปน พืน้ ที่ทมี่ ีรูปทรงจะทําใหน้ําหนักไมส มดุล สามารถสรางจุดรวมภาพได กาํ หนดลวดลาย
ท่ีเปนระเบยี บ ในถนนลานพัก และความหนักแนนม่ันคง สวนท่โี ออ า และสงา งาม หากเปนพื้นทีข่ นาดเล็กอาจ
นาํ ความสมดุลมาใชใ นกรณใี หสวนทงั้ สองขางเกดิ ความสมดุลโดยใชว สั ดุอปุ กรณตกแตงพรรณไมที่เหมอื นกันทั้ง
สองขาง
2. เสมอื นสมดุล ใชสําหรับการออกแบบสวนทตี่ องการความไมเปนระเบียบ เชน สวนธรรมชาติ คงไว
ของสภาพธรรมชาติ ความอิสระ เหมาะสําหรับการออกแบบทส่ี ภาพภูมิประเทศเปนเนินสูงตํ่าไมร าบเรียบ หรือ
สวนในพื้นทท่ี ม่ี พี นื้ ทไี่ มมากนัก หรือพื้นทเ่ี ปนหิน หรอื กลมุ ตน ไมท่เี กิดขน้ึ ตามธรรมชาติ (ภาพท่ี 2-6 และ 2-7)
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 17
ภาพท่ี 2-6 การใชค วามเสมือนสมดุลในการจัดสวน ภาพที่ 2-7 การใชค วามเสมอื นสมดุลในการจัดสวน
2.1.2 ชว งจงั หวะ (Rhythm)
คือ ลักษณะของความเคลื่อนไหวท่ีกระทบกันเปนชวง ๆ ขององคประกอบในงานจัดสวน งาน
ออกแบบจัดสวนจะใหไดผลดีน้ัน จําเปนตองนําชวงจังหวะเขามาเกี่ยวของในการวางวัตถุหรือองคประกอบ
ตา ง ๆ ถา จดั วางอยางไมมจี ังหวะการกระจัดกระจายขององคประกอบ ท้งั นี้เพราะชวงจังหวะเปนตวั เหน่ียวนํา
สายตา เพราะถาสายตามองผา นจุดหนึ่งไปอกี จดุ หนงึ่ ทาํ ใหรับรูถงึ เสน หรือรูปทรง ทซี่ ้ํา ๆ กนั ในงานออกแบบ
สวน
ช ว ง จั ง ห ว ะ จ ะ ใ ห ค ว า ม รู สึ ก ถึ ง ก า ร เ ค ล่ื อ น ไ ห ว ข อ ง อ ง ค ป ร ะ ก อ บ ที่ จั ด ไ ว ใ น ง า น อ อ ก แ บ บ
งานออกแบบสวนจําเปนตองนําชว งจังหวะเขา มาเกยี่ วขอ งดวยในการวางวัสดหุ รือองคประกอบตาง ๆ ถาจัด
วางอยางไมมีจังหวะจะทําใหเกดิ ความสับสน กระจัดกระจายขององคประกอบ ทั้งนี้เพราะชวงจงั หวะเปนตัว
เหน่ียวนําสายตา ความรูสึกเกี่ยวกับจังหวะรับรูไดด วยสายตา จากความชํานาญ และยังกําหนดระยะดว ย
ชว งจังหวะแบงเปน 4 แบบ
ก. จังหวะซํ้า ๆ กนั (Repetition) จังหวะชนิดนเ้ี กดิ จากการใชร ปู ลักษณะของสวนประกอบ
วัตถุ กระทบเปนวัตถุซ้ํา ๆ กัน ซ่ึงตองใชใหพอเหมาะ ถาใชมากเกิดมากจะทําใหเกิดความเบ่ือหนาย
เชน การปลกู ตนไมพมุ ตดั เปนร้ัวแนวยาว (ภาพที่ 2-8)
ภาพที่ 2-8 จังหวะซา้ํ ๆ
การจดั สวนโรงเรียน หนา 18
ข. จงั หวะตอเนอื่ ง (Sequence) คอื จังหวะนี้เกิดขน้ึ จากการเคล่ือนไหวท่ีตอเน่ืองกันในระยะ
อตั ราทส่ี มํ่าเสมอกนั ของรูปทรง รูปราง สี เสน ฯลฯ เชน การปลูกตนไมระยะเทา ๆ กนั และคล่ืนน้ําในทะเล
(ภาพที่ 2-9 และ 2-10)
ภาพที่ 2- 9 จงั หวะตอเนื่อง ภาพที่ 2-10 จงั หวะตอเน่อื งในการจดั สวน
ค. จงั หวะกระจาย (Radiation) เปนการซาํ้ ท่ีมีจุดเร่ิมจากศูนยกลาง และกระจายออกไปดาน
ละเทา ๆ กัน มกั เปนการออกแบบของสวนประดิษฐ เชน การปลูกตนไมก ระจายออกจากจุดศูนยกลางของ
วงกลม หรอื วงเวียนตามส่ีแยก (ภาพท่ี 2-11 และ 2-12)
ภาพที่ 2-11 จังหวะกระจาย ภาพที่ 2-12 จังหวะกระจายในการจัดสวน
ง. จงั หวะลดหลนั่ (Gradation) จังหวะชนิดน้เี กดิ จากการจัดใหเ กดิ ความแตกตา งของขนาด
วตั ถลุ ดหล่นั ตามความสงู จากความสูงไปหาตาํ่ และตามขนาด (ภาพท่ี 2-13 และ 2-14)
ภาพที่ 2- 13 จงั หวะลดหลั่น ภาพที่ 2- 14 จังหวะลดหลัน่ ในการจดั สวน
การท่ีจะทําใหสวนสวยงามตอ งมีความรูพ้ืนฐาน เร่ืองชวงจังหวะ ชวยประกอบในการจัดสวน เพราะ
นอกจากจะมองดานความสวยงามภายนอกแลว ความรูสึกเม่ือพบเห็นก็มีความสําคัญเชนกัน เพราะถาใช
สายตามองสวนท่ีจัดตองมีความรูสึกถึงเสมือนวาสวนนั้นมีชีวิต พอใจดานอารมณ กลาวไดอีกมุมหนึ่งคือ
การออกแบบเขียนแบบงานจัดสวนท่ีดี ชวงจังหวะคือจุดเร่ิมตนของงาน เนื่องจากงานออกแบบจัดสวน การ
ตกแตงพชื พรรณใหมองแลวไมร สู ึกเบื่อหนา ยตอ งอาศัยเรื่องชว งจังหวะ เขามาชวยประกอบ
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 19
ประโยชนของชว งจงั หวะตองานออกแบบสวน
1. การออกแบบสวนท่ีใชชวงจังหวะมาเปนองคประกอบ ในท่ีนี้ คือ จังหวะซ้ํา ๆ กัน (Repetition)
จังหวะตอเน่ือง (Sequence) จังหวะกระจาย (Radiation) และจังหวะลดหล่ัน (Gradation) เมือ่ เอาจังหวะ
เหลาน้ีมาประกอบในงานออกแบบจัดสวน (ภาพท่ี 2-15) จะทําใหสวนมีชีวิต มีความหมาย ไมเบื่อหนาย
ยกตัวอยาง เชน การออกแบบชวงจังหวะผสมผสานกันเพ่ือแนวรั้วยาวบริเวณรอบ ๆ บาน มีสวนชวยใหเกิด
ความปลอดภยั ความพอใจ และไมเ กดิ ความเบือ่ หนาย
2. การออกแบบสวนที่ปราศจากชวงจังหวะมาเปนองคประกอบ จะทําใหสวนขาดความกลมกลืน
อีกท้งั ยังไมด ึงดูดความสนใจ
ภาพท่ี 2-15 จงั หวะในการจดั สวน
2.1.3 สว นสดั (Proportion)
คือ ความสัมพันธระหวางรูปรางหรือรูปทรงขององคประกอบที่แตกตางกันและจัดใหไดสัดสวนที่
เหมาะสม ไมมากไป นอยไป อยูบนพื้นฐานของการไดสวนของรูปลักษณะ ยกตัวอยาง เชน รางกายของคน
ประกอบดว ยสว นตา ง ๆ ของรางกายหลายสว น ถา ความสมั พันธข องรา งกายไดส ว นสัดกันลงตัวก็จะทําใหมองดู
รูปรางเหมาะสมกัน แตถามีสวนใดสวนหนึ่งของรางกายขาดไปหรือไมไดสัดสวนกันกับสวนอ่ืน เม่ือมอง
ความสัมพันธแลวจะทําใหรูปรางไมประสานกลมกลืนกนั การจัดสวนก็เชนเดยี วกัน การมีสวนสัดท่ีงดงามไมม ี
สวนขาดสวนเกินจะทาํ ใหสวนงดงามเชน กนั
ประโยชนของสว นสดั ในการออกแบบสวน
1. การจดั สวนสดั ใหข นาดรปู ทรงประกอบกันงดงาม
2. การจดั สวนสัดทีพ่ อเหมาะจะทําใหเ กิดความสนใจ เชน สดั สว นของสี
3. การจดั องคประกอบตาง ๆ ใหเกิดความสัมพนั ธก ัน
4. การจัดสวนสัดของสวนตองคํานึงถึง ขนาดของพื้นท่ี คือ ความกวาง ความยาว ความสูง
ของส่ิงกอ สรางและพืชพรรณ
การจดั สวนโรงเรียน หนา 20
2.1.4 ความกลมกลืน (Harmony)
ความกลมกลืน เปนความพอเหมาะพอดีขององคประกอบ หรือ ความกลมกลืนกันของสวนมูลฐาน
ที่ใชในงานศิลปะ
ความกลมกลืน เปนความรูสึกพอใจของคนสวนมาก อันไดรับมาจากการเห็นผลงานออกแบบ
หรือผลงานศิลปะน้ัน ๆ โดยที่ผูออกแบบพยายามเลือกองคประกอบของศิลปะมาสรางใหม ใหเปนรูปแบบ
ตามท่ีตอ งการ ความกลมกลนื ใชมากในงานออกแบบ เพราะเปนการรวมหนวยตา ง ๆ ของมูลฐานใหดูกลมกลืน
กนั เปนหนวยเดียวกันเกดิ ขึน้ ในแงข องคุณภาพความกลมกลืนจะเช่ือม่นั ไดต อ งประกอบไปดวยมาตราสว น และ
สว นสัดทีเ่ หมาะสม ประกอบดว ยความสมั พนั ธของขนาดและรปู ทรงการออกแบบใหด ูกลมกลมื กัน ทําไดดงั น้ี
1. การทาํ ใหก ลมกลืนเปนจังหวะเปนรูปซ้ํา ๆ กัน การซ้าํ กนั น้ีอาจจะเกดิ การสรางสรรคได 3 ประการ
คือ การสรางรูปทรงที่กลมกลืนกัน (ภาพที่ 2-16 และ 2-17) หรือการสรางขนาดใหญใหเล็กลงตามลําดับ
หรอื การสรา งใหเ กิดความตอเนอ่ื งกนั ของเสน
ภาพที่ 2-16 ความกลมกลนื ดว ยรปู ทรงกลมในการจัดสวน
ภาพท่ี 2-17 ความกลมกลืนดว ยรปู ทรงในการจัดสวน
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 21
2. ใชสีกลมกลืนกัน สีท่กี ลมกลืนคอื สีท่ีอยูในโทนเดยี วกัน เชน สีเขียวจะมีความกลมกลืนกับ สีเขยี ว
เหลอื ง หรือนํ้าเงินเขียว ขอตกลงในการสรางความกลมกลนื นัน้ มีขอเสนอแนะวา ถา สีมคี วามเขมและนํ้าหนักใน
วงลอสใี กลเคยี งกนั ในวงสที ั้ง 12 สี โดยนับจากสีน้ันไป 3-5 สี ตามลาํ ดับการใชส นี น้ั กถ็ ือวา มคี วามกลมกลนื กัน
3. ใชพ้ืนผิวใหกลมกลืนกัน หมายถึงการใชพ้ืนผิวไปในทิศทางเดียวกัน เชน อาจใชพ้นื ผิวละเอียด
ท้ังหมดในงานออกแบบภูมิทศั น ทัง้ วสั ดุพืชพรรณ และองคประกอบอนื่ ๆ (ภาพที่ 2-18)
ภาพท่ี 2-18 สี พ้ืนผิวของพืชพรรณทก่ี ลมกลนื ในการจัดสวน
4. ใชข นาดกลมกลืนกัน ไมใหใหญเล็กแตกตา งกัน ความกลมกลืนกนั เปนวิธีการจัดอยางหน่ึงใหเกิด
ความงาม ซึ่งการจะงดงามจะตองจัดใหพอเหมาะ ไมมากและนอ ยเกนิ ไป ถา มากจะกอใหเกดิ ความซํ้าซากทําให
ขาดความนา สนใจ วิธีท่ดี ี คอื ใหสวนรวมหรือสวนใหญกลมกลืนกัน แตจะมีสวนนอยท่ตี ัดกัน ความกลมกลืนถา
ใหเดน ชดั ข้นึ ก็คือ เอกลักษณข องแนวความคิดอนั เปนพนื้ ฐานของงานออกแบบน่นั เอง
ประโยชนข องความกลมกลืนในงานออกแบบสวน
1. ทาํ ใหสวนมีความเปน ระเบียบ เปนแนวทางเดียวกนั
2. สวนมคี วามสวยงามแบบเรยี บ ๆ การออกแบบงา ยไมซบั ซอ น
2.1.5 การขัดกัน (Contrast)
คือ ความตรงขามกนั ความแตกตาง โดยท่ัวไปมกั จะมีความหมายในทางตรงขาม การขัดกนั เปนการ
ออกแบบไมใหเกิดความซํ้า จนเกิดความไมนาดู ความแตกตางจึงเปนเคร่ืองแกไมใหเกิดความกลมกลืนกัน
เกินไป การขัดกันมีความสําคัญมากในกรณที ่ีนักออกแบบตองการสรางความสําคัญใหปรากฏ เพราะการใช
ความกลมกลืนมากเกนิ ไป ทําใหผ พู บเห็นเกดิ ความรูสึกเบื่อหนายไมนาดู ดงั น้ันตอ งใชการตัดกนั เปนตวั กระตุน
ใหนาสนใจเพ่ิมขนึ้ อีกดวย ตัวอยาง เชน ทุง หญา ยาวสุดลูกตา ถามีตนไมสูงขึ้นแซมบางบางสวน ก็จะทําใหทุง
หญานัน้ มคี วามรสู ึกไมน าเบ่ือ โดยทว่ั ไปการขดั กนั ใชแกความกลมกลืน และใชในปริมาณที่ไมมากเกนิ ไป ถา จะ
เปรียบเทียบเปนเน้ือท่ีกับความกลมกลืน ควรใชการขดั กัน ประมาณ 20 สวน ตอความกลมกลืน 80 สวน
การขดั กนั อาจขดั กนั ดว ยสี ขดั กนั ดวยรปู รา งรูปทรง ขัดกนั ดว ยเสน เปนตน
ประโยชนของการขัดกันในงานออกแบบสวน
1. ทําใหผ ลงานในงานออกแบบจัดสวนเดนชดั ขึ้น กลายเปน จุดรวมทนี่ า สนใจ
การจัดสวนโรงเรียน หนา 22
2. ชว ยลดความนาเบอ่ื ของความกลมกลืนท่มี มี ากเกินไป เชน การตัดกันของสพี ืชพรรณ
(ภาพที่ 2-19 และ 2-20)
3. ทําใหการออกแบบจดั สวนทีม่ ลี ักษณะเคลือ่ นไหว มจี ดุ เดน
ภาพที่ 2-19 การขัดกันของสีพืชพรรณ ภาพท่ี 2-20 การขัดกันของสีพชื พรรณ
2.1.6 จุดรวมภาพ (Focalization)
คอื จุดเดน (Dominant point) ของการออกแบบ จุดรวมภาพ จะกอใหเกิดจุดเนนหรือการเนนอัน
เปนการยาํ้ ในการออกแบบ เพื่อเกิดจุดสําคัญการสรางจุดเดนไมควรซ้ําในพนื้ ทเ่ี ดยี วกนั จะทําใหเกิดการแขงขัน
และลดความเดน ลง
ลักษณะของจดุ รวมภาพ
ก. ตอ งเปนจุดรวมของสายตาเพยี งจุดเดยี ว (ภาพท่ี 2-21)
ข. มีรูปลักษณะเดน มองดเู ดนเกดิ จุดแหงความสนใจ (ภาพท่ี 2-21)
ค. เดนในรูปแบบเฉพาะ เชน เสน รปู ลักษณะ
จดุ รวมภาพ
ภาพท่ี 2-21 จดุ รวมภาพ
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 23
ประโยชนของจุดรวมภาพในงานออกแบบสวน
1. การจัดสวนแบบเปนระเบยี บ เชน การสรางน้ําพุ น้ําตก กลางสามแยก หรือสี่แยก ซ่ึงการจัดแบบนี้
เรียกวา Central motive scheme หรือ การจัดเปนนํ้าพุกลางสระนํ้า รูปปน นาฬิกาแดด ซุมตนไมในสวน
จะเปนจดุ เดนของสวน
2. การจัดสวนแบบไมเปนระเบียบ หรือ แบบธรรมดา สรางจุดรวมภาพที่วัสดุตกแตงสวน กลุมพืชที่
รูปทรงสวยงาม มมุ นํา้ ตกแบบธรรมชาติ กลมุ หนิ รูปทรงแปลก ๆ ทําใหสวนมจี ุดเดนและจดุ สนใจ
2.2 องคป ระกอบของศลิ ปะ (Element of design)
มนุษยทุกคนมีธรรมชาติทางดา นศิลปะที่ติดตัวมาโดยกําเนิดอยูแลว เห็นไดชัดจากการเลือกใชเสื้อผา
ส่งิ ของ แตล ะคนมสี ไตลข องตวั เอง มีแนวของตัวเอง การเลือกเสอ้ื ผา ส่งิ ของเหลานั้นถอื ไดวาเปนงานศลิ ปะของ
แตละคน หรือ การจัดตกแตงบานเรือนก็แสดงใหเห็นถึงความมีศิลปะของตัวเอง ศิลปะจะโดดเดนขึ้นมาได
อาศยั ทกั ษะ การศกึ ษาอบรมเขาใจทฤษฎี ปฏบิ ตั แิ ละนํามาประยุกตตามวาระและโอกาสทไ่ี ดทํางาน การศึกษา
ตวั อยา งจากผลงานของบุคคลอน่ื หรือการรูจักผสมผสานแนวความคิดตาง ๆ กอใหเกดิ รูปแบบใหม ของศิลปะ
ในทางจัดสวนก็เชนเดียวกัน การศึกษาหลักการจากเอกสารตํารา การคนควาจากหลักทฤษฎีนําสูการปฏิบัติ
จะทาํ ใหเกิดทกั ษะ ความชํานาญในการออกแบบ และศิลปะการจดั สวน องคป ระกอบของศิลปะประกอบดว ย
2.2.1 สี (Color)
หมายถงึ สิ่งที่ใหความรูสึกปรากฏเห็นไดดวยตาอันเกดิ จากคล่ืนแสง สีนับวาเกยี่ วของกับงานภูมทิ ัศน
เปนอยางมาก สีที่ใชกับสวนมีทั้งสีธรรมชาติจากตนไมพืชพรรณและสีท่ีเปนวัสดุตกแตง สีในงานภูมิทัศนเกิด
จากการใชวัสดุพชื พรรณที่ชวยใหสวนประกอบของสวนมคี วามสวยงาม ชวยเนนใหเห็นความแตกตางของสวน
ไดอ ยา งชดั เจน ชวยใหร ปู ทรงและสวนประกอบของสวนชดั เจนขึ้น
ความรูเกีย่ วของกับเร่อื งของสี
ก. วรรณของสี สใี นวงลอ สี แบง ออกไดเปน 2 วรรณไดแ ก
1) วรรณสีรอน (Warm tone) ไดแก สีเหลือง, เหลืองกับสม, สมแดง, แดง, มว งแดง เปน
กลมุ สีท่ีแสดงความสวา งสดใส ต่นื เตน
2) วรรณสเี ย็น (Cool tone) ไดสีมว ง, มว งน้ําเงิน, นํ้าเงิน, เขยี วน้ําเงินและเขียวออน
เปนกลมุ สีทแ่ี สดงกบั ความสงบรม เยน็
ข.สีตดั กัน (Contrast) หมายถึง สีทอ่ี ยูในตาํ แหนงตรงกันขา ม ในวงลอสี ท้งั 12 สี จะมีสีตดั
กันอยู 6 คู ซ่งึ สีทอ่ี ยูตรงขามกัน (ภาพที่ 2-22) ถานาํ มาผสมในปรมิ าณที่เทา ๆ กันจะเปนสีตายหรือสีกลาง คือ
ไมเกิดสีใหม เม่ือนํามาระบายบนพ้ืนเทา ๆ กัน ใกลกันจะทําใหเกิดความรูสึกตัดกันจนไมสามารถมองเห็น
บริเวณท่ีอยูใกลกันน้ันชัดเจน การใชสีตรงกันขามจะทําใหเกิดการแปลกตา มีจุดเดน ในการจัดภูมิทัศนท่ี
ตองการจดุ เดน บางคร้งั ตอ งใชสที ่ตี ดั กันอยูใ กลก ัน (ภาพที่ 2-23)
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 24
สีตรงขา มกนั ภาพท่ี 2-23 สตี ดั กนั ของพืชพรรณสีแดงกับสเี ขยี ว
ภาพที่ 2-22 วงลอสีและสีตรงกันขาม
ค. ความกลมกลืนของสี (Harmony in color) ความกลมกลืนของสีจะกลมกลืน
ในกลุมวรรณเดียวกัน การแบงความกลมกลืน การแบงความกลมกลืนแบงออก 2 กลุมคือ กลมกลืนในกลุมสี
รอน และกลมกลืนในกลุมสเี ย็น การใชสีทอ่ี ยูในโทนเดยี วกนั ใชในการออกแบบภูมทิ ัศน เปนอกี แนวทางหนึ่งท่ี
ทาํ ใหเ กิดความกลมกลืนในเรื่องสี เชน การจดั ภมู ิทศั นข องญ่ีปนุ มักใชสีโทนเดียว โดยเฉพาะสโี ทนเย็น
ง. จิตวิทยาของสี (The psychology of color) เปนทย่ี อมรับทัว่ กันแลว สีมอี ิทธิพลในดา น
จิตวทิ ยาแกม นุษยมาก สีอาจเปนเหตผุ ลใหอารมณเปล่ียนแปลง ไดหลายอารมณ ผูท่ใี ชสีฉูดฉาดไมควรลืมขอนี้
การใชสีคลอ ยตามไปกบั หนาที่และประโยชนใชส อยของสถานท่ีนนั้ ๆ ทาํ ใหก ารใชสีมีประสิทธิภาพดขี ้ึน และใน
บางเวลาชวยแกความรูสึกบกพรองตาง ๆ ไดดวย เชน การใชสีตื่นเตนประดับประดาการออกราน เปนตน
สีบางคร้ังอาจตงั้ ข้ึนเปน เพยี งสญั ลักษณเ ทานั้น เชน สีธงชาติไทย ทาํ ใหเกดิ ความหมายในสีขนึ้ ดงั นั้นคนไทยจึง
อาจมีความรูสึกฝงแนนอยูในความหมายของสีธงชาติไทยใหเกิดความหมายเมื่อเห็นสีธงชาติ ก็นึกถึงชาติ
ศาสนา พระมหากษตั รยิ ตลอดไป ถาหากคนตางชาติมาเห็นสีนํ้าเงินทธ่ี งชาติไทยอาจไมรูสึกถึงพระมหากษตั ริย
เหมอื นคนไทย ความรสู กึ ของสที ี่ใหปฏกิ ิรยิ าตอความรสู กึ มนษุ ยโ ดยตรงมีดังน้ี
สีเทา ใหความรสู กึ เครง ขรมึ สภุ าพ เปน ผูดี เรยี บรอ ย
สีดํา ใหค วามรูส ึกลึกลับมดื ทุกขโศก บาป
สขี าว ใหความรสู กึ บรสิ ุทธิ์ ปราศจากมลทนิ
สแี สด ใหความรูสึก ตน่ื เตน เราใจ สนกุ อันตราย อบอนุ
สเี หลอื ง ใหค วามรสู กึ เปรี้ยว ราเรงิ ดใี จ อํานาจ ความมง่ั คั่ง
สแี ดง ใหค วามรูส ึก ม่ังค่งั สมบูรณ ความสวย ความสขุ ความหวาน อบอุน
สีน้าํ เงนิ ใหความรูสึกสุภาพถอมตน หนักแนน เยือกเย็น
สีมวง ใหค วามรูส ึกความรัก เศรา มีฐานันดรศกั ด์ิ
สเี ขยี ว ใหความรสู ึก รา เรงิ สดชืน่ กระชุมกระชวย
การจดั สวนโรงเรียน หนา 25
จ. สีในงานจดั สวน สที ใี่ ชในการจัดสวนไดจาก วัสดุอุปกรณต กแตงสวนและจากองคประกอบ
แขง็ (Hardscape) เชน สีของโอง ไห หิน กรวด ทางเทา ศาลาที่พัก ไดจากพืชพรรณ เชน สีของใบ สีของดอก
สีของลําตน และสวนอื่น ๆ ของพืชพรรณ สีในงานภูมิทัศนมีความหมายครอบคลุมทั้งสธี รรมชาติและเน้ือสี
เน่ืองจากมีทั้งสีท่ีเปนธรรมชาติคือมาจากพืชพันธุ ซ่ึงสามารถเปลี่ยนแปลงไดตามฤดูกาล และสีที่มาจากวัสดุ
ตกแตง สวนและโครงสรางภายในสวน
นอกจากน้ีสีเปนองคประกอบพ้ืนฐานที่จะสรางความประทับใจแกผูพบเห็น และเปนตัวจูงใจใน
ทัศนภาพ สุนทรียภาพของสีในการจัดภูมิทัศน ถาจัดใหเกิดการตัดกันของกลุมสีแดงกบั พืน้ สีเขียว หรือกลุมสี
เหลืองกับสีฟาท่ีตัดกัน จะทําใหเกิดความตื่นเตนในส่ิงแวดลอมท่ีกลมกลืนกัน ของกลุมไม การผสมสีของพืช
พรรณมักจะแตกตา งจากงานศิลป ประเภทจิตรกรรม และประติมากรรม เนอื่ งจากงานภูมทิ ศั นมีสิ่งมชี วี ิตคือพืช
พันธเุ ขา มาเกี่ยวขอ งดวย
ขอแนะนําในการใชส ใี นการจัดภมู ทิ ัศน
1. ควรใชสีท่ีคลอยตามกับสิ่งแวดลอม ใหเขากับอาคาร ภูมิประเทศแตพึงมีขอควรระวังวาหากใชสี
เหมือนธรรมชาติมากเกนิ ไปทําใหมองไมเห็นเดนออกมา แตห ากใชขัดกันกับสีมากเกินไปจะทําใหเกดิ ความไม
นาดู ยกตวั อยาง เชน สขี องสวนในชนบทการใชโทนสีเดียวกบั ปาบริเวณรอบ ๆ แตเนนความสดใสโดยการใชสี
นาํ้ ตาล หรือสีของวัสดตุ กแตง สวน
2. การใชส ใี นสวนควรพิจารณาถงึ โครงสรางและวัสดกุ อสรางสวนของอาคาร เชน ถาผนังอาคารเปนสี
สวางการเลือกใชวัสดุพืชพรรณอาจเปนสีเขมหากผนังสีเขมวัสดุพืชพรรณควรเปนสีออนเพ่ือใหดูสดใสและ
เดนชดั
3. ควรใชสีใหคลอยตามประโยชนใชสอย เชน ทางเทาควรใชสีที่ทนทานตอการเหยียบย่ําและไม
สกปรกงาย
4. การจัดสวนในอดีตท่ีผานมา การจัดสวนแบบตะวันออก เชน สวนญี่ปุนจะใชสีแบบสีโทนเดียว
(Monochrome) สวนสีในการจัดสวนแบบยุโรปใชหลากสี (Polychrome) เชน สปี ระดษิ ฐใ นฝรง่ั เศส
5. การใชสที ี่เปนจดุ เดน ในสวนไมค วรใชม ากจนเกินไปเนื่องจากจะทําใหเกิดความนา เบื่อหนา ย
2.2.2 เสน (Line)
เปน ตวั กาํ หนดใหเกดิ ขอบเขต แนวทาง, ทศิ ทางและขนาดทําใหเกดิ รูปราง รูปโฉมและลักษณะตา ง ๆ
รวมทั้งเปนแนวทางการพักสายตา ในการออกแบบเสนเปนองคประกอบมูลฐานท่ีสําคัญมากเน่ืองจากถา
ปราศจากเสนจะไมม ีการแสดงออกทางการออกแบบรวมทัง้ ไมมพี นื้ ท่แี ละรูปราง
ความสําคัญของเสน เปนองคประกอบมูลฐานแรกขององคประกอบอื่น ๆ ในการออกแบบ
ถาปราศจากเสน จะไมม กี ารแสดงออก และถา ปราศจากเสนจะไมม ีพน้ื ที่และรูปรางเสนเปนตัวท่ีทําใหเกดิ
ความหมายตา ง ๆ กนั
เสนที่ใชในการจัดสวน เสนเปนตัวทําใหเกิดความหมายตางๆกันออกไป ในการวางจัดสวนแตละคร้ัง
จาํ เปนตองมีการใชเสนหลายชนิด เพื่อนํามาประกอบกนั ใหไดดงั จุดมุงหมายของผูออกแบบ เสนทใ่ี ชในการจัด
สวนมหี ลายประเภทดงั นี้
การจดั สวนโรงเรียน หนา 26
ก. แบง ตามชนิด (Types) แบงเสน ออกไดด งั น้ี
1) เสนตรง (Straight line) ใหความรูสึกม่ันคง สงา เขมแข็ง ความงา ย ความเกลี้ยงเกลา
ตรงไปตรงมาเสนตรง (Straight line) มที ้ังตรงในแนวตั้งหรือแนวดง่ิ (Vertical line) และตรงในแนวนอน
(Horizontal line) ใหค วามรสู กึ มนั่ คง สงา เขม แขง็ ความเกลยี้ งและความงาย (ภาพที่ 2-24 และ 2-25)
ภาพที่ 2-24 เสนตรง ภาพท่ี 2-25 เสน ตรงในการจัดสวน
2) เสนโคง (Curved line) แสดงถงึ ความออ นชอย น่ิมนวล ราเริง ยืดหยุน เพรียวความ
เปนอสิ ระ และยืดหยุนการใชเสนโคงในการออกแบบสวนน้ันมคี วามสําคัญมากเพราะการใชเสนโคงจะชวยลด
ความแขง็ กระดางของสวนไมป ระดับไมวา จะเปนตนไม หรือองคประกอบตกแตงสวน (ภาพท่ี 2-26 และ 2-27)
ภาพที่ 2-26 เสน โคง ภาพที่ 2-27 เสน โคงในการจัดสวน
2.1) เสนโคงทีม่ ีขอบเขต (Finite) แนนอน เชน วงกลม สวนของวงกลมแสดงถงึ ความ
แนนอน (Sure) เหน็ ชดั เจน (Obvious) เขา ใจงา ยและรวมกนั (ภาพท่ี 2-28 และ 2-29)
50 – เทยี นทอง
50 – เทียนทอง
100 – ไทรยอดทอง
100 – ไทรยอดทอง
ภาพท่ี 2- 28 เสนโคงท่มี ีขอบเขต ภาพท่ี 2-29 เสนโคง ท่ีมีขอบเขตในการจัดสวน
2.2) ไมมขี อบเขต (Infinite) เชน เสนโคงถึงอักษร C (C-curve) แสดงถึงการลอมรอบ
(Embracing) รวบรวม (Gathering) และหอหุม (ภาพที่ 2-30 และ 2-31)
400 – ลิ้นมังกร
200 – เลบ็ ครฑุ
150 – เตยดาง
ภาพที่ 2-30 เสนโคงท่ีไมม ขี อบเขต ภาพท่ี 2-31 เสนโคง ท่ีไมม ขี อบเขตในการจดั สวน
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 27
2.3) เสน โคงเลก็ นอ ย (Slightly curved) เปนลักษณะของเสนโคง อสิ ระ แสดงถงึ ความ
นมิ่ นวล หยุนตัว ตามสบาย ปราดเปรียว และออ นไหว (ภาพท่ี 2-32)
ภาพท่ี 2-32 เสน โคง เล็กนอ ย
2.4) เสนคด (Abrupt) เปนเสนท่ีมีลักษณะคดโคงไปมา เสมือนสายน้ําไหลแสดงถึง
ความ กระปรกี้ ระเปา ความยั่วยวน ความรา เรงิ และความสนกุ สนาน (ภาพที่ 2-33 และ 2-34)
200-เขม็
200-ชาดดั
200-เข็ม
200-ชาดดั
ภาพท่ี 2-33 เสน คด ภาพท่ี 2-34 เสนคดในการจดั สวน
2.5) เสนมุม (Angular) แสดงการเคลื่อนไหว ตื่นเตน รวดเร็ว ทาทาย และการลวง
(ภาพท่ี 2-35 และ2-36)
150 -เศรษฐีเรอื นนอก
150 – ลน้ิ มังกรแคระ
ภาพท่ี 2-35 เสนมุมในการจดั สวน
ข. แบงตามทศิ ทาง (Direction) การแบงมุมเนน ถึงการชนี้ ํา การแบงเสน ตามทศิ ทางแบง ได
ดังน้ี
1) ทศิ ทางแนวดิง่ หรอื เสน ต้งั แสดงถึงความสุภาพ มเี กียรติ สงา ผา เผย ภาคภมู ิ รุนแรง
แข็งขนั ความมรี ะเบียบ (ภาพที่ 2-36)
ภาพท่ี 2-36 เสนทิศทางแนวดิง่ หรอื เสนตัง้
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 28
2) ทศิ ทางในแนวนอน หรอื เสน นอน แสดงถึงความกวา ง ความรูสกึ เปนฐาน ความสงบ
สนั ติ ไมมที ี่สนิ้ สดุ พักผอน (ภาพท่ี 2-37 และ 2-38) 150 – เขม็ เชยี งใหม
ภาพท่ี 2-37 เสนทศิ ทางในแนวนอน 150 – ไทรยอดทอง
ภาพที่ 2-38 เสน ทิศทางในแนวนอนในการจัดสวน
3) เสน ทํามุม หมายถึงความกระตือรือรน มีชวี ติ ชวา ตอ สู ตืน่ เตน (ภาพท่ี 2-39)
ภาพท่ี 2-39 เสน ทํามุม
ค. การแบงตามความสมั พันธ แบงไดด ังน้ี
1) สุภาพ แสดงถงึ ความเปน ระเบยี บ งา ยดาย (ภาพท่ี 2-40)
ภาพที่ 2-40 ความสมั พันธข องเสนในเชิงสภุ าพ
2) การขดั กนั แสดงถงึ ความหลากหลายความนา สนใจ ความสนุกสนาน (ภาพที่ 2-41)
ภาพท่ี 2-41 ความสัมพันธของเสน ในเชงิ ขัดกนั
ง. แบง ตามการเขียน แบง ไดด ังนี้
1) เสนติดตอ กัน เสน ดังกลาวแสดงถงึ ความอสิ ระ ม่ันใจ และสําคัญ (ภาพที่ 2-42)
ภาพที่ 2-42 เสนติดตอกนั
2) เสนไมติดตอกัน เปนเสนขาดประ แสดงถึงความไมแนนอน ต่ืนเตนและกอกวน
เสนชนดิ นถี้ ามากจะดสู ับสน (ภาพท่ี 2-43)
ภาพที่ 2-43 เสกนารขจาัดดสปวรนะโรงเรยี น หนา 29
3) เสนแสดงความหมายอน่ื แสดงถึงความสงบเสงีย่ มความไมแ นนอน (ภาพท่ี 2-44)
ภาพที่ 2-44 เสนเครือ่ งหมายอ่นื
2.2.3 พนื้ ผวิ (Texture)
คือลักษณะผิวสัมผัสของรูปทรงจะมีผลตอความแตกตางในการรับรูดวยการสัมผัส การสะทอนแสง
ผวิ สมั ผัสเรยี บจะใหความรูสึกอยากสัมผสั ผิวสมั ผัสหยาบจะใหความรูสึกขรุขระ แหลมคมไมนาสมั ผัส เหมาะที่
จะดูดวยตาอยางเดียว สวนพื้นผิวในทางภูมิทศั น คือลักษณะผิวหนาของวัสดุพืชพรรณ ท่ีรูสึกโดยการสัมผัส
การสังเกต ถึงความละเอยี ด หยาบนมุ หรอื ความรูส กึ ทปี่ รากฏตอ คณุ ภาพของพื้นผวิ ของใบ และ เปลือกเหมือน
หรือคลายคลึงกัน เชน กลุมของขอยดดั , ตะโกดัด, โมก การเขา ใจในผิวพ้ืนจะแสดง ความรูสึกไดจาก การ
สมั ผสั โดยตรง หรือผิวสมั ผสั ทรี่ บั รไู ดดว ยมอื (Tactile texture) และการมองในระยะใกลและไกลหรือผิวสัมผัส
ท่รี ับรูไดดว ยสายตา (Visual texture)
ผลท่ีไดจากการสัมผัสโดยตรงจากวัสดุพืชพรรณ จําแนกพื้นผิวออกไดเปน 3 ลักษณะ
(ภาพท่ี 2-45และภาพที่ 2-46)
1. ผิวละเอียด (Fine texture) เชน หญากํามะหย่ี หญาญ่ีปุน หญาแพรกลูกผสม ใบของหลิวจีน
เข็มญีป่ ุน สน มอส
2. ผิวคอนขางละเอียด-หยาบ หรือผิวสัมผัสปานกลาง (Medium texture) เชน หญานวลนอย
หญานวลจนั ทร
3. ผิวหยาบ (Coarse texture) เชนหญามาเลเซีย หญาบาเฮีย ใบหูกวาง กระดาษ พลูฉีก มะสัง
ดอก กุหลาบ ดอกทานตะวัน
ผลจากการมองระยะใกลแ ละไกล ทําใหเกิดความรสู ึกตอพ้นื ผิวดังนี้
1. ระยะใกล (Close up) เกดิ ความรสู กึ ในผิวเน้อื เชน ความเรยี บ หยาบ คลา ยเสน ไหม
2. ระยะไกล (Distance) เกิดความรสู ึกละเอียด เชน สนหลวิ รตั นาเชน ยคู าลปิ ตัส แปรงลา งขวด
พนื้ ผิวปานกลาง
พน้ื ผิวหยาบ
พ้ืนผิวละเอยี ด
ภาพท่ี 2-45 พ้นื ผวิ หยาบ ปานกลาง และละเอยี ด
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 30
พื้นผิวปานกลาง
พ้ืนผวิ หยาบ
พน้ื ผวิ ละเอยี ด
ภาพที่ 2-46 พื้นผิวหยาบ ปานกลาง และละเอียด
ประโยชนข องพื้นผิวตอ การออกแบบภูมทิ ัศน
1. การจัดกลุมพันธุไมท่ีมีผิวสัมผัสละเอียด เบาบาง ใหจัดอยูขางหนาใบขนาดกลางและใบหนาหรือ
ใหญใหจ ัดไวขางหลัง
2. การเลอื กหญา ประกอบสวน หากไมพจิ ารณาเรื่องของแสง สนามหญาเปด ขนาดใหญค วรใชหญาใบ
ที่มขี นาดกลาง เชน หญานวลนอย หรอื ขนาดใหญ เชน หญามาเลเซีย ถาหากเปน สวนขนาดเล็ก เชน สวนถาด
ใชมอสเปน องคประกอบในการจดั สวน สวนหยอมใชหญา กํามะหยี่ หรือพรมกาํ มะหยี่
3. อทิ ธพิ ลของพนื้ ผิวตอ ความรสู ึกนั้น ผวิ สมั ผัสท่หี ยาบจะรูสกึ หนักทบึ แขง็ เกาแก ผวิ สัมผสั ละเอยี ดให
ความรูสกึ เบา โปรงสบาย ผวิ สัมผสั ปานกลางใหค วามรสู ึก เช่ือมใหเ กิดความกลมกลืน
พื้นผวิ หยาบ
พื้นผวิ ปานกลาง
พน้ื ผิวละเอียด
ภาพท่ี 2-47 การนําผวิ สมั ผสั ของพชื พรรณมาใชประกอบการจัดภมู ทิ ศั น
การจัดสวนโรงเรียน หนา 31
พ้ืนผวิ ปานกลาง พื้นผวิ ละเอียด
พน้ื ผวิ หยาบ
ภาพท่ี 2- 48 การนาํ ผวิ สมั ผัสของพชื พรรณมาใชประกอบการจดั ภมู ทิ ัศน
2.2.4.รูปทรง (Form)
Form คือ ความเปนรูปรางแทงของรูปทรง Form ทางสถาปตยกรรมและนํามาประยุกตใชในการจัด
สวน แบงแยกออกเปน 3 ลกั ษณะ
ก. รปู ทรงเรขาคณติ (Geometric form) ในทางเรขาคณิต เชน รูปทรงกลม รูปทรงลูกบาศก
รปู ทรงสามเหล่ยี ม รูปทรงส่ีเหลย่ี ม (ภาพท่ี 2-49 และ 2-50)
ภาพท่ี 2- 49 รปู ทรงทางเรขาคณิต
ภาพท่ี 2- 50 รูปทรงทางเรขาคณิตนํามาใชจ ัดสวน
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 32
ข. รูปทรงทเ่ี ลียนแบบมาจากทางของท่ีมีอยูในธรรมชาติ (Organic form) ไดแก รูปทรง
ของใบไม รูปทรงของดอกไม
ภาพที่ 2- 51 รูปทรงทีเ่ ลยี นแบบมาจากธรรมชาติ ภาพที่ 2- 52 รูปทรงท่เี ลียนแบบมาจากธรรมชาตนิ าํ มาใชจ ัดสวน
ที่มา : ทาํ นอง จนั ทิมา, 2532
ค. รปู ทรงอสิ ระ (Free form) หมายถึง รูปทรงทีอ่ ยนู อกเหนือจาก ก และ ข คอื ไมสามารถจะ
จําแนกลักษณะไดแนชัดลงไป เชน การใชรูปทรง ในการออกแบบเนื่องจาก รูปทรงจะเปนพัฒนารปู รางในการ
ออกแบบตอไป (ภาพท่ี 2-53 ถงึ 5-55)
ภาพท่ี 2- 53 รูปทรงอสิ ระ
ภาพท่ี 2- 54 รปู ทรงอสิ ระในการจัดสวน ภาพท่ี 2- 55 รูปทรงอิสระในการจัดสวน
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 33