ประโยชนข องรปู ทรงในการออกแบบภูมิทัศน
การออกแบบท่ดี ีตอ งคํานงึ ถงึ รูปทรงหลาย ๆ รูปแบบเพอ่ื ใหเกิดความกลมกลืนและการตัดกนั ในพืน้ ที่
จํากัด เลือกพื้นท่ีท่ีมีประโยชนใชสอยและความงดงามมาใชในการจัดองคประกอบ การเลือกรูปทรงของ
องคป ระกอบภมู ทิ ศั นท่งี ดงามกลมกลนื จะทาํ ใหเ กดิ ความงาม (ภาพท่ี 2-56)
ภาพท่ี 2- 56 รูปทรงในการจดั สวน
2.2.5 พ้ืนทีเ่ วน วาง (Space)
พืน้ ทว่ี า งเปนส่ิงไมม ีตวั ตนจับตอ งไดแ นนอน ความเวนวางทําใหเ กิดขอบเขตท่ีมนษุ ยสามารถรบั รูได
ภายในส่งิ แวดลอ มที่ไมม ีขอบเขตท่ีสิน้ สุดของธรรมชาติ พนื้ ทีเ่ วน วางในงานภูมทิ ศั นประกอบดว ย
พื้นดิน คือพื้นท่ีเวนวางที่ติดกับดิน เชน สนามหญา ผิวดินหรือทางเดิน พ้ืนท่ีเวนวางเหลาน้ี
จะอยูกับพ้นื ผิว
พื้นราบตามแนวดิ่ง คอื พืน้ ราบทต่ี ง้ั ฉากกับพ้นื ดนิ เชน รั้วสวน กําแพงสวน ที่เวน วา งอาจอยตู รงกลาง
ของแนวดิง่ นนั้
พน้ื ทเ่ี วน วางเหนือศรี ษะ เปน พนื้ ที่เวน วา งเหนือศรี ษะ แนวนอนท่มี ีระดบั สงู กวา คน เชน หลงั คาเรือน
ไมระแนง
ประเภทของพนื้ ทเี่ วน วา งในการจดั สวน
ก. Static space พ้ืนที่เวน วางแสดงความอดุ มสมบรู ณของพืชนานาพรรณ และความม่ังคง
ของพ้นื ทีพ่ ักอาศยั (ภาพท่ี 2-57)
ข. Linear space พื้นทเี่ วนวางแนวแคบยาวของเสนสุดสายตา ที่มกี ารปลูกไมใหรม เงาสอง
ขา งทางใหค วามรมร่ืน (ภาพท่ี 2-58)
ค. Free space พ้ืนทเ่ี วนวา งเปนพื้นทรี่ าบโลงใหค วามเปนอิสระเหมือนทุง โลง (ภาพท่ี 2-59)
ง. Intimate space secured by low tree canopy พื้นทเ่ี วนวา งแสดงความเปน สว นตวั
เขตเฉพาะกจิ ใหค วาม (ภาพท่ี 2-60)
การจัดสวนโรงเรียน หนา 34
ภาพที่ 2- 57 Static space ภาพที่ 2- 58 Linear space
ท่มี า : สมจิตร โยธะคง,2530 ที่มา : สมจิตร โยธะคง,2530
ภาพท่ี 2- 59 Free space ภาพที่ 2- 60 Intimate space secured by low tree canopy
ท่มี า : สมจิตร โยธะคง,2530 ทม่ี า : สมจิตร โยธะคง,2530
2.3 รปู แบบของสวนในโรงเรยี น (Garden style)
การจดั สวนโรงเรยี นตองมีความเขาใจในรูปแบบของสวนเปนเบ้ืองตนเพราะจะสามารถนําไปใชในการ
เลือกแบบสวนได รูปแบบของสวนอาจมีหลายรูปแบบ ไดแ ก สวนหยอม, สวนประดิษฐ, สวนธรรมชาติ, สวน
ไทย, และสวนพฤกษศาสตรโรงเรยี น อยางไรก็ตามการกลาวถงึ รูปแบบของสวนท่ีใชใ นโรงเรยี นบอ ย ๆ ไดแ ก
2.3.1 สวนหยอ ม
หมายถึง สวนขนาดเล็กมกี ารจัดเปนกลุม หรอื เปนหยอม เพื่อเพมิ่ ความนาสนใจใหก บั อาคารบานเรือน
กอใหเกิดความสวยงามท่ีนามองและสุนทรยี ภาพ
การจัดสวนหยอม เปนการจัดองคประกอบตาง ๆ ในพ้ืนที่ขนาดเล็ก ผูที่จัดสวนหยอมตองมีความรู
ความเขา ใจในการจัดองคป ระกอบโดยท่วั ๆ ไป อนั ไดแ ก หลักเอกภาพ หลักความสมดุล เปนตน โดยพืน้ ทใ่ี น
การจัดสวนจะเปนพนื้ ทท่ี ่ีเล็กลง ซึ่งอาจมพี ้ืนท่ีเปนเพยี งมุมอาคาร อาจเปน 2 ตารางเมตร 5 ตารางเมตรและ
การจัดสวนหยอ มตอ งมรี ายละเอยี ดทุกตารางนิ้ว
การจดั สวนหยอ มจะตองพิจารณานาํ พรรณไม หนิ และสิ่งกอ สราง มาจัดวางเรียงเปนกลุมตามหลักการ
ออกแบบ ซ่ึงตองคํานึงถึงเรื่องเสน สี รูปราง รูปทรง ชองวางและลักษณะของพ้ืนผิว รวมทั้งตองพิจารณา
สดั สวนความสมดลุ ความกลมกลืน ความแตกตา ง ชว งจังหวะของการจัดวาง รวมท้งั การเนนใหเ กิดจุดเดน การ
จัดพรรณไมตาง ๆ จะมีความงดงามในตัวเอง การจัดองคประกอบท่ีดี ควรจัดใหมีมากกวาหนึ่งหนวย การจัด
วางหินสองกอนที่มีความแตกตางจะเร่ิมมีการเปรียบเทียบ เฉพาะกอนหิน เกิดความเดนสะดุดตา และเม่ือจัด
วางพรรณไม เพิ่มขึ้นก็จะมีความสวยงามออนหวานกวาการที่มีเฉพาะกอนหิน การจัดวางองคประกอบต้ังแต
สามจุดขึ้นไปถอื วาเปน การจัดท่ีสมบูรณและมีความเปนอันหนึง่ อันเดยี วกันไดอีกดวย
การจัดสวนโรงเรียน หนา 35
การใชองคประกอบและพชื พรรณในการจัดสวนหยอม นําไปสูซ่งึ รูปแบบของสวนอ่ืน ๆ ได กลาวคือ
หากเลอื กใชว ัสดุ อปุ กรณ พชื พรรณ เปนแนวญี่ปุนกท็ ําใหสวนหยอมนั้นเปนสวนญปี่ ุนได ในทาํ นองเดียวกันถา
ใช แนวบาหลีกท็ ําใหสวนนั้นเปนสวนบาหลีได ซ่งึ การเลือกองคประกอบกับพชื พรรณมีสวนทําใหเกดิ รูปแบบ
สวนไดต ามแบบทต่ี อ งการ ดังนั้นองคป ระกอบของการจัดสวนหยอมจะสมบูรณตองประกอบดว ย
ก. พ้นื ทีจ่ ัดสวน กําหนดพ้ืนทท่ี ต่ี อ งจดั สวนหยอ มขนาดตาง ๆ อาจเปน ขนาด 2*3 เมตร หรือ
3*5 เมตรท้งั นขี้ ้ึนอยูกบั พน้ื ท่ีที่เราตอ งการจดั การจัดสวนหยอ มอาจจัดตามมมุ อาคาร หรอื มมุ ทต่ี องการเนนให
สวยงาม
ข. อุปกรณตกแตงสวน อุปกรณตกแตงสวนมีความสําคัญเปนอยางย่ิง สําหรับการจัด
สวนหยอม เนื่องจากเปน พ้ืนท่ีทีม่ ขี นาดเล็กอุปกรณตกแตง สวนจะชวยเสริมคุณภาพของสวนหยอมไดเปนอยาง
ดี อุปกรณต กแตง สวนมรี ปู ลกั ษณะหลายแบบ หลายชนิด พน้ื ผิวของอปุ กรณก็แตกตา งกันแลวแตชนิดที่เลือกใช
การเลอื กใชอ ุปกรณในการตกแตง สวนหยอมน้ัน ตอ งเลอื กใหตรงกับรปู แบบของสวนหยอ มท่ีวางไว นอกจากนั้น
อุปกรณตกแตงสวนคือสวนสําคัญที่ใชเปนองคประกอบในการจัดสวนหยอมใหออกมาสมบูรณยิ่งข้ึน ดังน้ัน
อปุ กรณตกแตง สวนแบง เปน กลุม ไดดงั น้ี
เครื่องปนดินเผา โอง ไห กระถางเปนวัสดทุ ่ีสวนมากมาจากงานปน จากดินเผา เซรามิค ทําใหสวนมี
บรรยากาศกนั เอง อบอุน เรียบงายเปน ธรรมชาติ (ภาพท่ี 2-61 ถงึ 2-64)
ภาพที่ 2-61 อปุ กรณตกแตงสวน ภาพที่ 2-62 อุปกรณตกแตงสวน ภาพท่ี 2-63 อุปกรณตกแตง สวน ภาพที่ 2-64 อปุ กรณตกแตงสวน
ชดุ อปุ กรณน ้าํ ตก น้ําพปุ ระดบั สวน เปนวสั ดุอุปกรณท ่ีทําใหสวนมชี ีวิตชวี า ทาํ ใหเกิดการเคลือ่ นไหว
เคลอ่ื นทข่ี องสวน (ภาพท่ี 2-65 และ 2-66)
ภาพท่ี 2-65 อปุ กรณต กแตงสวนชุดนํา้ ตก ภาพท่ี 2-66 อุปกรณต กแตงสวนชดุ นํ้าตก
การจัดสวนโรงเรียน หนา 36
ตกุ ตา รปู ปน วสั ดตุ กแตงอื่น ๆ ขนึ้ อยูก บั แนวของสวนในการจดั วา ตองการสวนแบบไหน ถาเปน สวน
บาหลจี ะใชวัสดุตกแตง แบบบาหลี ถา เปน สวนองั กฤษกจ็ ะใชเ ปนแบบสวนอังกฤษ ถาเปน สวนไทยก็ใชแ บบไทย
โดยผูจดั ตองศกึ ษาถงึ รูปแบบของสวนกอนการเลือกใช (ภาพที่ 2-67 และ 2-68)
ภาพท่ี 2-67 ตุก ตา รปู ปน ตกแตง สวน ภาพที่ 2-68 ตะเกยี งหนิ ตกแตง สวน
ตอไม ขอนไม เปนวสั ดุตกแตงสวนหลักท่มี ีความสําคัญเปนอยา งยิ่งและสามารถสรางสรรคค วามงามได
เปนอยางดี การเลือกตอไมไดสวยจะเปนองคป ระกอบสําคัญที่ทําใหผลงานการจัดสวนมีความสวยงามเมอื่ วาง
ตอไมล งตวั แลว การวางองคป ระกอบอ่นื ๆ จะวางตามตอไม ดังน้ันในการจัดสวนหยอมน้ีตอไมจึงเปนจุดที่ตอง
ใหค วามสาํ คัญเปน อยางย่งิ ในการเลอื กสรร และการนํามาใช
แหลงที่มาของตอไมไ ดม าจากหลายแหลง ไดแก คลองน้ําท่ไี หลจะมีเศษไม หรือตอไมอ ยูหรือไดม าจาก
ปา การไดตอไมอาจเปนช้ินเล็กช้ินนอย ลักษณะเชนน้ีตองนาํ มาตกแตง หรือจัดรูปทรงของตอไมก อน จะทําให
ไดรูปทรงตามท่ีตองการ หรืออาจไดมาหลายช้ินแลวนํามาประกอบกันใหสวยงาม การนําตอไมมาใชในการจัด
สวนหยอ มจะทําใหสวนมจี ดุ เดน มีองคป ระกอบสวนสมบรู ณสวยงาม
ค. พรรณไม พรรณไมท่ีใชในการจัดสวนหยอม สวนมากเปนไมกระถาง มีทั้งไมหลัก ไมรอง
และไมประกอบสวนมากจะเปนไมพุมและไมค ลุมดิน เน่ืองจากเปนการจัดวางในพน้ื ที่เล็ก ๆ ไมนิยมการนําไม
ยนื ตน มาใชในการจัดสวนหยอ ม ดว ยความจํากัดในดา นพน้ื ทตี่ นไมทใี่ ชในการจัดสวนหยอ มมีดงั ตอไปน้ี
ไมหลัก เปน ตน ไมท ใี่ ชใ นการจดั เปน จุดเดน สวนมากเปนไมพุมฟอรมสวยงาม เปนสวนทีส่ ําคัญที่จะทํา
ใหเกิดความโดดเดนของสวนหยอม พรรณไมที่นํามาใชในการจัดเปนไมหลัก ไดแก ขอยดัด ชาดัดพุม ไทร
คอมแพค ไทรใบกลมเสยี บยอด ไทรเกาหลี จนั ผา โมกเสยี บยอด
ไมรอง เปนตนไมท่ีรองลงมาจากไมหลักในการจัดสวน จะลดระดับลงมา ตนไมท่ีนํามาใชเปนไมรอง
ไดแ ก ชาดัดพุม เทยี นทองพมุ พดุ ดดั พุม
ไมประกอบ เปนไมที่ใชในการจัดเปนกลุมเพื่อประกอบสวนใหเกิดความสวยงาม สวนมากจะเปนไม
คลมุ ดิน เชน หลวิ ดอกมว ง กาบหอยแครง
ง. วสั ดุแข็ง ในท่ีนีห้ มายถึงสิง่ ไมม ชี วี ติ มีโครงสรา ง อันไดแก ศาลาท่ีพัก โดยปกติจะไมน ําพวก
ท่ีมีโครงสรางใหญมาจัด เนื่องจากความจํากัดในเร่ืองของพื้นท่ี แตหากตองการเพื่อเปนการเสริมสราง
บรรยากาศ ตองมีการยอสว นลงไป เชน หากเปน นํ้าตกกเ็ ปน พวกโครงสรางน้ําตกขนาดเล็ก เปน ตน
การจดั สวนโรงเรียน หนา 37
จ. หญา หญา ทน่ี ิยมใชในการจัดสวนหยอม ไดแก หญา นวลนอย หญามาเลเซยี การเลือกใช
แตกตางกัน ถาเปนการจัดสวนกลางแจงจะเลือกใชหญานวลนอย ถาเปนพื้นท่ีในรม ก่ึงแดดกึ่งรมใชหญา
มาเลเซีย การเลือกองคประกอบสวนมีความสําคัญมาก สวนหยอมจะเปนสวนไทยก็ได เปนสวนธรรมชาติก็ได
ตามการเลือกองคประกอบ
การจัดองคป ระกอบของสวนหยอ ม
ในการจัดสวนน้นั ตองมีการออกแบบสวนกอนการนาํ ไปจัด หลกั การจดั สวนอาจยึดหลักการออกแบบ
ขอใดขอหนงึ่ เปนหลัก และนาํ หลกั การอนื่ ๆ มาเสรมิ เปาหมายคอื ความประโยชนใชส อย และความสวยงาม
การใชห ลักการออกแบบหลักการใดหลกั การหนงึ่ น้นั สามารถทําไดในแตล ะสวน เชน การใชจ ดุ ความเดนของ
สวนหยอมมจี ุดที่ควรเดนหลายจดุ ไดแ ก (ภาพท่ี 2-69)
1.การเนน จดุ เดน ตรงกลาง 2.การเนน จุดเดน ดา นขวาตอนบน 3.การเนน จุดเดนดานขวาตอนลา ง
4.การเนนจุดเดนดานซา ยตอนบน 5.การเนนจุดเดนดานซายตอนลาง
1 23 45
ภาพที่ 2-69 จดุ เนนของการจดั สวนหยอม
การใชจุดเดนเปนเพียงแนวทางหน่ึงในการจัดเทานั้น การเลือกใชหลักการออกแบบอยางอื่นผูจัด
สามารถนํามาใชในการประยุกตตามความเหมาะสมของพ้ืนที่และความตองการใชประโยชนของพื้นท่ีอาจใช
หลักการความสมดุล ชวงจังหวะ ความแตกตา ง สามารถทาํ ได ทุกหลักการ ท้ังนขี้ ้นึ อยูการนําไปประยกุ ตใช
ภาพท่ี 2-70 ตัวอยางสวนหยอ ม ภาพท่ี 2-71 ตัวอยา งสวนหยอ ม
การประยกุ ตใ ชส วนหยอ มกับการจดั สวนในโรงเรยี น
หลักการจัดสวนหยอมที่กลาวมาสามารถนําไปประยุกตใชกับการจัดสวนหยอมภายใน
โรงเรียนไดตามแนวทางที่กลาวมาโดยสามารถจัดหนาอาคารเรียนตาง ๆ มุมอาคารท่ีตองการใหเกิดความ
สวยงาม บริเวณหนาเสาธง หนา ปายโรงเรยี น
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 38
2.3.2 สวนประดษิ ฐ (Formal Styles)
การจัดสวนแบบประดิษฐมีการจัดมาต้ังแตสมัยอียิปต เพราะลักษณะการจัดสวนในยุคเร่ิมแรกนิยม
จัดเปนรูปทรงเรขาคณิตเปนหลัก การจัดสวนแบบน้ีเปนการจัดท่ีมีระเบียบแบบแผนมองดูสวยงาม การปลูก
ตนไมดอกไมไมประดับจะปลูกเปนแถวเปนแนวเปนหมวดหมู ซึ่งอาจปลูกลงในแปลงรูปส่ีเหล่ียม สามเหลี่ยม
รูปวงกลม
สวนแบบประดษิ ฐพ น้ื ทีใ่ นการจัดสวนจะเปน พ้ืนท่ที ร่ี าบเรยี บไดระดับ ไมนิยมจัดในพ้ืนท่ีท่ีมรี ะดับสูง ๆ
ตาํ่ ๆ การจัดวางตน ไม และ วัสดตุ างๆ จะตองใหเ กิดดลุ ยภาพแบบประดิษฐ (Formal balance) โดยท่ีตนไม
หรอื วัสดุทใ่ี ชจะตองเปนชนิดเดียวกนั รูปทรงเหมือนกัน ขนาดเทากัน จํานวนเทา กนั และวางระยะหางเทา กัน
โดยสว นมากจะมีการจัดจากรูปทรงเรขาคณิต การจัดสวนแบบประดิษฐ จะใชพื้นทใ่ี นการจัดคอนขางมาก วัสดุ
ที่นํามาใชจะมีรูปทรงเรขาคณิต มกี ารตัดแตงพรรณไม ใหเปนรูปทรงกลม รูปสี่เหลี่ยม หรือรูปทรงอ่ืน ๆ มี
การตัดแตงใหเปนระเบียบ สีของพรรณไมท่ีใชจะมีสีสดใสฉูดฉาด ถนนหรือทางเดินภายในสวนมักจะเปน
เสนตรง หากจะโคงบางก็จะไดระดับ ไมมีการขนึ้ ๆ ลง ๆหรือเปนเนินสูงต่ํา สวนแบบประดิษฐน ี้มักจะมีอาคาร
หลังใหญ ๆ สรางอยางประณีตเปนฉากอยูดานหลัง สวนประดิษฐท่ีมีชื่อเสียงในอดีต ไดแกสวนของ
พระราชวังแวรซาย (ภาพที่ 2-72 และ ภาพที่ 2-73)
สมดลุ ซาย – ขวา เทา กัน
จดุ เดน ของสวน
ภาพที่ 2-72 plan ของสวนประดษิ ฐ
ทม่ี า : http://vintageprintable.com/
สมดลุ ซาย – ขวา เทากนั
จุดเดน ของสวน
ภาพที่ 2-73 สวนประดิษฐของพระราชวงั แวรซ ายร
ทมี่ า : https://truelovetravel.wordpress.com/
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 39
สวนประกอบของสวนแบบประดิษฐ
ลักษณะแปลน การวางแปลนสวนแบบประดิษฐจะมองไปที่จุดเดนที่สุดในสวนกอนซ่ึงอาจจะเปนรูป
ปน นํ้าพุ หรือศาลาที่พัก เม่ือเลือกไดแลวก็ใหส่ิงนั้นเปนจุดศูนยกลางของพื้นที่ แลวแบงพ้ืนที่ออกเปนสวนๆ
ตามแนวคดิ ของผูออกแบบ อาจจะเปน 2 สวน 4 สวนหรือ 6 สวน เม่อื พื้นทถ่ี ูกแบงออกเปนสวน ๆ แลว สวน
ตา ง ๆ เหลานอี้ าจทาํ เปนรปู สามเหล่ียม ส่เี หลยี่ ม หรือหกเหล่ยี มกไ็ ด แลวจงึ คดิ ถึงรายละเอียดในแตละแปลงวา
จะทําแปลงเปนรูปรา งของดอกไม ลายไทย หรือจะทาํ ใหดูออนหวานขึ้น โดยหักมุมตรงเหล่ียมหรือจะใชรูปราง
ของวงกลม วงรี สามเหล่ยี ม สเ่ี หล่ียมผสมกนั เปนตน
ทางเดิน ถนนหรือทางเดินในสวนแบบประดิษฐ จะมีลักษณะตรงหรือโคงแตราบเรียบไดระดับ
ซงึ่ อาจจะโรยดว ยกรวด หรือปูดวยแผนซเี มนต หรอื หินสกดั วางสลับเปน ลวดลายอยา งเปนระเบยี บสวยงาม
ภาพท่ี 2-74 สวนประดษิ ฐ ภาพที่ 2-75 สวนประดิษฐ
ที่มา : ปรับปรุงจาก http://www.homedecorthai.com/articles/4_garden-231-2906
สนามหญา สวนแบบประดิษฐจะมีสนามหญาที่ตัดแตงจนดูราบเรียบสีเขียวเสมอกันเหมือนปูพรม
พ้นื ทส่ี นามหญาจะถูกปรับแตงจนไดระดับไมมีสว นทเี่ ปนเนินดิน ริมสนามมกั จะกอขอบดว ยวัสดตุ าง ๆ อยางมี
ระเบียบ
นํา้ พุ น้าํ เปนสว นประกอบท่สี ําคญั มากในการจดั สวนแบบตาง ๆ มาแตโบราณกาล เพราะนํ้าจะชวยให
บรรยากาศของสวนชุมชื้น สดช่ืน มีชีวิตชีวา มีการเคล่ือนไหวโดยเฉพาะเสียงของน้ําไหล นํ้าตก หรือนํ้าพุ
การจดั สวนแบบประดษิ ฐ มกั จะจดั ใหมนี ํา้ พุเปน องคประกอบของสวนดวยเสมอ
อนสุ าวรยี ห รือรปู ปน สถานทีท่ ่ีมอี นุสาวรียหรือรูปปน จําเปนอยางยิ่งที่จะจัดสวนแบบประดิษฐเพราะ
จะชวยเนน ใหเ ห็นความสําคัญของจดุ นี้ อนุสาวรียหรือรูปปนมกั จะต้ังอยูในทเี่ ดน สงา เชน หนาอาคารหลังใหญ
หรือกลางสนาม ซ่ึงการจัดสวนมกั จะใชอนุสาวรียหรือรูปปนน้ีเปนจุดกลาง หรือจุดเริ่มตนในการจัดวางตน ไม
และวัสดอุ ่ืน ๆ โดยขยายการจดั ออกไปโดยรอบ
ศาลาท่ีพัก การจัดสวนแบบประดิษฐหากมศี าลาทพ่ี ัก เพือ่ ใชเปนที่จัดงานเลี้ยงสงั สรรคห รือใชสําหรับ
พักผอนแลวตัวศาลามักจะถูกออกแบบอยางประณีต สวยงามมีรูปแบบที่เขากับตัวบานได หรืออาจจะ
เลียนแบบอาคารหลังใหญ บริเวณมุมเสา หนาศาลาหรือรอบๆ ศาลามักจะมีการออกแบบตราประจําตระกูล
การจดั สวนโรงเรียน หนา 40
หรือลวดลายติดไวตามจุดท่ีเหมาะสม ภายในศาลามีโตะ เกาอี้ท่ีทําดวยเหล็กดัด หรือโลหะหลอ มีลวดลาย
สวยงามทาดวยสีขาว สที อง แลดูเดนสงา
สว นประกอบที่นํามาใชในการจัดสวน ยงั มอี กี หลายสิง่ หลายอยาง การเลือกใชจะตอ งพจิ ารณาถึงความ
เหมาะสม เพราะการจดั สวนแบบประดิษฐจะสน้ิ เปลอื งคา ใชจายคอ นขางสูง การดแู ลรักษาคอนขางมาก เพราะ
จะตองคอยตดั แตงสวนใหเปน ระเบยี บตลอดเวลา ดงั นั้นการจัดสวนแบบประดิษฐควรจะออกแบบสวนใหเ รียบ
งาย ใชต น ไมแ ตพ อเหมาะ ใชตน ไมท ่คี งทนถาวร ขยายสนามหญา ใหกวาง
การจัดสวนแบบประดิษฐถึงแมวาจะตองเสียคาใชจายสูง ดูแลยาก แตจะใหความรูสึกท่ีดตี อผูที่เขา มา
ใชสถานท่ีนั้นๆ จะใหความต่ืนตาต่ืนใจใหความสดช่ืน ใหความแปลกใหมจากธรรมชาติท่ีมีอยูรวมทั้งความ
สวยงามท่มี องดูเปนระเบยี บเรยี บรอ ย
การประยกุ ตใชสวนประดิษฐกบั การจดั สวนในโรงเรียน
สวนประดิษฐสามารถประยุกตไปใชในการจัดบริเวณตาง ๆ ของโรงเรียนไดเชนเดียวกับสวนหยอม
แตควรเปนพื้นท่ีเปดโลงกวาง อยูกลางแจงและเปนจุดเดน เชน บริเวณอนุสาวรีย บริเวณหนาเสาธง เปนตน
พน้ื ทจ่ี ัดสวนอาจตองใชม ากกวาสวนหยอ ม แตจ ัดแลวจะเสริมใหพ น้ื ท่ีโออ าสงา งาม พชื พรรณจะใชไ มก ลางแจง
2.3.3 สวนธรรมชาติ (Informal garden style)
การจัดสวนตามแบบธรรมชาติเกิดขน้ึ ภายหลังการจัดสวนแบบประดิษฐ เมือ่ การจัดสวนแบบประดิษฐ
มกี ารพัฒนามาจนถึงทีส่ ุดก็พบวา มีขอ บกพรองหลายประการ เชน การจดั สวนแบบประดิษฐจะตองจัดในพน้ื ท่ที ี่
คอ นขางมาก ใชพ รรณไมจํานวนมาก งบประมาณในการจัดสวนมาก คาใชจายสูง ซึง่ คนทั่ว ๆ ไปจะมีที่ดินไม
มากนัก งบประมาณในการจัดสวนคอนขา งจํากัด จึงมีการคิดรูปแบบสวนขึน้ มาใหม โดยการเลียนแบบมาจาก
ธรรมชาติ ภาพวาดตา ง ๆ การจดั สวนลกั ษณะนจ้ี ะมีสนามหญา ลําธาร น้ําตก โขดหิน รวมท้ังการจัดวางพรรณ
ไมจะเปนกลุมเหมือนธรรมชาติ จะไมปลูกตนไมเปนแถวเปนแนว การจัดสวนแบบธรรมชาติจะเปนแบบ
Informal styles หรอื Naturalistic styles
การจดั สวนแบบธรรมชาติจะไมอ าศัยรูปทรงทางเรขาคณิตเปนหลัก แตจะเลียนแบบธรรมชาติ โดยจัด
อยางประณีตดูสวยงาม ดุลยภาพการจัดจะใชหลักความสมดุลของรูปทรงวัสดุตาง ๆ ปริมาณพรรณไม สี
จํานวนการจัดวาง ซึ่งจะเปนความรูสึกการปลูกพรรณไมเปนกลุม โดยปลอยใหเจริญเติบโตตามธรรมชาติ
ไมต อ งตดั แตง เปนรูปทรงเรขาคณติ
สว นประกอบของสวนธรรมชาติ
ทางเดนิ ทางเดนิ ในสวนแบบธรรมชาติไมใชเ สนตรง แตจะทําเปนเสนโคง ลดเลี้ยวตามเนินหญา วัสดุที่
ใชท าํ ทางเดินจะลอกเลียนมาจากอาคารผนัง หรืออาจใชตอไมเปนแผน ๆ วางตามแนวทางเดนิ กไ็ ดส นามหญา
ของสวนธรรมชาติมีทั้งแบบเปนเนิน และแบบแบนราบ โดยสนามหญาจะทําให สวนดูเดน ขน้ึ วัสดตุ กแตง สวน
ในท่นี ไี้ ดแก
น้ําตก ลําธาร โขดหิน สระน้ํา หิน อุปกรณตกแตงสวน การวางก็ยังยึดหลักความเปนธรรมชาติ
ความสมดลุ ที่ลงตัวกับการพชื พรรณ การวางวัสดุเหลานี้ควรเกดิ ข้นึ กอ นเนื่องจากถือวาเปนจุดท่ีสําคัญในเปน
การจดั สวนโรงเรียน หนา 41
องคประกอบหลกั เน่ืองจาก บางอยางเชน นํ้าตกมโี ครงสราง ทตี่ องกอ สรางกอน หลังจากวาวงส่ิงเหลาน้ีแลวจึง
ตกแตงดวยตนไมอีกครัง้
พืชพรรณท่ีใชมีความหลากหลาย โดยคํานึงการเลียนแบบบรรยากาศมาจากธรรมชาติ เชนอาจ
เลียนแบบมาจากบรรยากาศน้ําตก พืชพรรณที่ใชจะเปนไมเมอื งรอน ไมทอ่ี ยูใกลน้ํา ไมชอบน้ํา โดยการจัดวาง
พชื พรรณจะยงั คงยดึ หลักของไมห ลัก ไมร อง และไมประดบั เปน สวนสําคัญ
การนําหลักการออกแบบมาใชกับการจัดสวนธรรมชาติ อาจยึดหลักการใด หลักการหน่ึง เชน การยึด
หลกั การความสมดลุ ในการออกแบบวางตน ไม จัดวางตามความสมดลุ
หลักการในการออกแบบและตกแตงสวนธรรมชาตินี้จะยึดหลักความกลมกลืนและธรรมชาติ เลือก
แสดงบรรยากาศของสวนไดอยางชัดเจน เชนสวนน้ําตกก็จะแสดงความเปนสวนน้ําตก บรรยากาศที่ชัดเจน
คาํ นงึ ถึงความเหมาะสม สวยงามลงตัวของการวางวัสดุ อุปกรณใ นการตกแตง สวน
การประยุกตใชสวนธรรมชาติกบั การจัดสวนในโรงเรยี น
สวนธรรมชาตสิ ามารถจดั ไดต ามมมุ ตา ง ๆ ของโรงเรยี นและจดั ไดห ลากหลายกวาสวนประดิษฐ เหมาะ
กบั การจัดสาํ หรบั มมุ พกั ผอ น มมุ มองพเิ ศษของโรงเรยี น เพราะมีสภาพแวดลอมที่สงเสริมการพกั ผอนพเิ ศษกวา
สวนหยอม โดยเพ่ิมความเปนธรรมชาติ เชน น้ําตก ลําธารเขาดวย แตอยางไรก็ตาม ไมควรมีหลายจุดเพราะ
ดูแลรกั ษายากกวาสวยหยอม เน่ืองจากเพมิ่ องคป ระกอบธรรมชาติเขามา
ภาพที่ 2-76 สวนธรรมชาติ ภาพท่ี 2-77 สวนธรรมชาติ
ทม่ี า : ปรบั ปรุงจาก https://www.novabizz.com/CDC/Garden/Garden_Style_Water.htm
2.3.4 สวนไทย (Thai garden style)
การจัดสวนของไทยมมี าตั้งแตสมยั สุโขทัย สมัยกรุงสุโขทัยลักษณะของเมืองจากหลักฐานศลิ าจารึกได
บงช้วี า เมืองสุโขทยั แบง สวนทน่ี าสนใจทางดานกายภาพออกเปนสวนตาง ๆ หลายสวนในผังนั้นสวนทีเ่ กี่ยวขอ ง
กบั พื้นท่สี ีเขียว มี ทุง นา ไรน า ทโ่ี ลง ปา เรือกสวน อรัญญิก คลอง หนอง บึง ตระพัง เข่ือน สรีดภงส และภูเขา
นอยใหญ ในศลิ าจารึกไดบรรยายถงึ สภาพในเมอื งวาเบ้ืองตะวันตกของเมืองสุโขทัยนี้มีอรัญญิก ฯลฯ เบ้ือง
ตะวันออกของเมืองสุโขทัยมี วิหารมปี ูครู มที ะเลหลวง มีปาหมาก ปาพลูมีไรนา มถี ิ่นฐานบานใหญ บานเล็ก
มปี าหมาก ปา ขามดูงามดงั่ แกลง เบื้องตนี นอนสโุ ขทยั มตี ลาดปสาน มีสรีดภงส มีปาพราว มีปามวง ปาขามมีนํ้า
โตกมพี ระขะพงุ ผี จากลักษณะหลกั ฐานศลิ าจารึกดงั กลาวสะทอนใหเ หน็ ถึงภาพของคนในสมยั กรงุ สุโขทยั ท่มี ี
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 42
ชีวิตผูกพันอยูกับศาสนาธรรมชาติ การจัดสวนท่ีอยูในรูปแบบของสวนใกลบาน ไมที่ปลูกไดแก หมากพลู
มะพรา ว มะมว ง
ในสมยั กรุงศรีอยุธยาการสรางกรุงในระยะแรกใหความสําคัญกับบริเวณหนองโสน หรือบึงพระรามใน
ปจจุบัน มีการสรางพระราชวังทางตอนเหนือของบึงพระราม ซึง่ บึงพระรามน้ีถอื วาเปนพื้นท่ีวางสาธารณะที่
ใหญท ส่ี ุดภายในเมือง ท่ปี ระชาชนใชป ระโยชนเปนท่ีพักผอน แตถา หากตอ งการใชท่ีวางอื่น ๆ เพ่ือการพักผอน
หรอื ละเลน ตอ งพากนั ออกไปทอ งทุงนอกกําแพงเมอื งที่มีท้ังพ้ืนทว่ี างและพ้ืนทีเ่ กษตรกรรม ตอมาในสมัยสมเด็จ
พระนารายณม หาราช จากหลักฐานการบันทกึ ท่ีพอมีในสมยั นั้นพบวามีการสรางสวนในพระราชวังโดยเฉพาะ
พระราชวงั นารายณร าชนิเวศน จ.ลพบุรี สรา ง และประดับดว ยตน ไม และนํ้าพุแตไมใหประชาชนเขา ไปใช โดย
ไดรูปแบบการจัดสวนมาจากพระราชวังแวรซายของพระเจาหลุยสที่ 14 ของประเทศฝร่ังเศส นอกจากน้ียังมี
พระราชอุทยานสวนพระองคอกี คอื สวนแกว นอกจากไดรับอิทธิพลมาจากยุโรปแลว ในสมัยกรุงศรีอยุธยายัง
ไดรบั อทิ ธิพลมาจากจีน และญีป่ ุนสําหรบั อทิ ธิพลจากจนี จะเห็นไดจ ากถวยโถโอชา เขามอ เปนตน
สมัยกรงุ รตั นโกสินทรเรม่ิ ตั้งแตรัชกาลท่ี 2 เปนตน มาไดร บั อทิ ธพิ ลตอเนื่องมาจากอยุธยา ลกั ษณะเปน
สวนภูเขา ซ่ึงเรียกกันวา เขามอ หรือ ถะมอ (ภาพที่ 2-78 และ 2-79) เปนการนําหินมาจัดประกอบเปนภเู ขา
อาจมีนํ้าตก ลาํ ธาร บอ น้าํ ตน ไมส ว นใหญจ ะใชไ มดัด ขอ ย มะสงั มะขามแกว
ภาพที่ 2-78 เขามอภายในวัดโพธิ์ ภาพท่ี 2-79 เขามอภายในวดั โพธิ์
ท่มี า:พรรณเพญ็ ฉายปรีชา, 2544 ที่มา:พรรณเพ็ญ ฉายปรชี า, 2544
รัชกาลที่ 3 ลักษณะสวนภูเขา หรือเขามอจะใหญกวาสวนในรัชกาลที่ 2 เพราะในสมัยน้ีมกี ารขยาย
พระราชฐานตัวอยางรองรอยการจัดสวนพอจะหาดูไดจาก บริเวณพระบรมมหาราชวัง วัดพระแกว วัดโพธิ์
วดั สุทศั น
ในสมยั รัชกาลที่ 5 ทรงเปนพระมหากษัตริยที่ทรงรักตนไมเปนอยางย่ิงพระองคหน่ึงถึงกับทรงต้ังกรม
พระราชอุทยานขน้ึ เพอื่ รบั ผดิ ชอบงานรกั ษาตนไมโ ดยเฉพาะ โดยเจากรมมีบรรดาศักดแิ์ ละราชทนิ นามเปนพระ
ยาอภิรักษราชอุทยานเปนผูดูแลตนไมหลวงและขยายกจิ การตามลําดับปรากฏพระราชวังสราญรมย (สรางใน
รัชกาลท่ี 4) ซึ่งตรงกันขามกับพระบรมมหาราชวังเปนอทุ ยานที่สวยงาม นอกจากน้ันยังไดรับอทิ ธิพลการจัด
สวนจากประเทศตา ง ๆ เชน จนี อนิ เดีย ยโุ รป และลังกา
ในรัชกาลท่ี 6 ทรงพระราชทานทด่ี ินสวนพระองคบริเวณทุงศาลาแดงใหจัดสรางเปนพน้ื ที่สาธารณะมี
วัตถุประสงคเพ่ือใชเปนสถานท่ีจัดงานแสดงสินคาและเมื่อเสร็จจากงานแลวจะใหเปนที่พกั ผอนหยอนใจของ
ประชาชนทั่วไปโดยไดพระราชทานนามสวนนี่วา “สวนลุมพินี” ซ่ึงแสดงใหเห็นถึงการเร่ิมมีการใชพ้ืนท่สี เี ขยี ว
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 43
ในรูปแบบเพ่ือสาธารณชนมากข้นึ แตพ ื้นท่ีดังกลาวยังไมไ ดม ีพธิ ีเปดอยางเปนทางการพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ
เกลา เจาอยูหวั กเ็ สดจ็ สวรรคตกอ นทีจ่ ะมีพิธเี ปดใชอยางเปน ทางการ
องคประกอบของการจดั สวนไทย
พชื พรรณท่ีใชในการจัดตกแตง สวนมากจะเปนไมดัดการจัดสวนไมดดั มีมาต้ังแตส มยั กรุงรัตนโกสินทร
ตอนตน แลวโดยไดนําไมที่มีลักษณะกง่ิ เหนียวมที รงพุมที่แนนนํามาดัดใหเปนรูปทรงตาง ๆ เชน ขอ ยดดั ตะโก
ดัด มะขาม นอกจากไมดัดแลวยังมีการนําเอาไมไทยทส่ี ว นใหญจะมีกล่ินหอม เชน จําปา จําป ราตรี การเวก
พะยอม ลาํ ดวน ฯลฯ เขามาใชในการจัดสวน
วสั ดตุ กแตงสวน สวนท่ีเปนสวนไทยน้นั จะนําวัสดุตกแตงสวนทมี่ รี ปู แบบความเปน ไทยนาํ มาจดั ตกแตง
สวน เชน เขากอ เขามอ เกวยี น หรืออปุ กรณต ามทอ งถ่นิ พื้นบาน การยกุ ตใ ชสวนไทยในโรงเรยี นกเ็ ชนเดียวกนั
กับสวนอืน่ ๆ
ภาพที่ 2-80 การนําเอาวสั ดตุ กแตงสวนไทย ภาพท่ี 2-81 การนําเอาวสั ดตุ กแตงสวนไทย
ที่มา : ปรับปรุงจาก https://www.gotoknow.org/posts/303535 ทีม่ า : ปรับปรุงจาก https://www.google.co.th/search?q
2.3.5 สวนพฤกษศาสตรในโรงเรยี น
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดําริบางประการเก่ียวกับ
การอนุรักษพันธุกรรมพืช"การสอนและอบรมใหเด็กมีจิตสํานึกในการอนุรักษพืชพรรณน้ัน ควร ใชวิธีการ
ปลูกฝงใหเ ด็กเห็นความงดงาม ความนาสนใจ และเกดิ ความปตทิ ี่จะทําการ ศกึ ษาและอนุรักษพืชพรรณตอไป
การใชว ิธกี ารสอนการอบรมทใี่ หเกดิ ความรูสึกกลัววา หากไมอนุรักษแลวจะเกิดผลเสีย เกดิ อันตรายแกตนเอง
จะทาํ ใหเ ดก็ เกดิ ความเครยี ด ซง่ึ จะเปนผลเสยี แกป ระเทศในระยะยาว"
โครงการอนุรักษพันธุกรรมพชื อนั เน่ืองมาจาก พระราชดําริฯ ไดดาํ เนินงานสนองพระราชดําริ จัดต้ัง
งาน "สวนพฤกษศาสตรโ รงเรียน" เพอื่ เปน สื่อในการสรา ง จิตสาํ นึกดา นอนรุ กั ษพ ันธุกรรมพืช โดยใหเยาวชนนั้น
ไดใ กลชิดกับพืชพรรณไม เห็นคณุ คา ประโยชน ความ สวยงาม อันจะกอใหเกดิ ความคิดทจ่ี ะอนุรักษพืชพรรณ
ตอไป ซึ่งสามารถดําเนินการสวนพฤกษศาสตรในพ้ืนที่ของโรงเรียน อีกทั้งใชในการศึกษาและเปนประโยชน
ตอเนอื่ งในการเรยี นการสอนวิชาตา งๆ
สวนพฤกษศาสตรโรงเรียน จึงเปนการดําเนินงานที่อิงรูปแบบของ “สวนพฤกษศาสตร” โดยมี
การรวบรวมพันธไุ มท ่มี ชี วี ติ มแี หลง ขอมลู พรรณไม มีการศึกษาตอ เนื่อง มีการเก็บตัวอยางพรรณไมแ หง พรรณ
การจัดสวนโรงเรียน หนา 44
ไมดอง มีการรวบรวมพันธุไมทองถ่ินเขามาปลูกรวบรวมไวในโรงเรียน และภูมิปญญาทองถิ่น มีการบันทึก
รายงานและขอมูล รวมท้ังภูมิปญญาทองถ่ินเกี่ยวกับพันธุไม มีมุมสําหรับศึกษาคนควาและมีการนําไปใช
ประโยชนเปนสื่อการเรียนการสอนในวิชาตางๆ เปนการดําเนินการใหสอดคลอง กับสภาพทองถ่ิน ไมฝน
ธรรมชาติ และเปนไปตามความสนใจและความพรอมของโรงเรียน ดําเนินการโดยความสมัครใจ ไมใหเกิด
ความเครยี ด
สวนพฤกษศาสตรโรงเรยี นประกอบดวย 5 องคป ระกอบ
ก. องคป ระกอบที่ 1 การจดั ทาํ ปา ยชื่อ
“รลู กั ษณ รูชอื่ รจู ัก” ใหนกั เรยี นรจู ักชือ่ จากการสัมผัส การสังเกตพรรณไม หรือปจ จัยทีศ่ ึกษา เชน
เม่อื เหน็ พรรณไมชนดิ หนึง่ ดอกคลายแตร สแี ดง อาจชือ่ ดอกแตรแดง ใหส นั นิษฐานไวกอ นวาอาจจะชอ่ื ดอกแตร
แดง แลว จึงศกึ ษาเพิม่ เตมิ
การท่ีจะหาชื่อกอนอื่นตองเก็บตัวอยางเพื่อใชในการการสืบหาขอมูลจากชาวบานในหมูบานนั้นๆ
เพราะตองทราบชื่อประจําถ่ินกอน เพื่อท่ีจะใชในการสืบคนชื่อวิทยาศาสตร และช่ือวงศ ในการเก็บตัวอยาง
ช้ินสวนพชื นนั้ ประกอบไปดว ย ใบ ดอก ผล หรอื จดจําลักษณะเดน ๆ ของลําตน
ขั้นตอนในการจดั ทาํ ปายชื่อพรรณไม
1. สืบคนชอื่ พ้นื เมอื ง และตัง้ หมายเลขประจาํ ตน
2. ศึกษาโครงสรางสวนประกอบ และการจําแนกชนิดพืช โดยการเอกสารการศึกษาพรรณไม ก 7-003
3. จัดทําตัวอยางพรรณไมแ หง
4. วาดภาพทางพฤกษศาสตร
5. จดั ทาํ แผนผังพรรณไม
6. จัดทําปายชื่อพรรณไมท ี่สมบูรณ
จัดทําปายช่ือพรรณไมในโรงเรียน ในขั้นแรกใหใชช่ือพื้นเมืองหรือชื่อทองถิ่นเปนปายช่ัวคราวกอน
จากนัน้ ใหศ ึกษาขอมูลพรรณไมน ั้น โดยการใชเอกสาร ก 7-003 การศกึ ษาพรรณไม แลวนําไปเปรียบเทียบกับ
แหลงขอมูลอนื่ เชน Internet หรอื หนงั สือพรรณไม หากขอ มูลสว นใหญต รงกนั ใหน ําชอ่ื วทิ ยาศาสตรทไี่ ดม าไป
ตรวจสอบกับนักพฤกษศาสตร เพื่อใหไดช ื่อท่ีถกู ตอ งท่ีสุด หากไมสามารถคน ควาไดใ หจัดทําตัวอยางพรรณไม
แหง จากสวนตางๆ เชน ใบ ดอก ผล สงไปใหกับทางโครงการอนุรักษพ ันธุกรรมพชื เพ่ือทําการจําแนก หาช่ือ
วทิ ยาศาสตร วงศ และขอ มูลตาง ๆ
ภาพท่ี 2-82 ตัวอยา งปายชอื่ ติดกับตนไมในสวนพฤกษศาสตรโรงเรยี น
ทมี่ า : http://www.rspg.or.th/botanical_school/index.htm
การจดั สวนโรงเรียน หนา 45
สํารวจจัดทําปายช่ือตนไมในโรงเรียน ในข้ันแรกใหจัดทําปายชั่วคราวประกอบไปดวยชื่อพื้นเมือง
หมายเลขประจาํ ตน และขอมูลอน่ื ๆ
ปายช่ือสมบูรณ จะแสดงช่ือพนื้ เมอื ง ชอ่ื วทิ ยาศาสตร ชอื่ วงศ ช่ือสามัญ และประโยชนของพชื
ภาพที่ 2-83 ปา ยชอ่ื สมบรู ณ
ที่มา : http://www.rspg.or.th/botanical_school/index.htm
ทะเบียนพรรณไมท ่สี าํ รวจภายในโรงเรยี น
ตารางที่ 2-1 ทะเบยี นพรรณไมทีส่ าํ รวจภายในโรงเรยี น
ชื่อสถานศึกษา...............................................................จงั หวดั .........................รหัสสมาชิก.............
หมายเลข ชือ่ พ้ืนเมอื ง ช่ือวิทยาศาสตร ช่ือวงศ ลกั ษณะวิสัย ลกั ษณะพิเศษของพืช บริเวณทพ่ี บ
001 ยารว งหวั ครก Anacardium occidentale L. ANACARDIACE ไมยนื ตน มีเมลด็ อยูน อกผล อาคาร6
การจดั สวนโรงเรียน หนา 46
ข. องคประกอบที่ 2 การรวบรวมพนั ธไุ มเ ขา มาปลูกในโรงเรยี น
“คลุกคลี เหน็ คุณ สุนทรี” การรวบรวมพันธไุ มเ พื่อนาํ เขามาปลูกในโรงเรียนควรเปนพนั ธุทีส่ ามารถหา
ไดในทองถ่ิน เรียนรูหาขอมูลพรรณไมน้ัน จัดทําปายชื่อ บันทึกแหลงท่ีมา บันทึกความเปล่ียนแปลง การใช
ประโยชนจากพันธไุ มในทอ งถน่ิ
ลําดับการเรียนรู
1. ศึกษาขอมูลจากผังพรรณไมเดิมและศึกษาธรรมชาติของพรรณไม ศึกษาความสอดคลองระหวาง
พรรณไมที่จะนําเขามาปลูก โดยดจู ากลักษณะวิสัย หรือถน่ิ อาศัยของพันธุไมน้ัน และจัดทํารายงานการศึกษา
พรรณไมทีอ่ ยูในธรรมชาติ
2. สาํ รวจ ศกึ ษา วเิ คราะหสภาพพ้นื ท่ี
1) สภาพภมู ิประเทศ เชน เปนพนื้ ทรี าบ ทล่ี ุม ท่ีลาดเอียง ท่ีชมุ น้าํ
2) ชนดิ ของดิน เชน ดินเหนียว ดนิ รว ม ดนิ ทราย
3) น้ํา เปน นา้ํ แบบไหน เชน นํ้าจดื นํ้าเคม็ นํ้ากรอ ย
4) ลม ทิศทางและกระแสลม
5) แสงและอุณหภูมิ
3. พิจารณาคุณประโยชน และสุนทรยี ภาพของพรรณไม โดยใชประสาทสมั ผัสท่ี 5 คือ
1) ตา พิจารณารปู รางและรูปทรงของตนไม
2) หู ฟง ความไพเราะของเสียง
3) จมูก ดมกลิ่นของพรรณไม
4) ลน้ิ พจิ ารณารสชาติ
ใหนําผลที่ไดจากการพิจารณาของประสาทสัมผัสที่ 5 ไปแบงตามผังการปลูก และการใช
ประโยชน ของพรรณไม
4. กาํ หนดการใชประโยชนในพืน้ ท่ี
กําหนดพื้นทใี่ หเหมาะสมกบั การใชประโยชนตามวัตถปุ ระสงค เชน โซนไมหอม โซนสมุนไพร โซนไม
ดอก หรอื โซนไมผ ลัดใบ
5. กําหนดชนดิ พรรณไมทจ่ี ําปลูก
หลักการเลือกพรรณไมท่ีจะนําเขามาปลูกควรพิจารณาจากสภาพพ้ืนที่ โดยใชพรรณไมทีม่ ีในทองถิ่น
เปนหลัก เพือ่ เปนการรักษาพันธุกรรมพืช เชน พชื ท่ีมีความสําคัญในทองถ่ิน หรือพันธุท่หี าไดยากใกลสุญพันธุ
พชื ทไี่ มเ ปน พืชเสพติด พชื สมนุ ไพรหรอื ผักพื้นเมอื งตางๆ รวมไปถึงไมดอกไมป ระดับที่มีอยูในทองถน่ิ ดว ย
6. การทําผังภมู ทิ ศั น
จดั ทํารายละเอียดการปลูกพันธไุ มใ นรูปแบบผังและตาราง เชน รหัสตนไม ชื่อตนไม ขอบเขตตาํ แหนง
ทีจ่ ะปลกู จําจวน ลักษณะวสิ ัย ขนาดทรงพมุ
7. จดั หาพรรณไมและวสั ดุปลูก
การจัดสวนโรงเรียน หนา 47
จดั หาพรรณไมจ ากในทองถนิ่ โดยใหนกั เรยี นหรอื บุคลากรในสถานศึกษารวบรวมพรรณไมท ่ีอยูใกลบาน
หรือไดร ับการสนับสนุนจากหนวยงานตางๆ หรือจากผูปกครอง แลวทําการขยายพนั ธุโดยการเพาะเมลด็ การ
ตอนกงิ่ การปกชาํ การตดิ ตา หรอื การเพาะเลี้ยงเน้ือเย้ือ
8. การปลูกและดแู ลรกั ษา
การปลูกพรรณไมควรปลูกตามตําแหนงที่ไดกําหนดไวในผังภูมิทัศน และบันทึกขอมูลการปลูกเชน
ช่ือพรรณไม วันท่ีปลูก จํานวนการปลูก และผูปลูก ในสวนของการดูแลรักษานั้นใหจัดต้ังเวรการดูแลรักษา
ขึ้นมา เชน การรดนํ้าประจําวัน การใสปุย การกําจัดวัชพืช และบันทึกการดูแลรักษา เชน วิธีดูแลรักษา
และเซน็ ชือ่ ผดู ูแลรักษา ซ่ึงอยูในรูปแบบตาราง
ตารางที่ 2-2 การดแู ลรักษาสวนพฤกษศาสตรโ รงเรยี น
ชื่อ-นามสกุล.................................................................ผูบ นั ทึก ระดับชั้น....................โรงเรยี น...............
ช่ือพชื ลกั ษณะการนําเขามา วัน/เดือน/ปท่ี วัน/เดือน/ปที่ การดูแลรกั ษา การเปล่ยี นแปลง สรุป
ปลูก เมล็ด ตน กลา ฯ ปลกู ทพี่ บ
บันทึก การใหนาํ้ การใสปยุ
สรุปภาพรวมการศึกษา หลงั จากเสร็จส้นิ หารศกึ ษา....................................................................................................
9. ศกึ ษาคณุ ประโยชนข องพชื พรรณทีป่ ลกู
1) ออกแบบตารางบันทึก
2) บันทึกการเปล่ียนแปลง เชน การเจรญิ เตบิ โต
3) บันทึกคณุ ประโยชน เชน คณุ ประโยชนทเ่ี กดิ แกค น สรรพสัตว และสถานศึกษา
ค. องคประกอบที่ 3 การศึกษาขอมลู ดา นตางๆ
“รูการวิเคราะห เห็นความตาง รูความหลากหลาย” นําทรัพยากรธรรมชาติมาเปนปจจัยการเรียนรู
โดยใชปจจัยหลายปจจัยที่มาจากชนิดเดียวกันหรือตางชนิดกัน เพ่ือใหเห็นความตาง เมื่อเปนความตางก็จะ
นาํ ไปสจู ินตนาการและใชประโยชนใ นงานแตล ะดาน
ลาํ ดับการเรยี นรู
1. การศกึ ษาพรรณไมใ นสวนพฤกษศาสตรโรงเรียน (ห.7-003) ครบตามทะเบยี นพรรณไม
1) การมีสวนรวมของผูศึกษา ใหบันทึกชื่อพรรณไม รหัสพรรณไม ในบริเวณท่ีสํารวจ และ
บันทกึ วนั ทส่ี าํ รวจ ผสู าํ รวจ ผรู วมสาํ รวจ และวาดภาพประกอบ
2) การศึกษาขอมูลพ้ืนบาน เชน ชื่อพ้ืนเมือง การใชประโยชนจากพรรณไมของชาวบานใน
ทอ งถิ่นไมว าจะเปน ดา นอาหาร หรือยารกั ษาโรค
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 48
3) การศึกษาขอมูลพรรณไม ตัวอยางเชน ลักษณะของใบ ดอก ผล ลักษณะวิสัย ความสูง
หรอื ทรงพมุ
4) การสรุปลักษณะพรรณและขอมูลพรรณไม โดยการบันทึกชื่อ รหัสพรรณไม แลว นําขอมูล
พรรณไมท ไ่ี ดบ นั ทกึ มามาเขียนเรยี บเรียง
5) การสืบคนขอมูลพฤกษศาสตร นําขอมูลพรรณไมมาเปรียบเทียบเพ่ือคนขอมูลทาง
พฤกษศาสตรแลวบันทึกช่ือวิทยาศาสตร ช่ือวงศ ชื่อสามัญ ชื่อพื้นเมือง และลักษณะทางพฤกษศาสตรของ
พรรณไม
6) บันทกึ ขอ มลู เพมิ่ เติม เชน ฤดูกาลออกดอกติดผล
2. การศึกษาพรรณไมท ี่สนใจ
ศึกษาลักษณะภายนอกและภายในพรรณไมโ ดยละเอียด โดยพจิ ารณา และจําแนกรูปลักษณภ ายนอก
ของพรรณไมแตละชนิดโดยละเอียด และกําหนดคําท่ีใชเรียกกํากับ เชน ลักษณะใบ รูปใบ ปลายใบ โคนใบ
ขอบใบ ขนาดใบ ลักษณะของผิวใบดา นบน ลักษณะของผิวใบดา นลาง ลักษณะดอก ลักษณะผลและเมล็ด นํา
ขอมูลทไ่ี ดมาเปรียบเทยี บความตา งในแตละเร่อื ง จดั ลาํ ดับของการศึกษาเพือ่ ความเปน ระเบียบ
ง. องคป ระกอบที่ 4 การเขียนรายงาน
“รูสาระ รูสรุป รูสื่อ” รวบรวมผลการเรียนรู วิเคราะห เรียบเรียงสาระ จัดระเบียบขอมลู สาระแตละ
ดา น วิธีเขียนรูปแบบรายงาน เพ่อื รายงานผลการเรียนรูท ี่ถูกตอ ง
1. รวบรวมผลการเรยี นรูท จ่ี ะนาํ มาเขยี นเปนรายงาน
1) ชอ่ื และขอมลู ผูศกึ ษา
2) ขอมลู พื้นบา น
3) ชอ่ื พื้นเมือง ชือ่ วิทยาศาสตร ประโยชน
4) ชือ่ พรรณไม ลักษณะ และขอมลู พรรณไม
5) ภาพวาดหรอื ภาพถา ยทรงพุม และสว นตางๆของตนไม
6) ขอมูลเพ่ิมเตมิ เชน การขยายพันธุ
2. คัดแยกสาระสําคญั ใหเ ปน หมวดหมู
1) วิเคราะห และเรียบเรียงขอมูลที่ไดมาแบงแยกเปนสวน ๆ แลวเรียบเรียงขอมูลให
เหมาะสม
หมวดชอ่ื พรรณไม ชือ่ พรรณไม ชอ่ื วทิ ยาศาสตร ช่ือวงศ ช่อื สามญั ช่อื ทองถ่นิ
หมวดลักษณะ ลกั ษณะวสิ ยั การขยายพันธุ ใบ ดอก ผล เมลด็
หมวดประโยชน การใชประโยชนข องชาวบา นในทองถิน่
2) จดั ระเบียบขอ มลู สาระแตละดา นเปน การนาํ เขาแบบเรียบเรียงแลว
3) จัดลาํ ดบั สาระหรือกลมุ สาระเปน การนําขอมลู แตล ะดา นมาจัดลําดับตามความเหมาะสม
การจดั สวนโรงเรียน หนา 49
ตวั อยา ง
ลกั ษณะทวั่ ไป ชนิดของพรรณไม เชน ไมยืนตน ไมพุม หรือไมคลุมดิน ถิ่นอาศัย
การขยายพนั ธุ
ใบ ชนดิ ของใบ รูปรา งใบ ลกั ษณะของขอบปลายใบ โคนใบ ขอบใบ
ขนาดของใบ
ดอก ชนดิ ของดอก ขนาดดอก จาํ นวนกลีบดอก สดี อก จาํ นวนเกสร
ผล ชนดิ ผล รปู รางผล ขนาดของผล สผี ล
เมลด็ จาํ นวนของเมล็ด รปู รา งของเมลด็ การงอกของเมลด็
จ. องคป ระกอบท่ี 5 การนาํ ไปใชประโยชนในดานตาง ๆ
“นําองคความรทู เ่ี ปน วทิ ยาการเผยแพรเพ่ือใหเกิดองคค วามรูใหม” การบูรณาการสูการเรียนการสอน
ในกลุมสาระ และสาขาวิชาตาง ๆ การเผยแพรองคความรู การใช การดูแลรักษาและพัฒนาแหลงเรียนรูเพ่ือ
การใชป ระโยชนอ งคค วามรใู นวงกวาง การนําไปใชใ นการเรยี น การสอนบรู ณาการ วิชาวทิ ยาศาสตร ภาษาไทย
ภาษาองั กฤษ
การนาํ สวนพฤกษศาสตรโ รงเรียนบรู ณาการสูก ารเรยี นการสอน ตามทสี่ มเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ
สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดาํ รฯิ เกี่ยวกบั การศกึ ษาวา
“นอกจากพืชพรรณแลว สิ่งท่ีมใี นธรรมชาติ ส่ิงที่หาไดงาย อาจเปนอปุ กรณสอนไดห ลายอยาง แมแต
วิชาศิลปะก็ใหมาวาด รูปตน ไม ก็ไมตองหาของอื่นมาเปนแบบ หรือเร่ืองภาษาไทย การเรียงความ ก็อาจทาํ ให
เร่ืองของการเขียนรายงาน ทําใหหัดเขียนหนังสือ หรืออาจแตงคําประพันธ ในเร่ืองพืชเหลาน้ี”
(วนั ที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๐ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจติ รลดา)
สวนพฤกษศาสตรโรงเรียนคือทุกส่ิงที่อยูในโรงเรียนโดยมีพืชเปนปจจัยหลัก และชีวภาพอื่น ๆ
เปนปจ จัยรอง
การนําสวนพฤกษศาสตรโรงเรยี นบูรณาการในการเรียนการสอน
วิชาคณิตศาสตร
วิชาคณิตศาสตรเปนวิชาท่ีศึกษาเกี่ยวกับจํานวนตัวเลข การคํานวณ ทฤษฎีตางๆ ซ่ึงเปนการหา
ขอเท็จจริง เปนวิชาท่ีตองใชความคดิ มคี วามเขาใจในหลักการและโครงสรางของคณติ ศาสตร การนํานักเรียน
เขา ไปในสวนพฤกษศาสตรโรงเรียนเปน การสื่อใหเดก็ เห็นสื่อการเรียนการสอนของจรงิ นอกจากน้ียังเปนการลด
ความเครยี ดของเดก็ ที่ตองน่งั อยูแตใ นหอ งเรียน
วิชาสงั คมศึกษา
วิชาสังคมศึกษามจี ุดประสงคใหนักเรียนมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับความสัมพันธ และอิทธิพลของ
สภาพแวดลอม ซึ่งมุงเนนในดานของการเปนพลเมืองของสังคมที่๖นเปนสมาชิกอยู ตัวอยางการนําสวน
พฤกษศาสตรโ รงเรียนไปใชในการเรยี นการสอนวิชาสังคมศึกษา เชน การเปรียบเทยี บสังคมพืชกบั สังคมมนุษย
เคร่ืองเทศกับการลาอาณานิคม ปาในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต ศึกษาพันธุไมในพุทธประวัติเปรียบเทียบ
พรรณไมกบั สจั ธรรม
การจดั สวนโรงเรียน หนา 50
วชิ าภาษาไทย
มจี ุดมงุ หมายใหผูเ รียนสามารถใชภ าษาไทยไดทง้ั การ พูด อาน เขยี น ใชภาษาไทยในการส่ือสารตดิ ตอ
กบั ผูอื่นไดอยางถกู ตอ ง เราสามารถนําสวนพฤกษศาสตรโรงเรียนมาใชประกอบในวิชาภาษาไทยด้ังแตอนุบาล
เชน เขียนชื่อตนไม หัดอาน สะกดคํา สวนระดับสูงขึ้นมาใชเสริมความเขาใจ ทําใหเขาใจงาย ชัดเจนยิ่งขึ้น
นอกจากนย้ี งั สามารถใชเปนแหลง ขอมลู ในกรเขียนรปู แบบตาง ๆ ไดท ้ังนิยาย นิทาน รอยแกว รอยกรอง ฯลฯ
2.4 องคประกอบในการจัดสวน
องคประกอบในการจดั สวนเปน สว นสําคัญในการจัดสวนโรงเรียนเนื่องจากหากจะจัดสวนใหไดดีตอ งมี
ความเขา ใจในเร่ืององคของสวนเพื่อใหสามารถเลือกใชไดอยางถกู ตองและเหมาะสมกับรูปแบบและสไตลของ
สวน การเลือกใชวัสดอุ ปุ กรณท่ีเหมาะสมตามลกั ษณะทางดา นกายภาพ ตามหลกั การออกแบบ ตามหลักการจัด
องคประกอบ จึงจะทําใหสวนเกิดความสมบูรณสวยงามไดอยาง และเปนผลลัพธของการจัดตกแตงที่เปน
ประโยชนมากที่สุด ดังน้ันการศึกษาองคประกอบของสวนจึงมีความจําเปนอยางยิ่ง สําหรับการจัดสวน
องคประกอบในการจัดสวนประกอบดว ยองคประกอบ ไดแ ก
2.4.1 องคป ระกอบออ นนมุ (Softscape) หมายถงึ องคประกอบท่ีเปนวัสดุพืชพรรณตาง ๆ ในงานจดั
สวน ซึง่ รวมถึงงานดนิ งานปรับระดับ นํา้ และการทาํ สนามหญา ในการศกึ ษาองคประกอบออนนุมจะกลา วถึง
แตล ะองคป ระกอบดงั ตอ ไปน้ี
ก. พืชพรรณ (Plants) ในงานจัดสวนพืชพรรณนับวามีความสําคัญในการการออกแบบ
พชื พรรณน้ันจะมีพชื พรรณที่เปนพืชพรรณเดิม และพืชพรรณที่เรานํามาจัดใหม ในทางจัดสวนแลว การใชพ ืช
พรรณมหี ลักการในเลอื กใชในงานจดั สวนดังตอไปนี้
1) เปนพืชพรรณเหมาะสมกับสภาพแวดลอมของพื้นท่ีจัดสวน การเลือกใชพืชพรรณใน
การจัดสวนน้นั จาํ เปนตอ งใหเ หมาะสมกบั สภาพแวดลอ มเปน สาํ คัญ เชน การปลูกที่เหมาะกับความตอ งการแสง
พืชในรม พืชกลางแดด เลอื กใหถกู ตองเพราะถา ไมถูกตองจะทาํ ใหการจดั สวนน้ันไมประสบความสําเร็จ ปลูกไป
ไดสักพกั ก็จะทาํ ใหต นไมไมส ามารถเจริญเตบิ โตตอไปได จะสวยเพยี งช่ัวคราวเทา นั้น เชนการนําไมในรมไปปลูก
กลางแจง จะทาํ ให พืชใบไหมเห่ียวเหา เน่ืองจากไมสามารถทนแดดได หรือการนําไมกลางแจงไปปลูกในรมจะ
ทําใหพ ืชไมแ ขง็ แรง เล้ือยยาว ใบพยายามไปหาแสง
รายชือ่ ไมใ นรมท่ีนยิ มใชในการจดั สวน
พลดู า ง ดาดตะกวั่ แวน แกว หนวดปลาดุก
บโี กเนยี กาบหอยแครง หมากแดง คลา เงนิ
คลา มา ลาย ฟโรเดนดรอน หนา วัว หวายเขียว
รายชอ่ื พรรณไมกลางแจง ที่นยิ มนํามาจดั สวน
กระดมุ ทองเลือ้ ย คณุ นายตืน่ สาย โคลงเคลงเลอื้ ย ถ่ัวบราซิล
แดงชาลี ผักเปดแดง หลิวดอกมว ง เทยี นทอง
ชาดัด ไทรยอดทอง ไทรเกาหลี ไทรองั กฤษ
ดาวเรอื ง บานชน่ื หงอนไก ผเี ส้อื
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 51
ฤาษผี สม บานเย็น โกสน ลนิ้ กระบอื
มะลิ เทยี นทอง เยอบีรา การะเกด
สบั ปะรดสี เขม็ แดง ผกากรอง ผกั เปด แดง
พุดน้าํ บศุ ก หมากเหลอื ง ลิน้ กระบอื พุด
ขาวตอกพระรว ง เฟอ งฟา ครสิ ตินา ขอย
สนมังกร สนแผง เทยี นทองพุม ชาดัดพมุ
ไทรเกาหลี เทียนหยด นีออน ปาลม จีบ
ปาลม แชมเปญ รําเพย ยี่โถ สนบลู
2) การเลือกขนาดของพืชพรรณใหเหมาะสมกับพื้นที่ พืชพรรณในการจัดสวน แบง
ออกเปน ไมยืนตน ไมพุม ไมคลุมดิน ไมน้ํา ไมอวบน้ํา การเลือกขนาดของพืชพรรณใหเหมาะสมกับพื้นที่
หมายถงึ ตอ งมีความเขาใจ พชื ชนิดนั้นเปนไมพุม ไมยืนตนหรือไมค ลุมดิน เชน ไดไมพมุ มาในขณะท่ีเปนตนเล็ก
ก็ปลูกเปน ไมคลุมดนิ เมอ่ื เวลาผานไปทาํ ใหไ มก ลายเปน ไมยนื ตน ทาํ ใหสวนเปลยี่ นไป
ไมย นื ตน (Tree) หมายถึง ตนไมทมี่ ีเน้ือไม มีอายยุ ืนยาวมีลาํ ตนเดี่ยว (A single stem) ทีเ่ จริญเติบโต
มาจากดนิ และแตกทรงพมุ ในระดับที่เหมาะสม แบงตามอาศยั ขนาดของไมยืนตน แบง ออกไดเ ปน 3 กลมุ
2.1) ไมยืนตนขนาดใหญ (Large tree) มีความสูงต้ังแต 12.0 เมตรขึน้ ไปตัวอยางเชน
เสลา ตะแบก สนสองใบ สนสามใบ จําป ประดูอ ังสนา นนทรี เปนตน
2.2) ไมยืนตนขนาดกลาง (Intermediate tree) คือไมยืนตนที่มีความสูงตั้งแต
9.0-12.0 เมตร ตวั อยาง เชน แคแสด ประดูแดง ราชพฤกษ ศรีตรงั อนิ ทนนิ บก ตาลเหลอื ง เปนตน
2.3) ไมยืนตนขนาดเล็ก (Small tree) หรือไมยืนตนประดับ ความสูงระหวาง
4.5 -9.0 เมตร ตัวอยาง เชน ตะขบไทย ลน่ั ทมขาว รวงผ้ึง รตั มา เปน ตน
มาตรฐานการส่ังตามหนาไม หมายถึง ระยะการวัดจากโคนตนขนึ้ มาประมาณ 30 เซนติเมตรแลววัด
เสนผา ศนู ยกลางเปนนวิ้ วดั ไดก ่นี ้ิวใหถ ือเปนหนาไม เชนวัดเสนผาศูนยกลางได 2 นิ้ว จะเรียกเปนไมหนา 2 ใน
ทาํ นองเดยี วกันเสนผาศูนยกลาง 3 นว้ิ กเ็ รียกวาไมห นา 3 สําหรับไมยืนตนท่ีมใี นทอ งตลาดอาจมี หนา 4 หนา 5
สวนมากไมยืนตนที่ส่ังมาจัดภูมิทัศนจะมี 2 ลักษณะไดแก ไมเล้ียง ไมเล้ียงนี้จะเปนไมที่ขุดบอลมาจากแปลง
นาํ มาปลกู เลยี้ งจนรากติดแลว หากนาํ มาจัดสวนหรือนํามาลงดินโอกาสเสี่ยงมีนอย แตจะมีราคาแพงมากกวาไม
ขุดประมาณ 4-5 เทาแลวแตชนิดอีกลักษณะหนึ่งคือไมขุดบอลหรือไมขุดสดนํามาจัดภูมิทัศนโดยไมไดเล้ียง
เอาไวกอ นไมพ วกนีจ้ ะมคี วามเส่ียงสูงหากนํามาปลกู แตราคาจะมรี าคาแพงถูกกวาไมเ ลี้ยง
รายชอื่ ไมย ืนตนท่ีนิยมใชใ นการจดั สวน
กระดังงาไทย กระทิง กลวยพัด กันเกรา
ตีนเปด เตาราง
กัลปพฤกษ กาฬพฤกษ ทองหลางดาง ไทรดาง
นาํ้ เตาตน บุนนาค
แตรชมพู ทองกวาว ประดูแ ดง ปาลม ขวด
ไทรยอ ยใบแหลม นนทรี
บุหงาสา หรี ประดอู งั สนา
การจัดสวนโรงเรียน หนา 52
ปาลม หางกระรอก ปาลมนํ้ามัน ปาลมพดั ปาลม คิง
ปาลม จนี ปาลมขวด ปบ แปรงลางขวด
ไผเลยี้ ง ไผเหลืองทอง พะยอม พกิ ุล
โพธิ์ มะขาม มะพราว มะสัง
มะฮอกกานี ยางอนิ เดีย รตั มา ราชพฤกษ
ล่นั ทมลําดวน เลี่ยน ศรตี รงั สนฉัตร
สนดนิ สอ สนมังกร สนปฏิพทั ธ สะเดาบาน
สาเก สารภี สุพรรณิการ เสลา
โสกนาํ้ โสกเหลอื ง โสกพวง หนวดปลาหมึก
หมากนวล หลวิ หางนกยงู ฝรง่ั หูกวาง
อนิ ทผลัม อนิ ทนินน้ํา อนิ ทนนิ บก
ไมพมุ (Shrubs) หมายถึงไมทม่ี ีเน้ือไมอายุยืนยาว รูปทรงเตี้ย มีลําตน หลายลําตน เจริญข้ึนมาจากดนิ
หรือใกลระดับผวิ ดิน ขนาดเลก็ กวาไมยืนตนการจําแนกโดยอาศยั ขนาดจาํ แนกออกไดเ ปน 3 กลุม
1. ไมพมุ สงู (Tall shrubs) มีความสูงเม่อื เจริญเตบิ โตเต็มท่ี 3.0 - 4.50 เมตร พมุ แนนคลายถกู ยกลอย
ขนึ้ ดวยลาํ ตน หลาย ๆ ลําตน ตัวอยา ง เชน ตน แกว กระถนิ หางกระรอก คําเงาะ คําไทย ตันหยง ชอมวง หรือ
เทียนหยด โมกบาน ยโี่ ถ ทองอุไร เปนตน
2. ไมพมุ กลาง (Intermediate shrubs) เปนไมพมุ ท่ีมีความสูงระหวาง 1.0 - 2.0 เมตร เปนไมพมุ ท่ีมี
ทรงพุมหนาแนน ใหรูปทรง สีสัน โกสน กุหลาบ เขม็ มว ง เขม็ เศรษฐี ไขดาว ชบา พุดฝรั่ง ชวนชม ชบาดาง
เล็บครุฑใบกระจก เปน ตน
3. ไมพุม เตี้ย (Low shrubs) เปนไมที่มีความสูงของทรงพุมระหวาง 0.30 - 1.0 เมตร ทรงพุมแนน
มที ้ังไมด อกและไมใบสวยงาม ตวั อยาง เชน เขม็ ญ่ปี ุน ชบาหนู ทองพันชั่ง พุดตะแคง ชาขอย ชาฮกเกย้ี น
เปนตน
ไมพุม ขนาดมาตรฐานของวัสดุพืชพรรณสว นมากจะบอกเปนขนาดของกระถางและขนาดความสูงของ
ตน ขนาดกระถางทใี่ ชมีหลายขนาดโดยทั่วไปเร่ิมท่ี กระถาง 6 น้ิว 8 น้ิว 10 น้ิว 15 น้ิว ขนาดความสูงของตน
จะบอกเปนเมตร เชน ไทรยอดทองพุม เทยี นทอง ขนาดกระถางทีใ่ ช 15 นิ้ว
รายช่ือไมพ มุ ท่ีนยิ มใชในการจัดสวน
กรรณกิ าร กระดังงาสงขลา กะพอ กาหลง
แกว แกว เจาจอม เข็มขาว คริสมาสต
คําแสด เข็มขาว จงั๋ ญ่ีปุน จัง๋ ไทย
จันทนผา ฉัตรแกว ซองออฟจาไมกา ซองออฟอินเดยี
ดอนญาขาว เตย เตยดาง ทรงบาดาล
ทองอุไร เทียนหยด ไทรทอง นางแยม
การจดั สวนโรงเรียน หนา 53
นอี อน ปรงญ่ปี นุ ปรงทะเล ปรงเมก็ ซิกนั
ประยงค ปาลม จีบ ปาลมแชมเปญ ไผน ้ําเตา
พุดตาน พูจอมพล พูชมพู มกิ กี้เมา
โมก โมกซอ น โมกลา ย่เี ขง
ยโ่ี ถ โยทะกา ราชาวดี รําเพย
วาสนา สนบลู สนสามรอยยอด สนแผง
สาวสนั ทราย สิบสองปนนา แสงจันทร หมากเขยี ว
หมากแดง หมากเหลอื ง หลิวทอง หางนกยงู ไทย
กลว ยแดง กลว ยดาง ชบาดาง ชบาหนู
ชวนชม ชองนาง ชอ นทอง ชาฮกเกี้ยน
ทองพนั ชัง่ เทยี นทอง เทยี นหยดดาง บลูฮาวาย
บานบรุ ีแคระ บานเชา สีนวล ใบเงิน ใบทอง ใบนาก ประทัดจีน
ประทดั ใตห วัน ปต ตาเวยี ปาลมไผ ไผจนี
ไผฟลปิ น ส พวงทองตน พดุ ซอ น พดุ ตะแครง
พดุ พิชญา พุดสามสี พทุ ธรกั ษา มะขามเทศดาง
แยมปน งั หมากผหู มากเมีย ระฆังทอง ราตรี
ลน้ิ กระบอื ลน้ื มังกร เล็บครฑุ แวววเิ ชียร
สนเลื้อย สาวนอ ยประแปง เสนห จันทรแดง เสนห จนั ทรข าว
แสยก หนวดปลาหมกึ แคระ หวายไทย หบี ไมงาม
หปู ลาชอน หูกระตา ย อกาเว เออ้ื งทอง
เหลืองครี ีบนู พลับพลึงทอง
ไมคลุมดิน (Ground cover) หมายถงึ พืชที่มีความสูงของลําตนจากระดับพื้นดนิ 15-30 เซนตเิ มตร
มที รงพุมเตีย้ หรือเจริญเติบโตในแนวราบ มรี ะบบรากและลําตนแนนพชื คลุมดินมีท้ังไมด อกและไมใบของไม
เน้ือแขง็ ไมอวบนํ้า ไดแก หลิวเล้ือย สนเลื้อย สนเล้ือยสีฟา กระดุมทองเลื้อย ผกากรองเล้ือย กาบหอยแครง
แคระ ดาดตะก่ัว เปน ตน
ขนาดมาตรฐานวัสดุพืชพรรณไมคลุมดิน ขนาดมาตรฐานของวัสดุพืชพรรณสวนมากจะบอกเปนขนาดของถุง
ขนาดกระถางท่ีใชมีหลายขนาดไดแก ถุงที่มีในทองตลาดมหี ลายขนาดดังน้ี ขนาดถุงดํา 3 นิ้ว 4 น้ิว 5 นิ้ว
ขนาดกระถางสวนมากจะใชกระถาง 6 นว้ิ
รายชอ่ื ไมค ลุมดินท่นี ิยมใชในการจัดสวน
กหุ ลาบวาเลนไทม กุหลาบเมาะลําเลิง กาบหอยแครงแคระ กระดุมทองเลอ้ื ย
กา มปหู ลุด เกล็ดแกว กําแพงเงิน ดาดตะกว่ั
ขาไกด าง คลา บุษบาฮาวาย เงินไหลมา
เดหลี ซมุ กระตา ยเขยี ว เตยหอม ปก แมลงสาบ
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 54
เปปเปอรโรเมยี ผกากรองเล้ือย ผักเปดเขียว ผกั เปด แดง
ผกั โขมแดง พรมกํามะหย่ี
พลับพลึงหนู พลับพลงึ ตนี เปด พลดู า ง แพรเซี่ยงไฮ
เฟร น กางปลา เฟร น ใบมะขาม
วานสที่ ิศดาน เศรษฐีเรือนนอก แพงพวยฝร่งั ฟาประดิษฐ
หลิวใตห วนั แอรหนัง
เขม็ สามสี เข็มเศรษฐี เวอบีนา วานรางเงนิ
เศรษฐีเรอื นในหนวดปลาดุก หวั ใจมว ง
ขาวตอกพระรว งเข็มเชียงใหม เข็มพิษณุโลก
เข็มเหลือง
ไมเลื้อย (Vine) หมายถงึ พรรณไมท่ีเจริญเติบโตโดยอาศยั สิ่งเกาะยึดหรือเกาะเก่ียว เพ่อื ใหลําตนทรง
ตัวอยไู ด
รายช่อื พรรณไมเล้ือยในการจัดสวน
กระเทียมเถา การเวก จันทรกระจา งฟา ชมนาด
ตนี ตกุ แก ถวยทอง บานบุรีเลอ้ื ยเหลอื ง ใบระบาด
ผักบงุ ทอง พวงแกว พวงคราม พวงชมพู
พวงทองเครือ พวงทองเถา พวงประดิษฐ พวงแสดเถา
ใบสีทอง โปรง ฟา มลุลี เฟอ งฟา
เล็บมือนาง สรอยอินทนิน สายหยุด หริ ัญญิการ
อรพมิ อญั ชนั
ไมอ วบนํ้า (Succulents) หมายถงึ พรรณไมท ม่ี ีนาํ้ อยใู นลาํ ตน หรอื ใบเปน ปริมาณมากและเห็นไมท่ีไมม ี
เนื้อไม สามารถเจริญเตบิ โตไดน านในสภาพแหง แลง หรอื ทนทานตอ สภาพความแหง แลง ไดด ี
ไมน ํา้ (Water plant) หมายถงึ พรรณไมท่ีเจรญิ เตบิ โตไดดีในน้ํา และไมม เี นอื้ ไม
รายชื่อพรรณไมนํ้าในการจัดสวน
ผกั กูดน้าํ กกลังกา กกอยี ปิ ต ผกั ตบไทย
สันตวาใบพาย เทียนนาํ้ บวั หลวง บัวสาย
แพงพวยนา้ํ โสน บอน ธปู ฤาษี
พทุ ธรกั ษา เหงือกปลาหมอดอกสีขาว เหงือกปลาหมอดอกสีมว ง อเมซอน
อเมซอนใบกลม แวน แกว ผักชีลอ ม ผักแวน
บัวแดง บวั สาย บวั ฝรั่ง บัวกระดง บวั ผนั บัวเผ่ือน
บวั หลวง
3) การเลอื กไมใหไ ดทรงทส่ี วยงาม รูปทรงของพรรณไมหรือที่เรียกทั่วไปวาฟอรม น้ันมีความสําคัญกับ
การเลอื กเนื่องจากการเลอื กไมท ี่มีรปู ทรงสวยงามจะทําใหการจัดสวนมคี ุณภาพและสวนสวย
4) หลีกเล่ยี งการใชพชื พรรณกระจดั กระจายหลากหลายเกนิ ไป
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 55
5) ปลกู ไมพุมเปนฉากกนั้ เสริมระดบั ท่ตี ํา่ ลงมา ใชลอมกน้ั พ้ืนทีใ่ ชเ นนแนวทางเดินและจดุ ตดั กัน ใชเปน
จุดเดินสาํ คญั ๆ ในแปลน และยงั มใี บดอกสวยงาม สดช่นื นอกจากนน้ั ยังปลูกเปนแนวรัว้ ในบางกรณี
6) เลือกพืชพรรณใหเหมาะสมกับหนาท่ีใชสอย เชน บริเวณท่ีตองการรมเงา ตองการตนไมปดบัง
ตอ งการเงาของตนไมทาบบนผนัง ปลูกตนไมตามแนวโคง เพื่อเนนทางเขา ใชพืชคลมุ ดิน ปลูกไมดอกเพอื่ เนน
ใหเดน ปลูกตนไมส องขางทางเนนเปนกรอบภาพ ซงึ่ การระบุหนาท่ีใชสอยท่ีสมบูรณในแบบรางแนวความคิด
(Conceptual diagram) ชวยใหการเลือกชนดิ ของพืชพรรณงายเขา และมักไดผลลพั ธทีด่ ี
7) ตนไมยืนตนเปนพื้นฐาน การเลือกไมยืนตน ท่ีเหมาะสม ก็เทากับเปนการเลือกพืชพรรณพ้ืนฐานท่ี
เปนโครงสรางของงานภูมิทัศนที่สําคัญ บางคร้ังพืชพรรณอ่ืนอาจไมจําเปนก็ได ปลูกไมยืนตนเปนกลุมเพื่อ
จําลองลักษณะธรรมชาติ การใชไมยืนตนแผกวางเพ่ือความเปนเอกภาพของพ้ืนที่ ไมยืนตนดงั กลาวเห็นไดแ ต
ไกล มีลักษณะเดนถอื เปนเอกลักษณของพื้นที่ นอกจากน้ันยังพอที่จะใหความรูสึกพอที่จะเปนหลังคา ใหรมเงา
ใหเสนสายทางสถาปตยกรรมของอาคารดนู ุมขึ้น การปลูกไมย ืนตน ขนาดปานกลางเพือ่ เปนฉากบังตา ปองกัน
ลม และดงึ ดูดสายตา ใชไมยนื ตนปลกู ขา งถนนและใชพชื พรรณเนนบรเิ วณจุดตดั ของถนน
8) ใชไมเลื้อยปลูกประสานเปนตาขายหรือมาน ไมเล้ือยบางชนิดยังชวยยึดเหน่ียวดนิ ในท่ีลาดเทไดดี
เมอื่ ใชเ ปน มานจะชว ยใหเปน รมเงาของกําแพง และชว ยเสริมความงามใหแ กก าํ แพงและรวั้ ไดเปน อยา งดี
9. พืชพรรณใชปดบังภาพที่ไมน า มอง แสงสะทอนจา ตา และลดเสยี งรบกวน
10) การสงวนรักษาพชื เดมิ เอาไว เพือ่ คงคณุ คาความงาม และความตอ เน่ืองของงานภูมิทศั น อีกท้งั ยัง
เปน การลดคา ใชจ ายในการปรับปรุงและดแู ลรักษาพชื พรรณ
11) การใชพชื ทอ งถิ่นในการนํามาใชในการจัดสวนจะทําใหมีความทนทานตอสภาพแวดลอ มการนําพืช
ทอ งถนิ่ มาใชใ นงานจดั สวนสามารถทําได เชน งานวิจัยเรื่อง การสํารวจและไมค ลุมดินชายทะเลเพ่ือพฒั นาเปน
ไมป ระดับในงานภมู ิทศั น พบวา มีพืชทอ งถนิ่ ชายทะเลทมี่ ศี กั ยภาพสามารถนํามาพัฒนาเปนไมประดับในงานภูมิ
ทัศนโดยเฉพาะการจัดสวนชายทะเล ไดแก คนทีสอทะเล ผักบุงทะเลเปนตน การนําพืชทองถิ่นมาใชในการจัด
สวนพื้นถ่ินมีประโยชนทําหลายประการไดแก ไมตองขนสงพืชพรรณเปนระยะทางไกล ๆ ลดคาขนสง
ประชาชนในพ้ืนท่ีมีรายไดจากการผลิต ไดพืชที่ทนทานตอสภาพแวดลอม ดังนั้นการพัฒนาพืชทองถิ่นเพื่อ
นาํ มาใชใ นการจัดสวนเปน อีกแนวทางในการเลือกใชพ ืชพรรณ
ข. สนามหญา (Turf grass) ในการจัดสวนสนามหญา ถอื วามีความสําคัญเปนอยางยิ่ง สนาม
หญา เปน สว นที่ทําใหสวนสวยเปน ระเบียบเรยี บรอย สนามหญา เปนสวนประกอบทท่ี ําใหบริเวณสถานท่ี มีความ
สงา งาม รมร่ืน ดเู ปนระเบียบเรียบรอยและมคี ุณคา สนามหญา ชวยลดการสะทอนของแสง ชวยลดฝุนละออง
เพิ่มความสวยงาม หญาท่ีใชในการปูหญา ในปจจุบันที่มีขายและนิยมเพ่ือการจัดสวน หญานวลนอย หญา
มาเลเซีย หญานวลนอย ใชสําหรับกลางแจง มาเลเซียใชสําหรับในรม ปจจุบันหญา ท่ีมีการซื้อขายตามตลาด
ท่วั ไป กรุงเทพสวนกลางมีขายที่มีนบุรี แหลงไรหญา รานตนไมบ างบัวทอง รานตน ไมตามแหลงตา ง ๆ ขนาด
มาตรฐานของหญา คอื 1 ตารางเมตรเทา กับ 2 แผน
ค. งานถมดิน การถมดนิ นับวาเปนเร่ืองทีส่ ําคัญในงานภูมิทัศนการปรับระดับเปนงานทคี่ วบคู
กับงานภมู ทิ ศั นเสมอ งานจัดสวนนน้ั ตอ งมกี ารจดั การพ้ืนท่ดี ินเสียกอ น ในขน้ั แรกที่เขาไปศึกษาพืน้ ทส่ี วนสําคัญ
สวนหนึ่งทตี่ องทําการศึกษาคือสภาพระดับเดิมของพ้ืนที่วามีความพรอมเพอื่ การจัดสวนหรือไม ถาในกรณีท่ี
การจัดสวนโรงเรียน หนา 56
พื้นทต่ี ํ่าควรมกี ารถมดิน หรือปรบั พนื้ ท่เี พื่อใหส ามารถจัดสวนได ในทางการจัดสวนกอ นการจัดตองมีการถมดิน
กอนเปน อนั ดบั แรก การถมตองกลมกลืนกับสภาพแวดลอ ม ทศิ ทางการระบายนํา้
2.4.2 องคประกอบภมู ทิ ัศนแ ข็ง (Hardscape) มี 2 สวนไดแก องคประกอบแข็งที่เปนวัสดุตกแตงสวน
และองคประกอบแข็งทมี่ รี ูปรา งคงตวั ไมเปล่ียนแปลง ไมมชี วี ิตซ่ึงจะคลายคลึงกับงานสถาปตยกรรมท่ัว ๆ เชน
ทางเดินเทา รั้วสวน ศาลาทพี่ กั ประตมิ ากรรม หิน เปน ตน
ก. ทางเดิน ทางเดนิ ในสวนมไี วเพ่อื ใชเดินชมสวนเพ่ือความสะดวกในการเขาไปใชสวน ดูแล
ตนไมแ ละงานอื่นๆ นอกจากน้ันยังเปนตัวกาํ หนดรปู รางของพ้ืนท่ีและยังเปนสิ่งกําหนดแนวทางเพือ่ ไมใหรุกล้ํา
เหยียบยาํ่ พนั ธุไม เชน สนามหญา หรือไมค ลุมดินเล็กๆ นอกจากน้ันทางเดินยังใชเปนจุดนําสายตาเขา สูจุดเดน
ของสวน เชน ซมุ ประตู ศาลา งานประติมากรรมอีกดวยทางเดนิ ในสวน แบงออกเปน 2 อยางไดแก ทางเดิน
แบบแยก (Stepping) และทางเดนิ แบบตอ เนื่อง ทางเดนิ แบบตอ เน่ือง ความกวางทางเดิน ถาเดนิ คนเดียวไม
สวนกันความกวาง ประมาณ 0.60 เมตร ถาเดิน 2 คน แบบสวนกันความกวางประมาณ 1.20 เมตร หรือ
1.50 เมตร เดนิ ไดส ะดวกและผอ นคลายอารมณ
ทางเทา แบง ออกเปน 2 แบบไดแก
1. ทางเทาแบบแยก (Stepping) ทางเทาแบบแยกเปนทางเทาภายในสวนโดยการกา วเทา การสราง
ทางเทา แบบแยกเปนการสรางขนึ้ เพอ่ื ใหผ ูเ ขาชมสวนเดินโดยการกา วเทา ระมัดระวัง ดวยความสํารวมในการจัด
ทางเทา แบบแยกจึงตองศึกษาขอมลู ของการกาวเทาเพ่ือจัดวาง สัมพันธกับ คาเฉลี่ยการเดินของผูชายจะเดิน
119 กาวตอ นาที ในพืน้ ทรี่ าบ และกาวเทาเฉลี่ย 25 นิ้ว (62.5 เซนตเิ มตร) สวนคาเฉลย่ี การเดนิ ของผูหญงิ จะ
เดนิ 124 กา วตอ นาที และกาวยาว 19 นิ้ว (47.5 เซนตเิ มตร) ชอ งวา งระหวางแผนทางเทาอยรู ะหวาง 8-12 นิ้ว
(20-30 เซนติเมตร) (ภาพท่ี 2-84 และ 2-85)
ภาพท่ี 2-84 ทางเทา แบบแยกและระยะการวางระยะทางเทา ภาพที่ 2-85 ทางเทา แบบแยกและระยะการวางระยะทางเทา
2. ทางเดินแบบตอ เนื่อง (Pave walk) ทางเทา แบบตอ เนื่อง ความกวางประมาณ 1.20 เมตร หรือ
1.50 เมตร เดนิ ไดส ะดวกสามารถเดนิ ผา นกนั ได 2 คน ภายในโรงเรียนอาจจะอยูขางถนน หรือเชื่อมตอ ระหวาง
อาคารท่มี ีผใู ชพ ้นื ท่ีมาก ๆ ทางเทา แบบน้ใี นโรงเรยี นอาจเนอื่ งกบั ที่จอดรถหรอื ตอ เนอ่ื งกับลานโลง ทพ่ี กั
ภาพท่ี 2-86 ทางเทาแบบตอเนอ่ื ง ภาพที่ 2-87 ทางเทา แบบตอ เน่ือง
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 57
การวางทางเทาในโรงเรียนสามารถวางไดท ง้ั แบบตอ เนือ่ งและแบบแยก ในการจดั สวนระหวางทางเทา
สามารถจัดได อาจเปนสวนหยอมเล็ก ๆ หรือสวนการปลูกเปนตนไมเปนแนวตามทางเดินก็สามารถทําได
ขอคิดและวิธกี ารจดั วาง ทางเทาควรจัดวางระหวางสองพ้ืนท่ที ี่มคี วามเชื่อมโยงกัน กอนการสรางทางเทา ตองมี
การปรบั ดินใหไดระดับ
ข. ร้วั สวน (Garden fence) ร้ัวสวน คอื ร้ัวหรือกําแพงลอมรอบพืน้ ท่ี (Enclosing an area)
เพ่อื แยกพ้นื ท่หี นึ่งออกจากพ้ืนท่ีหน่ึง
ความสําคญั ของร้ัวสวน
1. กาํ หนดขอบเขตของพ้ืนท่ี
2. สรา งความปลอดภัย (Provided security) ปองกนั สตั วและคนขา งนอกเขา มาในพืน้ ที่
ประโยชนของรัว้ สวน
1. ใหค วามอิสระ (Privacy) และความโดดเดีย่ ว ขึน้ อยกู บั แบบ ความสูง
2. ปองกนั ส่ิงแวดลอมได (Environment control) เชน ลม เสยี ง แสง
3. ในกรณคี วามเปนอสิ ระ (Provided privacy) การออกแบบร้ัวตอ งทึบและมีความสูงไมนอยกวา
1.80 เมตร ทําเปนร้ัวแบงเขต อาจเปนเปด เต้ีย ๆ
4. ใชเ ปนที่ยึดเกาะของตน ไมเ ลอ้ื ย (Fence planting)
5. กําหนดขอบเขตท่พี กั ผอ นนอกบา น (Grating outdoor room)
6. ใชเ ปน ตวั กาํ หนดชีท้ ิศทางสญั จร (Direction or traffic control)
ภาพที่ 2-88 ร้ัวทึบ ภาพท่ี 2-89 รั้วก่งึ ทึบกงึ โปรง ภาพที่ 2-90 รั้วโปรง
แบบของรว้ั ตามรูปแบบของการกอ สราง แบง ออกไดเ ปน 3 ชนิด
1. รวั้ ทึบ หรือบางคร้ังเรยี ก รว้ั กําแพง มคี วามสูงเกินกวา 1.80 เมตร ใชเปน รัว้ ชนั้
นอก กําหนดขอบเขตใหค วามปลอดภัย ความอสิ ระ ปองกันลม เสียง วัสดุที่ใชทํารั้วทบึ เชน ปกไม ไมแผน อฐิ
อฐิ บลอ็ ก หนิ (ภาพที่ 2-88)
2. ร้ัวกึ่งทบึ กึง่ โปรง คอื รั้วทบึ สวนลาง สวนบนโปรง ใชเปนร้ัวช้ันนอก ใหความปลอดภัยแตไมเปน
อิสระ ลมพดั ผา นไดส ะดวก โชวสนามพืชพรรณ และ บา น ใหค วามรูสกึ ไมอ ึดอัด (ภาพที่ 2-89)
3. รวั โปรง (Open) ลมผา นไดสะดวก เปนรัว้ เตี้ย ใหค วามเปน อสิ ระ (ภาพที่ 2-90)
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 58
วัสดทุ นี่ าํ มาทาํ รวั้ สวน
1. อิฐและคอนกรตี นยิ มใชกันมาก เพราะแขง็ แรงทาํ งา ย เหมาะสําหรับบา นพกั หรือหนวยงานทอี่ ยูใน
ชุมชน หรอื ตัวเมือง
2. ไม เหมาะสาํ หรับท่ีพักอาศัย ที่เปนบานไม หรือสถานทพ่ี ักผอนทเ่ี รียกวา รีสอรท อยูตามปาเขา ร้ัว
แบบน้ีไมคอยทนแข็งแรง พังไดงา ย และถูกปลวกทําลาย จึงตองใชเนื้อไมแ ข็งแรงนํ้ายาทาปองกัน เปนรั้วที่ดู
สวยงามเปน ธรรมชาติ
3. ตนไม รั้วแบบนี้จะดูรมร่ืนสวยงาม คา ใชจายในการทาํ ร้ัวคอ นขา งถูกกวาแบบอนื่ ๆ แตตองคอยตัด
แตงบังคับใหไดรูปทรงตามที่ตองการ มีความเปนธรรมชาติปองกันเสียง ลมสามารถปรับไดหลายรูปแบบ
(เปล่ียนแปลงได) ใหความสวยงามในสวนของใบ ลําตน ดอก ความหนาแนน ตดั แตงใหเกดิ ความสูงไดห ลาย
ระดับตามวตั ถุประสงค
1. เหนือระดบั สายตา - เปนรั้วแสดงขอบเขตใหความเปนอสิ ระปลอดภยั
2. ระดับไหล - แบง พ้ืนทีเ่ ปนสัดสวน
3. ระดับเอว - ชีน้ ํากาํ หนดเสนทางสัญจร
4. ระดบั หัวเขา - ช้ที ิศทาง
5. ระดับขอ เทา - พชื คลมุ ดนิ
พืชทนี่ ยิ มใชทาํ ร้ัวสวน
- เฟองฟา - แกว - ชบาดา ง - ไทรเกาหลี - โมก - ชาดัด
- มะขามเทศ - สนประพัทธ - เทยี นทอง - คริสตนิ า - มะขาม - ไผ
- พูระหง - กระถนิ่ - ขอ ย - แสยก - ชาขอย - ขาไก - เข็ม
4. รว้ั ท่ีทําจากวสั ดุอ่ืน ๆ เชน ร้ัวคลอ งโซ รว้ั เหล็กเสน ร้ัวดงั กลาวไมค อยแขง็ แรง ปอ งกนั อะไรไมค อย
ได แตสวยงามเหมาะสําหรบั ทํารว้ั กันสวนหยอมที่มีพ้นื ท่ไี มมากนัก
การเลือกรว้ั และผนงั ใหเ ขา กบั สถานที่
ร้ัว ผนัง หรือสิง่ แวดลอ ม สิ่งลอมรอบนนั้ ในแงความสัมพนั ธก บั สวน การปลูกไมเ ลื้อยคลมุ รว้ั หรือผนัง
เพอ่ื เกดิ ความรสู ึกออ นโยน ออนนมุ ขน้ึ หรืออาจจะทิ้งลักษณะเดมิ เพื่อใหม มุ ดคู มชัด และเขา กบั บา นสมัยใหม
การเลอื กใชว ัสดุงาย ๆ เชน ไมส น ไมไ ผ ไมเ นอ้ื แขง็ หรอื ไมพุม อาจจะประหยดั เงนิ แตไมค งทนถาวร
เทา รวั้ อิฐหรือหิน เพราะอาจจะดแู ลรกั ษางา ยไมต องเปล่ียนบอ ย
การเลอื ก รัว้ เพือ่ การปด ลอ ม (Enclosure) ควรพิจารณาหลกั สาํ คญั 3 อยาง คอื
1. ขนาดหรอื สว นสงู ของร้วั และผนงั เปนสง่ิ สาํ คัญทีต่ องตัดสินใจเพราะมผี ลตอการควบคมุ ระดับสายตา
การเคลือ่ นไหว ลม เสียง และแสงอาทิตย
2. ลักษณะรว้ั และผนัง ควรเลือกวาจะใหทบึ หรอื โปรง แสง ทง้ั นี้ข้นึ อยูก บั ความตอ งการ จะเลอื กแบบ
ไหน เชน ไมร ะแนง อฐิ ไมพ ุม หรอื คอนกรีต
3. วัสดุการใชว ัสดุตอ งใหเขา กับธรรมชาติ สงิ่ แวดลอ ม
การใชรว้ั สวนในการจัดสวนโรงเรียน ร้ัวสวนที่ใชจะเปนตามจุดตาง ๆ เปนรั้วไมสูงนัก เพ่ือปองกันการ
เขาไปรุกรานสวนของนักเรยี น เชนร้วั สวนเตย้ี ๆ ของสวนหยอ ม
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 59
ง. ศาลา (Gazebos)
ภาพที่ 2-91 ศาลาในโรงเรยี น ภาพที่ 2-92 ศาลาในโรงเรยี น
โครงสรางของศาลาและวัสดุ
รูปแบบของศาลาพัก มีหลังคาแตไมมีฝากั้นปลอยโลงใหลมพัดผานไดหรือถามีลมแรงอาจปดกั้น
บางสวน รูปทรงของหลังคามีหลายรูปแบบแลวแตความนิยมและการออกแบบใหส ัมพันธกับสวน รูปแบบและ
รปู ทรงของศาลาโดยทวั่ ไปจะไมมฝี า อาจมเี สา 4, 6, หรือ 8 ตน มีหลายลักษณะควรวางใหตอเน่ืองกับตัวอาคาร
และมีรูปแบบที่กลมกลืนกับบาน การวางควรหันหนาเขาทางเดินและควรอยูบนเนินสูงกวาพ้ืนท่ีราบเมอ่ื น่ังจะ
มองเหน็ ทศั นียภาพในสวน วสั ดุที่นยิ มนาํ มาใชทาํ ศาลาสว นมากจะเปนไม หลังคาจะเปนกระเบอ้ื งและไม
ศาลาควรมีขนาดอยางต่ํา 1.50 x 2 เมตร สูงไมต่ํากวา 1.80 x 2 เมตร หรือจะเพมิ่ เตมิ ขนาดให
กวางขวางกวาน้ีกไ็ ด แตถาศาลามีขนาดเล็กเกนิ ไปก็จะใชงานไมสะดวก ถาพ้ืนทีน่ อยการดดั แปลงเปนซุม จะ
ดีกวา ภายในศาลาควรจดั วางโตะเกาอี้สาํ หรับใชงาน พื้นศาลาควรปูดวยแผนหิน แผนทางเดนิ หรือทําเปนลาน
แขง็ อาจโรยดว ยกรวดหินก็ได แตด ูแลยาก
จ. ประตมิ ากรรม (Sculpture)
เปนผลงานศลิ ปะท่ีแสดงออกดวยการสรางรูปทรง 3 มิติ มปี ริมาตร มีน้ําหนักและกินเน้ือท่ีในอากาศ
โดยการใชวสั ดุชนิดตาง ๆ วัสดุท่ใี ชสรางสรรคใ นงานประติมากรรมจะเปนตัวกําหนด วิธีการสรางผลงาน ความ
งามของประตมิ ากรรม เกดิ จากแสงและเงาทเ่ี กิดขึน้ ในผลงานกอ สรา งงานประติมากรรมทาํ ได 4 วิธี คือ
1) การปน (Casting)
2) การแกะสลกั (Carving)
3) การหลอ (Molding)
4) การประกอบขน้ึ รปู (Construction)
ประติมากรรมที่ใชตกแตงสวน เปนงานศิลปะที่ต้ังหรือวางไวตามมุมตางๆ เพอ่ื ประดับสวน อาจต้งั ไว
เพียงช้ันเดยี ว เพอ่ื ใหดูเดน สงางาม หรือวางหลายชั้นประกอบกนั เพอ่ื สรางความนาสนใจใหก ับมุมน้ันๆ
จุดประสงคหลักของการตัง้ วางประติมากรรมในสวนก็เพือ่ ความสวยงามหรือเพอื่ เปนสัญลกั ษณสอแนวคดิ ของ
สวน ประติมากรรมบางช้ินอาจไมใชงานศิลปะแท ๆ แตอาจประยุกตสําหรับใชประโยชนอื่น ๆ ในสวน
ใหประโยชนห ลายตอ เชน โอง อาง ไห ตุม นอกจากใชเปนภาชนะใสน้าํ แลวยงั ตง้ั โชวเ พอื่ ความสวยงาม
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 60
การนําเอาประติมากรรมมาใชในการจัดสวน
โองดินเอาใบเล็กราคาประหยัดเลือกท่ีปากแคบเหมาะใสดอกไมวางไวหัวบันได หรือต้ังวางตามจุด
ตา งๆในสวน เลอื กดอกไมไ ทย ๆ เพราะดเู ขากนั ดีกบั โอง
สวนศิลปในรปู ประติมากรรมประดบั ตามจดุ ตา งๆ เพื่อเพมิ่ ชวี ิตและเพม่ิ ความนา สนใจใหกบั สวนหยอม
โอง เคลือบสสี นั สวยงามขนาดยอ มหาที่วางต้งั ใหดูเดน กลางบออาจใชแสงไฟชว ยใหโดดเดนย่ิงขน้ึ
แจกันใบใหญ ตง้ั ไวก ลางลานทําใหม มุ นาดูข้นึ อาจประยกุ ตเปนของตกแตงหรือทาํ เปน แจกันนา้ํ ผดุ
รูปปนดนิ เผา บางชิ้นเหมาะกับการวางแบบเดย่ี วๆ เพือ่ ความโดดเดน และความสวยงามแตละชิ้น แต
บางชนิ้ ก็เหมาะวางตั้งแอบ หรือวางเปน สวนหน่ึงของตนไม ขึน้ อยกู ับวา รูปปน ชนิ้ นัน้ ตองการสื่อความรสู กึ เชนไร
ประติมากรรมรูปทรงตาง ๆ แอบสแตร็ดส ส่ือความหมายเปนนามธรรมเหมาะกับสวนสมยั ใหม ทาํ
จากวสั ดุเหล็กทาสี หรอื วสั ดอุ ืน่ ๆ
ภาพท่ี 2-93 ประตมิ ากรรมในสวน
ฉ. หนิ (Rock) คอื มวลขนาดใหญข องกอนหนิ รวมตวั เปนหนาผา คุณสมบัตขิ องหินที่ใชใน
การจดั สวน
1) สวยงามและเปน ธรรมชาติ
2) เปน หินเตม็ รปู ไมน ยิ มใชห ินซกี หรอื หนิ ระเบดิ
3) มคี วามแปลกประหลาด
4) มีหลายขนาด หลายรปู ลกั ษณะ เหมาะสมกับขนาดของสวน
5) เปนกลมุ เดยี วกนั เพ่ือใหเ กดิ เอกภาพ
6) มลี วดลายของหนิ คลา ยคลึงกนั
7) สอดคลอ งกบั สภาพจรงิ และวัตถุประสงคของการใชงาน
การจัดกลมุ หนิ หนิ เปน องคประกอบที่สําคัญในการจัดสวน หินทนี่ ํามาใชจัดสวนมีหลายชนิด มรี ูปราง
ลักษณะแตกตา งกันออกไป ลักษณะพนื้ ผิวมีต้ังแตเรียบจนถงึ หยาบ สีสันตงั้ แตขาวจนถงึ ดํา สวนใหญท ่ีนํามาใช
จะเปนหินธรรมชาติ เชน หินทะเล หินตามภเู ขา หรือลําธาร ปจจุบัน ใชหินทรี่ ะเบิดมาจากภูเขา ซึง่ จะเลือก
รปู ลกั ษณะทแ่ี ปลกตา ในการจัดกลุมหนิ ตองคาํ นงึ ถึงสง่ิ ตอ ไปน้ี
1. ตอ งพจิ ารณาถงึ หิน เพราะบางชนดิ ใหความรูสกึ แตกตางกนั เกิดเอกภาพหรือขัดแยง เปน ธรรมชาติ
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 61
2. ตองมีการฝงสวนหน่ึงของกอนหินใหเรียกวา Rooting ทง้ั น้ีเพือ่ เกิดความแข็งแรงและมองดเู ปน
ธรรมชาติ จดั ใหเปน รปู 3 เหลย่ี ม โดยมีจุดศูนยถวงจดั กลุมเปนรูป 3 เหลี่ยมดานเทา ใหความรูสึกแขง็ แรงและ
กวา งไกล สาํ หรับการจดั กลุมหิน 3 กอ นเวนระยะของแตละกลุมใหเหมาะสมเพ่ือใหมีท่ีวางพกั สายตาและมองดู
ไมแนน เกินไป
การจัดเรียงหิน พยายามเลียนแบบตามธรรมชาติ ใหมากท่ีสุด เทาท่ีจะทําได โดยพิจารณาให
สอดคลองกบั ส่ิงแวดลอมในบริเวณนั้น ๆ ดวยการจัดวางจะตองต้ังหินใหมน่ั คง หนาหินหันใหถูกตอง อาจจะ
วางเปนกอนเดยี ว หรือกลุมกอนกไ็ ด ทัง้ นี้จะตองดลู ักษณะหินที่นํามาจัดรวมกัน ในการจัดวางหินมี 2 รูปแบบ
ใหญ ๆ ไดแ ก
1. การจัดวางหินกอนเดยี่ ว ๆ ควรจัดเปน หินหลกั เมอ่ื จดั แลวมองดูคลา ยภเู ขา หินทีน่ าํ มาจัดเปนกอ น
เดีย่ ว ๆ ตองเปน หนิ ขนาดใหญ มคี วามงามมองดูแลวสงางามและมีจุดเดน
2. การจดั วางหนิ เปนกลมุ โดยอาจจะจัดเปน 2 กอ น 3 กอ น 5 กอน 7 กอ น หรอื อาจจัดวางเปนกลุม
หลาย ๆ กอนรวมกนั
ชนิดของหนิ
หินท่ีนยิ มมาจดั สวนจําแนกได 5 ประเภท
1. หินภูเขา เปนหนิ กําเนิดตามภูเขามีสีนาํ้ ตาลและสีสนิม บางกอ นกลวง บางกอ นก็ตัน นยิ มนาํ จัดเปน
หินหลัก สรา งจะเดนในพ้ืนท่ี
ภาพที่ 2-94 หินภเู ขา ภาพที่ 2-95 หินภเู ขานาํ มาจัดสวน
ท่ีมา : ปรบั ปรุงhttps://www.google.co.th/search?q ทม่ี า : ปรับปรงุ จาก https://www.google.co.th/search?q
2. หนิ หุบเขา เปน ท่กี ําเนิดมาจากภเู ขาแตถกู พัดพาเคลื่อนยายลงมายงั หุบเขา เชิงเขาโดยกระแสน้ํา
พายุ นยิ มนาํ มาจัดเปนกลมุ หิน มสี เี ขม ลายเสน
3. หินแมนา้ํ เปน ท่ีเกิดจากการกดั เซาะของกระแสนาํ้ เปน หินรปู ลกั ษณะกลมเกลี้ยง ผวิ เรียบ นิยม
นาํ มาจัดเปนทางเทา เปน หนิ โรย ขายเปนเบอร 0-5 เบอร 1 เสนผาศูนยกลาง 1 ซม. เบอร 5 เสน ผาศูนยกลาง
5 ซม. ขายเปนกระสอบ ใช 6 กระสอบตอตารางเมตร
ในปจจบุ นั มกี ารนําหินกรวดมาใชแทนหญาเพ่อื ลดการดูแลรักษา เปนลักษณะของสวนทมี่ ีตนไมแลวปู
พนื้ ดวยหินเปนสวนอีกแนว ลดการดูแลรักษา สว นมากจะใชใ นรม
การจดั สวนโรงเรียน หนา 62
ภาพที่ 2-96 หนิ กรวดแมนาํ้ ภาพท่ี 2-97 หินกรวดแมน าํ้ นาํ มาจดั สวน
ที่มา : ปรบั ปรุงจาก https://www.google.co.th/search?q
4. หินทะเล เปนหินทีไ่ ดจากทะเล มีรูปรางแปลกๆ คอนไปทางกลมกม็ สี ว นมากมผี วิ เรยี บ ไมคอ ยนยิ ม
นํามาจดั สวนมากนัก
5. หินเทยี ม จากการทน่ี ักจัดสวนจะตอ งแกป ญหาเพือ่ ความสวยสดและเหมาะสมในการจัด หินเทยี ม
เปนลักษณะของหินที่ผลิตเลียนแบบธรรมชาติไดเหมือนมากไมวาจะเปนในเร่ืองสี เพียงแตน้ําหนักเบากวา
เทา น้นั เราสามารถใชห นิ เทียมแทนหนิ ธรรมชาติไดเหมอื นมากเพราะสะดวกในการเคล่ือนยาย สําหรับราคาไม
แพงมากนัก ใกลเ คยี งกบั หินจรงิ
ภาพที่ 2-98 หนิ เทียมนาํ มาจัดสวน
ทีม่ า : ปรบั ปรุงจาก https://www.google.co.th/search?q
บทสรุป
การจัดสวนท่ีดีนั้นตองมีพื้นฐานเบ้ืองตนเพื่อการนําไปใชประโยชนในการจัดสวน ซึ่งประกอบดวย
หลักการออกแบบ องคประกอบศิลป ทั้งสองสวนเพื่อการนําไปใชในการวางองคประกอบใหสวยงาม การนํา
ความรทู ้งั สองสว นไปประยกุ ตใ ชใ นงานจัดสวน ตองใชประสบการณก ารเรียนรู และการฝกปฏิบัตจิ ริงทําใหเกิด
ทกั ษะเช่ียวชาญตอในท่ีสุด ทัง้ ในเรื่องของความสมดุล จังหวะ สวนสัด ความกลมกลืน การขัดกัน และจุดรวม
ภาพ รวมทัง้ องคประกอบของศิลปะ เรอื่ งของ สี เสน พื้นผวิ รูปทรง พ้นื ท่เี วนวาง ในสวนหน่ึงสวนอาจใชหลาย
หลักการในสวนเดียวกัน ประกอบกันเขาจึงจะเกิดความสวยงาม การใชบอย ๆ ทําใหมีการดัดแปลงไปได
เร่ือย ๆ ในขณะท่ีตองศึกษาในเร่ืองรูปแบบสวนเพ่ือการเลือกใชรูปแบบสวนไดอยางถูกตอง และนําเอา
องคประกอบของสวนไปใชไดอยางเหมาะสม ความรูพื้นฐานที่ 4 สวนจึงเปนความสําคัญท่ีตองทําการศึกษา
กอนการออกแบบและการจัดสวนโรงเรียน เพื่อใหการจัดสวนน้ันไดรับการพจิ ารณา คัดสรรเลือกสรร อนั เปน
ผลทีท่ ําใหสวนมคี วามสวยงาม ดแู ลรักษางา ยตอไป
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 63
บทท่ี 3
การเก็บขอมูลและการวเิ คราะหขอ มูลสวนโรงเรยี น
การจัดสวนโรงเรียนเปนการจัดเพอื่ สรา งสภาพแวดลอมท่ดี ีใหแกโ รงเรียน ตกแตงและประดับอาคาร
ใหม ีความสวยงาม เหมาะสมกบั ประโยชนใชสอยและการใชพนื้ ท่ีของนักเรียน ผูปกครอง ตลอดจนผูทเ่ี ขามา
ติดตอกับโรงเรียน สวนท่ีสวยงามจะทําใหโรงเรียนนาอยู ทั้งนี้สวนจะสวยหรือไมจะข้ึนอยูกบั การออกแบบ
การจดั สรา งสวน และการดแู ลรกั ษา ทัง้ นี้การออกแบบทด่ี ีตองมีกระบวนการ วิธีการทีถ่ ูกตอง ตอ งมีการเกบ็
ขอมูลและการวิเคราะหขอมูลเพ่ือการนําไปใชในการออกแบบ ในบทน้ีจะกลาวถึงการเก็บขอมูลและการ
วิเคราะหข อมูลของโรงเรียน โดยใชก รณีศกึ ษาของโรงเรียนทงุ สงวทิ ยา อ.ทงุ สง จ.นครศรีธรรมราช ดงั นี้
3.1.แปลนพนื้ ฐาน (Base plan) แปลนพน้ื ฐานเปน สว นสําคญั ของงานออกแบบ เปนเหมือนขอมูลเบ้ืองตนที่
รวมเอาสภาพของพืน้ ที่ ส่ิงท่ีมใี นพนื้ ท่ี แสดงในแปลนพ้ืนฐานน้ี จะประกอบดวย (ภาพท่ี 3-1)
3.1.1 เสนขอบเขตที่ดินและอาณาเขตติดตอ มาจากการสํารวจจริงและหลักฐานทางกฎหมาย
(โฉนดท่ีดิน) จะทําใหทราบสภาพพื้นที่ขอบเขต อาณาเขตติดตอ สามารถนําไปใชในการออกแบบ เชน พ้ืนที่
โรงเรียนติดตอกับพ้ืนที่วางแสดงวาโรงเรียนมีสภาพแวดลอมท่ีดี แตถาติดกับโรงงานอุตสาหกรรมตองมกี าร
ปองกันมลภาวะ ทีเ่ กิดจากโรงงาน เปน ตน
3.1.2 ลักษณะภูมปิ ระเทศสามารถแสดงดวยเสนช้ันความสูง (Contour line) ในพ้นื ท่ที ี่มีระดับจะ
ทราบถงึ ความสงู ตํา่ ของพน้ื ที่ โดยระบุเสนช้นั ความสงู ลงไปในผงั
3.1.3 พชื พรรณเดมิ ทมี่ ีอยู เพือ่ ใหทราบสภาพทางธรรมชาติของพืชพรรณเดมิ ตอ งบอกถงึ ชนิดของ
พืชพรรณที่พบในพน้ื ท่ี ถาเปนพ้ืนท่ขี นาดเล็กตอ งบอกชื่อวทิ ยาศาสตร ตําแหนง ของไมยืนตน อายุ แตถาเปน
พ้ืนท่ขี นาดใหญบ อกลักษณะของเรือนยอดของพืชพรรณ
3.1.4 บริเวณท่เี ปนนํ้า ไดแก ลําธาร ทะเลทราย หนอง บึง เปนพืน้ ทีท่ างธรรมชาติทม่ี ีความ
จําเปนตองระบลุ งในแปลนพนื้ ฐาน เนื่องจากเกย่ี วของกบั ระบบนิเวศวิทยาในพืน้ ทเี่ ปนอยางยิ่ง พ้ืนท่ีดังกลาว
ไมควรทําลาย ไมควรถมถาไมจําเปนแตหากตองพัฒนาจะตองใชความระมัดระวังในการพัฒนาเพ่ือไมใหไป
กระทบกับสภาพพ้ืนทธี่ รรมชาติเดมิ ในทน่ี ห้ี มายถึงทางระบายนาํ้ ไปดว ย
3.1.5 อาคาร บอกรายละเอียดของอาคาร ไดแก แปลนพืน้ แปลนประตู หนาตางของอาคาร
รปู แบบสถาปตยกรรม ท้ังน้ีเน่ืองจากสวนเปนสวนหนึ่งของอาคารการออกแบบสวนตอ งคํานึงถึงรูปแบบของ
อาคาร สี เปนหลักเพื่อใหสวนสวยงาม รวมท้ังการปลูกตนไมใหญมีผลตออาคาร รากของตนไมอาจรบกวน
ชอนไชอาคาร
3.1.6 โครงสรา งอ่ืน ๆ เชน กําแพงร้วั ตูรวมสายไฟ โทรศัพท ระบบระบายนาํ้ ระบบสาธารณูปโภค
3.1.7 ทางสญั จร มีทงั้ ภายในโครงการ (ถนน ทางเทา ทางเดิน บาทวิถี) บอกใหทราบถงึ การเชื่อมตอ
ระหวางพื้นท่ีภายในกบั ภายใน หรือพื้นทเ่ี ชื่อมตอ ระหวางภายในกับภายนอกโครงการ ทางสัญจรภายนอกที่
เชื่อมตอกับภายนอกกับโรงเรียน ทางสัญจรจะเปนตัวแบงพื้นที่ออกมา เปนรูปรางตาง ๆ เราจะพบวาหาก
ทางสัญจรมีรูปรางเปนอยางไรพ้ืนที่ก็จะเปนอยางน้ันดวย เชน ทางสัญจรเปนรูปเรขาคณิตพื้นที่ก็จะเปน
เรขาคณิตไปดว ยรูปรางของทด่ี ินก็จะเปน อยางนัน้ ไปดว ย
การจดั สวนโรงเรียน หนา 64
ภาพท่ี 3-1 แปลนพน้ื ฐานของโรงเรียนทงุ สงวทิ ยา
ทมี่ า : ปรบั ปรงุ จากปย ะณฐั เมอื งหน,ู 2556
3.2 การเก็บขอ มลู และการวิเคราะหขอมูล ทาํ การเก็บขอมูลเพ่ือนํามาวิเคราะห ใหไ ดขอมูลที่เปนประโยชน
นําไปใชในการออกแบบโรงเรียน ขอมูลท่ีเก็บน้ันมีทั้งขอมูลทางดานกายภาพพื้นที่ ไดแก ตําแหนงท่ีต้ังของ
โรงเรียนและชุมชนรอบ ๆ ลักษณะภูมิประเทศ น้ําและการระบายนํ้า ลักษณะของดิน พืชพรรณเดมิ สภาพ
ภูมอิ ากาศ อาคารเดิม มุมมองและทัศนียภาพ หนาที่ใชสอย การเกบ็ ขอมูลผูใชพื้นท่ี เปนสวนสําคัญอยางยิ่ง
เน่ืองจากการออกแบบจัดสวนโรงเรียนหรือที่ใด ๆ ก็ตาม ตองตอบสนองแกความตองการของผูใชใหได
หากผูใชมีความสุขและใชประโยชนไดดีถือวาการออกแบบน้ันสําเร็จ การเก็บขอมูลในแตละรายการมี
รายละเอยี ดดังน้ี
3.2.1 ตําแหนงท่ีต้ังของโรงเรียนและชุมชนรอบ ๆ ตําแหนงท่ีต้ังของโรงเรียนจะบอกถึงชุมชน
โดยรอบ ๆ ซ่งึ มีผลตอโรงเรียนหลายประการ เชน โรงเรียนทอ่ี ยูในชนบทการใชทด่ี ินจะมีความหนาแนนนอย
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 65
พ้ืนทวี่ างภายในโรงเรียนมมี าก การจราจรโดยรอบ ๆ ไมหนาแนน โรงเรียนทอี่ ยูในเมืองการใชที่ดนิ หนาแนน
มาก นอกจากนน้ั ตําแหนง ที่ตง้ั ยังบอกถงึ พื้นท่วี า งภายในโรงเรียน กลาวคอื โรงเรียนท่ีอยูในเมอื งจะมีพ้นื ทว่ี า ง
นอย การจราจรหนาแนน สวนโรงเรียนในชนบทสวนใหญจะมีพื้นวางในโรงเรียนมาก ลักษณะของที่วาง
ภายในโรงเรียนมีผลตอการจัดสวนโรงเรียน ถาหากมีพ้ืนท่ีวางมากการจัดสวนสามารถทําไดหลากหลาย
รูปแบบ และทําไดอยางเต็มที่ โรงเรียนที่มีพ้ืนท่ีวางนอยการจัดสวนทําไดเพียงบางจุด อยางไรก็ตามไมได
หมายความวาโรงเรียนที่มพี ื้นทม่ี ากสภาพแวดลอ มจะสวยงามมากกวาโรงเรียนท่มี ีพื้นทน่ี อย ทัง้ น้ียังข้ึนอยูกบั
รูปแบบการจัดสวน การกอ สรา งสวน และการดูแลรกั ษาสวนอกี ดว ย การใชทดี่ ินขางเคียงของโรงเรียนเปนสิ่ง
ท่ีตองสํารวจเนื่องจากมีผลกับโรงเรียนเปนอยางย่ิง เชน การใชท่ีดินรอบ ๆ เปนอุตสาหกรรม ตองมีการ
แกปญหาทางดานมลภาวะท้ังทางสายตาและทางส่ิงแวดลอม อาจมีการปดบังแนวสายตาเอาไว หรือการ
สกรนี แนวเพ่อื ปอ งกนั ฝนุ ละออง เปนตน (ภาพที่ 3-2)
ภาพที่ 3-2 ตําแหนง ที่ตัง้ ของพน้ื ที่และชมุ ชนรอบ ๆ โรงเรยี นทงุ สงวทิ ยา
3.2.2 ลักษณะภูมิประเทศ การบอกความสูงตํ่าของพ้ืนที่ลักษณะภูมิประเทศของโรงเรียน สามารถบอก
ไดดว ยเสนชัน้ ความสงู (Contour line) พื้นท่ีมีระดับจะแสดงดวยเสนช้ันความสูง เพอ่ื ใหทราบถึงระดับของพ้ืนท่ี
แตหากพ้ืนที่เปนท่ีราบเรียบจะไมมีเสนชั้นความสูง เสนช้ันความสูงเกี่ยวเน่ืองกับการปรับระดับ การตัดดิน
การถมดิน
การจดั สวนโรงเรียน หนา 66
โรงเรียนแตละแหงน้ันระดบั ไมเหมือนกัน บางแหงมีระดับ บางแหงไมมีระดับ โดยสวนมากจะไมมี
ระดับ ยกเวน บางโรงเรียนอยูในท่ีสูงหรือเนินเขาจึงจะมีระดับความสูงตํ่าของพื้นท่ี ประโยชนของการ
วเิ คราะหค าระดับคือการนาํ ไปใชเ พ่ือการกอสรางอาคาร การปรับระดับเพอ่ื การระบายน้ํา การปรับระดับเพื่อ
การกอสราง
กรณีที่โรงเรียนมีระดับ ตองระบุถึงลักษณะภูมิประเทศหลักของพื้นที่ ไดแก ความลาดชันเวา
(Concave slope) (ภาพที่ 3-3), ความลาดชันนูน (Convex slope) (ภาพท่ี 3-4), เนิน (Hill signature)
(ภาพท่ี 3-5), ทีล่ ุม (Depression signature) (ภาพที่ 3-6) รวมถึงการบอกถึงพน้ื ทีท่ ี่เกดิ การพงั ทลายของดิน
(Erosion) สันและเนินเปนส่ิงที่มีอิทธิพลตอการจัดสวน สภาพภูมิประเทศและรูปทรงแผนดินเปนสิ่งสําคัญ
ของการจัดสวน
ภาพท่ี 3-3 ลกั ษณะภูมปิ ระเทศหลักของพน้ื ที่ความลาดชนั เวา ภาพที่ 3-4 ลกั ษณะภูมปิ ระเทศหลกั ของพืน้ ที่ความลาดชนั นนู
ภาพที่ 3-5 ลักษณะภูมปิ ระเทศหลกั ของพืน้ ท่ีเนนิ ภาพท่ี 3-6 ลักษณะภมู ปิ ระเทศหลักของพ้ืนที่ลุม
อยางไรก็ตามสภาพภูมิประเทศของโรงเรียนมีความแตกตางกันไมไดหมายความวาทุกโรงเรียน
จะตองมรี ะดับเหมอื นกนั ทกุ โรงเรียนมเี พยี งบางโรงเรยี นเทา น้นั ที่มรี ะดบั สว นโรงเรียนท่ไี มมีระดับ การ
จดั สวนก็จะเปน รูปแบบของโรงเรยี นทเ่ี ปนท่รี าบ
3.2.3 น้ําและการระบายนํา้ (Water and water drainage)
ขอมูลของนํ้า จะบอกถึงบริเวณที่เปนนํ้า ไดแก ลําธาร ทะเลทราย หวยหนอง คลอง บึง หากมีตอง
ระบุในแปลนพ้ืนฐานไปดว ย เพือ่ ใหสามารถทราบถึงสภาพพื้นที่ในทางธรรมชาติของโรงเรียน พ้ืนที่ดังกลาว
สามารถนํามาพฒั นาเปน แหลงนํา้ และพัฒนาเปน พื้นท่ีพักผอ นไดดว ย
การระบายน้ําจะตองบอกถึงพน้ื ที่รับนํ้า (Watershed) การระบายนํ้าออกจากพนื้ ท่ีโดยระบุทางไหล
จากรางน้ํา, ตรวจดูคุณภาพของนํ้า, ตรวจสอบหาพ้ืนที่ท่ีเกิด Erosion, ระบุพื้นท่ีแฉะหรือพ้ืนที่นํ้าขัง,
บอกสภาพของนํา้ ใตด นิ , บอกทางระบายน้ําท่อี อกจากพ้นื ทโี่ ครงการโดยระบถุ งึ ทศิ ทางการไหลและแหลงทไ่ี ป
การจัดสวนโรงเรียน หนา 67
งานวิจัยเรื่อง การสํารวจองคประกอบทางกายภาพเพื่อพัฒนาภูมิทัศนและสภาพแวดลอมของ
สถานศึกษา โดย วัฒนา ณ นคร และจําเลือง เหตุทอง (2556) การวิเคราะหองคประกอบดานการระบายนํ้า
โดยใชองคประกอบการระบายนํ้า 2 แบบ ไดแก แบบธรรมชาติและมนุษยสรางข้ึน โรงเรียนสวนใหญจะมี
ระบบการระบายแบบธรรมชาติ การระบายนํ้าเปน แบบธรรมชาติทัง้ หมด
การวิเคราะหหาพ้ืนท่กี ารระบายน้ําเปนประโยชนในการระบายน้ําออกจากพ้นื ที่ ในงานจัดสวนแลว
พื้นท่ีจัดสวนและพักผอนตองการพื้นที่แหงสบาย ไมมีน้ําขัง หากเปนพื้นที่ชื้นแฉะจะพักผอนไมได
ใชประโยชนพื้นที่ไมได รวมท้ังพ้ืนท่ีนํ้าขังจะมีปญหากับการเจริญเติบโตของพืชพรรณ ดังนั้นการระบายใน
ทางการจดั สวนจงึ มีความสาํ คัญเปน อยา งยิง่ (ภาพที่ 3-7)
ภาพท่ี 3 -7 การวเิ คราะหแนวการระบายน้ําของพื้นทโ่ี รงเรยี นทงุ สงวิทยา
3.2.4 ลกั ษณะของดนิ (Soil) จะบอกถึง ชนดิ ของดนิ คา ความเปนกรดเปนดา ง (pH) ของดิน แผน
ทีด่ ิน (Soil map) เปนสิ่งสําคัญเพราะเกีย่ วขอ งกับความเหมาะสมในการวางฐานรากอาคาร นอกจากน้ันดิน
ยังมคี วามสําคัญในแงการกดั เซาะพังทลาย ในแงก ารระบายน้ําของพื้นที่ และการเจรญิ เติบโตของพชื พรรณ
การจดั สวนโรงเรียน หนา 68
การบอกชนิดของดินโดยทั่วไปดินแบงประเภทของดิน ตามลักษณะโครงสรางของเม็ดดินออกเปน
3 ประเภท ไดแ ก
ก. ดินเหนียว เปนดินท่ีจับตัวกันแนน นํ้าและอากาศซึมผานไดยาก อุมน้ําไดดี ในทางการ
กอ สรางถือวาเปนดนิ ทีม่ ีโครสรา งอดั แนน
ข. ดินทราย เปน ดินท่มี ีความละเอยี ดนอ ยมาก อมุ นํ้าไดนอย ในทางการกอสรางตองใชฐาน
รากในการกอ สราง เพราะโครงสรา งของดนิ เปนเม็ดใหญ
ค. ดินรวน เปนดินท่ี มีความละเอียดปานกลาง ในทางการกอ สรางหากมกี ารกอสรางตอ งมี
การตอกเสาเข็มเชน เดียวกับดนิ ทราย
คา ความเปน กรดเปนดา ง (pH) ของดิน มีคาระหวาง 1 - 14 การวิเคราะหหาคาดังกลาวใชเครื่องมอื
การวัดคาความเปนกรดดางของดิน อาจจะใชกระดาษลิตมัส หรือยูนิเวอรแซลอินดิเคเตอร คาที่ไดมาใชใน
การปรับปรุงดินเพื่อการปลูกพืช โดยสวนมากพืชทั่วไปจะเจริญเติบโตไดดีในคาความเปนกรดเปนดาง
ประมาณ 6.5 - 7.0 หากคา ไดมากหรือนอยกวานต้ี องทาํ การปรับปรงุ ดนิ ใหเหมาะสมกับการปลกู พืช
การวิเคราะหดินจะวิเคราะหสวนของดินเดิมทเี่ ปนธรรมชาติ ในปจจุบันมีการนําดินมาจากภายนอก
ในการกอสราง และถมที่สงผลกับงานจัดสวนดวย ฉะนั้นหากพื้นที่เปนดินถมที่นํามาจากนอกโรงเรียนตองมี
การวิเคราะหเ ฉพาะพื้นที่ดว ย
(Vegetation) พชื พรรณเดิมท่ีมีอยูในพ้นื ท่ี ตอ งแสดงในแปลนพน้ื โดยจะตอง ระบุตําแหนงของพืช
พรรณเดมิ ทมี่ ีอยูโดยเฉพาะไมยืนตน ระบุถึง ชนิดของพืชพรรณ, รูปทรง, สีผิวสัมผัส และลักษณะเดน อืน่ ๆ
ระบุสภาพ คุณคาและความเห็นของเจาของ, ระบุขอจํากัดสําหรับการหลีกเล่ียง และการพัฒนาหรือรอบ
บรเิ วณพืชพรรณเดมิ ทมี่ ี พืชพรรณทีม่ ีอยเู ดิมท้ังหมด บอกถึงสภาพธรรมชาติของดินและสภาพภูมิอากาศของ
พื้นที่ ตนไมเ ดมิ จะตองเปน ตวั บอกใหเ ห็นถงึ การเลอื กตน ไมใหม สามารถเลอื กใชตน ไมป ระเภทใดบาง
พืชพรรณที่ใชในงานภูมิทัศนจะนํามาใชเพ่ือประดับตกแตง เปนแนวกันสายตา เปนแนวกรองเสียง
ฝุนละออง ใหรมเงา ใหความเย็นรมรื่น ประหยัดพลังงาน ปองกันการผุกรอนทลายของหนาดิน เชน
หญาคลุมดิน เปนที่อยูอาศัยของสัตวตามธรรมชาติ เปนตน พืชพรรณที่นํามาใชจะมีลักษณะเดนคือมีความ
สวยงาม อาจมีสวนใดสวนหน่ึงสวยงาม เชน มีใบสวยงาม มีดอกสวยงาม มีทรงพุมสวยงาม หรือมรี มเงาท่ีดี
จะถกู เลอื กนาํ มาใชใ นการจัดสวน แลว แตว ัตถุประสงคข องการใชง าน
งานวิจัยเรื่อง การสํารวจองคประกอบทางกายภาพเพื่อพัฒนาภูมิทัศนและสภาพแวดลอมของ
สถานศึกษา โดย วฒั นา ณ นคร และจําเลอื ง เหตุทอง (2556) วเิ คราะหพ ชื พรรณตามศักยภาพการใชงานภูมิ
ทัศนภายในสถานศึกษา โดยเลือกตามการใชประโยชน คือ ไมรมเงา ความงาม ไมกันลม ไมในลานจอดรถ
สรางสุนทรียภาพ และปลูกในสวนปา พบวาไมยืนตนในสถานศึกษามีประโยชนในดานการใหรมเงาแก
โรงเรียนมากท่ีสุด ตําแหนงท่ีปลูกกระจัดกระจาย โดยชนิดที่พบ ไดแก กรวย กระดังงาไทย กระถินณรงค
จาํ ป จําปา ประดูแดง แปรงลางขวด พญาสัตบรรณ มงั คุด ราชพฤกษ ศรีตรัง สนทะเล สัก หูกระจง หูกวาง
อโศกอินเดยี อนิ ทนนิ นาํ้ อนิ ทนินบก เปน ตน
การจดั สวนโรงเรียน หนา 69
การเก็บขอมูลพรรณไมเดิมจะเปนการสํารวจและจดบันทกึ ทงั้ ตําแหนงเดิม ชนิดของพืชพรรณ การ
ใชป ระโยชนในพ้ืนทสี่ วนมากจะเปนพชื พรรณเดิมที่มีอยูในพ้นื ที่ ขอ มูลน้ีจะใชในการตดั สินใจการเลือกใชพืช
พรรณในพน้ื ที่ ใหใ กลเคียงไมชนดิ เดิมเพือ่ ความคงทนของตนไม แตไมไดหมายความวาทั้งหมดตอ งใชแบบพืช
พรรณเดิม ท้ังน้ีการเลือกใชพืชพรรณยังขึ้นอยูกับ รูปแบบของสวน สภาพภูมิอากาศ รวมทั้งประโยชน
ใชสอยดว ย
สัญลักษณของพืชพรรณที่ใชในการระบุตําแหนง จะตางกันข้ึนอยูวาจะมีสภาพอยางไร บางตน
ตองการยายออกจากพน้ื ท่ี (ภาพท่ี 3-8) บางตนเปนพืชพรรณเดิมคงสภาพไว (ภาพที่ 3-9) บางตนปลูกใหม
(ภาพท่ี 3-10)
ภาพที่ 3-8 สัญลักษณพ ืชพรรณเดมิ ตองการเคล่อื นยาย ภาพที่ 3-9 สญั ลักษณพชื พรรณเดิม ภาพท่ี 3-10 สัญลักษณพืชพรรณปลูกใหม
ภาพท่ี 3-11 สญั ลกั ษณพชื พรรณเดิม
3.2.6. สภาพภูมิอากาศ (Climate) ในงานออกแบบจัดสวนจะวิเคราะหภูมิอากาศจุลภาค
(Microclimate climate) เปนขอมูลที่สําคัญในการออกแบบจัดสวนเนื่องจากตองใชภูมิอากาศในระดับ
จุลภาค เพราะมคี วามเฉพาะตัวและพเิ ศษเฉพาะพน้ื ทีโ่ ดยรูสึกและสังเกตไดอยางชัดเจน เชน ภูมอิ ากาศของ
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 70
จงั หวดั นครศรธี รรมราชยอ มมีความเฉพาะตัว และแตกตางจากภูมอิ ากาศของเชียงใหม และกรุงเทพมหานคร
อยา งส้นิ เชงิ แมเ ปนเวลาเดียวกัน และอยูในเขตรอนชนื้ เหมือนกัน ขอมูลภมู ิอากาศนีจ้ ะเปนขอ มลู เฉพาะพนื้ ที่
การเก็บขอมูลจะเก็บมาจากกรมอุตุนิยมวิทยา (ขอมูลสถิติรายจังหวัด) หรือขอมูลเฉพาะในพื้นที่ เชน สถานี
ตรวจอากาศในพืน้ ทใ่ี กลเคียง นอกจากน้นั ตองใชว ธิ กี ารสงั เกตและการทาํ ความเขา ใจกับสภาพภูมอิ ากาศตาม
ลักษณะสภาพแวดลอ ม
ในการวเิ คราะหภมู ิอากาศในการจัดสวนจะวิเคราะห อณุ หภูมิ ความช้ืนสัมพัทธ ทศิ ทางแสง ลมตาม
ฤดูกาล และปรมิ าณนํา้ ฝน (ภาพท่ี 3-12)
ก. อุณหภูมิ (Temperature) การเก็บขอมูลการออกแบบจะเก็บขอ มูลอุณหภูมิ 5 ป ยอนหลังใน
สถานีตรวจอากาศท่ีใกลเคียงคาอุณหภูมิจะบงบอกใหเราสามารถเลือกใชพืชพรรณ ตามสภาพอุณหภูมิ
เชน อณุ หภมู สิ ูงควรเลือกใชพ ชื พรรณไมยนื ตนเพ่อื ใหรม เงา ลดอุณหภมู ิทร่ี อน
ข. ความช้ืนสัมพัทธ (Relative humidity) คือ อัตราสว นโดยมวลของไอนํ้าในอากาศในขณะหน่ึง
(ท่ีอุณหภูมิหน่ึง) ตอไอน้ําสูงสุดท่ีอากาศ (ที่อุณหภูมินั้น) สามารถแบกรับไวไดการที่เรามีอากาศหน่ึงที่มี
ความชนื้ สมั พัทธเปน 100%
การหาขอ มูลความชน้ื สัมพทั ธ หาไดเชนเดียวกบั อณุ หภูมคิ วามชื้นสัมพัทธบอกถึงปริมาณความชื้นใน
อากาศ ในทางดานการจัดสวน เก่ียวของกับการปลูกพืชพรรณ การเลือกวัสดุพืชพรรณ การเลือกใชวัสดุ
ตกแตงภูมิทัศน การลดความช้ืนในอากาศจะชวยใหเกิดภาวะนาสบายของรางกายมนุษยไดดีขึ้น อากาศที่
หนาวแตแหงจะมีความเย็นยะเยือกนอยกวาอากาศที่หนาวและรอนช้ืน อากาศท่ีรอนและแหงจะสบายตัว
มากกวาอากาศที่รอนและช้ืนการลดความรอนในอากาศทําไดโดยเพิ่มการถายเทของอากาศ และทาํ ใหแหง
ดวยแสงแดด หรอื พยายามหลกี เล่ียงพ้นื ทีท่ อ่ี ากาศไมถ ายเทและเปน จุดอับ
ค. ทศิ ทางแสง (Sun) ระบุทิศทางของดวงอาทติ ยขนึ้ ลง, บอกตําแหนงของพนื้ ทที่ ถ่ี กู แสงแดดมากใน
แตละวันหรอื ในชวงของป เพราะจะไดห าวธิ ีการแกไขปญหาพน้ื ทบี่ รเิ วณนน้ั ไดอยา งถกู ตอง
ง. ลม (Wind) ระบุทศิ ทางของลมประจําป, ลมหนาว, ลมประจําถิ่น, ทิศทางลมที่พดั เขามาในพนื้ ที่
นน้ั เราควรคาํ นงึ ถงึ วา ลมนัน้ มปี ระโยชนหรอื มีโทษ ลมทม่ี ปี ระโยชนท ่พี ดั ผานเขามาเปนลมที่พดั ไมแรงใหความ
สบายกับมนุษยลมชนิดนี้ตองพิจารณาทิศทางลมและนํามาใชประโยชนกับพ้ืนที่โดยใชประโยชนกรณีพ้ืนที่
พกั ผอนนอกอาคาร เชน ลานหนาบานที่มีความตองการรับลม ตองปรับพนื้ ทใ่ี หเขา กบั ทิศทางลม เพอ่ื การรับ
ลม แตถาหากเปนลมแรงควรใชแนวกันลม (Wind break) เพ่ือปองกันลมเอาไว อาจอยูในรูปของรั้ว
หรือตนไม แตอ ยางไรกต็ ามการเลือกใชม ีผลตอ การพัดผานของ ท้งั นเ้ี พราะตน ไมท่ีมีสวนโปรงทาํ ใหลมพัดผาน
ไดบาง เปนตน สวนขอมลู ที่ลมในพ้นื ทโ่ี ครงการตอ งระบุทิศทางของลมประจําถิ่นตลอดป รวมท้ังตําแหนงที่
ไดร บั ลมหรอื ถกู ปดก้ันลมเย็นในฤดูรอน
จ. ปริมาณน้ําฝน (Rain) ปริมาณน้ําฝนจะเก่ียวขอ งกับ การระบายน้ํา พชื พรรณ พืน้ ทล่ี านโลงนอก
อาคาร ทางเดิน ปรมิ าณฝนท่ีมาก และมีความถ่ีในการตกมากอาจมีปญหาในดานการระบายน้ําออกจากพื้นที่
และอาจมีนําทว มขังในพื้นที่บางจดุ ดังนั้นการตรวจสอบปริมาณน้ําฝนเกีย่ วกบั ประเด็นนี้ตองมีการตรวจสอบ
ปริมาณของฝน และความถีใ่ นการตกของฝน หากปริมาณฝนมากตองมีการจัดระบบการระบาย ใหเพยี งพอ
กบั การรองรับปรมิ าณของนา้ํ
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 71
ภาพที่ 3-12 การวเิ คราะหภูมอิ ากาศโรงเรียนทงุ สงวทิ ยา
3.2.7 อาคารเดิมทีม่ ีอยูเปนสิ่งท่ีตอ งระบุในแปลนพนื้ ฐานของโรงเรียน บอกถึงรูปแบบ (Style) ของ
สถาปต ยกรรม ระบุตําแหนงประตู, หนาตางท่มี ีการใชมากท่ีสุด รวมท้ังกําแพง ร้ัว ใชเ ม่อื ใด โครงสรางอ่นื ๆ
ทม่ี ีอยูเดิม ทัง้ นีจ้ ะทาํ ใหการออกแบบจดั สวนของโรงเรยี นมคี วามถูกตอ งและสัมพันธกับชองเปดของอาคารได
เปน อยางดยี ่งิ บอกตาํ แหนงสภาพและวัสดขุ องทางเทา กาํ แพงรัว้
ภายในโรงเรียนประกอบดวยอาคารตาง ๆ คือ อาคารเรียนและอาคารประกอบ (อาคาร
อเนกประสงค หอประชุม โรงอาหาร อาคารฝกงาน หองน้ํา บานพักครู) แตละอาคารมีหนาท่ีเฉพาะเพื่อให
นักเรียนทํากิจกรรมการเรียน และกิจกรรมอันเก่ียวเน่ืองกับการเรียน ดังนี้
ก. อาคารเรียน เปนอาคารท่ีใชเปนสถานที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนทุกกลุมวิชาประกอบดวย
หอ งเรยี นและหอ งพเิ ศษ เปนอาคารทมี่ ีความสําคัญมากในโรงเรียน เน่ืองจากใชทํากิจกรรมหลักของโรงเรียน
คือการเรียนการสอน อาคารเรียนประกอบไปดวยหองเรียน หองปฏิบัติการ หองพกั ครู และหองทํากจิ กรรม
ของนกั เรียน โดยสว นมากจะมลี กั ษณะโปรงโลง อากาศถายเทไดด ี จึงจะเหมาะกับการเรียนการสอน อาจมชี ้ัน
เดียวหรือหลายช้ันก็ได อาคารสวนมากจะมีบริเวณรอบ ๆ อาคาร ไวเพ่ือการทํากิจกรรมน่ังพักผอนของ
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 72
นักเรียนและทํากิจกรรมอ่นื ๆ สภาพโดยรอบ ๆ ควรรมร่ืนและไดร ับการเอาใจใสเปนอยางดยี ิ่งเพอ่ื ใหม ีความ
เหมาะสมตอการใชอาคาร อาคารเรยี นประกอบดวย
1.) หองเรียน หมายถึง หองที่ใชดําเนินการจัดการเรียนการสอนทุกรายวิชาสภาพของ
หองเรยี นมคี วามโลงสบายหนาตางรับลม มมี ุมเปด เพือ่ การมองออกไปดา นนอก
2.) หอ งพเิ ศษ หมายถึง หองอาํ นวยความสะดวกในการบริหารและจัดกิจกรรมสนับสนุน
การเรยี นการสอน เชน หองพกั คร,ู หอ งพยาบาล, หองวิทยาศาสตร, หองคอมพิวเตอร ฯลฯ หองเรียนพิเศษน้ี
มลี กั ษณะท่ีใชกิจกรรมพิเศษตามหนาที่ โดยสวนมากจะอยูในอาคารเรียน เปนสว นหนง่ึ ของอาคารเรียน
อาคารเรยี นท่มี ีอยูของโรงเรียนมหี ลายแบบ การกอ สรางอาคารของโรงเรียนตองทําตาม
แบบมาตรฐานของ สพฐ ที่มีแบบทีช่ ัดเจนอยแู ลว ปจจุบันอาคารเรียนมหี ลายแบบ ดงั นี้
1. อาคารเรยี นแบบ 108 ล.-30 2. อาคาร สปช. 201-26
3. อาคาร สปช. 202-26 4. อาคาร สปช. 203-26
5. อาคาร สปช. 204-26 6. อาคาร สปช. 205-26
7. อาคาร สปช. 206-26 8. อาคารเรยี น 216 ล.-57-ก
9. อาคารเรยี น 216 ล.-57-ข 10. อาคารเรยี น 212 ล.-57-ก
11. อาคารเรียน 212 ล.-57-ข 12. อาคารเรียน 318 ล.-55-ก
13. อาคารเรยี น 318 ล.-55-ข 14. อาคารเรียน 324 ล.-55-ก
15. อาคารเรียน 324 ล.-55-ข 16. อาคารเรียนแบบ สปช. 105 ล.-58 (ข)
ตา นแผนดนิ ไหว 4
17. อาคารเรียนแบบ สปช. 105 ล.-58 18. แบบ สปช. 101-26 (3 หอ ง)
(ข) ตานแผน ดินไหว 5
19. แบบ สปช. 102-26 (3 หอง) 20. แบบ สปช. 102-26 (4 หอ ง)
21. แบบ สปช. 102-26 (6 หอง) 22. แบบ สปช. 103-26 (3 หอ ง)
23. แบบ สปช. 103-26 (4 หอ ง) 24. แบบ สปช.104-26 (3 หอง)
25. แบบ สปช. 104-26 (4 หอง) 26. แบบ สปช.105-29 2 ชัน้ 4 หอ ง ใตถ ุนโลง
27. แบบ สปช. 105-29 2 ชน้ั 5 หอง ใตถนุ โลง 28. แบบ สปช.105-29 2 ชัน้ 6 หอง ใตถนุ โลง
29. แบบ สปช. 105-29 2 ชน้ั 7 หอ ง ใตถ นุ โลง 30. แบบ สปช.105-29 2 ช้นั 8 หอ ง ใตถ นุ โลง
31. แบบ สปช. 105-29 2 ชัน้ 32. แบบ สปช. 2-28 ขนาด 3 ช้นั 12 หอง10
หอ ง ใตถุนโลง
33. แบบ สปช. 2-28 ขนาด 3 ชนั้ 15 หอ ง 34. แบบ สปช. 2-28 ขนาด 3 ชั้น 18 หอ ง
35. แบบ สปช. 2-28 ขนาด 4 ชั้น 12 หอ ง
อาคารจะเปนแบบมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนจะมีอาคารตามแบบดังกลาวน้ี ข้นึ อยู
กับการไดรับจัดสรรงบประมาณในแตละชวงวาเปนแบบใด ตอไปน้ีจะแสดงตัวอยางแบบของอาคารที่มีอยู
ตามโรงเรยี นท่ัวไปบางตวั อยา ง
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 73
ภาพที่ 3-13 ภาพดานหนา อาคารเรยี น 212 ล./57-ก
ที่มา : ปรับปรุงจาก http://www.yotathai.com/yotanews/plan-obec
ภาพท่ี 3-14 ภาพดา นหนาอาคารเรยี น 216 ล./57-ก
ทม่ี า : ปรบั ปรงุ จาก http://www.yotathai.com/yotanews/plan-obec
ภาพที่ 3-15 ภาพดานหนาอาคารเรียน
ทีม่ า : ปรับปรุงจาก http://www.yotathai.com/yotanews/plan-obec
ภาพที่ 3-16 อาคารเรียน สปช.105/29 ปรบั ปรงุ อาคารเรยี น 2 ช้นั 8 หองเรยี น
ที่มา : ปรบั ปรุงจาก http://www.yotathai.com/yotanews/plan-obec
การจัดสวนโรงเรียน หนา 74
. ภาพท่ี 3-17 อาคารเรยี น สปช.105/29 ปรับปรงุ อาคารเรียน 2 ชั้น 5 หอง
ทีม่ า : ปรับปรุงจาก http://www.yotathai.com/yotanews/plan-obec
ข. อาคารประกอบ หมายถึง อาคารทใ่ี ชเปนสถานท่ีจัดกิจกรรมการเรียนการสอน กลุมวิชาตาง ๆ
หรือจัดกิจกรรมอาหารกลางวัน หรือใชสําหรับเปนทป่ี ระชุมนักเรียน หรือกิจกรรมอื่น ๆ ในโรงเรียนหนึ่ง ๆ
ประกอบดวยอาคารประกอบดงั ตอไปนี้ อาคารโรงอาหารและหอประชมุ , อาคารฝก งาน/อาคารเอนกประสงค
, หองนํ้า หรอื หอ งสว ม, บา นพักบคุ ลากร และสนามกีฬา
1.) อาคารโรงอาหารและหอประชุม เปนอาคารที่ใชทาํ กจิ กรรมในการประชุมนักเรียน หรือกิจกรรม
อื่น ๆ ของนักเรียน ชวงเวลาท่ีใชเปนชวงเวลาพิเศษ สําหรับการทํากจิ กรรม อาจเปนชวงเลิกเรียนหรือชวง
บายเพือ่ การทาํ กจิ กรรมของนกั เรยี นในโอกาสพเิ ศษตาง ๆ เชน กจิ กรรมการไหวครู กิจกรรมการเขา คา ย
โรงอาหารและหอประชุมทม่ี อี ยูของโรงเรยี นมหี ลายแบบ การกอ สรา งอาคารของโรงเรียนตองทําตาม
แบบมาตรฐานของ สพฐ ท่ีมีแบบท่ชี ดั เจนอยแู ลว ปจจบุ ันโรงอาหาร และหอประชมุ มหี ลายแบบ ดงั นี้
1.1) โรงอาหาร 300 ท่นี ่งั
1.2) โรงอาหาร 500 ที่น่ัง
1.3) โรงอาหาร 260 ทีน่ ั่ง
1.4) โรงอาหาร-หอประชุม 100-27
รปู ดา น ก รปู ดา น ข
รูปดา น ค รูปดาน ง
ภาพท่ี 3-18 อาคารโรงอาหารและหอประชมุ แบบ 300 ทน่ี ั่ง
ทมี่ า : ปรับปรุงจาก http://www.yotathai.com/yotanews/plan-obec
การจดั สวนโรงเรียน หนา 75
2.) อาคารฝกงานท่ีมีอยูของโรงเรียนมีหลายแบบ การกอสรางอาคารของโรงเรียนตองทําตามแบบ
มาตรฐานของ สพฐ ที่มีแบบท่ชี ัดเจนอยูแลว ปจจุบันอาคารฝก งานมหี ลายแบบ ดังน้ี
2.1) อาคารฝก งานแบบ 102-27
2.2) อาคารฝกงานแบบ 204-27
2.3) โรงฝกงาน 306 ล.-27
อาคารฝกงาน/อาคารเอนกประสงคใชสําหรับการประกอบกิจกรรมตาง ๆ ของนักเรียน การเรียน
บางรายวิชา เชน พลศึกษา หรือสําหรับการทํากิจกรรมอื่น ๆ ภายในอาคารจะโลง สวนภายนอกอาคารมี
พื้นท่ีวางรอบ ๆ ตัวอาคาร สามารถพัฒนาเปนใหมีความเหมาะสมกับการทํากิจกรรมของอาคาร ไดหลาย
รูปแบบ
ภาพที่ 3-19 อาคารฝก งาน
ทม่ี า : ปรับปรุงจาก http://www.yotathai.com/yotanews/plan-obec
3.) หองน้ําหรือสวม หองน้ําภายในโรงเรียน มีทั้งสวนท่ีอยูกับอาคารและสวนที่แยกออกมาจาก
อาคาร สวนทแ่ี ยกออกมาจากอาคารจะเปนอาคารหองน้ําใหนักเรียนใช สวนมากจะอยูตามมุมตาง ๆ ใกลกับ
อาคารเรียน โดยปกติหองนํ้าตองการพ้ืนทท่ี ่ีมดิ ชิด ตําแหนงท่ีวางหองนํ้าจึงเปนสวนทีเ่ ปนสวนหน่ึงมุมมิดชิด
ชวงเวลาทมี่ กี ารใชห องนา้ํ จะใชท ุกเวลาแตจะมากในชวงท่ีพกั เทีย่ งของนักเรียน เน่ืองจากหองน้ําเปนอาคารท่ี
ถกู มองวาไมนาเขา ไป จงึ ควรมีการจัดตกแตง ใหเ หมาะสม โปรง โลง สะอาด และสวยงาม
หองนํ้าหรือสวม ทม่ี ีอยูของโรงเรียนมีหลายแบบ การกอสรางอาคารของโรงเรียนตองทําตามแบบ
มาตรฐานของ สพฐ ที่มีแบบทช่ี ดั เจนอยูแ ลว ปจจุบันหองน้ําหรอื สวม มหี ลายแบบ ดังนี้
3.1) สว ม แบบ สปช.603-29 ขนาด 4 ที่ 3.2) สว ม แบบสปช.603-29 ขนาด 6 ท่ี
3.3) สวม แบบ สปช. 604-45 3.4) สว ม แบบ สปช. 605-45
3.5) สว ม อาคาร สพฐ. 3.6) สวมนกั เรยี นชาย 6 ท่ี - 49
3.7). สวมนกั เรียนหญิง 6 ท่ี - 49 3.8) สว มนกั เรียนชาย 4 ท่ี - 49
3.9) สว มนักเรียนหญิง 4 ที่ – 49
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 76
ภาพที่ 3-20 หอ งนํา้ หรือสวมโรงเรียน
4.) บานพักบุคลากร เปนบานพักท่ีประกอบดวย บานพักครูและบุคคลากร สวนมากจะแยกสวน
ออกมาอยูเปนสวนตัวภายในโรงเรียน การตกแตงบานพักควรแบงเขตออกมาใหชัดเจนเน่ืองจากเปนเขต
สวนตวั แสดงออกมาใหเ ห็นความเปน สว นตัวและการใชประโยชนป ะปนกนั
บานพักบุคลากร ท่ีมีอยูของโรงเรียนมีหลายแบบ การกอสรางอาคารของโรงเรียนตองทาํ ตามแบบ
มาตรฐานของ สพฐ ทมี่ แี บบทช่ี ัดเจนอยแู ลว ปจ จบุ ันบานพักบคุ ลากร มหี ลายแบบ ดังน้ี
4.1) บานพกั ครู 203-27 4.2) บา นพักครแู บบ 205-26
4.3) บานพกั ครูแบบ 207 (บา นพกั ผูบ รหิ าร) 4.4) บา นพกั ครู แบบ สปช.303-28เรอื นแถว
4.5) บานพักครูแบบ 301-26 4.6) บา นพกั ภารโรง-32
4.7) บา นพักนกั เรียน (แบบกรมอาชีวศึกษา)
ภาพท่ี 3-21 บา นพกั บคุ ลากร
ที่มา : ปรับปรุงจาก http://www.yotathai.com/yotanews/plan-
5.) สนามกีฬา หมายถึง สถานท่ีสําหรับจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและกิจกรรมเสริมหลักสูตร
ประกอบดว ยสนามฟตุ บอล จัดใหทกุ โรงเรยี นตามความเหมาะสม 1 โรงเรียนตอ 1 สนามเปนอยางนอยสนาม
ฟุตบอลของโรงเรียนเปนเสมือนที่โลงท่ีสําคัญใชทํากิจกรรมตาง ๆ ของนักเรียน ในชวงเวลาท่ีมีการทํา
กิจกรรมกีฬา หรือการทํากิจกรรมอ่ืน ๆ สวนประกอบของสนามประกอบดวยพื้นท่ีสําหรับการแขงขัน
และพนื้ ทรี่ อบ ๆ สนาม อาจกวางหรือแคบตามลักษณะของโรงเรียน และมีอาณาบริเวณมากนอยเพยี งใด ถา
โรงเรียนทม่ี พี น้ื ท่มี าบริเวณรอบ ๆ สนามอาจมีพ้ืนทีก่ วางทส่ี ามารถจัดการพน้ื ที่ใหมคี วามเหมาะสมกับการใช
ประโยชนและใหมีความสวยงาม
การจัดสวนโรงเรียน หนา 77
สนามบาสเกตบอล สนามวอลเลยบอลสรางเฉพาะโรงเรียนที่เปดสอนมัธยมศึกษา สภาพพ้ืนที่
เชนเดียวกันกับสนามฟุตบอลหรือบางคร้ังอาจใช ลานกีฬาอเนกประสงค เปนลานคอนกรีต (เปนสนาม
วอลเลยและสนามเซปกตะกรอขนาดมาตรฐาน) เสาพรอมตาขายวอลเลยบอลและเซปกตะกรอโดยจัดให
โรงเรียนทุกโรง ๆ ละ 1 สนาม สภาพพนื้ ท่ีรอบ ๆ สามารถปรับตกแตง ใหม ีความเหมาะสมกบั การใชประโยชน
ไดสนามเดก็ เลน จัดใหโรงเรียนระดับกอ นประถมศึกษาโรงเรียนละ 1 สนาม เปนสนามที่ใชเลนของนกั เรียน
ควรเปน พืน้ ที่ที่โลง และปลอดภยั
สนามกฬี าทีม่ อี ยูข องโรงเรยี นมหี ลายแบบ การกอสรา งอาคารของโรงเรยี นตอ งทําตามแบบมาตรฐาน
ของ สพฐ ท่ีมีแบบท่ชี ัดเจนอยูแลว ปจจบุ ันสนามกฬี ามหี ลายแบบ ดงั นี้
1. สนามบาสเก็ตบอลแบบ FIBA 2. สนามฟตุ บอลแบบ ฟ 1-42
3. สนามฟตุ บอลแบบ ฟ 3-42 4. สนามฟตุ บอลแบบ ฟ 3 (พเิ ศษ)
3.2.8. มุมมองและทัศนียภาพ (Visual and perspective) สังเกตและระบุวาเห็นอะไรบาง จากทกุ
ดา นมมุ มองทีด่ ีควรใชใหเปนประโยชนและมุมมองไมดีควรปดบังในการจัดสวนโรงเรียนอาคารเปนสวนหน่ึง
ของมมุ มองตอ งสังเกตและระบุมุมมองจากภายในอาคารไปยังภายนอกอาคารโดยเฉพาะพืน้ ทีจ่ ัดสวน สังเกต
และระบุมุมมองออกนอกพ้ืนท่ีออกไปโดยมมุ มองจากดา นตา ง ๆ ของพื้นที่ มุมมองจากถนน การวิเคราะห
มมุ มอง เปนการวิเคราะหเชิงคุณภาพ ของส่ิงท่ีสายตารับรูไดจากการมอง ณ จุดตาง ๆ การวิเคราะหมุมมอง
และ ววิ จะมคี วามสําคัญมากในกรณี จุดท่ีตั้งของอาคารหรือบริเวณท่ีจะกําหนดใหเปนจุดที่มกี ารพกั นานกวา
จุดอ่นื ๆ ได มุมมองที่ดคี วรใชประโยชนและพัฒนาสว นมมุ มองไมดีควรมกี ารปดบังเอาไว (ภาพท่ี 3-22)
.
ภาพท่ี 3-22 การวิเคราะหมุมมองโรงเรียนทุงสงวทิ ยา
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 78
3.2.9 ระบบการสญั จรภายในโครงการ (Circulation) ระบบการสัญจรภายในโครงการจะตรวจสอบ
การเช่ือมตอของระบบการสัญจรของผูใชท้ังการสัญจรหลักถนนหลักและที่จอดรถ และการสัญจรรองการ
สัญจรทางเทา เชือ่ มตอจากถนนหลัก หาความเชื่อมโยงของพ้ืนที่
ระบบการสญั จรและที่จอดรถ ระบบการสัญจรหลักภายในโรงเรียน เปนถนนหลักทําหนาท่ีใชสัญจร
ใหสะดวก โดยถนนหลักในโรงเรียนโดยปกตไิ มตองการใหมีความหนาแนนและวุนวายกบั การใชรถมากนัก
เน่อื งจากเกีย่ วของกบั ความปลอดภัยของเดก็ นักเรียน บางโรงเรยี นไมอ นุญาตบคุ คลภายนอกมาในโรงเรียนแต
จะจัดพ้ืนที่ดานหนาใหสําหรับผูมาติดตอเทาน้ัน แตก็มีบางสวนที่มีความจําเปนตองใหการสัญจรหลักใน
โรงเรียน ระบบการสัญจรหลักน้ีจะเกย่ี วของกับท่จี อดรถในโรงเรียน ระบบการสัญจรหลักแบงโดยทั่ว ไปใน
การวางผังมี 4 รูปแบบดังน้ี
ก. ระบบตาตาราง (Grid system) เปนระบบท่ีเกิดข้ึนจากการวางถนนที่คอนขางจะกลม
และมีระยะหางทเี่ ทากัน มกั ใชกับพน้ื ท่ที ่ีแบนราบ ระบบตาตารางเปนระบบท่งี าย ถาปรับระบบตาตารางให
เขากับความสูงต่ําดวยการปรับใหโคงหรือจัดขนาดของตาตารางใหยืดหยุนมีขนาดแตกตางกันไปตามความ
เหมาะสม ถา จดั ระบบจัดระบบไดถ กู ตอ งแลว ตวั ระบบตาตารางกจ็ ะไดผลดี (ภาพท่ี 3-23)
ข. ระบบรศั มี (Radial system) การไหลของระบบจราจรไปสูจุดศนู ยกลางเปนทีม่ ีกิจกรรมประเภท
ตาง ๆ รวมอยหู นาแนน เกา ระบบรัศมีสวนใหญย ากตอการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ดงั น้ันการเพิม่ วงแหวนจะ
ชว ยใหก ารจราจรไหลผา นดขี น้ึ และสามารถขยายวงแหวนไดเ มอื่ เมอื งขยายตวั ขึ้นในอนาคต (ภาพท่ี 3-24)
ค. ระบบทางยาว (Linear system) การจราจรทางยาวเปนการไหลของของยานพาหนะ ระหวางจุด
หนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ถายานพาหนะ มีปริมาณมากเกินไป ก็ใหใส วงลอบลงขางใดขางหน่ึงของเสนทาง
จะชว ยใหการไหลของยานพาหนะดีขน้ึ (ภาพท่ี 3-25)
ง. ระบบโคง (Curvilinear system) เปนระบบทีส่ ามารถจัดวางใหเขากับลักษณะรูปทรงแผนดินได
ดกี วาระบบอื่น สามารถปรบั แนวถนนใหเขากบั สงู ตา่ํ ของพืน้ ที่ไดดี จะมีถนนตดั ผานนอยระบบโคงยาวนี้ทําให
ถนนมีความนาสนใจมากย่ิงขึ้น เน่ืองจากสามารถปรับใหเขากับภูมิประเทศไดเปนอยางดี ยานพักอาศัยจะ
สามารถจดั ทาํ ระบบน้ีไดด ี (ภาพที่ 3-26)
ภาพ 3-23 ถนนระบบตาตาราง ภาพ 3-24 ถนนระบบรศั มี ภาพ 3-25 ถนนระบบยาว ภาพ 3-26 ถนนระบบโคง
ทม่ี า : เดชา บุญคา้ํ , 2552 ท่มี า : เดชา บญุ ค้าํ , 2552 ทม่ี า : เดชา บญุ คํา้ , 2552 ท่ีมา : เดชา บญุ ค้าํ , 2552
การจดั สวนโรงเรียน หนา 79
จดุ ตา ง ๆ ของทางสญั จรรถ
1. ทางเขาโรงเรียน ไมควรมีส่ิงปดบัง ควรเปดโลงใหเห็นถนนทั้งสองขาง ระยะสายตาที่จะมอง
บรเิ วณทางเขาขน้ึ อยูกับอัตราความเร็วรถ ขนาดชองทางของถนน พยายามใชลักษณะตามธรรมชาติที่เปนอยู
ของท่ีต้ังเพือ่ เนน ทางเขา เชน ตน ไมใหญ หรือรปู ทรงของแผนดินทสี่ วยงามในการวางตาํ แหนง ทางเขา
2. แนวถนนควรปรับใหเขากับความลุมดอนของภูมิประเทศ ควรเนนทิวทัศนท่ีสวยงามของที่ต้ังใน
การแนวถนนดว ย
3. แนวถนนควรใหเ ขากบั ความลุมดอนของภมู ิประเทศ ควรเนน ทวิ ทศั นทสี่ วยงามของที่ตง้ั ในการวาง
แนวถนนดว ย
4. บริเวณเล้ียวรถกลับและปลอยคนลงหากเปนรูปวงกลมรอบนอกของถนนควรมีขนาด
เสน ผา ศูนยกลางไมน อยกวา 24 เมตร สาํ หรบั รถยนตแ ละไมนอ ยกวา 30 เมตรสาํ หรับรถบัส
5. จดุ จอดรบั ควรมหี ลงั คาคมุ โดยเฉพาะอาคารสาธารณะ
6. ระยะระหวางท่เี ทยี บรถ บริเวณลงรถ ทางเทา บันไดเขาอาคาร รวมท้ังระยะเปลี่ยนระหวางถนน
อาคาร ทางเดนิ ผนัง ข้ันบันไดไมควรมรี ะยะกระชั้นชิดมากเกินไป ควรมีบริเวณเพยี งพอความกวา งและรัศมี
วงเลยี้ วของถนนแบบตา ง ๆ
การวางระบบถนน เปนแนวทางในการวางผังพื้นที่โดยทั่ว ๆ ไปรวมท้ังของโรงเรียน ระบบถนนของ
โรงเรยี นที่วางในสภาพความเปน จรงิ นนั้ อาจปรบั ไปตามความเหมาะสมการวางผังใหเหมาะสมกับสภาพพนื้ ท่ี
และรูปรางขอบเขตของที่ดิน โรงเรียนบางแหงอาจมีรูปรางขอบเขตที่ดินท่ีแตกตางกันออกไปเปนผลทําให
การวางระบบการสัญจรในโรงเรียนอาจประยุกตไปบางตามความเหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งรูปแบบอาจจะ
ปรบั เปล่ียนจาก 4 แบบขา งตน ทก่ี ลาวมาโดยประยุกตตามความเหมาะสม ระบบถนนในท่ีน้ีจะเช่ือมตอกับที่
จอดรถดว ย การวางระบบถนนจะตอ งครอบคลุมถึงท่จี อดรถดวย
ในการจัดทจ่ี อดรถมขี อ พงึ ปฏบิ ัตโิ ดยท่วั ไปดงั นี้
1. ทจี่ อดรถผมู าติดตอ ควรอยูในตาํ แนงทใี่ กลกับทางเขา หลกั ของอาคารและจุดรับสง คนดา นหนา
2. ไมค วรวางที่จอดรถปะปนกบั พน้ื ท่ีเกาะกลางวนกลับรถ หรอื พนื้ ที่อนื่ ๆ ทจ่ี ะไปบดบงั มุมสอู าคาร
3. ลานจอดรถควรมีทางเชอื่ มชดั เจนไปถึงทางเขา สูอาคาร และอยูในระยะเดินท่ไี มไ กลเกนิ ไป
4. ผมู าติดตอไมจาํ เปน ท่ีจะตองขับรถผา นพนื้ ทรี่ ับ - สง หากไมรับ-สงคน
5. ลานจอดรถคอนกรตี ขนาดใหญอ าจใชตน ไมลดความรูสึกกระดาง ใหรมเงา และลดความรอนของ
พื้นท่ี
6. ขนาดของที่จอดรถคิดเปน ตารางเมตร และระยะกวางยาวท่ตี อ งการอยู
7. มมุ จอดควรเปน เทา ไร 90, 60 หรอื 45 องศา (ภาพที่ 3-27)
8. ทศิ ทางการแลนรถไปยงั จุดตา ง ๆ ของบริเวณ
9. ความกวางของชอ งจอด 2.40, 2.70, 2.85 หรอื 3.00 เมตร
10. ความสวยงาม การลดระดบั พ้ืนบริเวณท่ีจอดรถใหตํ่ากวาระดับสายตา การปลูกตนไมบังการให
แสงสวาง และวสั ดปุ หู รอื พ้นื ลาก
11. การระบายนํา้ ในบริเวณท่ีจอดรถ
การจัดสวนโรงเรียน หนา 80
จอดรถ 30 ๐ จอดรถ 45 ๐ จอดรถ 60 ๐ จอดรถ 90 ๐
ใชพ นื้ ท่ี 29.50 ตร.ม./คัน ใชพ ื้นที่ 27.15 ตร.ม./คนั ใชพ ้ืนที่ 27.05 ตร.ม./คัน ใชพ ื้นท่ี 20.50 ตร.ม./คนั
ภาพท่ี 3-27 ลกั ษณะองศาการจอดรถ
ทีม่ า : ปรับปรงุ จาก Brooks, R Gene, 1998
ในบางกรณีความกวางของบริเวณท่ีจอดรถเปนตัวกําหนดประเภทของที่จอดรถ การจอดรถ
90 องศา จะจอดไดมากกวา 60 หรือ 45 องศา การจอดรถเฉยี งจะทําใหจอดรถไดนอยกวา เพราะเสียพ้นื ท่ที ่ี
เปนมมุ ไปมาก ถาขนาดความกวา งของทางวิ่งและขนาดท่ีจอดอยางต่ําสุดก็จะทําใหตอ งใชเวลาในการเขา จอด
และการออกรถนานขนึ้ ทางวง่ิ แบบทางเดยี วควรมคี วามกวางอยา งนอยทสี่ ุดไมนอ ยกวา 3.00 เมตร ถนนทีม่ ุง
เขาสูบริเวณทจี่ อดรถไมควรใหมที ีจ่ อดรถเรยี งรายอยขู า ง ๆ ทางเพราะจะทาํ ใหการจราจรติดขัด
การจอดรถสําหรบั คนพกิ าร ปจจุบันตองมีการจัดที่จอดรถสําหรับคนพกิ ารโดยจัดใหจอดในตาํ แหนง
ท่ีสะดวกท่ีสุด ชองจอดกวางเปนพิเศษเพียงพอสําหรับใหเกาอี้เข็นหมุนตัวไดสะดวกและหากมีการเปล่ียน
ระดับพน้ื จะตอ งมีทางลาดตอเนื่องไปยงั ที่ตา ง ๆ คนพกิ ารอนโุ ลมถึงผสู ูงอายมุ ากดว ย (ภาพที่ 3-28)
ภาพที่ 3-28 แสดงที่จอดรถคนพิการ
ทมี่ า : เดชา บญุ ค้ํา, 2552
การจัดสวนโรงเรียน หนา 81
ระบบทางเทา ทางเทาเปนระบบการสัญจรยอยภายในโรงเรียนท่ีเช่ือมตอกับระบบการสัญจรหลัก
คอื ทางเทาระหวา งถนนหลักกบั ทางเทาทอี่ ยูระหวา งอาคารเรยี น ทางเทา นี้มคี วามสําคัญสําหรับนักเรียนและ
ครทู ีใ่ ชพื้นทเ่ี ปนอยางยง่ิ ในการใชระบบการสญั จรทางเทา มดี ังน้ี
1. ทางเทา ระหวางถนนหลัก เปนทางเทาทีอ่ ยูขางถนน เชื่อมระหวางถนนหลักกับอาคาร ถนนหลัก
เชื่อมตอ กบั ที่จอดรถก็ได ขนาดความกวางของทางเทาขึ้นอยูกบั เงื่อนไขการใชพนื้ ท่ี เชน หากตองการใหเดิน
ไดค นเดียวโดยไมต องสวนทางกนั ขนาดความกวาง 0.60 เมตร ถา ตอ งการใหเดินสวนกนั ไดกาํ หนดความกวา ง
มากกวา 1.20 เมตร เน่ืองจากเปนทางเทา ท่ีใชกันมากกวา 2 คน ถา หากเปนทางเทา ที่อยูในสวนอาจอนุโลม
ใหนอยกวา 1.20 เมตร ท้ังนเี้ น่อื งจากอาจตองการความสวยงามในการวาง
2. ทางเทาทีอ่ ยูร ะหวา งอาคารเรยี น ผูท ี่ใชทางสญั จรน้เี ปนนกั เรียน ครู หรือผูมาติดตอ ราชการ ความ
กวางของทางเทาหรือลานในระบบการสัญจรทางเทา การวางทางเทามีความสําคัญกับระบบการเชื่อมตอ
ภายใน หากเราตองการพ้ืนที่ใด เปนพื้นท่ีสวนตัวก็จะไมใหทางเทาผานบริเวณ น้ัน ทางเทาระหวางอาคาร
สว นมากจะมคี วามกวา งขนาดตาง ๆ
ภาพที่ 3-29 การวิเคราะหการสญั จรโรงเรียนทุง สงวิทยา
การจัดสวนโรงเรียน หนา 82
3.2.10 ผูใชพ้นื ที่ การวิเคราะหถึงผูใชพ้ืนที่มีใครบางชวงเวลาที่มาใช เปนขอมลู ท่ีมีความสําคัญเปน
อยางย่ิง หลังการวิเคราะหพื้นท่ีจะได ปญหาและศักยภาพของพื้นที่ สําหรับปญหาใหนํามาแกไขปญหา
สวนศักยภาพใหนํามาพัฒนา สําหรับโรงเรียนผูใชประกอบดวย นักเรียน คุณครู เจาหนาที่ ผูปกครอง
และผูติดตอประสานงานที่เขามาเกี่ยวของกับโรงเรียน ลักษณะของผูใชมีลักษณะ และความตองการท่ี
แตกตา งกนั ตามบทบาทหนาท่แี ละกจิ กรรมสวนทีเ่ ขามาเกย่ี วขอ งกับโรงเรยี นดงั ตอ ไปนี้
ก. นกั เรียน
นกั เรียน เปนผใู ชพ้ืนที่สวนใหญของโรงเรยี น ชว งเวลาทเี่ ขามาใชพืน้ ท่ใี นโรงเรียน คือชวงระหวางการ
เปดภาคเรียน ในเวลาตั้งแต 7.00 – 16.00 น. แตสวนมากจะไมเกิน 18.00 น ซ่ึงนักเรียนเปนผูใชพ้ืนท่ี
ทส่ี ําคัญมาก เนื่องจากกจิ กรรมสวนมากที่เกดิ ข้นึ ในโรงเรียนรวมท้ังการจัดสวนดว ย ตองตอบสนองตอการใช
พื้นที่ของนักเรยี นเปนอยา งยิง่ เพราะกจิ กรรมของนกั เรยี นท่มี ที ัง้ วนั ไดแก
7.00 - 8.30 น. กิจกรรมการรับสง นกั เรยี น และกิจกรรมการเขา แถวของนกั เรยี น
8.30 - 12.00 น. กิจกรรมการเรียนการสอนในภาคเชา
12.00 - 13.00 น.พักรบั ประทานอาหาร
13.00 - 16.00 น. กจิ กรรมการเรียนการสอนในภาคบา ย
นอกจากน้ียังมีกิจกรรมระหวางการเรียนนักเรียนจะมีการทํากิจกรรมการเรียนในพ้ืนท่ีพัก เชน
การจับกลุมการทาํ งานในระหวางการเรียนดวย หรือมีกิจกรรมพิเศษในชวงระหวางป ไดแก กิจกรรมการเขา
คาย กิจกรรมกฬี าสีของโรงเรียน กิจกรรมเหลานี้มีสวนเก่ียวของกับการจัดสวนตกแตงบริเวณของโรงเรียน
เปนอยา งยิง่
ข. คุณครู เปนผูใชโรงเรียนที่มีความสําคัญกับพ้ืนที่โรงเรียนเปนอยางยิ่งเชนเดียวกับนักเรียน
ครูใชพืน้ ที่ และทํากิจกรรมท่สี มั พนั ธก บั นกั เรยี นตลอด
7.00-8.30 น กจิ กรรมการรบั สง นกั เรียน และกจิ กรรมการเขาแถว
8.30-12.00 น กจิ กรรมการเรยี นการสอนในภาคเชา
12.00-13.00 น.พกั รับประทานอาหาร
13.00-16.00 น กิจกรรมการเรยี นการสอนในภาคบา ย
ค. ผปู กครองจะเขามาตดิ ตอ กับโรงเรยี นและกิจกรรมการรับสง นกั เรยี น การรับสงนักเรียนจะใชพืน้ ท่ี
สวนหนาของโรงเรียน สําหรับการเขามาติดตอ กับโรงเรียนน้ันจะเขามาติดตอในสวนดานหนาของโรงเรียน
สวนมากเปน อาคารบริหาร
ง. ผูติดตอ ประสานงานการเขามาติดตอกับโรงเรียนนั้นจะเขามาติดตอในสวนดานหนาของโรงเรียน
และเขามาเปน ครั้งคราวสวนมากเปนอาคารบริหาร
การจัดสวนในโรงเรียนมีความจําเปนอยางยิ่งทต่ี องตอบสนองกับผูใช เพราะถาหากการใชพนื้ ที่ตรง
กบั ความตองการแลวถอื วาการจัดสวนนน้ั ประสบความสําเร็จ ดงั นั้น สวนของผูใชตองมกี ารสอบถามถึงความ
ตอ งการวาตองการอะไรบาง โดยประเดน็ ทีส่ ําคัญในการสอบถามแตล ะกลมุ แตกตางกนั ไป โดยแตละกลุมสรุป
ความตองการพื้นท่ีพักผอนเปนอยางไร ตําแหนงที่ตองการใหมีการจัดสวนคือพื้นที่ใด ตองการรูปแบบของ
สวนอยางไร การปลูกตน ไมใหญตอ งการอยางไร ถา มกี ารจัดสวนแลว การดูแลรกั ษาเปน อยา งไร
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 83