The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การจัดสวนโรงเรียน

รศ.วัฒนา ณ นคร
อาจารย์ประจำสาขาพืชสวนประดับและภูมิทัศน์
คณะเกษตรศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by suchantina, 2021-12-24 04:53:07

การจัดสวนโรงเรียน

การจัดสวนโรงเรียน

รศ.วัฒนา ณ นคร
อาจารย์ประจำสาขาพืชสวนประดับและภูมิทัศน์
คณะเกษตรศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย

ประโยชนข องรปู ทรงในการออกแบบภูมิทัศน
การออกแบบท่ดี ีตอ งคํานงึ ถงึ รูปทรงหลาย ๆ รูปแบบเพอ่ื ใหเกิดความกลมกลืนและการตัดกนั ในพืน้ ที่

จํากัด เลือกพื้นท่ีท่ีมีประโยชนใชสอยและความงดงามมาใชในการจัดองคประกอบ การเลือกรูปทรงของ
องคป ระกอบภมู ทิ ศั นท่งี ดงามกลมกลนื จะทาํ ใหเ กดิ ความงาม (ภาพท่ี 2-56)

ภาพท่ี 2- 56 รูปทรงในการจดั สวน

2.2.5 พ้ืนทีเ่ วน วาง (Space)
พืน้ ทว่ี า งเปนส่ิงไมม ีตวั ตนจับตอ งไดแ นนอน ความเวนวางทําใหเ กิดขอบเขตท่ีมนษุ ยสามารถรบั รูได
ภายในส่งิ แวดลอ มที่ไมม ีขอบเขตท่ีสิน้ สุดของธรรมชาติ พนื้ ทีเ่ วน วางในงานภูมทิ ศั นประกอบดว ย
พื้นดิน คือพื้นท่ีเวนวางที่ติดกับดิน เชน สนามหญา ผิวดินหรือทางเดิน พ้ืนท่ีเวนวางเหลาน้ี
จะอยูกับพ้นื ผิว
พื้นราบตามแนวดิ่ง คอื พืน้ ราบทต่ี ง้ั ฉากกับพ้นื ดนิ เชน รั้วสวน กําแพงสวน ที่เวน วา งอาจอยตู รงกลาง
ของแนวดิง่ นนั้
พน้ื ทเ่ี วน วางเหนือศรี ษะ เปน พนื้ ที่เวน วา งเหนือศรี ษะ แนวนอนท่มี ีระดบั สงู กวา คน เชน หลงั คาเรือน
ไมระแนง
ประเภทของพนื้ ทเี่ วน วา งในการจดั สวน

ก. Static space พ้ืนที่เวน วางแสดงความอดุ มสมบรู ณของพืชนานาพรรณ และความม่ังคง
ของพ้นื ทีพ่ ักอาศยั (ภาพท่ี 2-57)

ข. Linear space พื้นทเี่ วนวางแนวแคบยาวของเสนสุดสายตา ที่มกี ารปลูกไมใหรม เงาสอง
ขา งทางใหค วามรมร่ืน (ภาพท่ี 2-58)

ค. Free space พ้ืนทเ่ี วนวา งเปนพื้นทรี่ าบโลงใหค วามเปนอิสระเหมือนทุง โลง (ภาพท่ี 2-59)
ง. Intimate space secured by low tree canopy พื้นทเ่ี วนวา งแสดงความเปน สว นตวั
เขตเฉพาะกจิ ใหค วาม (ภาพท่ี 2-60)

การจัดสวนโรงเรียน หนา 34

ภาพที่ 2- 57 Static space ภาพที่ 2- 58 Linear space
ท่มี า : สมจิตร โยธะคง,2530 ที่มา : สมจิตร โยธะคง,2530

ภาพท่ี 2- 59 Free space ภาพที่ 2- 60 Intimate space secured by low tree canopy
ท่มี า : สมจิตร โยธะคง,2530 ทม่ี า : สมจิตร โยธะคง,2530

2.3 รปู แบบของสวนในโรงเรยี น (Garden style)

การจดั สวนโรงเรยี นตองมีความเขาใจในรูปแบบของสวนเปนเบ้ืองตนเพราะจะสามารถนําไปใชในการ

เลือกแบบสวนได รูปแบบของสวนอาจมีหลายรูปแบบ ไดแ ก สวนหยอม, สวนประดิษฐ, สวนธรรมชาติ, สวน

ไทย, และสวนพฤกษศาสตรโรงเรยี น อยางไรก็ตามการกลาวถงึ รูปแบบของสวนท่ีใชใ นโรงเรยี นบอ ย ๆ ไดแ ก

2.3.1 สวนหยอ ม
หมายถึง สวนขนาดเล็กมกี ารจัดเปนกลุม หรอื เปนหยอม เพื่อเพมิ่ ความนาสนใจใหก บั อาคารบานเรือน
กอใหเกิดความสวยงามท่ีนามองและสุนทรยี ภาพ
การจัดสวนหยอม เปนการจัดองคประกอบตาง ๆ ในพ้ืนที่ขนาดเล็ก ผูที่จัดสวนหยอมตองมีความรู
ความเขา ใจในการจัดองคป ระกอบโดยท่วั ๆ ไป อนั ไดแ ก หลักเอกภาพ หลักความสมดุล เปนตน โดยพืน้ ทใ่ี น
การจัดสวนจะเปนพนื้ ทท่ี ่ีเล็กลง ซึ่งอาจมพี ้ืนท่ีเปนเพยี งมุมอาคาร อาจเปน 2 ตารางเมตร 5 ตารางเมตรและ
การจัดสวนหยอ มตอ งมรี ายละเอยี ดทุกตารางนิ้ว
การจดั สวนหยอ มจะตองพิจารณานาํ พรรณไม หนิ และสิ่งกอ สราง มาจัดวางเรียงเปนกลุมตามหลักการ
ออกแบบ ซ่ึงตองคํานึงถึงเรื่องเสน สี รูปราง รูปทรง ชองวางและลักษณะของพ้ืนผิว รวมทั้งตองพิจารณา
สดั สวนความสมดลุ ความกลมกลืน ความแตกตา ง ชว งจังหวะของการจัดวาง รวมท้งั การเนนใหเ กิดจุดเดน การ
จัดพรรณไมตาง ๆ จะมีความงดงามในตัวเอง การจัดองคประกอบท่ีดี ควรจัดใหมีมากกวาหนึ่งหนวย การจัด
วางหินสองกอนที่มีความแตกตางจะเร่ิมมีการเปรียบเทียบ เฉพาะกอนหิน เกิดความเดนสะดุดตา และเม่ือจัด
วางพรรณไม เพิ่มขึ้นก็จะมีความสวยงามออนหวานกวาการที่มีเฉพาะกอนหิน การจัดวางองคประกอบต้ังแต
สามจุดขึ้นไปถอื วาเปน การจัดท่ีสมบูรณและมีความเปนอันหนึง่ อันเดยี วกันไดอีกดวย

การจัดสวนโรงเรียน หนา 35

การใชองคประกอบและพชื พรรณในการจัดสวนหยอม นําไปสูซ่งึ รูปแบบของสวนอ่ืน ๆ ได กลาวคือ
หากเลอื กใชว ัสดุ อปุ กรณ พชื พรรณ เปนแนวญี่ปุนกท็ ําใหสวนหยอมนั้นเปนสวนญปี่ ุนได ในทาํ นองเดียวกันถา
ใช แนวบาหลีกท็ ําใหสวนนั้นเปนสวนบาหลีได ซ่งึ การเลือกองคประกอบกับพชื พรรณมีสวนทําใหเกดิ รูปแบบ
สวนไดต ามแบบทต่ี อ งการ ดังนั้นองคป ระกอบของการจัดสวนหยอมจะสมบูรณตองประกอบดว ย

ก. พ้นื ทีจ่ ัดสวน กําหนดพ้ืนทท่ี ต่ี อ งจดั สวนหยอ มขนาดตาง ๆ อาจเปน ขนาด 2*3 เมตร หรือ
3*5 เมตรท้งั นขี้ ้ึนอยูกบั พน้ื ท่ีที่เราตอ งการจดั การจัดสวนหยอ มอาจจัดตามมมุ อาคาร หรอื มมุ ทต่ี องการเนนให
สวยงาม

ข. อุปกรณตกแตงสวน อุปกรณตกแตงสวนมีความสําคัญเปนอยางย่ิง สําหรับการจัด
สวนหยอม เนื่องจากเปน พ้ืนท่ีทีม่ ขี นาดเล็กอุปกรณตกแตง สวนจะชวยเสริมคุณภาพของสวนหยอมไดเปนอยาง
ดี อุปกรณต กแตง สวนมรี ปู ลกั ษณะหลายแบบ หลายชนิด พน้ื ผิวของอปุ กรณก็แตกตา งกันแลวแตชนิดที่เลือกใช
การเลอื กใชอ ุปกรณในการตกแตง สวนหยอมน้ัน ตอ งเลอื กใหตรงกับรปู แบบของสวนหยอ มท่ีวางไว นอกจากนั้น
อุปกรณตกแตงสวนคือสวนสําคัญที่ใชเปนองคประกอบในการจัดสวนหยอมใหออกมาสมบูรณยิ่งข้ึน ดังน้ัน
อปุ กรณตกแตง สวนแบง เปน กลุม ไดดงั น้ี

เครื่องปนดินเผา โอง ไห กระถางเปนวัสดทุ ่ีสวนมากมาจากงานปน จากดินเผา เซรามิค ทําใหสวนมี
บรรยากาศกนั เอง อบอุน เรียบงายเปน ธรรมชาติ (ภาพท่ี 2-61 ถงึ 2-64)

ภาพที่ 2-61 อปุ กรณตกแตงสวน ภาพที่ 2-62 อุปกรณตกแตงสวน ภาพท่ี 2-63 อุปกรณตกแตง สวน ภาพที่ 2-64 อปุ กรณตกแตงสวน

ชดุ อปุ กรณน ้าํ ตก น้ําพปุ ระดบั สวน เปนวสั ดุอุปกรณท ่ีทําใหสวนมชี ีวิตชวี า ทาํ ใหเกิดการเคลือ่ นไหว
เคลอ่ื นทข่ี องสวน (ภาพท่ี 2-65 และ 2-66)

ภาพท่ี 2-65 อปุ กรณต กแตงสวนชุดนํา้ ตก ภาพท่ี 2-66 อุปกรณต กแตงสวนชดุ นํ้าตก

การจัดสวนโรงเรียน หนา 36

ตกุ ตา รปู ปน วสั ดตุ กแตงอื่น ๆ ขนึ้ อยูก บั แนวของสวนในการจดั วา ตองการสวนแบบไหน ถาเปน สวน
บาหลจี ะใชวัสดุตกแตง แบบบาหลี ถา เปน สวนองั กฤษกจ็ ะใชเ ปนแบบสวนอังกฤษ ถาเปน สวนไทยก็ใชแ บบไทย
โดยผูจดั ตองศกึ ษาถงึ รูปแบบของสวนกอนการเลือกใช (ภาพที่ 2-67 และ 2-68)

ภาพท่ี 2-67 ตุก ตา รปู ปน ตกแตง สวน ภาพที่ 2-68 ตะเกยี งหนิ ตกแตง สวน

ตอไม ขอนไม เปนวสั ดุตกแตงสวนหลักท่มี ีความสําคัญเปนอยา งยิ่งและสามารถสรางสรรคค วามงามได
เปนอยางดี การเลือกตอไมไดสวยจะเปนองคป ระกอบสําคัญที่ทําใหผลงานการจัดสวนมีความสวยงามเมอื่ วาง
ตอไมล งตวั แลว การวางองคป ระกอบอ่นื ๆ จะวางตามตอไม ดังน้ันในการจัดสวนหยอมน้ีตอไมจึงเปนจุดที่ตอง
ใหค วามสาํ คัญเปน อยางย่งิ ในการเลอื กสรร และการนํามาใช

แหลงที่มาของตอไมไ ดม าจากหลายแหลง ไดแก คลองน้ําท่ไี หลจะมีเศษไม หรือตอไมอ ยูหรือไดม าจาก
ปา การไดตอไมอาจเปนช้ินเล็กช้ินนอย ลักษณะเชนน้ีตองนาํ มาตกแตง หรือจัดรูปทรงของตอไมก อน จะทําให
ไดรูปทรงตามท่ีตองการ หรืออาจไดมาหลายช้ินแลวนํามาประกอบกันใหสวยงาม การนําตอไมมาใชในการจัด
สวนหยอ มจะทําใหสวนมจี ดุ เดน มีองคป ระกอบสวนสมบรู ณสวยงาม

ค. พรรณไม พรรณไมท่ีใชในการจัดสวนหยอม สวนมากเปนไมกระถาง มีทั้งไมหลัก ไมรอง
และไมประกอบสวนมากจะเปนไมพุมและไมค ลุมดิน เน่ืองจากเปนการจัดวางในพน้ื ที่เล็ก ๆ ไมนิยมการนําไม
ยนื ตน มาใชในการจัดสวนหยอ ม ดว ยความจํากัดในดา นพน้ื ทตี่ นไมทใี่ ชในการจัดสวนหยอ มมีดงั ตอไปน้ี

ไมหลัก เปน ตน ไมท ใี่ ชใ นการจดั เปน จุดเดน สวนมากเปนไมพุมฟอรมสวยงาม เปนสวนทีส่ ําคัญที่จะทํา
ใหเกิดความโดดเดนของสวนหยอม พรรณไมที่นํามาใชในการจัดเปนไมหลัก ไดแก ขอยดัด ชาดัดพุม ไทร
คอมแพค ไทรใบกลมเสยี บยอด ไทรเกาหลี จนั ผา โมกเสยี บยอด

ไมรอง เปนตนไมท่ีรองลงมาจากไมหลักในการจัดสวน จะลดระดับลงมา ตนไมท่ีนํามาใชเปนไมรอง
ไดแ ก ชาดัดพุม เทยี นทองพมุ พดุ ดดั พุม

ไมประกอบ เปนไมที่ใชในการจัดเปนกลุมเพื่อประกอบสวนใหเกิดความสวยงาม สวนมากจะเปนไม
คลมุ ดิน เชน หลวิ ดอกมว ง กาบหอยแครง

ง. วสั ดุแข็ง ในท่ีนีห้ มายถึงสิง่ ไมม ชี วี ติ มีโครงสรา ง อันไดแก ศาลาท่ีพัก โดยปกติจะไมน ําพวก
ท่ีมีโครงสรางใหญมาจัด เนื่องจากความจํากัดในเร่ืองของพื้นท่ี แตหากตองการเพื่อเปนการเสริมสราง
บรรยากาศ ตองมีการยอสว นลงไป เชน หากเปน นํ้าตกกเ็ ปน พวกโครงสรางน้ําตกขนาดเล็ก เปน ตน

การจดั สวนโรงเรียน หนา 37

จ. หญา หญา ทน่ี ิยมใชในการจัดสวนหยอม ไดแก หญา นวลนอย หญามาเลเซยี การเลือกใช
แตกตางกัน ถาเปนการจัดสวนกลางแจงจะเลือกใชหญานวลนอย ถาเปนพื้นท่ีในรม ก่ึงแดดกึ่งรมใชหญา
มาเลเซีย การเลือกองคประกอบสวนมีความสําคัญมาก สวนหยอมจะเปนสวนไทยก็ได เปนสวนธรรมชาติก็ได
ตามการเลือกองคประกอบ

การจัดองคป ระกอบของสวนหยอ ม
ในการจัดสวนน้นั ตองมีการออกแบบสวนกอนการนาํ ไปจัด หลกั การจดั สวนอาจยึดหลักการออกแบบ

ขอใดขอหนงึ่ เปนหลัก และนาํ หลกั การอนื่ ๆ มาเสรมิ เปาหมายคอื ความประโยชนใชส อย และความสวยงาม
การใชห ลักการออกแบบหลักการใดหลกั การหนงึ่ น้นั สามารถทําไดในแตล ะสวน เชน การใชจ ดุ ความเดนของ
สวนหยอมมจี ุดที่ควรเดนหลายจดุ ไดแ ก (ภาพท่ี 2-69)

1.การเนน จดุ เดน ตรงกลาง 2.การเนน จุดเดน ดา นขวาตอนบน 3.การเนน จุดเดนดานขวาตอนลา ง
4.การเนนจุดเดนดานซา ยตอนบน 5.การเนนจุดเดนดานซายตอนลาง

1 23 45

ภาพที่ 2-69 จดุ เนนของการจดั สวนหยอม

การใชจุดเดนเปนเพียงแนวทางหน่ึงในการจัดเทานั้น การเลือกใชหลักการออกแบบอยางอื่นผูจัด
สามารถนํามาใชในการประยุกตตามความเหมาะสมของพ้ืนที่และความตองการใชประโยชนของพื้นท่ีอาจใช
หลักการความสมดุล ชวงจังหวะ ความแตกตา ง สามารถทาํ ได ทุกหลักการ ท้ังนขี้ ้นึ อยูการนําไปประยกุ ตใช

ภาพท่ี 2-70 ตัวอยางสวนหยอ ม ภาพท่ี 2-71 ตัวอยา งสวนหยอ ม

การประยกุ ตใ ชส วนหยอ มกับการจดั สวนในโรงเรยี น
หลักการจัดสวนหยอมที่กลาวมาสามารถนําไปประยุกตใชกับการจัดสวนหยอมภายใน

โรงเรียนไดตามแนวทางที่กลาวมาโดยสามารถจัดหนาอาคารเรียนตาง ๆ มุมอาคารท่ีตองการใหเกิดความ
สวยงาม บริเวณหนาเสาธง หนา ปายโรงเรยี น

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 38

2.3.2 สวนประดษิ ฐ (Formal Styles)
การจัดสวนแบบประดิษฐมีการจัดมาต้ังแตสมัยอียิปต เพราะลักษณะการจัดสวนในยุคเร่ิมแรกนิยม
จัดเปนรูปทรงเรขาคณิตเปนหลัก การจัดสวนแบบน้ีเปนการจัดท่ีมีระเบียบแบบแผนมองดูสวยงาม การปลูก
ตนไมดอกไมไมประดับจะปลูกเปนแถวเปนแนวเปนหมวดหมู ซึ่งอาจปลูกลงในแปลงรูปส่ีเหล่ียม สามเหลี่ยม
รูปวงกลม
สวนแบบประดษิ ฐพ น้ื ทีใ่ นการจัดสวนจะเปน พ้ืนท่ที ร่ี าบเรยี บไดระดับ ไมนิยมจัดในพ้ืนท่ีท่ีมรี ะดับสูง ๆ
ตาํ่ ๆ การจัดวางตน ไม และ วัสดตุ างๆ จะตองใหเ กิดดลุ ยภาพแบบประดิษฐ (Formal balance) โดยท่ีตนไม
หรอื วัสดุทใ่ี ชจะตองเปนชนิดเดียวกนั รูปทรงเหมือนกัน ขนาดเทากัน จํานวนเทา กนั และวางระยะหางเทา กัน
โดยสว นมากจะมีการจัดจากรูปทรงเรขาคณิต การจัดสวนแบบประดิษฐ จะใชพื้นทใ่ี นการจัดคอนขางมาก วัสดุ
ที่นํามาใชจะมีรูปทรงเรขาคณิต มกี ารตัดแตงพรรณไม ใหเปนรูปทรงกลม รูปสี่เหลี่ยม หรือรูปทรงอ่ืน ๆ มี
การตัดแตงใหเปนระเบียบ สีของพรรณไมท่ีใชจะมีสีสดใสฉูดฉาด ถนนหรือทางเดินภายในสวนมักจะเปน
เสนตรง หากจะโคงบางก็จะไดระดับ ไมมีการขนึ้ ๆ ลง ๆหรือเปนเนินสูงต่ํา สวนแบบประดิษฐน ี้มักจะมีอาคาร
หลังใหญ ๆ สรางอยางประณีตเปนฉากอยูดานหลัง สวนประดิษฐท่ีมีชื่อเสียงในอดีต ไดแกสวนของ
พระราชวังแวรซาย (ภาพที่ 2-72 และ ภาพที่ 2-73)

สมดลุ ซาย – ขวา เทา กัน
จดุ เดน ของสวน

ภาพที่ 2-72 plan ของสวนประดษิ ฐ
ทม่ี า : http://vintageprintable.com/

สมดลุ ซาย – ขวา เทากนั
จุดเดน ของสวน

ภาพที่ 2-73 สวนประดิษฐของพระราชวงั แวรซ ายร
ทมี่ า : https://truelovetravel.wordpress.com/

การจดั สวนโรงเรยี น หนา 39

สวนประกอบของสวนแบบประดิษฐ
ลักษณะแปลน การวางแปลนสวนแบบประดิษฐจะมองไปที่จุดเดนที่สุดในสวนกอนซ่ึงอาจจะเปนรูป

ปน นํ้าพุ หรือศาลาที่พัก เม่ือเลือกไดแลวก็ใหส่ิงนั้นเปนจุดศูนยกลางของพื้นที่ แลวแบงพ้ืนที่ออกเปนสวนๆ
ตามแนวคดิ ของผูออกแบบ อาจจะเปน 2 สวน 4 สวนหรือ 6 สวน เม่อื พื้นทถ่ี ูกแบงออกเปนสวน ๆ แลว สวน
ตา ง ๆ เหลานอี้ าจทาํ เปนรปู สามเหล่ียม ส่เี หลยี่ ม หรือหกเหล่ยี มกไ็ ด แลวจงึ คดิ ถึงรายละเอียดในแตละแปลงวา
จะทําแปลงเปนรูปรา งของดอกไม ลายไทย หรือจะทาํ ใหดูออนหวานขึ้น โดยหักมุมตรงเหล่ียมหรือจะใชรูปราง
ของวงกลม วงรี สามเหล่ยี ม สเ่ี หล่ียมผสมกนั เปนตน

ทางเดิน ถนนหรือทางเดินในสวนแบบประดิษฐ จะมีลักษณะตรงหรือโคงแตราบเรียบไดระดับ
ซงึ่ อาจจะโรยดว ยกรวด หรือปูดวยแผนซเี มนต หรอื หินสกดั วางสลับเปน ลวดลายอยา งเปนระเบยี บสวยงาม

ภาพท่ี 2-74 สวนประดษิ ฐ ภาพที่ 2-75 สวนประดิษฐ

ที่มา : ปรับปรุงจาก http://www.homedecorthai.com/articles/4_garden-231-2906

สนามหญา สวนแบบประดิษฐจะมีสนามหญาที่ตัดแตงจนดูราบเรียบสีเขียวเสมอกันเหมือนปูพรม
พ้นื ทส่ี นามหญาจะถูกปรับแตงจนไดระดับไมมีสว นทเี่ ปนเนินดิน ริมสนามมกั จะกอขอบดว ยวัสดตุ าง ๆ อยางมี
ระเบียบ

นํา้ พุ น้าํ เปนสว นประกอบท่สี ําคญั มากในการจดั สวนแบบตาง ๆ มาแตโบราณกาล เพราะนํ้าจะชวยให
บรรยากาศของสวนชุมชื้น สดช่ืน มีชีวิตชีวา มีการเคล่ือนไหวโดยเฉพาะเสียงของน้ําไหล นํ้าตก หรือนํ้าพุ
การจดั สวนแบบประดษิ ฐ มกั จะจดั ใหมนี ํา้ พุเปน องคประกอบของสวนดวยเสมอ

อนสุ าวรยี ห รือรปู ปน สถานทีท่ ่ีมอี นุสาวรียหรือรูปปน จําเปนอยางยิ่งที่จะจัดสวนแบบประดิษฐเพราะ
จะชวยเนน ใหเ ห็นความสําคัญของจดุ นี้ อนุสาวรียหรือรูปปนมกั จะต้ังอยูในทเี่ ดน สงา เชน หนาอาคารหลังใหญ
หรือกลางสนาม ซ่ึงการจัดสวนมกั จะใชอนุสาวรียหรือรูปปนน้ีเปนจุดกลาง หรือจุดเริ่มตนในการจัดวางตน ไม
และวัสดอุ ่ืน ๆ โดยขยายการจดั ออกไปโดยรอบ

ศาลาท่ีพัก การจัดสวนแบบประดิษฐหากมศี าลาทพ่ี ัก เพือ่ ใชเปนที่จัดงานเลี้ยงสงั สรรคห รือใชสําหรับ
พักผอนแลวตัวศาลามักจะถูกออกแบบอยางประณีต สวยงามมีรูปแบบที่เขากับตัวบานได หรืออาจจะ
เลียนแบบอาคารหลังใหญ บริเวณมุมเสา หนาศาลาหรือรอบๆ ศาลามักจะมีการออกแบบตราประจําตระกูล

การจดั สวนโรงเรียน หนา 40

หรือลวดลายติดไวตามจุดท่ีเหมาะสม ภายในศาลามีโตะ เกาอี้ท่ีทําดวยเหล็กดัด หรือโลหะหลอ มีลวดลาย
สวยงามทาดวยสีขาว สที อง แลดูเดนสงา

สว นประกอบที่นํามาใชในการจัดสวน ยงั มอี กี หลายสิง่ หลายอยาง การเลือกใชจะตอ งพจิ ารณาถึงความ
เหมาะสม เพราะการจดั สวนแบบประดิษฐจะสน้ิ เปลอื งคา ใชจายคอ นขางสูง การดแู ลรักษาคอนขางมาก เพราะ
จะตองคอยตดั แตงสวนใหเปน ระเบยี บตลอดเวลา ดงั นั้นการจัดสวนแบบประดิษฐควรจะออกแบบสวนใหเ รียบ
งาย ใชต น ไมแ ตพ อเหมาะ ใชตน ไมท ่คี งทนถาวร ขยายสนามหญา ใหกวาง

การจัดสวนแบบประดิษฐถึงแมวาจะตองเสียคาใชจายสูง ดูแลยาก แตจะใหความรูสึกท่ีดตี อผูที่เขา มา
ใชสถานท่ีนั้นๆ จะใหความต่ืนตาต่ืนใจใหความสดช่ืน ใหความแปลกใหมจากธรรมชาติท่ีมีอยูรวมทั้งความ
สวยงามท่มี องดูเปนระเบยี บเรยี บรอ ย

การประยกุ ตใชสวนประดิษฐกบั การจดั สวนในโรงเรียน
สวนประดิษฐสามารถประยุกตไปใชในการจัดบริเวณตาง ๆ ของโรงเรียนไดเชนเดียวกับสวนหยอม

แตควรเปนพื้นท่ีเปดโลงกวาง อยูกลางแจงและเปนจุดเดน เชน บริเวณอนุสาวรีย บริเวณหนาเสาธง เปนตน
พน้ื ทจ่ี ัดสวนอาจตองใชม ากกวาสวนหยอ ม แตจ ัดแลวจะเสริมใหพ น้ื ท่ีโออ าสงา งาม พชื พรรณจะใชไ มก ลางแจง

2.3.3 สวนธรรมชาติ (Informal garden style)
การจัดสวนตามแบบธรรมชาติเกิดขน้ึ ภายหลังการจัดสวนแบบประดิษฐ เมือ่ การจัดสวนแบบประดิษฐ
มกี ารพัฒนามาจนถึงทีส่ ุดก็พบวา มีขอ บกพรองหลายประการ เชน การจดั สวนแบบประดิษฐจะตองจัดในพน้ื ท่ที ี่
คอ นขางมาก ใชพ รรณไมจํานวนมาก งบประมาณในการจัดสวนมาก คาใชจายสูง ซึง่ คนทั่ว ๆ ไปจะมีที่ดินไม
มากนัก งบประมาณในการจัดสวนคอนขา งจํากัด จึงมีการคิดรูปแบบสวนขึน้ มาใหม โดยการเลียนแบบมาจาก
ธรรมชาติ ภาพวาดตา ง ๆ การจดั สวนลกั ษณะนจ้ี ะมีสนามหญา ลําธาร น้ําตก โขดหิน รวมท้ังการจัดวางพรรณ
ไมจะเปนกลุมเหมือนธรรมชาติ จะไมปลูกตนไมเปนแถวเปนแนว การจัดสวนแบบธรรมชาติจะเปนแบบ
Informal styles หรอื Naturalistic styles
การจดั สวนแบบธรรมชาติจะไมอ าศัยรูปทรงทางเรขาคณิตเปนหลัก แตจะเลียนแบบธรรมชาติ โดยจัด
อยางประณีตดูสวยงาม ดุลยภาพการจัดจะใชหลักความสมดุลของรูปทรงวัสดุตาง ๆ ปริมาณพรรณไม สี
จํานวนการจัดวาง ซึ่งจะเปนความรูสึกการปลูกพรรณไมเปนกลุม โดยปลอยใหเจริญเติบโตตามธรรมชาติ
ไมต อ งตดั แตง เปนรูปทรงเรขาคณติ

สว นประกอบของสวนธรรมชาติ
ทางเดนิ ทางเดนิ ในสวนแบบธรรมชาติไมใชเ สนตรง แตจะทําเปนเสนโคง ลดเลี้ยวตามเนินหญา วัสดุที่

ใชท าํ ทางเดินจะลอกเลียนมาจากอาคารผนัง หรืออาจใชตอไมเปนแผน ๆ วางตามแนวทางเดนิ กไ็ ดส นามหญา
ของสวนธรรมชาติมีทั้งแบบเปนเนิน และแบบแบนราบ โดยสนามหญาจะทําให สวนดูเดน ขน้ึ วัสดตุ กแตง สวน
ในท่นี ไี้ ดแก

น้ําตก ลําธาร โขดหิน สระน้ํา หิน อุปกรณตกแตงสวน การวางก็ยังยึดหลักความเปนธรรมชาติ
ความสมดลุ ที่ลงตัวกับการพชื พรรณ การวางวัสดุเหลานี้ควรเกดิ ข้นึ กอ นเนื่องจากถือวาเปนจุดท่ีสําคัญในเปน

การจดั สวนโรงเรียน หนา 41

องคประกอบหลกั เน่ืองจาก บางอยางเชน นํ้าตกมโี ครงสราง ทตี่ องกอ สรางกอน หลังจากวาวงส่ิงเหลาน้ีแลวจึง
ตกแตงดวยตนไมอีกครัง้

พืชพรรณท่ีใชมีความหลากหลาย โดยคํานึงการเลียนแบบบรรยากาศมาจากธรรมชาติ เชนอาจ
เลียนแบบมาจากบรรยากาศน้ําตก พืชพรรณที่ใชจะเปนไมเมอื งรอน ไมทอ่ี ยูใกลน้ํา ไมชอบน้ํา โดยการจัดวาง
พชื พรรณจะยงั คงยดึ หลักของไมห ลัก ไมร อง และไมประดบั เปน สวนสําคัญ

การนําหลักการออกแบบมาใชกับการจัดสวนธรรมชาติ อาจยึดหลักการใด หลักการหน่ึง เชน การยึด
หลกั การความสมดลุ ในการออกแบบวางตน ไม จัดวางตามความสมดลุ

หลักการในการออกแบบและตกแตงสวนธรรมชาตินี้จะยึดหลักความกลมกลืนและธรรมชาติ เลือก
แสดงบรรยากาศของสวนไดอยางชัดเจน เชนสวนน้ําตกก็จะแสดงความเปนสวนน้ําตก บรรยากาศที่ชัดเจน
คาํ นงึ ถึงความเหมาะสม สวยงามลงตัวของการวางวัสดุ อุปกรณใ นการตกแตง สวน

การประยุกตใชสวนธรรมชาติกบั การจัดสวนในโรงเรยี น
สวนธรรมชาตสิ ามารถจดั ไดต ามมมุ ตา ง ๆ ของโรงเรยี นและจดั ไดห ลากหลายกวาสวนประดิษฐ เหมาะ

กบั การจัดสาํ หรบั มมุ พกั ผอ น มมุ มองพเิ ศษของโรงเรยี น เพราะมีสภาพแวดลอมที่สงเสริมการพกั ผอนพเิ ศษกวา
สวนหยอม โดยเพ่ิมความเปนธรรมชาติ เชน น้ําตก ลําธารเขาดวย แตอยางไรก็ตาม ไมควรมีหลายจุดเพราะ
ดูแลรกั ษายากกวาสวยหยอม เน่ืองจากเพมิ่ องคป ระกอบธรรมชาติเขามา

ภาพที่ 2-76 สวนธรรมชาติ ภาพท่ี 2-77 สวนธรรมชาติ

ทม่ี า : ปรบั ปรุงจาก https://www.novabizz.com/CDC/Garden/Garden_Style_Water.htm

2.3.4 สวนไทย (Thai garden style)
การจัดสวนของไทยมมี าตั้งแตสมยั สุโขทัย สมัยกรุงสุโขทัยลักษณะของเมืองจากหลักฐานศลิ าจารึกได
บงช้วี า เมืองสุโขทยั แบง สวนทน่ี าสนใจทางดานกายภาพออกเปนสวนตาง ๆ หลายสวนในผังนั้นสวนทีเ่ กี่ยวขอ ง
กบั พื้นท่สี ีเขียว มี ทุง นา ไรน า ทโ่ี ลง ปา เรือกสวน อรัญญิก คลอง หนอง บึง ตระพัง เข่ือน สรีดภงส และภูเขา
นอยใหญ ในศลิ าจารึกไดบรรยายถงึ สภาพในเมอื งวาเบ้ืองตะวันตกของเมืองสุโขทัยนี้มีอรัญญิก ฯลฯ เบ้ือง
ตะวันออกของเมืองสุโขทัยมี วิหารมปี ูครู มที ะเลหลวง มีปาหมาก ปาพลูมีไรนา มถี ิ่นฐานบานใหญ บานเล็ก
มปี าหมาก ปา ขามดูงามดงั่ แกลง เบื้องตนี นอนสโุ ขทยั มตี ลาดปสาน มีสรีดภงส มีปาพราว มีปามวง ปาขามมีนํ้า
โตกมพี ระขะพงุ ผี จากลักษณะหลกั ฐานศลิ าจารึกดงั กลาวสะทอนใหเ หน็ ถึงภาพของคนในสมยั กรงุ สุโขทยั ท่มี ี

การจดั สวนโรงเรยี น หนา 42

ชีวิตผูกพันอยูกับศาสนาธรรมชาติ การจัดสวนท่ีอยูในรูปแบบของสวนใกลบาน ไมที่ปลูกไดแก หมากพลู
มะพรา ว มะมว ง

ในสมยั กรุงศรีอยุธยาการสรางกรุงในระยะแรกใหความสําคัญกับบริเวณหนองโสน หรือบึงพระรามใน
ปจจุบัน มีการสรางพระราชวังทางตอนเหนือของบึงพระราม ซึง่ บึงพระรามน้ีถอื วาเปนพื้นท่ีวางสาธารณะที่
ใหญท ส่ี ุดภายในเมือง ท่ปี ระชาชนใชป ระโยชนเปนท่ีพักผอน แตถา หากตอ งการใชท่ีวางอื่น ๆ เพ่ือการพักผอน
หรอื ละเลน ตอ งพากนั ออกไปทอ งทุงนอกกําแพงเมอื งที่มีท้ังพ้ืนทว่ี างและพ้ืนทีเ่ กษตรกรรม ตอมาในสมัยสมเด็จ
พระนารายณม หาราช จากหลักฐานการบันทกึ ท่ีพอมีในสมยั นั้นพบวามีการสรางสวนในพระราชวังโดยเฉพาะ
พระราชวงั นารายณร าชนิเวศน จ.ลพบุรี สรา ง และประดับดว ยตน ไม และนํ้าพุแตไมใหประชาชนเขา ไปใช โดย
ไดรูปแบบการจัดสวนมาจากพระราชวังแวรซายของพระเจาหลุยสที่ 14 ของประเทศฝร่ังเศส นอกจากน้ียังมี
พระราชอุทยานสวนพระองคอกี คอื สวนแกว นอกจากไดรับอิทธิพลมาจากยุโรปแลว ในสมัยกรุงศรีอยุธยายัง
ไดรบั อทิ ธิพลมาจากจีน และญีป่ ุนสําหรบั อทิ ธิพลจากจนี จะเห็นไดจ ากถวยโถโอชา เขามอ เปนตน

สมัยกรงุ รตั นโกสินทรเรม่ิ ตั้งแตรัชกาลท่ี 2 เปนตน มาไดร บั อทิ ธพิ ลตอเนื่องมาจากอยุธยา ลกั ษณะเปน
สวนภูเขา ซ่ึงเรียกกันวา เขามอ หรือ ถะมอ (ภาพที่ 2-78 และ 2-79) เปนการนําหินมาจัดประกอบเปนภเู ขา
อาจมีนํ้าตก ลาํ ธาร บอ น้าํ ตน ไมส ว นใหญจ ะใชไ มดัด ขอ ย มะสงั มะขามแกว

ภาพที่ 2-78 เขามอภายในวัดโพธิ์ ภาพท่ี 2-79 เขามอภายในวดั โพธิ์
ท่มี า:พรรณเพญ็ ฉายปรีชา, 2544 ที่มา:พรรณเพ็ญ ฉายปรชี า, 2544

รัชกาลที่ 3 ลักษณะสวนภูเขา หรือเขามอจะใหญกวาสวนในรัชกาลที่ 2 เพราะในสมัยน้ีมกี ารขยาย
พระราชฐานตัวอยางรองรอยการจัดสวนพอจะหาดูไดจาก บริเวณพระบรมมหาราชวัง วัดพระแกว วัดโพธิ์
วดั สุทศั น

ในสมยั รัชกาลที่ 5 ทรงเปนพระมหากษัตริยที่ทรงรักตนไมเปนอยางย่ิงพระองคหน่ึงถึงกับทรงต้ังกรม
พระราชอุทยานขน้ึ เพอื่ รบั ผดิ ชอบงานรกั ษาตนไมโ ดยเฉพาะ โดยเจากรมมีบรรดาศักดแิ์ ละราชทนิ นามเปนพระ
ยาอภิรักษราชอุทยานเปนผูดูแลตนไมหลวงและขยายกจิ การตามลําดับปรากฏพระราชวังสราญรมย (สรางใน
รัชกาลท่ี 4) ซึ่งตรงกันขามกับพระบรมมหาราชวังเปนอทุ ยานที่สวยงาม นอกจากน้ันยังไดรับอทิ ธิพลการจัด
สวนจากประเทศตา ง ๆ เชน จนี อนิ เดีย ยโุ รป และลังกา

ในรัชกาลท่ี 6 ทรงพระราชทานทด่ี ินสวนพระองคบริเวณทุงศาลาแดงใหจัดสรางเปนพน้ื ที่สาธารณะมี
วัตถุประสงคเพ่ือใชเปนสถานท่ีจัดงานแสดงสินคาและเมื่อเสร็จจากงานแลวจะใหเปนที่พกั ผอนหยอนใจของ
ประชาชนทั่วไปโดยไดพระราชทานนามสวนนี่วา “สวนลุมพินี” ซ่ึงแสดงใหเห็นถึงการเร่ิมมีการใชพ้ืนท่สี เี ขยี ว

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 43

ในรูปแบบเพ่ือสาธารณชนมากข้นึ แตพ ื้นท่ีดังกลาวยังไมไ ดม ีพธิ ีเปดอยางเปนทางการพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ
เกลา เจาอยูหวั กเ็ สดจ็ สวรรคตกอ นทีจ่ ะมีพิธเี ปดใชอยางเปน ทางการ

องคประกอบของการจดั สวนไทย
พชื พรรณท่ีใชในการจัดตกแตง สวนมากจะเปนไมดัดการจัดสวนไมดดั มีมาต้ังแตส มยั กรุงรัตนโกสินทร

ตอนตน แลวโดยไดนําไมที่มีลักษณะกง่ิ เหนียวมที รงพุมที่แนนนํามาดัดใหเปนรูปทรงตาง ๆ เชน ขอ ยดดั ตะโก
ดัด มะขาม นอกจากไมดัดแลวยังมีการนําเอาไมไทยทส่ี ว นใหญจะมีกล่ินหอม เชน จําปา จําป ราตรี การเวก
พะยอม ลาํ ดวน ฯลฯ เขามาใชในการจัดสวน

วสั ดตุ กแตงสวน สวนท่ีเปนสวนไทยน้นั จะนําวัสดุตกแตงสวนทมี่ รี ปู แบบความเปน ไทยนาํ มาจดั ตกแตง
สวน เชน เขากอ เขามอ เกวยี น หรืออปุ กรณต ามทอ งถ่นิ พื้นบาน การยกุ ตใ ชสวนไทยในโรงเรยี นกเ็ ชนเดียวกนั
กับสวนอืน่ ๆ

ภาพที่ 2-80 การนําเอาวสั ดตุ กแตงสวนไทย ภาพท่ี 2-81 การนําเอาวสั ดตุ กแตงสวนไทย
ที่มา : ปรับปรุงจาก https://www.gotoknow.org/posts/303535 ทีม่ า : ปรับปรุงจาก https://www.google.co.th/search?q

2.3.5 สวนพฤกษศาสตรในโรงเรยี น
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดําริบางประการเก่ียวกับ
การอนุรักษพันธุกรรมพืช"การสอนและอบรมใหเด็กมีจิตสํานึกในการอนุรักษพืชพรรณน้ัน ควร ใชวิธีการ
ปลูกฝงใหเ ด็กเห็นความงดงาม ความนาสนใจ และเกดิ ความปตทิ ี่จะทําการ ศกึ ษาและอนุรักษพืชพรรณตอไป
การใชว ิธกี ารสอนการอบรมทใี่ หเกดิ ความรูสึกกลัววา หากไมอนุรักษแลวจะเกิดผลเสีย เกดิ อันตรายแกตนเอง
จะทาํ ใหเ ดก็ เกดิ ความเครยี ด ซง่ึ จะเปนผลเสยี แกป ระเทศในระยะยาว"
โครงการอนุรักษพันธุกรรมพชื อนั เน่ืองมาจาก พระราชดําริฯ ไดดาํ เนินงานสนองพระราชดําริ จัดต้ัง
งาน "สวนพฤกษศาสตรโ รงเรียน" เพอื่ เปน สื่อในการสรา ง จิตสาํ นึกดา นอนรุ กั ษพ ันธุกรรมพืช โดยใหเยาวชนนั้น
ไดใ กลชิดกับพืชพรรณไม เห็นคณุ คา ประโยชน ความ สวยงาม อันจะกอใหเกดิ ความคิดทจ่ี ะอนุรักษพืชพรรณ
ตอไป ซึ่งสามารถดําเนินการสวนพฤกษศาสตรในพ้ืนที่ของโรงเรียน อีกทั้งใชในการศึกษาและเปนประโยชน
ตอเนอื่ งในการเรยี นการสอนวิชาตา งๆ
สวนพฤกษศาสตรโรงเรียน จึงเปนการดําเนินงานที่อิงรูปแบบของ “สวนพฤกษศาสตร” โดยมี
การรวบรวมพันธไุ มท ่มี ชี วี ติ มแี หลง ขอมลู พรรณไม มีการศึกษาตอ เนื่อง มีการเก็บตัวอยางพรรณไมแ หง พรรณ

การจัดสวนโรงเรียน หนา 44

ไมดอง มีการรวบรวมพันธุไมทองถ่ินเขามาปลูกรวบรวมไวในโรงเรียน และภูมิปญญาทองถิ่น มีการบันทึก
รายงานและขอมูล รวมท้ังภูมิปญญาทองถ่ินเกี่ยวกับพันธุไม มีมุมสําหรับศึกษาคนควาและมีการนําไปใช
ประโยชนเปนสื่อการเรียนการสอนในวิชาตางๆ เปนการดําเนินการใหสอดคลอง กับสภาพทองถ่ิน ไมฝน
ธรรมชาติ และเปนไปตามความสนใจและความพรอมของโรงเรียน ดําเนินการโดยความสมัครใจ ไมใหเกิด
ความเครยี ด

สวนพฤกษศาสตรโรงเรยี นประกอบดวย 5 องคป ระกอบ
ก. องคป ระกอบที่ 1 การจดั ทาํ ปา ยชื่อ
“รลู กั ษณ รูชอื่ รจู ัก” ใหนกั เรยี นรจู ักชือ่ จากการสัมผัส การสังเกตพรรณไม หรือปจ จัยทีศ่ ึกษา เชน

เม่อื เหน็ พรรณไมชนดิ หนึง่ ดอกคลายแตร สแี ดง อาจชือ่ ดอกแตรแดง ใหส นั นิษฐานไวกอ นวาอาจจะชอ่ื ดอกแตร
แดง แลว จึงศกึ ษาเพิม่ เตมิ

การท่ีจะหาชื่อกอนอื่นตองเก็บตัวอยางเพื่อใชในการการสืบหาขอมูลจากชาวบานในหมูบานนั้นๆ
เพราะตองทราบชื่อประจําถ่ินกอน เพื่อท่ีจะใชในการสืบคนชื่อวิทยาศาสตร และช่ือวงศ ในการเก็บตัวอยาง
ช้ินสวนพชื นนั้ ประกอบไปดว ย ใบ ดอก ผล หรอื จดจําลักษณะเดน ๆ ของลําตน
ขั้นตอนในการจดั ทาํ ปายชื่อพรรณไม

1. สืบคนชอื่ พ้นื เมอื ง และตัง้ หมายเลขประจาํ ตน
2. ศึกษาโครงสรางสวนประกอบ และการจําแนกชนิดพืช โดยการเอกสารการศึกษาพรรณไม ก 7-003
3. จัดทําตัวอยางพรรณไมแ หง
4. วาดภาพทางพฤกษศาสตร
5. จดั ทาํ แผนผังพรรณไม
6. จัดทําปายชื่อพรรณไมท ี่สมบูรณ
จัดทําปายช่ือพรรณไมในโรงเรียน ในขั้นแรกใหใชช่ือพื้นเมืองหรือชื่อทองถิ่นเปนปายช่ัวคราวกอน
จากนัน้ ใหศ ึกษาขอมูลพรรณไมน ั้น โดยการใชเอกสาร ก 7-003 การศกึ ษาพรรณไม แลวนําไปเปรียบเทียบกับ
แหลงขอมูลอนื่ เชน Internet หรอื หนงั สือพรรณไม หากขอ มูลสว นใหญต รงกนั ใหน ําชอ่ื วทิ ยาศาสตรทไี่ ดม าไป
ตรวจสอบกับนักพฤกษศาสตร เพื่อใหไดช ื่อท่ีถกู ตอ งท่ีสุด หากไมสามารถคน ควาไดใ หจัดทําตัวอยางพรรณไม
แหง จากสวนตางๆ เชน ใบ ดอก ผล สงไปใหกับทางโครงการอนุรักษพ ันธุกรรมพชื เพ่ือทําการจําแนก หาช่ือ
วทิ ยาศาสตร วงศ และขอ มูลตาง ๆ

ภาพท่ี 2-82 ตัวอยา งปายชอื่ ติดกับตนไมในสวนพฤกษศาสตรโรงเรยี น
ทมี่ า : http://www.rspg.or.th/botanical_school/index.htm

การจดั สวนโรงเรียน หนา 45

สํารวจจัดทําปายช่ือตนไมในโรงเรียน ในข้ันแรกใหจัดทําปายชั่วคราวประกอบไปดวยชื่อพื้นเมือง
หมายเลขประจาํ ตน และขอมูลอน่ื ๆ
ปายช่ือสมบูรณ จะแสดงช่ือพนื้ เมอื ง ชอ่ื วทิ ยาศาสตร ชอื่ วงศ ช่ือสามัญ และประโยชนของพชื

ภาพที่ 2-83 ปา ยชอ่ื สมบรู ณ
ที่มา : http://www.rspg.or.th/botanical_school/index.htm

ทะเบียนพรรณไมท ่สี าํ รวจภายในโรงเรยี น

ตารางที่ 2-1 ทะเบยี นพรรณไมทีส่ าํ รวจภายในโรงเรยี น

ชื่อสถานศึกษา...............................................................จงั หวดั .........................รหัสสมาชิก.............

หมายเลข ชือ่ พ้ืนเมอื ง ช่ือวิทยาศาสตร ช่ือวงศ ลกั ษณะวิสัย ลกั ษณะพิเศษของพืช บริเวณทพ่ี บ

001 ยารว งหวั ครก Anacardium occidentale L. ANACARDIACE ไมยนื ตน มีเมลด็ อยูน อกผล อาคาร6

การจดั สวนโรงเรียน หนา 46

ข. องคประกอบที่ 2 การรวบรวมพนั ธไุ มเ ขา มาปลูกในโรงเรยี น
“คลุกคลี เหน็ คุณ สุนทรี” การรวบรวมพันธไุ มเ พื่อนาํ เขามาปลูกในโรงเรียนควรเปนพนั ธุทีส่ ามารถหา
ไดในทองถ่ิน เรียนรูหาขอมูลพรรณไมน้ัน จัดทําปายชื่อ บันทึกแหลงท่ีมา บันทึกความเปล่ียนแปลง การใช
ประโยชนจากพันธไุ มในทอ งถน่ิ

ลําดับการเรียนรู
1. ศึกษาขอมูลจากผังพรรณไมเดิมและศึกษาธรรมชาติของพรรณไม ศึกษาความสอดคลองระหวาง

พรรณไมที่จะนําเขามาปลูก โดยดจู ากลักษณะวิสัย หรือถน่ิ อาศัยของพันธุไมน้ัน และจัดทํารายงานการศึกษา
พรรณไมทีอ่ ยูในธรรมชาติ

2. สาํ รวจ ศกึ ษา วเิ คราะหสภาพพ้นื ท่ี
1) สภาพภมู ิประเทศ เชน เปนพนื้ ทรี าบ ทล่ี ุม ท่ีลาดเอียง ท่ีชมุ น้าํ
2) ชนดิ ของดิน เชน ดินเหนียว ดนิ รว ม ดนิ ทราย
3) น้ํา เปน นา้ํ แบบไหน เชน นํ้าจดื นํ้าเคม็ นํ้ากรอ ย
4) ลม ทิศทางและกระแสลม
5) แสงและอุณหภูมิ

3. พิจารณาคุณประโยชน และสุนทรยี ภาพของพรรณไม โดยใชประสาทสมั ผัสท่ี 5 คือ
1) ตา พิจารณารปู รางและรูปทรงของตนไม
2) หู ฟง ความไพเราะของเสียง
3) จมูก ดมกลิ่นของพรรณไม
4) ลน้ิ พจิ ารณารสชาติ
ใหนําผลที่ไดจากการพิจารณาของประสาทสัมผัสที่ 5 ไปแบงตามผังการปลูก และการใช

ประโยชน ของพรรณไม
4. กาํ หนดการใชประโยชนในพืน้ ท่ี
กําหนดพื้นทใี่ หเหมาะสมกบั การใชประโยชนตามวัตถปุ ระสงค เชน โซนไมหอม โซนสมุนไพร โซนไม

ดอก หรอื โซนไมผ ลัดใบ
5. กําหนดชนดิ พรรณไมทจ่ี ําปลูก
หลักการเลือกพรรณไมท่ีจะนําเขามาปลูกควรพิจารณาจากสภาพพ้ืนที่ โดยใชพรรณไมทีม่ ีในทองถิ่น

เปนหลัก เพือ่ เปนการรักษาพันธุกรรมพืช เชน พชื ท่ีมีความสําคัญในทองถ่ิน หรือพันธุท่หี าไดยากใกลสุญพันธุ
พชื ทไี่ มเ ปน พืชเสพติด พชื สมนุ ไพรหรอื ผักพื้นเมอื งตางๆ รวมไปถึงไมดอกไมป ระดับที่มีอยูในทองถน่ิ ดว ย

6. การทําผังภมู ทิ ศั น
จดั ทํารายละเอียดการปลูกพันธไุ มใ นรูปแบบผังและตาราง เชน รหัสตนไม ชื่อตนไม ขอบเขตตาํ แหนง
ทีจ่ ะปลกู จําจวน ลักษณะวสิ ัย ขนาดทรงพมุ
7. จดั หาพรรณไมและวสั ดุปลูก

การจัดสวนโรงเรียน หนา 47

จดั หาพรรณไมจ ากในทองถนิ่ โดยใหนกั เรยี นหรอื บุคลากรในสถานศึกษารวบรวมพรรณไมท ่ีอยูใกลบาน

หรือไดร ับการสนับสนุนจากหนวยงานตางๆ หรือจากผูปกครอง แลวทําการขยายพนั ธุโดยการเพาะเมลด็ การ

ตอนกงิ่ การปกชาํ การตดิ ตา หรอื การเพาะเลี้ยงเน้ือเย้ือ

8. การปลูกและดแู ลรกั ษา

การปลูกพรรณไมควรปลูกตามตําแหนงที่ไดกําหนดไวในผังภูมิทัศน และบันทึกขอมูลการปลูกเชน

ช่ือพรรณไม วันท่ีปลูก จํานวนการปลูก และผูปลูก ในสวนของการดูแลรักษานั้นใหจัดต้ังเวรการดูแลรักษา

ขึ้นมา เชน การรดนํ้าประจําวัน การใสปุย การกําจัดวัชพืช และบันทึกการดูแลรักษา เชน วิธีดูแลรักษา

และเซน็ ชือ่ ผดู ูแลรักษา ซ่ึงอยูในรูปแบบตาราง

ตารางที่ 2-2 การดแู ลรักษาสวนพฤกษศาสตรโ รงเรยี น

ชื่อ-นามสกุล.................................................................ผูบ นั ทึก ระดับชั้น....................โรงเรยี น...............

ช่ือพชื ลกั ษณะการนําเขามา วัน/เดือน/ปท่ี วัน/เดือน/ปที่ การดูแลรกั ษา การเปล่ยี นแปลง สรุป
ปลูก เมล็ด ตน กลา ฯ ปลกู ทพี่ บ
บันทึก การใหนาํ้ การใสปยุ

สรุปภาพรวมการศึกษา หลงั จากเสร็จส้นิ หารศกึ ษา....................................................................................................

9. ศกึ ษาคณุ ประโยชนข องพชื พรรณทีป่ ลกู
1) ออกแบบตารางบันทึก
2) บันทึกการเปล่ียนแปลง เชน การเจรญิ เตบิ โต
3) บันทึกคณุ ประโยชน เชน คณุ ประโยชนทเ่ี กดิ แกค น สรรพสัตว และสถานศึกษา

ค. องคประกอบที่ 3 การศึกษาขอมลู ดา นตางๆ
“รูการวิเคราะห เห็นความตาง รูความหลากหลาย” นําทรัพยากรธรรมชาติมาเปนปจจัยการเรียนรู
โดยใชปจจัยหลายปจจัยที่มาจากชนิดเดียวกันหรือตางชนิดกัน เพ่ือใหเห็นความตาง เมื่อเปนความตางก็จะ
นาํ ไปสจู ินตนาการและใชประโยชนใ นงานแตล ะดาน
ลาํ ดับการเรยี นรู
1. การศกึ ษาพรรณไมใ นสวนพฤกษศาสตรโรงเรียน (ห.7-003) ครบตามทะเบยี นพรรณไม

1) การมีสวนรวมของผูศึกษา ใหบันทึกชื่อพรรณไม รหัสพรรณไม ในบริเวณท่ีสํารวจ และ
บันทกึ วนั ทส่ี าํ รวจ ผสู าํ รวจ ผรู วมสาํ รวจ และวาดภาพประกอบ

2) การศึกษาขอมูลพ้ืนบาน เชน ชื่อพ้ืนเมือง การใชประโยชนจากพรรณไมของชาวบานใน
ทอ งถิ่นไมว าจะเปน ดา นอาหาร หรือยารกั ษาโรค

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 48

3) การศึกษาขอมูลพรรณไม ตัวอยางเชน ลักษณะของใบ ดอก ผล ลักษณะวิสัย ความสูง
หรอื ทรงพมุ

4) การสรุปลักษณะพรรณและขอมูลพรรณไม โดยการบันทึกชื่อ รหัสพรรณไม แลว นําขอมูล
พรรณไมท ไ่ี ดบ นั ทกึ มามาเขียนเรยี บเรียง

5) การสืบคนขอมูลพฤกษศาสตร นําขอมูลพรรณไมมาเปรียบเทียบเพ่ือคนขอมูลทาง
พฤกษศาสตรแลวบันทึกช่ือวิทยาศาสตร ช่ือวงศ ชื่อสามัญ ชื่อพื้นเมือง และลักษณะทางพฤกษศาสตรของ
พรรณไม

6) บันทกึ ขอ มลู เพมิ่ เติม เชน ฤดูกาลออกดอกติดผล
2. การศึกษาพรรณไมท ี่สนใจ
ศึกษาลักษณะภายนอกและภายในพรรณไมโ ดยละเอียด โดยพจิ ารณา และจําแนกรูปลักษณภ ายนอก
ของพรรณไมแตละชนิดโดยละเอียด และกําหนดคําท่ีใชเรียกกํากับ เชน ลักษณะใบ รูปใบ ปลายใบ โคนใบ
ขอบใบ ขนาดใบ ลักษณะของผิวใบดา นบน ลักษณะของผิวใบดา นลาง ลักษณะดอก ลักษณะผลและเมล็ด นํา
ขอมูลทไ่ี ดมาเปรียบเทยี บความตา งในแตละเร่อื ง จดั ลาํ ดับของการศึกษาเพือ่ ความเปน ระเบียบ

ง. องคป ระกอบที่ 4 การเขียนรายงาน

“รูสาระ รูสรุป รูสื่อ” รวบรวมผลการเรียนรู วิเคราะห เรียบเรียงสาระ จัดระเบียบขอมลู สาระแตละ

ดา น วิธีเขียนรูปแบบรายงาน เพ่อื รายงานผลการเรียนรูท ี่ถูกตอ ง

1. รวบรวมผลการเรยี นรูท จ่ี ะนาํ มาเขยี นเปนรายงาน

1) ชอ่ื และขอมลู ผูศกึ ษา

2) ขอมลู พื้นบา น

3) ชอ่ื พื้นเมือง ชือ่ วิทยาศาสตร ประโยชน

4) ชือ่ พรรณไม ลักษณะ และขอมลู พรรณไม

5) ภาพวาดหรอื ภาพถา ยทรงพุม และสว นตางๆของตนไม

6) ขอมูลเพ่ิมเตมิ เชน การขยายพันธุ

2. คัดแยกสาระสําคญั ใหเ ปน หมวดหมู

1) วิเคราะห และเรียบเรียงขอมูลที่ไดมาแบงแยกเปนสวน ๆ แลวเรียบเรียงขอมูลให

เหมาะสม

หมวดชอ่ื พรรณไม ชือ่ พรรณไม ชอ่ื วทิ ยาศาสตร ช่ือวงศ ช่อื สามญั ช่อื ทองถ่นิ

หมวดลักษณะ ลกั ษณะวสิ ยั การขยายพันธุ ใบ ดอก ผล เมลด็

หมวดประโยชน การใชประโยชนข องชาวบา นในทองถิน่

2) จดั ระเบียบขอ มลู สาระแตละดา นเปน การนาํ เขาแบบเรียบเรียงแลว

3) จัดลาํ ดบั สาระหรือกลมุ สาระเปน การนําขอมลู แตล ะดา นมาจัดลําดับตามความเหมาะสม

การจดั สวนโรงเรียน หนา 49

ตวั อยา ง

ลกั ษณะทวั่ ไป ชนิดของพรรณไม เชน ไมยืนตน ไมพุม หรือไมคลุมดิน ถิ่นอาศัย
การขยายพนั ธุ
ใบ ชนดิ ของใบ รูปรา งใบ ลกั ษณะของขอบปลายใบ โคนใบ ขอบใบ
ขนาดของใบ
ดอก ชนดิ ของดอก ขนาดดอก จาํ นวนกลีบดอก สดี อก จาํ นวนเกสร
ผล ชนดิ ผล รปู รางผล ขนาดของผล สผี ล
เมลด็ จาํ นวนของเมล็ด รปู รา งของเมลด็ การงอกของเมลด็

จ. องคป ระกอบท่ี 5 การนาํ ไปใชประโยชนในดานตาง ๆ
“นําองคความรทู เ่ี ปน วทิ ยาการเผยแพรเพ่ือใหเกิดองคค วามรูใหม” การบูรณาการสูการเรียนการสอน
ในกลุมสาระ และสาขาวิชาตาง ๆ การเผยแพรองคความรู การใช การดูแลรักษาและพัฒนาแหลงเรียนรูเพ่ือ
การใชป ระโยชนอ งคค วามรใู นวงกวาง การนําไปใชใ นการเรยี น การสอนบรู ณาการ วิชาวทิ ยาศาสตร ภาษาไทย
ภาษาองั กฤษ
การนาํ สวนพฤกษศาสตรโ รงเรียนบรู ณาการสูก ารเรยี นการสอน ตามทสี่ มเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ
สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดาํ รฯิ เกี่ยวกบั การศกึ ษาวา
“นอกจากพืชพรรณแลว สิ่งท่ีมใี นธรรมชาติ ส่ิงที่หาไดงาย อาจเปนอปุ กรณสอนไดห ลายอยาง แมแต
วิชาศิลปะก็ใหมาวาด รูปตน ไม ก็ไมตองหาของอื่นมาเปนแบบ หรือเร่ืองภาษาไทย การเรียงความ ก็อาจทาํ ให
เร่ืองของการเขียนรายงาน ทําใหหัดเขียนหนังสือ หรืออาจแตงคําประพันธ ในเร่ืองพืชเหลาน้ี”
(วนั ที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๐ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจติ รลดา)
สวนพฤกษศาสตรโรงเรียนคือทุกส่ิงที่อยูในโรงเรียนโดยมีพืชเปนปจจัยหลัก และชีวภาพอื่น ๆ
เปนปจ จัยรอง

การนําสวนพฤกษศาสตรโรงเรยี นบูรณาการในการเรียนการสอน
วิชาคณิตศาสตร

วิชาคณิตศาสตรเปนวิชาท่ีศึกษาเกี่ยวกับจํานวนตัวเลข การคํานวณ ทฤษฎีตางๆ ซ่ึงเปนการหา
ขอเท็จจริง เปนวิชาท่ีตองใชความคดิ มคี วามเขาใจในหลักการและโครงสรางของคณติ ศาสตร การนํานักเรียน
เขา ไปในสวนพฤกษศาสตรโรงเรียนเปน การสื่อใหเดก็ เห็นสื่อการเรียนการสอนของจรงิ นอกจากน้ียังเปนการลด
ความเครยี ดของเดก็ ที่ตองน่งั อยูแตใ นหอ งเรียน
วิชาสงั คมศึกษา

วิชาสังคมศึกษามจี ุดประสงคใหนักเรียนมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับความสัมพันธ และอิทธิพลของ
สภาพแวดลอม ซึ่งมุงเนนในดานของการเปนพลเมืองของสังคมที่๖นเปนสมาชิกอยู ตัวอยางการนําสวน
พฤกษศาสตรโ รงเรียนไปใชในการเรยี นการสอนวิชาสังคมศึกษา เชน การเปรียบเทยี บสังคมพืชกบั สังคมมนุษย
เคร่ืองเทศกับการลาอาณานิคม ปาในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต ศึกษาพันธุไมในพุทธประวัติเปรียบเทียบ
พรรณไมกบั สจั ธรรม

การจดั สวนโรงเรียน หนา 50

วชิ าภาษาไทย
มจี ุดมงุ หมายใหผูเ รียนสามารถใชภ าษาไทยไดทง้ั การ พูด อาน เขยี น ใชภาษาไทยในการส่ือสารตดิ ตอ

กบั ผูอื่นไดอยางถกู ตอ ง เราสามารถนําสวนพฤกษศาสตรโรงเรียนมาใชประกอบในวิชาภาษาไทยด้ังแตอนุบาล
เชน เขียนชื่อตนไม หัดอาน สะกดคํา สวนระดับสูงขึ้นมาใชเสริมความเขาใจ ทําใหเขาใจงาย ชัดเจนยิ่งขึ้น
นอกจากนย้ี งั สามารถใชเปนแหลง ขอมลู ในกรเขียนรปู แบบตาง ๆ ไดท ้ังนิยาย นิทาน รอยแกว รอยกรอง ฯลฯ

2.4 องคประกอบในการจัดสวน

องคประกอบในการจดั สวนเปน สว นสําคัญในการจัดสวนโรงเรียนเนื่องจากหากจะจัดสวนใหไดดีตอ งมี

ความเขา ใจในเร่ืององคของสวนเพื่อใหสามารถเลือกใชไดอยางถกู ตองและเหมาะสมกับรูปแบบและสไตลของ

สวน การเลือกใชวัสดอุ ปุ กรณท่ีเหมาะสมตามลกั ษณะทางดา นกายภาพ ตามหลกั การออกแบบ ตามหลักการจัด

องคประกอบ จึงจะทําใหสวนเกิดความสมบูรณสวยงามไดอยาง และเปนผลลัพธของการจัดตกแตงที่เปน

ประโยชนมากที่สุด ดังน้ันการศึกษาองคประกอบของสวนจึงมีความจําเปนอยางยิ่ง สําหรับการจัดสวน

องคประกอบในการจัดสวนประกอบดว ยองคประกอบ ไดแ ก

2.4.1 องคป ระกอบออ นนมุ (Softscape) หมายถงึ องคประกอบท่ีเปนวัสดุพืชพรรณตาง ๆ ในงานจดั

สวน ซึง่ รวมถึงงานดนิ งานปรับระดับ นํา้ และการทาํ สนามหญา ในการศกึ ษาองคประกอบออนนุมจะกลา วถึง

แตล ะองคป ระกอบดงั ตอ ไปน้ี

ก. พืชพรรณ (Plants) ในงานจัดสวนพืชพรรณนับวามีความสําคัญในการการออกแบบ

พชื พรรณน้ันจะมีพชื พรรณที่เปนพืชพรรณเดิม และพืชพรรณที่เรานํามาจัดใหม ในทางจัดสวนแลว การใชพ ืช

พรรณมหี ลักการในเลอื กใชในงานจดั สวนดังตอไปนี้

1) เปนพืชพรรณเหมาะสมกับสภาพแวดลอมของพื้นท่ีจัดสวน การเลือกใชพืชพรรณใน

การจัดสวนน้นั จาํ เปนตอ งใหเ หมาะสมกบั สภาพแวดลอ มเปน สาํ คัญ เชน การปลูกที่เหมาะกับความตอ งการแสง

พืชในรม พืชกลางแดด เลอื กใหถกู ตองเพราะถา ไมถูกตองจะทาํ ใหการจดั สวนน้ันไมประสบความสําเร็จ ปลูกไป

ไดสักพกั ก็จะทาํ ใหต นไมไมส ามารถเจริญเตบิ โตตอไปได จะสวยเพยี งช่ัวคราวเทา นั้น เชนการนําไมในรมไปปลูก

กลางแจง จะทาํ ให พืชใบไหมเห่ียวเหา เน่ืองจากไมสามารถทนแดดได หรือการนําไมกลางแจงไปปลูกในรมจะ

ทําใหพ ืชไมแ ขง็ แรง เล้ือยยาว ใบพยายามไปหาแสง

รายชือ่ ไมใ นรมท่ีนยิ มใชในการจดั สวน

พลดู า ง ดาดตะกวั่ แวน แกว หนวดปลาดุก

บโี กเนยี กาบหอยแครง หมากแดง คลา เงนิ

คลา มา ลาย ฟโรเดนดรอน หนา วัว หวายเขียว

รายชอ่ื พรรณไมกลางแจง ที่นยิ มนํามาจดั สวน

กระดมุ ทองเลือ้ ย คณุ นายตืน่ สาย โคลงเคลงเลอื้ ย ถ่ัวบราซิล

แดงชาลี ผักเปดแดง หลิวดอกมว ง เทยี นทอง

ชาดัด ไทรยอดทอง ไทรเกาหลี ไทรองั กฤษ

ดาวเรอื ง บานชน่ื หงอนไก ผเี ส้อื

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 51

ฤาษผี สม บานเย็น โกสน ลนิ้ กระบอื

มะลิ เทยี นทอง เยอบีรา การะเกด

สบั ปะรดสี เขม็ แดง ผกากรอง ผกั เปด แดง

พุดน้าํ บศุ ก หมากเหลอื ง ลิน้ กระบอื พุด

ขาวตอกพระรว ง เฟอ งฟา ครสิ ตินา ขอย

สนมังกร สนแผง เทยี นทองพุม ชาดัดพมุ

ไทรเกาหลี เทียนหยด นีออน ปาลม จีบ

ปาลม แชมเปญ รําเพย ยี่โถ สนบลู

2) การเลือกขนาดของพืชพรรณใหเหมาะสมกับพื้นที่ พืชพรรณในการจัดสวน แบง

ออกเปน ไมยืนตน ไมพุม ไมคลุมดิน ไมน้ํา ไมอวบน้ํา การเลือกขนาดของพืชพรรณใหเหมาะสมกับพื้นที่

หมายถงึ ตอ งมีความเขาใจ พชื ชนิดนั้นเปนไมพุม ไมยืนตนหรือไมค ลุมดิน เชน ไดไมพมุ มาในขณะท่ีเปนตนเล็ก

ก็ปลูกเปน ไมคลุมดนิ เมอ่ื เวลาผานไปทาํ ใหไ มก ลายเปน ไมยนื ตน ทาํ ใหสวนเปลยี่ นไป

ไมย นื ตน (Tree) หมายถึง ตนไมทมี่ ีเน้ือไม มีอายยุ ืนยาวมีลาํ ตนเดี่ยว (A single stem) ทีเ่ จริญเติบโต

มาจากดนิ และแตกทรงพมุ ในระดับที่เหมาะสม แบงตามอาศยั ขนาดของไมยืนตน แบง ออกไดเ ปน 3 กลมุ

2.1) ไมยืนตนขนาดใหญ (Large tree) มีความสูงต้ังแต 12.0 เมตรขึน้ ไปตัวอยางเชน

เสลา ตะแบก สนสองใบ สนสามใบ จําป ประดูอ ังสนา นนทรี เปนตน

2.2) ไมยืนตนขนาดกลาง (Intermediate tree) คือไมยืนตนที่มีความสูงตั้งแต

9.0-12.0 เมตร ตวั อยาง เชน แคแสด ประดูแดง ราชพฤกษ ศรีตรงั อนิ ทนนิ บก ตาลเหลอื ง เปนตน

2.3) ไมยืนตนขนาดเล็ก (Small tree) หรือไมยืนตนประดับ ความสูงระหวาง

4.5 -9.0 เมตร ตัวอยาง เชน ตะขบไทย ลน่ั ทมขาว รวงผ้ึง รตั มา เปน ตน

มาตรฐานการส่ังตามหนาไม หมายถึง ระยะการวัดจากโคนตนขนึ้ มาประมาณ 30 เซนติเมตรแลววัด

เสนผา ศนู ยกลางเปนนวิ้ วดั ไดก ่นี ้ิวใหถ ือเปนหนาไม เชนวัดเสนผาศูนยกลางได 2 นิ้ว จะเรียกเปนไมหนา 2 ใน

ทาํ นองเดยี วกันเสนผาศูนยกลาง 3 นว้ิ กเ็ รียกวาไมห นา 3 สําหรับไมยืนตนท่ีมใี นทอ งตลาดอาจมี หนา 4 หนา 5

สวนมากไมยืนตนที่ส่ังมาจัดภูมิทัศนจะมี 2 ลักษณะไดแก ไมเล้ียง ไมเล้ียงนี้จะเปนไมที่ขุดบอลมาจากแปลง

นาํ มาปลกู เลยี้ งจนรากติดแลว หากนาํ มาจัดสวนหรือนํามาลงดินโอกาสเสี่ยงมีนอย แตจะมีราคาแพงมากกวาไม

ขุดประมาณ 4-5 เทาแลวแตชนิดอีกลักษณะหนึ่งคือไมขุดบอลหรือไมขุดสดนํามาจัดภูมิทัศนโดยไมไดเล้ียง

เอาไวกอ นไมพ วกนีจ้ ะมคี วามเส่ียงสูงหากนํามาปลกู แตราคาจะมรี าคาแพงถูกกวาไมเ ลี้ยง

รายชอื่ ไมย ืนตนท่ีนิยมใชใ นการจดั สวน

กระดังงาไทย กระทิง กลวยพัด กันเกรา
ตีนเปด เตาราง
กัลปพฤกษ กาฬพฤกษ ทองหลางดาง ไทรดาง
นาํ้ เตาตน บุนนาค
แตรชมพู ทองกวาว ประดูแ ดง ปาลม ขวด

ไทรยอ ยใบแหลม นนทรี

บุหงาสา หรี ประดอู งั สนา

การจัดสวนโรงเรียน หนา 52

ปาลม หางกระรอก ปาลมนํ้ามัน ปาลมพดั ปาลม คิง
ปาลม จนี ปาลมขวด ปบ แปรงลางขวด
ไผเลยี้ ง ไผเหลืองทอง พะยอม พกิ ุล
โพธิ์ มะขาม มะพราว มะสัง
มะฮอกกานี ยางอนิ เดีย รตั มา ราชพฤกษ
ล่นั ทมลําดวน เลี่ยน ศรตี รงั สนฉัตร
สนดนิ สอ สนมังกร สนปฏิพทั ธ สะเดาบาน
สาเก สารภี สุพรรณิการ เสลา
โสกนาํ้ โสกเหลอื ง โสกพวง หนวดปลาหมึก
หมากนวล หลวิ หางนกยงู ฝรง่ั หูกวาง
อนิ ทผลัม อนิ ทนินน้ํา อนิ ทนนิ บก

ไมพมุ (Shrubs) หมายถึงไมทม่ี ีเน้ือไมอายุยืนยาว รูปทรงเตี้ย มีลําตน หลายลําตน เจริญข้ึนมาจากดนิ

หรือใกลระดับผวิ ดิน ขนาดเลก็ กวาไมยืนตนการจําแนกโดยอาศยั ขนาดจาํ แนกออกไดเ ปน 3 กลุม

1. ไมพมุ สงู (Tall shrubs) มีความสูงเม่อื เจริญเตบิ โตเต็มท่ี 3.0 - 4.50 เมตร พมุ แนนคลายถกู ยกลอย

ขนึ้ ดวยลาํ ตน หลาย ๆ ลําตน ตัวอยา ง เชน ตน แกว กระถนิ หางกระรอก คําเงาะ คําไทย ตันหยง ชอมวง หรือ

เทียนหยด โมกบาน ยโี่ ถ ทองอุไร เปนตน

2. ไมพมุ กลาง (Intermediate shrubs) เปนไมพมุ ท่ีมีความสูงระหวาง 1.0 - 2.0 เมตร เปนไมพมุ ท่ีมี

ทรงพุมหนาแนน ใหรูปทรง สีสัน โกสน กุหลาบ เขม็ มว ง เขม็ เศรษฐี ไขดาว ชบา พุดฝรั่ง ชวนชม ชบาดาง

เล็บครุฑใบกระจก เปน ตน

3. ไมพุม เตี้ย (Low shrubs) เปนไมที่มีความสูงของทรงพุมระหวาง 0.30 - 1.0 เมตร ทรงพุมแนน

มที ้ังไมด อกและไมใบสวยงาม ตวั อยาง เชน เขม็ ญ่ปี ุน ชบาหนู ทองพันชั่ง พุดตะแคง ชาขอย ชาฮกเกย้ี น

เปนตน

ไมพุม ขนาดมาตรฐานของวัสดุพืชพรรณสว นมากจะบอกเปนขนาดของกระถางและขนาดความสูงของ

ตน ขนาดกระถางทใี่ ชมีหลายขนาดโดยทั่วไปเร่ิมท่ี กระถาง 6 น้ิว 8 น้ิว 10 น้ิว 15 น้ิว ขนาดความสูงของตน

จะบอกเปนเมตร เชน ไทรยอดทองพุม เทยี นทอง ขนาดกระถางทีใ่ ช 15 นิ้ว

รายช่ือไมพ มุ ท่ีนยิ มใชในการจัดสวน

กรรณกิ าร กระดังงาสงขลา กะพอ กาหลง

แกว แกว เจาจอม เข็มขาว คริสมาสต

คําแสด เข็มขาว จงั๋ ญ่ีปุน จัง๋ ไทย

จันทนผา ฉัตรแกว ซองออฟจาไมกา ซองออฟอินเดยี

ดอนญาขาว เตย เตยดาง ทรงบาดาล

ทองอุไร เทียนหยด ไทรทอง นางแยม

การจดั สวนโรงเรียน หนา 53

นอี อน ปรงญ่ปี นุ ปรงทะเล ปรงเมก็ ซิกนั
ประยงค ปาลม จีบ ปาลมแชมเปญ ไผน ้ําเตา
พุดตาน พูจอมพล พูชมพู มกิ กี้เมา
โมก โมกซอ น โมกลา ย่เี ขง
ยโ่ี ถ โยทะกา ราชาวดี รําเพย
วาสนา สนบลู สนสามรอยยอด สนแผง
สาวสนั ทราย สิบสองปนนา แสงจันทร หมากเขยี ว
หมากแดง หมากเหลอื ง หลิวทอง หางนกยงู ไทย
กลว ยแดง กลว ยดาง ชบาดาง ชบาหนู
ชวนชม ชองนาง ชอ นทอง ชาฮกเกี้ยน
ทองพนั ชัง่ เทยี นทอง เทยี นหยดดาง บลูฮาวาย
บานบรุ ีแคระ บานเชา สีนวล ใบเงิน ใบทอง ใบนาก ประทัดจีน
ประทดั ใตห วัน ปต ตาเวยี ปาลมไผ ไผจนี
ไผฟลปิ น ส พวงทองตน พดุ ซอ น พดุ ตะแครง
พดุ พิชญา พุดสามสี พทุ ธรกั ษา มะขามเทศดาง
แยมปน งั หมากผหู มากเมีย ระฆังทอง ราตรี
ลน้ิ กระบอื ลน้ื มังกร เล็บครฑุ แวววเิ ชียร
สนเลื้อย สาวนอ ยประแปง เสนห จันทรแดง เสนห จนั ทรข าว
แสยก หนวดปลาหมกึ แคระ หวายไทย หบี ไมงาม
หปู ลาชอน หูกระตา ย อกาเว เออ้ื งทอง
เหลืองครี ีบนู พลับพลึงทอง

ไมคลุมดิน (Ground cover) หมายถงึ พืชที่มีความสูงของลําตนจากระดับพื้นดนิ 15-30 เซนตเิ มตร

มที รงพุมเตีย้ หรือเจริญเติบโตในแนวราบ มรี ะบบรากและลําตนแนนพชื คลุมดินมีท้ังไมด อกและไมใบของไม

เน้ือแขง็ ไมอวบนํ้า ไดแก หลิวเล้ือย สนเลื้อย สนเล้ือยสีฟา กระดุมทองเลื้อย ผกากรองเล้ือย กาบหอยแครง

แคระ ดาดตะก่ัว เปน ตน

ขนาดมาตรฐานวัสดุพืชพรรณไมคลุมดิน ขนาดมาตรฐานของวัสดุพืชพรรณสวนมากจะบอกเปนขนาดของถุง

ขนาดกระถางท่ีใชมีหลายขนาดไดแก ถุงที่มีในทองตลาดมหี ลายขนาดดังน้ี ขนาดถุงดํา 3 นิ้ว 4 น้ิว 5 นิ้ว

ขนาดกระถางสวนมากจะใชกระถาง 6 นว้ิ

รายชอ่ื ไมค ลุมดินท่นี ิยมใชในการจัดสวน

กหุ ลาบวาเลนไทม กุหลาบเมาะลําเลิง กาบหอยแครงแคระ กระดุมทองเลอ้ื ย

กา มปหู ลุด เกล็ดแกว กําแพงเงิน ดาดตะกว่ั

ขาไกด าง คลา บุษบาฮาวาย เงินไหลมา

เดหลี ซมุ กระตา ยเขยี ว เตยหอม ปก แมลงสาบ

การจดั สวนโรงเรยี น หนา 54

เปปเปอรโรเมยี ผกากรองเล้ือย ผักเปดเขียว ผกั เปด แดง
ผกั โขมแดง พรมกํามะหย่ี
พลับพลึงหนู พลับพลงึ ตนี เปด พลดู า ง แพรเซี่ยงไฮ
เฟร น กางปลา เฟร น ใบมะขาม
วานสที่ ิศดาน เศรษฐีเรือนนอก แพงพวยฝร่งั ฟาประดิษฐ
หลิวใตห วนั แอรหนัง
เขม็ สามสี เข็มเศรษฐี เวอบีนา วานรางเงนิ

เศรษฐีเรอื นในหนวดปลาดุก หวั ใจมว ง

ขาวตอกพระรว งเข็มเชียงใหม เข็มพิษณุโลก

เข็มเหลือง

ไมเลื้อย (Vine) หมายถงึ พรรณไมท่ีเจริญเติบโตโดยอาศยั สิ่งเกาะยึดหรือเกาะเก่ียว เพ่อื ใหลําตนทรง

ตัวอยไู ด

รายช่อื พรรณไมเล้ือยในการจัดสวน

กระเทียมเถา การเวก จันทรกระจา งฟา ชมนาด

ตนี ตกุ แก ถวยทอง บานบุรีเลอ้ื ยเหลอื ง ใบระบาด

ผักบงุ ทอง พวงแกว พวงคราม พวงชมพู

พวงทองเครือ พวงทองเถา พวงประดิษฐ พวงแสดเถา

ใบสีทอง โปรง ฟา มลุลี เฟอ งฟา

เล็บมือนาง สรอยอินทนิน สายหยุด หริ ัญญิการ

อรพมิ อญั ชนั

ไมอ วบนํ้า (Succulents) หมายถงึ พรรณไมท ม่ี ีนาํ้ อยใู นลาํ ตน หรอื ใบเปน ปริมาณมากและเห็นไมท่ีไมม ี
เนื้อไม สามารถเจริญเตบิ โตไดน านในสภาพแหง แลง หรอื ทนทานตอ สภาพความแหง แลง ไดด ี

ไมน ํา้ (Water plant) หมายถงึ พรรณไมท่ีเจรญิ เตบิ โตไดดีในน้ํา และไมม เี นอื้ ไม

รายชื่อพรรณไมนํ้าในการจัดสวน

ผกั กูดน้าํ กกลังกา กกอยี ปิ ต ผกั ตบไทย

สันตวาใบพาย เทียนนาํ้ บวั หลวง บัวสาย

แพงพวยนา้ํ โสน บอน ธปู ฤาษี

พทุ ธรกั ษา เหงือกปลาหมอดอกสีขาว เหงือกปลาหมอดอกสีมว ง อเมซอน

อเมซอนใบกลม แวน แกว ผักชีลอ ม ผักแวน

บัวแดง บวั สาย บวั ฝรั่ง บัวกระดง บวั ผนั บัวเผ่ือน

บวั หลวง

3) การเลอื กไมใหไ ดทรงทส่ี วยงาม รูปทรงของพรรณไมหรือที่เรียกทั่วไปวาฟอรม น้ันมีความสําคัญกับ

การเลอื กเนื่องจากการเลอื กไมท ี่มีรปู ทรงสวยงามจะทําใหการจัดสวนมคี ุณภาพและสวนสวย

4) หลีกเล่ยี งการใชพชื พรรณกระจดั กระจายหลากหลายเกนิ ไป

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 55

5) ปลกู ไมพุมเปนฉากกนั้ เสริมระดบั ท่ตี ํา่ ลงมา ใชลอมกน้ั พ้ืนทีใ่ ชเ นนแนวทางเดินและจดุ ตดั กัน ใชเปน
จุดเดินสาํ คญั ๆ ในแปลน และยงั มใี บดอกสวยงาม สดช่นื นอกจากนน้ั ยังปลูกเปนแนวรัว้ ในบางกรณี

6) เลือกพืชพรรณใหเหมาะสมกับหนาท่ีใชสอย เชน บริเวณท่ีตองการรมเงา ตองการตนไมปดบัง
ตอ งการเงาของตนไมทาบบนผนัง ปลูกตนไมตามแนวโคง เพื่อเนนทางเขา ใชพืชคลมุ ดิน ปลูกไมดอกเพอื่ เนน
ใหเดน ปลูกตนไมส องขางทางเนนเปนกรอบภาพ ซงึ่ การระบุหนาท่ีใชสอยท่ีสมบูรณในแบบรางแนวความคิด
(Conceptual diagram) ชวยใหการเลือกชนดิ ของพืชพรรณงายเขา และมักไดผลลพั ธทีด่ ี

7) ตนไมยืนตนเปนพื้นฐาน การเลือกไมยืนตน ท่ีเหมาะสม ก็เทากับเปนการเลือกพืชพรรณพ้ืนฐานท่ี
เปนโครงสรางของงานภูมิทัศนที่สําคัญ บางคร้ังพืชพรรณอ่ืนอาจไมจําเปนก็ได ปลูกไมยืนตนเปนกลุมเพื่อ
จําลองลักษณะธรรมชาติ การใชไมยืนตนแผกวางเพ่ือความเปนเอกภาพของพ้ืนที่ ไมยืนตนดงั กลาวเห็นไดแ ต
ไกล มีลักษณะเดนถอื เปนเอกลักษณของพื้นที่ นอกจากน้ันยังพอที่จะใหความรูสึกพอที่จะเปนหลังคา ใหรมเงา
ใหเสนสายทางสถาปตยกรรมของอาคารดนู ุมขึ้น การปลูกไมย ืนตน ขนาดปานกลางเพือ่ เปนฉากบังตา ปองกัน
ลม และดงึ ดูดสายตา ใชไมยนื ตนปลกู ขา งถนนและใชพชื พรรณเนนบรเิ วณจุดตดั ของถนน

8) ใชไมเลื้อยปลูกประสานเปนตาขายหรือมาน ไมเล้ือยบางชนิดยังชวยยึดเหน่ียวดนิ ในท่ีลาดเทไดดี
เมอื่ ใชเ ปน มานจะชว ยใหเปน รมเงาของกําแพง และชว ยเสริมความงามใหแ กก าํ แพงและรวั้ ไดเปน อยา งดี

9. พืชพรรณใชปดบังภาพที่ไมน า มอง แสงสะทอนจา ตา และลดเสยี งรบกวน
10) การสงวนรักษาพชื เดมิ เอาไว เพือ่ คงคณุ คาความงาม และความตอ เน่ืองของงานภูมิทศั น อีกท้งั ยัง
เปน การลดคา ใชจ ายในการปรับปรุงและดแู ลรักษาพชื พรรณ
11) การใชพชื ทอ งถิ่นในการนํามาใชในการจัดสวนจะทําใหมีความทนทานตอสภาพแวดลอ มการนําพืช
ทอ งถนิ่ มาใชใ นงานจดั สวนสามารถทําได เชน งานวิจัยเรื่อง การสํารวจและไมค ลุมดินชายทะเลเพ่ือพฒั นาเปน
ไมป ระดับในงานภมู ิทศั น พบวา มีพืชทอ งถนิ่ ชายทะเลทมี่ ศี กั ยภาพสามารถนํามาพัฒนาเปนไมประดับในงานภูมิ
ทัศนโดยเฉพาะการจัดสวนชายทะเล ไดแก คนทีสอทะเล ผักบุงทะเลเปนตน การนําพืชทองถิ่นมาใชในการจัด
สวนพื้นถ่ินมีประโยชนทําหลายประการไดแก ไมตองขนสงพืชพรรณเปนระยะทางไกล ๆ ลดคาขนสง
ประชาชนในพ้ืนท่ีมีรายไดจากการผลิต ไดพืชที่ทนทานตอสภาพแวดลอม ดังนั้นการพัฒนาพืชทองถิ่นเพื่อ
นาํ มาใชใ นการจัดสวนเปน อีกแนวทางในการเลือกใชพ ืชพรรณ

ข. สนามหญา (Turf grass) ในการจัดสวนสนามหญา ถอื วามีความสําคัญเปนอยางยิ่ง สนาม
หญา เปน สว นที่ทําใหสวนสวยเปน ระเบียบเรยี บรอย สนามหญา เปนสวนประกอบทท่ี ําใหบริเวณสถานท่ี มีความ
สงา งาม รมร่ืน ดเู ปนระเบียบเรียบรอยและมคี ุณคา สนามหญา ชวยลดการสะทอนของแสง ชวยลดฝุนละออง
เพิ่มความสวยงาม หญาท่ีใชในการปูหญา ในปจจุบันที่มีขายและนิยมเพ่ือการจัดสวน หญานวลนอย หญา
มาเลเซีย หญานวลนอย ใชสําหรับกลางแจง มาเลเซียใชสําหรับในรม ปจจุบันหญา ท่ีมีการซื้อขายตามตลาด
ท่วั ไป กรุงเทพสวนกลางมีขายที่มีนบุรี แหลงไรหญา รานตนไมบ างบัวทอง รานตน ไมตามแหลงตา ง ๆ ขนาด
มาตรฐานของหญา คอื 1 ตารางเมตรเทา กับ 2 แผน

ค. งานถมดิน การถมดนิ นับวาเปนเร่ืองทีส่ ําคัญในงานภูมิทัศนการปรับระดับเปนงานทคี่ วบคู
กับงานภมู ทิ ศั นเสมอ งานจัดสวนนน้ั ตอ งมกี ารจดั การพ้ืนท่ดี ินเสียกอ น ในขน้ั แรกที่เขาไปศึกษาพืน้ ทส่ี วนสําคัญ
สวนหนึ่งทตี่ องทําการศึกษาคือสภาพระดับเดิมของพ้ืนที่วามีความพรอมเพอื่ การจัดสวนหรือไม ถาในกรณีท่ี

การจัดสวนโรงเรียน หนา 56

พื้นทต่ี ํ่าควรมกี ารถมดิน หรือปรบั พนื้ ท่เี พื่อใหส ามารถจัดสวนได ในทางการจัดสวนกอ นการจัดตองมีการถมดิน
กอนเปน อนั ดบั แรก การถมตองกลมกลืนกับสภาพแวดลอ ม ทศิ ทางการระบายนํา้

2.4.2 องคประกอบภมู ทิ ัศนแ ข็ง (Hardscape) มี 2 สวนไดแก องคประกอบแข็งที่เปนวัสดุตกแตงสวน
และองคประกอบแข็งทมี่ รี ูปรา งคงตวั ไมเปล่ียนแปลง ไมมชี วี ิตซ่ึงจะคลายคลึงกับงานสถาปตยกรรมท่ัว ๆ เชน
ทางเดินเทา รั้วสวน ศาลาทพี่ กั ประตมิ ากรรม หิน เปน ตน

ก. ทางเดิน ทางเดนิ ในสวนมไี วเพ่อื ใชเดินชมสวนเพ่ือความสะดวกในการเขาไปใชสวน ดูแล
ตนไมแ ละงานอื่นๆ นอกจากน้ันยังเปนตัวกาํ หนดรปู รางของพ้ืนท่ีและยังเปนสิ่งกําหนดแนวทางเพือ่ ไมใหรุกล้ํา
เหยียบยาํ่ พนั ธุไม เชน สนามหญา หรือไมค ลุมดินเล็กๆ นอกจากน้ันทางเดินยังใชเปนจุดนําสายตาเขา สูจุดเดน
ของสวน เชน ซมุ ประตู ศาลา งานประติมากรรมอีกดวยทางเดนิ ในสวน แบงออกเปน 2 อยางไดแก ทางเดิน
แบบแยก (Stepping) และทางเดนิ แบบตอ เนื่อง ทางเดนิ แบบตอ เน่ือง ความกวางทางเดิน ถาเดนิ คนเดียวไม
สวนกันความกวาง ประมาณ 0.60 เมตร ถาเดิน 2 คน แบบสวนกันความกวางประมาณ 1.20 เมตร หรือ
1.50 เมตร เดนิ ไดส ะดวกและผอ นคลายอารมณ

ทางเทา แบง ออกเปน 2 แบบไดแก
1. ทางเทาแบบแยก (Stepping) ทางเทาแบบแยกเปนทางเทาภายในสวนโดยการกา วเทา การสราง
ทางเทา แบบแยกเปนการสรางขนึ้ เพอ่ื ใหผ ูเ ขาชมสวนเดินโดยการกา วเทา ระมัดระวัง ดวยความสํารวมในการจัด
ทางเทา แบบแยกจึงตองศึกษาขอมลู ของการกาวเทาเพ่ือจัดวาง สัมพันธกับ คาเฉลี่ยการเดินของผูชายจะเดิน
119 กาวตอ นาที ในพืน้ ทรี่ าบ และกาวเทาเฉลี่ย 25 นิ้ว (62.5 เซนตเิ มตร) สวนคาเฉลย่ี การเดนิ ของผูหญงิ จะ
เดนิ 124 กา วตอ นาที และกาวยาว 19 นิ้ว (47.5 เซนตเิ มตร) ชอ งวา งระหวางแผนทางเทาอยรู ะหวาง 8-12 นิ้ว
(20-30 เซนติเมตร) (ภาพท่ี 2-84 และ 2-85)

ภาพท่ี 2-84 ทางเทา แบบแยกและระยะการวางระยะทางเทา ภาพที่ 2-85 ทางเทา แบบแยกและระยะการวางระยะทางเทา

2. ทางเดินแบบตอ เนื่อง (Pave walk) ทางเทา แบบตอ เนื่อง ความกวางประมาณ 1.20 เมตร หรือ
1.50 เมตร เดนิ ไดส ะดวกสามารถเดนิ ผา นกนั ได 2 คน ภายในโรงเรียนอาจจะอยูขางถนน หรือเชื่อมตอ ระหวาง
อาคารท่มี ีผใู ชพ ้นื ท่ีมาก ๆ ทางเทา แบบน้ใี นโรงเรยี นอาจเนอื่ งกบั ที่จอดรถหรอื ตอ เนอ่ื งกับลานโลง ทพ่ี กั

ภาพท่ี 2-86 ทางเทาแบบตอเนอ่ื ง ภาพที่ 2-87 ทางเทา แบบตอ เน่ือง

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 57

การวางทางเทาในโรงเรียนสามารถวางไดท ง้ั แบบตอ เนือ่ งและแบบแยก ในการจดั สวนระหวางทางเทา
สามารถจัดได อาจเปนสวนหยอมเล็ก ๆ หรือสวนการปลูกเปนตนไมเปนแนวตามทางเดินก็สามารถทําได
ขอคิดและวิธกี ารจดั วาง ทางเทาควรจัดวางระหวางสองพ้ืนท่ที ี่มคี วามเชื่อมโยงกัน กอนการสรางทางเทา ตองมี
การปรบั ดินใหไดระดับ

ข. ร้วั สวน (Garden fence) ร้ัวสวน คอื ร้ัวหรือกําแพงลอมรอบพืน้ ท่ี (Enclosing an area)
เพ่อื แยกพ้นื ท่หี นึ่งออกจากพ้ืนท่ีหน่ึง
ความสําคญั ของร้ัวสวน

1. กาํ หนดขอบเขตของพ้ืนท่ี
2. สรา งความปลอดภัย (Provided security) ปองกนั สตั วและคนขา งนอกเขา มาในพืน้ ที่
ประโยชนของรัว้ สวน
1. ใหค วามอิสระ (Privacy) และความโดดเดีย่ ว ขึน้ อยกู บั แบบ ความสูง
2. ปองกนั ส่ิงแวดลอมได (Environment control) เชน ลม เสยี ง แสง
3. ในกรณคี วามเปนอสิ ระ (Provided privacy) การออกแบบร้ัวตอ งทึบและมีความสูงไมนอยกวา
1.80 เมตร ทําเปนร้ัวแบงเขต อาจเปนเปด เต้ีย ๆ
4. ใชเ ปนที่ยึดเกาะของตน ไมเ ลอ้ื ย (Fence planting)
5. กําหนดขอบเขตท่พี กั ผอ นนอกบา น (Grating outdoor room)
6. ใชเ ปน ตวั กาํ หนดชีท้ ิศทางสญั จร (Direction or traffic control)

ภาพที่ 2-88 ร้ัวทึบ ภาพท่ี 2-89 รั้วก่งึ ทึบกงึ โปรง ภาพที่ 2-90 รั้วโปรง

แบบของรว้ั ตามรูปแบบของการกอ สราง แบง ออกไดเ ปน 3 ชนิด
1. รวั้ ทึบ หรือบางคร้ังเรยี ก รว้ั กําแพง มคี วามสูงเกินกวา 1.80 เมตร ใชเปน รัว้ ชนั้

นอก กําหนดขอบเขตใหค วามปลอดภัย ความอสิ ระ ปองกันลม เสียง วัสดุที่ใชทํารั้วทบึ เชน ปกไม ไมแผน อฐิ
อฐิ บลอ็ ก หนิ (ภาพที่ 2-88)

2. ร้ัวกึ่งทบึ กึง่ โปรง คอื รั้วทบึ สวนลาง สวนบนโปรง ใชเปนร้ัวช้ันนอก ใหความปลอดภัยแตไมเปน
อิสระ ลมพดั ผา นไดส ะดวก โชวสนามพืชพรรณ และ บา น ใหค วามรูสกึ ไมอ ึดอัด (ภาพที่ 2-89)

3. รวั โปรง (Open) ลมผา นไดสะดวก เปนรัว้ เตี้ย ใหค วามเปน อสิ ระ (ภาพที่ 2-90)

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 58

วัสดทุ นี่ าํ มาทาํ รวั้ สวน

1. อิฐและคอนกรตี นยิ มใชกันมาก เพราะแขง็ แรงทาํ งา ย เหมาะสําหรับบา นพกั หรือหนวยงานทอี่ ยูใน

ชุมชน หรอื ตัวเมือง

2. ไม เหมาะสาํ หรับท่ีพักอาศัย ที่เปนบานไม หรือสถานทพ่ี ักผอนทเ่ี รียกวา รีสอรท อยูตามปาเขา ร้ัว

แบบน้ีไมคอยทนแข็งแรง พังไดงา ย และถูกปลวกทําลาย จึงตองใชเนื้อไมแ ข็งแรงนํ้ายาทาปองกัน เปนรั้วที่ดู

สวยงามเปน ธรรมชาติ

3. ตนไม รั้วแบบนี้จะดูรมร่ืนสวยงาม คา ใชจายในการทาํ ร้ัวคอ นขา งถูกกวาแบบอนื่ ๆ แตตองคอยตัด

แตงบังคับใหไดรูปทรงตามที่ตองการ มีความเปนธรรมชาติปองกันเสียง ลมสามารถปรับไดหลายรูปแบบ

(เปล่ียนแปลงได) ใหความสวยงามในสวนของใบ ลําตน ดอก ความหนาแนน ตดั แตงใหเกดิ ความสูงไดห ลาย

ระดับตามวตั ถุประสงค

1. เหนือระดบั สายตา - เปนรั้วแสดงขอบเขตใหความเปนอสิ ระปลอดภยั

2. ระดับไหล - แบง พ้ืนทีเ่ ปนสัดสวน

3. ระดับเอว - ชีน้ ํากาํ หนดเสนทางสัญจร

4. ระดบั หัวเขา - ช้ที ิศทาง

5. ระดับขอ เทา - พชื คลมุ ดนิ

พืชทนี่ ยิ มใชทาํ ร้ัวสวน

- เฟองฟา - แกว - ชบาดา ง - ไทรเกาหลี - โมก - ชาดัด

- มะขามเทศ - สนประพัทธ - เทยี นทอง - คริสตนิ า - มะขาม - ไผ

- พูระหง - กระถนิ่ - ขอ ย - แสยก - ชาขอย - ขาไก - เข็ม

4. รว้ั ท่ีทําจากวสั ดุอ่ืน ๆ เชน ร้ัวคลอ งโซ รว้ั เหล็กเสน ร้ัวดงั กลาวไมค อยแขง็ แรง ปอ งกนั อะไรไมค อย

ได แตสวยงามเหมาะสําหรบั ทํารว้ั กันสวนหยอมที่มีพ้นื ท่ไี มมากนัก

การเลือกรว้ั และผนงั ใหเ ขา กบั สถานที่

ร้ัว ผนัง หรือสิง่ แวดลอ ม สิ่งลอมรอบนนั้ ในแงความสัมพนั ธก บั สวน การปลูกไมเ ลื้อยคลมุ รว้ั หรือผนัง

เพอ่ื เกดิ ความรสู ึกออ นโยน ออนนมุ ขน้ึ หรืออาจจะทิ้งลักษณะเดมิ เพื่อใหม มุ ดคู มชัด และเขา กบั บา นสมัยใหม

การเลอื กใชว ัสดุงาย ๆ เชน ไมส น ไมไ ผ ไมเ นอ้ื แขง็ หรอื ไมพุม อาจจะประหยดั เงนิ แตไมค งทนถาวร

เทา รวั้ อิฐหรือหิน เพราะอาจจะดแู ลรกั ษางา ยไมต องเปล่ียนบอ ย

การเลอื ก รัว้ เพือ่ การปด ลอ ม (Enclosure) ควรพิจารณาหลกั สาํ คญั 3 อยาง คอื

1. ขนาดหรอื สว นสงู ของร้วั และผนงั เปนสง่ิ สาํ คัญทีต่ องตัดสินใจเพราะมผี ลตอการควบคมุ ระดับสายตา

การเคลือ่ นไหว ลม เสียง และแสงอาทิตย

2. ลักษณะรว้ั และผนัง ควรเลือกวาจะใหทบึ หรอื โปรง แสง ทง้ั นี้ข้นึ อยูก บั ความตอ งการ จะเลอื กแบบ

ไหน เชน ไมร ะแนง อฐิ ไมพ ุม หรอื คอนกรีต

3. วัสดุการใชว ัสดุตอ งใหเขา กับธรรมชาติ สงิ่ แวดลอ ม

การใชรว้ั สวนในการจัดสวนโรงเรียน ร้ัวสวนที่ใชจะเปนตามจุดตาง ๆ เปนรั้วไมสูงนัก เพ่ือปองกันการ

เขาไปรุกรานสวนของนักเรยี น เชนร้วั สวนเตย้ี ๆ ของสวนหยอ ม

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 59

ง. ศาลา (Gazebos)

ภาพที่ 2-91 ศาลาในโรงเรยี น ภาพที่ 2-92 ศาลาในโรงเรยี น

โครงสรางของศาลาและวัสดุ

รูปแบบของศาลาพัก มีหลังคาแตไมมีฝากั้นปลอยโลงใหลมพัดผานไดหรือถามีลมแรงอาจปดกั้น

บางสวน รูปทรงของหลังคามีหลายรูปแบบแลวแตความนิยมและการออกแบบใหส ัมพันธกับสวน รูปแบบและ

รปู ทรงของศาลาโดยทวั่ ไปจะไมมฝี า อาจมเี สา 4, 6, หรือ 8 ตน มีหลายลักษณะควรวางใหตอเน่ืองกับตัวอาคาร

และมีรูปแบบที่กลมกลืนกับบาน การวางควรหันหนาเขาทางเดินและควรอยูบนเนินสูงกวาพ้ืนท่ีราบเมอ่ื น่ังจะ

มองเหน็ ทศั นียภาพในสวน วสั ดุที่นยิ มนาํ มาใชทาํ ศาลาสว นมากจะเปนไม หลังคาจะเปนกระเบอ้ื งและไม

ศาลาควรมีขนาดอยางต่ํา 1.50 x 2 เมตร สูงไมต่ํากวา 1.80 x 2 เมตร หรือจะเพมิ่ เตมิ ขนาดให

กวางขวางกวาน้ีกไ็ ด แตถาศาลามีขนาดเล็กเกนิ ไปก็จะใชงานไมสะดวก ถาพ้ืนทีน่ อยการดดั แปลงเปนซุม จะ

ดีกวา ภายในศาลาควรจดั วางโตะเกาอี้สาํ หรับใชงาน พื้นศาลาควรปูดวยแผนหิน แผนทางเดนิ หรือทําเปนลาน

แขง็ อาจโรยดว ยกรวดหินก็ได แตด ูแลยาก

จ. ประตมิ ากรรม (Sculpture)
เปนผลงานศลิ ปะท่ีแสดงออกดวยการสรางรูปทรง 3 มิติ มปี ริมาตร มีน้ําหนักและกินเน้ือท่ีในอากาศ
โดยการใชวสั ดุชนิดตาง ๆ วัสดุท่ใี ชสรางสรรคใ นงานประติมากรรมจะเปนตัวกําหนด วิธีการสรางผลงาน ความ
งามของประตมิ ากรรม เกดิ จากแสงและเงาทเ่ี กิดขึน้ ในผลงานกอ สรา งงานประติมากรรมทาํ ได 4 วิธี คือ

1) การปน (Casting)
2) การแกะสลกั (Carving)
3) การหลอ (Molding)
4) การประกอบขน้ึ รปู (Construction)
ประติมากรรมที่ใชตกแตงสวน เปนงานศิลปะที่ต้ังหรือวางไวตามมุมตางๆ เพอ่ื ประดับสวน อาจต้งั ไว
เพียงช้ันเดยี ว เพอ่ื ใหดูเดน สงางาม หรือวางหลายชั้นประกอบกนั เพอ่ื สรางความนาสนใจใหก ับมุมน้ันๆ
จุดประสงคหลักของการตัง้ วางประติมากรรมในสวนก็เพือ่ ความสวยงามหรือเพอื่ เปนสัญลกั ษณสอแนวคดิ ของ
สวน ประติมากรรมบางช้ินอาจไมใชงานศิลปะแท ๆ แตอาจประยุกตสําหรับใชประโยชนอื่น ๆ ในสวน
ใหประโยชนห ลายตอ เชน โอง อาง ไห ตุม นอกจากใชเปนภาชนะใสน้าํ แลวยงั ตง้ั โชวเ พอื่ ความสวยงาม

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 60

การนําเอาประติมากรรมมาใชในการจัดสวน
โองดินเอาใบเล็กราคาประหยัดเลือกท่ีปากแคบเหมาะใสดอกไมวางไวหัวบันได หรือต้ังวางตามจุด

ตา งๆในสวน เลอื กดอกไมไ ทย ๆ เพราะดเู ขากนั ดีกบั โอง
สวนศิลปในรปู ประติมากรรมประดบั ตามจดุ ตา งๆ เพื่อเพมิ่ ชวี ิตและเพม่ิ ความนา สนใจใหกบั สวนหยอม
โอง เคลือบสสี นั สวยงามขนาดยอ มหาที่วางต้งั ใหดูเดน กลางบออาจใชแสงไฟชว ยใหโดดเดนย่ิงขน้ึ
แจกันใบใหญ ตง้ั ไวก ลางลานทําใหม มุ นาดูข้นึ อาจประยกุ ตเปนของตกแตงหรือทาํ เปน แจกันนา้ํ ผดุ
รูปปนดนิ เผา บางชิ้นเหมาะกับการวางแบบเดย่ี วๆ เพือ่ ความโดดเดน และความสวยงามแตละชิ้น แต

บางชนิ้ ก็เหมาะวางตั้งแอบ หรือวางเปน สวนหน่ึงของตนไม ขึน้ อยกู ับวา รูปปน ชนิ้ นัน้ ตองการสื่อความรสู กึ เชนไร
ประติมากรรมรูปทรงตาง ๆ แอบสแตร็ดส ส่ือความหมายเปนนามธรรมเหมาะกับสวนสมยั ใหม ทาํ

จากวสั ดุเหล็กทาสี หรอื วสั ดอุ ืน่ ๆ

ภาพท่ี 2-93 ประตมิ ากรรมในสวน

ฉ. หนิ (Rock) คอื มวลขนาดใหญข องกอนหนิ รวมตวั เปนหนาผา คุณสมบัตขิ องหินที่ใชใน
การจดั สวน

1) สวยงามและเปน ธรรมชาติ
2) เปน หินเตม็ รปู ไมน ยิ มใชห ินซกี หรอื หนิ ระเบดิ
3) มคี วามแปลกประหลาด
4) มีหลายขนาด หลายรปู ลกั ษณะ เหมาะสมกับขนาดของสวน
5) เปนกลมุ เดยี วกนั เพ่ือใหเ กดิ เอกภาพ
6) มลี วดลายของหนิ คลา ยคลึงกนั
7) สอดคลอ งกบั สภาพจรงิ และวัตถุประสงคของการใชงาน
การจัดกลมุ หนิ หนิ เปน องคประกอบที่สําคัญในการจัดสวน หินทนี่ ํามาใชจัดสวนมีหลายชนิด มรี ูปราง
ลักษณะแตกตา งกันออกไป ลักษณะพนื้ ผิวมีต้ังแตเรียบจนถงึ หยาบ สีสันตงั้ แตขาวจนถงึ ดํา สวนใหญท ่ีนํามาใช
จะเปนหินธรรมชาติ เชน หินทะเล หินตามภเู ขา หรือลําธาร ปจจุบัน ใชหินทรี่ ะเบิดมาจากภูเขา ซึง่ จะเลือก
รปู ลกั ษณะทแ่ี ปลกตา ในการจัดกลุมหนิ ตองคาํ นงึ ถึงสง่ิ ตอ ไปน้ี
1. ตอ งพจิ ารณาถงึ หิน เพราะบางชนดิ ใหความรูสกึ แตกตางกนั เกิดเอกภาพหรือขัดแยง เปน ธรรมชาติ

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 61

2. ตองมีการฝงสวนหน่ึงของกอนหินใหเรียกวา Rooting ทง้ั น้ีเพือ่ เกิดความแข็งแรงและมองดเู ปน
ธรรมชาติ จดั ใหเปน รปู 3 เหลย่ี ม โดยมีจุดศูนยถวงจดั กลุมเปนรูป 3 เหลี่ยมดานเทา ใหความรูสึกแขง็ แรงและ
กวา งไกล สาํ หรับการจดั กลุมหิน 3 กอ นเวนระยะของแตละกลุมใหเหมาะสมเพ่ือใหมีท่ีวางพกั สายตาและมองดู
ไมแนน เกินไป

การจัดเรียงหิน พยายามเลียนแบบตามธรรมชาติ ใหมากท่ีสุด เทาท่ีจะทําได โดยพิจารณาให
สอดคลองกบั ส่ิงแวดลอมในบริเวณนั้น ๆ ดวยการจัดวางจะตองต้ังหินใหมน่ั คง หนาหินหันใหถูกตอง อาจจะ
วางเปนกอนเดยี ว หรือกลุมกอนกไ็ ด ทัง้ นี้จะตองดลู ักษณะหินที่นํามาจัดรวมกัน ในการจัดวางหินมี 2 รูปแบบ
ใหญ ๆ ไดแ ก

1. การจัดวางหินกอนเดยี่ ว ๆ ควรจัดเปน หินหลกั เมอ่ื จดั แลวมองดูคลา ยภเู ขา หินทีน่ าํ มาจัดเปนกอ น
เดีย่ ว ๆ ตองเปน หนิ ขนาดใหญ มคี วามงามมองดูแลวสงางามและมีจุดเดน

2. การจดั วางหนิ เปนกลมุ โดยอาจจะจัดเปน 2 กอ น 3 กอ น 5 กอน 7 กอ น หรอื อาจจัดวางเปนกลุม
หลาย ๆ กอนรวมกนั
ชนิดของหนิ
หินท่ีนยิ มมาจดั สวนจําแนกได 5 ประเภท

1. หินภูเขา เปนหนิ กําเนิดตามภูเขามีสีนาํ้ ตาลและสีสนิม บางกอ นกลวง บางกอ นก็ตัน นยิ มนาํ จัดเปน
หินหลัก สรา งจะเดนในพ้ืนท่ี

ภาพที่ 2-94 หินภเู ขา ภาพที่ 2-95 หินภเู ขานาํ มาจัดสวน
ท่ีมา : ปรบั ปรุงhttps://www.google.co.th/search?q ทม่ี า : ปรับปรงุ จาก https://www.google.co.th/search?q

2. หนิ หุบเขา เปน ท่กี ําเนิดมาจากภเู ขาแตถกู พัดพาเคลื่อนยายลงมายงั หุบเขา เชิงเขาโดยกระแสน้ํา
พายุ นยิ มนาํ มาจัดเปนกลมุ หิน มสี เี ขม ลายเสน

3. หินแมนา้ํ เปน ท่ีเกิดจากการกดั เซาะของกระแสนาํ้ เปน หินรปู ลกั ษณะกลมเกลี้ยง ผวิ เรียบ นิยม
นาํ มาจัดเปนทางเทา เปน หนิ โรย ขายเปนเบอร 0-5 เบอร 1 เสนผาศูนยกลาง 1 ซม. เบอร 5 เสน ผาศูนยกลาง
5 ซม. ขายเปนกระสอบ ใช 6 กระสอบตอตารางเมตร

ในปจจบุ นั มกี ารนําหินกรวดมาใชแทนหญาเพ่อื ลดการดูแลรักษา เปนลักษณะของสวนทมี่ ีตนไมแลวปู
พนื้ ดวยหินเปนสวนอีกแนว ลดการดูแลรักษา สว นมากจะใชใ นรม

การจดั สวนโรงเรียน หนา 62

ภาพที่ 2-96 หนิ กรวดแมนาํ้ ภาพท่ี 2-97 หินกรวดแมน าํ้ นาํ มาจดั สวน
ที่มา : ปรบั ปรุงจาก https://www.google.co.th/search?q

4. หินทะเล เปนหินทีไ่ ดจากทะเล มีรูปรางแปลกๆ คอนไปทางกลมกม็ สี ว นมากมผี วิ เรยี บ ไมคอ ยนยิ ม

นํามาจดั สวนมากนัก

5. หินเทยี ม จากการทน่ี ักจัดสวนจะตอ งแกป ญหาเพือ่ ความสวยสดและเหมาะสมในการจัด หินเทยี ม

เปนลักษณะของหินที่ผลิตเลียนแบบธรรมชาติไดเหมือนมากไมวาจะเปนในเร่ืองสี เพียงแตน้ําหนักเบากวา
เทา น้นั เราสามารถใชห นิ เทียมแทนหนิ ธรรมชาติไดเหมอื นมากเพราะสะดวกในการเคล่ือนยาย สําหรับราคาไม

แพงมากนัก ใกลเ คยี งกบั หินจรงิ

ภาพที่ 2-98 หนิ เทียมนาํ มาจัดสวน
ทีม่ า : ปรบั ปรุงจาก https://www.google.co.th/search?q

บทสรุป
การจัดสวนท่ีดีนั้นตองมีพื้นฐานเบ้ืองตนเพื่อการนําไปใชประโยชนในการจัดสวน ซึ่งประกอบดวย

หลักการออกแบบ องคประกอบศิลป ทั้งสองสวนเพื่อการนําไปใชในการวางองคประกอบใหสวยงาม การนํา
ความรทู ้งั สองสว นไปประยกุ ตใ ชใ นงานจัดสวน ตองใชประสบการณก ารเรียนรู และการฝกปฏิบัตจิ ริงทําใหเกิด
ทกั ษะเช่ียวชาญตอในท่ีสุด ทัง้ ในเรื่องของความสมดุล จังหวะ สวนสัด ความกลมกลืน การขัดกัน และจุดรวม
ภาพ รวมทัง้ องคประกอบของศิลปะ เรอื่ งของ สี เสน พื้นผวิ รูปทรง พ้นื ท่เี วนวาง ในสวนหน่ึงสวนอาจใชหลาย
หลักการในสวนเดียวกัน ประกอบกันเขาจึงจะเกิดความสวยงาม การใชบอย ๆ ทําใหมีการดัดแปลงไปได
เร่ือย ๆ ในขณะท่ีตองศึกษาในเร่ืองรูปแบบสวนเพ่ือการเลือกใชรูปแบบสวนไดอยางถูกตอง และนําเอา
องคประกอบของสวนไปใชไดอยางเหมาะสม ความรูพื้นฐานที่ 4 สวนจึงเปนความสําคัญท่ีตองทําการศึกษา
กอนการออกแบบและการจัดสวนโรงเรียน เพื่อใหการจัดสวนน้ันไดรับการพจิ ารณา คัดสรรเลือกสรร อนั เปน
ผลทีท่ ําใหสวนมคี วามสวยงาม ดแู ลรักษางา ยตอไป

การจดั สวนโรงเรยี น หนา 63

บทท่ี 3
การเก็บขอมูลและการวเิ คราะหขอ มูลสวนโรงเรยี น

การจัดสวนโรงเรียนเปนการจัดเพอื่ สรา งสภาพแวดลอมท่ดี ีใหแกโ รงเรียน ตกแตงและประดับอาคาร
ใหม ีความสวยงาม เหมาะสมกบั ประโยชนใชสอยและการใชพนื้ ท่ีของนักเรียน ผูปกครอง ตลอดจนผูทเ่ี ขามา
ติดตอกับโรงเรียน สวนท่ีสวยงามจะทําใหโรงเรียนนาอยู ทั้งนี้สวนจะสวยหรือไมจะข้ึนอยูกบั การออกแบบ
การจดั สรา งสวน และการดแู ลรกั ษา ทัง้ นี้การออกแบบทด่ี ีตองมีกระบวนการ วิธีการทีถ่ ูกตอง ตอ งมีการเกบ็
ขอมูลและการวิเคราะหขอมูลเพ่ือการนําไปใชในการออกแบบ ในบทน้ีจะกลาวถึงการเก็บขอมูลและการ
วิเคราะหข อมูลของโรงเรียน โดยใชก รณีศกึ ษาของโรงเรียนทงุ สงวทิ ยา อ.ทงุ สง จ.นครศรีธรรมราช ดงั นี้

3.1.แปลนพนื้ ฐาน (Base plan) แปลนพน้ื ฐานเปน สว นสําคญั ของงานออกแบบ เปนเหมือนขอมูลเบ้ืองตนที่
รวมเอาสภาพของพืน้ ที่ ส่ิงท่ีมใี นพนื้ ท่ี แสดงในแปลนพ้ืนฐานน้ี จะประกอบดวย (ภาพท่ี 3-1)

3.1.1 เสนขอบเขตที่ดินและอาณาเขตติดตอ มาจากการสํารวจจริงและหลักฐานทางกฎหมาย
(โฉนดท่ีดิน) จะทําใหทราบสภาพพื้นที่ขอบเขต อาณาเขตติดตอ สามารถนําไปใชในการออกแบบ เชน พ้ืนที่
โรงเรียนติดตอกับพ้ืนที่วางแสดงวาโรงเรียนมีสภาพแวดลอมท่ีดี แตถาติดกับโรงงานอุตสาหกรรมตองมกี าร
ปองกันมลภาวะ ทีเ่ กิดจากโรงงาน เปน ตน

3.1.2 ลักษณะภูมปิ ระเทศสามารถแสดงดวยเสนช้ันความสูง (Contour line) ในพ้นื ท่ที ี่มีระดับจะ
ทราบถงึ ความสงู ตํา่ ของพน้ื ที่ โดยระบุเสนช้นั ความสงู ลงไปในผงั

3.1.3 พชื พรรณเดมิ ทมี่ ีอยู เพือ่ ใหทราบสภาพทางธรรมชาติของพืชพรรณเดมิ ตอ งบอกถงึ ชนิดของ
พืชพรรณที่พบในพน้ื ท่ี ถาเปนพ้ืนท่ขี นาดเล็กตอ งบอกชื่อวทิ ยาศาสตร ตําแหนง ของไมยืนตน อายุ แตถาเปน
พ้ืนท่ขี นาดใหญบ อกลักษณะของเรือนยอดของพืชพรรณ

3.1.4 บริเวณท่เี ปนนํ้า ไดแก ลําธาร ทะเลทราย หนอง บึง เปนพืน้ ทีท่ างธรรมชาติทม่ี ีความ
จําเปนตองระบลุ งในแปลนพนื้ ฐาน เนื่องจากเกย่ี วของกบั ระบบนิเวศวิทยาในพืน้ ทเี่ ปนอยางยิ่ง พ้ืนท่ีดังกลาว
ไมควรทําลาย ไมควรถมถาไมจําเปนแตหากตองพัฒนาจะตองใชความระมัดระวังในการพัฒนาเพ่ือไมใหไป
กระทบกับสภาพพ้ืนทธี่ รรมชาติเดมิ ในทน่ี ห้ี มายถึงทางระบายนาํ้ ไปดว ย

3.1.5 อาคาร บอกรายละเอียดของอาคาร ไดแก แปลนพืน้ แปลนประตู หนาตางของอาคาร
รปู แบบสถาปตยกรรม ท้ังน้ีเน่ืองจากสวนเปนสวนหนึ่งของอาคารการออกแบบสวนตอ งคํานึงถึงรูปแบบของ
อาคาร สี เปนหลักเพื่อใหสวนสวยงาม รวมท้ังการปลูกตนไมใหญมีผลตออาคาร รากของตนไมอาจรบกวน
ชอนไชอาคาร

3.1.6 โครงสรา งอ่ืน ๆ เชน กําแพงร้วั ตูรวมสายไฟ โทรศัพท ระบบระบายนาํ้ ระบบสาธารณูปโภค
3.1.7 ทางสญั จร มีทงั้ ภายในโครงการ (ถนน ทางเทา ทางเดิน บาทวิถี) บอกใหทราบถงึ การเชื่อมตอ
ระหวางพื้นท่ีภายในกบั ภายใน หรือพื้นทเ่ี ชื่อมตอ ระหวางภายในกับภายนอกโครงการ ทางสัญจรภายนอกที่
เชื่อมตอกับภายนอกกับโรงเรียน ทางสัญจรจะเปนตัวแบงพื้นที่ออกมา เปนรูปรางตาง ๆ เราจะพบวาหาก
ทางสัญจรมีรูปรางเปนอยางไรพ้ืนที่ก็จะเปนอยางน้ันดวย เชน ทางสัญจรเปนรูปเรขาคณิตพื้นที่ก็จะเปน
เรขาคณิตไปดว ยรูปรางของทด่ี ินก็จะเปน อยางนัน้ ไปดว ย

การจดั สวนโรงเรียน หนา 64

ภาพท่ี 3-1 แปลนพน้ื ฐานของโรงเรียนทงุ สงวทิ ยา
ทมี่ า : ปรบั ปรงุ จากปย ะณฐั เมอื งหน,ู 2556

3.2 การเก็บขอ มลู และการวิเคราะหขอมูล ทาํ การเก็บขอมูลเพ่ือนํามาวิเคราะห ใหไ ดขอมูลที่เปนประโยชน
นําไปใชในการออกแบบโรงเรียน ขอมูลท่ีเก็บน้ันมีทั้งขอมูลทางดานกายภาพพื้นที่ ไดแก ตําแหนงท่ีต้ังของ
โรงเรียนและชุมชนรอบ ๆ ลักษณะภูมิประเทศ น้ําและการระบายนํ้า ลักษณะของดิน พืชพรรณเดมิ สภาพ
ภูมอิ ากาศ อาคารเดิม มุมมองและทัศนียภาพ หนาที่ใชสอย การเกบ็ ขอมูลผูใชพื้นท่ี เปนสวนสําคัญอยางยิ่ง
เน่ืองจากการออกแบบจัดสวนโรงเรียนหรือที่ใด ๆ ก็ตาม ตองตอบสนองแกความตองการของผูใชใหได
หากผูใชมีความสุขและใชประโยชนไดดีถือวาการออกแบบน้ันสําเร็จ การเก็บขอมูลในแตละรายการมี
รายละเอยี ดดังน้ี

3.2.1 ตําแหนงท่ีต้ังของโรงเรียนและชุมชนรอบ ๆ ตําแหนงท่ีต้ังของโรงเรียนจะบอกถึงชุมชน
โดยรอบ ๆ ซ่งึ มีผลตอโรงเรียนหลายประการ เชน โรงเรียนทอ่ี ยูในชนบทการใชทด่ี ินจะมีความหนาแนนนอย

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 65

พ้ืนทวี่ างภายในโรงเรียนมมี าก การจราจรโดยรอบ ๆ ไมหนาแนน โรงเรียนทอี่ ยูในเมืองการใชที่ดนิ หนาแนน
มาก นอกจากนน้ั ตําแหนง ที่ตง้ั ยังบอกถงึ พื้นท่วี า งภายในโรงเรียน กลาวคอื โรงเรียนท่ีอยูในเมอื งจะมีพ้นื ทว่ี า ง
นอย การจราจรหนาแนน สวนโรงเรียนในชนบทสวนใหญจะมีพื้นวางในโรงเรียนมาก ลักษณะของที่วาง
ภายในโรงเรียนมีผลตอการจัดสวนโรงเรียน ถาหากมีพ้ืนท่ีวางมากการจัดสวนสามารถทําไดหลากหลาย
รูปแบบ และทําไดอยางเต็มที่ โรงเรียนที่มีพ้ืนท่ีวางนอยการจัดสวนทําไดเพียงบางจุด อยางไรก็ตามไมได
หมายความวาโรงเรียนที่มพี ื้นทม่ี ากสภาพแวดลอ มจะสวยงามมากกวาโรงเรียนท่มี ีพื้นทน่ี อย ทัง้ น้ียังข้ึนอยูกบั
รูปแบบการจัดสวน การกอ สรา งสวน และการดูแลรกั ษาสวนอกี ดว ย การใชทดี่ ินขางเคียงของโรงเรียนเปนสิ่ง
ท่ีตองสํารวจเนื่องจากมีผลกับโรงเรียนเปนอยางย่ิง เชน การใชท่ีดินรอบ ๆ เปนอุตสาหกรรม ตองมีการ
แกปญหาทางดานมลภาวะท้ังทางสายตาและทางส่ิงแวดลอม อาจมีการปดบังแนวสายตาเอาไว หรือการ
สกรนี แนวเพ่อื ปอ งกนั ฝนุ ละออง เปนตน (ภาพที่ 3-2)

ภาพที่ 3-2 ตําแหนง ที่ตัง้ ของพน้ื ที่และชมุ ชนรอบ ๆ โรงเรยี นทงุ สงวทิ ยา

3.2.2 ลักษณะภูมิประเทศ การบอกความสูงตํ่าของพ้ืนที่ลักษณะภูมิประเทศของโรงเรียน สามารถบอก
ไดดว ยเสนชัน้ ความสงู (Contour line) พื้นท่ีมีระดับจะแสดงดวยเสนช้ันความสูง เพอ่ื ใหทราบถึงระดับของพ้ืนท่ี
แตหากพ้ืนที่เปนท่ีราบเรียบจะไมมีเสนชั้นความสูง เสนช้ันความสูงเกี่ยวเน่ืองกับการปรับระดับ การตัดดิน
การถมดิน

การจดั สวนโรงเรียน หนา 66

โรงเรียนแตละแหงน้ันระดบั ไมเหมือนกัน บางแหงมีระดับ บางแหงไมมีระดับ โดยสวนมากจะไมมี
ระดับ ยกเวน บางโรงเรียนอยูในท่ีสูงหรือเนินเขาจึงจะมีระดับความสูงตํ่าของพื้นท่ี ประโยชนของการ
วเิ คราะหค าระดับคือการนาํ ไปใชเ พ่ือการกอสรางอาคาร การปรับระดับเพอ่ื การระบายน้ํา การปรับระดับเพื่อ
การกอสราง

กรณีที่โรงเรียนมีระดับ ตองระบุถึงลักษณะภูมิประเทศหลักของพื้นที่ ไดแก ความลาดชันเวา
(Concave slope) (ภาพที่ 3-3), ความลาดชันนูน (Convex slope) (ภาพท่ี 3-4), เนิน (Hill signature)
(ภาพท่ี 3-5), ทีล่ ุม (Depression signature) (ภาพที่ 3-6) รวมถึงการบอกถึงพน้ื ทีท่ ี่เกดิ การพงั ทลายของดิน
(Erosion) สันและเนินเปนส่ิงที่มีอิทธิพลตอการจัดสวน สภาพภูมิประเทศและรูปทรงแผนดินเปนสิ่งสําคัญ
ของการจัดสวน

ภาพท่ี 3-3 ลกั ษณะภูมปิ ระเทศหลักของพน้ื ที่ความลาดชนั เวา ภาพที่ 3-4 ลกั ษณะภูมปิ ระเทศหลกั ของพืน้ ที่ความลาดชนั นนู

ภาพที่ 3-5 ลักษณะภูมปิ ระเทศหลกั ของพืน้ ท่ีเนนิ ภาพท่ี 3-6 ลักษณะภมู ปิ ระเทศหลักของพ้ืนที่ลุม

อยางไรก็ตามสภาพภูมิประเทศของโรงเรียนมีความแตกตางกันไมไดหมายความวาทุกโรงเรียน
จะตองมรี ะดับเหมอื นกนั ทกุ โรงเรียนมเี พยี งบางโรงเรยี นเทา น้นั ที่มรี ะดบั สว นโรงเรียนท่ไี มมีระดับ การ
จดั สวนก็จะเปน รูปแบบของโรงเรยี นทเ่ี ปนท่รี าบ

3.2.3 น้ําและการระบายนํา้ (Water and water drainage)
ขอมูลของนํ้า จะบอกถึงบริเวณที่เปนนํ้า ไดแก ลําธาร ทะเลทราย หวยหนอง คลอง บึง หากมีตอง
ระบุในแปลนพ้ืนฐานไปดว ย เพือ่ ใหสามารถทราบถึงสภาพพื้นที่ในทางธรรมชาติของโรงเรียน พ้ืนที่ดังกลาว
สามารถนํามาพฒั นาเปน แหลงนํา้ และพัฒนาเปน พื้นท่ีพักผอ นไดดว ย
การระบายน้ําจะตองบอกถึงพน้ื ที่รับนํ้า (Watershed) การระบายนํ้าออกจากพนื้ ท่ีโดยระบุทางไหล
จากรางน้ํา, ตรวจดูคุณภาพของนํ้า, ตรวจสอบหาพ้ืนที่ท่ีเกิด Erosion, ระบุพื้นท่ีแฉะหรือพ้ืนที่นํ้าขัง,
บอกสภาพของนํา้ ใตด นิ , บอกทางระบายน้ําท่อี อกจากพ้นื ทโี่ ครงการโดยระบถุ งึ ทศิ ทางการไหลและแหลงทไ่ี ป

การจัดสวนโรงเรียน หนา 67

งานวิจัยเรื่อง การสํารวจองคประกอบทางกายภาพเพื่อพัฒนาภูมิทัศนและสภาพแวดลอมของ
สถานศึกษา โดย วัฒนา ณ นคร และจําเลือง เหตุทอง (2556) การวิเคราะหองคประกอบดานการระบายนํ้า
โดยใชองคประกอบการระบายนํ้า 2 แบบ ไดแก แบบธรรมชาติและมนุษยสรางข้ึน โรงเรียนสวนใหญจะมี
ระบบการระบายแบบธรรมชาติ การระบายนํ้าเปน แบบธรรมชาติทัง้ หมด

การวิเคราะหหาพ้ืนท่กี ารระบายน้ําเปนประโยชนในการระบายน้ําออกจากพ้นื ที่ ในงานจัดสวนแลว
พื้นท่ีจัดสวนและพักผอนตองการพื้นที่แหงสบาย ไมมีน้ําขัง หากเปนพื้นที่ชื้นแฉะจะพักผอนไมได
ใชประโยชนพื้นที่ไมได รวมท้ังพ้ืนท่ีนํ้าขังจะมีปญหากับการเจริญเติบโตของพืชพรรณ ดังนั้นการระบายใน
ทางการจดั สวนจงึ มีความสาํ คัญเปน อยา งยิง่ (ภาพที่ 3-7)

ภาพท่ี 3 -7 การวเิ คราะหแนวการระบายน้ําของพื้นทโ่ี รงเรยี นทงุ สงวิทยา

3.2.4 ลกั ษณะของดนิ (Soil) จะบอกถึง ชนดิ ของดนิ คา ความเปนกรดเปนดา ง (pH) ของดิน แผน
ทีด่ ิน (Soil map) เปนสิ่งสําคัญเพราะเกีย่ วขอ งกับความเหมาะสมในการวางฐานรากอาคาร นอกจากน้ันดิน
ยังมคี วามสําคัญในแงการกดั เซาะพังทลาย ในแงก ารระบายน้ําของพื้นที่ และการเจรญิ เติบโตของพชื พรรณ

การจดั สวนโรงเรียน หนา 68

การบอกชนิดของดินโดยทั่วไปดินแบงประเภทของดิน ตามลักษณะโครงสรางของเม็ดดินออกเปน
3 ประเภท ไดแ ก

ก. ดินเหนียว เปนดินท่ีจับตัวกันแนน นํ้าและอากาศซึมผานไดยาก อุมน้ําไดดี ในทางการ
กอ สรางถือวาเปนดนิ ทีม่ ีโครสรา งอดั แนน

ข. ดินทราย เปน ดินท่มี ีความละเอยี ดนอ ยมาก อมุ นํ้าไดนอย ในทางการกอสรางตองใชฐาน
รากในการกอ สราง เพราะโครงสรา งของดนิ เปนเม็ดใหญ

ค. ดินรวน เปนดินท่ี มีความละเอียดปานกลาง ในทางการกอ สรางหากมกี ารกอสรางตอ งมี
การตอกเสาเข็มเชน เดียวกับดนิ ทราย

คา ความเปน กรดเปนดา ง (pH) ของดิน มีคาระหวาง 1 - 14 การวิเคราะหหาคาดังกลาวใชเครื่องมอื
การวัดคาความเปนกรดดางของดิน อาจจะใชกระดาษลิตมัส หรือยูนิเวอรแซลอินดิเคเตอร คาที่ไดมาใชใน
การปรับปรุงดินเพื่อการปลูกพืช โดยสวนมากพืชทั่วไปจะเจริญเติบโตไดดีในคาความเปนกรดเปนดาง
ประมาณ 6.5 - 7.0 หากคา ไดมากหรือนอยกวานต้ี องทาํ การปรับปรงุ ดนิ ใหเหมาะสมกับการปลกู พืช

การวิเคราะหดินจะวิเคราะหสวนของดินเดิมทเี่ ปนธรรมชาติ ในปจจุบันมีการนําดินมาจากภายนอก
ในการกอสราง และถมที่สงผลกับงานจัดสวนดวย ฉะนั้นหากพื้นที่เปนดินถมที่นํามาจากนอกโรงเรียนตองมี
การวิเคราะหเ ฉพาะพื้นที่ดว ย

(Vegetation) พชื พรรณเดิมท่ีมีอยูในพ้นื ท่ี ตอ งแสดงในแปลนพน้ื โดยจะตอง ระบุตําแหนงของพืช
พรรณเดมิ ทมี่ ีอยูโดยเฉพาะไมยืนตน ระบุถึง ชนิดของพืชพรรณ, รูปทรง, สีผิวสัมผัส และลักษณะเดน อืน่ ๆ
ระบุสภาพ คุณคาและความเห็นของเจาของ, ระบุขอจํากัดสําหรับการหลีกเล่ียง และการพัฒนาหรือรอบ
บรเิ วณพืชพรรณเดมิ ทมี่ ี พืชพรรณทีม่ ีอยเู ดิมท้ังหมด บอกถึงสภาพธรรมชาติของดินและสภาพภูมิอากาศของ
พื้นที่ ตนไมเ ดมิ จะตองเปน ตวั บอกใหเ ห็นถงึ การเลอื กตน ไมใหม สามารถเลอื กใชตน ไมป ระเภทใดบาง

พืชพรรณที่ใชในงานภูมิทัศนจะนํามาใชเพ่ือประดับตกแตง เปนแนวกันสายตา เปนแนวกรองเสียง
ฝุนละออง ใหรมเงา ใหความเย็นรมรื่น ประหยัดพลังงาน ปองกันการผุกรอนทลายของหนาดิน เชน
หญาคลุมดิน เปนที่อยูอาศัยของสัตวตามธรรมชาติ เปนตน พืชพรรณที่นํามาใชจะมีลักษณะเดนคือมีความ
สวยงาม อาจมีสวนใดสวนหน่ึงสวยงาม เชน มีใบสวยงาม มีดอกสวยงาม มีทรงพุมสวยงาม หรือมรี มเงาท่ีดี
จะถกู เลอื กนาํ มาใชใ นการจัดสวน แลว แตว ัตถุประสงคข องการใชง าน

งานวิจัยเรื่อง การสํารวจองคประกอบทางกายภาพเพื่อพัฒนาภูมิทัศนและสภาพแวดลอมของ
สถานศึกษา โดย วฒั นา ณ นคร และจําเลอื ง เหตุทอง (2556) วเิ คราะหพ ชื พรรณตามศักยภาพการใชงานภูมิ
ทัศนภายในสถานศึกษา โดยเลือกตามการใชประโยชน คือ ไมรมเงา ความงาม ไมกันลม ไมในลานจอดรถ
สรางสุนทรียภาพ และปลูกในสวนปา พบวาไมยืนตนในสถานศึกษามีประโยชนในดานการใหรมเงาแก
โรงเรียนมากท่ีสุด ตําแหนงท่ีปลูกกระจัดกระจาย โดยชนิดที่พบ ไดแก กรวย กระดังงาไทย กระถินณรงค
จาํ ป จําปา ประดูแดง แปรงลางขวด พญาสัตบรรณ มงั คุด ราชพฤกษ ศรีตรัง สนทะเล สัก หูกระจง หูกวาง
อโศกอินเดยี อนิ ทนนิ นาํ้ อนิ ทนินบก เปน ตน

การจดั สวนโรงเรียน หนา 69

การเก็บขอมูลพรรณไมเดิมจะเปนการสํารวจและจดบันทกึ ทงั้ ตําแหนงเดิม ชนิดของพืชพรรณ การ
ใชป ระโยชนในพ้ืนทสี่ วนมากจะเปนพชื พรรณเดิมที่มีอยูในพ้นื ที่ ขอ มูลน้ีจะใชในการตดั สินใจการเลือกใชพืช
พรรณในพน้ื ที่ ใหใ กลเคียงไมชนดิ เดิมเพือ่ ความคงทนของตนไม แตไมไดหมายความวาทั้งหมดตอ งใชแบบพืช
พรรณเดิม ท้ังน้ีการเลือกใชพืชพรรณยังขึ้นอยูกับ รูปแบบของสวน สภาพภูมิอากาศ รวมทั้งประโยชน
ใชสอยดว ย

สัญลักษณของพืชพรรณที่ใชในการระบุตําแหนง จะตางกันข้ึนอยูวาจะมีสภาพอยางไร บางตน
ตองการยายออกจากพน้ื ท่ี (ภาพท่ี 3-8) บางตนเปนพืชพรรณเดิมคงสภาพไว (ภาพที่ 3-9) บางตนปลูกใหม
(ภาพท่ี 3-10)

ภาพที่ 3-8 สัญลักษณพ ืชพรรณเดมิ ตองการเคล่อื นยาย ภาพที่ 3-9 สญั ลักษณพชื พรรณเดิม ภาพท่ี 3-10 สัญลักษณพืชพรรณปลูกใหม

ภาพท่ี 3-11 สญั ลกั ษณพชื พรรณเดิม

3.2.6. สภาพภูมิอากาศ (Climate) ในงานออกแบบจัดสวนจะวิเคราะหภูมิอากาศจุลภาค
(Microclimate climate) เปนขอมูลที่สําคัญในการออกแบบจัดสวนเนื่องจากตองใชภูมิอากาศในระดับ
จุลภาค เพราะมคี วามเฉพาะตัวและพเิ ศษเฉพาะพน้ื ทีโ่ ดยรูสึกและสังเกตไดอยางชัดเจน เชน ภูมอิ ากาศของ

การจดั สวนโรงเรยี น หนา 70

จงั หวดั นครศรธี รรมราชยอ มมีความเฉพาะตัว และแตกตางจากภูมอิ ากาศของเชียงใหม และกรุงเทพมหานคร
อยา งส้นิ เชงิ แมเ ปนเวลาเดียวกัน และอยูในเขตรอนชนื้ เหมือนกัน ขอมูลภมู ิอากาศนีจ้ ะเปนขอ มลู เฉพาะพนื้ ที่
การเก็บขอมูลจะเก็บมาจากกรมอุตุนิยมวิทยา (ขอมูลสถิติรายจังหวัด) หรือขอมูลเฉพาะในพื้นที่ เชน สถานี
ตรวจอากาศในพืน้ ทใ่ี กลเคียง นอกจากน้นั ตองใชว ธิ กี ารสงั เกตและการทาํ ความเขา ใจกับสภาพภูมอิ ากาศตาม
ลักษณะสภาพแวดลอ ม

ในการวเิ คราะหภมู ิอากาศในการจัดสวนจะวิเคราะห อณุ หภูมิ ความช้ืนสัมพัทธ ทศิ ทางแสง ลมตาม
ฤดูกาล และปรมิ าณนํา้ ฝน (ภาพท่ี 3-12)

ก. อุณหภูมิ (Temperature) การเก็บขอมูลการออกแบบจะเก็บขอ มูลอุณหภูมิ 5 ป ยอนหลังใน
สถานีตรวจอากาศท่ีใกลเคียงคาอุณหภูมิจะบงบอกใหเราสามารถเลือกใชพืชพรรณ ตามสภาพอุณหภูมิ
เชน อณุ หภมู สิ ูงควรเลือกใชพ ชื พรรณไมยนื ตนเพ่อื ใหรม เงา ลดอุณหภมู ิทร่ี อน

ข. ความช้ืนสัมพัทธ (Relative humidity) คือ อัตราสว นโดยมวลของไอนํ้าในอากาศในขณะหน่ึง
(ท่ีอุณหภูมิหน่ึง) ตอไอน้ําสูงสุดท่ีอากาศ (ที่อุณหภูมินั้น) สามารถแบกรับไวไดการที่เรามีอากาศหน่ึงที่มี
ความชนื้ สมั พัทธเปน 100%

การหาขอ มูลความชน้ื สัมพทั ธ หาไดเชนเดียวกบั อณุ หภูมคิ วามชื้นสัมพัทธบอกถึงปริมาณความชื้นใน
อากาศ ในทางดานการจัดสวน เก่ียวของกับการปลูกพืชพรรณ การเลือกวัสดุพืชพรรณ การเลือกใชวัสดุ
ตกแตงภูมิทัศน การลดความช้ืนในอากาศจะชวยใหเกิดภาวะนาสบายของรางกายมนุษยไดดีขึ้น อากาศที่
หนาวแตแหงจะมีความเย็นยะเยือกนอยกวาอากาศที่หนาวและรอนช้ืน อากาศท่ีรอนและแหงจะสบายตัว
มากกวาอากาศที่รอนและช้ืนการลดความรอนในอากาศทําไดโดยเพิ่มการถายเทของอากาศ และทาํ ใหแหง
ดวยแสงแดด หรอื พยายามหลกี เล่ียงพ้นื ทีท่ อ่ี ากาศไมถ ายเทและเปน จุดอับ

ค. ทศิ ทางแสง (Sun) ระบุทิศทางของดวงอาทติ ยขนึ้ ลง, บอกตําแหนงของพนื้ ทที่ ถ่ี กู แสงแดดมากใน
แตละวันหรอื ในชวงของป เพราะจะไดห าวธิ ีการแกไขปญหาพน้ื ทบี่ รเิ วณนน้ั ไดอยา งถกู ตอง

ง. ลม (Wind) ระบุทศิ ทางของลมประจําป, ลมหนาว, ลมประจําถิ่น, ทิศทางลมที่พดั เขามาในพนื้ ที่
นน้ั เราควรคาํ นงึ ถงึ วา ลมนัน้ มปี ระโยชนหรอื มีโทษ ลมทม่ี ปี ระโยชนท ่พี ดั ผานเขามาเปนลมที่พดั ไมแรงใหความ
สบายกับมนุษยลมชนิดนี้ตองพิจารณาทิศทางลมและนํามาใชประโยชนกับพ้ืนที่โดยใชประโยชนกรณีพ้ืนที่
พกั ผอนนอกอาคาร เชน ลานหนาบานที่มีความตองการรับลม ตองปรับพนื้ ทใ่ี หเขา กบั ทิศทางลม เพอ่ื การรับ
ลม แตถาหากเปนลมแรงควรใชแนวกันลม (Wind break) เพ่ือปองกันลมเอาไว อาจอยูในรูปของรั้ว
หรือตนไม แตอ ยางไรกต็ ามการเลือกใชม ีผลตอ การพัดผานของ ท้งั นเ้ี พราะตน ไมท่ีมีสวนโปรงทาํ ใหลมพัดผาน
ไดบาง เปนตน สวนขอมลู ที่ลมในพ้นื ทโ่ี ครงการตอ งระบุทิศทางของลมประจําถิ่นตลอดป รวมท้ังตําแหนงที่
ไดร บั ลมหรอื ถกู ปดก้ันลมเย็นในฤดูรอน

จ. ปริมาณน้ําฝน (Rain) ปริมาณน้ําฝนจะเก่ียวขอ งกับ การระบายน้ํา พชื พรรณ พืน้ ทล่ี านโลงนอก
อาคาร ทางเดิน ปรมิ าณฝนท่ีมาก และมีความถ่ีในการตกมากอาจมีปญหาในดานการระบายน้ําออกจากพื้นที่
และอาจมีนําทว มขังในพื้นที่บางจดุ ดังนั้นการตรวจสอบปริมาณน้ําฝนเกีย่ วกบั ประเด็นนี้ตองมีการตรวจสอบ
ปริมาณของฝน และความถีใ่ นการตกของฝน หากปริมาณฝนมากตองมีการจัดระบบการระบาย ใหเพยี งพอ
กบั การรองรับปรมิ าณของนา้ํ

การจดั สวนโรงเรยี น หนา 71

ภาพที่ 3-12 การวเิ คราะหภูมอิ ากาศโรงเรียนทงุ สงวทิ ยา

3.2.7 อาคารเดิมทีม่ ีอยูเปนสิ่งท่ีตอ งระบุในแปลนพนื้ ฐานของโรงเรียน บอกถึงรูปแบบ (Style) ของ
สถาปต ยกรรม ระบุตําแหนงประตู, หนาตางท่มี ีการใชมากท่ีสุด รวมท้ังกําแพง ร้ัว ใชเ ม่อื ใด โครงสรางอ่นื ๆ
ทม่ี ีอยูเดิม ทัง้ นีจ้ ะทาํ ใหการออกแบบจดั สวนของโรงเรยี นมคี วามถูกตอ งและสัมพันธกับชองเปดของอาคารได
เปน อยางดยี ่งิ บอกตาํ แหนงสภาพและวัสดขุ องทางเทา กาํ แพงรัว้

ภายในโรงเรียนประกอบดวยอาคารตาง ๆ คือ อาคารเรียนและอาคารประกอบ (อาคาร
อเนกประสงค หอประชุม โรงอาหาร อาคารฝกงาน หองน้ํา บานพักครู) แตละอาคารมีหนาท่ีเฉพาะเพื่อให
นักเรียนทํากิจกรรมการเรียน และกิจกรรมอันเก่ียวเน่ืองกับการเรียน ดังนี้

ก. อาคารเรียน เปนอาคารท่ีใชเปนสถานที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนทุกกลุมวิชาประกอบดวย
หอ งเรยี นและหอ งพเิ ศษ เปนอาคารทมี่ ีความสําคัญมากในโรงเรียน เน่ืองจากใชทํากิจกรรมหลักของโรงเรียน
คือการเรียนการสอน อาคารเรียนประกอบไปดวยหองเรียน หองปฏิบัติการ หองพกั ครู และหองทํากจิ กรรม
ของนกั เรียน โดยสว นมากจะมลี กั ษณะโปรงโลง อากาศถายเทไดด ี จึงจะเหมาะกับการเรียนการสอน อาจมชี ้ัน
เดียวหรือหลายช้ันก็ได อาคารสวนมากจะมีบริเวณรอบ ๆ อาคาร ไวเพ่ือการทํากิจกรรมน่ังพักผอนของ

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 72

นักเรียนและทํากิจกรรมอ่นื ๆ สภาพโดยรอบ ๆ ควรรมร่ืนและไดร ับการเอาใจใสเปนอยางดยี ิ่งเพอ่ื ใหม ีความ

เหมาะสมตอการใชอาคาร อาคารเรยี นประกอบดวย

1.) หองเรียน หมายถึง หองที่ใชดําเนินการจัดการเรียนการสอนทุกรายวิชาสภาพของ

หองเรยี นมคี วามโลงสบายหนาตางรับลม มมี ุมเปด เพือ่ การมองออกไปดา นนอก

2.) หอ งพเิ ศษ หมายถึง หองอาํ นวยความสะดวกในการบริหารและจัดกิจกรรมสนับสนุน

การเรยี นการสอน เชน หองพกั คร,ู หอ งพยาบาล, หองวิทยาศาสตร, หองคอมพิวเตอร ฯลฯ หองเรียนพิเศษน้ี

มลี กั ษณะท่ีใชกิจกรรมพิเศษตามหนาที่ โดยสวนมากจะอยูในอาคารเรียน เปนสว นหนง่ึ ของอาคารเรียน

อาคารเรยี นท่มี ีอยูของโรงเรียนมหี ลายแบบ การกอ สรางอาคารของโรงเรียนตองทําตาม

แบบมาตรฐานของ สพฐ ที่มีแบบทีช่ ัดเจนอยแู ลว ปจจุบันอาคารเรียนมหี ลายแบบ ดงั นี้

1. อาคารเรยี นแบบ 108 ล.-30 2. อาคาร สปช. 201-26

3. อาคาร สปช. 202-26 4. อาคาร สปช. 203-26

5. อาคาร สปช. 204-26 6. อาคาร สปช. 205-26

7. อาคาร สปช. 206-26 8. อาคารเรยี น 216 ล.-57-ก

9. อาคารเรยี น 216 ล.-57-ข 10. อาคารเรยี น 212 ล.-57-ก

11. อาคารเรียน 212 ล.-57-ข 12. อาคารเรียน 318 ล.-55-ก

13. อาคารเรยี น 318 ล.-55-ข 14. อาคารเรียน 324 ล.-55-ก

15. อาคารเรียน 324 ล.-55-ข 16. อาคารเรียนแบบ สปช. 105 ล.-58 (ข)

ตา นแผนดนิ ไหว 4

17. อาคารเรียนแบบ สปช. 105 ล.-58 18. แบบ สปช. 101-26 (3 หอ ง)

(ข) ตานแผน ดินไหว 5

19. แบบ สปช. 102-26 (3 หอง) 20. แบบ สปช. 102-26 (4 หอ ง)

21. แบบ สปช. 102-26 (6 หอง) 22. แบบ สปช. 103-26 (3 หอ ง)

23. แบบ สปช. 103-26 (4 หอ ง) 24. แบบ สปช.104-26 (3 หอง)

25. แบบ สปช. 104-26 (4 หอง) 26. แบบ สปช.105-29 2 ชัน้ 4 หอ ง ใตถ ุนโลง

27. แบบ สปช. 105-29 2 ชน้ั 5 หอง ใตถนุ โลง 28. แบบ สปช.105-29 2 ชัน้ 6 หอง ใตถนุ โลง

29. แบบ สปช. 105-29 2 ชน้ั 7 หอ ง ใตถ นุ โลง 30. แบบ สปช.105-29 2 ช้นั 8 หอ ง ใตถ นุ โลง

31. แบบ สปช. 105-29 2 ชัน้ 32. แบบ สปช. 2-28 ขนาด 3 ช้นั 12 หอง10

หอ ง ใตถุนโลง

33. แบบ สปช. 2-28 ขนาด 3 ชนั้ 15 หอ ง 34. แบบ สปช. 2-28 ขนาด 3 ชั้น 18 หอ ง

35. แบบ สปช. 2-28 ขนาด 4 ชั้น 12 หอ ง

อาคารจะเปนแบบมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนจะมีอาคารตามแบบดังกลาวน้ี ข้นึ อยู

กับการไดรับจัดสรรงบประมาณในแตละชวงวาเปนแบบใด ตอไปน้ีจะแสดงตัวอยางแบบของอาคารที่มีอยู

ตามโรงเรยี นท่ัวไปบางตวั อยา ง

การจดั สวนโรงเรยี น หนา 73

ภาพที่ 3-13 ภาพดานหนา อาคารเรยี น 212 ล./57-ก
ที่มา : ปรับปรุงจาก http://www.yotathai.com/yotanews/plan-obec

ภาพท่ี 3-14 ภาพดา นหนาอาคารเรยี น 216 ล./57-ก
ทม่ี า : ปรบั ปรงุ จาก http://www.yotathai.com/yotanews/plan-obec

ภาพที่ 3-15 ภาพดานหนาอาคารเรียน
ทีม่ า : ปรับปรุงจาก http://www.yotathai.com/yotanews/plan-obec

ภาพที่ 3-16 อาคารเรียน สปช.105/29 ปรบั ปรงุ อาคารเรยี น 2 ช้นั 8 หองเรยี น
ที่มา : ปรบั ปรุงจาก http://www.yotathai.com/yotanews/plan-obec

การจัดสวนโรงเรียน หนา 74

. ภาพท่ี 3-17 อาคารเรยี น สปช.105/29 ปรับปรงุ อาคารเรียน 2 ชั้น 5 หอง
ทีม่ า : ปรับปรุงจาก http://www.yotathai.com/yotanews/plan-obec

ข. อาคารประกอบ หมายถึง อาคารทใ่ี ชเปนสถานท่ีจัดกิจกรรมการเรียนการสอน กลุมวิชาตาง ๆ
หรือจัดกิจกรรมอาหารกลางวัน หรือใชสําหรับเปนทป่ี ระชุมนักเรียน หรือกิจกรรมอื่น ๆ ในโรงเรียนหนึ่ง ๆ
ประกอบดวยอาคารประกอบดงั ตอไปนี้ อาคารโรงอาหารและหอประชมุ , อาคารฝก งาน/อาคารเอนกประสงค
, หองนํ้า หรอื หอ งสว ม, บา นพักบคุ ลากร และสนามกีฬา

1.) อาคารโรงอาหารและหอประชุม เปนอาคารที่ใชทาํ กจิ กรรมในการประชุมนักเรียน หรือกิจกรรม
อื่น ๆ ของนักเรียน ชวงเวลาท่ีใชเปนชวงเวลาพิเศษ สําหรับการทํากจิ กรรม อาจเปนชวงเลิกเรียนหรือชวง
บายเพือ่ การทาํ กจิ กรรมของนกั เรยี นในโอกาสพเิ ศษตาง ๆ เชน กจิ กรรมการไหวครู กิจกรรมการเขา คา ย

โรงอาหารและหอประชุมทม่ี อี ยูของโรงเรยี นมหี ลายแบบ การกอ สรา งอาคารของโรงเรียนตองทําตาม
แบบมาตรฐานของ สพฐ ท่ีมีแบบท่ชี ดั เจนอยแู ลว ปจจบุ ันโรงอาหาร และหอประชมุ มหี ลายแบบ ดงั นี้

1.1) โรงอาหาร 300 ท่นี ่งั
1.2) โรงอาหาร 500 ที่น่ัง
1.3) โรงอาหาร 260 ทีน่ ั่ง
1.4) โรงอาหาร-หอประชุม 100-27

รปู ดา น ก รปู ดา น ข

รูปดา น ค รูปดาน ง

ภาพท่ี 3-18 อาคารโรงอาหารและหอประชมุ แบบ 300 ทน่ี ั่ง
ทมี่ า : ปรับปรุงจาก http://www.yotathai.com/yotanews/plan-obec

การจดั สวนโรงเรียน หนา 75

2.) อาคารฝกงานท่ีมีอยูของโรงเรียนมีหลายแบบ การกอสรางอาคารของโรงเรียนตองทําตามแบบ
มาตรฐานของ สพฐ ที่มีแบบท่ชี ัดเจนอยูแลว ปจจุบันอาคารฝก งานมหี ลายแบบ ดังน้ี

2.1) อาคารฝก งานแบบ 102-27
2.2) อาคารฝกงานแบบ 204-27
2.3) โรงฝกงาน 306 ล.-27
อาคารฝกงาน/อาคารเอนกประสงคใชสําหรับการประกอบกิจกรรมตาง ๆ ของนักเรียน การเรียน
บางรายวิชา เชน พลศึกษา หรือสําหรับการทํากิจกรรมอื่น ๆ ภายในอาคารจะโลง สวนภายนอกอาคารมี
พื้นท่ีวางรอบ ๆ ตัวอาคาร สามารถพัฒนาเปนใหมีความเหมาะสมกับการทํากิจกรรมของอาคาร ไดหลาย
รูปแบบ

ภาพที่ 3-19 อาคารฝก งาน
ทม่ี า : ปรับปรุงจาก http://www.yotathai.com/yotanews/plan-obec

3.) หองน้ําหรือสวม หองน้ําภายในโรงเรียน มีทั้งสวนท่ีอยูกับอาคารและสวนที่แยกออกมาจาก

อาคาร สวนทแ่ี ยกออกมาจากอาคารจะเปนอาคารหองน้ําใหนักเรียนใช สวนมากจะอยูตามมุมตาง ๆ ใกลกับ

อาคารเรียน โดยปกติหองนํ้าตองการพ้ืนทท่ี ่ีมดิ ชิด ตําแหนงท่ีวางหองนํ้าจึงเปนสวนทีเ่ ปนสวนหน่ึงมุมมิดชิด

ชวงเวลาทมี่ กี ารใชห องนา้ํ จะใชท ุกเวลาแตจะมากในชวงท่ีพกั เทีย่ งของนักเรียน เน่ืองจากหองน้ําเปนอาคารท่ี

ถกู มองวาไมนาเขา ไป จงึ ควรมีการจัดตกแตง ใหเ หมาะสม โปรง โลง สะอาด และสวยงาม

หองนํ้าหรือสวม ทม่ี ีอยูของโรงเรียนมีหลายแบบ การกอสรางอาคารของโรงเรียนตองทําตามแบบ

มาตรฐานของ สพฐ ที่มีแบบทช่ี ดั เจนอยูแ ลว ปจจุบันหองน้ําหรอื สวม มหี ลายแบบ ดังนี้

3.1) สว ม แบบ สปช.603-29 ขนาด 4 ที่ 3.2) สว ม แบบสปช.603-29 ขนาด 6 ท่ี

3.3) สวม แบบ สปช. 604-45 3.4) สว ม แบบ สปช. 605-45

3.5) สว ม อาคาร สพฐ. 3.6) สวมนกั เรยี นชาย 6 ท่ี - 49

3.7). สวมนกั เรียนหญิง 6 ท่ี - 49 3.8) สว มนกั เรียนชาย 4 ท่ี - 49

3.9) สว มนักเรียนหญิง 4 ที่ – 49

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 76

ภาพที่ 3-20 หอ งนํา้ หรือสวมโรงเรียน

4.) บานพักบุคลากร เปนบานพักท่ีประกอบดวย บานพักครูและบุคคลากร สวนมากจะแยกสวน

ออกมาอยูเปนสวนตัวภายในโรงเรียน การตกแตงบานพักควรแบงเขตออกมาใหชัดเจนเน่ืองจากเปนเขต

สวนตวั แสดงออกมาใหเ ห็นความเปน สว นตัวและการใชประโยชนป ะปนกนั

บานพักบุคลากร ท่ีมีอยูของโรงเรียนมีหลายแบบ การกอสรางอาคารของโรงเรียนตองทาํ ตามแบบ

มาตรฐานของ สพฐ ทมี่ แี บบทช่ี ัดเจนอยแู ลว ปจ จบุ ันบานพักบคุ ลากร มหี ลายแบบ ดังน้ี

4.1) บานพกั ครู 203-27 4.2) บา นพักครแู บบ 205-26

4.3) บานพกั ครูแบบ 207 (บา นพกั ผูบ รหิ าร) 4.4) บา นพกั ครู แบบ สปช.303-28เรอื นแถว

4.5) บานพักครูแบบ 301-26 4.6) บา นพกั ภารโรง-32

4.7) บา นพักนกั เรียน (แบบกรมอาชีวศึกษา)

ภาพท่ี 3-21 บา นพกั บคุ ลากร
ที่มา : ปรับปรุงจาก http://www.yotathai.com/yotanews/plan-

5.) สนามกีฬา หมายถึง สถานท่ีสําหรับจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและกิจกรรมเสริมหลักสูตร
ประกอบดว ยสนามฟตุ บอล จัดใหทกุ โรงเรยี นตามความเหมาะสม 1 โรงเรียนตอ 1 สนามเปนอยางนอยสนาม
ฟุตบอลของโรงเรียนเปนเสมือนที่โลงท่ีสําคัญใชทํากิจกรรมตาง ๆ ของนักเรียน ในชวงเวลาท่ีมีการทํา
กิจกรรมกีฬา หรือการทํากิจกรรมอ่ืน ๆ สวนประกอบของสนามประกอบดวยพื้นท่ีสําหรับการแขงขัน
และพนื้ ทรี่ อบ ๆ สนาม อาจกวางหรือแคบตามลักษณะของโรงเรียน และมีอาณาบริเวณมากนอยเพยี งใด ถา
โรงเรียนทม่ี พี น้ื ท่มี าบริเวณรอบ ๆ สนามอาจมีพ้ืนทีก่ วางทส่ี ามารถจัดการพน้ื ที่ใหมคี วามเหมาะสมกับการใช
ประโยชนและใหมีความสวยงาม

การจัดสวนโรงเรียน หนา 77

สนามบาสเกตบอล สนามวอลเลยบอลสรางเฉพาะโรงเรียนที่เปดสอนมัธยมศึกษา สภาพพ้ืนที่

เชนเดียวกันกับสนามฟุตบอลหรือบางคร้ังอาจใช ลานกีฬาอเนกประสงค เปนลานคอนกรีต (เปนสนาม

วอลเลยและสนามเซปกตะกรอขนาดมาตรฐาน) เสาพรอมตาขายวอลเลยบอลและเซปกตะกรอโดยจัดให

โรงเรียนทุกโรง ๆ ละ 1 สนาม สภาพพนื้ ท่ีรอบ ๆ สามารถปรับตกแตง ใหม ีความเหมาะสมกบั การใชประโยชน

ไดสนามเดก็ เลน จัดใหโรงเรียนระดับกอ นประถมศึกษาโรงเรียนละ 1 สนาม เปนสนามที่ใชเลนของนกั เรียน

ควรเปน พืน้ ที่ที่โลง และปลอดภยั

สนามกฬี าทีม่ อี ยูข องโรงเรยี นมหี ลายแบบ การกอสรา งอาคารของโรงเรยี นตอ งทําตามแบบมาตรฐาน

ของ สพฐ ท่ีมีแบบท่ชี ัดเจนอยูแลว ปจจบุ ันสนามกฬี ามหี ลายแบบ ดงั นี้

1. สนามบาสเก็ตบอลแบบ FIBA 2. สนามฟตุ บอลแบบ ฟ 1-42

3. สนามฟตุ บอลแบบ ฟ 3-42 4. สนามฟตุ บอลแบบ ฟ 3 (พเิ ศษ)

3.2.8. มุมมองและทัศนียภาพ (Visual and perspective) สังเกตและระบุวาเห็นอะไรบาง จากทกุ
ดา นมมุ มองทีด่ ีควรใชใหเปนประโยชนและมุมมองไมดีควรปดบังในการจัดสวนโรงเรียนอาคารเปนสวนหน่ึง
ของมมุ มองตอ งสังเกตและระบุมุมมองจากภายในอาคารไปยังภายนอกอาคารโดยเฉพาะพืน้ ทีจ่ ัดสวน สังเกต
และระบุมุมมองออกนอกพ้ืนท่ีออกไปโดยมมุ มองจากดา นตา ง ๆ ของพื้นที่ มุมมองจากถนน การวิเคราะห
มมุ มอง เปนการวิเคราะหเชิงคุณภาพ ของส่ิงท่ีสายตารับรูไดจากการมอง ณ จุดตาง ๆ การวิเคราะหมุมมอง
และ ววิ จะมคี วามสําคัญมากในกรณี จุดท่ีตั้งของอาคารหรือบริเวณท่ีจะกําหนดใหเปนจุดที่มกี ารพกั นานกวา
จุดอ่นื ๆ ได มุมมองที่ดคี วรใชประโยชนและพัฒนาสว นมมุ มองไมดีควรมกี ารปดบังเอาไว (ภาพท่ี 3-22)

.

ภาพท่ี 3-22 การวิเคราะหมุมมองโรงเรียนทุงสงวทิ ยา
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 78

3.2.9 ระบบการสญั จรภายในโครงการ (Circulation) ระบบการสัญจรภายในโครงการจะตรวจสอบ
การเช่ือมตอของระบบการสัญจรของผูใชท้ังการสัญจรหลักถนนหลักและที่จอดรถ และการสัญจรรองการ
สัญจรทางเทา เชือ่ มตอจากถนนหลัก หาความเชื่อมโยงของพ้ืนที่

ระบบการสญั จรและที่จอดรถ ระบบการสัญจรหลักภายในโรงเรียน เปนถนนหลักทําหนาท่ีใชสัญจร
ใหสะดวก โดยถนนหลักในโรงเรียนโดยปกตไิ มตองการใหมีความหนาแนนและวุนวายกบั การใชรถมากนัก
เน่อื งจากเกีย่ วของกบั ความปลอดภัยของเดก็ นักเรียน บางโรงเรยี นไมอ นุญาตบคุ คลภายนอกมาในโรงเรียนแต
จะจัดพ้ืนที่ดานหนาใหสําหรับผูมาติดตอเทาน้ัน แตก็มีบางสวนที่มีความจําเปนตองใหการสัญจรหลักใน
โรงเรียน ระบบการสัญจรหลักน้ีจะเกย่ี วของกับท่จี อดรถในโรงเรียน ระบบการสัญจรหลักแบงโดยทั่ว ไปใน
การวางผังมี 4 รูปแบบดังน้ี

ก. ระบบตาตาราง (Grid system) เปนระบบท่ีเกิดข้ึนจากการวางถนนที่คอนขางจะกลม
และมีระยะหางทเี่ ทากัน มกั ใชกับพน้ื ท่ที ่ีแบนราบ ระบบตาตารางเปนระบบท่งี าย ถาปรับระบบตาตารางให
เขากับความสูงต่ําดวยการปรับใหโคงหรือจัดขนาดของตาตารางใหยืดหยุนมีขนาดแตกตางกันไปตามความ
เหมาะสม ถา จดั ระบบจัดระบบไดถ กู ตอ งแลว ตวั ระบบตาตารางกจ็ ะไดผลดี (ภาพท่ี 3-23)

ข. ระบบรศั มี (Radial system) การไหลของระบบจราจรไปสูจุดศนู ยกลางเปนทีม่ ีกิจกรรมประเภท
ตาง ๆ รวมอยหู นาแนน เกา ระบบรัศมีสวนใหญย ากตอการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ดงั น้ันการเพิม่ วงแหวนจะ
ชว ยใหก ารจราจรไหลผา นดขี น้ึ และสามารถขยายวงแหวนไดเ มอื่ เมอื งขยายตวั ขึ้นในอนาคต (ภาพท่ี 3-24)

ค. ระบบทางยาว (Linear system) การจราจรทางยาวเปนการไหลของของยานพาหนะ ระหวางจุด
หนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ถายานพาหนะ มีปริมาณมากเกินไป ก็ใหใส วงลอบลงขางใดขางหน่ึงของเสนทาง
จะชว ยใหการไหลของยานพาหนะดีขน้ึ (ภาพท่ี 3-25)

ง. ระบบโคง (Curvilinear system) เปนระบบทีส่ ามารถจัดวางใหเขากับลักษณะรูปทรงแผนดินได
ดกี วาระบบอื่น สามารถปรบั แนวถนนใหเขากบั สงู ตา่ํ ของพืน้ ที่ไดดี จะมีถนนตดั ผานนอยระบบโคงยาวนี้ทําให
ถนนมีความนาสนใจมากย่ิงขึ้น เน่ืองจากสามารถปรับใหเขากับภูมิประเทศไดเปนอยางดี ยานพักอาศัยจะ
สามารถจดั ทาํ ระบบน้ีไดด ี (ภาพที่ 3-26)

ภาพ 3-23 ถนนระบบตาตาราง ภาพ 3-24 ถนนระบบรศั มี ภาพ 3-25 ถนนระบบยาว ภาพ 3-26 ถนนระบบโคง
ทม่ี า : เดชา บุญคา้ํ , 2552 ท่มี า : เดชา บญุ ค้าํ , 2552 ทม่ี า : เดชา บญุ คํา้ , 2552 ท่ีมา : เดชา บญุ ค้าํ , 2552

การจดั สวนโรงเรียน หนา 79

จดุ ตา ง ๆ ของทางสญั จรรถ
1. ทางเขาโรงเรียน ไมควรมีส่ิงปดบัง ควรเปดโลงใหเห็นถนนทั้งสองขาง ระยะสายตาที่จะมอง

บรเิ วณทางเขาขน้ึ อยูกับอัตราความเร็วรถ ขนาดชองทางของถนน พยายามใชลักษณะตามธรรมชาติที่เปนอยู
ของท่ีต้ังเพือ่ เนน ทางเขา เชน ตน ไมใหญ หรือรปู ทรงของแผนดินทสี่ วยงามในการวางตาํ แหนง ทางเขา

2. แนวถนนควรปรับใหเขากับความลุมดอนของภูมิประเทศ ควรเนนทิวทัศนท่ีสวยงามของที่ต้ังใน
การแนวถนนดว ย

3. แนวถนนควรใหเ ขากบั ความลุมดอนของภมู ิประเทศ ควรเนน ทวิ ทศั นทสี่ วยงามของที่ตง้ั ในการวาง
แนวถนนดว ย

4. บริเวณเล้ียวรถกลับและปลอยคนลงหากเปนรูปวงกลมรอบนอกของถนนควรมีขนาด
เสน ผา ศูนยกลางไมน อยกวา 24 เมตร สาํ หรบั รถยนตแ ละไมนอ ยกวา 30 เมตรสาํ หรับรถบัส

5. จดุ จอดรบั ควรมหี ลงั คาคมุ โดยเฉพาะอาคารสาธารณะ
6. ระยะระหวางท่เี ทยี บรถ บริเวณลงรถ ทางเทา บันไดเขาอาคาร รวมท้ังระยะเปลี่ยนระหวางถนน
อาคาร ทางเดนิ ผนัง ข้ันบันไดไมควรมรี ะยะกระชั้นชิดมากเกินไป ควรมีบริเวณเพยี งพอความกวา งและรัศมี
วงเลยี้ วของถนนแบบตา ง ๆ
การวางระบบถนน เปนแนวทางในการวางผังพื้นที่โดยทั่ว ๆ ไปรวมท้ังของโรงเรียน ระบบถนนของ
โรงเรยี นที่วางในสภาพความเปน จรงิ นนั้ อาจปรบั ไปตามความเหมาะสมการวางผังใหเหมาะสมกับสภาพพนื้ ท่ี
และรูปรางขอบเขตของที่ดิน โรงเรียนบางแหงอาจมีรูปรางขอบเขตที่ดินท่ีแตกตางกันออกไปเปนผลทําให
การวางระบบการสัญจรในโรงเรียนอาจประยุกตไปบางตามความเหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งรูปแบบอาจจะ
ปรบั เปล่ียนจาก 4 แบบขา งตน ทก่ี ลาวมาโดยประยุกตตามความเหมาะสม ระบบถนนในท่ีน้ีจะเช่ือมตอกับที่
จอดรถดว ย การวางระบบถนนจะตอ งครอบคลุมถึงท่จี อดรถดวย
ในการจัดทจ่ี อดรถมขี อ พงึ ปฏบิ ัตโิ ดยท่วั ไปดงั นี้
1. ทจี่ อดรถผมู าติดตอ ควรอยูในตาํ แนงทใี่ กลกับทางเขา หลกั ของอาคารและจุดรับสง คนดา นหนา
2. ไมค วรวางที่จอดรถปะปนกบั พน้ื ท่ีเกาะกลางวนกลับรถ หรอื พนื้ ที่อนื่ ๆ ทจ่ี ะไปบดบงั มุมสอู าคาร
3. ลานจอดรถควรมีทางเชอื่ มชดั เจนไปถึงทางเขา สูอาคาร และอยูในระยะเดินท่ไี มไ กลเกนิ ไป
4. ผมู าติดตอไมจาํ เปน ท่ีจะตองขับรถผา นพนื้ ทรี่ ับ - สง หากไมรับ-สงคน
5. ลานจอดรถคอนกรตี ขนาดใหญอ าจใชตน ไมลดความรูสึกกระดาง ใหรมเงา และลดความรอนของ
พื้นท่ี
6. ขนาดของที่จอดรถคิดเปน ตารางเมตร และระยะกวางยาวท่ตี อ งการอยู
7. มมุ จอดควรเปน เทา ไร 90, 60 หรอื 45 องศา (ภาพที่ 3-27)
8. ทศิ ทางการแลนรถไปยงั จุดตา ง ๆ ของบริเวณ
9. ความกวางของชอ งจอด 2.40, 2.70, 2.85 หรอื 3.00 เมตร
10. ความสวยงาม การลดระดบั พ้ืนบริเวณท่ีจอดรถใหตํ่ากวาระดับสายตา การปลูกตนไมบังการให

แสงสวาง และวสั ดปุ หู รอื พ้นื ลาก
11. การระบายนํา้ ในบริเวณท่ีจอดรถ

การจัดสวนโรงเรียน หนา 80

จอดรถ 30 ๐ จอดรถ 45 ๐ จอดรถ 60 ๐ จอดรถ 90 ๐
ใชพ นื้ ท่ี 29.50 ตร.ม./คัน ใชพ ื้นที่ 27.15 ตร.ม./คนั ใชพ ้ืนที่ 27.05 ตร.ม./คัน ใชพ ื้นท่ี 20.50 ตร.ม./คนั

ภาพท่ี 3-27 ลกั ษณะองศาการจอดรถ
ทีม่ า : ปรับปรงุ จาก Brooks, R Gene, 1998

ในบางกรณีความกวางของบริเวณท่ีจอดรถเปนตัวกําหนดประเภทของที่จอดรถ การจอดรถ
90 องศา จะจอดไดมากกวา 60 หรือ 45 องศา การจอดรถเฉยี งจะทําใหจอดรถไดนอยกวา เพราะเสียพ้นื ท่ที ่ี
เปนมมุ ไปมาก ถาขนาดความกวา งของทางวิ่งและขนาดท่ีจอดอยางต่ําสุดก็จะทําใหตอ งใชเวลาในการเขา จอด
และการออกรถนานขนึ้ ทางวง่ิ แบบทางเดยี วควรมคี วามกวางอยา งนอยทสี่ ุดไมนอ ยกวา 3.00 เมตร ถนนทีม่ ุง
เขาสูบริเวณทจี่ อดรถไมควรใหมที ีจ่ อดรถเรยี งรายอยขู า ง ๆ ทางเพราะจะทาํ ใหการจราจรติดขัด

การจอดรถสําหรบั คนพกิ าร ปจจุบันตองมีการจัดที่จอดรถสําหรับคนพกิ ารโดยจัดใหจอดในตาํ แหนง
ท่ีสะดวกท่ีสุด ชองจอดกวางเปนพิเศษเพียงพอสําหรับใหเกาอี้เข็นหมุนตัวไดสะดวกและหากมีการเปล่ียน
ระดับพน้ื จะตอ งมีทางลาดตอเนื่องไปยงั ที่ตา ง ๆ คนพกิ ารอนโุ ลมถึงผสู ูงอายมุ ากดว ย (ภาพที่ 3-28)

ภาพที่ 3-28 แสดงที่จอดรถคนพิการ
ทมี่ า : เดชา บญุ ค้ํา, 2552

การจัดสวนโรงเรียน หนา 81

ระบบทางเทา ทางเทาเปนระบบการสัญจรยอยภายในโรงเรียนท่ีเช่ือมตอกับระบบการสัญจรหลัก
คอื ทางเทาระหวา งถนนหลักกบั ทางเทาทอี่ ยูระหวา งอาคารเรยี น ทางเทา นี้มคี วามสําคัญสําหรับนักเรียนและ
ครทู ีใ่ ชพื้นทเ่ี ปนอยางยง่ิ ในการใชระบบการสญั จรทางเทา มดี ังน้ี

1. ทางเทา ระหวางถนนหลัก เปนทางเทาทีอ่ ยูขางถนน เชื่อมระหวางถนนหลักกับอาคาร ถนนหลัก
เชื่อมตอ กบั ที่จอดรถก็ได ขนาดความกวางของทางเทาขึ้นอยูกบั เงื่อนไขการใชพนื้ ท่ี เชน หากตองการใหเดิน
ไดค นเดียวโดยไมต องสวนทางกนั ขนาดความกวาง 0.60 เมตร ถา ตอ งการใหเดินสวนกนั ไดกาํ หนดความกวา ง
มากกวา 1.20 เมตร เน่ืองจากเปนทางเทา ท่ีใชกันมากกวา 2 คน ถา หากเปนทางเทา ที่อยูในสวนอาจอนุโลม
ใหนอยกวา 1.20 เมตร ท้ังนเี้ น่อื งจากอาจตองการความสวยงามในการวาง

2. ทางเทาทีอ่ ยูร ะหวา งอาคารเรยี น ผูท ี่ใชทางสญั จรน้เี ปนนกั เรียน ครู หรือผูมาติดตอ ราชการ ความ
กวางของทางเทาหรือลานในระบบการสัญจรทางเทา การวางทางเทามีความสําคัญกับระบบการเชื่อมตอ
ภายใน หากเราตองการพ้ืนที่ใด เปนพื้นท่ีสวนตัวก็จะไมใหทางเทาผานบริเวณ น้ัน ทางเทาระหวางอาคาร
สว นมากจะมคี วามกวา งขนาดตาง ๆ

ภาพที่ 3-29 การวิเคราะหการสญั จรโรงเรียนทุง สงวิทยา
การจัดสวนโรงเรียน หนา 82

3.2.10 ผูใชพ้นื ที่ การวิเคราะหถึงผูใชพ้ืนที่มีใครบางชวงเวลาที่มาใช เปนขอมลู ท่ีมีความสําคัญเปน
อยางย่ิง หลังการวิเคราะหพื้นท่ีจะได ปญหาและศักยภาพของพื้นที่ สําหรับปญหาใหนํามาแกไขปญหา
สวนศักยภาพใหนํามาพัฒนา สําหรับโรงเรียนผูใชประกอบดวย นักเรียน คุณครู เจาหนาที่ ผูปกครอง
และผูติดตอประสานงานที่เขามาเกี่ยวของกับโรงเรียน ลักษณะของผูใชมีลักษณะ และความตองการท่ี
แตกตา งกนั ตามบทบาทหนาท่แี ละกจิ กรรมสวนทีเ่ ขามาเกย่ี วขอ งกับโรงเรยี นดงั ตอ ไปนี้

ก. นกั เรียน
นกั เรียน เปนผใู ชพ้ืนที่สวนใหญของโรงเรยี น ชว งเวลาทเี่ ขามาใชพืน้ ท่ใี นโรงเรียน คือชวงระหวางการ
เปดภาคเรียน ในเวลาตั้งแต 7.00 – 16.00 น. แตสวนมากจะไมเกิน 18.00 น ซ่ึงนักเรียนเปนผูใชพ้ืนท่ี
ทส่ี ําคัญมาก เนื่องจากกจิ กรรมสวนมากที่เกดิ ข้นึ ในโรงเรียนรวมท้ังการจัดสวนดว ย ตองตอบสนองตอการใช
พื้นที่ของนักเรยี นเปนอยา งยิง่ เพราะกจิ กรรมของนกั เรยี นท่มี ที ัง้ วนั ไดแก
7.00 - 8.30 น. กิจกรรมการรับสง นกั เรยี น และกิจกรรมการเขา แถวของนกั เรยี น
8.30 - 12.00 น. กิจกรรมการเรียนการสอนในภาคเชา
12.00 - 13.00 น.พักรบั ประทานอาหาร
13.00 - 16.00 น. กจิ กรรมการเรียนการสอนในภาคบา ย
นอกจากน้ียังมีกิจกรรมระหวางการเรียนนักเรียนจะมีการทํากิจกรรมการเรียนในพ้ืนท่ีพัก เชน
การจับกลุมการทาํ งานในระหวางการเรียนดวย หรือมีกิจกรรมพิเศษในชวงระหวางป ไดแก กิจกรรมการเขา
คาย กิจกรรมกฬี าสีของโรงเรียน กิจกรรมเหลานี้มีสวนเก่ียวของกับการจัดสวนตกแตงบริเวณของโรงเรียน
เปนอยา งยิง่
ข. คุณครู เปนผูใชโรงเรียนที่มีความสําคัญกับพ้ืนที่โรงเรียนเปนอยางยิ่งเชนเดียวกับนักเรียน
ครูใชพืน้ ที่ และทํากิจกรรมท่สี มั พนั ธก บั นกั เรยี นตลอด
7.00-8.30 น กจิ กรรมการรบั สง นกั เรียน และกจิ กรรมการเขาแถว
8.30-12.00 น กจิ กรรมการเรยี นการสอนในภาคเชา
12.00-13.00 น.พกั รับประทานอาหาร
13.00-16.00 น กิจกรรมการเรยี นการสอนในภาคบา ย
ค. ผปู กครองจะเขามาตดิ ตอ กับโรงเรยี นและกิจกรรมการรับสง นกั เรยี น การรับสงนักเรียนจะใชพืน้ ท่ี
สวนหนาของโรงเรียน สําหรับการเขามาติดตอ กับโรงเรียนน้ันจะเขามาติดตอในสวนดานหนาของโรงเรียน
สวนมากเปน อาคารบริหาร
ง. ผูติดตอ ประสานงานการเขามาติดตอกับโรงเรียนนั้นจะเขามาติดตอในสวนดานหนาของโรงเรียน
และเขามาเปน ครั้งคราวสวนมากเปนอาคารบริหาร
การจัดสวนในโรงเรียนมีความจําเปนอยางยิ่งทต่ี องตอบสนองกับผูใช เพราะถาหากการใชพนื้ ที่ตรง
กบั ความตองการแลวถอื วาการจัดสวนนน้ั ประสบความสําเร็จ ดงั นั้น สวนของผูใชตองมกี ารสอบถามถึงความ
ตอ งการวาตองการอะไรบาง โดยประเดน็ ทีส่ ําคัญในการสอบถามแตล ะกลมุ แตกตางกนั ไป โดยแตละกลุมสรุป
ความตองการพื้นท่ีพักผอนเปนอยางไร ตําแหนงที่ตองการใหมีการจัดสวนคือพื้นที่ใด ตองการรูปแบบของ
สวนอยางไร การปลูกตน ไมใหญตอ งการอยางไร ถา มกี ารจัดสวนแลว การดูแลรกั ษาเปน อยา งไร

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 83


Click to View FlipBook Version