The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การจัดสวนโรงเรียน

รศ.วัฒนา ณ นคร
อาจารย์ประจำสาขาพืชสวนประดับและภูมิทัศน์
คณะเกษตรศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by suchantina, 2021-12-24 04:53:07

การจัดสวนโรงเรียน

การจัดสวนโรงเรียน

รศ.วัฒนา ณ นคร
อาจารย์ประจำสาขาพืชสวนประดับและภูมิทัศน์
คณะเกษตรศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย

งานวิจัยเร่ือง การสํารวจองคประกอบทางกายภาพเพ่ือพัฒนาภูมิทัศนและสภาพแวดลอมของ
สถานศกึ ษา โดย วัฒนา ณ นคร และจําเลือง เหตุทอง (2556) พบวา ผูบริหารโรงเรียนมีความตองการจัด
สวนบริเวณ ปาย เสาธง บริเวณดานหนาอาคารอํานวยการ ในขณะท่ีกลุมนักเรียนและบุคลลากรตอ งการให
ปรับปรงุ สนามเด็กเลน และจัดสวนบริเวณหนาเสาธงมากท่ีสุด ในขอ เสนอของงานวิจัยเรื่องนี้ ไดเสนอแนะใน
ประเด็นการจัดสวนในโรงเรียนถึงตําแหนงท่ีควรจัดสวนไดแ ก การจัดตกแตงปายโรงเรียนใหดเู ดน จัดที่วาง
สําหรับการนั่งพักผอนช่ัวคราวของนักเรียนใกลบริเวณเสาธง การจัดตกแตงบริเวณเสาธงใหมีความสงา งาม
โดยจัดตกแตงตนไมและสวน, การจัดตกแตงบริเวณโรงอาหารใหมีความสวยงาม สะอาด และเปนระเบียบ
ผลการวเิ คราะหท ีก่ ลา วขา งตน มานน้ั สามารถนําไปใชใ นการจดั สวนตอ ไป
บทสรปุ

ในการจัดสวนโรงเรียนกอนการออกแบบตองมีการรวบรวมขอมูลเพื่อการนําขอมูลไปใชในการ
ออกแบบและจัดสวนไดอยางถูกตองขอมูลเหลาน้ี ไดแก ตําแหนงที่ตั้ง นํ้าและการระบายน้ํา ดนิ พืชพรรณ
ภูมอิ ากาศ อาคารเดมิ มุมมอง ระบบการสญั จรและผใู ชพ ืน้ ท่โี ครงการ การเก็บรวบรวมขอ มูลเหลาน้ีเพอ่ื นํามา
วิเคราะหและศกึ ษาใหละเอียดเพ่ือเปนขอมูลสําคัญในการออกแบบและจัดสวน ซ่ึงผลลัพธของการรวบรวม
ขอมูลและการวิเคราะหนี้ จะทําใหไดปญหาของสภาพพื้นท่ีเพ่ือการนําไปแกไข และไดพบขอเดนของพ้ืนท่ี
เพ่ือนาํ ไปพัฒนา โดยการออกแบบจัดสวนนนั้ อยภู ายใตค วามตอ งการของผใู ช สามารถใชพนื้ ทีไ่ ดอ ยางสะดวก
ปลอดภัย และสวยงาม หลงั จากการรวบรวมขอ มลู และการวิเคราะหแลว จะนําขอมูลไปใชในการออกแบบจัด
สวนตอ ไป ซ่งึ หลักการวิเคราะหขอมูลน้ีสามารถใชไดท้ังพ้ืนท่ขี นาดใหญแ ละพ้ืนทีข่ นาดเล็ก ในบทนี้ถงึ แมใช
กรณีศกึ ษาเปน โรงเรียนทงุ สงวิทยา อ.ทงุ สง จ.นครศรีธรรมราช ท่ีถือวาเปนพน้ื ที่ขนาดใหญ ในขณะท่ีการจัด
สวนตามจุดตาง ๆ ในโรงเรียนจะเปนพ้ืนท่ีขนาดเล็กหรือสวนหยอมก็ใชหลักการเดียวกัน ในการวิเคราะห
พ้ืนที่ คือ เรม่ิ จากการมีแปลนพน้ื ฐาน วเิ คราะหสภาพแวดลอ ม ดิน ลม แสงแดด การระบายน้ํา พืชพรรณเดิม
การเช่อื มตอ กับระบบการสญั จร และมุมมองของพ้ืนท่ี รวมทงั้ ความตอ งการของผูใชพ้ืนท่ี ทัง้ หมดเปนขอ มลู ที่
นํามาวเิ คราะห เชนเดียวกนั ท้ังโครงการขนาดใหญแ ละขนาดเลก็ กอ นทจ่ี ะนาํ ไปใชในการออกแบบตอไป

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 84

บทท่ี 4
การออกแบบจดั สวนโรงเรียน

การออกแบบสวนจัดโรงเรียนเปนข้ันตอนท่ีสําคัญท่ีตองผานการคิดเพ่ือใหไดสวนที่เหมาะสมกับ
โรงเรียน โรงเรียนมีทั้งระดับประถม ระดับมัธยม ซึ่งนักเรียนมีชวงอายุที่แตกตางกัน ทําใหการออกแบบ
กจิ กรรมบางสวนที่ตองเฉพาะสําหรับผูใชทีแ่ ตกตา งกัน สามารถสรุปขอ เหมือนและขอแตกตางกัน กลาวคือ
สถานท่ีท่ัวไปของโรงเรียนสามารถตกแตงใหรมรื่นสวยงาม เชน ทางเขาโรงเรียน หนาปาย เสาธง บริเวณ
รอบ ๆ อาคาร กจิ กรรมตา ง ๆ ทเ่ี หมาะกบั วยั โรงเรยี นประถม ตอ งการสนามเด็กเลน โรงเรยี นมัธยม ตองการ
สนามกีฬา พ้ืนท่ีพักผอนของโรงเรียนมัธยม ตองการพ้ืนที่ท่ีทํากิจกรรมเพ่ือวัยรุน มากกวาโรงเรียนประถม
นอกจากนั้นการออกแบบตองการความเฉพาะตัวเอกลักษณของโรงเรียน เชน โรงเรียนกีฬาตองการพื้นที่
สําหรับที่พัก สนามกีฬาในการฝกซอม โรงเรียนโสตตองการพ้ืนที่สําหรับผูใชที่เปนกลุมคนพิเศษ โรงเรียน
วทิ ยาศาสตรภูมภิ าค ตองการพืน้ ที่สําหรับที่พัก สําหรับพืน้ ทก่ี ารทํากิจกรรมของความเปนโรงเรียน อยางไรก็
ตามการออกแบบโรงเรียนมขี น้ั ตอนและหลกั การออกแบบดงั ตอ ไปนี้

4.1 ขั้นตอนการออกแบบสวนโรงเรยี น
ขั้นตอนการออกแบบและรายละเอียดแตละข้ันตอน มีแนวทางที่ตอ งการใหไปสูการออกแบบท่ีดีมี

คณุ ภาพสามารถตอบสนองความตองการของผูใชไดอยางลงตัว แตขั้นตอนอาจจะแตกตางในรายละเอยี ดกัน
ไปบาง แตก็เพื่อใหถึงเปาหมายการออกแบบ คือตอบสนองผูใชและสวยงาม ในการออกแบบโรงเรียนนั้นมี
ขัน้ ตอนดังนี้

4.1.1 การออกแบบแนวความคิดเบ้ืองตน เปนการเสนอแบบคราว ๆ เอาไวใหทราบวามี
แนวความคดิ รวม ๆ เปนอยางไร แนวความคิดจะเปนการแสดงใหเห็นกิจกรรมตาง ๆ ของพื้นที่การเช่ือมตอ
ของกิจกรรม เชื่อมโยงกันและความสัมพันธกับพ้ืนท่ี การกําหนดเสนทางผานเขาไปในพ้ืนที่ การออกแบบ
แนวคิดเบ้ืองตน ไดผานการกรองจากการวิเคราะหมาอยางรอบคอบจากขั้นตอนการวิเคราะหมาแลว
และนําเอาขอมูลที่เปนปญหาของพื้นที่ จากการวิเคราะหขอมูล เชน พบวาพื้นท่ีเดิมไมมีทางระบายน้ํา
เกิดปญหาการระบายน้ําขั้นตอนน้ีตองใสแนวคิดคราว ๆ เอาไววาตองการใสพื้นที่ระบายนํ้าบริเวณที่เกิด
ปญหา หรือในการวิเคราะหขอมูลพบวา ในโรงเรียนตองการแปลงเกษตรในการฝกวิชาชีพการงานของ
นกั เรียน ในขัน้ ตอนน้ีก็ตอ งใสแ ปลงเกษตรไวใ นแนวคดิ เบอ้ื งตน เอาไวดว ย

นอกจากนั้นในข้ันตอนน้ียังตองคํานึงถึงสภาพพ้ืนที่เดิม และธรรมชาติของพ้ืนท่ีวามีลักษณะเปน
อยางไร มีกิจกรรมใดวางอยูบาง ตองใสกจิ กรรมเดิมท่ีดีเอาไวดวย รวมทงั้ ตอ งนําความตองการของผใู ชมาใส
ลงในผังแนวคดิ นี้ดวย จะตอบคําถามไดว าในพื้นทม่ี ีกิจกรรมอะไร โดยตอบคําถามกวาง ๆ ไมจําเพาะเจาะจง
และ การสมั พันธกบั พื้นท่จี รงิ

แนวคิดเบ้ืองตนนี้สามารถพัฒนาตอไปไดเปนการพัฒนาแบบไปอีกขั้นหน่ึง โดยจะใสรายละเอียด
กิจกรรมยอยลงไปอีกขั้นหนึ่งแตยังเปนแนวความคิดเบื้องตนอยู เชน อาคารเรียนจากแนวคิดเบ้ืองตน
(ภาพที่ 4-1) ในข้ันการพัฒนาแนวคิดตอจะมีกิจกรรมเพ่ิมเติมเขามาเชน เพ่ิมในสวนของกิจกรรมพ้ืนที่วาง
รอบ ๆ อาคาร เปน ตน (ภาพที่ 4-2)

การจดั สวนโรงเรียน หนา 85

ภาพท่ี 4-1 แนวความคิดเบ้อื งตนโรงเรยี นทุงสงวทิ ยา

จากภาพที่ 4-1 แสดงแนวความคิดเบื้องตนงาย ๆ ของการออกแบบโรงเรียน โดยจะเปนการ
กาํ หนดใหทราบถงึ กจิ กรรมที่ตอ เนื่องและเชื่อมโยงกันเปนเบื้องตนงา ย ๆ แสดงใหเห็นการเช่ือมตอของพื้นที่
เอาไวใหสามารถมองเห็นวาภายในโรงเรียนประกอบไปดวยอะไรบางในการแสดงแนวความคิดเบื้องตนนี้
เรยี กวา Balloon diagram เปนการเขียนงา ย ๆ ลงในพื้นที่แสดงพน้ื ทหี่ ลักเอาไวกอ นอาจเขยี นลงในกระดาษ
เปลา ๆ ซ่ึงอาจจะมีหลายแนวทางเปนทางเลือกเอาไวก็เปนได โดยขั้นตอนนี้จะแสดงใหเห็นถึงกิจกรรมที่
สมั พันธก ัน เชน แสดงใหเห็นถึงอาคารเรียน 1 เชื่อมตอ กบั อาคารเรียน 2 ซงึ่ อาจจะพัฒนาแบบแนวความคดิ
เบื้องตนนี้ตอไปเปนการพัฒนาแนวคิดตอเน่ือง สามารถพัฒนารูปรางลงในพ้ืนที่ตอไปไดเปนการพัฒนา
แนวความคิดลงในพื้นท่ี

การจัดสวนโรงเรียน หนา 86

ภาพที่ 4-2 การพฒั นาแนวความคิดเบ้อื งตนโรงเรียนทงุ สงวิทยา

ภาพท่ี 4-2 เปน การแสดงแนวการพัฒนาแนวความคดิ เบื้องตน ซง่ึ ระบุถึงกจิ กรรมที่เช่ือมตอสัมพันธ
กัน แสดงใหเห็นถึงรอบ ๆ อาคารมีเปนท่ีวาง ในลักษณะใด และควรสัมพันธกันหรือไม เชนอาคารเรียน
สัมพันธกบั กจิ กรรมของพนื้ ที่รอบ ๆ ควรมีที่วางรอบอาคารเรียนหรือไม ถามีควรทาํ อยางไร ทีจ่ ะสามารถทํา
ใหเปนสวนหนึ่งของการเรียนการสอนได หรือหากตองการใหแยกกันสามารถสิ่งกีดขวางหรือใชฉากบังได
ควรกาํ หนดใหเ สนทางการสญั จรผานพ้ืนที่หรือไม ถา มคี วรผานตรงกลางหรือดานขา ง ซึง่ มีนัยที่แตกตางกันถา
ผา นตรงกลางกจิ กรรมนั้นตองการใหผ ูเขาไปในพืน้ ท่ีไดท าํ กิจกรรมดวยหรือควรผานดา นขาง ถา ผานดา นขา งผู
ผานอาจไมตองรวมกิจกรรมดวยก็ได ควรมกี ารปดลอมพื้นท่ีหรือไม ถามีควรทําเครื่องหมายสัญลักษณแนว
การปด ลอมพ้ืนทส่ี ามารถเขาไปสพู นื้ ทีไ่ ดอ ยางไร

การจดั สวนโรงเรียน หนา 87

4.1.2 แบบราง (Preliminary plan) การกําหนดรายละเอยี ดลงในแบบเปนเคา โครงที่เกอื บสมบูรณ
แบบ การออกแบบรางโดยพิจารณารายละเอียดทุกอยางประกอบดวย เสนขอบเขตท่ีดินท่ีชัดเจน
เสนขอบเขตอาคาร และโครงสรางอื่น ๆ ที่ชดั เจน วัสดุพืชพรรณที่เปนกลุมเขยี นในขนาดโตเต็มท่ถี ูกมาตรา
สว น ระบุขนาดรูปทรง สีและผิวสัมผัส โดยระบุกวาง ๆ เชน ไมหลักไมร อง แตยังไมตองระบุช่ือ นอกจากน้ัน
แบบรางตองแสดงเสนชั้นความสูง ท่ีตองการปรับใหม แสดงระบบการสัญจรหลัก ทางเทา แบบรางจะเปน
การกําหนดรายละเอียด ลงในพนื้ ทีช่ ัดเจน (ภาพที่ 4-3)

ภาพท่ี 4-3 แบบรางโรงเรียนทุงสงวทิ ยา
การจดั สวนโรงเรียน หนา 88

4.1.3 ผังแมบ ท (Master plan) เปนการพฒั นาแบบมีการแกไขจนเสร็จสมบูรณ ดแี ลว ไดตาํ แหนง
กจิ กรรมและออกแบบลงตัว ใชเ ปน แนวในการกาํ หนดกิจกรรมตาง ๆ ผังแมบ ทจะแสดงสวนของแปลนอาคาร
หลังคา แสดงรายละเอียดตาง ๆ ภายในพื้นท่ี ระบุพืชพรรณท่ีชัดเจน ชนิด รายละเอียดของวัสดุตาง ๆ
ในงานภมู ิทัศน บอกรายละเอียดทางเดิน มา นง่ั ลาน สนามตาง ๆ เอาไวอยางชัดเจน (ภาพที่ 4-4)

ภาพที่ 4-4 ผังแมบ ทโรงเรียนทุงสงวทิ ยา
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 89

4.1.4 แบบรายละเอียด (Landscape detail drawing) ในรายละเอยี ดประโยชนใชเปนแบบในการ
กอ สรา งทางเทคนคิ ประกอบดว ย

ก. แปลนพืชพรรณ (Planting plan) เปนแผนผังตําแหนงของพืชพรรณทัง้ หมดในแบบ
รายละเอียดชนิดและจํานวนพืชพรรณท่ีใชท้ังหมดท่ีจะนํามาใช รวมท้ังการบอกรายละเอียดมาตรฐานพืช
พรรณดว ย (ภาพที่ 4-5)

6- กระดงั งาสงขลา กรถาง 10 นว้ิ 50-+พลับพลงึ หนู กรถาง 6
50-เตยดา ง กระถาง 10 4 - ปบ ไมข ุดลอ ม

50 พลบั พลงึ หนู 5-ประยงค I3-ราตรี - กระถาง 10
10 - นมแมว กรถาง 10 3-มะลิ - 3 -หางหมาปา ไมขุดลอม

4-แกว กระถาง 10 นิ้ว
,มานั่ง

ถังนํ้า ถังนาํ้ ถงั นํ้า

5-จงั๋ กรถาง 15 นว้ิ
3 -ปบ ไมข ุดลอ ม

ภาพที่ 4-5 แบบรายละเอียดพืชพรรณบริเวณอาคารเรยี น 1 โรงเรียนทุงสงวทิ ยา

การเขียนแบบกอสรางพืชพรรณ
หลังจากไดจํานวนชนิดขนาดมาตรฐานของพืชพรรณแลวในขั้นตอนตอมาตองแสดงการกอสราง
และการปลูกพืชพรรณวาทําการปลูกอยางไรบางเพ่ือใหผูท่ีนําแบบไปใชสามารถกอสรางไดอยางถูกตอง
(ภาพที่ 4-6 ถงึ ภาพท่ี 4-8)

การจดั สวนโรงเรียน หนา 90

ภาพที่ 4-6 การเขยี นแบบกอสรา งการปลูกไมคลุมดนิ
วทิ ยา

ภาพที่ 4-7 การเขยี นแบบกอ สรางการปลูกไมพ ุม
วิทยา

ภาพที่ 4-8 การเขียนแบบกอ สรา งการปลูกไมยืนตน
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 91

ข. แบบแสดงงาน Hardscape จะแสดงรายละเอยี ดของพนื้ ทท่ี ี่เปนงาน Hardscape ไดแก ลาน

ทางเทา ศาลา เกาอี้ มาน่ัง เปนตน แสงดรายละเอยี ดเชนเดียวกับพืชพรรณ หลังจากไดจํานวนชนิดขนาด

มาตรฐานงาน Hardscape แลวในขั้นตอนตอ มาตองแสดงการกอสรางวามรี ายละเอียดอยางไร ดงั ตัวอยาง

การกอ สรา งทางเทาในสวน (ภาพที่ 4-9)

แผนทางเทา คอนกรีต 0.10 ม.

ทรายหยาบ 0.10 ทรายหยาบ 0.10
ม. ม.

อฐิ อิฐ
พ้นื ดิน พนื้ ดนิ

แผนทางเทา แผนทางเทา

ทรายหยาบ 0.10 ทรายหยาบ 0.10
ม. ม.

อิฐ อฐิ
พน้ื ดนิ พื้นดิน

ภาพที่ 4-9 แบบการกอ สรา งทางเทา

ค. แบบแสดงระยะในผงั พืน้ ท่ี เปนแผนผังบอกระยะของพน้ื ท่ที ้ังหมด เพอ่ื ใหทราบถึงระยะทีถ่ กู ตอง
ลงในแผนผัง ท้งั นีก้ ารบอกระยะ จะทําใหส ามารถกอสรางได (ภาพท่ี 4-10)

ภาพที่ 4-10 แบบแสดงระยะในผงั พ้นื ที่
การจดั สวนโรงเรียน หนา 92

4.2 กรณีศึกษาการออกแบบรายละเอยี ดเพื่อการจดั สวนโรงเรยี น
ในกรณีศกึ ษาการออแบบรายละเอียดเพอ่ื การจัดสวนโรงเรียนน้ี พยายามนําเอาตําแหนงท่ีสําคัญของ

โรงเรียนนํามาเปนกรณีศึกษา รวมทั้งไดนําเอาผลการวิจัยจากงานวิจัยเร่ือง การสํารวจองคประกอบทาง
กายภาพเพ่ือพัฒนาภูมิทัศนและสภาพแวดลอมของสถานศึกษา โดยวัฒนา ณ นคร และจําเลือง เหตุทอง
(2556) ซึ่งมีการสรุปผลวาตําแหนง ที่มีความตองการจัดสวนจากผูใชโรงเรียน หลังจากการศึกษา
องคประกอบทางกายภาพของโรงเรียนแลว พบวา ตําแหนง ที่เกี่ยวของกบั การจดั สวนโรงเรียนมตี าํ แหนงดังน้ี

1. มีความสัมพนั ธกับกับสายตาและตําแหนงการมองของผูใชโรงเรียน เปนตาํ แหนงทีม่ ีความสําคัญ
ในการเขาออกมุมนั้นตองเปนมุมที่อยูในตําแหนงท่ีมีการมองเห็นไดอยางชัดเจน และเปนตําแหนงท่ีอยู
ดานหนา สามารถมองเห็นไดง ายสําหรบั ทุกคน เชน ปา ยโรงเรียน บรเิ วณเสาธง

2. มีความสัมพันธกบั การใชพื้นที่ที่สําคัญและตองการเปนจุดเนนใหสวยงาม เชน บริเวณดานหนา
อาคารท่สี าํ คญั เชน อาคารอาํ นวยการ ภายในอาคารอํานวยการ เปนตน

3. เปนตาํ แหนงท่ีตองการใหเกิดความสวยงามเพอื่ ประโยชนใชส อยของและตองการเนนพน้ื ท่พี ิเศษ
เชน ลานพักผอ นของนกั เรยี น

4.2.1 การออกแบบจัดสวนปายโรงเรียน
ปายหนาโรงเรียนเปนสวนสําคัญแสดงความเดน ของดานหนาโรงเรียนเปนจุดแรกท่ีคนตอ งมองเห็น
กอ นการเขาสูโรงเรียน เปนจุดสําคญั ของโรงเรียน แสดงถงึ ความเอาใจใสของเจาของโรงเรียน ลักษณะของ
ปา ยจะแตกตางกันทงั้ วัสดุ ความสูง ความเดน อยา งไรกต็ ามการทําปายของแตล ะโรงเรียนจะเลือกตําแหนงที่
สามารถมองเห็นไดอยางเดนชัดเปนเบ้ืองตน สามารถมองเห็นไดแตไกล วัสดุและสีที่ใชก็อานงาย สะดุดตา
การจัดสวนบริเวณปายมีความจําเปนเนื่องจากทําใหปายมีความโดดเดนและเห็นไดอยางชัดเจน
ทาํ ใหส ภาพแวดลอ มของปา ยดสี วยงาม สะดุดตาในการออกแบบสามารถทําไดด งั นี้
ก. การสาํ รวจดตู าํ แหนง สภาพแวดลอ มของบรเิ วณปาย เพือ่ การจดั สวนใหเ ขากับบริเวณ
ข. สาํ รวจความสงู ของปายเพ่อื การวางวสั ดตุ กแตงและตน ไมไ มปด บงั และไมแขง ขันกบั ปาย
ค. รูปแบบของปา ย สาํ รวจเพื่อหาวสั ดุตกแตง ที่เหมาะสมกับการตกแตง สวน
ง. มมุ มองที่สําคญั เปนมมุ มองที่มองเห็นไดเ ดน ชัด เพอื่ ใหกําหนดความเดนของสวนไปตามมมุ มอง
จ. การไดรับแสงในชวงเวลากลางวัน การเลือกตนไมในการตกแตงเลือกตามแสง เชน เลือกไม
กลางแจง หรอื ในรม
ฉ. พื้นท่ใี นการตกแตงปา ย บางปา ยมพี นื้ ทมี่ าก บางปายมีพื้นทน่ี อย หากมีพ้ืนทมี่ าก การตกแตงปาย
ก็จะทําใหเดนได แตอยางไรก็ตามสวนเปนสวนเสริมใหปายเดนไมควรแขงกับปาย หรือทําใหปายดูรกไม
สวยงาม
ตัวอยางการออกแบบสวนบริเวณปายหนาโรงเรียน เปนตาํ แหนงท่ีมีผลตอการมองเห็น ทุกโรงเรียน
ตองมีปาย ตําแหนงและความสูง รูปแบบของปายมีความแตกตางกัน การจัดตกแตงปายมีขอควรคํานึง
คือ สวนไมควรปดบังปายและตัวหนังสือ เลือกใชวัสดุพืชพรรณควรเหมาะสมกับสภาพแวดลอมกลางแจง
หรอื ในรม ควรมไี ฟสองปา ยในชวงกลางคืน

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 93

ตวั อยา ง การออกแบบจัดสวนหนาปา ยโรงเรียน -1 (ภาพที่ 4-11 และ 4-12)

4-ไทรเกาหลี

50-ผกากรอง
100-กาบหอยแครง
สนามหญา
ภาพที่ 4-11 Plan การออกแบบจดั สวนหนา ปา ยโรงเรยี น - 1 Plan

ภาพที่ 4-12 ภาพสามมติ กิ ารออกแบบจดั สวนหนา ปา ยโรงเรยี น - 1 Perspective

รายละเอียดวสั ดุพชื พรรณทใ่ี ชใ นการออกแบบสวนโรงเรยี น 1 ประกอบดวย
1. ไทรเกาหลขี นาดความสงู 2.0 เมตรจํานวน 8 ตน
2. ผกากรองกระถาง 6 นว้ิ จาํ นวน 100 กระถาง
3. กาบหอยแครงกระถาง 6 นิ้วจํานวน 200 กระถาง
4. หญา นวลนอ ยจาํ นวน 45 ตารางเมตร

ตัวอยา ง การออกแบบจดั สวนหนา ปายโรงเรยี น -2 (ภาพท่ี 4-13 และ 4-14)

3-ไทรยอดทองพมุ
100-กาบหอยแครง
3-เทียนทองพมุ

ภาพที่ 4-13 Plan การออกแบบจดั สวนหนาปา ยโรงเรยี น - 2 100-ผกากรองเลอื้ ย

Plan

สนามหญา

ภาพท่ี 4-14 ภาพสามมิตกิ ารออกแบบจดั สวนหนาปายโรงเรยี น - 2 Perspective

การจดั สวนโรงเรยี น หนา 94

รายละเอยี ดวัสดุพืชพรรณทใ่ี ชใ นการออกแบบสวนโรงเรียน 1 ประกอบดวย
1. ไทรยอดทองพุมกระถาง 15 น้วิ จาํ นวน 6 กระถาง
2. เทยี นทองพุมกระถาง 15 นว้ิ จํานวน 6 กระถาง
3. กาบหอยแครงกระถาง 6 นิ้วจาํ นวน 200 กระถาง
4. ผกากรองเลอ้ื ยกระถาง 6 นว้ิ จาํ นวน 200 กระถาง
5. หญานวลนอยจาํ นวน 60 ตารางเมตร

4.2.2 การออกแบบจัดสวนหนาเสาธง บริเวณหนาเสาธงของโรงเรียนเปนจุดทนี่ ักเรียนทํากิจกรรม
ทกุ วนั ตอนเชา เปน จุดทม่ี คี วามสาํ คัญในการทํากจิ กรรม สว นมากจะเปนลานกลางแจง การจัดสวนหนาเสาธง
ใหด ูสวยงามเพม่ิ ความสดช่ืน รวมทงั้ เปน ฉากประกอบการเคารพธงชาติทีส่ ําคัญดว ย
ในการออกแบบสวนสามารถทาํ ไดด ังนี้

ก. การสํารวจพ้ืนทร่ี อบ ๆ บริเวณเสาธงเพือ่ การจดั สวนใหเ ขากบั บริเวณ
ข. หารปู แบบสวนที่เหมาะสมกับพื้นทีร่ อบ ๆ เสาธง
ค. วิเคราะหพ ้นื ที่ ออกแบบ
ง. เลอื กตนไมและวสั ดตุ กแตงสวนทเี่ หมาะกบั สภาพแวดลอมกลางแจง

ตัวอยา งการจดั สวนหนาเสาธง ลกั ษณะของเสาธงจะเปนพื้นปกู ระเบื้อง มีพื้นทีส่ ําหรับการปลูกตนไม
เปนบล็อก ลักษณะของการจัดสวนเปนลักษณะการปลูกตนไมในบล็อก ลักษณะเชนนี้การดูแลรักษาจะ
สะดวกเพราะอยูใ นพนื้ ท่ีจํากดั ตนไมทีน่ ํามาปลูกควรมีรูปทรงรปู รางที่สวยงามการเลือกตนไมควรเลือกตน ไม
ทีด่ ูแลรักษางายลักษณะของเสาธงมพี ื้นที่ในการจัดสวนรอบ ๆ จึงมีการจัดตกแตงสวนใหสวยงาม การเลือก
พรรณไมเปนไมกลางแจง ประกอบกับสนามหญาทําใหสวนของเสาธงมีความเดน สวย มีชีวิตชีวาบริเวณ
รอบ ๆ เสาธงไมมีการประดับตกแตงแตอยางใด แตรอบ ๆ พ้ืนที่มีการประดับตกแตงดวยสวนอยางสวยงาม
ในการจัดตกแตง เสาธงสามารถทําไดทั้งหมดทงั้ น้แี ลวแตล ักษณะของพนื้ ที่

ตวั อยา งการออกแบบจัดสวนหนาเสาธง 1 (ภาพท่ี 4-15 และ 4-16)

9- ไทรเกาหลีสงู 2.50 ม.

3- ไทรใบกลม
5- ไทรยอดทองพมุ
300-หลิว กระถาง 6 นว้ิ

Plan

ภาพที่ 4-15 Plan การออกแบบจดั สวนหนาเสาธง - 1

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 95

Perspective

ภาพที่ 4-16 ภาพสามมติ กิ ารออกแบบจดั สวนหนา เสาธง - 1

รายละเอยี ดวัสดุพชื พรรณทีใ่ ชในการออกแบบจดั สวนหนา เสาธง 1 ประกอบดวย
1. ไทรเกาหลีสงู 2.50 เมตรจํานวน 9 ตน
2. ไทรยอดทองพุมกระถาง 15 นิว้ จํานวน 10 กระถาง
3. ไทรใบกลมกระถาง 15 นว้ิ จํานวน 6 กระถาง
4. ผกากรองเล้ือยกระถาง 6 น้ิวจาํ นวน 140 กระถาง
4. ผกากรองเลือ้ ยกระถาง 6 นิ้วจาํ นวน 600 กระถาง
5. หญา นวลนอยจาํ นวน 60 ตารางเมตร

ตัวอยา งการออกแบบจดั สวนหนา เสาธง 2 (ภาพท่ี 4-17 และ 4-18)

Plan Perspective

ภาพที่ 4-17 Plan การออกแบบจัดสวนหนา เสาธง - 2 ภาพท่ี 4-18 ภาพสามมติ กิ ารออกแบบจดั สวนหนาเสาธง - 2

รายละเอียดวสั ดุพชื พรรณที่ใชใ นการออกแบบจัดสวนหนา เสธง 2 ประกอบดว ย
1. ไทรเกาหลีสูง 2.0 เมตรจาํ นวน 11 ตน
2. พุดกระถาง 6 น้ิวจํานวน 50 กระถาง
3. พืน้ แขง็ จํานวน 4 ตารางเมตร

4.2.3 การออกแบบสวนบริเวณรอบ ๆ อาคารเรียน พ้ืนท่ีระหวางอาคารเรียน ใชประโยชนการ
พกั ผอนในชวงระหวางเวลาพัก หรือทํากิจกรรมในบางรายวิชา เปนพื้นที่เช่ือมตอ ระหวางอาคารกับอาคาร

การจดั สวนโรงเรยี น หนา 96

ถาเปน อาคารทมี่ ีพน้ื ทวี่ า งระหวา งอาคารมากพืน้ ทส่ี วนน้ีสามารถนํามาใชประโยชนกบั นักเรียนไดเปนอยางยิ่ง
ในการออกแบบจดั สวนสามารถทําไดดงั นี้

ก. พืน้ ทม่ี ีศักยภาพในการจัดกิจรรมสําหรับนักเรียนในทางการพกั ผอน การใชพ้นื ท่เี พ่ือกจิ กรรมการ
เรียนการสอน การพบปะกันของนักเรียนในคาบเวลาวาง ลานโลงระหวางอาคารมีการทํากิจกรรมของ
นกั เรียนอยเู ปน ประจํา

ข. การไดรับแสงในชวงเวลากลางวัน การเลือกตนไมในการตกแตงเลือกตามแสง เชน เลือกไม
กลางแจง พ้ืนทที่ ีไ่ ดรับแดด เลอื กไมใ นรม พ้นื ทใี่ นรม

ค. พืน้ ท่ีวาง จุดเนนและชอ งวา งระหวา งอาคารพ้ืนทว่ี า งระหวางอาคารนอกจากการจัดสวนแลว พ้ืนท่ี
ระหวางอาคารยังใชทํากิจกรรมอยางอ่ืนที่เก่ียวเน่ืองกบั การเรียนการสอน เชน การพักคอยเพ่ือรอการเรียน
และการทาํ กจิ กรรมกลุมของนักเรียน ไมไดหมายความวาหากมีพื้นทว่ี างจะตองมีการจัดสวนเพยี งอยางเดยี ว
แตสวนอาจเปนสว นหนง่ึ ของกิจกรรมเหลานัน้ กไ็ ด

ง. ตําแหนงจัดสวนนอกอาคารสัมพันธกับชองเปดหนาตางของอาคารเพื่อการรักษาสภาพแวดลอม
การสํารวจอาคารตองมีการสํารวจพ้ืนท่วี างบริเวณรอบ ๆ ไปดวย วามีความเหมาะสมในการจัดสวนหรือไม
ความเหมาะสมอยูที่การจัดการใชประโยชน การรักษาสภาพแวดลอม รวมท้ังการมีพื้นท่ีวางรอบ ๆ
อาคารดว ย

จ. ชองเปดของประตูหนาตางมีความสัมพันธกับมุมมองท่ีจะเปนการกําหนดจุดของการจัดสวน
เปนมุมมองภายในอาคารมองไปภายนอก และตําแหนงท่ีเดน ของอาคารจะเปนสวนท่ีใชสําหรับการตกแตง
สวนสว นน้ตี องสัมพันธกับมุมมองท่มี องมาจากดานนอกอาคาร (ภาพท่ี 4-19)

ภาพที่ 4-19 ชองเปด ของหนาตา งมีความสัมพันธก ับมมุ มองที่จะเปนการกาํ หนดจุดของการตกแตง สถานท่ี-แบบอาคารเรยี น 318
ล/55 ก

ฉ. อาคารเรียนมีลกั ษณะแตกตางกันออกไป แตมีจุดรวมกันทส่ี ามารถบอกความชัดเจนของตําแหนง
กับบริเวณท่ีจะทําการจัดสวนและตกแตงสถานที่ไดด งั นี้

1) บริเวณดา นหนา อาคารทมี่ ีพ้ืนท่วี า ง ตาํ แหนงของดานหนาอาคารและทางเขาออกบริเวณ
ดานขางและดานหลงั อาคารท่ีมีพืน้ ที่วางรอบ ๆ อาคาร

2) พ้ืนที่ทีส่ ามารถนํามาใชในการจัดตกแตงสวนไดเปนพน้ื ท่รี อบ ๆ อาคาร โดย สามารถจัด
บริเวณใหเปนท่ีพักผอนพรอมกับมีสวนหยอมขนาดเล็ก ท่ีสามารถเชื่อมตอกับอาคารอื่นไดดวยระบบการ
สัญจรทางเทา หรือทางเดนิ ตําแหนงการจัดสวนมหี ลักการทสี่ ําคัญคือ จะตองเปนจุดเดน อยูดานหนาอาคาร

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 97

โดยอาจจัดสวนเพ่ือแสดงความเปนเอกลักษณของอาคาร เชน อาคารวิทยาศาสตร การจัดสวนมีแนวคิด
เกย่ี วกับวิทยาศาสตร หรอื อาคารเกษตรการจัดสวนเปน ไปในแนวการทาํ การเกษตร เปนตน

ลักษณะพื้นทีร่ อบ ๆ อาคารมผี ลตอการจัดสวน พ้ืนทบี่ ริเวณรอบ ๆ อาคารภายในโรงเรียนแบงการ
มี 2 แบบคือ

แบบที่ 1 อาคารมพี ้ืนท่ีรอบ ๆ มากเปนเอกเทศสัดสวนโดยเปนอาคารเด่ยี ว ๆ ไมไดอยูตดิ กับอาคาร
อื่น แตสามารถเชื่อมตอกับอาคารอ่ืนได เปนอาคารเรียนสําหรับโรงเรียนที่มีพ้ืนท่ีมาก ทําใหมีพื้นท่ีวาง
ระหวางอาคารสําหรับการทํากิจกรรมของนักเรียน ลักษณะของอาคารเชนน้ีสามารถจัดการพื้นท่ีบริเวณ
รอบ ๆ อาคาร เพ่ือสนองตอกิจกรรมการใชประโยชนของนักเรียนไดดีย่ิง นํามาใชประโยชนการทาํ กิจกรรม
เพ่ือการพักผอนของนักเรียนไดม าก การจัดการพ้นื ท่รี ะหวางอาคารสามารถจัดสวน และจัดการพื้นทใ่ี หเปน
ประโยชนกับนักเรียนไดมากกวาโรงเรยี นท่มี ีพื้นทนี่ อย

แบบท่ี 2 อาคารมีพื้นที่รอบ ๆ อาคารนอย อาคารอยูชิดกันเนื่องจากพ้ืนที่ของโรงเรียนมีนอย
หรอื ตอ งการใหเปนอาคารเปนกลุมอยูใกลกนั พน้ื ทวี่ างระหวางอาคารเรียนและพ้ืนท่ีการทํากจิ กรรมระหวาง
อาคารมีนอย กิจกรรมตาง ๆ จะอยูภายในอาคารเรียน แตอาคารโรงเรียนบางแหงมีพ้ืนท่ีใตถุนอาคารไว
สําหรับการทํากิจกรรมทดแทนพนื้ ทร่ี อบอาคารไดสว นหนึ่ง โรงเรียนที่มีพ้ืนทน่ี อยและมีพนื้ ที่จํากดั พยายาม
จัดการพ้ืนท่ีใหเกิดประโยชนมากท่ีสุด โดยพ้ืนที่วางสวนกลางระหวางอาคารทําหนาที่เปนที่เขาแถวเคารพ
ธงชาติ เปน สนามกฬี าของนักเรียน เปนพืน้ ทท่ี าํ กจิ กรรมตา ง ๆ เชน การแสดงนิทรรศการวิชาการ และสนาม
เดก็ เลนของนักเรียน ถึงแมม ีหลายบทบาทหนาที่ในดานการทํากจิ กรรม สวนในเรื่องการจัดสวนพยายามจัด
ตกแตงใหมีพื้นท่ีสีเขียว ตนไม เปนจุดเปนมุมบางตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ซึ่งพื้นที่วางรอบ ๆ
อาคารสามารถพฒั นาเปนการจัดสวนและตกแตงบรเิ วณ โดยการใชหลักการดงั ตอ ไปนี้

1. ทางสัญจรตอ งสามารถเชื่อมตอ กับอาคารอ่ืนไดทางเดนิ ระหวา งอาคารควรมีหลงั คาคลุม
2. พืน้ ท่ีบริเวณรอบ ๆ อาคารควรมีการกําหนดพื้นท่ใี หเหมาะสมกับผูใช สําหรับอาคารเรียนควรมี
พืน้ ท่ีพกั ผอ นของนักเรยี นระหวา งการเรียนและระหวางการพกั
3. บรเิ วณพน้ื ทีพ่ ักผอนทจี่ ัดใหนกั เรียนควรมรี มเงาของตน ไม หรือหลังคาคลุม แลวแตสภาพแวดลอ ม
ทเี่ หมาะสม
4. พ้ืนลานของพื้นที่พักผอนอาจปูดวยวัสดุพื้นแข็ง หรือพื้นซีเมนต หรือเปนพ้ืนดินก็ไดแตที่สําคัญ
ตองไดระดับ และระบายนา้ํ ไดด นี ํา้ ไมท วมขงั
5. ไมค วรจัดตกแตง สวนระหวางอาคารในพืน้ ท่ีที่ไมเหมาะสมเพราะจะทําใหการดูแลรักษายาก ควร
จัดเทา ทีจ่ ําเปนเทานัน้ แตควรเนนในเรื่องความสะอาด สะดวก ในการเชื่อมตอระหวางพนื้ ที่ รวมทั้งประโยชน
ใชส อย ในกรณพี น้ื ที่ใชสอยมีนอ ยรอบ ๆ อาคาร การตกแตงอาคารอาจใชวิธีการปลูกตนไมในบล็อก เพื่อใหมี
พืน้ ท่สี เี ขยี ว

4.2.4 การออกแบบจัดสวนบรเิ วณหนาอาคารเรียน โดยแนวทางในการออกแบบมีดงั ตอไปนี้
ก. บริเวณดา นหนาอาคารทางขึ้น-ลงอาคารคอื พื้นท่ีสาํ หรบั การจดั สวน
ข. บริเวณดา นหลงั อาคารคือพน้ื ท่สี ําหรบั การจัดสวน

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 98

ค. รูปแบบของสวนขนึ้ อยกู บั รูปแบบของอาคารหรอื เปน สวนหยอมทว่ั ไป
ง. พรรณไมท ่ีเลือกใชเหมาะสมกับสภาพแวดลอม เชน พ้นื ท่ีกลางแจงปลูกไมก ลางแจง
พนื้ ทใ่ี นรม ปลกู ไมใบ
จ. ใชห ลกั การออกแบบหลกั การใดหลักการหน่ึงในการออกแบบสวน

ตําแหนงการจดั สวน

ตาํ แหนงการจดั สวน ตาํ แหนง การจดั สวน ตําแหนงการจดั สวน

ภาพที่ 4-20 ตาํ แหนง การจดั สวนดานหนาอาคารและระหวางอาคาร -แบบอาคารเรียน 318 ล/55 ก
318 ล/55 ก

ตวั อยา งการออกแบบจดั สวนพน้ื ทว่ี า งระหวางอาคาร 1 (ภาพท่ี 4-21 และ 4-22)

3-ไทรยอดทองพุม 3-เกาอสี้ นาม
1-ไทรเกาหลี 3-ไทรเกาหลี

Plan 30-พดุ
4-ไทรยอดทองพมุ
ภาพท่ี 4-21 Plan การออกแบบจัดสวนพื้นท่ีวา งระหวา งอาคาร -1 3-พดุ พุม
318 ล/55 ก 1-ไทรเกาหลี
2-ไมดดั

1-ไทรแตงพุม
12-พดุ พุม
5-เทียนทองพมุ
9-ไทรยอดทองพมุ
2-ปาลมนาํ้ พุ

การจดั สวนโรงเรยี น หนา 99

ภาพที่ 4-22 ภาพสามมิติการออกแบบจัดสวนพื้นท่ีวา งระหวา งอาคาร -1 Perspective

รายละเอยี ดวสั ดุพชื พ3ร18รณล/ท55ี่ใชกในการออกแบบจัดสวนระหวา งอาคาร 1 ประกอบดว ย
1. เกาอ้สี นามจาํ นวน 3 ชดุ
2. เกาหลีสูง 2.0 เมตรจํานวน 5 ตน
3. พุดกระถาง 6 นิ้วจาํ นวน 30 กระถาง
4. ไทรยอดทองพุมขนาด กระถาง 15 นว้ิ จาํ นวน 17 ตน
5. ขอ ยดดั พมุ จํานวน 2 ตน
6. ไทรแตงพุมจํานวน 1 ตน
7. ปาลม นํ้าสูง 2.5.เมตรจํานวน 2 ตน
8. พดุ พุม ขนาด กระถาง 15 นวิ้ จํานวน 15 ตน
9. สนามหญา

ตวั อยา งการออกแบบจดั สวนพนื้ ท่วี างระหวา งอาคาร 2 (ภาพท่ี 4-23 และ 4-24)

50- หลิวดอกมวง กระถาง 6 นิ้ว

11 -ขอ ยไมข ดุ ลอม

3 -วัสดุตกแตง สวน

300- กาบหอยแครง

ภาพที่ 4-23 Plan การออกแบบจัดสวนพื้นทว่ี า งระหวา งอาคาร -2 Plan
318 ล/55 ก

Perspective

ภาพที่ 4-24 ภาพสามมิติการออกแบบจดั สวนพนื้ ท่ีวา งระหวา งอาคาร - 2
การจดั สวนโรงเรียน หนา 100

รายละเอยี ดวสั ดุพืชพรรณท่ใี ชใ นการออกแบบจัดสวนระหวางอาคาร 1 ประกอบดวย
1. ขอย 11 ตน และ วัสดุตกแตงสวน โอง 3 ลูก
2. หลวิ ดอกมวง กระถาง 6 นิ้ว จํานวน 50 กระถาง
3. กาบหอยแครง กระถาง 6 นวิ้ จาํ นวน 300 กระถาง

4.2.5 การออกแบบจัดสวนหนา อาคารโรงอาหารและหอประชุม
สวนหนา อาคารโรงอาหารและหอประชุมตามโรงเรียนทว่ั ไป โรงอาหารจะตั้งอยูศนู ยกลางทน่ี ักเรียน
สามารถเขาถึงไดสะดวก เปนพ้ืนที่สวนกลางที่มีผูใชมาก อาคารหอประชุมใชสําหรับการประกอบกิจกรรม
ตาง ๆ ของนักเรียนประชุมนักเรียน หรือสําหรับการทํากิจกรรมอื่น ๆ ภายในอาคารจะโลง สวนภายนอก
อาคารมีพื้นท่ีวางรอบ ๆ ตัวอาคาร บริเวณของพื้นท่ีควรไดรับการจัดตกแตงบริเวณใหมีสภาพแวดลอมท่ี
สวยงามเปนการสรางบรรยากาศใหมีความเหมาะสมกับการทํากิจกรรมของอาคารสถานท่ีโรงอาคาร
โดยตําแหนงท่ีสามารถจัดสวนได ไดแก บริเวณหนาโรงอาหาร และรอบ ๆ เนนตําแหนงท่ีมีการสัมพันธกับ
การมองเห็นไดบอย จุดเนนที่สําคัญของพื้นที่ การจัดตกแตงสวนรอบ ๆ โรงอาหารและหอประชุมจะ
เสรมิ สรา งบรรยากาศของพื้นทีใ่ นการเขาไปใชโรงอาหารและหอประชุม เนื่องจากเปนสถานที่ท่ีใชในชวงเวลา
ทถ่ี อื วา เปน การพกั ผอ นไปดวยสําหรับนักเรียนทีใ่ ชเวลาในการเรียนทงั้ วัน โรงอาหารและหอประชุมมีหลักการ
ออกแบบจดั สวนพ้นื ทีร่ อบ ๆ ดังน้ี
ก. ระบบการสญั จรตองมีการเชือ่ มตอกบั สวนทีต่ อเน่ืองอาจมีหลงั คาหรือมีหลังคาคลุมก็ไดความกวา ง
ของทางเดินเปน 0.60 เมตร 1.20 เมตรแลวแตวัตถุประสงคการเดิน แตเนื่องจากเปนพืน้ ที่สาธารณะอาจใช
เปน 1.20 เมตร สําหรบั การเชื่อมตอ กบั ทางหลกั
ข. ตอ งสามารถระบายนํา้ ออกจากบริเวณรอบ ๆ ไดเปนอยา งดี
ค. การจัดพ้ืนท่ีพักผอนภายนอกตองมีความเหมาะสมกับการใชสอยประโยชนสําหรับพ้ืนท่ีรอบ ๆ
อาคารหอประชมุ ตําแหนงการจัดสวนเนนบริเวณดานหนาอาคารเปนหลักและบริเวณรอบ ๆ โดยสามารถจัด
บรเิ วณใหเปน ที่พกั ผอ นพรอมกบั มีสวนหยอมขนาดเลก็ หรอื การปลูกตนไมเพอ่ื ใหร มเงา ท่ีสามารถเชื่อมตอกบั
อาคารอ่นื ไดดว ยระบบการสัญจร อาจเปนทางเทา หรอื ทางเดนิ
ง. การไดร บั แสงในชวงเวลากลางวัน การเลือกตนไมในการตกแตง เลอื กตามแสง

พืน้ ท่จี ัดสวน พนื้ ที่จดั สวน

ภาพท่ี 4-25 ตาํ แหนง จดั สวนของโรงอาหาร – หอประชุม
อาคาร

การจดั สวนโรงเรยี น หนา 101

4.2.6 การออกแบบจัดสวนบริเวณหองนาํ้ เปนอาคารทีถ่ ูกมองวาไมน าเขา ไป จึงควรมกี ารจัดตกแตง
ใหเหมาะสม โปรงโลง สะอาด และสวยงาม การจัดสวนมีแนวการปองกันสายตาจากดานนอก เพื่อปดบัง
มมุ มองท่ีไมนาดู แตควรโปรงสบาย และรอบ ๆ ตอ งระบายน้ําไดด ี การจัดสวนหยอมดานหนาสามารถทําได
เชน กนั แนวทางการจดั สวนหอ งนา้ํ มีดงั นี้

ก. สาํ รวจและตรวจสภาพของพื้นที่ การวิเคราะหพ้นื ที่ดแู นวบงั สายตา
ข. สวนหยอ มอาจจัดบริเวณดา นหนา จดั รูปแบบหยอ มหรอื ปลูกไมดอกหอมกไ็ ด
ค. หองนํ้าตอ งมีแนวการปองกันสายตาจากดานนอก เพื่อปดบังมุมมองที่ไมนาดู แตควรโปรงสบาย
และรอบ ๆ ตองระบายนํ้าไดดี ระบบการสัญจรท่ีเช่ือมตอกับอาคารอื่น การจัดสวนระหวางทางเดินเขามา
หองน้าํ อาจแสดงแนวใหเห็นมบี างสว นตอ งมดิ ชดิ เพ่อื การปด บังสายตา
ฉ. ตาํ แหนงเพื่อการจัดสวน สว นมากหอ งนํา้ เปนอาคารที่ตองการปดบงั จะไมม ีตาํ แหนงในการตกแตง
แตแ นวทางการจดั ภมู ิทัศนค อื การปลูกตนไมรอบ ๆ ใหสวยงาม และปดบังมุมมองที่ไมน าดูจากดา นนอก การ
ปด บังมุมมองท่ไี มนา ดูจากดานนอกเปน สวนหน่ึงในการออกแบบ เพอื่ ประโยชนดานความสวยงาม แตในดา น
ความสะดวกการดูแลนักเรียนก็เปนอีกสวนหน่ึงที่จะนํามาพิจารณา ดังน้ันเพ่ือใหมีความลงตัวเหมาะสม
กับสภาพการดูแลนักเรียนและสิ่งที่ควรปดบังตองมีการพิจารณาเลือกพรรณไม หรือการปดบังที่ไมมิดชิด
จนเกนิ ไปและควรคาํ นึงในการจดั สวนหอ งนา้ํ มีแนวกําบงั หอ งน้ําแหง สะอาด โปรง โลง สบาย

4-สนมังกร ไมขุดลอ ม
200- หลิวมว งกระถาง 6 น้วิ

4-สนมังกร ไมข ุดลอ ม

ภาพที่ 4-26 Plan การจดั สวนบริเวณหองน้ํา Plan 4-ไทรยอดทองพุม กระถาง 15 นว้ิ
อาคาร
50- หลิวมว งกระถาง 6 น้วิ
3-ไทรยอดทองพุมกระถาง 15 น้ิว
50- หลิวมว งกระถาง 6 นิว้

ภาพท่ี 4-27 ภาพสามมติ ิการจัดสวนบรเิ วณหองนํา้ Perspective
อาคาร

การจัดสวนโรงเรียน หนา 102

4.2.7 การออกแบบจัดสวนบริเวณรอบ ๆ บานพักบุคลากร
การบรเิ วณรอบ ๆ บานพกั บคุ ลากร ตองคาํ นงึ ถงึ ความเปนสัดสว นและความเปนสวนตวั ควรแบงเขต
ใหชดั เจนดว ยแนวกาํ บงั หรือแนวสกรีน เพื่อใหเ กดิ ความเปน สวนตัวของบานพกั แยกพ้ืนที่ออกมาจากสวนอ่นื
ไดอยา งชดั เจน เปนการใหความเปนสวนตวั ความปลอดภัย แกครู-อาจารย บุคลากร และความเปนระเบียบ
ในทางดา นทศั นภาพดวย
โดยพ้ืนที่รอบ ๆ บานพักสามารถปลูกตนไมเปนแนวกําบัง และการกําหนดการสัญจรเปนพื้นท่ี
สวนตัว นอกจากนัน้ ในรายละเอียดของสว นท่ีพักจะมีพ้นื ที่ใชสอยทจ่ี ําเปน ไดแก สนามพักผอนรวม หรือหาก
เปนโรงเรียนขนาดใหญท ม่ี จี าํ นวนบานพักมาก อาจมสี นามเด็กเลน เพ่มิ ขน้ึ มาดวย
ระบบการสัญจรทีเ่ ชื่อมตอ กบั สวนอน่ื ๆ ระหวา งบา นพกั กบั สวนที่เก่ยี วขอ งเปนสวนสําคัญ เนื่องจาก
บริเวณบานพักเปนพ้ืนที่สวนตัวในโรงเรียนที่ตองการความปลอดภัย ดังน้ันตองมีการแยกสวนของท่ีดิน
ออกมาใหชัดเจน อาจจะโดยการปลูกตนไมเปนแนวปดบัง (Screen) หรือการแบงแนวสวนตัวดวยการ
ใชแหลงน้ํา หรือร้ัวก้ันเปนตน การจัดสวนของบริเวณบานพักเปนลักษณะการจัดสวนในบาน แตอ ีกนัยหน่ึง
อาจเปน การรักษาบริเวณท่พี ักใหม คี วามสะอาดสวยงาม เปนระเบยี บ (ภาพที่ 4-28 และ 4-29)

แปลงผกั

7-ไทรเกาหลี

70 ชาดดั

ภาพที่ 4-28 Plan การจดั สวนบรเิ วณบา นพกั บุคลากร Plan
อาคาร

ภาพท่ี 4-29 ภาพสามมิติการจดั สวนบรเิ วณบานพักบคุ ลากร Perspective

การจดั สวนโรงเรยี น หนา 103

4.2.8 การออกแบบจัดสวนตามแนวทางสญั จร
การสัญจร หมายถึงระบบการสัญจรภายในโรงเรียนคือระบบถนนในที่น้ีหมายถึงระบบการ
สัญจรหลกั ภายในโรงเรยี นจะเปน แนวยาวเพื่อใหสามารถเขาถึงพ้ืนที่ตาง ๆ ไดงา ยหลักการออกแบบภูมิทัศน
ตองสรางถนนและท่ีจอดรถใหไดมาตรฐานและสวยงามเปนปจจัยแรกที่ตองทํา หลังจากนั้นการออกแบบ
คือการจดั ถนนใหสวยงาม ตวั อยางการออกแบบสวนแนวการสัญจรทาํ ไดดังน้ี
ก. การสํารวจแนวถนน และการจอดรถ ถนนตอ งสามารถรองรับการระบายนํา้ ในพ้นื ท่ีไดอ ยางดี
ข. ไหลถนนสามารถนํามาใชในการออกแบบภูมิทัศนแลวตามความเหมาะสม เชน การปลูกตนไม
ตามแนวถนน ตองพิจารณาถึงความเหมาะสมกบั ประโยชนก ารใชงานท้งั น้ีข้นึ อยูกบั วัตถปุ ระสงคการปลกู
ค. ตองการปลูกเพ่ือใหรมเงาควรเลอื กไมทีร่ ูปทรงแผกวา ง
ง. ตอ งการปลกู เพือ่ เปนอกลักษณเ ลอื กตนไมทเ่ี ปน เอกลกั ษณ
จ. ตอ งการปลกู เพือ่ ความสวยงามเลือกตน ไมท่ีมีดอกสีสันสวยงาม
ฉ. หลักการในการกําหนดตําแหนงปลูกตนไมตามแนวถนนของโรงเรียนอาจปลูกเปนระยะ ๆ ตาม
ถนนและเสนทางหลักของโรงเรยี น การเลอื กพรรณไมม าจากประโยชนใชส อย และเอกลักษณะของพ้ืนที่ การ
เลือกพรรณไมตามประโยชนใชสอย หมายถึงการเลือกตามตองการ เชนตองการใหเปนรมเงาจะเลือกตาม
ลกั ษณะของพชื ทม่ี ีทรงพมุ เผยกวา ง ใบหนา ใหรมเงาไดมากดูแลรักษางาย หรือการเลือกตามเอกลักษณ เชน
ตน ไมที่มสี ัญลกั ษณของโรงเรยี นน้ัน ๆ โรงเรยี นสวนใหญม ตี น ไมป ระจําโรงเรียนอยูแลว อาจเลือกไมตนนั้นเปน
สัญลักษณของโรงเรียนกําหนดตามการปลูกใหเดนและเปนเอกลักษณ ระยะการปลูกตองปลูกตามทรงพุม
เชน อินทนนิ มีทรงพุมกวางเม่อื โตเต็มท่ี 10 เมตร กจ็ ะปลกู ระหวา งตน เปน 10 เมตรเปนตน (ภาพท่ี 4-30)

ภาพท่ี 4-30 การปลูกตน ไมต ามแนวถนนของโรงเรยี น
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 104

ช. หลักการปลูกตนไมในโรงเรียน ตนไมท่ีมีอยูและใชประโยชนในโรงเรียน มีเพ่ือการใหรมเงา
และเพือ่ รักษาสภาพแวดลอมใหเกิดความสวยงาม ในการปลูกตนไมในโรงเรียนจะกลาวเฉพาะในกรณีท่ีการ
ปลกู พรรณไมเ พื่อใหร มเงากบั ลักษณะของพันธุไมเ หลาน้ันไดแ ก

1) ใหรมเงาตลอดท้ังป จึงควรเปนตนไมท่ีเขียวตลอดท้ังปไมมีการผลัดใบหรือผลัดใบใน
ชวงเวลาสน้ั ๆ

2) แตกกิ่งกา นในระดับสงู เหนอื ศีรษะ เพ่อื ใหคนสามารถเดนิ ลอดผา นได
3) ไมมีสิ่งท่ีจะสรางความรําคาญ หรือทําอันตรายแกผูใชบริเวณ ใตตน เชน หนามตามลํา
ตน ยาง ผล เมลด็ นอกจากนนั้ กง่ิ กา นไมค วรเปราะหักงาย
4) ตน ไมใ หรมเงา ไดแ ก กลั ปพฤกษ ตะแบบ ชงโค ประดู พิกลุ นนทรี
ซ. ตนไมบังลมคุณสมบัติการเลือกไมยืนตนเพ่ือบังลมการปลูกตนไมบังลม ตนไมตองใหรมเงา
ลกั ษณะของพันธไมเหลานนั้ ไดแ ก
1) รปู รา งสงู ผอม ตนอาจเปนทรงแบบ ปรามดิ หรือทรงกระบอกสามารถลตู ามลม
2) ลาํ ตน และกิง่ กา นเหนียว สามารถลตู ามลมโดยไมห ักเสียหายได
3) มใี บตง้ั แตโคนถึงยอด สามารถบังลมไดม าก
4) ขนาดใบเล็กหรอื รปู ใบเปนเสน ๆ เนอ้ื เหนยี วไมฉ ีกขาดงาย
ฌ. ตนไมเพ่ือการปดบัง คุณสมบัติของไมที่ใชเปนการการปดบัง ตนไมปดบังควรมีลักษณะใบหนา
ทรงพุมหนา การดูแลรักษางาย ปลูกเปนแนว เชนการปดบังสายตาตองอยูเหนือระดับสายตา ตนไมตองมี
ความใบหนาพอท่ีจะปด บงั ไมใหค นมองทะลุผานได เชน ไทรยอดทอง ไรเกาหลี เปนตน
1) การปดบงั พนื้ ที่ตอ งการแบงขอบเขต เชน ระหวา งพนื้ ที่พกั ผอ นกับทางเดนิ
2) เพ่อื ตองการปด บังสายตา ปอ งกนั มลภาวะ เชน ฝนุ เสยี ง ควนั

บทสรปุ
ในการออกแบบโรงเรียนน้ันมีข้ันตอนตาง ๆ ในการออกแบบที่ตอเนื่องมาจากการวิเคราะหพ้ืนที่

ไดแก การออกแบบแนวความคิดเบ้ืองตน แบบราง ผงั แมบท การทําแบบรายละเอยี ดเพื่อไปใชใ นการกอ สราง
ไดแก แปลนพืชพรรณ การเขยี นแบบกอสรางพชื พรรณ แบบแสดงงาน Hardscape แบบแสดงระยะในผัง
พื้นท่ี ทั้งหมดใชแนวทางเดียวกันท้ังงานพื้นที่ขนาดใหญและพ้ืนท่ีขนาดเล็ก ปรับใชตามความเหมาะสม
นอกจากนัน้ การออกแบบรายละเอียดจัดสวนโรงเรียนตําแหนงท่ีสําคัญ ๆ ไดแก ปายโรงเรียน เสาธง บริเวณ
ดานหนา อาคาร ลานพักผอ นระหวา งอาคารเรยี น บานพกั บุคลากร เปน การแสดงตัวอยางในการออกแบบ จัด
สวนแตละตําแหนงเปน แนวทางในการนาํ ไปใชในการจัดสวนแตล ะจดุ ของโรงเรียน

อยางไรก็ตามการออกแบบไมไดเปนขั้นตอนสุดทายในการจัดสวนโรงเรียน ยังมีข้ันตอนในการ
กอสรางสวนและการดูแลรักษาสวนทเี่ ปนขนั้ ตอนท่สี ําคัญเชนกัน การทีส่ วนจะสวยงามตลอดน้ันขัน้ ตอนการ
กอ สรา งและการดแู ลมคี วามสาํ คัญมากอยา งยิ่ง ดังท่ีจะไดก ลา วในบทตอไป

การจดั สวนโรงเรียน หนา 105

บทที่ 5
การประมาณราคา การจัดสราง และการดูแลรักษาสวนโรงเรยี น

หลังจากท่ีมีการวิเคราะหพื้นท่ี การออกแบบเสร็จเรียบรอย ข้ันตอมาคือการประมาณราคา,
การจดั สรางสวนและการดูแลรักษาสวนในบทนี้จะกลาวถงึ ทั้งสามสวนเพอ่ื ใหก ารจัดสวนในโรงเรียนสามารถ
ทํางานไดประสบผลสาํ เร็จ

การประมาณราคางานจัดสวนเปนสวนสําคัญในการวางแผนการจัดสรรงบประมาณไดอยางถูกตอ ง
ทาํ ใหการวางแผนดําเนินการประสบความสําเร็จ โดยเฉพาะในการจัดสวนโรงเรียน เน่ืองจากเปนหนวยงาน
ราชการทต่ี อ งมีการเตรมี งบประมาณเอาไวเปนป การมกี ารวางแผนเสนอโครงการในแผนเปนเร่ืองทีส่ ําคัญใน
การทาํ งาน การประมาณราคางานจัดสวนจึงเปนสวนทีต่ องมกี ารประมาณราคาเพ่ือการเสนอแผนประจําป
วางแผนการทํางานไดเปนอยา งดี

การจัดสรางสวนเปนสวนสําคัญ เปนเหมือนงานกอสรางอยางหนึ่งท่ีตองมีโครงสรางมีการวางแผน
มีข้ันตอนการกอสรางท่ีตองใชทั้งความรู งบประมาณและแรงงาน การกอสรางจึงจะประสบความสําเร็จ
สามารถใชก ารไดอยางดี นอกจากนั้นหลังจากมกี ารจัดสรางสวนเสร็จตอ งดูแลรักษาอยางตอ เนื่อง เพราะงาน
จัดสวนมีความพิเศษประกอบดวยส่ิงมีชีวิตคือพืชพรรณ ตองมีการดูแลรักษาอยูอยางสม่ําเสมอจึงจะทําให
สวนสวยอยา งย่ังยืน ในบทนีจ้ ะกลาวถงึ ทั้งสามสว นเพือ่ ใหก ารจัดสวนในโรงเรยี นประสบความสําเร็จ สวยงาม

5.1 การประมาณราคาสวน
การประมาณราคา (Construction estimating) หมายถงึ การคํานวณหาปริมาณและราคาของ

ช้ินงานรวมถึงคาแรงงานและคาใชจายตาง ๆ ท่ีควรจะเปนในการสรางงานช้ินหนึ่ง โดยอาศัยหลักวิชาการ
และขอเท็จจริงของทองตลาด ดังนั้น ราคาที่ประมาณได จึงไมใชราคาที่แทจริง แตเปนราคาทใ่ี กลเคียงมาก
ทส่ี ดุ เปน การพิจารณาคา ใชจ ายทใ่ี ชใ นการดาํ เนินงานกอ สราง โดยถอดประมาณของวัสดุอุปกรณ ท่ีมีในแบบ
แปลนของงานกอ สราง (Drawing) สืบหาราคาของวัสดุอุปกรณนั้นและคาติดตั้งที่ใชร วมทั้งคาใชจาย ตาง ๆ
ที่จะเกิดขน้ึ แลว รวบรวมลงในรายการแสดงวัสดอุ ุปกรณ (Bill Of quantity) ตามหมวดหมขู องแตละรายการ
อุปกรณน ัน้

การประมาณราคากอสรางสวนมีความสําคัญและมีประโยชน โรงเรียนเปนการวางแผน และการ
เขยี นโครงการเพอ่ื การเสนองบประมาณ เปน การเตรียมการใหส ามารถดาํ เนินการจัดสวนในโรงเรียนได

5.1.1 รายการการประมาณราคาทส่ี ําคัญในงานจดั สวนโรงเรยี น
ก.คา วสั ดุอปุ กรณประกอบดว ย วัสดแุ ขง็ (Hardscape) ไดแก ทางเทา , วัสดุอุปกรณตกแตง

สวน และวสั ดอุ อ น (Softscape ) ไดแ ก งานดนิ พืชพรรณ หญา
ข.งานระบบในงานจัดสวน ไดแก ระบบนํา้ ระบบไฟ งานถมดิน
ค.คาแรงงาน คิดจากผลรวมของแรงงานทั้งหมด หรือจะคิดจากหนวยคาแรงท่ีกําหนด

เชน คาแรงปหู ญา ตารางเมตรละ หรือคิดตามเปอรเซ็นตของงาน โดยสวนมากนิยมคิด 1 ใน 3 ของราคาวัสดุ
คือประมาณ 30 เปอรเ ซ็นตข องคาวัสดุ

ง.คา เครื่องมืออปุ กรณ สําหรับงานจัดสวนท่ัวไปคดิ 10-20 % ของคา วัสดุ

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 106

จ.คาใชจายเบ็ดเตล็ด เชน คาเตรียมงาน คาใชจายชวงปฏิบัติงาน และคาใชจายหลังการ
ปฏบิ ัตงิ าน

ฉ.คา แบบและกําไร (Free for landscape design) ถา ออกแบบเหมารวมทั้งหมดคดิ คา
แบบ 10 เปอรเซ็นต แตถาคิดคาแบบและกําไรรวมกนั คิด 30 เปอรเซ็นตอยางไรก็ตามไมจําเปนตองเปน
30 เปอรเซ็นตทุกครั้งท้ังน้ีข้ึนอยูกับจํานวนเงินท้ังหมด ถาราคารวมสูงคาแบบและกําไรอาจลดลงเปน
15-25 เปอรเซน็ ต แตถ าราคารวมต่าํ อาจคดิ เปน 50 เปอรเ ซน็ ตก ไ็ ด

ช.คา ภาษนี ้ันจะคิดเปน เปอรเ ซ็นตจ ากกาํ ไรสุทธิ จะคิดเปนลําดบั สดุ ทายของงาน
ดังน้ันการประมาณราคางานจัดสวนทั้งหมด หมายถึง ผลรวมของราคาวัสดุ + คาใชจายตางๆ +
คาแบบและกําไร หมายเหตุ สําหรับการจัดสวนในโรงเรียนไมตองนําเอา คาแบบและกําไร กับคาภาษี
เขา มาคดิ รว ม เนอื่ งจากเปน หนวย งานราชการ ทไ่ี มไดหวงั ผลกําไร และไมต องเสยี ภาษี
5.1.2 ตวั อยา งการประมาณราคางานจดั สวนโรงเรยี น ใหม ีการจดั สรา งสวนหยอ มภายในโรงเรียน
ดานขางอาคารเรียนตามแบบขางลาง (ภาพท่ี 5-1) ในการประมาณราคาสวนขางอาคารเรยี นดงั กลาวจะทาํ
การประมาณราคาตามลําดบั ดังตอไปนี้

ภาพท่ี 5-1 แบบสวนหยอมดานขางอาคารเรียน
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 107

ก.คาวัสดอุ ุปกรณ หมายถึง รายการวสั ดแุ ข็ง วสั ดุออน และงานระบบ ในการจัดสวน จากภาพท่ี 5-1
ถอดรายการวสั ดุอปุ กรณและนํามาคํานวณหาราคารวม

ตารางท่ี 5-1 รายการวสั ดแุ ข็ง ในการกอสรา งหยอ มขางอาคารเรียน

ลาํ ดบั วสั ดุ จาํ นวน ราคาตอ หนวย (บาท) ราคารวม (บาท)

1 เกาอ้ีสนาม 1 ชดุ 3,500 3,500
7,000
2 นาํ้ พุรูปตุก ตา 1 ชุด 7,000 3,200
875
3 ทางเทาหินกาบ 80 แผน 40 4,500
4 ทรายหยาบ 5 ม3 175 200
5 ดนิ ผสม 15 ม3 300 80
90
6 ปุยเคมีสตู รเสมอ 5 กก. 40 80
45
7 ยาฆาแมลง 2 ถงุ 40 1,200
20,770
8 อิฐมอญ 300 กอน รอยละ 30

9 ถานปน 1 กระสอบ 80

10 ไมไ ผใ ชคํา้ ตนไม 3 มัด 15

11 กรวด 20 กระสอบ 60

รวมราคาวสั ดุแข็ง

ตารางที่ 5-2 รายการวสั ดุออ น หรือพืชพรรณและหญา ในการจัดสรา งหยอ มขา งอาคารเรยี น

หมายเลข พรรณไม จํานวน (ตน ) ความสูงขนาด(เมตร) ราคาตน ละ(บาท) ราคารวม(บาท)

1 ชมพูพนั ธทุ พิ ย 3 2.50 100 300

2 ทองหลางดา ง 2 3.00 800 1,600

3 พวงทองตน 3 0.80 80 240

4 วานสีท่ ศิ ดา ง 8 0.50 80 640

5 เข็มเชยี งใหม 30 0.25 15 450

6 ดาดตะก่วั 80 0.15 6 480

7 หัวใจมว ง 40 0.15 6 240

8 กระดุมทองเลื้อย 25 0.15 6 150

9 หญา นวลนอย 150 ตร.ม. 25 3,750

รวมคาพรรณไม และหญา 7,850

หมายเหตุ พรรณไมตาง ๆ ท่ีใชถาตองการใหเจาของทราบรายละเอียดมากข้ึนก็ควรเขียน ชื่อ
พฤกษศาสตร (Botanical name) และชื่อที่ใชเรียกกันทวั่ ไปในภาษาอังกฤษดวย (Common name) ขนาด
เพอ่ื ใหทราบรายละเอยี ดมากยิง่ ขึ้น

รายการวสั ดตุ าง ๆ นนั้ บางอยางก็เปนสิง่ ทท่ี าํ เสรจ็ แลว เชน เกาอสี้ นาม

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 108

ตารางที่ 5-3 รายการงานระบบ ในการจดั สรางหยอ มขางอาคารเรียน

หมายเลข รายการ จํานวน ราคาตอหนวย (บาท) ราคารวม (บาท)

1 ดินถม 2 รถ 1,100 2,200
220
2 ทอขนาด 2 นวิ้ 2 เสน 110 400
200
3 ทอ ขนาด ¾ น้ิว 5 เสน 80 1,000
4,020
4 อุปกรณข อตอ - 200

5 อปุ กรณร ะบบไฟสนาม - 1,000

รวมงานระบบ

ข.คา แรงงาน (Cost of Installation )
1) คาแรงลูกตนไม คิด 30 เปอรเ ซน็ ตข องราคาพรรณไม
2) คาแรงตดิ ต้ังวัสดตุ า ง ๆ ตามจํานวนวนั และคา แรง เชน ใชแรงงาน 5 วนั ๆ ละ 5 วันละ

100 บาท เปน เงิน 2,500 บาท
3) คาแรงปูหญา คิดเปน ตารางเมตร

ค.คา เครื่องมอื อปุ กรณ สําหรับงานจดั ภมู ิทัศนท ัว่ ไปคดิ 10-20 % ของคาวสั ดุ
ง.คาใชจ ายเบ็ดเตลด็ เชนคาเตรียมงาน คาใชจ ายชวงปฏิบตั ิงาน และคาใชจา ยหลงั การปฏบิ ตั ิงาน

ตารางที่ 5-4 สรุปการประมาณราคางานภูมทิ ัศน ในการจัดสรางหยอมขา งอาคารเรียน

ลําดบั ท่ี รายการรวม จาํ นวนเงนิ (บาท ) หมายเหตุ

1 คาวัสดุอุปกรณ +งาน 20,770 ราคาใกลเคียงกับความจริงและเปน

ระบบ +7,850+4,020=32,640 ปจจบุ ันมากที่สดุ

2 คา แรงงาน 9,792 30 % ของคา วัสดุ (30/100*32,640)

3 คาเคร่ืองมอื อุปกรณ 3,264 10 % ของคา วัสดุ (10/100*32,640)

4 รวมราคาทนุ 32,640+9,792+3,264=45,696

5 คา ใชจายเบด็ เตลด็ 2,000 จา ยตามจรงิ เชนคานํา้ มนั คา เดนิ ทาง

ประมาณคาจัดสวนทงั้ หมด 45,696+2,000=47,696

หมายเหตุ
1.การประมาณราคานีใ้ ชสาํ หรับการประมาณราคาสวนของโรงเรียนผูคดิ การประมาณราคา อาจเปน

เจาหนา ทฝ่ี า ยอาคารสถานที่ หรือ ครูผูรบั ผิดชอบ
2.ในการประมาณราคาครัง้ น้ไี มม คี าแบบและกําไร เน่ืองจากผปู ระมาณราคาไมใชนักธรุ กจิ แตถา เปน

การประมาณราคาโดยผปู ระกอบการจะมคี าแบบและกําไร และคาภาษเี พมิ่ ขน้ึ มาดว ย

5.2 การจดั สรางสวน
การจัดสรา งสวน เปน การกอ สรางอยา งหนงึ่ เพือ่ เปน การลาํ ดับการทาํ งานใหไ ดผลตามตองการตองมีการ

ทาํ งานเปนข้นั เปน ตอนหลังจากทไ่ี ดส ํารวจพ้ืนท่ี วเิ คราะหข อมลู ออกแบบ เขยี นแบบกอ สรางและประมาณ

การจัดสวนโรงเรียน หนา 109

ราคาเรยี บรอ ยแลว ในขน้ั ตอ มาเปนการจดั สรา งสวนมีขั้นตอนดังตอไปนี้
5.2.1 การปรบั พน้ื ทแ่ี ละการวางงานระบบ เปนการเตรียมพื้นที่เพื่อการจัดสรางสวน ในกรณที ่ีมีการ

กอ สรางอาคารอยูดวยตอ งรอใหการกอสรางอาคารน้ันเสร็จเรียบรอยกอนจึงดําเนินการเขาไปจัดสรางสวน
การปรับพน้ื ทต่ี องกําจดั ขยะขนขยะออกจากพืน้ ท่ี เปนการเคลยี พื้นท่ีใหสะอาด เรียบรอย หลังจากการเตรียม
พ้ืนทเ่ี สรจ็ จะมองเห็นสภาพของพื้นทแ่ี ทจ ริง ทาํ การถมดินและปรับระดับของพ้ืนท่ีเสร็จแลวการกอสรางหรือ
วางระบบท่ีอยใู ตดิน ไดแก การฝงทอ ระบายน้ํา วางระบบนํ้า การวางระบบไฟใหท ําในขนั้ ตอนนไี้ ปดว ย

การปรับพ้ืนที่เปนการปรับดินเพือ่ การจัดสรางสวน ใหไดตรงตามวัตถุประสงคของการจัดสวน เชน
การทําเนินดินเพอ่ื ใหสวนมีความโดดเดนสวยงาม หรือการปรับพ้ืนท่ีเพ่อื ใหระดับดินสูงขึน้ ในการปรับพื้นที่
ตองคํานึงถึงการระบายนํ้าเปนสําคัญใหพ้ืนท่ีจัดสรางสวนสามารถระบายน้ําได และทําใหพ้ืนท่ีมีความ
สม่ําเสมอและเรียบไดระดับ การปรับดินทําที่ทําใหการระบายนํ้าในงานสวนสามารถระบายไดดีจะตองไล
ระดับของดินจากที่สูงลงไปเรื่อย ๆ ทุกจุดตอ งคํานงึ ถึงการระบายน้ําในสวน นอกจากนั้นเทคนิคการปรับดิน
ใหมีความเรียบสวยงาม ไมเปนหลุมเปนบอตองมีการจับระดับ บางคร้ังอาจตองปลอยดินเอาไวสัก 3-5 วัน
เพือ่ ใหด ินอยตู ัวและรอดูการทรุดตัวของดิน หรือรดนํ้าเพ่อื ใหด ินแนน ใชลูกกลิ้งบดดินใหเรียบ บริเวณใดเกดิ
การยบุ ของดินทาํ การปรบั เพม่ิ ดนิ จนไมยุบตัว หลงั จากปรับดินเสร็จส้ินแลวทาํ การ ลงตําแหนงตนไมหลักและ
วสั ดอุ ปุ กรณวสั ดุตกแตงตอ ไป

การคิดคาํ นวณงานดินถมในงานจดั สวนสามารถคํานวณไดด งั ตัวอยาง เชน ตอ งการถมดนิ เพ่อื ทาํ เนิน
ปลูกตนไมในพืน้ ที่ที่มคี วามกวาง 20 เมตร ยาว 20 เมตร ตอ งการใหส ูง 10 เซนติเมตร ตองใชปริมาณดิน
เทาไร

วิธีคิด พน้ื ทที่ ้งั หมด * ความสูง ( 20*20) * 0.05 = 20 ลูกบาศกเ มตร หรือประมาณ 20 ควิ หากเปน
งานปลกู ตน ไม และจดั สวน เผ่อื การยบุ ตวั คดิ ปริมาณดนิ เพ่ิมประมาณ 2%

การส่ังดิน ปจจุบันการซ้อื ขายดนิ จะมีการขายเปนรถ รถหกลอและรถสิบลอ ราคาท่ีดนิ ขึน้ อยูกับอีก
หลายปจจัยไดแก ระยะทาง ระหวางบอดินที่เราซ้ือดินมากับสถานท่ีกอสราง (ราคาคาขนสง),ชนิดของดิน
ดูจากความลึกของดินทีข่ ุดขึ้นมา หนาดิน 0-0.50 ม. บางทกี่ ็ถึง 1.00 ม. จะแพงที่สุด เหมาะสําหรับการปลูก
ตน ไม (ดนิ จะมีสีดาํ ) ลึกกวา น้ลี งไปราคาจะถกู ลง เพราะแรธาตใุ นดินจะนอย

ในการปรับพ้ืนที่สามารถใชเครื่องทุนแรงชวย เชน รถปรับดิน แลวปรับใหละเอียดดวยดวย
แรงงานคนอีกคร้ังหน่งึ (ภาพท่ี 5-2 และ 5-3)

ภาพที่ 5-2 การปรับพื้นทีใ่ ชเ คร่ืองรถปรับดินชวย ภาพท่ี 5-3 การปรบั พนื้ ที่โดยใชแรงงานชว ยอีกคร้งั หนง่ึ

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 110

5.2.2 การวางส่ิงกอสรางและวัสดตุ กแตง สวนในสวน หลังจากทาํ การปรับพ้ืนที่ วางระบบระบายนํ้า
ระบบนํ้า ระบบไฟ เสร็จเรยี บรอยแลว ทาํ การกอสรางสิ่งกอสรางทีอ่ ยูบนดนิ เชน ทางเทา น้ําตก หินประดับ
หากมีตอ งทาํ ใหเ รียบรอยทาํ ไปพรอ ม ๆ กับการปรบั พืน้ ที่ (ภาพที่ 5-4 และ 5-5)

ภาพที่ 5-4 การวางระบบน้าํ ระบบไฟ ภาพที่ 5-5 การวางระบบระบายน้ํา

การวางทางเทา วัสดุท่ีใชทําเปนทางเทาอาจจะใชหินกาบ หินลาง ซีเมนตอัด หรือแผนซีเมนต

ธรรมดา รปู รางของแผนทางเทา อาจจะเปน รูปวงกลม ส่ีเหล่ียม หรือหกเหล่ียม เมอ่ื เลือกวัสดทุ ี่จะทําเปนทาง

เทาไดแลวก็ทําการปูทางเทา โดยวางใหหางกนั ประมาณ 20 เซนติเมตร ใหระยะการกาวเดินพอดี หากชิด

หรือหางเกินไป ทาํ ใหการเดินไมสะดวก ก็สามารถปรับใหไดระยะพอเหมาะ ถาจะใหแนใจควรลองวางแผน

ทางเทา แลว ใหห ลาย ๆ คน ทดลองเดนิ ดู (ภาพที่ 5-6 และ 5-7)

ภาพที่ 5-6 การวางทางเทา ภาพท่ี 5-7 การวางทางเทา

การวางหนิ ประดบั จดั วางกอนหินโดยทว่ั ไปจะจัดวางเปนกลุม กลุมละ 2-3 กอน แตถา เปนหินขนาด
ใหญ สูงเกิน 1 เมตรขึ้นไป มักจะวางไวเดี่ยว ๆ การจัดวางหินจะตองคํานึงถึงความงามที่ไดจากเสนและ
รปู ทรงของหนิ การจดั วางแบง ได 3 แบบคือ เนน เสนทางสงู เนน เสนทางนอน และเนนรปู ทรงของหนิ

การจัดวางหินโดยเนนเสนทางสูง เปนการใชหินทม่ี ีรูปทรงผอมสูง ซ่งึ จะจัดวางเนนบริเวณท่ีราบใหด ู
เดนขึ้น หรืออาจจะใชว างบนเนนิ เพือ่ ใหเ นินน้ันเดนกวาเนินอน่ื ๆ การใชหินอนื่ ประกอบอีกหนึ่งหรือสองกอ น
จะชวยลดความแรงของเสนในทางตั้ง โดยวางหินประกอบตามนอน หินประกอบน้ีจะตองมีขนาดเล็กกวา
แตรูปทรงควรจะสมั พนั ธก นั เชน หนาพอ ๆ กนั และควรเปนหนิ ชนิดเดียวกัน

การจัดสวนโรงเรยี น หนา 111

การจดั วางหินโดยเนน เสนทางนอน เปนการใชหินที่มีรูปทรงผอมสูงเชนเดียวกนั แตจัดวางใหราบไป
กบั พื้นดิน การจัดวางลักษณะนี้ ควรเลือกใชหินกอ นใหญ เพื่อใหเกดิ จุดเดนเม่อื วางราบกบั พ้นื ดิน ในกรณีท่ี
หินมีรูปทรงสวยงามและขนาดความยาวเกินกวา 1 เมตร ก็สามารถจัดวางกอนเดียวโดด ๆ ได แตถ าหินมี
ขนาดเล็ก ก็จะใชห นิ 2 กอ น โดยหนิ ทนี่ ํามาประกอบจะมขี นาด 2 ใน 3 ของหินหลกั และจัดวางเนนเสนทาง
สงู แตไมสงู จนเกนิ ไปจนเดนกวา หินหลักท่ีเปน ประธาน หนิ ทีน่ าํ มาจัดวางจะตอ งเปน หนิ ชนิดเดียวกนั

สวนการจัดวางหนิ โดยเนน รูปทรงของหนิ เปนการใชห ินทมี่ ีรูปทรงสวยงาม มองไดรอบดาน ลักษณะ
กวาง ยาว สูง ใกลเคยี งกัน การเลือกใชหินประเภทนี้จะมีอยู 2 ลักษณะ คือ การใชรูปทรงของหนิ นั้นจริง ๆ
เชน รปู ทรงสเ่ี หลย่ี ม สามเหล่ยี ม กบั การใชแ งม ุมของหนิ เปนจุดเดน ซ่งึ รปู ทรงของหนิ ลกั ษณะน้ีจะมีแงมมุ ย่ืน
ออกมา มีรู รองตาง ๆ บางชนิดจะมีรูพรุนรอบตัว เปนพวกหินทราย หินกรวด เปนตน การจัดวางหินที่มี
รปู ทรงสวยงาม จะวางกอนเดียวโดด ๆ ขนาดของหินทีน่ ํามาใชประมาณฟุตคร่ึงถึงสองฟุต หรืออาจจะโตกวา
ทั้งนขี้ ึ้นอยูกบั ขนาดพ้ืนทีท่ จี่ ดั สวนนั้น ๆ

ภาพที่ 5-8 การวางหนิ ประดับ

5.2.3 การลงตนไม มขี ้นั ตอนการลงตนไมอยู ตาม 3 ลําดับ ลําดบั ทหี่ นง่ึ ลงตน ไมหลกั ลาํ ดับทสี่ องลง

ตน ไมร อง และลาํ ดบั ที่ 3 ลงตน ไมประดบั หรือไมคลมุ ดนิ

การลงตนไมหลัก หมายถึง ตนไมที่ปลูกเปนหลักในพ้ืนท่ี เปนจุดเดนของพื้นท่ี อาจเปนไมยืนตน

ไมพุมก็ได ไมหลักเปนจุดเดนมีความสวยงามและทําใหพื้นท่ีมีความสวยงามตองลงกอนตนไมชนิดอื่น

(ภาพท่ี 5-9 และ 5-10)

ตนไมห ลกั ทน่ี าํ ใชใ นงานจัดสวนมหี ลายชนดิ ไดแ ก พชื ตระกลู ปาลม ไมยนื ตน หรือบางคร้ังอาจเปน

ไมพ ุมก็ได

พชื ตระกลู ปาลม

ปาลม หางกระรอก อนิ ทผาลมั หมากเขยี ว หมากเหลือง หมากแดง

หมากนวล ปาลม แชมเปญ ปาลมเปตตโิ คต ตาลฟา ตาลเหลอื ง

ปาลม เคราฤาษี ปาลม อา ยหมี ปาลมไผ ปาลม ขวด ปาลม เจา เมอื งตรัง

ปาลมสามทาง ปาลมชวา ปาลมพัด ปาลมพดั จีบ ปาลมบังสรู ย

หมากงาชาง ปรงญ่ีปุน ปรงแมกซิกนั ปรงทะเล ปรงปา

ปรงเขา ปรงสีฟา สิบสองปน นา ปาลมสะดอื เหลือง

การจดั สวนโรงเรียน หนา 112

ไมยืนตน กระทิง กนั เกรา กุม นาํ้ กลั ปพฤกษ
กระดงั งาไทย ขอย ขเ้ี หล็ก ขี้เหลก็ อเมรกิ ัน แคฝรั่ง
แกว เจาจอม จามจุรี จาํ ปา จาํ ป ชมพพู ันธท ิพย
แคแสด ตะโกนา ตะแบก ตะเบเหลอื ง ทองกวาว
ชัยพฤกษ ประดอู งั สนา ประดูแดง ปบ ปบทอง
บุหงาสา หรี ไผเลี้ยง ไผเหลอื ง พะยอม พกิ ลุ มะฮอกกานี
แปรงลา งขวด ราชพฤกษ ลาํ ดวน ลลี าวดี ลําดวน
รตั มา สาเก สารภี โสกน้ํา โสกพวง
สนมังกร หลวิ หางนกยงู ฝรงั่ อนิ ทนินน้ํา อนิ ทนินบก
หนวดปลาหมึก

ภาพท่ี 5-9 การลงตน ไมห ลัก ภาพที่ 5-10 การลงตนไมห ลกั

5.2.4 การลงตนไมรอง หลังจากลงตนไมหลัก จะลงตนไมร องลงมา เพื่อใหเปนการแตงเตมิ กันไป
การลงไมรองหรือเรียกอกี อยางหนึ่งวาการลงไมระดับทส่ี องตอ มาจากไมห ลักควรมีลําดับจังหวะที่สอดคลอง
ตอเนื่องกับไมหลัก คํานึงถึงจังหวะของตนไม เปนข้ันตอนหนึ่งที่ใชหลักศิลปะการจัดสวนมาใช ไมรอง
สว นมากจะใชไมพ ุมในการนาํ มาใช

ไมพุม กระดงั งาสงขลา กาหลง แกว เจาจอม
กรรณิการ คริสมาสต คาํ แสด จ๋ัง
เขม็ ขาว ซองออฟจาไมกา ซองออฟอนิ เดยี ดอนญา ขาว
จนั ทนผ า เทียนหยด ไทรทอง นางแยม
เตยดา ง ทรงบาดาล ยโ่ี ถ รําเพย ราชาวดี
ยเ่ี ขง สนสามรอ ยยอด สบิ สองปน นา แสงจันทร
สนบลู หมากเขยี ว หลิวทอง หางนกยงู ไทย
แสงจันทร กลว ยแดง กามกุง โกสน
เหลืองออสเตรเลีย ชอ งนาง ชอนทอง พวงแสด
ชบา ราตรี พวงทองตน
เฟองฟา

การจดั สวนโรงเรียน หนา 113

ภาพท่ี 5-11 การลงตนไมรอง

5.2.5 การลงตนไมคลมุ ดนิ การเปนตกแตง สวนใหม ีความสวยงามละเอียด ใสเพ่ือเตมิ เตม็ ใหกบั ตน ไม
หลักและตนไมรอง การลงสามารถลงเปนกลมุ ขนาดใหญไ ด ไมคลุมดินถอื วาเปนไมประดับที่ทําใหงานจัดสวน
มคี วามสวยงามละเอยี ด

ไมคลมุ ดนิ การะเกดหนู กาํ แพงเงนิ คลา
กาบหอยแครงแคระ ซมุ กระตายเขยี ว เตยหอม ผักโขมแดง พลบั พลงึ ตีนเปด
เดหลี รางเงนิ รางทอง กระดุมทองเล้ือย
พลับพลงึ หนู แอหนัง ฤาษผี สม เกดแกว
หลิวใตห วัน บุษบาฮาวาย ปกแมลงสาบ ผกากรองเลือ้ ย
ดาดตะกว่ั พรมกาํ มะหยี่ พลดู าง เวอรบนี า
ผกั เปดเขียว เศรษฐีเรอื นใน หนวดปลาดกุ หัวใจมวง
เศรษฐเี รอื นนอก

ภาพที่ 5-12 การลงไมค ลุมดนิ ภาพท่ี 5-13 การลงไมค ลุมดิน

5.2.4 การปหู ญาและการทําความสะอาด กอ นทจี่ ะเร่ิมปูหญา ควรปรับแตง พ้ืนท่ใี หเรียบไดระดับ อัด

ดินใหแนนปรับระดบั ใหไดตามความตอ งการ แลวใชทรายโรยใหหนาประมาณ 1-2 เซนตเิ มตร เกล่ียทราย

สมํ่าเสมอ ใชไมปาดใหเรียบ โรยปูนขาว ปุยคอกหรือปุยเทศบาล ใหทั่วบริเวณ กอนปูหญาตองรดนํ้า

ใหด นิ ชมุ ช้นื พอประมาณ (ภาพที่ 5-14)

การปูหญาจะรวดเร็วหากมีการแบงหนาที่ผูรับผิดชอบออกเปนฝาย ๆ ดังน้ี การปูหญาจะเริ่มจาก

ขอบแนวดานใดดานหนึ่งของสนามท่ีจะทํางานไดสะดวก การปูแผนหญาจะตองใหขอบชิดกัน ใหสนิท

การจดั สวนโรงเรียน หนา 114

ในแตละแผน วิธีการที่ดีคือเผยอขอบแผนหญาท้ังสองแผนขึ้นแลวกดท้ังสองแผนลงพรอม ๆ กัน รอยตอ
จะสนิท ปูตอไปเรื่อย ๆ จนท่วั บริเวณเมอ่ื ปูหญา เสร็จสิ้นแลวใชลูกกลิ้งบดทับเพ่ือใหแผนหญาแนบสนิทเปน
ผืนเดียวกนั การบดทับจะทําทง้ั 4 ดา น เมื่อเสร็จเรียบรอยแลว จะตองใหน ํ้าทันทีหลังจากปูหญา เสร็จ การให
น้ําสนามหญาจะใหตลอดไปจนกวาหญาจะงอกรากใหม การใหนํ้าชวงแรกหากอากาศรอนแดดจัดจะตองให
นาํ้ แบบพนฝอย (Sprinkler) ทั้งวนั 7 วันเปน อยา งนอ ย (ภาพที่ 5-15)

สนามหญาปูหญาเสร็จใหม ๆ ตองมีการบดอัดโดยระหวางการบดอัดใหฉีดน้ําใหชุมไปพรอมการ
บดอัด (ภาพท่ี 5-16 และ 5-17) ใหหลีกเลี่ยงการเขาไปใชงาน หากจําเปนจะตองเขาไปควรใชแผนไม
กระดานวางกอ นแลวจึงเหยยี บไปบนไมน นั้ มิฉะนั้นหญาจะบอบช้ําเสยี หาย ทําใหส นามหญา ไมเรยี บได

ภาพที่ 5-14 การเตรียมพน้ื ท่กี อ นปหู ญา ภาพที่ 5-15 การปูหญา

ภาพที่ 5-16 การบดอัดหญา ภาพที่ 5-17 การบดอดั หญา

ภาพท่ี 5-18 ภาพสวนจัดสรา งเสร็จเรียบรอย
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 115

5.3 ปญหาและอุปสรรคในการจัดในสวนโรงเรยี น
เปนคาํ ถามวา เหตุใดการจดั สวนในโรงเรียนบางแหง ไมป ระสบความสําเร็จ เชน อาจไมไดจัดเลย หรือ

จดั เพียงบางสวนของโรงเรียน หรอื จดั แลวสวนไมสวย ซงึ่ ปญหาและอุปสรรคในการจัดสวนของโรงเรียนที่พอ
สรปุ ไดดงั ตอไปน้ี

5.3.1 การขาดแคลนงบประมาณในการจัด เน่ืองจากตองใชงบประมาณถูกแบงไปหลายสวน
โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนงบประมาณอยูแลวตองนําไปใชในสวนที่มีความจําเปนกอน เชน
เกย่ี วกบั อาหาร อปุ กรณการเรยี นการสอน ทําใหไ มมงี บประมาณเพยี งพอตอการจดั สวน แตอยางไรกต็ ามหาก
ขาดแคลนงบประมาณสามารถแกไขไดตามแนวทางของการจัดตกแตงสถานที่ 5 ส คือ สะสาง สะดวก
สะอาด สวยงามและมีสุนทรยี ภาพ หมายความวา การตกแตง บริเวณใหมีความสะอาดเปนพนื้ ฐาน ปรับระดับ
พ้ืนทใี่ หมคี วามสูงนาํ้ ไมทว มขัง มกี ารระบายน้ําเปนอยางดี การรกั ษาความสะอาดของพ้ืนท่ี ปรับระดับพน้ื ทใ่ี ห
สะอาดเรยี บรอย มคี วามสบาย ตัดหญา ตดั แตงตนไมใหเ รียบรอย จะทําใหการตกแตงสถานท่ขี องโรงเรียนมี
ความสวยงามเปน เบอ้ื งตน สวนทดี่ ีไมไ ดหมายความวา ตอ งมีการตกแตง ตนไมท สี่ วยงามเทา นั้นถงึ แมวาตนไมที่
สวยงามการจัดสวนดี แตถ า ไมม กี ารกอสรางทีด่ ี ไมมกี ารดูแลอยา งสม่ําเสมอ สวนนน้ั กท็ รุดโทรมในทสี่ ดุ

นอกจากน้ันการขาดแคลนทรัพยากรในการดูแลรักษาสวนก็เปนอีกสวนหนึ่ง โดยสวนมากสวนใน
โรงเรียนถูกดูแลโดยนักการภารโรง แตบางคร้ังนักการภารโรงมภี าระงานมากไมสามารถทําการดูแลสวนได
อยา งสม่าํ เสมอ กเ็ ปน อีกสาเหตุหนง่ึ ท่ีทาํ ใหสวนเสอื่ มโทรม การแกไ ขโดยการบริหารจัดการทีม่ ีตารางการดูแล
รักษาอยางสม่ําเสมอ มีตารางการตัดหญา การตัดแตงตนไม อาจหาแรงงานในสวนอืน่ เขามาเสริมการดูแล
รกั ษาสวน

5.3.2 ขาดความรูเร่ืองการจัดตกแตงสวน การจัดสวนเปนงานท่ีตองใชศิลปะ เพื่อการออกแบบ
การจัดสวนเปนงานชางเพื่อการกอสราง และเปนงานดูแลรักษาเพื่อใหสวนมีความสวยอยางสม่ําเสมอ
บางครง้ั การจดั สวนมองวา เปน เร่ืองงา ย แตในความเปนจริงมีข้นั ตอน การจัด และการวางระบบเพอ่ื ใหสวนมี
ความสวยงาม การปรับระดับพื้นท่ีไมไดระดับเปนสาเหตุที่ทําใหสวนไมสวยงาม การไมวางระบบนํ้า ไมวาง
ระบบไฟใหม ีความพรอมในการดแู ลรักษาเปน สาเหตทุ ําใหสวยไมส วย ความเขา ใจในเรื่องพื้นฐานชาง การวาง
ระดับ การทํางานกอสรางสวนใหไดมาตรฐานการกอสราง การตกแตงตนไม หญา การสับขอบหญาอยาง
สมา่ํ เสมอ สงิ่ เหลา นีม้ ผี ลตอความสวยงามของสวนท้งั ส้นิ

5.3.3 การบริหารจัดการใหสวนยังคงอยูอยางย่ังยืน หมายถึง การดูแลรักษาที่สมํ่าเสมอใหมีความ
สวยงามอยูตลอดเวลา ดวยการรดน้ําตนไม ใสปุย การดูแลตนไม รวมทั้งการดูแลรักษางานวัสดุแข็ง ศาลา
ทางเทา ดว ย

อยางไรกต็ ามการจัดสวนในโรงเรียนควรเปนสวนแนวของการดูแลรักษาตํ่า การบํารุงรักษางา ย ซ่ึง
การดแู ลรกั ษาตา่ํ จะไดผลตองเรมิ่ ตั้งแตก ารออกแบบ การจัดสรา งสวน เอาไวต ัง้ แตเบ้ืองตน ดังที่เราทราบแลว
วาสวนมีองคประกอบทงั้ สงิ่ มชี วี ิต และไมม ีชีวิต เม่ือจัดสวนไปนาน ๆ จะมีการเปล่ียนแปลงไปโดยเฉพาะสิ่งท่ี
มชี ีวิต ตนไม หญา ถาหากการดูแลรักษาเอาใจใสไมเพียงพอจะทําใหสวนเส่ือมโทรมขาดความสวยงาม รก
ดงั นน้ั เพ่อื ใหส วนมกี ารดูแลรกั ษาต่าํ ควรมแี นวทางในการออกแบบจัดสวน และจดั สรางดังตอ ไปนี้

การจัดสวนโรงเรียน หนา 116

ก. พน้ื ท่ที เ่ี ปน สนามหญา ควรเปน สนามหญาโลง ตัดแตง งาย ไมควรเปนสนามหญา ใตรมเงา
เนอ่ื งจากการตดั หญา และการดแู ลรกั ษายาก

ข. หากเปนการจัดสวนในพื้นที่เล็ก ๆ ไมควรปูหญาควรเปนพ้ืนแข็งหรือวัสดุปูท่ีไมมีชีวิต
เชน หนิ หรือกอ นกรวดขนาดเลก็ ๆ

ค. ควรเลอื กวัสดุทส่ี วยงาม คงทน เน่ืองจากอายกุ ารใชง านจะนานกวา เชน ทางเทาระหวาง
การเลือกแวนไมกบั แผนทางเทาควรเลือกแผนทางเทา เนื่องจากแผนทางเทา มคี วามคงทนมากกวา การดแู ล
รักษาตา่ํ

ง. การออกแบบร้ัวหรือพน้ื ควรหลีกเลี่ยงสิ่งมีชีวิต เชน รั้วสวนควรทําจากไมไ มควรทําจาก
การปลกู ตน ไม เน่ืองจาการดูแลรกั ษายาก

จ. การออกแบบพืชพรรณ การใชตนไมห ลายฤดู จะจัดการตํ่ากวาตนไมฤดูเดียว การปลูก
ตน ไมเ ปนกลมุ จัดการนอ ยกวา การปลกู เพียงตน เดยี วโดด ๆ การปลูกตนไมโ ตชา จดั การนอ ยกวาตน ไมทโ่ี ตไว

ฉ. การปรบั พ้นื ทใี่ นการจัดสวนตอ งใหไ ดร ะดับ และดนิ ตอ งแนนและยบุ ตัวเรียบรอยกอ นการ
สรางสวน

ช. ในพื้นที่ท่เี ปนทางเดินเทา ถนน ลานพักไมค วรปลูกหญาแทรก ถา ไมจําเปน เน่ืองจากการ
ดแู ลรกั ษาจะยาก

ซ. แปลงดอกไมต าง ๆ ควรทาํ เปน แปลงถาวรเพื่อสะดวกในการดแู ลรกั ษา
ฌ. การออกแบบใหสนามสะอาดไมควรปลูกตนไมใบรวงงาย กิ่งหักงาย ดอกรวงงาย
ตลอดเวลา อนั ทาํ ใหเกดิ ปญ หา ตอ งเลือกไมไ มผ ลดั ใบกงิ่ เหนยี ว
ญ. ใชกรวดหรือหินกลมโรยตามแนวชายคาอาคารเพอื่ ซบั น้ํา กนั การเซาะกรอน และทําให
ผนงั สะอาด
ฎ. เตรยี มดนิ สําหรบั การปลกู ใหด ี ดนิ ที่ดีทาํ ใหตนไมสวยงามสมบรู ณแข็งแรง
ฏ. ควรโยกยา ยไมพมุ ทีโ่ ดดเด่ยี วออกจากสนามหญา เนอื่ งจากไมส ะดวกตอ การตัดหญา
ฐ. หลีกเล่ียงสวนที่ยุงยากตอการรักษาความสะอาดใตตนไมใหญ ไมควรปลูกไมค ลุมดินใต
ตน ไมใ หญ เนือ่ งจากการดูแลรกั ษายาก
ฑ. การเลือกพืชทเี่ หมาะกับสภาพแวดลอ มจะทําใหดแู ลงา ย เชนไมท องถน่ิ หรือไมในเขตรอน
สาํ หรบั เมืองรอน ไมค วรปลกู ไมด อกในเขตรอ น หรอื การปลูกไมกลางแจง ในรม จะทําใหก ารดูแลรักษายาก
ฒ. หลีกเล่ียงการปลูกพืชท่ตี อ งตัดแตงบอย ๆ
ณ. ควรมเี รือนเพาะชาํ สําหรับพักเลยี้ งตนไม ทโ่ี ทรม หรือตน ไมทดแทนใหม จะประหยัด

5.4 เทคโนโลยีในการจัดสวน การจัดสวนในปจจบุ ันมกี ารนําเอาเทคโนโลยีตา ง ๆ เขามาใชใ นการจดั สวน
ดงั ตอไปนี้

5.4.1 เทคโนโลยีดานการออกแบบ การออกแบบท่ีใชเทคโนโลยีเขามาชวย ในการจัดสวนมีการ
ออกแบบนบั วา มีความสําคัญเปน การจดั เตรยี ม วสั ดอุ ปุ กรณเพอ่ื การจัดสวน ตน ไม รวมทั้งการเตรียมการและ
รูปแบบการจัดสวนใหส วยงาม ในสวนของเทคโนโลยีทน่ี ํามาใชในการออกแบบสวนไดแกการนําคอมพวิ เตอร

การจดั สวนโรงเรยี น หนา 117

มาใชในการจัดสวน และการโดยปจจุบันคอมพิวเตอรเขา มาในการชวยเขยี นแบบ นอกจากน้ันยังชวยในการ
หาแบบที่เหมาะสมกับงาน เชน มีตัวอยางแบบสวนโรงเรียนใหสามารถเลือกมาใชในการจัดตกแตงสวนใน
โรงเรยี นได

5.4.2 เทคโนโลยีการกอสรางสวน การกอสรางสวนน้ัน สวนมากจะใชแรงงานคน ในการกอสราง
เนื่องจากเปนงานฝมือ แตในสวนที่เทคโนโลยีเขามาชวย เชน การปรับระดับพ้ืนที่ดวยเคร่ืองมือหนัก
รถแทรกเตอร เพื่อใชในการชวยผอนแรงงานในการกอสราง การใชวัสดุกอสรางท่ีทันสมัย
(ภาพท่ี 5-19 และ 5-20)

ภาพที่ 5-19 การใชเทคโนโลยกี ารกอ สรา งสวน ภาพที่ 5-20 การใชเทคโนโลยีการกอ สรา งสวน

5.4.3 เทคโนโลยีวัสดุพืชพรรณ สวนมากจะเปนการผลิตพืชพรรณใหไดจํานวนมาก ๆ ปจจุบันมี
เทคโนโลยีวัสดพุ ืชพรรณ เชน การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่ทําใหการผลิตพืชพรรณไดปริมาณมาก ๆ หรือการใช
สารควบคุมการเจริญเตบิ โตและการฉายรังสี ทําใหตน ไมสูงเต้ียลงเพื่อใหตนไมมีความสวยงามขึ้น หรือการใช
สารเพ่ือใหด อกดก เปนตน เทคโนโลยเี หลา นีจ้ ะสามารถสรา งมูลคาไมประดอกไมประดับ และพัฒนาการผลิต
ไดจํานวนมากตามท่ตี อ งการ

5.5 การดูแลรกั ษาสวน
เมือ่ กอ สรา งเสรจ็ ไดง านท่ีเสรจ็ สมบูรณ ขั้นตอนตอไปคอื การดูแลรักษาซึ่งการดแู ลรักษามีความสําคัญ

มากสาํ หรบั งานภูมิทัศน เนือ่ งจากงานภูมทิ ศั นเ ปน งานทเี่ กี่ยวขอ งกบั ส่ิงมชี ีวติ คอื พืชพรรณ ถึงแมจะออกแบบ
ดี การจัดสรางสวนดีอยางไรก็ตาม แตถาการดูแลรักษาไมดีก็จะทําใหงานออกมาไมเปนไปตามจุดมุงหมาย
ของการออกแบบ งานดูแลรักษาภูมิทัศนประกอบไปดวย 2 สวน ใหญ ๆ ไดแก งานดูแลรักษา วัสดุออน
ไดแก พชื พรรณ ,สนามหญา และสว นทสี่ องคอื งานดูแลรักษาวัสดุแขง็ ไดแ ก พวกท่ีมีโครงสราง เชน ทางเทา
,ศาลาทพี่ ัก,วสั ดุตกแตงสวน และงานระบบ การดูแลรักษาสวนในโรงเรียนตองการความสมํ่าเสมอเพราะงาน
จัดสวนท่ีจัดสรางเสร็จแลว ไมสามารถจะคงอยูเหมือนงานอาคารสิ่งกอสรางอื่น ๆ ได ดังน้ันหากไมมีการ
บาํ รงุ รักษาจะทําใหข าดประสทิ ธภิ าพในดา นความงาม งานดูแลรักษาสวนจงึ เปนงานคอ นขางละเอียดตองการ
การเอาใจใสอยา งสม่ําเสมอ หากไมมีการดูแลรกั ษาจะทําใหส วนเสือ่ มโทรม

ขอบเขตในการดแู ลรกั ษาสวนในโรงเรียน ไดแ ก การตดั แตงพชื พรรณ การกําจัดวัชพืช การพรวนดิน
การใหน้ํา การใหปยุ รวมทัง้ การดแู ลรักษาทําความสะอาด ศาลา ทางเดนิ เทา วัสดตุ กแตงสวน และอ่ืนๆของ
โรงเรียน จะไดกลา วในแตล ะหวั ขอ ดงั น้ี

การจดั สวนโรงเรียน หนา 118

5.5.1 การตดั แตง พชื พรรณในโรงเรียน
การตัดแตงพืชพรรณ เปนการนําช้ินสวนของพืชพรรณที่ไมพึงประสงคออกจากลําตนเพ่ือใหพืช
พรรณมีความสวยงาม เพื่อการเจริญเติบโต ควบคุมขนาด เพ่ิมความสมบูรณของรูปทรงพืชพรรณไมชนิด
น้ัน ๆ การตัดแตงพืชพรรณมคี วามสําคัญไมย ่ิงหยอนไปกวาการบํารุงรักษาดานอื่น ๆ ท้ังนี้เพราะตนไมเปน
สิ่งมีชีวิต หากตนไมนั้นยังไมตายและยังสมบูรณดีอยู ก็ยอมจะมีการเจริญเติบโต มีการเปลี่ยนแปลงของ
รปู ทรงและขนาดอยตู ลอดเวลา การเปล่ียนแปลงรูปรา งรูปทรงตามกาลเวลาทําใหเกิดกง่ิ แหง ก่งิ แก หรือกิ่งท่ี
เปน โรคแมลง หรืออาจมีรปู รางที่ไมพ ึงประสงค ดังน้ันการตดั แตง พชื พรรณจะทําใหไดรูปรางรูปทรงท่ีสวยงาม
และปราศจากโรค แมลงรบกวน
หลักการตัดแตงพชื พรรณทว่ั ๆ ไปมีหลักการดงั ตอไปนี้คือ ตัดก่ิงทต่ี าย กิ่งท่ีเปนโรคหรือก่ิงที่ไดรับ
อันตราย กงิ่ แหง กง่ิ แก กงิ่ ที่ผิดปกติ กิง่ แขนงที่ไมใชก่งิ หลัก ตดั กิ่งโดยรักษาทรงพุมใหไดสัดสวนพอเหมาะกับ
ขนาดของพนื้ ท่ีจดุ ประสงคก ็คอื รกั ษารูปทรงใหอยูในขอบเขต (ภาพท่ี 5-21 และ 5-22)
ก การตดั แตง ไมย ืนตน มหี ลกั การตดั แตง ดงั ตอไปน้ี

1) ตดั แตงกง่ิ แหง กงิ่ ฉกี ขาด กงิ่ ทเ่ี ปนโรค แมลงทิ้ง
2) รักษาทรงพุมเดิมของตนไม เอาไว เชน ถาเปนทรงกลมก็คงความเปนทรงกลมเอาไว

เปน ตน
3) ตดั กง่ิ กระโดงหรอื ก่ิงนา้ํ คางออก ตดั กงิ่ ทค่ี ดงอ ก่งิ ที่ฉีกหัก ก่งิ แขนงขนาดเล็กออก

ภาพท่ี 5-21 รปู รางของตนไมกอ นการตัดแตง ภาพท่ี 5-22 รปู รา งของตนไมหลังการตดั แตง

ที่มา : http://www.jstreesurgery.ie/dead-wooding/

4) วธิ ีการตัดแตง ไมยนื ตน (ภาพที่ 5-23) ลําดบั ท่ี 1ตดั ดานลางของกิง่ ลกึ เขาไปประมาณ 1
ใน 3 ลาํ ดับที่ 2 ตัดก่ิงทไี่ มพึงประสงคออก จดุ ตดั ใหห างจาก 1 พอประมาณ ถาก่ิงทตี่ ัดฉีกรอยฉกี จะไปหลุด
ณ จดุ ที่ 1 แตจ ะไมฉีกถึงลําตน และลําดบั ท่ี 3 ตัดกิ่งทเ่ี หลือออกใหช ดิ ลาํ ตน

ภาพท่ี 5-23 วิธกี ารตัดแตงไมยนื ตน
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 119

ข การตัดแตงไมพมุ มหี ลักการดังตอ ไปนี้
1) การตัดแตงไมพุม ในงานจัดสวนจะมีไมพุมปลอยใหเปนรูปทรงธรรมชาติและไมพุมแบบ

ดัดทรง ไมพุมปลอยตามธรรมชาติการตัดแตงตองคํานึงถึงรูปทรงธรรมชาติ หากเปนไมพุมดัดทรงใหเปน
รูปรา ง ตา ง ๆ จะเรมิ่ ตน ต้ังแตก ารยอดลงมา หลังจากนนั้ มกี ารขรบิ แตง เพอื่ เปนการรักษาสมดุลระหวางการ
เจริญเติบโต การขริบใบชวยควบคมุ ความหนาแนนของทรงพมุ ใหมีรูปรางคงท่ี การขริบปลายก่ิงชวยใหการ
แตกยอดกง่ิ เพมิ่ ขึน้ นอกจากนั้นการขรบิ ยงั ชว ยลดใบและยอดทีแ่ ทงออกมาจากทรงพุม เพ่อื การควบคมุ ทรงให
ดเู ปนรูปรา งและมรี ะเบียบกรณีทีพ่ ุมแนนเกินไปควรมีการตัดออกบาง เพ่อื ใหพ ุมบาง ลดขนาดของตัวทรงพุม
ใหไดขนาดตามตองการ ตัดแตงก่ิงแหง กิ่งฉีกขาด กง่ิ ทเี่ ปนโรค แมลงท้ิง

2) วิธีการตัดแตงไมพุม ตัดแตงก่ิงที่ไมตองการออก ขริบหรือการเล็ม ทําใหเกิดความเปน
ระเบียบเรียบรอย เกลี้ยงเกลา สะอาดตา เปนการตัดยอดหรือกิ่งเล็กๆ ที่ไมจําเปนออก ทางดานขางหรือ
ดานบนของตนไม อาจเปนร้ัวตนไม หรือตนไมที่ตัดแตงเปนรูปทรงตางๆ ขริบใหเปนระเบียบเรียบรอย
(ภาพท่ี 5-24 และ 5-25)

ภาพที่ 5-24 ลักษณะกอ นการขริบ ภาพที่ 5-25 ลกั ษณะหลงั การขริบ

3) สาํ หรับไมพุม ทีไ่ มมรี ูปทรง ในงานภูมทิ ัศนสวนมากจะเปนไมที่ไมผ ลัดใบ เชน เปลวสุริยา
โกสน เล็บครุฑ การตดั แตงทาํ ไดด ังนี้

เปลวสุริยา ควรตัดแตงกิ่งท่ีตาย กิ่งแหง ใบแก ใบเหลือง ใบที่เปนโรคแมลงออกกอน หลังจากนั้น
เลือกตัดแตงกิ่งท่ีมีลักษณะคดงอ ก่ิงไมสมบูรณ และเลือกก่ิงท่ีต้ังตรงสมบูรณเอาไว ในขณะท่ีตัดแตงตองดู
ความสมดุลของทรงพมุ เพื่อการตัดแตงทรงพุมท่ีงดงาม กรณีท่ีตนถูกทาํ ลายโดยโรคและแมลงมากควรทาํ การ
ตัดแตง ท้งั ตน เพื่อใหแตกยอดใหม สําหรับไมพุมที่มีกาบ เชน พลับพลึง ใหลอกกาบลางหรือใบที่เห่ียวแหง
(ภาพที่ 5-26 และ 5-27)

ภาพท่ี 5-26 เปลวสรุ ิยาไมพุม กําจดั กิ่งแหง ดา นลา ง ภาพที่ 5-27 พลับพลึงกทม.การลอกกาบกาํ จัดกงิ่ แหงดา นลา ง
การจัดสวนโรงเรียน หนา 120

ค. การตดั แตง ไมค ลุมดิน มหี ลกั การดังตอ ไปน้ี
1) ไมค ลุมดินจะแบงได 2 ชนิดคอื ไมค ลุมดนิ ท่ีเนนการใชดอก เชน หลิวไตหวัน

กระดุมทองเลื้อย คุณนายตืน่ สาย ฯลฯ การตดั แตงไมคลุมดนิ ชนิดนี้จะตัดแตงเพ่ือควบคมุ รูปทรง ขนาด
ขอบเขตใหเหมาะสมสวยงาม และท่ีสําคัญหลังดอกโรยตอ งตัดแตงทุกคร้ัง เพือ่ สรางยอดใหมแ ละสรางดอก
ใหม ไมค ลมุ ดินอีกชนดิ หนง่ึ ไมเ นนการใชดอก แตใ ชสีสันของใบเปนสําคัญ เชน ผักเปด เกล็ดแกว การตดั แตง
ไมคลุมดินชนิดนี้เพ่ือควบคุมรูปทรง ขนาด และขอบเขตใหส วยงาม ไมคลุมดินท้ังสองชนิดท่ีกลาวมา เปนไม
คลมุ ดนิ ทีต่ ดั แตงได จงึ ควรตดั แตง ใหเปน รปู มนๆ จะดูนมุ นวลกวา รปู ส่ีเหล่ยี ม

ภาพท่ี 5-28 ผกากรอง ภาพท่ี 5-29 หลิวดอกมวง ภาพที่ 5-230 ผกั เปดเขียว ภาพท่ี 5-31 เกล็ดแกว

ภาพท่ี 5-28 ถงึ 5-31 ไมคลมุ ดนิ ตดั แตงเพอ่ื การควบคุมรูปทรง

2) ไมคลมุ ดนิ บางชนดิ ท่ตี ดั แตง ไมไ ด เชน เศรษฐีไซงอ น กาบหอยแครง เศรษฐีเรือนนอก
บัวดิน หากจะควบคุมบางก็ไดแตดึงหรือตัดใบที่แหงตายและกิ่งไมสมบูรณออกหรือสับแนวแยกตนแยกกอ
ไมใหรกุ ลํ้ากลมุ ไมอ ่นื ใบขางลางท่ีตาย เหย่ี วแหงสามารถดงึ ทิง้ ใหสวยงาม (ภาพท่ี 5-32 ถงึ 5-35)

ภาพที่ 5-32 เศรษฐไี ซงอน ภาพท่ี 5-33 กาบหอยแครง ภาพท่ี 5-34 บวั ดิน ภาพท่ี 5-35 เศรษฐเี รือนนอก

ภาพท่ี 5-32 ถงึ 5-35 ไมคลมุ ดินตดั แตงไมไ ด

ง. การตดั แตง พชื ตระกลู ปาลม มหี ลักการดงั ตอ ไปนี้
1) พืชตระกลู ปาลม เปนพชื ที่ไมผลัดใบ และมียอดเปนสว นสาํ คัญในการเจริญเตบิ โต
2) การดแู ลรกั ษายอดของปาลม ไมใ หโ รคและแมลงรบกวนทาํ ไดโดยการ ฉดี ยาแมลง
3) การตัดแตงไมตระกูลปาลม ใหเ อากาบใบทแี่ กพรอมหลดุ รวงและเปนสีน้ําตาลออก

แตในกรณีทป่ี าลม นน้ั ไมม กี าบใบใหตดั แตงขน้ึ มาเร่ือยๆ (ภาพที่ 5-40 และ 5-41)

การจดั สวนโรงเรียน หนา 121

ภาพท่ี 5-36 หมากเขยี ว ภาพท่ี 5-37 บงั สูรย ภาพท่ี 5-38 หางหมาปา ภาพที่ 5-39 ปาลม จีบ

ภาพที่ 5-36 ถงึ 5-39 ตวั อยา งพชื ตระกูลปาลม

ภาพท่ี 5-40 การดูแลโดยเอากาบใบทแ่ี กพ รอ มหลุดรวงและเปน สีน้ําตาลออก ภาพที่ 5-41 การดแู ลโดยการตดั แตง ขนึ้ มาเรื่อย ๆ

จ. เครอ่ื งมือสาํ หรับการตดั แตงพชื พรรณ เคร่อื งมที ใ่ี ชใ นการตดั แตงมีดังตอไปน้ี (ภาพท่ี 5-42)

ภาพท่ี 5-42 เครื่องมอื การตดั แตงตนไม

1) .หมายเลข 1 กรรไกรมือ สําหรบั ตดั กิ่งไม
2) หมายเลข 2 กรรไกรตดั แตงกงิ่ ไม เหมาะสําหรับไวต ัดก่งิ ไมท ่ีมขี นาดไมใหญน ัก
และก่งิ มีความสงู พอทีจ่ ะเอื้อมถงึ
3) .หมายเลข 3 และ 4 เล่อื ยตดั ตน ไม เหมาะสาํ หรบั เล่ือยตดั ก่ิงไมขนาดใหญ
4) หมายเลข 5 เลอื่ ยดามยาวเหมาะสาํ หรับใชตัดกง่ิ ไมท ี่อยูสูงๆ
5) หมายเลข 6 กรรไกรกระตกุ เหมาะสําหรบั ใชต ัดกิ่งไมทอ่ี ยสู ูง ใชต ดั บรเิ วณปลายก่ิง
6) หมายเลข 7 เล่ือยตัดแตง ใชเ ครื่องยนตส าํ หบั การแตงตนไม แตง พมุ ตน ไม

การจดั สวนโรงเรียน หนา 122

ฉ.เคร่ืองมือท่ีใชในการตัดแตงจะตองสะอาด ปราศจากเชื้อโรคหรือเช้ือราอันเปนศัตรูพืช
ควรมีความสามารถตัดกิ่งไมไดโดยงา ยในการตดั แตงจะตองทําใหเกิดรอยแผลในตนไมนอยทีส่ ุด ทีป่ รากฏอยู
บนสวนใดสว นหน่ึงของตน ไม นอกจากจะทําใหเกิดตําหนิขาดความสวยงามแลว ยังเปนการเปดโอกาสใหเ ชื้อ
โรค หรือเชื้อราชนิดตางๆ ไดเ ขาทําลายตนไม ณ จุดที่เปนแผลไดง ายอีกดวย การดูแลรักษาเคร่ืองมือ การ
ดูแลรักษาเคร่ืองมือหลังจากเลิกใชงานตองทําความสะอาด ชโลมนํ้ามัน และเก็บรักษาไวในที่แหงไมมี
ความชน้ื

5.5.2 การใหน า้ํ พชื พรรณในโรงเรียน
การใหน ้ําแกพชื หมายถึง การเติมน้ําลงในชองวางระหวางเม็ดดนิ เพ่ือใหดินมีความชุมชนื้ พอเหมาะ
กบั การเจรญิ เติบโตของพืช นาํ้ ทีเ่ ติมลงไปจะตอ งไมมากเกินไปจนเปนอันตรายตอรากพืชโดยท่วั ไปน้ําที่เตมิ ลง
ไปจะตองมีสดั สว นทเ่ี หมาะสมหรอื ประมาณรอยละ 25 ขององคป ระกอบของดินท่ดี ี
วตั ถปุ ระสงคข องการใหน ้าํ เพ่อื ใหด ินมีความชุมช้ืนพอเหมาะกับการเจริญเติบโตของพชื พืชสามารถ
นําไปใชไดทัง้ หมด นอกจากนั้นนํ้ายังชวยชะลางหรือควบคุมความเขม ขนของเกลือในดินบริเวณเขตรากพืช
ไมใ หมีความเขม ขน มากเกินไปจนเปน อันตรายตอ พชื และเพ่อื ใหดินออ นนมุ สะดวกตอ การไถเตรียมดนิ
เพอ่ื ใหพ ชื มนี ํา้ ใชอยางเพียงพอและทนั ตอความตอ งการอยูตลอดเวลาท่ีทําการปลูกพืช ปองกันความ
เสียหายของพืชจากการขาดน้ําและเพ่ิมผลผลิต พืชไมชะงักการเจริญเติบโตจากการขาดน้ํา และชวยเพ่ิม
ประสทิ ธภิ าพการใชป ยุ ของพชื เนอื่ งจากรากพชื จะดูดซึมแรธาตุอาหารในรูปของสารละลาย ซ่ึงจําเปนตอ งใช
นาํ้ เปนตัวทาํ ละลาย
ก. วิธีการใหน้าํ พืชพรรณและเครอื่ งมืออปุ กรณใ นการใหนํา้ พชื พรรณ การใหนํ้าพืชพรรณในงานภูมิ
ทศั นน ้นั อาจกระทาํ ไดห ลายวิธี ไดแ ก

1) การใชบัวรดนํ้า เปนวิธีการที่เหมาะสําหรับพ้ืนที่ขนาดเล็ก ใชแรงงานสวนที่ใช
วิธีการน้ีสว นมากจะเปนสวนขนาดเล็กเจา ของสามารถดูแลเองได

2) การใชสายยางฉีด วิธีนี้เปนวิธีที่ใชกับพ้ืนที่ขนาดเล็กและขนาดปานกลาง เหมาะ
สําหรับสวนที่เจาของมีเวลาการใหตน ไมเปนการพักผอนไปดวยสวนหนึ่ง การรดนํ้าดวยการใชสายยางนี้ มี
คุณภาพมากกวาการใชร ะบบสปริงเกอรตนพืชไดรับน้ําอยางท่วั ถึงมากกวา และสามารถควบคุมปริมาณการ
ใหนํ้าไดตามความเหมาะสมชนิดของพืชและวัสดุปลูก แตวิธีนี้ตองใชแรงงานมาก ปกติการใชสายยางฉีดนี้มัก
นิยมใหหัวบัวหรือหัวฉีดพนฝอยแทนการบีบปลายสายยาง เพ่ือใหแรงดันน้ําสมํ่าเสมอ ไมเปนอันตราย
ตอตน ไม

3) การใชสปริงเกอร (Sprinkler irrigation) วิธีนี้เปนวิธีท่ีกระทํากันในระยะหลังเม่อื
มีภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยวธิ ีนใี้ ชระบบอตั โนมัติหรืออาจใชคนควบคุมการทํางานกไ็ ด การใชสปริงเกอรมี
ขอจํากดั คือ หัวสปรงิ เกอรอาจตดิ ขดั ทาํ ใหพ นื้ ที่บางจดุ อาจไมไ ดรับนํ้าตามปกติ และเน่ืองจากการใหน ํ้าระบบ
น้ีจะคอนขางสม่ําเสมอกันทั้งพ้ืนที่ จึงไมเหมาะสมสําหรับกรณีปลูกตนไมที่มีความตองการน้ําแตกตางกัน
โดยเฉพาะอยางย่ิงกรณีทตี่ นไมมคี วามหนาแนนของทรงพุมตางกนั เพราะความหนาแนนของทรงพุมจะมีผล
โดยตรงตอปริมาณน้ําท่ีระบบรากจะไดรบั

การจดั สวนโรงเรยี น หนา 123

ภาพที่ 5-43 บวั รดนาํ้ ภาพท่ี 5-44 สายยาง ภาพท่ี 5-45 ระบบสปรงิ เกอร

ภาพท่ี 5-43 ถงึ 5-45 อปุ กรณการใหนาํ้

4) หลักการใหนํา้ พชื พรรณ ชวงเวลาการใหน า้ํ ไมยนื ตน 7 วนั ตอ 1 ครั้ง ไมพุม 1-2 วันตอ 1 คร้ัง ไม
คลมุ ดิน วนั ละ 1 คร้ัง หรือเชา -เย็น ปรมิ าณการใหน้าํ ตอ งพอเหมาะกบั พืชกลาวคือไมมาก หรือนอยจนเกินไป
โดยสังเกตดนิ อยาใหแฉะมากจนนา้ํ ทว ม

5.5.3.ใหปยุ พชื พรรณในโรงเรียน
ปุย วัตถุหรือสารที่ใสลงไปในดินเพื่อใหธาตุอาหารแรธาตุแกพืช สารอินทรียหรือสารอนินทรีย
เกิดจากธรรมชาติหรือทําขึ้น ใชเปนสําหรับเปนธาตุอาหาร ใหกับพืชโดยวิธีใดก็ตาม หรือทําใหเกิดการ
เปล่ียนแปลงทางเคมีในดนิ เพือ่ บํารงุ การเจริญเติบโตของพืช ปยุ ที่ใชใ นงานดแู ลรกั ษาสวนมีปุยเคมี(อนินทรีย)
และปยุ อินทรีย
ปุยเคมี จะประกอบดวยธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (P) และโปรแตสเซียม (K)
จะแสดงตัวเลขอยูขา งกระสอบ เชน 4-20-20 ตัวเลขแรกจะบอกปริมาณไนโตรเจนวามีอยูหนัก 4 กิโลกรัม
เลขที่สองบอกปริมาณ ฟอสฟอรัสทีเ่ ปนประโยชนมอี ยู 20 กิโลกรัม เลขตัวท่ีสามบอกปริมาณโพแทสเซยี มที่
ละลายนํ้าได มีอยู 20 กิโลกรัม รวมเปนธาตุอาหารท้ังหมด 44 กิโลกรัม ในปุยหนัก 100 กิโลกรัม การใช
ปุยเคมีจะขึ้นอยูกับการเลือกใชวาตองการบํารุงสวนใด ถาตองการบํารุงใบใหงอกงามใหเลือกใชปุยสูตรท่ีมี
ตวั เลขตัวแรกสูง เชน 46-0-0 ถาตองการบํารงุ ดอกใหเลือกใชตัวทส่ี องสูง เชน 4-20-20 ถา ตองการบํารุงผล
ใหเลือกใชตัวท่ีสามสูง เชน 15-5-20 สวนใหญในงานภูมิทัศนอาจเลือกใชบํารุงใบ และบํารุงดอกเปนหลัก
(ภาพที่ 5-46)

ภาพที่ 5-46 ปยุ เคมี ภาพที่ 5-47 ปยุ อนิ ทรีย (ข้ีไก) ภาพที่ 5-48 ปยุ อินทรียอัดเมด็

การจดั สวนโรงเรียน หนา 124

ปุยอนิ ทรยี  ปยุ ทีไ่ ดจ ากมูลสัตว เศษวัสดจุ ากซากพืช ซากสตั ว สวนมากทใี่ ชจะใช ข้ีไก ข้หี มู ขี้วัว หรือ
จากเศษซากของใบไมตา ง ๆ นํามาหมกั หรือบด ปจ จุบนั มีทัง้ แบบผง แบบอัดเม็ด ขอ ดีของปุยอินทรียคือใหทงั้
ธาตุอาหารและบาํ รงุ ดนิ ดว ย (ภาพท่ี 5-47 และ 5-48)

ก. หลกั การใหป ุยพชื พรรณ
1) การใหปุยไมยืนตน วิธีการใสปุยนิยมปฏิบัติโดยการใสเปนตน ๆ ไป เชนตนละ

100 กรัม หรือตามปริมาณตามขางกระสอบ วิธีการใสปุยอาจจะทําไดโดยการโรยปุยใตต นในบริเวณรัศมีรม
ใบแลวพรวนดินกลบ อีกวิธีหนึ่งอาจทําไดโดยการขุดรูหรือรองรอบๆ รัศมีรมใบ แตละรูหรือรองขุดใหลึก
ระหวาง 12-20 น้ิว หลังจากนั้นอัดปุยลงไปแลวกลบรูหรือรองดวยดินหรือปุยอินทรีย สําหรับชวงระยะเวลา
การใสท ี่เหมาะสมควรใสตอนตนฤดูฝนเปนหลักใสป ยุ เคมีปล ะประมาณ 2 คร้งั

2) การใหปุยไมพุม โดยการใสรอบ ๆ ตน แลวทําการกลบ ควรใชควบคูกันระหวาง
ปยุ อินทรียและปยุ เคมี ระยะเวลาในการใสป ุย 2-3 เดือนตอ 1 ครัง้

3) การใสป ยุ ไมค ลมุ ดิน ใชการหวานบริเวณรอบ ๆ ตนหรือหวานทงั้ แปลง อัตราตาม
ขา งกระสอบปยุ ใสเดอื นละ 1 ครงั้

4) การใหป ุยไมดอกไมป ระดบั อ่นื ๆ วธิ ที ่มี ีการใสไมดอกที่มอี ายุยาวนานเกิน 1 ป เชน
กหุ ลาบ เยอบรี าและอน่ื ๆ นิยมใชปุย ซูเปอรฟ อสเฟตหรือหินฟอสเฟตบดละเอยี ดรองพื้นกอนปลูก เม่อื ตนพชื
ตงั้ ตัวไดแ ละรากหย่ังถงึ กจ็ ะดูดปยุ ไดทนั ที ทาํ ใหต น พืชเจริญเติบโตอยา งรวดเรว็

5) เวลาในการใหปุยท่ีดี เน่ืองจากส่ิงแวดลอมมีความสัมพันธกับการใหปุยอยูมาก
เชน ปุยจะเปนประโยชนแกพ รรณไมไดตองมีแสงสวาง มีความอบอุน อุณหภูมิพอเหมาะและมีความชุมชื้น
พอดี เปน ตน แสงสวา งหรือแสงแดดทเี่ ปนประโยชนแกพรรณไม คือแสงแดดในตอนเชา ตง้ั แตเชาจนถงึ เวลา
ประมาณ 11.00 น. หลงั จากนแ้ี สงแดดจะแรงและมคี วามรอ นสูงเกนิ ไป การใหปุยในเวลาเชาแสงแดดจะชวย
ใหพ รรณไมใชปุยไดเต็มที่ เพราะแสงแดดชวยในการสงั เคราะหแสงของพืช

5.5.4 การกาํ จัดวชั พชื ในโรงเรียน
วัชพืช หมายถึง พืชชนิดใดก็ตามท่ีข้ึนผิดที่หรือข้ึนในที่ที่ไมตองการนั่นหมายถึงวัชพืช การกําจัด
วัชพืชมีความจําเปนอยางย่ิงในการดูแลรักษางานภูมิทัศน เน่ืองจากวัชพืชจะเปนตัวการในการแยงนํ้าแยง
อาหารของพืชหลักทีเ่ ราปลูก หากปลอยใหมีในแปลงจะทําใหงานภูมทิ ัศนขาดความสวยงาม ไมประดับหลัก
หรือพืชพรรณท่ีปลูกเปนไมหลักถูกแยงน้ํา และอาหาร พวกกาฝากอาจทําใหพืชหลักตายเหลือเฉพาะวัชพืช
เทา นัน้ บางครงั้ วัชพชื จะเปน ตัวนําโรคและแมลงมาสูไ มป ระดับทป่ี ลูกเปนไมหลักไดสรางความเสียหาย ดงั นั้น
การกาํ จดั วัชพืชจึงมีความจาํ เปนในงานดแู ลรกั ษาภมู ิทศั น
ก. วิธกี ารกําจัดวัชพชื ในงานภมู ิทศั น

1) การกําจัดวัชพืชโดยวิธีกายภาพ โดยการใชมือถอน เหมาะสําหรับพ้ืนท่ีการดูแล
รักษาในแปลงไมประดับท่ีปลูกเปนแปลง หรือ บริเวณโคนของไมประดับยืนตนที่เคร่ืองมือไมสามารถเขา
ทํางานได การกาํ จัดวัชพชื โดยการใชมอื ถอนน้ีจะมีขอดคี ือไมป ระดับหลักไมเกดิ ความเสียหาย หากใชว ิธีการ
อน่ื เชน การตัด การใชยาปราบวัชพืช จะทําใหไมป ระดับหลักเกิดความเสียหายได การถอนวัชพืชดวยมือ

การจดั สวนโรงเรียน หนา 125

ควรถอนวัชพืชที่มีขนาดเล็กจะสามารถกําจัดไดจนถึงราก ไมควรปลอยจนวัชพืชเกิดดอกเพราะจะเปนการ
ขยายพนั ธุของวัชพืชอกี ทางหนึง่ เปน ปญหาในการปองกนั กาํ จดั หลังจากการถอนวัชพืชเสร็จแลว ควรทาํ การ
พรวนดนิ กนั ขอบ รดน้ํา ไปพรอมกนั นอกจากน้ันการถอนดว ยมือใชในกรณีการปลูกพืชท่ีตองการการดูแล
แบบพิถีพถิ นั แรงงานหางา ยและราคาถกู ตองการความปลอดภัยจากสารพษิ ตกคา ง การใชเคร่ืองตดั หญาตดั
หญาบอย ๆ จะเปนการกําจดั วัชพืชประเภทท่ีมไี หล เชน หญา แหวหมู หากตัดหญาบอย ๆ 2 วัน/คร้ังจะทํา
ใหรากของแหวหมูลอย และกําจัดไดงาย หรือบางครั้งเปนการทําใหวัชพืชตนเตี้ยลง ยอดใบถูกทําลาย ไม
เจริญดีเทาทีควร หม่ันตัดอยาใหวัชพืชเจริญเปนตนสูง มิฉะนั้นแลววัชพืชจะผลิตดอกออกผล ชวย
แพรกระจายพันธุอกี ดว ย

2) การกําจัดโดยการใชสารเคมี สารเคมีชวยในการปองกันกําจัด การใชสารเคมีใน
การกาํ จัดมีขอ ดีคือไมสน้ิ เปลืองแรงงานมากแตขอเสียคือเปนอันตรายตอมนุษยและไมสามารถควบคุมพ้ืนท่ีได
บางคร้ังอาจทาํ ใหไมประดับหลกั ทีป่ ลกู เกิดการเสียหายได

ข. เครื่องมอื ท่ใี ชในการกาํ จัดวชั พชื ( ภาพท่ี 5-49 ถงึ 5-53)
1) จอบ เสียม สอ มพรวน ใชสาํ หรับการกําจดั วชั พืชโดยวิธีการทางกายภาพ หลักการ

ใชพยายามอยาใหกระทบกระเทือนตอพืชหลัก การใชเคร่ืองมือท้ัง 3 ชนิดน้ีตองใชแรงงานคน จึงสามารถ
ควบคุมการใชเ คร่ืองมือได ผูใชท ี่มีความชาํ นาญใชเคร่อื งมอื นาน ๆ จะสามารถควบคมุ การใชเครื่องมอื ไดจะไม
กระทบตอรากพชื

2) เคร่อื งตดั หญา การตดั หญา บอย ๆ จะเปนการกาํ จัดวัชพชื ประเภทไหล เชน หญา
แหวหมู นอกจากนั้นการใชเครื่องตัดหญาจะเปนการกําจัดวัชพืชอีกรูปแบบหนึ่ง เชนวัชพืชกําลังออกดอก
สามารถใชเครือ่ งตดั หญาตดั ในชวงระยะเวลานั้นได ในงานภูมิทัศนอาจมวี ชั พืชบางชนิดท่ีสามารถลดปริมาณ
ในกรณดี ังกลาวได เชน หญา เจาชูในสนามหญา เมือ่ ระยะออกดอกสามารถตัดดอกเพอ่ื ลดการแพรกระจายของ
จํานวนวชั พชื ได

3) ถงั ฉดี ยา ใชส าํ หรับการฉดี ยากําจัดวัชพืชกรณศี ึกษาลกั ษณะการเกิดขึน้ ของวัชพชื
ในงานภูมิทัศน และการปองกันกําจัด เครื่องมือที่ใชในการกําจัดวัชพืชไดแก ถังฉีดยา ใชในกรณีการฉีด
ปองกนั และกาํ จัดวัชพชื ในพ้นื ทไ่ี มก วางมาก เคร่ืองฉีดยา ใชในกรณกี ารฉดี ปองกนั และกําจัดวัชพชื ในพ้ืนท่ที ี่
กวา ง อาจใชต ิดกับเคร่อื งแทรกเตอรไ ด

ภาพที่ 5-49 ภาพท่ี 5-50 ภาพที่ 5-51 ภาพที่ 5-52 ภาพที่ 5-53

ภาพท่ี 5-49 ถงึ 5-53 เครือ่ งมือในการกาํ จัดวชั พชื

การจัดสวนโรงเรียน หนา 126

ค. กรณีศึกษาการกําจัดวชั พชื
1) กรณีศึกษาท่ี 1 วัชพืชทีเ่ กิดในแปลงไมป ระดับจากการจัดตกแตงบริเวณ หรือจาก

การจัดสวน วัชพืชทีเ่ กดิ ข้ึนสวนมากจะเปนการแซมพืชหลักในแปลงปลูกไมประดับสวนมากจะเปนไมประดับ
ท่ีปลกู เปนกลุมหรอื เปนมวลขนาดใหญ (Mass) ไมประดับหลักสวนมากจะเปนไมพุม หรือไมคลุมดิน เชนการ
ปลกู เทยี นทอง เข็มเปน กลุมขนาดใหญ จะมีวัชพชื ขึ้นตามแปลงลงไมป ระดับหลักดงั กลา วการดูแลรักษา ทาํ ได
สองสวน สวนแรก เปนการปองกันโดยการควบคุมการขยายพันธุไมใหวัชพืชแพรระบาดกอน สวนทีส่ องคือ
การกาํ จัดกรณนี ้ีจะใชวิธีการใชมือถอนออก และควรทาํ การกาํ จัดต้ังแตวัชพืชยังมีอายุนอย เพราะการกําจัด
จะทําไดงายและไมเสียเวลามาก แตหากใชวิธีการอื่นจะทําให ไมประดับท่ีปลูกเกิดความเสียหายได
แตอ ยางไรก็ตามการใชมือถอนเปน การใชแรงงานคน ซ่งึ เปนการเสียคา ใชจา ยมาก

สวนการปองกันนั้นสามารถทําไดโดยการใชสารกําจัดวัชพืชท่ีใหทางดิน หวานกอนการปลูกตนไม
หรือการใชสารกําจัดวัชพชื ทางใบ เชน หญาคาในสนามกอลฟการกําจัดทาํ ไดโดยใชสารกําจัดทางใบเพอ่ื ให
วชั พชื ตายเฉพาะตน ท่ีถูกทําลาย

2) กรณีศึกษาท่ี 2 วัชพืชที่เกิดกับไมยืนตน สวนมากที่เปนปญหามากไดแก
พวกกาฝากตาง ๆ ท่ีกิ่งที่มีการฝากตองตัดออกเนื่องจากกาฝากจะใชรากชอนไซลงไปในตนไมซึ่งอาจทําให
ตนไมตายได การกาํ จัดวัชพืชทําไดโดยการใชเ ครือ่ งตัดหญา และการตัดกาฝากออก

3) กรณีศกึ ษาที่ 3 วัชพชื ในแปลงสนามหญา วัชพชื ท่เี กิดขึน้ มที ั้งใบเลยี้ งคแู ละใบเล้ียง
เด่ียวการกําจัดตองทําในพื้นท่ีกวาง การกําจัดอาจเลือกใชวิธีการใหยากําจัดมากับระบบนํ้าและเปนแบบ
ประเภทเลือกทาํ ลาย

5.5.5 การพรวนดนิ ตนไมใ นโรงเรยี น
การพรวนดิน เปนวิธีการทําใหโครงสรางของดินรวนซุยทําใหรากพืชสามารถชอนไซหาอาหารได
เปนผลทําใหพืชสามารถเจริญเติบโตไดดี การพรวนดินจึงเปนความจําเปนในการดูแลรักษาพืชอยางย่ิงอีก
อยางหนง่ึ การพรวนดนิ โดยปกตจิ ะปฏบิ ัติ 2 เดือนตอครั้ง การพรวนดนิ จะพรวนเพียงต้ืนๆ 2-3 นิ้วกพ็ อและ
จะไมพรวนดินใหร วนละเอียดเกินไป ไมคลุมดินที่มีรากตนื้ กต็ องพรวนดวยความระมัดระวังหลักการพรวนดนิ
คือการทาํ ใหด นิ รว นซุยทําใหด ินแตกละเอยี ด ควรทําในระหวา งดินแหง หรือดินชุมนํ้า ไมควรทาํ เวลาดินเปยก
เนื่องจากจะทําใหดินเปนกอ นแข็ง หลังจากพรวนดินเสร็จควรทําการรดน้ํา เพื่อใหรากพชื ไดรับความชุมช้ืน
และสามารถดูดน้าํ เขา ไปทดแทนสวนท่เี สยี จากการความเสยี หายในการพรวนดิน
เครื่องมอื ทใ่ี ชใ นการพรวนดิน ไดแก สอมพรวน ใชในการพรวนดนิ เหมาะกับดินที่รวนซยุ และเสียม
ใชใ นการขุดหลมุ เตรยี มเพือ่ ปลูกตนไม เหมาะในการขุดหลมุ ขนาดเล็ก เมอ่ื ใชแลวควรลา งทําความสะอาด เช็ด
ใหแ หง แลวทาดวยนํ้ามนั เพื่อกนั สนมิ เก็บเขาทีใ่ หเ รียบรอ ย

5.5.6 การสับขอบหญาในโรงเรยี น
การสับขอบ เปนการทาํ แนวระหวางพ้ืนหญากบั แนวการปลูกตนไมหรือระหวางพื้นหญากบั ทางเดิน
พยายามรักษาแนวท่ีสับน้ีไว ไมใหหญาในสนามหรือวัชพืชข้ึนรกลํ้า หรือข้ึนแซมได การสับแนวขอบเพื่อ
กาํ หนดขอบเขตนี้ จะสับใหล ึกลงไปจากผิวดนิ ในสนามประมาณ 1-2 นิ้ว เพ่ือยับยั้งไมใ หหญา สนามรุกเลื้อย

การจดั สวนโรงเรียน หนา 127

เขา ไปใกลพ ืชพรรณไมใ นสวนเรว็ เกนิ ควร สบั แนวขอบพุม ไมห รือโคนตนไม ใหหางออกมา 5-6 น้ิว ตามรูปราง
ของพมุ ไมห รอื ตนไม จากนนั้ จงึ ทาํ การพรวนดินพรอมกบั ทําการ ขดุ ถอนวัชพชื ออก และการกนั ขอบน้ีมักจะ
ทํารว มกบั การกําจัดวัชพชื และการพรวนดิน

ภาพท่ี 5- 54 การสบั ขอบระหวา งตนไมกับสนามหญา ภาพท่ี 5- 55 การสบั ขอบระหวา งทางเดนิ กบั สนามหญา

5.5.7 การดูแลรกั ษาสนามหญา ในโรงเรียน
สนามหญาเปนสวนประกอบของสวนและพื้นที่ท่ีทําใหพื้นที่มีความสวยงามและเปนระเบียบ
เรียบรอยทําใหมีความสวยงาม สงผลตอสถานท่ีมีชีวิตชีวา นอกจากน้ัน ยังชวยทําใหสภาพแวดลอมดีขึ้น
ชวยลดแสงสะทอนของพ้นื ที่จากแสงอาทิตย ชวยลดความรอน รักษาอุณหภูมิ ชวยปกคลุม และปองกนั การ
ชะลา งของดนิ เพมิ่ ความเปน ธรรมชาติ และสิ่งแวดลอมทีด่ ีใหกับชีวติ
การทําใหสนามหญา มคี ณุ ภาพเหมาะกบั การใชง านและมีประโยชนมคี วามจําเปนอยางย่ิงที่ตอ งมีการ
ดูแลรักษาการตัดหญา การใหน้ํา การใหปุย การสับขอบ การดูแลรักษาโรคแมลง เพ่ือความสวยงามของ
สนามหญาอยเู สมอ

ก. การตัดหญา ความสําคัญของการตัดหญาสนามการตัดหญาเปนการจํากัดการ
เจริญเตบิ โตของหญา ทางดานความสูงใหความสูงของหญา อยูในระดับเดยี วกนั แตไมทําใหคณุ ภาพของหญา
เสียไป ไมกระทบตอการเจริญเติบโตของหญาการตัดหญาจึงเปนกิจกรรมในแนวราบ โดยใชเครื่องมือและ
อุปกรณตัดหญา

ข. การตัดหญาเปนการดูแลสนามใหเกิดความเรียบรอยมีความสําคัญมากในงานภูมิทัศน
เนื่องจากสนามที่มกี ารดูแลรกั ษาอยางดดี ว ยการตดั หญา ตามรอบการตัด จะทาํ ใหก ารใชสนามเกดิ ประสิทธิผล
มากท่ีสดุ

ค. วิธีการตัดหญาสนามและเคร่ืองมือการใชเคร่ืองมือตัดหญาท่ีมีคุณภาพจะทําใหงานตัด
หญา มคี ณุ ภาพประหยัดเวลา แรงงานและคาใชจาย เคร่อื งตัดหญาแบง ออกได ดงั น้ี

1).เครื่องตัดหญาแบบน่ังขับ ซึ่งออกแบบหลายรูปแบบโดยคํานึงถึงการใชงานท่ี
เหมาะสม (ภาพท่ี 5-56)

2) เครื่องตัดหญาแบบรถเดินตาม มีท้ังแบบใชแรงคนและเคร่ืองยนต (ภาพท่ี 5-57
และ 5-58)

3) เครอื่ งตดั หญา แบบเหวย่ี ง (ภาพที่ 5-59)

การจดั สวนโรงเรียน หนา 128

ภาพที่ 5-56 เครอื่ งตัดหญาแบบนัง่ ขบั ภาพที่ 5-57 เครื่องตัดหญาแบบเดนิ ตาม

ภาพท่ี 5-58 เครอ่ื งตัดหญาแบบลอ จักรยาน ภาพที่ 5-59 เครอ่ื งตดั หญา แบบเหวี่ยง

สําหรับสนามหญาในโรงเรียนเลือกใชเคร่ืองตัดหญาตามความเหมาะสม สนามฟุตบอลสามารถใช
แบบนง่ั ขับ หรอื ลอจกั รยานได สวนสนามหญา เล็ก ๆ พื้นทไ่ี มม ากสามารถใชเคร่อื งเหวยี่ งได

ง. วธิ กี ารตัดหญาสนามการปฏิบัติเกย่ี วกับการตัดหญา มีขอพิจารณาดงั ตอ ไปน้ี
1) เวลาที่เหมาะสมในการตัดหญา การตดั หญาจะตัด เม่ือสนามหญายาว กวาปกติ

ตดั เม่ือตองการใชสนามหญา ความถ่ีของการตัดข้ึนอยูกับฤดูกาล ชนิดของหญา แตละฤดูมีความสําคัญที่สุด
โดยหลักการ ฤดูฝนความถข่ี องการตดั หญามากกวาฤดหู นาว ฤดูหนาวมากวาฤดูรอน ในการปฏิบัติทั่วไป ฤดู
ฝนควรตดั หญาทกุ สปั ดาห ฤดูหนาวควรตดั ทุก 10 วัน ฤดรู อนตัดทุก 15 วนั แตท ัง้ นีต้ อ งพิจารณาถึงชนิดพันธ
คุณสมบตั ิของดนิ และสภาพแวดลอมอ่นื ๆ ประกอบดว ยถา การตัดหญา ตรงเวลาที่กําหนด จะไดห นามหญา ท่ี
มีคุณภาพมีความสวยงามตลอดเวลา

2) ความสูงของการตัดหญา ความสูงตํ่าของการตัดหญาสนามทีผลกระทบตอการ
เปลี่ยนแปลงทางสรีระของหญา สนาม ถาการตัดหญาสนามสูงจะมีผลทําใหรากหญาสามารถเจริญแผกวาง
และลึกลงไปในดนิ ไดมาก ลําตนใตดินมีขนาดใหญ ขยายตัวเร็วข้ึน สนามหญาทนตอการเหยียบยํ่า แตจะมี
สวนของกาบใบแกตายมากขึ้นทําใหเกิดการสะสมชั้นเศษระดับผิวดินเร็วข้ึน ถาหากตัดหญาสนามตํ่าจะ
กระตนุ ใหหญาสนามแตกหนอมากขนาดลาํ ตน เล็ก การเกิดรากใหมนอ ย รากสนั้ หย่งั ลงใตผิวดนิ ไมลึก รากหา
อาหารไดน อย ซ่ึงมีผลกระทบตอการสังเคราะหแสง การจะตัดหญา สนามสูงหรือตํ่าตองพจิ ารณาผิวสัมผัสใบ
และลักษณะของลาํ ตน ใตผ ิวดนิ เหมาะแกการตัดตา่ํ มากวาหญาสนามผิวสัมผัสใบหยาบ การเจริญของลําตน
เหนอื ผิวดนิ เปรยี บเทยี บหลักการตัดหญานามสูงและตํ่า ดังน้ี ความสูงของการตดั หญา หญานวลนอย+หญา
ญปี่ ุน ความสูงท่ีตัดจากระดับผิวดนิ ข้ันตา่ํ สุดและสูงสุด ½-1 ½ น้ิว หญา มาเลเซยี ความสูงที่ตัดจากระดับผิว
ดินขั้นตํ่าสดุ และสูงสดุ 1-2 น้วิ

การจัดสวนโรงเรียน หนา 129

3) เลือกเวลาในการตัดหญา หรือรูเวลาตารางการตัดหญาชัดเจนควรงดการใหนํ้า
กอนการตัดหญา เพราะหญาเปยก ทําใหสนามหญาหลังตัดเปนรอย เศษชิ้นของใบหญาท่ีถูกตัดออกจะจับ
ตามฝาครอบช้ันในของเครื่องตัดหญา การพน เศษหญาออกลําบาก ใบมีดหมุนไมสะดวก ทําใหขัดขวางการ
ทาํ งานของเครื่องยนต ทาํ ใหการทาํ งานชาลง การทําความสะอาดผิวพนื้ สนาม เกบ็ เศษอฐิ หินปูน หรืออ่ืน ๆ
ออกจากสนามหญา ทคี่ าดวา จะเปน อันตราย วางแผนทศิ ทางการตดั หญา เลือกเครื่องตดั หญาใหเหมาะสมกับ
สภาพสนาม และขนาดสนาม

4) ขณะทําการตัดหญา ใหคํานึงถึงความปลอดภัยความสมํ่าเสมอการทํางานของ
เคร่ืองตดั หญา การเรงเคร่ืองชาหรือเร็วมผี ลตอคณุ ภาพของสนามหญา ขณะเดียวกันตอ งสังเกตรอยตดั รอย
หญาทตี่ ัดตองคาบเก่ียวกนั หรอื รอยตดั ทับกนั ระหวางรอยตัดแรกและรอยตัดถดั ไป อยางนอยประมาณหนึ่ง
ฝามอื หรือประมาณ 10 เซนตเิ มตรเพ่ือลดปญ หาริ้วแนวหญา แตละแถบ ทห่ี ลงเหลือ จากการตดั การทํางาน
ในสนามหญา หนงึ่ ๆ ควรปฏบิ ัติอยางตอเน่ืองจนกระทง่ั งานสน้ิ สดุ

5) หลงั การตัดหญาสิ้นสุดลง ดับเคร่ืองยนต ถอดปล๊ัก สายไฟฟา ปลอยใหเคร่ืองเย็น
จากนั้นจึงทําความสะอาด โดยใชผาแหงเช็ดไมควรลางเคร่ืองดวยน้ํา โดยเฉพาะอยางยิ่งเครื่องทข่ี ับเคล่ือน
ดวยมอเตอรไฟฟา ตรวจสอบสภาพความสึกหรอกอนเก็บเขาที่ สําหรับสนามหญา หลังตัดใหทําความสะอาด
โดยนําเอาเศษหญาออกจากสนามหญาใหหมด กรณีการตัดหญาไมใชถุงเก็บเศษหญาและตรวจสอบความ
เรียบรอยทั่วสนามหญาวา มีพนื้ ทสี่ ว นใดทลี่ ะเลยการตดั ถา มีใหใ ชกรรไกรตัดหญา เล็ม
การตัดเล็มเปนกิจกรรมท่ีทําหลังจากงานตัดหญา มีวัตถุประสงคเพ่ือการเก็บงานใหเกิดความเรียบรอย
ในสวนท่ีเครื่องตัดหญาไมสามารถเขาปฏิบัติงานได เชน ตามโคนตนไมใหญ ผนังกําแพงกั้นดินแนวขอบร้ัว
พ้ืนทีร่ อบตวั บาน รอยตอระหวางแปลงปลูกตนไม กบั สนามหญาหรือพ้นื ทีแ่ ถบแคบ ขอบทางเดิน ขอบถนน

6) หลังจากการปูหญา เสร็จสนามหญา อาจมปี ญหาเรื่องตางๆ เชนการยุบตวั ของดิน
การแนนตัวของดิน ดินขาดความอุดมสมบูรณ ซึ่งสาเหตุมาจากการใชสนามมากเกินไปพื้นดินยุบตัวตาม
กาลเวลา การเตรียมดินกอนปลูกหญา สนาม ไมดีพอ ขาดบดอัด การเสริมแตงผิวหนาสนามหญา จึงเปนการ
ปรับปรุง ใหผ ิวหนาสนามคงสภาพความราบเรียบ ลดความเปน หลมุ บออนั เกิดจากการยบุ ตัวของดินลง

7) การใสปุยสนามหญาการใสปุยสนามหญา เปนการใหอาหารแกหญาสนาม เพ่อื ให
หญาสนามเจริญเติบโตแข็งแรงทุกสวน โดยเฉพาะสวนของใบใหมีความเขียวเขม ออนนุม ลําตนและรากมี
ความแข็งแรงในทุกสวน การใสปุยแกสนามหญาใชไดท้ังปุยเคมี ปุยอินทรีย สวนใหญจะใสรวมกับวัสดุเสริม
แตงผิวหนา และการเจาะรูอากาศในสนามหญา แตการใสปุยเคมีมีความจําเปนแกหญาสนามมากจะใสปุย
สตู ร 46-0-0 เพอ่ื บาํ รุงใบ การใสอ าจใสห ลงั การตดั หญา เสร็จ

ง. วธิ กี ารใสปยุ สนามหญา การใสป ุยสนามหญา มี 3 วิธี คอื
1) ใชมือหวาน ใชสําหรับปุยเม็ดหวานใหเมด็ ปุยกระจายออกทางกวางวิธีการหวาน

ปุยโดยใชมือ ไมสามารถควบคุมความสมํ่าเสมอไดอาจเปนอันตรายแกหญาสนามบางจุด ท่ีไดรับปุยมาก
เกินไป เชน ใบไหม หรอื หญา งามเปน กระจกุ อนั ตรายแกหญาสนามบางจุดที่ไดรับปุยมากเกนิ ไป เชน ใบไหม
หรือหญางามเปนกระจุก อันตรายแกหญาสนามบางจุดท่ีไดรับปุยมากเกินไป การใสปุยสนามหญาของ
โรงเรยี นสว นมากเลือกวธิ นี ้ี เน่ืองจากประหยัด

การจดั สวนโรงเรียน หนา 130

2) ใชเคร่ืองใสปุยที่ใชปุยเม็ด ใชกันท่ัวไป 2 แบบ คือ เครื่องหวานปุย เปนเคร่ือง
หวานปุยแบบหมุน โดยใชแรงเหว่ียงออกจากแกน หมุนเปนวงกลม ปุยจะกระจายออกเปนรัศมีความกวาง
ขน้ึ อยูกับแรงเหวี่ยงของเครื่อง เครื่องใสปุยแบบหยอด เปนเครื่องใสปุยที่ไดรับความนิยมสูงเพราะสามารถ
ตรวจสอบความสม่ําเสมอ และแนวการใสปยุ ไดอยางม่ัวถึง แตการทาํ งานชากวาแบบเครือ่ งหวา นปุย

3) การใสปุยน้ํา ปุยน้ําเปนปุยทีท่ ําใหหญาสนามใชประโยชนอยางรวดเร็ว เน้ือปุยมี
ความเขมขน การใสต องละลายใหเ กิดความเจือจาง การใสป ุยนํ้าจะใชในรูปของการใหปุยทางใบ ดังน้ันหญา
สนามสามารถนําปยุ ไปใชไ ดร วดเร็วกวา การใสปยุ เม็ด

5.5.8 การดแู ลรกั ษาส่งิ กอสรา งในโรงเรยี น มีหลกั การดูแลดังตอไปนี้
ก. การดแู ลรกั ษาโดยการทาํ ความสะอาด ซอมแซมสวนทชี่ ํารุดใหเหมาะกบั วสั ดุตกแตงสวน

แตล ะชนดิ
ข. การดแู ลรักษาทางเทาดูแลทางเทา ที่เปนแบบการวางแบบแยก (Stepping) ระหวางรอย

แยกเปน ดูแลทางเทา วัสดุทํามาจากไม ควรกําหนดใหทางเทา อยูภายในหลังคาคลุมเพอื่ ความคงทนของวัสดุ
ทาํ ความสะอาดไมใ หต ะใครนํา้ จับและเกาะ

ค.การดูแลศาลา มีการทําความสะอาดอยูเสมอ ศาลาไมควรเลือกใชไมท่ีเปนไมเน้ือแข็งท่ีมี
การอาบนา้ํ ยา ทาสีรกั ษาเนือ้ ไมอยา งถูกวธิ ี บรเิ วณท่ีสรางศาลาควรกําจดั ปลวกกอ นการสรางโดยการอดั น้ํายา
กันปลวกลงไปในดนิ การต้งั ศาลาใหหลกี เลยี่ งการสัมผัสความเปยกชน้ื ใหมากที่สุด ไมควรตั้งศาลาในรัศมีของ
ระบบการใหนา้ํ อตั โนมัตทิ กุ ประเภท (Sprinkler) ไมค วรปลกู ไมพ มุ เลก็ ใกลศ าลาหรือโคนเสาศาลามากเกนิ ไป
เพราะนอกจากทําให ศาลาดูไมโดดเดนแลว ยังทําใหโคนเสาตองเปยกชื้นจากการรดนํ้า ทาสีตามชวง
ระยะเวลาอยา งสมํา่ เสมอ เพ่อื ความสวยงามของศาลาใหแลดูไมเ กา ตามกาลเวลา

ง. การดูแลรักษาวัสดุตกแตงในสวน ควรมีการทําความสะอาด ทาสี ตกแตงอยูเปนประจํา
(ภาพที่ 5-60 ถึง 5-62)

ภาพท่ี 5-60 ทาํ ความสะอาดปาย ภาพท่ี 5-61 การทาสีปา ย ภาพที่ 5-62 หลงั ทาสี

บทสรุป
งานจัดสวนโรงเรียนจะประสบความสําเร็จไดตองมีการประมาณราคา การจัดสราง และการดูแล

รกั ษาที่ดี การประมาณราคางานจัดสวนเปนสวนสําคัญในการวางแผนการจัดสรรงบประมาณไดอยางถูกตอ ง
ทาํ ใหการวางแผนดาํ เนินการประสบความสําเร็จ โดยเฉพาะในการจดั สวนโรงเรียน ในขณะท่ีการจัดสรางสวน
เปน สว นสําคัญ เปนเหมอื นงานกอ สรางอยางหนึง่ ท่ตี อ งมีโครงสรางมกี ารวางแผน มขี ั้นตอนการกอสรางทีต่ อง

การจัดสวนโรงเรียน หนา 131

ใชท้ังความรูงบประมาณและแรงงาน การกอสรางจึงจะประสบความสําเร็จ สามารถใชการไดอยางดี
นอกจากนั้นหลังจากมีการจัดสรางสวนเสร็จตอ งดแู ลรักษาอยางตอเนื่อง การดแู ลรักษาสวนในโรงเรียนเปน
งานท่ีคอนขางมีเอกลักษณเฉพาะของงานเน่ืองจากเปนการดูแลรักษาที่ประกอบดวยส่ิงมีชีวิตอัน ไดแก
พืชพรรณ, สนามหญา และส่ิงไมมชี ีวิต ดงั นั้นในการดแู ลพชื พรรณ และสนามหญา ตอ งการความสม่ําเสมอใน
การดแู ลรักษาเพราะไมเชนน้ันจะทําใหส่ิงมีชีวิตดังกลาวเกิดความเสียหายได การที่จะสรางขึ้นมาใหมต องใช
เวลานาน และไมสามารถใชระยะเวลาเพียงส้นั ๆ ในการสรางเพ่ือใหเหมือนเดิม ดวยลักษณะเฉพาะเชนนี้จึง
ตอ งใชความเอาใจใส และการดแู ลเปน อยางดสี วนจึงจะสวยอยูเสมอ

จากการกลาวมาขางตนทง้ั หมด การจัดสวนโรงเรียนใหป ระสบความสําเร็จ จําเปนตอ งมีความรูและ
การใชค วามรูในหลาย ๆ สวนเขามาเกย่ี วของกับการจัดสวน ตัง้ แตเริ่มตนการใชองคประกอบศลิ ป หลักการ
ออกแบบ การรูจักรูปแบบของสวน และองคประกอบของสวนเพื่อนํามาใชในการออกแบบ ในขณะท่ีการ
ออกแบบมีขั้นตอนและกระบวนการในการออกแบบผานการไตรตรองดวยการคดิ จนเปนแบบท่ีดี แลวนํามา
ประมาณราคา จัดสรางและดแู ลรกั ษา ทกุ ขั้นตอนมีความสาํ คญั ทจ่ี ะทําใหสวนสวยงาม ดังน้ันการจัดสวนของ
โรงเรียนจะประสบความสําเร็จไดต อ งมคี วามละเอียดใสใจในทกุ ขั้นตอน

การจดั สวนโรงเรียน หนา 132

ประวตั ิผูแตง

ช่ือ นางวฒั นา ณ นคร (Mrs. Wattana Na nakorn)

ตําแหนง ปจจุบนั
ผูชวยศาสตราจารย สาขาเทคโนโลยภี ูมิทศั น คณะเกษตรศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขต
นครศรีธรรมราช ใสใหญ อ.ทงุ สง จ.นครศรีธรรมราช 80110

E-mail [email protected]

ประวัตกิ ารศกึ ษา
ปรญิ ญาตรี (เทคโนโลยภี มู ิทศั น) ป 2533 จากมหาวิทยาลัยแมโ จ
ปริญญาโท (การวางแผนภาคและเมอื ง) ป 2544 จากจฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย

ประสบการณว ิจยั
1. การศกึ ษาเปรียบเทยี บวัสดปุ ลกู ไมในรม ป 2547 หวั หนาโครงการ ทุนวจิ ัยหนว ยงาน
2. การศึกษาเปรยี บเทยี บวสั ดปุ ลูกไมก ลางแจง ป 2548 หวั หนาโครงการ ทนุ วจิ ัยหนวยงาน
3. การจัดภูมิทัศนใ นสวนไมผลเพื่อสงเสริมการทองเที่ยวเชิงเกษตร ป 2552 หัวหนาโครงการ ทุนวิจัย สํานักงาน
คณะกรรมการการวจิ ยั แหงชาติ
4. การใชประโยชนทีโ่ ลง ในเขตเมอื งทงุ สง ป 2552 หัวหนาโครงการ ทนุ วิจัยหนว ยงาน
5. การวิเคราะหองคประกอบทางกายภาพเพ่ือการพัฒนาสภาพแวดลอมสถานศึกษา ป 2554 หัวหนาโครงการ
ทนุ วิจัยสํานกั งานคณะกรรมการการวิจยั แหง ชาติ
6. ปจจัยเอ้ือและปจจัยจํากดั สําหรับการใชจักรยานในชุมชนกรณีจังหวัดนครศรีธรรมราชป 2554 หัวหนาโครงการ
ทุนวจิ ัย สสส.
7. การวิเคราะหการใชประโยชนท ี่ดินเพ่ือพัฒนานิเวศวิทยาคลองทาแพป 2555 หัวหนาโครงการ ทุนวิจัยเทศบาล
เมอื งทงุ สง
8. แนวทางการพัฒนาการใชประโยชนท่ีดินประเภทเกษตรกรรม ท่ีอยูอาศัย และพื้นที่ริมคลองทาแพ เพ่ือการ
อนุรกั ษคลองทา แพโดยชุมชนและเยาวชนมีสวนรวม 2556หวั หนา โครงการ ทนุ วิจยั เทศบาลเมอื งทงุ สง
9. การสํารวจและทดสอบไมคลุมดินชายทะเลเพื่อพัฒนาเปนไมประดับในงานภูมิทัศนป 2560-2561 หัวหนา
โครงการ ทุนวิจยั สาํ นักงานคณะกรรมการการวจิ ัยแหง ชาติ
10. ความหลากหลายของสาหรายนาํ้ จืดกินได และศักยภาพของสาหรายสีแดงและสีเขยี วนํ้าจืดเพอ่ื เปนผลิตภัณฑ
เสริมอาหาร ในพื้นที่ภาคใตฝงตะวนั ออกตอนบน ป 2560 ผูรวมโครงการ ทุนวิจัยสํานกั งานคณะกรรมการการ
วิจัยแหงชาติ
11. การสํารวจและประเมินศักยภาพการใชประโยชนผักกินใบพื้นบานเพ่ือพัฒนาเปนสวนผักคนเมืองป 2561
หวั หนา โครงการ ทุนวจิ ยั สํานกั งานคณะกรรมการการวิจยั แหงชาติ

งานวิจัยที่ทาํ เสรจ็ แลว
วัฒนา ณ นคร. 2555. การจัดสวนไมผลเพ่อื สง เสรมิ การทองเท่ยี วเชงิ เกษตร. ในเอกสารการประชมุ ระดบั ชาติ
ครงั้ ที 2. ประจําป 2555. มหาวิทยาลัยขอนแกน.
วฒั นา ณ นคร และ จําเลอื ง เหตทุ อง. 2556 การวเิ คราะหอ งคป ระกอบทางกายภาพเพื่อการพฒั นา
สภาพแวดลอมสถานศึกษา. ในเอกสารการประชมุ ระดบั ชาติ ครั้งท่ี 3 ประจาํ ป 2556
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน.


Click to View FlipBook Version