งานวิจัยเร่ือง การสํารวจองคประกอบทางกายภาพเพ่ือพัฒนาภูมิทัศนและสภาพแวดลอมของ
สถานศกึ ษา โดย วัฒนา ณ นคร และจําเลือง เหตุทอง (2556) พบวา ผูบริหารโรงเรียนมีความตองการจัด
สวนบริเวณ ปาย เสาธง บริเวณดานหนาอาคารอํานวยการ ในขณะท่ีกลุมนักเรียนและบุคลลากรตอ งการให
ปรับปรงุ สนามเด็กเลน และจัดสวนบริเวณหนาเสาธงมากท่ีสุด ในขอ เสนอของงานวิจัยเรื่องนี้ ไดเสนอแนะใน
ประเด็นการจัดสวนในโรงเรียนถึงตําแหนงท่ีควรจัดสวนไดแ ก การจัดตกแตงปายโรงเรียนใหดเู ดน จัดที่วาง
สําหรับการนั่งพักผอนช่ัวคราวของนักเรียนใกลบริเวณเสาธง การจัดตกแตงบริเวณเสาธงใหมีความสงา งาม
โดยจัดตกแตงตนไมและสวน, การจัดตกแตงบริเวณโรงอาหารใหมีความสวยงาม สะอาด และเปนระเบียบ
ผลการวเิ คราะหท ีก่ ลา วขา งตน มานน้ั สามารถนําไปใชใ นการจดั สวนตอ ไป
บทสรปุ
ในการจัดสวนโรงเรียนกอนการออกแบบตองมีการรวบรวมขอมูลเพื่อการนําขอมูลไปใชในการ
ออกแบบและจัดสวนไดอยางถูกตองขอมูลเหลาน้ี ไดแก ตําแหนงที่ตั้ง นํ้าและการระบายน้ํา ดนิ พืชพรรณ
ภูมอิ ากาศ อาคารเดมิ มุมมอง ระบบการสญั จรและผใู ชพ ืน้ ท่โี ครงการ การเก็บรวบรวมขอ มูลเหลาน้ีเพอ่ื นํามา
วิเคราะหและศกึ ษาใหละเอียดเพ่ือเปนขอมูลสําคัญในการออกแบบและจัดสวน ซ่ึงผลลัพธของการรวบรวม
ขอมูลและการวิเคราะหนี้ จะทําใหไดปญหาของสภาพพื้นท่ีเพ่ือการนําไปแกไข และไดพบขอเดนของพ้ืนท่ี
เพ่ือนาํ ไปพัฒนา โดยการออกแบบจัดสวนนนั้ อยภู ายใตค วามตอ งการของผใู ช สามารถใชพนื้ ทีไ่ ดอ ยางสะดวก
ปลอดภัย และสวยงาม หลงั จากการรวบรวมขอ มลู และการวิเคราะหแลว จะนําขอมูลไปใชในการออกแบบจัด
สวนตอ ไป ซ่งึ หลักการวิเคราะหขอมูลน้ีสามารถใชไดท้ังพ้ืนท่ขี นาดใหญแ ละพ้ืนทีข่ นาดเล็ก ในบทนี้ถงึ แมใช
กรณีศกึ ษาเปน โรงเรียนทงุ สงวิทยา อ.ทงุ สง จ.นครศรีธรรมราช ท่ีถือวาเปนพน้ื ที่ขนาดใหญ ในขณะท่ีการจัด
สวนตามจุดตาง ๆ ในโรงเรียนจะเปนพ้ืนท่ีขนาดเล็กหรือสวนหยอมก็ใชหลักการเดียวกัน ในการวิเคราะห
พ้ืนที่ คือ เรม่ิ จากการมีแปลนพน้ื ฐาน วเิ คราะหสภาพแวดลอ ม ดิน ลม แสงแดด การระบายน้ํา พืชพรรณเดิม
การเช่อื มตอ กับระบบการสญั จร และมุมมองของพ้ืนท่ี รวมทงั้ ความตอ งการของผูใชพ้ืนท่ี ทัง้ หมดเปนขอ มลู ที่
นํามาวเิ คราะห เชนเดียวกนั ท้ังโครงการขนาดใหญแ ละขนาดเลก็ กอ นทจ่ี ะนาํ ไปใชในการออกแบบตอไป
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 84
บทท่ี 4
การออกแบบจดั สวนโรงเรียน
การออกแบบสวนจัดโรงเรียนเปนข้ันตอนท่ีสําคัญท่ีตองผานการคิดเพ่ือใหไดสวนที่เหมาะสมกับ
โรงเรียน โรงเรียนมีทั้งระดับประถม ระดับมัธยม ซึ่งนักเรียนมีชวงอายุที่แตกตางกัน ทําใหการออกแบบ
กจิ กรรมบางสวนที่ตองเฉพาะสําหรับผูใชทีแ่ ตกตา งกัน สามารถสรุปขอ เหมือนและขอแตกตางกัน กลาวคือ
สถานท่ีท่ัวไปของโรงเรียนสามารถตกแตงใหรมรื่นสวยงาม เชน ทางเขาโรงเรียน หนาปาย เสาธง บริเวณ
รอบ ๆ อาคาร กจิ กรรมตา ง ๆ ทเ่ี หมาะกบั วยั โรงเรยี นประถม ตอ งการสนามเด็กเลน โรงเรยี นมัธยม ตองการ
สนามกีฬา พ้ืนท่ีพักผอนของโรงเรียนมัธยม ตองการพ้ืนที่ท่ีทํากิจกรรมเพ่ือวัยรุน มากกวาโรงเรียนประถม
นอกจากนั้นการออกแบบตองการความเฉพาะตัวเอกลักษณของโรงเรียน เชน โรงเรียนกีฬาตองการพื้นที่
สําหรับที่พัก สนามกีฬาในการฝกซอม โรงเรียนโสตตองการพ้ืนที่สําหรับผูใชที่เปนกลุมคนพิเศษ โรงเรียน
วทิ ยาศาสตรภูมภิ าค ตองการพืน้ ที่สําหรับที่พัก สําหรับพืน้ ทก่ี ารทํากิจกรรมของความเปนโรงเรียน อยางไรก็
ตามการออกแบบโรงเรียนมขี น้ั ตอนและหลกั การออกแบบดงั ตอ ไปนี้
4.1 ขั้นตอนการออกแบบสวนโรงเรยี น
ขั้นตอนการออกแบบและรายละเอียดแตละข้ันตอน มีแนวทางที่ตอ งการใหไปสูการออกแบบท่ีดีมี
คณุ ภาพสามารถตอบสนองความตองการของผูใชไดอยางลงตัว แตขั้นตอนอาจจะแตกตางในรายละเอยี ดกัน
ไปบาง แตก็เพื่อใหถึงเปาหมายการออกแบบ คือตอบสนองผูใชและสวยงาม ในการออกแบบโรงเรียนนั้นมี
ขัน้ ตอนดังนี้
4.1.1 การออกแบบแนวความคิดเบ้ืองตน เปนการเสนอแบบคราว ๆ เอาไวใหทราบวามี
แนวความคดิ รวม ๆ เปนอยางไร แนวความคิดจะเปนการแสดงใหเห็นกิจกรรมตาง ๆ ของพื้นที่การเช่ือมตอ
ของกิจกรรม เชื่อมโยงกันและความสัมพันธกับพ้ืนท่ี การกําหนดเสนทางผานเขาไปในพ้ืนที่ การออกแบบ
แนวคิดเบ้ืองตน ไดผานการกรองจากการวิเคราะหมาอยางรอบคอบจากขั้นตอนการวิเคราะหมาแลว
และนําเอาขอมูลที่เปนปญหาของพื้นที่ จากการวิเคราะหขอมูล เชน พบวาพื้นท่ีเดิมไมมีทางระบายน้ํา
เกิดปญหาการระบายน้ําขั้นตอนน้ีตองใสแนวคิดคราว ๆ เอาไววาตองการใสพื้นที่ระบายนํ้าบริเวณที่เกิด
ปญหา หรือในการวิเคราะหขอมูลพบวา ในโรงเรียนตองการแปลงเกษตรในการฝกวิชาชีพการงานของ
นกั เรียน ในขัน้ ตอนน้ีก็ตอ งใสแ ปลงเกษตรไวใ นแนวคดิ เบอ้ื งตน เอาไวดว ย
นอกจากนั้นในข้ันตอนน้ียังตองคํานึงถึงสภาพพ้ืนที่เดิม และธรรมชาติของพ้ืนท่ีวามีลักษณะเปน
อยางไร มีกิจกรรมใดวางอยูบาง ตองใสกจิ กรรมเดิมท่ีดีเอาไวดวย รวมทงั้ ตอ งนําความตองการของผใู ชมาใส
ลงในผังแนวคดิ นี้ดวย จะตอบคําถามไดว าในพื้นทม่ี ีกิจกรรมอะไร โดยตอบคําถามกวาง ๆ ไมจําเพาะเจาะจง
และ การสมั พันธกบั พื้นท่จี รงิ
แนวคิดเบ้ืองตนนี้สามารถพัฒนาตอไปไดเปนการพัฒนาแบบไปอีกขั้นหน่ึง โดยจะใสรายละเอียด
กิจกรรมยอยลงไปอีกขั้นหนึ่งแตยังเปนแนวความคิดเบื้องตนอยู เชน อาคารเรียนจากแนวคิดเบ้ืองตน
(ภาพที่ 4-1) ในข้ันการพัฒนาแนวคิดตอจะมีกิจกรรมเพ่ิมเติมเขามาเชน เพ่ิมในสวนของกิจกรรมพ้ืนที่วาง
รอบ ๆ อาคาร เปน ตน (ภาพที่ 4-2)
การจดั สวนโรงเรียน หนา 85
ภาพท่ี 4-1 แนวความคิดเบ้อื งตนโรงเรยี นทุงสงวทิ ยา
จากภาพที่ 4-1 แสดงแนวความคิดเบื้องตนงาย ๆ ของการออกแบบโรงเรียน โดยจะเปนการ
กาํ หนดใหทราบถงึ กจิ กรรมที่ตอ เนื่องและเชื่อมโยงกันเปนเบื้องตนงา ย ๆ แสดงใหเห็นการเช่ือมตอของพื้นที่
เอาไวใหสามารถมองเห็นวาภายในโรงเรียนประกอบไปดวยอะไรบางในการแสดงแนวความคิดเบื้องตนนี้
เรยี กวา Balloon diagram เปนการเขียนงา ย ๆ ลงในพื้นที่แสดงพน้ื ทหี่ ลักเอาไวกอ นอาจเขยี นลงในกระดาษ
เปลา ๆ ซ่ึงอาจจะมีหลายแนวทางเปนทางเลือกเอาไวก็เปนได โดยขั้นตอนนี้จะแสดงใหเห็นถึงกิจกรรมที่
สมั พันธก ัน เชน แสดงใหเห็นถึงอาคารเรียน 1 เชื่อมตอ กบั อาคารเรียน 2 ซงึ่ อาจจะพัฒนาแบบแนวความคดิ
เบื้องตนนี้ตอไปเปนการพัฒนาแนวคิดตอเน่ือง สามารถพัฒนารูปรางลงในพ้ืนที่ตอไปไดเปนการพัฒนา
แนวความคิดลงในพื้นท่ี
การจัดสวนโรงเรียน หนา 86
ภาพที่ 4-2 การพฒั นาแนวความคิดเบ้อื งตนโรงเรียนทงุ สงวิทยา
ภาพท่ี 4-2 เปน การแสดงแนวการพัฒนาแนวความคดิ เบื้องตน ซง่ึ ระบุถึงกจิ กรรมที่เช่ือมตอสัมพันธ
กัน แสดงใหเห็นถึงรอบ ๆ อาคารมีเปนท่ีวาง ในลักษณะใด และควรสัมพันธกันหรือไม เชนอาคารเรียน
สัมพันธกบั กจิ กรรมของพนื้ ที่รอบ ๆ ควรมีที่วางรอบอาคารเรียนหรือไม ถามีควรทาํ อยางไร ทีจ่ ะสามารถทํา
ใหเปนสวนหนึ่งของการเรียนการสอนได หรือหากตองการใหแยกกันสามารถสิ่งกีดขวางหรือใชฉากบังได
ควรกาํ หนดใหเ สนทางการสญั จรผานพ้ืนที่หรือไม ถา มคี วรผานตรงกลางหรือดานขา ง ซึง่ มีนัยที่แตกตางกันถา
ผา นตรงกลางกจิ กรรมนั้นตองการใหผ ูเขาไปในพืน้ ท่ีไดท าํ กิจกรรมดวยหรือควรผานดา นขาง ถา ผานดา นขา งผู
ผานอาจไมตองรวมกิจกรรมดวยก็ได ควรมกี ารปดลอมพื้นท่ีหรือไม ถามีควรทําเครื่องหมายสัญลักษณแนว
การปด ลอมพ้ืนทส่ี ามารถเขาไปสพู นื้ ทีไ่ ดอ ยางไร
การจดั สวนโรงเรียน หนา 87
4.1.2 แบบราง (Preliminary plan) การกําหนดรายละเอยี ดลงในแบบเปนเคา โครงที่เกอื บสมบูรณ
แบบ การออกแบบรางโดยพิจารณารายละเอียดทุกอยางประกอบดวย เสนขอบเขตท่ีดินท่ีชัดเจน
เสนขอบเขตอาคาร และโครงสรางอื่น ๆ ที่ชดั เจน วัสดุพืชพรรณที่เปนกลุมเขยี นในขนาดโตเต็มท่ถี ูกมาตรา
สว น ระบุขนาดรูปทรง สีและผิวสัมผัส โดยระบุกวาง ๆ เชน ไมหลักไมร อง แตยังไมตองระบุช่ือ นอกจากน้ัน
แบบรางตองแสดงเสนชั้นความสูง ท่ีตองการปรับใหม แสดงระบบการสัญจรหลัก ทางเทา แบบรางจะเปน
การกําหนดรายละเอียด ลงในพนื้ ทีช่ ัดเจน (ภาพที่ 4-3)
ภาพท่ี 4-3 แบบรางโรงเรียนทุงสงวทิ ยา
การจดั สวนโรงเรียน หนา 88
4.1.3 ผังแมบ ท (Master plan) เปนการพฒั นาแบบมีการแกไขจนเสร็จสมบูรณ ดแี ลว ไดตาํ แหนง
กจิ กรรมและออกแบบลงตัว ใชเ ปน แนวในการกาํ หนดกิจกรรมตาง ๆ ผังแมบ ทจะแสดงสวนของแปลนอาคาร
หลังคา แสดงรายละเอียดตาง ๆ ภายในพื้นท่ี ระบุพืชพรรณท่ีชัดเจน ชนิด รายละเอียดของวัสดุตาง ๆ
ในงานภมู ิทัศน บอกรายละเอียดทางเดิน มา นง่ั ลาน สนามตาง ๆ เอาไวอยางชัดเจน (ภาพที่ 4-4)
ภาพที่ 4-4 ผังแมบ ทโรงเรียนทุงสงวทิ ยา
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 89
4.1.4 แบบรายละเอียด (Landscape detail drawing) ในรายละเอยี ดประโยชนใชเปนแบบในการ
กอ สรา งทางเทคนคิ ประกอบดว ย
ก. แปลนพืชพรรณ (Planting plan) เปนแผนผังตําแหนงของพืชพรรณทัง้ หมดในแบบ
รายละเอียดชนิดและจํานวนพืชพรรณท่ีใชท้ังหมดท่ีจะนํามาใช รวมท้ังการบอกรายละเอียดมาตรฐานพืช
พรรณดว ย (ภาพที่ 4-5)
6- กระดงั งาสงขลา กรถาง 10 นว้ิ 50-+พลับพลงึ หนู กรถาง 6
50-เตยดา ง กระถาง 10 4 - ปบ ไมข ุดลอ ม
50 พลบั พลงึ หนู 5-ประยงค I3-ราตรี - กระถาง 10
10 - นมแมว กรถาง 10 3-มะลิ - 3 -หางหมาปา ไมขุดลอม
4-แกว กระถาง 10 นิ้ว
,มานั่ง
ถังนํ้า ถังนาํ้ ถงั นํ้า
5-จงั๋ กรถาง 15 นว้ิ
3 -ปบ ไมข ุดลอ ม
ภาพที่ 4-5 แบบรายละเอียดพืชพรรณบริเวณอาคารเรยี น 1 โรงเรียนทุงสงวทิ ยา
การเขียนแบบกอสรางพืชพรรณ
หลังจากไดจํานวนชนิดขนาดมาตรฐานของพืชพรรณแลวในขั้นตอนตอมาตองแสดงการกอสราง
และการปลูกพืชพรรณวาทําการปลูกอยางไรบางเพ่ือใหผูท่ีนําแบบไปใชสามารถกอสรางไดอยางถูกตอง
(ภาพที่ 4-6 ถงึ ภาพท่ี 4-8)
การจดั สวนโรงเรียน หนา 90
ภาพที่ 4-6 การเขยี นแบบกอสรา งการปลูกไมคลุมดนิ
วทิ ยา
ภาพที่ 4-7 การเขยี นแบบกอ สรางการปลูกไมพ ุม
วิทยา
ภาพที่ 4-8 การเขียนแบบกอ สรา งการปลูกไมยืนตน
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 91
ข. แบบแสดงงาน Hardscape จะแสดงรายละเอยี ดของพนื้ ทท่ี ี่เปนงาน Hardscape ไดแก ลาน
ทางเทา ศาลา เกาอี้ มาน่ัง เปนตน แสงดรายละเอยี ดเชนเดียวกับพืชพรรณ หลังจากไดจํานวนชนิดขนาด
มาตรฐานงาน Hardscape แลวในขั้นตอนตอ มาตองแสดงการกอสรางวามรี ายละเอียดอยางไร ดงั ตัวอยาง
การกอ สรา งทางเทาในสวน (ภาพที่ 4-9)
แผนทางเทา คอนกรีต 0.10 ม.
ทรายหยาบ 0.10 ทรายหยาบ 0.10
ม. ม.
อฐิ อิฐ
พ้นื ดิน พนื้ ดนิ
แผนทางเทา แผนทางเทา
ทรายหยาบ 0.10 ทรายหยาบ 0.10
ม. ม.
อิฐ อฐิ
พน้ื ดนิ พื้นดิน
ภาพที่ 4-9 แบบการกอ สรา งทางเทา
ค. แบบแสดงระยะในผงั พืน้ ท่ี เปนแผนผังบอกระยะของพน้ื ท่ที ้ังหมด เพอ่ื ใหทราบถึงระยะทีถ่ กู ตอง
ลงในแผนผัง ท้งั นีก้ ารบอกระยะ จะทําใหส ามารถกอสรางได (ภาพท่ี 4-10)
ภาพที่ 4-10 แบบแสดงระยะในผงั พ้นื ที่
การจดั สวนโรงเรียน หนา 92
4.2 กรณีศึกษาการออกแบบรายละเอยี ดเพื่อการจดั สวนโรงเรยี น
ในกรณีศกึ ษาการออแบบรายละเอียดเพอ่ื การจัดสวนโรงเรียนน้ี พยายามนําเอาตําแหนงท่ีสําคัญของ
โรงเรียนนํามาเปนกรณีศึกษา รวมทั้งไดนําเอาผลการวิจัยจากงานวิจัยเร่ือง การสํารวจองคประกอบทาง
กายภาพเพ่ือพัฒนาภูมิทัศนและสภาพแวดลอมของสถานศึกษา โดยวัฒนา ณ นคร และจําเลือง เหตุทอง
(2556) ซึ่งมีการสรุปผลวาตําแหนง ที่มีความตองการจัดสวนจากผูใชโรงเรียน หลังจากการศึกษา
องคประกอบทางกายภาพของโรงเรียนแลว พบวา ตําแหนง ที่เกี่ยวของกบั การจดั สวนโรงเรียนมตี าํ แหนงดังน้ี
1. มีความสัมพนั ธกับกับสายตาและตําแหนงการมองของผูใชโรงเรียน เปนตาํ แหนงทีม่ ีความสําคัญ
ในการเขาออกมุมนั้นตองเปนมุมที่อยูในตําแหนงท่ีมีการมองเห็นไดอยางชัดเจน และเปนตําแหนงท่ีอยู
ดานหนา สามารถมองเห็นไดง ายสําหรบั ทุกคน เชน ปา ยโรงเรียน บรเิ วณเสาธง
2. มีความสัมพันธกบั การใชพื้นที่ที่สําคัญและตองการเปนจุดเนนใหสวยงาม เชน บริเวณดานหนา
อาคารท่สี าํ คญั เชน อาคารอาํ นวยการ ภายในอาคารอํานวยการ เปนตน
3. เปนตาํ แหนงท่ีตองการใหเกิดความสวยงามเพอื่ ประโยชนใชส อยของและตองการเนนพน้ื ท่พี ิเศษ
เชน ลานพักผอ นของนกั เรยี น
4.2.1 การออกแบบจัดสวนปายโรงเรียน
ปายหนาโรงเรียนเปนสวนสําคัญแสดงความเดน ของดานหนาโรงเรียนเปนจุดแรกท่ีคนตอ งมองเห็น
กอ นการเขาสูโรงเรียน เปนจุดสําคญั ของโรงเรียน แสดงถงึ ความเอาใจใสของเจาของโรงเรียน ลักษณะของ
ปา ยจะแตกตางกันทงั้ วัสดุ ความสูง ความเดน อยา งไรกต็ ามการทําปายของแตล ะโรงเรียนจะเลือกตําแหนงที่
สามารถมองเห็นไดอยางเดนชัดเปนเบ้ืองตน สามารถมองเห็นไดแตไกล วัสดุและสีที่ใชก็อานงาย สะดุดตา
การจัดสวนบริเวณปายมีความจําเปนเนื่องจากทําใหปายมีความโดดเดนและเห็นไดอยางชัดเจน
ทาํ ใหส ภาพแวดลอ มของปา ยดสี วยงาม สะดุดตาในการออกแบบสามารถทําไดด งั นี้
ก. การสาํ รวจดตู าํ แหนง สภาพแวดลอ มของบรเิ วณปาย เพือ่ การจดั สวนใหเ ขากับบริเวณ
ข. สาํ รวจความสงู ของปายเพ่อื การวางวสั ดตุ กแตงและตน ไมไ มปด บงั และไมแขง ขันกบั ปาย
ค. รูปแบบของปา ย สาํ รวจเพื่อหาวสั ดุตกแตง ที่เหมาะสมกับการตกแตง สวน
ง. มมุ มองที่สําคญั เปนมมุ มองที่มองเห็นไดเ ดน ชัด เพอื่ ใหกําหนดความเดนของสวนไปตามมมุ มอง
จ. การไดรับแสงในชวงเวลากลางวัน การเลือกตนไมในการตกแตงเลือกตามแสง เชน เลือกไม
กลางแจง หรอื ในรม
ฉ. พื้นท่ใี นการตกแตงปา ย บางปา ยมพี นื้ ทมี่ าก บางปายมีพื้นทน่ี อย หากมีพ้ืนทมี่ าก การตกแตงปาย
ก็จะทําใหเดนได แตอยางไรก็ตามสวนเปนสวนเสริมใหปายเดนไมควรแขงกับปาย หรือทําใหปายดูรกไม
สวยงาม
ตัวอยางการออกแบบสวนบริเวณปายหนาโรงเรียน เปนตาํ แหนงท่ีมีผลตอการมองเห็น ทุกโรงเรียน
ตองมีปาย ตําแหนงและความสูง รูปแบบของปายมีความแตกตางกัน การจัดตกแตงปายมีขอควรคํานึง
คือ สวนไมควรปดบังปายและตัวหนังสือ เลือกใชวัสดุพืชพรรณควรเหมาะสมกับสภาพแวดลอมกลางแจง
หรอื ในรม ควรมไี ฟสองปา ยในชวงกลางคืน
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 93
ตวั อยา ง การออกแบบจัดสวนหนาปา ยโรงเรียน -1 (ภาพที่ 4-11 และ 4-12)
4-ไทรเกาหลี
50-ผกากรอง
100-กาบหอยแครง
สนามหญา
ภาพที่ 4-11 Plan การออกแบบจดั สวนหนา ปา ยโรงเรยี น - 1 Plan
ภาพที่ 4-12 ภาพสามมติ กิ ารออกแบบจดั สวนหนา ปา ยโรงเรยี น - 1 Perspective
รายละเอียดวสั ดุพชื พรรณทใ่ี ชใ นการออกแบบสวนโรงเรยี น 1 ประกอบดวย
1. ไทรเกาหลขี นาดความสงู 2.0 เมตรจํานวน 8 ตน
2. ผกากรองกระถาง 6 นว้ิ จาํ นวน 100 กระถาง
3. กาบหอยแครงกระถาง 6 นิ้วจํานวน 200 กระถาง
4. หญา นวลนอ ยจาํ นวน 45 ตารางเมตร
ตัวอยา ง การออกแบบจดั สวนหนา ปายโรงเรยี น -2 (ภาพท่ี 4-13 และ 4-14)
3-ไทรยอดทองพมุ
100-กาบหอยแครง
3-เทียนทองพมุ
ภาพที่ 4-13 Plan การออกแบบจดั สวนหนาปา ยโรงเรยี น - 2 100-ผกากรองเลอื้ ย
Plan
สนามหญา
ภาพท่ี 4-14 ภาพสามมิตกิ ารออกแบบจดั สวนหนาปายโรงเรยี น - 2 Perspective
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 94
รายละเอยี ดวัสดุพืชพรรณทใ่ี ชใ นการออกแบบสวนโรงเรียน 1 ประกอบดวย
1. ไทรยอดทองพุมกระถาง 15 น้วิ จาํ นวน 6 กระถาง
2. เทยี นทองพุมกระถาง 15 นว้ิ จํานวน 6 กระถาง
3. กาบหอยแครงกระถาง 6 นิ้วจาํ นวน 200 กระถาง
4. ผกากรองเลอ้ื ยกระถาง 6 นว้ิ จาํ นวน 200 กระถาง
5. หญานวลนอยจาํ นวน 60 ตารางเมตร
4.2.2 การออกแบบจัดสวนหนาเสาธง บริเวณหนาเสาธงของโรงเรียนเปนจุดทนี่ ักเรียนทํากิจกรรม
ทกุ วนั ตอนเชา เปน จุดทม่ี คี วามสาํ คัญในการทํากจิ กรรม สว นมากจะเปนลานกลางแจง การจัดสวนหนาเสาธง
ใหด ูสวยงามเพม่ิ ความสดช่ืน รวมทงั้ เปน ฉากประกอบการเคารพธงชาติทีส่ ําคัญดว ย
ในการออกแบบสวนสามารถทาํ ไดด ังนี้
ก. การสํารวจพ้ืนทร่ี อบ ๆ บริเวณเสาธงเพือ่ การจดั สวนใหเ ขากบั บริเวณ
ข. หารปู แบบสวนที่เหมาะสมกับพื้นทีร่ อบ ๆ เสาธง
ค. วิเคราะหพ ้นื ที่ ออกแบบ
ง. เลอื กตนไมและวสั ดตุ กแตงสวนทเี่ หมาะกบั สภาพแวดลอมกลางแจง
ตัวอยา งการจดั สวนหนาเสาธง ลกั ษณะของเสาธงจะเปนพื้นปกู ระเบื้อง มีพื้นทีส่ ําหรับการปลูกตนไม
เปนบล็อก ลักษณะของการจัดสวนเปนลักษณะการปลูกตนไมในบล็อก ลักษณะเชนนี้การดูแลรักษาจะ
สะดวกเพราะอยูใ นพนื้ ท่ีจํากดั ตนไมทีน่ ํามาปลูกควรมีรูปทรงรปู รางที่สวยงามการเลือกตนไมควรเลือกตน ไม
ทีด่ ูแลรักษางายลักษณะของเสาธงมพี ื้นที่ในการจัดสวนรอบ ๆ จึงมีการจัดตกแตงสวนใหสวยงาม การเลือก
พรรณไมเปนไมกลางแจง ประกอบกับสนามหญาทําใหสวนของเสาธงมีความเดน สวย มีชีวิตชีวาบริเวณ
รอบ ๆ เสาธงไมมีการประดับตกแตงแตอยางใด แตรอบ ๆ พ้ืนที่มีการประดับตกแตงดวยสวนอยางสวยงาม
ในการจัดตกแตง เสาธงสามารถทําไดทั้งหมดทงั้ น้แี ลวแตล ักษณะของพนื้ ที่
ตวั อยา งการออกแบบจัดสวนหนาเสาธง 1 (ภาพท่ี 4-15 และ 4-16)
9- ไทรเกาหลีสงู 2.50 ม.
3- ไทรใบกลม
5- ไทรยอดทองพมุ
300-หลิว กระถาง 6 นว้ิ
Plan
ภาพที่ 4-15 Plan การออกแบบจดั สวนหนาเสาธง - 1
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 95
Perspective
ภาพที่ 4-16 ภาพสามมติ กิ ารออกแบบจดั สวนหนา เสาธง - 1
รายละเอยี ดวัสดุพชื พรรณทีใ่ ชในการออกแบบจดั สวนหนา เสาธง 1 ประกอบดวย
1. ไทรเกาหลีสงู 2.50 เมตรจํานวน 9 ตน
2. ไทรยอดทองพุมกระถาง 15 นิว้ จํานวน 10 กระถาง
3. ไทรใบกลมกระถาง 15 นว้ิ จํานวน 6 กระถาง
4. ผกากรองเล้ือยกระถาง 6 น้ิวจาํ นวน 140 กระถาง
4. ผกากรองเลือ้ ยกระถาง 6 นิ้วจาํ นวน 600 กระถาง
5. หญา นวลนอยจาํ นวน 60 ตารางเมตร
ตัวอยา งการออกแบบจดั สวนหนา เสาธง 2 (ภาพท่ี 4-17 และ 4-18)
Plan Perspective
ภาพที่ 4-17 Plan การออกแบบจัดสวนหนา เสาธง - 2 ภาพท่ี 4-18 ภาพสามมติ กิ ารออกแบบจดั สวนหนาเสาธง - 2
รายละเอียดวสั ดุพชื พรรณที่ใชใ นการออกแบบจัดสวนหนา เสธง 2 ประกอบดว ย
1. ไทรเกาหลีสูง 2.0 เมตรจาํ นวน 11 ตน
2. พุดกระถาง 6 น้ิวจํานวน 50 กระถาง
3. พืน้ แขง็ จํานวน 4 ตารางเมตร
4.2.3 การออกแบบสวนบริเวณรอบ ๆ อาคารเรียน พ้ืนท่ีระหวางอาคารเรียน ใชประโยชนการ
พกั ผอนในชวงระหวางเวลาพัก หรือทํากิจกรรมในบางรายวิชา เปนพื้นที่เช่ือมตอ ระหวางอาคารกับอาคาร
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 96
ถาเปน อาคารทมี่ ีพน้ื ทวี่ า งระหวา งอาคารมากพืน้ ทส่ี วนน้ีสามารถนํามาใชประโยชนกบั นักเรียนไดเปนอยางยิ่ง
ในการออกแบบจดั สวนสามารถทําไดดงั นี้
ก. พืน้ ทม่ี ีศักยภาพในการจัดกิจรรมสําหรับนักเรียนในทางการพกั ผอน การใชพ้นื ท่เี พ่ือกจิ กรรมการ
เรียนการสอน การพบปะกันของนักเรียนในคาบเวลาวาง ลานโลงระหวางอาคารมีการทํากิจกรรมของ
นกั เรียนอยเู ปน ประจํา
ข. การไดรับแสงในชวงเวลากลางวัน การเลือกตนไมในการตกแตงเลือกตามแสง เชน เลือกไม
กลางแจง พ้ืนทที่ ีไ่ ดรับแดด เลอื กไมใ นรม พ้นื ทใี่ นรม
ค. พืน้ ท่ีวาง จุดเนนและชอ งวา งระหวา งอาคารพ้ืนทว่ี า งระหวางอาคารนอกจากการจัดสวนแลว พ้ืนท่ี
ระหวางอาคารยังใชทํากิจกรรมอยางอ่ืนที่เก่ียวเน่ืองกบั การเรียนการสอน เชน การพักคอยเพ่ือรอการเรียน
และการทาํ กจิ กรรมกลุมของนักเรียน ไมไดหมายความวาหากมีพื้นทว่ี างจะตองมีการจัดสวนเพยี งอยางเดยี ว
แตสวนอาจเปนสว นหนง่ึ ของกิจกรรมเหลานัน้ กไ็ ด
ง. ตําแหนงจัดสวนนอกอาคารสัมพันธกับชองเปดหนาตางของอาคารเพื่อการรักษาสภาพแวดลอม
การสํารวจอาคารตองมีการสํารวจพ้ืนท่วี างบริเวณรอบ ๆ ไปดวย วามีความเหมาะสมในการจัดสวนหรือไม
ความเหมาะสมอยูที่การจัดการใชประโยชน การรักษาสภาพแวดลอม รวมท้ังการมีพื้นท่ีวางรอบ ๆ
อาคารดว ย
จ. ชองเปดของประตูหนาตางมีความสัมพันธกับมุมมองท่ีจะเปนการกําหนดจุดของการจัดสวน
เปนมุมมองภายในอาคารมองไปภายนอก และตําแหนงท่ีเดน ของอาคารจะเปนสวนท่ีใชสําหรับการตกแตง
สวนสว นน้ตี องสัมพันธกับมุมมองท่มี องมาจากดานนอกอาคาร (ภาพท่ี 4-19)
ภาพที่ 4-19 ชองเปด ของหนาตา งมีความสัมพันธก ับมมุ มองที่จะเปนการกาํ หนดจุดของการตกแตง สถานท่ี-แบบอาคารเรยี น 318
ล/55 ก
ฉ. อาคารเรียนมีลกั ษณะแตกตางกันออกไป แตมีจุดรวมกันทส่ี ามารถบอกความชัดเจนของตําแหนง
กับบริเวณท่ีจะทําการจัดสวนและตกแตงสถานที่ไดด งั นี้
1) บริเวณดา นหนา อาคารทมี่ ีพ้ืนท่วี า ง ตาํ แหนงของดานหนาอาคารและทางเขาออกบริเวณ
ดานขางและดานหลงั อาคารท่ีมีพืน้ ที่วางรอบ ๆ อาคาร
2) พ้ืนที่ทีส่ ามารถนํามาใชในการจัดตกแตงสวนไดเปนพน้ื ท่รี อบ ๆ อาคาร โดย สามารถจัด
บริเวณใหเปนท่ีพักผอนพรอมกับมีสวนหยอมขนาดเล็ก ท่ีสามารถเชื่อมตอกับอาคารอื่นไดดวยระบบการ
สัญจรทางเทา หรือทางเดนิ ตําแหนงการจัดสวนมหี ลักการทสี่ ําคัญคือ จะตองเปนจุดเดน อยูดานหนาอาคาร
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 97
โดยอาจจัดสวนเพ่ือแสดงความเปนเอกลักษณของอาคาร เชน อาคารวิทยาศาสตร การจัดสวนมีแนวคิด
เกย่ี วกับวิทยาศาสตร หรอื อาคารเกษตรการจัดสวนเปน ไปในแนวการทาํ การเกษตร เปนตน
ลักษณะพื้นทีร่ อบ ๆ อาคารมผี ลตอการจัดสวน พ้ืนทบี่ ริเวณรอบ ๆ อาคารภายในโรงเรียนแบงการ
มี 2 แบบคือ
แบบที่ 1 อาคารมพี ้ืนท่ีรอบ ๆ มากเปนเอกเทศสัดสวนโดยเปนอาคารเด่ยี ว ๆ ไมไดอยูตดิ กับอาคาร
อื่น แตสามารถเชื่อมตอกับอาคารอ่ืนได เปนอาคารเรียนสําหรับโรงเรียนที่มีพ้ืนท่ีมาก ทําใหมีพื้นท่ีวาง
ระหวางอาคารสําหรับการทํากิจกรรมของนักเรียน ลักษณะของอาคารเชนน้ีสามารถจัดการพื้นท่ีบริเวณ
รอบ ๆ อาคาร เพ่ือสนองตอกิจกรรมการใชประโยชนของนักเรียนไดดีย่ิง นํามาใชประโยชนการทาํ กิจกรรม
เพ่ือการพักผอนของนักเรียนไดม าก การจัดการพ้นื ท่รี ะหวางอาคารสามารถจัดสวน และจัดการพื้นทใ่ี หเปน
ประโยชนกับนักเรียนไดมากกวาโรงเรยี นท่มี ีพื้นทนี่ อย
แบบท่ี 2 อาคารมีพื้นที่รอบ ๆ อาคารนอย อาคารอยูชิดกันเนื่องจากพ้ืนที่ของโรงเรียนมีนอย
หรอื ตอ งการใหเปนอาคารเปนกลุมอยูใกลกนั พน้ื ทวี่ างระหวางอาคารเรียนและพ้ืนท่ีการทํากจิ กรรมระหวาง
อาคารมีนอย กิจกรรมตาง ๆ จะอยูภายในอาคารเรียน แตอาคารโรงเรียนบางแหงมีพ้ืนท่ีใตถุนอาคารไว
สําหรับการทํากิจกรรมทดแทนพนื้ ทร่ี อบอาคารไดสว นหนึ่ง โรงเรียนที่มีพ้ืนทน่ี อยและมีพนื้ ที่จํากดั พยายาม
จัดการพ้ืนท่ีใหเกิดประโยชนมากท่ีสุด โดยพ้ืนที่วางสวนกลางระหวางอาคารทําหนาที่เปนที่เขาแถวเคารพ
ธงชาติ เปน สนามกฬี าของนักเรียน เปนพืน้ ทท่ี าํ กจิ กรรมตา ง ๆ เชน การแสดงนิทรรศการวิชาการ และสนาม
เดก็ เลนของนักเรียน ถึงแมม ีหลายบทบาทหนาที่ในดานการทํากจิ กรรม สวนในเรื่องการจัดสวนพยายามจัด
ตกแตงใหมีพื้นท่ีสีเขียว ตนไม เปนจุดเปนมุมบางตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ซึ่งพื้นที่วางรอบ ๆ
อาคารสามารถพฒั นาเปนการจัดสวนและตกแตงบรเิ วณ โดยการใชหลักการดงั ตอ ไปนี้
1. ทางสัญจรตอ งสามารถเชื่อมตอ กับอาคารอ่ืนไดทางเดนิ ระหวา งอาคารควรมีหลงั คาคลุม
2. พืน้ ท่ีบริเวณรอบ ๆ อาคารควรมีการกําหนดพื้นท่ใี หเหมาะสมกับผูใช สําหรับอาคารเรียนควรมี
พืน้ ท่ีพกั ผอ นของนักเรยี นระหวา งการเรียนและระหวางการพกั
3. บรเิ วณพน้ื ทีพ่ ักผอนทจี่ ัดใหนกั เรียนควรมรี มเงาของตน ไม หรือหลังคาคลุม แลวแตสภาพแวดลอ ม
ทเี่ หมาะสม
4. พ้ืนลานของพื้นที่พักผอนอาจปูดวยวัสดุพื้นแข็ง หรือพื้นซีเมนต หรือเปนพ้ืนดินก็ไดแตที่สําคัญ
ตองไดระดับ และระบายนา้ํ ไดด นี ํา้ ไมท วมขงั
5. ไมค วรจัดตกแตง สวนระหวางอาคารในพืน้ ท่ีที่ไมเหมาะสมเพราะจะทําใหการดูแลรักษายาก ควร
จัดเทา ทีจ่ ําเปนเทานัน้ แตควรเนนในเรื่องความสะอาด สะดวก ในการเชื่อมตอระหวางพนื้ ที่ รวมทั้งประโยชน
ใชส อย ในกรณพี น้ื ที่ใชสอยมีนอ ยรอบ ๆ อาคาร การตกแตงอาคารอาจใชวิธีการปลูกตนไมในบล็อก เพื่อใหมี
พืน้ ท่สี เี ขยี ว
4.2.4 การออกแบบจัดสวนบรเิ วณหนาอาคารเรียน โดยแนวทางในการออกแบบมีดงั ตอไปนี้
ก. บริเวณดา นหนาอาคารทางขึ้น-ลงอาคารคอื พื้นท่ีสาํ หรบั การจดั สวน
ข. บริเวณดา นหลงั อาคารคือพน้ื ท่สี ําหรบั การจัดสวน
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 98
ค. รูปแบบของสวนขนึ้ อยกู บั รูปแบบของอาคารหรอื เปน สวนหยอมทว่ั ไป
ง. พรรณไมท ่ีเลือกใชเหมาะสมกับสภาพแวดลอม เชน พ้นื ท่ีกลางแจงปลูกไมก ลางแจง
พนื้ ทใ่ี นรม ปลกู ไมใบ
จ. ใชห ลกั การออกแบบหลกั การใดหลักการหน่ึงในการออกแบบสวน
ตําแหนงการจดั สวน
ตาํ แหนงการจดั สวน ตาํ แหนง การจดั สวน ตําแหนงการจดั สวน
ภาพที่ 4-20 ตาํ แหนง การจดั สวนดานหนาอาคารและระหวางอาคาร -แบบอาคารเรียน 318 ล/55 ก
318 ล/55 ก
ตวั อยา งการออกแบบจดั สวนพน้ื ทว่ี า งระหวางอาคาร 1 (ภาพท่ี 4-21 และ 4-22)
3-ไทรยอดทองพุม 3-เกาอสี้ นาม
1-ไทรเกาหลี 3-ไทรเกาหลี
Plan 30-พดุ
4-ไทรยอดทองพมุ
ภาพท่ี 4-21 Plan การออกแบบจัดสวนพื้นท่ีวา งระหวา งอาคาร -1 3-พดุ พุม
318 ล/55 ก 1-ไทรเกาหลี
2-ไมดดั
1-ไทรแตงพุม
12-พดุ พุม
5-เทียนทองพมุ
9-ไทรยอดทองพมุ
2-ปาลมนาํ้ พุ
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 99
ภาพที่ 4-22 ภาพสามมิติการออกแบบจัดสวนพื้นท่ีวา งระหวา งอาคาร -1 Perspective
รายละเอยี ดวสั ดุพชื พ3ร18รณล/ท55ี่ใชกในการออกแบบจัดสวนระหวา งอาคาร 1 ประกอบดว ย
1. เกาอ้สี นามจาํ นวน 3 ชดุ
2. เกาหลีสูง 2.0 เมตรจํานวน 5 ตน
3. พุดกระถาง 6 นิ้วจาํ นวน 30 กระถาง
4. ไทรยอดทองพุมขนาด กระถาง 15 นว้ิ จาํ นวน 17 ตน
5. ขอ ยดดั พมุ จํานวน 2 ตน
6. ไทรแตงพุมจํานวน 1 ตน
7. ปาลม นํ้าสูง 2.5.เมตรจํานวน 2 ตน
8. พดุ พุม ขนาด กระถาง 15 นวิ้ จํานวน 15 ตน
9. สนามหญา
ตวั อยา งการออกแบบจดั สวนพนื้ ท่วี างระหวา งอาคาร 2 (ภาพท่ี 4-23 และ 4-24)
50- หลิวดอกมวง กระถาง 6 นิ้ว
11 -ขอ ยไมข ดุ ลอม
3 -วัสดุตกแตง สวน
300- กาบหอยแครง
ภาพที่ 4-23 Plan การออกแบบจัดสวนพื้นทว่ี า งระหวา งอาคาร -2 Plan
318 ล/55 ก
Perspective
ภาพที่ 4-24 ภาพสามมิติการออกแบบจดั สวนพนื้ ท่ีวา งระหวา งอาคาร - 2
การจดั สวนโรงเรียน หนา 100
รายละเอยี ดวสั ดุพืชพรรณท่ใี ชใ นการออกแบบจัดสวนระหวางอาคาร 1 ประกอบดวย
1. ขอย 11 ตน และ วัสดุตกแตงสวน โอง 3 ลูก
2. หลวิ ดอกมวง กระถาง 6 นิ้ว จํานวน 50 กระถาง
3. กาบหอยแครง กระถาง 6 นวิ้ จาํ นวน 300 กระถาง
4.2.5 การออกแบบจัดสวนหนา อาคารโรงอาหารและหอประชุม
สวนหนา อาคารโรงอาหารและหอประชุมตามโรงเรียนทว่ั ไป โรงอาหารจะตั้งอยูศนู ยกลางทน่ี ักเรียน
สามารถเขาถึงไดสะดวก เปนพ้ืนที่สวนกลางที่มีผูใชมาก อาคารหอประชุมใชสําหรับการประกอบกิจกรรม
ตาง ๆ ของนักเรียนประชุมนักเรียน หรือสําหรับการทํากิจกรรมอื่น ๆ ภายในอาคารจะโลง สวนภายนอก
อาคารมีพื้นท่ีวางรอบ ๆ ตัวอาคาร บริเวณของพื้นท่ีควรไดรับการจัดตกแตงบริเวณใหมีสภาพแวดลอมท่ี
สวยงามเปนการสรางบรรยากาศใหมีความเหมาะสมกับการทํากิจกรรมของอาคารสถานท่ีโรงอาคาร
โดยตําแหนงท่ีสามารถจัดสวนได ไดแก บริเวณหนาโรงอาหาร และรอบ ๆ เนนตําแหนงท่ีมีการสัมพันธกับ
การมองเห็นไดบอย จุดเนนที่สําคัญของพื้นที่ การจัดตกแตงสวนรอบ ๆ โรงอาหารและหอประชุมจะ
เสรมิ สรา งบรรยากาศของพื้นทีใ่ นการเขาไปใชโรงอาหารและหอประชุม เนื่องจากเปนสถานที่ท่ีใชในชวงเวลา
ทถ่ี อื วา เปน การพกั ผอ นไปดวยสําหรับนักเรียนทีใ่ ชเวลาในการเรียนทงั้ วัน โรงอาหารและหอประชุมมีหลักการ
ออกแบบจดั สวนพ้นื ทีร่ อบ ๆ ดังน้ี
ก. ระบบการสญั จรตองมีการเชือ่ มตอกบั สวนทีต่ อเน่ืองอาจมีหลงั คาหรือมีหลังคาคลุมก็ไดความกวา ง
ของทางเดินเปน 0.60 เมตร 1.20 เมตรแลวแตวัตถุประสงคการเดิน แตเนื่องจากเปนพืน้ ที่สาธารณะอาจใช
เปน 1.20 เมตร สําหรบั การเชื่อมตอ กบั ทางหลกั
ข. ตอ งสามารถระบายนํา้ ออกจากบริเวณรอบ ๆ ไดเปนอยา งดี
ค. การจัดพ้ืนท่ีพักผอนภายนอกตองมีความเหมาะสมกับการใชสอยประโยชนสําหรับพ้ืนท่ีรอบ ๆ
อาคารหอประชมุ ตําแหนงการจัดสวนเนนบริเวณดานหนาอาคารเปนหลักและบริเวณรอบ ๆ โดยสามารถจัด
บรเิ วณใหเปน ที่พกั ผอ นพรอมกบั มีสวนหยอมขนาดเลก็ หรอื การปลูกตนไมเพอ่ื ใหร มเงา ท่ีสามารถเชื่อมตอกบั
อาคารอ่นื ไดดว ยระบบการสัญจร อาจเปนทางเทา หรอื ทางเดนิ
ง. การไดร บั แสงในชวงเวลากลางวัน การเลือกตนไมในการตกแตง เลอื กตามแสง
พืน้ ท่จี ัดสวน พนื้ ที่จดั สวน
ภาพท่ี 4-25 ตาํ แหนง จดั สวนของโรงอาหาร – หอประชุม
อาคาร
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 101
4.2.6 การออกแบบจัดสวนบริเวณหองนาํ้ เปนอาคารทีถ่ ูกมองวาไมน าเขา ไป จึงควรมกี ารจัดตกแตง
ใหเหมาะสม โปรงโลง สะอาด และสวยงาม การจัดสวนมีแนวการปองกันสายตาจากดานนอก เพื่อปดบัง
มมุ มองท่ีไมนาดู แตควรโปรงสบาย และรอบ ๆ ตอ งระบายน้ําไดด ี การจัดสวนหยอมดานหนาสามารถทําได
เชน กนั แนวทางการจดั สวนหอ งนา้ํ มีดงั นี้
ก. สาํ รวจและตรวจสภาพของพื้นที่ การวิเคราะหพ้นื ที่ดแู นวบงั สายตา
ข. สวนหยอ มอาจจัดบริเวณดา นหนา จดั รูปแบบหยอ มหรอื ปลูกไมดอกหอมกไ็ ด
ค. หองนํ้าตอ งมีแนวการปองกันสายตาจากดานนอก เพื่อปดบังมุมมองที่ไมนาดู แตควรโปรงสบาย
และรอบ ๆ ตองระบายนํ้าไดดี ระบบการสัญจรท่ีเช่ือมตอกับอาคารอื่น การจัดสวนระหวางทางเดินเขามา
หองน้าํ อาจแสดงแนวใหเห็นมบี างสว นตอ งมดิ ชดิ เพ่อื การปด บังสายตา
ฉ. ตาํ แหนงเพื่อการจัดสวน สว นมากหอ งนํา้ เปนอาคารที่ตองการปดบงั จะไมม ีตาํ แหนงในการตกแตง
แตแ นวทางการจดั ภมู ิทัศนค อื การปลูกตนไมรอบ ๆ ใหสวยงาม และปดบังมุมมองที่ไมน าดูจากดา นนอก การ
ปด บังมุมมองท่ไี มนา ดูจากดานนอกเปน สวนหน่ึงในการออกแบบ เพอื่ ประโยชนดานความสวยงาม แตในดา น
ความสะดวกการดูแลนักเรียนก็เปนอีกสวนหน่ึงที่จะนํามาพิจารณา ดังน้ันเพ่ือใหมีความลงตัวเหมาะสม
กับสภาพการดูแลนักเรียนและสิ่งที่ควรปดบังตองมีการพิจารณาเลือกพรรณไม หรือการปดบังที่ไมมิดชิด
จนเกนิ ไปและควรคาํ นึงในการจดั สวนหอ งนา้ํ มีแนวกําบงั หอ งน้ําแหง สะอาด โปรง โลง สบาย
4-สนมังกร ไมขุดลอ ม
200- หลิวมว งกระถาง 6 น้วิ
4-สนมังกร ไมข ุดลอ ม
ภาพที่ 4-26 Plan การจดั สวนบริเวณหองน้ํา Plan 4-ไทรยอดทองพุม กระถาง 15 นว้ิ
อาคาร
50- หลิวมว งกระถาง 6 น้วิ
3-ไทรยอดทองพุมกระถาง 15 น้ิว
50- หลิวมว งกระถาง 6 นิว้
ภาพท่ี 4-27 ภาพสามมติ ิการจัดสวนบรเิ วณหองนํา้ Perspective
อาคาร
การจัดสวนโรงเรียน หนา 102
4.2.7 การออกแบบจัดสวนบริเวณรอบ ๆ บานพักบุคลากร
การบรเิ วณรอบ ๆ บานพกั บคุ ลากร ตองคาํ นงึ ถงึ ความเปนสัดสว นและความเปนสวนตวั ควรแบงเขต
ใหชดั เจนดว ยแนวกาํ บงั หรือแนวสกรีน เพื่อใหเ กดิ ความเปน สวนตัวของบานพกั แยกพ้ืนที่ออกมาจากสวนอ่นื
ไดอยา งชดั เจน เปนการใหความเปนสวนตวั ความปลอดภัย แกครู-อาจารย บุคลากร และความเปนระเบียบ
ในทางดา นทศั นภาพดวย
โดยพ้ืนที่รอบ ๆ บานพักสามารถปลูกตนไมเปนแนวกําบัง และการกําหนดการสัญจรเปนพื้นท่ี
สวนตัว นอกจากนัน้ ในรายละเอียดของสว นท่ีพักจะมีพ้นื ที่ใชสอยทจ่ี ําเปน ไดแก สนามพักผอนรวม หรือหาก
เปนโรงเรียนขนาดใหญท ม่ี จี าํ นวนบานพักมาก อาจมสี นามเด็กเลน เพ่มิ ขน้ึ มาดวย
ระบบการสัญจรทีเ่ ชื่อมตอ กบั สวนอน่ื ๆ ระหวา งบา นพกั กบั สวนที่เก่ยี วขอ งเปนสวนสําคัญ เนื่องจาก
บริเวณบานพักเปนพ้ืนที่สวนตัวในโรงเรียนที่ตองการความปลอดภัย ดังน้ันตองมีการแยกสวนของท่ีดิน
ออกมาใหชัดเจน อาจจะโดยการปลูกตนไมเปนแนวปดบัง (Screen) หรือการแบงแนวสวนตัวดวยการ
ใชแหลงน้ํา หรือร้ัวก้ันเปนตน การจัดสวนของบริเวณบานพักเปนลักษณะการจัดสวนในบาน แตอ ีกนัยหน่ึง
อาจเปน การรักษาบริเวณท่พี ักใหม คี วามสะอาดสวยงาม เปนระเบยี บ (ภาพที่ 4-28 และ 4-29)
แปลงผกั
7-ไทรเกาหลี
70 ชาดดั
ภาพที่ 4-28 Plan การจดั สวนบรเิ วณบา นพกั บุคลากร Plan
อาคาร
ภาพท่ี 4-29 ภาพสามมิติการจดั สวนบรเิ วณบานพักบคุ ลากร Perspective
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 103
4.2.8 การออกแบบจัดสวนตามแนวทางสญั จร
การสัญจร หมายถึงระบบการสัญจรภายในโรงเรียนคือระบบถนนในที่น้ีหมายถึงระบบการ
สัญจรหลกั ภายในโรงเรยี นจะเปน แนวยาวเพื่อใหสามารถเขาถึงพ้ืนที่ตาง ๆ ไดงา ยหลักการออกแบบภูมิทัศน
ตองสรางถนนและท่ีจอดรถใหไดมาตรฐานและสวยงามเปนปจจัยแรกที่ตองทํา หลังจากนั้นการออกแบบ
คือการจดั ถนนใหสวยงาม ตวั อยางการออกแบบสวนแนวการสัญจรทาํ ไดดังน้ี
ก. การสํารวจแนวถนน และการจอดรถ ถนนตอ งสามารถรองรับการระบายนํา้ ในพ้นื ท่ีไดอ ยางดี
ข. ไหลถนนสามารถนํามาใชในการออกแบบภูมิทัศนแลวตามความเหมาะสม เชน การปลูกตนไม
ตามแนวถนน ตองพิจารณาถึงความเหมาะสมกบั ประโยชนก ารใชงานท้งั น้ีข้นึ อยูกบั วัตถปุ ระสงคการปลกู
ค. ตองการปลูกเพ่ือใหรมเงาควรเลอื กไมทีร่ ูปทรงแผกวา ง
ง. ตอ งการปลกู เพือ่ เปนอกลักษณเ ลอื กตนไมทเ่ี ปน เอกลกั ษณ
จ. ตอ งการปลกู เพือ่ ความสวยงามเลือกตน ไมท่ีมีดอกสีสันสวยงาม
ฉ. หลักการในการกําหนดตําแหนงปลูกตนไมตามแนวถนนของโรงเรียนอาจปลูกเปนระยะ ๆ ตาม
ถนนและเสนทางหลักของโรงเรยี น การเลอื กพรรณไมม าจากประโยชนใชส อย และเอกลักษณะของพ้ืนที่ การ
เลือกพรรณไมตามประโยชนใชสอย หมายถึงการเลือกตามตองการ เชนตองการใหเปนรมเงาจะเลือกตาม
ลกั ษณะของพชื ทม่ี ีทรงพมุ เผยกวา ง ใบหนา ใหรมเงาไดมากดูแลรักษางาย หรือการเลือกตามเอกลักษณ เชน
ตน ไมที่มสี ัญลกั ษณของโรงเรยี นน้ัน ๆ โรงเรยี นสวนใหญม ตี น ไมป ระจําโรงเรียนอยูแลว อาจเลือกไมตนนั้นเปน
สัญลักษณของโรงเรียนกําหนดตามการปลูกใหเดนและเปนเอกลักษณ ระยะการปลูกตองปลูกตามทรงพุม
เชน อินทนนิ มีทรงพุมกวางเม่อื โตเต็มท่ี 10 เมตร กจ็ ะปลกู ระหวา งตน เปน 10 เมตรเปนตน (ภาพท่ี 4-30)
ภาพท่ี 4-30 การปลูกตน ไมต ามแนวถนนของโรงเรยี น
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 104
ช. หลักการปลูกตนไมในโรงเรียน ตนไมท่ีมีอยูและใชประโยชนในโรงเรียน มีเพ่ือการใหรมเงา
และเพือ่ รักษาสภาพแวดลอมใหเกิดความสวยงาม ในการปลูกตนไมในโรงเรียนจะกลาวเฉพาะในกรณีท่ีการ
ปลกู พรรณไมเ พื่อใหร มเงากบั ลักษณะของพันธุไมเ หลาน้ันไดแ ก
1) ใหรมเงาตลอดท้ังป จึงควรเปนตนไมท่ีเขียวตลอดท้ังปไมมีการผลัดใบหรือผลัดใบใน
ชวงเวลาสน้ั ๆ
2) แตกกิ่งกา นในระดับสงู เหนอื ศีรษะ เพ่อื ใหคนสามารถเดนิ ลอดผา นได
3) ไมมีสิ่งท่ีจะสรางความรําคาญ หรือทําอันตรายแกผูใชบริเวณ ใตตน เชน หนามตามลํา
ตน ยาง ผล เมลด็ นอกจากนนั้ กง่ิ กา นไมค วรเปราะหักงาย
4) ตน ไมใ หรมเงา ไดแ ก กลั ปพฤกษ ตะแบบ ชงโค ประดู พิกลุ นนทรี
ซ. ตนไมบังลมคุณสมบัติการเลือกไมยืนตนเพ่ือบังลมการปลูกตนไมบังลม ตนไมตองใหรมเงา
ลกั ษณะของพันธไมเหลานนั้ ไดแ ก
1) รปู รา งสงู ผอม ตนอาจเปนทรงแบบ ปรามดิ หรือทรงกระบอกสามารถลตู ามลม
2) ลาํ ตน และกิง่ กา นเหนียว สามารถลตู ามลมโดยไมห ักเสียหายได
3) มใี บตง้ั แตโคนถึงยอด สามารถบังลมไดม าก
4) ขนาดใบเล็กหรอื รปู ใบเปนเสน ๆ เนอ้ื เหนยี วไมฉ ีกขาดงาย
ฌ. ตนไมเพ่ือการปดบัง คุณสมบัติของไมที่ใชเปนการการปดบัง ตนไมปดบังควรมีลักษณะใบหนา
ทรงพุมหนา การดูแลรักษางาย ปลูกเปนแนว เชนการปดบังสายตาตองอยูเหนือระดับสายตา ตนไมตองมี
ความใบหนาพอท่ีจะปด บงั ไมใหค นมองทะลุผานได เชน ไทรยอดทอง ไรเกาหลี เปนตน
1) การปดบงั พนื้ ที่ตอ งการแบงขอบเขต เชน ระหวา งพนื้ ที่พกั ผอ นกับทางเดนิ
2) เพ่อื ตองการปด บังสายตา ปอ งกนั มลภาวะ เชน ฝนุ เสยี ง ควนั
บทสรปุ
ในการออกแบบโรงเรียนน้ันมีข้ันตอนตาง ๆ ในการออกแบบที่ตอเนื่องมาจากการวิเคราะหพ้ืนที่
ไดแก การออกแบบแนวความคิดเบ้ืองตน แบบราง ผงั แมบท การทําแบบรายละเอยี ดเพื่อไปใชใ นการกอ สราง
ไดแก แปลนพืชพรรณ การเขยี นแบบกอสรางพชื พรรณ แบบแสดงงาน Hardscape แบบแสดงระยะในผัง
พื้นท่ี ทั้งหมดใชแนวทางเดียวกันท้ังงานพื้นที่ขนาดใหญและพ้ืนท่ีขนาดเล็ก ปรับใชตามความเหมาะสม
นอกจากนัน้ การออกแบบรายละเอียดจัดสวนโรงเรียนตําแหนงท่ีสําคัญ ๆ ไดแก ปายโรงเรียน เสาธง บริเวณ
ดานหนา อาคาร ลานพักผอ นระหวา งอาคารเรยี น บานพกั บุคลากร เปน การแสดงตัวอยางในการออกแบบ จัด
สวนแตละตําแหนงเปน แนวทางในการนาํ ไปใชในการจัดสวนแตล ะจดุ ของโรงเรียน
อยางไรก็ตามการออกแบบไมไดเปนขั้นตอนสุดทายในการจัดสวนโรงเรียน ยังมีข้ันตอนในการ
กอสรางสวนและการดูแลรักษาสวนทเี่ ปนขนั้ ตอนท่สี ําคัญเชนกัน การทีส่ วนจะสวยงามตลอดน้ันขัน้ ตอนการ
กอ สรา งและการดแู ลมคี วามสาํ คัญมากอยา งยิ่ง ดังท่ีจะไดก ลา วในบทตอไป
การจดั สวนโรงเรียน หนา 105
บทที่ 5
การประมาณราคา การจัดสราง และการดูแลรักษาสวนโรงเรยี น
หลังจากท่ีมีการวิเคราะหพื้นท่ี การออกแบบเสร็จเรียบรอย ข้ันตอมาคือการประมาณราคา,
การจดั สรางสวนและการดูแลรักษาสวนในบทนี้จะกลาวถงึ ทั้งสามสวนเพอ่ื ใหก ารจัดสวนในโรงเรียนสามารถ
ทํางานไดประสบผลสาํ เร็จ
การประมาณราคางานจัดสวนเปนสวนสําคัญในการวางแผนการจัดสรรงบประมาณไดอยางถูกตอ ง
ทาํ ใหการวางแผนดําเนินการประสบความสําเร็จ โดยเฉพาะในการจัดสวนโรงเรียน เน่ืองจากเปนหนวยงาน
ราชการทต่ี อ งมีการเตรมี งบประมาณเอาไวเปนป การมกี ารวางแผนเสนอโครงการในแผนเปนเร่ืองทีส่ ําคัญใน
การทาํ งาน การประมาณราคางานจัดสวนจึงเปนสวนทีต่ องมกี ารประมาณราคาเพ่ือการเสนอแผนประจําป
วางแผนการทํางานไดเปนอยา งดี
การจัดสรางสวนเปนสวนสําคัญ เปนเหมือนงานกอสรางอยางหนึ่งท่ีตองมีโครงสรางมีการวางแผน
มีข้ันตอนการกอสรางท่ีตองใชทั้งความรู งบประมาณและแรงงาน การกอสรางจึงจะประสบความสําเร็จ
สามารถใชก ารไดอยางดี นอกจากนั้นหลังจากมกี ารจัดสรางสวนเสร็จตอ งดูแลรักษาอยางตอ เนื่อง เพราะงาน
จัดสวนมีความพิเศษประกอบดวยส่ิงมีชีวิตคือพืชพรรณ ตองมีการดูแลรักษาอยูอยางสม่ําเสมอจึงจะทําให
สวนสวยอยา งย่ังยืน ในบทนีจ้ ะกลาวถงึ ทั้งสามสว นเพือ่ ใหก ารจัดสวนในโรงเรยี นประสบความสําเร็จ สวยงาม
5.1 การประมาณราคาสวน
การประมาณราคา (Construction estimating) หมายถงึ การคํานวณหาปริมาณและราคาของ
ช้ินงานรวมถึงคาแรงงานและคาใชจายตาง ๆ ท่ีควรจะเปนในการสรางงานช้ินหนึ่ง โดยอาศัยหลักวิชาการ
และขอเท็จจริงของทองตลาด ดังนั้น ราคาที่ประมาณได จึงไมใชราคาที่แทจริง แตเปนราคาทใ่ี กลเคียงมาก
ทส่ี ดุ เปน การพิจารณาคา ใชจ ายทใ่ี ชใ นการดาํ เนินงานกอ สราง โดยถอดประมาณของวัสดุอุปกรณ ท่ีมีในแบบ
แปลนของงานกอ สราง (Drawing) สืบหาราคาของวัสดุอุปกรณนั้นและคาติดตั้งที่ใชร วมทั้งคาใชจาย ตาง ๆ
ที่จะเกิดขน้ึ แลว รวบรวมลงในรายการแสดงวัสดอุ ุปกรณ (Bill Of quantity) ตามหมวดหมขู องแตละรายการ
อุปกรณน ัน้
การประมาณราคากอสรางสวนมีความสําคัญและมีประโยชน โรงเรียนเปนการวางแผน และการ
เขยี นโครงการเพอ่ื การเสนองบประมาณ เปน การเตรียมการใหส ามารถดาํ เนินการจัดสวนในโรงเรียนได
5.1.1 รายการการประมาณราคาทส่ี ําคัญในงานจดั สวนโรงเรยี น
ก.คา วสั ดุอปุ กรณประกอบดว ย วัสดแุ ขง็ (Hardscape) ไดแก ทางเทา , วัสดุอุปกรณตกแตง
สวน และวสั ดอุ อ น (Softscape ) ไดแ ก งานดนิ พืชพรรณ หญา
ข.งานระบบในงานจัดสวน ไดแก ระบบนํา้ ระบบไฟ งานถมดิน
ค.คาแรงงาน คิดจากผลรวมของแรงงานทั้งหมด หรือจะคิดจากหนวยคาแรงท่ีกําหนด
เชน คาแรงปหู ญา ตารางเมตรละ หรือคิดตามเปอรเซ็นตของงาน โดยสวนมากนิยมคิด 1 ใน 3 ของราคาวัสดุ
คือประมาณ 30 เปอรเ ซ็นตข องคาวัสดุ
ง.คา เครื่องมืออปุ กรณ สําหรับงานจัดสวนท่ัวไปคดิ 10-20 % ของคา วัสดุ
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 106
จ.คาใชจายเบ็ดเตล็ด เชน คาเตรียมงาน คาใชจายชวงปฏิบัติงาน และคาใชจายหลังการ
ปฏบิ ัตงิ าน
ฉ.คา แบบและกําไร (Free for landscape design) ถา ออกแบบเหมารวมทั้งหมดคดิ คา
แบบ 10 เปอรเซ็นต แตถาคิดคาแบบและกําไรรวมกนั คิด 30 เปอรเซ็นตอยางไรก็ตามไมจําเปนตองเปน
30 เปอรเซ็นตทุกครั้งท้ังน้ีข้ึนอยูกับจํานวนเงินท้ังหมด ถาราคารวมสูงคาแบบและกําไรอาจลดลงเปน
15-25 เปอรเซน็ ต แตถ าราคารวมต่าํ อาจคดิ เปน 50 เปอรเ ซน็ ตก ไ็ ด
ช.คา ภาษนี ้ันจะคิดเปน เปอรเ ซ็นตจ ากกาํ ไรสุทธิ จะคิดเปนลําดบั สดุ ทายของงาน
ดังน้ันการประมาณราคางานจัดสวนทั้งหมด หมายถึง ผลรวมของราคาวัสดุ + คาใชจายตางๆ +
คาแบบและกําไร หมายเหตุ สําหรับการจัดสวนในโรงเรียนไมตองนําเอา คาแบบและกําไร กับคาภาษี
เขา มาคดิ รว ม เนอื่ งจากเปน หนวย งานราชการ ทไ่ี มไดหวงั ผลกําไร และไมต องเสยี ภาษี
5.1.2 ตวั อยา งการประมาณราคางานจดั สวนโรงเรยี น ใหม ีการจดั สรา งสวนหยอ มภายในโรงเรียน
ดานขางอาคารเรียนตามแบบขางลาง (ภาพท่ี 5-1) ในการประมาณราคาสวนขางอาคารเรยี นดงั กลาวจะทาํ
การประมาณราคาตามลําดบั ดังตอไปนี้
ภาพท่ี 5-1 แบบสวนหยอมดานขางอาคารเรียน
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 107
ก.คาวัสดอุ ุปกรณ หมายถึง รายการวสั ดแุ ข็ง วสั ดุออน และงานระบบ ในการจัดสวน จากภาพท่ี 5-1
ถอดรายการวสั ดุอปุ กรณและนํามาคํานวณหาราคารวม
ตารางท่ี 5-1 รายการวสั ดแุ ข็ง ในการกอสรา งหยอ มขางอาคารเรียน
ลาํ ดบั วสั ดุ จาํ นวน ราคาตอ หนวย (บาท) ราคารวม (บาท)
1 เกาอ้ีสนาม 1 ชดุ 3,500 3,500
7,000
2 นาํ้ พุรูปตุก ตา 1 ชุด 7,000 3,200
875
3 ทางเทาหินกาบ 80 แผน 40 4,500
4 ทรายหยาบ 5 ม3 175 200
5 ดนิ ผสม 15 ม3 300 80
90
6 ปุยเคมีสตู รเสมอ 5 กก. 40 80
45
7 ยาฆาแมลง 2 ถงุ 40 1,200
20,770
8 อิฐมอญ 300 กอน รอยละ 30
9 ถานปน 1 กระสอบ 80
10 ไมไ ผใ ชคํา้ ตนไม 3 มัด 15
11 กรวด 20 กระสอบ 60
รวมราคาวสั ดุแข็ง
ตารางที่ 5-2 รายการวสั ดุออ น หรือพืชพรรณและหญา ในการจัดสรา งหยอ มขา งอาคารเรยี น
หมายเลข พรรณไม จํานวน (ตน ) ความสูงขนาด(เมตร) ราคาตน ละ(บาท) ราคารวม(บาท)
1 ชมพูพนั ธทุ พิ ย 3 2.50 100 300
2 ทองหลางดา ง 2 3.00 800 1,600
3 พวงทองตน 3 0.80 80 240
4 วานสีท่ ศิ ดา ง 8 0.50 80 640
5 เข็มเชยี งใหม 30 0.25 15 450
6 ดาดตะก่วั 80 0.15 6 480
7 หัวใจมว ง 40 0.15 6 240
8 กระดุมทองเลื้อย 25 0.15 6 150
9 หญา นวลนอย 150 ตร.ม. 25 3,750
รวมคาพรรณไม และหญา 7,850
หมายเหตุ พรรณไมตาง ๆ ท่ีใชถาตองการใหเจาของทราบรายละเอียดมากข้ึนก็ควรเขียน ชื่อ
พฤกษศาสตร (Botanical name) และชื่อที่ใชเรียกกันทวั่ ไปในภาษาอังกฤษดวย (Common name) ขนาด
เพอ่ื ใหทราบรายละเอยี ดมากยิง่ ขึ้น
รายการวสั ดตุ าง ๆ นนั้ บางอยางก็เปนสิง่ ทท่ี าํ เสรจ็ แลว เชน เกาอสี้ นาม
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 108
ตารางที่ 5-3 รายการงานระบบ ในการจดั สรางหยอ มขางอาคารเรียน
หมายเลข รายการ จํานวน ราคาตอหนวย (บาท) ราคารวม (บาท)
1 ดินถม 2 รถ 1,100 2,200
220
2 ทอขนาด 2 นวิ้ 2 เสน 110 400
200
3 ทอ ขนาด ¾ น้ิว 5 เสน 80 1,000
4,020
4 อุปกรณข อตอ - 200
5 อปุ กรณร ะบบไฟสนาม - 1,000
รวมงานระบบ
ข.คา แรงงาน (Cost of Installation )
1) คาแรงลูกตนไม คิด 30 เปอรเ ซน็ ตข องราคาพรรณไม
2) คาแรงตดิ ต้ังวัสดตุ า ง ๆ ตามจํานวนวนั และคา แรง เชน ใชแรงงาน 5 วนั ๆ ละ 5 วันละ
100 บาท เปน เงิน 2,500 บาท
3) คาแรงปูหญา คิดเปน ตารางเมตร
ค.คา เครื่องมอื อปุ กรณ สําหรับงานจดั ภมู ิทัศนท ัว่ ไปคดิ 10-20 % ของคาวสั ดุ
ง.คาใชจ ายเบ็ดเตลด็ เชนคาเตรียมงาน คาใชจ ายชวงปฏิบตั ิงาน และคาใชจา ยหลงั การปฏบิ ตั ิงาน
ตารางที่ 5-4 สรุปการประมาณราคางานภูมทิ ัศน ในการจัดสรางหยอมขา งอาคารเรียน
ลําดบั ท่ี รายการรวม จาํ นวนเงนิ (บาท ) หมายเหตุ
1 คาวัสดุอุปกรณ +งาน 20,770 ราคาใกลเคียงกับความจริงและเปน
ระบบ +7,850+4,020=32,640 ปจจบุ ันมากที่สดุ
2 คา แรงงาน 9,792 30 % ของคา วัสดุ (30/100*32,640)
3 คาเคร่ืองมอื อุปกรณ 3,264 10 % ของคา วัสดุ (10/100*32,640)
4 รวมราคาทนุ 32,640+9,792+3,264=45,696
5 คา ใชจายเบด็ เตลด็ 2,000 จา ยตามจรงิ เชนคานํา้ มนั คา เดนิ ทาง
ประมาณคาจัดสวนทงั้ หมด 45,696+2,000=47,696
หมายเหตุ
1.การประมาณราคานีใ้ ชสาํ หรับการประมาณราคาสวนของโรงเรียนผูคดิ การประมาณราคา อาจเปน
เจาหนา ทฝ่ี า ยอาคารสถานที่ หรือ ครูผูรบั ผิดชอบ
2.ในการประมาณราคาครัง้ น้ไี มม คี าแบบและกําไร เน่ืองจากผปู ระมาณราคาไมใชนักธรุ กจิ แตถา เปน
การประมาณราคาโดยผปู ระกอบการจะมคี าแบบและกําไร และคาภาษเี พมิ่ ขน้ึ มาดว ย
5.2 การจดั สรางสวน
การจัดสรา งสวน เปน การกอ สรางอยา งหนงึ่ เพือ่ เปน การลาํ ดับการทาํ งานใหไ ดผลตามตองการตองมีการ
ทาํ งานเปนข้นั เปน ตอนหลังจากทไ่ี ดส ํารวจพ้ืนท่ี วเิ คราะหข อมลู ออกแบบ เขยี นแบบกอ สรางและประมาณ
การจัดสวนโรงเรียน หนา 109
ราคาเรยี บรอ ยแลว ในขน้ั ตอ มาเปนการจดั สรา งสวนมีขั้นตอนดังตอไปนี้
5.2.1 การปรบั พน้ื ทแ่ี ละการวางงานระบบ เปนการเตรียมพื้นที่เพื่อการจัดสรางสวน ในกรณที ่ีมีการ
กอ สรางอาคารอยูดวยตอ งรอใหการกอสรางอาคารน้ันเสร็จเรียบรอยกอนจึงดําเนินการเขาไปจัดสรางสวน
การปรับพน้ื ทต่ี องกําจดั ขยะขนขยะออกจากพืน้ ท่ี เปนการเคลยี พื้นท่ีใหสะอาด เรียบรอย หลังจากการเตรียม
พ้ืนทเ่ี สรจ็ จะมองเห็นสภาพของพื้นทแ่ี ทจ ริง ทาํ การถมดินและปรับระดับของพ้ืนท่ีเสร็จแลวการกอสรางหรือ
วางระบบท่ีอยใู ตดิน ไดแก การฝงทอ ระบายน้ํา วางระบบนํ้า การวางระบบไฟใหท ําในขนั้ ตอนนไี้ ปดว ย
การปรับพ้ืนที่เปนการปรับดินเพือ่ การจัดสรางสวน ใหไดตรงตามวัตถุประสงคของการจัดสวน เชน
การทําเนินดินเพอ่ื ใหสวนมีความโดดเดนสวยงาม หรือการปรับพ้ืนท่ีเพ่อื ใหระดับดินสูงขึน้ ในการปรับพื้นที่
ตองคํานึงถึงการระบายนํ้าเปนสําคัญใหพ้ืนท่ีจัดสรางสวนสามารถระบายน้ําได และทําใหพ้ืนท่ีมีความ
สม่ําเสมอและเรียบไดระดับ การปรับดินทําที่ทําใหการระบายนํ้าในงานสวนสามารถระบายไดดีจะตองไล
ระดับของดินจากที่สูงลงไปเรื่อย ๆ ทุกจุดตอ งคํานงึ ถึงการระบายน้ําในสวน นอกจากนั้นเทคนิคการปรับดิน
ใหมีความเรียบสวยงาม ไมเปนหลุมเปนบอตองมีการจับระดับ บางคร้ังอาจตองปลอยดินเอาไวสัก 3-5 วัน
เพือ่ ใหด ินอยตู ัวและรอดูการทรุดตัวของดิน หรือรดนํ้าเพ่อื ใหด ินแนน ใชลูกกลิ้งบดดินใหเรียบ บริเวณใดเกดิ
การยบุ ของดินทาํ การปรบั เพม่ิ ดนิ จนไมยุบตัว หลงั จากปรับดินเสร็จส้ินแลวทาํ การ ลงตําแหนงตนไมหลักและ
วสั ดอุ ปุ กรณวสั ดุตกแตงตอ ไป
การคิดคาํ นวณงานดินถมในงานจดั สวนสามารถคํานวณไดด งั ตัวอยาง เชน ตอ งการถมดนิ เพ่อื ทาํ เนิน
ปลูกตนไมในพืน้ ที่ที่มคี วามกวาง 20 เมตร ยาว 20 เมตร ตอ งการใหส ูง 10 เซนติเมตร ตองใชปริมาณดิน
เทาไร
วิธีคิด พน้ื ทที่ ้งั หมด * ความสูง ( 20*20) * 0.05 = 20 ลูกบาศกเ มตร หรือประมาณ 20 ควิ หากเปน
งานปลกู ตน ไม และจดั สวน เผ่อื การยบุ ตวั คดิ ปริมาณดนิ เพ่ิมประมาณ 2%
การส่ังดิน ปจจุบันการซ้อื ขายดนิ จะมีการขายเปนรถ รถหกลอและรถสิบลอ ราคาท่ีดนิ ขึน้ อยูกับอีก
หลายปจจัยไดแก ระยะทาง ระหวางบอดินที่เราซ้ือดินมากับสถานท่ีกอสราง (ราคาคาขนสง),ชนิดของดิน
ดูจากความลึกของดินทีข่ ุดขึ้นมา หนาดิน 0-0.50 ม. บางทกี่ ็ถึง 1.00 ม. จะแพงที่สุด เหมาะสําหรับการปลูก
ตน ไม (ดนิ จะมีสีดาํ ) ลึกกวา น้ลี งไปราคาจะถกู ลง เพราะแรธาตใุ นดินจะนอย
ในการปรับพ้ืนที่สามารถใชเครื่องทุนแรงชวย เชน รถปรับดิน แลวปรับใหละเอียดดวยดวย
แรงงานคนอีกคร้ังหน่งึ (ภาพท่ี 5-2 และ 5-3)
ภาพที่ 5-2 การปรับพื้นทีใ่ ชเ คร่ืองรถปรับดินชวย ภาพท่ี 5-3 การปรบั พนื้ ที่โดยใชแรงงานชว ยอีกคร้งั หนง่ึ
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 110
5.2.2 การวางส่ิงกอสรางและวัสดตุ กแตง สวนในสวน หลังจากทาํ การปรับพ้ืนที่ วางระบบระบายนํ้า
ระบบนํ้า ระบบไฟ เสร็จเรยี บรอยแลว ทาํ การกอสรางสิ่งกอสรางทีอ่ ยูบนดนิ เชน ทางเทา น้ําตก หินประดับ
หากมีตอ งทาํ ใหเ รียบรอยทาํ ไปพรอ ม ๆ กับการปรบั พืน้ ที่ (ภาพที่ 5-4 และ 5-5)
ภาพที่ 5-4 การวางระบบน้าํ ระบบไฟ ภาพที่ 5-5 การวางระบบระบายน้ํา
การวางทางเทา วัสดุท่ีใชทําเปนทางเทาอาจจะใชหินกาบ หินลาง ซีเมนตอัด หรือแผนซีเมนต
ธรรมดา รปู รางของแผนทางเทา อาจจะเปน รูปวงกลม ส่ีเหล่ียม หรือหกเหล่ียม เมอ่ื เลือกวัสดทุ ี่จะทําเปนทาง
เทาไดแลวก็ทําการปูทางเทา โดยวางใหหางกนั ประมาณ 20 เซนติเมตร ใหระยะการกาวเดินพอดี หากชิด
หรือหางเกินไป ทาํ ใหการเดินไมสะดวก ก็สามารถปรับใหไดระยะพอเหมาะ ถาจะใหแนใจควรลองวางแผน
ทางเทา แลว ใหห ลาย ๆ คน ทดลองเดนิ ดู (ภาพที่ 5-6 และ 5-7)
ภาพที่ 5-6 การวางทางเทา ภาพท่ี 5-7 การวางทางเทา
การวางหนิ ประดบั จดั วางกอนหินโดยทว่ั ไปจะจัดวางเปนกลุม กลุมละ 2-3 กอน แตถา เปนหินขนาด
ใหญ สูงเกิน 1 เมตรขึ้นไป มักจะวางไวเดี่ยว ๆ การจัดวางหินจะตองคํานึงถึงความงามที่ไดจากเสนและ
รปู ทรงของหนิ การจดั วางแบง ได 3 แบบคือ เนน เสนทางสงู เนน เสนทางนอน และเนนรปู ทรงของหนิ
การจัดวางหินโดยเนนเสนทางสูง เปนการใชหินทม่ี ีรูปทรงผอมสูง ซ่งึ จะจัดวางเนนบริเวณท่ีราบใหด ู
เดนขึ้น หรืออาจจะใชว างบนเนนิ เพือ่ ใหเ นินน้ันเดนกวาเนินอน่ื ๆ การใชหินอนื่ ประกอบอีกหนึ่งหรือสองกอ น
จะชวยลดความแรงของเสนในทางตั้ง โดยวางหินประกอบตามนอน หินประกอบน้ีจะตองมีขนาดเล็กกวา
แตรูปทรงควรจะสมั พนั ธก นั เชน หนาพอ ๆ กนั และควรเปนหนิ ชนิดเดียวกัน
การจัดสวนโรงเรยี น หนา 111
การจดั วางหินโดยเนน เสนทางนอน เปนการใชหินที่มีรูปทรงผอมสูงเชนเดียวกนั แตจัดวางใหราบไป
กบั พื้นดิน การจัดวางลักษณะนี้ ควรเลือกใชหินกอ นใหญ เพื่อใหเกดิ จุดเดนเม่อื วางราบกบั พ้นื ดิน ในกรณีท่ี
หินมีรูปทรงสวยงามและขนาดความยาวเกินกวา 1 เมตร ก็สามารถจัดวางกอนเดียวโดด ๆ ได แตถ าหินมี
ขนาดเล็ก ก็จะใชห นิ 2 กอ น โดยหนิ ทนี่ ํามาประกอบจะมขี นาด 2 ใน 3 ของหินหลกั และจัดวางเนนเสนทาง
สงู แตไมสงู จนเกนิ ไปจนเดนกวา หินหลักท่ีเปน ประธาน หนิ ทีน่ าํ มาจัดวางจะตอ งเปน หนิ ชนิดเดียวกนั
สวนการจัดวางหนิ โดยเนน รูปทรงของหนิ เปนการใชห ินทมี่ ีรูปทรงสวยงาม มองไดรอบดาน ลักษณะ
กวาง ยาว สูง ใกลเคยี งกัน การเลือกใชหินประเภทนี้จะมีอยู 2 ลักษณะ คือ การใชรูปทรงของหนิ นั้นจริง ๆ
เชน รปู ทรงสเ่ี หลย่ี ม สามเหล่ยี ม กบั การใชแ งม ุมของหนิ เปนจุดเดน ซ่งึ รปู ทรงของหนิ ลกั ษณะน้ีจะมีแงมมุ ย่ืน
ออกมา มีรู รองตาง ๆ บางชนิดจะมีรูพรุนรอบตัว เปนพวกหินทราย หินกรวด เปนตน การจัดวางหินที่มี
รปู ทรงสวยงาม จะวางกอนเดียวโดด ๆ ขนาดของหินทีน่ ํามาใชประมาณฟุตคร่ึงถึงสองฟุต หรืออาจจะโตกวา
ทั้งนขี้ ึ้นอยูกบั ขนาดพ้ืนทีท่ จี่ ดั สวนนั้น ๆ
ภาพที่ 5-8 การวางหนิ ประดับ
5.2.3 การลงตนไม มขี ้นั ตอนการลงตนไมอยู ตาม 3 ลําดับ ลําดบั ทหี่ นง่ึ ลงตน ไมหลกั ลาํ ดับทสี่ องลง
ตน ไมร อง และลาํ ดบั ที่ 3 ลงตน ไมประดบั หรือไมคลมุ ดนิ
การลงตนไมหลัก หมายถึง ตนไมที่ปลูกเปนหลักในพ้ืนท่ี เปนจุดเดนของพื้นท่ี อาจเปนไมยืนตน
ไมพุมก็ได ไมหลักเปนจุดเดนมีความสวยงามและทําใหพื้นท่ีมีความสวยงามตองลงกอนตนไมชนิดอื่น
(ภาพท่ี 5-9 และ 5-10)
ตนไมห ลกั ทน่ี าํ ใชใ นงานจัดสวนมหี ลายชนดิ ไดแ ก พชื ตระกลู ปาลม ไมยนื ตน หรือบางคร้ังอาจเปน
ไมพ ุมก็ได
พชื ตระกลู ปาลม
ปาลม หางกระรอก อนิ ทผาลมั หมากเขยี ว หมากเหลือง หมากแดง
หมากนวล ปาลม แชมเปญ ปาลมเปตตโิ คต ตาลฟา ตาลเหลอื ง
ปาลม เคราฤาษี ปาลม อา ยหมี ปาลมไผ ปาลม ขวด ปาลม เจา เมอื งตรัง
ปาลมสามทาง ปาลมชวา ปาลมพัด ปาลมพดั จีบ ปาลมบังสรู ย
หมากงาชาง ปรงญ่ีปุน ปรงแมกซิกนั ปรงทะเล ปรงปา
ปรงเขา ปรงสีฟา สิบสองปน นา ปาลมสะดอื เหลือง
การจดั สวนโรงเรียน หนา 112
ไมยืนตน กระทิง กนั เกรา กุม นาํ้ กลั ปพฤกษ
กระดงั งาไทย ขอย ขเ้ี หล็ก ขี้เหลก็ อเมรกิ ัน แคฝรั่ง
แกว เจาจอม จามจุรี จาํ ปา จาํ ป ชมพพู ันธท ิพย
แคแสด ตะโกนา ตะแบก ตะเบเหลอื ง ทองกวาว
ชัยพฤกษ ประดอู งั สนา ประดูแดง ปบ ปบทอง
บุหงาสา หรี ไผเลี้ยง ไผเหลอื ง พะยอม พกิ ลุ มะฮอกกานี
แปรงลา งขวด ราชพฤกษ ลาํ ดวน ลลี าวดี ลําดวน
รตั มา สาเก สารภี โสกน้ํา โสกพวง
สนมังกร หลวิ หางนกยงู ฝรงั่ อนิ ทนินน้ํา อนิ ทนินบก
หนวดปลาหมึก
ภาพท่ี 5-9 การลงตน ไมห ลัก ภาพที่ 5-10 การลงตนไมห ลกั
5.2.4 การลงตนไมรอง หลังจากลงตนไมหลัก จะลงตนไมร องลงมา เพื่อใหเปนการแตงเตมิ กันไป
การลงไมรองหรือเรียกอกี อยางหนึ่งวาการลงไมระดับทส่ี องตอ มาจากไมห ลักควรมีลําดับจังหวะที่สอดคลอง
ตอเนื่องกับไมหลัก คํานึงถึงจังหวะของตนไม เปนข้ันตอนหนึ่งที่ใชหลักศิลปะการจัดสวนมาใช ไมรอง
สว นมากจะใชไมพ ุมในการนาํ มาใช
ไมพุม กระดงั งาสงขลา กาหลง แกว เจาจอม
กรรณิการ คริสมาสต คาํ แสด จ๋ัง
เขม็ ขาว ซองออฟจาไมกา ซองออฟอนิ เดยี ดอนญา ขาว
จนั ทนผ า เทียนหยด ไทรทอง นางแยม
เตยดา ง ทรงบาดาล ยโ่ี ถ รําเพย ราชาวดี
ยเ่ี ขง สนสามรอ ยยอด สบิ สองปน นา แสงจันทร
สนบลู หมากเขยี ว หลิวทอง หางนกยงู ไทย
แสงจันทร กลว ยแดง กามกุง โกสน
เหลืองออสเตรเลีย ชอ งนาง ชอนทอง พวงแสด
ชบา ราตรี พวงทองตน
เฟองฟา
การจดั สวนโรงเรียน หนา 113
ภาพท่ี 5-11 การลงตนไมรอง
5.2.5 การลงตนไมคลมุ ดนิ การเปนตกแตง สวนใหม ีความสวยงามละเอียด ใสเพ่ือเตมิ เตม็ ใหกบั ตน ไม
หลักและตนไมรอง การลงสามารถลงเปนกลมุ ขนาดใหญไ ด ไมคลุมดินถอื วาเปนไมประดับที่ทําใหงานจัดสวน
มคี วามสวยงามละเอยี ด
ไมคลมุ ดนิ การะเกดหนู กาํ แพงเงนิ คลา
กาบหอยแครงแคระ ซมุ กระตายเขยี ว เตยหอม ผักโขมแดง พลบั พลงึ ตีนเปด
เดหลี รางเงนิ รางทอง กระดุมทองเล้ือย
พลับพลงึ หนู แอหนัง ฤาษผี สม เกดแกว
หลิวใตห วัน บุษบาฮาวาย ปกแมลงสาบ ผกากรองเลือ้ ย
ดาดตะกว่ั พรมกาํ มะหยี่ พลดู าง เวอรบนี า
ผกั เปดเขียว เศรษฐีเรอื นใน หนวดปลาดกุ หัวใจมวง
เศรษฐเี รอื นนอก
ภาพที่ 5-12 การลงไมค ลุมดนิ ภาพท่ี 5-13 การลงไมค ลุมดิน
5.2.4 การปหู ญาและการทําความสะอาด กอ นทจี่ ะเร่ิมปูหญา ควรปรับแตง พ้ืนท่ใี หเรียบไดระดับ อัด
ดินใหแนนปรับระดบั ใหไดตามความตอ งการ แลวใชทรายโรยใหหนาประมาณ 1-2 เซนตเิ มตร เกล่ียทราย
สมํ่าเสมอ ใชไมปาดใหเรียบ โรยปูนขาว ปุยคอกหรือปุยเทศบาล ใหทั่วบริเวณ กอนปูหญาตองรดนํ้า
ใหด นิ ชมุ ช้นื พอประมาณ (ภาพที่ 5-14)
การปูหญาจะรวดเร็วหากมีการแบงหนาที่ผูรับผิดชอบออกเปนฝาย ๆ ดังน้ี การปูหญาจะเริ่มจาก
ขอบแนวดานใดดานหนึ่งของสนามท่ีจะทํางานไดสะดวก การปูแผนหญาจะตองใหขอบชิดกัน ใหสนิท
การจดั สวนโรงเรียน หนา 114
ในแตละแผน วิธีการที่ดีคือเผยอขอบแผนหญาท้ังสองแผนขึ้นแลวกดท้ังสองแผนลงพรอม ๆ กัน รอยตอ
จะสนิท ปูตอไปเรื่อย ๆ จนท่วั บริเวณเมอ่ื ปูหญา เสร็จสิ้นแลวใชลูกกลิ้งบดทับเพ่ือใหแผนหญาแนบสนิทเปน
ผืนเดียวกนั การบดทับจะทําทง้ั 4 ดา น เมื่อเสร็จเรียบรอยแลว จะตองใหน ํ้าทันทีหลังจากปูหญา เสร็จ การให
น้ําสนามหญาจะใหตลอดไปจนกวาหญาจะงอกรากใหม การใหนํ้าชวงแรกหากอากาศรอนแดดจัดจะตองให
นาํ้ แบบพนฝอย (Sprinkler) ทั้งวนั 7 วันเปน อยา งนอ ย (ภาพที่ 5-15)
สนามหญาปูหญาเสร็จใหม ๆ ตองมีการบดอัดโดยระหวางการบดอัดใหฉีดน้ําใหชุมไปพรอมการ
บดอัด (ภาพท่ี 5-16 และ 5-17) ใหหลีกเลี่ยงการเขาไปใชงาน หากจําเปนจะตองเขาไปควรใชแผนไม
กระดานวางกอ นแลวจึงเหยยี บไปบนไมน นั้ มิฉะนั้นหญาจะบอบช้ําเสยี หาย ทําใหส นามหญา ไมเรยี บได
ภาพที่ 5-14 การเตรียมพน้ื ท่กี อ นปหู ญา ภาพที่ 5-15 การปูหญา
ภาพที่ 5-16 การบดอัดหญา ภาพที่ 5-17 การบดอดั หญา
ภาพท่ี 5-18 ภาพสวนจัดสรา งเสร็จเรียบรอย
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 115
5.3 ปญหาและอุปสรรคในการจัดในสวนโรงเรยี น
เปนคาํ ถามวา เหตุใดการจดั สวนในโรงเรียนบางแหง ไมป ระสบความสําเร็จ เชน อาจไมไดจัดเลย หรือ
จดั เพียงบางสวนของโรงเรียน หรอื จดั แลวสวนไมสวย ซงึ่ ปญหาและอุปสรรคในการจัดสวนของโรงเรียนที่พอ
สรปุ ไดดงั ตอไปน้ี
5.3.1 การขาดแคลนงบประมาณในการจัด เน่ืองจากตองใชงบประมาณถูกแบงไปหลายสวน
โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนงบประมาณอยูแลวตองนําไปใชในสวนที่มีความจําเปนกอน เชน
เกย่ี วกบั อาหาร อปุ กรณการเรยี นการสอน ทําใหไ มมงี บประมาณเพยี งพอตอการจดั สวน แตอยางไรกต็ ามหาก
ขาดแคลนงบประมาณสามารถแกไขไดตามแนวทางของการจัดตกแตงสถานที่ 5 ส คือ สะสาง สะดวก
สะอาด สวยงามและมีสุนทรยี ภาพ หมายความวา การตกแตง บริเวณใหมีความสะอาดเปนพนื้ ฐาน ปรับระดับ
พ้ืนทใี่ หมคี วามสูงนาํ้ ไมทว มขัง มกี ารระบายน้ําเปนอยางดี การรกั ษาความสะอาดของพ้ืนท่ี ปรับระดับพน้ื ทใ่ี ห
สะอาดเรยี บรอย มคี วามสบาย ตัดหญา ตดั แตงตนไมใหเ รียบรอย จะทําใหการตกแตงสถานท่ขี องโรงเรียนมี
ความสวยงามเปน เบอ้ื งตน สวนทดี่ ีไมไ ดหมายความวา ตอ งมีการตกแตง ตนไมท สี่ วยงามเทา นั้นถงึ แมวาตนไมที่
สวยงามการจัดสวนดี แตถ า ไมม กี ารกอสรางทีด่ ี ไมมกี ารดูแลอยา งสม่ําเสมอ สวนนน้ั กท็ รุดโทรมในทสี่ ดุ
นอกจากน้ันการขาดแคลนทรัพยากรในการดูแลรักษาสวนก็เปนอีกสวนหนึ่ง โดยสวนมากสวนใน
โรงเรียนถูกดูแลโดยนักการภารโรง แตบางคร้ังนักการภารโรงมภี าระงานมากไมสามารถทําการดูแลสวนได
อยา งสม่าํ เสมอ กเ็ ปน อีกสาเหตุหนง่ึ ท่ีทาํ ใหสวนเสอื่ มโทรม การแกไ ขโดยการบริหารจัดการทีม่ ีตารางการดูแล
รักษาอยางสม่ําเสมอ มีตารางการตัดหญา การตัดแตงตนไม อาจหาแรงงานในสวนอืน่ เขามาเสริมการดูแล
รกั ษาสวน
5.3.2 ขาดความรูเร่ืองการจัดตกแตงสวน การจัดสวนเปนงานท่ีตองใชศิลปะ เพื่อการออกแบบ
การจัดสวนเปนงานชางเพื่อการกอสราง และเปนงานดูแลรักษาเพื่อใหสวนมีความสวยอยางสม่ําเสมอ
บางครง้ั การจดั สวนมองวา เปน เร่ืองงา ย แตในความเปนจริงมีข้นั ตอน การจัด และการวางระบบเพอ่ื ใหสวนมี
ความสวยงาม การปรับระดับพื้นท่ีไมไดระดับเปนสาเหตุที่ทําใหสวนไมสวยงาม การไมวางระบบนํ้า ไมวาง
ระบบไฟใหม ีความพรอมในการดแู ลรักษาเปน สาเหตทุ ําใหสวยไมส วย ความเขา ใจในเรื่องพื้นฐานชาง การวาง
ระดับ การทํางานกอสรางสวนใหไดมาตรฐานการกอสราง การตกแตงตนไม หญา การสับขอบหญาอยาง
สมา่ํ เสมอ สงิ่ เหลา นีม้ ผี ลตอความสวยงามของสวนท้งั ส้นิ
5.3.3 การบริหารจัดการใหสวนยังคงอยูอยางย่ังยืน หมายถึง การดูแลรักษาที่สมํ่าเสมอใหมีความ
สวยงามอยูตลอดเวลา ดวยการรดน้ําตนไม ใสปุย การดูแลตนไม รวมทั้งการดูแลรักษางานวัสดุแข็ง ศาลา
ทางเทา ดว ย
อยางไรกต็ ามการจัดสวนในโรงเรียนควรเปนสวนแนวของการดูแลรักษาตํ่า การบํารุงรักษางา ย ซ่ึง
การดแู ลรกั ษาตา่ํ จะไดผลตองเรมิ่ ตั้งแตก ารออกแบบ การจัดสรา งสวน เอาไวต ัง้ แตเบ้ืองตน ดังที่เราทราบแลว
วาสวนมีองคประกอบทงั้ สงิ่ มชี วี ิต และไมม ีชีวิต เม่ือจัดสวนไปนาน ๆ จะมีการเปล่ียนแปลงไปโดยเฉพาะสิ่งท่ี
มชี ีวิต ตนไม หญา ถาหากการดูแลรักษาเอาใจใสไมเพียงพอจะทําใหสวนเส่ือมโทรมขาดความสวยงาม รก
ดงั นน้ั เพ่อื ใหส วนมกี ารดูแลรกั ษาต่าํ ควรมแี นวทางในการออกแบบจัดสวน และจดั สรางดังตอ ไปนี้
การจัดสวนโรงเรียน หนา 116
ก. พน้ื ท่ที เ่ี ปน สนามหญา ควรเปน สนามหญาโลง ตัดแตง งาย ไมควรเปนสนามหญา ใตรมเงา
เนอ่ื งจากการตดั หญา และการดแู ลรกั ษายาก
ข. หากเปนการจัดสวนในพื้นที่เล็ก ๆ ไมควรปูหญาควรเปนพ้ืนแข็งหรือวัสดุปูท่ีไมมีชีวิต
เชน หนิ หรือกอ นกรวดขนาดเลก็ ๆ
ค. ควรเลอื กวัสดุทส่ี วยงาม คงทน เน่ืองจากอายกุ ารใชง านจะนานกวา เชน ทางเทาระหวาง
การเลือกแวนไมกบั แผนทางเทาควรเลือกแผนทางเทา เนื่องจากแผนทางเทา มคี วามคงทนมากกวา การดแู ล
รักษาตา่ํ
ง. การออกแบบร้ัวหรือพน้ื ควรหลีกเลี่ยงสิ่งมีชีวิต เชน รั้วสวนควรทําจากไมไ มควรทําจาก
การปลกู ตน ไม เน่ืองจาการดูแลรกั ษายาก
จ. การออกแบบพืชพรรณ การใชตนไมห ลายฤดู จะจัดการตํ่ากวาตนไมฤดูเดียว การปลูก
ตน ไมเ ปนกลมุ จัดการนอ ยกวา การปลกู เพียงตน เดยี วโดด ๆ การปลูกตนไมโ ตชา จดั การนอ ยกวาตน ไมทโ่ี ตไว
ฉ. การปรบั พ้นื ทใี่ นการจัดสวนตอ งใหไ ดร ะดับ และดนิ ตอ งแนนและยบุ ตัวเรียบรอยกอ นการ
สรางสวน
ช. ในพื้นที่ท่เี ปนทางเดินเทา ถนน ลานพักไมค วรปลูกหญาแทรก ถา ไมจําเปน เน่ืองจากการ
ดแู ลรกั ษาจะยาก
ซ. แปลงดอกไมต าง ๆ ควรทาํ เปน แปลงถาวรเพื่อสะดวกในการดแู ลรกั ษา
ฌ. การออกแบบใหสนามสะอาดไมควรปลูกตนไมใบรวงงาย กิ่งหักงาย ดอกรวงงาย
ตลอดเวลา อนั ทาํ ใหเกดิ ปญ หา ตอ งเลือกไมไ มผ ลดั ใบกงิ่ เหนยี ว
ญ. ใชกรวดหรือหินกลมโรยตามแนวชายคาอาคารเพอื่ ซบั น้ํา กนั การเซาะกรอน และทําให
ผนงั สะอาด
ฎ. เตรยี มดนิ สําหรบั การปลกู ใหด ี ดนิ ที่ดีทาํ ใหตนไมสวยงามสมบรู ณแข็งแรง
ฏ. ควรโยกยา ยไมพมุ ทีโ่ ดดเด่ยี วออกจากสนามหญา เนอื่ งจากไมส ะดวกตอ การตัดหญา
ฐ. หลีกเล่ียงสวนที่ยุงยากตอการรักษาความสะอาดใตตนไมใหญ ไมควรปลูกไมค ลุมดินใต
ตน ไมใ หญ เนือ่ งจากการดูแลรกั ษายาก
ฑ. การเลือกพืชทเี่ หมาะกับสภาพแวดลอ มจะทําใหดแู ลงา ย เชนไมท องถน่ิ หรือไมในเขตรอน
สาํ หรบั เมืองรอน ไมค วรปลกู ไมด อกในเขตรอ น หรอื การปลูกไมกลางแจง ในรม จะทําใหก ารดูแลรักษายาก
ฒ. หลีกเล่ียงการปลูกพืชท่ตี อ งตัดแตงบอย ๆ
ณ. ควรมเี รือนเพาะชาํ สําหรับพักเลยี้ งตนไม ทโ่ี ทรม หรือตน ไมทดแทนใหม จะประหยัด
5.4 เทคโนโลยีในการจัดสวน การจัดสวนในปจจบุ ันมกี ารนําเอาเทคโนโลยีตา ง ๆ เขามาใชใ นการจดั สวน
ดงั ตอไปนี้
5.4.1 เทคโนโลยีดานการออกแบบ การออกแบบท่ีใชเทคโนโลยีเขามาชวย ในการจัดสวนมีการ
ออกแบบนบั วา มีความสําคัญเปน การจดั เตรยี ม วสั ดอุ ปุ กรณเพอ่ื การจัดสวน ตน ไม รวมทั้งการเตรียมการและ
รูปแบบการจัดสวนใหส วยงาม ในสวนของเทคโนโลยีทน่ี ํามาใชในการออกแบบสวนไดแกการนําคอมพวิ เตอร
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 117
มาใชในการจัดสวน และการโดยปจจุบันคอมพิวเตอรเขา มาในการชวยเขยี นแบบ นอกจากน้ันยังชวยในการ
หาแบบที่เหมาะสมกับงาน เชน มีตัวอยางแบบสวนโรงเรียนใหสามารถเลือกมาใชในการจัดตกแตงสวนใน
โรงเรยี นได
5.4.2 เทคโนโลยีการกอสรางสวน การกอสรางสวนน้ัน สวนมากจะใชแรงงานคน ในการกอสราง
เนื่องจากเปนงานฝมือ แตในสวนที่เทคโนโลยีเขามาชวย เชน การปรับระดับพ้ืนที่ดวยเคร่ืองมือหนัก
รถแทรกเตอร เพื่อใชในการชวยผอนแรงงานในการกอสราง การใชวัสดุกอสรางท่ีทันสมัย
(ภาพท่ี 5-19 และ 5-20)
ภาพที่ 5-19 การใชเทคโนโลยกี ารกอ สรา งสวน ภาพที่ 5-20 การใชเทคโนโลยีการกอ สรา งสวน
5.4.3 เทคโนโลยีวัสดุพืชพรรณ สวนมากจะเปนการผลิตพืชพรรณใหไดจํานวนมาก ๆ ปจจุบันมี
เทคโนโลยีวัสดพุ ืชพรรณ เชน การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่ทําใหการผลิตพืชพรรณไดปริมาณมาก ๆ หรือการใช
สารควบคุมการเจริญเตบิ โตและการฉายรังสี ทําใหตน ไมสูงเต้ียลงเพื่อใหตนไมมีความสวยงามขึ้น หรือการใช
สารเพ่ือใหด อกดก เปนตน เทคโนโลยเี หลา นีจ้ ะสามารถสรา งมูลคาไมประดอกไมประดับ และพัฒนาการผลิต
ไดจํานวนมากตามท่ตี อ งการ
5.5 การดูแลรกั ษาสวน
เมือ่ กอ สรา งเสรจ็ ไดง านท่ีเสรจ็ สมบูรณ ขั้นตอนตอไปคอื การดูแลรักษาซึ่งการดแู ลรักษามีความสําคัญ
มากสาํ หรบั งานภูมิทัศน เนือ่ งจากงานภูมทิ ศั นเ ปน งานทเี่ กี่ยวขอ งกบั ส่ิงมชี ีวติ คอื พืชพรรณ ถึงแมจะออกแบบ
ดี การจัดสรางสวนดีอยางไรก็ตาม แตถาการดูแลรักษาไมดีก็จะทําใหงานออกมาไมเปนไปตามจุดมุงหมาย
ของการออกแบบ งานดูแลรักษาภูมิทัศนประกอบไปดวย 2 สวน ใหญ ๆ ไดแก งานดูแลรักษา วัสดุออน
ไดแก พชื พรรณ ,สนามหญา และสว นทสี่ องคอื งานดูแลรักษาวัสดุแขง็ ไดแ ก พวกท่ีมีโครงสราง เชน ทางเทา
,ศาลาทพี่ ัก,วสั ดุตกแตงสวน และงานระบบ การดูแลรักษาสวนในโรงเรียนตองการความสมํ่าเสมอเพราะงาน
จัดสวนท่ีจัดสรางเสร็จแลว ไมสามารถจะคงอยูเหมือนงานอาคารสิ่งกอสรางอื่น ๆ ได ดังน้ันหากไมมีการ
บาํ รงุ รักษาจะทําใหข าดประสทิ ธภิ าพในดา นความงาม งานดูแลรักษาสวนจงึ เปนงานคอ นขางละเอียดตองการ
การเอาใจใสอยา งสม่ําเสมอ หากไมมีการดูแลรกั ษาจะทําใหส วนเสือ่ มโทรม
ขอบเขตในการดแู ลรกั ษาสวนในโรงเรียน ไดแ ก การตดั แตงพชื พรรณ การกําจัดวัชพืช การพรวนดิน
การใหน้ํา การใหปยุ รวมทัง้ การดแู ลรักษาทําความสะอาด ศาลา ทางเดนิ เทา วัสดตุ กแตงสวน และอ่ืนๆของ
โรงเรียน จะไดกลา วในแตล ะหวั ขอ ดงั น้ี
การจดั สวนโรงเรียน หนา 118
5.5.1 การตดั แตง พชื พรรณในโรงเรียน
การตัดแตงพืชพรรณ เปนการนําช้ินสวนของพืชพรรณที่ไมพึงประสงคออกจากลําตนเพ่ือใหพืช
พรรณมีความสวยงาม เพื่อการเจริญเติบโต ควบคุมขนาด เพ่ิมความสมบูรณของรูปทรงพืชพรรณไมชนิด
น้ัน ๆ การตัดแตงพืชพรรณมคี วามสําคัญไมย ่ิงหยอนไปกวาการบํารุงรักษาดานอื่น ๆ ท้ังนี้เพราะตนไมเปน
สิ่งมีชีวิต หากตนไมนั้นยังไมตายและยังสมบูรณดีอยู ก็ยอมจะมีการเจริญเติบโต มีการเปลี่ยนแปลงของ
รปู ทรงและขนาดอยตู ลอดเวลา การเปล่ียนแปลงรูปรา งรูปทรงตามกาลเวลาทําใหเกิดกง่ิ แหง ก่งิ แก หรือกิ่งท่ี
เปน โรคแมลง หรืออาจมีรปู รางที่ไมพ ึงประสงค ดังน้ันการตดั แตง พชื พรรณจะทําใหไดรูปรางรูปทรงท่ีสวยงาม
และปราศจากโรค แมลงรบกวน
หลักการตัดแตงพชื พรรณทว่ั ๆ ไปมีหลักการดงั ตอไปนี้คือ ตัดก่ิงทต่ี าย กิ่งท่ีเปนโรคหรือก่ิงที่ไดรับ
อันตราย กงิ่ แหง กง่ิ แก กงิ่ ที่ผิดปกติ กิง่ แขนงที่ไมใชก่งิ หลัก ตดั กิ่งโดยรักษาทรงพุมใหไดสัดสวนพอเหมาะกับ
ขนาดของพนื้ ท่ีจดุ ประสงคก ็คอื รกั ษารูปทรงใหอยูในขอบเขต (ภาพท่ี 5-21 และ 5-22)
ก การตดั แตง ไมย ืนตน มหี ลกั การตดั แตง ดงั ตอไปน้ี
1) ตดั แตงกง่ิ แหง กงิ่ ฉกี ขาด กงิ่ ทเ่ี ปนโรค แมลงทิ้ง
2) รักษาทรงพุมเดิมของตนไม เอาไว เชน ถาเปนทรงกลมก็คงความเปนทรงกลมเอาไว
เปน ตน
3) ตดั กง่ิ กระโดงหรอื ก่ิงนา้ํ คางออก ตดั กงิ่ ทค่ี ดงอ ก่งิ ที่ฉีกหัก ก่งิ แขนงขนาดเล็กออก
ภาพท่ี 5-21 รปู รางของตนไมกอ นการตัดแตง ภาพท่ี 5-22 รปู รา งของตนไมหลังการตดั แตง
ที่มา : http://www.jstreesurgery.ie/dead-wooding/
4) วธิ ีการตัดแตง ไมยนื ตน (ภาพที่ 5-23) ลําดบั ท่ี 1ตดั ดานลางของกิง่ ลกึ เขาไปประมาณ 1
ใน 3 ลาํ ดับที่ 2 ตัดก่ิงทไี่ มพึงประสงคออก จดุ ตดั ใหห างจาก 1 พอประมาณ ถาก่ิงทตี่ ัดฉีกรอยฉกี จะไปหลุด
ณ จดุ ที่ 1 แตจ ะไมฉีกถึงลําตน และลําดบั ท่ี 3 ตัดกิ่งทเ่ี หลือออกใหช ดิ ลาํ ตน
ภาพท่ี 5-23 วิธกี ารตัดแตงไมยนื ตน
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 119
ข การตัดแตงไมพมุ มหี ลักการดังตอ ไปนี้
1) การตัดแตงไมพุม ในงานจัดสวนจะมีไมพุมปลอยใหเปนรูปทรงธรรมชาติและไมพุมแบบ
ดัดทรง ไมพุมปลอยตามธรรมชาติการตัดแตงตองคํานึงถึงรูปทรงธรรมชาติ หากเปนไมพุมดัดทรงใหเปน
รูปรา ง ตา ง ๆ จะเรมิ่ ตน ต้ังแตก ารยอดลงมา หลังจากนนั้ มกี ารขรบิ แตง เพอื่ เปนการรักษาสมดุลระหวางการ
เจริญเติบโต การขริบใบชวยควบคมุ ความหนาแนนของทรงพมุ ใหมีรูปรางคงท่ี การขริบปลายก่ิงชวยใหการ
แตกยอดกง่ิ เพมิ่ ขึน้ นอกจากนั้นการขรบิ ยงั ชว ยลดใบและยอดทีแ่ ทงออกมาจากทรงพุม เพ่อื การควบคมุ ทรงให
ดเู ปนรูปรา งและมรี ะเบียบกรณีทีพ่ ุมแนนเกินไปควรมีการตัดออกบาง เพ่อื ใหพ ุมบาง ลดขนาดของตัวทรงพุม
ใหไดขนาดตามตองการ ตัดแตงก่ิงแหง กิ่งฉีกขาด กง่ิ ทเี่ ปนโรค แมลงท้ิง
2) วิธีการตัดแตงไมพุม ตัดแตงก่ิงที่ไมตองการออก ขริบหรือการเล็ม ทําใหเกิดความเปน
ระเบียบเรียบรอย เกลี้ยงเกลา สะอาดตา เปนการตัดยอดหรือกิ่งเล็กๆ ที่ไมจําเปนออก ทางดานขางหรือ
ดานบนของตนไม อาจเปนร้ัวตนไม หรือตนไมที่ตัดแตงเปนรูปทรงตางๆ ขริบใหเปนระเบียบเรียบรอย
(ภาพท่ี 5-24 และ 5-25)
ภาพที่ 5-24 ลักษณะกอ นการขริบ ภาพที่ 5-25 ลกั ษณะหลงั การขริบ
3) สาํ หรับไมพุม ทีไ่ มมรี ูปทรง ในงานภูมทิ ัศนสวนมากจะเปนไมที่ไมผ ลัดใบ เชน เปลวสุริยา
โกสน เล็บครุฑ การตดั แตงทาํ ไดด ังนี้
เปลวสุริยา ควรตัดแตงกิ่งท่ีตาย กิ่งแหง ใบแก ใบเหลือง ใบที่เปนโรคแมลงออกกอน หลังจากนั้น
เลือกตัดแตงกิ่งท่ีมีลักษณะคดงอ ก่ิงไมสมบูรณ และเลือกก่ิงท่ีต้ังตรงสมบูรณเอาไว ในขณะท่ีตัดแตงตองดู
ความสมดุลของทรงพมุ เพื่อการตัดแตงทรงพุมท่ีงดงาม กรณีท่ีตนถูกทาํ ลายโดยโรคและแมลงมากควรทาํ การ
ตัดแตง ท้งั ตน เพื่อใหแตกยอดใหม สําหรับไมพุมที่มีกาบ เชน พลับพลึง ใหลอกกาบลางหรือใบที่เห่ียวแหง
(ภาพที่ 5-26 และ 5-27)
ภาพท่ี 5-26 เปลวสรุ ิยาไมพุม กําจดั กิ่งแหง ดา นลา ง ภาพที่ 5-27 พลับพลึงกทม.การลอกกาบกาํ จัดกงิ่ แหงดา นลา ง
การจัดสวนโรงเรียน หนา 120
ค. การตดั แตง ไมค ลุมดิน มหี ลกั การดังตอ ไปน้ี
1) ไมค ลุมดินจะแบงได 2 ชนิดคอื ไมค ลุมดนิ ท่ีเนนการใชดอก เชน หลิวไตหวัน
กระดุมทองเลื้อย คุณนายตืน่ สาย ฯลฯ การตดั แตงไมคลุมดนิ ชนิดนี้จะตัดแตงเพ่ือควบคมุ รูปทรง ขนาด
ขอบเขตใหเหมาะสมสวยงาม และท่ีสําคัญหลังดอกโรยตอ งตัดแตงทุกคร้ัง เพือ่ สรางยอดใหมแ ละสรางดอก
ใหม ไมค ลมุ ดินอีกชนดิ หนง่ึ ไมเ นนการใชดอก แตใ ชสีสันของใบเปนสําคัญ เชน ผักเปด เกล็ดแกว การตดั แตง
ไมคลุมดินชนิดนี้เพ่ือควบคุมรูปทรง ขนาด และขอบเขตใหส วยงาม ไมคลุมดินท้ังสองชนิดท่ีกลาวมา เปนไม
คลมุ ดนิ ทีต่ ดั แตงได จงึ ควรตดั แตง ใหเปน รปู มนๆ จะดูนมุ นวลกวา รปู ส่ีเหล่ยี ม
ภาพท่ี 5-28 ผกากรอง ภาพท่ี 5-29 หลิวดอกมวง ภาพที่ 5-230 ผกั เปดเขียว ภาพท่ี 5-31 เกล็ดแกว
ภาพท่ี 5-28 ถงึ 5-31 ไมคลมุ ดนิ ตดั แตงเพอ่ื การควบคุมรูปทรง
2) ไมคลมุ ดนิ บางชนดิ ท่ตี ดั แตง ไมไ ด เชน เศรษฐีไซงอ น กาบหอยแครง เศรษฐีเรือนนอก
บัวดิน หากจะควบคุมบางก็ไดแตดึงหรือตัดใบที่แหงตายและกิ่งไมสมบูรณออกหรือสับแนวแยกตนแยกกอ
ไมใหรกุ ลํ้ากลมุ ไมอ ่นื ใบขางลางท่ีตาย เหย่ี วแหงสามารถดงึ ทิง้ ใหสวยงาม (ภาพท่ี 5-32 ถงึ 5-35)
ภาพที่ 5-32 เศรษฐไี ซงอน ภาพท่ี 5-33 กาบหอยแครง ภาพท่ี 5-34 บวั ดิน ภาพท่ี 5-35 เศรษฐเี รือนนอก
ภาพท่ี 5-32 ถงึ 5-35 ไมคลมุ ดินตดั แตงไมไ ด
ง. การตดั แตง พชื ตระกลู ปาลม มหี ลักการดงั ตอ ไปนี้
1) พืชตระกลู ปาลม เปนพชื ที่ไมผลัดใบ และมียอดเปนสว นสาํ คัญในการเจริญเตบิ โต
2) การดแู ลรกั ษายอดของปาลม ไมใ หโ รคและแมลงรบกวนทาํ ไดโดยการ ฉดี ยาแมลง
3) การตัดแตงไมตระกูลปาลม ใหเ อากาบใบทแี่ กพรอมหลดุ รวงและเปนสีน้ําตาลออก
แตในกรณีทป่ี าลม นน้ั ไมม กี าบใบใหตดั แตงขน้ึ มาเร่ือยๆ (ภาพที่ 5-40 และ 5-41)
การจดั สวนโรงเรียน หนา 121
ภาพท่ี 5-36 หมากเขยี ว ภาพท่ี 5-37 บงั สูรย ภาพท่ี 5-38 หางหมาปา ภาพที่ 5-39 ปาลม จีบ
ภาพที่ 5-36 ถงึ 5-39 ตวั อยา งพชื ตระกูลปาลม
ภาพท่ี 5-40 การดูแลโดยเอากาบใบทแ่ี กพ รอ มหลุดรวงและเปน สีน้ําตาลออก ภาพที่ 5-41 การดแู ลโดยการตดั แตง ขนึ้ มาเรื่อย ๆ
จ. เครอ่ื งมือสาํ หรับการตดั แตงพชื พรรณ เคร่อื งมที ใ่ี ชใ นการตดั แตงมีดังตอไปน้ี (ภาพท่ี 5-42)
ภาพท่ี 5-42 เครื่องมอื การตดั แตงตนไม
1) .หมายเลข 1 กรรไกรมือ สําหรบั ตดั กิ่งไม
2) หมายเลข 2 กรรไกรตดั แตงกงิ่ ไม เหมาะสําหรับไวต ัดก่งิ ไมท ่ีมขี นาดไมใหญน ัก
และก่งิ มีความสงู พอทีจ่ ะเอื้อมถงึ
3) .หมายเลข 3 และ 4 เล่อื ยตดั ตน ไม เหมาะสาํ หรบั เล่ือยตดั ก่ิงไมขนาดใหญ
4) หมายเลข 5 เลอื่ ยดามยาวเหมาะสาํ หรับใชตัดกง่ิ ไมท ี่อยูสูงๆ
5) หมายเลข 6 กรรไกรกระตกุ เหมาะสําหรบั ใชต ัดกิ่งไมทอ่ี ยสู ูง ใชต ดั บรเิ วณปลายก่ิง
6) หมายเลข 7 เล่ือยตัดแตง ใชเ ครื่องยนตส าํ หบั การแตงตนไม แตง พมุ ตน ไม
การจดั สวนโรงเรียน หนา 122
ฉ.เคร่ืองมือท่ีใชในการตัดแตงจะตองสะอาด ปราศจากเชื้อโรคหรือเช้ือราอันเปนศัตรูพืช
ควรมีความสามารถตัดกิ่งไมไดโดยงา ยในการตดั แตงจะตองทําใหเกิดรอยแผลในตนไมนอยทีส่ ุด ทีป่ รากฏอยู
บนสวนใดสว นหน่ึงของตน ไม นอกจากจะทําใหเกิดตําหนิขาดความสวยงามแลว ยังเปนการเปดโอกาสใหเ ชื้อ
โรค หรือเชื้อราชนิดตางๆ ไดเ ขาทําลายตนไม ณ จุดที่เปนแผลไดง ายอีกดวย การดูแลรักษาเคร่ืองมือ การ
ดูแลรักษาเคร่ืองมือหลังจากเลิกใชงานตองทําความสะอาด ชโลมนํ้ามัน และเก็บรักษาไวในที่แหงไมมี
ความชน้ื
5.5.2 การใหน า้ํ พชื พรรณในโรงเรียน
การใหน ้ําแกพชื หมายถึง การเติมน้ําลงในชองวางระหวางเม็ดดนิ เพ่ือใหดินมีความชุมชนื้ พอเหมาะ
กบั การเจรญิ เติบโตของพืช นาํ้ ทีเ่ ติมลงไปจะตอ งไมมากเกินไปจนเปนอันตรายตอรากพืชโดยท่วั ไปน้ําที่เตมิ ลง
ไปจะตองมีสดั สว นทเ่ี หมาะสมหรอื ประมาณรอยละ 25 ขององคป ระกอบของดินท่ดี ี
วตั ถปุ ระสงคข องการใหน ้าํ เพ่อื ใหด ินมีความชุมช้ืนพอเหมาะกับการเจริญเติบโตของพชื พืชสามารถ
นําไปใชไดทัง้ หมด นอกจากนั้นนํ้ายังชวยชะลางหรือควบคุมความเขม ขนของเกลือในดินบริเวณเขตรากพืช
ไมใ หมีความเขม ขน มากเกินไปจนเปน อันตรายตอ พชื และเพ่อื ใหดินออ นนมุ สะดวกตอ การไถเตรียมดนิ
เพอ่ื ใหพ ชื มนี ํา้ ใชอยางเพียงพอและทนั ตอความตอ งการอยูตลอดเวลาท่ีทําการปลูกพืช ปองกันความ
เสียหายของพืชจากการขาดน้ําและเพ่ิมผลผลิต พืชไมชะงักการเจริญเติบโตจากการขาดน้ํา และชวยเพ่ิม
ประสทิ ธภิ าพการใชป ยุ ของพชื เนอื่ งจากรากพชื จะดูดซึมแรธาตุอาหารในรูปของสารละลาย ซ่ึงจําเปนตอ งใช
นาํ้ เปนตัวทาํ ละลาย
ก. วิธีการใหน้าํ พืชพรรณและเครอื่ งมืออปุ กรณใ นการใหนํา้ พชื พรรณ การใหนํ้าพืชพรรณในงานภูมิ
ทศั นน ้นั อาจกระทาํ ไดห ลายวิธี ไดแ ก
1) การใชบัวรดนํ้า เปนวิธีการที่เหมาะสําหรับพ้ืนที่ขนาดเล็ก ใชแรงงานสวนที่ใช
วิธีการน้ีสว นมากจะเปนสวนขนาดเล็กเจา ของสามารถดูแลเองได
2) การใชสายยางฉีด วิธีนี้เปนวิธีที่ใชกับพ้ืนที่ขนาดเล็กและขนาดปานกลาง เหมาะ
สําหรับสวนที่เจาของมีเวลาการใหตน ไมเปนการพักผอนไปดวยสวนหนึ่ง การรดนํ้าดวยการใชสายยางนี้ มี
คุณภาพมากกวาการใชร ะบบสปริงเกอรตนพืชไดรับน้ําอยางท่วั ถึงมากกวา และสามารถควบคุมปริมาณการ
ใหนํ้าไดตามความเหมาะสมชนิดของพืชและวัสดุปลูก แตวิธีนี้ตองใชแรงงานมาก ปกติการใชสายยางฉีดนี้มัก
นิยมใหหัวบัวหรือหัวฉีดพนฝอยแทนการบีบปลายสายยาง เพ่ือใหแรงดันน้ําสมํ่าเสมอ ไมเปนอันตราย
ตอตน ไม
3) การใชสปริงเกอร (Sprinkler irrigation) วิธีนี้เปนวิธีท่ีกระทํากันในระยะหลังเม่อื
มีภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยวธิ ีนใี้ ชระบบอตั โนมัติหรืออาจใชคนควบคุมการทํางานกไ็ ด การใชสปริงเกอรมี
ขอจํากดั คือ หัวสปรงิ เกอรอาจตดิ ขดั ทาํ ใหพ นื้ ที่บางจดุ อาจไมไ ดรับนํ้าตามปกติ และเน่ืองจากการใหน ํ้าระบบ
น้ีจะคอนขางสม่ําเสมอกันทั้งพ้ืนที่ จึงไมเหมาะสมสําหรับกรณีปลูกตนไมที่มีความตองการน้ําแตกตางกัน
โดยเฉพาะอยางย่ิงกรณีทตี่ นไมมคี วามหนาแนนของทรงพุมตางกนั เพราะความหนาแนนของทรงพุมจะมีผล
โดยตรงตอปริมาณน้ําท่ีระบบรากจะไดรบั
การจดั สวนโรงเรยี น หนา 123
ภาพที่ 5-43 บวั รดนาํ้ ภาพท่ี 5-44 สายยาง ภาพท่ี 5-45 ระบบสปรงิ เกอร
ภาพท่ี 5-43 ถงึ 5-45 อปุ กรณการใหนาํ้
4) หลักการใหนํา้ พชื พรรณ ชวงเวลาการใหน า้ํ ไมยนื ตน 7 วนั ตอ 1 ครั้ง ไมพุม 1-2 วันตอ 1 คร้ัง ไม
คลมุ ดิน วนั ละ 1 คร้ัง หรือเชา -เย็น ปรมิ าณการใหน้าํ ตอ งพอเหมาะกบั พืชกลาวคือไมมาก หรือนอยจนเกินไป
โดยสังเกตดนิ อยาใหแฉะมากจนนา้ํ ทว ม
5.5.3.ใหปยุ พชื พรรณในโรงเรียน
ปุย วัตถุหรือสารที่ใสลงไปในดินเพื่อใหธาตุอาหารแรธาตุแกพืช สารอินทรียหรือสารอนินทรีย
เกิดจากธรรมชาติหรือทําขึ้น ใชเปนสําหรับเปนธาตุอาหาร ใหกับพืชโดยวิธีใดก็ตาม หรือทําใหเกิดการ
เปล่ียนแปลงทางเคมีในดนิ เพือ่ บํารงุ การเจริญเติบโตของพืช ปยุ ที่ใชใ นงานดแู ลรกั ษาสวนมีปุยเคมี(อนินทรีย)
และปยุ อินทรีย
ปุยเคมี จะประกอบดวยธาตุอาหารหลัก ไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (P) และโปรแตสเซียม (K)
จะแสดงตัวเลขอยูขา งกระสอบ เชน 4-20-20 ตัวเลขแรกจะบอกปริมาณไนโตรเจนวามีอยูหนัก 4 กิโลกรัม
เลขที่สองบอกปริมาณ ฟอสฟอรัสทีเ่ ปนประโยชนมอี ยู 20 กิโลกรัม เลขตัวท่ีสามบอกปริมาณโพแทสเซยี มที่
ละลายนํ้าได มีอยู 20 กิโลกรัม รวมเปนธาตุอาหารท้ังหมด 44 กิโลกรัม ในปุยหนัก 100 กิโลกรัม การใช
ปุยเคมีจะขึ้นอยูกับการเลือกใชวาตองการบํารุงสวนใด ถาตองการบํารุงใบใหงอกงามใหเลือกใชปุยสูตรท่ีมี
ตวั เลขตัวแรกสูง เชน 46-0-0 ถาตองการบํารงุ ดอกใหเลือกใชตัวทส่ี องสูง เชน 4-20-20 ถา ตองการบํารุงผล
ใหเลือกใชตัวท่ีสามสูง เชน 15-5-20 สวนใหญในงานภูมิทัศนอาจเลือกใชบํารุงใบ และบํารุงดอกเปนหลัก
(ภาพที่ 5-46)
ภาพที่ 5-46 ปยุ เคมี ภาพที่ 5-47 ปยุ อนิ ทรีย (ข้ีไก) ภาพที่ 5-48 ปยุ อินทรียอัดเมด็
การจดั สวนโรงเรียน หนา 124
ปุยอนิ ทรยี ปยุ ทีไ่ ดจ ากมูลสัตว เศษวัสดจุ ากซากพืช ซากสตั ว สวนมากทใี่ ชจะใช ข้ีไก ข้หี มู ขี้วัว หรือ
จากเศษซากของใบไมตา ง ๆ นํามาหมกั หรือบด ปจ จุบนั มีทัง้ แบบผง แบบอัดเม็ด ขอ ดีของปุยอินทรียคือใหทงั้
ธาตุอาหารและบาํ รงุ ดนิ ดว ย (ภาพท่ี 5-47 และ 5-48)
ก. หลกั การใหป ุยพชื พรรณ
1) การใหปุยไมยืนตน วิธีการใสปุยนิยมปฏิบัติโดยการใสเปนตน ๆ ไป เชนตนละ
100 กรัม หรือตามปริมาณตามขางกระสอบ วิธีการใสปุยอาจจะทําไดโดยการโรยปุยใตต นในบริเวณรัศมีรม
ใบแลวพรวนดินกลบ อีกวิธีหนึ่งอาจทําไดโดยการขุดรูหรือรองรอบๆ รัศมีรมใบ แตละรูหรือรองขุดใหลึก
ระหวาง 12-20 น้ิว หลังจากนั้นอัดปุยลงไปแลวกลบรูหรือรองดวยดินหรือปุยอินทรีย สําหรับชวงระยะเวลา
การใสท ี่เหมาะสมควรใสตอนตนฤดูฝนเปนหลักใสป ยุ เคมีปล ะประมาณ 2 คร้งั
2) การใหปุยไมพุม โดยการใสรอบ ๆ ตน แลวทําการกลบ ควรใชควบคูกันระหวาง
ปยุ อินทรียและปยุ เคมี ระยะเวลาในการใสป ุย 2-3 เดือนตอ 1 ครัง้
3) การใสป ยุ ไมค ลมุ ดิน ใชการหวานบริเวณรอบ ๆ ตนหรือหวานทงั้ แปลง อัตราตาม
ขา งกระสอบปยุ ใสเดอื นละ 1 ครงั้
4) การใหป ุยไมดอกไมป ระดบั อ่นื ๆ วธิ ที ่มี ีการใสไมดอกที่มอี ายุยาวนานเกิน 1 ป เชน
กหุ ลาบ เยอบรี าและอน่ื ๆ นิยมใชปุย ซูเปอรฟ อสเฟตหรือหินฟอสเฟตบดละเอยี ดรองพื้นกอนปลูก เม่อื ตนพชื
ตงั้ ตัวไดแ ละรากหย่ังถงึ กจ็ ะดูดปยุ ไดทนั ที ทาํ ใหต น พืชเจริญเติบโตอยา งรวดเรว็
5) เวลาในการใหปุยท่ีดี เน่ืองจากส่ิงแวดลอมมีความสัมพันธกับการใหปุยอยูมาก
เชน ปุยจะเปนประโยชนแกพ รรณไมไดตองมีแสงสวาง มีความอบอุน อุณหภูมิพอเหมาะและมีความชุมชื้น
พอดี เปน ตน แสงสวา งหรือแสงแดดทเี่ ปนประโยชนแกพรรณไม คือแสงแดดในตอนเชา ตง้ั แตเชาจนถงึ เวลา
ประมาณ 11.00 น. หลงั จากนแ้ี สงแดดจะแรงและมคี วามรอ นสูงเกนิ ไป การใหปุยในเวลาเชาแสงแดดจะชวย
ใหพ รรณไมใชปุยไดเต็มที่ เพราะแสงแดดชวยในการสงั เคราะหแสงของพืช
5.5.4 การกาํ จัดวชั พชื ในโรงเรียน
วัชพืช หมายถึง พืชชนิดใดก็ตามท่ีข้ึนผิดที่หรือข้ึนในที่ที่ไมตองการนั่นหมายถึงวัชพืช การกําจัด
วัชพืชมีความจําเปนอยางย่ิงในการดูแลรักษางานภูมิทัศน เน่ืองจากวัชพืชจะเปนตัวการในการแยงนํ้าแยง
อาหารของพืชหลักทีเ่ ราปลูก หากปลอยใหมีในแปลงจะทําใหงานภูมทิ ัศนขาดความสวยงาม ไมประดับหลัก
หรือพืชพรรณท่ีปลูกเปนไมหลักถูกแยงน้ํา และอาหาร พวกกาฝากอาจทําใหพืชหลักตายเหลือเฉพาะวัชพืช
เทา นัน้ บางครงั้ วัชพชื จะเปน ตัวนําโรคและแมลงมาสูไ มป ระดับทป่ี ลูกเปนไมหลักไดสรางความเสียหาย ดงั นั้น
การกาํ จดั วัชพืชจึงมีความจาํ เปนในงานดแู ลรกั ษาภมู ิทศั น
ก. วิธกี ารกําจัดวัชพชื ในงานภมู ิทศั น
1) การกําจัดวัชพืชโดยวิธีกายภาพ โดยการใชมือถอน เหมาะสําหรับพ้ืนท่ีการดูแล
รักษาในแปลงไมประดับท่ีปลูกเปนแปลง หรือ บริเวณโคนของไมประดับยืนตนที่เคร่ืองมือไมสามารถเขา
ทํางานได การกาํ จัดวัชพชื โดยการใชมอื ถอนน้ีจะมีขอดคี ือไมป ระดับหลักไมเกดิ ความเสียหาย หากใชว ิธีการ
อน่ื เชน การตัด การใชยาปราบวัชพืช จะทําใหไมป ระดับหลักเกิดความเสียหายได การถอนวัชพืชดวยมือ
การจดั สวนโรงเรียน หนา 125
ควรถอนวัชพืชที่มีขนาดเล็กจะสามารถกําจัดไดจนถึงราก ไมควรปลอยจนวัชพืชเกิดดอกเพราะจะเปนการ
ขยายพนั ธุของวัชพืชอกี ทางหนึง่ เปน ปญหาในการปองกนั กาํ จดั หลังจากการถอนวัชพืชเสร็จแลว ควรทาํ การ
พรวนดนิ กนั ขอบ รดน้ํา ไปพรอมกนั นอกจากน้ันการถอนดว ยมือใชในกรณีการปลูกพืชท่ีตองการการดูแล
แบบพิถีพถิ นั แรงงานหางา ยและราคาถกู ตองการความปลอดภัยจากสารพษิ ตกคา ง การใชเคร่ืองตดั หญาตดั
หญาบอย ๆ จะเปนการกําจดั วัชพืชประเภทท่ีมไี หล เชน หญา แหวหมู หากตัดหญาบอย ๆ 2 วัน/คร้ังจะทํา
ใหรากของแหวหมูลอย และกําจัดไดงาย หรือบางครั้งเปนการทําใหวัชพืชตนเตี้ยลง ยอดใบถูกทําลาย ไม
เจริญดีเทาทีควร หม่ันตัดอยาใหวัชพืชเจริญเปนตนสูง มิฉะนั้นแลววัชพืชจะผลิตดอกออกผล ชวย
แพรกระจายพันธุอกี ดว ย
2) การกําจัดโดยการใชสารเคมี สารเคมีชวยในการปองกันกําจัด การใชสารเคมีใน
การกาํ จัดมีขอ ดีคือไมสน้ิ เปลืองแรงงานมากแตขอเสียคือเปนอันตรายตอมนุษยและไมสามารถควบคุมพ้ืนท่ีได
บางคร้ังอาจทาํ ใหไมประดับหลกั ทีป่ ลกู เกิดการเสียหายได
ข. เครื่องมอื ท่ใี ชในการกาํ จัดวชั พชื ( ภาพท่ี 5-49 ถงึ 5-53)
1) จอบ เสียม สอ มพรวน ใชสาํ หรับการกําจดั วชั พืชโดยวิธีการทางกายภาพ หลักการ
ใชพยายามอยาใหกระทบกระเทือนตอพืชหลัก การใชเคร่ืองมือท้ัง 3 ชนิดน้ีตองใชแรงงานคน จึงสามารถ
ควบคุมการใชเ คร่ืองมือได ผูใชท ี่มีความชาํ นาญใชเคร่อื งมอื นาน ๆ จะสามารถควบคมุ การใชเครื่องมอื ไดจะไม
กระทบตอรากพชื
2) เคร่อื งตดั หญา การตดั หญา บอย ๆ จะเปนการกาํ จัดวัชพชื ประเภทไหล เชน หญา
แหวหมู นอกจากนั้นการใชเครื่องตัดหญาจะเปนการกําจัดวัชพืชอีกรูปแบบหนึ่ง เชนวัชพืชกําลังออกดอก
สามารถใชเครือ่ งตดั หญาตดั ในชวงระยะเวลานั้นได ในงานภูมิทัศนอาจมวี ชั พืชบางชนิดท่ีสามารถลดปริมาณ
ในกรณดี ังกลาวได เชน หญา เจาชูในสนามหญา เมือ่ ระยะออกดอกสามารถตัดดอกเพอ่ื ลดการแพรกระจายของ
จํานวนวชั พชื ได
3) ถงั ฉดี ยา ใชส าํ หรับการฉดี ยากําจัดวัชพืชกรณศี ึกษาลกั ษณะการเกิดขึน้ ของวัชพชื
ในงานภูมิทัศน และการปองกันกําจัด เครื่องมือที่ใชในการกําจัดวัชพืชไดแก ถังฉีดยา ใชในกรณีการฉีด
ปองกนั และกาํ จัดวัชพชื ในพ้นื ทไ่ี มก วางมาก เคร่ืองฉีดยา ใชในกรณกี ารฉดี ปองกนั และกําจัดวัชพชื ในพ้ืนท่ที ี่
กวา ง อาจใชต ิดกับเคร่อื งแทรกเตอรไ ด
ภาพที่ 5-49 ภาพท่ี 5-50 ภาพที่ 5-51 ภาพที่ 5-52 ภาพที่ 5-53
ภาพท่ี 5-49 ถงึ 5-53 เครือ่ งมือในการกาํ จัดวชั พชื
การจัดสวนโรงเรียน หนา 126
ค. กรณีศึกษาการกําจัดวชั พชื
1) กรณีศึกษาท่ี 1 วัชพืชทีเ่ กิดในแปลงไมป ระดับจากการจัดตกแตงบริเวณ หรือจาก
การจัดสวน วัชพืชทีเ่ กดิ ข้ึนสวนมากจะเปนการแซมพืชหลักในแปลงปลูกไมประดับสวนมากจะเปนไมประดับ
ท่ีปลกู เปนกลุมหรอื เปนมวลขนาดใหญ (Mass) ไมประดับหลักสวนมากจะเปนไมพุม หรือไมคลุมดิน เชนการ
ปลกู เทยี นทอง เข็มเปน กลุมขนาดใหญ จะมีวัชพชื ขึ้นตามแปลงลงไมป ระดับหลักดงั กลา วการดูแลรักษา ทาํ ได
สองสวน สวนแรก เปนการปองกันโดยการควบคุมการขยายพันธุไมใหวัชพืชแพรระบาดกอน สวนทีส่ องคือ
การกาํ จัดกรณนี ้ีจะใชวิธีการใชมือถอนออก และควรทาํ การกาํ จัดต้ังแตวัชพืชยังมีอายุนอย เพราะการกําจัด
จะทําไดงายและไมเสียเวลามาก แตหากใชวิธีการอื่นจะทําให ไมประดับท่ีปลูกเกิดความเสียหายได
แตอ ยางไรก็ตามการใชมือถอนเปน การใชแรงงานคน ซ่งึ เปนการเสียคา ใชจา ยมาก
สวนการปองกันนั้นสามารถทําไดโดยการใชสารกําจัดวัชพืชท่ีใหทางดิน หวานกอนการปลูกตนไม
หรือการใชสารกําจัดวัชพชื ทางใบ เชน หญาคาในสนามกอลฟการกําจัดทาํ ไดโดยใชสารกําจัดทางใบเพอ่ื ให
วชั พชื ตายเฉพาะตน ท่ีถูกทําลาย
2) กรณีศึกษาท่ี 2 วัชพืชที่เกิดกับไมยืนตน สวนมากที่เปนปญหามากไดแก
พวกกาฝากตาง ๆ ท่ีกิ่งที่มีการฝากตองตัดออกเนื่องจากกาฝากจะใชรากชอนไซลงไปในตนไมซึ่งอาจทําให
ตนไมตายได การกาํ จัดวัชพืชทําไดโดยการใชเ ครือ่ งตัดหญา และการตัดกาฝากออก
3) กรณีศกึ ษาที่ 3 วัชพชื ในแปลงสนามหญา วัชพชื ท่เี กิดขึน้ มที ั้งใบเลยี้ งคแู ละใบเล้ียง
เด่ียวการกําจัดตองทําในพื้นท่ีกวาง การกําจัดอาจเลือกใชวิธีการใหยากําจัดมากับระบบนํ้าและเปนแบบ
ประเภทเลือกทาํ ลาย
5.5.5 การพรวนดนิ ตนไมใ นโรงเรยี น
การพรวนดิน เปนวิธีการทําใหโครงสรางของดินรวนซุยทําใหรากพืชสามารถชอนไซหาอาหารได
เปนผลทําใหพืชสามารถเจริญเติบโตไดดี การพรวนดินจึงเปนความจําเปนในการดูแลรักษาพืชอยางย่ิงอีก
อยางหนง่ึ การพรวนดนิ โดยปกตจิ ะปฏบิ ัติ 2 เดือนตอครั้ง การพรวนดนิ จะพรวนเพียงต้ืนๆ 2-3 นิ้วกพ็ อและ
จะไมพรวนดินใหร วนละเอียดเกินไป ไมคลุมดินที่มีรากตนื้ กต็ องพรวนดวยความระมัดระวังหลักการพรวนดนิ
คือการทาํ ใหด นิ รว นซุยทําใหด ินแตกละเอยี ด ควรทําในระหวา งดินแหง หรือดินชุมนํ้า ไมควรทาํ เวลาดินเปยก
เนื่องจากจะทําใหดินเปนกอ นแข็ง หลังจากพรวนดินเสร็จควรทําการรดน้ํา เพื่อใหรากพชื ไดรับความชุมช้ืน
และสามารถดูดน้าํ เขา ไปทดแทนสวนท่เี สยี จากการความเสยี หายในการพรวนดิน
เครื่องมอื ทใ่ี ชใ นการพรวนดิน ไดแก สอมพรวน ใชในการพรวนดนิ เหมาะกับดินที่รวนซยุ และเสียม
ใชใ นการขุดหลมุ เตรยี มเพือ่ ปลูกตนไม เหมาะในการขุดหลมุ ขนาดเล็ก เมอ่ื ใชแลวควรลา งทําความสะอาด เช็ด
ใหแ หง แลวทาดวยนํ้ามนั เพื่อกนั สนมิ เก็บเขาทีใ่ หเ รียบรอ ย
5.5.6 การสับขอบหญาในโรงเรยี น
การสับขอบ เปนการทาํ แนวระหวางพ้ืนหญากบั แนวการปลูกตนไมหรือระหวางพื้นหญากบั ทางเดิน
พยายามรักษาแนวท่ีสับน้ีไว ไมใหหญาในสนามหรือวัชพืชข้ึนรกลํ้า หรือข้ึนแซมได การสับแนวขอบเพื่อ
กาํ หนดขอบเขตนี้ จะสับใหล ึกลงไปจากผิวดนิ ในสนามประมาณ 1-2 นิ้ว เพ่ือยับยั้งไมใ หหญา สนามรุกเลื้อย
การจดั สวนโรงเรียน หนา 127
เขา ไปใกลพ ืชพรรณไมใ นสวนเรว็ เกนิ ควร สบั แนวขอบพุม ไมห รือโคนตนไม ใหหางออกมา 5-6 น้ิว ตามรูปราง
ของพมุ ไมห รอื ตนไม จากนนั้ จงึ ทาํ การพรวนดินพรอมกบั ทําการ ขดุ ถอนวัชพชื ออก และการกนั ขอบน้ีมักจะ
ทํารว มกบั การกําจัดวัชพชื และการพรวนดิน
ภาพท่ี 5- 54 การสบั ขอบระหวา งตนไมกับสนามหญา ภาพท่ี 5- 55 การสบั ขอบระหวา งทางเดนิ กบั สนามหญา
5.5.7 การดูแลรกั ษาสนามหญา ในโรงเรียน
สนามหญาเปนสวนประกอบของสวนและพื้นที่ท่ีทําใหพื้นที่มีความสวยงามและเปนระเบียบ
เรียบรอยทําใหมีความสวยงาม สงผลตอสถานท่ีมีชีวิตชีวา นอกจากน้ัน ยังชวยทําใหสภาพแวดลอมดีขึ้น
ชวยลดแสงสะทอนของพ้นื ที่จากแสงอาทิตย ชวยลดความรอน รักษาอุณหภูมิ ชวยปกคลุม และปองกนั การ
ชะลา งของดนิ เพมิ่ ความเปน ธรรมชาติ และสิ่งแวดลอมทีด่ ีใหกับชีวติ
การทําใหสนามหญา มคี ณุ ภาพเหมาะกบั การใชง านและมีประโยชนมคี วามจําเปนอยางย่ิงที่ตอ งมีการ
ดูแลรักษาการตัดหญา การใหน้ํา การใหปุย การสับขอบ การดูแลรักษาโรคแมลง เพ่ือความสวยงามของ
สนามหญาอยเู สมอ
ก. การตัดหญา ความสําคัญของการตัดหญาสนามการตัดหญาเปนการจํากัดการ
เจริญเตบิ โตของหญา ทางดานความสูงใหความสูงของหญา อยูในระดับเดยี วกนั แตไมทําใหคณุ ภาพของหญา
เสียไป ไมกระทบตอการเจริญเติบโตของหญาการตัดหญาจึงเปนกิจกรรมในแนวราบ โดยใชเครื่องมือและ
อุปกรณตัดหญา
ข. การตัดหญาเปนการดูแลสนามใหเกิดความเรียบรอยมีความสําคัญมากในงานภูมิทัศน
เนื่องจากสนามที่มกี ารดูแลรกั ษาอยางดดี ว ยการตดั หญา ตามรอบการตัด จะทาํ ใหก ารใชสนามเกดิ ประสิทธิผล
มากท่ีสดุ
ค. วิธีการตัดหญาสนามและเคร่ืองมือการใชเคร่ืองมือตัดหญาท่ีมีคุณภาพจะทําใหงานตัด
หญา มคี ณุ ภาพประหยัดเวลา แรงงานและคาใชจาย เคร่อื งตัดหญาแบง ออกได ดงั น้ี
1).เครื่องตัดหญาแบบน่ังขับ ซึ่งออกแบบหลายรูปแบบโดยคํานึงถึงการใชงานท่ี
เหมาะสม (ภาพท่ี 5-56)
2) เครื่องตัดหญาแบบรถเดินตาม มีท้ังแบบใชแรงคนและเคร่ืองยนต (ภาพท่ี 5-57
และ 5-58)
3) เครอื่ งตดั หญา แบบเหวย่ี ง (ภาพที่ 5-59)
การจดั สวนโรงเรียน หนา 128
ภาพที่ 5-56 เครอื่ งตัดหญาแบบนัง่ ขบั ภาพที่ 5-57 เครื่องตัดหญาแบบเดนิ ตาม
ภาพท่ี 5-58 เครอ่ื งตัดหญาแบบลอ จักรยาน ภาพที่ 5-59 เครอ่ื งตดั หญา แบบเหวี่ยง
สําหรับสนามหญาในโรงเรียนเลือกใชเคร่ืองตัดหญาตามความเหมาะสม สนามฟุตบอลสามารถใช
แบบนง่ั ขับ หรอื ลอจกั รยานได สวนสนามหญา เล็ก ๆ พื้นทไ่ี มม ากสามารถใชเคร่อื งเหวยี่ งได
ง. วธิ กี ารตัดหญาสนามการปฏิบัติเกย่ี วกับการตัดหญา มีขอพิจารณาดงั ตอ ไปน้ี
1) เวลาที่เหมาะสมในการตัดหญา การตดั หญาจะตัด เม่ือสนามหญายาว กวาปกติ
ตดั เม่ือตองการใชสนามหญา ความถ่ีของการตัดข้ึนอยูกับฤดูกาล ชนิดของหญา แตละฤดูมีความสําคัญที่สุด
โดยหลักการ ฤดูฝนความถข่ี องการตดั หญามากกวาฤดหู นาว ฤดูหนาวมากวาฤดูรอน ในการปฏิบัติทั่วไป ฤดู
ฝนควรตดั หญาทกุ สปั ดาห ฤดูหนาวควรตดั ทุก 10 วัน ฤดรู อนตัดทุก 15 วนั แตท ัง้ นีต้ อ งพิจารณาถึงชนิดพันธ
คุณสมบตั ิของดนิ และสภาพแวดลอมอ่นื ๆ ประกอบดว ยถา การตัดหญา ตรงเวลาที่กําหนด จะไดห นามหญา ท่ี
มีคุณภาพมีความสวยงามตลอดเวลา
2) ความสูงของการตัดหญา ความสูงตํ่าของการตัดหญาสนามทีผลกระทบตอการ
เปลี่ยนแปลงทางสรีระของหญา สนาม ถาการตัดหญาสนามสูงจะมีผลทําใหรากหญาสามารถเจริญแผกวาง
และลึกลงไปในดนิ ไดมาก ลําตนใตดินมีขนาดใหญ ขยายตัวเร็วข้ึน สนามหญาทนตอการเหยียบยํ่า แตจะมี
สวนของกาบใบแกตายมากขึ้นทําใหเกิดการสะสมชั้นเศษระดับผิวดินเร็วข้ึน ถาหากตัดหญาสนามตํ่าจะ
กระตนุ ใหหญาสนามแตกหนอมากขนาดลาํ ตน เล็ก การเกิดรากใหมนอ ย รากสนั้ หย่งั ลงใตผิวดนิ ไมลึก รากหา
อาหารไดน อย ซ่ึงมีผลกระทบตอการสังเคราะหแสง การจะตัดหญา สนามสูงหรือตํ่าตองพจิ ารณาผิวสัมผัสใบ
และลักษณะของลาํ ตน ใตผ ิวดนิ เหมาะแกการตัดตา่ํ มากวาหญาสนามผิวสัมผัสใบหยาบ การเจริญของลําตน
เหนอื ผิวดนิ เปรยี บเทยี บหลักการตัดหญานามสูงและตํ่า ดังน้ี ความสูงของการตดั หญา หญานวลนอย+หญา
ญปี่ ุน ความสูงท่ีตัดจากระดับผิวดนิ ข้ันตา่ํ สุดและสูงสุด ½-1 ½ น้ิว หญา มาเลเซยี ความสูงที่ตัดจากระดับผิว
ดินขั้นตํ่าสดุ และสูงสดุ 1-2 น้วิ
การจัดสวนโรงเรียน หนา 129
3) เลือกเวลาในการตัดหญา หรือรูเวลาตารางการตัดหญาชัดเจนควรงดการใหนํ้า
กอนการตัดหญา เพราะหญาเปยก ทําใหสนามหญาหลังตัดเปนรอย เศษชิ้นของใบหญาท่ีถูกตัดออกจะจับ
ตามฝาครอบช้ันในของเครื่องตัดหญา การพน เศษหญาออกลําบาก ใบมีดหมุนไมสะดวก ทําใหขัดขวางการ
ทาํ งานของเครื่องยนต ทาํ ใหการทาํ งานชาลง การทําความสะอาดผิวพนื้ สนาม เกบ็ เศษอฐิ หินปูน หรืออ่ืน ๆ
ออกจากสนามหญา ทคี่ าดวา จะเปน อันตราย วางแผนทศิ ทางการตดั หญา เลือกเครื่องตดั หญาใหเหมาะสมกับ
สภาพสนาม และขนาดสนาม
4) ขณะทําการตัดหญา ใหคํานึงถึงความปลอดภัยความสมํ่าเสมอการทํางานของ
เคร่ืองตดั หญา การเรงเคร่ืองชาหรือเร็วมผี ลตอคณุ ภาพของสนามหญา ขณะเดียวกันตอ งสังเกตรอยตดั รอย
หญาทตี่ ัดตองคาบเก่ียวกนั หรอื รอยตดั ทับกนั ระหวางรอยตัดแรกและรอยตัดถดั ไป อยางนอยประมาณหนึ่ง
ฝามอื หรือประมาณ 10 เซนตเิ มตรเพ่ือลดปญ หาริ้วแนวหญา แตละแถบ ทห่ี ลงเหลือ จากการตดั การทํางาน
ในสนามหญา หนงึ่ ๆ ควรปฏบิ ัติอยางตอเน่ืองจนกระทง่ั งานสน้ิ สดุ
5) หลงั การตัดหญาสิ้นสุดลง ดับเคร่ืองยนต ถอดปล๊ัก สายไฟฟา ปลอยใหเคร่ืองเย็น
จากนั้นจึงทําความสะอาด โดยใชผาแหงเช็ดไมควรลางเคร่ืองดวยน้ํา โดยเฉพาะอยางยิ่งเครื่องทข่ี ับเคล่ือน
ดวยมอเตอรไฟฟา ตรวจสอบสภาพความสึกหรอกอนเก็บเขาที่ สําหรับสนามหญา หลังตัดใหทําความสะอาด
โดยนําเอาเศษหญาออกจากสนามหญาใหหมด กรณีการตัดหญาไมใชถุงเก็บเศษหญาและตรวจสอบความ
เรียบรอยทั่วสนามหญาวา มีพนื้ ทสี่ ว นใดทลี่ ะเลยการตดั ถา มีใหใ ชกรรไกรตัดหญา เล็ม
การตัดเล็มเปนกิจกรรมท่ีทําหลังจากงานตัดหญา มีวัตถุประสงคเพ่ือการเก็บงานใหเกิดความเรียบรอย
ในสวนท่ีเครื่องตัดหญาไมสามารถเขาปฏิบัติงานได เชน ตามโคนตนไมใหญ ผนังกําแพงกั้นดินแนวขอบร้ัว
พ้ืนทีร่ อบตวั บาน รอยตอระหวางแปลงปลูกตนไม กบั สนามหญาหรือพ้นื ทีแ่ ถบแคบ ขอบทางเดิน ขอบถนน
6) หลังจากการปูหญา เสร็จสนามหญา อาจมปี ญหาเรื่องตางๆ เชนการยุบตวั ของดิน
การแนนตัวของดิน ดินขาดความอุดมสมบูรณ ซึ่งสาเหตุมาจากการใชสนามมากเกินไปพื้นดินยุบตัวตาม
กาลเวลา การเตรียมดินกอนปลูกหญา สนาม ไมดีพอ ขาดบดอัด การเสริมแตงผิวหนาสนามหญา จึงเปนการ
ปรับปรุง ใหผ ิวหนาสนามคงสภาพความราบเรียบ ลดความเปน หลมุ บออนั เกิดจากการยบุ ตัวของดินลง
7) การใสปุยสนามหญาการใสปุยสนามหญา เปนการใหอาหารแกหญาสนาม เพ่อื ให
หญาสนามเจริญเติบโตแข็งแรงทุกสวน โดยเฉพาะสวนของใบใหมีความเขียวเขม ออนนุม ลําตนและรากมี
ความแข็งแรงในทุกสวน การใสปุยแกสนามหญาใชไดท้ังปุยเคมี ปุยอินทรีย สวนใหญจะใสรวมกับวัสดุเสริม
แตงผิวหนา และการเจาะรูอากาศในสนามหญา แตการใสปุยเคมีมีความจําเปนแกหญาสนามมากจะใสปุย
สตู ร 46-0-0 เพอ่ื บาํ รุงใบ การใสอ าจใสห ลงั การตดั หญา เสร็จ
ง. วธิ กี ารใสปยุ สนามหญา การใสป ุยสนามหญา มี 3 วิธี คอื
1) ใชมือหวาน ใชสําหรับปุยเม็ดหวานใหเมด็ ปุยกระจายออกทางกวางวิธีการหวาน
ปุยโดยใชมือ ไมสามารถควบคุมความสมํ่าเสมอไดอาจเปนอันตรายแกหญาสนามบางจุด ท่ีไดรับปุยมาก
เกินไป เชน ใบไหม หรอื หญา งามเปน กระจกุ อนั ตรายแกหญาสนามบางจุดที่ไดรับปุยมากเกนิ ไป เชน ใบไหม
หรือหญางามเปนกระจุก อันตรายแกหญาสนามบางจุดท่ีไดรับปุยมากเกินไป การใสปุยสนามหญาของ
โรงเรยี นสว นมากเลือกวธิ นี ้ี เน่ืองจากประหยัด
การจดั สวนโรงเรียน หนา 130
2) ใชเคร่ืองใสปุยที่ใชปุยเม็ด ใชกันท่ัวไป 2 แบบ คือ เครื่องหวานปุย เปนเคร่ือง
หวานปุยแบบหมุน โดยใชแรงเหว่ียงออกจากแกน หมุนเปนวงกลม ปุยจะกระจายออกเปนรัศมีความกวาง
ขน้ึ อยูกับแรงเหวี่ยงของเครื่อง เครื่องใสปุยแบบหยอด เปนเครื่องใสปุยที่ไดรับความนิยมสูงเพราะสามารถ
ตรวจสอบความสม่ําเสมอ และแนวการใสปยุ ไดอยางม่ัวถึง แตการทาํ งานชากวาแบบเครือ่ งหวา นปุย
3) การใสปุยน้ํา ปุยน้ําเปนปุยทีท่ ําใหหญาสนามใชประโยชนอยางรวดเร็ว เน้ือปุยมี
ความเขมขน การใสต องละลายใหเ กิดความเจือจาง การใสป ุยนํ้าจะใชในรูปของการใหปุยทางใบ ดังน้ันหญา
สนามสามารถนําปยุ ไปใชไ ดร วดเร็วกวา การใสปยุ เม็ด
5.5.8 การดแู ลรกั ษาส่งิ กอสรา งในโรงเรยี น มีหลกั การดูแลดังตอไปนี้
ก. การดแู ลรกั ษาโดยการทาํ ความสะอาด ซอมแซมสวนทชี่ ํารุดใหเหมาะกบั วสั ดุตกแตงสวน
แตล ะชนดิ
ข. การดแู ลรักษาทางเทาดูแลทางเทา ที่เปนแบบการวางแบบแยก (Stepping) ระหวางรอย
แยกเปน ดูแลทางเทา วัสดุทํามาจากไม ควรกําหนดใหทางเทา อยูภายในหลังคาคลุมเพอื่ ความคงทนของวัสดุ
ทาํ ความสะอาดไมใ หต ะใครนํา้ จับและเกาะ
ค.การดูแลศาลา มีการทําความสะอาดอยูเสมอ ศาลาไมควรเลือกใชไมท่ีเปนไมเน้ือแข็งท่ีมี
การอาบนา้ํ ยา ทาสีรกั ษาเนือ้ ไมอยา งถูกวธิ ี บรเิ วณท่ีสรางศาลาควรกําจดั ปลวกกอ นการสรางโดยการอดั น้ํายา
กันปลวกลงไปในดนิ การต้งั ศาลาใหหลกี เลยี่ งการสัมผัสความเปยกชน้ื ใหมากที่สุด ไมควรตั้งศาลาในรัศมีของ
ระบบการใหนา้ํ อตั โนมัตทิ กุ ประเภท (Sprinkler) ไมค วรปลกู ไมพ มุ เลก็ ใกลศ าลาหรือโคนเสาศาลามากเกนิ ไป
เพราะนอกจากทําให ศาลาดูไมโดดเดนแลว ยังทําใหโคนเสาตองเปยกชื้นจากการรดนํ้า ทาสีตามชวง
ระยะเวลาอยา งสมํา่ เสมอ เพ่อื ความสวยงามของศาลาใหแลดูไมเ กา ตามกาลเวลา
ง. การดูแลรักษาวัสดุตกแตงในสวน ควรมีการทําความสะอาด ทาสี ตกแตงอยูเปนประจํา
(ภาพที่ 5-60 ถึง 5-62)
ภาพท่ี 5-60 ทาํ ความสะอาดปาย ภาพท่ี 5-61 การทาสีปา ย ภาพที่ 5-62 หลงั ทาสี
บทสรุป
งานจัดสวนโรงเรียนจะประสบความสําเร็จไดตองมีการประมาณราคา การจัดสราง และการดูแล
รกั ษาที่ดี การประมาณราคางานจัดสวนเปนสวนสําคัญในการวางแผนการจัดสรรงบประมาณไดอยางถูกตอ ง
ทาํ ใหการวางแผนดาํ เนินการประสบความสําเร็จ โดยเฉพาะในการจดั สวนโรงเรียน ในขณะท่ีการจัดสรางสวน
เปน สว นสําคัญ เปนเหมอื นงานกอ สรางอยางหนึง่ ท่ตี อ งมีโครงสรางมกี ารวางแผน มขี ั้นตอนการกอสรางทีต่ อง
การจัดสวนโรงเรียน หนา 131
ใชท้ังความรูงบประมาณและแรงงาน การกอสรางจึงจะประสบความสําเร็จ สามารถใชการไดอยางดี
นอกจากนั้นหลังจากมีการจัดสรางสวนเสร็จตอ งดแู ลรักษาอยางตอเนื่อง การดแู ลรักษาสวนในโรงเรียนเปน
งานท่ีคอนขางมีเอกลักษณเฉพาะของงานเน่ืองจากเปนการดูแลรักษาที่ประกอบดวยส่ิงมีชีวิตอัน ไดแก
พืชพรรณ, สนามหญา และส่ิงไมมชี ีวิต ดงั นั้นในการดแู ลพชื พรรณ และสนามหญา ตอ งการความสม่ําเสมอใน
การดแู ลรักษาเพราะไมเชนน้ันจะทําใหส่ิงมีชีวิตดังกลาวเกิดความเสียหายได การที่จะสรางขึ้นมาใหมต องใช
เวลานาน และไมสามารถใชระยะเวลาเพียงส้นั ๆ ในการสรางเพ่ือใหเหมือนเดิม ดวยลักษณะเฉพาะเชนนี้จึง
ตอ งใชความเอาใจใส และการดแู ลเปน อยางดสี วนจึงจะสวยอยูเสมอ
จากการกลาวมาขางตนทง้ั หมด การจัดสวนโรงเรียนใหป ระสบความสําเร็จ จําเปนตอ งมีความรูและ
การใชค วามรูในหลาย ๆ สวนเขามาเกย่ี วของกับการจัดสวน ตัง้ แตเริ่มตนการใชองคประกอบศลิ ป หลักการ
ออกแบบ การรูจักรูปแบบของสวน และองคประกอบของสวนเพื่อนํามาใชในการออกแบบ ในขณะท่ีการ
ออกแบบมีขั้นตอนและกระบวนการในการออกแบบผานการไตรตรองดวยการคดิ จนเปนแบบท่ีดี แลวนํามา
ประมาณราคา จัดสรางและดแู ลรกั ษา ทกุ ขั้นตอนมีความสาํ คญั ทจ่ี ะทําใหสวนสวยงาม ดังน้ันการจัดสวนของ
โรงเรียนจะประสบความสําเร็จไดต อ งมคี วามละเอียดใสใจในทกุ ขั้นตอน
การจดั สวนโรงเรียน หนา 132
ประวตั ิผูแตง
ช่ือ นางวฒั นา ณ นคร (Mrs. Wattana Na nakorn)
ตําแหนง ปจจุบนั
ผูชวยศาสตราจารย สาขาเทคโนโลยภี ูมิทศั น คณะเกษตรศาสตร มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขต
นครศรีธรรมราช ใสใหญ อ.ทงุ สง จ.นครศรีธรรมราช 80110
E-mail [email protected]
ประวัตกิ ารศกึ ษา
ปรญิ ญาตรี (เทคโนโลยภี มู ิทศั น) ป 2533 จากมหาวิทยาลัยแมโ จ
ปริญญาโท (การวางแผนภาคและเมอื ง) ป 2544 จากจฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย
ประสบการณว ิจยั
1. การศกึ ษาเปรียบเทยี บวัสดปุ ลกู ไมในรม ป 2547 หวั หนาโครงการ ทุนวจิ ัยหนว ยงาน
2. การศึกษาเปรยี บเทยี บวสั ดปุ ลูกไมก ลางแจง ป 2548 หวั หนาโครงการ ทนุ วจิ ัยหนวยงาน
3. การจัดภูมิทัศนใ นสวนไมผลเพื่อสงเสริมการทองเที่ยวเชิงเกษตร ป 2552 หัวหนาโครงการ ทุนวิจัย สํานักงาน
คณะกรรมการการวจิ ยั แหงชาติ
4. การใชประโยชนทีโ่ ลง ในเขตเมอื งทงุ สง ป 2552 หัวหนาโครงการ ทนุ วิจัยหนว ยงาน
5. การวิเคราะหองคประกอบทางกายภาพเพ่ือการพัฒนาสภาพแวดลอมสถานศึกษา ป 2554 หัวหนาโครงการ
ทนุ วิจัยสํานกั งานคณะกรรมการการวิจยั แหง ชาติ
6. ปจจัยเอ้ือและปจจัยจํากดั สําหรับการใชจักรยานในชุมชนกรณีจังหวัดนครศรีธรรมราชป 2554 หัวหนาโครงการ
ทุนวจิ ัย สสส.
7. การวิเคราะหการใชประโยชนท ี่ดินเพ่ือพัฒนานิเวศวิทยาคลองทาแพป 2555 หัวหนาโครงการ ทุนวิจัยเทศบาล
เมอื งทงุ สง
8. แนวทางการพัฒนาการใชประโยชนท่ีดินประเภทเกษตรกรรม ท่ีอยูอาศัย และพื้นที่ริมคลองทาแพ เพ่ือการ
อนุรกั ษคลองทา แพโดยชุมชนและเยาวชนมีสวนรวม 2556หวั หนา โครงการ ทนุ วิจยั เทศบาลเมอื งทงุ สง
9. การสํารวจและทดสอบไมคลุมดินชายทะเลเพื่อพัฒนาเปนไมประดับในงานภูมิทัศนป 2560-2561 หัวหนา
โครงการ ทุนวิจยั สาํ นักงานคณะกรรมการการวจิ ัยแหง ชาติ
10. ความหลากหลายของสาหรายนาํ้ จืดกินได และศักยภาพของสาหรายสีแดงและสีเขยี วนํ้าจืดเพอ่ื เปนผลิตภัณฑ
เสริมอาหาร ในพื้นที่ภาคใตฝงตะวนั ออกตอนบน ป 2560 ผูรวมโครงการ ทุนวิจัยสํานกั งานคณะกรรมการการ
วิจัยแหงชาติ
11. การสํารวจและประเมินศักยภาพการใชประโยชนผักกินใบพื้นบานเพ่ือพัฒนาเปนสวนผักคนเมืองป 2561
หวั หนา โครงการ ทุนวจิ ยั สํานกั งานคณะกรรมการการวิจยั แหงชาติ
งานวิจัยที่ทาํ เสรจ็ แลว
วัฒนา ณ นคร. 2555. การจัดสวนไมผลเพ่อื สง เสรมิ การทองเท่ยี วเชงิ เกษตร. ในเอกสารการประชมุ ระดบั ชาติ
ครงั้ ที 2. ประจําป 2555. มหาวิทยาลัยขอนแกน.
วฒั นา ณ นคร และ จําเลอื ง เหตทุ อง. 2556 การวเิ คราะหอ งคป ระกอบทางกายภาพเพื่อการพฒั นา
สภาพแวดลอมสถานศึกษา. ในเอกสารการประชมุ ระดบั ชาติ ครั้งท่ี 3 ประจาํ ป 2556
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน.