ผลการวิเคราะห์ของปริมาณของกระดูกที่เพิ่มขึ้น กระดกู ทเ่ี พม่ิ ขน้ึ นน้ั อาจจะยงั ไมส่ ามารถสรปุ ได้ เนอ่ื งจากขอ้ มลู
(bone fill) การแปลผลการวิเคราะห์ เมอ่ื ดคู า่ I2=88.1% และ ขาดความเป็นเนอ้ื เดียวกนั สูง (I2=88.1%) และการศึกษาท่ียัง
p=0.000 สามารถแปลผลไดว้ า่ การศกึ ษาทง้ั 3 การศกึ ษาทนี่ ำ� ไมม่ ากพอ (รูปท่ี 4)
มารวมกันนั้นมีความต่างแบบปรากฏอย่างชัดเจน ระดับของ
รปู ที่ 4 ผลของปรมิ าณกระดูกทเ่ี พมิ่ ขน้ึ (bone fill)
ผลการวิเคราะห์ของการร่นของระดับขอบเหงือก รวมกนั นน้ั มคี วามสอดคลอ้ งกนั เมอ่ื ดผู ลรวมของขนาดอทิ ธพิ ล
(gingival recession) การแปลผลการวิเคราะห์ เม่ือดูค่า (effect size) นนั่ คอื คา่ SMD มคี า่ เท่ากบั 0.00 (95% CI
I2=0.00% และ p=0.963 สามารถแปลผลได้วา่ การศกึ ษาทัง้ -0.36-0.36 ), p=0.995 แปลผลไดว้ า่ ทั้งกลมุ่ ควบคมุ และกลมุ่
4 การศกึ ษาทน่ี ำ� มารวมกนั นนั้ สามารถรวมกนั ได้ เนอื่ งจากไมม่ ี ทดลองมรี ะดับการร่นของขอบเหงอื กไมแ่ ตกตา่ งกนั (รปู ที่ 5)
ความต่างแบบกัน (homogeneity) แสดงว่างานวิจัยท่ีน�ำมา
รูปที่ 5 ผลของระดับการรน่ ของขอบเหงอื ก (gingival recession)
100 | วารสารกรมการแพทย์
วจิ ารณ์ ผลอันไม่พึงประสงค์30 ผลลัพธ์ที่น�ำมาวิเคราะห์อภิมานจะน�ำ
เซลล์ต้นก�ำเนิดมีเซนไคม์เป็นเซลล์ต้นก�ำเนิดจาก ผลลพั ธท์ างคลนิ กิ จากการตดิ ตามผลการรักษาครงั้ สดุ ทา้ ยของ
ร่างกายท่ีสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์อ่ืนได้หลากหลาย และ แตล่ ะการศกึ ษาซง่ึ เปน็ ระยะเวลาทต่ี า่ งกนั จำ� นวนบทความทนี่ ำ�
เกิดการสร้างเนื้อเย่ือได้หลากหลายรวมถึงเน้ือเย่ือของฟัน ดัง มาวเิ คราะหอ์ ภมิ านมที ั้งหมด 5 บทความ ซึ่งเปน็ การศึกษาที่
นนั้ เซลลต์ น้ กำ� เนดิ มเี ซนไคมจ์ งึ ไดร้ บั ความสนใจในการมารกั ษา มีการน�ำเซลล์ต้นก�ำเนิดมีเซนไคม์มาใช้รักษาความวิการของ
เพ่ือให้เกิดการเจริญทดแทนของอวัยวะปริทันต์ การใช้เซลล์ กระดกู (osseous defects) โดยมี 5 บทความทม่ี ีการวดั ผล
ต้นก�ำเนิดจากมีเซนไคม์มีบทบาททางวิศวกรรมเน้ือเย่ือและ ลัพธ์ของการลดลงของร่องลึกปริทันต์ 4 บทความท่ีรายงาน
การรักษาโดยอาศัยเซลล์ (cell base tissue engineering) ผลการยึดเกาะของอวัยวะปริทันต์และการร่นของระดับขอบ
เน่ืองจากมีผลให้เกิดการสร้างเคลือบรากฟัน เอ็นยึดปริทันต์ เหงือก และ 3 บทความที่รายงานผลของการเพม่ิ ของกระดกู
และกระดูกเบ้าฟัน เมือ่ ท�ำการปลกู ฝังไปยงั รอยโรคปรทิ นั ตใ์ น เมื่อเปรียบเทียบกบั การศึกษาก่อนหนา้ นี้ของ Han16 เปน็ การ
แบบจำ� ลองของสตั วท์ ดลอง16,22-24 สตั วท์ ดลองทมี่ กี ารทดลองมี วเิ คราะหอ์ ภมิ านโดยรวบรวมบทความทใี่ หก้ ารรกั ษาโรคปรทิ นั ต์
หลากหลายกล่มุ ไดแ้ ก่ หนู สนุ ขั สกุ ร และวัว จากการทดลอง จากการใช้เซลล์ต้นก�ำเนิดมีเซนไคม์ท่ีแยกได้มาจากฟัน
แสดงใหเ้ หน็ วา่ มกี ารสรา้ งเนอ้ื เยอื่ ปรทิ นั ตแ์ ละการสรา้ งเนอื้ เยอื่ และจากบรเิ วณอน่ื ซงึ่ เปน็ การศกึ ษาทางคลนิ กิ ตดิ ตามดผู ลของ
แข็ง การใช้เซลล์มีเซนไคม์เพื่อให้เกิดการเจริญทดแทนของ รอ่ งลกึ ปรทิ นั ต์ การยดึ เกาะของอวยั วะปรทิ นั ต์ และการรน่ ของ
อวัยวะปริทันต์ในสัตว์ทดลองพบว่ามีประสิทธิภาพในการเกิด ขอบเหงือก พบว่ากลุ่มทดลองที่มีการใช้เซลล์มีประโยชน์ใน
การเจริญทดแทนของอวัยวะปริทันต์ แต่ยังต้องมีการทดลอง การนำ� มารกั ษาเพอื่ หวงั ผลใหเ้ กดิ การเจรญิ ทดแทนของอวยั วะ
เพื่อทดสอบถึงประสิทธิภาพอย่างละเอียดและค�ำนึงถึงผลที่ ปรทิ นั ตเ์ มอ่ื เทยี บกบั กลมุ่ ควบคมุ และไมพ่ บผลอนั ไมพ่ งึ ประสงค์
จะนำ� ไปใชไ้ ดจ้ รงิ ในมนษุ ย์25 แมว้ า่ มกี ารศกึ ษาทางคลนิ กิ หลาย จากการรวบรวมอภิมานวิเคราะห์ของผู้ท�ำวิจัยครั้งน้ี พบว่า
การศกึ ษาทแี่ สดงใหเ้ หน็ ประสทิ ธภิ าพของเซลลต์ น้ กำ� เนดิ มเี ซน- กลุ่มทดลองที่มีการใช้เซลล์มีเซนไคม์มีการลดลงของร่องลึก
ไคม์ในการมารักษาเพ่ือให้เกิดการเจริญทดแทนของอวัยวะ ปริทันต์ และมีการเพิ่มขึ้นของระดับการยึดเกาะของอวัยวะ
ปรทิ นั ตท์ ยี่ งั คงไมส่ อดคลอ้ งกนั โดยบางการศกึ ษาแสดงใหเ้ หน็ ปรทิ นั ตท์ ม่ี ากกวา่ กลมุ่ ควบคมุ การพจิ ารณาในสว่ นของปรมิ าณ
วา่ การใชเ้ ซลลต์ น้ กำ� เนดิ มเี ซนไคมใ์ หผ้ ลลพั ธท์ ดี่ ใี หเ้ กดิ การเจรญิ กระดูกที่เพ่ิมพบว่ากลุ่มทดลองมีการเพิ่มของกระดูกมากกว่า
ทดแทนของอวยั วะปรทิ นั ตเ์ มอ่ื เทยี บกบั กลมุ่ ควบคมุ 13,26-28 แต่ แต่เน่ืองจากผลลัพธ์ของการเพ่ิมความสูงของกระดูกนั้นข้อมูล
กม็ ีการศกึ ษาทางคลนิ กิ ทีแ่ สดงให้เห็นวา่ การใชเ้ ซลลต์ น้ ก�ำเนดิ ขาดความเปน็ เน้อื เดียวกันสูง (I2 = 88.1%) จึงควรมกี ารศกึ ษา
มีเซนไคม์ให้ผลไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม22, 29 ในการท�ำ เพอ่ื ดผู ลลพั ธท์ างคลนิ กิ ทม่ี ากกวา่ น ้ี สว่ นการรน่ ของระดบั ขอบ
วเิ คราะหอ์ ภมิ านครง้ั นเี้ ปน็ การศกึ ษาทางคลนิ กิ ถงึ ผลของการใช้ เหงือกพบวา่ กลมุ่ ทดลองและกลมุ่ ควบคมุ มีความใกลเ้ คยี งกนั
เซลล์ต้นก�ำเนิดมีเซนไคม์ที่ได้มาจากเน้ือเยื่อในช่องปากของ จากการทบทวนวรรณกรรมครง้ั น้ี พบวา่ จำ� นวนตวั อยา่ ง
ผู้ป่วยและปลูกฝังในบริเวณที่มีความวิการของอวัยวะปริทันต์ ของแต่ละการศึกษาและการศึกษาที่เป็นการทดลองแบบสุ่ม
ของตนเอง ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลพบว่ามีเซลล์ท่ีรวบรวม ท่ีมีกลุ่มควบคุมยังมีไม่มาก โดยการศึกษาที่น�ำมาศึกษาใน
ไดจ้ ากการศกึ ษา ไดแ้ ก่ เซลล์ตน้ ก�ำเนิดจากเนอ้ื เยอ่ื ในฟนั และ มนษุ ยส์ ว่ นใหญจ่ ะเปน็ รายงานผปู้ ว่ ยหรอื ชดุ รายงานผปู้ ว่ ยและ
เซลล์ต้นก�ำเนิดจากเอ็นยึดปริทันต์ ซึ่งเป็นเซลล์ต้นก�ำเนิด ไม่มีกลุ่มควบคุม12, 30-33 และบางการศึกษาพบว่าการใช้เซลล์
มีเซนไคม์จากในช่องปากที่เข้าถึงได้ง่าย ฟันที่เป็นแหล่งของ ต้นก�ำเนิดในการรักษาโรคปริทันต์ให้ผลไม่แตกต่างจากกลุ่ม
เซลล์ต้นก�ำเนิดที่ถูกถอนด้วยเหตุผลเป็นฟันฝัง (impaction) ควบคุมอย่างมีนัยส�ำคัญ13 แต่เนื่องจากผลลัพธ์ทางคลินิกใน
หรือไม่ได้ใช้งาน (nonfunctional) จากการศึกษาทั้ง 5 การ บางตวั ชี้วดั ขาดความเป็นเนื้อเดยี วกนั และการศกึ ษาค่อนข้าง
ศึกษาทีน่ �ำมาวเิ คราะห์อภิมานยงั ไมพ่ บมีรายงานวา่ เกิดอาการ นอ้ ย จึงยงั ไมส่ ามารถหาขอ้ สรุปทแี่ นน่ อนได้
ทไี่ มพ่ งึ ประสงคจ์ ากการใชเ้ ซลลด์ งั กลา่ ว เชน่ เดยี วกบั การศกึ ษา ขอ้ จำ� กดั เกยี่ วกบั การสบื คน้ ขอ้ มลู ในครงั้ นี้ คอื บทความ
ของ Iwata30 ทศ่ี กึ ษาการนำ� แผน่ เซลลข์ องเอน็ ยดึ ปรทิ นั ตท์ ดลอง ท่ีได้มาจาก PubMed, Google scholar และจากที่มีอยู่ใน
ใชแ้ ผน่ เซลลน์ ไ้ี ปรกั ษาบรเิ วณทม่ี คี วามวกิ ารของกระดกู รว่ มกบั ห้องสมุดสถาบันทันตกรรมเท่าน้ัน การสืบค้นด้วยมือพบว่ามี
ใชเ้ บตา้ ไตรแคลเซยี มฟอสเฟต พบการลดลงของรอ่ งลกึ ปรทิ นั ต์ วิจัยฉบับเต็มมีจ�ำนวนน้อย การศึกษาท่ีเป็นการทดลองแบบ
มกี ารยดึ เกาะของอวยั วะปรทิ นั ตเ์ พม่ิ ขน้ึ และจากภาพรงั สสี ว่ น สุ่มหรอื การศกึ ษาทางคลนิ กิ ยงั มีนอ้ ย และมกี ารศกึ ษารายงาน
ตดั อาศยั คอมพวิ เตอร์ (computed tomography) พบวา่ มกี าร สถานะเสรจ็ สมบรู ณ์แต่ยงั ไม่สามารถหาขอ้ มูลฉบับเตม็ ได้ โดย
เพมิ่ ขน้ึ ของกระดกู อกี ทงั้ พบวา่ มคี วามปลอดภยั และไมพ่ บวา่ มี ในการศึกษาน้ีมีเพยี ง 5 บทความท่ีครบตามเกณฑ์ที่กำ� หนดไว้
ปที ี่ 45 ฉบบั ท่ ี 1 มกราคม - มนี าคม 2563 | 101
ใน inclusion และ exclusion criteria และยอมรบั ตามเกณฑ์ เอน็ ยดึ ปรทิ นั ต์ และเซลลต์ น้ กำ� เนดิ จากเนอ้ื เยอื่ ในฟนั ขอ้ จำ� กดั
เป็นเอกฉันท์จากผู้ทบทวน การศึกษาที่น�ำมาวิเคราะห์มีอคติ ของการศึกษานี้คือ จ�ำนวนการศึกษาและจ�ำนวนตัวอย่างของ
วจิ ัยอยูบ่ า้ งแต่ก็ยอมรับได้ แต่ละการศึกษามีจ�ำนวนน้อย ดังนั้นยังต้องมีการศึกษาทาง
คลินิกท่ีมีการออกแบบให้มีจ�ำนวนตัวอย่างท่ีมากข้ึนและไม่มี
สรุป อคติ การให้การรักษาโรคปริทันต์โดยการใช้เซลล์ต้นก�ำเนิดมี
การรวบรวมข้อมูลเพ่ือท�ำอภิมานวิเคราะห์จากการ เซนไคม์จากเน้ือเยื่อในช่องปากก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพ่ือน�ำ
ศึกษาท้ังหมด 5 การศึกษา พบว่าเมื่อระยะเวลาผ่านไปกลุ่ม มารกั ษาโรคปรทิ นั ต์ ซง่ึ ทางเลอื กการรกั ษาโดยวธิ ที างวศิ วกรรม
ทดลองมีการเพ่ิมข้ึนของการยึดเกาะของอวัยวะปริทันต์ มี เน้ือเยื่อและมีการใช้เซลล์ต้นก�ำเนิดร่วมด้วยควรจะต้องมีการ
การลดลงของร่องลึกปริทันต์ ส่วนระดับของกระดูกท่ีเพิ่มขึ้น รวบรวมผลวิจัยทางคลินิกทีม่ ีคณุ ภาพเพอ่ื หาผลสรปุ ต่อไป
น้ันอาจจะยังไม่สามารถสรุปได้ เน่ืองจากข้อมูลขาดความเป็น
เน้ือเดียวกันสูง และการศึกษาท่ียังไม่มากพอ ส่วนระดับการ กติ ติกรรมประกาศ
ร่นของขอบเหงือกท้ังกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่าง ขอขอบคณุ อ.พญ.ทพญ. กรรณกิ า ชูเกียรตมิ ั่น ส�ำหรับ
กนั ซงึ่ จากตวั ชวี้ ดั การยดึ เกาะของอวยั วะปรทิ นั ตท์ เี่ พมิ่ ขน้ึ และ ค�ำแนะน�ำและการวิเคราะห์ผลทางสถิติ ขอบคุณสถาบัน
การลดลงของร่องลึกปริทันต์ในกลุ่มท่ีใช้เซลล์แสดงถึงการเกิด ทันตกรรมที่ช่วยสนับสนุนให้การด�ำเนินการวิจัยส�ำเร็จลุล่วง
การเจริญทดแทนของอวัยวะปริทันต์ พบว่าเซลล์ต้นก�ำเนิด ดว้ ยดี
มีเซนไคม์จากในช่องปากท่ีมีการน�ำมาศึกษาจะเป็นเซลล์จาก
References
1. Tatakis DN, Kumar PS. Etiology and pathogenesis of 9. Aly LAA. Stem cells: Sources, and regenerative
periodontal diseases. Dent Clin North Am 2005;49: therapies in dental research and practice. World J
491-516. Stem Cells 2015;7:1047-53.
2. Li B, Jin Y. Chapter 37 - Periodontal Tissue 10. Estrela C, Alencar AH, Kitten GT, Vencio EF, Gava
Engineering: Current Approaches and Future E. Mesenchymal stem cells in the dental tissues:
Therapies. In: Vishwakarma A, Sharpe P, Shi S, perspectives for tissue regeneration. Braz Dent J
Ramalingam M, editors. Stem Cell Biology and 2011;22:91-8.
Tissue Engineering in Dental Sciences. Boston: 11. Feng F, Akiyama K, Liu Y, Yamaza T, Wang TM, Chen
Academic Press;2015. p. 471-82. JH, et al. Utility of PDL progenitors for in vivo tissue
3. Srithanyarat SS. Tissue Engineering: A New Paradigm regeneration: a report of 3 cases. Oral Dis 2010;16:20-8.
for Periodontal Treatment. J Dent Assoc of Thai 12. Li Y, Zhao S, Nan X, Wei H, Shi J, Li A, et al. Repair
2019;1:1-9. of human periodontal bone defects by autologous
4. Langer R, Vacanti JP. Tissue engineering. Science grafting stem cells derived from inflammatory
1993;260:920-6. dental pulp tissues. Stem Cell Res Ther 2016;7:141.
5. Dabra S, Chhina K, Soni N, Bhatnagar R. Tissue 13. Chen FM, Gao LN, Tian BM, Zhang XY, Zhang YJ,
engineering in periodontal regeneration: A brief Dong GY, et al. Treatment of periodontal intrabony
review. Dent Res J(Isfahan) 2012;9:671-80. defects using autologous periodontal ligament stem
6. ธนภมู ิ โอสถานนท.์ เซลลต์ น้ กำ� เนดิ และวศิ วกรรมเนอื้ เยอื่ ของ cells: a randomized clinical trial. Stem Cell Res Ther
อวยั วะบรเิ วณชอ่ งปากขากรรไกรและใบหนา้ . ครงั้ ทพ่ี มิ พ์ 2. 2016;7:33.
กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์บริษัท มิสเตอร์ก็อปปี้ (ประเทศไทย); 14. Ferrarotti F, Romano F, Gamba MN, Quirico A,
2560. Giraudi M, Audagna M, et al. Human intrabony
7. Nakahara T. A review of new developments in defect regeneration with micrografts containing
tissue engineering therapy for periodontitis. Dent dental pulp stem cells: A randomized controlled
Clin North Am 2006;50:265-76. clinical trial. J Clin Periodontol 2018;45:841-50.
8. Hynes K, Menicanin D, Gronthos S, Bartold PM. 15. Park JY, Jeon SH, Choung PH. Efficacy of periodontal
Clinical utility of stem cells for periodontal stemcelltransplantationinthetreatmentofadvanced
regeneration. Periodontology 2000 2012;59:203-27. periodontitis. Cell Transplant 2011;20:271-85.
102 | วารสารกรมการแพทย์
16. Han N, Su Y, Guo L, Jia L, Du J, Wang H, et al. The 27. d’Aquino R, De Rosa A, Lanza V, Tirino V, Laino L,
Clinical Effect and Meta-analysis of Mesenchymal Graziano A, et al. Human mandible bone defect
Stem Cells for Periodontal Tissue Regeneration. repair by the grafting of dental pulp stem/progenitor
Dentistry 2018;8:508. cells and collagen sponge biocomplexes. Eur Cell
17. Dean R. The Periodontal Ligament: Development, Mater 2009;18:75-83.
Anatomy and Function. OHDM 2017;16:1-7. 28. Dhote R, Charde P, Bhongade M, Rao J. Stem
18. HIggins J AD, Sterne J. Assessing risk of bias in Cells Cultured on Beta Tricalcium Phosphate
included studies. In: Higgins J, Green S, editors (β-TCP) in Combination with Recombinant Human
Cochrane Handbook for Systematic Reviews of Platelet-Derived Growth Factor-BB (rh-PDGF-BB) for
Interventions:The Cochrane Collaboration; 2009. the Treatment of Human Infrabony Defects. J Stem
19. Han J, Menicanin D, Gronthos S, Bartold PM. Cells 2015;10:243-54.
Stem cells, tissue engineering and periodontal 29. Zanwar K, Kumar Ganji K, Bhongade ML. Efficacy of
regeneration. Aust Dent J 2014;59:117-30. Human Umbilical Stem Cells Cultured on Polylactic/
20. Feng J, Mantesso A, De Bari C, Nishiyama A, Polyglycolic Acid Membrane in the Treatment of
Sharpe PT. Dual origin of mesenchymal stem cells Multiple Gingival Recession Defects: a Randomized
contributing to organ growth and repair. Proc Natl Controlled Clinical Study. J Dent (Shiraz) 2017;
Acad Sci 2011;108:6503-8. 18:95-103.
21. Seo BM, Miura M, Gronthos S, Mark Bartold 30. Iwata T, Yamato M, Washio K, Yoshida T, Tsumanuma
PM, Batouli S, Brahim J, et al. Investigation of Y, Yamada A, et al. Periodontal regeneration with
multipotent postnatal stem cells from human autologous periodontal ligament-derived cell
periodontal ligament. The Lancet 2004;364:149-55. sheets – A safety and efficacy study in ten patients.
22. Tassi SA, Sergio NZ, Misawa MYO, Villar CC. Regen Ther 2018;9:38-44.
Efficacy of stem cells on periodontal regeneration: 31. Aimetti M, Ferrarotti F, Gamba MN, Giraudi M,
Systematic review of pre-clinical studies. J Romano F, Dentistry R. Regenerative Treatment of
Periodontal Res 2017;52:793-812. Periodontal Intrabony Defects Using Autologous
23. Yan XZ, Yang F, Jansen JA, de Vries RB, van den Dental Pulp Stem Cells: A 1-Year Follow-Up
Beucken JJ. Cell-Based Approaches in Periodontal Case Series. Int J Periodontics Restorative Dent
Regeneration: A Systematic Review and Meta- 2018;38:51-8.
Analysis of Periodontal Defect Models in 32. Graziano A, Carinci F, Scolaro S, d’Aquino R.
Animal Experimental Work. Tissue Eng Part B Rev Periodontal tissue generation using autologous
2015;21:411-26. dental ligament micro-grafts: case report with 6
24. Bright R, Hynes K, Gronthos S, Bartold PM. months follow-up. Ann Maxillofac Sur 2013;1:20.
Periodontal ligament-derived cells for periodontal 33. Aimetti M, Ferrarotti F, Mariani GM, Cricenti L,
regeneration in animal models: a systematic review. Romano F. Use of Dental Pulp Stem Cells/Collagen
J Periodont Res 2015;50:160-72. Sponge Biocomplex in the Treatment of Non-
25. Hughes FJ. Mesenchymal Stem Cells and Contained Intrabony Defects: A Case Series. Clin
Periodontal Regeneration. Current Oral Health Adv Periodontics 2015;5: 104-9.
Reports 2014;1: 1-8. 34. Akbay A, Baran C, Günhan Ö, Özmeriç N, Baloş K.
26. Baba S, Yamada Y, Komuro A, Yotsui Y, Umeda M, Periodontal regenerative potential of autogenous
Shimuzutani K, et al. Phase I/II Trial of Autologous periodontal ligament grafts in Class II furcation
Bone Marrow Stem Cell Transplantation with a defects. J Periodontol 2005;76:595-604.
Three-Dimensional Woven-Fabric Scaffold for Per- 35. Shalini HS, Vandana KL. Direct application of
iodontitis. Stem Cells Int 2016;2016:6205910 autologous periodontal ligament stem cell niche
in treatment of periodontal osseous defects: A
randomized controlled trial. J Indian Soc
Periodontol 2018;22:503.
ปีท่ ี 45 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2563 | 103
นพิ นธต์ ้นฉบบั
Factors of Delayed Diagnosis of Oral Cancer
in Rajavithi Supertertiary Care Hospital
Tharatip Likkasitipun M.D., Somjin Chindavijak M.D.
Center of Excellence in Otolaryngology Head and Neck Surgery, Rajavithi Hospital, Thung Phaya Thai,
Ratchathewi, Bangkok, 10400
(E-mail: [email protected])
(Received: September 6, 2019; Revised: December 20, 2019; Accepted: December 23, 2019)
บทคัดยอ่ : ปจั จยั ท่ีมคี วามสมั พันธต์ อ่ การวินจิ ฉยั ลา่ ชา้ มะเร็งชอ่ งปาก
ในโรงพยาบาลระดับตตยิ ภมู ิ ราชวิถี
ธราธิป ลขิ สทิ ธิพนั ธุ์ พ.บ., สมจินต์ จินดาวิจกั ษณ์ พ.บ.
ศนู ย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
10400
วตั ถปุ ระสงค:์ เพอ่ื ศกึ ษาปจั จยั ทม่ี คี วามสมั พนั ธ์ ตอ่ ระยะเวลาการวนิ จิ ฉยั มะเรง็ ชอ่ งปาก เนอ่ื งจากผลการรกั ษามะเรง็ ชอ่ ง
ปากระยะเรม่ิ แรกมอี ตั ราการรอดชวี ติ ดกี วา่ มะเรง็ ชอ่ งปากระยะลกุ ลาม การวนิ จิ ฉยั ลา่ ชา้ เปน็ ปจั จยั หนงึ่ ทม่ี ผี ลตอ่ การเกดิ ลกุ ลาม
ของโรค การศึกษาถงึ ปจั จัยทมี่ ีผลต่อการวนิ ิจฉยั จะเป็นประโยชนใ์ นการวางแผนยุทธศาสตร์เพอ่ื ลดความลา่ ชา้ ดังกลา่ ว วธิ ีการ:
ทำ� การศกึ ษาโดยการสมั ภาษณผ์ ปู้ ว่ ยมะเรง็ ชอ่ งปากทเ่ี ปน็ ผปู้ ว่ ยใหมท่ หี่ อ้ งตรวจหู คอ จมกู ระหวา่ งเดอื นตลุ าคม 2560 – เมษายน
2561 จำ� นวน 136 ราย ผปู้ ว่ ยทตี่ อบแบบสมั ภาษณไ์ มส่ มบรู ณจ์ ะถกู คดั ออก โดยแบบสอบถามประกอบดว้ ย ขอ้ มลู ทว่ั ไป ไดแ้ ก่ เพศ
อายุ รายได้ การศกึ ษา สถานะ อาชพี ประวตั กิ ารสบู บหุ รี่ การดม่ื สรุ า การเคยี้ วหมาก สว่ นของขอ้ มลู เกยี่ วกบั มะเรง็ ชอ่ งปาก ไดแ้ ก่
ระยะเวลาตงั้ แต่มอี าการจนมาพบแพทย์ ต�ำแหน่ง อาการ ระยะโรค การจัดการอาการเบ้ืองตน้ และส่วนของการตรวจรกั ษาโดย
แพทยเ์ บอื้ งตน้ ไดแ้ ก่ วธิ กี ารใหก้ ารตรวจรกั ษาครงั้ แรก ปจั จยั ตา่ งๆไดร้ บั การวเิ คราะหท์ างสถติ โิ ดยใช้ SPSS ปจั จยั ตา่ งๆ ไดร้ บั การ
วเิ คราะห์โดย univariate analysis และวเิ คราะห์โดย binary logistic regression ปัจจยั ทม่ี ีความสัมพันธ์อยา่ งมีนัยส�ำคญั ทาง
สถติ ิ ในการวจิ ยั นี้ค่าสถิติมนี ัยสำ� คัญท่นี ้อยกวา่ 0.05 ผล: ทำ� การศกึ ษาในผู้ป่วย 136 ราย เพศชาย 77 ราย และเพศหญงิ 59 ราย
อายุเฉล่ีย 60 ปี (ช่วงอายุ 17-86 ปี) ระยะเวลาเฉลี่ยในการวินิจฉยั หลงั จากเรมิ่ มอี าการใชเ้ วลามากกวา่ 5 สัปดาห์ มผี ้ปู ว่ ยมะเร็ง
ชอ่ งปากรอ้ ยละ 11 ไดร้ บั การวนิ จิ ฉยั ภายใน 4 สปั ดาห์ ปจั จยั ทท่ี ำ� ใหเ้ กดิ ความลา่ ชา้ ไดแ้ ก่ การสงั เกตอาการดว้ ยตวั เองกอ่ นไปโรง
พยาบาล (p<0.05; OR 4.7; 95% CI:1.02-21.9) และผปู้ ว่ ยทม่ี อี ายมุ ากกวา่ 60 ปี (p<0.05; OR3.4; 95% CI:1.02-11.31) นอกจาก
น้ยี งั มีปจั จัยทางดา้ นแพทย์คอื การรักษาครั้งแรกดว้ ยยา (p<0.01;OR7.9;95%CI:2.65-23.88) และการสงั เกตอาการ (p<0.01;
OR 6.0; 95% CI: 2.03-17.68) และจากการวเิ คราะหพ์ หุตัวแปรพบว่าการสงั เกตอาการเบอื้ งต้นดว้ ยตวั คนไข้เองเป็นปจั จัยท่ีส่ง
ผลตอ่ การวนิ จิ ฉยั ลา่ ชา้ มากทส่ี ดุ (p<0.41; 95% CI:1.07-24.06) สรปุ : ในขณะทก่ี ารเขา้ ถงึ ขอ้ มลู โรคมะเรง็ สามารถทำ� ไดห้ ลายวธิ ี
ดว้ ยเทคโนโลยแี ละสอื่ สารมวลชน แตก่ ารวนิ จิ ฉยั มะเรง็ ชอ่ งปากลา่ ชา้ ยงั คงเปน็ ปญั หาของผปู้ ว่ ยทไี่ ดร้ บั การสง่ ตอ่ มาที่ รพ.ราชวถิ ี
ปัจจัยที่มีผลตอ่ ความลา่ ชา้ ไดแ้ ก่ การสงั เกตอาการของผูป้ ่วย อายุ การไมไ่ ดร้ บั การวนิ จิ ฉัยต้งั แต่ระยะเรม่ิ แรก เพื่อลดความลา่ ช้า
ในการวนิ ิจฉัย จงึ ตอ้ งมีการให้ความรใู้ นเรอื่ งของอาการเตือนต้ังแต่ระยะเริม่ แรกแก่สาธารณชน โดยเฉพาะในผู้สงู อายุ การตรวจ
ค้นหามะเร็งช่องปากด้วยตนเองเป็นการเพ่ิมประสิทธิภาพการสังเกตอาการด้วยตนเอง และแพทย์ผู้ท่ีมีโอกาสพบผู้ป่วยมะเร็ง
ช่องปากต้งั แต่ระยะเร่ิมแรกควรมีความรู้และมกี ารจัดการตั้งแตผ่ ู้ปว่ ยมาพบในชว่ งต้นได้
คำ� ส�ำคัญ: ความลา่ ช้าในการวนิ จิ ฉยั มะเร็งช่องปาก การตรวจชอ่ งปากด้วยตนเอง ความลา่ ช้าโดยผปู้ ว่ ย ความลา่ ช้าโดย
แพทย์
104 | วารสารกรมการแพทย์
Abstract reported public cancer awareness in Britain that Recall
Objective: To identify the factors related of cancer symptoms was good for the classic tumor
delayed diagnosis of oral cancer in the Era of digital symptom of lump/swelling (68%), but very poor for
technology 2018. Methods: Related information all other symptoms include sore that does not heal
is collected by interview and statistical analyzed. (5%) which is the early symptoms of early cancer
Results: Out of the 136 patients, 77 were males, 59 . The program to promote of cancer awareness in
females. The median age was 60 years old (ranged population in England was created since 2006 together
17-86). The average time of diagnosis after patient with the guideline from National Institute for Health
recognition was more than 5 weeks. 11% of oral and Care Excellence (NICE) for refer of suspected
cancer patients were diagnosed within 4 weeks. The cancer and recommended of appointment within 2
delayed diagnosis was caused by the patients which weeks for primary health care worker.
were self-observed the symptoms before visiting the The histological reports collected by biopsy
hospital (p<0.05; OR 4.7; 95% CI: 1.02-21.9) and those is the gold standard for diagnosis of oral cancer and
with 60 years of age or older (p<0.05; OR3.4; 95% CI: AJCC 2018 was used to staging of cancer. Oral cancer is
1.02-11.31). In addition, delayed factors by physician the most common Head and neck cancer in Thailand,
were first time treatment by medication (p<0.01; OR and is one of the common cancer in Thai population
7.9; 95% CI: 2.65-23.88) and by observation (p<0.01; which the Thailand Cancer Registry vol IX, 2013-20152
OR 6.0; 95% CI: 2.03-17.68). Conclusion: While the reported of 6th common cancer in male with 5.5 ASR
data of cancer knowledge can be accessed by many and 10th common cancer in female with 4.3 ASR. In
varieties of digital technology and social media, the Rajavithi supertertiary care hospital where the referred
delayed diagnosis of oral cancer is still the problem of head and neck cancer from provincial hospitals all
of referred patients in Rajavithi Supertertiary Hospital. over the countries, were estimated 300 oral cancer
The delayed factors were self-observation, age, and patients each year. The proportion of advanced
lack of intervention by physician at early stage. To stage is substantially more than early stage and the
decrease the delay of diagnosis, early warning sign of pattern of the stage is not decrease over decades.
oral cancer should be promoted for public awareness, These advanced stage of oral cancer patients need
particularly for older persons. Oral self-examination the multidisciplinary team for treatment with the
to detect oral cancer should be available to improve poor outcome compare to the early stage which the
the efficiency of self-observation. It is also advisable outcome is better while the treatment need only one
that medical profession be recognize to early stage modality.
oral cancer lesion for early intervention. Although the data of risk factors, sign and
Keywords: Delay diagnosis, Oral cancer, Oral symptoms of oral cancer can easily access by digital
self-exam, Patient delay, physician delay technology and social media such as internet,
LINE, TV etc, most of the oral cancer patients were
Introduction diagnosed with advanced stage. Kerdpon3 reported
Global Statistic 2018 reported incidence of oral delayed diagnosis of oral cancer in southern Thailand
cancer in male and female which were 5.8 and 2.3 that mean patient delay of 90.6 days and mean
ASR respectively which was 13th most common cancer professional delay of 51.2 days . Traditional herbal
in male with mortality 2.8 ASR (12th of mortality rate medication use was significantly associated with
from cancer in male). The delayed diagnosis is one prolonged patient delay (hazard ratio [HR] 0.46, 95%
of the factor that affect survival from the changing CI 0.28–0.76). Buddhists had shorter total delay than
of staging from early stage to advanced stage. Robb1 Muslims (HR 0.68, 95% CI 0.49–0.95). The present
ปที ่ี 45 ฉบบั ท่ ี 1 มกราคม - มีนาคม 2563 | 105
study indicates that both patients and health care mean and percentage. And the categorical data was
profession are responsible for the diagnostic delay compared by Chi-square test/Fisher Exact test. Factors
in the year 2001. The lack of the data of oral cancer affected the delayed of diagnosis were calculated
awareness in Thai population and the specific by Univariate Analysis which further binary Logistic
strategies and policy for shorter the delayed of oral Regression for the statistically significant factors . The
cancer diagnosis is still the present problems in health p-value of less than 0.05 was statistically significant
care system. in this study.
So the author is interested in study of factors
that affect the delay of diagnosis which included the Results
data of cancer awareness of these patients and also There were 136 oral cancer patients were
explore the physician factors, so the result from this included with 77 (57%) males and 59 (43%) female.
study will be benefit for policy maker to decrease the The data as shown in Table 1, most of the oral
delay in diagnosis of oral cancer which will improve cancer patients were more than 60 years of age,
survival of oral cancer patients in Thailand. unemployed 48%, income less than 10,000 baht
55%, married status 57% and education less than
Materials and Methods secondary school 89%.
The prospective study was performed at The symptom presented at first visit to see
outpatient ENT department at Rajavithi supertertiary physician were pain 55%, mass in oral cavity 16.2%
hospital during October 2017- April 2018 by interview and bleeding from oral lesion 2.2%. Site of oral cancer
the first diagnosed untreated oral cancer patients in was tongue 48.5%, floor of mouth 15.4%, alveolar
Rajavithi supertertiary hospital who can complete ridge 15.4%, hard palate 8.8%, buccal 7.4, lip 2.9%
the questionnaires and excluded the incomplete and retromolar trigone 1.5%. Risk factors were alcohol
questionnaires. This research was review and drinking 66.2%, smoking 64% and betel nut chewing
approved by Institutional Review Board Committee 26.5%. The average time of diagnosis after patient
of Rajavithi Hospital. Written informed consent was recognition is more than 5 weeks. 11% of oral cancer
obtained from all participants. The data of sex, age, patients were diagnosed within 4 weeks.
income, education, marital status, employed status,
occupation, history of smoking, drinking alcohol, betel
nut chewing, duration of time from patient recognition
of symptom to first time to see a physician, site of
oral cancer, stage, management of the first visit of
physician were collected at outpatient department .
That all parameters collected by review articles 3-10
The delayed group was defined as patients
delayed and physician delayed. The duration from
patient recognition oral lesion to visit physician
more than 2 weeks is defined to patients delayed
and physician decided biopsy more than 2 weeks is
defined to physician delayed due to changing of stage
by report of Brouha11
The statistically analysis by The IBM SPSS
statistic. The descriptive data was analyzed by
106 | วารสารกรมการแพทย์
Table 1 Descriptive data of oral cancer patients
Factors n (%)
Sex
Male 77 (56.6)
Female 59 (43.4)
Age (Years), mean±SD 59.6±13.5
15-30 3 (2.2)
31-45 17 (12.5)
46-59 45 (33.1)
≥ 60 71 (52.2)
Symptom at presentation
Pain 36 (26.5)
Bleeding 3 (2.2)
Ulcer 75 (55.1)
Mass in oral cavity 22 (16.2)
Duration of patient recognition to first see physician
(weeks) 15(11.0)
<2 121(89.0)
>2
Site of oral cancer 66(48.5)
Tongue 21 (15.4)
Alveolar ridge 21 (15.4)
Floor of mouth 12 (8.8)
Hard palate 10 (7.4)
Buccal 4 (2.9)
Lip 2 (1.5)
Retromolar trigone
Analysis between the delayed and management before diagnosis associated with
non-delayed group in table 2 as shown. All of 20 factors delayed by odds ratio 4.74 (95% CI (1.02-21.91)
were analyzed by binary logistic regression between p=0.047). And married status were less likely to
delayed and non-delayed group. Age, marital status delayed with odds ratio of 0.24 (95% CI (0.06-0.91)
and self-observed management were associated with p=0.036). And then, multivariate analysis shows the
delayed diagnosis. Oral cancer patients with age more self-observed management before diagnosis is the
than 60 years were delayed with odds ratio of 3.41 highly associated with delayed diagnosis of oral cancer
(95% CI (1.03-11.32) p=0.045), self-observed by odds ratio 5.07 (95% CI (1.07-24.063) p=0.041)
ปีท่ี 45 ฉบบั ท ่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2563 | 107
Table 2 Factors associated with the delayed diagnosis of oral cancer
Factors Delayed n (%) p-value OR (95%CI)
Non-Delayed
Sex 1.28 0.779 0.855(0.287-2.553)
Male: Female ratio 67(55.4) 1.5 0.045* 3.412(1.029-11.319)
Age (years) 60(49.6) 4(26.7) 0.241 1.967(0.635-6.097)
≥ 60 17 (14.0) 5(33.3) 1
Unemployed 72 (59.5) 5 (33.3) 0.036* 0.236(0.061-0.909)
Marital status 25 (20.7) 5 (33.3) 0.145 0.272(0.047-1.568)
Single 7 (5.8) 2 (13.3) 0.661 1.457(0.271-7.821)
Married 109 (90.1) 3 (20.0) 0.24 2.271(0.56-9.20)
Widow 79 (65.3) 12 (80.0) 0.366 1.646(0.558-4.852)
Divorce 81 (66.9) 8 (53.3) 0.296 1.772(0.600-5.232)
Education 32 (26.4) 8 (53.3) 0.985 0.989(0.294-3.328)
At least High school 28 (52.8) 4 (26.7) 0.588 1.607(0.288-8.964)
Smoking History 10 (18.9) 6 (66.7) 0.824 0.750(0.060-9.418)
Alcohol drinking 1 (11.1)
Betel Nut History
Income (Baht)
5001-10000
>10000
Travel to Hospital 91 (75.2) 11 (73.3) 0.874 1.103(0.327-3.723)
By Public transportation
Self-management 2 (13.3) 0.047* 4.736(1.024-21.910)
14 (93.3) 0.523 2.089(0.218-20.028)
by observation 51 (42.1) 10 (66.7) 0.062 0.34(0.11-1.057)
7 (46.7) 0.146 2.230(0.756-6.580)
Knowledge of risk factor 117 (96.7) 1 (6.7) 0.404 0.273(0.013-5.768)
5 (33.3) 0.789 0.714(0.061-8.397)
Knowledge of oral cancer 49 (40.5) 3 (20.0) 0.453 0.375(0.029-4.859)
5 (33.3) 0.254 0.242(0.021-2.775)
T-stage (T3-T4) 80 (66.1)
Staging
1 11 (9.1)
2 21 (17.4)
3 24 (19.8)
4 62 (51.2)
*Statistically significant at p<0.05
Table 3 Multivariate analysis factors associated with the physician delayed diagnosis of oral cancer
Factors p-value OR(95%CI)
Age > 60 years 0.077 3.116(0.886-10.960)
Marital status married 0.185 0.446(0.135-1.473)
Self-management by observation 0.041* 5.074(1.070-24.063)
*Statistically significant at p<0.05
108 | วารสารกรมการแพทย์
For the physician delayed in Table 4, the p<0.001) and the postpone of biopsy compared with
delayed result in the group of physician who the immediately biopsy management with odds ratio
prescribed medication at the first time of patient of 6.00 (95% CI ((2.035-17.687) p=0.001).
consulted with odds ratio of 7.96 (95% CI (2.65-23.88)
Table 4 Subgroup analysis of delayed diagnosis by physician
Factors Delayed n (%) p-value OR (95%CI)
Non-delayed
Management by physician at the 7.961(2.654-23.881)
first time to see patients 1.282(1.149-1.429)
6.000(2.035-17.687)
Medication 70.0 22.7 <0.001* 0.844(0.307-2.319)
5.3 0.576 0.874(0.309-2.470)
Observation 0.0 72.0 0.001*
36.0 0.742
Biopsy 30.0 32.0 0.799
T-stage (T1-T2) 40.0
Early Staging 35.0
*Statistically significant at p<0.05
Discussion between groups. Onizawa4 reported that the delayed
by initial professional, initial visit to a dentist, T1 cancer
Problem of delayed diagnosis of oral cancer which was in the same direction of the result in this
was reported by Kerdpon3 in the 2001 that 74% of study. Scott8reported of behavior delayed which was
the oral cancers in this study was delayed (defined from the patient such as self-medication, Delayed
as more than 30 days from first recognition of lesion seeking help and not known warning sign compared
to diagnosis) which from the patient was estimated with the data in this study, patient age more than 60
90.6 days and physician delay was estimated 51.2 day years and self-observation management were at risk
and factor that affect was the usage of alternative of delayed diagnosis while married status was non
treatment by herb before diagnosis in advanced stage. delayed compared with delayed group. As in subgroup
In this study by the year 2018 that author expected analysis by age showed that the group of patient
that the access of hospital service and digital data age >60 years, most of them were unemployed, low
that Thai population all over the country can find education, low income and no knowledge about oral
these facilities, whether the delayed diagnosis is the cancer. These group of patient which will be high
problems or not. The study demonstrated that 121 proportion of population in Thailand in aging society
out of 136 observed the oral lesion more than 3 weeks which reported by ministry of public health that 20%
before going to hospital and most of the patients of population by 2018 so the oral cancer problems
were in advanced stage. of cancer awareness and early diagnosis will lead
for the policy in healthcare management of Ministry
Factors affect the delayed diagnosis that of Public Health in the near future to decrease the
were reported by Pitiphat5 studied in 105 patients delayed of diagnosis of oral cancer. The physician
by pretested questionnaire showed that former delay in this study found that the initial physician
smoker had 4.3 times greater risk of delayed diagnosis who aware of risk factors and the highly suspicious
compared with current smoker and the length of delay of oral cancer performed biopsy at first time will
was greater among single patients, non-smoker or shorter the delayed so the knowledge of early cancer
those with stage IV tumor. In this study, the risk factors lesion or premalignant lesion should be recognized
for cancer which were smoking, alcohol drinking and
betel nut chewing did not demonstrate the different
ปีที่ 45 ฉบับที ่ 1 มกราคม - มีนาคม 2563 | 109
or the criteria of high risk lesion to be referred for References
the physician who will be the primary physician to 1. Robb K, Stubbings S, Ramirez A, Macleod U,
see these patients such as dentist, general practice, Austoker J, Waller J, et al. Public awareness of
family doctor, health worker would be the strategies cancer in Britain: a population-based survey of
for shorter the delay. adults. Br J Cancer 2009; 101: 18-23.
This study has limitation of the groups of 2. Ministry of public health. Cancer in Thailand Vol.
participant were the advanced stage of oral cancer 8, 2010-2012.
due to the Rajavithi Hospital is the supertertiary care 3. Kerdpon D, Sriplung H. Factors related to
and is the major hospital for the referred cases in advanced stage oral squamous cell carcinoma in
the universal coverage scheme from the provincial southern Thailand. Oral Oncol 2001; 37: 216-21.
hospital. The early stage cancer would be treated in 4. Onizawa K, Nishihara K, Yamagata K, Yusa H,
provincial hospital and only the advanced case would Yanagawa T, Yoshida H. Factors associated with
be referred, so the problems of cancer awareness diagnostic delay of oral squamous cell carcinoma.
in population should be the future direction for the Oral Oncol 2003; 39: 781-8.
study to collect the data for decision making of the 5. Pitiphat W, Diehl SR, Laskaris G, Cartsos V, Douglass
policy in this area for shorter the delayed diagnosis of CW, Zavras AI. Factors associated with delay in
oral cancer. The small number of non-delayed groups the diagnosis of oral cancer. J Dent Res 2002; 81:
which was a problem in the power of interpretation. 192-7.
6. Silverman S Jr. Early diagnosis of oral cancer.
Conclusion Cancer 1988; 62: 1796-9.
While the data of cancer knowledge can be 7. Guggenheimer J, Verbin RS, Johnson JT, Horkowitz
accessed by many varieties of digital technology and CA, Myers EN. Factors delaying the diagnosis of
social media, the delayed diagnosis of oral cancer oral and oropharyngeal carcinomas. Cancer 1989;
is still the problem of referred patients in Rajavithi 64: 932-5.
Supertertiary Hospital. The significant delayed factor 8. Scott SE, Grunfeld EA, Main J, McGurk M. Patient
were self-observation management and lack of delay in oral cancer: a qualitative study of
intervention by physician at early stage. patients’experiences. Psychooncology 2006; 15:
The delayed diagnosis of oral cancer is still 474-85.
a problem of care process in the management even 9. Hollowa P, McAndrew PG, Perini MG. Delays in
though the knowledge and data of oral cancer can the referral and treatment of oral squamous cell
easier access compare with the heath care service carcinoma. Br Dent J 2000; 188: 262-5.
and data from previously reported of the delayed 10. Ghani WM, Doss JG, Jamaluddin M, Kamaruzaman
diagnosis in Thailand. The strategy for shorter the D, Zain RB. Oral cancer awareness and its
delayed diagnosis especially for the aging population determinants among a selected Malasian
will improved the outcome of oral cancer patients. population. Asian Pac J Cancer Prev 2013; 14:
1957-63.
Acknowledgement 11. Brouha XD, Tromp DM, Hordijk GJ, Winnubst JA,
We are grateful to all center of excellence in de Leeuw JR. Oral and pharyngeal cancer: analysis
Otolaryngology Head and Neck Surgery in Rajavithi of patient delay at different tumor stages. Head
Hospital and especially the member staff at Research Neck 2005; 27: 939-45.
Center, Rajavithi Hospital. Finally, we would like to
thank Rajavithi Hospital for funding this research.
110 | วารสารกรมการแพทย์
นพิ นธต์ น้ ฉบับ
การวดั ปรมิ าณรงั สที ีผ่ ิวจากการถ่ายภาพเอกซเรยร์ ะบบดิจิทลั
โดยใช้อุปกรณ์วัดรังสีโอเอสแอลชนดิ นาโนดอท
ชญานศิ แกว้ แสง วท.บ.*, ศิรนิ ันท์ สังข์ทอง วท.บ.*, สุทธิดา ทาคำ� สขุ วท.บ.*, ศุภวิทู สขุ เพง็ Ph.D.* , พาช่นื โพทพั ปร.ด.*,**
*ภาควิชารงั สเี ทคนคิ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร ตำ� บลทา่ โพธิ์ อำ� เภอเมอื ง จงั หวัดพษิ ณุโลก 65000
**หน่วยวิจัยภมู คิ ุ้มกันระดบั เซลล์และโมเลกลุ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ตำ� บลทา่ โพธ์ิ อ�ำเภอเมือง
จงั หวดั พษิ ณโุ ลก 65000
Abstract: The Measurement of Entrance Surface Air Kerma
for Digital Radiography Using OSL NanoDot™ Dosimeter
Kaewsang C*, Sungthong S*, Tarkamsuk S, Sookpeng S* Potup P*,**
*Radiological Technology department, Faculty of Allied Health Sciences, Naresuan University,
Muang Phitsanulok, 65000
**Cellular and Molecular Immunology Research Unit, Faculty of Allied Health Sciences,
Naresuan University, Muang Phitsanulok, 65000
(E-mail: [email protected])
(Received: March 19, 2019; Revised: November 18, 2019; Accepted: December 16, 2019)
The assessment of entrance skin air kerma (ESAK) from radiographic examination can be performed
either the calculation method recommended by International Atomic Energy Agency report no. 457, or the
direct measurement using a dosimeter. The aims of this study were to measure the values of ESAK using
NanodotTM dosimeter and compare those with the calculation method and to measure doses for eye lens,
thyroid gland and breast received from the examination. The six of most common radiographic examinations
were performed using an adult female phantom. The routine exposure parameters used for the hospital
were set. The results revealed that the values of ESAK for skull anteroposterior (AP) and lateral cross table,
the chest posteroanterior (PA), Aabdomen supine (AP) and upright (AP) and the pelvis AP were 1.51, 1.51,
0.16, 7.69, 1.33 and 8.03 milligray (mGy), respectively. The percentage differences between both methods
were within ±16.88% the maximum doses for the eye lens, breast and thyroid gland received from the
examinations were 1.52, 1.78 and 0.87 mGy, respectively. The values of ESAK from the measurement using
NanodotTM were lower than those from the calculation method. This was because the axis of nanodotsTM
was not perpendicular to the x-ray beam. The measured and calculated ESAKs for the skull and chest
radiographs obtained in this study were lower than the dose level recommended by the department of
medical sciences, Thailand but those for the abdomen and pelvis were higher. The exposure techniques
can be further reviewed by the hospital authority in order to reduce doses for patients.
Keywords: Entrance skin air kerma (ESAK), NanodotTM, Digital radiography
บทคัดยอ่ จากการค�ำนวณ และวัดปริมาณรังสีกระเจิงท่ีเลนส์ตา ต่อม
ปริมาณรังสีที่ผิวจากการถ่ายภาพเอกซเรย์ สามารถ ไทรอยด์ และเต้านมท่ีถ่ายภาพเอกซเรย์ท่ัวไปที่นิยมกระท�ำ
ใช้วิธีการค�ำนวณตามรายงานท่ี 457 ของทบวงการพลังงาน บ่อย 6 ท่า ในหุน่ จ�ำลองผู้ใหญ่เพศหญงิ และใชค้ ่าพารามิเตอร์
ปรมาณูระหว่างประเทศ หรือใช้การวัดรังสีโดยตรงจากเครื่อง ตามโปรโตคอลการถ่ายภาพผูป้ ่วย ผู้ใหญ่ ขนาดมาตรฐานของ
มือวัดรังสี การศึกษาน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดปริมาณรังสีที่ผิว โรงพยาบาล และน�ำไปเปรียบเทียบกบั ปรมิ าณรงั สอี ้างองิ ของ
โดยใช้เคร่ืองวัดรังสีชนิดนาโนดอทและเปรียบเทียบกับค่าท่ีได้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลการศึกษาพบว่าปริมาณรังสีที่
ปีท่ ี 45 ฉบบั ท ่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2563 | 111
ผิวท่ีวัดโดยนาโนดอท จากการเอกซเรย์กะโหลกศีรษะท่าตรง การทราบคา่ ปรมิ าณรงั สที ผ่ี ปู้ ว่ ยไดร้ บั จากการถา่ ยภาพ
ด้านหน้ามาด้านหลังและท่าด้านข้าง ทรวงอกท่าตรงด้านหลัง เอกซเรย์ เป็นหนทางหนึ่งที่จะน�ำไปสู่การพัฒนาด้านการ
มาด้านหน้า ช่องท้องท่านอนตรงด้านหน้ามาด้านหลังและท่า ใช้รังสีอย่างเหมาะสม ซ่ึงทบวงการปรมาณูระหว่างประเทศ
ยืนตรงด้านหน้ามาด้านหลัง และเชิงกรานท่าตรงด้านหน้ามา (International Atomic Energy Agency : IAEA) ไดแ้ นะนำ�
ดา้ นหลงั มคี ่าเท่ากับ 1.51, 1.51, 0.16, 7.69, 1.33 และ 8.03 ใหม้ กี ารประเมนิ ปรมิ าณรงั สที ผ่ี ปู้ ว่ ยไดร้ บั จากการภาพเอกซเรย์
มิลลเิ กรยต์ ามล�ำดบั ซึ่งมคี า่ แตกต่างจากการคำ� นวณอยใู่ นชว่ ง โดยวิธีที่นิยมใช้ในการประเมินปริมาณรังสีท่ีผู้ป่วยได้รับ คือ
± ร้อยละ 16.88 ค่าปริมาณรังสีกระเจิงสูงสุดท่ีเลนส์ตา เต้า การหาค่าปริมาณรังสีที่ผิว (Entrance Surface Air Kerma
นมและต่อมไทรอยด์ได้รับจากการถ่ายภาพเอกซเรย์ เท่ากับ : ESAK) เน่ืองจากสามารถหาได้ง่าย มีวธิ ีการหาที่หลากหลาย
1.52, 1.78 และ 0.87 มิลลิเกรย์ตามล�ำดับ ค่าท่ีได้จากการ ทัง้ การค�ำนวณจากสูตรทแ่ี นะน�ำไว้ในรายงานฉบับท่ี 457 ของ
วัดปริมาณรังสีด้วยเครื่องวัดรังสีชนิดนาโนดอท มีค่าต�่ำกว่าท่ี ทบวงการปรมาณูระหวา่ งประเทศ4 และการวัดโดยตรงโดยใช้
ได้จากวิธีการค�ำนวณ เน่ืองมาจากระนาบในการรับรังสีไม่ตั้ง หัววัดรังสีชนิดต่างๆ ซึ่งในช่วงทศวรรษท่ีผ่านมาอุปกรณ์วัด
ฉากกบั ทศิ ทางของลำ� รงั สี คา่ ปรมิ าณรงั สที ผ่ี วิ ไดจ้ ากงานศกึ ษา รงั สปี ระเภทโอเอสแอล (Optical Stimulated Luminescent
ครงั้ นต้ี ำ่� กวา่ ปรมิ าณรงั สอี า้ งองิ จากกรมวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์ Dosimeter : OSL) ชนิด นาโนดอท (nanoDotTM) ไดเ้ ข้ามามี
ประเทศไทย ยกเว้นการถ่ายภาพช่องท้องและเชิงกราน ซึ่ง บทบาทในการวดั ปรมิ าณรงั สมี ากขนึ้ ซงึ่ ขอ้ ดขี องนาโนดอทคอื
โรงพยาบาลสามารถน�ำไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงโปรโตคอลใน มีขนาดเล็ก จึงสะดวกต่อการใชง้ าน มีความไวตอ่ รงั สี สามารถ
การถา่ ยภาพเพ่อื ลดปริมาณรงั สแี กผ่ ปู้ ว่ ยตอ่ ไป วิเคราะห์ค่าปริมาณรังสีซ้�ำได้ มีความหนาแน่นใกล้เคียงกับ
คำ� สำ� คญั : ปรมิ าณรงั สที ผ่ี วิ เครอื่ งวดั รงั สชี นดิ นาโนดอท ร่างกายมนุษย์ จึงไม่เกิดสิ่งแปลกปลอมบนภาพเอกซเรย์5-7
การถา่ ยภาพเอกซเรยร์ ะบบดจิ ทิ ัล จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นผู้ศึกษาจึงมีแนวคิดในการศึกษา
การหาปริมาณรังสีท่ีผิวได้รับจากการถ่ายภาพเอกซเรย์ทั่วไป
บทน�ำ โดยใช้นาโนดอท วดั ในหุ่นจ�ำลอง ทั้งนีเ้ พอ่ื หาคา่ ปริมาณรงั สที ี่
การถา่ ยภาพเอกซเรยท์ ว่ั ไปเปน็ การตรวจทนี่ ิยมใชเ้ พ่ือ ผิวได้รับจากการถ่ายภาพเอกซเรย์ระบบดิจิทัลจากวิธีการวัด
วินจิ ฉยั รอยโรคของอวัยวะภายใน หรือการแตกหักของกระดูก ดว้ ยนาโนดอท และการคำ� นวณตามสตู รของทบวงการปรมาณู
การจดั ทา่ ผปู้ ว่ ยและการเลอื กใชค้ า่ พารามเิ ตอรท์ เ่ี หมาะสม เชน่ ระหว่างประเทศ และเปรียบเทียบค่าที่ได้กับค่าปริมาณรังสี
คา่ ความตา่ งศักย์ และคา่ กระแสหลอดและเวลา จะท�ำให้ภาพ อ้างอิง นอกจากนี้งานศึกษาช้ินน้ียังศึกษาความเป็นไปได้ของ
เอกซเรย์ที่ได้มีคุณภาพเพียงพอส�ำหรับการวินิจฉัยโรค1 แต่ นาโนดอทในการหาปรมิ าณรงั สที ผี่ วิ ไดร้ บั ทงั้ นเี้ พอื่ นำ� ผลทไี่ ดไ้ ป
ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีทางการถ่ายภาพเอกซเรย์ได้มีการ ใชเ้ ปน็ ขอ้ มลู สำ� หรบั หนว่ ยงานนำ� ไปใชป้ ระยกุ ตเ์ พอื่ หาแนวทาง
พฒั นามาอยา่ งตอ่ เนอื่ ง และปจั จบุ นั ภาพทไี่ ดจ้ ากการเอกซเรย์ การใชป้ รมิ าณรังสอี ยา่ งเหมาะสมใหก้ ับผูป้ ว่ ยต่อไป
จะอยใู่ นรูปแบบของขอ้ มูลดิจิทลั ซึง่ สามารถปรบั คุณภาพของ วัตถุประสงค์ของการศึกษา
ภาพภายหลังการถ่ายภาพได้2 จึงอาจส่งผลให้นักรังสีเทคนิค 1. เพ่อื เปรียบเทยี บปริมาณรังสที ผี่ ิวได้รบั จากการถา่ ย
ตระหนักถึงการใช้ค่าพารามิเตอร์ทางรังสีและปริมาณรังสีที่ ภาพเอกซเรย์ทั่วไประหว่างการวัดโดยใช้นาโนดอทและการ
เหมาะสมกบั ผปู้ ว่ ยนอ้ ยลง สง่ ผลใหผ้ ปู้ ว่ ยไดร้ บั ปรมิ าณรงั สเี พม่ิ ค�ำนวณ
ขน้ึ โดยไมจ่ �ำเปน็ ถงึ แม้ปริมาณรังสที ่ีใช้ในงานรงั สีวนิ ิจฉยั จะมี 2. เพ่ือหาปริมาณรังสีกระเจิงที่เลนส์ตา ต่อมไทรอยด์
คา่ น้อย แตห่ ากผปู้ ว่ ยมคี วามจ�ำเปน็ ทจ่ี ะต้องไดร้ ับปรมิ าณรงั สี และเตา้ นม
จากการถา่ ยภาพเอกซเรยซ์ �ำ้ หรือจากการรกั ษาทางการแพทย์ 3. เพือ่ เปรยี บเทียบระดับปรมิ าณรังสกี บั คา่ อา้ งองิ จาก
เพม่ิ เตมิ อาจจะทำ� ใหป้ รมิ าณรงั สสี ะสมในรา่ งกายผปู้ ว่ ยเพมิ่ สงู กรมวทิ ยาศาสตร์การแพทย์
ขนึ้ และอาจเกดิ ผลของรงั สแี บบไมช่ ดั เจน (stochastic effect)
เกิดข้ึนในอนาคตได้3 ดังนั้นนักรังสีเทคนิคควรระมัดระวังและ วตั ถแุ ละวธิ ีการ
ตระหนกั ถึงปริมาณรงั สที ผี่ ้ปู ว่ ยจะไดร้ บั โดยมีการใชร้ งั สีอย่าง เก็บข้อมูลปริมาณรังสีท่ีผิวของหุ่นจ�ำลองเพศหญิง
เหมาะสม ซ่ึงนอกจากผู้ป่วยจะได้รับปริมาณรังสีโดยตรงจาก จากการเอกซเรย์ท่ัวไปโดยระบบดิจิทัลของเครื่องเอกซเรย์
รังสีปฐมภูมิแล้ว ยังมีรังสีทุติยภูมิหรือรังสีกระเจิงที่เกิดขึ้น พร้อมเครื่องอ่านภาพในระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล
ระหว่างการถ่ายภาพเอกซเรย์ ซึ่งจะส่งผลต่ออวัยวะท่ีอยู่ข้าง แห่งหนึ่งในจังหวดั พิษณโุ ลก จากการถ่ายภาพเอกซเรย์ประจำ�
เคียงและเพ่ิมความเส่ียงจากการไดร้ ับรังสอี ีกด้วย 6 ท่า ได้แก่ การเอกซเรย์กะโหลกศีรษะท่าตรงด้านหน้า
112 | วารสารกรมการแพทย์
มาด้านหลัง (skull AP) และท่าด้านข้าง (skull lateral หนานโานด2อทมิลชลนิเดิมตAรl2Oแ3ล:Cะกขานราคด�ำน1วxณ1ค่าตปารริมางาเณซนรัตงสิเมีทต่ีผริวตแาลมะ
cross table) ทรวงอกท่าตรงด้านหลังมาด้านหน้า (chest
PA) ช่องท้องท่านอนตรงด้านหน้ามาด้านหลัง (abdomen วิธีการในรายงานฉบับที่ 457 ของทบวงการปรมาณูระหว่าง
AP supine) และท่ายืน (abdomen AP upright) และ ประเทศ โดยกอ่ นทำ� การเกบ็ ขอ้ มลู จะทำ� การตรวจสอบคณุ ภาพ
เชิงกรานท่าตรงด้านหน้ามาด้านหลัง (pelvis AP) (ตาราง ของเครอื่ งเอกซเรยต์ ามขนั้ ตอนของกรมวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์
ที่ 1) โดยอาศัยการวัดปริมาณรังสีด้วยอุปกรณ์วัดรังสีชนิด และวัดค่าความหนาครงึ่ คา่ (half value layer)
ตารางท่ี 1 คา่ เทคนิคท่ีใชใ้ นการถา่ ยภาพเอกซเรยใ์ นท่าประจำ�
ค่าพารามิเตอร์
ท่าทใ่ี ชใ้ นการถา่ ยภาพ kVp mA ms mAS SID (ซม.) ขนาดแผน่ รบั ภาพ
Skull AP (นิว้ 2)
Skull lateral cross table
70 250 80 20 100 10X12
65 250 80 20 100 10X12
Chest PA upright 83 200 25 5 180 14X17
Abdomen AP supine 14X17
Abdomen AP upright 81 320 180 57.6 100 14X17
91 250 100 9 100
14X17
Pelvis AP 82 320 200 64 100
kVp = kilovoltage peak, mA = milliampere, ms = millisecond, mAs = milliamperesecond,
SID = source to image distance, AP = anteroposterior, PA = posteroanterior,
ซม. = เซนติเมตร
การคำ� นวณคา่ ปรมิ าณรงั สที ผ่ี วิ โดยวธิ ขี องทบวงการ แผ่นตะก่ัววางบนเตียงเอกซเรย์ เพื่อลดการนับวัดรังสีกระเจิง
ปรมาณูระหวา่ งประเทศ ท่ีสะท้อนกลับมายังหัววัด วางแผ่นตะก่ัวลงบนเตียงเอกซเรย์
โดยการวัด output ของเคร่ืองเอกซเรย์ด้วยหัววัด จากน้ันถ่ายเอกซเรย์ท่ีค่าความต่างศักย์ต่างๆ ได้แก่ 60, 70,
ชนิดไอออนไนเซชัน และเครอื่ ง electrometer โดยจดั ระยะ 80, 90 และ 100 kVp ตามล�ำดบั ท้ังนเี้ พอ่ื ให้ครอบคลุมคา่
จากจุดโฟกัสของหลอดเอกซเรย์ถึงแผ่นรับภาพ (Source to ความตา่ งศักยท์ ่ใี ชง้ านเป็นประจำ� (ตารางที่ 1) โดยก�ำหนดค่า
Image Distance : SID) เท่ากบั 100 เซนติเมตร จากนน้ั วาง กระแสหลอดและเวลาเทา่ กบั 11 mAs ซง่ึ แตล่ ะความตา่ งศกั ย์
หัววัดไอออนไนเซชันบน test stand แล้วจัดระยะจากจุด ท�ำการเอกซเรยท์ ง้ั หมด 5 ครัง้ และหาคา่ เฉลยี่ ของคา่ ปริมาณ
กำ� เนดิ รงั สถี งึ หวั วดั รงั สี (Focal to Detector Distance : FDD) รังสีที่วัดได้ จากนั้นค�ำนวณค่า output หรือ Y(d) ในหน่วย
ใหเ้ ทา่ กบั 50 เซนตเิ มตร จดั กงึ่ กลางลำ� รงั สใี หอ้ ยกู่ ง่ึ กลางหวั วดั mGy/mAs ดังสมการ
ไอออนไนเซชัน และเปิดล�ำรังสีให้คลุมปริมาตรของหัววัด ใช้
Y(d) = K(d)
mAs
เมือ่ Y(d) คอื คา่ output ณ ตำ� แหนง่ หัววัดรังสสี �ำหรบั ค่าความตา่ งศักยใ์ ด ๆ
K(d) คอื ปรมิ าณรังสเี ฉล่ียในหน่วย mGy ทีอ่ า่ นไดจ้ ากหวั วัดไอออนไนเซชนั
คูณดว้ ยค่าแก้จากการสอบเทยี บหัววดั รังสี (calibration factor)
mAs คือ คา่ กระแสหลอดและเวลาท่ใี ชใ้ นการหาค่า Output (11 mAs)
ปีท ี่ 45 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2563 | 113
จากนนั้ คำ� นวณคา่ ปรมิ าณรงั สที ผี่ วิ หรอื ESAK จากการถา่ ยภาพเอกซเรยโ์ ดยคา่ พารามเิ ตอรท์ ใี่ ชป้ ระจำ� (ตารางที่ 1) ตาม
วธิ ขี องทบวงการปรมาณูระหวา่ งประเทศ ดงั สมการ
เมอ่ื Y(d) คือ คา่ output ณ ต�ำแหนง่ หวั วัดรงั สสี �ำหรับค่าความต่างศักย์ใด ๆ
mAs คอื คา่ กระแสหลอดและเวลาท่ีใช้ในการถา่ ยภาพ (ตารางที่ 1)
FDD คือ ระยะห่างระหว่างจดุ โฟกัสของหลอดเอกซเรยถ์ ึงกึง่ กลางหวั วดั รังสี (เซนติเมตร)
FFD คอื ระยะหา่ งระหว่างจดุ โฟกัสของหลอดเอกซเรยถ์ ึงอปุ กรณร์ ับภาพ (เซนตเิ มตร)
tBtpbS F คือ ความหนาของอวัยวะส่วนท่ถี า่ ย (เซนติเมตร)
คอื ระยะห่างระหวา่ งเตียงถงึ อปุ กรณร์ ับภาพ
คอื คา่ แกข้ องรงั สกี ระเจงิ ยอ้ นกลับตามค่า HVL และขนาด field size
การวดั ค่าปรมิ าณรังสีท่ีผวิ และปริมาณรงั สกี ระเจิง เต้านมทั้งสองข้าง ตัวอย่างการติดนาโนดอทของการถ่ายภาพ
ท่ีเลนส์ตา ตอ่ มไทรอยด์ และเต้านมโดยนาโนดอท เอกซเรย์ abdomen (ภาพที่ 2)
การวดั คา่ ปรมิ าณรงั สที ผ่ี วิ จากการถา่ ยภาพเอกซเรย์
จะท�ำโดยการติดนาโนดอท จ�ำนวน 5 ตัว ลงบนผิวของหุ่น
จำ� ลอง โดยหากเปดิ พนื้ ทีล่ �ำรงั สี ขนาด 10X12 ตารางนิว้ จะ
ตดิ นาโนดอท 1 ตวั ไวจ้ ุดก่ึงกลางลำ� รังสี และอีก 4 ตัว ติดห่าง
จากจดุ กงึ่ กลางออกมาตามแนวทแยงมุม 3.9 นิ้ว และหากเปิด
field size ขนาด 14 X 17 ตารางนิ้ว จะตดิ นาโนดอท 1 ตัว ไว้
จดุ ก่งึ กลางล�ำรังสี และอกี 4 ตัว ตดิ หา่ งจากจดุ กึ่งกลางออกมา
ตามแนวทแยงมุม 5.5 น้วิ (ภาพท่ี 1) ทง้ั นย้ี กเว้นในทา่ Skull
Lateral Cross table ซ่ึงจะติดนาโนดอทจ�ำนวน 3 ตัว โดย ภาพที่ 2 ตำ� แหนง่ ที่วางนาโนดอทเพ่ือวดั ปรมิ าณรังสที ผ่ี ิวและ
1 ตัว ไว้จดุ ก่งึ กลางล�ำรงั สี และอกี 2 ตวั ติดหา่ งจากจุดกึ่งกลาง ปรมิ าณรังสีท่ผี วิ ทเ่ี ตา้ นมไดร้ บั ในท่า abdomen AP supine
ออกมาตามแนวทแยงมุม 3.9 นิว้ ซึง่ จะอยู่บริเวณด้านหลงั ของ
หัวของหุน่ จ�ำลอง
ในการอ่านค่าปริมาณรังสีจากนาโนดอทแต่ละตัวจะ
อา่ นคา่ 3 ครงั้ โดยใชเ้ ครอื่ งอา่ น Microstar โดยใชค้ า่ แกค้ วามไว
(sensitivity) ของการตอบสนองของนาโนดอทแตล่ ะตวั ซง่ึ เปน็
23 คา่ เฉพาะทบ่ี รษิ ทั ผผู้ ลติ เปน็ ผสู้ อบเทยี บกอ่ นการใชง้ าน และคา่
1 แกก้ ารตอบสนองตอ่ พลงั งาน (energy dependence)8 ซง่ึ มคี า่
อยูร่ ะหว่าง 0.88-1.06 สำ� หรบั พลังงานในช่วง 60 kVp – 100
kVp (ตารางที่ 2) ทง้ั นจี้ ะทำ� การลบคา่ ปรมิ าณรงั สที ไ่ี ดอ้ อกจาก
45 ค่าปริมาณรังสีพืน้ หลงั (background) เม่อื อ่านค่าปรมิ าณรังสี
ภาพที่ 1 ต�ำแหนง่ การวางนาโนดอทจำ� นวน 5 ตวั จากนาโนดอททงั้ หมดแลว้ จะเปรยี บเทยี บคา่ ปรมิ าณรงั สที ผี่ วิ ได้
ภายในขอบเขตลำ� รงั สี รับจากการวัดโดยใช้นาโนดอท และการคำ� นวณจากสูตร โดย
ใช้รอ้ ยละความคลาดเคลื่อน (percentage error) ดงั สมการ
ส�ำหรับการวัดปริมาณรังสีกระเจิงจากการถ่ายภาพ
Skull ทา่ AP และ ท่า lateral cross table จะวดั ทต่ี �ำแหนง่ และทำ� การเปรยี บเทยี บปรมิ าณรงั สที ผ่ี วิ จากการถา่ ย
เลนส์ตาท้ังสองข้าง ข้างละ 1 ตัว และต�ำแหน่งต่อมไทรอยด์ เอกซเรย์ที่ได้จากงานวิจัยกับค่าปริมาณรังสีอ้างอิงของกรม
1 ตัว การถา่ ยภาพ Chest ท่า PA วดั ท่ตี ำ� แหน่งต่อมไทรอยด์ วทิ ยาศาสตร์การแพทย์
1 ตวั และตำ� แหนง่ เตา้ นมทงั้ สองขา้ ง สว่ นการถา่ ยภาพเอกซเรย์
Abdomen ทา่ AP supine และ AP upright จะวัดที่ตำ� แหนง่
114 | วารสารกรมการแพทย์
ตารางท่ี 2 ค่า HVL ท่คี วามตา่ งศักย์ 60, 70, 80, 90 และ 100 kVp
kVp HVL keV คา่ แก้การตอบสนอง
ตอ่ พลงั งาน
60 2.63 32 0.88
70 2.95 34 0.91
80 3.40 37 1.00
90 3.82 38
100 4.15 39 1.02
kVp = kilovoltage peak, HVL = half value layer, keV = kiloelectron volt 1.06
ผล ล�ำดับ ส่วนค่าปริมาณรังสีสูงสุดที่ผิวของเต้านมมีค่าเท่ากับ
ค่าปริมาณรังสีท่ีผิวจากการถ่ายเอกซเรย์ในแต่ละ 0.01, 1.78 และ 0.10 mGy ในการถา่ ยภาพเอกซเรยท์ รวงอก
ท่า ซ่ึงวัดได้ตรงต�ำแหน่งก่ึงกลางล�ำรังสี และค่าเฉล่ียจากทั้ง ทา่ PA upright, ชอ่ งทอ้ งทา่ AP supine และ AP upright ตาม
5 ตำ� แหนง่ และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน ซง่ึ วดั ไดจ้ ากนาโนดอท ลำ� ดบั และผลการเปรยี บเทยี บคา่ ปรมิ าณรงั สที ผี่ วิ กบั คา่ อา้ งองิ
และจากการค�ำนวณ (ตารางที่ 3) โดยพบว่าปริมาณรังสีตรง จากกรมวิทยาศาสตรก์ ารแพทย์ พบว่าคา่ ปริมาณรงั สที ่ผี วิ ที่ได้
ต�ำแหนง่ กึ่งกลางล�ำรงั สีมคี ่ามากทส่ี ดุ ในการถ่ายภาพกะโหลก จากงานศกึ ษานม้ี คี า่ ตำ�่ กวา่ คา่ อา้ งองิ ของกรมวทิ ยาศาสตรก์ าร
ศีรษะท่า AP และ lateral, ทรวงอกทา่ PA, ช่องทอ้ งทา่ AP แพทย์ ยกเว้นการถ่ายภาพเอกซเรย์ช่องท้องท่า AP supine
supine และ upright (AP) และเชิงกราน ทา่ AP มคี า่ 1.51, และเชงิ กรานทา่ AP (ตารางที่ 5) ทง้ั นปี้ รมิ าณรงั สที ผ่ี วิ ซง่ึ วดั จาก
1.51, 0.16, 7.69, 1.33 และ 8.03 mGy ตามล�ำดับ นาโนดอททั้ง 5 ต�ำแหน่งของแต่ละท่าการถ่ายเอกซเรย์ท่ัวไป
ผลการวดั ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ ทเ่ี ลนสต์ า ตอ่ มไทรอยด์ ในทา่ skull AP, chest PA upright, abdomen AP supine,
และเต้านมได้รับจากการถ่ายภาพเอกซเรย์ (ตารางที่ 4) โดย abdomen AP upright และ pelvis AP และปริมาณรังสีที่ผิว
พบว่า ค่าปรมิ าณรังสีสงู สุดทผี่ ิวของเลนสต์ ามคี ่าเท่ากับ 1.52 ซงึ่ วดั จากนาโนดอททง้ั 3 ตำ� แหนง่ ของทา่ skull lateral Cross
และ 1.14 mGy ในการถ่ายภาพกะโหลกศรี ษะ ทา่ AP และ table (ภาพที่ 3) เม่ือเปรียบเทียบกับปริมาณรังสีท่ีต�ำแหน่ง
lateral cross table ซงึ่ หันด้านขวาของหุน่ จำ� ลองใกล้หลอด กึ่งกลาง (หมายเลข 1) ของต�ำแหนง่ นาโนดอทซึ่งเป็นตำ� แหนง่
เอกซเรย์ คา่ ปรมิ าณรงั สสี งู สดุ ทผ่ี วิ ของตอ่ มไทรอยดม์ คี า่ เทา่ กบั ทวี่ ดั คา่ ไดส้ งู สดุ พบวา่ มคี วามแตกตา่ งสงู สดุ คดิ เปน็ ความคลาด
0.87, 0.18 และ0.01 mGy ในการถ่ายภาพกะโหลกศรี ษะ ท่า เคลอื่ นร้อยละ- 29 (ตารางท่ี 6)
AP และ lateral cross table และ ปอดทา่ PA upright ตาม
ภาพที่ 3 ลกั ษณะการวางตวั ของอุปกรณ์วัดรงั สนี าโนดอท
ในระนาบของหุ่นจำ� ลองในการถา่ ยภาพ skull ทา่ lateral cross table
ปที ี่ 45 ฉบับที ่ 1 มกราคม - มนี าคม 2563 | 115
ตารางที่ 3 ปรมิ าณรงั สที ่ผี วิ ซงึ่ วดั จากนาโนดอทและจากการค�ำนวณ
ปริมาณรังสที ผ่ี ิวไดร้ บั (mGy) ความ
คลาดเคลอ่ื น*
ทา่ ถา่ ยภาพเอกซเรย์ นาโนดอท ค�ำนวณ
(รอ้ ยละ)
Skull AP ต�ำแหน่ง mean±SD ตำ� แหนง่ กง่ึ กลาง mean±SD
Skull lateral cross กึง่ กลางล�ำรงั สี ลำ� รงั สี -3.21
table -11.70
Chest PA upright 1.51 1.33±0.16 1.56 1.46± 0.07 -5.88
1.51 1.37±0.13 1.71 1.69± 0.02
0.16 0.16±0.01 0.17 0.17± 0.00
Abdomen AP supine 7.69 6.65± 0.92 7.59 7.70± 0.08 1.32
Abdomen AP upright 1.33 1.16±0.20 1.60 1.65 ± 0.09 -16.88
Pelvis AP 8.03 6.79±0.98 9.11 8.78± 0.35 -11.86
*ความแตกต่างท่ตี �ำแหน่งกึ่งกลางล�ำรังสี
mGy = milligray, SD = standard deviation, AP = anteroposterior, PA = posteroanterior
ตารางที่ 4 ปรมิ าณรังสกี ระเจิงทเี่ ลนสต์ า ไทรอยด์ และเตา้ นม
ทา่ ถา่ ยภาพเอกซเรย์ ต�ำแหน่งทวี่ ดั รังสกี ระเจิง ปริมาณรังสีกระเจงิ (mGy)
1.52
Skull AP เลนสต์ าขา้ งซ้าย 1.49
0.87
เลนสต์ าข้างขวา 0.62
1.14
ไทรอยด์ 0.18
0.01
Skull lateral cross table เลนส์ตาข้างซ้าย 0.01
0.01
เลนสต์ าข้างขวา 1.56
1.78
ไทรอยด์ 0.08
0.10
Chest PA upright เต้านมขา้ งซา้ ย
เตา้ นมข้างขวา
ไทรอยด์
Abdomen AP supine เต้านมขา้ งซ้าย
เต้านมขา้ งขวา
Abdomen AP upright เต้านมข้างซ้าย
เต้านมข้างขวา
mGy = milligray, AP = anteroposterior, PA = posteroanterior
116 | วารสารกรมการแพทย์
ตารางท่ี 5 การเปรียบเทยี บค่าปริมาณรงั สที ี่ผวิ กบั ค่าอ้างองิ จากกรมวิทยาศาสตรก์ ารแพทย์
การถา่ ยภาพเอกซเรย์ ปริมาณรงั สอี า้ งอิง ปริมาณรงั สีทไ่ี ด้จากงานวจิ ยั (mGy)
กรมวทิ ยาศาสตร์การแพทย์
นาโนดอท ค�ำนวณ
(mGy)
Skull AP 2.62 1.51 1.56
1.51 1.71
Skull lateral cross table 2.10 0.16 0.17
7.69 7.59
Chest PA upright 0.29 1.33 1.60
8.03 9.11
Abdomen AP supine 3.80
Abdomen AP upright
Pelvis AP 3.11
mGy = milligray, AP = anteroposterior, PA = posteroanterior
ตารางท่ี 6 ปริมาณรังสีที่ผิวซ่ึงวัดจากนาโนดอททั้ง 5 ต�ำแหน่งของแต่ละท่าการถ่ายเอกซเรย์ทั่วไป เม่ือเทียบกับปริมาณรังสี
ท่ีตำ� แหน่งกึง่ กลาง (หมายเลข 1)
ทา่ ถา่ ยภาพเอกซเรย์ 1 ปริมาณรังสที ่ีผิวไดร้ บั (mGy) mean±SD ความ
Skull AP (กงึ่ กลาง) ตำ� แหน่งนาโนดอท 1.33±0.16 คลาดเคล่อื น*
1.51 2 3 45 (ร้อยละ)
-24.50
1.40 1.41 1.17 1.14
Skull lateral cross table 1.51 - 1.34 - 1.26 1.37±0.13 -16.56
Chest PA upright 0.16 0.15 0.15 0.16 0.16 0.16±0.01 -6.25
Abdomen AP supine 7.69 6.68 7.40 5.60 5.86 6.65± 0.92 -27.18
Abdomen AP upright 1.33 0.94 0.95 1.33 1.26 1.16±0.20 -29.32
Pelvis AP 8.03 7.12 7.22 5.82 5.76 6.79±0.98 -28.27
*ความแตกต่างสูงสดุ เม่ือเทยี บกับปริมาณรังสีท่ตี �ำแหน่งก่ึงกลาง (หมายเลข 1)
mGy = milligray, SD = standard deviation, AP = anteroposterior, PA = posteroanterior
วจิ ารณ์ กวา่ ดา้ นแคโทดหรอื ขวั้ ลบของหลอดเอกซเรย์ ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั
ผลการศึกษาพบว่าค่าปริมาณรังสีที่ผิวท่ีวัดได้จาก งานศึกษาของ Fung9 โดยพบวา่ ค่าปริมาณรงั สีทดี่ า้ นแคโทดมี
นาโนดอท ท้งั 5 ตำ� แหนง่ ของแตล่ ะทา่ การถ่ายเอกซเรย์ท่ัวไป คา่ สูงกว่าปริมาณรังสที ด่ี ้านแอโนด ประการท่ีสองคือ angular
มีความแปรปรวนอยู่ในช่วงร้อยละ -29 เมื่อเทียบกับปริมาณ dependence เนื่องจากสรีระของหุ่นจ�ำลองมีโค้งเว้า ท�ำให้
รังสีท่ีต�ำแหน่งก่ึงกลาง (หมายเลข 1) ซึ่งเป็นต�ำแหน่งที่วัดค่า นาโนดอทแตล่ ะตวั ไมอ่ ยใู่ นระนาบเดยี วกนั นาโนดอททวี่ างตงั้ ฉาก
ได้สูงสุด ซึ่งผศู้ ึกษาคดิ ว่าอาจเป็นผลมาจากสาเหตุทส่ี �ำคญั สอง กบั ลำ� รังสจี ะได้รบั ปริมาณรงั สีมากกว่า ในขณะที่นาโนดอทตวั
ประการ คือประการแรกเกิดจาก heel effect ซ่ึงจะส่งผล ทไี่ มต่ งั้ ฉากกบั ลำ� รงั สจี ะมพี น้ื ทใ่ี นการรับรงั สีนอ้ ยกวา่ อกี ทงั้ ยงั
ต่อค่าปริมาณรังสีที่ผิวที่วัดได้ โดยนาโนดอทท่ีติดอยู่ในด้าน เกดิ การลดทอนปรมิ าณรงั สจี ากตวั ตลบั พลาสตกิ ของนาโนดอท
แอโนดหรอื ขว้ั บวกของหลอดเอกซเรยจ์ ะไดร้ บั ปรมิ าณรงั สนี อ้ ย ซึง่ สอดคลอ้ งกับงานศกึ ษาของ Okazaki10 พบว่า ระนาบของ
ปีที ่ 45 ฉบับท่ ี 1 มกราคม - มีนาคม 2563 | 117
นาโนดอททวี่ างทำ� มมุ 90 องศากบั ลำ� รงั สจี ะทำ� ใหป้ ระสทิ ธภิ าพ ท่ีท�ำการค�ำนวณค่าปริมาณรังสีที่ผิวได้รับของเลนส์ตาใน
ในการวดั รงั สขี องนาโนดอท ลดลงเหลอื รอ้ ยละ 80 เมอื่ เทยี บกบั การถ่ายเอกซเรย์กะโหลกศีรษะท่า lateral โดยใช้โปรแกรม
นาโนดอททต่ี งั้ ฉากกบั ลำ� รงั สี อยา่ งไรกด็ ตี วั กลางในการวดั จะมี Xdose ซ่ึงอาจเป็นผลมาจากการใช้ค่ากระแสหลอดที่สูงกว่า
ผลตอ่ angular dependence ดว้ ยเชน่ กัน โดยในสภาวะท่ีมี คา่ ปรมิ าณรงั สที ผ่ี วิ บรเิ วณตอ่ มไทรอยดใ์ นการถา่ ยภาพกะโหลก
รังสกี ระเจิง เช่น การวดั ภายในหุ่นจำ� ลอง ประสิทธิภาพในการ ศีรษะ ท่า AP และ lateral cross table และทรวงอกท่า PA
รับรังสีของนาโนดอทจะข้ึนกับระนาบในการรับรังสี มากกว่า upright มคี า่ เทา่ กับ 0.87, 0.18 และ 0.01 mGy ตามลำ� ดบั
สภาวะทไ่ี มม่ รี งั สกี ระเจงิ 8 เชน่ การวดั ในอากาศ ซงึ่ ในงานศกึ ษา สว่ นคา่ ปรมิ าณรงั สที ผ่ี วิ ของเตา้ นมจากการถา่ ยภาพชอ่ งทอ้ งทา่
นี้เป็นสภาวะท่ีนาโนดอทถูกวางในอากาศบนผิวหุ่นจ�ำลอง AP supine พบวา่ คา่ ปรมิ าณรังสีท่ีผิวได้รบั ของเตา้ นมขา้ งซา้ ย
ประสทิ ธภิ าพในการวดั รงั สขี องนาโนดอท เนอื่ งมาจาก angular และขวามีคา่ ใกล้เคยี งกนั คือ 1.56 และ 1.78 mGy ตามล�ำดับ
dependence จึงควรมคี ่าไม่ตำ�่ กว่ารอ้ ยละ 80 หรอื กล่าวอีก ส่วนในถ่ายภาพช่องท้องท่า AP upright ค่าปริมาณรังสีท่ีผิว
อยา่ งหนึง่ ว่าคา่ ที่วดั ได้น้อยลงไม่เกนิ รอ้ ยละ 20 ได้รบั ของเต้านมขา้ งซา้ ยและขวามีคา่ เท่ากบั 0.08 และ 0.10
การเปรยี บเทยี บปรมิ าณรงั สที วี่ ดั ไดจ้ ากนาโนดอทและ mGy และการถา่ ยภาพทรวงอกทา่ PA upright คา่ ปรมิ าณรงั สี
การค�ำนวณโดยสูตร พบวา่ ปรมิ าณรังสที ี่วดั ไดจ้ ากนาโนดอทมี ท่ีผวิ ไดร้ บั ของเตา้ นมข้างซ้ายและขวามีคา่ เท่ากับ 0.01 mGy
ค่าท่ีน้อยกวา่ ปริมาณรงั สีท่ีไดจ้ ากการค�ำนวณ ซง่ึ ผูศ้ กึ ษาคิดว่า เมอ่ื พจิ ารณาคา่ ปรมิ าณรงั สที ผ่ี วิ ณ ตำ� แหนง่ จดุ กงึ่ กลาง
เปน็ ผลมาจากทศิ ทางของลำ� รงั สี หรอื angular dependence ล�ำรังสีท่ีได้โดยการค�ำนวณจากสูตร และจากการวัดด้วย
เชน่ กนั โดยจะสง่ ผลใหน้ าโนดอทวดั คา่ ปรมิ าณรงั สที ผ่ี วิ ไดน้ อ้ ย นาโนดอท เปรยี บเทยี บกบั คา่ ปรมิ าณรงั สที ผี่ วิ อา้ งองิ ในระดบั ชาติ
ลง เมอ่ื พิจารณาความแตกตา่ งระหว่างปรมิ าณรังสีท่ีวดั ไดจ้ าก ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่าค่าปรมิ าณรังสที ่ีผวิ ใน
นาโนดอท และการค�ำนวณจากสูตรของทบวงการปรมาณู การถา่ ยชอ่ งทอ้ ง ทา่ AP supine และเชิงกราน ทา่ AP มีคา่
ระหวา่ งประเทศ ณ ต�ำแหน่งจุดกึ่งกลางล�ำรังสี ซง่ึ นาโนดอท สูงกว่า ทั้งน้ีอาจเป็นผลเน่ืองมาจากการใช้ค่ากระแสหลอดที่
ต้ังฉากกับทิศทางของล�ำรังสี ก็ยังพบว่ามีความแตกต่างอยู่ใน สงู เกินไป เม่ือเปรียบเทียบกบั ผลการศึกษาของ Buncharat 13
ชว่ งความคลาดเคลอ่ื นรอ้ ยละ ±1.32 ถงึ 16.88 ทงั้ น้ีอาจเป็น โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ การถา่ ยภาพในภาพเอกซเรยเ์ ชงิ กรานทา่ AP
เพราะปริมาตรและพ้ืนที่ในการรับรังสีของนาโนดอทมีค่าน้อย supine ซง่ึ ทางโรงพยาบาลสามารถนำ� ไปพจิ ารณาเพอ่ื ปรบั ปรงุ
กว่าหัววัดไอออนไนเซชนั ทสี่ ามารถสามารถนบั วดั ปรมิ าณรงั สี โปรโตคอลในการถา่ ยภาพทางรงั สใี หเ้ หมาะสม โดยพจิ ารณาทงั้
ไดจ้ ากทศิ ทางเกอื บ 360 องศา อย่างไรกต็ ามการใช้นาโนดอท คณุ ภาพของภาพและปรมิ าณรงั สีควบคกู่ ัน
เพื่อวดั ปรมิ าณรังสีที่ผิวเป็นวิธกี ารที่ง่าย และทราบคา่ ปรมิ าณ งานศึกษาช้ินน้ีมีข้อจ�ำกัดบางประการ เช่น ไม่มีการ
รังสีท่ีผิวได้โดยตรง แต่ผู้ใช้งานจ�ำเป็นต้องค�ำนึงถึงค่าแก้การ แก้ค่าการตอบสนองของนาโนดอทจากระนาบการรับรังสี
ตอบสนองต่างๆ ของนาโนดอทด้วย เช่น การตอบสนองต่อ ในแต่ละมุม (angular dependence) และเป็นการศึกษา
ปริมาณรังสี ค่าการจางหายของสัญญาณ ค่าการตอบสนอง ในหุ่นจ�ำลอง ซ่ึงต้ังค่าพารามิเตอร์ของการถ่ายภาพตามที่
เชงิ มุม เปน็ ตน้ ซึ่งงานศกึ ษาชน้ิ นไี้ ม่มกี ารแก้ไขการตอบสนอง โรงพยาบาลใช้เป็นประจ�ำ อย่างไรก็ดีแนวทางการดำ� เนินงาน
ของ นาโนดอทซ่ึงเป็นผลมาจากทศิ ทางของลำ� รังสี ศึกษาช้ินน้ี อาจน�ำไปประยุกต์ในผู้ท่ีเข้ามารับการถ่ายภาพ
ค่าปริมาณรังสีกระเจิงสูงสุดท่ีผิวบริเวณเลนส์ตาจาก เอกซเรย์ท่ัวไป เพ่ือให้ทราบค่าปริมาณรังสีท่ีผิวท่ีผู้ป่วยได้
การถ่ายภาพเอกซเรย์กะโหลกศีรษะท่า AP และ lateral รับ และน�ำไปสู่การวางแผนการใช้ปริมาณรังสีอย่างเหมาะสม
cross table มีค่าเท่ากับ 1.52 mGy และในการถ่ายภาพ สำ� หรับโรงพยาบาลอ่ืน ๆ ตอ่ ไป
เอกซเรย์ในท่า lateral cross table เลนส์ตาข้างขวาได้รับ
ปริมาณรังสีมากกว่าเลนส์ตาข้างซ้าย เน่ืองจากอยู่ใกล้หลอด สรปุ
เอกซเรยม์ ากกวา่ อยา่ งไรกต็ าม ปรมิ าณรงั สกี ระเจงิ ทผ่ี วิ บรเิ วณ ค่าปริมาณรังสีท่ีผิวได้รับจากการถ่ายภาพเอกซเรย์
เลนสต์ ามีคา่ ตำ�่ กวา่ threshold dose ของการเกดิ ตอ้ กระจก ทั่วไปด้วยระบบดิจิทัล โดยการใช้อุปกรณ์วัดรังสีนาโนดอท
(cataract) ท่ีก�ำหนดโดย ICRP และมคี า่ เทา่ กบั 500 mGy11 ในการถ่ายภาพกะโหลกศรี ษะท่า AP และ lateral, ทรวงอก
เม่ือน�ำค่าปริมาณรังสีท่ีผิวได้รับของเลนส์ตามาเปรียบเทียบ ทา่ PA, ช่องท้องทา่ AP supine และ upright และเชงิ กราน
กบั งานศกึ ษาอื่น พบว่า ในการถา่ ยเอกซเรยก์ ะโหลกศรี ษะท่า ทา่ AP มคี า่ 1.51, 1.51, 0.16, 7.69, 1.33 และ 8.03 mGy
lateral cross table คา่ เฉลี่ยปริมาณรังสที ีผ่ วิ ได้รับของเลนส์ ตามลำ� ดบั โดยปรมิ าณรงั สที ว่ี ดั ไดต้ รงตำ� แหนง่ กง่ึ กลางลำ� รงั สี มี
ตาขา้ งซา้ ยและขวามคี า่ มากกว่างานวิจยั ของ Mohammed12 คา่ ตำ�่ กวา่ การคำ� นวณจากสตู รในรายงานของทบวงการปรมาณู
118 | วารสารกรมการแพทย์
ระหว่างประเทศ ฉบับท่ี 457 อยู่ในช่วงความคลาดเคล่ือน กติ ติกรรมประกาศ
ร้อยละ 16.88 และปริมาณรังสีท่ีผิวท่ีวัดได้จากงานศึกษาน้ี ขอขอบคุณ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
มคี า่ ตำ�่ กวา่ คา่ ปรมิ าณรงั สอี า้ งองิ จากกรมวทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์ สำ� หรบั การสนบั สนนุ ทนุ วจิ ยั ผอู้ ำ� นวยการและเจา้ หนา้ ทแ่ี ผนก
ในทุกการตรวจ ยกเว้นการถ่ายภาพช่องท้องและเชิงกราน รงั สวี ทิ ยา โรงพยาบาลพษิ ณเุ วช ทใ่ี หค้ วามอนเุ คราะหใ์ นการใช้
ส�ำหรับค่าปริมาณรังสีสูงสุดที่ผิวท่ีเลนส์ตา เต้านมและต่อม เคร่อื งเอกซเรยเ์ พอ่ื เกบ็ ขอ้ มูล
ไทรอยด์ได้รบั จากการถา่ ยภาพเอกซเรยท์ ว่ั ไปจากงานวิจัยนี้ มี
ค่าเทา่ กับ 1.52, 1.78 และ 0.87 mGy ตามลำ� ดบั
References
1. Yensri L. Comparison of radiation absorbed doses 8. Al-Senan RM, Hatab MR. Characteristics of an OSLD
among patients undergoing standard chest in the diagnostic energy range. Med Phys 2011;
radiographic examination by computed 38: 4396-405.
radiography (CR) and digital radiography (DR). The 9. Fung KK, Gilboy WB. Anode heel effect on patient
Southern College Network Journal of Nursing and dose in lumbar spine radiography. Br J Radiol 2000;
Public Health 2016; 1: 129-39. 73: 531-6.
2. Charoenwikrom C. Technology assessment 10. Okazaki T, Hayashi H, Takegami K, Okino H,
between digital radiography and computed Kimoto N, Kobayashi I, et al. Fundamental Study
radiography. Bulletin of the department of of nanoDot OSL Dosimeters for Entrance Skin Dose
medical sciences 2014; 39: 184-8. Measurement in Diagnostic X-ray Examinations.
3. Kamiya K, Ozasa K, Akiba S, Niwa O, Kodama K, JRPR 2016; 41: 229-36.
Takamura N, et al. Long-term effects of radiation 11. Stewart FA, Akleyev AV, Hauer-Jensen M, Hendry
exposure on health. Lancet 2015; 386: 469-78. JH, Kleiman NJ, MacVittie TJ, et al. ICRP Publication
4. International Atomic Energy Agency (IAEA). 118: ICRP statement on tissue reactions and early
Dosimetry in Diagnostic Radiology: An Internation- and late effects of radiation in normal tissues and
al Code of Practice In: Technical Reports Series organs — threshold doses for tissue reactions in
no. 457 (TRS 457).Vienna; 2017. a radiation protection context. Ann ICRP 2012; 41:
5. Perks CA, Yahnke C, Million M. Medical dosimetry 1–322.
using Optically Stimulated Luminescence dots 12. Mohammed AA, Ahmed A. Estimation of Radiation
and microStar readers. International Atomic Dose for Adult Patients Undergoing Diagnostic
Energy Agency (IAEA) 2008: 1-10. X-ray Examinations of the Skull and Cervical Spine.
6. Takegami K, Hayashi H, Nakagawa K, Okino H, IOSR-JAP 2017; 9: 33-6.
Okazaki T, Kobayashi I, et al. Measurement 13. Buncharat S, Hamuttiti P. Patient doses in simple
method of an exposed dose using the nanoDot radiographic examinations in Trang, Phatthalung
dosimeter. ESR 2015: 1-16. and Satun provinces in the transition from x-ray
7. Tongruang C, Sirichai Theirrattanakul S, Diswath film to computed radiography. Journal of Health
W. Characterization of an optically stimulated Science 2016; 25:632-40.
luminescence NanoDot dosimeters for diagnostic
radiology. Bulletin of the department of medical
sciences 2016; 58:141-8.
ปที ี่ 45 ฉบบั ที ่ 1 มกราคม - มนี าคม 2563 | 119
นพิ นธต์ น้ ฉบบั
อัตราการรอดชีพของผปู้ ว่ ยกระดกู สะโพกหกั ท่ีมภี าวะโซเดยี มในเลอื ดต่ำ�
เมอื่ แรกรบั
จนั ทร์ทพิ ย์ จุนทการ ศศม., กฤษณะพงศ์ มโนธรรม พ.บ.
โรงพยาบาลเลดิ สิน กรมการแพทย์ แขวงสลี ม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500
Abstract: Survival of Fracture Neck of Femur Patients Hyponatremia
at Admission
Juntakarn C, Manotham K
Lerdsin Hospital, Department of Medical Services, Silom, Bangrak, Bangkok, 10500
(E-mail: [email protected])
(Received: September 18, 2019; Revised: November 18, 2019; Accepted: December 16, 2019)
Fracture neck of femur is one of the most common fractures in the elderly. It is known that this type of
fracture has severe impact on quality of life and mortality. Currently operative treatment is the best treatment of
this fracture. It is advocated that early operative intervention might yield the better outcome. Anyway, surgical
intervention is also depended on patients’ condition eventhough some patients were treated with the non-operative
treatment. Of interest, small studies reported the mortality of non-operative patients was not much poorer than
that of operative patients. Therefore factors that reflect patients’ physiologic condition and relate to mortality may
be useful for therapeutic decision and planning are strongly required. We retrospective studied of the medical
records of fracture hip patients who were admitted in Lerdsin General Hospital during 1 January 2011 to 31 December
2015. From the first serum sodium within 24 hour of admission. Hyponatremia were defined as the level of serum
sodium lower than 135 mmol/L. We recorded the demographic, serum sodium and dead date from medical record
of the patient also from the phone called and The National Registration. The patients who were admitted in our
hospital with fracture hip are 405 cases. Among them were excluded 49 cases. Therefore 356 cases included in this
study, the mean age was 59.5±21.8 years. 52.2% were female and 47.8 % were male. The patients were operated
89% and Frail 57.9%. Of these 55.3% patients were over age 60. The mean of Sodium level at the first visit of the
patients were 135.9± 4.2. The normal value is 135-145 mmol/L. The prevalence of Hyponatremia were 30.1% and
mean 131.2± 3.8 mmol/L (Sodium Level <135 mmol/L). The mean age of Hyponatremia was 64.2 ± 21.8 years. The
death rate was 17.1%. We followed the survival until 1 June 2016. Median of survival, who got operation were 46.2
months. The survival in hyponatremia patients at 48 month were 74% associated with significantly (p=0.001). After
we adjusted factors of age, sex, sodium level, cause of fracture and operation we found age was associated with
survival rate significant at p=0.002. The hazard ratio of the age over 60 were increased 1.4 of the age less than 60
(95%CI for HR: 0.06, 0.3). Causes of fracture were associated with survival rate statistic significant at p=0.006. We have
sufficient evidence for supporting that hyponatremia and survival rate were associated.
Keywords: Survival, Hyponatremia at first admission, Fracture Femur, Operation and Non operation
บทคัดยอ่ ภาวะของผปู้ ว่ ยกอ่ นการไดร้ บั การผา่ ตดั และอาจเปน็ สาเหตทุ ที่ ำ� ให้
ไมไ่ ดร้ บั การผา่ ตดั เชน่ กนั เปน็ ทน่ี า่ สนใจวา่ ผปู้ ว่ ยทไี่ มไ่ ดร้ บั การผา่ ตดั
ภาวะกระดูกสะโพกหักพบมากในผู้สูงอายุและเป็นปัญหา ไม่ได้มีอัตราการรอดชีพน้อยกว่าผู้ป่วยได้รับการผ่าตัด ดังนั้นการ
ทางสาธารณสุขซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและอัตราการรอด ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการรอดชีพในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก
ชีพของผู้สูงอายุ ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักจะมีภาวะพิการสูงและจะ ท่ีมีภาวะโซเดียมในเลือดต่�ำเม่ือแรกรับจึงอาจเป็นประโยชน์ในการ
เสียชีวิตภายใน 6 เดือนร้อยละ 13.5 และจะมีอัตราการเสียชีวิต ตดั สนิ ใจวางแผนการรกั ษา การศกึ ษาครงั้ นเ้ี ปน็ การศกึ ษาแบบยอ้ น
ภายใน 1 ปีร้อยละ 24 ปัจจุบันการให้การรักษาโดยวิธีการผ่าตัด หลัง โดยเก็บข้อมูลจากแฟ้มประวัติผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรง
ซ่ึงให้ผลการรักษาได้ดี ผู้ป่วยกระดูกติดเร็วและสามารถกลับมา พยาบาลเลิดสินและได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่ากระดูกสะโพก
ใช้ชีวิตประจ�ำวันได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามผลการผ่าตัดจะข้ึนอยู่กับ
120 | วารสารกรมการแพทย์
หกั ตงั้ แตว่ นั ท่ี 1 มกราคม 2554 ถงึ วนั ท3่ี 1 ธนั วาคม 2558 และ สม (syndrome of inappropriate anti-diuretic hormone )
ตอ้ งมผี ลการเจาะเลอื ดโซเดยี มครง้ั แรก (ภายใน 24 ชม.) เมอื่ เขา้ รบั และจากการท่ีได้รับยา diuretic, congestive heart failure,
การรกั ษาเปน็ ผปู้ ว่ ยในโรงพยาบาล (first visit afteradmission) เพ่ื renal failure, vomiting, diarrhea, liver failure, nephrotic
อศกึ ษาอบุ ตั กิ ารณก์ ารเกดิ ภาวะโซเดยี มในเลอื ดตำ�่ (โซเดยี มในเลอื ดตำ�่ syndrome, hypothyroidism, pancreatitis, hyperlipidemia,
กว่า 135 mmol/L) และติดตามการรอดชีวิตของผู้ป่วยจากแฟ้ม multiple myeloma, myperglycemia ทำ� ให้มคี วามเสย่ี ง4-5 ตอ่
ประวัติผปู้ ่วยและทะเบียนราษฎร์ (เกบ็ ขอ้ มูล ถงึ วันท่ี 1 มิถุนายน การเกิด brain damage, respiratory failure, noncardiogemic
2559) บนั ทกึ หนว่ ยเปน็ เดือน โดยใชส้ ถิติ Kaplan-Meier survival pulmonary edema, falls, bone fractures.3,6-7 จากการศึกษา
curve และ multivariate Cox-proportional hazard analysis ทางรังสีวิทยาพบว่า โซเดียมเป็นส่วนประกอบในกระดูก 1 ใน
เพอื่ วเิ คราะหอ์ ตั ราการรอดชวี ติ ของผปู้ ว่ ยกระดกู สะโพกหกั ทม่ี ภี าวะ 3 ของร่างกาย การขาดโซเดียมมีผลต่อการดูดซึมแคลเซียมใน
hyponatremia ผลการศกึ ษา ผปู้ ่วยกระดกู สะโพกหกั ที่เข้ารบั การ กระดูกลดลงดว้ ย การรกั ษาภาวะ hyponatremia จะมคี วามยาก
รกั ษาทัง้ หมดจ�ำนวน 405 ราย คดั ออกจำ� นวน 49 รายเนอ่ื งจาก เนื่องจากจะไม่ปรากฏอาการให้เห็น แต่จะมีผลต่อมวลกระดูกใน
มีอายนุ อ้ ยกวา่ 20 ปี จำ� นวน 36 ราย ไม่มีผลโซเดยี มจำ� นวน 10 ระยะยาว มกี ารศกึ ษาในหอ้ งปฏบิ ตั กิ ารทดลองโดยใหห้ นอู ยใู่ นภาวะ
ราย ต่างชาติท่ีติดตามการเสยี ชีวิตไมไ่ ด้จำ� นวน 3 ราย จึงมีผู้ป่วยที่ hyponatremia เป็นเวลา 3 เดือน ประเมินความหนาแน่นมวล
เขา้ เกณฑก์ ารศกึ ษาทงั้ สน้ิ 356 ราย อายเุ ฉลยี่ 59.5 ±21.8 เปน็ เพศ กระดกู ดว้ ยเครอ่ื ง DEXA (Dual Energy X-ray Absorptiometry)
หญิง รอ้ ยละ 52.2 เพศชาย ร้อยละ 47.8 มผี ปู้ ่วยที่ได้รับการรักษา พบว่า หนูทอี่ ยใู่ นภาวะ hyponatremia มคี วามสมั พนั ธ์กับการลด
โดยวธิ กี ารผา่ ตดั รอ้ ยละ 89 สาเหตจุ ากการหกลม้ รอ้ ยละ 57.9 เปน็ ลงของมวลกระดกู trabecular และ cortical 30 % เมอ่ื เทยี บกับ
ผปู้ ว่ ยมอี ายมุ ากกวา่ 60 ปี รอ้ ยละ 55.3 คา่ เฉลย่ี โซเดยี มในเลอื ดแรก หนูกล่มุ ปกติ อย่างมีนยั ส�ำคญั ที่ p<0.016
รับ 135.9±4.2 mmol/L (ระดับโซเดียมในเลอื ดปกติ อย่รู ะหว่าง
135-145 mmol/L3) ความชกุ ในผ้ปู ่วยโซเดียมในเลอื ดต่�ำ ร้อยละ การหักของกระดูกเป็นปัญหาระดับต้นของสาธารณสุข
30.1 คา่ เฉลย่ี 131.2±3.8 mmol/L (ระดบั โซเดยี ม <135 mmol/L) ท�ำให้สูญเสียทางเศรษฐกิจและผู้ป่วยติดเตียงมากขึ้น สาเหตุส่วน
ผมู้ ภี าวะโซเดียมในเลือดต่�ำมีอายเุ ฉลยี่ 64.2±21.8 ปี เมือ่ ติดตาม ใหญเ่ กดิ จากอบุ ตั เิ หตทุ างจราจร การถกู ทำ� รา้ ยรา่ งกาย หรอื ตกจาก
การมีชวี ิตของผูป้ ว่ ยทัง้ หมดถงึ วันที่ 1 มถิ นุ ายน 2559 พบว่ามผี เู้ สยี ทส่ี งู แตส่ ำ� หรบั ผสู้ งู อายมุ กั เกดิ จากการหกลม้ (ground fall) สาเหตุ
ชวี ติ จำ� นวนรอ้ ยละ 17.1 คา่ มธั ยฐานระยะเวลาการรอดชพี ผทู้ ไ่ี ดร้ บั ของการหกลม้ ขน้ึ อยกู่ บั สภาพแวดลอ้ ม8-9 การใชช้ วี ติ ประจำ� วนั รวม
การผา่ ตดั ในผทู้ มี่ ภี าวะ hyponatremia = 46.2 เดอื น เปรยี บเทยี บ ถงึ สขุ ภาพ จากการศกึ ษาพบวา่ สว่ นใหญป่ จั จยั เสย่ี งทส่ี มั พนั ธก์ บั การ
ระยะการรอดชีพผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ได้รับการผ่าตัดระหว่าง หกล้มคอื การได้รับยา psychotropic drugs, antihypertensive
ผู้ที่มีภาวะ hyponatremia และ normonatremia ผู้ท่ีมีภาวะ drugs, anticonvulsants เป็นต้น การได้รับยาท่ีมีผลต่อเนื้อ
Hyponatremia ทุกคนที่เวลา 48 เดอื นเป็นต้นไป มจี �ำนวนผเู้ สีย กระดกู ส่วนใหญจ่ ะมผี ลตอ่ การดูดซมึ แคลเซียมและขบั ออกพร้อม
ชวี ติ 2 รายจะมอี ตั ราการรอดชพี รอ้ ยละ 74 อตั ราการรอดชพี มคี วาม กับปสั สาวะ ซงึ่ มผี ลทำ� ให้ภาวะกระดูกพรุนรุนแรงขึ้น นัน่ หมายถงึ
แตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ท่ี p=0.001 เมอื่ ควบคมุ ผลกระทบจาก โอกาสหักของกระดูกมีมากขึ้น การรักษาส่วนใหญ่ต้องใช้วิธีการ
ตวั แปร อายุ เพศ ภาวะโซเดยี มในกระแสเลอื ดตำ�่ สาเหตกุ ารเขา้ รบั ผ่าตัด ซ่ึงข้ึนอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ป่วยด้วย หากสามารถรับ
การรกั ษา และการผ่าตัด พบวา่ อายุเปน็ ปจั จยั ทม่ี ีความสมั พนั ธก์ ับ การผา่ ตดั ไดเ้ รว็ กจ็ ะสามารถฟน้ี ตวั ไดเ้ รว็ ลดภาวะ osteo-necrosis
การเสียชวี ติ ระดับนัยสำ� คญั ท่ี p=0.002 โดยผู้ที่มอี ายมุ ากกวา่ 60 และ non-union ได้7
ปี มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าผู้มีอายุน้อยกว่า 60 ปี HR 1.4 เท่า
(95% CI for HR: 0.06, 0.3) สาเหตกุ ารเขา้ รับการรกั ษา มีความ มกี ารศกึ ษาในผ้ปู ว่ ย hyponatremia พบว่า ไตจะมีการก
สมั พนั ธก์ ับการเสียชีวิต ระดับนัยส�ำคัญที่ p=0.006 และการศึกษา รองลดลง6,10-11 และจะรักษาสมดุลในการกรองน้�ำ, sodium,
ครั้งน้ีไม่มีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอท่ีจะบอกถึงระดับความสัมพันธ์ potassium และ acid จากอาหารท่ีรบั ประทาน มกี ารศกึ ษาว่า ผู้
ระหว่างภาวะ hyponatremia กับการเสยี ชวี ติ สูงอายุจะมีการกรองลดลง 1 mmol/lite ทกุ 10 ปี (จากค่า141±4
mmol/lite)3 ระดับ Na มีความสัมพนั ธก์ ับการหกลม้ มากกวา่ คนมี
คำ� ส�ำคัญ: อตั ราการรอดชีพ ภาวะโซเดยี มในเลอื ดตำ�่ เมื่อ โซเดยี มปกติ 67 เท่า6 ซงึ่ การหกล้มน�ำไปสูก่ ารหักของกระดูก และ
แรกรบั กระดูกสะโพกหกั การผา่ ตัดและไม่ผ่าตัด ผปู้ ่วยทมี่ อี ายุ >65 ปี ทีม่ ภี าวะ hyponatremia มีโอกาสกระดูก
สะโพกหักเป็น 3 เทา่ ของคนอายุ < 65 ป4ี
บทนำ�
มกี ารศกึ ษาความชกุ ของผปู้ ว่ ยทมี่ ภี าวะโซเดยี มในเลอื ดตำ�่ 7
ผปู้ ว่ ยกระดกู สะโพกหกั เปน็ ปญั หาทางสาธารณสขุ เนอื่ งจาก พบว่า ผู้ป่วยท่ีได้รับการผ่าตัดสะโพกจะมีภาวะโซเดียมในเลือดต�่ำ
จะมภี าวะพกิ ารสงู รอ้ ยละ 13.5 จะเสยี ชวี ติ ภายใน6เดอื นและภายใน ร้อยละ 16.9 และเปล่ยี นข้อเข่าเทยี ม รอ้ ยละ 4.6 โรงพยาบาลเลิด
1 ปี จะมอี ตั ราการเสยี ชวี ติ รอ้ ยละ 241 ผลจากการมโี ซเดยี มในเลอื ดตำ่� สิน มผี ู้ปว่ ยท่ีกระดกู สะโพกหักตั้งแต่ปี 2549-2557 จ�ำนวน 3,279
(hyponatremia)จะทำ� ใหม้ กี ารเดนิ ไมม่ น่ั คงและหกลม้ ซงึ่ ยงั มกี ารศกึ ษา ราย และยังไม่พบว่ามีการรายงานการศึกษาความชุกของผู้ป่วยท่ี
ในเรอ่ื งนนี้ อ้ ยมาก2 อกี ประการคอื โซเดยี มมผี ลโดยตรงในการเพมิ่ มวล ผ่าตัดกระดูกสะโพกหัก การศึกษาคร้ังน้ีจึงมีความประสงค์ในการ
กระดกู ภาวะโซเดยี มในเลอื ดตำ�่ 1,3 สว่ นใหญจ่ ะพบในผสู้ งู อายรุ อ้ ยละ ศึกษาอัตราการรอดชีพท่ีระยะเวลา 5 ปี และความชุกของผู้ป่วย
50 มสี าเหตจุ ากกลมุ่ โรคทม่ี ภี าวะ antidiuretic hormone ไมเ่ หมาะ กระดกู สะโพกหกั ทีม่ ีภาวะโซเดียมในเลอื ดต�่ำ
ปที ่ี 45 ฉบบั ท ่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2563 | 121
วัตถุและวธิ ีการ 3. วิเคราะห์อัตราการรอดชีพของผู้ป่วยโดยใช้ Cox
regression analysis โดยกำ� หนด ตวั แปรทม่ี คี วามเกย่ี วขอ้ งและจาก
การศึกษาน้ีเป็นการศึกษาในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก การวิเคราะห์ bivariate analysis โดยคัดเลอื กตวั แปรท่มี รี ะดบั นัย
จากแบบเก็บข้อมูลซ่ึงผู้ศึกษาได้เสนอผ่านการพิจารณาจากคณะ ส�ำคญั ที่ p <0.25 เพื่อเข้าส่กู ารวเิ คราะห์ multivariate analysis
กรรมการวิจัยและจริยธรรมโรงพยาบาลเลิดสิน โดยศึกษาจาก ส�ำหรับการวิเคราะห์ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตในผู้
แฟ้มเวชระเบียนผู้ปว่ ยกระดกู สะโพกหัก (ICD10: S7210, S7220, ปว่ ย hyponatremia โดยการสรา้ งโมเดลจะทำ� การคดั เลอื กตวั แปร
S7230, S7231, S7240, S7241, S7270, S7280, S7290) และ ออกจาก model เร่ิมต้นแบบเจาะจง (purposeful selection)
เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเลิดสิน เร่ิมเก็บข้อมูล ต้ังแต่วันที่ โดยวิธีลดตัวแปรอิสระ (backward elimination) ก�ำหนดระดับ
1 มกราคม พ.ศ. 2554 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ผู้ปว่ ยจะตอ้ ง นยั ส�ำคัญท่ี p <0.05
มีผลการเจาะเลือดโซเดียมครั้งแรกเม่ือเข้ารับเป็นผู้ป่วยใน (first
visit admitted) ก�ำหนดเกณฑ์การคัดผู้ป่วยออกจากการศึกษา ผล
ไดแ้ ก่ ผูป้ ่วยทรี่ บั refer จากท่อี ื่น มอี ายนุ ้อยกวา่ 20 ปี และเป็น
ชาวต่างชาติทไ่ี ม่สามารถสอื่ สารและตดิ ตามการรอดชวี ติ ได้ ในการ จากการทบทวนเวชระเบียนพบผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักท่ี
ศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาการรอดชีพผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่มี เขา้ พกั รบั การรกั ษาในโรงพยาบาลเลิดสิน จำ� นวน 405 ราย ไม่เปน็
ภาวะโซเดียมในเลือดต�่ำ จากการศึกษาค่าปกติในคนสุขภาพแข็ง ไปตามเกณฑก์ ารศกึ ษา จำ� นวน 49 ราย (อายนุ อ้ ยกวา่ 20 ปจี ำ� นวน
แรงในประเทศจีน12 พบว่าค่าโซเดียมในเลือด อยู่ระหว่าง 136- 36 ราย ไมม่ ผี ลโซเดยี มจำ� นวน 10 ราย ตา่ งชาตทิ ต่ี ดิ ตามการเสยี ชวี ติ
146 mmol/L ซ่ึงเป็นค่าใกล้เคียงกับค่ามาตรฐานท่ีใช้เป็นเกณฑ์ ไม่ไดจ้ ำ� นวน 3 ราย) ดังน้นั จึงมผี ปู้ ่วยเป็นไปตามเกณฑ์การศกึ ษา
ค่าปกตทิ ใ่ี ช้ในปจั จบุ ัน จึงกำ� หนดใหค้ า่ ปกตขิ องโซเดียมในเลือดอยู่ จ�ำนวน 356 ราย เพศหญงิ มากกวา่ เพศชาย ร้อยละ 4.4 อายเุ ฉล่ยี
ระหวา่ ง 135-145 mmol/L และกำ� หนดใหภ้ าวะโซเดยี มในเลอื ดตำ�่ 59.5 ± 21.8 ปี คา่ เฉลย่ี ระดับโซเดยี มแรกรบั 135.9±4.2 Mmol/L
(hyponatremia) เม่ือแรกรบั มีคา่ < 135 mmol/L11 และตดิ ตาม ผู้ป่วยไดร้ ับการรกั ษาด้วยการผา่ ตัด ร้อยละ 89 (ไม่ได้รับการผา่ ตดั
การรอดชวี ิตจากการโทรศัพทแ์ ละส�ำนกั ทะเบยี นราษฎร์ ถงึ วันที่ 1 39 ราย) สาเหตเุ ขา้ รบั การรกั ษาเนอ่ื งมาจากการหกลม้ รอ้ ยละ 57.9
มถิ นุ ายน 2559 เมอ่ื ไดข้ อ้ มลู ครบถว้ นแลว้ จะวเิ คราะหด์ ว้ ยสถติ ิ ดงั นี้ พบวา่ ผหู้ ญงิ จะเขา้ รบั การรกั ษาดว้ ยสาเหตกุ ารหกลม้ มากกวา่ ผชู้ าย
รอ้ ยละ 36.0 ในขณะทผ่ี ชู้ ายเขา้ รบั การรกั ษาดว้ ยอบุ ตั เิ หตมุ ากกวา่ ผู้
1. ข้อมูลทั่วไปใช้ descriptive statistic (frequency หญิง รอ้ ยละ 38.6 เมอ่ื ตดิ ตามการเสียชวี ิตของผ้ปู ว่ ยทั้งหมดถึง วนั
percentage, mean±SD) ท่ี 1 มิถุนายน 2559 มีผู้เสยี ชีวติ ทัง้ ส้ิน รอ้ ยละ 17.1 (ตารางที่ 1)
มผี ปู้ ่วยภาวะ hyponatremia ร้อยละ 30.1 คา่ เฉล่ียระดับโซเดียม
2. หาระยะเวลาการรอดชพี โดย life table และวิเคราะห์ 131.2±3.8 mmol/L (ตารางที่ 1)
ระยะการรอดชีพผู้ป่วยโดย Kaplan Meier method และ log
rank test
ตารางท่ี 1 ขอ้ มูลท่วั ไป Male Female Total
n (%) Mean±SD n (%) Mean±SD n (%) Mean±SD
Gender 170 (47.8) - 186 (52.2) - 356 (100) -
Age (yr.) - 49.5 (21.7) - 68.6 (17.5) - 59.5 (21.8)
Operation
- Early (1-7 day) 94 (55.3) - 80 (43.0) - 174 (48.9) -
- Late (>7day) 68 (40.0) - 75 (40.3) - 143 (40.1) -
Non-operation 8 (4.7) - 31 (16.7) - 39 (11.0) -
Level serum sodium 136.3 (3.4) 135.6 (4.8) 135.9 (4.2)
- Normanatremia - 137.7 (2.3) - 138.2 (2.1) - 137.9 (4.2)
- Hyponatremia 126 (74.1) 132.1 (2.8) 123 (66.1) 130.5 (4.3) 249 (69.9) 131.2 (3.8)
Cause of Fracture 44 (25.9) 63 (33.9) 107 (30.1)
- Hi-velocity -
- Frail 104 (61.2) - 46 (24.7) - 150 (42.1) -
Status 66 (38.8) - 140 (75.3) - 206 (57.9)
- Alive 154 (90.6) -
- Dead 16 (9.4) - 141 (75.8) - 295 (82.9) -
45 (24.2) - 61 (17.1) -
122 | วารสารกรมการแพทย์
ตารางที่ 2 ข้อมูลทวั่ ไปผู้ป่วย Hyponatremia และ Normanatremia
Serum Sodium Normanatremia n=249 Hyponatremia n=107 Total n=356
- Male n (%) Mean±SD n (%) Mean±SD n (%) Mean±SD
- Female
Age 126 (50.6) 137.7 (2.3) 44 (41.1) 132.1 (2.8) 170 (47.8) 136.3 (3.4)
- age ≤ 60 yr. 123 (49.4) 138.2 (2.1) 63 (58.9) 130.5 (4.3) 186 (52.2) 135.6 (4.8)
- age > 60 yr.
121 (47.8) 38.2 (12.4) 41 (37.4) 40.0 (13.4) 162 (45.5) 38.2 (12.4)
128 (52.2) 75.7 (8.1) 66 (79.2) 79.2 (8.2) 194 (55.3) 76.7 (8.5)
Operation 126 (50.6) 3.9 (2.1) 48 (44.9) 4.2 (2.2) 174 (48.9) 4.0 (2.1)
- Early (1-7 day) 100 (40.2) 11.7 (6.4) 43 (40.1) 28.7 (69.8) 143 (40.1) 16.6 (39.1)
- Late operation 23 (9.2) 16 (15.0) 39 (11.0)
Non-operation 0 0 0
Cause of Fracture 150 (42.1) -
- Hivelocity 116 (46.6) - 34 (31.8) - 206 (57.9) -
- Frail 133 (53.4) - 73 (68.2) - 295 (82.9) -
Status 61 (17.1)
- Alive 212 (85.1) - 83 (77.6) - -
- Dead 37 (14.9) - 24 (22.4) - -
กลุ่มผู้ป่วยท่ีมีภาวะโซเดียมในเลือดต่�ำ พบว่าเพศหญิงมี ภาวะโซเดยี มในเลือดตำ�่ ทีไ่ มไ่ ดร้ ับการผ่าตดั จำ� นวน 16 ราย ซ่ึงใน
จ�ำนวนมากกวา่ เพศชาย รอ้ ยละ 17.8 อยู่ในกลมุ่ อายุมากกว่า 60 การศกึ ษานพ้ี บวา่ ในจำ� นวนผเู้ สยี ชวี ติ ทงั้ หมดมภี าวะโซเดยี มในเลอื ด
ปีอายุเฉล่ีย 79.2±8.2 มีจ�ำนวนมากกว่ากลุ่มที่มีอายุน้อยกว่า 60 ต่ำ� ร่วมด้วย ร้อยละ 22.4 (n=107) (ตารางที่ 2)
ปี ร้อยละ 41.8 มีสาเหตุจากการ หกล้ม รอ้ ยละ 68.2 มผี ูป้ ่วยทีมี
ตารางที่ 3 ข้อมูลท่ัวไปผู้ปว่ ยท่ไี ดร้ บั การผา่ ตดั และไมไ่ ด้ผา่ ตัด
Gender Operative n=317 Non-operative n=39 Total n=356
- Male 162 (51.1) 8 (20.5) 170 (47.8)
- Female 155 (48.9) 31 (79.5) 155 (52.2)
Age 157 (49.5) 5 (12.8) 162 (45.5)
- < 60 yrs 160 (50.5) 34 (87.2) 194 (54.5)
- > 60 yrs. 226 (71.3) 23 (59.0) 249 (69.9)
Sodium Level 91 (28.7) 16 (41.1) 107 (30.1)
- Normanatremia 144 (45.4) 6 (15.4) 150 (42.1)
- Hyponatremia 173 (54.6) 33 (84.6) 206 (57.9)
Cause of Fracture 270 (85.2) 25 (64.1) 295 (82.9)
- Hivelocity 47 (14.8) 14 (35.9) 61 (17.1)
- Frail
Status
- Alive
- Dead
ผู้ป่วยท่ีได้รับการผ่าตัดจ�ำนวน 317 ราย ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดมีภาวะโซเดียมในเลือดต�่ำ ร้อยละ 28.7 สาเหตุจากการหกล้ม
รอ้ ยละ 57.9 (ตารางที่ 3)
ปที ่ ี 45 ฉบับที่ 1 มกราคม - มนี าคม 2563 | 123
ตารางที่ 4 ผูป้ ่วยกระดกู สะโพกหักจ�ำแนกตามการผ่าตดั
n% Non-operative Early Operative Late Operative Total p-value
n =39 n=174 n=143 n=356 0.001
Gender 8 (4.7) 94 (55.3) 68 (40) 179 (100) < 0.001
- Male 31 (16.7) 80 (43) 75 (40.3) 186 (100)
- Female 5 (3.1) 95 (58.6) 62 (38.3) 162 (100) 0.254
Age 34 (17.5) 79 (40.7) 81 (41.8) 194 (100) 0.001
- ≤ 60 yrs. 0.003
- > 60 yrs. 100 (40.2) 249 (100)
43 (40.2) 107 (100)
Sodium Level 23 (9.2) 126 (50.6) 59 (39.3) 150 (100)
- Normanatremia 16 (15) 48 (44.9) 84 (40.8) 206 (100)
- Hyponatremia 6 (4) 85 (56.7) 119 (40.3) 295 (100)
Cause of Fracture 33 (16) 89 (43.2) 24 (39.3) 61 (100)
- Hivelocity 25 (8.5) 151 (51.2)
- Frailed 14 (23) 23 (37.7)
Status
- Alive
- Dead
เพศ อายุ มคี วามสัมพนั ธ์กับการผ่าตัดอยา่ งมีนัยส�ำคัญ ท่ี ระดับโซเดียมในเลือดไม่มีความสัมพันธ์กับการผ่าตัด สาเหตุของ
p = 0.001 และ p <0.001 มผี ู้ปว่ ย รอ้ ยละ 15 ท่ีมภี าวะโซเดียม การหักของกระดูกมีความสัมพันธ์กับการผ่าตัด ระดับนัยส�ำคัญท่ี
ในเลือดต่�ำและไม่ได้ผ่าตัด เม่ือทดสอบความสัมพันธ์แล้วพบว่า p =0.001 (ตารางที่ 4)
ตารางท่ี 5 ข้อมลู ผู้ป่วยท่ีเสียชีวติ (n=61)
Normanatremia n=37 Hyponatremia n=24 Total n=61 p-value
n (%) Mean±SD n (%) Mean±SD n (%) Mean±SD 0.171
Gender 12 (32.4) - 4 (16.7) - 16 (26.2) - -
- Male 25 (67.6) 137.4 (1.8) 20 (83.3) 129.9 (4.3) 45 (73.8) 134.5 (4.8) 0.528*
- Female 37 (60.7) 24 (39.3) 61 (100)
Serum Sodium
Age 5 (13.5) 41.0 (11.0) 2 (8.3) 44.5 (12.0) 7 (11.5) 42.0 (10.4)
- ≤ 60 yrs. 32 (86.5) 81.3 (6.6) 22 (91.7) 81.0 (6.5) 54 (88.5) 81.2 (6.5)
- > 60 yrs.
Operation 0.476
- Early (1-7 day) 16 (43.2) - 7 (29.2) - 23 (37.7) -
- Late operation 14 (37.8) - 10 (41.7) - 24 (39.3) -
Non-operation 7 (18.9) - 7 (29.2) - 14 (23.0) -
Cause of Fracture 1 (4.2) 0.206*
- Hivelocity 5 (13.5) - 6 (9.8)
- Frail 32 (86.5) 23 (95.8) 55 (90.2)
* Fisher’s Exact test
เมือ่ พิจารณากลมุ่ ผู้เสียชีวิตจ�ำนวน 61 ราย พบวา่ เพศมี 129.9±4.3 mmol/L นอกจากนยี้ งั ไมพ่ บความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง อายุ
ความสัมพันธ์กับการเสียชีวิต โดยเพศหญิงเสียชีวิตมากกว่าเพศ สาเหตุการหกั ของกระดกู และการผ่าตดั (ตารางที่ 5)
ชาย กลุ่มผู้ป่วยท่ีมีภาวะโซเดียมในเลือดต�่ำมีระดับโซเดียมเฉลี่ย
124 | วารสารกรมการแพทย์
ตารางท่ี 6 อัตรารอดชพี แต่ละชว่ งเวลาของผ้ปู ว่ ยกระดกู สะโพกหักทีม่ ีภาวะโซเดียมในเลอื ดต�่ำ
ระยะเวลา (เดอื น) เพศชาย เพศหญิง รวม
เสยี ชีวิต (ราย) รอดอชัตพี รา(รกอ้ายรละ) เสียชวี ิต (ราย) รอดอชตั ีพรา(รกอ้ายรละ) เสยี ชวี ติ (ราย) รอดอชัตพี รา(รกอ้ายรละ)
0
6 1 95 3 95 4 96
12 1 95 5 87 6 91
24 0 95 6 77 6 84
36
48 1 92 3 68 4 78
60 0 92 0 68 0 78
0 87 2 57 2 69
0 87 0 57 0 69
ภาพท่ี 1 อัตราการรอดชีพแต่ละชว่ งเวลา ในผู้ทีม่ ภี าวะโซเดียมในเลอื ดต�ำ่
ภาพที่ 2 อัตราการรอดชีพแตล่ ะช่วงเวลา จำ� แนกตามเพศ
อัตราการรอดชีวิต (proportion time) ของผู้มีภาวะ 1,000ราย/เดอื น (หมายถงึ เมอ่ื ตดิ ตามการเสยี ชวี ติ 1,000 ราย เปน็
โซเดยี มต�ำ่ ที่ 12, 24 เดอื น อย่ทู รี่ อ้ ยละ 84 และ ร้อยละ 78 (ตาราง เวลา 1 เดือน จะพบคนเสยี ชีวติ 11 ราย) หากคิดรวมทง้ั เพศหญงิ
ที่ 4) มีอตั ราการเสียชีวิตท่ี ร้อยละ 17.1 (ตารางท่ี 2) เพศหญงิ และ และเพศชายมีอัตราการเสยี ชีวติ 5.4 ราย/1,000 ราย/เดอื น
เพศชายมอี ตั ราการเสยี ชวี ติ (incident density) เทา่ กนั ที่ 1.1 ราย/
ปีที่ 45 ฉบบั ท ี่ 1 มกราคม - มนี าคม 2563 | 125
ภาพท่ี 3 ระยะเวลาการรอดชีพผู้ป่วยกระดูกสะโพกหกั
ตารางท่ี 7 เปรยี บเทียบระยะเวลาการรอดชีพในผปู้ ่วยทม่ี โี ซเดยี มในเลือดต่ำ�
3 yrs. Survival Time (month) 95%CI p-value
95 % 5 yrs. Mean±SD 545631...086---565584...674 0.001
--GeFMenamdleearle 94.3 % 546806...093±±±132...353 5484..75--5670..71 0.188
98.0 % 92.6 % 6309..60--5612..11 < 0.001
S--oNHdoyiuprmmonoSanetarretuxmmemia ia 93.4 % 0.004
A--g≤>e 6600 yyrrss.. 93.1 % 5573..32 ±±12..34 4621..26--5674..16
ON--pELoeaanrrt-aleoytpioenrative 87.4% < 0.001
C-- aFHuriavsieelloocfitFyracture 95.5 % 4635..59±±13..28
87.4 %
80.4 % 4648..26±±12..35
ภาพที่ 4 เปรยี บเทียบการรอดชพี กล่มุ โซเดียมในเลือดปกติ และโซเดียมในเลือดตำ�่
126 | วารสารกรมการแพทย์
ภาพที่ 5 เปรยี บเทียบเพศและการรอดชพี ในผปู้ ว่ ยกลมุ่ โซเดียมในเลือดต�่ำ
ภาพที่ 6 เปรยี บเทียบอายุและการรอดชพี ในผปู้ ว่ ยโซเดียมในเลอื ดต่�ำ
ภาพที่ 7 เปรยี บเทยี บการรอดชพี ผู้ป่วยท่ีได้รับการผา่ ตดั มีโซเดยี มในเลือดต่ำ�
ปีท ่ี 45 ฉบบั ท่ ี 1 มกราคม - มนี าคม 2563 | 127
ภาพที่ 8 เปรียบเทยี บการรอดชีพผู้ป่วยหกลม้ ท่มี โี ซเดยี มในเลือดต�ำ่
คำ� นวณระยะเวลาการรอดชีพ (median survival time) 48.7-57.7) นอ้ ยกวา่ ผ้ทู ่มี รี ะดบั โซเดียมปกติ (ภาพท่ี 4 และตาราง
ด้วย Kaplan Meier พบว่า เพศชายมีอัตราการรอดชีพ ร้อยละ ที่ 7) ผปู้ ่วยที่ไดร้ บั การผ่าตัดภายใน 1-7 วนั จะมคี า่ กลางการรอด
90.6 เพศหญิง รอ้ ยละ 75.8 ค่ากลางการรอดชพี 56.3 ± 1.3 เดือน ชีพนานกว่าผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดช้าหรือไม่ได้รับการผ่าตัดอย่างมี
(95% CI: 53.8-58.7) (ภาพที่ 3 และตารางที่ 7) แตห่ ากผปู้ ว่ ยมรี ะดบั นยั สำ� คัญท่ี 0.004 (ภาพที่ 7 และตารางที่ 7)
โซเดยี มในเลอื ดต่�ำจะมีคา่ กลางการรอดชีพที่ 53.2±2.3 (95% CI:
ตารางที่ 8 ปัจจัยที่มีผลต่อการรอดชพี ของผูป้ ว่ ยกระดูกสะโพกหัก
Gender HR crude 95%CI p-value
Age 2.654 1.50-4.70 0.001
Serum sodium level 0.137 0.06-0.30 < 0.001
Operation 1.410 0.843-2.359 0.190
Hivelocity 0.709 0.49-1.04 0.075
0.137 0.06-0.32 < 0.001
ตารางที่ 9 ปัจจยั ท่ีมีผลตอ่ การรอดชีพของผ้ปู ่วยกระดูกสะโพกหัก (เมื่อควบคุมปจั จัย)
Age HR adjust 95%CI p-value
Hivelocity 0.25 0.10-0.60 0.002
3.61 1.44-9.04 0.006
เม่ือน�ำปัจจัยต่างมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่าง นับว่าเป็นความชุกท่ีสูงเม่ือเทียบกับการศึกษาที่ผ่านมา1,13-17 เช่น
ปัจจัยและการรอดชีพด้วย Cox regression หากปัจจัยใดมีค่า ผลการศกึ ษาปี 2011 Hoorn7 ท�ำโครงการ Rotterdam Study ได้
p > 0.025 จะคดั ปจั จยั นั้นออก และน�ำปจั จัยทัง้ หมดเขา้ ทดสอบ ศึกษาความชกุ ของผูท้ ม่ี ีภาวะ hyponatremia ทัง้ ในเพศชายและ
ดว้ ย วิธี backward stepwise อีกครง้ั พบวา่ เม่อื ควบคมุ ปจั จัยจาก หญงิ จำ� นวน 5,208 ราย พบความชกุ รอ้ ยละ 7.7 Hagino13 ศกึ ษาผู้
ตวั แปรไดแ้ ก่ เพศ การผ่าตัด อายุ สาเหตุการเข้ารับการรักษา และ ปว่ ยกระดกู สะโพกหกั ทม่ี ภี าวะ hyponatremia เมอื่ เรม่ิ admit 512
ผลโซเดียมในเลอื ดแลว้ พบว่าอายุ และสาเหตกุ ารเข้ารับการรกั ษา ราย พบความชุก รอ้ ยละ 9.6 การที่มีความชกุ ต่างกนั มากเนอ่ื งจาก
มีผลต่อการรอดชีพของผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก โดยผู้ป่วยท่ีมีอายุ กลมุ่ ประชากรศึกษาทแ่ี ตกตา่ งกนั จึงเทียบเคยี งกับการศกึ ษา ในปี
มากกว่า 60 ปี มคี วามเสย่ี งต่อการเสียชีวติ 0.25 เทา่ ของผปู้ ว่ ยที่ 2017 ประเทศอติ าล1ี 7 ศกึ ษากลมุ่ ผสู้ งู อายกุ ระดกู สะโพกหกั ทมี่ อี ายุ
มีอายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 60 ปี และสาเหตุการเข้ารับการรักษา มากกวา่ 65 ปี และมภี าวะโซเดียมในเลือดต่ำ� โดยศึกษายอ้ นหลงั
จากอุบัตเิ หตมุ คี วามเส่ยี งต่อการเสียชวี ติ 3.61 เทา่ เมือ่ เทียบผ้ปู ่วย ในปี 2014-2015 พบวา่ มีความชกุ ร้อยละ 19 (n=334) ซงึ่ อตั รา
ท่ีหกลม้ อยา่ งมนี ยั ส�ำคญั ทางสถติ ทิ ่ี 0.002 และ 0.006 (ตารางท่ี 9) ความชกุ ในโรงพยาบาลเลดิ สนิ กย็ ังสูงกว่า รอ้ ยละ 10
สรปุ ในการศึกษาน้ียังพบว่า เพศหญิงมากกว่าเพศชาย 11,18
ภาวะโซเดียมในเลือดต่�ำเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วย ร้อยละ 4.4 (ตารางท่ี 1) และเพศหญิงมีความเส่ยี งตอ่ การเสยี ชีวิต
มากกวา่ เพศชาย 2.7 เท่า (ตารางที่ 8) การหกลม้ (ground fall)
สูงอายุ จากการศึกษาผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักท่ีมีภาวะโซเดียมใน มากกว่าร้อยละ 50 เป็นสาเหตุส�ำคัญในการเกิดกระดูกสะโพกหัก
เลือดต่�ำ (ก�ำหนดให้ค่าโซเดยี มในเลอื ดต่ำ� กวา่ 135 mmol/L) ใน ผูป้ ่วยทม่ี อี ายุมากกวา่ 60 ปี จะมีโอกาสเสียชวี ิตมากกวา่ ผู้ท่มี อี ายุ
โรงพยาบาลเลิดสิน จำ� นวน 356 ราย พบความชกุ ท่ี รอ้ ยละ 30.1 น้อยกวา่ 60 ปี 0.14 เทา่ (ตารางท่ี 8) ผู้ปว่ ย hivelocity ร้อยละ
128 | วารสารกรมการแพทย์
96 จะไดร้ บั การรกั ษาโดยการผา่ ตดั กลมุ่ Frailed จะไดร้ บั การผา่ ตดั การศกึ ษาครงั้ นท้ี เี่ ปน็ การศกึ ษาเรอ่ื งความชกุ และอตั ราการรอดชพี
ร้อยละ 84 (ตารางที่ 4) ผทู้ ี่มีคา่ โซเดยี มในเลอื ดตำ�่ ไมไ่ ดเ้ ป็นปัจจยั ของผู้ป่วยกระดกู สะโพกหกั ทม่ี ีผลโซเดยี มคร้ังแรกเมื่อแรกรบั โดย
ที่จะได้รับการผ่าตัดหรือไม่ได้รับการผ่าตัด นอกจากนี้ยังมีรายงาน ไม่ได้ศึกษาถึงการเสียชีวิตจากภาวะโซเดียมในเลือดต�่ำ ปัจจัยหรือ
ว่าภาวะโซเดียมต่�ำมีผลต่อการลดลงในการสร้างมวลกระดูกและ สาเหตกุ ารเสยี ชวี ติ ของผปู้ ่วย
มีผลต่อการทรงตัว2,10-11,19 แต่ก็ยังขาดข้อมูลทางคลินิกเรื่องระดับ
sodium มผี ลกบั การทรงตวั และมวลกระดกู อยา่ งไร แตจ่ ากผลการ ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักท่ีมีสาเหตุจากการหกล้ม หรือจาก
วจิ ยั systematic review2 ปี 2007-2017 (26 เรือ่ ง) พบวา่ ภาวะ การเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง การรักษาโดยวิธีการผ่าตัด จะสามารถ
โซเดยี มในเลอื ดตำ�่ มผี ลตอ่ การเพม่ิ การเปน็ โรคกระดกู พรนุ 2.07 เทา่ ฟ้ืนฟสู ภาพร่างกายได้เรว็ ลดระยะเวลาการนอนติดเตยี ง ลดความ
และมีโอกาสกระดกู หกั เพม่ิ ข้ึนเป็น 2.34 เท่า ในการศกึ ษานพ้ี บวา่ ทุกข์ทรมานจากอาการปวด ซ่ึงการเตรียมความพร้อมของร่างกาย
ผู้มภี าวะ hyponatremia มีโอกาสเส่ียงต่อการเสยี ชีวติ มากกว่าคน เปน็ ความปลอดภยั ท่ีผู้ปว่ ยจะได้รบั อยา่ งไรก็ตามผ้ปู ว่ ยกระดูกหัก
ที่ normanatremia 1.4 เท่า15 ภาวะ hyponatremia จึงเป็นตัว สว่ นใหญจ่ ะเปน็ ผสู้ งู อายทุ ม่ี กี ารปว่ ยดว้ ยโรคเรอ้ื รงั และไดร้ บั ยาอยา่ ง
สะทอ้ นถงึ ความแขง็ แรงของผู้ป่วย ซึง่ อาจเปน็ สาเหตขุ องการนอน ต่อเน่ืองและเป็นยาที่มีผลต่อระดับโซเดียมในเลือด ซึ่งอาจท�ำให้ผู้
ในโรงพยาบาลนานขนึ้ และทำ� ใหผ้ ปู้ ่วยเสยี ชีวิตเร็วขึ้น17 และมกั จะ สูงอายอุ ยู่ในภาวะ mild chronic hyponatremia7 ในทางคลินกิ
เสียชีวิตในระยะเวลาส้ันๆ (2 สัปดาห์) ซ่ึงสาเหตุการเสียชีวิตจาก จึงควรเพม่ิ การเฝา้ ระวังในการดูแลรักษาผู้ปว่ ยสูงอายุ ผปู้ ่วยทีต่ ้อง
สาเหตุอ่ืนๆ ก็อาจมีภาวะโซเดียมในเลือดต่�ำร่วมได้เช่นกัน ซึ่งจาก ได้รับยาที่มีผลต่อการลดลงของ sodium จึงควรมีการตรวจหรือ
ผลการศึกษาน้ียงั ไมม่ ีขอ้ มลู เพยี งพอในการทีจ่ ะสนับสนุนวา่ ระดับ ประเมินระดับโซเดียมในเลือดและคุณภาพกระดูกเป็นระยะ รวม
โซเดียมในเลือดต่�ำมีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิต เน่ืองจากการ ถงึ ใหค้ �ำแนะน�ำในการลดปจั จัยท่มี ีความเส่ยี งตอ่ การหกลม้ ตั้งแตผ่ ู้
ศึกษานี้เป็นการเก็บข้อมูลการเสียชีวิตในภาพรวมของผู้ป่วยผ่าตัด ป่วยท่ีมารับการรักษาท่ีแผนกผู้ป่วยนอก และหากผู้สูงอายุมีความ
กระดูกสะโพกและมีภาวะโซเดียมในเลือดต่�ำ จึงเป็นข้อจ�ำกัดของ จ�ำเป็นต้องรับการรักษาด้วยการผ่าตัดก็จะช่วยลดความเสี่ยงอัตรา
การเสียชีวิต
References 11. Tareen N, Martins D, Nagami G, Levine B, Norris KC.
1. Ayus JC, Negri AL, Kalantar-Zadeh K, Moritz ML. Is chronic Sodium disorders in the elderly. J Natl Med Assoc 2005;
97: 217–24.
hyponatremia a novel risk factor for hip fracture in the
elderly?. Nephrol Dial Transplant 2012; 27: 3725 – 31. 12. Holm JP, Amar AOS, Hyldstrup L, Jensen JEB.
2. Luckey AE, Parasa CJ. Fluid and electrolytes in the aged. Hyponatremia, a risk factor for osteoporosis and
Arch surg 2003; 138: 1055 – 60. fractures in women. Osteoporos Int 2016; 27:989-1001.
3. Verbalis JG, Barsony J, Sugimura Y, Tian Y, Adams DJ,
Carter EA, Resnick HE. Hyponatremia-Induced Osteoporosis. 13. Upadhyay A, Jaber BL, Madias NE. Incidence and prevalence
J Bone Miner Res 2015; 30: 970–5. of hyponatremia. Am J Med 2006; 119: S30-5.
4. Cervellin G, Mitaritonno M, Pedrazzoni M, Picanza A,
Lippi G, Prevalence of hyponatremia in femur neck 14. Foster KW. Hip fractures in adults. [Internet] 2016. [Cited
fractures: a one-year survey in an urban emergency 2017 Jan 16]. Available from: https://www.uptodate.com/
department. Adv Orthop2014; 2014: 397059. contents/ osteoporotic-fracture-risk-assessment?source=-
5. Jamal SA, Arampatzis S, Harrison SL, Bucur RC, Ensrud K, see_link.
Orwoll ES, Bauer DC. Hyponatremia and Fractures: Findings
from the MrOS Study. J Bone Miner Res 2015; 30: 970–5. 15. Lewiecki EM. Osteoporotic fracture risk assessment.
6. Hannan EL, Magaziner J, Wang JJ, Eastwood EA, Silberzweig [Internet] 2015. [Cited 2017 Jan 16]. Available from:
SB, Gilbert M, et al. Mortality and locomotion 6 months https://www.uptodate. com/ contents/ osteoporotic-
after hospitalization for hip fracture: risk factors and fracture-risk-assessment?source=see_link#H16.
risk-adjusted hospital outcomes. JAMA 2001; 285:2736-42.
7. Hoorn EJ, Rivadeneira F, van Meurs JB, Ziere G, Stricker 16. Murthy K, Ondrey GJ, Malkani N, Raman G, Hodge MB,
BH, Hofman A, et al. Mild hyponatremia as a risk factor for Marcantonio AJ, et al. The effects of hyponatremia on
fractures: the Rotterdam Study. J Bone Miner Res 2011; bone density and fractures: a systematic review and
26: 1822–8. meta-analysis. Endocr Pract 2019; 25: 366-78.
8. Beloosesky Y, Hershkovitz A, Solovey B, Salai M, Weiss A.
Hip fracture post-operation dysnatremia and Na+-courses 17. Aicale R, Tarantino D, Maffulli N. Prevalence of
in different cognitive and functional patient groups. Arch Hyponatremia in Elderly Patients with Hip Fractures: A
Gerontol Geriatr2011; 53: 179–82. Two-Year Study. Med Princ Pract 2017; 26: 451-5.
9. Tolouian R, Alhamad T, Farazmand M, Mulla ZD. The
correlation of hip fracture and hyponatremia in the elderly. 18. Jia K, Zhang C, Huang X, Wang L, Hao X, Mu R. Reference
J Nephrol 2012; 25: 789-93. Intervals of Serum Sodium, Potassium, and Chlorine in
10. Hagino T, Ochiai S, Watanabe Y, Senga S, Saito M, Takaya- Chinese Han Population and Comparison of Two ISE
ma Y, et al. Hyponatremia at admission is associated with Methods. J Clin Lab Anal 2015; 29: 226–34.
in-hospital death in patients with hip fracture. Arch Orthop
Trauma Surg 2013;133:507-11. 19. Yoo BS, Park JJ, Choi DJ, Kang SM, Hwang JJ, Lin SJ, et al.
Prognostic value of hyponatremia in heart failure patients:
an analysis of the Clinical Characteristics and Outcomes in
the Relation with Serum Sodium Level in Asian Patients
Hospitalized for Heart Failure (COAST) study. Korean
J Intern Med 2015; 30:460-70.
ปีท ่ี 45 ฉบบั ที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2563 | 129
นิพนธต์ ้นฉบับ
ความรู้ ทัศนคติ และการปฏบิ ัตเิ กย่ี วกบั การปอ้ งกันการติดเช้อื ในผปู้ ว่ ยมะเร็ง
ของพยาบาลวชิ าชพี หอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลมะเรง็ อดุ รธานี
ยุวลี ฉายวงศ์ พย.ม.
งานพยาบาลปอ้ งกันและควบคุมการตดิ เชอ้ื โรงพยาบาลมะเร็งอดุ รธานี อ�ำเภอเมอื งอดุ รธานี จังหวัดอดุ รธานี 41330
Abstract: Knowledge, Attitudes, and Practices Regarding Infection
Prevention in Cancer Patients Among Registered Nurses in the inpatient
Udornthani Cancer Hospital
Chaywong Y
Department of nursing prevention Infection and Control, Udornthani Cancer Hospital, Udornthani, 41330
(Email: [email protected])
(Received: April 26, 2019; Revised: July 11, 2019; Accepted: August 27, 2019)
Infections in cancer patients is a leading cause of death in patients. The practices of registered nurses are
very important in preventing infections among cancer patients. This study is a part of thesis; descriptive correlational
study aimed to examine the knowledge, attitudes, and practices of registered nurses regarding infection prevention
in cancer patients, and to study the relationship between knowledge, attitudes, and practices of registered nurses
regarding infection prevention in cancer patients. The participants were 60 registered nurses who were working in
the inpatient units in Udornthani Cancer Hospital under the Department of Medical Services, Ministry of Public
Health. Data were collected between June and November 2017. Research instrument was a questionnaire consisting
of four parts: demographic data, knowledge of preventing infections in cancer patients, attitudes towards preventing
infections in cancer patients, and practices of preventing infections in cancer patients. The content validity of the
questionnaire was examined by five experts. The content validity index was 1.0. The reliability of the knowledge,
attitudes, and practices questionnaire were 0.72, 0.90 and 0.87 respectively. Data were analyzed by using descriptive
statistics. The relationship between knowledge, attitudes, and practices of registered nurses regarding preventing
infections in cancer patients was analyzed by using the Spearman Correlation Coefficients. The research findings
showed that the participants had knowledge of preventing infections in cancer patients at a high level with a
median score of 20 out of 25 points. The samples had attitudes and practice regarding preventing infections in
cancer patients at a high level and very agree with questions. It was also found that the participants’ knowledge of
and attitudes regarding preventing infections in cancer patients did not correlate with a statistical significance of 0.05
(r = 0.355) and the knowledge did not correlate with the participants’ practices of preventing infections in cancer
patients (r =0.068).While the attitudes and practices of the participants regarding preventing infections in cancer
patients were positively correlated at a low level with a statistical significance of 0.05 (r = 0.390 ).The results of this
research can be used as baseline information and guidance on planning to promote knowledge, attitudes, and
practices regarding preventing infections in cancer patients among registered nurses in hospitals of cancer under the
Department of Medical Services, Ministry of Public Health.
Keywords: Knowledge, Attitudes, Practices, Preventing infections in cancer patients, Registered nurses
บทคดั ยอ่ ป้องกันการติดเชื้อของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลมะเร็งสังกัด
กรมการแพทย์ เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ มี
การติดเชื้อในผู้ป่วยมะเร็งเป็นสาเหตุส�ำคัญท�ำให้ผู้ป่วย วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติเก่ียวกับ
เสียชีวิต การปฏิบัติของพยาบาลวิชาชีพจึงมีความส�ำคัญอย่าง การป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยมะเร็งของพยาบาลวิชาชีพ รวม
ย่ิงต่อการป้องกันการติดเช้ือในผู้ป่วยมะเร็ง การวิจัยน้ีเป็นส่วน ทั้งศึกษาความสัมพันธ์ของความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติเกี่ยว
หนึ่งของการศึกษาความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติเก่ียวกับการ
130 | วารสารกรมการแพทย์
กับการป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยมะเร็งของพยาบาลวิชาชีพ มะเร็งและไมเ่ ปน็ มะเรง็ จำ� นวนทงั้ สนิ้ 22,250 ราย โดยเป็นผปู้ ่วย
กลุ่มตัวอย่างท่ีศึกษาคือ พยาบาลวิชาชีพ จ�ำนวน 60 คน ท่ี มะเร็งรายใหมถ่ ึง 3,441 ราย คดิ เปน็ ร้อยละ 15.47
ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี สังกัด
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข รวบรวมข้อมูลระหว่าง ผู้ป่วยมะเร็งมีโอกาสติดเช้ือได้ง่าย เนื่องจากภาวะภูมิ
เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2560 ถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ต้านทานร่างกายต่อเชื้อโรคท่ีลดลงจากผลการรักษา ท้ังเคมีบ�ำบัด
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 4 ส่วนคือ แบบสอบถาม และรังสีรักษา รวมถึงการท�ำหัตถการต่างๆ และการผ่าตัดซ่ึงส่วน
ข้อมูลท่ัวไป แบบวัดความรู้ในการป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วย มากในผปู้ ่วยมะเร็งมกั ไดร้ ับการผา่ ตดั ใหญ่ เพอ่ื ปอ้ งกันการลุกลาม
มะเร็ง แบบวัดทัศนคติในการป้องกันการติดเช้ือในผู้ป่วยมะเร็ง ของมะเร็ง จึงส่งผลกระทบต่ออวัยวะหลายระบบ รวมทั้งระบบ
และแบบสอบถามเกี่ยวกับการปฏิบัติในการป้องกันการติดเช้ือ ภมู คิ มุ้ กนั และการมบี าดแผลบรเิ วณกวา้ งเปน็ หนทางใหเ้ ชอ้ื โรคเขา้
ในผู้ป่วยมะเร็ง ซ่ึงแบบสอบถามดังกล่าวผ่านการตรวจสอบ สู่ร่างกายผู้ป่วยได้ง่าย บางรายอาจเกิดการติดเชื้อในกระแสโลหิต
ความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความ อยา่ งรนุ แรง (severe sepsis) เชอ้ื เขา้ สกู่ ระแสโลหติ (septicemia)
ตรงเชิงเน้ือหาเท่ากับ 1.0 และทดสอบความเช่ือม่ันได้ค่าเท่ากับ เกิดภาวะชอ็ กจากการตดิ เชอ้ื (septic shock) และเกิดการสูญเสยี
0.72, 0.90 และ 0.87 ตามล�ำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิง ชวี ติ ไดใ้ นท่สี ดุ 2
พรรณนาและวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนความ
รู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อ จากการศึกษาการติดเช้ือในผู้ป่วยมะเร็งในประเทศ
ในผู้ป่วยมะเร็งของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ สหรัฐอเมริกาของ Hart3 พบการติดเช้ือโดยรวมเท่ากับ 48.3
สเปียร์แมน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้ คร้ังต่อผู้ป่วยท่ีมีภาวะนิวโทรพิเนีย 100 ราย โดยพบมีการ
ทัศนคติ และการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยมะเร็ง ติดเชื้อในกระแสโลหิตมากที่สุด เท่ากับ 13.5 ครั้ง ข้อมูล
โดยรวมอยู่ในระดับสูง โดยมีค่ามัธยฐานเท่ากับ 20 คะแนน จาก โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานีและสถาบันเฉพาะทางด้านโรคมะเร็ง
คะแนนเต็ม 25 คะแนน มีคะแนนทัศนคติโดยรวมอยู่ในระดับ สังกัดกรมการแพทย์ พ.ศ. 2557-2560 พบอัตราการติดเชื้อ
สูง คือเห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อค�ำถาม และยังมีการปฏิบัติตาม โรงพยาบาล 1.1-2.49 คร้ังต่อ 1,000 วันนอนโรงพยาบาล
ทุกครั้งเพื่อป้องกันการติดเช้ือในผู้ป่วยมะเร็ง นอกจากน้ียังพบ ของผู้ป่วย และพบผู้ป่วยมะเร็งมีการติดเช้ือในกระแสโลหิต
ความสัมพันธ์ของความรู้กับทัศนคติในการป้องกันการติดเช้ือ ร้อยละ 13.33-40.87 ในประเทศไทย จากการศึกษาของ
ในผู้ป่วยมะเร็งของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับต่�ำอย่างไม่มีนัยส�ำคัญ Polpinit4 พบว่า ผู้ป่วยมะเร็งติดเชื้อมีอัตราการเสียชีวิต
ทางสถิติท่ีระดับ 0.05 (r = 0.355) และความรู้ยังไม่มีความ ร้อยละ 22.6 ส�ำหรับโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานีและสถาบัน
สัมพันธ์กับการปฏิบัติเพ่ือป้องกันการติดเช้ือในผู้ป่วยมะเร็ง เฉพาะทางด้านโรคมะเร็ง สังกัดกรมการแพทย์ มีรายงานใน
(r = 0.068) ส่วนทัศนคติกับการปฏิบัติเพ่ือป้องกันการติดเช้ือ พ.ศ. 2557-2560 พบอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งท่ีมีภาวะ
ในผู้ป่วยมะเร็งของกลุ่มตัวอย่างมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับ นิวโทรพิเนียและมีอาการไข้ร่วม (febrile neutropenia) ร้อย
ต�่ำ อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 (r = 0.390) ผลการ ละ 6.8-9.67 นอกจากนี้ยังพบการใช้เวลาในการรักษาเฉล่ีย
ศึกษานี้สามารถน�ำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานและเป็นแนวทางใน 12.6 วัน เสียค่าใช้จ่าย 27,587 เหรียญสหรัฐ5 และใช้ระยะ
การวางแผนเพ่ือส่งเสริมความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติเกี่ยว เวลาในการรักษาเฉล่ีย 22.4 วัน ส�ำหรับประเทศไทย เสีย
กับการป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยมะเร็งของพยาบาลวิชาชีพ ค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษา 186,453 บาทในผู้ป่วยมะเร็งท่ีมีภาวะ
ในโรงพยาบาลมะเรง็ สังกดั กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ นิวโทรพเิ นียตดิ เชอื้ ในโรงพยาบาลศรนี ครนิ ทร6์
ค�ำส�ำคญั : ความรู้ ทัศนคติ การปฏบิ ัติ การปอ้ งกนั การติด จากการทบทวนวรรณกรรมด้านการปฏิบัติในการ
เช้อื ในผู้ป่วยมะเรง็ พยาบาลวชิ าชพี ป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยมะเร็ง พบว่า พยาบาลวิชาชีพท่ีมี
ประสบการณ์การท�ำงาน 0-3 ปี ยังขาดประสบการณ์ในเร่ือง
บทนำ� การประเมินอาการ และการเปล่ียนแปลงของผู้ป่วย และผู้ท่ี
มีประสบการณ์การท�ำงาน 3-5 ปี พบมีปัญหาในการตัดสินใจ
โรคมะเรง็ เปน็ โรคเรอ้ื รงั รา้ ยแรงทที่ ำ� ใหป้ ระชากรทวั่ โลกเสยี ทางคลินิก7 มีปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยมะเร็งโดยมีการท�ำความ
ชีวิตจ�ำนวนมาก และมแี นวโนม้ เพิ่มขนึ้ ทุกๆ ปี คาดการณใ์ นปี พ.ศ. สะอาดมือค่อนข้างน้อยก่อนสัมผัสต�ำแหน่งท่ีให้ยาเคมีบ�ำบัด
2573 จะพบผูป้ ่วยรายใหม่ 20-25 ล้านราย เสียชวี ิตด้วยโรคมะเร็ง แ ล ะ ใ ห ้ ก า ร ดู แ ล ต า ม ห ลั ก ก า ร ป ฏิ บั ติ ก า ร พ ย า บ า ล ทั่ ว ไ ป
ทว่ั โลกประมาณ 13-16 ลา้ นราย1 สำ� หรบั ประเทศไทย โรคมะเรง็ เปน็ ไม่จ�ำเพาะเจาะจงด้านการป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยโรคมะเร็ง
สาเหตกุ ารตายอันดบั หน่งึ และเพม่ิ มากขึน้ ในท�ำนองเดยี วกัน จาก เช่น ไม่มีการประเมินภายในช่องปากก่อนและหลังรับยาเคมี
ข้อมูลรายงานประจำ� ปขี องกระทรวงสาธารณสขุ ปี พ.ศ. 2560 พบ บ�ำบัด เป็นต้น8 ในด้านความรู้ พบว่าร้อยละ 89 ของพยาบาล
คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง 78,540 ราย เพศชาย 45,016 ราย ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งในประเทศยุโรป ไม่ทราบว่าภาวะนิวโทร-
เพศหญงิ 33,524 ราย และข้อมูลทะเบยี นมะเรง็ ของสถาบนั มะเรง็ พิเนีย หรือภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต�่ำ (neutropenia)
แห่งชาติ พ.ศ. 2560 พบผู้ป่วยรายใหม่ท้งั ที่ไดร้ บั การวนิ ิจฉัยว่าเปน็ ท�ำให้ผู้ป่วยเส่ียงต่อการติดเชื้อ9 และพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤติ
มีคะแนนความรู้เก่ียวกับการควบคุมการติดเช้ือในโรงพยาบาล
ปีท ี่ 45 ฉบับท ่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2563 | 131
มะเร็ง เท่ากับร้อยละ 63.6 ซึ่งต�่ำกว่าเกณฑ์ท่ีต้ังไว้คือ ร้อย ของแบบวดั ความรเู้ ทา่ กบั 0.72 แบบวดั ทศั นคตแิ ละแบบสอบถาม
ละ7510 ส่วนด้านทัศนคติ พบว่าร้อยละ 32 ของพยาบาล การปฏิบัติ เท่ากับ 0.90 และ 0.87 ตามล�ำดับ ซึ่งแบบสอบถาม
วิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลระดับมหาวิทยาลัยในประเทศ ประกอบด้วยเน้อื หา 4 สว่ น ไดแ้ ก่ ส่วนท่ี 1 แบบสอบถามข้อมูล
อิหร่าน มีคะแนนเจตคติต่อการปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อ ทั่วไป ประกอบด้วยข้อค�ำถามเก่ียวกับเพศ อายุ ระดับการ
อยู่ในระดับปานกลาง11 ส่วนพยาบาลควบคุมการติดเช้ือประจ�ำ ศึกษา หอผู้ป่วยที่ปฏิบัติงาน ต�ำแหน่งงาน ประสบการณ์ในการ
หอผู้ป่วยโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย มีทัศนคติในการป้องกัน ท�ำงานเป็นพยาบาลวิชาชีพ ประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง
และควบคุมการติดเช้ือในโรงพยาบาลอยู่ในระดับดีร้อยละ 62 และการได้รับความรู้หรืออบรมเกี่ยวกับการป้องกันการติดเช้ือ
ระดับดีมากร้อยละ 19 และระดับปานกลางร้อยละ 17.612 ส่วน ในโรงพยาบาลและการป้องกันการติดเช้ือในผู้ป่วยมะเร็ง ส่วนท่ี
ในด้านความสัมพันธ์ของความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติของ 2 เป็นแบบวัดความรู้ในการป้องกันการติดเช้ือในผู้ป่วยมะเร็ง
พยาบาล พบว่า ความรู้ของพยาบาลมีความสัมพันธ์กับการ ประกอบดว้ ยขอ้ คำ� ถามเกยี่ วกบั โรคมะเรง็ สถานการณ์ สาเหตุ พยาธิ
ปฏิบัติ (r = 0.23, p<0.01) ความรู้ของพยาบาลมีความสัมพันธ์ สภาพและการแพรก่ ระจายของโรค การตรวจวนิ จิ ฉยั และการรกั ษา
กับทัศนคติ (r = 0.14, p<0.01 ) และทัศนคติมีความสัมพันธ์ การติดเช้ือและวินิจฉัยการติดเช้ือ สาเหตุ ปัจจัย และผลกระทบ
กบั การปฏิบตั ิ (r =0.33, p<0.01) ในประเทศไทยพบวา่ เจตคติ รวมทั้งแนวทางป้องกันการติดเช้ือในผู้ป่วยโรคมะเร็ง รวมจ�ำนวน
ของพยาบาลเก่ียวกับการใช้หลักการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ 25 ขอ้ เป็นแบบเลอื กตอบ 4 ตัวเลือก ซง่ึ มขี อ้ ทีถ่ กู ตอ้ งเพยี ง 1 ข้อ
แบบมาตรฐาน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการปฏิบัติของพยาบาล รวมท้ังหมด เท่ากบั 25 คะแนน สว่ นท่ี 3 แบบวดั ทัศนคติในการ
อย่างมีนยั สำ� คัญทางสถติ ิ (p = 0.001) ดงั นัน้ จงึ สรปุ ไดว้ า่ ความรู้ ป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยมะเร็ง ประกอบด้วยค�ำถามเกี่ยวกับ
ทัศนคติ และการปฏิบัติมคี วามสมั พนั ธก์ นั 13 ความรู้สึกนึกคิดและความคิดเห็นของพยาบาลวิชาชีพในหอผู้ป่วย
ใน โดยมเี นอ้ื หาเกยี่ วกบั โรคมะเรง็ สถานการณ์ สาเหตุ พยาธสิ ภาพ
ท้ังน้ีท่ีผ่านมายังไม่พบการศึกษาท่ีครอบคลุมทั้งความรู้ และการแพรก่ ระจายของโรค การตรวจวินิจฉยั และการรกั ษา การ
ทศั นคติ และการปฏบิ ตั ขิ องพยาบาลวชิ าชพี ในการปอ้ งกนั การตดิ เชอื้ ติดเช้ือและวนิ จิ ฉัยการติดเช้ือ สาเหตุ ปัจจัย และผลกระทบ รวม
ในผปู้ ว่ ยมะเรง็ ดงั นน้ั จงึ มคี วามสนใจทจ่ี ะศกึ ษาและหาความสมั พนั ธ์ ท้ังแนวทางป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยโรคมะเร็ง ลักษณะค�ำตอบ
ของความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติของพยาบาลวิชาชีพในการ เป็นแบบลิเคริ ์ท (Likert’s scale) แบ่งเป็น 4 ระดบั คอื เห็นดว้ ย
ปอ้ งกนั การตดิ เชอื้ ในผปู้ ว่ ยมะเรง็ โรงพยาบาลมะเรง็ อดุ รธานี สงั กดั อย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง มีจ�ำนวน
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสขุ เพ่อื ทีจ่ ะใหไ้ ดข้ ้อมลู ท่ีจะเป็น 20 ข้อ โดยมลี กั ษณะข้อความในทางบวกจ�ำนวน 14 ขอ้ และทาง
ประโยชนด์ า้ นการปอ้ งกนั และควบคมุ การตดิ เชอื้ ในกลมุ่ ผปู้ ว่ ยมะเรง็ ลบจ�ำนวน 6 ขอ้ และส่วนท่ี 4 เป็นแบบสอบถามการปฏบิ ัติในการ
อีกทั้งสามารถน�ำไปใช้เพ่ือเป็นแนวทางในการพัฒนาและส่งเสริม ป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยมะเร็ง ประกอบด้วย ด้านการประเมิน
ในการปฏิบัติของพยาบาลวิชาชีพ เพ่ือป้องกันการติดเช้ือใน และการวินิจฉัยการติดเชื้อในผู้ป่วยมะเร็ง ด้านการป้องกันการติด
ผปู้ ่วยมะเร็งไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพต่อไป เชอื้ โดยยดึ หลกั ปลอดเชอื้ ดา้ นการปอ้ งกนั การตดิ เชอ้ื ตามมาตรฐาน
ทั่วไป ด้านการป้องกันการติดเช้ือตามวิถีทางการแพร่กระจายเชื้อ
วัตถุและวิธีการ ดา้ นการปอ้ งกนั การตดิ เชอ้ื จากกจิ กรรมการพยาบาลท่สี ำ� คญั ด้าน
การป้องกันการติดเชื้อจากส่ิงแวดล้อม และด้านการให้ความรู้ ค�ำ
การศึกษาคร้ังน้ี เป็นการศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาหา แนะน�ำแก่ผู้ป่วยและญาติผู้ดูแล จ�ำนวน 36 ข้อ ลักษณะค�ำตอบ
ความสมั พนั ธ์ (descriptive correlational research) โดยศึกษา เปน็ มาตราสว่ นประมาณค่า 4 ระดับ คอื ปฏิบัติทุกครัง้ ปฏบิ ตั ิบอ่ ย
ความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติเก่ียวกับการป้องกันการติดเชื้อ คร้งั ปฏิบัติบางครง้ั และไมป่ ฏิบตั ิ หลังจากนน้ั นำ� ข้อมลู มาทำ� การ
ในผู้ป่วยมะเร็งของพยาบาลวิชาชีพ และหาความสัมพันธ์ระหว่าง วิเคราะห์ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์
ตัวแปร โดยศึกษาเฉพาะในกลุ่มพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานใน ระหวา่ งคะแนนความรู้ ทศั นคติ และการปฏบิ ตั เิ กยี่ วกบั การปอ้ งกนั
หอผูป้ ว่ ยในโรงพยาบาลมะเร็งอดุ รธานี ระหวา่ งเดือนมถิ นุ ายน ถึง การติดเชื้อในผู้ป่วยมะเร็งของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์
เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ที่ยินยอมเข้าร่วมการศึกษา โดย สหสมั พนั ธส์ เปยี รแ์ มน เนอ่ื งจากขอ้ มลู มกี ารกระจายแบบไมป่ กติ
ก�ำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตร Yamane ท่ีระดับความเชื่อ
ม่ันร้อยละ 9514 จากจ�ำนวนประชากร 60 คน ได้กลุ่มตัวอย่าง ผล
31 คน วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง
แบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มพยาบาลวิชาชีพท่ีปฏิบัติการดูแลผู้ป่วย กลมุ่ ตัวอยา่ งสว่ นใหญ่ เพศหญงิ คดิ เป็นร้อยละ 90 มอี ายุ
มะเร็งในหอผู้ป่วยในเท่านั้น และแยกค�ำนวณแบบสัดส่วนรายหอ อยู่ในชว่ ง 21 – 40 ปี รอ้ ยละ 86.66 ระดับการศกึ ษาปรญิ ญาตรี
ผู้ป่วย และสุ่มตัวอย่างแบบง่ายโดยการสุ่มแบบแทนท่ีจนได้กลุ่ม รอ้ ยละ 96.67 ปฏิบตั งิ านท่ีหอผู้ปว่ ยพิเศษ สามญั หญงิ และสามัญ
ตัวอยา่ งครบตามทต่ี อ้ งการ ตอบแบบสอบถามซึ่งผ้ศู กึ ษาไดพ้ ัฒนา ชาย คิดเป็นรอ้ ยละ 40, 23.33, 20 ตามลำ� ดบั เปน็ พยาบาลปฏิบตั ิ
ข้ึนและผ่านตรวจสอบความสอดคล้อง ความตรงตามเนื้อหา แล้ว การและช�ำนาญการ คิดเปน็ ร้อยละ 80 และ 20 ประสบการณ์ใน
น�ำมาหาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน การทำ� งานเปน็ พยาบาลต้ังแต่ 11 ปี ขึ้นไป คดิ เปน็ รอ้ ยละ 43.33
ได้ค่าดัชนีความตรงตามเน้ือหาเท่ากับ 1 ได้ค่าความเชื่อมั่น
132 | วารสารกรมการแพทย์
รองลงมา 5 – 7 ปี คดิ เป็นร้อยละ 30 และ 8 – 10 ปี คดิ เปน็ ร้อย คดิ เปน็ รอ้ ยละ 23.33 ไดร้ บั การอบรมการปอ้ งกนั และการตดิ เชอ้ื ใน
ละ 23.33 ประสบการณ์ในการดแู ลผ้ปู ่วยมะเร็งส่วนใหญอ่ ยใู่ นช่วง โรงพยาบาล คดิ เปน็ รอ้ ยละ 86.67 และรบั การอบรมการปอ้ งกนั และ
3 – 4 ปี คิดเป็นร้อยละ 33.33 รองลงมา ประสบการณ์ 5 – 7 ปี ควบคมุ การตดิ เชือ้ ในผู้ปว่ ยมะเร็ง คิดเป็นรอ้ ยละ 70
ด้านความรู้ในการปอ้ งกันการตดิ เช้ือในผูป้ ่วยมะเร็งของกลมุ่ ตวั อยา่ ง
ตารางท่ี 1 ระดับความรใู้ นการป้องกนั การติดเชอ้ื ในผปู้ ่วยมะเร็งของกล่มุ ตวั อยา่ ง
ค่าคะแนน จำ� นวน (ราย) คดิ เปน็ ร้อยละ ระดับความรู้
20 – 25 16 53.33 สูง
15 – 19 11 36.67 ปานกลาง
0 – 14 3 10.00
Median = 20 Range =10 (12:22) ตำ่�
Mean = 19 SD = 2.51 ปานกลาง
จากตารางที่ 1 พบวา่ กลมุ่ ตวั อยา่ งสว่ นใหญ่ มคี วามรอู้ ยใู่ น ราย คดิ เป็นรอ้ ยละ 36.67 และ มีความรู้อย่ใู นระดบั ต�ำ่ จ�ำนวน 3
ระดบั สูง มคี ่าคะแนนระหวา่ ง 20-25 จ�ำนวน 16 ราย คิดเปน็ ร้อย ราย คดิ เปน็ ร้อยละ 10
ละ 53.33 รองลงมา คือ มีความรู้อยู่ในระดับปานกลาง จ�ำนวน 11
ตารางที่ 2 กลมุ่ ตัวอยา่ งที่ ตอบถูก ขอ้ ค�ำถามแบบวัดความรใู้ นการป้องกนั การติดเชือ้ ในผปู้ ่วยมะเร็ง (n=30)
ความรใู้ นการป้องกันการตดิ เช้อื ในผปู้ ่วยมะเร็ง จ�ำนวน ร้อยละ
การให้ความร้แู ก่ผปู้ ว่ ยมะเร็งทมี่ ภี ูมคิ ุ้มกันต�ำ่ และญาติ 30 100
สาเหตแุ ละปจั จยั กระตนุ้ ใหเ้ กิดโรคมะเรง็ 30 100
การปฏิบัติตามหลักการสวมอุปกรณ์ปอ้ งกนั รา่ งกายส่วนบุคคล 30 100
การปฏบิ ตั ติ ามหลกั การปอ้ งกนั การตดิ เชอื้ ตามมาตรฐานท่ัวไป 18 60.00
ปัจจัยด้านผูป้ ว่ ยทกี่ ่อใหเ้ กดิ การติดเช้อื ได้งา่ ยในผูป้ ่วยมะเร็ง 14 46.67
เชอื้ ราก่อโรคระบบทางเดนิ หายใจท่ีส�ำคญั ในผปู้ ว่ ยมะเรง็ 10 33.33
การทำ� ความสะอาดรา่ งกายผปู้ ว่ ยมะเรง็ ทมี่ ภี าวะตดิ เชอ้ื ในกระแสโลหติ จากการคาสายสวนหลอดเลอื ดดำ� สว่ นกลาง 9 30.00
วธิ ีการรักษาโรคมะเรง็ ในปจั จุบนั 7 23.33
ด้านทัศนคติในการป้องกันการติดเช้ือในผู้ป่วยมะเร็ง เป็นลบ ในข้อค�ำถามเรื่องผู้ป่วยมะเร็งเป็นโรคที่รักษาไม่หาย
ของกลุ่มตัวอย่าง พบว่ามีทัศนคติท่ีเห็นด้วยอย่างยิ่ง เก่ียวกับ ไม่จ�ำเป็นต้องให้การพยาบาลดูแลเป็นพิเศษ และพยาบาล
การปฏิบัติเพ่ือป้องกันการติดเช้ือในผู้ป่วยมะเร็งคิดเป็นร้อย ไม่จ�ำเป็นต้องติดตามอาการและอาการแสดงของการติดเชื้อ
ละ70 เห็นด้วยร้อยละ 15 และไม่เห็นด้วยร้อยละ 15 และยัง ในผู้ปว่ ยทกุ วนั
พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ10 เห็นด้วยอย่างย่ิงในข้อค�ำถามที่
ตารางที่ 3 กล่มุ ตวั อย่างจ�ำแนกตามทศั นคติ ในการป้องกันการติดเชอ้ื ในผปู้ ่วยมะเร็ง (n=30)
ทัศนคติในการปอ้ งกนั การตดิ เชอื้ ในผ้ปู ว่ ยมะเร็ง (ข้อความเชิงลบ) ตค่�ำสา่ ุด สคูงส่าุด มัธยคฐ่าาน แปลผล
1 4 4 เห็นด้วยอยา่ งยง่ิ
ท่านคิดว่าผปู้ ่วยมะเร็งเปน็ โรคทร่ี ักษาแล้วไม่หาย ไมจ่ �ำเป็นต้องให้การพยาบาลดแู ล เป็น
พิเศษ 1 4 4 เห็นดว้ ยอยา่ งยิ่ง
ท่านคดิ ว่าพยาบาลวชิ าชีพไม่จำ� เปน็ ต้องตดิ ตามอาการและอาการแสดงของการ
ติดเชอื้ ในผูป้ ่วยมะเร็ง 14 3 เหน็ ด้วย
ทา่ นคดิ วา่ การท�ำความสะอาดมอื ก่อนให้การพยาบาลผปู้ ว่ ยใสส่ ายสวน
หลอดเลอื ดด�ำสว่ นกลางมคี วามจำ� เป็นนอ้ ย หากผปู้ ่วยปดิ แผลด้วยผา้ กอซปราศจากเชื้อ 3 4 4 เหน็ ดว้ ยอยา่ งย่ิง
ทศั นคติในการป้องกันการตดิ เช้ือในผูป้ ว่ ยมะเร็ง (ขอ้ ความเชิงบวก) ภาพรวม
ปีท่ี 45 ฉบับท ี่ 1 มกราคม - มนี าคม 2563 | 133
ด้านการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อป้องกันการติดเช้ือในผู้ป่วยมะเร็งคิดเป็นร้อยละ 80.55 และ
ของกลมุ่ ตวั อยา่ ง พบวา่ กลุ่มตวั อย่างปฏบิ ัตติ ามข้อคำ� ถามทุกครง้ั ปฏิบัติบอ่ ยครัง้ คิดเป็นรอ้ ยละ 19.44
ตารางที่ 4 กลมุ่ ตวั อย่างจำ� แนกตามการปฏบิ ตั ใิ นการป้องกนั การติดเช้อื ในผู้ปว่ ยมะเร็ง (n=30)
การปฏบิ ัติในการปอ้ งกันการตดิ เชือ้ ในผปู้ ่วยมะเร็ง คา่ ตำ�่ สดุ ค่า ค่า แปลผล
สงู สดุ มัธยฐาน
ท่านประเมินซักถามผู้ป่วยมะเร็งเกี่ยวกับการจัดการภายในช่องปากและฟัน 1 3 2 ปฏบิ ตั ิบ่อยคร้ัง
ก่อนรับการฉายรังสี บรเิ วณศีรษะและลำ� คอเสมอ 2 3
ท่านทำ� ความสะอาดมือหลังสัมผสั ผู้ปว่ ย สารน้�ำ สงิ่ คัดหล่งั และสงิ่ แวดล้อมรอบ 2 3 2 ปฏิบตั บิ อ่ ยครั้ง
ตวั ผูป้ ว่ ยเสมอ 1 3
ท่านใชน้ ำ้� กบั สบู่หรือน�้ำยาฆ่าเชื้อ 3-5 ซซี .ี ในการทำ� ความสะอาดมือใหท้ วั่ ฝ่ามือ 0 3 2 ปฏิบัติบ่อยครง้ั
หลังมอื งา่ มนว้ิ นว้ิ มอื และข้อมือ (ครบทกุ ขัน้ ตอน) เป็นเวลาอยา่ งนอ้ ย 20 วนิ าที 0 3
ท่านใช้ alcohol-based hand rubs ในการท�ำความสะอาดมือ โดยท่านจะลูบ 2 3 2 ปฏบิ ตั บิ ่อยครง้ั
แอลกอฮอลใ์ ห้ท่ัวฝา่ มือ หลงั มือ งา่ มนิ้ว นว้ิ มือและข้อมือ (ครบทกุ ขัน้ ตอน)
ท่านจัดให้ผู้ป่วยมะเร็งท่ีมีการแพร่กระจายเช้ือทางอากาศอยู่ในห้องแยกที่มี 2 ปฏบิ ัตบิ ่อยครั้ง
ความดันเป็นลบ
ท่านใชน้ ้�ำยาทำ� ลายเช้อื คลอเฮกซิดีน ท่ีเข้มขน้ มากกว่า 0.5% ผสมแอลกอฮอล์ 2 ปฏบิ ตั ิบ่อยครั้ง
ในการท�ำความสะอาดแผล ตำ� แหน่งใส่สายสวนหลอดเลือดดำ� ส่วนกลาง
3 ปฏิบตั ทิ ุกคร้งั
การปฏิบตั ใิ นการปอ้ งกันการติดเชอื้ ในผปู้ ่วยมะเร็ง (ภาพรวม)
ตารางท่ี 5 ความสมั พนั ธ์ของ ความรู้ ทศั นคติ และการปฏิบัติเพือ่ การป้องกนั การตดิ เช้ือในผปู้ ว่ ยมะเรง็ ของกล่มุ ตวั อย่าง
ตวั แปร ความรู้ ทัศนคติ การปฏบิ ตั ิ
1 0.355 0.068
ความรู้ 0.390*
1 1
ทัศนคติ
การปฏบิ ัติ
หมายเหตุ p < 0.05
จากตารางท่ี 5 พบว่า ความรู้ กับ ทัศนคติในการปฏิบัติ ความรู้ในการป้องกันการติดเช้ือในผู้ป่วยมะเร็งของกลุ่ม
เพือ่ การปอ้ งกันการตดิ เชื้อในผปู้ ่วยมะเร็งของกลมุ่ ตัวอย่าง มีความ ตัวอย่างมีคะแนนความรู้อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 53.33 ซึ่ง
สัมพันธ์กันอย่างไม่มีนัยส�ำคัญทางสถิติ (p = 0.054) (r=0.355) อาจเน่ืองมาจากการที่กลุ่มตัวอย่างเคยได้รับการอบรมเรื่องการ
และความรู้กับการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยมะเร็ง ป้องกันการติดเช้ือในโรงพยาบาล คิดเป็นร้อยละ 86.67 อย่างไร
มีสมั พันธ์กันอย่างไมม่ ีนัยสำ� คญั ทางสถิติ (p = 0.719) ) (r=0.068) ก็ตามจากผลการศกึ ษานย้ี ังพบวา่ ร้อยละ 10 ของกล่มุ ตวั อย่าง ยงั
สว่ นทศั นคตกิ บั การปฏบิ ตั ใิ นการปอ้ งกนั การตดิ เชอื้ ในผปู้ ว่ ยมะเรง็ มี มคี วามรใู้ นระดบั ตำ่� ในเรอื่ งของการตดิ เชอื้ ไดง้ า่ ยในผปู้ ว่ ยมะเรง็ ถงึ
ความสัมพนั ธ์กนั ในระดบั ต่�ำอย่างมนี ยั ส�ำคญั ทางสถติ ิ ( p = 0.033) รอ้ ยละ 46.67 เชอ้ื รากอ่ โรคในระบบทางเดนิ หายใจทสี่ ำ� คญั รอ้ ยละ
) (r=0.390) 33.33 และวธิ ีการรกั ษาโรคมะเรง็ ในปจั จุบัน คิดเป็นรอ้ ยละ 23.33
ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการได้รับการอบรมเรื่องการป้องกันการติดเชื้อ
วิจารณ์ ในผู้ป่วยมะเร็งเพียงร้อยละ 70 และสอดคล้องกับการศึกษาของ
Southern15 เก่ียวกับการดูแลช่องปากของผู้ป่วยมะเร็งท่ีได้รับ
การวจิ ยั ครง้ั นี้ เปน็ การศกึ ษาความรู้ ทศั นคติ และการปฏบิ ตั ิ ยาเคมีบ�ำบัดในประเทศไอร์แลนด์ระหว่างปี ค.ศ. 2003 ที่พบว่า
เกี่ยวกับการป้องกันการติดเช้ือในผู้ป่วยมะเร็งของพยาบาลวิชาชีพ ร้อยละ 69 ของพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยไม่ได้รับการอบรมหรือไม่ได้
ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี และหา รับความรู้ในการดูแลช่องปากอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ได้รับ
ความสมั พันธร์ ะหวา่ งตวั แปร พบว่า
134 | วารสารกรมการแพทย์
ยาเคมีบ�ำบัดเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อภายในช่องปาก ยาเคมีบ�ำบัด ท�ำความสะอาดมือค่อนข้างน้อยก่อนสัมผัสต�ำแหน่ง
ตามมา และท�ำนองเดียวกนั กับการศกึ ษาของฟูเบริ ท์ และคณะ8 ท่ี ทใ่ี ห้ยาเคมบี �ำบัด หรือก่อน หลังสมั ผัสผู้ปว่ ย เป็นต้น ซึ่งสอดคลอ้ ง
พบว่า รอ้ ยละ 89 ของพยาบาลวชิ าชพี ผู้ดูแลผูป้ ่วยมะเร็งในยโุ รป กับการปฏิบัติของพยาบาลในหน่วยมะเร็งโรงพยาบาลศรีนครินทร์
ไม่ทราบว่าภาวะนิวโทรพิเนียท�ำให้ผู้ป่วยมะเร็งเส่ียงต่อการติดเชื้อ ที่มีความหลากหลายในการปฏิบัติในการป้องกันการติดเช้ือผู้ป่วย
นอกจากน้ีผลของการศึกษายังสอดคล้องกับการศึกษาในประเทศ มะเรง็ ท้งั นอี้ าจเนื่องมาจากขาดแนวปฏิบัติ และไม่มกี ารน�ำความรู้
อียปิ ต์ ที่พบวา่ พยาบาลในหอผูป้ ว่ ยวกิ ฤติมคี ะแนนความร้เู กีย่ วกับ จากหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษท์ ท่ี นั สมยั มาใชเ้ ทา่ ทค่ี วร6 จำ� เปน็ อยา่ งยงิ่
การควบคมุ การตดิ เชอ้ื ในโรงพยาบาลมะเรง็ เทา่ กบั รอ้ ยละ 63.6 ซงึ่ ท่คี วรเน้นยำ้� ติดตาม ก�ำกับ และให้ความสำ� คัญในเรือ่ งการปฏิบัติ
ตำ่� กวา่ เกณฑ์ทต่ี ้ังไว้ คือ ร้อยละ7510 ดงั นน้ั การใหค้ วามรูแ้ ละการ เพ่อื การป้องกนั การติดเชือ้ ในผปู้ ่วยมะเร็ง สำ� หรับพยาบาลวชิ าชพี
อบรมท่ีมีความเป็นจ�ำเพาะ เจาะจง เฉพาะด้าน ส�ำหรับพยาบาล
วชิ าชพี จงึ มีความจ�ำเปน็ อย่างย่ิง สว่ นด้านความสัมพนั ธ์ของความรู้ ทศั นคติ และการปฏิบัติ
เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยมะเร็งของกลุ่มตัวอย่าง
ดา้ นทัศนคติซง่ึ เปน็ ความรู้สกึ นึกคดิ ของบุคคล พบว่ากล่มุ พบว่า คะแนนความรูก้ ับทศั นคติในการปอ้ งกันการติดเชื้อในผู้ป่วย
ตวั อยา่ งมที ศั นคตทิ เ่ี หน็ ดว้ ยอยา่ งยงิ่ เกย่ี วกบั การปฏบิ ตั เิ พอ่ื ปอ้ งกนั มะเร็งของกลุ่มตัวอย่างมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต�่ำมาก
การติดเช้ือในผู้ป่วยมะเร็ง ทั้งน้ีอาจเนื่องมาจากกลุ่มตัวอย่างเป็น อยา่ งไมม่ นี ัยส�ำคัญทางสถิตริ ะดบั 0.05 (p = 0.054) (r = 0.355)
พยาบาลวิชาชีพท่ีให้การดูแลผู้ป่วยมะเร็งโดยตรง และมีความใกล้ และคะแนนความรู้ กบั การปฏบิ ตั ใิ นการปอ้ งกนั การตดิ เชอื้ ในผปู้ ว่ ย
ชิดกับผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ และเกิด มะเรง็ สัมพนั ธก์ ันอยา่ งไม่มีนัยส�ำคัญระดับ 0.05 (P= 0.719) (r =
ความรู้สึกสงสารผู้ป่วยมะเร็งท่ีได้รับการรักษาในโรงพยาบาล แต่ 0.068) ส่วนทัศนคติ กับการปฏิบัตเิ พื่อป้องกันการตดิ เชื้อในผู้ปว่ ย
ส�ำหรับโรงพยาบาลระดับมหาวิทยาลัยในประเทศอิหร่าน พบว่า มะเร็งของกลุ่มตัวอย่างมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่�ำ อย่าง
รอ้ ยละ 32 ของพยาบาลวิชาชพี มีคะแนนเจตคตติ อ่ การปฏิบัติเพอ่ื มีนยั สำ� คัญทางสถิติทีร่ ะดับ 0.05 (p = 0.033) (r = 0.390) ซึ่ง
การป้องกันการติดเช้ืออยู่ในระดับปานกลาง11 อย่างไรก็ตาม การ สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษาของSarani11 ทศี่ กึ ษาเกย่ี วกบั ความสมั พนั ธ์
วจิ ัยนี้ยงั พบว่า กล่มุ ตวั อย่างบางสว่ นยงั มคี วามคดิ เหน็ และเห็นดว้ ย ของความรู้ ทศั นคติ และการปฏบิ ตั ิ เกย่ี วกบั การควบคมุ การตดิ เชอ้ื
อย่างย่ิงกับการเป็นโรคมะเร็งแล้วจะรักษาไม่หาย และไม่จ�ำเป็น ในโรงพยาบาลของพยาบาลในประเทศอหิ รา่ น พบวา่ ทศั นคตเิ กยี่ ว
ต้องใหก้ ารพยาบาลดูแลเป็นพิเศษถงึ ร้อยละ 5 และก็ไมจ่ ำ� เปน็ ตอ้ ง กับการป้องกันการติดเช้ือมีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติอย่างมีนัย
ติดตามอาการและอาการแสดงของการติดเชื้อในผู้ป่วยทุกวันอีก สำ� คัญทางสถติ ิ (p < 0.01) นอกจากนยี้ งั สอดคลอ้ งกับการศึกษา
รอ้ ยละ 5 ดงั นัน้ จงึ จำ� เปน็ อย่างยิง่ ทจี่ ะต้องสง่ เสริมทศั นคติ และ ของ Somanusorn16 เก่ียวกับ ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม
ความเข้าใจในประเด็นดงั กล่าว เพื่อใหพ้ ยาบาลวชิ าชพี เกิดทศั นคติ เก่ียวกับการป้องกันและควบคุมการติดเช้ือในโรงพยาบาลของ
ท่ีดใี นการปฏิบัตเิ พอื่ การป้องกันการติดเชอ้ื ในผู้ปว่ ยมะเรง็ พยาบาลส�ำเรจ็ ใหม่ในโรงพยาบาลเขตภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ที่
พบว่า ความรูข้ องพยาบาลเก่ยี วกับการป้องกนั และควบคมุ การตดิ
ดา้ นการปฏบิ ตั ใิ นการปอ้ งกนั การตดิ เชอ้ื ในผปู้ ว่ ยมะเรง็ ของ เชอื้ ในโรงพยาบาลมคี วามสมั พนั ธท์ างบวกในระดบั ตำ่� กบั ทศั นคตติ อ่
กลุ่มตวั อยา่ ง พบว่ามีคะแนนการปฏบิ ตั ิเพือ่ การปอ้ งกันการตดิ เช้ือ การปอ้ งกันและควบคมุ การติดเชื้อในโรงพยาบาล อย่างมีนยั ส�ำคญั
ในผู้ป่วยมะเร็งอยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 80.55 และปฏิบัติ ทางสถิตทิ ่ีระดับ 0.05 (r = 0.20) แตค่ วามรไู้ มม่ ีความสัมพันธก์ ับ
บ่อยคร้ังคิดเป็นร้อยละ 19.44 ทั้งนี้อาจเน่ืองมาจากความคุ้นเคย พฤตกิ รรม อกี ทง้ั ยงั พบวา่ ทศั นคตติ อ่ การปอ้ งกนั และควบคมุ การตดิ
ความเกรงใจในตัวผู้วิจัย อีกทั้งส่วนใหญ่ในการดูแลผู้ป่วยจะเป็น เชอื้ ในโรงพยาบาลมคี วามสมั พนั ธท์ างบวกในระดบั ตำ�่ กบั พฤตกิ รรม
พยาบาลวิชาชีพ ระดบั ปฏบิ ัตกิ ารถงึ ร้อยละ 80 ซงึ่ มีประสบการณ์ เกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมการติดเช้ือในโรงพยาบาลของ
ในการท�ำงานมากกว่า 11 ปี คิดเป็นร้อยละ 43.33 ซึ่งท�ำให้ พยาบาลวชิ าชีพ อย่างมีนยั ส�ำคญั ทางสถิติทีร่ ะดบั 0.01 (r = 0.29)
กลุ่มตัวอย่างเกิดความม่ันใจในการปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น ซึง่ ตรงตามแนวคิดความสัมพันธ์ระหว่าง ความรู้ ทศั นคติ และการ
สอดคล้องกับการศึกษาเก่ียวกับประสบการณ์ กับการท�ำงานของ ปฏบิ ตั ิ ของ Schwartz17 ทกี่ ล่าวไวว้ ่า การปฏิบัติที่แสดงออกมาจะ
พยาบาลวิชาชีพในสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ในการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง เปน็ ไปตามความรแู้ ละทศั นคติ ทบ่ี คุ คลนนั้ มอี ยู่ ซงึ่ ความรไู้ มม่ คี วาม
ท่ีเป็นระยะเวลานานจะก่อให้เกิดความม่ันใจในการดูแลผู้ป่วยมาก สมั พนั ธโ์ ดยตรงกบั การปฏบิ ตั ิ แตม่ ที ศั นคตทิ ำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ ตวั กลางทม่ี ี
ขึน้ สว่ นผู้ที่ประสบการณก์ ารทำ� งาน 0-3 ปี จะขาดประสบการณ์ ความเชื่อมโยง หรอื มีความสัมพนั ธก์ ับทัง้ ความรู้และการปฏิบัติ ดงั
ในการประเมนิ อาการ และการเปลยี่ นแปลงของผปู้ ว่ ย สว่ นพยาบาล น้ันการส่งเสริมการปฏิบัติในการป้องกันการติดเช้ือในผู้ป่วยมะเร็ง
ทม่ี ีประสบการณ์การทำ� งาน 3-5 ปี พบมีปัญหาในการตดั สินใจทาง ของพยาบาลวิชาชีพท่ีจะได้ผลดีนั้น จึงจ�ำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่ง
คลินิก ซ่ึงอาจส่งผลต่อการปฏิบัติงานของพยาบาลได้ 7 แต่จาก เสริมให้พยาบาลวิชาชีพมีความรู้และทัศนคติท่ีดีในการป้องกันการ
การสังเกตและประสบการณ์การท�ำงานในดูแลผู้ป่วยมะเร็งของผู้ ติดเชื้อในผู้ป่วยมะเร็ง อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ความสัมพันธ์น้ี
วิจยั และการศึกษาของ Wanasook8 พบว่า พยาบาลผปู้ ฏิบัติการ ไม่ได้ใช้วิธีการวิเคราะห์แบบ Partial correlation น่ันคือยังไม่ได้
ดูแลผู้ป่วยมะเร็ง จะดูแลปฏิบัติตามหลักการปฏิบัติการพยาบาล ควบคมุ ตัวแปรแทรกซอ้ นท่อี าจมีผลตอ่ ความสัมพนั ธด์ งั กล่าว รวม
ทั่วไป และไม่จ�ำเพาะเจาะจงด้านการป้องกันการติดเช้ือในผู้ป่วย ถงึ ขอ้ จ�ำกดั ของกลมุ่ ตวั อย่างทีม่ จี �ำนวนนอ้ ย
โรคมะเร็ง เช่น ไม่มีการประเมินภายในช่องปากก่อนและหลังรับ
ปีท่ี 45 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2563 | 135
สรุป ปฏบิ ตั เิ พอื่ การปอ้ งกนั การตดิ เชอ้ื ในผปู้ ว่ ยมะเรง็ ของพยาบาลวชิ าชพี
จากผลการศกึ ษาครั้งนี้ จึงแสดงให้เห็นวา่ พยาบาลวิชาชีพ อย่างไรก็ตามผู้วิจัยได้ช้ีให้เห็นถึงความส�ำคัญในการให้ข้อมูลตาม
ความเปน็ จรงิ
ทม่ี คี วามรเู้ กย่ี วกบั การปอ้ งกนั การตดิ เชอื้ ในผปู้ ว่ ยมะเรง็ ทด่ี จี ะเชอ่ื ม
โยงหรือส่งเสริมให้บุคคลน้ันมีทัศนคติที่ดี และส่งเสริมให้พยาบาล กติ ตกิ รรมประกาศ
วชิ าชพี มกี ารปฏบิ ตั ทิ ถี่ กู ตอ้ งในการปอ้ งกนั การตดิ เชอื้ ในผปู้ ว่ ยมะเรง็ ขอขอบคุณท่านอาจารย์ ผศ.ดร.นงค์คราญ วิเศษกุล
ด้วย ดังน้ันโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี ควรหาแนวทางในการส่ง
เสรมิ ความรู้ ทศั นคติ และการปฏิบัตใิ นการปอ้ งกันการติดเชื้อในผู้ อาจารย์ท่ีปรกึ ษาหลกั และ รศ.ดร.นงเยาว์ เกษตรภ์ บิ าล อาจารย์
ป่วยมะเรง็ ใหแ้ กพ่ ยาบาลวิชาชพี ที่ปรึกษารอง คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่ ท่ใี หค้ �ำ
ปรกึ ษา ช้ีแนะในการศกึ ษาคร้ังน้ี
ขอ้ จ�ำกดั ของการวจิ ัย
การวิจัยน้ีมีข้อจ�ำกัดในจ�ำนวนของกลุ่มตัวอย่างที่อาจจะ
น้อย และวธิ กี ารเก็บรวบรวมข้อมูล ทีไ่ ม่ใชว่ ธิ กี ารสุ่มสังเกตในการ
References 9. Foubert J, Kearney N, Ouwerkerk J, Uhlenhopp M,
Vaessen G. Knowledge of haematological toxicities
1. Petchichetchian W. Excellent Nursing in Caring for among European nurses: a learning needs assessment.
Cancer Patients. Songkhla: Suburb Typing; 2011. Eur J Oncol Nurs 2005; 9: 239-47.
2. Segal BH, Walsh TJ, Holland SM. Infections in the 10. Eskander HG, Morsy MWY, Elfeky HAA. Intensive Care
cancer patients. In: Devita VT, Hellman Jr S, Rosenberg Nurses’ Knowledge & Practices regarding Infection
SA. eds., Cancer principle and practice of oncology. Control Standard Precaution at Selected Egyptian
Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins; 2001. Cancer Hospital. Journal of Education and Practice
2013; 4: 160-74.
3. Hart S. Prevention of infection. In: Grundy M. Nursing in
heamatological oncology. Edinburgh: Bailliere Tindall; 11. Sarani H, Balouchi A, Masinaeinezhad N, Ebrahimitabs
2005. E. Knowledge, Attitude and Practice of Nurses about
Standard Precautions for Hospital-Acquired Infection
4. Polpinit N. Hospital infection in cancer patients. Udon in Teaching Hospitals Affiliated to Zabol University
Thani Hospital (Master of Nursing Thesis Infectious of Medical Sciences (2014). Global Journal of Health
Disease Nursing Program. Graduate School, Chiang Science 2016; 8:193-8.
Mai University; 1997.
12. Tianyaphan S. Knowledge, Attitude, and Support
5. Schilling MB, Parks C, Deeter RG. Costs and outcomes Affecting the Surveillance of Infection In the Hospital
associated with hospitalized cancer patients with of Infection Control Nurses at the Wards of Maharaj
neutropenic complication: A retrospective study. Nakorn Chiang Mai Hospital.(Master of Nursing Thesis).
Exp Ther Med 2011; 2: 859-66. Graduate School, Chiang Mai University; 2000.
6. Chaiyawong N. Development of nursing practice 13. Supapvanit C. Prevention behavior according to
guidelines for infection prevention in cancer patients standard precautions of nurses Hospital in Pattani
with Low white blood cells after receiving Provincial. Booklet, Infectious Disease Control Club
chemotherapy, Ward 5, Srinagarind Hospital (Master in the Hospital of Thailand 2005; 15: 55-69.
of Nursing Science Thesis, Adult Nursing Program).
Graduate School, Khon Kaen University; 2014. 14. Yamane T. Statistics and introduction analysis.
New York: Harper & Row; 1973.
7. Phaibunphalayoi B. The effects of Participatory
Supervision Program for Head Nurses on Professional 15. Schwartz NE. Nutritional knowledge, attitude,
Nurses Performances at a Tertiary Level Hospital in the and practices of high school graduated. J Am Diet
Department of Medical Service under the Ministry of Assoc1975; 66: 28-31.
Public Health. Cancer Journal 2015; 35:46-55.
16. Somanusorn S. Knowledge, Attitude and Behavior
8. Wanasook P. The Effect of Using Computer-Assisted about Prevention and Control Infectious Hospitals
Instruction on Knowledge and Practice of Nurses of newly Completed Nurses in Hospitals in the
about the Prevention of Infection in Patients with Northeastern Region. (Master of Nursing Thesis).
Cancer of the Blood and Lymphatic System Receiving Graduate School, Chiang Mai University; 1998.
Medication Chemotherapy. (Master of Nursing Science
Thesis Infectious Disease Nursing Program.) Graduate
School, Chiang Mai University; 2010.
136 | วารสารกรมการแพทย์
นพิ นธ์ตน้ ฉบับ
ความรอบรู้ด้านสุขภาพกับบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจ�ำหมู่บ้าน
(อสม.) ในการป้องกันโรคเร้ือรงั
อุไรรตั น์ คูหะมณี วท.ม.*, ยวุ ดี รอดจากภัย Dr.P.H.**, นภิ า มหารัชพงศ์ Ph.D.***
*สาขาวชิ าสุขศึกษาและการสง่ เสรมิ สุขภาพ คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
อ�ำเภอเมืองชลบุรี จงั หวัดชลบุรี 20131
**คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยบรู พา อำ� เภอเมืองชลบุรี จงั หวัดชลบรุ ี 20131
*** ภาควชิ าสขุ ศึกษา คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ มหาวิทยาลยั บูรพา อำ� เภอเมอื งชลบรุ ี จังหวัดชลบรุ ี 20131
Abstract: Health Literacy and Role of Village Health Volunteer
In Chronic Disease Prevention
Khuhamanee U*, Rodjarkpai Y **, Maharachpong N***
*Major in Health Education and Health Promotion, Burapa University, Mueang Chon Buri, Chon Buri, 20131
**Faculty of Public Health, Burapa University, Mueang Chon Buri, Chon Buri, 20131
*** Health Education and Health Promotion Program, Burapa University, Mueang Chon Buri, Chon Buri,
20131
(E-mail: [email protected])
(Received: May 24, 2019; Revised: July 23, 2019; Accepted: August 15, 2019)
This cross sectional research aimed to analyze association between health literacy(HL) and role of
village health volunteer(VHVs) in chronic disease prevention and associations between health literacy and
role of village health volunteer in chronic disease prevention in Wangchan district, Rayong province. Two
hundred and one village health volunteers in Wangchan district, Rayong province were cluster sampled.The
data were consequently and analyzed for frequency, percentage, mean, standard deviation, max, min, and
Chi square test. The sample group had mean scores was at excellent level in ccognitive health regarding
the chronic disease prevention, good level in accessing to health information and health service, media
literacy for chronic disease prevention., Decision skills in chronic disease prevention, and Self management
for health condition for chronic disease prevention. The results showed VHVs was at fair level in commucation
skills to enhance the chronic disease prevention, and VHVs was at good level in role of village health
volunteer in chronic disease prevention. And the results show significant associations between health
literacy and role of village health volunteer in chronic disease prevention scores (p< 0.05).
Keywords: Health literacy, Village health volunteer, Chronic disease prevention.
บทคัดย่อ ส่มุ กลุ่มตวั อยา่ งโดยใชว้ ธิ แี บบกลมุ่ (cluster sampling) เก็บ
การศึกษาแบบตัดขวาง (cross sectional study) ข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิง
มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพของอาสา พรรณนา รอ้ ยละ คา่ เฉลยี่ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน คา่ สงู สดุ คา่
สมัครสาธารณสุขประจ�ำหมู่บ้าน (อสม.) ในการป้องกันโรค ต่ำ� สุด และสถติ เิ ชงิ วิเคราะห์ Chi square test ผลการศกึ ษา
เรื้อรัง และความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพ กับ พบวา่ กลมุ่ ตวั อย่าง มคี ่าเฉลยี่ คะแนนความรอบรดู้ ้านสขุ ภาพ
บทบาทของ อสม. ในการป้องกันโรคเรื้อรัง อ�ำเภอวังจันทร์ ดา้ นความรคู้ วามเขา้ ใจ อยใู่ นระดบั ดมี าก ดา้ นการเขา้ ถงึ ขอ้ มลู
จังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งน้ี คืออาสา และบรกิ ารสุขภาพ ดา้ นการรู้เท่าทนั สอ่ื ดา้ นทักษะการตดั สนิ
สมคั รสาธารณสขุ ประจำ� หมู่บ้าน (อสม.) ทป่ี ฏิบตั ิงานและขนึ้ ใจ และดา้ นการจดั การตนเอง อยใู่ นระดบั ดี และ ในดา้ นทกั ษะ
ทะเบยี นอสม. ในอำ� เภอวงั จนั ทร์ จงั หวดั ระยอง จำ� นวน 201 คน การสอ่ื สารสขุ ภาพ อยใู่ นระดบั พอใช ้ โดยพบวา่ มรี ะดบั บทบาท
ปที ่ ี 45 ฉบับที ่ 1 มกราคม - มีนาคม 2563 | 137
ในการปอ้ งกนั โรคเรอ้ื รงั อยใู่ นระดบั ดี เมอ่ื ทดสอบความสมั พนั ธ์ เปน็ อยา่ งมาก หากประชาชนมคี วามรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพตำ่� ยอ่ ม
ระหว่างความรอบรู้ ด้านสุขภาพกับบทบาทของอสม. ในการ จะสง่ ผลตอ่ สภาวะสขุ ภาพในภาพรวม ซง่ึ กลา่ วไดว้ า่ ประชาชน
ปอ้ งกนั โรคเรอ้ื รงั พบวา่ ความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพ มคี วามสมั พนั ธ์ ขาดความสามารถในการดแู ลสุขภาพของตนเอง จำ� นวนผปู้ ว่ ย
กบั บทบาทของ อสม. ในการปอ้ งกนั โรคเรอ้ื รงั อยา่ งมนี ยั สำ� คญั โรคเรอื้ รงั เพมิ่ ขน้ึ ทำ� ใหค้ า่ ใชจ้ า่ ยในการรกั ษาพยาบาลเพมิ่ มาก
ทางสถิติ (p < 0.05) ข้ึน3
ค�ำส�ำคัญ: ความรอบรู้ด้านสุขภาพ อาสาสมัคร สถานการณ์ด้านสุขภาพของอ�ำเภอวังจันทร์ จังหวัด
สาธารณสุขประจ�ำหมูบ่ า้ น การปอ้ งกันโรคเรื้อรงั ระยอง ในปี 2558-2560 พบว่า โรคเบาหวานและโรคความ
ดันโลหิตสูง เป็นปัญหาที่มีความส�ำคัญในประชาชนทุกกลุ่ม
บทน�ำ วัย และเปน็ ปัญหาทมี่ ีความส�ำคัญลำ� ดับท่ี 1 ในปี 25604 ดงั
ความรอบรดู้ า้ นสุขภาพ (Health Literacy;-HL) เป็น นน้ั หนว่ ยงานสาธารณสุขและภาคเี ครือข่าย จงึ ด�ำเนนิ งานส่ง
แนวคิดท่ีองค์การอนามยั โลก (World Health Organization; เสรมิ สขุ ภาพและปอ้ งกนั โรคเรอ้ื รงั กนั อยา่ งเขม้ แขง็ โดยมี อสม.
WHO) ให้ความส�ำคัญเป็นอย่างมาก จากการประชุมส่งเสริม เปน็ ผนู้ ำ� ดา้ นสขุ ภาพในชมุ ชน มบี ทบาทสำ� คญั ในการดำ� เนนิ งาน
สุขภาพโลกครั้งที่ 7 องคก์ ารอนามยั โลกได้ประกาศให้ประเทศ และผู้ประสานงานระหว่างเจ้าหน้าท่ีสาธารณสุขกับประชาชน
สมาชกิ ใหค้ วามสำ� คญั กบั การพฒั นาความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพของ เพอ่ื แก้ไขปญั หา
ประชาชน และไดใ้ หค้ วามหมายของคำ� วา่ “Health Literacy” จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า อาสาสมัคร
ไว้ว่า ทักษะทางปัญญาและทักษะทางสังคม ท่ีเป็นตัวก�ำหนด สาธารณสุขประจ�ำหมู่บ้าน (อสม.) คือบุคคลท่ีเป็นผู้น�ำด้าน
แรงจูงใจและความสามารถของบุคคล ในการเข้าถึง เข้าใจ สุขภาพของชุมชน เป็นผู้ที่มีความรู้ สามารถค้นหาข้อมูลด้าน
และใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมและรักษาสุขภาพของตนเอง สุขภาพจากแหล่งข้อมูลท่ีเชื่อถือได้ เพ่ือให้ค�ำแนะน�ำด้าน
ให้ดีอยู่เสมอ1 ส�ำหรับประเทศไทยการใช้ ค�ำเรียก “Health สุขภาพท่ีถูกต้องให้กับประชาชนในพื้นที่ และมีความรู้ทัน
Literacy” ยังไม่มีการบัญญัติอย่างเป็นทางการ แต่มีหลาย สถานการณ์ในปัจจุบันอยู่เสมอ แต่ในปัจจุบันพบว่า บุคคล
หน่วยงานที่เก่ียวข้อง ได้มีการแปลความหมายและก�ำหนดค�ำ ท่ีเข้ามาสมัครเป็น อสม. มีความหลากหลายในด้านอายุ การ
เรียกไว้ ตามลำ� ดบั ของชว่ งเวลา โดยในปี 2560 คณะผู้บริหาร ศกึ ษา และความสามารถต่างๆ ดังนนั้ ผู้ศกึ ษาจงึ มีความสนใจ
ระดับสูงของการทรวงสาธารณสุขได้ก�ำหนดค�ำเรียกว่า ความ ในการศกึ ษาความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพกบั บทบาทของอาสาสมคั ร
รอบรู้ด้านสุขภาพ2 สาธารณสุขประจ�ำหมู่บ้าน (อสม.) ในการป้องกัน โรคเรื้อรัง
การพัฒนาและส่งเสริมให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้าน ของ อสม. ของอ�ำเภอวงั จันทร์ จงั หวดั ระยอง เพ่ือนำ� ผลการ
สขุ ภาพ (health literacy) เปน็ การสร้างและพฒั นาขีดความ วิจัยมาใช้ในการวางแผนการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ
สามารถในระดับบุคคลในการธ�ำรงรักษาสุขภาพตนเองอย่าง และบทบาทของ อสม. ในการปอ้ งกันโรคเรื้อรงั ในพืน้ ทต่ี ่อไป
ยั่งยืน ท�ำให้ประชาชนสามารถแลกเปล่ียนข้อมูลด้านสุขภาพ กรอบแนวคิดในการวจิ ัย
คาดการณค์ วามสย่ี ง และกำ� หนดเป้าประสงคก์ ารดแู ลสขุ ภาพ การวิจัยครั้งน้ีผู้วิจัยใช้แนวทางการจ�ำแนกระดับความ
ของตนเองได้ โดยเฉพาะ เรอ่ื งการจดั การโรคเรอ้ื รงั ทกี่ ำ� ลงั เปน็ รอบรดู้ า้ นสขุ ภาพของกองสขุ ศกึ ษากรมสนบั สนนุ บรกิ ารสขุ ภาพ
ปัญหาระดับโลก และทำ� ให้เสยี คา่ ใชจ้ า่ ยในการรกั ษาพยาบาล กระทรวงสาธารณสขุ พ.ศ.2561
138 | วารสารกรมการแพทย์
วตั ถแุ ละวิธกี าร สื่อสารสุขภาพ จ�ำนวน 5 ข้อ 4) การรู้เท่าทันสื่อ จ�ำนวน
การศึกษาครั้งน้ีเป็นการวิจัยเชิงส�ำรวจแบบตัดขวาง 5 ข้อ โดยด้านท่ี 3 และ 4 เกณฑ์การให้คะแนนเป็นแบบ
(cross sectional study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความ ประเมินค่า แบ่งออกเป็น 5 ระดับ คะแนนต้ังแต่1-5 ดังนี้
รอบรดู้ า้ นสขุ ภาพกบั บทบาทของ อสม.ในการปอ้ งกนั โรคเรอ้ื รงั 1 คะแนนหมายถงึ นอ้ ยทสี่ ดุ 2 คะแนนหมายถงึ นอ้ ย 3 คะแนน
ประชากรท่ใี ชใ้ นการศกึ ษา คร้ังน้คี ือ อสม. ทปี่ ฏบิ ัติงาน และ หมายถงึ ปานกลาง 4 คะแนนหมายถงึ มาก 5 คะแนนหมายถงึ
ขึ้นทะเบียนอสม. ในอ�ำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง จ�ำนวน มากท่ีสดุ 5) การตดั สนิ ใจ จ�ำนวน 5 ขอ้ เกณฑก์ ารให้คะแนน
437 คน กล่มุ ตวั อย่างเปน็ อสม. อ�ำเภอวังจนั ทร์ จงั หวดั ระยอง เป็นแบบประเมินค่า แบ่งออกเป็น 5 ระดับ คะแนนต้ังแต่
ค�ำนวณขนาดตัวอย่างจาก สูตร Cochran, W.G.Z (1977). 1-5 ดังน ้ี 1 คะแนน หมายถงึ น้อยท่ีสุด 2 คะแนน หมาย
ไดจ้ �ำนวนกล่มุ ตัวอยา่ ง 182 คน และเพ่ือปอ้ งกันการสูญหาย ถึง นอ้ ย 3 คะแนน หมายถงึ ปานกลาง 4 คะแนน หมายถงึ
ของกลมุ่ ตวั อย่างในระหวา่ ง การศึกษาทดลอง ผู้ศกึ ษาได้เพ่ิม บอ่ ย 5คะแนนหมายถงึ บอ่ ยทส่ี ดุ 6) การจดั การตนเองจำ� นวน
กลุ่มตัวอย่างเป็น 201 คน โดยต้องมีคุณสมบัติคือเป็น อสม. 10 ข้อ เกณฑ์การให้คะแนนเป็นแบบประเมินค่า แบ่งออก
ที่ขึ้นทะเบียนในเขตอ�ำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง มีอายุงาน เปน็ 5 ระดับ คะแนนต้ังแต1่ -5 ดงั นี้ 1 คะแนน หมายถึง น้อย
ไม่น้อยกวา่ 1 ปี และสมคั รใจเขา้ รว่ มการศึกษาวิจัยคร้งั นี้ ได้ ที่สดุ 2 คะแนน หมายถึง นอ้ ย 3 คะแนน หมายถึงปานกลาง
มาโดยวธิ กี ารสมุ่ ตวั อยา่ งแบบกลุม่ (cluster sampling) จาก 4 คะแนน หมายถงึ มาก 5 คะแนน หมายถงึ มากทสี่ ดุ
จำ� นวนทงั้ หมด 4 ตำ� บล ไดแ้ ก่ ตำ� บลปา่ ยบุ ใน และตำ� บลชมุ แสง ส่วนท่ี 3 แบบสอบถามเรื่องบทบาทของ อสม. ใน
สมุ่ ไดก้ ลมุ่ ตวั อยา่ งที่ 1 จำ� นวน 97 คน กลมุ่ ท่ี 2 จำ� นวน 159 คน การป้องกันโรคเรื้อรัง จ�ำนวน 10 ข้อ เกณฑ์การ ให้คะแนน
เนื่องจากกลุม่ ที่ 2 ไดจ้ �ำนวนกล่มุ ตวั อย่างมากกว่าทกี่ �ำหนดไว้ เป็นแบบประเมินค่า แบ่งออกเป็น 5 ระดับ คะแนนตั้งแต่
จึงน�ำมาสุ่มตัวอย่างแบบง่ายโดยวิธีการจับฉลาก เก็บรวบรวม 1-5 ดังนี้ 1 คะแนน หมายถึง น้อยท่ีสุด 2 คะแนน
ขอ้ มลู เดอื น มกราคม-เมษายน 2562 เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั หมายถึง น้อย 3 คะแนน หมายถึงปานกลาง 4 คะแนน
ครง้ั นไี้ ดแ้ กแ่ บบสอบถาม ทผี่ ศู้ กึ ษาพฒั นาจากการคน้ ควา้ เอกสาร หมายถงึ มาก 5 คะแนน หมายถึง มากที่สดุ
วชิ าการ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจยั ทีเ่ กย่ี วข้อง ประกอบดว้ ย การแบ่งกลุ่มเพ่ือศึกษาการวัดระดับความรอบรู้ด้าน
3 ส่วน ดังนี้ สขุ ภาพของ อสม.และการแบง่ กลมุ่ วเิ คราะหค์ วามสมั พนั ธ์ โดย
ส่วนท่ี 1 แบบสอบถามปจั จยั สว่ นบคุ คล ประกอบดว้ ย ใชเ้ กณฑร์ ้อยละ
เพศ อายุ ระดบั การศกึ ษา สถานภาพสมรส อาชพี ระยะเวลาการ เครื่องมือได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหาจาก
เปน็ อสม. รายได้เฉล่ียต่อเดอื น ภาวะทางสขุ ภาพ ลกั ษณะขอ้ ผทู้ รงคณุ วฒุ ิ จำ� นวน 3 ทา่ น โดยใชด้ ชั นคี วามสอดคลอ้ ง (Index
คำ� ถามเปน็ แบบเลอื กตอบและเตมิ คำ� ในชอ่ งวา่ ง จำ� นวน 11 ขอ้ of congruence : IOC) และคัดเลือกข้อค�ำถามที่มีค่าดัชนี
ส่วนท่ี 2 แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ ซ่ึง ความสอดคลอ้ งตงั้ แต่ 0.50 ข้ึนไป นำ� แบบสอบถามท่ีผ่านการ
ผศู้ กึ ษาพัฒนามาจาก องค์ประกอบของความรอบรู้ ตรวจสอบความตรงเชิงเนอื้ หา (content validity) โดยนำ� ไป
ด้านสุขภาพของ กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการ ทดลองใช้ (try out) กบั กลมุ่ ทีไ่ ม่ใชก่ ลมุ่ ตวั อยา่ งแต่มีลกั ษณะ
สุขภาพ พ.ศ.2561 ฉบับปรับปรุง โดยวัดความรอบรู้ ด้าน คล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างที่ท�ำการศึกษา ได้แก่ อสม.ในเขต
สขุ ภาพ 6 ดา้ น 1.การเขา้ ถงึ ขอ้ มลู และบรกิ ารสขุ ภาพ 2. ความ อ�ำเภอบ้านค่าย จ�ำนวน 30 ตัวอย่าง หลังจากน้ันน�ำข้อมูล
รคู้ วามเขา้ ใจ 3. ทกั ษะการสอื่ สารสขุ ภาพ 4. การรเู้ ทา่ ทนั สอ่ื ทไ่ี ด้ มาวิเคราะห์เพ่อื หาค่าความเชอ่ื ม่นั (Reliability) โดยใช้
5. ทกั ษะการตัดสินใจ 6. การจัดการตนเอง ประกอบดว้ ยข้อ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบราค (Cronbach’s Alpha
ค�ำถามที่มีลักษณะทั้งด้านบวกและด้านลบ ให้คะแนนแบบ Coefficient ) ไดค้ า่ ความเทีย่ ง 0.75 - 0.85
ประเมนิ คา่ ( rating scale) และแบบถกู ผดิ จำ� นวน 45 ขอ้ ดงั น้ี วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมส�ำเร็จรูป ใช้สถิติ
1) การเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ จ�ำนวน 10 เชงิ พรรณนา (descriptive statistic) ใชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
ข้อ เกณฑ์การให้คะแนนเป็นแบบประเมินค่า แบ่งออกเป็น ปัจจยั ส่วนบคุ คลของกลุ่มตัวอยา่ งท่ีศกึ ษา โดยการหา จำ� นวน
5 ระดับ คะแนนตั้งแต่ 1-5 ดังนี้ 1 คะแนน หมายถึงน้อย คา่ เฉลี่ย ร้อยละ สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน ใชส้ ถติ เิ ชงิ วเิ คราะห์
ที่สุด 2 คะแนน หมายถึง น้อย 3 คะแนน หมายถึงปาน (analysis statistics) วิเคราะห์หาระดับของความรอบรู้ด้าน
กลาง 4 คะแนน หมายถงึ มาก 5 คะแนน หมายถงึ มากทสี่ ดุ สุขภาพในแต่ละด้าน และหาความสมั พันธ์ระหวา่ งความรอบรู้
2) ความรคู้ วามเขา้ ใจ จำ� นวน 10 ขอ้ ลกั ษณะคำ� ถามเปน็ แบบถกู ด้านสุขภาพ กับบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจ�ำ
ผิด ตอบถูกได้ 1 คะแนน ตอบผิดได้ 0 คะแนน 3) ทกั ษะการ หมบู่ า้ น (อสม.) ในการควบคุมป้องกันโรคเบาหวานและความ
ปที ่ี 45 ฉบับท ่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2563 | 139
ดนั โลหติ สงู โดยใชโ้ ดยการทดสอบไคสแควร์ (Chi-square test) สว่ นที่ 2 ความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพและบทบาทของ อสม.
โดยก�ำหนดค่านยั สำ� คัญทางสถติ ิทรี่ ะดบั 0.05 ในการป้องกันโรคเร้อื รัง
ความรอบรูด้ ้านสขุ ภาพของอสม. พบว่า กลุม่ ตวั อยา่ ง
ผล ส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับดีมากในด้าน
ส่วนที่ 1 ปจั จัยสว่ นบคุ คลของ อสม. ความรู้ความเข้าใจ ร้อยละ 79.1 (8.64±1.411) ด้านการ
พบว่า 4 ใน 5 ของอสม.เป็นเพศหญิง ร้อยละ 80.1 เขา้ ถึงขอ้ มูลและบรกิ ารสขุ ภาพ รอ้ ยละ 39.3, (39.35±5.926)
มีอายุเฉลี่ย 47.93 ปี ประมาณคร่ึงหน่ึงของอสม.จบการ ด้านทักษะการตัดสินใจ (19.79±3.182) ด้านการรู้เท่าทัน
ศึกษาระดบั ประถมศกึ ษา (รอ้ ยละ 53.7) และประกอบอาชพี ส่ือ (19.24±3.502) ด้านการจัดการตนเอง (38.65±5.623)
เกษตรกรรม (ร้อยละ 55.2) ประมาณ 3 ใน 4 ของอสม. มี โดยพบวา่ อสม.สว่ นใหญ่ มคี วามรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพอยใู่ นระดบั
สถานภาพสมรส (รอ้ ยละ 78.1) มรี ะยะเวลาการเปน็ อสม. เฉลยี่ ไมด่ ี ดา้ นทกั ษะการสอื่ สารสขุ ภาพรอ้ ยละ 31.3 (18.60±3.303)
10.11 ปี รายไดเ้ ฉลยี่ ตอ่ เดอื น 7,743.78 บาท มากกวา่ ครง่ึ หนงึ่ และพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีระดับคะแนนบทบาท
มภี าวะโภชนาการเกิน (รอ้ ยละ 64.2) แตพ่ บวา่ ประมาณคร่งึ ของ อสม. ในการป้องกนั โรคเร้อื รงั อยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ
หนงึ่ ของอสม. มีรอบเอว ไมเ่ กินมาตรฐาน (ร้อยละ 50.2) และ 30.8 ระดบั ดีและระดบั พอใช้ รอ้ ยละ 23.9 และอยู่ในระดบั
ประมาณ 3 ใน 4 ของอสม. ไม่มีโรคประจำ� ตวั (ร้อยละ 78.1) ไม่ดีร้อยละ 21.4 และมีคะแนนเฉลี่ย 40.10 อยู่ในระดับดี
(ตารางท่ี 1)
ตารางท่ี 1 ระดบั ความรอบรูด้ า้ นสขุ ภาพและบทบาทของ อสม.ในการป้องกันโรคเรอ้ื รงั (n = 201)
ระดับ จ�ำนวน (ร้อยละ) ดมี าก mean SD ระดบั
คะแนน
ไมด่ ี พอใช้ ดี 5.926 เฉลย่ี
1.411
ความรอบร้ดู ้านสุขภาพ 35(17.4) 40(19.9) 47(23.4) 79(39.3) 39.35 3.303 ระดบั ดี
- ด้านการเข้าถึงข้อมูลและ
บรกิ ารสุขภาพ 7(3.5) 11(5.5) 24(11.9) 159(79.1) 8.46 ระดับดมี าก
63(31.3) 33(16.4) 47(23.4) 58(28.9) 18.60 ระดับพอใช้
- ด้านความรู้ความเขา้ ใจ
- ดา้ นทักษะการสื่อสาร
สุขภาพ
- ด้านการรเู้ ท่าทันสอ่ื 48(23.9) 45(22.4) 33(16.4) 75(37.3) 19.24 3.502 ระดับดี
- ด้านทกั ษะการตดั สินใจ 32(15.9) 34(16.9) 56(27.9) 79(39.3) 19.79 3.182 ระดบั ดี
- ด้านการจัดการตนเอง 43(21.4) 42(20.9) 45(22.4) 71(35.3) 38.65 5.623 ระดับดี
บทบาทของ อสม. 43(21.4) 48(23.9) 48(23.9) 62(30.8) 40.10 6.334 ระดบั ดี
ในการปอ้ งกนั โรคเร้ือรัง
โดยสรุปหากพิจารณาในภาพรวมของความรอบรู้ด้าน ทักษะการส่ือสารสขุ ภาพ
สขุ ภาพในการปอ้ งกนั โรคเรื้อรัง พบวา่ กลุ่มตัวอย่าง มคี ่าเฉล่ยี ส่วนที่3 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพ
คะแนนความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพอยใู่ นระดบั ดมี าก ในดา้ นความ กับบทบาทของ อสม. ในการปอ้ งกนั โรคเรอื้ รงั
รู้ความเข้าใจ อยู่ในระดับดี ด้านการเข้าถึงข้อมูลและบริการ ผลการศึกษาพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีความ
สุขภาพ ดา้ นการรเู้ ทา่ ทนั สื่อ ดา้ นทักษะการตดั สนิ ใจ และด้าน สมั พนั ธก์ ับบทบาทของ อสม. ในการปอ้ งกันโรคเร้ือรงั อยา่ งมี
การจัดการตนเอง และผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่า นยั ส�ำคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั 0.05 (ตารางท่ี 2)
เฉลี่ยคะแนนความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับไม่ดี ในด้าน
140 | วารสารกรมการแพทย์
ตารางท่ี 2 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งความรอบรู้ดา้ นสุขภาพกบั บทบาทของ อสม. ในการป้องกันโรคเรอ้ื รัง
ระดบั ความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพ ระดับบทบาท อสม. จ�ำนวน (ร้อยละ) p-value*
ระดบั ความรอบรู้ด้านสุขภาพรายดา้ น ไม่ดี – พอใช้ ด-ี ดีมาก
ด้านการเขา้ ถงึ ข้อมูลและบริการสขุ ภาพ
ไม่ดี – พอใช้ 51(67.1) 25(47.6) < 0.01
ด-ี ดมี าก 24(19.2) 101(80.8)
ด้านความรู้ ความเขา้ ใจ 13(17.1)
ไม่ดี – พอใช้ 5(4.0) 63(82.9) 0.002
ดี-ดีมาก 63(82.9) 120(96.0)
ด้านทกั ษะการสื่อสารสุขภาพ 33(26.4)
ไมด่ ี – พอใช้ 65(85.5) 13(17.1) < 0.01
ดี-ดีมาก 28(22.4) 92(73.6)
ดา้ นการรเู้ ทา่ ทนั สื่อ 50(65.8)
ไม่ดี – พอใช้ 16(12.8) 11(14.5) < 0.01
ดี-ดีมาก 63(82.9) 97(77.6)
ดา้ นการตัดสนิ ใจ 22(17.6)
ไมด่ ี – พอใช้ 26(34.2) < 0.01
ด-ี ดีมาก 109(87.2)
ดา้ นการจัดการตนเอง
ไมด่ ี – พอใช้ 13(17.1) < 0.01
ดี-ดีมาก 103(82.4)
ระดับความรอบรู้ด้านสขุ ภาพรวม
ด้านการเข้าถงึ ขอ้ มลู และบริการสขุ ภาพ 66(74.2) 23(25.8) <0.01
ไม่ดี – พอใช้ 10(8.9) 102(91.1)
ด-ี ดมี าก
* Chi-square test
วจิ ารณ์ รวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคอ้วน
จากผลการศกึ ษาพบวา่ ความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพโดยรวม อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.01 สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษา
มีความสัมพันธ์กับบทบาทของ อสม.ในการป้องกันโรคเรื้อรัง ของ Riangkam 7 พบว่าระดับความรอบร้ดู า้ นสขุ ภาพและการ
อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั 0.05 ซง่ึ เปน็ ไปตามสมมตฐิ าน รับรู้สมรรถนะแห่งตนที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรม
ของการวิจยั เน่ืองจากความรอบร้ดู ้านสขุ ภาพจะส่งผลต่อการ ในการดูแลตนเองจากการศึกษาของ Tachavijitjaru 8 พบว่า
ปฏิบัติตัว3 ดังน้ันความรอบรู้ด้านสุขภาพจึงมีความสัมพันธ์กับ บุคคลท่ีมีความรอบรู้ทางสุขภาพต�่ำจะมีผลต่อองค์ประกอบ
บทบาทของอสม.ในการป้องกันโรคเร้ือรัง สอดคล้องกับการ ของความรอบรทู้ างสขุ ภาพทกุ องคป์ ระกอบ และมแี นวโนม้ ทจ่ี ะ
ศกึ ษาของ Chantarintrakorn 5 พบว่าความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพ เจบ็ ปว่ ยจนตอ้ งเขา้ รบั การรกั ษาในโรงพยาบาลมากกวา่ บคุ คล
ด้านการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ ด้านความรู้ความ ทมี่ คี วามรอบรทู้ างสขุ ภาพสงู ซงึ่ หมายความวา่ บคุ คลทที่ ม่ี คี วาม
เข้าใจ ดา้ นทกั ษะการส่อื สาร ดา้ นการรเู้ ท่าทันสื่อ ดา้ นทักษะ รอบรทู้ างสขุ ภาพตำ�่ จะมแี นวโนม้ ทจี่ ะมพี ฤตกิ รรมดา้ นสขุ ภาพ
การตัดสนิ ใจ และดา้ นทกั ษะการจัดการตนเอง มคี วามสมั พันธ์ ไมเ่ หมาะสมมากกวา่ บคุ คลทมี่ คี วามรอบรทู้ างสขุ ภาพสงู เชน่ กนั
เชิงบวกกับพฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก ดังน้ันจึงมีความจ�ำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาความรอบรู้ด้าน
อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั 0.05 สอดคลอ้ งกบั การศกึ ษา สขุ ภาพให้แก่ อสม.ทง้ั ในกล่มุ ของอสม. ทมี่ รี ะดบั ความรอบรู้
ของ Chobthamasakul6 พบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพโดย ดา้ นสขุ ภาพ อยใู่ นระดบั ด-ี ดมี าก และกลมุ่ ไมด่ -ี พอใช้ จะตอ้ ง
ปีท ี่ 45 ฉบับท่ี 1 มกราคม - มีนาคม 2563 | 141
ไดร้ บั การพฒั นาความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพใหอ้ ยใู่ นระดบั ด-ี ดมี าก ขอ้ เสนอแนะ
สว่ นกลมุ่ ทมี่ คี วามรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพอยใู่ นระดบั ด-ี ดมี าก กต็ อ้ งมี 1. จากผลการศกึ ษาพบวา่ มปี จั จยั หลายปจั จยั ทมี่ คี วาม
การพฒั นาความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพ รกั ษาระดบั ความรอบรดู้ า้ น สมั พนั ธ์กับความรอบรดู้ ้านสุขภาพของ อสม. ดังน้นั การเสริม
สขุ ภาพใหอ้ ยู่ในระดับด-ี ดมี ากอย่างต่อเนือ่ ง เพื่อให้อสม.เป็นผู้ สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ ควรค�ำนึงถึงปัจจัยท่ีมีความ
มรี ะดบั ความรอบรู้ด้านสุขภาพดีเพยี งพอ ไปถึงระดบั สามารถ สัมพันธก์ บั ความรอบรูด้ า้ นสุขภาพ
ปฏิบัติตน ตาม 3อ.2ส. ได้ถูกต้อง และสม่�ำเสมอจนเป็นสุข 2. จากผลการศึกษาพบว่า อสม.มีระดับความรอบรู้
นสิ ยั อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ดา้ นสขุ ภาพทแี่ ตกตา่ งกนั ดงั นน้ั จงึ ควรมกี ารพฒั นาระดบั ความ
รอบรู้ด้านสุขภาพของอสม.ในพ้ืนที่ให้มีระดับความรอบรู้ด้าน
สรปุ สขุ ภาพใหอ้ ยูใ่ นระดบั ท่มี ีความเหมาะสมกับการปฏบิ ัตหิ น้าท่ี
ผลการศกึ ษาแสดงใหเ้ หน็ วา่ ความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพโดย ข้อเสนอแนะในการทำ� วิจยั คร้งั ตอ่ ไป
รวมมีความสัมพันธ์กับบทบาทของ อสม.ในการป้องกันโรคดัง ควรศกึ ษาเพอ่ื พฒั นาโปรแกรมความรอบรดู้ า้ นสขุ ภาพ
นั้นจึงเปน็ ส่ิงจ�ำเป็นท่ี อสม.จะตอ้ งไดร้ ับการพฒั นาความรอบรู้ ของ อสม.ในดา้ นทกั ษะการสอ่ื สาร
ด้านสุขภาพอยู่เสมอ เพราะในปัจจุบันนอกจากเรื่องสุขภาพ
ยังมกี ารรอบรู้ในเรื่องต่างๆ อีกมาก เนื่องจากสถานการณ์การ กติ ตกิ รรมประกาศ
เจ็บป่วย มีการเปล่ียนแปลงไปตามยุคสมัย ดังน้ันความรอบรู้ ขอขอบพระคุณ รศ.ดร.ยุวดี รอดจากภัย คณบดี
ด้านสุขภาพของอสม.จึงมีความส�ำคัญ ต้องมีการพัฒนาให้ คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ ดร.นิภา มหารัชพงศ์ หวั หน้าภาควิชา
เหมาะสมกบั เทคโนโลยแี ละส่งิ แวดล้อมท่ีเปลยี่ นแปลงไป การ สขุ ศกึ ษา คณะสาธารณสขุ ศาสตร์ นายแพทยส์ าธารณสขุ จงั หวดั
สร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับตนเองอยู่เสมอ จะ ระยอง ผู้อ�ำนวยการโรงพยาบาลวังจันทร์ สาธารณสุขอ�ำเภอ
ช่วยให้เป็นคนทันโลก และทันโรค เม่ือบุคคลมีความรอบรู้ วงั จนั ทร์ เจา้ หนา้ ทผ่ี เู้ กยี่ วขอ้ งทกุ ทา่ น และทนุ วจิ ยั สำ� หรบั บณั ฑติ
ด้านสุขภาพจะมีศักยภาพในการดูแลตนเองได้ รวมทั้งจะช่วย ศกึ ษา ประจำ� ปงี บประมาณ 2562 จากคณะสาธารณสขุ ศาสตร์
แนะนำ� สง่ิ ทถี่ กู ตอ้ ง ใหก้ บั บคุ คลใกลช้ ดิ ครอบครวั คนรว่ มชมุ ชน มหาวทิ ยาลยั บรู พา ทใี่ หค้ วามกรณุ าใหก้ ารศกึ ษาครงั้ นส้ี ำ� เรจ็ ได้
และสังคมได้อีกด้วย2 ดว้ ยดี และขอขอบพระคณุ กลมุ่ ตวั อยา่ งทกุ ทา่ นทสี่ ละเวลาและ
ให้ความรว่ มมือเปน็ อย่างดใี นการเขา้ ร่วมการศกึ ษาในครง้ั นี้
References in Suanluang Subdistrict Municipality, Krathum
Baen Distric, Samut Sakhon Province. Master of
1. World Health Organization. Health Promotion Science(Health Education), Health Education.
Glossary. Switzerland: Switzerland on Physical Education. Bangkok: Kasetsart University;
Recycledpaper; 1998. 2014.
6. Chobthamasakul S, Relationship Between Health
2. Kaeodumkoeng K. Health Literacy access, Literacy and Obesity Prevention Behavior of
understand and application. 2nd ed. Bangkok. Undergraduate Students in Bangkok Metropolitan
Amarin Printing & Publishing Public Co., Ltd.; 2018. Region. Journal of Interdisciplinary Research2019;
8:116-123.
3. Department of Health Service Support.The 7. Riangkam C, Wattanakitkrileart D, Ketcham A,
promotion and general health knowledgeable and Sriwijitkamol A. Health Literacy, Self-Efficacy, Age
health behavior evaluation for children&youth and Visual Acuity Predicting on Self-Care Behaviors
between 7-14 years and people age more than in Patients with Type 2 Diabetes. Journal of Nursing
15 years. Revise1; 2018. Science 2016; 34: 35-46.
8. Tachavijitjaru C, Health Literacy: A key Indicator
4. Phaipong S, Village health volunteers’ knowledge towards Good Health Behavior and Health
and role in community heath planning in Phen Outcomes. Journal of the Royal Thai Army
district Udonthani province. Community Health Nurses2018; 19:1-11.
Development Quarterly Khon Kaen University
2016; 4:291-305.
5. Chantarintrakorn A. Relationship between Health
Literacy and Dengue Hemorrhagic Fever Prevention
and Control Behaviors of Public Health Volunteers
142 | วารสารกรมการแพทย์
นพิ นธต์ ้นฉบบั
การผ่าตดั ปดิ เพดานช่องปากแบบ One-stage และ Two-stage
กับผลลัพธ์ความกว้างของ dental arch: การทบทวนวรรณกรรมอยา่ งเปน็ ระบบ
และการวิเคราะหอ์ ภิมาน
อ�ำนาจ ลขิ ติ กลุ ธนพร ท.บ.,วท.ม., อ.ท.
สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข อ�ำเภอเมือง จังหวัดนนทบรุ ี 11000
Abstract: One-stage and Two-stage Palatoplasty and Dental Arch
Width Outcome: A Systematic Review and Meta-Analysis
Likitkulthanaporn A
Institute of Dentistry, Mueang Nonthaburi, Nonthaburi, Thailand, 11000
(E-mail: [email protected])
(Received: January 6, 2020; Revised: Feburary 12, 2020; Accepted: Feburary 21, 2020)
Background: Palatoplasty for cleft palate patients are mostly remain complications. Patients have
high risk to be under secondary operations and/or orthodontics treatment. Many researchers try to find for
standard surgical techniques or appropriate timing that could have resulted in satisfaction in many aspects
among all disciplines involved. Objective: The purpose of this systematic review and meta-analysis was
to quantitatively find out whether variety of palatoplasty techniques have effect on the facial growth,
development of maxillary arch especially transverse dental arch width. Method: PubMed database was
systematically searched for related articles, together with searching in Biomed Central, Open Access, Google
scholar and hand search. They were all filtered for articles in English from 1970 until 2019. Seven articles
were accepted and 7-8 datasets extracted. Comparison of One-stage and Two-stage palatoplasty by inter
canine arch width (IC), inter tuberocity/ molar arch width (IT) were calculated for standard mean difference
(SMD) at 95% CI and ramdom effect model were used. Result: The result shows that the IC of two-stage
technique is slightly wider than one-stage technique (SMD = 0.050; 95% CI -0.505, 0.604; p = 0.861). The IT
of two-stage technique is slightly narrower than one-stage technique (SMD = -0.018; 95% CI -0.540, 0.505;
p = 0.987). Both have no statisticaly significant. Due to the hight heterogeneity of data (I2 = 77.7% and 78.7%)
and wide range of CI, subgroup analysis were done between the measurement <5 years and >5 years of
ages. The heterogeneity remain high but only the inter canine arch width of <5 years has a decrease value
of I2 (I2 = 63.6%). Conclusion: One-stage and Two-stage palatoplasty have small diffences, no statistically
significance. The results evidence suggests that high inconsistency were noted in both groups. The reason
for heterogeneity remains obscure. However, the validity of the evidence is limited and further high-quality
trials are needed.
Keywords: Palatoplasty, Dental arch width, Maxillary hypoplasia, Systematic review, Meta-analysis
ปีท่ี 45 ฉบับที่ 1 มกราคม - มีนาคม 2563 | 143
บทคดั ย่อ เห็นได้ชัด คอื I2 = 63.6% สว่ นค่า inter tuberocity / molar
ภูมิหลัง: การผ่าตัดปิดชอ่ งโหวท่ เ่ี พดานปากทกุ เทคนคิ arch width ในช่วงอายุ <5 ปี และชว่ งอายมุ ากกว่า 5 ปีก็
มีความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงหลายประการ ซึ่งอาจ ยังมีความไม่เป็นเนื้อเดียวกันสูงท้ัง 2 กลุ่ม สรุป: การผ่าตัด
ต้องเสริมด้วยการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันหรือการผ่าตัด ปิดเพดานช่องปากเปรียบเทียบระหว่าง one-stage และ
ขากรรไกรร่วมกับการจัดฟัน จึงมีความพยายามท่ีจะรวบรวม two-stage palatoplasty มีผลต่อค่าความกว้างของ
ขอ้ มลู ผลลพั ธจ์ ากการผา่ ตดั ปดิ เพดานโหว่ หาแนวทางเพอ่ื สรา้ ง ขากรรไกรไม่มาก และไม่มีนัยส�ำคัญ อย่างไรก็ตามยังไม่
มาตรฐานการเลือกเทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะสม เลือกเวลาที่ สามารถระบเุ หตผุ ลของการทขี่ อ้ มลู ขาดความเปน็ เนอื้ เดยี วกนั
เหมาะและเกิดผลลพั ธท์ ีด่ ีต่อผูป้ ว่ ยให้มากที่สุด วัตถุประสงค:์ ได้ เน่อื งจากหลกั ฐานที่มีอย่ใู นปจั จบุ ันยงั มีขอ้ จำ� กัดและถอื วา่
การวิเคราะห์อภิมานครั้งนี้เพ่ือรวบรวมข้อมูลงานวิจัยทาง มีจ�ำนวนน้อย และมีความจ�ำเป็นท่ีควรมีการวิจัยที่มีคุณภาพ
คลนิ กิ ตามแนวทางทันตกรรมอิงหลักฐาน (Evidence-based สงู ตอ่ ไป
Dentistry) ในความพยายามตอบคำ� ถามว่า เทคนิคการผา่ ตดั ค�ำส�ำคัญ: การผ่าตัดปิดเพดานช่องปาก ความกว้าง
เพอ่ื รกั ษาโรคเพดานโหวช่ นดิ ใดมผี ลขา้ งเคยี งตอ่ การเจรญิ ของ ของส่วนโค้งแนวฟัน (dental arch width) แม๊กซิลลารี-
ศรี ษะและใบหน้า การพฒั นาของกระดูกขากรรไกรโดยเฉพาะ ไฮโปเพลเซีย (maxillary hypoplasia) การทบทวน
การเจรญิ ในแนวขวาง มากหรอื นอ้ ยกวา่ กัน วิธีการ: งานวิจัย วรรณกรรมอย่างเป็นระบบ การวเิ คราะหอ์ ภิมาณ
ที่เกี่ยวข้องดังกล่าวได้รับการสืบค้นจากฐานข้อมูล PubMed
อย่างเปน็ ระบบ มีการสืบค้นจากฐานข้อมลู Biomed Central บทนำ�
การสืบค้นจาก Google scholar ร่วมกับการค้นหาด้วยมือ ความพิการของช่องปากและใบหน้าที่พบในเด็กตั้งแต่
จากในห้องสมุด ซึ่งน�ำมาเฉพาะบทความภาษาอังกฤษตั้งแต่ ก�ำเนิดได้บ่อยโรคหนึ่งคือโรคปากแหว่งเพดานโหว่ซึ่งส่ง
ปี ค.ศ.1970 จนถงึ ปี ค.ศ.2019 บทความทไี่ ด้รบั การยอมรบั ผลกระทบส�ำคัญต่อผู้ป่วยหลายกรณี เช่น การเจริญเติบโต
มี 7 บทความ และชุดข้อมูล 7-8 ชุดถูกสกัดมาท�ำวิเคราะห์ ของศีรษะและใบหน้าผิดรูป การพูด การได้ยิน ส่งผลกระทบ
อภิมาน โดยใช้ค่าความกว้างขากรรไกร inter canine arch ด้านจิตใจ เป็นต้น การรักษาผู้ป่วยกลุ่มน้ีซับซ้อนต้องอาศัย
width และ inter tuberocity/ molar arch width ที่วดั หลงั ทีมแพทย์และทันตแพทย์สหสาขา การผ่าตัดปิดช่องโหว่
การรกั ษาดว้ ยการผา่ ตดั ปดิ เพดานชอ่ งปากเปรยี บเทยี บระหวา่ ง ที่เพดานปากเป็นหนึ่งในการรักษาท่ีนิยมท�ำเพื่อพยายาม
one-stage และ two-stage palatoplasty น�ำมาค�ำนวณ แก้ปัญหาเจริญเติบโตของช่องปากและใบหน้าผิดรูป แก้
โดยหาค่า standard mean difference (SMD) ที่ช่วงความ ปัญหาการพูดและการออกเสียง การรักษานี้อาจต้องมี
เช่อื มัน่ 95% วิเคราะหต์ ามรูปแบบ random effect model การรักษาทางทันตกรรมจัดฟันร่วมด้วย เพื่อให้เกิดผลที่ดี
จากการค�ำนวณข้อมูลทั้ง 7 ชุด ผล: การวิเคราะห์พบว่า ต่อผู้ป่วยมากที่สุด มีเทคนิคในการผ่าตัดที่หลากหลายวิธี
คา่ inter canine arch width ของการผ่าตัดแบบ two-stage ศัลยแพทย์ต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญ ความถนัด ขึ้นกับ
มีค่ามากกว่าแบบ one-stage น้อยมากและไม่มีนัยส�ำคัญ ปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความกว้างความยาวของช่องโหว่
(SMD = 0.050; 95% CI -0.505, 0.604; p = 0.861) ค่า ชนิดของช่องโหว่ ซ่ึงอาจใช้วิธีการแบ่งประเภทตาม Veau
I2 = 77.7% ส่วนคา่ inter tuberocity/molar arch width classification, LAHSAL code หรือการแบ่งชนิดตาม
ของการผ่าตัดแบบ two-stage มีค่าน้อยกวา่ แบบ one-stage หลกั การหรอื ดชั นอี นื่ ๆ เทคนคิ การผา่ ตดั สำ� หรบั โรคเพดานโหว่
น้อยมากและไม่มนี ยั สำ� คญั (SMD = -0.018; 95% CI -0.540, ที่นิยมได้แก่ Furlow double-opposing Z-plasty, von
0.505; p = 0.987) ค่า I2 = 78.7% ทั้งสองประเด็นมผี ลของ Langenbeck palatoplasty, V-Y Pushback, Bardach
ข้อมูลขาดความเป็นเน้ือเดียวกันสูง และช่วงความเช่ือมั่น palatoplasty เปน็ ต้น Stein1 ปี 2019 มกี ารอ้างอิงรายงาน
กวา้ ง การแบ่งกลุ่มย่อย (subgroup analysis) เปน็ กล่มุ ทว่ี ดั ท่ีมีผลส�ำรวจศัลยแพทย์ในสหรัฐอเมริกาพบว่านิยมใช้เทคนิค
ค่า inter canine arch width ในชว่ งอายุ <5 ปี และชว่ งอายุ Furlow palatoplasty และ Bardach palatoplasty ร่วม
มากกว่า 5 ปี ยังมคี วามไม่เปน็ เนือ้ เดยี วกนั สงู ทง้ั 2 กลมุ่ แต่ กบั intravelar veloplasty (IVVP) (87%) และผ่าตดั ในช่วง
คา่ inter canine arch width ในชว่ งอายุ <5 ปี มีค่า I2 ลดลง อายุ 6-12 เดือน (74%)
144 | วารสารกรมการแพทย์
การผ่าตัดปิดช่องโหว่ที่เพดานปากทุกเทคนิคมีความ 2014 การทบทวนวรรณกรรมอยา่ งเปน็ ระบบโดย Timbang3
เสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง เช่น การเกิด velopharyngeal รายงานเปรียบเทยี บเทคนคิ Furlow Z-plasty กบั straight-
insufficiency (VPI) ซ่ึงอาจต้องมีการผ่าตัดซ่อมเสริมใน line intravelar veloplasty พบวา่ มีอุบตั กิ ารณก์ ารเกิด VPI
เวลาต่อมา, maxillary hypoplasia ซ่ึงต้องเสริมด้วย ในเทคนคิ straight-line intravelar veloplasty สงู กว่า งาน
การรักษาทางทันตกรรมจัดฟันหรือการผ่าตัดขากรรไกร วิจัยการวเิ คราะห์อภมิ านของ Stein1 ปี ค.ศ. 2019 รวบรวม
ร่วมกับการจัดฟัน จึงพยายามท่ีจะรวบรวมข้อมูลจากการ ผลลัพธ์ของเทคนิคการผ่าตัดเปรียบเทียบกันโดยดูอัตราการ
ผ่าตัดปิดเพดานโหว่เพื่อหาแนวทางเลือกเทคนิคการผ่าตัด เกดิ VPI พบว่าเทคนคิ Furlow สมั พันธก์ ับการเกิดรูทะลุน้อย
และเวลาที่เหมาะให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้ป่วยมากท่ีสุด กวา่ เทคนิค von Langenbeck, Veau/Wardill/Kilner และ
อย่างไรก็ตามค่อนข้างยากและซับซ้อนเนื่องจากมีปัจจัยหลาย การใชเ้ ทคนคิ one-stage repair ก็สมั พนั ธ์กบั การเกิดรูทะลุ
ประการท่ีเข้ามาเกี่ยวข้องได้แก่ ประเภทของความพิการ น้อยกว่าเทคนิค two-stage repair อย่างมีนัยส�ำคัญทั้งสอง
ช่วงอายุท่ีได้รับการผ่าตัด เป็นต้น การเปรียบเทียบผลลัพธ์ กรณี และเทคนคิ Furlow สัมพันธก์ บั การเกิด VPI นอ้ ยกว่า
จากเทคนิคต่างๆ มักเป็นงานวิจัยแบบสังเกตซึ่งส่วนใหญ่ Bardach palatoplasty ส่วน one-stage repair ก็สมั พนั ธ์
เป็นการศกึ ษาย้อนหลัง (retrospective studies) นอกจากนี้ กับการเกดิ VPI นอ้ ยกว่า two-stage repair อยา่ งมีนัยส�ำคัญ
การจัดการผู้ป่วยในแต่ละศูนย์รักษามีแนวทางการพิจารณา เชน่ กัน ในปเี ดียวกนั นี้ Schilling4 รวบรวมข้อมูลการผา่ ตัดปดิ
ผู้ป่วยแตกต่างกัน การรวบรวมผลลัพธ์ในรูปแบบการศึกษา เพดานโหวโ่ ดยไมร่ วมผปู้ ว่ ยทมี่ โี รคปากแหวง่ รว่ มดว้ ย ดผู ลลพั ธ์
หลายสถาบัน (multicentre) จึงค่อนข้างจ�ำกัดส่งผลให้ ทีเ่ กยี่ วข้องกบั การเตบิ โตของขากรรไกร ผลต่อความกว้างของ
หลกั ฐานทมี่ คี วามนา่ เชอ่ื ถอื สงู มนี อ้ ยและยงั มขี อ้ จำ� กดั อยมู่ าก1 ขากรรไกรบนและผลต่อการสบฟัน ในช่วงปี ค.ศ.2018 พบ
สงิ่ ทศ่ี ลั ยศาสตรช์ อ่ งปากและใบหนา้ และทนั ตแพทยเ์ ฉพาะทาง ว่างานวิจัยมีความหลากหลายของเทคนิคผ่าตัดและผลลัพธ์
จัดฟนั ใหค้ วามสำ� คญั ไดแ้ ก่ การพัฒนาของกระดกู ขากรรไกร มาก จงึ รายงานเป็นการทบทวนวรรณกรรม สรุปเปน็ ประเด็น
ซ่ึงจะมีผลต่อการรักษาทางช่องปาก โดยเฉพาะการเจริญของ ทีท่ ันตแพทย์ให้ความส�ำคญั มี 3 ประเด็นไดแ้ ก่ การเจรญิ ของ
ขากรรไกรและใบหน้าตามแนวขวาง (transverse facial ขากรรไกรบน (maxillary growth) กับการผ่าตัดปิดเพดาน
growth) มีข้อถกเถียงกันเน่ืองจากการพัฒนาของขากรรไกร โหว่ สว่ นโค้งแนวฟนั (dental arch) และฟันกบั การผ่าตดั ปดิ
และใบหน้าตามแนวขวางในเด็กจะยังไม่สมบูรณ์จนอายุ เพดานโหว่ และประเด็นการพูดออกเสียง (speech) ร่วมกับ
ประมาณ 5 ปี ท�ำให้ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดปิดช่องโหว่ที่ dental arch กบั การผา่ ตดั ปิดเพดานโหว่
เพดานปากมโี อกาสเกดิ maxillary hypoplasia ซง่ึ ต้องเสรมิ ประเด็นแรกพบว่างานวิจัยมีข้อสรุปแตกต่างกัน มีทั้ง
ด้วยการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันหรือการผ่าตัดขากรรไกร ท่ีเห็นว่าอายุท่ีได้รับการผ่าตัดมีผลต่อการเจริญของขากรรไกร
ร่วมกับการจัดฟันเป็นจ�ำนวนมาก จึงพยายามเปรียบเทียบว่า บนโดยหากไดร้ บั การผา่ ตดั ทอี่ ายนุ อ้ ยกวา่ 1 ปี จะมี maxillary
เทคนิคการผ่าตัดใด และช่วงอายุเท่าใดที่จะลดผลข้างเคียง hypoplasiaได้บ่อยกว่า บางงานวิจัยสรุปผลการท�ำ one-
ดังกล่าว ทั้งยังต้องพิจารณาร่วมกับผลข้างเคียงอ่ืนๆ ที่จะ stage repair ในช่วงอายุ 9-12 เดือนกลับได้ผลลัพธ์การ
ส่งผลกระทบส�ำคัญต่อผู้ป่วย เช่น พัฒนาเทคนิคเป็น stage เจริญของขากรรไกรบนที่ดีกว่า two-stage repair และบาง
เชน่ two-stage palatoplasty เป็นตน้ อย่างไรกต็ ามงานวจิ ยั งานวิจัยสรุปว่าช่วงอายุท่ีได้รับการผ่าตัดไม่มีผลแตกต่างกัน
เกย่ี วกบั การเจรญิ ของศรี ษะและใบหนา้ การพฒั นาของกระดกู ตอ่ การเจรญิ ของขากรรไกรบน มงี านวจิ ยั ทส่ี รปุ วา่ เทคนคิ Von
ขากรรไกรนีย้ ังมีข้อจำ� กดั ข้อมูลอยู่มากเช่นเดียวกนั Langenbeck มีผลลัพธ์การเจริญของขากรรไกรบนท่ีดีกว่า
การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบปี ค.ศ. 2012 เทคนคิ Cuthbert Veau แล เทคนคิ medial Langenbeck
โดย de Ladeira2 รายงานถึงข้อจ�ำกัดของงานวิจัยที่จะใช้ ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด ข้อมูลมีข้อโต้แย้งกันมากโดยเฉพาะกรณี
เปรียบเทียบเทคนิคการผ่าตัดปิดช่องโหว่ของเพดานปากและ ผลการผ่าตัดท่ีมีต่อ Transverse maxillary growth บาง
ระบวุ า่ การขาดแคลนขอ้ มลู ดงั กลา่ วยงิ่ ทำ� ใหเ้ พม่ิ ความจำ� เปน็ ที่ งานวิจัยสรุปว่า two-stage repair ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าถ้าท�ำ
ต้องมีการวิจัยทางคลินกิ เพมิ่ ขึน้ เพือ่ ท่จี ะสามารถวางแนวทาง ร่วมกบั เทคนิค Sommerland intravelar veloplasty บาง
การรักษากลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ให้มีมาตรฐานได้ ต่อมาในปี ค.ศ. งานวิจัยพบว่าเทคนิค one-stage palatoplasty ร่วมกับ
ปที ี่ 45 ฉบบั ท่ ี 1 มกราคม - มนี าคม 2563 | 145
Veau-Wardill flap ให้ผลดีตอ่ การเจรญิ ของขากรรไกรบนใน ต้องเข้ารับการผ่าตัดคร้ังที่สองมากกว่า แต่ไม่มีนัยส�ำคัญ มี
แนวขวาง (ซ่ึงหมายถึงมีการเกิดการเจริญของขากรรไกรบน รายงานการเปรยี บเทยี บระหวา่ ง one-stage กบั two-stage
น้อย หรอื maxillary hypoplasiaได้น้อยกว่า) เปน็ ต้น palatoplasty พบวา่ ไมม่ คี วามแตกตา่ งกนั ใน anteroposterior
ประเด็น Dental arch และฟันกับการผ่าตัดปิด dimensions สว่ น posterior vertical dimensions มคี วาม
เพดานโหว่ บางงานวิจัยรายงานผลว่า เทคนิค one-stage แตกตา่ งกนั นอกจากนก้ี ารเปรยี บเทยี บการผา่ ตดั ใน European
palatoplasty ท�ำให้ Dental arch แคบกว่า two-stage protocols ระหวา่ ง Hannover กบั Brussels group มคี วาม
repair และเกิดฟันสบไขว้ (cross bite) มากกว่าด้วย โดย แตกต่างกันอย่างมีนัยส�ำคํญ แต่ประเด็นน้ีหลักฐานเป็นระดับ
เฉพาะหากการผ่าตดั two-stage repair ท�ำในชว่ งอายุ 3-5 ปี III หมายถึง observational studies อน่ื ๆ เป็นการศึกษาแบบ
และผู้ป่วยถึง 32% ทไ่ี ดร้ บั การผ่าตัดปิดเพดานโหวใ่ นชว่ งอายุ ย้อนหลัง ในปีเดียวกันนี้ Yang6รวบรวมบทความตัง้ แต่ ปี ค.ศ.
7-12 ปี ต้องได้รับการรกั ษาทางทันตกรรมจัดฟัน สว่ น dental 1966-2007 เฉพาะท่ีมีการเปรียบเทียบระหว่าง one-stage
arch shape 90% และ 83% เปน็ รปู U-shape และ V-shape กับ two-stage palatoplasty พบจ�ำนวน 6 เรื่องเป็นการ
ตามล�ำดับ หากได้รับการผ่าตัดด้วยเทคนิค pushback ศึกษาแบบ cross-sectional sties และอีก 3 เรื่องเป็นการ
palatoplasty with supraperiosteal technique และ ศึกษาแบบ longitudinal studies และสรุปวา่ ขอ้ มูลเก่ียวกบั
pushback palatoplasty with mucoperiosteal technique การเจริญของขากรรไกรมคี วามขดั แย้งกัน
ตามล�ำดับ และการเปรียบเทียบชนิดของเพดานโหว่แบบ จากการรวบรวมข้อมูลพบว่ามีการศึกษาเรื่องเก่ียวกับ
Isolate CP กบั UCLP ซง่ึ ผา่ ตดั ดว้ ย pushback palatoplasty การผ่าตัดปิดช่องโหว่ท่ีเพดานปากเป็นจ�ำนวนมาก แต่ข้อมูล
with mucoperiosteal technique เช่นเดยี วกันจะมีการเกดิ ท่ีมีอยู่เพ่ือสรุปเป็นพ้ืนฐานในการสร้างมาตรฐานการรักษายัง
V-shape arch ใน Isolate CP ไดน้ อ้ ยกวา่ ไม่สามารถท�ำได้ เนื่องจากมีความแตกต่างกันมาก หลักฐาน
ประเด็นการพูดออกเสียง (speech) ร่วมกับ dental ทถ่ี อื วา่ มคี วามนา่ เชอ่ื ถอื สงู เชน่ RCT มจี ำ� นวนนอ้ ย ซง่ึ ทำ� ใหม้ ขี อ้
arch กบั การผา่ ตดั ปดิ เพดานโหว่ สว่ นใหญข่ องงานวจิ ยั รายงาน จำ� กดั ของขอ้ มลู ทจี่ ะรวบรวมเพอื่ นำ� ไปทำ� การวเิ คราะหอ์ ภมิ าน
ว่าการพดู ออกเสียงสมั พันธ์กับรปู รา่ งของ dental arch และ และพบวา่ การวเิ คราะหเ์ กยี่ วขอ้ งกบั ชนดิ การผา่ ตดั ปดิ ชอ่ งโหว่
การเรียงตัวของฟันทลี่ ้มเอียงมาทาง ดา้ นลิ้น (linguoversion) ที่เพดานปากที่มีอยู่ ยังเป็นการวิเคราะห์เรื่องเกี่ยวกับอุบัติ
และสัมพันธ์กับต�ำแหน่งด้านหน้าของเพดานปากท่ีแคบ ซ่ึง การณข์ องรอยทะลแุ ละ VPI ซง่ึ เปน็ ผลขา้ งเคยี งจากการผา่ ตดั ที่
อาจเก่ียวกับต�ำแหน่งการวางล้ิน มีงานวิจัยสรุปว่า V-shape พบไดบ้ อ่ ยทส่ี ดุ สว่ นเรอื่ งชนดิ ของการผา่ ตดั กบั ผลตอ่ การเจรญิ
arch มีปัญหาการออกเสียงมากกว่า U-shape บางงานวิจัย ของขากรรไกร พบเพยี งการสืบค้นขอ้ มูลอย่างเปน็ ระบบเพียง
พบว่าการออกเสียงสัมพันธ์กับการเจริญขากรรไกรบน ผู้ป่วย 2 บทความเท่าน้ัน ยังไม่พบมีการทบทวนวรรณกรรมอย่าง
เหลา่ น้ีมกั ไดร้ บั การรกั ษาทันตกรรมจดั ฟนั ร่วมดว้ ย เป็นระบบและท�ำการวิเคราะหอ์ ภมิ านในเรื่องนี้จนถงึ ปจั จุบนั
ปี ค.ศ. 2010 Liau5ได้ทำ� การทบทวนวรรณกรรมอย่าง
เป็นระบบโดยต้องการดูภาพกว้างหลักฐานท่ีมีอยู่ในขณะนั้น วตั ถุและวธิ กี าร
โดยใช้ Level of evidence ตาม American Society of Plastic
Sugeouns Evidence Rating Scale of Therapy รายงาน 1. การรวบรวมขอ้ มลู
เก็บรวบรวมบทความจากฐานข้อมูล Pubmed ด้วย
ผลลัพธ์การผ่าตัดในส่วนเก่ียวกับการเจริญของขากรรไกร วิธีการสืบค้นอย่างเป็นระบบ ใช้กลยุทธ์การสืบค้นข้อมูลดังน้ี
บนพบว่า ข้อโต้แย้งที่มีอยู่ในขณะนั้นมีหลักฐานส่วนใหญ่อยู่ คอื palatoplasty AND dental arch width OR maxillary
ในระดับ IV หรือ V หมายถึงเป็น case series หรอื expert hypoplasia น�ำผลมารวมกับการสืบค้นจากฐานข้อมูล
opinion เทา่ นน้ั มหี ลกั ฐานในระดบั II หมายถงึ RCT, cohort, open access,จาก google scholar ด้วย keyword คือ
systematic review ทมี่ คี ณุ ภาพน้อย มีรายงานเปรยี บเทยี บ palatoplasty, dental arch width, maxillary hypoplasia,
two-flap palatoplasty ที่มีความแตกต่างทางเทคนิคผ่าตัด syaytematic review, meta analysis ร่วมกบั การค้นหาด้วย
แบบ elevated หรือ completely mobilized flap ว่า มือจากห้องสมุดของสถาบันทันตกรรม น�ำมาเฉพาะบทความ
เทคนิคในกลุ่มท่ีเป็นelevated flap มีการเกิดรอยทะลุและ ภาษาองั กฤษต้งั แต่ ปี ค.ศ.1970-2019
146 | วารสารกรมการแพทย์
เกณฑค์ ัดเข้า (inclusion criteria) คือ เกณฑค์ ดั ออก (exclusion criteria) คอื case series,
• เป็นบทความท่ีมีการเก็บข้อมูลผลลัพธ์ท่ีเก่ียวข้อง case reports, commentaries, letters, editorials, และ
กบั การเจรญิ ของขากรรไกรบนและ/หรอื การพฒั นาของกระดกู dissertation abstracts
ขากรรไกรโดยเฉพาะการเจรญิ ในแนวขวาง 2. การทบทวนบทความ
• ประเภทการศึกษาวิจัย ได้แก่ randomised ผทู้ บทวน 2 คน อา่ นบทความอยา่ งเปน็ อิสระตอ่ กนั
controlled trials (RCTs), cluster RCTs, non-randomised ตั้งแต่ข้ันตอนคัดชื่อเรื่องและเฉพาะบทความท่ีผ่านเกณฑ์คัด
controlled clinical trials, longitudinal studies with and เขา้ และออก สำ� เนาฉบบั เตม็ ของบทความจะถูกน�ำมาประเมนิ
without controls, cross-sectional investigations with ตามขนั้ ตอนการทำ� วจิ ารณญาน (critical appraisal) ประกอบ
and without controls, and retrospective studies with ด้วย การทบทวนบทความ การดงึ ขอ้ มูลจากบทความ และการ
prospective data collection with and without controls ประเมินคุณภาพของบทความต่อไป ความคิดเห็นท่ีขัดแย้ง
• วัดค่าการเจริญในแนวขวางของขากรรไกรในผู้ป่วย ระหว่างผู้ทบทวน 2 คน จะถูกแก้ไขได้โดยการอภิปรายและ
หลังการผ่าตัดอายไุ มต่ ่ำ� กวา่ 1 ปี ตกลงกันเป็นเอกฉนั ท์
รูปท่ี 1 แสดงขั้นตอนวธิ ีการทบทวนอยา่ งเปน็ ระบบใน Prisma flow template
ปีท่ ี 45 ฉบบั ท ่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2563 | 147
3. การดงึ ข้อมลู จากบทความ คุณภาพของงานวิจัยตามแนวทางของ Cochrane risk of
ค่าเฉล่ียและค่าเบ่ียงเบนมาตรฐานของความกว้างของ bias ตาม PRISMA guideline และ/หรอื Stobe Checklists
ขากรรไกรบนใน 2 ต�ำแหน่งแยกจากกัน คือต�ำแหน่ง inter ตามชนิดของงานวิจัย การยอมรับคุณภาพบทความใช้ฉันทา
canine arch width (IC), inter molar arch width (IM) มติผู้ทบทวนท้ังสองคนและแสดงผลการประเมินอคติงาน
หรือ inter tuberosity arch width (IT)โดยเพื่อเปรยี บเทยี บ วิจัยโดย MINORS criteria7 ด้วยการให้คะแนนพ้ืนฐานใน
เทคนคิ การผ่าตดั ปิดช่องโหวท่ ี่เพดานปากระหว่าง one-stage 8 domains ร่วมกับ 4 additional criteria คะแนน 0 =
กับ two-stage palatoplasty โดยจัดกลุ่มบทความที่น�ำ not reported; 1 = reported but inadequate; และ
เสนอข้อมลู ผลลัพธ์ที่มมี าตรวัดเปน็ หนว่ ยเดยี วกัน หรอื เฉพาะ 2 = reported and adequate คะแนนเต็มเป็น 16 คะแนน
มาตรวัดแบบเดียวกันที่มีมากกว่า 3 บทความจึงน�ำไปท�ำการ ส�ำหรับ non-comparative studies และ 24 คะแนนสำ� หรับ
วเิ คราะหอ์ ภมิ านตอ่ ไป comparative studies หากได้ 16 หรือ 24 คะแนน จัดเปน็
4. คณุ ภาพของบทความ low risk of bias, คะแนนตำ�่ กวา่ 12 หรอื ต่�ำกวา่ 20 จดั อยู่
การประเมินคุณภาพบทความท่ีจะได้รับการยอมรับ ใน high risk of bias ตามล�ำดับ
ด�ำเนินการอย่างเป็นอิสระโดยผู้ทบทวนทั้งสองคน ประเมิน
ตารางท่ี 1 ผล SMD จาก Subgroup analysis ของ inter canine arch width และของ inter tuberocity/molar arch
width8-14
148 | วารสารกรมการแพทย์
ตารางท่ี 1 ผล SMD จาก subgroup analysis ของ inter canine arch width และของ inter tuberocity/molar arch
width8-14 (ต่อ)
5. สถติ ิที่ใช้ (pooled estimate) ในรูปกราฟ forest plot การศึกษานี้ใช้
การศึกษานี้จะเปรียบเทียบค่าเฉล่ียความกว้างของ ค่า Cochrane statistic (Q-statistic) และคา่ Percentage
ขากรรไกรบนของเทคนิคการผ่าตัดแต่ละเทคนิค น�ำมา of inconsistency index (I2) เพื่อวัดความไม่เป็นเน้ือเดียว
ค�ำนวณ pooled differential variation ของ inter canine (heterogeneity) ทดสอบอคตจิ ากการตพี มิ พโ์ ดย Begg’s test
arch width, inter molar arch width โดยค�ำนวณ และ Egger’s test นำ� เสนอผลดว้ ย funnel plot การวเิ คราะห์
standard mean difference (SMD) ท่ีระดับความเชื่อม่ัน น้ใี ชโ้ ปรแกรม Stata 11.2 เน่อื งจากมีความเป็นไปไดท้ ี่ความ
เท่ากับร้อยละ 95 และใช้ random effects models ไม่เป็นเน้ือเดียวสูงมากหรือมีจ�ำนวนบทความน้อยเกินกว่า
(DerSimonian–Laird method) น�ำเสนอผลการรวมข้อมูล ทจี่ ะน�ำเสนอในรูปกราฟ forest plot
ปที ่ี 45 ฉบับท ่ี 1 มกราคม - มนี าคม 2563 | 149