The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by benjaporrn23, 2021-10-25 09:50:24

สารคดีหอยทาก

สารคดีหอยทาก

2

3

4

Contents 9
13-14
คำำ�นำ�ำ 17-19
บทนำำ� 21-30
หอยทากบกในประเทศไทย 34-35
มารู้้จ�้ ัั�กั หอยทากกััน 37-39
ความสััม�ั พัั�ั นธ์์์ร� ะหว่่่�างมนุุษุ� ย์ก์ ัับหอยทาก 41-105
การจัั�ัดจำ�ำ แนกของพวกหอยฝาเดีีี�ยว 106-107
หอยทากบกที่่่เ� ขานันั 108
ผัักน่่ารู้้� 109
ดััชนีชี ื่่�อ่ ไทย 110-112
ดัชั นีชี ื่่อ�่ วิิท�ิ ยาศาสตร์์ 114
เอกสารอ่า่ นประกอบ
ประวัตั ิิิก� ารจัััด� ตั้้ง� อุุ�ุทยานแห่่�ง่ ชาติิิเ� ขานันั

5

6

7

8

คำำ�นำำ�

หนัังสืือ “หอยทากบกในอุุทยานแห่่งชาติิเขานััน” เล่่มนี้้�เกิิดจากการทำำ�วิิจััยภายใต้้โครงการ “ความหลากชนิิด
และการแพร่่กระจายของหอยทากบกตามระดัับความสููงของถิ่่�นที่่�อยู่�อาศััยในอุุทยานแห่่งชาติิเขานััน” ที่่�สนัับสนุุน
ทุุนวิิจััยโดยโครงการ BRT และบริิษััท ปตท. จำำ�กััด (มหาชน) ผู้้�เขีียนได้้เก็็บตััวอย่่างศึึกษาวิิจััย พััฒนาองค์์ความรู้�
เกี่ �ยวกัับหอยทากบกของประเทศไทยให้้เป็็นที่่�รู้้�จัักกว้้างขวางมากขึ้้�น โดยเฉพาะอย่่างยิ่ �งหอยทากหลายชนิิดของ
อุุทยานแห่่งชาติิเขานัันที่่�มีีความจำำ�เพาะ สวยงาม ที่่�คนไทยจำำ�นวนมากยังั ไม่ม่ ีีโอกาสได้้เห็น็ เช่่น หอยขัดั เปลืือกลาย
มงกุุฎ หอยนกขมิ้น� หอยนักั ล่า่ หอยงวงท่อ่ รวมถึงึ หอยทากจิ๋ว� ทำำ�ให้้คิดิ ว่่าการถ่า่ ยทอดให้ค้ นไทยทั่่�วไปได้้มีีความรู้� จะช่ว่ ย
ให้เ้ กิิดการศึึกษาวิิจัยั ขึ้�นในวงกว้้าง

นอกจากรููปภาพหอยทากบกหลายชนิิดที่่�สวยงามแล้้วผู้้�เขีียนยัังได้้บรรยาย ลัักษณะหอยทากบกให้้สามารถนำ�ำ
ไปใช้้จำ�ำ แนกชนิิดเบื้้อ� งต้้น และที่่�สำำ�คััญยัังมีีบท แรกที่่ใ� ห้้ความรู้�ในเรื่อ� งทั่่ว� ๆ ไปของหอยทาก ที่่ท� ั้้�งครูู อาจารย์์ นิิสิิต
นัักศึึกษาและผู้้�คนทั่่�วไปที่่�สนใจศึึกษาวิิชาสััตว์์ไม่่มีีกระดููกสัันหลััง สามารถนำำ�ไปใช้้ประกอบการเรีียนการสอนได้้
เพราะทั้้�งข้้อมููลและรููปภาพเกิิดจากผลงานวิิจััยที่่�ได้้ตีีพิิมพ์์แล้้วในวารสารระดัับนานาชาติิจำำ�นวนมาก ที่่�สำำ�คััญคืือ
หนัังสืือเล่่มนี้้�ถืือเป็็นหนัังสืือภาษาไทยเล่่มแรกที่่�เขีียนขึ้้�น
ผู้้�เขีียนต้้องขอขอบพระคุุณผู้้�สนัับสนุุนทุุกท่่านทั้้�งนัักวิิจััยระดัับโลกที่่�เป็็นแบบอย่า่ งที่่�สำำ�คััญให้้ผู้้�เขีียนโดยเฉพาะ
Professor Dr. John B. Burch (UMMZ, Michigan), Dr. Alan Solem (FMNH) ผู้้�ล่่วงลับั ไปแล้้ว และเพื่่�อนๆ
ในพิิพิิธภััณฑสถานธรรมชาติิวิิทยาทั่่�วโลก เช่่น Fred Naggs (NHM, London), Ronald Janssen
(SMF, Frankfurt), Robert Moolenbeek (ZMA, Amsterdam),RüdigerBieler (FMNH, Chicago), John Slapcins-
sky (FLMNH, Florida), Phillip Bouchet (MNHN,Paris) เป็น็ ต้น้

9

10

11

12

บทนำ�ำ

สัตั ว์์จำำ�พวกหอย (Molluscs) เป็น็ กลุ่่�มสััตว์ไ์ ม่่มีีกระดููกสันั หลังั ที่�ม่ ีีความากชนิิดรองลงมาจากพวก
สััตว์ข์ าข้อ้ (arthropods) ได้ผ้ ่่านกระบวนการทางวิวิ ััฒนาการมาเป็น็ ระยะเวลายาวนานจะเห็็นได้้จากการ
พบซากดึกึ ดำ�ำ บรรพ์์มา ตั้้ง� แต่่ยุุคแคมเบรีียน (Cambrian Period)หรือื เมื่่�อประมาณ 550 ล้า้ นปีที ี่แ่� ล้ว้ ใน
ปัจั จุุบันั สััตว์จ์ ำ�ำ พวกกหอยมากกว่่า 70% เป็็นพวกหอยฝาเดีียว ส่่วนที่เ�่ หลืือเป็็นพวกหอยสองฝาหมึกึ ลิ่่น�
ทะเล และ หอยงาช้า้ ง โดยพวกหอยฝาเดียี ว (ClassGastropoda) เท่่านั้้น� ที่่�สามารถพบอาศัยั ตั้้ง� แต่่ก้น้
ทะเลลึึก ชายฝั่่ง� แหล่่งน้ำ�ำ�จืดื ป่า่ ไม้้ จนถึงึ ทะเลทราย

คนส่่วนใหญ่่รู้�จักหอยจากเปลือื กหอยทะเลที่พ่� บตามชายหาด หรืือพวกที่่�นิิยมนำำ�มาบริโิ ภค อยู่่�ในตู้�
ปลา ร้า้ นขายของที่�ร่ ะลึกึ ใช้้เป็็นเครื่�องประดัับ และหอยบางชนิดิ ที่่�เป็็นศัตั รูทู างการเกษตร หากถามถึงึ หอย
ทากบกจริิงๆ นั้้น� น้อ้ ยคนนักั ที่จ�่ ะรู้้�จักั และรู้�ว่าประเทศไทยมีีความหลากหลายของหอยทากบกมาก มีหี อย
ทากบก ที่�ส่ วยงามและหอยทากบกยัังเป็น็ ส่่วนประกอบที่่�สำำ�คัญั อันั หนึ่่�งของระบบนิิเวศป่่าฝนเขตร้้อนที่�น่ อก
เหนือื จากพวกสััตว์์มีกี ระดููกสัันหลังั และพวกสััตว์์ขาข้อ้ กลุ่่ม� ต่่างๆ

เมื่่อ� ถามถึึงหอยทากบกที่ค�่ นทั่่ว� ไปรู้้�จััก ส่่วนใหญ่จ่ ะนึกึ ถึึงหอยตัวั สีนี ้ำ��ำ ตาลแบนๆ หรือื ยาวๆและพวกที่�่
เป็็นศััตรูทู างการเกษตร ซึ่�งมักั เป็น็ หอยจากถิ่่�นอื่่น� ที่่�ถูกู นำ�ำ เข้า้ มาสู่่�ประเทศไทย (alienspecies หรือื ntrod-
duced species) เช่่น หอยข้้าวสาร (Subulina spp.) หอยทากยัักษ์์อาฟริกิ ััน (Achatina fulica (Bowdich,
1822) เป็น็ ต้น้ เนื่่อ� งจากหอยเหล่่านี้้�มีคี วามทนทานต่่อสภาพแวดล้้อม กินิ อาหารได้ห้ ลากหลายประเภท
โตเร็ว็ ออกลููกจำำ�นวนมาก จึึงทำ�ำ ให้้พบได้บ้ ่่อยแม้้ในเมือื งใหญ่อ่ ย่่างกรุุงเทพมหานครซึ่ ง� ความเป็น็ จริงิ หอย
ประจำ�ำ ถิ่่น� ของไทยที่ม�่ ีอี ยู่่ม� ากมายนั้้น� ไม่่เป็น็ ที่่ร� ู้้�จัักแพร่่หลาย

13

เปลืือกซึ่ ง� เป็น็ โครงร่่างแข็ง็ เพียี งอัันเดียี วที่�ส่ ัตั ว์จ์ ำำ�พวกหอยมีี (หรืืออาจไม่่มีเี ลยในพวกทากเปลืือย) มีีสารพวก
แคลเซีียมหรืือหิินปููนเป็็นองค์์ประกอบหลัักจึงึ มีีความแข็็งแรงทนทานต่่อสภาพแวดล้้อมได้้ดีีเปลืือกหอยทำำ�หน้า้ ที่่�
สำำ�คััญหลายอย่่างทั้้�งเป็น็ บ้้านพัักอาศัยั เครื่่�องป้้องกัันอัันตรายหรือื พรางตัวั จากศัตั รููเกราะป้้องกัันการสูญู เสีียน้ำำ�� ให้้
กัับตััวหอย ดัังที่่�ได้้กล่่าวไปแล้้วว่่าสััตว์์จำำ�พวกหอยผ่่านขั้้�นตอนทางวิิวัฒั นาการและการคััดสรรตามธรรมชาติิ ให้้
สามารถดำำ�รงชีีวิิตบนบกได้้เป็็นอย่่างดีี และเนื่่�องด้้วยสภาพนิิเวศวิิทยาบนบกและภูมู ิปิ ระเทศที่่ห� ลากหลาย ทำ�ำ ให้้
หอยต้้องมีีการปรัับเปลี่่�ยนรููปร่่าง รููปทรงและสีีสัันของเปลืือก รวมทั้้�งอวััยวะต่่างๆ พฤติิกรรมการสืบื พัันธุ์� การ
วางไข่่ และการกิินอาหาร ที่่�หลากหลายแตกต่่างกัันออกไปเพื่่�อให้้หอยทากบกสามารถดำำ�รงเผ่่าพัันธุ์�อยู่่ใ� นสภาพ
แวดล้้อมที่่�แตกต่่างเหล่่านั้้�นได้้ เนื่่�องจากหอยทากบกเป็็นสััตว์์ที่่�ออกหากิินในเวลากลางคืืนเราจึึงไม่่พบหอยออกมา
เดิินในเวลากลางวัันบ่่อยนััก กิิจกรรมต่่างๆ ที่เ�่ กิดิ ขึ้้น� เช่่น หอยออกมาเดินิ สืบื พันั ธุ์� หรือื ว่่าหาอาหารจึึงเกิิดขึ้้น� ใน
เวลากลางคืืนเป็็นส่่วนใหญ่่ โดยตอนกลางวัันหอยทากบกมัักจะเกาะอยู่่น� ิ่่�งๆพักั ผ่อ่ น หลบซ่่อนต่่อแสงแดดความร้้อน
และศััตรูู ถิ่่�นที่่�อยู่่�อาศััยทั่่�วไปของหอยทากบกมักั เป็น็ บริเิ วณป่า่ ไม้้ที่�่มีคี วามชุ่่ม� ชื้�นสูงู หรือื เขาหิินปููนซึ่ ง� เป็็นแหล่่งแร่่
ธาตุุแคลเซียี มที่จ�่ ำำ�เป็็นของหอย แต่่ยังั มีหี อยอีกี จำำ�นวนไม่่น้อ้ ยที่่ส� ามารถอาศััยอยู่่�ในพื้้น� ที่่�แห้ง้ แล้้งกึ่่ง� ทะเลทราย ภูเู ขา
ที่่ม� ีีต้้นไม้ป้ กคลุุมเล็็กน้อ้ ย หรือื ภูมู ิิอากาศหนาวเย็น็ ได้้ โดยหอยเหล่่านั้้น� ก็็จะมีีกลวิธิ ีใี นการดำ�ำ รงชีวี ิิตที่พ�่ ิิเศษแตกต่่าง
กัันออกไป

ประเทศไทยซึ่่�งอยู่่�ในภููมิิภาคเอเชีียตะวัันออกเฉีียงใต้้ในตำำ�แหน่่งที่่�เป็็นศููนย์์กลางและเส้้นทางการเชื่่�อมต่่อ
ระหว่่างหอยทากบก ที่่�มีีการแพร่่กระจายหลัักอยู่่�ในเขตอิินเดีียและตอนใต้้ของเทืือกเขาหิิมาลัยั เช่่นสกุุล Glessula
หรือื Macrochlamys และหอยที่่ม� ีกี ารแพร่่กระจายอยู่่�บนคาบสมุุทรมาลายููหมู่่�เกาะซุุนดาใหญ่่และเขตออสเตรเลีีย
เช่่น สกุุล Opisthostoma, Diaphera และ Chloritis ด้้วยตำำ�แหน่่งที่่�ตั้้�งที่่�เสมืือนเป็็นเส้้นทางเชื่่�อมต่่อของเขต
ภููมิิศาสตร์์ของสััตว์์จากทางตอนเหนือื และตอนใต้้ ประกอบกัับการมีสี ภาพภููมิอิ ากาศร้้อนชื้ น� ฝนตกชุุกและลักั ษณะ
ภูมู ิปิ ระเทศที่ห�่ ลากหลาย ช่่วยส่่งผลให้้ประเทศไทยมีีความหลากหลายของชนิิดพันั ธุ์�หอยทากบกมากมายทั้้�งจากทาง
ตอนเหนืือและทางตอนใต้้ ในจำ�ำ นวนนี้้�ยัังมีหี อยทากบกอีกี หลายชนิดิ ที่จ�่ ัดั เป็น็ หอยประจำ�ำ ถิ่่�นของประเทศไทย

14

15

16

หอยทากบกในประเทศไทย

ประเทศในภูมู ิิภาคเอเชียี ตะวันั ออกเฉีียงใต้ส้ ่่วนใหญ่่จะมีีนักั ธรรมชาติวิ ิิทยาชาวตะวันั ต เช่่น อัังกฤษ
เนเธอร์์แลนด์์ เบลเยี่่�ยม ฝรั่ง� เศส เยอรมันั และสหรััฐอเมริกิ า เข้้ามาเก็็บตัวั อย่่างทั้้�งพันั ธุ์์�พืชื และพันั ธุ์�สััตว์์ไป
เป็น็ จำ�ำ นวนมาก โดยเฉพาะประเทศเพื่่อ� นบ้า้ นที่่ม� ีพี ื้้น� ที่ต่� ่่อกัับประเทศไทยและตกเป็็นอาณานิคิ มของชาติิตะวันั
ตกต่่างๆ ทำำ�ให้ต้ ััวอย่่างต้น้ แบบ (type specimens) ของทั้้�งพืชื และสัตั ว์ม์ ากมายถูกู เก็็บรัักษาไว้้ใน
พิพิ ิิธภััณฑสถานธรรมชาติวิ ิทิ ยาในประเทศที่เ�่ ป็น็ เจ้า้ อาณานิิคม (รููปที่่� 1) แต่่ด้ว้ ยราชอาณาจักั รไทยไม่่เคยมีี
ชาติิตะวัันตกมาครอบครองจึงึ ทำ�ำ ให้้ทรัพั ยากรความหลากหลายต่่างๆ ยังั คงรอการค้้นพบและศึกึ ษาอยู่่อ� ีกี
มาก สำำ�หรับั การศึึกษาเรื่�องหอยทากบกของประเทศไทยในช่่วงแรก (ประมาณปีพี .ศ. 2386 ถึงึ 2443)
โดยนักั ธรรมชาติิวิทิ ยาหลายท่่านอาทิิ W.H. Benson, W.H.Blanford, G.K. Gude, H.H. Gowin-Austen (
อัังกฤษ); L. Pfeiffer, O.F. von Möllendorff (เยอรมันั ); C.M.F. Ancey, L. Morlet(ฝรั่ง� เศส); P. Dautz-
zenberg(เบลเยี่่ย� ม) และ A.A. Gould (อเมริิกันั ) ได้้ศึึกษาตัวั อย่่างจากมิิชชัันนารีีและพ่่อค้้าเดิินเรืือรวมทั้้�ง
ทหาร ที่เ�่ ดิินทางเข้า้ มาในประเทศไทย และด้ว้ ยความอยากรู้�อยากเห็็นจึึงได้ม้ ีีการเก็็บตัวั อย่่างออกไปศึึกษา
จึึงทำ�ำ ให้ห้ อยทากบกจากดิินแดนสยาม เริ่ม� เป็็นที่่�รู้้�จักั และเกิดิ เป็น็ องค์์ความรู้�เรื่อ� งของชนิิดพันั ธุ์�ขึ้�น ช่่วงต่่อ
มา (ปีี พ.ศ. 2453 ถึงึ 2493) มีีนักั สังั ขวิทิ ยา(Malacologist หรืือผู้�เชี่ ย� วชาญด้้านหอย)อาทิิ A. Solem (
อเมริกิ ััน), J.R.B. Tomlin (อัังกฤษ), W.S.S. van Benthem Jutting (เนเธอร์์แลนด์์) และ R.A.M. Brandt
(เยอรมััน) ได้้เดิินทางมาสำ�ำ รวจ เก็็บและศึึกษาตัวั อย่่างหอยทากบกรวมทั้้�งหอยน้ำ��ำ จืดื ของประเทศใกล้้เคียี ง
และบางส่่วนของไทยและได้ค้ ้้นพบหอยสกุุลใหม่่และชนิิดใหม่่จากประเทศไทยมากมาย

17

หากพููดถึงึ การศึึกษาโดยคนไทยเท่่าที่�ส่ ามารถสืืบค้้นได้้จะเป็น็ ผลงานการรวบรวมรายชื่่�อสััตว์์จำำ�พวกหอยใน
ประเทศไทย โดย อาจารย์์โชติิ สุุวััตถิิ (ปีีค.ศ. 1938 หรืือ พ.ศ. 2481) ซึ่่�งได้้รวมรายชื่่�อหอยทากบกมีีปอดไว้้
จำ�ำ นวน 39 ชื่ อ� ด้้วยกันั แต่่เนื่่อ� งจากเป็็นงานในระยะแรกๆ ไม่่ได้้มีีการบรรยายลัักษณะ บันั ทึึกข้อ้ มููลต่่างๆรวมถึึง
เก็็บตััวอย่่างไว้้เป็็นหลัักฐาน จึึงยัังมีีข้อ้ ควรปรัับปรุุงอยู่่ม� ากแต่่ก็จ็ ัดั ได้้ว่่าเป็็นผลงานในระยะเริ่ม� ต้้นของไทย หลัังจาก
ว่่างเว้้นไปนาน อีีกประมาณ 60 ปีีต่่อมาการศึึกษาเกี่่�ยวกัับหอยทากบกของประเทศไทยได้้เริ่่�มต้้นอีีกครั้้�งโดย
ศ.ดร. สมศักั ดิ์์� ปัญั หา (Panha, 1996) ซึ่่�งได้้รวบรวมรายชื่่�อชนิิดพัันธุ์�หอยทากบกไว้ม้ ากกว่่า 150 ชนิดิ ซึ่่�งการ
รายงานครั้�งนี้้ถ� ืือได้้ว่่าเป็็นการศึึกษาที่�เ่ ป็็นไปตามหลักั สากลมีีความถูกู ต้อ้ ง มีกี ารเก็็บตััวอย่่างไว้้เป็็นหลัักฐานอ้้างอิงิ
และมีีการศึึกษาเปรีียบเทีียบจากตััวอย่่างต้้นแบบที่่�เก็็บรัักษาไว้้ในพิิพิิธภััณฑ์์ธรรมชาติิวิิทยาทั่่�วทวีีปยุุโรปและ
สหรััฐอเมริกิ า หลังั จากนั้้�น ศ. ดร. สมศักั ดิ์์� ปัญั หา และคณะนัักวิจิ ััยจากจุุฬาลงกรณ์์มหาวิทิ ยาลััยก็็ได้้ทำำ�การศึึกษา
สำำ�รวจความหลากหลายของหอยทากบกในประเทศไทย มาเลเซียี ลาว เวียี ดนาม และสิิงคโปร์์ มาอย่่างต่่อเนื่่อ� ง
โดยค้้นพบหอยทากบกชนิิดใหม่่ของประเทศไทยไว้้มากกว่่า 60 ชนิิด(Panha & Burch, 2005)อย่่างไรก็็ตามยังั มีี
หอยทากบกอีกี หลายกลุ่่�มจากทั่่ว� ทุุกพื้้�นที่ข�่ องประเทศไทยอีีกมากที่�ร่ อการสำ�ำ รวจค้น้ พบ

18

19

20

มารู้�จ้ ักั หอยทากกันั

ลัักษณะทั่่�วไปของหอยทากบก ประกอบด้้วย ส่่วนที่เ�่ หลืือจะอยู่่�ภายในเปลืือกประกอบไปด้้วยระบบ
สองส่่วนสำำ�คััญที่่�ไม่่สามารถแยกจากกัันได้้คืือ ส่่วนที่่� อวัยั วะที่�่สำำ�คัญั ต่่างๆ เช่่น ระบบหายใจ ระบบย่่อย
เป็็นตััวหอยหรืือเนื้้อ� หอย และเปลืือกหอย สำำ�หรัับส่่วนที่่� อาหาร ระบบขัับถ่่ายและระบบสืบื พัันธุ์� จึึงจำำ�เป็น็
เป็็นตััวหอยนั้้�น ประกอบไปด้ว้ ยส่่วนหลักั ๆ คืือส่่วนลำ�ำ ตัวั ต้อ้ งมีีส่่วนของเปลืือกแข็ง็ มาป้้องกััน
ที่่�สามารถยื่่�นออกมานอกเปลืือกได้้ซึ่่�งมีีอวััยวะที่่�สำำ�คััญ
คืือ หนวด (tentacles) จำ�ำ นวน 2 คู่่� (รููปที่่� 2) (สำ�ำ หรัับ สำ�ำ หรับั ส่่วนของเปลืือกหอยซึ่ง� เป็น็ อวัยั วะที่ผ�่ ่่าน
หอยใน Subclass Prosobranchia มีหี นวดเพียี งคู่่�เดียี ว การคััดสรรทางธรรมชาติิมาเป็็นระยะเวลายาวนาน
และมีีตาอยู่่�ที่่โ� คนหนวด(รูปู ที่่� 3)) คู่่ท� ี่่ย� าวกว่่าจะอยู่ด� ้า้ นบน ทำำ�ให้้มีีความเหมาะสมในการดำำ�รงชีีวิิตอยู่่�บนบกได้้
ที่�่ส่่วนปลายจะมีจี ุุดสีีดำ�ำ อยู่่�ซึ่่�งเป็็นดวงตาของหอย(eye spot) ของหอยกลุ่ม�่ ต่่างๆ (รูปู ที่�่ 4) ทั้้ง� พวกที่ม�่ ีเี ปลือื กสมบููรณ์์
ทำำ�หน้้าที่ร่� ัับแสง และหนวดคู่่�สั้้น� ซึ่่�งอยู่่�ด้า้ นล่่างใกล้้ๆ กับั พวกที่่�เปลืือกลดรููปลงไปเหลืือเพีียงบางส่่วนมีีขนาด
ปาก ทำำ�หน้้าที่่�รัับสารเคมีี (chemoreceptor) ที่่�ลอยมา เล็็กและบางใส และพวกที่เ�่ ปลือื กลดรูปู หายไปจนหมด
ในอากาศหรือื ที่่�ติดิ อยู่่ต� ามพื้้น� หนวดคู่่น� ี้้�นอกจากจะใช้้ใน ซึ่่ง� เรามัักเรีียกว่่า “ทาก หรืือ ทากเปลืือย”
การดมกลิ่่�นหาอาหารแล้้วยัังใช้้ในการติิดตามเหยื่่�อ(หอย (ทากดููดเลืือดเป็็นพวกเดีียวกัับปลิิงและไส้้เดืือน)
นัักล่่าสามารถรู้้�ทิิศทางและระยะเวลาที่่�เหยื่่�อเดิินผ่่านไป สำ�ำ หรัับหอยที่ย�่ ังั คงมีเี ปลือื กสมบููรณ์น์ ั้้น� เปลือื กอาจมีี
ได้โ้ ดยอาศัยั หนวดคู่่�นี้้)� และหาคู่่ผ� สมพัันธุ์์�อีีกด้ว้ ย ถััด รููปทรงที่่�หลากหลายเช่่น ทรงแบน รููปหมวกเจ๊๊ก รูปู
จากหนวดคู่่�ยาวมาทางด้้านล่่างทาซ้้ายมืือในหอยเวีียน ปิิรามิิด รููปโดม รููปกระสวย จนถึึงรููปร่่างยาวเรีียว
ซ้้ายหรืือทางขวามืือในหอยเวีียนขวาจะมีีช่่องเปิิดอวััยวะ แบบเกลีียวเชือื ก (รูปู ที่่� 5) เป็น็ ต้น้ นอกจากนี้้�ขนาด
สืบื พัันธุ์� (genital opening) (รูปู ที่่� 2) ซึ่่�งจะเห็น็ ได้ช้ ััดใน ของเปลือื กยัังมีคี วามแตกต่่างกันั มาก โดยหอยทากบก
หอยที่่�เป็็นตััวเต็็มวััยและอยู่่�ในฤดููผสมพัันธุ์� ต่่อมาเป็็น ชนิิดที่่�ใหญ่่ที่่�สุุดในโลกคืือ Ghana Tiger Snail
อวััยวะที่่�ใหญ่่ที่่�สุุดคืือ เท้้า (foot) ซึ่่�งมีีเพีียงอัันเดีียว (Achatina achatina (Linnaeus, 1758), พบใน
ลัักษณะเป็็นกล้้ามเนื้้�อหนาและยืืดหดได้้ เมื่่�อเวลาหอย ทวีีปอาฟริิกา) เปลืือกมีีความสููงได้้ถึึง20เซนติิเมตร
เคลื่่�อนที่่�ต่่อมเมืือกที่่�เท้้าและส่่วนหััวจะขัับเมืือก(mucus) ส่่วนหอยชนิิดที่่�เล็็กที่่�สุุดมีีอยู่่�หลายกลุ่่�มและใน
ออกมาทำ�ำ ให้ล้ื่่น� เพื่่อ� ช่่วยให้ห้ อยเคลื่่อ� นที่ไ�่ ปบนเมือื กได้ง้ ่่าย ประเทศไทยก็ม็ ีหี อยทากบกที่ม�่ ีขี นาดเล็็กจิ๋�วติิดระดัับ
โลก ได้้แก่่พวกหอยทากจิ๋ว� ทั้้�งหลาย
21

โดยเฉพาะหอยทากจิ๋๋�วสกุุล Systenostoma ซึ่่�งมีี กลุ่่�มของหอยทากสยามที่่�ไม่่สร้้างแผ่่นปิิดปากเปลืือก
ขนาดเล็ก็ จิ๋ว� ที่ส�่ ุุดในบรรดาหอยทากจิ๋ว� ของประเทศไทย แต่่จะไปหลบอยู่่�ตามโพรงไม้้หรืือกองวััสดุุที่่�เย็็นและมีี
ตััวเต็็มวััยมีีความสููงของเปลืือกเพีียง 0.5 มิิลลิเิ มตร ร่่มเงาแทน (รูปู ที่่� 6) พวกทากลดเปลืือกมัักจะหดตััว
หรือื น้อ้ ยกว่่า เข้้าในเปลืือกแล้้วสร้้างแผ่่นหิินปููนมาห่่อหุ้ �มลำำ�ตััวไว้้
และยัังช่่วยในการยึึดตััวหอยให้้ติิดแน่่นกัับโพรงไม้้
ถิ่่�นที่่�อยู่่�อาศััย โดยทั่่�วไปพวกหอยฝาเดีียว หรืือซอกหิินที่่�ใช้้เป็็นที่่�หลบภััยด้้วย (รููปที่่� 6) ส่่วน
(gastropods) สามารถแบ่่งโดยถิ่่�นที่่�อยู่่�อาศััยได้้เป็็น พวกหอยต้้นไม้้จะไม่่สร้้างแผ่่นปิิดปากเปลืือกแต่่จะ
3 พวกใหญ่่ๆ คือื พวกที่อ�่ าศัยั อยู่ใ� นทะเลหรือื ป่า่ ชายเลน ทาบปากเปลืือกกัับโพรงในต้้นไม้้ ใต้้เปลืือกไม้้ หรืือ
ซึ่่�งมีีจำำ�นวนชนิิดและความหลากหลายมากที่่�สุุด ลำำ�ต้้นไม้ด้ ้้วยเมืือกที่่เ� หนียี วและแน่่นมาก (รูปู ที่่� 6)
ถััดมาเป็็นพวกที่่�อาศััยอยู่่�ในแหล่่งน้ำำ��จืืดตาม
ทะเลสาบ ห้้วย หนอง คลองบึึงต่่างๆ และสุุดท้้าย การกิินอาหาร พวกหอยฝาเดีียวมีีลัักษณะ
เป็็นพวกที่่�อาศััยอยู่่�บนบก ซึ่่�งจััดเป็็นหอยกลุ่่�มที่่�มีี การกิินอาหารที่่�แตกต่่างกัันออกไปทั้้�งพวกที่่�กิินพืืช
ความหลากชนิิดรองจากพวกที่่�อาศััยอยู่่�ในทะเล โดย กิินเศษซาก ล่่าเหยื่่�อ (รููปที่่� 7) และพวกที่่�เป็็นปรสิิต
ทั่่ว� ไปพวกหอยทากบกจะชอบอาศัยั อยู่ต� ามพื้้น� ที่ช�่ ุ่ม�่ ชื้้�น (พบในหอยทะเลวงศ์์ Epitoniidae ที่่�เป็็นปรสิิตใน
ตามขอนไม้้และกิ่่�งไม้้ผุุ เช่่น Chloritis bifoveata พวกดาวทะเลหรือื ปะการังั (Richter&Luque,2004)
(Benson, 1856) และ Tortulosa tortuosa สำำ�หรัับหอยทากบกแล้้วส่่วนใหญ่่จะเป็็นพวกที่่�กิินพืืช
(Beck, 1837) เศษซากใบไม้้ผุุ เช่่น พวกหอยงวง หรืือเศษซากพืืชที่�เ่ น่่าเปื่�อ่ ยผุุพังั โดยทั่่ว� ไปหอยทากบก
ท่่อสกุุล Rhiostoma, หอยหอมสกุุล Cyclophorus จะมีีอวััยวะที่่�เรีียกว่่าแผ่่นฟััน (radula) ใช้้ในการขููด
และหอยขัดั เปลืือกสกุุล Sarika เป็็นต้้น พวกที่�อ่ าศัยั หรือื ตััดอาหาร แผ่น่ ฟัันซึ่่�งเป็็นสารพวกไคตินิ ลักั ษณะ
อยู่่�บนต้้นไม้้ ตามกิ่่�งไม้้ หรืือใต้้ใบไม้้ที่่�ความสููงจาก เป็็นแผ่น่ แบนบางพันั ม้ว้ นอยู่่ใ� นส่่วนของปาก บนแผ่น่
พื้้�นต่่างๆ กััน เช่่น หอยนกขมิ้้�นสกุุล Amphidromus ฟัันเมื่่�อส่่องใต้้กล้้องจุุลทรรศน์จ์ ะพบฟันั ซี่่เ� ล็็กๆ เรียี ง
(รููปที่่� 6), หอยหอมน้้อยสกุุล Leptopoma, กัันเป็็นแถวเต็็มพื้้�นที่่� โดยจำำ�นวนแถวของซี่่�ฟััน
หอยหางดิ้้�นสกุุล Durgella และหอยห่่อเปลืือกใหญ่่ ลัักษณะและรููปร่่างของซี่่ฟ� ันั สามารถบ่่งชี้้ล� ัักษณะการ
สกุุล Megaustenia เป็น็ ต้้น และพวกที่�อ่ าศััยเกาะอยู่่� กิินอาหารของหอยชนิิดนั้้�นได้้ว่่าเป็็นพวกที่่�กิินพืืช
ตามผนังั เขาหินิ ปูนู เช่่น พวกหอยทากจิ๋�วปากแตรสกุุล เศษ ซาก หรืือพวกที่่�ล่่าเหยื่่�อ ซึ่่�งพวกหอยนัักล่่ามััก
Gyliotrachela, หอยกระสวยสกุุล Diplommatina จะมีีซี่่�ฟันั คล้้ายกับั มีดี ดาบยาว ปลายแหลม ส่่วนพวก
และหอยคอหยัักสกุุล Alycaeus เป็็นต้้น โดยเรา กิินพืืชหรืือเศษซากใบไม้้มัักจะมีีซี่่�ฟัันที่่�ป้้าน ลัักษณะ
สามารถพบเห็็นหอยทากบกกลุ่่�มต่่างๆ ได้้ ทั่่�วทุุก คล้้ายจอบ หรืือหยักั เป็็นฟันั เลื่่�อยที่ม่� ีปี ลายหยัักแหลม
ภาคของประเทศไทย เพื่่�อช่่วยในการขููดหรืือตััดพวกเศษซากพืืช (รููปที่่� 8)
สามารถนำำ�มาใช้้ประกอบในการจััดจำำ�แนกหอยใน
ในฤดููแล้้งเราจะพบหอยทากบกออกมาเดิิน ระดัับวงศ์์ หรือื สกุุลได้้
น้้อยมากหรืือแทบจะไม่่พบตััวหอยเลย เนื่่�องมาจาก
หอยทากจะซ่่อนตััวหนีีสภาพอากาศที่่�แห้้งแล้้ง โดย การสืืบพัันธุ์์� พวกหอยฝาเดีียวมีีทั้้ง� พวกที่�่แยก
พวกหอยทากกลุ่่�มที่่�มีีฝาปิิดเปลืือกก็็มัักจะฝัังตััวอยู่่� เพศและพวกที่่�มีีทั้้�งสองเพศในตััวเดีียวกััน สำำ�หรัับ
ใต้้ดิิน ใต้้ก้้อนหิินหรืือเข้้าไปหลบซ่่อนตามโพรงไม้้ หอยทากบกแล้้วพวกที่�แ่ ยกเพศเป็น็ เพศผู้้�และเพศเมียี
และปิิดปากเปลืือกแน่่นด้้วยฝาปิิดเปลืือกเพื่่�อลดการ จะพบในหอยพวกที่่�มีีฝาปิิดเปลืือก Subclass
สููญเสีียน้ำำ�� แต่่พวกหอยทากบกที่่�ไม่่มีีฝาปิิดเปลืือก Prosobranchia ส่่วนพวกที่่�มีีทั้้�งสองเพศ ในตััว
สามารถสร้้างแผ่่นหิินปููนหรืือชั้้�นเมือื กหนา ลักั ษณะ เดีียวกัันจะพบในหอยทากบกมีีปอด Subclass
เป็็นแผ่่น (epiphrapm) ออกมาปิิดปากเปลืือก ซึ่่�ง Pulmonata ซึ่่�งมัักจะพบได้้บ่่อยกว่่า อย่่างไรก็็ตาม
การหลบภััยของหอยทากพวกนี้้�ยัังมีีอีีกหลายลัักษณะ การผสมพัันธุ์ �ของหอยทากบกพวกที่่�มีีทั้้�งสองเพศจะ
เช่่น พวกหอยนัักล่่าวงศ์์ Streptaxidae มัักจะ เป็น็ แบบผสมข้า้ มตัวั กัันที่เ�่ รียี กว่่า reciprocal mating
สร้า้ งแผ่น่ เมืือกหนามาปิดิ ปากเปลือื กและยังั ฝังั ตัวั อยู่่� โดยหอยทั้้�งสองตััวจะทำำ�หน้้าที่่�เป็็นทั้้�งผู้้�รัับและผู้้�ส่่ง
ใต้ก้ ้้อนหินิ หรืือที่่ม� ีีร่่มเงา สเปิิร์์มให้้กัับคู่่�ผสมพัันธุ์�ในคราวเดีียวกััน (รููปที่่� 9)

22

ทั้้�งนี้้�เพื่่�อเป็็นการหลีีกเลี่่�ยงลัักษณะด้้อยที่่�จะเกิิดขึ้้�น ซึ่่ง� เปลืือกหอยส่่วนที่ส�่ ร้้างตั้้ง� แต่่ตอนที่่�อยู่่ใ� นเปลืือกไข่่
จากการผสมพัันธุ์�ภายในตััวเดีียวกััน หอยทากบก เรียี กว่่า embryonic shell เมื่่อ� หอยทากเจริญิ เติิบโต
มีีการปฏิิสนธิิแบบภายในและส่่วนใหญ่่ออกลููกเป็็น ขึ้้�นก็็จะมีีการสร้้างส่่วนของเปลืือกใหญ่่ขึ้ �นและซ้้อน
ไข่่ แต่่ก็ม็ ีีหอยทากบางวงศ์์ เช่่น Streptaxidae เป็น็ ชั้้น� มากขึ้น� รวมทั้้ง� มีีสีีสัันและลวดลายเป็น็ เอกลักั ษณ์์
(หอยนัักล่่า, พบได้้ในประเทศไทย), Partulidae ของหอยทากแต่่ละชนิิด
(หอยต้้นไม้้พบบนหมู่่�เกาะในแถบมหาสมุุทรแปซิิฟิิก
ตอนใต้)้ Achatinellidae (หอยต้น้ ไม้เ้ ฉพาะถิ่่�นของหมู่่� สิ่่ง� ที่ค�่ วรทราบ เดิมิ การจัดั จำ�ำ แนกสิ่่ง� มีชี ีวี ิติ ต่่างๆ
เกาะฮาวาย) ที่่�สามารถออกลููกป็็นตััว ที่่�มีีหน้้าตา จะใช้้ลัักษณะทางสััณฐานวิิทยาภายนอกเป็็นหลััก
คล้้ายพ่่อแม่่แต่่มีีขนาดเล็ก็ กว่่า โดยส่่วนใหญ่แ่ ล้ว้ หอย (morphological species) เช่่นเมื่่�อพบว่่าหอยมีี
ทากบกจะวางไข่่ใต้้พื้้น� ดินิ หรืือใต้้ซากใบไม้ผ้ ุุที่่ม� ีีความ เปลืือกแตกต่่างกัันก็็จะถููกแยกเป็็นคนละกลุ่่�มหรืือ
ชุ่่ม� ชื้้�น หรือื วางไข่่อยู่่ต� ามโพรงไม้้ผุุ แต่่ก็็มีีหอยทาก คนละชนิิดกััน แต่่ต่่อมาได้้มีีการพััฒนาแนวคิิดในการ
บางพวกเช่่น หอยนกขมิ้้�นที่่�มีีวงชีีวิิตอาศััยอยู่่�บน จััดจำำ�แนกสิ่่�งมีชี ีีวิติ โดยนอกจากจะมีีสััณฐานวิทิ ยาที่�่
ต้้นไม้้ จะวางไข่่โดยใช้้ใบไม้้ม้้วนเป็็นรััง (รููปที่่� 9) แตกต่่างกัันแล้้วยัังต้้องสามารถแลกเปลี่่ย� นพัันธุุกรรม
โดยทั่่�วไปหอยทากบกสามารถวางไข่่ได้้ตั้้�งแต่่ 1-2 ระหว่่างกัันและกัันได้้หรือื เมื่่�อผสมพัันธุ์์�กัันแล้ว้ ให้้ลููกที่่�
ฟองจนถึึงพวกที่่�วางไข่่ได้้ครั้้�งละนัับร้้อยฟอง สามารถสืืบพันั ธุ์์�ต่่อไปได้้ (biological species) จน
นอกจากนี้้ข� นาดของไข่่ยัังมีีความแตกต่่างกัันเช่่น ใน กระทั่่�งเมื่่�อความรู้้�ทางชีวี โมเลกุุลเจริญิ มากขึ้้น� ระบบ
วงศ์ห์ อยทากยักั ษ์์ Achatinidae จะวางไข่่ที่่�มีีขนาด ความคิดิ เรื่อ� งของการจััดหมวดหมู่่�สิ่่�งมีชี ีีวิิตได้้พัฒั นา
ใหญ่่ใกล้้เคีียงกัับไข่่ของนกพิิราบ หรืือไข่่จิ้้�งจก แต่่ ไปอีกี ขั้น� โดยที่ม�่ ุ่ง�่ เน้น้ เรื่อ� งการสืบื เชื้อ� สายจากบรรพบุุรุุษ
ส่่วนใหญ่่ไข่่ของหอยทากจะมีีขนาดเล็็กเท่่าหััวไม้ข้ ีีดไฟ การมีบี รรพบุุรุุษร่่วมกันั และอยู่ใ� นสายวิวิ ัฒั นาการเดียี วกััน
หรือื เล็ก็ กว่่า ลัักษณะสีีขาวขุ่่�นเกาะรวมกัันเป็็นกลุ่่�ม (phylogenetic species)
ไข่่เป็น็ ทรงกลมหรือื รีี ผิวิ เรียี บ และมีเี ปลือื กไข่่ที่อ�่่่อนนุ่ม�่
เนื่่อ� งจากเปลืือกหอยเป็น็ โครงสร้า้ งที่ม�่ ีคี วามแข็ง็
พวกหอยทากบกมีีปอดจะมีีทั้้�งสองเพศในตััว แรงทนทานแม้้ว่่าตัวั หอยจะได้้ตายไปนานแล้ว้ จึึงพบ
เดีียวกััน โดยที่ร�่ ะบบสืืบพันั ธุ์�เพศผู้้�และเพศเมียี จะแตก เป็็นซากดึึกดำำ�บรรพ์จ์ ำำ�นวนมาก และเปลือื กของหอย
ต่่างกันั อย่่างชัดั เจน (รููปที่่� 10) นอกจากนี้้�ลัักษณะ ยังั แสดงถึงึ ความสัมั พันั ธ์ท์ างสายวิวิ ัฒั นาการและการมีี
และโครงสร้้างของระบบสืืบพันั ธุ์�ของหอยแต่่ละกลุ่่�ม บรรพบุุรุุษร่่วมกัันได้้ ดังั นั้้�นหลัักการในการจััดหมวด
ยัังมีเี อกลักั ษณ์์เฉพาะ และส่่วนใหญ่่สามารถใช้้ในการ หมู่่�ในระดัับต่่างๆ ของพวกหอยฝาเดีียว โดยการนำำ�
จััดจำำ�แนกทางอนุุกรมวิธิ านจนถึึงระดับั ชนิดิ ได้้ โดย ลักั ษณะของเปลือื กมาใช้้ แม้้ว่่าหอยบางกลุ่�ม่ จะยังั คง
ในระบบสืืบพัันธุ์ �เพศผู้้�จะมีีการสร้้างถุุงเก็็บสเปิิร์์ม มีีความสัับสนอยู่่บ� ้า้ ง ก็็ยัังคงเป็น็ ที่ย�่ อมรัับแพร่่หลาย
(spermatophore, รููปที่�่ 10E) ที่่�ทำำ�หน้้าที่่�ในการส่่ง อยู่่�ในปััจจุุบันั เปลือื กหอยยัังสามารถเก็บ็ รักั ษาได้ง้ ่่าย
ผ่า่ นสเปิิร์์มจากหอยอีกี ตัวั หนึ่่�งเข้า้ สู่่�อวััยวะรัับสเปิิร์์ม มีีความสวยงามทั้้�งสีีสัันและรููปร่่าง เป็็นที่่�นิิยมของ
ของหอยอีีกตััวหนึ่่�ง (gametolytic duct และ นัักสะสมเปลืือกหอยทั้้�งหอยทากบกและหอยทะเล
gametolytic sac) ต่่อมาเมื่่�อสเปิริ ์์มได้ป้ ฏิิสนธิกิ ัับไข่่ ดังั นั้้น� เพื่่�อให้ผ้ ู้้�อ่่านเข้า้ ใจได้ง้ ่่าย สามารถทราบถึงึ ส่่วน
ที่�่สร้า้ งมาจากเนื้้อ� เยื่่อ� สืบื พันั ธุ์� (ovotestis) ประกอบ ต่่างๆ และรู้�ความแตกต่่างของหอยทากแต่่ละชนิดิ ได้น้ั้้น�
ไปด้้วยเซลล์์สืืบพัันธุ์ �เพศผู้้�และเพศเมีียของหอยที่่�มีี ทางคณะผู้้�จัดั ทำ�ำ จึงึ ได้้ขยายความคำ�ำ ศััพท์์บางคำ�ำ ที่ค�่ วร
สองเพศในตััวเดีียวกััน หอยจะวางไข่่ที่่�ได้้รัับการ ทราบในเบื้้อ� งต้น้ เพื่่อ� จะได้จ้ ดจำ�ำ และเข้า้ ใจลักั ษณะของ
ปฏิสิ นธิแิ ล้้วสู่่ภ� ายนอก ไข่่ที่่�ได้้รัับการผสมแล้้วมีีการ เปลือื กหอยแต่่ละชนิดิ แต่่ละส่่วนได้ด้ ียี ิ่่ง� ขึ้้น� (รูปู ที่1�่ 1)
เจริญิ เติบิ โตเต็ม็ ที่แ�่ ละพร้อ้ มที่จ�่ ะถูกู ปล่่อยมาสู่่ภ� ายนอก
เมื่่�อไข่่ถููกปล่่อยออกมาสู่่�ภายนอก ตััวอ่่อนของหอย ส่่วนยอด (apex) เป็็นส่่วนที่่�มีีการขดวนถี่่�ๆ
ทากที่อ�่ ยู่่ภ� ายในยังั คงมีกี ารเจริญิ และพัฒั นาเป็็นหอย อยู่่�ส่่วนยอดของเปลืือก เป็็นเปลือื กส่่วนที่เ่� กิดิ ก่่อนพบ
ตััวเล็ก็ ๆ มีีเปลือื กบางๆ ห่่อหุ้�ม และฟัักออกมาเป็็น ตั้้�งแต่่ตอนที่่�หอยยัังเป็็นตััวอ่่อนอยู่่�ในไข่่
หอยตััวน้้อยๆ แล้้วเจริิญเติบิ โตจนเป็็นหอยทากตัวั
เต็็มวััยพร้้อมสืบื พันั ธุ์์�ต่่อไป ปากเปลือื ก (aperture) เป็็นทางเข้้าออกของ
ตััวหอย อาจมีรี ูปู ร่่างที่่แ� ตกต่่างกันั ไปในหอยแต่่ละกลุ่ม่�
23 ทั้้�งวงกลมวงรีี เป็็นต้้น

AC
B

รููปที่�่ 4 ลักั ษณะภายนอกของหอยทากบกกลุ่ม�่ ต่า่ งๆ (A) พวก
ที่�่ไม่่มีีเปลือื กหรือื ทาก(slug) (B) พวกที่�่เปลืือกบางและลดรููป
ลง(semi-slug) และ (C) พวกหอยทากบกที่�่มีีเปลือื กสมบูรู ณ์์
(snail)

24

ขอบปากเปลือื ก (apertural lip) เป็็นขอบของ ฝาปิดิ เปลือื ก (operculum) เป็็นอวัยั วะที่่�ใช้ใ้ น
ปากเปลือื กหรือื ส่่วนที่่�ยัังมีกี ารเจริญิ เติบิ โตอยู่� ขอบปาก การปิดิ ส่่วนของปากเปลือื ก มีลี ัักษณะรูปู ร่่างที่แ�่ ตกต่่าง
เปลืือกสามารถบอกอายุุของหอยได้้คร่่าวๆ โดยเมื่่�อ กัันออกไปตามกลุ่่ม� ของหอย ส่่วนมากเป็็นสารพวก
หอยเจริิญเติิบโตเป็็นตััวเต็ม็ วัยั ขอบปากเปลืือกจะบาน ไคตินิ (chitin) แต่่ในหอยบางกลุ่ม�่ จะเป็น็ สารพวกหิินปูนู
ออกหรืือหนากว่่าปกติิ ส่่วนในหอยวััยอ่่อนส่่วนของ หนาและแข็็ง
ขอบปากเปลืือกจะบางและยัังคงมีีการเจริิญเติิบโต
แต่่ก็็มีีหอยอีกี หลายชนิิดที่�ข่ อบปากเปลืือกไม่่บานออก ผิิวเปลืือก (periostracum) เป็็นส่่วนของชั้้�น
แม้้ว่่าจะโตเต็็มวััย และขอบปากเปลืือกยัังมีีสีีสัันที่่� โปรตีีน หรืือไคติินที่่�ห่่อหุ้�มเปลืือกไว้้ทั้้�งหมด ป้้องกััน
แตกต่่างกัันตามชนิดิ ของหอยอีีกด้ว้ ย การผุุกร่่อนของเปลืือก อาจมีีสีีสัันพื้้�นผิิวที่่�แตกต่่าง
กัันได้้ในหอยแต่่ละกลุ่่�ม แต่่เมื่่�อหอยมีีอายุุมากขึ้้�น
สะดืือ หรือื ช่่องเปิดิ ด้า้ นล่่างเปลืือก (umbilic- ส่่วนของผิวิ เปลืือกอาจจะหลุุดลอกออกไปได้้
cus) เป็น็ ทางเปิิดของแกนเปลือื ก (columella) หรือื
แกนกลางเปลืือกที่่�ขดวนในแนวดิ่่�ง

ชั้น�้ เปลือื ก หรืือ วงเปลือื ก (whorl) เมื่่อ� หอยมีี
การเจริิญเติบิ โตขึ้้�นจะมีกี าร สร้้างห้้องของเปลืือกวน
รอบแกนเปลือื ก (columella) ในแนวดิ่่ง� และแนวระนาบ
ซึ่ง� ในแต่่ละรอบของการสร้า้ งเปลือื กเรีียกว่่าชั้น� เปลืือก
หรืือ วงเปลืือก

แกนเปลืือก (columella) เป็็นแกนกลางของ
เปลืือก เมื่่�อหอยโตขึ้้�นจะมีีการสร้้างห้้องของเปลืือก
วนรอบแกนดัังกล่่าว ซึ่ง� เป็็นการเพิ่่�มจำำ�นวนวงเปลืือก
(whorl) ให้้มากขึ้้น�

ร่่องระหว่่างวงเปลือื ก (suture) เป็็นรอยต่่อ
ระหว่่างวงเปลืือก (whorl) ที่ส�่ ร้้างขึ้้�นมาก่่อนหรือื แก่่
กว่่าที่่�อยู่่�ด้้านในเชื่่�อมต่่อกัับวงเปลืือกที่่�สร้้างขึ้้�นมา
ทีีหลังั หรืือใหม่่กว่่าที่อ�่ ยู่่ด� ้้านนอก

แผ่น่ แข็ง็ ด้า้ นบนปากเปลือื ก (parietal callus)
เป็น็ ส่่วนที่อ�่ ยู่ท� างด้า้ นบนของปากเปลือื กมักั มีกี ารสะสม
ของสารพวกหินิ ปููน อาจจะหนาหรืือบาง มีีสีีสัันหรืือ
มีีลักั ษณะพิิเศษที่แ�่ ตกต่่างกันั ออกไป

ฟัันเปลืือก (apertural lamellae) เป็็นส่่วน
ประกอบเพิ่่ม� เติมิ ลัักษณะเป็น็ แท่่ง เป็น็ ติ่่ง� หรือื เป็น็ สััน
พบบริเิ วณขอบปากเปลือื ก (apertural lip) ด้้านในและ
บริเิ วณแผ่น่ แข็ง็ ด้า้ นบนปากเปลือื ก (parietal callus)
ซึ่ง� จะมีจี ำ�ำ นวนและรูปู ร่่างที่แ�่ ตกต่่างกันั ในหอยแต่่ละชนิิด

เปลือื กชั้�น้ สุุดท้า้ ย หรืือ วงสุุดท้้าย (last
whorl) เป็น็ ส่่วนของเปลืือกวงนอกสุุดหรืือชั้้น� สุุดท้้าย
หลัังจากที่่�หอยเจริญิ เติิบโตเป็็นตัวั เต็็มวััยแล้้ว

วงรองสุุดท้้าย (penultimate whorl) เป็็นวง
เปลืือกชั้้�นรองสุุดท้า้ ยและมัักเป็็นที่่�อยู่่�ของตััวหอย
ขณะที่ห่� ดตััว

25

รููปที่�่ 5 รููปทรงเปลืือกหอยทากบกแบบต่า่ งๆ (A) เปลืือกแบนราบและส่่วนยอดบุ๋๋ม� (biconcave) (B) เปลือื กทรง
แบนราบ (discoidal)(C) เปลืือกทรงสามเหลี่�ย่ มป้า้ น (depressed) (D) เปลือื กรููปโค้ง้ หรือื รููปโดม (dome) (E)
เปลืือกรููปปิิรามิิด (heliciform) (F)เปลืือกรููปไข่่ (pupilliform) (G) เปลืือกทรงปิิรามิิดทรงสูงู (elongate heliciform)
(H) เปลือื กรููปไข่่ทรงรีียาว (bulimoild,conical) และ (I) เปลืือกทรงเกลีียวเชืือกสูงู (elongate conic)

26

27

รููปที่�่ 6 (A) หอยนกขมิ้้น� น้อ้ ยสะดืือแดง(Amphidromus xiengensis)
พบหลบอยู่่ใ� นซอกไม้ร้่่วมกับั งูกู ิินทาก(Pareassp.) และหอยทากสยาม
(Cryptozona siamensis) (B) หอยปิิรามิิดลายเสือื (Ganesellacapit-
tium) หลบซ่่อนรวมกันั เป็็นกลุ่ม�่ อยู่่ใ� นโพรงไม้้ (C) หอยทากสยามที่�่เกาะ
รวมกันั เป็็นกลุ่ม�่ ใต้แ้ ผ่น่ ปูนู ซีีเมนต์์ และ (D) หอยห่่อเปลืือกใหญ่่สยาม
(Megaustenis siamensis) หลบซ่่อนอยู่่ใ� นกาบของต้น้ หมาก

A,B,C,D

A,B

รููปที่�่ 7 (A) หอยทากสยาม(Cryptozona siamensis) กำ�ำ ลังั กิินเห็ด็ โคน
(B) หอยนักั ล่่าสยาม(Oophanasiamensis) กิินลูกู หอยทากสยาม

28

A,B,C
รููปที่�่8 แผ่น่ ฟัันและลักั ษณะฟัันแบบต่า่ งๆ ของหอยทากบก (A)
แผ่น่ ฟัันของหอยทากบกที่�่กิินเศษซากเช่่น หอยงวงท่่อยะลา
(Rhiostoma jalorensis) (B) แผ่น่ ฟัันของหอยทากบกพวกที่�่กิิน
พืืชเช่่น หอยต้น้ ไม้น้ ้อ้ ย(Rhachistia sp.) และ (C) แผ่น่ ฟัันของ
หอยล่่าเหยื่�อ เช่่น หอยนักั ล่่าสยาม(Oophana siamensis)

A,B

รููปที่�่9 ( A ) การสืืบพันั ธุ์์�ของหอยหางดิ้้น� ทวาย(Cryptaustenia tavoyensis) (B) ไข่่ของหอยทากบ
ที่�่วางไว้ใ้ นโพรงต้น้ ไม้้ และ (C) การทำ�ำ รังั วางไข่่โดยใช้ใ้ บไม้ข้ องหอยนกขมิ้้น� ใหญ่่(Amphidromus atricallosus)

29

รููปที่�่ 10 ระบบสืืบพันั ธุ์ข์� องหอยทากบกในวงศ์ต์ ่า่ งๆ (A) วงศ์์ Dyakiidae
ชนิิด Quantula striata (B) วงศ์์ Streptaxidae ชนิิด Oophanasiamensis
(C) วงศ์์ Camaenidae ชนิิด Amphidromus atricallosus และ (D) วงศ์์
Ariophantidae ชนิดิ Sarika resplendens ส่่วนที่�่แรเงาแสดงระบบสืืบพันั ธุ์์�
เพศผู้� (E) ถุงุ เก็บ็ สเปิิร์ม์ ของหอยนกขมิ้้น� ใหญ่่ Amphidromus atricallosus

30

31

32

33

ความสัมั พันั ธ์์ระหว่า่ งมนุษุ ย์์
กัับหอยทาก

34

อาหาร ใชแทนเงิินตรา

หอยทากบกหลายชนิดิ ถูกู นํํามาประกอบอาหาร ในอดีีตเปลืือกหอยทั้้�งเปลืือกหอยทะเลและ
ตั้้�งแต�ในสมััยโบราณ เนื่่�องจากเปนแหลงโปรตีีนที่่� เปลือื กหอยทากบกที่ม�่ ีสี ีสี ันั สวยงามและหายากมักั ถูกู นํํา
สํําคััญและมีีรสชาติิดีี ประเทศในแถบในยุุโรปเช�น มาใช้ในซื้้อ� ขายการแลกเปลี่่ย� นสิินค้าเทีียบไดกัับเงิิน
ฝรั่่�งเศส เยอรมัันนีีมีีเมนููหอยที่่�ขึ้้�นชื่่�อเรีียกวา ในปจจุุบััน
เอสคาร์โกท (escargot) เตรีียมไดจากหอยทากที่่�
มีชีื่่�อทางวิทิ ยาศาสตรวา Helix pomatia ศัตั รููพืชื

ซึ่่ง� มีลี ัักษณะคลายหอยเดื่่อ� ในประเทศไทย ใน หอยทากบกหลายชนิดิ เปนศัตั รููพืชื ตััวฉกาจ ใน
อดีีตสามารถเก็็บหอยจากธรรมชาติิมาประกอบ ประเทศแถบยุุโรปจะมีกี ารแพร�ระบาดอย�างมากของ
อาหารแตปจจุุบัันจํํานวนหอยไม�เพีียงพอต�อค ว า ม ทากบก (slugs) จึงึ มีสี ารเคมีปี องกัันและกํําจััดหอย
ตอ้ งการจึงึ มีกี ารพัฒั นาวิธิ ีกี ารเพาะเลี้้ย� งหอยทากขึ้้น� โดยเฉพาะวางขายตามร้านขายพัันธุุพืชื หรืือร้านขาย
รวมถึึงการพัฒั นาเปนอุุตสาหกรรมอาหารกระปอง วััสดุุอุุปกรณทางการเกษตร
และไดรัับความนิิยมเปนอย�างยิ่่ง� สํําหรับั ในประเทศ-
ไทยมีีการนํําหอยทากมาบริิโภคไดแก� ห อ ย ห อ ม สััตว์ท์ ดลอง
หรือื หอยดง (Cyclophorus)
หอยทากบกเปนสััตวไมมีีกระดูกู สันั หลัังที่ถ�่ ูกู ใช
โดยกรรมวิธิ ีตี ม้ ปง เผาใหสุุกแลวจิ้้ม� กับั น้ำ��ำ พริกิ เปนสัตั วทดลองในการศึกึ ษาดานตา� งๆไดเปนอย�างดีี
หรือื ทํําใหสุุกแลวนํํามาปรุุงรสคลายยํําหรือื ลาบ เปนตน้ อาทิิเช�น กรณีีศึึกษาชีีววิิทยาพื้้�นฐานสรีีรวิิทยา
พฤติิกรรม วิวิ ััฒนาการ พันั ธุุศาสตร์ ประชากรรวม
เครื่่อ� งมืือเครื่่�องใชและของเลน ถึึงชีีวภููมิิศาสตร์เนื่่�องจากเปนสััตวที่่�หาง�ายและมีี
การกระจายทั่่�วไป นอกจากนี้้�ยัังใช้หอยทากบกเปน
เปลืือกหอยมักั มีอี งคประกอบเปนโครงสร้าง ดััชนีีชี้้�วััดคุุณภาพของสิ่่�งแวดลอมไดโดยมีีการศึึกษา
แข็ง็ เชน� หินิ ปูนู หรือื แคลเซียี มคารเ์ นต จึงึ มักั นํํามาทํําให โลหะหนัักในเนื้้�อเยื่่�อของหอยเพื่่�อติิดตามการสะสม
คมแลวนํําไปตััดวััสดุุต�างๆ เช�นเดีียวกัับมีีด หรืือนํํา ของสารพิิษในเนื้้�อเยื่่�อสัตั วในสิ่่�งแวดลอมได
เปลือื กหอยถูกู ับั หินิ เพื่่อ� ใหเ้ กิดิ รูทู ี่ม�่ ีคี วามคมสามารถนํํา (Barker, 2001)
ไปปลอกผลไม้ไดนอกจากนี้้�มีีการนํําเปลืือกหอยไป
ประยุุกตใ์ ชทํํากระดิ่่�ง และของเลน เช�น เปลืือกหอย
หูชู ้าง (Pollicaria) หรือื หอยเลี้้ย� งน้องถููกนํํามาเจาะ
รูแู ลวร้อยดวยเชืือกรัดั ที่เ�่ อวเด็ก็ เปนของเลนได

เครื่่�องประดับั ตกแต�ง

หอยทากบกหลายชนิดิ มีเี ปลือื กสีสี ันั สวยงามเชน�

หอยนกขมิ้้�นหรืือหอยต้นไม้(Amphidromus) โดย

หอยนกขมิ้้�นขนาดเล็ก็ Amphidromus (syndromus)

จะถููกนํํามารอ้ ยเปนสรอ้ ยคอกํําไลแขน ทํําตา� งหููหรือื

ร้อยติิดกัับเสื้้�อผาเพื่่�อความสวยงาม สวนหอยนก

ขมิ้้�นขนาดใหญ่่ Amphidromus (Amphidromus) มักั

ใช้เปนเครื่่�องประดัับภายในบ้านเนื่่�องจากเปลืือกมีี

ขนาดใหญสวยงาม และมีสี ีสี ัันสะดุุดตา รวมถึงึ การ

ร้อยเปนสายยาวแขวนประดัับที่่�ประตููทางเข้าและ

หนา้ ต�าง 35

36

การจััดจำำ�แนกของพวกหอยฝาเดีียว

เนื่่�องจากปััจจุุบันั ได้้มีกี ารใช้ข้ ้อ้ มููลทางดีีเอ็็นเอและซากดึึกดำ�ำ บรรพ์์เข้้ามาประกอบในการจััดจำ�ำ แนกชั้้น�
ของหอยฝาเดียี วทำำ�ให้ม้ ีีความสลัับซับั ซ้้อนและเข้้าใจได้ย้ าก แต่่วิธิ ีีการจัดั จำ�ำ แนกแบบเดิิมซึ่ง� เข้า้ ใจได้ง้ ่่ายก็็ยััง
เป็็นที่�ย่ อมรัับและยังั คงใช้ก้ ัันอย่่างแพร่่หลายอยู่่ใ� นปััจจุุบััน โดยแบ่่งพวกหอยฝาเดีียวออกเป็็นกลุ่่�มๆ ดัังนี้้�

Class Gastropoda ชั้้น� ของพวกหอยฝาเดีียว:
โดยทั่่ว� ไปหอยฝาเดียี วมีอี ยู่่� 2 พวก คือื พวกที่�ม่ ีีฝาปิดิ เปลืือก และพวกที่�ไ่ ม่่มีฝี าปิิดเปลืือก ซึ่ ง� หอยกลุ่่�ม
หลังั นี้้�จัดั ได้ว้ ่่าเป็น็ กลุ่่�มหลักั ของหอยทากบกและมีีความหลากชนิดิ มากที่�่สุุด ลักั ษณะสำำ�คัญั ประการหนึ่่�งใน
การแบ่่งแยกหอยทั้้�งสองกลุ่่ม� คืืออวัยั วะที่ใ�่ ช้ใ้ นการหายใจ โดยส่่วนมากหอยพวกที่ม�่ ีีฝาปิิดเปลืือกจะยังั คง
ลัักษณะของบรรพบุุรุุษเช่่น การหายใจผ่่านเหงือื กหรืืออวัยั วะพิิเศษ แต่่พบไม่่มากนัักในพวกหอยทากบก
ส่่วนพวกที่่�ไม่่มีีฝาปิิดเปลือื กจะเป็็นกลุ่�่มหอยที่่�มีี วิิวััฒนาการของเนื้้�อเยื่่�อคลุุมลำ�ำ ตัวั (mantle) ไปเป็น็ อวัยั วะที่่�
ทำ�ำ หน้้าที่�่ในการแลกเปลี่่ย� นก๊๊าซคล้้ายกัับปอดในสััตว์ม์ ีีกระดููกสันั หลััง

Subclass Prosobranchia:
พวกหอยที่่�มีีฝาปิิดเปลืือก ลัักษณะสำำ�คััญคืือมีีฝาปิิดเปลืือก (operculum) หายใจด้้วยเหงืือกหรืือ
อวัยั วะที่่เ� ปลี่่�ยนแปลงไปทำ�ำ หน้้าที่่�เฉพาะ ส่่วนใหญ่่พบอาศััยอยู่่ใ� นทะเล ในน้ำำ��จืืดและบนบกร่่วมกับั หอยทากบก
มีปี อดบ้้าง

Subclass Opisthobranchia:
พวกทากทะเล ได้แ้ ก่่พวกที่่�เรารู้้�จักั ในนามของทากทะเลหรือื ทากเปลือื ยทั้้ง� หลาย (sea slug, nudribranch)
ลัักษณะสำ�ำ คัญั คืือส่่วนมากเป็น็ พวกที่่ไ� ม่่มีีเปลือื กห่่อหุ้�มร่่างกาย (มีนี ้อ้ ยชนิิดที่่ม� ีเี ปลือื กห่่อหุ้�มร่่างกาย) ลำ�ำ ตััวมีี
สีีสันั สดใสสวยงามพบอาศััยในแนวปะการังั น้ำ�ำ� ตื้้�นจนถึงึ น้ำ�ำ�ลึึกและอาศัยั อยู่่ใ� นทะเลหรืือน้ำ�ำ�กร่่อยทั้้�งหมด

37

Subclass Pulmonata:
พวกหอยทากที่�่มีีปอด ได้้แก่่พวกหอยที่ว�่ ิวิ ััฒนาการของอวัยั วะที่ใ่� ช้ใ้ นการแลกเปลี่่�ยนก๊๊าซคล้้ายกัับสััตว์์
บกทั่่�วไป พบอาศััยอยู่่�บนบก แต่่มีบี างกลุ่่�มอาศัยั ในแหล่่งน้ำ�ำ�จืืดเช่่น วงศ์์ Planorbidae และ Lymnaidae
เป็็นต้้น และพบอาศัยั ในทะเลหรือื ป่่าชายเลนบ้า้ งเช่่น วงศ์์ Ellobiidae, Siphonariidae และ Onchidiidae
เป็็นต้้น

38

รููปที่�่ 11 แสดงส่่วนประกอบต่า่ งๆ ของเปลือื กหอยทากบกและการวัดั ขนาด (A)
รููปด้า้ นหน้า้ (B) รููปด้า้ นหลังั (C) รููปด้า้ นล่่าง และ (D) รููปด้า้ นบน

39

40

หอยทากบกที่่�
เขานััน

อุุทยานแห่่งชาติเิ ขานันั ตั้้�งอยู่่ท� างตอนเหนืือของเทืือกเขาหลวงในเขตจัังหวััดนครศรีธี รรมราชและ
จังั หวััดสุุราษฎร์์ธานีี มีพี ื้้น� ที่�ต่ ิิดต่่อกับั อุุทยานแห่่งชาตินิ ้ำ��ำ ตกสี่่ข� ีดี อุุทยานแห่่งชาติิใต้ร้ ่่มเย็น็ และอุุทยานแห่่ง
ชาติิเขาหลวง ลักั ษณะเป็็นป่า่ ดิบิ ชื้�นผืืนใหญ่ข่ องภาคใต้้ฝั่่�งตะวันั ออก พื้้�นที่่ข� องอุุทยานฯ มีคี วามสูงู ตั้้ง� แต่่
ระดับั น้ำำ�� ทะเลจนถึึงสููงสุุดประมาณ 1,400 เมตร ในการสำ�ำ รวจความหลากหลายของหอยทากบกจากพื้้�นที่่�
ต่่างๆ รอบอุุทยานฯ รวมทั้้ง� พื้้น� ที่ใ�่ กล้้เคีียงกับั อุุทยานฯ โดยการค้น้ หาตามถิ่่�นที่่�อยู่่�อาศัยั ย่่อยของหอยทาก
แต่่ละกลุ่่�ม ตั้้ง� แต่่พื้้�นดิิน จนถึงึ บนต้น้ ไม้้ และที่่�ระดัับความสูงู ในระดับั น้ำ�ำ� ทะลจนถึึงสููงประมาณ 400 เมตร
จากระดัับน้ำ�ำ�
ทะเล เก็็บตัวั อย่่างดินิ นำ�ำ มาแยกในห้้องปฏิิบััติกิ าร และการสำ�ำ รวจหอยทากบกตามภูเู ขาหิินปูนู พบหอยทาก
บกจำ�ำ นวน 13 วงศ์์ ซึ่�งสามารถตรวจสอบชนิิดได้ป้ ระมาณ 49 ชนิิด และยัังไม่่ทราบชนิดิ ที่่�แน่่นอนอีีก
ประมาณ 20 ชนิิด โดยในเอกสารเผยแพร่่เล่่มนี้้ไ� ด้ค้ ัดั เลือื กหอยทากบกชนิดิ ที่่พ� บได้้ง่่ายมีีความน่่าสนใจ
และสามารถตรวจสอบชื่�อวิิทยาศาสตร์อ์ ย่่างน้อ้ ยถึึงระดัับสกุุลมารวบรวมไว้ท้ ั้้�งสิ้้�น 13 วงศ์์ จำ�ำ นวน 32
ชนิดิ ดัังนี้้�

41

“หอยจิ๋�๋วจุุกแดงธรรมดา
จััดเป็็ นหอยกลุ่�่มเด่่น
บนผนังั เขาหินิ ปูนู เหมือื น
หอยขมขนาดจิ๋�๋วเกาะ
เป็็นกระจุุกทั่่�ว ๆ ไป”
42

หอยจิ๋๋�วจุกุ แดงธรรมดา

วงศ์์ Hydrocenidae
ชื่่�อวิิทยาศาสตร์์ Georissa monterosatiana Godwin-Austen & Nevill, 1879
ชื่่�อไทย หอยจิ๋๋�วจุุกแดงธรรมดา

ลักั ษณะสำ�ำ คััญ หอยในสกุุล Georissa จััดเป็็นหอยทากจิ๋ �วพวกที่่�มีีฝาปิิดเปลืือก ลัักษณะเปลืือกเป็็น
ทรงกรวยสููงเหมืือนหอยขมย่่อส่่วนที่่�มีีขนาดเล็็กกว่่ามากๆ เมื่่�อโตเต็็มวััยเปลืือกสููง 2-3 มิิลลิิเมตร
มีวี งเปลืือก 5-6 ชั้้�นผิิวเปลืือกมีีสัันเล็็กตามแนวการขดวนของเปลืือก ส่่วนมากมัักมีีสีีแดงส้้ม บางครั้�งอาจ
พบสีีเหลืืองหรืือสีีน้ำำ��ตาลอ่่อน ส่่วนยอดเปลืือกแหลมและมัักมีีสีีดำำ�หรืือสีีแดงเข้ม้ กว่่าเปลืือกส่่วนล่่าง จึึงเป็็น
ที่่�มาของชื่่�อหอยจิ๋ �วจุุกแดง ปากเปลืือกกลมและไม่่บานออก ฝาปิิดเปลืือกเป็็นสารพวกไคติินบางใส ส่่วนของ
สะดืือมัักปิดิ และมีขี นาดเล็ก็

ถิ่่�นที่่�อยู่�่อาศัยั หอยจิ๋ �วจุุกแดงโดยส่่วนใหญ่่พบเกาะอยู่่ต� ามผนัังเขาหินิ ปููนทั่่�วไป โดยปะปนอยู่่�กัับหอย
ทากจิ๋�วปากแตรชนิดิ อื่่�นๆ แต่่ด้ว้ ยรููปร่่างและสีขี องเปลืือกทำำ�ให้้สามารถแยกความแตกต่่างได้อ้ ย่่างชัดั เจน

การแพร่่กระจาย หอยจิ๋ว� จุุกแดงธรรมดามีีการแพร่่กระจายตามเขาหินิ ปูนู ทั่่ว� ประเทศไทยและประเทศ
มาเลเซีีย การกระจายที่�เ่ ขานันั พบที่�ป่ ากถ้ำ�ำ� หลวงถ้ำ�ำ� หงส์์ ถ้ำ��ำ หลอด

43

“หอยหอมมลายูพู บได้้
ทั่่�วไปและบ่่อยครั้้ง� มีี
เปลือื กขนาดใหญ่่เป็็น
ทรงปิิรามิิดแบบเตี้้ย� ”
44

หอยหอมมลายูู

วงศ์์ Cyclophoridae
ชื่่อ� วิิทยาศาสตร์์ Cyclophorus malayanus (Benson, 1852)
ชื่่�อไทย หอยหอมมลายูู

ลัักษณะสำำ�คััญ หอยในสกุุล Cyclophorus จัดั เป็น็ หอยกลุ่�่มสำำ�คัญั ที่�่พบได้ท้ ั่่�วไปและบ่่อยครั้�ง มีเี ปลือื ก
ขนาดใหญ่เ่ ป็น็ ทรงปิริ ามิดิ แบบเตี้้ย� หนาและแข็ง็ เมื่่อ� โตเต็ม็ วัยั สูงู 20-25 มิลิ ลิเิ มตร กว้า้ ง 30-40 มิลิ ลิิเมตร
ส่่วนยอดสูงู ขึ้�นเล็็กน้อ้ ย เปลือื กวงสุุดท้้ายมีขี นาดใหญ่่ ร่่องระหว่่างวงเปลืือกลึึก ผิวิ เปลืือกเป็็นลายละเอียี ดๆ
มีีลวดลายสีีน้ำำ��ตาลเข้้มหรืือสีีดำำ�แบบไม่่เป็็นระเบีียบ ด้้านล่่างเปลืือกมีีแถบสีดี ำำ� วนรอบสะดืือ ปากเปลือื ก
เป็็นรูปู วงกลม ขอบปากเปลืือกหนา บานออกและตั้้ง� ขึ้ �นเป็น็ สััน มักั มีสี ีีขาว สีีเหลือื งเข้ม้ หรืือสีสี ้้ม ส่่วนของ
สะดือื กว้้างและลึกึ ฝาปิดิ เปลืือกเป็น็ สารไคตินิ ลัักษณะเป็็นเกลียี วแบน มีสี ีีดำ�ำ เข้ม้ และค่่อนข้า้ งแข็็ง

ถิ่่น� ที่อ่� ยู่่�อาศััย หอยสกุุล Cyclophorus มีีการแพร่่กระจายทั่่ว� ทวีีปเอเชีีย พบอาศััยอยู่่�ตามผืืนป่า่ ทั่่ว� ไป
กินิ พวกใบไม้้และซากพืืชผุุพัังเป็น็ อาหาร

การแพร่่กระจาย หอยหอมมลายููนี้้�พบตั้้�งแต่่จัังหวััดเพชรบุุรีี ลงมาตลอดภาคใต้้ของประเทศไทยและ
ประเทศมาเลเซีีย การกระจายที่�เ่ ขานันั พบที่ถ่� ้ำ�ำ� หลวง ถ้ำ�ำ� หงส์์ น้ำำ�� ตกสุุนัันทา ถ้ำ�ำ� หลอด

45

“หอยงวงท่่อน้อ้ ยเป็็น
หอย หอยงวงท่่อน้อ้ ย
กิินซากใบไม้ท้ ี่�่ต่า่ งจาก
ท่่อตรงที่�่เปลืือกแบน
กว่่า มีีท่่ออากาศสั้้น� ”
46

หอยงวงท่่อน้้อย

วงศ์์ Cyclophoridae
ชื่่อ� วิิทยาศาสตร์์ Cyclotus setosus (Möllendorff, 1894)
ชื่่อ� ไทย หอยงวงท่่อน้อ้ ย

ลักั ษณะสำ�ำ คััญ หอยในสกุุล Cyclotus มีีเปลืือกคล้้ายกัับพวกหอยงวงท่่อสกุุล Rhiostoma แต่่มัักมีี
ขนาดเล็็กกว่่าจึึงเรีียกว่่า “หอยงวงท่่อน้้อย” ลัักษณะเปลืือกเป็็นทรงเกลีียวแบน ส่่วนยอดอาจสููงเล็็กน้้อย
เปลืือกวงสุุดท้้ายมัักไม่่แยกออกเป็็นงวงอย่่างพวกหอยงวงท่่อ เปลืือกมีีขนาดเล็็กกว้า้ ง 10-20 มิิลลิิเมตร
วงเปลือื ก 6-7 ชั้ น� ผิวิ เปลืือกเป็็นริ้�วๆ มีีสีนี ้ำ��ำ ตาลเข้้มจนถึึงสีีดำำ� ในสภาพธรรมชาติิมัักมีีดิินเกาะที่่�ผิิวเปลือื ก
ทำำ�ให้ด้ ูคู ล้้ายก้้อนดินิ ปากเปลือื กเป็น็ รูปู วงกลม เมื่่�อโตเต็็มวััยขอบปากเปลืือกบานออกเล็็กน้อ้ ย มีที ่่อนำ�ำ อากาศ
สั้้น� ๆ อยู่่ท� ี่ม�่ ุุมบนซ้้ายของขอบปากเปลือื ก สะดือื กว้้างและตื้้�น ฝาปิิดเปลืือกเป็น็ สารหินิ ปููนแข็็ง ลัักษณะกลม
แบนบางคล้า้ ยเหรียี ญ

ถิ่น�่ ที่�อ่ ยู่่�อาศัยั หอยสกุุล Cyclotus พบอาศััยได้้ทั่่�วไปตามพื้้�นที่่�ชุ่่�มชื้้�นที่่�มีีซากใบไม้้ทับั ถม พบได้้แทบ
ทุุกพื้้น� ที่�ท่ ั้้ง� ป่า่ ดิบิ แล้ง้ ป่า่ ดิิบเขา และเขาหิินปููนทั่่�วประเทศไทย กินิ พวกใบไม้้และซากพืืชผุุพัังเป็น็ อาหาร

การแพร่่กระจาย หอยงวงท่่อน้อ้ ยพบการแพร่่กระจายหลักั อยู่ท� างภาคตะวันั ตกและภาคใต้ข้ องประเทศไทย
การกระจายที่�เ่ ขานันั พบที่น�่ ้ำ�ำ� ตกสุุนัันทา น้ำ�ำ� ตกคลองแก้ว้ น้ำำ��ตกคลองกราย ถ้ำ��ำ หลวง ถ้ำ�ำ� หงส์์ ถ้ำ��ำ หลอด

47

“หอยต้น้ ไม้ส้ ีีเขีียวหรือื
หอยหอมเขีียว ดูคู ล้า้ ย
เป็็นลูกู หอยหอมสีีเขีียว
คืือสีีลำ�ำ ตัวั เปลือื กบาง
มีีสีีขาวใส”
48

หอยต้้นไม้้สีเี ขียี ว

วงศ์์ Cyclophoridae
ชื่่อ� วิิทยาศาสตร์์ Leptopoma vitreum (Lesson, 1830)
ชื่่อ� ไทย หอยต้น้ ไม้ส้ ีีเขีียว

ลักั ษณะสำ�ำ คััญ หอยในสกุุล Leptopoma มีีเปลืือกคล้้ายกัับพวกหอยหอมสกุุล Cyclophorus แต่่
เปลืือกมีีขนาดเล็ก็ และบางกว่่ามาก ลัักษณะสำำ�คัญั คือื เปลืือกเป็็นทรงกรวยป้้านสููง 15-20 มิิลลิิเมตร
กว้้าง 15-20 มิิลลิเิ มตร ส่่วนยอดแหลม เปลืือกบางสีีขาวและค่่อนข้้างใส จึึงทำำ�ให้เ้ ห็็นส่่วนเนื้้อ� หอยที่�ม่ ีสี ีี
เขียี วอยู่่�ด้า้ นใน ร่่องระหว่่างเปลือื กลึกึ ผิวิ เปลืือกเรีียบไม่่มีลี าย เปลืือกวงสุุดท้้ายมีีขนาดใหญ่่ ปากเปลืือก
เป็็นรููปวงกลม เมื่่�อโตเต็็มวััยขอบปากเปลืือกบานออกและหนาขึ้น� เล็็กน้อ้ ย สะดืือเปิิดเป็็นรููขนาดเล็็ก ฝาปิดิ
เปลืือกเป็น็ สารไคติิน ลัักษณะเป็น็ เกลีียวแบนๆ บางใส

ถิ่่�นที่อ�่ ยู่�อ่ าศััย หอยในสกุุล Leptopoma มัักพบอาศััยอยู่่�บนต้้นไม้้ โดยอาศััยอยู่่�ไม่่สููงมากนัักเช่่น
พวกไม้้พุ่�ม่ เตี้้�ยๆ มักั เกาะใต้ใ้ บไม้ห้ รืือตามกิ่่�ง

การแพร่่กระจาย หอยต้น้ ไม้้สีีเขียี วพบทางภาคกลาง ภาคตะวัันตกและภาคใต้ข้ องประเทศไทยรวมถึึง
ทางตอนเหนืือของประเทศมาเลเซีีย การกระจายที่�่เขานััน พบที่่ถ� ้ำ�ำ�หลวง ถ้ำ�ำ� หงส์์ น้ำ�ำ� ตกสุุนัันทา น้ำ��ำ ตก
คลองกราย

49

“หอยงวงท่่อจููปิิ งจััด
เป็็น หอยงวงท่่อจููปิิง
หอยกิินซากที่�่มีีรููปร่่าง
มหัศั จรรย์์ มีีท่่ออากาศ
ยาว หรือื เรีียกว่่างวง ที่�่
ปลายเปลือื กวสุุดท้า้ ย”
50


Click to View FlipBook Version