The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยเล่ม 2 แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ (นางสาวอุบล สีหา)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chom wi, 2023-08-18 00:15:32

วิจัยเล่ม 2 แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ (นางสาวอุบล สีหา)

วิจัยเล่ม 2 แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ (นางสาวอุบล สีหา)

รายงานการศึกษา เพื่อขอเลื่อนเป็นวิทยฐานะตำแหน่งผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ เรื่อง แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่จังหวัดขอนแก่น โดย อุบล สีหา ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดขอนแก่น สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ


กิตติกรรมประกาศ รายงานผลงานวิชาการฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ด้วยความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาด้าน การบริหารจัดการศึกษาต่อเนื่อง ของผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดขอนแก่น ที่ได้ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงานด้วย และในการศึกษาครั้งนี้จะมีคุณภาพในเชิงวิชาการก็ด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญใน การตรวจสอบเครื่องมือ และได้ให้คำแนะนำและข้อคิดเห็นต่างๆ อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งใน การศึกษาครั้งนี้ ขอขอบคุณท่านผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยจังหวัดขอนแก่น ขอขอบคุณภาคีเครือข่าย สำหรับข้อแนะนำและความช่วยเหลือทุกด้านใน การศึกษา และขอขอบคุณคณะกรรมการสถานศึกษาทุกท่านที่ช่วยในการให้คำชี้แนะ นอกจากนี้ ขอขอบคุณคณะครูและบุคลากรของศูนย์ กศน.อำเภอบ้านไผ่ ที่เป็นกำลังสำคัญร่วมแรงร่วมใจกัน ปฏิบัติงานจนเกิดผลดีต่อหน่วยงานและชุมชน และขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่ไม่ได้กล่าวนามไว้ ณ ที่นี้ สุดท้ายนี้ ผู้ศึกษาขอขอบพระคุณผู้สูงอายุทุกท่าน รวมทั้งบิดา-มารดา และครอบครัว ซึ่ง เปิดโอกาสให้ได้จัดทำผลงาน ตลอดจนคอยช่วยเหลือและให้กำลังใจผู้ศึกษาเสมอมาจนทำผลงาน วิชาการสำเร็จด้วยดีหากประโยชน์ใดที่เกิดเป็นวิทยาทานจากผลงานนี้ ขออำนวยพรให้กับทุกๆ ท่าน ทั้งที่กล่าวนามและมิได้กล่าวนาม มา ณ โอกาสนี้ อุบล สีหา


ก ชื่อเรื่อง แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ชื่อผู้ศึกษา อุบล สีหา บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น 2) เพื่อศึกษา ความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงาน/ครูและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่มีต่อแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น 3) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ที่มีต่อแนวทางการพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัด ขอนแก่น 4) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้สูงอายุต่อคุณภาพชีวิตหลังได้พัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุกับศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น การศึกษาครั้งนี้ประชากร/กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้ปฏิบัติงาน/ครูและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 50 คน ภาคีเครือข่าย จำนวน 50 คน และผู้สูงอายุที่ร่วมโครงการ/กิจกรรมพัฒนาคุณภาพ ชีวิตผู้สูงอายุจำนวน 150 คน การสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีใช้เลือกแบบเจาะจง และสุ่มเลือกอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าทดสอบ t-test Independent และค่าทดสอบ F-test ANOVA ผลการศึกษา พบว่า แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ผู้ศึกษากำหนดไว้3 กรอบ คือ 1) ด้านการบริหารสถานศึกษา 2) ด้านการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่าย 3) ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ในการมีส่วนร่วมกับ ภาคีเครือข่าย ผู้ศึกษาให้ความสำคัญเพราะเป็นกระบวนการเพื่อการพัฒนา ประกอบไปด้วยกรอบ แนวคิดพื้นฐานในการมีส่วนร่วม 4 ด้าน คือ 1) ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Decision making) 2) ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน (Implementation) 3) ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล (Evaluation) 4) ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์(Benefits) ส่วนการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุ4 ด้าน คือ 1) คุณภาพชีวิตที่ดีด้านสุขภาพ (Health) 2) คุณภาพชีวิตที่ดีด้านจิตใจและ อารมณ์(Recreation) 3) คุณภาพชีวิตที่ดีด้านสังคม (Social) 4) คุณภาพชีวิตที่ดีด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ปฏิบัติงาน/ครูและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มีความคิดเห็นต่อแนววทางการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อจำแนกออกเป็นรายด้าน พบว่า ผู้ปฏิบัติงานและครูมี ความคิดเห็นต่อแนวทางการบริหารและการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต


ข ผู้สูงอายุอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน เมื่อพิจารณารายด้านที่มีค่าเฉลี่ยเรียงจากมากไปหาน้อย รายด้านที่มีค่าเฉลี่ยลำดับแรก คือ ด้านการบริหารสถานศึกษา รองลงมา ด้านการมีส่วนร่วมกับภาคี เครือข่าย ส่วนรายด้านที่มีค่าเฉลี่ยลำดับ 3 คือ ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ภาคีเครือข่าย กศน.อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น มีความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณา รายด้านที่มีค่าเฉลี่ยเรียงจากมากไปหาน้อย พบว่า รายด้านที่มีค่าเฉลี่ยลำดับแรก คือ ด้านการมีส่วน ร่วมในการรับประโยชน์ส่วนรายด้านที่มีค่าเฉลี่ยรองลงมา ด้านการมีส่วนร่วมในการวางแผน และ รายด้านที่มีค่าเฉลี่ยลำดับ 3 คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามแผน เมื่อเปรียบเทียบความ แตกต่างความคิดเห็นต่อการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ที่มีความแตกต่างตามเพศ อายุระดับ การศึกษา อาชีพ และสถานะหรือบทบาททางสังคมเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ พบว่า ปัจจัยด้านเพศ อายุระดับการศึกษา อาชีพ และสถานะหรือบทบาททางสังคมเกี่ยวข้องกับ การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ไม่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ผู้สูงอายุอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น มีความพึงพอใจต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย พบว่ารายด้านที่มีค่าเฉลี่ยอันดับแรก คือ คุณภาพชีวิตที่ดีด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนรายด้านที่มีค่าเฉลี่ย รองลงมา คือ คุณภาพชีวิตที่ดีด้านสังคม และรายด้านที่มีค่าเฉลี่ยอันดับ 3 คือ คุณภาพชีวิตที่ดี ด้านสุขภาพ เปรียบเทียบความแตกต่างความพึงพอใจของผู้สูงอายุจำแนกตามเพศ อายุและระดับ การศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุที่มีเพศ และอายุแตกต่างกันไม่มีผลต่อความพึงพอใจในการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตผู้สูงอายุหลังจากการร่วมโครงการ/กิจกรรมผู้สูงอายุกับ กศน.อำเภอบ้านไผ่ ส่วนความแตกต่าง ของระดับการศึกษามีผลต่อความพึงพอ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


ค สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ ก สารบัญ ค สารบัญตาราง จ สารบัญแผนภาพ ซ บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา..................................................... 1 วัตถุประสงค์............................................................................................... 6 สมมติฐานการศึกษา................................................................................... 6 ขอบเขตการศึกษา...................................................................................... 7 นิยามศัพท์เฉพาะ........................................................................................ 8 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ......................................................................... 10 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 11 แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ.................................. 11 แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารและการมีส่วนร่วม............................................ 25 ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่........... 41 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..................................................................................... 55 กรอบแนวคิดในการศึกษา.......................................................................... 65 บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา 67 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง......................................................................... 67 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา.......................................................................... 67 การเก็บรวบรวมข้อมูล................................................................................ 68 การจัดทำและการวิเคราะห์ข้อมูล.............................................................. 69


ง สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 4 ผลการดำเนินการวิจัย 70 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.............................................................................. 70 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 115 วัตถุประสงค์การศึกษา.............................................................................. 115 สรุปผลการศึกษา....................................................................................... 115 อภิปรายผลการศึกษา................................................................................ 119 ข้อเสนอแนะ............................................................................................. 125 บรรณานุกรม............................................................................................................. 127 ภาคผนวก 132 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา.................................................. 132 ภาคผนวก ข ผู้เชี่ยวชาญตรวจเครื่องมือ.................................................. 153 ภาคผนวก ค การประเมินคุณภาพความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยประเมินความสอดคล้อง (IOC).................... 160 ภาคผนวก ง การเผยแพร่ผลการวิจัย....................................................... 172 ประวัติผู้ศึกษา.......................................................................................................... 180


จ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 แสดงจำนวน และร้อยละเกี่ยวกับสถานภาพส่วนตัวของผู้ปฏิบัติงานและครู................. 72 2 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากร ที่มีต่อแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยภาพรวมและรายด้าน............ 73 3 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากร ที่มีต่อแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้านการบริหารสถานศึกษา............ 74 4 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากร ที่มีต่อแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ด้านการมีส่วนร่วมกับ ภาคีเครือข่าย.......................................................................................................... 76 5 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของบุคลากร ที่มีต่อแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุ................................................................................................................... 79 6 แสดงจำนวน และร้อยละเกี่ยวกับสถานภาพส่วนตัวของภาคีเครือข่าย.......................... 82 7 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของภาคีเครือข่ายที่มี ต่อการมีส่วนร่วมกับ กศน.อำเภอบ้านไผ่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยภาพรวมและรายด้าน........................................................................................ 84 8 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของภาคีเครือข่ายที่มี ต่อการมีส่วนร่วมกับ กศน.อำเภอบ้านไผ่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยภาพรวมและรายข้อ ด้านการมีส่วนร่วมในการวางแผน.................................... 85 9 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของภาคีเครือข่ายที่มี ต่อการมีส่วนร่วมกับ กศน.อำเภอบ้านไผ่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยรวมและรายข้อ ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามแผน......................... 87 10 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของภาคีเครือข่ายที่มี ต่อการมีส่วนร่วมกับ กศน.อำเภอบ้านไผ่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยภาพรวมและรายข้อ ด้านการมีส่วนร่วมในการติดตาม ประเมินผล.................. 89 11 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความคิดเห็นของภาคีเครือข่ายที่มี ต่อการมีส่วนร่วมกับ กศน.อำเภอบ้านไผ่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยภาพรวมและรายข้อ ด้านการมีส่วนร่วมในการรับประโยชน์............................. 91 12 แสดงการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานความคิดเห็นของภาคี เครือข่าย จำแนกตามเพศ....................................................................................... 93


ฉ สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า 13 แสดงการทดสอบสมมติฐานความแตกต่างระหว่างเพศที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของ ภาคีเครือข่าย.......................................................................................................... 94 14 แสดงผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ในการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย จำแนกตามกลุ่มอายุ................................................................................................ 95 15 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย จำแนกตามกลุ่มอายุ................................................................................................ 95 16 แสดงผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ในการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย จำแนกตามกลุ่มระดับการศึกษา.............................................................................. 96 17 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย จำแนกตามกลุ่มระดับการศึกษา.............................................................................. 96 18 แสดงผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ในการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย จำแนกตามกลุ่มอาชีพ............................................................................................. 97 19 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย จำแนกตามกลุ่มอาชีพ............................................................................................. 97 20 แสดงผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ในการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย จำแนกตามสถานะหรือบทบาททางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุ................................................................................................................... 98 21 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย จำแนกตามสถานะหรือบทบาททางสังคมเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุ................................................................................................................... 98 22 แสดงจำนวน และร้อยละเกี่ยวกับสถานภาพส่วนตัวของผู้สูงอายุ.................................. 100 23 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความพึงพอใจของผู้สูงอายุ ที่มีต่อ การรับรู้คุณภาพชีวิตหลังร่วมโครงการ/กิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยภาพรวมและรายด้าน........................................................................................ 101 24 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความพึงพอใจของผู้สูงอายุ ที่มีต่อ การรับรู้คุณภาพชีวิตหลังร่วมโครงการ/กิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ คุณภาพชีวิตที่ดีด้านสุขภาพ.................................................................................... 102


ช สารบัญตาราง (ต่อ) ตารางที่ หน้า 25 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความพึงพอใจของผู้สูงอายุ ที่มีต่อ การรับรู้คุณภาพชีวิตหลังร่วมโครงการ/กิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ คุณภาพชีวิตที่ดีด้านจิตใจและอารมณ์..................................................................... 104 26 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความพึงพอใจของผู้สูงอายุ ที่มีต่อ การรับรู้คุณภาพชีวิตหลังร่วมโครงการ/กิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ คุณภาพชีวิตที่ดีด้านสังคม....................................................................................... 106 27 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความพึงพอใจของผู้สูงอายุ ที่มีต่อ การรับรู้คุณภาพชีวิตหลังร่วมโครงการ/กิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ คุณภาพชีวิตที่ดีด้านสิ่งแวดล้อม.............................................................................. 108 28 แสดงการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจของผู้สูงอายุ จำแนกตามเพศ....................................................................................................... 109 29 แสดงการทดสอบสมมติฐานความแตกต่างระหว่างเพศที่มีผลต่อความพึงพอใจ ของผู้สูงอายุ............................................................................................................ 110 30 แสดงการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจของผู้สูงอายุ จำแนกตามอายุ....................................................................................................... 111 31 แสดงการทดสอบสมมติฐานความแตกต่างระหว่างอายุที่มีผลต่อความพึงพอใจ ของผู้สูงอายุ............................................................................................................ 112 32 แสดงผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ความพึงพอใจของผู้สูงอายุ จำแนกตามระดับการศึกษา..................................................................................... 113 33 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจของผู้สูงอายุจำแนกตาม ระดับการศึกษา....................................................................................................... 113 34 แสดงผลการเปรียบเทียบกลุ่มระดับการศึกษาเป็นรายคู่ตามวิธีการของ LSD.............. 114


ซ สารบัญแผนภาพ แผนภาพที่ หน้า 1 แผนที่แสดงขอบเขตแต่ละตำบลในอำเภอบ้านไผ่.......................................................... 41 2 กรอบแนวคิดในการศึกษา............................................................................................... 65


บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การศึกษาขององค์การสหประชาชาติ พบว่าในปี ค.ศ.2047 ประชากรโลกจะเปลี่ยนแปลง ไปเป็น สังคมแห่งผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ทั้งนี้เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรโลก ที่คนเกิดน้อย ลงและอายุยืนมากขึ้นทำให้ประชากรทั่วโลกจะมีอายุเฉลี่ย เพศหญิง อยู่ที่ 73 ปี ส่วน เพศชายอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 69 ปี (world population data sheet, 2015) ในสัดส่วนผู้สูงอายุที่มากขึ้น ทั่วโลกจะมาจากประเทศพัฒนาและประเทศกำลังพัฒนา ส่งผลกระทบและการเตรียมความพร้อมเพื่อ รับมือกับสังคมผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้นิยามว่าประเทศใดมีประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไป เป็นสัดส่วนเกินร้อยละ 10 หรือมีอายุ 65 ปีขึ้นไป เกินร้อยละ 7 ของประชากรทั้งประเทศ ถือว่าประเทศนั้นได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุ (Aging Society) และจะเป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) เมื่อสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไป เพิ่มเป็น ร้อยละ 20 และอายุ 65 ปี ขึ้นไปเพิ่มเป็นร้อยละ 14 หากสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไป เพิ่มเป็น ร้อยละ 28 ก็จะเข้าสู่ความเป็นสังคมสูงอายุสูงสุด (Super-Aged Society) ข้อมูลขององค์การอนามัย โลก (WHO) มีการคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย ร้อยละ 3 ต่อปี โดยในปี พ.ศ. 2573 คาดว่าจะมีจำนวนประชากรสูงอายุมากถึงประมาณ 1.4 พันล้าน คนและจะเพิ่มขึ้นถึง 2 พันล้านคนในปี พ.ศ. 2593 ทวีปเอเชียจะมีประชากรสูงวัยมากที่สุดในโลก โดยคาดว่าสัดส่วนผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในทวีปเอเชียจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีประชากรสูงวัยมากที่สุดในโลกและถือเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่เข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว (Super-aged Society) ผู้สูงอายุเป็นประชากรที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปีอัน เนื่องมากจากความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้คนมีอายุยืนยาวขึ้น การ เจ็บป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคติดต่อลดลง โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้นสาเหตุจากการมีพฤติกรรมสุขภาพ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถป้องกันได้ ซึ่งปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดสุขภาพที่มีอิทธิพลกับ สุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม ประกอบด้วยทั้งปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยสิ่งแวดล้อม และปัจจัยด้าน สังคมและเศรษฐกิจ รวมไปถึงนโยบายของภาครัฐ การดำเนินตามนโยบายและการเข้าถึงบริการ สุขภาพ โดยในประเด็นนี้องค์การอนามัยโลก World Health Organization, 2015) ได้มีประกาศ ปฏิญญาแอสตานา (Declaration of Astana) ใน พ.ศ. 2561 ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุก ภาคส่วน (Multisectoral policy and action) การส่งเสริมบทบาทหน้าที่ด้านสาธารณสุข (Public health function) และการเสริมพลังประชาชนและชุมชนในการดูแลสุขภาพตนเอง (Empowered people and community) โดยเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง (วงจันทร์ เพชรพิเชฐเชียร, 2559) ตาม สภาพการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็นประเด็นที่ได้รับความ สนใจกันเป็นอย่างมากทั้งในระดับชาติและในระดับโลก จากการที่อัตราการเกิดของประชากรทั่วโลกที่ มีแนวโน้มลดลง บวกกับการที่ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นเนื่องจากการรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพ มากขึ้น


2 สำหรับสถานการณ์ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดย สมบูรณ์ (Aged Society) โดยสถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทย พบว่า จำนวนผู้สูงอายุมีตัวเลข เทียบเท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศซึ่งถือว่ามีอัตราการเติบโตเป็นอันดับ 3 ในทวีปเอเชีย รองมาจากประเทศเกาหลีใต้ และประเทศญี่ปุ่น โดยประเทศไทยได้เข้าใกล้สังคมสูงวัยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 นอกจากนี้มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ระบุว่า 20 กว่าปี ที่ผ่านมา ประชากรไทย เพิ่มขึ้นด้วยอัตราที่ช้ามาก คือเพิ่มไม่ถึงร้อยละ 0.5 ต่อปี ต่างกับในอดีตเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน ประชากรไทยเพิ่มขึ้นด้วยอัตราที่สูงมากคือเฉลี่ยกว่าร้อยละ 3 ต่อปี(มูลนิธิสถาบันวิจัยผู้สูงอายุไทย. 2564) ประเทศไทยมีประชากรครบ 60 ล้านคน เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี พ.ศ. 2539 แต่จนถึงปัจจุบัน เวลานานกว่า 20 กว่าปี ประชากรไทยยังคงมีจำนวนอยู่ที่หลัก 60 ล้านคน สำหรับอัตราการเกิดในปี พ.ศ. 2562 พบว่ามีเด็กเกิดเพียง 6 แสนคนเท่านั้น ในขณะที่จำนวนคนตายในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 5 แสนคน ซึ่งปี พ.ศ. 2562 ถือเป็นปีแรกที่จำนวนคนตายในประเทศไทยมีจำนวนถึงหลัก 5 แสนคน จำนวนเกิดที่ลดลง แต่จำนวนการตายที่เพิ่มขึ้น ในปี พ.ศ. 2562 นับเป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ที่ ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี (มูลนิธิสถาบันวิจัย ผู้สูงอายุไทย. 2564) ทำให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดการณ์ว่าในปี 2571 ประชากรของไทยจะมีอัตรา “เพิ่มติดลบ” รายงานการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย ปี 2553- 2583 (ฉบับปรับปรุง) คาดประมาณว่า ในพื้นที่ภาคเหนือจะเป็นภาคที่มีอัตราผู้สูงอายุสูงสุด คือร้อยละ 22 รองลงมาเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่คาดว่ามีอัตราผู้สูงอายุร้อยละ 20 ตามด้วย ภาคกลางและภาคใต้ที่มีอัตราผู้สูงอายุต่ำสุดคือประมาณร้อยละ 15 และในปี พ.ศ. 2566 ประเทศ ไทยจะเป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ คือสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไป ร้อยละ 20 ก่อนที่ในปี 2576 ประเทศไทยจะเป็นสังคมสูงอายุระดับสูงสุด หรือมีสัดส่วนประชากรสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป สูงขึ้น ถึงร้อยละ 28 การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรสูงอายุนี้ นับเป็นบริบทของรัฐในการจัดสวัสดิการ สังคมให้กับผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวาระสุดท้ายของชีวิตที่พึงจะได้รับจากรัฐ สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันจากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ 7 ครั้งที่ผ่านมา พบว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติ ดำเนินการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทยครั้งแรกปี พ.ศ.2537 และ การสำรวจในปี พ.ศ. 2564 นี้ นับเป็นการสำรวจครั้งที่ 7 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ลักษณะทางประชากร เศรษฐกิจ สังคม ภาวะสุขภาพ การเกื้อหนุน ตลอดจนลักษณะการอยู่อาศัย ของผู้สูงอายุ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากครัวเรือนตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม พ.ศ. 2564 ซึ่งสรุปผลการสำรวจที่สำคัญ พบว่า ลักษณะทางประชากรของผู้สูงอายุ ปี 2564 มี ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) จำนวน 13,358,751 คน หรือร้อยละ 19.6 ของประชากรทั้งหมด โดยแบ่งเป็น ผู้สูงอายุชาย 5,974,022 คน (ร้อยละ 44.7) และผู้สูงอายุหญิง 7,384,729 คน (ร้อยละ 55.3) เมื่อ แบ่งกลุ่มผู้สูงอายุตามช่วงวัย พบว่า มีผู้สูงอายุวัยต้น (60-69 ปี) จำนวน 7,645,141 คน (ร้อยละ 57.2) วัยกลาง (70-79 ปี) จำนวน 3,942,668 คน (ร้อยละ 29.5) วัยปลาย (80 ปี ขึ้นไป) จำนวน 1,770,942 คน (ร้อยละ 13.3) ซึ่งในทุกช่วงวัยมีผู้สูงอายุหญิงมากกว่าชาย สำหรับแนวโน้มของ ผู้สูงอายุ พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนและร้อยละของผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดย


3 เพิ่มจากร้อยละ 6.8 ในปี พ.ศ. 2537 เป็นร้อยละ 19.6 ในปี พ.ศ. 2564 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2564) หากพิจารณาสังคมสูงอายุถือเป็นปัญหาเชิงบริบทของประเทศ ทุกเรื่องที่อยู่ในบริบทนี้ล้วน ได้รับผลกระทบหมด ไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจ การจ้างงาน สถาบันครอบครัว ชุมชน แม้กระทั่ง ระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้รับผลกระทบ เพราะโครงสร้างของประชากรเป็นสิ่งที่ห่อหุ้มระบบ ต่างๆ ของประเทศ ฉะนั้นจะมองว่าเป็นเรื่องของผู้สูงอายุอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป ทั้งนี้การขับเคลื่อน เรื่องเกี่ยวกับสังคมผู้สูงอายุ ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของคนสูงวัยแต่เป็นเรื่องของคนทุกวัย ซึ่งจำเป็น จะต้องได้รับความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนเพื่อร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพ ชีวิต ซึ่งคุณภาพชีวิต (quality of life) ตามแนวคิดขององค์การอนามัยโลก หมายถึง การรับรู้ใน บริบทที่ดำรงชีวิตภายใต้วัฒนธรรมและระบบคุณค่า ซึ่งมีความสัมพันธ์กับเป้าหมาย ความคาดหวัง มาตรฐานและการตระหนักของแต่ละบุคคล เป็นการรับรู้ความพึงพอใจและการรับรู้สมรรถนะด้าน ร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ทางสังคมและสภาพแวดล้อมของบุคคลในการดำรงชีวิตในสังคม (World Health Organization. 2011) ดังนั้นคุณภาพชีวิตจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อผู้สูงอายุในสังคม ผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีจึงเป็นผู้สูงอายุที่สามารถดำเนินชีวิตอย่างผาสุกและมีสุขภาวะในบั้นปลาย ของชีวิต (นริสา วงศ์พนารักษ์ และสายสมร เฉลยกิตติ. 2557) ซึ่งจากผลการศึกษาเกี่ยวกับคุณภาพ ชีวิตผู้สูงอายุที่ผ่านมา พบว่า คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในภูมิภาคต่างๆ ได้ผลการศึกษาสอดคล้องไปใน แนวทางเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ คือมีคุณภาพชีวิตระดับปานกลาง และผลการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุประกอบด้วยปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ ด้าน สุขภาพร่างกาย ด้านจิตใจและด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในบริบทพื้นที่ที่ทำการศึกษา เมื่อการเป็นสังคมสูงอายุเป็นปัญหาเชิงบริบทของประเทศ ในส่วนของรัฐบาลไทยได้มีแผนผู้สูงอายุ แห่งชาติฉบับที่ 2 พ.ศ.2545-2564 และพระราชบัญญัติผู้สูงอายุแห่งชาติ พ.ศ.2546 ที่มีแนวทางวาง อยู่บนการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุ โดยมุ่งหวังให้ผู้สูงอายุได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม ซึ่ง ภาครัฐให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุในฐานะการเป็นผู้มีศักยภาพและความสามารถมากขึ้น ทั้งยัง กำหนดให้สังคมสูงอายุเป็นวาระแห่งชาติ และได้สานต่อแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ (พ.ศ. 2545- 2565) เตรียมพร้อมสังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งจากการประเมินผล แผนปฏิบัติการ พบการดำเนินงานบางด้านที่ต้องปรับปรุง เช่น การเตรียมความพร้อมของประชากร เพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ การส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ และการคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุ ดังนั้นคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติจึงปรับแผนปฏิบัติการ (พ.ศ. 2563-2565) ซึ่งเป็นการทำงาน ร่วมกันของหลายหน่วยงาน โดยให้ความสำคัญกับประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การรณรงค์ให้สังคมตระหนัก ถึงความจำเป็นของการเตรียมการเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ คนวัยทำงานมีความเข้าใจถึงการเตรียมตัว ด้านต่างๆ เช่น รายได้ สุขภาพ ที่อยู่อาศัย 2) สังคมมีทัศนะเชิงบวกต่อผู้สูงอายุ ไม่มองว่าผู้สูงอายุ เป็นภาระต่อสังคม 3) การจ้างงานผู้สูงอายุเพื่อให้รู้สึกว่าตนมีคุณค่า ตั้งเป้าไว้ปี 2564 ผู้สูงอายุจำนวน 1.95 แสนคนมีงานทำ 4) กลุ่มผู้สูงอายุที่ครอบครัวยากจน จะเน้นให้ลูกหลานกลับมาอยู่กับครอบครัว มากขึ้น 5) การปรับเปลี่ยนโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นสถานที่พัฒนาผู้สูงอายุในชุมชน 6) การส่งเสริม การออมทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ เพื่อมีเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณ และ 7) การส่งเสริมและ


4 สนับสนุนให้มีการผลิตหรือฝึกอบรมบุคลากรด้านผู้สูงอายุในระดับวิชาชีพอย่างเพียงพอและมี มาตรฐาน นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายที่จะยกระดับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และ นวัตกรรมผู้สูงอายุของอาเซียน โดยได้ริเริ่มผลักดันให้ประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมกันก่อตั้ง ASEAN Centre for Active Ageing and Innovation (ACAI) ขึ้น ซึ่งเป็นศูนย์กลางการพัฒนาองค์ความรู้ สนับสนุนงานวิจัย ส่งเสริมนวัตกรรม และสร้างฐานข้อมูลด้านการแพทย์ของอาเซียน ที่จะนำไปสู่การ กำหนดนโยบายภายในประเทศ และเพื่อเป็นแนวทางในการจะพัฒนาร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก (กรมสุขภาพจิต. 2563) เมื่อการเป็นสังคมผู้สูงอายุเป็นปัญหาเชิงระบบที่ทุกภาคส่วนต้องเข้าไปมีส่วนร่วม รวมถึง สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยได้จัดทำจุดเน้นและนโยบาย สำนักงาน กศน. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ที่มีวิสัยทัศน์คือ คนไทยทุกช่วงวัยได้รับโอกาสทาง การศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีทักษะที่จําเป็นและสมรรถนะที่สอดรับกับทิศ ทางการพัฒนาประเทศ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสมบนรากฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง มีพันธกิจสำคัญ คือ 1) จัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่มี คุณภาพ สอดคล้อง กับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและ สังคม เพื่อยกระดับการศึกษา และพัฒนาสมรรถนะ ทักษะการเรียนรู้ของประชาชนกลุ่มเป้าหมายให้ เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวในการดำรงชีวิตได้อย่าง เหมาะสม ก้าวสู่การเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน 2) พัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการศึกษา การวัดและประเมินผลในทุกรูปแบบให้ มีคุณภาพและมาตรฐานสอดคล้องกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้และบริบท ในปัจจุบัน 3) ส่งเสริมและ พัฒนาเทคโนโลยีทางการศึกษา และนําเทคโนโลยีมาพัฒนาเพิ่มช่องทางและโอกาสการเรียนรู้ รวมถึง การเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดและให้บริการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้กับ ประชาชนกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง 4) ส่งเสริมสนับสนุน แสวงหา และประสานความร่วมมือเชิงรุก กับภาคีเครือข่าย ให้เข้ามามีส่วนร่วม ในการสนับสนุนและจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิตในรูปแบบต่างๆ ให้กับประชาชน ซึ่งมีจุดเน้นการดําเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ที่เป็นจุดเน้นที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ตามข้อ 2 ข้อย่อย 2.3 คือ ส่งเสริมการเรียนการสอนที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย อาทิ ฝึกอบรมอาชีพที่เหมาะสม รองรับสังคมสูงวัย หลักสูตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมสมรรถนะผู้สูงวัย และหลักสูตรการ ดูแลผู้สูงวัย โดยเน้นการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคม สูงวัย และข้อ 3 พัฒนาหลักสูตร สื่อ เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษา แหล่งเรียนรู้ และ รูปแบบ การจัดการศึกษาและการเรียนรู้ในทุกระดับ ทุกประเภท เพื่อประโยชน์ต่อการจัดการศึกษา เหมาะสม กับทุกกลุ่มเป้าหมาย มีความทันสมัย สอดคล้องและพร้อมรองรับกับบริบทสภาวะสังคม ปัจจุบัน ความต้องการของผู้เรียน และสภาวะการเรียนรู้ในสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มี ภารกิจต่อเนื่องด้านการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ ข้อ 1.3 การศึกษาต่อเนื่อง ข้อย่อยที่ 2) จัด การศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตให้กับทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกับคนพิการ ผู้สูงอายุ ที่สอดคล้อง กับความต้องการจําเป็นของแต่ละบุคคล และมุ่งเน้นให้ทุกกลุ่มเป้าหมายมีทักษะการดำรงชีวิต


5 ตลอดจนสามารถประกอบอาชีพพึ่งพาตนเองได้ มีความรู้ ความสามารถในการบริหารจัดการชีวิตของ ตนเองให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข สามารถเผชิญสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมพร้อมสำหรับการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงข่าวสารข้อมูลและ เทคโนโลยีสมัยใหม่ในอนาคต โดยจัดกิจกรรมที่มีเนื้อหาสำคัญต่างๆ เช่น การอบรมจิตอาสา การให้ ความรู้เพื่อการป้องการการแพร่ระบาด ของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) การอบรมพัฒนา สุขภาพกายและสุขภาพจิต การอบรมคุณธรรม และจริยธรรม การป้องกันภัยยาเสพติด เพศศึกษา การปลูกฝังและการสร้างค่านิยมที่พึงประสงค์ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ผ่านการอบรม เรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ อาทิ ค่ายพัฒนาทักษะชีวิต การจัดตั้งชมรม/ชุมนุม การอบรมส่งเสริม ความสามารถพิเศษต่างๆ เป็นต้น จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ก็ได้ให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุเช่นกัน และขอบเขตพื้นที่ความรับผิดชอบ ของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยมีพื้นที่ดูแลทั้งประเทศ ผู้วิจัยในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ที่มีบทบาทและรับผิดชอบโดยตรงต่อการจัดการศึกษาตลอดชีวิต ให้กับคนในชุมชนอันรวมถึงผู้สูงอายุด้วย ซึ่งอำเภอบ้านไผ่เป็นอำเภอ 1 ใน 26 อำเภอของจังหวัด ขอนแก่น เป็นอำเภอที่มีประชากรมากเป็นลำดับที่ 4 ของจังหวัดขอนแก่น คือ มีจำนวนประชากร 100,443 คน เป็นชาย 49,489 คน เป็นหญิง 50,954 คน โดยมีประชากรที่อายุ 60 ปี ขึ้นไป จำนวน 20,149 คน เป็นชาย 9,076 คน เป็นหญิง 11,073 คน ประชากรผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 20.06 แต่ จากการสำรวจข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน ระดับอำเภอ ปี พ.ศ. 2564 พบว่า อำเภอบ้านไผ่มีจำนวน ประชากรที่อาศัยอยู่จริง ทั้งหมด 62,818 คน เพศชาย จำนวน 30,365 คน เพศหญิงจำนวน 32,453 คน โดยมีประชากรที่อายุ 60 ปี ขึ้นไป จำนวน 15,646 คน คิดเป็นร้อยละ 24.91 เพศชายจำนวน 7,166 คน คิดเป็นร้อยละ 11.41 เพศหญิงจำนวน 8,480 คิดเป็นร้อยละ 13.50 ซึ่งนับได้ว่าอำเภอ บ้านไผ่เป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์(Aged Society) และมีแนวโน้มจะเข้าสู่ความเป็นสังคมสูงอายุ สูงสุด (Super-Aged Society) เมื่อมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปี ขึ้นไป เพิ่มเป็นร้อยละ 28 ซึ่งการ เป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์(Aged Society) การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมีผลต่อสภาพทางสังคม สภาวะ เศรษฐกิจและการจ้างงาน ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรทางสุขภาพและสังคมของประเทศอย่าง ต่อเนื่องทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้นผู้ศึกษาจึงสนใจศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น โดยใช้ การบริหารออย่างมีส่วนร่วม เพื่อให้การดูแลผู้สูงอายุเป็นภาระกิจที่มีส่วนร่วมของชุมชนหรือภาคี เครือข่าย เป็นแนวคิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ในการพัฒนาซึ่งชุมชน ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนในชุมชนเข้ามาร่วมรับรู้ ร่วมใช้สติปัญญาและความสามารถในการ ตัดสินใจ กำหนดวิธีการ (Means) และเป้าหมาย (Ends) ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเวลา เดียวกัน อันเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม การมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่ายนับว่า เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการที่ดีของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ ทั้งยังนำไปสู่การบริหารจัดการที่ดีในระดับท้องถิ่นและระดับชาติซึ่งระดับการ มีส่วนร่วมในการการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้านต่างๆ คือ การมีส่วนร่วมในการวางแผน การมี


6 ส่วนร่วมดำเนินงานตามแผน การมีส่วนร่วมในการติดตาม ประเมินผล และการมีส่วนร่วมในการรับ ประโยชน์โดยภาพรวมและในแต่ละรายด้านเป็นอย่างไรบ้าง หากภาคีเครือข่ายมีความแตกต่างกัน ระหว่างเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ จะมีส่วนร่วมแตกต่างกันหรือไม่ และผลที่เกิดกับ ผู้สูงอายุคือ ผู้สูงอายุมีระดับความพึงพอใจต่อคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่ระดับใด หลังการได้รับพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุจากศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่จังหวัด ขอนแก่น เพิ่มมากขึ้นหรือไม่ มีปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแก้ไขหรือเพิ่ม ประสิทธิภาพการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ อะไรบ้าง เพื่อให้มี การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชนในเขตอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่นอย่างยั่งยืนต่อไป วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น 2. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงาน/ครูและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่มีต่อแนวทางการ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น 3. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายที่มีต่อแนวทางการ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น 4. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้สูงอายุต่อคุณภาพชีวิตหลังได้พัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุกับศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น สมมติฐานการศึกษา 1. ปัจจัยส่วนบุคคลของภาคีเครือข่าย มีผลต่อการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น หรือไม่ 2. ระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ตามการรับรู้ของผู้สูงอายุ หลังร่วมโครงการ/กิจกรรมเพื่อ การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น อยู่ในระดับมากขึ้นไป


7 ขอบเขตการวิจัย ขอบเขตด้านเนื้อหา การศึกษาครั้งนี้มุ่งศึกษาการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และเปรียบเทียบความแตกต่าง การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น โดยผู้วิจัย ได้ศึกษาเอกสารและทบทวนวรรณกรรมจากแนวคิดเกี่ยวกับการบริหาร แนวคิดเกี่ยวกับ การมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นต้น ในการศึกษา เรื่อง แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งผู้ศึกษา กำหนดขอบเขตเนื้อหาโดยสังเคราะห์จากแนวคิด/ทฤษฎีของโคเฮน และอัพฮอฟ (Cohen and UpHhoff) แนวคิดพื้นฐานการมีส่วนร่วม (Cohen, and N.T., Uphoff. 1980) ขอบเขตด้านตัวแปร ตัวแปรต้น (Independent Variables) คือ ข้อมูลส่วนบุคคลผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ตัวแปรตาม (Dependent Variables) คือ การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอำเภอบ้านไผ่ โดยผู้ศึกษาสังเคราะห์จากแนวคิด/ทฤษฎีโค เฮน และอัพฮอฟ (Cohen and UpHhoff. 1980) ซึ่งประกอบไปด้วยกรอบแนวคิดพื้นฐานในการมีส่วนร่วม 4 ด้าน คือ 1) ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Decision making) 2) ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน (Implementation) 3) ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล (Evaluation) 4) ด้านการมีส่วนร่วม ในการรับผลประโยชน์(Benefits) ขอบเขตด้านประชากร/กลุ่มเป้าหมาย/ผู้ให้ข้อมูลสำคัญและกลุ่มตัวอย่าง ในการศึกษาครั้งนี้ มีจำนวน 3 กลุ่ม ดังนี้ 1. กลุ่มที่ 1 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน/ครูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการสถานศึกษา ขออง ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น จำนวน 50 คน 2. กลุ่มที่ 2 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ กลุ่มภาคีเครือข่าย ที่มีส่วนร่วมการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกับศูนย์การศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 50 คน 3. กลุ่มที่ 3 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป เข้าร่วม โครงการ/ร่วมกิจกรรมกับศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ ตาม โครงการในปีงบประมาณ 2564 จำนวน 1,500 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ใช้เกณฑ์ในการคำนวณหาขนาดของกลุ่ม ตัวอย่าง โดยประมาณค่าจากประชากรหลักพัน ใช้เกณฑ์ ร้อยละ 10 ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 150 คน


8 ขอบเขตด้านพื้นที่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ขอบเขตด้านระยะเวลา การวิจัยครั้งนี้ใช้เวลาศึกษา ปีพ.ศ. 2564 นิยามศัพท์เฉพาะ การศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาอธิบายคำศัพท์เฉพาะเกี่ยวกับการศึกษา เรื่อง แนวทางการพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัด ขอนแก่น ไว้ดังนี้ 1. แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หมายถึง แนวทางที่ผู้บริหารสถานศึกษาใช้ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยผู้ศึกษาสังเคราะห์จากแนวคิด/ทฤษฎีโค เฮน และอัพฮอฟ (Cohen and UpHhoff. 1980) ซึ่งประกอบไปด้วยกรอบแนวคิดพื้นฐานการมีส่วนร่วม 4 ด้าน ดังนี้ 1.1 ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Decision making) หมายถึง การที่ภาคี เครือข่าย ได้มีส่วนร่วมประชุมเพื่อนำเสนอเรื่องต่างๆ ที่มีความจำเป็นในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุ ร่วมในการตัดสินใจวางแผนขั้นตอนการดำเนินงานโครงการ/กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุและมีส่วนร่วมกำหนดการใช้ทรัพยากร แหล่งของทรัพยากรที่จะใช้ในโครงการการพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ 1.2 ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน (Implementation) หมายถึง การที่ภาคี เครือข่ายได้ร่วมกันออกแรงในการกระทำกิจกรรม/โครงการ ร่วมสนับสนุนทรัพย์สินเงินทอง หรือมี ส่วนร่วมสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อใช้ในการกระทำโครงการ/กิจกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น 1.3 ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล (Evaluation) หมายถึง การที่ภาคีเครือข่าย ได้มีส่วนเข้าไปสังเกตการณ์การทำงานของ กศน.อำเภอบ้านไผ่ ที่มาทำงานการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุและมีส่วนในการติดตามผลการดำเนินงานของโครงการ/กิจกรรมที่เกี่ยวกับการการพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัด ขอนแก่น 1.4 ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ (Benefits) หมายถึง การที่ภาคี เครือข่ายมีส่วนได้รับผลประโยชน์ในด้านต่างๆ จากกิจกรรมโครงการการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เช่น โครงการสวนสมุนไพร โครงการฝึกอาชีพและการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น 2. คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หมายถึง ผู้สูงอายุได้มีการรับรู้ด้วยความรู้สึกพึงพอใจเกี่ยวกับ มิติด้านสุขภาพ จิตใจและอารมณ์ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาแนวคิดด้าน คุณภาพชีวิตที่ สุวัฒน์ มหัตนิรันดร์กุล และคณะ (2540) ได้แปลและพัฒนาเครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิต


9 ชุดย่อฉบับภาษาไทย (WHOQOL- BREF-THAI, 1997) จากเครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิตชุดย่อขององค์การ อนามัยโลกฉบับภาษาอังกฤษ (WHOQOL- BREF, 1996) ที่แบ่งเป็น 4 ด้าน โดยคุณภาพชีวิตผู้ศูงอายุ ในแต่ละด้านมีความหมาย ดังนี้ 2.1 คุณภาพชีวิตที่ดีด้านสุขภาพ (Health) หมายถึง หมายถึง ผู้สูงอายุได้มีการรับรู้ ด้วยความรู้สึกพึงพอใจเกี่ยวกับสภาพทางร่างกายของบุคคล ซึ่งมีผลต่อชีวิตประจำวัน เช่น การรับรู้ สภาพความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย การรับรู้ถึงความรู้สึกสบาย ไม่มีความเจ็บปวด การรับรู้ถึง ความสามารถที่จะจัดการกับความเจ็บปวดของร่างกายได้ การรับรู้ถึงพละกำลังในการดำเนิน ชีวิตประจำวัน การรับรู้เรื่องการนอนหลับและการพักผ่อน ซึ่งการรับรู้เหล่านี้มีผลต่อการดำเนิน ชีวิตประจำวัน การรับรู้ที่เป็นอิสระไม่ต้องพาผู้อื่น การรับรู้ในความสามารถในการเคลื่อนไหวของตน สามารถไปไหนมาไหนด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น การรับรู้ถึงความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตร ประจำวัน การรับรู้ถึงความสามารถในการทำงาน การรับรู้ว่าตนไม่ต้องพึ่งพายาต่างๆ หรือการรักษา ทางการแพทย์อื่นๆ 2.2 คุณภาพชีวิตที่ดีด้านจิตใจและอารมณ์(Recreation) หมายถึง ผู้สูงอายุมีการรับรู้ ด้วยความพึงพอใจเกี่ยวกับความรู้สึกทางบวกที่บุคคลมีต่อตนเอง การรับรู้ภาพลักษณ์ตนเอง การรับรู้ ถึงความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง การรับรู้ถึงความมั่นใจในตนเอง การรับรู้ถึงความคิด ความจำ สมาธิ และการตัดสินใจ และความสามารถในการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของตนที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต เช่น การรับรู้ถึงเรื่องของความเชื่อด้านจิตวิญญาณ ศาสนา การให้ความหมายของชีวิตและความเชื่ออื่นๆ ที่มีผลทางที่ดีต่อการดำเนินชีวิต มีผลต่อการเอาชนะอุปสรรค รับรู้ถึงความสามารถในการจัดการ ความเศร้า กังวล และสิ้นหวัง 2.3 คุณภาพชีวิตที่ดีด้านสังคม (Social) หมายถึง ผู้สูงอายุได้มีการรับรู้ด้วยความรู้สึก พึงพอใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตนเองกับบุคคลอื่น การรับรู้ถึงการที่ได้รับความช่วยเหลือจาก บุคคลอื่นในสังคม การรับรู้ว่าตนได้เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือบุคคลอื่นในสังคมด้วย รวมถึงรับรู้ใน อารมณ์ทางเพศ หรือการมีเพศสัมพันธ์ 2.4 คุณภาพชีวิตที่ดีด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) หมายถึง ผู้สูงอายุมีการรับรู้ ด้วยความพึงพอใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต เช่น การรับรู้ว่าตนเองมีชีวิตอยู่อย่าง อิสระ ไม่ถูกกักขัง มีความปลอดภัย มีความมั่นคงในชีวิต มีที่อยู่อาศัยที่เอื้อต่อสุขภาพ การรับรู้ว่าได้ อยู่ในสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ดีปราศจากมลพิษต่างๆ การคมนาคมสะดวก มีแหล่งประโยชน์ด้าน การเงิน การบริการทางสุขภาพและสังคมสงเคราะห์ การรับรู้ว่าตนเองมีโอกาสที่จะได้รับข่าวสารหรือ ฝึกฝนทักษะต่างๆ การรับรู้ว่าตนได้มีกิจกรรมสันทนาการและมีกิจกรรมในเวลาว่าง 3. ผู้สูงอายุ หมายถึง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ ขึ้นไป มีสัญชาติไทยที่มีภูมิลำเนาอยู่ ในเขตอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น โดยเป็นผู้เข้าร่วมโครงการหรือร่วมกิจกรรมผู้สูงอายุกับศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น


10 4. ภาคีเครือข่าย หมายถึง บุคคล หรือกลุ่มบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กร การปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน สถาบันศาสนา สถานประกอบการและองค์กรอื่ นๆ รวมท ั้ ง สถานศึกษาอื่นท ี่อยู่ในพื้ นท ี่จังหวัดขอนแก่น ท ี่มิได้สังกัดศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ 5. ผู้ปฏิบัติงานครูและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หมายถึง บุคลากรที่ปฏิบัติงานและได้รับ เงินเดือนหรือค่าตอบแทนจากหมวดเงินเดือน และค่าจ้างศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ ประจำปี 2564 และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่เป็นคณะกรรมการสถานศึกษา ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษา 1. ทำให้ทราบแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น 2. ทำให้ทราบความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงาน/ครูและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่มีต่อแนวทางการ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น 3. ทำให้ทราบผลการเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายต่อแนวทางการ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น 4. ทำให้ทราบระดับความพึงพอใจของผู้สูงอายุต่อคุณภาพชีวิตหลังได้พัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุกับศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น 5. ผลที่ได้รับจากการศึกษาจะเป็นข้อมูลสำหรับในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดอื่นๆ


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษา เรื่อง แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิง คุณภาพ ด้วยรูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยมีรายละเอียดการศึกษา ค้นคว้า เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ แผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545-2564) เป็นแผนระยะยาวที่มีนโยบายให้ ความสำคัญต่อ “วงจรชีวิต” และความสำคัญของทุกคนในสังคมที่มีความเกี่ยวพันกับผู้สูงอายุและ คุ้มครองการส่งเสริมการสนับสนุน โดยเฉพาะการส่งเสริมด้านการศึกษาและข้อมูลข่าวสารที่เป็น ประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและเตรียมความพร้อมของผู้สูงอายุไทยให้ เป็นผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ เพราะผู้สูงอายุเป็นบุคคลที่มีประโยชน์ต่อสังคมและควรส่งเสริมให้คงคุณค่า ไว้ให้นานที่สุด โดยยึดหลักผู้สูงวัยเป็นหลักชัยของสังคม พร้อมสร้างกระบวนการความมั่นคงโดยการมี ส่วนรวมของทุกภาคส่วน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ 5 ประการด้วยกัน (กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์, 2552; มาริษา รักษากิจ และ มาริสา จันทร์ฉาย. 2564) คือ 1. เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี พึ่งตนเองได้และมีหลักประกันที่มั่นคง 2. เพื่อสร้างจิตสำนึกให้สังคมไทยตระหนักถึงผู้สูงอายุในฐานะบุคคลที่มีประโยชน์ต่อ ส่วนรวมและส่งเสริมให้คงคุณค่าไว้ให้นานที่สุด 3. เพื่อให้ประชากรทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมการและมีการเตรียม ความพร้อมเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ 4. เพื่อให้ประชาชน ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น องค์กรภาครัฐและเอกชน ตระหนัก และมีส่วนร่วมในภารกิจด้านผู้สูงอายุ 5. เพื่อให้มีกรอบและแนวปฏิบัติงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุสำหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การบูรณาการงานด้านผู้สูงอายุต่อไป ในการศึกษาแนวทางการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น มีแนวคิดที่เป็น ทิศทางในการศึกษาครั้งนี้ ดังนี้


12 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับผู้สูงอายุ 1. ความหมายและแนวคิดเกี่ยวกับผู้สูงอายุ พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ให้ความหมายของผู้สูงอายุในมาตรา 3 หมายถึง บุคคลที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไปปริบูรณ์ และมีสัญชาติไทย โดยใช้เกณฑ์อายุและสุขภาพในการ กำหนดกลุ่มผู้สูงอายุในสังคมไทย องค์การอนามัยโลก (WHO, Expert Committee. 1978) ให้ความหมายของผู้สูงอายุ ไว้กว้างๆ สรุปว่า หมายถึง ผู้ที่มีอายุ 60 ปี หรือมากกว่าเมื่อนับตามวัย หรือหมายถึง ผู้ที่เกษียณอายุ จากการทำงานเมื่อนับตามสภาพเศรษฐกิจ หรือหมายถึงผู้ที่สังคมยอมรับว่าสูงอายุจากการกำหนด ของสังคม วัฒนธรรม หรือวัยสูงอายุเริ่มด้นอย่างน้อยที่สุดเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น และเป็นขบวนการต่อเนื่อง ไปตลอดช่วงชีวิตเมื่อนับตามชีววิทยา องค์การสหประชาชาติได้ให้นิยามว่า “ผู้สูงอายุ” คือ ประชากรทั้งเพศชาย และเพศ หญิงซึ่งมีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป โดยเป็นการนิยามนับตั้งแต่อายุเกิด ส่วนองค์การอนามัยโลกยังไม่มี ให้การนิยามผู้สูงอายุ โดยมีเหตุผลว่าประเทศต่างๆทั่วโลกมีการนิยามผู้สูงอายุต่างกัน ทั้งนิยามต่าง อายุเกิดตามสังคมวัฒนธรรม และสภาพร่างกาย เช่น ในประเทศที่เจริญแล้วมักจัดผู้สูงอายุนับจาก อายุ 65 ปีขึ้นไป หรือบางประเทศอาจนิยามผู้สูงอายุตามอายุกำหนดให้เกษียณงาน (อายุ 50 หรือ 60 หรือ 65 ปี) หรือนิยามตามสภาพร่างกาย โดยผู้หญิงสูงอายุอยู่ในช่วง 45-55ปี ส่วนชายอายุอยู่ในช่วง 55-75 ปี สำหรับประเทศไทย “ผู้สูงอายุ” ตามพระราชบัญญัติ ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 หมายถึง “บุคคล” ซึ่งมีอายุเกินกว่า 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีสัญชาติไทย คำว่า “ผู้สูงอายุ” ถูกบัญญัติขึ้น เพื่อให้มีความสอดคล้องกับการประชุมสมัชชาโลกขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยผู้สูงอายุ (World assembly on aging) และองค์การอนามัยโลกโดยกำหนดความหมายของผู้สูงอายุไว้ในระราชบัญญัติ ผู้สูงอายุปีพ.ศ.2546 ว่าผู้สูงอายุหมายถึงบุคคลซึ่งมีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย (กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, 2547) นอกจากนี้ยังได้มีการแบ่งช่วงความสูงอายุ ไว้เป็น 3 ช่วงคือ 1) วัยสูงอายุตอนต้นอายุระหว่าง 60-69 ปี 2) วัยสูงอายุตอนกลางอายุระหว่าง 70- 79 ปี และ 3) วัยสูงอายุตอนปลาย อายุ 80 ปีหรือมากกว่า (วิไลวรรณ ทองเจริญ, 2554) อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุหรือวัยชรา ในแต่ละสังคม หรือแต่ละประเทศให้ความหมายแตกต่าง กันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุโดยเฉลี่ยของการทำงานหรือสภาพทางร่างกายของผู้สูงอายุ สภาพทางสังคมและ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา ถืออายุ 65 ปี กลุ่มประเทศ สแกนดิเนเวีย ถืออายุ 67 ปี เป็นต้น แต่กระนั้น อาจไม่ใช่เป็นเครื่องบ่งชี้อย่างเดียว ว่าบุคคลใดจะเป็น คนชราภาพ หรือผู้สูงอายุ


13 2. สังคมผู้สูงอายุ ส่วนคำว่า “สังคมผู้สูงอายุ” องค์กรสหประชาชาติ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับการ ก้าวเข้าสู่ผู้สูงอายุ หรือระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ และระดับสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ โดยให้ นิยามของระดับต่างๆ ซึ่งทั้งประเทศไทย รวมทั้งประเทศต่างๆ ทั่วโลกใช้ความหมายเดียวกันในนิยาม ของทุกระดับของสังคมผู้สูงอายุดังนี้ องค์การอนามัยโลกกำหนดผู้สูงอายุ หมายถึง ผู้ที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป โดยแบ่งผู้สูงอายุ ออกเป็น 3 กลุ่ม (ศุภวจี ภาษิตานนท์, 2560) ได้แก่ 1) ผู้สูงอายุตอนต้น อายุ 60-74 ปี 2) คนชรา อายุระหว่าง อายุ 75-90 ปี 3) คนชรามาก อายุ 90 ปีขึ้นไป ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ได้จัดแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุออกเป็น 3 ประเภท คือ (ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา และคณะ, 2550) 1) กลุ่มผู้สูงอายุ ระดับต้น (อายุ 60-69 ปี) เป็นช่วงที่ยังมีพลังช่วยเหลือตนเอง 2) กลุ่มผู้สูงอายุ ระดับกลาง (อายุ 70-79 ปี) เริ่มขึ้นสู่วัยเสื่อม คือเริ่มมีอาการ เจ็บป่วย ร่างกายเริ่มอ่อนแอ และมีโรคประจำตัวหรือเรื้อรัง 3) กลุ่มผู้สูงอายุ ระดับสูง (อายุ 80 ปี ขึ้นไป) เข้าสู่วัยเสื่อม เจ็บป่วยบ่อยขึ้น อวัยวะเสื่อมสภาพ และอาจมีทุพพลภาพ กรมกิจการผู้สูงอายุ จำแนกกลุ่มผู้สูงอายุเป็น 3 ประเภท เพื่อการดูแลผู้สูงอายุในด้าน เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ สภาพแวดล้อม และการบริการสาธารณะ (ศุภวจี ภาษิตานนท์, 2560) ดังนี้ 1) กลุ่มติดสังคม มีสุขภาพดีและสามารถอยู่ได้ตามลำพัง 2) กลุ่มติดบ้าน ต้องการผู้ช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน 3) กลุ่มติดเตียง ต้องการดูแลระยะยาวในการรักษาพยาบาลและสวัสดิภาพสังคม ดังนั้น ความสูงอายุจึงมี 2 ลักษณะความสูงอายุแบบปฐมภูมิ (Primary aging) เป็นความ สูงอายุที่จะต้องเกิดขึ้นกับทุกคนเป็นไปตามธรรมชาติ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือ เมื่ออวัยวะ ต่างๆ เซลล์ต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ถูกใช้งานมานานก็ย่อมเกิดความเสื่อมโทรม เสื่อมสภาพไปตาม อายุขัยของการทำงาน ซึ่งความเสื่อมโทรมลงของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายนั้นจะส่งผลให้เห็นเด่นชัดขึ้น ทีละน้อย เช่น ผิวหนังเริ่มเหี่ยวย่น ผมเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาว สายตายาวขึ้น พละกำลังเริ่มถดถอยลง เป็นต้น ความสูงอายุแบบทุติยภูมิ (Secondary aging) เป็นความสูงอายุที่มนุษย์เราสามารถหลีกเลี่ยง ได้ ความสูงอายุลักษณะนี้มักจะเกิดจากการปล่อยปละละเลย ไม่ห่วงกังวลหรือไม่รักษา สุขภาพ ร่างกาย การใช้ร่างกายทำงานหนักเกินไป การรับประทานอาหารมากเกินควร การที่ร่างกายมีโรคภัย มาเบียดเบียนเหล่านี้เป็นต้น สามารถสรุปได้ว่าผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป (พรบ.ผู้สูงอายุแห่งชาติ, 2540) และสามารถแบ่งเกณฑ์ผู้สูงอายุตามสภาพของการมีอายุเพิ่มขึ้นใน ลักษณะของการแบ่งช่วงอายุของประเทศไทย ดังนี้


14 ผู้สูงอายุ (Elderly) คืออายุระหว่าง 60-69 ปี คนชรา (Old) คืออายุระหว่าง 70-79 ปี คนชรามาก (Very old) คืออายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป สำหรับการวิจัยครั้งนี้ผู้ศึกษาได้กำหนดผู้สูงอายุ คือ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีบริบูรณ์ ขึ้นไป มีสัญชาติไทยที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น 3. ความต้องการที่ส่งผลต่อความสุขของผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มประชากรที่มีจำนวนมากขึ้น ในขณะที่กลุ่มประชากรในวัยหนุ่มสาวมี สัดส่วนน้อยลง ทั้งที่ยังมีหน้าที่การงานอื่นๆ ที่ต้องรับผิดชอบ ทำให้ผู้สูงอายุต้องประสบปัญหาต่างๆ มากมายทั้งทางด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต ปัญหาทางด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ปัญหาที่อยู่อาศัย เป็นต้น ปัญหาดังกล่าวนอกจากจะกระทบต่อผู้สูงอายุโดยตรงแล้ว ยังส่งผลกระทบไปถึงครอบครัว ของผู้สูงอายุที่ต้องรับภาระเลี้ยงดู และต้องปรับตัวเข้าหากันระหว่างผู้สูงอายุและบุตรหลานอันส่งผล กระทบถึงสัมพันธภาพระหว่างกันได้ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบไปถึงชุมชนและสังคมในภาพรวม ที่ ต้องให้การดูแลและให้สวัสดิการผู้สูงอายุในด้านต่างๆ เช่น การรักษาพยาบาล การให้สวัสดิการต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติความต้องการของผู้สูงอายุซึ่งมีผลต่อความสุข โดยยึด แนวคิดของ คลาร์ค (Clark) พบว่า ผู้สูงอายุต้องการในสิ่งต่อไปนี้ 1) ต้องการทำตน ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม 2) ต้องการมีส่วนร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมชุมชน 3) ต้องการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ หรือให้เกิดความพึงพอใจแก่ตนเองทุกวิถีทาง 4) ต้องการเข้าร่วมสนุกกับเพื่อนตามปกติ 5) ต้องการการยอมรับนับถือ 6) ต้องการแสดงออกในผลสำเร็จของตน ความต้องการของผู้สูงอายุแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปบ้าง ดังนั้นควรที่จะทำความเข้าใจ พื้นฐานชีวิตของผู้สูงอายุที่อยู่ในความดูแล ซึ่งครอบครัวจะมีบทบาทสำคัญยิ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ โดยทั่วไปความต้องการของผู้สูงอายุ พอสรุปได้ดังนี้ 1. ความต้องการทางด้านร่างกาย เป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ความต้องการ อาหาร การขับถ่าย การพักผ่อนนอนหลับ การมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย การมีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่ เหมาะสมตามฤดูกาล และต้องการการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย 2. ความต้องการทางด้านจิตใจ ผู้สูงอายุต้องการความรัก การดูแลเอาใจใส่ ต้องการ ในการยอมรับนับถือ การเข้าใจ การเห็นอกเห็นใจและการให้อภัย 3. ความต้องการทางด้านสังคม ผู้สูงอายุยังต้องการมีกิจกรรมทางสังคม เช่น การได้ พบปะเพื่อน การร่วมกิจกรรมทางศาสนา เป็นต้น


15 4. ความต้องการทางด้านเศรษฐกิจ ผู้สูงอายุจำเป็นที่จะต้องใช้เงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย สำหรับตนเอง ช่วยเหลือกิจกรรมทางสังคมและทำบุญ รวมทั้งเป็นค่ารักษาพยาบาลเมื่อยามเจ็บป่วย ในทำนองเดียวกันการตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุนั้น ครอบครัวควรให้การ ตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ ดังนี้ 1. ตอบสนองความต้องการทางด้านร่างกาย โดยดูแลเอาใจใส่เรื่องการรับประทาน อาหาร การพักผ่อนนอนหลับ จัดที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมปลอดภัย จัดหาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มให้ เหมาะสมตามฤดูกาล แบ่งเบาภาระเรื่องงานในบ้าน พาผู้สูงอายุไปรับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ จัดหาอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุ เช่น แว่นตา ไม้เท้า เครื่องช่วยฟัง เป็นต้น 2. ตอบสนองความต้องการทางด้านจิตใจ โดยเอาใจใส่พูดคุยอย่างสม่ำเสมอ ให้ ความรัก ความเคารพ ยกย่อง ยอมรับนับถือ ฟังผู้สูงอายุเล่าประสบการณ์ชีวิต ให้ความสำคัญกับ ผู้สูงอายุ เช่น การจัดงานวันเกิด การพาผู้สงอายุไปท่องเที่ยวตามโอกาสและสถานที่ที่เหมาะสม การ แสดงให้เห็นความสำคัญของวันสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ 3. ตอบสนองความต้องการทางด้านสังคม โดยแสดงความยินดีที่จะพาผู้สูงอายุไป ร่วมกิจกรรมทางสังคมที่เหมาะสมตามที่ผู้สูงอายุต้องการ และพยายามสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมี ส่วนร่วมในกิจกรรมของครอบครัวและสังคมที่เหมาะสมตามกำลังความสามารถที่จะทำได้ เช่น เป็น สมาชิกชมรมผู้สูงอายุ 4. ตอบสนองความต้องการทางด้านเศรษฐกิจ โดยรับภาระค่าใช้จ่าย ดูแลเอาใจ ใส่ ช่วยเหลือในด้านการเงินอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ ไม่ควรให้ผู้สูงอายุประสบปัญหาในการหาเงิน เพื่อเลี้ยงชีพตนเอง รวมทั้งบุตรหลานหรือครอบครัวไม่ควรเบียดเบียนด้านการเงินกับผู้สูงอายุ เมื่อ ผู้สูงอายุมีความจำกัดด้านการเงิน จากแนวคิดสรุปได้ว่า ความต้องการของผู้สูงอายุเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตของ ผู้สูงอายุ การตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุจึงเป็นแนวทางที่สำคัญในการพัฒนาให้ผู้สูงอายุมี ความสุขในชีวิต ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ สามารถสรุปความต้องการต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะมีผลต่อคุณภาพ ชีวิตของผู้สูงอายุ ดังนี้ 4. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ แบ่งได้เป็น 3 ทฤษฎี คือ (สุทธิพงศ์ บุญผดุง, 2554) 1. ทฤษฎีทางชีววิทยา อธิบายกระบวนการทางสรีรวิทยาและการเปลี่ยนแปลง ของโครงสร้างของอวัยวะต่างๆ ของทั้งการสูญเสียความสามารถในการต้านทานโรค


16 2. ทฤษฎีทางจิตวิทยา เป็นทฤษฎีมีความเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพและ พฤติกรรมของผู้สูงอายุ เป็นการพัฒนาและปรับตัวเกี่ยวกับสติปัญญา ความนึกคิด ความจำ และการ รับรู้ แรงจูงใจรวมทั้งสังคมที่อยู่อาศัย และประสบการณ์ในอดีต 3. ทฤษฎีทางสังคมวิทยา เป็นทฤษฎีที่พยายามอธิบายสาเหตุที่ทาให้ผู้สูงอายุมี สถานะทางสังคมที่เปลี่ยนไป เพราะมนุษย์จะต้องมีการพัฒนาในแต่ละบุคคล และสิ่งแวดล้อมจะมีผล ต่อการปรับตัว ทฤษฎีทางสังคมแบ่งย่อยออกเป็น 3.1 ทฤษฎีไร้ภาระผูกพัน อธิบายว่าการละบทบาททางสังคม ซึ่งจะเป็นผลดี ต่อทั้งสองฝ่าย คือ คนวัยหนุ่มสาวที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำหน้าที่ และสำหรับผู้สูงอายุก็ได้ เตรียมตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 3.2 ทฤษฎีกิจกรรมกล่าวถึง การมีความสัมพันธ์ทางบวกระหว่างบุคคล การมี ปฏิสัมพันธ์ การมีส่วนร่วมกิจกรรมในสังคม และความพึงพอใจในชีวิต เมื่อบุคคลมีอายุมากขึ้น สถานะ ทางสังคมจะลดลง บทบาทเก่าจะถูกถอดถอนตัวออกไป ผู้สูงอายุควรพอใจในการร่วมกิจกรรมสนใจ และร่วมเป็นสมาชิกในกิจกรรมต่างๆ 3.3 ทฤษฎีความต่อเนื่อง มาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อหาข้อสรุปใหม่ที่สามารถ อธิบายชีวิตที่แท้จริงของผู้สูงอายุได้ คือการที่ผู้สูงอายุจะมีความสุขในบั้นปลายชีวิตได้นั้น ขึ้นอยู่กับ บุคลิกภาพ และรูปแบบการดำเนินชีวิตเดิมของผู้สูงอายุ คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ คุณภาพชีวิตเป็นเครื่องชี้วัดความเจริญก้าวหน้ามิติทางด้านประชากร สังคม สุขภาพจิต วิญญาณสิ่งแวดล้อมและองค์ประกอบอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์ (Well-being) เป็นเป้าหมายที่สำคัญของการพัฒนาประชากรของประเทศต่างๆ ในปัจจุบันซึ่งมีการตีความหมายและ การให้คุณค่า (Value judgement) แตกต่างกันไปตามคุณค่าของแต่ละสังคม จึงมีการให้ความหมาย หรือนิยามของคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันไป 1. ความหมายคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ หมายถึง การรับรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล ที่สามารถ อธิบายได้ดีที่สุดจากความพึงพอใจที่ผู้สูงอายุแต่ละบุคคลได้รับ โดยจะวัดการรับรู้เกี่ยวกับคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุในแต่ละด้าน ดังนี้ ด้านสภาพอารมณ์ที่ดี ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ด้านสภาพความ เป็นอยู่ที่ดี ด้านสภาพร่างกายที่ดี ด้านการรวมกลุ่มทางสังคม และด้านการตัดสินใจด้วยตนเอง Schalock (2004 อ้างถึงใน สุทธิพงศ์ บุญผดุง, 2554) ได้สรุปข้อมูลการสังเคราะห์ ตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตจากงานวิจัยและบทความทางการศึกษา พบว่า ปัจจัยหลักของคุณภาพชีวิต พิจารณาจาก 8 ปัจจัยหลัก คือ สภาพอารมณ์ที่ดี ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สภาพความเป็นอยู่ที่ดี


17 การพัฒนาตนเอง สภาพทางร่างกายที่ดี การตัดสินใจด้วยตนเอง การรวมกลุ่มทางสังคม และสิทธิตาม กฎหมาย พนม ศรีพิกุล (2554: 29-30) ให้ความหมายคุณภาพชีวิต ประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนแรก บุคคลได้มีสิ่งที่จำเป็นแก่ความต้องการของชีวิต เช่น อาหาร บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า สุขภาพแข็งแรงเจ็บป่วยน้อยครั้ง และมีความมั่นคงในชีวิต มีเศรษฐกิจดี สังคมดี และสนใจการเมือง ส่วนที่สอง บุคคลมีค่านิยมที่เหมาะสมกับสังคม วัฒนธรรม การเมือง และสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ซึ่งแต่ละคนใช้เป็นรากฐานการตัดสินใจในอันสำคัญของชีวิต มีความสมดุลระหว่างความปรารถนา และความเป็นไปได้ที่จะบรรลุความปรารถนา มีจุดมุ่งหมายชีวิตมีความราบรื่นในครอบครัว Lawton (1985 อ้างถึงใน ลลิลญา ลอยลม, 2545: 42) กล่าวว่า ผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิต ที่ดีต้องประกอบด้วย 4 ด้าน คือ 1. ความผาสุกด้านจิตใจ หมายถึง การที่บุคคลสามารถประเมินได้ว่าประสบการณ์ใน ชีวิตที่ผ่านมามีคุณภาพ โดยประเมินจากผลระดับความสุขที่ได้รับและความสำเร็จที่ได้บรรลุตามความ ต้องการหรือเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2. ความสามารถในการแสดงพฤติกรรม หมายถึง ความสามารถในการทำหน้าที่ของ บุคคล ซึ่งรวมถึงการทำหน้าที่ของร่างกาย การมีสุขภาพที่ดีการรับรู้ที่ถูกต้อง และการมีพฤติกรรม ทางสังคมที่ถูกต้อง 3. สิ่งแวดล้อมของบุคคล หมายถึง สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของ ผู้สูงอายุ ประกอบไปด้วย 5 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 3.1 สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และที่อยู่อาศัย 3.2 บุคคลที่มีความสำคัญต่อผู้สูงอายุ เช่น สมาชิกในครอบครัว เพื่อน 3.3 บุคคลอื่นทั่วไปที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้สูงอายุ 3.4 สถานภาพทางสังคม อายุ เชื้อชาติและเศรษฐกิจ 3.5 สภาพสังคมและวัฒนธรรมภายในชุมชนที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ 4. การรับรู้คุณภาพชีวิต หมายถึง การมีบุคคลมีการประเมินตนเองเกี่ยวกับความ ผาสุกทางด้านจิตใจ ความสามารถในการทำหน้าที่ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อบุคคล 2. แนวคิดการจัดสวัสดิการสังคมแก่ผู้สูงอายุ สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ให้นิยาม องค์ประกอบของ รูปแบบการจัดสวัสดิการสังคมแก่ผู้สูงอายุ 4 ด้าน ดังนี้ คือ (สุดารัตน์ สุดสมบูรณ์, 2557) 1) การบริการสังคม คือการจัดบริการโดยภาครัฐที่ตอบสนองความต้องการขึ้นพื้นฐาน ของประชาชนที่ครอบคลุม 5 ด้าน คือ


18 1.1) ด้านสุขภาพอนามัย ประกอบด้วย หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การบริการ ทางการแพทย์และสาธารณสุข โรงพยาบาลสุขภาพประจำตำบล การดูแลที่บ้าน และโครงการ อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ 1.2) ด้านการศึกษา ศูนย์ส่งเสริมการศึกษานอกโรงเรียนระบบ กลุ่มเป้าหมาย พิเศษได้พัฒนาแนวทางการศึกษานอกระบบสำหรับผู้สูงอายุตามความต้องการและความสนใจชอง ผู้สูงอายุ เช่นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเสริมสร้างคุณค่าและการพัฒนาที่ยั่งยืน 1.3) ด้านที่อยู่อาศัย เป็นการจัดบริการในสถานสงเคราะห์เพื่อการดูแลและให้ การสงเคราะห์ที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้สูงอายุ 1.4) ด้านการมีงานทำและมีรายได้ กองทุนสวัสดิการผู้สูงอายุ และสถาบันพัฒนา องค์กรชุมชน ได้จัดทำโครงการและบริหารจัดการสวัสดิการผู้สูงอายุโดยให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในการ กำหนด 1.5) ด้านการบริการสังคมและนันทนาการ มีการจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุที่มีความใส่ ใจ ร่วมกันในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม 2) การช่วยเหลือทางสังคม เป็นการสงเคราะห์แก่ผู้ต้องการความช่วยเหลือ เนื่องจาก ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ด้อยโอกาสทางสังคม และไร้ที่พึ่ง โดยรูปแบบของสวัสดิการประกอบด้วย เงิน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กองทุนดูแลผู้สูงอายุที่ขาดที่พึ่ง การให้รับคำปรึกษาทางคดี การช่วยเหลือจาก ทารุณกรรมและถูกทอดทิ้ง การเยี่ยมเข้าชมสถานที่ภาครัฐให้ผู้สูงอายุเข้าชมฟรี และการช่วยเหลือ ด้านค่าโดยสารสาธารณะตามความเหมาะสม 3) การประกันทางสังคม เป็นการสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตและคุ้มครอง ลูกจ้าง เนื่องจากผู้สูงอายุประสบปัญหาการขาดรายได้เมื่อเกษียณอายุ ระบบประกันสังคมไทย ได้แก่ กองทุน การออมชราภาพ 4) การช่วยเหลือเกื้อกูลของภาคประชาชน เป็นการจัดสวัสดิการสังคมโดยมีกลุ่ม องค์กรต่างๆ ชุมชน เป็นผู้ดำเนินการหลัก เช่น การจัดสวัสดิการชุมชน ที่ครอบคลุมตั้งแต่การเกิด แก่ เจ็บ ตาย กลุ่มออมทรัพย์ รวมถึงภาคธุรกิจเอกชนที่เข้ามาช่วยเหลือร่วมรับผิดชอบปัญหาสังคมมาก ขึ้น และมีการจัดสวัสดิการโดยปัจเจกบุคคล เช่น ประกันชีวิตรูปแบบต่างๆ ที่เข้ามาช่วยยกระดับ สวัสดิการแก่สังคมมากขึ้น พนม ศรีพิกุล (2554) การจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุไทย มีบริการหลักสำคัญ อยู่ 3 รูปแบบ คือ 1. การดูแลผู้สูงอายุในสถาบันเป็นหลักบริการสำคัญส่วนใหญ่จะเป็นภารกิจหลัก ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้แก่ 1.1 บริการสถานสงเคราะห์ เป็นบริการที่อยู่อาศัยที่ประสบปัญหาความทุกข์ ยากเดือดร้อน เช่น ถูกทอดทิ้ง ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีผู้อุปการะดูแลบริการที่จัดให้ ได้แก่ บริการด้าน


19 ปัจจัยสี่ บริการตรวจสุขภาพทั่วไป การรักษาพยาบาล บริการด้านกายภาพบำบัด บริการให้คำปรึกษา แนะนำ และการปรับตัว ฯลฯ 1.2 ศูนย์บริการสังคมผู้สูงอายุ เป็นบริการให้แก่ผู้สูงอายุที่อยู่กับครอบครัว ได้มาใช้ปรึกษาและกิจกรรมภายในศูนย์ในลักษณะเข้าไปเย็นกลับ บริการที่จัดให้ภายในศูนย์ ได้แก่ บริการตรวจรักษาโรค บริการด้านกายภาพบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพ บริการที่จัดให้ภายในศูนย์ ได้แก่ บริการตรวจรักษาโรค บริการด้านกายภาพบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพ บริการให้คำปรึกษา แนะนำ บริการนันทนาการ กิจกรรมเสริมรายได้ บริการหน่วยเคลื่อนที่ และบริการบ้านพักฉุกเฉิน 1.3 ศูนย์บริการผู้สูงอายุในวัด โดยชุมชนเป็นการสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วน ร่วมในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนของตนเอง 2. การดูแลผู้สูงอายุโดยลดการพึ่งพาสถาบัน บริการดูแลผู้สูงอายุ โดยลดการ พึ่งพาสถาบันที่สำคัญ คือ บริการการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุ โดย ไม่ต้องเข้ามาอยู่ในสถานสงเคราะห์ 3. บริการประกันสังคมสำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากสภาพปัญหาด้านรายได้ ถือเป็น ปัญหาหลักของผู้สูงอายุไทยและบริการที่รัฐจัดให้ผู้สูงอายุ มักเป็นบริการที่มุ่งช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ ยากจน ขาดการอุปการะ และช่วยเหลื่อตนเองไม่ได้ในรูปของการให้สิ่งของและบริการ และในระยะ หลังเปลี่ยนมาในรูปของเงินในโครงการเบี้ยยังชีพ มีคิดคำนวณออกมาเป็นตัวเงินแล้วจะมีจำนวนน้อย มาก และไม่สามารถกระจายไปยังผู้สูงอายุได้อย่างทั่วถึง และเหมาะสมกับคามต้องการของผู้สูงอายุ สรุป การจัดสวัสดิการในสังคมไทยจะเป็นลักษณะผสมผสานใน 3 รูปแบบ คือ มีการ ช่วยเหลือประชาชน บริการสังคม และประกันสังคม 3. ตัวชี้วัดความสุขสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทย สำหรับตัวชี้วัดความสุขผู้สูงอายุในประเทศไทยนั้น กรมสุขภาพจิต (2563) ได้มี การศึกษาค้นคว้าการพัฒนาความสุขเชิงจิตวิทยาในผู้สูงอายุโดยเฉพาะโดยได้ดำเนินการสร้างตัวชี้วัด ความสุขสำหรับผู้สูงอายุใน 5 มิติ เพื่อให้สามารถนำมาปฏิบัติและสามารถวัดในเชิงสัมพันธ์ได้ซึ่งมี รายละเอียด ดังนี้ ด้านที่ 1 สุขสบาย (Health) หมายถึง ความสามารถของผู้สูงอายุในการดูแลสุขภาพ ร่างกาย ให้มีสมรรถภาพร่างกายที่แข็งแรงคล่องแคล่ว มีกำลังสามารถตอบสนองต่อความต้องการทาง กายภาพได้ตามสภาพที่เป็นอยู่ มีเศรษฐกิจหรือปัจจัยที่จำเป็นพอเพียง ไม่มีอุบัติภัยหรืออันตรายมี สภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพ ไม่ติดสิ่งเสพติด ด้านที่ 2 สุขสนุก (Recreation) หมายถึงความสามารถของผู้สูงอายุในการเลือกวิถี ชีวิตที่รื่นรมย์ สนุกสนานด้วยการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดอารมณ์เป็นสุข การสร้างจิตใจสดชื่นแจ่มใส


20 กระปรี้กระเปร่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีซึ่งกิจกรรมเหล่านี้สามารถลดความซึมเศร้าความเครียดและความ วิตกกังวลได้ ด้านที่ 3 สุขสง่า (Integrity) หมายถึงความรู้สึกพึงพอใจในชีวิตความภาคภูมิใจใน ตนเองความเชื่อมั่นในตนเองเห็นคุณค่าในตนเองการยอมรับนับถือตนเองให้กำลังใจตนเองได้เห็นอก เห็นใจผู้อื่นมีลักษณะเอื้อเฟื้อแบ่งปันและมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้อื่นในสังคม ด้านที่ 4 สุขสว่าง (Cognition) หมายถึงความสามารถของผู้สูงอายุด้านความจำ ความคิดอย่างมีเหตุมีผลการสื่อสารการวางแผนและการแก้ไขปัญหาความสามารถในการคิดแบบ นามธรรมรวมทั้งความสามารถในการจัดการสิ่งต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านที่ 5 สุขสงบ (Peacefulness) หมายถึงความสามารถของบุคคลในการรับรู้-เข้าใจ ความรู้สึกของตนเองรู้จักควบคุมอารมณ์และสามารถจัดการกับสภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมี ประสิทธิภาพสามารถผ่อนคลายให้เกิดความสุขสงบกับตนเองได้รวมทั้งความสามารถในการปรับตัว ยอมรับสภาพสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง สรุปได้ว่าการรับรู้ความสุขนั้นสามารถทำได้ในหลายองค์ประกอบ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้เลือกใช้ ตัวชี้วัดในการวัดความสุขสำหรับผู้สูงอายุใน 5 มิติตามแนวคิดของกรมสุขภาพจิต เนื่องจากเป็น เครื่องมือสำเร็จรูปซึ่งออกแบบมาสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทย รวมถึงได้มีการทดลองใช้แล้วว่ามี ความเหมาะสมกับการวัดความสุขของผู้สูงอายุในบริบทของประเทศไทย บังอร ธรรมศิริ (2549) กล่าวว่าความต้องการของผู้สูงอายุแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปบ้าง ดังนั้นควรที่จะทำความเข้าใจพื้นฐานชีวิตของผู้สูงอายุที่อยู่ในความดูแล ซึ่งครอบครัวจะมีบทบาท สำคัญยิ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ โดยทั่วไปความต้องการของผู้สูงอายุ พอสรุปได้ดังนี้ 1. ความต้องการทางด้านร่างกาย เป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ความต้องการ อาหาร การขับถ่าย การพักผ่อนนอนหลับ การมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย การมีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่ เหมาะสมตามฤดูกาล และต้องการการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย 2. ความต้องการทางด้านจิตใจ ผู้สูงอายุต้องการความรัก การดูแลเอาใจใส่ ต้องการ ในการยอมรับนับถือ การเข้าใจ การเห็นอกเห็นใจและการให้อภัย 3. ความต้องการทางด้านสังคม ผู้สูงอายุยังต้องการมีกิจกรรมทางสังคม เช่น การได้ พบปะเพื่อน การร่วมกิจกรรมทางศาสนา เป็นต้น 4. ความต้องการทางด้านเศรษฐกิจ ผู้สูงอายุจำเป็นที่จะต้องใช้เงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย สำหรับตนเอง ช่วยเหลือกิจกรรมทางสังคมและทำบุญ รวมทั้งเป็นค่ารักษาพยาบาลเมื่อยามเจ็บป่วย ในทำนองเดียวกัน การตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ ครอบครัวควรให้การ ตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ ดังนี้


21 4. องค์ประกอบคุณภาพชีวิต การที่บุคคลจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีนั้นต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบมากมาย ซึ่งในแต่ละ องค์ประกอบจะมีความสำคัญมากน้อยแตกต่างกันไป ตามแต่ละทัศนะของแต่ละบุคคลหรือสังคมได้มี ผู้กำหนดองค์ประกอบของคุณภาพชีวิตไว้ดังนี้ องค์การอนามัยโลก ได้แบ่งองค์ประกอบของคุณภาพชีวิตไว้6 ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านระดับความเป็นอิสระของบุคคล ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม ด้านสิ่งแวดล้อมและด้าน ความเชื่อส่วน บุคคล ต่อมาในปี ค.ศ.1995 ทีมพัฒนาคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลก ได้จัด องค์ประกอบใหม่ โดยรวมองค์ประกอบบางด้านเข้าด้วยกัน คือ ด้านร่างกายกับด้านความเป็นอิสระ ของบุคคล และด้านจิตใจ กับด้านความเชื่อส่วนบุคคล จึงเหลือเพียง 4 ด้าน ดังนี้ (ชุมพร ฉํ่าแสง และ คณะ, 2555) 1. ด้านร่างกาย (physical) คือ การรับรู้สภาพทางด้านร่างกายของบุคคลซึ่งมีผล ต่อชีวิตประจำวัน ได้แก่ 1) การรับรู้สภาพความสมบูรณ์เข็งแรงของร่างกาย ความรู้สึกสุขสบาย ไม่มี ความเจ็บปวด การรับรู้ถึง ความสามารถที่จะจัดการกับความเจ็บปวดทางด้านร่างกาย 2) การรักษาทางการแพทย์ 3) การรับรู้พละกำลังในการดำเนินชีวิตประจำวัน การพักผ่อนนอนหลับ การ ปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และการทำงาน 2. ด้านจิตใจ (psychological) คือ การรับรู้สภาพทางจิตใจของตนเอง ได้แก่ 1) การรับรู้ความ รู้สึกทางบวกที่บุคคลมีต่อตนเอง การรับรู้ภาพลักษณ์ของ ตนเอง ความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง ความมันใจ ในตนเอง 2) การรับรู้ความคิด ความจำ สมาธิ การตัดสินใจ ความสามารถจัดการกับ ความเศร้า ความกังวล 3) การรับรู้ถึงความเชื่อด้านจิตวิญญาณ ศาสนา การให้ความหมายของชีวิต และความเชื่อถืออื่นๆ ที่มีผลต่อ การดำรงชีวิตและการเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น 3. ด้านความสัมพันธ์ทางด้านสังคม (social relationship) ได้แก่ 1) การรับรู้ด้านความสัมพันธ์ของตนเองกับบุคคลอื่น 2) การรับรู้ถึงการที่ได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นในสังคม การรับรู้ว่า ตนได้เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือบุคคลอื่นในสังคมด้วย 3) การรับรู้เรื่องอารมณ์ทางเพศหรือการมีเพศสัมพันธ์ 4. ด้านสิ่งแวดล้อม (environment) คือ การรับรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อ การดำเนินชีวิต ได้แก่ 1) การรับรู้ว่าตนมีชีวิตอยู่อย่างอิสระ ไม่ถูกกักขัง มีความปลอดภัย และ มั่นคงในชีวิต


22 2) การรับรู้ว่า ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ดี การคมนาคมสะดวก มี แหล่งประโยชน์ด้านการเงิน มีสถานบริการ สุขภาพ มีสถานบริการสังคม 3) การรับรู้ว่าตนได้รับข่าวสาร ได้มีกิจกรรมสันทนาการ และมีกิจกรรมใน เวลาว่าง ฟลานาแกน (Flanagan, 1978) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของคุณภาพชีวิต ว่าเป็น ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ซึ่งจำแนกได้ 5 องค์ประกอบดังนี้ 1. มีความสุขสบายทางด้านร่างกายและวัตถุ ทางด้านร่างกายได้แก่การมีสุขภาพ สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ทางด้านวัตถุได้แก่ การมีอาหารดี มีบ้านที่น่าอยู่ มีเครื่อง อำนวยความสะดวก 2. มีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น เช่น ความสัมพันธ์กับคู่สมรส บิดามารดา ญาติพี่ น้อง เพื่อนฝูงและบุคคลอื่น นอกจากนี้การมีบุตรและการเลี่ยงดูบุตร ถือเป็นความสัมพันธ์ด้านนี้ด้วย 3. มีกิจกรรมในสังคมและชุมชน การได้มีการสนับสนุนและช่วยเหลือบุคคลอื่น 4. มีการพัฒนาบุคลิกภาพและมีความสำเร็จสมบูรณ์ตามพัฒนาการ เช่น ทาง สติปัญญา การเรียนรู้ สนใจการเรียนและการเข้าใจตนเอง รู้จุดบกพร่องของตนเอง มีงานที่น่าสนใจ ทำ ได้รับผลตอบแทนที่ดี และการแสดงออกในทางสร้างสรรค์ 5. มีสันทนาการ เช่น อ่านหนังสือ ฟังดนตรี ดูกีฬาและสิ่งบันเทิงอื่น ๆ และมีส่วน ร่วมในสังคม พาดิลลา และแกร็นท์ (Padilla & Grant, 1985) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับองค์ประกอบ ของคุณภาพชีวิต ควรประกอบไปด้วย 1) ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน 2) การรับรู้ความ ผาสุกด้านร่างกายและจิตใจ 3) ความรู้สึกเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตนเอง 4) การตอบสนองต่อการ วินิจฉัยและการรักษา 5) รวมทั้งความรู้สึกต่อสังคมรอบตัวผู้ป่วย ชาร์มา (Sharma, R.C., 1988) ได้แบ่งองค์ประกอบคุณภาพชีวิตออกเป็น 2 ด้านคือ 1. ด้านกายภาพ ได้แก่ อาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ 2. ด้านสังคมและวัฒนธรรม ได้แก่ การศึกษา การบริการทางการแพทย์และการ สาธารณสุข การมีงานทำ สภาพแวดล้อมในการทำงาน ฯลฯ สตรอมเบอร์ก (Stromberg, 1984) แสดงทัศนะในการประเมินคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เอาไว้ 3 ลักษณะ ดังนี้ 1. การประเมินเชิงวัตถุวิสัย โดยวัดเชิงปริมาณ ด้วยการวัดจากรายได้ ที่อยู่อาศัย กิจกรรม และความบริสุทธิ์ของอากาศ ซึ่งเป็นการประเมินผู้ป่วยโดยผู้อื่น เช่น แพทย์หรือบุคลากร อื่นๆ ในทีมสุขภาพ


23 2. การประเมินเชิงจิตวิสัยโดยวัดเป็นเชิงปริมาณ ด้วยการสืบค้นความต้องการ ความหมดหวัง ทัศนคติ และการรับรู้ของแต่ละคน ขึ้นอยู่กับคำนิยามของคุณภาพชีวิตของตนเองหรือ ประสบการณ์ในชีวิตของตนเอง เช่น ความพึงพอใจที่ตนเองได้รับ ซึ่งเป็นการประเมินของผู้ป่วยเอง โดยประเมินออกมาเป็นคะแนน 3. การประเมินเชิงจิตวิสัยโดยวัดเป็นคุณภาพ เป็นการประเมินโดยตัวผู้รับบริการ โดยเป็นการบรรยายและการบอกถึงสภาพที่ผู้รับบริการเป็นอยู่ ซาน (Zhan, 1992) ได้กล่าวไว้ว่า คุณภาพชีวิตมีองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ 1. ด้านความพึงพอใจในชีวิต เป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในสภาวะ ภายนอก ที่ได้รับอิทธิพลจากภูมิหลังของคน บุคลิกลักษณะ สิ่งแวดล้อมและสถานะทางสุขภาพ สิ่งที่ บุคคลรับรู้ถึงสิ่งที่ตนเองครองอยู่ ซึ่งอยู่ระหว่างความต้องการ กับความคาดหวัง ความใคร่ ความ ปรารถนาที่ตั้งไว้และความสำเร็จที่ได้รับ 2. ด้านอัตมโนทัศน์ เป็นความเชื่อและความรู้สึกที่คนๆ หนึ่งมีต่อตนเอง ความ เชื่อความรู้สึกเหล่านี้มาจากการรับรู้ โดยเฉพาะการรับรู้ปฏิกิริยาของผู้อื่นที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของ คนๆ หนึ่งเกี่ยวกับตนเองในห้วงเวลาหนึ่ง 3. ด้านสุขภาพและการทำงานของร่างกาย เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตนเอง กับบุคคลกับสิ่งแวดล้อม โดยนอกจากจะประเมินอาการทางคลินิกแล้ว ยังประเมินในเรื่องการรับรู้ ภาวะสุขภาพของบุคคล สิ่งที่เกี่ยวของกับภาวะสุขภาพ และความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวกับสังคม และยังต้องพิจารณาถึงอิทธิพลทางสังคม สิ่งแวดล้อมและการเมืองด้วย 4. ด้านสังคมและเศรษฐกิจ เป็นการประเมินการประกอบอาชีพ การศึกษาและ รายได้ ซึ่งถูกกำหนดเป็นมาตรฐานทางสังคม สุวัฒน์ มหัตนิรันดร์กุล และคณะ (2540) ได้แปลและพัฒนาเครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิตชุดย่อ ฉบับภาษาไทย (WHOQOL- BREF- THAI, 1997) จากเครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิตชุดย่อขององค์การ อนามัยโลกฉบับภาษาอังกฤษ (WHOQOL- BREF, 1996) แบ่งเป็น 4 ด้านคือ 1. ด้านสุขภาพกาย (Physical domain) คือ การรับรู้สภาพทางร่างกายของบุคคล ซึ่งมีผลต่อชีวิตประจำวัน เช่น การรับรู้สภาพความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย การรับรู้ถึงความรู้สึก สบาย ไม่มีความเจ็บปวด การรับรู้ถึงความสามารถที่จะจัดการกับความเจ็บปวดของร่างกายได้ การ รับรู้ถึงพละกำลังในการดำเนินชีวิตประจำวัน การรับรู้เรื่องการนอนหลับและการพักผ่อน ซึ่งการรับรู้ เหล่านี้มีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน การรับรู้ที่เป็นอิสระไม่ต้องพาผู้อื่น การรับรู้ในความสามารถ ในการเคลื่อนไหวของตน สามารถไปไหนมาไหนด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น การรับรู้ถึง ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน การรับรู้ถึงความสามารถในการทำงาน การรับรู้ว่าตนไม่ ต้องพึ่งพายาต่างๆ หรือการรักษาทางการแพทย์อื่นๆ เป็นต้น มี 7 ตัวชี้วัดได้แก่ 1) ความเจ็บปวด


24 และความไม่สบาย 2) กำลังวังชาและความเหนื่อยล้า 3) การนอนหลับพักผ่อน 4) การเคลื่อนไหว 5) การดำเนินชีวิตประจำวัน 6) การใช้ยาหรือการรักษา 7) ความสามารถในการทำงาน 2. ด้านจิตใจ (Physical domain) คือ การรับรู้สภาพทางจิตใจของตนเอง เช่น การ รับรู้ความรู้สึกทางบวกที่บุคคลมีต่อตนเอง การรับรู้ภาพลักษณ์ของตนเอง การรับรู้ถึงความรู้สึก ภาคภูมิใจในตนเอง การรับรู้ถึงความมั่นใจในตนเอง การรับรู้ถึงความคิด ความจำ สมาธิ และการ ตัดสินใจ และความสามารถในการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของตนที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต เช่น การรับรู้ ถึงเรื่องของความเชื่อด้านจิตวิญญาณ ศาสนา การให้ความหมายของชีวิตและความเชื่ออื่นๆ ที่มีผล ทางที่ดีต่อการดำเนินชีวิต มีผลต่อการเอาชนะอุปสรรค รับรู้ถึงความสามารถในการจัดการความเศร้า กังวล และสิ้นหวัง เป็นต้น มี 6 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1) ความรู้สึกในด้านดี 2) การคิดการเรียนรู้ ความจำ และสมาธิ 3) การนับถือตนเอง 4) ภาพลักษณ์และรูปร่าง 5) ความรู้สึกในทางที่ไม่ดี 6) จิตวิญญาณ ศาสนา และความเชื่อส่วนบุคคล 3. ด้านสัมพันธภาพทางสังคม (Social relationships) คือ การรับรู้เรื่องความสัมพันธ์ ของตนเองกับบุคคลอื่น การรับรู้ถึงการที่ได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นในสังคม การรับรู้ว่าตนได้ เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือบุคคลอื่นในสังคมด้วย รวมถึงรับรู้ในอารมณ์ทางเพศ หรือการมีเพศสัมพันธ์ มี 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ 1) สัมพันธภาพทางสังคม 2) การช่วยเหลือสนับสนุนทางสังคม 3) กิจกรรมทางเพศ 4. ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) คือ การรับรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการ ดำเนินชีวิต เช่น การรับรู้ว่าตนเองมีชีวิตอยู่อย่างอิสระ ไม่ถูกกักขัง มีความปลอดภัย มีความมั่นคงใน ชีวิต มีที่อยู่อาศัยที่เอื้อต่อสุขภาพ การรับรู้ว่าได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ดีปราศจากมลพิษ ต่างๆ การคมนาคมสะดวก มีแหล่งประโยชน์ด้านการเงิน การบริการทางสุขภาพและสังคมสงเคราะห์ การรับรู้ว่าตนเองมีโอกาสที่จะได้รับข่าวสารหรือฝึกฝนทักษะต่างๆ การรับรู้ว่าตนได้มีกิจกรรมสันทนา การและมีกิจกรรมในเวลาว่าง เป็นต้นมี 8 ตัวชี้วัดได้แก่ 1) ความปลอดภัยทางด้านร่างกายและความ มั่นคงในชีวิต 2) สภาพแวดล้อมของบ้าน 3) แหล่งการเงิน 4) การดูแลสุขภาพและบริการทางสังคม 5) การรับรู้ข้อมูลข่าวสารและทักษะใหม่ๆ 6) การมีส่วนร่วม มีโอกาสพักผ่อนหย่อนใจและมีเวลาว่าง 7) สภาพแวดล้อม 8 ) การคมนาคม สรุปในการศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาได้กำหนดคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุใน 4 ด้าน โดยใช้เครื่องชี้วัด คุณภาพชีวิตชุดย่อฉบับภาษาไทย (WHOQOL- BREF-THAI, 1997) คือ คุณภาพชีวิตที่ดีด้านสุขภาพ ด้านจิตใจและอารมณ์ (Recreation) ด้านสังคม (Social) ด้านเศรษฐกิจ (Economic) ซึ่งผู้ศึกษาได้ ศึกษาและทบทวนวรรณกรรม จึงกำหนดคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ 4 ด้าน คือ 1) คุณภาพชีวิตที่ดีด้าน สุขภาพ (Health) 2) คุณภาพชีวิตที่ดีด้านจิตใจและอารมณ์(Recreation) 3) คุณภาพชีวิตที่ดีด้าน สังคม (Social) 4) คุณภาพชีวิตที่ดีด้านสิ่งแวดล้อม (Environment)


25 แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารอย่างมีส่วนร่วม แนวคิดเกี่ยวกับการบริหาร ปัจจุบันตามความเข้าใจโดยทั่วไปแล้ว คำว่าการบริหาร (Administration) กล่าวว่า การ ดำเนินงานทุกชนิดให้สำเร็จลุล่วงไป คำว่าการบริหารมีความหมายคล้ายคลึงกับคำว่า การจัดการ (Management) การจัดการ หมายความว่า การจัดดำเนินงานทุกชนิดในหน่วยงานให้สำเร็จลุล่วงไป ด้วยเหมือนกัน บางทีมีผู้ให้ความหมายคำสอง คำนี้ในความหมายของการดำเนินงานในองค์กรให้ สำเร็จลุล่วง โดยเน้นคำว่าการบริหารใช้กับการบริหารงานทุกชนิด ในส่วนที่เป็นของรัฐบาล ส่วนคำว่า การจัดการใช้กับการบริหารงานที่เกี่ยวกับงานธุรกิจเอกชน ความหมายของการบริหาร อุทัย หิรัญโต (Hirunto. 2000) ได้ให้ความหมายของการบริหาร คือการดำเนินงานของ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้โดยใช้ปัจจัยที่เป็นคน เงิน วัสดุและการ จัดการ เกษมสิน (Kasemsin. 1983) กล่าวว่า การบริหารหมายถึงการใช้ศาสตร์และศิลป์ในการ นำเอาทรัพยากรการบริหารมา ตอบสนองกระบวนการบริหาร ให้สามารถดำเนินงานหรือดำเนินการ ได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสำคัญของการการบริหาร Changlian (1989) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการบริหารไว้ ดังนี้ 1) การบริหารจะช่วยในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของสังคมให้สามารถสนองตอบกับ ความต้องการของสังคมที่เพิ่มมากขึ้น และเป็นสิ่งที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถ อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข 2) การบริหารจะเป็นกลไกที่สำคัญในการนำเอาทรัพยากรทั้ง คน และวัตถุสิ่งของไป ดำเนินการให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยเป็นไปอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล รวมถึง การจัดสรรบริการ และสินค้าให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม 3) การบริหารมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของสังคมและสมาชิกในสังคม ขณะเดียวกัน การบริหารก็เป็นกลไกที่สำคัญในการที่จะพัฒนาและสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับสังคม Namwat (2001) จากความหมายของการบริหารจะครอบคลุมสาระสำคัญซึ่งเป็นประเด็น หลักของการ บริหาร 4 ประการ คือ 1) วัตถุประสงค์ (Objective) เป็นเหตุผลเบื้องต้นในการดำเนินงานขององค์การทุก องค์การ คือ ความคงอยู่หรืออยู่รอดขององค์การ ซึ่งองค์การต่าง ๆ ย่อมมีเป้าหมายในการดำเนินการ อันหมายถึงวัตถุประสงค์ที่ ผู้บริหารต้องดำเนินการให้ประสบผลสำเร็จนั่นเอง


26 2) ประสิทธิผล (Effectiveness) หมายถึง เป็นความสามารถขององค์การในการที่จะ บริหารงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้เป็นอย่างดีในช่วงเวลากำหนด ประสิทธิผลเน้นการบริหารระยะ ยาวและต่อเนื่อง 3) ทรัพยากร (Resource) หมายถึง ทรัพยากรที่ผู้บริหารมีความเกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งประกอบไปด้วย คน เงิน วัสดุและการจัดการ ที่เรียกกันว่า 4Ms (Man, Money, Material and Management) 4) การประสมประสาน (Integration and coordination) คือ การสร้างความสมดุล และความสอดคล้องต่อเนื่องกันระหว่างทรัพยากรต่างๆ เพื่อความสำเร็จขององค์การ แนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ความหมายของการมีส่วนร่วม Pawuttinan (1998) ได้กล่าวถึงการมีส่วนร่วม หมายถึง การที่ปัจเจกบุคคลก็ดี กลุ่มคน หรือองค์กรประชาชน ได้อาสาเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจการดำเนินโครงการ การแบ่งปัน ผลประโยชน์และการประเมินผลโครงการ พัฒนาด้วยความสมัครใจ โดยปราศจากข้อกำหนดที่มาจาก บุคคลภายนอกและเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกในชุมชน รวมทั้งที่อำนาจในการ แบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการพัฒนาให้กับสมาชิกด้วยความพึงพอใจ และผู้เข้ามามีส่วนร่วมมี ความรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการด้วย Thongsri (1999) กล่าวว่าการมีส่วนร่วมหมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามี ส่วนร่วมในการคิด ริเริ่มการพิจารณาตัดสินใจ การร่วมปฏิบัติและการร่วมรับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ อันมีผลกระทบมาถึงตัวประชาชนเอง และการที่จะสามารถทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมใน กิจกรรมเพื่อแก้ปัญหา และนำมาซึ่งสภาพปัญหาและนำมาซึ่ง สภาพความเป็นอยู่ที่ดีแล้ว จำเป็นต้อง ยอมรับปรัชญาว่ามนุษย์ทุกคนต่างปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นสุข ได้รับการปฏิบัติอย่าง เป็นธรรมที่ยอมรับของผู้อื่น และพร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อกิจกรรมของกลุ่ม ขณะเดียวกันจะต้อง ยอมรับด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า มนุษย์นั้นสามารถพัฒนาได้ถ้ามีโอกาสและชี้แนะที่ถูกต้อง ลักษณะของการมีส่วนร่วม Hirunwong (1998) ได้กล่าวถึงแบบของการมีส่วนร่วมที่สำคัญมี 4 รูปแบบ ดังนี้ 1) การมีส่วนร่วมแบบกลุ่มงาน (Work group) กลุ่มงานประกอบด้วย ผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา และบุคคลอื่นในโครงการที่กลุ่มเกี่ยวข้อง อยู่บ่อยครั้ง บุคคลเหล่านี้ทำงานกันและ ประสานงานกันเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำเป็นแบบ ประชาธิปไตย 2) การมีส่วนร่วมแบบโครงการหรือแมททริก (Matrix or project management) การมีส่วนร่วมแบบนี้เกี่ยวข้องกับการจัดโครงสร้างขององค์การโดยส่วนรวมใหม่ ผู้อำนวยการ โครงการถูกแต่งตั้งประสานงานกับพนักงาน จากแผนงานตามที่ต่างๆ ของบริษัท เพื่อทำงานร่วมกัน


27 เผชิญกับโครงการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จะเห็นว่าการ บริหารสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การบริหาร แบบมีส่วนร่วมมากขึ้น 3) การมีส่วนร่วมแบบมีการเจรจาต่อรอง (Collective bargaining) การร่วมเจรจา ต่อรองเป็นการบริหารแบบมีส่วนร่วมอีกแบบหนึ่งที่ผู้บริหารบางคนจะไม่ยอมรับการที่ พนักงานเลือก สหภาพแรงงานให้เป็นตัวแทนในการเจรจาต่อรองกับฝ่ายบริหาร แสดงว่ากำลังมีส่วนร่วมอาจจะเป็น ค่าจ้าง ชั่วโมงทำงาน การร่วมเจรจาต่อรองเป็นตัวแทนความต้องการ เพื่อให้มีข้อมูลบางอย่างในการ ตัดสินใจ แทนที่จะให้นายจ้างเป็นตัวกำหนดแต่เพียงผู้เดียว 4) การมีส่วนร่วมแบบประชาธิปไตย ในทางอุตสาหกรรม (industrial democracy) องค์การที่มีลักษณะเป็นแบบประชาธิปไตย จะให้ความสำคัญของพนักงานในการตัดสินใจมากกว่า หรือ อย่างน้อยที่สุดเท่ากับความต้องการของเจ้าของกรรมการบริหาร คณะกรรมการวางแผนและ นโยบาย อาจจะ ประกอบขึ้นด้วยคนงาน ที่แต่งตั้งโดยฝ่ายบริหาร หรือถูกเลือกโดยคนงานอื่น ๆ พนักงานจะมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นอย่าง มาก โดยผ่านกระบวนการทางประชาธิปไตยในการบริหารงาน บริษัท Jamkrajang (1999) ได้สรุปลักษณะรูปแบบของการมีส่วนร่วมไว้ ดังนี้ 1) การมีส่วนร่วม ต้องเกิดจาก เจตนารมณ์ และความตั้งใจที่จะเข้าร่วม เพราะจะก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของ การแก้ไขปัญหา/ การตัดสินใจ ในเรื่องนั้น ๆ อันจะทำให้เกิดความสมานฉันท์และเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน 2) กระบวนการมีส่วนร่วมนี้จะต้องอยู่บน พื้นฐานของความเสมอภาคและขีดความสามารถ ของแต่ละบุคคลที่จะเข้ามามีส่วนร่วม 3) การมีส่วนร่วมต้องอยู่บน พื้นฐานของเสรีภาพในการตัดสินใจ ที่จะเลือกที่จะเข้ามามีส่วนร่วมหรือไม่ ข้อสำคัญคือการมีส่วนร่วมนั้นจะต้องไม่เกิด จากการบังคับขู่ เข็ญจากผู้ที่เหนือกว่า ระดับขั้นการมีส่วนร่วม การแบ่งระดับขั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนอาจแบ่งได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ และความละเอียดของการแบ่งเป็นสำคัญ โดยมีข้อพึงสังเกต คือ ถ้าระดับการมีส่วนร่วมต่ำ จำนวน ประชาชนที่เข้ามีส่วนร่วมจะมาก และยิ่งระดับการมีส่วนร่วมสูงขึ้นเพียงใด จำนวนประชาชนที่เข้ามี ส่วนร่วมก็จะลดลงตามลำดับ ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนเรียงตามลำดับจากต่ำสุดไปหาสูงสุด (บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และถวิลวดี บุรีกุล. 2548) ได้แก่ 1. ระดับการให้ข้อมูล เป็นระดับต่ำสุดและเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดของการติดต่อสื่อสาร ระหว่างผู้วางแผนโครงการกับประชาชน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชน โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น การแถลงข่าว การแจกข่าวสาร และการแสดงนิทรรศการ เป็นต้น แต่ไม่เปิดโอกาสให้แสดงความ คิดเห็นหรือเข้ามาเกี่ยวข้องใดๆ 2. ระดับการเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน เป็นระดับขั้นที่สูงกว่าระดับแรก กล่าวคือ ผู้วางแผนโครงการจะเชิญชวนให้ประชาชนแสดงความคิดเห็น เพื่อเป็นข้อมูลในการประเมิน


28 ข้อดีกับข้อเสียของโครงการอย่างชัดเจนมากขึ้น เช่น การจัดทำแบบสอบถามก่อนจะริเริ่มโครงการ ต่างๆ หรือการบรรยายและเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการนั้นๆ เป็นต้น 3. ระดับการปรึกษาหารือ เป็นการตกลงกันอย่างเป็นทางการระหว่างผู้วางแผน โครงการกับประชาชนและผู้มีส่วนร่วม เพื่อประเมินถึงผลความก้าวหน้าหรือระบุปัญหาในข้อสงสัย ต่างๆ เช่น การจัดประชุมร่วมกัน การจัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ และการเปิดกว้างให้ผู้รับฟัง แสดงความคิดเห็น เป็นต้น 4. ระดับการวางแผนร่วมกัน เป็นระดับในการมีส่วนร่วมซึ่งผู้วางแผนโครงการกับ ประชาชนให้มีความรับผิดชอบร่วมกันในการวางแผนจัดเตรียมโครงการ และผลที่อาจจะเกิดขึ้นใน การดำเนินโครงการ เหมาะที่จะใช้สำหรับการพิจารณาถึงปัญหาที่มีความยุ่งยากและซับซ้อน อันมีข้อ โต้แย้งมาก เช่น การใช้อนุญาโตตุลาการเพื่อแก้ปัญหาข้อขัดแย้ง การเจรจาเพื่อหาทางประนีประนอม กัน และการใช้กลุ่มที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น 5. ระดับการร่วมปฏิบัติ เป็นระดับที่ผู้รับผิดชอบโครงการกับประชาชนร่วมกันดำเนิน โครงการ เป็นขั้นการนำโครงการไปปฏิบัติร่วมกันเพื่อให้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ 6. ระดับการควบคุมโดยประชาชน เป็นระดับสูงสุดของการมีส่วนร่วมโดยประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เช่น การลงประชามติ แต่การลงประชามติจะสะท้อน ถึงความต้องการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับความชัดเจนของปัญหาที่จะลง ประชามติและการประชาสัมพันธ์ข่าวสารเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของปัญหาที่เกิดขึ้นให้ประชาชน เข้าใจอย่างสมบูรณ์และทั่วถึงกันเพียงใด โดยในประเทศที่มีการพัฒนาทางการเมืองแล้ว ซึ่งรัฐบาล ต้องปฏิบัติและบังคับตามผลของการลงประชามติ แต่สำหรับประเทศไทยนั้นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน บัญญัติให้ผลของการประชามติมีทั้งแบบที่มีข้อยุติโดยเสียงข้างมาก และแบบที่เป็นเพียงการให้ คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีซึ่งไม่มีผลบังคับให้รัฐบาลต้องปฏิบัติตามแต่อย่างใด ประโยชน์การมีส่วนร่วม Watthanasap (2001) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้ ดังนี้ 1) เพิ่มคุณภาพการตัดสินใจ ช่วยให้เกิดการพิจารณาทางเลือกใหม่ทำให้การตัดสินใจ รอบคอบขึ้น 2) การลดค่าใช้จ่ายและการสูญเสียเวลา เมื่อการตัดสินใจนั้นได้รับการยอมรับจะช่วย ลดความขัดแย้งระหว่างการนำไปปฏิบัติ 3) การสร้างฉันทามติ ลดความขัดแย้งทางการเมืองและเกิดความชอบธรรมในการ ตัดสินใจของรัฐ 4) การเพิ่มความง่ายในการนำไปปฏิบัติสร้างให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ ประชาชนมีความกระตือรือร้นในการช่วยให้เกิดผลในทางปฏิบัติ 5) การมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นสามารถลดการเผชิญหน้าและความขัดแย้งที่รุนแรงได้


29 6) ช่วยทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีความใกล้ชิด พบปะประชาชนและไวต่อความรู้สึกห่วง กังวลของประชาชน และเกิดความตระหนักในการตอบสนองความกังวลของประชาชน 7) การพัฒนาความเชี่ยวชาญและความคิดสร้างสรรค์ของสาธารณชนถือว่าเป็นการให้ การศึกษาชุมชน เพื่อ เรียนรู้กระบวนการตัดสินใจและเป็นเวทีฝึกผู้นำชุมชน 8) ช่วยทำให้ประชาชนสนใจประเด็นสาธารณะมากขึ้น เป็นการเพิ่มทุนทางสังคมและ ช่วยเสริมสร้างให้เป็นพลเมืองที่กระตือรือร้น สอดคล้องกับการปกครองตามหลักประชาธิปไตยแบบมี ส่วนร่วม จากการทบทวนวรรณกรรมสรุปได้ว่า การบริหาร คือการดำเนินงานของบุคคลตั้งแต่สอง คนขึ้นไป เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยมีความสำคัญของการบริหาร ดังนี้ 1) การบริหารจะช่วยในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของสังคม 2) การบริหารจะเป็นกลไกที่สำคัญในการนำเอาทรัพยากรทั้งคนและวัตถุสิ่งของไป ดำเนินการให้เกิดประโยชน์ 3) การบริหารมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของสังคมและสมาชิกในสังคม โดยสามารถ นำมาปรับใช้เกี่ยวกับการมีส่วน ร่วมของประชาชนที่การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมใน การคิดริเริ่มการพิจารณาตัดสินใจ การร่วมปฏิบัติและการร่วมรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ จากแนวคิดกระบวนการมีส่วนร่วมที่นักวิชาการทั้งหลายให้ทรรศนะไว้ในเบื้องต้นดังที่ได้ กล่าวมา มีความหลากหลายในประเด็นมากพอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม หากนำมาประมวลให้เป็น ลักษณะที่เป็นระบบตามแนวคิดของ Cohen, J.M., & Uphoff, N.T. (1980) จะเห็นว่ามีความเป็น ระบบในเรื่องของประเด็นสำคัญ โดยได้มีการนำเอากระบวนการมีส่วนร่วมจากนักวิชาการทั้งหลายมา ประมวลเป็นแนวคิดหลัก และได้จำแนก รูปแบบกระบวนการมีส่วนร่วม ดังนี้ ขั้นที่ 1 การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Decision Making) ในกระบวนการของการ ตัดสินใจนั้น ประการแรกสุดที่ต้องกระทำ คือ การกำหนดความต้องการและการจัดลำดับความสำคัญ ต่อจากนั้นก็เลือกนโยบายและประชาชนที่เกี่ยวข้อง การตัดสินใจนี้เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้อง ดำเนินการไปเรื่อยๆ ตั้งแต่การตัดสินใจในช่วงเริ่มต้น การตัดสินใจในช่วงดำเนินการวางแผน และการ ตัดสินใจในช่วงการปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ ขั้นที่ 2 การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน (Implementation) ส่วนที่เป็นองค์ประกอบ ของการดำเนินงานโครงการนั้นได้มาจากคำถามว่าใครจะทำประโยชน์ให้แก่โครงการได้บ้างและจะทำ ประโยชน์ได้โดยวิธีใด เช่น การช่วยเหลือด้านทรัพยากร การบริหารการงานและการประสานงานและ การขอความช่วยเหลือ เป็นต้น ขั้นที่ 3 การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ (Benefits) ส่วนที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ นอกจากความสำคัญของผลประโยชน์ในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพแล้ว ยังจะต้องพิจารณาถึงการ


30 กระจายผลประโยชน์ภายในกลุ่มด้วย ผลประโยชน์ของโครงการนี้รวมทั้งผลที่เป็นประโยชน์ทางบวก และผลที่เกิดขึ้นในทางลบที่เป็นผลเสียของโครงการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์และเป็นโทษต่อบุคคลและ สังคมด้วย ขั้นที่ 4 การมีส่วนร่วมในการประเมินผล (Evaluation) การมีส่วนร่วมในการประเมิน ผลนั้นสิ่งสำคัญจะต้องสังเกต คือ ความเห็น (Views) ความชอบ (Preferences) และความคาดหวัง (Expectation) ซึ่งมีอิทธิพลสามารถแปรเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคลในกลุ่มต่างๆ ได้ โดยสรุป กระบวนการมีส่วนร่วมในงานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจะมุ่งให้ความสนใจถึงกระบวนการ มีส่วนร่วมในประเด็น การมีส่วนร่วมในการค้นหาสาเหตุ และความต้องการ การมีส่วนร่วมในการ วางแผนและดำเนินการ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ มีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ การมีส่วนร่วมใน การประเมินผล มีส่วนร่วมในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับภาคีเครือข่าย การสร้างภาคีเครือข่าย สามารถช่วยแก้ปัญหาการดำเนินงานภายใต้กรอบความคิดเดิม อาศัยข้อมูลข่าวสารที่ไหลเวียนอยู่ภายใน ใช้ทรัพยากรหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่พอจะหาได้ภายใน องค์กร หรือออกแบบใหม่ก็ต้องใช้เวลานานมาก จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนางานอย่างยิ่ง และไม่ อาจแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้โดยการเปิดโอกาสให้บุคคลและองค์กรได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งบทเรียนและประสบการณ์กับบุคคลหรือองค์กรที่อยู่นอกหน่วยงานของตน ลดความซ้ำซ้อนใน การทำงาน มีการให้ความร่วมมือและทำงานในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน เสมือนการเปิด ประตูสู่โลกภายนอก เพราะบางองค์กร เช่น องค์กรทางการศึกษาที่ต้องมีเป้าหมายในการพัฒนา ร่วมกัน คือ บุคลากรในท้องถิ่น โดยใช้แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับภาคีเครือข่าย ดังนี้ 1. ความหมาย ภาคีเครือข่ายชุมชน เป็นกลุ่ม องค์กร หลายกลุ่มมารวมตัวกัน มีการประสาน เชื่อมโยง สร้างความสัมพันธ์ ถักทอ สร้างสรรค์กิจกรรมบนพื้นฐานของความเอื้ออาทร เกิดพลังในการ ทำงานให้บรรลุเป้าหมายทุกองค์กรและให้ชุมชนเข้มแข็ง ภาคีเครือข่ายจะเป็นการร่วมผลักดัน เป้าหมายร่วมกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาระกิจนั้น ได้มีนักวิชาการให้ความหมายเอาไว้ ดังนี้ จีรวิทย์ มั่นคงวัฒนะ (2561: ออนไลน์) ได้กล่าวว่า ภาคีเครือข่าย หมายถึง กลุ่ม บุคคล องค์กรที่มีเป้าหมายร่วมกัน มารวมตัวกันด้วยความสมัครใจ เพื่อทำกิจกรรมองค์กรให้บรรลุ เป้าหมาย (ร่วมคิด/วางแผน ร่วมทำ ร่วมประเมินผล) โดยมีความสัมพันธ์แนวราบ มีความเสมอภาค และเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง Loei (2561: ออนไลน์) ได้กล่าวถึงภาคีเครือข่าย (Network) คือ การเชื่อมโยงของ กลุ่มของคนหรือกลุ่มองค์กรที่สมัครใจ ที่จะแลกเปลี่ยนข่าวสารร่วมกัน หรือทำกิจกรรมร่วมกัน โดยมี


31 การจัดระเบียบโครงสร้างของคนในภาคีเครือข่ายด้วยความเป็นอิสระ เท่าเทียมกันภายใต้พื้นฐานของ ความเคารพสิทธิ เชื่อถือ เอื้ออาทรกันและกัน ประเด็นสำคัญของนิยามข้างต้น คือ 1) ความสัมพันธ์ ต้องเป็นไปโดยสมัครใจ 2) กิจกรรมที่ทำต้องมีลักษณะเท่าเทียมหรือแลกเปลี่ยนกัน 3) การเป็น สมาชิก ต้องไม่มีผลกระทบต่อความเป็นอิสระหรือความเป็นตัวตนของคนหรือองค์กรนั้นๆ การเชื่อมโยงในลักษณะของภาคีเครือข่าย จะต้องพัฒนาไปสู่ระดับของการลงมือทำ กิจกรรมร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันด้วย ดังนั้น ภาคีเครือข่ายต้องมีการจัดระบบให้กลุ่ม บุคคลหรือองค์กรที่เป็นสมาชิกดำเนินกิจกรรมบางอย่างร่วมกัน เพื่อนำไปสู่จุดหมายที่เห็นพ้องต้องกัน ซึ่งอาจเป็นกิจกรรมเฉพาะกิจตามความจำเป็น เมื่อภารกิจบรรลุเป้าหมายแล้ว ภาคีเครือข่ายก็อาจยุบ สลายไป แต่ถ้ามีความจำเป็นหรือมีภารกิจใหม่อาจกลับมารวมตัวกันได้ใหม่ หรือจะเป็นภาคีเครือข่าย ที่ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องระยะยาวก็ได้ 2. ลักษณะของภาคีเครือข่าย การทำงานแบบภาคีเครือข่ายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา อย่างยั่งยืน การเชื่อมโยงกันในลักษณะภาคีเครือข่ายเป็นการเชื่อมโยงเข้าหากันเป็นภาคีเครือข่ายมิใช่ เพียงการรวมกลุ่มของสมาชิกที่มีความสนใจร่วมกันในระดับเพียงแค่การพบปะแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นหรือร่วมสังสรรค์ด้วยกันเท่านั้น หากจะต้องพัฒนาไปสู่ระดับของการลงมือทำกิจกรรมร่วมกัน ด้วยเป้าหมายที่ร่วมกันด้วย โดยลักษณะของภาคีเครือข่าย มีดังนี้ 2.1 ภาคีเครือข่ายเทียม (Pseudo network) หมายถึง ภาคีเครือข่ายชนิดที่เป็นการ ชุมนุมพบปะสังสรรค์ระหว่างสมาชิก โดยที่ต่างคนต่างก็ไม่ได้มีเป้าหมายร่วมกัน และไม่ได้ตั้งใจที่จะทำ กิจกรรมร่วมกัน เป็นการรวมกลุ่มแบบวัตถุประสงค์ชั่วคราว หรือรวมกันตามกระแสนิยมที่ไม่มี วัตถุประสงค์ชัดเจน ดังนั้นการทำความเข้าใจกับองค์ประกอบของภาคีเครือข่ายจึงมีความสำคัญ เพื่อ ช่วยให้สมาชิกสามารถสร้างภาคีเครือข่ายแท้แทนการสร้างภาคีเครือข่ายเทียม (Loei. 2561: ออนไลน์) 2.2 ภาคีเครือข่ายที่แท้จริง (Fact network) มีองค์ประกอบอย่างน้อย 7 อย่าง คือ 1) มีการรับรู้มุมมองที่เหมือนกัน (common perception) ต้องมีความรู้สึกและ การรับรู้เหมือนกันถึงเหตุผลในการเข้ามาร่วมกันเป็นภาคีเครือข่าย เช่น มีความเข้าใจในตัวปัญหาและ มีจิตสำนึกในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ประสบกับปัญหาอย่างเดียวกันหรือต้องการความช่วยเหลือใน ลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งจะส่งผลให้สมาชิกของภาคีเครือข่ายเกิดความรู้สึกผูกพันในการดำเนิน กิจกรรมร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาหรือลดความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น การรับรู้ร่วมกันถือเป็นหัวใจของภาคี เครือข่าย ที่ทำให้ภาคีเครือข่ายดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าเริ่มต้นด้วยการรับรู้ที่ต่างกัน มี มุมมองหรือแนวคิดที่ไม่เหมือนกันแล้ว จะประสานงานและขอความร่วมมือยาก เพราะแต่ละคนจะติด อยู่ในกรอบความคิดของตัวเอง มองปัญหาหรือความต้องการไปคนละทิศละทาง แต่ทั้งนี้มิได้ หมายความว่าสมาชิกของภาคีเครือข่ายจะมีความเห็นที่ต่างกันไม่ได้ เพราะมุมมองที่แตกต่างช่วยให้


32 เกิดการสร้างสรรค์ในการทำงาน แต่ความแตกต่างนั้นต้องอยู่ในส่วนของกระบวนการ (process) ภายใต้การรับรู้ถึงปัญหาที่สมาชิกทุกคนให้การยอมรับแล้ว มิฉะนั้นความเห็นที่ต่างกันจะนำไปสู่ความ แตกแยกและแตกหักในที่สุด 2) การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน (common vision) วิสัยทัศน์ร่วมกัน หมายถึงการที่ สมาชิกมองเห็นจุดมุ่งหมายในอนาคตที่เป็นภาพเดียวกัน มีการรับรู้และเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน และมีเป้าหมายที่จะเดินทางไปด้วยกัน การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันจะทำให้กระบวนการขับเคลื่อนเกิด พลัง มีความเป็นเอกภาพ และช่วยผ่อนคลายความขัดแย้งอันเนื่องมาจากความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ในทางตรงกันข้าม ถ้าวิสัยทัศน์หรือเป้าหมายของสมาชิกบางกลุ่มขัดแย้งกับวิสัยทัศน์หรือเป้าหมาย ของภาคีเครือข่าย พฤติกรรมของสมาชิกกลุ่มนั้นก็จะเริ่มแตกต่างจากแนวปฏิบัติที่สมาชิกภาคี เครือข่ายกระทำร่วมกัน ดังนั้น แม้ว่าจะต้องเสียเวลามากกับความพยายามในการสร้างวิสัยทัศน์ ร่วมกัน แต่ก็จำเป็นจะต้องทำให้เกิดขึ้น หรือถ้าสมาชิกมีวิสัยทัศน์ส่วนตัวอยู่แล้ว ก็ต้องปรับให้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของภาคีเครือข่ายให้มากที่สุดแม้จะไม่ซ้อนทับกันแนบสนิทจนเป็นภาพเดียวกัน แต่อย่างน้อยก็ควรสอดรับไปในทิศทางเดียวกัน 3) มีความสนใจหรือผลประโยชน์ร่วมกัน (mutual interests/benefits) การมี ผลประโยชน์ในที่นี้ครอบคลุมทั้งผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงินและผลประโยชน์ไม่ใช่ตัวเงิน ถ้าการเข้า ร่วมในภาคีเครือข่ายสามารถตอบสนองต่อความต้องการของบุคคลหรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน ก็จะ เป็นแรงจูงใจให้เข้ามามีส่วนร่วมในภาคีเครือข่ายมากขึ้น ดังนั้นในการที่จะจูงใจบุคคลเข้ามามีส่วนร่วม ในการดำเนินงานของภาคีเครือข่าย จำเป็นต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่บุคคลนั้นจะได้รับจากการเข้า ร่วม ถ้าจะให้ดีต้องพิจารณาล่วงหน้าก่อนที่เขาจะร้องขอ ลักษณะของผลประโยชน์ที่สมาชิกแต่ละ คนจะได้รับอาจแตกต่างกัน แต่ควรต้องให้ทุกคนและต้องเพียงพอที่จะเป็นแรงจูงใจให้เข้ามีส่วนร่วม ในทางปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เป็นเข้ามาเป็นเพียงตำแหน่งในภาคีเครือข่าย แต่ไม่ได้ร่วมปฏิบัติภาระกิจ เมื่อใดก็ตามที่สมาชิกเห็นว่าตนเสียประโยชน์มากกว่าได้ หรือเมื่อเขาได้ในสิ่งที่ต้องการเพียงพอแล้ว สมาชิกเหล่านั้นก็จะออกจากภาคีเครือข่ายไปในที่สุด 4) การมีส่วนร่วมสมาชิกทุกคนในภาคีเครือข่าย (stakeholders participation) การมีส่วนร่วมของสมาชิกในภาคีเครือข่าย เป็นกระบวนการที่สำคัญมากในการพัฒนาความเข้มแข็ง ของภาคีเครือข่าย เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการร่วมรับรู้ ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมลงมือกระทำ อย่างเข้มแข็ง ดังนั้นสถานะของสมาชิกในภาคีเครือข่ายควรมีความเท่าเทียมกันทุกคนอยู่ในฐานะ “หุ้นส่วน (partner)” ของภาคีเครือข่าย เป็นความสัมพันธ์ในแนวราบ (horizontal relationship) คือความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน มากกว่าความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง (vertical relationship) ในลักษณะ เจ้านายลูกน้อง ซึ่งบางครั้งก็ทำใด้ยากในทางปฏิบัติเพราะต้องเปลี่ยนกรอบความคิดของสมาชิกใน ภาคีเครือข่ายโดยการสร้างบริบทแวดล้อมอื่นๆ เข้ามาประกอบ ซึ่งจะสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคี เครือข่ายมาก


33 5) มีการเสริมสร้างกันและกัน (complementary relationship) องค์ประกอบ ที่จะทำให้ภาคีเครือข่ายดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง คือ การที่สมาชิกของภาคีเครือข่ายต่างก็สร้างความ เข้มแข็งให้กันและกัน โดยนำจุดแข็งของฝ่ายหนึ่งไปช่วยแก้ไขจุดอ่อนของอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วทำให้ ได้ผลลัพธ์เพิ่มขึ้นในลักษณะพลังทวีคูณ (1+1 > 2) มากกว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเมื่อต่างคนต่างอยู่ 6) การเกื้อหนุนพึ่งพากัน (interdependence) เป็นองค์ประกอบที่ทำให้ภาคี เครือข่ายดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน การที่สมาชิกภาคีเครือข่ายตกอยู่ในสภาวะจำกัดทั้ง ด้านทรัพยากร ความรู้ เงินทุน กำลังคน ฯลฯ ไม่สามารถทำงานให้บรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์ได้ ด้วยตนเองโดยปราศจากภาคีเครือข่าย จำเป็นต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิกในภาคี เครือข่าย การทำให้หุ้นส่วนของภาคีเครือข่ายยึดโยงกันอย่างเหนียวแน่น จำเป็นต้องทำให้หุ้นส่วนแต่ ละคนรู้สึกว่าหากหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งออกไป จะทำให้ภาคีเครือข่ายล้มได้ การดำรงอยู่ของหุ้นส่วน แต่ละคนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ของภาคีเครือข่าย การเกื้อหนุนพึ่งพากันในลักษณะนี้จะ ส่งผลให้สมาชิกมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันโดยอัตโนมัติ 7) มีปฏิสัมพันธ์ในเชิงแลกเปลี่ยน (interaction) สมาชิกในภาคีเครือข่ายต้องทำ กิจกรรมร่วมกัน เพื่อก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เช่น มีการติดต่อกันผ่านทางการเขียน การพบปะพูดคุย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน หรือมีกิจกรรมประชุมสัมมนาร่วมกัน โดยที่ผลของการปฏิสัมพันธ์นี้ต้องก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาคีเครือข่ายตามมาด้วย ลักษณะของ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก ควรมีลักษณะเป็นการแลกเปลี่ยนกัน (reciprocal exchange) มากกว่า การที่จะเป็นผู้ให้หรือเป็นผู้รับฝ่ายเดียว (unilateral exchange) ยิ่งถ้าหากสมาชิกมีปฏิสัมพันธ์กัน มากเท่าใดก็จะเกิดความผูกพันระหว่างกันมากขึ้นเท่านั้น ทำให้การเชื่อมโยงแน่นแฟ้นมากขึ้น มีการ เรียนรู้ระหว่างกันมากขึ้น สร้างความเข้มแข็งให้กับภาคีเครือข่าย องค์ประกอบข้างต้นไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ในการนำไปจำแนกระหว่างภาคีเครือข่าย แท้กับภาคีเครือข่ายเทียมเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงปัจจัยที่จะส่งผลต่อการสร้างความเข้มแข็งของ ภาคีเครือข่ายด้วย 3. สถานะส่วนบุคคลของภาคีเครือข่าย นอกจากองค์ประกอบที่เป็นการดำเนินงานระหว่างภาคีเครือข่ายแล้ว สถานะ ส่วนบุคคลของภาคีเครือข่ายยังมีความสำคัญต่อการดำเนินงานงานของภาคีเครือข่ายด้วย ดังนี้ 3.1 ผู้จัดการภาคีเครือข่าย มีหน้าที่ในการดูแลรักษาภาคีเครือข่าย ดังต่อไปนี้ 1) ช่วยสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นสมาชิกรวมตัวกันทำงาน โดยมีกิจกรรมเป็นสื่อ เช่น การประชุมประจำปี การจัดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล การแก้ปัญหาร่วมกัน การวางแผนและ ดำเนินการจัดกิจกรรมใหม่


34 2) สมาชิกแกนนำต้องเปิดโอกาสให้มีการสื่อสารระหว่างกัน ส่งข่าวผ่านจดหมาย ข่าวของภาคีเครือข่าย มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เก็บรวมรวมข้อมูลและตั้งเป็นศูนย์ข้อมูล ของภาคีเครือข่ายเพื่อให้สมาชิกเข้าถึง 3) สร้างความรักความผูกพันและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างคนในกลุ่มสมาชิก เริ่มจัดกิจกรรมง่ายๆ ที่มีโอกาสประสบความสำเร็จร่วมกันก่อน มีกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง บุคลากรในกลุ่มสมาชิกเป็นประจำ จัดเวทีให้มีการพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเมื่อเกิดปัญหาขัดแย้ง ระหว่างกลุ่มสมาชิก จัดกิจกรรมส่งต่องานที่เกี่ยวข้อง 4) จัดให้มีกระบวนการตัดสินใจโดยให้สมาชิกทุกกลุ่มมีส่วนร่วม พยายามสร้าง สภาพแวดล้อมให้มีการเสนอความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระ ไม่รวบอำนาจ ควรแบ่งกันเป็นผู้นำตาม ความถนัด ทำการรวบรวมข้อมูลจากสมาชิกทุกกลุ่มก่อนการตัดสินใจเพื่อทำให้เกิดการยอมรับและ เต็มใจที่จะนำผลการตัดสินใจของภาคีเครือข่ายไปปฏิบัติ 5) วางแผนในการประสานงานระหว่างสมาชิก และเชื่อมต่อกับภาคีเครือข่าย อื่นๆ จัดระบบการประสานงานให้คล่องตัวและทั่วถึง การประสานงานถือเป็นหน้าที่หลักของสมาชิก แกนนำ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสนับสนุนทุกระดับให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี 3.2 กลุ่มสมาชิกแกนนำ การพัฒนาสมาชิกแกนนำที่มีประสิทธิภาพ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่กลุ่มสมาชิก ภาคีเครือข่ายอื่นๆ เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือจากคนภายนอก เป็นสิ่งจูงใจที่ทำให้คนภายนอกอยากเข้า มามีส่วนร่วมในกิจกรรมของภาคีเครือข่ายมากขึ้น สมาชิกแกนนำจะต้องมีการพัฒนากลุ่มเพื่อให้มี ความเข้มแข็ง มีวุฒิภาวะสูง มีความเป็นทีม ประสิทธิภาพสูง มีการรวมตัวของสมาชิกในกลุ่มสูง มีการ สื่อสารทั่วถึงและโปร่งใส มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสมาชิก ใช้กระบวนการการตัดสินใจแบบให้ทุก คนมีส่วนร่วม เคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มีการประสานงานระหว่างสมาชิกให้ครบถ้วนและ เป็นเอกภาพ ประสานงานกับองค์กรภายนอกภาคีเครือข่ายได้เป็นอย่างดี 4. ลักษณะการก่อเกิดของภาคีเครือข่าย ในแต่ละภาคีเครือข่ายต่างมีจุดเริ่มต้น หรือถูกสร้างมาด้วยวิธีการต่างๆ กัน โดยการ สร้างภาคีเครือข่าย หมายถึง การทำให้มีการติดต่อ สนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและ ร่วมมือกันด้วยความสมัครใจ การสร้างภาคีเครือข่ายควรสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้สมาชิก ในภาคีเครือข่ายมีความสัมพันธ์กันฉันท์เพื่อน ที่ต่างก็มีความเป็นอิสระมากกว่าสร้างการคบค้าสมาคม แบบพึ่งพิง นอกจากนี้การสร้างภาคีเครือข่ายต้องไม่ใช่การสร้างระบบติดต่อด้วยการเผยแพร่ข่าวสาร แบบทางเดียว เช่น การส่งจดหมายข่าวไปให้สมาชิกตามรายชื่อ แต่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารระหว่างกันด้วย ดังนั้นชนิดของภาคีเครือข่ายจึงมี 3 ลักษณะ (Loei. 2561: ออนไลน์) คือ


35 4.1 ภาคีเครือข่ายที่เกิดโดยธรรมชาติ ภาคีเครือข่ายชนิดนี้มักเกิดจากการที่ผู้คนมีใจตรงกัน ทำงานคล้ายคลึงกันหรือ ประสบกับสภาพปัญหาเดียวกันมาก่อน เข้ามารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ ร่วมกันแสวงหาทางเลือกใหม่ที่ดีกว่า การดำรงอยู่ของกลุ่มสมาชิกในภาคีเครือข่ายเป็นแรงกระตุ้นที่ เกิดขึ้นภายในตัวสมาชิกเอง (ฉันทะ) ภาคีเครือข่ายเช่นนี้มักเกิดขึ้นในพื้นที่ อาศัยความเป็นเครือญาติ เป็นคนในชุมชนหรือมาจากภูมิลำเนาเดียวกันที่มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่คล้ายคลึงกัน มาอยู่รวมกัน เป็นกลุ่มโดยจัดตั้งเป็นชมรมที่มีกิจกรรมร่วมกันก่อน เมื่อมีสมาชิกเพิ่มขึ้นจึงขยายพื้นที่ดำเนินการ ออกไป หรือมีการขยายเป้าหมาย/วัตถุประสงค์ ของกลุ่มมากขึ้น ในที่สุดก็พัฒนาขึ้นเป็นภาคีเครือข่าย เพื่อให้ครอบคลุมต่อความต้องการของสมาชิกได้กว้างขวางขึ้น ภาคีเครือข่ายประเภทนี้มักจะใช้เวลา ก่อร่างสร้างตัวที่ยาวนาน แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักจะเข้มแข็ง ยั่งยืนและมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.2 ภาคีเครือข่ายจัดตั้ง ภาคีเครือข่ายจัดตั้งมักจะมีความเกี่ยวพันกับนโยบายหรือการดำเนินงานของ ภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ การจัดตั้งอยู่ในกรอบความคิดเดิมที่ใช้กลไกของรัฐผลักดันให้เกิดงานที่เป็น รูปธรรมโดยเร็ว และส่วนมากภาคีหรือสมาชิกที่เข้าร่วมภาคีเครือข่ายมักจะไม่ได้มีพื้นฐาน ความ ต้องการ ความคิด ความเข้าใจ หรือมุมมองในการจัดตั้งภาคีเครือข่ายที่ตรงกันมาก่อนที่จะเข้ามา รวมตัวกัน เป็นการทำงานเฉพาะกิจชั่วคราวที่ไม่มีความต่อเนื่อง และมักจะจางหายไปในที่สุด เว้นแต่ ว่าภาคีเครือข่ายจะได้รับการชี้แนะที่ดี ดำเนินงานเป็นขั้นตอนจนสามารถสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เกิดเป็นความผูกพันระหว่างสมาชิกจนนำไปสู่การพัฒนาเป็นภาคีเครือข่ายที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลุ่มสมาชิกจะยังคงรักษาสถานภาพของภาคีเครือข่ายไว้ได้แต่มีแนวโน้มที่จะลดขนาดของภาคี เครือข่ายลงเมื่อเปรียบเทียบระยะก่อตั้ง 4.3 ภาคีเครือข่ายวิวัฒนาการ เป็นการถือกำเนิดโดยไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติตั้งแต่แรก และไม่ได้เกิดจากการ จัดตั้งโดยตรงแต่มีกระบวนการพัฒนาผสมผสานอยู่ โดยเริ่มที่กลุ่มบุคคล/องค์กรมารวมกันด้วย วัตถุประสงค์กว้างๆ ในการสนับสนุนกันและเรียนรู้ไปด้วยกัน โดยยังไม่ได้สร้างเป้าหมายหรือ วัตถุประสงค์เฉพาะที่ชัดเจนนัก หรืออีกลักษณะหนึ่งคือถูกจุดประกายความคิดจากภายนอก ไม่ว่าจะ เป็นการได้รับฟัง หรือการไปได้เห็นการดำเนินงานของภาคีเครือข่ายอื่นๆมา แล้วเกิดความคิดที่จะ รวมตัวกัน สร้างพันธะสัญญาเป็นภาคีเครือข่ายช่วยเหลือและพัฒนาตนเอง ภาคีเครือข่ายที่ว่านี้แม้จะ ไม่ได้เกิดจากแรงกระตุ้นภายในโดยตรงตั้งแต่แรก แต่ถ้าสมาชิกมีความตั้งใจจริงที่เกิดจากจิตสำนึกที่ดี เมื่อได้รับการกระตุ้นและสนับสนุน ก็จะสามารถพัฒนาต่อไปจนกลายเป็นภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ทำนองเดียวกันกับภาคีเครือข่ายที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ภาคีเครือข่ายในลักษณะนี้พบเห็นอยู่มากมาย เช่น ภาคีเครือข่ายผู้สูงอายุ ภาคีเครือข่ายโรงเรียนสร้างเสริมสุขภาพ เป็นต้น


36 5. โครงสร้างภาคีเครือข่าย ในชุมชนการจัดโครงสร้างภาคีเครือข่าย มีส่วนสำคัญต่อการจัดวางตำแหน่งหน้าที่ ความรับผิดชอบงานบุคคลและกลุ่มในแต่ละชุมชนเป็นอย่างมาก ซึ่งการจัด โครงสร้างภาคีเครือข่ายมี หลากหลายรูปแบบ แต่ผู้ศึกษาขอเสนอ 2 รูปแบบ (กองสุขศึกษา. 2556) ดังนี้ 5.1 รูปแบบตามแนวดิ่ง เป็นโครงสร้างภาคีเครือข่ายตามอำนาจหน้าที่มีการจัดลำดับ ขั้นลดหลั่นกันลงไปตามโครงสร้างบังคับบัญชาแบบลำดับชั้น โดยมีแกนนำซึ่งเป็นผู้นำภาคีเครือข่าย และผู้มีอำนาจในการสั่งการ หรือระดมมวลชนสมาชิกในภาคีเครือข่ายให้มาร่วมดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของภาคีเครือข่าย โดยสมาชิกมีหน้าที่รับการถ่ายทอดคำสั่งเท่านั้น การสร้างภาคีเครือข่ายและการมี ส่วนร่วม ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของชุมชน 5.2 รูปแบบตามแนวราบ เป็นโครงสร้างภาคีเครือข่ายที่เน้นในการประสานงาน/การ มอบหมายงาน และความร่วมมือในแนวราบเป็นหลัก อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างแกนนำที่เป็นจุด เชื่อมต่อ (Node) ของแต่ละภาคีเครือข่าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลักษณะกลไกบริหาร ภาคีเครือข่ายของ กลุ่ม/ภาคีเครือข่ายประชาคม โครงสร้างภาคีเครือข่ายข่ายแบบนี้จึงให้ความสำคัญกับแกนนำหรือ ผู้นำภาคีเครือข่าย ซึ่งภาวะผู้นำของภาคีเครือข่าย มีความสำคัญมากในการผลักดันไปสู่ความสำเร็จ ของผลงาน ทั้งนี้การใช้ภาวะผู้นำในการขับเคลื่อนเป็นการอาศัยทุนทางสังคมที่มีอยู่เดิม ในรูปของ ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและความสัมพันธ์ฉันท์มิตรในการประสานงานและขอความร่วมมือในการ ดำเนินงาน ส่วนใหญ่ภาคีเครือข่ายในชุมชน มักจะเป็นภาคีเครือข่ายตามแนวราบ ซึ่งนอกจาก การให้ความสำคัญกับภาวะผู้นำของแกนนำกลุ่ม และความสัมพันธ์ระหว่างแกนนำของกลุ่มภาคี เครือข่ายต่างๆ แล้ว ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนหรือประชาคมอย่างมาก 6. การดำเนินงานร่วมภาคีเครือข่าย การทำงานร่วมกับหน่วยงานหรือองค์กรอื่นในลักษณะของภาคีเครือข่าย ย่อมขึ้นอยู่ กับระดับของความร่วมมือ โดยมีการดำเนินงานร่วมกัน (จีรวิทย์ มั่นคงวัฒนะ. 2561: ออนไลน์) ดังนี้ 6.1 การประสานงาน (Coordination) หมายถึง เป็นวิธีที่คนจำนวนมากมาร่วมกัน ทำงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตกลงกัน โดยกำหนดกิจกรรมต่างๆ ออกเป็นหมวดหมู่เพื่อ มอบหมายให้ผู้รับผิดชอบปฏิบัติด้วยความสามัคคี สมานฉันท์ และมีประสิทธิภาพที่สุด หรืออาจกล่าว ได้ว่า การประสานงาน หมายถึง การจัดระเบียบวิธีการทำงาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ร่วมมือ ปฏิบัติงานเป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อให้งานหรือกิจกรรมดำเนินไปอย่างราบรื่นสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ และนโยบายขององค์กรนั้นอย่างสมานฉันท์ 6.2 ความร่วมมือ (Cooperatoin) หมายถึง ความเต็มใจของแต่ละคนในการช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน เพื่อไปสู่เป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง ตามเป้าหมายขององค์การหรือหน่วยงานความ


37 ร่วมมือ จะเป็นการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็น “เจ้าของหรือเจ้าภาพ” งานหรือกิจกรรมนั้นๆ แล้วขอให้ ฝ่ายอื่นเข้ามาร่วม มีลักษณะเกิดขึ้นเป็นครั้งๆไป ไม่มุ่งความต่อเนื่องและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างผู้เข้าร่วมกิจกรรม แต่มุ่งจะให้กิจกรรมนั้นๆ แล้วเสร็จตามความต้องการของฝ่ายเจ้าของงาน ความร่วมมือเป็นการช่วยเหลือด้วยความสมัครใจ แม้จะไม่มีหน้าที่โดยตรง อาจจะทำเรื่องเดียวกันใน เวลาเดียวกันหรือต่างเวลาก็ได้แม้กระทั่งอาจให้ความร่วมมือทำบางเรื่องบางเวลา 6.3 การทำงานร่วมกัน (Collaboration) หมายถึง การที่บุคคล ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป หรือองค์กรตั้งแต่ 2 องค์กรขึ้นไป มาทำงานร่วมกัน มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในกลุ่ม และรับรู้ว่า ตนเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มตามโครงสร้างที่มีอยู่ในองค์กร รวมทั้งเข้าใจวัตถุประสงค์ของการทำงาน ร่วมกัน เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ และผู้ปฏิบัติงาน ต่างก็เกิดความพอใจ ในการทำงานนั้น 6.4 การมีส่วนร่วม (Participation) หมายถึง การที่สมาชิกทุกคนของหน่วยงานนั้น หรือองค์กร ร่วมกันดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยมีลักษณะของกระบวนการ (Process) อันมี ขั้นตอนที่มุ่งหมายจะให้เกิดการเรียนรู้(Learning) อย่างต่อเนื่อง มีพลวัต (Dynamic) กล่าวคือ มี การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ มีการแก้ปัญหา การร่วมกันกำหนดแผนงาน ใหม่ๆ เพื่อการสร้างความยั่งยืนในความสัมพันธ์ของทุกฝ่ายที่เข้าร่วมดำเนินการ ยิ่งไปกว่านั้นการมีส่วนร่วมก่อให้เกิดผลดีต่อการขับเคลื่อนองค์กรหรือภาคีเครือข่าย ผู้ที่ เข้ามามีส่วนร่วมย่อมเกิดความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร และที่สำคัญผู้ที่มีส่วนร่วม จะมีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ ความรู้สึกเป็นเจ้าของจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนภาคีเครือข่ายที่ดีที่สุด ซึ่งเมื่อมีการสร้างพันธสัญญาเป็นภาคีเครือข่ายช่วยเหลือและพัฒนาตนเอง ภาคีเครือข่ายที่ว่านี้แม้จะ ไม่ได้เกิดจากแรงกระตุ้นภายในโดยตรงตั้งแต่แรก แต่ถ้าสมาชิกมีความตั้งใจจริงที่เกิดจากจิตสำนึกที่ดี เมื่อได้รับการกระตุ้นและสนับสนุน ก็จะสามารถพัฒนาต่อไปจนกลายเป็นภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ดังนั้นในการดำเนินงานร่วมกันเพื่อให้เกิดการพัฒนาภาคีเครือข่ายต้องดำเนินการ ดังนี้ 1) สมาชิกที่เข้าร่วม ต้องเข้าใจเป้าหมายในการรวมตัวกันว่าจะก่อให้เกิดความสำเร็จ ในภาพรวม 2) สร้างการยอมรับในความแตกต่างระหว่างสมาชิก ยอมรับในรูปแบบและวัฒนธรรม องค์กรของสมาชิก 3) มีกิจกรรมสม่ำเสมอและมากพอที่จะทำให้สมาชิกได้ทำงานร่วมกัน เป็นกิจกรรมที่ ต้องแน่ใจว่าทำได้ และกระจายงานได้ทั่วถึง ควรเลือกกิจกรรมที่ง่ายและมีแนวโน้มประสบผลสำเร็จ อย่าทำกิจกรรมที่ยากโดยเฉพาะครั้งแรกๆ เพราะถ้าทำไม่สำเร็จอาจทำให้ภาคีเครือข่ายที่เริ่มก่อตัว เกิดการแตกสลายได้ 4) จัดให้มีและกระตุ้นให้มีการสื่อสารระหว่างกันอย่างทั่วถึง และสม่ำเสมอ


38 5) สนับสนุนสมาชิกทุกกลุ่ม และทุกด้านที่ต้องการความช่วยเหลือ เน้นการช่วยเหลือ กลุ่มสมาชิกที่ยังอ่อนแอให้สามารถช่วยตนเองได้ 6) สร้างความสัมพันธ์ของบุคลากรในภาคีเครือข่าย 7) สนับสนุนให้สมาชิกได้พัฒนางานอย่างเต็มกำลังตามศักยภาพและความชำนาญที่มี อยู่ โดยร่วมกันตั้งเป้าหมายในการพัฒนางานให้กับสมาชิกแต่ละกลุ่ม ส่งผลให้สมาชิกแต่ละกลุ่มมี ความสามารถพิเศษเฉพาะด้าน เป็นพื้นฐานในการสร้างความหลากหลายและเข้มแข็งให้กับภาคี เครือข่าย 8) สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ระหว่างบุคลากรทุกระดับของสมาชิกในภาคี เครือข่ายในลักษณะความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน 9) จัดกิจกรรมให้สมาชิกใหม่ของภาคีเครือข่าย เพื่อเชื่อมต่อคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ในการสืบทอดความเป็นภาคีเครือข่ายต่อไป 10) จัดให้มีเวทีระหว่างคนทำงานเพื่อพัฒนาหรือแก้ปัญหาในการทำงานด้านต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน 11) จัดให้มีช่องทางการทำงานร่วมกัน การสื่อสารที่ง่ายต่อการเข้าถึงที่ทันสมัยและเป็น ปัจจุบัน เช่น สร้างระบบการส่งต่องาน และสร้างเว็บไซต์เพื่อเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายเข้าด้วยกัน 6. การรักษาภาคีเครือข่าย ตราบใดที่ภารกิจภาคีเครือข่ายยังไม่สำเร็จ ย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องรักษาภาคี เครือข่ายไว้ประคับประคองให้ภาคีเครือข่ายสามารถดำเนินการต่อไปได้ และบางกรณีหลังจากภาคี เครือข่ายได้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายแล้ว ก็จำเป็นต้องรักษาความสำเร็จของภาคีเครือข่ายไว้ หลักการรักษาความสำเร็จของภาคีเครือข่าย (Loei. 2561: ออนไลน์) มีดังนี้ 1) การจัดกิจกรรมร่วมที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ภาคีเครือข่ายหยุดชะงักหรือถดถอยหากไม่มีกิจกรรมใดๆ ที่สมาชิกของภาคี เครือข่ายสามารถกระทำร่วมกัน ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อไม่มีกิจกรรมก็ไม่มีกลไกที่จะดึงสมาชิกเข้าหากัน สมาชิกของภาคีเครือข่ายก็จะไม่มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กัน เมื่อการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกลดลงก็จะ ส่งผลให้ภาคีเครือข่ายเริ่มอ่อนแอ สมาชิกจะเริ่มสงสัยในการคงอยู่ของภาคีเครือข่าย บางคนอาจ พาลคิดไปว่าภาคีเครือข่ายล้มเลิกไปแล้ว ความยั่งยืนของภาคีเครือข่ายจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อได้มีการจัดกิจกรรมที่ดำเนินการ อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งกิจกรรมดังกล่าวกลายเป็นแบบแผน (pattern) ของการกระทำที่สมาชิกของ ภาคีเครือข่ายยอมรับโดยทั่วกัน ด้วยเหตุนี้การที่จะรักษาภาคีเครือข่ายไว้ได้ต้องมีการกำหนด โครงสร้างและตารางกิจกรรมไว้ให้ชัดเจน ทั้งในแง่ของเวลา ความถี่ และต้องเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจ เพียงพอที่จะดึงดูดสมาชิกให้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมเดียวที่ใช้สำหรับ สมาชิกทุกคน ในสำรวจดูความต้องการเฉพาะของสมาชิกในระดับย่อยลงไปในแต่ละคนและแต่ละ


39 กลุ่ม กล่าวคือควรจะมีกิจกรรมย่อยที่หลากหลายเพียงพอที่จะตอบสนองความสนใจของสมาชิกกลุ่ม ย่อยในภาคีเครือข่ายด้วย โดยที่กิจกรรมเหล่านี้ก็ยังต้องอยู่ในทิศทางที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายของ ภาคีเครือข่าย กิจกรรมเหล่านี้อาจจะจัดในรูปแบบที่เป็นทางการ เช่น การวางแผนงานร่วมกัน การ พบปะเพื่อประเมินผลร่วมกันประจำทุกเดือน ฯลฯ หรือจัดในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ เช่น จัดกีฬา สันทนาการระหว่างสมาชิก จัดงานประเพณีท้องถิ่นร่วมกัน เป็นต้น หากในกรณีที่ภาคีเครือข่าย ครอบคลุมพื้นที่ที่กว้างขวางมาก กิจกรรมไม่ควรรวมศูนย์อยู่เฉพาะส่วนกลาง ควรกระจายจุดพบปะ สังสรรค์หมุนเวียนกันไปเพื่อให้สมาชิกเข้าร่วมได้โดยสะดวก 2) การรักษาสัมพันธภาพที่ดีระหว่างสมาชิกภาคีเครือข่าย สัมพันธภาพที่ดีเป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่งในการรักษาภาคีเครือข่ายให้ยั่งยืน ต่อไป ความสัมพันธ์ที่ดีเป็นเสมือนน้ำมันที่คอยหล่อลื่นการทำงานร่วมกันให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น เมื่อใดที่สมาชิกของภาคีเครือข่ายเกิดความรู้สึกบาดหมางไม่เข้าใจกัน หรือเกิดความขัดแย้งระหว่าง กันโดยหาข้อตกลงไม่ได้ สัมพันธภาพระหว่างสมาชิกก็จะเริ่มแตกร้าว ซึ่งหากไม่มีการแก้ไขอย่าง ทันท่วงทีก็จะนำไปสู่ความเสื่อมถอยและความสิ้นสุดลงของภาคีเครือข่ายได้ ดังนั้น ควรมีการจัด กิจกรรมที่มีจุดประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกโดยเฉพาะ และควรจัดอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่จัดในช่วงที่มีปัญหาเกิดขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้สมาชิกของภาคีเครือข่ายต้องพึงตระหนักถึงความสำคัญของการรักษา สัมพันธภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งหรือความไม่เข้าใจกันที่อาจเกิดขึ้น สมาชิกควรแสดงความ เป็นมิตรต่อกัน เมื่อเกิดความขัดแย้งต้องรีบแก้ไขและดำเนินการไกล่เกลี่ยให้เกิดความเข้าใจกันใหม่ นอกจากนี้ควรมีมาตรการป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งระหว่างกัน เช่น ในการจัด โครงสร้างองค์กรควรแบ่งอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน และไม่ซ้ำซ้อน การกำหนดเป้าหมายการทำงานที่ สมาชิกยอมรับร่วมกัน การจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ การกำหนดผู้นำที่เหมาะสม การกำหนด กติกาอันเป็นที่ยอมรับร่วมกัน เป็นต้น 3) การกำหนดกลไกสร้างระบบจูงใจ สมาชิกจะยังเข้าร่วมกิจกรรมของภาคีเครือข่าย ตราบเท่าที่ยังมีสิ่งจูงใจเพียง พอที่จะดึงดูดให้เข้าไปมีส่วนร่วม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดกลไกบางประการที่จะช่วยจูงใจให้ สมาชิกเกิดความสนใจอยากเข้ามีส่วนร่วม ซึ่งตามทฤษฎีแรงจูงใจแล้ว ปัจเจกต่างก็มีสิ่งจูงใจที่ต่างกัน ดังนั้นควรทำการวิเคราะห์เพื่อบ่งชี้ถึงแรงจูงใจที่แตกต่างหลากหลายในแต่ละบุคคล แล้วทำการจัด กลุ่มของสิ่งจูงใจที่ใกล้เคียงกันออกเป็นกลุ่มๆ อาทิ ค่าตอบแทน เกียรติยศชื่อเสียง การยอมรับ ฯลฯ อันนำไปสู่มาตรการในการสร้างแรงจูงใจสำหรับบุคคลในแต่ละกลุ่ม ได้อย่างเฉพาะเจาะจง ถ้าจำเป็นจะต้องให้ค่าตอบแทนเพื่อเป็นสิ่งจูงใจ ควรเป็นการแลกเปลี่ยนกับ ผลงานมากกว่าการให้ผลตอบแทนในลักษณะเหมาจ่าย กล่าวคือ ผู้ที่รับค่าตอบแทนต้องสร้างผลงาน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน โดยผลงานที่ได้ต้องสนับสนุนและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการพัฒนา ภาคีเครือข่าย และควรมีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน เพื่อสร้างทักษะผูกพันระหว่าง


40 ผู้รับทุนและผู้ใช้ทุน การให้ค่าตอบแทนก็ไม่ควรให้ทั้งหมดในงวดเดียว ทั้งนี้เพื่อให้มีการปรับลด ค่าตอบแทนได้หากผู้รับทุนไม่ดำเนินการตามสัญญา ในกรณีที่ต้องการให้เกียรติยศและชื่อเสียงเป็นสิ่งจูงใจ โดยเฉพาะในงานพัฒนา สังคมที่มักไม่มีค่าตอบแทนการดำเนินงาน จำเป็นต้องหาสิ่งจูงใจอื่นมาชดเชยสิ่งตอบแทนที่เป็นเงิน ตามทฤษฎีของ Maslow ความต้องการการยกย่องจากผู้อื่น (esteem needs) ที่อยู่ในรูปของอำนาจ เกียรติยศชื่อเสียง หรือสถานะทางสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่นำมาใช้จูงใจได้ อาจทำเป็นในรูป “สัญลักษณ์” บางอย่างที่สื่อถึงการได้รับเกียรติยศ การยกย่องและมีคุณค่าทางสังคม เช่น การประกาศเกียรติยศ เข็มเชิดชูเกียรติ โล่เกียรติยศ เป็นต้น โดยสัญลักษณ์เหล่านี้ต้องมีคุณค่าเพียงพอให้บุคคลปรารถนา อยากที่จะได้ และควรมีเกียรติยศหลายระดับที่จูงใจสมาชิกภาคีเครือข่ายให้ร่วมมือลงแรงเพื่อไต่เต้า ไปสู่ระดับที่สูงขึ้นต่อไป ซึ่งจะช่วยให้เกิดความต่อเนื่อง และควรมีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่รายชื่อ คนกลุ่มนี้อย่างกว้างขวาง 4) การจัดหาทรัพยากรสนับสนุนอย่างเพียงพอ หลายภาคีเครือข่ายต้องหยุดดำเนินการไป เนื่องจากขาดแคลนทรัพยากร สนับสนุนการดำเนินงานที่เพียงพอ ทั้งด้านวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ และบุคลากร ที่สำคัญคือ เงินทุนในการดำเนินงานซึ่งเปรียบเสมือนเลือดที่ไหลเวียนหล่อเลี้ยงภาคีเครือข่ายให้สามารถ ดำเนินการต่อไปได้เมื่อขาดเงินทุนเพียงพอที่จะจุนเจือ ภาคีเครือข่ายอาจต้องปิดตัวลงในที่สุด หาก ได้รับการสนับสนุนจะต้องมีระบบตรวจสอบการใช้จ่ายอย่างรัดกุม และมีการรายงานผลเป็นระยะ หากการดำเนินงานไม่คืบหน้าอาจให้ระงับทุนได้ 5) การให้ความช่วยเหลือและช่วยแก้ไขปัญหา ภาคีเครือข่ายอาจเกิดปัญหาระหว่างการดำเนินงานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคี เครือข่ายที่เพิ่งเริ่มดำเนินการใหม่ๆ การมีที่ปรึกษาที่ดีคอยให้คำแนะนำและคอยช่วยเหลือจะช่วยให้ ภาคีเครือข่ายสามารถดำเนินการต่อไปได้ และช่วยหนุนเสริมให้ครือข่ายเกิดความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ควรมี ที่ปรึกษาเพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ เป็นแหล่งข้อมูลให้ศึกษาค้นคว้า และช่วยอบรม ภาวะการเป็นผู้นำให้กับสมาชิกภาคีเครือข่าย 6) การสร้างผู้นำรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง องค์กรหรือภาคีเครือข่ายที่เคยประสบความสำเร็จกลับต้องประสบกับความ ล้มเหลวอย่างรุนแรงเมื่อเวลาผ่านไป เพราะไม่ได้สร้างคนให้ขึ้นมารองรับต่อจากคนรุ่นก่อน เพื่อการ สานต่อภาระกิจของภาคีเครือข่าย จึงจำเป็นต้องสร้างผู้นำรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ภาคีเครือข่ายต้อง คัดเลือกคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ทั้งด้านความรู้ความสามารถ การมีประสบการณ์ร่วมกับภาคี เครือข่ายและที่สำคัญ คือเป็นที่ยอมรับนับถือและสามารถเป็นศูนย์รวมใจของคนในภาคีเครือข่ายได้ ดำเนินการให้คนเหล่านี้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเพิ่มประสบการณ์ในการทำหน้าที่เป็นสมาชิกแกนหลัก เพื่อสืบสานหน้าที่ต่อไปเมื่อสมาชิกแกนหลักต้องหมดวาระไป


Click to View FlipBook Version