The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเขียนงานวิชาการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by yala, 2022-05-16 04:13:03

การเขียนงานวิชาการ

การเขียนงานวิชาการ

47

5. ชอ่ื เรอ่ื ง

1. ชือ่ ผลงำนตอ้ งมีควำมชัดเจนวำ่ จะดำเนินกำรอะไร
2. ชื่อผลงำนตอ้ งมีขอบเขตชดั เจนวำ่ จะดำเนนิ กำรทีไ่ หนหรอื ในระดบั ใดหรอื ระยะเวลำใด

ตัวอย่างชื่อเรอ่ื งข้อเสนอแนวความคิดของสายงานนกั วิเคราะห์นโยบายและแผน

1. กำรติดตำมประเมินผลแบบมสี ว่ นรว่ ม (Participatory Evaluation)
2. กำรเพมิ่ ประสิทธภิ ำพในกำรจดั ทำแผนปฏิบัตริ ำชกำรสป่ี ี และแผนปฏบิ ตั ริ ำชกำรประจำปี กระทรวงยตุ ิธรรม
3. แนวทำงกำรแกไ้ ขปัญหำกำรเบกิ จ่ำยงบประมำณไมเ่ ป็นไปตำมแผนของสำนักงำนปลดั กระทรวงยตุ ธิ รรมประจำปี

งบประมำณ พ.ศ. 2555
4. กำรจดั ทำฐำนขอ้ มลู สนับสนุนกำรตรวจรำชกำรกระทรวงยตุ ธิ รรม
5. กำรพฒั นำผ้ชู ว่ ยผ้ตู รวจรำชกำร

6. หลกั การและเหตผุ ล

หลักเกณฑ์กำรเขียนควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปัญหำกำรวิจยั ดังนี้
1. เขียนใหต้ รงประเดน็ เนน้ ปญั หำถกู จุด ไมย่ ืดเยื้อ
2. ครอบคลุมประเดน็ สำคัญทจ่ี ะศกึ ษำ
3. ไม่ส้นั ไมย่ ำวเกินไป (ไม่ควรตำ่ กว่ำ 1 หนำ้ กระดำษ)
4. ใชภ้ ำษำทส่ี อ่ื สำรใหผ้ อู้ ำ่ นเขำ้ ใจ
5. นำเสนอประเด็นใหค้ วำมต่อเนื่องกนั ประเด็นทำ้ ยแตล่ ะยอ่ หนำ้ ต้องเชื่อมโยงกับประเด็นใหม่
ทจ่ี ะเร่ิมย่อหน้ำใหม่
6. กำรอ้ำงอิงข้อมูลหรอื แหลง่ ท่ีมำของขอ้ มูลตอ้ งมีควำมถกู ต้อง

48

ตวั อย่างหลักการและเหตผุ ล

การติดตามประเมินผลแบบมสี ่วนรว่ ม (Participatory Evaluation)

หลกั การและเหตุผล
ความสาคญั ของการตดิ ตามประเมนิ ผล จุดมุ่งหมำยหลักของกำรประเมนิ คือกำรไดข้ ้อมลู สำรสนเทศที่ใช้

บอกระดับคุณภำพ จุดบกพร่อง และจุดเด่นของผู้ถูกประเมินหรือส่ิงที่ประเมิน ผลท่ีได้จำกกำรประเมินเป็น
ประโยชนใ์ นกำรคัดเลือก กำรวนิ ิจฉัยข้อบกพรอ่ ง กำรติดตำมควำมก้ำวหนำ้ กำรพฒั นำคณุ ภำพ และกำรบรหิ ำรงำน
กลำ่ วไดว้ ำ่ จดุ มงุ่ หมำยสำคัญของกำรประเมนิ คือ กำรที่หนว่ ยงำนหรือองค์กำรหรือผู้ถูกประเมินได้รับรู้จุดเด่น จุดด้อย
เงอ่ื นไข ปญั หำอปุ สรรคต่ำง ๆ ท่ีเกิดขึ้นในกำรดำเนินงำน สำมำรถนำผลกำรประเมินไปใช้ประโยชน์ในกำรปรับปรุง
แกไ้ ข และพัฒนำ อยำ่ งต่อเนอ่ื งและสมำ่ เสมอ

ปัญหาในการติดตามประเมินผล
1. สำเหตุในระดับองค์กร พบว่ำหลำยองค์กรไม่ให้ควำมสำคัญและไม่แสดงให้เห็นถึงกำรยอมรับต่อผลที่
ได้มำจำกกำรประเมินผลงำน ไม่มีกำรบังคับใช้ข้อมูลท่ีได้จำกกำรประเมินอย่ำงจริงจัง มองกำรประเมินผลงำนเป็น
เพียงกิจกรรมประจำปีท่ีฝ่ำยจัดกำรต้องทำไปตำมประเพณีหลำยแห่งให้ควำมสำคัญกับบรรยำกำศ กำรมีส่วนร่วม
แบบประชำธิปไตยมำกเกินไปโดยไม่สนใจต่อผลสำเร็จ คุณลักษณะของตำแหน่งงำนบำงตำแหน่งไม่สำมำรถจะ
สงั เกตเหน็ ผลงำนได้อยำ่ งชัดเจน ซึง่ มสี ำเหตมุ ำจำกควำมไมเ่ ข้ำใจในหลักกำรเร่ืองกำรกำหนดตัวชวี้ ัดผลสำเรจ็ ในกำร
ปฏิบัติงำน นอกจำกน้ีปัญหำในระดับนโยบำยขององค์กรท่ีไม่มีมำตรฐำนในเรื่องบทบำทหน้ำท่ีของผู้ประเมินและ
ควำมถ่ใี นกำรประเมิน
2. สำเหตุจำกที่มำของระบบ ซ่ึงหำกพิจำรณำในด้ำนกำรใช้ระบบจะพบว่ำผู้ใช้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกำร
พฒั นำระบบ ระบบโดยสว่ นใหญพ่ ัฒนำขน้ึ โดยฝ่ำยทรัพยำกรบคุ คลหรือท่ีปรึกษำภำยนอกโดยท่ไี มไ่ ด้เปิดโอกำสหรือ
สอบถำมควำมคิดเห็นของผู้ใช้ระบบ นอกจำกน้ียังพบสำเหตุจำกควำมล้มเหลวในกำรวิเครำะห์งำนเพ่ือพัฒนำกำร
วัดผลงำน ทำใหม้ ีกำรกำหนดปจั จัยในกำรใหค้ ะแนนระดบั ผลงำนในลักษณะที่เป็นนำมธรรมตัดสินใจยำก ส่งผลให้ผู้
ประเมินตอ้ งใชค้ วำมรูส้ ึกในกำรตัดสนิ ใจ นอกจำกนีย้ งั พบสำเหตุมำจำกเรื่องของกำรเอำเปรียบทำงเพศหรือเชื้อชำติ
ซึง่ บำงครง้ั มีกำรนำมำเปน็ ปัจจยั ในกำรประเมนิ ผลงำน
3. สำเหตจุ ำกองคป์ ระกอบของระบบกำรประเมินผลงำน ประกอบไปด้วยผู้ประเมินท่ีไม่มีควำมรู้เรื่องงำน
ของผู้ถูกประเมิน ไม่มีข้อมูลเพียงพอในกำรประเมิน รวมถึงกำรท่ีมีควำมคำดหวังท่ีแตกต่ำงกันเน่ืองจำกระดับและ
บทบำทในลำดับช้ันกำรบังคับบัญชำภำยในโครงสร้ำงองค์กร ส่งผลต่อกำรตัดสินใจที่ลำเอียง ผิดพลำด หรือมีกำร
ตัดสินใจไว้แล้วล่วงหน้ำ หำกพิจำรณำองค์ประกอบในด้ำน เคร่ืองมือในกำรประเมินผลงำน พบว่ำเกณฑ์ในกำร
ประเมินมีควำมคลุมเครือ ภำษำที่ใช้ไม่ชัดเจน เช่น คุณภำพงำน ประสิทธิภำพในกำรทำงำน ควำมคิดสร้ำงสรรค์
กำรให้ควำมรว่ มมอื นอกจำกน้ยี ังพบว่ำบำงเกณฑไ์ มส่ อดคล้องหรือขัดแย้งกันเอง ไม่มีกำรส่ือสำรหลักเกณฑ์ที่จะใช้
วัดผลงำนให้แก่ผู้ถูกประเมินรับทรำบ รวมถึงกำรที่ตัวของระบบเองล้ำสมัยเพรำะไม่ได้ทำกำรเปล่ียนแปลงให้
สอดคล้องตำมควำมเปลยี่ นแปลงของงำนและบริบทขององค์กร
4. สำเหตุจำกผลลัพธ์ที่ได้จำกกำรประเมินผลงำน เป็นผลต่อเน่ืองจำกปัญหำในระดับองค์กรและปัญหำ
จำกระบบกำรประเมินผลงำน ทำให้พบกับควำมลม้ เหลวในกำรใหค้ วำมสำคญั แก่ผลงำนชน้ั เลศิ คนทีม่ ีผลงำนดีไม่ได้
รับกำรตอบแทนกำรตดั สินใจเล่ือนตำแหน่งผิดพลำด มีกำรบรรจุแต่งต้ังบุคคลที่ควำมรู้ไม่เพียงพอ นอกจำกน้ียังทำ
ให้ขำดขอ้ มูลที่ถูกตอ้ งในกำรวำงแผนพฒั นำบคุ ลำกร องคก์ รลม้ เหลวในกำรใหค้ วำมสำคัญแก่เร่อื งศักยภำพ ล้มเหลว
ในกำรฝึกอบรม สุดท้ำยพนักงำนเกิดควำมคับข้องใจเนื่องจำกกำรประเมินที่ไม่ชัดเจนและโอนเอียง บุคลำกรไม่มี
กำลังใจในกำรทำงำน ส่งผลต่อกำรลำออกของคนดีมีฝีมือ รวมถึงควำมด้อยลงในคุณภำพของกำรผลิตสินค้ำและ
บรกิ ำรโดยรวมขององค์กร

49

จะเหน็ ได้ว่ำสำเหตุของควำมลม้ เหลวในกำรประเมนิ ผลงำนของบุคลำกรจะมีสำเหตหุ ลกั ทส่ี ำคัญ คอื
นโยบำยองค์กรทผี่ ูบ้ รหิ ำรจะต้องแสดงออกมำให้เห็นว่ำองคก์ รใหค้ วำมสำคญั ตอ่ เร่ืองกำรประเมินผลงำนอยำ่ งแท้จริง
และสำเหตจุ ำกควำมไมช่ ดั เจนและไมส่ อดรับกนั ในหลกั เกณฑท์ ่ีใชว้ ัดผลงำน ทำงออกสำหรบั ปัญหำนใี้ นปจั จุบันไดม้ ี
กำรเสนอระบบกำรจัดกำรข้นึ มำรปู แบบหนึ่งเรยี กวำ่ ระบบกำรจดั กำรผลกำรปฏิบัติงำน (performance
management system) โดยไดม้ กี ำรวำงระบบดงั กล่ำวดว้ ยกำรบรู ณำกำรแนวคดิ ตำ่ งๆ เข้ำมำดว้ ยกนั คอื แนวคิด
เรอื่ งวงจรกำรจดั กำร (management cycle) ประกอบไปด้วย กำรวำงแผน กำรลงมอื ปฏบิ ัติ กำรตรวจติดตำม และ
กำรปรบั ปรงุ แกไ้ ขอย่ำงต่อเน่ือง เพื่อใช้เป็นฐำนรำกของระบบ และใชแ้ นวคดิ เร่ืองกำรจดั กำรเชงิ กลยทุ ธ์ กำรวดั
อย่ำงสมดลุ แบบ BSC และห่วงโซม่ ูลค่ำ (value chain) เพ่ือแกป้ ญั หำเร่อื งควำมชัดเจนและสอดรับกนั ของตัวชีว้ ดั
ผลงำน ผนวกเขำ้ กับเรอ่ื งของสมรรถนะ (competency) เพ่อื ใชเ้ ป็นขอ้ มูลฐำนในกำรพฒั นำเพ่อื ผลสำเร็จของงำน
และกำรใหร้ ำงวลั ตอบแทนผลสำเรจ็ (performance reward) เพ่ือสร้ำงขวญั และกำลังใจแกผ่ ูท้ ี่ทำงำนสำเรจ็ ตำม
เป้ำหมำย รวมถงึ กำรจดั เกบ็ ข้อมลู กำรวดั และประเมินผล และประมวลขอ้ มลู ทัง้ หมดของระบบเพอ่ื ใช้ในกำร
ปรบั ปรงุ แก้ไขตอ่ ไป จะเห็นไดว้ ่ำระบบกำรจดั กำรผลกำรปฏบิ ตั งิ ำนดงั กล่ำวน้ีจะเป็นคำตอบทล่ี งตวั สำหรับองคก์ ร
ทุกประเภททีจ่ ะสำมำรถนำมำใช้เพือ่ แกป้ ัญหำในเรอ่ื งกำรประเมินผลงำนได้อยำ่ งเปน็ รูปธรรม รวมถึงจะเป็น
เครอื่ งมือสำคญั ทีช่ ว่ ยในกำรขบั เคลอื่ นกลยทุ ธ์องค์กรเพอื่ ให้ไปสู่เปำ้ หมำยทำงกลยุทธท์ ่กี ำหนดได้อยำ่ งเป็นระบบ
และมีประสทิ ธภิ ำพสงู สดุ

ความสาคัญของการตดิ ตามประเมนิ ผลแบบมสี ว่ นรว่ ม กำรประเมนิ แบบมสี ่วนรว่ มเป็นอีกแนวคดิ หน่งึ
ของวธิ กี ำรประเมินทปี่ รับปรงุ ประยกุ ตม์ ำจำกวธิ กี ำรวิจัยทำงสงั คมศำสตรซ์ งึ่ เปน็ กำรทำงำนร่วมกันระหวำ่ งบุคคลท่ี
ได้รบั กำรฝึกอบรมมำทำงด้ำนกำรประเมินโครงกำร บุคคลทที่ ำหนำ้ ท่ตี ดั สนิ ใจหรือปฏบิ ัติงำนเกยี่ วกับโครงกำร
สมำชิกขององค์กรหรอื สถำบนั ทีม่ สี ่วนร่วมรบั ผดิ ชอบตอ่ โครงกำรและบุคคลผู้ซ่ึงเป็นผ้ใู ช้ประโยชน์หรือสนใจกำรใช้
ผลจำกโครงกำรนัน้ โดยตรง กำรประเมินแบบมีสว่ นร่วมต่ำงจำกกำรวิจัยเชงิ ปฏิบัติกำรแบบมสี ่วนรว่ ม (PAR :
Participatory Action Research) ตรงทกี่ ำรวจิ ัยเชงิ ปฏิบตั กิ ำรแบบมสี ว่ นร่วมจะคอ่ นข้ำงมลี กั ษณะและรูปแบบที่
ชดั เจนเปน็ ทำงกำร ตลอดจนมคี วำมเปน็ ข้ันตอนที่ ซบั ซ้อนยุง่ ยำกมำกกวำ่ และท้ำยทีส่ ดุ กำรประเมนิ แบบมสี ว่ น
ร่วมนีเ้ ปน็ แนวคดิ เกย่ี วกบั วธิ กี ำรประเมินทมี่ ุ่งเนน้ กำรใหโ้ อกำสต่อผตู้ ัดสนิ ใจและผปู้ ฏบิ ตั ิงำนเกยี่ วกบั โครงกำรให้เขำ้
มำมสี ว่ นรว่ มในกระบวนกำรประเมนิ ทกุ ข้นั ตอน และกำรประเมนิ แบบนี้จะมีควำมเหมำะสมในกำรนำไปใช้สำหรบั
กำรประเมนิ โครงกำรเปน็ ระยะ ๆ ในขณะที่กำรประเมินแบบอำศยั ฐำนผูเ้ กยี่ วขอ้ งเปน็ อกี แนวคดิ หนึ่งของวิธีกำร
ประเมินทเ่ี ปิดโอกำสให้กับผู้ทมี่ ีส่วนเก่ยี วขอ้ งหรอื ผู้มสี ่วนไดส้ ่วนเสียกบั โครงกำรเขำ้ มำมสี ่วนร่วมในกำรวำงแผน
กำหนดประเดน็ กำรศกึ ษำประเมินและกำรจดั ทำรำยงำนสรุปผลกำรประเมิน

กำรประเมินยุทธศำสตร์กระทรวงยตุ ิธรรม ปี พ.ศ.2555 ผลกำรประเมนิ ซึ่งอยใู่ นระดบั ตำ่ และ
ถือว่ำยงั ไม่บรรลุวสิ ยั ทัศนต์ ำมทไี่ ดก้ ำหนดไวอ้ ำจเนื่องมำจำกรปู แบบกำรติดตำมประเมนิ ยุทธศำสตร์ สำนักนโยบำย
และยุทธศำสตร์ สำนกั งำนปลดั กระทรวงยตุ ิธรรม ใชร้ ูปแบบกำรประเมนิ ท้งั เชงิ ปรมิ ำณ(Quantitative evaluation)
และเชิงคณุ ภำพ (Qualitative evaluation) แตไ่ มไ่ ดม้ ีกำรนำผู้มสี ่วนได้เสีย (Stakeholder) เข้ำมำร่วมทำกำร
ประเมนิ ทำใหข้ ำดมมุ มองแนวควำมคดิ ของผปู้ ฏบิ ตั ิหรือผูถ้ ูกประเมนิ จงึ ทำให้ผ้ขู อรบั กำรประเมนิ มแี นวคิดทจ่ี ะ
ปรบั ปรุงและพัฒนำรปู แบบกำรประเมนิ คือนำวธิ กี ำรประเมนิ แบบมสี ว่ นร่วม (Participatory evaluation) มำใชใ้ น
กำรประเมินยุทธศำสตรส์ ำนักงำนปลัดกระทรวงยตุ ธิ รรมและกระทรวงยุติธรรม ในปงี บประมำณ พ.ศ. 2556 เพ่ือให้
ผ้ทู ม่ี สี ่วนไดส้ ่วนเสยี (Stakeholder) เขำ้ มำมรี ว่ มกำรประเมนิ ในกำรเกดิ กำรเรยี นรู้เทคนิคจำกกำรปฏบิ ตั จิ ริงผลกำร

50

ประเมินตอบสนองควำมต้องกำรของผู้มีส่วนได้เสียมำกข้ึน และมีกำรนำผลกำรประเมินไปใช้ประโยชน์
อยำ่ งกว้ำงขวำง เกิดกำรเรียนรู้ท่กี ลำยเปน็ พนื้ ฐำนกำรปรบั ปรงุ จนเกิดแนวทำงกำรปฏิบัติที่ถูกต้องในกำรดำเนินงำน
ทำใหเ้ กิดกรอบกำรทำงำนท่ขี ดั เจนยิง่ ขึน้ เกิดกำรมีส่วนร่วมของบุคลำกรทุกภำคส่วน ลดช่องว่ำงระหว่ำงหน่วยงำน
และเกิดแรงรว่ มกนั ขบั เคลอ่ื นยุทธศำสตรข์ ององคก์ รไปสเู่ ป้ำหมำยควำมสำเร็จด้วยกัน ตลอดจนเพื่อใหเ้ กิดระบบกำร
บริหำรจัดกำรเชิงกลยุทธ์ของกระทรวงยุติธรรมเกิดประสิทธิภำพครอบคลุมทุกด้ำนท้ังด้ำนผลกำรดำเนินงำนตำม
ยุทธศำสตร์ ด้ำนผลกำรประเมินตำมรำยตวั ช้วี ดั และด้ำนกำรใชจ้ ำ่ ยงบประมำณให้เป็นไปตำมเป้ำหมำย ซ่ึงคำดว่ำจะ
เป็นแนวทำงท่ีชว่ ยแก้ไขปญั หำระบบบรหิ ำรจัดกำรเชิงกลยุทธท์ ีเ่ ป็นอยู่ในขณะนีไ้ ด้

7. บทวเิ คราะห/์ แนวความคิด

7.1 บทวเิ คราะห์

1. บทวเิ ครำะห์จะต้องวเิ ครำะหเ์ พอ่ื ให้ได้ตำมวตั ถปุ ระสงค์ของข้อเสนอเรื่องนัน้ ๆ
2. บทวิเครำะห์จะตอ้ งวิเครำะห์ตำมกรอบแนวคิด/ทฤษฎที ่ีใช้เป็นกรอบกำรวเิ ครำะห์ของ
ขอ้ เสนอนน้ั ๆ
3. กำรทีจ่ ะได้กรอบแนวควำมคิดในกำรวิเครำะห์ ผ้เู สนอจำเป็นต้องศึกษำแนวควำมคิด
และสรุปกรอบแนวควำมคิดใหไ้ ดเ้ สยี ก่อน จึงจะสำมำรถวเิ ครำะห์ได้

ตวั อยา่ งบทวิเคราะห์

การตดิ ตามประเมินผลแบบมสี ่วนรว่ ม (Participatory Evaluation)

บทวเิ คราะห์
กำรประเมินผลแบบมสี ่วนร่วมเกิดขึ้นมำเพรำะควำมตระหนกั ถงึ ขอ้ จำกัดของกำรประเมินผลแบบเกำ่

วิธกี ำรนเ้ี ป็นท่ีดงึ ดดู ใจและไดร้ บั ควำมสนใจจำกหลำยหนว่ ยงำน เน่ืองจำกเสนอวธิ ีใหม่ในกำรประเมนิ และเรียนรจู้ ำก
กำรเปลย่ี นแปลงได้ผลทค่ี รบถ้วนและมำกขนึ้ ในมมุ มองและแรงบนั ดำลใจท่เี กดิ ข้ึนโดยตรง มีกำรเปลย่ี นควำมคิด
เพรำะต้องกำรให้ทกุ คนทุกๆหน่วยงำนในองคก์ ำรเข้ำมำมสี ว่ นรว่ มในกำรวำงแผน ทำให้เกดิ แรงกดดันให้มกี ำร
ตรวจสอบโปร่งใส เนอ่ื งจำกเกดิ ปัญหำงบประมำณมีจำกดั และเกดิ กำรเปลยี่ นแปลงภำยในองคก์ ร โดยเฉพำะใน
ภำคเอกชนท่สี ะทอ้ นประสบกำรณ์และเรยี นรู้รว่ มกนั พรอ้ มทงั้ ใหโ้ อกำสหน่วยงำนพฒั นำเน้นเปำ้ หมำยปรบั ปรุง
คณุ ภำพชวี ิต จำกกำรเขำ้ มำเกย่ี วขอ้ งของผูม้ สี ่วนรว่ มในกำรระบแุ ละวิเครำะหก์ ำรเปลี่ยนแปลง ทำใหเ้ หน็ ภำพ
ชดั เจนมำกข้นึ เป็นสภำพควำมเปน็ จรงิ ในระดบั องคก์ ำร สงิ่ น้เี ปดิ โอกำสให้ผู้มสี ่วนร่วมช่นื ชมกับผลสำเร็จและเรยี นรู้
จำกควำมลม้ เหลวจำกกำรเข้ำมำเกยี่ วข้องในกจิ กรรมโครงกำรตำ่ งๆ และจะกลำยเป็นกระบวนกำรสรำ้ งเสริมพลังให้
หลำยๆ หน่วยงำนขององค์กำรเขำ้ มำเก่ียวข้อง เกดิ กระบวนกำรชว่ ยเหลอื พฒั นำทักษะและเห็นภำพกำร
เปลย่ี นแปลงต่ำงๆ

51

ขอ้ แตกตา่ งระหว่างการประเมนิ ผลแบบเก่าและการประเมินผลแบบมสี ว่ นร่วม

รำยละเอยี ด ประเมนิ ผลแบบเก่ำ กำรประเมนิ ผลแบบมสี ว่ นรว่ ม
ผู้วำงแผนและจัดกำรกระบวนกำร
(Conventional Evaluation) (Participatory Evaluation )
บทบำทพนั ธมติ ร
(ผ้ทู ี่จะได้รับประโยชน์) ผู้จัดกำรอำวุโส หรือ ผู้เช่ียวชำญ เจ้ำหนำ้ ท่โี ครงกำร ผจู้ ดั กำร

กำรวดั ควำมสำเร็จ จำกภำยนอก โครงกำร และผมู้ ีสว่ นไดส้ ่วนเสยี

กำรดำเนินงำน (Approach) โดยกำรชว่ ยเหลอื สนับสนนุ จำกผรู้ ะ
กำรวเิ ครำะห์
กำรเขยี นรำยงำนกำรประเมนิ สำนงำน

ใหข้ อ้ มูล ออกแบบและปรับระเบียบวิธีวิจัย

วิธีเก็บและวิเครำะห์ข้อมูลใช้ผล

ก ำ ร ศึ ก ษ ำ ร่ ว ม กั น พ ร้ อ ม ท้ั ง

เช่ือมโยงบุคคลต่ำงๆ ให้เกิด

กจิ กรรมแก้ไขต่ำง ๆ

กำหนดมำจำกภำยนอก ใช้ตัวชี้วัด กำหนดตวั ชีว้ ัดจำกภำยใน รวบรวม

เชิงปรมิ ำณเปน็ หลัก ข้อมลู เพ่ือกำรตัดสินด้วยข้อมูลเชิง

คณุ ภำพ

กำหนดปัจจัยเปล่ียนแปลงก่อน สำมำรถปรับเปล่ยี นได้

ดำเนินงำน

ผมู้ หี น้ำทตี่ ดั สนิ ใจและนกั ประเมนิ รว่ มกนั วเิ ครำะห์ ประเมินเพอ่ื

ปรบั ปรงุ กำรดำเนินโครงกำร

ผูเ้ ชีย่ วชำญจำกภำยนอก, ผู้มีหน้ำท่ี รว่ มกันกำหนดกรอบและโครงร่ำง

ตัดสนิ ใจและนกั ประเมิน ในในกำรในกำรเขยี นรำยงำน

ร่วมกนั วพิ ำกษ์รำยงำนและ

เสนอแนะเพอื่ ปรับแกก้ ่อนตีพมิ พส์ ู่

สำธำรณะ

กำรประเมินผลแบบมสี ว่ นร่วม มิใช่ใชเ้ พียงเทคนคิ กำรมสี ่วนรว่ ม ร่วมกบั กำรติดตำม ควบคมุ กำกับแบบ
เก่ำ แตเ่ ป็นวิธคี ิดแบบใหม่ ส่ิงนีเ้ ปน็ ควำมคดิ ทใ่ี หผ้ ปู้ ระเมนิ ผลเข้ำมำเรยี นรู้ในกระบวนกำรพัฒนำ ผรู้ ว่ มงำนเรยี นรู้
จำกผลทไ่ี ด้ จำกส่ิงท่ีเรม่ิ ต้นในกำรทำงำนร่วมกนั กำรลงนงั่ คยุ กันกบั เจำ้ หนำ้ ที่ระดบั ลำ่ งสุด เพ่อื จดั แนวทำงกำร
ทำงำนร่วมกัน และประเมินประสทิ ธผิ ลโครงกำร เป็นวธิ กี ำรแสวงหำหนทำงปรับปรงุ งำน หัวใจของกำรควบคุม
กำกบั และประเมินผลแบบมสี ่วนรว่ ม มีหลกั กำรพืน้ ฐำน 4 ประกำรคอื

52

1. กำรมีส่วนร่วม แสวงหำหนทำงใดท่ีเปิดกว้ำง ในกำรออกแบบของกระบวนกำร ให้เกิดกำรมีส่วนร่วม
จำกบคุ คลทีต่ อ้ งกำรใหเ้ กิดผลมำกท่สี ดุ และกำรตกลงรว่ มกนั ในกำรวิเครำะห์ข้อมลู รว่ มกัน

2. ผลสรุปของกำรควบคุมกำกับประเมินผลแบบมีส่วนร่วมต้องกำรให้เกิดกำรต่อรอง เพ่ือให้ถึงข้อตกลง
เกย่ี วกับ ส่ิงทตี่ ้องกำรควบคุมกำกับและประเมินผล ข้อมูลจะเกบ็ ได้อย่ำงไร เมื่อไร เพือ่ นำมำวิเครำะห์ ข้อมลู อะไรท่ี
เป็นวิถที ำงหนทำงท่ีทำให้เกดิ กิจกรรมตำ่ ง ๆ และจะทำอยำ่ งไร ให้ผลกำรศึกษำ นำมำใช้รว่ มกนั และเกิดกจิ กรรมใน
ชุมชน

3. สิ่งน้ีจะนำไปสู่กำรเรียนรู้ท่ีกลำยมำเป็นพื้นฐำน ของลำดับกำรปรับปรุง และเกิดกิจกรรมท่ีถูกต้องใน
กำรดำเนินงำนตอ่ ไป

4. เนื่องจำกมีจำนวนสมำชิก มีหลำยบทบำท และทักษะของพันธมิตรท่ีร่วมงำนมีควำมแตกต่ำงกัน
ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำกหลำยภำคส่วนในสังคมเข้ำมำเกี่ยวข้องกับกิจกรรมโครงกำร ประกอบกับกำรเกิด
ผลกระทบจำกสภำพแวดล้อมภำยนอกชุมชน และปัจจยั ตำ่ ง ๆ ทำให้มีกำรเปลย่ี นแปลงตลอดเวลำ จำเป็นต้องมกี ำร
ยดื หยุ่นในกำรประเมนิ ผลและควบคุมกำกับงำน

เปรียบเทยี บการติดตามประเมนิ ผลแบบทวั่ ไปและแบบมสี ว่ นรว่ ม

ประเด็น แบบทวั่ ไป แบบมีสว่ นร่วม
ทำไม
ใคร สร้ำงควำมพร้อมรับตรวจสอบเพื่อสรุปว่ำควรจะ ปรับกระบวนกำรทำงำน มอบอำนำจให้
อะไร
อยำ่ งไร ดำเนินโครงกำรต่อไปหรือไม่ ประชำชนในกำรรเิ ร่ิมควบคมุ รบั บทบำท

เมอื่ ไร ผปู้ ระเมนิ จำกภำยนอก ผมู้ สี ว่ นเกีย่ วขอ้ ง สมำชกิ ชุมชน

กำหนดตัวชี้วัดควำมสำเร็จไว้แล้วโดยเฉพำะ ตัวช้ีวดั เฉพำะชุมชนซึง่ ชำวบ้ำนกำหนดเอง

ต้นทุนและผลผลิต

- ตรวจสอบจำกภำยนอก - ประเมนิ ตนเอง

- แยกห่ำงระหว่ำงผปู้ ระเมินและผู้มีส่วนเกยี่ วข้อง - วิธีกำรอยำ่ งงำ่ ยปรบั เข้ำแต่ละพ้ืนท่ี

- เนน้ วตั ถุประสงคแ์ บบวทิ ยำศำสตร์ - ผลสรุปโดยตรง เปิดผลให้ทุกสว่ นเขำ้ มำมี

- วธิ ีกำรประเมินซับซ้อนเปน็ รูปแบบเดยี ว สว่ นรว่ ม

- ใชเ้ วลำเขำ้ ถงึ ผลสรปุ ได้ช้ำ

ในระหว่ำงดำเนนิ กำร และเมือ่ ส้ินสุดโครงกำร ประเมินทุกเม่ือเพ่ือปรับปรุงโครงกำรและ

ประเมินย่อย บ่อยคร้ัง

53

กำรประเมินผลแบบมีส่วนร่วม มีกำรนำมำใช้หลำยเป้ำประสงค์ รัฐบำลและหน่วยงำนพัฒนำหลำยแห่ง
นำมำใช้ เพ่ือให้เกิดกำรตรวจสอบไดม้ ำกขึ้น เปิดโอกำสใหก้ ลุ่มท่จี ะได้รบั ประโยชนไ์ ดพ้ ูดเกี่ยวกบั ผลกระทบที่เกิดข้ึน
ในท้องถิ่นในระดับชุมชน กำรเมินผลแบบมีส่วนร่วมช่วยทำให้ประชำชนเกิดกำรพัฒนำอย่ำงย่ังยืน สร้ำงวิธีกำรวัด
กำรเปล่ียนแปลงขึ้นใหม่ ในขณะเดยี วกนั จะช่วยให้เกดิ กำรเมินศักยภำพของประชำชนท่ีเข้ำมำเก่ียวข้อง แต่ปัญหำ
ทีอ่ ำจพบบอ่ ยๆ จำกควำมผดิ พลำดของกระบวนกำรทำงำน คือ ๑) คำดว่ำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนจะสนใจและเข้ำ
มำมีส่วนร่วม ๒) เสนอตัวชี้วัดที่ไม่เหมำะสมและวิธีกำรเลือกมำจำกมำตรฐำนท่ีมีอยู่แล้ว เพื่อประหยัดเวลำ ๓) ไม่ชัดเจน
เก่ียวกับข้อมูลข่ำวสำรที่จะใช้และจะได้ข้อมูลมำจำกใคร เกิดกำรเก็บข้อมูลท่ีไม่จำเป็น และ ๔) เริ่มต้นใหญ่เกินไป เร็วเกินไป
กำรประเมนิ ผลแบบมีส่วนรว่ ม ทำให้มกี รอบกำรทำงำนชดั เจนย่งิ ขนึ้ และมีกำรต่อรองท่ีแตกต่ำงกันออกไป ระหว่ำง
ผ้มู ีสว่ นไดส้ ่วนเสยี และผ้เู ข้ำรว่ มในกระบวนกำรพัฒนำ ทำให้ต้องมีมติเป็นเอกฉันท์ในกำรจัดลำดับควำมสำคัญ อำจ
เป็นประเด็นทำงสังคม กำรเมือง และวัฒนธรรม และเพ่ือให้เกิดควำมย่ังยืนจำเป็นต้องมีกำรเปิดเผยข้อมูล รับฟัง
ควำมคิดเหน็ จำกมมุ มองที่แตกต่ำง ตระหนักรู้ถึงควำมรู้และบทบำทของผู้มีส่วนร่วม ทำให้มีควำมน่ำเชื่อถือมำกข้ึน
ในกำรประเมินผล กำรประเมินผลแบบมีส่วนร่วมจะเกิดขึ้นได้ในหน่วยงำนที่ต้องกำรทบทวนกระบวนกำร ปรับ
ทัศนคติและเกิดกำรเปลี่ยนแปลงเท่ำท่ีจำเป็น กำรยืดหยุ่นและควำมอดทนเป็นสิ่งสำคัญ ต้องใช้เวลำมำกในกำร
ออกแบบและปรบั ปรุงกระบวนกำรมำกกวำ่ มำตรฐำนเดมิ ทเี่ คยใชก้ ัน หน่วยงำนทีต่ อ้ งกำรควำมสรำ้ งสรรคจ์ ะเหมำะ
สำหรบั วิธกี ำรประเมินแบบใหม่น้ี เพรำะจะทำใหเ้ กิดกระบวนกำรทำงำนท่ีได้ผล บรรยำกำศที่เอื้อให้เกิดกำรทำงำน
แบบนี้คือ รัฐบำลชื่นชมกับกำรกระจำยอำนำจไปสู่ภำคประชำชนและยินดีมอบหมำยงำนให้องค์กรประชำชน
ดำเนินงำนเอง กำรประเมินผลแบบมีส่วนร่วมมีบทบำทมำกข้ึนในกำรทำงำนโครงกำรต่ำง ๆ หำกควำมรับผิดชอบ
โครงกำรกลำยมำเปน็ ของท้องถิ่น และวำงอยู่บนพ้ืนฐำนของควำมต้องกำรที่หลำกหลำยและใช้วิธีกำรกำรจัดลำดับ
ควำมสำคัญของชมุ ชนท้องถ่ิน ควำมกำ้ วหนำ้ โครงกำรไมส่ ำมำรถวัดได้ด้วยตัวชี้วัดมำตรฐำนจำกส่วนกลำงท่ีมีคำส่ัง
ลงมำ กระบวนกำรพัฒนำจำเป็นต้องเกิดขึ้นเพ่ือรองรับสิ่งใหม่และสำมำรถทำได้หลำยอย่ำง กำรประเมินผลกำร
เปล่ยี นแปลงและช่องทำงทำงำน กำรประเมินผลแบบมสี ่วนร่วมจะเปดิ โอกำสให้มกี ำรทบทวนคำจำกดั ควำมใหม่และ
ผลกระทบทเ่ี กดิ ข้ึน สร้ำงสรรคช์ อ่ งทำงสอ่ื สำรระหว่ำงบุคคลท่ีมีอำนำจและประชำชนในท้องถิ่น ด้วยลำดับของกำร
พัฒนำกำรตัดสินใจ ควำมหมำยแฝงเร้นของกระบวนกำรประเมินผลแบบนี้คือ ผู้กำหนดนโยบำยและหน่วยงำน
พัฒนำควรตระหนักว่ำแผนงำนและโครงกำรเป็นประเด็นท้ำทำยที่ต้องตอบสนองได้ตรงตำมควำมต้องกำรของ
ประชำชนในชุมชนอยำ่ งแท้จรงิ

แนวคดิ แผนทผ่ี ลลพั ธ์ (Outcome Mapping) แนวคิดแผนทผี่ ลลพั ธ์เน้นกำรมสี ่วนร่วมของผู้ท่ีมีส่วนได้
สว่ นเสยี กับแผนงำนในทกุ ขนั้ ตอน ซ่ึงรวมถงึ ภำคหี ุน้ ส่วน (Boundary partner) และด้วยกระบวนกำรมีส่วนร่วม
ตงั้ แต่กำรออกแบบไปจนถงึ กำรเกบ็ ขอ้ มูล สง่ เสริมควำมรูส้ กึ ของกำรเปน็ เจำ้ ของแผนงำนและสง่ เสรมิ ให้มกี ำรนำผล
ที่ไดไ้ ปใช้ประโยชนป์ รบั ปรุงกำรทำงำน นอกจำกนี้ในกระบวนกำรยงั ชว่ ยกระตุน้ จติ สำนกึ สร้ำงพันธะผูกพันต่อ
แผนงำนและกำรส่งเสรมิ ควำมเข้มแข็งให้แกค่ นทำงำนในแผนงำน/โครงกำร ด้วยกำรพิจำรณำแผนงำนพฒั นำ โดย
กำรแยก“กระบวนกำร” ออกจำก“ผล” ท่ีไดจ้ ำกแผนงำนน้ันเปน็ ส่งิ ผดิ พลำด เพรำะหมำยถึง องคก์ รเห็นวำ่ “ผล” ท่ี
ไดน้ น้ั เปน็ ผลงำนของแผนงำน/โครงกำรโดยตรง ซงึ่ เปน็ ควำมเข้ำใจทไ่ี มถ่ กู ตอ้ งนัก เน่อื งจำก“ผล” เหลำ่ น้ันไมไ่ ด้เกดิ
โดยตรงจำกแผนงำนใดเพยี งแผนงำนเดียว แต่ถำ้ ใหค้ วำมสำคัญท่ีจะติดตำมและประเมนิ ผล กำรเปลย่ี นแปลงท่เี กดิ
ขนึ้ กบั ภำคหี นุ้ ส่วนกจ็ ะได้รับฟงั เสยี งสะท้อนทมี่ ปี ระโยชนเ์ กย่ี วกับกำรปฏิบัตงิ ำนของแผนงำน และผลท่ีเกิดข้นึ
ภำยใต้อิทธผิ ลของแผนงำน พ้ืนฐำนกำรคิดในเร่อื งนีค้ อื ทรัพยำกรที่ใชใ้ นกำรตดิ ตำมและประเมนิ ผลนน้ั มีจำกดั
จึงควรใช้ใหเ้ กิดประโยชนส์ ูงสดุ โดยใช้ในกำรศึกษำเพ่ือทำควำมเข้ำใจอทิ ธิพลจำกกำรดำเนินงำนของแผนงำน

54

ซึ่งจะชว่ ยในกำรปรบั ปรงุ กำรปฏิบตั ิงำนของแผนงำน นอกจำกนก้ี ำรมรี ะบบท่สี ำมำรถเก็บขอ้ มลู ท่เี ชอ่ื ถอื ได้ในเรอ่ื ง
ของกำรปฏิบัติงำนของแผนงำนและผลลัพธ์ ช่วยให้แผนงำนได้รับควำมน่ำเช่ือถือมำกข้ึน แนวโน้มใหม่ในเรื่องกำร
พัฒนำ คือกำรมีข้อตกลงร่วมกันและกำรเป็นพันธมิตรต่อกัน (Agreement and Partnerships) โดยมีพื้นฐำนมำ
จำกกำรเห็นคุณค่ำของกำรพัฒนำร่วมกันเป็นกำรแทนที่กำรพัฒนำแบบแข็งกระด้ำงไม่ยืดหยุ่นเหมือนงำนของ
รัฐแบบเดิม ๆ ที่ตั้งอยู่บนพ้ืนฐำนของแผนงำนงบประมำณและบัญชี ซึ่งแนวทำงใหม่นี้จะเน้นกำรเลือกผู้เข้ำร่วม
แผนงำนกำรพัฒนำควำมสัมพันธ์ระหว่ำงผู้เข้ำร่วม ชนิดของแผนงำนท่ีถูกสร้ำงขึ้น กำรออกแบบ กำรดำเนินงำน
ชนดิ ของกำรจดั กำรและกำรเขยี นรำยงำน

กำรที่องค์กำรต้องกำรแสดงให้เห็นว่ำ “ผลกระทบ” จำกกำรพัฒนำเป็นผลงำนของตนน้ัน ทำให้ละเลย
ปจั จยั สำคัญในกำรพัฒนำที่ย่ังยืน น่ันคือควำมจำเป็นท่ีจะต้องให้องค์กำรภำยในและชุมชน ได้เป็นเจ้ำของแผนงำน
ซึ่งต้องอำศัยกำร “ส่งผ่ำน” อำนำจในกำรวำงแผน กำรตัดสินใจและอ่ืน ๆ จำกคนนอกท่ีมำทำแผนงำนไปสู่คนใน
และชุมชน นอกจำกน้ีกำรพยำยำมท่จี ะแสดงให้เหน็ ว่ำ ควำมสำเรจ็ นั้นเป็นผลงำนของตนเอง ย่ิงทำให้เกิดควำมรู้สึก
ท่ีแตกต่ำงกันในฐำนะของกำรเข้ำร่วมระหว่ำงแหล่งทุนกับคนอื่น และยังละเลยปัจจัยท่ีมีผลต่อควำมสำเร็จของ
แผนงำนที่มำจำกสว่ นอื่น ๆ ด้วย

55

7. บทวเิ คราะห/์ แนวความคดิ

7.2 แนวความคิด

กำรศึกษำแนวคิด ทฤษฎีและงำนวจิ ัยที่เก่ียวข้อง คอื กำรอ่ำนแนวคิด ทฤษฎีและงำนวิจัยที่
เกีย่ วข้องกับเร่ืองที่ศึกษำให้มีควำมรอบรู้อยำ่ งลึกซ้ึง เพ่ือนำข้อมลู ทไี่ ดจ้ ำกกำรทบทวนวรรณกรรมมำ
ใช้ในงำนวิจยั ทศี่ ึกษำได้อยำ่ งมีคณุ ภำพ โดยกำรทบทวนวรรณกรรมจะชว่ ยนำไปสู่กำรตงั้ ปัญหำหรอื
ประเดน็ สำหรับกำรวจิ ยั ตลอดจนกำรกำหนดสมมติฐำนกำรวจิ ยั ใหถ้ ูกตอ้ ง

ควำมเป็นนำมธรรมของแนวคิดหรือมโนทศั น์อำจจำแนกตำมระดับนำมธรรมจำกมำกไปหำ
น้อยไดด้ ังน้ี ภำวะสันนษิ ฐำน (constructs) ตัวแปร (variables) และดัชนี (indicators)

ทฤษฎี คือ แนวคิด (concepts) ทมี่ ีกำรเชอื่ มโยงกันอย่ำงมีเหตุผล กำรเชือ่ มโยงแนวคดิ
จะต้องออกมำในรปู ของข้อควำมเชิงเปน็ จรงิ (axioms) และมกี ำรใหน้ ยิ ำมที่สำมำรถวดั ได้ หรอื
ข้อสรุปท่ีไดจ้ ำกสว่ นหนึ่งจะต้องไม่ขดั แย้งกับขอ้ สรปุ ท่ีไดจ้ ำกสว่ นอนื่

องค์ประกอบของทฤษฎี ประกอบด้วยองค์ประกอบทสี่ ำคัญ คือ คำศัพท์ (terms) ตรรกวิทยำ
(logic) หรอื กฎเกณฑข์ องกำรเช่อื มโยงศพั ท์ กำรนยิ ำม (definition) และกำรทดสอบไดเ้ ชงิ ประจกั ษ์
(empirical testability)

ระดับของทฤษฎี แบง่ เป็น ทฤษฎรี ะดบั สงู ทฤษฎรี ะดับกลำง และทฤษฎีระดับต่ำ
ข้อเสนอ (proposition) คอื ข้อควำมทีแ่ สดงถึงควำมสมั พนั ธเ์ กย่ี วกับธรรมชำติ หรอื ลักษณะ
ของปรำกฏกำรณ์ หรือข้อควำมจรงิ ระหวำ่ งตวั แปรอย่ำงน้อยสองตัว
ผลงำนท่เี ก่ียวข้อง หมำยถงึ งำนวจิ ัยท่ผี อู้ นื่ ได้ทำมำแล้วในอดตี ทม่ี ีประเด็นตรงกับประเด็นท่ี
ต้องกำรศึกษำ หรอื มีเนือ้ หำสำระพำดพิงประเดน็ หรอื มตี ัวแปรบำงตัวท่ตี ้องกำรศึกษำรวมอยู่
หลักในกำรเลือกกรอบแนวคิดกำรวจิ ยั ไดแ้ ก่ ควำมตรงประเดน็ ควำมงำ่ ยและไม่สลับซับซ้อน
ควำมสอดคล้องกับควำมสนใจ และ ควำมมีประโยชนเ์ ชงิ นโยบำย
กำรเสนอกรอบแนวควำมคิด แบ่งเปน็ 3 วธิ ี คอื คำพรรณนำ แบบจำลอง และแผนภำพ
องค์ประกอบสำคัญของแบบจำลองกำรวจิ ยั ประกอบด้วยองคป์ ระกอบสำคญั คอื
ปรำกฏกำรณ์ ทฤษฎี และเคร่ืองมือหรือวธิ ีกำรวดั

56

ตวั อยา่ งแนวความคิด

การตดิ ตามประเมนิ ผลแบบมีส่วนรว่ ม (Participatory Evaluation)

แนวความคดิ
ควำมหมำยของกำรประเมิน
1. กำรวัด (measurement) หมำยถึง กำรรวบรวมข้อมลู สำรสนเทศท่ีต้องกำรศึกษำ โดยมกี ำรกำหนดคำ่

เปน็ ตัวเลขทมี่ ีควำมหมำยเชิงปรมิ ำณให้กบั คณุ ลักษณะหรอื คณุ สมบัตขิ องส่ิงที่ต้องกำรศึกษำ (Linn, ๒๐๐๐; Baker,
Linn and Herman,๑๙๙๖; Shepard,๒๐๐๐; Land, 1997 ; Marsh, 2001 อ้ำงถึงใน อวยพร เรืองตระกูล ,
2551) กำรวัดมีวิธีกำรแตกต่ำงกันหลำยวิธี เช่น กำรทดสอบ (test) กำรใช้มำตรประเมินค่ำ (rating scale) กำรใช้
แบบสำรวจ (inventory) กำรสัมภำษณ์ (interview) เป็นตน้

2. กำรประเมนิ (assessment or evaluation) นักวชิ ำกำรให้ควำมหมำยคล้ำยกันหมำยถึงกระบวนกำร
ที่มีระบบ ประกอบด้วย กำรรวบรวมข้อมูลสำรสนเทศโดยกำรวัดเพ่ืออธิบำย ให้คุณค่ำและตัดสินคุณค่ำ (value
judgment) ส่ิงท่ีประเมินว่ำมีควำมเหมำะสมสอดคล้องกับเกณฑ์ (criteria) มำตรฐำน (standard) ที่กำหนดไว้
หรือไม่ มำกน้อยเพียงใด รวมทั้งกำรใช้ผลกำรประเมินในกำรพัฒนำคุณภำพส่ิงที่ประเมิน ซึ่ง Linn (2000)
Shepard (2000) อธิบำยว่ำ นักวิชำกำรใช้ศัพท์คำว่ำ กำรประเมินค่ำ (assessment) ในกรณีท่ีมีกำรประเมินโดย
เน้นควำมสำคัญของกำรอธิบำยและกำรตัดสินคุณค่ำของสิ่งท่ีมุ่งประเมิน โดยไม่ต้องกำรควำมถูกต้อง (precision)
มำกนัก ดังจะเห็นได้จำกกิจกรรมกำรประเมินต่อไปน้ีใช้คำว่ำ assessment ไม่ได้ใช้คำว่ำ evaluation เช่น กำร
ประเมินบคุ ลำกร (personal assessment) กำรประเมนิ ผ้เู รียน (student assessment) กำรประเมินตนเอง (self
assessment) กำรประเมินควำมต้องกำรจำเป็น (needs assessment) กำรประเมินผลกำรเรียนรู้ (assessment
of learning results) และกำรประเมนิ ตำมสภำพจรงิ (authentic assessment)

กำรตดิ ตำมและประเมนิ ผลเปน็ หัวใจของกำรทำงำนให้ประสบผลสำเรจ็ กำรติดตำมและประเมินผลที่ทรง
พลังท่ีสุด คือ กำรติดตำมและประเมินผลแบบมีส่วนร่วม ซึ่งจัดเป็นกำรประเมินผลแบบ “เอื้ออำนวย”
(empowerment evaluation) กำรตดิ ตำมและประเมินผลแบบมีสว่ นร่วมเปน็ เครอ่ื งมือหรอื กลไกอย่ำงหน่งึ ในกำร
ระดมควำมคิดริเริ่มสร้ำงสรรคห์ รอื ระดมปัญญำจำกหลำกหลำยมุมมองหลำกหลำยแนวคิดหลำกหลำยบทบำท เข้ำ
มำรว่ มกนั ผลักดันกจิ กำรหรือโครงกำรท่ีมีควำมซับซ้อน มีผลสัมฤทธ์ิอย่ำงสูงส่งได้ยำก ให้เกิดผลในลักษณะ “เหนือ
ค ว ำ ม ค ำ ด ห ม ำ ย ” ม อ ง อี ก มุ ม ห น่ึ ง เ ป็ น ก ร ะ บ ว น ก ำ ร เ รี ย น รู้ ร่ ว ม กั น ข อ ง ผู้ ป ฏิ บั ติ ง ำ น ร่ ว ม กั บ
คณะผูป้ ระเมิน หน่วยงำนสนบั สนุน กลุม่ บุคคลเป้ำหมำยและผู้สนใจ และอำจมองได้ว่ำลักษณะของกำรดำเนินกำร
เป็นกำรจัดกำรควำมรใู้ นรูปแบบหน่ึง

57

วงจรกระบวนการพัฒนาโครงการแบบมสี ว่ นร่วม : 1) ศึกษำสถำนกำรณ/์ ปญั หำ 2) วเิ ครำะหส์ ำเหตุและ
ผลกระทบ 3) กำหนดเปำ้ หมำย แนวทำงกำรดำเนนิ งำนและกจิ กรรม 4) กำหนดแผนกำรติดตำมประเมินผล

กระบวนการมีส่วนร่วม

การประเมินผล การดาเนนิ งาน

1. ตรวจสอบควำมสำเร็จของกำรดำเนินงำนกบั 1. กำรบริหำรจดั กำร
2. ปฏบิ ตั กิ ำรตำมแผนงำน
วตั ถุประสงคท์ ี่กำหนดไวใ้ นแผนงำน 3. กำรสรุปผล
2. ปญั หำ-อุปสรรค บทเรียน แนวทำงแกไ้ ข

ปรบั ปรุง
3. กำรเสนอบทเรียนและผลกำรดำเนนิ งำน

ภาพที่ 1 วงจรกระบวนการพัฒนาโครงการแบบมีสว่ นร่วม

ความสมั พนั ธ์ของกระบวนการทางานพัฒนาแบบมสี ่วนรว่ มกบั การติดตามและประเมนิ ผล
กระบวนกำรพัฒนำแบบมีส่วนรว่ ม มงุ่ ใหค้ วำมสำคัญกับกำรพฒั นำที่เนน้ คนเปน็ สำคัญเปน็ กำรเปดิ หรือ
สรำ้ งโอกำสอยำ่ งเตม็ ท่กี ับกำรเข้ำมำมสี ว่ นร่วมของทุกส่วนทเ่ี ก่ียวขอ้ งในกำรคดิ วเิ ครำะหว์ ำ่ อะไรคือปญั หำ และ
สำเหตุที่สำคัญในกำรดำเนินงำนให้มปี ระสิทธิภำพของกระทรวงยุติธรรม เพื่อรว่ มกำรสงั เครำะห์ว่ำจะกำหนดแนวทำงใน
กำรแก้ไขหรือพฒั นำดำ้ นกำรติดตำมประเมินผลกระทรวงยุติธรรมให้มีประสิทธภิ ำพ รวมไปถึงกำหนดเป้ำหมำยท่ตี ้องกำร
บรรลผุ ลสำเร็จ/ตัวชวี้ ดั รวมท้ังติดตำมและตรวจสอบผลสำเร็จที่เกดิ จำกกำรดำเนนิ งำนของกจิ กรรม/โครงกำรตดิ ตำม
ประเมินผล (ด้ำนประสิทธภิ ำพกำรดำเนินงำนของกระทรวงยุตธิ รรม) เพือ่ นำไปใชใ้ นกำรแก้ไขหรือพัฒนำต่อไป
กำรจัดวำงระบบกำรติดตำมและประเมนิ ผลภำยในแบบมสี ่วนร่วม จะเสรมิ สรำ้ งโอกำสให้ทุกสว่ นท่ีเกีย่ วขอ้ งกับ
องค์กรหรือหนว่ ยงำนสนบั สนนุ หรือผูท้ ม่ี สี ่วนเก่ียวขอ้ งกับกำรดำเนินโครงกำรน้ี ได้เขำ้ มำร่วมเรยี นรู้อย่ำงเป็น
ขบวนเดยี วกนั ต้ังแต่กำรเก็บรวบรวมข้อมลู กำรนำมำวเิ ครำะหแ์ ลกเปล่ยี น เพอ่ื กำรตรวจสอบหรอื สะทอ้ นควำม
คดิ เห็นในกิจกรรมแตล่ ะขน้ั ตอน และหำแนวทำงแก้ไขปญั หำท่ีเกดิ ขน้ึ ระหว่ำงกำรดำเนนิ กิจกรรมรว่ มกันดงั นนั้ กำร
ติดตำมและประเมินผลอยำ่ งมสี ว่ นร่วมภำยในองคก์ รจงึ เปน็ กระบวนกำรเรยี นรรู้ ว่ มกันของบุคลำกรทเี่ กย่ี วขอ้ ง เพอ่ื
ประโยชนใ์ นกำรพฒั นำหรือปรับปรงุ กิจกรรมในขนั้ ตอนต่ำง ๆ ให้ดแี ละเหมำะสมย่ิงขึน้

58

แนวคดิ และหลักการติดตามและประเมินผลแบบมีสว่ นร่วม
จุดมุ่งหมำยสำคัญของกำรดำเนินกำรในกำรพัฒนำ คือ กำรเรียนรู้ของผู้เกี่ยวข้องสู่กำรเปล่ียนแปลง
พฤติกรรม วิธีคิดและระบบคุณค่ำท่ีจะนำไปสู่กระบวนกำรแก้ไขปัญหำและพัฒนำอย่ำงยั่งยืน กำรติดตำมงำน
(Monitoring) คือ ระบบกำรติดตำมควำมก้ำวหน้ำของกำรดำเนินกิจกรรม/โครงกำรเพื่อให้กำรดำเนินงำนเป็นไป
ตำมแผนมำกท่ีสุด ใช้ทรัพยำกรอย่ำงคุ้มค่ำท่ีสุดซ่ึงจะมีกำรติดตำมเป็นระยะ ๆ อย่ำงต่อเนื่อง ต้ังแต่เร่ิมดำเนินกำร
จนสนิ้ สดุ กิจกรรมหรือโครงกำรน้ี เพือ่ กำรทบทวนกำรดำเนินงำนในแต่ละกิจกรรมในประเด็นสำคัญ 2 ประกำร คือ
ประการแรก กำรใช้ทรัพยำกรขององค์กร(สหกรณ์) เช่น บุคลำกร งบประมำณ วัสดุ อุปกรณ์ ว่ำเป็นไปตำมแผนท่ี
วำงไว้หรอื ไม่ เป็นไปตำมเวลำทก่ี ำหนดหรอื ไมม่ คี ุณภำพเป็นอย่ำงไร ประการท่ี 2 กำรพิจำรณำกระบวนกำร วธิ กี ำรทำงำน
ว่ำมีควำมเหมำะสมกับบริบทของพื้นที่เพียงใด มีปัญหำอุปสรรคใด ที่จำเป็นต้องได้รับกำรแก้ไขปรับปรุง (ผลกำร
ดำเนนิ งำนขององค์กร)
กำรประเมินผล (Evaluation) คือ กำรศึกษำว่ำกำรดำเนินกิจกรรมหรือโครงกำรสำมำรถบรรลุ
วัตถุประสงค์ของกิจกรรมหรือโครงกำรหรือไม่ภำยใต้เงื่อนไข ปัจจัยใด หำกจะดำเนินกำรต่อไปน่ำจะทำอย่ำงไร
บ้ำง กำรประเมินผล จงึ มุง่ เน้นเพือ่ ใหเ้ ห็นว่ำกิจกรรมหรือโครงกำรพัฒนำได้ดำเนินกำรบรรลตุ ำมวตั ถปุ ระสงค์ทตี่ ้งั ไว้
หรือไม่ และกำรแสดงให้เป็นคุณภำพของโครงกำร เช่น โครงกำรมีวัตถุประสงค์เพ่ือกำรพัฒนำองค์ให้ดีมี
ประสิทธิภำพ ในกำรดำเนินงำนโครงกำรได้เกิดกลุ่ม องคก์ รทมี่ ีโครงสร้ำง บทบำทหน้ำท่อี งคก์ ร รวมท้ังมีกฎระเบียบ
และแผนงำนท่ีชัดเจน มีกำรบริหำรจัดกำรองค์กรที่โปร่งใสและได้รับกำรยอมรับจำกทุกภำคส่วนมีส่วนร่วมในกำร
วำงแผนและดำเนินกิจกรรมขององค์กร เป็นต้น กำรประเมินผลสำมำรถทำได้ในหลำยช่วงเวลำ ขึ้นอยู่กับ
วตั ถปุ ระสงคข์ องกำรประเมิน โดยท่วั ไปมี 4 ระยะ ไดแ้ ก่
1. สรปุ ผล เป็นระยะ ๆ ของกำรดำเนนิ งำน
2. กำรทบทวน ตรวจสอบผลสำเรจ็ และควำมลม้ เหลว
3. พิจำรณำศกั ยภำพและข้อจำกดั เง่อื นไขท่สี นบั สนุนให้เกิดผลสำคญั หรือปัจจัยเงือ่ นไขทีข่ ดั ขวำง
ควำมสำเรจ็
4. กำรจะพฒั นำงำนในอนำคต เพอ่ื ใหเ้ กดิ ผลสำเรจ็ มำกทสี่ ุด ซ่ึงหมำยถงึ กำรเสริมศกั ยภำพ กำรแกไ้ ข
ข้อจำกัด ท้งั น้กี ำรสรุปผลมุ่งเน้นทจี่ ะสรปุ กระบวนกำร วธิ กี ำรทำงำนเป็นสำคญั วำ่ ถูกออกแบบอยำ่ งไร เอือ้ ให้เกดิ
“กำรเรยี นร”ู้ หรือไม่ เช่น กำรมสี ว่ นร่วมกำรดำเนินโครงกำรในเชงิ ควำมสัมพันธแ์ นวรำบกำรมปี ฏสิ มั พันธ์ กำร
สื่อสำร จนเกดิ ควำมไวว้ ำงใจกัน กำรมองสง่ิ ตำ่ ง ๆ อยำ่ งองคร์ วมและบูรณำกำร เป็นตน้ กำรสรปุ ผลมกั ทำเป็น
ระยะ ๆ 3 เดือน 6 เดอื น ข้ึนอยู่กับควำมต้องกำรของโครงกำร

59

ประเมนิ ผลกระทบ
สน้ิ สุด (ไตรมำสหรือรอบปบี /ช)

ประเมินผลเมื่อสน้ิ สดุ ไตรมำสหรือรอบปี บ/ช

ตดิ ตามงาน สรุปผลกำรดำเนินงำน
ประเมินผลระหว่ำงดำเนนิ กำร

สรุปผลกำรดำเนนิ งำน

ประเมนิ ผลระหว่ำงดำเนินกำร

สรปุ ผลกำรดำเนนิ งำน

เริ่มดำเนนิ กำร

ภาพท่ี 2 ความสัมพันธข์ องการติดตามงาน การสรปุ บทเรียน และการประเมินผลแบบมสี ว่ นร่วม

60

- มีกจิ กรรมทย่ี ังไมไ่ ด้ทำตำมแผน?
- กำลังทำกจิ กรรมนอกแผน?

- งำนทท่ี ำมีคณุ ภำพ-บรรลุตำมท่วี ำงไว้?

กระตนุ้ เตือน

การตดิ ตามงาน เรยี นรู้ - กำรเปล่ียนแปลง/ควำมกำ้ วหนำ้ ทเี่ กิดขึ้นจำกกำรทำ
- ทำระหวำ่ งดำเนนิ โครงกำรเป็น กิจกรรม
- อุปสรรค ขอ้ จำกัดต่ำงๆในกำรดำเนินกิจกรรม
ระยะๆ และตอ่ เนอ่ื ง - กำรใช้ทรพั ยำกรของโครงกำรเปน็ ไปตำมแผน

- ควำมเหมำะสมของกระบวนกำร/วิธีกำร

ปรบั ปรงุ - ปรบั แผนใหส้ อดคลอ้ งกบั สถำนกำรณ์ และปญั หำ
อุปสรรค

- ปรับปรุงกำรดำเนนิ งำนให้เปน็ ไปตำมสิง่ ท่วี ำงแผนไว้

สรุปบทเรยี น ทบทวน ควำมสำเร็จและควำมลม้ เหลวขององคก์ รวำ่
- สรุปผลระหวำ่ งกำรดำเนนิ งำน เรยี นรู้ กระบวนกำร/วิธีกำร ที่ออกแบบไว้เอ้ือต่อกำร
เป็นระยะ ๆ ปรบั ปรุง ดำเนินงำนและกำรเรยี นรหู้ รอื ไม่

การประเมินผล วิเครำะหผ์ ล ศกั ยภำพ ข้อจำกัด เงื่อนไข ปจั จยั ที่ทำให้สำเร็จหรือ
- ทำหลังจำกเสรจ็ สิน้ แผนงำน/กจิ กรรม/ เรียนรู้ ลม้ เหลว
โครงกำร ตำมชว่ งระยะเวลำและสนิ้ สดุ
เสรมิ ศกั ยภำพและแกไ้ ขข้อจำกดั เพื่อใหน้ ำไปสู่
แผนงำน/กิจกรรม/โครงกำร ควำมสำเร็จขององคก์ รใหม้ ำกทส่ี ดุ

ผลท่ีเกดิ ขนึ้ จำกกำรดำเนนิ กจิ กรรม/โครงกำรเปน็ ไป
ตำมท่วี ำงไวห้ รอื ไม่ อย่ำงไร เพรำะอะไร?

สง่ิ ท่ที ำให้เกดิ ผลสำเร็จและสง่ิ ทม่ี ผี ลต่อกำรไมบ่ รรลตุ ำม
เป้ำหมำยคืออะไร?

เปลยี่ นแปลง ถ้ำจะทำกจิ กรรม/โครงกำรใหมจ่ ะต้องทำอยำ่ งไร?

ภาพที่ 3 การประเมินผล

61

ก. ขน้ั การออกแบบการตดิ ตามและประเมนิ ผล
1. กำรวำงแผนกำรตดิ ตำมและประเมินผลแบบมีส่วนรว่ ม
2. กำรทบทวนโครงกำร
3. กำหนดตัวชี้วดั
4. กำหนดกรอบกำรประเมินผล

5. กำหนดวธิ ีกำร แหลง่ ข้อมลู และสรำ้ งเครือ่ งมือรวบรวมข้อมูลเพือ่ กำรประเมนิ ผล
6. จัดทำแผนกำรติดตำมประเมนิ ผล

ข. ขน้ั การดาเนินการตดิ ตามและประเมนิ ผล
1. กำรรวบรวมขอ้ มลู
2. กำรวิเครำะหข์ ้อมูลผลกำรดำเนนิ กำร
3. กำรวเิ ครำะห์ข้อมูลประเมนิ ผลเม่ือสิ้นสดุ โครงกำร

ค. ข้ันการรายงานและการนาเสนอผลการประเมินผล
1.กำรเขยี นรำยงำนผลกำรประเมนิ
2.นำเสนอผลกำรประเมนิ ผล

ผลติ สื่อเผยแพรต่ ำ่ ง ๆ วำงแผนกิจกรรม/โครงกำรในระยะต่อไป
(ปดิ ประกำศบอร์ดองคก์ ร)

ภาพที่ 4 กระบวนการติดตามประเมนิ ผลแบบมสี ่วนรว่ ม

62

8. ข้อเสนอ

1. ข้อเสนอเป็นผลจำกกำรวเิ ครำะห์ตำมกรอบกำรวิเครำะห์
2. กำรนำหรือเขยี นเสนอข้อเสนอจะต้องเขียนจำกผลกำรวิเครำะหเ์ ท่ำนน้ั
3. ขอบเขตของข้อเสนอจะตอ้ งไม่ออกนอกกรอบกำรวิเครำะห์หรอื ผลกำรวเิ ครำะห์

ตวั อย่างขอ้ เสนอ

การติดตามประเมนิ ผลแบบมสี ่วนร่วม (Participatory Evaluation)
ข้อเสนอ

จำกกำรศึกษำปัญหำในกำรติดตำมประเมินผลของกลุ่มติดตำมและประเมินผล สำนักนโยบำยและ
ยุทธศำสตร์ สำนักงำนปลัดกระทรวงยตุ ธิ รรม พบว่ำปจั จัยท่ีพบได้แก่ (1) กำรไม่ให้ควำมสำคัญและไม่ยอมรับต่อผล
กำรประเมินผลงำน (2) กำรไม่ได้เปิดโอกำสหรือสอบถำมควำมคิดเห็นของผู้ถูกประเมิน (3) ผู้ประเมินไม่มีควำมรู้
เรื่องงำนของผู้ถูกประเมิน (4) ไม่มีข้อมูลเพียงพอในกำรประเมิน (5) เกณฑ์ในกำรประเมินมีควำมคลุมเครือ
(6) ภำษำที่ใช้ไม่ชัดเจน โดยสรุปจะเห็นได้ว่ำสำเหตุของควำมล้มเหลวในกำรประเมินผลจะมีสำเหตุสำคัญ คือ
(1) นโยบำยของผ้บู ริหำรองคก์ รทใี่ ห้ควำมสำคญั ต่อกำรประเมินผลอยำ่ งจริงจงั (2) ควำมไม่ชดั เจนและไม่สอดรับกัน
ในหลักเกณฑ์ที่ใช้วัดผลงำน ซึ่งทำงออกสำหรับปัญหำน้ี สำมำรถนำรูปแบบกำรประเมินผลแบบมีส่วนร่วมเข้ำมำ
แก้ไขกำรวัดและประเมินผลแผนยุทธศำสตร์กระทรวงยุติธรรม เพื่อช่วยในกำรขับเคล่ือนกลยุทธ์ของกระทรวง
ยุติธรรมให้ไปสเู่ ป้ำหมำยทำงกลยทุ ธท์ ีก่ ำหนดได้อย่ำงเปน็ ระบบและมปี ระสิทธิภำพสูงสุด ดังนี้

1.1 สำนกั นโยบำยและยุทธศำสตร์ควรดำเนินกำรประสำนแผนงำนในทุกส่วนรำชกำรในสังกัดกระทรวง
ยุตธิ รรม เพ่ือให้แผนงำนต่ำง ๆ มีกำรบูรณำกำรซึ่งกันและกัน ทั้งนี้เมื่อมีกำรบูรณำกำรกันแล้วจะเกิดควำมสัมฤทธ์ิ
ผลในกำรนำแผนไปปฏิบัติและทำใหก้ ำรติดตำมประเมนิ ผลสำมำรถดำเนินไปได้อยำ่ งมีประสทิ ธภิ ำพ

1.2 สำนักนโยบำยและยทุ ธศำสตรค์ วรจัดประชมุ โดยใหส้ ว่ นรำชกำรในสังกดั กระทรวงยุติธรรมมีส่วนร่วม
ในกำรสะท้อนปัญหำและนำไปสู่กำรรวบรวมปัญหำจำกระดับต้นมำสู่ระดับด้ำนบนองค์กร(กระทรวงยุติธรรม)
เพอ่ื ใหแ้ ผนกำรปฏบิ ตั งิ ำนของกระทรวงยุตธิ รรมแก้ปญั หำและพัฒนำใหม้ ีทศิ ทำงทีด่ ขี ้นึ

1.3 สำนักนโยบำยและยุทธศำสตรค์ วรจัดใหม้ กี ำรทำแผนเพอ่ื ประเมินผลก่อนดำเนินโครงกำรแบบมีส่วน
ร่วม โดยให้กลุ่มติดตำมและประเมินผล สำนักนโยบำยและยุทธศำสตร์ สำนักงำนปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็น
ผู้ดำเนินกำรจัดประชุมร่วมระดมควำมคิดในกำรประเมินผลโครงกำรก่อนดำเนินกำรของแต่ละกรม กอง หรือ
หนว่ ยงำนในสงั กดั ทม่ี ีกำรดำเนินงำนโครงกำรต่ำง ๆ ตำมยุทธศำสตร์ของกระทรวงยุติธรรม เพื่อศึกษำควำมเป็นไป
ไดข้ องโครงกำร ตลอดจนปัญหำ และอุปสรรคทจี่ ะเกิดขน้ึ (ดงั ภำพท่ี 3)

1.4 สำนักนโยบำยและยทุ ธศำสตร์ควรจดั ให้มกี ำรทำแผนปฏิบัตกิ ำรติดตำมประเมนิ ผลหลังโครงกำรเสรจ็
ส้นิ แบบมสี ว่ นรว่ ม โดยให้กลมุ่ ตดิ ตำมและประเมนิ ผล สำนกั นโยบำยและยทุ ธศำสตร์ สำนกั งำนปลัดกระทรวง
ยตุ ธิ รรม เปน็ ผดู้ ำเนนิ กำรจดั ประชุมร่วมเพ่อื กำรติดตำมประเมินผลโครงกำรหลังเสรจ็ สิน้ โครงกำรของแต่ละกรม
กอง หรอื หน่วยงำนในสงั กดั ทีม่ กี ำรดำเนินงำนโครงกำรต่ำง ๆ ตำมยทุ ธศำสตร์ของกระทรวงยตุ ิธรรม เพ่ือวเิ ครำะห์
ผลกำรดำเนนิ กำร รำยงำนผล นำเสนอผลงำน ตลอดจนสรุปและวเิ ครำะห์ปญั หำอปุ สรรคท่ีจะเกิดขน้ึ โดยมกี ำร
กำหนดระบบกำรตดิ ตำมร่วมกันและมีกำรกำหนดตวั ชว้ี ดั KPI ร่วมกนั (ดังภำพท่ี 4)

1.5 สำนักนโยบำยและยุทธศำสตร์ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีและกำรสื่อสำรควรจัดให้มีกำรทำ ระบบ
ฐำนข้อมูลแผนกลยุทธ์/แผนปฏบิ ตั งิ ำน และระบบกำรติดตำมแผนโดยใชเ้ ทคโนโลยีเข้ำมำชว่ ยในกำรปฏิบตั งิ ำน

1.6 สำนักพฒั นำบุคลำกรควรกำหนดใหบ้ คุ ลำกรทุกภำคสว่ นมีสว่ นรว่ มในกำรทรำบทิศทำงกำรพัฒนำ
ขององคก์ รและรบั ทรำบควำมคบื หน้ำของกำรดำเนินงำนตำมตัวช้ีวดั ต่ำง ๆ พรอ้ มทัง้ มสี ว่ นร่วมในกำรนำเสนอขอ้ มลู
ตอ่ องค์กร (กระทรวงยุตธิ รรม)

63

9. ผลที่คาดว่าจะไดร้ ับ

ประโยชนท์ ี่คำดวำ่ จะได้รับ (สมศักดิ์ สำมัคคีธรรม, 2546 หนำ้ 69-70) หมำยถึง ควำม
คำดหวงั ของนกั วจิ ยั ทตี่ ง้ั ใจแต่แรกเรม่ิ ว่ำเม่ือทำกำรวจิ ัยจนเสร็จส้ินสมบูรณแ์ ลว้ จะมใี ครบำ้ งทีค่ ำดวำ่
จะนำผลกำรวจิ ัยดังกลำ่ วไปใช้ประโยชน์และจะถูกนำไปใชป้ ระโยชน์อะไรบ้ำง

สถำบันรำชภัฏสวนดสุ ติ (2545, หน้ำ 38) เป็นกำรเขยี นถงึ คณุ ค่ำที่จะไดร้ ับจำกกำรวจิ ัยใน
ครง้ั น้ี โดยปกตแิ ล้วจะครอบคลมุ ถงึ ผลที่ได้รับจำกกำรวิจยั สำมำรถแก้ไขปญั หำหรือวำงเป็นนโยบำย
ไดห้ รอื ไม่ เกิดองคค์ วำมรูใ้ หม่ๆ อย่ำงไร และวธิ กี ำรทใี่ ชศ้ ึกษำสำมำรถทำอะไรต่อไปข้ำงหนำ้

สมคดิ พรมจยุ้ (2540, หน้ำ 42) เป็นกำรระบุให้ชัดเจนวำ่ กำรทำวิจยั ครั้งนี้มีควำมสำคัญหรอื
มปี ระโยชนอ์ ะไรบำ้ ง

สรปุ ได้ว่ำ ประโยชน์ทีค่ ำดว่ำจะได้รับหรอื ผลที่คำดว่ำจะได้รับ หมำยถงึ ควำมคำดหวังของ
นกั วิจัยทผ่ี ลงำนวจิ ยั ของตนจะเป็นประโยชน์ในทำงวิชำกำร และกำรนำไปประยุกตใ์ ช้

ตวั อยา่ งผลที่คาดว่าจะไดร้ ับ

การตดิ ตามประเมินผลแบบมสี ว่ นรว่ ม (Participatory Evaluation)
ผลทคี่ าดวา่ จะได้รบั

ผลทางตรง
1. กระตุ้นให้บคุ ลำกรในสงั กัดกระทรวงยุติธรรมและผทู้ เ่ี กีย่ วข้องเกิดกำรเรียนร้รู ว่ มกนั
2. ชว่ ยใหผ้ ูป้ ระเมนิ ลำดบั ควำมสำคญั ควำมต้องกำรและวำงแผนปฏบิ ัตเิ พ่ือแกป้ ัญหำท่ีเกิดขึ้นไดท้ ันเวลำ
ผลทางออ้ ม
1. นำขอ้ มลู จำกกำรติดตำมและประเมินผลมำปรบั แผนกำรบรหิ ำรงำนของกระทรวงยุติธรรมให้เปน็ ไป
ตำมเป้ำหมำยหรอื วตั ถปุ ระสงค์ที่วำงไว้และนำไปสู่กำรปรบั แตง่ นโยบำย

64

10. ตัวชี้วัดความสาเรจ็

ตวั ช้ีวดั (Indicator) บำงครง้ั เรียกวำ่ ตัวบง่ ชี้ ดชั นี ดัชนชี วี้ ัด หรือเคร่อื งช้ีวัด (พิสณุ ฟองศร,ี
2550 : 148) ซ่ึงเป็นคำทีม่ ำจำกภำษำอังกฤษคำเดยี วกัน คือ สิ่งท่บี อกคุณลักษณะในเชิงปรมิ ำณหรือ
คณุ ภำพของสิ่งที่จะวัด โดยนำไปเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จำกสภำพจรงิ ด้วยเคร่ืองมอื ท่ีกำหนดไว้ตำม
ตวั ชว้ี ดั นั้นๆ เพอ่ื มำเปรยี บเทยี บกบั เกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งเมือ่ พิจำรณำแล้วควำมหมำยของตวั ช้ีวัดจะ
คลำ้ ยกบั กำรประเมินมำก ต่ำงกนั ก็เพยี งแตม่ ีขนำดเลก็ กว่ำหรือเปน็ ส่วนยอ่ ยของกำรประเมนิ นนั่ คอื
กำรประเมินครง้ั หน่ึงๆ จะใช้ตวั ชีว้ ดั หลำยตัว รวมกนั เปน็ ผลกำรประเมนิ ของประเด็นกำรประเมนิ และ
สดุ ทำ้ ยคือรวมเป็นผลของโครงกำรน่ันเอง

ตวั ชี้วัดควำมสำเร็จทส่ี ำคัญ (KPI : Key Performance Indicator) (คณะทำงำนโครงกำร
นำร่องพัฒนำระบบงำนยตุ ิธรรมชุมชน, 2551 : 32) เปน็ เคร่อื งมอื ที่ใช้ในกำรวัด (measure) และ
ประเมินผล (evaluate) กำรดำเนินโครงกำรเพ่ือสะท้อนให้เห็นประสิทธิภำพ ประสทิ ธผิ ลของ
โครงกำรมีประโยชน์ในกำรชว่ ยตรวจสอบสถำนะและตดิ ตำมควำมกำ้ วหน้ำของโครงกำรและผลสำเร็จ
ของโครงกำร

ตวั ชี้วัดทำงสังคม (Social Indicators) (เยำวดี รำงชยั กุล วบิ ลู ย์ศรี, 2551 : 132) หมำยถงึ สงิ่
ท่แี สดงออกเป็นตัวเลขทใี่ ช้วดั แง่มุมต่ำงๆ ทีเ่ กยี่ วขอ้ งกบั แนวควำมคิดทำงสังคมซึ่งเปน็ เชิงนำมธรรมให้
เปน็ ตวั แปรเชิงรูปธรรมทสี่ ำมำรถวัดไดภ้ ำยใต้ระบบสำรสนเทศทเี่ ปน็ อันหนึ่งอนั เดียวกันเพ่ือประกอบ
กำรตดั สนิ ใจของผูบ้ รหิ ำร (Wilcox, 1972 : 34; 1988 :114 อำ้ งถึงใน วฒั นำ วงศ์เกียรติรัตน,์ 2545 :
30) โดยทว่ั ไปแลว้ ตวั ชว้ี ดั อำจจะชโ้ี ดยทำงตรงหรือโดยทำงอ้อมก็ได้ ตวั ช้วี ดั ทำงตรงจะสะท้อนถงึ กำร
เปล่ยี นแปลงอนั เน่ืองมำจำกโครงกำรโดยตรง อยำ่ งไรก็ตำม ถ้ำผู้วำงแผนพบว่ำ มขี ้อจำกัดดว้ ยเงื่อนไข
ทท่ี ำให้หำข้อมูลไม่ได้ หรอื กำรรวบรวมขอ้ มูลต้องสนิ้ เปลอื งคำ่ ใชจ้ ำ่ ยมำก ผ้อู อกแบบโครงกำรกอ็ ำจ
ตอ้ งหำตัวชี้วัดทำงอ้อม

เครือ่ งช้ี (indicators) (จำลอง อติกุล, ม.ป.พ.) ได้แก่ ตัวแปร (variables) หรอื ตัวแปรท่ีแปลง
รปู (transformed variables) ที่อำจใช้วัดควำมเปลี่ยนแปลงที่เกดิ ข้ึน เครอ่ื งชี้สำหรับกำรติดตำม
และประเมนิ ผลกจ็ ะประกอบดว้ ย ตัวแปรหรือตวั แปรแปลงรูปท่ีใชว้ ดั ควำมกำ้ วหนำ้ ผลและ
ผลกระทบของโครงกำร เครอื่ งช้อี ำจอยู่ในรปู ของตวั แปรเดี่ยวๆ หรอื สัดส่วนของตัวแปรหลำยตัว หรือ
อยู่ในรปู ของดชั นี เป็นต้น ตวั อยำ่ งเชน่ อตั รำกำรตำยของทำรก ใชเ้ ป็นเครอ่ื งช้คี วำมเจริญของสังคม
ร้อยละของกำรก่อสร้ำงท่แี ลว้ เสร็จ ใชเ้ ป็นเครอื่ งชีค้ วำมก้ำวหนำ้ ทข่ี องงำนอตั รำกำรจำ่ ยคืนเงนิ กู้ของ
กลุ่มเปำ้ หมำย ในโครงกำร ใช้เป็นเคร่อื งชี้ควำมสำเร็จของโครงกำรไดบ้ ำงส่วน เปน็ ต้น

65

ประเภทตัวช้ีวัด
ตวั ช้ีวดั (ปยิ ะชัย จนั ทรวงศไ์ พศำล, 2554 : 70) สำมำรถจำแนกเปน็
1. ตวั ชี้วดั เชิงคุณภาพ (Qualitative KPI) เปน็ ตวั ชวี้ ัดที่ไมส่ ำมำรถระบุเปน็ ตวั เลขทีว่ ัดผล
สำเร็จไดช้ ดั เจน บำงครง้ั จะเป็นเพยี งกำรชี้วัดระดับควำมสำเรจ็ ของกำรปฏบิ ัติงำนเป็นระยะๆ
(ซง่ึ จะต้องแปรระดบั ควำมสำเรจ็ เปน็ ตวั เลขเชน่ กัน) เชน่

ระดบั ท่ี 1 แต่งตงั้ คณะทำงำน
ระดบั ที่ 2 จัดทำแผนงำนตำมวัตถุประสงค/์ เป้ำหมำย
ระดบั ที่ 3 ประชุมและดำเนินกำรตำมแผนงำน
ระดับท่ี 4 ติดตำมควำมก้ำวหน้ำของกำรดำเนินงำน
ระดบั ท่ี 5 ประเมนิ ผลสำเรจ็ ของงำน และจดั ทำรำยงำนเสรจ็ ส้ินโดยสมบูรณ์
กำรช้วี ดั ระดับควำมสำเร็จของกำรปฏบิ ัตงิ ำนตำมท่ีระบุข้ำงตน้ มิได้สะท้อนถงึ ผลสำเร็จของ
งำนอย่ำงแทจ้ รงิ ตำมทคี่ ำดหวัง นอกจำกนต้ี วั ชว้ี ดั เชิงคุณภำพยังวัดค่ำให้แม่นยำได้ยำกมำก บำงครั้ง
ขน้ึ อย่กู ับสถำนกำรณแ์ ต่ละชว่ งเวลำ บำงครงั้ ขึ้นอยู่กบั ควำมรู้สึกนึกคิดของแต่ละคน แต่ละชว่ งเวลำ
ก็มี ดังนน้ั เรำจำเป็นต้องแปรคำ่ ตวั ชวี้ ัดดังกลำ่ วให้เปน็ “ตวั เลข” เพ่อื ท่จี ะวัดค่ำได้ เรยี กว่ำ “ตวั ชี้วัด
แทน (Proxy indicator)” ซึ่งถือว่ำตัวเลขวัดคำ่ ทศั นคติกด็ ี ตวั เลขวัดค่ำควำมพึงพอใจก็ดี เป็นตัวช้วี ดั
แทน เพ่ือใหไ้ ด้คำ่ ตวั เลขคำ่ หนึ่งแทนทัศนคตหิ รือควำมพงึ พอใจดังกล่ำว ซึ่งมิใช่เปน็ ตัวชี้วดั เชิงปริมำณ
ท่ีแทจ้ รงิ อยำ่ งทเี่ ข้ำใจกัน
2. ตัวช้ีวัดเชงิ ปริมาณ (Quantitative KPI) เป็นตวั ช้ีวัดท่สี ำมำรถวัดค่ำได้อยำ่ งชัดเจน เปน็
ตัวเลขที่นบั ค่ำได้ และเปน็ ตัวชว้ี ัดที่นยิ มในกำรวัดผลสำเร็จอย่ำงแท้จริงของงำน หน่วยของตัวช้วี ัด
ได้แก่

- รอ้ ยละ (Percentage)
- คำ่ เฉลย่ี (Average or Mean)
- จำนวน (Number)
- อัตรำ (Rate)
- อตั รำสว่ น (Ratio)
- สดั ส่วน (Proportion)
- ฯลฯ

66

ตวั อยา่ งตวั ชี้วดั ความสาเร็จ

การตดิ ตามประเมนิ ผลแบบมสี ่วนรว่ ม (Participatory Evaluation)
ตวั ชีว้ ัดความสาเร็จ

เชิงคุณภาพ ระดับควำมสำเร็จของหน่วยงำนในสังกัดกระทรวงยุติธรรมได้เรียนรู้กำรติดตำมประเมินผล
แบบมีส่วนรว่ ม (เปำ้ หมำยระดบั 5)

เชิงปรมิ าณ รอ้ ยละของผลกำรดำเนินงำนตำมแผนยทุ ธศำสตร์ กำรตอบสนองต่อวิสัยทศั น์ และพนั ธกจิ
ของกระทรวงยตุ ิธรรม (เปำ้ หมำยร้อยละ 100 ของแผนงำน/โครงกำร)

67

11. เอกสารอา้ งองิ /บรรณานุกรม (ถา้ ม)ี

1. รปู แบบกำรเขยี นเอกสำรอ้ำงอิงมีหลำยรปู แบบแล้วแต่สำนกั หรือหนว่ ยงำนแต่ละแหง่
จะกำหนดขึ้นใช้ว่ำจะใชร้ ูปแบบใด

2. กำรเขยี นเอกสำรอำ้ งอิง/บรรณำนุกรม ตำมแนวทำงกำรเขียนผลทำงวชิ ำกำรเพื่อเลือ่ น
ระดบั สงู ขนึ้ (ระดบั ชำนำญกำรและระดับชำนำญกำรพเิ ศษ) ซึง่ จัดทำโดยกลุม่ งำนสรรหำ บรรจุและ
แตง่ ตัง้ กองกำรเจำ้ หนำ้ ท่ี สำนกั งำนปลดั กระทรวงยตุ ิธรรม ดงั ปรำกฏในเอกสำรดงั กลำ่ ว หน้ำ 16-18

3. ในสว่ นของผจู้ ดั ทำมีควำมเห็นว่ำ ผู้ส่งข้อเสนอแนวควำมคิดเพอื่ พฒั นำงำนใหม้ ีประสิทธิภำพ
สำมำรถใช้รูปแบบใดก็ได้ เพียงขอให้มีควำมเหมือนกันตำมรูปแบบนัน้ ๆ ทง้ั ฉบบั ทง้ั นเี้ นื่องจำกผู้ท่ี
สำเร็จกำรศกึ ษำในแต่ละแหง่ ย่อมมีควำมคุ้นเคยกบั รูปแบบของสถำบันนัน้ ๆ ต่ำงกันไป

การอ้างองิ
การอา้ งอิง (References)
กำรอ้ำงอิงเป็นกำรบอกท่ีมำของข้อควำมที่นำมำอ้ำง ทำให้ผู้อ่ำนได้ทรำบแหล่งที่มำของ

หลกั ฐำน ซง่ึ กำรอำ้ งอิงมีดว้ ยกัน 2 แบบ คือ กำรอ้ำงอิงแบบแทรกในเนื้อหำ และกำรอ้ำงอิงแบบแยก
จำกเนอื้ หำ

1. การอ้างอิงแบบแทรกในเนื้อหา
กำรอ้ำงอิงแบบนี้จะแทรกอยู่ในเน้ือหำ ทำให้ผู้อ่ำนรู้ทันทีว่ำ ข้อมูลนั้นมำจำกไหน

ดังตัวอย่ำง แบบ อ้ำงอิงท่ีนำข้อควำมของผู้แต่งท่ีผู้แต่งกล่ำวถึง มำนำเสนอโดยนำข้อควำมน้ันมำต่อ
นำม-ปี พ.ศ. และเลขหน้ำ โดยที่ข้ึนด้วยนำมผู้แต่งและให้อยู่นอกวงเล็บ และตำมด้วยปี พ.ศ. และ
เลขหนำ้ อยู่ในวงเลบ็ จำกนนั้ เขยี นขอ้ ควำมตำม

รำชกิจจำนุเบกษำ (2542 : 43-44) ได้กำหนดให้อุทยำนแห่งชำติกุยบุรีได้มีกำรประกำศโดยพระรำชกฤษฎีกำ
กำหนดบริเวณที่ดินป่ำกุยบุรี ในท้องท่ีตำบลเขำช้ำง อำเภอปรำณบุรี ตำบลศิลำลอย ตำบลศำลำลัย ตำบล
ไร่เก่ำ ตำบลไร่ใหม่ ก่ิงอำเภอสำมร้อยยอด อำเภอปรำณบุรี ตำบลหำดขำม ตำบลสำมพระพำย ตำบลกุยบุรี
อำเภอกยุ บุรี และตำบลบ่อนอก ตำบลอ่ำวน้อย ตำบลเกำะหลัก ตำบลคลองวำฬ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์
จงั หวดั ประจวบครี ขี ันธ์ ให้เปน็ อทุ ยำนแห่งชำติ พ.ศ. 2542

แบบอำ้ งองิ ทีอ่ ้ำงถงึ ข้อควำมของผู้แต่งก่อน แล้วตำมดว้ ยนำม พ.ศ. และเลขทหี่ น้ำอำ้ งอิง
โดยนำม-ปี พ.ศ. และเลขหน้ำใหอ้ ยใู่ นวงเลบ็

ทฤษฎีกำรพัฒนำฟื้นฟูป่ำไม้อันเนื่องมำจำกพระรำชดำริ ประกอบด้วย ทฤษฎีกำรปลูกป่ำโดยไม่ต้องปลูกตำม
หลกั กำรฟน้ื ฟูสภำพป่ำดว้ ยวัฏธรรมชำติ ทฤษฎีกำรพัฒนำป่ำไม้โดยกำรใช้ทรัพยำกรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดใน
กำรสร้ำงแนวป้องกันไฟป่ำเปียก ทฤษฎีกำรพัฒนำฟื้นฟูป่ำไม้โดยใช้ควำมรู้เบ้ืองต้นทำงด้ำนวิทยำศำสตร์และ
เทคโนโลยี และทฤษฎีกำรพัฒนำและฟื้นฟูป่ำไม้โดยกำรใช้ทรัพยำกรท่ีเอื้ออำนวยสัมพันธ์ซ่ึงกันและกันให้เกิด
ประโยชนส์ งู สุด ซงึ่ เปน็ แนวพระรำชดำริของพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอย่หู วั (สำนักงำน กปร.,2540 : 178 – 208)

68

การอา้ งอิงแบบแยกจากเนอ้ื หา
กำรอ้ำงอิงแบบแยกเนื้อหำ โดยกำหนดให้อยู่ตอนล่ำงของหน้ำ หรือเรียกว่ำเชิงอรรถ

(footnote) โดยต้องวำงเชิงอรรถไวต้ อนลำ่ งของหน้ำ แยกจำกตัวเนื้อเรื่อง โดยเส้นค่ันขวำงจำกขอบ
ซ้ำยประมำณครง่ึ หน้ำ ตัวเลขกำกับเชิงอรรถให้ยกระดับขึ้นสูงคร่ึงบรรทัด พิมพ์เหนืออักษร ตัวแรก
ของข้อควำมในเชิงอรรถและให้เขียนหรือพิมพ์ติดต่อกันไปกับตัวเลขทันที และบรรทัดแรกของ
เชิงอรรถให้ตั้งต้นนับหนึ่งใหม่เม่ือข้ึนหน้ำใหม่ ในกำรลงช่ือ ผู้แต่งในเชิงอรรถท้ังเชิงอรรถทั้ง
เชิงอรรถภำษำไทยและภำษำอังกฤษ ให้ลงชื่อตัวก่อน แล้วตำมด้วยนำมสกุล กำรใส่ช่ือหนังสือให้
ตำมนำมสกุลผู้แตง่ ขดี เสน้ ใตช้ ่อื หนังสอื แลว้ ตำมด้วย ปีทพ่ี มิ พ์และเลขหนำ้ ตำมลำดบั

การเขยี นบรรณานกุ รม
>>> บรรณำนุกรม (Bibliography) คอื รำยกำรทรัพยำกรสำรนเิ ทศ ได้แก่ หนังสือ วำรสำร
เอกสำร และสง่ิ พิมพต์ ่ำงๆ รวมทงั้ โสตทัศนวัสดทุ กุ ประเภททใี่ ช้ศกึ ษำคน้ ควำ้ หำข้อมูล และอ้ำงองิ ใน
กำรเขียนรำยงำน ภำคนพิ นธ์ และปรญิ ญำนิพนธ์ มกี ำรจัดเรยี งตำมลำดบั อกั ษรของข้อควำมรำยกำร
แรกในบรรณำนุกรม บรรณำนุกรมจัดไวส้ ่วนท้ำยของรำยงำน หรอื บทนิพนธ์นั้นๆ เพื่อเป็นหลกั ฐำน
แสดงว่ำ กำรเขียนรำยงำนหรือบทนิพนธน์ ั้นๆ ได้มีกำรศึกษำค้นควำ้ จำกตำรำท่เี ช่ือถอื ได้ และหำกมี
ผูต้ ้องกำรค้นคว้ำเพ่ิมเติมก็จะทรำบแหลง่ ท่ีจะศึกษำหำควำมรไู้ ด้ทันที

วตั ถุประสงคข์ องการรวบรวมบรรณานกุ รม
>>>>>1. ชว่ ยแจ้งให้ผู้อ่ำนทรำบว่ำผเู้ ขยี นไดค้ น้ คว้ำมำจำกแหลง่ ใด
>>>>>2. ทำให้รำยงำนน้นั เปน็ รำยงำนทม่ี ีเหตุผลมีสำระน่ำเชอื่ ถือ
>>>>>3. เป็นแนวทำงสำหรับผทู้ ีส่ นใจศกึ ษำรำยละเอียดเพ่มิ เติม ศกึ ษำได้จำกบรรณำนกุ รมนนั้ ๆ

>>>4. ใหส้ ำมำรถตรวจสอบหลักฐำน หรอื ข้อเท็จจริงที่นำอ้ำงถงึ ได้
>>>>5. เปน็ กำรแสดงถงึ มำรยำทของผ้เู ขยี นว่ำไดเ้ คำรพสิทธแิ ละควำมคดิ เห็นของผู้อนื่

หลักเกณฑเ์ บื้องต้นของการเขียนหรอื พิมพ์บรรณานกุ รม
>>>>1. บรรณำนกุ รมจะอยู่ตอนส่วนท้ำยของรำยงำน
>>>>2. พิมพ์คำวำ่ บรรณานกุ รม ไวก้ ลำงหน้ำกระดำษตอนบนของหน้ำแรกของบรรณำนกุ รม
ตำ่ กวำ่ ขอบกระดำษดำ้ นบนประมำณ 2 น้วิ สำหรับรำยงำนในภำษำองั กฤษใชค้ ำว่ำ BIBLIOGRAHY
ด้วยตัวอักษรพิมพใ์ หญ่

3. สง่ิ ทนี่ ำมำเขยี นบรรณำนกุ รมคือ ชือ่ สกุล ชอื่ หนังสอื คำอธบิ ำยชื่อหนงั สือ (ถ้ำม)ี ครง้ั ที่พิมพ์
สถำนท่ีพิมพ์ สำนกั พมิ พ์ ปที ี่พมิ พ์

4. ถำ้ ผู้แตง่ คนเดียวกนั แตง่ หนงั สือหลำยเลม่ ให้ลงช่ือนำมสกลุ ผแู้ ต่งเฉพำะเล่มแรกเทำ่ น้ัน
เลม่ ตอ่ ไปใหข้ ีดเสน้ ยำว 8 ชว่ งตวั อักษรแทน

5. ถำ้ ผูแ้ ต่งคนเดียวกัน แต่บำงเล่มมีผู้อ่นื แตง่ ร่วมดว้ ย ให้ลงเลม่ ทผ่ี ูแ้ ต่ง คนเดยี วก่อนจนหมด
แล้วจงึ ต่อด้วยเลม่ ท่มี ผี ู้อื่นแต่งรว่ มด้วย
>>>>6. ช่อื สง่ิ พมิ พ์ขีดเสน้ ใต้ตลอด หรือพิมพ์ดว้ ยตวั อกั ษรหนำ

7. ถำ้ สิง่ ทพี่ ิมพ์นัน้ ไม่ปรำกฏชอ่ื ผู้แตง่ ให้ใชช้ ่อื เร่อื งเปน็ รำยกำรแรกของบรรณำนุกรม

69

>>>>8. ถำ้ บรรณำนกุ รมมีเอกสำรอ้ำงอิงหลำยประเภทและมีเปน็ จำนวนมำก ใหแ้ บง่ ตำมประเภท
ของเอกสำร คือ หนงั สอื วำรสำร จลุ สำร หนังสือพิมพ์ เอกสำรอัดสำเนำ กำรสัมภำษณ์ เปน็ ต้น

>>>9. เรยี งลำดับบรรณำนกุ รมตำมตวั อักษรตัวแรกของรำยกำรบรรณำนุกรม ถ้ำเป็นสิง่ พิมพ์
ภำษำไทย ให้เรียงตำมลำดบั อักษรชอื่ ผูแ้ ตง่ ก - ฮ ถำ้ เปน็ สิ่งพมิ พภ์ ำษำอังกฤษ ใหเ้ รียงตำมลำดบั
ตวั อกั ษรช่อื สกุลของผแู้ ตง่ A - Z

>>>10. ถำ้ มีบรรณำนุกรมภำษำไทยและภำษำอังกฤษปนกนั ใหเ้ รยี งบรรณำนุกรมภำษำไทยก่อน
แล้วจึงเรยี งบรรณำนกุ รมภำษำอังกฤษ

หลกั เกณฑ์การเขียนบรรณานุกรมภาษาไทย
>กำรเขยี นบรรณำนุกรมมีแบบแผนและหลักเกณฑ์ในกำรบันทกึ รำยกำรแบ่งได้ตำม

ทรัพยำกรสำรนเิ ทศดังน้ีคอื หนงั สอื หนังสอื แปล บทควำมในวำรสำร บทควำมในหนงั สอื พิมพ์
บทควำมในสำรำนุกรม วิทยำนพิ นธ์ กำรประชุมทำงวชิ ำกำร จลุ สำร กำรสัมภำษณ์ และโสตทัศนวัสดุ

หลักเกณฑ์การเขียนบรรณานกุ รมหนงั สือ
รำยกำรต่ำงๆ ทีเ่ ขียนในบรรณำนกุ รมหนังสือ

1. ผู้แต่ง (Author) แบ่งไดเ้ ปน็ 2 ลกั ษณะ คอื ผู้แต่งทีเ่ ป็นบุคคล และผู้แต่งที่เป็นสถำบัน
1.1 ผแู้ ต่งท่ีเป็นบคุ คล
1.1.1 ผแู้ ตง่ คนเดยี ว ช่อื ผแู้ ตง่ ใหแ้ ต่งให้ใช้ตำมทป่ี รำกฏในหน้ำปกในของหนังสอื สำหรับ

ผ้แู ตง่ ทเ่ี ป็นคนไทยให้ใช้ชือ่ และช่อื สกลุ เทำ่ น้นั ไม่ต้องใส่คำนำหนำ้ อ่นื ๆ เชน่ นำย นำงสำว
ศำสตรำจำรย์ นำยแพทย์ ดอกเตอร์ ฯลฯ

ตัวอยา่ ง
>>>>>>>> สพุ รรณ มะลิวลั ย์

ปิยะชำติ จนั ลำ
1.1.2 ผูแ้ ตง่ 2 คน ให้ใสช่ ่ือผู้แตง่ ทรี่ ะบเุ ป็นคนแรกไว้ก่อน เช่ือมดว้ ยคำว่ำและแล้วจึงใส่
ชอื่ ผู้แต่งคนท่ี 2

ตัวอย่าง
มำนติ ย์ ดเี ออื้ และ พิกุล เนติ
>>>>>> ดวงใจ สนำมวงศ์ และ ประพนิ มังสำ
> 1.1.3 ผู้แตง่ 3 คน ให้ใสช่ อื่ ผู้แต่งทัง้ 3 คน โดยใสช่ือผแู้ ตง่ คนแรกคน่ั ด้วยเคร่ืองหมำย
จลุ ภำค ใสช่ ่อื ผู้แต่งคนท่ี 2 เช่ือมด้วย คำว่ำ และ แลว้ จงึ ใสช่ ื่อผูแ้ ต่งคนท่ี 3
> ตัวอยา่ ง
> สุพรรณ มะลิวัลย์, ปิยะชำติ จันลำ และมำนิตย์ ดเี อ้ือ
> 1.1.4 ผ้แู ตง่ มากกว่า 3 คน ใส่เฉพำะชื่อผู้แต่งคนแรกทีป่ รำกฏในหนำ้ ปกในของหนังสือ
และตำมด้วยคำว่ำ "และคนอื่นๆ "หรือ" และคณะ"
> ตวั อย่าง
> สุพรรณ มะลวิ ัลย์ และคนอน่ื ๆ

70

> 1.1.5 ผแู้ ต่งทม่ี ีราชทนิ นาม และฐานันดรศกั ดิ์ ใหไ้ ว้หลังชื่อคั่นดว้ ยเครื่องหมำยจุลภำค
> ตัวอย่าง
> ศภุ กรโอภำส, พระยำ
> ปยิ ะชำติ พฒั นำ, ม.จ.
> 1.1.6 ผแู้ ต่งมีสมณศักด์ิ ให้ใชต้ ำมสมณศักด์ิท่ไี ด้รบั และใสช่ ื่อเดิมไวใ้ นวงเลบ็
> ตัวอย่าง
> พระรำชนโิ รธธรรมสุนทร (อภิชำติ อธิปณุ โญ)
> พระเทพเวทคิ ณุ (อภชิ ำติ อภริ ักขิโต)
> 1.1.7 ผแู้ ตง่ ท่เี ป็นสตรที ่ีได้รบั พระราชทาน เครอื่ งรำชอสิ รยิ ำภรณช์ นั้ สูงเป็นคุณหญิง
ท่ำนผูห้ ญงิ ให้ลงคำนำหน้ำนำมหลังช่ือสกลุ โดยใช้เครอื่ งหมำยจลุ ภำคคน่ั
> ตวั อยา่ ง
> รัญจวน อินทรกำแหง, คุณ
> จินตนำ ยศสนุ ทร, คุณหญิง.
> สุประภำตำ เกษมสนั ต์, ท่ำนผหู้ ญงิ .
> 1.1.8 ผูแ้ ต่งทเี่ ป็นเปน็ ผู้จดั พิมพ์ ผรู้ วบรวม ผูเ้ รยี บเรยี ง บรรณำธิกำรใหใ้ สช่ อ่ื สกุล โดย
มีเคร่อื งหมำย ( , ) คัน่
> ตวั อยา่ ง
>>>>>>> สพุ รรณ มะลิวลั ย์, ผูร้ วบรวม.

1.1.9 ผแู้ ตง่ ท่ีใช้นามแฝง ถ้ำนำมจรงิ เป็นที่รู้จกั ทั่วไปแล้ว ให้ใช้นำมจริง และ บอก
นำมแฝงไวต้ ่อจำกชื่อเร่อื งหนังสือ ถำ้ หำกไม่ทรำบนำมจริงให้ถอื นำมแฝงเปน็ ชอ่ื ผูแ้ ตง่ โดยวงเล็บ คำ
วำ่ "นำมแฝง" ตอ่ จำกนำมแฝง
>>>>>> ตวั อย่าง

ปบุ ผำ นมิ มำนเหมินทร์, ม.ล.ผู้ด.ี โดย ดอกไม้สด (นำมแฝง). ลกู นำ้ (นำมแฝง).
1.1.10 หนังสือทีไ่ ม่ปรากฏช่ือผู้แต่ง ใหใ้ ส่ชือ่ หนงั สอื ในตำแหน่งผ้แู ตง่
>> ตวั อยา่ ง
>> รำชกจิ จำนเุ บกษำ
>> ลิลิตพระลอ.
1.1.11 การคน้ ควา้ จากอนิ เทอร์เนต็ ใหใ้ สช่ ่ือผเู้ ขียน. (ทอ่ี ยู่ของผู้เขียนในอนิ เตอร์เน็ต.
(ถำ้ มี) ). “ช่ือบทควำม.” ใน “ชือ่ หลกั .” (ท่อี ยขู่ องอนิ เตอร์เนต็ ). ปีทีพ่ มิ พ์ (ถ้ำมี).

ตัวอย่าง
Hughes, Helen. “Perspectives for an Integrating World
Economy: Implications for Perform and Development.”
(http: //www.iseas.ac.sg/ecom.html).

71

1.2 ผู้แต่งท่เี ปน็ สถาบัน ได้แก่ หน่วยงำนรำชกำร สถำบนั กำรศึกษำ รัฐวิสำหกจิ สมำคม
ธนำคำร องค์กำรระหวำ่ งประเทศ เป็นต้น ใหใ้ ส่ชอื่ สถำบันน้นั ๆ ในตำแหน่งผูแ้ ต่ง โดยเรียงตำมลำดบั
หนว่ ยงำนใหญ่ไปหำหนว่ ยงำนย่อย หลกั เกณฑ์เดมิ ลงช่ือหนว่ ยงำนก่อนโดยกลบั คำบอกสถำนะของ
หนว่ ยงำนไวข้ ำ้ งหลัง แตห่ ลกั เกณฑใ์ หม่ให้ลงชอ่ื ตำมที่ปรำกฏในตัวเลม่ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลง
(เลือกใชก้ ฎใดกฎหนึ่งตลอดทั้งเล่ม เชน่ กรงุ เทพ, ธนำคำร หรอื ธนำคำรกรุงเทพ.)

2. ชือ่ หนังสือ (Title) ลงรำยกำรต่อจำกผ้แู ต่งใชช้ ่อื ตำมท่ปี รำกฏในหน้ำปกในชื่อเรื่องทมี่ ีช่ือรอง
(Sub - Title) ซงึ่ เปน็ คำอธิบำยชื่อเรื่องให้ใสช่ ่ือรองด้วย โดยใช้เครอื่ งหมำยวรรคตอนระหวำ่ งชอ่ื เรือ่ ง
และชอ่ื รองตำมทป่ี รำกฏในหนำ้ ปกใน ถ้ำไม่มเี คร่ืองหมำยวรรคตอนกำกับไว้ ให้ใชก้ ำรเวน้ วรรคชอื่
เรื่อง และช่ือรองให้ขีดเสน้ ใต้ (หรอื อักษรตัวหนำหรือตวั เอน) และใสเ่ คร่ืองหมำยมหัพภำค

ตวั อย่าง
>>>> กำรเขยี นรำยงำนและกำรใช้ห้องสมดุ .
>>>> สำรนิเทศกบั กำรศึกษำคน้ คว้ำ.

3. จานวนเลม่ (Volume) จำนวนเล่มจะลงตอ่ จำกชื่อหนังสือ ถำ้ หนังสอื เล่มเดยี วจบ ไมต่ ้องระบุ
จำนวนเลม่ แต่ถ้ำหนงั สือเล่มน้นั มีหลำยเล่มจบ และ ใช้ประกอบกำรเขยี นทุกเลม่ ให้ระบจุ ำนวนเล่ม
ท้งั หมด แต่ถำ้ ใช้เฉพำะบำงเล่ม ใหร้ ะบเุ ฉพำะเลม่ ท่ใี ช้เทำ่ น้ัน หลังจำนวนเล่มใสเ่ ครื่องหมำยมหัพภำค

ตัวอย่าง
2 เล่ม.
3 เลม่ .
แตถ่ ้ำใช้เฉพำะบำงเล่ม ให้ระบเุ ลม่ ที่ใช้
ตวั อย่าง
เลม่ 2.
เลม่ 3.
4. ครง้ั ทพ่ี ิมพ์ (Edition) หนังสือที่พิมพ์คร้งั แรกไมต่ ้องลงรำยกำร จะลงรำยกำรเฉพำะหนังสอื ทมี่ ี
กำรพิมพต์ ้งั แตค่ รั้งที่ 2 เปน็ ตน้ ไปใหร้ ะบคุ รงั้ ท่ีพิมพ์ไวด้ ว้ ย ถำ้ มคี ำอธบิ ำยว่ำเป็นฉบบั แก้ไขและ
เพมิ่ เติม หรือ อย่ำงใดอยำ่ งหน่ึงให้ลงไวด้ ้วย ครงั้ ท่ีพมิ พ์จะลงรำยกำรต่อจำกจำนวนเลม่ แตถ่ ้ำเปน็
หนังสือเลม่ เดียวจบ คร้ังท่ีพิมพจ์ ะลงต่อจำกช่ือหนงั สือ หลงั คร้งั ที่พมิ พ์ใส่เคร่ืองหมำยมหัพภำค
>>>> ตวั อยา่ ง
>>>> พมิ พ์ครัง้ ท่ี 3.
พมิ พค์ รั้งที่ 5 แกไ้ ขเพิ่มเติม.
5. ชอื่ ชดุ หนงั สือ (Series) ใหใ้ สช่ ือ่ ชุดหนังสือ ตำมด้วยเคร่อื งหมำยจลุ ภำค ใหร้ ะบุลำดับเลขท่ใี นชุด
ของหนงั สือ ถ้ำไมม่ ีก็ไมต่ ้องใส่
>>>>ตัวอย่าง
>>>>หนังสอื ชดุ ประเพณีไทย.
>>>>เอกสำรนิเทศกำรศึกษำ, ฉบบั ที่ 132.

72

6. พิมพล์ ักษณ์ (Imprint) คอื รำยละเอยี ดท่ีเก่ียวกับกำรพิมพ์หนงั สือประกอบ
>>6.1 สถานทพ่ี มิ พ์ (Place) หลังสถำนที่พมิ พใ์ สเ่ ครื่องหมำยมหัพภำคคู่ (:)

>>>> ตัวอย่าง
>>>>>>กรุงเทพมหำนคร :
>>>> ในกรณีทไี่ ม่ปรำกฏสถำนทพ่ี ิมพ์ให้ใช้คำวำ่ ม.ป.ท หรือ ม.ป.พ. (ไมป่ รำกฏที่พิมพ์ ) ใน
ตำแหน่งของสถำนทพ่ี ิมพ์
>>>6.2 สานักพมิ พ์ (Publisher) หมำยถึง แหล่งท่ีรับผิดชอบในกำรจดั พิมพ์ และจัดจำหน่ำย
หนงั สือ ถ้ำมชี ่ือสำนักพมิ พ์ ใหล้ งชือ่ สำนักพิมพ์ ลงช่ือสำนักพมิ พต์ ่อจำกสถำนที่พมิ พ์ และตำมดว้ ย
เคร่อื งหมำยจลุ ภำค ถำ้ มีผ้จู ัดพิมพเ์ ป็นหน่วยงำน ให้ระบหุ น่วยงำนย่อยไปหำหน่วยงำนหลกั
>>>>>> ตัวอยา่ ง
>>>>>>>ไทยวฒั นำพำนิช, ภำควิชำบรรณำรักษศำสตร์ คณะสงั คมศำสตร์ หำวิทยำลยั เชยี งใหม่,

>>>>> ถ้ำไมป่ รำกฏชื่อสำนักพมิ พ์ใหใ้ ส่ช่ือโรงพิมพ์ในตำแหน่งของสำนักพิมพ์ และระบคุ ำว่ำ
โรงพิมพ์ไวด้ ว้ ย
>>>>>>>ตวั อย่าง.
>>>>>>>โรงพิมพร์ ุ่งเรืองรตั น์,
>>>>>>>โรงพิมพ์มหำวิทยำลัยรำชภฏั รำไพพรรณี
>>>>>>>ในกรณีไม่ปรำกฏทัง้ สำนักพิมพ์ และโรงพิมพ์ให้ใช้ ม.ป.ท. หรอื ม.ป.พ แทนเพียงครั้งเดียว
> 6.3 ปที พ่ี มิ พ์ (Date) ลงรำยกำรตอ่ จำกสำนักพมิ พ์หรอื โรงพิมพ์ ใสเ่ ฉพำะตวั เลข ไม่ต้องระบุ
คำว่ำ พ.ศ. ให้ใช้ปที พี่ ิมพ์ครงั้ หลังสุด หลงั ปีที่พมิ พ์ใสเ่ คร่ืองหมำยมหพั ภำค
>>>>>>>ตัวอย่าง
>>>>>>2548.
>>>>>>2550.
>>>>>> ในกรณีท่ไี มป่ รำกฏปีทพ่ี มิ พ์ ให้ใช้ ม.ป.ป (ไม่ปรำกฏปที ี่พิมพ)์ ไว้ในตำแหน่งของปีทพ่ี ิมพ์
ถ้ำหนงั สือไม่ปรำกฏทง้ั สถำนท่ีพมิ พ์ และปที พี่ ิมพ์ ให้ใช้คำวำ่ ม.ป.ท. , ม.ป.ป.

73

ตัวอย่างการเขียนอ้างองิ /บรรณานุกรม

การติดตามประเมนิ ผลแบบมสี ่วนร่วม (Participatory Evaluation)

เอกสารอา้ งองิ

บรรจง จงรกั ษว์ ัฒนำ. 2554. การติดตามประเมินผลแบบมีสว่ นร่วม. เข้ำถงึ ข้อมลู ไดจ้ ำก
http://www.dld.go.th/pvlo_pni/index.php?option=com.
วนั ทสี่ ืบคน้ 1 กุมภำพนั ธ์ 2556.

รตั นะ บวั สนธ.์ 2555. ชุมนุมวิชาการด้านวจิ ัยและประเมินผลทางการศกึ ษา. เขำ้ ถึงขอ้ มูลไดจ้ ำก
http://www.rattanabb.com/index.php. วนั ทส่ี บื คน้ 1 กุมภำพันธ์ 2556.

อรุณี เวยี งสระ และคณะ. 2548. การติดตามและประเมนิ ผลแบบมีสว่ นร่วม. กรงุ เทพมหำนคร:
พสิ ษิ ฐ์ ไทยออฟเซท.

อวยพร เรอื งตระกลู . ม.ป.พ. การประเมินสมชั ชา. เขำ้ ถงึ ข้อมลู ได้จำก
ednet.kku.ac.th/~edad/OLD/research_article/evaluation.doc. วนั ท่ีสืบค้น 1 กุมภำพนั ธ์ 2556.

ลงชื่อ..................................................
(.................................................)
ผ้เู สนอแนวคิด
……………../………………/…………..

74

ส่วนที่ 3 แบบประเมนิ คณุ ลักษณะของบคุ คล

75

แบบประเมินคุณลักษณะของบคุ คล .

ตอนที่ ๑ ข้อมลู สว่ นบุคคล
๑. ชื่อ นำงสำวดวงใจ สขุ วบิ ลู ย์

๑. ตาแหนง่ นักวิเครำะห์นโยบำยและแผนปฏิบตั ิกำร ตาแหนง่ เลขที่ ........ .
กลมุ่ ตดิ ตำมและประเมินผล .
สานัก นโยบำยและยุทธศำสตร์ .
ดารงตาแหน่งนี้เมอื่ ๑๖ กุมภำพันธ์ ๒๕๕๒ .
อตั ราเงนิ เดอื นปจั จุบนั ......................... .

๓. ขอประเมนิ เพ่อื แตง่ ต้งั ใหด้ ารงตาแหนง่ นักวเิ ครำะหน์ โยบำยและแผนชำนำญกำร .

ตาแหน่งเลขที่ ......... กลุม่ ตดิ ตำมและประเมินผล.................................................

สานกั นโยบำยและยทุ ธศำสตร์ กรม สำนักงำนปลัดกระทรวงยุตธิ รรม .

๔. ประวตั ิส่วนตวั (จำก ก.พ. ๗)

เกดิ วันท่ี ... เดอื น .................... พ.ศ. ........... .
วนั ............ .
อายุราชการ ปี เดอื น

๕. ประวัตกิ ารศกึ ษา

คณุ วุฒแิ ละวชิ าเอก ปีทส่ี าเรจ็ การศกึ ษา สถาบัน

(ปริญญา/ประกาศนียบัตร)

รัฐประศำสตรมหำบณั ฑติ พ.ศ. ๒๕๔๙ จุฬำลงกรณม์ หำวิทยำลยั

วศิ วกรรมศำสตร์บัณฑติ (วศิ วกรรมโยธำ) พ.ศ. ๒๕๔๒ มหำวทิ ยำลยั เกษตรศำสตร์

๖. ใบอนุญาตประกอบวิชาชพี (ถ้ำมี) (ช่ือ ใบอนญุ ำตเปน็ ผู้ประกอบวชิ ำชพี วศิ วกรรมควบคมุ )

วันออกใบอนญุ ำต ๓๐ กนั ยำยน ๒๕๕๕ วันหมดอำยุ ๒๙ กนั ยำยน ๒๕๖๐ .

76

-๒-

ตอนที่ ๑ ข้อมูลสว่ นบุคคล

๗. ประวตั ิการรบั ราชการ (จำกเร่มิ รบั รำชกำรจนถงึ ปจั จุบนั แสดงเฉพำะท่ีไดร้ ับแต่งต้งั ให้ดำรงตำแหน่งใน

ระดบั สูงขึ้นแต่ละระดบั และกำรเปลย่ี นแปลงในกำรดำรงตำแหนง่ ในสำยงำนตำ่ งๆ)

วนั เดอื นปี ตาแหนง่ อัตราเงนิ เดอื น สงั กัด

๑๖ กุมภำพันธ์ ๒๕๕๒ นักวเิ ครำะห์นโยบำยและแผนปฏิบัติกำร ๙,๗๐๐ สำนักงำนปลดั กระทรวงยุติธรรม

๘. ประวตั ิการฝึกอบรมและดูงาน หลกั สตู ร สถาบนั
ปี ระยะเวลา
- ควำมร้พู ื้นฐำนในกำรปฏิบตั ริ ำชกำร - กระทรวงยุติธรรม
พ.ศ.๒๕๕๒ ๐๑ ม.ิ ย. – ๐๖ มิ.ย.
รุน่ ที่ ๒๒
๒๗ ก.ค. – ๒๗ ส.ค.
- กำรพัฒนำกำรจดั กำร - กระทรวงยตุ ิธรรม

Mini Master of Management ร่วมกบั สถำบันบัณฑิต

พัฒนบรหิ ำรศำสตร์

พ.ศ.๒๕๕๔ ๑๔ ก.พ. – ๑๖ ก.พ. - โครงกำรพัฒนำเสรมิ ทักษะกำรจัดทำ - กระทรวงยตุ ิธรรม

๐๕ ก.ค. – ๐๗ ก.ค. แผนปฏิบัติรำชกำรในสถำนกำรณไ์ มป่ กติ

๒๒ ก.ค. - กำรพัฒนำระบบคดิ และควำมคดิ - กระทรวงยตุ ิธรรม

พ.ศ.๒๕๕๕ ๒๓ ม.ค. – ๒๕ ม.ค. สรำ้ งสรรคอ์ ยำ่ งเป็นระบบ รุ่นท่ี 2
๒๗ เม.ย.
๒๕ ก.ค. – ๒๖ ก.ค. - กำรประเมนิ แผนงำนและโครงกำร - มหำวทิ ยำลัย

พ.ศ.๒๕๕๖ ๓๐ เม.ย. – ๐๑ พ.ค. สโุ ขทัยธรรมำธริ ำช

- ศิลปะกำรเป็นพธิ กี รและกำรพูดในทช่ี มุ ชน- กระทรวงยตุ ธิ รรม

- กำรแปลงแผนส่กู ำรปฏบิ ัติ - กระทรวงยุติธรรม

- กำรบริหำรโครงกำรอยำ่ งมอื อำชพี - ส ถำ บั น เพ่ิม ผ ล ผ ลิ ต

แห่งชำติ

- ระเบยี บงำนสำรบรรณ - กระทรวงยตุ ธิ รรม

77

-๓-

ตอนที่ ๑ ข้อมูลสว่ นบุคคล
๙. ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน (เคยปฏิบัติงำนเก่ียวกับอะไรบ้ำงท่ีนอกเหนือจำกข้อ ๗ เช่น เป็นหัวหน้ำ
โครงกำร หัวหน้ำงำน กรรมกำร อนุกรรมกำร วิทยำกร อำจำรยพ์ เิ ศษ เป็นต้น)

1. คณะทำงำนแกไ้ ขปัญหำยำเสพตดิ ในสถำนกกั ขัง ควบคุม และบำบดั รักษำ กระทรวงยตุ ิธรรม
(ผ้ชู ว่ ยเลขำนุกำร)

2. คณะทำงำนศนู ย์ปฏบิ ัตกิ ำรสนับสนนุ กำรแก้ไขสถำนกำรณฉ์ กุ เฉนิ กระทรวงยุตธิ รรม (ผ้ชู ่วยเลขำนกุ ำร)
3. คณะกรรมกำรชว่ ยเหลือผไู้ ด้รบั ผลกระทบจำกอทุ กภยั และฟื้นฟูสถำนท่ีรำชกำรกระทรวงยุติธรรม

(ผชู้ ว่ ยเลขำนุกำร)
4. กรรมกำรดำเนนิ กำรจ้ำงท่ีปรึกษำโครงกำรตำ่ งๆ
5. กรรมกำรตรวจรับพัสดุ
6. กำรจัดประชุมผ้บู รหิ ำรกระทรวงยตุ ิธรรม (คยุ กนั วันพธุ )
7. โครงกำรสือ่ สำรองค์กรสภู่ ูมิภำค (ผ้ดู ำเนินงำนโครงกำร ฯ)

ข้าพเจา้ ขอรับรองวา่ ข้อความท่ีแจ้งไวใ้ นแบบฟอรม์ นถี้ ูกต้องและเปน็ ความจรงิ ทกุ ประการ

(ลงช่อื ).......................................(ผู้ขอรบั กำรประเมิน)
(........................................)

(วันท่)ี ....... มถิ ุนำยน ๒๕๕๖

78

ตอนที่ ๒ รายการประเมิน -๔-

ระบุ
คะแนนท่ไี ด้รบั เหตผุ ลท่ีให้

คะแนน

๑. ความรูใ้ นงานทีร่ บั ผดิ ชอบ (คะแนนเตม็ ๓๐ คะแนน) เชน่ ....................
- กำรใชค้ วำมรู้ควำมสำมำรถในหลกั วชิ ำท่ีเกี่ยวกับงำนท่ีปฏิบัติ
- ควำมสำมำรถพิเศษอน่ื ๆ ท่เี อือ้ ประโยชนก์ บั งำนที่รบั ผดิ ชอบ

๒. สมรรถนะหลักและสมรรถนะด้านอนื่ ในแตล่ ะกลุ่มงาน ....................
(คะแนนเต็ม ๓๐ คะแนน)
พจิ ำรณำตำมควำมตอ้ งกำรของแตล่ ะตำแหน่ง อำทิ
๒.๑ ควำมรับผดิ ชอบ พจิ ำรณำจำกพฤตกิ รรม เชน่
- เอำใจใส่ในกำรทำงำนท่ีได้รับมอบหมำย และหรืองำนที่เกี่ยวข้อง
อย่ำงมีประสทิ ธิภำพ
- ยอมรับผลงำนของตนเองท้ังในดำ้ นควำมสำเร็จและควำมผิดพลำด
- พัฒนำและปรับปรุงงำนในหน้ำที่ให้ดีย่ิงข้ึน และหรือแก้ไขปัญหำ
หรือขอ้ ผิดพลำดทีเ่ กดิ ขึ้น
๒.๒ กำรพัฒนำตนเอง พิจำรณำจำกพฤติกรรม เชน่
- คิดค้นระบบ แนวทำง วิธีดำเนินกำรใหม่ๆ มำประยุกต์ใช้ในกำร
ปฏบิ ัตงิ ำน เพ่อื ประสิทธภิ ำพ ประสิทธผิ ลของงำน
- แสดงควำมคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะอย่ำงสมเหตุผลและสำมำรถ
ปฏบิ ตั ิได้
- ตรวจสอบ ปรับปรุง แก้ไข หรือดัดแปลงวิธีกำรทำงำนให้มี
ประสทิ ธภิ ำพ และก้ำวหน้ำอยูต่ ลอดเวลำ
- ติดตำม ศึกษำ ค้นคว้ำควำมรู้ใหม่ๆ หรือส่ิงที่เห็นควำมก้ำวหน้ำทำง
วิชำกำร/วิชำชพี อยเู่ สมอ

79

-๕-

ตอนท่ี ๒ รายการประเมิน คะแนนท่ีได้รบั ระบุ
เหตผุ ลทใ่ี ห้

คะแนน

๒.๓ กำรแกไ้ ขปญั หำและกำรตัดสนิ ใจ พจิ ำรณำจำกพฤติกรรม เช่น
- วเิ ครำะห์หำสำเหตุกอ่ นเสมอเม่ือประสบปัญหำใดๆ
- วเิ ครำะหล์ ู่ทำงแก้ปัญหำโดยมที ำงเลอื กปฏิบัติได้หลำยวิธี
- เลือกทำงปฏบิ ัติในกำรแกไ้ ขปัญหำได้ถกู ตอ้ งเหมำะสม
- ใชข้ อ้ มลู ประกอบในกำรตดั สนิ ใจและแก้ปัญหำ
(ไมใ่ ชค้ วำมรู้สึกของตนเอง)

๒.๔ ควำมประพฤติ พจิ ำรณำจำกพฤติกรรม เชน่
- รักษำวนิ ัย
- ให้ควำมร่วมมอื กับเพือ่ นร่วมงำน
- ปฏิบัติงำนอยู่ในกรอบของข้อบังคับว่ำด้วยจรรยำบรรณของ
ข้ำรำชกำรพลเรือน

๓. ผลการปฏิบัติงานพิจารณาจากข้อมูลประกอบการคัดเลือกของ ....................
ข้าราชการ (คะแนนเต็ม ๔๐ คะแนน)
๓.๑ ผลกำรปฏบิ ัติงำนยอ้ นหลัง ๓ ปี
๓.๒ ชื่อผลงำนท่ีจะส่งประเมนิ พร้อมทั้งเค้ำโครงเรื่อง
๓.๓ ข้อเสนอแนวคิด/วิธีกำรเพื่อพัฒนำงำนหรือปรับปรุงงำนให้มี
ประสทิ ธิภำพมำกขน้ึ

รวม

80

-๖-

ตอนท่ี ๓ สรปุ ความเหน็ ในการประเมิน
ความคิดเห็นของผอู้ านวยการกอง/สานัก

( ) ผำ่ นกำรประเมนิ (ไดค้ ะแนนรวมไม่ตำ่ กวำ่ ร้อยละ ๖๐)
( ) ไมผ่ ำ่ นกำรประเมนิ (ไดค้ ะแนนรวมไม่ถงึ ร้อยละ ๖๐)

(โปรดระบุเหตผุ ล)......................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................

(ลงช่ือ).......................................................................
(.............................................................)
ผู้อำนวยกำรสำนักนโยบำยและยุทธศำสตร์
วันท.ี่ ....... มิถนุ ำยน ๒๕๕๖

ความคดิ เห็นของปลดั กระทรวงยุตธิ รรม (กรณขี อรบั กำรคัดเลอื กในตำแหน่งเลือ่ นไหลและตนเองครองอย)ู่
( ) เหน็ ด้วยกับกำรประเมินข้ำงตน้
( ) ไม่เห็นดว้ ย
(โปรดระบเุ หตผุ ล)......................................................................................................................

................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................

(ลงชอื่ )..................................................................................
(...........................................................................)

(ตำแหน่ง)..............................................................................
วันท.ี่ ....... มิถุนำยน ๒๕๕๖

81

บรรณานุกรม

กฤษณ์ สถำปัตย์สิริ. (2556). การวางระบบการจดั ซื้ออาหาร เคร่อื งบริโภค และวัสดุเพือ่ การหุงหา
อาหารใหน้ ักโทษ ผตู้ อ้ งขงั ผถู้ กู ควบคมุ และผู้เข้ารับการฝกึ และอบรม. กรงุ เทพฯ:
เอกสำรประกอบกำรขอประเมนิ ของบุคคลเพ่ือแตง่ ตั้งใหด้ ำรงตำแหนง่ นักวเิ ครำะห์นโยบำย
และแผนระดบั ชำนำญกำร ตำแหน่งเลขท่ี ๑๕๑ กลุม่ นโยบำยและยุทธศำสตร์
สำนกั นโยบำยและยุทธศำสตร์ สำนักงำนปลดั กระทรวงยตุ ธิ รรม.

คณะทำงำนโครงกำรนำร่องพัฒนำระบบงำนยุตธิ รรมชมุ ชน กระทรวงยุติธรรม. 2551.
การพัฒนาระบบติดตามประเมนิ ผลภายในแบบเสรมิ พลงั โครงการพัฒนาระบบงาน
ยุติธรรมชุมชนในจังหวัดนาร่อง 17 จังหวดั . นนทบุรี : โรงพมิ พ์สำนักงำน
พระพุทธศำสนำแหง่ ชำติ.

จำลอง อตกิ ุล. ม.ป.พ. “เคร่อื งชเี้ พ่ือกำรติดตำมและประเมินผล” เอกสารประกอบการอบรม
หลักสูตรการวางแผนและประเมนิ ผลโครงการ. กรุงเทพฯ : คณะพฒั นำกำรเศรษฐกจิ
สถำบนั บณั ฑิตพฒั นบรหิ ำรศำสตร.์

พิสณุ ฟองศรี. 2550. เทคนิควธิ ปี ระเมินโครงการ. (พมิ พค์ ร้งั ที่ 3). กรุงเทพฯ :
บรษิ ัท พรอพเพอรต์ พ้ี รน้ิ ท์ จำกดั .

ปิยะชยั จนั ทรวงศไ์ พศำล. 2554. การบริหารมุ่งผลสัมฤทธ์ิด้วยความรับผดิ ชอบต่อสังคม (RBM).
กรุงเทพฯ : เอช อำร์ เซ็นเตอร์.

เยำวดี รำงชัยกุล วิบลู ยศ์ รี. 2551. การประเมนิ โครงการ แนวคิดและแนวปฏบิ ัติ CPO.
(พิมพ์ครงั้ ที่ 6). กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พแ์ ห่งจุฬำลงกรณม์ หำวทิ ยำลัย.

วฒั นำ วงศ์เกยี รติรตั น์. 2545. การประเมนิ ผลโครงการ. (พิมพค์ รัง้ ท่ี 3). กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์แห่ง
จฬุ ำลงกรณ์มหำวทิ ยำลยั .

สถำบนั รำชภัฏสวนดสุ ิต. 2545. ประสบการณว์ ชิ าชีพบรหิ ารธุรกิจ. กรงุ เทพฯ: โปรแกรมวชิ ำ
บริหำรธุรกจิ คณะวิทยำกำรจดั กำร.

แสวง รตั นมงคลมำศ. (2514). “เทคนิควธิ กี ำรใช้แนวควำมคิดทำงทฤษฎีในกำรเลือกกำหนดปัญหำ
และสมมติฐำนในกำรวิจยั ” วาสารพัฒนบริหารศาสตร์. ปที ่ี 11 เลม่ ท่ี 1 มกรำคม.

82

สุชำติ ประสทิ ธร์ิ ัฐสนิ ธ.ุ์ (2544). “กำรกำหนดหัวข้อ ประเดน็ และกำรเลือกแนวควำมคิด
ในกำรวิจัย” เอกสารการสอนชดุ วิชาหลักและวธิ ีวิเคราะหท์ างการเมืองสมยั ใหม่
หน่วยท่ี 1-6. (พิมพ์คร้งั ที่ 14). กรุงเทพฯ : หำ้ งหุ้นส่วนจำกัดอรณุ กำรพิมพ.์

สนุ ันทินี ระย้ำ. (2556). การติดตามประเมนิ ผลแบบมีส่วนรว่ ม (Participatory Evaluation).
กรงุ เทพฯ: ขอ้ เสนอแนวคิดเพอ่ื พฒั นำงำน ขอ้ มลู ประกอบกำรคัดเลอื กเพื่อเข้ำรับกำร
ประเมินผลงำนเพอ่ื แต่งตัง้ ใหด้ ำรงตำแหนง่ ประเภทวชิ ำกำร นกั วิเครำะห์นโยบำยและแผน
ชำนำญกำร ตำแหนง่ เลขท่ี 146 กลุ่มนโยบำยและยุทธศำสตร์.

สมคิด พรมจยุ้ . 2540. “หน่วยที่ 3 แนวคิดเก่ียวกบั กำรประเมินนโยบำย แผนงำน และโครงกำร”
ประมวลสาระชุดวิชา 24721 การประเมนิ นโยบาย แผนงาน และโครงการ หนว่ ยที่ 1-5.
(พมิ พ์ครง้ั ที่ 2). นนทบุรี : โรงพิมพ์มหำวทิ ยำลยั สโุ ขทยั ธรรมำธริ ำช.

สมศกั ด์ิ สำมคั คีธรรม. (2546). การวจิ ยั ทางสังคมศาสตร์. ไม่ปรำกฏสถำนท่ี : บริษทั มำฉลองคุณ-
ซีเอสบี จำกดั .

อภริ ชั ศกั ด์ิ รัชนวี งศ์. (2550). เอกสำรประกอบกำรสอนวิชำ 3503901 กำรวจิ ัยทำงธรุ กิจ
(Principles of Business Research). ม.ป.ท. : คณะวทิ ยำกำรจัดกำร
มหำวิทยำลยั รำชภฏั รำไพพรรณี.

83

ภาคผนวก

84

แนวทางการเขียนผลงานทางวชิ าการเพ่อื เล่อื นระดับสงู ขึ้น
(ระดบั ชานาญการและระดับชานาญการพิเศษ)

โดยกลุ่มงานสรรหา บรรจุและแต่งตงั้ กองการเจา้ หนา้ ที่
สานักงานปลัดกระทรวงยตุ ธิ รรม

หลกั การ
ตำมหนังสือสำนักงำน ก.พ.ที่ นร ๑๐๐๖/ว ๗ ลงวันที่ ๖ มีนำคม ๒๕๕๒ ก.พ. ได้กำหนด

แนวทำงกำรดำเนินกำรเพ่ือให้ปฏิบัติเกี่ยวกับกำรบรรจุและแต่งต้ังข้ำรำชกำรตำมบทเฉพำะกำล แห่ง
พระรำชบัญญัติระเบียบข้ำรำชกำรพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยสรุปว่ำ ในระหว่ำงวันท่ียังมิได้ออกกฎ
ก.พ. หรือหลักเกณฑแ์ ละวิธีกำรใดเพอื่ ปฏิบัตกิ ำรตำมพระรำชบญั ญัตินี้ ซ่ึงกำรดำเนินกำรเกี่ยวกับกำร
เลื่อนขน้ึ แต่งต้ังใหด้ ำรงตำแหน่งประเภทวิชำกำรระดับชำนำญกำร และระดับชำนำญกำรพิเศษ ให้ใช้
หลักเกณฑ์และวิธีกำรตำมท่ีกำหนดในหนังสือสำนักงำน ก.พ.ท่ี นร ๑๐๐๖/ว ๑๐ ลงวันที่ ๑๕
กนั ยำยน ๒๕๕๘

คุณสมบตั ิของบคุ คลท่ีจะเข้ารบั การประเมินผลงาน

๑. เป็นผู้ที่ได้รับกำรคัดเลือกจำกคณะกรรมกำรคัดเลือกบุคคลที่ อ.ก.พ.สำนักงำน

ปลัดกระทรวงยุตธิ รรมแตง่ ตง้ั และผูม้ อี ำนำจส่ังบรรจุและแต่งต้ังตำมมำตรำ ๕๗ แห่งพระรำชบัญญัติ

ระเบียบข้ำรำชกำรพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ เห็นชอบให้ข้ำรำชกำรที่ได้รับคัดเลือกจัดทำผลงำนวิชำกำร

ให้คณะกรรมกำรประเมนิ ผลงำนพิจำรณำ

๒. มคี ุณสมบัตติ รงตำมคุณสมบัติเฉพำหรับตำแหนง่ ที่กำหนดไว้ในมำตรฐำนกำหนด

ตำแหน่ง

๓. มคี ุณสมบตั ใิ นเรือ่ งเกย่ี วกับใบอนุญำตประกอบวิชำชพี ของสำยงำนต่ำงๆและหรือคุณวุฒิ

เพิ่มเตมิ ครบถว้ นตำมที่ ก.พ.กำหนด หรือได้รบั กำรยกเวน้ จำก ก.พ.แลว้

๔. มีระยะเวลำขน้ั ต่ำในกำรดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งในสำยงำนที่จะแต่งต้ังตำม

คุณวุฒขิ องบุคคลและระดับตำแหนง่ ทจ่ี ะแตง่ ตั้ง ดงั น้ี

๕.

คณุ วฒุ /ิ ระดับ ระดบั ชำนำญกำร ระดบั ชำนำญกำร

ปรญิ ญำตรี หรอื เทียบเท่ำ ๖ ปี ๘ ปี

ปรญิ ญำโท หรอื เทียบเทำ่ ๔ ปี ๖ ปี

ปรญิ ญำเอก หรอื เทยี บเทำ่ ๒ ปี ๔ ปี

๖. ดำรงตำแหน่งในสำยงำนทจี่ ะแต่งตัง้ หรือได้ปฏบิ ตั ิหน้ำทีใ่ นสำยงำนทจี่ ะแต่งตัง้ มำแล้ว
ไมน่ ้อยกวำ่ ๑ ปี

85

๗. ในกรณีทรี่ ะยะเวลำกำรดำรงตำแหน่งตำมข้อ ๕ ไม่ครบ ๑ ปี อำจพิจำรณำนำระยะเวลำกำร
ดำรงตำแหนง่ หรอื เคยดำรงตำแหน่งในสำยงำนอ่ืนซ่ึงมีลักษณะงำนเชิงวิชำกำรหรือวิชำชีพท่ีเกี่ยวข้องหรือ
เก้ือกูลกับสำยงำนท่ีจะแต่งต้ัง หรือระยะเวลำกำรปฏิบัติหน้ำท่ีในสำยงำนท่ีจะแต่งตั้ง มำนับรวมเป็น
ระยะเวลำดำรงตำแหน่งในสำยงำนท่ีจะแต่งต้ังให้ครบ ๑ ปี ได้ โดยให้นับได้เฉพำะกำรดำรงตำแหน่งหรือ
ปฏิบัตหิ น้ำที่ในสำยงำนทีเ่ ร่ิมตน้ จำกระดับ ๓ หรอื ระดบั ๔ หรือสำยงำนทเี่ ทยี บเท่ำกรณีเปน็ ข้ำรำชกำรตำม
กฎหมำยอ่ืนและขณะนำเวลำดงั กล่ำวมำนับผู้นั้นต้องมีคุณสมบัติตรงตำมคุณสมบัติเฉพำะสำหรับตำแหน่ง
และขอ้ กำหนดอ่ืนที่กำหนดไวใ้ นมำตรฐำนกำหนดตำแหนง่

๘. กำรพิจำรณำนำระยะเวลำกำรดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งในสำยงำนอ่ืน ซึ่งมี
ลักษณะงำนเชิงวิชำกำรหรือวิชำชีพที่เก่ียวข้องหรือเกื้อกูลมำนับรวมเป็นระยะเวลำข้ันต่ำในกำรดำรง
ตำแหน่งในสำยงำนที่จะแต่งตั้ง ให้พิจำรณำระยะเวลำที่ได้ปฏิบัติงำนในช่วงท่ีผู้น้ันมีคุณสมบัติตรงตำม
คุณสมบัติเฉพำะสำหรับตำแหน่ง และข้อกำหนดอื่นท่ีกำหนดไว้ในมำตรฐำนกำหนดตำแหน่งที่จะแต่งตั้ง
และดำรงตำแหนง่ ไม่ตำ่ กวำ่ ระดบั ๓ โดยให้พจิ ำรณำตำมลักษณะงำนท่ีปฏิบัติจริงของข้ำรำชกำรแต่ละรำย
และประโยชน์ท่ีทำงรำชกำรจะได้รับและให้นับเป็นระยะเวลำข้ันต่ำในกำรดำรงตำแหน่งในสำยงำนท่ีจะ
แต่งตงั้ ไดต้ ำมข้อเท็จจรงิ ตำมลกั ษณะงำนทป่ี ฏิบัติ เวน้ แต่ กำรนบั ระยะเวลำกำรดำรงตำแหน่งของสำยงำนที่
เร่ิมต้นจำกระดับ ๑ และ ๒ หรือสำยงำนที่เทียบเท่ำ กรณีเป็นข้ำรำชกำรตำมกฎหมำยอื่น ให้นับได้ไม่เกิน
ครึง่ หนึ่งของระยะเวลำกำรปฏิบัตงิ ำนที่นำมำนบั

๙. กรณีกำรนับระยะเวลำปฏิบัติหน้ำท่ีในตำแหน่งในสำยงำนท่ีจะแต่งต้ังจะต้องมีคำส่ังรักษำ
รำชกำรแทน/รกั ษำกำรในตำแหน่ง หรือคำส่งั มอบหมำยให้ปฏิบัติหน้ำที่ดังกล่ำวอย่ำงชัดเจน รวมท้ังต้องมี
กำรปฏบิ ตั ิงำนจริงดว้ ย

๑๐. กำรพิจำรณำนับระยะเวลำขั้นต่ำในกำรดำรงตำแหน่งในสำยงำนที่จะแต่งต้ังตำมข้อ ๖ – ๘
ให้ อ.ก.พ. กรม หรอื คณะกรรมกำรคดั เลือกบุคคลเป็นผพู้ จิ ำรณำ
ดงั นั้น คณุ สมบัตขิ องบุคคลที่จะเขำ้ รบั กำรประเมนิ ผลงำนระดบั ชำนำญกำร พอสรปุ ไดด้ ังน้ี

คุณสมบตั ิตำมมำตรฐำนกำหนดตำแหนง่ ระยะเวลำกำรดำรงตำแหนง่ ตำม ว ๑๐/๒๕๔๘

ระดบั ชำนำญกำร

๑. มคี ุณสมบัตเิ ฉพำะสำหรับตำแหนง่ ประเภท มีระยะเวลำขน้ั ตำ่ ในกำรดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรง

วิชำกำรระดบั ปฏบิ ตั ิกำร ตำแหน่งในสำยงำนท่ีจะแต่งตัง้ ตำมคณุ วฒุ ขิ อง

๒. ดำรงตำแหน่งประเภทวชิ ำกำร ระดับปฏบิ ัติกำร บุคคล ดงั นี้

ตำมคุณวฒุ ิ ดังนี้ ๑. วุฒปิ รญิ ญำตรี ไมน่ ้อยกวำ่ ๖ ปี

- วฒุ ิปรญิ ญำตรี ไมน่ อ้ ยกว่ำ ๖ ปี ๒. วฒุ ิปรญิ ญำตรี ไมน่ อ้ ยกว่ำ ๔ ปี

- วฒุ ปิ ริญญำโท ไม่น้อยกว่ำ ๔ ปี ๓. วุฒิปรญิ ญำเอก ไม่น้อยกวำ่ ๒ ปี

- วุฒปิ รญิ ญำเอก ไม่นอ้ ยกวำ่ ๒ ปี

๓. ปฏบิ ัตงิ ำนในสำยงำนที่จะแต่งตงั้ หรอื งำนอืน่ ท่ี

เกยี่ วข้องตำมทีส่ ่วนรำชกำรเจำ้ สังกดั เหน็ วำ่

เหมำะสมกบั หนำ้ ทีค่ วำมรับผดิ ชอบและลักษณะงำน

ทปี่ ฏิบตั มิ ำแลว้ ไม่น้อยกว่ำ ๑ ปี

86

คุณสมบตั ติ ำมมำตรฐำนกำหนดตำแหน่ง ระยะเวลำกำรดำรงตำแหนง่ ตำม ว ๑๐/๒๕๔๘

ระดับชำนำญกำรพเิ ศษ

๑. มคี ณุ สมบตั ิเฉพำะสำหรบั ตำแหนง่ ประเภท มีระยะเวลำขน้ั ต่ำในกำรดำรงตำแหน่งหรอื เคยดำรง

วชิ ำกำรระดับปฏบิ ตั กิ ำร ตำแหนง่ ในสำยงำนทจ่ี ะแต่งตัง้ ตำมคณุ วุฒิของ

๒. ดำรงตำแหน่งประเภทวชิ ำกำร ระดบั ชำนำญกำร บุคคล ดังน้ี

ไมน่ อ้ ยกว่ำ ๔ ปี ๑. วุฒปิ รญิ ญำตรี ไมน่ อ้ ยกวำ่ ๘ ปี

๓. ปฏบิ ตั งิ ำนในสำยงำนที่จะแต่งตงั้ หรืองำนอนื่ ท่ี ๒. วฒุ ิปริญญำตรี ไม่นอ้ ยกว่ำ ๖ ปี

เกย่ี วข้องตำมทีส่ ่วนรำชกำรเจำ้ สงั กัดเหน็ ว่ำ ๓. วฒุ ปิ ริญญำเอก ไมน่ ้อยกวำ่ ๔ ปี

เหมำะสมกับหน้ำท่คี วำมรับผดิ ชอบและลกั ษณะงำน

ทปี่ ฏบิ ตั มิ ำแลว้ ไมน่ อ้ ยกวำ่ ๑ ปี

ผลงานที่นาเสนอเพือ่ ขอประเมนิ เลื่อนระดับให้สงู ขนึ้

ผลงำนทสี่ ง่ ประเมินจะตอ้ งเปน็ ผลงำนทีเ่ ปน็ ประโยชนต์ ่อหนว่ ยงำน โดยคำนงึ ถึงคณุ ภำพมำกกวำ่
ปรมิ ำณ ประกอบดว้ ย ๒ สว่ น ดงั นี้

สว่ นที่ ๑ ผลงำนท่ีเปน็ ผลกำรดำเนนิ งำนที่ผำ่ นมำ
สว่ นท่ี ๒ ข้อเสนอแนวคิด/วิธกี ำร เพื่อพัฒนำงำน หรือปรับปรงุ งำนให้มปี ระสทิ ธภิ ำพมำกข้นึ
ทั้งน้ี ผู้ที่ได้รับคัดเลือกจะต้องส่งผลงำนท่ีเป็นผลกำรดำเนินงำนที่ผ่ำนมำและข้อเสนอแนวคิด/วิธีกำรเพ่ือ
พัฒนำงำนหรือปรบั ปรงุ งำนให้มีประสิทธภิ ำพ ตำมหัวข้อเร่อื งที่ไดเ้ สนอไวใ้ นขั้นตอนของกำรคดั เลอื กบุคคล
ส่วนที่ ๑ ผลงานท่ีเปน็ ผลการดาเนนิ งานที่ผ่านมา เปน็ สว่ นทต่ี ้องนำเสนอวำ่ “คณุ ทำอะไร” ซง่ึ
เปน็ ผลงำนทีเ่ ปน็ กำรดำเนนิ งำนท่ผี ำ่ นมำท่ีเปน็ ผลสำเรจ็ ของงำนท่ีเกดิ ข้นึ จำกกำรปฏิบตั งิ ำนในตำแหนง่
หนำ้ ทีค่ วำมรับผดิ ชอบของผู้นนั้ ไมจ่ ำเป็นต้องมีกำรจดั ทำผลงำนขึ้นใหมเ่ พือ่ ใชใ้ นกำรประเมนิ โดยเฉพำะ ให้
นำเสนอสำระสำคญั ของผลงำน ข้นั ตอนที่ไดป้ ฏิบัติ ควำมรู้ควำมสำมำรถท่ใี ช้ในกำรปฏิบัตงิ ำน แนวคิดทำง
วิชำกำรหรอื ข้อกฎหมำยทีใ่ ช้ในกำรปฏบิ ัตงิ ำน วเิ ครำะห์ถึงผลท่ีเกดิ ขึน้ เพอ่ื แสดงถงึ ควำมรู้ ควำมสำมำรถ
และควำมชำนำญงำนของบุคคล ประโยชนท์ ีเ่ กิดจำกผลงำนดงั กลำ่ วหรอื กำรนำผลงำนไปใช้เพอื่ แก้ไขปัญหำ
ในงำนทป่ี ฏบิ ัติหรอื ของหน่วยงำนหรือใชเ้ สริมยุทธศำสตร์ของหน่วยงำน หรือเพ่ือพฒั นำงำน ปรบั ปรุงงำน
แกไ้ ขปญั หำอปุ สรรคที่เกิดขึน้ หรือข้อเสนอแนะเพมิ่ เติม ไมใ่ ช่เปน็ แค่รวบรวมผลงำนย้อนหลังเทำ่ น้ันซ่งึ
รปู แบบในกำรนำเสนอผลงำนท่ีเปน็ ผลกำรดำเนนิ งำนท่ีผำ่ นมำควรมีหัวขอ้ ดังนี้
๑. ช่ือผลงำน
๒. ระยะเวลำทีด่ ำเนนิ กำร
๓. ควำมรทู้ ำงวิชำกำรหรือแนวควำมคิดที่ใชใ้ นกำรดำเนนิ กำร
๔. สรปุ สำระและขัน้ ตอนกำรดำเนนิ กำร
๕. ผรู้ ่วมดำเนนิ กำร (ถำ้ มี)
๖. สว่ นของงำนท่ีผู้เสนอเปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ิ
๗. ผลสำเรจ็ ของงำน (เชงิ ปรมิ ำณ/คุณภำพ)
๘. กำรนำไปใช้ประโยชน์
๙. ควำมยงุ่ ยำกในกำรดำเนนิ กำร/ปัญหำ/อุปสรรค
๑๐. ข้อเสนอแนะ

87

เงอ่ื นไขของผลงานทีจ่ ะนามาประเมนิ
๑. เป็นผลงำนที่จัดทำข้ึนในระหว่ำงท่ีดำรงตำแหน่งในระดับท่ีต่ำกว่ำระดับที่จะขอประเมิน ๑
ระดบั เว้นแต่คณะกรรมกำรประเมนิ ผลงำนจะกำหนดเป็นอย่ำงอื่น แตอ่ ยำ่ งนอ้ ยจะต้องมผี ลงำนท่ีต่ำกว่ำ ๑
ระดับอยูด่ ้วย
๒. ไม่ใช่ผลงำนวิจัย หรือวิทยำนิพนธ์ท่ีเป็นส่วนหน่ึงของกำรศึกษำเพ่ือขอรับปริญญำ หรือ
ประกำศนียบตั ร หรือเป็นสว่ นหน่ึงของกำรฝกึ อบรม
๓. เป็นผลงำนยอ้ นหลังไมเ่ กนิ ๓ ปี และไมค่ ดั ลอกผลงำนของผ้อู ื่นมำเป็นผลงำนของตนเอง
๔. กรณีทเี่ ป็นผลงำนร่วมกันของบุคคลหลำยคน จะตอ้ งแสดงให้เห็นว่ำผู้เสนอผลงำนประเมินได้
มสี ว่ นร่วมในกำรจัดทำ หรอื ผลิตผลงำนในสว่ นใด หรอื เป็นสดั สว่ นเท่ำใด และมคี ำรบั รองจำกผูม้ สี ว่ นรว่ มใน
ผลงำนนั้น และจำกผู้บังคบั บัญชำด้วย
๕. ผลงำนที่นำมำใช้ประเมินเพ่ือเล่ือนขั้นแต่งต้ังให้ดำรงตำแหน่งในระดับท่ีสูงข้ึนแล้วจะนำมำ
เสนอให้ประเมินเพื่อเล่ือนแต่งต้ังในระดับท่ีสงู ข้ึนอกี ไมไ่ ด้
๖. แนวคิดเพ่ือกำรพัฒนำงำนให้มีประสิทธิภำพมำกขึ้น ต้องเป็นแนวคิดท่ีจะพัฒนำงำนใน
ตำแหนง่ ที่จะไดร้ บั กำรแต่งต้ัง และมีกำรกำหนดตวั ช้ีวดั ควำมสำเรจ็ ของระยะเวลำของกำรดำเนนิ งำนไว้ดว้ ย
๗. กำรเขยี นผลงำนที่ขอประเมินจะตอ้ งเก่ยี วขอ้ งกับตำแหน่งทีข่ อประเมิน
๘. จำนวนผลงำนและขอ้ เสนอแนวคดิ เพอื่ พัฒนำงำนใหส้ ่งตำมจำนวนท่ีคณะกรรมกำรประเมินผล
งำนในแตล่ ะสำยงำนกำหนด

ส่วนที่ ๒ ขอ้ เสนอแนวคิด วธิ กี ารเพ่อื พัฒนางานหรอื ปรบั ปรงุ งานให้มปี ระสิทธิภาพมากขน้ึ
เป็นส่วนท่ีต้องนำเสนอว่ำ “คุณจะทำอะไร” เป็นกำรนำเสนอแนวคิดวิธีกำรเพื่อพัฒนำงำน หรือ
ปรบั ปรงุ งำนของหน่วยงำนในเชงิ รกุ เพอื่ ใหง้ ำนมีประสิทธิภำพมำกขึน้ ควรเปน็ แนวคิด วิสยั ทัศน์หรอื แผนที่
จะทำในอนำคต เพื่อพัฒนางานในตาแหน่งที่จะได้รับแต่งตั้ง โดยเป็นแนวคิดท่ีสอดคล้องกับแผน
ยุทธศำสตร์ของหน่วยงำน และสำมำรถนำไปปฏิบัติได้จริง และกำหนดตัวช้ีวัดควำมสำเร็จได้ ซึ่งผู้ขอ
ประเมินจะต้องดำเนินกำรตำมข้อเสนอดังกล่ำว อีกท้ังให้มีกำรรำยงำนผลภำยใน ๖ เดือน นับตั้งแต่วันท่ี
ไดร้ บั กำรแตง่ ตงั้ ดว้ ย โดยขอ้ เสนอแนวคดิ หรอื วธิ กี ำรเพือ่ พัฒนำงำนฯ ควรมีหวั ขอ้ ต่อไปน้ี
๑. เรอ่ื ง
๒. หลกั กำรและเหตุผล
๓. บทวิเครำะห์/แนวคิด/ข้อเสนอ
๔. ผลท่คี ำดวำ่ จะได้รบั
๕. ตัวชีว้ ัดควำมสำเร็จ

88

จานวนผลงานทีต่ ้องนาเสนอ

คณะกรรมกำรประเมินผลงำนของสำนักงำนปลัดกระทรวงยุติธรรมได้กำหนดให้ผู้ขอรับกำร
ประเมินผลงำนนำเสนอจำนวนผลงำน ดังน้ี

กรณีประเมนิ เพือ่ แตง่ ตัง้ ใหด้ ำรงตำแหนง่ ระดบั ชำนำญกำร
- ผลงำนที่เป็นผลกำรดำเนินงำนที่ผ่ำนมำ จำนวน ๑ เรอื่ ง
- ขอ้ เสนอแนวคิด หรอื วิธกี ำรพัฒนำงำน หรือปรบั ปรงุ งำนให้มีประสิทธิภำพมำกขึ้น จำนวน ๑ เรอ่ื ง
อนึ่ง คณะกรรมกำรประเมินผลงำนของแต่ละสำยงำน อำจกำหนด จำนวนผลงำนที่ต้องนำเสนอเข้ำ
ประเมนิ เพมิ่ เติมไดใ้ นกรณีทีเ่ ห็นวำ่ เหมำะสม แตท่ ้ังนตี้ อ้ งรวมกนั ทั้งสองส่วนแล้วตอ้ งไมเ่ กิน ๓ เรื่อง

กรณีประเมนิ เพ่อื แต่งตง้ั ให้ดำรงตำแหนง่ ระดับชำนำญกำรพเิ ศษ
- ผลงำนทีเ่ ป็นผลกำรดำเนนิ งำนทผ่ี ่ำนมำ จำนวน ๒ – ๓ เรื่อง และ
- ข้อเสนอแนวคดิ หรือวธิ กี ำรพฒั นำงำน หรอื ปรับปรงุ งำนให้มปี ระสทิ ธภิ ำพมำกขึ้น จำนวน ๑ เรอ่ื ง
อนึ่ง คณะกรรมกำรประเมินผลงำนของแต่ละสำยงำน อำจกำหนดจำนวนผลงำนท่ีต้องนำเสนอเข้ำ
ประเมนิ เพมิ่ เตมิ ไดใ้ นกรณที เี่ ห็นวำ่ เหมำะสม แต่ท้งั น้ตี ้องรวมกันทัง้ สองสว่ นแล้วต้องไมเ่ กิน ๔ เร่อื ง
หมายเหต:ุ ๑. ให้ผขู้ อรับกำรประเมินนำเสนอผลงำนโดยทำเป็นหนังสือให้ผู้บังคับบัญชำของผู้ขอรับกำร
ประเมินเป็นผ้ลู งนำมในหนงั สือนำสง่ ผลงำน จำนวน เร่ืองละ ๖ เล่ม (ฉบบั จรงิ ๑ เลม่ สำเนำ ๕ เล่ม)

๒. ให้ผู้ขอรบั กำรประเมินลงลำยมอื ชือ่ ผูเ้ สนอผลงำนและผเู้ สนอแนวคิดในส่วนท้ำยของผลงำน
และขอ้ เสนอแนวคิดด้วย

ลักษณะของผลงาน

๑. ตำแหนง่ ระดับชำนำญกำร

คณุ ภำพ ขอบเขต ควำมยงุ่ ยำกซบั ซอ้ น ประโยชน์ ควำมร้คู วำมชำนำญ

ประสบกำรณ์

ดี เป็นผลกำรปฏิบัติงำนและ ใชห้ ลกั วิชำกำรเฉพำะทำง ผ ล ง ำ น ต้ อ ง เ ป็ น มคี วำมรคู้ วำมชำนำญงำน

หรอื ผลสำเร็จของงำนท่ีเกิด หรือหลักวิชำชีพเฉพำะ ป ร ะ โ ย ช น์ ต่ อ ท ำ ง และประสบกำรณ์สูงมำก

จำกงำนในหน้ำที่ควำม ด้ำนในกำรปฏิบัติงำนท่ีมี รำชกำร หรือประชำชน เป็นที่ยอมรบั ในระดับกอง

รับผิดชอบของตำแหน่ง ความยุ่งยากเป็นพิเศษ หรือประเทศชำติ และ หรือวิชำกำร หรือวิชำชีพ

และแนวคิดหรือแผนงำนท่ี จำเป็นต้องมีกำรตัดสินใจ เ ป็ น ป ร ะ โ ย ช น์ ต่ อ นัน้ ๆ

จะดำเนินกำรในอนำคตที่ หรือแก้ปัญหำในงำนที่ ควำมก้ ำ วหน้ ำทำ ง

เป็ นกำรพั ฒนำงำนใน ปฏิบัตมิ าก วิชำกำร หรือในงำน

ต ำ แ ห น่ ง ที่ จ ะ ไ ด้ รั บ ก ำ ร วิชำชีพในระดับสูง หรือ

แตง่ ตง้ั ก ำ ร พั ฒ น ำ ก ำ ร

ปฏบิ ัตงิ ำนในระดบั สงู

89

๒. ตำแหน่งระดับชำนำญกำรพเิ ศษ

คณุ ภำพ ขอบเขต ควำมยงุ่ ยำกซบั ซ้อน ประโยชน์ ควำมรคู้ วำมชำนำญ

ประสบกำรณ์

ดีมำก เป็นผลกำรปฏิบัติงำนและ ใช้หลกั วิชำกำรเฉพำะทำง ผ ล ง ำ น ต้ อ ง เ ป็ น มคี วำมรคู้ วำมชำนำญงำน
หรือผลสำเร็จของงำนที่ หรือหลักวิชำชีพเฉพำะ ป ร ะ โ ย ช น์ ต่ อ ท ำ ง และประสบกำรณ์สูงมำก
เกิดจำกงำนในหน้ำทคี่ วำม ด้ำนในกำรปฏิบัติงำนท่ีมี รำชกำร หรือประชำชน เป็นพิเศษ เป็นท่ียอมรับ
รับผิดชอบของตำแหน่ง ความยุ่งยากเป็นพิเศษ หรือประเทศชำติ และ ในระดับกรม หรือวงกำร
และแนวคิดหรือแผนงำน จำเป็นต้องมีกำรตัดสินใจ เ ป็ น ป ร ะ โ ย ช น์ ต่ อ วิชำกำร หรอื วชิ ำชีพน้นั ๆ
หรือแก้ปัญหำในงำนที่ ควำมก้ ำ วหน้ ำทำ ง
ท่ีจะดำเนินกำรในอนำคต ปฏิบัติเปน็ ประจา วิชำกำร หรือในงำน
ท่ีเป็นกำรพัฒนำงำนใน วิชำชีพในระดับสูงมำก
ตำแหน่งท่ีจะได้รับกำร หรื อกำรพั ฒนำกำร
แตง่ ตง้ั ปฏิ บั ติ งำนในระดั บ

สงู มำก

ขั้นตอนการดาเนินการประเมนิ บุคคลและผลงาน

กรณีเป็นตาแหน่งในลักษณะกรอบระดับตาแหน่ง (เล่ือนไหล) และมีผู้ครองตาแหน่งอยู่ เช่น
ตำแหนง่ นติ ิกรปฏิบตั กิ ำรหรอื ชำนำญกำร หรือตำแหน่งนักทรพั ยำกรบุคคลปฏิบัตกิ ำรหรอื ชำนำญกำร เป็น
ตน้ มีขน้ั ตอนกำรดำเนนิ กำร ดงั นี้

ขั้นตอนท่ี ๑ เม่ือเจ้ำหน้ำท่ีผู้รับผิดชอบสำรวจข้อมูลข้ำรำชกำรในสังกัดแล้ว และพบว่ำมี
ข้ำรำชกำรท่ีมคี ุณสมบตั คิ รบถ้วนตำมท่ี ก.พ. กำหนด ใหม้ ีหนังสือแจ้งข้ำรำชกำรผู้น้ันทรำบและดำเนินกำร
กรอกรำยละเอียดเกี่ยวกับแบบประเมินคุณลักษณะของบุคคล ตอนท่ี ๑ ๑) และให้ผู้บังคับบัญชำท่ี
ควบคุมดูแลกำรปฏิบัติงำนของผู้ขอรับกำรประเมินเป็นผู้ใหค้ ะแนน ตำมแบบประเมนิ คณุ ลักษณะของบคุ คล
ตอนที่ ๒ (ตำมเอกสำรแนบทำ้ ย ๑) พร้อมเค้ำโครงผลงำน ตำมจำนวนเร่ืองที่คณะกรรมกำรประเมินผลงำน
กำหนด ควำมยำวไม่เกิน ๓ หน้ำกระดำษเอ ๔ ตำมตัวอย่ำงกำรเขียนเค้ำโครงผลงำน และข้อเสนอแนวคิด
เพ่ือพฒั นำงำน ตำมตัวอย่ำงกำรเขียนข้อเสนอแนวคิด เพ่อื พัฒนำงำน สง่ ไปยงั กองกำรเจำ้ หนำ้ ที่ (จำนวน ๗
ชุด)

ข้ันตอนที่ ๒ เมื่อผู้ขอรับกำรประเมินจัดทำแบบประเมินคุณลักษณะของบุคคล เค้ำโครงผลงำน
และขอ้ เสนอแนวคิด เพ่ือพัฒนำงำนเสร็จเรียบร้อยและนำส่งกองกำรเจ้ำหน้ำท่ีแล้ว เจ้ำหน้ำท่ีผู้รับผิดชอบ
ดำเนินกำรจัดทำประกำศรำยชื่อผู้ได้รับกำรประเมินผลงำนนำเสนอผู้มีอำนำจส่ังบรรจุแต่งต้ัง ตำมมำตรำ
๕๗ แห่งพระรำชบัญญัติระเบียบข้ำรำชกำรพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ พิจำรณำลงนำม และประกำศช่ือผลงำน
อย่ำงเปิดเผยเพือ่ เปดิ โอกำสให้มกี ำรทักทว้ งไดภ้ ำยใน ๓๐ วันนบั ต้ังแต่ประกำศ และให้ผู้เข้ำรับกำรประเมิน
จัดทำผลงำนและส่งภำยใน ๓ เดือน หำกมีผู้ทักท้วงให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมกำรคัดเลือกพิจำรณำ โดยให้
ตรวจสอบข้อมูลเบ้ืองต้นโดยเร็ว หำกพบว่ำข้อทักท้วงมีมูลให้รำยงำนผู้มีอำนำจส่ังบรรจุตำมมำตรำ ๕๗
แห่งพระรำชบัญญัติระเบียบข้ำรำชกำรพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ ดำเนินกำรตำมหนังสือสำนักงำน ก.พ.ท่ี นร
๐๗๐๗.๓/ว ๕ ลงวนั ท่ี ๑๒ เมษำยน ๒๕๔๒ ตอ่ ไป แตถ่ ำ้ ตรวจสอบแล้วมหี ลักฐำนว่ำข้อทักท้วงน้ันเป็นกำร

90

กล่ันแกล้งหรือไม่สุจริต ให้รำยงำนผู้มีอำนำจส่ังบรรจุตำมมำตรำ ๕๗ แห่งพระรำชบัญญัติระเบียบ
ข้ำรำชกำรพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๑ ดำเนินกำรสอบสวนผู้ทักท้วงเพื่อหำข้อเท็จจริง แล้วดำเนินกำรตำมที่
เหน็ สมควร และให้ผู้ทไ่ี ดร้ บั คดั เลือกส่งผลงำนภำยใน ๓ เดอื น นบั จำกวนั ท่ไี ดร้ ับคัดเลือก ในกรณีท่มี ีเหตผุ ล
ควำมจำเป็นพิเศษให้ขยำยระยะเวลำกำรส่งผลงำนออกไปได้อีก ๑ เดือน ท้ังน้ี ต้องผ่ำนควำมเห็นชอบของ
คณะกรรมกำรคัดเลอื กบุคคลกอ่ น

ข้ันตอนที่ ๓ ให้เลขำนุกำรของคณะกรรมกำรประเมินผลงำนแต่ละคณะ ตรวจสอบรูปแบบของ
ผลงำนท่ีนำเสนอขอประเมินว่ำเป็นไปตำมรูปแบบที่กำหนดหรือไม่ หำกเห็นว่ำไม่ตรงตำมรูปแบบที่
กำหนดให้ประสำนเป็นกำรภำยในกับผู้ขอรับกำรประเมินเพื่อปรับแก้ให้ถูกต้อง และส่งผลงำนให้
คณะกรรมกำรประเมนิ ผลงำนพจิ ำรณำ

ขั้นตอนท่ี ๔ เม่ือคณะกรรมกำรประเมินผลงำนได้พิจำรณำว่ำผลงำนน้ันผ่ำนกำรประเมินแล้ว
เจ้ำหน้ำท่ีผู้รับผิดชอบดำเนินกำรร่ำงคำสั่งแต่งตั้งผู้ผ่ำนกำรประเมินผลงำน พร้อมเอกสำรประกอบกำร
พิจำรณำต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม เพ่ือพิจำรณำลงนำมในคำส่ังแต่งต้ัง และแจ้งเวียนคำสั่งแต่งตั้งผู้ได้รับ
กำรประเมินและหนว่ ยงำนทเี่ กี่ยวข้องทรำบ

หำกไม่ผ่ำนกำรประเมินผลงำนให้แจ้งผลกำรประเมินให้ผู้ส่งผลงำนทรำบ และจะต้องเข้ำสู่
กระบวนกำรคัดเลือกบุคคลใหม่

ขัน้ ตอนกำรประเมนิ บคุ คลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหนง่ ประเภทวชิ ำกำร ระดับชำนำญกำร
(กรณีกำรแตง่ ต้ังใหด้ ำรงตำแหนง่ เล่อื นไหลและมคี นครองอย)ู่

กจ. สำรวจข้อมูล ผมู้ ีอำนำจ ม.๕๗
ผบ.ประเมินคุณลกั ษณะ
และแจง้ ผู้มีคุณสมบัติ

คดั เลอื กใหม่ พิจำรณำ เสนอผู้มอี ำนำจ ม.๕๗ ดำเนินกำร
คกก.ประเมินผลงำน
งาน เห็นชอบ ตำม ว ๕/๒๕๔๒

อำ่ นผลงำน แจ้งขำ้ รำชกำรทรำบ/ มผี ู้ทกั ทว้ ง
ประกำศ ชอ่ื ผ้ไู ด้รับ
ผู้มีอำนำจ ม.๕๗ คัดเลือก/ช่ือผลงำน คกก.คัดเลอื ก มมี ลู

ส่งผลงำน ภำยใน ๓๐ วนั

ตรวจสอบโดยเร็ว

ไมม่ มี ลู

ไม่ ผ่ำน
ผำ่ น
แตง่ ต้งั
แจง้ ให้ทรำบ

91

กรณที ่เี ป็นตาแหน่งวา่ งหรอื ตาแหน่งระดับชานาญการพิเศษ มขี ้นั ตอนกำรดำเนินกำร ดงั นี้
ขั้นตอนที่ ๑ เจ้ำหน้ำที่ผู้รับผิดชอบดำเนินกำรสำรวจ ตรวจสอบผู้มีคุณสมบัติของข้ำรำชกำร
ว่ำมีผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน นำเสนอคณะกรรมกำรคัดเลือกพิจำรณำกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีกำร
คัดเลอื ก พจิ ำรณำนับระยะเวลำทเ่ี กี่ยวข้องหรือเกื้อกูลกันกบั สำยงำนในตำแหนง่ ที่คัดเลือก
ข้ันตอนที่ ๒ เจ้ำหน้ำทผ่ี ูร้ ับผดิ ชอบดำเนนิ กำรช้ีแจงรำยละเอียดกำรจัดทำข้อมูลประกอบกำร
คัดเลือกให้กับผู้ท่ีมีคุณสมบัติเพ่ือเข้ำรับกำรประเมินผลงำน ให้ผู้มีคุณสมบัติดำเนินกำรกรอก
รำยละเอียดเกี่ยวกับแบบประเมินคุณลักษณะของบุคคล เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล ประวัติกำรศึกษำ
ประวัติกำรรับรำชกำร ตำมแบบประเมินคุณลักษณะของบุคคล ตอนที่ ๑ และให้ผู้บังคับบัญชำที่
ควบคมุ ดูแลกำรปฏิบัติงำนของผู้ขอรับกำรประเมินเป็นผู้ให้คะแนนตำมแบบประเมินคุณลักษณะของ
บุคคล ตอนท่ี ๒ ๑) พร้อมเค้ำโครงผลงำน ตำมจำนวนเร่ืองท่ีคณะกรรมกำรประเมินผลงำนกำหนด
ควำมยำวไม่เกิน ๓ หน้ำกระดำษ เอ ๔ ตำมตัวอย่ำงกำรเขียนเค้ำโครงผลงำน และข้อเสนอแนวคิด
เพ่ือพัฒนำงำน ตำมตัวอย่ำงกำรเขียนข้อเสนอแนวคิด เพื่อพัฒนำงำน พร้อมให้ผู้มีคุณสมบัติจัดทำ
เค้ำโครงผลงำน ข้อเสนอแนวคิดเพื่อพัฒนำงำน และแบบประเมินคุณลักษณะของบุคคล ให้ผู้มี
คุณสมบัติจัดส่งข้อมูลประกอบกำรคัดเลือกเพื่อเข้ำรับกำรประเมินผลงำนภำยในระยะเวลำท่ีกำหนด
(๓๐ วัน)
ข้ันตอนที่ ๓ ดำเนินกำรคัดเลือกให้เป็นไปตำมที่คณะกรรมกำรคัดเลือกกำหนด โดยวิธีกำร
สอบข้อเขยี น และสอบสัมภำษณ์
ข้ันตอนที่ ๔ ประมวลผลกำรคัดเลือก และรำยงำนผลกำรคัดเลือกพร้อมท้ังเหตุผลในกำร
พจิ ำรณำ รวมท้งั จัดทำประกำศรำยชอ่ื ผ้ไู ด้รับกำรคัดเลือก ต่อผู้มีอำนำจส่ังบรรจุตำมมำตรำ ๕๗ แห่ง
พระรำชบัญญัติระเบียบข้ำรำชกำรพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ พิจำรณำให้ควำมเห็นชอบ โดยจะต้อง
ประกำศช่ือผลงำนอยำ่ งเปดิ เผย เพ่อื เปิดโอกำสใหม้ ีกำรทักทว้ งไดภ้ ำยใน ๓๐ วนั นบั ต้งั แต่วนั ประกำศ
ขั้นตอนท่ี ๕ แจ้งให้ผู้ที่ได้รับคัดเลือกทรำบ หำกมีผู้ทักท้วงให้ส่งเร่ืองให้คณะกรรมกำร
คัดเลือกพิจำรณำ โดยให้ตรวจสอบข้อมูลเบ้ืองต้นโดยเร็ว หำกพบว่ำข้อทักท้วงมีมูลให้รำยงำนผู้มี
อำนำจสั่งบรรจุตำมมำตรำ ๕๗ แห่งพระรำชบัญญัติข้ำรำชกำรพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ดำเนินกำรตำม
หนงั สอื สำนกั งำน ก.พ. ท่ี นร ๐๗๐๗.๓/ว ๕ ลงวนั ท่ี ๑๒ เมษำยน ๒๕๔๒ ต่อไป แต่ถำ้ ตรวจสอบแล้ว
มีหลักฐำนว่ำข้อทักท้วงน้ันเป็นกำรกล่ันแกล้งหรือไม่สุจริต ให้รำยงำนผู้มีอำนำจส่ังบรรจุตำมมำตรำ
๕๗ แห่งพระรำชบัญญัติข้ำรำชกำรพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ดำเนินกำรตรวจสอบผู้ทักท้วงเพื่อหำ
ข้อเท็จจรงิ แลว้ ดำเนินกำรตำมทีเ่ หน็ สมควร และใหผ้ ู้ทไี่ ดร้ ับคัดเลือกส่งผลงำนภำยใน ๓ เดือนนับจำก
วนั ที่ไดร้ ับคัดเลือก ในกรณีท่ีมีเหตุผลควำมจำเป็นพิเศษให้ขยำยระยะเวลำกำรส่งผลงำนออกไปได้อีก
๑ เดือน ทั้งนี้ ต้องผ่ำนควำมเห็นชอบของคณะกรรมกำรคัดเลือกบุคคลก่อน และให้เจ้ำหน้ำที่
ผู้รับผดิ ชอบดำเนนิ กำรจดั ส่งผลงำนของผไู้ ด้รบั กำรคัดเลือกให้คณะกรรมกำรประเมินผลงำนพิจำรณำ
ต่อไป
ขั้นตอนที่ ๖ เจ้ำหน้ำที่ผู้รับผิดชอบส่งผลงำนให้คณะกรรมกำรประเมินผลงำนในแต่ละสำย
งำนพิจำรณำผลงำน โดยดำเนินกำรประเมินผลงำนตำมหลักเกณฑ์และวิธีกำรที่คณะกรรมกำร
ประเมินผลงำนกำหนด
กรณีทไี่ ม่ผ่ำนกำรประเมนิ ผลงำนให้แจ้งผลกำรประเมินให้ผู้ส่งผลงำนทรำบ และจะต้องเข้ำสู่
กระบวนกำรคัดเลอื กบคุ คลใหม่
กรณที ่ผี ำ่ นกำรประเมินผลงำนใหด้ ำเนนิ กำรตำมขนั้ ตอนต่อไป

92

ข้ันตอนที่ ๗ เสนอคำสั่งแต่งตั้งผู้ผ่ำนกำรประเมินผลงำน โดยเจ้ำหน้ำท่ีผู้รับผิดชอบ
ดำเนินกำรร่ำงคำส่ังแต่งต้ังผู้ผ่ำนกำรประเมินผลงำน พร้อมเอกสำรประกอบกำรพิจำรณำต่อ
ปลัดกระทรวงยตุ ิธรรม เพื่อพิจำรณำลงนำมในคำสัง่ แตง่ ตงั้

ขั้นตอนที่ ๘ เจ้ำหน้ำที่ดำเนินกำรแจ้งเวียนคำส่ังแต่งต้ังผู้ได้รับกำรคัดเลือกและหน่วยงำนที่
เกย่ี วข้องทรำบ

ขั้นตอนกำรประเมินบุคคลเพ่ือแต่งต้ังให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชำกำร ระดับชำนำญกำร
พิเศษ หรือตำแหนง่ วำ่ ง

กจ.สำรวจขอ้ มูล
ผบ.ประเมินคณุ ลกั ษณะ
และแจ้งผมู้ ีคณุ สมบตั ิ

คกก.คัดเลือก ผู้มีอำนำจ ม.๕๗
- พิจำรณำหลกั เกณฑ์/วธิ กี ำร
- ดำเนนิ กำรคัดเลอื ก มีผทู้ กั ท้วง แจง้ ขำ้ รำชกำรทรำบ/
- ตรวจสอบกรณีมผี ู้ทกั ท้วง ปดิ ประกำศ
คกก.คัดเลอื ก
เจ้ำหน้ำทช่ี แี้ จงรำยละเอียด
กำรจัดทำข้อมลู ประกอบกำร ภำยใน ๓๐ วนั
คัดเลือกกบั ผทู้ ม่ี ีคณุ สมบตั ิเข้ำ
รบั กำรคดั เลอื ก ไมม่ มี ูล ส่งผลงำน

ตรวจสอบโดยเร็ว

๓๐ วัน ผูม้ ีคณุ สมบัติจดั ทำเค้ำ มีมลู คกก.ประเมนิ ผลงำน
โครงผลงำน/ขอ้ เสนอ
แนวคิด เสนอผมู้ ีอำนำจ ม.๕๗ อ่ำนผลงำน
สอบผู้ทักทว้ งดำเนนิ กำร
ตำม ว ๕/๒๕๔๒ ผมู้ อี ำนำจ ม.๕๗

คดั เลอื กใหม่

ไมผ่ ำ่ น ผ่ำน

แจง้ ให้ทรำบ แตง่ ตัง้

93

รายละเอยี ดการเขียนผลงานทางวชิ าการ

องคป์ ระกอบของผลงำนท่ีจะนำเสนอขอรับกำรประเมิน ต้องประกอบด้วยหัวข้อตำมที่กล่ำว
ข้ำงต้น ดังนั้นเพ่ือให้กำรนำเสนอผลงำนทำงวิชำกำรของผู้ที่ขอรับกำรประเมินผลงำนของสำนักงำน
ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นไปในรูปแบบและมำตรฐำนเดียวกัน และเพื่อให้ผู้ที่ขอรับกำรประเมินผล
งำนใช้เปน็ แนวทำงในกำรเขยี นผลงำน จงึ ขออธิบำยรปู แบบและขอบเขตกำรเขียนผลงำน ดงั นี้

การเขียนผลงานทางวิชาการทีเ่ ป็นผลการดาเนนิ งานทผ่ี า่ นมา ประกอบดว้ ย
๑. ปก
๒. คำนำ
๓. สำรบัญ
๔. เนือ้ หำผลงำน
๕. อำ้ งองิ /บรรณำนุกรม
๖. ภำคผนวก
๑. ปก ประกอบดว้ ย
๑.๑ ปกนอก ให้ระบุข้อควำมดงั นี้

๑.๑.๑ ชื่อผลกำรดำเนนิ งำนท่ผี ำ่ นมำ เช่น
ผลงำนทีเ่ ป็นผลกำรดำเนินงำนทีผ่ ่ำนมำ
เร่ือง

๑.๑.๒ ช่อื ผ้จู ัดทำ เชน่
โดย

(ระบคุ ำนำหนำ้ นำม) ช่ือ – สกลุ ................
ตำแหนง่ ...................
สังกดั ........................

๑.๑.๓ ให้ระบุว่ำเป็นเอกสำรประกอบกำรขอประเมินบุคคลเพ่ือแต่งต้ังให้ดำรง
ตำแหน่งอะไร เช่น

เอกสำรประกอบกำรขอประเมินบุคคลเพ่ือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง......... ตำแหน่งเลขที่.....
สังกัด ฝ่ำย/กลุ่ม............................. กอง/สำนกั ..........................
(เสนอผลงำนเขำ้ รับกำรประเมิน ปี พ.ศ. .......)

๑.๒ แผน่ รองปก เปน็ กระดำษเปลำ่ ทีแ่ ทรกระหว่ำงปกนอกกับปกใน
๑.๓ ปกใน ระบุข้อควำมและรูปแบบเหมอื นปกนอก

๒. คานา
กลำ่ วถึงควำมเป็นมำ โดยย่อถงึ สำเหตุท่ีทำผลงำน ประโยชน์ท่ีคำดว่ำจะได้รับ

๓. สารบัญ
๓.๑ สารบัญ เป็นที่บอกโครงสร้ำงของผลงำนทั้งหมด โดยระบุหัวข้อแยกเรียงลำดับหัวข้อ

ตำมเนื้อหำอย่ำงละเอยี ด พร้อมทั้งระบุเลขหนำ้ กำกับไว้ด้วย
๓.๒ สารบัญตาราง (ถำ้ ม)ี

94

๓.๓ สารบัญภาพ (ถำ้ ม)ี
๔. เนื้อหา ประกอบดว้ ยสว่ นต่ำงๆ ดังน้ี

๔.๑ เรื่อง
ใหร้ ะบุชอ่ื ผลงำนท่จี ะนำเสนอ โดยผลงำนดงั กลำ่ วจะตอ้ งเปน็ ผลสำเรจ็ ของงำนที่เกิด

จำกกำรปฏบิ ตั งิ ำนในตำแหนง่ หน้ำท่คี วำมรบั ผิดชอบของผู้ขอรับกำรประเมิน ท้ังน้ี กำรตั้งช่ือเรื่องต้อง
ใช้ภำษำท่ีอำ่ นเข้ำใจง่ำย ไมใ่ ชภ่ ำษำพูด ต้องเปน็ ชือ่ ผลงำนท่ที ำมำแล้วในอดตี

๔.๒ ความเปน็ มาและความสาคญั ของผลงาน
ให้ระบุถึงเรื่องท่ีนำเสนอน้ันมีที่มำเป็นอย่ำงไร มีควำมสำคัญอย่ำงไร มีเหตุผลใดท่ี

ต้องนำเสนอเร่ืองนี้ ประเด็นท่ีหยิบยกมำควำมสำคัญเป็นอย่ำงไร (เขียนคล้ำยกับกำรเขียนหลักกำร
และเหตผุ ลในกำรเขียนโครงกำร)

๔.๓ วตั ถปุ ระสงค์ของการดาเนินการ
ใหร้ ะบุถึงวตั ถปุ ระสงค์ของผลงำนท่นี ำเสนอ ว่ำมวี ตั ถุประสงคอ์ ยำ่ งไร

๔.๔ ระยะเวลาการดาเนินการ
ใหร้ ะบถุ งึ ช่วงเวลำเร่ิมต้นและระยะเวลำส้ินสุดของผลงำนที่เป็นผลกำรดำเนินงำนท่ี

ผ่ำนมำว่ำผู้ปฏิบัติงำนและผู้ร่วมดำเนินกำร (ถ้ำมี) ใช้เวลำในกำรปฏิบัติงำนจนเกิดผลสำเร็จของงำน
ตง้ั แตช่ ว่ งใด เวลำใด และสน้ิ สุดเม่อื ใด ไมใ่ ชร่ ะยะเวลำของกำรเขียนผลงำนเพือ่ ขอรบั กำรประเมนิ

๔.๕ ความรทู้ างวิชาการหรือแนวความคดิ ที่ใชใ้ นการดาเนินการ
ให้ระบุแนวควำมคิด ทฤษฎี องค์ควำมรู้ กฎหมำย ข้อบังคับ ระเบียบและข้อมูล

ต่ำงๆ ที่นำมำใช้ในกำรดำเนินงำน โดยสรุปให้มีควำมสอดคล้องเชื่อมโยงกับผลกำรดำเนินงำน โดย
กำหนดเปน็ กรอบแนวคิดและวธิ ีกำรในกำรจดั ทำ ทัง้ นี้ ต้องมีกำรอ้ำงองิ ทถี่ กู ต้องตำมหลักวิชำกำรและ
มีควำมเป็นสำกล เช่น นำเสนอผลงำนที่เก่ียวข้องกับกำรติดตำมประเมินผลก็ควรมีทฤษฎีที่เกี่ยวกับ
กำรติดตำมประเมินผลมำประกอบอ้ำงอิง หรือถ้ำนำเสนอผลงำนเก่ียวกับแผนงำนก็ควรมีทฤษฎี
เกย่ี วกับแผนงำนด้วย

๔.๖ สาระและข้นั ตอนการดาเนินการ ประกอบดว้ ย
๔.๖.๑ เนื้อหำสำระและขนั้ ตอนกำรดำเนนิ กำร
ให้ระบุเนื้อหำสำระและข้ันตอนกำรดำเนินกำรทั้งหมดของโครงกำรหรือ

งำนที่ได้ปฏิบัติมำแล้วโดยระบุขอบเขตของผลงำนในภำพรวม เช่น กำรจัดทำแผนกลยุทธ์มีเนื้อหำ
สำระในแต่ละขั้นตอนหรือแต่ละกิจกรรมอย่ำงไร เป็นต้น ซึ่งอำจแสดงเป็นแผนผังกำรทำงำน
(Flowchart) หรือแผนภำพประกอบกำรอธบิ ำยเพื่อให้เหน็ ภำพชัดเจนยิง่ ขน้ึ

๔.๖.๒ สว่ นของงำนท่ผี เู้ สนอเป็นผปู้ ฏิบัติ
ใหอ้ ธิบำยผลงำนในสว่ นทผี่ ขู้ อรับกำรประเมินเป็นผู้ปฏิบัติและเกิดผลสำเร็จของงำน
แลว้ โดยนำเสนอในรปู แบบของกำรวิเครำะห์ผลสำเร็จของงำนที่เกิดข้ึนโดยผู้เสนอผลงำนได้ปฏิบัติใน
แตล่ ะขั้นตอนหรอื แตล่ ะกิจกรรมอยำ่ งไร ได้ใช้ควำมรู้ควำมสำมำรถในกำรปฏิบัติงำนอย่ำงไร ซ่ึงในแต่
ละขั้นตอนกำรดำเนนิ งำนจะต้องนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้ละเอียด ชัดเจน และต้องวิเครำะห์แต่
ละขั้นตอนของกำรดำเนินงำนท่ีผ่ำนมำว่ำมีปัญหำอุปสรรคอะไรบ้ำง และได้มีกำรแก้ไขปัญหำอย่ำงไร
เพ่ือให้งำนบรรลุวัตถุประสงค์ ท้ังน้ีต้องแสดงให้เห็นว่ำในกำรปฏิบัติงำนผู้ปฏิบัติได้ใช้ควำมรู้ทำง
วชิ ำกำรหรอื แนวคดิ ท่ีนำมำอำ้ งองิ ในบทที่ ๒ ไปปรับใช้กบั กำรปฏบิ ตั ิอยำ่ งไร ผลเป็นอย่ำงไร

95

ในหัวข้อส่วนของงำนท่ีผู้เสนอเป็นผู้ปฏิบัติถือได้ว่ำเป็นหัวข้อสำคัญหัวข้อหนึ่งที่ผู้
เสนอผลงำนจะตอ้ งนำเสนอให้มรี ำยละเอียดทชี่ ัดเจนเหมำะสมกบั ตำแหน่งท่จี ะแต่งต้ัง

๔.๗ ผู้รว่ มดาเนินการ (ถา้ ม)ี
ให้ระบุช่ือ – นำมสกุล ตำแหน่ง สังกัดของผู้ร่วมดำเนินกำรในผลงำน และระบุ

สัดส่วนควำมรับผิดชอบของผลงำนเป็นร้อยละของผรู้ ่วมดำเนินกำรด้วย
หำกเป็นผลงำนที่ผู้ขอรับกำรประเมินปฏิบัติเองท้ังหมด (๑๐๐%) และไม่มีผู้ร่วม

ดำเนินกำร ไม่ต้องนำเสนอผู้ร่วมดำเนินกำร
๔.๘ ผลสาเร็จของงาน (เชิงปริมาณ/คุณภาพ)
ใหแ้ สดงผลสำเรจ็ ของงำนท้ังในเชงิ ปริมำณหรอื เชิงคุณภำพ คือ
๔.๘.๑ ผลสำเร็จของงำนเชิงปริมำณ คือผลงำนท่ีเกิดจำกกำรปฏิบัติงำน มีผลสำเร็จ

ในเชิงปริมำณท่ีเกิดข้ึน มีปริมำณของผลงำนเมื่อเปรียบเทียบกับเป้ำหมำย หรือข้อตกลงตำมท่ีได้
กำหนด เชน่ จำนวนครงั้ ในกำรเข้ำรว่ มกิจกรรม

๔.๘.๒ ผลสำเร็จเชิงคุณภำพ คือผลงำนที่ได้แสดงให้เห็นถึงกำรตอบสนองแนวคิด
ยทุ ธศำสตร์ของรฐั บำล และส่วนรำชกำรทีม่ คี วำมเป็นไปได้ในกำรนำมำใช้ประโยชน์ เช่น กำรลดเวลำ
กำรปฏบิ ัติงำน กำรลดคำ่ ใชจ้ ่ำย คณุ ภำพของกำรบรกิ ำรดขี ึ้น เปน็ ต้น

๔.๙ การนาไปใชป้ ระโยชน์
อธิบำยให้เห็นว่ำผลงำนท่ีนำมำเสนอเพ่ือขอรับกำรประเมินจะต้องปรำกฏผลสำเร็จ

ของงำนทช่ี ดั เจน สำมำรถระบถุ งึ ผ้ทู ี่ไดร้ บั ประโยชน์ว่ำได้มีกำรนำผลงำนไปใช้ประโยชน์และก่อให้เกิด
ประโยชนต์ อ่ ทำงรำชกำรอย่ำงไร

๔.๑๐ ความยุ่งยากในการดาเนนิ การ/ปญั หา/อุปสรรค
อธิบำยโดยวิเครำะห์จำกกำรปฏิบัติงำนของผลงำนที่นำเสนอนั้นว่ำ มีควำมยุ่งยำก

ซับซ้อนเพียงใด มปี ญั หำอุปสรรค มขี อ้ จำกัดในกำรปฏิบัติอย่ำงไร โดยระบุถึงสำเหตุของปัญหำว่ำเกิด
จำกสำเหตุใด มปี ัจจัยอะไรมำเก่ียวข้องบำ้ ง มวี ิธกี ำรแกป้ ัญหำและควำมยุ่งยำกท่ีเกิดข้ึนอย่ำงไร ท้ังใน
ระหว่ำงกำรดำเนินงำน และหลังส้ินสุดกำรดำเนินงำนแล้ว เพื่อเป็นกำรแสดงถึงควำมรู้ควำมสำมำรถ
ของผู้ปฏิบัติงำนได้อย่ำงชัดเจน และผู้ท่ีเกี่ยวข้องสำมำรถนำไปปรับใช้ในกำรปฏิบัติงำนที่มีลักษณะท่ี
คล้ำยคลึงกันได้ โดยนำปัญหำอุปสรรคของแต่ละขั้นตอนที่ปฏิบัติมำสรุปรวมเป็นปัญหำในภำพรวม
ซึง่ ผูข้ อรบั ประเมนิ จะตอ้ งแสดงควำมยุ่งยำกซับซ้อนในกำรปฏิบัติงำนและกำรตัดสินใจแก้ปัญหำ หรือ
ใชใ้ นกำรแก้ปัญหำในงำนทป่ี ฏิบัติได้

๔.๑๑ ขอ้ เสนอแนะ
อธิบำยวิเครำะห์ปัญหำอุปสรรคของกำรดำเนินงำนท่ีเกิดข้ึน โดยระบุถึงสำเหตุของ

ปัญหำว่ำเกิดจำกสำเหตุใด มีปัจจัยอะไรบ้ำงท่ีเก่ียวข้อง และอธิบำยปัญหำอุปสรรคอะไรท่ีทำให้กำร
ปฏิบัติงำนไม่เป็นไปตำมท่ีคำดหวังไว้ ท้ังในระหว่ำงกำรดำเนินงำนและหลังจำกสิ้นสุดกำรดำเนินงำน
แล้วผู้เสนอผลงำนแกไ้ ขปัญหำนั้นอยำ่ งไร

เพ่ือมิให้ปัญหำเกดิ ข้ึนอีก และมขี ้อเสนอแนะเพ่ือพฒั นำงำนของผลงำนดังกล่ำวอยำ่ งไร เป็น
กำรเสนอแนวทำงเชงิ สร้ำงสรรคเ์ กิดผลงำนท่เี ปน็ รูปธรรม

96

ขอรับรองวำ่ ผลงำนดังกล่ำวขำ้ งตน้ เป็นควำมจรงิ ทกุ ประกำร

ลงชอ่ื ..................................................

(.................................................)

ผเู้ สนองำน

................./................./...............

ขอรับรองว่ำสัดส่วนหรือลักษณะงำนในกำรดำเนินกำรของผูเ้ สนอขำ้ งตน้ ถูกตอ้ ง

ตรงกบั ควำมเป็นจรงิ ทุกประกำร

ลงชื่อ................................................... ลงชื่อ..................................................

(..................................................) (.................................................)

ผูร้ ว่ มดำเนนิ กำร ผรู้ ว่ มดำเนินกำร

................/............../................ .........../............../.............

ลงชื่อ................................................... ลงชื่อ...................................................

(..................................................) (...................................................)

ผ้รู ว่ มดำเนินกำร ผู้ร่วมดำเนนิ กำร

.............../............../............... ............../............../..................

ไดต้ รวจสอบแลว้ ขอรบั รองผลงำนดงั กลำ่ วขำ้ งตน้ ถกู ต้องกับควำมเปน็ จรงิ ทุกประกำร

ลงชือ่ ................................................... ลงชื่อ...................................................

(..................................................) (.................................................)

ตำแหนง่ .............................................. ผู้อำนวยกำรสำนัก/กอง...................

................/...................../.............. .........../............../.............

(ผูบ้ งั คับบัญชำท่คี วบคมุ ดแู ลกำรดำเนนิ กำร

หมายเหตุ หำกผลงำนมีลกั ษณะเฉพำะ เช่น แผ่นพับ หนงั สอื แถบบนั ทึกเสยี ง ฯลฯ

ผูเ้ สนอผลงำนอำจส่งผลงำนจรงิ ประกอบกำรพจิ ำรณำของคณะกรรมกำรกไ็ ด้

๕. เอกสารอ้างอิง/บรรณานุกรม
๕.๑ เอกสารอ้างอิง
ให้ระบุช่ือเอกสำรท่ีใช้ประกอบในกำรเขียนผลงำน เพื่อให้ผู้อ่ำนทรำบแหล่งที่มำ ต้อง

สอดคล้องกับเน้ือหำในเอกสำร รำยชื่อเอกสำรท่ีไม่ได้ปรำกฏในเนื้อควำมไม่ต้องระบุในรำยชื่อ
เอกสำรอ้ำงองิ

๕.๒ หลักฐำนอำ้ งอิง(ถ้ำมี)
หำกผลงำนมีลักษณะเฉพำะ เช่นแผ่นพับ หนังสือ ผู้เสนอผลงำนอำจส่งผลงำนจริง
ประกอบกำรพิจำณำของคณะกรรมกำรก็ได้

๖. ภาคผนวก
เช่น กฎหมำย กฎ ระเบียบ ประกำศที่เกี่ยวข้อง หรือหนังสือเวียนที่เป็นผลมำจำกกำร

นำเสนอ บันทกึ เสนอผบู้ ริหำร รปู ภำพ


Click to View FlipBook Version
Previous Book
คู่มือรับมือโควิด19-2565
Next Book
Minit Mesyuarat Pengurusan HEM Bil 1 2022/2023