The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 111 กุลธิดา อัตลัง, 2024-02-29 07:45:20

วิจัย

วิจัย

1 การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงล าดับของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการพับกระดาษ กุลธิดา อัตลัง วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


2 การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงล าดับของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการพับกระดาษ กุลธิดา อัตลัง วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


3 หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงลําดับของ เด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการพับกระดาษ ผู้วิจัย นางสาวกุลธิดา อัตลัง สาขาวิชา การศึกษาปฐมวัย อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ญาณี ช่อสูงเนิน ครูพี่เลี้ยง นางเปรมปรี เกษหอม อาจารย์ประจําหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตาม หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรัญญา ศรีบัว) วันที่.......… เดือน…….………… พ.ศ. ………… คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน ..................................................................................ประธานคณะกรรมการ (อาจารย์ญาณี ช่อสูงเนิน) .................................................................................. กรรมการ (นางเปรมปรี เกษหอม) .................................................................................. กรรมการ (ดร.ดารา วิมลอักษร) .................................................................................. กรรมการ (ดร.นิทรา ช่อสูงเนิน) 0


4 ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงลําดับของ เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการพับกระดาษ ผู้วิจัย นางสาวกุลธิดา อัตลัง อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ญาณี ช่อสูงเนิน ที่ปรึกษาร่วม นางเปรมปรี เกษหอม ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้าน การเรียงลําดับของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการพับกระดาษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เด็กปฐมวัยชาย - หญิง ที่มีอายุระหว่าง 5 - 6 ปี ที่กําลังศึกษาอยู่ใน ชั้นอนุบาลปีที่ 3/9 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งได้ เลือกแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) มา 30 คน ผู้วิจัยเป็นผู้ดําเนินการทดลองด้วยตนเอง โดยทําการทดลอง สัปดาห์ละ 3 วันวันละ 60 นาที รวมระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการพับกระดาษ และแบบทดสอบ ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงลําดับของเด็กปฐมวัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ t – test for Dependent Samples ผลการวิจัยพบว่า หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการพับกระดาษ เด็กปฐมวัยมีทักษะ พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงลําดับสูงกว่าก่อนได้รับการเล่านิทานประกอบการพับกระดาษ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05


5 กิตติกรรมประกาศ การวิจัยครั้งนี้สําเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างสูงยิ่งจาก อาจารย์ ดร.นิทรา ช่อสูงเนิน และอาจารย์ญาณี ช่อสูงเนิน ที่ได้ให้คําแนะนํา ข้อคิดและตรวจปรับข้อบกพร่อง ต่าง ๆ ด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง ขอกราบขอบพระคุณ คุณครูวันวิสาข์ ชํานาญสาร คุณครู ลักษิกา บุญโนนแต้ และคุณครูชลิตา ธรรมโกฎิ์ ที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย อีกทั้งให้คําแนะนําอย่างดียิ่ง ซึ่งเป็นส่วนสําคัญที่ทําให้การวิจัยนี้สําเร็จลุล่วง ไปด้วยดีผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณา และขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ขอกราบขอบพระคุณ คณาจารย์ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยทุกท่านที่ได้กรุณา อบรม สั่งสอน ถ่ายทอดความรู้และให้ประสบการณ์ที่ดี และมีคุณค่าอย่างยิ่งกับผู้วิจัยจนทําให้ผู้วิจัยประสบ ความสําเร็จในการศึกษา ขอขอบคุณเพื่อน พี่ น้อง นักศึกษาปริญญาตรีสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัยทุกท่าน ที่ให้ คําแนะนําช่วยเหลือให้กําลังใจตลอดมา และทุกท่านที่มิได้กล่าวนามไว้ ณ ที่นี้ซึ่งมีส่วนในการ ช่วยเหลือในการทําวิจัยฉบับนี้สําเร็จสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอกราบขอบพระคุณท่านพยัคฆพล รอดชมภู ผู้อํานวยการโรงเรียนอนุบาลอุดรธานี รวมถึงผู้ปกครองนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3/9 ปีการศึกษา 2566 ที่กรุณาให้ความอนุเคราะห์นักเรียน ในการดําเนินการวิจัยอย่างดียิ่ง คุณค่าและประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยขอมอบเป็นเครื่องบูชาพระคุณ ของบิดา มารดา บูรพคณาจารย์และผู้มีพระคุณทุกท่านที่ได้อบรมสั่งสอน ปลูกฝังคุณความดี ตลอดจนประสิทธิ์ประสาทวิทยาการความรู้ให้กับผู้วิจัยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กุลธิดา อัตลัง


6 สารบัญ หน้า บทที่1 บทน า …………………………………………………………………..……………………………………………….. 1 1. ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา ....................................................................... 1 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย ............................................................................................ 3 3. ขอบเขตของการวิจัย ..................................................................................................... 3 4. สมมติฐานของการวิจัย .................................................................................................. 3 5. นิยามคําศัพท์เฉพาะ ...................................................................................................... 3 6. ประโยชน์ที่จะได้รับ ……………………………………………………………………..…………………… 4 7. กรอบแนวคิดในการวิจัย ……………………………….…………………………………………………… 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง …………………………………………………..………………………….. 5 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับนิทาน ........................................................................................ 6 1.1 ความหมายของนิทาน ...................................................................................... 6 1.2 ความสําคัญและประโยชน์ของนิทาน ............................................................... 7 1.3 ประเภทของนิทาน ……………………………………………………………………………….. 9 1.4 นิทานที่เหมาะสมสําหรับเด็กปฐมวัย ............................................................. 11 1.5 การเล่านิทานสําหรับเด็กปฐมวัย ................................................................... 13 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพับกระดาษ ……………………………………………………………. 15 2.1 ความหมายของการพับกระดาษ .................................................................... 15 2.2 ความสามารถของเด็กปฐมวัยกับการพับกระดาษ ......................................... 16 2.3 ความสําคัญและประโยชน์ของการพับกระดาษ ............................................. 17 2.4 แนวทางในการสอนพับกระดาษ .................................................................... 19 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์.............................................. 21 3.1 ความหมายของคณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัย ............................................. 21 3.2 ความสําคัญและประโยชน์ของคณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัย ...................... 22 3.3 หลักการสอนคณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัย ................................................ 24 3.4 ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สําหรับปฐมวัย ............................................... 26 3.5 บทบาทของครูในการส่งเสริมคณิตศาสตร์สําหรับปฐมวัย ............................. 31 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน .................................................................................... 34 4.1 งานวิจัยในประเทศ ........................................................................................ 34 4.2 งานวิจัยในต่างประเทศ .................................................................................. 35


7 สารบัญ (ต่อ) หน้า 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพับกระดาษ .................................................................... 35 5.1 งานวิจัยในประเทศ ........................................................................................ 35 5.2 งานวิจัยในต่างประเทศ .................................................................................. 36 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์............................................. 37 6.1 งานวิจัยในประเทศ ........................................................................................ 37 6.2 งานวิจัยในต่างประเทศ .................................................................................. 37 0 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย …………………………..……………………………………………………………………. 39 1. การกําหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ........................................................... 39 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ................................................................................................ 39 3. การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ …………………………………………………………… 40 4. แบบแผนและวิธีดําเนินการทดลอง ……………………………………………………………………… 43 5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ................................................. 44 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ....................................................................................................... 46 1. สัญลักษณ์และอักษรย่อที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ………………………………………………… 46 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ................................................................................................... 46 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ……………………………………………..……………………. 50 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย ............................................................................................ 50 2. สมมติฐานของการวิจัย ………………………………………………………………………………………. 50 3. ขอบเขตของการวิจัย …………………………………………………………………………………………. 50 4. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ……………………………………………………………………………………. 51 5. วิธีดําเนินการทดลอง ..................................................................................................... 51 6. การวิเคราะห์ข้อมูล ........................................................................................................ 51 7. สรุปผลการวิจัย ............................................................................................................. 52 8. อภิปรายผล ……………………………………………………………………………………………………… 52 9. ข้อสังเกตที่ได้รับจากการวิจัย ……………………………………………………………………………… 55 10. ข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการวิจัย ………………………………………………………………………. 55 11. ข้อเสนอแนะในการทําวิจัยครั้งต่อไป ........................................................................... 56


8 สารบัญ (ต่อ) หน้า บรรณานุกรม …………………………………………………………………………………………………………………… 57 ภาคผนวก ……………………………………………………………………………………………………………………….. 62 ภาคผนวก ก แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ด้านการเรียงลําดับของเด็กปฐมวัย ............................................................... 63 ภาคผนวก ข แผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการพับกระดาษ ............................. 80 ภาคผนวก ค บัญชีรายชื่อผู้เชี่ยวชาญ …………………………………………………………………… 109 ภาคผนวก ง การวิเคราะห์ความสอดคล้องของแบบทดสอบ และแผนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้…………………………………………………………..……………… 114 ภาคผนวก จ ภาพถ่าย .................................................................................................... 135 ประวัติย่อผู้วิจัย ……………………………………………………………………………………………………………… 142


9 สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการศึกษาค้นคว้า ....................................................................................... 4


10 สารบัญตาราง หน้า ตารางที่1 แผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการพับกระดาษ ............................................... 40 ตารางที่2 แบบแผนการทดลอง ..................................................................................................... 43 ตารางที่3 คะแนนค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้าน การเรียงลําดับของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรม ........................................ 46 ตารางที่ 4 เปรียบเทียบคะแนนทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้านเรียงลําดับ จากการฟังก่อนและหลังการจัดกิจกรรม ........................................................................ 48 ตารางที่ 5 เปรียบเทียบคะแนนทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้านเรียงลําดับ จํานวนก่อนและหลังการจัดกิจกรรม .............................................................................. 49 ตารางที่ 6 เปรียบเทียบคะแนนทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้านเรียงลําดับ เหตุการณ์ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม ......................................................................... 49 ตารางที่ 7 สัญลักษณ์ในการพับกระดาษ ……………………………………………………………………………… 85


1 บทที่ 1 บทน า 1. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา การเริ่มต้นเป็นจุดสําคัญของานทุกชนิด การเริ่มต้นงานชีวิตก็เช่นกัน โดยเฉพาะการเริ่มงาน ชีวิตของเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักจิตวิทยาและนักการศึกษาทั่วไปว่าเด็กตั้งแต่แรกเกิด ถึงอายุ 6 ปี เป็นระยะที่เด็กเกิดการเรียนรู้มากที่สุดในชีวิต (นงลักษณ์ สินสืบผล, 2559 : 5) เพราะ เป็นวัยที่สําคัญที่สุดในการปูพื้นฐานที่จะพัฒนาไปเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ในอนาคต ทั้งในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ดังนั้นการปลูกฝังทัศนคติ ค่านิยมและบุคลิกภาพ รวมทั้งการส่งเสริม การเรียนรู้ให้กับเด็กจะทําได้ดีที่สุดในช่วงนี้ซึ่งเป็นวัยเริ่มต้นของชีวิต (ศศิพันธุ์ เปี๊ยนเปี่ยมสิน และคณะ, 2561 : 5) หากผู้เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยทุกฝ่ายได้ตระหนักถึงความสําคัญดังกล่าว และ ร่วมมือกันพัฒนาการศึกษาระดับปฐมวัยเป็นอย่างดีแล้ว ก็จะส่งผลให้ได้ประชากรที่มีคุณภาพซึ่งจะ เติบโตมาเป็นกําลังแห่งการพัฒนาประเทศได้ในที่สุด คณิตศาสตร์มีบทบาทอย่างยิ่งในชีวิตประจําวันของมนุษย์ไม่ว่าจะอยู่ในสังคมใดก็ตาม เด็กหรือผู้ใหญ่อยู่ที่ใด หรือสถานการณ์ใดการติดต่อสื่อสารด้วยข้อมูลหรือการประกอบกิจกรรม ประจําวันคณิตศาสตร์จะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจําวันของเราทั้งสิ้น จึงสามารถกล่าวได้ว่า ประสบการณ์ในชีวิตประจําวันของเราเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์และจําเป็นต้องใช้คณิตศาสตร์อยู่เสมอ ซึ่งการจัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ให้แก่เด็กปฐมวัยนั้น มีความแตกต่างจาก การเรียนคณิตศาสตร์ในระดับอื่น เนื่องจากพัฒนาการของเด็กปฐมวัยมีความแตกต่างจากเด็กในวัยอื่น ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจหรือความคิดรวบยอด (เพ็ญจันทร์ เงียบประเสริฐ, 2542 : 1) ซึ่งพ่อแม่และครู ควรตระหนักถึงความสําคัญของการส่งเสริมคณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัย การจัดประสบการณ์ทาง คณิตศาสตร์สําคัญต่อการเรียนรู้ของเด็ก เพราะนอกจากจะต้องอาศัยสถานการณ์ในชีวิตประจําวัน ของเด็กเพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับคณิตศาสตร์แล้วยังต้องอาศัยการวางแผนและเตรียมการเป็น อย่างดีจากครูโดยเปิดโอกาสให้เด็กได้มีโอกาสค้นคว้า แก้ปัญหา เรียนรู้และพัฒนาความคิดรวบยอด เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นพื้นฐานสําหรับการเรียนคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้น และเป็นทักษะที่ใช้ในชีวิตประจําวันต่อไป (นิตยา ประพฤติกิจ, 2541 : 3) การปลูกฝังให้เด็กปฐมวัยมี จิตคณิตศาสตร์จะช่วยให้เขาเจริญเติบโตอยู่ในโลกแห่งคณิตศาสตร์ได้อย่างมีความสุข การพัฒนา ความรู้และทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ควรมีการวางแผนและมีการเตรียมการอย่างดีจากผู้ที่ เกี่ยวข้องทุก ๆ ฝ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีความสุข (Zener, 2007) เพราะคณิตศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจําวันที่สําคัญ ครูปฐมวัยควรเปิดโอกาส


2 ให้เด็กได้ใช้ความคิดการแก้ปัญหาและเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ทาง คณิตศาสตร์ที่เหมาะสมให้แก่เด็ก (Taylor, 1985 อ้างอิงจาก นิตยา ประพฤติกิจ, 2541 : 2) จากการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนของผู้วิจัย พบว่า ผู้เรียนในชั้นเรียนส่วนใหญ่มีปัญหา ในเรื่องทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ด้านการเรียนลําดับ คือ เมื่อครูให้อธิบายทบทวนขั้นตอนหรือ เล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง เด็กไม่สามารถจัดลําดับได้ว่าสิ่งใดเกิดขึ้นก่อนหรือสิ่งใดเกิดขึ้นหลัง และเมื่อครูให้ เด็กลองเรียงลําดับจากสิ่งที่ตนได้ฟัง เรียงลําดับจํานวนน้อยไปหามาก มากไปหาน้อย หรือเรียงลําดับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหลัง เด็กไม่สามารถทําได้ โดยเด็กจะแสดงออกด้วยการร้องไห้ หลบหน้าครู ไม่กล้าตอบคําถามครู ส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการจัดการเรียนรู้เป็นอย่างมาก และจากการสอบถามครู ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ต่างให้ความเห็นที่สอดคล้องกันว่า เด็กควรได้รับการปูพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล เนื่องจากปัญหาที่พบจากนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาที่ผ่าน ชั้นอนุบาล พบว่าการที่ครูไม่เตรียมความพร้อมทางคณิตศาสตร์ให้เด็กนั้น ทําให้เด็กมีทักษะพื้นฐาน ทางคณิตศาสตร์ที่อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ําโดยเฉพาะด้านการเรียงลําดับ นิทานจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัย เพราะนิทานมีอิทธิพลและคุณค่าต่อเด็กปฐมวัยมาก การที่ผู้ใหญ่ได้ใกล้ชิดกับเด็กโดยการเล่านิทานจะ เป็นเครื่องช่วยให้เด็กเข้าใจสิ่งที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เพราะการเล่านิทานจะช่วยสร้างเสริม พัฒนาการทางภาษา ความคิด จินตนาการเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินมีความรู้สึกอบอุ่นและ ใกล้ชิดซึ่งนิทาน เป็นเครื่องมือที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาความฉลาดทางสติปัญญาและความฉลาดทาง อารมณ์ของเด็กให้สูงขึ้น (วรัญญา ศรีบัว, 2560: 5) ดังนั้นนิทาน จึงมีความสําคัญกับเด็กมาก เพราะ เด็กปฐมวัยจะชอบฟังนิทานและมีจินตนาการตามเนื้อเรื่องที่ได้ฟัง ซึ่งครูสามารถนํานิทานมาเป็นสื่อใน การจัดการเรียนการสอนและส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงลําดับของเด็กปฐมวัย ได้เป็นอย่างดีผู้วิจัยจึงนําเอาการเล่านิทานประกอบการพับกระดาษมาส่งเสริมทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ ด้านการเรียงลําดับของเด็กปฐมวัย โดยเป็นกิจกรรมที่สามารถนํามาจัดประสบการณ์ให้ เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ได้ อีกทั้งสามารถสอนให้เด็กพับในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว เด็กและพบได้ในชีวิตประจําวัน เช่น การพับกระดาษเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ที่เป็นตัวละครหลักในนิทาน เมื่อพับเสร็จแล้วควรนําสิ่งที่พับเหล่านั้นมาใช้สอนเด็ก ให้มีกิจกรรมเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ เช่น ให้ทํากิจกรรมเกี่ยวกับกราฟหรือภาพแสดงข้อมูล ซึ่งจะช่วยสร้างทักษะการเรียงลําดับ การจัด ประเภทการเปรียบเทียบความเหมือน ความต่าง ผู้วิจัยจึงสนใจและคาดว่าการเล่านิทานไปพร้อม ๆ กับการพับกระดาษ จะส่งผลให้เด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงลําดับสูงขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวถึงข้างต้น ผู้วิจัยในฐานะที่เป็นครูปฐมวัยจึงสนใจที่จะศึกษาทักษะ พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ด้านการเรียงลําดับของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน ประกอบการพับกระดาษ เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ด้านการ


3 เรียงลําดับของเด็กปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพในชั้นเรียน อันที่จะช่วยพัฒนาให้เด็กเติบโตเป็นประชากร ที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ด้านการเรียงลําดับของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับ การจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการพับกระดาษ ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม 3. ขอบเขตของการวิจัย 3.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชาย – หญิง อายุระหว่าง 5 – 6 ปี ที่กําลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 3.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชาย – หญิง อายุระหว่าง 5 – 6 ปี ที่กําลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3/9 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จํานวน 30 คน จากการเลือกแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) 3.3 ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ 1) ตัวแปรต้น คือ การเล่านิทานประกอบการพับกระดาษ 2) ตัวแปรตาม คือ ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงลําดับของเด็กปฐมวัย 3.4 ระยะเวลาในการวิจัย การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จํานวน 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 60 นาที โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 4. สมมติฐานของการวิจัย หลังการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการพับกระดาษ เด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ด้านการเรียงลําดับสูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง


4 5. นิยามค าศัพท์เฉพาะ 5.1 เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กอายุ 5 – 6 ปี ที่ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3/9 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 5.2 ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงลําดับ หมายถึง การที่เด็กแสดง ความสามารถทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงลําดับ ประกอบด้วย เรียงลําดับจากการฟัง การเรียงลําดับ จํานวน การเรียงลําดับเหตุการณ์ซึ่งสามารถวัดได้จากแบบทดสอบทักษะทางคณิตศาสตร์ ด้านการ เรียงลําดับที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 5.3 นิทานประกอบการพับกระดาษ หมายถึง กระบวนการเล่านิทานร่วมกับการพับ กระดาษ เมื่อสิ้นสุดการเล่าแต่ละช่วงจะมีการเริ่มสนทนาซักถามหรือชี้นําให้เด็กสังเกตผลจากการพับ กระดาษ หลังการเล่าจบเรื่องจะมีการชี้แนะหรือกระตุ้นให้เด็กสังเกตการเปลี่ยนแปลงของกระดาษ ตั้งแต่เริ่มพับจนสิ้นสุดการพับว่ามีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปในทางใด จากนั้นเป็นการทดลองปฏิบัติการ พับกระดาษของเด็ก โดยครูจะแจกกระดาษให้เด็กพับตามทีละขั้นตอน ขณะพับกระดาษจะมีการ ชี้แนะ ช่วยเหลือ เมื่อพบว่าเด็กมีปัญหาหรือไม่สามารถพับกระดาษได้ จากนั้นจะมีการร่วมสรุป โดย เปิดโอกาสให้เด็กแต่ละคนเรียงลําดับขั้นตอนเหตุการณ์ในนิทานจากการพับกระดาษซ้ําอีกรอบหนึ่ง 6. ประโยชน์ที่จะได้รับ 6.1 ทําให้ทราบผลการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงลําดับของ เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยการเล่านิทานประกอบการพับกระดาษ 6.2 นําผลที่ได้เป็นข้อมูลสําหรับครูผู้สอนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในระดับ ปฐมวัยไปใช้ประโยชน์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการทักษะพื้นฐาน ทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงลําดับของเด็กปฐมวัยมากยิ่งขึ้น 6.3 ทําให้เด็กมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงลําดับของเด็กปฐมวัยที่เกิดจาก การจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการพับกระดาษที่จะช่วยพัฒนาความสามารถในการรับรู้และเกิด ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ในระดับที่สูงต่อไป 7. กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการศึกษาค้นคว้า การเล่านิทาน ประกอบการพับกระดาษ ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ด้านการเรียงล าดับ ของเด็กปฐมวัย


5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อนํามาใช้ ในการวิจัย และนําเสนอตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับนิทาน 1.1 ความหมายของนิทาน 1.2 ความสําคัญและประโยชน์ของนิทาน 1.3 ประเภทของนิทาน 1.4 นิทานที่เหมาะสมสําหรับเด็กปฐมวัย 1.5 การเล่านิทานสําหรับเด็กปฐมวัย 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพับกระดาษ 2.1 ความหมายของการพับกระดาษ 2.2 ความสามารถของเด็กปฐมวัยกับการพับกระดาษ 2.3 ความสําคัญและประโยชน์ของการพับกระดาษ 2.4 แนวทางในการสอนพับกระดาษ 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ 3.1 ความหมายของคณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัย 3.2 ความสําคัญและประโยชน์ของคณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัย 3.3 หลักการสอนคณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัย 3.4 ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สําหรับปฐมวัย 3.5 บทบาทของครูในการส่งเสริมคณิตศาสตร์สําหรับปฐมวัย 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน 4.1 งานวิจัยในประเทศ 4.2 งานวิจัยในต่างประเทศ 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพับกระดาษ 5.1 งานวิจัยในประเทศ 5.2 งานวิจัยในต่างประเทศ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ 6.1 งานวิจัยในประเทศ 6.2 งานวิจัยในต่างประเทศ


6 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับนิทาน 1.1 ความหมายของนิทาน นักการศึกษาหลายท่าน ให้ความหมายของนิทานเอาไว้ ดังนี้ เกริก ยุ้นพันธ์ (2539 : 8) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัย โบราณเป็นการผูกเรื่องขึ้น เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความสนุกสนานตลอดจนแทรกแนวคิดเพื่อให้เด็กนําไปเป็น แนวทางในการดํารงชีวิต กุลยา ตันติผลาชีวะ (2541 : 2-10) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง สื่อที่มีประสิทธิภาพสําหรับ การสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัย ไม่มีเด็กคนใดไม่ชอบฟังนิทาน นิทานสามารถสร้างจินตนาการ ความฝัน ความคิด ความเข้าใจและการรับรู้ให้กับเด็ก สัณหพัฒน์อรุณธารี (2542 : 2) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง เรื่องที่มีผู้แต่งขึ้นใหม่โดยยึด ความสนุกสนานเพลิดเพลินเป็นการผูกเรื่องให้เข้ากับสภาวการณ์ในเวลานั้น ๆ ซึ่งสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมคติสอนใจที่พึงประสงค์ให้ผู้ฟังนําไปใช้ในชีวิตจากเนื้อหาของนิทานเพื่อใช้เป็นสื่อในการ เรียนรู้ของเด็ก กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์(2550 : 37) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา ตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นการผูกเรื่องเพื่อให้ผู้ฟังเกิดความสนุกสนาน แฝงคําสอนจรรยาในชีวิต เป็นการ ถ่ายทอดวัฒนธรรมต่อเนื่องของผู้เล่าให้คนรุ่นใหม่ฟัง มานิต ปวริญญานนท์(2555 : 124 - 125) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง เรื่องราวที่แต่ง ขึ้นมาใหม่ หรือเรื่องราวที่เล่าสืบทอดต่อกันมาช้านาน อิงทั้งความจริงและจินตนาการ โดยเน้นเพื่อให้ เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้ฟังเป็นสําคัญและยังแฝงความรู้ คติสอนใจสอดแทรกแนวคิด คุณธรรม จริยธรรมที่พึงประสงค์แก่เด็ก เพื่อให้สามารถปฏิบัติตนในการดํารงชีวิตในสังคมได้อย่าง เหมาะสม รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดวัฒนธรรมให้คนรุ่นใหม่ฟังอีกด้วย วรัญญา ศรีบัว (2560 : 4) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาหรือมีผู้ แต่งขึ้นเพื่อให้ผู้ฟังได้รับความสนุกสานเพลิดเพลินและซึ่งสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมคติสอนใจที่พึง ประสงค์สามารถนําความคิดไปปรับใช้ในชีวิตประจําวันให้ผู้ฟังนําไปใช้ในชีวิตจากเนื้อหาของนิทาน เพื่อใช้เป็นสื่อในการเรียนรู้ของเด็ก นิศารัตน์ อิสระมโนรส (2561 : 2) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง เรื่องที่เล่าสืบทอดกันมา อาจจะถูกปรุงแต่งด้วยวัฒนธรรม ประเพณีของคนในชาตินั้น ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีในการ ดํารงชีวิต โดยการสอดแทรกคติธรรม คุณธรรม และจริยธรรมให้แก่ผู้ฟัง โดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ เพื่อ นําไปสู่การปฏิบัติ และเกิดความสงบสุขของคนในชาติ


7 ปฐม พัววิมล (2565 : 190) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง เรื่องราวที่มีผู้แต่งขึ้น แล้วเล่าสืบ ทอดต่อกันมาเนิ่นนาน ซึ่งไม่ว่าคน สัตว์ หรือแม้แต่สิ่งของ สามารถจะทําอะไรที่เกินความจริงได้ เมื่อ ก้าวเข้ามาอยู่ในโลกของนิทาน โดยนิทานมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมสําหรับเด็ก ในนิทานจึงมัก ปลูกฝังคุณธรรม ความซื่อสัตย์ และคําสอนต่าง ๆ เข้าสู่อารมณ์ความคิดของเด็ก สรุปได้ว่า นิทาน หมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบทอดกันมาหรือมีผู้แต่งขึ้นเพื่อให้ผู้ฟังได้รับ ความสนุกสนานโดยสอดแทรกคติสอนใจหรือคุณธรรมจริยธรรมและสามารถนาแนวความคิดที่ได้ ไปปรับใช้ในชีวิตประจําวันให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น 1.2 ความส าคัญและประโยชน์ของนิทาน นักการศึกษาหลายท่าน กล่าวถึงความสําคัญและประโยชน์ของนิทานไว้ ดังนี้ สรรชัย ศรีสุข (2530 : 26) กล่าวว่า การเล่านิทานเป็นเครื่องมือที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้แก่ ผู้เรียนเป็นอย่างดี เราสามารถนําเอาวิธีการเล่านิทานมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่นักเรียนได้หลาย ประการ นิทานมีความสําคัญและมีประโยชน์ ดังนี้ 1. เป็นการลดความตึงเครียดที่ขจัดความเบื่อหน่ายของนักเรียนในขณะที่เรียน 2. เป็นการเข้าสู่บทเรียน หรือเตรียมความพร้อมเด็ก 3. เป็นการเปลี่ยนเจตคติหรือความเชื่อที่ผิด ๆ บางประการ 4. ใช้สอนจริยธรรมแก่เด็ก เช่น ในเรื่องความซื่อสัตย์ ความกตัญญู เป็นต้น 5. ใช้สอนวิชาเรียงความ เช่น ให้นักเรียนเขียนเรื่องที่ตนเองชอบ เป็นต้น 6. ใช้สอนหรือฝึกทักษะทางภาษา เช่น การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน เป็นต้น 7. เป็นการฝึกทักษะทางด้านการอ่าน ช่วยให้เด็กรักการอ่าน เป็นต้น 8. ฝึกให้เด็กมีความกล้าที่แสดงออก เช่น การแสดงท่าทางประกอบเรื่องราวที่กําหนดให้ 9. เป็นการสร้างความสนิทสนมและความเข้าใจในตัวครูให้เกิดขึ้นกับเด็ก 10. ช่วยพัฒนาในด้านความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบต่าง ๆ ให้กับเด็ก กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์ (2550 : 43) กล่าวว่า นิทานมีคุณค่าต่อการพัฒนาเด็กเป็นอย่างยิ่ง ดังจะสรุปประโยชน์ของนิทาน ดังนี้ 1. สร้างความรักความอบอุ่นระหว่างผู้เล่ากับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการเล่าในครอบครัว หรือ การเล่าในโรงเรียนทําให้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ครูกับนักเรียนมีความใกล้ชิด สนิทสนมกัน 2. นิทานช่วยพัฒนาเด็กทุกด้าน ทั้งทักษะการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน 3. นิทานมีส่วนช่วยกล่อมเกลาอุปนิสัยของเด็ก ให้เป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรม โดยที่ เด็กไม่รู้ตัว และสามารถนํามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวันได้


8 4. นิทานช่วยพัฒนาทักษะภาษา วงคําศัพท์การเรียนรู้ประโยค และเรื่องราวต่าง ๆ ตลอดจนพัฒนาสมองให้เด็กเป็นคนฉลาด 5. นิทานช่วยส่งเสริมจินตนาการเด็กให้กว้างไกล ช่วยให้เด็กมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มานิต ปวริญญานนท์(2555 : 125 - 126) กล่าวว่า การเล่านิทานหรือเรื่องราวต่าง ๆ มี อิทธิพลและมีความสําคัญและประโยชน์ต่อเด็กทั้งในระดับปฐมวัยและประถมศึกษา ดังนี้ 1. สร้างความใกล้ชิดสนิทสนมและเกิดสัมพันธภาพอันดีระหว่างเด็กและผู้เล่า 2. ช่วยลดและผ่อนคลายความตึงเครียดของเด็กจากการทํากิจกรรมในขณะที่เรียน 3. ช่วยให้เด็กเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน 4. ช่วยเสริมสร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบต่าง ๆ ให้กับเด็ก 5. ช่วยฝึกทักษะทางสังคมให้กับเด็ก เช่น การเป็นผู้ฟังที่ดี การฝึกแสดงความคิดเห็นจาก เรื่องที่ฟังและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 6. เป็นเครื่องมือในการเรียนหรือถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็กเกิดการเรียนรู้ โดยไม่สร้าง ความเบื่อหน่ายให้กับเด็ก 7. เป็นเครื่องมือในการเตรียมความพร้อมเด็ก หรือนําเข้าสู่บทเรียน ตลอดจนใช้สรุป ความรู้ต่าง ๆ ให้กับเด็ก 8. ช่วยฝึกให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน รักการค้นคว้า โดยรู้ว่าความรู้ ความบันเทิงส่วนหนึ่ง ได้มาจากการอ่าน และยังเป็นการฝึกทักษะทางด้านการอ่านให้กับเด็กอีกด้วย 9. เป็นเครื่องมือเพิ่มพูนประสบการณ์ทางภาษา ครอบคลุมทุกทักษะ เช่น การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน เป็นต้น และฝึกความกล้าแสดงออกให้กับเด็ก เช่น แสดงท่าทางตาม เรื่องราว แสดงความคิดเห็นในเรื่อง เป็นต้น 10. ใช้ปลูกฝังเจตคติ ความเชื่อ และค่านิยม รวมทั้งช่วยเปลี่ยนเจตคติหรือความเชื่อ ที่ผิด ๆ บางประการ 11. ช่วยให้เด็กเข้าใจและยอมรับความจริงในชีวิตประจําวัน หรือความแตกต่างของ เรื่องราว เหตุการณ์ในอดีตและในปัจจุบันได้ 12. เป็นเครื่องมือในการรู้จักเด็กเป็นรายบุคคล โดยทราบถึงความรู้สึกนึกคิด สิ่งที่ ซ่อนเร้นอยู่ภายในใจของเด็กจากการสนทนาและซักถามในขณะที่ฟัง ฉวีวรรณ กินาวงศ์ (2556 : 125 - 126) กล่าวว่า การเล่านิทานนั้นมีความสําคัญและมี ประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัย เป็นอย่างมากโดยเฉพาะเด็กในระดับก่อนประถมศึกษา การที่ผู้ใหญ่และครู ได้ใกล้ชิดกับเด็กโดยการเล่านิทานให้เด็กฟังจะเป็นเครื่องมือช่วยให้เข้าใจเด็กดีขึ้น ซึ่งการเล่านิทานมี ประโยชน์และความสําคัญดังนี้ 1. ช่วยชดเชยและเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษา ความคิด และจินตนาการ


9 2. ฝึกให้เด็กเป็นนักฟังที่ดี เก็บความเรื่องที่ฟังได้ตามสมควรแก่วัย 3. สร้างความเพลิดเพลินให้แก่เด็ก 4. ช่วยปลูกฝังความรู้สึกชอบนิทาน และความรู้สึกชื่นชอบในหนังสือนิทานก่อนที่จะอ่าน ได้อย่างเข้าใจ 5. ปลูกฝังเด็กเป็นคนใจกว้าง ยอมรับความจริงในชีวิตประจําวัน 6. ช่วยให้ครูและผู้ใหญ่ ได้ทราบถึงความรู้สึกนึกคิดของเด็กจากการสนทนาหรือซักถาม ในขณะฟังนิทาน ปฐม พัววิมล (2565 : 190) กล่าวว่า นิทานกับเด็กเป็นของคู่กันมาทุกชาติทุกสมัย ผู้ใหญ่ มักจะมีข้อจํากัดในการเข้าถึงนิทานหรือสนุกได้น้อยกว่าเด็ก เพราะแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง ตรงข้ามกับเด็กที่จะฟังนิทานอย่างเพลิดเพลินสนุกสนาน สร้างจินตนาการตาม รวมกับนิทานนั้นเป็น เรื่องจริง ดังนั้น นิทานมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมสําหรับเด็ก ในนิทานจึงมักปลูกฝังคุณธรรม ความ ซื่อสัตย์ และคําสอนต่าง ๆ เข้าสู่อารมณ์ความคิดของเด็ก เด็กที่ชอบฟังนิทานนั้นจะมีจินตนาการ สร้างสรรค์ มีความละเอียดอ่อน รักที่จะทําความดี ไม่ก้าวร้าว และนิทานยังช่วยพัฒนาความคิด ความสามารถแก่เด็กได้เป็นอย่างดี สรุปได้ว่า นิทานมีความผูกพันและสําคัญกับเด็กปฐมวัยมาก ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ รับรู้ ช่วยพัฒนาทัศนคติของเด็กได้ และยังช่วยพัฒนาเด็กให้มีพฤติกรรมทางสังคม มีระเบียบวินัย ตลอดจนทําให้เด็กได้รับประสบการณ์ในด้านอารมณ์ เช่น ความรัก ความเกลียด รวมทั้งความดี ความ ชั่ว และเป็นสื่อกระตุ้นให้เด็กสะท้อนความคิด จินตนาการออกมาด้วยการสร้างสัญลักษณ์โดยการ ขีดเขียนสิ่งต่าง ๆ ตามความต้องการ 1.3 ประเภทของนิทาน นักการศึกษาหลายท่าน ได้แบ่งประเภทของนิทานไว้อย่างหลากหลาย ดังนี้ อรทัย จันทวิชานุวงษ์ (2523 : 21 อ้างอิงจาก วรัญญา ศรีบัว, 2560 : 25) แบ่งนิทาน ออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. นิทานปรัมปรา หมายถึง นิทานที่มีเรื่องราวสลับซับซ้อน เป็นเรื่องสมมติทั้งบุคคล เวลา และสถานที่ เนื้อที่เรื่องประกอบด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ตัวเอกมักมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น มี เวทมนต์กล้าหาญ มีไหวพริบ ซื่อสัตย์เป็นต้น 2. นิทานท้องถิ่น หมายถึง นิทานที่อาศัยเค้าโครงเรื่องจริงเป็นหลัก ตัวละครสําคัญและ สถานที่ที่กล่าวต้องเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเรื่องเล่าแฝงความเชื่อเกี่ยวกับกําเนิดของสัตว์ ธรรมชาติ สถานที่ และวีรบุรุษ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 2.1 นิทานอธิบายเหตุผล เป็นนิทานที่อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ทําไมต้อง มีพระราหูกับพระจันทร์ซึ่งเป็นอริกัน ทําไมเสือจึงมีลาย


10 2.2 นิทานวีรบุรุษ เป็นนิทานที่กล่าวถึงคุณธรรม ความฉลาด ความกล้าหาญ ของ บุคคลส่วนมากเป็นวีรบุรุษของบ้านเมือง กําหนดตัวบุคคล เวลา และสถานที่แน่นอนลงไป 3. นิทานเรื่องสัตว์หมายถึง นิทานที่มีสัตว์เป็นตัวเอก แต่สมมติว่ามีความคิดและการ กระทําต่าง ๆ อย่างมนุษย์เป็นเรื่องสั้น ๆ ที่แฝงคติสอนใจ เช่น นิทานชาดก 3.1 นิทานคติธรรม เป็นเรื่องที่กล่าวถึงพฤติกรรมของสัตว์เล่าเชิงเปรียบเทียบกับ ชีวิตมนุษย์เป็นเรื่องสั้น ๆ ที่แฝงคติสอนใจ เช่น นิทานอีสป นิทานชาดก เป็นต้น 3.2 นิทานไม่รู้จบ เป็นเรื่องที่มีการเล่าซ้ําเป็นช่วง ๆ เหตุการณ์จะดําเนินไปช้า ๆ เช่น เรื่อง ยายกะตา วรรณี ศิริสุนทร (2532 : 13-19) แบ่งนิทานสําหรับเด็กออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ 1. นิทานพื้นบ้าน เป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน แบ่งเป็น 1.1 นิทานเกี่ยวกับสัตว์พูดได้ 1.2 นิทานไม่รู้จบ 1.3 นิทานตลกขบขัน 1.4 นิทานอธิบายเหตุ มีเนื้อเรื่องที่อธิบายหรือตอบคําถามของเด็ก ๆ ว่า “ทําไม...” เช่น ทําไมกระต่ายจึงหางสั้น ทําไมน้ําทะเลจึงเค็ม 1.5 เทพนิยาย ตัวละครจะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์หรือเป็นผู้วิเศษสามารถทําสิ่งที่มนุษย์ ทั่วไปทําไม่ได้ 2. นิทานสอนคติธรรม เป็นเรื่องสั้น ๆ ตัวละครมีทั้งคนและสัตว์มีโครงเรื่องง่ายใช้ บทเรียนที่สอนใจ เช่น นิทานอีสป นิทานประเภทนี้รวมนิทานเทียบสุภาษิตและนิทานชาดกไว้ด้วย 3. เทพปกรณัม เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ และเรื่องราวในบรรพกาลเกี่ยวกับ พื้นที่โลกและพฤติกรรมมนุษย์ที่เทพเจ้าเป็นผู้ควบคุมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น 4. มหากาพย์และนิทานวีรบุรุษ คล้ายกับเทพปกรณัมต่างกันว่าตัวละครของนิทาน ประเภทนี้มนุษย์ไม่ใช่เทพเจ้า มีการกระทําที่กล้าหาญฟันฝ่าอุปสรรคและประสบผลสําเร็จในที่สุด 5. หนังสือภาพที่เป็นเรื่องอ่านเล่นสมัยใหม่สําหรับเด็กที่มีตัวเอกเป็นสัตว์ ไพวรรณ อินทนิล (2534 : 27 - 28) แบ่งนิทานตามรูปแบบเป็น 5 ประเภท ดังนี้ 1. นิทานปรัมปราหรือเทพนิยาย มักจะกําหนดสถานที่เลื่อนลอยไม่แน่ชัด เช่น กาลครั้งหนึ่งมีเมือง ๆ หนึ่ง ตัวละครมีฤทธิ์เดชมาก ถ้าเป็นชายยากจนก็ต้องแต่งงานกับเจ้าสาวสูงศักดิ์ เช่น สังข์ทอง ปลาบู่ สโนว์ไวท์ 2. นิทานท้องถิ่น หรือเรียกว่า "ตํานาน" มักเป็นเร่องขนาดสั้นเกี่ยวกับความเชื่อถือ ขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นเรื่องพิสดารแต่ว่าเกิดขึ้นจริง เช่น เรื่องพระยาพาน พระร่วงนิทาน ท้องถิ่น


11 3. เทพปกรณัม ตัวบุคคลในเรื่องมักเกี่ยวกับความเชื่อ เช่น เรื่องพระอินทร์ท้าวมหา สงกานต์ เมขลา - รามสูร 4. นิทานเรื่องสัตว์แต่มีความประพฤติกรรมเช่นเดียวกับคน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 4.1 นิทานสอนคติธรรม คล้ายกับนิทานสอนใจ คือ ตัวเอกต้องเป็นสัตว์แต่มีคติ สอนใจ เช่น ราชสีห์กับหนู 4.2 นิทานประเภทเล่าช้ํา ๆ หรือเล่าไม่รู้จบ เช่น เรื่องยายกะตามีวิธีการเล่าแบบ จําเพาะ 5. นิทานตลกขบขัน เป็นเรื่องสั้นๆ จุดสําคัญที่เรื่องไม่น่าเป็นไปได้ อาจจะเป็นเรื่องการ แก้เผ็ด แก้ลํา การแสดงปฏิภาณไหวพริบเป็นการแสดงออกทางด้านอารมณ์ของมนุษย์ที่ต้องการหลุด พันจากกรอบของวัฒนธรรม ประเพณี และกิจวัตรฉะนั้นนิทานประเภทนี้จึงรวมไปถึงนิทานเหลือเชื่อ ซึ่งทั้งผู้ฟังและผู้เล่าไม่ติดใจในความไม่สมจริงเหล่านั้น มานิต ปวริญญานนท์(2555 : 136) แบ่งประเภทนิทานตามตัวเองของตัวละคร ดังนี้ 1. นิทานที่มีคนเป็นตัวเอก เป็นนิทานที่กล่าวถึงบุคคลที่มีบุคลิกลักษณะและ ความสามารถในรูปแบบต่าง ๆ การดําเนินชีวิตในสังคม ซึ่งมีคนเป็นตัวดําเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ โดย มีตัวละครอื่น ๆ เป็นตัวประกอบ 2. นิทานที่มีสัตว์เป็นตัวเอก เป็นนิทานที่กล่าวถึงสัตว์เปรียบเทียบกับเรื่องราว บุคลิก ลักษณะ ความสามารถในรูปแบบต่าง ๆ และการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งมีสัตว์เป็นตัวดําเนินเรื่องตั้งแต่ ต้นจนจบ โดยมีตัวละครอื่น ๆ เป็นตัวประกอบ 3. นิทานเทพปกรณัม เป็นนิทานที่ตัวบุคลดําเนินเรื่องมักเกี่ยวกับความเชื่อกล่าวถึง บุคคลที่มีอภินิหารเหนือความจริง ได้แก่ พระอินทร์ พระพรหม ทศกัณฑ์ นางฟ้า รุกเทวดา ท้าว มหาสงกรานต์ เมขลา – รามสูร สรุปได้ว่า การแบ่งประเภทของนิทาน มีวิธีการกําหนดที่แตกต่างกันไม่มีเกณฑ์ตายตัว ซึ่ง นิทานแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันตามรูปแบบของนิทาน ในการจัดกิจกรรมสําหรับเด็กปฐมวัย จึงควรใช้หลักเกณฑ์ตามเนื้อหารูปแบบของนิทานให้เหมาะสมกับวัยและความสนใจของเด็ก 1.4 นิทานที่เหมาะสมส าหรับเด็กปฐมวัย นักการศึกษาหลายท่าน ได้กล่าวถึงนิทานที่เหมาะสมสําหรับเด็กปฐมวัยไว้ดังนี้ เยาวพา เดชะคุปต์ (2542 : 58 - 59) กล่าวถึงลักษณะของหนังสือที่เด็กชอบ ดังนี้ 1. เป็นเรื่องที่เด็กนึกฝันต่ออย่างสดใส 2. เด็กชอบเรื่องที่จบด้วยรูปของกิน เพราะเด็กชอบกิน 3. เด็กชอบเรื่องบันเทิง เรื่องเศร้าเด็กไม่ชอบ


12 4. ชอบดูภาพมากกว่าชอบอ่านเรื่อง เมื่อเด็กเปิดอ่านหนังสือ สิ่งแรกที่เด็กจะดูคือภาพ และเด็กจะดูทุกอย่างที่อยู่ในภาพ ดังนั้นหนังสือภาพจึงเป็นสิ่งสําคัญที่สุด (ในด้านการทําหนังสือ เนื้อเรื่องจะลงมาก่อนภาพ ได้เรื่องเหมาะที่ดี บรรณาธิการจะต้องพยายามให้นักวาดรูปวาดภาพให้ สอดคล้องกับเนื้อเรื่องนั้น ๆ) 7. ลักษณะอื่นๆ ได้แก่ ให้ความรักและความสดชื่นแก่เด็กตรงกับความสนใจของเด็ก ฉวีวรรณ คูหาภินันท์ (2545 : 147-148) ให้หลักเกณฑ์ในการเลือกหนังสือนิทานสําหรับ เด็กดังนี้ 1. เป็นหนังสือภาพเนื้อหาเรื่องสั้นๆ ส่วนมาก เป็นภาพการ์ตูน ภาพประมาณร้อยละ 60 หรือ 70 เนื้อหาเรื่องประมาณร้อย 30 หรือ 40 ภาพอาจจะอยู่ด้านขวา มีคําอธิบายอยู่ด้านซ้ายหรือ อยู่ด้านเดียว (สัดส่วนของภาพ: เนื้อเรื่องประมาณ 3: 4) 2. รูปเล่มกะทัดรัด ไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไป อาจใช้สูตรสัดส่วน 4 : 3 3. กระดาษที่ใช้กระดาษอย่างดี หนาแข็งแรง อาจจะเป็นหนังสือทําด้วยผ้า 4. ภาษาที่ใช้ควรเป็นภาษาที่ง่าย ๆ อาจเป็นหนังสือทําด้วยผ้า 5. ตัวอักษรไม่ควรใช้อักษรประดิษฐ์ 6. ตัวอักษรควรใช้ตัวโต คําหนา ขนาด 32 พอยท์ (5 ม.ม) 7. เนื้อหาเป็นศัพท์ที่เด็กมักจะพบเห็นในชีวิตประจําวัน เช่น ต้นไม้ ดอกไม้ ปากกา ดินสอ โต๊ะ เก้าอี้ ซ้อนส้อม รองเท้า กระเป๋า หมวก พี่ป้าน้าอา ปู่ย่าตายาย เป็นตัน 8. ควรเลือกใช้คําศัพท์ต่าง ๆ หรืออักษรซ้ําๆ จะทําให้เด็กจินตนาการในใจจนจําได้ เพราะเห็นบ่อย (Repletion) 9. จํานวนหน้าประมาณ 10-20 หน้า 10. เด็กวัยนี้ไม่มีหนังสือ ตําราเรียน (Text Book) และสารคดี ฉวีวรรณ กินาวงศ์ (2556: 127) กล่าวถึง ลักษณะของหนังสือนิทานที่ไม่ควรนํามาเล่า ให้เด็กฟังดังนี้ 1. เรื่องที่หวาดเสียว น่ากลัวอย่างมีเหตุผล เช่น เรื่องเกี่ยวกับภูตผีปีศาจ 2. เรื่องที่เกี่ยวกับรักใคร่ การหนีตามกันของหนุ่มสาว 3. เรื่องที่เกี่ยวกับการพลัดพรากจากพ่อแม่ และการถูกทอดทิ้ง 4. เรื่องที่เกี่ยวกับความโหดร้ายทารุณ มีการลงโทษอย่างรุนแรงเกินไป มีการลงโทษ อย่างเหมาะสมกับความรู้สึกของเด็ก และมีเหตุผลในการลงโทษนั้น และควรมีการให้อภัย ซึ่งกันและ กัน เพื่อให้เห็นว่าความยุติธรรมยังมีในโลก 5. เรื่องที่ผู้เล่า (ครูและผู้ใหญ่) ไม่ถนัดที่จะเล่า จะทําให้เด็กมีเจตคติที่ไม่ดีได้ 6. เรื่องที่สอดแทรกศีลธรรมมากเกินไป บ่อยเกินไปจนเด็กเบื่อ


13 ฮัค (Huck, 1979 : 16-17 อ้างอิงจาก มานิต ปวริญญานนท์, 2555 : 139) กล่าวถึง หลักเกณฑ์การเลือกนิทานที่เหมาะสมสําหรับเด็กปฐมวัยไว้ดังนี้ 1. เป็นเรื่องที่จัดทําขึ้นสําหรับเด็ก 2. โครงเรื่อง (Plot) การดําเนินเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง วางโครงเรื่องไว้น่าติดตาม โดยไม่เบื่อ 3. ฉากของเรื่อง สถานที่ เวลาที่เกิดของเรื่อง จุดเริ่มของเรื่อง เกิดที่ใด เวลาใด การ ดําเนินเรื่องต่อไปต้องสอดคล้องกับจุดเริ่มต้น 4. แกนของเรื่อง (Theme) มีจุดเน้นให้เด็กได้คิด 5. ลักษณะตัวละคร (Characterization) มีลักษณะและพฤติกรรมของผู้มีความคิด สร้างสรรค์ตัวละครอยู่ในวัยใกล้เคียงกับเด็ก 6. ลีลาของเรื่อง (Style) ภาษาและเรื่องต้องเข้าใจง่าย สรุปได้ว่า การเลือกนิทานให้เหมาะสมกับวัยและระดับอายุของเด็ก ควรเลือกนิทานที่มี รูปภาพประกอบ ภาษาที่สละสลวย ฟังแล้วมีความไพเราะ หรือเป็นนิทานที่มีคําคล้องจองกัน นอกจากนั้นความยาวของนิทานต้องมีความเหมาะสมกับช่วงความสนใจตามระดับอายุของเด็กด้วย 1.5 การเล่านิทานส าหรับเด็กปฐมวัย นักการศึกษาหลายท่าน ได้กล่าวถึงรูปแบบของการเล่านิทานสําหรับเด็กปฐมวัยไว้ดังนี้ เกริก ยุ้นพันธ์ (2539: 37) เสนอรูปแบบของการเล่านิทาน ไว้ดังนี้ 1. การเล่านิทานแบบปากเปล่า 2. การเล่านิทานแบบวาดไปเล่าไป 3. การเล่านิทานใช้สื่อหรืออุปกรณ์ประกอบ วิธีการเล่านิทานดังกล่าวข้างตัน ช่วยให้เด็กเกิดความสบายใจ มีความรู้สึกที่เป็นอิสระทั้ง ทางร่างกายและจิตใจ เกิดทัศนคติที่ดี นอกจากนี้การเล่านิทานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น วิธีการเล่า นิทานไม่จบเรื่องสมบูรณ์เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างความคิด พัฒนาทักษะการฟัง การพูดและ เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ ปรีดา ปัญญาจันทร์ และชีวัน วิสาสะ (2554 : 21 - 22) กล่าวว่า การเล่านิทานของครู เพื่อเรียกความสนใจจากเด็ก ต้องมีวิธีอื่น ๆ มาผสานกันด้วย เด็กจึงจะสนใจ ซึ่งการเล่านิทานแบ่ง ออกได้ ดังนี้ 1. เล่าปากเปล่า 2. เล่าโดยใช้หนังสือประกอบการเล่า 3. เล่าโดยใช้ภาพประกอบ 4. เล่าโดยใช้สื่อใกล้ตัว


14 5. เล่าโดยใช้ศิลปะเข้าช่วย ประกอบด้วย 5.1 เล่าไปพับไป 5.2 เล่าไปตัดไป 5.3 วาดไปเล่าไป มี 2 แบบ คือ วาดภาพประกอบการเล่า และวาดไปด้วยเล่าไปด้วย ฉวีวรรณ กินาวงศ์ (2556: 131-132) และวิไล เวียงวีระ (2558: 70-7 1) เสนอแนะถึง รูปแบบของการเล่านิทานที่มีความคล้ายคลึงกัน ดังนี้ 1. การอ่านจากหนังสือนิทาน 2. การใส่หน้ากากหรือแสดงตัวละครในเรื่องโดยคาดไว้บนศีรษะคนเดียว อาจจะแสดง ได้หลาย ๆ บท โดยเปลี่ยนหน้ากาก และเปลี่ยนเสียงไปตามตัวละครนั้นๆ 3. การเล่าโดยใช้เสียงประกอบ ผู้เล่าจะใช้เสียงเพลง หรือเสียงดนรีประกอบจะช่วยให้ เรื่องสนุกสนานหรือน่าตื่นเต้นขึ้น 4. การเล่าโดยใช้นิทานที่ครูอาจจะสร้างขึ้นหรือซื้อมา 5. การเล่านิทานโดยการเล่นนิ้วมือ ให้สําหรับนิทานเรื่องสั้นๆ หรือกลอนสั้นๆ โดยเด็กได้ มีโอกาสร่วมกิจกรรม 6. การเล่านิทานประเภทหุ่นต่างๆ เช่น หุ่นมือเชิดหุ่น หุ่นชัก ฯลฯ ชาญชัย ศรีไสยเพชร (2557 : 38-39) เสนอแนะวิธีการเล่านิทานไว้ข้อหนึ่งว่า การเล่า นิทาน จะช่วยจูงใจให้เด็กสนใจที่จะดูฟัง และคิดแต่งเชื่อมโยงเรื่องราว ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนา ความคิด ที่ถ่ายทอดเป็นภาพตามจินตนาการให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี การให้ผู้ฟังได้ใช้ความคิดหรือ จินตนาการ ในการเล่าเรื่องที่ค้างไว้แล้วให้เด็กแต่งต่อตามจินตนาการ หรือเล่าเรื่องจบแล้วให้ช่วยกัน คิดตั้งชื่อเรื่อง จัดว่าเป็นวิธีการเล่านิทาน ที่จะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดีและรวดเร็ว ลัดดา นีละมณี (2557 : 248) กล่าวถึงรูปแบบและวิธีการเล่านิทาน เพื่อให้เด็กได้รับ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ตลอดจนเกิดความคิดและจินตนาการอย่างเต็มที่ มีวิธีการเล่านิทาน ตลอดจนการสร้างบรรยากาศในขณะที่เล่านิทานไว้ดังนี้ 1. การเริ่มต้นเล่า ครูควรจะมีวิธีการที่จูงใจเด็กด้วยวิธีต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น การใช้เพลง การใช้คําปริศนาคําทาย การใช้รูปภาพ เป็นต้น 2. ขณะที่เล่าควรให้เด็กมีอิสระทั้งในด้านร่างกายและความรู้สึก 3. ผู้เล่าควรมีอารมณ์ร่วมตามเนื้อเรื่องที่เล่า 4. ครูควรมีการใช้น้ําเสียงในการเล่าตามตัวละคร หรือเหตุการณ์นั้นๆ ในขณะที่เล่า 5. ควรใช้ภาพหรือท่าทางประกอบในขณะที่เล่า 6. ควรลําดับเรื่องราวให้เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนจนเกินไป 7. ให้ความสนใจกับเด็กทุกคนอย่างทั่วถึง


15 8. ควรใช้ภาษาที่เหมาะสมกับเด็ก 9. ไม่เน้นการสั่งสอนมากเกินไปจนเด็กขาดสนุกสนาน 10. เพื่อให้การเล่านิทานมีประสิทธิภาพและครูสามารถดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง ครูควรจัด กลุ่มผู้ฟังไม่มากและน้อยจนเกินไป ทั้งนี้เพื่อให้เด็กสามารถดูภาพในหนังสือนิทานได้อย่างชัดเจน ซึ่งในการเล่านิทานแต่ละครั้งของครู ควรคํานึงถึงรูปแบบและวิธีการอยู่เสมอ เพื่อให้ การเล่านิทานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และทําให้เด็กเกิดความสนุกสนานในขณะที่ครูเล่านิทาน ขณะเดียวกันครูต้องคอยสังเกตพฤติกรรมในขณะที่เด็กฟังนิทานด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการประเมิน พัฒนาการในขณะที่เด็กฟังนิทานได้อีกด้วย ลิโว และริทซ์ (Livo & Riet, 1986: 384 อ้างอิงจาก อภิรตี ศรีนวล, 2547 : 34) กล่าวถึงการเล่านิทานว่า ผู้เล่านิทานและผู้ฟังนิทานต่างมีประสบการณ์ร่วมกันในการเล่านิทานและ แสดงออกในทางสร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์จากการฟังนิทานจะทําให้เกิดจากความสามารถซึ่ง ไม่ใช่เพียงการได้เห็นเท่านั้น แต่เป็นการเฝ้าดูอย่างพินิจพิจารณาไม่ใช่เพียงการได้รับเท่านั้น แต่เป็น การฟังอย่างตั้งใจ ได้ประสบการณ์และรับรู้สิ่งใหม่ๆ สรุปได้ว่า การเล่านิทานถ้าจะเล่าโดยการอ่านหรือการเล่าปากเปล่า โดยไม่เปลี่ยนแปลง รูปแบบวิธีการเลย จะทําให้ความสนใจของเด็กลดลง ฉะนั้นครูจึงมีทั้งรูปแบบและวิธีการที่จะช่วยให้ บรรยากาศของการฟังนิทานน่าสนใจยิ่งขึ้น การเล่านิทานเพื่อให้เด็กได้เกิดความสุข สนุกสนานและได้ ประโยชน์จากการฟังนิทานสามารถนําข้อคิดจากนิทานไปปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตประจําวันได้นั้น ครูควร เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการเล่านิทานตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างครูกับเด็กจะทําให้การ เล่านิทานบรรลุจุดมุ่งหมายตามที่ต้องการ 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพับกระดาษ 2.1 ความหมายของการพับกระดาษ นักการศึกษาหลายท่าน ได้กล่าวถึงความหมายของการพับกระดาษไว้แตกต่างกัน ดังนี้ กรมวิชาการ (2537 : 201-203) กล่าวว่า การพับกระดาษเป็นกิจกรรมให้ความรู้ เกี่ยวกับรูปทรง และทําให้มองเห็นการสมมาตรชัดเจน เช่น คุณสมบัติของรูปสามเหลี่ยม การพับรูป สามเหลี่ยมต่าง ๆ กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์ (2547 : 7) กล่าวว่า การพับกระดาษ เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อ เล็กและตาให้ประสานกัน สร้างสมาธิมีจิตใจจดจ่ออยู่กับงานที่กําลังทําอยู่ รวมทั้งสร้างนิสัยละเอียด ประณีตตลอดจนนิสัยการคิดการประดิษฐ์ และผลจากการพับใช้เป็นสื่อการสอน สื่อประกอบ การจัด นิทรรศการ ป้ายนิเทศ สร้างความภูมิใจให้เด็ก ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กเกิดความรู้สึกอยากคิดอยาก สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ


16 กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551: 32) กล่าวว่า การพับกระดาษ หมายถึง กิจกรรมสัมผัสและ เรียนรู้ที่ครูสามารถนํามาขยายผลเป็นสาระการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์จิตและปัญญา อีกทางครูสามารถพัฒนาเป็นกิจกรรมอื่นได้อีกหลากหลาย สํานักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ (2556: 75) กล่าวว่า การพับกระดาษ หมายถึง กิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะความสามารถพิเศษในด้านงานฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ ในการใช้ เวลาว่างหรือเวลาอิสระ เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาอารมณ์สุข และความเจริญเติบโตทางกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา เกศินี นิสสัยเจริญ (2557: 5-6) กล่าวว่า งานพับกระดาษเป็นการประดิษฐ์กระดาษให้มี ลักษณะเป็นภาพสามมิติ ที่ต้องอาศัยการทํางานประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อตาและนิ้วมือพับ กระดาษให้เป็นภาพสัญลักษณ์ตามลําดับและขั้นตอน สรุปได้ว่า การพับกระดาษ คือการแปรสภาพวัสดุกระดาษให้มีรูปร่าง มิติ และรูปทรง เป็นไปตามจินตนาการของผู้ประดิษฐ์ในกิจกรรมการพับกระดาษ ต้องอาศัยกระบวนการ การจดจํา เกี่ยวกับวิธีการเรียงลําดับขั้นตอนต่อเนื่องในการพับ นอกจากนี้ยังเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถ ในการควบคุมกล้ามเนื้อเล็ก หัวใจสําคัญ คือการใช้สายตาให้สัมพันธ์กับมือ ที่ส่งผลไปยังพัฒนาการ ด้านการเขียนของเด็กได้ต่อไป ทั้งนี้เด็กยังได้เรียนรู้เรื่องรูปทรงเลขาคณิตและการคิดเศษส่วน อย่างง่าย รวมทั้งการคิดแก้ปัญหาไปในตัว 2.2 ความสามารถของเด็กปฐมวัยกับการพับกระดาษ นักวิชาการหลายท่านกล่าวถึงความสามารถของเด็กปฐมวัยกับการพับกระดาษ ซึ่งแบ่ง ออกตามเกณฑ์อายุ ดังนี้ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2547:103) ได้กล่าวถึงขั้นพัฒนาการในการพับกระดาษของเด็กที่มี ระดับอายุต่างกันไว้ ดังนี้ เด็กอายุ 3- 4 ปี รู้จักพับกระดาษแล้ว หัดพับตามรอยครึ่ง 4 ส่วนได้ และสามารถพับ กระดาษแล้วรีดได้เรียนร้อย เพราะเด็กเริ่มใช้หิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้คล่อง เด็กอายุ 4 - 5 ปีจะพับกระดาษซ้อนกัน 3 ทบได้ ใช้นิ้วรีดรอบพับได้ พับกระดาษเป็น รูปร่างอย่างง่ายได้ เช่น จรวด เด็กอายุ 5 - 6 ปี จะพับกระดาษรูปต่างๆ ซึ่งมีรูปร่าง และรายละเอียดได้ ขนิษฐา บุนนาค (2561 : ออนไลน์) กล่าวว่า ความสามารถของเด็กในวัยอนุบาลกับการ พับกระดาษจะมีความสามารถต่างกัน ซึ่งแบ่งออกตามเกณฑ์อายุ ดังนี้ อายุ 3 - 4 ปีจะรู้จักการพับกระดาษ และสามารถฝึกพับตามรอยครึ่ง 4 ส่วนได้ เพราะ เด็กเริ่มใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้ได้คล่องขนาดกระดาษที่เหมาะสําหรับการพับของเด็กวัยนี้ คือขนาด


17 10 x 10 เซนติเมตร เพราะมีขนาดที่พอดีกับมือของเด็ก ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป ทําให้เด็กพับ กระดาษถนัด และคล่องมากกว่ากระดาษขนาดอื่น ๆ อายุ 4 - 5 ปีเริ่มมีความสามารถใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กได้ดีขึ้น มีการประสานงานที่ดี ระหว่างสายตากับมือและการควบคุมกล้ามเนื้อมือและแขนใช้ได้คล่องขึ้น จึงสามารถพับกระดาษซ้อน กัน 3 ทบได้ และสามารถใช้นิ้วรีดรอยพับกระดาษให้เรียบได้ พับกระดาษเป็นรูปร่างง่าย ๆ ได้ เช่น จรวด เรือ ฯลฯ อายุ 5 - 6 ปีเด็กในวัยนี้เริ่มมีกระบวนการคิดและการจดจําที่ดีขึ้น และมีความอดทนจด จ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานขึ้น ทําให้เด็กสามารถพับกระดาษที่มีความซับซ้อนได้ แต่ไม่มากและ สามารถเก็บรายละเอียดของการพับกระดาษได้มากขึ้น เช่น รูปสัตว์ ฯลฯ สรุปได้ว่า การสอนเด็กพับกระดาษ ควรมีการคํานึงถึงพัฒนาการของเด็ก ว่าเด็กแต่ละ ช่วงอายุมีความสามารถในการพับอยู่ในระดับใด คือ 4 ขวบ พับง่ายๆ ได้แต่ไม่ซับซ้อน 5 ขวบ พับ ตามรอยได้ สามารถทําเป็นรูปร่างได้และ 6 ขวบ พับเป็นรูปร่างได้ถูกต้อง 2.3 ความส าคัญและประโยชน์ของการพับกระดาษ นักวิชาการหลายท่านกล่าวถึงความสําคัญและประโยชน์ของการพับกระดาษ ดังนี้ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551 :53 - 54) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการพับกระดาษ ดังนี้ 1. สร้างสมาธิที่แน่วแน่ในการสร้างผลงานด้วยการลําดับข้อมูลการพับอย่างเป็นระบบ และมีขั้นตอน 2. พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก การใช้มือ ตา ประสานกันในขณะเดียวกันประสานสมองด้วย 3. สร้างความเพลิดเพลินและความภาคภูมิใจในความสําเร็จของงาน การพับกระดาษเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์สําหรับเด็กปฐมวัยได้ ถ้าปรับให้การพับนั้นอยู่ ในระดับความสามารถของเด็ก เมื่อเด็กพับกระดาษแล้ว อย่าหยุดที่ได้ผลการพับ ครูควรนํามาสานต่อ เป็นข้อความรู้ เน้นการเรียนที่ต่อเนื่อง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มีถึง 2 ต่อ เด็กรู้จักการใช้เวลาว่างในการที่จะ พัฒนาตน กับเด็กได้เรียนรู้สาระตามหลักสูตรโดยเฉพาะโลกของเรา ธรรมชาติรอบตัว และสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น การพับสัตว์ และภาชนะ ครูสามารถให้เด็กนําผลงงานของตัวเอง มานําเสนอร่วมกับ เพื่อน เรียนกับเพื่อน รู้กับเพื่อน พัฒนาการที่เด็กได้รับเป็นดังนี้ ด้านร่างกาย ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กการทํางานของมือและสายตาพัฒนาการ ทํางานของสมอง ด้านจิตใจ มีความมั่นใจ มีความภาคภูมิใจในตน มีสมาธิ ด้านสังคม มีความรับผิดชอบ มีมนุษยสัมพันธ์ มีความอดทน ด้านปัญญา คิดเป็นรู้เหตุผลเกิดความรู้ในสาระต่างๆ ทั้งภาษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสังคม


18 กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์ (2557 : 5) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการพับกระดาษ ดังนี้ 1. ช่วยฝึกให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องรูปทรงต่าง ๆ เช่น สี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า สามเหลี่ยม เป็นต้น 2. การพับกระดาษช่วยให้มีสมาธิ มีความอดทน 3. ช่วยให้กล้ามเนื้อมือแข็งแรง 4. มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ 5. ได้เรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องรูปทรงต่าง ๆ ปริมาตร เศษส่วน 6. ผลงานที่เกิดจากการเล่านิทานจากกงานพับกระดาษ ทําให้สามารถแต่งนิทานใหม่ ๆ ตามจินตนาการ 7. สิ่งที่ได้จากการพับ เช่น รูปสัตว์ต่าง ๆ สิ่งของ ดอกไม้ ใบไม้ ฯลฯ สามารถนํามา ตกแต่งป้ายนิเทศ ทําของที่ระลึก บัตรอวยพร เป็นอุปกรณ์ประกอบการเล่านิทาน ภาพประกอบ หนังสือ เครื่องแขวน 8. เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ทําให้เกิดความภาคภูมิใจ ส่งเสริมให้มีงานอดิเรก ศรีวรรณ มากชู และชํานาญ สุขชาญไชย (2559 : 45 – 47) กล่าวว่า คุณค่าและ ประโยชน์ของการพับกระดาษที่พอจะศึกษาค้นคว้าได้ มีดังนี้ 1. ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน 2. ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการด้านอารมณ์ 3. ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือให้แข็งแรง 4. ช่วยฝึกในด้านความสัมพันธ์ระหว่างมือกับสายตาในเด็กก่อนวัยเรียน 5. ช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นในตนเอง 6. ช่วยเสริมสร้างความริเริ่มสร้างสรรค์ 7. ช่วยส่งเสริมให้เป็นคนรักสวยรักงามมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สรุปได้ว่า ความสําคัญและประโยชน์ของการพับกระดาษ มีดังนี้ 1. เป็นกิจกรรมยามว่าง ฝึกให้เกิดสมาธิ การจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทําอยู่ ฝึกการคิดเป็นขั้นเป็นตอน สายตาต้องจ้องตลอดการพับ กระดาษและมือทั้งสองข้างต้องทํางานประสานกันเพื่อให้สามารถพับกระดาษออกมาเป็นรูปร่างให้ สําเร็จ 2. ช่วยคลายเครียด คลายเหงา สงบสติอารมณ์ได้ เนื่องจากการพับกระดาษจะทําให้รู้สึก เพลิดเพลิน ทําจนไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปแค่ไหน เพราะจิตใจจดจ่ออยู่กับงานพับตรงหน้า 3. ฝึกการคิด เป็นขั้นเป็นตอน บริหารสมองและระบบความคิด หากพับไม่ถูกต้องตามขั้นตอน ก็จะไม่สามารถ ออกมาเป็นรูปร่างที่ต้องการได้4. ช่วยในการสานสัมพันธ์กับผู้อื่น เหมาะกับทุกเพศทุกวัย และ 5. ช่วยใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เมื่อพับกระดาษเสร็จเรียบร้อยแล้วสามารถนํามามอบเป็นของขวัญ แทนใจหรือนําไปขายเพื่อหารายได้ต่อไป


19 2.4 แนวทางในการสอนพับกระดาษ นักวิชาการหลายท่านได้เสนอแนวทางในการสอนพับกระดาษ ดังนี้ ม. พุ่มสุวรรณ (2543 : 9-12, แปล) ได้กล่าวถึงหัวใจของการพับกระดาษไว้ ดังนี้ 1. การดูตัวอย่าง และสังเกตคําอธิบาย ซึ่งเขียนไว้ตามส่วนต่าง ๆ 2. การพับกระดาษต้องทําด้วยความสุขุมรอบคอบ ประณีต และบรรจง ถ้าไม่รอบคอบ แล้วระวังผลงานจะออกมาเสียหาย ฉีกขาด และไม่สวยได้ 3. ศึกษาแผนภาพ แต่ละส่วนซึ่งแสดงวิธีการพับแบบสมบูรณ์ จากนั้นวางกระดาษให้อยู่ ตรงด้านหน้า แล้วเริ่มพับตั้งแต่เริ่มต้น 4. เมื่อพับกระดาษ ต้องรีดกระดาษให้เรียบตรงแนวโดยใช้หลังนิ้วหัวแม่มือ การรีด กระดาษที่เป็นรอยคมชัดจะทําให้การพับกระดาษง่ายขึ้น และจะเป็นแนวทางให้การพับกระดาษขั้น ต่อไป 5. มีการรีดกระดาษให้เป็นรอยก่อนเป็นเรื่องสําคัญมาก เพื่อว่าทุกอย่างจะได้ลงตัวถูก ตําแหน่ง 6. ก่อนที่จะพับย้อนกลับ ต้องมีการรีดกระดาษให้เป็นรอยไว้ก่อน โดยการพับส่วนหน้า ก่อนที่จะกางกระดาษและพับ 7. ส่วนมากจะใช้กระดาษที่มีสีด้านเดียว จะต้องเป็นกระดาษที่แข็งแรง บางและสี เหมาะสม แต่ถ้าไม่สามารถหากระดาษสําหรับพับกระดาษแบบญี่ปุ่นได้โดยเฉพาะ ก็สามารถใช้ กระดาษอะไรก็ได้ 8. ถ้ากําหนดว่าใช้กระดาษสี่เหลี่ยมจัตุรัส ให้แน่ใจว่าเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสจริง ๆ ถ้า กําหนดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก็ให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าจริง ๆ 9. เมื่อพับขั้นพื้นฐานได้ อาจจะมีการประดิษฐ์งานต่างๆ ตามรูปแบบที่คิดขึ้นมาเอง 10. ดูการกดทับกระดาษให้แบนเรียบ มันได้ถูกกําหนดไว้เพราะจะต้องเริ่มทํา จากส่วนที่ กําหนด เพื่อให้ด้านข้างที่เป็นรอยโป่งแบนลง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นได้โดยอัตโนมัติ 11. ลองศึกษาการพับกลีบดอกไม้ การพับหูกระต่าย และการพับขั้นพื้นฐานแบบต่างๆ และพยายามจําว่าทําอย่างไร เมื่อติดขัดให้ย้อนกลับไปดูที่ต้นฉบับ 12. ลองสังเกตและทําซ้ํา ๆ พับอย่างระมัดระวัง เรียบร้อย และสวยงาม พิมพา จันทาแล้ว (2547 : 23) กล่าวถึงหัวใจของการพับกระดาษ ดังนี้ 1. กระดาษต้องเป็นไปตามที่กําหนดว่าใช้กระดาษรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือ สี่เหลี่ยมผืนผ้า 2. กระดาษควรเป็นกระดาษสองหน้า จะได้แบ่งแยกเป็นด้านหน้า ด้านหลัง ไม่หนา หรือ บางจนเกินไป 3. ศึกษาสัญลักษณ์ และขั้นตอนในการพับอย่างละเอียด


20 4. เริ่มต้นจากรูปแบบที่ง่าย ๆ ก่อน ไม่ควรมีมากกว่า 10 ขั้นตอน 5. ทําตามลําดับขั้นตอน ที่กําหนดให้โดยไม่ข้ามขั้นตอน 6. รอยพับต้องคมขัด เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการพับขั้นต่อไป 7. ต้องมีความสุขุม รอบคอบ ระมัดระวัง และประณีต กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551:58-59) ได้กล่าวถึงหลักในการสอนพับกระดาษ และแนวทาง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการพับกระดาษ สามารถทําให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ดังนี้ 1. ครูควรฝึกพับทักษะการพับกระดาษให้เกิดความชํานาญ 2. ขณะที่สอน ครูควรที่จะพับไปพร้อมกับเด็กทีละขั้นตอน อย่าสาธิต ทั้งนี้เนื่องจากเด็ก ยังจําขั้นตอนการพับไม่ได้ จึงต้องทําไปพร้อมๆ กัน 3. ถ้าเด็กมีปัญหาระหว่างการพับ ครูต้องให้ความช่วยเหลือแต่ไม่ควรพับให้เด็ก 4. ครูควรให้เวลาในการพับสําหรับเด็ก เพราะมือเด็กยังไม่คล่อง 5. ผลงานที่เด็กทําออกมานั้นเด็กบางคนอาจทําไม่สวย แต่ให้ถือว่าเด็กทําสําเร็จควรนํา ผลงานเด็กมาเปรียบเทียบกัน 6. ครูชื่นชมผลงานเด็กทุกครั้งอย่างสม่ําเสมอ และเด็กทุกคนต้องมีโอกาสได้พูดนําเสนอ ผลงาน โดยขนาดของกระดาษที่มีความเหมาะสมสําหรับเด็กปฐมวัยที่นํามาใช้ในการพับนั้นควร มีลักษณะ ดังนี้ 1. กระดาษสี่เหลี่ยมจัตุรัส ควรมีขนาด 15 ×15 เซนติเมตร 2. กระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 15 ×24 เซนติเมตร 3. กระดาษที่สามารถใช้ได้เลย คือ กระดาษ A 4 กระดาษหนังสือพิมพ์ 4. กระดาษที่ใช้ไม่ควรแข็งเกินไปซึ่งไม่ควรเกิน 80 แกรม สุรีพร กัลปรี (2558: 20 - 22) ได้กล่าวถึง แนวทางในการสอนพับกระดาษ โดยให้ คําแนะนําในการใช้กระดาษ ดังนี้ 1. ศิลปะการพับกระดาษแต่ละแบบ จะเป็นกระดาษสี่เหลี่ยม กระดาษวงกลมหรือ กระดาษเส้นก็ตาม สมควรใช้กระดาษรูปทรงเดียวกันตลอด 2. กระดาษที่ใช้พับไม่จําเป็นต้องเป็นกระดาษที่มีราคาแพง อาจใช้กระดาษขาวโรเนียม ธรรมดา หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ เมื่อเด็กพับเสร็จแล้วจึงให้ระบายสี ตกแต่งให้สวยงามถ้ามีกระดาษ ห่อของขวัญที่เหลือจากการใช้ก็สามารถนํามาพับได้ และจะได้รูปที่มีสีสันสวยงามมากเหมือนกระดาษ สีที่มีราคาแพง


21 จะเห็นว่ากระดาษที่ใช้ในการพับกระดาษไม่จําเป็นต้องมีราคาแพงเราสามารถใช้เศษวัสดุ ที่เหลือใช้มาพับแล้วประดิษฐ์ให้สวยงามได้ด้วยความคิดของเราเอง ทําให้เราเกิดความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการ ก่อให้เกิดการเรียนรู้การรับรู้ นอกจากนี้กิจกรรมการพับกระดาษยังเป็นกิจกรรมที่ ส่งเสริมความคิดของเด็กอีกด้วย สรุปได้ว่า การสอนการพับกระดาษมีแบบแผนขั้นตอนการพับ ขึ้นอยู่จุดประสงค์ของ ผู้สอน อีกทั้งยังสามารถดัดแปลงให้สอดคล้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยให้ เหมาะสมกับความแตกต่าง ความต้องและความสนใจของเด็ก 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ 3.1 ความหมายของคณิตศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย นักวิชาการหลายท่านกล่าวถึงความหมายของคณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัย ดังนี้ นิตยา ประพฤติกิจ (2541: 2-3) กล่าวว่า คณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัยเป็น ประสบการณ์ที่ครูจัดให้แก่เด็ก ซึ่งนอกจากจะอาศัยสถานการณ์ในชีวิต ประจําวันของเด็กเพื่อส่งเสริม ความเข้าใจเกี่ยวกับคณิตศาสตร์แล้วยังจะต้องอาศัยการจัดกิจกรรมที่มีการวางแผน และเตรียมการ อย่างดีจากครูด้วยทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นคว้าแก้ปัญหา เรียนรู้และพัฒนาความคิดรวบยอด เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ มีทักษะและมีความรู้ทางคณิตศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานสําหรับการศึกษาที่สูงขึ้นและ ใช้ในชีวิตประจําวันต่อไป เพ็ญจันทร์ เงียบประเสริฐ (2542: 9) กล่าวว่า คณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัย หมายถึง ประสบการณ์จริงทางคณิตศาสตร์ในชีวิตประจําวันของเด็ก และกิจกรรมที่ครูหรือผู้ปกครองจัดขึ้น เพื่อสร้างความรู้และทักษะที่เหมาะกับวัยทางคณิตศาสตร์ ทั้งนี้การจัดประสบการณ์และการจัด กิจกรรมจะต้องมีการวางแผน และเตรียม การอย่างดีและมุ่งเน้นการทํางานเป็นกลุ่มแบบมีส่วนร่วม โดยเน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้โอกาสเด็กได้สร้างความรู้ และทักษะ ปลูกฝังให้เด็กรู้จัก ค้นคว้าและ แก้ปัญหาอย่างสนุกสนานมีทักษะและความรู้ทางคณิตศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานสําหรับการศึกษาที่สูงขึ้น และสามารถนําไปใช้ในชีวิตประจําวันได้ต่อไป กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551ก: 155) กล่าวว่า คณิตศาสตร์มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ ชีวิตประจําวันของคนและต้องใช้เสมอ เด็กสนใจการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตั้งแต่เล็ก เด็กสามารถ ประเมินขนาดใหญ่เล็กได้และสามารถสื่อสารกับเพื่อนและผู้ใหญ่ได้ ดังนั้นคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย จึงเป็นความเข้าใจเรื่องจํานวน การปฏิบัติเกี่ยวกับจํานวน หน้าที่และความสัมพันธ์ของจํานวน ความ เป็นไปได้และการวัดทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ซึ่งเด็กจะเรียนรู้ได้จากกิจกรรมปฏิบัติการ


22 บุญเยี่ยม จิตรดอน (2555 : 242) กล่าวว่า คณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัย คือการสร้าง ประสบการณ์ด้านคณิตศาสตร์แก่เด็กปฐมวัย เป็นการเตรียมสร้างเสริมทักษะทางด้านคณิตศาสตร์ และปูพื้นฐานด้านความพร้อมในการเรียนคณิตศาสตร์ต่อไปในชั้นประถมศึกษา เบญจพร ชนะกุล (2559 : 59) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสสร้างความรู้ ความ เข้าใจ เรียนรู้จากการกระทํา เป็นการส่งเสริมให้เด็กรู้จักค้นคว้าแก้ปัญหา เป็นพื้นฐานสําหรับ การศึกษาที่สูงขึ้น สามารถนําไปใช้ในชีวิตประจําวันได้ นุจิรา เหล็กกล้า (2561 : 26) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย หมายถึง ความรู้ความเข้าใจ และความสามารถพื้นฐานที่ได้รับการส่งเสริมประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ เกี่ยวกับคณิตศาสตร์โดยการเปิดโอกาส ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมจริงด้วยตนเองจากสถานการณ์ และกิจกรรมในชีวิตประจําวันของเด็ก ซึ่งเด็กได้ศึกษาค้นคว้า แก้ปัญหา เป็นพื้นฐานและสามารถ นําไปใช้ในชีวิตประจําวันได้ อัชราภรณ์ ฟักปลั่ง (2564 : 52) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ หมายถึง ความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นจากการได้เรียนรู้ จากประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ ซึ่งเด็กได้ ค้นคว้า แก้ปัญหา สร้างความรู้เป็นพื้นฐานและสามารถนําไปใช้ในชีวิตประจําวันได้ เทเลอร์ (Taylor. 1985 อ้างอิงจาก นิตยา ประพฤติกิจ, 2541: 2) กล่าวว่าคณิตศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจําวันที่สําคัญ ครูปฐมวัยควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ความคิด แก้ปัญหาและ เรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยจัดประสบการณ์การเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ที่เหมาะสมให้แก่เด็ก แต่ ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับระดับพัฒนาการของเด็กด้วย สรุปได้ว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย หมายถึง ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยประสบการณ์จริงในชีวิตประจําวัน ของเด็ก ส่งเสริมความเข้าใจเปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นคว้า แก้ปัญหา ได้เรียนรู้ ได้พัฒนาความคิดรวบ ยอดเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นการจัดประสบการณ์โดยเน้นเด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ที่สนุกสนานเพื่อเป็นพื้นฐานการศึกษาที่สูงขึ้นและสามารถนําไปใช้ในชีวิตประจําวันต่อไป 3.2 ความส าคัญและประโยชน์ของคณิตศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย นักวิชาการหลายท่านกล่าวถึงความสําคัญและประโยชน์ของคณิตศาสตร์สําหรับเด็ก ปฐมวัย ดังนี้ หรรษา นิลวิเชียร (2535 : 34) กล่าวว่า เด็กต้องเรียนรู้และพัฒนาความคิดรวบยอด เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ เพื่อเป็นพื้นฐานสําหรับชีวิตประจําวัน และเพื่อการศึกษาในขั้นสูงขึ้น ซึ่ง คณิตศาสตร์มีความสําคัญต่อการประสบความสําเร็จในการดํารงชีวิต ดังนี้


23 1. ช่วยให้เรียนวิชาต่าง ๆ ได้ดี เพราะคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของวิชา ต่าง ๆ โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2. ทําให้เป็นคนคิดเป็น ทําเป็น แก้ปัญหาเป็น โดยอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์เป็น แนวพื้นฐานสําคัญ 3. นําไปใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ ในการดํารงชีวิตได้ดี และมีประสิทธิภาพ 4. เป็นเครื่องมือสําคัญสําหรับการดํารงชีวิตประจําวันของคนทุกวัย 5. เป็นเครื่องมือสําคัญในการสํารวจข้อมูล วางแผนงาน และประเมินผลการดําเนินงาน 6. เป็นเครื่องมือพัฒนาอาชีพให้ความเจริญก้าวหน้า และประสบความสําเร็จอย่างมี ประสิทธิภาพ นิตยา ประพฤติกิจ (2541: 1) กล่าวว่า คณิตศาสตร์มีส่วนสําคัญอย่างยิ่งในชีวิต ประจําวันของเด็ก ซึ่งครูและผู้ปกครองก็คงตระหนักถึงความสําคัญของคณิตศาสตร์อยู่แล้วว่า ในการ เล่นและพูดคุยของเด็กนั้นมักจะมีเรื่องคณิตศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตประจําวันอยู่เสมอจากคําพูด ของเด็กที่เราได้ยินมักจะพบอยู่เสมอว่า มีการพูดถึงการเปรียบเทียบ การวัด และตัวเลข ประโยค เหล่านี้ล้วนน่าสนใจและแสดงถึงการใช้คําศัพท์ที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์และความคิดรวบยอดเกี่ยวกับ คณิตศาสตร์ทั้งสิ้น อัมพร เบญจพลพิทักษ์และคณะ (2557 : 9) กล่าวว่า คณิตศาสตร์มีความสําคัญอย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาความคิด ทําให้มนุษย์คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน ตลอดจนมีการพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์และสามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบ นอกจากนั้น คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและศาสตร์อื่น ๆ อีกหลาย แขนง เนตรนภา กอทอง (2560 : 46) กล่าวว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย เป็นสิ่งสําคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจําวันของมนุษย์ เพราะคณิตศาสตร์จะสอดแทรกอยู่ใน ชีวิตประจําวันของเด็กทั้งสิ้น การได้รับประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ ทําให้เด็กมีความสามารถในการ คิดอย่างมีเหตุผลและใช้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างดี ซึ่งจะเป็นทักษะพื้นฐานทางด้าน คณิตศาสตร์จึงเป็นสิ่งที่มีความสําคัญอย่างยิ่งเพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ต่อไป ขนิษฐา บุนนาค (2562 : ออนไลน์) กล่าวว่า คณิตศาสตร์เป็นสิ่งสําคัญและเป็นเครื่องมือ ในการเรียนรู้ศาสตร์อื่น ๆ การได้รับประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ ทําให้เด็กมีความสามารถในการคิด อย่างมีเหตุมีผล และใช้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างดี ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์จึงเป็นสิ่งที่มี ความสําคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ของเด็กต่อไป


24 สรุปได้ว่า คณิตศาสตร์มีความสําคัญต่อชีวิตประจําวันของมนุษย์ทุกคนดังนั้นเด็กปฐมวัย จึงควรได้รับการส่งเสริมและเรียนรู้ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ จากประสบการณ์ชีวิตประวันที่เริ่ม จากสิ่งง่ายไปหายาก จากรูปธรรมไปสู่การเชื่อมโยงถึงนามธรรม เพื่อเด็กปฐมวัยจะได้สามารถเรียนรู้ ได้อย่างถูกต้องและแม่นยํา ในการคิดคํานวณจํานวน และสัญลักษณ์ตัวเลขต่างๆ เมื่อเติบโตขึ้น 3.3 หลักการสอนคณิตศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย นักการศึกษาหลายท่าน ได้เสนอหลักการสอนคณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัยเอาไว้ ดังนี้ นิตยา ประพฤติกิจ (2541 : 19 – 24) ได้กล่าวถึงหลักการสอนคณิตศาสตร์สําหรับเด็ก ปฐมวัยไว้ ดังนี้ 1. สอนให้สอดคล้องกับชีวิตประจําวันการเรียนรู้ของเด็กจะเกิดขึ้นเมื่อเด็กมองเห็นความ จําเป็นและประโยชน์ของสิ่งที่ครูกําลังสอนดังนั้น การสอนคณิตศาสตร์แก่เด็กจะต้องสอดคล้องกับ กิจกรรมในชีวิตประจําวัน เพื่อให้เด็กตระหนักถึงเรื่องคณิตศาสตร์ทีละน้อย และช่วยให้เด็กเข้าใจ เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ในขั้นต่อไปแต่สิ่งที่สําคัญที่สุดคือ การให้เด็กได้ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน กับครู และ ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง 2. เปิดโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ที่ทําให้ค้นพบคําตอบด้วยตนเองเปิดโอกาสให้เด็ก ได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย และเป็นไปตามสภาพ สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม มีโอกาสได้ลงมือ ปฏิบัติจริง ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เด็กได้ค้นพบคําตอบด้วยตนเองพัฒนาความคิด และความคิดรวบ ยอดได้เองในที่สุด 3. มีเป้าหมายและมีการวางแผนที่ดีครูจะต้องมีการเตรียมการเพื่อให้เด็กได้ค่อย ๆ พัฒนาการเรียนรู้ขึ้นเอง และเป็นไปตามแนวทางที่ครูวางไว้ 4. เอาใจใส่เรื่องการเรียนรู้และลําดับขั้นการพัฒนาความ คิดรวบยอดของเด็กครูต้องมี การเอาใจใส่เรื่องการเรียนรู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะลําดับขั้นการพัฒนาความคิดรวบยอด ทักษะทางคณิตศาสตร์โดยคํานึงถึงหลักทฤษฎี 5. ใช้วิธีการจดบันทึกพฤติกรรม เพื่อใช้ในการวางแผนและจัดกิจกรรมการจดบันทึกด้าน ทัศนคติ ทักษะและความรู้ ความเข้าใจของเด็กในขณะทํากิจกรรมต่าง ๆ เป็นวิธีการที่ทําให้ครู วางแผนและจัดกิจกรรมได้เหมาะสมกับเด็ก 6. ใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ของเด็ก เพื่อสอนประสบการณ์ใหม่ในสถานการณ์ใหม่ ประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์ของเด็ก อาจเกิดจากกิจกรรมเดิมที่เคยทํามาแล้ว หรือเพิ่มเติมขึ้นอีกได้ แม้ว่า จะเป็นเรื่องเดิมแต่อาจอยู่ในสถานการณ์ใหม่ 7. รู้จักการใช้สถานการณ์ขณะนั้นให้เป็นประโยชน์ครูสามารถใช้สถานการณ์ที่กําลัง เป็นอยู่ และเห็นได้ในขณะนั้น มาทําให้เกิดการเรียนรู้ด้านจํานวนได้


25 8. ใช้วิธีการสอดแทรกกับชีวิตจริง เพื่อสอนความคิดรวบยอดที่ยากการสอนความคิดรวบ ยอดเรื่องปริมาณ ขนาดและรูปร่างต่าง ๆ ต้องสอนแบบค่อย ๆ สอดแทรกไปตามธรรมชาติ ให้ สถานการณ์ที่มีความหมายต่อเด็กอย่างแท้จริง ให้เด็กได้ทั้งดูและจับต้อง ทดสอบความคิดของตนเอง ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง 9. ใช้วิธีให้เด็กมีส่วนร่วมหรือปฏิบัติจริงเกี่ยวกับตัวเลขสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมล้วนมี การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ครูสามารถนํามาใช้ในกิจกรรมเกี่ยวกับตัวเลขได้ เพราะตามธรรมชาติ ของเด็กนั้น ล้วนสนใจในเรื่องการวัดสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอยู่แล้ว รวมทั้งการจัดกิจกรรมการเล่นเกมที่เปิด โอกาสให้เด็กได้เข้าใจในเรื่องของตัวเลขแล้ว 10. วางแผนส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้านอย่างต่อเนื่องการวางแผนการ สอนนั้นครูควรวิเคราะห์และจดบันทึกด้วยว่า กิจกรรมใดที่ควรส่งเสริมให้มีที่บ้านและที่โรงเรียน โดย ยึดหลักความพร้อมของเด็กเป็นรายบุคคลเป็นหลัก และมีการวางแผนร่วมกับผู้ปกครอง 11. บันทึกปัญหาการเรียนรู้ของเด็กอย่างสม่ําเสมอ เพื่อแก้ไขและปรับปรุงการจดบันทึก อย่างสม่ําเสมอช่วยให้ทราบว่า มีเด็กคนไหนยังไม่เข้าใจและต้องจัดกิจกรรมเพิ่มเติมอีก 12. ในแต่ละครั้งครูควรสอนเพียงความคิดรวบยอดเดียว และจัดกิจกรรมให้เด็กได้ลงมือ ปฏิบัติจริงจึงเกิดการเรียนรู้ได้ 13. เน้นกระบวนการเล่นจากง่ายไปหายากได้ การสร้างความคิดรวบยอดเกี่ยวกับตัวเลข ของเด็กจะต้องผ่านกระบวนการเล่นมีทั้งแบบจัดประเภท เปรียบเทียบและจัดลําดับ ซึ่งต้องอาศัยการ นับเศษส่วน รูปทรงและเนื้อที่การวัดการจัดและการเสนอข้อมูล ซึ่งเป็นพื้นฐานไปสู่ความเข้าใจเรื่อง คณิตศาสตร์ต่อไป จําเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นที่ง่ายและค่อยยากขึ้นตามลําดับ 14. ควรสอนสัญลักษณ์ตัวเลขและเครื่องหมาย เมื่อเด็กเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว การใช้ สัญลักษณ์ตัวเลข และเครื่องหมายกับเด็กนั้น ทําได้เมื่อเด็กเข้าใจความหมายแล้ว 15. ต้องมีการเตรียมความพร้อมในการเรียนคณิตศาสตร์ การเตรียมความพร้อมนั้น จะต้องเริ่มที่การฝึกสายตาเป็นอันดับแรก เพราะหากเด็กไม่สามารถใช้สายตาในการจําแนกประเภท แล้วเด็กจะมีปัญหาในการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ กุลยา ตันติผลาชีวะ (2549 : 39 - 40 ) กล่าวว่า การสอนให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้ คณิตศาสตร์นั้น ครูต้องกําหนดจุดประสงค์และวางแผนการสอนที่จะทําให้เด็กได้ใช้วิธีการสังเกต ซึมซับสัมผัสโดยเฉพาะจากการแก้ปัญญาจริง ซึ่งสภาครูแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาให้ ข้อเสนอแนะหลักการสอนคณิตศาสตร์เด็กอายุ 3 – 6 ขวบไว้ 10 ประการดังนี้ 1. ส่งเสริมความสนใจคณิตศาสตร์ของเด็กด้วยการนําคณิตศาสตร์ที่เด็กสนใจนั้น เชื่อม สานไปกับโลกทางกายภาพและสังคมของเด็ก


26 2. จัดประสบการณ์ที่หลากหลายให้กับเด็กโดยสอดคล้องกับครอบครัว พื้นฐาน วัฒนธรรม วิธีการเรียนของเด็กแต่ละคน และความรู้ของเด็กที่มีภาษา 3. ฐานหลักสูตรคณิตศาสตร์และการสอนต้องสอดคล้องกับพัฒนาการ ด้านปัญญา ภาษา ร่างกาย อารมณ์ สังคมของเด็ก 4. หลักสูตรและการสอนต้องเพิ่มความเข้มแข็งด้านการแก้ปัญหา กระบวนการใช้ การ สื่อสารและการเชื่อมแนวคิดคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย เหตุผล การนําเสนอคณิตศาสตร์ด้วย 5. หลักสูตรต้องสอดคล้องและบ่งชี้ข้อความรู้และแนวคิดสําคัญทางคณิตศาสตร์ 6. สนับสนุนให้เด็กมีแนวคิดสําคัญทางคณิตศาสตร์อย่างลุ่มลึกและยั่งยืน 7. บูรณาการคณิตศาสตร์เข้ากับกิจกรรมต่าง ๆ และนํากิจกรรมต่าง ๆ มาบูรณาการ 8. จัดเวลา อุปกรณ์ และครู ที่พร้อมสนับสนุนให้เด็กเล่น ในบรรยากาศที่สร้างให้เด็ก เรียนรู้แนวคิดคณิตศาสตร์ที่เด็กสนใจอย่างกระจ่าง 9. นํามโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ วิธีการภาษา มาจัดประสบการณ์โดยกําหนดกลยุทธ์การ เรียนการสอนที่เหมาะสมกับพัฒนาการเด็ก 10. สนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก ด้วยการประเมินความรู้ ทักษะและความสามารถทาง คณิตศาสตร์ของเด็ก การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยต้องเน้นเด็กเป็นสําคัญ กิจกรรม การเรียนรู้ต้องนําไปสู่การเรียนรู้คณิตศาสตร์ของเด็ก ทําให้เด็กชอบคิด สนุกกับการได้คิดค้น และ ตอบคําถาม รวมถึงการแก้ปัญหา ครูต้องสนองตอบความสนใจเรียนรู้ของเด็กให้ถูกต้องจึงจะทําให้ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ของเด็กเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป เป็นมโนทัศน์คณิตศาสตร์สําคัญที่เด็ก ปฐมวัยควรเรียนรู้ เบญจพร ชนะกุล (2559 : 66 - 67) กล่าวว่า หลักการสอนคณิตศาสตร์สําหรับเด็ก ปฐมวัย ต้องเน้นเด็กเป็นสําคัญ ครูต้องคํานึงถึงจุดประสงค์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน คณิตศาสตร์เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจอย่างถองแท้และสามารถบูรณาการให้เข้ากับกิจกรรมอื่น ๆ ได้ และเรียนรู้อย่างมีความสุข สรุปได้ว่า หลักการสอนคณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัยต้องเน้นเด็กเป็นสําคัญ ครูต้อง คํานึงถึงจุดประสงค์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจอย่าง ถ่องแท้และสามารถบูรนาการให้เข้ากับกิจกรรมอื่น ๆ ได้และเรียนรู้อย่างมีความสุข 3.4 ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ส าหรับปฐมวัย นักการศึกษาหลายท่าน ได้เสนอทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สําหรับปฐมวัยเอาไว้ ดังนี้ นิตยา ประพฤติกิจ (2541 : 25-26) กล่าวว่า ขอบข่ายของคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัย ศึกษาควรประกอบด้วยทักษะดังต่อไปนี้


27 1. การนับ (Counting) เป็นคณิตศาสตร์เกี่ยวกับตัวเลขอันดับแรกที่เด็กรู้จัก เป็นการนับ อย่างมีความหมาย เช่น การนับตามลําดับ ตั้งแต่ 1 - 10 2. ตัวเลข (Numeration) เป็นการให้เด็กรู้จักตัวเลขที่เห็นหรือใช้อยู่ในชีวิตประจําวันให้ เด็กเล่นของเล่นเกี่ยวกับตัวเลข ให้เด็กได้นับและคิดเองโดยครูเป็นผู้วางแผนจัดกิจกรรม อาจมีการ เปรียบเทียบแทรกเข้าไปด้วย เช่น มากกว่า น้อยกว่า 3. การจับคู่ (Matching) เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักสังเกตลักษณะต่าง ๆ และจับคู่สิ่งที่เข้า คู่กัน เหมือนกัน หรืออยู่ประเภทเดียวกัน 4. การจัดประเภท (Classification) เป็นการฝึกฝนให้เด็กรู้จักการสังเกตคุณสมบัติของ สิ่งต่าง ๆ ว่ามีความแตกต่างกันหรือเหมือนกันในบางเรื่องและสามารถจัดเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ 5. การเปรียบเทียบ (Comparing) เด็กจะต้องมีการสืบเสาะและอาศัยความสัมพันธ์ ระหว่าง ของสองสิ่งหรือมากกว่า รู้จักใช้คําศัพท์ เช่น ยาวกว่า สั้นกว่า หนักกว่า เบากว่า ฯลฯ 6. การจัดลําดับ (Ordering) เป็นเพียงการจัดสิ่งของชุดหนึ่ง ๆ ตามคําสั่งหรือตามกฎ เช่น จัดบล็อก 5 แท่งที่มีความยาวไม่เท่ากัน ให้เรียงตามลําดับจากสูงไปต่ํา หรือจากสั้นไปยาว ฯลฯ 7. รูปทรงและเนื้อที่ (Shape and Space) นอกจากให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องรูปทรงและ เนื้อที่ จากการเล่นตามปกติแล้ว ครูยังต้องจัดประสบการณ์ให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับวงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมจัตุรัสสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความลึก ตื้น กว้างและแคบ 8. การวัด (Measurement) มักให้เด็กลงมือวัดด้วยตนเองให้รู้จักความยาวและ ระยะทาง รู้จักการชั่งน้ําหนักและรู้จักการประมาณอย่างคร่าว ๆ เด็กจะรู้จักการวัด ควรให้เด็กได้ ฝึกฝน การเปรียบเทียบและการจัดลําดับมาก่อน 9. เซต (Set) เป็นการสอนเรื่องเซทอย่างง่าย ๆ จากสิ่งรอบๆ ตัว มีการเชื่อมโยงกับ สภาพรวม เช่น รองเท้ากับถุงเท้า ถือว่าเป็นหนึ่งเซท หรือห้องเรียนมีบุคคลหลายประเภท แยกเป็น เซท ได้ 3 เซท คือ นักเรียน ครูประจําชั้น ครูช่วยสอน เป็นต้น 10. เศษส่วน (Fraction) ปกติแล้ว การเรียนเศษส่วนมักเริ่มเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 แต่ ครูปฐมวัยสามารถสอนได้โดยเน้นส่วนรวม (The Whole Object)ให้เด็กเห็นก่อน มีการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้เด็กได้เข้าใจความหมายและมีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับครึ่งหรือ ½ 11. การทําตามแบบหรือลวดลาย (Patterning) เป็นการพัฒนาให้เด็กจดจํารูปแบบหรือ ลวดลายและพัฒนาการจําแนกด้วยสายตา ให้เด็กฝึกสังเกต ฝึกทําตามแบบต่อให้สมบูรณ์ 12. การอนุรักษ์ (Conservation) ช่วงวัย 5 ขวบขึ้นไป ครูอาจเริ่มสอนเรื่องการอนุรักษ์ ได้ บ้าง โดยให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง จุดมุ่งหมายของการสอนเรื่องนี้ก็คือ ให้เด็กมีความคิดรวบยอด เรื่องการอนุรักษ์ที่ว่าปริมาณของวัตถุจะยังคงที่ไม่ว่าจะย้ายที่หรือทําให้รูปร่างเปลี่ยนไปก็ตาม


28 เยาวพา เดชะคุปต์ (2542 : 87-88) ได้เสนอการสอนคณิตศาสตร์แนวใหม่ที่ครูควรศึกษา เพื่อจัดประสบการณ์ในเด็ก ดังนี้ 1. การจัดกลุ่มหรือเซต สิ่งที่ควรสอนได้แก่ การจับคู่ 1: 1 การจับคู่สิ่งของ การรวมกลุ่ม กลุ่มที่เท่ากันและความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเลข 2. จํานวน 1-10 การฝึกนับ 1-10 จํานวนคู่ จํานวนคี่ 3. ระบบจํานวน (Number System) และชื่อของตัวเลข 1 = หนึ่ง 2 = สอง 4. ความสัมพันธ์ระหว่างเซตต่างๆ เช่น เซตรวม การแยกเซต ฯลฯ 5. สมบัติของคณิตศาสตร์จากการรวมกลุ่ม (Properties of Math) 6. ลําดับที่ สําคัญ และประโยคคณิตศาสตร์ ได้แก่ ประโยคคณิตศาสตร์ที่แสดงถึงจํานวน ปริมาตร คุณภาพต่าง ๆ เช่น มาก - น้อย สูง - ต่ํา ฯลฯ 7. การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เด็กสามารถวิเคราะห์ปัญหาง่ายๆ ทางคณิตศาสตร์ทั้ง ที่เป็นจํานวนและไม่เป็นจํานวน 8. การวัด (Measurement) ได้แก่ การวัดสิ่งที่เป็นของเหลว สิ่งของ เงินตรา อุณหภูมิ รวมถึงมาตราส่วนและเครื่องมือในการวัด 9. รูปทรงเรขาคณิต ได้แก่ การเปรียบเทียบ รูปร่าง ขนาด ระยะทาง เช่น รูปสิ่งของที่มี มิติต่าง ๆ จากการเล่นเกม และจากการศึกษาถึงสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัว 10. สถิติและกราฟ ได้แก่ การศึกษาจากการบันทึกทําแผนภูมิการเปรียบเทียบต่างๆ หน่วยศึกษานิเทศก์สํานักการศึกษากรุงเทพมหานคร (2559 : 1) ได้กําหนดจุดมุ่งหมาย เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาซึ่งเกี่ยวข้องกับความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ไว้ ดังนี้ อนุบาลปีที่ 2 1. สังเกตและจําแนกความเหตุตามลักษณะรูปร่างสิ่งที่สัมพันธ์กันจําแนกคุณสมบัติโดย ใช้ประสาทสัมผัส 2. เรียงลําดับขนาดใหญ่ – เล็ก เหตุการณ์ ความเข้มของสี 3. การฝึกทักษะการหาเหตุผล จําแนก เปรียบเทียบและทดลองค้นคว้าด้วยตนเอง 4. การเปรียบเทียบ ใกล้ - ไกล หนัก – เบา จํานวนไม่เกิน 5 ร้อน – เย็น ใหญ่ – เล็ก 5. การนับปากเปล่า 1 – 20 6. รู้ค่าจํานวน 1 – 5 7. การจัดหมวดหมู่ตามประเภท 8. การรู้ตําแหน่ง บน - ล่าง หน้า - หลัง ก่อน - หลัง 9. การรู้จักมาก – น้อย 10. การรู้จักรูปเรขาคณิต


29 อนุบาลปีที่ 3 1. การสังเกตและการจําแนกสิ่งของตามคุณลักษณะ สิ่งที่มีความสัมพันธ์ตามรูปร่าง จําแนกประเภท 2. เรียงลําดับเหตุการณ์ ก่อน - หลัง หนัก – เบา 3. การฝึกทักษะการคิดหาเหตุผล การคิดหาความสัมพันธ์ของสิ่งของ การสังเกตและ เสาะแสวงหาคําตอบด้วยตนเอง การลงความเห็น 4. การเปรียบเทียบจํานวน มาก – น้อย ระยะใกล้ - ไกล ขนาด และน้ําหนัก “มี” และ “ไม่มี” ร้อน – เย็น สั้น – ยาว หนา - บาง ใหญ่ – เล็ก 5. การนับปากเปล่า 1 – 30 6. การรู้ค่าจํานวน 1 – 10 7. การสังเกตและทดลองค้นคว้าด้วยตนเองและการฝึกทักษะการสังเกตเปรียบเทียบและ การจําแนกประเภทจากการปฏิบัติทดลอง 8. การนับเพิ่ม - ลด ภายในจํานวน 1 – 10 9. การรู้จักรูปเรขาคณิต 10. การรู้ทิศทาง ซ้าย - ขวา 11. การรู้ตําแหน่งข้างใน – ข้างนอก บน - ล่าง 12. การรู้พื้นฐานการบวก 13. การรู้ความหมายลอย – จม 14. การรู้ความหมาย หนา – บาง 15. การรู้ทิศทางซ้าย – ขวา 16. การรู้ความหมายสูง – ต่ํา สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (2563 : 67 - 68) กล่าวว่า การ ส่งเสริมความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ เด็กปฐมวัยจําเป็นต้องได้รับการพัฒนาความคิดรวบยอด พื้นฐานทางคณิตศาสตร์เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการเรียนรู้ในด้านความคิดรวบยอดซึ่งมี ความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งความคิดรวบยอดพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ มีรายละเอียดดังนี้ 1. การจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง เป็นการจับคู่กัน ในลักษณะความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ระหว่างสิ่งต่าง ๆ สองสิ่งหรือสองกลุ่ม ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สําคัญของจํานวนและการดําเนินการ โดยการ จับคู่หนึ่งต่อหนึ่งใช้ในการนับเพื่อบอกจํานวนในลักษณะของการจับคู่หนึ่งต่อหนึ่งระหว่างชื่อเรียก จํานวนกับสิ่งที่นับโดยนับเพียงครั้งเดียว ไม่นับซ้ํา หากเด็กไม่มีพื้นฐานการจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง เด็กจะไม่ สามารถนับเพื่อบอกจํานวนได้ถูกต้อง รวมไปถึงเป็นพื้นฐานที่ใช้ในการเปรียบเทียบจํานวนระหว่างสิ่ง ต่าง ๆ สองกลุ่มเพื่อบอกปริมาณว่าเท่ากันหรือไม่เท่ากัน และกลุ่มใดมีจํานวนมากกว่าหรือน้อยกว่า


30 โดยหากจับคู่สิ่งต่าง ๆ สองกลุ่มได้พอดีแสดงว่าสิ่งของในสองกลุ่มนั้นมีจํานวนเท่ากัน หากไม่พอดี แสดงว่ามีจํานวนไม่เท่ากัน และกลุ่มที่มีสิ่งของเหลืออยู่แสดงว่ามีจํานวนมากกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้ ในการเรียงลําดับจํานวนก็จําเป็นต้องอาศัยการจับคู่หนึ่งต่อหนึ่งเพื่อบอกปริมาณที่เท่ากัน หรือไม่เท่ากันและกลุ่มใดมีจํานวนมากที่สุดหรือน้อยที่สุดอีกด้วย 2. การจําแนก เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ที่มีลักษณะเหมือนกัน สัมพันธ์ กัน หรือแตกต่างกัน เช่น สี รูปร่าง ขนาด หน้าที่การใช้งานเหตุการณ์ โดยการคัดแยกและจัดกลุ่มสิ่ง ต่าง ๆ อย่างสมเหตุสมผล การจําแนกช่วยพัฒนาการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลและเป็นพื้นฐานที่สําคัญ ที่ใช้ในการจําแนกรูปเรขาคณิต การบอกกิจกรรมหรือเหตุการณ์ในชีวิตประจําวันตามช่วงเวลา การ สังเกตแบบรูปของสิ่งต่าง ๆ การรวมและการแยก และการนําเสนอข้อมูลในรูปแผนภูมิอย่างง่าย 3. การเปรียบเทียบ เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ สองสิ่งหรือสองกลุ่มที่มี ลักษณะเหมือนหรือแตกต่างกัน เช่น สี รูปร่าง ขนาด รวมไปถึงการหาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณ ของสิ่งต่าง ๆ สองกลุ่มโดยอาศัยการจับคู่หนึ่งต่อหนึ่งเพื่อบอกปริมาณว่า เท่ากัน ไม่เท่ากัน มากกว่า หรือน้อยกว่า การเปรียบเทียบเป็นพื้นฐานที่สําคัญที่ใช้ในการวัด การชั่ง การตวง การเปรียบเทียบ จํานวนของสิ่งต่าง ๆ การสังเกตแบบรูปของสิ่งต่าง ๆ และการนําเสนอข้อมูลในรูปแผนภูมิอย่างง่าย 4. การเรียงลําดับ เป็นการหาความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ มากกว่าสองสิ่งหรือสองกลุ่มขึ้น ไปที่มีลักษณะร่วมกัน เช่น ขนาด ปริมาณ แล้วนํามาจัดเรียงโดยมีจุดเริ่มต้นและทิศทาง การ เรียงลําดับเป็นพื้นฐานที่สําคัญที่ใช้ในการวัดสิ่งต่าง ๆ การเรียงลําดับกิจกรรมหรือเหตุการณ์ใน ชีวิตประจําวัน ตามช่วงเวลา การเรียงลําดับจํานวนของสิ่งต่าง ๆ การสังเกตแบบรูปของสิ่งต่าง ๆ และ การนําเสนอข้อมูลในรูปแผนภูมิอย่างง่าย สรุปได้ว่า ในการฝึกทักษะคณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัยนั้น จะครอบคลุมในเรื่อง การนับ ตัวเลข การจับคู่ การจัดประเภท การเปรียบเทียบ การจัดลําดับ รูปทรง และเนื้อที่ การวัด เซต เศษส่วน การทําตามแบบหรือลวดลาย การอนุรักษ์ สาระทักษะทางพื้นฐาน คณิตศาสตร์สําหรับ เด็กปฐมวัยนั้นควรเน้นให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการตรง จากเรื่องง่ายไปยาก จากรูปธรรมไป นามธรรม เด็กได้มีโอกาสสังเกต สัมผัส ทดลอง สํารวจ ค้นคว้า และแก้ปัญหา จากสภาพแวดล้อมใน ห้องเรียน และนอกห้องเรียน เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความสุข และเป็นการขยายประสบการณ์ทาง คณิตศาสตร์ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยมีครูเป็นผู้จัดกิจกรรมและคอยสังเกต ดูแลให้ความช่วยเหลือเด็ก จัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยความสามารถ และความแตกต่างระหว่าง เด็กแต่ละคน ซึ่งหากเด็กใน วัยนี้ ได้รับการส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เป็นอย่างดี ย่อมเป็นรากฐานของการเรียนรู้และ เข้าใจที่ดีย่อมเป็นรากฐานของการเรียนรู้ และเข้าใจที่ดีต่อคณิตศาสตร์ในระดับสูงต่อไป


31 3.5 บทบาทของครูในการส่งเสริมคณิตศาสตร์ส าหรับปฐมวัย นักการศึกษาหลายท่าน ได้เสนอบทบาทของครูในการส่งเสริมคณิตศาสตร์สําหรับปฐมวัย เอาไว้ ดังนี้ สมาคมการศึกษาปฐมวัยแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NAEYC, 2003 อ้างอิงจาก น้อมศรี เคท , 2549 : 221) กล่าวว่า บทบาทครูในการสอนคณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัยประกอบด้วย 1. กระตุ้นความสนใจคณิตศาสตร์ของผู้เรียนตามธรรมชาติ โดยปกติความสนใจของเด็ก วัยนี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่รอบตัวพวกเขาอยู่แล้ว หากครูกระตุ้นความสนใจดังกล่าวแล้วนํามาเชื่อมโยง กับคณิตศาสตร์ เด็กจะเกิดการเรียนรู้คณิตศาสตร์อย่างไม่รู้ตัว ดังนั้นการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์ ที่ดีสําหรับเด็กปฐมวัยคือการเรียนรู้จากสิ่งรอบตัวของผู้เรียนนั่นเอง 2. การยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล ครูควรให้เด็กรับรู้ประสบการณ์และสร้างองค์ ความรู้พื้นฐานของความแตกต่างรายบุคคล ประสบการณ์เดิมของเด็กแต่ละคนจะช่วยเติมเต็ม ประสบการณ์ใหม่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ดังนั้นเป็นหน้าที่ของครูอีกเช่นกันในการทําความเข้าใจและ รับรู้ความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน เพื่อจัดประสบการณ์ให้มีคุณภาพสูงสุด 3. การคํานึงถึงพัฒนาการของผู้เรียนในทุก ๆ ด้าน การสอนคณิตศาสตร์ในระดับปฐมวัย จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคํานึงถึงพัฒนาการทุก ๆ ด้านของผู้เรียน การจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์ที่ดี ต้องคํานึงถึงพัฒนาการของเด็กในแต่ละด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์สังคม ด้านสติปัญญา และ ด้านภาษา นอกจากนี้พัฒนาการแต่ละด้านของผู้เรียนเป็นรายบุคคลก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ครูต้อง คํานึงถึงในขณะจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์ให้กับผู้เรียนระดับปฐมวัยด้วย 4. การบูรณาการกระบวนการทางคณิตศาสตร์ต่าง ๆ ในการจัดประสบการณ์ กระบวนการต่าง ๆ ทางคณิตศาสตร์ประกอบด้วย กระบวนการแก้ปัญหา การคิดอย่างมีเหตุผล และ การสื่อความทางคณิตศาสตร์ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ทั้ง 3 ประเภทนี้เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสําคัญ ของการสอนคณิตศาสตร์ ซึ่งจะสามารถช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ได้ดียิ่งขึ้น 5. การเชื่อมโยงเนื้อหาและประสบการณ์ระหว่างของเดิมและของใหม่ การเชื่อมโยงหรือ หาความสัมพันธ์ของประสบการณ์เดิมและประสบการณ์ใหม่จะช่วยให้การเรียนรู้ของผู้เรียนยั่งยืนมาก ขึ้น ดังนั้นเมื่อครูทราบระดับความรู้เดิมของผู้เรียนแล้วก็สามารถเลือกจัดประสบการณ์หรือเนื้อหาได้ อย่างเหมาะสม นั่นคือการเรียงลําดับจากง่ายไปยากนั่นเอง 6. การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้มโนทัศน์อย่างลึกซึ้ง ความต่อเนื่องและความลึกซึ้ง ของเนื้อหาและประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้รับในการเรียนรู้คณิตศาสตร์เป็นสิ่งสําคัญอย่างมาก การสอน คณิตศาสตร์ที่ดีและมีประสิทธิภาพคือการจัดประสบการณ์ที่ผู้เรียนสามารถต่อยอดและสร้างองค์ ความรู้ได้ตลอดเวลา ไม่จํากัดสถานที่และเวลา


32 7. การบูรณาการคณิตศาสตร์กับทุกกิจกรรม ผู้เรียนในช่วงปฐมวัยจะเรียนรู้ไม่ค่อยดีนัก จากประสบการณ์หรือเนื้อหาสาระที่แบ่งออกเป็นส่วน ๆ หรือเป็นกลุ่มวิชาอย่างชัดเจน ดังนั้นแนวทาง ของครูในการสอนคณิตศาสตร์คือการบูรณาการคณิตศาสตร์เข้าไปในทุกกิจกรรม ครูสามารถใช้ กิจกรรมประจําวันต่าง ๆ ในการสอดแทรกเนื้อหาสาระรวมถึงทักษะต่าง ๆ ทางคณิตศาสตร์ได้ 8. การจัดหาเวลา อุปกรณ์ต่าง ๆ และแรงสนับสนุนจากครูที่เพียงพอในขณะที่เด็กเล่น การสนับสนุนต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งจําเป็นอย่างมากในการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เวลาที่เด็กปฐมวัย เล่นนั้นจะมีความมุ่งมั่นและสมาธิจดจ่ออย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็กพบเจอกับปัญหาหรือ ความท้าทาย ดังนั้นหากครูใช้ช่วงเวลานี้ให้เป็นประโยชน์ โดยสอดแทรกสาระและทักษะทาง คณิตศาสตร์และให้การสนับสนุนดังกล่าวอย่างเพียงพอ จะมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่เด็กจะเกิดการ เรียนรู้ได้ 9. การเรียนรู้มโนทัศน์คณิตศาสตร์ด้วยกลวิธีการสอนและการจัดประสบการณ์ที่ เหมาะสมการจัดประสบการณ์คณิตศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ ครูจําเป็นต้องเลือกกลวิธีการสอนหรือ การจัดประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความสนใจและความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย 10. การส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กด้วยวิธีการวัดและการประเมินผลที่ต่อเนื่องและมี ประสิทธิภาพ การจัดประสบการณ์ที่ดีจําเป็นต้องมีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กสําหรับ การวัดและประเมินผลในระดับปฐมวัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวินิจฉัยความสามารถโดดเด่นของ ผู้เรียน และเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดประสบการณ์ในขั้นต่อไปของครูเท่านั้นสําหรับ กระบวนการวัดและประเมินผลระดับปฐมวัยนั้นต้องอาศัยกระบวนการที่หลากหลาย เช่น การ สังเกตการณ์ การเก็บรวบรวมข้อมูลที่หลากหลายและเป็นระบบ เป็นต้น บุญเยี่ยม จิตรดอน (2555 : 243-244) กล่าวว่า การพัฒนาและส่งเสริมความสามารถ ทางคณิตศาสตร์ตามแนวทางการจัดประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์แก่เด็กปฐมวัย สรุปได้ดังนี้ 1. เด็กเรียนจากประสบการณ์ตรง จากของจริง ฉะนั้นการสอนจะต้องหาอุปกรณ์ ซึ่งเป็น ของจริงให้มากที่สุด และเริ่มจากการสอนแบบรูปธรรม คือ 1.1 ขั้นใช้ของจริง เพื่อจะให้เด็กนับหรือเปรียบเทียบสิ่งของที่หามาให้เด็กนับหรือ เปรียบเทียบ ควรเป็นของจริง เช่น ผลไม้ ดินสอ 1.2 ขั้นใช้รูปภาพแทนของจริง ถ้าหาของจริงไม่ได้ก็เขียนรูปภาพแทน 1.3 ขั้นกึ่งรูปภาพ คือ สมมติเครื่องหมายต่าง ๆ แทนภาพหรือจํานวนซึ่งจะให้เด็กนับ หรือคิด 1.4 ขั้นนามธรรม ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายจึงจะใช้ตัวเลข เครื่องหมาย บวก ลบ 2. เริ่มจากสิ่งที่ง่าย ๆ ใกล้ตัวเด็กจากง่ายไปหายาก


33 3. สร้างความเข้าใจและรู้ความหมายมากกว่าให้จํา โดยให้เด็กค้นคว้าด้วยตนเองหัด ตัดสินใจเอง โดยการถามให้เด็กคิดหาเหตุผลมาตัดสินใจตอบ 4. ฝึกให้คิดจากปัญหาในชีวิตประจําวันของเด็ก เพื่อขยายประสบการณ์ให้สัมพันธ์กับ ประสบการณ์เดิม 5. จัดกิจกรรมให้เกิดความสนุกสนานและได้รับความรู้ไปด้วย เช่น เล่นเกมต่อภาพ จับคู่ ภาพ ต่อตัวเลข เล่นต่อบล็อก ซึ่งมีรูปร่างและขนาดต่าง ๆ การเล่นในมุมบ้าน เล่นขายของ แบ่งสิ่งของ เครื่องใช้ แลกเปลี่ยนสิ่งของกัน ท่องคําคล้องจองเกี่ยวกับจํานวน ร้องเพลงเกี่ยวกับการนับ เล่นทาย ปัญหาและตอบปัญหาเชาวน์ 6. จัดกิจกรรมให้เข้าใจในขั้นตอนให้มีประสบการณ์ให้มากแล้วสรุปกฎเกณฑ์ เพื่อจําเป็น อันดับสุดท้าย 7. จัดกิจกรรมทบทวน โดยตั้งคําถามให้ตอบปากเปล่า หรือสร้างเรื่องราวให้คิดซ้ํา ส่งเสริมให้เด็กคิดปัญหาและหาเหตุผล ข้อเท็จจริง โสภิดา โคตรโนนกอก (2560 : 103) กล่าวว่า ครูเป็นบุคคลสําคัญที่สุดในการจัด ประสบการณ์เพื่อให้เกิดความคิดรวบยอดและมีทัศนคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์ ดังนั้นครูควรมีบทบาทดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตรเพื่อให้ทราบขอบข่ายเนื้อหาทางคณิตศาสตร์สําหรับเด็กปฐมวัยว่ามี จุดประสงค์ในการเรียนรู้ทักษะคณิตศาสตร์อย่างไร ศึกษากิจกรรมทางคณิตศาสตร์ สื่อการเรียน คณิตศาสตร์และการใช้สื่อตลอดจนการประเมินความพร้อมทางคณิตศาสตร์ 2. ศึกษาความต้องการและความสามารถของเด็ก เพื่อจะได้จัดกิจกรรมและ ประสบการณ์ในการสนองความต้องการของเด็ก 3. สอนให้เด็กเคยชินต่อการแก้ปัญหา มีความคิดสร้างสรรค์ ครูไม่ยึดระเบียบกฎเกณฑ์ มากนัก ฝึกให้เด็กเป็นคนช่างสังเกต รวมทั้งประเมินโดยวิธีการบันทึกพฤติกรรม การจดบันทึกคําพูด เด็กด้วยวิธีการที่เหมาะสม 4. การสอนคณิตศาสตร์แก่เด็กปฐมวัย ควรให้เด็กค้นคว้าหาเหตุผลด้วยตนเองให้มาก ที่สุดเมื่อเด็กเข้าใจแล้ว ควรให้ทําแบบฝึกความพร้อมเพื่อเป็นการทบทวนและมีความชํานาญยิ่งขึ้น 5. การสอนคณิตศาสตร์แก่เด็กปฐมวัย ควรให้เด็กรู้คุณค่าแห่งการกระทํา สามารถ นําไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจําวันได้ สิริมณี บรรจง (2561 : 49) กล่าวว่า การสอนคณิตศาสตร์ในปัจจุบันตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของความเชื่อที่ว่า "เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้ได้และเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพ ” เด็กแต่ละคนมี ความสามารถที่แตกต่างกัน และมีรูปแบบการพัฒนาเป็นของตนเอง ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ต้องให้ ความสําคัญกับเด็ก โดยยึดเด็กเป็นสําคัญ เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตาม ศักยภาพ ทั้งนี้การจัดกิจกรรมต้องจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ และพัฒนาการของแต่ละ


34 คนในลักษณะการบูรณาการทักษะและความรู้ด้านต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้แบบองค์ รวม โดยการสร้างหน่วยการเรียนรู้ เน้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง สัมพันธ์กับ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และประสบการณ์ในชีวิตประจําวันของเด็ก สรุปได้ว่า บทบาทครูในการพัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ ได้แก่กระตุ้นความสนใจคณิตศาสตร์ของผู้เรียนตามธรรมชาติ ครูควรให้เด็กรับรู้ประสบการณ์และ สร้างองค์ความรู้พื้นฐานของความแตกต่างรายบุคคล บูรณาการกระบวนการทางคณิตศาสตร์ต่าง ๆ เชื่อมโยงเนื้อหาและประสบการณ์ระหว่างของเดิมและของใหม่ เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้มโนทัศน์ อย่างลึกซึ้ง เลือกกลวิธีการสอนหรือการจัดประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความสนใจและความสามารถ ในการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย และส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กด้วยวิธีการวัดและการประเมินผลที่ ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน 4.1 งานวิจัยในประเทศ ญาณี ช่อสูงเนิน (2557 : 46 - 48) ได้ศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหา ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบศิลปะประดิษฐ์กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัย ชาย – หญิง อายุ 5 – 6 ปี โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กรุงเทพมหานคร จํานวน 27 คน ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 45 นาที ผลการศึกษาพบว่า หลัง การจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบศิลปะประดิษฐ์เด็กปฐมวัยมีความสามารถในการแก้ปัญหาสูงกว่า ก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เกตน์นิภา ฮาดคันทุง (2561 : 123 - 125) ได้ศึกษาเปรียบเทียบทักษะทางด้านการฟัง และการพูดของเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยการเล่า นิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัย ชาย – หญิง อายุ 4 – 5 ปี โรงเรียนบ้าน น้ําจวง จังหวัดพิษณุโลก จํานวน 27 คน ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 24 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ผลการศึกษาพบว่า หลังการจัดประสบการณ์โดยการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย เด็กปฐมวัยมีทักษะทางด้านการฟังการพูดสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นิภา ดิษฐสุวรรณ (2562 : 95 - 96) ได้ศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการฟังและ การพูดภาษาไทยของเด็กปฐมวัยที่ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาแม่ที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทาน สองภาษาร่วมกับสื่อประสม กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัยชาย – หญิง อายุ 4 – 5 ปี โรงเรียนบ้านปุลา -มาวอ จังหวัดปัตตานีจํานวน 22 คน ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 40 นาที ผลการศึกษาพบว่า หลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานสองภาษาร่วมกับสื่อประสม เด็กปฐมวัยมี ความสามารถในการฟังและพูดภาษาไทยสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05


35 4.2 งานวิจัยในต่างประเทศ ดิกสัน จอห์นสัน และซอลท์ (Dixon, Johnson; & Salf. 1977: 367-379 อ้างอิงจาก อภิรตีศรีนวล, 2547: 34) ได้ศึกษาเด็ก 4 กลุ่มในจํานวน 3 กลุ่ม กลุ่มที่ได้รับการเล่านิทานให้ฟัง โดย แต่ละกลุ่มหลังจากที่ได้ฟังนิทานแล้วมีการสนทนาหรือตัวละครที่ประสบผลสําเร็จและพบว่าเนื้อเรื่อง ในนิทานถ้าเป็นเรื่องไกลความจริงจะได้ผลดีต่อความคิดของเด็กได้ดีกว่านิทานที่มีเนื้อเรื่องใกล้ชีวิต ของเด็ก คลอร์และโรเบิร์ต (Clore; & Robert. 1987: 159 อ้างอิงจาก อภิรตี ศรีนวล, 2547: 34) ได้ศึกษาผลของการใช้นิทานที่ส่งผลต่อพฤติกรรมและทัศนคติของเด็ก โดยใช้หุ่นจําลอง และการ แสดงบทบาทสมมติกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้นักเรียนแสดงอุปนิสัยท่าทางให้เหมือนกับละครในนิทานนั้น เมื่อเรียนจบแล้ววัดทัศนคติทันทีพบว่าเด็กชายเหล่านั้นมีทัศนคติที่ดีต่อสัตว์ และหลังจากนั้นอีก 6 สัปดาห์ ผลปรากฏว่า การวัดทัศนคติของเด็กชายทั้งสองโรงเรียนมีความมั่นคงเด็กชายที่เคยล่าสัตว์ เลิกฆ่าสัตว์ ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงว่านิทานมีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมและทัศนคติที่มั่นคงของเด็ก จากงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศ สรุปได้ว่า นิทานมีความสําคัญกับเด็กมาก เพราะ เด็กปฐมวัยจะชอบฟังนิทานและมีจินตนาการตามเนื้อเรื่องที่ได้ฟัง ซึ่งครูสามารถนํานิทานมาเป็นสื่อใน การจัดการเรียนการสอนและส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงลําดับได้ดี 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพับกระดาษ 5.1 งานวิจัยในประเทศ ผจงจิตต์ ช้างมงคล (2553 : 60 - 63) ได้ศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมของเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยกิจกรรมพับกระดาษ กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัย ชาย – หญิง อายุ 4 – 5 ปี โรงเรียนอนุบาลช้างมงคล กรุงเทพมหานคร จํานวน 15 คน ใช้เวลา ในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ผลการศึกษาพบว่า หลังการจัดกิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์ด้วยกิจกรรมพับกระดาษ เด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมทางสังคมสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 วารินทิพย์ ศรีกุลา (2554 : 50 - 79) ได้ศึกษาเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการพับกระดาษ กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัยชาย – หญิง อายุ 4 – 5 ปี โรงเรียนเล็กโกเมศอนุสรณ์ จังหวัดนนทบุรี จํานวน 35 คน ใช้เวลาในการ ทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ผลการศึกษาพบว่า หลังการจัดกิจกรรมการพับ กระดาษ เด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05


36 เจนจิรา บทมาตย์ (2558 : 60 - 68) ได้ศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการพับกระดาษ กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัย ชาย – หญิง อายุ 4 – 5 ปี โรงเรียนเทศบาล 4 ฉลองรัตน จังหวัดหนองคาย จํานวน 28 คน ใช้เวลา ในการทดลอง 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 40 นาที ผลการศึกษาพบว่า หลังการจัดกิจกรรม การพับกระดาษ เด็กปฐมวัยมีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมี นัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.2 งานวิจัยในต่างประเทศ เบรดี้ (Brady, 2008 อ้างอิงจาก วารินทิพย์ ศรีกุลา, 2554 : 48) ได้ศึกษาการใช้การพับ กระดาษในชั้นประถมศึกษาเพื่อส่งเสริมความผูกพันของนักเรียนในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ประกอบด้วยด้านความผูกพันทางอารมณ์ พฤติกรรมและความรู้ความเข้าใจในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กนักเรียน ชาย – หญิง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อายุ 9 – 11 ปี จํานวน 26 คน ผล การศึกษาพบว่า การใช้กิจกรรมการพับกระดาษในชั้นประถมศึกษาเพื่อส่งเสริมความผูกพันของ นักเรียนในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ทั้ง 3 ด้าน คือ ความรู้สึกผูกพันทางด้านจิตใจ (Affective Engagement) เด็กมีความสนุกสนานที่ได้เรียนรู้ ไม่รู้สึกว่ากําลังเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ มีความ ภาคภูมิใจที่สามารถสร้างลูกบาศก์ที่เป็นผลงานจากการพับกระดาษได้ ในส่วนของความผูกพันด้าน พฤติกรรม (Behavioural Engagement) จากการทํากิจกรรมการพับกระดาษ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มี ความท้าทายสําหรับเด็ก และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้ความรู้เด็กโดยผ่านกิจกรรมการพับกระดาษ เมื่อ เด็กสามารถทําได้ก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายสําหรับเด็ก เด็กมีความพยายามอดทนและตั้งใจต่อกิจกรรมที่ มีความท้าทายและความผูกพันด้านความคิด (Cognitive Engagement) เป็นการอธิบายวิธีการและ เหตุผลให้มากที่สุด เด็กสามารถเชื่อมต่อความรู้ทางคณิตศาสตร์จากการพับกระดาษได้ เด็กเข้าใจ เกี่ยวกับรูปทรงเรขาคณิตที่มีหลายแบบ เรียนรู้เรื่องมุม การสร้างภาพหลายมิติลงบนกระดาษ ซึ่งเป็น การศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า กิจกรรมการพับกระดาษในชั้นประถมศึกษาสามารถส่งเสริมความผูกพัน ทางอารมณ์พฤติกรรม และความรู้ความเข้าใจในการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ของนักเรียนได้ จากงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศ สรุปได้ว่า กิจกรรมการพับกระดาษเป็นกิจกรรมที่ สามารถพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ด้านการเรียงลําดับของเด็กปฐมวัยได้ และนอกจากช่วย ในการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์แล้ว ยังสามารถพัฒนาทักษะทางด้านอื่น ๆ นั่น คือ ด้าน อารมณ์ - จิตใจ ด้านสังคม และด้านร่างกาย ของเด็กปฐมวัยได้ด้วย


37 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ 6.1 งานวิจัยในประเทศ พิจิตรา เกษประดิษฐ์ (2552 : 61 - 63) ได้ศึกษาเกี่ยวกับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยขนมอบ กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 4 ปี โรงเรียนอนุบาลกุ๊กไก่ กรุงเทพมหานคร จํานวน 20 คน ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที ผลการศึกษาพบว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย หลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ด้วยขนมอบ มีความสามารถด้านทักษะพื้นฐานทาง คณิตศาสตร์ในทุกด้านสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ธัญพร ผุยบัวค้อ (2562 : 66 - 86) ได้ศึกษาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืช กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัย อายุ 4 – 5 ปี จํานวน 24 คน โรงเรียนบ้านเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ใช้เวลาในการทดลอง 6 สัปดาห์ สัปดาห์ ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที ผลการศึกษาพบว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย หลังการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืชสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืช อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อัชราภรณ์ ฟักปลั่ง (2564 : 70 - 73) ได้ศึกษาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากสื่อธรรมชาติ กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัย อายุ 4 – 5 ปี โรงเรียนอนุบาลโพธิ์ประทับช้าง(ทุ่งใหญ่) จังหวัดพิจิตร จํานวน 16 คน ใช้เวลาในการทดลอง 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที ผลการศึกษาพบว่า ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของ เด็กปฐมวัย หลังการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจากเมล็ดพืชสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมเกมการศึกษา จากสื่อธรรมชาติอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 6.2 งานวิจัยในต่างประเทศ เคท และ วิลเบร์น (Keat, & Wilburne; 2009: Online) ได้ศึกษาวิธีการเรียนการสอน แบบผสมผสาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหนังสือนิทานเล่าเรื่องมีอิทธิพลอย่างไรต่อผลสัมฤทธิ์โนการเรียน คณิตศาสตร์ และการเข้าถึงการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของเด็กอนุบาล จากงานวิจัยและการสังเกตของครู ได้เน้นกับเด็กชั้นประถมศึกษาตอนต้นที่อ่อนคณิตศาสตร์ และมีทัศนคติด้านลบต่อวิชาคณิตศาสตร์ และต้องการแรงเสริมในการเรียน ครูอนุบาล3คน ที่ได้สอนหน่วยการเรียนรู้คณิตศาสตร์แล้วใช้ หนังสือนิทานสําหรับเด็กแบบหลากหลาย และคุณลักษณะต่าง ๆ ในนิทานเป็นดังบริบทสร้างโจทย์ วิชาคณิตศาสตร์ขึ้นมาจากนิทานเหล่านั้น การศึกษาวิจัยนี้พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ดี เทียบเท่ากับสี่สาระการเรียนรู้ที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน เมื่อนําหนังสือนิ ทานเข้ามา บูรณาการกับหน่วยการเรียนคณิตศาสตร์


38 มีด และนูเรีย และอเดลมิร่า (Meque; Nuria; & Edelnira. 2009: Online) ได้ศึกษา วิเคราะห์สถานการณ์การสร้าง และการเล่นที่ใช้สัญลักษณ์ในสิ่งแวดล้อมให้เป็นศูนย์กลางการเรียน การสอน ในห้องเรียนของเด็กปฐมวัย อายุ 5-6 ปี การวิจัยครั้งนี้มาจากวิธีวางแผนการทดลองซึ่ง สัมพันธ์กับคําถามที่ว่า เครื่องหมายในการเล่นเลียนแบบนั้นช่วยส่งเสริมความสามารถทางคณิตศาสตร์ ของเด็กก่อนวัยเรียนหรือไม่ นํามาจากการสอนของวัฒนธรรมประเพณีสังคมและตามทฤษฎีการ เรียนรู้ของไวก็อตสกี้ ก็ได้ถกเถียงถึงการสร้างให้มีส่วนร่วมในบริบทที่ซึมซับบทบาทและการมีส่วนร่วม ในการเล่นในห้องเรียนเพียงพอจะเป็นจุดเริ่ม ที่เหมาะสมของการทํางานในสถานการณ์ของการมี ปฏิสัมพันธ์ต่อกันทางสังคม และยังส่งเสริมการสร้างรอยต่อขององค์ความรู้ทางคณิตศาสตร์ การวิจัย ครั้งนี้ พบว่า พัฒนาการการแสดงออกของนักเรียน ระหว่างกมที่ใช้สัญลักษณ์และความร่วมมือที่ ก้าวหน้าของเนื้อหาคณิตศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมเข้าไปในความคิดเชิงคณิตศาสตร์ของพวกเขาแล้ว รูธ (Ruth. 1995:Online) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบและความแตกต่างระหว่างการ คณิตศาสตร์แนวมอนเตสซอรี่กับการเรียนคณิตศาสตร์แบบหลักสูตรดั้งเดิมการเรียนคณิตศาสตร์ ใน หลักสูตรเก่านั้นได้แบ่งแยกออกไปเป็นรายวิชา มีหลักการเฉพาะของวิชาแบบเป็นนามธรรม ที่ใช้สอน กลุ่มนักเรียนทั้งหมดตามหลักสูตรที่กําหนดไว้ส่วนในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์แบบมอนเตสซอรี่ นั้นแสดงให้เด็กได้เห็นเป็นรูปธรรม เด็กได้จัดการ หยิบจับ สัมผัสอุปกรณ์ ซึ่งเป็นหลักสูตรให้เด็กได้มี ประสบการณ์ตรงกับอุปกรณ์ จากงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศ สรุปได้ว่า ทักษะพื้นฐานคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย เป็นทักษะที่สําคัญอย่างยิ่งต่อเด็กปฐมวัย จึงเป็นสิ่งจําเป็นที่เด็กปฐมวัยจะต้องเรียนรู้และฝึกฝนทักษะ พื้นฐานทางคณิตศาสตร์เบื้องต้น เช่น ในเรื่องการเรียงลําดับ การจําแนก การจัดหมวดหมู่ การ เปรียบเทียบ การนับปริมาณ การเรียนรู้สัญลักษณ์ จํานวนตัวเลข การรู้ค่าจํานวน เพื่อช่วยให้เด็ก ปฐมวัยได้มีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์และสามารถนําทักษะพื้นฐานเหล่านี้ ไปเชื่อมโยงกับ กิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตประจําวัน และเพื่อให้สามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมในโลกได้อย่างมีความสุข


39 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการ เรียงลําดับของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบการพับกระดาษซึ่งในการวิจัย ผู้วิจัยได้ดําเนินการตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1. การกําหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 4. แบบแผนและวิธีดําเนินการทดลอง 5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. การก าหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชาย – หญิง อายุระหว่าง 5 – 6 ปี ที่กําลัง ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชาย – หญิง อายุระหว่าง 5 – 6 ปี ที่กําลัง ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3/9 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 จํานวน 30 คน จากการเลือกแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือในการวิจัยดังต่อไปนี้ 1. แผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการพับกระดาษ 2. แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้านการเรียงลําดับของเด็กปฐมวัย


40 3. การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 1. แผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการพับกระดาษ ผู้วิจัยได้ดําเนินการสร้าง ดังนี้ 1.1 ศึกษาเอกสารคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 1.2 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเอกสาร ตํารา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรม เล่านิทาน ศึกษาการพับกระดาษประกอบนิทาน และทําการคัดเลือกนิทานที่เหมาะแก่การส่งเสริม ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ด้านการเรียงลําดับให้แก่เด็กปฐมวัย 1.3 ดําเนินการสร้างคู่มือการใช้แผน และสร้างแผนการจัดกิจกรรมเล่านิทาน ประกอบการพับกระดาษ จํานวน 24 แผน โดยใช้นิทาน 1 เรื่องต่อแผนการจัดกิจกรรม 1 วัน มีระยะเวลาในการจัดกิจกรรม 8 สัปดาห์สัปดาห์ละ 3 วัน ได้แก่ วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ใน กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบการพับกระดาษ สัปดาห์ที่ วัน ชื่อนิทาน ผู้แต่ง กิจกรรมการพับ 1 จันทร์ พุธ ศุกร์ ตัวอะไรในบ้านผีสิง เจ้าแสนซน บนดวงจันทร์ กวางน้อยเจ้าปัญญา กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์ กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์ ภัทธีรา สารากรบริรักษ์ พับแมว พับกระต่าย พับกวาง 2 จันทร์ พุธ ศุกร์ จรวดทรงพลัง แม่กบพองตัว ตะกร้าที่หายไป ลารา ไบรอัน รัตนา คชนาท ธิติมา ช้างพุ่ม พับจรวด พับกบ พับตะกร้า 3 จันทร์ พุธ ศุกร์ ความรักของพ่อปลาแม่ปลา เป็ดน้อยผู้น่ารัก พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ บุบผา เรืองรอง สุกัญญา วุฒินิรันดร์กูล กุลวรา ชูพงศ์ไพโรจน์ พับปลา(แบบที่ 1) พับเป็ด พับมงกุฎ 4 จันทร์ พุธ ศุกร์ หมูน้อยหาบ้าน พ่อช้างผู้หวังดี ตะลุยปราสาทของแม่มด เตือนใจ พรมสิงห์ เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กัญญารัตน์ วุฒิวัฒน์ พับหมู พับช้าง พับปราสาท 5 จันทร์ พุธ ศุกร์ ราชสีห์กับหนู ม้ากับลา ผีเสื้อแสนสวย ฐิติพงศ์ สกุลสุทธวงศ์ สุประภา โมลีรตานนท์ ภัทรา แสงดานุช พับสิงโต พับม้า พับผีเสื้อ


Click to View FlipBook Version