The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

7. แผนการสอนวิชาคำสอนและคริสตศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookedba, 2021-09-28 03:06:48

7. แผนการสอนวิชาคำสอนและคริสตศาสตร์

7. แผนการสอนวิชาคำสอนและคริสตศาสตร์

สาส์น
จาก

ประธานคณะกรรมการคาทอลกิ เพ่ือคริสตศาสนธรรม
แผนกคริสตศาสนธรรม

ในกฤษฎีกาสมัชชาใหญ่ของพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย คริสตศักราช 2015
สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทยเน้น “วิถีชีวิตชุมชนคริสตชนย่อย ท่ีมีบรรยากาศของ
อารยธรรมแห่งความรัก” (ขอ้ 14.3 หนา้ 22)

“การสร้างความเข้าใจให้บุคลากรทุกระดับเห็นความสาคัญของเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของ
สถานศกึ ษาคาทอลิกเป็นภารกิจเรง่ ดว่ น... ตอ้ งบริหารและจัดการเรียนการสอน โดยบุคลากรทีย่ ึดถืออย่าง
ม่ันคงในคุณคา่ แห่งพระวรสาร... เพอื่ ใหผ้ ูเ้ รยี นทุกคนไดร้ ู้จักพระเจ้า สมั ผัสความรัก และความเมตตาของ
พระองค”์ (ข้อ 25 หนา้ 30)

ศูนย์อบรมคริสตศาสนธรรมระดับชาติ ได้จัดพิมพ์หนังสือชุดชีวิตคริสตัง 9 เล่ม ต้ังแต่ พ.ศ.
2547 สาหรับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 ถึงมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 มชี อ่ื ดงั ตอ่ ไปนี้

เลม่ 1 ค้นพบพระเจา้ ในสิง่ สรา้ ง
เลม่ 2 พบพระเจ้าในพระเยซเู จ้า
เลม่ 3 พบกบั พระเยซเู จ้าในศีลมหาสนิท
เล่ม 4 ตดิ ตามพระเยซเู จา้ ในพระวรสาร
เลม่ 5 พระเยซเู จา้ ประทบั ในชมุ ชนครสิ ตชน
เล่ม 6 การเป็นพยานถงึ พระคริสตเจ้าในสงั คม
เลม่ 7 กา้ วไปกับประชากรพระเจ้า
เล่ม 8 กา้ วไปกบั พระเยซเู จ้า ชาวนาซาเรธ็
เล่ม 9 กลายเป็นชุมชนของศิษย์
มีกระบวนการเรียนการสอน 5 ข้ันตอน ได้แก่ ประสบการณ์ เน้ือหา เสริมประสบการณ์
การตอบรับ และฉันเรียนรู้ โดยเน้นพระวาจาของพระเจ้าในทุกบทเรียนและสอดคล้องกับนโยบายสร้าง
ชมุ ชนคริสตชน

(1)

นอกจากนี้ ศูนย์อบรมฯ ยังได้จัดทาหนังสือคาสอนสาหรับเยาวชน หรือ “YOUCAT” เพ่ือใช้ในการ
สอนคาสอนระดับมธั ยมปลาย

สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทยได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง การสอนวิชาคาสอน
และคริสตศาสตร์ ด้วยกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นการไตร่ตรอง ครูผู้เข้าสัมมนาได้ทาแผนการสอน
วิชาคาสอน ด้วยกระบวนการเรียนการสอนที่เนน้ การไตร่ตรอง ตั้งแต่ช้ันอนุบาลศึกษา ถึง มัธยมศึกษาปี
ท่ี 6 โดยแตล่ ะชั้นมี 1-4 หัวข้อ เป็นตัวอยา่ ง โดยมกี ารนาเสนอบทเรยี น 3 ขน้ั คือ

1. การสร้างประสบการณ์ (SEE)
2. การคดิ วินจิ ฉัยประสบการณ์ (JUDGE)
3. การลงมือปฏบิ ตั ิ (ACT)

นอกน้ันยังมีการไตร่ตรองก่อนจบภาคเรียน เพ่ือทบทวนประสบการณ์สัมผัสพระเจา้ ในทุกแผนการ
สอน และเสนอสือ่ การเรียนการสอนด้วย

พ่อขอช่ืนชมกับความพยายามของสภาการศึกษาคาทอลิกฯ ท่ีทาแผนการสอนวิชาคาสอนและ
คริสตศาสตร์ ช่วยครูให้สอนโดยใช้กระบวนการไตร่ตรองตามแบบของคณะเยสุอิตได้สะดวกชัดเจนยิ่งขึ้น
รวมทั้งมีบูรณาการ พระวาจา การนมัสการ และประจักษ์พยานชีวิต ในทุกแผนการสอน และครอบคลุมทุก
ช้ัน

พ่อดีใจที่ไดเ้ ห็นวา่ แผนการสอนแบบไตร่ตรองระดับมธั ยมทุกแผนได้ใช้ YOUCAT ในการสอนดว้ ย

พ่อขอขอบใจคุณครูทุกท่านและสภาการศึกษาคาทอลิกฯ ท่ีร่วมมือกันทาแผนการสอนเล่มน้ี พ่อ
หวังว่าแผนการสอนวิชาคาสอนนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณครูและนักเรียน ขอให้มีพระวาจาในทุกบทเรียน
เสมอ ดังเช่นท่ีปรากฏอยู่ในทุกแผนการสอน และให้ฝ่ายวิชาการของทุกโรงเรียนของเราจัดเวลาการสอน
คริสตศาสนธรรมให้เหมาะสมและสมา่ เสมอ

1 สิงหาคม พ.ศ. 2017 พระสังฆราชฟรงั ซสิ เซเวยี ร์ วีระ อาภรณ์รตั น์
ประธานคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อครสิ ตศาสนธรรม

แผนกครสิ ตศาสนธรรม

(2)

ขอช่ืนชมยินดี

การเรียนการสอนคาสอนในประเทศไทยที่มีต่อเนื่องมานาน ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและ
“บูรณาการ” ให้เข้ากับยุคสมัยและสังคมอยู่เสมอ นับเป็นพระพรที่พวกเราได้อาศัยแนวทางที่พระศาสน
จักรกาหนดให้ในการสอนคาสอน โดยเฉพาะอย่างย่ิงการฝึกอบรมผู้สอนและการวางแผนการสอนอย่างมี
ระบบ โดยมีส่ืออปุ กรณ์ชว่ ยให้ผู้เรยี นสนใจและเข้าใจเน้อื หามากข้ึน

การท่ีครูคาสอนจานวน 35 ท่าน จาก 11 โรงเรียนได้เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติในหัวข้อ “การสอน
คาสอนและคริสตศาสตร์ ด้วยกระบวนการเรียนการสอนท่ีเน้นการไตร่ตรอง” ระหว่างวันที่ 22-25
กุมภาพันธ์ 2017 และร่วมกันเขียนแผนการสอนวิชาคาสอนที่เน้นการไตร่ตรอง ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก
Reflective (Ignatius) Pedagogy Paradigm ของคณะเยซุอติ และยดึ ตาม “คมู่ อื แนะแนวการสอนคาสอน
ในประเทศไทยของคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตธรรม แผนกคริสตศาสนธรรม 2014” เป็นหลักและ
แนวทางในการสอน ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสาคัญของการสอนคาสอน โดยเฉพาะในโรงเรียนคาทอลกิ
ครูผู้สอนมีโอกาสปฏิบัติหน้าที่ศาสนบริกรได้สมบูรณ์ย่ิงข้ึนในการส่งเสริมความรู้เก่ียวกับพระคัมภีร์
ความหมายของพิธีกรรมและศีลศักดิ์สิทธิ์และท่ีสาคัญคือปลุกเร้าความเช่ือของเยาวชน ให้ดาเนินชีวิตเพ่ือ
ความรกั และกา้ วหน้าในชีวติ ฝา่ ยจิต ใหเ้ ห็นความสาคัญของการสวดภาวนา การไตรต่ รอง การฟ้ืนฟูจิตใจ
และการร้จู ักพระครสิ ตเจ้ามากยงิ่ ขนึ้

ขอแสดงความช่ืนชมยินดีกับทุกท่านท่ีมีส่วนร่วมในการเขียนแผนการสอนวิชาคาสอนอย่างมี
ประสิทธิภาพ เพ่ือความรู้และการไตร่ตรองที่ลึกซ้ึง ซึ่งจะทาให้ผู้สอนและผู้เรียนคาสอนเกิดปรีชาญาณ
และความรู้กระจา่ งเกีย่ วกับพระเจ้า รกั พระองค์ ได้พบพระองค์ และดาเนินชีวิตเป็นประจักษ์พยานต่อไป

ขอโมทนาคุณพระเจ้าที่ประทานคุณพ่อเดชา อาภรณ์รัตน์ อาจารย์สุมิตรา พงศธร อาจารย์
อนพุ ันธ์ กิจนจิ ชวี ะ และอาจารย์พงษ์นรนิ ทร์ รัตนรงั สกิ ุล มาเปน็ ผูช้ แี้ นะ ริเร่มิ และนาทางพวกเราไปสสู่ ิ่งที่
สูงสง่ กว่าเดมิ เพ่อื พระสิรมิ งคลของพระเจ้า ขอขอบคุณทกุ ทา่ นอยา่ งมาก

“...เวลานเ้ี ราเหน็ สลวั ๆ เหมอื นดูในกระจก แต่ในเวลานนั้ จะเห็นแบบหน้าต่อหน้า เวลานี้ขา้ พเจ้ารู้
เพียงบางสว่ น แตเ่ วลานน้ั ข้าพเจา้ จะรู้แจง้ เหมอื นพระองค์ทรงร้จู กั ข้าพเจา้ ..” (1 โครินทร์ 12)

ขอพระเจ้าอวยพรทกุ ท่าน

เซอรว์ าเลนติน มุ่งหมาย
ผชู้ ่วยเลขาธกิ ารสภาพระสังฆราช
ฝ่ายธรรมทูตและการศกึ ษาคาทอลกิ

7 สงิ หาคม 2017

(3)



ความเป็นมาของ

แผนการสอนวชิ าคาสอนและคริสตศาสตร์

ดว้ ยกระบวนการเรยี นการสอนทเี่ นน้ การไตร่ตรอง

กฤษฎกี าสมชั ชาใหญข่ องพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย ค.ศ. 2015 ได้ประเมนิ สภาวะของ
คริสตชนไทยไว้ในข้อ 4 ว่า คริสตชนคาทอลิกไทย แม้ว่าได้มีความเช่ือแล้วโดยศีลล้างบาป แต่ความเข้าใจ
ข้อความเช่ือยังไม่ลึกซ้ึงเพียงพอ ขาดประสบการณ์ในการพบและการสัมผัสส่วนบุคคลแบบตัวต่อตัวกับ
พระเยซูคริสตเจ้า และประสบการณ์ความเช่ือในรูปแบบคริสตชนท่ีชัดเจน จึงทาให้การเจริญชีวิตคริสตชน
เป็นไปตามประเพณีปฏิบัติอย่างผิวเผิน ยังไม่มีความตระหนักและการอุทิศตนในบทบาทและหน้าที่ของ
การเป็นศิษย์พระคริสตเจ้าอย่างแท้จริง (ข้อ 4) พระศาสนจักรเห็นความจาเป็นที่จะต้องเปล่ียนแปลง ให้
คริสตชนแต่ละคนโดยทางศีลล้างบาป เป็น “ศิษย์ธรรมทูต” คือ เป็นท้ังศิษย์และธรรมทูตด้วยชีวิตความ
เป็นอยู่ของตนท้ังครบ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพใดในพระศาสนจักร (ข้อ 13) และตั้งเป้าหมายให้เยาวชน
คาทอลิกเปน็ เยาวชนผจู้ าริกประกาศความเช่ือ (ขอ้ 21) กลา่ วคือ นบั จากนีไ้ ป เยาวชนคอื ผู้เปิดขอบฟ้าใหม่
เพื่อออกไปประกาศข่าวดี ดงั นัน้ จึงจาเป็น

1. ต้องเน้นการประกาศข่าวดีแก่เด็กและเยาวชน อบรมพวกเขาให้เป็นผู้นาและมีวิจารณญาณ
รอบคอบมากย่ิงข้นึ ท่ามกลางการเปล่ียนแปลงทางสงั คมอย่างรวดเร็วท่สี ่งผลกระทบต่อศาสนา

2. ต้องให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมมากท่ีสุดในชีวิตของพระศาสนจักร เสริมชีวิตชีวาแก่
กลมุ่ งานรับใชต้ ่าง ๆ โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งใหพ้ วกเขาได้สมั ผัสและมีส่วนริเร่ิมงานธรรมทูต

3. ต้องให้ความสาคัญกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างบูรณาการและต่อเน่ือง ด้วยความ
ร่วมมืออย่างใกล้ชดิ ระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน ฯลฯ โดยเน้นการรับฟัง เข้าใจ ให้โอกาสและเป็นแบบอย่างที่
ดีแกพ่ วกเขา (ข้อ 21)

เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว กฤษฎีกาสมัชชาใหญ่ฯ ได้กาหนดเป้าหมายหน้าท่ีและภารกิจของ
การศึกษาคาทอลิกไว้ในข้อ 25 และ 38 คือ เป็นสนามและเป็นฐานแห่งการประกาศข่าวดี บ่มเพาะคุณค่า
ชีวติ ตามแนวทางพระวรสาร เพ่ือใหผ้ ู้เรียนทกุ คนได้ร้จู กั สมั ผสั ความรัก ความเมตตาของพระเจา้ โดย

(1) ต้องทาให้เอกลักษณ์และอัตลักษณข์ องการศึกษาคาทอลิกปรากฏอย่างชัดเจนเสมอ
(2) ต้องบริหารและจัดการการเรียนการสอนโดยครูและบุคลากรท่ียึดถืออย่างมั่นคงในคุณค่าแห่ง
พระวรสารและวัฒนธรรมแบบคาทอลิกอย่างต่อเนื่องจนผู้บริหาร ครู และบุคลากรทุกคนทุกระดับเจริญ
ชีวิตเป็นแบบอยา่ งแกท่ ุกคน
(3) ต้องสอนและอบรมในทุกสิ่งท่ีเป็นความจริง ความดีงามและความงดงามซ่ึงเป็นส่วนสาคัญ
สาหรบั มนษุ ย์

(5)

(4) ตอ้ งชว่ ยเหลอื ครอบครัวของนักเรียนให้รูจ้ กั วิธีการแนะนาความเชอื่ แก่ลูก ๆ (ข้อ 25)
(5) มีครูจิตตาภิบาลท่ีมีบทบาทสาคัญในการส่งเสริมกระแสเรียก สอน พูดคุย และสร้างความ
เข้าใจ แกผ่ ้เู รียนเรอ่ื งกระแสเรียกอย่างสมา่ เสมอ มีการสวดภาวนาเพอื่ กระแสเรียกเป็นประจา (ขอ้ 38)

โรงเรียนคาทอลิกในสังกัดสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทยได้เล็งเห็นความสาคัญของการ
ทบทวน รื้อฟื้นอัตลักษณ์การศึกษาคาทอลิก ตามสมณสาสน์ต่างๆ ของพระศาสนจักรเก่ียวกับการศึกษา
คาทอลิก มาต้ังแต่ปี 2010 จนในที่สุด ในปี 2014 สภาการศึกษาคาทอลิกได้ทาเอกสารชื่อ “ก้าวต่อไป
ด้วยอตั ลักษณก์ ารศกึ ษาคาทอลกิ – แนวทางเบือ้ งต้นของการจัดการศกึ ษาแบบคาทอลิก” เพอื่ สรปุ
แนวทางในการจดั การศึกษาของโรงเรียนตามทีไ่ ดร้ ่วมกันพัฒนาจนมาถึงทกุ วนั น้ี โรงเรียนคาทอลิกได้ทาให้
เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของการศึกษาคาทอลิกปรากฏอย่างชัดเจน และเป็นท่ียอมรับ ทั้งภายในและ
ภายนอกมากยิง่ ข้นึ

เพื่อให้โรงเรียนคาทอลิกก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยืนหยัดในอัตลักษณ์การศึกษาคาทอลิก สภา
การศึกษาคาทอลิกฯ ได้รับฟังข้อเรียกร้องโรงเรียนท่ีขอให้พัฒนาการจัดการเรียนการสอนแบบคาทอลิก
เพื่อให้อัตลักษณ์ชัดเจนย่ิงขึ้น สภาการศึกษาคาทอลิกฯ จึงได้ตอบสนองด้วยการนาการสอนแบบไตร่ตรอง
(Reflective Pedagogy Paradigm) มาพฒั นาและเผยแพรใ่ ห้กับโรงเรียนท่ีสนใจ โดยได้จดั อบรมทงั้ สิน้ 45
คร้ัง ให้แก่ครูมากกว่า 1,500 คน การสอนแบบไตร่ตรองนี้ อยู่บนพื้นฐานของแนวคิดแบบ Constructivism
ที่เช่ือว่า “นักเรียนสามารถพัฒนาการเรียนรู้ของตนเองได้ โดยมีครูเป็นผู้เอ้ืออานวยการเรียนรู้ด้วยการจัด
สภาวะแวดลอ้ มใหเ้ หมาะสม” แนวคดิ น้ีเปน็ พื้นฐานในการปฏริ ูปการศกึ ษาในประเทศท่ีประสบความสาเร็จ
อยา่ งสูง เชน่ ประเทศฟินแลนด์และประเทศสิงคโปร์ เป็นตน้

(6)

ในทันทีที่พระศาสนจักรคาทอลิกได้กาหนดหน้าที่และพันธกิจของการศึกษาคาทอลิกตามกฤษฎีกา
สมชั ชาฯ แมว้ ่าขณะนัน้ ยงั คงเป็น “รา่ ง” อยู่ สภาการศกึ ษาคาทอลกิ ฯ ได้เริม่ ทาโครงการนาร่อง ด้วยการจัด
สมั มนาเชิงปฏบิ ัติการเร่ือง “การสอนคาสอนและครสิ ตศาสตร์ ด้วยกระบวนการเรียนการสอนที่เน้น
การไตรต่ รอง” ในระหว่างวันท่ี 22-25 กมุ ภาพันธ์ 2017 ดว้ ยความตระหนักในพันธกิจท่จี ะต้องทาให้แน่ใจ
วา่ นกั เรียนคาทอลิกจะ “ตอ้ งไมเ่ ป็นครสิ ตชนที่มีความเชื่อแลว้ โดยศีลล้างบาป แตค่ วามเขา้ ใจข้อความเชื่อ
ยังไม่ลึกซ้ึงพอ” แต่ให้เป็น “เยาวชนเปิดขอบฟ้าใหม่เพ่ือออกไปประกาศข่าวดี” และที่สุดให้พวกเขาเป็น
“ศิษยธ์ รรมทูต คือ เป็นท้ังศิษยแ์ ละธรรมฑูตด้วยชีวิตความเป็นอยขู่ องตนทัง้ ครบ”

ในการสัมมนาคร้ังน้ัน ทีมวิทยากรได้ยึดม่ันเนื้อหาของหนังสือคาสอนและคริสต์ศาสนาท่ีมีอยู่เดิม
และใชใ้ นโรงเรียนอยกู่ อ่ นแล้ว และไดใ้ ช้ “คูม่ ือแนวการสอนคาสอนในประเทศไทยของคณะกรรมการ
คาทอลิกเพ่ือ คริสตศาสนธรรม แผนกคริสตศาสนธรรม 2014” เป็นหลักการสาคัญในการจัดการ
เรียนคาสอน ซึง่ มีดังน้ี

1. ภมู หิ ลงั ทางประวตั ศิ าสตร์ของวธิ กี ารสอนคาสอน

แต่เดิม การสอนคาสอนจะให้ความสาคัญกับ “ความรู้” คือ ต้องการสอนให้ผู้เรียนได้รู้ว่า พระเยซู
คือใคร แต่รปู แบบใหม่ เน้นที่ “ใจ” หรือ “ประสบการณ์” คอื ให้ผู้เรียนได้สัมผัสกบั ความรักความเมตตาของ
พระเจ้า โดยรับรู้ว่า พระเจ้าทรงรักเราและโลกอย่างไร การสอนที่เน้นการท่องจา จึงเปลี่ยนเป็นการให้
ผู้เรียนได้เกิดประสบการณ์โดยผ่านทางกิจกรรมหรือการปฏิบัติจริง วิธีการน้ีเรียกว่า การสอนแบบ CCP
(Christian Community Program) คือ เป็นวิธีการสอนแบบอุปมานรูปแบบหนึ่ง (Inductive Method) ซึ่ง
สภาพระสังฆราชคาทอลิกให้การสนับสนุน เพ่ือใช้สาหรับการสอนในประเทศไทย ต้ังแต่ปี ค.ศ. 1976
(ขอ้ 70)

(7)

2. เปา้ หมายการสอนคาสอน
พระศาสนจกั รจะตอ้ งฟื้นฟูการสอนคริสตศาสนธรรม (ขอ้ 17)
(1) ใหต้ อบสนองตอ่ ความต้องการของครสิ ตชนไทยตามสภาพความเปน็ จรงิ
(2) ใหเ้ หมาะสมกบั กาลเวลาและสภาพแวดล้อมของสงั คมไทย
(3) ให้ข่าวดขี องพระครสิ ตเจ้าเป็นคาตอบสาหรบั ชวี ิตของตนเองและสังคม และ
(4) จดั ให้งานด้านครสิ ตศาสนธรรมนี้เปน็ งานเรง่ ดว่ นอันดับตน้ ๆ ของพระศาสนจกั รในประเทศไทย

3. วิธกี ารสอนคาสอน
วธิ ีการสอนคาสอนตัง้ อยบู่ นหลักการ 4 ประการ คอื
3.1 การสอนมุ่งนักเรียนเป็นสาคัญ เพื่อให้การสอนคริสตศาสนธรรมบรรลุผลตาม
จุดมุ่งหมายอย่างมีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน ครูคาสอนไม่เพียงแต่มุ่งเน้นเน้ือหาคาสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้
เท่าน้ัน แต่จาเป็นต้องสนใจผู้เรียนเป็นสาคัญ กล่าวคือ ต้องมีความรู้ด้านจิตวิทยา พัฒนาการ เข้าใจความ
ต้องการของแต่ละวัย เพื่อจะได้พัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนท่ีสมบูรณ์ มีความเช่ือ และคุณธรรมตามค่านิยม
พระวรสาร สามารถดาเนนิ ชีวิตธรรมทตู อย่างมสี นั ตสิ ุขในสังคมไทย (ขอ้ 37)

(8)

3.2 หลกั เกณฑใ์ นการนาเสนอเนื้อหา ทสี่ าคญั 2 ประการ คือ
(1) พระเยซคู ริสตเจา้ เปน็ ศูนย์กลางในการสอนครสิ ตศาสนธรรม หมายถงึ สารแห่งพระวรสารมิ
ได้มาจากมนษุ ย์ แต่เป็นพระวจนาตถข์ องพระเจ้า “คาสง่ั สอนของเรามิใช่ของเราเอง แตเ่ ปน็ ของผ้ทู รงใช้เรา
มา” (ยน 7:16) ดังน้ันทุกส่ิงท่ีการสอนคริสตศาสนธรรมถ่ายทอดให้น้ันก็คือ “คาสั่งสอนของพระเยซูคริสต
เจา้ ”
(2) เป็นสารที่มีความหมายต่อการดาเนินชีวิต การสอนคริสตศาสนธรรมมิใช่การสอนเร่ืองพระ
เจ้าเท่าน้ันแต่ต้องประยุกต์ให้เข้ากับชีวิตมนุษย์ โดยคานึงถึงสภาพของสังคม เศรษฐกิจ ความหลากหลาย
ทางศาสนาและวฒั นธรรมร่วมสมัย (ข้อ 34)

3.3 แนวทางเบอ้ื งต้นในการใช้วธิ กี ารสอนคาสอนในยุคปจั จุบนั กอ่ นที่จะนาเสนอวิธีการ
สอนคาสอน เราควรกาหนดแนวทางข้นั พน้ื ฐานสาหรบั การใชว้ ธิ กี ารตา่ งๆ ดังนี้

(1) ประสิทธิภาพของวิธีการข้ึนอยู่กับการใช้ท่ีชาญฉลาด จะต้องไม่สลับซับซ้อน แต่ง่าย ชัดเจน
และเหมาะสมกบั เรอ่ื งของความเชื่อ (ขอ้ 72)

(2) วิธีการท่ีดีไม่ได้มีเพียงวิธีการเดียวเท่านั้น โดยพิจารณาถึงสภาพทางจิตวิทยาและวุฒิภาวะ
ของผู้สนใจ ดังนั้น ครูคาสอนนอกจากจะศึกษาศาสตร์เก่ียวกับพระเจ้าแล้ว ยังต้องศึกษาศาสตร์ต่างๆ
เกยี่ วกบั มนุษยด์ ว้ ย (ข้อ 73)

(3) วิธีการท่ีถูกต้องของงานสอนคาสอนนั้นคือพระคัมภีร์ ธรรมประเพณี พิธีกรรม คาสอนของ
พระศาสนจักรและประสบการณม์ นุษย์ วิธีการทีเ่ ราใช้จะต้องตอบสนองแนวทางปฏิบัติสองประการด้วยกัน
คือ ความสัตย์ซื่อต่อพระวาจาและคาสอนของพระศาสนจักร และความเป็นไปของมนุษย์ในโลกปัจจุบัน
(ขอ้ 75)

(4) บรรยากาศที่ดีทาให้การเรียนคาสอนมปี ระสิทธิภาพ ข้ึนอยู่กับความพร้อมของสภาพแวดลอ้ ม
ทางจิตใจ อารมณ์ และลักษณะทางกายภาพของการสอนคาสอน (ข้อ 76) สภาพแวดล้อมของแต่ละ
สถานท่ี (ข้อ 77)

(5) พระจติ เจ้า คือ ผู้ประทานพลังสูค่ วามสาเร็จ จดุ มงุ่ หมายของการสอนไมไ่ ด้หยดุ อยูแ่ ค่ให้ผู้เรียน
ได้ประพฤติตนตามคาสอนของศาสนาเท่านั้น แต่ให้พวกเขาเกิด “ความเช่ือ” ไม่ใช่แค่ให้มีการดาเนินชีวิต
แบบ ครสิ ตชนในรูปแบบเทา่ นั้น แต่ใหเ้ กดิ การกลบั ใจอย่างแท้จริง (ข้อ 79)

ในการสอนคาสอนทุกคร้ัง ผู้สอนจะต้องผสมผสานเรื่องสาคัญทั้งสามเร่ืองนี้เข้าด้วยกันอย่าง
กลมกลืน (1) ความรู้ถึงพระวาจาของพระเจ้า (2) การเฉลมิ ฉลองความเช่ือดว้ ยศลี ศกั ดิส์ ิทธ์ิ และ (3) การ
ประกาศความเชื่อด้วยการดาเนินชีวิตประจาวัน การบูรณาการทั้งสามน้ี คือ พระวาจา การนมัสการ

(9)

สรรเสริญโมทนาคุณ และประจักษ์พยานชีวิต จะต้องมีอยู่ในทุกรูปแผนของการสอนคาสอน และเป็นหลัก
ในการประเมนิ ถงึ ประสิทธิภาพและความสมบูรณ์ของโครงการหรือบทเรยี นคาสอนในทุกรปู แบบ (ข้อ 81)

ทั้งนี้ การสอนคริสตธรรมของพระศาสนจกั รจะต้องไม่เน้นเพียงความรู้ แต่ตอ้ งมปี ระสบการณ์ฝ่าย
จิต ไม่เน้นเพียงข้อปฏิบัติหรือบทบัญญัติภายนอก แต่ต้องเน้นความเช่ือหรือข้อคาสอนท่ีมาจากธรรม
ประเพณี ท่ีมาจากพระคัมภีร์ ไม่เน้นเพียงอธิษฐานด้วยบทภาวนาที่ได้จัดเตรียมไว้แล้ว แต่ต้องนาสู่การ
ภาวนาจากใจ (ข้อ 14)

ในการสัมมนา ครูได้ทบทวนและรื้อฟื้นบทบาทและหน้าท่ีของครูคาสอน ในฐานะผู้ที่เป็น
ของขวญั ล้าคา่ ท่พี ระศาสนจกั รสามารถหยบิ ยนื่ ใหแ้ ก่โลก ครูคาสอนมหี นา้ ทแ่ี ละบทบาท ดังนี้

(1) ครูคาสอนต้องมคี วามสัมพนั ธ์ทด่ี ีกับบ้าน วดั โรงเรยี น ชุมชนครสิ ตชนและตอ่ พน่ี ้องตา่ งความเชอื่
(2) ครูคาสอนตอ้ งมีหัวใจรักของความเป็นพ่อเป็นแม่ มีฤทธิ์กศุ ลของความเพยี รทนสม่าเสมอ อทุ ศิ ตน
ซอื่ สตั ย์ เสยี สละ วางใจในพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์
(3) ครูคาสอนมีพันธกิจอันละเอียดอ่อนในการให้ความรู้คาสอนเบื้องต้น เตรียมเด็กรับศีลอภัยบาป
รบั ศีลมหาสนทิ ครัง้ แรกและศลี กาลัง
(4) ครคู าสอนควรพัฒนาตนเองอยา่ งต่อเน่ืองท้งั ในด้านความรู้ ทกั ษะ วิธกี ารและเทคนิคกระบวนการ
สอนใหมๆ่ ท่ีเหมาะกับวยั ของเดก็
(5) ครูคาสอนควรสง่ เสรมิ กระแสเรยี กการเป็นพระสงฆ์ นกั บวชและฆราวาสแพร่ธรรม (ขอ้ 58)

(10)

ครูคาสอนต้องได้รับการฝึกให้มีประสบการณ์ในการสอนหลายๆ รูปแบบ โดยให้รู้ว่าทาไมต้องใช้
วธิ ีการนี้ และจะประยกุ ต์หรอื ปรับเปล่ยี นอย่างไรใหเ้ ข้ากับผู้เรยี นของเรา โดยครคู าสอนจะตอ้ งฝกึ

(1) ให้สามารถดึงเอาความหมายของชีวิตคริสตชนออกมาจากประสบการณ์ชีวิตประจาวันของ
ตนเองและของผู้สนใจออกมา (See) และ

(2) นาความหมายของชีวิตนั้นมาเทียบกับคุณค่าที่ถูกต้องของสังคมไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
คุณค่าแห่งพระวรสาร ซ่ึงขั้นตอนนี้ครูคาสอนจะต้องเป็นผู้ชแ้ี นะในการกระทาเช่นน้ีครูคาสอนจะต้องเรยี นรู้
ที่จะปรับวิธีการให้เหมาะสมกบั ผู้สนใจอยู่ตลอดเวลา (Judge) (ขอ้ 72)

บนพื้นฐานของหนังสือคาสอนและหนังสือคริสต์ศาสนาท่ีมีอยู่และวิธีการสอนคาสอนตามคู่มือคา
สอนฯ ดังกล่าว ทีมวิทยากรได้ขอให้ครูผู้เข้าร่วมสัมมนาศึกษาและปรับใช้กระบวนการเรียนการสอนที่เน้น
การไตร่ตรองในการสอนของตนเอง รวมทั้งช่วยกันพัฒนาแผนการสอนที่เรียกว่า “แผนการสอนแบบ
ไตรต่ รอง”

(11)

กระบวนการเรียนการสอนแบบไตร่ตรองมี 6 ขั้นตอน คือ

1. การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ท่ีมีความตระหนักในการประทับอยู่ของพระเจ้าและอยู่บน
พื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนด้วยความเข้าใจ ให้เกียรติ และยอมรับซ่ึงกันและกัน เห็น
พระเจ้าในกันและกนั เพื่อการพัฒนานกั เรียนในฐานะบุตรของพระเจ้าเป็นรายบุคคล

2. การให้ภาพรวม เป็นขั้นตอนที่ครูใช้ 3-5 นาที และเพื่อชี้ให้นักเรียนรู้ว่า เขากาลังจะเรียน
อะไร เพือ่ อะไร และอย่างไร เพือ่ เปดิ ใจของนักเรยี นใหเ้ ตรียมพรอ้ มทจ่ี ะเรยี นรู้

3. การนาเสนอบทเรียนด้วย See – Judge – Act ขน้ั See นักเรยี นจะได้ทบทวนประสบการณ์
ชีวิต หรือสภาวะทางสังคม เพ่ือการเรียนรู้ ข้ัน Judge ครูและนักเรียนร่วมกันศึกษาพระวาจา ข้อบัญญัติ
คาสอนของพระศาสนจักร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจและการดาเนินชีวิตเพื่อสนองตอบต่อ
สถานการณ์ หรือสภาวะการณ์ทางสังคมน้ัน ข้ัน Act นักเรียนจะกาหนดแนวทางเพื่อนาไปปฏิบัติในชีวิต
ของตนเอง การนาเสนอบทเรยี นนเ้ี ป็นวธิ กี ารสอนแบบ Inductive Method แบบหนง่ึ

4. การไตร่ตรองก่อนส้ินคาบ ครูจะต้ังคาถามให้นักเรียนไตร่ตรองและเขียนบนั ทึกคาตอบของ
ตนเอง เพื่อให้นักเรียนได้ทบทวนบนเรียนอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง อันนาไปสู่การพัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเองใน
อนาคต

5. การประยุกต์ใช้ในชีวิต นักเรียนจะได้รับการสนับสนุนให้นาแนวทางปฏิบัติท่ีได้เรียนรู้ใน
ชีวิตประจาวัน และเฝ้าสังเกตตนเองและผลกระทบรอบข้าง แล้วนาประสบการณ์ท่ีได้รับมาแบ่งปันในช้ัน
เรยี นในคาบต่อๆ ไป เพอื่ การพฒั นาการเรียนรู้และชวี ติ จิตของตน

6. การประเมินและวัดผล ท่ีไม่ใช่เป็นการวัดด้วยคะแนนและให้เกรด แต่ด้วยการสังเกต
พฤติกรรมและการพัฒนาชีวติ จิตของนักเรยี นเปน็ รายบุคคล

(12)

เพ่ือเปน็ เคร่ืองมอื ให้ครูเข้าถึงพระวาจาในพระคมั ภรี ใ์ หล้ ึกซ้งึ และถูกต้อง ทมี วทิ ยากรไดน้ าเสนอบท
เทศน์ของ คุณพ่อชัยยะ กิจสวัสด์ิ ให้ครูศึกษาและใช้เป็นแนวทางในการเข้าถึงความเช่ือท่ีลึกซ้ึงข้ึน ครู
ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้แสดงความชื่นชม ช่ืนชอบ และได้รับประโยชน์ท่ีได้รับจากบทเทศน์ของคุณพ่อชัยยะ
เปน็ อย่างมาก วิธนี าเสนอบทเทศน์ของคุณพ่อชัยยะสามารถนามาเป็นแบบอย่างกับการสอนแบบไตร่ตรอง
ได้เป็นอย่างดี เพราะในการใช้กระบวนการ See-Judge-Act เช่นเดียวกับกัน ดังแสดงได้เป็นแผนภาพ
ดงั ต่อไปน้ี

SEE /

JUDGE (13)
ACT

ในระหว่างสัมมนา ครูได้ทบทวนและแลกเปลี่ยนวิธีการและกิจกรรมเพื่อที่จะได้พบและสัมผัสพระ
เจ้าทีห่ ลากหลาย และสามารถนาไปใช้ไดจ้ ริงกบั นกั เรยี นในคาบเรียนคาสอนทกุ ๆ คาบ เช่น

- การภาวนาด้วยวธิ กี ารทห่ี ลากหลาย เช่น ภาวนากอ่ นและหลงั ทกุ กิจกรรม การสวดบทข้าแต่
พระบิดาและราพงึ ทลี ะทอ่ น การเดนิ ภาวนา ภาวนาดว้ ยการสงบนิง่ การสวดสายประคาประจาวัน

- กิจกรรมสัมผัสพระเจ้า เช่น การสัมผัสพระเจ้าในทุกลมหายใจ การสัมผัสพระเจ้าในทุกส่ิง
การสัมผสั พระเจ้าผา่ น Buddy

- เกมพระคมั ภรี ์ เช่น การหาคา การทาเลข 7 และ 40 ในพระคัมภีร์
- การร้องเพลง การร้องเพลงประกอบท่าทาง การรอ้ งเพลงอยา่ งมีความหมาย
- การรว่ มมสิ ซาอยา่ งมีความหมายในทุกขัน้ ตอน

ก่อนจบสัมมนาครูได้เขียนบันทึกไตร่ตรองทบทวนถึงประสบการณ์และการเรียนรู้ส่วนตัว บันทึก
ไตร่ตรองน้ีสะท้อนถึงคุณค่าและประโยชน์ท่ีได้รับ และยังสะท้อนถึงการเปล่ียนแปลงในชีวิตจิตของครูที่
งดงามและน่าช่นื ชมของครูท่บี ัดน้เี รยี กตัวเองว่า “ครูไตร่ตรอง”

(14)

ครูหลายคนยอมรับในปัญหาที่ผ่านมาและหาแนวทางในการเปลีย่ นแปลง เชน่

บนั ทึกของครู – ยอมรับในปัญหา

การเริ่มเดินทางของฉันในเส้นทางการสอนคาสอนของฉันคร้ังน้ี ฉันบอกเลยว่า หนักใจท่ีสุดที่ก้าว
เข้ามาในเส้นทางน้ี ฉันรู้สึกว่าเป็นการเดินทางที่หนักใจ ไม่ม่ันใจว่าฉันเริ่มเดินในเส้นทางท่ีถูกหรือเปล่า
ท้ังๆ ที่มีท้ังคนนาทางและเพื่อนร่วมทางในครั้งน้ีหลายคน เพราะอะไรเหรอ ก็เพราะเส้นทางนี้นอกจาก
จะต้องใช้กาลังและแรงใจของตัวเองร่วมกับผู้นาทางและเพื่อนร่วมทางในการเดินไปแล้ว ยังต้องใช้ใจและ
ความเชื่อส่วนตัวในการเชื่อม่ันว่า เราจะได้รับพระพรพิเศษจากพระเจ้าท่ีทรงคัดสรรเมล็ดพันธ์ุท่ีดีแล้วบน
โลกใบนี้ น่ันก็คือ เราที่เป็นครูคาสอน มาเป็นของขวัญสาหรับเด็กๆ เยาวชนและผู้คนรอบข้างในสังคมให้
ได้รับพระพรพิเศษผ่านจากพวกเราครูคาสอน เพื่อทาให้ภารกิจบนโลกนี้สาเร็จไปในพระพรของพระเจ้ายิ่ง
เดนิ ลึกและไกลมากเทา่ ใดท่ผี ู้นาเดินพาพวกเรามา ฉันยิง่ ค้นพบความรกั ทีพ่ ระเจา้ ทรงมอบให้ พระพรพเิ ศษ
น้ีต้องสัมผัสด้วยหัวใจของฉันเองและไม่มีใครรู้ได้ว่า พระองค์ทรงวางทางอะไรไว้ให้ฉันบ้าง ฉันรู้เพียงแต่
ฉันเร่ิมมีความสุขกับการเดินทางในครั้งนี้และเริ่มท้าทายพระพรพิเศษที่ฉันได้รับในการนาไปแบ่งปันให้กับ
เด็กๆ เหมอื นทฉี่ นั เปน็ ของขวัญท่ีลา้ ค่าท่ีพระองคห์ ยิบยนื่ ให้แก่โลก

ครูพลอย รร.เซนต์โยเซฟ บางนา

ฉันค้นพบว่า ฉันยังเป็นครูคาสอนแบบโบราณจริงๆ ฉันมุ่งหวังให้เด็กมีความรู้ในข้อคาสอนเยอะๆ
รู้จักพระคัมภีร์มากๆ หลายๆ ตอน แต่ฉันไม่ได้ลงลึกไปในการปฏิบัติมากเท่าที่ควร ฉันแค่บอกเด็กให้
เลียนแบบพระเยซูเจ้า ให้รักพระ ให้ศรัทธา แต่เด็กเขาจะทาไหม ฉันก็ไม่แน่ใจนัก หรือเขาอาจทาแต่ลึกซึ้ง
แค่ไหน เขาทา เพราะรูว้ า่ ครตู อ้ งถาม เขาจะได้ตอบได้ว่า หนูทาค่ะ หรอื เปล่า ประสบการณ์สมั ผสั พระเจ้า
แบบตวั ต่อตัว การเปลีย่ นแปลงในตวั ฉัน ฉันจะนาการสอนแบบใหม่ๆ น้ีไปใช้สอนเด็กๆ ในปกี ารศกึ ษาหน้า

(15)

ฉันคดิ วา่ เดก็ ๆ รนุ่ ใหม่ คงจะเปน็ คริสตชนคล่ืนลูกใหม่ทพ่ี ลิกชีวติ การเป็นคริสตชนคาทอลกิ แบบเดิมๆ เลย
ทเี ดยี ว พวกเรามตี ัง้ หลายคนนี่นา (เพอื่ นรว่ มทาง) พวกเราตอ้ งทาได้นะ สู้

ครูบษุ รา รร.เซนตโ์ ยเซฟ บางนา
ฉันได้พบว่า สิ่งที่ฉันเคยคิดว่า มันเป็นจุดอ่อนในการเขียนแผนการสอนของฉันนน้ั มนั เป็นจุดอ่อนจริงๆ
และฉันตั้งใจจะพยายามแก้ไขให้ดีที่สุด เพราะสิ่งนี้จะช่วยให้เด็กสามารถเช่ือมโยง(connect) กับพระและ
สมั ผสั พระได้ดที ่ีสุด ฉนั ไดส้ มั ผสั พระจากการภาวนาเช้า รู้สึก ‘อิ่ม’ มากกับการภาวนาบทขา้ แตพ่ ระบิดาทั้ง
จากตัวเอง กลุ่มและโดยเฉพาะจากบทเทศน์วิเคราะห์ของคุณพ่อชัยยะ ทาให้รู้สึกสนใจและอยากติดตาม
อ่านบทเทศน์ของคุณพ่อมากข้ึน และคาพูดคาอธิบายของคุณอนุพันธ์ท่ีกระแทกจิตใจ(และมีimpact) สูง
มากคือ “ไม่คิดว่าพระเยซูเจ้าเสียสละ” เพราะพระองค์ไม่มีอะไรครอบครองอยู่แล้ว จึงเกิดความรู้สึกว่า
ต่อไปน้ีฉันจะพยายามสัมผัสการเป็น อยู่ คือ ของพระเยซูเจ้าให้มากขึ้น ทั้งที่โดยปกติแล้วในพระตรี
เอกภาพ ฉันรู้สึกสนิทใกล้ชิดกับพระบุตรมากกว่าอีก 2 องค์อยู่แล้ว ประสบการณ์น้ีช่วยให้ฉันเกิดความ
ชัดเจนมากขึ้นว่า ฉันจะเจาะประเด็นใดเป็นพิเศษในการศึกษาและสัมผัสพระให้มากขึ้นและจะหาทางหา
วิธีให้เด็กนักเรียนได้รับการสัมผัสแบบฉันให้มากท่ีสุดเท่าที่จะทาได้ ฉันคาดหวังว่าพระศาสนจักรจะมี
หนังสือดีๆ ทไี่ ด้รับการเผยแผ่ให้กว้างขวางมากขึ้น

ครูจติ ิมา รร.มาแตร์เดอีวทิ ยาลัย

(16)

ครูหลายคนคน้ พบวิธใี หมใ่ นการสอนคาสอน เช่น

บันทึกของครู – คน้ พบวธิ ใี หม่

ผมได้ค้นพบเทคนิคใหม่ในการประกาศข่าวดี ผมได้สัมผัสพระเจ้าแบบสนิทสัมพันธ์มากทั้งใน
มิสซา การภาวนา การดาเนินชีวิตอยู่ร่วมกับเพ่ือน และในการเข้าห้องอบรม ผมดีใจอย่างมากท่ีพระองค์
ทรงอยู่เคียงข้างผมไม่เฉพาะคราวนี้ แต่ท้ังชีวิต และจากการค้นพบและการสัมผัสพระเจ้าจะทาให้ผม
เปลี่ยนแปลงจากอุทิศตน เป็นอุทิศตนอย่างสุดกาลัง ร้อนรนในการเป็นเครื่องมือที่ดีและจะทาทกุ ท่างเท่าท่ี
จะสามารถ ท้งั มโี อกาสและไม่มโี อกาส เพื่อใหท้ ุกคนมารู้จกั รักพระบิดา และพระบุตร และพระจติ ให้จงได้
โดยเฉพาะคนบาป ผมจะทุ่มเทอย่างเต็มท่ี สุดท้ายผมคาดหวังว่า พระศาสนจักรจะต้องเอาใจใส่ ปกป้อง
ครูคาสอน และพระสงฆ์ตามโรงเรียนจะต้องย่ิงมีใจร้อนรนมากกว่าครูคาสอน ผมหวังเช่นน้ัน และอย่าง
นอ้ ยถา้ ไมร่ อ้ นรน ก็ควรจะเปิดทางสนับสนนุ งานของพระใหม้ ากกวา่ ที่เป็นอยู่ มฉิ ะนนั้ “ผูท้ ไี่ ดร้ บั มาก จะถูก
เรียกคืนมาก” (พระเยซเู จา้ ) มันจะอนั ตรายสาหรับพระสงฆเ์ หล่านัน้ ท่ีเน้นวชิ าการจนลมื จดุ ยืนของตน

ครูจักรพันธุ์ รร.ยอแซฟอุปถมั ภ์

ฉันได้ค้นพบการเขียนแผนการสอนโดยใช้หัวใจแห่งความรัก เขียนโดยมุ่งหวังผลท่ีจะเกิดข้ึนในจติ
วิญญาณของคริสตชน ลูกพระ ที่พระมอบให้ฉันเป็นเครื่องมือดูแลพวกเขาให้เขามีดวงใจท่ีมีพระเป็น Idol
ในการดาเนินชีวิต

ฉันได้พบประสบการณ์การสัมผัสพระเจ้าผ่านการภาวนาเช้า การร่วมมิสซา การไตร่ตรองด้วย
ความสงบน่ิงในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละวัน ซึ่งทาให้ฉันสัมผสั ได้ถึงความเป็น ความมีพระในทุกลมหายใจ
เข้า-ออก

พระทรงนาฉันให้มีประสบการณ์เพิ่มขึ้นในทุกด้านผ่านเพ่ือนพ่ีน้อง กิจกรรม ปัญหา ทาให้ฉัน
เขม้ แข็งและก้าวตอ่ ไปได้มนั่ คงขึ้น

ครูภารดี รร.พระมารดานิจจานุเคราะห์

ฉันค้นพบว่า การสอนคาสอน คือ การสร้าง/นา/ดึงประสบการณ์ระหว่างนักเรียนกับนักเรียนเข้า
โดยใช้พระวาจาของพระเจ้าเป็นแกนหลัก เพราะพระวาจาคือ มรดกของพระเยซูเจ้าและเป็นส่ิงเดียวที่
ครสิ ตชนสมั ผสั กับพระเจ้าได้จริง หน้าทขี่ องครูคาสอนคือ การนานกั เรียนมปี ระสบการณ์ท่ลี ึกซ้ึงกับพระเจ้า
ด้วยการเข้าใจพระวาจาอย่างลึกซ้ึงและส่งเสริมให้นักเรียนมีพระเจ้าเป็นท่ีพ่ึงในการดาเนินชีวิตจนตลอด
ชวี ติ ของนักเรียนได้แม้จะไมม่ ีครู ในการรว่ มมสิ ซาและการอธิษฐานภาวนาเป็นประสบการณ์ตรงในการพบ
พระของฉันท่ีดีมากและหวังว่าจะไปแบ่งปันกับนักเรียนให้เกิดประสบการณ์น้ีเช่นกัน ฉันมีเจตจานงท่ี

(17)

เปลี่ยนไปในการสอนคาสอน เปล่ียนเป็นการนาพระวาจาสู่ชวี ิตนักเรียน ตั้งเป้าหมายให้นักเรียนใช/้ อาศัย/
พึ่งพาพระวาจานี้ เม่ือเผชิญปัญหาในชีวิตของนักเรียนได้ ฉันไม่อาจคาดเดาใดๆ กับพระศาสนจักร แต่ฉัน
หวังว่าฉันซ่ึงเป็นหน่วยงานหนึ่งของพระศาสนจักร จะนาประสบการณ์พบพระไปสู่นักเรียนดังเช่นท่ีฉันเชอื่
และใชค้ วามเชื่อนี้ในการดาเนินชวี ิต แมจ้ ะเปน็ แบบอยา่ งเพียงเสี้ยวเดยี วก็ขอเป็นแบบอย่างแก่นกั เรียน

ครูดนชุ รี รร.มาแตรเ์ ดอีวิทยาลยั

ฉันได้ค้นพบวิธีการนาเด็กๆ ไปหาพระเจ้า รู้ซ้ึงถึงความรักและความเมตตาของพระองค์การสอน
คาสอนไม่ได้สอนแค่รู้จักพระองค์เท่าน้ัน และเด็กๆ จะต้องนาความรักและความเมตตาของพระเจ้าไปสู่
ผู้อ่ืนในโลกน้ีได้ด้วย (ประจักษ์พยานถึงพระเจ้าสู่ทกคน) ฉันได้พบประสบการณ์ตัวต่อตัวจากการภาวนา
เช้าร่วมกัน/มิสซา/การภาวนาจากใจ ท้ังท่ีออกเสียงและไม่ออกเสียง ทาให้รู้จักพระเจ้า รักพระเจ้า
สรรเสริญพระเจ้า โมทนาคุณพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า และขอพรจากพระองค์เสมอ มีพระเจ้าอยู่เคียงข้าง
เสมอทกุ ลมหายใจเขา้ ออก ฉนั หวังว่าพระศาสนจักรจะนาทาง มที ศิ ทางการสอนคาสอนในรูปแบบใหม่ๆ สู่
ครูคาสอนท่วั ประเทศไปในทางเดียวกัน ขอขอบคณุ อาจารย์โป่ง สาหรับแผนการสอนแบบไตร่ตรอง ขอพระ
เจา้ อวยพรครอบครวั และอาจารย์ค่ะ

ครธู นชั ญา รร.ลาซาลโชติรวนี ครสวรรค์

ฉันได้ค้นพบการเขียนแผนการสอนโดยใช้หัวใจแห่งความรัก เขียนโดยมุ่งหวังผลที่จะเกิดข้ึนในจิต
วิญญาณของคริสตชน ลูกพระ ที่พระมอบให้ฉันเป็นเครื่องมือดูแลพวกเขาให้เขามีดวงใจที่มีพระเป็น Idol
ในการดาเนินชวี ิต

ฉันได้พบประสบการณ์การสัมผัสพระเจ้าผ่านการภาวนาเช้า การร่วมมิสซา การไตร่ตรองด้วย
ความสงบนิ่งในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละวัน ซ่ึงทาให้ฉันสัมผสั ได้ถึงความเป็น ความมีพระในทุกลมหายใจ
เขา้ -ออก

(18)

พระทรงนาฉันให้มีประสบการณ์เพิ่มขึ้นในทุกด้านผ่านเพ่ือนพ่ีน้อง กิจกรรม ปัญหา ทาให้ฉัน
เข้มแข็งและก้าวต่อไปได้มั่นคงข้ึน ฉันคาดหวังว่า พระศาสนจักรจะยังคงดูแลและอภิบาลสมาชิกต่อไป
อย่างอดทนในทุกวิถีทาง เพ่ือเป็นกาลังผลักดันให้ครูคาสอนตัวเล็กๆ อย่างฉันได้ก้าวต่อไปด้วยความ
ซ่ือสัตย์ เสยี สละ และอดทน

ครูน้าผึ้ง รร.พระมารดานิจจานุเคราะห์
ครูหลายคนสัญญาท่จี ะเปลี่ยนแปลง เชน่
บนั ทกึ คาสญั ญาของครู
ฉนั ได้คน้ พบว่า การสอนคาสอนแบบเน้นการไตรตรองนั้นไมไ่ ดย้ ากเกินไป จากการมาอบรมในคร้ัง
น้ีทาให้ฉันได้สัมผัสกับความรักของพระเจ้าผ่านทางผู้นาในการเดินทางคร้ังนี้ เป็นต้นในบทภาวนา “ข้าแต่
พระบิดา” การสวดบทข้าแต่พระบิดาของฉันในวันนั้น ทาให้ฉันได้ใกล้ชิดกับพระและเด็กมากข้ึน และเป็น
การสวดภาวนาแบบใหม่สาหรับฉนั

(19)

หลังจากการอบรมในคร้ังน้ี ฉันสัญญาว่า ฉันจะนาวิธีการ เทคนิคที่ได้รับรู้ในครั้งน้ีกลับไป
ประยุกต์ใช้ในวิชาคาสอนและวิชาคริสต์ศาสตร์ เพ่ือให้เด็กนักเรียนได้ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากข้ึน ได้สัมผัส
กับพระเจ้าจริงๆ และสามารถนาไปปฏิบัติในชีวิตจริงได้ และจะไม่เหน่ือยหน่ายในการอยู่ร่วมกับเด็ก จะ
พยายามเดินร่วมทางกับเด็กเสมอ

เซอร์สุเนตร รร.เซนตโ์ ยเซฟ แมร่ ะมาด
ฉันค้นพบวา่ :
- ครคู าสอนเปน็ ของขวญั ทีล่ า้ คา่ จากพระเจ้า ทีพ่ ระศาสนจกั รสามารถหยิบยื่นให้แก่โลก
- ฉันมีเพื่อนร่วมเดินทางมากมายในการร่วมกันเป็น “ของขวัญล้าค่าจากพระเจ้า” อย่างดีที่สุด เรา
จะภาวนาและเป็นกาลังใจแกก่ ันในการเป็นแสงสวา่ งใหน้ ักเรยี นพบพระเจา้
- การเขียนแผนการสอนคาสอนด้วยกระบวนการไตร่ตรองไม่ได้ยากอย่างที่คิดกังวลแต่แรกและ
แผนการสอนเช่นน้ีจะช่วยให้การเรียนการสอนคาสอนนานักเรียนให้พบพระเจ้า แต่ทั้งน้ีต้องเริ่มจากตัวฉัน
เองก่อน ท่ีจะมีประสบการณ์สว่ นตัวกับพระเจ้า มคี วามร้ใู นข้อความเช่ืออยา่ งลึกซง้ึ และเปน็ พยานด้วยชีวิต
ประสบการณ์สัมผัสพระเจ้าแบบตัวต่อตัว ง่ายนิดเดียวเพียงแค่การหายใจก็เป็นการภาวนา รวมท้ังผ่าน
วิธีการต่างๆ เช่น การเดินสมาธิ เพลง บทภาวนา การอธิษฐานส่วนตัว หรือออกเสียงพระวาจาผ่านทาง
บัดด้ี คาพดู ความชว่ ยเหลือของเพือ่ น และการแบ่งปันของวิทยากร

(20)

การเปลีย่ นแปลง:
- จะภาวนากบั พระวาจามากขน้ึ และหาตวั ชว่ ยในการลงลกึ ในพระวาจาสู่ชีวติ
- จะเตรียมการสอนคาสอนอย่างดีและให้เวลาลงลึกในแต่ละหัวข้อ เน้นท่ีใจมากกว่าแค่สมองหรือ
ความรู้
- รักทีจ่ ะสวดภาวนา บท “ข้าแตพ่ ระบดิ า” มากขึน้ และจะถา่ ยทอดวิธนี ้ใี ห้เด็กๆ
ความคาดหวังต่อพระศาสนจักร
ฉนั หวงั ว่า:
- จะมีหนังสือ/สื่อ บทเทศน์ ข้อคิดจากพระคัมภีร์ หรือคาอธิบายท่ีช่วยให้ครูคาสอนได้อ่านและลง
ลึกในพระวาจา
- จดั อบรมใหม้ ีประสบการณก์ ารภาวนาที่หลากหลายเพอ่ื ชว่ ยครูคาสอน
- จัดทาหนังสือคาสอนท่ีเนน้ กระบวนการเรียนการสอนด้วยการไตร่ตรอง
ขอบพระคณุ วทิ ยากรทกุ ทา่ นท่ีอทุ ิศท่มุ เท ช่วยนาทางเราทกุ คนมาตลอดหลายวันน้ี ขอพระเป็นเจ้า
ประทานพรมากมายนะคะ

ซิสเตอรส์ วุ รรณา รร.มาแตร์เดอีวิทยาลยั

ฉันได้มีประสบการณ์ได้สัมผัสกับพระเจ้ามากขึ้นจากกาน่ังสมาธิ ภาวนา ไตร่ตรองส่วนตัว และ
จากเพื่อนรว่ มเดินทางด้วยกัน ฉันมน่ั ใจและเชื่อมัน่ วางใจว่าพระองคท์ รงฟังฉันอยแู่ ละเคียงข้างกับฉันเสมอ
ฉันพยายามทาให้เพื่อนรู้จักพระเจ้าได้มากข้ึนด้วยการให้ความร่วมมือ ร่วมใจ ภาวนาและกระทากิจกรรม
ด้วยความรักและอดทน เพราะฉันเช่ือว่านี่เป็นการเผยแผ่ความรักของพระเจ้าวิธีหน่ึง ฉันจะต้ังใจเขียน
แผนการสอนคาสอนแบบไตร่ตรอง ฉันพยายาม ทุ่มเท กาลังกาย กาลังใจให้เด็กได้สัมผัสกับพระเจ้า และ
มีความช่ืนชมยินดีจากการได้รับความรัก ความเมตตาจากพระองค์ และกระตุ้นเขาให้ลึกซ้ึงกับคุณค่าทาง
พระวาจาและแสดงออกในการดาเนินชีวิตประจาวัน พระศาสนจักรควรมีแนวทางวางแผนหรือหลกั การการ
พัฒนาจริยธรรมตามทฤษฎโี คลเบิร์กโดยการค้นหาค้นคว้าว่าพระวาจาของพระเจ้า เหมาะสมหรือมีวิธีการ
ปรบเขา้ สู่การพัฒนาคณุ ธรรมตามวัยไดอ้ ย่างไร

ครูศศิญา รร.วาสเุ ทวี

ฉนั ไดร้ ้แู นวคิดวิเคราะห์ในการสอนแบบใหม่ใหเ้ ข้ากับสถานการณ์ตามวัยของเด็ก ฉนั ได้ค้นพบถึงความรัก
ของพระเจา้ โดยการเผยแสดงของพระองค์ โดยผ่านทางผู้นาทาง บรรดาเพื่อนครูในการท่ีจะพฒั นาการสอน
ของตนใหเ้ ข้าถงึ ชีวิต และนาไปสู่การปรับใชใ้ นชวี ิตประจาวันและศึกษาคน้ ควา้ หาข้อมูลใหม้ กี ารเท่าทันต่อ

สงั คมใหม้ ากขึ้น
ซิสเตอร์นติ ยา รร.สตรีมารดาพทิ ักษ์

(21)

เม่ือฉันได้ยินว่าจะมีการอบรมไตร่ตรองการสอนคาสอนและคริสต์ศาสนาและฉันเป็นหน่ึงในคนท่ี
ต้องไป ฉนั แอบถอนใจลกึ ๆ แตฉ่ นั ก็นบนอบทีจ่ ะมา ระหวา่ งการเดนิ ทางมายงั บา้ นอบรมนี้ กายฉนั ก็เหนื่อย
ใจฉันก็ล้า ฉันจะไหวไหม ภาระงานท่ีฉันค้างไว้ ฉันจะตามเคลียร์ไหวไหม ในระหว่างการอบรมดูเหมือนว่า
ในบางเวลา ฉันบอกในใจตัวเองว่า สู้หน่อย ตื่นหน่อย ร่าเริงหน่อย ณ เวลาน้ี ฉันมองย้อนกลับไป 3 วันที่
ผ่านมา ฉันได้พระพรมากมายท่ีฉันอาจมองข้ามไป พระพรแห่งการพบเพื่อนใหม่ พระพรแห่งการสร้างแรง
บันดาลใจจากเพ่ือนครู พระพรแห่งความสามัคคี และอีกมากมาย ฉันอยากบอกวิทยากรว่า ขอบคุณนะที่
เตรียมส่ิงดีๆ เหล่าน้ีไว้สาหรับผม ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีท่ีให้ผมได้รับประสบการณ์มากมายจาก 3 วันที่ผ่าน
มา ฉันและเพื่อนๆ ท่ีร่วมเดินกับฉันจะสวดภาวนาสาหรับท่านเสมอ สุดท้ายฉันอยากบอกกับทุกๆ คนว่า
ท่านจงเป็นเกลือดองแผ่นดิน เราจะร่วมกันสร้างอาณาจักรแห่งความรัก คือ อาณาจักรของพระเจ้าให้
เกดิ ขน้ึ ในท่ที เี่ ราทางานตลอดไป อาแมน

ครอู ภิวัฒน์ รร.ยอแซฟอุปถมั ภ์

(22)

เม่ือฉันเดินทางมาเพ่ือค้นหาวิธีการสอนคาสอนแบบไตร่ตรอง ฉันพบว่าวิธีการนี้ไม่ง่ายสาหรับฉัน
เพราะฉันคิดว่าการไตร่ตรองเป็นเรื่องยาก แต่ฉันก็พยายามและตั้งใจทาโดยยึดแนวทางท่ีผู้นาทางคอย
แบ่งปัน และการไตร่ตรองนี้เองทาให้ฉันได้เห็นประสบการณ์สัมผัสพระเจ้าของฉันแบบตัวต่อตัวได้อย่าง
ชัดเจนว่าพระองค์อยู่กับฉันตลอดเวลา จึงทาให้เข้าใจคาว่า “พระเจ้าเป็นชีวิต” ชีวิตท่ีอยู่ได้ด้วยลมหายใจ
พระเจ้าเปน็ อากาศที่ฉนั สูดดมเขา้ ไป พระองค์ทาให้ฉันมีชวี ิต จึงเป็นสาเหตทุ ่ีทาใหฉ้ ันเกิดการเปลี่ยนแปลง
ในความคิด และจะนาความคิดนั้นไปปฏิบัติให้ได้จริงในชีวิตคือ เป็นคริสตชนท่ีดี ทาหน้าท่ีของตนเองใน
ฐานะครูคาสอน สอนให้เขารู้จักพระองค์ และนาความรักของพระองค์ออกไปสู่เพ่ือนพี่น้อง ฉันคาดหวังว่า
พระศาสนจักรจะมีการเปลี่ยนแปลงในด้านงานคาสอนไปในแนวทางท่ีดีขึ้น โดยฉันเองจะเป็นคนหนึ่งใน
การนาพระเจ้าสู่ชวี ิตเดก็ เหมือนชวี ิตของฉัน

ครบู ุศรินทร์ รร.ลาซาลโชตรวีนครสวรรค์

งานส่วนตัวช้ินสุดท้ายที่ครูผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคนทา คือ การเปลี่ยนแผนการสอนของตนเอง 1
แผนให้เป็นแผนการสอนแบบไตร่ตรอง โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ครูทางานด้วยความต้ังใจและมงุ่ มั่น
จนได้แผนการสอนแบบไตร่ตรองของตนเองให้วิทยากรตรวจและให้คาแนะนา แล้วนาไปปรับปรุงหลังจบ
สัมมนา ครูได้ใช้เวลาอีก 1 สัปดาห์ แก้ไขและปรับปรุงแผนการสอนเพื่อส่งให้วิทยากรตรวจและปรับปรุง
แล้วสง่ กลับให้ครูตรวจสอบอีกครง้ั และท่สี ดุ แผนการสอนเหล่านถี้ ูกรวบรวมไวเ้ ป็น “แผนการสอนวิชาคา
สอนและคริสตศาตร์ ด้วยกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นไตร่ตรอง” ในหนังสือนี้ ผลงานนี้จึงไม่ใช่
ของสภาการศึกษาคาทอลกิ ฯ แต่เปน็ ของครเู จา้ ของแผนทกุ คน

แผนการสอนทั้งหมด นอกจากใช้กระบวนการเรียนการสอนที่เน้นการไตร่ตรองแล้ว ยังบูรณาการ
ความรู้ถึงพระวาจาของพระเจ้า การนมัสการสรรเสริญ และประจักษ์พยานชีวิต ตามแนวทางการสอนที่
กาหนดไว้ในข้อ 81 ของ คมู่ ือแนวทางการสอนคาสอนฯ อกี ดว้ ย

แผนการสอนเหล่านี้เป็นผลของความพยายามและทมุ่ เทของครูเจ้าของแผน และเป็นเพียงกา้ วแรก
ในการเดินทางของครูไตร่ตรอง ที่จะพัฒนาการสอนของตนเองต่อไป เพ่ือให้ลูกศิษย์ของเขามีความเข้าใจ
ในข้อความเชื่อที่ลึกซึ้ง มีประสบการณ์พบและสัมผัสส่วนบุคคลแบบตัวต่อตัวกับพระเยซูคริสตเจ้า และ
เจริญชีวิตคริสตชนด้วยความรักและอุทิศตนในบทบาทและหน้าที่ของการเป็นศิษย์พระคริสตเจ้าอย่าง
แท้จริง

(23)

ครูไตร่ตรองได้รับเคร่ืองมืออีกเคร่ืองมือหน่ึง เพื่อสามารถดึงเอาความหมายของชีวิตคริสตชน
ออกมาจากชีวิตประจาวันบนคุณค่าของพระวรสาร เพ่ือให้พวกเขาเหมาะสมกับการเป็นของขวัญล้าคา่ ท่ี
พระศาสนจักรสามารถหยบิ ย่ืนใหแ้ ก่โลก

ขอพระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงเป็นพระอาจารย์และศูนย์กลางของการศึกษาคาทอลิกได้โปรดสถิตอยู่
ภายในเพื่อเป็นพละกาลัง อยู่ข้างหน้าเพ่ือนาทาง อยู่เคียงข้างเพื่อร่วมทาง และอยู่ข้างหลังเพ่ือหนุนนา ครู
ไตร่ตรองทกุ ทา่ นจนตลอดกาลนริ นั ดร์

(24)

แผนการสอนวชิ าคาสอนและครสิ ตศาสน์

ลาดบั ชน้ั เรื่อง จานวน โดย หน้า
1
ที่ คาบ (ช่ือ นามสกลุ โรงเรียน) 5
8
1. อ. ปีที่ 1-3 สำคัญมหำกำงเขน 4 ครธู นชั ญำ แซ่ล้ี 12
24
โรงเรียนลำซำลโชติรวนี ครสวรรค์ 34
39
2. ป. ปที ่ี 1-2 พระเจำ้ สร้ำงโลก 2 ครอู นงค์ รักย่งิ งำม 46
49
โรงเรยี นวำสเุ ทวี 55
62
3. ป. ปที ่ี 2 บทภำวนำประจำวนั แบบงำ่ ย ๆ 3 ครสู นั ติ นงค์สวัสดิ์ 71
75
โรงเรยี นเซนต์โยเซฟ บำงนำ 80
86
4. ป. ปีท่ี 3 ฉันคืนดีกับพระเป็นเจ้ำและกับ 5 ครูสำยใจ มำยอด

ชมุ ชน คริสตชน โรงเรยี นมำแตรเ์ ดอวี ิทยำลยั

5. ป. ปีที่ 3 วันครสิ ตม์ ำส 4 ครูภมู ิศรี พงศพฒั นสขุ

โรงเรยี นลำซำลโชตริ วีนครสวรรค์

6. ป. ปที ี่ 4 กำรภำวนำบทวนั ทำมำรีย์ 1 ครูวนิดำ ทวชี ยั ไพศำล

โรงเรียนเซนต์โยเซฟ แม่ระมำด

7. ป. ปีที่ 4 บญั ญัติ 10 ประกำร 2 ครนู งลักษณ์ โอสถำนุเครำะห์

โรงเรียนลำซำลโชตริ วนี ครสวรรค์

8. ป. ปที ่ี 4 พระคมั ภีร์ 1 ครูอภิรดี จำปำถ่ิน

โรงเรียนมำแตร์เดอีวิทยำลัย

9. ป. ปีท่ี 6 คนดีด้วยแบบอย่ำงของแมพ่ ระ 1 ครชู นินทร์ เสมอพิทักษ์

โรงเรยี นเซนตน์ โิ กลำส

10. ป. ปที ่ี 6 ทำดตี ำมพ่อสอน 3 ครูปรีชำ แยม้ กนั ชู

โรงเรียนเซนต์นิโกลำส

11. ป. ปที ่ี 6 พระเยซูเจ้ำทรงกลับคืนพระ 4 ซิสเตอรส์ วุ รรณำ ชยั พรแก้ว

ชนมช์ ีพ โรงเรียนมำแตรเ์ ดอวี ิทยำลยั

12. ม. ปที ่ี 1 พระเจ้ำสร้ำงโลก 3 ครูฉตั รแกว้ จริ ฐั สรุ ำงค์

โรงเรียนเซนต์โยเซฟ บำงนำ

13. ม. ปีท่ี 1 พระเยซูเจ้ำในวัยเด็ก-แบบอยำ่ ง 2 ครวู งเดือน หัวใจ

จำกครอบครวั ศกั ดิ์สทิ ธ์ิ โรงเรียนสตรมี ำรดำพิทกั ษ์

14. ม. ปีท่ี 1 รั ก เ ม ต ต ำ - อุ ป ม ำ เ รื่ อ ง ช ำ ว 2 ครูลดั ดำ กล่ำชัย

สะมำเรยี ผูใ้ จดี โรงเรยี นลำซำลโชติรวีนครสวรรค์

15. ม. ปที ่ี 1 โลกสวยดว้ ยมือเรำ 5 ครศู ศิญำ มหตั กลุ

โรงเรียนวำสุเทวี



ลาดบั ชัน้ เรอื่ ง จานวน โดย หน้า
ท่ี คาบ 93
16. ม. ปที ี่ 2 กำรให้อภัยในบทข้ำแต่พระ 2 (ชือ่ นามสกลุ โรงเรียน) 106
17. ม. ปที ่ี 2 บิดำฯ 5
คุ ณ ธ ร ร ม พ้ื น ฐ ำ น ห ลั ก 4 ครูจิรณำ ศุภกิจโกศลชัย 109
18. ม. ปที ่ี 2 ประกำร 2 โรงเรยี นมำแตร์เดอวี ิทยำลัย
เซอรแ์ อสแตล เดอ เยซู สเุ นตร 111
19. ม. ปีที่ 3 พระเยซูผยู้ ตุ ธิ รรม 3 โดง่ สน่นั โรงเรยี นเซนตโ์ ยเซฟ 118
20. ม. ปีท่ี 4 6 แม่ระมำด 139
21. ม. ปที ี่ 4 นั ก บุ ญ เ ป ำ โ ล แ ล ะ ง ำ น แ พ ร่ 2 เซอร์แอสแตล เดอ เยซู สุเนตร 146
22. ม. ปที ี่ 4 ธรรมของทำ่ น 8 โดง่ สนั่น โรงเรียนเซนตโ์ ยเซฟ 154
23. ม. ปที ่ี 4 ก ำ ร ด ำ เ นิ น ชี วิ ต ค ริ ส ต ช น ใ น 4 แม่ระมำด 169
24. ม. ปที ่ี 4 สมยั ปัจจุบัน 2 ครวู รำภรณ์ บุญทองมำก 173
25. ม. ปีที่ 4 ควำมเชอ่ื เป็นพระพร 4 โรงเรยี นพระมำรดำนิจจำนุเครำะห์ 180
26. ม. ปที ี่ 5 8 ครูจิตมิ ำ บญุ คำ 189
27. ม. ปที ่ี 6 จำกอับรำฮมั ถึงโมเสส 9 โรงเรยี นมำแตร์เดอวี ทิ ยำลัย

พระแมม่ ำรีย์ ครภู ำรดี เทศชำรี โรงเรียนพระมำรดำ
นิจจำนุเครำะห์
ศีลเจิมคนไข้ ครูบุษรำ ชลหำญ
โรงเรียนเซนต์โยเซฟ บำงนำ
ศี ล ศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ แ ห่ ง ก ำ ร เ ยี ย ว ย ำ ซิสเตอร์ นิตยำ ชงโคพนำเวศ
(ศลี อภัยบำป) โรงเรยี นสตรีมำรดำพทิ กั ษ์
พระบญั ญัตเิ ปน็ ชวี ิต
ครสู พุ ัตร์ กจิ เจริญ
กำรดำเนินชีวิตคริสตชนตำม โรงเรียนเซนต์โยเซฟ บำงนำ
หลักควำมเชื่อเก่ียวกับพระตรี ครูจักริน ป่ภู ิรมย์
เอกำนภุ ำพ โรงเรยี นลำซำลโชติรวีนครสวรรค์
ครูบศุ รนิ ทร์ วฒั นะภตู ิ
โรงเรียนลำซำลโชติรวีนครสวรรค์
ครดู นชุ รี ตนั ทโอภำส
โรงเรยี นมำแตร์เดอีวทิ ยำลัย



สาระการเรยี นรู สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ระดบั ชัน้ อนบุ าลศึกษาปท ี่ 1-3
หนวยการเรียนรู คาํ สอน เรื่อง สําคญั มหากางเขน โรงเรยี น ลาซาลโชติรวนี ครสวรรค จ. นครสวรรค
ออกแบบโดย ครูธนัชญา แซล้ี
วันที่ 3 มนี าคม 2017

1. การใหภ าพรวม
1.1 วัตถปุ ระสงค (Objectives)

- เพอื่ ใหนกั เรียนรแู ละเขา ใจความหมายของสาํ คญั มหากางเขน และการทําสาํ คญั มหากางเขน
- เพ่อื ใหน ักเรียนเขาใจความหมายของการทําสาํ คญั มหากางเขน
- เพอ่ื ใหนักเรียนทาํ สาํ คญั มหากางเขนเสมอๆ

1.2 ความจาํ เปน (Needs)
- นักเรียนสามารถรับรูถึงความรักและความเมตตาของพระเจาโดยผานทางการทําสําคัญมหากางเขน

นกั เรียนสามารถทําสาํ คญั มหากางเขนในชีวติ ประจําวนั ได

1.3 หัวเร่ืองและเนื้อหา (Range) การทาํ สาํ คญั มหากางเขน - ความหมายและการปฏิบตั ิในชวี ติ ประจําวัน

1.4 การสรางความสนใจ (Interest)
- นักเรียนและครูรว มกนั รองเพลง “ สาํ คญั มหากางเขน” พรอ มทําทา ทางประกอบ

1.5 เวลา (Time)
- 4 คาบเรียน

2. การประเมนิ และการวดั ผล
- สังเกตการรวมกจิ กรรมตางๆ
- สังเกตจากการสนทนาโตตอบ
- สงั เกตจากการตรวจใบงาน

3. การสรา งบรรยากาศ
- นักเรียนและครรู วมกนั รอ งเพลง“สาํ คัญมหากางเขน” พรอ มทําทา ทางประกอบ

4. การนําเสนอบทเรียน
4.1 การสรา งประสบการณ (See)

- ครูนํากางเขนของจรงิ มาใหน ักเรยี นดแู ละสนทนารวมกนั
1. ครูใชค ําถามดังนี้

1

- นกั เรียนเคยทาํ สาํ คญั มหากางเขนไหม? ทไี่ หน?
- นักเรยี นคิดถึงอะไรเวลาทาํ สาํ คญั มหากางเขนบา ง?
2. นักเรียนและครรู ว มกันรอ งเพลง“สําคัญมหากางเขน” พรอ มทาํ ทา ทางประกอบ (ทง้ั 4 คาบ)

4.2 การคดิ วนิ ิจฉยั ประสบการณ (Judge)

4.2.1 คาบที่ 1
- ครอู ธิบายความหมายของการทําสําคญั มหากางเขนดว ยคํางายๆ เหมือนเลานทิ านในเนอื้ หานี้
การทําเครื่องหมายกางเขน หรือที่ชาวคาทอลิกเรียกวา การทําสําคัญมหากางเขน (อังกฤษ: Sign of the
31 0 0
Cross; ละติน: SIGNUM CRUCIS) เปนรูปแบบการปฏิบัติอยางหน่ึงของผูนับถือศาสนาคริสต โดยมักมีการ
ก ล า ว " เ ด ช ะพ ระน าม พ ระ บิ ด า แ ล ะ พ ระ บุ ต ร แ ล ะ พ ร ะ จิ ต อ า แ ม น " ป ระ ก อบ ด ว ย ก า รทํ า เช น นี้ เป น กา รระลึกถงึ
31
31
การตรึงกางเขนของพระเยซู แบบด้ังเดิมทําจากขวาไปซาย ซ่ึงใชโดยสมาชิกคริสตจักรอีสเติรนออรโธด็อกซ
และคริสตจักรคาทอลิกตะวันออก สวนแบบใหมทําจากซายไปขวาใชโดยคริสตจักรคาทอลิก แองกลิคัน ลูเทอ
แรน และโอเรียนทัลออรโธด็อกซ ธรรมเนียมปฏิบัติน้ีสันนิษฐานวาเริ่มมีมาตั้งแตศตวรรษที่ 2 แลว เวลาทํา
31
เครื่องหมายกางเขนจะตองกลาวเดชะพระนามฯ ดวย การทําเชนน้ีจึงเปนการ แสดงความเช่ือถึงพระตรีเอกภาพ
วาเปนอันหนึ่งอันเดียวกัน นอกจากน้ียังมีความหมายอื่น ๆ หลายประการดวยกัน คือ เปนการแสดงวาตัวผูทํา
นั้นถวายตัวแกพระเยซู เปนการวิงวอนขอพระหรรษทาน จากพระเจา และใชเปนการอวยพรบุคคลก็ได
นอกจากน้ีเวลาชาวคริสตรูสึกวาตนกําลังเผชิญหนากับ "การผจญของมาร" การทําเครื่องหมายกางเขนเปนการ
เตือนสติแกตนและยืนยันถึงพระอานุภาพของพระเจาในการตอสูกับสิ่งชั่ว ชาวคริสตทําเครื่องหมายน้ีเม่ือรวม
สวดมนต สวนบาทหลวงเวลาประกอบพิธีมิสซาหรอื พิธีอื่น ๆ กท็ าํ เครอ่ื งหมายนเ้ี ชน เดียวกัน
- ครูนําบัตรภาพเด็กสําคัญมหากางเขนแตละวรรคมาใหนักเรียนดู พรอมกับอธิบายความหมายเก่ียวกับ
ภาพ

4.2.2 คาบที่ 2
- ครูอธิบายความหมายของการทําสําคัญมหากางเขนในแตละวรรค พรอมทําทาทางประกอบและให
นักเรยี นทาํ ทาทางประกอบตามพรอมกัน

4.2.3 คาบที่ 3
- ครูอธิบายความหมายการภาวนาดวยคํางายๆ สมกับวัยของนักเรียน คือ การพูดคุยกับพระเปนเจาเพื่อ
จุดประสงค 4 ประการหลกั
1. เพ่ือนบอกรัก เราบอกรักพระเปนเจาเพราะพระองคทรงสรางเรามา และทรงสรางส่ิงสารพัดเพ่ือเรา
การนมัสการ เปนการแสดงคารวะถวายความเคารพชนั้ สูงสุด คําวานมัสการในศาสนาคาทอลิกเราจึงใชกบั พระ
เปนเจาเทาน้ัน

2

2. เพ่ือขอบพระคุณ แนนอนวาเราตองขอบคุณพระเปนเจาดวยส้ินสุดจิตใจของเราจริงๆ ถาหากวาเรา
สํานึกถึงพระเมตตาอันย่ิงใหญที่พระองคทรงประทานพระพรแกชีวิตของเรา เราไมมีทางที่จะขอบพระคุณพระ
เปนเจาไดส มกับความรกั ที่ทรงมีตอเรา เราจงึ ตองโมทนาคณุ พระองคอ ยางเตม็ ทีด่ ังที่ไดก ลาวแลว
3. เพอ่ื ขอโทษ เปนหนา ทขี่ องเราที่จะตองสํานึกในขอบกพรองและความผิดที่เรากระทําตองพรอมเสมอ
41
ที่จะกราบขอขมาโทษพระองคด วยความสภุ าพถอ มตน ดว ยจรงิ ใจและตั้งใจทจี่ ะไมก ระทําความผดิ อกี ตอ ไป
4. เพื่อวอนขอพระพรท่ีเราตองการ ขอน้ีเปนขอท่ีเราทุกคนกระทํากันบอยที่สุด เพราะเมื่อพูดถึงการ
ภาวนา สวนใหญเกือบรอยท้ังรอยก็จะคิดวาสวดภาวนาวอนขออะไรจากพระ จนทําใหคําวา “สวดขอพระ” ติด
ปากติดใจของเราทุกคนเมื่อเปนเชนน้ีเวลาเราภาวนา เราควรจะคํานึงจุดประสงคท้ัง 4 ประการของการภาวนา
ดวย มิใชกระทําเพียงประการท่ี 4 คอื ภาวนาเพ่ือขอเพยี งอยางเดียวดงั ทกี่ ระทํากันอยใู นปจ จุบัน
- ครูใชคําถามสนทนารว มกับนักเรียน ดังนี้
1) นักเรียนเคยสนทนาพูดคยุ กับพระเจาไหม? อยางไร?
2) ทาํ ไมนักเรยี นจะตองสวดภาวนา? สวดภาวนาเพ่ืออะไร?

4.2.4 คาบท่ี 4
- ครูอธิบายความหมายของคาํ วา “อาเมน” ทีส่ วดตอนทายของการทาํ สาํ คัญมหากางเขน
อาเมน หรือ อามีน (Amen) คือ เปนคําท่ีใชกลาวเมื่อจบคําอธิษฐานในศาสนาคริสตและศาสนาอิสลาม มี
ความหมายวา "ขอใหเปนดังนั้นเถิด" ในภาษาอังกฤษ คําวา อาเมน ออกเสียงไดท้ัง อาเมน และ เอเมน ใน
ภาษาไทยจงึ มีการออกเสยี งไดทง้ั สองแบบ สวนชาวมสุ ลมิ ทว่ั โลก ออกเสียงวา อามนี

4.3 การลงมอื ปฏิบัติ (Act)

4.3.1 คาบท่ี 1
- ครนู าํ นกั เรียนสวดภาวนาดว ยการทาํ สาํ คญั มหากางเขนพรอ มกัน
- ครูแบง กลุม กลุม ละ 5 คน ใหน กั เรียนเลนเกมเรียงลาํ ดบั ภาพเด็กทาํ สาํ คัญมหากางเขน
- ครูยา้ํ ความหมายของสําคัญมหากางเขนทีละวรรคอกี คร้ัง

4.3.2 คาบที่ 2
- ครนู าํ นกั เรยี นไปสวดภาวนาที่ลานคณุ ธรรมหนา ถ้ําแมพ ระ
- ครูใหนกั เรยี นฝก ทําทาทางสําคัญหมากางเขนพรอมออกเสยี งทลี ะวรรค
- ครใู หนักเรยี นทําใบงานเตมิ หมายเลขการทําสําคัญมหากางเขนตามลําดบั 1-5 ในชอ ง

4.3.3 คาบที่ 3
- ครนู ํานักเรียนไปสวดภาวนาทีว่ ดั นอยของโรงเรียน
- ครใู หน ักเรียนระบายสภี าพจุดประสงคก ารภาวนาทัง้ 4 ขอ และทําเปน แผนพับตั้งโตะ

3

4.3.4 คาบท่ี 4
- ครูนํานักเรยี นสวดภาวนาบทขาแตพระบดิ า วนั ทามารยี  สิรพิ ึงมี อาเมน
5. ไตรต รองกอ นจบเรยี น
คาํ ถามเพ่อื การไตรตรอง (เลือกใชใ หเหมาะสมในแตล ะคาบ)
1. นกั เรียนควรทาํ สาํ คัญมหากางเขนเมื่อไร?
2. การทาํ สําคัญมหากางเขนและการสวดภาวนาใหความหมายในชวี ิตอยา งไร?
3. หลังจากที่ไดเรียนรูเกีย่ วกับความหมายของการทําสาํ คญั มหากางเขนและการภาวนา นักเรียนจะคุยใหก บั
ผูปกครองใหเขาใจวาอยางไร?
4. เพ่ือใหการทําสําคัญมหากางเขนและการภาวนามีความหมายในชีวิต นักเรียนจะสวดภาวนาดวยทาที
อยา งไร?
6. ส่ือการสอน
- กางเขนของจริง
- เพลง “สําคัญมหากางเขน”
- บัตรภาพเดก็ ทาํ สําคญั มหากางเขน
- เกมเรียงบัตรภาพเด็กทําสาํ คัญมหากางเขน
- ใบงาน

4

สาระการเรยี นรู สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชั้น ประถมศึกษาปที่ 1-2
หนวยการเรยี นรู คําสอน เรือ่ ง พระเจา สรา งโลก โรงเรียน วาสเุ ทวี กรุงเทพมหานคร
ออกแบบโดย ครูอนงค รักยง่ิ งาม
วนั ท่ี 5 กมุ ภาพันธ 2017

1. การใหภาพรวม
1.1 วัตถปุ ระสงค (Objective)

- นกั เรียนเรียนรสู ง่ิ สรา งของพระเจา
- นักเรียนสัมผสั ความรกั ของพระเจา ที่มใี หผ า นสิ่งสรา ง

1.2 ความจําเปน (Needs)
- นักเรยี นรักธรรมชาติที่พระเจาทรงสรา ง เห็นถึงความรกั ท่ีพระเจามอบให เพื่อจะไดดูแลรักษาสิ่งสราง

ของพระเจา

1.3 หัวขอและเน้อื หา (Range)
- พระเจาสรางโลก

1.4 การสรางความนา สนใจ (Interest)
- รองเพลง “ฉนั เกดิ เปนคน” พรอมทาทางประกอบ

1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบ

2. การประเมินและวัดผล
- การมปี ระสบการณสมั ผัสพระเจา
- การประพฤตปิ ฏบิ ัติตนในการดูแลรักษาสิ่งแวดลอ ม

3. การสรางบรรยากาศ
- ดกู ารสรา งความสนใจ

5

4. การนําเสนอบทเรยี น
4.1 คาบที่ 1

4.1.1 การสรางประสบการณ (See)
- ภาวนารวมกันในบทเพลง “รําพงึ ถงึ องค” พรอ มภาพธรรมชาตปิ ระกอบ
- นกั เรียนนัง่ เปนวงกลมจบั มอื กัน
- ครใู หน ักเรยี นภาวนารว มกันวา “พระเจา รักฉนั พระองคท รงมอบธรรมชาติใหฉันดแู ล” 4 รอบ
- ครูต้ังคําถาม “ระหวางท่ีเดินทางมาโรงเรียนนักเรยี นพบเจออะไรบาง? และนักเรียนคิดวา ใครเปนคน

สรา ง?” ใหน กั เรียนชว ยกนั ตอบและครจู ดคาํ ตอบบนกระดาน
- รวมกันแสดงความคดิ เห็นในกลุม ยอย แลว ขออาสาสมัครออกมาแบง ปน ใหเพอ่ื นในกลุมใหญ

อธษิ ฐานภาวนา
ราํ พงึ บทพระวรสารสน้ั ๆ เพอื่ การจดจํา “พระเจา ทรงเนรมิตสรางฟา และแผนดนิ โลก” ปฐก. 1: 1

4.1.2 การคิดวนิ จิ ฉัยประสบการณ (Judge)
- นกั เรียนดู VCD พระเจา สรา งโลก (ปฐก.1: 1-2: 25)
- ครูอธบิ ายเพมิ่ เติมโดยมภี าพประกอบในแตละวนั ทเ่ี จา ทรงสรา งโลก

4.1.3 การลงมือปฏิบตั ิ (Act)
- ครูใหนักเรียนวาดภาพส่ิงสรางของพระเจาท่ีไดฟง แลวเขียนบทภาวนาขอบคุณพระเจาดวยคํางายๆ

ของนกั เรียนเอง
อธษิ ฐานภาวนา

สวดภาวนาโดยการอา นบทภาวนาทเ่ี ขยี นของแตละคน
4.2 คาบที่ 2

4.2.3 การลงมือปฏบิ ัติ (Act)
- แตล ะกลุมออกไปสาํ รวจสงิ่ สรางของพระเจาในบรเิ วณโรงเรียน
- จดบนั ทกึ ส่งิ สรางของพระเจา ท่นี ักเรียนพบเห็นในบริเวณโรงเรยี น
- รวมกนั แสดงความคดิ เหน็ เพ่ิมเติมในสิ่งสรางของพระเจา ที่นอกเหนือจากทพี่ บเห็นในโรงเรียน
- แตละกลมุ เขียนบทภาวนารว มกนั ขอบคณุ พระเจาในส่งิ สรางทพี่ ระองคม อบให

อธิษฐาน
แตละกลุมอานบทภาวนาท่ีชวยกันเขียนขอบคุณพระเจาในสิ่งสราง และรําพึงของคุณพระเจารวมกัน

“พระเจาทรงเนรมติ สรา งฟาและแผนดนิ โลก” ปฐก. 1: 1

6

- นกั เรยี นแตละกลุมรวมกนั คดิ ที่จะมสี วนรวมในการดูแลรกั ษาส่งิ แวดลอ มภายในบรเิ วณโรงเรียน
- มอบหมายหนา ที่ในแตล ะกลุมปฏบิ ตั ิ เชน

กลุม 1 ดูแลรกั ษาความสะอาดบริเวณใตต นไม
กลุม 2 ชวยดแู ลการปด นํ้า - ปด ไฟในบรเิ วณหอ งนา้ํ
กลุม 3 ชวยดแู ลไมใ หนอ งๆ หรอื เพื่อน ๆ เด็ดดอกไมเลน
5. การไตรตรองกอนจบภาคเรยี น
1. สิง่ สรา งของพระเจา มอี ะไรบา ง?
2. ส่ิงสรา งของพระเจา กับส่ิงที่มนุษยส รา งตางกนั อยา งไร?
3. นักเรยี นจะดูแลรักษาสง่ิ สรา งของพระเจาไดอ ยางไรบาง?
4. นักเรียนจะมีสวนรว มในการดูแลรักษาสง่ิ แวดลอ มในโรงเรียน ในบานอยางไร?
6. สอ่ื การเรียนการสอน
- เพลง “ฉนั เกิดเปนคน”
- เพลง “รําพึงถงึ องค”
- VCD พระเจาสรา งโลก
- ธรรมชาตใิ นโรงเรยี น

7

สาระการเรียนรู สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดบั ชั้น ประถมศกึ ษาปที่ 2 (วิชาคริสตศ าสนา)
หนวยการเรียนรูท่ี 5 การภาวนา เร่ือง บทภาวนาประจาํ วนั แบบงา ย ๆ
ออกแบบโดย ครสู ันติ นงคสวัสด์ิ โรงเรียน เซนตโยเซฟ บางนา จ. สมทุ รปราการ
วนั ที่ 8 กุมภาพันธ 2017

1. การใหภ าพรวม
1.1 วัตถปุ ระสงค (Objectives)

1. สามารถบอกไดว าควรภาวนาเมอ่ื ใดบา ง? และเพื่อใคร?
2. สามารถบอกจุดมุงหมายของการภาวนาได
3. สามารถทําสาํ คัญมหากางเขน สวดภาวนา “รําพงึ ” จากใจและรอ งเพลงได

1.2 ความจาํ เปน (Needs)
การภาวนา คือ การยกจิตใจข้ึนสนทนาหรือการติดตอสัมพันธกับพระเจา เพื่อสรรเสริญ ขอพร ขอบคุณ

และขอโทษพระเจา โดยเราจะภาวนาตามบทสําเร็จ หรือ “ภาวนาจากใจตามแตใจเราปรารถนาได” และ
สามารถแตงบทภาวนาสําหรับตนเองและผอู ่นื ไดแ บบงา ยๆ

1.3 หวั ขอ และเน้ือหา (Range)
1. การภาวนาดว ยบท “ขา แตพระบดิ าของขาพเจาทั้งหลาย”
2. การภาวนาจากใจ

1.4 การสรางความนา สนใจ (Interest)
ในแตล ะคาบ ดงั นี้
1. รองเพลง สําคัญมหากางเขน
2. รองเพลง ทาํ ดว ยความรัก

1.5 เวลา (Time)
- 3 คาบ (คาบละ 50 นาที)

บทพระวรสาร นกั บุญมัธทวิ บทที่ 6 ขอ ท่ี 14-15
ทานทั้งหลายจงอธิษฐานดังน้ี “เพราะถาทานใหอภัยผูทําความผิด พระบิดาของทานผูสถิตในสวรรคก็

จะประทานอภัยแกทาน แตถาทานไมใหอภัยผูทําผิด พระบิดาของทานก็จะไมประทานอภัยแกทาน
เชนเดยี วกัน”

8

2. การประเมินผลและวัดผล
1. สังเกตพฤติกรรม/ ความสนใจ ต้ังใจเรียนและรว มกจิ กรรม
2. ถามถาม-ตอบ แสดงความคิดเห็น/ การอภปิ ราย
3. นกั เรยี นแตงบทภาวนา/ นําเสนอ

3. สรา งบรรยากาศ
ในแตล ะคาบ ดงั นี้
1. รองเพลง สาํ คญั มหากางเขน
2. รองเพลง ขา แตพระบิดาของขา พเจา ทงั้ หลาย
3. รองเพลง ทาํ ดว ยความรัก

4. นําเสนอบทเรียน
4.1 คาบท่ี 1

4.1.1 การสรา งประสบการณ (See)
1 ครูชวนนักเรียนพูดคุยวา “แตละวันน้ันตอนเชา และตอนเย็นของทุกวันนั้นนักเรียนสวดภาวนาหรือ
สวดมนตบ ทอะไรบาง? เพราะอะไรโรงเรียนถงึ ตองใหม กี ารสวดมนตท ุกเชาและเยน็ ?”
2. นักเรียน “เคยหรือไมที่กอน - หลังรับประทานอาหาร หรือกอนเขานอนหรือ ตอนต่ืนนอนนักเรียน
จะสวดภาวนา?”
4.1.2 การคดิ วินิจฉัยประสบการณ (Judge)
1. ครูอธิบายใหนักเรียนฟงวา ทุกศาสนามีบทสวดภาวนาท่ีไมเหมือนกัน ศาสนาพุทธมีบทสวดที่เปน
ภาษาบาลี ศาสนาครสิ ตม ีบทสวดท่เี ปนทง้ั ภาษาไทยและภาษาละติน (ภาษาองั กฤษดว ย) ศาสนาอสิ ลามก็มบี ท
สวด และแตล ะบทสวดของแตล ะศาสนาก็มีจุดมงุ หมายไมเหมือนกนั
2. ครอู ธบิ ายจดุ ประสงคข องการสวดภาวนา ในแตละจงั หวะเวลาใหนักเรยี นฟงวา เพราะเหตุใดจึงตอง
ทําการสวดบทนัน้ ๆ มคี วามหมายวาอยางไร?
3. ครูอธิบายหรือใหนักเรียนอาน “ความหมาย ความสําคัญและรูปแบบการภาวนา” ตามสาระใน
หนังสอื สาระการเรียนรหู นา 20 ใหน ักเรยี นเขาใจ
4.1.3 การลงมือปฏิบัติ (Act)
1. ครูสอนนักเรียนสวดภาวนาบทสําคัญมหากางเขนโดยใชบทเพลง “สําคัญมหากางเขน” แลวให
นกั เรียนทาํ ทา ประกอบเพลงดว ย
2. สอนวิธีการทําเดชะพระนามที่ถูกตองใหแกนักเรียน โดยใหนักเรียนคาทอลิกท่ีอยูในหองเรียน
ออกมาสาธิตและใหน ักเรียนฝก ปฏิบตั จิ นคลอง
3. ครูใหนักเรียนสวดกอนนอนทุกคืนตลอดสัปดาห แลวนําประสบการณท่ีไดรับมาคุยกันในคาบ
ตอไป

9

4.2 คาบที่ 2
4.2.1 การสรา งประสบการณ (See)
- รว มกันรองเพลงสําคัญมหากางเขน
- ครูทบทวนความสาํ คญั และรูปแบบของการภาวนานาํ เขาสูการภาวนาจากใจ
- ครตู ง้ั คําถามใหนักเรยี นระดมความคดิ และพูดคาํ ตอบ ครูเขยี นคาํ ตอบ แยกตามคาํ ตอบบนกระดาษ
(1) ถา นักเรียนจะบอกรัก คนทีน่ ักเรียนรักมากท่สี ดุ นกั เรียนจะพูดวาอะไร?
(2) ถา นกั เรยี นจะขอบคณุ คนท่ีปรารถนาดีและทําดีกบั นักเรยี นมากท่สี ดุ นกั เรียนจะพูดวา อะไร?
(3) ถานักเรียนจะขอโทษ คนที่นักเรียนรักมากท่ีสุด แตนักเรียนบางคร้ังทําใหเขาเสียใจ ผิดหวัง

นักเรียนจะพูดวาอะไร?
(4) ถานักเรยี นจะขอพร จากคนทน่ี ักเรียนรักท่ีสดุ นกั เรียนจะขอพรอะไร?

4.2.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge)
- ครอู ธบิ ายความหมายของการภาวนาจากใจวา เปน การพดู คยุ กบั พระเจา ดว ยคํางายๆ ซง้ึ ๆ ของนกั เรียน
เอง เมื่อบอกวาหนูรักพระเจา เพื่อขอบคุณตอส่ิงดีๆ ที่พระเจาใหหนู เพื่อขอโทษหากหนูทําความผิด หรือ เพ่ือ
ขอพระพรหรอื ขอสงิ่ ตา งๆ ทดี่ ๆี ที่หนูอยากไดใ นชวี ิต
4.2.3 การลงมือปฏบิ ัติ (Act)
- ครูใหนักเรียนเขียนบทภาวนาของตนเอง เพื่อบอกรัก ขอบคุณ ขอโทษและขอพรพระเจา โดยใช
คาํ พูดตวั อยา งท่อี ยูบนกระดาน (อาจทําเปนกลมุ ก็ได)
- ใหแตละคน/ กลุม อานบทที่เขียน โดยทําสําคัญมหากางเขนกอนและหลัง หลังจากอานทุกคน/ กลุม
แลวใหนกั เรียนเขียนบทภาวนาใหมอีกครัง้ ดว ยคาํ งายๆ ซง้ึ ๆ ของตนเอง
- ใหนักเรียนนําบทภาวนาท่ีเขียน กลับไปภาวนากอนนอนท่ีบานทุกคืน โดยอาจจะภาวนารวมกับคุณ
พอ คุณแมและสมาชิกในครอบครัว เนนวาหนูอาจพูดเพิ่มเติมจากทเ่ี ขียนไวตามความคิด ความรูสึกที่มีขณะที่
สวดน้ันกไ็ ด
4.3 คาบท่ี 3
4.3.3 การลงมือทาํ (Act)
- ครูถามนกั เรียนวา รูสึกอยางไรที่ไดส วดภาวนาทุกคนื ?
- ครูทบทวนความหมายของการภาวนาจากใจและขยายความวา เราสามารถภาวนาไดทุกโอกาสและ
ทกุ เวลา เพราะพระเยซเู จา ทรงอยูกับเราและรับฟง เราตลอดเวลา
- ครูใหนักเรียนฝกพูดภาวนาจากใจ ดวยการผลัดกันพูดคนละ 1 ประโยค ตอคําถามและครูเขียน
ประโยคทีด่ ๆี บนกระดาน เชน
(1) พระเจาทรงสรางสิ่งตางๆ ใหนักเรียน เชน ดวงอาทิตย โลก ตนไม สัตวตางๆ ฯลฯ (บอกทีละ
อยา ง) ดวยความรกั ท่มี ีตอหนู หนูจะบอกรักตอบอยางไร?

10

(2) พระเจาประทานคุณพอ คุณแม คุณครู เพื่อนๆ ฯลฯ (บอกทีละอยาง) หนูจะขอบคุณพระเจา
อยา งไร?

(3) พระเจาพรอมใหอภัยเม่ือหนูทําความผิด เชน แอบกินขนม พูดไมเพราะ ดื้อกับพอแม ฯลฯ (บอก
ทลี ะอยา ง) นักเรยี นจะพูดขอโทษพระเจา อยางไร?

(4) พระเจาทรงมีอํานาจมาก สามารถใหสิ่งดีๆ กับหนูตามความเหมาะสม นักเรียนอยากขออะไรกับ
พระเจา บาง?
อธษิ ฐาน

ใหนักเรียนทําสําคัญบนไมกางเขน และพูดคุยกับพระเจาอะไรก็ไดที่เขาตองการตามความคิด เช่ือ
ความรูสึกในขณะน้ี ทุกๆ คนพดู พรอ มๆ กนั เสร็จแลว เงยี บสกั ครู

- ครูใหนกั เรียนเขยี นบทภาวนาขอบคุณพระเจา ที่ประทานคณุ พอคุณแมใหหนู ขอโทษทบ่ี างครง้ั หนูทํา
ตวั ไมด ีกับพอ แม ขอพรใหพอ แมแ ละครอบครวั และใหอ านแบง ปน หากมเี วลาใหน กั เรียนแกไ ขเพ่มิ เติม

- ใหน ักเรยี นนาํ กลบั ไปสวดทบี่ า นตลอดสปั ดาห รวมกับสมาชิกในครอบครัว
- ใหน กั เรียนราํ พึงในใจทุกครั้งที่เจอคุณพอหรือคุณแมหรือผูใ หญท ่ีดูแลหนูที่บา น เพ่ือขอบคุณพระเจา
หรืออวยพรใหแกพวกเขา แลว นาํ ประสบการณทไี่ ดรบั มาเลา ในชัน้ เรียนในคาบถดั ไป
5. การไตรตรองกอ นจบคาบเรยี น
R: 1. นักเรยี นรูส ึกอยางไรกับการภาวนา?
C: 2. หากนักเรยี นหม่ันภาวนาทกุ วัน นักเรียนอยากใหช ีวิตของนักเรยี นเปนอยา งไร?
A: 3. นักเรยี นรสู ึกอยา งไร เมอ่ื รวู าพระเจา ทรงรกั หนแู ละอยกู บั หนูพรอมรับฟงหนูตลอดเวลา?
6. สื่อการสอน
1. ว.ี ซี.ดี เพลง “ทาํ ดวยความรกั ” 2. คอมพิวเตอร 3. บทบทภาวนา

11

สาระการเรยี นรู คําสอนครสิ ตศาสตร ระดับชนั้ ประถมศึกษาปท ่ี 3
หนว ยการเรียนรู คําสอน เรือ่ ง ฉนั คืนดกี บั พระเปน เจาและกับชุมชนคริสตชน
ออกแบบโดย ครสู ายใจ มายอด โรงเรียน มาแตรเ ดอีวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร

1. การใหภ าพรวม
1.1 วัตถปุ ระสงค (Objectives)

(1) นักเรียนสามารถอธบิ ายถงึ ความหมาย และความสาํ คญั ของศีลศกั ด์ิสทิ ธิแ์ หง การคนื ดี (ศลี อภัยบาป) ได
(2) นักเรียนสามารถพิจารณาความผิดของตนแลวยอมรับขอผิดพลาด รูสึกเสียใจ สํานึก ในส่ิงที่ไดกระทาํ
ผิดตอ พระเจาและตอ ผูอื่น และสามารถขอโทษไดอ ยางจรงิ ใจ
(3) นักเรียนสามารถสวดขอบพระคุณสําหรับความเมตตา การใหอภัยและความรักของพระเปนเจาที่มีตอ
เรา

1.2 ความจาํ เปน (Needs)
- เมื่อเราไดกระทําความผิดพลาดตอพระเจาหรือตอผูอื่นและสํานึกได เรารูสึกเสียใจตอความผิดบาปท่ีได

กระทํา เราอยากคืนดีโดยอาศัยศีลศักดิ์สิทธ์ิแหงการคืนดีกับพระเจาและเพ่ือนพ่ีนองเพราะเราทราบวา พระเจา
ทรงเปนบิดาที่มีความรัก ความเมตตาสงสาร และใหอภัยเม่ือเรายอมรับขอผิดพลาด บกพรองและขอโทษ
พระองคอยา งจรงิ ใจ

1.3 หวั ขอและเนื้อหา (Range)
- ฉันพจิ ารณาความผดิ บาปของตนเอง
- ฉนั เสยี ใจ สาํ นกึ ผิด และตองการการใหอภยั จากพระเจา
- ฉันใหอ ภัยผูอืน่ และขอการใหอภัย
- ฉันคืนดกี บั ผูอ ่นื และกบั พระผเู ปนเจา

1.4 การสรางความสนใจ (Interest)
- ตอ นรับนักเรียนเขาหองดวยบทเพลง “ยอมเพราะรกั ”
- ดูคลิปภาพท่ีแสดงถึงการคืนดีกันของบุคคลในอริยบถตางๆ และปดทายภาพดวยขอความ “พระเจาทรง

ทําใหโลกคืนดีกับพระองค ในพระคริสตเจาพระองคทรงมิไดเอาผิดกับมนุษยแตทรงมอบใหเราประกาศสาร
แหง การคืนดีน”้ี (2คร. 5:19)

1.5 เวลา (Time)
- 5 คาบ (คาบละ 50 นาที)

12

2. การประเมินและวัดผล
- สังเกตพฤติกรรมการเขารวมกิจกรรมการแสดงความคิดเห็น การมีสวนรวมในการทํางาน และการตอบ

คําถาม
- ตดิ ตามสังเกตพฤติกรรมดคู วามเปลีย่ นแปลงของนกั เรยี น
- ตรวจผลงานทมี่ อบมอบหมายให

3. การสรางบรรยากาศ
- ใหนักเรียนดูคลิปภาพท่ีแสดงถึงการคืนดีกันของบุคคลในอิริยาบถตางๆ และปดทายภาพดวยขอความ

“พระเจาทรงทําใหโลกคืนดีกับพระองค ในพระคริสตเจาพระองคทรงมิไดเอาผิดกับมนุษยแตทรงมอบใหเรา
ประกาศสารแหงการคนื ดีน”้ี (2 คร. 5:19)
4. การนําเสนอบทเรยี น คาบที่ 1 และ 2
4.1 การสรางประสบการณ (See)

- ใหนักเรียนอา นออกเสียงคําในพระคัมภีร (2 คร. 5:19) ท่ีอยใู ตภ าพพรอ มกันสองคร้งั
- ครูใหนักเรียนสังเกตและแสดงความคิดเห็นวา ขอความในพระคัมภีรที่ยกมา มีความสอดคลองกับ
รูปภาพท่ีใหม าอยา งไร?
- ครูต้ังคําถามใหนักเรียนตอบกับตนเองวา ในชีวิตของนักเรียนรักใครมากท่ีสุด? และนักเรียนเคยไดทํา
ผดิ พลาด บกพรอ งตอ คนที่นกั เรียนรกั หรือไม เชน อะไรบา ง?
- ครูใหน ักเรียนจบั กลมุ ๆละ 3 คนเลา ประสบการณท ีเ่ คยทาํ ผิดตอคนที่นักเรียนรัก
- ครูใหคําถามตอไปอีกวา เมื่อนักเรียนทําผิดตอคนที่นักเรียนรัก รูสึกอยางไร? และนักเรียนปฏิบัติ หรือ
แกไ ขอยา งไรกบั ความรูสึกผดิ หรอื บกพรองน้นั ?
- จากนั้นครูถามคําถามกลับไปอีกวา ถามีคนอื่นมากระทําผิดตอเรา นักเรียนมีความรูสึกอยางไร? และ
นักเรยี นจะทาํ อยา งไรกับคนท่มี าทําผิดตอ เรา? โดยครูใหเ วลานกั เรียนพูดคยุ กนั ในกลมุ ประมาณ 10 นาที
4.2 การคิดวนิ จิ ฉัยประสบการณ (Judge)
- ครูเรียกนักเรียนมาน่ังรวมกลุมกันกับคุณครู ใหนักเรียนอาน (2คร.5:19) อีกคร้ัง แลวน่ังคิดตามขอความ
จากพระคมั ภรี เ งียบๆสวนตวั
- ครถู ามนักเรียนวา นกั เรียนเชื่อวาพระเจารกั เราไหม อะไรทําใหเ ราเช่ือเชนนัน้ ?
- ครูยกปายคําถามข้ึนมาทีละขอๆ ใหนักเรียนคิดพิจารณา ไตรตรองและรวมกันแสดงความคิดเห็นกับ
คุณครูวาจากคําถามในแตละขอนักเรียนควรทําอยางไรเพื่อจะไดชื่อวานักเรียนรักพระเจาและเพ่ือนมนุษยบุตร
ของพระเจา ทพี่ ระเจา ทรงรกั

13

ครูใหนักเรียนแยกยายกันไปเพื่อพิจารณาตนเองวานักเรียนเคยทําผิด หรือยังไมใหอภัยใครบาง เงียบๆ
สว นตวั ประมาณ 3 นาที
อธิษฐานภาวนา

ครูเรียกมารวมกลุมหนารูปกางเขน ครูอาน (2 คร. 5:19) อีกครั้ง แลวใหนักเรียนสวดบทขาพระบดิ า สอง
บท วนั ทามารียหนง่ึ บท และใหราํ พึงดว ยการพดู เสยี งดังจากใจ
4.3 การลงมอื ปฏบิ ัติ (Act)

- ครูใหนักเรียนไปขอโทษ หรือยกโทษใหกับเพ่ือนๆในช้ันเรียนคําสอนของนักเรียนอยางสํานึกผิดอยาง
จรงิ ใจ และใหอภัยกบั ความผิดบกพรองของเพื่อนๆ ของตน

- ครแู ละนกั เรียนรวมกนั สวดบทขาพเจา ขอสารภาพบาป และบทแสดงความทกุ ขพรอ มกนั
- ครูใหนักเรียนทําการดพรอมท้ังเขียนขอความขอโทษใหกับบุคคลที่นักเรียนไดทําผิดตอเขา และนําไป
มอบใหบ คุ คลผูน นั้ และใหก ลบั มาเลา บรรยากาศทีเ่ กิดขึน้ จากการไปขอโทษบุคคลนั้นในคาบถดั ไป
5. การไตรต รองกอ นจบคาบเรยี น
(1) นกั เรยี นรสู ึกอยา งไร เม่ือนักเรยี นไดไ ปขอโทษ และยกโทษใหกับเพ่อื นรว มชัน้ ท่ีเรยี นคําสอนดว ยกัน?
(2) ทาํ ไมทาํ ใหน กั เรียนกลา ท่ีจะไปขอโทษ หรือใหอ ภัยได?
(3) นักเรียนจะไปขอโทษบุคคลอื่นท่ีนักเรียนไดเคยทําผิดพลาด บกพรองกับเขา นักเรียนตองเตรียม กาย
วาจา ใจ อยา งไร?
6. สอื่ การเรยี นการสอน
- คลิปรูปภาพ
- ซดี ีเพลงยอมเพราะรัก
- ปา ยคาํ ถาม
- อุปกรณท าํ การด
คาบท่ี 3 และ 4
3. การสรางบรรยากาศ
- ครูตอนรับนักเรียนหนาหอง นักเรียนทักทายสวัสดีครูทีละคน เม่ือนักเรียนเขาหองครูนํานักเรียนภาวนา
ดวยบท ขาแตพระบิดาของขาพเจาท้ังหลาย และเกร่ินนําใหนักเรียนคิดทบทวนตนเองวาเม่ือวาน และวันนี้
นักเรียนไดทําผิดพลาด บกพรองกับใครบาง ทั้งที่ตั้งใจและไมต้ังใจ แลวใหนักเรียนสวดบทขาพเจาขอสารภาพ
บาปพรอมกัน
- ครูทบทวนภาพรวมใหน กั เรยี นทราบอกี คร้งั

14

4. การนําเสนอบทเรยี น
4.1 การสรางประสบการณ (See)

- ครูติดตามผลจากคําถามไตรตรองคาบท่ีแลววานักเรียนแตละคนมีประสบการณจากการไปทํากิจกรรม
เปน อยางไรบา งใหน ักเรยี นเลาใหฟ ง ทลี ะคนๆตามความสมคั รใจ

- ครูเลาเรื่องใหนักเรียนฟงวา นักเรียนกลุมหนึ่งกําลังเดินผานระเบียงตึกเพ่ือไปเรียนวิชาพลศึกษาในคาบ
กอนพักเชา ท่ีตรงระเบียงท่ีพวกเขาเดินผานเปนที่ปลอดตาคน และตรงมาน่ังท่ีระเบียงนั้นมีทอฟฟหลากหลาย
รสวางอยู เด็กบางคนเดินผานไปเฉยๆ บางคนคนมองแลวแอบกลืนน้ําลาย บางคนแอบหยิบใสกระเปา บางคน
หา มปรามเพอ่ื นไมใ หห ยิบ บางคนเห็นคนอ่ืนหยิบก็หยบิ ตาม บางคนหยบิ แลว ยังชวนเพ่อื นยอ นกลับมาหยิบอกี

- ครูแบงนักเรียนกลุมละ5 คน ใหแตละคนในกลุมแบงปนความคิดเห็นภายในกลุมวานักเรียนคนไหนท่ี
เปนคนทีม่ ีจิตสาํ นึกท่ีดี มมี โนธรรมทเ่ี ท่ียงตรง พรอมทง้ั วิเคราะหพฤตกิ รรมของนักเรยี นในเรื่องเลารายบคุ คล

- ใหน กั เรียนแบงปนความคดิ กันอกี วาถา เปน นกั เรียนจะหยบิ ทอฟฟหรือไม? เพราะเหตุใด?
- เม่ือนักเรียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเสร็จแลว ครูเรียกนักเรียนรวมกลุมใหญน่ังลอมวงกลมครูให
อาสาสมัครอา นพระคัมภีรปฐมกาล 3: 1-7
4.2 การคดิ วนิ ิจฉยั ประสบการณ (Judge)
- ครูอธิบายขอความจากพระคัมภีรวา หลายครั้งเม่ือเราทําผิดบาป ท้ังการลักขโมยเหมือนในเรื่องเลา การ
โกหก พูดจาหยาบคาย ไมเช่อื ฟง เอาเปรยี บ รังแกผูอ่ืน ฯลฯ เรามักโทษบุคคลอืน่ หรือสถานการณตางๆหรือบาง
ทีเราโทษเพราะปศาจลอลวง ปศาจหรือหรือมโนธรรมดานไมดีอาจชักชวนใหเราใจออนได แตมันไมสามารถ
บังคับเราได ทุกอยางข้ึนอยูกับการตัดสินใจของเราเอง เชนเดียวกันองคพระผูเปนเจากไมเคยทรงบังคับเรา แต
ใหเราเลือกตดั สนิ ใจดว ยตวั ของเราเอง ถาเราเลือกทาํ บาปกแ็ สดงวา เราเลอื กตดั สัมพันธก บั พระเจา เราเลือกสง่ิ อื่น
แทนพระองค
- ครูอธิบายทบทวนความหมาย ความสําคัญเร่ืองศีลอภัยบาปที่นักเรียนไดเคยเรียนมาอีกครั้ง จากนั้น
ทบทวนเร่ืองการกระทําผิดท่ีเปนการตัดความสัมพันธของเรากับพระเจา ที่เรียกวา “บาป” บาปเปนการกระทํา
ผดิ ขดั ตอ เหตผุ ล ความจริง และมโนธรรมทถ่ี ูกตอง
- ครอู ธบิ ายทบทวน บาปตน หรือพยศชว่ั เจด็ ประการท่ีเปนความโนม เอยี งทางจิตใจใหกระทาํ ความชวั่ และ
การทาํ ผิดตอ พระบัญญัติพระเปน เจา
- ใหน ักเรยี นยกมือเลือกวา ใครเลอื กการมสี ัมพนั ธทด่ี ีกบั พระเจา หรือใครเลอื กอยากตดั สมั พนั ธก บั พระเจา
และถาเลือกมีความสัมพันธกับพระเจานักเรียนตองทําอยางไร มีปญหายุงยากมากหรือนอยกวาการตัดขาด
ความสมั พนั ธกบั พระใหน กั เรยี นรว มกนั แสดงความคดิ เห็น
อธษิ ฐานภาวนา
ครูใหนักเรียนต้ังจิตภาวนาขอความเขมแข็งใหนักเรียนตัดสินใจเลือกกระทําตามมโนธรรมเพื่อท่ีจะมี
ความสัมพันธกับพระเจา ในความรักของพระองค และขอความเมตตา สงสาร และขอการใหอภัยจากพระองค
สาํ หรบั ความผิดพล้ัง เผลอเรอ ในการเลือกตัดสินใจผิดของเรา ใหนักเรยี นแตละคนหามุมสวนตัวเพื่อคุยกับพระ
เจา ออกเสยี งดว ยตนเอง

15

4.3 การลงมอื ปฏิบัติ (Act)
- ครูแจกใบงานใหน ักเรียนแตล ะคนทําดว ยตนเองอยา งเงยี บๆดว ยคาํ ถาม ดังนี้
1. ความผิดบาปตา งๆท่ีเราไดก ระทําเปนเพราะปศ าจบงั คบั ใหเ รากระทําจริงหรอื ไม? เพราะเหตุใด?
2. เราสามารถชนะการถูกทดลองใจใหกระทําบาปไดอ ยางไรบา ง?
- ใหนักเรียนใชเวลาเงียบๆไตรตรองวาเราสามารถกระทําอยางไรเพื่อละท้ิงบาปดวยกาย ดวยวาจา ดวยใจ

ดว ยการละเลย
- ครใู หเ วลานกั เรียนแตล ะคนพจิ ารณามโนธรรมของตน แลว ไปรบั ศีลอภัยบาปในถัดไป (คาบที่ 4)

5. การไตรต รองกอนจบคาบเรียน
(1) ศีลอภัยบาปมีความสําคญั กบั ชีวติ คริสตชนของเราอยางไร?
(2) ตอนชวงปดเทอมที่ไมไดรับศีลอภัยบาปที่โรงเรียน ถานักเรียนสํานึกและรูตัวไดวาทําผิดนักเรียนจะ

แกปญ หาอยางไร?
6. สอ่ื การเรยี นการสอน

- พระคมั ภีร
- ใบงาน
คาบที่ 5
3. การสรา งบรรยากาศ
- ครอู อกไปตอ นรบั นกั เรยี น ทกั ทายสวสั ดตี อนเชากับคาบเรยี นคําสอนวนั ใหม เมอ่ื นักเรยี นเขาหองเรียนแลว
ครรู วมกลมุ ภาวนาขอบพระคุณพระเจาสาํ หรบั ชวี ิตใหมใ นวันนี้ ฝากชีวิตของเรา ครอบครวั ไวกับพระเจา ใหชวย
ดูแล
- พดู คยุ สนทนาเกย่ี วกับคําถามไตรตรองจากคาบท่แี ลว จากนั้นบอกภาพรวมการเรยี นคําสอนของคาบน้ี
4. การนาํ เสนอบทเรยี น
4.1 การสรา งประสบการณ (See)
- ครูเปดการตูนเรื่องบิดาผูใจดี (ลูกลางผลาญ ลูกา 15:11-32) ใหนักเรียนดูเมื่อจบแลว ครูเลาเร่ืองโดยสรุป
อยา งยอ ๆจากส่งิ ทีน่ ักเรยี นไดด ูอีกคร้งั หนง่ึ
- ครแู บง นักเรยี นออกเปน กลมุ ๆละ 6 คน ใหนกั เรยี นแบงปนความคิดเห็นสิง่ ท่ีท่ีไดดูจากเรือ่ ง ลูกลา งผลาญ
วา รูสกึ อยา งไรกับตวั ละครสําคญั บิดา ลกู ชายคนโต ลกู ชายคนลก็ ?
- นักเรียนรวมกันบอกลักษณะนิสัย ขอดี ขอเสียของลูกชายคนโตและลูกชายคนเล็ก แลวเขียนลงไปใน
กระดาษใบงานท่คี รใู ห
- นักเรยี นระดมความคิดและเขยี นตอบคาํ ถามวา ถานกั เรียนเปนบคุ คลในเรื่องนกั เรยี นจะทาํ อยางไร ถาเปน
บิดา เปนพค่ี นโต และนองคนเล็ก และมเี หตใุ ดถงึ ตอ งทําเชน นนั้ ?
- ใหนักเรียนแตละกลุมนําเสนอคาํ ตอบของกลมุ ตน

16

4.2 การคดิ วนิ จิ ฉัยประสบการณ (Judge)
- ครูอานพระวรสารของ มธ 18 :21-35 การใหอภัยกับความผดิ ครูใหนักเรียนสังเกตวา บทพระวรสารบท

น้กี ับการตูนเรือ่ งบิดาผูใ จดีมีอะไรทค่ี ลา ยคลงึ กันอยางไร? นกั เรียนแสดงความคดิ เห็น
- ครูเรียกนักเรียนมาน่ังรวมกลุมหนารูปกางเขน แลวอธิบายบทความจากพระคัมภีรและจากการตูนที่

นักเรียนไดดู วามีความสอดคลองในเรื่องแกนหลักใหญๆ คือความรักของพระเปนเจาจึงยอมอภยั ใหไดทกุ อยา ง
โดยไมม ีทีส่ นิ้ สดุ ดังบทพระวรสารท่พี ระเยซูทรงสอนอคั รสาวกถึงการใหอภัยวาใหอภัย เจ็ดคูณเจ็ดสิบ หมายถึง
การใหอภัยเสมอ ดังนั้น เพราะความรักมนุษยพระองคจึงอภัยทุกอยาง ไมมีที่ส้ินสุด แมเราทําผิดบาปซํ้าๆแต
พระองคทรงยกโทษเราทางศีลอภัยบาปเสมอ เมื่อเราสํานึกอยางจริงใจ รูตน เสียใจในความผิด และไปขอคืนดี
กับพระองคอยางสมํ่าเสมอในศีลอภัยบาป ถาเราอยากคืนดีกับพระเจากับชุมชนที่มีพระองคเปนศูนยกลางเรา
ตอ งใหอ ภยั ผูอ่ืน โดยเลยี นแบบองคพระครสิ ตเจา ดวย
อธิษฐานภาวนา

ครูใหนักเรียนอธิษฐานภาวนาสวนตัวเงียบๆสวดวอนขอพระบิดาเจาใหเรามีพละกําลังใจท่ีสามารถให
อภยั กับผอู นื่ ทแี่ มทําผิดตอเรามากมายเพียงใดก็ตาม และขอใหเราเปน ผูท ี่สามารถเลียนแบบชวี ิตองคพ ระเจาที่ให
อภัยไดอ ยา งไมม ีท่สี นิ้ สดุ
4.3 การลงมอื ปฏิบตั ิ (Act)

- ครูใหนักเรียนเขียนบทภาวนาจากใจพรอมวาดภาพประกอบวอนขอพระบิดาเจาผใู จดีอวยพรใหน ักเรยี น
มีพลกําลงั ใจ กายที่เขมแข็งท่ีจะใหอ ภัยผูอ่ืน เพ่ือทเ่ี ราจะไดคืนดกี ับพระเจา และเขาในสวนรวมชมุ ชนคริสตชนท่ี
มพี ระเจา เปน ศนู ยกลาง

- ครูแจกใบคําถามไตรตรองนักเรยี นแตละคนใหนาํ กลบั ไปทาํ โดยใหเวลาสามวัน และมาพดู คุยกนั ในคาบ
ตอ ไป
5. การไตรต รองกอ นจบคาบเรียน

(1) ถานกั เรยี นเปน บิดาของบุตรทงั้ สอง ทานจะทาํ เหมอื นบิดาหรอื ไม เพราะเหตใุ ด?
(2) ในชีวติ ของนักเรยี นเคยทําตัวคลา ยคลึงกบั บตุ รคนโตและคนเล็กหรือไม เชน อะไรบาง?
(3) ถาในชีวติ จริงในวันขางหนา นกั เรยี นอยูในสถานการณคลายบุตรชายคนโต นกั เรยี นจะโกรธบิดา มารดา
ของนกั เรียนหรือไม ถาทานทําตวั แบบบดิ าผูใจดี เพราะเหตุใด?
6. ส่อื การเรียนการสอน
- ซดี กี ารต นู เรื่องบดิ าผูใจดี
- ใบงาน
- พระคัมภีรปายคําถาม
- อุปกรณทาํ การด

17

7. การเตรยี มตัวของครู
- อาน ศึกษาและรําพงึ บทเทศนข องคุณพอชยั ยะ กจิ สวัสด์ิ เรื่อง
(1) ลกู ลา งผลาญและลูกที่คิดวาตนทําดีแลว (ลก 15:1-3, 11-32)
(2) การใหอ ภยั ความผิด (มธ 18: 21-35)
18

ลกู ลา งผลาญและลกู ทค่ี ดิ วา ตนทาํ ดแี ลว
ขา วดี ลก 15:1-3, 11-32

1บรรดาคนเก็บภาษีและคนบาปเขา มาใกลเพอ่ื ฟงพระเยซูเจา 2ชาวฟาริสีและธรรมาจารยตางบนวา ‘คนนี้
ตอนรบั คนบาปและกินอาหารรว มกบั เขา’ 3พระองคจ งึ ตรสั เรอ่ื งอุปมานใ้ี หเขาฟง

11‘ชายผูหนึ่งมีบุตรสองคน 12บุตรคนเล็กพูดกับบิดาวา “พอครับ โปรดใหทรัพยสมบัติสวนที่เปนมรดก
แกลูกเถิด” บิดาก็แบงทรัพยสมบัติใหแกลูกท้ังสองคน 13ตอมาไมนาน บุตรคนเล็กรวบรวมทุกส่ิงท่ีมีแลว
เดินทางไปยังประเทศหางไกล ทนี่ น่ั เขาประพฤติเสเพลผลาญเงนิ ทองจนหมดสน้ิ 14เมือ่ เขาหมดตวั ก็เกดิ กนั ดาร
อาหารอยางหนักทั่วแถบน้ัน และเขาเร่ิมขัดสน 15จึงไปรับจางอยูกับชาวเมืองคนหน่ึง คนน้ันใชเขาไปเล้ียงหมู
ในทุง นา 16เขาอยากกนิ ฝกถ่ัวทหี่ มูกนิ เพอื่ ระงบั ความหวิ แตไ มม ีใครให 17เขาจึงรูส าํ นึกและคดิ วา “คนรบั ใชของ
พอฉันมีอาหารกินอุดมสมบูรณ สวนฉันอยูที่น่ี หิวจะตายอยูแลว 18ฉันจะกลับไปหาพอ พูดกับพอวา “พอครับ
ลูกทาํ บาปผิดตอ สวรรคแ ละตอ พอ 19ลูกไมส มควรไดชอ่ื วาเปนลูกของพออกี โปรดนับวาลูกเปนผูรับใชค นหน่ึง
ของพอเถิด” 20เขาก็กลับไปหาบิดา ‘ขณะที่เขายังอยูไกล บิดามองเห็นเขา รูสึกสงสาร จึงวิ่งไปสวมกอดและจบู
เขา 21บุตรจึงพูดกับบิดาวา “พอครับ ลูกทําบาปผิดตอสวรรคและตอพอ ลูกไมสมควรไดช่ือวาเปนลูกของพอ
อกี ” 22แตบ ดิ าพดู กับผูรบั ใชวา “เรว็ เขา จงไปนําเส้ือสวยทส่ี ดุ มาสวมใหล ูกเรา นําแหวนมาสวมน้ิว นํารองเทามา
ใสให 23จงนําลูกวัวที่ขุนอวนแลวไปฆา แลวกินเล้ียงฉลองกันเถิด 24เพราะลูกของเราผูน้ีตายไปแลวกลับมีชีวิต
อีก หายไปแลว ไดพบกันอีก” แลวการฉลองก็เริ่มขึ้น 25‘สวนบุตรคนโตอยูในทุงนา เมื่อกลับมาใกลบ าน ไดยิน
เสียงดนตรีและการรองรํา 26จึงเรียกผูรับใชคนหน่ึงมาถามวาเกิดอะไรขึ้น 27ผูรับใชบอกเขาวา “นองชายของ
ทานกลับมาแลว บิดาสั่งใหฆาลูกวัวท่ีขุนอวนแลว เพราะเขาไดลูกกลับคืนมาอยางปลอดภัย” 28บุตรคนโตรูสึก
โกรธ ไมยอมเขาไปในบา น บดิ าจึงออกมาขอรองใหเขา ไป 29แตเ ขาตอบบิดาวา “ลกู รบั ใชพ อ มานานหลายปแลว
ไมเคยฝา ฝน คําสั่งของพอ เลย พอก็ไมเคยใหล กู แพะแมแ ตต วั เดียวแกลกู เพือ่ เล้ียงฉลองกบั เพอื่ น ๆ 30แตพอลกู คน
นี้ของพอกลับมา เขาคบหญิงเสเพล ผลาญทรัพยสมบัติของพอจนหมด พอยังฆาลูกวัวที่ขุนอวนแลวใหเขา
ดวย” 31‘บิดาพูดวา “ลูกเอย ลูกอยูกับพอเสมอมา ทุกส่ิงท่ีพอมีก็เปนของลูก 32แตจําเปนตองเล้ียงฉลองและชื่น
ชมยนิ ดี เพราะนอ งชายคนนี้ของลูกตายไปแลว กลับมีชวี ิตอีก หายไปแลว ไดพ บกันอีก”’

************************************
บรรดาฟาริสีและธรรมาจารยกลาวหาพระเยซูเจาวา “ตอนรับคนบาปและกินอาหารรวมกับเขา” (ลก
15:2)
“คนบาป” ตามความหมายของพวกฟาริสีและธรรมาจารยคือ คนท่ีไมปฏิบัติตามกฎเกณฑหยุมหยิม
มากมายที่พวกเขาตราข้ึนมาเอง มักถูกขนานนามวา “พลเมืองแหงแผนดิน” และถูกตราหนาวาเปนชนช้ันต่ํา
ระดับเดียวกับสัตวปาจนมีคํากลาววา “ผูใดยกบุตรสาวใหแตงงานกับพลเมืองแหงแผนดิน ก็เปรียบเสมือนจับ
บุตรสาวของตนมัดมอื มดั เทาแลว โยนใหส งิ โต” พวกฟาริสีและธรรมาจารยก ําหนดเสน แบงเขตระหวางพวกเขา
กับคนบาปไวอยางชัดเจน เชน “หามมอบเงินแกพลเมืองแหงแผนดิน หามรับฟงคํายืนยันของพวกเขา หาม
บอกความลับแกพวกเขา หามต้ังพวกเขาเปนผูดูแลเด็กกําพราหรือดูแลกองทุนเกี่ยวกับเมตตากิจ หามเดินทาง
รวมกับพวกเขา หามเปนแขกของพวกเขาหรือรับพวกเขาเปนแขก และถาเปนไปได หามติดตอทําธุรกิจทุก

19

ประเภทกับพวกเขา....ฯลฯ” ดวยเหตุน้ี เมื่อเห็นพระเยซูเจาตอนรับและกินอาหารรวมกับคนเก็บภาษีและคน
บาป พวกเขาจงึ ตกตะลึงสดุ ๆ

เพ่ือจะเขาใจพระวรสารวันน้ีอยางลกึ ซงึ้ และไดอรรถรสมากข้ึน เราพึงระลึกอยูเสมอวา ชาวยิวท่ีเครงครัด
ไมไ ดพดู วา “ชาวสวรรคจ ะชนื่ ชมยินดเี ม่ือคนบาปคนหนึง่ กลับใจ” เหมอื นอยางทเี่ ราเคยไดฟ งจนคนุ หู แตพวก
เขาพูดกันวา “ชาวสวรรคจะชื่นชมยินดีเม่ือคนบาปคนหน่ึงถูกทําลายไปตอหนาพระเจา” นี่คือเหตุผลที่ทําให
พระเยซูเจาตองยกอุปมาเร่ือง “ลูกลางผลาญ” ขึ้นมาเพื่อแสดงใหเห็นวา “หัวจิตหัวใจท่ีแทจริงของพระเจาเปน
อยา งไร !”

สําหรับชาวยิว ผูเปนบิดาจะแบงทรัพยสมบัติใหแกบุตรคนใดตามใจชอบไมได เพราะโมเสสกําหนดไว
ตายตัววา “ถาชายผหู นึ่งมีภรรยาสองคน รกั คนหน่ึงมากกวาอีกคนหน่งึ และทง้ั สองคนคลอดบตุ รชายใหเขา แต
บุตรชายคนแรกเปนบุตรของภรรยาท่ีเขารักนอยกวา เม่ือชายนั้นจะแบงทรัพยสมบัติใหบุตร เขาตองไมคิดวา
บุตรของภรรยาที่เขารักมีสิทธิเปนบุตรคนแรก แทนบุตรคนแรกแทจริงท่ีเปนบุตรของภรรยาที่เขารักนอยกวา
แตเขาตองรับวาบุตรของภรรยาที่เขารักนอยกวาเปนบุตรคนแรก และตองแบงทรัพยสินใหบุตรคนแรกนี้เปน
สองเทาของทรัพยสินที่ใหแกบุตรจากภรรยาที่เขารัก เพราะบุตรคนน้ีเปนผลแรกจากความหนุมของเขา และมี
สิทธิของบุตรคนแรก” (ฉธบ 21:15-17) พูดงาย ๆ ก็คือ บุตรหัวปมีสิทธิรับมรดกเปน 2 เทาของบุตรคนอ่ืน
เพราะฉะนน้ั “ลูกลา งผลาญ” ซ่ึงเปน บตุ รคนเล็กจึงควรไดรับสวนแบง 1 ใน 3 ขณะทบี่ ุตรคนโตควรไดรับสวน
แบง 2 ใน 3 ของทรพั ยสมบตั ิทงั้ หมด

อันที่จริงบิดาจะแบงทรัพยสมบัติใหบุตรกอนตายก็ได หากเขาตองการเกษียณตัวเองจากธุรกิจและการ
งานตาง ๆ เพียงแตวางานน้ีบุตรคนเล็กใจดําจริง ๆ ท่ีพูดกับบิดาทํานองวา “พอ มอบสวนแบงของลูกมาเถอะ
เพราะอยางไรเสียลูกก็ตองไดอยูแลวเมื่อพอตาย ลูกจะไดไปจากที่นี่เสียที” โดยไมโตแยงสักคํา “บิดาแบง
ทรัพยสมบัติใหแ กลูกท้ังสองคน” (ลก 15:12) และโดยไมชักชาเหมือนกัน บุตรคนเล็กไดรวบรวมทรัพยสมบัติ
สว นของตนแลวเดินทางจากบิดาไป ไมน านเขาก็ผลาญเงินจนหมดเกลย้ี ง และลงเอยดวยการรับจางเล้ยี งหมู ซง่ึ
เปนอาชีพตองหามตามกฎหมายยิวซึ่งบัญญัติไววา “ขอใหผูเลี้ยงหมูจงถูกสาปแชง” เมื่อตกตํ่าสุด ๆ ชนิดอยาก
กินฝกถั่วท่ีหมูกนิ เพอื่ ระงบั ความหวิ แตไ มม ีใครให (ลก 15:16)

พระเยซเู จา ทรงกระตุกอารมณข องผูฟง ดวยการบอกวา “เขารูสาํ นกึ ” (ลก 15:17) คํา “รูสํานึก” หากแปล
ตามตัวอักษรตามตนฉบับภาษากรีกก็คือ “กลับมาเปนตัวของตัวเอง” สําหรับพระเยซูเจาแลว ตราบใดที่มนุษย
หันเหจากพระเจา พระองคทรงถือวา “เขาไมเปนตัวของตัวเอง”... มนุษยจะเปนตัวของตัวเองอยางแทจริงก็
ตอเม่ือกลับบานมาหาพระบิดา และเปนฉายาของพระองค น่ีคืออีกหนึ่งขาวดีที่พระองคทรงเห็นวา มนุษย
ไมไดช ัว่ ชาโดยสนั ดาน เพียงแตห ลงทางไปเทานนั้ พระองคจงึ ทรงหวังและเฝารอเรา “กลบั บาน”

เม่ือ “ลกู ลางผลาญ” กลบั มาเปน ตัวของตัวเอง เขาตระหนกั วาตองกลับบา นไปหาบิดาเพ่ือจะบอกวา “พอ
ครับ ลูกทําบาปผิดตอสวรรคและตอพอ ลูกไมสมควรไดช่ือวาเปนลกู ของพอ อีก โปรดนับวาลูกเปนผูรับใชคน
หนึง่ ของพอ เถิด” (ลก 15:15-19)

“ผูรับใช” ถือวามีสถานภาพตํ่าสดุ ในสงั คม แมแต “ทาส” ยังมีสถานภาพดีกวาผูรับใชเสียอีก เพราะทาส
ยังถือเปนสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว กินอยูกับครอบครัว มีความมั่นคงสูง สวนผูรับใชน้ันไรสังกัด เจานาย
จะจางหรือเลิกจางวนั ใดและเมอ่ื ใดกไ็ ด จะมกี นิ หรอื จะอดตายกส็ ดุ แลวแตว า มีคนจา งงานหรอื ไม

20


Click to View FlipBook Version