The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

7. แผนการสอนวิชาคำสอนและคริสตศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookedba, 2021-09-28 03:06:48

7. แผนการสอนวิชาคำสอนและคริสตศาสตร์

7. แผนการสอนวิชาคำสอนและคริสตศาสตร์

3.2 คาบที่ 2
3.2.1 การสรา งประสบการณ (See)
- ครูถามนักเรียน
1. “นักเรียนคดิ วา คนชรา คนเจ็บปว ยหนักหรือคนที่อยูในวาระสุดทา ยของชีวิต ปรารถนาสง่ิ ใดมากท่ีสุด

เพราะเหตใุ ด?”
2. “ถานักเรียนรูวา นักเรยี นจะมีชีวิตอยูไดอกี 7 วนั นกั เรียนจะทําอะไรใน 7 วนั น้ี เพอ่ื ให 7 วนั นี้ มีคณุ คา

และความหมายกบั ชีวติ ของนกั เรียนมากทส่ี ุด เพราะเหตุใด?”
- ครูและนกั เรียนรวมกันอภิปรายและหาขอ สรุป
3.2.2 การคิดวินจิ ฉยั ประสบการณ (Judge)
- ครูใหนักเรียนในหองทุกคนชวยกันอานพระวรสารจากนักบุญมัทธิว เรื่อง หญิงสาวสิบคน (มธ.25:1-

13) คนละทอ น และใหแ บงปนขอ คิดสั้นๆ เกีย่ วกับการดําเนินชีวิต จากถอ ยคําท่วี า “เพราะฉะนน้ั จงตืน่ เฝา ระวัง
ไวเถดิ เพราะทา นไมร วู นั และเวลา”

- ครูสรปุ บทเรยี นจากพระวรสารโดยเนนใน 2 ประเด็น (ดูบทเทศนค ุณพอชยั ยะ) คอื
1. มีบางสงิ่ ทเี่ ราไมสามารถหามาไดใ นนาทสี ุดทาย
2. มีบางสงิ่ ทีเ่ ราไมสามารถขอยืมได
3.2.3 ลงมอื ปฏิบตั ิ( Act)
อธิษฐานภาวนา
ใหนักเรียนภาวนาใหก ับผูใ หญทต่ี นรักหรอื ครอู าวโุ ส และใหพดู อธษิ ฐานสว นตัวเปน เวลา 3 นาที
- ครูใหนกั เรยี นเขียนคําตอบ 8-10 บรรทดั ตอ คาํ ถามวา “นกั เรยี นควรจะดาํ เนินชีวิตอยา งไร เพ่อื ใหพรอม
ตลอดเวลาสาํ หรบั วาระสดุ ทา ยของชีวติ ทอ่ี าจจะมาถงึ โดยไมรตู ัว?” แลวใหน กั เรียนอาสาอา นแบง ปน คาํ ตอบ
อธษิ ฐาน
ครูใหนักเรียนอาสานําสวดภาวนา เพ่ือโมทนาคุณพระเจา และขอพระพรสําหรับการดําเนินชีวิตในศีล
และพระพรของพระองค เพ่ือเตรยี มความพรอมสาํ หรับความรอด

171

4. การไตรต รองกอนจบคาบเรยี น
4.1 คาบท่ี 1

4.1.1 คาํ ถามไตรต รอง
- ศลี เจิมคนไขมีผลตอชีวิตมนุษยอ ยา งไร?
- คาํ สอนของพระศาสนจักรทสี่ อนใหเราดแู ลเอาใจใสผปู ว ย คนชรา ผูสงู อายุ บคุ คลรอบขา ง และผูอยใู น
วาระสุดทา ยของชีวิตอยา งไร?
4.2 คาบท่ี 2
4.1.2 คาํ ถามไตรตรอง
- ถานักเรียนตองดูแลคนที่ไมใชคริสตชนคาทอลิกท่ีปวยหนัก หรืออยูในวาระสุดทายของชีวิต นักเรียน
ควรปฏบิ ัตติ อเขาอยา งไร?
- จากพระวรสารนักบุญมัทธิว เรื่อง หญิงสาวสิบคน (มธ.25:1-13) นักเรียนควรจะเอาใจใส ดูและชีวิต
ฝา ยจิตวิญญาณของตนเองในวันนี้อยา งไรบา ง?
5. สื่อการเรียนการสอน
- หนังสือคาํ สอนคาทอลกิ สําหรบั เยาวชน (YOUCAT) ภาค 2 เร่อื งศลี เจิมผูปว ย ขอ 240-247
6. การเตรยี มตัวของครู
- บทเทศนคุณพอ ชยั ยะ กิจสวสั ด์ิ พระวรสารนกั บญุ มัทธิว เรือ่ ง หญิงสาวสิบคน (มธ.25:1-13)

172

สาระการเรยี นรู สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปที่ 4
หนว ยการเรียนรู คําสอน เรอ่ื ง ศีลศกั ดส์ิ ิทธแิ์ หงการเยยี วยา (ศลี อภยั บาป)
ออกแบบโดย ครจู กั ริน ปภู ิรมย โรงเรียน ลาซาลโชตริ วนี ครสวรรค จ. นครสวรรค
วนั ท่ี 1 มนี าคม 2017

1. การใหภาพรวม
1.1 วตั ถุประสงค (Objectives)

- เพ่ือใหนกั เรียนรแู ละเขา ใจความหมายและผลของการใหอ ภัย
- เพื่อใหน ักเรยี นสามารถอธิบายความหมายและคณุ คา ของศลี อภัยบาปได

1.2 ความจาํ เปน (Needs)
- การคืนดีกับพระเปนเจาทําใหเราไดรับพระหรรษทานคืนมาดวยการขออภัยบาป ยอมรับความผิดและ

ต้งั ใจจะแกไ ขตนเองอยา งแทจ รงิ

1.3 หัวขอและเนื้อหา (Range)
- พระหรรษทานของการคนื ดตี อพระเจา
- การยอมรับความผิด การสาํ นกึ ในความผดิ และการขออภยั ตอพระเจา และผูอื่น

1.4 การสรางความสนใจ (Interest)
- ใหคําถามกับนักเรียน “นักเรียนคิดวา มีมนุษยคนใดในโลกท่ีไมเคยทําความผิด” หรือ “ถาเราทําผิดหรือ

ทาํ ส่งิ ท่ีไมถูกตองเราจะรสู ึกอยา งไร? ใหน ักเรยี นรว มกนั ตอบและอภิปราย

1.5 เวลา (Time)
- 4 คาบเรียน

2. การประเมนิ และวดั ผล
- สังเกตพฤติกรรมจากการแบง ปน และการยอมรบั ผิด

3. การสรา งบรรยากาศ
- ดกู ารสรา งความสนใจ

173

4. การนาํ เสนอบทเรียน
4.1 คาบท่ี 1

4.1.1 การสรา งประสบการณ (See)
- ครใู หน ักเรียนอภปิ รายกนั ในกลมุ ยอ ยวา
“ถาเพื่อนรวมหองของนักเรียนคนหน่ึง ชอบหาเรื่องและใสรายเพื่อนๆ ในหอง รวมทั้งนักเรียนดวย ครั้ง
หนึ่งเขาใสรายนักเรียนจนนักเรียนถูกลงโทษ โดยนักเรียนไมมีความผิด วันหน่ึง นักเรียนเห็นเพื่อนคนน้ันลอก
การบา นอยู เขาขอรอ งนักเรียนวา “อยา ไปฟองครนู ะ” นักเรียนจะทําอยา งไร?”
- ใหตวั แทนกลมุ นําเสนอความเหน็ ของกลมุ ในชน้ั
4.1.2 การคิดวนิ ิจฉัยประสบการณ (Judge)
- นาํ เสนอบทเพลง “The prodigal son” (ลกู ลางผลาญ)
Father I have sinned,help me find my way.Remember not my sins,just let me hear you say:
I forgive you, I love you You are mine, take my hand. Go in peace, sin no more, Beloved one.......
- ครูแปลความหมายและอธิบายเก่ียวกับบทเพลง จากนั้น เช้ือชวนนักเรียนใหสงบเงียบสวดภาวนา
รวมกันเพอ่ื วอนขอการใหอภยั จากคนทเี่ ราเคยทาํ ผิดและจากพระเปนเจา
- ครูอานบทพระวรสาร นักบุญลูกา บทท่ี 15: 1-3, 11-32 “พอครับ ลูกทําบาปผิดตอสวรรคและตอพอ
ลูกไมส มควรไดชือ่ วา เปนลูกของพอ อีก โปรดนบั วาลูกเปน ผรู ับใชค นหน่งึ ของพอ เถิด”
- ใ ห นั ก เ รี ย น อ า น ห นั ง สื อ ห ลั ก ธ ร ร ม คํ า ส อ น ค า ท อ ลิ ก ( คุ ณ พ อ วุ ฒิ เ ลิ ศ แ ห ล อ ม )
http://www.kamsonbkk.com/
อธิษฐานภาวนา
- ใหนักเรียนใชเวลารําพึง ไตรตรองเร่ืองราวจากพระวรสาร และสวดภาวนาพรอมกันดวยคําพูดของ
ตัวเอง
4.1.3 การลงมือปฏิบตั ิ (Act)
- ครูใหนักเรียนกลับไปคุยกันในกลุมวา หลังจากนักเรียนไดศึกษาพระวรสารน้ีแลว นักเรียนจะเปล่ียน
ทาทีตอเพอ่ื นนกั เรยี นคนนนั้ หรือไม? อยางไร? และนําเสนอในช้ันเรยี นแลวรว มกันหาขอสรปุ
5.1 การไตรต รองกอ นจบคาบ
นกั เรียนคิดวา ผลของการยอมรับผิดและการใหอภัยคนอื่นสง ผลตอ ตัวนักเรียนเองอยา งไร?

174

4.2 คาบท่ี 2
4.2.1 การสรา งประสบการณ (See)
- ใหน กั เรียนอา นบทพระวรสาร นักบุญมัทธิว บทท่ี 18: 21 - 35 “เปโตรเขา มาทูลถามพระเยซูเจาวา “พระ

เจาขา ถาพี่นองทําผิดตอขาพเจาขาพเจาตองยกโทษใหเขาสักก่ีคร้ัง ถึงเจ็ดสิบคร้ังหรือไม” พระเยซูเจาตรัสตอบ
วา “เราไมไดบอกทานวา ตอ งยกโทษใหเ จ็ดสิบคร้ัง แตต องยกโทษใหเจ็ดคูณเจ็ดสิบคร้งั ”

- ใหนักเรียนอภิปรายในกลุมยอยวา “ทําไมนักเรียนจึงตองใหอภัยคนอ่ืน เจ็ดคูณเจ็ดสิบคร้ังอยางท่ีพระ
เยซูสอน”? และในกลมุ นําเสนอขอ สรปุ ของกลมุ

4.2.2 การคดิ วินิจฉยั ประสบการณ (Judge)
- ครูใหนักเรียนศึกษา แจก และอานบทเทศนคุณพอชัยยะ กิจสวัสดิ์ พระวรสารนักบุญมัทธิว บทที่ 18:
21-35 และรวมกันสรปุ
- ใหน กั เรียนรว มกันสรุปวา “ทําไมเราควรพรอ มใหอ ภยั ผอู ื่นอยางไมม ีขอจาํ กัด?”
4.2.3 การลงมอื ปฏบิ ตั ิ (Act)
- ใหนักเรียนกําหนดขอต้ังใจท่ีจะไปขอโทษตอบุคคลทีเ่ คยทําผิดตอเขา หรือใหอภัยตอบุคคลที่ทําผิดตอ
นักเรียน และกลับมาแบง ปน เลา ประสบการณใหเ พอ่ื นในหอ งเรยี นฟง ในคาบถัดไป
5.2 การไตรตรองกอนจบคาบเรยี น
- การใหอ ภัย ทาํ ใหช ีวติ เราเปนอยา งไร?
4.3 คาบที่ 3
4.3.1 การสรา งประสบการณ (See)
- ใหนักเรียนเขียนเลาความรูสึกกอนและหลัง จากประสบการณการใหอภัยตอบุคคลจากท่ีไดกําหนดขอ
ต้ังใจในคาบถัดไป โดยนักเรียนอานแบงปนกันในกลุมยอยเทาที่สบายใจและครูเนนวา นักเรียนตองเคารพให
เกียรติกนั และกัน ดวยการเกบ็ เรอ่ื งทฟ่ี ง เปนความลับ
- ครถู าม “นกั เรยี นรสู กึ อยา งไร หากนกั เรียนทําผดิ ตอ ผูท ร่ี กั นักเรยี นมากทีส่ ุด?”
อธิษฐานบทภาวนา
ครอู านพระวรสารนกั บญุ ลูกา บทที่ 15: 21 “พอ ครับ ลกู ทําบาปผิดตอสวรรคและตอพอลกู ไมสมควรได
ชอ่ื วา เปนลูกของพออีก โปรดนบั วา ลกู เปน ผรู ับใชคนหนง่ึ ของพอ เถิด” และรําพงึ สว นตัว
4.3.2 การคดิ วนิ จิ ฉัยประสบการณ (Judge)
- ครูใหนกั เรียนอา นและศึกษา YOUCAT บทที่ 2 ศีลศักดสิ์ ิทธ์ิแหงการเยียวยารกั ษา ศีลอภยั บาปและการ
คืนดี ขอ 224-239 เพื่อตอบคําถาม

(1) ทาํ ไมเราตองขอโทษเมอ่ื ทําบาปผิดตอ พระเจา?
(2) ศีลอภยั บาปมคี วามหมายตอชีวิตเราอยา งไร?

175

- ใหสรปุ กันในกลุมยอ ยและนําเสนอในชั้น ครสู รปุ รวมอีกคร้ัง
4.3.3 การลงมอื ปฏิบัติ (Act)
- ใหนักเรียนกําหนดขอตั้งใจที่จะไปสารภาพบาปในวันอาทิตย หรือวันอ่ืนของสัปดาห ดวยความเขาใจ
ในความหมายของศลี แกบ าปทไ่ี ดเรยี นรูในวนั นี้
5.3 การไตรตรองกอนสิ้นคาบ
คําถาม - ทําไมนกั เรยี นตองคนื ดกี ับพระเจา ?
4.4 คาบท่ี 4
4.4.1 การสรา งประสบการณ (See)
- ใหนักเรียนเขียนบอกความรูสึกที่ไดแกบาปกับพระสงฆตามที่กําหนดขอตั้งใจในคาบกอนวาแตกตาง
จากการสารภาพในคร้ังกอนๆ หรือไม? อยางไร? และใหอานเทาที่สบายใจในกลุมยอย ครูย้ําใหนักเรียนฟงการ
แบง ปนของกนั และกันดว ยการใหเ กียรตแิ ละเคารพโดยตอ งเก็บเรื่องทฟ่ี งเปน ความลบั
4.4.2 การคิดวนิ ิจฉัยประสบการณ (Judge)
- ใหนักเรียนศึกษาพระวรสาร ลก 15: 4-7 เร่ือง แกะท่ีพลัดพราก และลก 15: 8-10 เรื่อง เงินเหรียญที่
หายไป ประกอบบทเทศนของคณุ พอ ชยั ยะ กจิ สวสั ด์ิ
- ครูและนักเรียนรวมกันสรุปวา “ทําไมพระเจาทรงยินดี เม่ือพบคนบาปที่สูญหาย เหมือนคนเลี้ยงแกะ
ยินดเี มื่อแบกแกะท่สี ญู หายกลบั บา น?”
อธิษฐานภาวนา
สวดบทแสดงความทกุ ขแ ละรําพึงในใจสวนตัว
4.4.3 การลงมือปฏิบตั ิ (Act)
- ครูใหนักเรียนเขียนเหตุผล 3 ขอวา “ทําไมนักเรียนตองแกบาปอยางสม่ําเสมอ” แลวใหอานแลกเปลี่ยน
กนั ในกลมุ ยอยและสรปุ เหตผุ ลของกลุม 3 ขอ เพือ่ นําเสนอในชน้ั
- ใหนักเรยี นกาํ หนดขอ ตง้ั ใจทีจ่ ะแกบาปอยา งสมํา่ เสมอ
5.4 การไตรต รองกอนจบคาบ
คาํ ถาม – ตัง้ แตน้เี ปนตนไป นกั เรียนจะแกบาปบอ ยแคไ หน? เพราะเหตใุ ด?
6. สื่อการเรียนการสอน
- เนื้อเพลงและบทเพลง “The prodigal son” (www.youtube.com/watch?v=SCMRglp7xUs)
- พระคัมภีร
- กระดาษ A4

176

7. การเตรียมตวั ของครู
- อา น ศึกษาและรําพึงบทเทศนค ณุ พอ ชัยยะ กจิ สวัสด์ิ เรอ่ื ง
(1) การใหอ ภยั ความผิด มธ 18: 21-35
(2) แกะท่พี ลดั พราก และเงินเหรยี ญท่ีหายไป ลก 15: 4-10
177

การใหอภยั ความผดิ
ขาวดี มธ 18:21-35

21เปโตรเขามาทูลถามพระเยซเู จาวา “พระเจาขา ถาพ่ีนองทําผิดตอขาพเจา ขาพเจาตองยกโทษใหเขาสัก
กีค่ ร้งั ถึงเจด็ ครั้งหรือไม” 22พระเยซเู จาตรสั ตอบวา “เราไมไดบ อกทานวาตองยกโทษใหเจ็ดครั้ง แตต องยกโทษ
ใหเจ็ดคูณเจ็ดสบิ คร้งั ”

23อาณาจักรสวรรคเปรียบไดกับกษัตริยพระองคหนึ่ง ทรงประสงคจะตรวจบัญชีหน้ีสินของผูรับใช 24
ขณะท่ที รงเร่ิมตรวจบัญชีนั้น มผี ูนําชายผูหน่ึงเขามา ชายผูนี้เปน หน้ีอยูเปนพันลานบาท 25เขาไมมสี ิง่ ใดจะชําระ
หน้ไี ด กษัตรยิ จงึ ตรสั สง่ั ใหขายทั้งตัวเขา บุตรภรรยาและทรพั ยส นิ ทง้ั หมดเพ่ือใชห น้ี 26ผรู ับใชก ราบพระบาททลู
ออนวอนวา ‘ขอทรงพระกรุณาผัดหน้ีไวกอนเถิด แลวขาพเจาจะชําระหน้ีใหท้ังหมด’ 27กษัตริยทรงสงสารจึง
ทรงปลอยเขาไปและทรงยกหนี้ให 28ขณะที่ผูรับใชออกไป ก็พบเพ่ือนผูรับใชดวยกันซึ่งเปนหน้ีเขาอยูไมกี่พัน
บาท เขาเขาไปควาคอบีบไวแนน พูดวา ‘เจาเปนหนี้ขาอยูเทาไร จงจายใหหมด’ 29“เพื่อนคนนั้นคุกเขาลงออน
วอนวา ‘กรุณาผัดหน้ีไวกอนเถิด แลวขาพเจาจะชําระหน้ีให’ 30แตเขาไมยอมฟง นําลูกหนี้ไปขังไวจนกวาจะ
ชําระหนใี้ หหมด 31เพือ่ นผรู ับใชอ น่ื ๆ เห็นดงั นน้ั ตางสลดใจมาก จึงนําความทงั้ หมดไปทลู กษตั ริย 32พระองคจึง
ทรงเรียกชายผูน้ันมา ตรัสวา ‘เจาคนสารเลว ขายกหน้ีสินของเจาทั้งหมดเพราะเจาขอรอง 33เจาตองเมตตาเพื่อน
ผูรับใชดวยกัน เหมือนกับท่ีขาไดเมตตาเจามิใชหรือ’ 34กษัตริยกริ้วมาก ตรัสส่ังใหนําผูรับใชนั้นไปทรมาน
จนกวาจะชําระหนี้หมดส้ิน 35พระบิดาของเราผูสถิตในสวรรคจะทรงกระทําตอทานทํานองเดียวกัน ถาทานแต
ละคนไมยอมยกโทษใหพ ่ีนอ งจากใจจริง”

**************************
วันน้ีเราเปนหนี้บุญคุณเปโตรสําหรับความปากไวของทาน หลายครั้งหลายหนที่ความผลีผลามของ
ทานนําไปสูคําสอนอันยิ่งใหญของพระเยซูเจา ทานถามพระองควา “พระเจาขา ถาพี่นองทําผิดตอขาพเจา
ขาพเจาตองยกโทษใหเขาสักกี่ครั้ง” พรอมกับตอบคําถามเองโดยเสนอวา “ถึงเจ็ดครั้งหรือไม” อันที่จริง
ขอ เสนอ “เจด็ ครงั้ ” ของเปโตรไมใ ชไมม ที ่ีมา พวกรบั บีสอนวาเราตองยกโทษใหพ่ีนองสามครั้ง อยางเชน รับบี
โยเซบตุ รของฮานนี า และรบั บีโยเซบตุ รของเยฮูดา สอนเหมือนกนั วา “ผทู รี่ องขอการอภัยจากพนี่ อง สามารถทํา
ไดไ มเ กนิ สามคร้ัง”
เหตุผลของพวกรับบีไดมาจากคํากลาวโทษของประกาศกอาโมสท่ีวา “พระยาหเวหตรัสดังนี้ ‘เพราะ
กรุงดามัสกัสไดลวงละเมิดสามคร้ัง และสี่คร้ังเราจะตัดสินลงโทษและจะไมกลับคํา เพราะเขาท้ังหลายไดใช
เลื่อนเหลก็ นวดชาวกเิ ลอาด เราจะสง ไฟมาเผาบานของฮาซาเอล ไฟน้ันจะกินวงั ปอมของเบนฮาดดั ’” (อมส 1:3-
4) นอกจากน้ีเมืองกาซา เมืองไทระ เมืองเอโดม คนอัมโมน ชาวโมอับ ชาวยูดาห และชาวอิสราเอล (อมส
1:6,9,11,13; 2:1,4,6) ก็ลวนแลวแตถูกกลาวโทษในทํานองเดียวกัน ในเม่ือพระเจายังทรงยกโทษใหแกการลวง
ละเมิดเพียงสามครั้ง หากเกิดการลวงละเมิดครั้งที่ส่ีข้ึนมาพระองคจะทรงลงโทษชนิดไมกลับคํา มนุษยจะใจ
ดีกวา พระเจา ไดอ ยา งไรกนั การใหอ ภัยจงึ ถกู จํากัดอยเู พยี งสามครงั้

178

ตัวเลขท่ีเปโตรเสนอนั้นเปนสองเทาของพวกรับบี แถมยังเผื่อเหลือเผื่อขาดไวอีกหน่ึงคร้ัง รวมเปนเจ็ด
คร้ังดวยกัน เปโตรคิดวาขอเสนอนี้เหนือชั้นกวาคําสอนของรับบีมากและหวังวาจะไดรับคําชมเชยจากพระเยซู
เจา แตพระองคกลบั ตอบวา “เราไมไดบอกทานวาตองยกโทษใหเจด็ คร้ัง แตตองยกโทษใหเจ็ดคูณเจ็ดสบิ คร้ัง”
ซ่ึงหมายความวาการยกโทษน้นั ไมอ าจนับครั้งได และตอ งไมม ีขอจาํ กดั ใด ๆ ทง้ั สนิ้

พรอมกันนี้ พระองคทรงเลานิทานเปรียบเทียบเก่ียวกับผูรับใชที่ไดรับการยกหน้ีจํานวนมหาศาล แต
กลบั ไรเ มตตาตอเพ่ือนผูรับใชซ ึ่งติดหนเี้ พยี งเลก็ นอย นิทานเปรยี บเทยี บเรื่องนี้ตอกยาํ้ คาํ สอนของพระองคท วี่ า

1. เราจําเปนตองใหอภัยเพื่อจะไดรับการอภัย ความคิดนี้มีอยูท่ัวไปในพระธรรมใหม พระเยซูเจาตรัส
วา “ผูมีใจเมตตายอมเปนสุข เพราะเขาจะไดรับพระเมตตา” (มธ 5:7) และหลังจากสอนบทสวดขาแตพระบิดา
ของขาพเจาทั้งหลายจบแลว พระองคทรงกําชับวา “ถาทานใหอภัยผูทําความผิด พระบิดาของทานผูสถิตใน
สวรรค ก็จะประทานอภัยแกทานดวย แตถาทานไมใหอภัยผูทําความผิด พระบิดาของทานก็จะไมประทานอภัย
แกทานเชน เดียวกัน” (มธ 6:14-15) นักบญุ ยากอบสอนวา “ผใู ดที่ไมแสดงความเมตตากรณุ าตอเพื่อนมนุษย จะ
ถูกพิพากษาโดยปราศจากความเมตตากรุณาเชนเดียวกัน ผูท่ีแสดงความเมตตากรุณาจะไมเกรงกลัวการ
พพิ ากษา” (ยก 2:13)

2. ส่ิงที่เราใหอภัยแกเพ่ือนมนุษยเทียบกันไมไดเลยกับส่ิงที่พระเจาทรงใหอภัยแกเรา ในนิทาน
เปรียบเทียบ ผูรับใชเปนหน้ีกษัตริย 10,000 ตะลันต (talanton – ตาลานตอน) ในขณะที่งบประมาณรายรับของ
แควนกาลิลีท้ังแควน ตกปละ 300 ตะลันตเทาน้ัน เทากับวาจํานวนหนี้ของผูรับใชค นนนั้ มีมากกวาที่กษตั ริยข อง
แควนหนึ่งจะจายคืนไดเสียอีก !สวนหนี้ของเพ่ือนผูรับใชมีเพียง 100 เหรียญ (dēnarion – เดนาริออน) นอยกวา
หนี้ท่ีกษัตริยยกใหเกือบหาแสนเทา ฟงดูเหมือนเวอร แตหนี้ที่พระเจาทรงยกใหแกเราน้ันมันมากกวา 10,000
ตะลนั ตม ากนัก เพราะบาปของเราทําใหพ ระบุตรแตเพยี งพระองคเดยี วของพระเจา ตอ งสิ้นพระชนม

ชีวิตของพระบุตรจะมีมนุษยหนาไหนชดใชไหว ? ก็ในเม่ือพระองคยังใหอภัยเราได เราจะใหอภัย
เพื่อนมนุษยด ว ยกนั เองไมไ ดเ ชยี วหรอื ? ถาไมไ ดก็ไมตองหวงั ความเมตตาจากพระเจา

%%%%%%%%%%%%

179

สาระการเรยี นรู สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 5
หนวยการเรียนรู คําสอน เร่อื ง พระบญั ญัตเิ ปนชวี ิต โรงเรยี น ลาซาลโชตริ วีนครสวรรค จ. นครสวรรค
ออกแบบโดย ครบู ศุ รนิ ทร วฒั นะภตู ิ
วันที่ 25 มีนาคม 2017

1. การใหภ าพรวม
1.1 วัตถปุ ระสงค (Objectives)

1. นกั เรียนสามารถเขา ใจทมี่ าของธรรมปฏบิ ัตแิ ละพระบัญญัติได
2. นักเรียนสามารถแสดงออกถึงความเปน หนึง่ เดียวกันในหมูครสิ ตชนและเพื่อนพ่ีนองตางศาสนา
3. นกั เรยี นสามารถนําธรรมปฏิบตั แิ ละพระบัญญตั ิไปใชไ ดจ ริงในการดําเนินชีวติ ประจําวนั

1.2 ความจําเปน (Needs)
- ธรรมปฏิบัติและพระบัญญัติ เปนเครื่องมือที่นําคริสตชนไปหาพระเจา อีกท้ังยังทําใหเราอยูรวมกับผูอ่นื

ไดอ ยา งมีความสขุ

1.3 หวั ขอ และเน้อื หา (Range)
1. พระธรรมบัญญตั ิ
1.1 ฤทธกิ์ ศุ ลเหนือธรรมชาติ
1.2 ฤทธิ์กศุ ลตามธรรมชาติ
2. บัญญตั ิ 10 ประการ แบงออกเปน 2 ภาค คือ
2.1 พระบญั ญัตปิ ระการท่ี 1-3 เปน พระบัญญตั ิที่กลาวถึงหนาทีข่ องมนุษยท่จี ะตอ งปฏิบัตติ อพระเจา
2.2 พระบัญญตั ปิ ระการท่ี 4-10 เปน พระบญั ญตั ทิ กี่ ลา วถึงหนา ท่ขี องมนษุ ยท จี่ ะตอ งปฏิบตั ิตอกันและกนั

1.4 การสรางความสนใจ (Interest)
- ดวู ดี ิโอ ตอน โมเสสขึน้ ไปรับพระบญั ญตั ิบนภูเขาซนี าย

1.5 เวลา (Time)
- 8 คาบเรยี น

2. การประเมนิ และวัดผล
- สังเกตพฤติกรรมในการรว มกจิ กรรมกลุม
- ตรวจการเขยี นขอ ต้งั ใจทีจ่ ะพัฒนาตนเอง
- ตรวจการเขียนเรยี งความ เร่อื ง กฏทองเปลยี่ นแปลงอะไรบา งในชีวติ ?

180

3. การสรางบรรยากาศ
- ดูวีดิโอการเกิดเหตุการณตางๆ ของโลก (เปนวีดีโอที่ตัดตอมาเพ่ือแผนการสอนนี้เพ่ือช้ีใหเห็นถึงปญหา

ของการอยรู วมกนั ทขี่ าดกฎเกณฑแ ละหลักธรรมในการดาํ เนนิ ชวี ิต)
4. การนําเสนอบทเรยี น
4.1 คาบที่ 1

4.1.1 การสรา งประสบการณ (See)
อธษิ ฐานภาวนา

บทขา แตพระบิดาของขา พเจาทั้งหลาย และราํ พงึ ออกเสยี ง
- ครูใหนักเรียนดู วีดีโอ ขาวเหตุการณที่เกิดขึ้นและเปนท่ีสนใจของสังคมในเวลานั้น เชน ขาวการ
ทะเลาะววิ าท การเกดิ การตอสูใ นประเทศตา งๆ การฆา การลกั ขโมย ฯลฯ
บทพระวรสาร มธ 7: 12
บทพระวรสารส้ันๆ เพ่อื การจดจํา
“จงปฏิบัติตอผูอ่ืน อยางท่ีทานปรารถนาใหเขาปฏิบัติตอทาน” นั่นคือธรรมบัญญัติและคําสั่งสอนของ
บรรดาผูเ ผยพระวจนะ
- ครูใหน ักเรยี นแบงกลุม อภปิ ราย และนําเสนอขอ สรปุ
4.1.2 การคิดวนิ จิ ฉัยประสบการณ (Judge)
- ครูอธิบาย YOUCAT ขอ 348 และอภิปรายความเขาใจรว มกนั
YOUCAT ขอ 348
คาํ ถาม พระอาจารย ขา พเจา ตองทาํ ความดีคอื อะไร เพือ่ จะมชี วี ติ นิรันดร
คาํ ตอบ พระเยซเู จาตรัสวา “ถา ทานอยากเขาสชู ีวิตนริ นั ดร ก็จงปฏิบัตติ ามบทบัญญตั ิเถดิ ” มธ 19:17 และทรง
เสริมวา “ แลวจงติดตามเรามาเถิด” มธ 19 : 21 คริสตศาสนาเปนมากกวาการมีชีวิตท่ีถูกตองและการปฏิบัติ
ตามพระบัญญัติ การเปนคริสตชน คือ ความสัมพันธที่มีชีวิตกับพระเยซูเจา คริสตชนเปนหนึ่งเดียวกับองค
พระผูเปนเจาอยางลึกซึ้งและเปนสวนตัว และออกเดินทางไปพรอมกับพระองคบนหนทางที่นําไปสูชีวิตอยาง
แทจ รงิ
- ครูอธิบายพระธรรมปฏิบัติ เปนคําสอนอันเกี่ยวกับสิ่งที่คาทอลิกจะตองเรียนรู กฎบทบัญญัติและ
ประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจําวัน ขอปฏิบัติตางๆ ในชีวิตนั้นมาจากพระเจา ฤทธิ์กุศลความโนมเอียงไปในทาง
ท่ดี ี ซ่ึงจาํ แนกออกเปน 2 ประการ คือ

181

1. ฤทธ์ิกุศลเหนือธรรมชาติ เปนพระพรท่ีพระเจาทรงมอบใหกับเราโดยตรง ประกอบดวย ความเชื่อ
ความวางใจ และความรัก

2. ฤทธิ์กุศลตามธรรมชาติ หรือฤทธิ์กุศลอันเกี่ยวกบั ความประพฤติ จําแนกออกเปน 4 เร่ืองท่ีสําคัญ คือ
1. ความฉลาด 2.ความยุติธรรม 3. ความเขม แขง็ และ 4. ความมัธยสั ถ

- ศึกษาพระวาจานร้ี ว มกัน มธ บทท่ี: 19: 16-21 ครอู ธิบายความหมายจากพระวาจาท่ศี ึกษารวมกนั
บทพระวรสาร มธ บทท:่ี 19: 16-21
บทพระวรสารสน้ั ๆ เพอ่ื การจดจาํ

ดูเถิด มีคนหน่ึงมาทูลพระองควา “ทานอาจารย ขาพเจาจะตองทําดีประการใด จึงจะไดชีวิตนิรันดร”
พระเยซูตรัสตอบเขาวา “ทานถามเราถึงส่ิงท่ีดีทําไม ผูที่ดีมีแตผูเดียวแตถาทานปรารถนาจะเขาในชีวิตก็ใหถือ
รกั ษาพระบญั ญตั ไิ ว”

- ครูใหนักเรียนอานพระวรสารสวนตัวอีก 1 รอบ เพ่ือนํามาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของตนเองวาเปน
เชนไร?

4.1.3 การลงมอื ปฏบิ ตั ิ (Act)
- ใหนักเรียนเขียนขอตั้งใจในการอยูรวมกันกับผูอื่นอยางมีความสุข (2 ขอ) พรอมอธิบายเหตุผล ให
ปฏบิ ัติเปน เวลา 1 สปั ดาหและบันทกึ ประสบการณแ ละมารายงานในคาบถดั ไป
- ภาวนาปด ดว ยบทเพลง พระเจา เปน ความรัก
4.2 คาบที่ 2
4.2.1 การสรา งประสบการณ (See)
- ครใู หน ักเรียนเลา แลกเปลย่ี นประสบการณที่ไดป ฏิบัติตามขอตั้งใจในสปั ดาหทผี่ านมาและชวยกันสรุป
บทเรยี นทไี่ ดร บั รว มกนั
4.2.2 การคิดวนิ จิ ฉยั ประสบการณ (Judge)
- ครูแจกใบความรูเร่ือง กฎทอง (มธ. 7:12) บทเทศนอธิบายความหมายพระคัมภีร คพ.ชัยยะ ใหศึกษา
และทําความเขาใจรว มกนั
อธิษฐานภาวนาจากพระวาจา (มธ. 7:12)
4.2.3 การลงมอื ปฏิบตั ิ (Act)
- อภปิ รายหาขอสรปุ เร่อื ง กฎทอง รวมกันกับเพ่ือนในกลุม
- ใหนักเรียนเขียนขอต้ังใจท่ีจะพัฒนาตนเองจากบทเรียนท่ีไดรับ เพื่อนําไปปฏิบัติตลอดสัปดาหถัดไป 3
ขอ (ทท่ี าํ ไดจริง) และทาํ บันทึกประสบการณเ พ่อื มาแบง ปน ในคาบถัดไป

182

5.1 การไตรตรองกอ นจบคาบเรยี น
คําถาม
- นักเรียนควรปฏิบัติตอ ผอู ื่นอยางไร เพอ่ื สมกบั ท่ีเปน บตุ รของพระเจา?

5.2 การไตรต รองกอนจบคาบเรยี น
คาบที่ 3

- ครูตดิ แผน “พระบญั ญตั ิ 10 ประการ” บนกระดานหนาหอง
5.2.1 การสรา งประสบการณ (See)
- ใหนักเรยี น อานพระบัญญตั แิ ตละขอ พรอมๆ กัน
- ครูถามนักเรียน ถงึ ความสําคัญของ พระบัญญตั ิ 10 ประการและตอบตามความเขา ใจของตนเอง
- ครูและนักเรยี นรวมกันอภิปรายส้ัน ๆ ในพระบญั ญัตแิ ตล ะขอ
5.2.2 การคิดวนิ จิ ฉยั ประสบการณ (Judge)
- ครใู หน กั เรยี นอา นศกึ ษา YOUCAT ขอ 348 - 351
- ครใู หนักเรยี นแบงกลุม แตล ะกลุมสง ตัวแทนมาจบั ฉลากขอพระบัญญัติ (ใหทาํ งานกลมุ ละ 2-3 ขอ) ให
นักเรียนในกลุมรวมกันหาแนวทางในการนําพระบัญญัติลงมาสูการปฏิบัติในชีวิตประจําวัน แตละกลุมบันทึก
ผลและรายงานหนา หอง
348. พระอาจารย ขาพเจาตอ งทําความดอี ะไร เพื่อจะมชี วี ิตนริ นั ดร (มธ. 19:16)

พระเยซูเจาตรัสวา “ถาทานอยากเขาสูชีวิตนิรันดร ก็จงปฏิบัติตามบทบัญญัติเถิด ” (มธ 19:17) และ
ทรงเสรมิ วา “แลวจงติดตามเรามาเถิด” (มธ 19:21) (2052-2054, 2075 - 2076)

คริสตศาสนาเปนมากกวาการมีชีวิตท่ีถูกตองและการปฏิบัติตามพระบัญญัติ การเปนคริสตชน คือ
ความสมั พันธท ี่มีชวี ติ กบั พระเยซเู จา ครสิ ตชนเปนหนึ่งเดียวกบั องคพระผูเปนเจา อยา งลึกซง้ึ และเปนสว นตัวและ
ออกเดนิ ทางไปพรอมกับพระองค บนหนทางทนี่ ําไปสชู วี ิตแทจ ริง
349. พระบัญญัติ 10 ประการมอี ะไรบา ง
“เราคือองคพระผเู ปนเจา พระเจา ของทาน”
1. จงนมัสการองคพระผเู ปน เจา พระเจา พระองคเดยี วของทา น
2. อยา ออกพระนามพระเจา โดยไมส มเหตุ
3. อยา ลืมฉลองวันพระเจาเปน วนั ศักดิส์ ทิ ธ์ิ
4. จงนบั ถือบิดามารดา
5. อยา ฆา คน
6. อยาผิดประเวณี

183

7. อยาลกั ขโมย
8. อยา พดู เท็จ ใสร ายผูอ่นื
9. อยา ปลงใจผิดประเวณี
10. อยา มกั ไดท รพั ยสินของผอู ื่น
350. พระบญั ญัติสิบประการ ถกู รวบรวมมาโดยบงั เอญิ ใชห รือไม

ไมใช พระบัญญัติสิบประการประกอบขึ้นเปนเอกภาพ พระบัญญัติประการหน่ึงเช่ือมโยงถึงพระ
บัญญัติอีกประการหน่ึง ทานไมสามารถแยกพระบัญญัติแตละประการออกจากกันตามใจชอบ ผูที่ละเมิดพระ
บัญญัตปิ ระการหนง่ึ ก็เทากับละเมิดพระบัญญัติทัง้ หมด ( 2069 -2079)

ลักษณะเดนของพระบัญญัติสิบประการคือ ชีวิตมนุษยทั้งครบรวมอยูในพระบัญญัติน้ี จริง ๆ แลว เรา
มนุษยสัมพันธทั้งกับพระเจา (พระบัญญัติประการท่ี 1-3) และกับเพ่ือนมนุษยดวยกัน (พระบัญญัติประการท่ี 4-
10) เราเปนท้ังมนษุ ยศาสนา และมนุษยส ังคม
351. พระบญั ญัติสบิ ประการเปน ส่ิงลา สมัยหรอื ไม

ไม พระบัญญัติสิบประการไมไดเปนผลของยุคสมัยหน่ึงโดยเฉพาะ พระบัญญัติสิบประการบงบอกถึง
หนาท่ีพื้นฐานสําคัญของมนุษยที่ตองมีตอพระเจาและเพื่อนมนุษย ซ่ึงเปนส่ิงท่ีถูกตองใชไดเสมอในทุกหนแหง
(2070 – 2072)

พระบญั ญัตสิ บิ ประการเปนพระบัญญัติแหงเหตุผล และเปน การเผยแสดงของพระเจาท่ีตองปฏิบัติ พระ
บัญญัติสิบประการถือเปนขอบังคับท่ีตองปฏิบัติ จนกระท่ังวาไมมีผูใดไดรับการยกเวนท่ีจะไมปฏิบัติตามพระ
บญั ญตั นิ ้ี

5.2.3 การลงมอื ปฏิบตั ิ (Act)
- ครูใหนักเรียนอภิปรายวา “พระบัญญัติ 10 ประการเปนส่ิงลาสมัยหรือไม” โดยแบงขางๆ หนึ่งเนนวา
ลาสมยั อีกขา งหนึง่ เนนวา ทนั สมยั
5.1 คาํ ถามเพอ่ื การไตรตรอง
Apply - จากความรูท่ีนักเรียนไดรับ นักเรียนสามารถนําหลักพระบัญญัติ 10 ประการไปใชใน
ชีวิตประจาํ วนั ไดอ ยา งไร?
คาบที่ 4 - มนุษยสัมพนั ธกบั พระเจา
5.3.1 การสรา งประสบการณ (See)
- แบง นกั เรยี นเปน 3 กลมุ แลวใหจ ับฉลากขอ บญั ญัตขิ อท่ี 1, 2 และ 3 และ YOUCAT
ขอ ที่ 1 จงนมัสการพระผูเ ปนเจา พระเจาองคเดียวของทาน YOUCAT ขอ 352-358
ขอท่ี 2 อยาออกตามพระเจาโดยไมสมเหตุ YOUCAT ขอ 359-361
ขอท่ี 3 อยา ลืมฉลองวนั พระเจาเปน วันศักดิ์สิทธ์ิ YOUCAT ขอ 362-366
- ในกลมุ รบั ผดิ ชอบศึกษาและนาํ เสนอในชน้ั เรยี นวา บทบัญญตั ิแตล ะขอ

184

(1) มคี วามหมายอยางไร?
(2) นาํ มาปรบั ใชในชวี ิตประจาํ วนั ของนกั เรยี นไดอยา งไร?
(3) นาํ มาปรับใชกับสงั คมปจ จุบนั ไดอยา งไร?
5.3.2 การคิดวนิ จิ ฉยั ประสบการณ (Judge)
- แตละกลุมนําเสนอ ครูอธิบายและใหขอแนะนําเพิ่มเติมในการปรับใชในสังคมปจจุบัน และใน
ชวี ติ ประจาํ วนั อยา งไร?
5.3.3 การลงมือปฏบิ ตั ิ (Act)
- นักเรียนเขียนบันทึก 5-8 บรรทัดวา “ฉันตั้งใจจะมีความสัมพันธกับพระเจาอยางไร?” และอาน
แลกเปลี่ยนกนั ในกลุม
5.2 คาํ ถามเพ่อื การไตรต รอง
- ทําไมฉันจึงควรมีความสมั พันธกบั พระเจา?
คาบที่ 5 – 8 มนษุ ยส มั พันธกับมนษุ ย
คาบท่ี 5
5.4.1 การสรา งประสบการณ (See)
- แบง นักเรียนเปน 3 กลุม แลว จบั ฉลากใหศ ึกษาขอบญั ญตั ิ ดงั ตอไปนี้

กลุมท่ี 1: ขอ 4 และ 5 YOUCAT ขอ 367-399
กลมุ ที่ 2: ขอ 6 และ 9 YOUCAT ขอ 400-425 และ 462-464
กลุมที่ 3: ขอ 7, 8 และ 10 YOUCAT ขอ 426-461 และ 465-468
- ใหแ ตล ะกลมุ ศึกษาในขอ บัญญัติทีจ่ ับฉลากได และนาํ เสนอในชัน้ ในคาบถัดไปวาบทบญั ญัติ
(1) มคี วามหมายวา อยา งไร?
(2) การกระทําใดเปนบาปขัดตอ บทบญั ญัติ?
(3) นักเรยี นควรจะประพฤตปิ ฏิบัตติ นอยางไร เพอื่ หลกี หนบี าปนน้ั ในชวี ติ ประจําวนั ของนักเรียน?
คาบท่ี 6
5.5.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge)
- แตล ะกลุมนําเสนอ ครอู ธบิ ายและใหคาํ แนะนาํ เพิ่มเติมโดยเฉพาะการหลีกหนีบาปจากการกระทาํ ผิดตอ
บทบัญญตั ินนั้ ในวัยของนกั เรยี น

185

5.5.3 การลงมือปฏิบัติ (Act)
- ใหนักเรียนเขยี นเรียงความความยาวไมเ กิน 1 หนากระดาษ โดยเลอื กจากหัวขอดงั ตอ ไปนี้
(1) บัญญตั ิ 10 ประการกบั สงั คมโลกปจ จบุ ัน
(2) Safe Sex is No Sex
(3) สัมพันธก ับพระเจาและเพื่อนมนุษยด ว ยบัญญตั ิ 10 ประการ
- ใหนกั เรยี นเขยี นเรยี งความเทา ทมี่ ีเวลาเหลือ

คาบท่ี 7
5.6.3 การลงมอื ปฏบิ ัติ (Act)

- ใหนักเรียนเขยี นเรยี งความตอ
- นักเรียนทําเสนอเรียงความในกลุม และในกลมุ เลือกเร่ืองทป่ี ระทับใจที่สุด 1 เรื่อง มานาํ เสนอในช้ัน
6. สอ่ื การเรยี นการสอน
- พระคัมภรี 
- ดวู ดิ ีโอ การเกิดเหตกุ ารณตา งๆ ของโลก
- ดวู ดี โี อ ตอนโมเสสขึ้นไปรับพระบญั ญตั ิบนภูเขาซีนาย
- ใบความรเู รอื่ ง กฎทอง (มธ. 7:12) จากหนงั สืออธิบายความหมายพระคมั ภีร คพ.ชัยยะ
หมายเหตุ ทุกคาบเรียนของแผนการสอนน้ี ใชบทขาแตพระบิดา เขาสูบทเรียน และภาวนาปดดวยบทเพลง
พระจา เปนความรัก ทกุ คาบ
7. การเตรียมตัวของครู
- อาน ศกึ ษาและราํ พึงบทเทศน คณุ พอชัยยะกจิ สวัสดิ์ เรอื่ ง กฎทอง (มธ 7: 12)

186

กฎปฏบิ ัติ
กฎทอง
ขาวดี มธ 7:12
“ทานอยากใหเขาทํากับทานอยางไร ก็จงทํากับเขาอยางนั้นเถิด นี่คือธรรมบัญญัติและคําสอนของ
บรรดาประกาศก”
***********************
เมอ่ื ดพู ระคมั ภีรฉบบั ภาษาอังกฤษซึ่งแปลจากตนฉบับภาษากรีก ดงั เชน
KJV : Therefore all things whatsoever ye would that men should do to you, do ye even so to them: for
this is the law and the prophets.
RSV : So whatever you wish that men would do to you, do so to them; for this is the law and the
prophets.
หากแปลตามตนฉบับจงึ ควรเปนดังน้ี “ทา นอยากใหเขาทํากบั ทา นอยางไร ก็จงทาํ กับเขาอยางนั้นเถิด นี่
คือธรรมบัญญัติและประกาศก” (ไมมีคําวา “คําสอนของบรรดา”) แปลวานี่ไมใชคําสอนของบรรดาประกาศก
แตเปนคําสอนของพระเยซูเจาเอง ยิ่งไปกวานั้นยังเปน “คําสอนใหมสุด ๆ” อีกดวย เพราะกอนหนาพระองค
คนอื่นเขาสอนกนั ดังน้ี
ฮิลเลล หนึ่งในรับบีผูยิ่งใหญของชาวยิว สอนวา “ส่ิงใดที่นาเกลียดสําหรับทาน จงอยาทําสิ่งนั้นแก
ผอู ื่น”
โตเบียสกส็ อนบุตรชายเชนกันวา “อะไรทีท่ า นเกลียด จงอยาทําแกผ ใู ดเลย” (ทบต 4:16)
ใน The Letter to Aristeas บรรดาปญญาชนชาวยิวตอบกษัตริยอียิปตวา “ตามที่พระองคไมทรง
ปรารถนาใหสิ่งเลวรายมาพานพบพระองค แตทรงปรารถนามีสวนรวมในสิ่งดี ๆ ขอพระองคทรงปฏิบัติ
เชน เดยี วกันกบั พสกนิกรของพระองคทัง้ ทเี่ ห็นดว ยและคดั คานพระองค”
รับบีเอลีเอเซอร (Eliezer) สอนใกลเคียงพระเยซูเจาวา “จงรักช่ือเสียงของเพื่อนบานเหมือนของทาน
เอง”
บทสดุดีสอนวา “ขาแตพระเจา ผูใดจะอาศัยอยูในพลับพลาของพระองค ผูใดจะอยูบนภูเขาศักด์ิสิทธิ์
ของพระองค คือผูซ่ึงไมใชล้ินของตนในการนินทาวาราย ไมกระทําช่ัวตอเพ่ือน และไมดาเพื่อนบานของตน”
(สดด 15:3)
ฟโล (Philo) ชาวยิวผูย่ิงใหญแหงเมืองอเล็กซานเดรีย กลาววา “ความทุกขยากใดท่ีทานรังเกียจ จงอยา
กระทําแกผอู ่ืนอกี ”
อิโสเครเตส (Isocrates) นักพูดชาวกรีกสอนวา “จงอยาปฏิบัติตอผูอ่ืนในสิ่งท่ีทานโกรธเม่ือผูอื่นปฏิบัติ
ตอทาน”

187

พวกสโตอิก (Stoics) “สิง่ ที่ทา นไมปรารถนาใหผ อู น่ื กระทําแกทาน จงอยากระทําแกผอู ื่น”
ขงจ้อื สอนวา “สงิ่ ใดทที่ า นไมตอ งการใหผอู น่ื กระทาํ แกท าน จงอยา กระทําส่ิงน้ันแกผอู ืน่ ”
มีบทสวดของศาสนาพทุ ธทใ่ี กลเ คียงกบั พระเยซเู จา มาก

“มนษุ ยท ง้ั ปวงยอ มตัวสั่นตอหนาไมเ รียว มนุษยท ั้งปวงยอมกลัวตาย
จงคิดถึงหัวอกผูอ่นื อยาฆา สตั วตัดชวี ิต หรอื เปนสาเหตใุ หฆาสัตวต ัดชีวิต
มนษุ ยท งั้ ปวงยอมตัวส่นั ตอหนา ไมเรียว มนษุ ยท ง้ั ปวงยอ มรักชวี ติ
จงปฏบิ ตั ติ อผอู ่นื แบบเดียวกบั ท่ที านอยากไดรบั การปฏบิ ัติ
อยา ฆา สัตวต ัดชีวติ หรือ เปน สาเหตุใหฆา สตั วตดั ชวี ิต”
ความแตกตางระหวา งคําสอนกอนหนา พระเยซเู จากบั “กฎทอง”
คําสอนกอนหนาพระเยซูเจาเปนคําสอนเชิงนิเสธ (negative) เกือบท้ังหมด คือ “อยาทํา” หรือ “หาม
ปฏิบัติ” มีเพียงบางคําสอนท่ี “สั่งใหทํา” แตก็เปนเพียงบางเรื่องเชน “จงรักช่ือเสียงของเพ่ือนบานเหมือนของ
ทานเอง”
คําสอนเชิงนิเสธหาไดมีคุณคาทางศาสนาแตประการใดไม เพราะเปนเพียง “สามัญสํานึก” (common-
sense) ที่ทุกคนจําเปนตองมีเพื่อจะไดอยูรวมกันอยางสันติ เชน สามัญสํานึกท่ีจะไมฆาคนซ่งึ หากขาดหายไปเรา
คงถูกคนอ่ืนฆาตายหมด บางคนจึงพูดประชดประชันวา “เราเปนหน้ีบุญคุณคนท่ีเราพบเห็น เพราะเขาไมฆา
เรา” คําสอนหรอื หลกั การท่ีวา “อยา ทํา” หรอื “หามทาํ ” จงึ ไมใชคําสอนหรือหลกั การทางศาสนา แตเปน เพียง
หลักการทางกฎหมาย ซึ่งคนทไี่ มม ีศาสนาอยใู นหัวใจ กต็ อ งปฏบิ ัตติ าม
ความดีอันเกิดจากการ “ไมกระทํา” จึงยังหางไกลจากคําสอนของพระเยซูเจายิ่งนัก เพราะ “กฎทอง”
ของพระองคเปนคําสอนเชงิ บวก (positive) ทเ่ี รยี กรอ งใหเรา “ทําสิ่งที่เราอยากใหคนอ่นื ทาํ แกเรากอน” และคน
ทจี่ ะเริ่ม “ทาํ ดกี อ น” ไดจาํ เปน จะตองเปน “มนุษยใ หม”, มี “ชวี ิตใหม”, มี “หลกั การใหม”, และมี “ทศั นคติใหม”
ตอผูอื่น ซ่ึงจะเกิดข้ึนไดก็โดยอาศัย “ความรักของพระเจา” ชวยผลักดันเทาน้ัน กฎหมายอาจหามเราขับรถฝา
ไฟแดงหรอื ขบั รถเรว็ เกนิ กําหนดได แตก ฎหมายจะบงั คบั ใหเ ราจอดรถรบั คนเดนิ ขา งถนนตดิ รถไปดว ยไมได
ตองเปน “มนุษยใหม” ที่รักพระเยซูเจาและมีพระองคอยูในหัวใจเสมอเทานั้น จึงจะฝา “กฎทอง” และ
จอดรถรับคนอ่ืนตดิ รถไปดวยได
นอกจากนน้ั มนษุ ยใ หมย งั ใหอ ภยั ผูอ่ืน เพราะเขาเองก็อยากไดรับการอภัย
• มนุษยใ หมยังหาทางชว ยเหลือเก้ือกูลผอู ่ืน เพราะเขาเองก็อยากไดรับการชวยเหลือ
• มนุษยใหมยังใหเ กยี รตยิ กยองผอู น่ื เพราะเขาเองก็อยากใหผ อู น่ื ยกยอง
• มนษุ ยใหมย งั พยายามเขา ใจผอู นื่ เพราะเขาเองกอ็ ยากใหผ ูอ่นื เขาใจเขา
ถาเราแตละคนเปน “มนุษยใหม”.....เราจะมี “สังคมใหม”, “การเมืองใหม”, และ “โลกใหม”...
เพราะฉะนั้น “ทานอยากใหเขาทํากับทานอยางไร ก็จงทํากับเขาอยางนั้นเถิด” จึงเปนสุดยอดของจริยธรรม และ
เปน “กฎทอง” ของเราอยางแทจ รงิ

%%%%%%%%%%%%

188

สาระการเรยี นรู สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ระดบั ช้ัน มธั ยมศึกษาปท ่ี 6
หนวยการเรียนรู คําสอน เร่ือง การดําเนนิ ชวี ิตคริสตชนตามหลักความเชอ่ื เก่ยี วกับพระตรีเอกานภุ าพ
ออกแบบโดย นางสาวดนุชรี ตนั ทโอภาส โรงเรยี น มาแตรเดอีวทิ ยาลัย กรงุ เทพมหานคร
วนั ที่ 25 กมุ ภาพนั ธ 2017

1. การใหภาพรวม
1.1 วตั ถุประสงค (Objectives)

- เพื่อชแี้ นวทางในการดาํ เนนิ ชวี ติ ประจาํ วนั ตามหลกั ความเชื่อของคริสตชนเกี่ยวกบั พระตรีเอกานุภาพ
- เพ่อื เขาใจและสามารถอธิบายประวตั ศิ าสตร ขอความเช่อื และจารตี ประเพณขี องคาทอลิก

1.2 ความจาํ เปน (Needs)
- บทขาพเจาเช่ือเปนการประกาศยืนยันความเชื่อต้ังแตแรกเริ่มพระศาสนจักรจนถึงปลายทางชีวิตนิรันดรอัน

เปน เปาหมายของครสิ ตชนทกุ คน พวกเราตอ งถกู ทาทายใหเผชญิ กบั สถานการณท ่ีตองเลือกทาํ ตามนํา้ ใจตนหรือตาม
น้ําพระทัยพระเจา ตามแบบพระเยซูคริสตเจา ผูทรงเปนแบบอยา งของการนบนอบทาํ ตามนาํ้ พระทัยของพระบดิ าเจา
อาศยั พระจติ เจา คริสตชนจงึ เปน ผรู ว มสรา ง “สวรรค ณ บนแผนดิน”

1.3 หัวขอ และเนอ้ื หา (Range)
- หลกั ความเช่อื ในบทภาวนาขา พเจาเชื่อเก่ยี วกบั พระตรีเอกานุภาพกบั การดําเนนิ ชวี ิตครสิ ตชน

1.4 การสรา งความสนใจ (Interest)
- ครูถามในชัน้ เรียนวา “นักเรียนเปนคริสตม าจนถึง ม.6 แลว ครสิ ตชนเชือ่ อะไร?”

1.5 เวลา (Time)
- 9 คาบ (3 สปั ดาห ๆ ละ 3 วนั ๆ ละ 40 นาที)

บทพระวรสาร นักบญุ ยอหน บทท่ี 16: 13
“เม่ือพระจิตแหงความจริงเสด็จมา พระองคจะทรงนําทานไปสูความจริงทั้งมวล พระองคจะไมตรัสโดย

พระองคเ อง แตจะตรัสทกุ ส่ิงทท่ี รงไดฟ ง มา และจะทรงแจงใหทานรเู หตุการณท จี่ ะเกดิ ขึ้น”

2. การประเมินและวดั ผล
- สังเกตพฤตกิ รรมและคุณภาพของบทไตรตรอง

189

3. การสรางบรรยากาศ
- นกั เรยี นและครูภาวนาบทขา พเจา เชอื่ พรอ มกันดวยการออกเสียงดังๆ
4. การนําเสนอบทเรยี น
4.1 คาบที่ 1

4.1.1 การสรา งประสบการณ (See)
- นกั เรยี นจับมือเปนวงกลม 1 วง แลว สวดบทขาพเจาเชื่อคนละ 1 ขอ ความเช่อื ใน 3 ขอ ความเชือ่ หลักสวด

วนไปจนครบทกุ คนโดยครชู วยเหลอื เมื่อติดขดั เรื่องการแบงขอ
- นักเรียนที่สวดขอความเช่ือขอเดียวกันรวมกลุมกันไมเกิน 3 คน นั่งเปนวงกลม จับมือกันแลวออกเสียง

ขอความเช่ือที่ตนไดรับดัง ๆ 1 คร้ัง นักเรียนคนแรกทบทวนขอความเช่ือแลวภาวนาเชิงอธิบายตามความเขาใจของ
ตนเอง ทาํ ซ้ําจนครบทัง้ กลุม

- นักเรยี นแตละกลุม สรปุ คําอธิบายทเ่ี หมอื นหรือคลา ยกัน แลวอภปิ รายคําอธบิ ายทีต่ า งกนั
- นักเรียนตัวแทนกลุมนําเสนอคําอธิบายที่เหมือนกันและตางกันแกกลุมใหญ ทุกคร้ังท่ีนําเสนอเสร็จทุก
คนพูด “ขอบพระคุณพระเจา ที่โปรดไขแสดง”
4.1.2 การคดิ วินิจฉยั ประสบการณ (Judge)
- ครูใหอาน YOUCAT ขอ 25-29 เพ่ือตอบคําถามวา “ทําไมตองยืนยันความเชื่อ?” และรวมกันอภิปราย
สรุปในกลุม
4.1.3 การลงมือปฏิบตั ิ (Act)
- นกั เรียนเขยี นสรปุ วา ฉนั ในฐานะคริสตชนทําไมตอ งยืนยนั ความเชอื่ แลว อา นแบง ปน ใหเ พือ่ นในกลุม
4.2 คาบที่ 2
4.2.1 การสรางประสบการณ (See)
- ครูตั้งคําถาม “ถาตลอดชีวิตที่ผานมา นักเรียนดําเนินชีวิตโดยไมมีความเช่ือคริสตชน นักเรียนคิดวา ชีวิต
ของนักเรยี นจะแตกตา งจากท่เี ปน อยหู รือไม? อยา งไร?
- ครูใหนักเรียนเขียนคําตอบสวนตัวและแบง ปน คําตอบในกลุมยอ ย และแลกเปลย่ี นความรูสึกจากคําตอบ
ที่ไดรับฟง
อธษิ ฐานภาวนา
ครอู า น ยน 17: 13 แลวใหนักเรียนอานตาม 3 รอบ แลวราํ พึงในใจ

190

4.2.2 การคิดวินจิ ฉยั ประสบการณ (Judge)
- ครูแจกบันทึกบทเทศนคุณพอชัยยะ กิจสวัสดิ์ เรื่อง พระตรีเอกภาพ (ยน 16:12-15) ใหนักเรียนอานและ

ศึกษาดวยตนเอง
- ครูอธิบายเพ่ิมเติมและรวมกนั สรุปขอ ความเชอ่ื ทไี่ ดรับ

4.2.3 การลงมอื ปฏิบตั ิ (Act)
- ครูใหนักเรียนอานขอความเชื่อในบทภาวนาขาพเจาเช่ือแบงเปน 3 สวนๆ ละ 1 คาบ (อางอิงหนังสือคํา

สอนพระศาสนจกั ร (YOUCAT) ภาค 1 ตอนที่สอง การประกาศยนื ยนั ความเช่อื ของครสิ ตชน ขอ 50-120 ซง่ึ แบงเปน
3 ตอน คอื

1. ขาพเจา เช่อื ในพระเจา พระบิดา (YOUCAT ขอ 30-70)
2. ขาพเจา เชอื่ ในพระเยซูคริสตเจา พระบตุ รีองคเ ดียวของพระเจา (YOUCAT ขอ 71-112)
3. ขา พเจาเชื่อในพระจิต (YOUCAT ขอ 113-120)
- จาก YOUCAT ที่อาน ใหนักเรียนเขียนขอความเช่ือท่ีพ่ึงจะเขาใจใหมหรือเขาใจมากข้ึน 3 ขอ แลวอาน
แบงปนกนั ในกลุมแลวนําเสนอในชัน้
- ครูรับฟงและใหความรูเพ่ิมเติม (อางอิง คําอธิบายเรื่องขาพเจาเช่ือ โดยคุณพอชัยยะ กิจสวัสด์ิ
จาก http://www.jpthai.org/content/view/350/7/)
4.3 คาบท่ี 3 - ขา พเจา เช่ือในพระเจา พระบดิ า (YOUCAT 30-55)
4.3.1 การสรางประสบการณ (See)
- ใหนักเรียนเขียนตอบคําถามวา “จากความเชื่อและความเขาใจของนักเรียนท่ีมีอยู พระเจาคือใคร? และ
ทรงฤทธ์อิ าํ นาจอยา งไร?”
- ใหแบง ปนคําตอบและอภิปรายในช้ัน
4.3.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge)
- ใหนักเรียนอาน YOUCAT ขอ 30-55 และรวมกันสรุปใหมวา “พระเจาคือใคร? และทรงฤทธ์ิอํานาจ
อยางไร?” และพดู “ขอขอบพระคณุ พระเจา ทโ่ี ปรดไขแสดง” เม่ือมคี วามรทู ี่ประทับใจเกิดขนึ้
อธิษฐานภาวนา
- สวดบท “ขา แตพระบดิ าของขาพเจาทงั้ หลาย” พรอ มๆ กนั ชาๆ เสยี งดงั ๆ
4.3.3 การลงมอื ปฏิบัติ (Act)
- จาก YOUCAT ท่ีอานและเขาใจรวมกัน ครูถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นวา นักเรียนเขาใจบทขาแต
พระบิดา เพม่ิ ขึ้นอยา งไร?

191

- ใหนักเรียนแบงกลุมและสวดบทขาแตพระบิดาฯ แบงๆ เปนทอนๆ และใหรําพึงทอนน้ันรวมกันตาม
ความเขาใจที่ไดรบั ใหม และใหแบงปน ความรสู กึ
4.4 คาบที่ 4 – มนุษยเปน สิง่ สราง มนษุ ยต กในบาป (YOUCAT ขอ 56-70)

4.4.1 การสรา งประสบการณ (See)
- ใหนักเรียนเขียนคําตอบคําถามวา “ตามความเชื่อและความเขาใจของนักเรียน มนุษยคือใคร? และทําไม

จึงตกในบาป?”
- ใหอ า นแบงปน คําตอบและอภปิ รายในชนั้

4.4.2 การคิดวนิ ิจฉัยประสบการณ (Judge)
- ใหนกั เรียนอาน YOUCAT ขอ 56-70 และรว มกนั สรปุ ใหมว า “มนุษยค ือใคร? และทําไมจึงตกในบาป?”

อธิษฐาน
- สวดบทขา แตพ ระบิดาของขาพเจา ท้งั หลาย พรอ มๆ กัน ชา ๆ เสยี งดังๆ

4.4.3 การลงมอื ปฏิบตั ิ (Act)
- จาก YOUCAT ทีอ่ า นและเขาใจรวมกัน นักเรียนเขาใจบทขาแตพระบดิ า เพิ่มขน้ึ อยางไร?
- ใหนักเรียนแบงกลุมและสวดบทขาแตพระบิดาฯ แบงๆ เปนทอนๆ และใหรําพึงทอนน้ันรวมกันตาม

ความเขา ใจทีไ่ ดรับใหม หลงั จากเสร็จใหแบงปนความรูสกึ
4.5 คาบที่ 5 – ขา พเจา เชือ่ ในพระเยซูครสิ ตเจา (YOUCAT 71-112)

4.5.1 การสรางประสบการณ (See)
- ครูใหน ักเรียนตอบคําถามวา “พระเยซคู ือใคร?” แลว อานแบงปน ในชน้ั

4.5.2 การคิดวนิ จิ ฉัยประสบการณ (Judge)
- ครใู หน ักเรยี นอาน YOUCAT ขอ 71-93 แลว เขยี นคําตอบใหมว า “พระเยซูคือใคร?” แลวอานแลกเปลี่ยน

และอภิปรายขอความเชอ่ื รว มกนั
4.5.3 การลงมือปฏบิ ตั ิ (Act)

อธษิ ฐาน
- สวดบทขา พเจา เชื่อ พรอ มๆ กนั ชา ๆ เสียงดังๆ

192

- จาก YOUCAT ทีอ่ านและเขาใจรว มกนั นกั เรียนเขาใจบทขาพเจาเช่อื ฯ เพ่ิมข้นึ อยา งไร?
- ใหนักเรียนแบงกลุมและสวดบทขาพเจาเชื่อ แบงๆ เปนทอนๆ และใหรําพึงทอนนั้นรวมกันตามความ
เขาใจทไ่ี ดรบั ใหม หลงั จากเสร็จใหนกั เรยี นแบง ปน ความรสู กึ
4.6 คาบที่ 6 – ขา พเจาเชื่อในพระบุตรองคเดียวของพระเจา (YOUCAT 94-112)
4.6.1 การสรา งประสบการณ (See)
- ครูใหน ักเรียนเขยี นตอบคําถามวา “ทาํ ไมพระเยซูจึงยอมถูกตรงึ และสิ้นพระชนมบนไมกางเขน? และการ
กลับคนื ชีพของพระองคมคี วามหมายตอ ชีวิตพวกเราอยา งไร” แลวอานแลกเปล่ยี นและอภิปรายในกลุม
4.6.2 การคิดวินิจฉัยประสบการณ (Judge)
- ครูใหนักเรียนอาน YOUCAT ขอ 94-112 เพ่ือตอบคําถามเดียวกัน แลวอานแลกเปลี่ยนและหาขอสรุป
รว มกนั จากขอ ความเชื่อ
4.6.3 การลงมือปฏบิ ตั ิ (Act)
- ครใู หน กั เรียนเขียนเหตุผล 3 ประการวา “ทําไมนักเรยี นควรมพี ระเยซูเจา เปนผูนาํ ชีวิตนักเรยี น? แลว อาน
แบงปนกัน
อธษิ ฐาน
- ใหน ักเรียนภาวนาพูดออกเสยี งขอใหพระเยซูเปนผนู ําทางชวี ิต
คาบที่ 6 – ขา พเจาเชือ่ ในพระจิตเจา (YOUCAT 113-120)
4.6.1 การสรางประสบการณ (See)
อธิษฐาน
- สวดบทเชิญพระจติ รว มกันชาๆ แลวราํ พึงในใจสกั ครู
- ครูใหนักเรียนเขียนคําตอบของคําถามวา “นักเรียนคิดวา พระจิตคือใคร? และมีความสําคัญอยางไรกับ
ชวี ติ ของนักเรียน?” แลว อา นแบง ปน คาํ ตอบ

193

4.6.2 การคดิ วินิจฉยั ประสบการณ (Judge)
- ครูใหนกั เรยี นอา น YOUCAT ขอ 113-120 แลวเขียนคาํ ตอบใหม แลวอานแบงปนและรวมกันหาขอสรุป

ตามหลักความเชอ่ื
4.6.3 การลงมือปฏบิ ัติ (Act)
- ใหนักเรียนเขียนบทภาวนา “เชิญพระจิตสูใจฉัน” ดวยถอยคําของตนเอง แลวชักจูงใหนักเรียนภาวนาทกุ

เชา หลงั ตื่นนอนทุกวันตลอดสัปดาห
4.7 คาบที่ 7 – ขาพเจา เช่อื ในพระจิตเจา (ตอ )

4.7.1 การสรางประสบการณ (See)
- นักเรียนเขียนบันทึกสวนตัวเก่ียวกับประสบการณของตนท่ีสามารถขามผานปญหาในชีวิตของตนไปได

โดยอาศยั การสวดภาวนาและพระคณุ ของพระจิตเจา
- นักเรียนจบั คกู บั เพอ่ื น หนั หนาเขา หากันแลวผลัดกนั อานท่ีเขยี นใหฟงเทา ท่ีสามารถเปด เผยไดอยางสบาย

ใจ เมอ่ื ทงั้ สองคนอา นจบแลว จบั มือกันภาวนาขอบคณุ พระจิตเจาดวยถอ ยคาํ ของตนเอง
4.7.2 การคิดวินิจฉยั ประสบการณ (Judge)
- ใหนักเรียนอานพระคุณของพระจิต 7 ประการ พระคุณพระจิต 7 ประการ (อางอิง พระคุณพระจิต 7

ประการ โดยคุณพอไกส จาก http://www.kamsonbkk.com/catholic-catechism/2012-02-15-07-28-07/797-007306 )
แลวครูอธบิ ายเพิม่ เติม

4.7.3 การลงมอื ปฏบิ ัติ (Act)
- นักเรียนแตละคนจัดทําปายเขียนขอความเชิญพระคุณของพระจิต ที่ใหกําลังใจแกเพื่อนนักเรียนท่ีกําลัง

ทาํ งานอยางหนกั เพอื่ เตรียมตัวเขา มหาวทิ ยาลยั
- นกั เรียนติดปา ยของตนในมุมที่มองเห็นหรอื อา นไดง าย แลวชวนเพ่ือนๆ มาชมปา ยตาง ๆ ในหองคาํ สอน

อยา งนอ ย 5 คน ในสปั ดาหน ้ี แลว เขยี นบันทกึ ความรูสกึ ทเ่ี พือ่ นๆ ไดรับลงในสมุดบนั ทกึ ของตนเพอื่ อานใหก าํ ลังใจ
ตนเองในอนาคต
อธษิ ฐาน

นักเรียนและครูจับมือกันเปนวง 1 วงแลวภาวนาบทอัญเชิญพระจิต และเสนอใหนักเรียนอาสาแบงปนบท
ภาวนาแกผูเผชิญกับปญหาและความทุกข ภาวนาออกเสียงดัง ๆ เมื่อภาวนาจบแตละคนใหกลาว “ขอพระจิตเจา
โปรดสดบั ฟงเถดิ ” พรอ มกันเปน การตอบรับ

194

4.8 คาบที่ 8 - การไตรตรองกอนจบคาบเรยี น

4.8.1 การสรา งประสบการณ (See)
- ใหนักเรียนทบทวนประสบการณของตนเองในความเชื่อของคริสตชนกับชีวิตของนักเรียนดวยการอาน

บทไตรตรองของนกั เรียนใน 7 คาบท่ผี า นมา และใหน ักเรียนแบง ปน กันและกัน

4.8.2 การคดิ วินิจฉยั ประสบการณ (Judge)
- ใหศึกษาคําอธิบาย เร่ือง ขาพเจาเช่ือ ของคุณพอชัยยะ กิจสวัสด์ิ ครูอธิบายเพิ่มเติมพรอมประกอบกับ

YOUCAT และแลกเปล่ียนความคดิ เหน็ กับนักเรียน

4.8.3 การลงมือปฏิบตั ิ (Act)
- แบงนักเรียนเปน กลุมๆ ละ 3-4 คน ใหแ ตละกลมุ สรุปบทเรยี นและหลกั ความเชื่อทั้งหมด จากบทขาพเจา

เชื่อคําสอนของพระศาสนจกั รและกําหนดแนวทางการดําเนนิ ชีวิตของตนในแตละขอในตารางน้ีเพอ่ื นําเสนอในคาบ
ถดั ไป

หลักความเชื่อ คําสอน แนวทางการดาํ เนินชีวิต
จากบทขา พเจาเชือ่ ของพระศาสนจักร เพ่ือใหโลกดกี วาเดมิ

4.9 คาบท่ี 9
4.9.2 การคดิ วินจิ ฉัยประสบการณ (Judge)
- แตล ะกลุมนาํ เสนองานของตนเอง ครูและนกั เรียนรวมกันใน Feed Back หลังแตละกลมุ นาํ เสนอ
4.9.3 การลงมือปฏิบตั ิ (Act)
- ใหนักเรียนเขียน 8-10 บรรทัด ตอบคําถามวา “หลังจากนักเรียนจบจากโรงเรียนแลว นักเรียนจะรักษา

ความเชื่อไดอ ยา งไร?”

195

5. การไตรต รองกอ นจบคาบเรยี น
คําถามสําหรบั ทกุ คาบ/ ใหเ ขียนบันทึกไตรตรองแยกจากบันทึกอน่ื ๆ เพือ่ บันทึกตอๆ กันไดท ุกคาบ
- จากความเขาใจตอความเช่ือที่ไดเรียนรูในคาบนี้ ฉันสามารถจะมีสวนทําใหโลกน้ี สังคมน้ีดีข้ึนกวาเดิมได

อยางไร?
6. สอ่ื การเรยี นการสอน

1. พระคณุ พระจติ 7 ประการ (อางองิ พระคณุ พระจิต 7 ประการ โดยคุณพอไกส
จาก http://www.kamsonbkk.com/catholic-catechism/2012-02-15-07-28-07/797-007306 )

2. คําอธิบายเรอื่ ง ขา พเจา เชื่อ โดยคณุ พอ ชยั ยะ กิจสวัสดิ์ จาก http://www.jpthai.org/content/view/350/7/)
7. การเตรียมตัวของครู

- อา น ศกึ ษา และราํ พงึ บทเทศนของคณุ พอชยั ยะ กิจสวสั ด์ิ เร่อื ง พระตรีเอกภาพ (ยน 16: 12-15)

196

พระตรเี อกภาพ
ขาวดี ยน 16:12-15

12เรายังมีอีกหลายเรื่องที่จะบอกทาน แตบัดน้ีทานยังรับไวไมได 13เมื่อพระจิตแหงความจริงเสด็จมา
พระองคจะทรงนําทานไปสูความจริงทั้งมวล พระองคจะไมตรัสโดยพระองคเอง แตจะตรัสทุกส่ิงที่ทรงไดฟงมา
และจะทรงแจงใหทานรูเหตุการณที่จะเกิดขึ้น 14พระองคจะทรงใหเราไดรับพระสิริรุงโรจน เพราะพระองคจะทรง
แจงใหทานรูคําสอนท่ีทรงไดรับจากเรา 15ทุกสิ่งที่พระบิดาทรงมีนั้นก็เปนของเราดวย ดังน้ัน เราจึงบอกวา พระจิต
เจาจะทรงแจง ใหทา นรคู ําสอนท่ีทรงรับจากเรา

*************************
พระเยซูเจาตรัสวาพระองคทรงมีทุกสิ่งท่ีพระบิดาทรงมี และทรงมีอีกหลายเรื่องที่จะบอกเราโดยผานทาง
พระจติ เจา พระองคกําลงั กลา วถงึ พระองคเอง รวมถึงพระบดิ า และพระจิตดวย ท้งั สามพระบุคคลคอื พระบิดา พระ
บตุ ร และพระจิต แมจะตางกันแตกเ็ ปน พระเจาแทแ ละหนึง่ เดยี ว ซงึ่ พระศาสนจักรเรยี กรวมกนั วา “พระตรีเอกภาพ”
ในบท “ขา พเจา เชือ่ ” เราจงึ ยนื ยันพรอมกนั วา
1. ขา พเจาเช่ือในพระเจาหนึ่งเดยี ว
2. พระบิดา คือ ผทู รงสรรพานุภาพ เนรมติ ฟาดิน ทัง้ สง่ิ ทเี่ ห็นไดและเห็นไมไ ด
3. พระบุตร ทรงบงั เกดิ จากพระบดิ ากอ นกาลเวลา และทรงเปนพระเจา แทจ ากพระเจาแท
4. พระจติ คือ พระเจา ผูทรงบนั ดาลชวี ติ ทรงเน่ืองมาจากพระบดิ าและพระบุตร
นาสังเกตวาพระศาสนจักรกลาวถึงการกําเนิดของพระบุตรไววา “ทรงบังเกิดจากพระบิดา” สวนพระจิต
“ทรงเนื่องมาจากพระบิดาและพระบตุ ร”
นักบุญโธมัส อะไควนัส (1225-1274) นักปราชญของพระศาสนจักรไดอธิบายความแตกตางระหวาง
“บงั เกิดจาก” และ “เน่อื งจาก” ไวด ังน้ี ธรรมชาติของ “จติ ” คือมี สติปญญา (Intellect) และนํ้าใจ (Free Will) พระ
เจาทรงเปนจิตลวน จงึ ทรงมีสตปิ ญญาสําหรบั “คดิ ” และน้าํ ใจสําหรบั รกั
• สง่ิ ท่พี ระเจาทรงคดิ ถงึ ต้งั แตน ริ นั ดรคือ “ตวั พระองคเ อง” เพราะไมมีส่ิงอ่ืนใดใหท รงคดิ ถึง
• ความคิด “กอใหเกิด” ตัวแทนของสิ่งท่ีทรงคิด (ตัวอยางเชน เวลาเราคิดถึง “วัด” เรากําลังกอใหเกิด
“ตัวแทน” ของวัด หรือ “มโนภาพ” ของวัดขึ้นในความคิดของเรา ซึ่งอาจเปนวัดของเราเองหรือเปนวัดที่เราเคยไป
จารกิ แสวงบญุ มาแลวก็ได)
• เนื่องจากพระเจาทรงปราศจากขอบเขต ความคิดของพระองคจึงไมมีขอบเขต น่ันคือทรงคิดคร้ังเดียวก็
ครบครนั และครอบคลุมทุกสงิ่ แลว ดังน้ัน “ตวั แทน” ของสง่ิ ที่ “เกิด” จากความคิดของพระองคจึงมีเพยี งหน่ึงเดียว
และไมม ขี อบเขตดวย พระคมั ภรี เ รียก “ตัวแทน” ท่เี กิดจากความคิดนีว้ า “พระวจนาตถ” (ยน 1:1; 1 ยน 1:1), “พระ
ปรชี าญาณ” (1 คร 1:30) ฯลฯ

197

• เพราะความคิดของพระเจา “กอใหเกิด” ตัวแทนความคิดที่เรียกวา “พระวจนาตถ” ความสัมพันธ
ระหวางพระเจา กบั พระวจนาตถจ ึงเปนแบบ “พอ -ลกู ” หรือ “พระบดิ า และ พระบตุ ร”

จากภาษาเชิงเปรียบเทียบดังกลาว จึงนํามาสูการยืนยันวา “ขาพเจาเช่ือในพระเยซูคริสตเจา พระบุตรหน่ึง
เดียวของพระเจา ทรงบังเกิดจากพระบิดากอนกาลเวลา ทรงเปนพระเจาจากพระเจา เปนองคความสวางจากองค
ความสวาง เปน พระเจาแทจ ากพระเจาแท มไิ ดถ กู สรา ง แตทรงบังเกิดรวมพระธรรมชาตเิ ดียวกับพระบิดา….”

นอกจากทรงมสี ตปิ ญ ญาสําหรับคดิ แลว พระเจา ยงั ทรงมนี ํ้าใจสาํ หรับ “รกั ” อีกดวย
• ตัง้ แตน ิรนั ดร พระบิดาทรงรักพระบุตรอยา งไมมขี อบเขต
• เม่ือเราคิดถึงคนท่ีเรารัก มโนภาพของคนท่ีเรารักยอมเกิดข้ึนในความคิดของเราดังไดกลาวมาแลว แต
ความรกั ไมไดก อใหเกิดมโนภาพเชนเดียวกับความคิด เพียงแตโนมนาวตัวเราและคนที่เรารักใหมคี วามสัมพันธเปน
หนึ่งเดยี วกนั
• ฉันใดกฉ็ ันน้ัน ความรกั ของพระบิดาก็ไมไ ดกอใหเ กดิ มโนภาพของพระบุตรผูทรงเปนที่รัก เพียงแตโนม
นา วใหท ้งั พระบดิ าและพระบตุ รมคี วามสมั พนั ธเปนหนึ่งเดียวกนั
• ความรักอันไมมขี อบเขตจึงไมไ ดเ กิดจากพระบิดา แต “เนอ่ื ง” มาจากพระบดิ าและพระบตุ รทรงรกั กัน
• ความรักอันเนื่องมาจากพระบิดาและพระบุตรนี้ เปนผลงานของ “น้ําใจ” หรือ “จิตใจ” ของพระเจา จึง
ไดร ับพระนามวา “พระจติ ”
เราจึงยืนยันวา “ขาพเจาเช่ือในพระจิต พระเจาผูทรงบันดาลชีวิต ทรงเน่ืองมาจากพระบิดาและพระบุตร
ทรงรับการถวายสักการะและพระสิริรุงโรจนรวมกับพระบิดาและพระบุตร” น่ีคือความเช่ือของเราคริสตชน นั่น
คือ “พระเจา เดียวทรงเปน สามพระบคุ คล” หรอื ทเี่ ราเรียกวา “พระตรเี อกภาพ” ซง่ึ เรารวมใจกันสมโภชในวันน้ี
“พระตรีเอกภาพ” ทําใหเราตระหนักชัดวา “พระเจาคือผูทรงชีวิต” เพราะทรงมีกิจกรรมอันเนื่องมาจาก
“สติปญญา” และ “น้ําใจ” อยูเสมอ พระองคทรงเปนพระเจาแหง “ปรีชาญาณ” และ “ความรัก” นี่เปนความเชอ่ื ท่ี
ทรงคุณคาและมีความหมายตอเราอยางย่ิง เพราะพระองคไมไดอยูหางไกล และไมเก่ียวของกับเรามนุษย ตรงกัน
ขาม พระองคทรงรักและหยิบยื่นความสัมพันธซึ่งผูกพันท้ังสามพระบุคคลใหเปนหนึ่งเดียวกัน แกเรามนุษยทุกคน
ดวย ขน้ึ อยูกับวา วนั น้ี เราจะวางใจใน “พระปรชี าญาณ” ของพระเจา และตอบรับ “ความรกั ” ของพระองคหรือไม
เทา น้ัน
อนึ่ง พระวรสารวันน้ียังแสดงใหเห็นวา “ความจริงเกี่ยวกับพระเจา” ซึ่งไดรับการถายทอดมาสูมนุษยโดย
อาศัยกระบวนการทีเ่ รยี กกนั วา “การไขแสดง” นัน้ มหี ลักการดังน้ี
1. การไขแสดงเปน กระบวนการทคี่ อยเปนคอ ยไปและตองใชเวลา ดังท่พี ระเยซูเจาตรัสวา “เรายงั มีอกี หลาย
เร่ืองที่จะบอกทาน แตบัดนี้ทานยังรับไวไมได” (ยน 16:12) เรารับไวไมไดเพราะเปนธรรมชาติของมนุษยท่ีไม
สามารถรับรูหรือเขาใจส่ิงที่เกินความสามารถได ดวยเหตุน้ีเราจึงไมสอนวิชาการข้ันสูงแกเด็กอนุบาล แตจะคอย ๆ
เตรยี มความพรอมและเพิ่มพูนความรูใหแกเดก็ ทีละเล็กทีละนอ ย พระเจา ทรงตระหนักถึงขอจาํ กัดเหลานด้ี ี พระองค
จงึ ทยอย “ไขแสดง” ความจริงตามความพรอ มของเรามนุษย
หลายคร้ังเม่ืออานพระธรรมเกา เราอาจรูสึกสะดุดใจและรับขอความบางตอนไมได เชน “เม่ือพระยาหเวห
พระเจาของทาน จะทรงมอบเมืองน้ันไวในอํานาจของทานแลว ทานจะตองใชดาบประหารผูชายทุกคน” (ฉธบ

198

20:13) หรือ “ในเมืองของชนชาติเหลาน้ีท่ีพระยาหเวห พระเจาของทาน จะทรงมอบใหเปนมรดกแกทาน ทาน
จะตองไมไวชีวิตผูใดเลย ทานจะตองทําลายลางชนชาติเหลานี้ท้ังหมด คือชาวฮิตไทต ชาวอาโมไรต ชาวคานาอัน
ชาวเปริสซี ชาวฮีไวต และชาวเยบุส ดังที่พระยาหเวห พระเจาของทาน ทรงบัญชาทานไว เกรงวาเขาจะสอนทาน
ใหทําสิ่งนารังเกียจ ดังท่ีเขาทําถวายเกียรติแดเทพเจาของเขา” (ฉธบ 20:16-18) แนนอนวานี่เปนการไขแสดงของ
พระเจา เพยี งแตว า เปนการไขแสดงเทาท่ีเหมาะสมกับชาวยิวในยุคนั้น ซงึ่ สามารถรบั รูเพยี งวา “ตอ งปกปอ งศาสนา
ใหบริสุทธ์ิ” จากกลิ่นอายของคนตางศาสนา ดวยการ “ทําลาย” พวกเขาใหส้ินซากไปเทานั้น ตอเมื่อชาวยิวมีความ
พรอม พระเยซูเจา จงึ ไขแสดงวา หนทางที่ดีกวา ในการปกปองศาสนาใหบรสิ ุทธิ์ก็คือ การทาํ ใหคนตางศาสนา “กลับ
ใจ” มาเปนบุตรของพระเจา และเน่ืองจากการไขแสดงเปนกระบวนการท่ีคอยเปนคอยไปและตองใชเวลา เราจึง
กลา วไดวา “การไขแสดงไมม ีวันส้ินสดุ ”

เราเคยคดิ กันวา การไขแสดงมอี ยูเฉพาะในพระคัมภีร ซง่ึ ถา เปน เชน น้นั จริงกเ็ ทา กบั วาการไขแสดงไดส้ินสุด
ลงแลวต้ังแตป ค.ศ. 120 อันเปนปที่หนังสือเลมสุดทายของพระธรรมใหมไดรับการจารึกไว แตพระเยซูเจาตรัสวา
“เมอ่ื พระจติ แหงความจรงิ เสด็จมา พระองคจ ะทรงนาํ ทา นไปสูค วามจริงทงั้ มวล” (ยน 16:13) แปลวา พระจิตเจา ยัง
ทํางานอยางแข็งขันอยูทามกลางเรา เพ่ือไขแสดงความจริงอันย่ิงใหญของพระเยซูเจาตอไปอีกนานตราบเทานาน
ขนึ้ อยูก บั วาเราจะมงุ ม่นั แสวงหาความจริงมากนอ ยเพียงใดเทาน้นั ?

2. พระเจาทรงไขแสดงความจริงทุกเร่ือง ดังที่ทรงตรัสวา “พระองคจะทรงนําทานไปสคู วามจริงท้ังมวล”
(ยน 16:13) การไขแสดงไมไดถกู จํากัดอยเู พียงเร่ืองราวเก่ียวกับเทววิทยาหรือพระคมั ภีร และไมใชเฉพาะนักเทว
วิทยาหรือพระสงฆเทาน้ันที่ไดรับการดลใจจากพระจิตเจาใหเขาถึงความจริง เพราะพระจิตเจาทรงไขแสดงความ
จริงทุกเร่ือง ! นักวิทยาศาสตรผูคนพบส่ิงประดิษฐใหม ๆ ที่ชวยใหชีวิตความเปนอยูของเราดีขึ้น แพทยผูคนพบ
เทคนิคใหม ๆ ในการชวยชีวิตหรือบรรเทาความเจ็บปวดของมนุษย นักประพันธผูเขียนบทความหรือบทเพลงท่ี
จรรโลงจิตใจมนุษย ฯลฯ ทา นเหลา นีล้ ว นไดรับการดลใจและการไขแสดงจากพระจิตเจา ท้งั สิ้น เพราะวา ความจริง
ท้งั มวลลว นเปนของพระเจา และพระจติ เจาทรงนาํ เราไปสคู วามจรงิ ทง้ั มวล

3. การไขแสดงคือการเปดเผยความจริงที่พระเยซูเจาทรงสอน พระองคตรัสวา “พระจิตเจาจะทรงแจงให
ทา นรูค ําสอนท่ีทรงรับจากเรา” (ยน 16:15) และ “พระองคจะไมตรัสโดยพระองคเอง แตจะตรัสทุกสิ่งที่ทรงไดฟง
มา” (ยน 16:13) เน่ืองจากพระเยซูเจาทรงมีทุกสิ่งที่พระบิดาทรงมี (ยน 16:15) ซ่ึงไมมีขอบเขต จึงไมมีมนุษยผูใด
สามารถรับและเขาใจคําสอนของพระองคไดท้ังหมด แตพระจิตเจาจะทรงไขแสดงวาคําสอนของพระองคมี
ความหมายตอชีวิต ตอครอบครัว ตอสังคม ตอประเทศชาติ และตอโลกของเราอยางไร และเพราะส่ิงที่พระจิตเจา
ทรงไขแสดงคือคําสอนของพระเยซูเจา ฉะน้ัน “เราย่ิงเจริญชีวิตใกลชิดพระเยซูเจามากเทาใด เราก็ยิ่งจะไดรับการ
ไขแสดงมากข้ึนเทา นนั้ ”

โอกาสสมโภชความเปน “หนึ่งเดียว” กันของพระบิดา พระบุตร และพระจิต นาจะกระตุนเตือนใหเราเปน
“หนึ่งเดียว” กับพระเยซูเจามากขึ้น เพ่ือเราจะไดรับการไขแสดง “ความจริง” มากขึ้น “ความจริง” ซ่ึงจะทําใหเรา
เปนอิสระ (ยน 8:32)

%%%%%%%%%%%%
199


Click to View FlipBook Version