สาระการเรยี นรู้ สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ระดับช้ัน มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1
หนว่ ยการเรยี นรู้ คริสตศาสตร์ เร่อื ง พระเจ้าสร้างโลก โรงเรียน เซนตโ์ ยเซฟ บางนา จ. สมุทราปราการ
ออกแบบโดย ครฉู ัตรแก้ว จริ ัฐสรุ างค์
วนั ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2017
1. การให้ภาพรวม
1.1 วตั ถุประสงค์ (Objectives)
- นกั เรยี นทราบประวัติความเป็นมาและความหมายของการสรา้ งโลก
- นักเรยี น รู้ เข้าใจ สาเหตุของการสรา้ งโลกและสรรพสิง่ ท้ังหลาย
1.2 ความจาเปน็ (Needs)
- นักเรียนสามารถรู้ถงึ หน้าท่ขี องมนษุ ยใ์ นการดแู ลรักษาชวี ติ ของตน เพอ่ื นมนษุ ย์และสิ่งสรา้ งทัง้ หลาย
1.3 หัวขอ้ และเน้อื หา (Range)
- การกาเนิดโลก สาเหตุของการสรา้ งโลก และสรรพสิ่งท้ังหลาย
- พระสัญญา ความรักและพระเมตตาที่พระเจา้ มตี ่อมนุษย์
1.4 การสรา้ งความสนใจ (Interest)
- พานักเรยี นสารวจนอกห้องเรยี น ธรรมชาติ อาคาร สิง่ สรา้ ง รอบ ๆ โรงเรียน สนทนา พร้อมกับตัง้ คาถาม
1.5 เวลา (Time)
- 3 คาบ (คาบละ 50 นาที)
2. การประเมินและวัดผล
- นกั เรยี นแสดงความคดิ เหน็
- การตอบคาถาม
- สงั เกตการเข้ารว่ มกิจกรรม
3. การสร้างบรรยากาศ
- เปดิ วีดโิ อ คลปิ การสร้างโลก วีดิโอ คลิป ภัยธรรมชาติตา่ ง ๆ
- อ่านพระวาจาพระเจา้ และใหน้ กั เรียนอภิปราย
71
4. การนาเสนอบทเรียน
4.1 คาบท่ี 1
4.1.1 การสร้างประสบการณ์ (See)
- พานักเรียนสารวจนอกห้องเรียน ธรรมชาติ อาคาร ส่ิงสร้าง รอบ ๆ โรงเรียน และบันทึกสิ่งท่ีเห็นแยก
เปน็ ประเภท สิง่ ที่พระเจ้าสรา้ งกับส่ิงทมี่ นุษย์สร้าง
- ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายว่า สิ่งท่พี ระเจ้าสร้างกับสงิ่ ทมี่ นษุ ยส์ รา้ งมีลกั ษณะเหมือนหรือแตกต่างกนั อยา่ งไร?
4.1.2 การคดิ วินจิ ฉัยประสบการณ์ (Judge)
- นกั เรยี นทกุ คนอ่านพระคมั ภรี ์ (ปฐม 1: 28-30)
- ใหน้ กั เรยี นช่วยกนั แสดงความคดิ เหน็ “ทาไมพระเจา้ จึงสรา้ งโลกนี้”
- ให้กลุม่ นาเสนอและสรปุ ร่วมกันในช้นั เรียน
4.1.3 การลงมอื ปฏิบตั ิ (Act)
- ครใู หน้ ักเรยี นศกึ ษา YOUCAT ขอ้ 44 ถงึ ข้อ 48
44. ใครสร้างโลก?
พระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว ผู้ทรงอยู่เหนือกาลเวลาและสถานท่ี ทรงสร้างโลกจากความว่างเปล่าและ
ทรงเรียกให้ทุกสิ่งอุบัติข้ึน ทุกส่ิงทุกอย่างท่ีมีอยู่นั้นขึ้นอยู่กับพระเจ้า และคงเป็นอยู่ต่อไป เพราะพระองค์ทรง
พระประสงคใ์ หเ้ ปน็ เช่นนัน้ (290-292, 316)
อาจกล่าวได้ว่า การสร้างโลกเป็น “ผลงานร่วมกัน” ของพระเจ้า พระตรีเอกภาพ พระบิดาทรงเป็นพระ
ผู้สร้าง ทรงสรรพานุภาพ พระบุตรทรงเป็นความสาคัญและหัวใจของโลก “ทุกส่ิงถูกเนรมิตขึ้นโดยพระองค์
และเพ่ือพระองค์” (คส 1: 16) เมื่อเราได้เรียนรู้จักพระคริสตเจ้าแล้วเท่านั้น เราจึงค้นพบได้ว่า เพราะเหตุใดโลก
จึงดี และเข้าใจวา่ โลกมีจุดหมายปลายทางคือ ความจริง ความดีงาม และความงดงามของพระเจ้า พระจิตเจ้าทรง
รวมทกุ อยา่ งไวด้ ว้ ยกนั พระองคท์ รงเป็นผหู้ นึง่ ซ่ึง “ให้ชวี ิต” (ยน 6: 63)
48. ทาไมพระเจา้ จงึ ทรงสร้างโลก
“โลกถูกสรา้ งมา เพอ่ื พระสริ ริ ุ่งโรจนข์ องพระเจ้า” (สังคายนาวาตกิ ัน คร้ังท่ี 1) (293-294, 319)
ไม่มีเหตุผลใดในการสรา้ งโลกนอกจากความรักพระสิริร่งุ โรจน์และพระเกียรติมงคลของพระเจา้ ปรากฏ
อยู่ในส่ิงสร้าง ดังน้ัน การสรรเสริญพระเจ้า มิใช่หมายถึงการปรบมือยกย่องพระผู้สร้าง ย่ิงกว่าน้ัน มนุษย์มิใช่ผู้
เข้าชมการทางานของสิ่งสร้าง “การสรรเสริญพระเจ้า” หมายถึง ความรูส้ ึกกตญั ญูรคู้ ุณท่ีตนเองเกดิ มา พรอ้ มกับ
สง่ิ สร้างท้งั ปวง
- ใหน้ กั เรยี นสรุปอกี ครง้ั ว่า “ทาไมพระเจา้ ถงึ สรา้ งโลกนี้” และสรุปความเหน็ รว่ มกัน
อธษิ ฐานภาวนาดว้ ยบทเพลง “แผน่ ดนิ ของเรา”
(รบั ) แผ่นดินของเรา เตม็ ไปดว้ ยความรักของพระเจ้า
72
แผ่นดนิ ของเรา เตม็ ไปด้วยความรกั ของพระเจา้
1. เดอื นดาราทัว่ เวหน ดลบนั ดาลสร้างสรรค์มา ด้วยฤทธานภุ าพ
เดอื นดาราใหญ่น้อย ท่ีลอ่ งลอยบนนภา สอ่ งแสงมาเพ่ือเรา
2. มวลนกกาบนเวหา มวลแมกไมท้ วั่ พนา ทรงสร้างมาพรอ้ มสิ้น
มวลมจั ฉาท่วั วารี ล้วนมากมีเหลอื คณา สรรสร้างมาเพอ่ื เรา
3. มวลมนษุ ยท์ ัว่ แดนไหน ลว้ นสรา้ งไวเ้ หนอื ส่ิงใด มจี ติ ใจรูด้ ีชั่ว
ทง้ั สัตวน์ า้ บกทัง้ หลาย สรรสร้างไวช้ ว่ ยบรรเทา เปน็ ประโยชน์ของเรา
4. ทง้ั พระคณุ อีกมากล้น ยงั ช่วยดลให้รงู้ าม จติ ใจทรามเปลีย่ นสิน้
พระเยซบู ุตรของพระ ประทานไว้เพอื่ นาทาง สูส่ วรรค์นริ นั ดร
5.1 การไตร่ตรองก่อนจบคาบเรยี น
- นักเรียนรู้สึกอย่างไรจากการเรียน เรื่อง “พระเจา้ สรา้ งโลก”?
4.2 คาบท่ี 2
4.2.1 การสรา้ งประสบการณ์ (See)
- ครทู บทวนภาพรวมของหน่วยการเรียนรอู้ ีกคร้งั
- เปิด วีดโี อ คลปิ การสร้างโลก วีดิโอ คลปิ ภัยธรรมชาติต่าง ๆ
- ให้นกั เรยี นชว่ ยกนั แสดงความคิดเหน็ เปรยี บเทยี บ คลิปการสร้างโลก กบั คลิปภยั ธรรมชาติต่าง ๆ
4.2.2 การคดิ วินจิ ฉยั ประสบการณ์ (Judge)
- ครูให้อ่าน YOUCAT ข้อ 49-51 พระเจ้าทรงนาทางโลกและชีวิตของฉันและครูร่วมกับนักเรียน
อภิปราย “ทาไมพระเจา้ จึงปล่อยใหม้ ีภยั ธรรมชาติต่างๆ” และหาข้อสรุป
4.2.3 การลงมือปฏิบตั ิ (Act)
- ครูให้นกั เรยี นเขยี นบทอธิษฐานและอา่ นทลี ะคน
อธษิ ฐาน
ใหน้ ักเรียนอธิษฐานในใจ
สรรเสรญิ พระเจ้าสาหรบั ......................................................................................................................
ขอบพระคุณพระเจา้ สาหรบั .................................................................................................................
ขอโทษพระเจ้าสาหรับ.........................................................................................................................
วอนขอพระพรสาหรับ.........................................................................................................................
73
5.2 การไตร่ตรองกอ่ นจบคาบเรียน
- จากส่งิ ที่นกั เรียนไดเ้ รียนรู้ นกั เรยี นจะเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมของตนอย่างไรเพือ่ โลกของเรา?
4.3 คาบที่ 3
4.3.1 การสร้างประสบการณ์ (See)
- ครูแบ่งกลุ่มพานักเรียนออกไปปลูกต้นไม้ ดูแลรดน้า พรวนดิน บริเวณสวนหน้าห้องอภิบาล และ
กลับมาแบง่ ปันความรสู้ ึกทีห่ ้อง
4.3.2 การคิดวินจิ ฉยั ประสบการณ์ (Judge)
- ครใู หน้ กั เรียนศกึ ษา YOUCAT ข้อ 1
1. เราอยู่ในโลกน้ีเพ่ือจุดประสงค์อะไร?
เราอยู่ในโลกน้ีเพื่อรู้จักและรักพระเจ้าเพ่ือกระทาส่ิงดีตามน้าพระทัยของพระองค์ และเพ่ือสักวันหน่ึงจะ
ไดอ้ ยใู่ นสวรรค์ (1-3 , 358)
การเป็นมนุษย์ หมายถึง การมาจากพระเจ้า พระองค์ผู้ทรงดารงไว้ซึ่งความสุขท้ังในสวรรค์และแผ่นดิน
และพระองค์ทรงรอคอยเราในความสุขแท้นิรันดรของพระองค์ในขณะท่ีเราอาศัยอยู่ในโลกใบนี้ บางครั้งเรา
ร้สู ึกว่าองค์พระผู้สร้างทรงอยู่ใกลเ้ รา แต่บ่อยคร้งั เราไม่รู้สึกอะไรเลย ดังนั้น เพ่ือใหเ้ ราพบหนทางทถี่ ูกตอ้ ง พระ
เจ้าจึงทรงส่งพระบุตรของพระองค์ ผู้ทรงช่วยเราให้พ้นจากบาป ทรงปลดปล่อยเราจากความชั่วรา้ ยท้ังปวง และ
ทรงนาเราส่ชู ีวิตแทจ้ รงิ โดยไมผ่ ดิ พลาด พระองคท์ รงเปน็ “หนทาง ความจริง และชีวิต” (ยน 14:6)
- ครอู ธิบายเพมิ่ เตมิ เรื่อง “หน้าท่ตี อ่ ตนเอง ต่อผู้อนื่ และสงั คม”
4.3.3 การลงมอื ปฏบิ ัติ (Act)
- ให้นกั เรียนศึกษาวิธีการดูแลโลกใบน้ีจากการ ปลกู ต้นไม้ ดูแลตน้ ไม้
- ใหน้ กั เรยี นแบ่งกล่มุ รบั ผิดชอบการดแู ลต้นไม้และการปลูกต้นไม้ (ต่อเนอ่ื งตลอดภาคเรยี นที่ 1)
5.3 การไตรต่ รองกอ่ นจบคาบเรียน
- หลังจากที่ได้เรียนรู้ถึงส่ิงสร้างต่าง ๆ ในโลก “โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้และดูแลต้นไม้” ทาให้นักเรียน
ร้สู กึ แตกตา่ งจากเมื่อก่อนอยา่ งไร?
6. สอื่ การสอน
- พระคัมภรี ์
- วดี โิ อ คลปิ
- สภาพแวดล้อมในโรงเรยี น
74
สาระการเรยี นรู สังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชนั้ มัธยมศึกษาปท ี่ 1
หนว ยการเรียนรู คาํ สอน เรอ่ื ง พระเยซูเจา ในวยั เดก็ - แบบอยางจากครอบครัวศกั ด์สิ ทิ ธ์ิ
ออกแบบโดย ครวู งเดอื น หัวใจ โรงเรียน สตรมี ารดาพทิ ักษ จ. จันทบรุ ี
วนั ที่ 25 กุมภาพนั ธ 2017
1. การใหภ าพรวม
1.1 วตั ถปุ ระสงค (Objectives)
- เพอื่ ใหนักเรียนทราบประวัติของพระเยซูเจาในวัยเดก็
- เพื่อใหนักเรียนนําแบบอยางของพระเยซูเจาในการดําเนินชีวิตในครอบครัวศักดิ์สิทธิ์มาปรับใชในชีวิต
ครอบครวั
1.2 ความจําเปน (Needs)
- นักเรียนมีแบบอยางของพระเยซูในการดําเนินชีวิตในครอบครัวศักด์ิสิทธ์ิจนเกิดความภาคภูมิใจใน
ตนเอง
1.3 หวั ขอและเนือ้ หา (Range)
- แบบอยางทดี่ ใี นการดาํ เนนิ ชวี ติ ในครอบครวั ศกั ดิส์ ทิ ธิ์
1.4 การสรางความสนใจ (Interest)
- ใหนักเรียนดคู ลิป หรอื อา นเรื่อง “พระเยซูเจา ในวยั เด็ก”
- รวมกันสนทนา และซกั ถาม
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบๆ ละ 50 นาที
2. การประเมิน และการวัดผล
- สังเกตความสนใจ สนทนา และซกั ถาม
3. การสรา งบรรยากาศ
- ใหนักเรยี นดคู ลปิ เร่อื ง “พระเยซเู จา ในวยั เด็ก ”
75
4. การนําเสนอบทเรียน
4.1 การสรางประสบการณ (See)
- ครูต้ังคําถามจากคลิปหรืออาน เร่ือง “ พระเยซูเจาในวัยเด็ก ” ที่นักเรียนไดดูมีความเห็นอยางไร? สะทอน
ใหเห็นถึงความสัมพันธเชนไรในครอบครัวของศักด์ิสิทธ์ิ ซ่ึงประกอบดวยพระเยซูเจา แมพระ และนักบุญโย
เซฟ
- แบงกลุมนักเรียนออกเปนกลุมๆละ 4-5 คน แลกเปล่ียนความคิดเห็นและพฤติกรรมของสมาชิกแตละคน
ในครอบครัวของพระเยซูและนําเสนอความเห็นของกลุม
4.2 การวินจิ ฉัยประสบการณ (Judge)
- ใหนักเรียนอานขอความจากพระวรสาร นักบุญ ลูกา บทที่ 2: 41-52 และบันทึกบทเทศนของคุณพอชัยยะ
กิจสวัสด์ิ เร่ือง พระเยซูในหมูธรรมาจารย ครูและนักเรียนรวมกนั สรุปบทเรียนจากครอบครัวศักดิ์สทิ ธเ์ิ นนใน 3
ประการ คอื
1. ถอื วาพระเจาสาํ คัญเหนือส่ิงอ่นื ใดทัง้ หมด
2. สง เสริมการคน พบตัวเอง
3. ใหก ารยอมรับซึ่งกนั และกนั
อธิฐานภาวนา
ใหนักเรียนสงบเงียบ ครูอาน “พอกับแมตามหาลูกทําไม พอแมไมรูหรือวา ลูกตองอยูในบานของพระ
บิดาของลกู ” (ลก 2: 49) 3 ครัง้ และใหน ักเรียนอธษิ ฐานในใจ 3 นาที
4.3 ลงมอื ปฏิบัติ (Act)
- ใหนักเรียนอภิปรายและสรุปภายในกลุมวา นักเรียนควรมีบทบาทอยางไร เพื่อใหครอบครัวของนักเรียน
เปนไปตามบทเรยี นท่ไี ดร บั จากครอบครัวศักดส์ิ ทิ ธิ์?
- นักเรียนกําหนดขอต้ังใจ เพื่อนําไปปฏิบัติในครอบครัวตลอดสัปดาห บันทึกประสบการณที่ไดรับและ
นาํ มาแบง ปนในคาบตอ ไป
5. การไตรตรองกอ นจบคาบเรียน
- หลังจากทน่ี ักเรยี นไดเ รยี นรูแบบอยา งของครอบครัวศักดิ์สทิ ธิ์ นกั เรยี นอยากใหชีวิตครอบครัวของนกั เรียน
เปล่ยี นแปลงไปอยา งไร?
6. สือ่ การเรียนการสอน
- คลิป เร่ือง “ พระเยซใู นวยั เดก็ ”
- พระคมั ภรี
7. การเตรยี มตวั ของครู
- อาน ศึกษา และรําพึงถึงบทเทศนของคุณพอชัยยะ กิจสวัสดิ์ เรื่อง “พระเยซูในหมูธรรมาจารย” (ลก 2: 41-
52)
76
พระเยซเู จาในหมธู รรมาจารย
ขา วดี ลก 2:41-52
41โยเซฟพรอมกับพระมารดาของพระเยซูเจาเคยข้ึนไปยังกรุงเยรูซาเล็มในเทศกาลปสกาทุกป 42เม่ือ
พระองคมีพระชนมายุสิบสองพรรษา โยเซฟพรอมกับพระมารดาก็ขึ้นไปกรุงเยรูซาเล็มตามธรรมเนียมของ
เทศกาลนั้น 43เม่ือวันฉลองสิ้นสุดลง ทุกคนกเ็ ดนิ ทางกลับ แตพ ระเยซูเจา ยงั ประทบั อยูท่กี รุงเยรซู าเล็มโดยท่ีบิดา
มารดาไมรู 44เพราะคิดวา พระองคทรงอยูในหมูผูรวมเดินทาง เม่ือเดินทางไปไดหน่ึงวันแลว โยเซฟพรอมกับ
พระนางมารยี ตามหาพระองคในหมูญาติและคนรูจกั 45เมอ่ื ไมพบจึงกลบั ไปกรงุ เยรซู าเล็ม เพอ่ื ตามหาพระองคท่ี
น่ัน 46ในวันที่สามโยเซฟพรอมกับพระนางมารียพบพระองคในพระวิหารประทับนั่งอยูในหมูอาจารย ทรงฟง
และทรงไตถามพวกเขา 47ทุกคนที่ไดฟงพระองคตางประหลาดใจในพระปรีชาที่ทรงแสดงในการตอบคําถาม 48
เมื่อโยเซฟพรอมกับพระนางมารียเห็นพระองคก็รูสึกแปลกใจ พระมารดาจึงตรัสถามพระองควา “ลูกเอย ทําไม
จึงทํากับเราเชน น้ี ดูซิ พอ กบั แมตองกงั วลใจตามหาลกู ” 49พระองคต รสั ตอบวา “พอ กับแมตามหาลกู ทําไม พอ แม
ไมรหู รือวา ลูกตอ งอยใู นบา นของพระบดิ าของลูก” 50โยเซฟพรอ มกบั พระนางมารยี ไ มเ ขา ใจที่พระองคต รสั
51พระเยซูเจา เสด็จกลับไปที่เมืองนาซาเรธ็ กับบิดามารดาและเช่ือฟงทานทง้ั สอง พระมารดาทรงเก็บเร่ืองทั้งหมด
เหลานี้ไวในพระทยั 52พระเยซูเจาทรงเจริญขึ้นทั้งในพระปรีชาญาณ พระชนมายุ และพระหรรษทานเฉพาะพระ
พกั ตรข องพระเจา และตอ หนา มนษุ ย
*********************
เปนความใฝฝนของชาวยิวทุกคนไมวาจะอาศัยอยู ณ สวนใดของโลกท่ีจะไปรวมเฉลิมฉลองปสกาท่ี
พระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มอยางนอยครั้งหนึ่งในชีวิต สวนชาวยิวที่อาศัยอยูภายในรัศมี 24 กิโลเมตรจากกรุง
เยรูซาเลม็ กฎหมายบังคับใหไปรวมฉลองปส กาท่ีพระวิหารทุกป ชาวยิวถอื วา เด็กเปนผใู หญเต็มตัวเม่ืออายุครบ
12 ปบริบูรณ และเมื่อเปนผูใหญเขาจะไดชื่อวาเปน “บุตรของกฎหมาย” น่ันคือ ตองปฏิบัติตามขอบังคับของ
กฎหมายทุกประการ เพราะฉะน้ัน เมื่อพระเยซูเจาทรงมีพระชนมายุสิบสองพรรษา พระองคจึงเสด็จไปกรุง
เยรูซาเล็มรว มกับโยเซฟและพระมารดาเพ่ือรว มฉลองเทศกาลปสกาประจาํ ป
นี่คือปสกาคร้ังแรกของพระองคที่พระวิหารในนครศักดิ์สิทธิ์ ! ซึ่งก็ทําใหหัวอกของผูเปนพอแมแทบ
แตกสลายเพราะ “เมอื่ วันฉลองสิน้ สดุ ลง ทกุ คนกเ็ ดินทางกลบั แตพ ระเยซูเจายังประทับอยูทก่ี รงุ เยรซู าเลม็ โดยท่ี
บิดามารดาไมรู” (ลก 2:43) งานนี้จะกลาวโทษโยเซฟและพระแมมารียวาไมเอาใจใสเลี้ยงดูบุตรก็ไมได เพราะ
ปกติเวลาเดินทางเปนกองคาราวาน ชาวยวิ จะใหผูห ญิงออกเดินทางลว งหนาไปกอน แลว ใหผ ูชายซึ่งเดินทางได
เร็วกวาตามไปภายหลัง เม่ือถึงเวลาตั้งกระโจมที่พักในตอนเย็นน่ันแหละ ท้ังสองฝายจึงจะมีโอกาสพบปะกัน !
ไมตองสงสัยเลยวา โยเซฟคิดวาพระเยซูเจาอยูกับพระแมมารีย และพระแมมารียก็คิดวาพระองคอยูกับโยเซฟ
เม่ือความจริงปรากฏในตอนเย็นวา “ลูกหาย” ท้ังสองจึง “ตามหาพระองคในหมูญาติและคนรูจัก” (ลก 2:44)
“เม่ือไมพบจึงกลับไปกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อตามหาพระองคที่นั่น” (ลก 2:45) จนกระท่ัง “ในวันที่สาม โยเซฟ
พรอมกับพระนางมารียจึงพบพระองคในพระวิหารประทับน่ังอยูในหมูอาจารย ทรงฟงและทรงไตถามพวก
เขา” (ลก 2:46)
77
สภาสูงของชาวยิวท่ีเรียกกันวาซันเฮดริน (Sanhedrin) มีธรรมเนียมจัดใหบรรดา “อาจารย” ไดพบปะ
กันในพระวิหารระหวางเทศกาลปสกาของทุกป เพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นดานศาสนาและเทววิทยา
ซ่ึงกันและกัน โดยเปดโอกาสใหประชาชนผูสนใจเขารับฟงดวย พระเยซูเจาคือหนึ่งในบรรดาผูสนใจฟงเรื่อง
ศาสนาและเทววิทยา !
คําวา “ทรงฟงและทรงไตถามพวกเขา” เปนสํานวนพูดของชาวยิวหมายถึง “เรียน” ซ่ึงแสดงวา
พระองคทรงสนพระทัยแสวงหาความรูเย่ียงนักเรียนผูขยันขันแข็งมากคนหนึ่ง โดยไมทรงอวดดี อวดเกง หรือ
ถือตนวาเปนบุตรของพระเจาแตประการใด เราอาจสรุปบทเรียนจากครอบครัวศักดิ์สิทธ์ิอันประกอบดวย โย
เซฟ พระนางมารยี และพระกมุ ารเจา ไดดงั นี้
1. ครอบครัวศักด์ิสิทธิ์ถือวาพระเจาสําคัญเหนือส่ิงอื่นใดท้ังหมด จากเมืองนาซาเรธในแควนกาลิลีทาง
เหนอื ถงึ กรงุ เยรูซาเล็มในแควนยเู ดียทางใตม ีระยะทางประมาณ 130 กิโลเมตร ซงึ่ เกินกวา ระยะทาง 24 กิโลเมตร
ท่ีกฎหมายบังคับใหตองไปรวมฉลองปสกาท่ีพระวิหาร แมไมถูกบังคับโดยกฎหมาย แตทั้งโยเซฟและพระแม
มารียก็ไปรวมฉลองปสกาท่ีกรุงเยรูซาเล็มทุกป (ลก 2:41) และเม่ือพระเยซูเจาทรงมีพระชนมายคุ รบ 12 พรรษา
สมาชิกครอบครวั ศกั ดิส์ ทิ ธท์ิ กุ คนตางกไ็ ปรวมพธิ ีดว ย
การเดินทางไปกลับกรุงเยรูซาเล็มตองใชเวลาหลายวัน อีกท้ังพิธีกรรมท่ีพระวิหารเองก็ตองใชเวลาอีก
2-7 วนั ขน้ึ อยูก บั ความสมัครใจ โดยกฎหมายบังคบั เฉพาะ 2 วันแรก ไหนครอบครัวจะยากจน มีเพียงรานชางไม
เลก็ ๆ เปน สมบัติ... ไหนจะขาดรายไดเ พราะตอ งปดรา น... ไหนจะตอ งเสยี คาใชจา ยมากมายระหวา งเดินทางและ
ประกอบพิธีกรรม... แต ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ก็ยังยึดมั่นในเร่ืองของศาสนาและจิตใจมากกวาเร่ืองธุรกิจทางโลก
สําหรบั ครอบครวั ศักด์ิสทิ ธ์แิ ลว ไมม ีสงิ่ ใดสาํ คัญไปกวา พระเจา
2. ครอบครัวศักดิ์สิทธ์ิสงเสริม “การคนพบตนเอง” หัวใจสําคัญของพระวรสารวันน้ีอยูที่คําตอบของ
พระเยซูเจาท่วี า “พอ กบั แมต ามหาลกู ทาํ ไม พอแมไมร ูหรือวา ลูกตอ งอยูใ นบานของพระบิดาของลูก” (ลก 2:49)
คําตอบนี้ออนโยน แตเฉียบขาดอยางย่ิง พระเยซูเจาทรงนําความเปน “พอ” ไปจากโยเซฟ แลวทรงมอบความ
เปนพอนี้แด “พระบิดา”ตลอดเวลา 12 ป ภายใตการ “สงเสริม” ของโยเซฟและพระแมมารีย พระกุมาร “ทรง
เจรญิ ขนึ้ ทั้งในพระปรีชาญาณ พระชนมายุ และพระหรรษทานเฉพาะพระพักตรของพระเจาและตอหนามนุษย”
(ลก 2:52) จนกระท้ังสามารถ “คนพบตนเอง” ในโอกาสเฉลิมฉลองปสกาคร้ังแรกท่ีกรุงเยรูซาเล็มวาทรงเปน
“พระบตุ รของพระเจา” นอกจากพอแม “สง เสริม” แลว ลกู ก็ “รวมมือ” อยา งดดี วย
ไมมีทางปฏิเสธเลยวา พระกุมารทรงเปนแบบอยางที่ดีที่สุดของการ “รวมมือ” กับพอแมในการพัฒนา
ตนเองจน “คนพบตัวตนที่แทจริง” ทรงเปนแบบอยางที่เยาวชนและวัยรุนทุกคนไมอาจไมเจริญรอยตามได
น่ันคือ เราตองไมแขงขันกัน “นําสมัย” หรือ “ตามกระแส” ซึ่งไมเคยนําความสุขใจมาสูผูใด มีแตจะทําให
สน้ิ เปลือง วุนวายใจ และกอใหเ กดิ ปญ หาติดตามมาอีกไมร จู ักจบส้นิ แตเ ราตอ งแขง ขนั กันพฒั นาสตปิ ญญาและ
จิตใจ ดุจเดียวกับพระกุมารที่ทรง “ประทับนั่งอยูในหมูอาจารย ทรงฟงและทรงไตถามพวกเขา” (ลก 2:46) เรา
มาแขง ขันกนั ทําใหพอแมและทกุ คนทีพ่ บเห็นพากัน “ประหลาดใจ” ในความสามารถเชนเดยี วกับพระกมุ ารไม
ดีกวาหรอื ? (เทยี บ ลก 2:47)
3. ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ใหการยอมรับซ่ึงกันและกัน หลังจากคนพบวาทรงเปน “พระบุตรของพระเจา”
และทรงทําใหทุกคน “ประหลาดใจในพระปรีชาท่ีทรงแสดงในการตอบคําถาม” (ลก 2:47) แลว แทนท่ีพระ
กมุ ารจะแสดงอาการเยอหยิ่ง หรือดูหมิ่นดูแคลนแมมารยี ผ อู อ นโยน และพอโยเซฟผตู รากตราํ งานหนัก พระองค
78
กลับนบนอบและ “เชื่อฟงทานทั้งสอง” (ลก 2:51) พูดงาย ๆ คือพระองคทรง “ยอมรับ” บิดาและมารดาของ
พระองค สวนบิดาและมารดาของพระองคแมจะ “ไมเขาใจ” แตก็ “ทรงเก็บเรื่องท้ังหมดไวในพระทัย” (ลก
2:50-51) ทกุ ฝายตาง “ยอมรบั ซึ่งกนั และกนั ”
ทัง้ การยึดมัน่ ในพระเจาเหนอื อ่นื ใด....
ทั้งการรูจักตนเอง....
ท้ังการยอมรบั ซง่ึ กนั และกนั ....
น่คี ือ “ครอบครวั ศักดสิ์ ทิ ธิ์”
%%%%%%%%%%%%
79
สาระการเรยี นรู สังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับช้นั มัธยมศึกษาปที่ 1
หนวยการเรียนรู คําสอน เร่ือง รักเมตตา - อปุ มาเร่อื งชาวสะมาเรียผใู จดี
ออกแบบโดย ครลู ดั ดา กลํา่ ชยั โรงเรยี น ลาซาลโชติรวีนครสวรรค จ. นครสวรรค
วันที่ 2 มนี าคม 2017
1. การใหภาพรวม
1.1 วัตถปุ ระสงค (Objectives)
- เพอื่ ใหนักเรยี นมีความเขา ใจหลักธรรมคําสอนของพระเยซูเจา
- เพ่อื ใหนกั เรยี นวเิ คราะห เชื่อมโยง วิธกี ารของพระเยซูเจามาปรับใชในชีวติ ประจาํ วันอยา งเหมาะสม
- เพอ่ื ใหนักเรียนรักการอานพระคมั ภีร
1.2 ความจําเปน (Needs)
- ความรักเมตตาเปนพ้ืนฐานของชีวิตคริสตชน นักเรียนพึงปรับใชใ นการดําเนินชีวิตและไตรตรองชีวิตอยู
เสมอดวยแบบอยางความรักเมตตาของพระเยซูเจา พระเจาทรงรักเรากอน ดังน้ัน เราจึงถวายตัวเราแดพระเจา
เพ่อื เปน หนึ่งเดียวกับพระองค
1.3 หวั ขอ และเนือ้ หา (Range)
- รักเมตตา
- อปุ มาเรอ่ื งชาวสะมาเรยี ผใู จดี
1.4 การสรา งความสนใจ (Interest)
- ใหนักเรียนแตละคนคิดเขียนลักษณะของเพื่อนแทหรือเพื่อนท่ีดีในกระดาษรูปหัวใจที่ครูแจกใหและ
นําไปติดท่ีหลังเพ่อื นคนท่เี ราชอบ
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบเรยี น
2. การประเมินและวดั ผล
- สงั เกตความสนใจของนกั เรยี น
- การรวมกจิ กรรม และการตอบคําถาม
3. การสรางบรรยากาศ
- ดกู ารสรางความสนใจ
80
4. การนาํ เสนอบทเรียน
4.1 การสรา งประสบการณ (See)
- ครูใหนักเรียนอาน และอาสาสมัครนักเรียน 5 คน เพื่อแสดงละครอุปมาพระเยซูเร่ืองชาวสะมาเรียผูใจดี
(ลก 10: 25-37) นักเรยี นทเ่ี หลือใหเ ปนผชู ม ตอ จากนน้ั ใหอ ธิบายรว มกนั ถึงลกั ษณะ คณุ คา โดดเดนของตัวละคร
- ใหน ักเรียนศกึ ษาชีทที่ครูแจกใหเพ่ิมเตมิ แลว ตอบคําถามเปนขอๆ
- ครแู ละนักเรียนรวมกันวิเคราะหตวั ละครและสรปุ รวมกัน
4.2 การคิดวนิ ิจฉัยประสบการณ (Judge)
- ครูแจกบทเทศนของคุณพอชัยยะ กิจสวัสดิ์ เรื่อง บทบัญญัติเอกอุปมา เรื่อง ชายสะมาเรียผูใจดี ให
นักเรียนอา น ศกึ ษาและอภิปรายเพ่อื ทาํ ความเขา ใจใหล ึกซึง้ มากขึน้ รวมกนั
- ครูอธิบายเพมิ่ เตมิ และอธบิ าย YOUCAT ขอ 309
YOUCAT ขอ 309
คาํ ถาม ความรกั คอื อะไร
ความรักคืออานุภาพ ที่พระเจาทรงรักเรากอนและดังนั้น เราจึงถวายตัวเราแดพระเจา เพื่อเปนหนึ่ง
เดียวกับพระองค และยอมรับเพื่อนมนุษยเหมือนยอมรับตนเอง เพ่ือเห็นแกพระองค ดวยความจริงใจและ
ปราศจากขอ แมใ ดๆ (1822-1829, 1844)
คําตอบ พระเยซูเจาทรงวางความรักไวเหนือกฏเกณฑทุกอยาง แตพระองคมิไดทรงทําลายกฏเกณฑเหลาน้ัน
ความรักคืออานุภาพท่ีพระเจาทรงรักเรากอน และดังนั้นเราจึงถวายตัวเราแดพระเจา เพ่ือเปนหนึ่งเดียวกับ
พระองค และยอมรับเพ่ือนมนุษย เหมือนยอมรับตนเอง เพ่ือเห็นแกพระองคดวยความจริงใจ และปราศจาก
ขอแมใดๆ นักบุญออกัสติน กลาวไวอยางถูกตองวา “จงรักและกระทําส่ิงท่ีทานปรารถนา” ซ่ึงมิใชเร่ืองงายนัก
ดวยเหตนุ ี้ ความรักจงึ เปนคุณธรรมทีย่ ิ่งใหญท ี่สุด เปนพลงั ซ่งึ บนั ดาลใหเ กิดคณุ ธรรมอ่ืนๆ และเตมิ เตม็ ชีวิตพระ
ใหแ กคุณธรรมเหลาน้นั
4.3 การลงมอื ปฏบิ ตั ิ (Act)
- ใหนกั เรียนรวมกันรองเพลง “รักทอี่ บอนุ ” พรอมทาํ ทา ทางประกอบ และเปรยี บเทียบความรสู ึกที่ได
แสดงละคร อุปมาชาวสะมาเรยี ผูใจดี
อธษิ ฐานบทพระวรสาร นักบญุ ยอหน บทที่ 13 : 34 - 35
บทพระวรสารภาวนาการจดจาํ
“เราใหบทบัญญัติใหมแกทานทั้งหลาย ใหทานรักกัน เรารักทานท้ังหลายอยางไร ทานก็จงรักกันอยาง
น้ันเถดิ ถาทา นมีความรกั ตอ กัน ทุกคนจะรวู า ทา นเปนศิษยข องเรา” (ยน.13:34-35)
81
- ใหนกั เรียนอานพระวรสารและไตรต รองขอความใหส อดคลอ งกับเร่ือง
- ครซู ักถามความคดิ เห็นของนกั เรียนดานสงั คมไทยในปจจบุ ันถงึ เรอื่ งความรกั
- ครูซกั ถามนกั เรยี นตอไปวา ในชวี ิตจริงเราพบประสบการณค วามรกั บางหรือไม? เรามกั จะทําอยางไร?
- ครูใหนักเรยี นอา นและรําพึง
บทพระวรสาร นักบญุ เปาโล ถึงชาวโคโลสี บทท่ี 3: 12 – 15 บทพระวรสารสั้นๆ เพื่อการจดจาํ
“ทานเปนผูศักด์ิสิทธิ์และเปนท่ีรักของพระองค จงเห็นอกเห็นใจกัน จงมีความใจดี ความถอมตน ความ
ออนโยนและความพากเพียรอดทนเปนเสมือนเคร่ืองประดับตน จงผอนหนักผอนเบาซึ่งกันและกัน หากมีเรื่อง
ผดิ ใจกันก็จงยกโทษกัน”
- จากบทพระวรสารน้ี ใหนกั เรียนเขยี นขอตง้ั ใจของตนเองในการแสดงความรักความเมตตาใหแ กบตุ ร
รอบขาง และเพื่อเปน พระพรของพระเจาใหแกผ ูอื่นและอานแบงปนกัน
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยี น
- คําถามเพือ่ การไตรตรอง
(1) ความรักเมตตาจําเปนอยางไรในสงั คมปจจบุ ัน?
(2) เพอ่ื ใหม ีความรกั เมตตามากขึ้นในสงั คม นกั เรียนควรเริม่ ตนอยา งไร?
(3) คําวา “ทานจงไปและทําเชน เดียวกันเถิด” (ลก 10:37) มคี วามหมายอยา งไรตอนกั เรยี น?
6. สอื่ การเรียนการสอน
- ซดี เี พลงชุด “รักท่ีอบอนุ ”
- พระคมั ภีร
- ชีท
7. การเตรียมตัวของครู
- อา น ศึกษา และราํ พึงบทเทศนของคณุ พอชัยยะ กิจสวัสดิ์ เรื่อง บทบญั ญัตเิ อกอปุ มาเร่ืองชาวสะมาเรียผใู จดี
(ลก 10: 25-37)
82
บญั ญัติเอก อุปมาเรอ่ื งชาวสะมาเรียใจดี
ขาวดี ลก 10:25-37
25ขณะน้ัน นกั กฎหมายคนหนง่ึ ยืนขน้ึ ทลู ถามเพ่อื จะจบั ผดิ พระองควา “พระอาจารย ขาพเจา จะตอ งทําส่ิง
ใดเพื่อจะไดชีวิตนิรันดร” 26พระองคตรัสถามเขาวา “ในธรรมบัญญัติมีเขียนไวอยางไร ทานอานวาอยางไร” 27
เขาทูลตอบวา “ทานจะตองรักองคพระผูเปนเจา พระเจาของทานสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดกําลัง และสุด
สตปิ ญญาของทาน ทานจะตองรักเพ่อื นมนษุ ยเ หมือนรกั ตนเอง” 28พระองคตรสั กับเขาวา “ทา นตอบถกู แลว จง
ทาํ เชนน้ี แลวจะไดชีวติ ”
29ชายคนนั้นตองการแสดงวาตนถูกตองจึงทูลถามพระเยซูเจาวา “แลวใครเลาเปนเพื่อนมนุษยของ
ขาพเจา ” 30พระเยซูเจาจงึ ตรัสตอไปวา “ชายคนหนึ่งกําลังเดินทางจากกรุงเยรซู าเล็มไปยังเมืองเยรโี ค เขาถกู โจร
ปลน พวกโจรปลนทุกสิ่ง ทุบตีเขา แลวก็จากไป ทิ้งเขาไวอาการสาหัสเกือบส้ินชีวิต 31สมณะผูหน่ึงเดินผานมา
ทางน้ันโดยบังเอิญ เห็นเขาและเดินผานเลยไปอีกฟากหน่ึง 32ชาวเลวีคนหนึ่งผานมาทางน้ัน เห็นเขาและเดิน
ผานเลยไปอกี ฟากหน่งึ เชน เดยี วกนั 33แตชาวสะมาเรยี ผหู นึ่งเดินทางผา นมาใกล ๆ เห็นเขากร็ สู ึกสงสาร 34จึงเดิน
เขาไปหา เทน้ํามันและเหลาองุนลงบนบาดแผลแลวพันผาให นําเขาข้ึนหลังสัตวของตนพาไปถึงโรงแรมแหง
หนึ่งและชวยดูแลเขา 35วนั รงุ ข้นึ ชาวสะมาเรยี ผูน้นั นําเงินสองเหรียญออกมามอบใหเ จา ของโรงแรมไวก ลาววา
“ชวยดูแลเขาดวย เงินท่ีทานจะจายเกินไปนั้น ฉันจะคืนใหเม่ือกลับมา” 36ทานคิดวาในสามคนน้ีใครเปนเพ่ือน
มนษุ ยข องคนทีถ่ กู โจรปลน” 37เขาทูลตอบวา “คนทแ่ี สดงความเมตตาตอเขา” พระเยซเู จา จงึ ตรัสกบั เขาวา “ทา น
จงไปและทาํ เชน เดียวกนั เถิด”
***************************
เสนทางจากกรุงเยรูซาเล็มซ่ึงอยูเหนือระดับน้ําทะเล 700 เมตร สูเมืองเยรีโคซึ่งอยูตํ่ากวาระดับนํ้าทะเล
400 เมตร ไดชื่อวาเปนเสนทางอันตรายท่ีสุดเสนทางหนึ่งในปาเลสไตน เหตุวาระยะทางเพียง 32 กิโลเมตร แต
ถนนกลับลาดชันตางระดับกันมากถึง 1,100 เมตร นอกจากถนนจะลาดชันแลว หนทางยังคับแคบ เต็มไปดวย
กอ นหินขรุขระ และมีทางเลยี้ วหกั มมุ มากมาย เหมาะแกการซมุ จูโจมของพวกโจรเปน อยางย่งิ
ในศตวรรษท่ี 5 นกั บุญเยโรมถึงกบั เรียกเสนทางสายนีว้ า “ถนนแดง” หรือ “ถนนเลือด” แมลวงเลยมา
จนถึงศตวรรษที่ 19 ผูเดินทางยังตองจายเงินใหชาวอาหรับพื้นเมอื งเพอ่ื แลกกับความปลอดภัยในการใชเสน ทาง
สายน้ี อีกท้ังกอนสงครามโลกคร้ังท่ีสอง ยังมีพวกโจร (Abu Jildah) คอยหยุดรถและปลนคนเดินทางโดยไม
หว่ันเกรงตํารวจ เพราะกวาตํารวจจะมาถึงพวกเขาก็หนีขึ้นภูเขาไปเรียบรอยแลว นี่คือความเหนือชั้นของพระ
เยซูเจา ท่ีสามารถนําเหตุการณซ ึ่งเกิดข้ึนเปนประจําบนเสนทางระหวา งกรุงเยรูซาเล็มกับเมืองเยริโค มาประยุกต
เปนคาํ สอนและหลกั การอนั ลึกซงึ้
ในอุปมาเรื่อง “ชาวสะมาเรยี ผใู จดี” มีตวั ละครสําคญั 4 คนดวยกัน กลา วคอื
1. ชายท่ีถกู โจรปลน เขามนี ิสัยมุทะลุ บา ระหาํ่ และขาดความย้งั คดิ อยา งไมนา ใหอภยั ทอ่ี าจหาญเดนิ ทาง
พรอมสินคา และของมคี า ผานเสนทางน้ตี ามลาํ พงั เพราะปกติชาวยิวจะคอยจนกวาจะมพี อ คาหรือคนรูจักจํานวน
มากพอ จึงออกเดนิ ทางพรอ มกนั เปนกองคาราวาน งานนี้เขาจงึ ตองรับผิดชอบเตม็ ๆ ตอชะตากรรมของตนเองที่
ถกู โจรปลนและทาํ รายจนอาการปางตาย จะเท่ียวโยนความผิดใหโจรหรอื โทษเคราะหกรรมอ่ืนใดไมได
83
2. สมณะ เขารีบเดินหลบไปอีกฟากหนึ่งโดยไมแตะตองชายท่ีถูกโจรปลนเลย อาจเปนไปไดวาเขา
กําลังคิดถึงธรรมบัญญัติท่ีวา “ผูท่ีแตะตองศพของผูใดก็ตามตองเปนมลทินอยูเจ็ดวัน” (กดว 19:11) หากชายผู
นั้นเสียชีวิตแลว หรือเสียชีวิตขณะใหความชวยเหลือ การสัมผัสตัวเขายอมทําใหตนเองมีมลทิน และหมดสิทธิ์
ประกอบพิธีกรรมหรือถวายเคร่ืองบูชาใดๆ ในพระวิหารไปอีกเจ็ดวัน เขาไมยอมเส่ียงเสียสิทธ์ิน้ี เพราะพระ
วิหารและพิธีกรรมมีความหมายและเอ้ือประโยชนตอเขามากกวาความเจ็บปวดของเพ่ือนมนุษย สําหรับเขา
พิธีกรรมอยูเหนือความรกั
3. ชาวเลวี ดูเหมือนจะเขาใกลชายเคราะหรายมากกวาสมณะ แตก็เดินผานไปดวยเกรงวาชายผูนั้นอาจ
เปน “นกตอ” แกลงบาดเจ็บลอใหเหย่ือหลงหยุด เพ่ือใหพรรคพวกที่แอบซุมอยูเขาจูโจมทํารายและปลนทรัพย
ซ่ึงเปนวิธีการท่ีนิยมกันมากในหมูโจรสมัยนั้น สําหรับชาวเลวีผูน้ี คติพจนประจําตัวของเขาคือ “Safety First”
หรอื “ปลอดภยั ไวก อ น” เขาไมพ รอ มทจี่ ะเส่ยี งหรือ “เปลอื งตัว” เพ่ือชวยเหลือผใู ดทง้ั สิ้น
4. ชาวสะมาเรีย มักถูกชาวยิวตราหนาวาเปน “คนเลว” เพราะเชื่อผิด สอนผิด และปฏิบัติผิดแผกจาก
บัญญัติของโมเสส แมพระเยซูเจาเองยังถูกพวกยิวกลาวหาวา “เปนชาวสะมาเรียและถูกปศาจสิง” (ยน 8:48)
ชาวสะมาเรยี ผนู ้ีจึงอาจเปนเพียงชาวยิวคนหนึ่งท่ถี ูกตราหนาวา เปน “คนเลว” ไมใชชาวสะมาเรียโดยกาํ เนิด หา
ไมแลวเขาคงไมสามารถติดตอคาขายกับชาวยิวและแวะพักแรมท่ีโรงแรมแหงน้ีเปนประจํา จนกระท่ังรูจักกันดี
กบั เจา ของ แมจะถูกชาวยวิ โดยเฉพาะพวกฟาริสีดหู ม่ินเหยียดหยามวาเปน คนเลวและไรค าเพยี งใดก็ตาม แตเ ขา
ยงั มี “สิง่ ดี” ท่อี าจทําใหผูมีหนา มีตาในสงั คมหลายคนตอ งอับอาย
4.1 เขาซอ่ื สัตย เจาของโรงแรมจึงเชือ่ ใจและใหเ ครดิตเขาสูงมาก
4.2 เขาพรอมชวยเหลือผูอื่น ความรักของพระเจาดํารงอยูในหัวใจของเขา แมบางคร้ังเขาอาจเช่ือหรือ
ปฏบิ ัติผิดไปบา งกต็ าม
ทุกวันนี้ ไมใชเรื่องยากเลยที่จะพบเห็นผูที่สังคมยกยองวาเปนคนดีมัวสลวนอยูกับตํารา หรือชอบอาง
ขอความเชื่อและบทบัญญัติมากกวาการใหความชวยเหลือผูอ่ืน สวนผูท่ีถูกตราหนาวาเปนคนเลวกลับรักและมี
น้ําใจเผ่ือแผตอเพ่ือนมนุษยมากกวาเสียอีก ดังน้ัน เพื่อไมใหหลงทางไปจากพระเยซูเจา เราจึงตองตระหนักอยู
เสมอวาในบ้ันปลายชีวิต พระเจาทรงตัดสิน มิใชจากสิ่งที่เรารูหรือเช่ือ แตจากสิ่งท่ีเราไดกระทําตลอดชีวิตของ
เรา
เมื่อนักกฎหมายผูมีเจตนารายทูลถามพระเยซเู จาวา “พระอาจารย ขาพเจาจะตองทําส่ิงใดเพ่ือจะไดชีวติ
นริ นั ดร” พระองคทรงถามกลับวา “ในธรรมบัญญัติมีเขยี นไวอยางไร ทานอานวา อยา งไร” (ลก 10:26-27) สิ่ง
ทช่ี าวยิวผูเครง ครดั ตอ งอา นทุกวนั คือธรรมบัญญัติทค่ี ดั มาจากพระคมั ภรี ส่ตี อนไดแก
1. อพยพ บทที่ 13 ขอ 1–10 วาดวยการเฉลิมฉลองเทศกาลขนมปงไรเชื้อ เพ่ือระลึกถึงส่ิงที่พระยาห
เวหท รงกระทาํ เพอื่ นําชาวยิวออกจากอยี ปิ ต
2. อพยพ บทที่ 13 ขอ 11–16 วาดวยการถวายบุตรคนแรกและสัตวตัวแรกแดพระยาหเวห เพราะพระ
หัตถอันทรงฤทธ์ิของพระองคไดประหารบุตรชายคนแรกของชาวอียิปต เพ่ือทําใหฟาโรหยอมปลดปลอยชาวยิ
วจากการเปน ทาส
3. เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่ 6 ขอ 4–9 กลาวถึงพระยาหเวหทรงเปนพระเจา จึงตองรักพระองคสุดจิตใจ
สุดวิญญาณ และสดุ กําลงั ของเรา
84
4. เฉลยธรรมบัญญัติ บทท่ี 11 ขอ 13–20 กลา วถึงความอดุ มสมบูรณท ีช่ าวยิวจะไดรับหากรกั และรับใช
พระยาหเวหโดยไมหันไปนับถือพระเท็จเทียม รวมถึงคําส่ังใหชาวยิวพร่ําสอนเรื่องเหลานี้แกบรรดาบุตรหลาน
ตลอดไป
ขอความเหลาน้ีไดรับการจารึกลงบนมวนกระดาษ ใสไวในกลองหนังเล็กๆ สองใบ ใบหนึ่งหอยไวท่ี
ขอมือ อีกใบหนงึ่ คาดไวทห่ี นา ผาก ตามท่โี มเสสส่งั (ฉธบ 11:18)
คําตอบของนักกฎหมายที่วา “ทานจะตองรักองคพระผูเปนเจา พระเจาของทานสุดจิตใจ สุดวิญญาณ
สุดกําลัง และสุดสติปญญาของทาน” คือสวนหน่ึงของขอความในกลองหนัง ซึ่งถือวาสุดยอดแลว (ฉธบ 6:4
และ 11:13) แตเพ่ือความแนนอนสูงสุด เขาจึงเสริมขอความจากหนังสือเลวีนิติเขาไปอีกตอนหน่ึงวา “ทาน
จะตองรักเพ่ือนมนุษยเหมือนรักตนเอง” (ลนต 19:18) พรอมกันน้ัน เขาไดทูลถามพระองคเพ่ือความถูกตองวา
“แลว ใครเลาเปนเพ่ือนมนษุ ยของขาพเจา ” (ลก 10:30)
อันท่ีจริง คําถามนี้เปนปญหาของชาวยิวจริงๆ เพราะพวกเขาถือวา “เพื่อนมนุษย” ไดแกชาวยิวดวย
กันเองเทาน้ัน รับบีบางคนถึงกับหามชวยเหลือหญิงตางชาติใกลคลอด เพราะน่ันเทากับชวยเพ่ิมคนตางศาสนา
ใหแกโลกอกี คนหนึ่ง
แตสาํ หรบั พระเยซเู จา “เพ่อื นมนษุ ย” ของเราคือ
1. ทุกคนท่ีตองการความชวยเหลือ แมตัวเขาเองจะเปนผูกอใหเกิดปญหานั้นข้ึนมาดังเชนชายที่ถูกโจร
ปลน กต็ าม
2. ทุกคนที่ตกทุกขไดยาก ไมวาจะเปนชาวยิว ชาวสะมาเรีย หรือชนชาติและศาสนาใดก็ตาม ความ
ชว ยเหลือของเราตอ งแผก วา งดุจดงั ความรักของพระเจา
อนึ่ง ความชวยเหลือของเราตอง “เปนรูปธรรม” ไมใชแคแสดงความเห็นอกเห็นใจเทา น้ัน เหมือนชาว
สะมาเรียท่ีไมเพียงรูสึกสงสาร แตยังเดินเขาไปหาคนที่เปนศัตรูโดยไมหวั่นเกรงอันตรายใดๆ เพื่อเทนํ้ามันและ
เหลาองุนลงบนบาดแผลแลวพันผาให พรอมกับนําเขาข้ึนหลังสัตวของตนพาไปถึงโรงแรมและชวยดูแลเขา
เทาน้ันยังไมพอ วันรุงขึ้นเขายังมอบเงินสองเหรียญแกเจาของโรงแรมกลาววา “ชวยดูแลเขาดวย เงินท่ีทานจะ
จายเกินไปนั้น ฉันจะคืนใหเมื่อกลับมา” (ลก 10:35)
เมื่อไดฟงอุปมาของพระเยซูเจา นักกฎหมายผูน้ันตระหนักไดทันทีวา “เพื่อนมนุษย” ของคนที่ถูกโจร
ปลนคือ “คนที่แสดงความเมตตา” ดุจเดียวกับชาวสะมาเรียผูใจดีคนน้ี ดวยพระสุรเสียงท่ีหนักแนนแตแฝงดวย
ความเมตตา พระองคตรสั วา “ทา นจงไปและทําเชน เดยี วกันเถดิ ” (ลก 10:37)
“ทานจงไปและทําเชนเดยี วกันเถิด” !
“ทา นจงไปและทาํ เชน เดียวกันเถดิ ” !
%%%%%%%%%%%%
85
สาระการเรียนรู คาํ สอน / ครสิ ตศาสตร ระดับช้ัน มธั ยมศึกษาปที่ 1
หนว ยการเรียนรู เร่อื ง โลกสวยดวยมอื เรา โรงเรยี น วาสเุ ทวี กรุงเทพมหานคร
ออกแบบโดย ครศู ศิญา มหัตกลุ
1. การใหภาพรวม
1.1 วัตถุประสงค (Objectives)
(1) เพ่ือใหนักเรียนเขาใจ เกิดความภาคภูมิใจ และซาบซ้ึงถึงความรัก ความเมตตาของพระเจาผานทางส่ิง
สรางตา งๆ
(2) เพ่อื นกั เรียนแสดงออกซ่ึงหนาท่ีในการชว ยกนั ดแู ล และรักษาสงิ่ สรา งของพระองค
1.2 ความจําเปน (Needs)
- นักเรียนมีความชื่นชม ความรัก ความยินดี ความภาคภูมิใจ ตอสิ่งสรางของพระเจา ซ่ึงเปนการเผยแสดง
ความรัก ความเมตตาของพระเจาที่มีตอมนุษย และสามารถปฏิบัติตอสิ่งเหลานั้นไดอยางถูกตองใน
ชวี ติ ประจาํ วัน
1.3 หวั ขอ และเนอื้ หา (Range)
1. พระเจาทรงสรางโลก (ปฐก.1-2)
2. ขา วดี “พระเจาทรงรกั โลก” (ยน. 3: 14-21)
3. สมณสาสน “ขอสรรเสริญองคพระผูเปนเจา (Laudato Si)” พระสนั ตปาปาฟรังซสิ บทท.่ี ..
1.4 การสรา งความนา สนใจ (Interest)
- ดูการสรา งบรรยากาศ
1.5 เวลา (Time)
- 5 คาบๆ ละ 45 นาที
2. การประเมนิ ผลและการวดั ผล
- นกั เรยี นแสดงความคิดเห็น อภิปราย
- สังเกตการเขารว มกจิ กรรม การตอบคาํ ถาม
- ทาํ กิจกรรม “ชวนเพ่อื นทําด”ี
- การเขียนปา ยคําขวญั คาํ คมเตือนใจ ตดิ เพอื่ รณรงค
3. การสรา งบรรยากาศ
- นกั เรยี นดูภาพสถานท่ตี างๆทว่ั โลก ทัง้ ภาพทีส่ วยงาม ภาพความเสอ่ื มโทรมของสถานท่ตี า งๆ
- นักเรียนภาวนาไตรต รองตาม VDO เพลง “โลกสวยดว ยมือเรา”
86
4. การนําเสนอบทเรยี น
คาบท่ี 1
4.1.1 การสรางประสบการณ (See)
- หลังจากดู VDO เพลง “โลกสวยดวยมือเรา” นักเรียนแบงกลุม ชวยกันวิเคราะห อภิปรายและแสดง
ความคดิ เหน็ พรอ มรวบรวมสรุปขอ มลู และนําเสนอวา มวี ิธใี ดบางทจี่ ะทาํ ใหโลกของเรายงั คงสวยงามตอ ไป
- นักเรียนดูภาพ สถานท่ีสวยงามและภาพความเสื่อมโทรม ท่ีเกิดขึ้นในโลก เชนภาพขยะในแมน้ําลํา
คลอง ชวยกันพูดคุยแสดงความรูสึกโดยใชคําถามนํา นักเรียนเกิดความรูสึกอยางไร เม่ือดูภาพเหลานี้ และภาพ
ทงั้ สองลกั ษณะทาํ ใหเ กดิ ความรูสกึ แตกตางอยา งไร?
- นักเรียนชม VDO CLIP “การท้งิ ขยะไมถกู ท”ี่ “ไมร กั ษากฎระเบยี บวนิ ยั ” โดยใชคาํ ถามนาํ “ถาเปนตัว
นกั เรยี นเอง นักเรียนจะแสดงออกอยางไร? เพราะอะไร?” พดู คุย อภิปราย และแสดงความคดิ เห็น
อธษิ ฐาน
ภาวนาสวนตัวๆ ขอบคุณพระเจาจากใจ ในการที่พระองคทรงมอบส่ิงสรางตางๆ ในโลกใหมนุษยเรา
และขอโทษทห่ี ลายครั้งพวกเราทําลายและไมชว ยกนั สิ่งสรางทพี่ ระองคทรงมอบใหเรา
บทพระวรสาร: นักบุญยอหน บทที่ 3: 16 – 21
“เพราะวาพระเจา ทรงรักโลก จนไดทรงประทานพระบุตรองคเดียวของพระองค เพ่ือทุกคนทว่ี างใจในพระ
บตุ รนน้ั ....จะมีชวี ติ นิรันดร”
คาบที่ 2-3
4.1.2 การคิดวินิจฉยั ประสบการณ (Judge)
- เรมิ่ คาบเรยี นโดยภาวนา ดว ยบทเพลง “พระเจา ทรงรักโลก” และกลาวภาวนาออกเสียงดวยถอยคําสั้น
ทีไ่ ดค ดั เลือกจากเพลง
- นักเรียนชม VDO พระคัมภีร “พระเจาสรางโลก” (ปฐก.1-2) พรอมกับบอกความประทับใจ วาชอบ
ชวงใดของVDO มากที่สุด และถานักเรียนกําลังอยูตอหนาพระองคที่นักเรียนทราบวา พระองคเปนพระผูสราง
นกั เรียนตองการหรือพูดอะไรกับพระองคบา ง
- นักเรียนแบงกลุม ศึกษาเอกสารพระสมณสาสน “ขอสรรเสริญองคพระผูเปนเจา” (Laudato Si) ของ
พระสันตะปาปาฟรังซิส (คัดบางสวน) ของบทที่... เก่ียวกับการชวยกันดูแลรักษาบานสวนรวมของพวกเรา
นักเรียนรวมกันอภิปราย แสดงความคิดเห็นวา ชอบ หรือไมชอบ เห็นดวยหรือไมเห็นดวยในขอความท่ีอาน
อยางไร เพราะอะไร พรอมชวยกันนําเสนอวา เราแตละคนมีหนาที่อะไรบางในการชวยกันดูแลรักษาบาน
สว นรวมของพวกเราตามความสามารถของนักเรยี น
- นักเรียนภาวนาดวยเพลง “เชิญพระจิต” เพื่อประทานสติปญญา ปรีชาญาณ เพ่ือจะใหเกิดการเขาใจ
อยางลึกซ้ึง ในการอานบทอาน ขาวดี “พระเจาทรงรักโลก” (ยน.3:16-21) พรอมบทวิเคราะห อธิบายพระคัมภีร
87
(คุณพอชัยยะ) พรอมเลือกคําหรือขอความประทับใจ หรือเตือนใจ พรอมกลาว ขอความหรือคําน้ันดังๆ 3 คร้ัง
ใหเพือ่ นๆในหองไดย นิ
อธิษฐานภาวนา
พรอมราํ พงึ ในใจดวยคําหรอื ขอ ความประทบั ใจทเ่ี ลอื ก 3 นาที
คาบที่ 4-5
4.1.3 การลงมอื ปฏิบัติ (Act)
- นักเรียนทํากิจกรรม “ชวนเพ่ือนทําดี” โดยแบงนักเรียนเปนกลุมๆละ 3-4 คน และชวยกันกิจกรรม
หรอื โครงการเพื่อเปนการชวยเหลือ หรอื เพื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงข้ึนภายในโรงเรียน บา น และชุมชนในอนาคต
ตอไป พรอมกันนั้น ตองพยายามชักชวน พูดคุยโนมนาวใหบุคคลรอบขาง เชนพอแม เพื่อนๆ รุนนอง ใหมามี
สวนชวยในกิจกรรมใหสําเร็จไป โดยมีหลักฐานวา บุคคลเขารวมจริงๆ เชน สมุดลงช่ือ ตัวอยางกิจกรรมเชน
รวมมือปดนํ้า ปด ไฟทกุ ครั้งหลังใช แยะขยะทง้ิ ถูกที่ ทานอาหารหมดจาน ใชกระดาษท้ัง 2 หนา ฯลฯ นักเรยี นทํา
การบันทกึ กจิ กรรม บอกผลดี ผลเสยี และคณุ คา ทางจติ ใจท่เี กดิ ข้ึน
- นักเรียนชวยกันคิดและเขียนคําขวัญ คติเตือนใจ ติดตามบอรดหรือปายประกาศโรงเรียน เพ่ือชวย
รณรงคภายในโรงเรียน บาน โดยเร่ิมจากตัวเอง ตัวอยางคําขวัญ ขอความเตือนใจ เชน “โลกจะสวยดวยมือของ
ฉัน” “ถารักพระเจา เราตองรักษโลก” ฯลฯ นําคําขวัญท่ีรวมกันแตงเปนคํารําพึงภาวนาในใจเสมอและรวม
รณรงคเ ปนเวลา 2 สัปดาห
5.1 คาํ ถามเพื่อการไตรต รอง
Reflect - 1. นักเรียนจะมสี ว นทําใหโลกนีส้ วยงามข้ึนไดอยางไร?
2. นอกจากวธิ กี ารทีน่ ักเรยี นไดเรียนรู หรอื นาํ เสนอไปแลว นกั เรยี นจะแสดงออกหรอื
กระทําอะไรไดอ กี บา ง ท่เี ปน การรกั ษาบา นสว นรวมของพวกเรา
3. ถานกั เรยี นเดินทางไปกับเพื่อนๆ และนักเรียนเห็นนกั ทองเที่ยงกาํ ลงั ท้ิงขยะลงพื้น นกั เรียน
จะทําอยางไร? เพราะอะไร?
6. สอื่ การเรยี น การสอน
- วีดโิ อ “พระเจา สรางโลก”(ปฐก.1-2)
- ขาวดี “พระเจา ทรงรกั โลก” (ยน.3:16-21)
- สมณสาสน “ ขอสรรเสรญิ องคพระผูเ ปน เจา” (Laudato Si) ของสมเด็จพระสนั ตะปาปาฟรงั ซสิ
- VDO เพลง “โลกสวยดวยมอื เรา” และ เพลง “พระเจา ทรงรักโลก”
- VDO สง เสริมการทาํ ความดี (www.youtube.com)
7. การเตรียมตัวของครู
- อาน ศกึ ษา และราํ พึงบทเทศนค ณุ พอ ชัยยะ กิจสวัสด์ิ เรือ่ ง พระเจา ทรงรักโลก (ยน 3: 14-21)
88
พระเจา ทรงรักโลก
ขาวดี ยน 3:14-21
14โมเสสยกรปู งขู ึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใดบุตรแหง มนษุ ยก ็จะตองถกู ยกขึ้นฉันน้ัน 15เพอื่ ทุกคนทม่ี คี วาม
เชื่อในพระองคจะมีชีวิตนิรันดร 16พระเจาทรงรักโลกอยางมากจึงประทานพระบุตรเพียงพระองคเดียวของ
พระองคเพ่ือทุกคนท่ีมีความเช่ือในพระบุตรจะไมพินาศแตจะมีชีวิตนิรันดร 17เพราะพระเจาทรงสงพระบุตรมา
ในโลกน้ีมิใชเพื่อตัดสินลงโทษโลก แตเพ่ือโลกจะไดรับความรอดพนเดชะพระบุตรนั้น 18ผูท่ีมีความเชื่อในพระ
บุตรจะไมถูกตัดสินลงโทษแตผูที่ไมมีความเช่ือก็ถูกตัดสินลงโทษอยูแลว เพราะเขามิไดมีความเช่ือในพระนาม
ของพระบตุ รเพียงพระองคเ ดียวของพระเจา 19ประเด็นของการตัดสนิ ลงโทษก็คือความสวางเขามาในโลกนี้แลว
แตมนษุ ยร กั ความมดื มากกวา รกั ความสวาง เพราะการกระทําของเขานั้นชั่วรา ย 20ทกุ คนท่ที าํ ความช่ัวยอมเกลียด
ความสวาง และไมเขาใกลความสวางเกรงวาการกระทําของตนจะปรากฏชัดแจง 21แตผูท่ีปฏิบัติตามความจริง
ยอ มเขา ใกลความสวา งเพื่อใหเ ห็นชดั วาสิ่งทีเ่ ขาทาํ ไดทําโดยพง่ึ พระเจา”
********************************
(1)
โมเสสยกรปู งขู ึ้นในถ่นิ ทุรกนั ดารฉันใด
บุตรแหงมนุษยก ็จะตองถกู ยกขน้ึ ฉันน้ัน” (ยน 3:14)
ชาวยวิ บนวา พระเจาและโมเสสทพ่ี าพวกเขาออกจากประเทศอยี ปิ ตซงึ่ เต็มไปดวยความอุดมสมบูรณ มา
รับความทุกขทรมานในถ่ินทุรกันดาร พระเจาจึงลงโทษโดยใหงูพิษกัดประชาชนตายไปเปนจํานวนมาก เมื่อ
พวกเขาสาํ นกึ ผิดและรองขอพระเมตตา พระองคจึงทรงสั่งโมเสสใหทํารูปงูติดไวที่เสาสูงกลางคาย ผูใดถูกงูกัด
ถา มองรูปงูกจ็ ะหาย (กดว 21:4-9) ตอ มาชาวยิวหลงผิดหันไปกราบไหวและถวายเคร่ืองบชู าแดรูปงูแทนพระเจา
กษัตริยเฮเซคียาหจึงส่ังใหทําลายรูปงูท่ีโมเสสสรางไวจนไมเหลอื ซาก (2 พกษ 18:4) พวกรับบีพยายามอธิบาย
วา ผูท่ีรักษาชาวยิวใหหายจากพิษงูรายคือพระเจา ซ่ึงเปนผูส่ังโมเสสใหสรางรูปงูข้ึนมา หาไดเปนเพราะฤทธิ์
อํานาจของรูปงูเองแตประการใดไม ยอหนนําเรื่องโมเสส “ยกรูปงูขึ้น” มากลาว ณ ที่นี้เพ่ือเปรียบเทียบวา เมื่อ
ชาวยิวมองดูรูปงู จิตใจของพวกเขาจะคิดถึงพระเจา และฤทธิ์อํานาจของพระเจาที่พวกเขาวางใจจะชวยพวกเขา
ใหรอดชีวิตฉันใด “พระเยซูเจาทรงถกู ยกขึ้น” เพือ่ วา ผใู ดมองกางเขน จะคดิ ถึงพระองค เชื่อพระองค และมชี วี ิต
นริ นั ดรฉันน้นั
ในพระธรรมใหม คํากรีก hupsoō (ฮุฟซอโอ) ซึ่งหมายถงึ “ยกขน้ึ ” นั้น ถกู นาํ มาใชก บั พระเยซูเจา เพียง
2 กรณีเทา นน้ั คอื
1. เมื่อพระองคถูกยกข้ึนบนไมกางเขน ดังที่พระเยซูเจาตรัสวา “เม่ือใดท่ีทานยกบุตรแหงมนุษยข้ึน
(ฮุฟซอโอ) เม่ือนั้นทานจะรูวา เราเปน และรูวาเราไมทําอะไรตามใจตนเอง แตพูดอยางท่ีพระบิดาทรงสั่งสอน
เราไว” (ยน 8:28) และอีกตอนหน่ึง พระองคตรัสวา “เมื่อเราจะถูกยกขึ้น (ฮุฟซอโอ) จากแผนดิน เราจะดึงดูด
ทุกคนเขามาหาเรา” (ยน 12:32) และ
89
2. เม่ือพระองคไดรับการยกขึ้นสูพระสิริรุงโรจนในสวรรค ดังที่เปโตรปราศรัยตอหนาประชาชนใน
วนั เปนเตกอสเตวา “พระองคทรงไดรับการเทดิ ทนู (ฮุฟซอโอ) ใหป ระทับเบ้ืองขวาของพระเจา ” (กจ 2:33) และ
เปาโลยํ้าอีกครั้งวา “เพราะเหตุนี้ พระเจาจึงทรงเทิดทูน (ฮุฟซอโอ) พระองคข้ึนสูงสง และประทานพระนาม
ใหแ กพระองค พระนามนีป้ ระเสรฐิ กวา นามอนื่ ใดท้งั สนิ้ ” (ฟป 2:9)
แสดงวาในชีวิตของพระเยซูเจา การ “ยกข้ึน” ในทั้งสองกรณีมีความสัมพันธกันชนิดแยกออกจากกัน
ไมไ ด นัน่ คอื ถา ไมมกี างเขนก็ไมมกี ารเทดิ ทูน ไมม ีความรุงโรจน สําหรับพระเยซเู จา กางเขนคือหนทางสูความ
รงุ โรจน สาํ หรบั เราคริสตชนก็เชน กนั หากปราศจากกางเขน ก็ปราศจากมงกฎุ – No Cross No Crown !
(2)
เพอ่ื ทกุ คนท่มี ีความเชอื่ ในพระองคจะมีชีวติ นริ ันดร” (ยน 3:15)
“เชอ่ื ในพระองค” มคี วามหมายอยา งนอ ย 3 ประการ คอื
1. เชื่อวาพระเจาเปนดงั ท่ีพระเยซเู จาทรงบอกเรา นั่นคือ พระองคทรงรักเรา หวงใยเรา และปรารถนา
จะใหอภัยเรา ความเช่ือเชนนี้ไมใชชาวยิวจะยอมรับไดงายๆ เพราะพวกเขามองพระเจาเปนผูตราบทบัญญัติท่ี
พรอ มจะลงโทษทกุ คนทีล่ วงละเมิด เปน ผทู เี่ รยี กรอ งของถวายและเครื่องบูชามากมายจากมนษุ ย เปน ผพู ิพากษา
ที่จองจับผิดมนุษย ฯลฯและเพ่ือจะบอกวาพระเจาคือ “บิดา” ที่เฝารอบุตรผูหลงผิดใหกลับบาน พระองคตอง
ยืนยันสิ่งนี้ดวยชีวิตของพระองคเองบนไมกางเขน ดังนี้ เราจะเปนคริสตชนไมไดเลยหากเราไมเช่ือดวยส้ินสุด
จติ ใจวา “พระเจาทรงรักเรา”
2. เชื่อวาพระเยซูเจาทรงเปนพระบุตรของพระเจา ดวยความสัมพันธใกลชิดฉัน “พอลูก” นี้เอง
พระองคจ งึ ทรงลวงรคู วามคดิ และจิตใจของพระเจา และสามารถบอกความจรงิ ทกุ ประการเก่ยี วกบั พระเจา แกเรา
ได
3. เช่ือฟงและนบนอบพระเยซูเจา เพราะทุกสิ่งที่พระองคตรัสลวนเปนความจริง เราจึงตองเดิมพัน
ชีวิตนริ ันดรของเราดวยการปฏิบัติตามคําสั่งสอนทุกประการของพระองคอยางไมมีเงอื่ นไขท้ังหมดนี้คือ “ความ
เชื่อ” ซ่งึ จะนาํ เราไปสู “ชีวิตนิรนั ดร” !
ในภาษากรีก คํา aíōnios (ไอโอนีออส) ซ่ึงแปลวา “นิรันดร” น้ัน มีความหมายเชิงคุณภาพมากกวา
ปริมาณ เพราะฉะน้ัน “ชีวิตนิรันดร” จึงไมใชเพียง “ชีวิตท่ีไมมีวันส้ินสุด” หรือ “ชีวิตท่ีไมรูจักตาย” อันเปน
ความหมายเชิงปริมาณเทา นั้น แตย ังหมายรวมถึง “ชวี ิตทีม่ คี ุณภาพเหมาะสมกับองคพระผูเปนเจา” หรือพูดงา ย
ๆ คอื “ชวี ิตแบบพระเจา” เราจึงกลาวไดว า คนทเี่ ชือ่ ในพระเยซเู จาจะมชี ีวติ แบบพระเจา !
“ชีวิตแบบพระเจา” คือชวี ติ แหง “สันติสขุ ” คึอ
1. เรามีสันตสิ ุขกับพระเจา เมอ่ื เราเชื่อวาพระองคทรงเปนบิดาผเู ปย มดวยพระเมตตาและทรงรักเรา เรา
กไ็ มตองกลวั พระเจา ที่เรยี กรองเครือ่ งบชู า และจอ งลงโทษมนษุ ยอ ยางเครงครดั อีกตอ ไป
2. เรามีสันติสุขกับโลก หลังจากไดประสบกับผลพวงจากสึนามิ เฮอริเคน ไตฝุน แผนดินไหว การกอ
การราย ความทุกขยาก อุบัติเหตุ ความตาย ฯลฯ เราอาจเร่ิมสงสัยวาโลกใบนี้นาอยูและเปนมิตรกับเราหรือไม ?
เม่ือพระเยซูเจาทรงบอกวาพระเจาผูทรงสรางโลกใบน้ี “รักโลก” ความกังวลสงสัยในเรื่องดังกลาวจึงหมดไป
เพราะพระองคย อ มไมสรางโลกที่เปนศัตรูใหเราอยูอาศัย เม่ือขอเท็จจริงเปนเชนนี้ เราจึงเขาใจความหมายของ
ความทุกขยากตาง ๆ ในชีวิตไดมากขึ้นวา “ทุกสิ่ง” ลวนอยูในแผนการของพระเจา เพ่ือสอนและเตรียมเราให
90
พรอมสําหรับโลกใหมที่ดีกวา เม่ือเขาใจดังนี้ เรายอมอดทนและเผชิญหนากับความทุกขยากตาง ๆ ไดอยางมี
สันติสุข นอกจากนี้ บางปญหายังเปนผลดีกับตัวเราแมในโลกนี้เอง เชน “การเจ็บปวย” ซ่ึงแมจะไมใชส่ิงท่ีนา
ปรารถนาแตก ็เปน เสมือน “สญั ญาณเตอื นภัย” ใหเราไปพบแพทยก อนทีโ่ รครา ยหรือความตายจะมาเยอื นเรา
3. เรามีสันติสุขกับเพ่ือนมนุษย ในเม่ือพระเจาทรงใหอภัยเราได เราก็ตองใหอภัยเพื่อนมนุษย
เชน เดียวกนั เราสามารถมองเพื่อนมนุษยอยางทพี่ ระเจา ทรงมอง เรารวมเปน ครอบครัวเดยี วกันดวยความรกั และ
มีสนั ตสิ ขุ
4. เรามีสันติสุขกับตัวเอง ในโลกนี้ไมมีใครรูจักตัวเราดีไปกวาตัวเราเอง เรารูวาตัวเองเปนคนบาป
ออนแอ และเหลวไหลมากเพียงใด จนบางครั้งเรารูสึกเกลียดตัวเอง ดูหม่ินตัวเอง และสํานึกวาตัวเองไรคา แต
พระเยซูเจาทรงสอนใหเรามี “สันติสุข” กับตัวเอง เพราะแมเราจะรูสึกวาตัวเองดอยคามากสักเพียงใดกต็ าม เรา
ยงั มคี า เสมอในสายพระเนตรของพระเจา ผูทรงรักเรา และพระองคยังทรงกางพระหัตถตอ นรับเราในฐานะ “บุตร
และทายาทสวรรค” อยูเสมอ “สันติสุข” เหลานี้เริ่มตนแลวตั้งแตในโลกนี้ และยังเปนความหวัง เปนแรง
บนั ดาลใจ และเปนเปา หมายในการดําเนนิ ชีวติ ของเรา เพอ่ื ใหบรรลถุ ึง “สันติสุข” ทีค่ รบสมบรู ณในโลกหนา
(3)
“พระเจาทรงรักโลกอยา งมาก จึงประทานพระบตุ รเพยี งพระองคเ ดยี วของพระองค
เพ่อื ทกุ คนทม่ี ีความเช่อื ในพระบุตรจะไมพ ินาศแตจะมีชวี ติ นริ นั ดร” (ยน 3:16)
นี่คือสาระสําคัญของพระวรสาร ท่ีวาเปนสาระสําคัญ เพราะพระวาจาน้ีเผยใหเราทราบความจริง
เก่ยี วกับพระเจา “พระบดิ า” ชนดิ ทีไ่ มเ คยมใี ครคาดคิดมากอน จวบจนพระเยซูเจา ทรงบอกเราในวันน้ี
1. พระบิดาคือผูริเริ่มแผนการแหงความรอดพน ในอดีต ศาสนาของเราไดรับการนําเสนอราวกับวา
อับราฮัม โมเสส หรือบรรดาประกาศกตองคอยทําใหอารมณของพระบิดาสงบลง หรือตองคอยเฝาออนวอน
ขอใหพระองครูจักอภัยโทษ แมทุกวันน้ีบางคนยังพูดถึงพระบิดาราวกับวาพระองคทรงเปนพระเจาท่ีนาเกรง
ขาม โกรธงาย และชอบจดจาํ ความผิด สว นความออ นโยน ความรัก และการใหอภัยนั้นเปนลักษณะเฉพาะของ
พระเยซเู จา บางคนถงึ กบั พดู วา เปนพระเยซูเจา ท่ีทรงออนวอนพระบิดาใหเปล่ยี นทศั นคติจากชอบลงโทษมาเปน
ใหอภัยมนุษย แตวันน้ี พระเยซูเจาเองทรงบอกเราวา พระเจาพระบิดาคือผูเร่ิมตนแผนการแหงความรอดพน
โดยทรง “ประทานพระบุตรเพยี งพระองคเดยี วของพระองค” เพอื่ ทําใหผทู เี่ ชือ่ ในพระองคม ีชวี ิตนิรันดร
2. พระบิดาคือองคความรัก มนุษยมักคิดและเช่ือวา พระเจาคอยเฝาจับผิดมนุษยท่ีเลินเลอ ไมเชื่อฟง
หรือทรยศพระองค แลวทรงลงโทษเฆ่ียนตีเพื่อใหมนุษยหันกลับมาหาพระองค บางคนคิดวา พระเจาตองการ
ใหมนุษยจงรักภักดีตอพระองค และใหโลกพิภพยอมจํานนตอพระองค เพียงเพ่ือจะไดอวดศักดาบารมีของ
พระองคเอง แตพระเยซูเจาทรงบอกเราชัดเจนวา พระบิดาทรงกระทําทุกส่ิง “เพ่ือทุกคนที่มีความเช่ือในพระ
บุตรจะไมพินาศ แตจะมีชีวิตนิรันดร” หมายความวาพระองคทรงกระทําทุกสิ่งไมใชเพื่ออวดศักดาหรือทําให
โลกสยบอยูแทบพระบาทของพระองค แตทรงทําทุกส่ิง “เพ่ือเรามนุษย” จะไดมีชีวิตนิรันดร พระองคจะไมมี
วันมีความสุขเลยจนกวาบรรดาลูก ๆ ที่เรรอนของพระองคจะกลับถึงบานอยางปลอดภัย ที่เปนเชนนี้เพราะธาตุ
แทข องพระบิดาคอื “ความรกั ”
91
3. ทรงรักคือโลก พระวาจานี้บงบอกถึงความกวาง ความยาว และความลึกแหงความรักของพระเจาวา
ยงิ่ ใหญเพยี งใด พระเจา ไมไ ดรักเฉพาะชาวยิว เฉพาะคนดี หรอื เฉพาะคนท่ีรักพระองคเทานั้น แตพ ระองคทรง
รักคนท้ังโลก ! นั่นคือทุกคน “ไมเวนใครเลย” ลวนรวมอยูในความรักอันกวางใหญไพศาลของพระเจาทั้งส้ิน
แมผูน้ันจะนารังเกียจ หรือโดดเดี่ยวไรคนเหลียวแลเพียงใดก็ตาม เหมือนที่นักบุญเอากุสตินเคยพูดไววา “พระ
เจาทรงรักเราแตล ะคนราวกบั วามีเราเพียงคนเดียวใหทรงรัก”
(4)
“ผูท่มี คี วามเชือ่ ในพระบุตรจะไมถ กู ตดั สินลงโทษ
แตผ ูท ี่ไมมคี วามเช่ือกถ็ กู ตัดสินลงโทษอยูแลว” (ยน 3:18)
เราพึ่งจะไดยินวา “พระเจาทรงรักโลกมากจนประทานพระบุตรเพียงพระองคเดียวของพระองคแก
มนุษย” แลวอีกสองบรรทดั ถัดมายอหนกลับพูดวา “ผูที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไมถูกตัดสินลงโทษ แตผูที่ไม
มคี วามเชอ่ื กถ็ กู ตดั สินลงโทษ” ยิ่งไปกวา นัน้ พระเยซูเจา เองยงั ตรัสวา “เรามาในโลกนี้เพื่อพพิ ากษา” (ยน 9:39)
พระเจาจะรักและตัดสินลงโทษมนุษยในเวลาเดียวกันไดอยางไร ? เราสามารถอธิบายปรากฏการณดังกลาวได
ดงั น้ี สมมุตวิ าเรารักและคลัง่ ไคลภาพยนตรเรื่อง “แดจังกึม” มาก จงึ พยายามเก็บเงนิ เพ่ือพาคนท่ีเรารกั มากท่ีสุด
ไปดูสถานที่ถา ยทําในประเทศเกาหลีใต แตเดินชมไดสักครูเดียว คนที่เรารักก็ออกอาการเซ็ง หงุดหงิด และเบือ่
หนายสุด ๆ จะเห็นวา ความรักของเรากลายเปนการตัดสินคนที่เรารักไปแลว และคนที่ตัดสินยอมไมใชเราแน
เพราะเรารักและปรารถนาดีตอเขาอยางสุดหัวใจ แตเปนคนท่ีเรารักน่ันแหละท่ีตัดสินตัวเองวาเปนคนท่ีไมมี
ศิลปะอยูในหัวใจ ! ปฏิกิริยาของคนท่ีเรารักนั่นเองคือการตัดสิน กรณีของพระเยซูเจาก็เปนเชนเดียวกัน พระ
บิดาทรงสงพระองคมาพรอมกับความรักและความปรารถนาอันย่ิงใหญที่จะชวยเรามนุษยใหรอดพนและมชี วี ติ
นริ ันดร เม่อื เราเผชิญหนากับพระองคแ ลวเราเช่ือ วางใจ และรกั พระองค เราไดตัดสินตัวเราเองใหอยูในหนทาง
แหงความรอดพน ตรงกันขา มเมอ่ื เราเผชิญหนากับพระองคแ ลวรสู ึกเฉย ๆ เยน็ ชา ซ้ํารา ยบางคนยังรูส ึกไมพ อใจ
ท่ีพระองคเขามายุงเกี่ยวกับชีวิตของตนมากเกินไป...ถาปฏิกิริยาของเราเปนดังน้ี เรานั่นแหละตัดสินลงโทษตัว
เราเอง
พระเจา มีแตร กั เปน เรามนษุ ยเ องนนั่ แหละที่ตัดสินและพพิ ากษาลงโทษตัวเอง ! ผทู ่เี ปนศตั รกู ับพระเยซู
เจาจะเกลียด “ความสวาง” เพราะความสวางทําใหเขามองเห็นความเลวรายของตนเอง สวนผูที่เชื่อในพระองค
จะอยูฝายเดยี วกับความจรงิ และไมก ลัว “ความสวา ง”
คาํ ถามคอื “เรากลัวความสวางหรือไม ?”
%%%%%%%%%%%%
92
สาระการเรียนรู สังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับช้ัน มธั ยมศึกษาปท่ี 2
หนว ยการเรียนรู การใหอ ภัยในบทขาแตพระบิดาฯ โรงเรียน มาแตรเดอีวทิ ยาลยั กรุงเทพมหานคร
ออกแบบโดย ครจู ริ ณา ศุภกิจโกศลชัย
วันที่ 3 มีนาคม 2017
1. การใหภ าพรวม
1.1 วัตถุประสงค (Objectives)
- เพอื่ ใหนักเรียนเรยี นรูและเขาใจความหมายของ การใหอภยั ในบทขา แตพ ระบดิ า
1.2 ความจําเปน (Needs)
- ในฐานะทน่ี ักเรยี นเปนคาทอลกิ นกั เรยี นตอ งรูจักใหอภยั เพื่อจะไดนาํ แบบอยางของพระองคไ ปปฏิบัติ
จรงิ ในชวี ิตประจาํ วนั
1.3 หัวขอ และเนอื้ หา (Range)
- พระเยซูผูใหอภัย
- แบบอยา งทดี่ ใี นการดําเนินชวี ิต เรื่องการใหอภยั
1.4 การสรางความสนใจ (Interest)
- เปดคลิป Youtube เรื่อง การใหอภยั แลวรวมกนั สนทนาอภิปราย
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบเรียน คาบละ 50 นาที
บทพระวรสาร ลก.23:34
บทพระวรสารสนั้ ๆ เพอ่ื การจดจาํ
พระเยซุเจาตรสั วา “พระบดิ าเจาขา โปรดอภยั ความผิดแกเขาเถดิ เพราะเขาไมร วู า กาํ ลังทาํ อะไร”
2. การประเมินและวดั ผล
- ตอบคําถาม
- นกั เรยี นรว มกันแสดงความคิดเหน็
3. การสรา งบรรยากาศ
- ดกู ารสรา งความสนใจ
93
4. การนาํ เสนอบทเรียน
4.1 การสรางประสบการณ (See)
- นักเรียนสวดบท “ขาแตพระบิดา” พรอมกันชาๆ ทีละประโยค พิจารณา แตละประโยค ไตรตรอง
อภปิ รายกนั เชน “โปรดประทานอภัยแกขาพเจา เหมือนขาพเจาใหอภัยแกผ ูอนื่ ” เปนตน
4.2 การคิดวินจิ ฉยั ประสบการณ (Judge)
- ครูอธิบายความสําคญั ของบทขา แตพระบดิ า ตาม YOUCAT
YOUCAT
คําถาม บทขา แตพระบิดาสําคัญอยา งไร ในบรรดาบทภาวนาทัง้ ปวง?
คําตอบ บทขาแตพระบิดาเปน “บทภาวนาที่สมบูรณแบบที่สุด”(นักบุญโทมัส อไควนัส) และเปนการสรุป
พระวรสารทัง้ ครบ
บทขาแตพ ระบดิ ามคี วามสาํ คัญมากกวาแคเปนบทภาวนา เพราะเปน หนทางนําไปสูพระทยั ของพระ
บิดาโดยตรง บรรดาคริสตชนในสมัยเริ่มแรกทองบทภาวนาน้ีวันละสามคร้ัง ซึ่งเปนบทภาวนาดั้งเดิมของ
พระศาสนจกั รทีม่ อบใหแกครสิ ตชนทกุ คนเมื่อรับศลี ลางบาป เราก็เชนกนั ไมควรปลอยใหวันหนงึ่ ผา นไปโดย
มิไดสวดบทขา แตพ ระบิดาดว ยวาจา เพ่อื นําเขาสูจติ ใจ และทาํ ใหเปนจริงในชวี ิตของเรา
- ใหนักเรียนอานบทเทศนคุณพอชัยยะ กิจสวัสดิ์ เรื่อง “ขาแตพระบิดาของขาพเจาท้ังหลาย”
(มธ 6: 9-15) ในสว นท่อี ธบิ าย มธ 6:12
- อา นในใจ ไตรต รองและอภิปรายวา “การใหอภยั แบบคริสตชนเปนอยา งไร?”
4.3 การลงมือปฏบิ ัติ (Act)
- นักเรยี นคน ควาขอความจากพระคมั ภีรเ ร่ืองการใหอภัย
- บันทกึ ลงสมดุ
- นกั เรยี นหาขอต้ังใจ เพ่ือนาํ ไปปฏิบตั ิ แลวนํามาแบง ปน ในชว่ั โมงเรียนสปั ดาหหนา
5. การไตรตรองกอ นจบคาบเรยี น
5.1 Reflect
5.2 Connect
5.3 Apply
6. สื่อการเรยี นการสอน
- คลปิ Youtube
- บทบาทสมมติ
- หนงั สือพระคมั ภีร
- บทขา แตพระบิดา
94
วิธีอธษิ ฐานภาวนา บทภาวนาของพระเยซูเจา
ขา แตพระบดิ าของขา พเจาท้ังหลาย
ขาวดี มธ 6:9-15
9ทานทั้งหลายจงอธิษฐานภาวนาดังน้ี “ขาแตพระบิดาของขาพเจาทั้งหลาย พระองคสถิตในสวรรค
พระนามพระองคจงเปนที่สักการะ 10พระอาณาจักรจงมาถึง พระประสงคจงสําเร็จในแผนดิน เหมือนใน
สวรรค 11โปรดประทานอาหารประจําวันแกขา พเจาท้ังหลายในวันน้ี 12โปรดประทานอภัยแกขาพเจา เหมือน
ขาพเจาใหอภัยแกผ ูอ่ืน 13โปรดชวยขาพเจาไมใ หแพการประจญ แตโปรดชวยใหพนจากความชว่ั รายเทอญ 14
เพราะถาทานใหอภัยผูทําความผิด พระบิดาของทานผูสถิตในสวรรค ก็จะประทานอภัยแกทานดวย 15แตถา
ทานไมใ หอ ภัยผูทําความผิด พระบดิ าของทานกจ็ ะไมประทานอภยั แกท านเชนเดียวกนั ”
*********************
กอนศึกษาความหมายของบทภาวนาที่พระเยซูเจาทรงสอน มีขอสังเกตสําคัญซ่ึงเราพึงระลึกถึงอยู
เสมอคอื
1. พระเยซเู จาทรงสอนบทภาวนาน้ีแก “บรรดาศิษย” ดังที่นกั บญุ ลกู าเลาวา “วนั หนงึ่ พระเยซเู จา ทรง
อธิษฐานภาวนาอยใู นสถานทีแ่ หงหน่ึง เมือ่ ทรงอธิษฐานจบแลว ศษิ ยคนหน่งึ ทูลพระองควา ‘พระเจาขา โปรด
สอนเราใหอธิษฐานภาวนาเหมือนกับที่ยอหนสอนศิษยของเขาเถิด’” พระองคจึงตรัสสอนบท “ขาแตพระ
บิดา” แกพวกเขา (ลก 11:1-4) หมายความวา คนท่จี ะสวดบทภาวนานไ้ี ดต องเปนศิษยของพระองคกอน นั่นคือ
ตองเช่ือและอุทิศตนแดพ ระองค จึงจะเขาใจส่ิงท่ีกําลังภาวนาหรือวอนขอไดอยา งแทจ ริง
2. ขอ สงั เกตประการที่สองคือ บทภาวนานแี้ บงออกเปน 2 ตอนตามลําดบั โดยตอนแรกเปนคําวอนขอ
3 ขอเกี่ยวกับพระเจาและพระสิริรุงโรจนของพระองค สวนตอนที่สองอีก 3 ขอเกี่ยวของกับความตองการของ
เราเอง
ในเมื่อพระองคทรงสอนใหเราภาวนาวอนขอตามลําดับดังกลาว แสดงวาส่ิงแรกสุดท่ีเราตองกระทํา
เวลาสวดภาวนาก็คือยกยองพระเจาไวเหนืออื่นใดและวอนขอใหพระประสงคของพระองคจงสําเร็จไป
ตอเม่ือเรายอมรับและยกยองพระองคอยางเหมาะสมแลวเทาน้ัน การวอนขอส่ิงตาง ๆ ที่ตองการจึงจะเกิดข้ึน
และเปน ไปได หรอื สรปุ งาย ๆ ก็คอื พระประสงคข องพระเจาตองมากอนความตอ งการของเราแตละคน !
3. ขอสงั เกตประการสุดทา ยคอื คําวอนขอตอนทีส่ อง นอกจากจะเก่ยี วขอ งกับความตองการของเราทั้ง
ในอดตี ปจจุบัน และอนาคตแลว ยงั เกยี่ วขอ งกับพระเจา ทั้งสามพระบคุ คลอยางนาอศั จรรยอกี ดว ย
• เราวอนขออาหารประจําวันซงึ่ จําเปนสาํ หรับ “ชีวิต” ณ “ขณะน้ี” (ปจจุบัน) จากพระผูสรางของเรา
คือ “พระบิดา
• เราวอนขอ “การอภัย” สาํ หรับความผดิ พลาดทเี่ กดิ ข้ึนแลวใน “อดตี ” จากพระผไู ถข องเราคือ “พระ
บตุ ร
• เราวอนขอ “ความชวยเหลือ” เพื่อตอสูกับการประจญท่ีจะเกิดข้ึนใน “อนาคต” จากพระผูชวยให
รอดของเราคอื “พระจิต”
95
ความตองการของเรา เวลา ผปู ระทาน
ส่งิ ท่จี าํ เปน สาํ หรบั ชีวติ (อาหาร ฯลฯ) ปจจุบัน พระบดิ า
การอภัย อดีต พระบตุ ร
ความชวยเหลือในการตอสกู บั การประจญ อนาคต พระจติ
การภาวนาจึงเปนการนําตัวเราทั้งครบมามอบไวในความดูแลของพระเจา และในเวลาเดียวกันก็นํา
พระเจาท้ังครบมาไวในชีวิตของเรา !
ขาแตพ ระบิดาของขาพเจาทงั้ หลาย (มธ 6:9)
พระเยซูเจาทรงสรุปความเช่ือของคริสตชนไวดีท่ีสุดเมื่อทรงสอนเราใหเรียก “พระเจา” วา “บิดา”
เพราะความเปน “พอ” ของพระเจาไดกอใหเกิด “ความสัมพันธ” ใหมในชีวิตของเราถึง 5 ดานดวยกัน
กลาวคือ
1. กบั โลกทม่ี องไมเห็น ในอดตี มนษุ ยเช่ือวา มีเทพเจา มากมายสิงสถิตอยใู นทะเล มหาสมุทร แมนํา้ ลาํ
ธาร ตนไม ปา ภูเขา กอนหิน ฯลฯ เทพเจาเหลานี้ไมเปนมิตรกับมนุษย ทําใหมนุษยตองเจริญชีวิตดวยความ
หวาดกลัวและจาํ เปน ตอ งเซน ไหวบรรดาเทพเจาเพอ่ื ใหรอดพน จากภัยพบิ ัติตา ง ๆ
เทพนิยายกรีกเร่ืองหน่ึงเลาวา ในยุคท่ีมนุษยยังไมรูจักไฟ เทพเจาแหงไฟนามวาโพรเมเทอุส เห็น
มนุษยเจริญชีวิตดวยความยากลําบาก ตองกินอาหารดิบ หนาวเย็น จึงเกิดความสงสารและใหไฟเปนของขวัญ
แกมนุษย แตเซอุสซึ่งเปนกษัตริยแหงเทพเจาทรงพิโรธจัดท่ีโพรเมเทอุสทําผิดธรรมเนียมของเทพเจา เพราะ
นอกจากจะไมกล่ันแกลง มนษุ ยใหเกรงกลัวแลว ยังใหของขวญั แกมนษุ ยอีก เซอุสจึงจับโพรเมเทอสุ ลามโซไว
กับหินกลางทะเลเอเดรียติคซ่ึงรอนจัดเวลากลางวันและหนาวจัดเวลากลางคืน พรอมกับปลอยใหแรงคอยจิก
กินตับของโพรเมเทอสุ ท่ีงอกขน้ึ มาใหมอกี ดวย ทุกวันน้ี ความเกรงกลวั ตอเทพเจาและสง่ิ ศักดส์ิ ิทธซิ์ ึง่ มองไม
เห็นก็ยังคงมีอยูท่ัวไป ดังจะเห็นไดจากการเซนไหวบวงสรวงเจาที่เจาทางและส่ิงศักด์ิสิทธิ์เพื่อใหแคลวคลาด
จากภยันตรายและเคราะหก รรมตา ง ๆ นานา
แตพระเยซูเจาทรงสอนเราวาพระเจาผูศักดิ์สิทธ์ิและเที่ยงแทไมไดมีมากมายจนเซนไหวเอาใจไมถูก
แตมีเพียงพระองคเดียว และที่สําคัญพระองคทรงเปน “บิดา” ผูมีหัวใจแบบ “พอ” เราจึงไมตองหวาดกลัว
พระเจา หรอื อาํ นาจเรน ลบั ท่ีมองไมเห็นอกี ตอ ไป
2. กับโลกที่มองเห็น หลังจากไดประสบกับภัยธรรมชาติมากมายดังเชน สึนามิ เฮอริเคน ไซโคลน
ไตฝุน แผนดินไหว หรือท่ีเกิดจากนํ้ามือของมนุษยเองเชน สงคราม การกอการราย การปลนฆา เครื่องบินตก
รถชนกัน คนฆา ตัวตาย รวมถงึ ความทุกขยากตา ง ๆ นานาแลว เราอาจวติ กกังวลวาโลกใบนี้นา อยูและเปน มิตร
กับเราจริงหรอื ?
เม่ือพระเยซูเจาทรงสอนใหเราเรียกพระเจาผทู รงสรางโลกใบนวี้ า “พอ” ความกังวลสงสัยดังกลา วจึง
หมดไป เพราะยอมไมมีพอคนใดสรางโลกที่เปนศัตรูใหลูกอยูอาศัยเปนแน เมื่อขอเท็จจริงเปนเชนนี้ เราจึง
เขาใจความหมายของความทุกขยากตาง ๆ วาเปนแผนการของ “พอ” ท่ีตองการสอนและเตรียมเราใหพรอม
สําหรับชีวติ ใหมท ีด่ กี วา และเมอ่ื เขา ใจดงั นี้ เรายอ มอดทนและเผชิญหนา กับความทุกขย ากตาง ๆ ไดดีกวาและ
มากกวา นอกจากชวยใหเขาใจแผนการของ “พอ” ไดดีกวาแลว ความทุกขยากบางประการยังเปนผลดีกบั ตวั
96
เราขณะน้ีอีกดว ย เชน “การเจ็บปว ย” ซึ่งแมจ ะไมใ ชส ิง่ ทน่ี าปรารถนา แตก เ็ ปน เสมอื น “สัญญาณเตือนภัย” ให
เราไปพบแพทยกอนทีโ่ รครา ยจะลุกลามจนสายเกินแก
3. กับเพื่อนมนุษย เราทุกคนเปนพี่นองกันเพราะตางก็มี “พอ” องคเดียวกัน ดวยเหตุนี้เราตองรักกัน
ใหอ ภัยกัน และแบงปนซงึ่ กนั และกัน ในบทขา แตพ ระบดิ าไมม ีคําวา “ฉัน” คนที่เหน็ แกตัวมวั คดิ ถึงแต “ฉัน”
จงึ สวดบทขาแตพระบดิ าไมไ ด อยา งดกี แ็ คอานหรอื ทอ งจําบทขาแตพระบดิ าเทานั้น
4. กับตัวเอง ในโลกน้ีไมมีใครรูจักตัวเราดีไปกวาตัวเราเอง เรารูวาตัวเองเปนคนบาป ออนแอ
เหลวไหล หลอกลวง และกอกรรมทําเข็ญผูอ่ืนไวมากนอยเพียงใด จนบางครั้งเรารูสึกหมดอาลัยตายอยาก
เกลียดตัวเอง ดูหมิ่นตัวเอง และคิดวาตัวเองไรคา แตพระเยซูเจาทรงสอนเราใหเปน “มิตร” กับตัวเอง เพราะ
แมเราจะรูสึกหมดอาลัยตายอยากและไรคาสักเพียงใดก็ตาม เรายังคงมีคาเสมอในสายพระเนตรของพระเจาผู
ทรงเปน “บิดา” ทีท่ รงกางพระหัตถค อยตอนรับเราผเู ปนท้ัง “บุตร” และ “ทายาทสวรรค” อยเู สมอ
5. กับพระเจา ความสัมพันธฉัน “พอ-ลูก” กับพระเจาหาไดเปนการดึงพระองคลงมาเสมอกับมนุษย
แตประการใดไม แตเปนการทําใหเรามนุษยเขาถึงความรัก ความย่ิงใหญ และพระฤทธานุภาพของพระเจาผู
สูงสุดไดงายข้ึน แลวยังจะมี “ความสัมพันธ” อันใดย่ิงใหญและสําคัญมากไปกวาการมีพระเจาเปน “บิดา”
ของเราอีกเลา ?
พระองคสถติ ในสวรรค (มธ 6:9)
พระเจาไมทรงเปนเพียง “พอ” ของเราเทานั้น แตยังทรงเปน “พอผูอยูในสวรรค” อีกดวย คํา
“สวรรค” บงบอก 2 นยั คือ
1. ความศักด์ิสิทธิ์ สวรรคเปนสถานท่ีแหงความศักด์ิสิทธ์ิ พระเจาคือผูศักดิ์สิทธิ์ บางคนจงใจใช
ความสัมพนั ธกับ “พอ ” เปน ขอ อางทจี่ ะดาํ เนินชีวิตสบาย ๆ หรือปลอยตัวอยูในบาป โดยคดิ วา “เดยี๋ วพอ (พระ
เจา) ก็ยกโทษใหเองแหละ” แตเราจะหยุดอยูทค่ี ําวา “พอ” เพียงอยา งเดียวไมได เราตองระลึกดวยวา “พอ ของ
เราอยใู นสวรรค” และทรงไวซ ่ึงความ “ศักดสิ์ ิทธ”์ิ ในพระวรสารนักบุญมาระโก พระเยซเู จาทรงเรยี กพระเจา
เปน “บิดา” เพยี งหกครงั้ แสดงวา แมจ ะเปน พระบตุ รของพระเจา พระองคย งั ทรงเคารพในความศกั ด์ิสิทธ์ิของ
“พระบิดา” ผูสถิตในสวรรค เพราะฉะนั้นเราตองดําเนินชีวิตอยาง “ศักด์ิสิทธิ์” ดังที่ “พอในสวรรค” ของเรา
ทรงเปน ผศู ักดิส์ ทิ ธิ์
2. พระอานุภาพ (power) สวรรคใหความรูสึกวาเปนสถานท่ีของผูทรงฤทธ์ิ พอแมทุกคนยอมรกั และ
ปรารถนาใหล กู ของตนเปนคนดแี ละประสบความสาํ เร็จในชีวิต แตใ ชว า ความรกั และความปรารถนาดีของพอ
แมจะชวยดลบันดาลความสําเร็จใหแกลูกไดทุกคนและทุกคร้ังไป หลายครั้งดวยซ้ําไปที่มักลงเอยดวยความ
ผิดหวัง ทั้งน้ีเปนเพราะความรักของพอแมไมมีฤทธิ์อํานาจใดรองรับ ตรงกันขามกับ “พอ” ของเราผูสถิตใน
สวรรค พระองคทรงเปยมดวยฤทธ์ิอํานาจ ทุกคนที่มาพ่ึงพา “ความรัก” ของพระองคจึงไมมีทางพบกับคําวา
ผดิ หวังเราจึงวางใจในพระเจาผทู รงเปน “พอ” ของเราไดอ ยางเต็มเปย ม และแตเ พยี งผเู ดียวเทาน้ัน
พระนามพระองคจ งเปนทสี่ ักการะ (มธ 6:9)
คํา สักการะ ตรงกับคํากริยากรีก hagiazesthai (ฮากีอาเซสธาย) ซึ่งมาจากรากศัพทเดียวกันกับ
คําคุณศัพท hagios (ฮากีออส) แปลตามตัวคือ “แยก, แตกตาง, ศักดิ์สิทธ์ิ” สักการะ หรือ ฮากีอาเซสธาย จึง
หมายถึงการ “ทําใหส่ิงหนึ่งหรือบุคคลหน่ึงศักดิ์สิทธ์ิดวยการแยกใหแตกตางจากสิ่งอื่นหรือบุคคลอ่ืน” วัด
97
เปนส่ิงศักด์ิสิทธิ์ (ฮากีออส) เพราะถูกแยกออกมาใหแตกตางจากสิ่งกอสรางอื่น ๆ วันของพระเจาก็ศักดิ์สิทธิ์
เพราะถูกแยกออกมาจากวันอื่นเพื่อพระเจาโดยเฉพาะ เปนตน คําวอนขอนี้จึงหมายถึง “ขอใหพระนามของ
พระเจาไดรับการปฏิบัติแตกตางจากนามอ่ืน” น่ันคืออยูในตําแหนงอันเปนเอกลักษณสูงสุด สมพระเกียรติ
และไมม ผี ใู ดเสมอเหมือน
อน่ึงคํา พระนาม ในภาษาฮีบรูมีความหมายพิเศษเพราะไมไดหมายถึงเพียง “ช่ือ” หรือ “นาม” ที่ใช
เรียกคนใดคนหน่ึงเทาน้ัน แตหมายรวมถึง “บุคลิกลักษณะหรือธรรมชาติเฉพาะ” ที่ทําใหเปน “บุคคลคน
นน้ั ” หรือพูดงา ย ๆ คอื หมายถึง “คนนั้นทงั้ คน”
พระคัมภีรกลาววา “ผูท่ีรูจักพระนาม ยอมวางใจในพระองค” (สดด 9:10) ความหมายคือ ผูที่รูจัก
บคุ ลกิ ลกั ษณะและธรรมชาติของพระเจาวาทรงเปนเชนใดแลวเทาน้นั จงึ จะกลาวางใจในพระองค ไมใ ชเพียง
แครูจักชื่อของพระเจาก็วางใจในพระองคแลว “บางคนหวังพ่ึงรถศึก บางคนทระนงดวยมาศึก แตเราทั้งหลาย
เรยี กหาพระนามพระยาหเวห พระเจาของเรา” (สดด 20:7) ยอมบง บอกชดั เจนวาในยามสงคราม ชาวยิววางใจ
พระเจาไมใชเพราะจําไดวาพระองคช่ือยาหเวห แตเพราะพวกเขารูจักธรรมชาติของพระองควาทรงฤทธิ์และ
ทรงรักพวกเขามากเพียงใด ประกาศกอิสยาหทํานายถึงยุคสมยั ของพระเมสสยิ าหไววา “ประชากรของเราจะ
รูจักพระนามของเรา” (อสย 52:6) น่ันคือรูจริงและรูอยางเต็มเปยมวาพระเจาทรงเปนเชนใด เพราะพระเมสสิ
ยาหคงไมเ สด็จมาเพยี งเพ่ือบอกวาพระเจาชอ่ื อะไรเทานั้น
เมื่อรวมความหมายของคําวา “พระนาม” และ “สักการะ” เขาดวยกัน เราอาจอธิบายความหมายของ
คําวอนขอประการน้ีไดวา “โปรดใหเราสามารถยกพระเจาไวในตําแหนงท่ีเหมาะสมกับธรรมชาติของ
พระองค” ดวยการ “เคารพยาํ เกรงพระองค” (Reverence)
เพอ่ื จะไดช ือ่ วามีความเคารพยําเกรงพระเจา เราตอง
1. เชื่อวามี พระเจาเพราะเราไมอ าจเคารพยําเกรงผทู ีไ่ มม ีตัวตนได
2. รูจักพระองค ผูทรงมีคุณสมบัติสําคัญ 3 ประการคือ “ศักด์ิสิทธ์ิ ยุติธรรม และเปยมดวยความรัก”
หากพระองคทรงเปนเหมือนเทพเจากรีกที่ชอบกล่ันแกลงมนุษยใหเกรงกลัว เราคงไมเคารพรักพระองคเปน
แน
3. รับรูว า พระองคสถติ อยทู กุ แหง และทกุ เวลา
4. นบนอบเชอื่ ฟง และปฏบิ ตั ิตามพระประสงคของพระองค
พระอาณาจกั รจงมาถงึ
พระประสงคจ งสาํ เรจ็ ในแผน ดินเหมือนในสวรรค (มธ 6:10)
“พระอาณาจักรของพระเจา” เปนศูนยกลางของ “ขาวดี” และเปน “ภารกิจหลัก” ของพระเยซูเจา
ดังที่ทรงตรัสวา “เราตองประกาศขาวดีเรื่องพระอาณาจักรของพระเจาใหแกเมืองอื่นดวย เพราะเราถูกสงมาก็
เพ่อื การน้”ี (ลก 4:43; 8:1 เทียบ มก 1:38)
ท่ีผานมาคนสวนใหญไมสูยินดีกับ “ขาวดีเร่ืองพระอาณาจักรของพระเจา” มากนักเพราะเห็นวาเปน
เรื่องไกลตัว เปนเร่ืองของอนาคตในโลกหนา ซํ้ารายบางคนถึงกับกลัวและไมอยากไดเพราะคดิ วาตอง “ตาย”
กอนจึงจะมีสิทธิลุน “สวรรค” หรือเขาสู “พระอาณาจักรของพระเจา” ได อันท่ีจริงพระเยซูเจาทรงกลาวถึง
“พระอาณาจักรของพระเจา” ท้ังในแงท่เี ปน อดีต ปจจบุ นั และอนาคต ดังเชน
98
อดตี – “ทานทงั้ หลายจะร่าํ ไหคร่ําครวญและขบฟนดวยความขุนเคืองเม่ือแลเห็นอบั ราฮัม อสิ อคั และ
ยาโคบ กับบรรดาประกาศกในพระอาณาจักรของพระเจา ” (ลก 13:28)
ปจจุบัน – “ไมมีใครจะพูดวา ‘พระอาณาจักรอยูที่นี่ หรืออยูที่น่ัน’ เพราะพระอาณาจักรของพระเจา
อยูใ นหมูทานทงั้ หลายแลว ” (ลก 17:21)
อนาคต – “พระอาณาจกั รจงมาถึง” (มธ 6:10)
เปนไปไดอยางไรท่ีพระอาณาจักรของพระเจาเกิดขึ้นแลวในอดีต (กอนพระเยซูเจาประสูติ) ดํารงอยู
ในปจจุบัน (สมัยพระเยซูเจา) และจะมาถึงในอนาคต (เมื่อสิ้นพิภพ) ? กุญแจสําหรับไขปญหาน้ีอยูที่ลีลาการ
เขียนในภาษาฮีบรทู ่ีเรียกวา Parallelism ตามลลี าน้ี ชาวยวิ นิยมพูดสง่ิ เดียวกนั ซํา้ 2 ครัง้ โดยคร้งั ทสี่ องอาจเปน
เพียงการกลาวซ้ําครั้งแรก หรืออาจเปนการขยายความเพิ่มเติมใหคําพูดคร้ังแรกก็ได แทบทุกขอในหนังสือ
เพลงสดดุ ลี วนใชล ีลาการเขียนแบบนี้ ตัวอยา งเชน
คร้งั แรก “ผูชอบธรรมยอมเปนสขุ ” (สดด 1:1)
ครง้ั ทีส่ อง “เขาไมเดินตามคาํ แนะนําของคนช่วั ” (สดด 1:1)
เราจงึ ไดค วามหมายของผูช อบธรรมวา คอื ผทู ไ่ี มเดินตามคําแนะนําของคนชวั่
หากเรานําลลี าเดียวกนั มาใชก ับคําวอนขอทง้ั สองประการ ดงั นี้
คร้งั แรก “พระอาณาจักรจงมาถึง” (มธ 6:10)
ครัง้ ทีส่ อง “พระประสงคจงสาํ เรจ็ ในแผน ดินเหมอื นในสวรรค” (มธ 6:10)
เราอาจใหคํานิยามของพระอาณาจักรของพระเจาไดวาเปน “สังคมบนโลกนี้ที่พระประสงคของพระ
เจาไดรับการปฏิบัติอยางสมบูรณเหมือนในสวรรค” เพราะ อับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ไดปฏิบัติตามพระ
ประสงคของพระเจา ทา นจงึ เปน สมาชิกของพระอาณาจักรตง้ั แตกอ นพระเยซเู จา เสดจ็ มาบงั เกดิ
ทุกวันนี้ ผูใดปฏิบัติตามพระประสงคของพระเจาก็เปนสมาชิกของพระอาณาจักรแลวต้ังแตเวลาน้ี
และบนโลกใบนี้ แตเนื่องจากโลกนี้ยังอยูหางไกลจากการปฏิบัติตามพระประสงคของพระเจาอยางสมบูรณ
เราจึงตอ งวอนขอใหพระอาณาจักรมาถงึ ในอนาคตดว ย
การปฏบิ ัตติ ามพระประสงคข องพระเจานอกจากเปน “สวรรค” แลว ยังเปน “หนทาง” สสู วรรคดังที่
ทรงตรัสวา “คนที่กลาวแกเราวา ‘พระเจาขา พระเจาขา’ น้ันมิใชทุกคนจะไดเขาสูอาณาจักรสวรรค แตผูที่
ปฏิบัติตามพระประสงคของพระบิดาของเรา ผูสถิตในสวรรคน่ันแหละจะเขาสูสวรรคได” (มธ 7:21)
นอกจากน้นั พระองคยงั ทรงเนนความสําคัญของการปฏิบัติตามพระประสงคของพระเจาเหนือการปฏิบัติตาม
ธรรมบัญญัติวา “ธรรมบญั ญัตแิ ละคาํ สอนของบรรดาประกาศกมผี ลบงั คับจนถึงสมยั ของยอหน หลงั จากนนั้ มี
การประกาศขาวดเี ร่อื งพระอาณาจกั รของพระเจา และทกุ คนกําลังพยายามเขาสพู ระอาณาจักรน”้ี (ลก 16:16)
สาเหตุท่ีทําใหการปฏิบัติตามพระประสงคของพระเจาเปนทั้ง “สวรรค” และ “หนทาง” สูสวรรค
สามารถอธิบายไดด งั น้ี
ตง้ั แตปฐมกาล พระเจา ทรงสรางมนษุ ย “ตามฉายา” (image) ของพระองค และใหมี “ความคลายคลึง”
(likeness) กับพระองค (ปฐก 1:26) ธรรมชาติของพระเจาผูทรงเปนจิตลวนคือทรงมี “สติปญญา” และ
“อาํ เภอใจ” (free will) มนุษยผ ูเ ปน ฉายาของพระองคจงึ มที ัง้ สตปิ ญญาและอําเภอใจเหมือนพระองค นอกจาก
มีสติปญญาและอําเภอใจเหมือนพระองคแลว มนุษยยังถูกสรางมาใหมี “ความคลายคลึง” กับพระเจา น่ันคือ
รจู กั ใชสติปญ ญาเพ่ือ “คิดเหมอื นพระเจา” และใชอ าํ เภอใจเพ่ือ “รักและปรารถนาเหมือนพระเจา”
99
เมื่อเรา “ปฏบิ ตั ิตามพระประสงคของพระเจา” ก็เทา กับเรากาํ ลังคิดและปรารถนาเหมือนพระองค ซง่ึ
จะนําเราไปสูการดําเนิน “ชีวิตเหมือนพระเจา” การมีชีวิตเหมือนพระเจาคือ “สุดยอดปรารถนา” ของทุกคน
เพราะไมมีสิง่ ใดยงิ่ ใหญ เท่ียงแท และสมบูรณดีงามไปกวาพระ “ผูเปนเจา” อีกแลว การไดส่ิงอันเปนสุดยอด
ปรารถนาคือ “ความสุขสูงสุด” ท่ีทําใหจิตใจของเรา “อ่ิม, พอ” และ “ไดพักผอนในพระเจา” การปฏิบัติตาม
พระประสงคข องพระเจา จึงเปน “สวรรค” หรอื “พระอาณาจักรของพระเจา ” ดวยประการฉะนี้ !!
นอกจากพระเจาจะทรงสรางเรามาใหมีชีวิตเหมือนพระองคต้ังแตสรางโลกแลว นักบุญยอหนยัง
กลาวถึงชีวิตในโลกหนาวา “ทานท่ีรักทั้งหลาย บัดนี้ เราเปนบุตรของพระเจาแลว แตเราจะเปนอยางไรใน
อนาคตน้ันยังไมปรากฏชัดแจง เราตระหนักดีวา เม่ือพระองคทรงปรากฏ เราจะเปนเหมือนพระองค เพราะ
เราจะไดเห็นพระองคอยางที่พระองคทรงเปน” (1 ยน 3:2) สรุปวา ชีวิตในโลกหนาก็คือ “ชีวิตเหมือนพระ
เจา” อีกเชนกัน เพราะฉะน้ัน ทุกวันน้ีหากเราดําเนิน “ชีวิตเหมือนพระเจา” ดวยการปฏิบัติตามพระประสงค
ของพระองค ก็เทากับวาเราไดเปนสมาชิกของพระอาณาจักรสวรรคแลวตั้งแตในโลกนี้ อีกท้ังยังเปน
หลกั ประกนั วาเราจะไดเ ปน สมาชิกถาวรช่วั นริ นั ดรในโลกหนาอกี ดวย
พระอาณาจักรของพระเจาจึงมิใชเร่ืองขององคกรระดับโลกอยางเชนสหประชาชาติ แตเปนเร่ือง
สวนตัวของเราแตละคนท่ีจะ “มอบสติปญญาของเรา มอบอําเภอใจของเรา และมอบชีวิตของเรา” เพื่อจะได
ปฏิบัติตามพระประสงคของพระเจาดวยการ “คิดเหมือนพระองค ปรารถนาเหมือนพระองค และดําเนินชีวิต
เหมือนพระองค”
นอกจากมอบนํ้าใจของเราเพ่ือดําเนินชีวิตเหมือนพระเจาดวยการปฏิบัติตามพระประสงคของ
พระองคแลว เรายงั ตอ งคาํ นึงถึง “ทาทใี นการปฏบิ ัตติ ามพระประสงค” อีกดว ย
1. ตอ งไมใชแ บบจาํ นนตอ ฤทธ์อิ าํ นาจของพระองค หรือเพราะหมดทางเลอื กอ่ืน
2. ตองไมใ ชแบบจาํ ยอมโดยท่ลี ึก ๆ แลว ไมพ อใจการตดั สินของพระเจา
3. แต ตองเปนไปดว ยความรกั และความวางใจอยา งเตม็ เปยม เพราะพระองคท รงเปย มดวยปรชี าญาณ
และความรกั ย่งิ ใหญ ดังทีน่ กั บญุ เปาโลกลา ววา “พระองคม ไิ ดท รงหวงแหนพระบุตรของพระองค แตท รงมอบ
พระบตุ รเพ่อื เราทุกคน แลวพระองคจ ะไมป ระทานทุกสิง่ ใหเราพรอ มกับองคพ ระบุตรหรือ” (รม 8:31-32)
โปรดประทานอาหารประจาํ วันแกข า พเจา ท้งั หลายในวันนี้ (มธ 6:11)
ตน ฉบับใชค ํา “ปง ” (ártos – อารต อส) แทน “อาหาร” ซ่งึ มผี ูใหความหมายไวตาง ๆ กัน เชน
1. หมายถึง “ปง ” ในอาหารคํา่ คร้งั สุดทายซึ่งเราร้ือฟน ทุกครัง้ เวลาถวายบชู ามิสซา คําภาวนานี้จึงเปน
การวอนขอใหไ ดร ับ “ศีลมหาสนิท” ทุกวัน
2. หมายถึงอาหารฝายวิญญาณซึ่งไดแก “พระวาจาของพระเจา” ดังที่ทรงตรัสวา “มนุษยมิได
ดํารงชีวิตดวยอาหารเทานั้น แตดํารงชีวิตดวยพระวาจาทุกคําท่ีออกจากพระโอษฐของพระเจา” (มธ 4:4) คํา
ภาวนาน้ีจึงเปนการวอนขอใหไดฟง และไดเขาใจพระวาจาของพระเจา อีกท้ังขอใหมีผูอุทิศตนประกาศพระ
วาจาของพระองคอ ยเู สมอ
100
3. หมายถึง “พระเยซูเจา” เอง เพราะพระองคตรสั วา “เราเปนปงแหงชีวติ ผทู ม่ี าหาเราจะไมห วิ และผู
ท่เี ชือ่ ในเราจะไมกระหายอีกเลย” (ยน 6:34)
4. หมายถึง “งานเลี้ยงในอาณาจักรสวรรค” หรือ messianic banquet คําภาวนานี้จึงเปนการวอนขอ
พระเจา โปรดประทานท่นี งั่ ในงานเล้ียงบนสวรรค
สาเหตุทีผ่ คู นสมัยกอ นเนน การอธิบายความหมายของคํา “ปง” เปน เพราะพวกเขาไมเ ขา ใจความหมาย
ของคํากรีก epiousios (เอปอูซีออส) ซ่ึงพบการใชเพียงครั้งเดียว จนออริยิน (Origen) ซึ่งเปนปตาจารยของ
พระศาสนจักรสรุปวามัทธิวประดิษฐคําน้ีข้นึ มาเอง จวบจนศตวรรษท่ี 20 น้ีเองท่ีเราพบคํา “เอปอูซีออส” ใน
กระดาษพาไพรัส (papyrus) ของศตวรรษที่ 5 ซึ่งหญิงผูหน่ึงเขียนตอจากรายชื่อของชําหลายรายการ จึงพอจะ
คาดเดาความหมายไดว า “พอสาํ หรับวันน”ี้ หรอื “ส่ิงจําเปนสาํ หรับวนั นี”้
ความหมายของคําภาวนาประการนี้จึงอธิบายไดงาย ๆ วา โปรดประทานทุกสิ่งที่จําเปนสําหรับชีวิต
วันน้ี ในเมอ่ื พระเยซเู จาทรงสอนใหเ ราวอนขอทุกส่งิ ที่จําเปนสําหรับชีวิตเชนน้ี ผลทตี่ ามมาคือ
1. ในเมอ่ื พระเจา ทรงเอาพระทัยใสร า งกายของเรา ความรอดจึงเปนเร่อื งของบุคคลทง้ั ครบ ไมใ ชเร่ือง
ของวิญญาณเพียงดา นเดียว
2. ใหเราวอนขอเฉพาะส่งิ ท่ีจาํ เปนสําหรับวันนี้เทานน้ั อยา วติ กกงั วลถึงอนาคตทยี่ งั มาไมถึง จงดเู ร่ือง
มานนาในทเี่ ปลยี่ วเปน ตัวอยา ง (อพย 16:1-21)
3. เราตองวอนขอทุกส่ิงเพราะ “ทุกสิ่งเปนของประทานจากพระเจา” บางคนอาจแยงวาพืชผลในไร
นาเปนผลพวงจากนํ้าพักน้ําแรงของตนเองไมใชของพระเจา จริงอยูเราเปนผูเพาะปลูก แตผูที่ทําใหมัน
เจรญิ เติบโตคือพระเจา ดงั ทนี่ ักบญุ เปาโลกลา ววา “ขาพเจาเปน ผปู ลูก อปอลโลเปนผูรดนา้ํ แตพระเจาทรงเปน
ผูบ ันดาลใหเ ตบิ โตข้นึ ” (1 คร 3:6)
4. เราตองรวมมือกับพระเจา เพราะหากเราวอนขออาหาร แลวนั่งงอมืองอเทารอใหอาหารลอยลงมา
จากสวรรค เราอดตายแน เพราะฉะน้ันพึงระลึกอยูเสมอวา “คําภาวนาที่ปราศจากกิจการเปนคําภาวนาที่ไร
ผล” (Prayer without deeds is dead) เหตุวา “ปราศจากพระเจา เราทาํ อะไรไมไ ดฉ นั ใด ปราศจากความพยายาม
และความรวมมอื ของเรา พระองคก ช็ ว ยอะไรเราไมไ ดฉ นั นั้น”
5. เราตอง “แบงปน” ซึ่งกันและกัน เพราะพระองคทรงสอนใหเราภาวนาวา “give us” ไมใช “give
me” การแบง ปนซง่ึ กันและกันจงึ เปน การชวยพระเจา แจกจา ยสิง่ ทจ่ี าํ เปน แกผวู อนขอ
คําภาวนาขอน้ีจึงไมใชการวอนขอส่งิ ท่เี ราตองการเพียงดา นเดียว แตยังเปนการวอนขอใหเราสามารถ
แบง ปน สิง่ ทม่ี แี กผขู ดั สนหรอื ดอยโอกาสกวาอกี ดวย
โปรดประทานอภยั แกข าพเจา (มธ 6:12)
เพื่อจะวอนขอการอภัยได กอนอื่นใดหมดเราตองสํานึกวาตัวเราเปนคนบาป และเราจะสํานึกวาเปน
คนบาปไดก็ตอเมอื่ รวู า “บาปคืออะไร” แลวเทา นน้ั
พระธรรมใหมใ ชศ พั ทก รีก 5 คําเพอื่ หมายถงึ บาป คอื
1. anomia (อาโนมีอา) แปลวา ไมมีกฎ “บาป” จึงหมายถึงการรูวาอะไรถูกและอะไรผิด แตยังเลือก
ทาํ ผดิ ราวกบั วาไมม กี ฎเกณฑใด ๆ ท้งั สิน้
101
2. parabasis (พาราบาซิส) แปลวา กาวขาม “บาป” หมายถึงการกาวขามเสน แบงระหวางถูกและผดิ
ซ่ือสัตยแ ละหลอกลวง จรงิ และเทจ็ ใจกวา งและเหน็ แกตัว ฯลฯ
3. paraptōma (พารัพโตมา) แปลวา ลื่นขาม “บาป” หมายถึงการล่ืนขามเสนแบงเหมือน “กาว
ขาม” ในขอ 2 โดยมีสาเหตุมาจากการไมระมัดระวังตัว ปลอยใหแรงกระตุนหรือตัณหาเขาครอบงําจนไม
สามารถควบคุมตวั เองไดแ ละ “ลืน่ ขา ม” ในทส่ี ดุ
4. opheilēma (โอเฟยเลมา) แปลวา หน้ี “บาป” หมายถึงการไมสามารถทํา “หนาท่ี” ชําระหนี้คืน
ไดต ามกาํ หนด หรอื ไมสามารถทาํ “หนาที่” ท่ตี อ งทําทั้งตอ พระเจา และตอ เพื่อนมนุษย
5. hamartia (ฮามารทีอา) แปลวา พลาดเปา “บาป” เปนการพลาดเปาจากสิ่งที่เรา “ควรเปน”
(should) หรือ “สามารถเปน ได” (could)
ส่ิงท่ีทุกคนควรเปนและตองเปนใหไดคือ “ฉายาของพระเจา” (Image of God) ไมวาเราจะเปน
พระสงฆ นักบวช พอแม ลูกหลาน ครู นักเรียน ขา ราชการ พนกั งาน หรืออยใู นฐานะใดกต็ าม เราตอ งพยายาม
“คิด” และ “ทํา” เหมอื นพระเจา ใหมากทส่ี ุดเทา ทจี่ ะเปนไปได
“บาป” จึงไมใชการ “ทําผิดบัญญัติ” เพียงอยางเดียว แตหมายรวมถึงการ “ไมทําหนาท่ีที่ควรทําหรือ
สามารถทาํ ได” อกี ดว ย
เหมือนขา พเจาใหอ ภัยแกผูอน่ื (มธ 6:12)
ความหมายตามตัวอักษรคือ “โปรดประทานอภัยแกขาพเจาตามสัดสวนท่ีขาพเจาใหอภัยแกผูอื่น ”
เม่ือสวดบทขาแตพระบิดา หากเราไมยอมใหอภัยผูอื่น ก็เทากับเรากําลังวอนขอพระเจาวา “โปรดอยาใหอภัย
แกขาพเจา เหมือนขา พเจาไมใหอภยั แกผูอ่นื ”
การใหอภัยแกผูอื่นเปนสิ่งสําคัญและจําเปนมากจนพระเยซูเจาตองตรัสเสริมตอนทายบทภาวนาวา
“ถาทานใหอภัยผูกระทําผิด พระบิดาของทานผูทรงสถิตในสวรรคก็จะประทานอภัยแกทานดวย แตถาทาน
ไมใ หอภัยผูท ําผิด พระบดิ าของทานกจ็ ะไมป ระทานอภัยแกทานเชน เดียวกนั ” (มธ 6:14-15)
เพือ่ จะใหอภยั แบบคริสตชนได เราตอ งพยายาม
1. เขาใจ ทุกคนทําอะไรยอมมีเหตุผลของเขาเสมอ เชน เขาอาจโมโหเพราะกําลังวิตกกังวลหรือ
เจ็บปว ย เขาไมชอบหนาเราเพราะไมเขา ใจหรือเขา ใจเราผดิ เขามนี ิสัยกาวรา วเพราะเปน กรรมพันธหุ รือเพราะ
สภาพแวดลอมหลอ หลอมเขามาเชน นั้น เปนตน หากเราเขา ใจเหตผุ ล เรายอ มใหอภยั ไดง ายข้นึ
2. ลืม ถา เราไมสามารถลืมความผดิ ที่ผูอื่นกระทาํ ตอเราได เราจะไมม ีทางใหอภัยผใู ดไดเลย วธิ แี กไข
คือใหเราเพงมองท่ีไมกางเขนและวอนขอให “นํ้า” ที่ไหลออกมาจากสีขางของพระองคชวยชําระลางความ
ทรงจําอันเลวรายเหลา นน้ั ออกไปใหห มด
3. รัก แบบ Agapē (อากาเป) คือปรารถนาใหผูอื่นไดรับส่ิงท่ีดีท่ีสุดโดยไมมีเง่ือนไข ไมวาผูนั้นจะ
ปฏิบัติตอเราเลวรายเพียงใดก็ตาม ความรักแบบ “อากาเป” เปนความรักแบบพระเยซูเจาซึ่งจะเกิดขึ้นไดก็
ตอเมื่อพระองคเสด็จมาประทับอยูในจิตใจของเรา แตพระองคจะเสด็จเขามาประทับในจิตใจของเราไดก็
ตอ เมื่อเราเปด ประตูหัวใจและเชิญพระองคเขา มาเทา น้ัน
102
โปรดชวยขา พเจา ไมใ หแ พการผจญ
แตโ ปรดชว ยใหพ นจากความชวั่ รา ยเทอญ (มธ 6:13)
คํา peirazein ในภาษากรีกมีความหมายวา “ทดลอง, ทดสอบ” มากกวาจะแปลวา “ผจญ, ประจญ,
หรือ ลอลวง” ซึ่งสอไปในทางชักชวนผูอ่ืนใหกระทําผิด เหตุผลคือ หากเราแปลคํา peirazein ในหนังสือปฐม
กาลบทท่ี 22 ขอ 1 เปน “ผจญ” เราจะไดค วามวา “พระเจาทรงผจญ อับราฮมั ใหถ วายอิสอคั บุตรชายเปน เคร่ือง
เผาบูชา” ซ่ึงเปนไปไมไดเ ลยทพ่ี ระเจาจะลอลวงอบั ราฮัมใหท าํ ผดิ
เมื่อเปนเชนนี้ เราจึงควรเปลี่ยนความคิดจากส่ิงที่เราเคยเรียกวา “การผจญ” แลวมักลงเอยดวยความ
พายแพหรือ “บาป” เสียใหม ความคิดใหมคือ พระเจาทรง “ประทานการทดสอบ” แกผูท่ีทรงเลือกสรร เพ่ือ
ทําใหเราเขมแข็งมากข้ึน มีโอกาสชนะมากข้ึน และเปนคนดีเหมาะสมกับงานที่จะทรงมอบหมายใหมากข้ึน
ดุจเดียวกบั การสงมนษุ ยขึ้นไปโคจรในอวกาศ นกั บนิ อวกาศจาํ ตองไดรับการทดสอบจนกวาจะแนใ จวาพรอม
และเหมาะสมสําหรับภารกิจอันย่ิงใหญน้ีมิใชหรือ ? การทดสอบจึงมิใชสิ่งท่ีนากลัวหรือนาอับอายซง่ึ จะตอง
ปกปดกนั อีกตอไป แตเ ปน สิ่งท่ีเราจะตองเอาชนะและผา นการทดสอบใหจ งได
ซาตานคอื ใคร ?
ความหมายของคํา “ซาตาน” (Satan) ซ่ึงเปนภาษาฮีบรู มีวิวัฒนาการควบคูไปกับประวัติศาสตรของ
ชาวยวิ ดังจะพบเห็นไดจากการใชค าํ น้ใี นพระธรรมเกา
1. แรกเร่ิมหมายถึง “ฝายตรงขาม” หรือ “ปรปกษ” เชน หัวหนาชาวฟลิสเตียหามดาวิดออกรบดวย
เพราะเกรงวา “เขาอาจจะหันกลับมาเปนศัตรู (ภาษาฮีบรูใชคํา Satan) กับเราขณะทําการรบอยู” (1 ซมอ 29:4)
หรือเม่ือกษัตริยดาวิดเสด็จกลับกรุงเยรูซาเล็ม อาบีชัยตองการใหประหารชีวิตชิเมอีซึ่งเคยสาปแชงและขวาง
หินใสดาวิด แตดาวิดตรัสกับอาบีชัยวา “ทําไมทานจึงมาขัด (Satan) ความประสงคของเราในวันน้ีเลา ? วันนี้
จะไมม ีชาวอสิ ราเอลคนใดถูกประหารชวี ติ เลย” (2 ซมอ 19:22)
2. ตอ มาความหมายพฒั นาไปสเู ชิงลบมากขนึ้ และยายจากมนษุ ยไปสเู ทวดาในสวรรค ซาตานคอื บุตร
ของพระเจา (โยบ 1:6) ซึง่ ทาํ หนาท่เี หมอื นอยั การในโลกนี้ น่ันคือ “กลา วหา” มนษุ ยต อหนาพระพักตรพระเจา
(โยบ 1:9-11; 2:4-5; ศคย 3:1) ระยะน้ีชาวยิวรับอิทธิพลของคํากรีก Diabolos (ดีอาโบลอส – พูดใหราย, สบ
ประมาท) ซ่ึงตรงกับ Devil ในภาษาอังกฤษเขามา ซาตานจึงมิใชเพียง “ผูกลาวหา” แตหมายถึง “ผูกลาวให
ราย” มนุษยตอหนาพระเจา กระน้ันก็ตาม ซาตานยังไมเปนปรปกษกับพระเจา เพียงแตเปนฝายตรงขามกับ
มนษุ ย
3. ระหวางถูกกวาดตอนไปบาบิโลน ชาวยิวรับอิทธิพลความคิดของชาวเปอรเซียเร่ืองการตัดสินใจ
เลือกระหวาง “อํานาจแหงความสวาง” และ “อํานาจแหงความมืด” ซาตานจึงถูกผลักใหเปน “อํานาจแหง
ความมืด” และยนื อยขู ัว้ ตรงขา มกบั พระเจาและมนุษยอยา งสุดโตง
ในพระธรรมใหม “ซาตาน” หรือ “ปศาจ” คือผูอยูเบื้องหลังความเจ็บไขและความทุกขท รมานตางๆ
“หญิงผูน้ี (ปศาจสิง เจ็บปวย หลังคอม ยืดตัวตรงไมได) เปนบุตรหญิงของอับราฮัม ซ่ึงซาตานลามไวเปน เวลา
สบิ แปดปแลว ไมสมควรทจ่ี ะถูกแกจ ากพันธนาการนีใ้ นวันสับบาโตดว ยหรือ” (ลก 13:16)
103
นอกจากน้ี ซาตานคือผูที่ลอลวงยูดาสใหทรยศพระเยซูเจา (ลก 22:3; ยน 13:2) ซาตานคือผูท่ีเราตอง
“ตอสูมันดวยใจม่ันคงในความเชื่อ” (1 ปต 5:9) และคือผูท่ีจะตองถูกทําลายช่ัวนิรันดร “แลวพระองคจะตรัส
กับพวกท่ีอยูเบ้ืองซายวา ‘ทานทั้งหลายที่ถูกสาปแชง จงไปใหพน ลงไปในไฟนิรันดรที่ไดเตรียมไวใหปศาจ
และพรรคพวกของมนั ’” (มธ 25:41)
เม่ือเห็นตนกําเนิดและวิวัฒนาการของ “ซาตาน” ดังนี้แลว ตัวตนของซาตานจึงไมนากลัวเทากับ
วิธีการโจมตีของมัน เพราะมันมักใช “ความคิดและความปรารถนาของเราเอง” เปนพันธมิตรและเปนอาวุธ
ของมนั จนอาจกลา วไดว า “ศตั รู” ทน่ี า กลวั ท่สี ดุ และตอ งเฝา ระวังมากทีส่ ดุ กค็ ือ “ตวั ตนของเรา” นัน่ เอง !!!
การผจญมาจากไหน ?
1. จากภายนอก
1.1 เกิดจากเพือ่ น สงั คมท่ีทาํ งาน สภาพแวดลอ มรอบบา น ฯลฯ
1.2 เกิดจากผูท่ีรกั เรา เชน เรามีกระแสเรียกที่จะทาํ งานชวยเหลือผูปว ยเปน โรคติดตอรายแรง แตถ ูกพอ
แมหา มปรามดวยความรกั และหว งใย
1.3 เกดิ จากการตามกระแส ชอบลองดี แขงกนั เลว มกั เกิดกับพวกวัยรนุ
2. จากภายใน
2.1 เกิดจากความคิด ความปรารถนา และจุดออนของเราแตละคน เราจึงตองพยายามคนใหพบ
จุดออนของเราแลว เฝา ระวังไวใหด ี
2.2 เกดิ จากพรสวรรคและจดุ แขง็ ซงึ่ ทาํ ใหเ รามั่นใจตัวเองมากเกนิ ไป และตัง้ ตวั อยใู นความประมาท
การผจญเกิดขน้ึ เม่ือใด ?
พระวรสาร 3 ฉบับเนนเหมือนกันวาการทดลองของพระเยซเู จาเกิดขนึ้ ทันทีหลงั รับพิธีลางจากยอหน
โดยเฉพาะมาระโกระบุไวชัดเจนวา “ทันใดนั้น พระจิตเจาทรงดลใหพระองคเสด็จเขาไปในถ่ินทุรกันดาร”
(มก 1:12) เปนความจริงวาเมื่อชีวิตของเราข้ึนสูจุดสูงสุดหรือผานเหตุการณสําคัญที่สุดแลว จะเกิดปฏิกิริยา
ตอบโต และสวนใหญมักเปนภัยมากกวาเปนคุณ เหมือนดอกไมไฟท่ีขึ้นสูจุดสูงสุดและสวางไสวที่สุดแลวก็
จะดบั มดื และรวงตกลงมา พระเยซูเจากเ็ ชนกนั พระองคพ่ึงจะไดรับเกยี รติสูงสุด โดยพระจิตเจา ซึง่ เสดจ็ มาใน
รปู ของนกพริ าบทรงรับรองพระองควา “เปนบตุ รสุดท่ีรัก” ของพระบดิ า และทันทเี ปนพระจติ เจาอีกเชนกันท่ี
ทรงนําพระองคสูถิ่นทุรกันดารและการทดลอง เราจึงตองระมัดระวังเปนพิเศษเมื่อประสบความสําเร็จ หรือ
ข้ึนสูจดุ สงู สดุ ในชวี ติ !!
และอยาคิดวาพระเยซูเจาทรงถูกทดลองในถิ่นทุรกันดารคร้ังเดียวแลวจบเลย ลูกาเลาวา “เม่ือปศาจ
ทดลองพระองคทุกวิถีทางแลว จึงแยกจากพระองคไป รอจนกวาจะถึงเวลาท่ีเหมาะสม” (ลก 4:13) ที่เมืองซี
ซารียาแหงฟลิป หลังจากพระองคตรัสทํานายถึงพระทรมานแลว เปนเปโตรศิษยเอกนั่นเองที่คัดคานวิถีทาง
ของไมกางเขน และชักชวนพระองคใหเลือกหนทางที่สบายกวาและมีเกียรติมากกวา จนพระองคทรงดุวา
“เจาซาตาน ถอยไปขางหลัง” (มธ 16:21-23) เม่ือใกลวาระสุดทาย พระองคกลาวกับพวกศิษยวา “ทาน
ทั้งหลายเปน ผทู ีย่ ืนหยัดอยกู บั เราในการทดลองที่เราไดรบั ” (ลก 22:28) และทห่ี นกั สดุ คือบนภูเขามะกอก เม่อื
104
พระองคท รงภาวนาวา “พระบิดาเจาขา ถาพระองคมีพระประสงค โปรดทรงนําถวยน้ไี ปจากขาพเจา เถดิ ” (ลก
22:39-46) แสดงวาพระองคทรงถูกทดลองตลอดชีวิต !!! เม่ือเปนเชนน้ีเราจึงตอง “เฝาระวังตลอดชีวิต”
ไมใชหลงผิดตั้งหนาต้ังตาบําเพ็ญตบะหรือทําการใด ๆ เพื่อใหบรรลุถึงข้ันที่เรียกวาจิตวาง “ปลอดจากการ
ทดลอง” เพราะพระเยซเู จาเองก็ไมเ คยและไมทรงพยายามดวยทจ่ี ะบรรลุถงึ ขน้ั นี้
วิธตี อ สกู ับการผจญ
1. เคารพตนเอง ลองถามตวั เองวา “คนอยางฉนั นะหรือจะทาํ ส่งิ แบบน้”ี
2. คิดถึงศกั ดศ์ิ รีของบรรพบุรษุ ของวดั สถาบัน ประเทศชาติ ฯลฯ
3. คิดถงึ คนท่ีเรารักและคนที่รกั เรา “ถา ติดคกุ แลวใครจะเลีย้ งดูลูกเมียละ ?”
4. คิดวาเรากําลังอยูตอหนา พระเยซูเจาเสมอ “ถา พระองคอ ยูตอ หนาเรา เราจะกลา ทําส่งิ น้ีหรือ ?”
การปอ งกันเชิงรุก
ใหถ อื หลกั วา “การหน”ี หรือ “การตั้งรบั ” มีแตทรงกบั ทรดุ เพราะฉะนัน้ เราตอง
1. คดิ ดี
2. พดู ดี
3. ทาํ ดี
หากเรากําลัง “คิดดี”, “พูดดี” และ “ทําดี” อยู ยอมเปนไปไมไดเลยท่ีจะมีสิ่งใดมาชักนําเราให “คิด
ชวั่ ” หรอื “ทําช่ัว” ได
นี่คือวิธี “ปองกัน” การผจญทดี่ ีท่สี ุด
%%%%%%%%%%%%
105
สาระการเรยี นรู คริสตศาสตร ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที่ 2
หนวยการเรียนรู เรื่อง คุณธรรมพื้นฐานหลัก 4 ประการ โรงเรียน เซนตโ ยเซฟแมร ะมาด จ. ตาก
ออกแบบโดย เซอรแอสแตลฯ โดง สนน่ั
วนั ที่ 25 กุมภาพันธ 2017
1. การใหภ าพรวม:
1.1 วัตถุประสงค (Objectives)
- นักเรียนเขาใจความหมายความสําคัญของคุณธรรมพ้ืนฐานหลัก 4 ประการ คือ 1. ความรอบคอบ
2. ความยตุ ิธรรม 3. ความกลาหาญ และ 4. ความมัธยสั ถหรอื ความพอเพียง
- นกั เรยี นปรบั ใชคุณธรรมทีไ่ ดเรียนรูและผมู ีคุณธรรมเปน บุคคลตน แบบในการดําเนินชีวิตประจําวันสม
ตามวัยของตนจนกลายเปน ลักษณะนิสัยหรอื คุณลักษณะประจาํ ตัว
1.2 ความจําเปน (Needs)
- คุณธรรมพ้ืนฐานและบุคคลตนแบบเปนการเสริมสรางและพัฒนาความเปนคนที่สมบูรณทั้งรางกาย
สตปิ ญ ญา และจติ ใจ ในการประกอบความดี
1.3 หวั ขอ และเน้ือหา (Range)
- ความหมายและความสาํ คญั ของ “คุณธรรม”
- ความหมายและความสาํ คญั ของคณุ ธรรมพน้ื ฐานหลกั 4 ประการคือ
1. ความรอบคอบ
2. ความยุตธิ รรม
3. ความกลา หาญ
4. ความมธั ยัสถหรอื ความพอเพยี ง
1.4 เวลา (Time)
- 5 คาบๆ ละ 50 นาที
2. การประเมนิ และวดั ผล
- จากการรว มมือกนั วเิ คราะหแ ละรวมตอบคําถาม
- สังเกตความสนใจ ต้งั ใจในการอา น ตอบคาํ ถามการรว มแสดงความคิดเหน็
106
3. การนําเสนอ
3.1 คาบที่ 1-4
3.1.1 การสรางประสบการณ (See)
- ในแตล ะคาบใหนกั เรยี นดวู ดี โิ อ บุคคลตัวอยา งมีและศกึ ษาพระคัมภีรเ กีย่ วกบั คุณธรรมแตล ะดาน
1. ความรอบคอบ: พระปยะมหาราช กับพระคัมภีรในบท ฟป.4:8-9, มธ.25:1-13, ลก.12:39-40,
ลก.16:1-8
2. ความยตุ ธิ รรม: เปาบนุ จ้ิน กับพระคมั ภีรในบท ลก.18:1-8, มธ.20:1-6
3. ความกลาหาญ: พระศรีสุริโยทัย กับพระคัมภีรในบท มก.6:49, 14:60-65, ยชว. 1:6-9, ทมธ.1:7, ฮบ.
11:30, ยก.2:25
4. ความมธั ยสั ถ: พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหัว รชั กาลที่ 9 กบั พระคัมภรี ในบท ฟป.11-13, สดด.34:19,
35:13, อสย.53:7
- แบงนักเรียนออกเปนกลุมๆ ละ 5 คน และเขียนสรุปคุณธรรมท่ีปรากฏ พฤติกรรมที่แสดงถึงคุณธรรม
นั้น และผลทีเ่ กดิ ขึ้นแกสังคมจากคุณธรรมน้นั ทีส่ ะทอ นจากบคุ คลตวั อยา งและพระคมั ภรี ใ นบททศ่ี ึกษา
3.1.2 การคดิ วินจิ ฉยั ประสบการณ (Judge)
- ครแู ละนกั เรียนรว มกันสรปุ บทเรียนรแู ละแบบอยา งท่ีไดรับ
- ใหน ักเรียนอา นเพิม่ เติมเรื่องเก่ยี วกบั คุณธรรมและคําอธบิ ายพระคมั ภีร ตามท่กี ําหนดใหใ นแตล ะคาบ
- ใหนักเรียนแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับเร่ืองที่อานตามที่กําหนดใหในแตละคาบ จากน้ัน ครูอธิบาย
เพ่ิมเติมเกยี่ วกบั เร่ืองคณุ ธรรมน้ันๆ
อธิษฐานภาวนา
สวดภาวนาขอพละกําลังจากพระเจา ในการประกอบความดี
3.1.3 การลงมอื ปฏบิ ัติ (Act)
- ใหนักเรียนอภิปรายวา ในฐานะของนักเรียน นักเรียนควรปฏิบัติตัวหรือมีพฤติกรรมในชีวิตประจําวัน
อยา งไรทสี่ ะทอ นถงึ คณุ ธรรมตามแบบอยางทีเ่ ปนนน้ั
- ใหนักเรียนเขียนขอตง้ั ใจที่จะปฏิบัติประจาํ สปั ดาหและใหม ารายงานในคาบถดั ไป
เฉพาะคาบที่ 4
- แบงกลุม นกั เรยี น เพอ่ื แตงและแสดงละคร เรอื่ ง “คุณธรรมพ้ืนฐาน 4 ประการในชวี ิตของฉัน” กลมุ ละ 5
นาที เพื่อแสดงในคาบถดั ไป
107
3.2 คาบท่ี 5
3.2.3 การลงมอื ปฏิบตั ิ (Act)
- แตละกลมุ แสดงละครที่ไดเตรียมตัวมาและชั้นเรยี นรวมกัน สรปุ บทเรยี นรูจากละครแตล ะเร่อื ง
- ใหนักเรียนเขยี นบนั ทึก 8-10 บรรทัด เรือ่ ง “คณุ ธรรมประจําใจของฉัน” และอานแบง ปนในชัน้
4. การไตรต รองกอ นจบคาบเรียน
4.1 คาบที่ 1-4
4.1.1 หลังจากท่ีนักเรียนไดเรียนรูเกี่ยวกับคุณธรรมน้ี ผานทางบุคคลตางๆและจากพระคัมภีรท่ีไดศึกษา
นกั เรียนรูสกึ ตา งจากเมือ่ กอนอยา งไร?
4.1.2 จากส่ิงทนี่ ักเรียนไดเ รียนรู นักเรยี นเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมอยางไร เพื่อเปนมนุษยท สี่ มบรู ณข ึ้น?
4.2 คาบท่ี 5
- นักเรยี นเลือกใครเปนแบบการดําเนินชีวิต (Role Model) เพราะเหตใุ ด?
5. สือ่ การเรียนการสอน
- เครือ่ งเลนและแผน ซดี ี
- หนังสือเรียนวชิ าคริสตศาสตร ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท ี่ 4
6. การเตรยี มตัวของครู
- อาน ศกึ ษา และราํ พงึ บทเทศนข องคณุ พอ ชัยยะ กจิ สวสั ด์ิ
1. อปุ มาเรอื่ งหญงิ สาวสิบคน (มธ: 1-13)
2. การใหท าน การเตรียมพรอ มเมือ่ นายกลับมา (ลก 12: 32-48)
3. ความฉลาดของผจู ัดการ การใชเงนิ อยา งถกู ตอ ง (ลก 16: 1-13)
4. ผพู พิ ากษาทไ่ี รมโนธรรมกับหญิงมายผรู บเรา (ลก 18: 1-8)
108
สาระการเรียนรู ครสิ ตศาสตร ระดับชั้น มัธยมศกึ ษาปท ่ี 2
หนวยการเรียนรู เร่อื ง พระเยซผู ูเปน ธรรม โรงเรยี น เซนตโยเซฟแมร ะมาด จ. ตาก
ออกแบบโดย เซอรแอสแตลฯ โดง สน่ัน
วนั ที่ 25 กุมภาพันธ 2560
1. การใหภ าพรวม:
1.1 วตั ถปุ ระสงค (Objectives)
- เพ่อื ใหนกั เรยี นรแู ละเขาใจถึงความเปนธรรมของพระเยซทู ่ีมองมนษุ ยท กุ คนเทาเทยี มกันในสายพระเนตร
ของพระองค
- เพ่ือใหน กั เรยี นสามารถถา ยทอดความเปน ธรรมตามแบบอยา งของพระเยซูเจาสูบุคคลท่อี ยูร อบขา ง
1.2 ความจําเปน (Needs)
- นักเรียนมีความชื่นชมและยึดพระเยซูเจาเปนแบบอยางการดําเนินชีวิตในเรื่องความเปนธรรมในการ
ปฏิบัตติ นตอ ผูอ่ืน
1.3 หัวขอและเน้อื หา (Range)
- คณุ ความดีของพระเยซเู จา ในดา นความเปนธรรม
1.4 การสรางความนา สนใจ (Interest)
- เปดคลปิ Youtube เรอ่ื งความเปนธรรม (เปาบุนจิ้น) สัน้ ๆ แลว รว มกันสนทนาและเปดโอกาสใหนักเรียน
ซกั ถาม
1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบๆ ละ 50 นาที
2. การประเมินและวัดผล
- สังเกตการเขา รว มกจิ กรรม การตอบคําถามและการแสดงความคิดเห็น
3. การสรางบรรยากาศ
- ดูการสรา งความนาสนใจ
4. การนาํ เสนอ
4.1 การสรางประสบการณ (See)
- ใหนักเรียนอานพระวรสาร มธ.20: 1-16 เร่ือง คนงานในสวนองุน และอาสาสมัครแสดงบทบาทสมมติ
เร่ือง นิทานเปรียบเทยี บคนงานในสวนองุน (มธ.20: 1-16)
109
- ครใู หนกั เรียนวิพากษว จิ ารณวา “เจา ขององุนเปนธรรมหรือไม เพราะเหตใุ ด?” และรวมกนั สรปุ ขอเรยี นรู
อธิษฐานภาวนา
ขอพละกําลงั จากพระเจาท่นี ักเรยี นจะเปนผนู ําความเปนธรรมสูสงั คม
4.2 การคิดวนิ จิ ฉยั ประสบการณ (Judge)
- ครูแจกบทเทศนคุณพอชัยยะ เรื่อง คนงานในสวนองุน (มธ. 20: 1-16) ใหนักเรียนอานและชวยกันสรุป
บทเรียนรู และกําหนดขอตง้ั ใจเพือ่ นําไปปฏิบตั เิ พ่ือนํามารายงานในคาบถัดไป
คาบที่ 2
- ครูอธิบายความหมายของอุปมาเรื่องน้ีและอธิบายเพิ่มเติม เร่ือง ความเทาเทียมกันในสายพระเนตรของ
พระเจา “ มนุษยทุกคนเทาเทียมกนั ในสายพระเนตรของพระเจา ตราบเทาที่ทุกคนมีพระผูสรางองคเดียวกนั ทุก
คนถูกสรางมาตามภาพลักษณของพระเจาเดียวกันพรอมกับจิตวิญญาณ” (YOUCAT ขอ 329 - 331) ครูแจกให
นกั เรียนอานและศึกษาเพมิ่ เติม
4.3 การลงมอื ปฏบิ ตั ิ (Act)
- นักเรียนรวมกันรองเพลง “ผูนําสันติ” เม่ือรองเพลงเสร็จแลวใหทุกคนเงียบและอธิษฐานสักครู และให
วิเคราะหเนือ้ หาของเพลง อภิปรายและสรปุ วา ผูนาํ สนั ตติ อ งมีลักษณะอยา งไร และจะตอ งทาํ อยางไร?
- นักเรยี นหาขอ ตั้งใจและเลอื กกจิ กรรมท่ีแสดงถึงความเปนธรรมตอผูอ่นื ใน 1 สปั ดาห และกลบั มารายงาน
ในคาบถดั ไป
5. การไตรต รองกอ นจบคาบเรยี น
1. นกั เรยี นมีความคิดเห็นอยา งไรเก่ยี วกับความเปนธรรมตามแบบพระเยซู?
2. หลังจากท่ีนักเรียนไดเรียนรูเกี่ยวกับความเปนธรรมตามแบบอยางของพระเยซูเจา นักเรียนรูสึกตอ
พระองคตา งจากเมื่อกอน หรือไม อยางไร?
6. สื่อการเรียนการสอน
- คลปิ ยทู ปู
- หนังสือเรียนวชิ า ครสิ ตศาสตร ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 2
- เพลงผูนําสนั ติ
7. การเตรียมตัวของครู
- อาน ศกึ ษา และรําพึงบันทึกบทเทศนของคุณพอชัยยะ กิจสวสั ดิ์ เร่อื ง คนงานในสวนองนุ (มธ 20: 1-16)
110
สาระการเรยี นรู คําสอนคริสตศาสตร ระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาปท ี่ 3
หนว ยการเรียนรู เรือ่ ง นักบุญเปาโลและงานแพรธ รรมของทา น
ออกแบบโดย ครวู ราภรณ บุญทองมาก โรงเรียน พระมารดานจิ จานเุ คราะห กรุงเทพมหานคร
1. การใหภาพรวม
1.1 วตั ถปุ ระสงค (Objectives)
(1) นกั เรยี นจะไดร ูและเขาใจถงึ ชวี ประวตั แิ ละแบบอยา งการดําเนนิ ชวี ิตของนักบุญเปาโล
(2) นักเรียนจะสามารถนําแบบอยางของนกั บญุ เปาโลในการดาํ เนินชีวิตท่ีดี
1.2 ความจาํ เปน (Needs)
- นักเรียนรูสึกสํานึกในความผิดพลาดของตนเองและกลับใจ ประกาศขาวดีเปนศิษยธรรมทูตท่ียึดคุณคา
พระวรสารดานความรักในการดําเนินชีวิตตามแบบอยางของนักบุญเปาโลเก่ียวกับการกลับใจและการประกาศ
ขา วดี
1.3 หวั ขอ และเนื้อหา (Range)
(1) ชวี ประวัตแิ ละแบบอยางการดําเนินชีวติ ของนักบุญเปาโล
(2) คณุ คาพระวรสารเร่ือง ความรกั
1.4 การสรา งความนาสนใจ (Interest)
- แบงนักเรียนออกเปน 2 กลุมๆ ละเทาๆ กัน เลนเกมปดตา กลุมหน่ึงปดตา อีกกลุมหนึ่งเปนผูนําทางเพื่อ
ไปใหถ งึ จดุ หมายปลายทาง โดยคุณครจู ะนาํ สงิ่ ท่เี ปนเครื่องกีดขวาง และเปนอุปสรรคในการเดินทาง
คําถามนํา
- ผทู ีถ่ กู ปดตารสู ึกอยางไร สามารถไปถงึ จดุ หมายไดหรือไม อยางไร
- ผูทเ่ี ปน คนนาํ ทางรูสกึ อยา งไรในการเปน ผูนําทางคนอ่ืน
- นกั เรยี นไดเ รียนรูอ ะไรจากเกมน้ี และคดิ วา มคี วามสัมพันธกับชีวิตของตนเองอยา งไร?
1.5 เวลา (Time)
- 3 คาบๆ ละ 50 นาที
2. การประเมนิ และวัดผล
- การตอบคาํ ถาม
- การแสดงความคดิ เห็นของนักเรียน
- การสงั เกตการเขารวมกิจกรรม
111
3. การสรางบรรยากาศ
- ดูการสรา งความนา สนใจ
4. การนําเสนอบทเรยี น
4.1 คาบที่ 1
4.1.1 การสรางประสบการณ (See)
- นักเรียนรําพึงภาวนาตามบทเพลง “การกลับใจของชายคนหน่ึง” หลังจากนั้นใหทุกคนเงียบ ไตรตรอง
เนอ้ื หาของบทเพลงที่ไดฟง และวิเคราะหวา
* การกลับใจน้ันเปน เร่อื งทย่ี ากสาํ หรบั ชวี ติ ของตนเองหรือไม อยางไร ?
* นักเรยี นเคยมปี ระสบการณก ารกลบั ใจในชีวิตของตนอยางไร ทาํ ไมตองกลับใจในคร้งั นัน้
4.1.2 การคดิ วนิ ิจฉยั ประสบการณ (Judge)
- แบงกลุมนักเรียนออกเปนกลุมๆ ละ 5-6 คน ใหแตละกลุมอานและศึกษาพระคัมภีรจากหนังสือกิจการ
อัครสาวก บทท่ี 22 ขอ 3 -16
บทอานจากหนงั สือกจิ การอัครสาวก (กจ 22:3-16)
เวลาน้ัน เปาโลจึงกลาวกับประชาชนวา “ขาพเจาเปนชาวยิว เกิดท่ีเมืองทารซัสในแควนซีลีเซีย แต
เติบโตในเมืองน้ี กามาลิเอลเปนอาจารยสอนขาพเจาใหปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของบรรพบุรุษอยางเครงครัด
ขาพเจารับใชพระเจาดวยความกระตือรือรนอยูเสมอเชนเดียวกับที่ทานท้ังหลายปฏิบัติอยูในวันนี้ ผูที่ดําเนิน
ตามวิถีทางน้ีเคยถูกขาพเจาเบียดเบียนถึงตาย ขาพเจาจับกุมท้ังชายและหญิงจองจําไวในคุก ดังที่มหาสมณะ
และสภาผอู าวโุ สทุกคนเปนพยานยืนยันได เพราะเขามอบจดหมายใหข าพเจานาํ ไปใหแ กบ รรดาพ่ีนองชาวยิวที่
เมืองดามัสกัส ขาพเจาจึงออกเดินทางเพื่อไปจับกุมบรรดาคริสตชนซ่ึงอยูท่ีนั่น นํากลับมายังกรุงเยรูซาเลม็ เพอื่
ลงโทษ
เวลาประมาณเทย่ี งวนั ขณะที่ขา พเจากาํ ลังเดนิ ทางใกลจะถงึ เมืองดามัสกัส ทนั ใดนั้นมแี สงสวางจาจาก
ทองฟาลอมรอบตัวขาพเจาไว ขาพเจาลมลงที่พ้ืนดินและไดยินเสียงพูดกับขาพเจาวา ‘เซาโล เซาโล เจา
เบยี ดเบียนเราทําไม’
ขา พเจาจงึ ถามวา ‘พระเจา ขา พระองคค ือใคร?’
พระองคตรัสกับขาพเจาวา ‘เราคือเยซูชาวนาซาเร็ธ ซ่ึงเจากําลังเบียดเบียนอยู’ คนที่อยูกับขาพเจาเหน็
แสงสวา ง แตไมไดย นิ เสยี งคนท่ีพดู กบั ขา พเจา
แลว ขา พเจา ถามอกี วา ‘พระเจาขา ขาพเจาจะตองทาํ อะไร?’
112
องคพระผูเปนเจาตรัสกับขาพเจาวา ‘จงลุกข้ึน เขาไปในเมืองดามัสกัส ที่น่ันจะมีคนบอกทุกสิ่งที่พระ
เจาทรงกําหนดใหเจาทํา’ แสงน้ันสวางจาจนขาพเจามองไมเห็นส่ิงใดผูรวมเดินทางกับขาพเจาจึงจูงมอื ขาพเจา
เขา ไปในเมอื งดามสั กสั
ชายคนหน่ึงชื่ออานาเนีย เปนผูยําเกรงพระเจาและปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ เปนที่เคารพนับถือของ
ชาวยิวทุกคนซึ่งอยูท่ีน่ัน เขามาพบขาพเจา ยืนใกลๆ พูดกับขาพเจาวา ‘เซาโล นองเอย จงกลับมองเห็นเถิด’
และในเวลาน้นั เองขาพเจาก็มองเหน็ เขา
อานาเนียบอกขาพเจาวา ‘พระเจาแหงบรรพบุรุษของเราทรงเลือกสรรทานใหรูพระประสงคของ
พระองค ใหเห็นพระคริสตเจาผูทรงชอบธรรมและไดยินพระสุรเสียงจากพระโอษฐของพระองค เพราะทาน
จะเปนพยานของพระองคยืนยันสิ่งท่ีทานไดเห็นและไดยินแกมนุษยทุกคน บัดนี้ทานรออะไรอยูอีก จงลุกข้ึน
รับศลี ลางบาปและเรียกขานพระนามพระองคช ําระลางบาปของทา นเถิด’
- ครตู งั้ คําถามใหน ักเรียนรว มกันเปนกลมุ ตอบวา :
1. “หากนักเรียนเปนนักบุญเปาโล ที่หายจากอาการตาบอดในขณะน้ัน นักเรียนจะปฏิบัติตนอยางไร
ตอไป?
2. “ทาํ ไม นกั บญุ เปาโลจงึ กลบั ใจ และเปลยี่ นแปลงชวี ติ มาทํางานแพรธ รรมของพระศาสนจักร?”
4.1.3 การลงมือปฏบิ ตั ิ (Act)
- ใหกลมุ นําเสนอและสรุปรวมกนั ในชนั้ เรยี น
อธษิ ฐานภาวนา
ครใู หน ักเรียนสงบนงิ่ และอธษิ ฐานในใจดว ยบทภาวนา “บทแสดงความทุกข”
“ขาแตพระเจา ขาพเจาเปนทุกขเสียใจที่ไดทําบาป เพราะบาปเรียกรองการลงโทษ และโดยเฉพาะอยา ง
ย่ิง บาปทําเคืองพระทัยพระองค ผูทรงความดีและทรงสมควรไดรับความรักจากมนุษยทั้งมวล เดชะพระหรรษ
ทานชวยขาพเจาต้ังใจแนวแนวาจะไมทําบาปอีกเลย จะหลีกหนีโอกาสบาป และจะพยายามใชโทษบาป โปรด
ทรงพระกรุณาอภยั บาปแกข าพเจาดว ยเถดิ อาแมน”
- ใหนกั เรยี นรําพึงและบันทกึ สว นตวั วา “ในขณะน้ี ฉันอยากกลบั ใจในเรอ่ื งใดมากท่สี ุด เพราะเหตใุ ด?”
4.2 คาบท่ี 2
- ครูทบทวนภาพรวมท่ีแตล ะกลมุ นําเสนอในคาบกอน
4.2.1 การสรางประสบการณ (See)
- นกั เรียนดคู ลิปเรอ่ื ง “ชวี ประวัตขิ องนักบุญเปาโล” และตอบคาํ ถาม ดังน้ี
* เมื่อนกั เรียนไดด ชู วี ประวตั ขิ องนักบญุ เปาโลแลว มคี วามคิดเห็นอยา งไร?
* นักเรยี นจะปฏบิ ัตติ นอยางไร เพอ่ื แสดงถงึ การแพรธ รรมตามแบบอยางของนักบุญเปาโล?
113
* นักเรียนแตละกลุม เขียนสรุปสิ่งท่ีแสดงถึงวิธีการแพรธรรมหรือการประกาศขาวดีของตนเอง วามี
วธิ ีการใดบา ง?
4.2.2 การคิดวินจิ ฉยั ประสบการณ (Judge)
- ครูใหความรูเกี่ยวกับการกลับใจของนักบุญเปาโลและการเดินทางงานแพรธรรมของทาน โดยเลา
เรือ่ งราวของทา นนกั บญุ เปาโลและอธิบายถงึ อุปสรรคตางๆในการเดินทางงานแพรธ รรมของทาน
“เปาโล เดิมชื่อวา เซาโล เกิดในป ค.ศ. 10 ที่เมืองทารซัสซึ่งตั้งอยูทางเหนือประเทศปาเลสไตน บิดาเปน
ชางเย็บหนังสัตว มีสัญชาติโรมัน แตเล็กแตนอยเปาโลไดรับการศึกษาอบรมแบบฟาริสีท่ีกรุงเยรูซาเล็ม จึงมี
ความรอบรูในพระคัมภีรเปนอยางดี และมีอุปนิสัยใจคอเครงครัดตอกฎบัญญัติแบบฟาริสี เปาโลคงไมเคยเห็น
หรือรูจักพระเยซูคริสตมากอน เม่ือพระองคส้ินพระชนมแลวจึงเริ่มเบียดเบียนพวกศิษยของพระองคอยางหนัก
จนกระท่ังถูกสายฟาฟาดตกจากหลังมากลายเปนคนตาบอด จึงกลับใจกลายมาเปนอัครสาวกผูใจรอนรนแทน
ทานไดรับการเยียวยาใหหายตาบอด และเร่ิมเทศนาเร่ืองพระเยซูคริสตท่ีอาเรเบียและที่เมืองดามัสกัส พวกศัตรู
ของคริสตชนพากันผิดหวังและโกรธแคนในตัวเปาโลจึงปดประตูเมืองหมายจะจับตัวมาลงโทษใหได แตตอน
คํ่าคนื พวกครสิ ตชนแอบนาํ เปาโลใสเ ขงใหญห ยอ นออกนอกกําแพงเมือง เปาโลจงึ หนรี อดไปได เปาโลจงึ ไปพบ
และแสดงตัวแกบรรดาอัครสาวกท่ีกรุงเยรูซาเล็ม ซ่ึงทุกคนก็ตอนรับทานดวยความยินดี ตอมาทานก็กลับไปท่ี
ซีเรียและซีลีเชีย และพํานักอยูที่น่ันเปนเวลา 14 ป จากนั้นเปาโลก็เริ่มเดินทางคร้ังประวัติศาสตรออกเทศนาส่ัง
สอนพรอมกับเพื่อนรวมทางเปนเวลายาวนานถึง 3 คร้ัง ทานไดปลูกฝงความเช่ือและกลุมคริสตชนไวมากมาย
และไดเฝาติดตามอภิบาลโดยเขียนจดหมายไปแนะนํา ส่ังสอนตักเตือน จดหมายเหลาน้ันไดกลายมาเปนสวน
หน่ึงของพระคัมภีรภาคพระธรรมใหม เต็มไปดวยคําส่ังสอนที่ลึกซ้ึง มีคุณคาฝายจิตใจเปนอันมาก ชวงสุดทาย
เปาโลถกู จบั ทก่ี รงุ เยรูซาเล็ม ถูกสงตัวไปท่กี รงุ โรม และถูกประหารชีวิตในราวป ค.ศ. 62
จากเสนทางท่ีเปาโลใชในการเดินทางประกาศขาวดีเร่ืองพระเยซูคริสตนี้ (แสดงแผนที่การเดินทางของ
เปาโล) เราคงตองท่ึงเพราะการเดินทางสมัยน้ันแสนจะยากเย็น ตองใชเรือและเทาเปนพาหนะ สําหรับเรือนั้นก็
คือเรือใบเรือพาย นอกจากจะชา แลวยงั เสย่ี งตอ อนั ตรายอันเกิดจากคลื่นลมพายุ ปรากฏวาเปาโลตอ งเผชิญกับการ
ลอยคอในทะเลเพราะเรือแตกมาแลวถึง 3 ครั้ง (2คร 11:25) นอกจารกน้ันยังตองเผชิญภัยทางบกจากโจรผูราย
จากศัตรูที่เอาหินทมุ จากพี่นอ งทรยศ จากการทาํ งานอยางตรากตรําลําบาก ฯลฯ “อะไรที่ทาํ ใหเ ปาโลอดทนไดถึง
ขนาดนั้น ก็เพราะใจรอ นรนของทานน่ันเอง”
เพราะเปาโล บุรุษผูมีใจรอนรนคนเดียวแทๆ พระนามของพระเยซูคริสตไดแผกระจายไปท่ัวสารทิศ จน
ปรากฏเปนปกแผนมั่นคงมาจนทุกวันน้ี หากวาชายทุกคน หรือชายหลายๆ คนจะเอาเย่ียงอยางของเปาโลบาง
โดยเตมิ ไฟความรอนรนลงในใจอีกสักนิด แลวออกประกาศอยางจริงจังอีกสกั หนอย ปา นนี้จะเกดิ อะไรข้ึน? ไม
จาํ เปน ถึงกบั ตองออกเดินทางไปประกาศยังเมอื งไกล เอาแคร อบๆ บา นของเรา รอบๆ วดั ของเรา ซ่ึงยงั มีผคู นอีก
เปน จาํ นวนมากที่ยงั ไมเ คยไดย นิ เรือ่ งราวเกยี่ วกับพระเยซคู ริสตเลย เขาอยใู กลชิดกบั เรา เปน เพ่อื นบานของเรามา
ชานานแลว และบางทกี าํ ลังคอยใครสกั คนจากพวกเราไปบอกขา วดนี ใ้ี หเ ขาทราบ แตเขากไ็ ดแ ตคอย
114
- ใหแตละกลุมเขียนคําตอบลงในกระดาษตอคําถามวา “การเดินทางงานแพรธรรมของนักบุญเปาโล มี
ความยากลําบากหรือมีอุปสรรค อยางไรบาง? และหากนักเรียนเปนนักบุญเปาโล นักเรียนจะเผชิญและฝาฟน
ความยากลําบากและอุปสรรคเหลาน้ไี ดอ ยา งไร?”
- ใหท ุกกลุม นาํ เสนอและรว มกันอภิปรายในชน้ั
4.2.3 การลงมือปฏบิ ัติ (Act)
- ใหนักเรียนสํารวจชีวิตของตนเอง หลังจากการกลับใจของเปาโล ทานเปล่ียนคุณคาของทาน โดยให
ความสําคัญกับพระพรของความเช่ือและการเรียกซึ่งทานไดรับจากพระคริสตเจา “นักเรียนคิดวาคุณคาที่เปาโล
ใหค วามสําคัญนีม้ อี ยใู นตัวของนกั เรยี นหรือไม? และมีความหมายอยางไรในชวี ิตของนกั เรยี น?”
- ใหนักเรยี นบนั ทกึ คาํ ตอบและแบงปนกนั ในกลมุ ตามความสมัครใจดวยความเคารพซง่ึ กันและกัน
- ใหนักเรียนเขียนจดหมายถึงเพ่ือนตางศาสนา ท่ีบงบอกถึงการแพรธรรมหรือการประกาศขาวดี ใน
ฐานะที่นกั เรยี นเปน ศษิ ยธรรมทตู ทอ่ี อกไปประกาศขาวดี คนละ 1 ฉบับ นาํ ไปสงใหก ับเพอ่ื นคนนน้ั และกลับมา
แบงปน ประสบการณกบั เพ่ือนๆ ในคาบตอ ไป
4.3 คาบท่ี 3
4.3.1 การสรางประสบการณ (See)
- ครูทบทวนภาพรวมของหนวยเรียนรูอีกคร้ัง และใหนักเรียนอาสาสมัครเลาถงึ ประสบการณ ของการ
ไปประกาศขาวดีแกเพื่อนตางศาสนา ในสัปดาหที่ผานมา พรอมครูใหความช่ืนชมและใหกาํ ลังใจในการดําเนนิ
ชวี ติ ของการเปน ศษิ ยธรรมทูตอยางแทจรงิ
4.3.2 การคิดวนิ ิจฉัยประสบการณ (Judge)
- ใหนักเรียนฟงบทเพลง “แกนรัก” จากวีดิทัศน และใหแตละกลุมชวยกันหาพฤติกรรมท่ีแสดงออกถงึ
การแสดงความรกั จากบทเพลงแกน รกั ทีน่ กั บุญเปาโลไดใ หค วามหมายของความรักไวใน (1 คร 13:4-13)
- ขออาสาสมัครอานพระคัมภีรจากบทจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ ฉบับที่ 1 บทท่ี 13 ขอ
4-13 อกี คร้งั หนงึ่ อยางชา ๆ และชดั เจน เพือ่ ใหเพอื่ นๆ ไดราํ พึงภาวนาตาม
115
พระวรสาร
พระวาจาของพระเจาจากของนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ ฉบับที่ 1 บทที่ 13 ขอ 4-13
ความรักยอมอดทน มีใจเอื้อเฟอ ไมอิจฉา ไมโออวดตนเอง ไมจองหอง ไมหยาบคาย ไมเห็นแกตัว
ความรกั ไมฉ ุนเฉยี ว ไมจ ดจําความผิดทไี่ ดรับ ไมย ินดใี นความชว่ั แตร ว มยนิ ดีในความถูกตอง ความรกั
ใหอภยั ทุกอยาง เชื่อทกุ อยา ง หวงั ทกุ อยาง อดทนทกุ อยาง ความรักไมม สี ้ินสุด แมการประกาศพระวาจา
จะถูกยกเลิก แมการพูดภาษาที่ไมมีใครเขาใจจะยุติ แมความรูจะหมดส้ิน เพราะเรารูอยางไมสมบูรณ
และประกาศพระวาจาอยางไมสมบูรณ แตเม่ือส่ิงท่ีสมบูรณมาถึง ความไมสมบูรณจะสูญส้ินไป เมื่อ
ขาพเจายังเปนเด็ก ขาพเจาก็พูดจาเหมือนเด็กๆ คิดเหมือนเด็กๆ ใชเหตุผลเหมือนเด็ก ๆ แตเมื่อขาพเจา
เปนผูใหญ ขาพเจาก็เลิกประพฤติเหมือนเด็ก ในเวลาน้ี เราเห็นพระเจาเพียงรางๆ เหมือนเห็นในกระจก
เงา แตเม่ือถึงเวลาน้ันเราจะเห็นพระองคเหมือนพระองคทรงอยูตอหนาเรา เวลาน้ี ขาพเจารูอยางไม
สมบรู ณ แตเม่ือถงึ เวลานัน้ ขา พเจาจะรแู จง เหมือนท่พี ระองคท รงรจู ักขาพเจา
ขณะน้ียังมีความเชอื่ ความหวังและความรักอยูทั้งสามประการ แตท่ียิ่งใหญกวาสิ่งใดทัง้ หมด
คอื ความรกั
- ครูและนักเรียนรวมกันอภิปราย และสรุปความหมายของการแสดงออกถึงความรักตอบุคคลอื่นวามี
วธิ ีการใดบา งที่นักเรยี นสามารถนําไปปฏิบัติในการดําเนนิ ชีวิตประจําวนั
4.3.3 การลงมอื ปฏิบตั ิ (Act)
- ครูใหขอคิดกับนักเรียนถึงการเปนศิษยธรรมทูต การเปนแบบอยางดวยชีวิต ในฐานะท่ีตนเปนเยาวชน
และเปนศิษยข องพระเยซูเจา
- ใหนักเรียนเขียนส่ิงที่คิดวาจําเปนท่ีจะนําไปใชในการทํางานเปนผูแพรธรรมของนักเรียน ลงใน Mind
Mapping (นักเรียนอาจจะวาดรูปแทนการเขียนได) และใหอธิบายวาทําไมจึงตองการนําสิ่งเหลานี้ไปในการ
ทาํ งานเปนผแู พรธรรมของนักเรียน
116
อธิษฐาน
รวมกันภาวนาตามบทเพลง “สอนดวยชีวิต” ครูและนักเรียนรวมกันสรุปขอคิดจากบทเพลงและนําไป
ปฏบิ ตั ดิ วยการเปน แบบอยา งดว ยชวี ติ ของตนเอง
- นักเรียนเขียนบทภาวนาเพื่องานแพรธรรมของพระศาสนจักร และใชบทภาวนาน้ีสวดกอนนอนอยาง
นอ ยเปน เวลา 1 สปั ดาห
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยี น
1. นกั เรียนมคี วามคดิ เหน็ อยางไรเกย่ี วกบั การกลับใจเปน คนดี และการประกาศขา วดแี กบ คุ คลอ่ืน?
2. นักเรียนคิดวา การกลับใจและการประกาศขาวดีน้ี เก่ยี วโยงกับคุณคา พระวรสารเรอื่ งความรกั อยา งไร?
3. จากส่ิงท่ีไดเรียนรูและจากประสบการณการกลับใจและการประกาศขาวดีของนักเรียนจะเกิดผล และ
สามารถเปล่ียนแปลงชวี ติ ของตนเองอยางไร?
6. ส่อื การเรยี นการสอน
- เกมปดตา
- คลปิ วีดิทศั นเ ร่ือง “ชีวประวัตินักบุญเปาโล”
- คลิปวีดทิ ัศนเพลง “การกลบั ใจของชายคนหนงึ่ ”
- คลปิ วดี ิทัศนเ พลง “แกน รกั ”
- คลปิ วดี ิทศั นเพลง “สอนดว ยชวี ิต”
- พระคมั ภีร
7. การเตรียมตวั ของครู
- คนควาหาขอ มลู และสือ่ ประกอบการเรยี นการสอนเก่ยี วกบั เรื่องราวของนกั บญุ เปาโล
117
สาระการเรียนรู วชิ าคาํ สอน ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 4
หนวยการเรียนรู เรอ่ื ง การดาํ เนินชวี ติ คริสตชนในสมยั ปจ จุบนั
จัดการเรยี นรโู ดย ครจู ิตมิ า บญุ คํา โรงเรียน มาแตรเ ดอีวทิ ยาลัย กรงุ เทพมหานคร
1. การใหภ าพรวม
1.1 วตั ถปุ ระสงค (Objectives)
- นักเรียนตระหนกั ในบทบาทหนาท่ี และการปฏิบตั ิตนเปน คริสตชนท่ดี ีไดใ นชวี ติ นักเรยี น
- นักเรียนเขาใจ และตระหนักในความสําคัญวา ความเชื่อและพระเจาเปนสวนสําคัญในชวี ิต และสามารถ
นําไปสูความสาํ เร็จตามเปาหมายของตนเองได ทง้ั ชีวติ ฝายโลกและทางชวี ิตฝายจติ
1.2 ความจาํ เปน (Needs)
- นกั เรียนสามารถดําเนินชีวิตตามเปา หมายทางโลกไดอยางประสบความสําเร็จ ควบคูไปกบั การปฏิบัติตน
ตามความเชอื่ และความศรัทธาตอพระเปนเจา
1.3 หัวขอและเนอื้ หา (Range)
(1) เราเรยี นคาํ สอนเพือ่ อะไร?
(มัทธิว 4:4 - พระเยซูตรัสตอบวา “มีคําเขียนไววา ‘มนุษยไมอาจดํารงชีวติ ดวยอาหารเพียงอยางเดียวแต
ดํารงชวี ติ ดว ยทุกถอ ยคําจากพระโอษฐของพระเจา)
(2) เปาหมายในชีวิตนักเรียนและเปาหมายชีวิตคริสตชนคืออะไร สองส่ิงนี้สามารถดําเนินไปในทาง
12
เดียวกันไดหรือไม
(มทั ธิว 13:24 พระเยซทู รงยกคําอุปมาอกี วา “อาณาจักรสวรรคเปรยี บเหมือนคนหวา นเมล็ดพนั ธุดีในนา
ของตน” และ กาลาเทีย 5:22 - สวนผลของพระวิญญาณนั้นคือ ความรัก ความชื่นชมยินดี สันติสุข ความอดทน
12
ความปรานี ความดี ความสัตยซ่อื )
12
(3) ทิศทางของคริสตชนวัยรุนที่มีความสุขกับชีวิต - เราใชชีวิตวัยรุนคริสตชนโดยยึดหลักความเช่ือและ
การปฏิบัติตนตามความเชื่อได พรอมกับการใชเวลาในการมุงม่ันกับการเรียนไปในเวลาเดียวกันได ไดโดยไม
ตองเลือกอยา งใดอยางหนง่ึ
(อิสยาห 43:4 เพราะเจาล้ําคาและมีเกียรติในสายตาของเรา และเพราะเรารักเจา เราจึงยอมเอาผูคนแลก
กับเจา เอาประชากรแลกกับชีวิตของเจา และ สดุดี 95:7 - เพราะพระองคทรงเปนพระเจาของเรา เราเปน
ประชากรทพี่ ระองคทรงเลยี้ งดใู นทงุ หญา ของพระองค เปนฝูงแกะทีพ่ ระองคท รงอมุ ชูดว ยพระหตั ถของพระองค
วันน้หี ากทานไดยนิ พระสรุ เสียงของพระองค)
1.4 การสรางความนาสนใจ (Interest)
- เกมลาสมบัติ (นักเรียนผูกขาติดกัน หรือจับมือกันไปหาสมบัติ บางกลุมไดคําใบเปนแนวทางในการไป
หาสมบัติ บางกลมุ ไมไ ดคาํ ใบ) (คาบท่ี 1 See 1)
- วีดิโอ Einstein on God (คาบท่ี 1 Judge 1)
- วีดโิ อคลปิ หวั ขอ A random act of kindness (คาบท่ี 1 Act 1)
118
- วีดิโอคลิปบางสว นของภาพยนตร เร่ือง The Martian (คาบที่ 2 See 2)
- เกมบอกทิศทาง (คาบท่ี 4 See 4)
- วีดโิ อ The meaning of life (อธิบายโดยใชขอ ความจากพระคัมภีร) (คาบที่ 4 Judge 4)
(ขอมลู เกมหรือวีดิโอ อยใู นเอกสารแนบทา ยแผนการสอน)
1.5 เวลา
- 6 คาบๆ ละ 50 นาที
2. การประเมินผลและการวัดผล
- การมีสว นรว มกบั กจิ กรรม
- การตัง้ คําถาม การตอบคาํ ถาม
- การทาํ ชิ้นงาน (Life Collage)
3. การสรา งบรรยากาศ
- ภาวนา พระวรสาร เพลง เขยี นบทภาวนาสั้น (ตามหัวขอ ที่ครูให หรอื ตามความตองการของนักเรียน) และ
บทสวด
4. การนําเสนอบทเรยี น
4.1 คาบท่ี 1
อธษิ ฐานภาวนารําพงึ กบั พระวรสาร
(มัทธิว 4:4 - พระเยซูตรัสตอบวา “มีคําเขียนไววา ‘มนุษยไมอาจดํารงชีวิตดวยอาหารเพียงอยางเดียวแต
ดาํ รงชีวิตดวยทุกถอยคําจากพระโอษฐของพระเจา)
4.1.1 การสรางประสบการณ (See)
- นักเรียนแบงกลุมเลนเกมลาสมบัติ (โดยบางกลุมจะไดใบนําทางท่ีถูกตองชัดเจน บางกลุมไดใบนําทาง
เพียงคร่ึงเดียว บางกลุมไดใบนําทางท่ีบอกทิศทางผิด ๆ และบางกลุมไมไดใบนําทางเลย กลุมใดลาสมบัติได
กอน ถอื เปนผชู นะ)
- นักเรียนแสดงความคิดเห็นสวนตัว และแบงปนในกลุมเก่ียวกับเกมลาสมบัติที่เลนวา ทีมท่ีชนะมี
ความสามารถที่สุดสมกับเปนผชู นะใชหรอื ไม?
- ปจ จยั ในการแพ หรือชนะขนึ้ อยกู บั สิ่งใด?
- การแพชนะ เกดิ ขนึ้ ดว ยความยตุ ิธรรมหรือไม? เพราะเหตุใด?
119
4.1.2 การคดิ วินจิ ฉัยประสบการณ (Judge)
- นักเรียนเขียนบันทึกประสบการณวา ถาเปรยี บเทยี บเกมท่ีเลนน้ีกบั การดําเนินชีวิตคริสตชน สมบตั ิท่ลี า
เปรียบเหมอื นกับสงิ่ ใดในชวี ิต ใบนาํ ทางเปรยี บเหมือนกบั ส่ิงใด การที่ไดร ับหรือไมไ ดร ับใบนําทางเปรยี บไดกับ
อะไร และเกมนเ้ี ปรยี บเทยี บกับการดาํ เนินชวี ติ คริสตชนไดอยา งไร?
- นักเรียนดูวีดิโอคลิปหัวขอ Einstein on God และพูดแสดงความคิดเห็นวา เห็นดวยหรือไมเห็นดวยกับ
ความคดิ เหน็ ของ Albert Einstein เกีย่ วกบั การมีอยจู รงิ ของพระเปน เจา เพราะอะไร?
- นักเรียนอานเอกสาร (J 1 = YOUCAT บทท่ี 1 ขอ 3-6 มนุษยเปดรับพระเจา และ YOUCAT บทที่ 2
ขอ 7-10 พระเจา ทรงอยูใกลเ รามนษุ ย)
- ครูชวยใหความกระจางของเนื้อหาที่อานโดยการอธิบายและถามตอบ โดยเช่ือมโยงความหมายเกมที่
เลนกับการบรรลจุ ดุ ประสงคห รือแสวงหาเปา หมายของชวี ิต
- นกั เรียนตอบคําถาม
(1) เพราะเหตใุ ด เราจึงจาํ เปนตอ งเรียนรูเก่ียวกบั ความรักของพระเปนเจา ?
(2) มนุษยไ ดร บั สง่ิ ใดจากความรกั ของพระเปนเจา (อางองิ กาลาเทีย 5:22 ยอหน 15:9 สดดุ ี 118:1)
(3) การตระหนักในความรกั ของพระเปน เจา จะชวยเหลือหรอื ช้ีนําเราในการดํารงชวี ิตอยางไร?
(4) “เพราะเหตุใดเราจงึ เรยี นคาํ สอน?”
4.1.3 การลงมอื ปฏิบตั ิ (Act)
- นักเรียนรองเพลง “ความรกั ของพระเปนเจา ”
- ขดี เสน ใต ขอความที่ประทบั ใจและบอกเหตผุ ล
- นกั เรยี นแตละคนเขียนตอบคําถามเหลานสี้ ว นตัว
(1) ส่ิงใดที่เปนการปฏิบัติตนอยางดีที่ไดเคยทําตอผูอื่น คิดวาผูรับมีความรูสึกอยางไร และเม่ือท่ีทําส่ิง
นัน้ นกั เรียนรูสึกอยางไร?
(2) นกั เรียนดวู ิดโิ อ A random act of kindness และบอกความรสู ึกของการเปนผใู หแ ละผูรบั
(3) ใหเขียนขอต้ังใจดีที่จะปฏิบัติไดจริง 2 ขอ ตอบุคคล หรือกลุมบุคคลใกลตัว แตนักเรียนไมเคยมี
ปฏิสัมพันธมา กอน บันทึกสิ่งที่ทําและผลท่ีไดรับ เพื่อเปดโอกาสใหตัวเองไดทํากิจการดี ๆ แบบงายๆ ท่ีไมเคย
ทาํ มากอ น เพอื่ เปน การตอบสนองตอ ความรักของพระเจาท่มี ีตอเรา และจะไดสามารถสมั ผสั ความรกั พ่ีพระเจามี
ตอเรา
5. คาํ ถามเพ่ือการไตรตรอง
- ฉันรูสึกอยา งไร เมอื่ ไดปฏบิ ัตหิ รือทาํ สิง่ ดีๆ ใหก ับคนทไี่ มคุนเคยมากอน?
- นักเรียนคิดวา พระเปนเจาจะชมฉันวา อยา งไร เม่อื เหน็ การกระทําดขี องฉนั ?
ภาวนาจบ นกั เรยี นภาวนาขอบคุณพระเปนเจา ตอ ส่งิ ดี ๆ ทไี่ ดร ับในคาบนี้
120