The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

7. แผนการสอนวิชาคำสอนและคริสตศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookedba, 2021-09-28 03:06:48

7. แผนการสอนวิชาคำสอนและคริสตศาสตร์

7. แผนการสอนวิชาคำสอนและคริสตศาสตร์

สาระการเรยี นรู้ สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ระดับช้ัน มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1
หนว่ ยการเรยี นรู้ คริสตศาสตร์ เร่อื ง พระเจ้าสร้างโลก โรงเรียน เซนตโ์ ยเซฟ บางนา จ. สมุทราปราการ
ออกแบบโดย ครฉู ัตรแก้ว จริ ัฐสรุ างค์
วนั ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2017

1. การให้ภาพรวม
1.1 วตั ถุประสงค์ (Objectives)

- นกั เรยี นทราบประวัติความเป็นมาและความหมายของการสรา้ งโลก
- นักเรยี น รู้ เข้าใจ สาเหตุของการสรา้ งโลกและสรรพสิง่ ท้ังหลาย

1.2 ความจาเปน็ (Needs)
- นักเรียนสามารถรู้ถงึ หน้าท่ขี องมนษุ ยใ์ นการดแู ลรักษาชวี ติ ของตน เพอ่ื นมนษุ ย์และสิ่งสรา้ งทัง้ หลาย

1.3 หัวขอ้ และเน้อื หา (Range)
- การกาเนิดโลก สาเหตุของการสรา้ งโลก และสรรพสิ่งท้ังหลาย
- พระสัญญา ความรักและพระเมตตาที่พระเจา้ มตี ่อมนุษย์

1.4 การสรา้ งความสนใจ (Interest)
- พานักเรยี นสารวจนอกห้องเรยี น ธรรมชาติ อาคาร สิง่ สรา้ ง รอบ ๆ โรงเรียน สนทนา พร้อมกับตัง้ คาถาม

1.5 เวลา (Time)
- 3 คาบ (คาบละ 50 นาที)

2. การประเมินและวัดผล
- นกั เรยี นแสดงความคดิ เหน็
- การตอบคาถาม
- สงั เกตการเข้ารว่ มกิจกรรม

3. การสร้างบรรยากาศ
- เปดิ วีดโิ อ คลปิ การสร้างโลก วีดิโอ คลิป ภัยธรรมชาติตา่ ง ๆ
- อ่านพระวาจาพระเจา้ และใหน้ กั เรียนอภิปราย

71

4. การนาเสนอบทเรียน
4.1 คาบท่ี 1

4.1.1 การสร้างประสบการณ์ (See)
- พานักเรียนสารวจนอกห้องเรียน ธรรมชาติ อาคาร ส่ิงสร้าง รอบ ๆ โรงเรียน และบันทึกสิ่งท่ีเห็นแยก
เปน็ ประเภท สิง่ ที่พระเจ้าสรา้ งกับส่ิงทมี่ นุษย์สร้าง
- ใหน้ กั เรยี นอภปิ รายว่า สิ่งท่พี ระเจ้าสร้างกับสงิ่ ทมี่ นษุ ยส์ รา้ งมีลกั ษณะเหมือนหรือแตกต่างกนั อยา่ งไร?

4.1.2 การคดิ วินจิ ฉัยประสบการณ์ (Judge)
- นกั เรยี นทกุ คนอ่านพระคมั ภรี ์ (ปฐม 1: 28-30)
- ใหน้ กั เรยี นช่วยกนั แสดงความคดิ เหน็ “ทาไมพระเจา้ จึงสรา้ งโลกนี้”
- ให้กลุม่ นาเสนอและสรปุ ร่วมกันในช้นั เรียน

4.1.3 การลงมอื ปฏิบตั ิ (Act)
- ครใู หน้ ักเรยี นศกึ ษา YOUCAT ขอ้ 44 ถงึ ข้อ 48

44. ใครสร้างโลก?
พระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว ผู้ทรงอยู่เหนือกาลเวลาและสถานท่ี ทรงสร้างโลกจากความว่างเปล่าและ

ทรงเรียกให้ทุกสิ่งอุบัติข้ึน ทุกส่ิงทุกอย่างท่ีมีอยู่นั้นขึ้นอยู่กับพระเจ้า และคงเป็นอยู่ต่อไป เพราะพระองค์ทรง
พระประสงคใ์ หเ้ ปน็ เช่นนัน้ (290-292, 316)

อาจกล่าวได้ว่า การสร้างโลกเป็น “ผลงานร่วมกัน” ของพระเจ้า พระตรีเอกภาพ พระบิดาทรงเป็นพระ
ผู้สร้าง ทรงสรรพานุภาพ พระบุตรทรงเป็นความสาคัญและหัวใจของโลก “ทุกส่ิงถูกเนรมิตขึ้นโดยพระองค์
และเพ่ือพระองค์” (คส 1: 16) เมื่อเราได้เรียนรู้จักพระคริสตเจ้าแล้วเท่านั้น เราจึงค้นพบได้ว่า เพราะเหตุใดโลก
จึงดี และเข้าใจวา่ โลกมีจุดหมายปลายทางคือ ความจริง ความดีงาม และความงดงามของพระเจ้า พระจิตเจ้าทรง
รวมทกุ อยา่ งไวด้ ว้ ยกนั พระองคท์ รงเป็นผหู้ นึง่ ซ่ึง “ให้ชวี ิต” (ยน 6: 63)
48. ทาไมพระเจา้ จงึ ทรงสร้างโลก

“โลกถูกสรา้ งมา เพอ่ื พระสริ ริ ุ่งโรจนข์ องพระเจ้า” (สังคายนาวาตกิ ัน คร้ังท่ี 1) (293-294, 319)
ไม่มีเหตุผลใดในการสรา้ งโลกนอกจากความรักพระสิริร่งุ โรจน์และพระเกียรติมงคลของพระเจา้ ปรากฏ
อยู่ในส่ิงสร้าง ดังน้ัน การสรรเสริญพระเจ้า มิใช่หมายถึงการปรบมือยกย่องพระผู้สร้าง ย่ิงกว่าน้ัน มนุษย์มิใช่ผู้
เข้าชมการทางานของสิ่งสร้าง “การสรรเสริญพระเจ้า” หมายถึง ความรูส้ ึกกตญั ญูรคู้ ุณท่ีตนเองเกดิ มา พรอ้ มกับ
สง่ิ สร้างท้งั ปวง

- ใหน้ กั เรยี นสรุปอกี ครง้ั ว่า “ทาไมพระเจา้ ถงึ สรา้ งโลกนี้” และสรุปความเหน็ รว่ มกัน

อธษิ ฐานภาวนาดว้ ยบทเพลง “แผน่ ดนิ ของเรา”
(รบั ) แผ่นดินของเรา เตม็ ไปดว้ ยความรักของพระเจ้า

72

แผ่นดนิ ของเรา เตม็ ไปด้วยความรกั ของพระเจา้
1. เดอื นดาราทัว่ เวหน ดลบนั ดาลสร้างสรรค์มา ด้วยฤทธานภุ าพ

เดอื นดาราใหญ่น้อย ท่ีลอ่ งลอยบนนภา สอ่ งแสงมาเพ่ือเรา
2. มวลนกกาบนเวหา มวลแมกไมท้ วั่ พนา ทรงสร้างมาพรอ้ มสิ้น

มวลมจั ฉาท่วั วารี ล้วนมากมีเหลอื คณา สรรสร้างมาเพอ่ื เรา
3. มวลมนษุ ยท์ ัว่ แดนไหน ลว้ นสรา้ งไวเ้ หนอื ส่ิงใด มจี ติ ใจรูด้ ีชั่ว

ทง้ั สัตวน์ า้ บกทัง้ หลาย สรรสร้างไวช้ ว่ ยบรรเทา เปน็ ประโยชน์ของเรา
4. ทง้ั พระคณุ อีกมากล้น ยงั ช่วยดลให้รงู้ าม จติ ใจทรามเปลีย่ นสิน้

พระเยซบู ุตรของพระ ประทานไว้เพอื่ นาทาง สูส่ วรรค์นริ นั ดร

5.1 การไตร่ตรองก่อนจบคาบเรยี น
- นักเรียนรู้สึกอย่างไรจากการเรียน เรื่อง “พระเจา้ สรา้ งโลก”?

4.2 คาบท่ี 2

4.2.1 การสรา้ งประสบการณ์ (See)
- ครทู บทวนภาพรวมของหน่วยการเรียนรอู้ ีกคร้งั
- เปิด วีดโี อ คลปิ การสร้างโลก วีดิโอ คลปิ ภัยธรรมชาติต่าง ๆ
- ให้นกั เรยี นชว่ ยกนั แสดงความคิดเหน็ เปรยี บเทยี บ คลิปการสร้างโลก กบั คลิปภยั ธรรมชาติต่าง ๆ

4.2.2 การคดิ วินจิ ฉยั ประสบการณ์ (Judge)
- ครูให้อ่าน YOUCAT ข้อ 49-51 พระเจ้าทรงนาทางโลกและชีวิตของฉันและครูร่วมกับนักเรียน
อภิปราย “ทาไมพระเจา้ จึงปล่อยใหม้ ีภยั ธรรมชาติต่างๆ” และหาข้อสรุป

4.2.3 การลงมือปฏิบตั ิ (Act)
- ครูให้นกั เรยี นเขยี นบทอธิษฐานและอา่ นทลี ะคน

อธษิ ฐาน
ใหน้ ักเรียนอธิษฐานในใจ
สรรเสรญิ พระเจ้าสาหรบั ......................................................................................................................
ขอบพระคุณพระเจา้ สาหรบั .................................................................................................................
ขอโทษพระเจ้าสาหรับ.........................................................................................................................
วอนขอพระพรสาหรับ.........................................................................................................................

73

5.2 การไตร่ตรองกอ่ นจบคาบเรียน
- จากส่งิ ที่นกั เรียนไดเ้ รียนรู้ นกั เรยี นจะเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมของตนอย่างไรเพือ่ โลกของเรา?

4.3 คาบที่ 3

4.3.1 การสร้างประสบการณ์ (See)
- ครูแบ่งกลุ่มพานักเรียนออกไปปลูกต้นไม้ ดูแลรดน้า พรวนดิน บริเวณสวนหน้าห้องอภิบาล และ
กลับมาแบง่ ปันความรสู้ ึกทีห่ ้อง

4.3.2 การคิดวินจิ ฉยั ประสบการณ์ (Judge)
- ครใู หน้ กั เรียนศกึ ษา YOUCAT ข้อ 1

1. เราอยู่ในโลกน้ีเพ่ือจุดประสงค์อะไร?
เราอยู่ในโลกน้ีเพื่อรู้จักและรักพระเจ้าเพ่ือกระทาส่ิงดีตามน้าพระทัยของพระองค์ และเพ่ือสักวันหน่ึงจะ

ไดอ้ ยใู่ นสวรรค์ (1-3 , 358)
การเป็นมนุษย์ หมายถึง การมาจากพระเจ้า พระองค์ผู้ทรงดารงไว้ซึ่งความสุขท้ังในสวรรค์และแผ่นดิน

และพระองค์ทรงรอคอยเราในความสุขแท้นิรันดรของพระองค์ในขณะท่ีเราอาศัยอยู่ในโลกใบนี้ บางครั้งเรา
ร้สู ึกว่าองค์พระผู้สร้างทรงอยู่ใกลเ้ รา แต่บ่อยคร้งั เราไม่รู้สึกอะไรเลย ดังนั้น เพ่ือใหเ้ ราพบหนทางทถี่ ูกตอ้ ง พระ
เจ้าจึงทรงส่งพระบุตรของพระองค์ ผู้ทรงช่วยเราให้พ้นจากบาป ทรงปลดปล่อยเราจากความชั่วรา้ ยท้ังปวง และ
ทรงนาเราส่ชู ีวิตแทจ้ รงิ โดยไมผ่ ดิ พลาด พระองคท์ รงเปน็ “หนทาง ความจริง และชีวิต” (ยน 14:6)

- ครอู ธิบายเพมิ่ เตมิ เรื่อง “หน้าท่ตี อ่ ตนเอง ต่อผู้อนื่ และสงั คม”

4.3.3 การลงมอื ปฏบิ ัติ (Act)
- ให้นกั เรียนศึกษาวิธีการดูแลโลกใบน้ีจากการ ปลกู ต้นไม้ ดูแลตน้ ไม้
- ใหน้ กั เรยี นแบ่งกล่มุ รบั ผิดชอบการดแู ลต้นไม้และการปลูกต้นไม้ (ต่อเนอ่ื งตลอดภาคเรยี นที่ 1)

5.3 การไตรต่ รองกอ่ นจบคาบเรียน
- หลังจากที่ได้เรียนรู้ถึงส่ิงสร้างต่าง ๆ ในโลก “โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้และดูแลต้นไม้” ทาให้นักเรียน

ร้สู กึ แตกตา่ งจากเมื่อก่อนอยา่ งไร?

6. สอื่ การสอน
- พระคัมภรี ์
- วดี โิ อ คลปิ
- สภาพแวดล้อมในโรงเรยี น

74

สาระการเรยี นรู สังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับชนั้ มัธยมศึกษาปท ี่ 1
หนว ยการเรียนรู คาํ สอน เรอ่ื ง พระเยซูเจา ในวยั เดก็ - แบบอยางจากครอบครัวศกั ด์สิ ทิ ธ์ิ
ออกแบบโดย ครวู งเดอื น หัวใจ โรงเรียน สตรมี ารดาพทิ ักษ จ. จันทบรุ ี
วนั ที่ 25 กุมภาพนั ธ 2017

1. การใหภ าพรวม
1.1 วตั ถปุ ระสงค (Objectives)

- เพอื่ ใหนักเรียนทราบประวัติของพระเยซูเจาในวัยเดก็
- เพื่อใหนักเรียนนําแบบอยางของพระเยซูเจาในการดําเนินชีวิตในครอบครัวศักดิ์สิทธิ์มาปรับใชในชีวิต
ครอบครวั

1.2 ความจําเปน (Needs)
- นักเรียนมีแบบอยางของพระเยซูในการดําเนินชีวิตในครอบครัวศักด์ิสิทธ์ิจนเกิดความภาคภูมิใจใน

ตนเอง

1.3 หวั ขอและเนือ้ หา (Range)
- แบบอยางทดี่ ใี นการดาํ เนนิ ชวี ติ ในครอบครวั ศกั ดิส์ ทิ ธิ์

1.4 การสรางความสนใจ (Interest)
- ใหนักเรียนดคู ลิป หรอื อา นเรื่อง “พระเยซูเจา ในวยั เด็ก”
- รวมกันสนทนา และซกั ถาม

1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบๆ ละ 50 นาที

2. การประเมิน และการวัดผล
- สังเกตความสนใจ สนทนา และซกั ถาม

3. การสรา งบรรยากาศ
- ใหนักเรยี นดคู ลปิ เร่อื ง “พระเยซเู จา ในวยั เด็ก ”

75

4. การนําเสนอบทเรียน
4.1 การสรางประสบการณ (See)

- ครูต้ังคําถามจากคลิปหรืออาน เร่ือง “ พระเยซูเจาในวัยเด็ก ” ที่นักเรียนไดดูมีความเห็นอยางไร? สะทอน
ใหเห็นถึงความสัมพันธเชนไรในครอบครัวของศักด์ิสิทธ์ิ ซ่ึงประกอบดวยพระเยซูเจา แมพระ และนักบุญโย
เซฟ

- แบงกลุมนักเรียนออกเปนกลุมๆละ 4-5 คน แลกเปล่ียนความคิดเห็นและพฤติกรรมของสมาชิกแตละคน
ในครอบครัวของพระเยซูและนําเสนอความเห็นของกลุม
4.2 การวินจิ ฉัยประสบการณ (Judge)

- ใหนักเรียนอานขอความจากพระวรสาร นักบุญ ลูกา บทที่ 2: 41-52 และบันทึกบทเทศนของคุณพอชัยยะ
กิจสวัสด์ิ เร่ือง พระเยซูในหมูธรรมาจารย ครูและนักเรียนรวมกนั สรุปบทเรียนจากครอบครัวศักดิ์สทิ ธเ์ิ นนใน 3
ประการ คอื

1. ถอื วาพระเจาสาํ คัญเหนือส่ิงอ่นื ใดทัง้ หมด
2. สง เสริมการคน พบตัวเอง
3. ใหก ารยอมรับซึ่งกนั และกนั
อธิฐานภาวนา

ใหนักเรียนสงบเงียบ ครูอาน “พอกับแมตามหาลูกทําไม พอแมไมรูหรือวา ลูกตองอยูในบานของพระ
บิดาของลกู ” (ลก 2: 49) 3 ครัง้ และใหน ักเรียนอธษิ ฐานในใจ 3 นาที

4.3 ลงมอื ปฏิบัติ (Act)
- ใหนักเรียนอภิปรายและสรุปภายในกลุมวา นักเรียนควรมีบทบาทอยางไร เพื่อใหครอบครัวของนักเรียน

เปนไปตามบทเรยี นท่ไี ดร บั จากครอบครัวศักดส์ิ ทิ ธิ์?
- นักเรียนกําหนดขอต้ังใจ เพื่อนําไปปฏิบัติในครอบครัวตลอดสัปดาห บันทึกประสบการณที่ไดรับและ

นาํ มาแบง ปนในคาบตอ ไป
5. การไตรตรองกอ นจบคาบเรียน

- หลังจากทน่ี ักเรยี นไดเ รยี นรูแบบอยา งของครอบครัวศักดิ์สทิ ธิ์ นกั เรยี นอยากใหชีวิตครอบครัวของนกั เรียน
เปล่ยี นแปลงไปอยา งไร?
6. สือ่ การเรียนการสอน

- คลิป เร่ือง “ พระเยซใู นวยั เดก็ ”
- พระคมั ภรี 
7. การเตรยี มตวั ของครู
- อาน ศึกษา และรําพึงถึงบทเทศนของคุณพอชัยยะ กิจสวัสดิ์ เรื่อง “พระเยซูในหมูธรรมาจารย” (ลก 2: 41-
52)

76

พระเยซเู จาในหมธู รรมาจารย
ขา วดี ลก 2:41-52

41โยเซฟพรอมกับพระมารดาของพระเยซูเจาเคยข้ึนไปยังกรุงเยรูซาเล็มในเทศกาลปสกาทุกป 42เม่ือ
พระองคมีพระชนมายุสิบสองพรรษา โยเซฟพรอมกับพระมารดาก็ขึ้นไปกรุงเยรูซาเล็มตามธรรมเนียมของ
เทศกาลนั้น 43เม่ือวันฉลองสิ้นสุดลง ทุกคนกเ็ ดนิ ทางกลับ แตพ ระเยซูเจา ยงั ประทบั อยูท่กี รุงเยรซู าเล็มโดยท่ีบิดา
มารดาไมรู 44เพราะคิดวา พระองคทรงอยูในหมูผูรวมเดินทาง เม่ือเดินทางไปไดหน่ึงวันแลว โยเซฟพรอมกับ
พระนางมารยี ตามหาพระองคในหมูญาติและคนรูจกั 45เมอ่ื ไมพบจึงกลบั ไปกรงุ เยรซู าเล็ม เพอ่ื ตามหาพระองคท่ี
น่ัน 46ในวันที่สามโยเซฟพรอมกับพระนางมารียพบพระองคในพระวิหารประทับนั่งอยูในหมูอาจารย ทรงฟง
และทรงไตถามพวกเขา 47ทุกคนที่ไดฟงพระองคตางประหลาดใจในพระปรีชาที่ทรงแสดงในการตอบคําถาม 48
เมื่อโยเซฟพรอมกับพระนางมารียเห็นพระองคก็รูสึกแปลกใจ พระมารดาจึงตรัสถามพระองควา “ลูกเอย ทําไม
จึงทํากับเราเชน น้ี ดูซิ พอ กบั แมตองกงั วลใจตามหาลกู ” 49พระองคต รสั ตอบวา “พอ กับแมตามหาลกู ทําไม พอ แม
ไมรหู รือวา ลูกตอ งอยใู นบา นของพระบดิ าของลูก” 50โยเซฟพรอ มกบั พระนางมารยี ไ มเ ขา ใจที่พระองคต รสั
51พระเยซูเจา เสด็จกลับไปที่เมืองนาซาเรธ็ กับบิดามารดาและเช่ือฟงทานทง้ั สอง พระมารดาทรงเก็บเร่ืองทั้งหมด
เหลานี้ไวในพระทยั 52พระเยซูเจาทรงเจริญขึ้นทั้งในพระปรีชาญาณ พระชนมายุ และพระหรรษทานเฉพาะพระ
พกั ตรข องพระเจา และตอ หนา มนษุ ย

*********************
เปนความใฝฝนของชาวยิวทุกคนไมวาจะอาศัยอยู ณ สวนใดของโลกท่ีจะไปรวมเฉลิมฉลองปสกาท่ี
พระวิหารในกรุงเยรูซาเล็มอยางนอยครั้งหนึ่งในชีวิต สวนชาวยิวที่อาศัยอยูภายในรัศมี 24 กิโลเมตรจากกรุง
เยรูซาเลม็ กฎหมายบังคับใหไปรวมฉลองปส กาท่ีพระวิหารทุกป ชาวยิวถอื วา เด็กเปนผใู หญเต็มตัวเม่ืออายุครบ
12 ปบริบูรณ และเมื่อเปนผูใหญเขาจะไดชื่อวาเปน “บุตรของกฎหมาย” น่ันคือ ตองปฏิบัติตามขอบังคับของ
กฎหมายทุกประการ เพราะฉะน้ัน เมื่อพระเยซูเจาทรงมีพระชนมายุสิบสองพรรษา พระองคจึงเสด็จไปกรุง
เยรูซาเล็มรว มกับโยเซฟและพระมารดาเพ่ือรว มฉลองเทศกาลปสกาประจาํ ป
นี่คือปสกาคร้ังแรกของพระองคที่พระวิหารในนครศักดิ์สิทธิ์ ! ซึ่งก็ทําใหหัวอกของผูเปนพอแมแทบ
แตกสลายเพราะ “เมอื่ วันฉลองสิน้ สดุ ลง ทกุ คนกเ็ ดินทางกลบั แตพ ระเยซูเจายังประทับอยูทก่ี รงุ เยรซู าเลม็ โดยท่ี
บิดามารดาไมรู” (ลก 2:43) งานนี้จะกลาวโทษโยเซฟและพระแมมารียวาไมเอาใจใสเลี้ยงดูบุตรก็ไมได เพราะ
ปกติเวลาเดินทางเปนกองคาราวาน ชาวยวิ จะใหผูห ญิงออกเดินทางลว งหนาไปกอน แลว ใหผ ูชายซึ่งเดินทางได
เร็วกวาตามไปภายหลัง เม่ือถึงเวลาตั้งกระโจมที่พักในตอนเย็นน่ันแหละ ท้ังสองฝายจึงจะมีโอกาสพบปะกัน !
ไมตองสงสัยเลยวา โยเซฟคิดวาพระเยซูเจาอยูกับพระแมมารีย และพระแมมารียก็คิดวาพระองคอยูกับโยเซฟ
เม่ือความจริงปรากฏในตอนเย็นวา “ลูกหาย” ท้ังสองจึง “ตามหาพระองคในหมูญาติและคนรูจัก” (ลก 2:44)
“เม่ือไมพบจึงกลับไปกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อตามหาพระองคที่นั่น” (ลก 2:45) จนกระท่ัง “ในวันที่สาม โยเซฟ
พรอมกับพระนางมารียจึงพบพระองคในพระวิหารประทับน่ังอยูในหมูอาจารย ทรงฟงและทรงไตถามพวก
เขา” (ลก 2:46)

77

สภาสูงของชาวยิวท่ีเรียกกันวาซันเฮดริน (Sanhedrin) มีธรรมเนียมจัดใหบรรดา “อาจารย” ไดพบปะ
กันในพระวิหารระหวางเทศกาลปสกาของทุกป เพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นดานศาสนาและเทววิทยา
ซ่ึงกันและกัน โดยเปดโอกาสใหประชาชนผูสนใจเขารับฟงดวย พระเยซูเจาคือหนึ่งในบรรดาผูสนใจฟงเรื่อง
ศาสนาและเทววิทยา !

คําวา “ทรงฟงและทรงไตถามพวกเขา” เปนสํานวนพูดของชาวยิวหมายถึง “เรียน” ซ่ึงแสดงวา
พระองคทรงสนพระทัยแสวงหาความรูเย่ียงนักเรียนผูขยันขันแข็งมากคนหนึ่ง โดยไมทรงอวดดี อวดเกง หรือ
ถือตนวาเปนบุตรของพระเจาแตประการใด เราอาจสรุปบทเรียนจากครอบครัวศักดิ์สิทธ์ิอันประกอบดวย โย
เซฟ พระนางมารยี  และพระกมุ ารเจา ไดดงั นี้

1. ครอบครัวศักด์ิสิทธิ์ถือวาพระเจาสําคัญเหนือส่ิงอื่นใดท้ังหมด จากเมืองนาซาเรธในแควนกาลิลีทาง
เหนอื ถงึ กรงุ เยรูซาเล็มในแควนยเู ดียทางใตม ีระยะทางประมาณ 130 กิโลเมตร ซงึ่ เกินกวา ระยะทาง 24 กิโลเมตร
ท่ีกฎหมายบังคับใหตองไปรวมฉลองปสกาท่ีพระวิหาร แมไมถูกบังคับโดยกฎหมาย แตทั้งโยเซฟและพระแม
มารียก็ไปรวมฉลองปสกาท่ีกรุงเยรูซาเล็มทุกป (ลก 2:41) และเม่ือพระเยซูเจาทรงมีพระชนมายคุ รบ 12 พรรษา
สมาชิกครอบครวั ศกั ดิส์ ทิ ธท์ิ กุ คนตางกไ็ ปรวมพธิ ีดว ย

การเดินทางไปกลับกรุงเยรูซาเล็มตองใชเวลาหลายวัน อีกท้ังพิธีกรรมท่ีพระวิหารเองก็ตองใชเวลาอีก
2-7 วนั ขน้ึ อยูก บั ความสมัครใจ โดยกฎหมายบังคบั เฉพาะ 2 วันแรก ไหนครอบครัวจะยากจน มีเพียงรานชางไม
เลก็ ๆ เปน สมบัติ... ไหนจะขาดรายไดเ พราะตอ งปดรา น... ไหนจะตอ งเสยี คาใชจา ยมากมายระหวา งเดินทางและ
ประกอบพิธีกรรม... แต ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ก็ยังยึดมั่นในเร่ืองของศาสนาและจิตใจมากกวาเร่ืองธุรกิจทางโลก
สําหรบั ครอบครวั ศักด์ิสทิ ธ์แิ ลว ไมม ีสงิ่ ใดสาํ คัญไปกวา พระเจา

2. ครอบครัวศักดิ์สิทธ์ิสงเสริม “การคนพบตนเอง” หัวใจสําคัญของพระวรสารวันน้ีอยูที่คําตอบของ
พระเยซูเจาท่วี า “พอ กบั แมต ามหาลกู ทาํ ไม พอแมไมร ูหรือวา ลูกตอ งอยูใ นบานของพระบิดาของลูก” (ลก 2:49)
คําตอบนี้ออนโยน แตเฉียบขาดอยางย่ิง พระเยซูเจาทรงนําความเปน “พอ” ไปจากโยเซฟ แลวทรงมอบความ
เปนพอนี้แด “พระบิดา”ตลอดเวลา 12 ป ภายใตการ “สงเสริม” ของโยเซฟและพระแมมารีย พระกุมาร “ทรง
เจรญิ ขนึ้ ทั้งในพระปรีชาญาณ พระชนมายุ และพระหรรษทานเฉพาะพระพักตรของพระเจาและตอหนามนุษย”
(ลก 2:52) จนกระท้ังสามารถ “คนพบตนเอง” ในโอกาสเฉลิมฉลองปสกาคร้ังแรกท่ีกรุงเยรูซาเล็มวาทรงเปน
“พระบตุ รของพระเจา” นอกจากพอแม “สง เสริม” แลว ลกู ก็ “รวมมือ” อยา งดดี วย

ไมมีทางปฏิเสธเลยวา พระกุมารทรงเปนแบบอยางที่ดีที่สุดของการ “รวมมือ” กับพอแมในการพัฒนา
ตนเองจน “คนพบตัวตนที่แทจริง” ทรงเปนแบบอยางที่เยาวชนและวัยรุนทุกคนไมอาจไมเจริญรอยตามได
น่ันคือ เราตองไมแขงขันกัน “นําสมัย” หรือ “ตามกระแส” ซึ่งไมเคยนําความสุขใจมาสูผูใด มีแตจะทําให
สน้ิ เปลือง วุนวายใจ และกอใหเ กดิ ปญ หาติดตามมาอีกไมร จู ักจบส้นิ แตเ ราตอ งแขง ขนั กันพฒั นาสตปิ ญญาและ
จิตใจ ดุจเดียวกับพระกุมารที่ทรง “ประทับนั่งอยูในหมูอาจารย ทรงฟงและทรงไตถามพวกเขา” (ลก 2:46) เรา
มาแขง ขันกนั ทําใหพอแมและทกุ คนทีพ่ บเห็นพากัน “ประหลาดใจ” ในความสามารถเชนเดยี วกับพระกมุ ารไม
ดีกวาหรอื ? (เทยี บ ลก 2:47)

3. ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ใหการยอมรับซ่ึงกันและกัน หลังจากคนพบวาทรงเปน “พระบุตรของพระเจา”
และทรงทําใหทุกคน “ประหลาดใจในพระปรีชาท่ีทรงแสดงในการตอบคําถาม” (ลก 2:47) แลว แทนท่ีพระ
กมุ ารจะแสดงอาการเยอหยิ่ง หรือดูหมิ่นดูแคลนแมมารยี ผ อู อ นโยน และพอโยเซฟผตู รากตราํ งานหนัก พระองค

78

กลับนบนอบและ “เชื่อฟงทานทั้งสอง” (ลก 2:51) พูดงาย ๆ คือพระองคทรง “ยอมรับ” บิดาและมารดาของ
พระองค สวนบิดาและมารดาของพระองคแมจะ “ไมเขาใจ” แตก็ “ทรงเก็บเรื่องท้ังหมดไวในพระทัย” (ลก
2:50-51) ทกุ ฝายตาง “ยอมรบั ซึ่งกนั และกนั ”

ทัง้ การยึดมัน่ ในพระเจาเหนอื อ่นื ใด....
ทั้งการรูจักตนเอง....
ท้ังการยอมรบั ซง่ึ กนั และกนั ....
น่คี ือ “ครอบครวั ศักดสิ์ ทิ ธิ์”

%%%%%%%%%%%%

79

สาระการเรยี นรู สังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับช้นั มัธยมศึกษาปที่ 1
หนวยการเรียนรู คําสอน เร่ือง รักเมตตา - อปุ มาเร่อื งชาวสะมาเรียผใู จดี
ออกแบบโดย ครลู ดั ดา กลํา่ ชยั โรงเรยี น ลาซาลโชติรวีนครสวรรค จ. นครสวรรค
วันที่ 2 มนี าคม 2017

1. การใหภาพรวม
1.1 วัตถปุ ระสงค (Objectives)

- เพอื่ ใหนักเรยี นมีความเขา ใจหลักธรรมคําสอนของพระเยซูเจา
- เพ่อื ใหนกั เรยี นวเิ คราะห เชื่อมโยง วิธกี ารของพระเยซูเจามาปรับใชในชีวติ ประจาํ วันอยา งเหมาะสม
- เพอ่ื ใหนักเรียนรักการอานพระคมั ภีร

1.2 ความจําเปน (Needs)
- ความรักเมตตาเปนพ้ืนฐานของชีวิตคริสตชน นักเรียนพึงปรับใชใ นการดําเนินชีวิตและไตรตรองชีวิตอยู

เสมอดวยแบบอยางความรักเมตตาของพระเยซูเจา พระเจาทรงรักเรากอน ดังน้ัน เราจึงถวายตัวเราแดพระเจา
เพ่อื เปน หนึ่งเดียวกับพระองค

1.3 หวั ขอ และเนือ้ หา (Range)
- รักเมตตา
- อปุ มาเรอ่ื งชาวสะมาเรยี ผใู จดี

1.4 การสรา งความสนใจ (Interest)
- ใหนักเรียนแตละคนคิดเขียนลักษณะของเพื่อนแทหรือเพื่อนท่ีดีในกระดาษรูปหัวใจที่ครูแจกใหและ

นําไปติดท่ีหลังเพ่อื นคนท่เี ราชอบ

1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบเรยี น

2. การประเมินและวดั ผล
- สงั เกตความสนใจของนกั เรยี น
- การรวมกจิ กรรม และการตอบคําถาม

3. การสรางบรรยากาศ
- ดกู ารสรางความสนใจ

80

4. การนาํ เสนอบทเรียน
4.1 การสรา งประสบการณ (See)

- ครูใหนักเรียนอาน และอาสาสมัครนักเรียน 5 คน เพื่อแสดงละครอุปมาพระเยซูเร่ืองชาวสะมาเรียผูใจดี
(ลก 10: 25-37) นักเรยี นทเ่ี หลือใหเ ปนผชู ม ตอ จากนน้ั ใหอ ธิบายรว มกนั ถึงลกั ษณะ คณุ คา โดดเดนของตัวละคร

- ใหน ักเรียนศกึ ษาชีทที่ครูแจกใหเพ่ิมเตมิ แลว ตอบคําถามเปนขอๆ
- ครแู ละนักเรียนรวมกันวิเคราะหตวั ละครและสรปุ รวมกัน
4.2 การคิดวนิ ิจฉัยประสบการณ (Judge)
- ครูแจกบทเทศนของคุณพอชัยยะ กิจสวัสดิ์ เรื่อง บทบัญญัติเอกอุปมา เรื่อง ชายสะมาเรียผูใจดี ให
นักเรียนอา น ศกึ ษาและอภิปรายเพ่อื ทาํ ความเขา ใจใหล ึกซึง้ มากขึน้ รวมกนั
- ครูอธิบายเพมิ่ เตมิ และอธบิ าย YOUCAT ขอ 309
YOUCAT ขอ 309
คาํ ถาม ความรกั คอื อะไร

ความรักคืออานุภาพ ที่พระเจาทรงรักเรากอนและดังนั้น เราจึงถวายตัวเราแดพระเจา เพื่อเปนหนึ่ง
เดียวกับพระองค และยอมรับเพื่อนมนุษยเหมือนยอมรับตนเอง เพ่ือเห็นแกพระองค ดวยความจริงใจและ
ปราศจากขอ แมใ ดๆ (1822-1829, 1844)
คําตอบ พระเยซูเจาทรงวางความรักไวเหนือกฏเกณฑทุกอยาง แตพระองคมิไดทรงทําลายกฏเกณฑเหลาน้ัน
ความรักคืออานุภาพท่ีพระเจาทรงรักเรากอน และดังนั้นเราจึงถวายตัวเราแดพระเจา เพ่ือเปนหนึ่งเดียวกับ
พระองค และยอมรับเพ่ือนมนุษย เหมือนยอมรับตนเอง เพ่ือเห็นแกพระองคดวยความจริงใจ และปราศจาก
ขอแมใดๆ นักบุญออกัสติน กลาวไวอยางถูกตองวา “จงรักและกระทําส่ิงท่ีทานปรารถนา” ซ่ึงมิใชเร่ืองงายนัก
ดวยเหตนุ ี้ ความรักจงึ เปนคุณธรรมทีย่ ิ่งใหญท ี่สุด เปนพลงั ซ่งึ บนั ดาลใหเ กิดคณุ ธรรมอ่ืนๆ และเตมิ เตม็ ชีวิตพระ
ใหแ กคุณธรรมเหลาน้นั
4.3 การลงมอื ปฏบิ ตั ิ (Act)

- ใหนกั เรียนรวมกันรองเพลง “รักทอี่ บอนุ ” พรอมทาํ ทา ทางประกอบ และเปรยี บเทียบความรสู ึกที่ได
แสดงละคร อุปมาชาวสะมาเรยี ผูใจดี
อธษิ ฐานบทพระวรสาร นักบญุ ยอหน บทที่ 13 : 34 - 35

บทพระวรสารภาวนาการจดจาํ
“เราใหบทบัญญัติใหมแกทานทั้งหลาย ใหทานรักกัน เรารักทานท้ังหลายอยางไร ทานก็จงรักกันอยาง
น้ันเถดิ ถาทา นมีความรกั ตอ กัน ทุกคนจะรวู า ทา นเปนศิษยข องเรา” (ยน.13:34-35)

81

- ใหนกั เรียนอานพระวรสารและไตรต รองขอความใหส อดคลอ งกับเร่ือง
- ครซู ักถามความคดิ เห็นของนกั เรียนดานสงั คมไทยในปจจบุ ันถงึ เรอื่ งความรกั
- ครูซกั ถามนกั เรยี นตอไปวา ในชวี ิตจริงเราพบประสบการณค วามรกั บางหรือไม? เรามกั จะทําอยางไร?
- ครูใหนักเรยี นอา นและรําพึง
บทพระวรสาร นักบญุ เปาโล ถึงชาวโคโลสี บทท่ี 3: 12 – 15 บทพระวรสารสั้นๆ เพื่อการจดจาํ

“ทานเปนผูศักด์ิสิทธิ์และเปนท่ีรักของพระองค จงเห็นอกเห็นใจกัน จงมีความใจดี ความถอมตน ความ
ออนโยนและความพากเพียรอดทนเปนเสมือนเคร่ืองประดับตน จงผอนหนักผอนเบาซึ่งกันและกัน หากมีเรื่อง
ผดิ ใจกันก็จงยกโทษกัน”

- จากบทพระวรสารน้ี ใหนกั เรียนเขยี นขอตง้ั ใจของตนเองในการแสดงความรักความเมตตาใหแ กบตุ ร
รอบขาง และเพื่อเปน พระพรของพระเจาใหแกผ ูอื่นและอานแบงปนกัน
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยี น

- คําถามเพือ่ การไตรตรอง
(1) ความรักเมตตาจําเปนอยางไรในสงั คมปจจบุ ัน?
(2) เพอ่ื ใหม ีความรกั เมตตามากขึ้นในสงั คม นกั เรียนควรเริม่ ตนอยา งไร?
(3) คําวา “ทานจงไปและทําเชน เดียวกันเถิด” (ลก 10:37) มคี วามหมายอยา งไรตอนกั เรยี น?
6. สอื่ การเรียนการสอน
- ซดี เี พลงชุด “รักท่ีอบอนุ ”
- พระคมั ภีร
- ชีท
7. การเตรียมตัวของครู
- อา น ศึกษา และราํ พึงบทเทศนของคณุ พอชัยยะ กิจสวัสดิ์ เรื่อง บทบญั ญัตเิ อกอปุ มาเร่ืองชาวสะมาเรียผใู จดี
(ลก 10: 25-37)

82

บญั ญัติเอก อุปมาเรอ่ื งชาวสะมาเรียใจดี
ขาวดี ลก 10:25-37

25ขณะน้ัน นกั กฎหมายคนหนง่ึ ยืนขน้ึ ทลู ถามเพ่อื จะจบั ผดิ พระองควา “พระอาจารย ขาพเจา จะตอ งทําส่ิง
ใดเพื่อจะไดชีวิตนิรันดร” 26พระองคตรัสถามเขาวา “ในธรรมบัญญัติมีเขียนไวอยางไร ทานอานวาอยางไร” 27
เขาทูลตอบวา “ทานจะตองรักองคพระผูเปนเจา พระเจาของทานสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดกําลัง และสุด
สตปิ ญญาของทาน ทานจะตองรักเพ่อื นมนษุ ยเ หมือนรกั ตนเอง” 28พระองคตรสั กับเขาวา “ทา นตอบถกู แลว จง
ทาํ เชนน้ี แลวจะไดชีวติ ”

29ชายคนนั้นตองการแสดงวาตนถูกตองจึงทูลถามพระเยซูเจาวา “แลวใครเลาเปนเพื่อนมนุษยของ
ขาพเจา ” 30พระเยซูเจาจงึ ตรัสตอไปวา “ชายคนหนึ่งกําลังเดินทางจากกรุงเยรซู าเล็มไปยังเมืองเยรโี ค เขาถกู โจร
ปลน พวกโจรปลนทุกสิ่ง ทุบตีเขา แลวก็จากไป ทิ้งเขาไวอาการสาหัสเกือบส้ินชีวิต 31สมณะผูหน่ึงเดินผานมา
ทางน้ันโดยบังเอิญ เห็นเขาและเดินผานเลยไปอีกฟากหน่ึง 32ชาวเลวีคนหนึ่งผานมาทางน้ัน เห็นเขาและเดิน
ผานเลยไปอกี ฟากหน่งึ เชน เดยี วกนั 33แตชาวสะมาเรยี ผหู นึ่งเดินทางผา นมาใกล ๆ เห็นเขากร็ สู ึกสงสาร 34จึงเดิน
เขาไปหา เทน้ํามันและเหลาองุนลงบนบาดแผลแลวพันผาให นําเขาข้ึนหลังสัตวของตนพาไปถึงโรงแรมแหง
หนึ่งและชวยดูแลเขา 35วนั รงุ ข้นึ ชาวสะมาเรยี ผูน้นั นําเงินสองเหรียญออกมามอบใหเ จา ของโรงแรมไวก ลาววา
“ชวยดูแลเขาดวย เงินท่ีทานจะจายเกินไปนั้น ฉันจะคืนใหเม่ือกลับมา” 36ทานคิดวาในสามคนน้ีใครเปนเพ่ือน
มนษุ ยข องคนทีถ่ กู โจรปลน” 37เขาทูลตอบวา “คนทแ่ี สดงความเมตตาตอเขา” พระเยซเู จา จงึ ตรัสกบั เขาวา “ทา น
จงไปและทาํ เชน เดียวกนั เถิด”

***************************
เสนทางจากกรุงเยรูซาเล็มซ่ึงอยูเหนือระดับน้ําทะเล 700 เมตร สูเมืองเยรีโคซึ่งอยูตํ่ากวาระดับนํ้าทะเล
400 เมตร ไดชื่อวาเปนเสนทางอันตรายท่ีสุดเสนทางหนึ่งในปาเลสไตน เหตุวาระยะทางเพียง 32 กิโลเมตร แต
ถนนกลับลาดชันตางระดับกันมากถึง 1,100 เมตร นอกจากถนนจะลาดชันแลว หนทางยังคับแคบ เต็มไปดวย
กอ นหินขรุขระ และมีทางเลยี้ วหกั มมุ มากมาย เหมาะแกการซมุ จูโจมของพวกโจรเปน อยางย่งิ
ในศตวรรษท่ี 5 นกั บุญเยโรมถึงกบั เรียกเสนทางสายนีว้ า “ถนนแดง” หรือ “ถนนเลือด” แมลวงเลยมา
จนถึงศตวรรษที่ 19 ผูเดินทางยังตองจายเงินใหชาวอาหรับพื้นเมอื งเพอ่ื แลกกับความปลอดภัยในการใชเสน ทาง
สายน้ี อีกท้ังกอนสงครามโลกคร้ังท่ีสอง ยังมีพวกโจร (Abu Jildah) คอยหยุดรถและปลนคนเดินทางโดยไม
หว่ันเกรงตํารวจ เพราะกวาตํารวจจะมาถึงพวกเขาก็หนีขึ้นภูเขาไปเรียบรอยแลว นี่คือความเหนือชั้นของพระ
เยซูเจา ท่ีสามารถนําเหตุการณซ ึ่งเกิดข้ึนเปนประจําบนเสนทางระหวา งกรุงเยรูซาเล็มกับเมืองเยริโค มาประยุกต
เปนคาํ สอนและหลกั การอนั ลึกซงึ้
ในอุปมาเรื่อง “ชาวสะมาเรยี ผใู จดี” มีตวั ละครสําคญั 4 คนดวยกัน กลา วคอื
1. ชายท่ีถกู โจรปลน เขามนี ิสัยมุทะลุ บา ระหาํ่ และขาดความย้งั คดิ อยา งไมนา ใหอภยั ทอ่ี าจหาญเดนิ ทาง
พรอมสินคา และของมคี า ผานเสนทางน้ตี ามลาํ พงั เพราะปกติชาวยิวจะคอยจนกวาจะมพี อ คาหรือคนรูจักจํานวน
มากพอ จึงออกเดนิ ทางพรอ มกนั เปนกองคาราวาน งานนี้เขาจงึ ตองรับผิดชอบเตม็ ๆ ตอชะตากรรมของตนเองที่
ถกู โจรปลนและทาํ รายจนอาการปางตาย จะเท่ียวโยนความผิดใหโจรหรอื โทษเคราะหกรรมอ่ืนใดไมได

83

2. สมณะ เขารีบเดินหลบไปอีกฟากหนึ่งโดยไมแตะตองชายท่ีถูกโจรปลนเลย อาจเปนไปไดวาเขา
กําลังคิดถึงธรรมบัญญัติท่ีวา “ผูท่ีแตะตองศพของผูใดก็ตามตองเปนมลทินอยูเจ็ดวัน” (กดว 19:11) หากชายผู
นั้นเสียชีวิตแลว หรือเสียชีวิตขณะใหความชวยเหลือ การสัมผัสตัวเขายอมทําใหตนเองมีมลทิน และหมดสิทธิ์
ประกอบพิธีกรรมหรือถวายเคร่ืองบูชาใดๆ ในพระวิหารไปอีกเจ็ดวัน เขาไมยอมเส่ียงเสียสิทธ์ิน้ี เพราะพระ
วิหารและพิธีกรรมมีความหมายและเอ้ือประโยชนตอเขามากกวาความเจ็บปวดของเพ่ือนมนุษย สําหรับเขา
พิธีกรรมอยูเหนือความรกั

3. ชาวเลวี ดูเหมือนจะเขาใกลชายเคราะหรายมากกวาสมณะ แตก็เดินผานไปดวยเกรงวาชายผูนั้นอาจ
เปน “นกตอ” แกลงบาดเจ็บลอใหเหย่ือหลงหยุด เพ่ือใหพรรคพวกที่แอบซุมอยูเขาจูโจมทํารายและปลนทรัพย
ซ่ึงเปนวิธีการท่ีนิยมกันมากในหมูโจรสมัยนั้น สําหรับชาวเลวีผูน้ี คติพจนประจําตัวของเขาคือ “Safety First”
หรอื “ปลอดภยั ไวก อ น” เขาไมพ รอ มทจี่ ะเส่ยี งหรือ “เปลอื งตัว” เพ่ือชวยเหลือผใู ดทง้ั สิ้น

4. ชาวสะมาเรีย มักถูกชาวยิวตราหนาวาเปน “คนเลว” เพราะเชื่อผิด สอนผิด และปฏิบัติผิดแผกจาก
บัญญัติของโมเสส แมพระเยซูเจาเองยังถูกพวกยิวกลาวหาวา “เปนชาวสะมาเรียและถูกปศาจสิง” (ยน 8:48)
ชาวสะมาเรยี ผนู ้ีจึงอาจเปนเพียงชาวยิวคนหนึ่งท่ถี ูกตราหนาวา เปน “คนเลว” ไมใชชาวสะมาเรียโดยกาํ เนิด หา
ไมแลวเขาคงไมสามารถติดตอคาขายกับชาวยิวและแวะพักแรมท่ีโรงแรมแหงน้ีเปนประจํา จนกระท่ังรูจักกันดี
กบั เจา ของ แมจะถูกชาวยวิ โดยเฉพาะพวกฟาริสีดหู ม่ินเหยียดหยามวาเปน คนเลวและไรค าเพยี งใดก็ตาม แตเ ขา
ยงั มี “สิง่ ดี” ท่อี าจทําใหผูมีหนา มีตาในสงั คมหลายคนตอ งอับอาย

4.1 เขาซอ่ื สัตย เจาของโรงแรมจึงเชือ่ ใจและใหเ ครดิตเขาสูงมาก
4.2 เขาพรอมชวยเหลือผูอื่น ความรักของพระเจาดํารงอยูในหัวใจของเขา แมบางคร้ังเขาอาจเช่ือหรือ
ปฏบิ ัติผิดไปบา งกต็ าม
ทุกวันนี้ ไมใชเรื่องยากเลยที่จะพบเห็นผูที่สังคมยกยองวาเปนคนดีมัวสลวนอยูกับตํารา หรือชอบอาง
ขอความเชื่อและบทบัญญัติมากกวาการใหความชวยเหลือผูอ่ืน สวนผูท่ีถูกตราหนาวาเปนคนเลวกลับรักและมี
น้ําใจเผ่ือแผตอเพ่ือนมนุษยมากกวาเสียอีก ดังน้ัน เพื่อไมใหหลงทางไปจากพระเยซูเจา เราจึงตองตระหนักอยู
เสมอวาในบ้ันปลายชีวิต พระเจาทรงตัดสิน มิใชจากสิ่งที่เรารูหรือเช่ือ แตจากสิ่งท่ีเราไดกระทําตลอดชีวิตของ
เรา
เมื่อนักกฎหมายผูมีเจตนารายทูลถามพระเยซเู จาวา “พระอาจารย ขาพเจาจะตองทําส่ิงใดเพ่ือจะไดชีวติ
นริ นั ดร” พระองคทรงถามกลับวา “ในธรรมบัญญัติมีเขยี นไวอยางไร ทานอานวา อยา งไร” (ลก 10:26-27) สิ่ง
ทช่ี าวยิวผูเครง ครดั ตอ งอา นทุกวนั คือธรรมบัญญัติทค่ี ดั มาจากพระคมั ภรี ส่ตี อนไดแก
1. อพยพ บทที่ 13 ขอ 1–10 วาดวยการเฉลิมฉลองเทศกาลขนมปงไรเชื้อ เพ่ือระลึกถึงส่ิงที่พระยาห
เวหท รงกระทาํ เพอื่ นําชาวยิวออกจากอยี ปิ ต
2. อพยพ บทที่ 13 ขอ 11–16 วาดวยการถวายบุตรคนแรกและสัตวตัวแรกแดพระยาหเวห เพราะพระ
หัตถอันทรงฤทธ์ิของพระองคไดประหารบุตรชายคนแรกของชาวอียิปต เพ่ือทําใหฟาโรหยอมปลดปลอยชาวยิ
วจากการเปน ทาส
3. เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่ 6 ขอ 4–9 กลาวถึงพระยาหเวหทรงเปนพระเจา จึงตองรักพระองคสุดจิตใจ
สุดวิญญาณ และสดุ กําลงั ของเรา

84

4. เฉลยธรรมบัญญัติ บทท่ี 11 ขอ 13–20 กลา วถึงความอดุ มสมบูรณท ีช่ าวยิวจะไดรับหากรกั และรับใช
พระยาหเวหโดยไมหันไปนับถือพระเท็จเทียม รวมถึงคําส่ังใหชาวยิวพร่ําสอนเรื่องเหลานี้แกบรรดาบุตรหลาน
ตลอดไป

ขอความเหลาน้ีไดรับการจารึกลงบนมวนกระดาษ ใสไวในกลองหนังเล็กๆ สองใบ ใบหนึ่งหอยไวท่ี
ขอมือ อีกใบหนงึ่ คาดไวทห่ี นา ผาก ตามท่โี มเสสส่งั (ฉธบ 11:18)

คําตอบของนักกฎหมายที่วา “ทานจะตองรักองคพระผูเปนเจา พระเจาของทานสุดจิตใจ สุดวิญญาณ
สุดกําลัง และสุดสติปญญาของทาน” คือสวนหน่ึงของขอความในกลองหนัง ซึ่งถือวาสุดยอดแลว (ฉธบ 6:4
และ 11:13) แตเพ่ือความแนนอนสูงสุด เขาจึงเสริมขอความจากหนังสือเลวีนิติเขาไปอีกตอนหน่ึงวา “ทาน
จะตองรักเพ่ือนมนุษยเหมือนรักตนเอง” (ลนต 19:18) พรอมกันน้ัน เขาไดทูลถามพระองคเพ่ือความถูกตองวา
“แลว ใครเลาเปนเพ่ือนมนษุ ยของขาพเจา ” (ลก 10:30)

อันท่ีจริง คําถามนี้เปนปญหาของชาวยิวจริงๆ เพราะพวกเขาถือวา “เพื่อนมนุษย” ไดแกชาวยิวดวย
กันเองเทาน้ัน รับบีบางคนถึงกับหามชวยเหลือหญิงตางชาติใกลคลอด เพราะน่ันเทากับชวยเพ่ิมคนตางศาสนา
ใหแกโลกอกี คนหนึ่ง

แตสาํ หรบั พระเยซเู จา “เพ่อื นมนษุ ย” ของเราคือ
1. ทุกคนท่ีตองการความชวยเหลือ แมตัวเขาเองจะเปนผูกอใหเกิดปญหานั้นข้ึนมาดังเชนชายที่ถูกโจร
ปลน กต็ าม
2. ทุกคนที่ตกทุกขไดยาก ไมวาจะเปนชาวยิว ชาวสะมาเรีย หรือชนชาติและศาสนาใดก็ตาม ความ
ชว ยเหลือของเราตอ งแผก วา งดุจดงั ความรักของพระเจา
อนึ่ง ความชวยเหลือของเราตอง “เปนรูปธรรม” ไมใชแคแสดงความเห็นอกเห็นใจเทา น้ัน เหมือนชาว
สะมาเรียท่ีไมเพียงรูสึกสงสาร แตยังเดินเขาไปหาคนที่เปนศัตรูโดยไมหวั่นเกรงอันตรายใดๆ เพื่อเทนํ้ามันและ
เหลาองุนลงบนบาดแผลแลวพันผาให พรอมกับนําเขาข้ึนหลังสัตวของตนพาไปถึงโรงแรมและชวยดูแลเขา
เทาน้ันยังไมพอ วันรุงขึ้นเขายังมอบเงินสองเหรียญแกเจาของโรงแรมกลาววา “ชวยดูแลเขาดวย เงินท่ีทานจะ
จายเกินไปนั้น ฉันจะคืนใหเมื่อกลับมา” (ลก 10:35)
เมื่อไดฟงอุปมาของพระเยซูเจา นักกฎหมายผูน้ันตระหนักไดทันทีวา “เพื่อนมนุษย” ของคนที่ถูกโจร
ปลนคือ “คนที่แสดงความเมตตา” ดุจเดียวกับชาวสะมาเรียผูใจดีคนน้ี ดวยพระสุรเสียงท่ีหนักแนนแตแฝงดวย
ความเมตตา พระองคตรสั วา “ทา นจงไปและทําเชน เดยี วกันเถดิ ” (ลก 10:37)
“ทานจงไปและทําเชนเดยี วกันเถิด” !
“ทา นจงไปและทาํ เชน เดียวกันเถดิ ” !

%%%%%%%%%%%%

85

สาระการเรียนรู คาํ สอน / ครสิ ตศาสตร ระดับช้ัน มธั ยมศึกษาปที่ 1
หนว ยการเรียนรู เร่อื ง โลกสวยดวยมอื เรา โรงเรยี น วาสเุ ทวี กรุงเทพมหานคร
ออกแบบโดย ครศู ศิญา มหัตกลุ

1. การใหภาพรวม
1.1 วัตถุประสงค (Objectives)

(1) เพ่ือใหนักเรียนเขาใจ เกิดความภาคภูมิใจ และซาบซ้ึงถึงความรัก ความเมตตาของพระเจาผานทางส่ิง
สรางตา งๆ

(2) เพ่อื นกั เรียนแสดงออกซ่ึงหนาท่ีในการชว ยกนั ดแู ล และรักษาสงิ่ สรา งของพระองค

1.2 ความจําเปน (Needs)
- นักเรียนมีความชื่นชม ความรัก ความยินดี ความภาคภูมิใจ ตอสิ่งสรางของพระเจา ซ่ึงเปนการเผยแสดง

ความรัก ความเมตตาของพระเจาที่มีตอมนุษย และสามารถปฏิบัติตอสิ่งเหลานั้นไดอยางถูกตองใน
ชวี ติ ประจาํ วัน

1.3 หวั ขอ และเนอื้ หา (Range)
1. พระเจาทรงสรางโลก (ปฐก.1-2)
2. ขา วดี “พระเจาทรงรกั โลก” (ยน. 3: 14-21)
3. สมณสาสน “ขอสรรเสริญองคพระผูเปนเจา (Laudato Si)” พระสนั ตปาปาฟรังซสิ บทท.่ี ..

1.4 การสรา งความนา สนใจ (Interest)
- ดูการสรา งบรรยากาศ

1.5 เวลา (Time)
- 5 คาบๆ ละ 45 นาที

2. การประเมนิ ผลและการวดั ผล
- นกั เรยี นแสดงความคิดเห็น อภิปราย
- สังเกตการเขารว มกจิ กรรม การตอบคาํ ถาม
- ทาํ กิจกรรม “ชวนเพ่อื นทําด”ี
- การเขียนปา ยคําขวญั คาํ คมเตือนใจ ตดิ เพอื่ รณรงค

3. การสรา งบรรยากาศ
- นกั เรยี นดูภาพสถานท่ตี างๆทว่ั โลก ทัง้ ภาพทีส่ วยงาม ภาพความเสอ่ื มโทรมของสถานท่ตี า งๆ
- นักเรียนภาวนาไตรต รองตาม VDO เพลง “โลกสวยดว ยมือเรา”

86

4. การนําเสนอบทเรยี น
คาบท่ี 1

4.1.1 การสรางประสบการณ (See)
- หลังจากดู VDO เพลง “โลกสวยดวยมือเรา” นักเรียนแบงกลุม ชวยกันวิเคราะห อภิปรายและแสดง

ความคดิ เหน็ พรอ มรวบรวมสรุปขอ มลู และนําเสนอวา มวี ิธใี ดบางทจี่ ะทาํ ใหโลกของเรายงั คงสวยงามตอ ไป
- นักเรียนดูภาพ สถานท่ีสวยงามและภาพความเสื่อมโทรม ท่ีเกิดขึ้นในโลก เชนภาพขยะในแมน้ําลํา

คลอง ชวยกันพูดคุยแสดงความรูสึกโดยใชคําถามนํา นักเรียนเกิดความรูสึกอยางไร เม่ือดูภาพเหลานี้ และภาพ
ทงั้ สองลกั ษณะทาํ ใหเ กดิ ความรูสกึ แตกตางอยา งไร?

- นักเรียนชม VDO CLIP “การท้งิ ขยะไมถกู ท”ี่ “ไมร กั ษากฎระเบยี บวนิ ยั ” โดยใชคาํ ถามนาํ “ถาเปนตัว
นกั เรยี นเอง นักเรียนจะแสดงออกอยางไร? เพราะอะไร?” พดู คุย อภิปราย และแสดงความคดิ เห็น
อธษิ ฐาน

ภาวนาสวนตัวๆ ขอบคุณพระเจาจากใจ ในการที่พระองคทรงมอบส่ิงสรางตางๆ ในโลกใหมนุษยเรา
และขอโทษทห่ี ลายครั้งพวกเราทําลายและไมชว ยกนั สิ่งสรางทพี่ ระองคทรงมอบใหเรา
บทพระวรสาร: นักบุญยอหน บทที่ 3: 16 – 21

“เพราะวาพระเจา ทรงรักโลก จนไดทรงประทานพระบุตรองคเดียวของพระองค เพ่ือทุกคนทว่ี างใจในพระ
บตุ รนน้ั ....จะมีชวี ติ นิรันดร”
คาบที่ 2-3

4.1.2 การคิดวินิจฉยั ประสบการณ (Judge)
- เรมิ่ คาบเรยี นโดยภาวนา ดว ยบทเพลง “พระเจา ทรงรักโลก” และกลาวภาวนาออกเสียงดวยถอยคําสั้น

ทีไ่ ดค ดั เลือกจากเพลง
- นักเรียนชม VDO พระคัมภีร “พระเจาสรางโลก” (ปฐก.1-2) พรอมกับบอกความประทับใจ วาชอบ

ชวงใดของVDO มากที่สุด และถานักเรียนกําลังอยูตอหนาพระองคที่นักเรียนทราบวา พระองคเปนพระผูสราง
นกั เรียนตองการหรือพูดอะไรกับพระองคบา ง

- นักเรียนแบงกลุม ศึกษาเอกสารพระสมณสาสน “ขอสรรเสริญองคพระผูเปนเจา” (Laudato Si) ของ
พระสันตะปาปาฟรังซิส (คัดบางสวน) ของบทที่... เก่ียวกับการชวยกันดูแลรักษาบานสวนรวมของพวกเรา
นักเรียนรวมกันอภิปราย แสดงความคิดเห็นวา ชอบ หรือไมชอบ เห็นดวยหรือไมเห็นดวยในขอความท่ีอาน
อยางไร เพราะอะไร พรอมชวยกันนําเสนอวา เราแตละคนมีหนาที่อะไรบางในการชวยกันดูแลรักษาบาน
สว นรวมของพวกเราตามความสามารถของนักเรยี น

- นักเรียนภาวนาดวยเพลง “เชิญพระจิต” เพื่อประทานสติปญญา ปรีชาญาณ เพ่ือจะใหเกิดการเขาใจ
อยางลึกซ้ึง ในการอานบทอาน ขาวดี “พระเจาทรงรักโลก” (ยน.3:16-21) พรอมบทวิเคราะห อธิบายพระคัมภีร

87

(คุณพอชัยยะ) พรอมเลือกคําหรือขอความประทับใจ หรือเตือนใจ พรอมกลาว ขอความหรือคําน้ันดังๆ 3 คร้ัง
ใหเพือ่ นๆในหองไดย นิ
อธิษฐานภาวนา

พรอมราํ พงึ ในใจดวยคําหรอื ขอ ความประทบั ใจทเ่ี ลอื ก 3 นาที
คาบที่ 4-5

4.1.3 การลงมอื ปฏิบัติ (Act)
- นักเรียนทํากิจกรรม “ชวนเพ่ือนทําดี” โดยแบงนักเรียนเปนกลุมๆละ 3-4 คน และชวยกันกิจกรรม

หรอื โครงการเพื่อเปนการชวยเหลือ หรอื เพื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงข้ึนภายในโรงเรียน บา น และชุมชนในอนาคต
ตอไป พรอมกันนั้น ตองพยายามชักชวน พูดคุยโนมนาวใหบุคคลรอบขาง เชนพอแม เพื่อนๆ รุนนอง ใหมามี
สวนชวยในกิจกรรมใหสําเร็จไป โดยมีหลักฐานวา บุคคลเขารวมจริงๆ เชน สมุดลงช่ือ ตัวอยางกิจกรรมเชน
รวมมือปดนํ้า ปด ไฟทกุ ครั้งหลังใช แยะขยะทง้ิ ถูกที่ ทานอาหารหมดจาน ใชกระดาษท้ัง 2 หนา ฯลฯ นักเรยี นทํา
การบันทกึ กจิ กรรม บอกผลดี ผลเสยี และคณุ คา ทางจติ ใจท่เี กดิ ข้ึน

- นักเรียนชวยกันคิดและเขียนคําขวัญ คติเตือนใจ ติดตามบอรดหรือปายประกาศโรงเรียน เพ่ือชวย
รณรงคภายในโรงเรียน บาน โดยเร่ิมจากตัวเอง ตัวอยางคําขวัญ ขอความเตือนใจ เชน “โลกจะสวยดวยมือของ
ฉัน” “ถารักพระเจา เราตองรักษโลก” ฯลฯ นําคําขวัญท่ีรวมกันแตงเปนคํารําพึงภาวนาในใจเสมอและรวม
รณรงคเ ปนเวลา 2 สัปดาห
5.1 คาํ ถามเพื่อการไตรต รอง

Reflect - 1. นักเรียนจะมสี ว นทําใหโลกนีส้ วยงามข้ึนไดอยางไร?
2. นอกจากวธิ กี ารทีน่ ักเรยี นไดเรียนรู หรอื นาํ เสนอไปแลว นกั เรยี นจะแสดงออกหรอื
กระทําอะไรไดอ กี บา ง ท่เี ปน การรกั ษาบา นสว นรวมของพวกเรา
3. ถานกั เรยี นเดินทางไปกับเพื่อนๆ และนักเรียนเห็นนกั ทองเที่ยงกาํ ลงั ท้ิงขยะลงพื้น นกั เรียน
จะทําอยางไร? เพราะอะไร?

6. สอื่ การเรยี น การสอน
- วีดโิ อ “พระเจา สรางโลก”(ปฐก.1-2)
- ขาวดี “พระเจา ทรงรกั โลก” (ยน.3:16-21)
- สมณสาสน “ ขอสรรเสรญิ องคพระผูเ ปน เจา” (Laudato Si) ของสมเด็จพระสนั ตะปาปาฟรงั ซสิ
- VDO เพลง “โลกสวยดวยมอื เรา” และ เพลง “พระเจา ทรงรักโลก”
- VDO สง เสริมการทาํ ความดี (www.youtube.com)

7. การเตรียมตัวของครู
- อาน ศกึ ษา และราํ พึงบทเทศนค ณุ พอ ชัยยะ กิจสวัสด์ิ เรือ่ ง พระเจา ทรงรักโลก (ยน 3: 14-21)
88

พระเจา ทรงรักโลก
ขาวดี ยน 3:14-21

14โมเสสยกรปู งขู ึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใดบุตรแหง มนษุ ยก ็จะตองถกู ยกขึ้นฉันน้ัน 15เพอื่ ทุกคนทม่ี คี วาม
เชื่อในพระองคจะมีชีวิตนิรันดร 16พระเจาทรงรักโลกอยางมากจึงประทานพระบุตรเพียงพระองคเดียวของ
พระองคเพ่ือทุกคนท่ีมีความเช่ือในพระบุตรจะไมพินาศแตจะมีชีวิตนิรันดร 17เพราะพระเจาทรงสงพระบุตรมา
ในโลกน้ีมิใชเพื่อตัดสินลงโทษโลก แตเพ่ือโลกจะไดรับความรอดพนเดชะพระบุตรนั้น 18ผูท่ีมีความเชื่อในพระ
บุตรจะไมถูกตัดสินลงโทษแตผูที่ไมมีความเช่ือก็ถูกตัดสินลงโทษอยูแลว เพราะเขามิไดมีความเช่ือในพระนาม
ของพระบตุ รเพียงพระองคเ ดียวของพระเจา 19ประเด็นของการตัดสนิ ลงโทษก็คือความสวางเขามาในโลกนี้แลว
แตมนษุ ยร กั ความมดื มากกวา รกั ความสวาง เพราะการกระทําของเขานั้นชั่วรา ย 20ทกุ คนท่ที าํ ความช่ัวยอมเกลียด
ความสวาง และไมเขาใกลความสวางเกรงวาการกระทําของตนจะปรากฏชัดแจง 21แตผูท่ีปฏิบัติตามความจริง
ยอ มเขา ใกลความสวา งเพื่อใหเ ห็นชดั วาสิ่งทีเ่ ขาทาํ ไดทําโดยพง่ึ พระเจา”

********************************
(1)

โมเสสยกรปู งขู ึ้นในถ่นิ ทุรกนั ดารฉันใด
บุตรแหงมนุษยก ็จะตองถกู ยกขน้ึ ฉันน้ัน” (ยน 3:14)
ชาวยวิ บนวา พระเจาและโมเสสทพ่ี าพวกเขาออกจากประเทศอยี ปิ ตซงึ่ เต็มไปดวยความอุดมสมบูรณ มา
รับความทุกขทรมานในถ่ินทุรกันดาร พระเจาจึงลงโทษโดยใหงูพิษกัดประชาชนตายไปเปนจํานวนมาก เมื่อ
พวกเขาสาํ นกึ ผิดและรองขอพระเมตตา พระองคจึงทรงสั่งโมเสสใหทํารูปงูติดไวที่เสาสูงกลางคาย ผูใดถูกงูกัด
ถา มองรูปงูกจ็ ะหาย (กดว 21:4-9) ตอ มาชาวยิวหลงผิดหันไปกราบไหวและถวายเคร่ืองบชู าแดรูปงูแทนพระเจา
กษัตริยเฮเซคียาหจึงส่ังใหทําลายรูปงูท่ีโมเสสสรางไวจนไมเหลอื ซาก (2 พกษ 18:4) พวกรับบีพยายามอธิบาย
วา ผูท่ีรักษาชาวยิวใหหายจากพิษงูรายคือพระเจา ซ่ึงเปนผูส่ังโมเสสใหสรางรูปงูข้ึนมา หาไดเปนเพราะฤทธิ์
อํานาจของรูปงูเองแตประการใดไม ยอหนนําเรื่องโมเสส “ยกรูปงูขึ้น” มากลาว ณ ที่นี้เพ่ือเปรียบเทียบวา เมื่อ
ชาวยิวมองดูรูปงู จิตใจของพวกเขาจะคิดถึงพระเจา และฤทธิ์อํานาจของพระเจาที่พวกเขาวางใจจะชวยพวกเขา
ใหรอดชีวิตฉันใด “พระเยซูเจาทรงถกู ยกขึ้น” เพือ่ วา ผใู ดมองกางเขน จะคดิ ถึงพระองค เชื่อพระองค และมชี วี ิต
นริ นั ดรฉันน้นั
ในพระธรรมใหม คํากรีก hupsoō (ฮุฟซอโอ) ซึ่งหมายถงึ “ยกขน้ึ ” นั้น ถกู นาํ มาใชก บั พระเยซูเจา เพียง
2 กรณีเทา นน้ั คอื
1. เมื่อพระองคถูกยกข้ึนบนไมกางเขน ดังที่พระเยซูเจาตรัสวา “เม่ือใดท่ีทานยกบุตรแหงมนุษยข้ึน
(ฮุฟซอโอ) เม่ือนั้นทานจะรูวา เราเปน และรูวาเราไมทําอะไรตามใจตนเอง แตพูดอยางท่ีพระบิดาทรงสั่งสอน
เราไว” (ยน 8:28) และอีกตอนหน่ึง พระองคตรัสวา “เมื่อเราจะถูกยกขึ้น (ฮุฟซอโอ) จากแผนดิน เราจะดึงดูด
ทุกคนเขามาหาเรา” (ยน 12:32) และ

89

2. เม่ือพระองคไดรับการยกขึ้นสูพระสิริรุงโรจนในสวรรค ดังที่เปโตรปราศรัยตอหนาประชาชนใน
วนั เปนเตกอสเตวา “พระองคทรงไดรับการเทดิ ทนู (ฮุฟซอโอ) ใหป ระทับเบ้ืองขวาของพระเจา ” (กจ 2:33) และ
เปาโลยํ้าอีกครั้งวา “เพราะเหตุนี้ พระเจาจึงทรงเทิดทูน (ฮุฟซอโอ) พระองคข้ึนสูงสง และประทานพระนาม
ใหแ กพระองค พระนามนีป้ ระเสรฐิ กวา นามอนื่ ใดท้งั สนิ้ ” (ฟป 2:9)

แสดงวาในชีวิตของพระเยซูเจา การ “ยกข้ึน” ในทั้งสองกรณีมีความสัมพันธกันชนิดแยกออกจากกัน
ไมไ ด นัน่ คอื ถา ไมมกี างเขนก็ไมมกี ารเทดิ ทูน ไมม ีความรุงโรจน สําหรับพระเยซเู จา กางเขนคือหนทางสูความ
รงุ โรจน สาํ หรบั เราคริสตชนก็เชน กนั หากปราศจากกางเขน ก็ปราศจากมงกฎุ – No Cross No Crown !

(2)
เพอ่ื ทกุ คนท่มี ีความเชอื่ ในพระองคจะมีชีวติ นริ ันดร” (ยน 3:15)

“เชอ่ื ในพระองค” มคี วามหมายอยา งนอ ย 3 ประการ คอื
1. เชื่อวาพระเจาเปนดงั ท่ีพระเยซเู จาทรงบอกเรา นั่นคือ พระองคทรงรักเรา หวงใยเรา และปรารถนา
จะใหอภัยเรา ความเช่ือเชนนี้ไมใชชาวยิวจะยอมรับไดงายๆ เพราะพวกเขามองพระเจาเปนผูตราบทบัญญัติท่ี
พรอ มจะลงโทษทกุ คนทีล่ วงละเมิด เปน ผทู เี่ รยี กรอ งของถวายและเครื่องบูชามากมายจากมนษุ ย เปน ผพู ิพากษา
ที่จองจับผิดมนุษย ฯลฯและเพ่ือจะบอกวาพระเจาคือ “บิดา” ที่เฝารอบุตรผูหลงผิดใหกลับบาน พระองคตอง
ยืนยันสิ่งนี้ดวยชีวิตของพระองคเองบนไมกางเขน ดังนี้ เราจะเปนคริสตชนไมไดเลยหากเราไมเช่ือดวยส้ินสุด
จติ ใจวา “พระเจาทรงรักเรา”
2. เชื่อวาพระเยซูเจาทรงเปนพระบุตรของพระเจา ดวยความสัมพันธใกลชิดฉัน “พอลูก” นี้เอง
พระองคจ งึ ทรงลวงรคู วามคดิ และจิตใจของพระเจา และสามารถบอกความจรงิ ทกุ ประการเก่ยี วกบั พระเจา แกเรา
ได
3. เช่ือฟงและนบนอบพระเยซูเจา เพราะทุกสิ่งที่พระองคตรัสลวนเปนความจริง เราจึงตองเดิมพัน
ชีวิตนริ ันดรของเราดวยการปฏิบัติตามคําสั่งสอนทุกประการของพระองคอยางไมมีเงอื่ นไขท้ังหมดนี้คือ “ความ
เชื่อ” ซ่งึ จะนาํ เราไปสู “ชีวิตนิรนั ดร” !
ในภาษากรีก คํา aíōnios (ไอโอนีออส) ซ่ึงแปลวา “นิรันดร” น้ัน มีความหมายเชิงคุณภาพมากกวา
ปริมาณ เพราะฉะน้ัน “ชีวิตนิรันดร” จึงไมใชเพียง “ชีวิตท่ีไมมีวันส้ินสุด” หรือ “ชีวิตท่ีไมรูจักตาย” อันเปน
ความหมายเชิงปริมาณเทา นั้น แตย ังหมายรวมถึง “ชวี ิตทีม่ คี ุณภาพเหมาะสมกับองคพระผูเปนเจา” หรือพูดงา ย
ๆ คอื “ชวี ิตแบบพระเจา” เราจึงกลาวไดว า คนทเี่ ชือ่ ในพระเยซเู จาจะมชี ีวติ แบบพระเจา !
“ชีวิตแบบพระเจา” คือชวี ติ แหง “สันติสขุ ” คึอ
1. เรามีสันตสิ ุขกับพระเจา เมอ่ื เราเชื่อวาพระองคทรงเปนบิดาผเู ปย มดวยพระเมตตาและทรงรักเรา เรา
กไ็ มตองกลวั พระเจา ที่เรยี กรองเครือ่ งบชู า และจอ งลงโทษมนษุ ยอ ยางเครงครดั อีกตอ ไป
2. เรามีสันติสุขกับโลก หลังจากไดประสบกับผลพวงจากสึนามิ เฮอริเคน ไตฝุน แผนดินไหว การกอ
การราย ความทุกขยาก อุบัติเหตุ ความตาย ฯลฯ เราอาจเร่ิมสงสัยวาโลกใบนี้นาอยูและเปนมิตรกับเราหรือไม ?
เม่ือพระเยซูเจาทรงบอกวาพระเจาผูทรงสรางโลกใบน้ี “รักโลก” ความกังวลสงสัยในเรื่องดังกลาวจึงหมดไป
เพราะพระองคย อ มไมสรางโลกที่เปนศัตรูใหเราอยูอาศัย เม่ือขอเท็จจริงเปนเชนนี้ เราจึงเขาใจความหมายของ
ความทุกขยากตาง ๆ ในชีวิตไดมากขึ้นวา “ทุกสิ่ง” ลวนอยูในแผนการของพระเจา เพ่ือสอนและเตรียมเราให

90

พรอมสําหรับโลกใหมที่ดีกวา เม่ือเขาใจดังนี้ เรายอมอดทนและเผชิญหนากับความทุกขยากตาง ๆ ไดอยางมี
สันติสุข นอกจากนี้ บางปญหายังเปนผลดีกับตัวเราแมในโลกนี้เอง เชน “การเจ็บปวย” ซ่ึงแมจะไมใชส่ิงท่ีนา
ปรารถนาแตก ็เปน เสมือน “สญั ญาณเตอื นภัย” ใหเราไปพบแพทยก อนทีโ่ รครา ยหรือความตายจะมาเยอื นเรา

3. เรามีสันติสุขกับเพ่ือนมนุษย ในเม่ือพระเจาทรงใหอภัยเราได เราก็ตองใหอภัยเพื่อนมนุษย
เชน เดียวกนั เราสามารถมองเพื่อนมนุษยอยางทพี่ ระเจา ทรงมอง เรารวมเปน ครอบครัวเดยี วกันดวยความรกั และ
มีสนั ตสิ ขุ

4. เรามีสันติสุขกับตัวเอง ในโลกนี้ไมมีใครรูจักตัวเราดีไปกวาตัวเราเอง เรารูวาตัวเองเปนคนบาป
ออนแอ และเหลวไหลมากเพียงใด จนบางครั้งเรารูสึกเกลียดตัวเอง ดูหม่ินตัวเอง และสํานึกวาตัวเองไรคา แต
พระเยซูเจาทรงสอนใหเรามี “สันติสุข” กับตัวเอง เพราะแมเราจะรูสึกวาตัวเองดอยคามากสักเพียงใดกต็ าม เรา
ยงั มคี า เสมอในสายพระเนตรของพระเจา ผูทรงรักเรา และพระองคยังทรงกางพระหัตถตอ นรับเราในฐานะ “บุตร
และทายาทสวรรค” อยูเสมอ “สันติสุข” เหลานี้เริ่มตนแลวตั้งแตในโลกนี้ และยังเปนความหวัง เปนแรง
บนั ดาลใจ และเปนเปา หมายในการดําเนนิ ชีวติ ของเรา เพอ่ื ใหบรรลถุ ึง “สันติสุข” ทีค่ รบสมบรู ณในโลกหนา

(3)
“พระเจาทรงรักโลกอยา งมาก จึงประทานพระบตุ รเพยี งพระองคเ ดยี วของพระองค

เพ่อื ทกุ คนทม่ี ีความเช่อื ในพระบุตรจะไมพ ินาศแตจะมีชวี ติ นริ นั ดร” (ยน 3:16)
นี่คือสาระสําคัญของพระวรสาร ท่ีวาเปนสาระสําคัญ เพราะพระวาจาน้ีเผยใหเราทราบความจริง
เก่ยี วกับพระเจา “พระบดิ า” ชนดิ ทีไ่ มเ คยมใี ครคาดคิดมากอน จวบจนพระเยซูเจา ทรงบอกเราในวันน้ี
1. พระบิดาคือผูริเริ่มแผนการแหงความรอดพน ในอดีต ศาสนาของเราไดรับการนําเสนอราวกับวา
อับราฮัม โมเสส หรือบรรดาประกาศกตองคอยทําใหอารมณของพระบิดาสงบลง หรือตองคอยเฝาออนวอน
ขอใหพระองครูจักอภัยโทษ แมทุกวันน้ีบางคนยังพูดถึงพระบิดาราวกับวาพระองคทรงเปนพระเจาท่ีนาเกรง
ขาม โกรธงาย และชอบจดจาํ ความผิด สว นความออ นโยน ความรัก และการใหอภัยนั้นเปนลักษณะเฉพาะของ
พระเยซเู จา บางคนถงึ กบั พดู วา เปนพระเยซูเจา ท่ีทรงออนวอนพระบิดาใหเปล่ยี นทศั นคติจากชอบลงโทษมาเปน
ใหอภัยมนุษย แตวันน้ี พระเยซูเจาเองทรงบอกเราวา พระเจาพระบิดาคือผูเร่ิมตนแผนการแหงความรอดพน
โดยทรง “ประทานพระบุตรเพยี งพระองคเดยี วของพระองค” เพอื่ ทําใหผทู เี่ ชือ่ ในพระองคม ีชวี ิตนิรันดร
2. พระบิดาคือองคความรัก มนุษยมักคิดและเช่ือวา พระเจาคอยเฝาจับผิดมนุษยท่ีเลินเลอ ไมเชื่อฟง
หรือทรยศพระองค แลวทรงลงโทษเฆ่ียนตีเพื่อใหมนุษยหันกลับมาหาพระองค บางคนคิดวา พระเจาตองการ
ใหมนุษยจงรักภักดีตอพระองค และใหโลกพิภพยอมจํานนตอพระองค เพียงเพ่ือจะไดอวดศักดาบารมีของ
พระองคเอง แตพระเยซูเจาทรงบอกเราชัดเจนวา พระบิดาทรงกระทําทุกส่ิง “เพ่ือทุกคนที่มีความเช่ือในพระ
บุตรจะไมพินาศ แตจะมีชีวิตนิรันดร” หมายความวาพระองคทรงกระทําทุกสิ่งไมใชเพื่ออวดศักดาหรือทําให
โลกสยบอยูแทบพระบาทของพระองค แตทรงทําทุกส่ิง “เพ่ือเรามนุษย” จะไดมีชีวิตนิรันดร พระองคจะไมมี
วันมีความสุขเลยจนกวาบรรดาลูก ๆ ที่เรรอนของพระองคจะกลับถึงบานอยางปลอดภัย ที่เปนเชนนี้เพราะธาตุ
แทข องพระบิดาคอื “ความรกั ”

91

3. ทรงรักคือโลก พระวาจานี้บงบอกถึงความกวาง ความยาว และความลึกแหงความรักของพระเจาวา
ยงิ่ ใหญเพยี งใด พระเจา ไมไ ดรักเฉพาะชาวยิว เฉพาะคนดี หรอื เฉพาะคนท่ีรักพระองคเทานั้น แตพ ระองคทรง
รักคนท้ังโลก ! นั่นคือทุกคน “ไมเวนใครเลย” ลวนรวมอยูในความรักอันกวางใหญไพศาลของพระเจาทั้งส้ิน
แมผูน้ันจะนารังเกียจ หรือโดดเดี่ยวไรคนเหลียวแลเพียงใดก็ตาม เหมือนที่นักบุญเอากุสตินเคยพูดไววา “พระ
เจาทรงรักเราแตล ะคนราวกบั วามีเราเพียงคนเดียวใหทรงรัก”

(4)
“ผูท่มี คี วามเชือ่ ในพระบุตรจะไมถ กู ตดั สินลงโทษ
แตผ ูท ี่ไมมคี วามเช่ือกถ็ กู ตัดสินลงโทษอยูแลว” (ยน 3:18)
เราพึ่งจะไดยินวา “พระเจาทรงรักโลกมากจนประทานพระบุตรเพียงพระองคเดียวของพระองคแก
มนุษย” แลวอีกสองบรรทดั ถัดมายอหนกลับพูดวา “ผูที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไมถูกตัดสินลงโทษ แตผูที่ไม
มคี วามเชอ่ื กถ็ กู ตดั สินลงโทษ” ยิ่งไปกวา นัน้ พระเยซูเจา เองยงั ตรัสวา “เรามาในโลกนี้เพื่อพพิ ากษา” (ยน 9:39)
พระเจาจะรักและตัดสินลงโทษมนุษยในเวลาเดียวกันไดอยางไร ? เราสามารถอธิบายปรากฏการณดังกลาวได
ดงั น้ี สมมุตวิ าเรารักและคลัง่ ไคลภาพยนตรเรื่อง “แดจังกึม” มาก จงึ พยายามเก็บเงนิ เพ่ือพาคนท่ีเรารกั มากท่ีสุด
ไปดูสถานที่ถา ยทําในประเทศเกาหลีใต แตเดินชมไดสักครูเดียว คนที่เรารักก็ออกอาการเซ็ง หงุดหงิด และเบือ่
หนายสุด ๆ จะเห็นวา ความรักของเรากลายเปนการตัดสินคนที่เรารักไปแลว และคนที่ตัดสินยอมไมใชเราแน
เพราะเรารักและปรารถนาดีตอเขาอยางสุดหัวใจ แตเปนคนท่ีเรารักน่ันแหละท่ีตัดสินตัวเองวาเปนคนท่ีไมมี
ศิลปะอยูในหัวใจ ! ปฏิกิริยาของคนท่ีเรารักนั่นเองคือการตัดสิน กรณีของพระเยซูเจาก็เปนเชนเดียวกัน พระ
บิดาทรงสงพระองคมาพรอมกับความรักและความปรารถนาอันย่ิงใหญที่จะชวยเรามนุษยใหรอดพนและมชี วี ติ
นริ ันดร เม่อื เราเผชิญหนากับพระองคแ ลวเราเช่ือ วางใจ และรกั พระองค เราไดตัดสินตัวเราเองใหอยูในหนทาง
แหงความรอดพน ตรงกันขา มเมอ่ื เราเผชิญหนากับพระองคแ ลวรสู ึกเฉย ๆ เยน็ ชา ซ้ํารา ยบางคนยังรูส ึกไมพ อใจ
ท่ีพระองคเขามายุงเกี่ยวกับชีวิตของตนมากเกินไป...ถาปฏิกิริยาของเราเปนดังน้ี เรานั่นแหละตัดสินลงโทษตัว
เราเอง
พระเจา มีแตร กั เปน เรามนษุ ยเ องนนั่ แหละที่ตัดสินและพพิ ากษาลงโทษตัวเอง ! ผทู ่เี ปนศตั รกู ับพระเยซู
เจาจะเกลียด “ความสวาง” เพราะความสวางทําใหเขามองเห็นความเลวรายของตนเอง สวนผูที่เชื่อในพระองค
จะอยูฝายเดยี วกับความจรงิ และไมก ลัว “ความสวา ง”
คาํ ถามคอื “เรากลัวความสวางหรือไม ?”

%%%%%%%%%%%%

92

สาระการเรียนรู สังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ระดับช้ัน มธั ยมศึกษาปท่ี 2
หนว ยการเรียนรู การใหอ ภัยในบทขาแตพระบิดาฯ โรงเรียน มาแตรเดอีวทิ ยาลยั กรุงเทพมหานคร
ออกแบบโดย ครจู ริ ณา ศุภกิจโกศลชัย
วันที่ 3 มีนาคม 2017

1. การใหภ าพรวม
1.1 วัตถุประสงค (Objectives)

- เพอื่ ใหนักเรียนเรยี นรูและเขาใจความหมายของ การใหอภยั ในบทขา แตพ ระบดิ า

1.2 ความจําเปน (Needs)
- ในฐานะทน่ี ักเรยี นเปนคาทอลกิ นกั เรยี นตอ งรูจักใหอภยั เพื่อจะไดนาํ แบบอยางของพระองคไ ปปฏิบัติ

จรงิ ในชวี ิตประจาํ วนั

1.3 หัวขอ และเนอื้ หา (Range)
- พระเยซูผูใหอภัย
- แบบอยา งทดี่ ใี นการดําเนินชวี ิต เรื่องการใหอภยั

1.4 การสรางความสนใจ (Interest)
- เปดคลิป Youtube เรื่อง การใหอภยั แลวรวมกนั สนทนาอภิปราย

1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบเรียน คาบละ 50 นาที

บทพระวรสาร ลก.23:34
บทพระวรสารสนั้ ๆ เพอ่ื การจดจาํ
พระเยซุเจาตรสั วา “พระบดิ าเจาขา โปรดอภยั ความผิดแกเขาเถดิ เพราะเขาไมร วู า กาํ ลังทาํ อะไร”

2. การประเมินและวดั ผล
- ตอบคําถาม
- นกั เรยี นรว มกันแสดงความคิดเหน็

3. การสรา งบรรยากาศ
- ดกู ารสรา งความสนใจ

93

4. การนาํ เสนอบทเรียน
4.1 การสรางประสบการณ (See)

- นักเรียนสวดบท “ขาแตพระบิดา” พรอมกันชาๆ ทีละประโยค พิจารณา แตละประโยค ไตรตรอง
อภปิ รายกนั เชน “โปรดประทานอภัยแกขาพเจา เหมือนขาพเจาใหอภัยแกผ ูอนื่ ” เปนตน
4.2 การคิดวินจิ ฉยั ประสบการณ (Judge)

- ครูอธิบายความสําคญั ของบทขา แตพระบดิ า ตาม YOUCAT
YOUCAT
คําถาม บทขา แตพระบิดาสําคัญอยา งไร ในบรรดาบทภาวนาทัง้ ปวง?
คําตอบ บทขาแตพระบิดาเปน “บทภาวนาที่สมบูรณแบบที่สุด”(นักบุญโทมัส อไควนัส) และเปนการสรุป
พระวรสารทัง้ ครบ

บทขาแตพ ระบดิ ามคี วามสาํ คัญมากกวาแคเปนบทภาวนา เพราะเปน หนทางนําไปสูพระทยั ของพระ
บิดาโดยตรง บรรดาคริสตชนในสมัยเริ่มแรกทองบทภาวนาน้ีวันละสามคร้ัง ซึ่งเปนบทภาวนาดั้งเดิมของ
พระศาสนจกั รทีม่ อบใหแกครสิ ตชนทกุ คนเมื่อรับศลี ลางบาป เราก็เชนกนั ไมควรปลอยใหวันหนงึ่ ผา นไปโดย
มิไดสวดบทขา แตพ ระบิดาดว ยวาจา เพ่อื นําเขาสูจติ ใจ และทาํ ใหเปนจริงในชวี ิตของเรา

- ใหนักเรียนอานบทเทศนคุณพอชัยยะ กิจสวัสดิ์ เรื่อง “ขาแตพระบิดาของขาพเจาท้ังหลาย”
(มธ 6: 9-15) ในสว นท่อี ธบิ าย มธ 6:12

- อา นในใจ ไตรต รองและอภิปรายวา “การใหอภยั แบบคริสตชนเปนอยา งไร?”
4.3 การลงมือปฏบิ ัติ (Act)

- นักเรยี นคน ควาขอความจากพระคมั ภีรเ ร่ืองการใหอภัย
- บันทกึ ลงสมดุ
- นกั เรยี นหาขอต้ังใจ เพ่ือนาํ ไปปฏิบตั ิ แลวนํามาแบง ปน ในชว่ั โมงเรียนสปั ดาหหนา
5. การไตรตรองกอ นจบคาบเรยี น
5.1 Reflect
5.2 Connect
5.3 Apply
6. สื่อการเรยี นการสอน
- คลปิ Youtube
- บทบาทสมมติ
- หนงั สือพระคมั ภีร
- บทขา แตพระบิดา

94

วิธีอธษิ ฐานภาวนา บทภาวนาของพระเยซูเจา
ขา แตพระบดิ าของขา พเจาท้ังหลาย

ขาวดี มธ 6:9-15
9ทานทั้งหลายจงอธิษฐานภาวนาดังน้ี “ขาแตพระบิดาของขาพเจาทั้งหลาย พระองคสถิตในสวรรค

พระนามพระองคจงเปนที่สักการะ 10พระอาณาจักรจงมาถึง พระประสงคจงสําเร็จในแผนดิน เหมือนใน
สวรรค 11โปรดประทานอาหารประจําวันแกขา พเจาท้ังหลายในวันน้ี 12โปรดประทานอภัยแกขาพเจา เหมือน
ขาพเจาใหอภัยแกผ ูอ่ืน 13โปรดชวยขาพเจาไมใ หแพการประจญ แตโปรดชวยใหพนจากความชว่ั รายเทอญ 14
เพราะถาทานใหอภัยผูทําความผิด พระบิดาของทานผูสถิตในสวรรค ก็จะประทานอภัยแกทานดวย 15แตถา
ทานไมใ หอ ภัยผูทําความผิด พระบดิ าของทานกจ็ ะไมประทานอภยั แกท านเชนเดียวกนั ”

*********************
กอนศึกษาความหมายของบทภาวนาที่พระเยซูเจาทรงสอน มีขอสังเกตสําคัญซ่ึงเราพึงระลึกถึงอยู
เสมอคอื
1. พระเยซเู จาทรงสอนบทภาวนาน้ีแก “บรรดาศิษย” ดังที่นกั บญุ ลกู าเลาวา “วนั หนงึ่ พระเยซเู จา ทรง
อธิษฐานภาวนาอยใู นสถานทีแ่ หงหน่ึง เมือ่ ทรงอธิษฐานจบแลว ศษิ ยคนหน่งึ ทูลพระองควา ‘พระเจาขา โปรด
สอนเราใหอธิษฐานภาวนาเหมือนกับที่ยอหนสอนศิษยของเขาเถิด’” พระองคจึงตรัสสอนบท “ขาแตพระ
บิดา” แกพวกเขา (ลก 11:1-4) หมายความวา คนท่จี ะสวดบทภาวนานไ้ี ดต องเปนศิษยของพระองคกอน นั่นคือ
ตองเช่ือและอุทิศตนแดพ ระองค จึงจะเขาใจส่ิงท่ีกําลังภาวนาหรือวอนขอไดอยา งแทจ ริง
2. ขอ สงั เกตประการที่สองคือ บทภาวนานแี้ บงออกเปน 2 ตอนตามลําดบั โดยตอนแรกเปนคําวอนขอ
3 ขอเกี่ยวกับพระเจาและพระสิริรุงโรจนของพระองค สวนตอนที่สองอีก 3 ขอเกี่ยวของกับความตองการของ
เราเอง
ในเมื่อพระองคทรงสอนใหเราภาวนาวอนขอตามลําดับดังกลาว แสดงวาส่ิงแรกสุดท่ีเราตองกระทํา
เวลาสวดภาวนาก็คือยกยองพระเจาไวเหนืออื่นใดและวอนขอใหพระประสงคของพระองคจงสําเร็จไป
ตอเม่ือเรายอมรับและยกยองพระองคอยางเหมาะสมแลวเทาน้ัน การวอนขอส่ิงตาง ๆ ที่ตองการจึงจะเกิดข้ึน
และเปน ไปได หรอื สรปุ งาย ๆ ก็คอื พระประสงคข องพระเจาตองมากอนความตอ งการของเราแตละคน !
3. ขอสงั เกตประการสุดทา ยคอื คําวอนขอตอนทีส่ อง นอกจากจะเก่ยี วขอ งกับความตองการของเราทั้ง
ในอดตี ปจจุบัน และอนาคตแลว ยงั เกยี่ วขอ งกับพระเจา ทั้งสามพระบคุ คลอยางนาอศั จรรยอกี ดว ย
• เราวอนขออาหารประจําวันซงึ่ จําเปนสาํ หรับ “ชีวิต” ณ “ขณะน้ี” (ปจจุบัน) จากพระผูสรางของเรา
คือ “พระบิดา
• เราวอนขอ “การอภัย” สาํ หรับความผดิ พลาดทเี่ กดิ ข้ึนแลวใน “อดตี ” จากพระผไู ถข องเราคือ “พระ
บตุ ร
• เราวอนขอ “ความชวยเหลือ” เพื่อตอสูกับการประจญท่ีจะเกิดข้ึนใน “อนาคต” จากพระผูชวยให
รอดของเราคอื “พระจิต”

95

ความตองการของเรา เวลา ผปู ระทาน

ส่งิ ท่จี าํ เปน สาํ หรบั ชีวติ (อาหาร ฯลฯ) ปจจุบัน พระบดิ า
การอภัย อดีต พระบตุ ร
ความชวยเหลือในการตอสกู บั การประจญ อนาคต พระจติ

การภาวนาจึงเปนการนําตัวเราทั้งครบมามอบไวในความดูแลของพระเจา และในเวลาเดียวกันก็นํา
พระเจาท้ังครบมาไวในชีวิตของเรา !

ขาแตพ ระบิดาของขาพเจาทงั้ หลาย (มธ 6:9)
พระเยซูเจาทรงสรุปความเช่ือของคริสตชนไวดีท่ีสุดเมื่อทรงสอนเราใหเรียก “พระเจา” วา “บิดา”
เพราะความเปน “พอ” ของพระเจาไดกอใหเกิด “ความสัมพันธ” ใหมในชีวิตของเราถึง 5 ดานดวยกัน
กลาวคือ
1. กบั โลกทม่ี องไมเห็น ในอดตี มนษุ ยเช่ือวา มีเทพเจา มากมายสิงสถิตอยใู นทะเล มหาสมุทร แมนํา้ ลาํ
ธาร ตนไม ปา ภูเขา กอนหิน ฯลฯ เทพเจาเหลานี้ไมเปนมิตรกับมนุษย ทําใหมนุษยตองเจริญชีวิตดวยความ
หวาดกลัวและจาํ เปน ตอ งเซน ไหวบรรดาเทพเจาเพอ่ื ใหรอดพน จากภัยพบิ ัติตา ง ๆ
เทพนิยายกรีกเร่ืองหน่ึงเลาวา ในยุคท่ีมนุษยยังไมรูจักไฟ เทพเจาแหงไฟนามวาโพรเมเทอุส เห็น
มนุษยเจริญชีวิตดวยความยากลําบาก ตองกินอาหารดิบ หนาวเย็น จึงเกิดความสงสารและใหไฟเปนของขวัญ
แกมนุษย แตเซอุสซึ่งเปนกษัตริยแหงเทพเจาทรงพิโรธจัดท่ีโพรเมเทอุสทําผิดธรรมเนียมของเทพเจา เพราะ
นอกจากจะไมกล่ันแกลง มนษุ ยใหเกรงกลัวแลว ยังใหของขวญั แกมนษุ ยอีก เซอุสจึงจับโพรเมเทอสุ ลามโซไว
กับหินกลางทะเลเอเดรียติคซ่ึงรอนจัดเวลากลางวันและหนาวจัดเวลากลางคืน พรอมกับปลอยใหแรงคอยจิก
กินตับของโพรเมเทอสุ ท่ีงอกขน้ึ มาใหมอกี ดวย ทุกวันน้ี ความเกรงกลวั ตอเทพเจาและสง่ิ ศักดส์ิ ิทธซิ์ ึง่ มองไม
เห็นก็ยังคงมีอยูท่ัวไป ดังจะเห็นไดจากการเซนไหวบวงสรวงเจาที่เจาทางและส่ิงศักด์ิสิทธิ์เพื่อใหแคลวคลาด
จากภยันตรายและเคราะหก รรมตา ง ๆ นานา
แตพระเยซูเจาทรงสอนเราวาพระเจาผูศักดิ์สิทธ์ิและเที่ยงแทไมไดมีมากมายจนเซนไหวเอาใจไมถูก
แตมีเพียงพระองคเดียว และที่สําคัญพระองคทรงเปน “บิดา” ผูมีหัวใจแบบ “พอ” เราจึงไมตองหวาดกลัว
พระเจา หรอื อาํ นาจเรน ลบั ท่ีมองไมเห็นอกี ตอ ไป
2. กับโลกที่มองเห็น หลังจากไดประสบกับภัยธรรมชาติมากมายดังเชน สึนามิ เฮอริเคน ไซโคลน
ไตฝุน แผนดินไหว หรือท่ีเกิดจากนํ้ามือของมนุษยเองเชน สงคราม การกอการราย การปลนฆา เครื่องบินตก
รถชนกัน คนฆา ตัวตาย รวมถงึ ความทุกขยากตา ง ๆ นานาแลว เราอาจวติ กกังวลวาโลกใบนี้นา อยูและเปน มิตร
กับเราจริงหรอื ?
เม่ือพระเยซูเจาทรงสอนใหเราเรียกพระเจาผทู รงสรางโลกใบนวี้ า “พอ” ความกังวลสงสัยดังกลา วจึง
หมดไป เพราะยอมไมมีพอคนใดสรางโลกที่เปนศัตรูใหลูกอยูอาศัยเปนแน เมื่อขอเท็จจริงเปนเชนนี้ เราจึง
เขาใจความหมายของความทุกขยากตาง ๆ วาเปนแผนการของ “พอ” ท่ีตองการสอนและเตรียมเราใหพรอม
สําหรับชีวติ ใหมท ีด่ กี วา และเมอ่ื เขา ใจดงั นี้ เรายอ มอดทนและเผชิญหนา กับความทุกขย ากตาง ๆ ไดดีกวาและ
มากกวา นอกจากชวยใหเขาใจแผนการของ “พอ” ไดดีกวาแลว ความทุกขยากบางประการยังเปนผลดีกบั ตวั

96

เราขณะน้ีอีกดว ย เชน “การเจ็บปว ย” ซึ่งแมจ ะไมใ ชส ิง่ ทน่ี าปรารถนา แตก เ็ ปน เสมอื น “สัญญาณเตือนภัย” ให
เราไปพบแพทยกอนทีโ่ รครา ยจะลุกลามจนสายเกินแก

3. กับเพื่อนมนุษย เราทุกคนเปนพี่นองกันเพราะตางก็มี “พอ” องคเดียวกัน ดวยเหตุนี้เราตองรักกัน
ใหอ ภัยกัน และแบงปนซงึ่ กนั และกัน ในบทขา แตพ ระบดิ าไมม ีคําวา “ฉัน” คนที่เหน็ แกตัวมวั คดิ ถึงแต “ฉัน”
จงึ สวดบทขาแตพระบดิ าไมไ ด อยา งดกี แ็ คอานหรอื ทอ งจําบทขาแตพระบดิ าเทานั้น

4. กับตัวเอง ในโลกน้ีไมมีใครรูจักตัวเราดีไปกวาตัวเราเอง เรารูวาตัวเองเปนคนบาป ออนแอ
เหลวไหล หลอกลวง และกอกรรมทําเข็ญผูอ่ืนไวมากนอยเพียงใด จนบางครั้งเรารูสึกหมดอาลัยตายอยาก
เกลียดตัวเอง ดูหมิ่นตัวเอง และคิดวาตัวเองไรคา แตพระเยซูเจาทรงสอนเราใหเปน “มิตร” กับตัวเอง เพราะ
แมเราจะรูสึกหมดอาลัยตายอยากและไรคาสักเพียงใดก็ตาม เรายังคงมีคาเสมอในสายพระเนตรของพระเจาผู
ทรงเปน “บิดา” ทีท่ รงกางพระหัตถค อยตอนรับเราผเู ปนท้ัง “บุตร” และ “ทายาทสวรรค” อยเู สมอ

5. กับพระเจา ความสัมพันธฉัน “พอ-ลูก” กับพระเจาหาไดเปนการดึงพระองคลงมาเสมอกับมนุษย
แตประการใดไม แตเปนการทําใหเรามนุษยเขาถึงความรัก ความย่ิงใหญ และพระฤทธานุภาพของพระเจาผู
สูงสุดไดงายข้ึน แลวยังจะมี “ความสัมพันธ” อันใดย่ิงใหญและสําคัญมากไปกวาการมีพระเจาเปน “บิดา”
ของเราอีกเลา ?

พระองคสถติ ในสวรรค (มธ 6:9)
พระเจาไมทรงเปนเพียง “พอ” ของเราเทานั้น แตยังทรงเปน “พอผูอยูในสวรรค” อีกดวย คํา
“สวรรค” บงบอก 2 นยั คือ
1. ความศักด์ิสิทธิ์ สวรรคเปนสถานท่ีแหงความศักด์ิสิทธ์ิ พระเจาคือผูศักดิ์สิทธิ์ บางคนจงใจใช
ความสัมพนั ธกับ “พอ ” เปน ขอ อางทจี่ ะดาํ เนินชีวิตสบาย ๆ หรือปลอยตัวอยูในบาป โดยคดิ วา “เดยี๋ วพอ (พระ
เจา) ก็ยกโทษใหเองแหละ” แตเราจะหยุดอยูทค่ี ําวา “พอ” เพียงอยา งเดียวไมได เราตองระลึกดวยวา “พอ ของ
เราอยใู นสวรรค” และทรงไวซ ่ึงความ “ศักดสิ์ ิทธ”์ิ ในพระวรสารนักบุญมาระโก พระเยซเู จาทรงเรยี กพระเจา
เปน “บิดา” เพยี งหกครงั้ แสดงวา แมจ ะเปน พระบตุ รของพระเจา พระองคย งั ทรงเคารพในความศกั ด์ิสิทธ์ิของ
“พระบิดา” ผูสถิตในสวรรค เพราะฉะนั้นเราตองดําเนินชีวิตอยาง “ศักด์ิสิทธิ์” ดังที่ “พอในสวรรค” ของเรา
ทรงเปน ผศู ักดิส์ ทิ ธิ์
2. พระอานุภาพ (power) สวรรคใหความรูสึกวาเปนสถานท่ีของผูทรงฤทธ์ิ พอแมทุกคนยอมรกั และ
ปรารถนาใหล กู ของตนเปนคนดแี ละประสบความสาํ เร็จในชีวิต แตใ ชว า ความรกั และความปรารถนาดีของพอ
แมจะชวยดลบันดาลความสําเร็จใหแกลูกไดทุกคนและทุกคร้ังไป หลายครั้งดวยซ้ําไปที่มักลงเอยดวยความ
ผิดหวัง ทั้งน้ีเปนเพราะความรักของพอแมไมมีฤทธิ์อํานาจใดรองรับ ตรงกันขามกับ “พอ” ของเราผูสถิตใน
สวรรค พระองคทรงเปยมดวยฤทธ์ิอํานาจ ทุกคนที่มาพ่ึงพา “ความรัก” ของพระองคจึงไมมีทางพบกับคําวา
ผดิ หวังเราจึงวางใจในพระเจาผทู รงเปน “พอ” ของเราไดอ ยางเต็มเปย ม และแตเ พยี งผเู ดียวเทาน้ัน
พระนามพระองคจ งเปนทสี่ ักการะ (มธ 6:9)
คํา สักการะ ตรงกับคํากริยากรีก hagiazesthai (ฮากีอาเซสธาย) ซึ่งมาจากรากศัพทเดียวกันกับ
คําคุณศัพท hagios (ฮากีออส) แปลตามตัวคือ “แยก, แตกตาง, ศักดิ์สิทธ์ิ” สักการะ หรือ ฮากีอาเซสธาย จึง
หมายถึงการ “ทําใหส่ิงหนึ่งหรือบุคคลหน่ึงศักดิ์สิทธ์ิดวยการแยกใหแตกตางจากสิ่งอื่นหรือบุคคลอ่ืน” วัด

97

เปนส่ิงศักด์ิสิทธิ์ (ฮากีออส) เพราะถูกแยกออกมาใหแตกตางจากสิ่งกอสรางอื่น ๆ วันของพระเจาก็ศักดิ์สิทธิ์
เพราะถูกแยกออกมาจากวันอื่นเพื่อพระเจาโดยเฉพาะ เปนตน คําวอนขอนี้จึงหมายถึง “ขอใหพระนามของ
พระเจาไดรับการปฏิบัติแตกตางจากนามอ่ืน” น่ันคืออยูในตําแหนงอันเปนเอกลักษณสูงสุด สมพระเกียรติ
และไมม ผี ใู ดเสมอเหมือน

อน่ึงคํา พระนาม ในภาษาฮีบรูมีความหมายพิเศษเพราะไมไดหมายถึงเพียง “ช่ือ” หรือ “นาม” ที่ใช
เรียกคนใดคนหน่ึงเทาน้ัน แตหมายรวมถึง “บุคลิกลักษณะหรือธรรมชาติเฉพาะ” ที่ทําใหเปน “บุคคลคน
นน้ั ” หรือพูดงา ย ๆ คอื หมายถึง “คนนั้นทงั้ คน”

พระคัมภีรกลาววา “ผูท่ีรูจักพระนาม ยอมวางใจในพระองค” (สดด 9:10) ความหมายคือ ผูที่รูจัก
บคุ ลกิ ลกั ษณะและธรรมชาติของพระเจาวาทรงเปนเชนใดแลวเทาน้นั จงึ จะกลาวางใจในพระองค ไมใ ชเพียง
แครูจักชื่อของพระเจาก็วางใจในพระองคแลว “บางคนหวังพ่ึงรถศึก บางคนทระนงดวยมาศึก แตเราทั้งหลาย
เรยี กหาพระนามพระยาหเวห พระเจาของเรา” (สดด 20:7) ยอมบง บอกชดั เจนวาในยามสงคราม ชาวยิววางใจ
พระเจาไมใชเพราะจําไดวาพระองคช่ือยาหเวห แตเพราะพวกเขารูจักธรรมชาติของพระองควาทรงฤทธิ์และ
ทรงรักพวกเขามากเพียงใด ประกาศกอิสยาหทํานายถึงยุคสมยั ของพระเมสสยิ าหไววา “ประชากรของเราจะ
รูจักพระนามของเรา” (อสย 52:6) น่ันคือรูจริงและรูอยางเต็มเปยมวาพระเจาทรงเปนเชนใด เพราะพระเมสสิ
ยาหคงไมเ สด็จมาเพยี งเพ่ือบอกวาพระเจาชอ่ื อะไรเทานั้น

เมื่อรวมความหมายของคําวา “พระนาม” และ “สักการะ” เขาดวยกัน เราอาจอธิบายความหมายของ
คําวอนขอประการน้ีไดวา “โปรดใหเราสามารถยกพระเจาไวในตําแหนงท่ีเหมาะสมกับธรรมชาติของ
พระองค” ดวยการ “เคารพยาํ เกรงพระองค” (Reverence)

เพอ่ื จะไดช ือ่ วามีความเคารพยําเกรงพระเจา เราตอง
1. เชื่อวามี พระเจาเพราะเราไมอ าจเคารพยําเกรงผทู ีไ่ มม ีตัวตนได
2. รูจักพระองค ผูทรงมีคุณสมบัติสําคัญ 3 ประการคือ “ศักด์ิสิทธ์ิ ยุติธรรม และเปยมดวยความรัก”
หากพระองคทรงเปนเหมือนเทพเจากรีกที่ชอบกล่ันแกลงมนุษยใหเกรงกลัว เราคงไมเคารพรักพระองคเปน
แน
3. รับรูว า พระองคสถติ อยทู กุ แหง และทกุ เวลา
4. นบนอบเชอื่ ฟง และปฏบิ ตั ิตามพระประสงคของพระองค
พระอาณาจกั รจงมาถงึ
พระประสงคจ งสาํ เรจ็ ในแผน ดินเหมือนในสวรรค (มธ 6:10)
“พระอาณาจักรของพระเจา” เปนศูนยกลางของ “ขาวดี” และเปน “ภารกิจหลัก” ของพระเยซูเจา
ดังที่ทรงตรัสวา “เราตองประกาศขาวดีเรื่องพระอาณาจักรของพระเจาใหแกเมืองอื่นดวย เพราะเราถูกสงมาก็
เพ่อื การน้”ี (ลก 4:43; 8:1 เทียบ มก 1:38)
ท่ีผานมาคนสวนใหญไมสูยินดีกับ “ขาวดีเร่ืองพระอาณาจักรของพระเจา” มากนักเพราะเห็นวาเปน
เรื่องไกลตัว เปนเร่ืองของอนาคตในโลกหนา ซํ้ารายบางคนถึงกับกลัวและไมอยากไดเพราะคดิ วาตอง “ตาย”
กอนจึงจะมีสิทธิลุน “สวรรค” หรือเขาสู “พระอาณาจักรของพระเจา” ได อันท่ีจริงพระเยซูเจาทรงกลาวถึง
“พระอาณาจักรของพระเจา” ท้ังในแงท่เี ปน อดีต ปจจบุ นั และอนาคต ดังเชน

98

อดตี – “ทานทงั้ หลายจะร่าํ ไหคร่ําครวญและขบฟนดวยความขุนเคืองเม่ือแลเห็นอบั ราฮัม อสิ อคั และ
ยาโคบ กับบรรดาประกาศกในพระอาณาจักรของพระเจา ” (ลก 13:28)

ปจจุบัน – “ไมมีใครจะพูดวา ‘พระอาณาจักรอยูที่นี่ หรืออยูที่น่ัน’ เพราะพระอาณาจักรของพระเจา
อยูใ นหมูทานทงั้ หลายแลว ” (ลก 17:21)

อนาคต – “พระอาณาจกั รจงมาถึง” (มธ 6:10)
เปนไปไดอยางไรท่ีพระอาณาจักรของพระเจาเกิดขึ้นแลวในอดีต (กอนพระเยซูเจาประสูติ) ดํารงอยู
ในปจจุบัน (สมัยพระเยซูเจา) และจะมาถึงในอนาคต (เมื่อสิ้นพิภพ) ? กุญแจสําหรับไขปญหาน้ีอยูที่ลีลาการ
เขียนในภาษาฮีบรทู ่ีเรียกวา Parallelism ตามลลี าน้ี ชาวยวิ นิยมพูดสง่ิ เดียวกนั ซํา้ 2 ครัง้ โดยคร้งั ทสี่ องอาจเปน
เพียงการกลาวซ้ําครั้งแรก หรืออาจเปนการขยายความเพิ่มเติมใหคําพูดคร้ังแรกก็ได แทบทุกขอในหนังสือ
เพลงสดดุ ลี วนใชล ีลาการเขียนแบบนี้ ตัวอยา งเชน

คร้งั แรก “ผูชอบธรรมยอมเปนสขุ ” (สดด 1:1)
ครง้ั ทีส่ อง “เขาไมเดินตามคาํ แนะนําของคนช่วั ” (สดด 1:1)
เราจงึ ไดค วามหมายของผูช อบธรรมวา คอื ผทู ไ่ี มเดินตามคําแนะนําของคนชวั่
หากเรานําลลี าเดียวกนั มาใชก ับคําวอนขอทง้ั สองประการ ดงั นี้
คร้งั แรก “พระอาณาจักรจงมาถึง” (มธ 6:10)
ครัง้ ทีส่ อง “พระประสงคจงสาํ เรจ็ ในแผน ดินเหมอื นในสวรรค” (มธ 6:10)
เราอาจใหคํานิยามของพระอาณาจักรของพระเจาไดวาเปน “สังคมบนโลกนี้ที่พระประสงคของพระ
เจาไดรับการปฏิบัติอยางสมบูรณเหมือนในสวรรค” เพราะ อับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ไดปฏิบัติตามพระ
ประสงคของพระเจา ทา นจงึ เปน สมาชิกของพระอาณาจักรตง้ั แตกอ นพระเยซเู จา เสดจ็ มาบงั เกดิ
ทุกวันนี้ ผูใดปฏิบัติตามพระประสงคของพระเจาก็เปนสมาชิกของพระอาณาจักรแลวต้ังแตเวลาน้ี
และบนโลกใบนี้ แตเนื่องจากโลกนี้ยังอยูหางไกลจากการปฏิบัติตามพระประสงคของพระเจาอยางสมบูรณ
เราจึงตอ งวอนขอใหพระอาณาจักรมาถงึ ในอนาคตดว ย
การปฏบิ ัตติ ามพระประสงคข องพระเจานอกจากเปน “สวรรค” แลว ยังเปน “หนทาง” สสู วรรคดังที่
ทรงตรัสวา “คนที่กลาวแกเราวา ‘พระเจาขา พระเจาขา’ น้ันมิใชทุกคนจะไดเขาสูอาณาจักรสวรรค แตผูที่
ปฏิบัติตามพระประสงคของพระบิดาของเรา ผูสถิตในสวรรคน่ันแหละจะเขาสูสวรรคได” (มธ 7:21)
นอกจากน้นั พระองคยงั ทรงเนนความสําคัญของการปฏิบัติตามพระประสงคของพระเจาเหนือการปฏิบัติตาม
ธรรมบัญญัติวา “ธรรมบญั ญัตแิ ละคาํ สอนของบรรดาประกาศกมผี ลบงั คับจนถึงสมยั ของยอหน หลงั จากนนั้ มี
การประกาศขาวดเี ร่อื งพระอาณาจกั รของพระเจา และทกุ คนกําลังพยายามเขาสพู ระอาณาจักรน”้ี (ลก 16:16)
สาเหตุท่ีทําใหการปฏิบัติตามพระประสงคของพระเจาเปนทั้ง “สวรรค” และ “หนทาง” สูสวรรค
สามารถอธิบายไดด งั น้ี
ตง้ั แตปฐมกาล พระเจา ทรงสรางมนษุ ย “ตามฉายา” (image) ของพระองค และใหมี “ความคลายคลึง”
(likeness) กับพระองค (ปฐก 1:26) ธรรมชาติของพระเจาผูทรงเปนจิตลวนคือทรงมี “สติปญญา” และ
“อาํ เภอใจ” (free will) มนุษยผ ูเ ปน ฉายาของพระองคจงึ มที ัง้ สตปิ ญญาและอําเภอใจเหมือนพระองค นอกจาก
มีสติปญญาและอําเภอใจเหมือนพระองคแลว มนุษยยังถูกสรางมาใหมี “ความคลายคลึง” กับพระเจา น่ันคือ
รจู กั ใชสติปญ ญาเพ่ือ “คิดเหมอื นพระเจา” และใชอ าํ เภอใจเพ่ือ “รักและปรารถนาเหมือนพระเจา”

99

เมื่อเรา “ปฏบิ ตั ิตามพระประสงคของพระเจา” ก็เทา กับเรากาํ ลังคิดและปรารถนาเหมือนพระองค ซง่ึ
จะนําเราไปสูการดําเนิน “ชีวิตเหมือนพระเจา” การมีชีวิตเหมือนพระเจาคือ “สุดยอดปรารถนา” ของทุกคน
เพราะไมมีสิง่ ใดยงิ่ ใหญ เท่ียงแท และสมบูรณดีงามไปกวาพระ “ผูเปนเจา” อีกแลว การไดส่ิงอันเปนสุดยอด
ปรารถนาคือ “ความสุขสูงสุด” ท่ีทําใหจิตใจของเรา “อ่ิม, พอ” และ “ไดพักผอนในพระเจา” การปฏิบัติตาม
พระประสงคข องพระเจา จึงเปน “สวรรค” หรอื “พระอาณาจักรของพระเจา ” ดวยประการฉะนี้ !!

นอกจากพระเจาจะทรงสรางเรามาใหมีชีวิตเหมือนพระองคต้ังแตสรางโลกแลว นักบุญยอหนยัง
กลาวถึงชีวิตในโลกหนาวา “ทานท่ีรักทั้งหลาย บัดนี้ เราเปนบุตรของพระเจาแลว แตเราจะเปนอยางไรใน
อนาคตน้ันยังไมปรากฏชัดแจง เราตระหนักดีวา เม่ือพระองคทรงปรากฏ เราจะเปนเหมือนพระองค เพราะ
เราจะไดเห็นพระองคอยางที่พระองคทรงเปน” (1 ยน 3:2) สรุปวา ชีวิตในโลกหนาก็คือ “ชีวิตเหมือนพระ
เจา” อีกเชนกัน เพราะฉะน้ัน ทุกวันน้ีหากเราดําเนิน “ชีวิตเหมือนพระเจา” ดวยการปฏิบัติตามพระประสงค
ของพระองค ก็เทากับวาเราไดเปนสมาชิกของพระอาณาจักรสวรรคแลวตั้งแตในโลกนี้ อีกท้ังยังเปน
หลกั ประกนั วาเราจะไดเ ปน สมาชิกถาวรช่วั นริ นั ดรในโลกหนาอกี ดวย

พระอาณาจักรของพระเจาจึงมิใชเร่ืองขององคกรระดับโลกอยางเชนสหประชาชาติ แตเปนเร่ือง
สวนตัวของเราแตละคนท่ีจะ “มอบสติปญญาของเรา มอบอําเภอใจของเรา และมอบชีวิตของเรา” เพื่อจะได
ปฏิบัติตามพระประสงคของพระเจาดวยการ “คิดเหมือนพระองค ปรารถนาเหมือนพระองค และดําเนินชีวิต
เหมือนพระองค”

นอกจากมอบนํ้าใจของเราเพ่ือดําเนินชีวิตเหมือนพระเจาดวยการปฏิบัติตามพระประสงคของ
พระองคแลว เรายงั ตอ งคาํ นึงถึง “ทาทใี นการปฏบิ ัตติ ามพระประสงค” อีกดว ย

1. ตอ งไมใชแ บบจาํ นนตอ ฤทธ์อิ าํ นาจของพระองค หรือเพราะหมดทางเลอื กอ่ืน
2. ตองไมใ ชแบบจาํ ยอมโดยท่ลี ึก ๆ แลว ไมพ อใจการตดั สินของพระเจา
3. แต ตองเปนไปดว ยความรกั และความวางใจอยา งเตม็ เปยม เพราะพระองคท รงเปย มดวยปรชี าญาณ
และความรกั ย่งิ ใหญ ดังทีน่ กั บญุ เปาโลกลา ววา “พระองคม ไิ ดท รงหวงแหนพระบุตรของพระองค แตท รงมอบ
พระบตุ รเพ่อื เราทุกคน แลวพระองคจ ะไมป ระทานทุกสิง่ ใหเราพรอ มกับองคพ ระบุตรหรือ” (รม 8:31-32)
โปรดประทานอาหารประจาํ วันแกข า พเจา ท้งั หลายในวันนี้ (มธ 6:11)
ตน ฉบับใชค ํา “ปง ” (ártos – อารต อส) แทน “อาหาร” ซ่งึ มผี ูใหความหมายไวตาง ๆ กัน เชน
1. หมายถึง “ปง ” ในอาหารคํา่ คร้งั สุดทายซึ่งเราร้ือฟน ทุกครัง้ เวลาถวายบชู ามิสซา คําภาวนานี้จึงเปน
การวอนขอใหไ ดร ับ “ศีลมหาสนิท” ทุกวัน
2. หมายถึงอาหารฝายวิญญาณซึ่งไดแก “พระวาจาของพระเจา” ดังที่ทรงตรัสวา “มนุษยมิได
ดํารงชีวิตดวยอาหารเทานั้น แตดํารงชีวิตดวยพระวาจาทุกคําท่ีออกจากพระโอษฐของพระเจา” (มธ 4:4) คํา
ภาวนาน้ีจึงเปนการวอนขอใหไดฟง และไดเขาใจพระวาจาของพระเจา อีกท้ังขอใหมีผูอุทิศตนประกาศพระ
วาจาของพระองคอ ยเู สมอ

100

3. หมายถึง “พระเยซูเจา” เอง เพราะพระองคตรสั วา “เราเปนปงแหงชีวติ ผทู ม่ี าหาเราจะไมห วิ และผู
ท่เี ชือ่ ในเราจะไมกระหายอีกเลย” (ยน 6:34)

4. หมายถึง “งานเลี้ยงในอาณาจักรสวรรค” หรือ messianic banquet คําภาวนานี้จึงเปนการวอนขอ
พระเจา โปรดประทานท่นี งั่ ในงานเล้ียงบนสวรรค

สาเหตุทีผ่ คู นสมัยกอ นเนน การอธิบายความหมายของคํา “ปง” เปน เพราะพวกเขาไมเ ขา ใจความหมาย
ของคํากรีก epiousios (เอปอูซีออส) ซ่ึงพบการใชเพียงครั้งเดียว จนออริยิน (Origen) ซึ่งเปนปตาจารยของ
พระศาสนจักรสรุปวามัทธิวประดิษฐคําน้ีข้นึ มาเอง จวบจนศตวรรษท่ี 20 น้ีเองท่ีเราพบคํา “เอปอูซีออส” ใน
กระดาษพาไพรัส (papyrus) ของศตวรรษที่ 5 ซึ่งหญิงผูหน่ึงเขียนตอจากรายชื่อของชําหลายรายการ จึงพอจะ
คาดเดาความหมายไดว า “พอสาํ หรับวันน”ี้ หรอื “ส่ิงจําเปนสาํ หรับวนั นี”้

ความหมายของคําภาวนาประการนี้จึงอธิบายไดงาย ๆ วา โปรดประทานทุกสิ่งที่จําเปนสําหรับชีวิต
วันน้ี ในเมอ่ื พระเยซเู จาทรงสอนใหเ ราวอนขอทุกส่งิ ที่จําเปนสําหรับชีวิตเชนน้ี ผลทตี่ ามมาคือ

1. ในเมอ่ื พระเจา ทรงเอาพระทัยใสร า งกายของเรา ความรอดจึงเปนเร่อื งของบุคคลทง้ั ครบ ไมใ ชเร่ือง
ของวิญญาณเพียงดา นเดียว

2. ใหเราวอนขอเฉพาะส่งิ ท่ีจาํ เปนสําหรับวันนี้เทานน้ั อยา วติ กกงั วลถึงอนาคตทยี่ งั มาไมถึง จงดเู ร่ือง
มานนาในทเี่ ปลยี่ วเปน ตัวอยา ง (อพย 16:1-21)

3. เราตองวอนขอทุกส่ิงเพราะ “ทุกสิ่งเปนของประทานจากพระเจา” บางคนอาจแยงวาพืชผลในไร
นาเปนผลพวงจากนํ้าพักน้ําแรงของตนเองไมใชของพระเจา จริงอยูเราเปนผูเพาะปลูก แตผูที่ทําใหมัน
เจรญิ เติบโตคือพระเจา ดงั ทนี่ ักบญุ เปาโลกลา ววา “ขาพเจาเปน ผปู ลูก อปอลโลเปนผูรดนา้ํ แตพระเจาทรงเปน
ผูบ ันดาลใหเ ตบิ โตข้นึ ” (1 คร 3:6)

4. เราตองรวมมือกับพระเจา เพราะหากเราวอนขออาหาร แลวนั่งงอมืองอเทารอใหอาหารลอยลงมา
จากสวรรค เราอดตายแน เพราะฉะน้ันพึงระลึกอยูเสมอวา “คําภาวนาที่ปราศจากกิจการเปนคําภาวนาที่ไร
ผล” (Prayer without deeds is dead) เหตุวา “ปราศจากพระเจา เราทาํ อะไรไมไ ดฉ นั ใด ปราศจากความพยายาม
และความรวมมอื ของเรา พระองคก ช็ ว ยอะไรเราไมไ ดฉ นั นั้น”

5. เราตอง “แบงปน” ซึ่งกันและกัน เพราะพระองคทรงสอนใหเราภาวนาวา “give us” ไมใช “give
me” การแบง ปนซง่ึ กันและกันจงึ เปน การชวยพระเจา แจกจา ยสิง่ ทจ่ี าํ เปน แกผวู อนขอ

คําภาวนาขอน้ีจึงไมใชการวอนขอส่งิ ท่เี ราตองการเพียงดา นเดียว แตยังเปนการวอนขอใหเราสามารถ
แบง ปน สิง่ ทม่ี แี กผขู ดั สนหรอื ดอยโอกาสกวาอกี ดวย

โปรดประทานอภยั แกข าพเจา (มธ 6:12)
เพื่อจะวอนขอการอภัยได กอนอื่นใดหมดเราตองสํานึกวาตัวเราเปนคนบาป และเราจะสํานึกวาเปน
คนบาปไดก็ตอเมอื่ รวู า “บาปคืออะไร” แลวเทา นน้ั
พระธรรมใหมใ ชศ พั ทก รีก 5 คําเพอื่ หมายถงึ บาป คอื
1. anomia (อาโนมีอา) แปลวา ไมมีกฎ “บาป” จึงหมายถึงการรูวาอะไรถูกและอะไรผิด แตยังเลือก
ทาํ ผดิ ราวกบั วาไมม กี ฎเกณฑใด ๆ ท้งั สิน้

101

2. parabasis (พาราบาซิส) แปลวา กาวขาม “บาป” หมายถึงการกาวขามเสน แบงระหวางถูกและผดิ
ซ่ือสัตยแ ละหลอกลวง จรงิ และเทจ็ ใจกวา งและเหน็ แกตัว ฯลฯ

3. paraptōma (พารัพโตมา) แปลวา ลื่นขาม “บาป” หมายถึงการล่ืนขามเสนแบงเหมือน “กาว
ขาม” ในขอ 2 โดยมีสาเหตุมาจากการไมระมัดระวังตัว ปลอยใหแรงกระตุนหรือตัณหาเขาครอบงําจนไม
สามารถควบคุมตวั เองไดแ ละ “ลืน่ ขา ม” ในทส่ี ดุ

4. opheilēma (โอเฟยเลมา) แปลวา หน้ี “บาป” หมายถึงการไมสามารถทํา “หนาท่ี” ชําระหนี้คืน
ไดต ามกาํ หนด หรอื ไมสามารถทาํ “หนาที่” ท่ตี อ งทําทั้งตอ พระเจา และตอ เพื่อนมนุษย

5. hamartia (ฮามารทีอา) แปลวา พลาดเปา “บาป” เปนการพลาดเปาจากสิ่งที่เรา “ควรเปน”
(should) หรือ “สามารถเปน ได” (could)

ส่ิงท่ีทุกคนควรเปนและตองเปนใหไดคือ “ฉายาของพระเจา” (Image of God) ไมวาเราจะเปน
พระสงฆ นักบวช พอแม ลูกหลาน ครู นักเรียน ขา ราชการ พนกั งาน หรืออยใู นฐานะใดกต็ าม เราตอ งพยายาม
“คิด” และ “ทํา” เหมอื นพระเจา ใหมากทส่ี ุดเทา ทจี่ ะเปนไปได

“บาป” จึงไมใชการ “ทําผิดบัญญัติ” เพียงอยางเดียว แตหมายรวมถึงการ “ไมทําหนาท่ีที่ควรทําหรือ
สามารถทาํ ได” อกี ดว ย

เหมือนขา พเจาใหอ ภัยแกผูอน่ื (มธ 6:12)
ความหมายตามตัวอักษรคือ “โปรดประทานอภัยแกขาพเจาตามสัดสวนท่ีขาพเจาใหอภัยแกผูอื่น ”
เม่ือสวดบทขาแตพระบิดา หากเราไมยอมใหอภัยผูอื่น ก็เทากับเรากําลังวอนขอพระเจาวา “โปรดอยาใหอภัย
แกขาพเจา เหมือนขา พเจาไมใหอภยั แกผูอ่นื ”
การใหอภัยแกผูอื่นเปนสิ่งสําคัญและจําเปนมากจนพระเยซูเจาตองตรัสเสริมตอนทายบทภาวนาวา
“ถาทานใหอภัยผูกระทําผิด พระบิดาของทานผูทรงสถิตในสวรรคก็จะประทานอภัยแกทานดวย แตถาทาน
ไมใ หอภัยผูท ําผิด พระบดิ าของทานกจ็ ะไมป ระทานอภัยแกทานเชน เดียวกนั ” (มธ 6:14-15)
เพือ่ จะใหอภยั แบบคริสตชนได เราตอ งพยายาม
1. เขาใจ ทุกคนทําอะไรยอมมีเหตุผลของเขาเสมอ เชน เขาอาจโมโหเพราะกําลังวิตกกังวลหรือ
เจ็บปว ย เขาไมชอบหนาเราเพราะไมเขา ใจหรือเขา ใจเราผดิ เขามนี ิสัยกาวรา วเพราะเปน กรรมพันธหุ รือเพราะ
สภาพแวดลอมหลอ หลอมเขามาเชน นั้น เปนตน หากเราเขา ใจเหตผุ ล เรายอ มใหอภยั ไดง ายข้นึ
2. ลืม ถา เราไมสามารถลืมความผดิ ที่ผูอื่นกระทาํ ตอเราได เราจะไมม ีทางใหอภัยผใู ดไดเลย วธิ แี กไข
คือใหเราเพงมองท่ีไมกางเขนและวอนขอให “นํ้า” ที่ไหลออกมาจากสีขางของพระองคชวยชําระลางความ
ทรงจําอันเลวรายเหลา นน้ั ออกไปใหห มด
3. รัก แบบ Agapē (อากาเป) คือปรารถนาใหผูอื่นไดรับส่ิงท่ีดีท่ีสุดโดยไมมีเง่ือนไข ไมวาผูนั้นจะ
ปฏิบัติตอเราเลวรายเพียงใดก็ตาม ความรักแบบ “อากาเป” เปนความรักแบบพระเยซูเจาซึ่งจะเกิดขึ้นไดก็
ตอเมื่อพระองคเสด็จมาประทับอยูในจิตใจของเรา แตพระองคจะเสด็จเขามาประทับในจิตใจของเราไดก็
ตอ เมื่อเราเปด ประตูหัวใจและเชิญพระองคเขา มาเทา น้ัน

102

โปรดชวยขา พเจา ไมใ หแ พการผจญ
แตโ ปรดชว ยใหพ นจากความชวั่ รา ยเทอญ (มธ 6:13)
คํา peirazein ในภาษากรีกมีความหมายวา “ทดลอง, ทดสอบ” มากกวาจะแปลวา “ผจญ, ประจญ,
หรือ ลอลวง” ซึ่งสอไปในทางชักชวนผูอ่ืนใหกระทําผิด เหตุผลคือ หากเราแปลคํา peirazein ในหนังสือปฐม
กาลบทท่ี 22 ขอ 1 เปน “ผจญ” เราจะไดค วามวา “พระเจาทรงผจญ อับราฮมั ใหถ วายอิสอคั บุตรชายเปน เคร่ือง
เผาบูชา” ซ่ึงเปนไปไมไดเ ลยทพ่ี ระเจาจะลอลวงอบั ราฮัมใหท าํ ผดิ
เมื่อเปนเชนนี้ เราจึงควรเปลี่ยนความคิดจากส่ิงที่เราเคยเรียกวา “การผจญ” แลวมักลงเอยดวยความ
พายแพหรือ “บาป” เสียใหม ความคิดใหมคือ พระเจาทรง “ประทานการทดสอบ” แกผูท่ีทรงเลือกสรร เพ่ือ
ทําใหเราเขมแข็งมากข้ึน มีโอกาสชนะมากข้ึน และเปนคนดีเหมาะสมกับงานที่จะทรงมอบหมายใหมากข้ึน
ดุจเดียวกบั การสงมนษุ ยขึ้นไปโคจรในอวกาศ นกั บนิ อวกาศจาํ ตองไดรับการทดสอบจนกวาจะแนใ จวาพรอม
และเหมาะสมสําหรับภารกิจอันย่ิงใหญน้ีมิใชหรือ ? การทดสอบจึงมิใชสิ่งท่ีนากลัวหรือนาอับอายซง่ึ จะตอง
ปกปดกนั อีกตอไป แตเ ปน สิ่งท่ีเราจะตองเอาชนะและผา นการทดสอบใหจ งได
ซาตานคอื ใคร ?
ความหมายของคํา “ซาตาน” (Satan) ซ่ึงเปนภาษาฮีบรู มีวิวัฒนาการควบคูไปกับประวัติศาสตรของ
ชาวยวิ ดังจะพบเห็นไดจากการใชค าํ น้ใี นพระธรรมเกา
1. แรกเร่ิมหมายถึง “ฝายตรงขาม” หรือ “ปรปกษ” เชน หัวหนาชาวฟลิสเตียหามดาวิดออกรบดวย
เพราะเกรงวา “เขาอาจจะหันกลับมาเปนศัตรู (ภาษาฮีบรูใชคํา Satan) กับเราขณะทําการรบอยู” (1 ซมอ 29:4)
หรือเม่ือกษัตริยดาวิดเสด็จกลับกรุงเยรูซาเล็ม อาบีชัยตองการใหประหารชีวิตชิเมอีซึ่งเคยสาปแชงและขวาง
หินใสดาวิด แตดาวิดตรัสกับอาบีชัยวา “ทําไมทานจึงมาขัด (Satan) ความประสงคของเราในวันน้ีเลา ? วันนี้
จะไมม ีชาวอสิ ราเอลคนใดถูกประหารชวี ติ เลย” (2 ซมอ 19:22)
2. ตอ มาความหมายพฒั นาไปสเู ชิงลบมากขนึ้ และยายจากมนษุ ยไปสเู ทวดาในสวรรค ซาตานคอื บุตร
ของพระเจา (โยบ 1:6) ซึง่ ทาํ หนาท่เี หมอื นอยั การในโลกนี้ น่ันคือ “กลา วหา” มนษุ ยต อหนาพระพักตรพระเจา
(โยบ 1:9-11; 2:4-5; ศคย 3:1) ระยะน้ีชาวยิวรับอิทธิพลของคํากรีก Diabolos (ดีอาโบลอส – พูดใหราย, สบ
ประมาท) ซ่ึงตรงกับ Devil ในภาษาอังกฤษเขามา ซาตานจึงมิใชเพียง “ผูกลาวหา” แตหมายถึง “ผูกลาวให
ราย” มนุษยตอหนาพระเจา กระน้ันก็ตาม ซาตานยังไมเปนปรปกษกับพระเจา เพียงแตเปนฝายตรงขามกับ
มนษุ ย
3. ระหวางถูกกวาดตอนไปบาบิโลน ชาวยิวรับอิทธิพลความคิดของชาวเปอรเซียเร่ืองการตัดสินใจ
เลือกระหวาง “อํานาจแหงความสวาง” และ “อํานาจแหงความมืด” ซาตานจึงถูกผลักใหเปน “อํานาจแหง
ความมืด” และยนื อยขู ัว้ ตรงขา มกบั พระเจาและมนุษยอยา งสุดโตง
ในพระธรรมใหม “ซาตาน” หรือ “ปศาจ” คือผูอยูเบื้องหลังความเจ็บไขและความทุกขท รมานตางๆ
“หญิงผูน้ี (ปศาจสิง เจ็บปวย หลังคอม ยืดตัวตรงไมได) เปนบุตรหญิงของอับราฮัม ซ่ึงซาตานลามไวเปน เวลา
สบิ แปดปแลว ไมสมควรทจ่ี ะถูกแกจ ากพันธนาการนีใ้ นวันสับบาโตดว ยหรือ” (ลก 13:16)

103

นอกจากน้ี ซาตานคือผูที่ลอลวงยูดาสใหทรยศพระเยซูเจา (ลก 22:3; ยน 13:2) ซาตานคือผูท่ีเราตอง
“ตอสูมันดวยใจม่ันคงในความเชื่อ” (1 ปต 5:9) และคือผูท่ีจะตองถูกทําลายช่ัวนิรันดร “แลวพระองคจะตรัส
กับพวกท่ีอยูเบ้ืองซายวา ‘ทานทั้งหลายที่ถูกสาปแชง จงไปใหพน ลงไปในไฟนิรันดรที่ไดเตรียมไวใหปศาจ
และพรรคพวกของมนั ’” (มธ 25:41)

เม่ือเห็นตนกําเนิดและวิวัฒนาการของ “ซาตาน” ดังนี้แลว ตัวตนของซาตานจึงไมนากลัวเทากับ
วิธีการโจมตีของมัน เพราะมันมักใช “ความคิดและความปรารถนาของเราเอง” เปนพันธมิตรและเปนอาวุธ
ของมนั จนอาจกลา วไดว า “ศตั รู” ทน่ี า กลวั ท่สี ดุ และตอ งเฝา ระวังมากทีส่ ดุ กค็ ือ “ตวั ตนของเรา” นัน่ เอง !!!

การผจญมาจากไหน ?
1. จากภายนอก
1.1 เกิดจากเพือ่ น สงั คมท่ีทาํ งาน สภาพแวดลอ มรอบบา น ฯลฯ
1.2 เกิดจากผูท่ีรกั เรา เชน เรามีกระแสเรียกที่จะทาํ งานชวยเหลือผูปว ยเปน โรคติดตอรายแรง แตถ ูกพอ
แมหา มปรามดวยความรกั และหว งใย
1.3 เกดิ จากการตามกระแส ชอบลองดี แขงกนั เลว มกั เกิดกับพวกวัยรนุ
2. จากภายใน
2.1 เกิดจากความคิด ความปรารถนา และจุดออนของเราแตละคน เราจึงตองพยายามคนใหพบ
จุดออนของเราแลว เฝา ระวังไวใหด ี
2.2 เกดิ จากพรสวรรคและจดุ แขง็ ซงึ่ ทาํ ใหเ รามั่นใจตัวเองมากเกนิ ไป และตัง้ ตวั อยใู นความประมาท
การผจญเกิดขน้ึ เม่ือใด ?
พระวรสาร 3 ฉบับเนนเหมือนกันวาการทดลองของพระเยซเู จาเกิดขนึ้ ทันทีหลงั รับพิธีลางจากยอหน
โดยเฉพาะมาระโกระบุไวชัดเจนวา “ทันใดนั้น พระจิตเจาทรงดลใหพระองคเสด็จเขาไปในถ่ินทุรกันดาร”
(มก 1:12) เปนความจริงวาเมื่อชีวิตของเราข้ึนสูจุดสูงสุดหรือผานเหตุการณสําคัญที่สุดแลว จะเกิดปฏิกิริยา
ตอบโต และสวนใหญมักเปนภัยมากกวาเปนคุณ เหมือนดอกไมไฟท่ีขึ้นสูจุดสูงสุดและสวางไสวที่สุดแลวก็
จะดบั มดื และรวงตกลงมา พระเยซูเจากเ็ ชนกนั พระองคพ่ึงจะไดรับเกยี รติสูงสุด โดยพระจิตเจา ซึง่ เสดจ็ มาใน
รปู ของนกพริ าบทรงรับรองพระองควา “เปนบตุ รสุดท่ีรัก” ของพระบดิ า และทันทเี ปนพระจติ เจาอีกเชนกันท่ี
ทรงนําพระองคสูถิ่นทุรกันดารและการทดลอง เราจึงตองระมัดระวังเปนพิเศษเมื่อประสบความสําเร็จ หรือ
ข้ึนสูจดุ สงู สดุ ในชวี ติ !!
และอยาคิดวาพระเยซูเจาทรงถูกทดลองในถิ่นทุรกันดารคร้ังเดียวแลวจบเลย ลูกาเลาวา “เม่ือปศาจ
ทดลองพระองคทุกวิถีทางแลว จึงแยกจากพระองคไป รอจนกวาจะถึงเวลาท่ีเหมาะสม” (ลก 4:13) ที่เมืองซี
ซารียาแหงฟลิป หลังจากพระองคตรัสทํานายถึงพระทรมานแลว เปนเปโตรศิษยเอกนั่นเองที่คัดคานวิถีทาง
ของไมกางเขน และชักชวนพระองคใหเลือกหนทางที่สบายกวาและมีเกียรติมากกวา จนพระองคทรงดุวา
“เจาซาตาน ถอยไปขางหลัง” (มธ 16:21-23) เม่ือใกลวาระสุดทาย พระองคกลาวกับพวกศิษยวา “ทาน
ทั้งหลายเปน ผทู ีย่ ืนหยัดอยกู บั เราในการทดลองที่เราไดรบั ” (ลก 22:28) และทห่ี นกั สดุ คือบนภูเขามะกอก เม่อื

104

พระองคท รงภาวนาวา “พระบิดาเจาขา ถาพระองคมีพระประสงค โปรดทรงนําถวยน้ไี ปจากขาพเจา เถดิ ” (ลก
22:39-46) แสดงวาพระองคทรงถูกทดลองตลอดชีวิต !!! เม่ือเปนเชนน้ีเราจึงตอง “เฝาระวังตลอดชีวิต”
ไมใชหลงผิดตั้งหนาต้ังตาบําเพ็ญตบะหรือทําการใด ๆ เพื่อใหบรรลุถึงข้ันที่เรียกวาจิตวาง “ปลอดจากการ
ทดลอง” เพราะพระเยซเู จาเองก็ไมเ คยและไมทรงพยายามดวยทจ่ี ะบรรลุถงึ ขน้ั นี้

วิธตี อ สกู ับการผจญ
1. เคารพตนเอง ลองถามตวั เองวา “คนอยางฉนั นะหรือจะทาํ ส่งิ แบบน้”ี
2. คิดถึงศกั ดศ์ิ รีของบรรพบุรษุ ของวดั สถาบัน ประเทศชาติ ฯลฯ
3. คิดถงึ คนท่ีเรารักและคนที่รกั เรา “ถา ติดคกุ แลวใครจะเลีย้ งดูลูกเมียละ ?”
4. คิดวาเรากําลังอยูตอหนา พระเยซูเจาเสมอ “ถา พระองคอ ยูตอ หนาเรา เราจะกลา ทําส่งิ น้ีหรือ ?”
การปอ งกันเชิงรุก
ใหถ อื หลกั วา “การหน”ี หรือ “การตั้งรบั ” มีแตทรงกบั ทรดุ เพราะฉะนัน้ เราตอง

1. คดิ ดี
2. พดู ดี
3. ทาํ ดี
หากเรากําลัง “คิดดี”, “พูดดี” และ “ทําดี” อยู ยอมเปนไปไมไดเลยท่ีจะมีสิ่งใดมาชักนําเราให “คิด
ชวั่ ” หรอื “ทําช่ัว” ได
นี่คือวิธี “ปองกัน” การผจญทดี่ ีท่สี ุด

%%%%%%%%%%%%

105

สาระการเรยี นรู คริสตศาสตร ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที่ 2
หนวยการเรียนรู เรื่อง คุณธรรมพื้นฐานหลัก 4 ประการ โรงเรียน เซนตโ ยเซฟแมร ะมาด จ. ตาก
ออกแบบโดย เซอรแอสแตลฯ โดง สนน่ั
วนั ที่ 25 กุมภาพันธ 2017

1. การใหภ าพรวม:
1.1 วัตถุประสงค (Objectives)

- นักเรียนเขาใจความหมายความสําคัญของคุณธรรมพ้ืนฐานหลัก 4 ประการ คือ 1. ความรอบคอบ
2. ความยตุ ิธรรม 3. ความกลาหาญ และ 4. ความมัธยสั ถหรอื ความพอเพียง

- นกั เรยี นปรบั ใชคุณธรรมทีไ่ ดเรียนรูและผมู ีคุณธรรมเปน บุคคลตน แบบในการดําเนินชีวิตประจําวันสม
ตามวัยของตนจนกลายเปน ลักษณะนิสัยหรอื คุณลักษณะประจาํ ตัว

1.2 ความจําเปน (Needs)
- คุณธรรมพ้ืนฐานและบุคคลตนแบบเปนการเสริมสรางและพัฒนาความเปนคนที่สมบูรณทั้งรางกาย

สตปิ ญ ญา และจติ ใจ ในการประกอบความดี

1.3 หวั ขอ และเน้ือหา (Range)
- ความหมายและความสาํ คญั ของ “คุณธรรม”
- ความหมายและความสาํ คญั ของคณุ ธรรมพน้ื ฐานหลกั 4 ประการคือ
1. ความรอบคอบ
2. ความยุตธิ รรม
3. ความกลา หาญ
4. ความมธั ยัสถหรอื ความพอเพยี ง

1.4 เวลา (Time)
- 5 คาบๆ ละ 50 นาที

2. การประเมนิ และวดั ผล
- จากการรว มมือกนั วเิ คราะหแ ละรวมตอบคําถาม
- สังเกตความสนใจ ต้งั ใจในการอา น ตอบคาํ ถามการรว มแสดงความคิดเหน็

106

3. การนําเสนอ
3.1 คาบที่ 1-4

3.1.1 การสรางประสบการณ (See)
- ในแตล ะคาบใหนกั เรยี นดวู ดี โิ อ บุคคลตัวอยา งมีและศกึ ษาพระคัมภีรเ กีย่ วกบั คุณธรรมแตล ะดาน
1. ความรอบคอบ: พระปยะมหาราช กับพระคัมภีรในบท ฟป.4:8-9, มธ.25:1-13, ลก.12:39-40,
ลก.16:1-8
2. ความยตุ ธิ รรม: เปาบนุ จ้ิน กับพระคมั ภีรในบท ลก.18:1-8, มธ.20:1-6
3. ความกลาหาญ: พระศรีสุริโยทัย กับพระคัมภีรในบท มก.6:49, 14:60-65, ยชว. 1:6-9, ทมธ.1:7, ฮบ.
11:30, ยก.2:25
4. ความมธั ยสั ถ: พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหัว รชั กาลที่ 9 กบั พระคัมภรี ในบท ฟป.11-13, สดด.34:19,
35:13, อสย.53:7
- แบงนักเรียนออกเปนกลุมๆ ละ 5 คน และเขียนสรุปคุณธรรมท่ีปรากฏ พฤติกรรมที่แสดงถึงคุณธรรม
นั้น และผลทีเ่ กดิ ขึ้นแกสังคมจากคุณธรรมน้นั ทีส่ ะทอ นจากบคุ คลตวั อยา งและพระคมั ภรี ใ นบททศ่ี ึกษา
3.1.2 การคดิ วินจิ ฉยั ประสบการณ (Judge)
- ครแู ละนกั เรียนรว มกันสรปุ บทเรียนรแู ละแบบอยา งท่ีไดรับ
- ใหน ักเรียนอา นเพิม่ เติมเรื่องเก่ยี วกบั คุณธรรมและคําอธบิ ายพระคมั ภีร ตามท่กี ําหนดใหใ นแตล ะคาบ
- ใหนักเรียนแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับเร่ืองที่อานตามที่กําหนดใหในแตละคาบ จากน้ัน ครูอธิบาย
เพ่ิมเติมเกยี่ วกบั เร่ืองคณุ ธรรมน้ันๆ
อธิษฐานภาวนา
สวดภาวนาขอพละกําลังจากพระเจา ในการประกอบความดี
3.1.3 การลงมอื ปฏบิ ัติ (Act)
- ใหนักเรียนอภิปรายวา ในฐานะของนักเรียน นักเรียนควรปฏิบัติตัวหรือมีพฤติกรรมในชีวิตประจําวัน
อยา งไรทสี่ ะทอ นถงึ คณุ ธรรมตามแบบอยางทีเ่ ปนนน้ั
- ใหนักเรียนเขียนขอตง้ั ใจที่จะปฏิบัติประจาํ สปั ดาหและใหม ารายงานในคาบถดั ไป
เฉพาะคาบที่ 4
- แบงกลุม นกั เรยี น เพอ่ื แตงและแสดงละคร เรอื่ ง “คุณธรรมพ้ืนฐาน 4 ประการในชวี ิตของฉัน” กลมุ ละ 5
นาที เพื่อแสดงในคาบถดั ไป

107

3.2 คาบท่ี 5
3.2.3 การลงมอื ปฏิบตั ิ (Act)
- แตละกลมุ แสดงละครที่ไดเตรียมตัวมาและชั้นเรยี นรวมกัน สรปุ บทเรยี นรูจากละครแตล ะเร่อื ง
- ใหนักเรียนเขยี นบนั ทึก 8-10 บรรทัด เรือ่ ง “คณุ ธรรมประจําใจของฉัน” และอานแบง ปนในชัน้

4. การไตรต รองกอ นจบคาบเรียน
4.1 คาบที่ 1-4

4.1.1 หลังจากท่ีนักเรียนไดเรียนรูเกี่ยวกับคุณธรรมน้ี ผานทางบุคคลตางๆและจากพระคัมภีรท่ีไดศึกษา
นกั เรียนรูสกึ ตา งจากเมือ่ กอนอยา งไร?

4.1.2 จากส่ิงทนี่ ักเรียนไดเ รียนรู นักเรยี นเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมอยางไร เพื่อเปนมนุษยท สี่ มบรู ณข ึ้น?
4.2 คาบท่ี 5

- นักเรยี นเลือกใครเปนแบบการดําเนินชีวิต (Role Model) เพราะเหตใุ ด?
5. สือ่ การเรียนการสอน

- เครือ่ งเลนและแผน ซดี ี
- หนังสือเรียนวชิ าคริสตศาสตร ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท ี่ 4
6. การเตรยี มตัวของครู
- อาน ศกึ ษา และราํ พงึ บทเทศนข องคณุ พอ ชัยยะ กจิ สวสั ด์ิ
1. อปุ มาเรอื่ งหญงิ สาวสิบคน (มธ: 1-13)
2. การใหท าน การเตรียมพรอ มเมือ่ นายกลับมา (ลก 12: 32-48)
3. ความฉลาดของผจู ัดการ การใชเงนิ อยา งถกู ตอ ง (ลก 16: 1-13)
4. ผพู พิ ากษาทไ่ี รมโนธรรมกับหญิงมายผรู บเรา (ลก 18: 1-8)

108

สาระการเรียนรู ครสิ ตศาสตร ระดับชั้น มัธยมศกึ ษาปท ่ี 2
หนวยการเรียนรู เร่อื ง พระเยซผู ูเปน ธรรม โรงเรยี น เซนตโยเซฟแมร ะมาด จ. ตาก
ออกแบบโดย เซอรแอสแตลฯ โดง สน่ัน
วนั ที่ 25 กุมภาพันธ 2560

1. การใหภ าพรวม:
1.1 วตั ถปุ ระสงค (Objectives)

- เพ่อื ใหนกั เรยี นรแู ละเขาใจถึงความเปนธรรมของพระเยซทู ่ีมองมนษุ ยท กุ คนเทาเทยี มกันในสายพระเนตร
ของพระองค

- เพ่ือใหน กั เรยี นสามารถถา ยทอดความเปน ธรรมตามแบบอยา งของพระเยซูเจาสูบุคคลท่อี ยูร อบขา ง

1.2 ความจําเปน (Needs)
- นักเรียนมีความชื่นชมและยึดพระเยซูเจาเปนแบบอยางการดําเนินชีวิตในเรื่องความเปนธรรมในการ

ปฏิบัตติ นตอ ผูอ่ืน

1.3 หัวขอและเน้อื หา (Range)
- คณุ ความดีของพระเยซเู จา ในดา นความเปนธรรม

1.4 การสรางความนา สนใจ (Interest)
- เปดคลปิ Youtube เรอ่ื งความเปนธรรม (เปาบุนจิ้น) สัน้ ๆ แลว รว มกันสนทนาและเปดโอกาสใหนักเรียน

ซกั ถาม

1.5 เวลา (Time)
- 2 คาบๆ ละ 50 นาที

2. การประเมินและวัดผล
- สังเกตการเขา รว มกจิ กรรม การตอบคําถามและการแสดงความคิดเห็น

3. การสรางบรรยากาศ
- ดูการสรา งความนาสนใจ

4. การนาํ เสนอ
4.1 การสรางประสบการณ (See)

- ใหนักเรียนอานพระวรสาร มธ.20: 1-16 เร่ือง คนงานในสวนองุน และอาสาสมัครแสดงบทบาทสมมติ
เร่ือง นิทานเปรียบเทยี บคนงานในสวนองุน (มธ.20: 1-16)

109

- ครใู หนกั เรียนวิพากษว จิ ารณวา “เจา ขององุนเปนธรรมหรือไม เพราะเหตใุ ด?” และรวมกนั สรปุ ขอเรยี นรู
อธิษฐานภาวนา

ขอพละกําลงั จากพระเจาท่นี ักเรยี นจะเปนผนู ําความเปนธรรมสูสงั คม
4.2 การคิดวนิ จิ ฉยั ประสบการณ (Judge)

- ครูแจกบทเทศนคุณพอชัยยะ เรื่อง คนงานในสวนองุน (มธ. 20: 1-16) ใหนักเรียนอานและชวยกันสรุป
บทเรียนรู และกําหนดขอตง้ั ใจเพือ่ นําไปปฏิบตั เิ พ่ือนํามารายงานในคาบถัดไป

คาบที่ 2
- ครูอธิบายความหมายของอุปมาเรื่องน้ีและอธิบายเพิ่มเติม เร่ือง ความเทาเทียมกันในสายพระเนตรของ
พระเจา “ มนุษยทุกคนเทาเทียมกนั ในสายพระเนตรของพระเจา ตราบเทาที่ทุกคนมีพระผูสรางองคเดียวกนั ทุก
คนถูกสรางมาตามภาพลักษณของพระเจาเดียวกันพรอมกับจิตวิญญาณ” (YOUCAT ขอ 329 - 331) ครูแจกให
นกั เรียนอานและศึกษาเพมิ่ เติม
4.3 การลงมอื ปฏบิ ตั ิ (Act)
- นักเรียนรวมกันรองเพลง “ผูนําสันติ” เม่ือรองเพลงเสร็จแลวใหทุกคนเงียบและอธิษฐานสักครู และให
วิเคราะหเนือ้ หาของเพลง อภิปรายและสรปุ วา ผูนาํ สนั ตติ อ งมีลักษณะอยา งไร และจะตอ งทาํ อยางไร?
- นักเรยี นหาขอ ตั้งใจและเลอื กกจิ กรรมท่ีแสดงถึงความเปนธรรมตอผูอ่นื ใน 1 สปั ดาห และกลบั มารายงาน
ในคาบถดั ไป
5. การไตรต รองกอ นจบคาบเรยี น
1. นกั เรยี นมีความคิดเห็นอยา งไรเก่ยี วกับความเปนธรรมตามแบบพระเยซู?
2. หลังจากท่ีนักเรียนไดเรียนรูเกี่ยวกับความเปนธรรมตามแบบอยางของพระเยซูเจา นักเรียนรูสึกตอ
พระองคตา งจากเมื่อกอน หรือไม อยางไร?
6. สื่อการเรียนการสอน
- คลปิ ยทู ปู
- หนังสือเรียนวชิ า ครสิ ตศาสตร ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี 2
- เพลงผูนําสนั ติ
7. การเตรียมตัวของครู
- อาน ศกึ ษา และรําพึงบันทึกบทเทศนของคุณพอชัยยะ กิจสวสั ดิ์ เร่อื ง คนงานในสวนองนุ (มธ 20: 1-16)

110

สาระการเรยี นรู คําสอนคริสตศาสตร ระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาปท ี่ 3
หนว ยการเรียนรู เรือ่ ง นักบุญเปาโลและงานแพรธ รรมของทา น
ออกแบบโดย ครวู ราภรณ บุญทองมาก โรงเรียน พระมารดานจิ จานเุ คราะห กรุงเทพมหานคร

1. การใหภาพรวม
1.1 วตั ถปุ ระสงค (Objectives)

(1) นกั เรยี นจะไดร ูและเขาใจถงึ ชวี ประวตั แิ ละแบบอยา งการดําเนนิ ชวี ิตของนักบุญเปาโล
(2) นักเรียนจะสามารถนําแบบอยางของนกั บญุ เปาโลในการดาํ เนินชีวิตท่ีดี

1.2 ความจาํ เปน (Needs)
- นักเรียนรูสึกสํานึกในความผิดพลาดของตนเองและกลับใจ ประกาศขาวดีเปนศิษยธรรมทูตท่ียึดคุณคา

พระวรสารดานความรักในการดําเนินชีวิตตามแบบอยางของนักบุญเปาโลเก่ียวกับการกลับใจและการประกาศ
ขา วดี

1.3 หวั ขอ และเนื้อหา (Range)
(1) ชวี ประวัตแิ ละแบบอยางการดําเนินชีวติ ของนักบุญเปาโล
(2) คณุ คาพระวรสารเร่ือง ความรกั

1.4 การสรา งความนาสนใจ (Interest)
- แบงนักเรียนออกเปน 2 กลุมๆ ละเทาๆ กัน เลนเกมปดตา กลุมหน่ึงปดตา อีกกลุมหนึ่งเปนผูนําทางเพื่อ

ไปใหถ งึ จดุ หมายปลายทาง โดยคุณครจู ะนาํ สงิ่ ท่เี ปนเครื่องกีดขวาง และเปนอุปสรรคในการเดินทาง

คําถามนํา
- ผทู ีถ่ กู ปดตารสู ึกอยางไร สามารถไปถงึ จดุ หมายไดหรือไม อยางไร
- ผูทเ่ี ปน คนนาํ ทางรูสกึ อยา งไรในการเปน ผูนําทางคนอ่ืน
- นกั เรยี นไดเ รียนรูอ ะไรจากเกมน้ี และคดิ วา มคี วามสัมพันธกับชีวิตของตนเองอยา งไร?

1.5 เวลา (Time)
- 3 คาบๆ ละ 50 นาที

2. การประเมนิ และวัดผล
- การตอบคาํ ถาม
- การแสดงความคดิ เห็นของนักเรียน
- การสงั เกตการเขารวมกิจกรรม

111

3. การสรางบรรยากาศ
- ดูการสรา งความนา สนใจ

4. การนําเสนอบทเรยี น
4.1 คาบที่ 1

4.1.1 การสรางประสบการณ (See)
- นักเรียนรําพึงภาวนาตามบทเพลง “การกลับใจของชายคนหน่ึง” หลังจากนั้นใหทุกคนเงียบ ไตรตรอง
เนอ้ื หาของบทเพลงที่ไดฟง และวิเคราะหวา
* การกลับใจน้ันเปน เร่อื งทย่ี ากสาํ หรบั ชวี ติ ของตนเองหรือไม อยางไร ?
* นักเรยี นเคยมปี ระสบการณก ารกลบั ใจในชีวิตของตนอยางไร ทาํ ไมตองกลับใจในคร้งั นัน้
4.1.2 การคดิ วนิ ิจฉยั ประสบการณ (Judge)
- แบงกลุมนักเรียนออกเปนกลุมๆ ละ 5-6 คน ใหแตละกลุมอานและศึกษาพระคัมภีรจากหนังสือกิจการ
อัครสาวก บทท่ี 22 ขอ 3 -16
บทอานจากหนงั สือกจิ การอัครสาวก (กจ 22:3-16)

เวลาน้ัน เปาโลจึงกลาวกับประชาชนวา “ขาพเจาเปนชาวยิว เกิดท่ีเมืองทารซัสในแควนซีลีเซีย แต
เติบโตในเมืองน้ี กามาลิเอลเปนอาจารยสอนขาพเจาใหปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของบรรพบุรุษอยางเครงครัด
ขาพเจารับใชพระเจาดวยความกระตือรือรนอยูเสมอเชนเดียวกับที่ทานท้ังหลายปฏิบัติอยูในวันนี้ ผูที่ดําเนิน
ตามวิถีทางน้ีเคยถูกขาพเจาเบียดเบียนถึงตาย ขาพเจาจับกุมท้ังชายและหญิงจองจําไวในคุก ดังที่มหาสมณะ
และสภาผอู าวโุ สทุกคนเปนพยานยืนยันได เพราะเขามอบจดหมายใหข าพเจานาํ ไปใหแ กบ รรดาพ่ีนองชาวยิวที่
เมืองดามัสกัส ขาพเจาจึงออกเดินทางเพื่อไปจับกุมบรรดาคริสตชนซ่ึงอยูท่ีนั่น นํากลับมายังกรุงเยรูซาเลม็ เพอื่
ลงโทษ

เวลาประมาณเทย่ี งวนั ขณะที่ขา พเจากาํ ลังเดนิ ทางใกลจะถงึ เมืองดามัสกัส ทนั ใดนั้นมแี สงสวางจาจาก
ทองฟาลอมรอบตัวขาพเจาไว ขาพเจาลมลงที่พ้ืนดินและไดยินเสียงพูดกับขาพเจาวา ‘เซาโล เซาโล เจา
เบยี ดเบียนเราทําไม’

ขา พเจาจงึ ถามวา ‘พระเจา ขา พระองคค ือใคร?’
พระองคตรัสกับขาพเจาวา ‘เราคือเยซูชาวนาซาเร็ธ ซ่ึงเจากําลังเบียดเบียนอยู’ คนที่อยูกับขาพเจาเหน็
แสงสวา ง แตไมไดย นิ เสยี งคนท่ีพดู กบั ขา พเจา
แลว ขา พเจา ถามอกี วา ‘พระเจาขา ขาพเจาจะตองทาํ อะไร?’

112

องคพระผูเปนเจาตรัสกับขาพเจาวา ‘จงลุกข้ึน เขาไปในเมืองดามัสกัส ที่น่ันจะมีคนบอกทุกสิ่งที่พระ
เจาทรงกําหนดใหเจาทํา’ แสงน้ันสวางจาจนขาพเจามองไมเห็นส่ิงใดผูรวมเดินทางกับขาพเจาจึงจูงมอื ขาพเจา
เขา ไปในเมอื งดามสั กสั

ชายคนหน่ึงชื่ออานาเนีย เปนผูยําเกรงพระเจาและปฏิบัติตามธรรมบัญญัติ เปนที่เคารพนับถือของ
ชาวยิวทุกคนซึ่งอยูท่ีน่ัน เขามาพบขาพเจา ยืนใกลๆ พูดกับขาพเจาวา ‘เซาโล นองเอย จงกลับมองเห็นเถิด’
และในเวลาน้นั เองขาพเจาก็มองเหน็ เขา

อานาเนียบอกขาพเจาวา ‘พระเจาแหงบรรพบุรุษของเราทรงเลือกสรรทานใหรูพระประสงคของ
พระองค ใหเห็นพระคริสตเจาผูทรงชอบธรรมและไดยินพระสุรเสียงจากพระโอษฐของพระองค เพราะทาน
จะเปนพยานของพระองคยืนยันสิ่งท่ีทานไดเห็นและไดยินแกมนุษยทุกคน บัดนี้ทานรออะไรอยูอีก จงลุกข้ึน
รับศลี ลางบาปและเรียกขานพระนามพระองคช ําระลางบาปของทา นเถิด’

- ครตู งั้ คําถามใหน ักเรียนรว มกันเปนกลมุ ตอบวา :
1. “หากนักเรียนเปนนักบุญเปาโล ที่หายจากอาการตาบอดในขณะน้ัน นักเรียนจะปฏิบัติตนอยางไร
ตอไป?
2. “ทาํ ไม นกั บญุ เปาโลจงึ กลบั ใจ และเปลยี่ นแปลงชวี ติ มาทํางานแพรธ รรมของพระศาสนจักร?”
4.1.3 การลงมือปฏบิ ตั ิ (Act)
- ใหกลมุ นําเสนอและสรุปรวมกนั ในชนั้ เรยี น
อธษิ ฐานภาวนา
ครใู หน ักเรียนสงบนงิ่ และอธษิ ฐานในใจดว ยบทภาวนา “บทแสดงความทุกข”
“ขาแตพระเจา ขาพเจาเปนทุกขเสียใจที่ไดทําบาป เพราะบาปเรียกรองการลงโทษ และโดยเฉพาะอยา ง
ย่ิง บาปทําเคืองพระทัยพระองค ผูทรงความดีและทรงสมควรไดรับความรักจากมนุษยทั้งมวล เดชะพระหรรษ
ทานชวยขาพเจาต้ังใจแนวแนวาจะไมทําบาปอีกเลย จะหลีกหนีโอกาสบาป และจะพยายามใชโทษบาป โปรด
ทรงพระกรุณาอภยั บาปแกข าพเจาดว ยเถดิ อาแมน”
- ใหนกั เรยี นรําพึงและบันทกึ สว นตวั วา “ในขณะน้ี ฉันอยากกลบั ใจในเรอ่ื งใดมากท่สี ุด เพราะเหตใุ ด?”
4.2 คาบท่ี 2
- ครูทบทวนภาพรวมท่ีแตล ะกลมุ นําเสนอในคาบกอน
4.2.1 การสรางประสบการณ (See)
- นกั เรียนดคู ลิปเรอ่ื ง “ชวี ประวัตขิ องนักบุญเปาโล” และตอบคาํ ถาม ดังน้ี
* เมื่อนกั เรียนไดด ชู วี ประวตั ขิ องนักบญุ เปาโลแลว มคี วามคิดเห็นอยา งไร?
* นักเรยี นจะปฏบิ ัตติ นอยางไร เพอ่ื แสดงถงึ การแพรธ รรมตามแบบอยางของนักบุญเปาโล?

113

* นักเรียนแตละกลุม เขียนสรุปสิ่งท่ีแสดงถึงวิธีการแพรธรรมหรือการประกาศขาวดีของตนเอง วามี
วธิ ีการใดบา ง?

4.2.2 การคิดวินจิ ฉยั ประสบการณ (Judge)
- ครูใหความรูเกี่ยวกับการกลับใจของนักบุญเปาโลและการเดินทางงานแพรธรรมของทาน โดยเลา

เรือ่ งราวของทา นนกั บญุ เปาโลและอธิบายถงึ อุปสรรคตางๆในการเดินทางงานแพรธ รรมของทาน
“เปาโล เดิมชื่อวา เซาโล เกิดในป ค.ศ. 10 ที่เมืองทารซัสซึ่งตั้งอยูทางเหนือประเทศปาเลสไตน บิดาเปน

ชางเย็บหนังสัตว มีสัญชาติโรมัน แตเล็กแตนอยเปาโลไดรับการศึกษาอบรมแบบฟาริสีท่ีกรุงเยรูซาเล็ม จึงมี
ความรอบรูในพระคัมภีรเปนอยางดี และมีอุปนิสัยใจคอเครงครัดตอกฎบัญญัติแบบฟาริสี เปาโลคงไมเคยเห็น
หรือรูจักพระเยซูคริสตมากอน เม่ือพระองคส้ินพระชนมแลวจึงเริ่มเบียดเบียนพวกศิษยของพระองคอยางหนัก
จนกระท่ังถูกสายฟาฟาดตกจากหลังมากลายเปนคนตาบอด จึงกลับใจกลายมาเปนอัครสาวกผูใจรอนรนแทน
ทานไดรับการเยียวยาใหหายตาบอด และเร่ิมเทศนาเร่ืองพระเยซูคริสตท่ีอาเรเบียและที่เมืองดามัสกัส พวกศัตรู
ของคริสตชนพากันผิดหวังและโกรธแคนในตัวเปาโลจึงปดประตูเมืองหมายจะจับตัวมาลงโทษใหได แตตอน
คํ่าคนื พวกครสิ ตชนแอบนาํ เปาโลใสเ ขงใหญห ยอ นออกนอกกําแพงเมือง เปาโลจงึ หนรี อดไปได เปาโลจงึ ไปพบ
และแสดงตัวแกบรรดาอัครสาวกท่ีกรุงเยรูซาเล็ม ซ่ึงทุกคนก็ตอนรับทานดวยความยินดี ตอมาทานก็กลับไปท่ี
ซีเรียและซีลีเชีย และพํานักอยูที่น่ันเปนเวลา 14 ป จากนั้นเปาโลก็เริ่มเดินทางคร้ังประวัติศาสตรออกเทศนาส่ัง
สอนพรอมกับเพื่อนรวมทางเปนเวลายาวนานถึง 3 คร้ัง ทานไดปลูกฝงความเช่ือและกลุมคริสตชนไวมากมาย
และไดเฝาติดตามอภิบาลโดยเขียนจดหมายไปแนะนํา ส่ังสอนตักเตือน จดหมายเหลาน้ันไดกลายมาเปนสวน
หน่ึงของพระคัมภีรภาคพระธรรมใหม เต็มไปดวยคําส่ังสอนที่ลึกซ้ึง มีคุณคาฝายจิตใจเปนอันมาก ชวงสุดทาย
เปาโลถกู จบั ทก่ี รงุ เยรูซาเล็ม ถูกสงตัวไปท่กี รงุ โรม และถูกประหารชีวิตในราวป ค.ศ. 62

จากเสนทางท่ีเปาโลใชในการเดินทางประกาศขาวดีเร่ืองพระเยซูคริสตนี้ (แสดงแผนที่การเดินทางของ
เปาโล) เราคงตองท่ึงเพราะการเดินทางสมัยน้ันแสนจะยากเย็น ตองใชเรือและเทาเปนพาหนะ สําหรับเรือนั้นก็
คือเรือใบเรือพาย นอกจากจะชา แลวยงั เสย่ี งตอ อนั ตรายอันเกิดจากคลื่นลมพายุ ปรากฏวาเปาโลตอ งเผชิญกับการ
ลอยคอในทะเลเพราะเรือแตกมาแลวถึง 3 ครั้ง (2คร 11:25) นอกจารกน้ันยังตองเผชิญภัยทางบกจากโจรผูราย
จากศัตรูที่เอาหินทมุ จากพี่นอ งทรยศ จากการทาํ งานอยางตรากตรําลําบาก ฯลฯ “อะไรที่ทาํ ใหเ ปาโลอดทนไดถึง
ขนาดนั้น ก็เพราะใจรอ นรนของทานน่ันเอง”

เพราะเปาโล บุรุษผูมีใจรอนรนคนเดียวแทๆ พระนามของพระเยซูคริสตไดแผกระจายไปท่ัวสารทิศ จน
ปรากฏเปนปกแผนมั่นคงมาจนทุกวันน้ี หากวาชายทุกคน หรือชายหลายๆ คนจะเอาเย่ียงอยางของเปาโลบาง
โดยเตมิ ไฟความรอนรนลงในใจอีกสักนิด แลวออกประกาศอยางจริงจังอีกสกั หนอย ปา นนี้จะเกดิ อะไรข้ึน? ไม
จาํ เปน ถึงกบั ตองออกเดินทางไปประกาศยังเมอื งไกล เอาแคร อบๆ บา นของเรา รอบๆ วดั ของเรา ซ่ึงยงั มีผคู นอีก
เปน จาํ นวนมากที่ยงั ไมเ คยไดย นิ เรือ่ งราวเกยี่ วกับพระเยซคู ริสตเลย เขาอยใู กลชิดกบั เรา เปน เพ่อื นบานของเรามา
ชานานแลว และบางทกี าํ ลังคอยใครสกั คนจากพวกเราไปบอกขา วดนี ใ้ี หเ ขาทราบ แตเขากไ็ ดแ ตคอย

114

- ใหแตละกลุมเขียนคําตอบลงในกระดาษตอคําถามวา “การเดินทางงานแพรธรรมของนักบุญเปาโล มี
ความยากลําบากหรือมีอุปสรรค อยางไรบาง? และหากนักเรียนเปนนักบุญเปาโล นักเรียนจะเผชิญและฝาฟน
ความยากลําบากและอุปสรรคเหลาน้ไี ดอ ยา งไร?”

- ใหท ุกกลุม นาํ เสนอและรว มกันอภิปรายในชน้ั
4.2.3 การลงมือปฏบิ ัติ (Act)

- ใหนักเรียนสํารวจชีวิตของตนเอง หลังจากการกลับใจของเปาโล ทานเปล่ียนคุณคาของทาน โดยให
ความสําคัญกับพระพรของความเช่ือและการเรียกซึ่งทานไดรับจากพระคริสตเจา “นักเรียนคิดวาคุณคาที่เปาโล
ใหค วามสําคัญนีม้ อี ยใู นตัวของนกั เรยี นหรือไม? และมีความหมายอยางไรในชวี ิตของนกั เรยี น?”

- ใหนักเรยี นบนั ทกึ คาํ ตอบและแบงปนกนั ในกลมุ ตามความสมัครใจดวยความเคารพซง่ึ กันและกัน
- ใหนักเรียนเขียนจดหมายถึงเพ่ือนตางศาสนา ท่ีบงบอกถึงการแพรธรรมหรือการประกาศขาวดี ใน
ฐานะที่นกั เรยี นเปน ศษิ ยธรรมทตู ทอ่ี อกไปประกาศขาวดี คนละ 1 ฉบับ นาํ ไปสงใหก ับเพอ่ื นคนนน้ั และกลับมา
แบงปน ประสบการณกบั เพ่ือนๆ ในคาบตอ ไป
4.3 คาบท่ี 3
4.3.1 การสรางประสบการณ (See)
- ครูทบทวนภาพรวมของหนวยเรียนรูอีกคร้ัง และใหนักเรียนอาสาสมัครเลาถงึ ประสบการณ ของการ
ไปประกาศขาวดีแกเพื่อนตางศาสนา ในสัปดาหที่ผานมา พรอมครูใหความช่ืนชมและใหกาํ ลังใจในการดําเนนิ
ชวี ติ ของการเปน ศษิ ยธรรมทูตอยางแทจรงิ
4.3.2 การคิดวนิ ิจฉัยประสบการณ (Judge)
- ใหนักเรียนฟงบทเพลง “แกนรัก” จากวีดิทัศน และใหแตละกลุมชวยกันหาพฤติกรรมท่ีแสดงออกถงึ
การแสดงความรกั จากบทเพลงแกน รกั ทีน่ กั บุญเปาโลไดใ หค วามหมายของความรักไวใน (1 คร 13:4-13)
- ขออาสาสมัครอานพระคัมภีรจากบทจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ ฉบับที่ 1 บทท่ี 13 ขอ
4-13 อกี คร้งั หนงึ่ อยางชา ๆ และชดั เจน เพือ่ ใหเพอื่ นๆ ไดราํ พึงภาวนาตาม

115

พระวรสาร
พระวาจาของพระเจาจากของนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ ฉบับที่ 1 บทที่ 13 ขอ 4-13

ความรักยอมอดทน มีใจเอื้อเฟอ ไมอิจฉา ไมโออวดตนเอง ไมจองหอง ไมหยาบคาย ไมเห็นแกตัว
ความรกั ไมฉ ุนเฉยี ว ไมจ ดจําความผิดทไี่ ดรับ ไมย ินดใี นความชว่ั แตร ว มยนิ ดีในความถูกตอง ความรกั
ใหอภยั ทุกอยาง เชื่อทกุ อยา ง หวงั ทกุ อยาง อดทนทกุ อยาง ความรักไมม สี ้ินสุด แมการประกาศพระวาจา
จะถูกยกเลิก แมการพูดภาษาที่ไมมีใครเขาใจจะยุติ แมความรูจะหมดส้ิน เพราะเรารูอยางไมสมบูรณ
และประกาศพระวาจาอยางไมสมบูรณ แตเม่ือส่ิงท่ีสมบูรณมาถึง ความไมสมบูรณจะสูญส้ินไป เมื่อ
ขาพเจายังเปนเด็ก ขาพเจาก็พูดจาเหมือนเด็กๆ คิดเหมือนเด็กๆ ใชเหตุผลเหมือนเด็ก ๆ แตเมื่อขาพเจา
เปนผูใหญ ขาพเจาก็เลิกประพฤติเหมือนเด็ก ในเวลาน้ี เราเห็นพระเจาเพียงรางๆ เหมือนเห็นในกระจก
เงา แตเม่ือถึงเวลาน้ันเราจะเห็นพระองคเหมือนพระองคทรงอยูตอหนาเรา เวลาน้ี ขาพเจารูอยางไม
สมบรู ณ แตเม่ือถงึ เวลานัน้ ขา พเจาจะรแู จง เหมือนท่พี ระองคท รงรจู ักขาพเจา

ขณะน้ียังมีความเชอื่ ความหวังและความรักอยูทั้งสามประการ แตท่ียิ่งใหญกวาสิ่งใดทัง้ หมด
คอื ความรกั
- ครูและนักเรียนรวมกันอภิปราย และสรุปความหมายของการแสดงออกถึงความรักตอบุคคลอื่นวามี
วธิ ีการใดบา งที่นักเรยี นสามารถนําไปปฏิบัติในการดําเนนิ ชีวิตประจําวนั
4.3.3 การลงมอื ปฏิบตั ิ (Act)
- ครูใหขอคิดกับนักเรียนถึงการเปนศิษยธรรมทูต การเปนแบบอยางดวยชีวิต ในฐานะท่ีตนเปนเยาวชน
และเปนศิษยข องพระเยซูเจา
- ใหนักเรียนเขียนส่ิงที่คิดวาจําเปนท่ีจะนําไปใชในการทํางานเปนผูแพรธรรมของนักเรียน ลงใน Mind
Mapping (นักเรียนอาจจะวาดรูปแทนการเขียนได) และใหอธิบายวาทําไมจึงตองการนําสิ่งเหลานี้ไปในการ
ทาํ งานเปนผแู พรธรรมของนักเรียน

116

อธิษฐาน
รวมกันภาวนาตามบทเพลง “สอนดวยชีวิต” ครูและนักเรียนรวมกันสรุปขอคิดจากบทเพลงและนําไป

ปฏบิ ตั ดิ วยการเปน แบบอยา งดว ยชวี ติ ของตนเอง
- นักเรียนเขียนบทภาวนาเพื่องานแพรธรรมของพระศาสนจักร และใชบทภาวนาน้ีสวดกอนนอนอยาง

นอ ยเปน เวลา 1 สปั ดาห
5. การไตรตรองกอนจบคาบเรยี น

1. นกั เรียนมคี วามคดิ เหน็ อยางไรเกย่ี วกบั การกลับใจเปน คนดี และการประกาศขา วดแี กบ คุ คลอ่ืน?
2. นักเรียนคิดวา การกลับใจและการประกาศขาวดีน้ี เก่ยี วโยงกับคุณคา พระวรสารเรอื่ งความรกั อยา งไร?
3. จากส่ิงท่ีไดเรียนรูและจากประสบการณการกลับใจและการประกาศขาวดีของนักเรียนจะเกิดผล และ
สามารถเปล่ียนแปลงชวี ติ ของตนเองอยางไร?
6. ส่อื การเรยี นการสอน
- เกมปดตา
- คลปิ วีดิทศั นเ ร่ือง “ชีวประวัตินักบุญเปาโล”
- คลิปวีดทิ ัศนเพลง “การกลบั ใจของชายคนหนงึ่ ”
- คลปิ วดี ิทัศนเ พลง “แกน รกั ”
- คลปิ วดี ิทศั นเพลง “สอนดว ยชวี ิต”
- พระคมั ภีร
7. การเตรียมตวั ของครู
- คนควาหาขอ มลู และสือ่ ประกอบการเรยี นการสอนเก่ยี วกบั เรื่องราวของนกั บญุ เปาโล

117

สาระการเรียนรู วชิ าคาํ สอน ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 4
หนวยการเรียนรู เรอ่ื ง การดาํ เนินชวี ติ คริสตชนในสมยั ปจ จุบนั
จัดการเรยี นรโู ดย ครจู ิตมิ า บญุ คํา โรงเรียน มาแตรเ ดอีวทิ ยาลัย กรงุ เทพมหานคร

1. การใหภ าพรวม
1.1 วตั ถปุ ระสงค (Objectives)

- นักเรียนตระหนกั ในบทบาทหนาท่ี และการปฏิบตั ิตนเปน คริสตชนท่ดี ีไดใ นชวี ติ นักเรยี น
- นักเรียนเขาใจ และตระหนักในความสําคัญวา ความเชื่อและพระเจาเปนสวนสําคัญในชวี ิต และสามารถ
นําไปสูความสาํ เร็จตามเปาหมายของตนเองได ทง้ั ชีวติ ฝายโลกและทางชวี ิตฝายจติ

1.2 ความจาํ เปน (Needs)
- นกั เรียนสามารถดําเนินชีวิตตามเปา หมายทางโลกไดอยางประสบความสําเร็จ ควบคูไปกบั การปฏิบัติตน

ตามความเชอื่ และความศรัทธาตอพระเปนเจา

1.3 หัวขอและเนอื้ หา (Range)
(1) เราเรยี นคาํ สอนเพือ่ อะไร?
(มัทธิว 4:4 - พระเยซูตรัสตอบวา “มีคําเขียนไววา ‘มนุษยไมอาจดํารงชีวติ ดวยอาหารเพียงอยางเดียวแต

ดํารงชวี ติ ดว ยทุกถอ ยคําจากพระโอษฐของพระเจา)
(2) เปาหมายในชีวิตนักเรียนและเปาหมายชีวิตคริสตชนคืออะไร สองส่ิงนี้สามารถดําเนินไปในทาง

12

เดียวกันไดหรือไม
(มทั ธิว 13:24 พระเยซทู รงยกคําอุปมาอกี วา “อาณาจักรสวรรคเปรยี บเหมือนคนหวา นเมล็ดพนั ธุดีในนา

ของตน” และ กาลาเทีย 5:22 - สวนผลของพระวิญญาณนั้นคือ ความรัก ความชื่นชมยินดี สันติสุข ความอดทน
12

ความปรานี ความดี ความสัตยซ่อื )
12
(3) ทิศทางของคริสตชนวัยรุนที่มีความสุขกับชีวิต - เราใชชีวิตวัยรุนคริสตชนโดยยึดหลักความเช่ือและ

การปฏิบัติตนตามความเชื่อได พรอมกับการใชเวลาในการมุงม่ันกับการเรียนไปในเวลาเดียวกันได ไดโดยไม
ตองเลือกอยา งใดอยางหนง่ึ

(อิสยาห 43:4 เพราะเจาล้ําคาและมีเกียรติในสายตาของเรา และเพราะเรารักเจา เราจึงยอมเอาผูคนแลก
กับเจา เอาประชากรแลกกับชีวิตของเจา และ สดุดี 95:7 - เพราะพระองคทรงเปนพระเจาของเรา เราเปน
ประชากรทพี่ ระองคทรงเลยี้ งดใู นทงุ หญา ของพระองค เปนฝูงแกะทีพ่ ระองคท รงอมุ ชูดว ยพระหตั ถของพระองค
วันน้หี ากทานไดยนิ พระสรุ เสียงของพระองค)

1.4 การสรางความนาสนใจ (Interest)
- เกมลาสมบัติ (นักเรียนผูกขาติดกัน หรือจับมือกันไปหาสมบัติ บางกลุมไดคําใบเปนแนวทางในการไป

หาสมบัติ บางกลมุ ไมไ ดคาํ ใบ) (คาบท่ี 1 See 1)
- วีดิโอ Einstein on God (คาบท่ี 1 Judge 1)
- วีดโิ อคลปิ หวั ขอ A random act of kindness (คาบท่ี 1 Act 1)
118

- วีดิโอคลิปบางสว นของภาพยนตร เร่ือง The Martian (คาบที่ 2 See 2)
- เกมบอกทิศทาง (คาบท่ี 4 See 4)
- วีดโิ อ The meaning of life (อธิบายโดยใชขอ ความจากพระคัมภีร) (คาบที่ 4 Judge 4)

(ขอมลู เกมหรือวีดิโอ อยใู นเอกสารแนบทา ยแผนการสอน)
1.5 เวลา

- 6 คาบๆ ละ 50 นาที
2. การประเมินผลและการวัดผล

- การมีสว นรว มกบั กจิ กรรม
- การตัง้ คําถาม การตอบคาํ ถาม
- การทาํ ชิ้นงาน (Life Collage)
3. การสรา งบรรยากาศ
- ภาวนา พระวรสาร เพลง เขยี นบทภาวนาสั้น (ตามหัวขอ ที่ครูให หรอื ตามความตองการของนักเรียน) และ
บทสวด
4. การนําเสนอบทเรยี น
4.1 คาบท่ี 1
อธษิ ฐานภาวนารําพงึ กบั พระวรสาร
(มัทธิว 4:4 - พระเยซูตรัสตอบวา “มีคําเขียนไววา ‘มนุษยไมอาจดํารงชีวิตดวยอาหารเพียงอยางเดียวแต
ดาํ รงชีวิตดวยทุกถอยคําจากพระโอษฐของพระเจา)
4.1.1 การสรางประสบการณ (See)

- นักเรียนแบงกลุมเลนเกมลาสมบัติ (โดยบางกลุมจะไดใบนําทางท่ีถูกตองชัดเจน บางกลุมไดใบนําทาง
เพียงคร่ึงเดียว บางกลุมไดใบนําทางท่ีบอกทิศทางผิด ๆ และบางกลุมไมไดใบนําทางเลย กลุมใดลาสมบัติได
กอน ถอื เปนผชู นะ)

- นักเรียนแสดงความคิดเห็นสวนตัว และแบงปนในกลุมเก่ียวกับเกมลาสมบัติที่เลนวา ทีมท่ีชนะมี
ความสามารถที่สุดสมกับเปนผชู นะใชหรอื ไม?

- ปจ จยั ในการแพ หรือชนะขนึ้ อยกู บั สิ่งใด?
- การแพชนะ เกดิ ขนึ้ ดว ยความยตุ ิธรรมหรือไม? เพราะเหตุใด?

119

4.1.2 การคดิ วินจิ ฉัยประสบการณ (Judge)
- นักเรียนเขียนบันทึกประสบการณวา ถาเปรยี บเทยี บเกมท่ีเลนน้ีกบั การดําเนินชีวิตคริสตชน สมบตั ิท่ลี า
เปรียบเหมอื นกับสงิ่ ใดในชวี ิต ใบนาํ ทางเปรยี บเหมือนกบั ส่ิงใด การที่ไดร ับหรือไมไ ดร ับใบนําทางเปรยี บไดกับ
อะไร และเกมนเ้ี ปรยี บเทยี บกับการดาํ เนินชวี ติ คริสตชนไดอยา งไร?
- นักเรียนดูวีดิโอคลิปหัวขอ Einstein on God และพูดแสดงความคิดเห็นวา เห็นดวยหรือไมเห็นดวยกับ
ความคดิ เหน็ ของ Albert Einstein เกีย่ วกบั การมีอยจู รงิ ของพระเปน เจา เพราะอะไร?
- นักเรียนอานเอกสาร (J 1 = YOUCAT บทท่ี 1 ขอ 3-6 มนุษยเปดรับพระเจา และ YOUCAT บทที่ 2
ขอ 7-10 พระเจา ทรงอยูใกลเ รามนษุ ย)
- ครูชวยใหความกระจางของเนื้อหาที่อานโดยการอธิบายและถามตอบ โดยเช่ือมโยงความหมายเกมที่
เลนกับการบรรลจุ ดุ ประสงคห รือแสวงหาเปา หมายของชวี ิต
- นกั เรียนตอบคําถาม

(1) เพราะเหตใุ ด เราจึงจาํ เปนตอ งเรียนรูเก่ียวกบั ความรักของพระเปนเจา ?
(2) มนุษยไ ดร บั สง่ิ ใดจากความรกั ของพระเปนเจา (อางองิ กาลาเทีย 5:22 ยอหน 15:9 สดดุ ี 118:1)
(3) การตระหนักในความรกั ของพระเปน เจา จะชวยเหลือหรอื ช้ีนําเราในการดํารงชวี ิตอยางไร?
(4) “เพราะเหตุใดเราจงึ เรยี นคาํ สอน?”
4.1.3 การลงมอื ปฏิบตั ิ (Act)
- นักเรียนรองเพลง “ความรกั ของพระเปนเจา ”
- ขดี เสน ใต ขอความที่ประทบั ใจและบอกเหตผุ ล
- นกั เรยี นแตละคนเขียนตอบคําถามเหลานสี้ ว นตัว
(1) ส่ิงใดที่เปนการปฏิบัติตนอยางดีที่ไดเคยทําตอผูอื่น คิดวาผูรับมีความรูสึกอยางไร และเม่ือท่ีทําส่ิง
นัน้ นกั เรียนรูสึกอยางไร?
(2) นกั เรียนดวู ิดโิ อ A random act of kindness และบอกความรสู ึกของการเปนผใู หแ ละผูรบั
(3) ใหเขียนขอต้ังใจดีที่จะปฏิบัติไดจริง 2 ขอ ตอบุคคล หรือกลุมบุคคลใกลตัว แตนักเรียนไมเคยมี
ปฏิสัมพันธมา กอน บันทึกสิ่งที่ทําและผลท่ีไดรับ เพื่อเปดโอกาสใหตัวเองไดทํากิจการดี ๆ แบบงายๆ ท่ีไมเคย
ทาํ มากอ น เพอื่ เปน การตอบสนองตอ ความรักของพระเจาท่มี ีตอเรา และจะไดสามารถสมั ผสั ความรกั พ่ีพระเจามี
ตอเรา
5. คาํ ถามเพ่ือการไตรตรอง
- ฉันรูสึกอยา งไร เมอื่ ไดปฏบิ ัตหิ รือทาํ สิง่ ดีๆ ใหก ับคนทไี่ มคุนเคยมากอน?
- นักเรียนคิดวา พระเปนเจาจะชมฉันวา อยา งไร เม่อื เหน็ การกระทําดขี องฉนั ?
ภาวนาจบ นกั เรยี นภาวนาขอบคุณพระเปนเจา ตอ ส่งิ ดี ๆ ทไี่ ดร ับในคาบนี้

120


Click to View FlipBook Version