The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

คู่มือบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

กิจกรรมครั้งที่ 1 ข้อตกลงและคำยินยอมในการบำบัด เวลา 1 ชั่วโมง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 1. เพื่อการสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้รับการบำบัดและผู้บำบัด 2. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดมีความรู้เรื่องโรคสมองติดยา/เส้นทางของการเลิกยา 3. เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้รับการบำบัดรับรู้ปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสารเสพติด สาระสำคัญ การสร้างสัมพันธภาพเพื่อการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะของการสนทนาเพื่อช่วยให้ผู้รับการบำบัด ตระหนัก ถึงปัญหาลดความลังเลใจและเสริมศักยภาพในตนเองเป็นการสนทนาเพื่อการเปลี่ยนแปลง (change talk) การดำเนินกิจกรรม 1. ผู้นำกลุ่มกล่าวทักทายสมาชิก สร้างสัมพันธภาพ แนะนำตัว ชี้แจงวัตถุประสงค์ในการบำบัด / การเข้า ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ให้สมาชิกทำข้อตกลงและหนังสือยินยอมการเข้ารับการบำบัด 2. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกสำรวจและอธิบายผลกระทบจากการใช้สารเสพติดที่ผ่านมาของแต่ละคน 3. ผู้นำกลุ่มประเมินแรงจูงใจในการการบำบัดให้ข้อมูลการบำบัดตามแรงจูใจในการเลิกสารเสพติด ขั้นตอนต่างๆของแรงจูงใจ ผู้บำบัดพยายามเปิดโอกาสให้สมาชิกพูดถึงการใช้สารเสพติดอย่างตรงไปตรงมาพูดถึง ความจริงหรือสิ่งที่เป็นปัญหาจากการใช้สารเสพติด ความจำเป็นความต้องการหรือความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลง 4. ผู้นำกลุ่มถามสมาชิกว่า รู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร และกังวลอะไรบ้าง และวางแผนเกี่ยวกับการเลิกสาร เสพติดไว้อย่างไรบ้าง เมื่อได้ข้อมูลแล้วตอบสนองโดยการสะท้อนแสดงความเห็นอกเห็นใจ ให้ความมั่นใจในการ เปลี่ยนมุมมอง ปรับเปลี่ยนความคิดความรู้สึกต่อการใช้สารเสพติดของตนเอง ผู้บำบัดสร้างความมั่นใจและให้ กำลังใจกับสมาชิก ส่งเสริมความรับผิดชอบในตนเอง และรู้สึกว่าตนเองมีพลัง ตลอดจนจัดการกับแรงต้านที่เกิดขึ้น 5. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกตรวจสอบความคิดหรือการรับรู้ของตัวเองด้วยมุมมองใหม่ที่เป็นบวก 6. ผู้นำกลุ่มสรุปถึงสิ่งที่สมาชิกพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน นัดหมายครั้งต่อไป สื่อและอุปกรณ์ 1. ใบกิจกรรม ที่ 1/1 และ 1/2 2. กระดาษ ดินสอ การประเมินผล สังเกตการณ์มีส่วนร่วม ประเมินความสนใจในกิจกรรม


ใบกิจกรรมที่ 1/1 ข้อตกลงและหนังสือยินยอมการรับการบำบัด ขอให้ท่านอ่านข้อความต่างๆต่อไปนี้ เพื่อทำความเข้าใจในบริการที่ท่านจะได้รับ ข้าพเจ้า(นาย/นาง/น.ส./ ด.ญ./ด.ช.)........................................................................ได้รับทราบข้อมูล และคำแนะนำเกี่ยวกับการบำบัดจาก เจ้าหน้าที่ตลอดจนข้อตกลงต่างๆ ดังนี้ 1. บริการบำบัดทางการพยาบาลด้วยรูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นวิธีการหนึ่งซึ่งสามารถช่วย แก้ปัญหาการใช้สารเสพติดได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บำบัดไม่สามารถรับรองผลการบำบัดได้ 2. ข้าพเจ้ายินดีปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆที่ได้กำหนดไว้เพื่อให้การบำบัดบรรลุผลสำเร็จดังต่อไปนี้ 2.1 ข้าพเจ้าจะมาตามกำหนดนัดหมายทุกครั้ง 2.2 ข้าพเจ้าพร้อมที่จะให้เจ้าหน้าที่ตรวจปัสสาวะ เพื่อทดสอบการใช้สารเสพติด 2.3 ข้าพเจ้าจะเลิกใช้สารเสพติดทุกชนิดรวมทั้งเลิกดื่มสุราเมื่อเข้ารับการบำบัด 2.4 ข้าพเจ้าจะพูดคุยปรึกษาหารือเรื่องการใช้สารเสพติดหรือดื่มสุราเมื่อเข้ารับการบำบัด 2.5 ข้าพเจ้ารับรู้และจะรอเข้ารับการบำบัด โดยเข้ารับการปรึกษารายบุคคลและกลุ่มบำบัด ตาม ตารางที่กำหนดไว้ หากข้าพเจ้ามีความจำเป็นไม่สามารถมาร่วมกลุ่มได้ตามกำหนดเวลา ข้าพเจ้าจะต้องติดต่อแจ้งผู้ บำบัดทราบล่วงหน้าก่อนทุกครั้ง 3. ข้าพเจ้าจะไม่มีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับสมาชิกผู้เข้ารับการบำบัด 4. ข้าพเจ้าจะไม่ก้าวก่ายในเรื่องส่วนตัวของสมาชิกผู้เข้ารับการบำบัด 5. ข้าพเจ้าจะไม่พูดหรือนำข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการบำบัด ไปพูดคุยกับบุคคลภายนอกกลุ่ม 6. หากข้าพเจ้าต้องการยุติการบำบัด ข้าพเจ้าจะปรึกษาผู้บำบัดก่อน 7. ในระหว่างการบำบัด ข้าพเจ้ายินยอมให้ทำการบันทึกเสียงหรือวิดีโอเพื่อประโยชน์ ในการศึกษาต่อไป 8. ข้อมูลต่างๆ ในการบำบัดจะถูกรักษาเป็นความลับ จะเปิดเผยได้ต่อเมื่อได้รับการยินยอมจากข้าพเจ้า หรือครอบครัวเท่านั้น ยกเว้นเป็นการเปิดเผยโดยศาลสั่งซึ่งเป็นเรื่องอันตรายต่อตัวข้าพเจ้าหรือบุคคลอื่น 9. ข้าพเจ้าจะให้ความร่วมมือในการบำบัด โดยจะเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่กำหนดไว้ ข้าพเจ้ารับทราบและยินดีปฏิบัติตามข้อตกลงที่กล่าวข้างต้นตลอดระยะเวลาที่ เข้ารับการบำบัด ลงชื่อผู้เข้ารับการบำบัดบำบัด……………………………………. (………………………………..) วันที่………../……../………


ใบกิจกรรมที่ 1/2 แบบสำรวจผลกระทบจากการใช้สารเสพติดที่ผ่านมาและความคาดหวัง โปรดสำรวจและระบุถึงผลกระทบของการเสพสารเสพติดที่มีต่อชีวิตคุณในปัจจุบันและอนาคต ตลอดจน ความคาดหวังต่อสิ่งที่จะได้รับจากการเข้ารับการบำบัด ด้านต่างๆ ผลกระทบ ความคาดหวัง 1. ด้านร่างกาย 2. ด้านจิตใจ/อารมณ์ 3. ความสัมพันธ์ในครอบครัว 4. การงาน/การเรียน 5. สังคม 6. กลุ่มเพื่อน 7. กฎหมาย 8. อื่นๆ สรุป เมื่อบอกได้ว่าการเสพสารเสพติด มีทั้งข้อดี ข้อเสียและส่งผลกระทบต่อตัวเราอย่างไรบ้าง สมาชิกคิด ว่าจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเสพสารเสพติดของตนเองหรือไม่อย่างไร .........เปลี่ยนแปลง คือ เลิกใช้สารเสพติด .........เปลี่ยนแปลง คือ ลดปริมาณการการเสพสารสพติดให้น้อยลง .........ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เลิก ไม่ลดการเสพสารเสพติด


กิจกรรมครั้งที่ 2 ตารางประจำวัน เวลา 1 ชั่วโมง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 1.เพื่อให้ผู้รับการบำบัดวางแผนการจัดการกับการดำเนินชีวิตตนเองในแต่ละวันได้เหมาะสม 2.เพื่อใช้ตารางประจำวันเป็นตัวกำหนดให้ผู้รับการบำบัดทำภารกิจต่างๆได้อย่างต่อเนื่อง สาระสำคัญ การกำหนดตารางกิจกรรมประจำวันเป็นสิ่งที่ทำได้ยากโดยเฉพาะถ้าไม่เคยทำมาก่อน อย่างไรก็ตามตาราง ประจำวันเป็นสิ่งสำคัญในขนวนการเลิกยาเสพติด ตารางประจำวันจะช่วยให้ท่านได้เรียนรู้แบบแผนการดำเนินชีวิต ของท่านเองได้ดีขึ้น การดำเนินกิจกรรม 1. ผู้นำกลุ่มกล่าวทักทายสมาชิกกลุ่มและเปิดกลุ่ม แนะนำตัวและให้สมาชิกแนะนำตัวพร้อมทั้งเล่า กิจกรรมประจำวันของตนเอง 2. ผู้นำกลุ่มบอกวัตถุประสงค์และสาระสำคัญของการทำตารางประจำวัน 2. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิก 1 คน อ่านข้อความในใบความรู้ที่ 2/1 แล้วร่วมกันอภิปรายประสบการณ์การใช้ ชีวิตของตนเองในแต่ละวัน 3. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกแต่ละคนทำ ใบกิจกรรมที่ 2/1 4. ผู้นำกลุ่มสรุปให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าการทำตารางประจำวันมีความจำเป็นอย่างแน่นอน เพราะการกำหนด กิจกรรมต่างๆในสมองของคุณถูกเปลี่ยนแปลงโดยสมองส่วนอยากได้ง่าย แต่ถ้าบันทึกในตารางไว้ทำให้ควบคุม สมองส่วนคิดได้ดีขึ้น 6. ปิดกลุ่ม สื่อ/อุปกรณ์ ใบความรู้ที่ 2/1 การจัดตารางประจำวัน ใบกิจกรรมที่ 2/1 ตารางประจำวัน


ใบความรู้ที่2/1 การกำหนดตารางประจำวัน การกำหนดตารางกิจกรรมประจำวัน สำคัญหรือไม่ การกำหนดกิจกรรมประจำวันอาจเป็นเรื่องยากถ้าหากไม่เคยทำมาก่อน แต่อย่างไรก็ตามการจัดตาราง กิจกรรมประจำวันเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการเลิกยาเสพติด ผู้รับการบำบัดที่ได้จัดทำตารางกิจกรรม หรือจัด แล้วแต่ไม่ได้ทำตามตารางประจำวันมักจะกลับไปใช้ยาเสพติดอีก ทำไมการจัดตารางประจำวันจึงมีความสำคัญ การเลิกยาเสพติดในโรงพยาบาลหรือศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดแบบผู้ป่วยใน สถานบำบัดจะกำหนด ตารางประจำวันไว้ให้ปฏิบัติเพื่อใช้ในการบำบัดช่วยในผู้รับการบำบัดหยุดยาเสพติด เมื่อครบบำบัดต้องจัดตาราง ประจำวันให้ตรงกับบริบทของผู้รับการบำบัดตามสภาพความเป็นจริงของตนเองด้วยตัวคุณเอง และตาราง ประจำวันดังกล่าวก็คือโครงสร้างแบบแผนการใช้ชีวิตของคุณ ทำอย่างไรถ้าคุณไม่ใช่คนที่มีระบบระเบียบ คุณสามารถเรียนรู้ได้โดยร่วมมือกับผู้บำบัดในการกำหนดกิจกรรมตารางประจำวัน เพื่อแก้ปัญหาการเสพ ยา ขอให้จำไว้ว่าสมองส่วนคิดจะกำหนดกิจกรรม ถ้าคุณทำกิจกรรมประจำวันตามที่เขียนไว้คุณก็จะไม่กลับไปใช้ยา เสพติดอีก แต่ถ้าหากคุณไม่ทำตามตารางกิจกรรมที่กำหนดไว้ สมองติดยาของคุณก็อาจทำให้คุณต้องกลับไปเสพยา อีก ใครเป็นผู้ตัดสินใจว่าคุณควรทำกิจกรรมใดบ้าง คุณต้องเป็นผู้ตัดสินใจเองว่ากิจกรรมในตารางประจำวันทำอะไรบ้าง โดยผู้บำบัดหรือสมาชิกครอบครัว อาจให้คำแนะนำได้ และคุณต้องแน่ใจว่าจะปฏิบัติตามตารางที่เขียนไว้ การเปลี่ยนแปลงตารางที่เขียนไว้สามารถ ทำได้เมื่อจำเป็น


ใบกิจกรรมที่2/1 ตารางประจำวัน วันที่....................................... วันที่........................................ วันที่............................................ 05.00 น. ................................. 05.00 น. ................................. 05.00 น. .................................. 06.00 น. ................................. 06.00 น. ................................. 06.00 น. .................................. 07.00 น. ................................. 07.00 น. ................................. 07.00 น. ................................. 08.00 น. .................................. 08.00 น. .................................. 08.00 น. .................................. 09.00 น. .................................. 09.00 น. .................................. 09.00 น. .................................. 10.00 น. .................................. 10.00 น. .................................. 10.00 น. .................................. 11.00 น. .................................. 11.00 น. .................................. 11.00 น. .................................. 12.00 น. .................................. 12.00 น. .................................. 12.00 น. .................................. 13.00 น. .................................. 13.00 น. .................................. 13.00 น. .................................. 14.00 น. .................................. 14.00 น. .................................. 14.00 น. .................................. 15.00 น. .................................. 15.00 น. .................................. 15.00 น. .................................. 16.00 น. .................................. 16.00 น. .................................. 16.00 น. .................................. 17.00 น. .................................. 17.00 น. .................................. 17.00 น. .................................. 18.00 น. .................................. 18.00 น. .................................. 18.00 น. .................................. 19.00 น. .................................. 19.00 น. .................................. 19.00 น. .................................. 20.00 น. .................................. 20.00 น. .................................. 20.00 น. .................................. 21.00 น. .................................. 21.00 น. .................................. 21.00 น. .................................. 22.00 น. .................................. 22.00 น. .................................. 22.00 น. .................................. 23.00 น. .................................. 23.00 น. .................................. 23.00 น. .................................. 24.00 น. .................................. 24.00 น. .................................. 24.00 น. .................................. หมายเหตุ............................................................................................................................. ...................... .................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .......................................


กิจกรรมครั้งที่ 3 การวิเคราะห์ความคิด อารมณ์พฤติกรรม เวลา 1 ชั่วโมง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ เพื่อให้ผู้รับการบำบัดสามารถแยกแยะความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมออกจากกันได้เกิดเรียนรู้ในการ ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ควบคุมอารมณ์ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อเลิกยาเสพติด สาระสำคัญ สารเสพติดจะเปลี่ยนวิธีคิดของบุคคล ซึ่งจะมีผลต่ออารมณ์ และพฤติกรรม การเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนวิธีคิด การควบคุมอารมณ์ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจะก่อให้เกิดผลดีต่อการเลิกยา การดำเนินกิจกรรม 1. ผู้นำกลุ่มทักทายสมาชิกและกล่าวนำเข้าสู่กิจกรรม 2. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกอ่านข้อความในใบความรู้ที่ 3/1 ในแต่ละหัวข้อ แล้วอภิปรายร่วมกัน 3. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกแต่ละคนทำกิจกรรมในใบกิจกรรมที่ 3/1 พฤติกรรมเสพติดและอภิปรายร่วมกัน 4. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกแต่ละคนทำกิจกรรมในใบกิจกรรมที่ 3/2 การวิเคราะห์ ความคิด อารมณ์ และ พฤติกรรม และอภิปรายร่วมกัน 5. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ 6. ปิดกลุ่มและนัดทำกลุ่มครั้งต่อไป สื่อ/อุปกรณ์ 1. ใบความรู้ที่ 3/1 2. ใบกิจกรรมที่ 3/1 และ 3/2 3. กระดาษ ดินสอ


ใบความรู้ที่ 3/1 ความคิด อารมณ์และพฤติกรรม ยาเสพติดจะเปลี่ยนวิธีคิดของบุคคลซึ่งจะมีผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมของบุคคล การเปลี่ยนแปลงนี้มี ผลกระทบต่อกระบวนการเลิกยาอย่างไร ความคิด ความคิดเกิดขึ้นในสมองส่วนที่ใช้เหตุผล มันคล้ายกับภาพในโทรทัศน์ ฉายให้เห็นความคิดเห็นภายในใจ ความคิดสามารถควบคุมได้ ถ้าคุณรู้เท่าทันความคิดของตนเอง คุณจะสามารถเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนความคิดนั้นได้ การเรียนรู้วิธีเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับยาเป็นเรื่องสำคัญในกระบวนการเลิกยา มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรู้เท่าทัน ความคิดและควบคุมมันได้ แต่จะทำให้ง่ายขึ้นถ้ามีการฝึกฝน อารมณ์ อารมณ์เป็นเรื่องของความรู้สึก ความสุข ความเศร้า ความโกรธ และความกลัว ความรู้สึกเหล่านี้เป็น อารมณ์พื้นฐาน อารมณ์ไม่สามารถควบคุมได้และไม่ใช่สิ่งที่ดีหรือเลวในตัวของมันเอง การรู้เท่าทันอารมณ์ของ ตนเองเป็นสิ่งสำคัญ การพูดคุยกับสมาชิกในครอบครัว เพื่อนและผู้บำบัดจะช่วยให้คุณตระหนักรู้ในอารมณ์ของ ตนเอง คุณอาจรู้สึกพึงพอใจในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งมากเป็นพิเศษ แต่เป็นเรื่องปกติที่บุคคลจะมีหลายอารมณ์ จากการที่สิ่งเสพติดสามารถเปลี่ยนอารมณ์ของคุณ โดยมีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้ในระยะเลิกยามีการ แสดงออกทางอารมณ์สับสน บางครั้งคุณรู้สึกหงุดหงิดง่ายโดยไม่มีเหตุผลหรือบางครั้งรู้สึกดีทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรดี เกิดขึ้น คุณไม่สามารถควบคุมหรือเลือกความรู้สึกได้ แต่คุณสามารถควบคุมว่าคุณจะทำอย่างไรเพื่อตอบสนอง อารมณ์นั้นได้อย่างเหมาะสม พฤติกรรม สิ่งที่คุณกระทำเรียกว่าพฤติกรรม เช่น การทำงาน การเล่น การไปหาหมอและการดื่มสุรา การเสพยาและ สารเสพติด พฤติกรรมอาจเป็นผลมาจากอารมณ์ จากความคิดหรือเป็นผลจากทั้งสองอย่างรวมกัน ในภาวะติดยาและสารเสพติด ความคิดของคุณจะหมกมุ่นอยู่กับยาและสารเสพติด และมีผลต่ออารมณ์ ซึ่งจะนำไปสู่การเสพยา ผู้เลิกยาและสารเสพติดต้องควบคุมกระบวนการที่รุนแรงและเกิดขึ้นโดยอัตโนมัตินี้ให้ได้ โดยการกำหนดตารางการใช้เวลาที่แน่นอน การเข้าร่วมกลุ่มผู้ติดยาและสารเสพติดนิรนามและการเข้าร่วมกิจกรรม


ใหม่ ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเสพยาและสารเสพติดรวมถึงแอลกอฮอล์ ทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่ทำให้สามารถควบคุม พฤติกรรมตนเองได้อีกครั้ง เป้าหมายของการเลิกยาและสารเสพติดรวมถึงแอลกอฮอล์ คือ การเรียนรู้ที่จะแยกแยะความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมตนเองในรูปแบบที่จะก่อให้เกิดผลดีที่สุดต่อชีวิตของท่านเอง


ใบกิจกรรมที่ 3/1 พฤติกรรมเสพติด เมื่อใช้ยาและสารเสพติดรวมถึงแอลกอฮอล์เพิ่มมากขึ้น ผู้เสพก็จะควบคุมตนเองได้น้อยลงเรื่อยๆ ในที่สุด ก็จะทำในสิ่งที่ล่อแหลม เต็มไปด้วยอันตราย พฤติกรรมที่ล่อแหลมนี้เรียกว่า พฤติกรรมเสพติด มีหลายสิ่งหลาย อย่างที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเสพยาและสารเสพติดหรือดื่มแอลกอฮอล์การฝึกให้รู้ถึงเวลาที่พฤติกรรม เหล่านี้เริ่มเกิดขึ้นจะช่วยให้คุณเริ่มใช้พลังต่อสู้มากกว่าปกติ เพื่อไม่ให้กลับไปใช้ซ้ำ คุณคิดว่าพฤติกรรมเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับการเสพยาและสารเสพติดหรือดื่มแอลกอฮอล์ของคุณหรือไม่ โดยทำเครื่องหมาย✓หน้าข้อ การโกหก การขโมย ขาดความรับผิดชอบ (ไม่พบปะกับบุคคลในครอบครัว/ไม่ทำตามข้อตกลงในการทำงาน) เชื่อถือไม่ได้ (ผิดนัด/ผิดคำสัญญา) สนใจสุขภาพและดูแลตนเองน้อยลง (ขาดความสนใจในการดูแลเสื้อผ้าตนเอง หยุดการออกกำลัง กาย ไม่สนใจการรับประทานอาหาร ดูสับสนยุ่งเหยิง) ขาดความสนใจในการดูแลบ้านเรือน ปล่อยให้เลอะเทอะ มีพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น (ทำอะไรไม่คิด ไม่ไตร่ตรอง) มีพฤติกรรมทำอะไรซ้ำ ๆ (เช่น กินมากเกินไป ทำงานมากเกินไป หมกมุ่นเกี่ยวกับเรื่องเพศ เป็นต้น) นิสัยการทำงานเปลี่ยนไป (ทำงานมากหรือน้อยกว่าปกติ หรือไม่ทำเลย เปลี่ยนงานใหม่ เปลี่ยน เวลาในการทำงาน) ขาดความสนใจในสิ่งต่าง ๆ (เช่น กิจกรรมนันทนาการ ชีวิตในครอบครัว เป็นต้น) แยกตัว (ใช้เวลาอยู่คนเดียวมากเกินไป) ขาดหรือเข้าร่วมกลุ่มบำบัดรักษาช้ากว่าปกติ ใช้ยาและสารเสพติดอื่นๆหรือดื่มแอลกอฮอล์ การเพิ่มหรือหยุดการรับประทานยาตามแผนการรักษาของแพทย์


ใบกิจกรรมที่ 3/2 1. ให้ผู้รับการบำบัดบอกวิธีการเลิกเสพยาและสารเสพติดหรือดื่มแอลกอฮอล์ของตนเอง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ให้ผู้รับการบำบัดบอกแนวทางในการควบคุมอารมณ์ตนเองในการป้องกันการกลับไปเสพยาซ้ำ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...… 3. ให้ผู้รับการบำบัดบอกวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อเลิกเสพยาและสารเสพติดหรือดื่มแอลกอฮอล์ อาชีพการงาน……………………………………………………………………………………………………………………………………… งานอดิเรก…………………………………………………………………………………………………………………………………………… กิจกรรมนันทนาการ…………………………………………………………………………………………………………………………….. กลุ่มช่วยเหลือกันเอง………………………………………………………………………………………………………………………….… อื่น ๆ โปรดระบุ…………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..


กิจกรรมครั้งที่ 4 หยุดวงจรการใช้ยาและสารเสพติดและเทคนิคการหยุดความคิด เวลา 1 ชั่วโมง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ เพื่อให้ผู้รับการบำบัดสามารถอธิบายเกี่ยวกับวงจรการใช้ยาและสารเสพติดและการหยุดวงจรการใช้ยา และสารเสพติด สามารถอธิบายถึงตัวกระตุ้นทั้งภายในและภายนอกที่เป็นสาเหตุของการเสพยาและสารเสพติด ความสำคัญของการจัดการกับตัวกระตุ้น และอธิบายเทคนิคการหยุดความคิดที่เหมาะสมกับตนเองได้ สาระสำคัญ สิ่งสำคัญในการบำบัดคือการเรียนรู้วงจรการใช้ยาเสพติดซึ่งประกอบด้วยตัวกระตุ้น ความคิด อาการอยาก ยา และการเสพยา การสำรวจและทำความเข้าใจว่าตัวกระตุ้นใดมีผลต่อความคิดอยากยาโดยพิจารณา ทั้งตัว กระตุ้นภายนอกและภายใน ได้แก่ บุคคล สถานที่ สิ่งของ เวลา เหตุการณ์ อารมณ์ และความรู้สึก วิธีจัดการ กับตัวกระตุ้นควรทำเป็นขั้นตอนคือแยกแยะชนิดของตัวกระตุ้นและหลีกเลี่ยงการเผชิญตัวกระตุ้น เทคนิคการหยุด ความคิดเป็นวิธีที่ช่วยหยุดกระบวนการอยากยา ซึ่งมีหลายวิธี ดังนี้การจินตนาการ การดีดหนังยาง การฝึกผ่อน คลาย โทรศัพท์หาใครบางคน ฝึกสมาธิการจัดตารางกำหนดกิจกรรมประจำวัน และการจัดปฏิทินสำหรับตนเอง ทำให้ ผู้รับการบำบัดเรียนรู้การวางแผนการดำเนินชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาเสพติด การดำเนินกิจกรรม 1. ผู้นำกลุ่มกล่าวเปิดกลุ่ม แนะนำตัวและให้สมาชิกแนะนำตัว พร้อมทั้งเล่าประวัติของตนเองสั้นๆ เช่น การงาน / การเรียน ฯลฯ 2. ผู้นำกลุ่มกลุ่มชี้แจงเกี่ยวกับกลุ่มฝึกทักษะเลิกยาระยะเริ่มต้น ว่าเป็นกลุ่มที่จะช่วยสอนทักษะในการเลิก ยาเสพติด โดยที่สมาชิกแต่ละรายจะต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่ม 3. ผู้นำกลุ่มชี้แจงรายละเอียดกิจกรรมกลุ่มเลิกยาระยะเริ่มต้นให้สมาชิกรับทราบ และให้สมาชิกอ่าน ข้อความในใบความรู้ที่ 4/1 วงจรการใช้ยา และอภิปรายถึงวงจรการใช้ยา 4. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกแต่ละคนทำกิจกรรมตามใบกิจกรรมที่ 4/1 การแยกแยะตัวกระตุ้น และอภิปรายถึง อิทธิพลของตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดการเสพติดยาซ้ำ และตัวกระตุ้นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ 5. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกร่วมกันนำตัวกระตุ้นจากใบกิจกรรมที่ 4/1 มาใส่ไว้ในตารางตามใบกิจกรรมที่ 4/2 การหลีกเลี่ยงการเผชิญตัวกระตุ้น พร้อมทั้งหาทางหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นเหล่านั้น 6. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกอ่านข้อความในใบความรู้ที่ 4/2 เทคนิคการหยุดความคิด 7. ผู้นำกลุ่มสาธิตวิธีการหยุดความคิด ด้วยการ


7.1 การจินตนาการ 7.2 การดีดหนังยาง 7.3 ฝึกการผ่อนคลายความเครียด 7.4 ฝึกสมาธิ 8. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกทุกคนฝึกเทคนิคหยุดความคิด สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ 9. ผู้นำกลุ่มสรุปปิดกลุ่ม นัดทำกลุ่มครั้งต่อไป สื่อ/อุปกรณ์ 1. ใบความรู้ที่ 4/1 และ 4/ 2 2. ใบกิจกรรมที่ 4/1 และ 4/2 3. ดินสอ 4. หนังยาง 5. ม้วนเทป การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (Muscle Relaxation)


ใบความรู้ที่ 4/1 วงจรการใช้ยา ตัวกระตุ้น ตัวกระตุ้น หมายถึง การกระตุ้นที่เกิดซ้ำๆ ร่วมกับการเตรียมตัว การคาดหวัง หรือ การใช้ยา ตัวกระตุ้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ตัวกระตุ้นภายนอก และตัวกระตุ้นภายใน ตัวกระตุ้น ได้แก่ คน สถานที่ สิ่งของ อารมณ์ความรู้สึกและช่วงเวลา ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความรู้สึก อยากใช้ยาและสารเสพติดชนิดอื่นหรือแอลกอฮอล์ เช่น ถ้าทุกคืนวันศุกร์คนเราได้รับเงินแล้วออกไปหาเพื่อนนอก บ้านแล้วเสพยาและสารเสพติดหรือดื่มแอลกอฮอล์ ตัวกระตุ้นคือ - คืนวันศุกร์ - เวลาหลังเลิกงาน - เงิน - เพื่อนที่เคยเสพ - สถานเริงรมย์ สมองของคุณซึ่งเคยผ่านการใช้ยาและสารเสพติดมาก่อนจะมีความสัมพันธ์กับตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดการใช้ ยาและสารเสพติด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ต้องเผชิญกับสิ่งกระตุ้นเดิม ๆ ตัวกระตุ้นเพียงตัวเดียวเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ การเสพยาและสารเสพติดหรือดื่มแอลกอฮอล์ได้ตามวงจรดังนี้ ตัวกระตุ้น คิดถึงยา อาการอยากยา เสพยา (จะเป็นวงจรที่เข้ามาครอบงำความรู้สึกให้กลับไปใช้ยาอีก) สิ่งสำคัญที่สุดในการบำบัดคือ การหยุดกระบวนการที่ทำให้เกิดอาการอยากยา มีวิธีง่าย ๆ ที่ต้องทำ เป็น อันดับแรก คือ 1. แยกแยะชนิดของตัวกระตุ้น 2. หลีกเลี่ยงการเผชิญกับตัวกระตุ้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (เช่น อย่าพกพาเงินสดจำนวนมาก เนื่องจากเมื่อมีเงินมากมีโอกาสที่จะไปใช้ยาและสารเสพติดอีก) 3. มีวิธีการจัดการกับตัวกระตุ้นได้หลายวิธี (เช่น การออกกำลังกาย, การเข้าร่วมประชุมกลุ่มช่วยเหลือ กันเอง) พึงระลึกไว้เสมอว่า


ถึงแม้คุณได้ตัดสินใจเลิกเสพยาและสารเสพติดหรือดื่มแอลกอฮอล์แล้วแต่ตัวกระตุ้นยังมีผลต่อสมองทำให้ เกิดอาการอยากยา เพราะฉะนั้นความตั้งใจของคุณที่ต้องการหยุดยาเสพติดอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ต้อง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วยซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจสิ่งกระตุ้นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ข้ออ้างที่ทำให้ต้องกลับไปเสพซ้ำ เมื่อคุณตัดสินใจที่จะเลิกยาและสารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ สมองส่วนคิดจะต่อสู้กับสมองส่วนอยาก ความคิดของคุณกำลังต่อสู้กัน ข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นในใจของคุณ เป็นส่วนสำคัญที่จะนำคุณไปสู่การเสพยาและสารเสพติดหรือดื่ม แอลกอฮอล์อีกครั้ง คุณต้องมีเหตุผลมากพอในการที่จะไม่กลับไปเสพยาและสารเสพติด ผ่านมากี่ครั้งแล้วที่คุณต้อง ยอมแพ้กับข้อโต้แย้งเหล่านี้ แล้วกลับไปเสพยาซ้ำอีก ความคิดที่ทำให้เกิดอาการอยากยาและสารเสพติด อาการอยากยาไม่ได้เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาเสมอและไม่ง่ายที่จะแยกแยะรูปแบบของอาการอยากยา และสารเสพติดได้อย่างชัดเจน ความคิดที่จะใช้ยาและสารเสพติดหรือดื่มแอลกอฮอล์จะเกิดขึ้นทีละเล็กละน้อย โดยที่เราไม่รู้สึกตัว จำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะหยุดความคิดเหล่านี้ ถ้าคุณยังหมกมุ่นที่จะคิดเสพ ยาและสารเสพติดหรือดื่มแอลกอฮอล์ต่อไปอีก เท่ากับว่าคุณตัดสินใจเลือกที่จะเริ่มกลับไปติดซ้ำ ยิ่งคิดเรื่องการ เสพยามากขึ้นเท่าใดโอกาสที่จะกลับไปติดซ้ำก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น กระบวนการที่เกิดขึ้นเองโดย “อัตโนมัติ” ในระหว่างสภาวะการติดยาและสารเสพติด ตัวกระตุ้น ความคิดถึงยาและสารเสพติด อาการอยากยาและ เสพยามักจะไปด้วยกัน อย่างไรก็ตามโดยปกติแล้วจะเกิดขึ้นเป็นลำดับต่อเนื่อง ดังต่อไปนี้ ตัวกระตุ้น คิดถึงยาและสารเสพติด อาการอยากยาและสารเสพติด เสพยา การหยุดความคิด กุญแจสำคัญที่จะจัดการกับกระบวนการเหล่านี้ได้สำเร็จคือ การหยุดความคิดถึงยาและเสพติดไว้ตั้งแต่ เริ่มต้นก่อนที่จะไปถึงขั้นอาการอยากยาและสารเสพติดซึ่งจะทำให้ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ สิ่งสำคัญที่จะต้อง ทำก็คือ ให้รู้เท่าทันความคิดของตัวเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นให้เร็วที่สุด


ใบกิจกรรมที่ 4/1 การแยกแยะตัวกระตุ้น ให้ผู้รับการบำบัดแต่ละคนเขียนตัวกระตุ้นที่มีผลต่อตนเองในการกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำในประเด็นต่อไปนี้ ประเด็นที่ 1 อะไรคือตัวกระตุ้นที่มีอิทธิพลมากที่สุดที่จะทำให้คุณกลับไปติดยาเสพติดซ้ำ (ควรมีมากกว่า 1 อย่าง) ……………………………………………………………………………………………………………………...………………………………………… …………………………………………………………………………...…………………………………………………………………………………… ………………………………...……………………………………………………………………………………………………………………...……… …………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………….. ประเด็นที่ 2 อะไรคือตัวกระตุ้นที่อาจทำให้เกิดปัญหากับคุณในอนาคตอันใกล้นี้(ควรมีมากกว่า 1 อย่าง) ……………………………………………………………………………………………………………………...………………………………………… …………………………………………………………………………...…………………………………………………………………………………… ………………………………...……………………………………………………………………………………………………………………...……… …………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………..


ใบกิจกรรมที่ 4/2 การหลีกเลี่ยงการเผชิญตัวกระตุ้น ให้ผู้รับการบำบัดแต่ละคนระบุตัวกระตุ้นในใบกิจกรรมที่ 4/1 นำมาลงในตัวกระตุ้นทำให้กลับไปใช้สุรายา เสพติดซ้ำ และวิธีการหลีกเลี่ยงการเผชิญกับตัวกระตุ้น ตัวกระตุ้นที่ทำให้กลับไปใช้ สุราและยาเสพติดซ้ำ โอกาสในการใช้สุราและ ยาเสพติด 0-100 % การหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้ กลับไปใช้สุราและยาเสพติดซ้ำ โอกาสในการหยุดสุรา ยาเสพติด 0-100 %


ใบความรู้ที่ 4/2 เทคนิคการหยุดความคิด การจัดลำดับใหม่ สิ่งจำเป็นเมื่อเลิกยาและสารเสพติดและแอลกอฮอล์ คือการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ตัวกระตุ้นรวมทั้งทุก ขั้นตอนของกระบวนการใช้ยาและสารเสพติด การหยุดความคิดเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่จะหยุดกระบวนการ เหล่านี้ คือ กลวิธีหยุดความคิด ตัวกระตุ้น คิดถึงยา คิดติดต่อกันไป อาการอยากยา เสพยา คุณมีทางเลือกได้ มันไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติกลวิธีการหยุดความคิด นำเทคนิคที่จะกล่าวต่อไปนี้ไป ลองใช้ดูว่า เทคนิคแบบไหนที่เหมาะที่สุดสำหรับคุณ 1. การจินตนาการ โดยสร้างภาพที่เปิด-ปิดสวิทซ์ไฟฟ้าหรือคันโยกให้เกิดขึ้นในใจของคุณ จินตนาการให้ ตัวของคุณเป็นคนเปิดหรือปิดสวิทซ์ไฟฟ้าเพื่อที่จะหยุดความคิดที่จะเสพยาและสารเสพติด และจินตนาการภาพอื่น ให้เกิดขึ้นมาแทนที่ความคิดถึงยาและสารเสพติด คุณอาจต้องมีการเปลี่ยนกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ด้วยเพื่อลบ ความคิดที่ส่งผลทำให้เกิดอาการอยากยา 2. การดีดหนังยาง โดยใช้หนังยางใส่ที่ข้อมือ เมื่อใดก็ตามที่เริ่มคิดถึงยาและสารเสพติดให้ดีดหนังยางและ พูดกับตัวเองว่า “ไม่” แล้วเปลี่ยนไปคิดเรื่องอื่นแทน หากมีการเปลี่ยนกิจกรรมที่ทำอยู่ร่วมด้วยจะส่งผลให้ สามารถหยุดความคิดได้ดียิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่มีความพร้อมที่จะทำกิจกรรมนี้บางครั้งจะพบสิ่งที่มีความหมายและสิ่งที่ น่าสนใจสำหรับคุณ 3. ฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (ตามสื่อที่ 5) เมื่อคุณรู้สึกว่างเปล่า รู้สึกหนักตื้อและเป็นตะคริวในท้องนั่น คือ อาการอยากยา ให้ฝึกผ่อนคลาย โดยการหายใจเข้าลึก ๆ (ให้อากาศเข้าให้เต็มปอด) และหายใจออกช้าๆ ทำ อย่างนี้ 3 ครั้ง คุณจะรู้สึกผ่อนคลาย ทำซ้ำ ๆ ได้เมื่อรู้สึกมีอาการอยากยาเกิดขึ้นอีก 4. โทรศัพท์ปรึกษาใครบางคน คุณควรมีเบอร์โทรศัพท์คนที่สนับสนุนให้กำลังใจคุณ มีเวลาให้คุณและคุณ สามารถติดต่อได้เสมอเมื่อคุณต้องการเพื่อน เมื่อเกิดความคิดแบบเดิม ๆ และความรู้สึกคล้ายมีอาการอยากยา เกิดขึ้น การได้พูดคุยกับใครสักคนเท่ากับเป็นการได้ระบายความรู้สึก และเข้าใจในสิ่งที่คุณกำลังคิด 5. การทำสมาธิเมื่อคิดถึงยาและสารเสพติดให้หลับตา เพ่งความสนใจจับความรู้สึกของลมหายใจที่ผ่าน เข้าออกบริเวณปลายจมูก หากจับความรู้สึกของลมหายใจไม่ได้ให้หายใจเข้าออกยาว ๆ 2 – 3 ครั้ง แล้วผ่อนลม หายใจเข้าออกมาเป็นปกติ ทำต่อเนื่องกันอย่างน้อย 1 นาที (ควรฝึกทำทุกวัน ๆ ละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น เพื่อให้เกิด ความชำนาญและสามารถนำมาใช้หยุดความคิดอย่างได้ผล)


6. เบี่ยงเบนความสนใจไปทำกิจกรรมอื่น เช่น ปลูกต้นไม้ อาบน้ำ กิจกรรมครั้งที่ 5 ความไว้วางใจ เวลา 1 ชั่วโมง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ เพื่อให้ผู้รับการบำบัดตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความไว้วางใจทั้งคำพูดและการกระทำ สาระสำคัญ การติดยาและสารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ ทำให้เสียความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นแม้ว่าจะเลิกยาและสารเสพ ติดหรือแอลกอฮอล์แล้ว ครอบครัวและเพื่อนก็อาจยังสงสัยว่าเลิกยาและสารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ ได้จริงหรือไม่ การสร้างความไว้วางใจเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา ความไว้วางใจจะกลับคืนมาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการ เลิกยาและสารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ที่ต่อเนื่องของผู้รับการบำบัด การดำเนินกิจกรรม 1. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกตอบคำถามข้อ 1 และ 2 แล้วร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทีละข้อ 2. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิก 1 คน อ่านข้อความ ก แล้วให้สมาชิกทุกคนร่วมอภิปราย 3. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกตอบคำถามข้อ 3 แล้วร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทีละข้อ 4. ผู้นำกลุ่มสรุปประเด็นสำคัญแล้ว ให้สมาชิกแต่ละคนสรุปสิ่งที่จะทำเพื่อให้ผู้อื่นเกิดความไว้วางใจ เพื่อ เป็นการบอกกับสมาชิกในกลุ่ม และเป็นการบอกตนเองอีกครั้งหนึ่ง 5. สมาชิกให้กำลังใจซึ่งกันและกัน สื่อ/อุปกรณ์ - ใบกิจกรรมที่ 5 ความไว้วางใจ การที่คุณยอมให้ความคิดซึ่งจะนำไปสู่อาการอยากยาคงอยู่ เท่ากับคุณได้ตัดสินใจเลือกที่จะยังคงเป็นผู้ติดยา


ใบกิจกรรมที่5/1 ความไว้วางใจ 1. การเสพยามีผลต่อความไว้วางใจระหว่างคุณกับคนรอบข้างหรือไม่ อธิบาย ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ในกรณีที่มีคนมาแสดงออกถึงความไม่ไว้วางใจ ทั้งคำพูดหรือการกระทำ คุณรู้สึกอย่างไร และจะทำอย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ก : ในระหว่างที่คุณใช้ยาเสพติด เป็นการทำลายสัมพันธภาพและความไว้วางใจจากผู้อื่น เมื่อคุณหยุดใช้ยาเสพติด ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับความไว้วางใจทันทีจะต้องอาศัยเวลา คุณจะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้อื่นเกิดความ ไว้วางใจคุณ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3.ถ้ามีคนสงสัยว่าคุณยังใช้ยาและสารเสพติดอยู่ คุณจะทำอย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… การเลิกยาเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน และความไว้วางใจมักจะตามมาเป็นสิ่งสุดท้าย


กิจกรรมครั้งที่ 6 โรคสมองติดยา เวลา 1 ชั่วโมง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 1. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการติดสุราและยาเสพติดของสมอง 2. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดยอมรับว่า การติดสุราและยาเสพติด เป็นความผิดปกติของกลไกทางสมองที่ทำ หน้าที่ควบคุมอารมณ์ความรู้สึก 3.เพื่อให้ผู้รับการบำบัดเกิดความตระหนักถึงผลกระทบ จากสุราและยาเสพติดที่มีต่อสมอง ซึ่งนำไปสู่การ เลิกสุราและยาเสพติด สาระสำคัญ การติดสุราและยาเสพติด เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง เกิดขึ้นทีละน้อยจากการใช้สุราและยาเสพติดเป็น ครั้งคราว ไปสู่การใช้ถี่ขึ้น จนกระทั่งใช้ทุกวัน วันละหลายครั้ง ซึ่งการใช้สุราและยาเสพติดในแต่ละครั้งมีผลต่อ สมอง 2 ส่วน คือ สมองส่วนคิด ซึ่งทำหน้าที่ด้านสติปัญญาและการใช้เหตุผล และสมองส่วนอยาก ซึ่งเป็นศูนย์ ควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก หากสมาชิกได้เรียนรู้ว่า สุราและยาเสพติด มีผลทำลายสมองส่วนคิดอย่างไร และมี อิทธิพลต่อสมองส่วนอยากอย่างไร ทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการติดสุราและยาเสพติด ก็จะ นำไปสู่การเลิกสุราและยาเสพติดได้ ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม 1. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกดู VCD เรื่อง “ตายทั้งเป็น” แล้วสุ่มถามสมาชิกว่า “สมาชิกรู้สึกอย่างไม่ และได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการดูเรื่อง ตายทั้งเป็น” 2. ผู้นำกลุ่มสรุปและเพิ่มตามความรู้ตามใบความรู้ 3. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกร่วมกันแสดงความคิดเห็นและอภิปรายตามประเด็นใบงาน 4. ผู้นำกลุ่มสรุปและเพิ่มเติม ตามความเหมาะสม สื่อ/อุปกรณ์ 1.ดินสอ 2. ใบกิจกรรมที่ 6/1 3. ใบความรู้ที่ 6/1 การประเมินผล 1. จากความสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรม 2. จากการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น 3. จากใบกิจกรรม


ใบความรู้ที่6/1 โรคสมองติดยา มนุษย์เราทุกคนมีพัฒนาการของสมองตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และมีพัฒนาการตลอดระยะเวลา จาก ความรู้เรื่องประสาทวิทยาศาสตร์ทำให้เข้าใจพัฒนาการของมนุษย์ในหลากหลายมิติ รวมถึงพัฒนาการของการเสพ ติด เนื่องด้วยสมองมีพัฒนาการเรียนรู้ผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าสร้างสิ่งแวดล้อมให้เป็นบวกในตลอดทุกช่วง วัย จะทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมและการเรียนรู้ได้ถึงปัญญาและความปราดเปรื่อง และถ้าสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นลบ เข้าร่วมกับเงื่อนไขทางพันธุกรรมที่เป็นลบ ผลลัพธ์ทางพฤติกรรมจะแสดงออกถึงความลบของชีวิตคนๆนั้น ในกรณีการติดสารเสพติด เมื่อสมองถูกสอนให้เรียนรู้และจดจำสารเสพติด สมองจะเกิดการติดยา และไม่ สามารถควบคุมพฤติกรรมการใช้สารเสพติดได้สมองจะสั่งการให้มีการเพิ่มขนาดของสารเสพติดไปเรื่อยๆ จาก พฤติกรรมเริ่มใช้จนติดหนักในที่สุด กลไกของสมองติดยาคือ ยาและสารเสพติดทุกชนิดเมื่อผ่านวิถีการเสพติดแล้ว จะวิ่งเข้าสู่สมองของผู้เสพ และจะไปจับกับตัวรับจำเพาะของยาและสารเสพติดในสมองเพื่อออกฤทธิ์ให้ผู้เสพรู้สึกถึงความสุข และติดอยู่กับ ความสุขนี้ ผู้เสพเรียนรู้ความสุขที่เกิดจากการได้ยาและสารเสพติด จะโหยหาความสุขที่จำเพาะนี้ เมื่อผู้เสพ ต้องการมีความสุขจึงพยายามพึ่งยา (dependence) ทุกครั้งเมื่อไม่มีความสุขหรืออยากมีความสุข และเกิดการ เรียนรู้ใหม่ว่าชีวิตจะมีความสุขได้ก็ต้องใช้ยาและสารเสพติดเท่านั้น เป็นการสอนให้สมองสุขได้เพราะยาและสาร เสพติด ยอมเป็นทาสยาและสารเสพติดเพียงเพราะต้องการไปถึงความสุขสุดยอด เมื่อสมองติดความสุขจากยาและสารเสพติด สมองก็จะสั่งการให้พยายามหายาและสารเสพติดมาเพื่อไปให้ ถึงความสุข แต่ยาและสารเสพติดทุกชนิดเมื่อใช้แล้ว กลไกการออกฤทธิ์ของตัวรับจำเพาะนั้นๆ จะมีความสามารถ ต่ำลง ต้องใช้ปริมาณตัวรับจำเพาะในปริมาณมากขึ้นถึงจะออกฤทธิ์ให้ผู้เสพได้รู้สึกว่าสุขเท่าเดิม นั่นคือ ปรากฏการณ์ของสมองดื้อยา (Tolerance) จะเห็นว่าผู้เสพจะมีการเพิ่มปริมาณการเสพมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสมอง ติดยา (Addict) แล้ว สมองจะไม่ยอมหยุดใช้ยาง่ายๆ ถ้าวันใดสมองไม่ได้ยา จะออกฤทธิ์สั่งการบังคับกล้ามเนื้อแต่ ละระบบต่างๆให้ทำงานผิดปกติไป มีทั้งปวดหัว ตาพร่า ปวดท้อง ร้อน หนาว วูบวาบผิวหนัง ปวดไปถึงกระดูก อารมณ์หงุดหงิด นอนไม่หลับ เรียกกันอย่างง่ายว่า ลงแดง (Withdrawal) เพราะสมองควบคุมการทำงานของ ระบบต่างๆในร่างกายผ่านระบบประสาท จึงเห็นผู้เสพบางรายทำร้ายตนเอง หูแว่ว ประสาทหลอน ได้ยินคล้ายไป ว่าจะมีคนมาทำร้าย อาการลงแดงจะแตกต่างกันไปในแต่ละตัวยา และอาการแสดง และรุนแรงจนถึงเสียชีวิต ประเด็นพยาธิสภาพของโรคจึงเปรียบเสมือนอาการสมองป่วย และเป็นการป่วยเรื้อรังเพราะต้องใช้เวลาในการ เยียวยาและบำบัด ซึ่งจะไม่ใช้แต่การบำบัดด้วยยา แต่ต้องบำบัดด้วยวิธีการอื่นๆควบคู่ไปด้วย เช่น การบำบัดด้วย ความคิดและพฤติกรรม การใช้ครอบครัวบำบัด การจัดกิจกรรมบำบัด และต้องนัดมาพบผู้บำบัดอย่างสม่ำเสมอ


เพื่อประเมินอาการ และป้องกันการติดซ้ำหรือกลับไปเสพซ้ำ หากไม่ระมัดระวังก็จะกลับไปเป็นซ้ำดังเช่นโรคเรื้อรัง อื่นๆ สมองติดยาไม่ยากแต่สมองลืมยาและสารเสพติดยาก ความทุกข์ทรมานจากการเสพ นอกจากผลลัพธ์จะ เกิดกับผู้เสพแล้ว ยังเกิดการทำลายระบบภูมิต้านทานโรค ทำลายระบบความจำและการเรียนรู้ ทำลายระบบการ ย่อยอาหาร ทำลายระบบเลือด ทำลายปอด ทำลายสมรรถนะของร่างกาย เกิดการเจ็บป่วยตามมามากมาย ทำลาย พฤติกรรมและตัวตนของผู้เสพ จากที่เคยเป็นคนมีพฤติกรรมดี คิดดี เรียนหนังสือดี สมองดี ก็ต้องเปลี่ยนไป เพราะ ในแต่ละวันจะคิดถึงแต่จุดความสุขของยาและสารเสพติด อยากแต่จะเสพยาและสารเสพติด ไม่อยากทำอะไร ไม่ อยากเรียน ไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ แต่จะทำอะไรก็ได้ขอให้ได้เงินมาซื้อยาและสารเสพติดเสพ ผลลัพธ์นี้จึงกระทบ ไปสู่ระบบครอบครัว สายสัมพันธ์ครอบครัวค่อยๆขาดลง เมื่อมีครอบครัวติดยาและสารเสพติดมาก ชุมชนก็อ่อนแอ ตามมาด้วย สังคมอ่อนแอ และในที่สุดประเทศชาติก็อ่อนแอ การติดยาและสารเสพติดนั้นเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเริ่มจากการใช้ยาเป็น กระบวนการต่อเนื่องที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เริ่มจากการใช้ยาและสารเสพติดเป็นครั้งคราวไปสู่การใช้ยาและสาร เสพติดถี่ขึ้นจนต้องใช้ทุกวันและวันละหลายครั้ง การใช้ยาและสารเสพติดจะมีผลต่อสมอง 2 ส่วน คือ สมองส่วนนอก หรือสมองส่วนคิด (Cerebral Cortex) จะทำหน้าที่จดจำ คิดจินตนาการและตัดสินใจ สมองส่วนที่อยู่ชั้นในหรือก้านสมอง (Brain Stem) ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และความรู้สึก ในคนปกติสมองส่วนคิดจะทำหน้าที่ควบคุมสมองส่วนความรู้สึก เช่น เมื่อเกิดอาการหิวอาหารขึ้น สมอง ส่วนคิดจะคอยควบคุมว่าเวลานั้นเป็นเวลาหรือสถานที่ที่เหมาะสมกับการรับประทานหรือไม่ หากเป็นช่วงเวลาหรือ สถานที่ที่ไม่เหมาะสมความต้องการรับประทานอาหารจะถูกระงับไว้ ทำให้คนปกติสามารถใช้สติสัมปชัญญะ ควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก และความอยากต่าง ๆ ได้ เมื่อมีการเสพยาเสพติดจนกระทั่งเกิดการติดยาและสารเสพ ติดขึ้นจะเกิดพยาธิสภาพในสมอง ทำให้การทำงานของสมองเปลี่ยนไป ผลทำให้สมองส่วนความรู้สึกมีอิทธิพลเหนือ สมองส่วนคิด เมื่อมีอาการอยากยาหรือเสี้ยนยาเกิดขึ้นสมองส่วนคิดจะไม่สามารถยับยั้งสมองส่วนความรู้สึก ผู้ติด ยาจะต้องดิ้นรนแสวงหายาและสารเสพติดมาเสพให้ได้ ทำให้สมองของผู้ติดยาและสารเสพติดที่เข้ารับการ บำบัดรักษามีลักษณะฝ่อมากกว่าปกติและจะกลับสู่สภาพใกล้เคียงกับปกติภายหลังการบำบัด แม้การติดยาและสารเสพติดจะเป็นโรคทางสมองโรคหนึ่ง แต่การติดยาไม่ใช่สาเหตุจากสมองเพียงอย่าง เดียว ยังเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของความคิด อารมณ์และพฤติกรรม ลักษณะของผู้ติดยาและสารเสพติดมี 2 ลักษณะ คือ 1. ผู้ติดยาและสารเสพติดจะมีความคิดในแง่ดีต่อการเสพยาและสารเสพติด จะคิดถึงยาและสารเสพติด เมื่อมีความรู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยว 2. ผู้ติดยาและสารเสพติดจะมีบุคลิกของการพึ่งพาผู้อื่น ขาดความพยายาม เป็นคนมองโลกในแง่ร้าย และ ไม่ยอมรับค่านิยมของสังคม เป็นต้น


เส้นทางการติดยา ได้แก่ เส้นทางการติดยาตั้งแต่เริ่มเสพจนติด แบ่งออกเป็น 4 ระยะ 1. ระยะเริ่มต้นเสพยา เป็นช่วงทดลองเสพยาและสารเสพติดหรือเสพนานๆครั้ง เพื่อเข้าสังคมหรือกลุ่ม เพื่อน โดยผู้เสพมักจะมีความรู้สึกผิดว่า ตนเองทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 2. ระยะเวลาเสพยาต่อเนื่อง เป็นระยะที่ผู้เสพยาและสารเสพติด เพราะรู้สึกว่ายาและสารเสพติดมี ประโยชน์ ช่วยลดความเครียด ทำให้เสพบ่อยขึ้น โดยมีข้ออ้างต่างๆมากมาย เริ่มเสียการเรียนและความสัมพันธ์กับ คนใกล้ชิด และหรือมีอาการขาดยาให้เห็นเมื่อหยุดเสพระยะหนึ่ง 3. ระยะหมกมุ่น ผู้เสพต้องการเสพยาและสารเสพติดในปริมาณมากขึ้นและบ่อยขึ้น เพราะเกิดอาการดื้อ ยา จะเสียการงานหรือการเรียน จะมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับผู้อื่นเป็นประจำ สมองจะถูกทำลายมากขึ้น สมองใน ด้านความคิดและความจำแย่ลง 4. ระยะวิกฤติ ผู้เสพจะตกเป็นทาสยาและสารเสพติด คิดถึงยาและสารเสพติดและแสวงหายาและสารเสพ ติดตลอดเวลา ไม่สนใจกิจกรรมอื่นๆ มีความล้มเหลวทั้งชีวิตส่วนตัว การงาน สังคม ผู้ติดยาและสารเสพติดจะไม่ สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เป็นภาระต่อครอบครัวที่ต้องให้การดูแลและเลี้ยงดู หลักสำคัญในการเลิกยา 1. การหลีกเลี่ยงหรือจัดการกับตัวกระตุ้น โดยผู้เลิกยาและสารเสพติดต้องพิจารณาให้รู้ว่า อะไรคือ ตัวกระตุ้นที่มีอิทธิพลต่อตนเอง ทั้งตัวกระตุ้นภายนอกและตัวกระตุ้นภายใน แล้วหลีกเลี่ยงไม่เผชิญตัวกระตุ้นนั้นๆ หรือหาวิธีกำจัดตัวกระตุ้นนั้น ซึ่งต้องอาศัยความมุ่งมั่น ความฉลาดที่หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น รวมทั้งอาศัยความร่วมมือ และความช่วยเหลือจากครอบครัว เช่น เงินคือตัวกระตุ้น เพื่อนที่เคยใช้ยาและสารเสพติดด้วยกัน สถานที่ที่เคยเสพ ยาและสารเสพติด ส่วนตัวกระตุ้นภายใน ไม่สามารถจัดการได้โดยตรง เช่น ความเหงา ความว้าเหว่ การจัดการกับ สิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อความรูสึก เช่น การไปอยู่คนเดียว เป็นต้น ตัวกระตุ้นบางอย่างเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไปได้ เช่น มี อาการอยากยาช่วงเวลาเย็น ก็ต้องจัดการโดยใช้เทคนิคการหยุดความคิด ได้แก่ การจินตนาการ การเปลี่ยน กิจกรรมที่กำลังทำอยู่เพื่อลบความคิดอยากยา การฝึกผ่อนคลาย การทำสมาธิ การโทรศัพท์ปรึกษาคนที่ไว้วางใจ 2. การดำเนินชีวิตที่พอดี ได้แก่ การจัดตารางเวลาให้สมดุลโดยมีตารางกิจกรรมการทำงาน การนอน การ ใช้เวลาว่าง การสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นและกิจกรรมในการดำรงชีวิตด้วยการจัดตารางเวลา ไม่ให้มีเวลาว่าง มี กิจกรรมที่เป็นประโยชน์และทำให้เกิดความเพลิดเพลิน เช่น การออกกำลังกาย การทำงานอดิเรก การทำงานบ้าน 3. ระวังการกลับไปเสพยาและสารเสพติดซ้ำ ให้ระวังความคิดของตนเองซึ่งเป็นข้ออ้างในการกลับไปเสพ ยาและสารเสพติดซ้ำ เช่น - ฉันเข้มแข็งพอที่จะกลับไปเผชิญหน้ากับยาและสารเสพติดได้อีก - เมื่อคนอื่นยังไม่ไว้ใจฉัน ฉันจะทำดีไปทำไม - แค่ลองใช้ยาเพียง 1 ครั้ง แล้วฉันจะไม่ยุ่งกับยาและสารเสพติดอีก


ให้สร้างกำลังใจให้กับตนเองว่า ตนก็สามารถเลิกยาและสารเสพติดได้โดยพยายามหยุดยาให้ได้วันต่อวัน ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ รวมทั้งการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับครอบครัว การเริ่มต้นมีความสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนใหม่ที่ ไม่ใช้ยาและสารเสพติด หรือหางานทำที่เป็นหลักแหล่ง กิจกรรมครั้งที่ 7 โทษพิษภัยของสุราและยาเสพติด เวลา 1 ชั่วโมง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 1. เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้รับการบำบัดเลิกสุราและยาเสพติด 2. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดเข้าใจและบอกผลกระทบของสุราและยาเสพติดได้ สาระสำคัญ สุราและยาเสพติดมีโทษพิษภัยต่อร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ ซึ่งระดับความรุนแรง จะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของยาเสพติด ระยะเวลา ความถี่และปริมาณการใช้สุรายาเสพติด หากเราเข้าใจถึง ผลกระทบอย่างแท้จริงแล้ว สามารถนำไปสู่การพยายามแก้ไขพฤติกรรมการใช้สุราและยาเสพติดของตนเองได้ การดำเนินกิจกรรม 1. ผู้นำกลุ่มกล่าวเปิดกลุ่ม พูดคุยทักทายสมาชิก มีการแนะนำตัว ทบทวน วัตถุประสงค์ สุ่มถามสาเหตุที่ ต้องถูกนำส่งโรงพยาบาล และอ่านกรณีศึกษา “เรื่องของแสงชัย” ให้สมาชิกฟัง 2. ผู้นำกลุ่มสุ่มถามสมาชิก 2 – 3 คน “หลังจากฟังกรณีศึกษาแล้วท่านรู้สึกอย่างไร” 3. ผู้นำกลุ่มแบ่งสมาชิกออกเป็น 2 กลุ่ม ให้พูดคุยในประเด็นตามใบกิจกรรมที่ 7/1 4. ให้สมาชิกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม (กลุ่มเดิม) พูดคุยในประเด็นตามใบกิจกรรมที่ 7/2 5. ตัวแทนกลุ่มนำเสนอผลการพูดคุยในกลุ่มใหญ่ 6. ผู้นำกลุ่มกล่าวสรุปตามใบความรู้ที่ 7/1 7. ผู้นำกลุ่มกล่าวสรุป และถามสมาชิกในการดูแลตนเองเพื่อให้สามารถเลิกสุราและยาเสพติดได้อย่าง ต่อเนื่อง และกล่าวชมเชยสมาชิกก่อนปิดกลุ่ม สื่อ/อุปกรณ์ 1.ดินสอ 2. ใบกิจกรรมที่ 7/1 และ 7/ 2 3. ใบความรู้ที่ 7/1 4.กรณีศึกษา “เรื่องของแสงชัย” การประเมินผล 1. จากความสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรม


2. จากการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น 3. จากใบกิจกรรม กรณีศึกษา: เรื่องของแสงชัย เรื่องโทษพิษภัยของสุราและยาเสพติด แสงชัยอายุ 33 ปี แต่งงานได้ 5 ปี ปัจจุบันอยู่กับภรรยาและลูกสาวอายุ 5 ปี มีอาชีพกรีดยางและเลี้ยง หมู ส่วนภรรยาจะช่วยเก็บยางและเลี้ยงลูก แสงชัยเป็นคนขยัน อยากมีฐานะดี และมั่นคง หลังกรีดยาง แสงชัยมัก ไปดื่มกาแฟที่ร้านค้าใกล้บ้าน อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนบ้านชักชวน “…แสงชัย ถ้าแกอยากทำงานได้นาน หายเหนื่อย คลายเครียด เย็นๆ แกมาที่นี่ซิรับรองไม่ผิดหวัง…” เย็นวันถัดไป แสงชัยจึงมาที่ร้านค้าตามคำเพื่อนชักชวน และ ร่วมดื่มสุรา สูบยาบ้า และบางวันดื่มน้ำกระท่อมที่เพื่อนนำมา 1 ปีต่อมา ขณะนั่งดูทีวี แสงชัยบอกกับภรรยาว่า นักข่าวในทีวีวางแผนจะฆ่าตน และวางแผนจะเป็นชู้กับ ภรรยา และขณะออกจากบ้าน เห็นภาพคนมาล้อมรอบบ้าน หูแว่วได้ยินเสียงคนขู่จะฆ่า แสงชัยไม่กล้าออกจาก บ้าน ไม่กล้าไปกรีดยาง ไม่กล้าออกไปให้อาหารหมู และพกมีดไว้กับตัว ซ่อนมีดพร้าไว้ใต้ที่นอน ไม่ยอมรับประทาน อาหารกลัวคนใส่ยาพิษ ร่างกายซูบผอม ปิดประตูหน้าต่าง ไม่ยอมให้ภรรยาและลูกออกจากบ้าน วันหนึ่งแสงชัย เผลอหลับไป ภรรยาจึงหนีไปบอกแม่ของแสงชัย แม่ของแสงชัย เห็นอาการของแสงชัย คิดว่าแสงชัยป่วย จึงชวน แสงชัยไปพบแพทย์ แต่แสงชัยคิดว่าแม่ร่วมมือกับนักข่าวในทีวีจะทำร้ายตน จึงผลักแม่ตกบันไดขาหักและไล่แม่ ออกจากบ้าน ผู้ใหญ่บ้านและเพื่อนบ้านจึงช่วยกันจับแสงชัยส่งโรงพยาบาล


ใบกิจกรรมที่ 7/1 เรื่อง โทษพิษภัยของสุราและยาเสพติด คำชี้แจง : ให้สมาชิกแต่ละกลุ่มพูดคุยในประเด็นที่กำหนดให้ใช้เวลา 10 นาทีเลือกตัวแทนกลุ่มนำเสนอในกลุ่ม ใหญ่ หลังเสร็จสิ้นการพูดคุยในประเด็นนี้ 1. ท่านคิดว่าแสงชัยป่วยหรือไม่เพราะอะไร ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ..................................................................................................................................................... ............................... ............................................................................................................ ........................................................................ 2. ถ้าหากท่านเป็นแม่ของแสงชัย ท่านจะรู้สึกอย่างไร ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ......................................................................................................................................................... ........................... ........................................................................................................ ............................................................................ 3. ถ้าหากท่านเป็นภรรยาของแสงชัย ท่านจะรู้สึกอย่างไร ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ................................................................................................................................................... ................................. .................................................................................................. ..................................................................................


ใบกิจกรรมที่ 7/2 เรื่อง โทษพิษภัยของสุราและยาเสพติด คำชี้แจง : ให้สมาชิกแต่ละกลุ่มพูดคุยในประเด็นที่กำหนดให้ ใช้เวลา 10 นาทีเลือกตัวแทนกลุ่มนำเสนอในกลุ่ม ใหญ่ หลังเสร็จสิ้นการพูดคุยในประเด็นนี้ 1. ท่านคิดว่าสาเหตุที่แสงชัยป่วย เกิดจากอะไรบ้าง .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... 2. โทษพิษภัยของสุราและยาเสพติด มีผลกระทบอะไรบ้าง (ข้อย่อยแต่ละข้อ) 2.1 ต่อแสงชัยเอง .......................................................................................................................................................... .......................... .................................................................................................................................................................................... 2.2 ต่อครอบครัวของ แสงชัยเช่น ภรรยา : ................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... บุตร :……………………………………………………………………………………………………………………………..………………………... .................................................................................................................................. .................................................. มารดา :....................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... 2.3 ต่อการงานของ แสงชัย .................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................. ....................................... 2.4 ต่อสังคม ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ................................................................................................................................... ................................................. 3. ท่านจะปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อให้สามารถเลิกสุราและยาเสพติดได้ ............................................................................................................................................ ........................................ ....................................................................................................................................................................................


ใบความรู้ที่ 7/1 เรื่อง โทษพิษภัยของสุราและยาเสพติด โทษพิษภัยของสุราและยาเสพติด สุราและยาเสพติดเมื่อใช้ไปนานๆ จะก่อให้เกิดโทษพิษภัยต่อร่างกาย จิตใจ ครอบครัว สังคม การงาน ซึ่งความรุนแรงของโทษพิษภัยจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณ ความถี่ ระยะเวลาในการใช้ยาและสารเสพติด ดังนี้ ด้านร่างกาย เช่น ร่างกายทรุดโทรม อ่อนแอ บุคลิกภาพไม่ดี ภูมิต้านทานโรคต่ำ หรือบางรายอ้วนแต่ไม่ สมบูรณ์ ฯลฯ ด้านจิตใจ เช่น มีความวิตกกังวล หงุดหงิด ก้าวร้าว ขาดความเชื่อมั่นในตนเองซึมเศร้า อยากตาย มีหูแว่ว ภาพหลอน หลงผิด หวาดระแวงกลัวคนมาทำร้าย กลัวภรรยามีชู้ ฯลฯ ด้านครอบครัว เช่น บกพร่องในการทำหน้าที่ต่างๆ ตามบทบาทของครอบครัว ก่อให้เกิดความวุ่นวาย เกิดปัญหาด้านการสื่อสาร การทะเลาะวิวาท ครอบครัวแตกแยก หรือเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว บุตร สับสนไม่มั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในบ้าน รู้สึกตนเองไม่มีคุณค่า ไม่มั่นใจในความรักของบิดา มารดา ส่งผลให้เด็ก มีภาวะซึมเศร้า เกเร ฯลฯ ด้านสังคม เช่น ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม เนื่องจากผู้เสพยามักไม่ไว้วางใจผู้อื่น คบหาสมาคมเฉพาะผู้เสพ ยาด้วยกัน ไม่มีความยับยั้งชั่งใจ มักรวมตัวกันก่ออาชญากรรม ความรุนแรงในสังคม บางรายแยกตัวอยู่คนเดียว ด้านการงาน เช่น เมื่อเสพสุราและยาเสพติดจนติด จิตใจจะหมกมุ่นเรื่องสุราและยาเสพติดไม่สนใจการ งาน บางรายขโมยของๆ ผู้อื่นเพื่อหาเงินมาซื้อสุราและยาเสพติด ทำให้ครอบครัวขาดรายได้ เงินไม่พอใช้ ก่อให้เกิดอาชญากรรม จี้ปล้น วิ่งราวทรัพย์ ฯลฯ


กิจกรรมครั้งที่ 8 โรคร่วมทางจิตเวชที่พบบ่อยจากการใช้สุราและยาเสพติด เวลา 1 ชั่วโมง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ ผู้รับการบำบัดมีความรู้ เรื่องโรคร่วมทางจิตเวชที่พบบ่อยจากการใช้สุราและยาเสพติด ผู้ป่วยเกิดความ ตระหนักถึงผลกระทบจากสุราและยาเสพติดที่มีต่อสมอง สาระสำคัญ การเจ็บป่วยทางจิตเวชเป็นโรคที่มีความผิดปกติทางด้านพฤติกรรม การแสดงออก ความคิด อารมณ์ และ การรับรู้ โดยที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมได้ โรคร่วมที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่เสพสุราและยาเสพติด คือ โรคจิตเภท โรค อารมณ์แปรปรวน โรคซึมเศร้า ผู้รับบำบัดที่ยังคงมีพฤติกรรมเสพยาต่อเนื่องก็มีโอกาสป่วยเป็นโรคทางจิตเวชสูง และป่วยทางจิตเรื้อรัง การดำเนินกิจกรรม 1. ผู้นำกลุ่มกล่าวเปิดกลุ่ม แนะนำตัว 2. ผู้นำกลุ่มบอกชื่อเรื่อง วัตถุประสงค์ และสาระสำคัญ 3. ผู้นำกลุ่มนำเข้าสู่เนื้อหาโดยซักถามสมาชิกเกี่ยวกับอาการทางจิตก่อนมาโรงพยาบาล 4. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกอ่านใบความรู้โรคทางจิตเวชที่พบบ่อย 5. ผู้นำกลุ่มสรุป และนัดทำกลุ่มครั้งต่อไป สื่อ/อุปกรณ์ - ใบความรู้ที่ 8 การประเมินผล สังเกตการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยและตอบคำถาม


ใบความรู้ที่ 8 เรื่อง โรคร่วมทางจิตเวชที่พบบ่อยจากการใช้ยาและสารเสพติด โรคทางจิตเวชที่เกิดจากการใช้ยาและสารเสพติด ที่พบบ่อย ได้แก่ โรคจิตเภท โรคอารมณ์แปรปรวน และ โรคซึมเศร้า ซึ่งการใช้สารเสพติด ติดต่อกันเป็นเวลานานทำให้เกิดความผิดปกติของสมอง ซึ่งจะกล่าวถึงเรื่องโรค ต่างๆ พอสังเขป ดังนี้ โรคจิตเภท ความหมาย โรคจิตเภท เป็นความผิดปกติทางจิตอย่างหนึ่งซึ่งทำให้มีการแตกแยกของกระบวนการคิด และการตอบสนองทางอารมณ์ มักเริ่มแสดงอาการในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โรคนี้มีผลต่อการรับรู้ของประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นสำคัญ แต่เมื่อเป็นซ้ำหลายๆ ครั้งก็ทำให้เกิดปัญหาทางด้านพฤติกรรมและอารมณ์อย่างเรื้อรังได้ ผู้ป่วยจิต เภทมักมีโรคอื่นร่วมด้วยเช่นโรคซึมเศร้า และโรควิตกกังวล นอกจากนี้พบว่า มีอัตราการใช้สารเสพติดรวมตลอด ชีวิตถึงร้อยละ 50 ของผู้ป่วย และเป็นปัญหาทางสังคม เช่น การว่างงาน ความยากจน และไม่มีที่อยู่อาศัย เป็นต้น อายุขัยโดยเฉลี่ยของผู้ป่วยน้อยกว่าคนทั่วไปอยู่ 12-15 ปี ซึ่งเป็นผลจากปัญหาสุขภาพ และอัตราการฆ่าตัวตายที่ มากขึ้น (ประมาณร้อยละ 5) สาเหตุ เชื่อกันว่าปัจจัยทางพันธุกรรม สิ่งแวดล้อมในวัยเด็ก ประสาทชีววิทยา ปัจจัยทางจิตใจ และ กระบวนการทางสังคม เป็นปัจจัยที่สำคัญในการเกิดโรค สุราและสารเสพติดและยาบางชนิดเป็นสาเหตุ เป็น ตัวกระตุ้นทำให้อาการทางจิตแย่ลงได้ อาการของโรค ผู้ป่วยมักมีอาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน หวาดระแวง หลงผิดแบบแปลกประหลาด หรือมี การพูดและการคิดที่เสียโครงสร้างและมักนำไปสู่การสูญเสียความสามารถในการเข้าสังคมหรือ การประกอบอาชีพ การรักษา ในปัจจุบันคือ การใช้ยาต้านโรคจิต ออกฤทธิ์โดยยับยั้งสารโดปามีนในสมอง การทำจิตบำบัด และการทำกลุ่มกิจกรรมบำบัด การฝึกทักทักษะทางสังคมก็มีส่วนสำคัญในการรักษาผู้ป่วยจิตเภท ในกรณีอาการ ทางจิตรุนแรง มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น จำเป็นต้องได้รับการรับไว้ในโรงพยาบาล ซึ่งใน ปัจจุบัน การนอนโรงพยาบาลใช้เวลาสั้นกว่าในสมัยก่อนมาก โรคอารมณ์แปรปรวน หรือโรคไบโพลาร์ ความหมาย โรคไบโพลาร์ (Bipolar) เป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคทางด้านอารมณ์ กลุ่มเดียวกับโรคซึมเศร้า แต่โรคไบโพลาร์ จะมีลักษณะของอารมณ์ช่วงหนึ่งรื่นเริง สนุกสนานสลับกับอารมณ์ซึมเศร้าอีกช่วงหนึ่ง โรค ไบโพล่าร์นั้นมักเริ่มเป็นก่อนวัยกลางคน บางรายเริ่มเป็นตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี แต่ก็มีบางรายที่มาเริ่มเป็นหลัง อายุ 40 ปี


สาเหตุในปัจจุบันเชื่อว่าโรคไบโพล่าร์เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมองโดยมีสารสื่อนำประสาท ที่ไม่ สมดุล คือ มีสารซีโรโทนินน้อยเกินไป และสารนอร์เอปิเนฟรินมาก และพบว่าปัจจัยทางพันธุกรรมมีส่วนเกี่ยวข้อง ค่อนข้างมาก ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักจะมีประวัติคนในครอบครัวป่วยด้วย อาการของโรค อารมณ์ดีในลักษณะที่ผิดปกติ เรียกว่า มาเนีย หมายถึง อารมณ์ดีมากเกินกว่าปกติที่ควร จะเป็น กลางคืนไม่ยอมหลับ ไม่ยอมนอน อยากเที่ยวกลางคืน ใช้จ่ายเงินมาก มีอารมณ์ทางเพศมากขึ้น สำส่อน ทางเพศ ช่วงที่มีอารมณ์ดีจะช่างพูดช่างคุย คุยได้ไม่หยุด และไม่ชอบให้ใครมาขัดจะเกิดอารมณ์หงุดหงิด ก้าวร้าว ได้ ช่วงอารมณ์ดีที่มากเกินปกติต่อเนื่องยาวกว่าหนึ่งอาทิตย์ บางรายจะนานถึง 4-6 เดือน อาจจะสามารถกลับคืน เป็นปกติได้เองโดยไม่ต้องรักษา ทำให้คนรอบข้าง ไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหา ถ้าไม่สังเกตอย่างใกล้ชิด เขาจะดำเนินชีวิต ได้ปกติพอถึงช่วงหนึ่งจะรื่นเริงอีก หรืออาจจะสลับไปขั้วตรงข้าม เป็นแบบซึมเศร้า อารมณ์ซึมเศร้า จะเหมือนกับ โรคซึมเศร้า เริ่มตั้งแต่ แยกตัว เบื่อหน่าย ไม่อยากทำอะไร กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เบื่อๆ เข้าก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า มี ความคิดอยากฆ่าตัวตาย พบว่าในระยะนี้ผู้ป่วยมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงถึงร้อยละ 15-20 หรือ 1 ใน 5 ของผู้ป่วย และยังพบว่าช่วงที่รื่นเริงมากๆ ก็จะมีประเด็นการฆ่าตัวตายได้ด้วยเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่ตอนซึมเศร้า การรักษา สามารถรักษาโรคนี้ได้ด้วยยาในกลุ่มยาควบคุมอารมณ์ ยาแก้โรคจิต และยาแก้โรคซึมเศร้า ช่วงแรกจะเป็นการคุมอาการให้กลับมาเป็นปกติที่สุดภายใน 1 สัปดาห์ก่อน หรืออย่างช้า 1 เดือน หลังจากนั้นจะ รักษาต่อเนื่องโดยใช้ยาคุมอาการ ระยะเวลาการรักษาขึ้นอยู่กับอาการคนไข้เป็นสำคัญ ในคนไข้บางราย 1 ปี อาจ มาพบหมอแค่ 2-4 ครั้งเท่านั้น ไม่ต้องอยู่โรงพยาบาลตลอด โปรดจำไว้ว่า โรคนี้รักษาได้ ญาติควรนำผู้ป่วยส่งแพทย์โดยด่วน มียาที่ใช้ปรับอารมณ์ให้คงที่ปกติ สามารถให้ผู้ป่วยดำเนินชีวิตได้อย่างปกติเหมือนคนทั่วไป ที่สำคัญคนรอบข้างต้องเข้าใจในผู้ป่วยที่เป็นภาวะเช่นนี้ ด้วย ตัวผู้ป่วยเองก็ต้องดำเนินชีวิตในทางสายกลาง ควบคุมเวลานอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อยก็วันละ 6-8 ชั่วโมง พยายามหาวิธีแก้ปัญหาและลดความเครียด และอย่าใช้สารกระตุ้นหรือสารมึนเมา เช่น สุรา หรือเครื่องดื่มที่มี คาเฟอีนสูง โรคซึมเศร้า ความหมาย โรคซึมเศร้า เป็นการเจ็บป่วยของจิตใจ เริ่มจากการคิดมาก และกังวลจนทำให้รู้สึกเครียด ความรู้สึกเบื่อและเซ็ง ทำอย่างไรก็ไม่หายไม่ดีขึ้น แต่เป็นหนักขึ้นทุกวันทุกทีถึงขั้นซึมเศร้าใจคอหดหู่นานเป็น สัปดาห์ โรคนี้พบได้ค่อนข้างบ่อย พบทุกเพศทุกวัย ทุกอายุและอาชีพ ทุกเชื้อชาติ บุคคลทั่วไป ร้อยละ 20 มีโอกาส เป็นโรคซึมเศร้า และเป็นสาเหตุสำคัญของการฆ่าตัวตาย สาเหตุ โรคซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากปัจจัยรวมๆ ทางด้านจิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และชีวภาพ โรค ซึมเศร้ามักเกิดตามหลังความผิดหวัง หรือการสูญเสียจากพราก เช่น บุคคลที่รักตายจาก คนรักตีจาก


ความกดดันด้านสังคม การเรียน การงานหรือการเงิน สภาพชีวิตที่โดดเดี่ยวว้าเหว่ ขาดความรักความอบอุ่น เป็น ต้น จะเห็นว่าสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคซึมเศร้ามีมากมาย ที่สำคัญคือ โรคซึมเศร้ามิได้เกิดจากสภาพจิตใจที่ เปราะบางอ่อนแอ อย่างที่เข้าใจกันผิดๆ หากแต่มีหลักฐานจากการวิจัยมาตลอด 20 ปีนี้ว่า การเปลี่ยนแปลงของ สมดุลของสารเคมี ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในสมองโดยเฉพาะสารซีโรโทนิน นอร์เอปิเนพริน และโดปามีนลดลง มี ผลต่ออารมณ์ซึมเศร้าของคน อาการของโรค ผู้ป่วยจะรู้สึกหดหู่ อารมณ์ท้อแท้ เศร้าหมอง เบื่อหน่าย หรือหงุดหงิดฉุนเฉียว ใจลอยไม่มีสมาธิ หลงๆ ลืมๆ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย เงียบซึมไม่อยากพูดคุย หรือพบปะกับใคร และ อาจมีอาการอื่นๆ ทางร่างกาย เช่น ปวดมึนศีรษะ จุกเสียดแน่นท้อง ใจสั่น ความดันโลหิตสูง เป็นต้น โรคซึมเศร้ามี ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และครอบครัวอย่างมาก ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกหมดหวังถึงขั้นฆ่าตัวตายชั่ว วูบ ทำให้เสียชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย การรักษา แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ยาแก้ซึมเศร้า ซึ่งส่วนใหญ่มีฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมสารสื่อประสาท กลับเข้าเซลล์ จึงทำให้มีปริมาณสารสื่อประสาทเพิ่มขึ้นหรือสมดุลขึ้น ข้อสำคัญคือ ยาแก้ซึมเศร้าไม่มีฤทธิ์เสพติด ผู้ป่วยจะรู้สึกสบายใจและอาการดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ ควรรับประทานยาต่อไปนาน 4-6 เดือนเพื่อป้องกัน อาการซึมเศร้ากำเริบอีก มีผู้ป่วยร้อยละ 20 ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องไปอีกหลายๆ ปีผู้ป่วยและครอบครัว จำเป็นต้องได้รับคำปรึกษาแนะนำจากจิตแพทย์ พยาบาลจิตเวช หรือนักจิตวิทยา ร่วมไปกับการรับประทานยาแก้ ซึมเศร้า เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยปรับตัว ปรับใจ กับปัญหาชีวิตได้ดีขึ้น ข้อพึงตระหนัก โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ หากอาการรุนแรงมากหรือรักษาด้วยยาแล้วไม่ ได้ผล ก็จำเป็นต้องรักษาโดยใช้ไฟฟ้ากระตุ้น ซึ่งปลอดภัยและได้ผลดีกว่าการใช้ยาเสียอีก และพบว่าหากผู้ป่วย ได้รับการรักษาติดต่อกันตามคำแนะนำของแพทย์ โดยรับประทานยาสม่ำเสมอ ในเวลา 6 เดือน จะรู้สึกเหมือนฝัน ร้ายได้ผ่านพ้นไป


กิจกรรมครั้งที่ 9 งานและการเลิกยาและสารเสพติด เวลา 1 ชั่วโมง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 1. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดสำรวจว่าตนเองอยู่ในภาวะใดในเรื่องงาน ซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อกระบวนการเลิก ยา 2. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดมีแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องงานที่เป็นอุปสรรคต่อการบำบัดรักษา สาระสำคัญ 1. สภาวะปัจจุบันของตนเอง เกี่ยวกับเรื่องงานมีความสัมพันธ์กับการเลิกยาและสารเสพติด 2. แนวทางการแก้ปัญหาเรื่องงานที่เป็นอุปสรรคต่อการบำบัดฟื้นฟู ขึ้นอยู่กับผู้รับการบำบัดจะวางแผนใน การดำเนินชีวิตเพื่อให้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูได้ต่อเนื่อง การดำเนินกิจกรรม 1. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกทำกิจกรรม ก ในใบกิจกรรม และให้แต่ละคนพูดถึงลักษณะเรื่องงานของตนเองแล้ว อภิปรายร่วมกัน 2. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกผลัดกันอ่านข้อความ ข ทีละข้อ แล้วร่วมอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงแนว ทางการแก้ปัญหาในแต่ละสภาวะ 3. ผู้นำกลุ่มสรุปให้ผู้รับการบำบัดเข้าใจว่า การวางแผนเลิกยาควรระมัดระวังเรื่องสภาวะการงานด้วย สื่อ/อุปกรณ์ - ใบกิจกรรมที่ 9 งานและการเลิกยาและสารเสพติด


ใบกิจกรรม 9 งานและการเลิกยาและสารเสพติด ก: ท่านกำลังอยู่ในสภาวะใด (โปรดทำเครื่องหมาย / ลงหน้าหมายเลขที่ท่านกำลังอยู่ในสภาวะนั้น) ………1. งานที่กำลังทำอยู่ทำให้รับการบำบัดรักษาแบบผู้ป่วยในไม่ได้ ………2. ไม่ชอบงานที่กำลังทำอยู่ และกำลังคิดเปลี่ยนงาน ………3. งานที่กำลังทำอยู่เป็นอุปสรรคต่อการหยุดยาและสารเสพติด ………4. ตารางการทำงานต้องถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อให้การบำบัดฟื้นฟูได้ผล ………5. ว่างงาน และกำลังจะหางานทำ ข: ผู้ที่อยู่ในสภาวะข้างต้นต้องแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการบำบัดรักษา 1. ผู้ที่อยู่ในสภาวะนี้ขึ้นกับว่าอะไรสำคัญ ถ้าเลือกงานเป็นเรื่องสำคัญ ก็บำบัดรักษาแบบผู้ป่วยนอก การ บำบัดรักษาจะไม่ได้ผลถ้าไม่มีความพยายามเต็มร้อย นั่นคือ การบำบัดรักษาต้องสำคัญมากกว่างาน ถ้าสามารถ หยุดยาและสารเสพติดได้สำเร็จ ก็สามารถมุ่งเรื่องงานได้ 2. ระหว่างที่เลิกยาและสารเสพติด การเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่สำคัญ เช่น งาน สัมพันธภาพควรชะลอไว้ อย่างน้อย 6-12 เดือน หรือเท่าที่จะทำได้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ 2.1 ผู้ที่กำลังเลิกยาและสารเสพติดจะมีการเปลี่ยนแปลงตนเอง และบางครั้งมีการเปลี่ยนมุมมอง ต่อสภาวะส่วนบุคคลด้วย 2.2 การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่ทำให้เกิดความเครียดควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 3. งานบางอย่างช่วยให้เลิกยาและสารเสพติดได้มากกว่า แต่งานบางอย่างก็เป็นอุปสรรคต่อการเลิกยาและ สารเสพติด ได้แก่ 3.1 งานที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนที่มีพฤติกรรมการใช้ยาและสารเสพติดหรือดื่มสุรา 3.2 งานที่ได้เงินมากในเวลาที่ไม่แน่นอนหรือคาดเดาเวลาไม่ได้ 4. งานที่ทำต้องใช้เวลานานหรือไม่แน่นอน ไม่สะดวกต่อการเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู 5. การบำบัดฟื้นฟูจะมีอุปสรรคเมื่อว่างงาน เพราะการหางานมักเป็นเรื่องสำคัญกว่า การมีเวลาว่าง มา จากการไม่มีงานทำ เป็นอุปสรรคต่อการบำบัดฟื้นฟู ไม่มีข้อสรุปง่ายๆต่อปัญหาเหล่านี้ แต่ควรระวังเพื่อที่จะวางแผนการเลิกยาได้นานเท่าที่จะทำได้


กิจกรรมครั้งที่ 10 ทักษะการปฏิเสธ เวลา 1 ชั่วโมง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 1. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดมีความรู้ ความเข้าใจหลักการปฏิเสธ 2. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดมีทักษะในการปฏิเสธเมื่อถูกชักชวนให้กลับไปใช้สุราและยาเสพติด สาระสำคัญ การปฏิเสธการใช้สุราและยาเสพติด เป็นการช่วยเหลือไม่ให้กลับไปใช้สุราและยาเสพติดซ้ำอีก ซึ่งจะเป็น ประโยชน์ที่จะทำให้ผู้ป่วยสามารถ เลิกสุราและยาเสพติดได้อย่างถาวร ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม 1. ผู้นำกลุ่มกล่าวเปิดกลุ่ม แนะนำตัว 2. ผู้นำกลุ่มบอกชื่อเรื่อง วัตถุประสงค์ และสาระสำคัญ 3. ผู้นำกลุ่มนำเข้าสู่เนื้อหาโดยให้สมาชิกเล่าประสบการณ์ว่า “ในชีวิตประจำวันที่ผ่านมาเคย ใช้คำพูด ปฏิเสธบ้างหรือไม่ และใช้ในสถานการณ์ใดให้ยกตัวอย่างคำพูดที่เคยใช้และผลที่เกิดขึ้น” 4. ผู้นำกลุ่มบรรยายหลักการและขั้นตอนการปฏิเสธ ตามใบความรู้ที่ 10/1 5. ผู้นำกลุ่มแสดงบทบาทสมมุติ “ทักษะการปฏิเสธ” ตามบทบาทสาธิต “…เพื่อนชวนไปดื่มเหล้า…” และให้ สมาชิกจับคู่ ฝึกทักษะการปฏิเสธ ตามใบความรู้ที่ 10/2 และใบกิจกรรมที่ 10 6. ผู้นำกลุ่มสรุปเหตุผล ความจำเป็น ของการปฏิเสธ และนัดทำกลุ่มครั้งต่อไป สื่อ/อุปกรณ์ - ใบความรู้ที่ 10/1 และ 10/2 - ใบกิจกรรมที่ 10 การประเมินผล สังเกตการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยและตอบคำถาม


ใบความรู้ที่ 10/1 เรื่อง ทักษะการปฏิเสธ การอยู่ร่วมกับผู้อื่นบางครั้งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธคำชวนหรือคำขอร้องของผู้อื่นได้ ทั้งๆ ที่ อยากปฏิเสธ เพราะเกรงว่าจะทำให้อีกฝ่ายโกรธหรือไม่พอใจ และไม่รู้วิธีการปฏิเสธที่เหมาะสม การปฏิเสธเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสามารถปฏิเสธได้เมื่อถูกชักชวนไปในสิ่งที่ไม่อยากทำหรือชวนไป ทำในสิ่งที่ไม่ดี คนส่วนใหญ่ไม่กล้าปฏิเสธเพราะกลัวเพื่อนโกรธ แต่ถ้าปฏิเสธได้ถูกขั้นตอนจะไม่ทำให้เสียเพื่อน การปฏิเสธที่ดีต้องจริงจัง ทั้งท่าทางและน้ำเสียง เพื่อแสดงความตั้งใจที่จะปฏิเสธ ดังนั้นการฝึกทักษะการปฏิเสธจึงมีความจำเป็นสำหรับผู้รับการบำบัดเพื่อให้ผู้รับการบำบัดปฏิเสธคำ ชวนได้อย่างเหมาะสม ขั้นตอนการปฏิเสธ 1. บอกความรู้สึกเป็นข้ออ้างประกอบเหตุผล เพราะการบอกความรู้สึกจะโต้แย้งได้ยากกว่าบอก เหตุผลเพียงอย่างเดียว 2. การขอปฏิเสธเป็นการบอกปฏิเสธอย่างชัดเจนด้วยคำพูด 3. การขอความเห็นชอบเป็นการรักษาน้ำใจของผู้ชวน และควรขอบคุณเมื่อผู้ชวนยอมรับการปฏิเสธ ตัวอย่างประโยคการปฏิเสธ สถานการณ์เพื่อนชวนไปดื่มน้ำกระท่อมหลังออกจากโรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่ง ขั้นตอน ตัวอย่างประโยค 1. บอกความรู้สึกประกอบเหตุผล “เรารู้สึกกังวลใจเพราะหมอห้ามดื่มเด็ดขาด” 2. ขอปฏิเสธ “ขอไม่ไปดีกว่าเพราะจะทำให้อาการกำเริบได้” 3. ถามความเห็น/ขอบคุณ/ยอมรับ “เธอคงไม่ว่านะ ขอบคุณมากที่เข้าใจเรา”


การหาทางออกเมื่อถูกเซ้าซี้หรือสบประมาท บางครั้งผู้ชวนพูดเซ้าซี้ต่อเพื่อชวนให้สำเร็จ ผู้ถูกชวนไม่ควรหวั่นไหวกับคำพูด เพราะจะทำให้ขาด สมาธิในการหาทางออก ควรยืนยันการปฏิเสธด้วยท่าทีที่มั่นคง และหาทางออกโดยเลือกวิธีต่อไปนี้ การหาทางออกเมื่อถูกเซ้าซี้ เลือกวิธีต่อไปนี้ 1. การปฏิเสธซ้ำไม่ต้องมีข้ออ้าง “ไม่ไปดีกว่า เราขอกลับก่อนนะ” (เดินออกไปทันที) 2. การต่อรอง “เอาอย่างนี้ดีกว่า พวกเธอไปฟังเพลงบ้านเรากันมั้ย” 3. การผัดผ่อน “เอาไว้วันหลังก็แล้วกัน” (เดินออกไปจากเหตุการณ์)


ใบความรู้ที่ 10/2 บทสาธิต เรื่อง ทักษะการปฏิเสธ “เพื่อนชวนไปดื่มน้ำกระท่อม” คำชี้แจง: บทสาธิตนี้ใช้สาธิต การใช้ทักษะการปฏิเสธ ผู้นำกลุ่มและผู้ช่วยผู้นำกลุ่มช่วยกันสาธิตตามสถานการณ์ จำลองข้างล่าง ตัวละคร: ตู่ และ เต้น ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน สถานการณ์: ตู่เป็นผู้ป่วยโรคจิตของโรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่งเพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้1 สัปดาห์ บทสาธิต: เต้น: “ตู่ วันนี้ เพื่อนๆเรามาจากกรุงเทพ เราไปกินน้ำท่อมกันไหม” ตู่ : “หมอห้ามไม่ให้เราใช้ยาเสพติดเพราะจะทำให้โรคกำเริบได้” เต้น: “ไม่เป็นไรน่ากินครั้งเดียวเองคิดว่าไปผ่อนคลายความเครียดก็แล้วกัน ไปนะตู่นะ ไปไม่นานหรอก” ตู่: “เราไม่สบายใจเพราะหมอบอกว่าถ้าดื่มเราไปใช้อีกโรคจะกำเริบได้” “ขอไม่ไปกินน้ำท่อมดีกว่า” “เธอคงไม่ว่าอะไรนะ” เต้น: “ก็ได้” ตู่: “ดีจังที่เข้าใจเรา”


ใบกิจกรรมที่ 10 คำชี้แจง : ให้สมาชิกจับคู่ เพื่อฝึกทักษะปฏิเสธที่ดี คู่ละ 1 สถานการณ์ จากสถานการณ์ดังต่อไปนี้ โดย คิดบทสนทนาเอง แล้วผลัดกันชวนและปฏิเสธ โดยแสดงให้เพื่อนในกลุ่มใหญ่ดู สถานการณ์ที่ 1 เมื่อเพื่อนชวนไปดื่มหล้า / เบียร์ สถานการณ์ที่ 2 เมื่อเพื่อนชวนไปสูบยาบ้า / ยาไอซ์ สถานการณ์ที่ 3 เมื่อเพื่อนชวนไปสูบกัญชา สถานการณ์ที่ 4 เมื่อเพื่อนชวนไปดมกาว / สารระเหย สถานการณ์ที่ 5 เมื่อเพื่อนชวนไปดื่ม 4 X 100


กิจกรรมครั้งที่ 11 ทักษะการเผชิญปัญหาและการแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธี เวลา 1 ชั่วโมง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 1. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะการเผชิญปัญหา และการแก้ไขปัญหาอย่างถูก วิธี 2. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดมีทักษะ และแนวทางในการเผชิญปัญหา และแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธี สาระสำคัญ ในชีวิตประจำวัน บุคคลต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย เป็นเหตุให้เรารู้สึกเครียด กังวลใจหรือทุกข์ใจ และการเผชิญกับปัญหา หรือการแก้ปัญหา ก็จะเกิดขึ้นควบคู่กันไป หากเรามีการเผชิญปัญหา และการแก้ไข ปัญหาที่เหมาะสม หรือถูกวิธี ก็จะทำให้เราสามารถผ่อนคลายความเครียด ความกังวล หรือความทุกข์ใจลงได้ และ คนอื่นก็จะไม่เดือดร้อนกับเรา การดำเนินกิจกรรม 1. ผู้นำกลุ่ม พูดคุยทักทายสมาชิก แนะนำตัวเอง และให้สมาชิกแนะนำตัว 2. ผู้นำกลุ่มบอกชื่อเรื่อง วัตถุประสงค์ สาระสำคัญ 3. ผู้นำกลุ่มเตรียมความพร้อมโดยให้สมาชิกตบมือ โดยหากพูดถึงผลไม้ที่กินเปลือกได้ให้ตบมือ 1 ครั้ง พูด ถึงผลไม้ที่กินเปลือกไม่ได้ให้ตบมือ 2 ครั้ง 4. ผู้นำกลุ่มเข้าสู่เนื้อหาโดยสุ่มถามความหมาย “คำว่าปัญหา หมายถึงอะไร” ถาม 3 – 4 คน และถามว่า “การเผชิญปัญหา และการแก้ปัญหาคือ อะไร” ถาม 3 – 4 คน (กล่าวชื่นชม การกล้าแสดงออก) เฉลยความหมาย ของ ปัญหา และการเผชิญปัญหา/การแก้ไขปัญหา (ใบความรู้ที่ 11/2) 5. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกอ่านกรณีศึกษาให้แบ่งกลุ่ม ตามใบกิจกรรมที่ 11/1 (15 นาที) ให้ตัวแทนกลุ่ม ออกมานำเสนอ กลุ่มละ 3 – 5 นาที เฉลยใบกิจกรรมที่ 11/1 (5 นาที) (ใบความรู้ที่ 11/2) 6. ผู้นำกลุ่มให้แบ่งกลุ่มทำใบกิจกรมมที่ 11/2 (15 นาที) และให้ออกมานำเสนอกลุ่มละ 3 – 5 นาที สรุป และเพิ่มเติมตามใบความรู้ที่ 12/3 ให้กำลังใจในการนำไปใช้ สื่อ/อุปกรณ์ 1. กรณีศึกษา 2. ใบกิจกรรมที่ 11/1, 11/2, และ 11/3 3. ใบความรู้ที่ 11/1, 11/2, และ 11/3 การประเมินผล 1. จากความสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรม 2. จากการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น


3. จากใบกิจกรรม กรณีตัวอย่าง รัตนะ สุทธิประภา หรือที่ใช้ชื่อในการแสดงว่า ชม้อย หอยเหล็ก เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่จากอีสานมา เมื่อหลายปีก่อน เพื่อมาแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในกรุงเทพฯ เขาบอกว่าพื้นเพเป็นเด็กในครอบครัวที่พ่อแม่ใช้ความ รุนแรงแก้ปัญหามาโดยตลอดเมื่อจากบ้านมาเขาต้องทำงานทุกชนิด กลางคืนต้องไปเช่าที่นอนคืนละยี่สิบบาทใน สลัมที่แวดล้อมไปด้วยยาเสพติดและอบายมุขทุกประเภท เขาถูกชักจูงให้เสพยา ค้ายาเสพติด ลักขโมยของชาวบ้าน แต่เขาปฏิเสธทุกครั้ง คนที่เขารักผูกพันมากที่สุดคือแม่กับยาย พันธะใจที่เขาต้องหาเงินส่งไปทางบ้านและ ความรู้สึกที่อยากมีชีวิตที่ดี ทำให้เขาไม่เข้าไปข้องแวะกับสิ่งเหล่านั้น ด้วยพรสวรรค์ด้านการแสดง เขาได้เข้าร่วม แสดงกับคณะตลกตามร้านอาหาร มีรายได้ดีขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่เริ่มดีขึ้นอยู่ระยะหนึ่ง แต่ประมาณหนึ่งปีที่ผ่าน มานี้เริ่มไม่มีงาน รายได้ขาดหายไป เขาจึงตัดสินใจจัดการแสดงของตนเอง แต่งชุดไทยร้อง รำ ตามจังหวะดนตรี โปงลาง สลับกับทอล์คโชว์ ย้ายเวทีไปตามริมถนน ที่สาธารณะ ตลาดนัดต่างๆ เขายอมรับว่า ระยะสองเดือนแรก ที่หันมาทำงานนี้เขารู้สึกอาย ไม่อยากให้ใครรู้จักตัวจริงเขา การแต่งหน้าอำพรางตน จึงเป็นวิธีที่เขาใช้เพื่อดึงความ สนใจและสร้างความขบขันให้ผู้ชม และเพื่อป้องกันตนเอง เขาปลดล็อคความคิดตนเองได้ในวันหนึ่ง ด้วยการ เปลี่ยนมุมมองว่า แทนที่จะคิดแทนผู้ชมว่าผู้ชมจะคิดกับเขาอย่างไร เขาน่าจะสนใจว่า เขาควรแสดงอย่างไรให้ เต็มที่ให้สมค่ากับที่ผู้ชมมอบเงินตอบแทนความบันเทิงที่เขามอบให้ นับจากนั้น ชีวิตการแสดงของศิลปินริมทางก็ดีขึ้น เขามีความสุขในใจมากขึ้น รู้สึกถึงคุณค่าของตนเอง มากขึ้น เพราะเขาคือศิลปินอิสระที่สามารถมอบความสุขแลกค่าตอบแทน และทุกอาทิตย์เงินที่ได้เขามอบให้การกุศล เพื่อตอบแทนสังคม แต่แล้ววิกฤตของชีวิตโถมเข้ามาหาเขาอีกครั้ง เมื่อสถานการณ์การเงินย่ำแย่แล้วยังต้องเลิกรา กับคนรัก วันหนึ่งเขาตัดสินใจที่จะฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหาทั้งปวงแต่ราวกับปาฏิหาริย์เมื่อนาทีวิกฤตนั้น แม่โทรมา หาเขาและเขายังได้คุยกับยายที่รู้ทันใดว่าเขากำลังสะอื้นไห้ คำพูดของแม่ที่ว่า “ทุกปัญหามีทางแก้ อะไรแก้ไม่ได้ก็ปล่อยมันไปก่อน เวลาจะแก้ไข มันได้เอง” ทำให้ เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวเขายังมีความหวังและวันข้างหน้า และคำพูดของยายได้ทำให้เขาคิดว่าถ้าเขาทำ ร้ายตัวเอง ทุกสิ่งที่ยายอบรมสั่งสอน รวมทั้งความรักของแม่และยายคงไร้ค่า ความพยายามที่เขาสู้อุตส่าห์ครองตน อยู่บนเส้นทางของคนดีคนหนึ่งของสังคมก็คงไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่อเจ้าของชีวิตตัดสินใจที่จะอยู่และสู้กับปัญหาอุปสรรคด้วยว่าเขามีพร้อมทั้งความหวังในใจตนเองและ กำลังจากคนที่เขารักและผูกพัน วันนี้เวทีการแสดงของชม้อย หอยเหล็กจึงยังคงเปิดอยู่เคลื่อนย้ายไปตามที่ต่างๆ ภายใต้สีสันของเครื่องสำอางที่เคลือบทาใบหน้าไว้ด้วยเหตุผลของการแสดง มิใช่เพื่อใช้หลบซ่อนปิดบังตัวตนของ ชายหนุ่มที่ชื่อว่า รัตนะ สุทธิประภา


วันนี้ เขาค้นพบคุณค่าของตนเอง ตระหนักถึงความสุขของชีวิตได้จากภายใน ซึ่งทำให้ปัจจัยภายนอกมี ผลต่อวิธีคิดของเขาน้อยลง เขาบอกว่า “ผมเห็นใจคนที่กำลังเจอวิกฤตจริงๆ เพราะผมเคยอยู่ตรงนั้นมาแล้ว ผม อยากบอกทุกคนว่า ก้าวผ่านมันมาให้ได้ แล้วคุณจะรู้ว่า มันดีจริงๆ ที่เราไม่ตัดสินใจผิดๆ มันดีจริงๆ ที่เรายังสู้ต่อ”


ใบกิจกรรมที่11/1 คำชี้แจง ให้สมาชิกแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มละ 4 - 5 คน ร่วมอภิปรายในประเด็นต่อไปนี้ จนได้ ข้อสรุป แล้วเตรียมตัวแทน 1 ท่าน นำเสนอในกลุ่มใหญ่ 1. ปัญหาของนายรัตนะ สุทธิประภา ที่ท่านรับฟังในกรณีศึกษามีอะไรบ้าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… นายรัตนะ สุทธิประภา ได้แก้ปัญหาของเขาอย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ท่านคิดว่าการเผชิญปัญหาและการแก้ไขปัญหาของนายรัตนะ สุทธิประภาเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร (ให้มอง ข้อดี และข้อเสีย หากข้อดีมากกว่าข้อเสียถือว่าเหมาะสม) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


ใบกิจกรรมที่11/2 คำชี้แจง ให้สมาชิกแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มละ 4 - 5 คน ร่วมอภิปรายในประเด็นต่อไปนี้ แล้วเตรียม ตัวแทน 1 ท่าน นำเสนอในกลุ่มใหญ่ 1. ให้ท่านนึกย้อนถึงการดำเนินชีวิตที่ผ่านมาว่าท่านเจอปัญหาอะไรมาบ้าง คนละ 1 ปัญหา (คำตอบควรเท่า จำนวนคน) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ที่ผ่านมาท่านแก้ปัญหาดังกล่าวในข้อ 1 อย่างไร (คำตอบควรมากกว่าหรือเท่ากับจำนวนคนในกลุ่ม) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การแก้ปัญหาดังกล่าวในข้อ 2 มีข้อดี และข้อเสีย อย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


ใบกิจกรรมที่11/3 คำชี้แจง ให้สมาชิกแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มละ 4 - 5 คน ร่วมอภิปรายในประเด็นต่อไปนี้ จนได้ ข้อสรุป แล้วเตรียมตัวแทน 1 ท่าน นำเสนอในกลุ่มใหญ่ 1. ขณะอยู่ในโรงพยาบาลท่านมีปัญหาอะไรบ้าง (คนละ 1 ข้อ) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ท่านมีวิธีการเผชิญปัญหา และแก้ไขปัญหาอย่างไร (อย่างน้อยควรเท่าจำนวนคน) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. วิธีการเผชิญปัญหา และแก้ไขปัญหาดังกล่าว ท่านคิดว่าเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร (พิจารณาจากข้อดี และ ข้อเสีย) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


ใบความรู้ที่ 11/1 ปัญหา หมายถึง สิ่งที่ทำให้บุคคลยุ่งยากใจ จนก่อให้เกิดความเครียด ทุกข์ใจหรือสิ่งที่บุคคลไม่ได้ดัง คาดหวังนั่นเอง เช่น เราอยากมีรถมอเตอร์ไซด์ซักคันแต่เราไม่มีเงิน ดังนั้นเราก็ไม่ได้มอเตอร์ไซด์ดังที่คาดหวังไว้ หรือเราต้องการออกจากการบำบัดแต่เราก็ไม่สามารถทำตามที่คาดหวังได้ เพราะกฎระเบียบ หรือกฎหมายระบุไว้ ต้องอยู่นานเท่าไร * เราก็หงุดหงิด กังวล เครียด เป็นทุกข์ นอนไม่ค่อยหลับ เป็นต้น


ใบความรู้ที่11/2 การเผชิญปัญหาและการแก้ปัญหา หมายถึง กระบวนการ (มีขั้นตอน) หรือวิธีการที่แต่ละคนใช้ในการ บรรเทา หรือขจัด หรือสู้กับปัญหา (สิ่งที่เรายุ่งยากใจ) เพื่อให้จิตใจที่ถูกรบกวนดีขึ้น เช่น ปัญหาของเราต้องการ/ อยากมีเงิน เราก็ต้องหางานทำและรู้จักใช้จ่ายเฉพาะสิ่งจำเป็น ไม่ฟุ่มเฟือยตามผู้อื่น อยากให้คนในครอบครัวรัก เข้าใจก็ต้องเลิกสุรา/ยาเสพติดให้ได้ก่อนและช่วยทำงานตามความสามารถ


ใบความรู้ที่ 11/3 การเผชิญปัญหา และการแก้ปัญหา โดยทั่วไปมี 2 รูปแบบ คือ การเผชิญปัญหาแบบมุ่งเน้นการแก้ปัญหา เป็นวิธีการที่บุคคลพยายามแก้ไขปัญหาโดยตั้งสติคิดว่าปัญหาที่แท้จริงของตนคืออะไร สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาคือ อะไร จุดมุ่งหมายในการแก้ปัญหาคืออะไร เมื่อได้แล้วก็มีการวางแผนแก้ไขปัญหาว่าตนเองต้องทำอะไรบ้างการ เผชิญปัญหาและการแก้ปัญหาแบบมุ่งเน้นอารมณ์ เป็นวิธีการที่บุคคลแสดงออกหรือกระทำการต่างๆ เพื่อให้ อารมณ์ ความเครียด ขุ่นมัว โกรธ เศร้าใจ ทุกข์ใจ ทุเลาเบาบางลง เช่น 1) เราเที่ยวสำส่อนทางเพศ แล้วอยู่มาวัน หนึ่ง ไม่สบาย มีไข้ อ่อนเพลีย ท้องเสีย แพทย์ตรวจพบว่า เป็นโรคเอดส์ บอกเรา เราก็ปฏิเสธ บอกตนเองว่า ไม่จริง หมอตรวจผิด ก็ช่วยให้เราสบายใจชั่วคราว 2) หรือทะเลาะกับแฟน โกรธมากสุดๆ หมาเดินผ่าน เตะหมา หรือวิ่ง ออกมาตะโกนหน้าบ้านสุดเสียง “เครียดโว้ย” ก็ช่วยทุเลาอารมณ์ลงได้ หรือบางคนเสียใจมากก็นอนร้องไห้ ซึ่งช่วย ผ่อนคลายอารมณ์เศร้าเสียใจลงได้บ้าง บางคนก็ผ่อนคลายอารมณ์เครียด กังวล หงุดหงิด โดยหายใจเข้าออกแรงๆ หลายครั้ง บางคนก็ท่องพุทธโธ ๆ จนทุเลาอาการเครียดได้ระดับหนึ่ง เป็นต้น บางคนจน เครียดกินเหล้าๆๆ สิ่ง เหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาได้ชั่วคราวไม่ยั่งยืนดังนั้น เราต้องเอาอย่างที่ 1 มาช่วยฝึกบ่อยๆ จะแก้ปัญหาได้ยั่งยืนกว่าการ เผชิญปัญหา / การแก้ปัญหาที่ถูกวิธีเป็นอย่างไรการเผชิญปัญหาและการแก้ปัญหาที่ถูกวิธี ต้องไม่ทำให้ตนเอง ครอบครัว หรือบุคคลอื่นในสังคม ชุมชนเดือดร้อน และทำให้ปัญหาทุเลาหมดไป ชีวิตเราก็จะมีความสุขตาม อัตภาพ (ตามความพร้อม ความสามารถของเรา) ขั้นตอนในการเผชิญปัญหาและการแก้ไขปัญหาที่ถูกวิธี มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ค้นหาปัญหา หรือตอบตัวเองให้ได้ว่า ปัญหาที่แท้จริง คือ อะไร เช่น ช่วงกลางคืนมีอาการมึนหัว หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ 2) สำรวจ / ค้นหาสาเหตุของปัญหาว่า สาเหตุของปัญหาที่แท้จริง คือ อะไร เช่น คิดถึงบ้าน / ครอบครัว หาวิธีการแก้ปัญหาโดยต้องแก้ที่สาเหตุ คิดหาหลายๆ วิธีการ เช่น 1) เขียนจดหมายถึงบ้านระบายปัญหา 2) เขียน จดหมายให้ครอบครัวมาเยี่ยม 3) หลบหนีจากสถานบำบัด 3) วิเคราะห์หรือพิจารณา ใคร่ครวญ แต่ละทางเลือกให้ถ่องแท้ว่า มันมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ด้วยเหตุผลข้อมูล หลักจริยธรรม ศีลธรรม ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี และหลักกฎหมายในการตัดสินใจ (ซึ่งจะทำให้ตนเองและ ผู้อื่นไม่เดือดร้อน) ข้อดี วิธีที่ 1, 2 ข้อเสีย - ได้ระบายความเครียดทุกข์ใจ - ครอบครัวอาจเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง - ครอบครัวมาเยี่ยมสบายใจขึ้น - สามารถรักษาตนเองได้ต่อเนื่อง - มีแนวทางกลับไปดูแลตนเองเมื่ออยู่ที่บ้าน


Click to View FlipBook Version