ใบความรู้ที่ 23 เรื่อง โทษ พิษภัย และผลกระทบของสุรายาเสพติด สุรายาเสพติดเมื่อใช้ไปนานๆ จะก่อให้เกิดโทษ พิษภัย/ผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ ครอบครัว สังคม การงาน ซึ่งความรุนแรงของพิษภัย/ผลกระทบจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณ ความถี่ ระยะเวลาในการใช้ยา เสพติด ดังนี้ ด้านร่างกาย เช่น ร่างกายทรุดโทรม อ่อนแอ บุคลิกภาพไม่ดี ภูมิต้านทานโรคต่ำ หรือบางรายอ้วนแต่ไม่ สมบูรณ์ ฯลฯ ด้านจิตใจ เช่น มีความวิตกกังวล หงุดหงิด ก้าวร้าว ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ซึมเศร้า อยากตาย มีหู แว่ว ภาพหลอน หลงผิด หวาดระแวงกลัวคนมาทำร้าย กลัวภรรยามีชู้ ฯลฯ ด้านครอบครัว เช่น บกพร่องในการทำหน้าที่ต่างๆตามบทบาทของครอบครัว ก่อให้เกิดความวุ่นวาย เกิด ปัญหาด้านการสื่อสาร การทะเลาะวิวาท ครอบครัวแตกแยก หรือเกิดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว บุตรสับสน/ ไม่มั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในบ้าน รู้สึกตนเองไม่มีคุณค่า ไม่มั่นใจในความรักของบิดา มารดา ส่งผลให้เด็กมีภาวะ ซึมเศร้า เกเร ฯลฯ ด้านสังคม เช่น ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม เนื่องจากผู้เสพสุรายาเสพติดมักไม่ไว้วางใจผู้อื่น คบหาสมาคม เฉพาะผู้เสพยาด้วยกัน ไม่มีความยับยั้งชั่งใจ มักรวมตัวกันก่ออาชญากรรม/ความรุนแรงในสังคม บางรายแยกตัว อยู่คนเดียว ฯลฯ ด้านการงาน เช่น เมื่อเสพสุรายาเสพติดจนติด จิตใจจะหมกมุ่นแต่เรื่องสุรายาเสพติดจนไม่สนใจทำงาน ครอบครัวขาดรายได้ เงินไม่พอใช้ บางรายอาจขโมยของๆผู้อื่นเพื่อหาเงินมาซื้อสุรายาเสพติด ก่อให้เกิดปัญหา อาชญากรรม จี้ปล้น วิ่งราวทรัพย์ ฯลฯ
ลำดับที่ ............ แบบประเมินความพึงพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรม วันที่....................................................... ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป 1. ผู้ตอบแบบประเมินฯ 1. ผู้ป่วย 2. ญาติ 2. เพศ 1. ชาย 2. หญิง 3. อายุ 1. น้อยกว่า 15 ปี 2. 15 - 20 ปี 3. 21 - 60 ปี 4. 60 ปี ขึ้นไป ส่วนที่ 2 ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรม โปรดทำเครื่องหมาย ✓ ในช่องที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากที่สุดต่อการเข้าร่วมกิจกรรม หัวข้อประเมิน ระดับความพึงพอใจ มากที่สุด (5) มาก (4) ปานกลาง (3) น้อย (2) น้อยที่สุด (1) 1. ผู้นำกลุ่ม มีความรู้ ความสามารถ มีความพร้อม ในการดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้ 2. การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ สามารถช่วยให้ ท่านเกิดการตระหนักในโทษ พิษภัยและผลกระทบ ของการใช้สุรายาเสพติด 3. การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ สามารถช่วยให้ ท่านเกิดความเข้าใจในตนเอง เข้าใจความรู้สึกของ ครอบครัว และมีแรงจูงใจในการเลิกสุรา- ยาเสพ ติดอย่างแท้จริง 4. ระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรมเหมาะสม 5. ความพึงพอใจต่อการดำเนินกิจกรรมในภาพรวม ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ................................. .................................................................................................................................................................................... รวมคะแนน..................................................คะแนน
กิจกรรมครั้งที่ 24 ฝึกการเจริญสติ เวลา 1 ชั่วโมง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ เพื่อให้ผู้รับการบำบัดได้เรียนรู้ในการทำสมาธิพื้นฐานและฝึกการสังเกตตนเอง ได้แก่ ด้านร่างกาย อารมณ์ ความรู้สึกเพื่อเป็นแนวทางการฟื้นฟูสมรรถภาพทางจิตวิญญาณอย่างต่อเนื่อง สาระสำคัญ เราสามารถเจริญสติเพื่อจะฝึกการเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงภายในตนเอง ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก ทางร่างกาย อารมณ์ ความรู้สึก ตลอดไปถึงด้านนึกคิดอย่างที่สอดคล้องกับความเป็นจริง หากชีวิตเราเจริญสติก็จะ เรียกได้ว่า เราก็จะสามารถมีชีวิตที่มีสุขในระดับพื้นฐานได้จากตนเอง ในการเลิกสุรายาเสพติด เรากำลังเปลี่ยน วงจรชีวิตเดิมที่มีความทุกข์เป็นพื้นฐาน มาสร้างฐานสติที่เข้มแข็งจะทำให้เรารู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง อารมณ์ ความรู้สึก ความคิดและพฤติกรรมได้อย่างเป็นอิสระและเป็นตัวเองอย่างเป็นและสอดคล้องกันอย่างเป็นธรรมชาติ มากยิ่งขึ้น การดำเนินกิจกรรม 1. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิก ฝึกสมาธิ ท่านอน ท่านั่ง ท่าเดิน ตามใบความรู้ที่ 24 วิธีการฝึกสมาธิ การรู้จักลมหายใจ นั่งหลังตรง หลับตาเบาๆ วางมือซ้อนกันหรือวางไว้บนขาทั้งสองข้าง ตามสบาย หายใจเข้าออกยาวๆช้าๆสัก 4-5 ครั้ง ท่านอน เริ่มจากนอนราบไปกับพื้น ชันเข่าขึ้นให้หัวเข่าประสานกัน ( ใช้ผ้าหรือเชือกรัดเข่าไว้ ) วางมือ ประสานกันเบาๆไว้ที่ท้องน้อย หลับตา หายใจเข้าออกลึกๆยาวๆช้าๆอย่างผ่อนคลาย 4-5 ครั้ง จากนั้นหายใจผ่อน คลายไปตามส่วนต่างๆของร่างกายทั้ง 10 จุด ตั้งแต่ ฝ่าเท้า 2 ข้าง สะโพก 2 ข้าง แผ่นหลัง ศอก 2 ข้าง ไหล่ 2 ข้าง หลังศีรษะ ใช้ประมาณ 20 นาที ท่านั่ง นั่งหลังตรง (อาจจะใช้หมอนหนุนรองก้น) กำหนดจุดอ้างอิง 3 จุด ได้แก่ หน้าอก ลิ้นปี่ ท้องน้อย หายใจเข้าออกอย่างผ่อนคลายช้าๆลึกๆยาวๆ ผ่านจุดอ้างอิงใช้เวลาประมาณ 10 นาที ท่าเดิน ฝึกให้ผู้รับการบำบัด ได้ฝึกสมาธิด้วยการเคลื่อนไหวด้วยการเดิน อย่างผ่อนคลาย 2. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการฝึก ตามใบกิจกรรมที่ 24 อุปกรณ์ / สื่อ 1. ระฆัง 2. ผ้าปูสำหรับรองพื้น 3. ใบความรู้ที่ 24 4. ใบกิจกรรมที่ 24
การประเมินผล ผู้รับการบำบัดสามารถรับรู้ลมหายใจเข้าออกรวมไปถึงเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันโดยใช้ลมหายใจและฐานร่างกาย เป็นจุดอ้างอิง สามารถที่นำมาปรับใช้ได้อย่างเป็นอัตโนมัติต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน
ใบความรู้ที่ 24 สมาธิแสงสว่าง ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา “กำหนดลมหายใจ เข้าออก…หายใจเข้า ภาวนาว่า...พุท...หายใจออก ภาวนาว่า...โธ...พุท...โธ...พุท...โธ” (หลังจากนั้นเปิดเพลงบรรเลงที่เพื่อช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย) จากนั้นผู้นำด้วยคำพูด “ให้ทุกคนนึกถึงแสงสว่าง...แสง สว่างที่อยู่ตรงหน้าของเรา...และให้จดจำแสงสว่างนี้ไว้... ....นำแสงสว่างมาไว้ที่ศรีษะของเรา...ให้ศรีษะของเราเต็มไปด้วยแสงสว่าง...เราจะคิดในสิ่งที่ดี...คิดในสิ่งที่มีประโยชน์ ...เราคิดอย่างไร...เราก็เป็นอย่างนั้น...ในความคิดของเรา...จะเต็มไปด้วยความรัก...และความเมตตา... ...จากนั้นนำแสงสว่าง...มาไว้ที่หัวใจของเรา...ให้หัวใจของเราเต็มไปด้วยแสงสว่าง...ให้คิดว่า...ที่หัวใจของ เรามีดอกบัว...พอดอกบัวได้รับแสงสว่าง...ดอกบัวก็จะบานสวยงาม...เช่นเดียวกับจิตใจของเรา...หากเรามีจิตใจที่ดี งาม...มีความรัก...และความเมตตา...หัวใจของเราก็จะบริสุทธิ์สวยงามเช่นกัน... ...จากนั้นนำแสงสว่าง...มาไว้ที่แขนทั้งสองข้างและมือทั้งสองข้างของเรา...ให้แขนและมือทั้งสองข้างของ เรานั้น...เต็มไปด้วยแสงสว่าง...เราจะทำแต่ความดีงาม...ทำในสิ่งที่มีประโยชน์...รับใช้ช่วยเหลือทุกๆ คน...ด้วย ความรัก...และความเมตตา... ....และนำแสงสว่างนั้น...มาไว้ที่ขาและเท้าทั้งสองข้างของเรา...ให้ขาและเท้าทั้งสองข้างของเรานั้น...เต็มไป ด้วยแสงสว่าง...เราจะก้าวเดินไปข้างหน้า...ก้าวเดินไปในทางที่ดี...ก้าวไปทำประโยชน์ให้กับสังคม...และในทุกย่าง ก้าวของเรา...จะเต็มไปด้วยความมั่นใจ...และตั้งใจที่จะทำความดี... ....และให้นำแสงสว่างนั้น...ผ่านร่างกาย...เข้าไปในปากและลิ้นของเรา...ให้ปากและลิ้นของเรานั้น...เต็มไป ด้วยความมั่นใจ...และตั้งใจที่จะทำความดี... ...และให้แสงสว่างนั้น...ผ่านร่างกาย...เข้าไปที่ปากและลิ้นของเรา...ให้ปากและลิ้นของเรานั้น...เต็มไปด้วย แสงสว่าง...เราจะพูดแต่สิ่งที่ดี...สุภาพ...อ่อนน้อมกับทุกคนๆ คน...และทุกคำพูดของเรา...จะเต็มไปด้วยความรัก... และความเมตตา... ...และนำแสงสว่างนั้น...มาไว้ที่หูทั้งสองข้างของเรา...ให้ตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยแสงสว่าง...เราจะมองไปข้างหน้า ...มองในสิ่งที่ดี...มองเห็นความดีในทุกๆคน...และมองทุกๆ คน...ด้วยความรัก...และความเมตตา... ...และจากนั้น...ให้นำแสงสว่าง...มาไว้ที่ศีรษะของเราอีกครั้งหนึ่ง...ให้ศีรษะของเรา...เต็มไปด้วยแสงสว่าง ...เราจะแผ่ประกายแสงสว่างออกไป...ไปยังทุกๆ คนที่เรารัก...ไปยังคุณพ่อคุณแม่...ผู้ทีมีพระคุณอันยิ่งใหญ่...ผู้ที่ให้ กำเนิดและเลี้ยงดูเรามา...แผ่กระจายแสงสว่างออกไป...ไปยังคุณครู...ผู้อบรมสั่งสอน...ให้วิชาความรู้แก่เรา...นำแสง สว่างแผ่กระจายออกไปยังเพื่อนๆ...ญาติพี่น้อง...และทุกๆคน...รวมทั้งสิ่งมีชีวิตทุกๆชีวิตบนโลกนี้...ไม่ว่าจะเป็นคน
...สัตว์...หรือต้นไม้...ให้ทุกๆชีวิตนั้น...ได้รับแสงสว่างแห่งความรัก...และความเมตตา...เราจะแผ่กระจายแสงสว่าง ออกไป...ไปให้ทั่วทั้งโลก...ทั่วทั้งจักรวาล ...เราอยู่ในแสงสว่าง...แสงสว่างอยู่ในตัวเรา...เรา...คือแสงสว่าง...” “และหลังจากนั้น...ให้ทุกคนนำแสงสว่างมาไว้ที่หัวใจของเรา...ให้หัวใจของเราเต็มไปด้วยแสงสว่าง...เราจะเป็น คนดี...มีความรัก...และความเมตตา...และเราจะเก็บแสงสว่างนี้ไว้...ให้อยู่กับตัวเรา...ตลอดไป” จากนั้นให้ทุกคนค่อยๆลืมตาขึ้น...
ใบกิจกรรมที่ 24 ให้สมาชิกร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์หลังจากการฝึกสมาธิภาวนา ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................................. ....................................... .................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... .................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. .......................................................
ใบความรู้ หนทางสู่ชีวิตที่ดีงาม หนทางสู่ชีวิตที่ดีงามเริ่มต้นด้วยปัญญา ศีล และสมาธิคือ ต้องมีความเห็นที่ถูกต้อง แล้วจบลงด้วยการมมี สติที่สมบูรณ์ ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้ 1. ความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) การมีความเชื่อในหลักความจริง ของธรรมชาติเช่น ความไม่เที่ยงสรรพ สิ่ง อริยสัจ 4 เป็นการรู้เข้าใจทุกข์ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์รู้และเข้าใจในการดับแห่งทุกข์ และการดำเนินให้ถึงการดับ ทุกข์ 2. ความคิดถูกต้อง (สัมมาสังกปะ) เป็นความคิดที่ปราศจากกิเลสอันได้แก่ โลภ โกรธ หลง 3. การพูดจากถูกต้อง (สัมมาวาจา) ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบและไม่พูดเพ้อเจ้อ 4. การกระทำที่ถูกต้อง (สัมมากัมมันตะ) การกระทำที่อยู่ในศีลและเป็นการสำรวจในอายตนะทั้ง 6 5. การเลี้ยงชีพถูกต้อง (สัมมาอาชีวะ) เป็นการประกอบอาชีพที่ทำเพื่อเอื้อให้ชีวิตมีปัจจัย 4 เพื่อเอื้อต่อ การพัฒนาตนเองให้มีชีวิตที่ดีขึ้น 6. ความเพียรพยายามที่ดีงาม (สัมมาวายามะ) เป็นปธาน 4 ได้แก่ ความเพียรในการระมัดระวังความไม่ดี งามที่ยังไม่เกิดขึ้น และความไม่ดีงามที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่ 7. สติที่สมบูรณ์ (สัมมาสติ) คือ สติปัฏฐาน 4 ซึ่งเป็นฐานทั้ง 4 ของสติเป็นฐานที่จิตสามารถระลึกได้ได้แก่ กาย ความรู้สึก จิต และธรรม ฐานของกายเป็นความรู้อิริยาบถต่างๆของร่างกาย ได้แก่ ยืน เดิน นั่ง โดยตามรู้ทุก ลมหายใจเข้าออก ฐานความรู้สึก ได้แก่ การตามรู้อารมณ์ ความรู้สึก ฐานความรู้สึก ได้แก่ การตามรู้อารมณ์ ความ รูสึก ฐานของจิตเป็นการตามรู้การปรุงแต่งของความคิดและฐานธรรมเป็นการตามรู้สิ่งที่ขึ้นตามของจริง คือ การ เกิดขึ้น เช่น การตั้งอยู่ ดับไป ของสิ่งต่างๆ หรือเป็นการมองในลักษณะชีวิต คือวิถีชีวิตที่ไม่อยู่บนความประมาท รู้เท่าทันอยู่ปัจจุบัน ไม่เลื่อนไหลไปสู่อดีต ไม่ฟุ้งไปกับอนาคต 8. สมาธิที่สมบูรณ์ (สัมมาสมาธิ) เป็นสมาธิที่มีสตินำ เป็นสมาธิที่เอื้อให้เกิดปัญญาในการทำงานและการ ดำเนินชีวิตประจำวัน
ใบงาน ให้สมาชิกฝึกเขียนตารางชีวิตกิจวัตรประวันในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันว่ามีอะไรบ้างในภายในหนึ่งวันและ ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
กิจกรรมครั้งที่ 25 ปล่อยวางสบายใจ เวลา 1 ชั่วโมง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 1. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดสามารถรับรู้ความรู้สึกทางร่างกาย อารมณ์ ความคิด 2. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดฝึกการควบคุมอารมณ์ความคิดและความรู้สึกและไม่ยึดติด สาระสำคัญ เพื่อให้ผู้บำบัดรู้จักการมีสติรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและเห็นการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก ด้านร่างกาย จิตใจและตลอดจนไปถึงความนึกคิด และเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้เรารู้จักตนเองอย่างแท้จริงและสามารถปล่อยว่าง เรื่องราวต่างๆที่ไม่เหมาะสมได้มากขึ้น การดำเนินกิจกรรม บทนำการมีสติกับความคิดและปล่อยวาง 1. เริ่มต้นด้วยการทำสมาธิประมาณ 3-4 นาที ให้ทุกคนนั่งในท่าที่สบายหลังตรง ศีรษะตรง วางมือไว้ที่ เข่าหรือประสานกันไว้ที่ตักก็ได้ หายใจเข้าออกยาวๆประมาณ 5-6 ครั้ง แล้วหายใจตามธรรมชาติ เฝ้าดูลมหายที่ ผ่านเข้าออกไปเรื่อยๆ 2. หากมีความคิดเกิดขึ้น ก็ให้รู้ตัว แต่ไม่ต้องไปคิดตาม เตือนตัวเองให้กลับมารับรู้ลมหายใจ โดยการ หายใจเข้าออกยาวๆประมาณ 2-3 ครั้ง แล้วหายใจตามปกติเฝ้าดูไปเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง ทำอย่างนี้ทุกครั้งที่เกิด ความคิด ทำสมาธิต่อไปประมาณ 3 นาที 3. ต่อไปเราฝึกมีสติกับความคิดที่เกิดขึ้นให้รู้ลมหายใจไว้เล็กน้อย แล้วสังเกตความคิดของเราประมาณ 5 นาที โดยดูว่ามีความคิดอะไรเกิดขึ้นบ้างเมื่อมีความคิดเกิดขึ้น คราวนี้ไม่ต้องหยุดคิด แต่ให้สังเกตความคิดไปเรื่อยๆ ดูการเกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงและการหมดไปของความคิดนั้นๆ เมื่อมีความคิดใหม่เกิดขึ้น ก็เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นอีก มีสติ ดูความคิดต่อไปประมาณ 5 นาที 4. (เมื่อเวลาผ่านไปครบประมาณ 5 นาที ) ให้รู้ลมหายไว้เล็กน้อย แล้วจินตนาการเหตุการณ์ยุ่งยากที่เรา ไม่ชอบหรือทำให้เกิดอารมณ์ มา 1 เหตุการณ์ รำลึกถึงเหตุการณ์นั้นโดยละเอียด ทั้งช่วงเวลา สถานที่ บุคคล ท่าทาง หรือคำพูดต่างๆที่เกิดขึ้น ขณะที่จินตนาการ ก็ให้รู้ลมหายใจไว้เล็กน้อย แล้วสังเกตว่าเรามีความคิดกับ เหตุการณ์นั้นอย่างไรสังเกตความคิดที่เกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลง และการหมดไปของความคิดนั้น โดยไม่ต้องมี ปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ หรือเป็นการปล่อยวางนั้นเอง มีสติดูความคิดที่เกิดจากการจินตนาการเหตุการณ์นั้นประมาณ 5 นาที 5. (เมื่อเวลาผ่านไปครบ 5 นาที ) ค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ ทำสมาธิแบบลืมตาต่ออีกประมาณ 1 นาที แล้ว บันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นลงในใบกิจกรรมที่ 4 แล้วเราจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันต่อไป อุปกรณ์/สื่อ -
การประเมินผล 1. ผู้รับการบำบัดสามารถที่จะรับรู้และสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในไม่ว่าจะเป็นด้าน ร่างกาย จิตใจ ตลอดไปจนถึงความคิดและสามรถเรียนรู้เข้าใจได้ใหม่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีอะไรอยู่คงที่ 2. ผู้รับการบำบัดสามารถที่จะเรียนรู้และเข้าใจกระบวนการในการเลิกสุรายาเสพติดตามหลัก 12 ขั้นตอน
ใบความรู้ หลัก 12 ขั้นตอนมีดังต่อไปนี้ 1. ข้าพเจ้ายอมรับว่า เนื่องจากข้าพเจ้าติดแอลกอฮอล์และสารเสพติด ข้าพเจ้าไม่สามารถดูแลตนเองและ ครอบครัวได้ 2. ข้าพเจ้ามีศรัทธาและเชื่อมั่นว่าปัญญา สามารถนำพาชีวิตไปสู่หนทางที่งามได้ 3. ข้าพเจ้าขออาศัยหนทางสู่ชีวิตที่ดีงาม (มรรคมีองค์ 8 ) ซึ่งเป็นหนทางในการเข้าถึงปัญญาเป็นที่พึ่ง 4. ข้าพเจ้าเพียรพยายามเพื่อเข้าใจหนทางชีวิตที่ดีงาม ซึ่งมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ เห็นถูกต้อง คิดถูกต้อง พูดจากถูกต้อง กระทำถูกต้อง เลี้ยงชีพถูกต้อง เพียรพยายามถูกต้องสติถูกต้อง คิดถูกต้อง พูดจาถูกต้อง กระทำ ถูกต้อง เลี้ยงชีพถูกต้อง เพียรพยายามถูกต้อง สติถูกต้องและสมาธิถูกต้อง 5. ข้าพเจ้าขอยอมรับต่อตนเองและบุคคลอื่นอันเป็นที่เคารพรักถึงการกระทำทางกาย วาจาและใจที่ไม่ เหมาะสมของข้าพเจ้า 6. ข้าพเจ้าพร้อมแล้วที่ปฏิบัติตามแนวทางหนทางชีวิตที่ดีงาม 7. ข้าพเจ้าปฏิบัติตามแนวทางหนทางชีวิตที่ดีงามอย่างสม่ำเสมอทุกๆวัน 8. ข้าพเจ้าทบทวนถึงบุคคลข้าพเจ้าที่เคยล่วงเกินและบุคคลที่เคยล่วงเกินข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีความจริงใจที่ จะขอและให้อโหสิกรรม 9. ด้วยปัญญาเป็นเครื่องชี้นำทาง ข้าพเจ้าขอและให้อโหสิกรรมแก่บุคคลนั้นๆทุกๆที่เมื่อมีโอกาส 10. ข้าพเจ้าปฏิบัติตามแนวทางหนทางชีวิตที่ดีงามอย่างต่อเนื่อง หากค้นพบว่าข้าพเจ้ามีการกระทำทาง กาย วาจาและใจที่ไม่เหมาะสมข้าพเจ้าก็พร้อมยอมรับและแก้ไขมัน 11. ข้าพเจ้าเพียรเจริญ ความเห็นถูกต้อง คิดถูกต้อง พูดจาถูกต้องการกระทำถูกต้อง เลี้ยงชีพถูกต้อง เพียรพยายามถูกต้อง สติถูกต้องเพื่อเข้าถึงซึ่งปัญญา 12. เมื่อเข้าถึงซึ่งปัญญา เกิดความรู้ความเข้าใจสามารถเลิกแอลกอฮอล์และสารเสพติดอื่นๆต่อไป
ใบงาน สมาชิก ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและร่วมกันอภิปรายตามประเด็นต่อไปนี้ 1. สมาชิกมีความคิดเห็นหรือรู้สึกอย่างไรต่อการฟื้นฟู คุณค่าความดีงามทางจิตใจด้วยหลัก 12 ขั้นตอน และมี ข้อใดที่อ่านแล้วประทับใจมากที่สุดเพราะอะไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. สมาชิกคิดว่าสามารถนำหลัก 12 ขั้นตอนมาพัฒนาจิตใจตนเองได้หรือไม่เพราะอะไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
กิจกรรมครั้งที่ 26 รักตัวเองและผู้อื่นด้วยใจที่เป็นสุข เวลา 1 ชั่วโมง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ 1. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดฝึกการยอมรับในตนเองและผู้อื่น 2. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดทบทวนสิ่งที่เคยล่วงเกินทั้งตนเองและผู้อื่น 3. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดฝึกการแผ่เมตตาและให้อภัยในการกระทำของตนเองและผู้อื่น สาระสำคัญ การแผ่เมตตาและการให้อภัยมีความสำคัญในการปฏิบัติเกี่ยวข้องกับการพัฒนาจิตวิญญาณ เป็นการ ยอมรับต่อตนเองและผู้อื่นถึงการกระทำทางกาย วาจาและใจที่เหมาะสม ทบทวนถึงสิ่งที่ตนเองเคยล่วงเกินทั้ง ตนเองและผู้อื่นการแผ่เมตตาและการให้อภัย จะช่วยให้จิตใจสงบและเกิดความสุข การดำเนินกิจกรรม การฝึกภาวนาด้วยความเมตตา 1. นั่งในท่าที่สบาย หายใจเข้าออกลึกๆ ประมาณ 3 ครั้ง 2. พูดกับตัวเองในใจว่า “ขอให้ฉันได้รับการคุ้มครองให้ปลอดภัย ขอให้ฉันสุขภาพดีแข็งแรง ขอให้ฉันเป็น สุข ขอให้ชีวิตฉันราบรื่นเป็นสุข” พูดช้าๆและนึกภาพตามที่พูด เมื่อคุณพูดซ้ำแต่ละประโยคให้หยุดชั่วครู่เพื่อรับรู้ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นด้วย 3. (กรณีที่คุณกำลังมีปัญหาด้านจิตใจหรือร่างกาย) คุณอาจพูดว่า “ขอให้ฉันเป็นอิสระจากความกลัว” (หรือ เศร้า เจ็บปวด) หรือถ้าคุณมีปัญหาในการยอมรับตัวเองคุณอาจพูดว่า “ขอให้ฉันเป็นสุขตามที่ฉันเป็น” “ขอให้ฉันสงบสุขไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” “ขอให้ฉันรักตัวเองอย่างสมบูรณ์” 4. (จากนั้น ให้คิดถึงผู้มีพระคุณ ซึ่งอาจเป็นพ่อแม่ หัวหน้า ครูอาวุโส หรือคนที่คุณรักอย่างปราศจาก เงื่อนไข นึกภาพบุคคลเหล่านั้นในใจ) คุณอาจพูดว่า “ขอให้เธอสุขภาพดีและแข็งแรง” “ขอให้เธอเป็นสุข” “ขอให้ ชีวิตเธอราบรื่นเป็นปกติสุข” 5. (ต่อไปให้คิดถึงคนในครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า คนในชุมชน ฯลฯ เมื่อคุณฝึกได้เชี่ยวชาญ แล้ว คุณอาจฝึกการยอมรับและการให้อภัยต่อตนเองหรือคนที่คุณรัก สัตว์เลี้ยง หรือวัตถุสิ่งของเชื่อมโยงกับสรรพ สิ่งเหล่านี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตร 6. ตอนนี้ให้เพิ่มบุคคลจากทั่วทิศ แม้แต่คนที่คุณไม่รู้จัก สรรพชีวิตในโลกนี้ และในจักรวาล“ขอให้ทุก สรรพชีวิตเป็นสุข” “ขอให้ทุกสรรพชีวิตปราศจากทุกข์” “ขอให้ทุกสรรพชีวิตมีชีวิตอยู่ด้วยความรักและความ เมตตา” อุปกรณ์/สื่อ -
การประเมินผล ผู้บำบัดได้เรียนรู้ในการรักและให้อภัยตนเองและผู้อื่นและสามารถที่จะปรับความเข้าใจรวมทั้งมีความ เข้าอกเข้าใจตนเองและผู้อื่นในการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
ใบงาน 1. ให้สมาชิกทบทวน บุคคลที่สมาชิกเคยล่วงเกิน หรือบุคคลที่เคยล่วงเกินสมาชิกลงในสมุดบันทึกของ ตนเอง เพื่อนำไปสู่การขออภัยและให้อภัยเมื่อมีโอกาสต่อไป ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………….….. 2. การขออโหสิกรรมต่อครอบครัว (Family amends) การขออโหสิกรรมเป็นการพิจารณาทบทวนถึงการ กระทำที่ผ่านมาในอดีตและสำนึกอย่างจริงใจแสดงการอโหสิกรรมด้วยคำพูดหรือการกระทำต่อผู้อื่นที่ล่วงเกิน เพื่อ ขออโหสิกรรมต่อกันและเราก็ให้อภัยแก่ผู้อื่นที่ได้ล่วงเกินต่อเราด้วยเช่นกัน การขออโหสิกรรมช่วยทำให้สุขใจทั้งสองฝ่าย เพราะต่างฝ่ายต่างได้พิจารณาการกระทำที่ผ่านมา ขอโทษ และให้อภัยซึ่งกันและกัน ทำให้ปล่อยวางจากอารมณ์ที่ขุ่นมัว ทำให้ไม่เป็นอุปสรรคในการกระทำดีต่อกันทั้งใน ปัจจุบันและอนาคต 1. ใครบ้างที่คุณอยากขออโหสิกรรม 2. การกระทำใดบ้างที่คุณอยากขออโหสิกรรมต่อคนในครอบครัว ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
กิจกรรมครั้งที่ 27/1 Family education & Counselling เวลา 1 ชั่วโมง กิจกรรมผูกสัมพันธ์วันครอบครัว : Walk Rally จุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เข้ารับการบำบัดเห็นความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างญาติ/ผู้ดูแล และสมาชิกใน ครอบครัว พร้อมทั้งเพื่อนร่วมสังคมเดียวกัน สาระสำคัญ การทำงานร่วมกันหรือการทำงานเป็นทีมจะมีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับสมาชิกทุกคน ต้องมีเป้าหมาย ร่วมกัน มีส่วนร่วมในการดำเนินงาน มีการติดต่อสื่อสารภายในกลุ่ม การยอมรับ และเห็นความสำคัญของกันและ กัน โดยมุ่งให้เกิดความเข้าใจกัน รู้จักให้อภัย การดำเนินกิจกรรม 1. แบ่งผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมออกเป็นกลุ่มๆละ 2-3 ครอบครัว 2. สร้างความคุ้นเคย 3. ชี้แจงกติกา (กำหนดเวลาในการทำกิจกรรม บอกกติกาของกิจกรรมต่ละฐาน การค้นหา R.C เกณฑ์การ ให้คะแนนแต่ละกิจกรรม ฯลฯ) 4. ให้ผู้เข้ารับการบำบัดตั้งชื่อกลุ่ม 5. แจกแผนที่ฐานต่างๆ 6. ตรวจสอบเวลาก่อนเริ่มกิจกรรม 7. ให้ผู้เข้ารับการบำบัดทำกิจกรรมแต่ละฐานในเวลาที่กำหนด 8. นำเสนอบรรยากาศการทำงาน และให้ผู้เข้ารับการบำบัดและครอบครัวแสดงความรู้สึกจากการทำ กิจกรรม 9. ประกาศผลการทำกิจกรรม และมอบรางวัล 10.ประเมินผลการทำกิจกรรม สื่อ อุปกรณ์ 1. แผนที่กิจกรรม 2. อุปกรณ์ R.C 3. นาฬิกาจับเวลา 4. แบบบันทึกผล
5. อุปกรณ์ที่ใช้ในแต่ละฐาน การประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรมของผู้เข้ารับการบำบัดและครอบครัว 2. สัมภาษณ์ความรู้สึกของผู้เข้ารับการบำบัดและครอบครัว
ใบความรู้ การทำงานร่วมกัน/การทำงานเป็นทีม ต้องคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้ 1. การวางแผน 2. การยอมรับความคิดเห็น 3. การเสียสละ 4. การติดต่อสื่อสาร 5. ศักยภาพส่วนบุคคล การเตรียมความพร้อม 1. สำรวจพื้นที่และหาข้อมูลพื้นฐาน 2. ออกแบบกิจกรรม 3. จัดทำแผนผัง (สถานที่ที่ใช้ปฏิบัติกิจกรรม) 4. จัดทำ R.C ไปซ่อนตามฐาน ข้อเสนอแนะ 1. ก่อนดำเนินกิจกรรม ควรมีการวางแผนเพื่อออกแบบกิจกรรม Walk Rally ไว้ล่วงหน้า เช่น ศึกษาหา ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับผู้เข้ารับการบำบัด กำหนดเนื้อหา สำรวจความเหมาะสมของสถานที่และการทำกิจกรรม กำหนดเวลา ทุกช่วงของการทำกิจกรรมให้ลงตัว 2. กำหนดวิทยากรประจำฐาน/จุดต่างๆให้เหมาะสมกับความสามารถ ความถนัดของแต่ละคน 3. ควรมีวิทยากรพี่เลี้ยงคอยสังเกตการณ์ และบันทึกข้อค้นพบจากการทำกิจกรรม 4. การออกแบบกิจกรรมควรคำนึง
ฐานสถานีห่วงหา อาลัย วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการบำบัดรู้จักการทำงานเป็นทีม ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น รวมทั้งเป็นผู้นำและผู้ ตามที่ดี สื่อ 1. มีสิ่งของ 8-10 ชิ้น (เท่าจำนวนผู้รับการอบรมแต่ละกลุ่ม) 2. เชือกฟาง กลุ่มละ 1 เส้น ยาวประมาณ 75-100 เซนติเมตร 3. นาฬิกา การดำเนินการ วิทยาการชี้แจงกติกาให้ผู้เข้ารับการบำบัดทราบ 1. ให้สมาชิกทั้ง 8-10 คน นำสิ่งของที่ได้รับมอบหมายไปซ่อนในบริเวณใกล้เคียง 2. เมื่อสมาชิกทุกคน ซ่อนสิ่งของเรียบร้อยแล้วให้สมาชิกทุกคนจับมือกันเป็นวงกลม วิทยากรนำเชือกฟาง มารัดรอบตัวหรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายสมาชิกทุกคน ให้มีระยะห่างของแต่ละคนอย่างพอเหมาะ 3. เมื่อสมาชิกหาของจนครบ โดยเชือกไม่ขาด ให้ยุติกิจกรรม การวัดและประเมินผล 1. สังเกตการวางแผนของกลุ่ม 2. สังเกตพฤติกรรมกลุ่มว่า เป็นผู้นำ ผู้ตามที่ดีหรือไม่ 3. ให้คะแนนตามจำนวนชิ้นของที่พบ
ฐานสถานี ผสมคำ ผสมทีม วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการบำบัดใช้ความคิดร่วมกัน และตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกัน ได้ ตระหนักถึงศักยภาพของบุคคลแต่ละคน และพลังกลุ่ม สื่อ 1. ตารางอักษรที่กำหนด 1 ชุด 2. กระดาษ ดินสอ การดำเนินการ 1. วิทยากรอธิบายการทำกิจกรรม 2. ให้เวลาประมาณ 5-10 นาที ใครตอบถูกได้คะแนน เขียนลงในกระดาษที่กำหนด 3. ถ้ามีเวลาพอให้สมาชิกระดมสมอง สร้างคำให้ได้มากที่สุด ซึ่งไม่ต้องใช้ทุกตัวอักษร ด้ ใ รั แ า พ่ ว ม่ อ จ ย ก ก น ค จ การวัดและประเมินผล จากการเฉลยคำ - ด้วยรักจากใจพ่อแม่ - จากใจพ่อแม่ - รักพ่อแม่
ฐานสถานี ไข่ลูกยอด วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการบำบัดเห็นความสำคัญของการวางแผนและฝึกการแก้ปัญหา สื่อ 1. ไข่ไก่กลุ่มละ 1 ฟอง 2. ตะเกียบกลุ่มละ 2 คู่ 3. แก้วโค้ก กลุ่มละ 2 ใบ 4. ถุงพลาสติก กลุ่มละ 2 ใบ 5. เชือกฟาง กลุ่มละ 2 ฟุต (1 เส้น) 6. ดินน้ำมัน กลุ่มละ 1 ก้อน 7. กระดาษและสีเมจิก จัดทำป้ายสถานี การดำเนินการ 1. วิทยากรแจกอุปกรณ์ให้ผู้เข้ารับการบำบัด พร้อมทั้งแจ้งกติกาให้สมาชิกทราบ 2. ให้นำอุปกรณ์ที่ให้มาต่อไข่ให้สูงที่สุด โดยไม่ทำให้ไข่แตก 3. ให้สมาชิกกลุ่มดำเนินการต่อไข่ให้สูงที่สุด การวัดและประเมินผล 1. เกณฑ์การตัดสินใจ วัดตามความสูงได้เป็นเซนติเมตร 2. สังเกตความร่วมมือของสมาชิกภายในกลุ่ม สาระสำคัญ 1. การทำงานทุกอย่าง จำเป็นต้องมีการวางแผนเป็นอันดับแรก ซึ่งการวางแผนที่ดีนั้นสมาชิกที่ดีต้องมี ส่วนร่วมในการคิด ตรวจสอบข้อผิดพลาดในการทำงาน 2. สิ่งที่ขาดหรือปัญหาในการวางแผน คือ มักจะขาดการทำความเข้าใจเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมายให้ ชัดเจน ส่วนมากจะรับงานมาแล้วทำเลย ดังนั้นการวางแผนที่ดีควรจะศึกษาข้อมูลรายละเอียด ตลอดจนขั้นตอนใน การทำงานให้ชัดเจน ตลอดจนข้อมูลสารสนเทศที่ได้รับนอกเหนือจากงานที่ได้รับมอบหมาย 3. คนส่วนใหญ่มีความคิดที่ดี มีหลักการที่ดีในการทำงาน แต่เมื่อถึงเวลาในการทำงานมักจะละเลยขั้นตอน ในการทำงานที่ได้กำหนดไว้ ทำให้ละเลยขั้นตอนในการทำงานที่สำคัญ หรือทำให้งานนั้นผิดพลาดได้ ดังนั้นควรจะ มีการตรวจสอบขั้นตอนการทำงาน และหลักในการทำงานอยู่เสมอ
แบบประเมินฐานสถานี ไข่ลูกยอด ทีมที่ ชื่อทีม ความพร้อม (10) ป้ายชื่อหอ (10) ความสูง (ซม.) คะแนนรวม 1 2 3 4 5 6
ฐานสถานี ย.ยาวยืด วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการบำบัดมีความเสียสละ มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์แนวคิดร่วมกับผู้อื่น ฝึกคิดแบบ สร้างสรรค์ และมีการวางแผนบริหารเวลาอย่างเหมาะสม สื่อ 1. สิ่งของ เครื่องใช้เครื่องแต่งกาย ร่างกาย 2. ไม้บรรทัด หรือสายวัด การดำเนินการ 1. ให้ผู้เข้ารับการบำบัดระดมสมอง เพื่อที่จะช่วยกันต่อวัสดุ อุปกรณ์ หรือสิ่งของอื่นๆที่มีอยู่ภายในตัว ขณะนั้นให้มีความยาวมากที่สุด 2. ห้ามใช้เครื่องมืออื่นๆ ของผู้อื่นที่ไม่อยู่ในกลุ่ม ของที่ต่อต้องเป็นของทีมที่มีอยู่ในร่างกายสมาชิกในทีม เท่านั้น 3. กำหนดระยะเวลาให้ต่อภายในภายใน 15 นาที 4. คะแนนที่ให้วัดจากความยาวสิ่งที่ต่อได้ วัดเป็นเซนติเมตร 5. หลังต่อเสร็จให้คืนอุปกรณ์และใส่คืนเจ้าของก่อนออกจากฐาน กติกา 1. ให้สมาชิกร่วมกันวางแผนก่อนดำเนินกิจกรรม 2 นาที 2. ให้สมาชิกร่วมต่อสิ่งที่มีอยู่ในตัวเองมาต่อกัน โดยห้ามใช้เครื่องมืออื่นๆ นอกจากสิ่งที่มีอยู่ในร่างกาย เท่านั้น 3. กำหนดระยะเวลาให้ต่อภายใน 15 นาที 4. คะแนนที่ให้วัดตามความยาวสิ่งที่ต่อได้ โดยวัดเป็นเซนติเมตร 5. หลังต่อเสร็จให้คืนอุปกรณ์และส่งคืนเจ้าของก่อนออกจากฐาน การวัดและประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรม ความเสียสละที่จะอุทิศตนเพื่องาน เช่น การใช้อุปกรณ์ทุกอย่างในร่างกาย เช่น เข็ม ขัด เสื้อ กางเกง ซึ่งบ่งบอกในเรื่องการทำประโยชน์ต่อสังคม 2. ตรวจสอบผลงานเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ที่จะใช้สิ่งของต่างๆในการต่อ เช่น ล้มตัวลงนอนต่อ ซึ่งบ่ง บอกในเรื่องความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
แบบประเมินฐานสถานี ย.ยาวยืด ทีมที่ ชื่อทีม ความพร้อม (10) ผลงานที่สำเร็จ (10) คะแนนรวม 1 2 3 4 5 6
กิจกรรมครั้งที่ 27/2 Family education & Counselling เวลา 1 ชั่วโมง กิจกรรม ครอบครัวที่ฉันต้องการและไม่ต้องการ จุดประสงค์การเรียนรู้ : 1. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดและครอบครัว สามารถตระหนักและเรียนรู้บทบาทหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัว 2. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดและครอบครัว เกิดการเรียนรู้ความรู้สึกที่ดีและไม่ดีต่อครอบครัว สาระสำคัญ/แนวคิดกิจกรรม : บทบาทหน้าที่ของครอบครัว บทบาทของแต่ละคนในครอบครัวมีความสำคัญมาก เช่น บทบาทของพ่อ แม่ ลูก แต่ละคนได้ทำบทบาทหรือหน้าที่ของตนเองได้เต็มที่และดีที่สุดแล้วหรือยัง การปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละ ครอบครัว สมาชิกทุกคนต้องมีบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน และจะต้องรับผิดชอบการทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด และเต็มกำลังความสามารถ ถ้าสมาชิกของครอบครัวแต่ละคนมีความรู้ ความเข้าใจ และปฏิบัติตามบทบาท หน้าที่ของตนเองอย่างมีความรับผิดชอบแล้ว ย่อมทำให้สมาชิกทุกคนอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวที่ดี มีความสุข มี สัมพันธภาพที่ดีต่อกัน มีความรัก ความอบอุ่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันหากแต่ละคนไม่เข้าใจ ว่าตนเองต้องมีหน้าที่ทำอะไร หรือไม่รับผิดชอบในหน้าที่ของตน ย่อมทำให้เกิดปัญหาวุ่นวาย/สับสนในครอบครัว และส่งผลให้เกิดความเครียดในครอบครัวได้ ครอบครัวที่ฉันต้องการและไม่ต้องการ ครอบครัวแต่ละครอบครัวต่างก็คาดหวังให้สมาชิกแต่ละคนใน ครอบครัว มีความสุขทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ครอบครัวแตกต่างจากกลุ่มทางสังคมอื่นๆตรงที่ ครอบครัวจะอยู่ร่วมกัน มีการช่วยเหลือดูแลกันทางด้านอารมณ์ ใส่ใจในความรู้สึกของกันและกัน เกิดความรู้สึก รักและผูกพัน/ใกล้ชิด ครอบครัวที่สมาชิกทุกคนมีความรัก ความผูกพันกันทางอารมณ์ จะช่วยให้สมาชิกเติบโตและ พัฒนาได้ดี หากเกิดปัญหากับสมาชิกคนใดคนหนึ่ง คนในครอบครัวจะให้การช่วยเหลือและเป็นกำลังใจ จนกว่า ปัญหานั้นๆจะผ่านไป ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม 1. ผู้นำกลุ่มแนะนำตนเอง แนะนำกลุ่ม วัตถุประสงค์ของกลุ่ม และให้สมาชิกแนะนำ ตัวเอง 2. ผู้นำกลุ่มดำเนินกิจกรรมตามใบงาน 1 บทบาทหน้าที่ของครอบครัว 3. ผู้นำกลุ่มดำเนินกิจกรรมตามใบงาน 2 ครอบครัวที่ฉันต้องการและไม่ต้องการ 4. ผู้นำกลุ่มสรุปตามใบความรู้ 5. ผู้นำกลุ่มประเมินความพึงพอใจจากการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งที่ 2 6. ผู้นำกลุ่มนัดหมายการทำกิจกรรมครั้งต่อไป และปิดกลุ่ม อุปกรณ์/สื่อ
1. บัตรคำ 3 กลุ่ม (สมมติบทบาทเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก) 2. กระดาษ และปากกาหรือดินสอ ตามจำนวนสมาชิก 3. บัตรความคิด 2 สี (โดยแจกให้สมาชิกคนละ 2 แผ่น /2 สี 4. ปากกาเส้นใหญ่ (โดยแจกให้สมาชิกคนละ 1 แท่ง) 5. คลิปชาร์ท และกระดาษกาว 6. ใบงานที่ 1 บทบาทหน้าที่ของครอบครัว 7. ใบงานที่ 2 ครอบครัวที่ฉันต้องการและไม่ต้องการ 8. ใบความรู้ : เรื่องบทบาทหน้าที่ของครอบครัว การประเมินผล 1. ประเมินการมีส่วนร่วมของสมาชิกจากการสังเกต 2. ประเมินความพึงพอใจจากการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งที่ 2
ใบงานที่ 1 บทบาทหน้าที่ของครอบครัว คำสั่ง : 1. แจกบัตรคำที่เตรียมไว้ (3 บทบาท) ให้กับสมาชิกทุกคน คละกันไป ดังนี้ บัตรคำ “ ให้ท่านสมมติบทบาทของตนเองเป็นพ่อ ” บัตรคำ “ ให้ท่านสมมติบทบาทของตนเองเป็นแม่ ” บัตรคำ “ ให้ท่านสมมติบทบาทของตนเองเป็นลูก” 2. แจกกระดาษและปากกาให้สมาชิก 3. ให้สมาชิกแต่ละคน คิดและวิเคราะห์ตามบทบาทในบัตรคำที่ตนเองได้รับ และเขียนบทบาทลงใน กระดาษที่แจกให้ อย่างน้อยคนละ 5 ประเด็น ใช้เวลา 5 นาที 4. ให้สมาชิกรวมกลุ่มเป็น 3 กลุ่ม(ตามบทบาทที่ได้รับ เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก) และสรุปประเด็นที่ สมาชิกแต่ละคนเขียนมา ส่งตัวแทนกลุ่มออกมานำเสนอ 5. ผู้นำกลุ่ม กระตุ้นให้สมาชิกช่วยกันวิเคราะห์บทบาทตามความคิดที่ทุกคนช่วยกันเขียน เปรียบเทียบ กับบทบาทจริงที่เกิดขึ้น ว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และเป็นเพราะอะไร 6. ผู้นำกลุ่ม สรุปกิจกรรมตามใบความรู้
ใบงานที่ 2 ครอบครัวที่ฉันต้องการและไม่ต้องการ คำสั่ง : 1. มีข้อคำถามทั้งหมด 2 ข้อ ให้สมาชิกแต่ละคนตอบคำถามทีละข้อ โดยให้สมาชิกเขียนคำตอบของ ตนเองลงในบัตรความคิด บัตรสีละ 1 คำตอบ ซึ่งจะมีผู้นำกลุ่มเป็นผู้ถามคำถามทีละข้อ เมื่อสมาชิกกลุ่มตอบเสร็จ ครบทุกคนแล้วให้นำบัตรความคิดเหล่านั้นมาติดบนบอร์ดที่เตรียมไว้ แล้วจึงถามคำถามข้อต่อไป ทำเช่นเดียวกัน จนครบทั้ง 2 ข้อ ดังนี้ คำถามข้อที่ 1. ครอบครัวที่ฉันไม่ต้องการ (ใช้บัตรความคิดสีชมพู) คำถามข้อที่ 2. ครอบครัวที่ฉันต้องการ (ใช้บัตรความคิดสีฟ้า) 2. ผู้นำกลุ่ม กระตุ้นให้แต่ละครอบครัวช่วยกันคิดและวิเคราะห์ว่า “เพราะอะไร สมาชิกแต่ละครอบครัวจึงมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อครอบครัว” “จะร่วมกันปรับเปลี่ยนอย่างไร เพื่อให้เป็นครอบครัวที่ตนเองต้องการ” 3. ผู้นำกลุ่ม สรุปสาระสำคัญของกิจกรรม
ใบความรู้ เรื่อง บทบาทหน้าที่ของครอบครัว หน้าที่ของครอบครัว (Family Function) หมายถึง กิจกรรมที่สมาชิกในครอบครัวควรกระทำ เพื่อ ประโยชน์ต่อการอยู่รอดของครอบครัว หน้าที่ของครอบครัวมีความเกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างของครอบครัว ครอบครัว จะปฏิบัติหน้าที่ได้ดีหรือไม่ เป็นผลมาจากลักษณะโครงสร้างของครอบครัว อาจพิจารณาได้ว่าโครงสร้างของ ครอบครัวเป็นเหตุ ส่วนหน้าที่ของครอบครัวเป็นผล ถ้าโครงสร้างของครอบครัวเหมาะสมดี มั่นคงแล้ว จะมีผลทำให้ ครอบครัวสามารถปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ บทบาทในครอบครัว หมายถึง แบบแผนพฤติกรรมที่สมาชิกแต่ละคนประพฤติต่อกันและกันซ้ำๆเป็น ประจำ เพื่อทำให้ครอบครัวปฏิบัติหน้าที่ได้สมบูรณ์ สมาชิกในครอบครัวแต่ละคนมีบทบาทหน้าที่ที่แน่นอน เช่น เป็นลูก เป็นพี่น้อง เป็นหลาน เป็นต้น เมื่อสมาชิกในครอบครัวมีอายุมากขึ้น พวกเขาก็จะมีบทบาทหน้าที่มากขึ้น เช่น เป็นสามี ภรรยา พ่อแม่ หรือปู่ย่า ตายาย บทบาทในครอบครัว แบ่งเป็น 2 ประเภท 1. บทบาทหน้าที่ด้านวัตถุ (Instrumental) จะเป็นเรื่องของการจัดหาสิ่งจำเป็นทางกายภาพ เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย เป็นต้น 2. บทบาทหน้าที่ด้านอารมณ์ (Affective) เป็นบทบาทด้านการดูแลกันทางความรู้สึก เพื่อให้เกิดความ อบอุ่น และส่งเสริมให้กำลังใจแก่สมาชิกในครอบครัว บทบาททั้งสองด้านนี้จำเป็นจะต้องมีเพื่อให้ครอบครัวนั้นมีความเข้มแข็งและดำเนินต่อไปได้ ซึ่งครอบครัว จะต้องจัดสรรบทบาทหน้าที่ของสมาชิกแต่ละคนให้เหมาะสม และยุติธรรม ไม่มีใครต้องรับผิดชอบมากเกินไป ในครอบครัวมีบทบาทหน้าที่อยู่มากมาย แต่นักวิจัยได้ทำการศึกษาพบว่า มีบทบาทหน้าที่ที่จำเป็น ที่ช่วย ให้ครอบครัวสมบูรณ์ มีอยู่ 5 ด้าน ดังนี้ 1. การจัดเตรียมด้านทรัพย์สิน (Provision of Resources) ได้แก่ การจัดหาข้าวของเครื่องใช้หรือปัจจัย 4 ให้แก่สมาชิก เช่น เงิน อาหาร เครื่องนุ่งห่มและที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่ที่เป็นพื้นฐานที่สุด แต่มี ความสำคัญที่สุด 2. การอบรมเลี้ยงดูและให้การประคับประคองสนับสนุนแก่สมาชิก (Nurturance and Support) คือ การเอาใจใส่ดูแลสมาชิกในบ้าน เป็นบทบาทหน้าที่ทางด้านอารมณ์ ได้แก่ การให้ความสบายใจ ความอบอุ่น การ บรรเทาความกังวลใจแก่สมาชิกในครอบครัว เช่น สมาชิกในครอบครัวปลอบโยนซึ่งกันและกัน หลังจากการ สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก เป็นต้น 3. การพัฒนาทักษะต่างๆให้แก่สมาชิก (Life Skills Development) เป็นการพัฒนาทั้งทางกาย อารมณ์ สังคม และการศึกษา เช่น การช่วยเหลือให้ลูกมีทักษะในการเข้ากับเพื่อนฝูง สามารถเรียนหนังสือ หรือเริ่มงาน อาชีพได้เป็นปึกแผ่น เป็นต้น
4. การบริหารจัดการภายในครอบครัว(Maintenance and Management of the Family Systems) บทบาทหน้าที่ด้านนี้เกี่ยวข้องกับภารกิจหลายอย่าง ได้แก่ การเป็นผู้นำ การตัดสินใจในปัญหาต่างๆ การคงไว้ซึ่ง มาตรฐานของครอบครัว การออกกฎระเบียบเพื่อควบคุมพฤติกรรมของคนในครอบครัว ฯลฯ 5. การตอบสนองความต้องการทางเพศในระหว่างคู่สมรส(Sexual Gratification of Marital Partners) บทบาทหน้าที่นี้เกี่ยวข้องกับการตอบสนองความต้องการทางเพศ กามารมณ์ในลักษณะที่ทั้งสามีภรรยาต่างได้รับ ความพึงพอใจ เป็นต้น แนวทางการพัฒนาบทบาทหน้าที่เพื่อให้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ การที่จะช่วยให้ครอบครัวปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็ง เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ มีแนวทางดังนี้ 1. กำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน (Establish Roles) ต้องกำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน สมาชิกในครอบครัวจะต้องรู้และรับทราบบทบาท ความ รับผิดชอบของตน เช่น พ่อแม่ต้องเข้าใจว่าหน้าที่ของเขา คือ การจัดหาสิ่งจำเป็นทางกายภาพ สร้างวินัย และสร้าง เสริม อบรมบ่มนิสัยลูก ครอบครัวที่มีปัญหามักพบว่า บทบาทหน้าที่ในครอบครัวไม่มีความชัดเจน และสมาชิกใน ครอบครัวแต่ละคนก็ไม่เข้าใจว่าตนเองจะต้องทำอะไร การกำหนดบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจนจะช่วยให้ครอบครัวปฏิบัติ หน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสมาชิกในครอบครัวแต่ละคนจะทราบว่าตนเองจะต้องทำอะไรให้ลุล่วง ถ้า สมาชิกไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทได้ ก็จะทำให้สมาชิกคนอื่นในครอบครัวต้องทำหน้าที่เกิน ทำให้มีภาระ มากเกินไป และเกิดความไม่พอใจ อาจกระทบกับการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวได้ 2. มีความยืดหยุ่น (Allow Flexibility) บทบาทหน้าที่ของครอบครัวจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และจะเปลี่ยนแปลงไปอีกในช่วงที่เกิด วิกฤติ เช่น เมื่อมีสมาชิกในครอบครัวเกิดป่วยหนักหรือเสียชีวิต ครอบครัวจะต้องสามาร ปรับตัวและปรับเปลี่ยนบทบาท ซึ่งอาจจะเป็นการชั่วคราวหรือถาวร บางครั้งสมาชิกในครอบครัวคนอื่นอาจต้องรับ บทบาทหน้าที่เพิ่ม 3. จัดสรรบทบาทหน้าที่ให้ยุติธรรม (Allocate Roles Fairly) ในครอบครัวที่สมบูรณ์นั้น สมาชิกทุกคนจะรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จตามบทบาท การ จัดสรรบทบาทนี้จะต้องจัดสรรให้กับสมาชิกในครอบครัวต่างๆกันไป โดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบมากเกินไป ปัญหาจะ เกิดขึ้นเมื่อใครคนหนึ่งต้องรับผิดชอบงานหลายอย่าง หากมีคนหนึ่งรู้สึกว่าตนเองต้องทำหน้าที่หลายอย่างเกินไปและ ไม่สามารถปฏิบัติให้ดีได้ ก็จำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง 4. รับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทในครอบครัวให้สำเร็จลุล่วง (Be Responsible Fulfilling Roles) ครอบครัวที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีนั้น สมาชิกจะให้ความสำคัญและเอาใจใส่บทบาทหน้าที่ของตน รวมทั้ง พยายามปฏิบัติหน้าที่นั้นอย่างเต็มที่ สมาชิกที่ไม่สนใจหรือปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ ก็อาจสร้างปัญหาแก่
ครอบครัวได้ เช่น เมื่อพ่อแม่เลี้ยงลูกไม่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นทางกาย หรือความรู้สึก ปัญหาต่างๆก็จะเกิดตามมา เช่น ปัญหาด้านความประพฤติ ความห่อเหี่ยวใจ และการนับถือตนเองต่ำ กล่าวโดยสรุป ครอบครัวที่ทำหน้าที่เหมาะสม จะมีการมอบหมายบทบาทและหน้าที่ให้สมาชิกแต่ละคน บทบาทและหน้าที่นี้จะต้องมีความเห็นพ้องต้องกัน มีการปฏิบัติตาม และมีการประสานบทบาทและหน้าที่ของ สมาชิกคนอื่นๆด้วย ภารกิจของครอบครัวจะดำเนินไปได้ หรือเมื่อมีปัญหาจะสามารถแก้ไขได้ ก็ต่อเมื่อการ มอบหมายบทบาทนั้นเป็นไปอย่างเหมาะสม ครอบคลุมถึงหน้าที่ทุกด้านที่จำเป็นต้องทำ และมีระบบที่ควบคุมให้ สมาชิกแต่ละคนปฏิบัติตามบทบาทโดยครบถ้วน
ลำดับที่ ............ แบบประเมินความพึงพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรม วันที่........................................... ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป 1. ผู้ตอบแบบประเมินฯ 1. ผู้ป่วย 2. ญาติ 2. เพศ 1. ชาย 2. หญิง 3. อายุ 1. น้อยกว่า 15 ปี 2. 15 - 20 ปี 3. 21 - 60 ปี 4. 60 ปี ขึ้นไป ส่วนที่ 2 ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรม โปรดทำเครื่องหมาย ✓ ในช่องที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากที่สุดต่อการเข้าร่วมกิจกรรม หัวข้อประเมิน ระดับความพึงพอใจ มากที่สุด (5) มาก (4) ปานกลาง (3) น้อย (2) น้อยที่สุด (1) 1. ผู้นำกลุ่ม มีความรู้ ความสามารถ มีความพร้อมในการ ดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้ 2. การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ช่วยให้ท่านตระหนักใน บทบาทหน้าที่และสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทของตนเองให้ เหมาะสมยิ่งขึ้น 3. การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ สามารถช่วยให้ท่านได้ แสดงความรู้สึกต่อครอบครัว และได้สะท้อนความคิด เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัว 4. ระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรมเหมาะสม 5. ความพึงพอใจต่อการดำเนินกิจกรรมในภาพรวม ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ....................................................... .................................................................................................................................................................................... รวมคะแนน .......................... คะแนน
กิจกรรมครั้งที่ 27/3 Family education & Counselling เวลา 1 ชั่วโมง กิจกรรมการสื่อสารสายสัมพันธ์ในครอบครัว จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. เพื่อให้ผู้รับการบำบัดและครอบครัว ตระหนักถึงความสำคัญและรูปแบบของการสื่อสารที่สร้าง สายสัมพันธ์ภายในครอบครัว 2.เพื่อให้ผู้รับการบำบัด มีโอกาสทบทวนการกระทำที่ผ่านมาในอดีต สาระสำคัญ/แนวคิดกิจกรรม : การสื่อสารในครอบครัว เป็นเรื่องที่สำคัญและมีผลต่อสัมพันธภาพในครอบครัว ในครอบครัวควรมีการ สื่อสารกันในทางบวก ควรชมเชยกัน ให้กำลังใจ หรือการตินั้นต้องติเพื่อสร้างสรรค์ไม่ใช่ติเพื่อทำลาย หลักของการ ชมนั้นต้องชมด้วยความจริงใจ ไม่มากเกินความจริง ควรทำแต่พอดีและควรทำทันทีเมื่อมีโอกาสเหมาะสม การ สื่อสารในทางบวกจะส่งผลให้ลูกหรือสมาชิกในครอบครัวเกิดความรู้สึกที่ดี มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน รักใคร่ผูกพัน เกิดความเข้าใจกัน ส่วนการจะตินั้น ควรมุ่งติเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาที่ดีต่อไป โดยเฉพาะต้องใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย และมีความเฉพาะเจาะจงต่อพฤติกรรมของสมาชิกในครอบครัวที่แสดงออก ไม่ใช่พูดกว้างๆ จนไม่รู้ว่าจะต้องปรับ พฤติกรรมอะไรและอย่างไร ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม 1. ผู้นำกลุ่มแนะนำตนเอง แนะนำกลุ่ม วัตถุประสงค์ของกลุ่ม และให้สมาชิกแนะนำ ตัวเอง 2. ผู้นำกลุ่มดำเนินกิจกรรมตามใบงานที่ 1(สถานการณ์สมมติ) โดยแบ่งกลุ่มๆ ละ 3 - 5 คน แจกกระดาษ ปากกาหรือดินสอ ให้แต่ละกลุ่มช่วยกันวิเคราะห์สถานการณ์ตามใบงานที่ 1 และนำเสนอตามประเด็น ดังนี้ 3. การสื่อสารที่มารดาใช้กับลูกนั้น เป็นการสื่อสารแบบใด 4. ถ้าเป็นครอบครัวของเราจะจัดการอย่างไร และควรจะพูดกับลูกชายอย่างไร 5. ผู้นำกลุ่มและสมาชิกร่วมกันสรุปสาระสำคัญจากการเข้าร่วมกิจกรรมและสมาชิกได้ข้อคิดอะไรบ้างจาก กิจกรรมนี้ 6. ผู้นำกลุ่ม สรุปกิจกรรมตามใบความรู้ 7. สมาชิกร่วมกิจกรรมสุดท้าย ตามใบงานที่ 2 กิจกรรมขอขมา: สร้างสายสัมพันธ์ใน ครอบครัว 8. ผู้นำกลุ่มประเมินความพึงพอใจจากการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งที่ 3 9. ผู้นำกลุ่ม ปิดกลุ่ม อุปกรณ์/สื่อ 1. กระดาษ ปากกาหรือดินสอ
2. ใบงานที่ 1 สถานการณ์สมมติ “วันของข้าวฟ่าง” 3. ใบงานที่ 2 กิจกรรมการขอขมา: สร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัว 4. ใบความรู้ : เรื่องการสื่อสารในครอบครัว 5. พวงมาลัย(ดอกมะลิ) สำหรับสมาชิกผู้รับการบำบัด การประเมินผล 1. ประเมินการมีส่วนร่วมของสมาชิกจากการสังเกต 2. ประเมินความพึงพอใจจากการทำกิจกรรมครั้งที่ 3
ใบงานที่ 1 สถานการณ์สมมติ “วันของข้าวฟ่าง” ข้าวฟ่างเป็นเด็กวัยรุ่น ที่ชอบดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ และมักจะเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแสดงตาม งานต่างๆเสมอ เช่น งานฤดูหนาวของจังหวัด งานกีฬาสีสถาบัน เป็นต้น วันหนึ่งข้าวฟ่างได้รับข่าวจากคุณครูว่า จะได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งดนตรีระดับมัธยมปลาย ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ข้าวฟ่างกลับมา บ้านด้วยความตื่นเต้นและเตรียมที่จะบอกแม่ ข้าวฟ่าง : แม่ครับ ผมได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งดนตรี ที่ศูนย์วัฒนธรรมฯครับ แม่: เออ!ทางโรงเรียนเขาคงไม่มีใครแล้วละมังถึงได้ส่งแกไปนี่มันระดับประเทศเชียวนะแก ระวังจะ อกหักกลับมา เตรียมทิชชูไปด้วยล่ะ ข้าวฟ่าง : แหม ! แม่ก็ ....… (ใบหน้าเศร้าเล็กน้อย) ผมก็มีฝีมือเหมือนกันนี่ จะเป็นไรไปถ้าเราไม่ได้รางวัล ก็ไม่เห็นเป็นไร แต่เราก็ได้ประสบการณ์ แม่ : เอ้อ ! แล้วประสบการณ์ของแกน่ะ กินได้ไหมล่ะ เป็นนักดนตรีระวังจะไส้แห้งหรือไม่ก็ไปมั่วสุม กันในวง ระวังจะติดยาเข้าสักวันเถอะแก… ข้าวฟ่าง : แหม ! แม่ครับ… แล้วข้าวฟ่างก็เดินเลี่ยงจากแม่ไปเมื่อถึงวันแข่งขัน ข้าวฟ่างสามารถคว้ารางวัล ชนะเลิศที่ 2 มาได้ ข้าวฟ่างดีใจมากและจะบอกกับแม่ว่า ไม่ต้องใช้ทิชชูเลย ข้าวฟ่าง : แม่ครับ… ผมชนะเลิศที่ 2 ครับ ได้โล่รางวัลมาด้วย (ชูให้แม่ดูโล่รางวัล และยิ้ม) แม่ : เอ้อ ! โล่น่ะ เต็มบ้านไปหมด เปลี่ยนเป็นเงินบ้างก็ดี คนคงประกวดน้อยละซิท่า แต่ถึงอย่างไรแม่ ก็ไม่ค่อยเห็นด้วยที่แกจะเล่นดนตรี กลัวแกจะเป็นอย่างไอ้ป๋องข้างบ้าน มันเป็นไงล่ะ หายใจเข้าก็ ดนตรี หายใจออกก็ดนตรี ตอนนี้เป็นไงกลายเป็นขี้ยาไปแล้ว… แกก็เหมือนกันระวังตัวให้ดีเถอะ อย่าเอาแต่ดนตรีนักล่ะ ปีหน้าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ข้าวฟ่าง : (ทำหน้าซึมๆ) แล้วก็ขอตัวเข้าห้องไป ข้าวฟ่างรู้สึกผิดหวังและเสียใจอย่างบอกไม่ถูกในสมองได้ ยินแต่เสียงก้องหูว่า ดนตรี…ติดยา ดนตรี…ติดยา… ?????
ใบงานที่ 2 กิจกรรมการขอขมา : สร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัว คำสั่ง : 1. ผู้นำกลุ่มอธิบายวัตถุประสงค์ของกิจกรรมการขอขมา และแจกพวงมาลัย(ดอกมะลิ) ให้ผู้รับการบำบัด 2. จัดเตรียมสถานที่ โดยให้ครอบครัวหรือพ่อแม่นั่งบนเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้ ให้ผู้รับการบำบัดแต่ละคน นั่งคุกเข่าที่หน้าครอบครัวของตนโดยถือพวงมาลัยที่เตรียมไว้และกล่าวคำขอขมาตามผู้นำกลุ่ม ดังนี้ "กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส ที่ข้าพเจ้า(ชื่อ - นามสกุล) ประมาทพลาดพลั้ง ทำผิด มาในชาตินี้ตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน (ได้แก่ เรื่องอะไรบ้างหากนึกได้ เช่น ประพฤติปฏิบัติ ตัวไม่ดี เคยขัดใจพ่อแม่ เคยเถียงพ่อแม่ เคยด่าว่าพ่อแม่ เป็นต้น) ลูกได้สำนึกแล้วในกรรมนั้น ขอให้คุณพ่อและคุณแม่ อโหสิกรรมให้กับ ลูก ในทุกเรื่องนะคะ/นะครับ" 3. ผู้รับการบำบัดแต่ละคนมอบพวงมาลัยของตนแก่พ่อแม่หรือครอบครัวเพื่อขอขมาทั้งกาย วาจาและใจ 4. เมื่อพ่อแม่หรือครอบครัวให้อภัยแล้ว ให้กล่าวว่า "ขออโหสิกรรมให้กับลูกในทุกๆเรื่อง" 5. ผู้นำกลุ่มเปิดโอกาสให้ผู้รับการบำบัดได้พูดคุย/สื่อสารในสิ่งที่อยากพูดคุยกับครอบครัว แต่ไม่มีโอกาสได้ กระทำ ได้พูดถึงความรู้สึกที่มีต่อกัน
ใบความรู้ เรื่อง การสื่อสารในครอบครัว การสื่อสารในครอบครัวมี 2 ชนิด คือ 1. การสื่อสารที่เป็นคำพูด (verbal communication) ได้แก่ คำพูด เสียงที่เปล่งออกมา เป็นการ สื่อสารที่มีคุณภาพมากที่สุด เพราะเข้าใจง่ายและชัดเจน 2. การสื่อสารที่ไม่เป็นคำพูด (nonverbal communication) ได้แก่ ท่าทาง สีหน้า แววตา อาจเกิด การตีความผิด นำไปสู่การเข้าใจที่ไม่ถูกต้องได้ บางครอบครัวไม่กล้าสื่อสารความรู้สึกที่มีต่อบุคคลในครอบครัว ให้รับรู้ความในใจทั้งในลักษณะของ ความรู้สึก ชื่นชม หรือไม่พอใจโดยการพูด เนื่องจากไม่เคยทำมาก่อนเลยไม่กล้า หรือมีความห่างเหินในครอบครัว อีกประการหนึ่งก็คือ จากลักษณะวัฒนธรรมของไทยที่ไม่ชอบพูดหรือบอกตรงๆ ซึ่งอาจจะปรับเปลี่ยนมาเป็นการ สื่อสารโดยการเขียนก็ได้ เพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากันโดยตรง จะช่วยให้บุคคลกล้าคิด กล้าทำมากขึ้น การสื่อสารความ ในใจ โดยเฉพาะในทางชื่นชม รักใคร่ ห่วงใยกัน จะทำให้ผู้รับรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมีความสำคัญต่อครอบครัว การสื่อสารนั้นมี 2 รูปแบบ คือ 1. การสื่อสารทางบวก ได้แก่ การชมเชย การให้กำลังใจ ซึ่งจะทำให้ผู้รับรู้สึกพึงพอใจ ภาคภูมิใจ และรู้สึก มีคุณค่า 2. การสื่อสารทางลบ ได้แก่ การดุด่า การตำหนิ การพูดประชดประชัน จะทำให้ผู้รับรู้สึกเสียใจใน ครอบครัว ควรมีการสื่อสารกันในทางบวก ควรชมเชยกันให้กำลังใจ หรือการตินั้นต้องติเพื่อสร้างสรรค์ ไม่ใช่ติเพื่อ ทำลาย หลักของการชมนั้นต้องชมด้วยความจริงใจ ไม่มากเกินความจริง ควรทำแต่พอดีและควรทำทันทีเมื่อมี โอกาสเหมาะสม การสื่อสารในทางบวกจะส่งผลให้ลูกหรือสมาชิกในครอบครัวเกิดความรู้สึกที่ดี มีสัมพันธภาพที่ดี ต่อกัน รักใคร่ผูกพัน เกิดความเข้าใจกัน ส่วนการจะตินั้น ควรมุ่งติเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนา โดยเฉพาะต้องใช้คำพูด ที่เข้าใจง่ายและมีความเฉพาะเจาะจงต่อพฤติกรรมของสมาชิกในครอบครัวที่แสดงออก ไม่ใช่พูดกว้างๆจนไม่รู้ว่า จะต้องปรับพฤติกรรมอะไรและอย่างไร ความสำคัญของการสื่อสาร การสื่อสารที่ดีต้องเป็นการสื่อสารทั้งสองทาง คือ ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง การสื่อสารทางเดียวมักก่อให้เกิด ปัญหาที่ไม่เข้าใจกัน ตีความหมายไปคนละแบบ การสื่อสารในครอบครัวจะต้องมีลักษณะชัดเจนไม่คลุมเครือ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันของสมาชิกในครอบครัว วิธีการพูดคุยภายในครอบครัวที่ดีและก่อให้เกิดปัญหา ตามมาน้อยที่สุด คือ การพูดคุยแบบ 2 ทาง ไม่ใช่พ่อหรือแม่สั่งแต่ลูกเพียงอย่างเดียว โดยให้ลูกได้มีโอกาสแสดง ความคิดเห็นบ้าง รวมทั้งพ่อแม่จะพูดคุยกับลูกต้องพูดคุยอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา ประการสำคัญคือ ต้องรับ ฟังสิ่งที่ลูกพูดด้วย การพูดคุยในครอบครัวจะมี 4 แบบ คือ
1. การสื่อสารชัดแจ้งและตรงกับคนที่เป็นเป้าหมาย เป็นการสื่อสารแบบตรงและชัดแจ้งที่ถือว่าดีที่สุด เพราะตรงกับสมาชิกในครอบครัวคนที่ต้องการจะพูดด้วยอย่างชัดเจน เช่น แม่รู้สึกผิดหวังในตัวลูกชายที่ไม่ สามารถทำงานบ้านที่มอบหมายให้สำเร็จ ก็จะพูดว่า “แม่ผิดหวังในตัวลูก ที่ลูกไม่ไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟตามที่รับปาก กับแม่ไว้” เป็นต้น 2. การสื่อสารที่ชัดแจ้งแต่ไม่ตรงกับคนที่เป็นเป้าหมาย เป็นการสื่อสารที่ชัดเจนแต่ไม่พูดกับผู้ที่ควรจะ ได้รับสารโดยตรง เช่น แม่พูดลอยๆว่า “มันน่าผิดหวังนะที่คนเราจะลืมสิ่งที่รับปากว่าจะทำ” ซึ่งลูกอาจไม่รู้ว่าแม่ หมายถึงเขา 3. การสื่อสารไม่ชัดแจ้งแต่ตรงกับคนที่เป็นเป้าหมาย เป็นการสื่อสารแบบคลุมเครือ ขาดความชัดเจน แต่พูดกับคนที่รับสารโดยตรง เช่น แม่พูดทำนองว่า “ลูก คนเรามันจะลืมอะไรกันได้บ่อยๆในเรื่องสำคัญ” 4. การสื่อสารไม่ชัดแจ้งและไม่ตรงคนที่เป็นเป้าหมาย เป็นการสื่อสารที่คลุมเครือและไม่พูดคุยกับคนที่ จะรับสารโดยตรง เช่น แม่พูดว่า “เด็กสมัยนี้ช่างหาความรับผิดชอบไม่ได้เลย” ครอบครัวที่ดีมีประสิทธิภาพ จะต้องพูดคุยสื่อสารอย่างชัดเจนและพูดให้ตรงกับบุคคลที่ควรจะได้รับสาร โดยตรง จะช่วยทำให้ลดปัญหาความไม่พอใจ ความโกรธ หรือความขุ่นใจภายในครอบครัวลงได้
ลำดับที่ ............ แบบประเมินความพึงพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรม วันที่........................................ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป 1. ผู้ตอบแบบประเมินฯ 1. ผู้ป่วย 2. ญาติ 2. เพศ 1. ชาย 2. หญิง 3. อายุ 1. น้อยกว่า 15 ปี 2. 15 - 20 ปี 3. 21 - 60 ปี 4. 60 ปี ขึ้นไป ส่วนที่ 2 ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรม โปรดทำเครื่องหมาย ✓ ในช่องที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากที่สุดต่อการเข้าร่วมกิจกรรม หัวข้อประเมิน ระดับความพึงพอใจ มากที่สุด (5) มาก (4) ปานกลาง (3) น้อย (2) น้อยที่สุด (1) 1. ผู้นำกลุ่ม มีความรู้ ความสามารถ มีความพร้อม ในการดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้ 2. การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ช่วยให้ท่านตระหนัก ว่า การสื่อสารมีความสำคัญต่อสัมพันธภาพภายใน ครอบครัว 3. การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ช่วยสร้างสาย สัมพันธ์ในครอบครัว สามารถแสดงความรู้สึกต่อ ครอบครัว และมีกำลังใจในการเริ่มชีวิตใหม่ 4. ระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรมเหมาะสม 5. ความพึงพอใจต่อการดำเนินกิจกรรมในภาพรวม ข้อเสนอแนะ .................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... รวมคะแนน.........................................คะแนน
กิจกรรมครั้งที่ 27/4 Family education & Counselling เวลา 1 ชั่วโมง จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. เพื่อให้ครอบครัวของผู้เข้ารับการบำบัดมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับยาเสพติดและโรคสมอง ติดยา 2.เพื่อให้ครอบครัวของผู้เข้ารับการบำบัดยอมรับว่า การติดสารเสพติดเป็นความผิดปกติของกลไกทาง สมองที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ความรู้สึก สาระสำคัญ/แนวคิดกิจกรรม : การติดสุราและยาเสพติด เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง เกิดขึ้นทีละน้อยจากการใช้สุราและยาเสพติดเป็น ครั้งคราว ไปสู่การใช้ถี่ขึ้น จนกระทั่งใช้ทุกวัน วันละหลายครั้ง ซึ่งการใช้สุราและยาเสพติดในแต่ละครั้งมีผลต่อ สมอง 2 ส่วน คือ สมองส่วนคิด ซึ่งทำหน้าที่ด้านสติปัญญาและการใช้เหตุผล และสมองส่วนอยาก ซึ่งเป็นศูนย์ ควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก หากสมาชิกได้เรียนรู้ว่า สุราและยาเสพติด มีผลทำลายสมองส่วนคิดอย่างไร และมี อิทธิพลต่อสมองส่วนอยากอย่างไร ทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการติดสุราและยาเสพติด ก็จะ นำไปสู่การช่วยเหลือผู้เข้ารับการบำบัดให้เลิกสุราและยาเสพติดได้ ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม 1.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกดู VCD เรื่อง “ตายทั้งเป็น” แล้วสุ่มถามสมาชิกว่า “สมาชิกรู้สึกอย่างไม่และได้เรียนรู้ อะไรบ้างจากการดูเรื่อง “ตายทั้งเป็น” 2.ผู้นำกลุ่มสรุปและเพิ่มตามความรู้ตามใบความรู้ 3.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกร่วมกันแสดงความคิดเห็น 4.ผู้นำกลุ่มสรุปและเพิ่มเติม ตามความเหมาะสม สื่อ/อุปกรณ์ 1.ดินสอ 2. ใบความรู้ 1 3. VDO เรื่อง “ตายทั้งเป็น” การประเมินผล 1.จากความสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรม 2.จากการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น 3.จากใบงาน
ใบความรู้ ความรู้เรื่องยาเสพติดและสมองติดยา ยาเสพติดให้โทษ ยาเสพติดในความหมายของ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) จะเกิดความ ต้องการทั้งทางร่างกายและจิตใจต่อไป โดยไม่สามารถหยุดเสพได้และจะต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พุทธศักราช 2522 ที่ใช้ในปัจจุบันได้กำหนดความหมายสิ่งเสพติดให้โทษ หมายถึง สารเคมีหรือวัตถุชนิดใดๆ ซึ่งเมื่อเสพเข้าสู๋ร่างกายไม่ว่าจะโดยรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือด้วยประการ ใดแล้วทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจในลักษณะสำคัญ เช่น ต้องเพิ่มปริมาณการเสพขึ้นเรื่อยๆ มีอาการขาดยา เมื่อไม่ได้เสพ มีความต้องการเสพเข้าทางด้านร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงตลอดเวลา มีผลทำให้สุขภาพร่างกาย ทุดโทรม กับให้รวมถึงพืช หรือส่วนของพืชที่เป็นหรือให้ผลผลิต เป็นยาเสพติดให้โทษ หรืออาจใช้ผลิตเป็นยาเสพ ติดให้โทษ หรืออาจใข้ผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษและสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษ ประเภทของยาเสพติดให้โทษ ประเภทของยาเสพติด จำแนกตามการออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท แบ่งเป็น 4 ประเภท 1. ประเภทกดประสาท ได้แก่ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน ยานอนหลับ ยาระงับประสาท ยากล่อมประสาท เครื่องดื่มมึนเมาทุกชนิด รวมทั้ง สารระเหย เช่น ทินเนอร์ แล็กเกอร์ น้ำมันเบนซิน กาว เป็นต้น มักพบว่าผู้เสพติด มี ร่างกายซูบซีด ผอมเหลือง อ่อนเพลีย ฟุ้งซ่าน อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย 2. ประเภทกระตุ้นประสาท ได้แก่ ยาบ้า ยาอีกระท่อม โคเคน เครื่องดื่มคาเฟอีน มักพบว่าผู้เสพติดจะมี อาการ หงุดหงิด กระวนกระวาย จิตใจสับสนหวาดระแวง บางครั้งมีอาการคลุ้มคลั่ง หรือทำในสิ่งที่คนปกติไม่กล้า ทำ เช่น ทำร้ายตนเอง หรือฆ่าผู้อื่น เป็นต้น 3. ประเภทหลอนประสาท ได้แก่ แอลเอสดีเห็ดขี้ควาย ยาเค ดี.เอ็ม.ที เป็นต้น ผู้เสพติดจะมีอาการ ประสาทหลอน ฝันเฟื่อง เห็นแสงสีวิจิตรพิสดาร หูแว่ว ได้ยินเสียงประหลาดหรือเห็นภาพหลอนที่น่าเกลียดน่ากลัว ควบคุมตนเองไม่ได้ในที่สุดมักป่วยเป็นโรคจิต 4. ประเภทออกฤทธิ์ผสมผสาน คือ ทั้งกระตุ้น กดและหลอนประสาทร่วมกัน ได้แก่ ผู้เสพติดมักมีอาการ หวาดระแวง ความคิดสับสน เห็นภาพลวงตา หูแว่ว ควบคุมตนเองไม่ได้และป่วยเป็นโรคจิต ได้แก่ กัญชา สาเหตุของการติดยาเสพติด การติดยาเสพติดส่วนใหญ่ เกิดจาก 1. ความอยากรู้อยากลอง ด้วยความคึกคะนอง ส่วนมากพบในกลุ่มวัยรุ่น 2. เพื่อชวนหรือต้องการให้เป็นที่ยอมรับจากกลุ่มเพื่อน
3. มีความเชื่อในทางที่ผิด เช่น เสพยาแล้ว ช่วยทำให้ทำงานได้มากขึ้น บางคนเชื่อว่า ยาเสพติดช่วยให้ สบายใจและลืมความทุกข์ได้ 4. ขาดความระมัดระวังในการใช้ยา เพราะคุณสมบัติของยาบางชนิดอาจทำให้ติดยาเสพติดโดยไม่รู้ตัว หากใช้ยาติดต่อกันนานหรือใช้ยาไม่ถูกวิธีโดยขากการแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร 5. ถูกหลอกให้ใช้สารเสพติดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ 6. เมื่อมีปัญหาแล้ว ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง จึงใช้ยาเสพติด สภาพแวดล้อม ถิ่นที่อยู่อาศัย มี การค้ายาเสพติด หรือมีผู้ติดยาเสพติด ผลสียหรือผลกระทบจากการใช้ยาหรือสารเสพติด 1. มีผลต่อสภาพร่างกาย : ทำให้ร่างกายทรุดโทรม ซูบผอม เสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ ง่าย เช่น วัณโรคปอด เชื้อรา โรคหัวใจเต้นผิดปกติ โรคหัวใจโต โรคไตวาย การทำงานของตับผิดปกติ มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง การทำงานของตับผิดปกติ เป็นต้น 2. มีผลกระทบต่อสภาพจิตใจ : ทำให้มีอาการซึมเศร้า ก้าวร้าว มีอาการหวาดระแวง หูแว่ว ประสาท หลอน อารมณ์แปรปรวน เช่น มีอารมณ์ฉุนเฉียว หรือเงียบขรึมผิดปกติ ทำร้ายตนเอง แยกตัว ถ้าใช้ยาในปริมาณ มาก 3. มีผลกระทบต่อครอบครัวและสังคม : ผู้ใช้ยาเสพติดไม่เป็นที่ยอมรับของครอบครัวและสังคม อาจ ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทและความรุนแรงในครอบครัวได้นอกจากนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม เช่น การลัก ขโมย วิ่งราวทรัพย์ ปล้นทรัพย์ เพื่อนำเงินที่ได้ไปซื้อยาเสพติดหรือแลกยาเสพติด บางรายเงินไม่พอใช้จ่ายและไม่ พอจากการซื้อยา ก็จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองไปเป็นผู้จำหน่ายยาเสพติดรายย่อยและเป็นผู้เสพติดรายใหม่ ต่อไป ผู้ที่ใช้ยาเสพติดมีผลทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันภายในครอบครัว ทำให้ครอบครัวแตกแยกก่อให้เกิดการหย่า ร้างและส่งผลกระทบต่อบุตร 4. มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ : ผู้ใช้ยาเสพติดส่วนมากจะไม่รับผิดชอบต่อตนเองและหน้าที่การงาน ทำให้ ว่างงาน ตกงาน หางานทำไม่ได้ ต้องมีสภาพพึ่งพาทางเศรษฐกิจการเงินจากครอบครัวและเป็นภาระของครอบครัว และสังคม นอกจากนี้ผู้ใช้ยาเสพติดที่มีร่างกายทรุดโทรมหรือมีโรคที่เกิดจากการใช้ยา การรักษาพยาบาลต้องใช้ งบประมาณจากประเทศชาติในการบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วย และต้องใช้งบประมาณในการบำบัดฟื้นฟู สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด จึงทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียงบประมาณเป็นจำนวนมาก มนุษย์เราทุกคนมีพัฒนาการของสมองตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และมีพัฒนาการตลอดระยะเวลา จาก ความรู้เรื่องประสาทวิทยาศาสตร์ทำให้ เข้าใจพัฒนาการของมนุษย์ในหลากหลายมิติ รวมถึงพัฒนาการของการ เสพติด เนื่องด้วยสมองมีพัฒนาการเรียนรู้ผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าสร้างสิ่งแวดล้อมให้เป็นบวกในตลอดทุก ช่วงวัย จะทำให้มนุษย์มีพฤติกรรมและการเรียนรู้ได้ถึงปัญญาและความปราดเปรื่อง และถ้าสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็น ลบเข้าร่วมกับเงื่อนไขทางพันธุกรรมที่เป็นลบ ผลลัพธ์ทางพฤติกรรมจะแสดงออกถึงความลบของชีวิตคนๆนั้น
ในกรณีการติดสารเสพติด เมื่อสมองถูกสอนให้เรียนรู้และจดจำสารเสพติด สมองจะเกิดการติดยา และไม่ สามารถควบคุมพฤติกรรมการใช้ยาได้ สมองจะสั่งการให้มีการเพิ่มขนาดของยาไปเรื่อยๆ จากพฤติกรรมเริ่มใช้จน ติดหนักในที่สุด กลไกของสมองติดยาคือ ยาทุกชนิดเมื่อผ่านวิถีการเสพติดแล้ว จะวิ่งเข้าสู่สมองของผู้เสพและจะไปจับกับ ตัวรับจำเพาะของยาในสมองเพื่อออกฤทธิ์ให้ผู้เสพรู้สึกถึงความสุข และติดอยู่กับความสุขนี้ ผู้เสพเรียนรู้ความสุขที่ เกิดจากการได้ยา จะโหยหาความสุขที่จำเพาะนี้ เมื่อผู้เสพต้องการมีความสุขจึงพยายามพึ่งยา (dependence) ทุก ครั้งเมื่อไม่มีความสุขหรืออยากมีความสุข และเกิดการเรียนรู้ใหม่ว่าชีวิตจะมีความสุขได้ก็ต้องใช้ยาเท่านั้น เป็น การสอนให้สมองสุขได้เพราะยา ยอมเป็นทาสยาเพียงเพราะต้องการไปถึงความสุขสุดยอด เมื่อสมองติดความสุขจากยา สมองก็จะสั่งการให้พยายามหายามาเพื่อไปให้ถึงความสุข แต่ยาและสารเสพ ติดทุกชนิดเมื่อใช้แล้ว กลไกการออกฤทธิ์ของตัวรับจำเพาะนั้นๆ จะมีความสามารถต่ำลง ต้องใช้ปริมาณตัวรับ จำเพาะในปริมาณมากขึ้นถึงจะออกฤทธิ์ให้ผู้เสพได้รู้สึกว่าสุขเท่าเดิม นั่นคือปรากฏการณ์ของสมองดื้อยา (Tolerance) จะเห็นว่าผู้เสพจะมีการเพิ่มปริมาณการเสพมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสมองติดยา (Addict) แล้ว สมองจะ ไม่ยอมหยุดใช้ยาง่ายๆ ถ้าวันใดสมองไม่ได้ยา จะออกฤทธิ์สั่งการบังคับกล้ามเนื้อแต่ละระบบต่างๆให้ทำงานผิดปกติ ไป มีทั้งปวดหัว ตาพร่า ปวดท้อง ร้อน หนาว วูบวาบผิวหนัง ปวดไปถึงกระดูก อารมณ์หงุดหงิด นอนไม่หลับ เรียก กันอย่างง่ายว่า ลงแดง (Withdrawal) เพราะสมองควบคุมการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายผ่านระบบ ประสาท จึงเห็นผู้เสพบางรายทำร้ายตนเอง หูแว่ว ประสาทหลอน ได้ยินคล้ายไปว่าจะมีคนมาทำร้าย อาการลง แดงจะแตกต่างกันไปในแต่ละตัวยา และอาการแสดง และรุนแรงจนถึงเสียชีวิต ประเด็นพยาธิสภาพของโรคจึง เปรียบเสมือนอาการสมองป่วย และเป็นการป่วยเรื้อรังเพราะต้องใช้เวลาในการเยียวยาและบำบัด ซึ่งจะไม่ใช้แต่ การบำบัดด้วยยา แต่ต้องบำบัดด้วยวิธีการอื่นๆควบคู่ไปด้วย เช่น การบำบัดด้วยความคิดและพฤติกรรม การใช้ ครอบครัวบำบัด การจัดกิจกรรมบำบัด และต้องนัดมาพบผู้บำบัดอย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินอาการ และป้องกัน การติดซ้ำหรือกลับไปเสพซ้ำ หากไม่ระมัดระวังก็จะกลับไปเป็นซ้ำดังเช่นโรคเรื้อรังอื่นๆ สมองติดยาไม่ยากแต่สมองลืมยายาก ความทุกข์ทรมานจากการเสพ นอกจากผลลัพธ์จะเกิดกับผู้เสพแล้ว ยังเกิดการทำลายระบบภูมิต้านทานโรค ทำลายระบบความจำและการเรียนรู้ ทำลายระบบการย่อยอาหาร ทำลาย ระบบเลือด ทำลายปอด ทำลายสมรรถนะของร่างกาย เกิดการเจ็บป่วยตามมามากมาย ทำลายพฤติกรรมและ ตัวตนของผู้เสพ จากที่เคยเป็นคนมีพฤติกรรมดี คิดดี เรียนหนังสือดี สมองดี ก็ต้องเปลี่ยนไป เพราะในแต่ละวันจะ คิดถึงแต่จุดความสุขของยา อยากแต่จะเสพยา ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากเรียน ไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ แต่จะทำ อะไรก็ได้ขอให้ได้เงินมาซื้อยาเสพ ผลลัพธ์นี้จึงกระทบไปสู่ระบบครอบครัว สายสัมพันธ์ครอบครัวค่อยๆขาดลง เมื่อ มีครอบครัวติดยามาก ชุมชนก็อ่อนแอ ตามมาด้วยสังคมอ่อนแอ และในที่สุดประเทศชาติก็อ่อนแอ
การติดยาเสพติดนั้นเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเริ่มจากการใช้ยาเป็นกระบ วนการ ต่อเนื่องที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เริ่มจากการใช้ยาเป็นครั้งคราวไปสู่การใช้ยาถี่ขึ้นจนต้องใช้ทุกวันและวันละหลาย ครั้ง การใช้ยาเสพติดจะมีผลต่อสมอง 2 ส่วน คือ สมองส่วนนอก หรือสมองส่วนคิด (Cerebral Cortex) จะทำหน้าที่จดจำ คิดจินตนาการและตัดสินใจ สมองส่วนที่อยู่ชั้นในหรือก้านสมอง (Brain Stem) ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และความรู้สึก ในคนปกติสมองส่วนคิดจะทำหน้าที่ควบคุมสมองส่วนความรู้สึก เช่น เมื่อเกิดอาการหิวอาหารขึ้น สมอง ส่วนคิดจะคอยควบคุมว่าเวลานั้นเป็นเวลาหรือสถานที่ที่เหมาะสมกับการรับประทานหรือไม่ หากเป็นช่วงเวลาหรือ สถานที่ที่ไม่เหมาะสมความต้องการรับประทานอาหารจะถูกระงับไว้ ทำให้คนปกติสามารถใช้สติสัมปชัญญะ ควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก และความอยากต่าง ๆ ได้ เมื่อมีการเสพยาเสพติดจนกระทั่งเกิดการติดยาขึ้นจะเกิด พยาธิสภาพขึ้นในสมอง ทำให้การทำงานของสมองเปลี่ยนไป ผลทำให้สมองส่วนความรู้สึกมีอิทธิพลเหนือสมอง ส่วนคิด เมื่อมีอาการอยากยาหรือเสี้ยนยาเกิดขึ้นสมองส่วนคิดจะไม่สามารถยับยั้งสมองส่วนความรู้สึกผู้ติดยา จะต้องดิ้นรนแสวงหายาเสพติดมาเสพให้ได้ ทำให้สมองของผู้ติดยาที่เข้ารับการบำบัดรักษามีลักษณะฝ่อมากกว่า ปกติและจะกลับสู่สภาพใกล้เคียงกับปกติภายหลังการบำบัด แม้การติดยาจะเป็นโรคทางสมองโรคหนึ่ง แต่การติดยาไม่ใช่สาเหตุจากสมองเพียงอย่างเดียว ยังเกี่ยวข้อง กับความผิดปกติของความคิด อารมณ์และพฤติกรรม ลักษณะของผู้ติดยามี 2 ลักษณะ คือ 1. ผู้ติดยาจะมีความคิดในแง่ดีต่อการเสพยาเสพติด จะคิดถึงยาเสพติด เมื่อมีความรู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยว 2. ผู้ติดยาจะมีบุคลิกของการพึ่งพาผู้อื่น ขาดความพยายาม เป็นคนมองโลกในแง่ร้าย และไม่ยอมรับ ค่านิยมของสังคม เป็นต้น เส้นทางการติดยา ได้แก่ เส้นทางการติดยาตั้งแต่เริ่มเสพจนติด แบ่งออกเป็น 4 ระยะ 1. ระยะเริ่มต้นเสพยา เป็นช่วงทดลองเสพยาหรือเสพนานๆครั้ง เพื่อเข้าสังคมหรือกลุ่มเพื่อน โดยผู้เสพ มักจะมีความรู้สึกผิดว่า ตนเองทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 2. ระยะเวลาเสพยาต่อเนื่อง เป็นระยะที่ผู้เสพยาเสพติด เพราะรู้สึกว่ายาเสพติดมีประโยชน์ ช่วยลด ความเครียด ทำให้เสพบ่อยขึ้น โดยมีข้ออ้างต่างๆมากมาย เริ่มเสียการเรียนและความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด และ หรือมีอาการขาดยาให้เห็นเมื่อหยุดเสพระยะหนึ่ง 3. ระยะหมกมุ่น ผู้เสพต้องการเสพยาในปริมาณมากขึ้นและบ่อยขึ้น เพราะเกิดอาการดื้อยา จะเสียการ งานหรือการเรียน จะมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับผู้อื่นเป็นประจำ สมองจะถูกทำลายมากขึ้น สมองในด้านความคิดและ ความจำแย่ลง
4. ระยะวิกฤติ ผู้เสพจะตกเป็นทาสยาเสพติด คิดถึงยาและแสวงหายาเสพติดตลอดเวลา ไม่สนใจกิจกรรม อื่นๆ มีความล้มเหลวทั้งชีวิตส่วนตัว การงาน สังคม ผู้ติดยาจะไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ เป็นภาระต่อ ครอบครัวที่ต้องให้การดูแลและเลี้ยงดู หลักสำคัญในการเลิกยา 1. การหลีกเลี่ยงหรือจัดการกับตัวกระตุ้น โดยผู้เลิกยาต้องพิจารณาให้รู้ว่า อะไรคือตัวกระตุ้นที่มีอิทธิพล ต่อตนเอง ทั้งตัวกระตุ้นภายนอกและตัวกระตุ้นภายใน แล้วหลีกเลี่ยงไม่เผชิญตัวกระตุ้นนั้นๆ หรือหาวิธีกำจัด ตัวกระตุ้นนั้น ซึ่งต้องอาศัยความมุ่งมั่น ความฉลาดที่หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น รวมทั้งอาศัยความร่วมมือและความ ช่วยเหลือจากครอบครัว เช่น เงินคือตัวกระตุ้น เพื่อนที่เคยใช้ยาด้วยกัน สถานที่ที่เคยเสพยา ส่วนตัวกระตุ้นภายใน ไม่สามารถจัดการได้โดยตรง เช่น ความเหงา ความว้าเหว่ การจัดการกับสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อความรูสึก เช่น การ ไปอยู่คนเดียว เป็นต้น ตัวกระตุ้นบางอย่างเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไปได้ เช่น มีอาการอยากยาช่วงเวลาเย็น ก็ต้องจัดการ โดยใช้เทคนิคการหยุดความคิด ได้แก่ การจินตนาการ การเปลี่ยนกิจกรรมที่กำลังทำอยู่เพื่อลบความคิดอยากยา การฝึกผ่อนคลาย การทำสมาธิ การโทรศัพท์ปรึกษาคนที่ไว้วางใจ 2. การดำเนินชีวิตที่พอดี ได้แก่ การจัดตารางเวลาให้สมดุลโดยมีตารางกิจกรรมการทำงาน การนอน การ ใช้เวลาว่าง การสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นและกิจกรรมในการดำรงชีวิตด้วยการจัดตารางเวลา ไม่ให้มีเวลาว่าง มี กิจกรรมที่เป็นประโยชน์และทำให้เกิดความเพลิดเพลิน เช่น การออกกำลังกาย การทำงาน อดิเรก การทำงานบ้าน 3. ระวังการกลับไปเสพยาซ้ำ ให้ระวังความคิดของตนเองซึ่งเป็นข้ออ้างในการกลับไปเสพยาซ้ำ เช่น - ฉันเข้มแข็งพอที่จะกลับไปเผชิญหน้ากับยาเสพติดได้อีก - เมื่อคนอื่นยังไม่ไว้ใจฉัน ฉันจะทำดีไปทำไม - แค่ลองใช้ยาเพียง 1 ครั้ง แล้วฉันจะไม่ยุ่งกับยาเสพติดอีก ให้สร้างกำลังใจให้กับตนเองว่า ตนก็สามารถเลิกยาเสพติดได้โดยพยายามหยุดยาให้ได้วันต่อวัน ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ รวมทั้งการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับครอบครัว การเริ่มต้นมีความสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนใหม่ที่ ไม่ใช้ยาเสพติด หรือหางานทำที่เป็นหลักแหล่ง