The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผลของโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

งานวิจัย

ผลของโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง

ผลของโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อ ความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อ การก่อความรุนแรง The effect of the family function promotion program on the ability among caregivers caring for patients with Serious Mental Illness with High Risk to Violence โดย นางสาวพรทิพย์ โพธิครูประเสริฐ นางสาวปลดา เหมโลหะ ดร.มัฎฐวรรณ ลี้ยุทธานนท์ โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข 2567


ก ชื่อเรื่อง ผลของโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแล ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ชื่อผู้วิจัย นางสาวพรทิพย์โพธิครูประเสริฐ, นางสาวปลดา เหมโลหะ และนางมัฏฐวรรณ ลี้ยุทธนานนท์ ปีการวิจัย 2567 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่ มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการ ดูแลตามปกติ ในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และระยะติดตามหลังสิ้นสุดโปรแกรม 1 เดือน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลหลักที่ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคจิตเวชด้วยเกณฑ์วินิจฉัย ICD -10 revision และได้รับการคัดกรองตามเกณฑ์คัดกรองผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI - V) ของ กรมสุขภาพจิต ที่มารับบริการในโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างเดือน มีนาคม 2566 ถึงเดือนพฤษภาคม 2566 จำนวน 34 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 17 ราย และกลุ่มควบคุม 17 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ตามคุณสมบัติที่กําหนดให้มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด (Matched pair) เครื่องมือที่ศึกษา แบบวัดความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง และ โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการสังเคราะห์แนวคิดของการทำหน้าที่ของ ครอบครัวของแมคมาสเตอร์ (Mc Master Model) (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) แนวคิดการบำบัดครอบครัว (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (กรม สุขภาพจิต, 2563) โปรแกรมได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน กิจกรรม ประกอบด้วย 6 กิจกรรม ๆ ละ 60 นาที สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 2 กิจกรรม ใช้เวลา 3 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติที (independent t-test) ผลการศึกษา พบว่า ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงที่เข้าร่วมโปรแกรม ส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว มีคะแนนเฉลี่ยความสามารถของผู้ดูแลหลังการทดลอง และสิ้นสุดการ ติดตามผล 1 เดือน สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนนเฉลี่ย ความสามารถของผู้ดูแลระหว่างกลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม และติดตามผลมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว มีผลให้คะแนน ความสามารถของผู้ดูแลสูงขึ้นได้ คำสำคัญ : โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว, ความสามารถของผู้ดูแล, ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยง สูงต่อการก่อความรุนแรง


ข Research Title: The effect of the family function promotion program on the ability among caregivers caring for patients with Serious Mental Illness with High Risk to Violence Author: Miss Porntip Pothikruprasert. Miss Palada Hamloha, and Mrs. Matthawan Leeyutthanont Academic Year: 2024 Abstract This quasi-experimental research aimed to compare the abilities of caregivers caring for patients with Serious Mental Illness with High Risk to Violence who have undergone a family function promotion program with those who have undergone a standard care program. The comparison was conducted before the experiment, immediately after the experiment, and one month after the end of the program. The sample group consisted of 34 participants, divided into an experimental group of 17 and a control group of 17. The sample group was selected based on closely matched characteristics (Matched Pairs). The study utilized assessment tools to measure the abilities among caregivers for patients with Serious Mental Illness with High Risk to Violence and a family function promotion program developed by synthesizing the concepts of the McMaster Model of Family Functioning, the Family Therapy Concept and the Guidelines for Managing for patients with Serious Mental Illness with High Risk to Violence. The program consisted of six activities, each lasting 60 minutes, conducted once a week, with two activities per session, totaling three weeks. Data analysis was performed using independent t-test statistics. The study found that caregivers caring for patients with Serious Mental Illness with High Risk to Violence who participated in the family function promotion program had significantly higher average scores of caregiver abilities after the experiment and at the end of the one-month follow-up period compared to before the experiment, with statistical significance at the .05 level. Additionally, there were significant differences in the average scores of caregiver abilities between the experimental and control groups, as well as in the follow-up results. In conclusion, the study demonstrates that the family function promotion program has a positive effect on improving caregiver abilities. Keywords: caregivers caring for patients with Serious Mental Illness with High Risk to Violence, family function promotion program


ค กิตติกรรมประกาศ การวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาจากนายแพทย์อาทิตย์ เล่าสุอังกูร ผู้อำนวยการโรงพยาบาล สวนสราญรมย์ นางกริณี สังข์ประคอง หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพยาบาล ที่ให้การสนับสนุน และอนุญาตให้ใช้ สถานที่ในทดลอง และเก็บรวบรวมข้อมูล ขอขอบพระคุณ ผ.ศ. ดร.อรวรรณ หนูแก้ว อาจารย์สาขาวิชาสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นางปรีดา เอกวานิช พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ และนางเสาวลักษณ์ ยิ้มเยื้อนพยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้ตรวจสอบคุณภาพ เครื่องมือ และให้คำปรึกษาแนะนำ ที่เป็นประโยชน์ในการปรับปรุง แก้ไขเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยให้สมบูรณ์ ยิ่งขึ้น ขอขอบคุณ นางเสาวลักษณ์ ยิ้มเยื้อน ที่ได้ช่วยเหลือและให้คําแนะนําในการเขียนโปรแกรมและ วิเคราะห์ข้อมูล และเป็นผู้ช่วยวิจัยในการเก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้ ขอขอบคุณ นายกฤษฏิกร วังตระกูล พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ภาคใต้ ที่ให้ความช่วยเหลือในการตรวจสอบการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ และขอขอบคุณบุคลากรคลินิกเฉพาะ ทาง และบุคลากรศูนย์ญาติเยี่ยมและจำหน่ายทุกท่านที่ให้ความอนุเคราะห์ผู้วิจัยในการเก็บรวบรวมข้อมูล ขอขอบคุณคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ ที่ได้ให้ คําแนะนํา ตรวจสอบโครงร่างการวิจัย และการพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่าง ขอขอบคุณกลุ่มตัวอย่างทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการศึกษาวิจัยเป็นอย่างดี และขอขอบคุณบุคคลอื่น ๆ ซึ่งไม่สามารถจะกล่าวนามได้ทั้งหมด ที่ได้เป็นที่ปรึกษา คอยช่วยเหลือสนับสนุนและให้กําลังใจตลอด ช่วงเวลาที่ดำเนินการวิจัย จนทําให้งานวิจัยฉบับนี้สําเร็จลุล่วงได้ด้วยดีผู้วิจัยขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ พรทิพย์ โพธิครูประเสริฐ ปลดา เหมโลหะ มัฏฐวรรณ ลี้ยุทธนานนท์ มีนาคม 2567


ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก Abstract ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ฉ สารบัญแผนภาพประกอบ ช บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 คำถามการวิจัย 4 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 5 สมมติฐานการวิจัย 5 ขอบเขตของการวิจัย 5 นิยามศัพท์ 6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 8 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 9 ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 9 ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง 11 แนวคิดและทฤษฎีการส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว 16 แนวคิดครอบครัวบำบัด 20 การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participation Learning: PL) 20 การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว ต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 21 เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 22 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย 25 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 25 การพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 28 28 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 30 การเก็บรวบรวมข้อมูล 32


จ สารบัญ (ต่อ) หน้า การวิเคราะห์ข้อมูล 34 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 35 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 47 สรุปผลการวิจัย 48 การอภิปรายผลการวิจัย 50 ข้อเสนอแนะการวิจัย 53 บรรณานุกรม 54 ภาคผนวก 58 ภาคผนวก ก ผลของโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถ ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 59 ภาคผนวก ข เครื่องมือในการวิจัย 95 ภาคผนวก ค การพิทักษ์สิทธิผู้เข้าร่วมวิจัย 101 ภาคผนวก ง รายนามผู้ทรงคุณวุฒิ 115 ประวัติผู้วิจัย 117


ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และผลทดสอบความแตกต่าง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยสถิติไคสแควร์จำแนกตามลักษณะข้อมูล ทั่วไปของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ในกลุ่มควบคุม (n = 17 คน) และกลุ่มทดลอง (n = 17 คน) 36 2 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการแปลผลของคะแนนเฉลี่ยความสามารถ ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ก่อนการทดลอง หลัง การทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 43 3 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อ การก่อความรุนแรง ในระยะก่อนการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (n = 34) 44 4 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อ การก่อความรุนแรง ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ในระยะก่อนการทดลอง หลัง การทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน 45 5 ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ของคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน 46


ช สารบัญภาพประกอบ ภาพประกอบ หน้า 1 กรอบแนวคิดการวิจัย 8 2 แสดงการคำนวณขนาดตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power 3.1.9.7 27 3 การดำเนินการทดลองใช้โปรแกรมและการดูแลปกติ 33


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา จากสถานการณปจจุบันมีเหตุการณความรุนแรงที่ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งตนเอง ผู้อื่น และทรัพย์สิน กลุ่มบุคคลที่ก่อความรุนแรงส่วนหนึ่งมีประวัติเปนผูป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (Serious Mental Illness with High Risk to Violence : SMI - V) ที่มีความผิดปกติทางความคิด อารมณ์ หรือพฤติกรรม ส่งผลต่อพฤติกรรมรุนแรงหรือทำให้เกิดความทุพพลภาพรุนแรง มีผลรบกวนต่อการใช้ชีวิตปกติ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการเฝ้าระวังและดูแลเพื่อป้องกันการกำเริบซ้ำ มากกว่าผู้ป่วยที่วินิจฉัยด้วยโรคเดียวกัน (กรมสุขภาพจิต , 2563) จากการศึกษา พบว่า ความชุกของการก่อความรุนแรงในผู้ป่วยจิตเวชทั่วโลก คิดเป็น ร้อยละ 17 หรือประมาณเกือบ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลจิตเวช (Lozzino L, Ferrrari C, Large M, Nielssen O, deGirolamo G, 2015) และจากการสำรวจของประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ความ ชุกของประชากรที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชรุนแรง (Serious Mental Illness : SMI) คิดเป็นร้อยละ 4.1 ของ ประชากรทั่วไปทั้งหมด โดยพบมากในช่วงอายุ 26 - 49 ปี รองลงมาอายุ 18 - 25 ปี และพบผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้ สารเสพติดมีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงมากถึงร้อยละ 27.6 ในขณะที่ผู้ป่วยจิตเภทที่ไม่ใช้สารเสพติดพบ ร้อยละ 8.5 (Fazel, 2009 อ้างถึงใน กรมสุขภาพจิต, 2563) สำหรับในประเทศไทย กองบริหารระบบบริการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ได้รวบรวมข้อมูลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ของสถาบัน/ โรงพยาบาลจิตเวช สังกัดกรมสุขภาพจิต ระหว่าง เดือนตุลาคม พ.ศ.2558 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 มีผู้ป่วยจิตเวชที่ได้รับการคัดกรองและลงทะเบียนเป็น ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง จำนวนสะสม 13,194 คน พบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยกลุ่ม โรคจิตเภทและโรคหลงผิด (F20 - F29) มากที่สุด จำนวน 5,516 คน (ร้อยละ 43.22) รองลงมาเป็นกลุ่มโรค ความผิดปกติทางอารมณ์ (F30 - F39) จำนวน 3,874 คน (ร้อยละ 30.36) และกลุ่มโรคความผิดปกติทางจิต และพฤติกรรม ที่เกิดจากการใช้สารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท (F10 - F19) จำนวน 2,213 คน (ร้อยละ 17.34) เมื่อพิจารณาผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง จำแนกตามลักษณะของความรุนแรง พบว่า ผู้ป่วยมีประวัติทำร้ายตนเองด้วยวิธีรุนแรงมุ่งหวังให้เสียชีวิตมากที่สุด ร้อยละ 56.80 รองลงมา คือ ผู้ป่วยมี ประวัติทำร้ายผู้อื่นด้วยวิธีรุนแรง/ก่อเหตุการณ์รุนแรงในชุมชน ร้อยละ 29.80 และจากข้อมูลจากงาน เวชระเบียนของผู้รับบริการของโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี (2565) พบว่า มีผู้ป่วยจิตเวช ที่ได้รับการคัดกรองและลงทะเบียนเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ตั้งแต่ เดือน ตุลาคม 2558 – 30 กันยายน 2565 มีจำนวนสะสม 1,527 คน และผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัด ปี 2565 ผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงที่ได้รับการติดตามเฝ้าระวัง พบว่า มีผู้ป่วยที่ก่อซ้ำใน 1 ปี มีจำนวน 5 ราย จาก 159 ราย จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง มี จำนวนค่อนข้างมาก และมีแนวโน้มสูงขึ้น จากการสอบถามผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง ที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบปัญหาการดูแล คือ ผู้ป่วยรับประทานยาไม่ต่อเนื่อง/ขาดยา ขาดทักษะในการดูแลตนเอง รวมทั้งผู้ดูแลไม่สามารถดูแลและเฝ้า


2 ระวังได้ตลอดเวลา เนื่องจากต้องทำงานและมีภาระงานอื่น ๆ สอดคล้องกับการประเมินผู้ป่วยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในชุมชน พบว่า ผู้ป่วยจิตเวชรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ ร้อยละ 81.30 ผู้ดูแล หรือญาติไม่มีศักยภาพร้อยละ 87.50 ผู้ป่วยทำกิจวัตรประจำวันได้เองแต่ต้องมีคนกระตุ้นร้อยละ 100 ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ร้อยละ 90.60 สัมพันธภาพในครอบครัวส่วนใหญ่มองผู้ป่วยด้านลบ ร้อยละ 65.60 สิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ร้อยละ 90.60 การสื่อสาร สามารถสนทนากับผู้อื่นได้ เป็นครั้งคราว ร้อยละ 65.60 และความสามารถในการเรียนรู้ ส่วนใหญ่ต้องปรับปรุง จำไม่ได้ สอนเท่าไรก็ทำ ไม่ได้ ร้อยละ 68.80 ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง เป็นบุคคลที่ สำคัญในการให้ผู้ป่วยมีทักษะในการดูแลตนเอง และการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้มีอาการกำเริบหรือ กลับมาเป็นซ้ำ (นุษณี เอี่ยมสะอาด, ปพิชญา ทวีเศษ และพรเลิศ ชุ่มชัย, 2563) ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง จะเป็นผู้ดูแลหลัก (primary caregiver) ที่ รับผิดชอบให้การดูแลผู้ป่วยโดยตรง และเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยหลังจากออกจากโรงพยาบาลกลับสู่ ชุมชนและครอบครัว (รังสิมันต์ สุนทรไชย, 2563) รวมถึงการมีบทบาทในการทำหน้าที่ของครอบครัวทั้งการ สื่อสาร การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การตอบสนองทางอารมณ์ ความผูกพันทางอารมณ์ การควบคุมพฤติกรรม ของผู้ป่วย และการทำหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยให้ได้รับความสุขสบาย (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) ส่งผลให้ การดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงมีประสิทธิภาพ ในทางกลับกันถ้าผู้ดูแลไม่สามารถ ทำหน้าที่ของครอบครัวได้ ทั้งนี้ อาจเนื่องจากต้องรับภาระดูแลผู้ป่วยเป็นเวลานาน ไม่มีเวลา ต้องทำงานหา รายได้มาจุนเจือครอบครัว มีภาระหนี้สิน ไม่พาผู้ป่วยมารับการรักษาต่อเนื่อง และไม่สามารถควบคุมและแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ส่งผลให้ผู้ดูแลรู้สึกเครียด วิตกกังวล เบื่อหน่าย โกรธ เกิดการสื่อสารที่ขัดแย้ง มีปฏิสัมพันธ์ กันน้อย และมีการแสดงอารมณ์ทางลบต่อผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง เช่น การใช้ คำพูด น้ำเสียง กริยาท่าทางที่แสดงถึงความไม่พอใจหรือตำหนิ ความกังวล ห่วงใย เอาใจใส่ที่มากเกินไป หรือ การแสดงความไม่เป็นมิตร และอาจมีแนวโน้มที่จะทอดทิ้งผู้ป่วย เป็นต้น (กชพร รัตนสมพร, อรพรรณ ลือบุญธวัชชัย และรัชนีกร เกิดโชค, 2558) ดังนั้น ผู้ดูแลจะต้องมีการทำหน้าที่ของครอบครัวให้เหมาะสม จะต้องให้ความรัก ความผูกพัน เอื้ออาทร ห่วงใย จริงใจ มีสัมพันธภาพในครอบครัวที่ดี มีทัศนคติเชิงบวก และแรงจูงใจในการดูแลผู้ป่วย สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้กระบวนการดูแลประสบความสำเร็จ เกิดความมั่นคงทางอารมณ์ สมาชิกในครอบครัวมี ความผูกพันมากขึ้น ผู้ดูแลปรับตัวเข้ากับบทบาทภาระหน้าที่ได้และรู้สึกพึงพอใจต่อบทบาทการดูแลมากขึ้น (วาสนา นามเหลา, 2559; อัครวัฒน์ เพียวพงควัต, 2561) นอกจากนั้น ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการ ก่อความรุนแรง อาจมีความพร่องในการดูแลสุขภาพ (Self - care deficit) ที่อาจต้องให้ผู้ดูแลตอบสนองความ ต้องการของการดูแลของตน ทั้งการได้รับสารอาหารและน้ำอย่างเพียงพอ การจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและ ปลอดภัย การดูแลรับประทานยาทางจิตเวชอย่างต่อเนื่อง การสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย การดูแล กิจวัตรประจำวัน การพักผ่อน การส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาการในสังคม และการหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ เป็นต้น (อรพรรณ ลือบุญธวัชชัย, 2556) ซึ่งการทำหน้าที่ของครอบครัวของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยง สูงต่อการก่อความรุนแรงควรได้รับการส่งเสริมและเตรียมความพร้อมในการดูแลผู้ป่วย จากผลการศึกษาวิจัยของพิชามญชุ์ ปุณโณทก (2561) พบว่า ผู้ดูแลส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับการเตรียม ความพร้อมในบทบาทผู้ดูแล รู้สึกไม่มั่นใจในความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคจิตเวช และการจัดการกับอาการ ทางจิต ผู้ดูแลมีความต้องการให้มีการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ การสร้างแรงจูงใจในการเป็นผู้ดูแล การ


3 เตรียมศักยภาพหรือความสามารถในการเป็นผู้ดูแล ได้แก่ ทักษะการดูแลให้รับประทานยา ทักษะการสื่อสาร กับผู้ป่วย และทักษะการจัดการกับอาการทางจิต และการได้รับข่าวสารและการสนับสนุน สอดคล้องกับ การศึกษาเกี่ยวกับความต้องการของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่บ้านในสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้ พบว่า ผู้ดูแลมีความต้องการด้านความรู้ ข้อมูลข่าวสาร และด้านการฝึกทักษะในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชระดับมาก ผู้ดูแลจะเผชิญกับความยุ่งยากและการจัดการกับอาการทางจิตที่เกิดขึ้น อาจส่งผลให้ผู้ดูแลเกิดความเครียด และไม่สามารถจัดการได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงควร ได้รับการส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวที่จะช่วยพัฒนาความสามารถในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างเต็ม ศักยภาพ (ทิพย์ภา เชษฐ์เชาวลิต, วิลาวรรณ คริสต์รักษา, ดำรงค์แวอาลี และสุนันทา เศรษฐวัชราวนิช, (2560) การส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง เป็นบทบาทของพยาบาลจิตเวชที่สามารถทำได้ทั้งในโรงพยาบาล หน่วยบริการผู้ป่วยนอกและในชุมชน ใน กรณีที่ผู้ป่วยรับการรักษาในโรงพยาบาลแล้วถูกจำหน่ายกลับไปอยู่กับครอบครัว พยาบาลจิตเวชที่ปฏิบัติงาน หน่วยบริการผู้ป่วยใน ต้องประสานความร่วมมือกับครอบครัวของผู้ป่วย มีการวางแผนการเตรียมญาติผู้ดูแล ทั้งด้านความรู้ ทัศนคติต่อผู้ป่วย และแนวทางการจัดการกับการเจ็บป่วย และเมื่อผู้ป่วยกลับสู่ครอบครัวและ ชุมชนแล้ว พยาบาลจิตเวชปฏิบัติงานหน่วยบริการผู้ป่วยนอกจะให้การดูแลด้านจิตสังคมแก่ผู้ป่วย ครอบครัว และผู้ดูแล มุ่งเน้นการช่วยผู้ดูแลให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่องและฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยเพื่อให้ สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ ส่วนพยาบาลจิตเวชชุมชนจะปฏิบัติการพยาบาล ร่วมกับสหวิชาชีพและบุคลากรที่ เกี่ยวข้องในชุมชน เพื่อให้ผู้ดูแลมีความพร้อมและความสามารถในการดูแลผู้ป่วยผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรงได้ พยาบาลจะใช้บทบาทปฏิบัติการพยาบาล โดยการสอน การให้สุขภาพจิตศึกษา การให้คำปรึกษา การฝึกทักษะการดูแลผู้ป่วยขณะอยู่ในครอบครัวและชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันอาการ กำเริบและกลับเป็นซ้ำ ฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วย และการสอนวิธีในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันผลกระทบ ที่มาจากการดูแลผู้ป่วย เป็นต้น (ภัทราภรณ์ ทุ่งปันคำ, 2560) การปฏิบัติการพยาบาลดังกล่าว อาจต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรมและ ประเมินผลได้ในรูปแบบของโปรแกรมที่ประกอบด้วยขั้นตอนและกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งจากการศึกษาของ สุชาดา เวชการุณา (2556) ศึกษาผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมต่อ พฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยจิตเวชของผู้ดูแล ประกอบด้วย 5 กิจกรรม คือ กิจกรรมที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพ และค้นหาประสบการณ์เดิม กิจกรรมที่ 2 การสะท้อนความคิดและสร้างความคิดรวบยอด กิจกรรมที่ 3 การ พัฒนาทักษะการเผชิญความเครียด กิจกรรมที่ 4 การพัฒนาทักษะทางสังคม กิจกรรมที่ 5 ฝึกทักษะและ ประยุกต์ความคิด ครั้งละ 1 กิจกรรม รวม 5 สัปดาห์ นานครั้งละ 60 - 90 นาที ผลการทดลอง พบว่า คะแนน เฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยจิตเภทของผู้ดูแลสูงกว่าการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และการศึกษาของ ดาราณี วันวา และอรพรรณ ลือบุญธวัชชัย (2557) ที่ศึกษาผลของกลุ่มสนับสนุนครอบครัวต่อการทำหน้าที่ ของครอบครัวตามการรับรู้ของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท พบว่า การทำหน้าที่ของครอบครัวตามการรับรู้ ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทหลังได้รับโปรแกรมกลุ่มสนับสนุนครอบครัวดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ และครอบครัวที่ได้รับโปรแกรมฯ มีการทำหน้าที่ได้ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ ข้อเสนอแนะ ว่า ควรมีการติดตามประเมินผลการทำหน้าที่ของครอบครัวระยะยาวอย่างต่อเนื่องไปถึงชุมชน เพื่อเป็นการ ส่งเสริมศักยภาพของผู้ดูแลเป็นระยะ ๆ และเป็นการกระตุ้นครอบครัวของผู้ป่วยได้นำความรู้และทักษะที่ได้รับ


4 ไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และติดตามตามความเหมาะสมของผู้ป่วยและผู้ดูแลแต่ละครอบครัว และ การศึกษาของ ลักษ์ขณา พานิชสรรค์ และเพ็ญพักตร์ อุทิศ (2561) ศึกษาผลของโปรแกรมการบำบัดครอบครัว ต่อการทำหน้าที่ของครอบครัวผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน ตามแนวคิดของ Murphy และแนวคิดการทำหน้าที่ ครอบครัว ของ อุมาพร ตรังคสมบัติ ประกอบด้วย 5 กิจกรรม คือ 1) การสร้างสัมพันธภาพ ประเมินการทำ หน้าที่ของครอบครัว และการพัฒนาการสื่อสาร 2) การพัฒนาความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคจิตเภทและการ รักษา 3) การพัฒนาทักษะการจัดการกับอาการที่เป็นปัญหา 4) การพัฒนาทักษะการเผชิญความเครียดและ การแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ 5) การพัฒนาทักษะทางสังคมการตอบสนองทางอารมณ์ ความผูกพันทาง อารมณ์และการหาแหล่งสนับสนุนทางสังคม ครั้งละ 1 - 2 กิจกรรม ๆ ละ 45 - 90 นาที เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ต่อเนื่องกัน ผลการทดลอง พบว่า คะแนนการทำหน้าที่ของครอบครัวผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนสูงกว่าก่อนการ ทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ การทำหน้าที่ของครอบครัวยังส่งผลต่อความเข้มแข็งของ ครอบครัว จากการทบทวนวรรณกรรม พบว่า มีการศึกษาเกี่ยวกับการให้สุขภาพจิตศึกษาครอบครัว การบำบัด ครอบครัวและสนับสนุนครอบครัว ซึ่งเป็นกิจกรรมในลักษณะที่เน้นการมีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพ และ หน้าที่ของครอบครัวของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวช แต่ยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับการส่งเสริมการทำหน้าที่ของ ครอบครัว เพื่อพัฒนาความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ดังนั้น บทบาทพยาบาลจิตเวช จึงควรส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว เพื่อให้ผู้ดูแลมีความสามารถในการดูแล ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงได้ การให้บริการการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ในโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ พบว่า การจัดกิจกรรมให้กับผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงส่วนใหญ่เป็นกิจกรรม การให้ความรู้ สุขภาพจิตศึกษา การเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยและผู้ดูแลก่อนจำหน่ายเป็นหลัก ผู้วิจัยซึ่งเป็น พยาบาลที่ปฏิบัติงานที่ศูนย์ญาติเยี่ยมและจำหน่ายได้เห็นถึงความสำคัญและสนใจที่จะศึกษาโปรแกรมส่งเสริม การทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ตามแนวคิดการทำหน้าที่ของครอบครัวของแมคมาสเตอร์ (McMaster Model) (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) ในด้านการแก้ปัญหา ด้านการสื่อสาร ด้านบทบาท ด้านการตอบสนองทางอารมณ์ ด้านความผูกพันทาง อารมณ์ ด้านการควบคุมพฤติกรรม และ ด้านการทำหน้าที่ทั่วไป ร่วมกับแนวคิดการบำบัดครอบครัว (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงของกรมสุขภาพจิต (2563) และนำกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participation Learning : PL) โดยคาดหวังว่า การให้ ผู้ดูแลรับรู้บทบาทหน้าที่ของครอบครัวต่อการดูแลผู้ป่วย จะส่งผลให้ช่วยสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มความสามารถ ของผู้ดูแลในการดูแลผู้ป่วย ทั้งด้านร่างกาย สังคม และจิตใจ ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ป้องกัน อาการกำเริบหรือการก่อความรุนแรงซ้ำทั้งต่อตนเองและผู้อื่น และมีคุณภาพชีวิตที่ดี คำถามการวิจัย (Research Question) 1. คะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงที่ได้รับ โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว ก่อน - หลังเข้าร่วมโปรแกรม และหลังสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน มีความแตกต่างกันหรือไม่


5 2. คะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงระหว่างกลุ่มที่ ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ ก่อน - หลังเข้าร่วม โปรแกรม และหลังสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน มีความแตกต่างกันหรือไม่ วัตถุประสงค์ของการวิจัย วัตถุประสงค์ทั่วไป เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิต เวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง วัตถุประสงค์เฉพาะ 1. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงใน กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว ก่อน - หลังเข้าร่วมโปรแกรม และหลังสิ้นสุดการ ติดตามผล 1 เดือน 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว กับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ ก่อน - หลังเข้าร่วมโปรแกรม และหลังสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน สมมติฐานการวิจัย 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ภายหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ ของครอบครัว 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi – Experimental research) โดยใช้การศึกษาแบบสอง กลุ่ม วัดก่อน - หลัง (The pretest – posttest Control – Group Design) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรม ส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ ก่อนการ ทดลอง หลังการทดลอง และหลังสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน และภายในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการ ทำหน้าที่ของครอบครัว ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และหลังสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน โดยศึกษาใน ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง อายุ 25– 60 ปี ที่มารับบริการที่โรงพยาบาล สวนสราญรมย์อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ.2566 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2566


6 ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา 1. ตัวแปรต้น (Independent variables) คือ โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว 2. ตัวแปรตาม (Dependent variables) คือ ความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2566 นิยามศัพท์เฉพาะ ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (Serious Mental Illness with High Risk to Violence : SMI - V) หมายถึง ผู้ป่วยด้วยโรคจิตเวชที่มีความผิดปกติทางความคิด อารมณ์หรือพฤติกรรม ความเจ็บป่วยทางจิตเวชดังกล่าวส่งผลต่อความเสี่ยงต่อพฤติกรรมรุนแรงหรือทำให้เกิดความทุพพลภาพรุนแรง มีผลรบกวนต่อการใช้ชีวิตปกติ จำเป็นต้องได้รับการเฝ้าระวังและดูแลเพื่อป้องกันการกำเริบซ้ำ มากกว่าผู้ป่วย ที่วินิจฉัยด้วยโรคเดียวกัน โดยมีลักษณะพฤติกรรมความรุนแรงเข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ตามเกณฑ์ ดังนี้ (กรม สุขภาพจิต, 2563) 1) มีประวัติทำร้ายตนเองด้วยวิธีรุนแรงมุ่งหวังให้เสียชีวิต 2) มีประวัติทำร้ายผู้อื่นด้วยวิธี รุนแรง/ก่อเหตุรุนแรงทำให้หวาดกลัว สะเทือนขวัญในชุมชน 3) มีอาการหลงผิด มีความคิดทำร้ายตนเอง/ผู้อื่น ให้ถึงแก่ชีวิต หรือมุ่งร้ายผู้อื่นแบบเฉพาะเจาะจง เช่น ระบุชื่อบุคคลที่จะมุ่งทำร้าย และ 4) เคยมีประวัติก่อ คดีอาญารุนแรง (ฆ่า พยายามฆ่า ข่มขืน วางเพลิง) ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง หมายถึง บิดา มารดา สามี ภรรยาหรือ ญาติที่ให้การดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง โดยไม่ได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนใน การดูแล ผู้ดูแลและสมาชิกในครอบครัวต้องอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันกับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรง ให้การดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างน้อย 6 เดือน ความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง หมายถึง การดูแล บุคคลที่มีภาวะเบี่ยงเบนทางสุขภาพหรือเกิดการเจ็บป่วย ทำให้ความสามารถในการดูแลตนเองลดลง ต้องดูแล ช่วยเหลือและจำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่น (Orem, 2001) ในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา ผู้ดูแลต้องใช้ ความสามารถในการดูแล โดยผู้วิจัยได้นำแบบวัดความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อ ความรุนแรงของ วัลยา ภิญญาคง (2562) โดยพัฒนาจากแบบวัดความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทของ มัลลิกา จันทร์เพ็ญ (2557) ซึ่งปรับปรุงมาจากแบบประเมินความสามารถในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา (The Appraisal of Self - Care Agency Scale : Form A) ที่สร้างตามแนวคิดของ Evers et al., (1985) แปล เป็นภาษาไทยโดยแก้วตา มีศรี (2554) ประกอบด้วยข้อคำถามทั้งหมด 21 ข้อ ประกอบด้วยความสามารถใน ด้านความสนใจและเอาใจใส่สภาวะแวดล้อม ด้านการพักผ่อน ด้านการจูงใจที่จะกระทำการดูแลบุคคลที่ต้อง พึ่งพาด้านการตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแล ด้านการเสาะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยจิตเวช ด้านการใช้ กระบวนการทางความคิดและสติปัญญา ด้านการรับรู้การกระทำและการสร้างสัมพันธภาพ และด้านการ จัดลำดับกิจกรรมการดูแล


7 โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง หมายถึง กิจกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการสังเคราะห์แนวคิดของการทำหน้าที่ ของครอบครัวของแมคมาสเตอร์ (McMaster Model) อุมาพร ตรังคสมบัติ (2561) แนวคิดการบำบัด ครอบครัว อุมาพร ตรังคสมบัติ (2561) แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ของกรมสุขภาพจิต (2563) และนำกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participation Learning : PL) เป็น แนวคิดให้ผู้ดูแลได้เรียนรู้จากประสบการณ์ร่วมกัน และการทบทวนวรรณกรรมทั้งจากตำราวิชาการและ ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดเนื้อหาที่ครอบคลุมการทำหน้าที่ของครอบครัวของผู้ดูแลในด้านการ แก้ปัญหา ด้านการสื่อสาร ด้านบทบาท ด้านการตอบสนองทางอารมณ์ ด้านความผูกพันทางอารมณ์ ด้านการ ควบคุมพฤติกรรม และด้านการทำหน้าที่ทั่วไป ประกอบด้วย 6 กิจกรรม ดังนี้ กิจกรรมที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพและเสริมสร้างแรงจูงใจ กิจกรรมที่ 2 ใจเขา ใจเรา ครอบครัวมีสุข กิจกรรมที่ 3 รู้และเข้าใจผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง กิจกรรมที่ 4 เครียดได้ คลายเป็น สื่อสารดี ชีวีเป็นสุข กิจกรรมที่ 5 ทุกปัญหามีทางแก้ กิจกรรมที่ 6 การเสริมสร้างพลังใจในครอบครัว การดูแลตามปกติหมายถึง กิจกรรมการดูแลที่ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยสูงต่อการก่อความ รุนแรงที่ได้รับบริการตามปกติ ได้แก่ การให้สุขภาพจิตศึกษา แบบ D-METHOD กรอบแนวคิดการวิจัย โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการสังเคราะห์แนวคิดของการทำ หน้าที่ของ ครอบครัวของแมคมาสเตอร์ (McMaster Model) (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) แนวคิดการบำบัด ครอบครัว (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (กรมสุขภาพจิต, 2563) การเรียนรู้จากประสบการณ์ร่วมกัน และการทบทวนวรรณกรรมทั้งจากตำราวิชาการ และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดเนื้อหาที่ครอบคลุมการทำหน้าที่ของครอบครัวของผู้ดูแลในด้านการ แก้ปัญหา ด้านการสื่อสาร ด้านบทบาท ด้านการตอบสนองทางอารมณ์ ด้านความผูกพันทางอารมณ์ ด้านการ ควบคุมพฤติกรรม และด้านการทำหน้าที่ทั่วไป ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ในด้านความสนใจและเอาใจใส่สภาวะแวดล้อม ด้านการพักผ่อน ด้านการจูงใจ ที่จะกระทำการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา ด้านการตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแล ด้านการเสาะแสวงหาความรู้ เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยจิตเวช ด้านการใช้กระบวนการทางความคิดและสติปัญญา ด้านการรับรู้การกระทำและ การสร้างสัมพันธภาพ และด้านการจัดลำดับกิจกรรมการดูแล ประกอบด้วย 6 กิจกรรม ดังภาพประกอบที่ 1


8 ภาพ 1 กรอบแนวคิด ภาพประกอบที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ด้านผู้ดูแล ที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว มีความสามารถในการดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงได้ 2. ด้านบุคลากร เป็นแนวทางสำหรับพยาบาลในการส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวสำหรับผู้ดูแล ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงต่อไป 3. ด้านหน่วยงาน มีแนวทางในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวและขยายผล นำไปใช้ในหอผู้ป่วยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ผู้ดูแลมีความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ตามการทำหน้าที่ของครอบครัวได้ 4. ด้านการวิจัย เป็นแนวทางสำหรับผู้สนใจในการศึกษาวิจัยการส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว ในผู้ดูแลผู้ป่วยโรคอื่น ๆ ต่อไป โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว พัฒนาจากแนวคิดของแมคมาสเตอร์ (Mc Master Model) แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มี ความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง(กรมสุขภาพจิต ,2563) แนวคิดครอบครัวบำบัด แนวคิดการมีส่วน ร่วม และการทบทวนวรรณ กรรมที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 6 กิจกรรมคือ กิจกรรมที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพและเสริมสร้าง แรงจูงใจ กิจกรรมที่ 2 ใจเขา ใจเรา ครอบครัวมีสุข กิจกรรมที่ 3 รู้และเข้าใจผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง กิจกรรมที่ 4 เครียดได้ คลายเป็น สื่อสารดี ชีวีเป็นสุข กิจกรรมที่ 5 ทุกปัญหามีทางแก้ กิจกรรมที่ 6 การเสริมสร้างพลังใจในครอบครัว ความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรง


9 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวช ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ผู้วิจัยได้ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 1.1 ความหมายผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 1.2 เกณฑ์การจำแนกผูป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 1.3 ปัญหาการให้บริการผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 1.4 แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 2. ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 2.1 ความหมายผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรง 2.3 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรง 3. แนวคิดและทฤษฎีการส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว 3.1 ความหมายการทำหน้าที่ของครอบครัว 3.2 แนวคิดการทำหน้าที่ของครอบครัว 3.3 ปัจจัยที่มีผลต่อการทำหน้าที่ของครอบครัวตามการรับรู้ของผู้ดูแลครอบครัวผู้ป่วยจิตเวชที่มี ความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 4. แนวคิดครอบครัวบำบัด 5. การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participation Learning : PL) 6. การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อ ความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ดังรายละเอียด ดังนี้ 1. ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 1.1 ความหมายผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง คำนิยาม ผูป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (Serious Mental Illness with High Risk to Violence : SMI - V) หมายถึง ผู้ป่วยด้วยโรคจิตเวชที่มีความผิดปกติทางความคิด อารมณ์หรือ พฤติกรรม ความเจ็บป่วยทางจิตเวชดังกล่าว ส่งผลต่อความเสี่ยงพฤติกรรมรุนแรงหรือทำให้เกิดความ ทุพพลภาพรุนแรง มีผลรบกวนต่อการใช้ชีวิตปกติ จำเป็นต้องได้รับการเฝ้าระวัง และดูแลเพื่อป้องกันการ กำเริบซ้ำ มากกว่าผู้ป่วยที่วินิจฉัยด้วยโรคเดียวกัน (กรมสุขภาพจิต, 2563) 1.2 เกณฑ์การจำแนกผูป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V) กรมสุขภาพจิต (2563) ได้กำหนดลักษณะของผูป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง (SMI-V) เป็นผู้ป่วยจิตเวชที่มีพฤติกรรมรุนแรงตามเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้


10 - SMI-V 1 : มีประวัติทำร้ายตัวเองด้วยวิธีรุนแรงมุ่งหวังให้เสียชีวิต - SMI-V2 : มีประวัติทำร้ายผู้อื่นด้วยวิธีรุนแรง/ก่อเหตุรุนแรงทำให้หวาดกลัว สะเทือนขวัญใน ชุมชน - SMI-V3 : มีอาการหลงผิด มีความคิดทำร้ายตนเอง/ผู้อื่นให้ถึงแก่ชีวิตหรือมุ่งร้ายผู้อื่นแบบ เฉพาะเจาะจง เช่น ระบุบุคคลที่จะมุ่งทำร้าย - SMI-V 4 : เคยมีประวัติก่อคดีอาญารุนแรง (ฆ่า พยายามฆ่า ข่มขืน วางเพลิง) 1.3 ปัญหาการให้บริการผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 1) การเข้าถึงบริการของผู้ป่วยโรคจิตเวช ผู้ป่วยจิตเวชจำนวนไม่น้อยที่ขาดการเข้าถึงบริการ หรือ เข้าถึงบริการได้ช้า จึงส่งผลให้เกิดอาการกำเริบรุนแรง 2) ธรรมชาติของการกำเริบซ้ำ (relapse) ผู้ป่วยจิตเวชมีการดำเนินโรคแบบเรื้อรัง และมีการ กำเริบซ้ำบ่อย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีภาวะเรื้อรัง รุนแรง หากมีการกำเริบซ้ำทำให้ทุพพลภาพมากขึ้น ปัจจัย สำคัญคือการหยุดหรือรักษาไม่สม่ำเสมอ 3) การติดตามการรักษาต่อเนื่อง (adherence) ผู้ป่วยจิตเวชยังมีปัญหาขาดการติดตามการรักษา อย่างต่อเนื่อง เช่น ผู้ป่วยไม่ร่วมมือในการรับประทานยา ไม่ยอมรับการเจ็บป่วย ไม่มารักษาตามนัด หรือบาง รายขาดจากระบบการรักษา 4) ปัญหาการใช้สุรา สารเสพติด ผู้ป่วยจิตเวชที่ใช้สุรา สารเสพติด เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีอาการ กำเริบหรือเกิดพฤติกรรมรุนแรงทั้งตนเองหรือผู้อื่น 1.4 แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง การดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงอย่างต่อเนื่องในชุมชน เพื่อให้ผู้ป่วย ได้รับการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง เฝ้าระวัง สังเกตอาการเตือน อาการกำเริบซ้ำ ประเมินปัจจัยเสี่ยง ปัจจัย ปกป้อง เพื่อป้องกันการเกิดพฤติกรรมรุนแรงทั้งต่อตนเอง หรือผู้อื่นซ้ำ ครอบครัว ชุมชน สามารถดูแล ช่วยเหลือ และจัดการกับพฤติกรรมเสี่ยงได้ ตามรายละเอียด ดังนี้ 1) ทีมสหวิชาชีพที่รับผิดชอบการติดตามดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ในแต่ละสถาบัน/โรงพยาบาล วางแผนติดตามดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงต่อเนื่อง ในชุมชน โดยนำข้อมูลของผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง เช่น ข้อมูลการเจ็บป่วย ประวัติ ที่อยู่ คำยินยอมให้ติดตามเยี่ยม สิทธิการรักษา ปัญหาสังคมจิตใจของผู้ป่วยและครอบครัว เป็นต้น จากแผนก ผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยในเพื่อนำมาวางแผนการติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันอาการกำเริบหรือก่อ ความรุนแรงซ้ำ 2) พยาบาลจิตเวชชุมชนหรือทีมสหวิชาชีพที่ได้รับมอบหมาย ติดตามดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงอย่างต่อเนื่องในชุมชนร่วมกับเครือข่าย มีการประเมินระดับอาการ พฤติกรรม ความรุนแรง และปัญหาการเจ็บป่วยทางจิตที่เสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง โดยใช้แบบติดตาม เช่น แบบติดตาม เยี่ยมบ้านหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลจิตเวช แบบติดตามผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชน 10 ด้าน ฯลฯ และ เครื่องมือวัดอาการทางจิตและระดับพฤติกรรมความรุนแรง (CGI-S/ OAS/ PVSS) ในปีแรกจะติดตามหลัง จำหน่ายภายใน 7 วัน และติดตามต่อเนื่อง 1/3/6/9/12 เดือน สำหรับปีที่ 2 ขึ้นไป ติดตามดูแลอย่างน้อยทุก 6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาและความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย


11 3) สำหรับเครือข่ายที่มีความเข้มแข็ง และมีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง ผู้รับผิดชอบส่งต่อให้เครือข่ายดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยมีโรงพยาบาลจิตเวชเป็นพี่เลี้ยงให้ คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด 4) การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผู้ป่วย โดยให้ความรู้เกี่ยวกับโรค อาการ ความ เสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังกับเพื่อนบ้าน อสม. แกนนำชุมชน หาแหล่งสนับสนุนทางสังคมที่เหมาะสมกับศักยภาพของ ผู้ป่วย และส่งเสริมกิจกรรมการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน ในการดูแลผู้ป่วย 5) ประมวลและรายงานผลการติดตามต่อเนื่องในชุมชน ผู้รับผิดชอบดำเนินการประมวลและ วิเคราะห์ผลการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในแต่ละรายตามระยะเวลาที่กำหนด 2. ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 2.1 ความหมายผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง หมายถึง บิดา มารดา สามี ภรรยาหรือ ญาติที่ให้การดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง โดยไม่ได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนใน การดูแล ผู้ดูแลและสมาชิกในครอบครัวต้องอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันกับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรง ให้การดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างน้อย 6 เดือน 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับความสามารถในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง Orem (2001) กล่าวว่า ความสามารถในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพาของผู้ดูแล หมายถึง ความสามารถของผู้ดูแลในการที่จะปฏิบัติกิจกรรมหรือกระทำ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการการดูแลที่ จำเป็นของเด็กวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่มีความบกพร่องในการดูแลตนเอง อันเนื่องมาจากภาวะเบี่ยงเบนทางสุขภาพ สมจิต หนุเจริญกุล (2540) กล่าวถึงความสามารถในการดูแลว่า เป็นตัวกลางเชื่อมการรับรู้ และการ กระทำของผู้ดูแลที่มีลักษณะเฉพาะ ในการสนองความต้องการการดูแลของผู้ป่วยที่มิใช่การกระทำทั่ว ๆ ไป แต่ควรมีการตอบสนองต่อผู้ป่วยโดยให้ความเอาใจใส่ในเรื่องภาวะแวดล้อม การออกกำลังกาย การพักผ่อน โดยมีเป้าหมายของการดูแลสอดคล้องกับผลต่อชีวิต สุขภาพ และความผาสุก ได้แก่ 1. ความสามารถของผู้ดูแลที่จะสนใจเอาใจใส่ในบุคคลที่ต้องพึ่งพาในฐานะผู้ดูแล รวมทั้งสนใจและ เอาใจใส่ภาวะแวดล้อม ตลอดจนปัจจัยที่สำคัญสำหรับการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา 2. ความสามารถของผู้ดูแลที่จะควบคุมพลังงานทางด้านร่างกายของตนให้เพียงพอสำหรับการริเริ่ม และการปฏิบัติการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลตนเองให้ร่างกายแข็งแรง กระฉับกระเฉง ช่วยผ่อนคลาย ความตึงเครียดจากการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา 3. ความสามารถของผู้ดูแลที่จะควบคุมการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อให้มีการ เคลื่อนไหวที่จำเป็นในการที่จะริเริ่มและประสบความสำเร็จในการปฏิบัติเพื่อการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา 4. ความสามารถของผู้ดูแลที่จะใช้เหตุผล เพื่อการดูแลบุคคลที่ต้องการพึ่งพาโดยใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง กับการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา 5. ความสามารถของผู้ดูแลในการจูงใจที่จะกระทำการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพาโดยมีเป้าหมายของการ ดูแลที่สอดคล้องกับคุณลักษณะ และความหมายที่ส่งผลดีต่อชีวิต สุขภาพ และความผาสุก 6. ความสามารถของผู้ดูแลที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพาปฏิบัติตามที่ได้ตัดสินใจ


12 7. ความสามารถของผู้ดูแลในการเสาะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพาจาก ผู้เชี่ยวชาญ การคงไว้ซึ่งความรู้ และการนำความรู้มาใช้ในการปฏิบัติได้ 8. ความสามารถของผู้ดูแลในการใช้กระบวนการทางความคิดและสติปัญญา การรับรู้ การกระทำ การติดต่อ และการสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น เพื่อปรับการปฏิบัติการดูแลตนเองในการให้การดูแลบุคคลที่ ต้องพึ่งพา 9. ความสามารถของผู้ดูแลในการจัดลำดับกิจกรรมการดูแลหรือระบบการดูแล โดยเรียงลำดับ ความสำคัญก่อนและหลังเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา 10. ความสามารถของผู้ดูแลที่จะปฏิบัติการดูแลอย่างสม่ำเสมอและผสมผสานการดูแลเข้าไปเป็นส่วน หนึ่งในแบบแผนการดำเนินชีวิตทั้งในส่วนบุคคล ครอบครัว และชุมชน ความสามารถในการดูแลของผู้ดูแล เป็นการกระทำกิจกรรมหรือการปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย การให้ความสนใจและดูแลเอาใจใส่ต่อผู้ป่วย ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างปกติใน ชุมชน โดยอาศัยความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย เพื่อตอบสนองความต้องการในด้าน ร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม รวมถึงการดูแลเรื่องความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบข้างที่อาจ ก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวผู้ป่วยได้โดยบทบาทหน้าที่ของผู้ดูแลมี4 ด้าน ดังนี้ (Davis, 1992 อ้างในมัลลิกา จันทร์ เพ็ญ, 2557) 1. การดูแลผู้ป่วยโดยตรง (direct care services) ได้แก่ การช่วยเหลือเรื่องการเดินทาง การทำกิจ ธุระส่วนตัว การเตรียมอาหาร การทำงานบ้าน การให้ยาและการรักษาอื่น ๆ 2. การสนับสนุนทางอารมณ์ (emotional services) ได้แก่ การดูแลให้ผู้ป่วยสามารถติดต่อสื่อสารกับ คนอื่นได้ในระดับที่เหมาะสม 3. การติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาล สังคมสงเคราะห์จังหวัด หรือสถานีตำรวจ 4. การช่วยเหลือทางการเงิน โครงสร้างของความสามารถในการดูแลผู้ป่วยมี 3 ระดับ คือ 1. ความสามารถในการปฏิบัติเพื่อการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา (capabilities for dependent - care operation) เป็นความสามารถที่จำเป็นและใกล้ชิดโดยตรงที่จะต้องใช้ในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพาในขณะนั้น ทันที ซึ่งประกอบด้วยความสามารถ 3 ประการ คือ 1.1 การคาดการณ์ (Estimative) เป็นความสามารถในการตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ องค์ประกอบของตนเอง สิ่งแวดล้อมที่สำคัญในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา 1.2 การปรับเปลี่ยน (Transitional) เป็นความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งที่จะสามารถ กระทำเพื่อตอบสนองความต้องการการดูแลที่จำเป็นของบุคคลที่ต้องพึ่งพา 1.3 การปฏิบัติ (Productive) เป็นความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสนองตอบความ ต้องการการดูแลที่จำเป็นของบุคคลที่ต้องพึ่งพา 2. พลังความสามารถ 10 ประการ (power component of care) เป็นพลังเชื่อมการรับรู้และการ กระทำของผู้ดูแล มีความเฉพาะในการกระทำที่จงใจเพื่อการดูแลผู้ป่วย ได้แก่ ความสนใจและความเอาใจใส่ ต่อผู้ป่วยในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบ รวมทั้งสนใจและเอาใจใส่สิ่งแวดล้อม ตลอดจนปัจจัยที่สำคัญสำหรับการ ดูแลผู้ป่วย ความสามารถที่จะควบคุมพลังงานทางด้านร่างกายของตนเองให้เพียงพอสำหรับริเริ่มและ ปฏิบัติการดูแลผู้ป่วย ความสามารถที่จะใช้เหตุผลในการดูแลผู้ป่วย มีแรงจูงใจที่จะกระทำการดูแลผู้ป่วย เช่น


13 มีเป้าหมายของการดูแลผู้ป่วยที่สอดคล้องกับคุณลักษณะและความหมายของชีวิต สุขภาพ และสวัสดิภาพ มี ทักษะเกี่ยวกับการตัดสินใจเกี่ยวกับดูแลผู้ป่วย และปฏิบัติตามที่ตัดสินใจได้ มีความสามารถในการเสาะ แสวงหาความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย จากผู้ที่เหมาะสมและเชื่อถือได้ สามารถจดจำและนำความรู้ไปใช้ในการ ปฏิบัติได้ มีทักษะในการใช้กระบวนการทางความคิด สติปัญญา การรับรู้ การจัดกระทำ การติดต่อและการ สร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น เพื่อปรับการปฏิบัติการดูแลผู้ป่วย มีความสามารถในการจัดระบบการดูแล ผู้ป่วย มีความสามารถที่จะปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง และสอดแทรกการดูแลผู้ป่วยเข้าไปเป็นส่วน หนึ่งในแบบแผนการดำเนินชีวิต 3. ความสามารถและคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของผู้ดูแล (foundation capabilities and dispositions) เป็นความสามารถพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการกระทำอย่างจงใจ บุคคลมีความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมได้ ต่างกัน เนื่องจากมีคุณสมบัติและความสามารถขั้นพื้นฐานที่ต่างกัน ความสามารถและคุณสมบัติขั้นพื้นฐาน ของผู้ดูแล ประกอบด้วยความสามารถและทักษะในการเรียนรู้ ได้แก่ ความจำ ความสามารถในการอ่าน เขียน นับเลข รวมทั้งความสามารถในการหาเหตุผลและใช้เหตุผล หน้าที่ของประสาทสำหรับความรู้สึก รวมทั้งการ สัมผัส การมองเห็น การได้กลิ่น และการรับรส การรับรู้ในเหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก การเห็น คุณค่าในตนเอง นิสัยประจำตัว ความตั้งใจ ความเข้าใจตนเอง ความห่วงใยในตนเอง การยอมรับตนเอง ระบบ การจัดลำดับความสำคัญ รู้จักจัดแบ่งเวลาในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ความสามารถที่จะจัดการเกี่ยวกับตนเอง สำหรับการดูแลผูป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ที่มีความผิดปกติทางความคิด อารมณ์หรือพฤติกรรม ที่ส่งผลต่อความเสี่ยงพฤติกรรมรุนแรงหรือทำให้เกิดความทุพพลภาพรุนแรง มีผล รบกวนต่อการใช้ชีวิตปกตินั้น ผู้ดูแลจะต้องมีความสามารถในการดูแล การดูแลที่มีประสิทธิภาพและมีการดูแล แบบองค์รวม ขึ้นอยู่กับพลังความสามารถและคุณสมบัติพื้นฐานของตัวผู้ดูแลแต่ละคน ซึ่งมีความแตกต่างกัน ในการรับรู้ สามารถเข้าใจในตัวผู้ป่วย สามารถตัดสินใจและลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อ ความต้องการของผู้ป่วยจิตเวชด้วยความเอาใจใส่ทุกด้าน ทั้งตัวผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบข้างกับผู้ป่วย โดยใช้กระบวนการทางความคิดในการรับรู้ การสร้างสัมพันธภาพ และสามารถปรับการดูแลให้เหมาะสมกับ ผู้ป่วย โดยกิจกรรมการดูแลต่าง ๆ และการวัดความสามารถของผู้ดูแลในการดูแลผูป่วย SMI-V โดยผู้วิจัยได้ นำแบบวัดความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงของ วัลยา ภิญญาคง (2562) โดยพัฒนาจากแบบวัดความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทของมัลลิกา จันทร์เพ็ญ (2557) ซึ่ง ปรับปรุงมาจากแบบประเมินความสามารถในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา (The Appraisal of Self-Care Agency Scale: Form A) ที่สร้างตามแนวคิดของ Evers et al., (1985) แปลเป็นภาษาไทยโดยแก้วตา มีศรี (2554) ประกอบด้วยข้อคำถามรวม 21 ข้อ ผู้วิจัยนำมาใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ดูแลหลักในครอบครัวผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง เนื่องจากแบบประเมินชุดนี้สามารถประเมินความสามารถในการ ดูแลผู้ป่วยได้อย่างครอบคลุมในทุกด้าน ประกอบด้วย ด้านความสนใจและเอาใจใส่สภาวะแวดล้อม ด้านการ พักผ่อน ด้านการจูงใจ ที่จะกระทำการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา ด้านการตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแล ด้านการ เสาะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยจิตเวช ด้านการใช้กระบวนการทางความคิดและสติปัญญา ด้านการ รับรู้การกระทำและการสร้างสัมพันธภาพ และด้านการจัดลำดับกิจกรรมการดูแล 2.3 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง


14 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชมีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง อาจแบ่งได้เป็น 3 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยด้านลักษณะทางประชากรของผู้ดูแล ปัจจัยด้านบริบทการดูแล และ ปัจจัยด้านจิตสังคม (พิชามญชุ์ อินทะพุฒ, 2565) ปัจจัยด้านลักษณะทางประชากรของผู้ดูแล ได้แก่ (1) เพศ (Gender) เป็นตัวกำหนด ความสามารถของผู้ดูแล เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความความแตกต่างทางสรีระ เป็นตัวกำหนดบุคลิกภาพ บทบาทในครอบครัว และสังคม ซึ่งเพศหญิงมีสัญชาตญาณของความเป็นผู้ดูแลสูง รวมถึงความรับผิดชอบต่อ คนในครอบครัวทั้งยามปกติและยามเจ็บป่วย (เรณุกา ศักดา, 2551) แต่สำหรับเพศชายด้วยโครงสร้างและ สรีระของร่างกายที่มีความเข้มแข็งกว่าเพศหญิง จึงสามารถจัดการกับพฤติกรรมก่อความรุนแรงได้ดีกว่าเพศ หญิง (Jenning & Stagger, 1994) (2) อายุ (Age) เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อความสามารถในการดูแล บุคคลจะ มีความสามารถในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพาเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ (Orem, 2001) ระยะเวลาที่ยาวนานจะ ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ในการดูแลของผู้ดูแล ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถปรับบทบาทในการดูแลและเกิดความ ชำนาญในการปฏิบัติกิจกรรมการดูแล และยังพัฒนาไปตามสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม (3) ระดับการศึกษา ผู้ดูแลที่มีระดับการศึกษาที่น้อยมีแนวโน้มที่จะรับรู้หรือเกิดผลกระทบทางลบมากกว่าผู้ดูแลที่มีการศึกษาสูง ทั้งนี้เนื่องจากระดับการศึกษาที่สูงจะช่วยให้ผู้ดูแลรับรู้ถึงความสามารถทั้งร่างกายและจิตใจในการจัดการกับ ปัญหาได้ (ทัศนีย์ กุลจนะพงศ์พันธ์, กฤตนัย แก้วยศ, ดุษฎี อุดมอิทธิพงศ์ และเกยูรมาศ อยู่ถิ่น, 2559) (4) สถานภาพสมรส ผู้ดูแลที่เป็นโสดหรือเป็นหม้าย จะมีคุณภาพชีวิตต่ำกว่าผู้ดูแลที่มีสถานภาพสมรสคู่ ซึ่งการมี คู่สมรสจะช่วยเป็นที่ปรึกษา และร่วมกันแก้ปัญหาในการดูแลผู้ป่วยได้(5) สถานการณ์ถูกจ้างงาน ผู้ดูแลที่ถูก จ้างงานหรือมีงานอาชีพทำ จะสะท้อนถึงการมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจการเงินและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าผู้ดูแล ที่ว่างงาน อาจเนื่องจาก มีรายได้ เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวันและเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วย ซึ่งหาก สถานะทางการเงินเพียงพอจะช่วยลดภาวะความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในครอบครัวได้ ปัจจัยด้านบริบทการดูแล ได้แก่ (1) การอยู่ร่วมในบ้านเดียวกันกับผู้ป่วย ผู้ดูแลที่ใช้ชีวิตร่วมกับ ผู้ป่วยในบ้านหลังเดียวกันและอยู่ร่วมกันกับสมาชิกครอบครัวคนอื่นด้วย จะมีความตึงเครียดมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ อยู่ร่วมกับผู้ป่วย เนื่องจากผู้ดูแลต้องเผชิญกับความเครียดและความยากลำบากในการรับมือกับสถานการณ์ การมีเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอและกระทบเวลาส่วนตัว เป็นต้น (2) ความสัมพันธ์กับผู้ป่วย ที่อาจพบว่า ผู้ดูแลมี ความรัก ความผูกพัน มีความรู้สึกเป็นห่วง กังวลถึงอนาคตของผู้ป่วย สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลต่อสัมพันธภาพและ ความวิตกกังวลของผู้ดูแลได้ (3) ระยะเวลาการดูแล ผู้ดูแลที่ใช้ระยะเวลาการดูแลต่อวันนาน หรือรับบทบาท ในการดูแลผู้ป่วยที่ยาวนาน จะรับรู้คุณภาพชีวิตต่ำ (4) การรับรู้ระดับความรุนแรงของอาการทางจิตของ ผู้ป่วย ความรุนแรงของอาการทางจิตของผู้ป่วยมีผลต่อคุณภาพชีวิตผู้ดูแล ผู้ดูแลจะมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับ การเจ็บป่วย การกำเริบของอาการทางจิต (พิชชุดา วิทวัสสำราญกุล, 2564) (5) การรับรู้ภาระการดูแล เป็น ปัจจัยที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง หากผู้ดูแลมีการรับรู้ภาระการดูแลสูงจะทำให้การรับรู้คุณภาพชีวิตต่ำ ทั้งนี้เนื่องจากบทบาทผู้ดูแลเป็นบทบาทที่เพิ่มมาจากเดิมในชีวิต ผู้ดูแลต้องใช้ศักยภาพ ความพยายามและ เวลาเพิ่มมากขึ้นในการปฏิบัติกิจกรรมในบทบาทต่าง ๆ อาจรู้สึกถึงความยากลำบาก ตึงเครียด เป็นภาระ มี เวลาในการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองลดลง (เอมิกา กลยนี, เพ็ญนภา แดงด้อม ยุทธ์, และอารีย์วรรณ อ่วมตานี, 2558) ปัจจัยด้านจิตสังคม ได้แก่ (1) สภาพจิตใจ ในการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต ผู้ดูแลต้อง ปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินชีวิตเพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทผู้ดูแล และถ้าผู้ดูแลขาดความรู้และทักษะในการ


15 ดูแล จะทำให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล เศร้าใจ สิ้นหวังได้ (ธิติพันธ์ ธานีรัตน์, เยาวลักษณ์ พนิตอังกูร, ตันติมา ด้วงโยธา, อุบุญรัตน์ ธุรีราช และ ปิยนุช กิมเสาว์, 2559) (2) ความเข้มแข็งในการมองโลก เป็นการ รับรู้และประเมินสิ่งเร้าหรือปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบชีวิตบุคคลอย่างเชื่อมั่นว่าสามารถจัดการได้ สามารถ ฝึกฝนนำสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ และทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี (3) ภาวะสุขภาพ ผู้ดูแลที่มีสุขภาพไม่ดีย่อมมี ข้อจำกัดในด้านความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตนเอง และผู้อื่น ในการดูแลผู้ป่วยจิตเภท ผู้ดูแลต้องให้การช่วยเหลือผู้ป่วยในกิจกรรมด้านต่าง ๆ ที่ผู้ป่วยไม่สามารถปฏิบัติได้ จึงกล่าวได้ว่า ภาวะ สุขภาพของผู้ดูแลมีผลต่อความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเภท (4) วิธีการเผชิญกับปัญหา ผู้ดูแลที่มีการเผชิญ กับปัญหาได้ดีหรือมีการปรับตัวที่ดีต่อการดูแลผู้ป่วย จะเกิดความเครียดต่ำ มีทักษะชีวิต และครอบครัวมีการ ทำหน้าที่ของครอบครัวที่ดี มีการให้ความหมายต่อการเจ็บป่วยของสมาชิกในครอบครัวในทางบวกและมีความ เข้มแข็งในครอบครัว (Hassan et al., อ้างถึงใน พิชามญชุ์ อินทะพุฒ, 2565) (5) การรับรู้ตราบาป ผู้ดูแลมี การรับรู้ตราบาปมากเท่าไร ก็จะรับรู้คุณภาพชีวิตของตนเองต่ำไปด้วย ซึ่งจะทำให้การติดต่อสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ดูแลกับผู้ป่วยลดลง (6) การสนับสนุนทางสังคม การที่บุคคลให้โอกาสระบายบอกเล่าความรู้สึก ความยุ่งยาก ความทุกข์หรือความไม่สบายใจจากการทำบทบาทผู้ดูแล และได้รับการเข้าใจความรู้สึก หรือการช่วยเหลือ ไม่ ว่าจะเป็นคำแนะนำ การช่วยเหลือด้านการเงินและการสนับสนุนสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องอำนวยความสะดวกใน ชีวิตประจำวัน จะทำให้ผู้ดูแลสามารถเผชิญความเครียดและมีความพึงพอใจในชีวิตมากขึ้น (เอมิกา กลยนี, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์, และอารีย์วรรณ อ่วมตานี, 2558) ได้แก่ ระบบบริการสุขภาพ (Health care system factors) เป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อความสามารถในการดูแลผู้ป่วย โดยระบบบริการสุขภาพ หมายถึง ระบบการ ดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย เริ่มตั้งแต่ก่อนรับผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาล การรับผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จนครบกระบวนการรักษาพยาบาลในระบบบริการสุขภาพ เป็นปัจจัยพื้นฐานที่เอื้ออำนวยและเกื้อหนุนให้ ผู้ป่วยและครอบครัวได้พัฒนาความสามารถในการดูแลตนเองหรือบุคคลที่ต้องพึ่งพาได้ และแหล่งประโยชน์ (Resource availability and adequacy) เป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการดูแลบุคคลที่ ต้องพึ่งพา โดยการเพิ่มแรงจูงใจที่จะกระทำกิจกรรมการดูแลบุคคลที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบ และยังส่งเสริม ให้บุคคลไว้ซึ่งความพยายามในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้มีอิทธิพลต่อเฉพาะคุณค่าของ ความเป็นบุคคล ความต้องการการดูแลตนเองทั้งหมดและความสามารถในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพาของ บุคคลในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานยังเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อพยาบาลในการที่จะใช้ ปัจจัยพื้นฐานเป็นสิ่งที่ช่วยให้ค้นพบความต้องการการดูแลทั้งหมดของบุคคล และสามารถที่จะดูแลและพัฒนา บุคคลให้มีการพัฒนาความสามารถในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพาเพิ่มขึ้น จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรง ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อาชีพ รายได้ ความสัมพันธ์ของผู้ดูแลกับผู้ป่วย ระยะเวลาในการดูแล และระดับการรับรู้ความรุนแรงของอาการทางจิตของผู้ป่วย อาจส่งผลให้ผู้ดูแลรู้สึก เบื่อหน่าย ท้อแท้ หมดหวัง และเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยทางจิต รวมถึงการละเลยที่จะดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ดูแล ที่มีความเครียดไม่สามารถให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม รวมทั้งหากผู้ดูแลมีทัศนคติทางด้านลบ และความคาดหวังต่อความเจ็บป่วยของผู้ป่วย ส่งผลให้ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยลดลง และทำให้ผู้ป่วยมี ความเครียดสูงจนเกิดการป่วยซ้ำ และเป็นสาเหตุให้กลับมารักษาซ้ำในโรงพยาบาลตามมาได้ ดังนั้นหากผู้ดูแล มีความรู้ความเข้าใจ และมีทักษะในการเผชิญความเครียด เพื่อช่วยให้ผู้ดูแลสามารถปรับตัวกับสถานการณ์ที่


16 เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพย่อมส่งผลให้ผู้ดูแลมีสุขภาพที่ดี และเพิ่มความสามารถในการดูแลผู้ป่วยได้ รวมทั้งลดปัญหาการกลับมารักษาซ้ำได้อีกด้วย 3. แนวคิดและทฤษฎีการส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว 3.1 ความหมายการทำหน้าที่ของครอบครัว การทำหน้าที่ของครอบครัวหมายถึง การปฏิบัติกิจกรรมของสมาชิกในครอบครัวเกี่ยวกับภารกิจที่ ครอบครัวพึงปฏิบัติเพื่อให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวได้รับการตอบสนองทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และ สังคม ทั้งในภาวะปกติและภาวะเจ็บป่วย โดยมีเป้าหมายให้สมาชิกในครอบครัวมีการพัฒนาและสามารถ ปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกครอบครัวได้อย่างเหมาะสม ซึ่ง เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกภายในครอบครัว (Epstein, 1984 อ้างถึงใน อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) 3.2 แนวคิดการทำหน้าที่ของครอบครัว แนวคิดการทำหน้าที่ของครอบครัวมีหลากหลาย ผู้วิจัยได้นำการทำหน้าที่ของครอบครัวของ McMaster model (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) ซึ่งกล่าวถึงองค์ประกอบของการทำหน้าที่ของครอบครัว 6 ด้าน คือ การแก้ปัญหา การสื่อสาร บทบาท การตอบสนองทางอารมณ์ ความผูกพันทางอารมณ์ และการ ควบคุมพฤติกรรม และได้เพิ่มการทำหน้าที่ของครอบครัวด้านการทำหน้าที่ทั่วไปขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับ วิถีชีวิตวัฒนธรรมสังคมของคนไทย ซึ่งในแต่ละด้านเหล่านี้ มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันอยู่เสมอ โดยมี รายละเอียดของแต่ละด้าน ดังนี้ (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) คือ 1. การแก้ปัญหา (Problem Solving) หมายถึง ความสามารถของครอบครัวในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ครอบครัวดำรงอยู่ได้ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ในด้านต่าง ๆ ได้ “ปัญหา” หมายถึงสิ่งที่มา คุกคามเสถียรภาพ การดำรงอยู่อย่างปกติ หรือประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัว ปัญหาแบ่ง ออกเป็น 2 แบบ คือ 1.1 ด้านวัตถุ เป็นปัญหาที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ปัญหา ด้านการเงิน เป็นต้น 1.2 ด้านอารมณ์ เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึกของสมาชิกในครอบครัว เช่น ความโกรธ ความไม่ไว้วางใจ ความเสียใจ เป็นต้น การแก้ไขปัญหาของครอบครัวให้มีประสิทธิภาพ ตามแนวคิดของแมคมาสเตอร์มีขั้นตอน ดังนี้ - แยกแยะประเด็นปัญหาให้ชัดเจน พิจารณาว่าอะไรเป็นปัญหา และแยกแยะปัญหานั้นออกมาได้ถูก หรือไม่ เป็นปัญหาที่ขัดแย้งจริงหรือไม่ - สื่อสารให้เข้าใจเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นการบอกให้สมาชิกในครอบครัวหรือระบบภายนอก เช่น เครือญาติ เพื่อนฝูง ให้รับรู้ถึงปัญหาเพื่อจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ - วางแผนแก้ปัญหา เป็นการร่วมกันคิดหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่น ๆ แทนที่จะใช้วิธีการที่เคยทำกัน มาเป็นประจำโดยไม่ได้คำนึงถึงวิธีอื่นที่อาจได้ผลดีกว่า - การตัดสินใจเลือกวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสม เป็นการตัดสินใจที่แน่ชัดว่าจะแก้ปัญหาด้วยวิธีใด และถ้า วิธีแรกไม่ได้ผลแล้วจะใช้วิธีใดต่อไป


17 - ดำเนินการแก้ปัญหาตามวิธีที่เลือก ทำการแก้ปัญหาตามแผนที่ตกลงกันไว้จนครบถ้วนบางครอบครัว อาจทำตามแผนได้เพียงบางส่วนหรือไม่ได้ทำเลย - ติดตามให้การแก้ปัญหานั้นเป็นไปอย่างครบถ้วน ครอบครัวมีการติดตามอย่างจริงจังว่าได้ใช้วิธี แก้ปัญหานั้นตามที่ตกลงกันไว้หรือไม่ - ประเมินความสำเร็จ ครอบครัวมีการประเมินว่าวิธีแก้ปัญหาที่เลือกนั้นได้ผลมากน้อยเพียงใด มีการ วิเคราะห์ถึงผลดีผลเสียที่เกิดขึ้น เพื่อจะได้เรียนรู้จากปัญหาดังกล่าว การแก้ปัญหาไม่จำเป็นต้องทำเป็นขั้น ๆ จนครบทุกขั้นตอนที่กล่าวมา ขึ้นอยู่กับลักษณะความซับซ้อน ของปัญหา ในครอบครัวที่ทำหน้าที่ได้ดี วิธีการแก้ปัญหาโดยรวมจะเป็นไปอย่างเรียบร้อย แม้ว่าจะมีบาง ปัญหาที่แก้ไม่ได้ แต่ปัญหานี้ก็ไม่รุนแรงหรือเรื้อรังจนทำให้การทำหน้าที่ด้านอื่น ๆ ของครอบครัวบกพร่องไป ด้วย 2. การสื่อสาร (communication) หมายถึง การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน การสื่อสารอาจ แบ่งเป็นการสื่อโดยใช้คำพูด และการสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูด McMaster Model of Family Function : MMFF จะเน้นการสื่อสารโดยใช้คำพูดเนื่องจากสามารถวัดได้ชัดเจนกว่า อย่างไรก็ตามการสื่อสารโดยไม่ใช้ คำพูดนั้นแม้เนื้อหาจะไม่เด่นชัด แต่ก็เป็นเนื้อหาที่มีความสำคัญโดยจะแสดงออกมาทางระดับเสียง คำพูดที่ เลือกใช้ สีหน้า แววตาและท่าทาง เป็นต้น เนื้อหาของการสื่อสารแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เนื้อหาที่เกี่ยวกับ วัตถุ และเนื้อหาที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก ครอบครัวที่สื่อสารด้านวัตถุได้ดีอาจสื่อสารทางด้านอารมณ์ไม่ดีก็ ได้ แต่ครอบครัวที่สื่อสารด้านวัตถุไม่ดีก็มักจะมีปัญหาการสื่อสารด้านอารมณ์ร่วมด้วยเสมอ ครอบครัวที่มี ประสิทธิภาพและทำหน้าที่ได้ดีจะสื่อสารได้ชัดเจนและตรงต่อบุคคลเป้าหมาย ถ้าการสื่อสารมีความคลุมเครือ และอ้อมค้อมมากเท่าใด ครอบครัวก็จะทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่านั้น การสื่อสารอย่างคลุมเครือและอ้อมค้อมจะทำ ให้อีกฝ่ายหนึ่งสื่อกลับมาแบบเดียวกัน 3. บทบาท (Role) หมายถึง แบบแผนพฤติกรรมที่สมาชิกในครอบครัวปฏิบัติต่อกันซ้ำ ๆ เป็นประจำ เพื่อให้ครอบครัวทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์โดยแบ่งได้เป็น 2 ด้าน คือ บทบาททางด้านวัตถุ และบทบาท ทางด้านอารมณ์ นอกจากนี้ยังแบ่งตามความจำเป็นได้ดังนี้ 3.1 บทบาทพื้นฐาน หมายถึง บทบาทที่จำเป็นต้องกระทำให้ครบถ้วน เพื่อให้ครอบครัวดำรงอยู่ได้ อย่างปกติสุข ประกอบด้วย การจัดหาปัจจัยสี่ ให้แก่สมาชิก การฟูมฟักเลี้ยงดูและให้การประคับประคอง สนับสนุนแก่สมาชิก การตอบสนองความต้องการทางเพศในระหว่างคู่สมรส การช่วยพัฒนาทักษะต่าง ๆ ให้ สมาชิก และการบริหารจัดการภายในครอบครัว 3.2 บทบาทอื่น ๆ หมายถึง บทบาทเฉพาะของแต่ละครอบครัว ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งบทบาทที่ เหมาะสมและไม่เหมาะสม เช่น ลูกที่เรียนเก่งและได้รับทุนไปต่างประเทศ บทบาทของลูกคือนำชื่อเสียง เกียรติยศมาสู่ครอบครัว บางครอบครัวมีบทบาทของแพะรับบาป คือ สมาชิกคนหนึ่งต้องทำหน้าที่เป็นผู้รองรับ อารมณ์หรือทัศนคติเชิงลบของสมาชิกคนอื่น บทบาทนี้ช่วยเบี่ยงเบนความขัดแย้งไม่ให้เกิดความตึงเครียดมาก เกินไปจนครอบครัวเสียสมดุล ซึ่งบทบาทนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะสมาชิกผู้นั้นจะมีชีวิตอยู่ด้วยความ กดดันและรู้สึกถูกครอบครัวปฏิเสธ ส่วนครอบครัวเองก็ไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งที่มีระหว่างกันได้อย่าง แท้จริง 4. การตอบสนองทางอารมณ์ (Affective Responsiveness) หมายถึง ความสามารถที่จะตอบสนอง ทางอารมณ์ต่อกันอย่างเหมาะสม ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ อารมณ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัวมีหลายแบบทั้ง


18 อารมณ์เชิงบวก เช่น อารมณ์รัก เป็นสุข ความยินดี และอารมณ์เชิงลบ เช่น ความกลัว โกรธ เศร้า เสียใจ ผิดหวัง เป็นต้น ครอบครัวที่ทำหน้าที่ได้ดีจะแสดงอารมณ์ได้หลายแบบในปริมาณและสถานการณ์ที่เหมาะสม แต่ครอบครัวที่มีปัญหามักมีความจำกัดในการแสดงอารมณ์ เช่น แสดงออกมากหรือน้อยเกินไป บางครอบครัว แสดงออกเฉพาะอารมณ์เชิงบวก แต่ไม่สามารถแสดงอารมณ์เชิงลบได้ 5. ความผูกพันทางอารมณ์ (Affective Involvement) หมายถึง ระดับความผูกพันห่วงใยที่สมาชิกมี ต่อกัน รวมทั้งการแสดงออกซึ่งความสนใจและการเห็นคุณค่าของกันและกัน ความผูกพันทางอารมณ์มีหลาย ระดับดังนี้ คือ 5.1 ปราศจากความผูกพัน (Lack of involvement) สมาชิกในครอบครัวไม่สนใจใยดีกันเลย การ เป็นครอบครัวมีความหมายเพียงการมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันเท่านั้น 5.2 ผูกพันแบบไม่มีความรู้สึก (involvement devoid of feelings) สมาชิกมีความสนใจต่อกัน เพียงเล็กน้อย โดยปราศจากความลึกซึ้งทางอารมณ์และความห่วงใยด้วยน้ำใสใจจริง ความสนใจในความ เป็นอยู่ของอีกฝ่ายหนึ่งแทบไม่มีเลย หรือถ้ามีก็เป็นไปเพราะความอยากรู้อยากเห็นอยากควบคุมอีกฝ่าย หรือ เป็นไปตามหน้าที่ เช่น ต้องแสดงความห่วงใยยามพี่น้องเจ็บป่วย เป็นต้น 5.3 ผูกพันเพื่อตนเอง (Narcissistic Involvement) ความสนใจในอีกฝ่ายหนึ่งเป็นไปเพื่อตนเอง เพื่อเสริมคุณค่าให้ตนเอง ไม่ใช่ความสนใจที่มีต่ออีกฝ่ายหนึ่งอย่างจริงใจ 5.4 ผูกพันอย่างมีความเข้าอกเข้าใจ (Empathic Involvement) ความสนใจผูกพันที่มีต่ออีกฝ่าย อย่างแท้จริง โดยมีพื้นฐานอยู่บนความเข้าใจในความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่ง ความผูกพันแบบนี้มีความ เหมาะสมที่สุด เพราะจะสามารถตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม 5.5 ความผูกพันมากเกินไป (Over Involvement) ความผูกพันเป็นไปอย่างปกป้องหรือจุ้นจ้าน มากเกินไป จนอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีความเป็นส่วนตัวหรือเป็นตัวของตัวเองอย่างเพียงพอ 5.6 ความผูกพันเหมือนเป็นบุคคลเดียวกัน (Symbiotic Involvement) เป็นความผูกพันที่ แน่นแฟ้นจนทั้งคู่เหมือนเป็นบุคคลเดียวกัน และขอบเขตส่วนตัวของแต่ละคนนั้นไม่ชัดเจนหรือแทบไม่มีเลย 6. การควบคุมพฤติกรรม (Behavior Control) หมายถึง วิธีการที่ครอบครัวควบคุมหรือจัดการกับ พฤติกรรมของสมาชิก การควบคุมเป็นสิ่งที่จำเป็น ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกประพฤติตนอยู่ในขอบเขตอันเหมาะสม ไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น การควบคุมพฤติกรรมในครอบครัวแบ่งได้เป็น 4 แบบ ดังนี้ 6.1 การควบคุมพฤติกรรมแบบเข้มงวด (Rigid Behavior Control) ครอบครัวกำหนดหน้าที่ของ สมาชิกแต่ละคนเอาไว้แน่นอน มีกฎที่เข้มงวดและมีบทลงโทษเมื่อฝ่าฝืนกฎ ครอบครัวแบบนี้จะปฏิบัติภารกิจ ประจำวันได้ดี สมาชิกแต่ละคนรู้ว่าตนต้องทำอะไร แต่ผลเสียก็คือ การปรับตัวจะเป็นไปอย่างลำบาก เนื่องจาก ไม่มีโอกาสต่อรองหรือเปลี่ยนแปลงกฎให้เหมาะสมกับสถานการณ์ การควบคุมแบบนี้อาจนำไปสู่การต่อสู้ ช่วงชิงอำนาจภายในครอบครัวและการต่อต้านแบบดื้อเงียบ 6.2 การควบคุมพฤติกรรมแบบยืดหยุ่น (Flexible Behavior Control) ครอบครัวมีมาตรฐานและ กฎเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นพอประมาณ มีการพิจารณาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและปรับเปลี่ยนกฎไปตามเหมาะสม การ ควบคุมแบบนี้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะเป็นไปด้วยความเข้าใจและการยอมรับในตัวบุคคล โดยมี จุดหมายเพื่อที่จะอบรมให้เกิดระเบียบวินัย ดั้งนั้นสมาชิกจะเกิดความรู้สึกอยากร่วมมือและปฏิบัติตามกฎที่ตั้ง ไว้


19 6.3 การควบคุมพฤติกรรมแบบอะไรก็ได้ (Laissez - faire behavior control) ครอบครัวไม่มี ทิศทางแน่นอนว่าสมาชิกควรประพฤติอย่างไร ไม่มีกฎสำหรับเรื่องใด ๆ เลย ใครจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ไม่มีการชี้นำและการตัดสินใจหรือการแทรกแซงจากสมาชิกอื่น เพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่เหมาะสม การ มอบหมายบทบาทไม่มีความชัดเจน สมาชิกมักขาดความรับผิดชอบในหน้าที่ของตน การสื่อสารมักมีปัญหา เพราะไม่มีใครฟังใคร ครอบครัวแบบนี้จะปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ดีเด็ก ๆ จะเติบโตขึ้นด้วยความรู้สึกไม่มั่นคง ควบคุมตนเองไม่ได้ และอาจมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเพื่อเรียกร้องความสนใจ 6.4 การควบคุมพฤติกรรมแบบยุ่งเหยิง (Chaotic behavior control) ครอบครัวมีการควบคุม พฤติกรรมแบบขึ้น ๆ ลง ๆ บางครั้งเข้มงวด บางครั้งยืดหยุ่น การควบคุมแบบนี้ไม่เหมาะสมที่สุด เพราะทำให้ ครอบครัวไม่มีเสถียรภาพและไม่มีความเสมอต้นเสมอปลายในการปฏิบัติหน้าที่ 7. ด้านการทำหน้าที่ทั่วไป (General Function) เป็นพฤติกรรมในภาพรวมทั้งหมดของสมาชิกใน ครอบครัว ที่แสดงถึงการมีความสุขหรือไม่มีความสุขของครอบครัว 3.3 ปัจจัยที่มีผลต่อการทำหน้าที่ของครอบครัวตามการรับรู้ของผู้ดูแลครอบครัวผู้ป่วยจิตเวชที่มี ความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง การทำหน้าที่ของครอบครัวตามการรับรู้ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง พบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของครอบครัวหลายปัจจัย ได้แก่ 1. รายได้ของครอบครัว การมีผู้ป่วยจิตเภทในครอบครัวทำให้ครอบครัวต้องรับภาระด้านรายจ่ายมาก ขึ้นในการรักษาพยาบาล รายได้ของครอบครัวลดลง ส่งผลกระทบให้การทำหน้าที่ของครอบครัวได้ไม่ดี 2. อายุของผู้ดูแล ในครอบครัวที่อายุแตกต่างกัน จะทำให้การรับรู้ภาระมีความแตกต่างกันโดยผู้ดูแล ที่มีอายุน้อยกว่าจะรับรู้ภาระในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทมากกว่าผู้ดูแลที่มีอายุมาก 3. ระยะเวลาที่ดูแลผู้ป่วย มีผลต่อการรับรู้ภาระการดูแล ครอบครัวที่ดูแลผู้ป่วยเป็นเวลานานทำให้ ผู้ดูแลเกิดความเครียด วิตกกังวล สิ้นหวัง วิถีชีวิตในครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป กิจกรรมในสังคม การพักผ่อน น้อยลง ทำให้ไม่อยากทำหน้าที่ในครอบครัวต่ออีก 4. ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยจิตเภท ส่งผลให้เกิดความเครียด ผู้ดูแลที่มีความรู้ต่ำจะแก้ปัญหาด้วยการ เผชิญความเครียดทางลบ 5. ระดับการศึกษา พบว่า ผู้ดูแลที่มีการศึกษาสูง จะมีเหตุผลและวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ดีกว่าผู้ที่มี การศึกษาต่ำ 6. ภาระในการดูแลของผู้ดูแล ครอบครัวที่มีการรับรู้ภาระการดูแลสูงจะมีบทบาทการทำหน้าที่ไม่ดี สถานะทางสุขภาพแย่ มีความพึงพอใจและการสนับสนุนทางสังคมน้อย ครอบครัวที่มีปัญหาเป็นภาระหนักที่ ส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของครอบครัวด้านการแสดงความรู้สึกทางอารมณ์ 7. ความเครียด ความเครียดมีผลต่อการทำหน้าที่ของครอบครัว การที่ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทรับรู้ว่าการที่ ต้องดูแลผู้ป่วยเป็นระยะเวลานาน ๆ นั้นทำให้ผู้ดูแลในครอบครัวเกิดความเครียด ถ้าผู้ดูแลในครอบครัวมีการ ใช้วิธีการเผชิญความเครียดที่ไม่เหมาะสมแล้วหรือไม่สามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ความเครียดหรือ ปัญหานั้นก็จะสะสมเพิ่มขึ้น จนในที่สุดจะเกิดผลกระทบต่อการทำตามบทบาทหน้าที่ของผู้ดูแลตามมา 8. การสนับสนุนทางสังคม การสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการทำหน้าที่ของ ครอบครัวผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท เนื่องจากเป็นแหล่งประโยชน์ของบุคคลที่ช่วยให้บุคคลสามารถปรับตัวต่อ ความเครียดที่เกิดจากเหตุการณ์ในชีวิต การสนับสนุนทางสังคมทำให้ผู้ดูแลในครอบครัวมีกำลังใจ เกิดความ


20 เชื่อมั่น มีอารมณ์มั่นคงในการต่อสู้ปัญหา ทำให้ผู้ดูแลในครอบครัวสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ มองเห็นทางที่จะหลีกเลี่ยงจากสภาวะที่ทำให้เกิดความเครียดและยังช่วยบรรเทาความรุนแรงของผลกระทบที่ เกิดจากความเครียดที่เกิดกับครอบครัวผู้ดูแลและเป็นการส่งเสริมความมีคุณค่าในตนเองให้แก่ผู้ดูแลให้การทำ หน้าที่ของครอบครัวมีประสิทธิภาพ 4. แนวคิดครอบครัวบำบัด ครอบครัวบำบัด เป็นเทคนิคการบำบัดทางจิตชนิดหนึ่ง เพื่อส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือบุคคลใน ครอบครัวให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในสภาพปัญหาของตน และเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัวของตน เปลี่ยนพฤติกรรม และอารมณ์ของบุคคลในครอบครัว จากที่เคยสูญเสียบทบาทหน้าที่ให้สามารถทำหน้าที่ได้ เหมาะสม พัฒนาพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อการเป็นอยู่ที่ดีของสมาชิกในครอบครัว (อรพรรณ ลือบุญธวัชชัย, 2556) ซึ่งอุมาพร ตรังคสมบัติ (2561) ใช้คำว่า จิตบำบัดครอบครัว คือการบำบัดที่รวมบุคคลที่มีความผูกพันกันใน ฐานะเป็นครอบครัวเข้ามาร่วมด้วย ได้แก่ พ่อ แม่ สามี ภรรยา ลูก ญาติ พี่น้อง เป็นต้น ครอบครัวบำบัดมี พื้นฐานอยู่บนทฤษฎีระบบ โดยมองหาความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยย่อยต่าง ๆ ในระบบ การบำบัดเน้นที่ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว วรจรแห่งปฏิสัมพันธ์ และการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวให้ เหมาะสม โดยมีเป้าหมายและวิธีการ ดังนี้ 1. เปลี่ยนแปลงโครงสร้างและความสัมพันธ์ในครอบครัวให้เหมาะสม โดยสร้างความผูกพันที่ เหมาะสม และให้สมาชิกเป็นตัวของตัวเองอย่างเพียงพอ 2. ช่วยให้ครอบครัวปรับตัวกับปัญหาและความเครียดได้ดี โดยช่วยให้ครอบครัวมองปัญหาในแง่มุม ใหม่ สร้างความหวังและลดความรู้สึกผิด ช่วยให้ครอบครัวปฏิบัติหน้าที่ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น 3. สร้างทักษะที่สำคัญ ได้แก่ การแก้ไขความขัดแย้ง การสื่อสาร การเผชิญปัญหาที่ถูกต้องและ เหมาะสม 4. ช่วยให้สมาชิกเกิดความเข้าใจตนเอง โดยให้สมาชิกในครอบครัวรับรู้และเข้าใจปัญหาหรืออาการ ป่วย รู้ถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อปัญหาหรืออาการป่วย และการมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในครอบครัว เทคนิคในการทำครอบครัวบำบัด ได้แก่ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว เน้นการเข้าใจและ ยอมรับตนเองของสมาชิกในครอบครัวและปัญหาที่เกิดขึ้น การตั้งเป้าหมายในการอยู่ร่วมกัน การสร้าง แรงจูงใจตามบทบาททำหน้าที่ของครอบครัว การตอบสนองทางอารมณ์ของสมาชิกในครอบครัวอย่าง เหมาะสม การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่สมาชิกครอบครัว และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัว 5. การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning) หลักการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม คือ กระบวนการสร้างความรู้ โดยมีวิทยากรช่วยจัดกระบวนการเรียน การสอนที่เอื้ออำนวยมากกว่าที่จะเป็นการถ่ายทอดความรู้จากวิทยากรสู่ผู้เรียน มีขั้นตอนการเรียนรู้แบบมี ส่วนร่วม (พิสุทธา อารีราษฎร์, 2553) ดังนี้ 1. ขั้นสร้างความรู้สึกประสบการณ์ (Experience) เป็นขั้นตอนที่ผู้นำกิจกรรมจะพยายามกระตุ้นให้ผู้ ร่วมกิจกรรมดึงประสบการณ์ของตนเองออกมาใช้ในการเรียนรู้ 2. ขั้นอภิปรายและสะท้อนคิด (Reflection and Discussion) เป็นขั้นที่ผู้เรียนสามารถแสดงความ คิดเห็นและความรู้สึกของตนเอง แลกเปลี่ยนกับสมาชิกในกลุ่ม โดยผู้นำกิจกรรมจะเป็นผู้กำหนดประเด็นการ


21 วิเคราะห์ ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้เรียนรู้ถึงความคิด ความรู้สึกของคนอื่นที่แตกต่างไปจากตนเอง ซึ่งจะช่วยให้เกิด การเรียนรู้ได้กว้างขวางขึ้น การสะท้อนคิดโดยการอภิปรายจะทำให้ได้ข้อสรุปที่หลากหลาย 3. ขั้นจัดระบบความคิดรวบยอด (Concept) เป็นขั้นที่ผู้ร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้ถึงสาระสำคัญ ที่อาจ ได้มาจากการสอนหรือการให้ความรู้ การให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ และผู้นำกิจกรรมสรุปความคิดรวบยอดให้จาก การอภิปรายและการนำเสนอของผู้ร่วมกิจกรรม ซึ่งความคิดรวบยอดนี้จะส่งผลไปถึงการเปลี่ยนแปลงเจตคติ หรือทำความเข้าใจในสาระสำคัญต่างๆ ที่จะช่วยให้การปฏิบัติได้ง่ายขึ้น 4. ขั้นการประยุกต์ใช้(Application) ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้ทดลองใช้ความคิดรวบยอด เช่น การสื่อสาร สนทนา เล่นบทบาทสมมติ สถานการณ์จำลอง เป็นต้น ในการจัดกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมจำเป็นจะต้องดำเนินการให้ครบทั้ง 4 ขั้นตอน เพราะแต่ละขั้นตอนมี ความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง กิจกรรมการส่งเสริมการทำหน้าที่ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการ ก่อความรุนแรง ได้นำทั้ง 4 ขั้นตอน มาดำเนินการเพื่อให้ผู้ดูแลเกิดการเรียนรู้และสามารถนำไปประยุกต์ตาม บทบาทหน้าที่ของครอบครัวต่อไป การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของ ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง มีดังนี้ แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงของกรมสุขภาพจิต (2563) มี แนวทาง ดังนี้ 1. ทีมสหวิชาชีพที่รับผิดชอบการติดตามดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ใน แต่ละสถาบัน/ โรงพยาบาล วางแผนติดตามดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงอย่าง ต่อเนื่องในชุมชน โดยนำข้อมูลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง เช่น ข้อมูลการเจ็บป่วย ประวัติที่อยู่ คำยินยอมให้ติดตามเยี่ยม สิทธิการรักษา ปัญหาสังคมจิตใจของผู้ป่วยและครอบครัว เป็นต้น จาก แผนกผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยใน มาวางแผนติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันอาการกำเริบหรือก่อ ความรุนแรงซ้ำ 2. พยาบาลจิตเวชชุมชนหรือทีมสหวิชาชีพที่ได้รับมอบหมาย ติดตามดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยง สูงต่อการก่อความรุนแรง ต่อเนื่องในชุมชนร่วมกับเครือข่าย มีการประเมินระดับอาการ พฤติกรรมความ รุนแรง และปัญหาการเจ็บป่วยทางจิตที่เสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง โดยใช้แบบติดตาม เช่น แบบติดตามเยี่ยม บ้านหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลจิตเวช แบบติดตามผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชน 10 ด้าน ฯลฯ และเครื่องมือ วัดอาการทางจิตและระดับพฤติกรรมความรุนแรง (CGI-S/ OAS/ PVSS) ในปีแรกจะติดตามหลังจำหน่าย ภายใน 7 วัน และติดตามต่อเนื่อง 1/3/6/9/12 เดือน สำหรับปีที่ 2 ขึ้นไป ติดตามดูแลอย่างน้อยทุก 6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาและความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย 3. สำหรับเครือข่ายที่มีความเข้มแข็ง และมีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อ การก่อความรุนแรง ผู้รับผิดชอบงานจะส่งต่อข้อมูลให้เครือข่ายเพื่อติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยมี โรงพยาบาลจิตเวชเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด 4. การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผู้ป่วย โดยให้ความรู้เกี่ยวกับโรค อาการ ความเสี่ยงที่ ต้องเฝ้าระวังกับเพื่อนบ้าน อสม. แกนนำชุมชน หาแหล่งสนับสนุนทางสังคมที่เหมาะสมกับศักยภาพของผู้ป่วย และส่งเสริมกิจกรรมการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน ในการดูแลผู้ป่วย


22 5. ประมวลและรายงานผลการติดตามต่อเนื่องในชุมชนผู้รับผิดชอบดำเนินการประมวลและวิเคราะห์ ผลการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ในแต่ละรายตามระยะเวลาที่กำหนด เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ลักษ์ขณา พานิชสรรค์ และเพ็ญพักตร์ อุทิศ (2561) ศึกษาผลของโปรแกรมการบำบัดครอบครัวต่อ การทำหน้าที่ของครอบครัวผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน โดยโปรแกรมการบำบัดครอบครัวแบบกลุ่ม พัฒนาตาม แนวคิดของ Murphy (2007) ร่วมด้วยกับแนวคิดการทำหน้าที่ครอบครัว ของ อุมาพร ตรังคสมบัติ (2554) ประกอบด้วย 5 กิจกรรม คือ 1) การสร้างสัมพันธภาพ ประเมินการทำหน้าที่ของครอบครัว และการ พัฒนาการสื่อสาร 2) การพัฒนาความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคจิตเภทและการรักษา 3) การพัฒนาทักษะการ จัดการกับอาการที่เป็นปัญหา 4) การพัฒนาทักษะการเผชิญความเครียดและการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ 5) การพัฒนาทักษะทางสังคมการตอบสนองทางอารมณ์ ความผูกพันทางอารมณ์และการหาแหล่งสนับสนุน ทางสังคม ครั้งละ 1 - 2 กิจกรรม ๆ ละ 45 -90 นาที เป็นเวลา 3 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน ผลการทดลอง พบว่า โปรแกรมการบำบัดครอบครัวมีผลต่อคะแนนการทำหน้าที่ของครอบครัวผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนสูงกว่าก่อนการ ทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สุชาดา เวชการุณา (2556) ศึกษาผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการเรียนรู้แบบ มีส่วนร่วมต่อพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยจิตเวชของผู้ดูแล โดยโปรแกรมการใช้สุขภาพจิตศึกษาที่เน้นการมี ส่วนร่วมของครอบครัว ใช้กรอบแนวคิดของ Anderson et al. (1980) และ Kolb (1984) ประกอบด้วย 5 กิจกรรม คือ กิจกรรมที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพและค้นหาประสบการณ์เดิม กิจกรรมที่ 2 การสะท้อน ความคิดและสร้างความคิดรวบยอด กิจกรรมที่ 3 การพัฒนาทักษะการเผชิญความเครียด กิจกรรมที่ 4 การ พัฒนาทักษะทางสังคม กิจกรรมที่ 5 ฝึกทักษะและประยุกต์ความคิด ครั้งละ 1 กิจกรรม รวม 5 สัปดาห์ นาน ครั้งละ 60 – 90 นาที ผลการทดลอง พบว่า คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยจิตเภทของผู้ดูแลสูงกว่าก่อ การทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สุนันญา แสงแก้ว, เรณุการ์ ทองคำรอด และกชพงศ์ สารการ (2561) ผลของโปรแกรมการดูแลแบบมี ส่วนร่วมของครอบครัวและอาสาสมัครสาธารณสุขต่อความรุนแรงของอาการทางจิตในผู้ป่วยจิตเภท โดย โปรแกรมการดูแลแบบมีส่วนร่วมของครอบครัวและอาสาสมัครสาธารณสุข ใช้กรอบแนวคิดการดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่บ้านของภัทราภรณ์ และคณะ (2548) จำนวน 6 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 ภาพความเป็นจริงในปัจจุบันและ ความมุ่งหวัง “ผู้ป่วยโรคจิตเภทในชุมชนของเรา” ครั้งที่ 2 การดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่บ้านและชุมชน ครั้งที่ 3 การบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคจิตเภท ครั้งที่ 4 ทักษะจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันร่วมกัน ครั้งที่ 5 ทักษะจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับด้านการจัดการอาการ ครั้งที่ 6 กิจกรรมการสรุปและทบทวนการดำเนินการที่ ผ่านมา ดำเนินกิจกรรมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง 30 นาที จำนวน 6 ครั้ง ผลการทดลอง พบว่า ครอบครัวและอาสาสมัครสาธารณสุขในกลุ่มทดลอง มีคะแนนเจตคติ ความรู้ และทักษะการดูแลผู้ป่วยจิตเภท ที่บ้านและชุมชนสูงกว่ากลุ่มควบคุมหลังสิ้นสุดการทดลองและหลังสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 วันทนีย์ ล้ำเลิศ และเพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์ (2561) ศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสามารถ ของผู้ดูแลต่อภาระการดูแลผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบภาระการดูแลผู้ป่วยจิต เภทของผู้ดูแลก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความสามารถของผู้ดูแล และเปรียบเทียบภาระการดูแล


23 ผู้ป่วยจิตเภทของผู้ดูแลระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ประกอบด้วย 6 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพ การพัฒนาความรู้เกี่ยวกับโรคจิตเภทและการดูแลตนเอง ของผู้ดูแล กิจกรรมที่ 2 การจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของผู้ป่วยจิตเภท กิจกรรมที่ 3 การจัดการกับ ความเครียดที่มีประสิทธิภาพ กิจกรรมที่ 4 การจัดการกับความรู้สึกที่เกิดจากการดูแลผู้ป่วย กิจกรรมที่ 5 การ สื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และกิจกรรมที่ 6 การสื่อสารในสถานการณ์ที่ผู้ป่วยมีอาการกำเริบ ดำเนินกิจกรรม ครั้งละ 90 นาที สัปดาห์ละ 2 กิจกรรม นาน 3 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน ผลการวิจัย พบว่า คะแนนเฉลี่ยภาระการ ดูแลผู้ป่วยจิตเภทของผู้ดูแลหลังได้รับแปรแกรมการส่งเสริมความสามารถของผู้ดูแลต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรม และคะแนนเฉลี่ยภาระการดูแลผู้ป่วยจิตเภทของผู้ดูแลที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความสามารถของผู้ดูแลต่ำ กว่าที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ พรประไพ แขกเต้า (2561) ศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อ ความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้สารเสพติดร่วม ตามแนวคิดการทำหน้าที่ของครอบครัวของอุมาพร ตรังคสมบัติ (2554) ร่วมกับแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวกับผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้สารเสพติดร่วม และแนวคิดการทำหน้าที่ ของครอบครัว โดยใช้กระบวนการกลุ่มตามแนวคิดหลักการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า กลุ่ม ทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในระยะก่อนการทดลองอยู่ในระดับปานกลาง หลังการทดลองเสร็จสิ้น และระยะติดตาม 1 เดือน อยู่ในระดับสูง และกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถหลังการทดลองเสร็จสิ้น และหลังการติดตามผล 1 เดือนสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แก้วตา มีศรี (2554) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน มี ปัจจัยคัดสรร พบว่า ปัจจัยด้าน อายุ เพศ ความรู้เกี่ยวกับการดูแล การมีโรคประจำตัว ระยะเวลาในการดูแล ผู้ป่วย สัมพันธภาพระหว่างผู้ดูแลและผู้ป่วย และการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์กับความสามารถของ ผู้ดูแลในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน โดยผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่มีอายุมากสามารถดูแลผู้ป่วยจิตเภท ในชุมชนได้ดีกว่าผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่มีอายุน้อยกว่า เนื่องจากอายุมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์ในอดีต โดย ความสามารถในการดูแลตนเองของบุคคลจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามอายุ ด้านระยะเวลาในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทมี ความสัมพันธ์ทางบวกกับความสามารถในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพาของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนในระดับ ต่ำ ระยะเวลาที่ยาวนานในการดูแลผู้ป่วยจะช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ในการดูแล ด้านการมีโรคประจำตัว ผู้ดูแลมีโรคประจำตัวมากก็จะทำให้ความสามารถในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพาลดลง ด้านสัมพันธภาพระหว่าง ผู้ดูแลและผู้ป่วยจิตเภทมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสามารถในการดูแลบุคคลต้องพึ่งพาของผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเภท และด้านสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสามารถในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพาของ ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนในระดับสูง เนื่องจากการที่ผู้ดูแลได้รับความรักใคร่ผูกพันจากบุคคลรอบข้าง รับรู้ ว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง มีโอกาสได้ช่วยเหลือบุคคลรอบข้างตามโอกาส รับรู้ถึง คุณค่าในตนเองอย่างเพียงพอ และได้รับความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ดูแลเกิดการรับรู้ที่ดีใน การที่จะดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา ภาคิณี เดชชัยยศ, ดวงใจ วัฒนสินธ์ และภรภัทร เฮงอุดมทรัพย์ (2563) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความ ผาสุกทางใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท ผลการศึกษา พบว่า การสนับสนุนทางสังคม ความแข็งแกร่งในชีวิต การมองโลกในแง่ดี ความผูกพันในครอบครัว สามารถร่วมทำนายความผาสุกของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทได้ร้อยละ 67.30 นั่นคือ ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่มีการรับรู้การสนับสนุนทางสังคม รู้สึกว่าตนเองเป็นที่รักของครอบครัว รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ได้รับความช่วยเหลือด้านข้อมูลข่าวสารหรือวัตถุสิ่งของจากบุคคลอื่น รู้สึกว่า


24 ตนเองมีคุณค่าและสามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดหรือกดดันได้ ทำให้ผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเภทจัดการปัญหาอุปสรรคในการดูแลได้ดีขึ้น และผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่มีความแข็งแกร่งในชีวิตจะสามารถ ดึงศักยภาพของตนเองมาจัดการกับเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เห็นคุณค่า ในตัวเอง มีความมั่นใจว่าตนเองสามารถแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี มีบุคคลหรือแหล่งที่ให้ความช่วยเหลือ รู้สึก ภาคภูมิใจในตนเอง และสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ผู้ดูแลที่ผ่าน ประสบการณ์การดูแล และเข้าใจเหตุการณ์ในภาวะตึงเครียดที่เกิดขึ้นว่าจะผ่านไปได้จากความสามารถควบคุม ตนเองได้ ปรับตัวด้านสุขภาพได้ มั่นใจในการดำเนินชีวิต และใช้ชีวิตอย่างปกติสุขในสังคม และความผูกพันใน ครอบครัวที่แนบแน่น สามารถลดการเกิดภาวะซึมเศร้าได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีผลทำให้ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทเกิด ความผาสุกทางใจได้


25 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi – Experimental research) โดยใช้การศึกษาแบบสอง กลุ่ม วัดก่อน – หลัง (The pretest-posttest Control – Group Design Design) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของ ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของ ครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน และภายในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และ สิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน โดยมีรูปแบบการทดลอง ดังนี้(Polit, Beck, & Hungler, 2011) กลุ่ม ก่อนการ ทดลอง ทดลอง หลังการ ทดลอง สิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน กลุ่มทดลอง O1 X O2 O3 กลุ่มควบคุม O4 O5 O6 ความหมายของสัญลักษณ์มี ดังนี้ O1 หมายถึง การวัดคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรงในกลุ่มทดลองก่อนได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว O2 หมายถึง การวัดคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว O3 หมายถึง การวัดคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ในกลุ่มทดลองเมื่อสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน O4 หมายถึง การวัดคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ในกลุ่มควบคุมก่อนได้รับการดูแลตามปกติ O5 หมายถึง การวัดคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ในกลุ่มควบคุมหลังได้รับการดูแลตามปกติ O6 หมายถึง การวัดคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ในกลุ่มควบคุมหลังสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน X หมายถึง ให้การทดลองโดยใช้โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร (Population) คือ ผู้ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคจิตเวชด้วยเกณฑ์วินิจฉัย ICD - 10 revision และได้รับการคัดกรองตามเกณฑ์คัดกรองผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI - V) ของกรมสุขภาพจิต ที่มารับบริการในโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี


26 จำนวนผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงรวม 1,527 คน (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 30 กันยายน 2565) กลุ่มตัวอย่าง (Samples) คือ ผู้ดูแลหลักที่ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคจิตเวชด้วยเกณฑ์ วินิจฉัย ICD -10 revision และได้รับการคัดกรองตามเกณฑ์คัดกรองผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรง (SMI - V) ของกรมสุขภาพจิต ที่มารับบริการในโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ อำเภอพุนพิน จังหวัด สุราษฎร์ธานี ระหว่างเดือน มีนาคม 2566 ถึงเดือนมิถุนายน 2566 มีเกณฑ์การคัดเลือกดังนี้ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ (Inclusion Criteria) คือ 1. ผู้ดูแลหลัก เพศหญิงหรือชาย อายุ 25 - 60 ปี มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดหรือกฎหมาย ทำหน้าที่ เป็นผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ได้แก่ มารดา บิดา สามี ภรรยา พี่น้อง บุตรหรือ ญาติ ที่ให้การดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยในการดำรงชีวิตประจำวันสม่ำเสมอและต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 เดือน โดย ไม่ได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนในการดูแล 2. ผู้ดูแลหลักที่ดูแลผู้ป่วยจิตเวช ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคจิตเวชด้วยเกณฑ์วินิจฉัย ICD -10 revision และได้รับการคัดกรองตามเกณฑ์คัดกรองผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI - V) ของกรมสุขภาพจิต 3. มีคะแนนค่าเฉลี่ยของการทำหน้าที่ของครอบครัว ในระดับน้อยถึงปานกลาง 4. สามารถพูดคุยติดต่อสื่อสารอ่านภาษาไทยได้ เกณฑ์คัดออก (Exclusion Criteria) 1. ผู้ดูแลที่มีภาวะแทรกซ้อนทางกาย จนเป็นอุปสรรคขณะเข้าร่วมโปรแกรม 2. ผู้ดูแลที่ไม่สามารถเข้าร่วมโปรแกรมได้ครบทุกกิจกรรม ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ในการคำนวณขนาดของกลุ่มอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ใช้ค่าขนาดอิทธิพล (effect size) ของผลงานวิจัย กึ่งทดลอง โดยประมาณค่าขนาดอิทธิพลจากค่าเฉลี่ยสองกลุ่ม คำนวณได้จากสูตรของ Glass (Glass, 1976 อ้างในบุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร, 2553) ดังนี้ โดยที่ หมายถึง ขนาดอิทธิพล หมายถึง ค่าเฉลี่ยของกลุ่มทดลอง หมายถึง ค่าเฉลี่ยของกลุ่มควบคุม หมายถึง ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มควบคุม ผู้วิจัยได้ศึกษางานวิจัยของวัลยา ภิญญาคง (2562) เรื่องผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของ ผู้ดูแลต่อความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง ซึ่งเป็นการวิจัยแบบกึ่ง


27 ทดลอง แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 ราย และกลุ่มควบคุม 20 ราย รวมทั้งสิ้น 40 ราย และเป็นงานวิจัยที่ใช้ ตัวแปรใกล้เคียงกัน คือ ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง โดยมี ค่าเฉลี่ยของกลุ่มทดลองเท่ากับ 49.15 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มทดลองเท่ากับ 5.932 และค่าเฉลี่ย ของกลุ่มควบคุมเท่ากับ 47.10 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มควบคุมเท่ากับ 3.538 เมื่อนำมาแทนค่าใน สูตรข้างต้นแล้วได้เท่ากับ 0.58 เนื่องจากงานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถของผู้ดูแลในการดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของ ครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และหลังสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน โดยเป็นการวัดซ้ำ 3 ช่วงเวลา ผู้วิจัยใช้วิธีการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป G*Power version 3.1.9.7 (Faul, Erdfelder, Lang, & Buchner, 2007) ผู้วิจัยเลือก Test family เป็น Ftests และเลือก Statistical test เป็น ANOVA: Repeated measures, between factors จากนั้น นำค่า ขนาดอิทธิพลที่คำนวณได้จากสูตรมาใส่ในโปรแกรมสำเร็จรูป G*Power version 3.1.9.7 กำหนดอำนาจการ ทดสอบ (Power) เท่ากับ 0.95 ที่ระดับนัยสำคัญ α = 0.05 จำนวนกลุ่ม (Number of groups) เท่ากับ 2 จำนวนการวัดซ้ำ (Number of measurements) เท่ากับ 3 ทำให้ได้ขนาดตัวอย่างทั้งหมดเท่ากับ 28 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 14 ราย และกลุ่มควบคุม 14 ราย แต่เพื่อป้องกันการตกออก (drop out) ของกลุ่ม ตัวอย่าง ผู้วิจัยจึงเพิ่มขนาดตัวอย่างอีกร้อยละ 20 ได้ขนาดตัวอย่างเพิ่มมาอีก 6 ราย รวมขนาดตัวอย่าง ทั้งหมด 34 ราย โดย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 17 ราย และกลุ่มควบคุม 17 ราย รายละเอียดการคำนวณแสดงดัง ภาพประกอบที่ 2 ภาพประกอบที่ 2 แสดงการคำนวณขนาดตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power 3.1.9.7


28 การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยทําการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ตามคุณสมบัติที่กําหนดข้างต้น และเมื่อได้กลุ่มตัวอย่างผู้วิจัยจับคู่ กลุ่ม กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว และกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ (Matched pair) ให้มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด จำนวน17 คู่ เพื่อควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนที่อาจมีผลต่อการ ทดลองได้ จึงจับคู่ ตาม เพศ และอายุ (Batista, Werne, & Juruena, 2011) และจับฉลากในแต่ละคู่ที่ได้เข้า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมจนครบตามจํานวนที่กำหนดคือกลุ่มละ 17 คน การพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่าง โปรแกรมการวิจัยนี้ ผ่านกระบวนการรับรองจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ และมีกระบวนการพิทักษ์สิทธิกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ ผู้วิจัยแนะนําตัวแก่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อสร้างสัมพันธภาพ อธิบายถึงวัตถุประสงค์ ขั้นตอน วิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูล ระยะเวลาและ ประโยชน์ของการวิจัย สิทธิในการตอบรับ หรือปฏิเสธการเข้าร่วมวิจัย โดยให้กลุ่มตัวอย่างลงนามยินยอมเข้า ร่วมการวิจัย พร้อมทั้งมอบหนังสือลงนามยินยอมให้กลุ่มตัวอย่าง และแจ้งให้ทราบว่าขณะดําเนินการวิจัยหาก กลุ่มตัวอย่างไม่ต้องการเข้าร่วมการวิจัยจนครบกําหนดเวลา สามารถบอกเลิกได้ทันทีโดยไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อการรักษาของผู้ป่วย ข้อมูลที่ได้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจะถือเป็นความลับและนํามาใช้เฉพาะการวิจัยครั้งนี้ เท่านั้น โดยจะนําเสนอข้อมูลที่ได้ในภาพรวม หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการวิจัย กลุ่มตัวอย่างสามารถสอบถาม ผู้วิจัยได้ตลอดเวลา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยเครื่องมือ 3 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวม ข้อมูล และประเมินผลลัพธ์เมื่อสิ้นสุดการวิจัยทั้งในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ชุดที่ 2 เครื่องมือดำเนินการ ทดลอง ชุดที่ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ชุดที่ 1 เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป ได้แก่ เพศ อายุ ความสัมพันธ์กับผู้ป่วย สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ระยะเวลาการเจ็บป่วยทางจิตของผู้ป่วย ระยะเวลาในการดูแลจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง และพฤติกรรมผู้ป่วยที่เป็นปัญหาในการดูแล ส่วนที่ 2 แบบวัดความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง โดยผู้วิจัยได้นำแบบวัดความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงของ วัลยา ภิญญาคง (2562) โดยพัฒนาจากแบบวัดความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทของมัลลิกา จันทร์เพ็ญ (2557) ซึ่งปรับปรุงมาจากแบบประเมินความสามารถในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา (The Appraisal of SelfCare Agency Scale: Form A) ที่สร้างตามแนวคิดของ Evers et al., (1985) แปลเป็นภาษาไทยโดยแก้วตา มีศรี (2554) ประกอบด้วยข้อคำถามทั้งหมด 21 ข้อ ประกอบด้วยความสามารถในด้านความสนใจและเอาใจ ใส่สภาวะแวดล้อม ด้านการพักผ่อน ด้านการจูงใจ ที่จะกระทำการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา ด้านการตัดสินใจ เกี่ยวกับการดูแล ด้านการเสาะแสวงหาความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยจิตเวช ด้านการใช้กระบวนการทาง ความคิดและสติปัญญา ด้านการรับรู้การกระทำและการสร้างสัมพันธภาพ และด้านการจัดลำดับกิจกรรมการ ดูแลลักษณะคำตอบเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับตามเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้


29 การแปลผลใช้เกณฑ์ตามระดับคะแนนตามแนวคิดของบุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร (2553) ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ ระดับคะแนนมากกว่าร้อยละ 80 มีความสามารถในระดับสูง ระดับคะแนนระหว่างร้อยละ 51-79 มีความสามารถในระดับปานกลาง ระดับคะแนนน้อยกว่าร้อยละ 50 มีความสามารถในระดับต่ำ ผู้วิจัยนำแบบวัดความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ไป ทดลองใช้ (try out) โดยให้พยาบาล 2 ท่านไปทดลองสอบถามผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จำนวน 20 คน แล้ว นำมาหาค่าความเชื่อมั่น โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha coefficient) ของคอนบราค (Cronbach, 1990) ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .9 ชุดที่ 2 เครื่องมือดำเนินการทดลอง เครื่องมือดำเนินการทดลอง คือ โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของ ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการสังเคราะห์แนวคิดของการ ทำหน้าที่ของครอบครัวของแมคมาสเตอร์ (McMaster Model) (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) แนวคิดการ บำบัดครอบครัว (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง (กรมสุขภาพจิต, 2563) การเรียนรู้จากประสบการณ์ร่วมกัน และการทบทวนวรรณกรรมทั้งจากตำรา วิชาการและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดเนื้อหาที่ครอบคลุมการทำหน้าที่ของครอบครัวของผู้ดูแลใน ด้านการแก้ปัญหา ด้านการสื่อสาร ด้านบทบาท ด้านการตอบสนองทางอารมณ์ ด้านความผูกพันทางอารมณ์ ด้านการควบคุมพฤติกรรม และด้านการทำหน้าที่ทั่วไป ประกอบด้วย 6 กิจกรรม กิจกรรมละ 60 นาที สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 2 กิจกรรม ใช้เวลา 3 สัปดาห์ตามที่ผู้วิจัยได้นัดหมายวันและเวลา ในการดำเนิน กิจกรรมกลุ่มในแต่ละครั้ง ผู้วิจัยเป็นผู้นำกลุ่มด้วยตนเองทุกครั้ง และมีผู้ช่วยวิจัยเป็นผู้ช่วยผู้นำกลุ่ม สังเกต และบันทึกกระบวนกลุ่มตั้งแต่เริ่มจนเสร็จสิ้นการทำกิจกรรมกลุ่ม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนน ความสามารถของผู้ดูแลในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงระหว่างกลุ่มที่ได้รับ โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวของผู้ดูแลกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ ดังนี้ กิจกรรมที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพและเสริมสร้างแรงจูงใจ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดี ระหว่างผู้นำกลุ่มและผู้ดูแลและระหว่างผู้ดูแลด้วยกัน และเพื่อสร้างแรงจูงใจในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง กิจกรรมที่ 2 ใจเขา ใจเรา ครอบครัวมีสุข มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ดูแลแลกเปลี่ยนประสบการณ์และ ปัญหาในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง เพื่อให้ผู้ดูแลตระหนักรู้ถึงอารมณ์ ไม่ตรงกับตัวท่านเลย ให้คะแนน 1 คะแนน ตรงกับตัวท่านน้อย ให้คะแนน 2 คะแนน ตรงกับตัวท่านปานกลาง ให้คะแนน 3 คะแนน ตรงกับตัวท่านมาก ให้คะแนน 4 คะแนน ตรงกับตัวท่านมากที่สุด ให้คะแนน 5 คะแนน


30 ความรู้สึกของตนเองที่ต้องเผชิญกับพฤติกรรมของผู้ป่วย และเพื่อให้ผู้ดูแลรับรู้ถึงความสามารถในการดูแล ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง กิจกรรมที่ 3 รู้และเข้าใจผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ ผู้ดูแลมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถ ประเมินพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงได้ และเพื่อให้ผู้ดูแลสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมที่ 4 เครียดได้ คลายเป็น สื่อสารดี ชีวีเป็นสุข มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการจัดการกับ อารมณ์ และเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ กิจกรรมที่ 5 ทุกปัญหามีทางแก้โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ดูแลได้รับรู้ปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมที่มี ความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงของผู้ป่วยตรงตามความเป็นจริง เพื่อเสริมสร้างพลังในการควบคุมและจัดการ กับปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงของผู้ป่วยให้ประสบผลสำเร็จ และเพื่อให้ ผู้ดูแลมีแนวทางในการจัดการกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม กิจกรรมที่ 6 การเสริมสร้างพลังใจในครอบครัว มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ดูแลมีความมั่นใจและเชื่อมั่น ในการทำหน้าที่ของครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง และเพื่อให้ ผู้ดูแลสามารถดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ การตรวจสอบความตรงของเนื้อหา (content validity) ผู้วิจัยนำโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของ ครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ที่สร้างขึ้นไปให้ ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน มีคุณสมบัติ คือ อาจารย์พยาบาลผู้มีประสบการณ์สอนในสาขาการพยาบาล สุขภาพจิตและจิตเวช จำนวน 1 ท่าน ผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงสาขาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช (APN) 1 ท่าน และพยาบาลที่มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 1 ท่าน (รายนามในภาคผนวก) ในประเด็นจำนวนกิจกรรมทั้งหมดของโปรแกรม และความสอดคล้องของแต่ละ กิจกรรม ได้แก่ ชื่อกิจกรรมมีความสอดคล้องกับเนื้อหา วัตถุประสงค์สอดคล้องกับเนื้อหาสาระสำคัญ ขั้นตอน กิจกรรมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ การจัดเรียงเนื้อหา การใช้ภาษา และระยะเวลาในการจัดกิจกรรม ได้ค่า ความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (Index of item objective congruence; IOC) ใน ประเด็นกิจกรรมมีความสอดคล้องกับเนื้อหา วัตถุประสงค์สอดคล้องกับเนื้อหาสาระสำคัญ ขั้นตอนกิจกรรม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เท่ากับ 0.67 - 1 (ข้อคำถามที่มีค่า IOC ตั้งแต่ .50 -1.00 มีความตรงของเนื้อหา ใช้ได้) ส่วนประเด็นทุกกิจกรรมที่มีค่า ต่ำกว่า .50 ผู้วิจัยได้ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนี้ กิจกรรมที่ 1 ให้ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เช่น การยกสถานการณ์ตัวอย่าง กิจกรรมที่ 2 ปรับเรียงเนื้อหาให้กระชับเหมาะสมกับเวลา และเขียนถึงบทบาทหน้าที่ของครอบครัวให้ ชัดเจน กิจกรรมที่ 3 ปรับเรียงเนื้อหาให้กระชับเหมาะสมกับเวลา ควรมีสื่อ เช่น วิดีทัศน์จะทำให้ชัดเจนขึ้น กิจกรรมที่ 4 ปรับเรียงเนื้อหาให้กระชับเหมาะสมกับเวลา และให้ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย กิจกรรมที่ 5 ปรับเรียงเนื้อหาให้กระชับเหมาะสม กิจกรรมที่ 6 เพิ่มกิจกรรมที่ช่วยเสริมพลังการทำหน้าที่ให้กับผู้ดูแล


31 การทดลองใช้โปรแกรม (try out ) นำโปรแกรมไปทดลองใช้กับผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง แต่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างเดียวกับผู้ดูแลผู้ป่วยที่ใช้ใน การวิจัยครั้งนี้ จำนวน 8 คน เพื่อดูความเป็นไปได้ที่จะนำโปรแกรมไปใช้ ความชัดเจนของภาษาที่ใช้ กิจกรรมที่ นำไปใช้และความเหมาะสมของเวลา รวมถึงปัญหาอุปสรรคอื่น ๆ อันอาจจะเกิดขึ้นได้ หลังจากนั้นนํามา ปรับปรุงแก้ไขโปรแกรมอีกครั้งก่อนนําไปใช้ทดลองจริง ชุดที่ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบประเมินการทำหนาที่ของครอบครัว ใชแบบประเมินการทำหน้าที่ของครอบครัวจุฬาลงกรณแฟมิลี่ อินเวนทอรี่ (Chulalongkorn Family Inventory : CFI) ที่พัฒนาโดย อุมาพร ตรังคสมบัติ ดัดแปลงจากแบบ ประเมินการทำหนาที่ของครอบครัว (Family Assessment Device : FAD) ตามแนวคิดแมคมาสเตอร (McMaster Model of Family Functioning : MMFF) (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) ซึ่งแบบประเมินการทำ หนาที่ของครอบครัวนี้ ครอบคลุมการทำหนาที่ของครอบครัว 7 ดาน มีขอคำถามจำนวน 36 ขอ ประกอบดวย ข้อคำถามที่มีความหมายทางบวก จำนวน 24 ขอ และข้อความที่มีความหมายทางลบจำนวน 12 ขอ รวมข้อ คำถาม 36 ขอ เปนแบบมาตราสวนประมาณคา โดยมีคำตอบใหเลือก 4 ระดับ คือ ตรงมากที่สุด ตรงปาน กลาง ตรงเล็กนอย และไมตรงเลย เกณฑการใหคะแนนมี ดังนี้ ระดับความคิดเห็น คะแนนขอความทางบวก คะแนนขอความทางลบ ตรงมากที่สุด 4 1 ตรงปานกลาง 3 2 ตรงเล็กนอย 2 3 ไมตรงเลย 1 4 การแปลความหมายของคะแนนเฉลี่ยการทำหน้าที่ของครอบครัว โดยใช้เกณฑ์มาตราส่วนสมบูรณ์ คือ ค่าพิสัยหารด้วยจำนวนชั้นหรือระดับที่ต้องการ คือ 3 ระดับ และแปลความหมาย ดังนี้ 1.00 - 2.00 หมายถึง ครอบครัวรับรู้ว่าได้ทำหน้าที่ของครอบครัวในระดับน้อย 2.01 - 3.01 หมายถึง ครอบครัวรับรู้ว่าได้ทำหน้าที่ของครอบครัวในระดับปานกลาง 3.02 - 4.00 หมายถึง ครอบครัวรับรู้ว่าได้ทำหน้าที่ของครอบครัวในระดับมาก วิธีดำเนินการวิจัย วิธีการดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. การทบทวนวรรณกรรมโดยศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ หนังสือ บทความวิจัย บทความวิชาการ รายงานการวิจัยวิทยานิพนธ์ รวมทั้งข้อมูลจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ต่าง ๆ และ องค์ความรู้ต่าง ๆ 2. สำรวจเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ของครอบครัว ความสามารถของผู้ดูแล 3. ศึกษาลักษณะประชากร การคัดเลือกขนาดกลุ่มตัวอย่างที่จะเป็นตัวแทนการศึกษา


32 4. จัดทำแผนการดำเนินการดำเนินงานและดำเนินการศึกษาวิจัย คณะกรรมการพิจารณาจริยธรรม การวิจัยในมนุษย์ โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ AF 08.1 คำแนะนำในการเขียนโครงร่างการวิจัย 5. เก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล 6. สรุปและรายงานผลการศึกษาวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล ดำเนินการวิจัยโดยแบ่งการทดลองออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะก่อนการทดลอง ระยะดำเนินการ ทดลอง และระยะประเมินผลการทดลอง แบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ระยะก่อนการทดลอง 1. เตรียมทีมวิจัย เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ วิธีการดำเนินการตามโปรแกรมส่งเสริม การทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 2. เตรียมผู้ช่วยผู้วิจัย 2 คน ซึ่งเป็นพยาบาลจิตเวชที่มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช เพื่อเป็น ผู้ช่วยวิจัยในการดำเนินโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่ มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง โดยการชี้แจงวัตถุประสงค์ ขั้นตอนรายละเอียดของเครื่องมือและแนว ทางการใช้เครื่องมือ ช่วยกระตุ้นสมาชิก ร่วมสังเกตการณ์พฤติกรรมของกลุ่ม รวมถึงการจดบันทึกข้อมูล และ ช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ตามคุณสมบัติที่กำหนดแจ้งวัตถุประสงค์ ขั้นตอนในการ ทำวิจัย การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง การตอบรับหรือปฏิเสธการเข้าร่วมวิจัยครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อการรักษา หรือการมารับบริการแต่อย่างใด คำตอบหรือข้อมูลทุกอย่างจะปกปิดเป็นความลับ ไม่เปิดเผยให้ผู้ไม่เกี่ยวข้อง ทราบ ผลการวิจัยจะนำเสนอในภาพรวมเท่านั้น เมื่ออธิบายจนเข้าใจแล้ว จากนั้นให้ลงนามในใบยินยอมเข้า ร่วมวิจัย และให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบประเมินการทำหน้าที่ของครอบครัว และแบบวัดความสามารถของผู้ดูแล ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ทั้งในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมก่อนการทดลอง ระยะที่ 2 ระยะดำเนินการทดลอง ผู้วิจัยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นสองกลุ่มให้มีจำนวนเท่ากันโดยเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 17 คน และกลุ่ม ควบคุม จำนวน 17 คน โดยกลุ่มทดลองดำเนินกิจกรรมตามโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อ ความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง จำนวน 6 กิจกรรม ๆ ละ 60 นาที สัปดาห์ละ 2 กิจกรรม เป็นเวลา 3 สัปดาห์ สำหรับกลุ่มควบคุมให้การดูแลตามปกติ สัปดาห์ที่ กลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม 1 กิจกรรมที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพและเสริมสร้างแรงจูงใจ ให้การดูแล ตามปกติ 1 กิจกรรมที่ 2 ใจเขา ใจเรา ครอบครัวมีสุข 2 กิจกรรมที่ 3 รู้และเข้าใจผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง 2 กิจกรรมที่ 4 เครียดได้ คลายเป็น สื่อสารดี ชีวีเป็นสุข 3 กิจกรรมที่ 5 ทุกปัญหามีทางแก้ 3 กิจกรรมที่ 6 การเสริมสร้างพลังใจในครอบครัว


33 การดำเนินการทดลองใช้โปรแกรมและการดูแลปกติ แสดงดังภาพประกอบที่ 3 ระยะก่อนการทดลอง ระยะทดลอง ระยะหลังการทดลอง สิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน ภาพประกอบที่ 3 การดำเนินการทดลองใช้โปรแกรมและการดูแลปกติ ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง กลุ่มทดลอง จำนวน 34 คน 17 คน กลุ่มควบคุม 17 คน -เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล -ประเมินการทำหน้าที่ของครอบครัว -ประเมินความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง -เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล -ประเมินการทำหน้าที่ของครอบครัว -ประเมินความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิต เวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวของ ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรง กิจกรรมที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพและ เสริมสร้างแรงจูงใจ กิจกรรมที่ 2 ใจเขา ใจเรา ครอบครัวมีสุข กิจกรรมที่ 3 รู้และเข้าใจผู้ป่วยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง กิจกรรมที่ 4 เครียดได้ คลายเป็น สื่อสารดี ชีวี เป็นสุข กิจกรรมที่ 5 ทุกปัญหามีทางแก้ กิจกรรมที่ 6 การเสริมสร้างพลังใจในครอบครัว -ให้การดูแลตามปกติ -ประเมินความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง -ประเมินความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง -ประเมินความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง -ประเมินความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง


34 ระยะที่ 3 ระยะประเมินผลและติดตามผล เก็บรวบรวมข้อมูลหลังการทดลองตามโปรแกรมและสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน ทั้งกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุม ด้วยแบบวัดความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ข้อมูลทั่วไป วิเคราะห์ด้วยการแจกแจง จำนวน ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นต้น และค่าไคว์สแควร์ เพื่อดู homogeneity ของกลุ่มทดลองและควบคุม 2. เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง และการพยาบาลตามปกติของหอผู้ป่วย ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมก่อนการ ทดลองด้วยสถิติที (independent t-test) ในการทดสอบแบบกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน 3. เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรงระหว่างกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวและกลุ่ม ควบคุมที่ได้รับเฉพาะการดูแลตามปกติของหอผู้ป่วย ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตาม ผล 1 เดือน โดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนเมื่อมีการวัดซ้ำภายในกลุ่ม (repeated measures ANOVA: Within-Subjects Main Effect) ศึกษาความแตกต่างรายคู่ของความสามารถของผู้ดูแล ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมทั้ง 3 ระยะ คือ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และหลังสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน โดยทดสอบความแตกต่าง รายคู่ด้วยวิธี Bonferroni Method


35 บทที่ 4 ผลการวิจัย การวิจัยเรื่องผลของโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ในโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีรูปแบบ การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง (Quasi – Experimental research) มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบ ความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริม การทำหน้าที่ของครอบครัว ก่อน - หลังเข้าร่วมโปรแกรม และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน และเพื่อ เปรียบเทียบความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงระหว่างกลุ่มที่ได้รับ โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ ก่อน - หลังเข้าร่วมโปรแกรม และสิ้นสุกการติดตามผล 1 เดือน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลหลักที่ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคจิตเวช ด้วยเกณฑ์วินิจฉัย ICD -10 revision และได้รับการคัดกรองตามเกณฑ์คัดกรองผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง (SMI - V) ของกรมสุขภาพจิต ที่มารับบริการในโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ อำเภอ พุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างเดือน มีนาคม 2566 ถึงเดือนมิถุนายน 2566 จำนวน 34 คน โดยการ จับคู่ (matched pair) ให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันในเรื่อง เพศ และอายุ (Batista, Werne, & Juruena, 2011) จับฉลากในแต่ละคู่ในการเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมจนครบ กลุ่มละ 17 คน ผู้วิจัยนำเสนอผล การวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งออกเป็น 3 ตอน ตามลำดับ ดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวกับ กลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติ ตอนที่ 2 ผลของการใช้โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ตอนที่ 3 เปรียบเทียบความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ ผู้วิจัยแบ่ง การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลออกเป็น 2 ตอนย่อย ได้แก่ 3.1 การวิเคราะห์สถิติพื้นฐานของคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการ ก่อความรุนแรง กับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติ 3.2 การเปรียบเทียบคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง กับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน และการเปรียบเทียบภายในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว และกลุ่มที่ได้รับ การดูแลตามปกติ ในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน


36 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวกับ กลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติ ผู้วิจัยนำข้อมูลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ที่เป็นกลุ่มที่ได้รับ โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว กับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ วิเคราะห์เป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และผลทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยสถิติไคสแควร์ ได้แก่ ข้อมูลด้านเพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ ความสัมพันธ์กับผู้ป่วย รายได้ต่อเดือน ระยะเวลาการเจ็บป่วยทางจิตของผู้ป่วย ระยะเวลาการดูแล พฤติกรรมผู้ป่วยที่เป็นปัญหาการดูแล ดังแสดงใน ตาราง 1 ตารางที่ 1 จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และผลทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมด้วยสถิติไคสแควร์ จำแนกตามลักษณะข้อมูลทั่วไปของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อ การก่อความรุนแรง ในกลุ่มควบคุม (n = 17 คน) และกลุ่มทดลอง (n = 17 คน) ข้อมูลส่วนบุคคล กลุ่มควบคุม (n = 17 คน) กลุ่มทดลอง (n = 17 คน) pvalue จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ เพศ .000a 1.000 ชาย 9 52.9 9 52.9 หญิง 8 47.1 8 47.1 ช่วงอายุ .000a 1.000 ผู้ใหญ่ตอนต้น (21-40 ปี) 7 41.2 7 41.2 ผู้ใหญ่ตอนกลาง (41-60 ปี) 10 58.8 10 58.8 หมายเหตุ (อายุเฉลี่ย 44.41 ปี SD.= .747) (อายุต่ำสุด 26 ปี, อายุสูงสุด 60 ปี) (อายุเฉลี่ย 45.59 ปี SD.= 11.753) (อายุต่ำสุด 28 ปี, อายุสูงสุด 60 ปี) สถานภาพสมรส 3.420a .181 โสด 2 11.8 6 35.3 คู่ 14 82.4 9 52.9 หย่าร้าง 1 5.9 2 11.8


37 ข้อมูลส่วนบุคคล กลุ่มควบคุม (n = 17 คน) กลุ่มทดลอง (n = 17 คน) pvalue จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ ระดับการศึกษา 5.371a .147 ประถมศึกษา 6 35.3 6 35.3 มัธยมศึกษา 7 41.2 3 17.6 อนุปริญญา 1 5.9 6 35.3 ปริญญาตรี 3 17.6 2 11.8 อาชีพ .952a .813 ข้าราชการ/ รัฐวิสาหกิจ 1 5.9 1 5.9 เกษตรกรรม 8 47.1 6 35.3 รับจ้าง 2 11.8 4 23.5 ธุรกิจ/ค้าขาย 6 35.3 6 35.3 ความสัมพันธ์กับผู้ป่วย 7.800a .099 บิดา-มารดา 6 35.3 10 58.8 พี่-น้อง 2 11.8 3 17.6 บุตร 1 5.9 0 0.0 สามี-ภรรยา 8 47.1 2 11.8 ญาติ 0 0.0 2 11.8 รายได้ต่อเดือน 1.040a .792 ต่ำกว่า 15,000 บาท 12 70.6 13 76.5 15,001 – 30,000 บาท 3 17.6 3 17.6 30,001 – 50,000 บาท 1 5.9 0 0.0 สูงกว่า 50,001 บาท 1 5.9 1 5.9 หมายเหตุ (รายได้เฉลี่ย 33,488.24 บาท SD.= 69,545.595) (รายได้ต่ำสุด 7,500 บาท รายได้สูงสุด 300,000 บาท) (รายได้เฉลี่ย 15,254.71 บาท SD.= 12,439.242) (รายได้ต่ำสุด 6,000 บาท รายได้สูงสุด 60,000 บาท) ระยะเวลาการเจ็บป่วยทางจิตของผู้ป่วย 3.473a .324 6 เดือน – 2 ปี 10 58.8 6 35.3 2 – 5 ปี 3 17.6 8 47.1 5 – 10 ปี 3 17.6 2 11.8 10 ปีขึ้นไป 1 5.9 1 5.9


38 ข้อมูลส่วนบุคคล กลุ่มควบคุม (n = 17 คน) กลุ่มทดลอง (n = 17 คน) pvalue จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ ระยะเวลาการดูแล 1.952a .377 6 เดือน 1 5.9 2 11.8 7- 24 เดือน 12 70.6 8 47.1 มากกว่า 25 เดือน 4 23.5 7 41.2 หมายเหตุ (ระยะเวลาเฉลี่ย 29.06 เดือน SD.= 29.779) (ระยะเวลาต่ำสุด 3 เดือน, ระยะเวลาสูงสุด 120 เดือน) (ระยะเวลาเฉลี่ย 28.82 เดือน SD.= 18.682) (ระยะเวลาต่ำสุด 4 เดือน, ระยะเวลาสูงสุด 60 เดือน) พฤติกรรมผู้ป่วยที่เป็นปัญหาการดูแล 2.821a .420 ทำร้ายตนเอง 6 35.3 7 41.2 ก้าวร้าว ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ 2 11.8 0 0.0 หลงผิดและคิดทำร้าย ผู้อื่น 2 11.8 4 23.5 ไม่รับประทานยาตาม แพทย์สั่ง 7 41.2 6 35.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามตาราง 1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการศึกษาครั้งนี้ ผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงที่มารักษาที่แผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ จังหวัด สุราษฎร์ธานี จำนวน 34 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 17 คน กลุ่มควบคุม จำนวน 17 คน เป็นข้อมูล ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 52.9 อายุ ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงผู้ใหญ่ตอนกลาง (41-60 ปี) คิดเป็นร้อยละ 58.8 อายุเฉลี่ย 44.41 ปี (SD. = 9.747) สำหรับกลุ่มทดลอง และในกลุ่มควบคุม อายุเฉลี่ย 45.59 ปี (SD. = 11.753) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง ของข้อมูลทั่วไปของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่ม ควบคุมโดยใช้สถิติไคสแควร์ (2 = .000, p-value = 1.000) พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p< .05) ในเรื่องของ เพศ ช่วงอายุ สำหรับข้อมูลทั่วไปด้านอื่น ๆ ดังนี้ ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในกลุ่มทดลอง พบว่า ส่วนใหญ่สถานภาพคู่ คิดเป็นร้อยละ 52.9 รองลงมาสถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 35.3 สำหรับการศึกษา พบว่า จบระดับชั้น ประถมศึกษาและระดับอนุปริญญาเท่ากัน คิดเป็นร้อยละ 35.3 รองลงมาจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 17.6 ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ซึ่งเท่ากับการทำธุรกิจ/ค้าขาย คิดเป็นร้อยละ 35.3 รองลงมาประกอบอาชีพรับจ้าง คิดเป็นร้อยละ 23.5 สัมพันธภาพกับผู้ป่วยโดยส่วนใหญ่เป็นบิดา-มารดา คิดเป็นร้อยละ 58.8 รองลงมา คือ พี่-น้อง คิดเป็นร้อยละ 17.6 โดยมีรายได้ต่อเดือนโดยรวมของครอบครัว


39 ส่วนใหญ่ น้อยกว่า 15,000 บาท และรองลงมา 15,001 – 30,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 76.5 และ 17.6 ตามลำดับ รายได้เฉลี่ย 15,254.71 บาท (SD.= 12,439.242) ยังพบว่า ระยะเวลาการเจ็บป่วยทางจิตของ ผู้ป่วย อยู่ในช่วง 2 – 5 ปี เป็นส่วนใหญ่ รองลงมา คือ 6 เดือน – 2 ปี คิดเป็นร้อยละ 47.1 และ 35.3 ตามลำดับ ระยะเวลาในการเข้ามาดูแล ส่วนใหญ่ 7 เดือน – 24 เดือน รองลงมาใช้ระยะเวลามากกว่า 25 เดือน คิดเป็นร้อยละ 47.1 และ 41.2 ตามลำดับ ระยะเวลาในการดูแลเฉลี่ย 28.82 เดือน (SD.= 18.682) พฤติกรรมผู้ป่วยที่เป็นปัญหาการดูแล ส่วนใหญ่เป็นการทำร้ายตัวเอง คิดเป็นร้อยละ 41.2 รองลงมาเป็นไม่ รับประทานยาตามแพทย์สั่ง คิดเป็นร้อยละ 35.3 ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในกลุ่มควบคุม พบว่า ส่วนใหญ่สถานภาพคู่ คิดเป็นร้อยละ 82.4 รองลงมาสถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 11.8 สำหรับการศึกษา พบว่า จบระดับชั้น มัธยมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 41.2 รองลงมาจบการศึกษาระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 35.3 ส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพเกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 47.1 รองลงมาประกอบอาชีพธุรกิจ/ค้าขาย คิดเป็นร้อยละ 35.3 สัมพันธภาพกับผู้ป่วยโดยส่วนใหญ่เป็นสามี-ภรรยา คิดเป็นร้อยละ 47.1 รองลงมา คือ บิดา-มารดา คิดเป็น ร้อยละ 35.3 โดยมีรายได้ต่อเดือนโดยรวมของครอบครัวส่วนใหญ่ น้อยกว่า 15,000 บาท และรองลงมา 15,001 – 30,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 70.6 และ 17.6 ตามลำดับ รายได้เฉลี่ย 33,488.24 บาท (SD.= 69,545.595) ยังพบว่า ระยะเวลาการเจ็บป่วยทางจิตของผู้ป่วย อยู่ในช่วง 6 เดือน 2 ปี เป็นส่วนใหญ่ คิดเป็น ร้อยละ 58.8 ระยะเวลาในการเข้ามาดูแล ส่วนใหญ่ 7 เดือน – 24 เดือน รองลงมาใช้ระยะเวลามากกว่า 25 เดือน คิดเป็นร้อยละ 70.6 และ 23.5 ตามลำดับ ระยะเวลาในการดูแลเฉลี่ย 29.06 เดือน (SD.= 29.779) พฤติกรรมผู้ป่วยที่เป็นปัญหาการดูแล ส่วนใหญ่ไม่รับประทานยาตามแพทย์สั่ง คิดเป็นร้อยละ 41.2 รองลงมา เป็นการทำร้ายตัวเอง คิดเป็นร้อยละ 35.3 ตอนที่ 2 สรุปผลการใช้ของโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแล ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง สรุปผลการสังเกตพฤติกรรมสมาชิกกลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว กลุ่ม คือ ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง โดยกลุ่มทดลองมีจำนวน 17 คน โดยแบ่งเป็น กลุ่ม แต่ละกลุ่มได้รับโปรแกรมทั้งหมด 6 ครั้ง โดยดำเนินกิจกรรมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 2 กิจกรรม ๆ ละ 60 นาที เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมใด ๆ ในโปรแกรม แต่ได้รับการดูแล ตามปกติของหอผู้ป่วย ผู้วิจัยนำเสนอผลการสังเกตพฤติกรรมของสมาชิกกลุ่มขณะเข้าร่วมกิจกรรมใน โปรแกรมแต่ละครั้ง ดังนี้ กลุ่มที่ 1 วันที่ 13 , 20 และ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เวลา 10.00 - 12.00 น. กลุ่มที่ 2 วันที่ 14 , 21 และ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เวลา 10.00 - 12.00 น. ครั้งที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพและเสริมสร้างแรงจูงใจ กลุ่มที่ 1 วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เวลา 10.00 - 12.00 น. จำนวน 9 คน กลุ่มที่ 2 วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เวลา 10.00 - 12.00 น. จำนวน 8 คน


40 ขั้นเริ่มต้น ผู้นำกลุ่มแนะนำตัว กล่าวทักทายสมาชิกในเรื่องทั่ว ๆ ไป ให้สมาชิกกลุ่มแนะนำตัวแต่ละคนจนครบ ทุกคน ทบทวน วัน เดือน ปี กฎระเบียบการเข้ากลุ่ม ชี้แจงวัตถุประสงค์และประโยชน์ของการทำกิจกรรมใน ครั้งนี้ และให้สมาชิกแลกเปลี่ยนความรู้สึกซึ่งกันและกันที่ได้เข้ากลุ่มในครั้งนี้ ขั้นดำเนินการ ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกแบ่งกลุ่มเป็น 2 กลุ่ม อภิปรายในประเด็น ดังนี้ อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผู้ดูแลสามารถ ดูแลผู้ป่วยได้ทั้งที่ผู้ป่วยเคยก่อพฤติกรรมรุนแรง ผู้ดูแลมีวิธีการ คำพูด ที่เสริมสร้างแรงจูงใจในตัวเองอย่างไรที่ ทำให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้ ให้นำเสนอในกลุ่ม และผู้นำกลุ่มสรุปเพิ่มเติม ขั้นสรุป สมาชิกส่วนใหญ่ในกลุ่ม เข้าใจวัตถุประสงค์ และประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้ากลุ่ม มีความ สัมพันธภาพที่ดีซึ่งกันและกัน ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อที่จะได้มีแนวทางในการดูแลผู้ป่วย รู้สึกว่ามีคนที่มี ความทุกข์ใจเหมือนเรา จะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน มีแนวทางในการสร้างสัมพันธภาพและสร้าง แรงจูงใจในการดูแลผู้ป่วยได้ ครั้งที่ 2 ใจเขา ใจเรา ครอบครัวมีสุข กลุ่มที่ 1 วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เวลา 10.00 - 12.00 น. จำนวน 9 คน กลุ่มที่ 2 วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เวลา 10.00 - 12.00 น. จำนวน 8 คน ขั้นเริ่มต้น ผู้นำกลุ่มทบทวนเประเด็นที่ผ่านมา ให้สมาชิกจับคู่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่เคยถูกผู้ป่วยทำร้าย ร่างกาย หรือใช้คำพูดหรือท่าทางก้าวร้าวหรือหยาบคายบ้าง เกิดอะไรขึ้น และรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่ผ่าน มา และผู้นำกลุ่มชี้แจงวัตถุประสงค์ของกิจกรรมในครั้งนี้ ขั้นดำเนินการ และให้สมาชิกฟังเรื่องเล่าของประยุทธ์ และให้สมาชิกแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก ที่มีต่อ ประยุทธ์ บทบาทที่สำคัญของผู้ดูแลในการทำหน้าที่ของผู้ดูแลผู้ป่วยเพื่อไม่ให้ก่อความรุนแรงซ้ำมีอะไรบ้าง ผู้นำกลุ่มสรุปประเด็นความรู้ที่ได้บทบาทหน้าที่ของครอบครัวของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรง และเปิดโอกาสให้สมาชิกซักถามเพิ่มเติม ขั้นสรุป สมาชิกส่วนใหญ่เมื่อได้ฟังเรื่องของประยุทธ์ สมาชิกบอกได้ว่า ผู้ดูแลมีบทบาทที่สำคัญที่จะช่วยให้ ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นได้ การที่ผู้ป่วยต้องเข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อย บางครั้งผู้ดูแลก็มีส่วนด้วย เพราะไม่ได้ดูแลให้ผู้ป่วยรับประทานยา กลับไปใช้สารเสพติดซ้ำ ผู้ดูแลไม่มีเวลา มีปัญหาเรื่องการสื่อสารใน ครอบครัว และถ้าออกจากโรงพยาบาลสิ่งที่จะทำคือ จะต้องทำบทบาทหน้าที่ของตัวเองให้มากที่สุดเพื่อการ ดูแล เข้าใจและให้เวลาในการดูแลผู้ป่วยให้มากขึ้น ผู้นำกลุ่มให้กำลังใจสมาชิกและนัดหมายการทำกลุ่มในครั้ง ต่อไป


41 ครั้งที่3 รู้และเข้าใจผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง กลุ่มที่ 1 วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เวลา 10.00 - 12.00 น. จำนวน 9 คน กลุ่มที่ 2 วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เวลา 10.00 - 12.00 น. จำนวน 8 คน ขั้นเริ่มต้น ผู้นำกลุ่มกล่าวทักทายสมาชิกในเรื่องทั่ว ๆ ไป เพื่อให้สมาชิกรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เริ่มขั้นตอนโดย แจ้งวัตถุประสงค์ของกิจกรรมในครั้งนี้ และให้สมาชิกแต่ละคนทบทวนและบอกความต้องการและเป้าหมาย ของตนเองที่ได้ในกิจกรรมครั้งที่แล้ว ขั้นดำเนินการ ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกเรียนรู้ถึงผลกระทบของผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง โดยใช้ สื่อวิดีทัศน์ เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดจากผู้ป่วยจิตเวช ให้ว่าสมาชิกได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับลักษณะ พฤติกรรมของผู้ป่วยและสาเหตุที่ทำให้เกิดพฤติกรรมรุนแรง ผู้นำกลุ่มสรุปลักษณะพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรงและสาเหตุการเกิดพฤติกรรมของผู้ป่วย ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกแลกเปลี่ยนในประเด็น ทักษะที่จำเป็นที่ผู้ดูแลและวิธีดูแลไม่ให้ผู้ป่วยก่อความรุนแรงซ้ำ และสรุปทักษะที่จำเป็นและข้อปฏิบัติที่ผู้ดูแล ต้องปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง และเปิดให้สมาชิกสอบถามเพิ่มเติม ขั้นสรุป สมาชิกเมื่อได้ดูสื่อวิดีทัศน์ เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดจากผู้ป่วยจิตเวช สมาชิกรู้สึกรู้สึกเสียใจ สะเทือนใจ จากวิดีทัศน์ ไม่อยากให้ผู้ป่วยของตนเองต้องมาก่อความรุนแรงซ้ำ โดยจะให้โอกาสและปรับเปลี่ยนเจตคติของ ตนเองที่มีต่อผู้ป่วยที่ดูแล มีความรู้ความเข้าใจ และทักษะในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรงมากขึ้น ทราบตัวช่วยแหล่งสนับสนุนทางสังคมและช่องทางการส่งต่อผู้ป่วยมากขึ้น ผู้นำกลุ่มได้ให้ กำลังใจแก่สมาชิกในการดูแลผู้ป่วย และนัดหมายครั้งต่อไป ครั้งที่ 4 เครียดได้ คลายเป็น สื่อสารดี ชีวีเป็นสุข กลุ่มที่ 1 วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เวลา 10.00 - 12.00 น. จำนวน 9 คน กลุ่มที่ 2 วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เวลา 10.00 - 12.00 น. จำนวน 8 คน ขั้นเริ่มต้น ผู้นำกลุ่มกล่าวทักทายสมาชิกในเรื่องทั่วๆไป เพื่อให้สมาชิกรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เริ่มขั้นตอนโดย แจ้งวัตถุประสงค์ของกิจกรรมในครั้งนี้ และให้สมาชิกแต่ละคนทบทวนกิจกรรม 3 ครั้งที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร ขั้นดำเนินการ ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับอารมณ์ความเครียดจากการดำเนินชีวิตที่ผ่านมามีวิธีการ จัดการอย่างไร ผู้นำกลุ่มเปิด VCD วิธีการผ่อนคลายความเครียดให้สมาชิกดูพร้อมฝึกปฏิบัติ หลังจากนั้นให้ สมาชิกฟังเรื่องเล่าของนงนุช และให้อภิปรายแลกเปลี่ยนเรื่องของนงนุช ผู้นำกลุ่มสอนเรื่องการสื่อสารใน ครอบครัวให้กับสมาชิกพร้อมเปิดโอกาสให้สอบถามเพิ่มเติม ขั้นสรุป สมาชิกเมื่อได้ดู VCD วิธีการผ่อนคลายความเครียด ทำให้สมาชิกรู้สึกผ่อนคลายมีแนวทางในการ จัดการความเครียดด้วยตนเองได้ สมาชิกได้พูดความรู้สึกที่มีต่อการสื่อสารในครอบครัว ว่าที่ผ่านมาตนเองมี ส่วนในการสื่อสารทางลบไม่ได้ส่งเสริมกำลังใจให้ผู้ป่วย แต่จะพยายามปรับการสื่อสารทางลบของตนเองให้เป็น


42 การสื่อสารทางบวกมากขึ้นเพื่อให้ผู้ป่วยดำรงชีวิตอยู่ที่บ้านได้นานขึ้น ผู้นำกลุ่มได้ให้กำลังใจแก่สมาชิกและ สาธิตการสื่อสารทางบวกในการดูแลผู้ป่วย และนัดหมายครั้งต่อไป ครั้งที่ 5 ทุกปัญหามีทางแก้ กลุ่มที่ 1 วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เวลา 10.00 - 12.00 น. จำนวน 9 คน กลุ่มที่ 2 วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เวลา 10.00 - 12.00 น. จำนวน 8 คน ขั้นเริ่มต้น ผู้นำกลุ่มกล่าวทักทายสมาชิกในเรื่องทั่ว ๆ ไป กล่าวชื่นชมสมาชิกที่ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม ทุกครั้ง เริ่มขั้นตอนโดยผู้นำกลุ่มทบทวนกิจกรรมที่ทำแล้ว 4 กิจกรรม สอบถามความคิดเห็นความรู้สึกต่อ กิจกรรมที่ผ่านมาว่าสมาชิกคิดเห็นและรู้สึกอย่างไรพร้อมทั้งแนะนำวัตถุประสงค์ของกิจกรรมในครั้งนี้ ขั้นดำเนินการ ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกแบ่งกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาหรือผลกระทบที่ได้รับจากการ ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงและการจัดการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาว่าทำอย่างไรบ้าง นำเสนอเพื่อให้สมาชิกได้ทราบแนวทางของสมาชิกด้วยกัน ผู้นำกลุ่มสรุปปัญหาที่พบบ่อยที่สมาชิกนำเสนอ พร้อมทั้งสรุปวิธีการจัดการปัญหาในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงให้สมาชิก รับทราบ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้สมาชิกสอบถามเพิ่มเติม ขั้นสรุป สมาชิก ได้ทราบปัญหาและแนวทางในการจัดการแก้ไขปัญหาของสมาชิกคนอื่น พร้อมทั้งได้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการจัดการซึ่งจะมีความแตกต่างหลากหลายกันไป และมีแนวทางในการจัดการกับปัญหา ที่หลากหลายเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถนำไปเป็นแนวทางให้กับตนเองได้ นอกจากนี้สมาชิกได้พูดให้กำลังใจซึ่งกัน และกัน ทำให้รู้สึกมีพลัง รู้สึกภาคภูมิใจ รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ามากขึ้น ผู้นำกลุ่มพูดเสริมพลังให้แก่สมาชิก ครั้งที่ 6 การเสริมสร้างพลังใจในครอบครัว กลุ่มที่ 1 วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เวลา 10.00 - 12.00 น. จำนวน 9 คน กลุ่มที่ 2 วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เวลา 10.00 - 12.00 น. จำนวน 8 คน ขั้นเริ่มต้น ผู้นำกลุ่มกล่าวทักทายสมาชิกในเรื่องทั่ว ๆ ไป เริ่มขั้นตอนโดยผู้นำกลุ่มขอตัวแทนสมาชิกกล่าว ความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ผ่านมา พร้อมสอบถามสมาชิกเพิ่มเติม ผู้นำกลุ่มแจ้งวัตถุประสงค์ของกิจกรรม ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมครั้งสุดท้ายของโปรแกรมนี้ ขั้นดำเนินการ ผู้นำกลุ่มเปิด VCD เรื่องลูกชายคนใหม่ให้สมาชิกได้รับชม พร้อมสอบถามความรู้สึก ที่ได้ชมจาก VCD ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกบอกถึงความปรารถนา เป้าหมายและแรงจูงใจในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อ การก่อความรุนแรง พร้อมทั้งให้สมาชิกช่วยวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ที่จะทำให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งใจไว้ ผู้นำกลุ่มสรุปวิธีการเสริมสร้างความรักความผูกพันธ์ในการทำหน้าที่ของครอบครัว และให้สมาชิกเขียนพันธะ สัญญาในการทำหน้าที่ของตนเองที่มีต่อการดูแลผู้ป่วย ให้สมาชิกอ่านพันธะสัญญาให้เพื่อนฟัง พร้อมทั้งให้ สมาชิกให้กำลังใจแก่กันและกัน


Click to View FlipBook Version