43 ขั้นสรุป สมาชิกเล่าความรู้สึกของตนเองจากการชม VCD เรื่องลูกชายคนใหม่ สมาชิกรู้สึกว่าตนเองมีพลัง มี กำลังใจ บางคนรู้สึกเสียใจที่ตนเองมีส่วนที่ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชมีอาการ และจะปรับปรุงตนเองใหม่ เข้าใจและ ยอมรับผู้ป่วยให้มากขึ้น จากการเขียนพันธะสัญญา สมาชิกส่วนใหญ่ เขียนพันธะสัญญาในการทำหน้าที่ของ ตนเอง เช่น จะดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยให้มากขึ้น ดูแลเรื่องการกินยา มาพบแพทย์ตามนัด ลดปัจจัยกระตุ้นที่จะทำ ให้ผู้ป่วยอาการกำเริบ ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร ให้สื่อสารทางบวกให้มากขึ้น ให้กำลังใจผู้ป่วย ผู้นำกลุ่มกล่าว สรุปและให้การเสริมพลังแก่สมาชิกเพื่อให้สมาชิกทุกคนทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ถ้าสมาชิกปฏิบัติได้ก็จะ ทำให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ รู้สึกมีคุณค่าในตนเองได้อยู่ร่วมกับผู้ป่วยซึ่งป็นสมาชิกคนนึงในครอบครัว ให้ทุก คนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เปิดโอกาสให้สมาชิกกล่าวหรือให้กำลังใจซึ่งกันและกันโดยวิธี ผู้นำกลุ่มให้ สมาชิกบอกเล่าความรู้สึก ประโยชน์หรือข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรม ผู้นำกลุ่มย้ำเตือนให้ สมาชิกได้นำความรู้ไปใช้เป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วย กล่าวขอบคุณสมาชิกที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี พร้อมปิดกลุ่ม ตอนที่ 3 เปรียบเทียบคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง ของกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว กับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแล ตามปกติ ผู้วิจัยแบ่งการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลออกเป็น 2 ตอนย่อย ได้แก่ 3.1 การวิเคราะห์สถิติพื้นฐานของคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อ การก่อความรุนแรง ของกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว กับกลุ่มควบคุม ที่ได้รับการดูแลตามปกติ ผู้วิจัยนำข้อมูลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ที่เป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับ โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติ มาหาค่าเฉลี่ยและส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน ดังแสดงผลการ วิเคราะห์ข้อมูลในตาราง 2 ตาราง 2 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการแปลผลของคะแนนเฉลี่ยความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ความสามารถ ของผู้ดูแลผู้ป่วยฯ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง สิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน S.D. แปลผล S.D. แปลผล S.D. แปลผล กลุ่มทดลอง 75.24 13.05 ปานกลาง 91.00 10.26 สูง 90.06 8.53 สูง กลุ่มควบคุม 75.65 10.03 ปานกลาง 77.35 10.64 ปานกลาง 78.18 9.18 ปานกลาง
44 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามตาราง 2 พบว่า กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ก่อนการทดลอง อยู่ในระดับปานกลาง ( = 75.24, S.D. = 13.05) ส่วนหลังการทดลอง มีความสามารถอยู่ในระดับสูง ( = 91.00, S.D. = 10.26) และสิ้นสุดการติดตาม ผล 1 เดือน มีความสามารถอยู่ในระดับสูง ( = 90.06, S.D. = 8.53) ส่วนกลุ่มควบคุมมีมีระดับความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน อยู่ในระดับปานกลาง ( = 75.65, S.D. = 10.03; = 77.35, S.D. = 10.64 และ = 78.18, S.D. = 9.18 ตามลำดับ) 3.2 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรง ในระยะก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม การวิเคราะห์ในขั้นนี้เป็นการทดสอบสมมติฐานเพื่อดูว่า คะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวช ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ในระยะก่อนการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม นั้นไม่ แตกต่างกัน ด้วยสถิติ Independent – sample t-test โดยผู้วิจัยได้มีการตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นของการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติดังกล่าว พบว่า ข้อมูลคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อ การก่อความรุนแรง ในระยะก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีการแจกแจงปกติ จากการทดสอบด้วย Kolmogorov-Smirnov test (Sig. เท่ากับ .200 และ .200 ตามลำดับ) และทดสอบ ความแปรปรวนของคะแนนคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง ในระยะก่อนการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ด้วยการทดสอบ Levene's test พบว่า มีความแปรปรวนเท่ากัน (F = .784, Sig. = .383) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงดังตาราง 3 ตาราง 3 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง ในระยะก่อนการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (n = 34) คะแนนความสามารถของ ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง Mean S.D. df t p กลุ่มทดลอง 75.24 13.05 32 -.103 .918 กลุ่มควบคุม 75.65 10.03 จากตาราง 3 พบว่า คะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง ในระยะก่อนการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ไม่แตกต่างกัน (p > 0.05)
45 3.3 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตาม ผล 1 เดือน และภายในกลุ่มทดลอง ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน การวิเคราะห์ในขั้นนี้เป็นการทดสอบสมมติฐาน ข้อที่ 1 คือ คือค่าเฉลี่ยความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ก่อนการทดลอง หลังการ ทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน มีความแตกต่างกัน และสมมติฐานข้อที่ 2 ค่าเฉลี่ยความสามารถ ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ของกลุ่มทดลอง ก่อนการทดลอง หลังการ ทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน มีความแตกต่างกัน ผู้วิจัยได้มีการตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นของการวิเคราะห์ข้อมูล โดยตรวจสอบการแจกแจงปกติของ กลุ่มตัวอย่างด้วยการทดสอบ Kolmogorov-Smirnov test พบว่า กลุ่มทดลอง มีระดับนัยสำคัญมากกว่า .05 ทั้งในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน (Sig. เท่ากับ .200, .200 และ .200 ตามลำดับ) ส่วนกลุ่มควบคุม มีระดับนัยสำคัญมากกว่า .05 เช่นเดียวกัน (Sig. เท่ากับ .200, .200 และ .131 ตามลำดับ) แสดงให้เห็นว่าข้อมูลของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีการแจกแจงปกติ และทดสอบความ เป็นเอกพันธ์ของเมทริกซ์ความแปรปรวน-แปรปรวนร่วม (Homogeneity of variance - covariance matrices) ด้วย Box’s M test ผลการทดสอบ พบว่าค่า Sig = .112 ซึ่งมีค่ามากกว่า .05 แสดงว่ากลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม มีความแปรปรวนของความคลาดเคลื่อนที่ไม่แตกต่าง ดังนั้นเมื่อกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีการแจกแจงปกติ และมีความแปรปรวนเท่ากัน จึงสามารถนําข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติ Two-way repeated measurement ดังผลการวิเคราะห์ข้อมูลในตาราง 4 ตาราง 4 การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน แหล่งความแปรปรวน SS df MS F p ระหว่างกลุ่ม ระหว่างกลุ่มทดลอง-กลุ่มควบคุม 1787.539 1 1787.539 6.406 .016* ความคลาดเคลื่อน 8930.000 32 279.063 ภายในกลุ่ม ผลของโปรแกรมฯ 1718.020 2 859.010 38.929 .000* ปฏิสัมพันธ์ 997.078 2 498.539 22.593 .000* ความคลาดเคลื่อน 1412.235 64 22.066 *p < .05 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามตาราง 4 เพื่อทดสอบสมมติฐานข้อที่ 1 พบว่า ปฏิสัมพันธ์ของ ความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่ม ควบคุม ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน มีความแตกต่างกันอย่างมี
46 นัยสําคัญที่ .05 (F = 22.593; p = .000) แสดงว่าโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว มีผลทำให้ ความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง โดยรวมของกลุ่มทดลองและกลุ่ม ควบคุม ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน มีความแตกต่างกัน สอดคล้อง ตามสมมุติฐานข้อที่ 1 ดังนั้นผู้วิจัยจึงนําค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน ของกลุ่มทดลอง มาทดสอบ สมมติฐานที่ 2 คือ กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการ ก่อความรุนแรงโดยรวม ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน โดยเปรียบเทียบ รายคู่ด้วยวิธีการ bonferroni method เพื่อดูว่าคู่ใดมีความแตกต่างกัน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงในตาราง 5 ตาราง 5 ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างรายคู่ของคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ในระยะก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และ สิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน ตัวแปรตาม กลุ่ม ผลของโปรแกรมฯ ที่นำมาเปรียบเทียบ ความ แตกต่าง ของค่าเฉลี่ย p ความสามารถ ข อ ง ผู้ ดู แ ล ผู้ป่วยจิตเวชที่ มีความเสี่ยง สูงต่อการก่อ ความรุนแรง ทดลอง หลังทดลอง – ก่อนทดลอง 15.765 .000* สิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน - ก่อนทดลอง 14.824 .000* หลังทดลอง – สิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน .941 1.000 ควบคุม หลังทดลอง – ก่อนทดลอง 1.706 .096 สิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน - ก่อนทดลอง 2.529 .434 หลังทดลอง – สิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน -.824 1.000 *p < .05 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามตาราง 5 พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวช ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ในระยะหลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง (Mean difference = 15.765, p = .000) และในระยะสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน สูงกว่าก่อนการทดลอง เช่นเดียวกัน (Mean difference = 14.824, p = .000) ส่วนในระยะหลังการทดลอง เทียบกับระยะติดตามหลังสิ้นสุดารติดตามผล 1 เดือน ไม่แตกต่างกัน (p > 0.05) ส่วนกลุ่มควบคุมมีคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง รายคู่ไม่แตกต่างกัน (p > 0.05)
47 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่องผลของโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental research) แบบ สองกลุ่ม (Pretest - posttest Control – Group Design) ใช้รูปแบบวัดก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวช ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ก่อนการทดลอง หลัง การทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีลักษณะของกลุ่มตัวอย่างและเครื่องมือที่ใช้วิจัย ดังนี้ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ดูแลหลักที่ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคจิตเวชด้วยเกณฑ์วินิจฉัย ICD -10 revision และได้รับการคัดกรองตามเกณฑ์คัดกรองผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI - V) ของกรมสุขภาพจิต ที่มารับบริการในโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างเดือน มีนาคม 2566 ถึงเดือนมิถุนายน 2566 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 34 คน โดยเป็นผู้ดูแลหลัก เพศหญิงหรือชาย อายุ 25-60 ปี มีความเกี่ยวพันทางสายเลือด หรือกฎหมาย ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ได้แก่ บิดา มารดา สามี ภรรยา พี่น้อง บุตรหรือญาติ ที่ให้การดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยในการดำรงชีวิตประจำวันสม่ำเสมอและต่อเนื่องไม่ น้อยกว่า 6 เดือน โดยไม่ได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนในการดูแล มีคะแนนค่าเฉลี่ยของการทำหน้าที่ของ ครอบครัว ในระดับน้อยถึงปานกลาง และสามารถพูดคุยติดต่อสื่อสารอ่านภาษาไทยได้ ผู้วิจัยจับคู่กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว และกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ (Matched pair) ให้มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด เพื่อควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนที่อาจมีผลต่อการทดลอง ได้ จึงจับคู่ตาม เพศ และอายุ (Batista, Werne, & Juruena, 2011) และจับฉลากในแต่ละคู่ที่ได้เข้ากลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุมจนครบตามจำนวน 17 คู่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 3 ประเภท ได้แก่ ชุดที่ 1 เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล และประเมินผลลัพธ์เมื่อสิ้นสุดการวิจัยทั้งในกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม คือ แบบวัดความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงของ วัลยา ภิญญาคง (2562) โดยพัฒนาจากแบบวัดความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทของมัลลิกา จันทร์เพ็ญ (2557) ซึ่งปรับปรุงมาจากแบบประเมินความสามารถในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพา (The Appraisal of SelfCare Agency Scale: Form A) ที่สร้างตามแนวคิดของ Evers et al., (1985) แปลเป็นภาษาไทยโดยแก้วตา มีศรี (2554) ลักษณะคำตอบเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ ได้แก่ ไม่ตรงกับตัวท่านเลย ตรงกับตัวท่านน้อย ปานกลาง มาก มากที่สุด ให้ผู้ตอบเลือกตอบเพียง 1 คําตอบ มีจำนวน 21 ข้อ ชุดที่ 2 เครื่องมือดำเนินการทดลอง เครื่องมือดำเนินการทดลอง คือ โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของ ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการสังเคราะห์แนวคิดของการ ทำหน้าที่ของครอบครัวของแมคมาสเตอร์ (McMaster Model) (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) แนวคิดการ
48 บำบัดครอบครัว (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง (กรมสุขภาพจิต, 2563) การเรียนรู้จากประสบการณ์ร่วมกัน และการทบทวนวรรณกรรมทั้งจากตำรา วิชาการและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดเนื้อหาที่ครอบคลุมการทำหน้าที่ของครอบครัวของผู้ดูแลใน ด้านการแก้ปัญหา ด้านการสื่อสาร ด้านบทบาท ด้านการตอบสนองทางอารมณ์ ด้านความผูกพันทางอารมณ์ ด้านการควบคุมพฤติกรรม และ ด้านการทำหน้าที่ทั่วไป ประกอบด้วย 6 กิจกรรม ดังนี้ กิจกรรมที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพและเสริมสร้างแรงจูงใจ กิจกรรมที่ 2 ใจเขา ใจเรา ครอบครัวมีสุข กิจกรรมที่ 3 รู้และเข้าใจผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง กิจกรรมที่ 4 เครียดได้ คลายเป็น สื่อสารดี ชีวีเป็นสุข กิจกรรมที่ 5 ทุกปัญหามีทางแก้ กิจกรรมที่ 6 การเสริมสร้างพลังใจในครอบครัว ชุดที่ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง คือ แบบประเมินการทำหนาที่ของครอบครัว ใช แบบประเมินการทำหน้าที่ของครอบครัวจุฬาลงกรณแฟมิลี่อินเวนทอรี่ (Chulalongkorn Family Inventory: CFI) ที่พัฒนาโดย อุมาพร ตรังคสมบัติ ดัดแปลงจากแบบประเมินการทำหนาที่ของครอบครัว (Family Assessment Device: FAD) ตามแนวคิดแมคมาสเตอร (McMaster Model of Family Functioning : MMFF) (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) ซึ่งครอบคลุมการทำหนาที่ของครอบครัว 7 ดาน มีขอคำถามจำนวน 36 ขอ ประกอบดวยข้อคำถามที่มีความหมายทางบวกและทางลบ เปนแบบมาตราสวนประมาณคา โดยมี คำตอบใหเลือก 4 ระดับ คือ ตรงมากที่สุด ตรงปานกลาง ตรงเล็กนอย และไมตรงเลย สรุปผลการวิจัย 1. ข้อมูลทั่วไปของข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของ ครอบครัว กับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติ ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในกลุ่มทดลอง พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 52.9 อายุอยู่ในช่วงผู้ใหญ่ตอนกลาง (41-60 ปี) เป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 58.8 อายุเฉลี่ย 44.41 ปี (SD. = 9.747) ส่วนใหญ่มีสถานภาพคู่ คิดเป็นร้อยละ 52.9 รองลงมาสถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 35.3 มีการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาและระดับอนุปริญญาเท่ากัน คิดเป็นร้อยละ 35.3 รองลงมามี การศึกษาระดับมัธยมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 17.6 ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ซึ่งเท่ากับการทำธุรกิจ/ ค้าขาย คิดเป็นร้อยละ 35.3 รองลงมาประกอบอาชีพรับจ้าง คิดเป็นร้อยละ 23.5 สัมพันธภาพกับผู้ป่วยโดย ส่วนใหญ่เป็นบิดา-มารดา คิดเป็นร้อยละ 58.8 รองลงมา คือ พี่-น้อง คิดเป็นร้อยละ 17.6 โดยมีรายได้ต่อเดือน โดยรวมของครอบครัว ส่วนใหญ่ น้อยกว่า 15,000 บาท และรองลงมา 15,001 – 30,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 76.5 และ 17.6 ตามลำดับ รายได้เฉลี่ย 15,254.71 บาท (SD.= 12,439.242) ยังพบว่า ระยะเวลาการ เจ็บป่วยทางจิตของผู้ป่วย อยู่ในช่วง 2 – 5 ปี เป็นส่วนใหญ่ รองลงมา คือ 6 เดือน – 2 ปี คิดเป็นร้อยละ 47.1 และ 35.3 ตามลำดับ ระยะเวลาในการเข้ามาดูแล ส่วนใหญ่ 7 เดือน – 24 เดือน รองลงมาใช้ระยะเวลา มากกว่า 25 เดือน คิดเป็นร้อยละ 47.1 และ 41.2 ตามลำดับ ระยะเวลาในการดูแลเฉลี่ย 28.82 เดือน (SD.= 18.682) และพฤติกรรมผู้ป่วยที่เป็นปัญหาการดูแล ส่วนใหญ่เป็นการทำร้ายตัวเอง คิดเป็นร้อยละ 41.2 รองลงมาคือไม่รับประทานยาตามแพทย์สั่ง คิดเป็นร้อยละ 35.3
49 สำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในกลุ่มควบคุม พบว่า ส่วนใหญ่เป็น เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 52.9 อายุส่วนใหญ่อยู่ในช่วงผู้ใหญ่ตอนกลาง (41 - 60 ปี) คิดเป็นร้อยละ 58.8 อายุเฉลี่ย 45.59 ปี (SD. = 11.753) ส่วนใหญ่มีสถานภาพคู่ คิดเป็นร้อยละ 82.4 รองลงมาสถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 11.8 มีการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 41.2 รองลงมามีการศึกษาระดับ ประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 35.3 ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร คิดเป็นร้อยละ 47.1 รองลงมาประกอบ อาชีพธุรกิจ/ค้าขาย คิดเป็นร้อยละ 35.3 สัมพันธภาพกับผู้ป่วยโดยส่วนใหญ่เป็นสามี- ภรรยา คิดเป็นร้อยละ 47.1 รองลงมา คือ บิดา - มารดา คิดเป็นร้อยละ 35.3 โดยมีรายได้ต่อเดือนโดยรวมของครอบครัวส่วนใหญ่ น้อยกว่า 15,000 บาท และรองลงมา 15,001 – 30,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 70.6 และ 17.6 ตามลำดับ รายได้เฉลี่ย 33,488.24 บาท (SD.= 69,545.595) ยังพบว่า ระยะเวลาการเจ็บป่วยทางจิตของผู้ป่วย อยู่ ในช่วง 6 เดือน 2 ปี เป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 58.8 ระยะเวลาในการเข้ามาดูแล ส่วนใหญ่ 7 เดือน – 24 เดือน รองลงมาใช้ระยะเวลามากกว่า 25 เดือน คิดเป็นร้อยละ 70.6 และ 23.5 ตามลำดับ ระยะเวลาในการ ดูแลเฉลี่ย 29.06 เดือน (SD. = 29.779) พฤติกรรมผู้ป่วยที่เป็นปัญหาการดูแล ส่วนใหญ่ไม่รับประทานยาตาม แพทย์สั่ง คิดเป็นร้อยละ 41.2 รองลงมาเป็นการทำร้ายตัวเอง คิดเป็นร้อยละ 35.3 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 2.1 กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรง ก่อนการทดลอง อยู่ในระดับปานกลาง ( = 75.24, S.D. = 13.05) ส่วนหลังการทดลอง และ เมื่อสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน อยู่ในระดับสูง ( = 91.00, S.D. = 10.26 และ = 90.06, S.D. = 8.53 ตามลำดับ) 2.2 กลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรง ก่อนการทดลอง หลังการทดลองและเมื่อสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน อยู่ในระดับปานกลาง ( = 75.65, S.D. = 10.03; = 77.35, S.D. = 10.64 และ = 78.18, S.D. = 9.18 ตามลำดับ) 3. การเปรียบเทียบคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว กับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแล ตามปกติ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และเมื่อสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน พบว่า กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว และกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติมี คะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (F = 6.406; p = .016) และค่าปฏิสัมพันธ์ของค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถของ ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ ของครอบครัว และกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และเมื่อสิ้นสุดการติดตาม ผล 1 เดือน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ .05 (F = 22.593; p = .000) แสดงว่า โปรแกรมส่งเสริม การทำหน้าที่ของครอบครัว มีผลทำให้ความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง ของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว และกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติก่อน การทดลอง หลังการทดลอง และเมื่อสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน มีความแตกต่างกัน สอดคล้องตาม สมมุติฐานที่ 1 3. การเปรียบเทียบภายในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว กับกลุ่มควบคุมที่ ได้รับการดูแลตามปกติ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และเมื่อสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน
50 พบว่า กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และเมื่อสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน มีคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการ ก่อความรุนแรง ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และเมื่อสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ 2 โดย 1. หลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถของผู้ดูแล มากกว่าก่อนการทดลอง (MD =15.765 , p = .000 ) 2. เมื่อสิ้นสุดการติดตามผลมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถของผู้ดูแล มากกว่าก่อนการทดลอง (MD = 14.824, p = .000 ) 3. เมื่อสิ้นสุดการติดตามผลมีค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถของผู้ดูแล น้อยกว่าหลังการทดลอง (MD = .941 , p < .05 ) ส่วนกลุ่มควบคุมมีความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงรายคู่ ไม่แตกต่างกัน (p > 0.05) การอภิปรายผล การอภิปรายผลการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยอภิปรายผลตามสมมติฐานการวิจัย คือ 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ภายหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ ของครอบครัว 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ระหว่างกลุ่มได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ สมมติฐานข้อที่ 1 จากผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรงภายหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว ทั้งหลังการทดลองและสิ้นสุดการ ติดตามผล 1 เดือน สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) แสดงว่า ความสามารถของ ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในระยะหลังการทดลอง และสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน (MD = 15.765, 14.824, p = .000 ตามลำดับ) สูงกว่าก่อนการทดลอง ทั้งนี้เนื่องจากผู้วิจัย ได้นำกรอบ แนวคิดของการทำหน้าที่ของครอบครัวของแมคมาสเตอร์ (McMaster Model) (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) รวมทั้งแนวคิดการบำบัดครอบครัวของ อุมาพร ตรังคสมบัติ (2561) และแนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มี ความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงของ กรมสุขภาพจิต (2563) มาใช้ในโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของ ครอบครัว ซึ่งประกอบด้วย 6 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพและเสริมสร้างแรงจูงใจ เป็น กิจกรรมที่ผู้นำกลุ่มนำมาเสริมสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ดูแลในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรง ช่วยให้ผู้ดูแลมีกำลังใจ มีพลัง ในการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป กิจกรรมที่ 2 ใจเขา ใจเรา ครอบครัวมีสุข เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้ดูแลได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และปัญหาในการ ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง จะทำให้ผู้ดูแลรับรู้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริงมาก ขึ้น ทั้งในด้านของอารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของผู้ป่วย รวมทั้งอารมณ์ ความรู้สึก ปัญหา และผลกระทบที่ผู้ดูแลได้รับ ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถรับรู้และยอมรับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ตามความเป็น
51 จริง ทำให้ผู้ดูแลพร้อมที่จะพัฒนาตนเอง แสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่จะช่วยให้ผู้ดูแลนำมาประยุกต์ใช้ในการ ดูแลผู้ป่วยได้ กิจกรรมที่ 3 รู้และเข้าใจผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง การให้ความรู้ และ ทักษะในการประเมินและจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของผู้ป่วย ช่วยให้ผู้ดูแลมีความสามารถที่จะสังเกต อาการเปลี่ยนแปลงที่ผู้ป่วยแสดงออกทั้งท่าทาง คำพูด และพฤติกรรม และวางแผนในการจัดการกับพฤติกรรมนั้น ได้อย่างเหมาะสมต่อไป กิจกรรมที่ 4 เครียดได้ คลายเป็น สื่อสารดี ชีวีเป็นสุข เป็นกิจกรรมการพัฒนาทักษะ การจัดการกับอารมณ์ และการพัฒนาทักษะทางด้านการสื่อสารในครอบครัวให้มีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ดูแล สามารถตอบสนองทางด้านอารมณ์ด้วยพฤติกรรมที่เหมาะสมและเรียนรู้การสื่อสารทางบวกในครอบครัวได้ดี ยิ่งขึ้น กิจกรรมที่ 5 ทุกปัญหามีทางแก้ เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้ดูแลได้รับรู้ปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมต่าง ๆของ ผู้ป่วยตรงตามความเป็นจริง และยังเสริมสร้างพลังในการควบคุมและการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นจาก พฤติกรรมต่าง ๆของผู้ป่วยให้ประสบผลสำเร็จและเหมาะสม และกิจกรรมที่ 6 การเสริมสร้างพลังใจใน ครอบครัว เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างความมีคุณค่าของผู้ดูแล ทำให้ผู้ดูแลเกิดความมั่นใจ และเชื่อมั่นในการทำ หน้าที่ของตนเองในการดูแลผู้ป่วย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ นำไปสู่การปฏิบัติหน้าที่ในครอบครัวของผู้ดูแลได้ เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ผู้ดูแลมีความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชมีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยของ พรประไพ แขกเต้า (2561) พบว่า โปรแกรมการ ส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว ช่วยส่งเสริมให้ผู้ดูแลมีอิสระในการคิด สนับสนุนให้ผู้ดูแลที่มีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในการกำหนดและวางแผนการดูแลผู้ป่วยตามการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัว ทั้งด้าน สัมพันธภาพ การตระหนักและการรับรู้ถึงภาระการดูแลและผลกระทบที่เกิดขึ้นหากไม่สามารถทำตามบทบาท หน้าที่ของตนเองได้ ผู้ดูแลจะมีทางเลือกในการกำหนดเป้าหมาย วิธีการที่นำไปสู้เป้าหมายการทำหน้าที่ใน ครอบครัวจากความสามารถและทักษะที่เรียนรู้จากโปรแกรม สุดท้ายเมื่อผู้ดูแลได้รับการบำบัดโดยการใช้ โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวครบทั้ง 6 กิจกรรม จะส่งผลให้ผู้ดูแลสามารถทำหน้าที่ของตนเอง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความขัดแย้งภายในครอบครัว ผู้ป่วยสามารถอยู่ร่วมกับครอบครัวด้วยความสุข ส่วนค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถของผู้ดูแลเมื่อสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน น้อยกว่าหลังการ ทดลอง แต่มากกว่าก่อนการทดลอง ทั้งนี้เนื่องจากในระยะสิ้นสุดการติดตามผลหลังจากที่สมาชิกเข้าร่วม โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวแล้ว 1 เดือน มีบางครอบครัวที่ผู้ป่วยได้จำหน่ายกลับบ้าน ซึ่ง ผู้ดูแลอาจจะประสบกับความเครียดในชีวิตประจำวันจากการทำมาหากิน หรือจากการที่จะต้องหารายได้ เมื่อ ผู้ป่วยกลับไปอยู่บ้าน ทำให้ผู้ดูแลต้องใช้เวลาในการมาดูแลผู้ป่วยเพิ่มขึ้น อีกทั้งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นบิดา มารดา และมีอายุอยู่ในช่วง 41 - 60 ปี ซึ่งในกลุ่มนี้ผู้ดูแลอาจมีโรคประจำตัว และด้วยระยะเวลาการดูแล ผู้ป่วยที่ยาวนาน จึงทำให้ผู้ดูแลอาจเกิดความรู้สึกเครียด เป็นภาระที่ต้องดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพาเหล่านี้ได้อีก เช่นเดียวกับแก้วตา มีศรี (2554) ที่ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทใน ชุมชน พบว่า ระยะเวลาในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสามารถในการดูแลบุคคลที่ ต้องพึ่งพาของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนในระดับต่ำ สมมติฐานข้อที่ 2 จากผลการวิจัย พบว่า ความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว กับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ ในระยะ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และเมื่อสิ้นสุดการติดตามผล 1 เดือน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
52 ทางสถิติแสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว มีผลให้ผู้ดูแลมีความสามารถในการดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงเพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้เนื่องจากผู้วิจัยได้นำองค์ประกอบของแนวคิดการ ทำหน้าที่ของครอบครัว 6 ด้าน ของ McMaster model (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) มาใช้ในการส่งเสริม ความสามารถของผู้ดูแล ซึ่งสมาชิกในครอบครัวจะมีการพัฒนาและสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกครอบครัวได้อย่างเหมาะสม ต้องเป็นครอบครัวที่สามารถแก้ไขปัญหาของ ครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการเจรจาที่ตรงไปตรงมาสู่เป้าหมาย สามารถปฏิบัติตามบทบาทได้อย่าง เป็นระบบ มีการตอบสนองทางอารมณ์ต่อสมาชิกในครอบครัวได้อย่างเหมาะสม มีความผูกพันทางอารมณ์และ เห็นคุณค่าของสมาชิกแต่คนในครอบครัว และมีการควบคุมหรือจัดการกับพฤติกรรมของสมาชิกแต่ละคนได้ อย่างเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ วิลาวัณย์ สายสุวรรณ, พัชรินทร์ นินทจันทร์, โสภิณ แสงอ่อน และนันทิยา เอกอธิคมกิจ (2563) พบว่า องค์ประกอบการทำหน้าที่ของครอบครัว ด้านการแก้ไขปัญหา ด้าน การสื่อสาร ด้านบทบาท ด้านความผูกพันทางอารมณ์ และด้านการทำหน้าที่ทั่วไป มีความสัมพันธ์ทางบวกกับ ความแข็งแกร่งในชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ผู้วิจัยได้นำแนวคิดการบำบัดครอบครัวของ อุมาพร ตรังคสมบัติ (2561) ร่วมกับแนวทาง การดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงของ กรมสุขภาพจิต (2563) มาใช้ในการส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือผู้ดูแลให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในสภาพปัญหาของตน และเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน ครอบครัว มีทักษะในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและอารมณ์ของตนเองและบุคคลในครอบครัว โดยการ เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว เน้นการเข้าใจและยอมรับตนเองของสมาชิกในครอบครัวและปัญหาที่ เกิดขึ้น การตั้งเป้าหมายในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน การสร้างแรงจูงใจตามบทบาทหน้าที่ของสมาชิกแต่ ละคนในครอบครัว การตอบสนองทางอารมณ์ของสมาชิกในครอบครัวที่เหมาะสม การสนับสนุนและให้ กำลังใจแก่สมาชิกครอบครัว และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัว ซึ่งทั้ง 6 กิจกรรมในโปรแกรมฯ มีส่วนช่วยให้ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง มีความมั่นใจ จนเกิดเป็นความรู้สึกที่มี คุณค่าในตนเอง เรียนรู้ที่จะเข้าใจในตนเองและผู้ป่วย มีสัมพันธภาพที่ดีกับตนเองและผู้ป่วย จัดการอารมณ์ ของตนเองอย่างถูกต้อง และมีทักษะในการจัดการปัญหาที่สร้างสรรค์ มีทักษะการสื่อสารที่ดีมีประสิทธิภาพ มี กำลังใจที่จะต่อสู้กับปัญหาอย่างเข้มแข็งและสามารถจัดการปัญหาและวิกฤติของชีวิต รวมทั้งเสริมสร้างพลังใจ ในครอบครัวให้มีความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงของตนเองได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยและแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องหลายฉบับสนับสนุนว่า การจัดการ กับความเครียดและความขัดแย้ง รวมทั้งการส่งเสริมสุขภาพจิตในครอบครัว เป็นปัจจัยที่เสริมสร้างความ แข็งแรงของครอบครัวได้ (McCubbin H, and Patterson J., 1983) ยังเป็นพลังใจและแรงจูงใจในการเผชิญ ปัญหาและต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ ซึ่งเมื่อผู้ดูแลได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอก็จะช่วยทำให้ผู้ดูแลสามารถ ปรับตัวต่อปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น (Cohen & Will, 1985 อ้างถึงใน สกาวเดือน กลิ่นน้อย, 2554) และการศึกษาของ Weinstock LM, Keitner GI, Ryan CE, Solomon DA, and Miller IW. (2006) พบว่า ครอบครัวที่มีการปฏิบัติหน้าที่ดีนั้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีการฟื้นตัวเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับผู้ดูแลและ ครอบครัวที่จะบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของการปฏิบัติหน้าที่ในครอบครัวที่จะส่งผลการอาการของผู้ป่วยว่าจะดี ขึ้นหรือแย่ลง โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว ผู้วิจัยออกแบบในลักษณะกิจกรรมกลุ่ม โดยให้สมาชิก ทุกคนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม ซึ่งในแต่ละกิจกรรมสมาชิกได้แสดงความคิดเห็น และให้ข้อเสนอแนะกับเพื่อน
53 สมาชิกในกลุ่ม รวมถึงการได้บอกเล่าประสบการณ์ที่ได้จากการดูแลผู้ป่วยที่ผ่านมา รวมไปถึง ปัญหา อุปสรรค ความสำเร็จ และความล้มเหลวจากการทำพฤติกรรมนั้น ๆ และแนวทางแก้ไข การให้กําลังใจกันและกันภายใน กลุ่ม ทำให้เกิดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเกิดความไว้วางใจ ความเข้าใจ ยอมรับตนเอง และความรับผิดชอบต่อ การกระทำของตนเอง (ชญาภา วิชชาวณิชนันท์, 2553) ดังการศึกษาของ ดาราณี วันวา และอรพรรณ ลือบุญ ธวัชชัย (2555) พบว่า กิจกรรมบำบัดที่ผู้ดูแลได้เข้าร่วมในรูปแบบกลุ่ม ช่วยให้ผู้ดูแลเกิดสัมพันธภาพ สร้าง ความเชื่อมั่นระหว่าสมาชิก และเกิดความไว้วางใจต่อกลุ่ม เป็นผลทำให้สมาชิกเปิดใจสามารถแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ เกิดความเช้าใจในอาการของผู้ป่วยได้ดีขึ้น เมื่อผู้ดูแลเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกของตนเอง และ ตระหนักถึงความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ป่วย โดยผู้ดูแลสามารถสะท้อนความรู้สึกที่ไม่สบายใจ และยังรับรู้อารมณ์ ด้านลบของตน ซึ่งการฝึกฝนทักษะและกระบวนการเพื่อควบคุมอารมณ์จึงเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมการ แสดงออกทางอารมณ์ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น และยังทำให้มีศักยภาพในการแสดงออก ทางอารมณ์อย่างเหมาะสม (ปริณดา เลิศศรีมงคล, 2554) ข้อเสนอแนะการวิจัย 1. ข้อเสนอแนะต่อการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ 1.1 ควรนำโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่ มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในทุกครอบครัวที่ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรงที่เข้ามารับการบำบัดภายในโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ใช้ เพื่อการส่งเสริมการทำหน้าที่ในครอบครัว ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงต่อไป 1.2 ควรกำหนดนโยบายให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพและสร้างความสามารถของผู้ดูแลใน การดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง และสนับสนุนให้มีการอบรมในการดูแลผู้ป่วย อย่างต่อเนื่องประเมินผลด้านความสามารถของผู้ดูแลพร้อมทั้งส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวอย่าง สม่ำเสมอ เพื่อให้มีความมั่นใจ ความสามารถ และบทบาทของผู้ดูแลผู้ป่วยอย่างเพียงพอ 1.3 โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นกระบวนการที่เน้น ความสามารถในการการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงควรมีการติดตามระยะยาว เพื่อส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวให้ สามารถดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงได้อย่างมีคุณภาพ 2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรศึกษาในระยะยาวของโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว โดยมีการวัดผล 3 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือน เพื่อประเมินการคงอยู่ของโปรแกรม 2.2 ควรมีการศึกษาในประเด็นอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น ปัจจัยสนับสนุนต่อการทำหน้าที่ของครอบครัว และความสามารถของผู้ดูแลในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง
54 บรรณานุกรม ภาษาไทย กรมสุขภาพจิต. (2563). คู่มือระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงสำหรับ สถาบันโรงพยาบาล สังกัดกรมสุขภาพจิต. บริษัทพรอสเพอรัสพลัส จำกัด. กชพร รัตนสมพร, อรพรรณ ลือบุญธวัชชัย และ รัชนีกร เกิดโชค. (2558). ปัจจัยทำนายอาการทางจิตของ ผู้ป่วยจิตเภท. วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต. 29(3), 99-112. แก้วตา มีศรี. (2554). ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการดูแลบุคคลที่ต้องพึ่งพาผู้ดูแลผู้ป่วย จิตเภทในชุมชน. (วิทยานิพนธ์พยาบาลศสาตรมหาบัณฑิต). กรุงเทพ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. งานเวชระเบียนโรงพยาบาลสวนสราญรมย์. (2565). รายงานสถิติประจำปี 2565. โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ สุราษฎร์ธานี. ชญาภา วิชชาวณิชนันท์. (2553). การใช้การให้คำปรึกษากลุ่มแบบเผชิญความจริงเพื่อเสริมสร้าง ความมุ่งมั่น ในการทำงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. (รายงานการวิจัย). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ดาราณี วันวา และอรพรรณ ลือบุญธวัชชัย. (2557). ผลของกลุ่มสนับสนุนครอบครัวต่อการทำหน้าที่ของ ครอบครัวตามการรับรู้ของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยจิตเภท. วารสารการพยาบาลจิตเวชและ สุขภาพจิต, 28(1), 68-80. ทิพย์ภา เชษฐ์เชาวลิต, วิลาวรรณ คริสต์รักษา, ดำรงค์แวอาลี และสุนันทา เศรษฐวัชราวนิช. (2560). ความ ต้องการของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่บ้านในสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้. วารสารสมาคม จิตแพทย์ แห่งประเทศไทย, 62(4), 323-336. ทัศนีย์ กุลจนะพงศ์พันธ์, กฤตนัย แก้วยศ, ดุษฎี อุดมอิทธิพงศ์ และเกยูรมาศ อยู่ถิ่น. (2559). ปัจจัยที่ เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภท. วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา, 10(2), 23-35. ธิติพันธ์ ธานีรัตน์, เยาวลักษณ์ พนิตอังกูร, ตันติมา ด้วงโยธา, อุบุญรัตน์ ธุรีราช และ ปิยนุช กิมเสาว์. (2559). ความชุกของภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการดูแลหลักของผู้ป่วยจิตเวชสูงอายุ. วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย, 61(4), 319-330. นุษณี เอี่ยมสะอาด, ปพิชญา ทวีเศษ และพรเลิศ ชุ่มชัย. (2563). ผลการจัดการรายกรณีต่อความสามารถ โดยรวมของผู้ป่วยจิตเภทที่มีความเสี่ยงก่อความรุนแรง. วารสารสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จ เจ้าพระยา, 14(1), 10-22. บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร. (2553). ระเบียบวิธีการวิจัยทางการพยาบาลศาสตร์ (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: คณะ พยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บังอร กล่ำสุวรรณ์, วัลภา ศิริกุล และ อัญชรินทร์ คำโคกสี. (2550). สถานการณ์ครอบครัว ในจังหวัด หนองบัวลำภูตามเกณฑ์คุณลักษณะครอบครัวแข็งแรงของกรมอนามัย. ศูนยอนามัยที่ 6 หนองบัวลำภู. ปริณดา เลิศศรีมงคล. (2554). ผลของโปรแกรมฝึกการกำกับอารมณ์ที่มีทักษะการทำงานเป็นทีมของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาชั้นที่ 6. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). กรุงเทพ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
55 พรประไพ แขกเต้า. (2561). ศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถ ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้สารเสพติดร่วม. สุราษฎร์ธานี: โรงพยาบาลสวนสราญรมย์. พิชชุดา วิทวัสสำราญกุล. (2564). คุณภาพชีวิตของผู้ดุแลผู้ที่เป็นโรคจิตเภทในโรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี. วารสารแพทย์เขต 4-5, 40(1), 19-29. พิชามญชุ์ อินทะพุฒ. (2565). การดูแลญาติผู้ดูแลที่เป็นโรคจิตเภท ความท้าทายสำหรับพยาบาลจิตเวช พิมพ์ครั้งที่ 2. วนิดาการพิมพ์. พิชามญชุ์ ปุณโณทก. (2561). วิจัยโครงการความพร้อมและความต้องการสำหรับผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชของญาติ ผู้ดูแล และภาคีเครือข่ายในชุมชน จังวัดชลบุรี. มหาวิทยาลัยบูรพา. พิสุทธา อารีราษฎร์. (2553). ผลการจัดการเรียนรู้เน้นผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์. มหาสารคาม: คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. ภาคิณี เดชชัยยศ, ดวงใจ วัฒนสินธ์ และภรภัทร เฮงอุดมทรัพย์. (2563) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความผาสุกทาง ใจของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภท. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข. 30(3), 170-181. ภัทราภรณ์ ทุ่งปันคำ, สิริลักษณ์ วรรธนะพงษ์, ลำเนาว์ เรืองยศ, ปริทรรศ ศิลปกิจ และ สุวัฒน์ มหัตนิรันด์กุล. (2548). การดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่บ้าน: รูปแบบและโปรแกรม การพัฒนาทักษะของผู้ดูแล. เอกสาร ประกอบการประชุมวิชาการ, เชียงใหม่. ภัทราภรณ์ ทุ่งปันคำ. (2560). การพยาบาลผู้ที่เป็นโรคจิตเภท. เชียงใหม่: สมาร์ทโคตติ้ง แอนด์ เซอร์วิส. มัลลิกา จันทร์เพ็ญ. (2557). ผลของโปรแกรมเสริมสร้างทักษะการเผชิญความเครียดต่อความสามารถในการ ดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน. (วิทยานิพนธ์พยาบาลศสาตรมหาบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. เรณุกา ศักดา. (2551). การจัดการพฤติกรรมรุนแรงในผู้ป่วยจิตเวชโดยผู้ดูแล. (สารนิพนธ์พยาบาลศาสตร มหาบัณทิต). มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. รังสิมันต์ สุนทรไชย. (2563). การพยาบาลผู้ป่วยกลุ่มโรคสุขภาพจิตและจิตเวชที่พบบ่อยในชุมชน.ใน คณะกรรมการกลุ่มผลิตและบริหารชุดวิชาการพยาบาลโรคเรื้อรัง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ประมวลสาระชุดวิชาการพยาบาลโรคเรื้อรังในชุมชน. นนทบุรี: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรม ธิราช. ลักษ์ขณา พานิชสรรค์ และเพ็ญพักตร์ อุทิศ. (2561). ผลของโปรแกรมการบำบัดครอบครัวต่อการทำหน้าของ ครอบครัวผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน. วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต. 32(3), 90-103. วาสนา นามเหลา. (2559). ปัจจัยที่มีผลต่อภาระการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่มาบริการในโรงพยาบาล จิตเวชสระแก้วราชนครินทร์. (วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยบูรพา. วิลาวัณย์ สายสุวรรณ, พัชรินทร์ นินทจันทร์, โสภิณ แสงอ่อน และนันทิยา เอกอธิคมกิจ. (2563). ความสัมพันธ์ระหว่างการทำหน้าที่ของครอบครัว ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหรือสังคม และการ รับรู้ความเครียด กับความแข็งแกร่งในชีวิตของวัยรุ่นกลุ่มด้อยโอกาสไทยในจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ. วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต, 34(1), 61-85. วันทนีย์ ล้ำเลิศ และ เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์. (2561). ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสามารถของผู้ดูแลต่อ ภาระการดูแลผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน. วารสารการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต. 32(3), 10-117.
56 วัลยา ภิญญาคง. (2562). ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลต่อความสามารถในการดูแล ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง. สุราษฎร์ธานี: โรงพยาบาลสวนสราญรมย์. สกาวเดือน กลิ่นน้อย. (2554). ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการทำหน้าที่ของครอบครัวตามการรับรู้ของผู้ดูแล ผู้ป่วยจิตเภทในครอบครัว. (วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สมจิต หนุเจริญกุล. (2540). การดูแลตนเอง: ศาสตร์และศิลปะทางการพยาบาล พิมพ์ครั้งที่ 5. วี.เจ.พริ้นติ้ง. สุชาดา เวชการุณา. (2556). ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมต่อ พฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยจิตเภทของผู้ดูแล. (วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. สุนันญา แสงแก้ว, เรณุการ์ ทองคำรอด และกชพงศ์ สารการ. (2561). ผลของโปรแกรมการดูแลแบบมีส่วน ร่วมของครอบครัวและอาสาสมัครสาธารณสุขต่อความรุนแรงของอาการทางจิตในผู้ป่วยจิตเภท. การประชุมเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ครั้งที่ 8 มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช. อัครวัฒน์เพียวพงควัต. (2561). ปัจจัยที่มีผลต่อภาระการดูแลผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเภทที่มารับบริการใน โรงพยาบาลหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์. วารสารศูนย์อนามัยที่ 9 วารสารส่งเสริมสุขภาพอนามัยและ สิ่งแวดล้อม, 12(28), 72-84. อรพรรณ ลือบุญธวัชชัย. (2556). การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช พิมพ์ครั้งที่ 5. บริษัทวี.พริ้นท์ (199) จำกัด. เอมิกา กลยนี, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์ และอารีย์วรรณ อ่วมตานี. (2558). ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับ คุณภาพชีวิตของผู้ดูแลที่เป็นโรคจิตเภทที่ให้การดูแลผู้ป่วยที่บ้าน. วารสารพยาบาลตำรวจ, 7(1), 128-140. อุมาพร ตรังคสมบัติ. (2554). จิตบำบัดและการให้คำปรึกษาครอบครัว พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : ศูนย์วิจัย และพัฒนาครอบครัว. อุมาพร ตรังคสมบัติ. (2561). จิตบำบัดและการให้คำปรึกษาครอบครัว พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. Anderson, C. A., Lepper, M., & Ross, L. (1980). Perseverance of Social Theories: The Role of Explanation in the Persistence of Discredited Information. Journal of Personality and Social Psychology, 39(6), 1037-1049. Batista, T. A., Werne Baes, C.V., & Juruena, F. (2011). Efficacy of psychoeducation in bipolar patients: systematic review of randomized trials. Psychology & Neuroscience, 4(3), 409–416. Cronbach, L. J. (1990). Essentials of psychological testing (5th ed.). New York : Harper Collins Publishers. Evers, G., et al. (1985). Development of the Appraisal of SelfCare Agency Scale. Paper Presented at Intemational Research Conference. Edmonton : Canada.
57 Faul, F., Erdfelder, E., Lang, A.-G., & Buchner, A. J. B. r. m. (2007). G* Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. 39(2), 175-191. Jenning, B. M. & Stagger, N. (1994). A critical analysis of hardiness. Nursing research,43(5), 274- 281. Kolb, D. A. (1984). Experiential Learning: Experience As The Source Of Learning And Development. Retrived from http://www.learningfromexperience.com/images/ uploads/process-of-experiential-learning.pdf Lozzino, L., Ferrari, C., Large, M., Nielssen, O., & deGirolamo, G. (2015). Prevalence and Risk Factors of Violence by Psychiatric Acute Inpatients: A Systematic Review and MetaAnalysis. PLoSOne 2015; 10: e0128536. McCubbin, H. I., & Patterson, J. M. (1983). The Family Stress Process: The Double ABCX Model of adjustment and adaptation. Marriage & Family Review, 6(1-2), 7–37. Murphy, J. (2007). International perspectives and initiatives. Health Information & Libraries Journal, 41(1), 1471-1842. Orem.D.E. (2001). Nursing : concept of practices .St. Louis MO : Mosby. Polit, D. F., Beck, C.T. & Hungler, B.P. (2011). Fundamentos de pesquisa em enfermagem (6th Edition). Artmed, Porto Alegre. Smeerdijk M, Keet R, Dekker N, van Raaij B, Krikke M, Koeter M, de Haan L, Barrowclough C, Schippers G, & Linszen D. (2001). Motivational interviewing and interaction skills training for parents to change cannabis use in young adults with recent-onset schizophrenia: a randomized controlled trial. Psychol Med, 42(8), 1627-36. Weinstock LM, Keitner GI, Ryan CE, Solomon DA, Miller IW. (2006). Family functioning and mood disorders: a comparison between patients with major depressive disorder and bipolar I disorder. J Consult Clin Psychol, 74(6), 1192-1202.
ภาคผนวก
59 ภาคผนวก ก โปรแกรม ส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง
60 โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง โดย นางสาวพรทิพย์โพธิครูประเสริฐ, นางสาวปลดา เหมโลหะ และนางมัฏฐวรรณ ลี้ยุทธนานนท์ เอกสารฉบับนี้เป็นเครื่องมือวิจัย ผลของโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแล ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง กลุ่มการพยาบาล โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ กรมสุขภาพจิต 2566
61 โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัว ของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง บทนำ การทำหน้าที่ของครอบครัว ช่วยส่งเสริมผู้ดูแลให้มีความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงได้ การทำหน้าที่ของครอบครัว ตามแนวคิดแมคมาสเตอร์ (McMaster Model) มี 6 ด้าน (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) ได้แก่ 1) ด้านการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม ทำให้ครอบครัวดำเนินไปได้ดีและทำหน้าที่ด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบครัวที่ทำหน้าที่ได้ดีจะมีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม แต่ครอบครัวที่ทำหน้าที่ไม่ดีมักจะแก้ปัญหาอย่างไร้ ประสิทธิภาพหรือแก้ไขไม่ได้เลย 2) ด้านการสื่อสารในครอบครัว เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เป็น ปัจจัยสำคัญในการอยู่ร่วมกันของคนในครอบครัว พบว่า ครอบครัวที่มีประสิทธิภาพจะสื่อสารได้ชัดเจนและ ตรงต่อบุคคลเป้าหมาย ถ้าการสื่อสารมีความคลุมเครือหรืออ้อมค้อมมากเท่าใดครอบครัวจะทำหน้าที่ได้ไม่ดี มากนัก 3) ด้านบทบาทในครอบครัว ภารกิจในครอบครัวจะดำเนินไปได้ดีก็ต่อเมื่อบทบาทและหน้าที่ของ สมาชิกแต่ละคนมีความสอดคล้องกัน มีการมอบหมายหน้าที่อย่างเหมาะสมและมีระบบควบคุมให้สมาชิก ปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยครบถ้วน เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของผู้ป่วยที่จำเป็น 4) ด้านการตอบสนอง ทางอารมณ์ เป็นความสามารถที่จะตอบสนองทางอารมณ์ที่ดีต่อกันอย่างเหมาะสม ทั้งอารมณ์เชิงบวกและเชิง ลบ ครอบครัวที่ทำหน้าที่ปกติจะแสดงอารมณ์ได้หลายแบบในปริมาณและสถานการณ์ที่เหมาะสม 5) ด้าน ความผูกพันทางอารมณ์ เป็นระดับความผูกพันห่วงใยที่สมาชิกในครอบครัวมีต่อกัน รวมทั้งการแสดงออกซึ่ง ความสนใจและการเห็นคุณค่าของกันและกัน ซึ่งระดับความผูกพันที่เหมาะสมจะสามารถตอบสนองความ ต้องการทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม และ 6) ด้านการควบคุมพฤติกรรม เป็นวิธีการที่ครอบครัวควบคุมหรือ จัดการพฤติกรรมของสมาชิกเพื่อให้สมาชิกประพฤติตนอยู่ในขอบเขตอันเหมาะสม ไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อน แก่ตนเองและผู้อื่น ซึ่งการทำหน้าที่ของครอบครัวมีผลต่อพฤติกรรม สุขภาพจิต และพัฒนาการด้านบุคลิกภาพ ของบุคคล ช่วยให้เกิดการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของสมาชิกครอบครัว และช่วยให้ครอบครัวจัดการ กับปัญหาต่างๆได้ นอกจากนี้ผู้วิจัยได้สังเคราะห์แนวคิดของการทำหน้าที่ของครอบครัวของแมคมาสเตอร์ (McMaster Model) แนวคิดการบำบัดครอบครัว (อุมาพร ตรังคสมบัติ, 2561) แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงของกรมสุขภาพจิต(2563) และนำกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participation Learning : PL) เป็นแนวคิดให้ผู้ดูแลได้เรียนรู้จากประสบการณ์ร่วมกัน มาพัฒนาโปรแกรม ส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง โดยกำหนดเนื้อหาที่ครอบคลุมการทำหน้าที่ของครอบครัวของผู้ดูแลในด้านการแก้ปัญหา ด้านการ สื่อสาร ด้านบทบาท ด้านการตอบสนองทางอารมณ์ ด้านความผูกพันทางอารมณ์ ด้านการควบคุมพฤติกรรม และ ด้านการทำหน้าที่ทั่วไป เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ของครอบครัวในการดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
62 คุณสมบัติของผู้ที่เข้าร่วมโปรแกรม เป็นผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง ที่มีคุณสมบัติดังนี้ 1. ผู้ดูแลหลัก เพศหญิงหรือชาย อายุ 25 - 60 ปี มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดหรือกฎหมาย ทำ หน้าที่เป็นผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ได้แก่ บิดา มารดา สามี ภรรยา พี่น้อง บุตรหรือญาติ ที่ให้การดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยในการดำรงชีวิตประจำวันสม่ำเสมอและต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 เดือน โดยไม่ได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนในการดูแล 2. ผู้ดูแลหลักที่ดูแลผู้ป่วยจิตเวช ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคจิตเวชด้วยเกณฑ์วินิจฉัย ICD -10 revision และได้รับการคัดกรองตามเกณฑ์คัดกรองผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI - V) ของกรมสุขภาพจิต 3. มีคะแนนค่าเฉลี่ยของการทำหน้าที่ของครอบครัว ในระดับน้อยถึงปานกลาง (1.00 - 3.01) 4. สามารถพูดคุยติดต่อสื่อสารอ่านภาษาไทยได้ โครงสร้างโปรแกรม : ประกอบด้วย 6 กิจกรรม ดังนี้ กิจกรรมที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพและเสริมสร้างแรงจูงใจ กิจกรรมที่ 2 ใจเขา ใจเรา ครอบครัวมีสุข กิจกรรมที่ 3 รู้และเข้าใจผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง กิจกรรมที่ 4 เครียดได้ คลายเป็น สื่อสารดี ชีวีเป็นสุข กิจกรรมที่ 5 ทุกปัญหามีทางแก้ กิจกรรมที่ 6 การเสริมสร้างพลังใจในครอบครัว การบริหารจัดการ ระยะเวลาในการทำกิจกรรม 3 ครั้ง โดยทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ๆ ละ 2 กิจกรรม รวม 3 สัปดาห์ ระยะเวลาที่ใช้ในกิจกรรมแต่ละครั้ง ครั้งละ 60 นาที ผู้ใช้โปรแกรม ผู้วิจัยซึ่งเป็นพยาบาลจิตเวชหรือผู้เกี่ยวข้องที่มีประสบการณ์การทำงานด้านสุขภาพจิตและจิตเวช และ หรือเป็นผู้ผ่านการอบรมการใช้โปรแกรมครอบคลุมทุกกิจกรรม การประเมินผล 1. ประเมินความสนใจและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่มอย่างต่อเนื่อง 2. ประเมินความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ก่อนการ ทดลอง หลังการทดลอง และสิ้นสุดการการติดตามผล 1 เดือน
63 ตารางกิจกรรมโปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวช ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ตารางที่ 1 การดำเนินกิจกรรมกลุ่ม สัปดาห์/วัน เวลา กิจกรรม วัตถุประสงค์ สัปดาห์ที่ 1 ( 09.00 -10.00น.) กิจกรรมที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพและ เสริมสร้างแรงจูงใจ 1. เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้นำกลุ่มและ ผู้ดูแลและระหว่างผู้ดูแลด้วยกัน 2. เพื่อสร้างแรงจูงใจในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มี ความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง สัปดาห์ที่ 1 (10.00 -11.00น.) กิจกรรมที่ 2 ใจเขา ใจเรา ครอบครัวมี สุข 1. เพื่อให้ผู้ดูแลแลกเปลี่ยนประสบการณ์และ ปัญหาในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง 2. เพื่อให้ผู้ดูแลตระหนักรู้ถึงอารมณ์ ความรู้สึกของตนเองที่ต้องเผชิญกับพฤติกรรม ของผู้ป่วย 3.เพื่อให้ผู้ดูแลรับรู้ถึงความสามารถในการดูแล ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง สัปดาห์ที่ 2 ( 09.00 -10.00น.) กิจกรรมที่ 3 รู้และเข้าใจผู้ป่วยจิตเวชที่ มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรง 1. เพื่อให้ผู้ดูแลมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง 2.เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถประเมินพฤติกรรมที่มี ความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงได้ 3. เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการ ก่อความรุนแรง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สัปดาห์ที่ 2 (10.00 -11.00น.) กิจกรรมที่ 4 เครียดได้ คลายเป็น สื่อสารดี ชีวีเป็นสุข 1. เพื่อพัฒนาทักษะการจัดการกับอารมณ์ 2. เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
64 สัปดาห์/วัน เวลา กิจกรรม วัตถุประสงค์ สัปดาห์ที่ 3 ( 09.00 -10.00น.) กิจกรรมที่ 5 ทุกปัญหามีทางแก้ 1. เพื่อให้ผู้ดูแลได้รับรู้ปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรม ที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงของผู้ป่วย ตรงตามความเป็นจริง 2. เพื่อเสริมสร้างพลังในการควบคุมและจัดการ กับปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่อ การก่อความรุนแรงของผู้ป่วยให้ประสบผลสำเร็จ 3. เพื่อให้ผู้ดูแลมีแนวทางในการจัดการกับ ปัญหาได้อย่างเหมาะสม สัปดาห์ที่ 3 (10.00 -11.00น.) กิจกรรมที่ 6 การเสริมสร้างพลังใจใน ครอบครัว 1. เพื่อให้ผู้ดูแลมีความมั่นใจและเชื่อมั่นในการทำ หน้าที่ของครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มี ความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 2.เพื่อให้ผู้ดูแลสามารถดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความ เสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
65 กิจกรรมที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพและเสริมสร้างแรงจูงใจ ระยะเวลา 60 นาที วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้นำกลุ่มและสมาชิก 2. เพื่อสร้างแรงจูงใจในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง สาระสำคัญ การมีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างระหว่างผู้นำกลุ่มและสมาชิก จะช่วยให้บุคคลเกิดความไว้วางใจที่จะ บอกความต้องการของตนเอง ร่วมรับรู้ความต้องการของผู้อื่นได้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน รวมทั้งการแสดงถึงการร่วมความรู้สึกต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลให้บุคคลรับรู้ถึงปัญหาของตนเอง และ ร่วมกันให้ความช่วยเหลืออย่างเอื้ออาทรต่อกัน แรงจูงใจของผู้ดูแลในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง เป็นปัจจัยสำคัญที่ ช่วยให้ผู้ดูแลมีกำลังใจ มีพลัง ในการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป สื่อ/อุปกรณ์ 1. ใบกิจกรรมที่ 1 2. ใบความรู้ที่ 1 การประเมินผล ประเมินผลจากการสังเกตพฤติกรรม ความสนใจ การแสดงความคิดเห็น และการซักถามปัญหาต่าง ๆ ให้สมาชิกนั่งสมาธิก่อนการประชุม 3 นาที
66 ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม องค์ประกอบ/กลุ่ม/เวลา ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม สื่อ/อุปกรณ์ 1. การสร้างความรู้สึก/ ประสบการณ์ - กลุ่มใหญ่ / 10 นาที - กลุ่ม 2 คน / 5 นาที 1. ผู้นำกลุ่มแนะนำตัว กล่าวทักทาย สมาชิก พูดคุยเรื่องทั่วไป ให้สมาชิก แนะนำตัวจนครบทุกคน ผู้นำกลุ่มชี้แจง วัตถุประสงค์ ประโยชน์ที่จะได้รับ ขั้นตอน ระยะเวลา ข้อตกลงในการเข้า ร่วมกิจกรรม 2. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกนั่งสมาธิ3 นาที พร้อมสอบถามความรู้สึก 2. ขั้นอภิปราย/สะท้อน ความคิด - กลุ่มใหญ่ /10 นาที 3. ขั้นจัดระบบความคิด ความเชื่อ - กลุ่มใหญ่ /20 นาที 4 . ขั้นประยุกต์ใช้ - กลุ่มใหญ่ /15 นาที 3. ผู้นำให้สมาชิกจับคู่2 คน พูดคุยทำ ความรู้จักให้มากที่สุดพร้อมสอบถาม ความรู้สึกที่มีต่อการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่ มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง และสุ่มถามสมาชิก 4. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม อภิปรายในประเด็น ตามใบกิจกรรมที่ 1 5. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกที่เป็นตัวแทนใน แต่ละกลุ่มนำเสนอข้อมูลจากการ อภิปราย ให้สมาชิกกลุ่มใหญ่ฟัง และ ร่วมกันสรุปข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่ เดียวกัน 6. ผู้นำกลุ่มสรุปสิ่งที่ได้จากการ อภิปรายและสรุปการสร้างสัมพันธภาพ และแรงจูงใจตามใบความรู้ที่ 1 7.ผู้นำกลุ่มและสมาชิกร่วมและเปิด โอกาสให้ซักถามเพิ่มเติม -ใบกิจกรรมที่ 1 -ใบความรู้ที่ 1
67 ใบกิจกรรมที่ 1 การสำรวจแรงจูงใจ คำชี้แจง : ให้สมาชิกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม อภิปรายในประเด็น ที่กำหนดให้ และให้ตัวแทนกลุ่มสรุป นำเสนอในกลุ่มใหญ่ 1. ท่านคิดว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ท่านสามารถดูแลผู้ป่วยได้จนถึงปัจจุบันทั้งที่เป็นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อ การก่อความรุนแรง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ถ้าจะกล่าวว่าแรงจูงใจมีความสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วย ท่านคิดอย่างไรกับคำพูดนี้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ที่ผ่านมาท่านมีวิธีการ คำพูด ที่เสริมแรงจูงใจตัวเองอย่างไรอย่างไรบ้าง ที่ทำให้ท่านยังคงทำหน้าที่ในการ ดูแลผู้ป่วยต่อไปได้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
68 ใบความรู้ที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพและแรงจูงใจ การสร้างสัมพันธภาพ หมายถึง การมรปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไปซึ่ง ลักษณะประจำตัว ของบุคคลจะมีผลกระทบต่อ ความคิด และการกระทำของอีกฝ่ายทันที ได้แก่ 1. การรับรู้ผลกระทบที่ส่งมา 2. การแสดงออกที่ผ่านกระบวนการคิด และรูปแบบที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด 3. ความต้องการมีสัมพันธภาพระหว่างกัน จากหลายสาเหตุเริ่มจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก่อน หรือ เป็นความต้องการที่ตรงกันของทั้งสองฝ่าย เช่น ต้องการลดความวิตกกังวล ความกลัว ขอรับความช่วยเหลือ ประโยชน์ของการสร้างสัมพันธภาพ การมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น เป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคม ทำให้เกิด การเรียนรู้ความเป็นจริงในชีวิต เข้าใจในความแตกต่างระหว่างบุคคลทั้งทางด้านความคิด การแสดงออกทาง อารมณ์ และพฤติกรรม สัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคลจะช่วยให้มีการยอมรับและเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตรงกับความ เป็นจริง ทำให้มีการพัฒนาเอกลักษณ์ของตนเอง รู้สึกว่าชีวิต มีความหมาย มีคุณค่า ส่งผลให้เป็นบุคคลที่มี สุขภาพจิตดี และพร้อมที่จะพัฒนาตนให้ไปถึงศักยภาพสูงสุดของตนเองได้ประโยชน์ของการเสริมแรงจูงใจ แรงจูงใจ หมายถึง ปัจจัยด้านจิตใจที่กระตุ้นและชี้นำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมหรือการ แสดงออก ที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น และเป็นไปอย่างมีจุดมุ่งหมาย และพฤติกรรมนั้นมีความคงทน แบบ แผนการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆของบุคคลเกิดได้ทั้งจากจากแรงจูงใจภายในและแรงจูงใจภายนอก วิธีการสร้างแรงจูงใจในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 1. การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว การแสดงออกซึ่งความรักความผูกพัน ความปรารถนาดี การแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม 2. การหาแหล่งสนับสนุนทางสังคม การได้รับการสนับสนุนทางสังคม 3. การมีเจตคติที่ดีต่อการดูแลผู้ป่วย ผู้ดูแลที่มีเจตคติที่ดี ยอมรับและเข้าใจผู้ป่วย จะมีส่วนสำคัญ อย่าง ทำให้ผู้ดูแลมีความเต็มใจที่จะดูแลช่วยเหลือ ไม่คิดว่าผู้ป่วยเป็นภาระ
69 กิจกรรมที่ 2 ใจเขา ใจเรา ครอบครัวมีสุข ระยะเวลา 60 นาที วัตถุประสงค์ : เพื่อให้สมาชิก 1. เพื่อให้สมาชิกแลกเปลี่ยนประสบการณ์และปัญหาในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการ ก่อความรุนแรง 2. เพื่อให้สมาชิกตระหนักรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของตนเองที่ต้องเผชิญกับพฤติกรรมของผู้ป่วย 3. เพื่อให้สมาชิกรับรู้ถึงความสามารถในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง สาระสำคัญ การเรียนรู้สถานการณ์จริงในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง เป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้ผู้ดูแลสามารถรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับพฤติกรรมของผู้ป่วย เมื่อผู้ดูแลได้ พิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้าน จะทำให้ผู้ดูแลรับรู้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น ทั้งในด้านของ อารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของผู้ป่วย รวมทั้ง อารมณ์ ความรู้สึก ปัญหาและผลกระทบที่ ผู้ดูแลได้รับ นอกจากนี้การค้นพบสถานการณ์ที่เป็นจริงยังช่วยให้ผู้ดูแลรับรู้ถึงแรงจูงใจ พลังอำนาจในตนเอง และแหล่งพลังอำนาจต่าง ๆ ที่มี รวมทั้งประเมินความสามารถในการควบคุมและจัดการพฤติกรรมได้ดีมาก น้อยแค่ไหน ซึ่งเมื่อผู้ดูแลสามารถรับรู้และยอมรับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ตามความเป็นจริง จะทำให้ ผู้ดูแลพร้อมที่จะพัฒนาตนเอง แสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่จะช่วยให้ผู้ดูแลนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยทั้งตัวผู้ป่วย ผู้ดูแล บุคคลอื่น สื่อ/อุปกรณ์ 1. เรื่องเล่าของประยุทธ์ 2. ใบกิจกรรมที่ 1 3. ใบความรู้ที่ 2 การประเมินผล ประเมินผลจากการสังเกตพฤติกรรม ความสนใจ การแสดงความคิดเห็น และการซักถามปัญหาต่างๆ
70 ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม องค์ประกอบ/กลุ่ม/เวลา ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม สื่อ/อุปกรณ์ 1. การสร้างความรู้สึก/ ประสบการณ์ - กลุ่มใหญ่ / 10 นาที 2. ขั้นอภิปราย/สะท้อน ความคิด - กลุ่ม 2 คน / 5 นาที - กลุ่มใหญ่ /10 นาที 3. ขั้นจัดระบบความคิด ความเชื่อ - กลุ่มใหญ่ /20 นาที 4 . ขั้นประยุกต์ใช้ - กลุ่มใหญ่ /15 นาที 1. ผู้นำกลุ่มกล่าวทักทายสมาชิก พร้อม ทั้งชี้แจงวัตถุประสงค์กิจกรรมในครั้งนี้ 2. ผู้นำกลุ่มสุ่มถามสมาชิก 2 - 3 คน เล่าถึงประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย จิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความ รุนแรง “จากประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยที่ผ่าน มาใครเคยถูกผู้ป่วยทำร้ายร่างกายหรือ ใช้คำพูดหรือท่าทางก้าวร้าว ใส่บ้าง เกิด อะไรขึ้น รู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ เหล่านั้น” 3. ผู้นำกลุ่มขอตัวแทนสมาชิก อ่านเรื่อง ของ “ประยุทธ์” ให้สมาชิกท่านอื่นฟัง และให้ตอบตามประเด็นตามใบกิจกรรม ที่ 1 พร้อมนำเสนอในกลุ่มใหญ่ 4. ผู้นำกลุ่มสรุปสิ่งที่ได้จากการนำเสนอ และบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ครอบครัวของผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวช ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ตามใบความรู้ที่ 1 5. ผู้นำกลุ่มเปิดโอกาสให้สมาชิก ซักถามเพิ่มเติม 6. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกกล่าวถึงแนว ทางการทำบทบาทหน้าที่ของตนเองต่อ การดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง 7.ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกสรุปสาระและ ประโยชน์ที่ได้จากกิจกรรมครั้งนี้ พร้อม ให้กำลังใจสมาชิก เสริมแรงทางบวก และนัดหมายการทำกลุ่มครั้งต่อไป -เรื่องเล่าของประยุทธ์ -ใบกิจกรรมที่ 1 -ใบความรู้ที่ 1
71 เรื่องเล่าของ “ประยุทธ์” ประยุทธ์ ชายไทยวัยหนุ่มอายุ 25 ปี อุปนิสัยใจร้อน พูดเสียงดัง มีเพื่อนมากมายแต่เพื่อนของประยุทธ์ ต่างใช้สารเสพติดและประยุทธืเองก็ใช้สารเสพติดเกือบทุกชนิด ซึ่งบิดาเคยห้ามปรามประยุทธ์เรื่องการคบ เพื่อนและใช้สารเสพติด จนกระทั้งประยุทธ์เริ่มมีอาการประสาทหลอน หลงผิดคิดว่าพ่อวางยาผิดและจะทำ ร้ายตนเอง ประยุทธ์เริ่มแยกตัวและพกพาอาวุธติดตัว บิดาเริ่มเห็นพฤติกรรมผิดปกติแต่ก็ไม่กล้าที่จะพา ประยุทธ์ไปรักษาและไม่กล้าบอกหรือขอคำปรึกษากับใคร จนวันหนึ่งประยุทธ์ใช้มีดที่พกติดตัวทำร้ายพ่อ พ่อ บาดเจ็บสาหัสถูกนำส่งรพ. และประยุทธ์ถูกตำรวจจับและนำส่งไปโรงพยาบาลจิตเวชเพื่อรับการรักษา ประยุทธ์ รักษาจนอาการดีขึ้น กลับไปอยู่บ้าน ช่วงแรกให้ความร่วมมือกินยาดีแต่ 2 เดือนผ่านไปประ ยุทธืเริ่มคบเพื่อนกลุ่มเดิมและกลับไปใช้สารเสพติดซ้ำ เริ่มไม่กินยา พ่อจะดุด่าประยุทธ์เสมอและขู่ว่าจะพาไป รพ.อีถ้าไม่กินยา “ถ้ามึงไม่กินยา เดียวกูจะพาไปรพ.บ้าอีก” ประยุทธ์รู้สึกเสียใจที่พ่อพูดจากับเขาแบบนี้อยู่ บ่อยครั้ง จนวันหนึ่งประยุทธ์หนีออกจากบ้าน โดยไม่ยอมกินยาและวุ่นวายในชุมชน เพื่อนบ้านหวาดกลัว จึง แจ้งตำรวจจับประยุทธ์ไปรักษาอีกครั้ง
72 ใบกิจกรรมที่ 1 การทำหน้าที่ของครอบครัวของผู้ดูแล คำชี้แจง: ให้สมาชิกช่วยกันวิเคราะห์และอภิปรายสิ่งที่ได้เรียนรู้จากกรณีศึกษาของประยุทธ์ดังประเด็น ต่อไปนี้ 1. สมาชิกรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับ ตัวละครที่เป็นประยุทธ์ ? ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. สมาชิกคิดรู้สึกอย่างไรกับตัวละครผู้ดูแลประยุทธ์ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ถ้าสมาชิกเป็นผู้ดูแลประยุทธ์ ท่านจะทำบทบาทหน้าที่ในการดูแลประยุทธ์ได้อย่างไรบ้าง ? ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4.ท่านคิดว่าผู้ดูแลควรมีบทบาทหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงอย่างไร ได้บ้าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
73 ใบความรู้ที่ 1 การทำหน้าที่ของครอบครัวของผู้ดูแล ความหมายการทำหน้าที่ของครอบครัว การทำหน้าที่ของครอบครัวหมายถึง การปฏิบัติกิจกรรมของสมาชิกในครอบครัวเกี่ยวกับภารกิจที่ ครอบครัวพึงปฏิบัติเพื่อให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวได้รับการตอบสนองทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และ สังคม ทั้งในภาวะปกติและภาวะเจ็บป่วย โดยมีเป้าหมายให้สมาชิกในครอบครัวมีการพัฒนาและสามารถ ปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกครอบครัวได้อย่างเหมาะสม ซึ่ง เกี่ยวข้องกับรูปแบบที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกภายในครอบครัว แนวคิดการทำหน้าที่ของครอบครัว แนวคิดการทำหน้าที่ของครอบครัว มีองค์ประกอบของการทำหน้าที่ขอครอบครัว 6 ด้าน คือ การ แก้ปัญหา การสื่อสาร บทบาท การตอบสนองทางอารมณ์ ความผูกพันทางอารมณ์ และการควบคุมพฤติกรรม และได้เพิ่มการทำหน้าที่ของครอบครัวด้านการทำหน้าที่ทั่วไปขึ้น มีรายละเอียด ดังนี้คือ 1. การแก้ปัญหา (Problem Solving) หมายถึง ความสามารถของครอบครัวในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ครอบครัวดำรงอยู่ได้ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ในด้านต่างๆ ได้ 2. การสื่อสาร (communication) หมายถึง การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน การสื่อสารอาจ แบ่งเป็นการสื่อโดยใช้คำพูด และการสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูด ครอบครัวที่มีประสิทธิภาพและทำหน้าที่ได้ดีจะ สื่อสารได้ชัดเจนและตรงต่อบุคคลเป้าหมาย ถ้าการสื่อสารมีความคลุมเครือและอ้อมค้อมมากเท่าใด ครอบครัว ก็จะทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่านั้น การสื่อสารอย่างคลุมเครือและอ้อมค้อมจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งสื่อกลับมาแบบ เดียวกัน 3. บทบาท (Role) หมายถึง แบบแผนพฤติกรรมที่สมาชิกในครอบครัวปฏิบัติต่อกันซ้ำๆ เป็นประจำ เพื่อให้ครอบครัวทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์โดยแบ่งได้เป็น 2 ด้าน คือ บทบาททางด้านวัตถุ และบทบาท ทางด้านอารมณ์ 4. การตอบสนองทางอารมณ์ (Affective Responsiveness) หมายถึง ความสามารถที่จะทางอารมณ์ ต่อกันอย่างเหมาะสม ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ อารมณ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัวมีหลายแบบทั้งอารมณ์เชิง บวก เช่น อารมณ์รัก เป็นสุข ความยินดี และอารมณ์เชิงลบ เช่น ความกลัว โกรธ เศร้า เสียใจ ผิดหวัง เป็นต้น ครอบครัวที่ทำหน้าที่ได้ดีจะแสดงอารมณ์ได้หลายแบบในปริมาณและสถานการณ์ที่เหมาะสม แต่ครอบครัวที่มี ปัญหามักมีความจำกัดในการแสดงอารมณ์ เช่น แสดงออกมากหรือน้อยเกินไป บางครอบครัวแสดงออกเฉพาะ อารมณ์เชิงบวก แต่ไม่สามารถแสดงอารมณ์เชิงลบได้ 5. ความผูกพันทางอารมณ์ (Affective Involvement) หมายถึง ระดับความผูกพันห่วงใยที่สมาชิกมี ต่อกัน รวมทั้งการแสดงออกซึ่งความสนใจและการเห็นคุณค่าของกันและกัน 6. การควบคุมพฤติกรรม (Behavior Control) หมายถึง วิธีการที่ครอบครัวควบคุมหรือจัดการกับ พฤติกรรมของสมาชิก การควบคุมเป็นสิ่งที่จำเป็น ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกประพฤติตนอยู่ในขอบเขตอันเหมาะสม ไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น 7. ด้านการทำหน้าที่ทั่วไป (General Function) เป็นพฤติกรรมในภาพรวมทั้งหมดของสมาชิกใน ครอบครัว ที่แสดงถึงการมีความสุขหรือไม่มีความสุขของครอบครัว
74 กิจกรรมกลุ่ม ครั้งที่ 3 รู้และเข้าใจผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ระยะเวลา 60 นาที วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้สมาชิกมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 2.เพื่อให้สมาชิกสามารถประเมินพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงได้ 3. เพื่อให้สมาชิกสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อ ความรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาระสำคัญ ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงพบปัญหาการก่อความรุนแรงได้บ่อย เนื่องมาจากขาดการรักษา ต่อเนื่อง ไม่ยอมรับการเจ็บป่วย ขาดยา ใช้สารเสพติด ผู้ดูแลไม่สามารถจัดการพฤติกรรมที่เป็นปัญหาได้ ส่งผลให้ ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (Serious Mental Illness with High Risk to Violence : SMI-V) ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง หมายถึง ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง ที่ เข้าเกณฑ์มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ตามเกณฑ์การจำแนก ดังนี้1) มีประวัติทำร้ายตัวเองด้วยวิธีรุนแรง มุ่งหวังให้เสียชีวิต2) มีประวัติทำร้ายผู้อื่นด้วยวิธีรุนแรง/ก่อเหตุการณ์รุนแรงในชุมชน 3) ผู้ป่วยที่มีอาการหลงผิด มี ความคิดทำร้ายผู้อื่นให้ถึงแก่ชีวิตหรือมุ่งร้ายผู้อื่นแบบเฉพาะเจาะจง เช่น ระบุชื่อบุคคลที่จะมุ่งทำร้าย 4) เคยมี ประวัติก่อคดีอาญารุนแรง (ฆ่า/พยายามฆ่า ข่มขืน วางเพลิง) พฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง เป็น ภาวะรุนแรงที่บุคคลแสดงออก จะมีการใช้กำลังและก่อให้เกิดการบาดเจ็บและการทำลาย กลไกการเกิดพฤติกรรม รุนแรงของผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง เกิดขึ้นจากความบกพร่องในกระบวนการคิด จากการ เจ็บป่วยทางจิตจึงส่งผลให้ผู้ป่วยแสดงออกถึงการไม่สามารถควบคุมตนเองได้ทั้งการแสดงออกทางคำพูด และการ กระทำ ซึ่งผู้ดูแลต้องมีความสามารถที่จะสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงที่ผู้ป่วยแสดงออกทั้งท่าทาง คำพูด และพฤติกรรม และต้องสามารถประเมินระดับความรุนแรงที่จะเกิดได้ เพื่อวางแผนในการจัดการกับพฤติกรรมรุนแรงที่เหมาะสม ต่อไป สื่อ/อุปกรณ์ 1. ใบกิจกรรมที่ 1 , 2 2. ใบความรู้ที่ 1 , 2 3. VCD การประเมินผล ประเมินผลจากการสังเกตพฤติกรรม ความสนใจ การแสดงความคิดเห็น และการซักถามปัญหาต่างๆ
75 ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม องค์ประกอบ/กลุ่ม/เวลา ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม สื่อ/อุปกรณ์ 1. การสร้างความรู้สึก/ ประสบการณ์ - กลุ่มใหญ่ / 10 นาที 2. ขั้นอภิปราย/สะท้อน ความคิด - กลุ่ม 2 คน / 5 นาที - กลุ่มใหญ่ /10 นาที 3. ขั้นจัดระบบความคิด ความเชื่อ - กลุ่มใหญ่ /20 นาที 4. ขั้นประยุกต์ใช้ - กลุ่มใหญ่ /15 นาที 1.ผู้นำกลุ่มกล่าวทักทาย แจ้ง วัตถุประสงค์ของการทำกิจกรรมในครั้ง นี้ และร่วมกันทบทวนกิจกรรมที่ผ่านมา 2. ผู้นำกลุ่มนำเข้าสู่กิจกรรมโดยเปิดสื่อ VCDเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดจากผู้ป่วย จิตเวชที่ปรากฏตามสื่อออนไลน์ต่าง ๆ สอบถามคิด ความรู้สึกที่ได้จากการชม VCD 3. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกแบ่งกลุ่ม 2 กลุ่ม แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นตามใบ กิจกรรมที่ 1 4. ผู้นำกลุ่ม สรุป เกี่ยวกับลักษณ ะ พฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความ รุนแรง และสาเหตุการเกิดพฤติกรรม ของผู้ป่วย ตามใบความรู้ที่ 1 และ เปิดโอกาสให้ซักถามเพิ่มเติม 5.ให้สมาชิกแบ่งกลุ่ม 2 กลุ่ม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็น ตามใบกิจกรรมที่ 2 6. ผู้นำกลุ่มเปิด VCD แนวทางจัดการ พฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วยจิตเวช สำหรับญาติและผู้ดูแล ให้สมาชิกรับชม พร้อมทั้งซักถามความรู้ที่ได้จากการ รับชม 7. ผู้นำกลุ่มสรุปตามใบความรู้ที่ 2 และ สาธิตแนวทางการสังเกต การช่วยเหลือ และส่งต่อให้สมาชิก ผู้นำกลุ่มให้กำลังใจและชื่นชมสมาชิก พร้อมสรุปกิจกรรมและนัดหมายการทำ กิจกรรมครั้งต่อไป -VCD เหตุการณ์รุนแรง ในสื่อออนไลน์, ข่าว พฤติกรรมรุนแรง -ใบกิจกรรมที่ 1 -ใบความรู้ที่ 1 - ใบกิจกรรมที่ 2 -VCD แนวทางจัดการ พฤติกรรมรุนแรงของ ผู้ป่วยจิตเวชสำหรับ ญาติและผู้ดูแล - ใบความรู้ที่ 2
76 ใบกิจกรรมที่ 1 ลักษณะ พฤติกรรม สาเหตุและผลกระทบที่เกิดจากผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง คำชี้แจง : ให้สมาชิกแบ่งกลุ่ม 2 กลุ่ม ช่วยกันตอบคำถามลักษณะ พฤติกรรม สาเหตุและผลกระทบที่เกิดจาก ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง พฤติกรรมที่พบ สาเหตุ ผลกระทบ
77 ใบความรู้ที่1 ผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ความหมายผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ผูป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (Serious Mental Illness with High Risk to Violence: SMI-V) หมายถึง ผู้ป่วยด้วยโรคจิตเวชที่มีความผิดปกติทางความคิด อารมณ์หรือพฤติกรรม ความ เจ็บป่วยทางจิตเวชดังกล่าวส่งผลต่อความเสี่ยงพฤติกรรมรุนแรงหรือทำให้เกิดความทุพพลภาพรุนแรง มีผล รบกวนต่อการใช้ชีวิตปกติ จำเป็นต้องได้รับการเฝ้าระวัง และดูแลเพื่อป้องกันการกำเริบซ้ำ มากกว่าผู้ป่วยที่ วินิจฉัยด้วยโรคเดียวกัน เกณฑ์การจำแนกผูป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V) กรมสุขภาพจิต ได้กำหนดลักษณะของผูป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V) เป็นผู้ป่วยจิตเวชที่มีพฤติกรรมรุนแรงตามเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้ SMI-V 1 : มีประวัติทำร้ายตัวเองด้วยวิธีรุนแรงมุ่งหวังให้เสียชีวิต SMI-V 2 : มีประวัติทำร้ายผู้อื่นด้วยวิธีรุนแรง/ก่อเหตุรุนแรงทำให้หวาดกลัว สะเทือนขวัญในชุมชน SMI-V 3 : มีอาการหลงผิด มีความคิดทำร้ายตนเอง/ผู้อื่นให้ถึงแก่ชีวิตหรือมุ่งร้ายผู้อื่นแบบ เฉพาะเจาะจง เช่น ระบุบุคคลที่จะมุ่งทำร้าย SMI-V 4 : เคยมีประวัติก่อคดีอาญารุนแรง (ฆ่า พยายามฆ่า ข่มขืน วางเพลิง)
78 ใบกิจกรรมที่ 2 แนวทางการจัดการผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงและแหล่งสนับสนุนทางสังคม คำชี้แจง : ให้สมาชิก แบ่งเป็น 2 กลุ่ม แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่อไปนี้พร้อมนำเสนอในกลุ่มใหญ่ 1. ทักษะที่จำเป็นที่ผู้ดูแลต้องใช้ในการดูแลผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ว่าควรมีทักษะด้าน ใดบ้าง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. วิธีดูแลไม่ให้ผู้ป่วยก่อความรุนแรงซ้ำมีอะไรบ้าง ..................................................................................................................................................................... 3. หากท่านพบผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในชุมชน ท่านสามารถขอความช่วยเหลือ จากใคร หรือหน่วยงานไหนได้บ้าง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
79 ใบความรู้ที่ 2 ทักษะที่จำเป็นและข้อปฏิบัติที่ผู้ดูแลต้องปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง ในการดูแลหรือจัดการกับพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงนั้น อาจมีความยุ่งยาก ซับซ้อน และเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายได้ทั้งต่อตัวผู้ป่วย ผู้ดูแล และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้ดูแลควรมีทักษะในการจัดการดังต่อไปนี้ 1. ทักษะการประเมินและสังเกตอาการ เป็นการประเมินและการสังเกตอาการ 2. ทักษะการขอความช่วยเหลือ เป็นการขอความช่วยเหลือจากแหล่งช่วยเหลือต่างๆ ทั้งจากบุคคลใน ครอบครัว เพื่อนบ้าน หน่วยราชการ องค์กรต่างๆในชุมชนได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ 3. ทักษะการบอกสิ่งที่เป็นจริง การให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นจริง กับผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ป่วยตระหนักและรับรู้ถึงสภาพที่เกิดขึ้นจริง 4. ทักษะการถอยห่าง การที่ผู้ดูแลได้หลีกออกจากสถานการณ์การดูแลชั่วคราว เพื่อสงบสติอารมณ์ เช่น การใช้ความเงียบ และ การเดินหนี 5. ทักษะการป้องกันตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการป้องกันตนเองจากการถูกทำร้ายร่างกายจาก ผู้ป่วยอย่างปลอดภัย และไม่เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย 6. ทักษะในการจำกัดพฤติกรรม การใช้น้ำเสียงและคำพูดที่นุ่มนวล การผูกมัดเพื่อหยุดความรุนแรง ของพฤติกรรม การจำกัดบริเวณให้อยู่ในพื้นที่ที่จำกัด การให้ยารับประทานเพื่อให้อาการทางจิตสงบ
80 รพ.จิต เวช
81 กิจกรรมกลุ่ม ครั้งที่ 4 เครียดได้ คลายเป็น สื่อสารดี ชีวีเป็นสุข ระยะเวลา 60 นาที วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาทักษะการจัดการกับอารมณ์ที่เหมาะสม 2. เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ สาระสำคัญ ผู้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง จะได้รับผลกระทบทางอารมณ์มากมาย เช่น โกรธ เบื่อหน่าย วิตกกังวล ฯลฯ ส่งผลให้มีการตอบสนองทางด้านอารมณ์ด้วยพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นการที่ผู้ดูแลได้เข้าใจการพัฒนาความสามารถด้านอารมณ์ ผลกระทบจากการแสดงอารมณ์และการฝึกให้ สามารถตอบสนองทางด้านอารมณ์ด้วยพฤติกรรมที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้ดูแลอยู่กับผู้ป่วยอย่างมีความสุข การสื่อสารในครอบครัว เป็นเรื่องที่สำคัญและมีผลต่อสัมพันธภาพในครอบครัว ครอบครัวควรมีการ สื่อสารกันในทางบวก ควรชมเชยกัน ให้กำลังใจ หรือการตินั้นต้องติเพื่อสร้างสรรค์ไม่ใช่ติเพื่อทำลาย หลัก ของการชมนั้นต้องชมด้วยความจริงใจ ไม่เสแสร้ง ไม่มากเกินความจริง ควรทำแต่พอดีและควรทำทันทีเมื่อมี โอกาสที่เหมาะสม การสื่อสารในทางบวกจะส่งผลให้ผู้ป่วยหรือสมาชิกในครอบครัวเกิดความรู้สึกที่ดี มี สัมพันธภาพที่ดีต่อกัน รักใคร่ผูกพัน เกิดความเข้าใจกัน ส่วนการจะตินั้น ควรมุ่งติเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาที่ดี ต่อไป โดยเฉพาะต้องใช้คำพูดที่เข้าใจง่ายและมีความเฉพาะเจาะจงต่อพฤติกรรมของสมาชิกในครอบครัวที่ แสดงออก ไม่ใช่พูดกว้างๆ จนไม่รู้ว่าจะต้องปรับพฤติกรรมอะไรและอย่างไร สื่อ/อุปกรณ์ 1. ใบกิจกรรมที่ 1 , 2 2. ใบความรู้ที่ 1 , 2 3. VCD วิธีการผ่อนคลายความเครียด 4. สถานการณ์สมมุติ “เรื่องของนงนุช” การประเมินผล ประเมินผลจากการสังเกตพฤติกรรม ความสนใจ การแสดงความคิดเห็น และการซักถามปัญหาต่างๆ
82 ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม องค์ประกอบ/กลุ่ม/เวลา ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม สื่อ/อุปกรณ์ 1. การสร้างความรู้สึก/ ประสบการณ์ - กลุ่มใหญ่ / 10 นาที 2. ขั้นอภิปราย/สะท้อน ความคิด - กลุ่ม 2 คน / 5 นาที - กลุ่มใหญ่ /10 นาที 3. ขั้นจัดระบบความคิด ความเชื่อ - กลุ่มใหญ่ /20 นาที 4 . ขั้นประยุกต์ใช้ กลุ่มใหญ่ /15 นาที 1. ผู้นำกลุ่มกล่าวทักทายสมาชิก แจ้ง วัตถุประสงค์ของกิจกรรมในครั้งนี้และ ร่วมทบทวนกิจกรรมที่ผ่านมา 2.ผู้นำกลุ่มสุ่มถามสมาชิกว่าจากการ ดูแลผู้ป่วยที่ผ่านมา ท่านเคยแสดง อารมณ์ใส่ผู้ป่วยหรือไม่ อย่างไร สาเหตุ จากอะไร 3,ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกแลกเปลี่ยนตามใบ กิจกรรมที่ 1 4.ผู้นำกลุ่มสรุปประเด็นที่ได้จากสมาชิก 5.ผู้นำกลุ่มเปิด VCD วิธีการผ่อนคลาย ความเครียดให้สมาชิกชมและฝึกปฏิบัติ ตาม 6.ผู้นำกลุ่มขอตัวแทนสมาชิกเพื่ออ่าน เรื่องเล่าของนงนุชและให้สมาชิก แลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นตามใบ กิจกรรมที่ 2 7.ผู้นำกลุ่มสรุปตามใบความรู้ที่ 2 8.ผู้ น ำ ก ลุ่ ม ส รุ ป สิ่ งที่ ได้ จ า ก ก า ร แลกเปลี่ยนเรียนรู้และมอบ หมาย การบ้านให้กลับไปฝึกวิธีการจัดการ อารมณ์และความเครียดด้วยการผ่อน คลายกล้ามเนื้อและการสื่อสารใน ครอบครัวและนัดหมายการเข้าร่วม กิจกรรมครั้งต่อไป -ใบกิจกรรมที่ 1 -VCD วิธีการผ่อน คลายความเครียด -สถานการณ์สมมุติ “เรื่องของนงนุช” -ใบกิจกรรมที่ 2 -ใบความรู้ที่ 2
83 กิจกรรมที่ 1 ประสบการณ์เกี่ยวกับอารมณ์และความเครียด คำชี้แจงให้สมาชิกเขียนประสบการณ์เกี่ยวกับอารมณ์และความเครียดตามประเด็นในใบงานและ นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มใหญ่ 1. ให้ท่านเขียนถึงอารมณ์หรือความรู้สึกเมื่อท่านมีปัญหาในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น โกรธ เกลียด กลัว เสียใจ เศร้าใจ เครียด ตื่นเต้น ตกใจ 2. ท่านมีวิธีการจัดการกับอารมณ์และความเครียดอย่างไร อารมณ์ความรู้สึกของฉัน การจัดการ ผลของการจัดการ 1…………………………………………… ……………………………………………… ……………………………………………… 2…………………………………………… ……………………………………………… ………………………………………………. 3…………………………………………… ………………………………………… 1…………………………………………… ……………………………………………… ……………………………………………… 2…………………………………………… ……………………………………………… ……………………………………………… 3…………………………………………… ……………………………………………… 1……………………………………………… ……………………………………………… ……………………………………………… 2……………………………………………… ……………………………………………… ……………………………………………….. 3…………………………………………… ……………………………………………
84 เรื่องเล่าของนงนุช นงนุชเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า รักษาโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ต่อเนื่อง นงนุชอาศัยอยู่กับแม่ ซึ่งแม่ มักจะดุว่านงนุชเรื่องการไม่สนใจดูแลตนเอง ขี้เกียจ ไม่ยอมช่วยงานบ้านอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่นงนุชพยายามมบอก แม่บ่อย ๆ ว่า “กินยาแล้วง่วงนอน บางช่วงก็เบื่อ ๆ ไม่อยากทำอะไร” แต่แม่ของนงนุชก็ยัง ใช้คำพูดและแสดง สีหน้าไม่พอใจพร้อมบอกนงนุชว่า “กินยานานแล้ว หายได้แล้ว อย่าเป็นคนอ่อนแอ เมื่อไหร่จะหายสักที” นงนุชเข้าใจว่าแม่รู้สึกห่วงใจและกังวลใจเรื่องอาการของตนเอง แต่ก็รู้สึกน้อยใจไม่ได้ จนวันหนึ่งพรทิพย์บอก แม่ว่า “แม่ วันนี้เศร้า ๆ ไม่อยากอยู่แล้วเป็นภาระแม่เปล่า” แม่บอกนงนุชว่า “พูดบ่อย ๆ ไม่เห็นตายจริง ๆ” นงนุชรู้สึกน้อยใจแม่มาก จึงฆ่าตัวตายด้วยการกินยาที่หมอจากโรงพยาบาลจิตเวชให้ไปจนหมด แม่ ตกใจและเสียใจมาก รีบพานงนุชไปล้างท้องที่รพ.ใกล้บ้าน รักษาจนปลอดภัยกลับบ้านได้ แม่ขอโทษนงนุชที่ คำพูดแม่ทำให้นงนุชเสียใจ และนงนุชสัญญากับแม่ว่าต่อไปจะไม่ทำอีก ใบกิจกรรมที่ 2 การสังเกตลักษณะการสื่อสารกับผู้ป่วยจากเรื่องเล่าของนงนุช ลักษณะการสื่อสารที่ผ่านมาระหว่างท่านกับผู้ป่วยมีลักษณะอย่างไร ให้แลกเปลี่ยนตามประเด็น 1. เพราะเหตุใดจึงทำให้นงนุชอาการกำเริบซ้ำ ? .............................................................................................................................................. ......................... ....................................................................................................................................................................... 2. ถ้าท่านเป็นผู้ดูแลตัวละคร นงนุช ท่านจะมีวิธีสื่อสารกับนงนุชอย่างไร” .......................................................................................................................... ............................................ ............................................................................................................................. ..........................................
85 ใบความรู้ที่2 เรื่อง การสื่อสารในครอบครัว การสื่อสารมี 2 ชนิด คือ 1. การสื่อสารที่เป็นคำพูด (Verbal communication) ได้แก่ คำพูด เสียงที่เปล่งออกมาเป็นการ สื่อสารที่มีคุณภาพมากที่สุด เพราะเข้าใจง่ายและชัดเจน 2. การสื่อสารที่ไม่เป็นคำพูด (nonverbal communication) ได้แก่ ท่าทาง สีหน้า แววตาอาจเกิด การตีความผิด นำไปสู่การเข้าใจที่ไม่ถูกต้องได้ บางครอบครัวไม่กล้าสื่อสารความรู้สึกที่มีต่อบุคคลในครอบครัว ให้รับรู้ความในใจทั้งในลักษณะของ ความรู้สึก ชื่นชม หรือไม่พอใจโดยการพูด เนื่องจากไม่เคยทำมาก่อนเลยไม่กล้า หรือมีความห่างเหินในครอบครัว อีกประการหนึ่งก็คือ จากลักษณะวัฒนธรรมของคนไทยที่ไม่ชอบพูดหรือบอกตรงๆซึ่งอาจจะปรับเปลี่ยนมา เป็นการสื่อสารโดยการเขียนก็ได้ เพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากันโดยตรงจะช่วยให้บุคคลกล้าคิด กล้าทำมากขึ้น การ สื่อสารความในใจ โดยเฉพาะในทางชื่นชม รักใคร่ ห่วงใยกัน จะทำให้ผู้รับรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมี ความสำคัญต่อครอบครัว รูปแบบการสื่อสาร 1. การสื่อสารทางบวก ได้แก่ การชมเชย การให้กำลังใจ ซึ่งจะทำให้ผู้รับรู้สึกพึงพอใจ ภาคภูมิใจ และรู้สึกมีคุณค่า 2. การสื่อสารทางลบ ได้แก่ การดุด่า การตำหนิ การพูดประชดประชัน จะทำให้ผู้รับรู้สึกเสียใจ ในครอบครัวควรมีการสื่อสารกันในทางบวก ควรชมเชยกันให้กำลังใจ หรือการตินั้นต้องติเพื่อสร้างสรรค์ ไม่ใช่ติเพื่อทำลาย หลักของการชมนั้นต้องชมด้วยความจริงใจ ไม่มากเกินความจริง ควรทำแต่พอดีและควรทำ ทันทีเมื่อมีโอกาสเหมาะสม การสื่อสารในทางบวกจะส่งผลให้ลูกหรือสมาชิกในครอบครัวเกิดความรู้สึกที่ดี มี สัมพันธภาพที่ดีต่อกัน รักใคร่ผูกผัน เกิดความเข้าใจกัน ส่วนการจะตินั้น ควรมุ่งติเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนา โดยเฉพาะต้องใช้คำพูดที่เข้าใจง่ายและมีความเฉพาะเจาะจงต่อพฤติกรรมของสมาชิกในครอบครัวที่แสดงออก ไม่ใช่พูดกว้างๆจนไม่รู้ว่าจะต้องปรับพฤติกรรมอะไรละอย่างไร ตัวอย่างการสื่อสารทางลบ ทางบวก การสื่อสารทางลบ การสื่อสารทางบวก เป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีกหาเรื่องจะเล่นยาอีกล่ะสิ ทำอะไรกับใครไม่ได้แล้วสิ เป็นไงบ้าง กินข้าวหรือยัง งานหนักหรือเปล่า ใครพูดไม่เข้าหูหรือเปล่า วันๆไม่ต้องทำมาหากินอะไรแล้ว แทนที่จะ ช่วยกันทำงานบ้าง แม่เป็นห่วงนะ เห็นนอนทั้งวันไปตลาดกับแม่ไหม ไปช่วยเลือกของมาทำบุญ เดี๋ยวไปเล่นยามาอีก โกหกอย่าให้จับได้นะ กลับมาจะจับส่งตำรวจซะเลย คุณไปกับใครบ้าง กลับกี่โมงถึงแล้วโทรมาบอก ด้วยนะ เป็นห่วงฉันรออยู่ รีบกลับมานะ การสื่อสารที่ดีต้องเป็นการสื่อสารทั้งสองทางคือทั้งผู้พูดและผู้ฟังการสื่อสารทางเดียวมักก่อให้เกิด ปัญหาที่ไม่เข้าใจกัน ตีความหมายไปคนละแบบ การสื่อสารในครอบครัวจะต้องมีลักษณะชัดเจนไม่คลุมเครือ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันของสมาชิกในครอบครัว วิธีการพูดคุยภายในครอบครัวที่ดีและก่อให้เกิดปัญหา
86 ตามาน้อยที่สุด คือ การพุดคุยแบบ 2 ทาง ไม่ใช่แบบพ่อหรือแม่สั่งแต่ลูกเพียงอย่างเดียว โดยให้ลุกได้มีโอกาส แสดงความคิดเห็นบ้าง รวมทั้งพ่อแม่พูดคุยกับลูกต้องพูดคุยอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา ประการสำคัญคือ ต้องรับฟังสิ่งที่ลูกพูดด้วย การพูดคุยในครอบครัวจะมี 4 แบบ คือ 1.การสื่อสารชัดแจ้งและตรงกับคนที่เป็นเป้าหมาย เป็นการสื่อสารแบบตรงและชัดเจน เช่น แม่ รู้สึกผิดหวังในตัวลูกชายที่มาสามารถทำงานบ้านที่มอบหมายให้สำเร็จ ก็จะพูดว่า “แม่ผิดหวังในตัวลูก ที่ลูกไม่ ไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟตามที่รับปากกับแม่ไว้” เป็นต้น 2.การสื่อสารที่ชัดแจ้งแต่ไม่ตรงกับคนที่เป็นเป้าหมาย เป็นการสื่อสารที่ชัดเจนแต่ไม่พูดกับผู้ที่ควร จะได้รับการสื่อสารโดยตรง เช่น แม่พูดลอยๆว่า “มันน่าผิดหวังนะที่คนเราจะลืมสิ่งที่รับปากว่าจะทำ” ซึ่งลูก อาจจะไม่รู้ว่าแม่หมายถึงเขา 3.การสื่อสารไม่ชัดแจ้งแต่ตรงกับคนที่เป็นเป้าหมาย เป็นการสื่อสารแบบคลุมเครือ ขาดความ ชัดเจนแต่พูดกับคนที่รับสารโดยตรง เช่น แม่พูดทำนองว่า “ลูก คนเรามันจะลืมอะไรกันได้บ่อยๆในเรื่องสำคัญ” 4.การสื่อสารไม่ชัดแจ้งและไม่ตรงคนที่เป็นเป้าหมาย เป็นการสื่อสารที่คลุมเครือและไม่พูดคุยกับ คนที่รับสารโดยตรง เช่น พูดว่า “เด็กสมัยนี้ช่างหาความรับผิดชอบไม่ได้เลย” การสื่อสารที่ดีในครอบครัว จะต้องสื่อสารอย่างชัดเจน และพูดให้ตรงกับบุคคลที่จะรับสารโดยตรง จะ ช่วยให้เข้าใจความต้องการของสมาชิกครอบครัว ลดปัญหาความไม่พอใจ ความโกรธ ความขุ่นใจ ส่งเสริม บทบาทครอบครัวด้านการสื่อสารได้ดีขึ้น การสื่อสารเพื่อบอกความต้องการ ในการอยู่ร่วมกันหากเราสามารถบอกความต้องการของตนเองให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจได้ ก็จะได้รับ การตอบสนองในทางที่ดี หากใช้อารมณ์หรือพูดจาไม่ชัดเจนคลุมเครือ จะทำให้อีกฝ่ายไม่เข้าใจ ไม่พอใจ และ ไม่ให้ความร่วมมือได้ ดังนั้นการพูดเพื่อบอกความต้องการของตนเองให้ผู้อื่นรู้อย่างเหมาะสม จึงเป็นประโยชน์ ต่อผู้พูดซึ่งมีความสำคัญมากต่อทุกคน ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องฝึกฝนการบอกความต้องการของตนเองให้ผู้อื่น รับรู้ได้อย่างเหมาะสมมีขั้นตอนดังนี้ 1.บอกความคิด ความรู้สึกและความต้องการ หรือให้ข้อมูลของตนเองแก่ผู้อื่น 2.ถามความคิดเห็นของอีกฝ่ายเพื่อจะได้ทราบว่าเข้าใจตรงกัน 3.การตอบสนองต่อคำพูดของผู้อื่น โดยพยักหน้าหรือบอกว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยอย่างไร
87 กิจกรรมที่ 5 ทุกปัญหามีทางแก้ ระยะเวลา 60 นาที วัตถุประสงค์ : เพื่อให้สมาชิก 1. เพื่อให้สมาชิกได้รับรู้ปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงของผู้ป่วย ตรงตามความเป็นจริง 2. เพื่อเสริมสร้างพลังในการควบคุมและจัดการกับปัญหาที่เกิดจากพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการ ก่อความรุนแรงของผู้ป่วยให้ประสบผลสำเร็จ 3. เพื่อให้สมาชิกมีแนวทางในการจัดการกับปัญหาได้อย่างเหมาะสม สาระสำคัญ การดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง เป็นปัญหาที่สำคัญของผู้ดูแล ที่ต้อง เผชิญกับพฤติกรรมของผู้ป่วยทั้งทางคำพูด และการกระทำ พฤติกรรมที่ผู้ป่วยแสดงออก มีทั้งทำลายของ ทำ ร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่น ซึ่งผู้ดูแลต้องใช้ความอดทน ความระมัดระวัง เพื่อป้องกันการเสียหายของสิ่งของ เครื่องใช้ และการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้นผู้ดูแลย่อมได้รับผลกระทบทั้งทางด้านร่างกาย ด้านจิตใจ อารมณ์และ ความรู้สึก ด้านสังคมและเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้ดูแลเกิดความรู้สึกเครียด กลัว เบื่อ หน่าย หมดกำลังใจ ท้อแท้ สิ้นหวัง เมื่อเจอปัญหาบ่อยครั้ง หรือเป็นเวลานาน เป็นสาเหตุทำให้ผู้ดูแลปล่อย ปละละเลย ทอดทิ้งไม่สนใจดูแลผู้ป่วย ผู้ดูแลต้องมองเห็นความสำคัญของตนเอง รับรู้ถึงความมีคุณค่าของตน พยายามทำความเข้าใจปัญหาด้วยการใช้วิจารณญาณ วิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาตาม สภาพที่เป็นจริง มองปัญหาที่เกิดขึ้นในแง่บวก คิดว่าปัญหาจะต้องได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นได้ โดยที่ผู้ดูแลต้อง รับรู้และแสวงหาแหล่งพลังอำนาจที่มีทั้งภายในตัวบุคคล และแหล่งสนับสนุนจากภายนอกมาเสริมสร้างพลัง อำนาจของตนให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้ต่อไป สื่อ/อุปกรณ์ 1. ใบกิจกรรมที่ 1 2. ใบความรู้ที่ 1 การประเมินผล ประเมินผลจากการสังเกตพฤติกรรม ความสนใจ การแสดงความคิดเห็น และการซักถามปัญหาต่างๆ
88 ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม องค์ประกอบ/กลุ่ม/เวลา ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม สื่อ/อุปกรณ์ 1. การสร้างความรู้สึก/ ประสบการณ์ - กลุ่มใหญ่ / 10 นาที 2. ขั้นอภิปราย/สะท้อน ความคิด - กลุ่ม 2 คน / 5 นาที - กลุ่มใหญ่ /10 นาที 3. ขั้นจัดระบบความคิด ความเชื่อ - กลุ่มใหญ่ /20 นาที 4. ขั้นประยุกต์ใช้ - กลุ่มใหญ่ /15 นาที 1. ผู้นำกลุ่มกล่าวทักทายสมาชิก แจ้ง วัตถุประสงค์ของกิจกรรมในครั้งนี้และ ทบทวนกิจกรรมที่ผ่านมา 2.ผู้นำกลุ่มสุ่มถามสมาชิกเกี่ยวกับ ปัญหาหรือผลกระทบที่ได้รับจากการ ดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง และ ประสบการณ์ในการจัดการกับปัญหาที่ผ่าน มา 3. ผู้นำกลุ่มสรุปประเด็นปัญหาต่าง ๆ และการจัดการปัญหาของสมาชิก 4. ผู้นำกลุ่ม แบ่งสมาชิกเป็น 2 กลุ่ม ให้ อภิปรายตามใบกิจกรรมที่ 1 5. ผู้นำกลุ่มสรุปกิจกรรมที่ได้จาก สมาชิกและบรรยายเพิ่มเติมตามใบ ความรู้ที่ 1 6. ผู้นำกลุ่มสอบถามสมาชิก 3 – 5 คน เกี่ยวกับการนำวิธีการจัดการปัญหาที่ดี ที่สมาชิกนำเสนอ ที่คิดว่าเป็นประโยชน์ ต่อตนเอง และจะนำไปปฏิบัติกับตนเอง อย่างต่อเนื่อง เสริมแรงทางบวกให้ สมาชิกมองเห็นคุณค่า ความสำคัญของ ตนเอง เพื่อให้เกิดกำลังใจและความ เชื่อมั่นในการจัดการกับปัญหาต่างๆ 7. ผู้นำกลุ่มสรุปการดำเนินกิจกรรมและ นัดหมายการทำกลุ่มครั้งต่อไป -ใบกิจกรรมที่ 1 -ใบความรู้ที่ 1
89 ใบกิจกรรมที่ 1 การทำความเข้าใจปัญหา คำชี้แจง : ให้สมาชิกออกเป็น 2 คน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังต่อไปนี้พร้อมส่ง ตัวแทนนำเสนอ 1. ปัญหาที่พบบ่อยในการดูแลผู้ป่วยมีอะไรบ้างส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง ? ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 2. ท่านมีวิธีการจัดการแก้ไขปัญหาอย่างไรบ้าง? ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 3. ปัจจัยที่สำคัญในการดูแลผู้ป่วยเพื่อไม่ให้ก่อความรุนแรงซ้ำมีอะไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 4. หากพบปัญหาในการดูแลผู้ป่วยท่านสามารถขอความช่วยเหลือจากใครหรือหน่วยงานใดได้บ้าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
90 ใบความรู้ที่ 1 วิธีการจัดการกับปัญหาในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง การจัดการปัญหาด้านร่างกาย การดูแลด้านร่างกายเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ดูแลต้องตระหนักและให้ความสำคัญ เพื่อทำให้ร่างกายมีความ พร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาต่างๆ ผู้ดูแลต้องรักษาสุขภาพร่างกายให้สะอาด แข็งแรง โดยการเลือกรับประทาน อาหารที่มีประโยชน์ดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดละเลิกการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือสาร เสพติดทุกชนิด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง ทำงานอดิเรกที่ชอบ ซึ่งจะช่วยให้ ร่างกายผ่อนคลาย ลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อ และควรไปพบแพทย์เมื่อมีปัญหาด้านสุขภาพ การจัดการปัญหาด้านอารมณ์ การจัดการกับอารมณ์และความรู้สึกเมื่อเผชิญกับปัญหาหรือเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดอารมณ์มีดังนี้ 1. การข่มใจ เพื่อไม่ให้แสดงอะไรออกไปด้วยความรุนแรง พยายามเรียกสติ คิดถึงผลเสียที่จะตามมา หากแสดงความรุนแรงออกไป หากข่มใจไม่ได้จริงๆ ให้ใช้วิธีการระบายออกโดยเลี่ยงไปแสดงความรุนแรงกับสิ่ง อื่นๆ เช่น การตะโกนเสียงดัง ๆ การเขียนระบายในกระดาษ ขยำกระดาษแล้วทิ้งไป การร้องไห้ปล่อยอารมณ์ ให้หมดไป จะช่วยให้ความกดดันในอารมณ์ลดลง 2. การยืดเวลา ใช้การนับหนึ่งถึงสิบ หนึ่งถึงร้อย และถ้ายังมีอารมณ์อยู่ ให้เลี่ยงออกเลี่ยงออกจาก เหตุการณ์นั้นไปก่อน จนมีสติมากขึ้นแล้วจึงกลับมาเผชิญกับปัญหาใหม่ 3. การนั่งสมาธิ เจริญสติภาวนา หรือสวดมนต์ ก่อนนอน จะทำให้คลื่นสมองได้รับการกระตุ้นให้หลั่ง สารแห่งความสุข ทำให้ลดอารมณ์โกรธ หรือซึมเศร้า ทำให้ผ่อนคลายอารมณ์ สามารถควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกก้าวร้าวหรือพฤติกรรมรุนแรงได้ 4. การให้อภัย การรู้จักให้อภัยจะไม่ทำให้เกิดเหตุการณ์หรือปัญหารุนแรงขึ้น วิธีจัดการกับอารมณ์ความรู้สึก ดังกล่าวจะช่วยให้สามารถลดอารมณ์ของตนเองได้ และมีสติมากขึ้นในการเผชิญกับเหตุการณ์หรือปัญหาต่างๆ 5. การฝึกสมาธิเพื่อความสงบของจิตใจ โดยการฝึกสมาธิมี 3 ขั้นตอน คือ 1) การหยุดความคิดด้วย การรับรู้ลมหายใจ 2) การจัดการกับความคิด 3) การจัดการกับความง่วง การจัดการปัญหาด้านสังคม ผู้ดูแลต้องทำความเข้าใจกับสภาพภายในชุมชนที่อาศัยอยู่ ควรมีการพบปะพูดคุย มีสัมพันธภาพที่ดี กับเพื่อนบ้าน มีการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆในชุมชน รู้จักหาแหล่งสนับสนุนที่เป็นประโยชน์ที่มีในชุมชน เมื่อมี ปัญหากับเพื่อนบ้านควรพูดคุย ทำความเข้าใจกัน ใช้เหตุผล เมื่อรู้ตัวว่า มีอารมณ์โกรธก็ควรเลี่ยงออกจาก สถานการณ์นั้น ๆ ไปก่อน เพื่อลดการกระทบกระทั่งต่อกัน ใช้วิธีการสื่อสารที่ดี ตรงไปตรงมา เพื่อไม่ให้เกิด ความขัดแย้ง รวมทั้งการนำผู้ป่วยเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยเรียนรู้ทักษะการเข้าสังคม มีชีวิต ได้ตามปกติเช่นคนทั่วไป การจัดการปัญหาด้านเศรษฐกิจ ผู้ดูแลควรมีการวางแผนในการใช้จ่ายเงิน เรียนรู้วิธีการใช้จ่ายตามสิทธิ์ค่ารักษาพยาบาล หลักประกันสุขภาพต่างๆ การเตรียมหลักฐานต่าง ๆ ที่จำเป็น เช่น บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน บัตร โรงพยาบาล เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการใช้สิทธิ์รวมทั้งการมารักษาตามขั้นตอนของระบบการส่งต่อเพื่อให้ สามารถใช้สิทธิ์ของการรักษาได้
91 กิจกรรมที่ 6 การเสริมสร้างพลังใจในครอบครัว ระยะเวลา 60 นาที วัตถุประสงค์ : เพื่อให้สมาชิก 1 .เพื่อให้สมาชิกมีความมั่นใจและเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มี ความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง 2. เพื่อให้สมาชิกสามารถดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงได้อย่างมี ประสิทธิภาพ สาระสำคัญ การดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรง ผู้ดูแลจะต้องมีความผูกพันทางอารมณ์ ระหว่างกันในครอบครัวที่เหมาะสมต้องอยู่บนพื้นฐานของความรัก ความห่วงใย และเอาใจใส่ ด้วยความเข้าใจ ในความต้องการของอีกฝ่ายจึงจะทำให้เป็นให้เป็นการตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของอีกฝ่ายหนึ่งได้ อย่างเหมาะสม ผู้ดูแลต้องใช้ความเข้มแข็ง อดทน ทักษะ ความสามารถในการจัดการพฤติกรรมของผู้ป่วย การ เสริมสร้างความมั่นใจและคงไว้ซึ่งพลังอำนาจในการจัดการช่วยให้ผู้ดูแลมองเห็นคุณค่าของตนเอง จัดการกับ สภาพปัญหาด้วยความมั่นใจ และมีแรงจูงใจที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง ปลอดภัย สื่อ/อุปกรณ์ 1. ใบกิจกรรมที่ 1 2. ใบความรู้ที่ 1 3. VCD เรื่องลูกชายคนใหม่ https://youtu.be/zPSD4_iWn-s 4. กระดาษรูปหัวใจ การประเมินผล ประเมินผลจากการสังเกตพฤติกรรม ความสนใจ การแสดงความคิดเห็น และการซักถามปัญหาต่างๆ
92 ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม องค์ประกอบ/กลุ่ม/เวลา ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม สื่อ/อุปกรณ์ 1. การสร้างความรู้สึก/ ประสบการณ์ - กลุ่มใหญ่ / 10 นาที 2. ขั้นอภิปราย/สะท้อน ความคิด - กลุ่ม 2 คน / 5 นาที - กลุ่มใหญ่ /10 นาที 3. ขั้นจัดระบบความคิด ความเชื่อ - กลุ่มใหญ่ /20 นาที 4 . ขั้นประยุกต์ใช้ - กลุ่มใหญ่ /15 นาที 1. ผู้นำกลุ่มกล่าวทักทายสมาชิกแจ้ง วัตถุประสงค์ของกิจกรรมในครั้งนี้และ ร่วมทบทวนกิจกรรมที่ผ่านมาทั้งหมด เกริ่นนำให้สมาชิกทราบว่าการเข้าร่วม กิจกรรมกลุ่มครั้งนี้เป็นกิจกรรมสุดท้าย ในการเข้าร่วมกิจกรรม 2. ผู้นำกลุ่มสอบถามสมาชิกว่า จากการ ร่วมทำกิจกรรมที่ผ่านมาสมาชิกได้รับ ประโยชน์หรือไม่ อย่างไร และสมาชิก ต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มอีกบ้าง 3. ผู้นำกลุ่มเปิด VCD เรื่องลูกชายคน ใหม่ ให้สมาชิกชม และให้แสดงความคิด ค วาม รู้สึ ก ที่ มี ได้ ช ม VCD สุ่ ม ถ าม ความคิด ความรู้สึกของสมาชิกที่ได้รับ ชม VCD เรื่องลูกชายคนใหม่ 4. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกตอบข้อคำถาม ตามใบกิจกรรมที่ 1 5. ผู้นำกลุ่มสรุปเพิ่มติมและอภิปราย ตามใบความรู้ที่ 1 6. ผู้นำกลุ่มให้สมาชิกจับกลุ่มให้สมาชิก เขียนข้อความที่อยากจะบอดหรือการให้ กำลังใจผู้ป่วยลงบนกระดาษรูปหัวใจ และอ่านให้สมาชิกในกลุ่มฟัง 7. ผู้นำกลุ่มสรุปกิจกรรมทั้งหมดใน โปรแกรมส่งเสริมการทำหน้าที่ของ ครอบครัวต่อความสามารถของผู้ดูแลใน การจัดการพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรงของผู้ป่วยจิตเวช ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง ให้กำลังใจและให้สมาชิกมองเห็น ความสำคัญ ความมีคุณค่า พลังอำนาจ ของตนเอง สร้างความรู้สึกมั่นใจที่จะให้ ความช่วยเหลือผู้ป่วยต่อไปเปิดโอกาส ให้สมาชิกให้กำลังใจซึ่งกันและกัน - VCD เรื่องลูกชายคนใหม่ https://youtu.be/zPSD4_iWn-s -ใบกิจกรรมที่ 1 -ใบความรู้ที่ 1 -กระดาษรูปหัวใจ