1
คาํ นํา
กิจกรรมส่ิงแวดลอมศึกษาในโรงเรียนเปนการพัฒนาคนซึ่งเปนสมาชิกของสังคมใหเปนพลเมืองท่ีดีและมี
บทบาทในการนําสังคมไทยสูการพัฒนาท่ีย่ังยืนดังน้ันกิจกรรมการจัดการเรียนรูในโรงเรียน ชุมชนประเทศและ
สังคมโลกมีสวนสําคัญท่ีเกี่ยวของกันแนวทางงานกิจกรรมส่ิงแวดลอมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ย่ังยืน ซ่ึงส่ิงแวดลอม
เปนปจจัยที่มีความเกี่ยวของกับการดํารงชีวิต มีสวนทําใหคุณภาพของมนุษยไปในทางที่ดีและไมดี เพราะฉะนั้น
ทุกคนจึงมีสวนรวมในการปรับปรุงและดูแลรักษา เพื่อลดปจจัยเสี่ยงตอการเกิดโรคตาง ๆ ที่เก่ียวเน่ืองมาจาก
สิ่งแวดลอมที่ไมถูกสุขลักษณะ สิ่งแวดลอมไดถูกยกระดับความสําคัญถึงจุดท่ีบรรจุไวในยุทธศาสตรชาติ 20 ป
(พ.ศ. 2560 – 2579) โดย ยุทธศาสตรท ี่ 5 ไดร ะบุชดั เจนวา “การสรา งการเตบิ โตบนคุณภาพชวี ิตทเี่ ปนมิตรตอ
สิ่งแวดลอม” ซึ่งนําไปสูยุทธศาสตรตามแผนการศึกษาแหงชาติ ยุทธศาสตรท่ี 5 วาดวย “การจัดการศึกษาเพ่ือ
สรางคุณภาพชีวิตที่เปนมิตรกับส่ิงแวดลอม” ยอมจะเปนผลใหสถานศึกษาท่ัวประเทศตองปรับตัวเพ่ือรับกับ
ยทุ ธศาสตรชาตแิ ละแผนการศึกษา 20 ป
กลุมนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม
เขต 4 ไดตระหนักถึงความสาํ คัญของงานสิ่งแวดลอมตามยุทธศาสตรชาติ จงึ ไดจดั ทาํ โครงการสิ่งแวดลอมศึกษา
ในโรงเรยี น ปการศกึ ษา 2563 เพือ่ สงเสริมและพัฒนาการเรียนการสอนดา นส่ิงแวดลอมทเ่ี นน ลดการใชพลังงาน
การจัดการขยะและอนุรกั ษสิง่ แวดลอ มเพือ่ สรา งคุณภาพผูเ รียนทีด่ ีในดานการรกั ษส ิง่ แวดลอ ม
บัดนี้การดําเนินงานในโครงการสิ่งแวดลอมศึกษาไดดําเนินการเรียบรอยแลวทางผูรับผิดชอบโครงการจงึ
ขอจัดทาํ รายงานสรปุ ผลการดําเนนิ โครงการ
ผูรบั ผิดชอบโครงการ
สารบัญ หนา
ก
คํานาํ ข
สารบญั
1
บทที่ 5
บทนาํ 6
ความเปน มาและความสําคญั 6
วตั ถุประสงค 6
เปาหมาย 7
เครอื่ งมือที่ใชใ นการเก็บรวบรวมขอ มลู
ประโยชนท ค่ี าดวา จะไดรับ 36
เอกสารทเี่ ก่ียวของ 38
๑. นโยบายทเี่ ก่ียวกบั การจดั กิจกรรมสงิ่ แวดลอมศึกษา 39
๒. แนวคิดทฤษฎที ่ีเก่ยี วของกบั สิ่งแวดลอมศึกษา 39
๑. ทฤษฎกี ารเรยี นรแู บบรวมมือ 40
4..ความรเู กย่ี วกบั เช้อื ไวรสั โคโรนา (Coronaviruses) 41
5.หลกั และแนวคิดเกีย่ วกบั การประเมินโครงการ 42
6.วิจยั ทเ่ี กีย่ วของกบั การจัดกิจกรรมสิง่ แวดลอมศกึ ษา
วิธดี ําเนินงาน
ผลการวิเคราะหขอมลู
สรุปผล และขอเสนอแนะ
สรุปผลการดําเนนิ การ
ปญ หาและอปุ สรรค
ขอ เสนอแนะ
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
บทที่ 1
บทนํา
1.1 ความเปนมาและความสําคัญ
ประเทศไทยท่ีกําลังมีการพัฒนาในทุก ๆ ดานไมวาทางดานการใชเทคโนโลยี เพ่ือพัฒนาเศรษฐกิจ แตก็
ควรใหความสําคัญกับสภาพของความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดลอมที่เพิ่มข้ึนอยางรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะการเรงรัด
พัฒนาเศรษฐกิจเพ่ือใหฐานะของประเทศกาวรุดไปขางหนา การพัฒนาโดยอาศัยทรัพยากรธรรมชาติเปนพื้นฐาน
โดยคํานึงถึงประโยชนที่จะไดรับดานเดียวน้ันไดทําใหสภาพแวดลอมของชาติตกอยูในสภาพเส่ือมโทรมจนเห็นได
ชัดไมวาจะเปนปญหาพ้ืนท่ีปาไม การลดลงอยางรวดเร็วของพ้ืนท่ีปาไมน้ัน เกิดจากการลักลอบตัดไมทําลายปา
ปญ หาท่ดี ิน ซ่ึงมีการใชท่ีผดิ ๆ อยเู สมอ ๆ ปจจุบนั พ้นื ที่กวาครึ่งหนงึ่ ของประเทศ ถูกใชเพอ่ื การเกษตรโดยขาดการ
วางแผน ซึ่งทําใหยากตอการปองกันและแกไขความเสือ่ มของดิน หรือการนําพื้นท่ีดินท่ีเหมาะสมตอการเกษตรไป
ใชประโยชนในการต้ังถ่ินฐานท่ีอยูอาศัยของชุมชน ตลอดจนความขัดแยงในการใชประโยชนจาก
ทรัพยากรธรรมชาติ เชน การทําเหมืองแรในปาสงวนหรือการสรางเขื่อนในเขตปาไม ตนน้ําลําธาร ปญหาน้ําเสีย
ซ่ึงเกิดจากการปลอยของเสียจากแหลงชุมชน จากโรงงานอุตสาหกรรม จนทําใหแหลงน้ําเสื่อมคุณภาพ ทําใหเกิด
การขาดแคลนนาํ้ ทสี่ ะอาด ปญหามลพษิ ของอากาศ ท่ีเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะ ท่ีทวคี วามรุนแรง
เพิ่มมากขึ้นจนทําใหปริมาณของสารพิษ อาทิ คารบอนมานอกไซด ซัลเฟอรไดออกไซด ออกไซดของไนโตรเจน
ตะก่ัว และฝุนละอองปะปนอยูในอากาศมาก จนเปนอันตรายตอสุขภาพและทรัพยสิน ปญหาเสียงอึกทึก ที่เกิด
จากยานพาหนะโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสวนใหญจะเกิดอยูในชุมชนใหญ ๆ ที่มีประชากรอยูหนาแนน อาทิ
กรุงเทพฯ เปนตน ปญหาขยะมูลฝอยที่เกิดจากการท้ิงของเสียจากชุมชนที่มีอัตรามากเกินกวาจะเก็บทําลายได
หมด นอกจากนี้การท้ิงขยะมูลฝอยแบบมักงายยังไดกอใหเกิดปญหาขึ้นกับส่ิงแวดลอมอื่น ๆ อาทิ น้ําเนาเสีย
อากาศเปนพิษ ปญหาสารเปนพิษ ซึ่งเกิดจากสารเคมีท่ีใชปราบศัตรูพืชและสารพิษที่เปนโลหะหนักจากโรงงาน
อุตสาหกรรมและรถยนต สารเคมีท่ีใชในอาหาร ซ่ึงบางชนิดใชเวลานานกวาจะสลายตัวจากการสํารวจไดพบ
สารพิษตกคางอยูใ นผกั ในดินที่เพาะปลูก ในแหลง นาํ้ สตั วนาํ้ ซึง่ ไดมกี ารสะสมตัวเองเพมิ่ มากขนึ้ จนสวนใหญอยูใน
ระดับสงู เกินความปลอดภัยตอ ชีวติ
ความเส่ือมโทรมของส่ิงแวดลอมไดปรากฎใหเห็นอยางชัดเจนในวันน้ี ซ่ึงเปนความจําเปนที่ทุกคนจะตอง
ชวยกันรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมใหอยูไดตอไป เพราะความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดลอมมีผลโดยตรงตอชาติ
บานเมือง ประเทศจะไมสามารถทําการพัฒนาส่ิงใดไดอีก หากวาไมมีทรัพยากรเหลืออยูอีก ดังน้ันรัฐจึงจะตอง
ดําเนนิ การจดั ใชท รัพยากรธรรมชาติใหถูกตองและรอบคอบไปพรอม ๆ กบั การพฒั นาประเทศ โดยจะตอ งคํานึงวา
ทรัพยากรของชาติที่มีอยูจํากัดนั้นเปรียบเสมือนเปนตนทุนของชาติ เพราะฉะนั้นในการกําหนดแผนพัฒนา
เศรษฐกิจ จึงควรคํานึงในแงท่ีวาเปนการนําเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใชจาย ซ่ึงจะตองจัดใหเหมาะสมกับตนทุน
เพอ่ื ความอยรู อดของชาติ และเพือ่ ใหเกิดปญหากบั สภาพแวดลอ มใหนอยท่ีสดุ
ความสําคัญประการหนึ่งในการท่ีจะรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมของชาติเอาไวใหไดก็คือ การจะตองเขาใจ
วา ในการแกไขปญหาส่ิงแวดลอมนั้น การใชวิธีการแกไขเปนจุด ๆ ไปน้ันไมเปนการชวยใหปญหานั้นยุติลงได ซ่ึง
สามารถใหผลดีไดเพียงชั่วคราว แตอาจกลายเปนปญหาใหเกิดกับส่ิงแวดลอมอ่ืน ๆ ไดอีก การแกปญหาท่ีถูกตอง
นั้นจะตองใชหลักวิชาของนิเวศวิทยามาชวยในการจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติ ศึกษาถึงผลกระทบที่จะเกิดข้ึน
ทุกครั้งเพ่ือที่จะใหสิ่งแวดลอมของชาติ ไมถูกทําลายใหเสื่อมโทรมไปมากกวาท่ีเปนอยูในปจจุบัน และเพ่ือท่ีจะ
รักษาคุณภาพส่ิงแวดลอ มของชาตใิ หดไี วตลอดไป
2
จากสภาพปญ หาสภาพแวดลอ มในปจจบุ นั ดวยนาํ้ มอื ของมนุษยก อ ใหเกดิ ผลกระทบตอการดํารงชีวิต เกิด
ปญหาตาง ๆ ข้ึนมากมาย เชน ปญหาภาวะโลกรอน ปญหาฝุน PM ๒.๕ ไวรัสโคโรนาสายพันธุใหม ๒๐๑๙ ที่เรา
ทกุ คนกําลงั ประสบอยู ซึง่ ปญหาดงั กลาวเกดิ จากการใชทรัพยากรส่ิงแวดลอมที่ขาดความตระหนักและใชป ระโยชน
อยางคมุ คา แตหากจะทาํ ใหนักเรียนเกิดการเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมทด่ี ีตอ เรื่องพลังงานและสิ่งแวดลอมอยางยั่งยืน
สถานศึกษาจําเปนจะตองมีการสอดแทรกการสรางจิตสํานึก เร่ืองพลังงานและสิ่งแวดลอมเขาสูกระบวนการสอน
ท้ังในและนอกหองเรียน ตลอดจนไปถึงกิจกรรมพัฒนาผูเรียน และเมื่อนักเรียนไดผานกระบวนการเหลาน้ีแลว
นักเรียนจะไดแนวคิดรวบยอดเร่ืองพลังงานและสิ่งแวดลอมไดอยางครบถวน ชัดเจน และเกิดการเปลี่ยนแปลง
พฤตกิ รรมไปในเชิงบวกมากขึน้
ส่ิงแวดลอมเปนปจจัยที่มีความเกี่ยวของกับการดํารงชีวิต มีสวนทําใหคุณภาพของมนุษยไปในทางท่ีดี
และไมด ี เพราะฉะนน้ั ทุกคนจงึ มีสวนรวมในการปรับปรุงและดแู ลรักษา เพอ่ื ลดปจ จยั เสี่ยงตอการเกิดโรคตา ง ๆ ท่ี
เก่ียวเนื่องมาจากสิ่งแวดลอมที่ไมถูกสุขลักษณะ ส่ิงแวดลอมไดถูกยกระดับความสําคัญถึงจุดท่ีบรรจุไวใน
ยุทธศาสตรชาติ ๒๐ ป ( พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙) โดย ยุทธศาสตรที่ ๕ ไดระบุชัดเจนวา “การสรางการเติบโตบน
คุณภาพชีวิตที่เปนมิตรตอสิ่งแวดลอม” ซ่ึงนําไปสูยุทธศาสตรตามแผนการศึกษาแหง ชาติ ยุทธศาสตรท่ี ๕ วาดว ย
“การจัดการศึกษาเพ่ือสรางคุณภาพชีวิตท่ีเปนมิตรกับสิ่งแวดลอม” ยอมจะเปนผลใหสถานศึกษาทั่วประเทศตอง
ปรบั ตัวเพอ่ื รับกบั ยุทธศาสตรชาติและแผนการศึกษา ๒๐ ป ที่กลาวถงึ นี้
จากการนเิ ทศ ติดตามผลการจดั กิจกรรมสิ่งแวดลอมศึกษาของสาํ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
เชียงใหม เขต ๔ ที่ผานมาแนวทางที่สาํ คัญท่ีจะชวยสงเสริมสนบั สนุนใหโรงเรยี นมีการจดั กิจกรรมใหเปนรูปธรรม
ควรมแี นวทางและกิจกรรมทีน่ าสนใจสามารถนาํ ไปใชใ นสถานศึกษาไดจ ริง
สํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม เขต ๔ ไดตระหนักถึงความสําคัญของงาน
สิ่งแวดลอมตามยุทธศาสตรชาติ เกี่ยวกับการเปล่ียนแปลงของสภาพแวดลอมในปจจุบัน จึงไดจัดทําโครงการ
ส่ิงแวดลอมศึกษา ปการศึกษา ๒๕๖๓ เพื่อสงเสริมและพัฒนาการเรียนการสอนดานสิ่งแวดลอมท่ีเนนลดการใช
พลังงาน การจัดการขยะ และอนุรกั ษส งิ่ แวดลอ มทีม่ ปี ระสิทธภิ าพนาํ ไปสูก ารพัฒนาอยางยั่งยนื
2. วตั ถุประสงค
2.1 เพื่อสงเสรมิ สนบั สนนุ ผูบริหารสถานศึกษาและครูใหม คี วามรูค วามเขาใจ ปรับเปล่ยี นพฤติกรรม
และสรางจิตสาํ นึกในการประหยัดพลังงาน การจดั การขยะอยางถูกวิธี การลดปริมาณขยะ น้ําเสีย มลพิษทาง
อากาศ และรเิ รมิ่ กิจกรรมท่ีเปนมติ รกับสง่ิ แวดลอ ม
2.2 สงเสรมิ ใหสถานศึกษาลดคา สาธารณูปโภค (คาน้าํ – คาไฟฟา) เพ่ือลดปญหาสิง่ แวดลอ มซ่งึ เปน
สวนหนงึ่ ในการลดคารบอน ตามนโยบายของรัฐบาล จากการลดใชพลังงานท้ังในสถานศึกษา และในครอบครัว
ชุมชนและเปน การลดปริมาณขยะปลอยกา ซเรือนกระจกดว ย
3. เปาหมาย
3.1 เชิงปรมิ าณ
โรงเรยี นในสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาเชยี งใหม เขต 4 ทกุ โรง
3.2 เชิงคณุ ภาพ
โรงเรียนทุกโรงในสงั กัดสพป.ชม.4ไดจ ัดกจิ กรรมพฒั นาโรงเรียนสิง่ แวดลอ มการ การจดั การขยะ และ
การลดใชพ ลงั งาน (โรงเรยี นสเี ขียว) ไดอยางมีประสทิ ธิภ์ าพ
3
4 เครอื่ งมือทใ่ี ชในการเกบ็ รวบรวมขอมูล
แบบนิเทศ ติดตาม
5 ประโยชนท่ีคาดวาจะไดรบั
1 สถานศกึ ษาทม่ี ีการจัดสภาพแวดลอ มสอดคลองกบั มาตรฐาน และเปา หมายส่ิงแวดลอ ม สงั คม และ
เศรษฐกจิ เพอ่ื การพฒั นาทยี่ ่ังยืน
2 นกั เรียนมที กั ษะดานการประหยัดพลงั งาน การจัดการขยะและอนุรกั ษส งิ่ แวดลอ มใหก ับชมุ ชน
บทท่ี 2
เอกสารท่เี กย่ี วขอ ง
การจัดทํารายงานโครงการจัดกิจกรรมส่ิงแวดลอมศึกษา ไดทําการศึกษา คนควาและรวบรวมเอกสารท่ี
เก่ียวของ จําแนกเปน 6 สว น ประกอบดวย
1. นโยบายทีเ่ กย่ี วกับการจดั กิจกรรมสิง่ แวดลอมศึกษา
๑.๑ นโยบายดานสงิ่ แวดลอ มศึกษา
๑.๒ นโยบายและจุดเนนของกระทรวงศกึ ษาธิการปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔
- หลกั การตามนโยบาย ประจาํ ปง บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔
- จดุ เนน ประจําปง บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔
- การขับเคล่อื นนโยบายและจุดเนนสกู ารปฏิบตั ิ
๒. แนวคดิ ทฤษฎที เ่ี ก่ยี วขอ งกับสง่ิ แวดลอ มศึกษา
๒.๑ ความหมาย แนวคิดเก่ียวกบั สงิ่ แวดลอมศึกษา
๒.๒ ความจาํ เปนของการศกึ ษาสิ่งแวดลอ มศกึ ษา
๒.๓ หลกั การของสง่ิ แวดลอมศกึ ษา
๒.๔ จดุ มุง หมายของสง่ิ แวดลอมศกึ ษา
๒.๕ เปา หมายของส่ิงแวดลอมศึกษา
๒.๖ แนวคดิ เก่ียวกับวิวัฒนาการส่งิ แวดลอ มศึกษากับการพัฒนาที่ยั่งยืน
๓. ทฤษฎกี ารเรยี นรูแบบรว มมือ
- ความหมายของการจัดการเรยี นรูแบบรว มมอื
- ลักษณะสาํ คญั ของการเรยี นรูแบบรว มมอื
- องคป ระกอบของการเรยี นรแู บบรว มมอื
- ข้ันตอนในการสอนการเรยี นรูแ บบรวมมอื
- รปู แบบการเรียนรแู บบรว มมอื
4.ความรเู ก่ยี วกบั เชอ้ื ไวรสั โคโรนา (Coronaviruses)
5.หลกั และแนวคิดเก่ยี วกับการประเมินโครงการ
6.วจิ ยั ท่ีเกีย่ วขอ งกับการจดั กิจกรรมส่ิงแวดลอมศกึ ษา
๑. นโยบายทีเ่ กี่ยวกบั การจัดกิจกรรมส่งิ แวดลอมศกึ ษา
๑.๑ นโยบายดา นสิ่งแวดลอ มศึกษา
นโยบายดานส่ิงแวดลอมศึกษาของประเทศไทยในปจจุบัน ไดมีการกําหนดไวในแผนงาน ตาง ๆ ดัง
รายละเอียดตอไปน้ี สรุปสาระสําคัญ แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดลอม พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔
ในชวงหลายทศวรรษท่ีผานมา ประเทศไทยไดมุงพัฒนาเศรษฐกิจโดยอาศัยฐานทรัพยากรธรรมช าติ เปน
ปจจัยพื้นฐานในการผลิต เพื่อเสริมสรางขีดความสามารถในการแขงขันใหทัดเทียมกับนานาประเทศ และกระตุน
การสรางมูลคาผลิตภัณฑมวลรวมประชาชาติของประเทศใหอยูในเกณฑที่ดี ซึ่งผลการพัฒนา ดังกลาว ทําให
ทรพั ยากรธรรมชาติของประเทศลดนอยลงและคุณภาพสิ่งแวดลอมทรุดโทรมลงอยา งตอเนื่อง ประกอบกบั กระแส
โลกาภิวัฒนแ ละความกาวหนาทางเทคโนโลยแี บบกา วกระโดด ทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลง ทง้ั ในระดับโลก ภมู ภิ าค
และภายในประเทศ ซึ่งประเทศไทยตองเผชิญกับกระแสการเปล่ียนแปลงดังกลาว อยางไรก็ตาม ประเทศไทยได
5
ตระหนักและเตรยี มความพรอมในการรับมอื และปองกันผลกระทบ ท่จี ะเกิดขึน้ ตอการทาํ ลายและสรา งความเส่ือม
โทรมแกทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ ม ขณะเดียวกนั ก็ไมเปนอุปสรรคตอการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของ
ประเทศ โดยไดจัดทํานโยบายและแผนการสงเสริม และรักษาคุณภาพส่ิงแวดลอมแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐ -
๒๕๕๕๙ (ระยะยาว ๒๐ ป) ข้ึนเปนฉบับแรก ตาม ที่บัญญัติไวในมาตรา ๑๓ (๑) ของพระราชบัญญัติสงเสรมิ และ
รักษาคุณภาพส่ิงแวดลอมแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งไดกําหนดใหสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดลอม ภายใตกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม เปนหนวยงานหลักในการจัดทํานโยบาย
และแผนดังกลาว เพื่อนําเสนอตอคณะกรรมการส่ิงแวดลอมแหงชาติ และคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามลําดับ โดย
ปจ จุบนั อยูร ะหวางการจดั ทาํ นโยบายและแผนการสง เสรมิ และรกั ษาคณุ ภาพสง่ิ แวดลอมฯ ฉบับท่ี ๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐
– ๒๕๗๔) ซ่ึงนโยบายและ แผนการสงเสริมและรักษาคุณภาพส่ิงแวดลอมฯ จะถายทอดเปนแผนปฏิบัติการระยะ
กลาง ๕ ป หรือก็คือ แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดลอม ตามมาตรา ๓๕ ของพระราชบัญญัติฯ และท่ีผานมา สํานัก
งานฯ ไดมกี ารจดั ทาํ มาแลวรวม ๔ ฉบบั ไดแก แผนจดั การคุณภาพสิ่งแวดลอม พ.ศ. ๒๕๔๒ - ๒๕๔๙ กรอบแผน
จัดการคุณภาพ สิ่งแวดลอม พ.ศ. ๒๕๔๕ - ๒๕๕๙ แผนจัดการคุณภาพส่ิงแวดลอม พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ และ
ฉบับท่ีใชอยูปจจุบันคือ แผนจัดการคุณภาพส่ิงแวดลอม พ.ศ.๒๕๕๕ – ๒๕๕๔ ซึ่งกําลังจะสิ้นสุดระยะเวลาของ
แผนฯ จึงไดมกี ารเตรียมการจดั ทาํ แผนจดั การคุณภาพสิง่ แวดลอม พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔
ในการจัดทําแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดลอม พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔ ไดมีการศึกษา รวบรวมขอมูล และ
นําผลการศึกษาตาง ๆ มาวิเคราะหและประเมินผล ไดแก ผลการติดตามและประเมินผลชวงระยะ สุดทายของ
แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดลอม พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙ แนวทางการดําเนินงานเพ่ือแกไขป ญหา
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมของประเทศ การดําเนินงานภายใตความรวมมือระหวางประเทศ และ กรอบ
แนวคิดและทิศทางของแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดลอม พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔ ซ่ึงไดรับความเห็นชอบ จาก
คณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติ เม่ือวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙ และไดนําเสนอสํานักงาน คณะกรรมการ
พฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ เพ่อื พิจารณานาํ ประเดน็ ยทุ ธศาสตรก ารบรหิ าร จดั การทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดลอม ไปบรรจุไวในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) ท้ังน้ี
เพ่ือใหแผนระดับชาติท้ัง ๒ ฉบับดังกลาว มีการขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน มีความสอดคลอง เกื้อหนุนกัน
และสงเสริมใหการบริหารจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมเศรษฐกิจ และสังคม มีทิศทางและเปาหมาย
ท่ชี ดั เจน มกี ารพฒั นาอยา งสมดลุ และเปนธรรมท่จี ะนาํ ประเทศไปสกู ารพฒั นาทยี่ ่งั ยนื ไดในที่สดุ
แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดลอมฉบับนี้ ไดเปดโอกาสใหภาครัฐ ภาคเอกชน องคกรพัฒนาเอกชน องคกร
ระหวางประเทศ สถาบันการศึกษา และประชาชนที่เก่ียวของ ไดเขามามีสวนรวมในการให ขอคิดเห็น และ
ขอเสนอแนะ โดยผานการประชุมกลุมยอยตามรายประเด็นยุทธศาสตร จํานวน ๕ ครั้ง การ สัมมนารับฟงความ
คิดเห็นในระดับภูมิภาค จํานวน ๔ ครั้ง และระดับประเทศ จํานวน ๑ คร้ัง รวมถึงการ ประชุมแนวทางการ
ขับเคลอ่ื นแผนจัดการคุณภาพสง่ิ แวดลอม พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔ เพื่อใหไ ดแผนที่ สามารถถายทอดเปน แผนงาน/
โครงการของหนวยงาน และดําเนินการไดอยางเห็นผลเปนรูปธรรมและมี ประสิทธิผล จํานวน ๑ คร้ัง โดยผลทไ่ี ด
จากการประชุมตาง ๆ ดังกลาว ไดนํามาปรับปรุง แกไขแผนจัดการ คุณภาพส่ิงแวดลอมฯ ใหมีความครบถวนและ
สมบูรณ เพ่ือนําเสนอตอคณะอนุกรรมการแผนจัดการ คุณภาพสิ่งแวดลอม และคณะกรรมการสิ่งแวดลอม
แหงชาติ พิจารณาใหความเห็นชอบ จากนั้นจึงนําเสนอ คณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และประกาศใชในราชกิจจา
นเุ บกษา ตอไป
การจัดทําแผนจัดการคุณภาพส่ิงแวดลอม พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔ ไดนอมนําพระราชดํารัสของ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง มาเปนแนวทาง ใน
การบรหิ ารจัดการทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอม เพ่อื ใหท กุ ภาคสวนที่เกีย่ วของเกิดความตระหนัก ตอ การใช
6
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมอยางรอบคอบ เปนไปตามหลักวิชาการ มีเหตุผล มีความ พอประมาณ มี
ความถูกตอง เหมาะสมและเปนธรรม เพื่อสรางภูมิคุมกันใหแกฐานทรัพยากรธรรมชาติ และ รักษาคุณภาพ
ส่ิงแวดลอม โดยมุงถึงประโยชนแทจริงตอประเทศชาติท้ังในปจจุบันและอนาคต รวมทั้งยังใช เปนแนวทางในการ
สรางสมดุลระหวางการอนุรักษและการใชประโยชนทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม โดยใชภูมิปญญาทองถ่ิน
ประกอบการตัดสินใจ และมีการบูรณาการการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดลอมท่ีผสมผสานกับการ
พฒั นาดา นเศรษฐกิจ และสังคม ซ่งึ จะนําไปสกู ารสรางสมดุลและการพฒั นา ทยี่ ั่งยืนของประเทศ
นอกจากน้ี ไดนํารางกรอบยุทธศาสตรชาติ ระยะ ๒๐ ป และยุทธศาสตรการเติบโตที่เปนมิตรกับ
สิ่งแวดลอมเพื่อการพัฒนาอยางยั่งยนื ภายใตแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ ฉบับท่ี ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ –
๒๕๖๔) มาเปน แนวทางการการจดั ทาํ คมู ือการจดั กิจกรรมสง่ิ แวดลอมศึกษาในโรงเรยี นนดี้ ว ย
๑.๒ นโยบายและจดุ เนนของกระทรวงศึกษาธิการปง บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔
เพื่อใหการดําเนินการจัดการศึกษาและการบริหารจดั การการศึกษาของกระทรวงศึกษาธกิ าร เปนไปดวย
ความเรียบรอย บรรลุเปาหมาย อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๘ และมาตรา ๑๒ แหงพระราชบัญญัติระเบียบ
บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.๒๕๔๖ รัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ จึงประกาศนโยบายและ
จุดเนนของกระทรวงศึกษาธิการ ประจําปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ เพื่อใหสวนราชการในสังกัด
กระทรวงศึกษาธิการ ยึดเปนกรอบการดําเนินงานในการจัดทําแผนและงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ
พ.ศ. ๒๕๖๔ พรอมท้ังขับเคลื่อนการดําเนินงานดานการศึกษาใหมีคุณภาพ ประสิทธิภาพในทุกมิติ โดยใชจาย
งบประมาณอยางคมุ คา เพ่อื มงุ เปาหมาย คอื ผูเรยี นทุกชว งวัย ดังนี้
หลักการตามนโยบาย ประจําปง บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔
กระทรวงศึกษาธิการมุงมั่นดําเนินการภารกิจหลักตามแผนแมบทภายใตยุทธศาสตรชาติ ๒๐ ป (พ.ศ.
๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) ในฐานะหนวยงานเจาภาพขับเคล่ือนทุกแผนยอยในประเด็น ๑๒ การพัฒนาการเรียนรู และ
แผนยอยท่ี ๓ ในประเด็น ๑๑ ศักยภาพคนตลอดชวงชีวิต รวมท้ังแผนการปฏิรูปประเทศดานการศึกษา และ
นโยบายรัฐบาลท้ังในสวนนโยบายหลักดานการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุก
ชวงวัย และนโยบายเรงดวน เร่ืองการเตรียมคนไทยสูศตวรรษท่ี ๒๑นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการขับเคล่ือนแผน
แมบทภายใตยุทธศาสตรชาติประเด็นอ่ืน ๆ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับท่ี ๑๒ (พ.ศ.๒๕๖๑ –
๒๕๖๔) นโยบายและแผนระดับชาตวิ าดว ยความมน่ั คงแหงชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๕) รวมท้งั นโยบายและแผน
ตาง ๆ ท่ีเก่ยี วของ โดยคาดหวงั วาผูเรียนทกุ ชวงวยั จะไดรบั การพฒั นาในทุกมิติ เปน คนดี คนเกง มคี ณุ ภาพ และมี
ความพรอมรวมขับเคล่ือนการพัฒนาประเทศ สูความมั่นคง มั่งคั่ง และย่ังยืน ดังนั้นในการเรงรัดการทํางาน
ภาพรวมกระทรวงใหเกิดผลสัมฤทธิ์ เพ่ือสรางความเชื่อมั่นใหกับสังคม และผลักดันใหการจัดการศึกษามีคุณภาพ
และประสิทธภิ าพในทุกมติ ิ กระทรวงศึกษาธกิ ารจึงกาํ หนดนโยบายประจําปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ ดงั นี้
1.ปรบั รือ้ และเปลีย่ นแปลงระบบการบรหิ ารจัดการ โดยมงุ ปฏริ ปู องคการเพื่อหลอมรวม
ภารกจิ และบคุ ลากร เชน ดานการประชาสัมพันธ ดา นการตางประเทศ ดานเทคโนโลยี ดา นกฎหมาย ฯลฯ ท่ี
สามารถลดการใชทรพั ยากรทับซอน เพม่ิ ประสิทธภิ าพและความเปนเอกภาพ รวมทง้ั การนําเทคโนโลยดี ิจทิ ลั เขา
มาชว ยทั้งการบรหิ ารงานและการจัดการศึกษารองรบั ความเปน รัฐบาลดิจิทัล
2.ปรับรอื้ และเปลยี่ นแปลงระบบการบรหิ ารทรัพยากร โดยมุงปฏริ ปู กระบวนการวางแผนงาน/โครงการ
แบบรวมมือและบรู ณาการ ที่สามารถตอบโจทยของสงั คมและเปนการพฒั นาทีย่ ั่งยืน รวมท้งั กระบวนการจดั ทํา
งบประมาณทม่ี ีประสิทธภิ าพและใชจ า ยอยา งคมุ คาสงผลใหภ าคสว นตา ง ๆทัง้ ภาครฐั ภาคเอกชน และนานาชาติ
เชอื่ มั่นและรวมสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษามากยิ่งข้นึ
7
3.ปรบั ร้อื และเปล่ยี นแปลงระบบการบรหิ ารจัดการและพัฒนากาํ ลงั คนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมงุ
บรหิ ารจัดการอตั รากาํ ลังใหสอดคลองกับการปฏริ ปู องคการ รวมท้งั พฒั นาสมรรถนะและความรูความสามารถของ
บคุ ลากรภาครัฐ ใหม คี วามพรอมในการปฏบิ ัตงิ านรองรับความเปน รัฐบาลดจิ ิทัล
4.ปรับรอ้ื และเปลี่ยนแปลงระบบการจดั การศกึ ษาและการเรยี นรู โดยมงุ ใหค รอบคลุมถงึ การจัดการศึกษา
เพื่อคณุ วุฒิ และการเรยี นรตู ลอดชีวิตทส่ี ามารถตอบสนองการเปลยี่ นแปลงในศตวรรษท่ี ๒๑
จุดเนนประจาํ ปง บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔
๑. การพัฒนาและเสริมสรางศกั ยภาพทรัพยากรมนษุ ย
๑.๑ การจดั การศึกษาเพื่อคณุ วฒุ ิ
- จดั การศึกษาทกุ ระดับ ทุกประเภท โดยใชหลักสูตรฐานสมรรถนะ รวมทง้ั แนวทางการจัดการเรียนรูเชิง
รกุ และการวัดประเมนิ ผลเพือ่ พฒั นาผูเ รียน ทส่ี อดคลอ งกับมาตรฐานการศกึ ษาแหงชาติ
- สงเสริมการพัฒนากรอบหลักสูตรระดับทองถิ่นและหลักสูตรสถานศึกษา ตามความตองการจําเปนของ
กลมุ เปาหมายและแตกตางหลากหลายตามบรบิ ทของพ้ืนที่
- พัฒนาผูเรียนใหมีทักษะการคิดวิเคราะห สามารถแกไขสถานการณเฉพาะหนาไดอยางมีประสิทธิภาพ
โดยจัดการเรียนรูเชิงรุก (Active Learning) จากประสบการณจริงหรือจากสถานการณจําลองผานการลงมือ
ปฏบิ ัติ ตลอดจนจดั การเรียนการสอนในเชิงแสดงความคิดเห็นเพื่อเปดโลกทัศนม ุมมองรว มกนั ของผูเรียนและครูให
มากขน้ึ
- พัฒนาผูเรียนใหมีความรอบรูและทักษะชีวิต เพ่ือเปนเครื่องมือในการดํารงชีวิตและสรางอาชีพ อาทิ
การใชเทคโนโลยดี ิจทิ ลั สขุ ภาวะและทศั นคติที่ดีตอ การดแู ลสขุ ภาพ
๑.๒ การเรยี นรตู ลอดชีวติ
- จัดการเรียนรูตลอดชีวิตสําหรับประชาชนทุกชวงวัย เนนสงเสริมและยกระดับทักษะภาษาอังกฤษ
(English for All)
- สงเสริมการเรยี นการสอนทเ่ี หมาะสมสาํ หรับผูท่เี ขาสสู งั คมสงู วัย อาทิ อาชีพที่เหมาะสมรองรับสงั คมสูง
วยั หลกั สตู รการพัฒนาคุณภาพชีวิต และหลกั สูตรการดแู ลผสู งู วยั หลักสตู ร BUDDY โดยเนน การมีสวนรวมในการ
พัฒนาชุมชน โรงเรียน และผูเรียน หลักสูตรการเรยี นรูออนไลน เพ่ือสงเสริมประชาสัมพันธส ินคาออนไลนระดบั
ตาํ บล
- สงเสริมโอกาสการเขาถึงการศึกษาเพ่ือทักษะอาชีพและการมีงานทํา ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ
จังหวัดชายแดนภาคใต และเขตพื้นที่พิเศษ (พื้นที่สูง พื้นที่ตามแนวตะเข็บ ชายแดน และพ้ืนท่ีเกาะแกง ชายฝง
ทะเล ทง้ั กลมุ ชนตางเชอื้ ชาติ ศาสนา และวฒั นธรรม กลมุ ชนชายขอบ และแรงงานตางดา ว)
- พัฒนาครูใหมีทักษะ ความรู และความชํานาญในการใชเทคโนโลยีดิจิทัล ปญญาประดิษฐ และ
ภาษาอังกฤษ รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนเพื่อฝกทักษะการคิดวิเคราะหอยางเปนระบบและมีเหตุผลเปน
ขัน้ ตอน
- พัฒนาครูอาชีวศึกษาท่ีมีความรูและความสามารถในทางปฏิบัติ (Hands – on Experience) เพื่อใหมี
ทักษะและความเชี่ยวชาญทางวิชาการ โดยรวมมือกับสถาบันอุดมศึกษาชัน้ นําของประเทศจัดหลกั สูตรการพฒั นา
แบบเขม ขนระยะเวลาอยางนอ ย ๑ ป
- พัฒนาสมรรถนะและความรูความสามารถของบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ ใหมีความพรอมในการ
ปฏิบัติงานรองรับความเปนรัฐบาลดิจิทัลอยางมีประสิทธิภาพ โดยจัดใหมีศูนยพัฒนาสมรรถนะบุคลากรระดับ
จังหวัดท่ัวประเทศ
๒. การพัฒนาการศึกษาเพ่อื ความม่นั คง
8
- พัฒนาคุณภาพการศึกษาในพ้ืนท่ีจังหวัดชายแดนภาคใต โดยนอมนํายุทธศาสตรพระราชทาน “เขาใจ
เขา ถึง พฒั นา” เปน หลกั ในการดําเนนิ การ
- เฝาระวังภัยทุกรูปแบบท่ีเกิดข้ึนกับผูเรียน ครู และสถานศึกษา โดยเฉพาะภัยจากยาเสพติด
อาชญากรรมทางไซเบอร การคามนษุ ย
- สงเสริมใหใชภาษาทองถิ่นรวมกับภาษาไทย เปนส่ือจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ที่ใชภาษาอยาง
หลากหลาย เพ่ือวางรากฐานใหผูเรียนมีพัฒนาการดานการคิดวิเคราะห รวมท้ังมีทักษะการส่ือสารและใชภาษาท่ี
สามในการตอยอดการเรยี นรูไ ดอยา งมปี ระสทิ ธิภาพ
- ปลูกฝงผูเรียนใหมีหลักคิดที่ถูกตองดานคุณธรรม จริยธรรม และเปนผูมีความพอเพียง วินัย สุจริต จิต
อาสา โดยใชกระบวนการลูกเสอื และยวุ กาชาด
๓. การสรา งความสามารถในการแขง ขนั
- สนับสนุนใหสถานศึกษาอาชีวศึกษาผลิตกําลังแรงงานที่มีคุณภาพ ตามความเปนเลิศของแตละ
สถานศึกษาและตามบริบทของพื้นที่ รวมทั้งสอดคลองกับความตอ งการของประเทศทัง้ ในปจ จบุ ันและอนาคต
- สนับสนุนใหสถานศึกษาอาชีวศึกษาบริหารจัดการอยางมีคุณภาพ และจัดการเรียนการสอนดวย
เครื่องมือปฏิบัติท่ีทันสมัยและสอดคลองกับเทคโนโลยี โดยเนนใหผูเรียนมีทักษะการวิเคราะหขอมูล (Data
Analysis) และทักษะการสอ่ื สารภาษาตางประเทศ
๔. การสรางโอกาสและความเสมอภาคทางการศกึ ษา
- พัฒนาแพลตฟอรมดจิ ทิ ัลเพอื่ การเรยี นรู และใชดิจทิ ลั เปน เคร่ืองมอื การเรียนรู
- ศึกษาและปรับปรุงอัตราเงินอุดหนุนคาใชจายตอหัวในการจัดการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ใหสอดคลองกับ
สภาพเศรษฐกิจและบทบัญญตั ิของรัฐธรรมนญู
- ระดมสรรพกําลังเพื่อสงเสริมสนับสนุนโรงเรียนนํารองพ้ืนท่ีนวัตกรรมการศึกษา เพ่ือลดความเหล่ือมลํา้
ทางการศกึ ษาใหสอดคลองพระราชบญั ญัติพน้ื ท่ีนวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒
๕. การจัดการศกึ ษาเพือ่ สรา งเสริมคณุ ภาพชีวิตทเ่ี ปนมิตรกับสิง่ แวดลอ ม
- เสริมสรา งการรับรู ความเขาใจ ความตระหนกั และสงเสรมิ คณุ ลักษณะและพฤติกรรมท่ีพงึ ประสงคดาน
สงิ่ แวดลอม
- สงเสริมการพัฒนาสิ่งประดิษฐและนวัตกรรมที่เปนมิตรกับสิ่งแวดลอม ใหสามารถเปนอาชีพ และสราง
รายได
๖. การปรบั สมดลุ และพฒั นาระบบการบรหิ ารจัดการ
- ปฏิรูปองคการเพื่อลดความทับซอน เพ่ิมประสิทธิภาพและความเปนเอกภาพของหนวยงานที่มีภารกิจ
ใกลเคียงกนั เชน ดา นประชาสมั พนั ธ ดา นตางประเทศ ดา นเทคโนโลยี ดา นกฎหมาย เปนตน
- ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบท่ีเปนอุปสรรคและขอจํากัดในการดาํ เนนิ งาน โดยคํานึงถึงประโยชนของ
ผูเ รยี นและประชาชน ตลอดจนกระทรวงศกึ ษาธกิ ารโดยรวม
- สนับสนนุ กิจกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทจุ ริตและประพฤติมิชอบ
- พฒั นาระบบฐานขอมลู ดานการศึกษา (Big Data)
- พัฒนาระบบการบริหารจัดการและพัฒนากําลังคนของกระทรวงศึกษาธิการ ใหส อดคลองกับการปฏิรูป
องคการ
- สนบั สนุนใหส ถานศึกษาเปนนติ ิบุคคล เพอ่ื ใหสามารถบริหารจดั การศึกษาท่ีมีคณุ ภาพไดอยา งอิสระและ
มีประสทิ ธภิ าพ ภายใตกรอบแนวทางของกระทรวงศกึ ษาธิการ
- จัดตั้งหนวยงานวางแผนทางการเงิน (Financial Plan) ระดับจังหวัด เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคลากร
ของกระทรวงศึกษาธิการ
9
- สงเสริมโครงการ ๑ ตําบล ๑ โรงเรียนคุณภาพ โดยเนนปรับสภาพแวดลอมทั้งภายในและภายนอก
บริเวณโรงเรียนใหเอือ้ ตอการเสรมิ สรา งคุณธรรม จรยิ ธรรม และจิตสาธารณะ
การขบั เคล่อื นนโยบายและจดุ เนน สูก ารปฏิบตั ิ
1.ใหสวนราชการ หนวยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นํานโยบายและจุดเนน เปนกรอบแนวทางมา
ใชในการวางแผนและจัดทํางบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยคํานึงถึงมาตรการ ๔ ขอ
ตามท่ีรัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ ไดใหแนวทางในการบริหารงบประมาณไว ดังนี้ (๑) งดดูงาน
ตางประเทศ ๑ ป ยกเวนกรณีที่มีความจําเปนและเปนประโยชนตอกระทรวงศึกษาธิการ (๒) ลดการจัดอบรม
สัมมนาทมี่ ีขนาดใหญแ ละใชงบประมาณมาก (๓) ยกเลิกการจดั งาน Event และ (๔) ทบทวนงบประมาณทม่ี ีความ
ซาํ้ ซอ น
2.ใหมีคณะกรรมการติดตาม ประเมินผล และรายงานการขับเคลื่อนนโยบายและจุดเนนสูการปฏิบัติ
ระดับพื้นท่ี โดยใหผูตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการเปนประธาน สํานักงานศึกษาธิการภาคและสํานักตรวจ
ราชการและติดตามประเมินผล สป. เปนฝายเลขานุการและผูชวยเลขานุการตามลําดับ โดยมีบทบาทภารกิจใน
การตรวจราชการ ติดตาม ประเมินผลในระดับนโยบาย และจัดทํารายงานเสนอตอรัฐมนตรีวาการ
กระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของ
กระทรวงศึกษาธิการ ทราบตามลาํ ดับ
3.กรณีมีปญหาในเชงิ พ้ืนที่หรือขอขัดของในการปฏิบัติงาน ใหศ ึกษา วเิ คราะหขอมลู และดําเนินการแกไข
ปญหาในระดับพ้ืนที่กอน โดยใชภาคีเครือขายในการแกไขขอขัดของ พรอมทั้งรายงานตอคณะกรรมการติดตามฯ
ขา งตน ปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร และรฐั มนตรวี า การกระทรวงศกึ ษาธิการตามลําดบั อนึง่ สําหรบั ภารกจิ ของสว น
ราชการหลกั และหนวยงานทป่ี ฏิบัติในลักษณะงานในเชงิ หนาที่ (Function) งานในเชงิ ยทุ ธศาสตร (Agenda) และ
งานในเชิงพื้นที่ (Area) ซ่ึงไดดําเนินการอยูกอนเม่ือรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายสําคัญเพิ่มเติมใน
ปง บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ นอกเหนือจากท่ีกําหนด หากมคี วามสอดคลองกับหลักการนโยบายและจดุ เนนขางตน
ใหถือเปนหนาที่ของสวนราชการหลักและหนวยงานที่เก่ียวของตองเรงรัด กํากับ ติดตาม ตรวจสอบใหการ
ดําเนนิ การเกิดผลสาํ เร็จและมีประสิทธิภาพอยา งเปน รปู ธรรมดว ยเชนกันท้ังนี้ ตั้งแตบ ดั นีเ้ ปนตนไป
กลาวโดยสรปุ การจดั ส่งิ แวดลอมศึกษาของประเทศไทยและตา งประเทศ ไดกาํ หนดทิศทาง และนโยบาย
ไวดังน้ี คือ ใหมีการพัฒนาหลักสูตรส่งิ แวดลอ มศึกษาในทกุ ระดบั ทกุ ประเภทการศึกษา ทั้งในระบบและนอกระบบ
โรงเรียน ท้ังในรูปแบบเปนวิชาเฉพาะ และรูปแบบการสอดแทรก การบูรณาการเขากับวิชาตาง ๆ
กระบวนการเรียนการสอนและการจัดกิจกรรมในเร่ืองสิ่งแวดลอม ศึกษา เนนกระบวนการเรียนรูที่มุงใหผูเรียนมี
ความรูความเขาใจแนวคิด ในเรื่องสิ่งแวดลอมและ การพัฒนาอยางยั่งยืน สภาวะสิ่งแวดลอมของทองถ่ิน และ
ภมู ภิ าค ประชากร นา้ํ ดื่มและอาหารท่ี ปลอดภัย การสขุ าภิบาล และผลกระทบทางเศรษฐกิจและ สิง่ แวดลอมจาก
การใชทรัพยากร คุณคา ของสิ่งแวดลอมทางเศรษฐกิจ สังคม และในเรื่องการพัฒนามนุษย ไดเรียนรูสภาพ
ส่ิงแวดลอม พ้ืนฐานที่สําคัญของประเทศและโลก เนนสภาพส่ิงแวดลอมท่ีเปนปญหาเฉพาะของแตละทองถิ่น มุง
ปลูกฝง นสิ ยั สรา งจติ สํานึก ทัศนคติ คา นยิ ม จรยิ ธรรม และพฤติกรรมในการอนรุ กั ษทรัพยากร ธรรมชาติ ตระหนัก
ถึงผลกระทบความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอม เนน กระบวนการใหมีประสบการณตรง
และการแกปญหา มีทักษะในการรวมคิดรวมทํา กําหนดทางเลือก และการตัดสินใจในการดําเนินการไดอยาง
เหมาะสม มสี วนรวมในการอนุรักษ ปอ งกันติดตาม เฝา ระวังและแกไขปญหาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอม
ในดานเนื้อหาการเรียนการสอนใหเลือก เน้ือหาที่วิกฤติท่ีสุดดานส่ิงแวดลอมในประเทศ มาเปนเนื้อหาในการสอน
จัดทําและพัฒนาส่ือ การเรียนการสอนสิ่งแวดลอมศึกษา ใหมีคุณภาพและประสิทธิภาพ สอดคลองทันตอ
เหตุการณ ปญหาและความตองการในปจจุบัน เหมาะสมกับรูปแบบวิธีการเรียนการสอน และการจัดกิจกรรม
การศึกษาพฒั นาบุคลากรทเ่ี กี่ยวของกับส่งิ แวดลอ มศึกษา ใหตระหนักถงึ บทบาทหนา ท่ีความ รับผดิ ชอบรวมมือกัน
10
จัดส่ิงแวดลอมศึกษา สงเสริมใหภาคเอกชน และประชาชนมีสวนรวมสงเสริม การใหการศึกษาดานสิ่งแวดลอม
อยางตอ เน่ือง
๒. แนวคิดทฤษฎีทเ่ี กย่ี วของกบั สิง่ แวดลอมศึกษา
สิ่งแวดลอมศึกษาเกิดจากแนวคิดท่ีจะนําการศึกษามาแกไขปญหาสิ่งแวดลอม โดยจัด กระบวนการเรียน
การสอน เพื่อพัฒนาเยาวชน ใหเกิดความรูความเขาใจในความสัมพันธของ องคประกอบตาง ๆ ในส่ิงแวดลอม
ความสัมพันธที่เก่ียวของกันระหวางมนุษยกับส่ิงแวดลอม มีความตระหนักตอปญหาส่ิงแวดลอมมีสวนรวมในการ
ปรบั ปรุงและแกไ ขปญ หาสิ่งแวดลอมปจ จุบันไดม ีนักการศึกษาหลายทา นไดกลาวถึงความหมาย จุดหมาย หลกั การ
เปาหมาย มโนทศั นข องส่งิ แวดลอมศกึ ษาไวดังตอไปนี้
๒.๑ ความหมายของสิ่งแวดลอมศึกษา
กรมสงเสริมคุณภาพส่ิงแวดลอม (๒๕๔๔ : ๕) ไดใหความหมายวา ส่ิงแวดลอมศึกษา คือ กระบวนการที่
ทําใหเห็นคุณคา เกิดความตระหนัก และเขาใจถึงการอยูรวมกันของสิ่งแวดลอม ทางธรรมชาติ เศรษฐกิจ
สังคม การเมือง ดวยการใหโอกาสทุกคนพัฒนาความรู เจตคติ ทักษะ การรูจักตัดสินใจ เพื่อใหเกิดการ
เปล่ียนแปลงทัศนคติ และพฤติกรรม เพ่ือท่ีจะปกปองและแกไข สิ่งแวดลอมใหดีขึ้น ตลอดจนสรางรูปแบบการ
ดําเนนิ ชวี ิตใหมเ พือ่ สิง่ แวดลอม ท้งั ในระดบั บคุ คล กลมุ และสงั คม
กรีนเนล (Greennal, ๑๙๘๐ : ๗) อรรถพล อนันตวรสกุล (๒๕๔๔: ๕๓) วินัย วีระวัฒนานนท (๒๕๓๙ :
๑๕) ศิรพิ ร หงสพ นั ธุ (อา งถึงในกรมวิชาการ ๒๕๔๒ : ๑) กนก จันทรทอง (๒๕๔๑ : ๖๖) เกษม จันทรแ กว (๒๕๓๖
: ๗๑) เต็มดวง รัตนทัศนีย (๒๕๓๙ : ๑๗๖) อินทิรา ชัยรัตน (๒๕๔๓ : ๑๑) สุพรรณี มีเทศน บุญลอม นามบุตร
(อางถึงในสุพรรณี มีเทศน, ๒๕๓๙) ศิริพร หงสพันธุ (๒๕๔๒ : ๒๓) ไดใหความหมาย ท่ีสอดคลองกันวา
ส่งิ แวดลอ มศกึ ษา หมายถงึ กระบวนการทางการศึกษาท่ีจดั ข้ึน เพื่อมุงพฒั นา ผเู รยี นใหมีความรูค วามเขาใจในเร่ือง
สิ่งแวดลอมทางธรรมชาติและสิ่งแวดลอมที่มนุษยสรางข้ึน รวมทั้งความสัมพันธระหวางมนุษยกับส่ิงแวดลอม จน
เกิดความตระหนัก คานิยม เจตคติในการ ระวังรักษา หวงใยส่ิงแวดลอม มีทักษะในการตัดสินใจทางส่ิงแวดลอม
ตลอดจนมีสวนรวมในการ อนุรักษปองกันและแกไขปญหาส่ิงแวดลอมท้ังสวนบุคคลและสวนรวม เพื่อพัฒนา
คณุ ภาพชวี ติ และคุณภาพสงิ่ แวดลอ มทย่ี ัง่ ยืน
ฟน (Fien, อางถึงในกรมสงเสริมคุณภาพส่ิงแวดลอม ๒๕๔๑ : ๖) ไดใหความหมายวา ส่ิงแวดลอมศึกษา
คือ การเรียนรูดว ยการศึกษาแบบสหวิทยาการรว ม ซึง่ จะชวยใหบุคคลแตละคน หรอื กลุมบุคคลเกิดความเขาใจใน
สิง่ แวดลอม โดยมเี ปาหมายสูงสดุ เพ่อื พัฒนาเจตคตใิ นการ ระวังรกั ษาและความผูกพันหว งใย อนั จะชว ยเสรมิ สรา ง
ความปรารถนาท่ีจะปฏิบัติตน อยางมีความ รับผิดชอบตอส่ิงแวดลอม ดังนั้น สิ่งแวดลอมศึกษาจึงไมไดเกี่ยวของ
เฉพาะเรอื่ งของความรูเทานนั้ แตยงั รวมถงึ ความรสู กึ เจตคติ ทกั ษะ และการปฏบิ ตั ิทางสังคมเขา ไปดวย
ทบิลิซิ (Tbilisi Conference. ๑๙๗๗) ไดสรุปความหมายของสิ่งแวดลอม ศึกษาวาเปนสวนบูรณาการ
ของการศึกษา ซ่ึงเปนการเนนปญหาและสหวิทยาการ มีเปาหมาย ในการสรางคานิยม สงเสริมความเปนอยูที่ดี
โดยสวนรวมและสํานึกตอสิ่งแวดลอม ซ่ึงควรให ผูเรียนมีสวนรวมในการแสดงออก และควรเปนแนวทางสําหรับ
การสรา งความสาํ นึก ท้ังในปจจุบัน และอนาคต (UNESCO. ๑๙๗๘ : ๒๑)
สแตปป และคอกซ (Stap and Cox. ๑๙๗๙ : ๗๖๔) ไดใหความหมายวา ส่ิงแวดลอมศึกษา คือ
ขบวนการมุงพัฒนาประชากรโลก ใหมีความเขาใจตอสิ่งแวดลอมและปญหาท่ีเกิดข้ึนไดแก ความรอบรู ทัศนคติ
แรงจูงใจ การยอมรับและทักษะ เพื่อจะไดนําไปแกไขปญหาตอตนเองและ สวนรวม รวมท้ังแนวทางการปองกัน
ปญหาใหม ๆ ทจ่ี ะเกิดข้นึ
11
IUCN (International Union for Conservation of Nature and Natural Resources) (ศิริพร หงส
พันธุ, ๒๕๔๒ : ๒๒ : อางอิงจาก Webb. ๑๙๘๐ : ๑๐) ไดใหความหมายของสิ่งแวดลอมศึกษาไววา ส่ิงแวดลอม
ศึกษา คือกระบวนการท่ีทําใหเกิดคานิยมและใหรูถึงแนวความคิดหลัก (concept)เพ่ือพัฒนาทักษะและเจตคติท่ี
จาํ เปนทจี่ ะทาํ ใหเ กิดความเขาใจ และซาบซ้ึงถึงความสัมพนั ธ ระหวางมนุษยก ับวัฒนธรรมและสง่ิ แวดลอมทางดาน
กายภาพและชีวภาพ
จากความหมายของส่ิงแวดลอมศึกษาดังกลาว สรปุ ไดวาสงิ่ แวดลอมศึกษา หมายถงึ กระบวนการทางการ
ศึกษาท่ีจัดข้ึน เพ่ือมุงพัฒนาผูเรียนใหมีความรู ความเขาใจในเรื่องส่ิงแวดลอม ตามธรรมชาติ ส่ิงแวดลอมท่ีมนุษย
สรางขึ้น ความสัมพันธระหวางมนุษยกับสิ่งแวดลอม การอนุรักษ และพัฒนาส่ิงแวดลอม และสภาพปญหา
สิ่งแวดลอมท่ีเกิดขึ้น จนเกิดความรูสึกเห็นคุณคาของ ส่ิงแวดลอมตระหนักและหวงใยถึงปญหาสิ่งแวดลอมมี
คานิยม เจตคติ และแรงจงู ใจท่จี ะเขาไปมี สว นรวมในการปองกันและปรบั ปรุงสภาพแวดลอ มใหม ีสภาพทีด่ ขี ึน้
การจดั การศกึ ษาทางดา นส่ิงแวดลอม นอกจากจะจดั การศึกษาตามแนวคดิ ของสิ่งแวดลอม ศกึ ษาดังกลาว
แลว ในปจจุบันยังมีการจัดการศึกษาในอีกแนวคิดหนึ่งที่เรียกวา การศึกษาส่ิงแวดลอม (Environmental Study)
ซ่ึงนกั การศึกษาหลายทา น ไดใ หค วามหมายไวด ังตอไปน้ี
นลี และปาลมเมอร (Neal and Palmer. ๑๙๙๐ : ๙) ไดใ หค วามหมายวา การศกึ ษาสิง่ แวดลอ ม หมายถงึ
การเรียนรูซ่ึงเก่ียวของกับการพัฒนาทักษะที่เฉพาะเจาะจง รวมทั้งทักษะพื้นฐานของ การอานออก เขียนได และ
ในดา นการคดิ คํานวณ
วินัย วีระวัฒนานนท และบานช่ืน สีพันผอง (๒๕๓๗ : คํานํา) ไดใหความหมายวา การศึกษา ส่ิงแวดลอ ม
หมายถึงการศึกษาท่ีมุงเนนเฉพาะเนื้อหาสาระเรื่องสิ่งแวดลอมท่ีสําคัญ ควรคาในการเรียนรูอันจะเปนพื้น
ฐานความรูท่ีสําคัญในการดํารงชีวิตของมนุษย เชน การศึกษาในเรื่อง สิ่งแวดลอมกับการพัฒนา นิเวศวิทยา
ประชากรกบั สง่ิ แวดลอม ทรพั ยากรธรรมชาติ ดนิ ปา ไม สัตว พืช อาหาร นํ้า อากาศแร พลังงาน สารพิษ มลภาวะ
เปนตน
โครงการสิ่งแวดลอมศึกษาระหวางประเทศ (International Environmental Education Program)
(UNESCO-UNEP. ๑๙๘๓ : ๑๔) ไดใหความหมายวา การศึกษาสิ่งแวดลอม หมายถึง โปรแกรมและรายวิชาใน
ระดับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย (หลังระดับมัธยมศึกษา) ที่เกี่ยวของกับ เรื่องราว หรือปญหาส่ิงแวดลอม บน
พื้นฐานของสหวิทยาการ ใชรายวิชาจากวิทยาศาสตรธรรมชาติ วิทยาศาสตรสังคม วิทยาศาสตรประยุกต
เทคโนโลยี อักษรศาสตร และประวัติศาสตร ใหเปนประโยชน ตอการฝกหัดผูเรียน โดยการปรับใหมีความ
เหมาะสมกับวิธีการทั่วไปสรุปการศึกษาส่ิงแวดลอม หมายถึงการศึกษาท่ีมุงเนนเน้ือหาสาระเร่ืองสิ่งแวดลอมหรือ
ปญหาสิ่งแวดลอมท่ีสําคัญ เชน การศึกษาในเร่ืองสิ่งแวดลอมกับการพัฒนา นิเวศวิทยา ประชากร กับส่ิงแวดลอม
ทรัพยากรธรรมชาติ ดิน ปาไม สัตว พืช อาหาร น้ํา อากาศแร พลังงาน สารพิษ มลภาวะ เปนตน เพ่ือใหผูเรียนมี
ความรูความเขาใจในเรื่องสิ่งแวดลอมหรือปญหาส่ิงแวดลอมท่ีเกิดขึ้น อันจะเปนพื้นฐานความรูท่ีสําคัญในการ
ดํารงชีวิตของมนุษยจากการเปรียบเทียบความหมายของการศึกษาส่ิงแวดลอมดังกลาว กับความหมาย ของ
สิ่งแวดลอมศึกษา พบวามีความแตกตางกัน คือการศึกษาส่ิงแวดลอม เปนการศึกษาที่มุงเนน เน้ือหาสาระเรื่อง
ส่ิงแวดลอม หรือปญหาส่ิงแวดลอมที่สําคัญ เพื่อใหผูเรียนมีความรู ความเขาใจ ในเร่ืองสิ่งแวดลอม หรือปญหา
ส่ิงแวดลอมท่ีเกิดข้ึน อันจะเปนพ้ืนฐานความรูที่สําคัญในการดํารงชีวิต ของมนุษย สวนส่ิงแวดลอมศึกษาเปน
กระบวนการทางการศึกษาท่ีจัดขึ้น เพ่ือมุงพัฒนาผูเรียนให มีความรู ความเขาใจในเร่อื งส่ิงแวดลอมตามธรรมชาติ
ส่ิงแวดลอม ท่ีมนุษยสรางขึ้น ความสัมพันธ ระหวางมนุษยกับสิ่งแวดลอม การอนุรักษและพัฒนาสิ่งแวดลอม
และสภาพปญหาสิ่งแวดลอมที่ เกิดข้ึน จนเกิดความรูสึกเห็นคุณคาของสิ่งแวดลอม ตระหนักและหวงใยถึงปญหา
ส่ิงแวดลอม มีคานิยม เจตคติ และแรงจูงใจท่จี ะเขา ไปมสี ว นรวมในการปองกัน และปรับปรุงสภาพแวดลอมให
12
มีสภาพที่ดีข้ึน รวมทั้งมีทักษะในการระบุปญหา และการตัดสินใจหาทางเลือกในการแกไขปญหา ไดอยาง
เหมาะสม ตลอดจนรวมมือกันรับผิดชอบในการปกปอง และแกไขปญหาสิ่งแวดลอมท่ี เกิดขึ้นใหบรรเทาลงทั้งใน
ระดับบุคคล กลมุ และสงั คม เพอื่ พฒั นาคุณภาพชวี ิตและคุณภาพส่งิ แวดลอ ม ใหยงั่ ยืนตลอดไป
แตอยางไรก็ตามในการศึกษาคร้ังนี้ คณะผูจัดทําไดนําแนวคิดของกรมสงเสริมคุณภาพส่ิงแวดลอม
(๒๕๔๔ : ๕) ท่ีใหความหมายของสิ่งแวดลอมศึกษาไววา เปนกระบวนการท่ีทําใหเห็นคุณคาเกิด ความตระหนัก
และเขาใจถึงการอยูรวมกันของสิ่งแวดลอมทางธรรมชาติ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ดวยการใหโอกาสทุกคน
พัฒนาความรู เจตคติ ทักษะ การรูจักตัดสินใจ เพ่ือใหเกิดการเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ และพฤติกรรม เพ่ือท่ีจะ
ปกปอ งและแกไขส่ิงแวดลอมใหด ีข้ึน ตลอดจนสรางรูปแบบการ ดาํ เนนิ ชวี ิตใหมเพื่อส่ิงแวดลอม ท้ังในระดับบุคคล
กลมุ และสงั คม เปนฐานคดิ ในการศึกษาในคร้ังน้ี
๒.๒ ความจําเปน ของการศกึ ษาสง่ิ แวดลอมศึกษา
องคการสหประชาชาติ (อางถึงในเกษม จันทรแกว และประพันธ โกยสมบูรณ, ๒๕๒๕ : ๑๕) ไดกลาวถึง
ความเปนมาและความจาํ เปน ในการศกึ ษาสิ่งแวดลอ มไวห ลายประเดน็ ทีส่ าํ คญั คอื ทรัพยากรธรรมชาติบนพนื้ ฐาน
โลกไดรอยหรอ และเกิดปญหาอยางมาก จนเปนเร่ืองท่ีนาเปนหวง เพราะการเพิ่มขึ้นของประชากรอยางรวดเร็ว
จําเปนตองใชทรัพยากรมากขึ้นไปดวย ย่ิงในภาวะสังคม ที่มีการแกงแยงกันมากแลว การแกงแยงทรัพยากรเพ่ือ
ตนเองจะมีมากขึ้น ดวยเหตุผลดังกลาวจึง เปนส่ิงที่หลีกเล่ียงไมไดที่อาจมีการใชทรัพยากรอยางขาดหลักการ ไม
ระมัดระวัง และอาจมีผลทํา ใหเกิดการขาดแคลนทรัพยากรในอนาคตได และอาจมีมลพิษเกิดขึ้นจากการใช
ทรัพยากรมีผลกระทบ ตอทรัพยากรที่เหลืออยูอาจสูญพันธุไปได อยางไรก็ตามจากการศึกษาถึงสถานภาพ
สิ่งแวดลอมโดยท่ัวไปของประเทศไทยและจากเอกสารท่ัวโลก อาจสรุปถึงความจําเปนของส่ิงแวดลอม ศึกษาได
ดังน้ี
๑. ความจาํ เปนในการปรบั ปรุงคณุ ภาพชีวิตของมวลมนุษยใหอยดู กี ินดีข้นึ กวา เปน อยูส่ิงแวดลอมศึกษา
นา จะเปนสว นหนงึ่ ทจ่ี ะทําใหคณุ ภาพประชากรไทยดขี ึ้นและเปน แนวทางทีจ่ ะเสรมิ สรา งใหท ศั นคติในการใช
ทรพั ยากรไดถูกตอง คุณภาพชวี ติ กค็ งจะดตี ามมาดวย
๒. สิง่ แวดลอ มศกึ ษา เปน หลักการท่จี ะชว ยเสริมสรางความเขาใจของประชากร ตอ ปญหาสิง่ แวดลอมและ
การอนุรักษส ิง่ แวดลอ ม เปนอยางดี ทั้งนี้หลักการหรอื แนวทางใหก ารศึกษา สงิ่ แวดลอมศึกษานนั้ จะตองสอดคลอง
กบั สภาพท่วั ไปและสภาพส่ิงแวดลอมนน้ั ๆ
๓. สิ่งแวดลอมศึกษา เปน แนวทางท่ีจะใหผ เู รียน สามารถมีความเขาใจในการ เสริมสรางแนวความคิดที่จะ
ปอ งกันส่ิงแวดลอ ม มิใหเกิดมลพษิ สงิ่ แวดลอ มขึน้ ทง้ั ในปจ จบุ นั และอนาคต
๔. สิง่ แวดลอมศกึ ษา มวี ตั ถุประสงคทจี่ ะเพิม่ ทักษะใหแ กผูเ รียน ในการแกไขปญหา ส่งิ แวดลอม ท้ังโดย
การแกไขปญ หาเพ่ือตนเองและเพื่อสวนรวม
๕. ส่ิงแวดลอมศกึ ษา จะชว ยเสรมิ สรา งสมรรถภาพของประชากร ในการประเมิน แผนตาง ๆ เพอื่ การ
พัฒนาในแงส งั คม การเมือง วัฒนธรรม และการศึกษา
๖. ส่ิงแวดลอ มศึกษาสามารถทําใหป ระชาชนรวมทาํ การตัดสนิ ใจบางอยาง เกีย่ วกบั สิง่ แวดลอม เพอ่ื ชมุ ชน
และเพ่ือตนเองไดอ ยางดีและถูกตองมากยง่ิ ข้ึน
๗. สิ่งแวดลอมศกึ ษา เปน กระบวนการใหค วามรูท่ีทาํ ใหเกิดความรู ความสัมพันธ ตอกันและกนั ของ
เศรษฐศาสตร การเมือง และนเิ วศวทิ ยา ดียิ่งขนึ้ ทาํ ใหการอนุรกั ษสง่ิ แวดลอม สัมฤทธ์ผิ ลดีขึ้น
จากความจาํ เปนของสง่ิ แวดลอ มศึกษาดังกลาวสรุปไดว า สิ่งแวดลอมศึกษามีความจาํ เปน ตอการปรบั ปรุง
คุณภาพชวี ติ ของมวลมนุษย ชวยเสรมิ สรา งความเขาใจของประชาชนตอ ปญหา สงิ่ แวดลอมและการอนรุ ักษ
13
สง่ิ แวดลอม สรา งแนวความคิดทจี่ ะปองกันสงิ่ แวดลอม ทกั ษะในการ แกไขปญ หาสง่ิ แวดลอม และการตัดสินใจ
เกย่ี วกบั สง่ิ แวดลอมใหกบั ประชาชน เพื่อใหก ารอนุรกั ษ ส่งิ แวดลอมสัมฤทธผิ์ ลมากขึ้น
๒.๓ หลกั การของสงิ่ แวดลอมศกึ ษา
ปฏิญญาเบลเกรด (Belgrade Charter) (UNESCO. ๑๙๗๖ : ๒) ไดกําหนดหลักการส่ิงแวดลอม ศึกษา
เพือ่ เปน แนวทางสําหรับการดําเนนิ งานส่ิงแวดลอ มศกึ ษา ไวดงั น้ี
๑. สิง่ แวดลอมศึกษา ควรจะไดพ จิ ารณาส่งิ แวดลอ มท้ังมวล (Totality) ท้งั ส่ิงแวดลอ มตามธรรมชาติ และ
มนุษยสรางข้นึ ทั้งในแงนิเวศวทิ ยา การเมือง เศรษฐกจิ เทคโนโลยี สังคม กฎหมาย วัฒนธรรมและสนุ ทรยี ภาพ
๒. สง่ิ แวดลอ มศกึ ษา ควรจะเปน กระบวนการตลอดชวี ิต ท้ังในระบบโรงเรยี นและนอกระบบโรงเรยี น
๓. ส่ิงแวดลอมศกึ ษาควรมีลกั ษณะเปนสหวทิ ยาการ (Interdisciplinary)
๔. ส่ิงแวดลอมศกึ ษาควรจะเนน การเขามามีสวนรว มในการปองกนั และแกไขปญหา สง่ิ แวดลอม
๕. ส่ิงแวดลอ มศึกษาควรจะพิจารณาเรอ่ื งราวของสิ่งแวดลอ มในวงกวา งจากระดับโลก พรอ มทัง้ คาํ นงึ ถึง
ความแตกตางของแตละภูมภิ าคดวย
๖. ส่งิ แวดลอมศกึ ษาควรเนนสถานการณส ิ่งแวดลอ มปจ จบุ ันและอนาคต
๗. สงิ่ แวดลอมศึกษาควรพิจารณาการพฒั นาความเจริญกาวหนาทั้งมวล จากสัดสวน ของสงิ่ แวดลอ ม
๘. สงิ่ แวดลอ มศึกษาควรสง เสรมิ ใหเ ห็นคณุ คา และความจาํ เปน ในการท่จี ะรว มมือกันแกปญ หา
สง่ิ แวดลอม ทง้ั ในระดับทอ งถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก
จากการประชุมที่เมืองทบิลิซิ (Tbilisi) ค.ศ. ๑๙๗๗ (UNESCO. ๑๙๗๘ : ๒๗) ไดวางหลักการ อันเปน
แนวทางสิ่งแวดลอมศึกษา ไวดงั น้ี
๑. พิจารณาสิ่งแวดลอ มทัง้ มวล (Totality) ทง้ั ที่เปน สิง่ แวดลอ มธรรมชาติ และมนุษย สรางขึน้ ในดา น
เทคโนโลยแี ละสงั คม เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี วัฒนธรรมประวัติศาสตร ศีลธรรม สุนทรยี ภาพ)
๒. สง่ิ แวดลอ มศึกษา เปน กระบวนการตอ เนื่องตลอดชวี ิต โดยเรม่ิ ตงั้ แตวัยเด็กใน วัยกอ นเขา โรงเรียนไป
เรื่อย ๆ ทง้ั ระบบการศกึ ษาและนอกระบบการศึกษา
๓. ส่งิ แวดลอมศึกษาเปนสหวทิ ยาการ (Interdisciplinary) โดยเอาเนือ้ หาแตล ะวชิ ามา รวมกันเพ่ือใหเ ห็น
ภาพรวมของสิง่ แวดลอ ม
๔. ใหม องเหน็ สิ่งแวดลอมตงั้ แตร ะดับทองถิ่น ประเทศ จนถึงระดับภมู ภิ าค เพอื่ นักเรียน จะไดม คี วาม
เขา ใจในสภาพแวดลอ มสว นอ่ืนของโลกไดอ ยางลกึ ซง้ึ
๕. เนน สถานการณสิง่ แวดลอ มทเ่ี ปนอยู โดยคํานึงถึงสภาพในอดีตดวย
๖. สง เสริมใหเหน็ คณุ คา และความจําเปน ในการรวมมือปองกนั และหาขอ ยุตปิ ญหา สงิ่ แวดลอม ท้ังใน
ระดบั ทองถนิ่ ระดับประเทศ และระหวางประเทศ
๗. แสดงใหเหน็ วาในการวางแผนการพัฒนา เพ่ือความกา วหนาใด ๆ น้ัน ควรจะไดมี การพิจารณา
เร่ืองของส่ิงแวดลอมดว ย
๘. ทาํ ใหผูเ รยี นไดมีบทบาทในการวางแผนประสบการณการเรียน พรอมใหโ อกาส ตัดสินใจและยอมรับใน
ผลทเี่ กิดข้นึ ดว ย
๙. สรางความสัมพันธดา นความรูส ึกตอส่งิ แวดลอ ม ความรู ทกั ษะ ในการแกปญ หา และรสู ึกเลอื กสรร
คา นยิ มในบุคคลทุกวยั โดยเฉพาะอยางยง่ิ เนนความรทู ี่มตี อ สิ่งแวดลอมในชมุ ชน ของเด็ก
๑๐. ชว ยใหผ เู รยี นรูจักคนควา เรื่องราว และสาเหตุท่ีแทจริงของปญหาส่ิงแวดลอม
๑๑. เนนความซบั ซอ นและปญหาสงิ่ แวดลอม ดังน้ัน จาํ เปนท่จี ะตองพัฒนา ความคิดในเชงิ วิพากษ
(Critical Thinking) และทักษะในการแกป ญหา
14
๑๒. ตองใชส ่ิงแวดลอ มใหเ ปนประโยชนในการเรยี นรู โดยถือวา เปนวธิ กี ารทาง การศกึ ษาวิธหี นง่ึ มกี ารจดั
กิจกรรมเกยี่ วกับสง่ิ แวดลอ ม และใหผ ูเรียนมีประสบการณตรง
จากการศึกษาแนวคดิ เกยี่ วกับสงิ่ แวดลอมศกึ ษามีหลกั การ ดังน้ี
๑. สง่ิ แวดลอมศึกษา ควรจะไดพิจารณาสิง่ แวดลอ มทั้งมวล (Totality) ทง้ั ส่งิ แวดลอม ตามธรรมชาติและ
ท่ีมนษุ ยสรางข้นึ ทัง้ ในแงน ิเวศวิทยา การเมือง เศรษฐกจิ เทคโนโลยี สังคม กฎหมาย ประวัตศิ าสตรศีลธรรม
วฒั นธรรม และสนุ ทรียภาพ
๒. สิง่ แวดลอมศกึ ษา ควรจะเปนกระบวนการตลอดชีวิต ทุกรูปแบบ ทงั้ ในระบบ โรงเรยี น และนอกระบบ
โรงเรยี น
๓. ส่งิ แวดลอมศกึ ษา เปน การศึกษาเพ่ือชีวติ (Learning for Life) ๔. สง่ิ แวดลอมศึกษาควรมีลกั ษณะ
เปน สหวิทยาการ (Interdisciplinary)
๕. สงิ่ แวดลอ มศกึ ษาควรจะพิจารณาเร่ืองราวของส่ิงแวดลอมในวงกวาง ต้ังแต ระดบั ทองถ่นิ ประเทศ
ระดับภมู ภิ าค จนถงึ ระดับโลก
๖. ส่งิ แวดลอ มศกึ ษาควรเนน สถานการณส งิ่ แวดลอมปจจุบันและอนาคต
๗. ส่ิงแวดลอมศกึ ษาควรสง เสรมิ ใหเ กดิ การรวมมือกนั แกป ญหาส่งิ แวดลอ ม ทัง้ ใน ระดับทอ งถิน่
ระดับประเทศ และระดบั โลก
๘. ชว ยใหผ เู รยี น รูจกั คนควา เร่ืองราว และสาเหตทุ ่ีแทจ รงิ ของปญ หาส่งิ แวดลอม
๙. เนนความซับซอ นและปญหาสิ่งแวดลอ ม พัฒนาความคิดในเชิงวิพากษ (Critical Thinking) และ
ทักษะในการแกป ญหา
๑๐. ใชสง่ิ แวดลอมใหเปนประโยชนใ นการเรียนรู เพ่ือใหผเู รียนมีประสบการณตรง
๑๑. ส่งิ แวดลอ มศึกษา เปน กระบวนการศึกษา เพือ่ ใหผเู รยี นมคี วามสามารถในการ วางแผน และ
ตัดสนิ ใจอนุรกั ษแ ละปองกันส่ิงแวดลอม ยอมรับผลทกุ กรณีท่เี กดิ จากการตัดสินใจนนั้
๑๒. สงิ่ แวดลอ มศึกษาสง เสริมใหผ เู รยี นเกดิ ความสัมพันธระหวา งมนุษยกบั สิ่งแวดลอ ม
๑๓. สงิ่ แวดลอ มศกึ ษา เปนการสรางจริยธรรม (Environmental Ethics) ๑๔. เปนการเรยี นเชงิ ระบบ
(System Approach)
๑๔. เปนการเรยี นรูท่ผี เู รียนตองมสี วนรว มในบทเรยี น (Active Participation) เนื้อหา ในการเรียน
มงุ ใหผ ูเรยี นนําไปใชในชีวติ ประจาํ วัน
๑๕. เปน การเรียนทีม่ งุ สรา งความรู ความตระหนัก เจตคติ และคานยิ ม ทักษะการ แกป ญหา และคุณคา
ทางส่งิ แวดลอม
๒.๔ จุดมงุ หมายของสง่ิ แวดลอมศึกษา
สแตปป (Stapp. ๑๙๗๔ : ๒๓๒-๒๔๑) ไดกลาวถึงจุดมุงหมายของสิ่งแวดลอมศึกษาไววา การจัด
ส่งิ แวดลอ มศกึ ษานั้น จะเนน ใหค วามรู ความเขา ใจตอไปนี้
๑. ใหเ กิดความเขาใจวา มนษุ ยเปน สวนหนงึ่ ทีม่ ิอาจแยกตัวออกมาไดจ ากระบบ อันประกอบดว ยตวั
มนุษยเ อง รวมทั้งสง่ิ แวดลอ มทางวฒั นธรรม และสิง่ แวดลอ มทางชีวกายภาพ ท้งั ใหเขาใจวา กจิ กรรมของมนุษยน ัน้
สงผลกระทบตอระบบความสัมพันธในสิ่งแวดลอมไดเสมอ
๒. ใหมคี วามเขาใจส่ิงแวดลอมทางชวี กายภาพ ทงั้ ทมี่ ีอยูโดยธรรมชาติและท่ี มนุษยส รางข้นึ และใหเขาใจ
อทิ ธิพลของสิง่ แวดลอมดังกลาวตอสภาพสงั คมปจจบุ นั
๓. ใหม ีความเขา ใจพื้นฐานเก่ียวกบั ปญหาส่ิงแวดลอมทางชีวกายภาพทมี่ นุษยกําลงั เผชิญอยู มองเห็น
วิถีทางแกไข และเขาใจบทบาทความรับผิดชอบของรฐั และประชาชนตอ ปญหาน้ี
15
๔. ใหมเี จตคติมองเห็นคุณคา ของสิง่ แวดลอมท่ีดีมคี ุณภาพ ทงั้ น้เี พื่อจะไดเ ปน แรง กระตุนใหเขามามสี ว น
รวม ในการสรางสรรคส่งิ แวดลอ มทีด่ ีขึน้
๕. การเขา มีสวนรว ม สนบั สนุนใหบ คุ คลและสังคม ไดม โี อกาสเขารวมงานที่ เก่ยี วกบั การแกไขปญหา
สิ่งแวดลอ มทุกระดบั อยา งจริงจัง
ปฏิญญาสากลเบลเกรดไดกําหนดจุดมุงหมายของสิ่งแวดลอมศึกษาไว สําหรับบุคคล และกลุมบุคคล
(UNESCO. ๑๙๗๖ : ๒) ดงั ตอไปนี้
๑. ความตระหนกั (Awareness) ใหม ีความตระหนักและความรูเร่อื งส่ิงแวดลอม ทั้งมวล รวมถงึ ปญหาท่ี
เก่ยี วขอ งดว ย
๒. ความรู (Knowledge) ใหมคี วามเขา ใจเกยี่ วกบั พืน้ ฐานทางส่ิงแวดลอ มทัง้ มวล รวมทั้งปญหาและ
หนา ทค่ี วามรบั ผิดชอบและบทบาทของมนุษยท่ีมีตอ สงิ่ แวดลอม
๓. เจตคติ (Attitude) ใหมีคานิยมและความรสู กึ ในเรื่องของส่ิงแวดลอ มเปน อันมาก และพรอมที่จะเขา
มามสี วนรวมในการปองกันและปรบั ปรุงสง่ิ แวดลอ มดวย
๔. ทักษะ (Skill) ใหมีทักษะในการแกป ญหาทางดานส่ิงแวดลอ ม
๕. ความสามารถในการประเมนิ (Evaluation Ability) ใหร ูจักประเมินมาตรการ สงิ่ แวดลอ ม รวมทัง้
ศกึ ษาโครงการในสวนทเ่ี ก่ยี วขอ งกับปจจัยทางนิเวศวทิ ยา การเมือง เศรษฐกิจ สงั คม และการศกึ ษา
๖. การมสี ว นรว ม (Participation) ใหม กี ารพัฒนาความรสู ึกรบั ผดิ ชอบตอ การหา กลวิธีทีเ่ หมาะสมเพื่อ
แกป ญหาส่ิงแวดลอมทีเ่ กิดขึน้ อยา งเรง ดวน
สําหรับการประชุมสิ่งแวดลอมศึกษาระหวางประเทศ (The Intergovernmental Conference on
Environmental Education) ท่ีเมืองทบิลิซี (Tbilisi) ประเทศรัสเซีย ค.ศ. ๑๙๗๗ (UNESCO. ๑๙๗๘ : ๒๖-๒๗)
ไดก ําหนดจดุ มงุ หมายของสิง่ แวดลอมศกึ ษา ไวสําหรับบคุ คลและสงั คม ดังตอ ไปน้ี
๑. ความตระหนกั (Awareness) เกิดความตระหนักและไวตอ ปญ หาส่งิ แวดลอม
๒. ความรู (Knowledge) มีประสบการณและความเขาใจพื้นฐานเกีย่ วกบั สภาพแวดลอ ม และปญหา
ส่ิงแวดลอ ม
๓. เจตคติ (Attitude) ใหม คี า นิยมและความรสู กึ ในการจะรักษาคุณภาพส่ิงแวดลอม และชักจูงใจใหเ ขา
ไปมสี ว นรว มในการปองกันและปรบั ปรุงสภาพแวดลอม
๔. ทกั ษะ (Skill) ใหมีทกั ษะในการระบปุ ญหาและทางเลอื กในการแกไขปญหา สิง่ แวดลอม กอง
๕. การใหค วามรวมมือ (Participation) เพ่ือใหม ีโอกาสรวมกันในการแกไขปญ หา สง่ิ แวดลอม
จากความหมายของจดุ มุงหมายส่ิงแวดลอ มศึกษาดงั กลา ว สรปุ ไดวา ส่งิ แวดลอมศกึ ษามี จดุ มงุ หมายดงั นี้
๑. เพือ่ ใหบ ุคคลเกิดความรูเ รื่องความสัมพนั ธระหวา งมนษุ ยกบั ส่ิงแวดลอ ม รวมท้ังมปี ระสบการณแ ละ
ความเขา ใจพ้ืนฐานเกย่ี วกบั สภาพแวดลอมและปญหาสิ่งแวดลอม
๒. เพือ่ ใหบ คุ คลรคู ณุ คา และความสําคญั ของสง่ิ แวดลอ ม และตระหนักถงึ สถานภาพ และแนวทาง
การใชทรัพยากร โดยมิใหเกิดปญหาสงิ่ แวดลอมตามมา โดยเฉพาะอยางย่งิ มลพษิ ทาง สิ่งแวดลอม
๓. เพื่อใหบุคคลมเี จตคติ คา นิยมและความรสู ึกในการจะอนุรักษคุณภาพสิง่ แวดลอม และชกั จงู ใจใหเ ขา
ไปมสี วนรว มในการปองกันและปรบั ปรงุ สภาพแวดลอม
๔. เพื่อใหบ คุ คลมที ักษะในการระบุปญหา คิดอยางมีวจิ ารณญาณ และตัดสนิ ใจ หาทางเลือกในการแกไข
ปญ หาสงิ่ แวดลอม
๕. เพื่อใหบ ุคคลมีความรูสึกรับผิดชอบตอสถานภาพส่งิ แวดลอ มของชมุ ชนประเทศ และของโลกตลอดจน
รวมกันลงมือปฏิบัติกิจกรรม ในการปองกนั และแกไขปญหาสง่ิ แวดลอม
16
เปา หมายและวัตถปุ ระสงคของส่ิงแวดลอมศึกษา เปา หมายของสิ่งแวดลอมศึกษาคือ การพัฒนามนุษยให
เกิด การลงมือกระทําเพื่อสิ่งแวดลอมที่ดีข้ึน ทั้งโดยการ ปรับปรุงและแกไขปญหาที่มีอยูเดิม และการปองกัน
ปญหาใหมที่อาจจะเกิดข้ึนในอนาคต โดยการลงมือกระทาํ น้นั จะตองเปน การกระทําทเ่ี กิดขนึ้ จากการตัดสนิ ใจของ
ผกู ระทําเอง (ไมใชก ารบงั คบั ใหทําหรือตองจําใจทํา ซง่ึ กระบวนการในการปรบั เปล่ยี นพฤตกิ รรมของ
มนุษยนั้นเปนเร่ืองที่ยากและตองใชระยะเวลา โดยเฉพาะพฤติกรรมที่มีตอสิ่งแวดลอมจําเปนตองอาศัย
กระบวนการในการพัฒนาจาก “ไมรู” เปน “รู”, จาก “รู” เปน “รูสึก”, จาก “รูสึก” เปน “คิดจะทํา” และ จาก
“คิดจะทํา” ไปสู “การ ลงมือกระทํา” จนเกิดเปนพฤตกิ รรม
หลายครง้ั ท่ีการจัดสิ่งแวดลอมศึกษาไมป ระสบความสําเร็จ เน่ืองจากการลงมือกระทาํ ทเี่ กดิ ขน้ึ น้นั เปน
เพียง “กิจกรรม” ไมใช “พฤตกิ รรม” ซงึ่ ขนั้ ตอนหรือกระบวนการในการปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมของมนษุ ยใ หใสใ จ
ตอสิ่งแวดลอ มนน้ั ผูดาํ เนนิ การควรเนนใหค รอบคลมุ วตั ถุประสงคท้ัง ๕ ขอ ของสิง่ แวดลอมศึกษา คือ ความรู
ความเขาใจ,ความตระหนัก,เจตคติ,ทักษะและการมสี วนรวม
ความรู ความเขา ใจ เกย่ี วกบั พ้ืนฐานการทาํ งานของธรรมชาติ ระบบนเิ วศ ความสมั พันธระหวางมนุษยกบั
สงิ่ แวดลอ ม สาเหตุของปญหาส่งิ แวดลอ ม ผลกระทบทเี่ กดิ จากการกระทําของมนุษย รวมทง้ั แนวทางในการ
ปอ งกันและแกไขปญหา
ความตระหนัก ถงึ ปญหาและผลกระทบสิ่งแวดลอ ม รวมไปถงึ ความรสู ึกรัก หวงแหน มจี ติ สํานกึ และเห็น
ถึงคุณคา ความสําคญั ของทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอม
เจตคติ และ “คานิยม” ทีด่ ีตอ สิ่งแวดลอม ความต้งั ใจจรงิ และมุงม่ันท่จี ะปกปอง รักษาคุณภาพส่งิ แวดลอม
ใหคงสภาพทดี่ ี แกไขปญ หาสิ่งแวดลอมทเี่ ปน อยู และปองกันปญ หาใหมท่ีอาจเกิดข้นึ ในอนาคต
ทักษะ ท่ีควรใหมกี ารพัฒนา ไดแก ทักษะการสงั เกต การชบ้ี งปญ หา การเก็บขอมูล การตรวจสอบ การ
วางแผน การคดิ วเิ คราะห การแกป ญ หา รวมถงึ ทักษะในการตัดสินใจซง่ึ เปนทักษะทส่ี าํ คญั อยา งยง่ิ สาํ หรับ
สถานการณปญหาความขัดแยงดานส่ิงแวดลอ มของสงั คมไทยในปจ จบุ ัน
การมีสวนรวม ท้งั ในระดบั บคุ คลและในระดบั สงั คม จะชวยใหม นุษยม ีประสบการณใ นการนาํ ความรแู ละ
ทักษะที่ไดรับมาใชใ นการปองกนั และแกไ ขปญ หาส่งิ แวดลอม และสามารถทํางานรวมกบั ผอู น่ื ไดอยางมี
ประสิทธภิ าพ ควรจะจัดใหก บั ใครสิง่ แวดลอมศึกษาควรจะจัดใหกบั ใคร? สิ่งแวดลอมศึกษาคือ “เครือ่ งมือ” ท่ี
สําคญั ในการปองกนั และแกไขปญ หาส่ิงแวดลอ มโดยอาศยั กระบวนการทางการศกึ ษา
ดวยเหตุนี้จึงทาํ ใหห ลายคนเขา ใจวากลมุ เปา หมายทเี่ ราควรจะจัดสิ่ง แวดลอมศึกษาใหนาจะเปน กลุม
นักเรียนซงึ่ อยูในระบบโรงเรียนเทานนั้ แตหากลองพจิ ารณาถงึ เปา หมาย และหลกั การของสง่ิ แวดลอมศึกษาแลว
จะพบวา เปา หมายทแ่ี ทจ ริงของส่ิงแวดลอมศึกษา คือ การพฒั นา คุณภาพของ “ประชากรโลก” โดยใช
กระบวนการส่ิงแวดลอ มศกึ ษา ซงึ่ เปน กระบวนการเรียนรตู ลอด ชวี ติ ที่เร่ิมต้งั แตร ะดบั กอนวัยเรยี นตอเนื่องไปทุก
ระดับท้งั ในและนอกระบบโรงเรียน
ดังน้ันสงิ่ แวดลอ มศึกษาที่ดี จงึ ไมควรจาํ กัดกลมุ เปาหมายอยเู ฉพาะกลุม นักเรยี นในระบบโรงเรยี นเทา นัน้
แตค วรจะจัด ใหกับประชาชนทกุ คน (ทุกเพศ ทุกวยั ทกุ สาขาอาชีพ) ตามความเหมาะสม
๒.๕ เปา หมายของส่ิงแวดลอ มศึกษา
วนิ ยั วีระวัฒนานนท และคณะ (๒๕๔๐ : ๙) ไดกลาวถึงเปา หมายของสิ่งแวดลอมศึกษาไว ดังตอไปน้ี
๑. เพือ่ ใหเกดิ ความตระหนักในความสัมพนั ธร ะหวางเศรษฐกจิ สังคม การเมอื ง และ นิเวศวิทยาท้งั ใน
เมือง และชนบท
๒. เพือ่ ใหท ุกคนมโี อกาสไดร บั รู คานิยม เจตคติ ความผูกพัน และทกั ษะทีจ่ าํ เปน ในการปอ งกันและ
ปรับปรุงสิง่ แวดลอม
17
จากการประชุมปฏิบัติการส่ิงแวดลอมศึกษาระหวางประเทศ (The International Environment
Education Workshop) ที่กรุงเบลเกรด ประเทศยูโกสลาเวีย ค.ศ. ๑๙๗๕ (UNESCO. ๑๙๗๖ : ๒) ไดมี การ
วางเปา หมายของสิ่งแวดลอมศึกษาไววา เพอ่ื พัฒนาประชากร ใหต ระหนกั ในเร่ืองสิ่งแวดลอม และปญ หาท่ีเกิดข้ึน
ใหมีความรู ทักษะ เจตคติ แรงจูงใจ และพรอมท่ีจะทํางานท้ังสวนบุคคลและ สวนรวมเพ่ือหาทางแกไขปญหาที่
เกิดขึ้นในปจจุบัน และปองกันปญหาท่ีเกิดขึ้นในอนาคตตอมาไดมี การประชุมส่ิงแวดลอมศึกษาระหวางประเทศ
(The Intergovernmental Conference on Environmental Education) ที่เมือง Tbilisi ประเทศรัสเซีย ค.ศ.
๑๙๗๗ (UNESCO. ๑๙๗๘ : ๒๖) ไดวางเปาหมายของ สง่ิ แวดลอมศึกษา ไวด งั ตอ ไปน้ี
๑. เพอ่ื สงเสรมิ ใหม ีความตระหนกั ชัดเจนในเรือ่ งราว และความสมั พันธระหวาง เศรษฐกจิ สงั คม การเมอื ง
และระบบนิเวศทงั้ ในเมืองและชนบท
๒. เพื่อใหทุกคนมีโอกาสไดรับความรู คานิยม เจตคติ และทักษะที่จําเปน เพื่อปองกัน และปรับปรุง
ส่งิ แวดลอ ม
๓. เพื่อสรางแบบแผนพฤติกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมทั้งของบุคคล กลุม และสังคมจากความหมายของ
เปา หมายสง่ิ แวดลอ มศึกษาดังกลาว สรปุ ไดวา มเี ปาหมายเพ่ือพัฒนา ประชากรใหต ระหนักในเรอ่ื งส่ิงแวดลอมและ
ปญหาท่ีเกิดข้ึน ตลอดจนมีความรู เจตคติ แรงจูงใจ คานิยม และทักษะท่ีจําเปนสําหรับปรับปรุงส่ิงแวดลอม
สามารถทาํ งานรวมกบั บุคคล และสว นรวม เพ่ือหาทางแกไขปญหาทเ่ี กิดขึน้ ในปจจุบนั และปองกนั ปญหาท่ีเกิดข้ึน
ในอนาคต
๒.๖ แนวคิดเก่ียวกบั วิวัฒนาการส่ิงแวดลอ มศึกษากบั การพัฒนาที่ย่ังยืน
แนวคดิ ส่งิ แวดลอ มศึกษาเกดิ ขึ้น ในยคุ ท่สี ังคมโลกเริม่ ตระหนักถึงปญหาทรัพยากร ธรรมชาตแิ ละ
สิ่งแวดลอม กระทั่งการประชุมสหประชาชาตวิ าดวยเรื่องสิ่งแวดลอ มมนุษยท่ี เมอื งสตอกโฮลม ในป พ.ศ. ๒๕๑๕
(ค.ศ. ๑๙๗๒) ไดม ีการกลาวถงึ ส่ิงแวดลอ มศกึ ษาเปนครั้งแรกใน เวทผี นู าํ โลก หลังจากน้ันสง่ิ แวดลอมศึกษาก็ไดรับ
การยกระดับใหเ ปน เคร่ืองมือหนง่ึ ทีส่ ําคญั ใน การรบั มอื วิกฤตการณสงิ่ แวดลอมโลก ตอ มาเม่ือมีการเสนอแนวคิด
เร่ืองการพฒั นาทยี่ ่ังยืนผานรายงาน Our Common Future (อนาคตรวมกนั ของเรา) ในป พ.ศ.๒๕๓๐ (ค.ศ.
๑๙๘๗) ตามมาดวยการประชมุ สหประชาชาตวิ า ดว ย สง่ิ แวดลอ มและการพฒั นา หรือ การประชุมเอริ ธ ซัมมติ ท่ี
เมืองรโิ อ เดอ จาเนโร ประเทศบราซลิ ในป พ.ศ. ๒๕๓๕ (ค.ศ. ๑๙๙๒) การประชุมคร้ังนนั้ ท่ีประชุมไดรบั รอง
แผนปฏบิ ตั กิ าร ๒๑ ซึ่งเปรยี บ เสมือนแผนแมบ ททีจ่ ะนาํ พาโลกสกู ารพฒั นาทยี่ ่ังยืนในศตวรรษที่ ๒๑ โดยใจความ
ตอนหนง่ึ ได กลาวถงึ การศึกษาทง้ั ในระบบและนอกระบบวาเปนปจจยั สําคญั สกู ารพฒั นาทีย่ ั่งยืนและนบั แตน้นั
เปนตน มา เปาหมายหลักของสง่ิ แวดลอ มศึกษาก็ไมใชเ พียงแคพ ฒั นาคนเพ่ือปกปก ษ รักษาธรรมชาติ และแกไข
ปญหาสิง่ แวดลอ มเทานัน้ แตไ ดข ยายขอบเขตไปสกู ารสรา งสรรค พฤตกิ รรมท่จี ะทาํ ใหเ กิดการพฒั นาท่ยี ั่งยืน ในเชงิ
โครงสรา งท่ีครอบคลมุ ทั้งดานสิ่งแวดลอ ม เศรษฐกิจ และความยตุ ิธรรมในสงั คม โดยแนวคดิ ดงั กลา วน้ยี งั คงไดร บั
การสานตอ มาจนถงึ ปจ จบุ นั
ชว งท่ี ๑ : จดุ เร่มิ ตน พ.ศ. ๒๔๐๐-พ.ศ. ๒๔๗๕
ต้ังแตยุคการปฏวิ ตั ิอุตสาหกรรม (The Industrial Revolution) ในครสิ ตศตวรรษท่ี ๑๘ เปน ตน มา ถึง
ปลายครสิ ตศตวรรษที่ ๑๙ นับเปนชว งเวลาท่มี นุษยมีความมงุ ม่ันที่จะพชิ ิตธรรมชาติ และใชประโยชนจ าก
ทรพั ยากรธรรมชาติอยา งเต็มท่ี การพัฒนาวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี รวมท้งั การประดิษฐเคร่ืองจักรกลตาง ๆ ก็
เพื่อสรางผลผลติ ในปริมาณมากใหทันกับการขยายตวั ของ ประชากรโลก ตลอดจนสนองความตองการท่ีมคี วาม
ละเอยี ดออนมากข้นึ กวาในยุคเกษตรกรรม ที่ผา นมา
ความเจริญดงั กลา ว กอใหเ กดิ การทําลายธรรมชาติและปญหามลพิษตา ง ๆ ทมี่ คี วาม ย่ิงใหญไ มแพก ัน ความคดิ ทวี่ า
มนษุ ยสามารถจัดการธรรมชาติไดตามตองการอยางไรขอบเขตจึงถูกตงั้ คาํ ถามและนําไปสูการเคลอื่ นไหวดานการ
18
อนรุ ักษทรพั ยากรธรรมชาติและสัตวป า อยาง กวางขวาง เหตกุ ารณห นงึ่ ท่สี ําคญั ในชว งนคี้ ือ ในป พ.ศ. ๒๔๑๕ (ค.ศ.
๑๘๗๒) รฐั บาลสหรฐั อเมรกิ า ประกาศจัดตง้ั อุทยานแหง ชาติแหงแรกของประเทศและของโลก ช่อื วา อุทยาน
แหงชาติเยลโลว สโตน (Yellowstone National Park) ตงั้ อยูทีร่ าบสงู บนเทอื กเขาร็อคก้ี
ดานการศึกษาธรรมชาติก็มีพัฒนาการเชนกัน ดังปรากฏในป พ.ศ.๒๔๐๙ (ค.ศ. ๑๘๖๖) นักชีววิทยาชาว
เยอรมันช่ือ เอินสท ไฮนริช เฮคเกล (Ernst Heinrich Haeckel) ไดสรางสรรค แนวคิดใหมและต้ังช่ือศาสตรน้ีวา
“นิเวศวิทยา” (Ecology) โดยเขียนอธิบายความหมายวา นิเวศวิทยา หมายถึง ศาสตรความรูที่เก่ียวกับระบบ
เศรษฐกจิ ของธรรมชาติ ความสัมพนั ธ ระหวา งสิง่ มชี วี ติ กับส่ิงแวดลอม ตลอดจนปฏสิ มั พนั ธร ะหวางส่ิงมีชวี ิต (สตั ว
พชื ) กบั ส่ิงมชี วี ติ (พชื /สตั ว) กลาวโดยยอคือความสัมพนั ธอันซับซอนน้เี กี่ยวขอ งกับการดิ้นรนตอสเู พอ่ื การ ดํารงอยู
หลักการศึกษาแบบนิเวศวิทยาขางตน ทําใหมนุษยเร่ิมตระหนักมากย่ิงขึ้นถึงความสัมพันธ ระหวาง
ส่ิงมีชีวิต (ซึ่งยอมรวมถึงมนุษยดวย) กับธรรมชาติและส่ิงแวดลอมท่ีอาศัยอยู ตางจาก ชวงเวลากอนหนาน้ีท่ี
การศึกษาธรรมชาติจะเปนแบบแยกสวนคือ เจาะลึกเฉพาะในแตละประเภท ของส่ิงมีชีวิตโดยขาดการศึกษาถึง
ความสัมพันธซ ่ึงกันและกันในยุคเร่มิ ตน ของนิเวศวทิ ยา ซงึ่ เปน ยคุ ทก่ี ารคน ควาและศึกษาธรรมชาติ เปนที่นิยม กัน
มาก เซอร แพทริค เก็ดดิส (Sir Patrick Geddes) ศาสตราจารย ดานพฤษศาสตรและนักออกแบบ ผังเมืองชาวส
กอ ต เปนบคุ คลแรกที่เช่ือมโยงความสมั พนั ธระหวางคณุ ภาพสง่ิ แวดลอมกบั คุณภาพ การศึกษารวมทัง้ เปน ผูบุกเบิก
วิธีการเรียนรูที่นําผูเรียนออกไปสัมผัสสิ่งแวดลอมรอบตัวโดยตรง นักวิชาการดานส่ิงแวดลอมศึกษาจึงยกยอง
เซอร แพทริค เก็ดดิส วาเปนผูริเริ่มงานส่ิงแวดลอมศึกษา ในประเทศอังกฤษ แมวาในขณะน้ันจะไมไดใชคําวา
สิง่ แวดลอ มศกึ ษาก็ตาม
ชวงท่ี ๒ : “กาํ เนิดส่งิ แวดลอมศกึ ษา” พ.ศ. ๒๔๙๐-พ.ศ. ๒๕๒๐
การทจ่ี ะกลาวถึงกาํ เนิดส่ิงแวดลอ มศึกษา ควรมคี วามเขา ใจเรอื่ ง พ้นื ฐาน ๒ เร่ือง ไดแ ก เร่ืองแรกคือ ท่มี า
ของคําวา “สงิ่ แวดลอ มศึกษา” (Environmental Education) และแนวคดิ เบ้ืองตน เร่ืองท่ีสองคือ รคู วามหมาย
และขอบขายเนื้อหาสาระของสงิ่ แวดลอมศึกษาวามีพฒั นาการมาอยา งไร
ที่มาของคําและแนวคดิ มีการกลาวถงึ ตน กําเนิดของคาํ วา ส่ิงแวดลอมศึกษาวา ปรากฏคร้งั แรกในหนังสอื
ช่ือ Communitas-Ways of Livelihood and Mcans of Life เขียนโดย เพอรซ วิ าล และ พอล กูดแมน (Percival
และ Paul Goodman) ในป พ.ศ. ๒๔๙๐ (ค.ศ. ๑๙๔๗) ตอ มากม็ ี
การใชคํานใี้ นปพ.ศ. ๒๔๙๑ (ค.ศ. ๑๙๔๘) ณ ทปี่ ระชมุ The International Union for the Protection of
Nature (ปจจบุ ันคือองคก รระหวา งประเทศเพ่ือการอนุรกั ษทรพั ยากรธรรมชาติ - The International Union for
the Conservation of Nature and Natural Resources - IUCN) ณ กรุงปารสี ประเทศฝร่ังเศส โดย โทมสั พรติ
ชารค (Thomas Pitchard) ไดน ําเสนอความคิดวา ควรมีวิธกี ารจัดการศกึ ษารปู แบบ ใหมที่อาจเรยี กวา
Environmental Education ในประเทศองั กฤษมกี ารสบื คนและพบวา มีการใชค ําน้ีครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ (ค.ศ.
๑๙๖๕) ในการประชุมเก่ียวกับการอนุรักษและการศึกษา ณ มหาวิทยาลยั คีล (Keele University) ซงึ่ การประชมุ
ครง้ั นั้นมีความหมายอยางยิ่ง ในสายตาของชาวอังกฤษ เพราะสง ผลใหเ กดิ ความรวมมือ ระหวา งนกั การศึกษาและ
นักอนรุ กั ษใ นการกอตัง้ The Council for Environmental Education (CEE) ขึ้น ซงึ่ ยังคงมีการดาํ เนินงาน
เรอื่ ยมาจนถึงทุกวนั น้ี
ในชวงจุดประกายการศึกษารูปแบบใหมที่เรียกวาส่ิงแวดลอมศึกษา สงผลใหมีการ สัมมนาและงานเขียนเชิง
วิชาการเกิดขึ้นอยางหลากหลาย โดยผูริเร่ิมและพยายามพัฒนาคํานิยาม และแนวคิดมีอยูดวยกัน ๒ กลุมท่ีสําคญั
ไดแก กลุมอาจารยของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งมีวิลเลียม ป สแทปป (William B. Stapp) เปนผูนําทางความคิด
สวนอีกกลุมคือ IUCN รวมกับ องคการ การศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (United
Nations Educational, Scientific and Cultural Organization - UNESCO) วิลเลียม บี สแทปป เผยแพร
19
แนวคิดโดยการเขียนบทความ แนวคิด สิ่งแวดลอมศึกษา (The Concept of Environmental Education) ซึ่งมี
เน้ือหามาจากการสมั มนาของกลุมอาจารยภ าค วชิ าการวางแผนทรัพยากรและการอนรุ ักษธ รรมชาติ มหาวิทยาลัย
มิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา บทความเรื่องนี้ตีพิมพครั้งแรกเม่ือป พ.ศ. ๒๕๑๒ (ค.ศ. ๑๙๖๙) ในวารสารช่ือวา
The Journal of Environmental Education กลาวถึง ความจําเปนท่ีตอง มีวิธีการจัดการศึกษารูปแบบใหมท่ี
เขาถึง พลเมอื งทกุ วัยเพ่ือเรียนรูเรื่อง สิ่งแวดลอ มและการแกไขปญ หาทีเ่ กย่ี วของ ซง่ึ คาดวา ประเทศ สหรัฐอเมริกา
จะตองเผชญิ ปญหาสิ่งแวดลอมเมืองในอกี ๑๐ ปข างหนา อยางแนนอน เนื่องมาจาก การเติบโตของประชากร โดย
เรียกวิธกี ารจัดการศกึ ษาน้ีวาสิ่งแวดลอมศึกษา และใหคํานยิ าม ไวด งั นี้
“สิ่งแวดลอมศึกษามีเปาหมายเพื่อสรางคนใหมีความรูเกี่ยวกับ สิ่งแวดลอมทาง ชีวภาพกับปญหาที่
เชอื่ มโยงกัน มีความตระหนัก ถึงการชว ยแกไ ขปญ หาและเกดิ แรงดลใจทีจ่ ะ หาทางแกไ ขปญ หาเหลานนั้ ”
จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมศึกษาไดสรุปและนําแนวคิดเก่ียวกับส่ิงแวดลอ มศึกษามาเปน
ฐานความรคู ร้งั น้ี ดังนี้
๑. ส่ิงแวดลอมศึกษา หมายถึง กระบวนการทางการศึกษาที่จัดขึ้น เพ่ือมุงพัฒนา ผูเรียนใหม ีความรูความ
เขาใจในเร่ืองสิ่งแวดลอมตามธรรมชาติ ส่ิงแวดลอมที่มนุษยสรางขึ้น ความสัมพันธระหวางมนุษยกับส่ิงแวดลอม
การอนุรักษและพัฒนาสิ่งแวดลอม และสภาพปญหา ส่ิงแวดลอมที่เกิดข้ึน จนเกิดความรูสึกเห็นคุณคาของ
ส่ิงแวดลอม ตระหนักและหวงใยถึงปญ หา ส่ิงแวดลอม มีคานิยม เจตคติ และแรงจูงใจที่จะเขาไปมีสว นรวมในการ
ปองกัน และปรับปรุง สภาพแวดลอมใหมีสภาพที่ดีข้ึน รวมท้ังมีทักษะในการระบุปญหา และการตัดสินใจหา
ทางเลือก ในการแกไขปญหาไดอยางเหมาะสม ตลอดจนรวมมือกันรับผิดชอบในการปกปองและแกไข ปญหา
ส่ิงแวดลอมท่ีเกิดขึ้นใหบรรเทาลง ทั้งในระดับบุคคล กลุม และสังคม เพื่อพัฒนาคุณภาพ ชีวิตและคุณภาพ
สง่ิ แวดลอ มใหย ง่ั ยนื ตลอดไป
๒. สิ่งแวดลอมศึกษา มีความจําเปนตอการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของมวลมนุษย ชวยเสริมสรางความ
เขาใจของประชาชน ตอปญหาส่ิงแวดลอ มและการอนุรักษส ิง่ แวดลอ ม สรา ง แนวความคดิ ที่จะปองกัน สิ่งแวดลอ ม
ทักษะในการแกไขปญหาสิ่งแวดลอม และการตัดสินใจ เก่ียวกับส่ิงแวดลอมใหกับประชาชน เพื่อใหการอนุรักษ
สิง่ แวดลอมสมั ฤทธ์ิผลมากข้นึ
๓. การจัดสิ่งแวดลอมศึกษาของประเทศไทย ไดกําหนดทิศทางและนโยบายไวดังนี้ คือใหมีการพัฒนา
หลักสูตรส่ิงแวดลอมศึกษาในทุกระดับ ทุกประเภทการศึกษา ทั้งในระบบและ นอกระบบโรงเรียนท้ังในรูปแบบ
เปนวิชาเฉพาะ และรูปแบบการสอดแทรกบูรณาการเขากับวิชา ตาง ๆ กระบวนการเรียนการสอนและการจัด
กิจกรรมในเร่ืองสิ่งแวดลอมศึกษา เนนกระบวนการ เรียนรูท่ีมุงใหผูเรียนมีความรูความเขาใจแนวคิด ในเร่ือง
สิ่งแวดลอมและการพัฒนาอยางย่ังยืน สภาวะส่ิงแวดลอมของทองถ่ิน และภูมิภาค ประชากรน้ําด่ืมและอาหารท่ี
ปลอดภัย การสุขาภิบาล และผลกระทบทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดลอมจากการใชทรัพยากรคุณคาของส่ิงแวดลอ ม
ทาง เศรษฐกิจ สังคม และในเรื่องการพัฒนามนุษย ไดเรียนรูสภาพส่ิงแวดลอมพ้ืนฐานท่ีสําคัญของ ประเทศและ
โลก เนนสภาพสิ่งแวดลอมท่ีเปนปญหาเฉพาะของแตละทองถ่ิน มุงปลูกฝงนิสัย สราง จิตสํานึก ทัศนคติ คานิยม
จริยธรรม และพฤติกรรมในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ ตระหนักถึง ผลกระทบความเส่ือมโทรมของ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เนนกระบวนการใหมีประสบการณตรงและการแกปญหา มีทักษะในการรวม
คิด รว มทํากําหนดทางเลอื กและการตดั สินใจ ในการดําเนินการไดอ ยางเหมาะสม มสี วนรวมในการอนุรกั ษ ปองกัน
ติดตาม เฝาระวังและแกไข ปญหาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม ในดานเน้ือหาการเรียนการสอน ใหเลือก
เนื้อหาที่วิกฤติ ที่สุดดานสิ่งแวดลอมในประเทศ มาเปนเน้ือหาในการสอน จัดทําและพัฒนาส่ือการเรียนการสอน
สิง่ แวดลอมศกึ ษา ใหม ีคณุ ภาพและประสทิ ธิภาพ สอดคลองทนั ตอเหตุการณ ปญ หาและความ ตองการใน
ปจจุบัน เหมาะสมกับรูปแบบวิธีการเรียนการสอน และการจัดกิจกรรมการศึกษา พัฒนาบุคลากรท่ีเกี่ยวของกับ
20
ส่ิงแวดลอมศึกษาใหตระหนักถึงบทบาทหนาท่ีความรับผิดชอบ รวมมือกันจัดส่ิงแวดลอมศึกษา สงเสริมให
ภาคเอกชนและประชาชนมสี ว นรว มสงเสรมิ การให การศึกษาดา นสิ่งแวดลอ มอยา งตอ เน่ือง
๔. ส่งิ แวดลอ มศึกษา มีเปา หมายเพื่อพัฒนาประชากรใหต ระหนักในเร่ืองสิ่งแวดลอม และปญ หาที่เกิดขึ้น
ตลอดจนมี ความรู เจตคติแรงจูงใจ คานิยม และทักษะที่จําเปนสําหรับปรับปรุง ส่ิงแวดลอม สามารถทํางาน
รว มกบั บคุ คลและสว นรวม เพื่อหาทางแกไ ขปญหาทเ่ี กดิ ข้นึ ใน ปจจุบนั และปอ งกนั ปญหาทเ่ี กิดขน้ึ ในอนาคต
๕. สิ่งแวดลอมศึกษามีจุดมุงหมาย เพ่ือใหบุคคลเกิดความรู เร่ืองความสัมพันธระหวาง มนุษยกับ
ส่ิงแวดลอ ม รวมทัง้ มปี ระสบการณและความเขาใจพื้นฐาน เกีย่ วกับสภาพแวดลอมและ ปญ หาสิ่งแวดลอ มรูคุณคา
และความสําคัญของส่ิงแวดลอม และตระหนักถึงสถานภาพและ แนวทางการใชทรัพยากร โดยมิใหเกิดปญหา
ส่ิงแวดลอมตามมา โดยเฉพาะอยางยิ่งมลพิษทาง ส่ิงแวดลอม มีเจตคติ คานิยม และความรูสึกในการจะอนุรักษ
คุณภาพสิ่งแวดลอม และชักจูงใจให เขาไปมีสวนรวมในการปองกัน และปรับปรุงสภาพแวดลอม มีทักษะในการ
ระบุปญหา คิดอยางมี วิจารณญาณ และตัดสินใจหาทางเลือกในการแกไขปญหาส่ิงแวดลอม มีความรูสึก
รับผิดชอบตอ สถานภาพสิ่งแวดลอมของชุมชน ประเทศ และของโลก ตลอดจนรวมกัน ลงมือปฏิบัติกิจกรรมใน
การปอ งกนั และแกไขปญ หาสิง่ แวดลอม
๖. หลักการของส่ิงแวดลอมศึกษา คือ ควรจะไดพิจารณาสิ่งแวดลอมทั้งมวล ควรจะ เปนกระบวนการ
ตลอดชีวติ เปนการศึกษาเพื่อชวี ติ มลี กั ษณะเปนสหวทิ ยาการ ควรจะพิจารณาเรื่องราว ของสง่ิ แวดลอมในวงกวาง
ตั้งแตระดับทองถิ่น ประเทศ ระดับภูมิภาค จนถึงระดับโลก เนนสถานการณ สิ่งแวดลอม ปจจุบันและอนาคต
สงเสริมใหเกิดการรวมมือกันแกปญหาสิ่งแวดลอม ท้ังในระดับ ทองถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก ชวยให
ผูเรียน รูจักคนควาเรื่องราว และสาเหตุท่ีแทจริงของ ปญหาสิ่งแวดลอม เนนความซับซอนและปญหาสิ่งแวดลอม
พัฒนาความคิดในเชิงวิพากษและ ทักษะในการแกปญหาใชสิ่งแวดลอม ใหเปนประโยชนในการเรียนรู เพื่อให
ผูเรียนมีประสบการณ ตรงเปนกระบวนการศึกษา เพ่ือใหผูเรียนมีความสามารถในการวางแผน และตัดสินใจ
อนุรักษและปองกันส่ิงแวดลอม สงเสริมใหผูเรียนเกิดความสัมพันธระหวางมนุษยกับสิ่งแวดลอม การสราง
จริยธรรม เปนการเรียนเชิงระบบ ที่ผูเรียนตองมีสวนรวมในบทเรียน มุงสรางความรู ความตระหนัก เจตคติ
คา นิยม ทักษะการแกป ญหา และคณุ คาทางสง่ิ แวดลอม
3.ทฤษฎีการเรียนรแู บบรวมมือ
ความหมายของการจดั การเรยี นรูแบบรวมมือ
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2546, หนา 10) ไดใหความหมายของการจัดการเรียนรูแบบ
รวมมือวา หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนโดยการแบงนักเรียนออกเปนกลุมยอย ๆ ใหนักเรียนทํางาน
รวมกันเพ่ือใหเกิดประโยชนในการเรียนสูงสุดแกตนเองและกับนักเรียนท่ีทํางานรวมกันตามที่ไดรับมอบหมาย
จนกระทั่งสมาชิกของกลุมทุกคนมีความเขาใจถูกตองและและทํางานจนเสร็จสมบูรณความพยายามท่ีเกิดข้ึน
รวมกันเปนผลมาจากท่ีนักเรียนการที่นักเรียนพยายามตอสูเพ่ือผลประโยชนของทุกคนทําใหสมาชิกในกลุมไดรับ
ประโยชนจ ากความพยายามรว มกนั
ชัยวัฒน สุทธิรัตน (2552, หนา 182) กลาวไววา เปนวิธีการสอนท่ีออกแบบกิจกรรมการเรียนรูโดย
สงเสริมใหผูเรียนไดรวมมือกันในกลุมยอย ๆ เนนการสรางปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนในแตละกลุมจะมีสมาชิกที่มี
ความรูความสามารถแตกตางกัน ผูเรียนแตละคนจะตองรวมมือกันในการเรียนรูรวมกันมีการชวยเหลือและ
แลกเปล่ียนความคิดเห็น ใหกําลังใจซึ่งกันและกันคนท่ีเกงกวาจะชวยคนท่ีออนกวา สมาชิกในกลุมจะตองรวมกัน
รับผิดชอบตอการเรยี นรูของเพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุม เพราะยดึ ถือแนวคิดที่วา ความสําเรจ็ ของสมาชกิ ทุกคนจะ
รวมเปน ความสําเร็จของกลุม พรรณรัศมิ์ เงาธรรมสาร (2533, หนา 53 ) กลา ววา การเรยี นรแู บบรวมมือ
เปนการเรียนแบบทํางานรับผิดชอบรวมกัน ( Cooperative Learning ) เปนการจัดประสบการณการเรียนรูท่ี
21
แบงผเู รียนเปนกลุม เลก็ ๆ สมาชกิ ในกลุมจะมีความสามารถแตกตา งกนั ผเู รียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นชวยเหลอื
ซงึ่ กนั และกนั และรบั ผดิ ชอบการทํางานของตวั เองเทา ๆ กบั รับผดิ ชอบการทํางานของสมาชกิ ในกลมุ ดว ย
ฐิติมา อุนใจ (2538, หนา 28) ไดเรียกการเรียนรูแบบรวมมือวา หมายถึง กระบวนการเรียนรูโดย
ครูตองจัดสภาพการณและเง่ือนไขใหผูเรียนทํางานประสานกันเปนกลุมต้ังแต 2 คนข้ึนไป โดยปกติจะ
ประกอบดวยสมาชิก 2-5 คน ท่ีมีความสามารถและบทบาทในกลุมแตกตางกัน ผูเรียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ชว ยเหลอื ซ่งึ กันและกนั ในการแกไ ขปญหาภายในกลมุ เพ่อื ทุกคนจะไดรับความสําเร็จรวมกัน
กนกพร แสงสวาง (2540, หนา 11) กลาววา การเรียนรูแบบรวมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอนที่จัดนักเรียนเปนกลุม ๆ โดยการจัดใหสมาชิกแตละกลุมมีความหลากหลายทั้งในความสามารถ
ความสนใจ เพศ และอื่น ๆ โดยแตละคนจะมีบทบาทหนาท่ีและความรับผิดชอบที่ตองพึ่งพาอาศัยกัน โดยเนน
กระบวนการรว มมอื กนั มากกวาการแขง ขนั ความสาํ เร็จของตนเองจะตอ งควบคไู ปกบั ความสําเรจ็ ของกลุม
อรพรรณ พรสีมา (2540, หนา 1-4) กลาววา การเรียนรูแบบรวมมือ หมายถึงวิธีการเรียนที่เนน
การจัดสภาพแวดลอมทางการเรียนใหน ักเรียนไดเรียนรูรวมกันเปนกลุมเล็ก ๆ แตละกลุมประกอบดวยสมาชิกทม่ี ี
ความรู ความสามารถแตกตา งกัน แตละคนจะตองมีสวนรว มอยา งแทจริงในการเรยี นรู และในความสําเร็จของกลุม
ทัง้ โดยการแลกเปลยี่ นความคิดเห็น รวมทั้งการเปน กาํ ลังใจแกกันและกนั
วชั รา เลา เรยี นดี (2547, หนา 1) กลาววา เปน การจัดการเรียนการสอนทเ่ี นน ผูเรยี นเปนสาํ คัญอกี
แบบหน่ึง เพื่อใหนกั เรียนไดร วมกนั เรยี นรแู ละปฏบิ ัติกจิ กรรมใหบรรลผุ ลสาํ เรจ็ ตามจดุ มุงหมาย มุงเนนการรวมกัน
ปฏิบตั งิ านชว ยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั และมุงสงเสริมพฒั นาทักษะ ทางสังคม และใหทกุ คนรับผดิ ชอบตอ ผลงาน
ของตนเองและของกลุม ทกุ คนตองมีการแลกเปลย่ี นความคดิ เห็น ชวยเหลอื พ่ึงพากนั ยอมรบั กันและกัน รวมท้ัง
ชว ยเหลือเพื่อนสมาชกิ ใหสามารถเรียนรูไ ดตามวัตถุประสงคท ีก่ าํ หนด
Slavin (อางใน สุรีย บาวเออร, 2535, หนา 15) ไดใหคําจํากัดความวาการเรียนรูแบบรวมมือคือ
การสอนแบบหนึ่งซึ่งนักเรียนทํางานกันเปนกลุมเล็ก (ปกติ 4 คน) และการจัดกลุมตองคํานึงถึงความสามารถของ
นกั เรยี น ( เชน นักเรยี นทม่ี คี วามสามารถสงู 1 คน ความสามารถ
ปานกลาง 2 คน ความสามารถนอย 1 คน ) หนาท่ีของนักเรียนในกลุมจะตองชวยกันทํางาน รับผิดชอบและ
ชว ยเหลอื การเรียนซ่ึงกันและกัน
Van De Kley ( อางใน วรรณทิพา รอดแรงคา, 2541 , หนา 45) ใหความหมายของการเรียนรู
แบบรวมมือวา หมายถึง การที่นักเรียนมีปฏิสัมพันธร วมกันในการทํางานชว ยเหลอื เก้ือกูล สนับสนุนความสาํ เร็จ
ของกันและกัน โดยที่นักเรียนแตละคนในกลุมจะมีความรับผิดชอบงานของตนเอง การทํางานที่ไดรับมอบหมาย
ของนักเรียนแตละคน จะมีการตรวจสอบ และการนําผลการทํางานเสนอในกลุม กลุมจะทําหนาที่ชวยเหลือวา
ใครออ นดานใด คนทเ่ี กงจะชวยเหลือ
ดา นนน้ั ซง่ึ จะทําใหการทาํ งานเขม แข็งข้ึน
จากความหมายของการเรียนรูแบบรวมมือดังกลาวพอจะสรุปไดวา การเรียนรูแบบรวมมือหมายถึง
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่เี นนใหนักเรยี นเรยี นรูโดยมีการแบงเปนกลุมยอย ประมาณ 4-5 คน ซงึ่ สมาชิก
ในกลุมจะมีความสามารถทางดานการเรียนแตกตางกัน คือ เกง ปานกลาง ออน โดยสมาชิกในกลุมจะชวยแหลือ
ซ่ึงกันและกันในการเรียนรู เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคทางการเรยี น ความสําเร็จทางการเรยี นของแตล ะบุคคล คือ
ความสําเร็จของกลมุ ดว ย
22
ลกั ษณะสาํ คัญของการเรยี นรแู บบรว มมือ
วัชรา เลาเรียนดี (2547, หนา 2) ไดสรุปลักษณะสําคัญของการเรียนรูแบบรวมมือดังนี้คือ การ
จัดการเรียนการสอนโดยการเรียนรูแบบรวมมือ ไมใชการสอนโดยเนนใหนักเรียนเขากลุมกันเรียนรูแบบปกติทค่ี รู
ใชเ ปนประจาํ แตจะตอ งเปน การเรยี นรูรว มกันอยางจรงิ จงั ของสมาชิกกลมุ
ทกุ คน เปนการมงุ สงเสริมพัฒนาทักษะทางสังคม และพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุมที่ชว ยเหลือ พง่ึ พาแนะนาํ ซ่ึงกัน
และกันจนงานบรรลุผลสําเร็จ ครูจงึ ตอ งตดิ ตามดูแลการเรียนรแู ละปฏิบตั ิงานกลุมของนักเรียนตลอดเวลา ใหทกุ
คนรับผิดชอบตอผลงานของตนเองและของกลุม ทุกคนตองมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ชวยเหลือพึ่งพากัน
ยอมรบั กันและกนั รวมทั้งชว ยเหลอื เพอ่ื นสมาชกิ ใหสามารถเรยี นรไู ดตามวตั ถปุ ระสงคท่กี ําหนด
จอหนสัน และ จอหน สนั (1987, อา งใน ชีวพร ตปนยี กร, 2538, หนา 9-10) ไดสรปุ ลกั ษณะสาํ คัญ
ของการเรียนรแู บบรว มมือดงั น้ี
1. สมาชิกในกลุมมคี วามรับผดิ ชอบตอกลมุ รว มกัน “อยูดวยกันหรือตายดวยกัน” ชว ยกนั ทาํ งานทีไ่ ดรับ
มอบหมายใหส าํ เรจ็ โดยมีจุดมุงหมายการปฏบิ ตั งิ านรว มกัน มีการแบงขอมูลและอปุ กรณร ะหวางสมาชิกของกลุม
2. สมาชิกในกลุม มปี ฏิสัมพันธ (Interaction) ตอ กนั อภปิ รายแลกเปลี่ยนความคดิ เหน็
ซึง่ กนั และกัน
3. สมาชิกกลมุ แตละคนมีความรับผิดชอบในตวั เอง ตองานที่ไดร ับมอบหมาย จุดมุงหมายท่ีสําคญั คือ การ
ทแ่ี ตล ะคนทํางานอยางเต็มความสามารถ
4. สมาชิกในกลุมมีทักษะในการทํางานกลุม (Small Group Skills) และมีมนุษยสัมพันธท่ีดี ครูสอน
ทักษะการทํางานกลุม และประเมินการทํางานกลุมของนักเรียน การที่จับใหนักเรียนท่ีขาดทักษะการทํางานกลุม
มาทํางานรว มกนั จะไมป ระสบความสําเรจ็ ปทีป เมธาคุณวุฒิ (2543, หนา 1-2) ไดก ลา วถงึ ลกั ษณะสําคัญของ
การเรียนรแู บบรวมมอื ดงั ตอ ไปนี้
1) การพึงพาอาศัยซ่ึงกันและกันเชิงบวก ผูเรียนตองมีความเช่ือวา ตนเองจะตองเช่ือมโยงกับผูอื่น
ในทางที่จะไมมีใครประสบความสําเร็จ ถาสมาชิกคนอื่นของกลุมไมประสบความสําเร็จดวย ผูเรียนจะตองทํางาน
ดวยกันเพื่อใหงานสําเร็จ ทุกคนในกลุมตองพึ่งกันในทางทรัพยากร แบงปนในสิ่งท่ีตนมีอยูแกกันและกัน ตองรูจัก
แบง งานกันทําตามสายงาน ตามความถนัด แลความเชี่ยวชาญของตน
2) ปฏิสัมพันธที่สงเสริมการทํางานรวมกัน การเรียนรูแบบรวมมือเปนวิธีการเรียนการสอนท่ีเนนให
ผูเรียนเปนตัวเชื่อมโยง ผูเรียนตองมีปฏิสัมพันธซึ่งกันและกัน ชวยเหลืออธิบายให และสอนกันและกั น คิด
แกปญหารวมกัน สงเสริมความสาํ เร็จของกันและกนั
3) ความรับผิดชอบสวนบุคคล สมาชิกแตละคนในกลุมรับผิดชอบงานสวนของตนที่ไดจัดสรรกันใน
กลุมแลว และรับผิดชอบสอนเพื่อนในกลุมอกี 1-2 คน วิธนี เี้ ปนการเรยี นรูดวยกันเพ่ือใหแตละคนดีขน้ึ ดังนนั้ กลุม
จําเปนตอ งรวู า บุคคลใดควรเปน ผรู ับความชว ยเหลือ
4) ทักษะการทํางานเปนทีม ทักษะกลุมยอย เชน ทักษะการฟง การสรุปขอสนับสนุนของผูอ่ืน
การขยายคําอธบิ ายของผอู ่นื การแสดงความคิดเหน็ อยางนกั วิชาการ การแสดงความนบั ถือในงานหรือหนา ท่ีหรือ
ตําแหนงของผูอื่นที่ไดรับมอบหมายจากกลุม ทักษะการเปนผูนํา การตัดสินใจ และทักษะการจัดการกับความ
ขดั แยง
5) กระบวนการกลุม การเรียนรูแบบรวมมือตองอาศัยขั้นตอนของกระบวนการกลุม เพ่ือให
องคป ระกอบที่กลาวมาทัง้ 4 ประการประสบความสาํ เรจ็ ในการเรยี นรแู บบรวมมือ
23
องคป ระกอบของการเรียนรูแบบรว มมือ
ทิศนา แขมมณี. (2553, หนา 99-101) กลาวถึงองคประกอบสําคัญของการเรียนแบบรวมมือ
ไว 5 ประการ ดงั น้ี
1. การสรางความรูสึกพึ่งพากันทางบวกใหเกิดข้ึนในกลุมนักเรียน (Positive interdependence)
วิธีการที่ทําใหนักเรียนเกิดความรูสึกพึ่งพากันจะตองจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใหมีการพึ่งพากันในดานการ
ไดรับประโยชนจ ากความสําเร็จของกลุม รวมกัน เชน รางวลั หรือคะแนน และพ่งึ พากันในดานกระบวนการทํางาน
เพ่อื ใหงานกลุมสามารถบรรลไุ ดตามเปา หมายโดยมีการกําหนดบทบาทของแตละคนท่ีเทาเทียมกันและสัมพันธตอ
กันจึงจะทําใหงานสําเร็จ และการแบงงานใหนักเรียนแตละคนในกลุมใหมีลักษณะที่ตอเน่ืองกัน ถาขาดสมาชิก
คนใดจะทาํ ใหงานดําเนนิ ตอ ไปไมไ ด
การพ่งึ พากนั ทางบวกสามารถจัดโครงสรางไดเ ปน 4 วธิ ีในการจัดการเรียนรู ดังนี้
1.1 การพ่งึ พากันทางบวกดา นเปาหมาย
นักเรียนจะตองรับรูวาตนสามารถบรรลุเปาหมายการเรียนรูไดถาสมาชิกกลุมท้ังหมดบรรลุ
เปาหมาย เพ่ือใหม่ันใจวานักเรียนเช่ือเชนน้ัน และใสใจกันและกันวาแตละคนเรียนรูไดมากนอยเพียงใด รูตอง
จัดวางโครงสรางเปาหมายกลุมหรือเปาหมายรวมใหชัดเจน เชน “เรียนรูสิ่งท่ีไดรับมอบหมาย และใหแนใจวา
สมาชกิ ทกุ คนในกลมุ ของเธอเรยี นรูด ว ย” เปาหมายกลมุ ตอ งเปน สวนหนึง่ ของบทเรยี นเสมอ
1.2 การพ่งึ พากนั ทางบวกดา นรางวัล / การยกยอง
สมาชิกกลุมแตละคนไดรับรางวัลเหมือนกันเม่ือกลุมบรรลุเปาหมาย เพ่ือเสริมใหมีการพ่ึงพากัน
เพื่อเปาหมาย ครูอาจเพ่ิมรางวัลรวม เชน ถาสมาชิกท้ังหมดในกลุมทําขอสอบถูก 90 เปอรเซ็นตหรือมากกวา
ทกุ คนจะไดโบนัสเพ่มิ อีก 5 คะแนน บางครัง้ ครอู าจใหคะแนนกลุมสําหรบั ผลการทํางานท้ังหมด และใหคะแนนแต
ละคนสําหรับการสอบ การแสดงความยินดีในความพยายามและความสําเร็จของกลุมอยางสมํ่าเสมอจะสงเสริม
คุณภาพของการรวมมือ
1.3 การพ่งึ พากนั ทางบวกดานทรัพยากร
สมาชิกกลุมแตละคนไดร ับสัดสวนของทรัพยากร ขอสนเทศ หรือสื่อวัสดุท่ีจําเปนเพื่อใหทาํ งาน
ท่ีไดรับมอบหมายสําเร็จ ดังนั้นสมาชิกตองรวมทรัพยากรมาใชรวมกันเพื่อใหบรรลุเปาหมาย ครูอาจจะให
ความสําคัญกับสัมพันธภาพแบบรวมมือ โดยการจัดทรัพยากรใหนักเรียนอยางจํากัดทําใหตอ งแบงปนกันใช หรือ
จัดทรัพยากรทีจ่ ําเปนบางสวนใหน ักเรียนแตละคนนาํ มาใชป ระกอบกนั เปน ตน
1.4 การพง่ึ พากนั ทางบวกดา นบทบาท
สมาชิกแตละคนไดรับบทบาทเสริมและบทบาทเช่ือมโยงที่ระบุความรับผิดชอบที่จําเปนตอกลุมใน
การทํางานรวมกันใหสําเร็จ ครูสรางการพึ่งพากันดวยบทบาทในหมูนักเรียน โดยการมอบบทบาทเสริมให เชน
เปนผูอาน ผูบันทึก ผูตรวจสอบความเขาใจ ผูกระตุนใหรวมกิจกรรม และผูบรรยาย ซึ่งบทบาทเหลานี้มี
ความสาํ คญั ตอการเรยี นรูทมี่ ีคุณภาพสงู
2. การมีปฏิสัมพันธท่ีสงเสรมิ เก้ือหนุนกันระหวางนักเรียน (Face-to-face primitive interaction) คอื
นักเรียนในแตล ะกลุม จะมกี ารอภิปราย อธบิ าย ซกั ถาม แลกเปลีย่ นความคดิ เหน็
ซึ่งกันและกัน เพ่ือใหสมาชิกแตละคนในกลุมเกิดการเรียนรู และการเรียนรูเหตุผลซึ่งกันและกันใหข อมูลยอนกลบั
เกีย่ วกบั การทํางานของตน สมาชิกในกลุม มกี ารชวยเหลือ สนบั สนุน กระตนุ สง เสริมและใหกําลงั ใจกนั และกนั ใน
การทํางานและการเรยี นเพื่อใหประสบผลสําเร็จบรรลเุ ปาหมายของกลมุ
3. ความรับผิดชอบของสมาชิกแตละบุคคล (Individual accountability) คือ ความรับผิดชอบใน
การเรียนรูของสมาชิกแตละคนโดยตองทํางานที่ไดรับมอบหมายอยางเต็มความสามารถตองรับผิดชอบในผลการ
เรียนของตนเองและของเพ่ือนสมาชกิ ในกลมุ ทุกคนในกลุมจะรูวา ใครตองการความชวยเหลือ สงเสริมสนบั สนุน
24
ในเร่ืองใด มีการกระตุนกันและกันใหทํางานที่ไดรับมอบหมายใหสมบูรณ มีการตรวจสอบ เพื่อใหแนใจวา
นักเรียนเกิดการเรียนรูเปนรายบุคคลหรือไมโดยสมาชิกทุกคนในกลุมตองมีความมั่นใจ และพรอมท่ีจะไดรับการ
ทดสอบเปนรายบคุ คลเพอ่ื เปนการประกนั วา สมาชิกทุกคนในกลุม มีความรับผดิ ชอบรวมกันกบั กลมุ
4. ทักษะระหวางบุคคลและทักษะการทํางานกลุมยอย (Interpersonal and small group skills)
การทํางานกลุมยอยจะตองไดรับการฝกฝนทักษะทางสังคมและทักษะในการทํางานกลุม เพื่อใหสามารถทํางาน
รวมกับผูอื่นไดอยางมีความสุข ดังนั้นนักเรียนควรจะตองทําความรูจักกัน เรียนรูลักษณะนิสัยและสรางความ
ไววางใจตอกันและกัน รับฟงและยอมรับความคิดเห็นของผูอื่นอยางมีเหตุผล รูจักติดตอส่ือสาร และสามารถ
ตดั สินใจแกปญหา ขอ ขดั แยง ในการทํางานรวมกันไดอ ยา งมีประสิทธิภาพ
5. กระบวนการกลุม (Group process) เปนกระบวนการทํางานที่มีขั้นตอนหรอื วิธีการท่ีจะชวยใหก าร
ดําเนินงานของกลุมเปนไปอยางมีประสิทธิภาพและบรรลุเปาหมายได โดยสมาชิกกลุมตองทําความเขาใจใน
เปา หมายการทาํ งาน วางแผนปฏบิ ัตงิ านและดําเนนิ งานตามแผนรวมกัน และท่ีสาํ คญั จะตอ งมีการประเมินผลงาน
ของกลุม ประเมินกระบวนการทํางานกลุม ประเมินบทบาทของสมาชิกวา สมาชิกแตละคนในกลุมสามารถ
ปรบั ปรงุ การทํางานของตนใหด ีข้นึ ไดอยางไร สมาชกิ ทุกคนในกลุมชว ยกันแสดงความคิดเหน็ และตัดสินใจวาควร
มีการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงอะไร และอยางไรดังนั้นกระบวนการกลุมจะเปนเครื่องมือที่สําคัญท่ีนําไปสู
ความสาํ เรจ็ ของกลุม
สจุ นิ ต วิศวธีรานนท (2536, หนา 231-232) ไดก ําหนดองคประกอบของการจัดการเรียนการสอน
ดว ยวธิ กี ารเรยี นรแู บบรว มมือดงั ตอไปน้ี
1. สรางความรูสึกใหเกิดข้ึนในกลุมนักเรียน โดยกําหนดวัตถุประสงคเกี่ยวกับการพ่ึงพาชวยเหลือกัน
เพื่อนําไปสูความสําเร็จรวมกัน เชน ใหศึกษาจากเอกสารท่ีไดรับและตรวจสอบวา สมาชิกทุกคนในกลุมเขาใจ
เนือ้ หาสาระในเอกสารนัน้ และเพ่ือสง เสรมิ ใหมีการพง่ึ พากัน ครูอาจจะมีการกาํ หนดใหมกี ารใหรางวัลรวม (Joint
Rewards) เชน ถาสมาชิกทุกคนของกลุมใดไดคะแนนคิดเปนรอยละ 90.00 ข้ึนไปของคะแนนเต็ม สมาชิกใน
กลุมน้ันจะไดรางวัลพิเศษ (Bonus Point) อีกคนละ 5 คะแนน การสงเสริมการพึ่งพาอีกวิธีหน่ึง ไดแก การ
แยกแหลงขอมูลท่ีจะใหนักเรียน เชน ใหสมาชิกแตละคนมีขอมูลเพียงบางสวนของขอมูลทั้งหมด ในการทํางานท่ี
ไดรับมอบหมาย แตกําหนดใหท้ังกลุมทํางานใหเสร็จ นอกจากนั้นการสงเสริมพ่ึงพากัน อาจทําไดโดยการใชวิธี
กําหนดบทบาทของสมาชกิ ในกลุมเปนผอู าน ผูตรวจสอบ ผใู หกาํ ลงั ใจ และผชู ้ีแจงรายละเอียด
2. จัดใหมีการปฏิสัมพันธระหวางนักเรียน เมื่อครูจัดใหมีความรูสึกพึ่งพากันแลว ครูตองเปดโอกาสให
นกั เรียนมีปฏิสัมพันธต อ กัน เพอ่ื ชว ยและสง เสรมิ การทาํ งานใหสาํ เร็จ นกั เรียนจะตอ งซักถามและอภปิ รายถึงสิ่งท่ี
ไดเรียนรู อธิบายกันและกัน ใหเขา ใจวิธีการทํางานท่ีไดร บั มอบหมาย ชวยเหลอื สนับสนุนและใหก ําลังใจแกก นั
2.1 สมาชิกกลมุ ทุกคนตอ งมีความรับผิดชอบตอผลสําเรจ็ ของกลุมมีการรว มมือรวมใจกนั ปฏิบัติงาน
โดยไมเอาเปรยี บซ่ึงกนั และกัน
2.2 สมาชิกกลุมตองเขาใจตรงกันเก่ียวกับเปาหมายการทํางานกลุม ตองสามารถวัดได รวมถึง
ความกาวหนาและความพยายามในการปฏิบัติงาน เพื่อใหทราบวาสมาชิกคนใดตองการความชวยเหลือ การ
สนับสนุน การกระตุน เสรมิ แรงเปน พิเศษ เพื่อใหส ามารถปฏบิ ตั งิ านไดประสบความสําเรจ็ โดยท่ีทกุ คนตอ งเขมแข็ง
และพัฒนาขึน้
3. การมีปฏิสัมพันธที่ดีและการสรางสรรคกันระหวางบุคคลและระหวางสมาชิกทุกคนในกลุม
เน่อื งจากนักเรยี นตอ งรวมกันปฏบิ ัติงานอยางจรงิ จัง ทกุ คนตองสนับสนนุ ชวยเหลอื กัน เพอื่ ใหประสบผลสําเรจ็ ใน
เปาหมายเดียวกัน โดยแบงปนวัสดุอุปกรณกัน ชวยเหลือ สนับสนุน กระตุนและชมเชยในความพยายามของกัน
และกัน การเรียนรูแบบรวมมือกันเปนระบบการใหการสนับสนุน ทั้งดานวิชาการและบุคคล จะเห็นไดวา
กิจกรรมการเรียนรูรวมกัน การชวยเหลือการสนับสนุนพ่ึงพาอาศัยกันจะปรากฏก็ตอเมื่อนักเรียนชวยเหลือกัน
25
การยอมรับวิธีการแกปญหา วิธีปฏิบัติรวมอภิปราย การระดมความรูท่ีไดเรียนมา มีการสอนหรืออภิปรายเพ่ือ
เสรมิ ความรูและความเขาใจใหแกเ พ่ือนดวย หรอื เช่อื มโยงความรูใหมกบั ความรูเ ดมิ เปนตน
4. การสอนทักษะทางสังคม ทักษะในการชวยเหลือพ่ึงพาอาศัยกัน และทักษะการปฏิบัติงานกลมุ เปน
ส่ิงจําเปน และเปนเปา หมายทสี่ ําคัญของการเรียนรใู นแบบดังกลาว ดงั น้ันการเรียนรแู บบรวมมือกันเปนกิจกรรม
ที่ซับซอนละเอียดมากกวาการเรียนแบบแขงขัน หรือเรียนดวยตนเอง เพราะนักเรียนจะตองเรียนทั้งสาระความรู
ดานวิชาการ ( Task work) เชนเดียวกับทักษะทางดานสังคม การปฏิบัติงานรวมกันภายในกลุม ( Team work)
ดังน้ันสมาชิกแตละคนในกลุมจะตองรู เขาใจ และมีความสามารถในการใชภาวะผูนําอยางมีประสิทธิผล การ
ตัดสนิ ใจ การสรา งความเชอื่ ถือ การสื่อความหมาย การจัดการ แกไ ขขอ ขัดแยงในกลมุ และการจงู ใจใหปฏิบัติ
ในเรื่องตาง ๆ ดังนั้นครูผูสอนจึงตองสอนทักษะการทํางานเปนกลุม ใหนักเรียนเขาใจและปฏิบัติไดถูกตอง
เชนเดียวกับการใหความรูและทักษะทางวิชาการตาง ๆ เพราะการรวมมือกับความขัดแยง มีความสัมพันธซึ่งกัน
และกนั
5. กระบวนการกลมุ (Group processing) การปฏิบตั งิ านกลมุ หรอื กระบวนการกลุมเปนองคประกอบ
ที่สําคัญองคประกอบหนึ่งของการเรียนรูแบบรวมมือ กระบวนการจะปรากฏเม่ือสมาชิกกลุมรวมกันอภิปรายจน
บรรลุผลสาํ เรจ็ ตามเปาหมายกลุม โดยทีส่ มาชกิ กลุมทุกคนมีความสัมพันธทีด่ ีตอกัน ดังน้นั กลมุ จะตองอภปิ รายให
สมาชิกกลมุ ทุกคนไดเ ขาใจการปฏบิ ัติงานอยางไรทช่ี ว ยและไมช วยใหง านกลุมประสบผลสําเรจ็ ตามเปาหมาย และ
ชวยตัดสินใจวาพฤติกรรมใดในกลุมท่ีควรปฏิบัติตอไป พฤติกรรมใดควรเปลี่ยนแปลง กระบวนการเรียนรูจะเกิด
อยางตอเน่ืองเปนผลจากการวิเคราะหอยางละเอียดวา สมาชิกปฏิบัติงานรวมกันอยางไร และประสิทธิภาพกลุม
จะพัฒนายิง่ ข้ึนอยา งไร
ขนั้ ตอนในการสอนการเรียนรแู บบรว มมอื
สหวิทยาลัยทวาราวดี (กรมการฝก หดั ครู, 2536, หนา 29) ไดลาํ ดบั ข้ันตอนการเรียน
การสอนการเรียนรูแบบรวมมอื ไว 5 ขัน้ ตอน ดงั น้ี
ข้นั ที่ 1 ขัน้ เตรียม
- ครสู อนทักษะในการเรียนรูแบบรวมมือ
- จัดกลุมนกั เรยี น
- บอกจุดประสงคของบทเรยี น
- บอกจดุ ประสงคข องการทาํ งานรวมกนั
ขั้นท่ี 2 ข้นั สอน
- ครูอธิบายเนอื้ หาบทเรยี น
- ใหงาน
ขั้นที่ 3 นักเรียนทํางานกลมุ
- นกั เรียนทาํ งานกลมุ ตามบทบาทท่ที ุกคนตอ งปฏบิ ตั ิ
ขนั้ ท่ี 4 ตรวจผลงานและทดสอบ
- ครูตรวจผลงาน ( กลุม และ/หรือรายบุคคล )
- ครูทดสอบ ( กลมุ และ/หรือรายบุคคล )
ขั้นท่ี 5 สรุปบทเรยี นและประเมินผลการทาํ งานกลมุ
- ครกู ับนักเรียนชว ยกันสรุปบทเรยี น
- ครูกับนักเรยี นชว ยกันประเมินผลการทํางานกลุม
26
ผลดวี ิธกี ารสอนการเรียนรแู บบรว มมือ
จอหนสันและจอหนสัน (อางใน สุรศักดิ์ หลาบมาลา, 2531, หนา 5) ไดกลาวถึงสาเหตุที่วิธีการสอน
การเรยี นรแู บบรว มมือไดผ ลดกี วาแบบเกาไวด งั นี้
1. เดก็ เกง ที่เขา ใจคําสอนของครูไดดี จะเปล่ียนคําสอนของครูเปนภาษาพูดของเด็ก อธิบายใหเพ่ือนฟง
ได ทําใหเ พอ่ื นเขาใจดขี ้นึ
2. เด็กที่ทําหนาท่ีอธิบายบทเรยี นใหเพ่อื นฟงจะเขา ใจบทเรยี นไดดีขึ้น ครูทกุ คนทราบ
ขอ นดี้ ี คือยงิ่ สอนยง่ิ เขา ใจบทเรียนทีต่ นสอนไดด ยี ิง่ ขนึ้
3. การสอนเพอ่ื นเปน การสอนแบบตวั ตอตวั ทําใหเด็กไดรบั ความเอาใจใสแ ละมีความสนใจมากยงิ่ ขึ้น
4. เดก็ ทุกคนตางก็พยายามชว ยเหลือซึ่งกันและกันเพราะครคู ิดคะแนนเฉลี่ยของท้ังกลุมดวย
5. เดก็ ทกุ คนเขาใจดวี า คะแนนของตนมีสวนชว ยเพ่มิ หรอื ลดคาเฉลยี่ ของกลุม ดังนั้นทกุ คนตอ งพยายาม
อยางเต็มท่ี จะคอยอาศัยเพ่อื นอยางเดยี วไมได
6. เด็กทุกคนมีโอกาสฝก ทักษะทางสงั คม มีหัวหนา กลุม มผี ชู ว ย มีเพ่ือนรว มกลุมเปน
การเรียนรูวิธีการทํางานเปนกลุมหรือเปนทีมงาน ซ่ึงจะเปนประโยชนมากเมื่อเขาสูวงงานอันแทจริงเมื่อโตเปน
ผใู หญแ ลว
7. เด็กไดมีโอกาสเรียนรูกระบวนการกลุมเพราะในการปฏิบัติงานรวมกันนั้นก็ตองมีการทบทวน
กระบวนการทํางานของกลุม เพ่อื ใหป ระสทิ ธิภาพการปฏบิ ัติงานหรือคะแนนของกลุมดีข้นึ
8. เด็กเกงจะมีบทบาททางสังคมในช้ันมากข้ึน เขาจะรูสึกวาเขาไมไดเรียนหรือหลบไปทองหนังสือ
เฉพาะตน เขามีหนา ทีต่ อสงั คมดว ย
9. ในการตอบคําถามในหองเรียน ถา ตอบผดิ เพ่อื น ๆ จะหัวเราะ เมือ่ ทาํ งานเปน ทีมเด็กจะชว ยเหลือซึ่ง
กนั และกัน ถาตอบผิดก็ถอื วา ผดิ ทัง้ ทีม คนอ่นื ๆ อาจจะชว ยเหลือบาง เดก็ ในทมี จะมีความผกู พนั กนั มากข้นึ
จากสาเหตุดังกลาว จะเห็นไดชัดวา วิธีการเรียนรูแบบรวมมือจะสงผลดีกวาแบบเกาที่บทบาทสวน
ใหญอยูท่ีตัวครู เพราะการเรียนรูแบบรวมมือเด็กจะมีการชวยเหลือพ่ึงพาอาศัยซ่ึงกันและกัน รวมกันคิด รวมกัน
ทาํ ซึง่ จะสงผลใหการเรยี นบรรลผุ ลตามจุดมุง หมายที่หลกั สตู รกาํ หนด
รูปแบบการเรยี นรแู บบรวมมือ
ทิศนา แขมมณี (2553, หนา 102–103) ไดแ บง กลุมการเรยี นรทู ใ่ี ชอยโู ดยทั่วไป
มี 3 ประเภทใหญ ๆ ดงั น้ี
1. กลุมการเรยี นรแู บบรว มมืออยา งเปนทางการ (Formal Cooperative Learning Group) กลมุ
ประเภทนี้ ครจู ัดขน้ึ โดยการวางแผน จัดระเบียบ กฎเกณฑ วิธกี ารและเทคนิคตา ง ๆ เพื่อใหผูเ รยี นไดรวมมอื กนั
เรียนรูสาระตาง ๆ อยา งตอ เน่ือง ซ่งึ อาจเปน หลายๆช่ัวโมงติดตอกนั หรือหลายสัปดาหติดตอ กัน จนกระทั่งผเู รยี น
เกิดการเรียนรแู ละบรรลุจุดมุงหมายตามท่ีกําหนด
2. กลมุ การเรียนรแู บบรว มมืออยา งไมเปน ทางการ (Informal Cooperative Learning Group) กลมุ
ประเภทนี้ ครจู ัดข้ึนเฉพาะกิจเปนคร้ังคราว โดยสอดแทรกอยูใ นการสอนปกติอน่ื ๆโดยเฉพาะการสอนแบบ
บรรยาย ครูสามารถจดั กลุม การเรยี นรแู บบรวมมือสอดแทรกเขา ไปเพ่ือชวยใหผ ูเรียนมงุ ความสนใจ หรอื ใช
ความคิดเปน พเิ ศษในสาระบางจุด
3. กลมุ การเรยี นรแู บบรวมมืออยางถาวร (Cooperative Base Group หรอื Long – Term Group)
27
กลมุ ประเภทนี้ เปนกลุม การเรียนรทู ่สี มาชกิ กลมุ มปี ระสบการณก ารทาํ งาน / การเรยี นรรู วมกันมานานมากกวา 1
หลักสูตร หรือภาคการศกึ ษา จนกระทง่ั เกดิ สมั พันธภาพท่ีแนนแฟม สมาชกิ กลุม มีความผูกพนั หว งใย ชวยเหลอื
กันและกันอยางตอเนื่อง
ในการเรียนรแู บบรวมมือ มกั จะมีกระบวนการดําเนนิ งานท่ีตองทาํ เปน ประจาํ เชน การเขยี นรายงาน
การเสนอผลงานของกลุม การตรวจผลงาน เปนตน ในกระบวนการท่ใี ชหรือดําเนินการเปน กจิ วัตรในการเรยี นรู
แบบรวมมือนี้ เรียกวา Cooperative Learning Scripts ซ่ึงหากสมาชกิ กลมุ ปฏบิ ตั อิ ยางตอเนื่องเปนเวลานาน จะ
เกดิ เปนทักษะที่ชาํ นาญในท่สี ุด ทศิ นา แขมมณี (2553, หนา 266 – 271) ไดเสนอกระบวนการเรยี นการสอน
ของรูปแบบการเรียนรแู บบรว มมอื ทัง้ หมด 8 รูปแบบ ซ่ึงสอดคลองกับ สรุ ศักดิ์ หลาบมาลา (2535, หนา 97) ได
กลา วถึงรูปแบบการเรียนรูแ บบรวมมือทน่ี ยิ มใชกัน 8 รปู แบบ ดังนี้
1. การเรียนการสอนแบบกลุมแขงขันแบบแบงตามผลสัมฤทธิ์ (Student Teams – Achievement
Divisions หรือ STAD) สมาชิกในกลุมมี 4 คน ระดับสติปญญาตางกัน เชนเกง 1 คน ปานกลาง 2 คน และ
ออน 1 คน ครูกําหนดบทเรียนและงานของกลุมไว แลวครูสอนบทเรียนใหนักเรียนทั้งช้ัน แลวใหกลุมทํางาน
ตามกําหนด นักเรียนในกลุมชวยเหลือกัน เด็กเกงชวยและตรวจงานของเพื่อนใหถูกตองกอนนําสงครู ครู
จัดลาํ ดับคะแนนของทุกกลุมและปดประกาศใหทกุ คนทราบ
2. เกมการแขงขันเปนทีม (Team Game Tournament หรือ TGT.) จัดกลุมเชนเดียวกับ STAD แต
ไมม ีการสอบทุกสัปดาห แตละทมี ทมี่ ีความสามารถเทากนั จะแขงขันกันตอบปญหา จะมกี ารจัดกลมุ ใหมท ุกสัปดาห
โดยพจิ ารณาจากความสามารถของแตละบคุ คล
3. การเรียนการสอนกลุมเพ่ือนชวยเหลือเพื่อนเปนรายบุคคล (Team Assisted Individualization
หรือ TAI) สมาชิกของกลุม 4 คน มีระดับความรูตางกัน ใชสําหรับระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 3-6 ครูเรียก
เด็กทีม่ ีความรูร ะดบั เดยี วกันของแตล ะกลุมมาสอน ความยากงา ยของเนื้อหาวชิ าทีจ่ ะสอนแตกตา งกัน เดก็ กลบั ไป
ยังกลุมของตนและตางคนตางทํางานท่ีไดรับมอบหมายแตชวยเหลือซึ่งกันและกัน ทุกคนทําขอสอบโดยไมมีการ
ชว ยเหลือกัน มกี ารใหร างวัลทีมที่ทําคะแนนไดดีกวา เดมิ
4. การเรียนรูแบบรวมมือผสมผสานการอานและการเขียน (Cooperative Integrated Reading and
Composition หรือ CIRC) ใชสําหรับวิชาอานเขียนและทักษะอ่ืน ๆ ทางภาษา สมาชิกในกลุมมี 4 คน มีพ้ืน
ความรูเทากัน 2 คน อีก 2 คน ก็เทากันแตตางระดับความรูกับ 2 คนแรก ครูจะเรียกครูท่ีมีระดับความรูเทากัน
จากทุกกลุมมาสอนแลวใหกลับเขากลุม แลวเรียกคูตอไปจากทุกกลุมมาสอน คะแนนของกลุมพิจารณาจาก
คะแนนสอบของสมาชิกกลมุ เปนรายบคุ คล
5. เทคนิคการตอบทเรียน (Jigsaw) ใชสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3-6 สมาชิกในกลุมมี 6
คน ความรูตางระดับกัน สมาชิกแตละคนไปเรียนรวมกับสมาชิกของกลุม อื่น ๆในหัวขอที่แตกตางกันออกไป
แลวทุกคนกลับมายังกลุมของตนและสอนเพื่อนในสิ่งท่ีตนไปเรียนรวมกับสมาชิกของกลุมอ่ืน ๆ มา การ
ประเมนิ ผลเปนรายบคุ คลแลว รว มเปน คะแนนของกลุม
6. เทคนิคการตอบทเรียน 2 (Jigsaw 2) สมาชิกในกลุมมี 4-5 คน นักเรียนทุกคนเรียนบทเรียน
เดียวกัน สมาชิกแตละคนในกลุมใหค วามสนใจในหวั ขอยอยในบทเรียนตางกัน ใครที่สนใจในหัวขอเดียวกันจะไป
ประชุมกันคนควาและอภิปรายแลวกลับมาที่กลุมเดิมของตน แลวสอนเพื่อนในเร่ืองที่ตนเองไปประชุมกับสมาชิก
28
ของกลุมอ่ืนมา ผลการสอบของแตละคนเปนคะแนนของกลุม กลุมท่ีทําคะแนนรวมไดดีกวาครั้งกอนจะไดรับ
รางวลั
7. การเรียนดวยกัน (Learning Together) สมาชิกในกลุมมี 4-5 คน ระดับความรูแตกตางกัน ใช
สําหรับนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปท่ี 2-6 เด็กแตละกลุมทํางานตามท่ีครูมอบหมาย คะแนนของกลุมพิจารณาจาก
คะแนนของกลุม
8. การสืบสวนสอบสวนเปนกลุม (Group Investigations) สมาชิกในกลุมมี 2-6 คน แตละกลุมเลือก
หัวขอเรื่องท่ีตองการคนควา สมาชิกในกลุมแบงงานกันทํา และเสนอผลงานหรือรายงานหนาชั้น การใหรางวัล
หรอื คะแนนใหเ ปน กลุม
การพัฒนากิจกรรมสิ่งแวดลอมศึกษาสําหรับเยาวชนมีความสําคัญที่จะชวยสงเสริมการเรียนรูเก่ียวกับ
ธรรมชาติและส่ิงแวดลอมรอบตัวเราสนุกและนาตื่นเตน และสรางความตระหนักตอการอนุรักษ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม กิจกรรมตางๆ จะชวยใหการศึกษาเยาวชนและสงเสริมใหมีสวนรวมในการ
อนุรักษและปองกันทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม การวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อสรางรูปแบบกิจกรรมคาย
ส่ิงแวดลอมศึกษาเพ่ือการอนุรักษและปองกันทรัพยากรปาไม กลุมตัวอยางเปนเยาวชน จํานวน ๓๐ คน จาก
จงั หวัดกาฬสนิ ธุ ไดจากการสมัครใจ เครอื่ งมือท่ีใชในการวิจัย ไดแก คมู ือกิจกรรมการเรียนรู แบบสอบถามความรู
เกี่ยวกับส่ิงแวดลอม แบบวัดความตระหนักตอสิ่งแวดลอมและแบบวัดการมีสวนรวมในการอนุรักษและปองกัน
ทรัพยากรปา ไม การวิเคราะหขอมูลโดยใชส ถติ ิ คา เฉลยี่ และคา
สว นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน สถติ ที่ใชในการทดสอบสมมติฐาน ไดแก One-way MANCOVA และ One-way
ANCOVA ผลการวิจัยพบวา รูปแบบกิจกรรมคายสิ่งแวดลอมศึกษาที่ออกแบบมีประสิทธิภาพ เทากับ๘๗.๕๔/
๘๕.๒๒ และความรูเก่ียวกับสิ่งแวดลอม ความตระหนักตอส่ิงแวดลอมและการมีสวนรวมในการอนุรักษและ
ปอ งกันทรัพยากรปาไมของเยาวชนเพ่ิมข้ึนหลงั การเขา รวมกิจกรรมคา ยสิ่งแวดลอ มศกึ ษา
อยางมีนยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .๐๕ และเยาวชนทมี่ อี ายตุ า งกันมีความรูเ กย่ี วกบั ส่งิ แวดลอม ความ
ตระหนักตอสิ่งแวดลอมและการมีสวนรวมในการอนุรักษและปองกันทรัพยากรปาไมตางกันโดยสรุปกิจกรร มคาย
สิ่งแวดลอมศึกษาท่ีพัฒนาสําหรับเยาวชนจังหวัดกาฬสินธุมีประสิทธิภาพชวยพัฒนาความรูเก่ียวกับส่ิงแวดลอม
ความตระหนักตอส่ิงแวดลอมและการมีสวนรวมในการอนุรักษและปองกันทรัพยากรปาไมของเยาวชน ดังน้ัน
หนวยงานท่เี ก่ยี วขอ งควรใชรูปแบบนส้ี ําหรบั คา ยส่ิงแวดลอมศึกษาเพื่อพัฒนาความรเู กย่ี วกับสิง่ แวดลอมและความ
ตระหนักตอ สิง่ แวดลอ มสําหรบั เยาวชน
คําสาํ คญั : การพัฒนารปู แบบ กิจกรรมคา ยส่งิ แวดลอ มศกึ ษา การอนุรักษและการปองกัน ทรพั ยากร
ปาไม
4. ความรูเกี่ยวกบั เชอ้ื ไวรสั โคโรนา (Coronaviruses)
4.1 เช้ือกอโรค
เช้ือไวรัสโคโรนา (CoVs) เปนไวรัสชนิดอารเอ็นเอสายเด่ียว (single stranded RNA virus) ในFamily
Coronaviridae มีรายงานการพบเชื้อมาตั้งแตช วงป ค.ศ. 1965 โดยสามารถตดิ เชือ้ ไดท้ังในคนและสัตว เชน หนู
ไก วัว ควาย สุนัข แมว กระตาย และสุกร ประกอบดวยชนิดยอยหลายชนิดและทําใหแสดงในระบบตาง ๆ เชน
ระบบทางเดินหายใจ (รวมถึงโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซารส ; SARSCoV) ระบบทางเดินอาหาร
ระบบประสาท หรือระบบอื่น ๆ
1.2 ระบาดวิทยาของเช้ือ
เช้อื ไวรสั โคโรนา (CoVs) พบไดทั่วโลก โดยในเขตอบอุน (temperate climates) มกั พบเชอื้ โคโรนาไวรัส
ในชวงฤดูหนาวและฤดูใบไมผลิ การติดเชื้อโคโรนาไวรัสอาจทําใหเกิดอาการในระบบทางเดินหายใจสวนบนไดถึง
29
รอยละ 35 และสัดสวนของโรคไขหวัดที่เกิดจากเช้ือโคโรนาไวรัสอาจสงู ถึงรอยละ 15 การติดเชื้อพบไดในทุกลุม
อายุ แตพบมากในเด็ก อาจพบมีการติดเชื้อซ้ําได เนื่องจากระดับภูมิคุมกันจะลดลงอยางรวดเร็วภายหลังการติด
เชื้อ สําหรับการติดเช้ือทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซารส (SARS CoV) พบการระบาดป
พ.ศ. 2546 โดยพบเริ่มจากประเทศจีนแลวแพรกระจายไปท่ัวโลกพบรายงานผูปวยโรคซารสทั้งสิ้นมากกวา
8,000 ราย และเสียชวี ิตมากกวา 750 ราย
1.3 ลักษณะโรค
การติดเชื้อไวรัสโคโรนาในระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Coronaviruses) อาจทําใหเกิดอาการไข
ออนเพลีย ปวดศีรษะ มีนํ้ามูก เจ็บคอ ไอ โดยในทารกที่มีอาการรุนแรง อาจมีลักษณะของปอดอักเสบ
(Pneumonia) หรือ หลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) ในเด็กโตอาจมีอาการของหอบหืด(Asthma) สวนใน
ผใู หญ อาจพบลกั ษณะปอดอกั เสบ (Pneumonia) หลอดลมอกั เสบเรอ้ื รงั (Chronicbronchitis) หรือการกลบั เปน
ซ้ําของโรคหอบหืดได และอาจทําใหเกิดอาการรุนแรงไดมากในผูสูงอายุหรือผูที่ภูมิคุมกันบกพรอง โดยพบการตดิ
เช้ือแบบไมแสดงอาการไดในทุกอายุ และหากแสดงอาการมักพบรวมกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจอ่ืน ๆ
เชน Rhinovirus, Adenoviru หรือเชื้ออื่นๆ การติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซารส (Severe
Acute Respiratory Syndrome; SAR CoV) จะพบมีอาการไข ปวดศีรษะ ออนเพลีย หรืออาการคลายไขหวัด
ใหญ แลว มีอาการไอ และหอบเหนอื่ ยอยางรวดเร็ว ซึง่ อัตราตายจะสูงขึน้ ในผูป ว ยสูงอายุ หรือมีโรคประจาํ ตัว
การติดเช้ือโคโรนาไวรัสในระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Coronaviruses) มักพบบอยในเด็ก
แรกเกิด และทารกอายุนอยกวา 1 ป หรืออาจพบในผูใหญที่มีภูมิคุมกันบกพรอง โดยพบเช้ือไดแมผูปวยไมแสดง
อาการ และไมม ีฤดูกาลการเกดิ โรคที่แนนอน
1.4 ระยะฟก ตวั ของโรค
โดยเฉล่ียประมาณ 2 วัน (อาจมีระยะฟกตัวนานถึง 3 – 4 วัน) สําหรับโรคซารสอาจใชระยะฟกตัว 4 –
7 วนั (อาจนานถงึ 10 – 14 วนั )
1.5 วิธีการแพรโรค : แพรกระจายเช้ือจากการสัมผัส (Contact) กับสารคัดหล่ังจากทางเดินหายใจ
หรอื แพรก ระจายเชอ้ื จากฝอยละอองนํ้ามกู น้ําลาย (Droplet) จากผปู วยทม่ี ีเช้อื โดยการ ไอ หรือจาม
1.6 การปองกัน :
1. ออกกําลังกายสมาํ่ เสมอและพักผอ นใหเพียงพอ
2. รับประทานอาหารที่มีประโยชนแ ละครบ 5 หมู
3. ไมค ลุกคลใี กลชิดกบั ผปู ว ย
4. แนะนําใหผ ปู ว ยใสหนากากอนามยั ปด ปากปดจมูกเวลา ไอ หรือจาม
5. ควรลางมือบอ ย ๆ ดว ยนํ้าและสบู โดยเฉพาะเมื่อสัมผสั กับสารคดั หลง่ั จากผปู วย กอน
รับประทานอาหาร และหลงั ขับถา ย
6. ควรหลกี เล่ียงการเขาไปในพน้ื ทแ่ี ออัด หรอื ทชี่ มุ ชนสาธารณะท่ีมีคนอยเู ปน จาํ นวนมาก เพื่อ
ลดความเสีย่ งในการติดโรค
30
5. หลักและแนวคิดเกี่ยวกับการประเมนิ โครงการ
5.1 ความหมายของการประเมนิ โครงการ
สมหวัง พิธิยานุวัฒน (2524, หนา 1) ไดใหความหมายของการประเมินโครงการไววาเปนกระบวนการ
เพ่ือใหไดมาซึ่งขอมูลสารสนเทศสําหรับการตัดสินคุณคาของโครงการ ผลผลิตกระบวนการจุดมุงหมายของ
โครงการ หรือทางเลือกตาง ๆ เพื่อนําไปปฏิบัติใหบรรลุจุดมุงหมาย จุดเนนของการประเมินคือการเก็บรวบรวม
และวิเคราะหข อ มูลอยางเปนระบบ เพื่อใหไ ดข อสนเทศ เพ่อื ตัดสนิ คุณคาของส่ิงหนึ่งส่ิงใดโดยเฉพาะ
ไพศาล หวังพานิช (2533, หนา 25 – 26) ไดใหความหมาของการประเมินโครงการไววาการประเมิน
โครงการเปนกระบวนการกาํ หนดคณุ คาของโครงการนั้นวาดีมีประสทิ ธภิ าพและไดผ ลเพยี งใด
สุวมิ ล ตริ กานนั ท (2543, หนา 2) กลาววาการประเมนิ โครงการเปน กระบวนการท่ีเกิดขึ้นในทุกขั้นตอน
ของกระบวนการดําเนินงานเพื่อใหไดสารสนเทศท่ีสามารถใชในการพิจารณาการดําเนินการ ซึ่งจะทําใหการ
ดําเนินการเปนไปไดอยางทันทวงที ในทางตรงกันขามผลการประเมินจะไมเกิดเทาที่ควร หากผลนั้นไมสามารถใช
ในเวลาท่ีเหมาะสม
จากความหมายขา งตนสรุปไดวา ความหมายการประเมนิ โครงการสรุปไดวาเปนกระบวนการดาํ เนินงานที่
ใหไดมาซ่ึงขอมูล สารสนเทศสําหรับการตัดสินคุณภาพคุณคาของโครงการวามีระดับคุณภาพ และคุณคาอยางไร
นาํ ไปใชพัฒนาสบื เนื่องตอไปไดอยา งไร
5.2 ความมงุ หมายของการประเมินโครงการ
หลักการดําเนินงานใด ๆ จะตองมีการติดตามผลงานหรือประเมินผลงานท่ีไดรับมอบหมายไปดําเนินการ
การติดตามผลงานเปนการประเมินวธิ หี น่งึ เพื่อตรวจสอบวางานใดดาํ เนินตอไปอยา งไรเปน การปองกันไมใหงานแต
ละชวงแตล ะตอนดาํ เนินการผิดจดุ ประสงคและเปาหมายเพ่อื เปน การเพ่ิมประสิทธิภาพในการทาํ งานและทาํ ใหการ
ดําเนินงานนั้นมีโอกาสประสบความสําเร็จตามจุดประสงคและเปาหมายที่กําหนดไวมากยิ่งขึ้นบทบาทหนาท่ีของ
การศึกษาในปจจุบันโดยเฉพาะโรงเรียนที่มีขอบขายขยายกวางและซับซอนมากขึ้น เพราะความเติบโตและเจริญ
งอกงามของสงั คม ความตองการของสังคมเปลย่ี นแปลงไปตามสภาพของสังคม
ซึง่ ปจจุบนั โรงเรยี นไมไ ดมีหนาที่สอนเพียงอยางเดียวแตตองเกยี่ วของประสานงานกับชมุ ชน
สังคมและครอบครัวของนักเรียนโรงเรียนจําเปนตองบริหารงานใหดําเนินไปตามนโยบายของการดู แลชวยเหลือ
นักเรียนในโรงเรียนตองดําเนินตามแผนโครงการที่กําหนดจากนโยบายสูงสุด ดังน้ันจึงตองมีการติดตามและ
ประเมินโครงการเพ่ือใหงานดําเนินไปตามวัตถุประสงคจึงทําใหการประเมินโครงการมีความมุงหมายและ
ความสําคญั ตามความคดิ เหน็ ของนักวิชาการในหลายแงมุม ดังตอ ไปนี้
ประชมุ รอดประเสริฐ (2539, หนา 74 – 75) ไดก ลาวถึงความหมายการประเมินโครงการของ มิตเชล
(Mizel) และการประเมินโครงการท่ีมีความหมายเฉพาะของ คนอกซ (Knox) วาการประเมินโครงการมีความมุง
หมาย 3 ประการ
1. เพอื่ แสดงผลการพจิ ารณาถึงคณุ คาของโครงการ
2. เพอื่ ชว ยใหผูท ่ีตัดสินใจมีการตัดสนิ ใจที่ถกู ตอ ง
3. เพื่อการบรกิ ารขอมูลแกฝ า ยการเมอื ง เพ่อื ใชในการกาํ หนดนโยบาย การประเมินโครงการ
ความมุงหมายเฉพาะ ดังตอ ไปน้ี
1. เพื่อแสดงถึงเหตุผลท่ีชัดเจนของโครงการอันเปนพ้ืนฐานที่สําคัญของการตัดสินใจวาลักษณะใดของ
โครงการมคี วามสําคญั มากที่สดุ ซ่ึงจะตองทําการประเมนิ เพื่อหาประสิทธภิ าพและขอมูลชนิดใดจะตองเกบ็ รวบรวม
เพอื่ การวเิ คราะห
2. เพื่อรวบรวมหลักฐานความเปนจริง และขอมูลที่จําเปน เพื่อนําไปสูการพิจารณาประสิทธิผลของ
โครงการ
31
3. เพือ่ การวิเคราะหข อ มลู และขอ เท็จจรงิ ตาง ๆ เพือ่ การนําไปสูก ารสรปุ ผลของโครงการ
4. การตัดสนิ ใจวาขอมลู หรอื ขอ เทจ็ จริงใดสามารถนาํ ไปใชได
สรุปไดวา การประเมินโครงการ มคี วามมงุ หมายเพอ่ื แสดงผลการพิจารณาถึงคณุ คา ของโครงการ
เพ่ือนาํ ขอ มลู ไปวเิ คราะหหาประสทิ ธิภาพของโครงการ เพื่อชว ยใหผมู ีอํานาจสามารถนาํ ไปตัดสนิ ใจและนาํ ไปใชได
โดยคํานงึ ถงึ ความสําคัญของโครงการวา มีความเหมาะสมเพียงใด บรรลุตามวตั ถุประสงคหรือไม
เพราะผลการประเมินจะเปนตัวกระตุนใหการดําเนินงานมีขอบกพรองนอยลงขณะเดียวกันก็เปนการเพ่ิม
ประสิทธภิ าพใหม ากขน้ึ ในการดาํ เนินงานแตละโครงการ
3. ประโยชนของการประเมินโครงการ
จากความมงุ หมายและความสาํ คัญดังกลา วแลว พอสรุปไดว า การประเมินโครงการมีประโยชนดงั ตอไปนี้
1. การประเมินโครงการชวยใหกําหนดวัตถุประสงคและมาตรฐานของการดําเนินงานมีความชัดเจนดัง
กลา วคอื กอ นที่จะนาํ โครงการไปใชยอ มจะไดร บการตรวจสอบอยางละเอียดจากผบู รหิ ารและผูป ระเมินสวนใดท่ีไม
ชัดเจน เชน วัตถุประสงคหรือมาตรฐานการดําเนินงานหากขาดความแนนอนที่แจมชัดจะตองไดรับการปรับปรุง
แกไ ขใหม คี วามถูกตองชัดเจนเสียกอ น
2. ประโยชนเต็มที่ท้ังนี้เพราะการประเมินโครงการจะตองวิเคราะหทุกสวนของโครงการขอมูลใดหรือ
ปจจัยใดท่ีเปนปญหาจะไดรับการปรับปรุงแกไขเพ่ือใหสามารถปฏิบัติงานหรือใชในการปฏิบัติงานอยางเหมาะสม
กับคุณคาทรัพยากรทุกชนิดจะไดรับการจัดสรรใหอยูในจํานวนหรือปริมาณที่เหมาะสมเพียงพอแกการดําเนินงาน
ทรพั ยากรทไี่ มจ าํ เปน หรือมมี ากเกนิ ไป จะไดร บั การตัดทอน และทรัพยากรใดที่ขาดจะไดรับการจดั สรรเพิม่ เติม
3. การประเมินโครงการชว ยใหแผนงานบรรลวุ ัตถุประสงค เพราะโครงการเปน สวนหน่ึงของแผนดงั น้ีเม่ือ
โครงการไดร ับการตรวจสอบวิเคราะหป รบั ปรงุ แกไ ขเพ่ือใหด าํ เนินไปดว ยดี
4. การประเมินโครงการมีสวนชวยใหการแกปญหาอันเกิดจากผลกระทบ (impact) ของโครงการและทํา
ใหโ ครงการมขี อทีท่ าํ ใหความเสียหายลดนอ ยลง
5. การประเมนิ โครงการมีสวนชว ยอยางสาํ คัญในการควบคมุ คุณภาพของงานเพราะการประเมนิ โครงการ
มีการตรวจสอบ และควบคมุ ชนิดหน่ึง
6. การประเมินโครงการมีชวยในการสรางขวัญและกําลังใจใหผูปฏิบัติงานตามโครงการเพราะการ
ประเมินโครงการไมใชเปนการควบคุมบังคับบัญชาหรือสั่งการแตเปนการศึกษาวิเคราะหเพ่ือปรับปรุงแกไขและ
เสนอแนะวธิ ีการใหม ๆเพื่อใชใ นการปฏบิ ตั ิโครงการยอมจะนํามาซง่ึ ผลงานท่ดี เี ปนทยี่ อมรบั ของผเู กี่ยวของทงั้ ปวง
7. ผลของการประเมินโครงการอาจเปนขอมูลอยางสําคัญในการวางแผนหรือกําหนดนโยบายของ
ผูบรหิ ารและฝายการเมอื ง
8. การประเมนิ โครงการชว ยในการตัดสินใจในการบริหารโครงการ กลา วคือการประเมินโครงการจะชวย
ใหผูบริหารไดทราบถึงอุปสรรคและปญหา ขอดี ขอเสียความเปนไปไดและแนวทางในการปรับปรุงแกไขในการ
ดําเนินการโครงการโดยขอมูลดังกลาวแลวจะชวยใหผูบริหารตัดสินใจวาจะดําเนินโครงการน้ันตอไป หรือยุติ
โครงการนนั้
6. วจิ ยั ท่เี กยี่ วขอ งกับการจดั กิจกรรมส่ิงแวดลอมศกึ ษา
ผศ.ดร.พงศเทพ สุวรรณวารี (๒๕๕๕ : บทคัดยอ) ชื่อเร่ือง การจัดการขยะและนํ้าเสียโดยชุมชนมีสวน
รว ม ในเขตเทศบาลนคร นครราชสมี า
ปญหาความเนา เสยี ของแมนา้ํ ลําตะคองสว นทผ่ี า นเทศบาลนครนครราชสมี า มีมานานและยังไมไดรบั การ
แกไขใหเสร็จส้ินไปได การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อสงเสรมิ ใหเกิดการจัดการขยะและนํ้าในระดับ ชุมชน โดย
ชุมชนมีสวนรวมโดยมุงเนนชุมชนท่ีต้ังอยูบริเวณสองฝงแมนํ้าลําตะคอง การศึกษานี้จัดเปนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
แบบมีสวนรวม โดยคณะผูวิจัยไดจัดการประชุม อบรม และ นําหัวหนาหรือตัวแทนชุมชนท่ีสมัครใจเขารวม
32
โครงการ เดินทางไปทัศนศึกษา ดูตัวอยางแหงความสําเร็จ เพื่อใหเกิดความรูความเขาใจ และเห็นแนวทางในการ
จดั การของเสยี ในชมุ ชนของตนเอง จากนนั้ ใหแ ตล ะ ชุมชนลงมอื ทํากิจกรรม โดยมีการติดตามเดอื นละ ๑ คร้ัง เปน
เวลา ๗ เดือน ทําการรวบรวมขอมูลและ ทัศนคติในการจัดการส่ิงแวดลอมของแตละชุมชน โดยการสังเกตและ
สัมภาษณจํานวน ๒๑๐ ตัวอยาง มกี าร ติดตามคณุ ภาพนํา้ ในลําตะคองทัง้ กอนและหลงั กาดําเนนิ การ ผลการศึกษา
พบวา ประชาชนในชุมชนที่เขารวมโครงการท้ัง ๗ ชุมชน มีความรูความเขาใจ มีทัศนคติ และจิตสํานึกที่ดีในการ
อนุรักษสิ่งแวดลอม และการจัดการของเสียในชุมชนมากแตเน่ืองจากองคประกอบ ภายในชุมชนที่แตกตางกัน
ประกอบกับสภาพพ้ืนที่อยูอาศัยที่แออัด ลักษณะการดําเนินชีวิตท่ีเรงรีบ ประชาชนมีอาชีพรับจางทั่วไปเปนสวน
ใหญ จึงทําให ขาดความใสใจ เลิกกิจกรรมในท่ีสุดมีเพียงชุมชน มิตรภาพซอย ๔ และชุมชนทาวสุระซอย ๓ ท่ี
ดาํ เนนิ กิจกรรมของโครงการอยางตอเนื่อง ชุมชนมติ รภาพ นอกจากจะมีกลุม เยาวชนท่ีรว มกิจกรรมอยางสม่าํ เสมอ
ยังมีสภาพพน้ื ทเี่ ปนการเกษตร จึงเห็นประโยชนข อง การทํานํา้ หมักชีวภาพ นาํ ไปใชใ นการเกษตร การดบั กลิน่ และ
บาํ บดั นํา้ เสียแตก็ยังไมส ามารถทําใหเ กดิ การ ปรับปรงุ คณุ ภาพนํา้ ลําตะคองได เพราะมีปริมาณนอยสว นชุมชนทาว
สุระซอย ๓ น้ัน มีผูนําชุมชนที่สนใจและ มีการนําน้ําหมักชีวภาพไปใชประโยชนดานอ่ืนๆ นอกจากน้ีเครือขาย
เยาวชนสิ่งแวดลอม ซึ่งเปนนักเรียนจาก โรงเรียนเทศบาล ๔ ซ่ึงเปนสถานศึกษาเพียงแหงเดียวท่ีเขารวมโครงการ
ก็เปนกําลังสําคัญในการเผยแพร ความรูดานสิ่งแวดลอมไปยังผูปกครอง ทําใหความรูดานสิ่งแวดลอมมีการ
กระจายตวั ออกไปมากขน้ึ
คําสาํ คัญ: การจัดการส่ิงแวดลอม ลาํ ตะคอง การมสี ว นรวม น้ําเสยี การจัดการขยะ
สมยศ วิเชียรนิตย, ประยูร วงศจันทรา, บัญญัติ สาลี (๒๕๕๙ : บทคัดยอ) ช่ือเร่ือง การพัฒนารูปแบบ
กิจกรรมคายสิ่งแวดลอมส่ิงแวดลอมศึกษาในการอนุรักษและปองกันทรัพยากรปาไมสําหรับเยาวชนจังหวัด
กาฬสนิ ธุ
บทที่ 3
วธิ ดี ําเนนิ การ
รายงานผลการจัดกจิ กรรมตามโครงการสงิ่ แวดลอมศึกษาเพื่อเปนแนวทางในการพัฒนาและสง เสรมิ การจัด
กิจกรรมสง่ิ แวดลอมศึกษาในโรงเรียน และ ไดนําวงจรคุณภาพของเดมิ่ง PDCA มาใชในการดาํ เนนิ การ
4 ข้นั ตอนดงั น้ี
1. ขัน้ ตอนการรว มกันวางแผน (Plan)
2. ขั้นตอนการรว มกันปฏบิ ัติ ( Do)
3. ขนั้ ตอนการวมกันประเมนิ ( Check )
4. ข้ันตอนการรว มปรับปรุง ( Act)
1. ขน้ั ตอนการรวมกนั วางแผน (Plan)
ข้นั ตอนนี้เปนการวางแผนการดาํ เนนิ การโดยมีข้นั ตอน ดงั นี้
1.1 ประชมุ ปรึกษารวมกบั ศกึ ษานเิ ทศกท ่ีเก่ยี วของ
1.2 จัดทาํ โครงการ สง่ิ แวดลอ มศึกษา จดั ทาํ คาํ สงั่ แตง ต้ังคณะกรรมการวางแผนจดั ทําเครือ่ งมือ คูมือ
เคร่อื งมอื นเิ ทศ แบบฟอรมการรายงาน และ แนวทางการพัฒนาโรงเรยี นสง่ิ แวดลอมการ การจัดการขยะ และการ
ลดใชพลังงาน โรงเรียน เสนอผูบ รหิ ารเพือ่ พจิ ารณาเหน็ ชอบ
1.3 แตง ต้งั คณะกรรมการผรู ับผดิ ชอบเกย่ี วกบั การจดั กิจกรรมแตล ะงานแตก ิจกรรมตาม ความเหมาะสม
วางแผนการดําเนินงาน
1.4 สรา งความเขา ใจกับครเู พ่ือกําหนดแนวทางในการดําเนินการกาํ หนดแผนงาน /timeline
1.5 ตดิ ตอประสานงานเตรยี มความพรอ ม ท้งั ดา นสถานที่ พาหนะในการเดินทางของคณะกรรมการ
1.6 กําหนดระยะเวลาในการดําเนนิ การ และวธิ ีประเมนิ ผล
2. ข้ันตอนการรว มกนั ปฏิบตั ิ (Do)
การปฏิบัติงานตามแผนงานทว่ี างไวโดยมขี ั้นตอนในการดาํ เนินงาน ดังนี้
2.1 บันทกึ เสนอผูบรหิ ารเพอ่ื ขออนมุ ตั ดิ าํ เนินการ
2.2.1 วิเคราะหปญ หา
2.2.2 สํารวจขอมลู กิจกรรมโรงเรยี นส่งิ แวดลอมโรงเรียนในสงั กัด
2.2.3 ทําหนังสอื เชิญคณะกรรมการ หาแนวทางการจดั ทําเครอ่ื งมอื คูมือ เคร่ืองมือนิเทศ
แบบฟอรม รายงาน และแนวทางการพัฒนาโรงเรยี นสิ่งแวดลอมการ การจัดการขยะ และการ
2.2.4 ประชมุ เชิงปฏบิ ตั กิ ารคณะทํางาน
2.2.5 ดาํ เนนิ ประชุมคณะกรรมการ เพื่อจัดทําเครือ่ งมอื คมู อื เคร่อื งมือนเิ ทศ แบบฟอรม
รายงาน และแนวทางการพฒั นาโรงเรยี นส่งิ แวดลอ มการ การจัดการขยะ และการลดใชพลังงาน
2.2.6 กจิ กรรมแลกเปล่ยี นเรยี นรกู ับคณะกรรมการดําเนินงานและคณะครู
2.2.7 จดั พิมพแ ละสาํ เนาคูมือ และแนวทางการดําเนนิ การพัฒนาโรงเรียนส่งิ แวดลอ มการ การ
จดั การขยะ และการลดใชพลังงาน สูโ รงเรยี น
2.2.8 ทําหนงั สือแจงโรงเรียน ใหน ําคมู ือและแนวทางการพฒั นาโรงเรยี นสิ่งแวดลอ มการ การ
จัดการขยะ และการลดใชพ ลังงานและแบบฟอรม รายงานใหโรงเรยี นนําไปใช
2.2.9 แลกเปลีย่ นเรยี นรู (PLC) กับคณะกรรมการดาํ เนนิ งานและคณะครู
34
2.2.10 สะทอนผลการจดั กจิ กรรม หรอื โครงการสิง่ แวดลอมในโรงเรียน
3. ขนั้ ตอนการรวมกันประเมิน (Check)
3.1 นิเทศ ตดิ ตามการนาํ คมู ือการจดั กจิ กรรมสิง่ แวดลอ มศึกษาและแนวทางการดําเนินการพัฒนา
โรงเรยี นสิง่ แวดลอ มการ การจัดการขยะ และการลดใชพ ลังงาน โรงเรียนในสังกดั ทุกโรง
3.2 รวบรวมและประเมินขอมลู จากท่ีโรงเรียนรายงาน
3.3 ประชุมสรุปโครงการการดําเนินการประเมินผลการจัดกิจกรรมตามโครงการส่ิงแวดลอมศึกษาใน
โรงเรยี นรว มกับคณะกรรมการสรุปการดาํ เนินโครงการและประชมุ สรุปโครงการ
3.4 รายงานผลการดําเนนิ งานตอผบู ริหาร
4. ขั้นตอนการรว มปรับปรุง (Act)
4.1 จัดประชุมเชิงปฏิบตั ิ การสะทอนผลการจัดกิจกรรมพัฒนาโรงเรียน โดยการนาํ ผลการสรปุ มาประเมนิ
วเิ คราะห โครงการ เคร่ืองมือ คูมือ และแนวทางการดําเนินการพฒั นาโรงเรียนสิ่งแวดลอมการ การจัดการขยะ
และการลดใชพลงั งาน เพ่อื ปรับปรงุ หรือพัฒนาตอไป และสงั เคราะหรปู แบบ การดําเนนิ การใหมท่ีเหมาะสม
สําหรับการดาํ เนนิ การ ในปตอไป
4.2 สรุปผลและรายงานผลโครงการ
คณะกรรมการฝายประเมินผล สรุปผลการดําเนินงาน ปญหา อุปสรรค และขอเสนอแนะ และจัดทํา
รายงานเปน รูปเลม เพ่ือเปน ประโยชนต อการพัฒนาโครงการตอ ไป
บทที่ 4
ผลการดําเนนิ การและวเิ คราะหข อมลู
ผลการจัดกจิ กรรมตามโครงการสงิ่ แวดลอ มศึกษา สามารถสรปุ ตามขัน้ ตอนในการดําเนินงาน ดงั น้ี
ขนั้ ตอนการรวมกนั วางแผน (Plan)
ขั้นตอนนี้เปนการวางแผนการดําเนินการโดยมีข้ันตอน พบวา การประชุมปรึกษารวมกันระหวาง
ผรู บั ผิดชอบโครงการและ แลวขยายผลสูโ รงเรยี นไดร ับความรว มมือและสนับสนนุ การทําโครงการเปนอยางดี และ
นําเสนอผูบริหารเพ่ือพิจารณาเห็นชอบโครงการไดรับการอนุมัติโครงการ ผูรับผิดชอบโครงการจึงไดดําเนินการ
แตงต้ังคณะกรรมการผูรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมแตละงานแตกิจกรรมตามความเหมาะสม แลวสราง
ความเขาใจกับโรงเรียน ผูบริหาร คณะครู เพ่ือกําหนดแนวทางในการดําเนินการ ติดตอประสานงานเตรียมความ
พรอม ทั้งดานสถานที่ พาหนะในการเดินทาง(ถามี) และกําหนดระยะเวลาในการดําเนินการ และวิธีประเมินผล
ตามลาํ ดบั
ขนั้ ตอนการรว มกันปฏิบัติ (Do)
การปฏิบัติงานตามแผนงานที่วางไวโดยมีขั้นตอนในการดําเนินงาน คือ การบันทึกเสนอผูบริหารเพ่ือขอ
อนุมัติการดําเนินการ พบวา ไดรับการอนุมัติและใหดําเนินการ และผลการดําเนินการตามโครงการส่ิงแวดลอม
ศกึ ษาในการพฒั นาและขยายผลการจดั กจิ กรรมสิ่งแวดลอมศึกษาสูโรงเรยี น ในสังกัดสํานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาเชียงใหม เขต 4 พบวา โรงเรียน ผูบริหารและ คณะคุณครูใหความรวมมือในการดําเนินกิจกรรม
ดวยดี ผูเขารวมกิจกรรมใหความสนใจและสงงานทั้งการทํารายงานการผลิตสื่อ และคลิปการผลิตสื่อส่ิงแวดลอม
ศึกษา
ขน้ั ตอนการรว มกันประเมนิ ( Check )
นิเทศ ตดิ ตามการนาํ คมู ือการจัดกิจกรรมสง่ิ แวดลอมศึกษาและการขยายผลการจดั กิจกรรมจากโรงเรียน
แกนนําเพือ่ การพัฒนาโรงเรียนส่งิ แวดลอ มศึกษา การจัดการขยะ และการลดใชพ ลงั งาน โรงเรียนในสังกดั ทกุ โรง
พรอมท้ังรวบรวมและประเมนิ ขอมูลจากทโ่ี รงเรียนรายงาน
ขนั้ ตอนการรวมปรบั ปรุง ( Act)
คณะกรรมการฝายประเมินผลแลวจึงไดจัดทําสรุปผลการดาํ เนินงาน ปญ หา อปุ สรรค และขอ เสนอแนะ
กลมุ งานผูรบั ผดิ ชอบและไดน าํ สารสนเทศท่ไี ดนําเสนอตอผูบรหิ ารและเผยแพรใหผ ูมีสว นเกี่ยวของรับทราบและนํา
ผลการทาํ เนินงานมากปรบั ปรุงพฒั นาการงานใหม ปี ระสทิ ธภิ าพมากยิง่ ข้ึน
บทที่ 5
สรปุ ผล และขอเสนอแนะ
ผลการจดั กจิ กรรมตามโครงการสง่ิ แวดลอ มศึกษา ไดผลสรุปดงั น้ี
1. วตั ถุประสงค
2. เปาหมาย
3. เครื่องมือทใี่ ชในการเก็บรวบรวมขอมูล
4. การเก็บรวบรวมขอ มลู
5. สรปุ ผลการดาํ เนนิ การ
6. ขอ เสนอแนะ
2. วตั ถปุ ระสงค
2.1 เพอ่ื สงเสริม สนบั สนุน ผบู รหิ ารสถานศกึ ษาและครูใหมีความรคู วามเขา ใจ ปรับเปลยี่ นพฤติกรรมและ
สรางจติ สํานึกในการประหยดั พลงั งาน การจัดการขยะอยา งถกู วิธี การลดปรมิ าณขยะ นาํ้ เสีย มลพษิ ทางอากาศ
และริเรมิ่ กิจกรรมท่ีเปนมิตรกับสง่ิ แวดลอม
2.2 สงเสรมิ ใหส ถานศึกษาลดคา สาธารณูปโภค (คา นํ้า – คา ไฟฟา ) เพ่ือลดปญหาสง่ิ แวดลอ มซึ่งเปน สวน
หนึง่ ในการลดคารบ อน ตามนโยบายของรัฐบาล จากการลดใชพ ลังงานทงั้ ในสถานศึกษา และในครอบครวั ชมุ ชน
และเปน การลดปริมาณขยะปลอ ยกาซเรือนกระจกดว ย
3. เปาหมาย
3.1 เชิงปรมิ าณ
โรงเรยี นในสงั กดั สาํ นกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษาเชียงใหม เขต 4 ทกุ โรง
3.2 เชงิ คณุ ภาพ
โรงเรยี นทกุ โรงในสงั กดั สพป.ชม.4ไดจัดกิจกรรมพัฒนาโรงเรียนสง่ิ แวดลอมการ การจดั การขยะ และ
การลดใชพลังงาน (โรงเรยี นสีเขยี ว) ไดอยางมีประสิทธ์ภิ าพ
4. เครอ่ื งมือทีใ่ ชใ นการเก็บรวบรวมขอมลู
แบบนิเทศ ตดิ ตามและประเมินผล
5. ประโยชนท คี่ าดวา จะไดรบั
1. สถานศึกษาท่มี กี ารจัดสภาพแวดลอ มสอดคลองกับมาตรฐาน และเปาหมายสิง่ แวดลอม สงั คม และ
เศรษฐกจิ เพ่ือการพฒั นาทย่ี ่งั ยืน
2. นกั เรียนมีทักษะดานการประหยดั พลังงาน การจัดการขยะและอนรุ กั ษส ง่ิ แวดลอมใหกบั ชุมชน
37
6.การเก็บรวบรวมขอมลู
มีข้ันตอนในการเกบ็ รวบรวมขอมูล ดังน้ี
1. แบบประเมินผลงาน
1.1แตงตั้งคณะกรรมการการประเมนิ ผลงาน
1.2สรางแบบประเมนิ
2. แบบรายงาน
2.1กลมุ เปา หมายสงแบบรายงาน สง กลบั มายงั ผูรบั ผดิ ชอบโครงการ
7.สรุปผลการดําเนนิ การ
ไดด าํ เนินการจัดกิจกรรมตาง ๆ ตามแผนปฏบิ ตั ิการประจาํ ป 2563 ภายใตโครงการโดยดาํ เนนิ การแลว
เสร็จและสรุปรายงานตอ ผูบ ริหารทง้ั ส้นิ จํานวน...4 กิจกรรม ไดแก สรปุ โดยภาพรวม พบวา ครูมีการพฒั นา
สิ่งแวดลอ มศึกษาในโรงเรียนซง่ึ ขยายผลจากโรงเรียนแกนนํา ทงั้ 5 โรงเรียน คือโรงเรยี นบา นสันปา สัก โรงเรียน
สนั ปาตอง(สวุ รรณราษฎรว ิทยาคาร) โรงเรียนบา นไร โรงเรียนบานสามหลงั และโรงเรยี นบานแมส ะลาบ โดยการ
จดั ทาํ คูมือการจัดกจิ กรรมสิง่ แวดลอ มศึกษาในโรงเรยี นใหกบั ทุกโรงในสังกดั สาํ นกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษา
ประถมศกึ ษาเชยี งใหม เขต 4 ซึง่ ทาํ ใหโ รงเรียนและคณะครมู ีความเขา ใจในการจัดกจิ กรรมส่ิงแวดลอมศึกษาใน
โรงเรยี นมากขน้ึ และสามารถจัดกระบวนการเรียนรเู พ่ือใหน ักเรียนมจี ติ สาํ นึกรักส่งิ แวดลอ ม และจากการนเิ ทศ ตดิ
ตามฯ การจดั กจิ กรรมการเรียนรสู งิ่ แวดลอมโรงเรียนทุกโรงในสังกดั สํานักงานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษา
เชียงใหม เขต 4 อยูในระดบั ดี โรงเรยี นแกนนําและโรงเรยี นคณุ ภาพประจําตาํ บลมีการจัดกจิ กรรมไดอยางเปน
รปู ธรรมและชัดเจน ทีเ่ รยี กวา 1 นวัตกรรม 1 โรงเรียนและสามารถเปนแบบอยางใหโรงเรยี นในสงั กัดตอไป
ปญหา/อุปสรรค
โรงเรียนไดจดั กิจกรรมสิ่งแวดลอ มศึกษาโดยการบูรณาการทุกโรงเรยี นและมผี ลงานเปนรูปธรรมแต
โรงเรยี นไมไดเกบ็ ขอมูลหรือสารสนเทศไวอยางเปน ระบบทําใหเปน อุปสรรคตอการตอ ยอดการจัดกิจกรรมในป
การศกึ ษาตอ ๆไป
ขอเสนอแนะ
โรงเรยี นควรมีการจัดระบบการจัดกจิ กรรมสงิ่ แวดลอมศึกษาโดยการบรู ณาการทุกโรงเรยี นและมผี ลงาน
เปน รปู ธรรมและโรงเรยี นควรเก็บขอมลู หรือสารสนเทศไวอยา งเปน ระบบเพือ่ ไมใหเ ปนอุปสรรคตอ การตอยอดการ
จัดกจิ กรรมสิ่งแวดลอมศึกษาในโรงเรียนใหพัฒนายง่ิ ๆข้ึนตอไป
38
บรรณานุกรม
กรมวชิ าการ. (2546). วถิ ใี หมแหงการเรยี นรู : การเรยี นรแู บบรว มมือ The New circles of Learning :
cooperation in the classroom. กรุงเทพฯ.
กนก จนั ทรท อง. ส่ิงแวดลอ มศึกษา : ความรูเรอ่ื งสง่ิ แวดลอ ม, ปต ตานี : คณะศึกษาศาสตร มหาวทิ ยาลัย
สงขลานครนิ ทร, 2541.
กษิรา กาเยาว. การจดั การสิ่งแวดลอ มชมุ ชนของกลุมไตรภาคีในชมุ ชนกะรนจงั หวัดภเู ก็ต เชยี งใหม :
วิทยานิพนธศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาการจัดการมนุษยก ับส่งิ แวดลอ ม มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม,
2550.
การตางประเทศ และสมาคมเพ่ือชีวติ และส่ิงแวดลอ ม, กระทรวง. แผนปฏิบัตกิ าร 21 เพอื่ การพัฒนา
ทย่ี งั่ ยืน . กรุงเทพมหานคร : อมรินทรพ รน้ิ ตงิ้ แอนด พบั ลชิ ชง่ิ , 2537
เกษม จันทรแ กว , สง่ิ แวดลอมศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร : อักษรสยามการพิมพ, 2536.
คงศกั ด์ิ ธาตุทองและงามนติ ย ธาตุทอง. รายงานการวิจัยเรือ่ ง การศึกษาเพ่ือพัฒนากระบวนการ
สง่ิ แวดลอ มศึกษาทเ่ี หมาะสมกับบรบิ ทของโรงเรียน. ขอนแกน : คณะศกึ ษาศาสตร มหาวิทยาลยั
ขอนแกน , 2550
กรมสงเสรมิ คณุ ภาพสิ่งแวดลอม. คมู ือปฏิบตั ิงานโครงการโรงเรียนสงิ่ แวดลอ มศกึ ษาเพ่อื การพฒั นาย่ังยืน .
กรุงเทพมหานคร : 2554.
กรมสง เสริมคุณภาพสิง่ แวดลอ ม, คูมอื สิง่ แวดลอ มศึกษา. กรงุ เทพมหานคร , 2541
โครงการรุงอรณุ , ฝายพฒั นาบคุ คลากร. การเรยี นรูเ พอื่ การอนุรกั ษพลังงานและสิง่ แวดลอ ม กรุงเทพมหานคร :
มปท, 2542
เตม็ ดวง รัตนทศั นีย. มนษุ ยกับส่งิ แวดลอ ม . พิมพค ร้งั ที่ 2. นครปฐม : ฝา ยการศกึ ษาโครงการศกึ ษา
ตอเนอื่ งมหาวิทยาลัยมหดิ ล, 2539.
กรมสงเสรมิ คณุ ภาพสิง่ แวดลอ ม. ถอดรหสั ส่ิงแวดลอ มศกึ ษาในโรงเรียนจากงานวจิ ัย. กรุงเทพมหานคร ,2550.
กรมสงเสริมคณุ ภาพสงิ่ แวดลอ ม. การสํารวจขอมลู พ้ืนฐานการดาํ เนินงานสง่ิ แวดลอมศึกษาในประเทศไทย.
กรุงเทพมหานคร, 2547
ทศิ นา แขมมณี. (2553). ศาสตรก ารสอน (องคความรูเ พ่ือการจดั กระบวนการเรียนรูท ่ีมีประสิทธิภาพ),
กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย.
นชุ นี หนิ จําปา. การใชช ดุ กิจกรรมเสริมหลักสูตรเรือ่ งสิ่งแวดลอมศกึ ษา สาํ หรับนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปท่ี 6.
ขอนแกน : วิทยานิพนธ วทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑติ , 2552.
บุญลอม นามบุตร. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นและความตระหนกั เกีย่ วกับการอนุรักษสิง่ แวดลอ มของนักเรียนชนั้
สมหวัง พธิ ิยานุวัฒน . (2535). วธิ ที างการประเมนิ ทางการศึกษา. กรงุ เทพฯ : จฬุ าลงกรณ
มหาวิทยาลยั .
ไพศาล หวังพานิช. การจัดการผลการศึกษา. กรุงเทพฯ : กรมอาชีวศึกษา, 2523.
สวุ ิมล ตริ กานนั ท. (2543). การประเมินโครงการ:แนวทางสูการปฏิบตั ิ. กรุงเทพมหานคร :
คณะ ศึกษาศาสตร มหาวิทยาลยั รามคาํ แหง.
ประชมุ รอดประเสรฐิ . 2539. นโยบายและการวางแผน: หลกั การและทฤษฎี. พมิ พคร้ังที่ 4.
กรงุ เทพมหานคร: เนติกุลการพมิ พ
39
ภาคผนวก
รายงานโครงการส่งิ แวดลอ มศกึ ษา ปการศกึ ษา 2563
40
ภาคผนวก
การประชมุ คณะกรรมการเพอ่ื จดั ทํา คมู ือการจดั กิจกรรมสิ่งแวดลอมศึกษาในโรงเรยี น
41
ภาคผนวก
กิจกรรมนาํ คูมือการจดั กจิ กรรมสง่ิ แวดลอมศึกษาในโรงเรียน สโู รงเรยี น
42
ภาคผนวก
กิจกรรมนาํ คูมอื การจดั กจิ กรรมสง่ิ แวดลอมศึกษาในโรงเรียน สโู รงเรยี น
43
ภาคผนวก
นเิ ทศ ตดิ ตาม ฯประชุมชแ้ี จง การจดั กิจกรรมสิ่งแวดลอมศึกษาในโรงเรียน สูโรงเรยี น
1 กรกฎาคม 2563 – 15 กันยายน 2563
44
ภาคผนวก
กจิ กรรมของโรงเรียนบา นสันปา สัก
กิจกรรมแผนทส่ี ีเขยี ว(Green Map) สูแผนที่วิถพี อเพียง(Sufficiency Map)
คําช้ีแจง ใหศึกษาความหมายของแผนที่ แผนทส่ี ีเขียว และแผนที่วิถีพอเพยี ง แลว วางแผนการสาํ รวจชมุ ชน
เพ่อื นําขอมลู มาจัดทาํ แผนท่วี ถิ ีพอเพียง
1. แผนท่ี (Map)
แผนที่ คือ การนํารูปภาพอยางงายซึ่งจําลองบริเวณบริเวณหนึ่ง และมีการแสดงความสัมพันธระหวาง
องคประกอบตา ง ๆ เชน วตั ถุ หรือบริเวณยอ ย ๆ ท่ีอยใู นบริเวณนัน้
องคประกอบของแผนที่ สามารถแบงออกไดเปน 2 ประเภทใหญๆ ไดแก สิ่งท่ีเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ
เชน ภูมิประเทศแบบตาง ๆ ปาไม ปริมาณนํ้าฝน และสิ่งท่ีมนุษยสรางข้ึน เชน ท่ีตั้งของเมือง เสนทางคมนาคม
พ้ืนที่เพาะปลกู โดยมีองคป ระกอบทส่ี าํ คัญ ดงั น้ี
1) ช่อื แผนที่ เปนสงิ่ ทมี่ ีความจาํ เปนสาํ หรบั ใหผ ูใชไ ดทราบวาเปนแผนทเี่ รอื่ งอะไร แสดงรายละเอียด
อะไรบา ง เพ่อื ใหผูใชไดอ ยางถูกตอง และตรงความตองการ
2) ทิศทาง มคี วามสําคัญตอการคน หาตําแหนงท่ีต้ังของส่ิงตา ง ๆ ในแผนท่จี ะตอ งมีภาพเข็มทิศหรือลูกศร
ช้ีไปทางทศิ เหนอื เสมอ
3) สัญลักษณ เปนเคร่อื งหมายทใ่ี ชแ ทนส่ิงตาง ๆ ในภูมิประเทศจริง เพอ่ื ชวยใหผ ูใชส ามารถอานและแปล
ความหมายจากแผนทีไ่ ดอ ยางถูกตอ ง
4) สที ี่ใชในแผนท่ี ที่แสดงรายละเอียดบนแผนที่ สีท่ใี ชเ ปนมาตรฐาน มี 6 สี
4.1 สดี าํ ใชแสดงรายละเอียดท่ีเกิดจากแรงงานของมนษุ ย เชน วัด โรงเรียน หมบู า น
4.2 สีแดง ใชเ ปนสญั ลักษณท เี่ ปน ถนน
4.3 สีนาํ้ เงนิ ใชเปนสญั ลักษณท่เี ปน นาํ้ เชน แมน า้ํ ลาํ คลอง บงึ ทะเล ฯลฯ
4.4 สนี ้าํ ตาล ใชเ ปนสญั ลักษณทีเ่ ก่ยี วกบั ความสงู และทรวดทรงของพนื้ ที่สูง ๆ ตํา่ ๆ
4.5 สีเขียว ใชเ ปน สัญลักษณทเ่ี กย่ี วกบั ทีร่ าบ ปาไม บริเวณที่ทําการเพาะปลกู พชื สวน
4.6 สเี หลอื ง ใชเ ปนสัญลักษณท่เี ก่ยี วกับทรี่ าบสูง
4.7 สีอน่ื ๆ เพอ่ื แสดงรายละเอยี ดพเิ ศษบางอยา ง ทบ่ี งไวในรายละเอียดในแผนที่
5) มาตราสวน เปนอัตราสวนระหวางระยะทางที่ยอสวนมาลงในแผนที่กับระยะทางจริง มาตราสวนชว ย
ใหผ ูใชทราบวา แผนท่นี นั้ ๆ ยอ สว นมาจากสภาพในภูมปิ ระเทศจรงิ ในอัตราสว นเทา ใด
45
2. แผนที่สเี ขยี ว (Green Map)
เป็นแผนท่ีซ่ึงแต่ละท้องถิ่นจัดทาข้ึนเพื่อสะท้อนภาพเมืองของตนในมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมและ
ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งแผนที่สีเขียวนี้มีความแตกต่างจากแผนที่ทั่ว ๆ ไป คือ มีการใช้สัญลักษณ์รูปภาพ แบ่งเป็น
3 หมวดหลัก คือ สัญลักษณ์เชิงทรัพยากร สัญลักษณ์เชิงวัฒนธรรม และสัญลักษณ์เชิงสังคม นอกเหนือจากการ
แสดงตาแหน่งของเส้นทางและสถานทสี่ าคญั ของเมือง
แผนที่สเี ขียวท่ีสรา้ งมาจากความรว่ มมือร่วมใจของประชาชน จะช่วยสร้างจิตสานกึ และความตระหนักใน
เรือ่ งการรักษาส่ิงแวดลอ้ มของชุมชน การปรบั พฤตกิ รรมการบรโิ ภคทีค่ านึงถงึ สิ่งแวดลอ้ ม
3. แผนท่ีวิถพี อเพยี ง (Sufficiency Map)
แผนท่ีวิถีพอเพียง เป็นเคร่ืองมือที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพของวิถีชุมชนท่ีน้อมนาพระราชดาริเศรษฐกิจ
พอเพียงมาประยุกต์ใช้และแสดงออกมาเป็นรูปธรรมในสังคม โดยเพ่ิมเติมมุมมองปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจาก
การทาแผนที่สีเขียว เพื่อสะทอ้ นการดารงชวี ิตที่มกี ารกนิ อยู่แตพ่ อดี การตดั สนิ ใจอยา่ งมีเหตุผลคานงึ ถงึ สิ่งแวดล้อม
พึ่งพาตนเองได้เม่ือมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เข้ามากระทบ มีปัญญาในการดาเนินชีวิต และมีความเป็นกัลยาณมิตรท่ี
ก่อใหเ้ กดิ พลงั ของชุมชน
4. ขนั้ ตอนกำรทำแผนทวี่ ถิ พี อเพยี ง
การทาแผนท่ีวิถีพอเพยี งเร่มิ จากการทาแผนที่สีเขียว โดยการสารวจชมุ ชนในมมุ มองด้านสิ่งแวดลอ้ มและ
ศิลปวฒั นธรรม หลงั จากนนั้ ทาการสารวจหรอื ค้นหาวิถพี อเพยี งในชุมชน โดยมขี น้ั ตอนดังนี้
ขนั้ ที่ 1 สารวจชุมชนดา้ นสิ่งแวดลอ้ ม ด้านศิลปวฒั นธรรม และดา้ นสังคม
ขนั้ ท่ี 2 จัดทาแผนทสี่ ีเขียว โดยกาหนดสัญลักษณ์เชงิ สง่ิ แวดลอ้ ม สญั ลกั ษณ์เชิง
ศิลปวฒั นธรรมและสญั ลักษณ์เชิงสงั คม
ขั้นท่ี 3 ค้นหากิจกรรมของชมุ ชนจากแผนท่ีสีเขยี ว ดา้ นความพอเพียง
ขั้นที่ 4 เพมิ่ เติมรายละเอยี ดการปฏิบตั ิที่สอดคลอ้ งกบั วถิ พี อเพียงของกจิ กรรมนั้นๆ
46
ข้นั ที่ 5 นําเสนอแผนท่วี ิถีพอเพียงสูสาธารณชน เพอื่ รบั ฟงขอเสนอแนะและ
ขอ คิดเห็น
ข้ันที่ 6 ปรับปรงุ แผนท่ีวถิ ีพอเพยี ง เพ่ิมเตมิ จุดเรยี นรหู รือกิจกรรมท่สี อดคลองกับ
วถิ ีพอเพยี ง
บันทกึ การสาํ รวจชุมชนเพื่อจดั ทําแผนท่ีสีเขียว
ดา นส่ิงแวดลอ มและทรัพยากร ดานศลิ ปวฒั นธรรมและภมู ิปญญา ดา นเศรษฐกิจและสงั คม
การจดั ทาํ แผนท่ีสีเขียวที่ระบุกจิ กรรมการปฏิบัติทส่ี อดคลองกบั วิถีพอเพียง(จะไดแ ผนทวี่ ถิ ีพอเพยี ง)
มาตราสว น ……………………………………
…………………………………………….……………………. .................................
สญั ลกั ษณ ................................. ................................. .................................
................................
................................. .................................
................................. .................................
47
กิจกรรมการประเมนิ วัฏจักรชวี ติ ผลติ ภัณฑ (Life Cycle Assessment : LCA)
คําช้แี จง ใหศ ึกษาความหมายและตวั อยางการประเมนิ วัฏจักรชีวติ (LCA) แลว นาํ ผลติ ภณั ฑมาประเมนิ เพ่อื
ตัดสนิ ใจเลอื กซือ้ และเลอื กใช
ความหมายของการประเมินวฏั จักรชวี ติ (Life Cycle Assessment : LCA)
การประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA) คือ กระบวนการวิเคราะหและประเมินคา
ผลกระทบของผลิตภัณฑท่ีมีตอส่ิงแวดลอมตลอดชวงชีวิตของผลิตภัณฑ ตั้งแตการไดมาซ่ึงวัตถุดิบ กระบวนการ
ผลิต การขนสงและการแจกจาย การใชงานผลิตภัณฑ และการจัดการเศษซากของผลิตภัณฑ หลังการใชงาน
ซึ่งอาจกลาวไดวาพิจารณาผลิตภัณฑต้ังแตเกิดจนตาย (Cradle to Grave) โดยจะมีการระบุถึงปริมาณพลังงาน
และวัตถุดิบท่ีใช รวมถึงของเสียท่ีปลอยออกสูส่ิงแวดลอมและการประเมินโอกาสท่ีจะสงผลกระทบตอระบบนิเวศ
และสขุ อนามยั ของชมุ ชน
ตวั อยา ง แบบประเมินวัฏจักรชีวติ (Life Cycle Assessment : LCA)
ตวั อยาง การประเมนิ วฏั จกั รชวี ติ (Life Cycle Assessment : LCA) ของกระทงท่ีทาํ จากวสั ดุ 3 ชนดิ