The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สรุปโครงการสิ่งแวดล้อม (17-10-2563)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chanak2560, 2021-06-19 03:33:07

สรุปโครงการสิ่งแวดล้อม (17-10-2563)

สรุปโครงการสิ่งแวดล้อม (17-10-2563)

1

คาํ นํา

กิจกรรมส่ิงแวดลอมศึกษาในโรงเรียนเปนการพัฒนาคนซึ่งเปนสมาชิกของสังคมใหเปนพลเมืองท่ีดีและมี
บทบาทในการนําสังคมไทยสูการพัฒนาท่ีย่ังยืนดังน้ันกิจกรรมการจัดการเรียนรูในโรงเรียน ชุมชนประเทศและ
สังคมโลกมีสวนสําคัญท่ีเกี่ยวของกันแนวทางงานกิจกรรมส่ิงแวดลอมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ย่ังยืน ซ่ึงส่ิงแวดลอม
เปนปจจัยที่มีความเกี่ยวของกับการดํารงชีวิต มีสวนทําใหคุณภาพของมนุษยไปในทางที่ดีและไมดี เพราะฉะนั้น
ทุกคนจึงมีสวนรวมในการปรับปรุงและดูแลรักษา เพื่อลดปจจัยเสี่ยงตอการเกิดโรคตาง ๆ ที่เก่ียวเน่ืองมาจาก
สิ่งแวดลอมที่ไมถูกสุขลักษณะ สิ่งแวดลอมไดถูกยกระดับความสําคัญถึงจุดท่ีบรรจุไวในยุทธศาสตรชาติ 20 ป
(พ.ศ. 2560 – 2579) โดย ยุทธศาสตรท ี่ 5 ไดร ะบุชดั เจนวา “การสรา งการเตบิ โตบนคุณภาพชวี ิตทเี่ ปนมิตรตอ
สิ่งแวดลอม” ซึ่งนําไปสูยุทธศาสตรตามแผนการศึกษาแหงชาติ ยุทธศาสตรท่ี 5 วาดวย “การจัดการศึกษาเพ่ือ
สรางคุณภาพชีวิตที่เปนมิตรกับส่ิงแวดลอม” ยอมจะเปนผลใหสถานศึกษาท่ัวประเทศตองปรับตัวเพ่ือรับกับ
ยทุ ธศาสตรชาตแิ ละแผนการศึกษา 20 ป

กลุมนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา สํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม
เขต 4 ไดตระหนักถึงความสาํ คัญของงานสิ่งแวดลอมตามยุทธศาสตรชาติ จงึ ไดจดั ทาํ โครงการสิ่งแวดลอมศึกษา
ในโรงเรยี น ปการศกึ ษา 2563 เพือ่ สงเสริมและพัฒนาการเรียนการสอนดา นส่ิงแวดลอมทเ่ี นน ลดการใชพลังงาน
การจัดการขยะและอนุรกั ษสิง่ แวดลอ มเพือ่ สรา งคุณภาพผูเ รียนทีด่ ีในดานการรกั ษส ิง่ แวดลอ ม

บัดนี้การดําเนินงานในโครงการสิ่งแวดลอมศึกษาไดดําเนินการเรียบรอยแลวทางผูรับผิดชอบโครงการจงึ
ขอจัดทาํ รายงานสรปุ ผลการดําเนนิ โครงการ

ผูรบั ผิดชอบโครงการ

สารบัญ หนา

คํานาํ ข
สารบญั
1
บทที่ 5
บทนาํ 6
ความเปน มาและความสําคญั 6
วตั ถุประสงค 6
เปาหมาย 7
เครอื่ งมือที่ใชใ นการเก็บรวบรวมขอ มลู
ประโยชนท ค่ี าดวา จะไดรับ 36
เอกสารทเี่ ก่ียวของ 38
๑. นโยบายทเี่ ก่ียวกบั การจดั กิจกรรมสงิ่ แวดลอมศึกษา 39
๒. แนวคิดทฤษฎที ่ีเก่ยี วของกบั สิ่งแวดลอมศึกษา 39
๑. ทฤษฎกี ารเรยี นรแู บบรวมมือ 40
4..ความรเู กย่ี วกบั เช้อื ไวรสั โคโรนา (Coronaviruses) 41
5.หลกั และแนวคิดเกีย่ วกบั การประเมินโครงการ 42
6.วิจยั ทเ่ี กีย่ วของกบั การจัดกิจกรรมสิง่ แวดลอมศกึ ษา

วิธดี ําเนินงาน
ผลการวิเคราะหขอมลู
สรุปผล และขอเสนอแนะ

สรุปผลการดําเนนิ การ
ปญ หาและอปุ สรรค
ขอ เสนอแนะ

บรรณานุกรม

ภาคผนวก

บทที่ 1

บทนํา

1.1 ความเปนมาและความสําคัญ
ประเทศไทยท่ีกําลังมีการพัฒนาในทุก ๆ ดานไมวาทางดานการใชเทคโนโลยี เพ่ือพัฒนาเศรษฐกิจ แตก็

ควรใหความสําคัญกับสภาพของความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดลอมที่เพิ่มข้ึนอยางรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะการเรงรัด
พัฒนาเศรษฐกิจเพ่ือใหฐานะของประเทศกาวรุดไปขางหนา การพัฒนาโดยอาศัยทรัพยากรธรรมชาติเปนพื้นฐาน
โดยคํานึงถึงประโยชนที่จะไดรับดานเดียวน้ันไดทําใหสภาพแวดลอมของชาติตกอยูในสภาพเส่ือมโทรมจนเห็นได
ชัดไมวาจะเปนปญหาพ้ืนท่ีปาไม การลดลงอยางรวดเร็วของพ้ืนท่ีปาไมน้ัน เกิดจากการลักลอบตัดไมทําลายปา
ปญ หาท่ดี ิน ซ่ึงมีการใชท่ีผดิ ๆ อยเู สมอ ๆ ปจจุบนั พ้นื ที่กวาครึ่งหนงึ่ ของประเทศ ถูกใชเพอ่ื การเกษตรโดยขาดการ
วางแผน ซึ่งทําใหยากตอการปองกันและแกไขความเสือ่ มของดิน หรือการนําพื้นท่ีดินท่ีเหมาะสมตอการเกษตรไป
ใชประโยชนในการต้ังถ่ินฐานท่ีอยูอาศัยของชุมชน ตลอดจนความขัดแยงในการใชประโยชนจาก
ทรัพยากรธรรมชาติ เชน การทําเหมืองแรในปาสงวนหรือการสรางเขื่อนในเขตปาไม ตนน้ําลําธาร ปญหาน้ําเสีย
ซ่ึงเกิดจากการปลอยของเสียจากแหลงชุมชน จากโรงงานอุตสาหกรรม จนทําใหแหลงน้ําเสื่อมคุณภาพ ทําใหเกิด
การขาดแคลนนาํ้ ทสี่ ะอาด ปญหามลพษิ ของอากาศ ท่ีเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม ยานพาหนะ ท่ีทวคี วามรุนแรง
เพิ่มมากขึ้นจนทําใหปริมาณของสารพิษ อาทิ คารบอนมานอกไซด ซัลเฟอรไดออกไซด ออกไซดของไนโตรเจน
ตะก่ัว และฝุนละอองปะปนอยูในอากาศมาก จนเปนอันตรายตอสุขภาพและทรัพยสิน ปญหาเสียงอึกทึก ที่เกิด
จากยานพาหนะโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสวนใหญจะเกิดอยูในชุมชนใหญ ๆ ที่มีประชากรอยูหนาแนน อาทิ
กรุงเทพฯ เปนตน ปญหาขยะมูลฝอยที่เกิดจากการท้ิงของเสียจากชุมชนที่มีอัตรามากเกินกวาจะเก็บทําลายได
หมด นอกจากนี้การท้ิงขยะมูลฝอยแบบมักงายยังไดกอใหเกิดปญหาขึ้นกับส่ิงแวดลอมอื่น ๆ อาทิ น้ําเนาเสีย
อากาศเปนพิษ ปญหาสารเปนพิษ ซึ่งเกิดจากสารเคมีท่ีใชปราบศัตรูพืชและสารพิษที่เปนโลหะหนักจากโรงงาน
อุตสาหกรรมและรถยนต สารเคมีท่ีใชในอาหาร ซ่ึงบางชนิดใชเวลานานกวาจะสลายตัวจากการสํารวจไดพบ
สารพิษตกคางอยูใ นผกั ในดินที่เพาะปลูก ในแหลง นาํ้ สตั วนาํ้ ซึง่ ไดมกี ารสะสมตัวเองเพมิ่ มากขนึ้ จนสวนใหญอยูใน
ระดับสงู เกินความปลอดภัยตอ ชีวติ

ความเส่ือมโทรมของส่ิงแวดลอมไดปรากฎใหเห็นอยางชัดเจนในวันน้ี ซ่ึงเปนความจําเปนที่ทุกคนจะตอง
ชวยกันรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมใหอยูไดตอไป เพราะความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดลอมมีผลโดยตรงตอชาติ
บานเมือง ประเทศจะไมสามารถทําการพัฒนาส่ิงใดไดอีก หากวาไมมีทรัพยากรเหลืออยูอีก ดังน้ันรัฐจึงจะตอง
ดําเนนิ การจดั ใชท รัพยากรธรรมชาติใหถูกตองและรอบคอบไปพรอม ๆ กบั การพฒั นาประเทศ โดยจะตอ งคํานึงวา
ทรัพยากรของชาติที่มีอยูจํากัดนั้นเปรียบเสมือนเปนตนทุนของชาติ เพราะฉะนั้นในการกําหนดแผนพัฒนา
เศรษฐกิจ จึงควรคํานึงในแงท่ีวาเปนการนําเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใชจาย ซ่ึงจะตองจัดใหเหมาะสมกับตนทุน
เพอ่ื ความอยรู อดของชาติ และเพือ่ ใหเกิดปญหากบั สภาพแวดลอ มใหนอยท่ีสดุ

ความสําคัญประการหนึ่งในการท่ีจะรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมของชาติเอาไวใหไดก็คือ การจะตองเขาใจ
วา ในการแกไขปญหาส่ิงแวดลอมนั้น การใชวิธีการแกไขเปนจุด ๆ ไปน้ันไมเปนการชวยใหปญหานั้นยุติลงได ซ่ึง
สามารถใหผลดีไดเพียงชั่วคราว แตอาจกลายเปนปญหาใหเกิดกับส่ิงแวดลอมอ่ืน ๆ ไดอีก การแกปญหาท่ีถูกตอง
นั้นจะตองใชหลักวิชาของนิเวศวิทยามาชวยในการจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติ ศึกษาถึงผลกระทบที่จะเกิดข้ึน
ทุกครั้งเพ่ือที่จะใหสิ่งแวดลอมของชาติ ไมถูกทําลายใหเสื่อมโทรมไปมากกวาท่ีเปนอยูในปจจุบัน และเพ่ือท่ีจะ
รักษาคุณภาพส่ิงแวดลอ มของชาตใิ หดไี วตลอดไป

2

จากสภาพปญ หาสภาพแวดลอ มในปจจบุ นั ดวยนาํ้ มอื ของมนุษยก อ ใหเกดิ ผลกระทบตอการดํารงชีวิต เกิด
ปญหาตาง ๆ ข้ึนมากมาย เชน ปญหาภาวะโลกรอน ปญหาฝุน PM ๒.๕ ไวรัสโคโรนาสายพันธุใหม ๒๐๑๙ ที่เรา
ทกุ คนกําลงั ประสบอยู ซึง่ ปญหาดงั กลาวเกดิ จากการใชทรัพยากรส่ิงแวดลอมที่ขาดความตระหนักและใชป ระโยชน
อยางคมุ คา แตหากจะทาํ ใหนักเรียนเกิดการเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมทด่ี ีตอ เรื่องพลังงานและสิ่งแวดลอมอยางยั่งยืน
สถานศึกษาจําเปนจะตองมีการสอดแทรกการสรางจิตสํานึก เร่ืองพลังงานและสิ่งแวดลอมเขาสูกระบวนการสอน
ท้ังในและนอกหองเรียน ตลอดจนไปถึงกิจกรรมพัฒนาผูเรียน และเมื่อนักเรียนไดผานกระบวนการเหลาน้ีแลว
นักเรียนจะไดแนวคิดรวบยอดเร่ืองพลังงานและสิ่งแวดลอมไดอยางครบถวน ชัดเจน และเกิดการเปลี่ยนแปลง
พฤตกิ รรมไปในเชิงบวกมากขึน้

ส่ิงแวดลอมเปนปจจัยที่มีความเกี่ยวของกับการดํารงชีวิต มีสวนทําใหคุณภาพของมนุษยไปในทางท่ีดี
และไมด ี เพราะฉะนน้ั ทุกคนจงึ มีสวนรวมในการปรับปรุงและดแู ลรักษา เพอ่ื ลดปจ จยั เสี่ยงตอการเกิดโรคตา ง ๆ ท่ี
เก่ียวเนื่องมาจากสิ่งแวดลอมที่ไมถูกสุขลักษณะ ส่ิงแวดลอมไดถูกยกระดับความสําคัญถึงจุดท่ีบรรจุไวใน
ยุทธศาสตรชาติ ๒๐ ป ( พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๗๙) โดย ยุทธศาสตรที่ ๕ ไดระบุชัดเจนวา “การสรางการเติบโตบน
คุณภาพชีวิตที่เปนมิตรตอสิ่งแวดลอม” ซ่ึงนําไปสูยุทธศาสตรตามแผนการศึกษาแหง ชาติ ยุทธศาสตรท่ี ๕ วาดว ย
“การจัดการศึกษาเพ่ือสรางคุณภาพชีวิตท่ีเปนมิตรกับสิ่งแวดลอม” ยอมจะเปนผลใหสถานศึกษาทั่วประเทศตอง
ปรบั ตัวเพอ่ื รับกบั ยุทธศาสตรชาติและแผนการศึกษา ๒๐ ป ที่กลาวถงึ นี้

จากการนเิ ทศ ติดตามผลการจดั กิจกรรมสิ่งแวดลอมศึกษาของสาํ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
เชียงใหม เขต ๔ ที่ผานมาแนวทางที่สาํ คัญท่ีจะชวยสงเสริมสนบั สนุนใหโรงเรยี นมีการจดั กิจกรรมใหเปนรูปธรรม
ควรมแี นวทางและกิจกรรมทีน่ าสนใจสามารถนาํ ไปใชใ นสถานศึกษาไดจ ริง

สํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม เขต ๔ ไดตระหนักถึงความสําคัญของงาน
สิ่งแวดลอมตามยุทธศาสตรชาติ เกี่ยวกับการเปล่ียนแปลงของสภาพแวดลอมในปจจุบัน จึงไดจัดทําโครงการ
ส่ิงแวดลอมศึกษา ปการศึกษา ๒๕๖๓ เพื่อสงเสริมและพัฒนาการเรียนการสอนดานสิ่งแวดลอมท่ีเนนลดการใช
พลังงาน การจัดการขยะ และอนุรกั ษส งิ่ แวดลอ มทีม่ ปี ระสิทธภิ าพนาํ ไปสูก ารพัฒนาอยางยั่งยนื

2. วตั ถุประสงค

2.1 เพื่อสงเสรมิ สนบั สนนุ ผูบริหารสถานศึกษาและครูใหม คี วามรูค วามเขาใจ ปรับเปล่ยี นพฤติกรรม
และสรางจิตสาํ นึกในการประหยัดพลังงาน การจดั การขยะอยางถูกวิธี การลดปริมาณขยะ น้ําเสีย มลพิษทาง
อากาศ และรเิ รมิ่ กิจกรรมท่ีเปนมติ รกับสง่ิ แวดลอ ม

2.2 สงเสรมิ ใหสถานศึกษาลดคา สาธารณูปโภค (คาน้าํ – คาไฟฟา) เพ่ือลดปญหาสิง่ แวดลอ มซ่งึ เปน
สวนหนงึ่ ในการลดคารบอน ตามนโยบายของรัฐบาล จากการลดใชพลังงานท้ังในสถานศึกษา และในครอบครัว
ชุมชนและเปน การลดปริมาณขยะปลอยกา ซเรือนกระจกดว ย

3. เปาหมาย

3.1 เชิงปรมิ าณ

โรงเรยี นในสังกัดสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาเชยี งใหม เขต 4 ทกุ โรง

3.2 เชิงคณุ ภาพ

โรงเรียนทุกโรงในสงั กัดสพป.ชม.4ไดจ ัดกจิ กรรมพฒั นาโรงเรียนสิง่ แวดลอ มการ การจดั การขยะ และ
การลดใชพ ลงั งาน (โรงเรยี นสเี ขียว) ไดอยางมีประสทิ ธิภ์ าพ

3

4 เครอื่ งมือทใ่ี ชในการเกบ็ รวบรวมขอมูล
แบบนิเทศ ติดตาม

5 ประโยชนท่ีคาดวาจะไดรบั
1 สถานศกึ ษาทม่ี ีการจัดสภาพแวดลอ มสอดคลองกบั มาตรฐาน และเปา หมายส่ิงแวดลอ ม สงั คม และ

เศรษฐกจิ เพอ่ื การพฒั นาทยี่ ่ังยืน

2 นกั เรียนมที กั ษะดานการประหยัดพลงั งาน การจัดการขยะและอนุรกั ษส งิ่ แวดลอ มใหก ับชมุ ชน

บทท่ี 2
เอกสารท่เี กย่ี วขอ ง
การจัดทํารายงานโครงการจัดกิจกรรมส่ิงแวดลอมศึกษา ไดทําการศึกษา คนควาและรวบรวมเอกสารท่ี
เก่ียวของ จําแนกเปน 6 สว น ประกอบดวย
1. นโยบายทีเ่ กย่ี วกับการจดั กิจกรรมสิง่ แวดลอมศึกษา

๑.๑ นโยบายดานสงิ่ แวดลอ มศึกษา

๑.๒ นโยบายและจุดเนนของกระทรวงศกึ ษาธิการปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔

- หลกั การตามนโยบาย ประจาํ ปง บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔
- จดุ เนน ประจําปง บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔
- การขับเคล่อื นนโยบายและจุดเนนสกู ารปฏิบตั ิ
๒. แนวคดิ ทฤษฎที เ่ี ก่ยี วขอ งกับสง่ิ แวดลอ มศึกษา

๒.๑ ความหมาย แนวคิดเก่ียวกบั สงิ่ แวดลอมศึกษา

๒.๒ ความจาํ เปนของการศกึ ษาสิ่งแวดลอ มศกึ ษา

๒.๓ หลกั การของสง่ิ แวดลอมศกึ ษา

๒.๔ จดุ มุง หมายของสง่ิ แวดลอมศกึ ษา

๒.๕ เปา หมายของส่ิงแวดลอมศึกษา

๒.๖ แนวคดิ เก่ียวกับวิวัฒนาการส่งิ แวดลอ มศึกษากับการพัฒนาที่ยั่งยืน

๓. ทฤษฎกี ารเรยี นรูแบบรว มมือ

- ความหมายของการจัดการเรยี นรูแบบรว มมอื
- ลักษณะสาํ คญั ของการเรยี นรูแบบรว มมอื
- องคป ระกอบของการเรยี นรแู บบรว มมอื
- ข้ันตอนในการสอนการเรยี นรูแ บบรวมมอื
- รปู แบบการเรียนรแู บบรว มมอื
4.ความรเู ก่ยี วกบั เชอ้ื ไวรสั โคโรนา (Coronaviruses)
5.หลกั และแนวคิดเก่ยี วกับการประเมินโครงการ
6.วจิ ยั ท่ีเกีย่ วขอ งกับการจดั กิจกรรมส่ิงแวดลอมศกึ ษา

๑. นโยบายทีเ่ กี่ยวกบั การจัดกิจกรรมส่งิ แวดลอมศกึ ษา

๑.๑ นโยบายดา นสิ่งแวดลอ มศึกษา

นโยบายดานส่ิงแวดลอมศึกษาของประเทศไทยในปจจุบัน ไดมีการกําหนดไวในแผนงาน ตาง ๆ ดัง
รายละเอียดตอไปน้ี สรุปสาระสําคัญ แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดลอม พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔
ในชวงหลายทศวรรษท่ีผานมา ประเทศไทยไดมุงพัฒนาเศรษฐกิจโดยอาศัยฐานทรัพยากรธรรมช าติ เปน
ปจจัยพื้นฐานในการผลิต เพื่อเสริมสรางขีดความสามารถในการแขงขันใหทัดเทียมกับนานาประเทศ และกระตุน
การสรางมูลคาผลิตภัณฑมวลรวมประชาชาติของประเทศใหอยูในเกณฑที่ดี ซึ่งผลการพัฒนา ดังกลาว ทําให
ทรพั ยากรธรรมชาติของประเทศลดนอยลงและคุณภาพสิ่งแวดลอมทรุดโทรมลงอยา งตอเนื่อง ประกอบกบั กระแส
โลกาภิวัฒนแ ละความกาวหนาทางเทคโนโลยแี บบกา วกระโดด ทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลง ทง้ั ในระดับโลก ภมู ภิ าค
และภายในประเทศ ซึ่งประเทศไทยตองเผชิญกับกระแสการเปล่ียนแปลงดังกลาว อยางไรก็ตาม ประเทศไทยได

5

ตระหนักและเตรยี มความพรอมในการรับมอื และปองกันผลกระทบ ท่จี ะเกิดขึน้ ตอการทาํ ลายและสรา งความเส่ือม
โทรมแกทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ ม ขณะเดียวกนั ก็ไมเปนอุปสรรคตอการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของ
ประเทศ โดยไดจัดทํานโยบายและแผนการสงเสริม และรักษาคุณภาพส่ิงแวดลอมแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐ -
๒๕๕๕๙ (ระยะยาว ๒๐ ป) ข้ึนเปนฉบับแรก ตาม ที่บัญญัติไวในมาตรา ๑๓ (๑) ของพระราชบัญญัติสงเสรมิ และ
รักษาคุณภาพส่ิงแวดลอมแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งไดกําหนดใหสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดลอม ภายใตกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม เปนหนวยงานหลักในการจัดทํานโยบาย
และแผนดังกลาว เพื่อนําเสนอตอคณะกรรมการส่ิงแวดลอมแหงชาติ และคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามลําดับ โดย
ปจ จุบนั อยูร ะหวางการจดั ทาํ นโยบายและแผนการสง เสรมิ และรกั ษาคณุ ภาพสง่ิ แวดลอมฯ ฉบับท่ี ๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐
– ๒๕๗๔) ซ่ึงนโยบายและ แผนการสงเสริมและรักษาคุณภาพส่ิงแวดลอมฯ จะถายทอดเปนแผนปฏิบัติการระยะ
กลาง ๕ ป หรือก็คือ แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดลอม ตามมาตรา ๓๕ ของพระราชบัญญัติฯ และท่ีผานมา สํานัก
งานฯ ไดมกี ารจดั ทาํ มาแลวรวม ๔ ฉบบั ไดแก แผนจดั การคุณภาพสิ่งแวดลอม พ.ศ. ๒๕๔๒ - ๒๕๔๙ กรอบแผน
จัดการคุณภาพ สิ่งแวดลอม พ.ศ. ๒๕๔๕ - ๒๕๕๙ แผนจัดการคุณภาพส่ิงแวดลอม พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ และ
ฉบับท่ีใชอยูปจจุบันคือ แผนจัดการคุณภาพส่ิงแวดลอม พ.ศ.๒๕๕๕ – ๒๕๕๔ ซึ่งกําลังจะสิ้นสุดระยะเวลาของ
แผนฯ จึงไดมกี ารเตรียมการจดั ทาํ แผนจดั การคุณภาพสิง่ แวดลอม พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔

ในการจัดทําแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดลอม พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔ ไดมีการศึกษา รวบรวมขอมูล และ
นําผลการศึกษาตาง ๆ มาวิเคราะหและประเมินผล ไดแก ผลการติดตามและประเมินผลชวงระยะ สุดทายของ
แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดลอม พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๕๙ แนวทางการดําเนินงานเพ่ือแกไขป ญหา
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมของประเทศ การดําเนินงานภายใตความรวมมือระหวางประเทศ และ กรอบ
แนวคิดและทิศทางของแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดลอม พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔ ซ่ึงไดรับความเห็นชอบ จาก
คณะกรรมการสิ่งแวดลอมแหงชาติ เม่ือวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๙ และไดนําเสนอสํานักงาน คณะกรรมการ
พฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหงชาติ เพ่อื พิจารณานาํ ประเดน็ ยทุ ธศาสตรก ารบรหิ าร จดั การทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดลอม ไปบรรจุไวในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) ท้ังน้ี
เพ่ือใหแผนระดับชาติท้ัง ๒ ฉบับดังกลาว มีการขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน มีความสอดคลอง เกื้อหนุนกัน
และสงเสริมใหการบริหารจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมเศรษฐกิจ และสังคม มีทิศทางและเปาหมาย
ท่ชี ดั เจน มกี ารพฒั นาอยา งสมดลุ และเปนธรรมท่จี ะนาํ ประเทศไปสกู ารพฒั นาทยี่ ่งั ยนื ไดในที่สดุ

แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดลอมฉบับนี้ ไดเปดโอกาสใหภาครัฐ ภาคเอกชน องคกรพัฒนาเอกชน องคกร
ระหวางประเทศ สถาบันการศึกษา และประชาชนที่เก่ียวของ ไดเขามามีสวนรวมในการให ขอคิดเห็น และ
ขอเสนอแนะ โดยผานการประชุมกลุมยอยตามรายประเด็นยุทธศาสตร จํานวน ๕ ครั้ง การ สัมมนารับฟงความ
คิดเห็นในระดับภูมิภาค จํานวน ๔ ครั้ง และระดับประเทศ จํานวน ๑ คร้ัง รวมถึงการ ประชุมแนวทางการ
ขับเคลอ่ื นแผนจัดการคุณภาพสง่ิ แวดลอม พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔ เพื่อใหไ ดแผนที่ สามารถถายทอดเปน แผนงาน/
โครงการของหนวยงาน และดําเนินการไดอยางเห็นผลเปนรูปธรรมและมี ประสิทธิผล จํานวน ๑ คร้ัง โดยผลทไ่ี ด
จากการประชุมตาง ๆ ดังกลาว ไดนํามาปรับปรุง แกไขแผนจัดการ คุณภาพส่ิงแวดลอมฯ ใหมีความครบถวนและ
สมบูรณ เพ่ือนําเสนอตอคณะอนุกรรมการแผนจัดการ คุณภาพสิ่งแวดลอม และคณะกรรมการสิ่งแวดลอม
แหงชาติ พิจารณาใหความเห็นชอบ จากนั้นจึงนําเสนอ คณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และประกาศใชในราชกิจจา
นเุ บกษา ตอไป

การจัดทําแผนจัดการคุณภาพส่ิงแวดลอม พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔ ไดนอมนําพระราชดํารัสของ
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง มาเปนแนวทาง ใน
การบรหิ ารจัดการทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอม เพ่อื ใหท กุ ภาคสวนที่เกีย่ วของเกิดความตระหนัก ตอ การใช

6

ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมอยางรอบคอบ เปนไปตามหลักวิชาการ มีเหตุผล มีความ พอประมาณ มี
ความถูกตอง เหมาะสมและเปนธรรม เพื่อสรางภูมิคุมกันใหแกฐานทรัพยากรธรรมชาติ และ รักษาคุณภาพ
ส่ิงแวดลอม โดยมุงถึงประโยชนแทจริงตอประเทศชาติท้ังในปจจุบันและอนาคต รวมทั้งยังใช เปนแนวทางในการ
สรางสมดุลระหวางการอนุรักษและการใชประโยชนทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม โดยใชภูมิปญญาทองถ่ิน
ประกอบการตัดสินใจ และมีการบูรณาการการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดลอมท่ีผสมผสานกับการ
พฒั นาดา นเศรษฐกิจ และสังคม ซ่งึ จะนําไปสกู ารสรางสมดุลและการพฒั นา ทยี่ ั่งยืนของประเทศ

นอกจากน้ี ไดนํารางกรอบยุทธศาสตรชาติ ระยะ ๒๐ ป และยุทธศาสตรการเติบโตที่เปนมิตรกับ
สิ่งแวดลอมเพื่อการพัฒนาอยางยั่งยนื ภายใตแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาติ ฉบับท่ี ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ –
๒๕๖๔) มาเปน แนวทางการการจดั ทาํ คมู ือการจดั กิจกรรมสง่ิ แวดลอมศึกษาในโรงเรยี นนดี้ ว ย

๑.๒ นโยบายและจดุ เนนของกระทรวงศึกษาธิการปง บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔
เพื่อใหการดําเนินการจัดการศึกษาและการบริหารจดั การการศึกษาของกระทรวงศึกษาธกิ าร เปนไปดวย
ความเรียบรอย บรรลุเปาหมาย อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๘ และมาตรา ๑๒ แหงพระราชบัญญัติระเบียบ
บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.๒๕๔๖ รัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ จึงประกาศนโยบายและ
จุดเนนของกระทรวงศึกษาธิการ ประจําปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ เพื่อใหสวนราชการในสังกัด
กระทรวงศึกษาธิการ ยึดเปนกรอบการดําเนินงานในการจัดทําแผนและงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ
พ.ศ. ๒๕๖๔ พรอมท้ังขับเคลื่อนการดําเนินงานดานการศึกษาใหมีคุณภาพ ประสิทธิภาพในทุกมิติ โดยใชจาย
งบประมาณอยางคมุ คา เพ่อื มงุ เปาหมาย คอื ผูเรยี นทุกชว งวัย ดังนี้
หลักการตามนโยบาย ประจําปง บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔
กระทรวงศึกษาธิการมุงมั่นดําเนินการภารกิจหลักตามแผนแมบทภายใตยุทธศาสตรชาติ ๒๐ ป (พ.ศ.
๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) ในฐานะหนวยงานเจาภาพขับเคล่ือนทุกแผนยอยในประเด็น ๑๒ การพัฒนาการเรียนรู และ
แผนยอยท่ี ๓ ในประเด็น ๑๑ ศักยภาพคนตลอดชวงชีวิต รวมท้ังแผนการปฏิรูปประเทศดานการศึกษา และ
นโยบายรัฐบาลท้ังในสวนนโยบายหลักดานการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุก
ชวงวัย และนโยบายเรงดวน เร่ืองการเตรียมคนไทยสูศตวรรษท่ี ๒๑นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการขับเคล่ือนแผน
แมบทภายใตยุทธศาสตรชาติประเด็นอ่ืน ๆ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับท่ี ๑๒ (พ.ศ.๒๕๖๑ –
๒๕๖๔) นโยบายและแผนระดับชาตวิ าดว ยความมน่ั คงแหงชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๒ – ๒๕๖๕) รวมท้งั นโยบายและแผน
ตาง ๆ ท่ีเก่ยี วของ โดยคาดหวงั วาผูเรียนทกุ ชวงวยั จะไดรบั การพฒั นาในทุกมิติ เปน คนดี คนเกง มคี ณุ ภาพ และมี
ความพรอมรวมขับเคล่ือนการพัฒนาประเทศ สูความมั่นคง มั่งคั่ง และย่ังยืน ดังนั้นในการเรงรัดการทํางาน
ภาพรวมกระทรวงใหเกิดผลสัมฤทธิ์ เพ่ือสรางความเชื่อมั่นใหกับสังคม และผลักดันใหการจัดการศึกษามีคุณภาพ
และประสิทธภิ าพในทุกมติ ิ กระทรวงศึกษาธกิ ารจึงกาํ หนดนโยบายประจําปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ ดงั นี้
1.ปรบั รือ้ และเปลีย่ นแปลงระบบการบรหิ ารจัดการ โดยมงุ ปฏริ ปู องคการเพื่อหลอมรวม
ภารกจิ และบคุ ลากร เชน ดานการประชาสัมพันธ ดา นการตางประเทศ ดานเทคโนโลยี ดา นกฎหมาย ฯลฯ ท่ี
สามารถลดการใชทรพั ยากรทับซอน เพม่ิ ประสิทธภิ าพและความเปนเอกภาพ รวมทง้ั การนําเทคโนโลยดี ิจทิ ลั เขา
มาชว ยทั้งการบรหิ ารงานและการจัดการศึกษารองรบั ความเปน รัฐบาลดิจิทัล
2.ปรับรอื้ และเปลยี่ นแปลงระบบการบรหิ ารทรัพยากร โดยมุงปฏริ ปู กระบวนการวางแผนงาน/โครงการ
แบบรวมมือและบรู ณาการ ที่สามารถตอบโจทยของสงั คมและเปนการพฒั นาทีย่ ั่งยืน รวมท้งั กระบวนการจดั ทํา
งบประมาณทม่ี ีประสิทธภิ าพและใชจ า ยอยา งคมุ คาสงผลใหภ าคสว นตา ง ๆทัง้ ภาครฐั ภาคเอกชน และนานาชาติ
เชอื่ มั่นและรวมสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษามากยิ่งข้นึ

7

3.ปรบั ร้อื และเปล่ยี นแปลงระบบการบรหิ ารจัดการและพัฒนากาํ ลงั คนของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมงุ
บรหิ ารจัดการอตั รากาํ ลังใหสอดคลองกับการปฏริ ปู องคการ รวมท้งั พฒั นาสมรรถนะและความรูความสามารถของ
บคุ ลากรภาครัฐ ใหม คี วามพรอมในการปฏบิ ัตงิ านรองรับความเปน รัฐบาลดจิ ิทัล

4.ปรับรอ้ื และเปลี่ยนแปลงระบบการจดั การศกึ ษาและการเรยี นรู โดยมงุ ใหค รอบคลุมถงึ การจัดการศึกษา
เพื่อคณุ วุฒิ และการเรยี นรตู ลอดชีวิตทส่ี ามารถตอบสนองการเปลยี่ นแปลงในศตวรรษท่ี ๒๑

จุดเนนประจาํ ปง บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔
๑. การพัฒนาและเสริมสรางศกั ยภาพทรัพยากรมนษุ ย
๑.๑ การจดั การศึกษาเพื่อคณุ วฒุ ิ
- จดั การศึกษาทกุ ระดับ ทุกประเภท โดยใชหลักสูตรฐานสมรรถนะ รวมทง้ั แนวทางการจัดการเรียนรูเชิง
รกุ และการวัดประเมนิ ผลเพือ่ พฒั นาผูเ รียน ทส่ี อดคลอ งกับมาตรฐานการศกึ ษาแหงชาติ
- สงเสริมการพัฒนากรอบหลักสูตรระดับทองถิ่นและหลักสูตรสถานศึกษา ตามความตองการจําเปนของ
กลมุ เปาหมายและแตกตางหลากหลายตามบรบิ ทของพ้ืนที่
- พัฒนาผูเรียนใหมีทักษะการคิดวิเคราะห สามารถแกไขสถานการณเฉพาะหนาไดอยางมีประสิทธิภาพ
โดยจัดการเรียนรูเชิงรุก (Active Learning) จากประสบการณจริงหรือจากสถานการณจําลองผานการลงมือ
ปฏบิ ัติ ตลอดจนจดั การเรียนการสอนในเชิงแสดงความคิดเห็นเพื่อเปดโลกทัศนม ุมมองรว มกนั ของผูเรียนและครูให
มากขน้ึ
- พัฒนาผูเรียนใหมีความรอบรูและทักษะชีวิต เพ่ือเปนเครื่องมือในการดํารงชีวิตและสรางอาชีพ อาทิ
การใชเทคโนโลยดี ิจทิ ลั สขุ ภาวะและทศั นคติที่ดีตอ การดแู ลสขุ ภาพ
๑.๒ การเรยี นรตู ลอดชีวติ
- จัดการเรียนรูตลอดชีวิตสําหรับประชาชนทุกชวงวัย เนนสงเสริมและยกระดับทักษะภาษาอังกฤษ
(English for All)
- สงเสริมการเรยี นการสอนทเ่ี หมาะสมสาํ หรับผูท่เี ขาสสู งั คมสงู วัย อาทิ อาชีพที่เหมาะสมรองรับสงั คมสูง
วยั หลกั สตู รการพัฒนาคุณภาพชีวิต และหลกั สูตรการดแู ลผสู งู วยั หลักสตู ร BUDDY โดยเนน การมีสวนรวมในการ
พัฒนาชุมชน โรงเรียน และผูเรียน หลักสูตรการเรยี นรูออนไลน เพ่ือสงเสริมประชาสัมพันธส ินคาออนไลนระดบั
ตาํ บล
- สงเสริมโอกาสการเขาถึงการศึกษาเพ่ือทักษะอาชีพและการมีงานทํา ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ
จังหวัดชายแดนภาคใต และเขตพื้นที่พิเศษ (พื้นที่สูง พื้นที่ตามแนวตะเข็บ ชายแดน และพ้ืนท่ีเกาะแกง ชายฝง
ทะเล ทง้ั กลมุ ชนตางเชอื้ ชาติ ศาสนา และวฒั นธรรม กลมุ ชนชายขอบ และแรงงานตางดา ว)
- พัฒนาครูใหมีทักษะ ความรู และความชํานาญในการใชเทคโนโลยีดิจิทัล ปญญาประดิษฐ และ
ภาษาอังกฤษ รวมทั้งการจัดการเรียนการสอนเพื่อฝกทักษะการคิดวิเคราะหอยางเปนระบบและมีเหตุผลเปน
ขัน้ ตอน
- พัฒนาครูอาชีวศึกษาท่ีมีความรูและความสามารถในทางปฏิบัติ (Hands – on Experience) เพื่อใหมี
ทักษะและความเชี่ยวชาญทางวิชาการ โดยรวมมือกับสถาบันอุดมศึกษาชัน้ นําของประเทศจัดหลกั สูตรการพฒั นา
แบบเขม ขนระยะเวลาอยางนอ ย ๑ ป
- พัฒนาสมรรถนะและความรูความสามารถของบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ ใหมีความพรอมในการ
ปฏิบัติงานรองรับความเปนรัฐบาลดิจิทัลอยางมีประสิทธิภาพ โดยจัดใหมีศูนยพัฒนาสมรรถนะบุคลากรระดับ
จังหวัดท่ัวประเทศ
๒. การพัฒนาการศึกษาเพ่อื ความม่นั คง

8

- พัฒนาคุณภาพการศึกษาในพ้ืนท่ีจังหวัดชายแดนภาคใต โดยนอมนํายุทธศาสตรพระราชทาน “เขาใจ
เขา ถึง พฒั นา” เปน หลกั ในการดําเนนิ การ

- เฝาระวังภัยทุกรูปแบบท่ีเกิดข้ึนกับผูเรียน ครู และสถานศึกษา โดยเฉพาะภัยจากยาเสพติด
อาชญากรรมทางไซเบอร การคามนษุ ย

- สงเสริมใหใชภาษาทองถิ่นรวมกับภาษาไทย เปนส่ือจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ที่ใชภาษาอยาง
หลากหลาย เพ่ือวางรากฐานใหผูเรียนมีพัฒนาการดานการคิดวิเคราะห รวมท้ังมีทักษะการส่ือสารและใชภาษาท่ี
สามในการตอยอดการเรยี นรูไ ดอยา งมปี ระสทิ ธิภาพ

- ปลูกฝงผูเรียนใหมีหลักคิดที่ถูกตองดานคุณธรรม จริยธรรม และเปนผูมีความพอเพียง วินัย สุจริต จิต
อาสา โดยใชกระบวนการลูกเสอื และยวุ กาชาด

๓. การสรา งความสามารถในการแขง ขนั
- สนับสนุนใหสถานศึกษาอาชีวศึกษาผลิตกําลังแรงงานที่มีคุณภาพ ตามความเปนเลิศของแตละ
สถานศึกษาและตามบริบทของพื้นที่ รวมทั้งสอดคลองกับความตอ งการของประเทศทัง้ ในปจ จบุ ันและอนาคต
- สนับสนุนใหสถานศึกษาอาชีวศึกษาบริหารจัดการอยางมีคุณภาพ และจัดการเรียนการสอนดวย
เครื่องมือปฏิบัติท่ีทันสมัยและสอดคลองกับเทคโนโลยี โดยเนนใหผูเรียนมีทักษะการวิเคราะหขอมูล (Data
Analysis) และทักษะการสอ่ื สารภาษาตางประเทศ
๔. การสรางโอกาสและความเสมอภาคทางการศกึ ษา
- พัฒนาแพลตฟอรมดจิ ทิ ัลเพอื่ การเรยี นรู และใชดิจทิ ลั เปน เคร่ืองมอื การเรียนรู
- ศึกษาและปรับปรุงอัตราเงินอุดหนุนคาใชจายตอหัวในการจัดการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ใหสอดคลองกับ
สภาพเศรษฐกิจและบทบัญญตั ิของรัฐธรรมนญู
- ระดมสรรพกําลังเพื่อสงเสริมสนับสนุนโรงเรียนนํารองพ้ืนท่ีนวัตกรรมการศึกษา เพ่ือลดความเหล่ือมลํา้
ทางการศกึ ษาใหสอดคลองพระราชบญั ญัติพน้ื ท่ีนวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒
๕. การจัดการศกึ ษาเพือ่ สรา งเสริมคณุ ภาพชีวิตทเ่ี ปนมิตรกับสิง่ แวดลอ ม
- เสริมสรา งการรับรู ความเขาใจ ความตระหนกั และสงเสรมิ คณุ ลักษณะและพฤติกรรมท่ีพงึ ประสงคดาน
สงิ่ แวดลอม
- สงเสริมการพัฒนาสิ่งประดิษฐและนวัตกรรมที่เปนมิตรกับสิ่งแวดลอม ใหสามารถเปนอาชีพ และสราง
รายได
๖. การปรบั สมดลุ และพฒั นาระบบการบรหิ ารจัดการ
- ปฏิรูปองคการเพื่อลดความทับซอน เพ่ิมประสิทธิภาพและความเปนเอกภาพของหนวยงานที่มีภารกิจ
ใกลเคียงกนั เชน ดา นประชาสมั พนั ธ ดา นตางประเทศ ดา นเทคโนโลยี ดา นกฎหมาย เปนตน
- ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบท่ีเปนอุปสรรคและขอจํากัดในการดาํ เนนิ งาน โดยคํานึงถึงประโยชนของ
ผูเ รยี นและประชาชน ตลอดจนกระทรวงศกึ ษาธกิ ารโดยรวม
- สนับสนนุ กิจกรรมการปอ งกนั และปราบปรามการทจุ ริตและประพฤติมิชอบ
- พฒั นาระบบฐานขอมลู ดานการศึกษา (Big Data)
- พัฒนาระบบการบริหารจัดการและพัฒนากําลังคนของกระทรวงศึกษาธิการ ใหส อดคลองกับการปฏิรูป
องคการ
- สนบั สนุนใหส ถานศึกษาเปนนติ ิบุคคล เพอ่ื ใหสามารถบริหารจดั การศึกษาท่ีมีคณุ ภาพไดอยา งอิสระและ
มีประสทิ ธภิ าพ ภายใตกรอบแนวทางของกระทรวงศกึ ษาธิการ
- จัดตั้งหนวยงานวางแผนทางการเงิน (Financial Plan) ระดับจังหวัด เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคลากร
ของกระทรวงศึกษาธิการ

9

- สงเสริมโครงการ ๑ ตําบล ๑ โรงเรียนคุณภาพ โดยเนนปรับสภาพแวดลอมทั้งภายในและภายนอก
บริเวณโรงเรียนใหเอือ้ ตอการเสรมิ สรา งคุณธรรม จรยิ ธรรม และจิตสาธารณะ

การขบั เคล่อื นนโยบายและจดุ เนน สูก ารปฏิบตั ิ
1.ใหสวนราชการ หนวยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นํานโยบายและจุดเนน เปนกรอบแนวทางมา
ใชในการวางแผนและจัดทํางบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยคํานึงถึงมาตรการ ๔ ขอ
ตามท่ีรัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ ไดใหแนวทางในการบริหารงบประมาณไว ดังนี้ (๑) งดดูงาน
ตางประเทศ ๑ ป ยกเวนกรณีที่มีความจําเปนและเปนประโยชนตอกระทรวงศึกษาธิการ (๒) ลดการจัดอบรม
สัมมนาทมี่ ีขนาดใหญแ ละใชงบประมาณมาก (๓) ยกเลิกการจดั งาน Event และ (๔) ทบทวนงบประมาณทม่ี ีความ
ซาํ้ ซอ น
2.ใหมีคณะกรรมการติดตาม ประเมินผล และรายงานการขับเคลื่อนนโยบายและจุดเนนสูการปฏิบัติ
ระดับพื้นท่ี โดยใหผูตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการเปนประธาน สํานักงานศึกษาธิการภาคและสํานักตรวจ
ราชการและติดตามประเมินผล สป. เปนฝายเลขานุการและผูชวยเลขานุการตามลําดับ โดยมีบทบาทภารกิจใน
การตรวจราชการ ติดตาม ประเมินผลในระดับนโยบาย และจัดทํารายงานเสนอตอรัฐมนตรีวาการ
กระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของ
กระทรวงศึกษาธิการ ทราบตามลาํ ดับ
3.กรณีมีปญหาในเชงิ พ้ืนที่หรือขอขัดของในการปฏิบัติงาน ใหศ ึกษา วเิ คราะหขอมลู และดําเนินการแกไข
ปญหาในระดับพ้ืนที่กอน โดยใชภาคีเครือขายในการแกไขขอขัดของ พรอมทั้งรายงานตอคณะกรรมการติดตามฯ
ขา งตน ปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร และรฐั มนตรวี า การกระทรวงศกึ ษาธิการตามลําดบั อนึง่ สําหรบั ภารกจิ ของสว น
ราชการหลกั และหนวยงานทป่ี ฏิบัติในลักษณะงานในเชงิ หนาที่ (Function) งานในเชงิ ยทุ ธศาสตร (Agenda) และ
งานในเชิงพื้นที่ (Area) ซ่ึงไดดําเนินการอยูกอนเม่ือรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายสําคัญเพิ่มเติมใน
ปง บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ นอกเหนือจากท่ีกําหนด หากมคี วามสอดคลองกับหลักการนโยบายและจดุ เนนขางตน
ใหถือเปนหนาที่ของสวนราชการหลักและหนวยงานที่เก่ียวของตองเรงรัด กํากับ ติดตาม ตรวจสอบใหการ
ดําเนนิ การเกิดผลสาํ เร็จและมีประสิทธิภาพอยา งเปน รปู ธรรมดว ยเชนกันท้ังนี้ ตั้งแตบ ดั นีเ้ ปนตนไป
กลาวโดยสรปุ การจดั ส่งิ แวดลอมศึกษาของประเทศไทยและตา งประเทศ ไดกาํ หนดทิศทาง และนโยบาย
ไวดังน้ี คือ ใหมีการพัฒนาหลักสูตรส่งิ แวดลอ มศึกษาในทกุ ระดบั ทกุ ประเภทการศึกษา ทั้งในระบบและนอกระบบ
โรงเรียน ท้ังในรูปแบบเปนวิชาเฉพาะ และรูปแบบการสอดแทรก การบูรณาการเขากับวิชาตาง ๆ
กระบวนการเรียนการสอนและการจัดกิจกรรมในเร่ืองสิ่งแวดลอม ศึกษา เนนกระบวนการเรียนรูที่มุงใหผูเรียนมี
ความรูความเขาใจแนวคิด ในเรื่องสิ่งแวดลอมและ การพัฒนาอยางยั่งยืน สภาวะสิ่งแวดลอมของทองถ่ิน และ
ภมู ภิ าค ประชากร นา้ํ ดื่มและอาหารท่ี ปลอดภัย การสขุ าภิบาล และผลกระทบทางเศรษฐกิจและ สิง่ แวดลอมจาก
การใชทรัพยากร คุณคา ของสิ่งแวดลอมทางเศรษฐกิจ สังคม และในเรื่องการพัฒนามนุษย ไดเรียนรูสภาพ
ส่ิงแวดลอม พ้ืนฐานที่สําคัญของประเทศและโลก เนนสภาพส่ิงแวดลอมท่ีเปนปญหาเฉพาะของแตละทองถิ่น มุง
ปลูกฝง นสิ ยั สรา งจติ สํานึก ทัศนคติ คา นยิ ม จรยิ ธรรม และพฤติกรรมในการอนรุ กั ษทรัพยากร ธรรมชาติ ตระหนัก
ถึงผลกระทบความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอม เนน กระบวนการใหมีประสบการณตรง
และการแกปญหา มีทักษะในการรวมคิดรวมทํา กําหนดทางเลือก และการตัดสินใจในการดําเนินการไดอยาง
เหมาะสม มสี วนรวมในการอนุรักษ ปอ งกันติดตาม เฝา ระวังและแกไขปญหาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอม
ในดานเนื้อหาการเรียนการสอนใหเลือก เน้ือหาที่วิกฤติท่ีสุดดานส่ิงแวดลอมในประเทศ มาเปนเนื้อหาในการสอน
จัดทําและพัฒนาส่ือ การเรียนการสอนสิ่งแวดลอมศึกษา ใหมีคุณภาพและประสิทธิภาพ สอดคลองทันตอ
เหตุการณ ปญหาและความตองการในปจจุบัน เหมาะสมกับรูปแบบวิธีการเรียนการสอน และการจัดกิจกรรม
การศึกษาพฒั นาบุคลากรทเ่ี กี่ยวของกับส่งิ แวดลอ มศึกษา ใหตระหนักถงึ บทบาทหนา ท่ีความ รับผดิ ชอบรวมมือกัน

10

จัดส่ิงแวดลอมศึกษา สงเสริมใหภาคเอกชน และประชาชนมีสวนรวมสงเสริม การใหการศึกษาดานสิ่งแวดลอม
อยางตอ เน่ือง

๒. แนวคิดทฤษฎีทเ่ี กย่ี วของกบั สิง่ แวดลอมศึกษา
สิ่งแวดลอมศึกษาเกิดจากแนวคิดท่ีจะนําการศึกษามาแกไขปญหาสิ่งแวดลอม โดยจัด กระบวนการเรียน

การสอน เพื่อพัฒนาเยาวชน ใหเกิดความรูความเขาใจในความสัมพันธของ องคประกอบตาง ๆ ในส่ิงแวดลอม
ความสัมพันธที่เก่ียวของกันระหวางมนุษยกับส่ิงแวดลอม มีความตระหนักตอปญหาส่ิงแวดลอมมีสวนรวมในการ
ปรบั ปรุงและแกไ ขปญ หาสิ่งแวดลอมปจ จุบันไดม ีนักการศึกษาหลายทา นไดกลาวถึงความหมาย จุดหมาย หลกั การ
เปาหมาย มโนทศั นข องส่งิ แวดลอมศกึ ษาไวดังตอไปนี้

๒.๑ ความหมายของสิ่งแวดลอมศึกษา

กรมสงเสริมคุณภาพส่ิงแวดลอม (๒๕๔๔ : ๕) ไดใหความหมายวา ส่ิงแวดลอมศึกษา คือ กระบวนการที่
ทําใหเห็นคุณคา เกิดความตระหนัก และเขาใจถึงการอยูรวมกันของสิ่งแวดลอม ทางธรรมชาติ เศรษฐกิจ
สังคม การเมือง ดวยการใหโอกาสทุกคนพัฒนาความรู เจตคติ ทักษะ การรูจักตัดสินใจ เพื่อใหเกิดการ
เปล่ียนแปลงทัศนคติ และพฤติกรรม เพ่ือท่ีจะปกปองและแกไข สิ่งแวดลอมใหดีขึ้น ตลอดจนสรางรูปแบบการ
ดําเนนิ ชวี ิตใหมเ พือ่ สิง่ แวดลอม ท้งั ในระดบั บคุ คล กลมุ และสงั คม

กรีนเนล (Greennal, ๑๙๘๐ : ๗) อรรถพล อนันตวรสกุล (๒๕๔๔: ๕๓) วินัย วีระวัฒนานนท (๒๕๓๙ :
๑๕) ศิรพิ ร หงสพ นั ธุ (อา งถึงในกรมวิชาการ ๒๕๔๒ : ๑) กนก จันทรทอง (๒๕๔๑ : ๖๖) เกษม จันทรแ กว (๒๕๓๖
: ๗๑) เต็มดวง รัตนทัศนีย (๒๕๓๙ : ๑๗๖) อินทิรา ชัยรัตน (๒๕๔๓ : ๑๑) สุพรรณี มีเทศน บุญลอม นามบุตร
(อางถึงในสุพรรณี มีเทศน, ๒๕๓๙) ศิริพร หงสพันธุ (๒๕๔๒ : ๒๓) ไดใหความหมาย ท่ีสอดคลองกันวา
ส่งิ แวดลอ มศกึ ษา หมายถงึ กระบวนการทางการศึกษาท่ีจดั ข้ึน เพื่อมุงพฒั นา ผเู รยี นใหมีความรูค วามเขาใจในเร่ือง
สิ่งแวดลอมทางธรรมชาติและสิ่งแวดลอมที่มนุษยสรางข้ึน รวมทั้งความสัมพันธระหวางมนุษยกับส่ิงแวดลอม จน
เกิดความตระหนัก คานิยม เจตคติในการ ระวังรักษา หวงใยส่ิงแวดลอม มีทักษะในการตัดสินใจทางส่ิงแวดลอม
ตลอดจนมีสวนรวมในการ อนุรักษปองกันและแกไขปญหาส่ิงแวดลอมท้ังสวนบุคคลและสวนรวม เพื่อพัฒนา
คณุ ภาพชวี ติ และคุณภาพสงิ่ แวดลอ มทย่ี ัง่ ยืน

ฟน (Fien, อางถึงในกรมสงเสริมคุณภาพส่ิงแวดลอม ๒๕๔๑ : ๖) ไดใหความหมายวา ส่ิงแวดลอมศึกษา
คือ การเรียนรูดว ยการศึกษาแบบสหวิทยาการรว ม ซึง่ จะชวยใหบุคคลแตละคน หรอื กลุมบุคคลเกิดความเขาใจใน
สิง่ แวดลอม โดยมเี ปาหมายสูงสดุ เพ่อื พัฒนาเจตคตใิ นการ ระวังรกั ษาและความผูกพันหว งใย อนั จะชว ยเสรมิ สรา ง
ความปรารถนาท่ีจะปฏิบัติตน อยางมีความ รับผิดชอบตอส่ิงแวดลอม ดังนั้น สิ่งแวดลอมศึกษาจึงไมไดเกี่ยวของ
เฉพาะเรอื่ งของความรูเทานนั้ แตยงั รวมถงึ ความรสู กึ เจตคติ ทกั ษะ และการปฏบิ ตั ิทางสังคมเขา ไปดวย

ทบิลิซิ (Tbilisi Conference. ๑๙๗๗) ไดสรุปความหมายของสิ่งแวดลอม ศึกษาวาเปนสวนบูรณาการ
ของการศึกษา ซ่ึงเปนการเนนปญหาและสหวิทยาการ มีเปาหมาย ในการสรางคานิยม สงเสริมความเปนอยูที่ดี
โดยสวนรวมและสํานึกตอสิ่งแวดลอม ซ่ึงควรให ผูเรียนมีสวนรวมในการแสดงออก และควรเปนแนวทางสําหรับ
การสรา งความสาํ นึก ท้ังในปจจุบัน และอนาคต (UNESCO. ๑๙๗๘ : ๒๑)

สแตปป และคอกซ (Stap and Cox. ๑๙๗๙ : ๗๖๔) ไดใหความหมายวา ส่ิงแวดลอมศึกษา คือ
ขบวนการมุงพัฒนาประชากรโลก ใหมีความเขาใจตอสิ่งแวดลอมและปญหาท่ีเกิดข้ึนไดแก ความรอบรู ทัศนคติ
แรงจูงใจ การยอมรับและทักษะ เพื่อจะไดนําไปแกไขปญหาตอตนเองและ สวนรวม รวมท้ังแนวทางการปองกัน
ปญหาใหม ๆ ทจ่ี ะเกิดข้นึ

11

IUCN (International Union for Conservation of Nature and Natural Resources) (ศิริพร หงส
พันธุ, ๒๕๔๒ : ๒๒ : อางอิงจาก Webb. ๑๙๘๐ : ๑๐) ไดใหความหมายของสิ่งแวดลอมศึกษาไววา ส่ิงแวดลอม
ศึกษา คือกระบวนการท่ีทําใหเกิดคานิยมและใหรูถึงแนวความคิดหลัก (concept)เพ่ือพัฒนาทักษะและเจตคติท่ี
จาํ เปนทจี่ ะทาํ ใหเ กิดความเขาใจ และซาบซ้ึงถึงความสัมพนั ธ ระหวางมนุษยก ับวัฒนธรรมและสง่ิ แวดลอมทางดาน
กายภาพและชีวภาพ

จากความหมายของส่ิงแวดลอมศึกษาดังกลาว สรปุ ไดวาสงิ่ แวดลอมศึกษา หมายถงึ กระบวนการทางการ
ศึกษาท่ีจัดข้ึน เพ่ือมุงพัฒนาผูเรียนใหมีความรู ความเขาใจในเรื่องส่ิงแวดลอม ตามธรรมชาติ ส่ิงแวดลอมท่ีมนุษย
สรางขึ้น ความสัมพันธระหวางมนุษยกับสิ่งแวดลอม การอนุรักษ และพัฒนาส่ิงแวดลอม และสภาพปญหา
สิ่งแวดลอมท่ีเกิดขึ้น จนเกิดความรูสึกเห็นคุณคาของ ส่ิงแวดลอมตระหนักและหวงใยถึงปญหาสิ่งแวดลอมมี
คานิยม เจตคติ และแรงจงู ใจท่จี ะเขาไปมี สว นรวมในการปองกันและปรบั ปรุงสภาพแวดลอ มใหม ีสภาพทีด่ ขี ึน้

การจดั การศกึ ษาทางดา นส่ิงแวดลอม นอกจากจะจดั การศึกษาตามแนวคดิ ของสิ่งแวดลอม ศกึ ษาดังกลาว
แลว ในปจจุบันยังมีการจัดการศึกษาในอีกแนวคิดหนึ่งที่เรียกวา การศึกษาส่ิงแวดลอม (Environmental Study)
ซ่ึงนกั การศึกษาหลายทา น ไดใ หค วามหมายไวด ังตอไปน้ี

นลี และปาลมเมอร (Neal and Palmer. ๑๙๙๐ : ๙) ไดใ หค วามหมายวา การศกึ ษาสิง่ แวดลอ ม หมายถงึ
การเรียนรูซ่ึงเก่ียวของกับการพัฒนาทักษะที่เฉพาะเจาะจง รวมทั้งทักษะพื้นฐานของ การอานออก เขียนได และ
ในดา นการคดิ คํานวณ

วินัย วีระวัฒนานนท และบานช่ืน สีพันผอง (๒๕๓๗ : คํานํา) ไดใหความหมายวา การศึกษา ส่ิงแวดลอ ม
หมายถึงการศึกษาท่ีมุงเนนเฉพาะเนื้อหาสาระเรื่องสิ่งแวดลอมท่ีสําคัญ ควรคาในการเรียนรูอันจะเปนพื้น
ฐานความรูท่ีสําคัญในการดํารงชีวิตของมนุษย เชน การศึกษาในเรื่อง สิ่งแวดลอมกับการพัฒนา นิเวศวิทยา
ประชากรกบั สง่ิ แวดลอม ทรพั ยากรธรรมชาติ ดนิ ปา ไม สัตว พืช อาหาร นํ้า อากาศแร พลังงาน สารพิษ มลภาวะ
เปนตน

โครงการสิ่งแวดลอมศึกษาระหวางประเทศ (International Environmental Education Program)
(UNESCO-UNEP. ๑๙๘๓ : ๑๔) ไดใหความหมายวา การศึกษาสิ่งแวดลอม หมายถึง โปรแกรมและรายวิชาใน
ระดับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัย (หลังระดับมัธยมศึกษา) ที่เกี่ยวของกับ เรื่องราว หรือปญหาส่ิงแวดลอม บน
พื้นฐานของสหวิทยาการ ใชรายวิชาจากวิทยาศาสตรธรรมชาติ วิทยาศาสตรสังคม วิทยาศาสตรประยุกต
เทคโนโลยี อักษรศาสตร และประวัติศาสตร ใหเปนประโยชน ตอการฝกหัดผูเรียน โดยการปรับใหมีความ
เหมาะสมกับวิธีการทั่วไปสรุปการศึกษาส่ิงแวดลอม หมายถึงการศึกษาท่ีมุงเนนเน้ือหาสาระเร่ืองสิ่งแวดลอมหรือ
ปญหาสิ่งแวดลอมท่ีสําคัญ เชน การศึกษาในเร่ืองสิ่งแวดลอมกับการพัฒนา นิเวศวิทยา ประชากร กับส่ิงแวดลอม
ทรัพยากรธรรมชาติ ดิน ปาไม สัตว พืช อาหาร น้ํา อากาศแร พลังงาน สารพิษ มลภาวะ เปนตน เพ่ือใหผูเรียนมี
ความรูความเขาใจในเรื่องสิ่งแวดลอมหรือปญหาส่ิงแวดลอมท่ีเกิดขึ้น อันจะเปนพื้นฐานความรูท่ีสําคัญในการ
ดํารงชีวิตของมนุษยจากการเปรียบเทียบความหมายของการศึกษาส่ิงแวดลอมดังกลาว กับความหมาย ของ
สิ่งแวดลอมศึกษา พบวามีความแตกตางกัน คือการศึกษาส่ิงแวดลอม เปนการศึกษาที่มุงเนน เน้ือหาสาระเรื่อง
ส่ิงแวดลอม หรือปญหาส่ิงแวดลอมที่สําคัญ เพื่อใหผูเรียนมีความรู ความเขาใจ ในเร่ืองสิ่งแวดลอม หรือปญหา
ส่ิงแวดลอมท่ีเกิดข้ึน อันจะเปนพ้ืนฐานความรูที่สําคัญในการดํารงชีวิต ของมนุษย สวนส่ิงแวดลอมศึกษาเปน
กระบวนการทางการศึกษาท่ีจัดขึ้น เพ่ือมุงพัฒนาผูเรียนให มีความรู ความเขาใจในเร่อื งส่ิงแวดลอมตามธรรมชาติ
ส่ิงแวดลอม ท่ีมนุษยสรางขึ้น ความสัมพันธ ระหวางมนุษยกับสิ่งแวดลอม การอนุรักษและพัฒนาสิ่งแวดลอม
และสภาพปญหาสิ่งแวดลอมที่ เกิดข้ึน จนเกิดความรูสึกเห็นคุณคาของสิ่งแวดลอม ตระหนักและหวงใยถึงปญหา
ส่ิงแวดลอม มีคานิยม เจตคติ และแรงจูงใจท่จี ะเขา ไปมสี ว นรวมในการปองกัน และปรับปรุงสภาพแวดลอมให

12

มีสภาพที่ดีข้ึน รวมทั้งมีทักษะในการระบุปญหา และการตัดสินใจหาทางเลือกในการแกไขปญหา ไดอยาง
เหมาะสม ตลอดจนรวมมือกันรับผิดชอบในการปกปอง และแกไขปญหาสิ่งแวดลอมท่ี เกิดขึ้นใหบรรเทาลงทั้งใน
ระดับบุคคล กลมุ และสงั คม เพอื่ พฒั นาคุณภาพชวี ิตและคุณภาพส่งิ แวดลอ ม ใหยงั่ ยืนตลอดไป

แตอยางไรก็ตามในการศึกษาคร้ังนี้ คณะผูจัดทําไดนําแนวคิดของกรมสงเสริมคุณภาพส่ิงแวดลอม
(๒๕๔๔ : ๕) ท่ีใหความหมายของสิ่งแวดลอมศึกษาไววา เปนกระบวนการท่ีทําใหเห็นคุณคาเกิด ความตระหนัก
และเขาใจถึงการอยูรวมกันของสิ่งแวดลอมทางธรรมชาติ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ดวยการใหโอกาสทุกคน
พัฒนาความรู เจตคติ ทักษะ การรูจักตัดสินใจ เพ่ือใหเกิดการเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ และพฤติกรรม เพ่ือท่ีจะ
ปกปอ งและแกไขส่ิงแวดลอมใหด ีข้ึน ตลอดจนสรางรูปแบบการ ดาํ เนนิ ชวี ิตใหมเพื่อส่ิงแวดลอม ท้ังในระดับบุคคล
กลมุ และสงั คม เปนฐานคดิ ในการศึกษาในคร้ังน้ี

๒.๒ ความจําเปน ของการศกึ ษาสง่ิ แวดลอมศึกษา

องคการสหประชาชาติ (อางถึงในเกษม จันทรแกว และประพันธ โกยสมบูรณ, ๒๕๒๕ : ๑๕) ไดกลาวถึง
ความเปนมาและความจาํ เปน ในการศกึ ษาสิ่งแวดลอ มไวห ลายประเดน็ ทีส่ าํ คญั คอื ทรัพยากรธรรมชาติบนพนื้ ฐาน
โลกไดรอยหรอ และเกิดปญหาอยางมาก จนเปนเร่ืองท่ีนาเปนหวง เพราะการเพิ่มขึ้นของประชากรอยางรวดเร็ว
จําเปนตองใชทรัพยากรมากขึ้นไปดวย ย่ิงในภาวะสังคม ที่มีการแกงแยงกันมากแลว การแกงแยงทรัพยากรเพ่ือ
ตนเองจะมีมากขึ้น ดวยเหตุผลดังกลาวจึง เปนส่ิงที่หลีกเล่ียงไมไดที่อาจมีการใชทรัพยากรอยางขาดหลักการ ไม
ระมัดระวัง และอาจมีผลทํา ใหเกิดการขาดแคลนทรัพยากรในอนาคตได และอาจมีมลพิษเกิดขึ้นจากการใช
ทรัพยากรมีผลกระทบ ตอทรัพยากรที่เหลืออยูอาจสูญพันธุไปได อยางไรก็ตามจากการศึกษาถึงสถานภาพ
สิ่งแวดลอมโดยท่ัวไปของประเทศไทยและจากเอกสารท่ัวโลก อาจสรุปถึงความจําเปนของส่ิงแวดลอม ศึกษาได
ดังน้ี

๑. ความจาํ เปนในการปรบั ปรุงคณุ ภาพชีวิตของมวลมนุษยใหอยดู กี ินดีข้นึ กวา เปน อยูส่ิงแวดลอมศึกษา
นา จะเปนสว นหนงึ่ ทจ่ี ะทําใหคณุ ภาพประชากรไทยดขี ึ้นและเปน แนวทางทีจ่ ะเสรมิ สรา งใหท ศั นคติในการใช
ทรพั ยากรไดถูกตอง คุณภาพชวี ติ กค็ งจะดตี ามมาดวย

๒. สิง่ แวดลอ มศกึ ษา เปน หลักการท่จี ะชว ยเสริมสรางความเขาใจของประชากร ตอ ปญหาสิง่ แวดลอมและ
การอนุรักษส ิง่ แวดลอ ม เปนอยางดี ทั้งนี้หลักการหรอื แนวทางใหก ารศึกษา สงิ่ แวดลอมศึกษานนั้ จะตองสอดคลอง
กบั สภาพท่วั ไปและสภาพส่ิงแวดลอมนน้ั ๆ

๓. สิ่งแวดลอมศึกษา เปน แนวทางท่ีจะใหผ เู รียน สามารถมีความเขาใจในการ เสริมสรางแนวความคิดที่จะ
ปอ งกันส่ิงแวดลอ ม มิใหเกิดมลพษิ สงิ่ แวดลอ มขึน้ ทง้ั ในปจ จบุ นั และอนาคต

๔. สิง่ แวดลอมศกึ ษา มวี ตั ถุประสงคทจี่ ะเพิม่ ทักษะใหแ กผูเ รียน ในการแกไขปญหา ส่งิ แวดลอม ท้ังโดย
การแกไขปญ หาเพ่ือตนเองและเพื่อสวนรวม

๕. ส่ิงแวดลอมศกึ ษา จะชว ยเสรมิ สรา งสมรรถภาพของประชากร ในการประเมิน แผนตาง ๆ เพอื่ การ
พัฒนาในแงส งั คม การเมือง วัฒนธรรม และการศึกษา

๖. ส่ิงแวดลอ มศึกษาสามารถทําใหป ระชาชนรวมทาํ การตัดสนิ ใจบางอยาง เกีย่ วกบั สิง่ แวดลอม เพอ่ื ชมุ ชน
และเพ่ือตนเองไดอ ยางดีและถูกตองมากยง่ิ ข้ึน

๗. สิ่งแวดลอมศกึ ษา เปน กระบวนการใหค วามรูท่ีทาํ ใหเกิดความรู ความสัมพันธ ตอกันและกนั ของ
เศรษฐศาสตร การเมือง และนเิ วศวทิ ยา ดียิ่งขนึ้ ทาํ ใหการอนุรกั ษสง่ิ แวดลอม สัมฤทธ์ผิ ลดีขึ้น

จากความจาํ เปนของสง่ิ แวดลอ มศึกษาดังกลาวสรุปไดว า สิ่งแวดลอมศึกษามีความจาํ เปน ตอการปรบั ปรุง
คุณภาพชวี ติ ของมวลมนุษย ชวยเสรมิ สรา งความเขาใจของประชาชนตอ ปญหา สงิ่ แวดลอมและการอนรุ ักษ

13

สง่ิ แวดลอม สรา งแนวความคิดทจี่ ะปองกันสงิ่ แวดลอม ทกั ษะในการ แกไขปญ หาสง่ิ แวดลอม และการตัดสินใจ
เกย่ี วกบั สง่ิ แวดลอมใหกบั ประชาชน เพื่อใหก ารอนุรกั ษ ส่งิ แวดลอมสัมฤทธผิ์ ลมากขึ้น

๒.๓ หลกั การของสงิ่ แวดลอมศกึ ษา

ปฏิญญาเบลเกรด (Belgrade Charter) (UNESCO. ๑๙๗๖ : ๒) ไดกําหนดหลักการส่ิงแวดลอม ศึกษา
เพือ่ เปน แนวทางสําหรับการดําเนนิ งานส่ิงแวดลอ มศกึ ษา ไวดงั น้ี

๑. สิง่ แวดลอมศึกษา ควรจะไดพ จิ ารณาส่งิ แวดลอ มท้ังมวล (Totality) ท้งั ส่ิงแวดลอ มตามธรรมชาติ และ
มนุษยสรางข้นึ ทั้งในแงนิเวศวทิ ยา การเมือง เศรษฐกจิ เทคโนโลยี สังคม กฎหมาย วัฒนธรรมและสนุ ทรยี ภาพ

๒. สง่ิ แวดลอ มศกึ ษา ควรจะเปน กระบวนการตลอดชวี ิต ท้ังในระบบโรงเรยี นและนอกระบบโรงเรยี น
๓. ส่ิงแวดลอมศกึ ษาควรมีลกั ษณะเปนสหวทิ ยาการ (Interdisciplinary)
๔. ส่ิงแวดลอมศกึ ษาควรจะเนน การเขามามีสวนรว มในการปองกนั และแกไขปญหา สง่ิ แวดลอม
๕. ส่ิงแวดลอ มศึกษาควรจะพิจารณาเรอ่ื งราวของสิ่งแวดลอ มในวงกวา งจากระดับโลก พรอ มทัง้ คาํ นงึ ถึง
ความแตกตางของแตละภูมภิ าคดวย
๖. ส่งิ แวดลอมศกึ ษาควรเนนสถานการณส ิ่งแวดลอ มปจ จบุ ันและอนาคต
๗. สงิ่ แวดลอมศึกษาควรพิจารณาการพฒั นาความเจริญกาวหนาทั้งมวล จากสัดสวน ของสงิ่ แวดลอ ม
๘. สงิ่ แวดลอ มศึกษาควรสง เสรมิ ใหเ ห็นคณุ คา และความจาํ เปน ในการท่จี ะรว มมือกันแกปญ หา
สง่ิ แวดลอม ทง้ั ในระดับทอ งถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก
จากการประชุมที่เมืองทบิลิซิ (Tbilisi) ค.ศ. ๑๙๗๗ (UNESCO. ๑๙๗๘ : ๒๗) ไดวางหลักการ อันเปน
แนวทางสิ่งแวดลอมศึกษา ไวดงั น้ี

๑. พิจารณาสิ่งแวดลอ มทัง้ มวล (Totality) ทง้ั ที่เปน สิง่ แวดลอ มธรรมชาติ และมนุษย สรางขึน้ ในดา น
เทคโนโลยแี ละสงั คม เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี วัฒนธรรมประวัติศาสตร ศีลธรรม สุนทรยี ภาพ)

๒. สง่ิ แวดลอ มศึกษา เปน กระบวนการตอ เนื่องตลอดชวี ิต โดยเรม่ิ ตงั้ แตวัยเด็กใน วัยกอ นเขา โรงเรียนไป
เรื่อย ๆ ทง้ั ระบบการศกึ ษาและนอกระบบการศึกษา

๓. ส่งิ แวดลอมศึกษาเปนสหวทิ ยาการ (Interdisciplinary) โดยเอาเนือ้ หาแตล ะวชิ ามา รวมกันเพ่ือใหเ ห็น
ภาพรวมของสิง่ แวดลอ ม

๔. ใหม องเหน็ สิ่งแวดลอมตงั้ แตร ะดับทองถิ่น ประเทศ จนถึงระดับภมู ภิ าค เพอื่ นักเรียน จะไดม คี วาม
เขา ใจในสภาพแวดลอ มสว นอ่ืนของโลกไดอ ยางลกึ ซง้ึ

๕. เนน สถานการณสิง่ แวดลอ มทเ่ี ปนอยู โดยคํานึงถึงสภาพในอดีตดวย
๖. สง เสริมใหเหน็ คณุ คา และความจําเปน ในการรวมมือปองกนั และหาขอ ยุตปิ ญหา สงิ่ แวดลอม ท้ังใน
ระดบั ทองถนิ่ ระดับประเทศ และระหวางประเทศ
๗. แสดงใหเหน็ วาในการวางแผนการพัฒนา เพ่ือความกา วหนาใด ๆ น้ัน ควรจะไดมี การพิจารณา
เร่ืองของส่ิงแวดลอมดว ย
๘. ทาํ ใหผูเ รยี นไดมีบทบาทในการวางแผนประสบการณการเรียน พรอมใหโ อกาส ตัดสินใจและยอมรับใน
ผลทเี่ กิดข้นึ ดว ย
๙. สรางความสัมพันธดา นความรูส ึกตอส่งิ แวดลอ ม ความรู ทกั ษะ ในการแกปญ หา และรสู ึกเลอื กสรร
คา นยิ มในบุคคลทุกวยั โดยเฉพาะอยางยง่ิ เนนความรทู ี่มตี อ สิ่งแวดลอมในชมุ ชน ของเด็ก
๑๐. ชว ยใหผ เู รยี นรูจักคนควา เรื่องราว และสาเหตุท่ีแทจริงของปญหาส่ิงแวดลอม
๑๑. เนนความซบั ซอ นและปญหาสงิ่ แวดลอม ดังน้ัน จาํ เปนท่จี ะตองพัฒนา ความคิดในเชงิ วิพากษ
(Critical Thinking) และทักษะในการแกป ญหา

14

๑๒. ตองใชส ่ิงแวดลอ มใหเ ปนประโยชนในการเรยี นรู โดยถือวา เปนวธิ กี ารทาง การศกึ ษาวิธหี นง่ึ มกี ารจดั
กิจกรรมเกยี่ วกับสง่ิ แวดลอ ม และใหผ ูเรียนมีประสบการณตรง

จากการศึกษาแนวคดิ เกยี่ วกับสงิ่ แวดลอมศกึ ษามีหลกั การ ดังน้ี

๑. สง่ิ แวดลอมศึกษา ควรจะไดพิจารณาสิง่ แวดลอ มทั้งมวล (Totality) ทง้ั ส่งิ แวดลอม ตามธรรมชาติและ
ท่ีมนษุ ยสรางข้นึ ทัง้ ในแงน ิเวศวิทยา การเมือง เศรษฐกจิ เทคโนโลยี สังคม กฎหมาย ประวัตศิ าสตรศีลธรรม
วฒั นธรรม และสนุ ทรียภาพ

๒. สิง่ แวดลอมศกึ ษา ควรจะเปนกระบวนการตลอดชีวิต ทุกรูปแบบ ทงั้ ในระบบ โรงเรยี น และนอกระบบ
โรงเรยี น

๓. ส่งิ แวดลอมศกึ ษา เปน การศึกษาเพ่ือชีวติ (Learning for Life) ๔. สง่ิ แวดลอมศึกษาควรมีลกั ษณะ
เปน สหวิทยาการ (Interdisciplinary)

๕. สงิ่ แวดลอ มศกึ ษาควรจะพิจารณาเร่ืองราวของส่ิงแวดลอมในวงกวาง ต้ังแต ระดบั ทองถ่นิ ประเทศ
ระดับภมู ภิ าค จนถงึ ระดับโลก

๖. ส่งิ แวดลอ มศกึ ษาควรเนน สถานการณส งิ่ แวดลอมปจจุบันและอนาคต
๗. ส่ิงแวดลอมศกึ ษาควรสง เสรมิ ใหเ กดิ การรวมมือกนั แกป ญหาส่งิ แวดลอ ม ทัง้ ใน ระดับทอ งถิน่
ระดับประเทศ และระดบั โลก
๘. ชว ยใหผ เู รยี น รูจกั คนควา เร่ืองราว และสาเหตทุ ่ีแทจ รงิ ของปญ หาส่งิ แวดลอม
๙. เนนความซับซอ นและปญหาสิ่งแวดลอ ม พัฒนาความคิดในเชิงวิพากษ (Critical Thinking) และ
ทักษะในการแกป ญหา
๑๐. ใชสง่ิ แวดลอมใหเปนประโยชนใ นการเรียนรู เพ่ือใหผเู รียนมีประสบการณตรง
๑๑. ส่งิ แวดลอ มศึกษา เปน กระบวนการศึกษา เพือ่ ใหผเู รยี นมคี วามสามารถในการ วางแผน และ
ตัดสนิ ใจอนุรกั ษแ ละปองกันส่ิงแวดลอม ยอมรับผลทกุ กรณีท่เี กดิ จากการตัดสินใจนนั้
๑๒. สงิ่ แวดลอ มศึกษาสง เสริมใหผ เู รยี นเกดิ ความสัมพันธระหวา งมนุษยกบั สิ่งแวดลอ ม
๑๓. สงิ่ แวดลอ มศกึ ษา เปนการสรางจริยธรรม (Environmental Ethics) ๑๔. เปนการเรยี นเชงิ ระบบ
(System Approach)
๑๔. เปนการเรยี นรูท่ผี เู รียนตองมสี วนรว มในบทเรยี น (Active Participation) เนื้อหา ในการเรียน
มงุ ใหผ ูเรยี นนําไปใชในชีวติ ประจาํ วัน
๑๕. เปน การเรียนทีม่ งุ สรา งความรู ความตระหนัก เจตคติ และคานยิ ม ทักษะการ แกป ญหา และคุณคา
ทางส่งิ แวดลอม
๒.๔ จุดมงุ หมายของสง่ิ แวดลอมศึกษา

สแตปป (Stapp. ๑๙๗๔ : ๒๓๒-๒๔๑) ไดกลาวถึงจุดมุงหมายของสิ่งแวดลอมศึกษาไววา การจัด
ส่งิ แวดลอ มศกึ ษานั้น จะเนน ใหค วามรู ความเขา ใจตอไปนี้

๑. ใหเ กิดความเขาใจวา มนษุ ยเปน สวนหนงึ่ ทีม่ ิอาจแยกตัวออกมาไดจ ากระบบ อันประกอบดว ยตวั
มนุษยเ อง รวมทั้งสง่ิ แวดลอ มทางวฒั นธรรม และสิง่ แวดลอ มทางชีวกายภาพ ท้งั ใหเขาใจวา กจิ กรรมของมนุษยน ัน้
สงผลกระทบตอระบบความสัมพันธในสิ่งแวดลอมไดเสมอ

๒. ใหมคี วามเขาใจส่ิงแวดลอมทางชวี กายภาพ ทงั้ ทมี่ ีอยูโดยธรรมชาติและท่ี มนุษยส รางข้นึ และใหเขาใจ
อทิ ธิพลของสิง่ แวดลอมดังกลาวตอสภาพสงั คมปจจบุ นั

๓. ใหม ีความเขา ใจพื้นฐานเก่ียวกบั ปญหาส่ิงแวดลอมทางชีวกายภาพทมี่ นุษยกําลงั เผชิญอยู มองเห็น
วิถีทางแกไข และเขาใจบทบาทความรับผิดชอบของรฐั และประชาชนตอ ปญหาน้ี

15

๔. ใหมเี จตคติมองเห็นคุณคา ของสิง่ แวดลอมท่ีดีมคี ุณภาพ ทงั้ น้เี พื่อจะไดเ ปน แรง กระตุนใหเขามามสี ว น
รวม ในการสรางสรรคส่งิ แวดลอ มทีด่ ีขึน้

๕. การเขา มีสวนรว ม สนบั สนุนใหบ คุ คลและสังคม ไดม โี อกาสเขารวมงานที่ เก่ยี วกบั การแกไขปญหา
สิ่งแวดลอ มทุกระดบั อยา งจริงจัง

ปฏิญญาสากลเบลเกรดไดกําหนดจุดมุงหมายของสิ่งแวดลอมศึกษาไว สําหรับบุคคล และกลุมบุคคล
(UNESCO. ๑๙๗๖ : ๒) ดงั ตอไปนี้

๑. ความตระหนกั (Awareness) ใหม ีความตระหนักและความรูเร่อื งส่ิงแวดลอม ทั้งมวล รวมถงึ ปญหาท่ี
เก่ยี วขอ งดว ย

๒. ความรู (Knowledge) ใหมคี วามเขา ใจเกยี่ วกบั พืน้ ฐานทางส่ิงแวดลอ มทัง้ มวล รวมทั้งปญหาและ
หนา ทค่ี วามรบั ผิดชอบและบทบาทของมนุษยท่ีมีตอ สงิ่ แวดลอม

๓. เจตคติ (Attitude) ใหมีคานิยมและความรสู กึ ในเรื่องของส่ิงแวดลอ มเปน อันมาก และพรอมที่จะเขา
มามสี วนรวมในการปองกันและปรบั ปรุงสง่ิ แวดลอ มดวย

๔. ทักษะ (Skill) ใหมีทักษะในการแกป ญหาทางดานส่ิงแวดลอ ม
๕. ความสามารถในการประเมนิ (Evaluation Ability) ใหร ูจักประเมินมาตรการ สงิ่ แวดลอ ม รวมทัง้
ศกึ ษาโครงการในสวนทเ่ี ก่ยี วขอ งกับปจจัยทางนิเวศวทิ ยา การเมือง เศรษฐกิจ สงั คม และการศกึ ษา
๖. การมสี ว นรว ม (Participation) ใหม กี ารพัฒนาความรสู ึกรบั ผดิ ชอบตอ การหา กลวิธีทีเ่ หมาะสมเพื่อ
แกป ญหาส่ิงแวดลอมทีเ่ กิดขึน้ อยา งเรง ดวน
สําหรับการประชุมสิ่งแวดลอมศึกษาระหวางประเทศ (The Intergovernmental Conference on
Environmental Education) ท่ีเมืองทบิลิซี (Tbilisi) ประเทศรัสเซีย ค.ศ. ๑๙๗๗ (UNESCO. ๑๙๗๘ : ๒๖-๒๗)
ไดก ําหนดจดุ มงุ หมายของสิง่ แวดลอมศกึ ษา ไวสําหรับบคุ คลและสงั คม ดังตอ ไปน้ี

๑. ความตระหนกั (Awareness) เกิดความตระหนักและไวตอ ปญ หาส่งิ แวดลอม
๒. ความรู (Knowledge) มีประสบการณและความเขาใจพื้นฐานเกีย่ วกบั สภาพแวดลอ ม และปญหา
ส่ิงแวดลอ ม
๓. เจตคติ (Attitude) ใหม คี า นิยมและความรสู กึ ในการจะรักษาคุณภาพส่ิงแวดลอม และชักจูงใจใหเ ขา
ไปมสี ว นรว มในการปองกันและปรบั ปรุงสภาพแวดลอม
๔. ทกั ษะ (Skill) ใหมีทกั ษะในการระบปุ ญหาและทางเลอื กในการแกไขปญหา สิง่ แวดลอม กอง
๕. การใหค วามรวมมือ (Participation) เพ่ือใหม ีโอกาสรวมกันในการแกไขปญ หา สง่ิ แวดลอม
จากความหมายของจดุ มุงหมายส่ิงแวดลอ มศึกษาดงั กลา ว สรปุ ไดวา ส่งิ แวดลอมศกึ ษามี จดุ มงุ หมายดงั นี้

๑. เพือ่ ใหบ ุคคลเกิดความรูเ รื่องความสัมพนั ธระหวา งมนษุ ยกบั ส่ิงแวดลอ ม รวมท้ังมปี ระสบการณแ ละ
ความเขา ใจพ้ืนฐานเกย่ี วกบั สภาพแวดลอมและปญหาสิ่งแวดลอม

๒. เพือ่ ใหบ คุ คลรคู ณุ คา และความสําคญั ของสง่ิ แวดลอ ม และตระหนักถงึ สถานภาพ และแนวทาง
การใชทรัพยากร โดยมิใหเกิดปญหาสงิ่ แวดลอมตามมา โดยเฉพาะอยางย่งิ มลพษิ ทาง สิ่งแวดลอม

๓. เพื่อใหบุคคลมเี จตคติ คา นิยมและความรสู ึกในการจะอนุรักษคุณภาพสิง่ แวดลอม และชกั จงู ใจใหเ ขา
ไปมสี วนรว มในการปองกันและปรบั ปรงุ สภาพแวดลอม

๔. เพื่อใหบ คุ คลมที ักษะในการระบุปญหา คิดอยางมีวจิ ารณญาณ และตัดสนิ ใจ หาทางเลือกในการแกไข
ปญ หาสงิ่ แวดลอม

๕. เพื่อใหบ ุคคลมีความรูสึกรับผิดชอบตอสถานภาพส่งิ แวดลอ มของชมุ ชนประเทศ และของโลกตลอดจน
รวมกันลงมือปฏิบัติกิจกรรม ในการปองกนั และแกไขปญหาสง่ิ แวดลอม

16

เปา หมายและวัตถปุ ระสงคของส่ิงแวดลอมศึกษา เปา หมายของสิ่งแวดลอมศึกษาคือ การพัฒนามนุษยให

เกิด การลงมือกระทําเพื่อสิ่งแวดลอมที่ดีข้ึน ทั้งโดยการ ปรับปรุงและแกไขปญหาที่มีอยูเดิม และการปองกัน

ปญหาใหมที่อาจจะเกิดข้ึนในอนาคต โดยการลงมือกระทาํ น้นั จะตองเปน การกระทําทเ่ี กิดขนึ้ จากการตัดสนิ ใจของ

ผกู ระทําเอง (ไมใชก ารบงั คบั ใหทําหรือตองจําใจทํา ซง่ึ กระบวนการในการปรบั เปล่ยี นพฤตกิ รรมของ

มนุษยนั้นเปนเร่ืองที่ยากและตองใชระยะเวลา โดยเฉพาะพฤติกรรมที่มีตอสิ่งแวดลอมจําเปนตองอาศัย

กระบวนการในการพัฒนาจาก “ไมรู” เปน “รู”, จาก “รู” เปน “รูสึก”, จาก “รูสึก” เปน “คิดจะทํา” และ จาก

“คิดจะทํา” ไปสู “การ ลงมือกระทํา” จนเกิดเปนพฤตกิ รรม

หลายครง้ั ท่ีการจัดสิ่งแวดลอมศึกษาไมป ระสบความสําเร็จ เน่ืองจากการลงมือกระทาํ ทเี่ กดิ ขน้ึ น้นั เปน
เพียง “กิจกรรม” ไมใช “พฤตกิ รรม” ซงึ่ ขนั้ ตอนหรือกระบวนการในการปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมของมนษุ ยใ หใสใ จ
ตอสิ่งแวดลอ มนน้ั ผูดาํ เนนิ การควรเนนใหค รอบคลมุ วตั ถุประสงคท้ัง ๕ ขอ ของสิง่ แวดลอมศึกษา คือ ความรู
ความเขาใจ,ความตระหนัก,เจตคติ,ทักษะและการมสี วนรวม

ความรู ความเขา ใจ เกย่ี วกบั พ้ืนฐานการทาํ งานของธรรมชาติ ระบบนเิ วศ ความสมั พันธระหวางมนุษยกบั
สงิ่ แวดลอ ม สาเหตุของปญหาส่งิ แวดลอ ม ผลกระทบทเี่ กดิ จากการกระทําของมนุษย รวมทง้ั แนวทางในการ
ปอ งกันและแกไขปญหา

ความตระหนัก ถงึ ปญหาและผลกระทบสิ่งแวดลอ ม รวมไปถงึ ความรสู ึกรัก หวงแหน มจี ติ สํานกึ และเห็น
ถึงคุณคา ความสําคญั ของทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอม

เจตคติ และ “คานิยม” ทีด่ ีตอ สิ่งแวดลอม ความต้งั ใจจรงิ และมุงม่ันท่จี ะปกปอง รักษาคุณภาพส่งิ แวดลอม
ใหคงสภาพทดี่ ี แกไขปญ หาสิ่งแวดลอมทเี่ ปน อยู และปองกันปญ หาใหมท่ีอาจเกิดข้นึ ในอนาคต

ทักษะ ท่ีควรใหมกี ารพัฒนา ไดแก ทักษะการสงั เกต การชบ้ี งปญ หา การเก็บขอมูล การตรวจสอบ การ
วางแผน การคดิ วเิ คราะห การแกป ญ หา รวมถงึ ทักษะในการตัดสินใจซง่ึ เปนทักษะทส่ี าํ คญั อยา งยง่ิ สาํ หรับ
สถานการณปญหาความขัดแยงดานส่ิงแวดลอ มของสงั คมไทยในปจ จบุ ัน

การมีสวนรวม ท้งั ในระดบั บคุ คลและในระดบั สงั คม จะชวยใหม นุษยม ีประสบการณใ นการนาํ ความรแู ละ
ทักษะที่ไดรับมาใชใ นการปองกนั และแกไ ขปญ หาส่งิ แวดลอม และสามารถทํางานรวมกบั ผอู น่ื ไดอยางมี
ประสิทธภิ าพ ควรจะจัดใหก บั ใครสิง่ แวดลอมศึกษาควรจะจัดใหกบั ใคร? สิ่งแวดลอมศึกษาคือ “เครือ่ งมือ” ท่ี
สําคญั ในการปองกนั และแกไขปญ หาส่ิงแวดลอ มโดยอาศยั กระบวนการทางการศกึ ษา

ดวยเหตุนี้จึงทาํ ใหห ลายคนเขา ใจวากลมุ เปา หมายทเี่ ราควรจะจัดสิ่ง แวดลอมศึกษาใหนาจะเปน กลุม
นักเรียนซงึ่ อยูในระบบโรงเรียนเทานนั้ แตหากลองพจิ ารณาถงึ เปา หมาย และหลกั การของสง่ิ แวดลอมศึกษาแลว
จะพบวา เปา หมายทแ่ี ทจ ริงของส่ิงแวดลอมศึกษา คือ การพฒั นา คุณภาพของ “ประชากรโลก” โดยใช
กระบวนการส่ิงแวดลอ มศกึ ษา ซงึ่ เปน กระบวนการเรียนรตู ลอด ชวี ติ ที่เร่ิมต้งั แตร ะดบั กอนวัยเรยี นตอเนื่องไปทุก
ระดับท้งั ในและนอกระบบโรงเรียน

ดังน้ันสงิ่ แวดลอ มศึกษาที่ดี จงึ ไมควรจาํ กัดกลมุ เปาหมายอยเู ฉพาะกลุม นักเรยี นในระบบโรงเรยี นเทา นัน้
แตค วรจะจัด ใหกับประชาชนทกุ คน (ทุกเพศ ทุกวยั ทกุ สาขาอาชีพ) ตามความเหมาะสม

๒.๕ เปา หมายของส่ิงแวดลอ มศึกษา

วนิ ยั วีระวัฒนานนท และคณะ (๒๕๔๐ : ๙) ไดกลาวถึงเปา หมายของสิ่งแวดลอมศึกษาไว ดังตอไปน้ี

๑. เพือ่ ใหเกดิ ความตระหนักในความสัมพนั ธร ะหวางเศรษฐกจิ สังคม การเมอื ง และ นิเวศวิทยาท้งั ใน
เมือง และชนบท

๒. เพือ่ ใหท ุกคนมโี อกาสไดร บั รู คานิยม เจตคติ ความผูกพัน และทกั ษะทีจ่ าํ เปน ในการปอ งกันและ
ปรับปรุงสิง่ แวดลอม

17

จากการประชุมปฏิบัติการส่ิงแวดลอมศึกษาระหวางประเทศ (The International Environment
Education Workshop) ที่กรุงเบลเกรด ประเทศยูโกสลาเวีย ค.ศ. ๑๙๗๕ (UNESCO. ๑๙๗๖ : ๒) ไดมี การ
วางเปา หมายของสิ่งแวดลอมศึกษาไววา เพอ่ื พัฒนาประชากร ใหต ระหนกั ในเร่ืองสิ่งแวดลอม และปญ หาท่ีเกิดข้ึน
ใหมีความรู ทักษะ เจตคติ แรงจูงใจ และพรอมท่ีจะทํางานท้ังสวนบุคคลและ สวนรวมเพ่ือหาทางแกไขปญหาที่
เกิดขึ้นในปจจุบัน และปองกันปญหาท่ีเกิดขึ้นในอนาคตตอมาไดมี การประชุมส่ิงแวดลอมศึกษาระหวางประเทศ
(The Intergovernmental Conference on Environmental Education) ที่เมือง Tbilisi ประเทศรัสเซีย ค.ศ.
๑๙๗๗ (UNESCO. ๑๙๗๘ : ๒๖) ไดวางเปาหมายของ สง่ิ แวดลอมศึกษา ไวด งั ตอ ไปน้ี

๑. เพอ่ื สงเสรมิ ใหม ีความตระหนกั ชัดเจนในเรือ่ งราว และความสมั พันธระหวาง เศรษฐกจิ สงั คม การเมอื ง
และระบบนิเวศทงั้ ในเมืองและชนบท

๒. เพื่อใหทุกคนมีโอกาสไดรับความรู คานิยม เจตคติ และทักษะที่จําเปน เพื่อปองกัน และปรับปรุง
ส่งิ แวดลอ ม

๓. เพื่อสรางแบบแผนพฤติกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมทั้งของบุคคล กลุม และสังคมจากความหมายของ
เปา หมายสง่ิ แวดลอ มศึกษาดังกลาว สรปุ ไดวา มเี ปาหมายเพ่ือพัฒนา ประชากรใหต ระหนักในเรอ่ื งส่ิงแวดลอมและ
ปญหาท่ีเกิดข้ึน ตลอดจนมีความรู เจตคติ แรงจูงใจ คานิยม และทักษะท่ีจําเปนสําหรับปรับปรุงส่ิงแวดลอม
สามารถทาํ งานรวมกบั บุคคล และสว นรวม เพ่ือหาทางแกไขปญหาทเ่ี กิดขึน้ ในปจจุบนั และปองกนั ปญหาท่ีเกิดข้ึน
ในอนาคต

๒.๖ แนวคิดเก่ียวกบั วิวัฒนาการส่ิงแวดลอ มศึกษากบั การพัฒนาที่ย่ังยืน

แนวคดิ ส่งิ แวดลอ มศึกษาเกดิ ขึ้น ในยคุ ท่สี ังคมโลกเริม่ ตระหนักถึงปญหาทรัพยากร ธรรมชาตแิ ละ
สิ่งแวดลอม กระทั่งการประชุมสหประชาชาตวิ าดวยเรื่องสิ่งแวดลอ มมนุษยท่ี เมอื งสตอกโฮลม ในป พ.ศ. ๒๕๑๕
(ค.ศ. ๑๙๗๒) ไดม ีการกลาวถงึ ส่ิงแวดลอ มศกึ ษาเปนครั้งแรกใน เวทผี นู าํ โลก หลังจากน้ันสง่ิ แวดลอมศึกษาก็ไดรับ
การยกระดับใหเ ปน เคร่ืองมือหนง่ึ ทีส่ ําคญั ใน การรบั มอื วิกฤตการณสงิ่ แวดลอมโลก ตอ มาเม่ือมีการเสนอแนวคิด
เร่ืองการพฒั นาทยี่ ่ังยืนผานรายงาน Our Common Future (อนาคตรวมกนั ของเรา) ในป พ.ศ.๒๕๓๐ (ค.ศ.
๑๙๘๗) ตามมาดวยการประชมุ สหประชาชาตวิ า ดว ย สง่ิ แวดลอ มและการพฒั นา หรือ การประชุมเอริ ธ ซัมมติ ท่ี
เมืองรโิ อ เดอ จาเนโร ประเทศบราซลิ ในป พ.ศ. ๒๕๓๕ (ค.ศ. ๑๙๙๒) การประชุมคร้ังนนั้ ท่ีประชุมไดรบั รอง
แผนปฏบิ ตั กิ าร ๒๑ ซึ่งเปรยี บ เสมือนแผนแมบ ททีจ่ ะนาํ พาโลกสกู ารพฒั นาทยี่ ่ังยืนในศตวรรษที่ ๒๑ โดยใจความ
ตอนหนง่ึ ได กลาวถงึ การศึกษาทง้ั ในระบบและนอกระบบวาเปนปจจยั สําคญั สกู ารพฒั นาทีย่ ั่งยืนและนบั แตน้นั
เปนตน มา เปาหมายหลักของสง่ิ แวดลอ มศึกษาก็ไมใชเ พียงแคพ ฒั นาคนเพ่ือปกปก ษ รักษาธรรมชาติ และแกไข
ปญหาสิง่ แวดลอ มเทานัน้ แตไ ดข ยายขอบเขตไปสกู ารสรา งสรรค พฤตกิ รรมท่จี ะทาํ ใหเ กิดการพฒั นาท่ยี ั่งยืน ในเชงิ
โครงสรา งท่ีครอบคลมุ ทั้งดานสิ่งแวดลอ ม เศรษฐกิจ และความยตุ ิธรรมในสงั คม โดยแนวคดิ ดงั กลา วน้ยี งั คงไดร บั
การสานตอ มาจนถงึ ปจ จบุ นั

ชว งท่ี ๑ : จดุ เร่มิ ตน พ.ศ. ๒๔๐๐-พ.ศ. ๒๔๗๕
ต้ังแตยุคการปฏวิ ตั ิอุตสาหกรรม (The Industrial Revolution) ในครสิ ตศตวรรษท่ี ๑๘ เปน ตน มา ถึง
ปลายครสิ ตศตวรรษที่ ๑๙ นับเปนชว งเวลาท่มี นุษยมีความมงุ ม่ันที่จะพชิ ิตธรรมชาติ และใชประโยชนจ าก
ทรพั ยากรธรรมชาติอยา งเต็มท่ี การพัฒนาวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี รวมท้งั การประดิษฐเคร่ืองจักรกลตาง ๆ ก็
เพื่อสรางผลผลติ ในปริมาณมากใหทันกับการขยายตวั ของ ประชากรโลก ตลอดจนสนองความตองการท่ีมคี วาม
ละเอยี ดออนมากข้นึ กวาในยุคเกษตรกรรม ที่ผา นมา
ความเจริญดงั กลา ว กอใหเ กดิ การทําลายธรรมชาติและปญหามลพิษตา ง ๆ ทมี่ คี วาม ย่ิงใหญไ มแพก ัน ความคดิ ทวี่ า
มนษุ ยสามารถจัดการธรรมชาติไดตามตองการอยางไรขอบเขตจึงถูกตงั้ คาํ ถามและนําไปสูการเคลอื่ นไหวดานการ

18

อนรุ ักษทรพั ยากรธรรมชาติและสัตวป า อยาง กวางขวาง เหตกุ ารณห นงึ่ ท่สี ําคญั ในชว งนคี้ ือ ในป พ.ศ. ๒๔๑๕ (ค.ศ.
๑๘๗๒) รฐั บาลสหรฐั อเมรกิ า ประกาศจัดตง้ั อุทยานแหง ชาติแหงแรกของประเทศและของโลก ช่อื วา อุทยาน
แหงชาติเยลโลว สโตน (Yellowstone National Park) ตงั้ อยูทีร่ าบสงู บนเทอื กเขาร็อคก้ี

ดานการศึกษาธรรมชาติก็มีพัฒนาการเชนกัน ดังปรากฏในป พ.ศ.๒๔๐๙ (ค.ศ. ๑๘๖๖) นักชีววิทยาชาว
เยอรมันช่ือ เอินสท ไฮนริช เฮคเกล (Ernst Heinrich Haeckel) ไดสรางสรรค แนวคิดใหมและต้ังช่ือศาสตรน้ีวา
“นิเวศวิทยา” (Ecology) โดยเขียนอธิบายความหมายวา นิเวศวิทยา หมายถึง ศาสตรความรูที่เก่ียวกับระบบ
เศรษฐกจิ ของธรรมชาติ ความสัมพนั ธ ระหวา งสิง่ มชี วี ติ กับส่ิงแวดลอม ตลอดจนปฏสิ มั พนั ธร ะหวางส่ิงมีชวี ิต (สตั ว
พชื ) กบั ส่ิงมชี วี ติ (พชื /สตั ว) กลาวโดยยอคือความสัมพนั ธอันซับซอนน้เี กี่ยวขอ งกับการดิ้นรนตอสเู พอ่ื การ ดํารงอยู

หลักการศึกษาแบบนิเวศวิทยาขางตน ทําใหมนุษยเร่ิมตระหนักมากย่ิงขึ้นถึงความสัมพันธ ระหวาง
ส่ิงมีชีวิต (ซึ่งยอมรวมถึงมนุษยดวย) กับธรรมชาติและส่ิงแวดลอมท่ีอาศัยอยู ตางจาก ชวงเวลากอนหนาน้ีท่ี
การศึกษาธรรมชาติจะเปนแบบแยกสวนคือ เจาะลึกเฉพาะในแตละประเภท ของส่ิงมีชีวิตโดยขาดการศึกษาถึง
ความสัมพันธซ ่ึงกันและกันในยุคเร่มิ ตน ของนิเวศวทิ ยา ซงึ่ เปน ยคุ ทก่ี ารคน ควาและศึกษาธรรมชาติ เปนที่นิยม กัน
มาก เซอร แพทริค เก็ดดิส (Sir Patrick Geddes) ศาสตราจารย ดานพฤษศาสตรและนักออกแบบ ผังเมืองชาวส
กอ ต เปนบคุ คลแรกที่เช่ือมโยงความสมั พนั ธระหวางคณุ ภาพสง่ิ แวดลอมกบั คุณภาพ การศึกษารวมทัง้ เปน ผูบุกเบิก
วิธีการเรียนรูที่นําผูเรียนออกไปสัมผัสสิ่งแวดลอมรอบตัวโดยตรง นักวิชาการดานส่ิงแวดลอมศึกษาจึงยกยอง
เซอร แพทริค เก็ดดิส วาเปนผูริเริ่มงานส่ิงแวดลอมศึกษา ในประเทศอังกฤษ แมวาในขณะน้ันจะไมไดใชคําวา
สิง่ แวดลอ มศกึ ษาก็ตาม

ชวงท่ี ๒ : “กาํ เนิดส่งิ แวดลอมศกึ ษา” พ.ศ. ๒๔๙๐-พ.ศ. ๒๕๒๐

การทจ่ี ะกลาวถึงกาํ เนิดส่ิงแวดลอ มศึกษา ควรมคี วามเขา ใจเรอื่ ง พ้นื ฐาน ๒ เร่ือง ไดแ ก เร่ืองแรกคือ ท่มี า
ของคําวา “สงิ่ แวดลอ มศึกษา” (Environmental Education) และแนวคดิ เบ้ืองตน เร่ืองท่ีสองคือ รคู วามหมาย
และขอบขายเนื้อหาสาระของสงิ่ แวดลอมศึกษาวามีพฒั นาการมาอยา งไร

ที่มาของคําและแนวคดิ มีการกลาวถงึ ตน กําเนิดของคาํ วา ส่ิงแวดลอมศึกษาวา ปรากฏคร้งั แรกในหนังสอื
ช่ือ Communitas-Ways of Livelihood and Mcans of Life เขียนโดย เพอรซ วิ าล และ พอล กูดแมน (Percival
และ Paul Goodman) ในป พ.ศ. ๒๔๙๐ (ค.ศ. ๑๙๔๗) ตอ มากม็ ี
การใชคํานใี้ นปพ.ศ. ๒๔๙๑ (ค.ศ. ๑๙๔๘) ณ ทปี่ ระชมุ The International Union for the Protection of
Nature (ปจจบุ ันคือองคก รระหวา งประเทศเพ่ือการอนุรกั ษทรพั ยากรธรรมชาติ - The International Union for
the Conservation of Nature and Natural Resources - IUCN) ณ กรุงปารสี ประเทศฝร่ังเศส โดย โทมสั พรติ
ชารค (Thomas Pitchard) ไดน ําเสนอความคิดวา ควรมีวิธกี ารจัดการศกึ ษารปู แบบ ใหมที่อาจเรยี กวา
Environmental Education ในประเทศองั กฤษมกี ารสบื คนและพบวา มีการใชค ําน้ีครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๘ (ค.ศ.
๑๙๖๕) ในการประชุมเก่ียวกับการอนุรักษและการศึกษา ณ มหาวิทยาลยั คีล (Keele University) ซงึ่ การประชมุ
ครง้ั นั้นมีความหมายอยางยิ่ง ในสายตาของชาวอังกฤษ เพราะสง ผลใหเ กดิ ความรวมมือ ระหวา งนกั การศึกษาและ
นักอนรุ กั ษใ นการกอตัง้ The Council for Environmental Education (CEE) ขึ้น ซงึ่ ยังคงมีการดาํ เนินงาน
เรอื่ ยมาจนถึงทุกวนั น้ี
ในชวงจุดประกายการศึกษารูปแบบใหมที่เรียกวาส่ิงแวดลอมศึกษา สงผลใหมีการ สัมมนาและงานเขียนเชิง
วิชาการเกิดขึ้นอยางหลากหลาย โดยผูริเร่ิมและพยายามพัฒนาคํานิยาม และแนวคิดมีอยูดวยกัน ๒ กลุมท่ีสําคญั
ไดแก กลุมอาจารยของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งมีวิลเลียม ป สแทปป (William B. Stapp) เปนผูนําทางความคิด
สวนอีกกลุมคือ IUCN รวมกับ องคการ การศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (United
Nations Educational, Scientific and Cultural Organization - UNESCO) วิลเลียม บี สแทปป เผยแพร

19

แนวคิดโดยการเขียนบทความ แนวคิด สิ่งแวดลอมศึกษา (The Concept of Environmental Education) ซึ่งมี
เน้ือหามาจากการสมั มนาของกลุมอาจารยภ าค วชิ าการวางแผนทรัพยากรและการอนรุ ักษธ รรมชาติ มหาวิทยาลัย
มิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา บทความเรื่องนี้ตีพิมพครั้งแรกเม่ือป พ.ศ. ๒๕๑๒ (ค.ศ. ๑๙๖๙) ในวารสารช่ือวา
The Journal of Environmental Education กลาวถึง ความจําเปนท่ีตอง มีวิธีการจัดการศึกษารูปแบบใหมท่ี
เขาถึง พลเมอื งทกุ วัยเพ่ือเรียนรูเรื่อง สิ่งแวดลอ มและการแกไขปญ หาทีเ่ กย่ี วของ ซง่ึ คาดวา ประเทศ สหรัฐอเมริกา
จะตองเผชญิ ปญหาสิ่งแวดลอมเมืองในอกี ๑๐ ปข างหนา อยางแนนอน เนื่องมาจาก การเติบโตของประชากร โดย
เรียกวิธกี ารจัดการศกึ ษาน้ีวาสิ่งแวดลอมศึกษา และใหคํานยิ าม ไวด งั นี้

“สิ่งแวดลอมศึกษามีเปาหมายเพื่อสรางคนใหมีความรูเกี่ยวกับ สิ่งแวดลอมทาง ชีวภาพกับปญหาที่
เชอื่ มโยงกัน มีความตระหนัก ถึงการชว ยแกไ ขปญ หาและเกดิ แรงดลใจทีจ่ ะ หาทางแกไ ขปญ หาเหลานนั้ ”

จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งแวดลอมศึกษาไดสรุปและนําแนวคิดเก่ียวกับส่ิงแวดลอ มศึกษามาเปน
ฐานความรคู ร้งั น้ี ดังนี้

๑. ส่ิงแวดลอมศึกษา หมายถึง กระบวนการทางการศึกษาที่จัดขึ้น เพ่ือมุงพัฒนา ผูเรียนใหม ีความรูความ
เขาใจในเร่ืองสิ่งแวดลอมตามธรรมชาติ ส่ิงแวดลอมที่มนุษยสรางขึ้น ความสัมพันธระหวางมนุษยกับส่ิงแวดลอม
การอนุรักษและพัฒนาสิ่งแวดลอม และสภาพปญหา ส่ิงแวดลอมที่เกิดข้ึน จนเกิดความรูสึกเห็นคุณคาของ
ส่ิงแวดลอม ตระหนักและหวงใยถึงปญ หา ส่ิงแวดลอม มีคานิยม เจตคติ และแรงจูงใจที่จะเขาไปมีสว นรวมในการ
ปองกัน และปรับปรุง สภาพแวดลอมใหมีสภาพที่ดีข้ึน รวมท้ังมีทักษะในการระบุปญหา และการตัดสินใจหา
ทางเลือก ในการแกไขปญหาไดอยางเหมาะสม ตลอดจนรวมมือกันรับผิดชอบในการปกปองและแกไข ปญหา
ส่ิงแวดลอมท่ีเกิดขึ้นใหบรรเทาลง ทั้งในระดับบุคคล กลุม และสังคม เพื่อพัฒนาคุณภาพ ชีวิตและคุณภาพ
สง่ิ แวดลอ มใหย ง่ั ยนื ตลอดไป

๒. สิ่งแวดลอมศึกษา มีความจําเปนตอการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของมวลมนุษย ชวยเสริมสรางความ
เขาใจของประชาชน ตอปญหาส่ิงแวดลอ มและการอนุรักษส ิง่ แวดลอ ม สรา ง แนวความคดิ ที่จะปองกัน สิ่งแวดลอ ม
ทักษะในการแกไขปญหาสิ่งแวดลอม และการตัดสินใจ เก่ียวกับส่ิงแวดลอมใหกับประชาชน เพื่อใหการอนุรักษ
สิง่ แวดลอมสมั ฤทธ์ิผลมากข้นึ

๓. การจัดสิ่งแวดลอมศึกษาของประเทศไทย ไดกําหนดทิศทางและนโยบายไวดังนี้ คือใหมีการพัฒนา
หลักสูตรส่ิงแวดลอมศึกษาในทุกระดับ ทุกประเภทการศึกษา ทั้งในระบบและ นอกระบบโรงเรียนท้ังในรูปแบบ
เปนวิชาเฉพาะ และรูปแบบการสอดแทรกบูรณาการเขากับวิชา ตาง ๆ กระบวนการเรียนการสอนและการจัด
กิจกรรมในเร่ืองสิ่งแวดลอมศึกษา เนนกระบวนการ เรียนรูท่ีมุงใหผูเรียนมีความรูความเขาใจแนวคิด ในเร่ือง
สิ่งแวดลอมและการพัฒนาอยางย่ังยืน สภาวะส่ิงแวดลอมของทองถ่ิน และภูมิภาค ประชากรน้ําด่ืมและอาหารท่ี
ปลอดภัย การสุขาภิบาล และผลกระทบทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดลอมจากการใชทรัพยากรคุณคาของส่ิงแวดลอ ม
ทาง เศรษฐกิจ สังคม และในเรื่องการพัฒนามนุษย ไดเรียนรูสภาพส่ิงแวดลอมพ้ืนฐานท่ีสําคัญของ ประเทศและ
โลก เนนสภาพสิ่งแวดลอมท่ีเปนปญหาเฉพาะของแตละทองถ่ิน มุงปลูกฝงนิสัย สราง จิตสํานึก ทัศนคติ คานิยม
จริยธรรม และพฤติกรรมในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ ตระหนักถึง ผลกระทบความเส่ือมโทรมของ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เนนกระบวนการใหมีประสบการณตรงและการแกปญหา มีทักษะในการรวม
คิด รว มทํากําหนดทางเลอื กและการตดั สินใจ ในการดําเนินการไดอ ยางเหมาะสม มสี วนรวมในการอนุรกั ษ ปองกัน
ติดตาม เฝาระวังและแกไข ปญหาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม ในดานเน้ือหาการเรียนการสอน ใหเลือก
เนื้อหาที่วิกฤติ ที่สุดดานสิ่งแวดลอมในประเทศ มาเปนเน้ือหาในการสอน จัดทําและพัฒนาส่ือการเรียนการสอน
สิง่ แวดลอมศกึ ษา ใหม ีคณุ ภาพและประสทิ ธิภาพ สอดคลองทนั ตอเหตุการณ ปญ หาและความ ตองการใน
ปจจุบัน เหมาะสมกับรูปแบบวิธีการเรียนการสอน และการจัดกิจกรรมการศึกษา พัฒนาบุคลากรท่ีเกี่ยวของกับ

20

ส่ิงแวดลอมศึกษาใหตระหนักถึงบทบาทหนาท่ีความรับผิดชอบ รวมมือกันจัดส่ิงแวดลอมศึกษา สงเสริมให
ภาคเอกชนและประชาชนมสี ว นรว มสงเสรมิ การให การศึกษาดา นสิ่งแวดลอ มอยา งตอ เน่ือง

๔. ส่งิ แวดลอ มศึกษา มีเปา หมายเพื่อพัฒนาประชากรใหต ระหนักในเร่ืองสิ่งแวดลอม และปญ หาที่เกิดขึ้น
ตลอดจนมี ความรู เจตคติแรงจูงใจ คานิยม และทักษะที่จําเปนสําหรับปรับปรุง ส่ิงแวดลอม สามารถทํางาน
รว มกบั บคุ คลและสว นรวม เพื่อหาทางแกไ ขปญหาทเ่ี กดิ ข้นึ ใน ปจจุบนั และปอ งกนั ปญหาทเ่ี กิดขน้ึ ในอนาคต

๕. สิ่งแวดลอมศึกษามีจุดมุงหมาย เพ่ือใหบุคคลเกิดความรู เร่ืองความสัมพันธระหวาง มนุษยกับ
ส่ิงแวดลอ ม รวมทัง้ มปี ระสบการณและความเขาใจพื้นฐาน เกีย่ วกับสภาพแวดลอมและ ปญ หาสิ่งแวดลอ มรูคุณคา
และความสําคัญของส่ิงแวดลอม และตระหนักถึงสถานภาพและ แนวทางการใชทรัพยากร โดยมิใหเกิดปญหา
ส่ิงแวดลอมตามมา โดยเฉพาะอยางยิ่งมลพิษทาง ส่ิงแวดลอม มีเจตคติ คานิยม และความรูสึกในการจะอนุรักษ
คุณภาพสิ่งแวดลอม และชักจูงใจให เขาไปมีสวนรวมในการปองกัน และปรับปรุงสภาพแวดลอม มีทักษะในการ
ระบุปญหา คิดอยางมี วิจารณญาณ และตัดสินใจหาทางเลือกในการแกไขปญหาส่ิงแวดลอม มีความรูสึก
รับผิดชอบตอ สถานภาพสิ่งแวดลอมของชุมชน ประเทศ และของโลก ตลอดจนรวมกัน ลงมือปฏิบัติกิจกรรมใน
การปอ งกนั และแกไขปญ หาสิง่ แวดลอม

๖. หลักการของส่ิงแวดลอมศึกษา คือ ควรจะไดพิจารณาสิ่งแวดลอมทั้งมวล ควรจะ เปนกระบวนการ
ตลอดชีวติ เปนการศึกษาเพื่อชวี ติ มลี กั ษณะเปนสหวทิ ยาการ ควรจะพิจารณาเรื่องราว ของสง่ิ แวดลอมในวงกวาง
ตั้งแตระดับทองถิ่น ประเทศ ระดับภูมิภาค จนถึงระดับโลก เนนสถานการณ สิ่งแวดลอม ปจจุบันและอนาคต
สงเสริมใหเกิดการรวมมือกันแกปญหาสิ่งแวดลอม ท้ังในระดับ ทองถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก ชวยให
ผูเรียน รูจักคนควาเรื่องราว และสาเหตุท่ีแทจริงของ ปญหาสิ่งแวดลอม เนนความซับซอนและปญหาสิ่งแวดลอม
พัฒนาความคิดในเชิงวิพากษและ ทักษะในการแกปญหาใชสิ่งแวดลอม ใหเปนประโยชนในการเรียนรู เพื่อให
ผูเรียนมีประสบการณ ตรงเปนกระบวนการศึกษา เพ่ือใหผูเรียนมีความสามารถในการวางแผน และตัดสินใจ
อนุรักษและปองกันส่ิงแวดลอม สงเสริมใหผูเรียนเกิดความสัมพันธระหวางมนุษยกับสิ่งแวดลอม การสราง
จริยธรรม เปนการเรียนเชิงระบบ ที่ผูเรียนตองมีสวนรวมในบทเรียน มุงสรางความรู ความตระหนัก เจตคติ
คา นิยม ทักษะการแกป ญหา และคณุ คาทางสง่ิ แวดลอม

3.ทฤษฎีการเรียนรแู บบรวมมือ
ความหมายของการจดั การเรยี นรูแบบรวมมือ
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2546, หนา 10) ไดใหความหมายของการจัดการเรียนรูแบบ

รวมมือวา หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนโดยการแบงนักเรียนออกเปนกลุมยอย ๆ ใหนักเรียนทํางาน
รวมกันเพ่ือใหเกิดประโยชนในการเรียนสูงสุดแกตนเองและกับนักเรียนท่ีทํางานรวมกันตามที่ไดรับมอบหมาย
จนกระทั่งสมาชิกของกลุมทุกคนมีความเขาใจถูกตองและและทํางานจนเสร็จสมบูรณความพยายามท่ีเกิดข้ึน
รวมกันเปนผลมาจากท่ีนักเรียนการที่นักเรียนพยายามตอสูเพ่ือผลประโยชนของทุกคนทําใหสมาชิกในกลุมไดรับ
ประโยชนจ ากความพยายามรว มกนั

ชัยวัฒน สุทธิรัตน (2552, หนา 182) กลาวไววา เปนวิธีการสอนท่ีออกแบบกิจกรรมการเรียนรูโดย
สงเสริมใหผูเรียนไดรวมมือกันในกลุมยอย ๆ เนนการสรางปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนในแตละกลุมจะมีสมาชิกที่มี
ความรูความสามารถแตกตางกัน ผูเรียนแตละคนจะตองรวมมือกันในการเรียนรูรวมกันมีการชวยเหลือและ
แลกเปล่ียนความคิดเห็น ใหกําลังใจซึ่งกันและกันคนท่ีเกงกวาจะชวยคนท่ีออนกวา สมาชิกในกลุมจะตองรวมกัน
รับผิดชอบตอการเรยี นรูของเพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุม เพราะยดึ ถือแนวคิดที่วา ความสําเรจ็ ของสมาชกิ ทุกคนจะ
รวมเปน ความสําเร็จของกลุม พรรณรัศมิ์ เงาธรรมสาร (2533, หนา 53 ) กลา ววา การเรยี นรแู บบรวมมือ
เปนการเรียนแบบทํางานรับผิดชอบรวมกัน ( Cooperative Learning ) เปนการจัดประสบการณการเรียนรูท่ี

21

แบงผเู รียนเปนกลุม เลก็ ๆ สมาชกิ ในกลุมจะมีความสามารถแตกตา งกนั ผเู รียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นชวยเหลอื
ซงึ่ กนั และกนั และรบั ผดิ ชอบการทํางานของตวั เองเทา ๆ กบั รับผดิ ชอบการทํางานของสมาชกิ ในกลมุ ดว ย

ฐิติมา อุนใจ (2538, หนา 28) ไดเรียกการเรียนรูแบบรวมมือวา หมายถึง กระบวนการเรียนรูโดย
ครูตองจัดสภาพการณและเง่ือนไขใหผูเรียนทํางานประสานกันเปนกลุมต้ังแต 2 คนข้ึนไป โดยปกติจะ
ประกอบดวยสมาชิก 2-5 คน ท่ีมีความสามารถและบทบาทในกลุมแตกตางกัน ผูเรียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ชว ยเหลอื ซ่งึ กันและกนั ในการแกไ ขปญหาภายในกลมุ เพ่อื ทุกคนจะไดรับความสําเร็จรวมกัน

กนกพร แสงสวาง (2540, หนา 11) กลาววา การเรียนรูแบบรวมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอนที่จัดนักเรียนเปนกลุม ๆ โดยการจัดใหสมาชิกแตละกลุมมีความหลากหลายทั้งในความสามารถ
ความสนใจ เพศ และอื่น ๆ โดยแตละคนจะมีบทบาทหนาท่ีและความรับผิดชอบที่ตองพึ่งพาอาศัยกัน โดยเนน
กระบวนการรว มมอื กนั มากกวาการแขง ขนั ความสาํ เร็จของตนเองจะตอ งควบคไู ปกบั ความสําเรจ็ ของกลุม

อรพรรณ พรสีมา (2540, หนา 1-4) กลาววา การเรียนรูแบบรวมมือ หมายถึงวิธีการเรียนที่เนน
การจัดสภาพแวดลอมทางการเรียนใหน ักเรียนไดเรียนรูรวมกันเปนกลุมเล็ก ๆ แตละกลุมประกอบดวยสมาชิกทม่ี ี
ความรู ความสามารถแตกตา งกัน แตละคนจะตองมีสวนรว มอยา งแทจริงในการเรยี นรู และในความสําเร็จของกลุม
ทัง้ โดยการแลกเปลยี่ นความคิดเห็น รวมทั้งการเปน กาํ ลังใจแกกันและกนั

วชั รา เลา เรยี นดี (2547, หนา 1) กลาววา เปน การจัดการเรียนการสอนทเ่ี นน ผูเรยี นเปนสาํ คัญอกี
แบบหน่ึง เพื่อใหนกั เรียนไดร วมกนั เรยี นรแู ละปฏบิ ัติกจิ กรรมใหบรรลผุ ลสาํ เรจ็ ตามจดุ มุงหมาย มุงเนนการรวมกัน
ปฏิบตั งิ านชว ยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั และมุงสงเสริมพฒั นาทักษะ ทางสังคม และใหทกุ คนรับผดิ ชอบตอ ผลงาน
ของตนเองและของกลุม ทกุ คนตองมีการแลกเปลย่ี นความคดิ เห็น ชวยเหลอื พ่ึงพากนั ยอมรบั กันและกัน รวมท้ัง
ชว ยเหลือเพื่อนสมาชกิ ใหสามารถเรียนรูไ ดตามวัตถุประสงคท ีก่ าํ หนด

Slavin (อางใน สุรีย บาวเออร, 2535, หนา 15) ไดใหคําจํากัดความวาการเรียนรูแบบรวมมือคือ
การสอนแบบหนึ่งซึ่งนักเรียนทํางานกันเปนกลุมเล็ก (ปกติ 4 คน) และการจัดกลุมตองคํานึงถึงความสามารถของ
นกั เรยี น ( เชน นักเรยี นทม่ี คี วามสามารถสงู 1 คน ความสามารถ
ปานกลาง 2 คน ความสามารถนอย 1 คน ) หนาท่ีของนักเรียนในกลุมจะตองชวยกันทํางาน รับผิดชอบและ
ชว ยเหลอื การเรียนซ่ึงกันและกัน

Van De Kley ( อางใน วรรณทิพา รอดแรงคา, 2541 , หนา 45) ใหความหมายของการเรียนรู
แบบรวมมือวา หมายถึง การที่นักเรียนมีปฏิสัมพันธร วมกันในการทํางานชว ยเหลอื เก้ือกูล สนับสนุนความสาํ เร็จ
ของกันและกัน โดยที่นักเรียนแตละคนในกลุมจะมีความรับผิดชอบงานของตนเอง การทํางานที่ไดรับมอบหมาย
ของนักเรียนแตละคน จะมีการตรวจสอบ และการนําผลการทํางานเสนอในกลุม กลุมจะทําหนาที่ชวยเหลือวา
ใครออ นดานใด คนทเ่ี กงจะชวยเหลือ
ดา นนน้ั ซง่ึ จะทําใหการทาํ งานเขม แข็งข้ึน

จากความหมายของการเรียนรูแบบรวมมือดังกลาวพอจะสรุปไดวา การเรียนรูแบบรวมมือหมายถึง
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่เี นนใหนักเรยี นเรยี นรูโดยมีการแบงเปนกลุมยอย ประมาณ 4-5 คน ซงึ่ สมาชิก
ในกลุมจะมีความสามารถทางดานการเรียนแตกตางกัน คือ เกง ปานกลาง ออน โดยสมาชิกในกลุมจะชวยแหลือ
ซ่ึงกันและกันในการเรียนรู เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคทางการเรยี น ความสําเร็จทางการเรยี นของแตล ะบุคคล คือ
ความสําเร็จของกลมุ ดว ย

22

ลกั ษณะสาํ คัญของการเรยี นรแู บบรว มมือ
วัชรา เลาเรียนดี (2547, หนา 2) ไดสรุปลักษณะสําคัญของการเรียนรูแบบรวมมือดังนี้คือ การ

จัดการเรียนการสอนโดยการเรียนรูแบบรวมมือ ไมใชการสอนโดยเนนใหนักเรียนเขากลุมกันเรียนรูแบบปกติทค่ี รู
ใชเ ปนประจาํ แตจะตอ งเปน การเรยี นรูรว มกันอยางจรงิ จงั ของสมาชิกกลมุ
ทกุ คน เปนการมงุ สงเสริมพัฒนาทักษะทางสังคม และพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุมที่ชว ยเหลือ พง่ึ พาแนะนาํ ซ่ึงกัน
และกันจนงานบรรลุผลสําเร็จ ครูจงึ ตอ งตดิ ตามดูแลการเรียนรแู ละปฏิบตั ิงานกลุมของนักเรียนตลอดเวลา ใหทกุ
คนรับผิดชอบตอผลงานของตนเองและของกลุม ทุกคนตองมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ชวยเหลือพึ่งพากัน
ยอมรบั กันและกนั รวมทั้งชว ยเหลอื เพอ่ื นสมาชกิ ใหสามารถเรยี นรไู ดตามวตั ถปุ ระสงคท่กี ําหนด

จอหนสัน และ จอหน สนั (1987, อา งใน ชีวพร ตปนยี กร, 2538, หนา 9-10) ไดสรปุ ลกั ษณะสาํ คัญ
ของการเรียนรแู บบรว มมือดงั น้ี

1. สมาชิกในกลุมมคี วามรับผดิ ชอบตอกลมุ รว มกัน “อยูดวยกันหรือตายดวยกัน” ชว ยกนั ทาํ งานทีไ่ ดรับ
มอบหมายใหส าํ เรจ็ โดยมีจุดมุงหมายการปฏบิ ตั งิ านรว มกัน มีการแบงขอมูลและอปุ กรณร ะหวางสมาชิกของกลุม

2. สมาชิกในกลุม มปี ฏิสัมพันธ (Interaction) ตอ กนั อภปิ รายแลกเปลี่ยนความคดิ เหน็
ซึง่ กนั และกัน

3. สมาชิกกลมุ แตละคนมีความรับผิดชอบในตวั เอง ตองานที่ไดร ับมอบหมาย จุดมุงหมายท่ีสําคญั คือ การ
ทแ่ี ตล ะคนทํางานอยางเต็มความสามารถ

4. สมาชิกในกลุมมีทักษะในการทํางานกลุม (Small Group Skills) และมีมนุษยสัมพันธท่ีดี ครูสอน
ทักษะการทํางานกลุม และประเมินการทํางานกลุมของนักเรียน การที่จับใหนักเรียนท่ีขาดทักษะการทํางานกลุม
มาทํางานรว มกนั จะไมป ระสบความสําเรจ็ ปทีป เมธาคุณวุฒิ (2543, หนา 1-2) ไดก ลา วถงึ ลกั ษณะสําคัญของ
การเรียนรแู บบรวมมอื ดงั ตอ ไปนี้

1) การพึงพาอาศัยซ่ึงกันและกันเชิงบวก ผูเรียนตองมีความเช่ือวา ตนเองจะตองเช่ือมโยงกับผูอื่น
ในทางที่จะไมมีใครประสบความสําเร็จ ถาสมาชิกคนอื่นของกลุมไมประสบความสําเร็จดวย ผูเรียนจะตองทํางาน
ดวยกันเพื่อใหงานสําเร็จ ทุกคนในกลุมตองพึ่งกันในทางทรัพยากร แบงปนในสิ่งท่ีตนมีอยูแกกันและกัน ตองรูจัก
แบง งานกันทําตามสายงาน ตามความถนัด แลความเชี่ยวชาญของตน

2) ปฏิสัมพันธที่สงเสริมการทํางานรวมกัน การเรียนรูแบบรวมมือเปนวิธีการเรียนการสอนท่ีเนนให
ผูเรียนเปนตัวเชื่อมโยง ผูเรียนตองมีปฏิสัมพันธซึ่งกันและกัน ชวยเหลืออธิบายให และสอนกันและกั น คิด
แกปญหารวมกัน สงเสริมความสาํ เร็จของกันและกนั

3) ความรับผิดชอบสวนบุคคล สมาชิกแตละคนในกลุมรับผิดชอบงานสวนของตนที่ไดจัดสรรกันใน
กลุมแลว และรับผิดชอบสอนเพื่อนในกลุมอกี 1-2 คน วิธนี เี้ ปนการเรยี นรูดวยกันเพ่ือใหแตละคนดีขน้ึ ดังนนั้ กลุม
จําเปนตอ งรวู า บุคคลใดควรเปน ผรู ับความชว ยเหลือ

4) ทักษะการทํางานเปนทีม ทักษะกลุมยอย เชน ทักษะการฟง การสรุปขอสนับสนุนของผูอ่ืน
การขยายคําอธบิ ายของผอู ่นื การแสดงความคิดเหน็ อยางนกั วิชาการ การแสดงความนบั ถือในงานหรือหนา ท่ีหรือ
ตําแหนงของผูอื่นที่ไดรับมอบหมายจากกลุม ทักษะการเปนผูนํา การตัดสินใจ และทักษะการจัดการกับความ
ขดั แยง

5) กระบวนการกลุม การเรียนรูแบบรวมมือตองอาศัยขั้นตอนของกระบวนการกลุม เพ่ือให
องคป ระกอบที่กลาวมาทัง้ 4 ประการประสบความสาํ เรจ็ ในการเรยี นรแู บบรวมมือ

23

องคป ระกอบของการเรียนรูแบบรว มมือ
ทิศนา แขมมณี. (2553, หนา 99-101) กลาวถึงองคประกอบสําคัญของการเรียนแบบรวมมือ

ไว 5 ประการ ดงั น้ี
1. การสรางความรูสึกพึ่งพากันทางบวกใหเกิดข้ึนในกลุมนักเรียน (Positive interdependence)

วิธีการที่ทําใหนักเรียนเกิดความรูสึกพึ่งพากันจะตองจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใหมีการพึ่งพากันในดานการ
ไดรับประโยชนจ ากความสําเร็จของกลุม รวมกัน เชน รางวลั หรือคะแนน และพ่งึ พากันในดานกระบวนการทํางาน
เพ่อื ใหงานกลุมสามารถบรรลไุ ดตามเปา หมายโดยมีการกําหนดบทบาทของแตละคนท่ีเทาเทียมกันและสัมพันธตอ
กันจึงจะทําใหงานสําเร็จ และการแบงงานใหนักเรียนแตละคนในกลุมใหมีลักษณะที่ตอเน่ืองกัน ถาขาดสมาชิก
คนใดจะทาํ ใหงานดําเนนิ ตอ ไปไมไ ด

การพ่งึ พากนั ทางบวกสามารถจัดโครงสรางไดเ ปน 4 วธิ ีในการจัดการเรียนรู ดังนี้
1.1 การพ่งึ พากันทางบวกดา นเปาหมาย

นักเรียนจะตองรับรูวาตนสามารถบรรลุเปาหมายการเรียนรูไดถาสมาชิกกลุมท้ังหมดบรรลุ
เปาหมาย เพ่ือใหม่ันใจวานักเรียนเช่ือเชนน้ัน และใสใจกันและกันวาแตละคนเรียนรูไดมากนอยเพียงใด รูตอง
จัดวางโครงสรางเปาหมายกลุมหรือเปาหมายรวมใหชัดเจน เชน “เรียนรูสิ่งท่ีไดรับมอบหมาย และใหแนใจวา
สมาชกิ ทกุ คนในกลมุ ของเธอเรยี นรูด ว ย” เปาหมายกลมุ ตอ งเปน สวนหนึง่ ของบทเรยี นเสมอ

1.2 การพ่งึ พากนั ทางบวกดา นรางวัล / การยกยอง
สมาชิกกลุมแตละคนไดรับรางวัลเหมือนกันเม่ือกลุมบรรลุเปาหมาย เพ่ือเสริมใหมีการพ่ึงพากัน

เพื่อเปาหมาย ครูอาจเพ่ิมรางวัลรวม เชน ถาสมาชิกท้ังหมดในกลุมทําขอสอบถูก 90 เปอรเซ็นตหรือมากกวา
ทกุ คนจะไดโบนัสเพ่มิ อีก 5 คะแนน บางครัง้ ครอู าจใหคะแนนกลุมสําหรบั ผลการทํางานท้ังหมด และใหคะแนนแต
ละคนสําหรับการสอบ การแสดงความยินดีในความพยายามและความสําเร็จของกลุมอยางสมํ่าเสมอจะสงเสริม
คุณภาพของการรวมมือ

1.3 การพ่งึ พากนั ทางบวกดานทรัพยากร
สมาชิกกลุมแตละคนไดร ับสัดสวนของทรัพยากร ขอสนเทศ หรือสื่อวัสดุท่ีจําเปนเพื่อใหทาํ งาน

ท่ีไดรับมอบหมายสําเร็จ ดังนั้นสมาชิกตองรวมทรัพยากรมาใชรวมกันเพื่อใหบรรลุเปาหมาย ครูอาจจะให
ความสําคัญกับสัมพันธภาพแบบรวมมือ โดยการจัดทรัพยากรใหนักเรียนอยางจํากัดทําใหตอ งแบงปนกันใช หรือ
จัดทรัพยากรทีจ่ ําเปนบางสวนใหน ักเรียนแตละคนนาํ มาใชป ระกอบกนั เปน ตน

1.4 การพง่ึ พากนั ทางบวกดา นบทบาท
สมาชิกแตละคนไดรับบทบาทเสริมและบทบาทเช่ือมโยงที่ระบุความรับผิดชอบที่จําเปนตอกลุมใน

การทํางานรวมกันใหสําเร็จ ครูสรางการพึ่งพากันดวยบทบาทในหมูนักเรียน โดยการมอบบทบาทเสริมให เชน
เปนผูอาน ผูบันทึก ผูตรวจสอบความเขาใจ ผูกระตุนใหรวมกิจกรรม และผูบรรยาย ซึ่งบทบาทเหลานี้มี
ความสาํ คญั ตอการเรยี นรูทมี่ ีคุณภาพสงู

2. การมีปฏิสัมพันธท่ีสงเสรมิ เก้ือหนุนกันระหวางนักเรียน (Face-to-face primitive interaction) คอื
นักเรียนในแตล ะกลุม จะมกี ารอภิปราย อธบิ าย ซกั ถาม แลกเปลีย่ นความคดิ เหน็
ซึ่งกันและกัน เพ่ือใหสมาชิกแตละคนในกลุมเกิดการเรียนรู และการเรียนรูเหตุผลซึ่งกันและกันใหข อมูลยอนกลบั
เกีย่ วกบั การทํางานของตน สมาชิกในกลุม มกี ารชวยเหลือ สนบั สนุน กระตนุ สง เสริมและใหกําลงั ใจกนั และกนั ใน
การทํางานและการเรยี นเพื่อใหประสบผลสําเร็จบรรลเุ ปาหมายของกลมุ

3. ความรับผิดชอบของสมาชิกแตละบุคคล (Individual accountability) คือ ความรับผิดชอบใน
การเรียนรูของสมาชิกแตละคนโดยตองทํางานที่ไดรับมอบหมายอยางเต็มความสามารถตองรับผิดชอบในผลการ
เรียนของตนเองและของเพ่ือนสมาชกิ ในกลมุ ทุกคนในกลุมจะรูวา ใครตองการความชวยเหลือ สงเสริมสนบั สนุน

24

ในเร่ืองใด มีการกระตุนกันและกันใหทํางานที่ไดรับมอบหมายใหสมบูรณ มีการตรวจสอบ เพื่อใหแนใจวา
นักเรียนเกิดการเรียนรูเปนรายบุคคลหรือไมโดยสมาชิกทุกคนในกลุมตองมีความมั่นใจ และพรอมท่ีจะไดรับการ
ทดสอบเปนรายบคุ คลเพอ่ื เปนการประกนั วา สมาชิกทุกคนในกลุม มีความรับผดิ ชอบรวมกันกบั กลมุ

4. ทักษะระหวางบุคคลและทักษะการทํางานกลุมยอย (Interpersonal and small group skills)
การทํางานกลุมยอยจะตองไดรับการฝกฝนทักษะทางสังคมและทักษะในการทํางานกลุม เพื่อใหสามารถทํางาน
รวมกับผูอื่นไดอยางมีความสุข ดังนั้นนักเรียนควรจะตองทําความรูจักกัน เรียนรูลักษณะนิสัยและสรางความ
ไววางใจตอกันและกัน รับฟงและยอมรับความคิดเห็นของผูอื่นอยางมีเหตุผล รูจักติดตอส่ือสาร และสามารถ
ตดั สินใจแกปญหา ขอ ขดั แยง ในการทํางานรวมกันไดอ ยา งมีประสิทธิภาพ

5. กระบวนการกลุม (Group process) เปนกระบวนการทํางานที่มีขั้นตอนหรอื วิธีการท่ีจะชวยใหก าร
ดําเนินงานของกลุมเปนไปอยางมีประสิทธิภาพและบรรลุเปาหมายได โดยสมาชิกกลุมตองทําความเขาใจใน
เปา หมายการทาํ งาน วางแผนปฏบิ ัตงิ านและดําเนนิ งานตามแผนรวมกัน และท่ีสาํ คญั จะตอ งมีการประเมินผลงาน
ของกลุม ประเมินกระบวนการทํางานกลุม ประเมินบทบาทของสมาชิกวา สมาชิกแตละคนในกลุมสามารถ
ปรบั ปรงุ การทํางานของตนใหด ีข้นึ ไดอยางไร สมาชกิ ทุกคนในกลุมชว ยกันแสดงความคิดเหน็ และตัดสินใจวาควร
มีการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงอะไร และอยางไรดังนั้นกระบวนการกลุมจะเปนเครื่องมือที่สําคัญท่ีนําไปสู
ความสาํ เรจ็ ของกลุม

สจุ นิ ต วิศวธีรานนท (2536, หนา 231-232) ไดก ําหนดองคประกอบของการจัดการเรียนการสอน
ดว ยวธิ กี ารเรยี นรแู บบรว มมือดงั ตอไปน้ี

1. สรางความรูสึกใหเกิดข้ึนในกลุมนักเรียน โดยกําหนดวัตถุประสงคเกี่ยวกับการพ่ึงพาชวยเหลือกัน
เพื่อนําไปสูความสําเร็จรวมกัน เชน ใหศึกษาจากเอกสารท่ีไดรับและตรวจสอบวา สมาชิกทุกคนในกลุมเขาใจ
เนือ้ หาสาระในเอกสารนัน้ และเพ่ือสง เสรมิ ใหมีการพง่ึ พากัน ครูอาจจะมีการกาํ หนดใหมกี ารใหรางวัลรวม (Joint
Rewards) เชน ถาสมาชิกทุกคนของกลุมใดไดคะแนนคิดเปนรอยละ 90.00 ข้ึนไปของคะแนนเต็ม สมาชิกใน
กลุมน้ันจะไดรางวัลพิเศษ (Bonus Point) อีกคนละ 5 คะแนน การสงเสริมการพึ่งพาอีกวิธีหน่ึง ไดแก การ
แยกแหลงขอมูลท่ีจะใหนักเรียน เชน ใหสมาชิกแตละคนมีขอมูลเพียงบางสวนของขอมูลทั้งหมด ในการทํางานท่ี
ไดรับมอบหมาย แตกําหนดใหท้ังกลุมทํางานใหเสร็จ นอกจากนั้นการสงเสริมพ่ึงพากัน อาจทําไดโดยการใชวิธี
กําหนดบทบาทของสมาชกิ ในกลุมเปนผอู าน ผูตรวจสอบ ผใู หกาํ ลงั ใจ และผชู ้ีแจงรายละเอียด

2. จัดใหมีการปฏิสัมพันธระหวางนักเรียน เมื่อครูจัดใหมีความรูสึกพึ่งพากันแลว ครูตองเปดโอกาสให
นกั เรียนมีปฏิสัมพันธต อ กัน เพอ่ื ชว ยและสง เสรมิ การทาํ งานใหสาํ เร็จ นกั เรียนจะตอ งซักถามและอภปิ รายถึงสิ่งท่ี
ไดเรียนรู อธิบายกันและกัน ใหเขา ใจวิธีการทํางานท่ีไดร บั มอบหมาย ชวยเหลอื สนับสนุนและใหก ําลังใจแกก นั

2.1 สมาชิกกลมุ ทุกคนตอ งมีความรับผิดชอบตอผลสําเรจ็ ของกลุมมีการรว มมือรวมใจกนั ปฏิบัติงาน
โดยไมเอาเปรยี บซ่ึงกนั และกัน

2.2 สมาชิกกลุมตองเขาใจตรงกันเก่ียวกับเปาหมายการทํางานกลุม ตองสามารถวัดได รวมถึง
ความกาวหนาและความพยายามในการปฏิบัติงาน เพื่อใหทราบวาสมาชิกคนใดตองการความชวยเหลือ การ
สนับสนุน การกระตุน เสรมิ แรงเปน พิเศษ เพื่อใหส ามารถปฏบิ ตั งิ านไดประสบความสําเรจ็ โดยท่ีทกุ คนตอ งเขมแข็ง
และพัฒนาขึน้

3. การมีปฏิสัมพันธที่ดีและการสรางสรรคกันระหวางบุคคลและระหวางสมาชิกทุกคนในกลุม
เน่อื งจากนักเรยี นตอ งรวมกันปฏบิ ัติงานอยางจรงิ จัง ทกุ คนตองสนับสนนุ ชวยเหลอื กัน เพอื่ ใหประสบผลสําเรจ็ ใน
เปาหมายเดียวกัน โดยแบงปนวัสดุอุปกรณกัน ชวยเหลือ สนับสนุน กระตุนและชมเชยในความพยายามของกัน
และกัน การเรียนรูแบบรวมมือกันเปนระบบการใหการสนับสนุน ทั้งดานวิชาการและบุคคล จะเห็นไดวา
กิจกรรมการเรียนรูรวมกัน การชวยเหลือการสนับสนุนพ่ึงพาอาศัยกันจะปรากฏก็ตอเมื่อนักเรียนชวยเหลือกัน

25

การยอมรับวิธีการแกปญหา วิธีปฏิบัติรวมอภิปราย การระดมความรูท่ีไดเรียนมา มีการสอนหรืออภิปรายเพ่ือ
เสรมิ ความรูและความเขาใจใหแกเ พ่ือนดวย หรอื เช่อื มโยงความรูใหมกบั ความรูเ ดมิ เปนตน

4. การสอนทักษะทางสังคม ทักษะในการชวยเหลือพ่ึงพาอาศัยกัน และทักษะการปฏิบัติงานกลมุ เปน
ส่ิงจําเปน และเปนเปา หมายทสี่ ําคัญของการเรียนรใู นแบบดังกลาว ดงั น้ันการเรียนรแู บบรวมมือกันเปนกิจกรรม
ที่ซับซอนละเอียดมากกวาการเรียนแบบแขงขัน หรือเรียนดวยตนเอง เพราะนักเรียนจะตองเรียนทั้งสาระความรู
ดานวิชาการ ( Task work) เชนเดียวกับทักษะทางดานสังคม การปฏิบัติงานรวมกันภายในกลุม ( Team work)
ดังน้ันสมาชิกแตละคนในกลุมจะตองรู เขาใจ และมีความสามารถในการใชภาวะผูนําอยางมีประสิทธิผล การ
ตัดสนิ ใจ การสรา งความเชอื่ ถือ การสื่อความหมาย การจัดการ แกไ ขขอ ขัดแยงในกลมุ และการจงู ใจใหปฏิบัติ
ในเรื่องตาง ๆ ดังนั้นครูผูสอนจึงตองสอนทักษะการทํางานเปนกลุม ใหนักเรียนเขาใจและปฏิบัติไดถูกตอง
เชนเดียวกับการใหความรูและทักษะทางวิชาการตาง ๆ เพราะการรวมมือกับความขัดแยง มีความสัมพันธซึ่งกัน
และกนั

5. กระบวนการกลมุ (Group processing) การปฏิบตั งิ านกลมุ หรอื กระบวนการกลุมเปนองคประกอบ
ที่สําคัญองคประกอบหนึ่งของการเรียนรูแบบรวมมือ กระบวนการจะปรากฏเม่ือสมาชิกกลุมรวมกันอภิปรายจน
บรรลุผลสาํ เรจ็ ตามเปาหมายกลุม โดยทีส่ มาชกิ กลุมทุกคนมีความสัมพันธทีด่ ีตอกัน ดังน้นั กลมุ จะตองอภปิ รายให
สมาชิกกลมุ ทุกคนไดเ ขาใจการปฏบิ ัติงานอยางไรทช่ี ว ยและไมช วยใหง านกลุมประสบผลสําเรจ็ ตามเปาหมาย และ
ชวยตัดสินใจวาพฤติกรรมใดในกลุมท่ีควรปฏิบัติตอไป พฤติกรรมใดควรเปลี่ยนแปลง กระบวนการเรียนรูจะเกิด
อยางตอเน่ืองเปนผลจากการวิเคราะหอยางละเอียดวา สมาชิกปฏิบัติงานรวมกันอยางไร และประสิทธิภาพกลุม
จะพัฒนายิง่ ข้ึนอยา งไร

ขนั้ ตอนในการสอนการเรียนรแู บบรว มมอื
สหวิทยาลัยทวาราวดี (กรมการฝก หดั ครู, 2536, หนา 29) ไดลาํ ดบั ข้ันตอนการเรียน

การสอนการเรียนรูแบบรวมมอื ไว 5 ขัน้ ตอน ดงั น้ี

ข้นั ที่ 1 ขัน้ เตรียม
- ครสู อนทักษะในการเรียนรูแบบรวมมือ
- จัดกลุมนกั เรยี น
- บอกจุดประสงคของบทเรยี น
- บอกจดุ ประสงคข องการทาํ งานรวมกนั

ขั้นท่ี 2 ข้นั สอน
- ครูอธิบายเนอื้ หาบทเรยี น
- ใหงาน

ขั้นที่ 3 นักเรียนทํางานกลมุ
- นกั เรียนทาํ งานกลมุ ตามบทบาทท่ที ุกคนตอ งปฏบิ ตั ิ

ขนั้ ท่ี 4 ตรวจผลงานและทดสอบ
- ครูตรวจผลงาน ( กลุม และ/หรือรายบุคคล )
- ครูทดสอบ ( กลมุ และ/หรือรายบุคคล )

ขั้นท่ี 5 สรุปบทเรยี นและประเมินผลการทาํ งานกลมุ
- ครกู ับนักเรียนชว ยกันสรุปบทเรยี น
- ครูกับนักเรยี นชว ยกันประเมินผลการทํางานกลุม

26

ผลดวี ิธกี ารสอนการเรียนรแู บบรว มมือ
จอหนสันและจอหนสัน (อางใน สุรศักดิ์ หลาบมาลา, 2531, หนา 5) ไดกลาวถึงสาเหตุที่วิธีการสอน
การเรยี นรแู บบรว มมือไดผ ลดกี วาแบบเกาไวด งั นี้
1. เดก็ เกง ที่เขา ใจคําสอนของครูไดดี จะเปล่ียนคําสอนของครูเปนภาษาพูดของเด็ก อธิบายใหเพ่ือนฟง
ได ทําใหเ พอ่ื นเขาใจดขี ้นึ
2. เด็กที่ทําหนาท่ีอธิบายบทเรยี นใหเพ่อื นฟงจะเขา ใจบทเรยี นไดดีขึ้น ครูทกุ คนทราบ
ขอ นดี้ ี คือยงิ่ สอนยง่ิ เขา ใจบทเรียนทีต่ นสอนไดด ยี ิง่ ขนึ้
3. การสอนเพอ่ื นเปน การสอนแบบตวั ตอตวั ทําใหเด็กไดรบั ความเอาใจใสแ ละมีความสนใจมากยงิ่ ขึ้น
4. เดก็ ทุกคนตางก็พยายามชว ยเหลือซึ่งกันและกันเพราะครคู ิดคะแนนเฉลี่ยของท้ังกลุมดวย
5. เดก็ ทกุ คนเขาใจดวี า คะแนนของตนมีสวนชว ยเพ่มิ หรอื ลดคาเฉลยี่ ของกลุม ดังนั้นทกุ คนตอ งพยายาม
อยางเต็มท่ี จะคอยอาศัยเพ่อื นอยางเดยี วไมได
6. เด็กทุกคนมีโอกาสฝก ทักษะทางสงั คม มีหัวหนา กลุม มผี ชู ว ย มีเพ่ือนรว มกลุมเปน
การเรียนรูวิธีการทํางานเปนกลุมหรือเปนทีมงาน ซ่ึงจะเปนประโยชนมากเมื่อเขาสูวงงานอันแทจริงเมื่อโตเปน
ผใู หญแ ลว
7. เด็กไดมีโอกาสเรียนรูกระบวนการกลุมเพราะในการปฏิบัติงานรวมกันนั้นก็ตองมีการทบทวน
กระบวนการทํางานของกลุม เพ่อื ใหป ระสทิ ธิภาพการปฏบิ ัติงานหรือคะแนนของกลุมดีข้นึ
8. เด็กเกงจะมีบทบาททางสังคมในช้ันมากข้ึน เขาจะรูสึกวาเขาไมไดเรียนหรือหลบไปทองหนังสือ
เฉพาะตน เขามีหนา ทีต่ อสงั คมดว ย
9. ในการตอบคําถามในหองเรียน ถา ตอบผดิ เพ่อื น ๆ จะหัวเราะ เมือ่ ทาํ งานเปน ทีมเด็กจะชว ยเหลือซึ่ง
กนั และกัน ถาตอบผิดก็ถอื วา ผดิ ทัง้ ทีม คนอ่นื ๆ อาจจะชว ยเหลือบาง เดก็ ในทมี จะมีความผกู พนั กนั มากข้นึ

จากสาเหตุดังกลาว จะเห็นไดชัดวา วิธีการเรียนรูแบบรวมมือจะสงผลดีกวาแบบเกาที่บทบาทสวน
ใหญอยูท่ีตัวครู เพราะการเรียนรูแบบรวมมือเด็กจะมีการชวยเหลือพ่ึงพาอาศัยซ่ึงกันและกัน รวมกันคิด รวมกัน
ทาํ ซึง่ จะสงผลใหการเรยี นบรรลผุ ลตามจุดมุง หมายที่หลกั สตู รกาํ หนด

รูปแบบการเรยี นรแู บบรวมมือ
ทิศนา แขมมณี (2553, หนา 102–103) ไดแ บง กลุมการเรยี นรทู ใ่ี ชอยโู ดยทั่วไป

มี 3 ประเภทใหญ ๆ ดงั น้ี
1. กลุมการเรยี นรแู บบรว มมืออยา งเปนทางการ (Formal Cooperative Learning Group) กลมุ

ประเภทนี้ ครจู ัดขน้ึ โดยการวางแผน จัดระเบียบ กฎเกณฑ วิธกี ารและเทคนิคตา ง ๆ เพื่อใหผูเ รยี นไดรวมมอื กนั
เรียนรูสาระตาง ๆ อยา งตอ เน่ือง ซ่งึ อาจเปน หลายๆช่ัวโมงติดตอกนั หรือหลายสัปดาหติดตอ กัน จนกระทั่งผเู รยี น
เกิดการเรียนรแู ละบรรลุจุดมุงหมายตามท่ีกําหนด

2. กลมุ การเรียนรแู บบรว มมืออยา งไมเปน ทางการ (Informal Cooperative Learning Group) กลมุ
ประเภทนี้ ครจู ัดข้ึนเฉพาะกิจเปนคร้ังคราว โดยสอดแทรกอยูใ นการสอนปกติอน่ื ๆโดยเฉพาะการสอนแบบ
บรรยาย ครูสามารถจดั กลุม การเรยี นรแู บบรวมมือสอดแทรกเขา ไปเพ่ือชวยใหผ ูเรียนมงุ ความสนใจ หรอื ใช
ความคิดเปน พเิ ศษในสาระบางจุด

3. กลมุ การเรยี นรแู บบรวมมืออยางถาวร (Cooperative Base Group หรอื Long – Term Group)

27

กลมุ ประเภทนี้ เปนกลุม การเรียนรทู ่สี มาชกิ กลมุ มปี ระสบการณก ารทาํ งาน / การเรยี นรรู วมกันมานานมากกวา 1
หลักสูตร หรือภาคการศกึ ษา จนกระทง่ั เกดิ สมั พันธภาพท่ีแนนแฟม สมาชกิ กลุม มีความผูกพนั หว งใย ชวยเหลอื
กันและกันอยางตอเนื่อง

ในการเรียนรแู บบรวมมือ มกั จะมีกระบวนการดําเนนิ งานท่ีตองทาํ เปน ประจาํ เชน การเขยี นรายงาน
การเสนอผลงานของกลุม การตรวจผลงาน เปนตน ในกระบวนการท่ใี ชหรือดําเนินการเปน กจิ วัตรในการเรยี นรู
แบบรวมมือนี้ เรียกวา Cooperative Learning Scripts ซ่ึงหากสมาชกิ กลมุ ปฏบิ ตั อิ ยางตอเนื่องเปนเวลานาน จะ
เกดิ เปนทักษะที่ชาํ นาญในท่สี ุด ทศิ นา แขมมณี (2553, หนา 266 – 271) ไดเสนอกระบวนการเรยี นการสอน
ของรูปแบบการเรียนรแู บบรว มมอื ทัง้ หมด 8 รูปแบบ ซ่ึงสอดคลองกับ สรุ ศักดิ์ หลาบมาลา (2535, หนา 97) ได
กลา วถึงรูปแบบการเรียนรูแ บบรวมมือทน่ี ยิ มใชกัน 8 รปู แบบ ดังนี้

1. การเรียนการสอนแบบกลุมแขงขันแบบแบงตามผลสัมฤทธิ์ (Student Teams – Achievement
Divisions หรือ STAD) สมาชิกในกลุมมี 4 คน ระดับสติปญญาตางกัน เชนเกง 1 คน ปานกลาง 2 คน และ
ออน 1 คน ครูกําหนดบทเรียนและงานของกลุมไว แลวครูสอนบทเรียนใหนักเรียนทั้งช้ัน แลวใหกลุมทํางาน
ตามกําหนด นักเรียนในกลุมชวยเหลือกัน เด็กเกงชวยและตรวจงานของเพื่อนใหถูกตองกอนนําสงครู ครู
จัดลาํ ดับคะแนนของทุกกลุมและปดประกาศใหทกุ คนทราบ

2. เกมการแขงขันเปนทีม (Team Game Tournament หรือ TGT.) จัดกลุมเชนเดียวกับ STAD แต
ไมม ีการสอบทุกสัปดาห แตละทมี ทมี่ ีความสามารถเทากนั จะแขงขันกันตอบปญหา จะมกี ารจัดกลมุ ใหมท ุกสัปดาห
โดยพจิ ารณาจากความสามารถของแตละบคุ คล

3. การเรียนการสอนกลุมเพ่ือนชวยเหลือเพื่อนเปนรายบุคคล (Team Assisted Individualization
หรือ TAI) สมาชิกของกลุม 4 คน มีระดับความรูตางกัน ใชสําหรับระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 3-6 ครูเรียก
เด็กทีม่ ีความรูร ะดบั เดยี วกันของแตล ะกลุมมาสอน ความยากงา ยของเนื้อหาวชิ าทีจ่ ะสอนแตกตา งกัน เดก็ กลบั ไป
ยังกลุมของตนและตางคนตางทํางานท่ีไดรับมอบหมายแตชวยเหลือซึ่งกันและกัน ทุกคนทําขอสอบโดยไมมีการ
ชว ยเหลือกัน มกี ารใหร างวัลทีมที่ทําคะแนนไดดีกวา เดมิ

4. การเรียนรูแบบรวมมือผสมผสานการอานและการเขียน (Cooperative Integrated Reading and
Composition หรือ CIRC) ใชสําหรับวิชาอานเขียนและทักษะอ่ืน ๆ ทางภาษา สมาชิกในกลุมมี 4 คน มีพ้ืน
ความรูเทากัน 2 คน อีก 2 คน ก็เทากันแตตางระดับความรูกับ 2 คนแรก ครูจะเรียกครูท่ีมีระดับความรูเทากัน
จากทุกกลุมมาสอนแลวใหกลับเขากลุม แลวเรียกคูตอไปจากทุกกลุมมาสอน คะแนนของกลุมพิจารณาจาก
คะแนนสอบของสมาชิกกลมุ เปนรายบคุ คล

5. เทคนิคการตอบทเรียน (Jigsaw) ใชสําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3-6 สมาชิกในกลุมมี 6
คน ความรูตางระดับกัน สมาชิกแตละคนไปเรียนรวมกับสมาชิกของกลุม อื่น ๆในหัวขอที่แตกตางกันออกไป
แลวทุกคนกลับมายังกลุมของตนและสอนเพื่อนในสิ่งท่ีตนไปเรียนรวมกับสมาชิกของกลุมอ่ืน ๆ มา การ
ประเมนิ ผลเปนรายบคุ คลแลว รว มเปน คะแนนของกลุม

6. เทคนิคการตอบทเรียน 2 (Jigsaw 2) สมาชิกในกลุมมี 4-5 คน นักเรียนทุกคนเรียนบทเรียน
เดียวกัน สมาชิกแตละคนในกลุมใหค วามสนใจในหวั ขอยอยในบทเรียนตางกัน ใครที่สนใจในหัวขอเดียวกันจะไป
ประชุมกันคนควาและอภิปรายแลวกลับมาที่กลุมเดิมของตน แลวสอนเพื่อนในเร่ืองที่ตนเองไปประชุมกับสมาชิก

28

ของกลุมอ่ืนมา ผลการสอบของแตละคนเปนคะแนนของกลุม กลุมท่ีทําคะแนนรวมไดดีกวาครั้งกอนจะไดรับ

รางวลั

7. การเรียนดวยกัน (Learning Together) สมาชิกในกลุมมี 4-5 คน ระดับความรูแตกตางกัน ใช

สําหรับนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปท่ี 2-6 เด็กแตละกลุมทํางานตามท่ีครูมอบหมาย คะแนนของกลุมพิจารณาจาก

คะแนนของกลุม

8. การสืบสวนสอบสวนเปนกลุม (Group Investigations) สมาชิกในกลุมมี 2-6 คน แตละกลุมเลือก

หัวขอเรื่องท่ีตองการคนควา สมาชิกในกลุมแบงงานกันทํา และเสนอผลงานหรือรายงานหนาชั้น การใหรางวัล

หรอื คะแนนใหเ ปน กลุม
การพัฒนากิจกรรมสิ่งแวดลอมศึกษาสําหรับเยาวชนมีความสําคัญที่จะชวยสงเสริมการเรียนรูเก่ียวกับ

ธรรมชาติและส่ิงแวดลอมรอบตัวเราสนุกและนาตื่นเตน และสรางความตระหนักตอการอนุรักษ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม กิจกรรมตางๆ จะชวยใหการศึกษาเยาวชนและสงเสริมใหมีสวนรวมในการ
อนุรักษและปองกันทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม การวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อสรางรูปแบบกิจกรรมคาย
ส่ิงแวดลอมศึกษาเพ่ือการอนุรักษและปองกันทรัพยากรปาไม กลุมตัวอยางเปนเยาวชน จํานวน ๓๐ คน จาก
จงั หวัดกาฬสนิ ธุ ไดจากการสมัครใจ เครอื่ งมือท่ีใชในการวิจัย ไดแก คมู ือกิจกรรมการเรียนรู แบบสอบถามความรู
เกี่ยวกับส่ิงแวดลอม แบบวัดความตระหนักตอสิ่งแวดลอมและแบบวัดการมีสวนรวมในการอนุรักษและปองกัน
ทรัพยากรปา ไม การวิเคราะหขอมูลโดยใชส ถติ ิ คา เฉลยี่ และคา

สว นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน สถติ ที่ใชในการทดสอบสมมติฐาน ไดแก One-way MANCOVA และ One-way
ANCOVA ผลการวิจัยพบวา รูปแบบกิจกรรมคายสิ่งแวดลอมศึกษาที่ออกแบบมีประสิทธิภาพ เทากับ๘๗.๕๔/
๘๕.๒๒ และความรูเก่ียวกับสิ่งแวดลอม ความตระหนักตอส่ิงแวดลอมและการมีสวนรวมในการอนุรักษและ
ปอ งกันทรัพยากรปาไมของเยาวชนเพ่ิมข้ึนหลงั การเขา รวมกิจกรรมคา ยสิ่งแวดลอ มศกึ ษา

อยางมีนยั สาํ คญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .๐๕ และเยาวชนทมี่ อี ายตุ า งกันมีความรูเ กย่ี วกบั ส่งิ แวดลอม ความ
ตระหนักตอสิ่งแวดลอมและการมีสวนรวมในการอนุรักษและปองกันทรัพยากรปาไมตางกันโดยสรุปกิจกรร มคาย
สิ่งแวดลอมศึกษาท่ีพัฒนาสําหรับเยาวชนจังหวัดกาฬสินธุมีประสิทธิภาพชวยพัฒนาความรูเก่ียวกับส่ิงแวดลอม
ความตระหนักตอส่ิงแวดลอมและการมีสวนรวมในการอนุรักษและปองกันทรัพยากรปาไมของเยาวชน ดังน้ัน
หนวยงานท่เี ก่ยี วขอ งควรใชรูปแบบนส้ี ําหรบั คา ยส่ิงแวดลอมศึกษาเพื่อพัฒนาความรเู กย่ี วกับสิง่ แวดลอมและความ
ตระหนักตอ สิง่ แวดลอ มสําหรบั เยาวชน

คําสาํ คญั : การพัฒนารปู แบบ กิจกรรมคา ยส่งิ แวดลอ มศกึ ษา การอนุรักษและการปองกัน ทรพั ยากร
ปาไม
4. ความรูเกี่ยวกบั เชอ้ื ไวรสั โคโรนา (Coronaviruses)

4.1 เช้ือกอโรค
เช้ือไวรัสโคโรนา (CoVs) เปนไวรัสชนิดอารเอ็นเอสายเด่ียว (single stranded RNA virus) ในFamily
Coronaviridae มีรายงานการพบเชื้อมาตั้งแตช วงป ค.ศ. 1965 โดยสามารถตดิ เชือ้ ไดท้ังในคนและสัตว เชน หนู
ไก วัว ควาย สุนัข แมว กระตาย และสุกร ประกอบดวยชนิดยอยหลายชนิดและทําใหแสดงในระบบตาง ๆ เชน
ระบบทางเดินหายใจ (รวมถึงโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซารส ; SARSCoV) ระบบทางเดินอาหาร
ระบบประสาท หรือระบบอื่น ๆ
1.2 ระบาดวิทยาของเช้ือ
เช้อื ไวรสั โคโรนา (CoVs) พบไดทั่วโลก โดยในเขตอบอุน (temperate climates) มกั พบเชอื้ โคโรนาไวรัส
ในชวงฤดูหนาวและฤดูใบไมผลิ การติดเชื้อโคโรนาไวรัสอาจทําใหเกิดอาการในระบบทางเดินหายใจสวนบนไดถึง

29

รอยละ 35 และสัดสวนของโรคไขหวัดที่เกิดจากเช้ือโคโรนาไวรัสอาจสงู ถึงรอยละ 15 การติดเชื้อพบไดในทุกลุม

อายุ แตพบมากในเด็ก อาจพบมีการติดเชื้อซ้ําได เนื่องจากระดับภูมิคุมกันจะลดลงอยางรวดเร็วภายหลังการติด

เชื้อ สําหรับการติดเช้ือทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซารส (SARS CoV) พบการระบาดป

พ.ศ. 2546 โดยพบเริ่มจากประเทศจีนแลวแพรกระจายไปท่ัวโลกพบรายงานผูปวยโรคซารสทั้งสิ้นมากกวา

8,000 ราย และเสียชวี ิตมากกวา 750 ราย

1.3 ลักษณะโรค

การติดเชื้อไวรัสโคโรนาในระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Coronaviruses) อาจทําใหเกิดอาการไข

ออนเพลีย ปวดศีรษะ มีนํ้ามูก เจ็บคอ ไอ โดยในทารกที่มีอาการรุนแรง อาจมีลักษณะของปอดอักเสบ

(Pneumonia) หรือ หลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) ในเด็กโตอาจมีอาการของหอบหืด(Asthma) สวนใน

ผใู หญ อาจพบลกั ษณะปอดอกั เสบ (Pneumonia) หลอดลมอกั เสบเรอ้ื รงั (Chronicbronchitis) หรือการกลบั เปน

ซ้ําของโรคหอบหืดได และอาจทําใหเกิดอาการรุนแรงไดมากในผูสูงอายุหรือผูที่ภูมิคุมกันบกพรอง โดยพบการตดิ

เช้ือแบบไมแสดงอาการไดในทุกอายุ และหากแสดงอาการมักพบรวมกับการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจอ่ืน ๆ

เชน Rhinovirus, Adenoviru หรือเชื้ออื่นๆ การติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือซารส (Severe

Acute Respiratory Syndrome; SAR CoV) จะพบมีอาการไข ปวดศีรษะ ออนเพลีย หรืออาการคลายไขหวัด

ใหญ แลว มีอาการไอ และหอบเหนอื่ ยอยางรวดเร็ว ซึง่ อัตราตายจะสูงขึน้ ในผูป ว ยสูงอายุ หรือมีโรคประจาํ ตัว

การติดเช้ือโคโรนาไวรัสในระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Coronaviruses) มักพบบอยในเด็ก

แรกเกิด และทารกอายุนอยกวา 1 ป หรืออาจพบในผูใหญที่มีภูมิคุมกันบกพรอง โดยพบเช้ือไดแมผูปวยไมแสดง

อาการ และไมม ีฤดูกาลการเกดิ โรคที่แนนอน

1.4 ระยะฟก ตวั ของโรค

โดยเฉล่ียประมาณ 2 วัน (อาจมีระยะฟกตัวนานถึง 3 – 4 วัน) สําหรับโรคซารสอาจใชระยะฟกตัว 4 –

7 วนั (อาจนานถงึ 10 – 14 วนั )

1.5 วิธีการแพรโรค : แพรกระจายเช้ือจากการสัมผัส (Contact) กับสารคัดหล่ังจากทางเดินหายใจ

หรอื แพรก ระจายเชอ้ื จากฝอยละอองนํ้ามกู น้ําลาย (Droplet) จากผปู วยทม่ี ีเช้อื โดยการ ไอ หรือจาม

1.6 การปองกัน :

1. ออกกําลังกายสมาํ่ เสมอและพักผอ นใหเพียงพอ

2. รับประทานอาหารที่มีประโยชนแ ละครบ 5 หมู

3. ไมค ลุกคลใี กลชิดกบั ผปู ว ย

4. แนะนําใหผ ปู ว ยใสหนากากอนามยั ปด ปากปดจมูกเวลา ไอ หรือจาม

5. ควรลางมือบอ ย ๆ ดว ยนํ้าและสบู โดยเฉพาะเมื่อสัมผสั กับสารคดั หลง่ั จากผปู วย กอน

รับประทานอาหาร และหลงั ขับถา ย

6. ควรหลกี เล่ียงการเขาไปในพน้ื ทแ่ี ออัด หรอื ทชี่ มุ ชนสาธารณะท่ีมีคนอยเู ปน จาํ นวนมาก เพื่อ

ลดความเสีย่ งในการติดโรค

30

5. หลักและแนวคิดเกี่ยวกับการประเมนิ โครงการ
5.1 ความหมายของการประเมนิ โครงการ
สมหวัง พิธิยานุวัฒน (2524, หนา 1) ไดใหความหมายของการประเมินโครงการไววาเปนกระบวนการ

เพ่ือใหไดมาซึ่งขอมูลสารสนเทศสําหรับการตัดสินคุณคาของโครงการ ผลผลิตกระบวนการจุดมุงหมายของ
โครงการ หรือทางเลือกตาง ๆ เพื่อนําไปปฏิบัติใหบรรลุจุดมุงหมาย จุดเนนของการประเมินคือการเก็บรวบรวม
และวิเคราะหข อ มูลอยางเปนระบบ เพื่อใหไ ดข อสนเทศ เพ่อื ตัดสนิ คุณคาของส่ิงหนึ่งส่ิงใดโดยเฉพาะ

ไพศาล หวังพานิช (2533, หนา 25 – 26) ไดใหความหมาของการประเมินโครงการไววาการประเมิน
โครงการเปนกระบวนการกาํ หนดคณุ คาของโครงการนั้นวาดีมีประสทิ ธภิ าพและไดผ ลเพยี งใด

สุวมิ ล ตริ กานนั ท (2543, หนา 2) กลาววาการประเมนิ โครงการเปน กระบวนการท่ีเกิดขึ้นในทุกขั้นตอน
ของกระบวนการดําเนินงานเพื่อใหไดสารสนเทศท่ีสามารถใชในการพิจารณาการดําเนินการ ซึ่งจะทําใหการ
ดําเนินการเปนไปไดอยางทันทวงที ในทางตรงกันขามผลการประเมินจะไมเกิดเทาที่ควร หากผลนั้นไมสามารถใช
ในเวลาท่ีเหมาะสม

จากความหมายขา งตนสรุปไดวา ความหมายการประเมนิ โครงการสรุปไดวาเปนกระบวนการดาํ เนินงานที่
ใหไดมาซ่ึงขอมูล สารสนเทศสําหรับการตัดสินคุณภาพคุณคาของโครงการวามีระดับคุณภาพ และคุณคาอยางไร
นาํ ไปใชพัฒนาสบื เนื่องตอไปไดอยา งไร

5.2 ความมงุ หมายของการประเมินโครงการ
หลักการดําเนินงานใด ๆ จะตองมีการติดตามผลงานหรือประเมินผลงานท่ีไดรับมอบหมายไปดําเนินการ
การติดตามผลงานเปนการประเมินวธิ หี น่งึ เพื่อตรวจสอบวางานใดดาํ เนินตอไปอยา งไรเปน การปองกันไมใหงานแต
ละชวงแตล ะตอนดาํ เนินการผิดจดุ ประสงคและเปาหมายเพ่อื เปน การเพ่ิมประสิทธิภาพในการทาํ งานและทาํ ใหการ
ดําเนินงานนั้นมีโอกาสประสบความสําเร็จตามจุดประสงคและเปาหมายที่กําหนดไวมากยิ่งขึ้นบทบาทหนาท่ีของ
การศึกษาในปจจุบันโดยเฉพาะโรงเรียนที่มีขอบขายขยายกวางและซับซอนมากขึ้น เพราะความเติบโตและเจริญ
งอกงามของสงั คม ความตองการของสังคมเปลย่ี นแปลงไปตามสภาพของสังคม
ซึง่ ปจจุบนั โรงเรยี นไมไ ดมีหนาที่สอนเพียงอยางเดียวแตตองเกยี่ วของประสานงานกับชมุ ชน
สังคมและครอบครัวของนักเรียนโรงเรียนจําเปนตองบริหารงานใหดําเนินไปตามนโยบายของการดู แลชวยเหลือ
นักเรียนในโรงเรียนตองดําเนินตามแผนโครงการที่กําหนดจากนโยบายสูงสุด ดังน้ันจึงตองมีการติดตามและ
ประเมินโครงการเพ่ือใหงานดําเนินไปตามวัตถุประสงคจึงทําใหการประเมินโครงการมีความมุงหมายและ
ความสําคญั ตามความคดิ เหน็ ของนักวิชาการในหลายแงมุม ดังตอ ไปนี้
ประชมุ รอดประเสริฐ (2539, หนา 74 – 75) ไดก ลาวถึงความหมายการประเมินโครงการของ มิตเชล
(Mizel) และการประเมินโครงการท่ีมีความหมายเฉพาะของ คนอกซ (Knox) วาการประเมินโครงการมีความมุง
หมาย 3 ประการ
1. เพอื่ แสดงผลการพจิ ารณาถึงคณุ คาของโครงการ
2. เพอื่ ชว ยใหผูท ่ีตัดสินใจมีการตัดสนิ ใจที่ถกู ตอ ง
3. เพื่อการบรกิ ารขอมูลแกฝ า ยการเมอื ง เพ่อื ใชในการกาํ หนดนโยบาย การประเมินโครงการ
ความมุงหมายเฉพาะ ดังตอ ไปน้ี
1. เพื่อแสดงถึงเหตุผลท่ีชัดเจนของโครงการอันเปนพ้ืนฐานที่สําคัญของการตัดสินใจวาลักษณะใดของ
โครงการมคี วามสําคญั มากที่สดุ ซ่ึงจะตองทําการประเมนิ เพื่อหาประสิทธภิ าพและขอมูลชนิดใดจะตองเกบ็ รวบรวม
เพอื่ การวเิ คราะห
2. เพื่อรวบรวมหลักฐานความเปนจริง และขอมูลที่จําเปน เพื่อนําไปสูการพิจารณาประสิทธิผลของ
โครงการ

31

3. เพือ่ การวิเคราะหข อ มลู และขอ เท็จจรงิ ตาง ๆ เพือ่ การนําไปสูก ารสรปุ ผลของโครงการ
4. การตัดสนิ ใจวาขอมลู หรอื ขอ เทจ็ จริงใดสามารถนาํ ไปใชได
สรุปไดวา การประเมินโครงการ มคี วามมงุ หมายเพอ่ื แสดงผลการพิจารณาถึงคณุ คา ของโครงการ
เพ่ือนาํ ขอ มลู ไปวเิ คราะหหาประสทิ ธิภาพของโครงการ เพื่อชว ยใหผมู ีอํานาจสามารถนาํ ไปตัดสนิ ใจและนาํ ไปใชได
โดยคํานงึ ถงึ ความสําคัญของโครงการวา มีความเหมาะสมเพียงใด บรรลุตามวตั ถุประสงคหรือไม
เพราะผลการประเมินจะเปนตัวกระตุนใหการดําเนินงานมีขอบกพรองนอยลงขณะเดียวกันก็เปนการเพ่ิม
ประสิทธภิ าพใหม ากขน้ึ ในการดาํ เนินงานแตละโครงการ
3. ประโยชนของการประเมินโครงการ
จากความมงุ หมายและความสาํ คัญดังกลา วแลว พอสรุปไดว า การประเมินโครงการมีประโยชนดงั ตอไปนี้
1. การประเมินโครงการชวยใหกําหนดวัตถุประสงคและมาตรฐานของการดําเนินงานมีความชัดเจนดัง
กลา วคอื กอ นที่จะนาํ โครงการไปใชยอ มจะไดร บการตรวจสอบอยางละเอียดจากผบู รหิ ารและผูป ระเมินสวนใดท่ีไม
ชัดเจน เชน วัตถุประสงคหรือมาตรฐานการดําเนินงานหากขาดความแนนอนที่แจมชัดจะตองไดรับการปรับปรุง
แกไ ขใหม คี วามถูกตองชัดเจนเสียกอ น
2. ประโยชนเต็มที่ท้ังนี้เพราะการประเมินโครงการจะตองวิเคราะหทุกสวนของโครงการขอมูลใดหรือ
ปจจัยใดท่ีเปนปญหาจะไดรับการปรับปรุงแกไขเพ่ือใหสามารถปฏิบัติงานหรือใชในการปฏิบัติงานอยางเหมาะสม
กับคุณคาทรัพยากรทุกชนิดจะไดรับการจัดสรรใหอยูในจํานวนหรือปริมาณที่เหมาะสมเพียงพอแกการดําเนินงาน
ทรพั ยากรทไี่ มจ าํ เปน หรือมมี ากเกนิ ไป จะไดร บั การตัดทอน และทรัพยากรใดที่ขาดจะไดรับการจดั สรรเพิม่ เติม
3. การประเมินโครงการชว ยใหแผนงานบรรลวุ ัตถุประสงค เพราะโครงการเปน สวนหน่ึงของแผนดงั น้ีเม่ือ
โครงการไดร ับการตรวจสอบวิเคราะหป รบั ปรงุ แกไ ขเพ่ือใหด าํ เนินไปดว ยดี
4. การประเมินโครงการมีสวนชวยใหการแกปญหาอันเกิดจากผลกระทบ (impact) ของโครงการและทํา
ใหโ ครงการมขี อทีท่ าํ ใหความเสียหายลดนอ ยลง
5. การประเมนิ โครงการมีสวนชว ยอยางสาํ คัญในการควบคมุ คุณภาพของงานเพราะการประเมนิ โครงการ
มีการตรวจสอบ และควบคมุ ชนิดหน่ึง
6. การประเมินโครงการมีชวยในการสรางขวัญและกําลังใจใหผูปฏิบัติงานตามโครงการเพราะการ
ประเมินโครงการไมใชเปนการควบคุมบังคับบัญชาหรือสั่งการแตเปนการศึกษาวิเคราะหเพ่ือปรับปรุงแกไขและ
เสนอแนะวธิ ีการใหม ๆเพื่อใชใ นการปฏบิ ตั ิโครงการยอมจะนํามาซง่ึ ผลงานท่ดี เี ปนทยี่ อมรบั ของผเู กี่ยวของทงั้ ปวง
7. ผลของการประเมินโครงการอาจเปนขอมูลอยางสําคัญในการวางแผนหรือกําหนดนโยบายของ
ผูบรหิ ารและฝายการเมอื ง
8. การประเมนิ โครงการชว ยในการตัดสินใจในการบริหารโครงการ กลา วคือการประเมินโครงการจะชวย
ใหผูบริหารไดทราบถึงอุปสรรคและปญหา ขอดี ขอเสียความเปนไปไดและแนวทางในการปรับปรุงแกไขในการ
ดําเนินการโครงการโดยขอมูลดังกลาวแลวจะชวยใหผูบริหารตัดสินใจวาจะดําเนินโครงการน้ันตอไป หรือยุติ
โครงการนนั้
6. วจิ ยั ท่เี กยี่ วขอ งกับการจดั กิจกรรมส่ิงแวดลอมศกึ ษา

ผศ.ดร.พงศเทพ สุวรรณวารี (๒๕๕๕ : บทคัดยอ) ชื่อเร่ือง การจัดการขยะและนํ้าเสียโดยชุมชนมีสวน
รว ม ในเขตเทศบาลนคร นครราชสมี า

ปญหาความเนา เสยี ของแมนา้ํ ลําตะคองสว นทผ่ี า นเทศบาลนครนครราชสมี า มีมานานและยังไมไดรบั การ
แกไขใหเสร็จส้ินไปได การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อสงเสรมิ ใหเกิดการจัดการขยะและนํ้าในระดับ ชุมชน โดย
ชุมชนมีสวนรวมโดยมุงเนนชุมชนท่ีต้ังอยูบริเวณสองฝงแมนํ้าลําตะคอง การศึกษานี้จัดเปนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
แบบมีสวนรวม โดยคณะผูวิจัยไดจัดการประชุม อบรม และ นําหัวหนาหรือตัวแทนชุมชนท่ีสมัครใจเขารวม

32

โครงการ เดินทางไปทัศนศึกษา ดูตัวอยางแหงความสําเร็จ เพื่อใหเกิดความรูความเขาใจ และเห็นแนวทางในการ
จดั การของเสยี ในชมุ ชนของตนเอง จากนนั้ ใหแ ตล ะ ชุมชนลงมอื ทํากิจกรรม โดยมีการติดตามเดอื นละ ๑ คร้ัง เปน
เวลา ๗ เดือน ทําการรวบรวมขอมูลและ ทัศนคติในการจัดการส่ิงแวดลอมของแตละชุมชน โดยการสังเกตและ
สัมภาษณจํานวน ๒๑๐ ตัวอยาง มกี าร ติดตามคณุ ภาพนํา้ ในลําตะคองทัง้ กอนและหลงั กาดําเนนิ การ ผลการศึกษา
พบวา ประชาชนในชุมชนที่เขารวมโครงการท้ัง ๗ ชุมชน มีความรูความเขาใจ มีทัศนคติ และจิตสํานึกที่ดีในการ
อนุรักษสิ่งแวดลอม และการจัดการของเสียในชุมชนมากแตเน่ืองจากองคประกอบ ภายในชุมชนที่แตกตางกัน
ประกอบกับสภาพพ้ืนที่อยูอาศัยที่แออัด ลักษณะการดําเนินชีวิตท่ีเรงรีบ ประชาชนมีอาชีพรับจางทั่วไปเปนสวน
ใหญ จึงทําให ขาดความใสใจ เลิกกิจกรรมในท่ีสุดมีเพียงชุมชน มิตรภาพซอย ๔ และชุมชนทาวสุระซอย ๓ ท่ี
ดาํ เนนิ กิจกรรมของโครงการอยางตอเนื่อง ชุมชนมติ รภาพ นอกจากจะมีกลุม เยาวชนท่ีรว มกิจกรรมอยางสม่าํ เสมอ
ยังมีสภาพพน้ื ทเี่ ปนการเกษตร จึงเห็นประโยชนข อง การทํานํา้ หมักชีวภาพ นาํ ไปใชใ นการเกษตร การดบั กลิน่ และ
บาํ บดั นํา้ เสียแตก็ยังไมส ามารถทําใหเ กดิ การ ปรับปรงุ คณุ ภาพนํา้ ลําตะคองได เพราะมีปริมาณนอยสว นชุมชนทาว
สุระซอย ๓ น้ัน มีผูนําชุมชนที่สนใจและ มีการนําน้ําหมักชีวภาพไปใชประโยชนดานอ่ืนๆ นอกจากน้ีเครือขาย
เยาวชนสิ่งแวดลอม ซึ่งเปนนักเรียนจาก โรงเรียนเทศบาล ๔ ซ่ึงเปนสถานศึกษาเพียงแหงเดียวท่ีเขารวมโครงการ
ก็เปนกําลังสําคัญในการเผยแพร ความรูดานสิ่งแวดลอมไปยังผูปกครอง ทําใหความรูดานสิ่งแวดลอมมีการ
กระจายตวั ออกไปมากขน้ึ
คําสาํ คัญ: การจัดการส่ิงแวดลอม ลาํ ตะคอง การมสี ว นรวม น้ําเสยี การจัดการขยะ

สมยศ วิเชียรนิตย, ประยูร วงศจันทรา, บัญญัติ สาลี (๒๕๕๙ : บทคัดยอ) ช่ือเร่ือง การพัฒนารูปแบบ
กิจกรรมคายสิ่งแวดลอมส่ิงแวดลอมศึกษาในการอนุรักษและปองกันทรัพยากรปาไมสําหรับเยาวชนจังหวัด
กาฬสนิ ธุ

บทที่ 3

วธิ ดี ําเนนิ การ
รายงานผลการจัดกจิ กรรมตามโครงการสงิ่ แวดลอมศึกษาเพื่อเปนแนวทางในการพัฒนาและสง เสรมิ การจัด
กิจกรรมสง่ิ แวดลอมศึกษาในโรงเรียน และ ไดนําวงจรคุณภาพของเดมิ่ง PDCA มาใชในการดาํ เนนิ การ
4 ข้นั ตอนดงั น้ี

1. ขัน้ ตอนการรว มกันวางแผน (Plan)
2. ขั้นตอนการรว มกันปฏบิ ัติ ( Do)
3. ขนั้ ตอนการวมกันประเมนิ ( Check )
4. ข้ันตอนการรว มปรับปรุง ( Act)

1. ขน้ั ตอนการรวมกนั วางแผน (Plan)
ข้นั ตอนนี้เปนการวางแผนการดาํ เนนิ การโดยมีข้นั ตอน ดงั นี้
1.1 ประชมุ ปรึกษารวมกบั ศกึ ษานเิ ทศกท ่ีเก่ยี วของ
1.2 จัดทาํ โครงการ สง่ิ แวดลอ มศึกษา จดั ทาํ คาํ สงั่ แตง ต้ังคณะกรรมการวางแผนจดั ทําเครือ่ งมือ คูมือ

เคร่อื งมอื นเิ ทศ แบบฟอรมการรายงาน และ แนวทางการพัฒนาโรงเรยี นสง่ิ แวดลอมการ การจัดการขยะ และการ
ลดใชพลังงาน โรงเรียน เสนอผูบ รหิ ารเพือ่ พจิ ารณาเหน็ ชอบ

1.3 แตง ต้งั คณะกรรมการผรู ับผดิ ชอบเกย่ี วกบั การจดั กิจกรรมแตล ะงานแตก ิจกรรมตาม ความเหมาะสม
วางแผนการดําเนินงาน

1.4 สรา งความเขา ใจกับครเู พ่ือกําหนดแนวทางในการดําเนินการกาํ หนดแผนงาน /timeline
1.5 ตดิ ตอประสานงานเตรยี มความพรอ ม ท้งั ดา นสถานที่ พาหนะในการเดินทางของคณะกรรมการ
1.6 กําหนดระยะเวลาในการดําเนนิ การ และวธิ ีประเมนิ ผล

2. ข้ันตอนการรว มกนั ปฏิบตั ิ (Do)
การปฏิบัติงานตามแผนงานทว่ี างไวโดยมขี ั้นตอนในการดาํ เนินงาน ดังนี้
2.1 บันทกึ เสนอผูบรหิ ารเพอ่ื ขออนมุ ตั ดิ าํ เนินการ
2.2.1 วิเคราะหปญ หา
2.2.2 สํารวจขอมลู กิจกรรมโรงเรยี นส่งิ แวดลอมโรงเรียนในสงั กัด
2.2.3 ทําหนังสอื เชิญคณะกรรมการ หาแนวทางการจดั ทําเครอ่ื งมอื คูมือ เคร่ืองมือนิเทศ
แบบฟอรม รายงาน และแนวทางการพัฒนาโรงเรยี นสิ่งแวดลอมการ การจัดการขยะ และการ
2.2.4 ประชมุ เชิงปฏบิ ตั กิ ารคณะทํางาน
2.2.5 ดาํ เนนิ ประชุมคณะกรรมการ เพื่อจัดทําเครือ่ งมอื คมู อื เคร่อื งมือนเิ ทศ แบบฟอรม
รายงาน และแนวทางการพฒั นาโรงเรยี นส่งิ แวดลอ มการ การจัดการขยะ และการลดใชพลังงาน
2.2.6 กจิ กรรมแลกเปล่ยี นเรยี นรกู ับคณะกรรมการดําเนินงานและคณะครู
2.2.7 จดั พิมพแ ละสาํ เนาคูมือ และแนวทางการดําเนนิ การพัฒนาโรงเรียนส่งิ แวดลอ มการ การ
จดั การขยะ และการลดใชพลังงาน สูโ รงเรยี น
2.2.8 ทําหนงั สือแจงโรงเรียน ใหน ําคมู ือและแนวทางการพฒั นาโรงเรยี นสิ่งแวดลอ มการ การ
จัดการขยะ และการลดใชพ ลังงานและแบบฟอรม รายงานใหโรงเรยี นนําไปใช
2.2.9 แลกเปลีย่ นเรยี นรู (PLC) กับคณะกรรมการดาํ เนนิ งานและคณะครู

34

2.2.10 สะทอนผลการจดั กจิ กรรม หรอื โครงการสิง่ แวดลอมในโรงเรียน

3. ขนั้ ตอนการรวมกันประเมิน (Check)
3.1 นิเทศ ตดิ ตามการนาํ คมู ือการจดั กจิ กรรมสิง่ แวดลอ มศึกษาและแนวทางการดําเนินการพัฒนา

โรงเรยี นสิง่ แวดลอ มการ การจัดการขยะ และการลดใชพ ลังงาน โรงเรียนในสังกดั ทุกโรง
3.2 รวบรวมและประเมินขอมลู จากท่ีโรงเรียนรายงาน
3.3 ประชุมสรุปโครงการการดําเนินการประเมินผลการจัดกิจกรรมตามโครงการส่ิงแวดลอมศึกษาใน

โรงเรยี นรว มกับคณะกรรมการสรุปการดาํ เนินโครงการและประชมุ สรุปโครงการ
3.4 รายงานผลการดําเนนิ งานตอผบู ริหาร

4. ขั้นตอนการรว มปรับปรุง (Act)
4.1 จัดประชุมเชิงปฏิบตั ิ การสะทอนผลการจัดกิจกรรมพัฒนาโรงเรียน โดยการนาํ ผลการสรปุ มาประเมนิ
วเิ คราะห โครงการ เคร่ืองมือ คูมือ และแนวทางการดําเนินการพฒั นาโรงเรียนสิ่งแวดลอมการ การจัดการขยะ
และการลดใชพลงั งาน เพ่อื ปรับปรงุ หรือพัฒนาตอไป และสงั เคราะหรปู แบบ การดําเนนิ การใหมท่ีเหมาะสม
สําหรับการดาํ เนนิ การ ในปตอไป
4.2 สรุปผลและรายงานผลโครงการ

คณะกรรมการฝายประเมินผล สรุปผลการดําเนินงาน ปญหา อุปสรรค และขอเสนอแนะ และจัดทํา
รายงานเปน รูปเลม เพ่ือเปน ประโยชนต อการพัฒนาโครงการตอ ไป

บทที่ 4
ผลการดําเนนิ การและวเิ คราะหข อมลู

ผลการจัดกจิ กรรมตามโครงการสงิ่ แวดลอ มศึกษา สามารถสรปุ ตามขัน้ ตอนในการดําเนินงาน ดงั น้ี

ขนั้ ตอนการรวมกนั วางแผน (Plan)
ขั้นตอนนี้เปนการวางแผนการดําเนินการโดยมีข้ันตอน พบวา การประชุมปรึกษารวมกันระหวาง
ผรู บั ผิดชอบโครงการและ แลวขยายผลสูโ รงเรยี นไดร ับความรว มมือและสนับสนนุ การทําโครงการเปนอยางดี และ
นําเสนอผูบริหารเพ่ือพิจารณาเห็นชอบโครงการไดรับการอนุมัติโครงการ ผูรับผิดชอบโครงการจึงไดดําเนินการ
แตงต้ังคณะกรรมการผูรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมแตละงานแตกิจกรรมตามความเหมาะสม แลวสราง
ความเขาใจกับโรงเรียน ผูบริหาร คณะครู เพ่ือกําหนดแนวทางในการดําเนินการ ติดตอประสานงานเตรียมความ
พรอม ทั้งดานสถานที่ พาหนะในการเดินทาง(ถามี) และกําหนดระยะเวลาในการดําเนินการ และวิธีประเมินผล
ตามลาํ ดบั

ขนั้ ตอนการรว มกันปฏิบัติ (Do)
การปฏิบัติงานตามแผนงานที่วางไวโดยมีขั้นตอนในการดําเนินงาน คือ การบันทึกเสนอผูบริหารเพ่ือขอ
อนุมัติการดําเนินการ พบวา ไดรับการอนุมัติและใหดําเนินการ และผลการดําเนินการตามโครงการส่ิงแวดลอม
ศกึ ษาในการพฒั นาและขยายผลการจดั กจิ กรรมสิ่งแวดลอมศึกษาสูโรงเรยี น ในสังกัดสํานกั งานเขตพืน้ ท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาเชียงใหม เขต 4 พบวา โรงเรียน ผูบริหารและ คณะคุณครูใหความรวมมือในการดําเนินกิจกรรม
ดวยดี ผูเขารวมกิจกรรมใหความสนใจและสงงานทั้งการทํารายงานการผลิตสื่อ และคลิปการผลิตสื่อส่ิงแวดลอม
ศึกษา

ขน้ั ตอนการรว มกันประเมนิ ( Check )
นิเทศ ตดิ ตามการนาํ คมู ือการจัดกิจกรรมสง่ิ แวดลอมศึกษาและการขยายผลการจดั กิจกรรมจากโรงเรียน
แกนนําเพือ่ การพัฒนาโรงเรียนส่งิ แวดลอ มศึกษา การจัดการขยะ และการลดใชพ ลงั งาน โรงเรียนในสังกดั ทกุ โรง
พรอมท้ังรวบรวมและประเมนิ ขอมูลจากทโ่ี รงเรียนรายงาน

ขนั้ ตอนการรวมปรบั ปรุง ( Act)
คณะกรรมการฝายประเมินผลแลวจึงไดจัดทําสรุปผลการดาํ เนินงาน ปญ หา อปุ สรรค และขอ เสนอแนะ
กลมุ งานผูรบั ผดิ ชอบและไดน าํ สารสนเทศท่ไี ดนําเสนอตอผูบรหิ ารและเผยแพรใหผ ูมีสว นเกี่ยวของรับทราบและนํา
ผลการทาํ เนินงานมากปรบั ปรุงพฒั นาการงานใหม ปี ระสทิ ธภิ าพมากยิง่ ข้ึน

บทที่ 5

สรปุ ผล และขอเสนอแนะ

ผลการจดั กจิ กรรมตามโครงการสง่ิ แวดลอ มศึกษา ไดผลสรุปดงั น้ี

1. วตั ถุประสงค

2. เปาหมาย

3. เครื่องมือทใี่ ชในการเก็บรวบรวมขอมูล

4. การเก็บรวบรวมขอ มลู

5. สรปุ ผลการดาํ เนนิ การ

6. ขอ เสนอแนะ

2. วตั ถปุ ระสงค

2.1 เพอ่ื สงเสริม สนบั สนุน ผบู รหิ ารสถานศกึ ษาและครูใหมีความรคู วามเขา ใจ ปรับเปลยี่ นพฤติกรรมและ
สรางจติ สํานึกในการประหยดั พลงั งาน การจัดการขยะอยา งถกู วิธี การลดปรมิ าณขยะ นาํ้ เสีย มลพษิ ทางอากาศ
และริเรมิ่ กิจกรรมท่ีเปนมิตรกับสง่ิ แวดลอม

2.2 สงเสรมิ ใหส ถานศึกษาลดคา สาธารณูปโภค (คา นํ้า – คา ไฟฟา ) เพ่ือลดปญหาสง่ิ แวดลอ มซึ่งเปน สวน
หนึง่ ในการลดคารบ อน ตามนโยบายของรัฐบาล จากการลดใชพ ลังงานทงั้ ในสถานศึกษา และในครอบครวั ชมุ ชน
และเปน การลดปริมาณขยะปลอ ยกาซเรือนกระจกดว ย

3. เปาหมาย

3.1 เชิงปรมิ าณ

โรงเรยี นในสงั กดั สาํ นกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษาเชียงใหม เขต 4 ทกุ โรง

3.2 เชงิ คณุ ภาพ

โรงเรยี นทกุ โรงในสงั กดั สพป.ชม.4ไดจัดกิจกรรมพัฒนาโรงเรียนสง่ิ แวดลอมการ การจดั การขยะ และ
การลดใชพลังงาน (โรงเรยี นสีเขยี ว) ไดอยางมีประสิทธ์ภิ าพ

4. เครอ่ื งมือทีใ่ ชใ นการเก็บรวบรวมขอมลู

แบบนิเทศ ตดิ ตามและประเมินผล

5. ประโยชนท คี่ าดวา จะไดรบั

1. สถานศึกษาท่มี กี ารจัดสภาพแวดลอ มสอดคลองกับมาตรฐาน และเปาหมายสิง่ แวดลอม สงั คม และ
เศรษฐกจิ เพ่ือการพฒั นาทย่ี ่งั ยืน

2. นกั เรียนมีทักษะดานการประหยดั พลังงาน การจัดการขยะและอนรุ กั ษส ง่ิ แวดลอมใหกบั ชุมชน

37

6.การเก็บรวบรวมขอมลู

มีข้ันตอนในการเกบ็ รวบรวมขอมูล ดังน้ี

1. แบบประเมินผลงาน

1.1แตงตั้งคณะกรรมการการประเมนิ ผลงาน

1.2สรางแบบประเมนิ

2. แบบรายงาน

2.1กลมุ เปา หมายสงแบบรายงาน สง กลบั มายงั ผูรบั ผดิ ชอบโครงการ

7.สรุปผลการดําเนนิ การ

ไดด าํ เนินการจัดกิจกรรมตาง ๆ ตามแผนปฏบิ ตั ิการประจาํ ป 2563 ภายใตโครงการโดยดาํ เนนิ การแลว
เสร็จและสรุปรายงานตอ ผูบ ริหารทง้ั ส้นิ จํานวน...4 กิจกรรม ไดแก สรปุ โดยภาพรวม พบวา ครูมีการพฒั นา
สิ่งแวดลอ มศึกษาในโรงเรียนซง่ึ ขยายผลจากโรงเรียนแกนนํา ทงั้ 5 โรงเรียน คือโรงเรยี นบา นสันปา สัก โรงเรียน
สนั ปาตอง(สวุ รรณราษฎรว ิทยาคาร) โรงเรียนบา นไร โรงเรียนบานสามหลงั และโรงเรยี นบานแมส ะลาบ โดยการ
จดั ทาํ คูมือการจัดกจิ กรรมสิง่ แวดลอ มศึกษาในโรงเรยี นใหกบั ทุกโรงในสังกดั สาํ นกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษา
ประถมศกึ ษาเชยี งใหม เขต 4 ซึง่ ทาํ ใหโ รงเรียนและคณะครมู ีความเขา ใจในการจัดกจิ กรรมส่ิงแวดลอมศึกษาใน
โรงเรยี นมากขน้ึ และสามารถจัดกระบวนการเรียนรเู พ่ือใหน ักเรียนมจี ติ สาํ นึกรักส่งิ แวดลอ ม และจากการนเิ ทศ ตดิ
ตามฯ การจดั กจิ กรรมการเรียนรสู งิ่ แวดลอมโรงเรียนทุกโรงในสังกดั สํานักงานเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษา
เชียงใหม เขต 4 อยูในระดบั ดี โรงเรยี นแกนนําและโรงเรยี นคณุ ภาพประจําตาํ บลมีการจัดกจิ กรรมไดอยางเปน
รปู ธรรมและชัดเจน ทีเ่ รยี กวา 1 นวัตกรรม 1 โรงเรียนและสามารถเปนแบบอยางใหโรงเรยี นในสงั กัดตอไป

ปญหา/อุปสรรค

โรงเรียนไดจดั กิจกรรมสิ่งแวดลอ มศึกษาโดยการบูรณาการทุกโรงเรยี นและมผี ลงานเปนรูปธรรมแต
โรงเรยี นไมไดเกบ็ ขอมูลหรือสารสนเทศไวอยางเปน ระบบทําใหเปน อุปสรรคตอการตอ ยอดการจัดกิจกรรมในป
การศกึ ษาตอ ๆไป

ขอเสนอแนะ

โรงเรยี นควรมีการจัดระบบการจัดกจิ กรรมสงิ่ แวดลอมศึกษาโดยการบรู ณาการทุกโรงเรยี นและมผี ลงาน
เปน รปู ธรรมและโรงเรยี นควรเก็บขอมลู หรือสารสนเทศไวอยา งเปน ระบบเพือ่ ไมใหเ ปนอุปสรรคตอ การตอยอดการ
จัดกจิ กรรมสิ่งแวดลอมศึกษาในโรงเรียนใหพัฒนายง่ิ ๆข้ึนตอไป

38

บรรณานุกรม

กรมวชิ าการ. (2546). วถิ ใี หมแหงการเรยี นรู : การเรยี นรแู บบรว มมือ The New circles of Learning :
cooperation in the classroom. กรุงเทพฯ.

กนก จนั ทรท อง. ส่ิงแวดลอ มศึกษา : ความรูเรอ่ื งสง่ิ แวดลอ ม, ปต ตานี : คณะศึกษาศาสตร มหาวทิ ยาลัย
สงขลานครนิ ทร, 2541.

กษิรา กาเยาว. การจดั การสิ่งแวดลอ มชมุ ชนของกลุมไตรภาคีในชมุ ชนกะรนจงั หวัดภเู ก็ต เชยี งใหม :
วิทยานิพนธศิลปศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาการจัดการมนุษยก ับส่งิ แวดลอ ม มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม,
2550.

การตางประเทศ และสมาคมเพ่ือชีวติ และส่ิงแวดลอ ม, กระทรวง. แผนปฏิบัตกิ าร 21 เพอื่ การพัฒนา
ทย่ี งั่ ยืน . กรุงเทพมหานคร : อมรินทรพ รน้ิ ตงิ้ แอนด พบั ลชิ ชง่ิ , 2537

เกษม จันทรแ กว , สง่ิ แวดลอมศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร : อักษรสยามการพิมพ, 2536.

คงศกั ด์ิ ธาตุทองและงามนติ ย ธาตุทอง. รายงานการวิจัยเรือ่ ง การศึกษาเพ่ือพัฒนากระบวนการ
สง่ิ แวดลอ มศึกษาทเ่ี หมาะสมกับบรบิ ทของโรงเรียน. ขอนแกน : คณะศกึ ษาศาสตร มหาวิทยาลยั
ขอนแกน , 2550

กรมสงเสรมิ คณุ ภาพสิ่งแวดลอม. คมู ือปฏิบตั ิงานโครงการโรงเรียนสงิ่ แวดลอ มศกึ ษาเพ่อื การพฒั นาย่ังยืน .
กรุงเทพมหานคร : 2554.

กรมสง เสริมคุณภาพสิง่ แวดลอ ม, คูมอื สิง่ แวดลอ มศึกษา. กรงุ เทพมหานคร , 2541

โครงการรุงอรณุ , ฝายพฒั นาบคุ คลากร. การเรยี นรูเ พอื่ การอนุรกั ษพลังงานและสิง่ แวดลอ ม กรุงเทพมหานคร :
มปท, 2542

เตม็ ดวง รัตนทศั นีย. มนษุ ยกับส่งิ แวดลอ ม . พิมพค ร้งั ที่ 2. นครปฐม : ฝา ยการศกึ ษาโครงการศกึ ษา
ตอเนอื่ งมหาวิทยาลัยมหดิ ล, 2539.

กรมสงเสรมิ คณุ ภาพสิง่ แวดลอ ม. ถอดรหสั ส่ิงแวดลอ มศกึ ษาในโรงเรียนจากงานวจิ ัย. กรุงเทพมหานคร ,2550.

กรมสงเสริมคณุ ภาพสงิ่ แวดลอ ม. การสํารวจขอมลู พ้ืนฐานการดาํ เนินงานสง่ิ แวดลอมศึกษาในประเทศไทย.
กรุงเทพมหานคร, 2547

ทศิ นา แขมมณี. (2553). ศาสตรก ารสอน (องคความรูเ พ่ือการจดั กระบวนการเรียนรูท ่ีมีประสิทธิภาพ),
กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย.

นชุ นี หนิ จําปา. การใชช ดุ กิจกรรมเสริมหลักสูตรเรือ่ งสิ่งแวดลอมศกึ ษา สาํ หรับนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปท่ี 6.
ขอนแกน : วิทยานิพนธ วทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑติ , 2552.

บุญลอม นามบุตร. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นและความตระหนกั เกีย่ วกับการอนุรักษสิง่ แวดลอ มของนักเรียนชนั้

สมหวัง พธิ ิยานุวัฒน . (2535). วธิ ที างการประเมนิ ทางการศึกษา. กรงุ เทพฯ : จฬุ าลงกรณ
มหาวิทยาลยั .

ไพศาล หวังพานิช. การจัดการผลการศึกษา. กรุงเทพฯ : กรมอาชีวศึกษา, 2523.
สวุ ิมล ตริ กานนั ท. (2543). การประเมินโครงการ:แนวทางสูการปฏิบตั ิ. กรุงเทพมหานคร :
คณะ ศึกษาศาสตร มหาวิทยาลยั รามคาํ แหง.
ประชมุ รอดประเสรฐิ . 2539. นโยบายและการวางแผน: หลกั การและทฤษฎี. พมิ พคร้ังที่ 4.
กรงุ เทพมหานคร: เนติกุลการพมิ พ

39
ภาคผนวก
รายงานโครงการส่งิ แวดลอ มศกึ ษา ปการศกึ ษา 2563

40
ภาคผนวก
การประชมุ คณะกรรมการเพอ่ื จดั ทํา คมู ือการจดั กิจกรรมสิ่งแวดลอมศึกษาในโรงเรยี น

41
ภาคผนวก
กิจกรรมนาํ คูมือการจดั กจิ กรรมสง่ิ แวดลอมศึกษาในโรงเรียน สโู รงเรยี น

42
ภาคผนวก
กิจกรรมนาํ คูมอื การจดั กจิ กรรมสง่ิ แวดลอมศึกษาในโรงเรียน สโู รงเรยี น

43
ภาคผนวก
นเิ ทศ ตดิ ตาม ฯประชุมชแ้ี จง การจดั กิจกรรมสิ่งแวดลอมศึกษาในโรงเรียน สูโรงเรยี น
1 กรกฎาคม 2563 – 15 กันยายน 2563

44

ภาคผนวก

กจิ กรรมของโรงเรียนบา นสันปา สัก

กิจกรรมแผนทส่ี ีเขยี ว(Green Map) สูแผนที่วิถพี อเพียง(Sufficiency Map)

คําช้ีแจง ใหศึกษาความหมายของแผนที่ แผนทส่ี ีเขียว และแผนที่วิถีพอเพยี ง แลว วางแผนการสาํ รวจชมุ ชน

เพ่อื นําขอมลู มาจัดทาํ แผนท่วี ถิ ีพอเพียง

1. แผนท่ี (Map)

แผนที่ คือ การนํารูปภาพอยางงายซึ่งจําลองบริเวณบริเวณหนึ่ง และมีการแสดงความสัมพันธระหวาง
องคประกอบตา ง ๆ เชน วตั ถุ หรือบริเวณยอ ย ๆ ท่ีอยใู นบริเวณนัน้

องคประกอบของแผนที่ สามารถแบงออกไดเปน 2 ประเภทใหญๆ ไดแก สิ่งท่ีเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ
เชน ภูมิประเทศแบบตาง ๆ ปาไม ปริมาณนํ้าฝน และสิ่งท่ีมนุษยสรางข้ึน เชน ท่ีตั้งของเมือง เสนทางคมนาคม
พ้ืนที่เพาะปลกู โดยมีองคป ระกอบทส่ี าํ คัญ ดงั น้ี

1) ช่อื แผนที่ เปนสงิ่ ทมี่ ีความจาํ เปนสาํ หรบั ใหผ ูใชไ ดทราบวาเปนแผนทเี่ รอื่ งอะไร แสดงรายละเอียด
อะไรบา ง เพ่อื ใหผูใชไดอ ยางถูกตอง และตรงความตองการ

2) ทิศทาง มคี วามสําคัญตอการคน หาตําแหนงท่ีต้ังของส่ิงตา ง ๆ ในแผนท่จี ะตอ งมีภาพเข็มทิศหรือลูกศร
ช้ีไปทางทศิ เหนอื เสมอ

3) สัญลักษณ เปนเคร่อื งหมายทใ่ี ชแ ทนส่ิงตาง ๆ ในภูมิประเทศจริง เพอ่ื ชวยใหผ ูใชส ามารถอานและแปล
ความหมายจากแผนทีไ่ ดอ ยางถูกตอ ง

4) สที ี่ใชในแผนท่ี ที่แสดงรายละเอียดบนแผนที่ สีท่ใี ชเ ปนมาตรฐาน มี 6 สี
4.1 สดี าํ ใชแสดงรายละเอียดท่ีเกิดจากแรงงานของมนษุ ย เชน วัด โรงเรียน หมบู า น
4.2 สีแดง ใชเ ปนสญั ลักษณท เี่ ปน ถนน
4.3 สีนาํ้ เงนิ ใชเปนสญั ลักษณท่เี ปน นาํ้ เชน แมน า้ํ ลาํ คลอง บงึ ทะเล ฯลฯ
4.4 สนี ้าํ ตาล ใชเ ปนสญั ลักษณทีเ่ ก่ยี วกบั ความสงู และทรวดทรงของพนื้ ที่สูง ๆ ตํา่ ๆ
4.5 สีเขียว ใชเ ปน สัญลักษณทเ่ี กย่ี วกบั ทีร่ าบ ปาไม บริเวณที่ทําการเพาะปลกู พชื สวน
4.6 สเี หลอื ง ใชเ ปนสัญลักษณท่เี ก่ยี วกับทรี่ าบสูง
4.7 สีอน่ื ๆ เพอ่ื แสดงรายละเอยี ดพเิ ศษบางอยา ง ทบ่ี งไวในรายละเอียดในแผนที่

5) มาตราสวน เปนอัตราสวนระหวางระยะทางที่ยอสวนมาลงในแผนที่กับระยะทางจริง มาตราสวนชว ย
ใหผ ูใชทราบวา แผนท่นี นั้ ๆ ยอ สว นมาจากสภาพในภูมปิ ระเทศจรงิ ในอัตราสว นเทา ใด

45
2. แผนที่สเี ขยี ว (Green Map)

เป็นแผนท่ีซ่ึงแต่ละท้องถิ่นจัดทาข้ึนเพื่อสะท้อนภาพเมืองของตนในมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมและ
ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งแผนที่สีเขียวนี้มีความแตกต่างจากแผนที่ทั่ว ๆ ไป คือ มีการใช้สัญลักษณ์รูปภาพ แบ่งเป็น
3 หมวดหลัก คือ สัญลักษณ์เชิงทรัพยากร สัญลักษณ์เชิงวัฒนธรรม และสัญลักษณ์เชิงสังคม นอกเหนือจากการ
แสดงตาแหน่งของเส้นทางและสถานทสี่ าคญั ของเมือง

แผนที่สเี ขียวท่ีสรา้ งมาจากความรว่ มมือร่วมใจของประชาชน จะช่วยสร้างจิตสานกึ และความตระหนักใน
เรือ่ งการรักษาส่ิงแวดลอ้ มของชุมชน การปรบั พฤตกิ รรมการบรโิ ภคทีค่ านึงถงึ สิ่งแวดลอ้ ม
3. แผนท่ีวิถพี อเพยี ง (Sufficiency Map)

แผนท่ีวิถีพอเพียง เป็นเคร่ืองมือที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพของวิถีชุมชนท่ีน้อมนาพระราชดาริเศรษฐกิจ
พอเพียงมาประยุกต์ใช้และแสดงออกมาเป็นรูปธรรมในสังคม โดยเพ่ิมเติมมุมมองปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจาก
การทาแผนที่สีเขียว เพื่อสะทอ้ นการดารงชวี ิตที่มกี ารกนิ อยู่แตพ่ อดี การตดั สนิ ใจอยา่ งมีเหตุผลคานงึ ถงึ สิ่งแวดล้อม
พึ่งพาตนเองได้เม่ือมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เข้ามากระทบ มีปัญญาในการดาเนินชีวิต และมีความเป็นกัลยาณมิตรท่ี
ก่อใหเ้ กดิ พลงั ของชุมชน
4. ขนั้ ตอนกำรทำแผนทวี่ ถิ พี อเพยี ง

การทาแผนท่ีวิถีพอเพยี งเร่มิ จากการทาแผนที่สีเขียว โดยการสารวจชมุ ชนในมมุ มองด้านสิ่งแวดลอ้ มและ
ศิลปวฒั นธรรม หลงั จากนนั้ ทาการสารวจหรอื ค้นหาวิถพี อเพยี งในชุมชน โดยมขี น้ั ตอนดังนี้

ขนั้ ที่ 1 สารวจชุมชนดา้ นสิ่งแวดลอ้ ม ด้านศิลปวฒั นธรรม และดา้ นสังคม

ขนั้ ท่ี 2 จัดทาแผนทสี่ ีเขียว โดยกาหนดสัญลักษณ์เชงิ สง่ิ แวดลอ้ ม สญั ลกั ษณ์เชิง
ศิลปวฒั นธรรมและสญั ลักษณ์เชิงสงั คม

ขั้นท่ี 3 ค้นหากิจกรรมของชมุ ชนจากแผนท่ีสีเขยี ว ดา้ นความพอเพียง

ขั้นที่ 4 เพมิ่ เติมรายละเอยี ดการปฏิบตั ิที่สอดคลอ้ งกบั วถิ พี อเพียงของกจิ กรรมนั้นๆ

46

ข้นั ที่ 5 นําเสนอแผนท่วี ิถีพอเพียงสูสาธารณชน เพอื่ รบั ฟงขอเสนอแนะและ
ขอ คิดเห็น
ข้ันที่ 6 ปรับปรงุ แผนท่ีวถิ ีพอเพยี ง เพ่ิมเตมิ จุดเรยี นรหู รือกิจกรรมท่สี อดคลองกับ
วถิ ีพอเพยี ง

บันทกึ การสาํ รวจชุมชนเพื่อจดั ทําแผนท่ีสีเขียว
ดา นส่ิงแวดลอ มและทรัพยากร ดานศลิ ปวฒั นธรรมและภมู ิปญญา ดา นเศรษฐกิจและสงั คม

การจดั ทาํ แผนท่ีสีเขียวที่ระบุกจิ กรรมการปฏิบัติทส่ี อดคลองกบั วิถีพอเพียง(จะไดแ ผนทวี่ ถิ ีพอเพยี ง)

มาตราสว น ……………………………………

…………………………………………….……………………. .................................
สญั ลกั ษณ ................................. ................................. .................................
................................
................................. .................................
................................. .................................

47

กิจกรรมการประเมนิ วัฏจักรชวี ติ ผลติ ภัณฑ (Life Cycle Assessment : LCA)
คําช้แี จง ใหศ ึกษาความหมายและตวั อยางการประเมนิ วัฏจักรชีวติ (LCA) แลว นาํ ผลติ ภณั ฑมาประเมนิ เพ่อื

ตัดสนิ ใจเลอื กซือ้ และเลอื กใช
ความหมายของการประเมินวฏั จักรชวี ติ (Life Cycle Assessment : LCA)

การประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA) คือ กระบวนการวิเคราะหและประเมินคา
ผลกระทบของผลิตภัณฑท่ีมีตอส่ิงแวดลอมตลอดชวงชีวิตของผลิตภัณฑ ตั้งแตการไดมาซ่ึงวัตถุดิบ กระบวนการ
ผลิต การขนสงและการแจกจาย การใชงานผลิตภัณฑ และการจัดการเศษซากของผลิตภัณฑ หลังการใชงาน
ซึ่งอาจกลาวไดวาพิจารณาผลิตภัณฑต้ังแตเกิดจนตาย (Cradle to Grave) โดยจะมีการระบุถึงปริมาณพลังงาน
และวัตถุดิบท่ีใช รวมถึงของเสียท่ีปลอยออกสูส่ิงแวดลอมและการประเมินโอกาสท่ีจะสงผลกระทบตอระบบนิเวศ
และสขุ อนามยั ของชมุ ชน
ตวั อยา ง แบบประเมินวัฏจักรชีวติ (Life Cycle Assessment : LCA)

ตวั อยาง การประเมนิ วฏั จกั รชวี ติ (Life Cycle Assessment : LCA) ของกระทงท่ีทาํ จากวสั ดุ 3 ชนดิ


Click to View FlipBook Version