48
เพ่ือใชต ัดสินใจเลือกซื้อหรอื ประดิษฐก ระทงจากวสั ดุชนดิ ตา ง ๆ
กจิ กรรมรอยเทาคารบอน (Carbon Footprint)
คาํ ช้ีแจง ใหศึกษาความหมายของรอยเทา คารบ อน (Carbon Footprint) แลวบนั ทกึ กจิ กรรมตางๆ ของ
โรงเรยี นเพอื่ ตดิ ตามรอยเทาคารบ อน
ความหมายของรอยเทา คารบ อน (Carbon Footprint)
รอยเทาคารบอน (Carbon Footprint) เปนการวัดผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษยท่ีมีตอระบบ
ส่ิงแวดลอมในแงของปริมาณกาซเรือนกระจกที่สรางข้ึนมาจากกิจกรรมนั้นๆ โดยวัดคารบอนไดออกไซดท่ีปลอย
ออกมา รอยเทาคารบอนใชประเมินวาคน ประเทศ หรือองคกรหนึ่งๆ สรางผลกระทบตอภาวะโลกรอนมากนอย
เพียงใด วิธีการหลักของรอยเทาคารบอนคือ ประเมินปริมาณคารบอนท่ีปลอยออกมาสูสิ่งแวดลอมและประเมิน
ความมากนอยในการสงเสริมพลังงานทดแทนหรือพลังงานสะอาดขององคน้ัน เชน พลังงานลม พลังงาน
แสงอาทิตย หรือการปลูกปา รอยเทา คารบอนเปน สวนยอยของรอยเทาระบบนิเวศ (Ecological footprint) ซ่ึงจะ
รวมเอาความตองการของมนุษยท้ังหมดในระบบชีวนิเวศนเ ขาไปดวย
Carbon Footprint (CF) เปนคา ทางวทิ ยาศาสตรที่คาํ นวณปริมาณการปลดปลอยกาซเรือนกระจกจาก
ผลิตภัณฑหรือกิจกรรมตางๆ สูบรรยากาศ โดยคํานวณออกมาในรูปคารบอนไดออกไซดเทียบเทา ซึ่งการวัดการ
ปลดปลอ ยกา ซเรือนกระจกมที ง้ั ทางตรงและทางออม
1) ทางตรง เปนการวัดปริมาณกาซเรือนกระจกที่ปลอยอกมาจากกิจกรรมที่เกิดข้ึนโดยตรง เชน การเผาไหม
ของเชือ้ เพลงิ รวมถงึ การใชพลงั งานในครวั เรอื นและยานพาหนะ
2) ทางออ ม เปน การวดั ปริมาณกาซเรอื นกระจกจากผลผลติ หรอื ผลิตภัณฑท่เี ราใช โดยคาํ นวณรวมทง้ั
กระบวนการผลิตตั้งแตกระบวนการไดมาซึ่งวัตถุดิบ การเพาะปลูก การแปรรูป การขนสง การใชงาน รวมไปถึง
กระบวนการจดั การซากผลิตภัณฑหรือบรรจุภณั ฑห ลงั การใชงาน เรียกไดวาตลอดวัฎจกั รชีวิตของผลิตภณั ฑ (LCA:
Life Cycle Assessment)
Carbon footprint กับชีวิตประจําวัน กิจกรรมในชีวิตประจําวันของเราทุกคน ลวนมีสวนท่ีทําใหเกิด
Carbon Footprint ทั้งการเดินทาง การรบั ประทานอาหาร กจิ กรรมในครัวเรอื น และในท่ีทํางาน
49
เคร่ืองหมาย Carbon Footprint ที่จะติดบนสินคาหรือผลิตภัณฑตาง ๆ น้ัน เปนการแสดงขอมูลให
ผูบริโภคไดทราบวาตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑเหลานั้นมีกา รปลดปลอยกาซเรือนกระจกออกมาปริมาณ
เทาไหร ตั้งแตกระบวนการหาวัตถุดิบ การผลิต การขนสง การใชงาน และการกําจัดเมื่อกลายเปนของเสีย ซ่ึงจะ
ชวยในการตัดสินใจซื้อของผูบริโภค และกระตุนใหผูประกอบการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในการใหเปนมิตรกับ
ส่งิ แวดลอมมากย่งิ ขึ้น
การคํานวณ Carbon Footprint ในชีวิตประจําวันของแตละคน สามารถทําไดโดยใชโปรแกรมการ
คํานวณคารบอน ฟุตพร้ินท (Carbon Footprint Calculator) ไดทางเว็บไซต http://thaicfcalculator.tgo.or.th/
จัดทําโดยองคการบริหารจัดการกาซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งจะคํานวณจากการใชพลังงาน ในบานเรือน ท่ีทํางาน
การเดินทาง การขนสง ตลอดจนการ บริโภคอาหาร ซึ่งโปรแกรมจะคํานวณออกมาเปนปริมาณคารบอนไดออกไซด
เทยี บเทาตอป
หลักสตู รบูรณาการสาระการเรยี นรสู ิง่ แวดลอ มศกึ ษา
โรงเรยี นบานสันปาสกั
1. ลกั ษณะของหลกั สตู รบูรณาการสาระการเรยี นรสู ่งิ แวดลอ มศึกษา โรงเรยี นบานสนั ปา สกั
โรงเรียนไดบูรณาการการเรียนการสอน (Integrated by Learning management) ที่เนนบูรณาการ
ทักษะ (Integrated by skills) การบูรณาการในลักษณะน้ีเปนไดทั้งภายในวิชาเดียวกันหรือบูรณาการหลายวิชา
ซึ่งจะบูรณาการทักษะทีจ่ ําเปนตองมีการวางแผนรวมกัน โดยผูสอนจะตองมาตกลงกนั เกี่ยวกับเน้ือหา ลําดบั ความ
ยากงาย จะแยกสอนเปนวิชาหรือสอนเปนทีม ครูตองรวมกันกําหนดคําถามสําคัญที่จะทําใหผูเรียนเกิดการเรียนรู
และทักษะทีต่ อ งการใหเ กดิ กับผูเ รียนใหครบถว นและเหมาะสม อกี ทงั้ ใหส อดคลอ งกับเนือ้ เรื่องท่จี ะเรียนดวย
การบูรณาการใชลักษณะการจัดการเรียนการสอนท่ีเนนโครงงาน (Projects) ประเด็นปญหา (Issues)
สภาพชุมชน (Community) อาชีพ (Careers) หรือแมแตศาสนา การจัดทําหลักสูตรในลักษณะโมดูล (Modules)
ก็อยูในประเภทนี้
2. ข้ันตอนการจัดทําหลกั สตู รบูรณาการสิง่ แวดลอ มศกึ ษา ของโรงเรยี นบา นสนั ปา สกั มขี ้นั ตอน ดังนี้
1) เลือกสาระการเรียนรู ตัวช้ีวัดการเรียนรูตามหลักสูตรที่เก่ียวกับส่ิงแวดลอม แลวจัดเน้ือหาในลักษณะ
หัวขอ เร่ืองหรือโครงงาน
2) กําหนดจุดประสงคการเรียนรู ครูตองกําหนดจุดประสงคการเรียนรูใหชัดเจน วาเมื่อเรียนรูเรื่องนี้จบ
แลวผูเรียนควรจะไดอะไรบาง ซึ่งควรจะสอดคลองกับมาตรฐานการเรียนรูตามชวงชั้นดวย โดยมีการวางแผน
รว มกนั เพอ่ื หลีกเล่ียงความซา้ํ ซอ น
3) กําหนดหัวขอเร่ือง (Themes) ที่จะบูรณาการเพราะผูเรียนเขาใจงายและเห็นความเก่ียวของกับชีวิต
จรงิ และสามารถบูรณาการไดม ากวา 2 รายวชิ า
4) กําหนดขอบเขตการเรียนรู กําหนดกิจกรรมการเรียนรูร วมกับผูเรียน และจัดคาบเวลาใหเหมาะสมกับ
เนอื้ หา กจิ กรรม และตอ งมคี วามยืดหยุน ตามกิจกรรมการเรยี นรูและเนอื้ หา
5) ดําเนินกิจกรรมการเรียนรูที่กําหนดไวดวยวิธีการที่หลากหลายและใหมีการศึกษาคนควาจาก
แหลง ขอมลู ตางๆ ทัง้ ภายในทองถ่นิ และชมุ ชนและจากแหลง ขอมลู ภายนอก
6) ประเมินผล โดยเนนการประเมินผลตามสภาพจริงและประเมินดวยวิธีการท่ีหลากหลาย อาจจะ
ประเมินในลักษณะของการใชแฟมสะสมผลงานของนักเรยี น การสังเกตกิจกรรมการปฏิบัติจริง การสนองตอบตอ
การเรียนรขู องผเู รยี นและการพฒั นาความรขู องผเู รยี นได
50
3. การประเมนิ ผล การประเมนิ ผลการเรยี นการสอนแบบบูรณาการส่ิงแวดลอมศึกษา สามารถทาํ ได ดงั นี้
1) ประเมินผลดวยวิธีการและเคร่ืองมือท่ีหลากหลาย เชน สังเกตพฤติกรรมแลวบันทึกผลสังเกต การทํา
โครงงาน/ชิ้นงาน/ส่ิงประดิษฐ ดานส่ิงแวดลอม โดยใหนําเสนอผลงานหรืออภิปรายผลงานของตนหรือของเพื่อน
เปนตน
2) ประเมินโดยบูรณาการพฤติกรรมทั้ง 3 ดาน คือ ดานความรู ทักษะ และเจตคติ ไปพรอม ๆ กัน จาก
การใชผูเรียนลงมือปฏิบัติงาน สรางชิ้นงาน แลววัดความรูและทักษะจากกการแสดงผลงาน วัดเจตคติจากการทํา
กิจกรรมทางสงิ่ แวดลอม
3) ประเมินจากแหลงขอมูลท่ีหลากหลาย เชน ประเมินจากผลงานหลายๆ ชิ้น ประเมินจากการทํางาน
กลมุ หลายๆ คร้ัง ประเมินทกั ษะการทํางานจากความคลองแคลวและความชาํ นาญ
4) ประเมินโดยการบูรณาการทักษะท่ีตองการวัด เชน บูรณาการความรกู ับทักษะอยา งใดอยางหน่ึง หรือ
หลายอยางทสี่ อดคลอ งกัน บรู ณาการทกั ษะกบั คา นยิ ม เปน ตน
5) ประเมนิ จากกลุมผมู ีสว นเก่ยี วขอ ง เชน ครู นักเรยี น (ประเมินตนเอง) เพื่อน ผปู กครอง เปนตน
ตัวอยาง หวั เร่ืองที่นําไปบูรณาการหรือจดั กจิ กรรมการเรียนรูด านส่ิงแวดลอ มศึกษา ของโรงเรยี นบา นสันปาสกั
การประเมินวงจรชีวติ ผลติ ภณั ฑ ขยะนา รู ลดใชพ ลงั งาน
(LCA) ไฟฟา , นาํ้ มนั เชื้อเพลงิ
2A 3R สนั ปาสัก…… รอยเทาคารบ อน
(Awareness, Avoid, (Carbon Footprint)
รกั ษโ ลก ภาวะโลกรอน
พลงั งานทดแทน ความหลากหลายทาง
เกษตรอินทรีย ชวี ภาพในชมชน
หลกั ปรชั ญา การเตรียมความพรอม
ของเศรษฐกิจ พอเพียง รบั มือภัยพิบัติ
51
แผนการจดั การเรียนรรู ายวิชาวิทยาศาสตรเพิ่มเตมิ
วิชาพลังงานทดแทนกับการใชประโยชน
กลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน
หนวยที่ 1 พลงั งานเพ่ือชวี ติ เวลา 6 ชว่ั โมง
แผนการจัดการเรียนรูท่ี 1 พลงั งานไฟฟา เวลา 2 ชัว่ โมง
สาระสาํ คญั
พลังงานไฟฟามีความสําคัญกับการดาํ เนินชีวิตประจําวัน ปจจบุ ันมคี วามตอ งการใชพ ลังงานไฟฟามากขึ้น
จากการบรโิ ภคและอปุ โภคของมนุษย ทาํ ใหแหลงพลงั งานไฟฟา ท่ีมีอยไู มเ พียงพอ จึงจาํ เปนตองหาแหลงพลงั งาน
ทดแทนเพอ่ื ใหเ กดิ ความมน่ั คงดานพลงั งาน
พลังงานทดแทนเปนพลังงานทใี่ ชทดแทนพลงั งานจากฟอสซิล เชน ถา นหนิ ปโ ตรเลยี ม
และแกสธรรมชาติ ซึง่ เปนแหลง พลังงานท่ีปลอยคารบอนไดออกไซดมหาศาลอันเปนสาเหตุของการเกิดภาวะโลก
รอน การใชพลงั งานทดแทน เชน พลังงานลม พลงั งานนา้ํ พลังงานแสงอาทติ ย
พลงั งานนา้ํ ขึ้น-น้ําลง พลงั งานคลื่น พลังงานความรอ นใตพ ภิ พ และเชอื้ เพลงิ ชีวภาพ
จงึ เปนอีกทางเลือกหนง่ึ ที่ชว ยใหมพี ลังงานไฟฟาใชอยา งยั่งยนื และลดผลกระทบตอส่งิ แวดลอม
เพ่ือใหมีพลังงานไฟฟาใชอยางย่งั ยืนนอกจากการใชพ ลังงานทดแทนแลว จําเปนตองรณรงคใหเ กิดความ
ตระหนักถึงผลกระทบตอสิ่งแวดลอม แลวรวมแรงรวมใจกันลดการใชพ ลังงานท้ังจากการใชพลังงานทางตรงและ
พลังงานทางออมจากการบริโภคสินคา ตา งๆ โดยใชการประเมนิ วงจรชวี ติ ผลติ ภัณฑต งั้ แตก ารหาวตั ถุดิบ การผลิต
การจัดจําหนาย การบริโภค และการกําจัดและทําลาย เพือ่ เปนขอ มลู ในการตัดสินใจเลือกบรโิ ภคผลติ ภัณฑท่ีลด
การใชพลงั งานและเปนมิตรกับส่ิงแวดลอ ม
ผลการเรยี นรู
1. อธบิ ายความสําคญั ของพลังงานทดแทนตอมนษุ ยแ ละสงิ่ แวดลอม
2. มจี ติ วทิ ยาศาสตร คานยิ มท่ีเหมาะสม และจิตสาํ นึกในการใชพ ลังงานอยา งประหยัดและคุมคา
3. ปรับเปล่ยี นพฤติกรรมการบริโภค อุปโภคท่คี าํ นงึ ถึงการอนรุ ักษพลังงานและสิ่งแวดลอม
จุดประสงคการเรยี นรู
1. สบื คน และอธิบายสําคญั ของพลงั งานทดแทนตอมนุษยและสิ่งแวดลอ ม
2. มีทกั ษะในการวเิ คราะหและประเมินคาผลกระทบของผลติ ภัณฑท ี่มีตอสิง่ แวดลอมตลอดชว งชีวิตของ
ผลติ ภัณฑจ ากการประเมนิ วงจรชวี ิตผลิตภัณฑ
3. ปฏิบตั ติ นในการใชพ ลงั งานอยา งฉลาด คุมคา เลือกบริโภคผลติ ภัณฑที่ประหยัดพลังงานและคาํ นงึ ถงึ
ผลกระทบตอสิง่ แวดลอ ม
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค
1. มงุ มน่ั ในการทํางาน
2. มีทักษะชีวติ
52
สมรรถนะสําคัญ
1. ความสามารถในการแกปญหา
2. ความสามารถในการใชทักษะชีวิต
สาระการเรยี นรู
1. กําเนิดพลงั งานไฟฟา
2. พลงั งานทดแทน
3. การประเมนิ วงจรชีวติ ผลิตภณั ฑ (Life Cycle Assessment ; LCA)
กระบวนการจัดการเรยี นรู
ข้ันสรางความสนใจ (Engagement)
1.1 นักเรียนดูอุปกรณเคร่ืองใชไฟฟาในหองเรียน เชน หลอดไฟ พัดลม คอมพิวเตอร โปรเจคเตอร
แลว นกั เรยี นรวมกันอภปิ รายวา เครอื่ งใชเหลานท้ี าํ งานไดอยางไร
แนวคาํ ตอบ เครือ่ งใชไ ฟฟา เหลา นีจ้ ะสามารถทํางานไดตองมพี ลงั งานไฟฟา
1.2 ครใู ชคาํ ถามกระตนุ เพือ่ ใหนกั เรยี นเกดิ ความอยากรู สงสัย และตองการคน หาคาํ ตอบ
โดยใชค ําถาม ดงั น้ี
- ไฟฟาท่เี ราใชกนั ทกุ วนั นม้ี าจากไหน เกิดขึ้นไดอยา งไร
- หากมกี ารคดิ คน ผลติ ภัณฑเ ครื่องใชไฟฟา ข้ึนมาจํานวนมากมาย ความตองการใชพลงั งานไฟฟาจะ
เปน อยางไร
ขนั้ สํารวจและคนหา (Exploration)
1.3 นักเรียนคน หาคาํ ตอบจากสือ่ วีดทิ ศั น เร่อื ง “ประวัตขิ องไฟฟา ” และ “พลงั งานเพอื่ ชีวติ ”
1.4 ครูและนักเรียนรวมกันอภิปรายเก่ียวกับความสําคัญของพลังงานไฟฟา สถานการณความตองการ
และใชไฟฟา ในปจ จุบนั จากการดสู อ่ื วีดิทศั น เรือ่ ง “ประวตั ิของไฟฟา” และ “พลังงานเพ่อื ชวี ติ ”
แนวคําตอบ ปจ จบุ นั มกี ารคิดคน ผลิตภณั ฑเคร่ืองใชไ ฟฟา ขึ้นมาจาํ นวนมากมาย ความตองการใช
พลังงานไฟฟาจึงเพ่ิมจํานวนมากข้ึน แตแหลงพลังงานไฟฟายังไมพอเพียง จําเปนตองหาแหลงพลังงานทดแทน
เชน พลังงานลม พลังงานนํ้า พลังงานแสงอาทิตย พลังงานน้ําขึ้นน้ําลง พลังงานคล่ืน พลังงานความรอน
ใตพ ภิ พ เชอ้ื เพลิงชีวภาพ
1.5 นักเรียนดูวีดิทัศน “ปลายทางท่ีย่ังยืน” แลวรวมกันอภิปรายเกี่ยวการใชพลังงานอยางย่ังยืนใน
ชีวิตประจําวนั
แนวคาํ ตอบ การใชพลงั งานใหยง่ั ยนื จาํ เปนตองลดการซื้อ ลดการใช และเลอื กใชผลิตภณั ฑท ีใ่ ช
พลังงานนอยและเปน มิตรกบั สง่ิ แวดลอม
ข้นั อธิบายและลงขอสรุป (Explanation)
1.6 ครูและนักเรยี นรว มกันอภปิ รายโดยใชค าํ ถาม
- ปจ จุบนั ความตองการใชพลงั งานไฟฟา ท่มี ากข้นึ มาจากสาเหตุใด
- พลงั งานไฟฟา ทม่ี อี ยจู ะเพยี งพอตอ ความตองการใชพลงั งานไฟฟาหรือไม
- จะมวี ิธีการใดทีจ่ ะทําใหม พี ลงั งานใชอ ยา งเพียงพอและยั่งยนื
53
แนวการสรุป นักเรียนควรสรุปไดวา ความตองการใชไฟฟาที่มากข้ึนท้ังจากการใชพลังงานทางตรงและพลังงาน
ทางออม ทําใหแหลงพลังงานไฟฟาท่ีมีอยูในปจจุบันไมเพียงพอตอความตองการใชพลังงานไฟฟาในอนาคต
ซ่ึงนอกจากจะตองหาแหลงพลังงานทดแทนแลวจําเปนตองรณรงคลดการใชพลังงานจากการเลือกซื้อ เลือกใช
ผลิตภัณฑ โดยมีการประเมินวงจรชีวติ ผลิตภัณฑต้ังแตการหาวัตถุดิบ การผลิต การจัดจําหนาย การบริโภค และ
การกาํ จัดและทาํ ลาย
ขั้นขยายความรู (Elaboration)
1.7 ครถู ามคาํ ถามเพ่ือใหนักเรียนเรยี นรขู ั้นตอนและกระบวนการประเมินวงจรชีวิตผลติ ภณั ฑ
(Life Cycle Assessment ; LCA) โดยใชค าํ ถามดังนี้
- การประเมินวงจรชวี ติ ผลิตภัณฑท าํ ไดอยา งไร มีข้ันตอนอะไรบาง
- ทําไมตองมกี ารประเมินวงจรชีวติ ผลิตภัณฑ
1.8 นักเรียนศึกษาใบความรูที่ 1 การประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ เพื่อทําใหเกิดความรูความเขาใจ
เก่ียวกับวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ และเกิดตระหนักเกี่ยวกับการเลือกบริโภคผลิตภัณฑท่ีสงผลกระทบตอ
สงิ่ แวดลอม
1.9 ครูเชื่อมโยงความรูเกี่ยวกับการประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ โดยใหนักเรียนแตละกลุมเลนเกม
“ECO Go Game” เพื่อฝกทกั ษะการประเมนิ วงจรชีวิตผลติ ภณั ฑ
1.10 เมื่อมีผูชนะจากเกมใหผูชนะแตละกลุมนําเสนอวงจรชีวิตผลิตภัณฑของตนเอง หลังจากนั้นแลว
รวมกันวิเคราะหวาทําไมถึงเปนผูชนะ วงจรชีวิตผลิตภัณฑท่ีมีการใชทรัพยากร พลังงาน และมีผลกระทบตอ
สิ่งแวดลอ มหรอื ไม
1.11 นักเรียนแตละคนในกลุมทําใบกิจกรรมที่ 1 โดยใหนักเรียนเลือกประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑที่ครู
กําหนดใหคนละ 1 ผลิตภัณฑ โดยผลิตภัณฑที่กําหนดใหเปนผลิตภัณฑประเภทเดียวกันที่จัดไวเปน 10 ชุด
ชุดละ 2 ชนิด ท่ีแตกตางกันอยางชัดเจนดานการใชพลังงานและผลกระทบตอสิ่งแวดลอม ไดแก จักรยาน-
จักรยานยนต ถุงผา-ถุงห้ิวพลาสติก กระเปาเปนําเขา-กระเปาเปนักเรียน แกวน้ําเซรามิก-แกวโฟม จาน-กลอง
โฟม ขนมหอใบตอง-ขนมกรุบกรอบ น้ําอัดลม-นมโรงเรียน ผลไมกระปอง-ผลไมตามฤดูกาล กะทิค้ันสด-กะทิ
กลอง ขนมจีนนํ้าเง้ียว-บะหม่ีกึ่งสําเร็จรูป แลวใหนักเรียนท่ีไดผลิตภัณฑชุดเดียวกันนําเสนอผลการประเมินวงจร
ชวี ิตผลติ ภัณฑ เปรียบเทียบและนาํ เสนอผลการตดั สินใจเลอื กใชผ ลิตภณั ฑท ่ีคํานึงถงึ ผลกระทบตอส่งิ แวดลอม
ขั้นประเมินผล (Evaluation)
1.12 ครถู ามคําถามเพอ่ื ใหน ักเรยี นประเมนิ สิ่งที่ไดเ รียนรูของตนเอง โดยใชค ําถามดังน้ี
- การใชพ ลังงานไฟฟา ของมนษุ ย มีผลกระทบตอสงิ่ แวดลอมอยา งไร
- ความตองการใชพลงั งานไฟฟาท่มี ากข้นึ มาจากส่ิงใด
- วิธีการใดบา งทีจ่ ะสามารถทาํ ใหม ีพลังงานไฟฟา ใชอยา งย่ังยนื และลดผลกระทบตอสง่ิ แวดลอ ม
แลวใหนกั เรยี นทาํ ใบงานท่ี 1 พลงั งานทดแทน เพื่อประเมนิ ความรูข องตนเอง หลังจากทาํ ใบงานเสร็จครู
และนกั เรียนรวมกนั เฉลยคาํ ตอบเพอื่ ใหนักเรียนทราบคําตอบทถ่ี ูกตองและสรุประดับคุณภาพของตนเอง
สื่อการเรียนรู
1. สอ่ื ประกอบการเรยี นรูข องโครงการ “พลังงานเพอื่ ชวี ิต ลดโลกรอน ดวยวิถีพอเพียง” ประกอบดว ย
1.1 วีดทิ ัศน เร่ือง “ประวัตขิ องไฟฟา ”
1.2 วีดิทัศน เร่อื ง “พลงั งานเพอื่ ชีวติ ”
1.3 วีดทิ ัศน “ปลายทางทีย่ ั่งยนื ”
54
1.4 เกม “ECO Go Game”
2. ใบงานที่ 1 พลงั งานทดแทน
3. ใบความรูที่ 1 การประเมินวงจรชวี ิตผลิตภัณฑ (Life Cycle Assessment ; LCA)
4. ใบกจิ กรรมท่ี 1 การประเมินวงจรชีวิตผลติ ภณั ฑ (Life Cycle Assessment ; LCA)
แหลงเรียนรู
1. เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบัติการ “พลงั งานเพื่อชีวิต ลดโลกรอ น ดวยวถิ ีพอเพียง”
2. กรมพฒั นาพลงั งานทดแทนและอนุรกั ษพลังงาน กระทรวงพลงั งานhttp://www.dede.go.th/
3. การไฟฟาฝายผลติ แหงประเทศไทย http://www.egat.co.th/
4. หนังสอื เรยี นรายวิชาเพม่ิ เติมวิทยาศาสตร พลงั งานทดแทนกับการใชประโยชน ช้ันมธั ยมศกึ ษาตอนตน
การวัดและประเมินผล
ส่ิงที่ตองการวัด วิธีการวัด การประเมินผล
1. สืบคนและอธิบายความสําคัญของ ตรวจคําตอบใน คะแนนเต็ม 10 คะแนน
พลังงานทดแทนตอมนุษยแ ละสิ่งแวดลอม ใบงานที่ 1 คะแนนรอยละ70 ผา นเกณฑ
2. มีทกั ษะในการวเิ คราะหและประเมินคา ตรวจใหคะแนนจากการ คะแนนเต็ม 10 คะแนน
ผลกระทบของผลิตภัณฑท ม่ี ีตอส่งิ แวดลอม ประเมนิ วงจรชีวติ ผลติ ภัณฑ คะแนนรอยละ70 ผานเกณฑ
ตลอดชว งชวี ิตของผลิตภณั ฑ ในใบกจิ กรรมท่ี 1
3. ปฏิบัติตนในการใชพ ลงั งานอยางฉลาด สงั เกตพฤติกรรมการปฏิบตั ิ ระดับพฤติกรรม
คุมคา เลือกบริโภคผลิตภัณฑทปี่ ระหยัด ตนในการใชพลังงาน
พลงั งานและคํานงึ ถึงผลกระทบตอ
ส่งิ แวดลอม
55
ใบความรูที่ 1
การประเมินวฏั จักรชีวติ ผลิตภณั ฑ (Life Cycle Assessment : LCA)
ความหมายของ LCA
การประเมนิ วัฏจักรชวี ติ (Life Cycle Assessment: LCA) คือ กระบวนการวเิ คราะหและประเมินคา
ผลกระทบของผลติ ภณั ฑท ม่ี ีตอส่งิ แวดลอ มตลอดชว งชีวิตของผลิตภณั ฑ ตงั้ แตก ารสกดั หรอื การไดมาซ่งึ วตั ถุดบิ
กระบวนการผลิต การขนสงและการแจกจาย การใชงานผลิตภณั ฑ การใชใ หม/ แปรรูป และการจดั การเศษซากของ
ผลิตภัณฑหลังการใชงาน ซง่ึ อาจกลาวไดว า พจิ ารณาผลติ ภณั ฑต ั้งแตเกดิ จนตาย (Cradle to Grave)
ขอบเขตของ LCA
การประเมนิ วฏั จักรชวี ติ จะมกี ารระบุถึงปริมาณพลังงานและวตั ถดุ บิ ท่ีใช รวมถึงของเสียทป่ี ลอยออกสู
สง่ิ แวดลอ มและการประเมนิ โอกาสทจ่ี ะสง ผลกระทบตอระบบนเิ วศและสุขอนามยั ของชุมชน เพื่อทจ่ี ะหาวธิ กี าร
ในการปรับปรุงผลิตภณั ฑใหเกดิ ผลกระทบตอส่ิงแวดลอมนอยท่ีสดุ
ขนั้ ตอนการประเมนิ วฏั จักรชวี ิตผลติ ภณั ฑ
การประเมินวัฏจักรชวี ติ ผลติ ภณั ฑแ ตกตางจากการวเิ คราะหทางส่ิงแวดลอ มอน่ื ๆ คอื การประเมนิ วฏั จกั ร
ชีวติ ผลติ ภณั ฑจะรวมถงึ การพิจารณาถงึ ผลกระทบท่ีเกิดข้ึนจากกิจกรรมที่เกย่ี วของกับผลิตภณั ฑต้ังแตการไดมาซ่ึง
วัตถุดิบ การผลิต การขนสง การใชงาน จนถึงการกําจัดผลติ ภัณฑท่ีเส่อื มสภาพหรือหมดอายกุ ารใชง านแลว เปน
ตน
จะเหน็ ไดวา การรว มพจิ ารณากิจกรรมอนื่ ๆ ตงั้ แตเกดิ จนตายของแตล ะผลิตภณั ฑ (Cradle to Grave)
เหลา นท้ี าํ ใหสามารถวเิ คราะหถงึ ผลกระทบตอสง่ิ แวดลอ มที่เกดิ ข้ึนจากผลติ ภณั ฑแ ละรบั ทราบถึงที่มาและสาเหตุ
ของปญ หาอยางแทจ ริง
ใบกจิ กรรมท่ี 1 การประเมนิ วัฏจักรชีวิตผลิตภณั ฑ
คําช้ีแจง นักเรียนแตล ะคนนําผลติ ภณั ฑท ่ีไดจ ากเกม “ECO Go Game” มาวเิ คราะหว ฏั จักรชีวิตของผลติ ภัณฑ
นน้ั วามกี ารใชทรัพยากร การใชพ ลังงานและมีผลกระทบตอ สิ่งแวดลอมอยางไร แลว ตอบคําถามทา ยกจิ กรรม
ช่ือผลิตภณั ฑ วงจรชวี ิต วตั ถุดิบทใ่ี ช พลงั งานที่ใช ของเสยี ท่ีปลอยสู
ส่งิ แวดลอม
การหาวตั ถุดบิ
การผลติ
การจดั จําหนาย
การบริโภค
การกําจัด ทาํ ลาย
56
เกณฑการใหคะแนน อธบิ ายวตั ถุดบิ ทใ่ี ช/ พลังงานทใี่ ช/ ของเสียทปี่ ลอ ยสูส ่งิ แวดลอ ม ในแตล ะขน้ั ของวงจรชีวติ
ผลติ ภัณฑ ได
- ถกู ตอง ครบถว น สอดคลองกบั ความเปนจริง (1 คะแนน)
- ถูกตองบางสวน (0.5 คะแนน)
คําถามทา ยกิจกรรม
1. ผลิตภณั ฑน ี้มีการใชท รพั ยากรและพลงั งาน ท่สี งผลกระทบตอ สิ่งแวดลอมหรอื ไม อยา งไร
(2 คะแนน)……………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2. นักเรยี นจะตัดสนิ ใจเลอื กซ้ือ หรอื เลอื กใชผลิตภณั ฑนหี้ รอื ไม เพราะเหตใุ ด (1 คะแนน)
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. นักเรยี นจะปฏบิ ัตติ นในการลดการใชทรพั ยากรและพลงั งาน จากการประเมินวงจรชวี ติ ของผลติ ภัณฑ
น้ไี ดอยา งไร (2 คะแนน) ………………………………….…………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ใบงานท่ี 1 พลังงานไฟฟา
คาํ ชี้แจง นักเรยี นตอบคําถามตอไปนี้ใหถูกตอง (ขอ ละ 1 คะแนน)
1. พลังงานไฟฟา มีความสาํ คญั กับการดํารงชวี ติ ของมนุษยอยา งไร…………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………….
2. การผลติ พลังงานไฟฟา มีหลักการอยา งไร.................................................................................
.................................................................................................................... .............................
3. การใชพ ลังงานไฟฟา มีผลกระทบตอมนุษยและส่ิงแวดลอ มอยา งไร ........................................
............................................................................................................................. .....................
4. การใชพ ลงั งานไฟฟาของมนษุ ยใ นการดาํ เนนิ ชีวิตประจําวันมาจากส่ิงใด เพราะเหตุใด..........
............................................................................................................................. ....................
5. แหลงพลังงานไฟฟาที่มีอยูในปจจบุ นั เพยี งพอสําหรบั ความตองการใชพลงั งานไฟฟาในอนาคต
หรอื ไม เพราะเหตใุ ด ................................................................................................................
………………………………………………………………………………………………………………………………….
6. พลงั งานทดแทนมีความสาํ คญั ตอมนษุ ยและสง่ิ แวดลอมอยางไร………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………….
7. แหลงพลงั งานทดแทนทีส่ ําคัญมีอะไรบาง……………………………………………………………….………
………………………………………………………………………………………………………………………………….
8. การประเมนิ วงจรชวี ิตผลิตภณั ฑเก่ียวของกับการใชพ ลังงาน และมีผลกระทบตอสิง่ แวดลอม
อยา งไร………………………………………………………………………………….……………………………..……
………………………………………………………………………………………………………………………………….
9. การประเมนิ วงจรชีวิตผลติ ภณั ฑมีความสาํ คัญอยางไร………………………………………………..……
………………………………………………………………………………………………………………………………….
10.การปฏบิ ตั ติ นอยา งไรท่จี ะสามารถอนรุ ักษพลังงานและส่งิ แวดลอมใหย ่ังยนื ได.......................
57
แบบบนั ทึกพฤติกรรมพฤตกิ รรมการปฏบิ ตั ติ นในการใชพลังงาน
ชอื่ .............................................................เลขท่ี.................
ผปู ระเมนิ ഼ ผูป กครอง ഼ ครู ഼ เพอื่ น
ใหท าํ เคร่ืองหมาย 9ท่ีตรงกับพฤติกรรมนกั เรยี น
................. 1. รับประทานอาหารใหห มดจาน
................. 2. ลดการบริโภคขนมกรบุ กรอบ
................. 3. ไมบรโิ ภคอาหารบรรจุกลองโฟมหรือถุงพลาสตกิ
................. 4. ใชแ กว นาํ้ -ขวดน้ําทนี่ ํามาใชซ ้าํ ได
................. 5. ปด จอคอมพวิ เตอรต อนพกั การใชง าน
................. 6. ปดไฟดวงทไ่ี มใช
................. 7. ถอดปล๊กั ไฟที่ไมไ ดใช
................. 8. ใชน้าํ อยา งประหยดั ในทุกๆ กจิ กรรม
................. 9. แยกขยะกอนท้ิง
................. 10. เดนิ หรือปนจกั รยานมาโรงเรยี น
เกณฑการประเมนิ แสดงพฤตกิ รรม 9-10 พฤติกรรม หมายถึง ดเี ย่ยี ม
แสดงพฤตกิ รรม 7-8 พฤตกิ รรม หมายถึง ดี
แสดงพฤตกิ รรม 5-6 พฤตกิ รรม หมายถึง ผา น
แสดงพฤติกรรม 1-4 พฤตกิ รรม หมายถึง ไมผ า
แผนการจัดการเรียนรรู ายวิชาวทิ ยาศาสตรเพม่ิ เติม ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน
วิชาพลังงานทดแทนกบั การใชประโยชน เวลา 6 ชั่วโมง
เวลา 4 ชวั่ โมง
กลุมสาระการเรียนรูวทิ ยาศาสตร
หนว ยท่ี 1 พลงั งานเพื่อชีวิต
แผนการจดั การเรยี นรูที่ 2 แผนท่ีวถิ พี อเพยี ง
สาระสําคญั
ปจจุบันความกาวหนาทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ทําใหมีการออกแบบผลิตภัณฑเพ่ือตอบสนอง
ความตองการและส่ิงอํานวยความสะดวกตางๆ จํานวนมาก ทําใหตองมีการนําทรัพยากร และพลังงานมาใช
จํานวนมาก ดังนั้นจําเปนตองรณรงคใหตระหนักถึงผลกระทบจากการใชผลิตภัณฑเหลานี้ โดยใชการประเมิน
วงจรชีวิตผลิตภัณฑเปนเคร่ืองมือในการสรางการเรียนรูและเปนแนวทางไปสูการปรับเปล่ียนพฤติกรรมเพื่อ
แกปญ หาทเ่ี ปน ผลกระทบตอสิง่ แวดลอมจากการใชทรัพยากรและพลงั งานนัน้
นอกจากน้ีการสรางความรว มมือรวมใจของประชาชนท่ีอยูในส่ิงแวดลอมเดียวกัน โดยการสรา งจติ สํานึก
และความตระหนักในเร่ืองการรักษาสิ่งแวดลอมของชุมชน การปรับพฤติกรรมการบริโภค การใชแผนท่ีวิถี
58
พอเพยี งจงึ เปน อกี เครอื่ งมือหนง่ึ ทสี่ ะทอนใหเหน็ ถึงสภาพของวิถชี มุ ชนท่ีสะทอนการดาํ รงชวี ติ ท่มี ีการกนิ อยูแตพอดี
การตดั สินใจอยา งมเี หตผุ ลคาํ นึงถงึ ส่ิงแวดลอม
การจัดทําแผนท่ีวิถีพอเพียง เปนการเพ่ิมเติมมุมมองปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจากการทําแผนที่สีเขียว
ซ่ึงแตละทองถิ่นจัดทําข้ึนเพ่ือสะทอนภาพเมืองของตนในมุมมองดานสิ่งแวดลอมและศิลปวัฒนธรรม ซึ่งแผนที่สี
เขียวนี้มีความแตกตางจากแผนที่ท่ัว ๆ ไป คือ มีการใชสัญลักษณรูปภาพ แบงเปน 3 หมวดหลัก คือ สัญลักษณ
เชงิ ทรพั ยากร สัญลักษณเ ชิงวัฒนธรรม และสญั ลกั ษณเชงิ สังคม การจัดทาํ แผนที่วิถีพอเพียงที่เกดิ จากการมีสวน
รว มของชุมชน แลวนําเสนอแผนที่วิถพี อเพยี งตอ ชมุ ชน จะกอ ใหเกิดพลงั ของชุมชนในการสรา งการมีสวนรว มการ
อนรุ ักษพ ลังงานและสิ่งแวดลอมของชุมชนอยา งย่ังยืน
จุดประสงคการเรียนรู เมื่อนักเรียนเรยี นจบหวั ขอนี้แลว นักเรียนควรจะสามารถ
1. วางแผนการสาํ รวจชุมชนเพ่ือจดั ทําแผนที่วถิ ีพอเพียง
2. อธบิ ายสภาพวถิ ีชมุ ชนทน่ี อ มนําหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งมาประยุกตใ ช แหลง เรยี นรูแ ละภมู ิ
ปญ ญาทองถ่ินทปี่ รากฏในแผนที่วถิ ีพอเพยี งได
3. จัดทําแผนท่วี ิถีพอเพียงชองชมุ ชนและนําเสนอแผนท่ีวิถพี อเพยี งตอชุมชนได
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค
1. มงุ ม่ันในการทาํ งาน
2. มที กั ษะชีวิต
3. มีจิตสาธารณะ
สมรรถนะสําคญั
1. ความสามารถในการแกปญ หา
2. ความสามารถในการใชท ักษะชวี ติ
สาระการเรยี นรู
1. แผนที่วิถีพอเพยี ง
กระบวนการจัดการเรยี นรู (ชั่วโมงที่ 1-2)
ขน้ั สรางความสนใจ (Engagement)
1.1 นักเรียนดูขนมขาวแตนและมันฝรั่งทอดกรอบ แลวใหนักเรียนชวยกันต้ังคําถามเก่ียวกับขนมท้ัง
2 ประเภท นกั เรียนและครรู วมกันวิเคราะหค าํ ถาม เพอ่ื ไดค าํ ถามท่มี ีประเด็น ดังตอไปนี้
- ขนมทั้งสองชนดิ ใชว ตั ถดุ บิ อะไรบา ง
- ผลติ ทไี่ หน มีกระบวนการผลิตอยางไร
- มีจาํ หนา ยที่ไหนบาง
- เมอ่ื รับประทานมีประโยชนห รืออนั ตรายอยางไร
- ของเสยี ทีป่ ลอยสสู ิ่งแวดลอ มมีผลกระทบอยา งไรบา ง
1.2 ครูเชื่อมโยงการเรยี นรูจากเกม “ECO Go Game” ในชัว่ โมงทผ่ี านมาเก่ยี วกบั วฏั จกั รชวี ติ ผลติ ภัณฑ
โดยผลิตภัณฑที่เปนมิตรกับสิ่งแวดลอมจะใชพลังงานในการหาวัตถุดิบ การผลิต การจัดจําหนาย การบริโภค
และการกาํ จดั และทําลาย ซ่งึ จะเปน ผลิตภัณฑท่ีผลิตและจําหนายภายในทองถ่นิ แลว ครูถามคําถามใหนกั เรียนไป
สาํ รวจชุมชนเพื่อคนหาสถานที่ กิจกรรมตาง ๆ ในชมุ ชน ดงั น้ี
59
- ในชุมชนของเรามีแหลงวัตถดุ ิบ แหลง ผลติ แหลง จําหนาย และแหลง กาํ จดั และทําลายที่ไหนบาง
ขน้ั สาํ รวจและคน หา (Exploration)
1.3 ครูสรางความเขาใจเรื่องแผนที่วิถีพอเพียง โดยกําหนดประเด็นหรือคําถามที่จะใหนักเรี ยนหา
คําตอบจากใบความรทู ่ี 2 เร่ือง แผนทีว่ ถิ พี อเพียง โดยครูถามคําถามเปด เพือ่ ประเดน็ ดังนี้
- ในการจัดทาํ แผนทีค่ วรมอี งคป ระกอบอะไรบาง
- การจดั ทําแผนท่สี เี ขียวแตกตางจากแผนท่ที ่วั ไปอยางไร
- แผนท่ีวถิ ีพอเพยี งมีการเพ่มิ เตมิ สง่ิ ใดจากแผนท่สี เี ขียว
- ข้นั ตอนการจัดทาํ แผนท่วี ิถพี อเพียงเปน อยา งไร
แลวครูกระตนุ ใหน กั เรยี นถามคําถามเพมิ่ เติม ซ่งึ คาํ ถามของนกั เรยี นอาจมี ดังน้ี
- การกําหนดสัญลกั ษณในแผนที่ควรกําหนดอยา งไร
- การวัดระยะทางจริงเพอ่ื นาํ มายอสว นในแผนที่จะใชว ธิ กี ารวดั อยา งไร
- ใครควรจะมีสวนรวมในการจัดทําแผนที่วิถีพอเพยี งของชมุ ชนบาง
- การจัดทําแผนทวี่ ิถพี อเพยี งมปี ระโยชนอยา งไร
1.4 ครูแบงกลุมนักเรียนกลุมละ 4-5 คน รวมกันศึกษาใบความรู 2 แผนที่วิถีพอเพียงแลว ครูใชคําถาม
กระตนุ ใหน กั เรียนแตละกลุม วางแผนการออกไปสํารวจชุมชนโดยรอบโรงเรยี น
- ขอมูลที่จะบันทึกลงในแผนทว่ี ิถพี อเพียงมอี ะไรบาง และจะไดขอมูลมาดวยวิธีใด
- จะใชก ารเดินทางไปสาํ รวจขอมูลดว ยวิธีใด และใชเ วลาใดออกไปสํารวจขอมูล
- ควรแบง หนา ที่ของสมาชิกในกลุมอยา งไร
- การสมั ภาษณบ คุ คลควรถามเก่ียวกบั อะไรบาง
ครกู ระตุน ใหนกั เรยี นถามคําถามเพ่ิมเตมิ กอนรว มกันวางแผนการสาํ รวจชุมชนตามรายละเอียด ดังน้ี
- วัตถปุ ระสงคข องการสํารวจ
- สงิ่ ที่ตอ งการสาํ รวจ
- พนื้ ที่ท่ีจะสํารวจและระยะเวลาในการสาํ รวจ
- วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอมลู
- แบบบนั ทึกการสํารวจ
1.5 เมื่อนักเรียนแตละกลุมวางแผนการสํารวจเสร็จแลว ตัวแทนกลุมนําเสนอแผนการสํารวจชุมชน ครู
และนักเรียนรวมกันอภิปรายจุดเดน จุดที่ควรปรับปรุง แลวแตละกลุมปรับปรุงแผนการสํารวจ แลวซักซอมความ
เขาใจของสมาชิกในการดําเนินการตามแผน (กอนการสํารวจขอมูลครคู วรมีการประสานงานบุคคล ผูดูแลสถานที่
หนวยงาน ท่ีอยูในพ้ืนท่ีท่ีนักเรียนจะออกไปสํารวจตามแผนการสํารวจ แลวขออนุญาตผูบริหารสถานศึกษาและ
ผปู กครอง)
1.6 นักเรียนแตละกลมุ ออกสํารวจชมุ ชนตามแผนการสาํ รวจ แลวบนั ทึกผลการสาํ รวจในใบกิจกรรมที่ 2
แผนท่ีวิถีพอเพยี งของชุมชน
ขั้นอธิบายและลงขอสรุป (Explanation)
1.7 นักเรียนนําขอมูลจากการสํารวจไปจัดทําแผนท่ีวิถีพอเพียงของชุมชนตามข้ันตอนการจัดทําแผนที่
วถิ ีพอเพยี ง
60
กระบวนการจัดการเรยี นรู (ช่ัวโมงที่ 3-4)
ข้นั ขยายความรู (Elaboration)
1.8 นักเรียนนําแผนที่วิถีพอเพียงไปเสนอตอชุมชน (โดยครูประสานงานกับผูนําชุมชน) เพื่อรับฟง
ขอเสนอแนะหรอื ขอคิดเหน็ แลว ใหช มุ ชนสาํ รวจขอมูลเพ่มิ เติมของพื้นที่ทีศ่ ึกษาในดานตาง ๆ และคน หาประเด็นท่ี
ขาดหายไป คนหาจุดเดน และจดุ ทีต่ องพฒั นา แลว รม กนั ปรับปรุงแผนท่ีวิถีใหสมบูรณ
ขน้ั ประเมินผล (Evaluation)
1.7 ครูถามคําถามเพ่ือใหนกั เรียนประเมินสง่ิ ที่ไดเ รียนรขู องตนเอง โดยใชค าํ ถามดังนี้
- การจดั ทําแผนทว่ี ิถีพอเพยี งมีประโยชนตอชมุ ชนอยางไรแลวใหนกั เรียนแตละคนทาํ ใบงานที่ 2
แผนท่ีวิถพี อเพียง เพื่อทดสอบความรคู วามเขา ใจเกี่ยวกบั แผนท่ีวถิ ีพอเพยี งของชุมชน
สื่อการเรียนรู
1. ใบความรทู ่ี 2 เร่ือง แผนท่ีวิถพี อเพยี ง
2. ใบงานที่ 2 แผนทีว่ ถิ ีพอเพียง
3. ใบกจิ กรรมที่ 2 แผนที่วถิ พี อเพียงของชมุ ชน
แหลงเรียนรู
1. เอกสารประกอบการอบรมเชิงปฏิบตั กิ าร “พลงั งานเพื่อชีวติ ลดโลกรอ น ดว ยวิถพี อเพียง”
2. กรมพัฒนาพลงั งานทดแทนและอนรุ ักษพลงั งาน กระทรวงพลังงานhttp://www.dede.go.th/
3. การไฟฟาฝา ยผลิตแหง ประเทศไทย http://www.egat.co.th/
4. หนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร พลังงานทดแทนกับการใชประโยชน ชัน้ มธั ยมศกึ ษาตอนตน
การวดั และประเมนิ ผล
ส่งิ ท่ีตองการวัด วิธีการวัด การประเมินผล
1. วางแผนการสาํ รวจชุมชนเพ่ือ การนาํ เสนอแผนการสาํ รวจ คะแนนเต็ม 10 คะแนน
จัดทาํ แผนทว่ี ถิ ีพอเพยี ง ชมุ ชน (ประเดน็ ละ 2 คะแนน)
คะแนนรอยละ70 ผา นเกณฑ
2. อธบิ ายสภาพวิถีชมุ ชนทน่ี อม ตรวจบันทึกผลการสํารวจชมุ ชน คะแนนเต็ม 10 คะแนน
นาํ หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจ คะแนนรอยละ70 ผา นเกณฑ
พอเพียงมาประยุกตใ ช แหลง
เรยี นรแู ละภูมปิ ญญาทองถิน่ ท่ี ตรวจแผนทีว่ ิถีพอเพยี งของชุมชน คะแนนเต็ม 10 คะแนน
ปรากฏในแผนท่ีวิถีพอเพียงได
3. จัดทําแผนทวี่ ถิ พี อเพียงของ และการนําเสนอตอชมุ ชน คะแนนรอยละ70 ผา นเกณฑ
ชุมชนและนําเสนอแผนทว่ี ิถี
พอเพียงตอชมุ ชนได
61
ใบความรู 2
เร่ือง แผนที่วิถีพอเพียง
1. แผนที่ (Map)
แผนท่ี คือ การนาํ รปู ภาพอยา งงา ยซึง่ จําลองบริเวณบรเิ วณหน่งึ และมกี ารแสดงความสัมพันธระหวา ง
องคป ระกอบตาง ๆ เชน วัตถุ หรอื บริเวณยอย ๆ ท่ีอยใู นบริเวณนนั้
องคประกอบของแผนที่ สามารถแบง ออกไดเ ปน 2 ประเภทใหญๆ ไดแก สิ่งทเ่ี กดิ ขึ้นเองตามธรรมชาติ
เชน ภูมิประเทศแบบตาง ๆ ปาไม ปริมาณนํ้าฝน และส่ิงที่มนุษยสรางขึ้น เชน ทีต่ ง้ั ของเมือง เสนทางคมนาคม
พ้ืนทีเ่ พาะปลูก โดยมีองคประกอบที่สาํ คัญ ดงั นี้
1. ชอ่ื แผนที่ เปน ส่ิงที่มีความจาํ เปน สําหรับใหผูใชไ ดทราบวาเปน แผนทเี่ รอื่ งอะไร แสดงรายละเอยี ด
อะไรบา ง เพือ่ ใหผ ใู ชไดอ ยางถูกตอ ง และตรงความตองการ
2. ทศิ ทาง มีความสาํ คัญตอการคนหาตาํ แหนงที่ตั้งของสิง่ ตาง ๆ ในแผนท่จี ะตองมีภาพเข็มทิศหรือลกู ศร
ช้ไี ปทางทิศเหนอื เสมอ
3. สญั ลกั ษณ เปนเครอ่ื งหมายทใี่ ชแ ทนส่ิงตา ง ๆ ในภูมิประเทศจริง เพ่ือชวยใหผ ใู ชสามารถอานและแปล
ความหมายจากแผนท่ไี ดอ ยา งถูกตอง
4. สีท่ใี ชใ นแผนท่ี ที่แสดงรายละเอยี ดบนแผนท่ี สีทใี่ ชเ ปน มาตรฐาน มี 6 สี
4.1 สดี าํ ใชแ สดงรายละเอยี ดทเ่ี กดิ จากแรงงานของมนุษย เชน วัด โรงเรยี น หมบู าน
4.2 สีแดง ใชเ ปนสญั ลกั ษณท ่เี ปน ถนน
4.3 สนี าํ้ เงิน ใชเ ปนสัญลักษณทเี่ ปน น้าํ เชน แมน า้ํ ลําคลอง บึง ทะเล ฯลฯ
4.4 สนี ํา้ ตาล ใชเ ปน สัญลักษณทีเ่ ก่ยี วกับความสงู และทรวดทรงของพ้ืนทสี่ ูง ๆ ต่ํา ๆ
4.5 สเี ขยี ว ใชเปน สญั ลกั ษณทีเ่ กี่ยวกบั ทร่ี าบ ปา ไม บรเิ วณที่ทําการเพาะปลูก พืชสวน
4.6 สเี หลือง ใชเ ปนสัญลกั ษณทเี่ กีย่ วกับทรี่ าบสงู
4.7 สอี ื่น ๆ เพื่อแสดงรายละเอยี ดพเิ ศษบางอยาง ทบี่ งไวในรายละเอียดในแผนท่ี
4. มาตราสว น เปนอัตราสวนระหวา งระยะทางทย่ี อสว นมาลงในแผนท่ีกบั ระยะทางจรงิ ในภมู ปิ ระเทศ
มาตราสว นชว ยใหผ ูใชทราบวาแผนที่นน้ั ๆ ยอ สวนมาจากสภาพในภมู ปิ ระเทศจรงิ ในอัตราสว นเทาใด
2. แผนท่ีสเี ขียว (Green Map)
เปนแผนท่ีซึ่งแตละทองถิ่นจัดทําขึ้นเพื่อสะทอนภาพเมืองของตนในมุมมองดานสิ่งแวดลอมและ
ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งแผนที่สีเขียวน้ีมีความแตกตางจากแผนที่ท่ัว ๆ ไป คือ มีการใชสัญลักษณรูปภาพ แบงเปน 3
หมวดหลัก คือ สัญลักษณเชิงทรัพยากร สัญลักษณเชิงวัฒนธรรม และสัญลักษณเชิงสังคม นอกเหนือจากการ
แสดงตําแหนงของเสน ทางและสถานท่ีสําคญั ของเมือง
แผนที่สีเขยี วทส่ี รางมาจากความรว มมือรว มใจของประชาชน จะชว ยสรา งจติ สํานกึ และความตระหนักใน
เร่ืองการรักษาส่ิงแวดลอ มของชุมชน การปรบั พฤติกรรมการบรโิ ภคทีค่ ํานงึ ถงึ สงิ่ แวดลอ ม
3. แผนทวี่ ิถีพอเพียง (Sufficiency Map)
แผนท่ีวิถีพอเพียง เปนเคร่ืองมือท่ีสะทอนใหเห็นถึงสภาพของวิถีชุมชนท่ีนอมนําพระราชดําริเศรษฐกิจ
พอเพียงมาประยุกตใชและแสดงออกมาเปนรูปธรรมในสังคม โดยเพิ่มเติมมุมมองปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจาก
62
การทําแผนที่สีเขียว เพื่อสะทอนการดํารงชีวิตท่ีมีการกินอยูแตพอดี การตัดสินใจอยางมีเหตุผลคํานึงถึง
สิ่งแวดลอม พึ่งพาตนเองไดเมื่อมีเหตุการณตาง ๆ เขามากระทบ มีปญญาในการดําเนินชีวิต และมีความเปน
กลั ยาณมติ รท่ีกอ ใหเกิดพลังของชมุ ชน
4. ข้ันตอนการทาํ แผนที่วถิ ีพอเพยี ง
การทําแผนทีว่ ถิ ีพอเพียงเริ่มจากการทําแผนที่สีเขยี ว โดยการสาํ รวจชมุ ชนในมมุ มองดานสิง่ แวดลอมและ
ศิลปวฒั นธรรม หลงั จากน้นั ทําการสํารวจหรอื คน หาวิถีพอเพียงในชุมชน โดยมขี น้ั ตอนดังน้ี
ขนั้ ที่ 1 สํารวจชุมชนดา นสงิ่ แวดลอ ม ดานศิลปวฒั นธรรม และดา นสงั คม
ข้ันท่ี 2 จดั ทําแผนที่สีเขียว โดยกาํ หนดสัญลกั ษณเ ชิงส่งิ แวดลอม สัญลักษณเ ชิง
ศลิ ปวฒั นธรรมและสัญลกั ษณเชงิ สงั คม
ข้ันที่ 3 คน หากิจกรรมของชุมชนจากแผนที่สเี ขยี ว ดานความพอเพียง
ขั้นที่ 4 เพ่มิ เติมรายละเอียดการปฏบิ ตั ทิ ี่สอดคลองกับวิถีพอเพียงของกจิ กรรมนน้ั ๆ
ข้นั ท่ี 5 นําเสนอแผนทีว่ ถิ ีพอเพยี งสูสาธารณชน เพ่ือรบั ฟง ขอเสนอแนะและ
ขอคิดเหน็
ขัน้ ท่ี 6 ปรับปรงุ แผนที่วิถีพอเพียง เพมิ่ เตมิ จดุ เรียนรูหรือกจิ กรรมท่สี อดคลองกับ
วิถพี อเพียง แบบบนั ทกึ การสํารวจชมุ ชน
คาํ ช้ีแจง นักเรียนออกไปสาํ รวจชมุ ชนแลวบนั ทึกรายการท่สี าํ รวจลงในตาราง (10 คะแนน)
ดา นสงิ่ แวดลอ มและทรัพยากร ดานศิลปวัฒนธรรมและภูมปิ ญญา ดานเศรษฐกจิ และสังคม
เกณฑการใหคะแนน บันทึกขอมูลจุดสํารวจไดอยางละเอียด ชดั เจน จดุ ละ 1 คะแนน
63
แผนที่วถิ พี อเพียงของชุมชน
คําช้ีแจง นักเรียนออกไปสาํ รวจชุมชน แลว บนั ทกึ รายการที่สาํ รวจลงในตาราง (10 คะแนน)
มาตราสวน ………………………………………………………………………………….…………………….
สญั ลักษณ ................................. ................................. .................................
................................. ................................. .................................
64
ภาคผนวก
ผลการดาํ เนินงานตามโครงการส่งิ แวดลอ มในสถานศกึ ษา
ของสาํ นักงานเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาเชยี งใหม เขต 4
โรงเรยี นสันปาตอง (สวุ รรณราษฎรว ิทยาคาร)
1. ชือ่ นวตั กรรม 4 ฮ สวร. รวมรักษส่งิ แวดลอ ม
2. ชอ่ื ผูส รา งนวัตกรรม
2.1 ชื่อ นายสมัคร มูลประการ ตําแหนง ผูอํานวยการโรงเรียนสันปาตอง (สุวรรณราษฎรวิทยาคาร)
อําเภอ สันปาตอง จังหวดั เชยี งใหม โทร 053-311705 มือถือ 086-9235226
2.2 ช่ือ นางสาวน้ําคาง สวัสด์ิประดิษฐ ตําแหนง ครูชํานาญการพิเศษ โรงเรียนสันปาตอง (สุวรรณราษฎรวิทยา
ค า ร ) อํ า เ ภ อ สั น ป า ต อ ง จั ง ห วั ด เ ชี ย ง ใ ห ม โ ท ร 053-311705 มื อ ถื อ 085-7055821 E-mail:
[email protected]
3. แนวทางการคิดคนนวตั กรรม
แนวทางท่ี 2 การสรา งนวตั กรรมขน้ึ ใหม
4. ประเภทของนวัตกรรม
เทคนิควิธีสอน
5. ความเปน มาและความสาํ คญั ของปญหาท่ตี องสรา งนวตั กรรม
ปจจุบันท่ัวทั้งโลกตองเผชิญกับสภาพปญหาภาวะโลกรอน สาเหตุสําคัญน้ันมาจากการกระทําของมนุษย
ซง่ึ มนุษยถอื วา เปน บคุ คลที่ทาํ ลายสง่ิ แวดลอมมากทีส่ ดุ โดยเฉพาะการเผา การตดั ไมทําลายปา การใชทรัพยากรธรรมชาติ
อยางส้ินเปลืองและไมรูคุณคา กอใหเกิดความเส่ือมโทรมในดานตาง ๆ เพ่ิมมากข้ึน (ปวีนา, 2556) นอกจากน้ี
ปญหาดานขยะมลู ฝอย ยังนบั เปนปญหาส่ิงแวดลอมทสี่ ําคัญอีกประเด็นหน่ึง เพราะขยะมูลฝอยเกิดจากกิจกรรมตาง ๆ
ในชีวิตประจําวันของมนุษย ปริมาณขยะมูลฝอยของประเทศไทยยังคงสูงข้ึน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการขาดระบบ
การจัดการท่ีดี ขาดพ้ืนที่รองรับปริมาณขยะ รวมถึงขาดจิตสํานึก การเพิ่มมากขึ้นของประชากรในปจจุบันสงผลตอ
ปริมาณขยะมูลฝอยท่ีเพ่ิมสูงข้ึน และกระทบตอคุณภาพชีวิตของคนในสังคม รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ
และสิง่ แวดลอม (กัมพล, 2556)
แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555 – 2559) ไดมีการปรับปรุงแนวทาง
การพัฒนา โดยใหความสาํ คัญในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมเพิ่มข้ึน สงเสริมใหอ งคกรปกครองสวนทองถนิ่
และประชาชนเขามามีสวนรวมรับผิดชอบในการแกไขปญหา ไดเนนใหความสําคัญกับการพัฒนาคน โดยการ
ฝก อบรมใหความรู เพือ่ สรางความตระหนักและจติ สํานึกของประชาชนตอปญ หาทเี่ กดิ ข้นึ (ณัฐวรรธน, 2556)
โรงเรียนมบี ทบาทสาํ คัญในการสรางจิตสํานึกใหเกิดขน้ึ ในตัวของนักเรยี น ซง่ึ เดก็ ในระดบั ชนั้ ประถมศึกษา
เปนชวงวัยหน่ึง ท่ีตองไดรับการปลูกฝงในเรื่องของการทิ้งขยะมูลฝอย ท้ังน้ีมาจากการบริโภคและอุปโภคในชีวิต
65
ประจําวัน ไมวาจะเปนท่บี าน โรงเรยี น สนามเด็กเลน แตเ ด็กยงั ขาดการแยกประเภทของขยะมูลฝอยกอนทิ้งลงถัง
รวมถึงความเขาใจในเรื่องรูปแบบความแตกตางของถังขยะในแตละประเภท เพื่อใหเกิดการแยกแยะที่ถูกตอง
การรับรูของเด็กระดับชั้นประถมศึกษาในดานตาง ๆ เปนสิ่งสําคัญตอการตัดสินใจอันจะสงผลตอพฤติกรรมในการ
ท้ิงขยะของเด็ก ซ่ึงเด็กในชวงวัยประถมศึกษา จะมีลักษณะดานพัฒนาการทางสติปญญา มีความกาวหนาทางดาน
ความคิด ความเขาใจ และการหาเหตุผล เพ่ือมาอธิบายสิ่งตาง ๆ ท่อี ยรู อบตวั ใหถ ูกตองมากขึ้น นอกจากนี้การแกปญหา
อีกวิธีการหนึ่ง คอื การรณรงคสง เสริมใหเ ยาวชน ผปู กครองและชุมชนไดม ีจิตสาํ นึกในการใชพ ลังงานอยา งประหยัด
และใชใหคุมคา มากท่ีสุด โดยตองมีการรณรงค สงเสริมและใหความรูเพิ่มเติม เพ่ือใหรูจักอนุรักษทรัพยากร
ธรรมชาติ ใหค งอยอู ยางยาวนานท่ีสุด ตองมีการเรียนรูรว มกันอยา งเปนระบบและตอเน่ือง มีความตระหนักถึงภัยตาง ๆ
ท่ีมีสาเหตุมาจากขยะและภาวะโลกรอน ซ่ึงอาจจะชวยชะลอ หรือลดปญหาขยะและการเกิดภาวะโลกรอนไดใน
ระดบั หน่งึ
จากความสําคญั ดงั กลาวขางตน โรงเรยี นสนั ปาตอง (สุวรรณราษฎรว ทิ ยาคาร) ไดเ หน็ ความสาํ คัญของการ
สงเสริมใหเด็กไทยรูรักษใสใจพลังงานและส่ิงแวดลอม จึงไดจัดทําโครงการ 4 ฮ สวร.รวมรักษส่ิงแวดลอมข้ึน โดยใช
หลักการ 4 ฮ (ฮว มฮ,ู ฮวมฮัก, ฮว มมือ, ฮวมสุข) ซึ่งกจิ กรรมดังกลาวสามารถนาํ ไปเปนแนวทางการประยุกตใชใ นการ
จัดการขยะมลู ฝอยของโรงเรยี น รวมถึงการสงเสริมจติ สํานึกและพฤติกรรมดา นการใชพลงั งานอยา งประหยัด และ
มีสว นรวมในการเสรมิ สรางและอนรุ ักษสิ่งแวดลอม รวมทั้งขยายผลสชู มุ ชนใกลเคียง และเปนการสะทอนใหเ ห็นถึง
ศักยภาพในการจัดการเรียนการสอนควบคูกับการสรางจิตสํานึกสาธารณะใหกับนักเรียน ซ่ึงเปนการตอยอดองค
ความรูท่ีไดจากหองเรียน และจากการทํากิจกรรมเพ่ือใหนักเรียนสามารถนําไปประยุกตใชในระดับครอบครัว
ไดอยา งมีประสทิ ธิภาพ เพื่อกอใหเ กดิ ประสิทธิผลตอไป
สภาพปญหาของโรงเรียนสันปาตอง (สุวรรณราษฎรว ิทยาคาร)
ดานการจัดการขยะ ดานพลังงานและสงิ่ แวดลอ ม
ทง้ิ ขยะเรยี่ ราด ไมเ ปนทีเ่ ปนทาง ใชนา้ํ ใชไ ฟไมประหยดั
ไมย อมท้งิ ขยะลงถังขยะ คาไฟฟาเพมิ่ สงู ข้ึนทุกเดือน
ชอบซุกขยะไวบรเิ วณรอบ ๆ ที่ตนเองอยู ไมปดไฟ, พดั ลม, เคร่ืองปรับอากาศ,
ไมมีการแยกประเภทของถังขยะ
ขาดความรูเร่ืองการจําแนกประเภทขยะ เคร่อื งใชไฟฟา กอนออกจากหอง
ขยะจาํ พวก กระดาษ แกว พลาสติก เปดน้ําทง้ิ ไวห รอื ปด กอกน้ําไมส นิท
ใชท รพั ยากรอยางไมประหยดั และ
ขวดพลาสติก เพิ่มปริมาณมากข้ึน
ไมร ูคุณคา
66
รปู ภาพที่ 1 สภาพปญหาที่พบในโรงเรยี นสนั ปา ตอง (สุวรรณราษฎรวิทยาคาร)
6. วัตถุประสงคข องการสรา งนวัตกรรม
1. เพื่อใหสรา งรปู แบบการดาํ เนินงานการขบั เคลือ่ นโครงการสงิ่ แวดลอมของสถานศกึ ษา
2. เพื่อสงเสริมและสนับสนุนใหนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และชุมชน มีความรู ความเขาใจเกี่ยวกับ
การลดขยะ การคดั แยกขยะ และการนําขยะกลบั มาใชประโยชนใ หม
3. เพอ่ื ใหนักเรยี น ครู บคุ ลากรทางการศึกษา และชุมชน มีจิตสํานกึ และพฤตกิ รรมดานการใชพ ลังงานอยาง
ประหยัด และมีสว นรว มในการเสรมิ สรางและพฒั นาสง่ิ แวดลอ ม
7. กลมุ เปาหมาย
1. นักเรยี นตงั้ แตระดับชั้นอนุบาลถึงช้ันประถมศึกษาปที่ 6 ทศี่ ึกษาในปการศึกษา 2563 จาํ นวน 1,243 คน
2. คณะครูและบุคลากรทางการศึกษา จาํ นวน 84 คน
8. หลักการ แนวคดิ ทฤษฎที ีใ่ ชในการสรางนวัตกรรม
8.1 แนวคดิ ในการอนรุ ักษส ่งิ แวดลอมและทรพั ยากรธรรมชาติ
การอนรุ ักษ (Conservation) คือ การจัดการของมนุษยในการใชชวี บริเวณ (Biosphere) เพือ่ ที่จะให
ไดประโยชนท่ีดีที่สุดและยั่งยืนแกชนรุนปจจุบัน ในขณะเดียวกันก็เปนการรักษาศักยภาพท่ีจะดํารงความตองการ
และความจําเปนของชนรุนตอไปในอนาคต ดังนั้นการอนุรักษ คือ การสรางสรรค การรวบรวม การสงวน
การรักษาไว การใชประโยชนท่ียั่งยืน การทดแทนและการเสริมสรางสิ่งแวดลอมทางธรรมชาติ ทั้งนี้ การอนุรักษ
เก่ียวของกบั ทรัพยากรทีม่ ชี ีวิตและไมม ชี ีวิต
ในการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ ม มีแนวคิดทีส่ าํ คัญสรุปไดดงั น้ี
1. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ ตองคํานึงถึงทรัพยากรทุกอยางไปพรอมกันไมควรแยกพิจารณา
เฉพาะอยางใดอยา งหน่งึ เพราะทรัพยากรทกุ อยางมีความสัมพนั ธก นั เปนระบบและมีความสมั พนั ธกนั อยา งใกลช ิด
2. การวางแผนอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติ ตองไมแยกมนุษยออกจากสภาพแวดลอมทางธรรมชาติ
และสภาพแวดลอ มทางสงั คม วฒั นธรรม เพราะมนษุ ยเปนผใู ชทรัพยากรธรรมชาติ
การใชท รพั ยากรธรรมชาตจิ ะมีประโยชนส ูงสดุ หรือมีผลกระทบตอสง่ิ แวดลอ ม ขนึ้ อยูกับความสามารถของมนุษย
3. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติเปนหนทางแหงการดําเนินชีวิตของมนุษย เพราะทรัพยากร
ธรรมชาติมีจํากัดการใชทรัพยากรใหมีประโยชนทั้งทางดานเศรษฐกิจและสังคมไดนาน ข้ึนอยูกับวิธีการใชทรัพยากร
ของมนุษย
4. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติจะประสบผลสําเร็จได ก็ตอเม่ือผูใชทรัพยากรธรรมชาตินั้น
ตระหนักถงึ ความสาํ คญั และรูจักใชอ ยางชาญฉลาดเพือ่ ใหเกดิ ผลดีในทกุ ๆ ทางตอสงั คมมนุษย
67
5. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม เปนเรื่องของทุกคนไมวาจะอยูในสังคมเมือง
หรือชนบท เพราะประโยชนหรอื ผลกระทบทีไ่ ดรับจะเกดิ ขน้ึ กบั ทุกคน
6. ความอุดมสมบูรณและความม่ันคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ข้ึนอยูกับทรัพยากรธรรมชาติ
และมนุษยซ ึง่ เปน ผใู ชทรัพยากรตา ง ๆ ของประเทศน้นั
7. การอนุรักษทรัพยากรธรรมชาตินอกจากเพ่ือความอยูดีกินดีของมนุษยแลวยังมีผลดีทางดาน
จติ ใจดวย เชน การอนรุ ักษส ภาพธรรมชาติ สัตวป า เพื่อความสวยงามและการพักผอ นหยอนใจ
8. อัตราการใชทรัพยากรธรรมชาติในแตละพ้ืนที่จะแตกตางกัน ประเทศที่พัฒนาแลวใช
ทรพั ยากรธรรมชาติอยูในระดบั ฟมุ เฟอยเกนิ กวาท่จี ะนาํ มาเปนมาตรฐานในการใชท รัพยากรได
9. การทําลายทรัพยากรไมวาจะดวยเหตุผลใดก็ตามเทากับเปนการทําลายมรดกของมนุษยชาติ
อยางไรก็ตามการทําลายทรัพยากรธรรมชาติเกิดข้ึนทุกแหงท่ีมีการใชทรัพยากร ดังนั้นการใชทรัพยากรธรรมชาติ
ควรคํานึง ถงึ ผลดีและผลเสียไปพรอมกัน เพ่อื เปนแนวทางในการตดั สินใจทีถ่ กู ตอ ง
10. มนุษยจําเปนตองเขาใจธรรมชาติเพราะมนุษยเปนผูใชทรัพยากรเพียงอยางเดียวไมสามารถสรา ง
หรอื นําส่งิ ใดมาทดแทนทรัพยากรธรรมชาติได
11. การดํารงชีวิตของมนุษยข้ึนอยูกับสิ่งที่มีชีวติ ไดแกพืชและสัตว โดยพืชนําธาตุอาหารจากดิน
มาใชในกระบวนการผลิต มนุษยจึงจําเปนตองรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมเพ่ือความสมบูรณพูนสุข
ของตนเอง
12. ประชากรของโลกเพิ่มมากข้ึนทุกขณะแตทรัพยากรธรรมชาติมีเทาเดิมและกําลังลดปริมาณลง
จึงไมมีใครทราบวาการใชทรัพยากรในอนาคตจะเปนอยางไร หากไมเร่ิมตนอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่งิ แวดลอมตง้ั แตบดั น้ี (พรทวิ า กกึ กอง, 2561)
8.2 แนวความคิดและหลกั การในการจดั การทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอม
จากสภาพการณและสถานการณดานสิ่งแวดลอมในปจจุบัน โดยเฉพาะอยางย่ิงปญหา
ส่ิงแวดลอมท่ีสําคัญของโลก คือ ความรอยหรอของทรัพยากรและความเสื่อมโทรมในคุณภาพของส่ิงแวดลอม ทํา
ใหหนวยงานและองคกรตาง ๆ ที่เก่ียวของกับการจัดการปญหาส่ิงแวดลอมตางมีเปาหมายที่สําคัญสูงสุดในการ
ดําเนินการ คอื ทาํ อยางไรจึงจะใหส งั คมโลกของเราเปนสงั คมที่ยง่ั ยืน
การจัดการทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอม มแี นวความคิดหลกั ในการดําเนินงาน ดังน้คี อื
1. หลักการมีสวนรว มของประชาชน (People Participation Approach) หลักการอกี ประการ
หน่ึงท่ีขอเสนอเพ่ือเปนแนวทางในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมใหยั่งยืน คือ การมีสวนรวม
ของทุกคน โดยตั้งอยูบนพ้ืนฐานของความจริงที่วามนุษยทุกคนบนพ้ืนโลกตางลวนไดประโยชนจากสิ่งแวดลอม
ท้งั ส้นิ ดงั นนั้ เม่ือเกดิ ปญ หาใดขึ้นกับสง่ิ แวดลอม แมว าจะมสี าเหตุโดยตรงหรือโดยออมจากมนุษยก็ตาม มนษุ ยต อง
ทําหนาท่ีรับผิดชอบในการแกปญหาดังกลาวดวยวิธีการใดวิธีการหน่ึง เพราะโลกของเรามีเพียงหนึ่งเดียว
(One World) ผลกระทบท่ีเกิดข้ึนบนพื้นโลกจะแกปญหาแบบตางคนตางทําอีกไมได ทุกคนตองรวมมือ รวมแรง
และรวมใจทําเพ่ือจรรโลงโลกของเราซึ่งมีเพียงหนึ่งเดยี วน้ใี หคงอยูอยางยั่งยืนตลอดไป หลักการนี้ไดสอดคลองกบั
แนวคิดของ Bruce Mitchell กลาววา ส่ิงท่ีเปนหัวใจของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม คือ
การใชกระบวนการพัฒนาคนและศักยภาพของคนและชุมชนเพ่ือการพัฒนา รวมถึงการมีสวนรวมของประชาชน
68
เปนสําคัญ โดยในสวนเปาหมายของการจัดการเพ่ือการพัฒนาอยางยั่งยืนนั้น ไดเสนอหลักการท่ีสําคัญตอการวาง
แผนการจดั การทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ มไว 7 ประการ ไดแ ก
1.1 หลกั การปฏิบตั ิทางระบบนเิ วศ (Ecosystem Approach) มนุษยเ ปน สวนหน่งึ ของระบบ
นเิ วศจาํ เปนตองพจิ ารณาอยา งเช่อื มโยง มคี วามเขา ใจในความสมั พนั ธแ ละผลของการกระทาํ ที่มีตอทรพั ยากร
ธรรมชาติและส่ิงแวดลอ ม
1.2 หลักการปฏิบตั อิ ยา งยง่ั ยนื (Sustainable Action) ทรัพยากรมอี ยูอ ยา งจาํ กัดจาํ เปน ตอ ง
ศึกษาความเหมาะสมในการใชและจัดการทชี่ าญฉลาด สรา งความสมดุลกับความตองการทางเศรษฐกิจ
1.3 หลกั วธิ กี ารแบบมสี วนรวม (Participative Approach) เปดโอกาสใหสาธารณชนไดท ราบถงึ
การตัดสินใจโดยผา นกระบวนการท่เี ปดเผย มีระบบแลกเปลี่ยนขอ มูลขาวสาร และมสี วนรว มในการจดั ทําแผนและ
โครงการตา ง ๆ
1.4 หลักการเนนปญหาของประชาชนในพื้นที่ (People-oriented Problem) ใหค วามสําคัญกับ
ปญ หาท่ีแทจริง จัดทําแผนอยา งผสมผสาน และจัดทําแนวทางปฏิบัตสิ ําหรับผทู มี่ ีหนาทใี่ นการบรหิ ารโครงการ
1.5 หลกั การจัดการอยางเหมาะสม (Adaptive Management) ตดั สินใจบนพืน้ ฐานขอมลู ท่ถี ูกตอง
มีการประสาน งานและรับเอาแนวความคิดใหมๆ ติดตามประเมินผล ปรับเปล่ียนไดตามสถานการณและมีการ
ดาํ เนินการอยางตอ เน่ือง
1.6 หลกั ความเสมอภาค (Equal Emphasis) ใหค วามสําคญั กบั ปจจัยทุก ๆ ดาน
1.7 หลักแหงการมองการณใ นอนาคต (Future Orientation) การวางแผนตองมเี ปาหมายระยะยาว
มวี ิสยั ทัศนท ี่กวา งไกล และมีขอ ตกลงเห็นชอบรว มกนั จากทุกฝา ยทมี่ ีสว นรว ม
2. หลักการจัดการแบบบูรณาการ (Integrated Management Approach) หลักการประการสุดทา ย
สําหรับการจัดการส่ิงแวดลอมใหยั่งยืน คือการใชวิธีการจัดการแบบบูรณาการ (Integrated Management
Approach) ที่เสนอแนะหลักการดังกลาวเพ่ือจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ ส่ิงแวดลอม ก็เพราะเห็นแลววา
นักวิชาการหรือผูเช่ียวชาญในศาสตรสาขาใดสาขาหนึ่งไมอาจจัดการปญหาส่ิงแวดลอมใหลุลวงได ปญหา
ส่งิ แวดลอมมคี วามเก่ียวพันกับสิ่งตา ง ๆ มากมายท้งั ท่อี ยูในสวนของสาเหตุ หรอื ในสวนของผลกระทบดังท่ีไดกลาว
บางแลวในตอนตน การใหนักวิชาการหรือผูเช่ียวชาญในทุกสาขาที่เก่ียวของมาประชุม เพื่อระดมความคิดยอมได
แนวทางในการจัดการปญหา ส่ิงแวดลอมไดดีกวาและมีประสิทธิภาพมากกวาการแกปญหาดวยนักวิชาการเพียง
คนเดยี วหรอื เพยี งไมก่ีคน
ทงั้ นี้ การจดั การทรพั ยากรธรรมชาตินอกจากจะใชหลักการการจดั การแบบบูรณาการแลว จะตอง
มองทรัพยากรธรรมชาติอยางเปนองครวมดวย (Holistic Approach) เพื่อใหเกิดการพัฒนาอยางยั่งยืน เนื่องจาก
ปญหาทรัพยากรมีความสัมพันธที่ซับซอนเกี่ยวโยงกับหลายมิติ ทุกสิ่งทุกอยางตางเก่ียวพันและสงผลกระทบซึ่ง
กันและกันทั้งสิ้น อาจจะเปนผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีหรือไมก็ตาม และอาจจะเกิดผลกระทบท่ีมนุษยเองอาจคาด
ไมถ งึ ก็ได (พรทวิ า กึกกอ ง, 2561)
8.3 ทฤษฏีพัฒนาการทางเชาวป ญ ญาของเพียเจต
ทฤษฏีพฒั นาการทางเชาวปญญาของเพยี เจต (Piaget) นกั จติ วทิ ยาชาวสวสิ ไดท าํ การวิจัยเพือ่
69
การศึกษาเกี่ยวกับความคิดและความเขาใจ หรือการเรียนรูของเด็กในวัยตาง ๆ แลวไดต้ังทฤษฎีพัฒนาการทาง
สติปญญาข้ึน โดยสรุปไดวา พัฒนาการทางดานสติปญญาและความคิด จะพัฒนาขึ้นอยางตอเนื่องเม่ือคนเรามี
ปฏิสัมพันธกับสิ่งแวดลอม เพราะการมีปฏิสัมพันธเปนกระบวนการปรับตัวของอินทรียกับส่ิงแวดลอมภายนอก
โครงสรางทางสมองจะถูกจัดระบบใหมีความเหมาะสมกับสภาพแวดลอม หากโครงสรางของสมองปรับใหเขากับ
สภาพแวดลอมใหมไมได หรือยังเกิดความสงสัยตองการจะรูจะเกิดภาวะไมสมดุลในสมอง แตถาปรับตัวใหเขากับ
ส่ิงน้นั ไดก จ็ ะเกดิ สภาวะสมดุล หรือเรยี กวา การเรยี นรู
เพยี เจต ไดแบง ขัน้ พฒั นาการทางสติปญ ญาออกเปน 4 ข้นั ดังนี้
1. รับรูดวยประสาทสัมผัส เปนขั้นพัฒนาการในชวงอายุ 0 - 2 ป ความคิดของเด็กวัยน้ีขึ้นกับการ
รบั รูแ ละการกระทํา เด็กยดึ ตวั เองเปน ศูนยกลางและยงั ไมสามารถเขาใจความคดิ เห็นของผูอน่ื
2. ข้นั กอ นปฏิบัติการคิด เปนข้นั พฒั นาการในชว งอายุ 2 - 7 ป ความคดิ ของเด็กวัยน้ียงั ขึน้ อยูกับ
การรบั รูเปน สว นใหญยังไมส ามารถที่จะใชเหตุผลอยางลึกซ้งึ แตส ามารถเรียนรูและใชส ัญลักษณได
3. ข้ันการคิดแบบรูปธรรม เปนข้ันพัฒนาการในชวงอายุ 7 - 11 ป เด็กสามารถสรางภาพในใจ
และสามารถคดิ ยอ นกลบั ได เขาใจความสัมพันธข องตัวเลขและส่ิงตาง ๆ ไดม ากขึน้
4. ข้ันการคิดแบบนามธรรม เปนข้ันพัฒนาการในชวงอายุ 11 - 15 ป เด็กสามารถคิดส่ิงท่ีเปน
นามธรรมได คิดต้งั สมมตฐิ าน และใชกระบวนการทางวิทยาศาสตรไ ด
การนําทฤษฏีของเพียเจตมาใชกับการเรียนการสอน จากความสามารถของเด็กท่ีเปล่ียนไปตาม
วัยนี้ จะมีประโยชนต อครใู นการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน ดังนี้
1. ในการพัฒนาการเรยี นการสอน ควรคาํ นึงถึงพัฒนาการทางสติปญญาของเด็ก และจัดประสบการณ
ท่ีเปนรูปธรรมอยางเหมาะสม จัดสภาพแวดลอมที่เอ้ือใหเด็กเกิดการเรียนรูตามวัย เพราะเด็กสามารถเรียนรูไดด ี
และสามารถคิดไดจากประสบการณตรง หากการสอนทีใ่ ชอ ุปกรณทเ่ี ปนรปู ธรรม จะชวยใหเดก็ เขา ใจแจมชัดข้นึ
2. การใหค วามสนใจและสังเกตเด็กอยางใกลช ดิ จะชวยใหทราบลักษณะเฉพาะตัวของเดก็
3. ในการสอนเด็กเลก็ ๆ เดก็ จะรับรูสว นรวมไดดีกวา สว นยอย ครจู งึ สอนภาพรวมกอนแลวจึงสอนทลี ะสวน
4. ในการสอนส่ิงใดใหกับเด็ก ควรเร่ิมจากส่ิงท่ีเด็กคุนเคย หรือมีประสบการณมากอนแลวจึงเสนอ
สิ่งใหมท มี่ คี วามสัมพนั ธกับสง่ิ เกา การทําเชน นจ้ี ะชวยใหกระบวนการซึมซับ และจัดระบบความรูของเด็กเปนไปดว ยดี
5. การเปดโอกาสใหเด็กไดรับประสบการณ และมีปฏิสัมพันธกับสิ่งแวดลอมมาก ๆ ชวยใหเด็ก
ซึมซับขอ มูลเขาสโู ครงสรางทางสตปิ ญ ญาของเด็ก อนั เปนการสง เสรมิ พัฒนาการทางสตปิ ญ ญาของเด็ก
จากการศึกษาดังกลาว ผูศึกษาไดนําทฤษฏีพัฒนาการทางสติปญญาของเพียเจต มาประยุกตใช
ในการจัดการเรียนการสอนในลกั ษณะตอไปนี้
1. จัดการเรียนการสอนโดยใหเด็กไดพบส่ิงตาง ๆ ดวยตนเอง อาศัยประสบการณรูปธรรม
เปน หลัก โดยใชวสั ดอุ ุปกรณตา ง ๆ ของจริง รูปภาพ และสอ่ื ประกอบอ่ืน ๆ เพื่อจะชว ยใหผเู รียนเกิดมโนทศั นในสิง่ นั้น
2. ปรับประสบการณใ หม ๆ ใหสอดคลอ งกับกรอบโครงสรา งความรู ความคิดเดมิ ของเด็ก เพอ่ื ให
เด็กมีฐานความรูเพียงพอท่ีจะขยายกรอบโครงสรางความรูเดิมออกไป โดยการเลือกเนื้อหาหรือกิจกรรมให
เหมาะสมกับเด็กในแตละวยั แตละเน้ือหา หากเร่อื งที่สอนซับซอนตองจัดกิจกรรมอื่นแทรก เพื่อใหเด็กไมเกิดความ
70
เบื่อหน่าย อีกท้ังยังสอดแทรกแง่คิดต่าง ๆ เพ่ือให้เด็กได้คิดเช่ือมโยงและขยายความ เพ่ือพัฒนาความคิดของเดก็ ให้
สอดคลอ้ งกับจุดประสงคแ์ ละกิจกรรมทผี่ วู้ จิ ัยสร้างขนึ้
3. สอนโดยสร้างความสงสัยให้เด็ก แล้วเด็กจะพยายามเสาะแสวงหาความรู้ เพ่ือให้ได้ค้าตอบ
เพราะการเรียนรู้จะเกิดข้ึนได้ต้องให้ผู้เรียนมีการสัมผัสหรือปะทะกับสิ่งแวดล้อมท่ีสงสัย จึงต้องจัดกิจกรรมให้เด็ก
เปน็ ผกู้ ระทา้ ส่ิงแวดลอ้ ม ให้เด็กมีปฏิสมั พนั ธ์โดยตรง เพ่อื ให้เกดิ การเรยี นรู้
สา้ หรับการเรียนการสอนน้ัน นอกจากต้องอาศยั ทฤษฎขี องนักจิตวิทยาหลายท่านมาประยกุ ต์ เพ่อื
ประกอบการใช้ใหเ้ หมาะสมกับสถานการณใ์ นการเรียนการสอนของผเู้ รียนแตล่ ะระดบั แล้วยังจา้ เป็นต้องอาศัยการ
เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของทฤษฎีต่าง ๆ มาประยุกต์ในการผลิตส่ือการสอนให้เหมาะสมกับระดับของผู้เรียนในแต่
ละวยั ดว้ ย (ทิศนา แขมมณี, 2550)
9. การออกแบบนวัตกรรมการเรียนการสอน
แผนปฏิบตั ิงาน
ดา้ นการจดั การขยะ และด้านการอนรุ ักษพ์ ลังงานและสงิ่ แวดล้อม
โครงการโรงเรยี นปลอดขยะ โครงการหอ้ งเรียนสเี ขยี ว โครงการยวุ ทูตความดี
(Zero Waste School) (Green School) (The YAVF)
)
เทศบาลต้าบลสันปา่ ตอง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มูลนิธยิ วุ ทตู ความดี
กระทรวงการตา่ งประเทศ
นโยบายท่ี 2 พฒั นาคุณภาพผูเ้ รยี น นโยบายท่ี 2 พัฒนาคุณภาพผูเ้ รียน
(กลยทุ ธท์ ี่ 5) (กลยทุ ธท์ ี่ 5) นโยบายที่ 2 พัฒนาคุณภาพผู้เรยี น
(กลยทุ ธ์ท่ี 2)
กจิ กรรมท่ีดาเนินการ ดงั น้ี กิจกรรมทด่ี าเนินการ ดงั นี้ กิจกรรมทดี่ าเนนิ การ ดงั นี้
- อบรมใหค้ วามรู้การคัดแยกขยะ - อบรมใหค้ วามรดู้ ้านการอนรุ กั ษ์ - จดั กจิ กรรมทสี่ ่งเสริมค่านิยม
- รณรงคส์ รา้ งความตระหนักให้ท้ิง พลังงานและส่ิงแวดลอ้ ม 12 ประการ และหลกั ปรชั ญา
ขยะคดั ตามประเภทของถังสี - รณรงคส์ ร้างความตระหนกั ใหใ้ ช้ เศรษฐกจิ พอเพียง
- กิจกรรมการใชซ้ า้ พลงั งานอยา่ งประหยดั - แลกเปล่ียนเรียนรู้กับเยาวชนต่าง
- กิจกรรมนา้ ขยะกลับมาใช้ใหม่ - จดั ชว่ งเวลาประหยดั พลงั งาน ทอ้ งถน่ิ และประเทศเพ่อื นบา้ น
- กจิ กรรมขยะแลกของใช้ - สายตรวจประหยัดพลังงาน - จดั กจิ กรรมรกั ษโ์ ลก รกั ษแ์ ผน่ ดิน
- กจิ กรรมเปลย่ี นขยะเป็นขมุ ทรัพย์ - แสดงสถติ ิค่าไฟฟ้าและค่าน้า โดยบรู ณาการรว่ มกบั โครงการ
- ครอบครวั สขุ สนั ต์รว่ มใจกนั หอ้ งเรียนสเี ขียว
อนุรกั ษพ์ ลังงาน ฯลฯ
รูปภาพท่ี 2 แผนปฏบิ ตั งิ านท่ีเกยี่ วข้องด้านการจัดการขยะ และดา้ นการอนุรักษพ์ ลังงานและสิ่งแวดลอ้ มของสถานศกึ ษา
71
โครงสรา งนวัตกรรมบูรณาการส่ิงแวดลอม
โรงเรียนสันปาตอง (สุวรรณราษฎรวิทยาคาร)
ฮ่วมฮู้
ฮ่วมสขุ หลกั 4 ฮ ฮ่วม
ฮกั
ฮ่วมมือ
รปู ภาพที่ 3 โครงสรางหลักการ 4 ฮ สวร.รวมรักษส่ิงแวดลอ ม
72
หลกั การ 4 ฮ
ฮวมฮู รว มรู หมายถึง มคี วามรู ความเขา ใจที่ถูกตองเกย่ี วกบั การคัดแยกขยะ การอนรุ ักษพลงั งาน
และรกั ษาสงิ่ แวดลอม
ฮว มฮัก รวมรกั ษ หมายถงึ การรณรงค สงเสรมิ และมีจติ สํานึกทด่ี ีในการตระหนักเหน็ ความสาํ คัญ
ของการคัดแยกขยะ การอนรุ กั ษพ ลงั งานและรักษาสิ่งแวดลอ ม
ฮว มมอื รวมมือ หมายถงึ การนําความรูทไี่ ดรบั ไปประยุกตใ ชจรงิ ในชีวติ ประจาํ วนั ดา นการคัดแยก
ขยะ และดานการอนรุ ักษพลังงานและรักษาสิง่ แวดลอมทง้ั ในสถานศึกษา
ครอบครวั และชุมชน
ฮวมสุข รวมสขุ หมายถึง การปราศจากปญหา หรอื การทป่ี ญ หาไดรบั การแกไขจากทกุ ฝา ยท่ีมี
สว นรว ม กจ็ ะทาํ ใหทกุ คนดาํ รงชวี ิตอยูใ นสังคมไดอยา งมีความสขุ
10. วธิ ีดาํ เนินการสรางนวตั กรรม
10.1 ครูผรู บั ผดิ ชอบรายงานผลการเขารว มโครงการโรงเรียนแกนนําสงิ่ แวดลอมศกึ ษา ในระดบั สาํ นกั งาน
เขตพนื้ การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม เขต 4 ใหผ ูบ รหิ ารไดร ับทราบ
10.2 ประชมุ ชี้แจงความสาํ คญั ของโครงการโรงเรยี นแกนนาํ สิง่ แวดลอมศกึ ษาใหท ปี่ ระชุมไดร บั ทราบ
10.3 เสนอโครงการ 4 ฮ สวร. รวมรักษสิ่งแวดลอม ตามนโยบาย ( 1 โรงเรียน 1 นวัตกรรม ) บูรณาการ
สง่ิ แวดลอ ม โรงเรยี นคณุ ภาพประจาํ ตาํ บล ตอ ผบู รหิ าร
73
10.4 แตง ตง้ั คณะทํางาน และรว มกันประชมุ วางแผนการดาํ เนนิ งาน
10.5 ประชาสัมพันธใหคณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนตั้งแตระดับชั้นอนุบาล 2 ถึงระดับ
ชนั้ ประถมศกึ ษาปท่ี 6 เขารว มอบรมตามโครงการ 4 ฮ สวร. รว มรกั ษส ิ่งแวดลอม
10.6 จดั กิจกรรมตามแผนทีไ่ ดกาํ หนดไว
10.7 ประเมนิ และสรปุ ผลการจัดกิจกรรม
10.8 จดั ทํารายงานผลการดาํ เนินงานตอโรงเรยี น และสาํ นักงานเขตพืน้ การศึกษาประถมศึกษาเชยี งใหม เขต 4
10.9 เผยแพรข อมลู นวตั กรรมในเวป็ ไซตโ รงเรยี น และระหวางโรงเรยี นเครือขายโครงการสุจริต
11. ผลการพัฒนานวัตกรรมการเรยี นการสอน
11.1 โรงเรียนสันปาตอง (สุวรรณราษฎรวิทยาคาร) ไดรูปแบบการขับเคล่ือนโครงการสิ่งแวดลอมของ
สถานศกึ ษา ภายใตช อ่ื โครงการ 4 ฮ สวร. รว มรักษสิ่งแวดลอ ม (ฮว มฮู, ฮวมฮัก, ฮว มมือ, ฮวมสุข)
11.2 คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนรอยละ 100 ไดรบั ความรู ความเขาใจเก่ียวกบั การลดขยะ
การคัดแยกขยะ และการนําขยะกลับมาใชประโยชนใหม จากการกิจกรรมการอบรมใหความรู การรณรงคดวย
ปายนิเทศ การจัดกิจกรรมการเรียนรูบูรณาการเรื่องขยะ การจัดทําวิดิทัศนประกอบการใหความรู เร่ือง Big Bin Hero
ผพู ิชติ ขยะ และการประชาสมั พนั ธเ สียงตามสายใหไ ดรับทราบภายในสถานศึกษา
11.3 คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนรอยละ 100 มีจิตสํานึกและพฤติกรรมดานการใช
พลังงานอยางประหยัด และมีสวนรวมในการเสริมสรางและพัฒนาสิ่งแวดลอม สามารถนําความรูท่ีไดรับไปใชใน
ครอบครัวและชุมชนตอ ไปได
12. การเผยแพรนวัตกรรม
12.1 โรงเรยี นสันปาตอง (สุวรรณราษฎรว ทิ ยาคาร) ไดเผยแพรร ูปแบบการขบั เคล่ือนโครงการส่ิงแวดลอม
ของสถานศึกษา ภายใตช ่อื โครงการ 4 ฮ สวร. รวมรักษส งิ่ แวดลอม (ฮว มฮ,ู ฮว มฮัก, ฮวมมือ, ฮว มสุข) ผานทางเว็ปไซต
https://web.suwannarat.ac.th/ และ เฟสบุคของโรงเรียน เพ่ือเปนการประชาสัมพันธใหผูปกครองและผูที่สนใจ
ไดรับทราบขอมูล
12.2 นักเรียนไดนํานวัตกรรม 4 ฮ สวร. รวมรักษส่ิงแวดลอม (ฮวมฮู, ฮวมฮัก, ฮวมมือ, ฮวมสุข) เขารวม
นําเสนองานการแลกเปลี่ยนเรียนรู ภายใตโครงการเสริมสรางคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา
(โครงการโรงเรียนสุจริต) ระดับภูมิภาค ภาคเหนือ ณ หองประชุมแกรนดภูคํา โรงแรมเชียงใหมภูคํา เมื่อวันที่
9-11 สิงหาคม พ.ศ.2562
ลงชอ่ื ..........................................ผูรายงาน ลงชอื่ ..........................................ผูรับรอง
(นางสาวน้าํ คาง สวัสด์ปิ ระดิษฐ) (นางฉววี รรณ ไขแกว)
ตาํ แหนง ครูชํานาญการพิเศษ ตาํ แหนง หัวหนางานกจิ การนักเรียน
ลงชื่อ............................................
(นายสมคั ร มลู ประการ)
ผอู าํ นวยการโรงเรยี นสนั ปา ตอง (สวุ รรณราษฎรว ิทยาคาร
74
ภาคผนวก
คําสงั่ โรงเรียนสนั ปาตอง(สวุ รรณราษฎรว ิทยาคาร)
ที่ 179 / 2563
เร่อื ง แตง ตั้งคณะทาํ งาน 4 ฮ. สวร.รว มรักษส ิ่งแวดลอม
ตามหนังสือสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหมเขต 4 ใหโรงเรียนสันปาตอง
(สุวรรณราษฎรวิทยาคาร) ดําเนินโครงการ/กิจกรรม ดังนี้ โครงการปองกันและแกไขปญหายาเสพติด
ในสถานศึกษาโครงการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาท่ีย่ังยืน กิจกรรมโรงเรียนคุณภาพประจําตําบล
(1 ตาํ บล 1 โรงเรยี นคณุ ภาพ) โครงการสรางจิตสาํ นกึ และความรใู นการผลิตและบรโิ ภคทเี่ ปนมติ รกบั สิง่ แวดลอม
เพ่ือใหก ารดาํ เนินงานตามโครงการและกิจกรรมดังกลาวใหเกิดประสิทธภิ าพในงาน จงึ จดั ตงั้ คณะทาํ งานดงั นี้
1. คณะกรรมการอาํ นวยการและท่ีปรกึ ษา
1. นายสมัคร มลู ประการ ผูอ ํานวยการโรงเรียน ประธานกรรมการ
2. นางรชั ฎา เรียนมนั่ ครู ชาํ นาญการพิเศษ กรรมการ
3. นางสุกัญญา สิงหก ี ครู ชาํ นาญการพเิ ศษ กรรมการ
4. นางพิมพผ กา เมอื งไสย ครู เชีย่ วชาญ กรรมการ
5. นางฉววี รรณ ไขแ กว
ครู ชาํ นาญการพิเศษ กรรมการและเลขานุการ
มีหนาท่ี วางแผนการดําเนนิ งานและใหคําปรกึ ษาแนะนําและสนับสนนุ การดาํ เนนิ งาน
2. คณะกรรมการฝายความรู
1. นางสาวนาํ้ คา ง สวสั ดป์ิ ระดษิ ฐ ครู ชาํ นาญการพเิ ศษ ประธานกรรมการ
2. นางสุนทรี คณุ า ครู ชาํ นาญการพเิ ศษ กรรมการ
3. นางสาวธิดารตั น แสนปญ ญา ครู คศ.1 กรรมการ
4. นางสาวพรทิวา เมอื งลือ ครู คศ.1 กรรมการ
5. นางสาวรชั ฎาภรณ ทองศรี ครูจางสอน กรรมการ
6. นางสาวอรปรียา วงศดาว พนกั งานราชการ กรรมการ
7. ครปู ระจาํ ช้นั อนบุ าล-ชั้น ป.6 กรรมการ
8.นายบงการ ศรนี นั ตา ครู คศ.1 กรรมการ
9.นายชัชวาลย ใจอนิ ทร ครู ชํานาญการ กรรมการและเลขานุการ
มหี นา ท่ี จัดทาํ และรวบรวมเอกสารความรูเกี่ยวกับกิจกรรมสง่ิ แวดลอม ใหค วามรูแกเ ด็กนักเรียน ตลอดจนถึง
การจัดบอรด นทิ รรศการความรูต า งๆ
75
3. คณะกรรมการ ฝายจดั ทาํ คลิปวดี โิ อ
1.นายบงการ ศรีนันตา ครู คศ.1 ประธานกรรมการ
2.นายกฤษฎา สาทะติ ครู คศ.1 กรรมการ
3.นายนวิ ัติ นวลแกวทวบี ุญ ครจู างสอน MEP กรรมการ
4. นายธณกร มณีขตั ยิ ครจู างสอน MEP กรรมการ
5.นายณรงศักด์ิ บุญปวน ครคู อมพิวเตอร กรรมการ
6.นายศศคิ ุณ วิเศษทรพั ย ครู คศ.1 กรรมการและเลขานุการ
มีหนาที่ วางแผนการดําเนนิ งาน ในการรวบรวมกิจกรรม จดั ทําคลิปวดี ิโอ เผยแพรประชาสมั พนั ธ
4. คณะกรรมการ ฝา ยออกแบบและจดั ทาํ ถังขยะ
1. นายชยพล สิงหบัว ครู คศ.1 ประธานกรรมการ
2. นางวรางคณา เภาโพธ์ิ ครู ชํานาญการพเิ ศษ กรรมการ
3. นางสาวสุธรรม ยาริมูล ครู ชาํ นาญการ กรรมการ
4. นายกิตตธิ ชั ทองอนุ ครูจา งสอนดนตรี กรรมการ
5. นางกัลยา ตานนั ครู ผชู วย กรรมการ
6. นายนคร ใจสขุ พนกั งานบริการ ชา งไฟชัน้ 4 กรรมการ
7. นายอทุ ัย เรือนสุข พนกั งานบริการ ชา งไฟชัน้ 4 กรรมการ
8. นายสายัน กณุ กูล ลูกจางช่ัวคราว กรรมการ
9. นายปรชี า ตอ ตานา ครู ชํานาญการพิเศษ กรรมการและเลขานุการ
มีหนาที่ ออกแบบ จัดทํานวัตกรรม การเก็บขยะในโรงเรยี น ใหน ักเรียนไดน ําไปใชไ ดอยา งสรา งสรรค
และเกิดประโยชนอยางสูงสุด
5. คณะกรรมการฝา ยการเงนิ
1. นางสุกญั ญา สิงหก ี ครู ชาํ นาญการพเิ ศษ ประธานกรรมการ
2. นางวรรณา แสงอรุณ ครู ชาํ นาญการพเิ ศษ กรรมการ
3. นางสาวชัชกมล สรุ ยิ ะ ครู คศ.1 กรรมการ
4. นางสาวพรทิวา เมอื งลือ ครู คศ.1 กรรมการ
5. นางวรรณวิสา สุนา เจาหนาทีธ่ ุรการ กรรมการ
6. นางจิราพร ชมภมู งิ่ ครู ชํานาญการ กรรมการและเลขานุการ
หนาที่ รบั - จา ยเงินและจดั ทาํ บัญชี รายรับ – รายจาย เงินงบประมาณในการดาํ เนินการจดั กจิ กรรม
สง่ั ณ วันท่ี 15 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2563
( นายสมัคร มลู ประการ )
76
ผอู าํ นวยการโรงเรยี นสันปา ตอง(สวุ รรณราษฎรวทิ ยาคาร)
รูปภาพแสดงสภาพปญหาทพ่ี บในโรงเรยี น
รูปภาพท่ี 4-7 โรงเรยี นไมมกี ารคดั แยกประเภทของถังขยะ และนักเรียนท้ิงขยะเรีย่ ราด
รูปภาพท่ี 8-9 นกั เรียนไมป ด ไฟ ไมป ด พดั ลม และไมป ด สวิตซปลก๊ั ไฟกอนออกจากหองเรยี น
77
รูปภาพที่ 10-11 เปด เคร่ืองปรับอากาศท่ีอณุ หภูมิตํ่ากวา 25 °C ทําใหสิ้นเปลืองพลังงาน
รปู ภาพที่ 12 นักเรียนเปด กอกน้ําทิ้งไว
รปู ภาพที่ 13 ก็อกนํา้ ชาํ รุดทําใหปด นา้ํ ไมสนิท หรอื กอกนํา้ รั่ว
1. ฮ่วมฮู้ รปู ภาพการดาํ เนนิ กจิ กรรม
ตามหลักการ 4 ฮ สวร.รวมรักษส ง่ิ แวดลอม
คณุ ครู บุคลากรทางการศึกษา นกั เรยี น และทุกฝายท่มี สี ว นเกย่ี วขอ ง มีความรู ความเขาใจทถี่ ูกตองเกยี่ วกับการ
คดั แยกขยะ การอนรุ ักษพลังงานและรกั ษาสง่ิ แวดลอม ตามกจิ กรรมดงั นี้
ผูบริหารและครเู ขา รว มการสัมมนาโครงการหอ งเรยี นสเี ขยี ว อยา งตอเนอ่ื งเปนประจําทกุ ป
(การจัดการดานพลงั งานและสงิ่ แวดลอม)
78
รูปภาพการดาํ เนินกจิ กรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ตอ )
กิจกรรมใหค วามรูและนําแนวทางในการดาํ เนินงาน
ยกระดบั หองเรียนสเี ขียวมุงสโู รงเรยี นสีเขยี วเพ่ือสรา งเครือขายรักษพลังงาน
จากคณะวิทยากรจากกองสงเสริมทัศนคติ การไฟฟาฝายผลิตแหง ประเทศไทย
รูปภาพการดาํ เนินกจิ กรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ตอ )
คณะครแู ละนักเรยี นเขารว มกิจกรรมคา ยหองเรยี นสเี ขียวรกั พลังงาน รุนที่ 5
ณ ศนู ยฝก อบรมแมเ มาะ จ.ลาํ ปาง
79
รูปภาพการดําเนนิ กิจกรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ตอ)
กจิ กรรมใหความรแู ละรณรงคคัดแยกขยะกอนท้ิง (Zero waste)
ใหแ กนักเรียนระดับอนบุ าล-ช้ันประถมศึกษาปท่ี 6
โดยไดรบั สนับสนุนงบประมาณจากกองทนุ หลักประกนั สขุ ภาพระดับทองถน่ิ
80
รูปภาพการดาํ เนินกิจกรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ตอ )
กจิ กรรมโครงการพลงั งานสัญจร (Energy 3) จากบริษทั ปตท. จํากดั มหาชน
มาใหความรแู กนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปท ี่ 4-5
81
รูปภาพการดาํ เนินกิจกรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ตอ )
กิจกรรมอบรมนักเรยี นแกนนําโรงเรยี นคารบอนตํา่ สชู มุ ชนลดการใชพลังงาน
และการจัดการขยะในโรงเรียน (Zero Waste)
ไดรับสนบั สนุนงบประมาณจากเทศบาลตําบลสันปา ตอง และการไฟฟา ฝา ยผลติ แหงประเทศไทย
82
รูปภาพการดาํ เนินกิจกรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ตอ)
กิจกรรมสาระนา รวู ิธีประหยดั พลังงานไฟฟา สหู องเรียน
83
กจิ กรรมโครงการรณรงคเ สรมิ สรา งตนกลาความดี ตามวิถีพอเพียง ป 2562
สนับสนนุ งบประมาณโดยมูลนธิ ยิ ุวทูตความดี กระทรวงการตา งประเทศ
ใหความรเู ร่ืองปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การจัดการพลังงานและส่งิ แวดลอ ม
แกนกั เรียนโรงเรียนสันปาตอง (สุวรรณราษฎรวิทยาคาร) และกลมุ สามเณรและนักเรยี น
ในกลมุ อําเภอสันปาตอง อาํ เภอหางดง และอําเภอดอยหลอ
84
85
รูปภาพการดาํ เนนิ กจิ กรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ตอ)
กิจกรรมใหค วามรูตามโครงการ 4 ฮ สวร. รวมรกั ษสงิ่ แวดลอม
ใหแ กน กั เรยี นระดับอนบุ าล-ช้นั ประถมศกึ ษาปที่ 6
โดยไดรบั สนบั สนนุ งบประมาณโครงการสิ่งแวดลอมศึกษา และโรงเรยี นคณุ ภาพประจําตําบล
สาํ นักงานเขตพน้ื การศกึ ษาประถมศึกษาเชียงใหม เขต 4
86
รูปภาพการดําเนนิ กจิ กรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ตอ)
2. ฮวมฮกั คณะครู บุคลากรทางการศกึ ษา นกั เรยี น และชุมชน มสี ว นรว มในการรณรงค
สง เสริม และสรา งจิตสํานึกที่ดใี นการตระหนักเห็นความสําคญั ของการคดั แยกขยะ
การอนุรักษพลังงานและรกั ษาสิ่งแวดลอ ม ตามกจิ กรรมดังน้ี
กจิ กรรมรณรงคค ดั แยกขยะกอนทิ้ง
โดยมกี ารประชาสัมพนั ธห นาเสาธง และจัดปา ยนเิ ทศใหความรู เร่อื งการคัดแยกขยะ
87
รปู ภาพการดําเนินกิจกรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ตอ)
กจิ กรรมรณรงคสรา งจติ สํานกึ ประหยัดพลงั งานและรักษสิง่ แวดลอ ม ในงานกฬี าสีตา นยาเสพตดิ
88
รูปภาพการดําเนนิ กจิ กรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ตอ )
กจิ กรรมรณรงค “ประหยัดพลงั งาน เพอ่ื โลกที่ยงั่ ยนื ” บรเิ วณตลาดและที่ชุมชน
89
รปู ภาพการดําเนินกิจกรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ตอ )
กจิ กรรมตดิ สติกเกอรร ณรงคประหยดั ไฟฟา ทกุ หอง และทกุ จดุ ที่มสี วิตซแ ละปลกั๊ ไฟ
เพื่อสรางความตน่ื ตวั ในการประหยดั ไฟฟา ใหแ กครู บคุ ลากรและนักเรียน
90
รปู ภาพการดําเนนิ กิจกรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ตอ)
กิจกรรมสรา งจติ สาํ นึกใหใชน้าํ อยา งประหยดั
โดยติดปายรณรงคใหนักเรียนใชน าํ้ อยา งประหยดั ทุดจุดที่มีกอกนํา้
รปู ภาพการดาํ เนินกจิ กรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ตอ
มกี ารจดั ทาํ ประกาศโรงเรียนสนั ปาตอง (สุวรรณราษฎรว ทิ ยาคาร) เร่อื ง มาตรการประหยดั ไฟฟา
โดยไดแ จงใหค ณะครู บคุ ลากรและนกั เรียนในสถานศึกษาทกุ คนรบั ทราบ เพ่ือใหถ ือปฏิบตั ิโดยทั่วกัน
91
รปู ภาพการดําเนินกจิ กรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ตอ )
มกี ารแสดงสถติ ปิ รมิ าณคาไฟฟาทุกอาคารเรียน เพ่ือสรางความตระหนกั ในการประหยดั พลังงานไฟฟา
กิจกรรมเสียงตามสายวธิ ีชว ยโลกคลายรอน
นกั เรียนแกนนาํ จะเปนผปู ระชาสมั พันธและใหความรดู า นอนุรกั ษพลังงานและสิ่งแวดลอม
92
รูปภาพการดาเนินกิจกรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ตอ่ )
คณะครู บุคลากรทางการศึกษาและนกั เรียน น้าความรทู้ ่ีได้รบั ไปประยุกต์ใชจ้ รงิ
3. ฮ่วมมือ ในชีวติ ประจา้ วนั ด้านการคัดแยกขยะ และดา้ นการอนรุ กั ษ์พลังงานและรกั ษาสงิ่ แวดล้อม
ท้ังในสถานศกึ ษา ครอบครัวและชุมชน ตามกจิ กรรมดงั น้ี
❖ นกั เรยี นสามารถจาแนกประเภทขยะ และทิ้งขยะได้ถูกตอ้ งตามประเภทของถังขยะ
93
รปู ภาพการดาเนนิ กจิ กรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ตอ่ )
ใชแ้ กว้ น้าของตนเอง แทนการใช้แกว้ พลาสตกิ ที่ใชเ้ พยี งคร้ังเดียวแล้วท้ิง ชว่ ยลดปรมิ าณขยะ
ใชถ้ งุ ผ้าแทนการใชถ้ งุ พลาสติกทย่ี อ่ ยสลายยาก และชว่ ยลดปริมาณขยะ
รา้ นคา้ ให้ความร่วมมอื ใชใ้ บตองเป็นภาชนะส้าหรับใส่อาหารใหน้ กั เรียน
94
รูปภาพการดาเนินกิจกรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ต่อ)
❖ กจิ กรรมขยะแลกของใช้
คณะครู บคุ ลากร นักเรยี นและผปู้ กครอง น้าขยะที่ได้ท้าการคัดแยกมาทา้ ให้เกดิ มูลคา่
95
รูปภาพการดาเนินกิจกรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ต่อ)
❖ กจิ กรรมเปลี่ยนขยะเป็นขุมทรพั ย์
คณะครู บคุ ลากร นักเรียนและผูป้ กครอง น้าขยะท่ีได้ท้าการคดั แยกมาทา้ ให้เกดิ มูลคา่
96
รปู ภาพการดาเนินกิจกรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ต่อ)
❖ กิจกรรมช่วงเวลาประหยัดพลังงานไฟฟา้
แบง่ เปน็ 2 ช่วง คือ ช่วงเชา้ เวลา 07.00 – 08.30 น. และช่วงพักกลางวนั เวลา 12.00 – 13.00 น.
โดยจะเปิดบทอาขยาน “ประหยดั พลงั งาน เราท้าได้” เพื่อเป็นการสรา้ งความตระหนักให้
ครู บุคลากรและนักเรยี น รว่ มใจกนั ประหยัดพลงั งาน และยังมกี ารให้นักเรยี นเต้นประกอบเพลงด้วย
97
รูปภาพการดาเนนิ กิจกรรมตามหลกั การ 4 ฮ (ตอ่ )
❖ กิจกรรมสายตรวจพลงั งานและส่ิงแวดลอ้ ม
นกั เรียนสายตรวจประหยดั พลังงาน ตรวจสอบการปิดไฟและอปุ กรณ์ไฟฟา้ ต่าง ๆ ชว่ งเวลา 12.00-13.00 น.