ความรูทางเคมที ส่ี ําคญั สําหรับวศิ วกรทั่วไป
รศ.แมน อมรสิทธิ์
ดร.ประวทิ ย สิงหโตทอง
ดร.ดาํ รงค สมมิตร
อัญชลี ทองสิมา
สันติ ตั้งประภา
บทที่ 1
อะตอม โมเลกุล และไอออน
(Atoms, Molecules, and Ions)
อะตอม (atom) คือ หนวยพ้ืนฐานของธาตุที่เขาทําปฏิกิริยาเคมี ประกอบดวย 2 สวน
ท่ีสําคัญ สวนแรกนิวเคลียส มีประจุไฟฟาเปนบวกซึ่งประกอบดวยโปรตอนและนิวตรอนสวน
ท่สี องอเิ ลก็ ตรอน มีประจุไฟฟาเปนลบเคล่อื นท่อี ยูรอบนิวเคลียสมีสมบัตดิ ังในตาราง
e- อเิ ลก็ ตรอน
p+n นวิ เคลยี ส (โปรตอน + นวิ ตรอน)
ชนดิ ของอนุภาค ประจุ มวล ( g )
+ 1.67 x 10 –24 g = 1 amu
โปรตอน , p 0 1.67 x 10 –24 g = 1 amu
นวิ ตรอน , n - 9.11 x 10 –28 g = 0.00055 amu
อิเลก็ ตรอน , e-
สัญลักษณอะตอม (Atomic symbol) เปนสัญลักษณท่ีแสดงเลขมวล เลขอะตอม และ
สญั ลกั ษณธาตุ
เลขมวล XA สัญลกั ษณธ าตุ ( อานวา X → Z → A )
เลขอะตอม
Z
เชน 2 H อานวา Hydrogen – 1 - 2 หรอื ดวิ ทีเรียม
1
เลขอะตอม (Atomic number : Z) คือ จํานวนโปรตอนในนิวเคลียสของแตละอะตอม
ของธาตุ
Z=p
ในอะตอมท่ี เปนกลาง จํานวนโปรตอนเทากับจํานวนอิเล็กตรอน ดังนั้นเลขอะตอมจึง
บอกจาํ นวนอเิ ล็กตรอนในอะตอมดว ย
p = e-
เลขมวล (Mass number : A) คือ ผลรวมนิวตรอนและโปรตอนทีม่ อี ยูในนิวเคลียสของธาตุ
A=p+n เลขมวล = จํานวนโปรตอน + จํานวนนวิ ตรอน
= เลขอะตอม + จาํ นวนนิวตรอน
ไอโซโทป (Isotope) คือ อะตอมทมี่ ีเลขอะตอมเทากนั แตมีเลขมวลตางกนั เชน
1 H 2 H 3 H 12 C 13 C 14 C
1 1 1 6 6 6
ไฮโดรเจน ดวิ ทีเรยี ม ทรเิ ทียม C-12 C-13 C-14
ไอออน (Ion) : อะตอมหรือกลมุ ของอะตอมท่ีมกี ารใหหรอื รับอเิ ลก็ ตรอน
1. ไอออนบวก (Cation) คอื อะตอมหรอื กลุม อะตอมทมี่ กี ารให e-
2. ไอออนลบ (Anion) คือ อะตอมหรือกลุมอะตอมทีม่ กี ารรับ e-
เชน Na+ K+ Mg2+ Ca2+ Al3+
Cl- Br- F- S2- O2-
NH4+ NO3- SO42- CO32- PO43-
ตัวอยาง เติมจํานวนโปรตอน นิวตรอน อิเล็กตรอน ประจุ และสัญลักษณอะตอมใน ชองวาง
ใหถ ูกตอ ง
สัญลกั ษณ 11 B 56 Fe 2+ P Au Rn
โปรตอน 5 26 79 86
นิวตรอน 16 117 136
อิเลก็ ตรอน 5 18 79
ประจสุ ุทธิ -3 0
6
5
0
มวลอะตอม (Atomic mass) คอื ตัวเลขทไ่ี ดจากการเปรยี บเทียบมวลของธาตุ 1 อะตอมกบั
มวลของ
ธาตมุ าตรฐาน 1 อะตอม ในรปู ของหนวยมวลอะตอม (amu) เชน
1H = 1.00 amu 12C = 12.00 amu
( เดมิ ) ( ปจ จุบัน )
มวลอะตอมของธาตุ = มวลของธาตุ 1 อะตอม
1 มวลของ C-12 1 อะตอม
12
โดย 1 amu = 1 มวลของ C-12 = 1.66 x 10-24 g
12
มวลอะตอมเฉลี่ย (Average atomic mass) คือ การนาํ มวลอะตอมของธาตุทม่ี ีหลาย
ไอโซโทปมาหา
มวลอะตอมเฉล่ยี
มวลอะตอมเฉลีย่ = ∑ ( ปริมาณ%ของไอโซโทป x มวลของไอโซโทป )
= 100
∑ ( % ในธรรมชาติ x มวล )
100
ตัวอยางท่ี 1 ทองแดงเปน โลหะท่ีมนษุ ยร จู กั มาตง้ั แตส มัยโบราณใชท าํ สายไฟฟาและเหรยี ญ
กษาปณเ ปนตน มวลอะตอมของไอโซโทปท่เี สถียร 2 ชนดิ ของทองแดง 63 Cu (69.09%) และ
29
65
29 Cu (30.91%)
มีคา 62.93 และ 64.9278 amu ตามลาํ ดับ จงคาํ นวณมวลอะตอมเฉลี่ยของทองแดง
มวลอะตอมเฉล่ีย = (69.09 × 62.93) + (30.91× 64.9278)
100
= 63.548 amu
ตวั อยา งที่ 2 มวลอะตอมของไอโซโทปท่เี สถียร 2 ไอโซโทปของโบรอน คอื 10 B (19.78 %)
5
11
และ 5 B (80.22 %) มีคา 10.0129 และ 11.0093 amu ตามลําดับ จงคาํ นวณมวลอะตอม
เฉล่ียของโบรอน
มวลอะตอมเฉลยี่ = (19.78 ×10.0129) + (80.22 ×11.0093)
100
= 10.812 amu
มวลโมเลกลุ (Molecular mass) เปนผลบวกมวลอะตอม (เปน amu) ของอะตอมทั้งหมดใน
โมเลกลุ
เชน มวลโมเลกุลของ NO2 = (1 x มวลอะตอมของ N) + (2 x มวลอะตอมของ O)
= (1 x 14 amu) + (2 x 16 amu)
= 46 amu
ตัวอยา งที่ 3 จงคาํ นวณมวลโมเลกลุ ของสารประกอบตอไปน้ี
( H = 1 , C = 12 , N = 14 , O = 16 )
3.1 HNO3 3.2 C6H8O6
3.3 H2O 3.4 CH3COOH
( 63 176 18 60
ตามลาํ ดับ )
มวลสตู ร (Formula Mass) คดิ เหมือนมวลโมเลกลุ แตใชส ําหรับสารประกอบไอออนิก
เชน formula mass ของ NaCl = 23 amu + 35.5 amu
= 58.5 amu
ตวั อยางท่ี 4 จงคาํ นวณ formula mass ของสารตอไปน้ี
( C = 12 , O = 16 , Na = 23 , P = 31 , K = 39 , Br = 80 )
4.1 KBr 4.2 Na2SO4
4.3 Na2CO3 4.4 Na3PO4
( 119 142 106
164 ตามลําดบั )
โมล ( mole ) หมายถึง ปริมาณสารท่ปี ระกอบไปดวยอนภุ าค (อะตอม โมเลกลุ หรอื อนุภาคอื่น)
เทา กับ จํานวนอะตอมของไอโซโทป C–12 จํานวน 12 กรัม
โมลเปนหนวยเรยี กในระบบ SI โดยสญั ลักษณข องโมล คือ mol
1 mole = 6.022045 x 1023 อนภุ าค
= Avogadro’s number
สารใดๆ 1 โมล จะมีจาํ นวนอนภุ าค (อะตอม โมเลกลุ ไอออน) เทา กบั 6.02 x 1023
อนภุ าค (อะตอม โมเลกุล ไอออน)
มวลตอ โมล (Molar mass)
1. มวลตอโมล ของ ธาตุ หนึ่งๆ จะมีมวลเทากับมวลอะตอมทมี่ หี นว ยเปนกรมั ( g )
เชน มวลอะตอมของ Na = 23 amu
มวลตอโมลของ Na = 23 กรมั
2. มวลตอโมล ของ สารประกอบ หน่งึ ๆ จะมีมวลเทา กบั มวลโมเลกุลท่ีมีหนวยเปน กรัม
(g)
เชน มวลโมเลกลุ ของ CO2 = 44 amu
มวลตอโมลของ CO2 = 44 กรมั
3. มวลตอ โมล ของ ไอออน หนงึ่ ๆ จะมมี วลเทา กับมวลของไอออนน้นั ๆ หรือ formular
mass ทมี่ หี นว ยเปน กรมั ( g )
เชน มวลอะตอมของ Na = 23 amu
มวลตอโมลของ Na+ = 23 กรมั
สรุป
1 mol ของ C อะตอม = 6.02 x 1023 อะตอม = 12 กรัม
= 6.02 x 1023 = 32 กรัม
1 mol ของ O2โมเลกุล โมเลกลุ
= 2 x 6.02 x 1023 อะตอม
1 mol ของ Na+ ไอออน= 6.02 x 1023
ไอออน = 23 กรมั
ตัวอยา งที่ 5 เงิน (Ag) 1 อะตอมมมี วลก่ีกรมั (มวลอะตอม Ag =107.9)
มวลตอโมล Ag = 107.9 กรมั ใน Ag 1 โมล มี 6.02 x 1023 อะตอม
Ag 6.02 x 1023 อะตอม มมี วล 107.9
กรมั
ดังนน้ั Ag 1 อะตอม มีมวล 107.9 = 1.792 x 10-22 กรมั
6.02 ×1023
ตัวอยา งที่ 6 ถา นําสารประกอบของ C2H5OH 13.8 กรมั (H = 1,C = 12,O=16) จงคํานวณ
1) จาํ นวนโมลของ C2H5OH
จํานวนโมล = มวลของสาร ( g )
มวลโมเลกุล
มวลโมเลกลุ = 2 (12) + 6 (1) + 1 (16) = 46
13.8
ดังนั้น จาํ นวนโมลของ C2H5OH = 46 = 0.3 โมล
2) จาํ นวนโมเลกลุ ของ C2H5OH 6.02 x 1023 โมเลกุล
C2H5OH 1 โมล มีจาํ นวน = 0.3 x 6.02 x 1023 โมเลกุล
ดังน้นั C2H5OH 0.3 โมล มจี าํ นวน = 1.81 x 1023
โมเลกุล
3) จาํ นวนอะตอมของ C , H และ O ในโมเลกลุ ของ C2H5OH
C2H5OH 1 โมเลกุล มี C 2 อะตอม
ดงั น้นั C2H5OH 1.81 x 1023 โมเลกุล มี C = 2 x 1.81 x 1023 อะตอม
= 3.61 x 1023 อะตอม
C2H5OH 1 โมเลกลุ มี H 6 อะตอม
ดงั น้นั C2H5OH 1.81 x 1023 โมเลกลุ มี H = 6 x 1.81 x 1023 อะตอม
= 1.09 x 1024 อะตอม
C2H5OH 1 โมเลกุล มี O 1 อะตอม
ดังนั้น C2H5OH 1.81 x 1023 โมเลกลุ มี O = 1 x 1.81 x 1023 อะตอม
= 1.81 x 1023 อะตอม
องคประกอบรอยละของสารประกอบ
เปน การคํานวณหาองคประกอบของอะตอมเปนรอยละโดยนํา้ หนักของอะตอมใน
โมเลกลุ
รอยละขององคป ระกอบ = (จํานวนอะตอมของธาตุx มวลอะตอมของธาต)ุ × 100
มวลโมเลกลุของสารประกอบ
ตัวอยา งท่ี 7 จงหารอยละองคประกอบของ H และ O ในสารประกอบ H2O2 (H = 1,O = 16)
มวลโมเลกลุ ของ H2O2 = 34 กรมั
ดังนนั้ %H = 2 × 100 = 5.9 %
34
%O = 32 × 100 = 94.1 % ( 5.9 + 94.1 = 100 % )
34
ตัวอยา งที่ 8 จงหารอยละองคป ระกอบของ H , S , O ในกรดซัลฟวรกิ (H2SO4 )
( H =1, O =16 , S = 32 )
%H = 2 × 100 = 2.04 %
98
%S = 32 × 100 = 32.65 %
98
%O = 64 × 100 = 65.31 % ( 2.04 + 32.65 +
98
65.31 = 100 % )
สูตรอยางงาย (Empirical Formular, EF) เปนสูตรที่แสดงอัตราสวนอยางตํ่าของธาตุในสาร
ประกอบ
สูตรโมเลกุล (Molecular Formular , MF) เปนสูตรที่แสดงจํานวนอะตอมของธาตุใน
1 โมเลกลุ
การเปล่ยี นสตู รอยา งงายเปนสตู รโมเลกลุ : (สูตรอยา งงา ย)n = มวลโมเลกลุ
ตัวอยางที่ 9 กรดแอสคอบิก (วิตามินซี) รักษาเลือดออกตามไรฟน กรดน้ีประกอบดวย
คารบอน ( C )
40.92 % ไฮโดรเจน ( H ) 4.58 % และออกซเิ จน ( O ) 54.50 % โดยมวล
จงหาสตู รอยางงาย และสูตรโมเลกุลของกรดแอสคอบิก ( กําหนดมวลโมเลกลุ
ของกรดแอสคอบิกเทา กบั 176 )
อัตราสวนโดยมวลของ C : H : O = 40.92 : 4.58 : 54.50
อตั ราสวนโดยโมลของ C : H : O 40.92 4.58 54.50
= 12 : 1 : 16
= 3.41 : 4.58 : 3.41
หาอตั ราสว นอยา งตา่ํ 3.41 4.58 3.41
= 3.41 : 3.41 : 3.41
= 1.0 : 1.3 : 1.0
ดงั นน้ั สตู รอยา งงา ย คอื C1H1.3O1
ข้ันตอ ไปเปลย่ี น 1.3 ใหเปนเลขจํานวนเตม็ โดยวิธลี องผิดลองถูก
คณู 2 ตลอด จะได C2H2.6O2 ซง่ึ ยังปดไมไ ด
คูณ 3 ตลอด จะได C3H3.9O3 ≈ C3H4O3
หาสูตรโมเลกลุ จาก (สตู รอยางงาย)n = มวลโมเลกลุ
(C3H4O3 )n = 176
( 3 (12) + 4 (1) + 3 (16))n = 176
88 n = 176
176
n= 88
=2
ดงั นนั้ สูตรโมเลกุลของกรดแอสคอรบกิ คือ (C3H4O3 )2 = C6H8O6
บทที่ 2
การจดั เรยี งอเิ ลก็ ตรอนและตารางธาตุ
(Electron Configuration and Periodic Table)
ทฤษฎีควอนตมั (Quantum theory)
ใชอธิบายโครงสรางภายในอะตอมและบทบาทของอิเล็กตรอนในวิชาเคมี ทําใหเรา
ทราบสมบัติของสารท้งั หมดในปฏิกริ ยิ าเคมี เชน 1. จํานวนอเิ ลก็ ตรอนในอะตอม
2. พลังงานของอิเล็กตรอน
3. การจดั เรียงกันของอเิ ลก็ ตรอน
ควอนตมั (Quantum)
พลงั งานปริมาณทน่ี อ ยทส่ี ดุ ทเี่ ปลง ออกมา (หรือดูดกลนื ) ในรูปการแผร ังสีแมเ หลก็ ไฟฟา
(electromagnetic radiation)
คล่นื แมเหลก็ ไฟฟา (Electromagnetic wave, EM)
ประกอบดวย สนามแมเหล็ก (magnetic field) และสนามไฟฟา (electric field) ซึ่งมี
ความยาวคล่ืน และความถ่ีเดียวกัน ดังน้ันจึงมีอัตราเร็วเทากันแตเคล่ือนที่ไปในระนาบตั้ง
ฉากกัน ดังรูป
การแผร งั สี (Radiation)
การเปลง (emission) และการสง ผา น (transmission) พลงั งานผา นทว่ี า งในรปู ของคล่นื
ลักษณะของคลืน่ มอี งคประกอบ ดงั นี้
1. ความยาวคล่ืน (λ) คอื ระยะระหวา งจดุ ทีเ่ หมอื นกนั บนคลื่น มีหนว ย m, cm หรือ m
2. ความถ่ี ( ν ) คือ จํานวนคลื่นท่ีผานจุดๆ หนึ่งในเวลา 1 วินาที มีหนวย cycle/sec,
hertz (Hz)
3. แอมพลิจูด (amplitude) ระยะในแนวตั้งจากจุดกึ่งกลางของคล่ืนไปยังจุดสูงสุดหรือ
จดุ ตํ่าสุด
4. ความเรว็ ( u ) คือ ระยะทางท่คี ลื่นเคลอื่ นที่ไดในระยะเวลา 1 วนิ าที
การศึกษาแบบจําลองของอะตอม
1873 Maxwell เสนอวา แสงในชวงที่เห็นได (visible light) ประกอบดวยคล่ืนแมเหล็กไฟฟา
ท่ีมที ้ัง electric field และ magnetic field เคลอื่ นที่ต้งั ฉากกัน
1900 Planck กลาววาอะตอมและโมเลกุลสามารถเปลง (หรือดูดกลืน) พลังงานไดเฉพาะ
บางคาเทาน้ัน และพลังงานนี้มีลักษณะคลายกลุมกอน เรียกปริมาณของ
พลังงานท่ีนอยท่ีสุด ท่ีเปลงออกมา (หรือดูดกลืน) ในรูปการแผรังสีแมเหล็ก
ไฟฟา วา ควอนตัม (quantum)
1905 Einstein : ศึกษาปรากฏการณ Photoelectric effect การท่ีแสง
ท่ี มี ค ว า ม ถี่ จํ า เพ า ะ ค า ห นึ่ ง ต ก ก ร ะ ท บ ผิ ว โ ล ห ะ ที่
สะอาดทําใหมีอิเล็กตรอนกระเด็นออกจากผิวโลหะ
อิเล็กตรอนท่ีหลุดออกมาจะถูกดึงดูดใหว่ิงเขาหาขั้ว
บวก การไหลของอิเล็กตรอนจะทราบไดจากเคร่ือง
ตรวจวัด ซ่ึงปรากฏการณน่ีไมสามารถอธิบายได
ดว ยทฤษฎีคล่ืนแสง Einstein อธิบายอเิ ล็กตรอนท่ี
กระเด็นข้ึนอยูกับความถี่ของแสงและต้ังสมมติฐาน
วา “Light is a stream of particles” (แ ส งเป น
สายธารของอนุภาค)ไมใชคล่ืน และเรียกอนุภาค
ของแสงวา โฟตอน (photon)
1913 Bohr ศึกษาสเปกตรัมการเปลงแสง (emission spectrum) ของ H - atom พบวา
emission spectrum คือ แถบการแผรังสีของวัตถุเมื่อมีการกระตุนดวย
พลงั งาน โดย Bohr สรปุ วา
1. อเิ ล็กตรอนเคล่อื นทเี่ ปนวงโคจร (orbit)
- ไมจ าํ กดั จาํ นวน - รปู ทรงกลม
- รศั มีแนนอน - พลังงานมีคาทแ่ี นน อน
2. พลังงานของอิเล็กตรอนท่ีเพ่ิมข้ึน ทําใหอิเล็กตรอนเคลื่อนท่ีไปอยู
ในวงโคจรที่ไกลข้ึน ถาอิเล็กตรอนจะกลับเขาสูวงโคจรเดิมจะตอง
แผรังสอี อกมาเรียกวา photon
1924 de Broglie สรุปวาอิเล็กตรอนมีคุณสมบัติเปนไดท้ังอนุภาคและคล่ืน ในกรณีของ
H-atom อิเล็กตรอนจะเคล่ือนท่ีเปนวงโคจรรอบนิวเคลียสและมีพลังงานคงที่
โดยอิเล็กตรอน เปนไดทั้งอนุภาค และคลื่นเชนกัน แต ไมสามารถอธิบาย
กรณีอะตอมที่มีอิเล็กตรอนมากกวา 1 ตัว และ emission spectrum ของ H
ภายใตส นามแมเหล็ก
1926 Schrodinger พิจารณาอิเล็กตรอนในเชิง mechanic เรียกวา wave mechanics หรือ
quantum mechanics เขยี นเปนสมการ Schrodinger ไดด งั นี้
∂ 2ϕ + ∂ 2ϕ + ∂2ϕ + 8π 2 m ( E-V )ϕ = 0
2
∂X 2 ∂Y 2 ∂Z2 h
wave function ϕ = A sin 2π x
λ
= A sin 2π px ; λ = h
p
h
โดยที่ ϕ 2 แสดงความนา จะเปน (Probability) ในการพบอิเลก็ ตรอนในสามมิติ
(space) ถา มคี าสงู แสดงวามีโอกาสในการพบอิเล็กตรอนสูง สมการนี้เองใช
เปน ขอ สรปุ วา อิเลก็ ตรอนเปน ไดทงั้ อนุภาคและคล่ืน และยงั บอกไดอกี วา
อิเลก็ ตรอนไมม ีตาํ แหนงเดนชดั รอบ nucleus ดังน้ันจึงเรียก บริเวณทจ่ี ะพบ
อิเลก็ ตรอนวา electron density หรือ electron cloud ตอมาจงึ เปลีย่ นมาเรยี ก
orbital หรือ atomic orbital ซึง่ จะมีความนา จะเปนในการพบ e- ถงึ 90 % มรี ูป
รา งและพลงั งานเฉพาะ
เลขควอนตมั ( Quantum Number )
เลขควอนตมั ไดม าจากการแกส มการ Schrodinger ซึง่ สามารถนํามาใชอธบิ ายพฤติ
กรรมและกําหนดตาํ แหนงของอิเล็กตรอนได โดยเลขควอนตัมแบง ออกเปน 4 ชนิด คือ
1. เลขควอนตมั หลกั ( Principal quantum number ; n )
n เปน เลขจํานวนเต็ม มีคาตง้ั แต 1 , 2 , 3 …….
บอกถงึ - ระดบั พลงั งานหลกั ของอเิ ลก็ ตรอนใน orbital
- ระยะเฉล่ยี ระหวางอิเลก็ ตรอนในออรบ ทิ ลั หนึ่งๆ กับนิวเคลียส
โดยถา n
มคี า มาก ระยะเฉล่ียระหวา งอิเลก็ ตรอนในออรบ ิทลั ถงึ นวิ เคลยี สก็
ย่ิงมาก
ออรบ ทิ ัลน้นั จะมขี นาดใหญ (ออรบ ิทัลนน้ั เสถยี รนอยลง)
2. เลขควอนตัมโมเมนตมั เชิงมุม ( Angular momentum quantum number ; λ )
บอกถึง - รปู รางของ orbital
- มคี า ตั้งแต 0 ถึง ( n – 1 ) กลา วคอื
ถา n = 1 λ = 0
n = 2 λ = 0,1
n = 3 λ = 0,1,2
n = 4 λ = 0,1,2,3
โดยในแตล ะคา ของ λ มีการกําหนดช่อื ไวด งั น้ี
λ 012345
ชอื่ ออรบทิ ัล s p d f g h
3. เลขควอนตมั แมเหลก็ (Magnetic quantum number ; mλ )
บอกถึง - การเคลือ่ นทีข่ องอเิ ลก็ ตรอนในสามมติ ิ ( space )
- คา mλ ขน้ึ อยูกับคา λ โดย mλ = 2λ + 1 คา
แตล ะคา ของ mλ มคี าอยูร ะหวา ง - λ ถึง + λ ดงั น้ี
-λ, ( - λ + 1), … , 0 , … , (+λ – 1) , λ
- คา mλ จะเปน ตวั บอกจาํ นวน orbital ในแตละระดับพลังงานยอย เชน
λ = 0 mλ = 2 (0) + 1 = 1 คา คอื 0 ดังนั้น s
orbital มี 1 orbital
λ = 1 mλ = 2 (1) + 1 = 3 คา คอื - 1 , 0 , 1 ดังนน้ั p
orbital มี 3 orbital
λ = 2 mλ = 2 (2) + 1 = 5 คา คอื -2 , -1 , 0 , 1 , 2 ดงั นัน้ d
orbital มี 5 orbital
4. เลขควอนตัมสปน (Spin quantum number ; m s )
แสดงทิศทางการหมุน (spin direction) ของอิเล็กตรอน มีคาเปน +½ หรือ
- ½ ลักษณะการหมุนของอิเล็กตรอน 2 ตัว จะหมุนรอบแกนตัวเองในทิศทาง
ตรงกันขาม คือ สปนข้ึน (+½ ) และสปนลง (-½ ) เหมือนแมเหล็กหันขั้วบวก
และลบ เขาหากัน
จากการแกสมการ Schrodinger หาคา ϕ 2 แสดงความหนาแนนของอิเล็กตรอนในที่
วางรอบนิวเคลียสของอะตอม พบวา รูปรางและจํานวนออรบิทัลของแตละระดับพลังงานยอย
เปน ดังน้ี
s orbital เปนทรงกลม มี 1 orbital
p orbital เปน dumbell มี 3 orbital
d orbital เปน รปู รา ง 3 มติ ิ มี 5 orbital
ตารางสรปุ คาเลขควอนตัมตางๆ
n12 3 4
2
λ 00 1 0 1 2 01 3
sp d f
orbital s s p s p d
mλ 0 0 -1,0,1 0 -1,0,1 -2,-1,0,1,2 0 -1,0,1 -2,-1,0,1,2 -3,-2,-1,0,1,2,3
no. orbital
no. electron 1 1313 5 13 5 7
2 26 10 14
Σ orbital 1 2 6 2 6 10 16
49
จาํ นวนออรบ ิทลั ในแตล ะระดบั พลงั งานหลัก = n2
จาํ นวนอิเลก็ ตรอนแตล ะระดบั พลังงานหลกั = 2n2
พลงั งานของออรบิทลั
พลงั งานของอเิ ลก็ ตรอนในไฮโดรเจนอะตอมหาไดจากเลขควอนตมั หลัก ดงั นี้
1s < 2s = 2p < 3s = 3p =3d < 4s = 4p = 4d = 4f < …
กรณีอะตอมมีหลายอเิ ลก็ ตรอน พลงั งานของอิเล็กตรอนในอะตอมไมไดข้นึ กบั n เพยี ง
อยางเดียว แตย ังขึ้นกบั λ ดวย ดังนี้ 1s < 2s < 2p < 3s < 3p < 4s < 3d < 4p < …
หลกั การจัดเรียงอิเลก็ ตรอน
1. Aufbau Principle การจัดเรียงอิเล็กตรอนจะตองเติมอิเล็กตรอนจากระดับ
พลงั งานตาํ่ ไปสงู
คอื จาก 1s → 2s → 2p → 3s → 3p → 4s → 3d → 4p →…
2. Hund Principle การจัดเรียงอเิ ล็ก ตรอนในออรบิทลั แบบทเ่ี สถียรที่สุดคือแบบท่ี มี
สปนขนานกันจํานวนมากท่ีสุด (กระจายมากที่สดุ )
2Px 2Py 2Pz 2Px 2Py 2Pz 2Px 2Py 2Pz
ผดิ ผดิ ถูก
3. Pauli Exclusion Principle แตละออรบิทัลสามารถรับอิเล็กตรอนไดอยางมาก
2 ตัว และอิเล็กตรอนท้ังสองตัวน้ีจะมีสปนตรงกันขามหรือมีเลขควอนตัมทั้ง 4 ชนิด
ไมเหมือนกันการศึกษาถึงพฤติกรรมของอิเล็กตรอนในอะตอม ตองรูถึงพื้นฐานใน
การจัดเรยี งอิเล็กตรอน
(electron configuration) ดงั นี้ จาํ นวนอิเล็กตรอนใน orbital
n λX
principle energy level angular momentum quantum number
n = 1, 2, 3, ... s , p , d , f , ..
เราจะทําการบรรจุอิเล็กตรอนจากออรบิทัลที่มีพลังงานต่ําสุดไปหา orbital ท่ีมีพลังงาน
สูงข้ึนเรอ่ื ย ๆ โดยใชแ ผนภาพการจัดเรยี งอิเล็กตรอนในออรบ ิทัลดังน้ี
ตัวอยาง การจัดเรียงอิเลก็ ตรอน
อะตอม จาํ นวนอิเลก็ ตรอน การจัดเรียงอิเล็กตรอน
1H 1 1s1
2He 2 1s2
3Li 3 1s2 2s1
4Be 4 1s2 2s2
5B 5 1s2 2s2 2p1
6C 6 1s2 2s2 2p2
10Ne 10 1s2 2s2 2p6
21Sc 21 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s2 3d1
การจัดเรียงอิเล็กตรอนในแตละออรบิทัล แตไมไดบอก spin ของอิเล็กตรอน (ms) และ
ไมไดบอก orientation ของ orbital (mλ) ดังน้ันเราอาจใช orbital diagram แสดงการจัดเรียง
อิเล็กตรอนในแตละออรบิทัล เพ่ือชวยทํานายสภาพความเปนแมเหล็ก และความเสถียรของ
อิเลก็ ตรอน ดังน้ี
สภาพความเปน แมเ หลก็
- Paramagnetic การจัดเรยี งอิเล็กตรอนมี unpaired electron (โดดเดีย่ ว)
ทําใหเกดิ การเหนย่ี วนาํ ในสนามแมเ หลก็
- Diamagnetic การจดั เรียงอเิ ลก็ ตรอนเปน paired electron (จบั คหู มด)
ทําใหส นามแมเหลก็ หกั ลางกนั หมดไมเ กดิ การเหน่ียวนําในสนามแมเหล็ก
ความเสถยี รของอเิ ล็กตรอน
Complete filling > Half filling > Incomplete filling
เลขหมแู ละเลขคาบ
จากการจัดเรียงอเิ ล็กตรอนของธาตตุ า งๆ เราสามารถบอกเลขหมูแ ละเลขคาบไดดังนี้
เลขคาบ ดจู ากระดับพลังงานหลกั ทสี่ ูงที่สุด
เลขหมู ดจู ากจาํ นวนอเิ ล็กตรอนทัง้ หมด ในระดับพลังงานหลกั ทีส่ งู ที่สุด
หมู (Groups) แถวตามแนวตั้ง (หรอื families)
มี e- วงนอกสดุ เทา กัน
คาบ (Periods) แถวตามแนวนอน
เลขอะตอมเพมิ่ จากซา ยไปขวา
จํานวน n เทากนั
ตัวอยา ง Orbital diagram สภาพความ filling
electron configuration คาบ หมู 1s 2s 2p 3s เปน แมเหลก็
paramagnetic incomplete
5B 1s2 2s2 2p1 23 paramagnetic incomplete
paramagnetic
6C 1s2 2s2 2p2 24 paramagnetic half
paramagnetic incomplete
7N 1s2 2s2 2p3 25 diamagnetic incomplete
paramagnetic complete
8O 1s2 2s2 2p4 26 diamagnetic
half
9F 1s2 2s2 2p5 27 complete
10Ne 1s2 2s2 2p6 28
11Na 1s2 2s2 2p6 3s1 3 1
12Mg 1s2 2s2 2p6 3s2 3 2
กรณีพเิ ศษ
24Cr : 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s2 3d4 จัดใหมเ ปน 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s1 3d5
4s 3d 4s 3d
การจัดเรียงอิเล็กตรอนแบบเดิมเปน Incomplete filling เพ่ือใหม ีความเสถยี รมากขึน้
อิ เล็กตรอน จาก 4s 1 ตวั จะกระโดดไปอยใู นระดับพลงั งาน 3d เพื่ อ ให เป น ก า ร จั ด เรี ย ง
อเิ ล็กตรอนแบบ Half filling
29Cu : 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s2 3d9 จดั ใหมเ ปน 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s1 3d10
4s 3d 4s 3d
การจัดเรยี งอิเล็กตรอนแบบใหมเ ปน Complete filling โดยอเิ ล็กตรอนจาก 4s 1 ตวั จะ
กระโดดไปอยูในระดบั พลงั งาน 3d ซ่ึงมคี วามเสถยี รกวา Incomplete filling
การจําแนกธาตุตามตารางธาตุ เรียงตาม atomic mass
เรยี งตามเลขอะตอมเหมือนปจ จบุ ัน
Newlands (1864)
Mendeleev (1869)
Meyer (1869)
Moseley (1913)
เลขอะต อมแสดงจําน วน อิเล็ก ต รอน และเมื่ อจัดเรียงอิเล็กต รอน (electron
configuration) พบวามีความสัมพันธกับคุณสมบัติทางกายภาพและเคมี โดยดูจากอิเล็กตรอน
วงนอก (valence electron) ประโยชนของตารางธาตุทําใหเขาใจสมบัติ แนวโนม (trend) และ
สามารถทาํ นายคณุ สมบัตขิ องธาตุได
Electron configuration ของ ions Free element รับ e-
Anion
ให e-
Cation (-)
(+)
Ion จากธาตุ representative element (1A – 7A) cation
ปกติ Na+ 1s2 2s2 2p6
Mg2+ 1s2 2s2 2p6
1A 11Na 1s2 2s2 2p6 3s1 Al3+ 1s2 2s2 2p6
2A 12Mg 1s2 2s2 2p6 3s2
3A 13 Al 1s2 2s2 2p6 3s2 3p1
5A 7N ปกติ anion
6A 8O 1s2 2s2 2p3 N 3- 1s2 2s2 2p6
7A 9F 1s2 2s2 2p4 O2- 1s2 2s2 2p6
1s2 2s2 2p5 F - 1s2 2s2 2p6
ion ที่มีจํานวน อิเล็กตรอนเทากนั เรียกวา isoelectronic atom
เชน Na+ , Mg2+ , Al3+ เปน isoelectronic กับ Ne (1s2 2s2 2p6)
N 3 -, O 2 -, F - เปน isoelectronic กบั Ne (1s2 2s2 2p6)
การจัดเรียงอิเลก็ ตรอนของธาตกุ ลมุ Noble gas จะบรรจอุ ิเล็กตรอนตวั สุดทา ยใน p-
orbital เต็ม (p6) ยกเวน He (s2) เชน
[ He ] = 1s2 e- ทีบ่ รรจใุ นแตละ orbital เต็ม
[ Ne ] = 1s2 2s2 2p6
Cations ทีม่ าจาก transition metals
Transition metal มีอเิ ล็กตรอนแบบ ns (n-1)d เชน
25Mn = 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s2 3d5
เวลาเกิดเปน cation อิเลก็ ตรอนจะหลดุ ออกจาก 4s กอ น 3d เสมอ
Mn2+ = 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 3d5 ไมใช 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s2 3d3
จะเห็นวา อิเลก็ ตรอนจะออกมาจาก ns กอน (n-1) d เสมอ เนอ่ื งจาก (n-1) d เสถียร
มากกวา ns
- อาจเกิด cation ไดมากกวา 1 ชนิด
- cation ทีเ่ กดิ ไมเปน isoelectronic กบั Ar (1s2 2s2 2p6 3s2 3p6)
ขนาดอะตอมและขนาดไอออน
ขนาดอะตอม
- สมั พันธก บั สมบัติทางกายภาพ เชน ความหนาแนน จดุ เดือด จดุ หลอมเหลว
- ไมส ามารถกาํ หนดไดแนนอน โดยคิดเทากับปรมิ าตรทีม่ ี e- 90 % รอบนิวเคลยี ส
- ปจจัยทมี่ ีผลตอขนาดอะตอมและขนาดไอออน
1. nuclear charge แรงดงึ ดดู ที่ nucleus (p) มีตอ electron
2. electron – electron repulsion แรงผลักระหวาง electron
3. electron shield electron ขา งในบงั electron ขางนอก
- ในคาบเดยี วกนั nuclear charge เพมิ่ แต shielding ไมเพม่ิ ดังนั้นขนาดจะลดลง
- ในหมูเดียวกนั รัศมีอะตอมเพิม่ ขนึ้ ตามเลขอะตอม เชนโลหะแอลคาไล เวเลนซ
อิเล็กตรอนซง่ึ อยูนอกสุดจะอยูใ น ns-orbital เนอื่ งจากขนาดของออรบ ทิ ลั ใหญข ้ึนตาม
เลขควอมตมั หลกั n ท่ีเพมิ่ ขน้ึ ขนาดอะตอมของโลหะจึงเพม่ิ ข้ึน
ขนาดไอออน Cation ( + )
- เสยี e- ไป
Atom เปน กลาง - ลดแรงผลักระหวา ง e- - e-
รับ e- ให e- - ขนาดเล็กลง
Anion ( - )
- รบั e- เพม่ิ
- แรงผลกั e- - e- เพ่ิม
- ขนาดเพม่ิ
F F - Na Na+
- จากบนลงลา ง (หม)ู ขนาด atom, ion เพม่ิ
- แถวนอนเดียวกัน (คาบ) ถาตา งหมูก ันเปรยี บเทยี บกันไมไ ด ถา ไมเปน
isoelectronic กนั
ตัวอยาง Na : p = 11 Na+ : p =
e- = 11 e- = 11
F : p = 9 F- : p =
e- = 9 e- = 10
9
10
จะเห็นวา Na+ มขี นาดเลก็ กวา F– โดยท่ี จาํ นวนอเิ ลก็ ตรอนเทากัน แตจ าํ นวนโปรตอนไมเ ทา กนั
การท่ีจํานวนโปรตอน (p) มากกวาแต e- เทากัน ทําใหจํานวน nuclear charge สูงกวา ขนาด
จงึ เลก็ กวา
Unipositive cation Na+ เนือ่ งจาก proton
Mg2+ มากข้นึ ทาํ ให
+ Dipositive cation Al3+ nuclear chargeสูงขึน้
Tripositive cation
- Uninegative anion F– มี proton นอยลง
Dinegative anion O 2-
Trinegative anion N 3-
- สาํ หรบั พวก Transition metal มีลําดบั ไมแ นน อน ดงั รปู
พลังงานไอออไนเซชัน สมั พรรคภาพอิเล็กตรอน และ อเิ ล็กโตรเนกาตวิ ติ ี
พลงั งานไอออไนเซชัน (Ionization energy, IE)
: พลังงานนอยท่ีสุดที่จําเปนตองใชในการดึงอิเล็กตรอน 1 ตัวออกจากอะตอมในสถานะ
พื้นทอ่ี ยูในวฏั ภาคแกส ทาํ ใหเกดิ ไอออนประจบุ วก
X (g) → X+ (g) + e-
- ความเสถยี ร (stability) ของ valence electron สามารถวดั โดยใชคา IE
- IE มาก อะตอมยึด e- แข็งแรงมาก จึงตอ งใชพ ลังงานมากเชนกัน
IE1 = การดึง e- ตัวแรก
IE 2 = การดึง e- ตวั ที่สอง
IE 3 = การดงึ e- ตวั ทส่ี าม
( IE 1 < IE 2 < IE 3 < ... )
หลังจากที่ดงึ e- ตวั หนึง่ ออกจากอะตอมไปแลว แรงผลกั ระหวาง e- ทเี่ หลือจะลดลง
แตแรงดึงดูดของนิวเคลียส (ประจุ +) เทาเดิมจึงตองใชพลังงานมากขึ้นเพ่ือดึง e- ตัว
ตอ ไป
IE เพม่ิ IE เพม่ิ เพราะ nuclear charge เพิม่
หมู IA (Alkali metal) มีคา IE ต่ําท่สี ดุ
หมู VIIIA (Noble gas) มีคา IE สูงสดุ (เสีย electron ยากที่สดุ )
หมูเดียวกันคา IE มีแนวโนมลดลงจากบนลงลาง เน่ืองจากมี e- เพ่ิมข้ึน ระดับพลังงาน
มากข้ึน ดังน้ันแรงผลักระหวาง e- - e- มากข้ึน (แรงดึงดูดระหวาง nucleus กับ e- นอยลง) พลัง
งานในการดึง e- จึงนอ ยลง
สัมพรรคภาพอเิ ล็กตรอน (Electron affinity ; EA)
: พลงั งานทีเ่ ปลี่ยนแปลงเมือ่ อะตอมในสถานะแกสรับอิเลก็ ตรอนเขามา 1 ตัว เชน
F (g) + e- → F – (g) EA = - 333 kJ / mol
- คา ที่ไดตดิ คาลบ ถา พลงั งานถกู ปลอ ยออกมา (exothermic)
- อะตอมท่ีมแี รงดงึ ดดู อิเล็กตรอนมาก คา EA จะตดิ ลบมากดว ย
- จากซายไปขวาของตารางธาตุ คา EA ติดลบมากขนึ้ อะตอมจะกลายเปนไอออน
ลบงา ยขึ้น
- ดานซายของตารางธาตุจะเปนธาตุพวก metal มีแนวโนมท่ีจะให e- ดังน้ัน EA
เปน +
- ดานขวาของตารางธาตุจะเปนธาตุพวก non – metal มีแนวโนมท่ีจะรับ e- ดังน้ัน
EA เปน -
อเิ ลก็ โตรเนกาตวิ ติ ี (Electronegativity : EN)
- ความสามารถของอะตอมในการดึงดูด electron ในพันธะเขาหาตนเอง ทําใหโมเลกุล
เกิดข้วั (polarity) มีความสัมพนั ธกบั คา IE, EA
สรุป IE, EA, EN
ขนาดไอออน ขนาดอะตอม,
สรปุ คุณสมบตั ิของ metal , non–metal และ metalloid
metal non–metal metalloid
- อยูดานซายของตารางธาตุ -18 ธาตุดา นขวาของตารางธาตุ - มสี มบัติผสมระหวา ง
- เปน ของแขง็ ทอี่ ณุ หภูมิ 25 OC - ท่ี 25 OC 11 ธาตเุ ปน gas โลหะ + อโลหะ
ยกเวน ปรอท 1 ธาตุ เปน liquid (Br2) เชน B, Si, Ge, As, Sb, Te
- lustrous appearance (มันเงา), 6 ธาตุ เปน solid)
นําไฟฟาและนําความรอนไดดี - low density , low m.p.
- เปลี่ยนรูปรางได (แทง เสน แผน) - high IE, EA →รับ e- งาย
- high density , high m.p. - รวมกับ metal → ionic cpd.
- low IE , EA → เสยี e- งา ย รวมกับ non–metal→
- รวมกบั O2 → oxide, molecular cpd. covalent
รวมกับ halogen (X) → halide
บทท่ี 3
พนั ธะเคมีและโครงสรางโมเลกุล
(Chemical Bonding and Molecular Structure)
ในบทนี้ จะเปนการศึกษาถงึ แรงที่ยึดอะตอมไวด ว ยกนั เปน โมเลกลุ หรือยึดไอออนไวด วย
กันเปนสารประกอบไอออนิก โดยอาศัยพ้ืนฐานในการจัดเรียงอิเล็กตรอนและตารางธาตุในบทท่ี
แลว มาชวยในการทํานายชนิดของพันธะเคมีและชวยในการทํานายโครงสรางของโมเลกุล เพื่อ
ใชใ นการทาํ นายสมบตั ิตางๆ ของสารไดต อไป
Lewis Dot Symbol
: การเกดิ เปน โมเลกลุ และสารประกอบน้ัน อะตอมที่จะทําปฏิกริ ยิ ากนั เพ่อื ใหตัวเองมี
electron configuration มคี วามเสถียร (stable) เหมอื นอะตอมของ noble gas (หมู 8)
: การศึกษาพันธะเคมี จะพจิ ารณาเฉพาะ valence electron ของอะตอม
: นักเคมใี ชสญั ลักษณ จดุ (dot) แทน valence electron ลอมรอบอะตอมของธาตนุ ้ัน
: ธาตหุ มู 1A – 8A จะมีจํานวน valence electron เทากับ 1 – 8 e- ตามลาํ ดับ (ยกเวน
He = 2)
Lewis Structure ( Octet Rule )
เขยี นโครงสรา งแบบ Lewis dot (จดุ ) แทน valence electron ใหครบ 8 อิเลก็ ตรอนรอบ
NF3 7N 1s2 2s2 2p3 9F 1s2 2s2 2p5
อะตอม เชน ................F N F
.....F
F NF
F
พันธะไอออนกิ ( Ionic bond )
เปนแรงยดึ เหนี่ยวระหวา งประจุไฟฟาท่เี ปน ประจุบวกและประจลุ บของสารประกอบไอ
ออนิกหรือเกิดจากอะตอมของโลหะ (ไอออนบวก) เกดิ พันธะไอออนิกกบั อะตอมของอโลหะ
(ไอออนลบ) หรอื เปน แรงดงึ ดดู ทีเ่ กิดจากอะตอมของโลหะใหอ เิ ล็กตรอนเกดิ เปนไอออนบวกกบั
อะตอมของอโลหะทีม่ กี ารรบั อเิ ลก็ ตรอนเกิดเปน ไอออนลบ
ยดึ หลกั ท่วี า - อะตอมท่ีมีคา IE ตํ่า จะเสยี e- งายกลายเปน cation ( + )
- อะตอมทมี่ ีคา EA สงู จะรบั e- งายกลายเปน anion ( - )
- ความแรงของพันธะไอออนกิ ขน้ึ อยูก บั ผลตางของคา EN ของทั้งสอง
อะตอม
ถาคา EN แตกตางกนั มากพันธะไอออนิกจะคามากดวย
. ....Li + F .... -Li+ F
..1s2 2s1 1s2 2s2 2p5 ..1s2 1s2 2s2 2p6
พนั ธะระหวา ง Li + กบั F - เรียกวา พนั ธะไอออนกิ ( ionic bond )
แรงดึงดูดระหวา งประจุ + และประจุ - เรยี กวา Coulombic force คดิ เปน พลงั งาน (Potential
energy ; E) ไดด ังนี้
E ∝ (Q+ )(Q- ) Q = ประจุ
r r = ระยะระหวาง center ของไอออน
การเขยี น Lewis structure จากสมการเคมี → 2 CaO (s)
2 Ca (s) + O2 (g) ......Ca2+ O 2-
. .Ca + ..O.. 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 1s2 2s2 2p6
( Ar) ( Ne)
1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s2 1s2 2s2 2p4
Lattice Energy ของสารประกอบไอออนกิ
ปกติคาพลงั งาน IE , EA จะแสดงถึงความเปนไปไดทจ่ี ะเกดิ สารประกอบไอออนิก โดย
ความเสถียรของสารประกอบไอออนกิ วัดไดจ าก พลงั งานแลตทิซ (Littice Energy)
นิยาม “ พลงั งานทีใ่ ชท ําใหสารประกอบไอออนกิ ท่เี ปนของแขง็ 1 mole กลายเปน ไอออนของกาซ ”
Lattice Energy (kJ/mol) m.p. (0C)
LiF 1,016 845
LiCl 828 610
LiBr 787 550
LiI 732 450
การคํานวณคา พลังงาน Lattice โดยใช Born – Habor Cycle
คาพลังงานแลตทิซวัดโดยตรงไมได ตองคํานวณทางออมโดยใช Born–Habor cycle
ซึ่งแบงออกเปนข้ันตอนยอย ๆ ที่สัมพันธกับคา IE , EA และ คุณสมบัติของไอออนหรือโมเลกุล
นน้ั ๆ
ตวั อยาง จงคาํ นวณคาพลังงาน Lattice ของสมการ
LiF (s) → Li + (g) + F – (g) , ∆H = ?
Li+(g) + F-(g)
∆HO3 = 520 kJ ∆HO4 = - 328 kJ ∆HO5 = ?
Li (g) + F (g)
∆HOOverall = - 594 kJ LiF (s)
∆HO1 = 155 kJ ∆HO2 = 75 kJ
Li (s) + ½ F2 (g)
เราสามารถอธบิ ายการเกิด LiF (s) ออกเปนข้ันตอนยอ ย 5 ขั้นตอนคอื
1. Li (s) → Li (g) ∆H01 = 155 kJ
2. ½ F2 (g) → F (g) ∆H02 = 75 kJ
3. Li (g) → Li+ (g) + e- ∆H03 = 520 kJ
4. F (g) + e- → F – (g) ∆H04 = - 328 kJ
5. Li+ (g) + F – (g) → LiF (s) ∆H05 = ?
Li (s) + ½ F2 (g) → LiF (s) ∆H0overall = - 594 kJ
จะเขียนไดวา ∆H0overall = ∆H01 + ∆H02 + ∆H03 + ∆H04 + ∆H05
-594 kJ = 155 kJ + 75 kJ + 520 kJ - 328 kJ + ∆H05
ดังนน้ั ∆H05 = - 1,016 kJ
และจะไดพลังงานแลตทิซของ LiF เทา กับ 1,016 kJ
พันธะโคเวเลนต ( Covalent bond ) (อโลหะ – อโลหะ)
พันธะที่เกิดจากอะตอม 2 อะตอมใชอ เิ ลก็ ตรอนรว มกัน (share) โดยทีอ่ ะตอมทั้งสองมี
คา EN ใกลเ คียงกัน หรอื เปนแรงยดึ เห่ยี วระหวางอะตอมของอโลหะกับอโลหะ
...F..H..++....F..H. .H H หรอื H H
ชนิดของ Covalent Bond ...........F F หรอื F F
1. พนั ธะเดย่ี ว : ใชอิเล็กตรอนรว มกัน 1 คู ( 2 e- )
.... ......H2O H O H
HOH
2. พันธะคู : ใชอ เิ ลก็ ตรอนรวมกัน 2 คู ( 4 e- )
CO2 O C O ..O....C....O..
. .. .3. พันธะสาม : ใชอเิ ล็กตรอนรว มกนั 3 คู ( 6 e- )
N2 N N NN
เปรยี บเทยี บระหวา ง Ionic bond กบั Covalent bond
Ionic bond Covalent bond
- ระหวาง โลหะ – อโลหะ - ระหวาง อโลหะ – อโลหะ
- คุณสมบัตทิ างกายภาพของ - คณุ สมบัตทิ างกายภาพของ
สารประกอบ covalent
สารประกอบ ionic
• เปน แกส , ของเหลว
• เปน ของแข็ง
• มจี ดุ หลอมเหลวตาํ่
• มจี ดุ หลอมเหลว ( m.p. ) สงู
• ไมละลายน้ํา , นาํ ไฟฟาไมดี
• ละลายนา้ํ ไดดี , นาํ ไฟฟาได
ขอ ยกเวนของกฏออกเตต
1. The Incomplete Octet ( ไมครบ 8)
BeH2 H Be H
v.e. = 1
v.e. = 2
2. Odd – electron molecule : โมเลกลุ มีจํานวน e- เปนเลขคี่ (odd)
..N. .N..O+.....O..
NO ...O..
NO2
3. The Expanded Octet
- มี valence electron มากกวา 8
- พบในธาตุในคาบท่ี 3 ขึ้นไปใช e- ใน 3d orbital ในการเกิดพันธะ
..SF6
......F
.F F
... ..S
... ..F F
.....F
ความแข็งแรงของพันธะโคเวเลนต
ความแขง็ แรงของพันธะโคเวเลนต วัดโดยใชพลงั งานพันธะ (Bond Energy)
Bond Bond Energy ( kJ / mol )
H—H 436.4
H — Cl 431.9
Cl — Cl 242.7
C—C 347.0
C=C 620.0
C ≡C 812.0
สังเกต – อะตอมขนาดเล็ก จะมแี รงระหวา งพันธะมากกวา อะตอมขนาดใหญ
– ในอะตอมชนดิ เดียวกัน พลงั งานพนั ธะของ พนั ธะเด่ียว < พันธะคู < พนั ธะ
สาม
พนั ธะโลหะ (Metallic bond)
พนั ธะทีเ่ กดิ จากอะตอมของโลหะยึดเหน่ียวกบั อะตอมของโลหะ หรอื เปน พันธะทเี่ กิด
จากแรงดงึ ดดู ระหวา งไอออนบวกซึ่งอยูกบั ที่กบั กลมุ ของอเิ ลก็ ตรอนทเ่ี คลื่อนที่ไปรอบๆ ไอออน
บวก ทาํ ใหโ ลหะทกุ ชนดิ และโลหะผสมมีความหนาแนน สูง จดุ เดือดและจุดหลอมเหลวสงู ดงึ ให
เปน เสน ตีใหเ ปนแผน นาํ ไฟฟา ไดและนําความรอ นไดดี
รูปรางของโมเลกลุ
รูปรางของโมเลกลุ (รูปทรงทางเรขาคณิต) เกิดจากการจัดตวั ของอะตอมภายในโมเลกลุ
มีผลตอ คณุ สมบตั ทิ างกายภาพ (m.p., b.p., density) และสมบตั ทิ างเคมี ซงึ่ ตอ งทราบ
1. ความยาวพนั ธะ (Bond length) วัดไดจาก
2. มุมระหวา งพันธะ (Bond angle) การทดลอง
เราสามารถทาํ นายรปู ราง (geometry) ของโมเลกุลจากของ Valence Shell Electron Pair
Repulsion Model (VSEPR) โดยยดึ หลกั ทีว่ า (valence) electron pair รอบอะตอมจะมกี ารผลกั
กนั ทาํ ใหอิเล็กตรอน
แตละคอู ยูหา งกัน โดย valence electron รอบอะตอม (8 e- = 4 pair) มี 2 ชนิด
1. Bonding Pair : คู electron ท่ีเกิดพนั ธะ (bond)
2. Lone Pair : คู electron ทีอ่ สิ ระ Lone Pair
......H xCl
Bonding Pair
โมเมนตขั้วคู (Dipole Moments)
ในโมเลกลุ ของสารประกอบ อะตอมที่มคี า EN ตา งกัน มกี ารดึงอเิ ล็กตรอนทําใหเกดิ
ขว้ั ขึน้
โดยคิดจาก Dipole moment สุทธิของโมเลกลุ (เปน ผลรวมแบบ vector) ของข้ัวของ
พนั ธะ
ตวั อยาง แสดงทิศทางการดึงของ e- HF
แสดงข้ัว ( polar bond )
δ + δ-
HF HF
2.1 4.0
...
O
โมเลกลุ H2O H H dipole moment สุทธิ µ = 1.87 (เปนโมเลกุลมขี ว้ั )
โมเลกุล CO2 µ=0
โมเลกุล C2H2Cl2 (เปน non-polar molecule)
OCO
Cis Cl Cl H Cl Trans
(polar) C C µ=0
µ = 1. 89 C C
H H Cl H
ทฤษฏี VSEPR สามารถนํามาทํานาย รปู ราง (geometry) มมุ (bond angle) และ ขว้ั
(polarity) ของโมเลกุลไดดังน้ี
1. Diatomic molecule มีรูปรางแบบเสน ตรง (linear)
H2 H—H
Cl2 Cl—Cl
HI H—I
มสี ัญลักษณเ ปน A2 , AB
2. Polyatomic molecule (มี ≥ 3 atom)
ใชห ลัก AB2 , AB3 , AB4 , AB5 , AB6
A = Central atom
B = อะตอมอนื่ ๆ ทเ่ี กดิ พันธะกบั A
ถา ไมม ี lone pairs ท่ี A ใช VSEPR ทาํ นาย (ตาราง 3.1)
ถาโมเลกุลมี lone pairs ≥ 1 ที่ central atom การทํานายรูปรางของโมเลกุลจะ
ซบั ซอ น เพราะมีแรงผลักของ electron pairs เขา มาเกยี่ วของ
1. แรงผลกั ระหวา ง lone pair กบั lone pair
2. แรงผลักระหวาง lone pair กบั bonding pair
3. แรงผลักระหวา ง bonding pair กบั bonding pair
โดยที่ แรง 1 > แรง 2 > แรง 3
แรงผลักนี้จะทําใหมุมระหวางพันธะท่ีไดไมเปนไปตามที่คํานวณไว ซึ่งจะมากหรือนอย
ขึน้ กับอทิ ธิพลของแรงผลักนี้ ทาํ ใหเ กดิ โครงสรา งที่บิดงอไปทเ่ี รียกวา “bent shape”
เชน H2O ถาคิดวาไมมี lone pair หรือคิดวาไมมีแรงผลักดงั กลาว จะไดโครงสรางเปน
...... ...เสน ตรง0 O
HOH
180
HO H HH
แตโครงสรา งจรงิ ของ H2O ไมเ ปนเสนตรง (non-linear หรอื bent) เนื่องจากมแี รงผลัก
ของ อิเลก็ ตรอนคโู ดดเดี่ยว (lone pairs electron) บนอะตอมของ O
หลกั ในการใช VSEPR model
1. เขยี น Lewis structure (ดู e- pairs รอบ central atom)
2. นับจํานวน bonding pairs electron (พันธะ) และ lone pairs electron (อิสระ)
3. ใชต ารางท่ี 3.1, 3.2 ทํานาย geometry ของโมเลกลุ
4. ใชต ารางท่ี 3.1 ทาํ นายมมุ ระหวางพนั ธะ (bond angle) ไดเ ลย แตถามี lone pairs e-
ใหใชตาราง 3.2 ดวย และตองพิจารณาแรงผลักท้ัง 3 ชนิด ในการทํานายมุม
พันธะเสมอ
โครงสรา ง AB5 , AB6 : อเิ ลก็ ตรอนของ A - B มอี ยู 2 ระนาบ คือ
1. equatorial position อะตอมอยูในระนาบ (plane) เดียวกนั
2. axial position อะตอมอยใู นตําแหนงตง้ั ฉากกับ plane
ตารางท่ี 3.1
ตารางท่ี 3.2
บทท่ี 4
ปฏกิ ริ ิยาเคมี
(Chemical Reaction)
การเปลย่ี นแปลงทางเคมี เรียกวา “ปฏิกริ ยิ าเคม”ี (chemical reaction) เราสามารถเขียนปฏกิ ิรยิ าเคมี
ในรูปของ สมการเคมี เชน
2 H2 (g) + O2 (g) → 2 H2O (l)
reactant product
สมการเคมบี อกใหเ ราทราบวา
2 H2 (g) + O2 (g) → 2 H2O (l)
2 โมเลกลุ (4 H) + 1 โมเลกลุ (2 O) 2 โมเลกลุ (4 H + 2 O)
2 โมล + 1 โมล 2 โมล
2( 2x1 g) = 4 g + 2 (16) = 32 g 2 (18)
( 4 + 32 = 36 g ) = 36 g
ในสมการเคมี ตอ งแสดงสถานะทางกายภาพดวย เชน
g = gas l = liquid
s = solid aq = aqueous (ในสารละลาย)
เชน 2 CO (g) + O2 (g) → 2CO2 (g)
2 HgO (s) → 2 Hg (l) + O2 (g)
KBr (aq) + AgNO3 (aq) → KNO3 (aq) + AgBr (s)
CH4 (g) + 2 O2 (g) → 2CO2 (g) + H2O (l)
จงดลุ สมการเคมีตอ ไปนี้
Fe2O3 (s) + CO (g) → Fe (s) + CO2 (g)
NaHCO3 (s) → Na2CO3 (s) + CO2 (g) + H2O (l)
FeS (s) + HCl (aq) → FeCl2 (aq) + H2S (g)
C3H8 (g) + O2 (g) → CO2 (g) + H2O (l)
สารละลาย (Solution)
คอื ของผสมเน้ือเดยี วของสารต้งั แต 2 ชนดิ ข้ึนไป ประกอบดวย
ตวั ทาํ ละลาย (Solvent) + ตวั ถกู ละลาย (Solute)
( ปริมาณมาก ) ( ปรมิ าณนอย )
สารละลายในนํ้า (aqueous solution) = ตวั ถกู ละลาย ( s , l ) + ตวั ทาํ ละลาย ( H2O )
ใน aqueous solution จะมตี วั ถกู ละลาย 2 ประเภทคอื
1. สารอเิ ล็กโทรไลต (electrolyte) : สารซงึ่ เมื่อละลายน้าํ แลวนําไฟฟา ได
2. สารนอนอิเล็กโทรไลต (non– electrolyte) : สารซงึ่ ละลายนํ้าแลว นาํ ไฟฟา ไมได
Electrolyte : แบง โดยใชค วามสามารถในการแตกตัวเปนไอออน
ก. อเิ ลก็ โทรไลตแ ก (Strong electrolyte) : แตกตัวในนาํ้ 100 %
- กรดแก เชน H2SO4 , HCl , HNO3 , HClO4 , HI , HBr
- เบสแก เชน NaOH , KOH , Ca(OH)2
- เกลอื เชน NaCl , KCl
ข. อิเล็กโทรไลตอ อ น (Weak electrolyte) : แตกตวั นอยกวา 100 %
- กรดออน เชน CH3COOH , HF , HCOOH
- เบสออน เชน NH3
Non – Electrolyte
ไดแ ก C6H12O6 (นาํ้ ตาลกลโู คส), C12H22O11 (นาํ้ ตาลทราย) , (NH2)2CO (ปยุ ยเู รีย) ,
CH3OH (เมธานอล) , C2H5OH (เอธานอล) เปนตน
เราสามารถเขยี นสมการการแตกตวั ในนาํ้ ของสาร Electrolyte ไดดงั น้ี
NaCl (s) → Na+ (aq) + Cl- (aq) แตกตวั 100 %
CH3COOH (aq)
Al2O3 มาจาก Al 3+ O 2-
CaCl2 มาจาก Ca 2+ Cl -
Na2S มาจาก Na + S 2-
สมการไอออนกิ ( ionic equation ) หมายถงึ สมการท่ีแสดงสารประกอบไอออนิกที่ละลายได
ในรูปของไอออนอสิ ระ เชน
Pb 2+ (aq) + 2 I – (aq) → PbI2 (s)
Ag + (aq) + Cl - (aq) → AgCl (s)
สภาพการละลาย ( Solubility )
: ปริมาณตวั ถกู ละลายมากทส่ี ุดที่สามารถละลายไดใ นตัวทําละลายทก่ี าํ หนด
ณ อุณหภมู ทิ ก่ี ําหนด
Ksp : Solubility product constant
สภาพการละลายของสารประกอบไอออนกิ บอกใหทราบถึง
1. ความสามารถในการละลายของสารประกอบไอออนิกที่ไมเทากันจึงเปนคุณสมบัติ
เฉพาะของแตละสาร
2. สามารถกําหนด / บงช้ีไดว า การละลายจะเกิดตะกอนเมอ่ื ไร
ละลายนา้ํ ได ( Soluble )
1. สารประกอบทุกชนิดของโลหะแอลคาไล ( หมู 1 )
2. สารประกอบแอมโมเนียม ( NH4+ )
3. สารประกอบทุกชนิดของ NO3- , ClO3- , ClO4-
4. สารประกอบสว นใหญข อง Cl-, Br-, I - ยกเวน กับ Ag+, 2+ Pb2+
Hg 2 และ
5. สารประกอบสว นใหญข อง SO42 - ยกเวน BaSO4 , HgSO4 , PbSO4
ไมละลายน้ํา ( Insoluble )
1. สารประกอบสว นใหญข อง OH –
ยกเวน OH – ของโลหะแอลคาไล และของ Ba(OH)2 สวน Ca(OH)2 ละลายได
เลก็ นอ ย
2. สารประกอบ CO32 - , PO43 - , S 2 –
ยกเวน สารประกอบของโลหะแอลคาไล (หมู 1) และ NH4+
ตวั อยาง จงจาํ แนกสารประกอบไอออนกิ ตอไปน้ีออกเปนสารทลี่ ะลายได ละลายไดเลก็ นอย
หรือไมละลาย
ก) Ag2SO4 ง) CuS
ข) CaCO3 จ) Ca(OH)2
ค) Na3PO4 ฉ) ZnSO4
เลขออกซิเดชัน (Oxidation number)
คือ ตัวเลขสมมติที่ใชกําหนดแกธาตุหรืออะตอมในสารประกอบ เพ่ือแสดงประจุทาง
ไฟฟา
กฏเกณฑก ารกาํ หนดเลขออกซเิ ดชนั
1. เลขออกซิเดชนั ของธาตอุ ิสระ (ยงั ไมรวมกับธาตใุ ด) = 0 เชน Na , K , Cl2 , P4 ,
S8 , Br2 , O2
2. เลขออกซเิ ดชันของไอออนท่มี อี ะตอมเดยี วมีคา = ประจขุ องไอออน เชน
Na+ มีเลขออกซเิ ดชนั เทากับ + 1
Al 3+ มเี ลขออกซเิ ดชัน เทา กับ + 3
Cl - มีเลขออกซิเดชนั เทากับ - 1
S 2 - มีเลขออกซเิ ดชัน เทากับ - 2
3. เลขออกซเิ ดชันของโลหะหมู 1 ในสารประกอบ = + 1 เชน NaCl
เลขออกซิเดชันของโลหะหมู 2 ในสารประกอบ = + 2 เชน MgCl2
4. เลขออกซเิ ดชนั ของธาตุ H ในสารประกอบโดยท่วั ไป = + 1 เชน NH3 , HCl
ยกเวน โลหะไฮไดด = - 1 เชน NaH , CaH2
5. เลขออกซเิ ดชนั ของธาตุ O ในสารประกอบโดยสว นใหญ = - 2 เชน H2O , MgO
ยกเวนในสารประกอบ peroxide = -1 เชน H2O2 , Na2O2
และเมอ่ื รวมกับ F เปน OF2 มคี า = + 2 ( F มีเลขออกซเิ ดชัน -1 )
6. ผลบวกของเลขออกซเิ ดชนั ของอะตอมทงั้ หมดมีคาเทา กับประจสุ ุทธิ ของกลมุ อะตอม
นน้ั เชน
- ในสารประกอบ (neutral) เทา กบั 0 เชน สารประกอบ KMnO4
มาจาก K + Mn + 4 O
Ox. No. ( +1) + ( ? ) + 4 (-2 ) = 0
ดังนนั้ เลขออกซิเดชันของ Mn = + 7
- ในกลมุ อะตอมที่เปนไอออนจะเทากับประจทุ ี่แสดงนน้ั เชน NO3-
มาจาก N + 3 O
Ox. No. ( ? ) + 3 ( -2 ) = - 1
ดงั นั้น เลขออกซิเดชันของ N = + 5
แบบฝกหดั จงหาเลขออกซเิ ดชนั ของสารประกอบท่ีขดี เสน ใตไ วต อไปนี้
1. K2Cr2O7 4. Na3PO4
2. CaCl2 5. H3AsO4
3. SO32 - 6. C2O42-
ปฏกิ ริ ิยารีดอกซ (Redox reaction)
คือ ปฏิกิริยาที่มีการถา ยโอน (ให– รบั ) อเิ ล็กตรอน
แบง ออกเปน 2 ครึ่งปฏิกริ ิยา (half – reaction)
1. ปฏิกริ ยิ าออกซเิ ดชัน (Oxidation reaction)
คอื ครึ่งปฏิกิรยิ าท่มี ี การสญู เสีย (ให) อิเล็กตรอน เลขออกซเิ ดชัน
เพ่มิ ขึน้
2. ปฏิกริ ยิ ารีดกั ชนั (Reduction reaction)
คอื คร่ึงปฏกิ ริ ิยาท่มี กี ารรบั อิเลก็ ตรอน เลขออกซิเดชัน ลดลง
ตัวออกซไิ ดซ Reduction
2+ Sn2+ + Pb
Sn + Pb
ออกซเิ ดชนั : ตวั รีดวิ ซ Sn Oxidation Sn2+ + 2e-
→
รีดคั ชนั : Pb2+ + 2e- → Pb
ตวั ออกซไิ ดซ (Oxidizing agent หรอื Oxidizer)
: สาร (atom, molecule, ion) ท่ที าํ หนาท่เี ปน ตวั รับอเิ ล็กตรอน แตต วั มนั เอง ถกู รดี วิ ซ
ทําใหเลขออกซเิ ดชนั ลดลง
ตวั รีดวิ ซ (Reducing agent หรอื Reducer)
: สาร (atom, molecule, ion) ทท่ี าํ หนาทีเ่ ปน ตัวใหอิเลก็ ตรอน ตัวมนั เอง ถกู
ออกซิไดซ ใหเลขออกซเิ ดชนั เพม่ิ ขึ้น
หมายเหตุ ทงั้ ปฏกิ ิริยา oxidation และ reduction จะเกิดขึ้นพรอมๆ กัน จาํ นวนอิเลก็ ตรอนที่
ตวั รดี วิ ซส ญู เสียไป จะเทากับจํานวนอิเลก็ ตรอนทต่ี ัวออกซไิ ดซไดรับมา
แบบฝก หดั จงเขยี นครง่ึ ปฏิกิรยิ า และระบุตวั ออกซิไดซ และตวั รดี ิวซ
1) Zn + Cu 2+ → Zn 2+ + Cu
ตัวออกซิไดซ : ……………..
ตวั รดี วิ ซ : ……………..
ครึง่ ปฏกิ ริ ยิ าออกซเิ ดชัน : ……………………………….
คร่งึ ปฏิกริ ยิ ารดี ักชัน : ……………………………….
2) 2 Na + Cl2 → 2 NaCl
ตวั ออกซไิ ดซ : ……………..
ตัวรีดวิ ซ : ……………..
ครงึ่ ปฏิกิรยิ าออกซิเดชัน : ……………………………….
คร่งึ ปฏกิ ิรยิ ารดี กั ชนั : ……………………………….
แบบฝกหัด จงบอกวาปฏิกิรยิ าใดเปน ปฏกิ ริ ิยารีดอกซ
1. Cl2 + 2 OH - → Cl - + ClO - + H2O
2. Ca 2+ + 2 F - → CaF2
3. NH3 + H + → NH4+
4. 2 Li + H2 → 2 LiH
5. Zn + 2 HCl → ZnCl2 + H2
6. 2 FeCl2 + Cl2 → 2 FeCl3
การดลุ สมการรดี อกซ ใชว ธิ ี ion – electron method
ตวั อยาง จงดลุ สมการ Fe2+ + Cr2O7 2- → Fe 3+ + Cr 3+ ใน
สารละลายกรด
Step 1 แยกเปนสวน oxidation, reduction ดุลอะตอมท่ีมกี ารเปลี่ยนเลขออกซเิ ดชนั
และแสดงการให - รับ e-
Oxidation : Fe2+ → Fe 3+ + e –
Reduction : Cr2O7 2- + 6 e - → 2Cr 3+
Step 2 ในภาวะกรด - เติม H2O ดา นทขี่ าด O2 โดยโมลของ H2O ทเ่ี ติมเทากบั
O2ทข่ี าด
- เตมิ H+ ดานทีข่ าด H โมลของ H+ ทีเ่ ตมิ เทากับ H ท่ขี าด
Oxidation : Fe2+ → Fe 3+ + e –
Reduction : Cr2O7 2- + 14 H+ + 6 e - → 2Cr 3+ + 7 H2O
Step 3 ทาํ จํานวนอเิ ลก็ ตรอน ( e - ) ของ oxidation = reduction
Oxidation : 6 Fe 2+ → 6 Fe 3+ + 6 e -
Reduction : Cr2O7 2- + 14 H+ + 6 e - → 2Cr 3+ + 7 H2O
Step 4 รวมปฏิกริ ยิ า oxidation + reduction
Overall : 6 Fe 2+ + 14 H + + Cr2O7 2- → 2 Cr 3+ + 6 Fe 3+ + 7 H2O
Step 5 ตรวจสอบจาํ นวนอะตอม , จาํ นวน e- และ จาํ นวนประจุใหเทากัน
ตัวอยาง จงดุลสมการ S 2- + MnO4 - → S + MnO2 ในสารละลายดาง
Step 1 แยกเปน สวน oxidation, reduction ดุลอะตอมทีม่ กี ารเปลีย่ นเลขออกซิเดชนั
และแสดงการให - รบั e-
oxidation : S 2- → S + 2e –
reduction : MnO4 - + 3e - → MnO2
Step 2 ในภาวะดาง - เตมิ H2O ดา นท่ี O2 เกิน โดยโมลของ H2O ทเี่ ติมเทา กบั
O2ทเี่ กิน - เติม OH- ดานตรงขาม 2 เทา ของโมล H2O ที่เตมิ
oxidation : S 2- → S + 2 e –
reduction : MnO4 - + 2 H2O + 3e - → MnO2 + 4 OH -
Step 3 ทําจาํ นวนอเิ ล็กตรอน (e - ) ของ oxidation = reduction
oxidation : 3S 2- → 3S + 6 e –
reduction : 2 MnO4 - + 4 H2O + 6e - → 2 MnO2 + 8 OH -
Step 4 รวมสมการ oxidation + reduction
3 S 2- + 2 MnO4 - + 4 H2O → 3 S + 2 MnO2 + 8 OH -
Step 5 ตรวจสอบจาํ นวนอะตอม, จํานวน e- และจาํ นวนประจุใหเ ทากนั
บทท่ี 5
ความสมั พนั ธเ ชิงมวล
(Mass Relationships in Chemical Reactions)
มวลสารสัมพันธ คอื มวล (mass) ของสารทีเ่ ขา ทาํ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี และมวลของสารผลิตภัณฑ
ทมี่ คี วามสัมพนั ธกนั เชน
2 CO (g) + O2 (g) → 2 CO2 (g)
2 โมล 1 โมล 2 โมล
2(12+16) 1(2x16) 2(12+(2x16))
88 g 88 g
การเปลีย่ น โมล (mole) ใหเปน มวล (mass, g)
1 โมล ของสารประกอบใดๆ จะมีมวล = มวลโมเลกลุ ทมี่ ีหนว ยเปนกรมั
เชน สารประกอบ CO 1 โมล = 12 + 16 g = 28 g
ดงั นนั้ เราจะไดความสมั พันธ
มวลของ จํานวนโมลของ จํานวนโมลของ มวลของ
สารตั้งตน สารต้งั ตน สารผลิตภัณฑ สารผลติ ภณั ฑ
กรมั โมล โมล กรมั
ตัวอยางที่ 1 โลหะโซเดียม ( Na ) ทําปฏกิ ริ ิยากบั นํ้าดังสมการ
2 Na (s) + 2 H2O (l) → 2 NaOH (aq) + H2 (g)
(มวลอะตอมของ Na = 23)
ก. ถา Na 5 mol ทําปฏิกริ ยิ าอยา งสมบูรณก ับนาํ้ จะเกดิ H2 กี่โมล
จากสมการ Na 2 mol จะให H2 1 mol 5×1
2
ดงั นั้น ถา Na 5 mol จะให H2 = 2.5 mol
=3g
ข. ถา Na 69 g ทําปฏกิ ริ ยิ าอยา งสมบรู ณกบั นํ้าจะเกดิ H2 ก่กี รมั
จากสมการ Na 2 x 23 g จะให H2 2x1 g
ดงั นัน้ ถา Na 69 g จะให H2
2 × 1 × 69
รีเอเจนตจาํ กดั ปฏกิ ริ ยิ า (Limiting reagent) 2 × 23
คอื สารตงั้ ตน ทีท่ ําปฏิกิริยาหมดไปกอนสารอ่นื
สว นสารอนื่ ๆซึ่งมอี ยมู ากกวาปริมาณทจี่ ําเปนเรียกวา “Excess reagent”
ผลไดข องปฏิกริ ิยา (Yields)
1. ผลไดทางทฤษฏี (Theoretical yield)
: ปริมาณของสารผลิตภัณฑทท่ี ํานายจากสมการทดี่ ลุ แลว เมือ่ รีเอเจนตจ าํ กัด
ปฏิกิริยา
ทําปฏิกริ ิยาจนหมดไป
2. ผลไดจ ริง (Actual yield)
: ปริมาณของสารผลติ ภัณฑท ไ่ี ดจ ากปฏกิ ิริยา
3. ผลไดรอยละของผลิตภัณฑ (Percent yield, % yield)
: สัดสว นของผลไดจริงตอ ผลไดต ามทฤษฏี
ผลไดรอ ยละ = ผลไดจ ริง x 100
ผลไดตามทฤษฏี
ตวั อยา งที่ 3 สารประกอบ Fe2O3 3200 g นํามาทาํ ปฏกิ ิริยากบั สาร coke (C) 960 g
ไดผ ลติ ภัณฑเปน Fe 1500 g จงหาผลไดร อยละของผลติ ภณั ฑของ Fe
(มวลอะตอม Fe = 55.85 , C = 12 , O = 16)
Fe2O3 (s) + 3 C (s) → 2 Fe (l) + 3 CO (g)
mol 1 3 2
mass (2x55.85)+(3x16) (3 x 12) (2 x 55.85)
= 159.7 g = 36 g = 111.7 g
เราตอ งเปรยี บเทียบปรมิ าณของสารท่ใี ชจริงของสารตง้ั ตน ทใี่ หมา
เม่อื ใช Fe2O3 159.7 กรมั จะตองใช C 36 กรมั
ถา มี Fe2O3 3200 กรัม จะตอ งใช C = 3200× 36 = 721.4 กรมั
159.7
แตจ ากโจทยเรามี C 960 กรัม ดงั น้นั C เหลอื แต Fe2O3 หมดกอ น
ดังนัน้ สารที่เปน limiting agent คอื Fe2O3
จํานวนโมลของ Fe2O3 = 3200g = 20.04 mol
159.7
จากสมการ Fe2O3 1 mol จะให Fe 2 mol
ถา มี Fe2O3 20.04 mol จะให Fe = 2 x 20.04 mol
= 2 x 20.04 x 55.85 = 2238.5 g
ดงั นนั้ Theoretical yield ของ Fe เทากับ 2238.5 g
ผลไดรอ ยละ = ผลไดจ ริง x 100
ผลไดต ามทฤษฎี
= 1500 x 100
2238.5
= 67.01 %
ความเขม ขน ของสารละลาย
: ปรมิ าณตัวถกู ละลายที่ละลายในตวั ทําละลายตามปริมาณทกี่ าํ หนด
หนวย : โมลารติ ี (molarity , M) หมายถงึ จาํ นวนโมลของตัวถูกละลาย ในสารละลาย 1 ลติ ร
M = โมลาริตี = จาํ นวนโมลของตวั ถกู ละลาย mol / l
จาํ นวนลิตรของสารละลาย
ตวั อยา งที่ 4 จงคํานวณความเขมขน เม่ือนาํ นา้ํ ตาลซูโครส 17.1 g ละลายในน้ําจนสารละลายมี
ปริมาตรเปน 100 mL (มวลโมเลกลุ ของ C12H22O11 = 342 amu)
17.1
จาํ นวนโมลของซโู ครส = 342 = 0.05 mol
ในสารละลาย 100 mL จะมีเนื้อของซูโครสอยู 0.05 0.05 mol
100 mol
ถา สารละลาย 1,000 mL จะมีเนอ้ื ของซูโครสอยู x 1000 = 0.5
∴ สารละลายน้าํ ตาลซูโครสมีความเขม ขน 0.5 M
ตัวอยา งท่ี 5 จงคํานวณน้าํ หนกั ของ NaCl ซงึ่ ละลายอยใู นสารละลาย 2.50 M NaCl
ปริมาตร 50 mL (มวลโมเลกลุ ของ NaCl = 58.5 amu)
สารละลาย NaCl 2.50 M หมายความวา
ในสารละลาย 1,000 mL จะมีเนอื้ ของ NaCl อยู 2.50 mol
50
ถาสารละลาย 50 mL จะมเี น้ือของ NaCl 1000 x 2.50 = 0.125 mol
ดงั นน้ั มวลของ NaCl = 0.125 x 58.5 = 7.31 g
การเจอื จางสารละลาย (Dilution)
: การเตรียมสารละลายทีม่ คี วามเขมขนตา่ํ จากสารละลายท่มี คี วามเขม ขน สงู กวา
เมอื่ เราเตมิ น้ําใหส ารละลาย จะไมท ําใหจ าํ นวนโมลของตวั ถูกละลาย (solute) เปลย่ี น
จะเปล่ียนแตป รมิ าตร ซ่งึ มากข้ึนทําใหความเขมขนเจอื จางลง
เติมนํา้ ใหส ารละลาย จํานวนโมลเทาเดมิ
ดงั นัน้ จํานวนโมลของตัวถูกละลาย = จาํ นวนโมลของตวั ถกู ละลาย
กอนการเจอื จาง หลังการเจือจาง
MiVi = MfVf
Mi = ความเขม ขน ของสารละลายกอ นการเจอื จาง ( M, mol / L)
Mf = ความเขม ขนของสารละลายหลังการเจือจาง ( M, mol / L)
Vi = ปริมาตรของสารละลายกอนการเจือจาง ( cm3 )
VF = ปรมิ าตรของสารละลายหลงั การเจอื จาง ( cm3 )
ตัวอยา งที่ 6 จงเตรยี มสารละลาย 0.120 M HCl ปรมิ าตร 800 mL จากสารละลายเริม่ ตน
(stock solution) 12 M HCl
แทนคาใน MiVi = MfVf
( 12 M ) V i = ( 0.120 M ) ( 800 mL )
Vi = 0.120 × 800
12 = 8 mL
วธิ กี ารเตรยี ม นาํ สารละลาย HCl 12 M มา 8 mL แลว เตมิ นํา้ ลงไปจนมีปรมิ าตรเปน 800 mL
การวเิ คราะหโ ดยนาํ้ หนัก (Gravimetric analysis)
สารละลาย มี Solute A (สาร X ) = ? กรมั
ทาํ ปฏกิ ิรยิ ากบั สารอน่ื ใหต ะกอน X → กรอง → ทําใหแหง → ช่ังนาํ้ หนัก ตะกอน X
↓
คํานวณ นา้ํ หนกั สาร X
ควรทราบ : - การคาํ นวณรอยละขององคประกอบ
- สามารถระบชุ นิดของสารท่เี กีย่ วของได เชน
Ag + (aq) + Cl – (aq) → AgCl (s)
Pb 2+ (aq) + SO4 2 - (aq) → PbSO4 (s)
ตัวอยางที่ 7 สารประกอบไอออนกิ ชนิดหน่งึ ประกอบดวยคลอไรดไอออน (Cl-) กบั โลหะชนดิ
หนง่ึ เมื่อละลายสารตวั อยางของสารประกอบนีจ้ าํ นวน 0.5 g ในน้ํา แลวเติม AgNO3 มากเกิน
พอ พบวา
เกิดตะกอน AgCl 1.0 g จงหาปริมาณรอยละโดยมวลของ Cl ในสารประกอบน้ี
(มวลอะตอมของ Ag = 108, Cl = 35.5 )
เร่ิมจากการหามวลตอ โมล ของ AgCl = 108 + 35.5 = 143.5 g
จาก AgCl 143.5 g มี Cl = 35.5 g
35.5 × 1.0
ถา AgCl 1.0 g มี Cl = 143.5 g = 0.2474 g
ดงั นัน้ % Cl = 0.2474 x 100 = 49.48 %
0.5
การไทเทรต ( titration )
คือ การนาํ สารละลายทท่ี ราบความเขม ขนอยา งแมนยาํ ซึ่งเราเรียกวา “สารละลาย
มาตรฐาน”
(standard solution) มาเติมลงในสารละลายที่ไมทราบความเขมขน ทีละนอย จนปฏิกิริยาเกิด
ขึ้นอยางสมบูรณพอดี (end point ใช indicator) จาก ความเขม ขนและปรมิ าตร ของสารละลาย
มาตรฐานจะสามารถคํานวณหาความเขม ขนของสารละลายท่ีไมทราบความเขม ขน ได
การไทเทรต กรด–เบส (Acid–Base Titration)
วธิ คี ํานวณใชห ลักการเดยี วกับ การเจอื จางสารละลาย คอื
MaVa = MbVb
เมือ่ M a = ความเขมขนของสารละลายกรด (mol / L , M)
M b = ความเขมขนของสารละลายเบส (mol / L , M)
V a = ปรมิ าตรของสารละลายกรดท่ใี ช (mL , L)
V b = ปรมิ าตรของสารละลายเบสทใี่ ช (mL , L)
ตัวอยา งที่ 8 ในการไทเทรตใชสารละลาย 0.120 M NaOH ปริมาตร 40.00 mL โดยทาํ
ปฏิกิริยาอยา งสมบรู ณก บั สารละลาย HCl ปรมิ าตร 20.00 mL จงคํานวณความเขมขน ของสาร
ละลาย HCl
จาก MaVa = MbVb
แทนคา M a x ( 20.00 mL ) = (0.1200 M) x (40.00 mL)
Ma = 0.120 x 40.00 = 0.240 M
20.00
ดังน้นั สารละลาย HCl มคี วามเขม ขน 0.240 M
การไทเทรตรีดอกซ (Redox titration)
การไทเทรตแบบน้ี คลา ยกับ acid – base titration โดยท่ี oxidizing agent และ
reducing agent จะทาํ ปฏิกริ ิยาพอดีกันท่ีจุดสมมลู โดยใช indicator เปนตวั บอกจดุ ยุติ
(เปล่ยี นส)ี
ตัวอยางตวั ออกซไิ ดซท่นี ยิ มใชคอื
KMnO4 : MnO4 - (มว ง) → Mn 2+ (ชมพูออ น)
K2Cr2O7 : Cr2O7 2- (เหลอื งแกมสม ) → Cr 3+ (เขียว)
ตวั อยางท่ี 9 สารละลาย 0.150 M KMnO4 จํานวน 8.00 mL สามารถออกซไิ ดซสารละลาย
FeSO4 จํานวน 10.00 mL ในตวั กลางท่ีเปนกรด จงหาความเขม ขนของสารละลาย
FeSO4 โดยสมการไอออนิกแสดงปฏิกิรยิ าที่เกดิ ข้นึ คอื
5 Fe 2+ + MnO4 - + 8 H + → Mn 2+ + 5 Fe 3+ + 4 H2O
จํานวนโมลของ Fe2+ 5
จํานวนโมลของ MnO-4 =1
จาํ นวนโมลของ Fe2+ = 5 x จํานวนโมล MnO4-
M VFe2+ Fe2+ M × VMnO-4 MnO-4
1,000 = 5x 1,000
M =Fe2+ M × V5 x MnO-4 MnO-4
VFe2+
(0.150 M)(8.00 mL)
= 5 x (10.00 mL)
= 0.600 M
ดังนั้น ความเขม ขน ของสารละลาย FeSO4 เทา กบั 0.600 M
บทที่ 6 มแี รงดึงดูดระหวางโมเลกุล
(intermolecular forces)
ของเหลว ของแข็งและแกส
(Liquid, Solid, and Gas)
สถานะของสารมี 3 สถานะ
1. ของแข็ง โมเลกุลชดิ กัน
2. ของเหลว โมเลกุลไมติดกนั แนน เคลอ่ื นทผี่ า นกันได
3. แกส โมเลกุลแยกหา งกนั เคลือ่ นทีอ่ ิสระ
Intermolecular forces (IMF)
: แรงดงึ ดูดระหวา งโมเลกลุ ทเ่ี ปนของแข็งหรือของเหลว
: เปนแรงทอ่ี อนกวา แรงภายในโมเลกุล ( intramolecular forces หรอื พันธะเคมี )
1. Dipole - dipole force รวมเรียกวา
2. Dipole - induced dipole force Van der Waals force
3. Dispersion force
4. Ion - dipole force
5. Ion - induced dipole force
หมายเหตุ Hydrogen bond เปน dipole - dipole force ชนดิ พิเศษ
1. แรงขวั้ คู - ข้วั คู (dipole – dipole forces )
- เกิดระหวา ง polar molecules เรียก permanent dipole bond ก็ได
- ทําใหโมเลกุลจดั ตัวเพอื่ มีแรงดงึ ดูดสงู สดุ
- polar molecule ท่ีมี dipole moment สูง (แรง d - d มาก) เชน HCl,HBr,HI,H2S,NH3