ถา H2 – electrode เปน cathode E0 = 0.0 V electrode คอู นื่ เปน anode เชน
H + /H 2
oxidation : Zn / Zn2+ E0 = 0.76 V
Zn/Zn 2+
ถาเขียนแบบ reduction : Zn2+ / Zn E0 = - 0.76 V
Zn 2+ /Zn
การเขียน standard electrode potential นิยมเขียนเปน สมการ reduction
เรียกวา standard reduction potential ( E0 )
สามารถหาคา standard reduction potential ของ electrode ทุกตวั โดยเทียบกบั H2
– electrode
เชน ตองการหา potential ของ Cu-electrode
แผนภาพเซลล: Pt(s) / H2(g, 1 atm) / H+(aq, 1 M) // Cu2+(aq, 1 M) / Cu(s) E0
Anode : H2 (g, 1 atm) → 2H+ (aq), 1 M) + 2 e- H 2 /H +
Cathode : Cu2+ (aq, 1 M) + 2 e- → Cu (s) E0
Cu 2+ /Cu
Overall : H2 (g, 1 atm) + Cu2+ (aq, 1 M) → 2H+ (aq, 1 M) + Cu (s)
วดั จาก Voltmeter E0cell = 0.34 V ท่ี 250C
E0cell = E0ox + E0red
0.34 E= 0 + 0
Cu 2+ /Cu
ดงั นน้ั จะไดศ ักยไ ฟฟามาตรฐานของทองแดงเทา กบั 0.34 V
และ standard reduction potential คอื E =0 + 0.34 V
Cu 2+ /Cu
ตารางท่ี 1 Standard Reduction Potentials at 25oC* EO ( V )
- 3.05
Half reactions - 2.93
- 2.89
Li+(aq) + e- → Li(s) - 2.87
K+(aq) + e- → K(s) - 2.71
Sr2+(aq) + 2e- → Sr(s) - 2.37
Ca2+(aq) + 2e- → Ca(s) - 1.85
Na+(aq) + e- → Na(s) - 1.66
Mg2+(aq) + 2e- → Mg(s) - 1.18
Be2+(aq) + 2e- → Be(s) - 0.83
Al3+(aq) + 3e- → Al(s) - 0.76
Mn2+(aq) + 2e- → Mn(s) - 0.74
2H2O + 2e- → H2(g) + 2OH-(aq) - 0.44
Zn2+(aq) + 2e- → Zn (s) - 0.40
Cr3+(aq) + 3e- → Cr (s) - 0.28
Fe2+(aq) + 2e- → Fe (s) - 0.25
Cd2+(aq) + 2e- → Cd (s) - 0.14
Co2+(aq) + 2e- → Co (s) - 0.13
Ni2+(aq) + 2e- → Ni (s)
Sn2+(aq) + 2e- → Sn (s) 0.00
Pb2+(aq) + 2e- → Pb (s) + 0.13
2H+(aq) + 2e- → H2 (g) + 0.15
Sn4+(aq) + 2e- → Sn2+(aq) + 0.22
Cu2+(aq) + e- → Cu+(aq) + 0.34
AgCl(s) + e- → Ag (s) + Cl-(aq) + 0.40
Cu2+(aq) + 2e- → Cu (s) + 0.53
O2(g) + 2H2O + 4e- → 4OH-(aq) + 0.68
I2(s) + 2e- → 2I-(aq) + 0.77
O2(g) + 2H+(aq) + 2e- → H2O2(aq) + 0.80
Fe3+(aq) + e- → Fe2+(aq)
Ag+(aq) + e- → Ag(s)
Half reactions EO ( V )
+ 0.85
Hg 2+ (aq) + 2e- → 2Hg(l) + 0.92
2 + 1.07
+ 1.23
2Hg2+(aq) + 2e- → Hg 2+ (aq) + 1.23
2 + 1.36
+ 1.50
Br2(l) + 2e- → 2Br-(aq) + 1.51
O2(g) + 4H+(aq) + 4e- → 2H2O + 1.61
+ 1.77
MnO2(s) + 4H+(aq) + 2e- → Mn2+(aq) 2H2O + 1.82
+ 2.07
Cl2(g) + 2e- → 2Cl-(aq) +2.87
Au3+(aq) + 3e- → Au(s)
MnO − (aq) + 8H+(aq) + 5e- → Mn2+(aq) + 4H2O
4
Ce4+(aq) + e- → Ce3+(aq)
H2O2(aq) + 2H+(aq) + 2e- → 2H2O
Co3+(aq) + e- → Co2+(aq)
O3(g) + 2H+(aq) + 2e- → O2(g) + H2O
F2(g) + 2e- → 2F- (aq)
ขอสงั เกต
1. ศกั ยไฟฟาเปนคา มาตรฐานที่ 250C ความเขม ขน 1 M หรอื ความดัน 1 atm
2. อิเลก็ โทรดท่ีเปน แอโนด (anode) จะมคี า ศักยไ ฟฟา ตาํ่ กวา อเิ ล็กโทรดที่เปน
แคโทด (cathode)
3. E0 มคี านอย แปลวา เปน reducing agent ทด่ี ี (ให e- ดกี วา)
4. E0 มีคา มาก แปลวา เปน oxidizing agent ที่ดี (รบั e- ดกี วา )
ตัวอยางท่ี 1 จงเรียงลําดับ oxidizing agent จากมากไปนอย
จากตารางที่ 1 เทียบคาศักยไ ฟฟาจากตาราง
MnO4- ในกรด E0 = + 1.51 V
Co3+ E0 = + 1.82 V
Ag+ E0 = + 0.80 V
Sn2+ E0 = - 0.14 V
Al3+ E0 = - 1.66 V
จะได Co3+ > MnO4- > Ag+ > Sn2+ > Al3+
∴ คา E0 นอย เปน reducing agent ให e-
คา E0 มาก เปน oxidizing agent รบั e-
ตัวอยา งท่ี 2 จงคํานวณหาคา E0cell เมือ่ เซลไฟฟา มี Mg electrode ใน 1.0 M Mg(NO3)2 ,
Ag electrode ใน 1.0 M AgNO3
จากตารางที่ 1 : Mg2+(aq , 1 M ) + 2 e- → Mg (s) E0 = - 2.37 V
Ag+ (aq , 1 M ) + e- → Ag (s) E0 = + 0.80 V
Anode : Mg (s) → Mg2+(aq , 1 M ) + 2 e- E0 = + 2.37 V
Cathode : 2 [Ag+ (aq , 1 M) + e- → Ag (s)] E0 = + 0.80 V
2Ag+ (aq , 1 M) + 2 e- → 2Ag (s) E0 = +
0.80 V
Overall : Mg (s) + 2 Ag+ (aq , 1 M ) → Mg2+(aq , 1 M ) + 2 Ag (s)
E0cell = 2.37 + 0.80 V = 3.17 V เปน spontaneous ∴ การคูณจํานวนโมล
ไมมผี ลตอ E0
การเกดิ เองไดข องปฏิกริ ิยารดี อกซ (Spontaneity of Redox reactions)
ปฏิกริ ยิ ารีดอกซ จะเกดิ ไดเ องหรือไมตอ งพิจารณาจากเทอมของ thermodynamics คอื
∆G = free energy change
= Wmax = พลังงานท่ีเปล่ยี นของระบบ
= Welec = พลังงานไฟฟา
= - nFE0cell
∆G0 = - nFE0cell
เม่ือ n คอื อเิ ลก็ ตรอนทถ่ี า ยเทในปฏิกิริยารีดอกซ
F คอื คาคงทีข่ อง ฟาราเดย (faraday) พบวา 1 ฟาราเดย เทา กบั
96500 คลู อมบ Eocell คือ ศกั ยไ ฟฟา ของเซลลไ ฟฟาเคมี
สําหรับขบวนการทเี่ กิดเองไดน ้ัน ∆G0 จะมีคาตดิ ลบ และคา n, F ก็มีคา เปน บวก ดังน้ัน
E0 ตอ งเปนบวก
จาก ∆G0 = - RT ln K
∴ - nFE0cell = - RT ln K
RT
E0cell = nF ln k
E0cell = 0.059
n log K
∆G0 E0cell reaction state K
ลบ บวก spontaneous > 1
0 0 equilibrium =1
บวก ลบ non–spontaneous < 1
ตวั อยา งท่ี 3 จงทํานายวา ปฏกิ ริ ิยาตอไปนเี้ กิดข้นึ ในสารละลายในน้าํ ท่ี 25 oC ไดหรือไม
สมมติวา ไอออนทกุ ชนดิ มคี วามเขมขน เริม่ ตน 1.0 M
3.1 Ca (s) + Cd2+ (aq) → Ca2+ (aq) + Cd (s)
แบงคร่ึงปฏิกริ ิยาทงั้ สองคอื Ca(s) → Ca2+(aq) + 2e-
Oxidation: Cd2+(aq) + 2e- → Cd(s)
Reduction:
จากตาราง จะได E0 ของ Ca2+/Ca = -2.87 V และ E0 ของ Cd2+/Cd = -0.40 V ดงั นั้น
จะได
E0cell = EC0 a/Ca2+ + E0 2 + /Cd
Cd
= 2.87 + (-0.40)
= 2.47 V
คา E0cell เปน บวก แสดงวาเปน ปฏิกริ ยิ าทเ่ี กิดเองได (spontaneous process)
หมายเหตุ คา E0 ของ Ca2+/Ca = -2.87 V เปน สมการ reduction แตในเซลลไ ฟฟานี้
เปน ปฏกิ ริ ิยา oxidation (Ca/Ca2+) ดงั น้ันจงึ ตองกลบั คา E0 เปน ตรงกนั ขาม
3.2 2 Br- (aq) + Sn2+ (aq) → Br2 (l) + Sn (s)
แบง คร่งึ ปฏกิ ริ ิยาทงั้ สองคือ 2Br-(aq) → Br2(l) + 2e-
Sn2+(aq) + 2e- → Sn(s)
Oxidation:
Reduction:
จากตาราง จะได E0 ของ Br2/Br- = 1.07V และ E0 ของ Sn2+/Sn = -0.14 V ดังน้ันจะได
E0cell = E0Br-/Br2 + ES0n2+/Sn
= (-1.07) + (-0.14)
= -1.21 V
คา E0cell เปน ลบ แสดงวา เปน ปฏกิ ิรยิ าท่เี กิดเองไมไ ด (nonspontaneous process)
ตัวอยา งท่ี 4 จงคาํ นวณคา คงท่ีสมดุล (K) ของปฏกิ ริ ิยานท้ี ่ี 250C
Sn (s) + 2Cu2+ (aq) → Sn2+ (aq) + 2 Cu+ (aq)
วิธีทํา เขยี นครึ่งปฏกิ ิรยิ า Sn (s) → Sn2+ (aq) + 2 e-
Oxidation :
E0 = + 0.14 V
2Cu2+ (aq) + 2e- → 2Cu+ (aq) E0
Reduction :
= + 0.15 V
Overall : Sn (s) + 2Cu2+ (aq) → Sn2+ (aq) + 2 Cu+ (aq)
E0cell = E E+0 0
Sn/Sn 2+ Cu 2+ /Cu +
= 0.14 + 0.15 V = 0.29 V
0.059
จาก E0cell = n log K
log K = nE 0
cell
0.059
(2)(0.29)
= 0.059 = 9.8
K = 6 x 109
ตวั อยางท่ี 5 จงคํานวณ standard free energy change ( ∆G0 ) ของปฏิกริ ยิ าทาํ กาํ หนด
2 Au (s) + 3 Ca2+(aq, 1 M) → 2 Au3+(aq, 1 M) + 3 Ca (s)
วธิ ีทาํ เขยี นครึ่งปฏิกิรยิ า
Oxidation : 2 Au (s) → 2 Au3+(aq, 1 M) + 6 e-
E0 = - 1.50 V
Reduction : 3 Ca2+(aq, 1 M) + 6 e- → 3 Ca (s) E0 = - 2.87 V
Overall : 2 Au (s) + 3 Ca2+(aq, 1 M) → 2 Au3+(aq, 1 M) + 3 Ca (s)
E0cell = E E+0 0
Au/Au3+ Ca 2+ /Ca
= - 1.50 + ( - 2.87 ) = - 4.37 V
จาก ∆G0 = - nFE0cell
= - (6)(96,500)(-4.37) = 2.53 x 106 J
∆G0 = 2.53 x 103 kJ
∆G0 เปนบวกมาก ∴ ปฏิกิรยิ าเปน non–spontaneous reaction
ผลของความเขม ขนตอแรงเคลอ่ื นไฟฟาของเซลล
สมการเนริ นสท (nernst Equation)
ที่ผานมาเราศกึ ษาคาศกั ยไฟฟา ท่สี ภาวะมาตรฐาน คอื ปฏิกิรยิ าท่ี standard state : 1
M, 1 atm, 250C แตในทางปฏบิ ตั นิ น้ั กระทาํ ไดย ากมาก กลา วคอื ความความเขม ขนจะมีผล
กระทบตอคาศกั ยไฟฟา ของเซลล
aA + bB
ตัวอยางท่ี 7 จากสมการ Zn (s) + Cu 2+ (aq) → Zn 2+ (aq) + Cu (s)
Nernst’s equation; E = E0 - 0.059 [Zn2+ ]
2 log [Cu2+ ]
ถา ⎣⎡Zn2+ ⎦⎤ =1, log ⎣⎡Zn2+ ⎤⎦ =0 ∴ E = E0
⎡⎣Cu2+ ⎤⎦ ⎡⎣Cu2+ ⎦⎤
⎡⎣Zn2+ ⎤⎦ < 1, log ⎡⎣Zn2+ ⎤⎦ ตดิ ลบ ∴ E > E0
⎣⎡Cu2+ ⎦⎤ ⎡⎣Cu2+ ⎤⎦
⎡⎣Zn2+ ⎤⎦ > 1, log ⎡⎣Zn2+ ⎦⎤ เปนบวก ∴ E < E0
⎣⎡Cu2+ ⎤⎦ ⎡⎣Cu2+ ⎤⎦
ตัวอยา งที่ 8 จงทํานายปฏกิ ริ ิยาวาเกิดเองไดหรือไม ท่ี 298 K
Co (s) + Fe2+(aq) → Co2+(aq) + Fe (s)
โดย [ Fe2+ ] = 0.68 M , [ Co2+ ] = 0.15 M
วธิ ีทํา oxidation : Co (s) → Co2+(aq) + 2 e-
reduction : Fe2+(aq) + 2 e- → Fe (s)
จากตารางพบวา E0 = -0.28 V , E =0 +0.28 V,
Co 2+ /Co Co/Co2+
E =0 -0.44 V ∴ E0 =
Fe 2+ /Fe =
E E+0 0
Co/Co2+ Fe 2+ /Fe
0.28 + ( - 0.44 )
= - 0.16 V
Nernst’s equation; E = E0 - 0.059 log [Co2+ ]
2 [Fe2+ ]
0.059 [0.15 M]
= -0.16 - 2 log [0.68 M]
= - 0.16 + 0.019
= - 0.14 V
คา E ติดลบ ∴ เกิดเองไมได ตามทศิ ทางท่ีเขียน
เซลลความเขม ขน (Concentration Cells)
ในกรณีที่สารนั้นมีความเขมขนไมเทากัน แตอิเล็กโทรด และสารละลายอิเล็กโทรไลต
เปนชนิดเดียวกันทั้ง ครึ่งปฏิกิริยาออกซิเดชัน และคร่ึงปฏิกิริยารีดักชัน คาศักยไฟฟาจะแปร
ตามความเขม ขน ของไอออนของสารละลาย เรียกเซลลช นิดน้วี า “concentration cells”
การคํานวณคาศักยไฟฟาของเซลลความเขมขน เนื่องจากเปนอิเล็กโทรดและสาร
ละลายอิเล็กโทรไลตชนิดเดียวกัน เปนผลใหคาศักยไฟไฟที่สภาวะมาตรฐานมีคาเทากับศูนย
(E0cell = 0 V) โดยปกติสารละลายท่ีมีความเขมขนมากจะชอบรับอิเล็กตรอน (reduction)
สวนสารละลายที่มีความเขม ขนนอยกวาจะชอบใหอ ิเล็กตรอน (oxidation) ดังนั้นสรปุ สตู รการหา
ศกั ยไฟฟา ของเซลลค วามเขม ขน ดงั น้ี [c[coonncc.].c]odnilc.
Ecell = E0cell - 0.059 log
n
แต E0cell = 0 V ดังนัน้ Ecell = - 0.059 log [c[coonncc.].c]odnilc.
n
ตัวอยา งท่ี 9 เมอ่ื จมุ Zn อิเลก็ โทรดลงในสารละลาย ZnSO4 ที่มคี วามเขม ขน 0.1 M และ
1.0 M ตามแผนภาพเซลลต อไปนี้ : Zn(s) / Zn2+(aq, 0.1M) // Zn2+(aq, 1.0M) / Zn(s)
จงคาํ นวณหาคาศักยไ ฟฟาของเซลลค วามเขม ขนดงั กลาว
oxidation : Zn (s) → Zn2+(aq, 0.1 M) + 2 e-
reduction : Zn2+(aq, 1.0 M) + 2 e- → Zn (s)
overall : Zn2+(aq, 1.0 M) → Zn2+(aq, 0.1 M)
reduction เกดิ ท่ี Zn2+ = 1.0 M ไมใช 0.1 M เพราะตามหลกั ของ Le Chatelier
ถา [ Zn2+ ] สงู reduction จะเกดิ มากข้นึ
E = E0 - 0.059 log ⎣⎡Zn 2+ ⎦⎤dil
2 ⎣⎡Zn 2+ ⎦⎤conc.
E0 = 0 เพราะเปน electrode ชนิดเดยี วกนั
E = 0 - 0.059 log 0.1 = 0.0296 V
2 1.0
คา E เปน บวก ดังนั้นปฏิกิริยาเกิดขึ้นไดเอง โดยมีอิเล็กตรอนถายเทจากความเขมขน
ของ Zn2+ จางกวา (0.1 M) ไปยังท่ีมีความเขมขนสูงกวา (1.0 M) โดยจะทําให Zn2+ 0.1 M เพ่ิม
ข้ึนเรือ่ ยๆ แต Zn2+ 1.0 M จะลดลง จนมีปริมาณเทากนั (Ecell = 0)
ตวั อยา งท่ี 10 จงคาํ นวณ emf ของเซลลค วามเขม ขนตอ ไปน้ี
Mg (s) / Mg2+ (aq, 0.2 M) // Mg2+ (aq, 0.4 M) / Mg (s)
Ecell = - 0.059 log [0.2]
2 [0.4]
= 8.9 x 10-3 V
แบตเตอร่ี
แบตเตอรี่ (Battery) เปนเซลลไ ฟฟาเคมีชนดิ หนงึ่ โดยมกั จะเปน เซลลไฟฟาเคมีหลายๆ
เซลลตอกันแบบอนกุ รม ใชเปน แหลงกําเนดิ ไฟฟากระแสตรงทม่ี ีศักยไฟฟาคงที่ หลกั การทํางาน
จะคลา ยกับเซลลก ัลวานิก
แบตเตอร่ีแบบเซลลแ หง
เซลลแหง คือ เซลลที่ไมมีสวนประกอบที่เปนของไหลอยูเลย เซลลแหงที่พบมากคือ
เซลลเลอคลังเซ (Leclanche’ cell) พบในถานไฟฉายและวิทยุ โดยข้ัวแอโนดประกอบดวย
กระบอกสังกะสี มีแมงกานิสไดออกไซด (MnO2) และอิเล็กโทรไลตบรรจะอยูภายใน
อิเล็กโทรไลตประกอบดวยแอมโมเนียมคลอไรดกับซิงคคลอไรดในน้ํา โดยมีแปงผสมอยูดวยให
เพื่อทําใหสารละลายมีความขนเหนียว และตรงกลางเซลลมีแทงคารบอนจุมอยูทําหนาท่ีเปนขั้ว
แคโทด ปฏิกิริยาในเซลลคอื
Anode: Zn(s) → Zn2+(aq) + 2e-
Cathode:
2 NH+4 (aq) + 2MnO2(s) +2 e- → Mn2O3(s) + 2NH3(aq) + H2O(l)
Overall Zn(s) + 2 NH4+ (aq) + 2MnO2(s) → Zn2+(aq) + 2NH3(aq) + H2O(l)
+ Mn2O3(s)
แบตเตอรแี่ บบปรอท
แบตเตอร่ีแบบปรอทนยิ มใชก ันมากในทางการแพทยแ ละในอตุ สาหกรรมอิเล็กทรอนกิ ส
ประกอบดว ยสงั กะสีเคลือบปรอททาํ หนาท่เี ปนแอโนด สัมผัสอยูกับอเิ ล็กโทรไลตทเี่ ปนเบสแก
ผสม
ซงิ คออกไซดและเมอรคิวรี (II) ออกไซด ทั้งหมดบรรจอุ ยใู นกระบอกเหล็กกลาไรส นิม
ปฏิกิริยาในเซลล คอื Zn(Hg) + 2OH-(aq) → ZnO(s) + H2O(l) + 2e-
Anode: HgO(s) + H2O(l) + 2e- → Hg(l) + 2OH-(aq)
Cathode:
Overall: Zn(Hg) + HgO(s) → ZnO(s) + Hg(l)
แบตเตอรี่แบบปรอทใหศักยไฟฟาที่คงท่ีกวาเซลลเลอคลังเช ทั้งยังมีความจุสูงกวาและ
ใชไดยาวนานกวา ทําใหเหมาะกับการใชนํามาใชงานในเครื่องควบคุมการทํางานของหัวใจ
เคร่ืองชวยฟง นาฬิกาไฟฟา
แบตเตอร่สี ะสมไฟฟา แบบตะกวั่
แบตเตอรี่แบบน้ีใชในรถยนตประกอบดวยเซลลไฟฟาเหมือนกัน 6 เซลล ตอกันแบบ
อนุกรม แตละเซลลมีตะก่ัวเปนแอโนด สวนแคโทด คือ เลด (IV) ออกไซด (PbO2) อัดอยูบน
แผนโลหะ โดยท่ีท้ังขั้วแคโทดและแอโนดจุมอยูในสารละลายกรดซัลฟวริกซึ่งเปนอิเล็กโทรไลต
ปฏิกิริยาในเซลล คอื
Anode: Pb(s) + SO24- (aq) → PbSO4(s) + 2e-
Cathode: PbO2(s) + 4H+(aq) + SO24- (aq) + 2e- → PbSO4(s) + 2H2O(l)
Overall:Pb(s) + PbO2(s) + 4H+(aq) + 2SO24- (aq) → 2 PbSO4(s) + 2H2O(l)
แตละเซลลมีศักยไฟฟา 2 V วงจรการจุดระเบิดเคร่ืองยนตรวมทั้งการทํางานของระบบ
ไฟฟาในรถยนตตองอาศัยศักยไฟฟารวม 12 V จาก 6 เซลล แบตเตอร่ีสะสมไฟฟาแบบตะกั่ว
สามารถใหก ระแสไฟฟา สงู ๆ ไดในชวงเวลาสัน้ ๆ เชน การสตารท เครือ่ งยนต
ขอดีของแบตเตอร่ีประเภทน้ีคือสามารถนํามาอัดไฟใหมได การอัดไฟหมายถึงการใช
ศักย ไฟฟาจากภายนอกผานเขาที่แคโทดกับแอโนด ทําปฏิกิริยาเกิดผันกลับ และจะทําใหเกิด
สารต้ังตน
ขึ้นมาใหม ดงั สมการ
Anode: PbSO4(s) + 2e- → Pb(s) + SO42- (aq)
Cathode:
PbSO4(s) + 2H2O(l) → PbO2(s) + 4H+(aq) + SO24- (aq) + 2e-
Overall:2 PbSO4(s) + 2H2O(l) → Pb(s) + PbO2(s) + 4H+(aq) + 2SO24- (aq)
แบตเตอรลี่ เิ ทียมแข็ง
แบตเตอรี่ชนิดน้ีตางจากท่ีกลาวมาเพราะวา อเิ ลก็ โทรไลตเปนของแข็ง เช่ือมตอระหวาง
อิเล็กโทรด ขอดีของการใชลิเทียมเปนแอโนด คือ ลิเทียมมคี า E0 เปนลบมากท่ีสุด นอกจากน้ี
ยังเปนโลหะเบา สวนอเิ ล็กโทรไลตเปนวัสดพุ อลเิ มอรท ี่ยอมใหไอออนผานไดแ ตอเิ ลก็ ตรอนผา น
ไมได แคโทดทําดวยสารที่เรียกวา สารประกอบแทรกช้ัน (insert compound) ในท่ีน้ีไดแก
TiS2 หรือ V6O13 แบตเตอร่ีแบบน้ีสามารถนํามาอัดใหมไดเหมือนกันเชนเดียวกับแบตเตอร่ี
สะสมไฟฟา แบบตะก่ัว
เซลลเชอ้ื เพลงิ (fuel cell)
เซลลเช้ือเพลิงเปนเซลลที่ถูกคาดวาจะชวยเพ่ิมประสิทธิภาพของการผลิตไฟฟา เซลล
เช้ือเพลิงชนิดไฮโดรเจน-ออกซิเจนแบบงายที่สุดประกอบดวยสารละลายอิเล็กโทรไลต เชน สาร
ละลายโพแทสเซียมไฮดรอกไซด กับอิเล็กโทรดเฉื่อย 2 อิเล็กโทรด แกสไฮโดรเจนและ
ออกซิเจนทผ่ี านเขา ไปในชอ งแอโนดและชองแคโทด ทําใหเ กิดปฏิกริ ิยาดังนี้
Anode: 2H2(g) + 4OH-(aq) → 4H2O(l) + 4e-
Cathode: O2(g) + 2H2O(l) + 4e- → 4OH-(aq)
Overall: 2H2(g) + O2(g) → 2H2O(l)
เม่ือคํานวณศักยไฟฟาเซลลน้ีจะมี emf เทากับ 1.23 V จะเห็นวาสามารถเกิดข้ึนไดที่
สภาวะมาตรฐาน สังเกตวาเปนปฏิกิริยาการเผาไหมของแกสไฮโดรเจนนั้นเอง แตออกซิเดชัน
กับรีดักชันเกิดขึ้นท่ีแอโนดกับแคโทด อิเล็กโทรดทําหนาที่นําไฟฟา และมีพ้ืนที่ผิวที่จําเปน
สําหรบั ทําใหโ มเลกลุ สลายตัวเปน ไอออนไดกอนท่จี ะมีการถา ยทอดอิเล็กตรอน เรียกวา ทําหนาท่ี
เปนตวั เรงเชงิ ไฟฟา (electrocatalyst)
ตวั อยางเซลลเชอ้ื เพลิง เชน เซลลเชือ้ เพลิงโพรเพน-ออกซเิ จน มีครงึ่ ปฏิกิริยาเปนดังน้ี
Anode: C3H8(g) + 6H2O(l) → 3CO2(g) + 20 H+(aq) + 20e-
Cathode: 5O2(g) + 20H+(aq) + 20e- → 10H2O(l)
Overall: C3H8(g) + 5O2(g) → 3CO2(g) + 4H2O(l)
ปฏกิ ริ ิยารวมกเ็ ปนการเผาไหมของโพรเพนในออกซเิ จนนนั้ เอง
เซลลเชื้อเพลิงตางจากแบตเตอรี่เพราะเก็บพลังงานเคมีไวไมได สารต้ังตนตองผานเขา
เซลลตลอดเวลาและสารผลิตภัณฑจะตองผานออกจากเซลลตลอดเวลา เคร่ืองกําเนิดไฟฟา
แบบเซลลเชื้อเพลิงนี้จะมีเสียงคอนขางเงียบและการส่ันสะเทือนนอยมาก แตเซลลเชื้อเพลิงยัง
ไมนิยมมากนัก เพราะยังไมมีตัวเรงเชิงไฟฟาชนิดใดที่เหมาะสมสําหรับการทํางานเปนเวลา
นานๆ โดยไมม ีการปนเปอ นจากสารอ่นื
การสกึ กรอน
การสึกกรอนหรือการกัดกรอน (Corrosion) หมายถึงการกรอนตัวของโลหะโดย
กระบวนทางไฟฟา เคมี เชน เหลก็ เปน สนิม เงินเปน ฝามวั
ตวั อยางการกัดกรอ นที่พบบอ ยท่ีสุดคอื การเกดิ สนิมเหลก็ เหล็กจะเปนสนมิ ไดกต็ อ เมอื่ มี
แกสออกซิเจนกับนํ้าอยูดวย ปฏิกิริยาท่ีเกิดข้ึนคอนขางซับซอน ออกซิเจนเกิดข้ึนเม่ือพื้นผิว
ของโลหะทําหนาทเี่ ปนแอโนด
Fe(s) → Fe2+(aq) + 2e-
อิเล็กตรอนที่หลุดออกมาน้ีจะรีดิวซออกซิเจนในอากาศ กลายเปนนํ้าที่แคโทดซ่ึงก็คือ
พนื้ ผิวอีกสวนหนงึ่ ของโลหะ
O2(g) + 4H+(aq) + 4e- → 2H2O(l)
ปฏิกิริยารีดอกซ คอื
2Fe(s) + O2(g) + 4H+(aq) → 2Fe2+(aq) + 2H2O(l)
จะเห็นวาปฏิกิรยิ าเกิดข้ึนในตัวกลางท่ีเปนกรด (H+) ไอออนสวนหน่ึงไดมาจากปฏิกิริยา
ระหวางคารบ อนไดออกไซดในอากาศกันน้ํา เกิดเปน H2CO3
Fe2+ ไอออนท่เี กดิ ข้ึนทแ่ี อโนดถกู ออกซิไดซต อโดยออกซิเจน
4Fe2+(aq) + O2(g) + (4+2x)H2O(l) → 2Fe2O3.xH2O(s) + 8H+(aq)
ไอรอ อน (II) ออกไซดทีม่ ีน้าํ ผลึกนเ้ี รียกวา สนิม
อเิ ล็กโทรไลซสิ (Electrolysis)
อิเล็กโทรไลซิสหรือการแยกสลายดวยไฟฟา คือ กระบวนการที่พลังงานไฟฟาทําใหเกิด
ปฏิกิริยาซง่ึ ตามปกตเิ กดิ เองไมได
: กระบวนการท่ีใชพลังงานไฟฟา ทําใหเกิดปฏิกิริยา ซึ่งปกติเกิดเองไมได (non-
spontaneous)
: กระบวนการยอนกลับของ electrochemical cell
: ใชป ระโยชนใ นอตุ สาหกรรม extraction, purification
อิเลก็ โทรไลซสิ ของ NaCl หลอมเหลว
(a) (b)
a) แ ผ น ภ าพ ข อ ง Downs cell ซึ่ งใช ทํ า electrolysis ข อ ง NaCl ห ล อ ม เห ล ว
( mp = 801 OC ) โลหะโซเดียมทเ่ี กิดขน้ึ ท่แี คโทดอยูในสถานะของเหลว จะลอยข้ึน
ดาน บ น เน่ื องจาก เบ าก วา NaCl เหลวทําใหแยกออกไปไดง า ยแกส คลอรีนซงึ่
เกิดขึ้นทีแ่ อโนดกจ็ ะถูกดูด ข้นึ ดานบน
b) แผนภาพงา ยๆ แสดงปฏกิ ริ ยิ าที่ electrode ระหวา งการทํา electrolysis ของ NaCl
หลอมเหลว แบตเตอรเี ปน สิ่งจําเปน ท่ที าํ ใหป ฏิกิรยิ าน้เี กิดข้นึ ได
ปฏิกิริยาท่ี electrode ทั้งสอง คือ 2 Cl- → Cl2 (g) + 2 e-
Anode ( oxidation ) : 2 Na+ + 2 e- → 2 Na (l)
Cathode (reduction) : 2 Na+ + 2 Cl- → 2 Na (l) + Cl2 (g)
Overall :
ดังนน้ั โลหะโซเดยี มบรสิ ทุ ธ์ิ และแกสคลอรนี สว นใหญผ ลติ ขึ้นดวยกระบวนการนี้
อิเล็กโทรไลซสิ ของ H2O
ภายใตสภาวะปกติ ( 1 atm , 25 OC) นํ้าไมอาจแยกสลายออกเปนแกสไฮโดรเจนและ
ออกซิเจนไดเอง เพราะปฏิกิรยิ าน้มี กี ารเปลี่ยนแปลงพลังงานอิสระเปน บวกมาก
2 H2O (l) → 2 H2 (g) + O2 (g) ∆G0 = 474.4 kJ
อยางไรก็ตาม อาจทาํ ใหปฏกิ ิรยิ านี้เกดิ ขน้ึ ไดโดยแยกสลายน้าํ ดวยไฟฟา ดงั รปู ปฏิกิรยิ านเ้ี กดิ
ขึน้ ไดด ีถา ใชสารละลาย 0.1 M H2SO4 เพราะมีไอออนอยูมากพอทีจ่ ะนําไฟฟา ได
Anode (oxidation) : 2 H2O (l) → O2 (g) + 4 H+ (aq) + 4 e-
Cathode (reduction) : 4 [ H+ (aq) + e- →
การคํานวณเก่ยี วกับ electrolysis
กระแส → ประจุ → จาํ นวน → จาํ นวนโมลของ → จํานวนกรมั ของ
สารทถี่ ูกรีดิวซ
(แอมแปร) เปน ฟาราเดย สารที่ถูกรีดวิ ซ
หรอื ออกซไิ ดซ
และเวลา คลู อมบ หรือออกซไิ ดซ
ตัวอยา งที่ 12 ในการเกิด electrolysis ของ molten MgCl2 โดยใชกระแสไฟฟา จาํ นวน 0.452 A
และเวลา 1.5 hr จงหาปริมาณ (g) ของสารผลิตภัณฑทเ่ี กิดขึน้ (Mg , Cl2)
วิธีทาํ เขียน cell reaction MgCl2 (s) → Mg2+ (aq) + 2Cl- (aq)
Anode : 2Cl- (aq) → Cl2 (g) + 2e-
Cathode : Mg2+(aq) + 2e- → Mg (s)
Overall : Mg2+(aq) + 2Cl- (aq) → Mg (s) + Cl2 (g)
เปล่ียน 0.452 A ใน 1.5 hr. → จํานวนโมล e-
1) Q (C) = I (Amperes) x t (second)
= (0.452 A)(1.5 x 60 x 60 วนิ าท)ี = 2.44 x 103 C
2) C → F (1F = 96,500 C)
= 2.44 ×103 F
96, 500
3) F → mole product (ใช 2 e- หรอื 2 F ในการผลติ 1 mole ของ Mg, Cl2)
= 2.44 ×103
96, 500×2
4) mole → g
Mg มมี วลอะตอม 24
นาํ้ หนัก Mg = 2.44 ×103 x 24 = 0.303 g
Cl มมี วลอะตอม 35.5 96, 500×2 0.898 g
น้ําหนัก Cl2 =
(Cl2 = 35.5 x 2 = 71)
2.44 ×103 x 71 =
96, 500×2
บทที่ 11
ธาตเุ รพรเี ซนเตติฟและโลหะทรานซิชนั
( Representative and Transition Element )
ธาตุเรพรีเซนเตติฟ คือธาตุท่ีมีเวเลนซอิเล็กตรอนบรรจุใน s และ p ออรบิตอล โดยที่ใน
f และ d ออรบิตอล อาจจะไมมีอิเล็กตรอนอยูเลยหรือมีบรรจุอยูเต็ม ไมวาจะเปนอะตอมหรือ
ไอออน ไดแก ธาตุหมู 1A และ 2A ซึ่งอยูในกลุม s และหมู 3A, 4A, 5A, 6A, 7A รวมท้ังหมู 8A
(แกส มตี ระกูล) ซ่งึ อยูใ นกลุม P ตามตารางธาตุ
ธาตุเรพรีเซนเตติฟจําแนกออกเปนโลหะ อโลหะและก่ึงโลหะตามแนวโนมการเปล่ียน
แปลงสมบัตติ ามตารางธาตุ
1A 8A
H 2A 3A 4A 5A 6A 7A He
Li Be B C N O F Ne
Na Mg 3B 4B 5B 6B 7B 8B 1B 2B Al Si P S Cl Ar
K Ca Sc Ti V Cr Mn Fe Co Ni Cu Zn Ga Ge As Se Br Kr
Rb Sr Y Zr Nb Mo Tc Ru Rh Pd Ag Cd In Sn Sb Te I Xe
Cs Ba La Hf Ta W Re Os Ir Pt Au Hg Tl Pb Bi Po At Rn
Fr Ra Ac Rf Db Sg Bh Hs Mt
สมบตั ิทวั่ ไปของโลหะ อโลหะ ก่ึงโลหะ
อาจแบงธาตุเรพรีเซนเตติฟออกไดเปน 3 พวก โลหะ และอโลหะจะอยูดานซายมือ และ
ขวามือของตารางธาตุ ตามลําดับ สวนกึ่งโลหะประกอบดวยธาตุ B Si Ge As Sb Te Po และ
At จะอยูในแนวทแยงมุม และอยรู ะหวา งโลหะและอโลหะ
โลหะสวนใหญเปนของแข็งท่ีอุณหภูมิหอง (ยกเวน Hg สวน Cs และ Ga มีจะ
หลอมเหลวประมาณ 30 oC) นําความรอนและไฟฟาไดดี ตีแผใหเปนแผน หรือดึงใหเปนเสนได
ออกไซดข องโลหะ เปนออกไซดเบส โลหะมกั มเี ลขออกซิเดชันเปน บวกเมอ่ื เกดิ เปนสารประกอบ
นอกจากน้ีโลหะยังมีพลังงานไอออไนเซชัน และสัมพรรคภาพอิเล็กตรอนต่ํา โลหะจึงไมทํา
ปฏิกิริยากันเอง แตจะทําปฏิกิริยากับอโลหะ โดยโลหะจะเปนฝายใหอิเล็กตรอน และกลายเปน
ประจุบวก
อโลหะเปนของแข็งหรือแกสที่อุณหภูมิหอง (ยกเวน Br) สวนใหญเปนตัวนําความรอน
และไฟฟาที่ไมดี ออกไซดของอโลหะเปนออกไซดกรด อโลหะมีพลังงานไอออไนเซชันและ
สัมพรรคภาพอิเล็กตรอนสูง และอโลหะยังมีคาอิเล็กโตรเนกาติวิตีสูงอีกดวย สงผลใหอโลหะมี
เลขออกซิเดชนั เปน ลบ ยกเวน คารบ อนมีเลขออกซเิ ดชนั เปน บวก
โลหะแอลคาไล
โลหะแอลคาไล (ธาตุในหมู 1A) ทั้งหมูเปนธาตุท่ีมีคาอิเล็กโตรเนกาติวิตีตํ่าที่สุด มี
สมบัติคลายกันหลายประการ จากการจัดอิเล็กตรอนเราอาจคาดไดวาเมื่อธาตุเหลานี้อยูในสาร
ประกอบก็จะมีเลขออกซิเดชันเทากับ +1 เนื่องจากจะทําใหไอออนบวกเปนไอโซอิเล็กทรอนิก
กับแกสมตี ระกลู ซึ่งจากการทดลองพบวา เปน เชน นนั้ จริง
โลหะแอลคาไลมีจุดหลอมเหลวต่ําและน่ิมจนใชมีดตัดเปนช้ินบางๆ ได โลหะเหลานี้มี
โครงสรางผลึกแบบลูกบาศกกลางตัว ซึ่งมีประสิทธิภาพการเรียงตัวตํ่า จึงมีความหนาแนนตํ่า
เม่ือเทียบกบั โลหะอ่ืนๆ ลเิ ทียมจัดวาเปน โลหะทีเ่ บาท่สี ุด
เน่ืองจากโลหะแอลคาไลไวตอการเกิดปฏิกิริยามาก จึงไมมีปรากฏอยูในธรรมชาติในรูป
ของโลหะอิสระ แตมักรวมตัวกับเฮไลด ซัลเฟต คารบอเนต และซิลิเคตไอออน ในหัวขอน้ีจะ
กลาวเฉพาะ โลหะโซเดียม และโลหะโพแทสเซียม สวนอันอื่นน้ันจะไมขอกลาวถึง โซเดียมและ
โพแทสเซียมมีอยูในธรรมชาติปริมาณพอๆกัน ในรปู ของแรซลิ เิ คต
วิธีเตรียมโลหะโซเดียมที่งายคือการทําอิเล็กโทรไลซิสของโซเดียมคลอไรดหลอมเหลว
โดยใชเซลลดาวนส กระบวนการนี้สิ้นเปลืองพลังงานมาก สวนโลหะโพแทสเซียมนั้นเตรียม
โดยการทํา อิเล็กโทรไลซิสของ KCl ไดยากเพราะโพแทสเซียมละลายไดดีใน KCl เหลว จึงไม
ลอยขึ้นมายังดานบนของเซลลและทําใหแยกออกไปไมได การเตรียมโพแทสเซียมจึงมักทํา
โดยการกลั่น KCl เหลวในบรรยากาศของไอโซเดียมที่ 892 oC ปฏกิ ริ ิยาคือ
Na(g) + KCl(l)
เมอ่ื โพแทสเซยี มซเู ปอรอ อกไซดท ําปฏิกริ ิยากับน้าํ จะเกดิ แกสออกซเิ จน
2KO2(s) + 2H2O(l) → 2KOH(aq) + O2(g) + H2O2(aq)
นอกจากนี้ KO2 ยงั ทําปฏิกิริยากับ CO2 ในลมหายใจ เกดิ แกส ออกซเิ จน
สารประกอบบางชนดิ ของโซเดยี มและโพแทสเซียม
โซเดียมคารบ อเนต
โซเดียมคารบอเนตหรือโซดาแอช มีประโยชนในกระบวนการทุกชนิดในอุตสาหกรรม
รวมไปถึงในการบําบัดนํ้าเสียและการผลิตสบู สารซักฟอก ยา และสารผสมอาหารตางๆ
สามารถเตรียมไดจากลารละลายแอมโมเนียทําปฏิกิริยากับโซเดียมคลอไรดอ่ิมตัว แลวผานแกส
คารบอนไดออกไซดลงในสารละลาย จะไดตะกอนของโซเดียมไปคารบ อเนต
NH3(aq) + NaCl(aq) + H2CO3(aq) → NaHCO3(s) + NH4Cl(aq)
และเผา NaHCO3 จะไดโ ซเดียมคารบอเนต
2NaHCO3(s) → Na2CO3(s) + CO2(g) + H2O(l)
โซเดียมไฮดรอกไซดและโพแทสเซียมไฮดรอกไซด
ท้งั สองสารประกอบมีสมบัติคลายกันมาก เตรยี มไดโดยการแยกสลายสารละลาย NaCl
และ KCl ดวยไฟฟา ไฮดรอกไซดท้ังสองชนิดเปนเบสแกและละลายนํ้าไดดี โซเดียมไฮดรอก
ไซดมีประโยชนในการผลิตสบู รวมถึงปฏิกิริยาเคมีอ่ืนๆๆ สวนโพแทสเซียมไฮดรอกไซดนั้น
ใชเปนอิเล็กโทรไลตในแบตเตอร่ีบางชนิด และใชกําจัดคารบอนไดออกไซดและซัลเฟอรได
ออกไซดจ ากอากาศ
โซเดียมไนเตรตและโพแทสเซยี มไนเตรต
โซเดียมไนเตรตสลายตวั ใหแ กสออกซิเจนท่ีอณุ หภูมปิ ระมาณ 500oC
2NaNO3(s) → 2NaNO2(s) + O2(g)
สว นโพแทสเซียมไนเตรต เปน สวนประกอบหน่งึ ในการทําดินปน
โลหะแอลคาไลนเ อิรท
โลหะแอลคาไลนเอิรทเปนธาตุท่ีออกซิไดซยากกวาและไวตอปฏิกิริยานอยกวาโลหะ
แอลคาไล โลหะในกลุมนี้มีสมบัติทางเคมีคลายกัน ยกเวนเบริลเลียม (Be) ซ่ึงมีสมบัติบาง
ประการคลายอะลูมิเนียม (Al) ซึ่งเปนธาตุหมู 3A เมื่ออยูในรูปสารละลายจะอยูในสภาพ M2+
และมักจะแสดงเลขออกซิเดชัน +2 ในท่ีนี้จะกลาวตัวอยางเพียง 2 ธาตุคือ แมกนีเซียม และ
แคลเซียม
แมกนีเซียม
โลหะแมกนีเซียมเตรียมไดจากอิเล็กโทรไลซิสเชนเดียวกับโลหะแอลคไล ในกรณีใช
เกลือคลอไรดหลอมเหลว คือ Mg2Cl ซึ่งไดจากน้ําทะเล แมกนีเซียมมีสมบัติทางเคมีกํ้าก่ึง
ระหวางเบริลเลียมกับธาตุอ่ืนท่ีเหลือในหมู 2A แมกนีเซียมไมทําปฏิกิริยากับนํ้าเย็น แตทํา
ปฏิกิรยิ ากบั ไอน้าํ
Mg(s) + H2O(g) → MgO(s) + H2(g)
เมื่อนําโลหะแมกนีเซียมไปเผาจะเกิดเปลวไฟสวางจา พรอมทั้งไดแมกนีเซียมออกไซดและ
แมกนีเซียมไนไตร สมบัติน้ีทําใหแมกนีเซียมมีประโยชนในการทําไฟวาบท่ีใชถายรูป และการ
ทาํ พลุ
2Mg(s) + O2(g) → 2MgO(s)
3Mg(s) + N2(g) → Mg3N2(s)
แมกนีเซียมออกไซดทําปฏิกิริยาชาๆ กับนํ้า เกิดแมกนีเซียมไฮดรอกไซดซ่ึงเปนของ
แขวนลอยสีขาว เรียกวา มิลคออฟแมกนีเซียม (milk of magnesia) ซึ่งใชเปนยาลดกรดใน
กระเพาะอาหาร ประโยชนท่ีสําคัญของแมกนีเซียมคือ ใชทําโลหะผสม ทําโลหะโครงสรางที่มี
นํ้าหนักเบาใชในการปองกันการผุกรอนของโลหะแบบแคโทดิก ในการสังเคราะหสารอินทรีย
และในการทาํ แบตเตอร่ี แมกนเี ซียมเปน ธาตทุ จ่ี ําเปน ในการดํารงชวี ติ ของพืชและสตั ว และ Mg2+
ไอออนไมเปนพิษ แมกนีเซียมไอออนเปนส่ิงจําเปนตอการทํางานของเอนไซมหลายชนิด นอก
จากน้ียังพบแมกนเี ซียมในคลอโรฟลล ซง่ึ มบี ทบาทในการสังเคราะหด วยแสงของพชื
แคลเซียม
แคลเซียม มีอยูในหินปูน แคลไซต ชอลก และหินออน ในรูปของ CaCO3 ในโดโลไมต
ในรูปของ CaCO3.MgCO3 ในยิปซัมอยูในรูป CaSO4.2H2O และในฟลูออไรตในรูปของ CaF2
วิธีเตรียมแคลเซียมทด่ี ีท่ีสุดคอื การทําอเิ ลก็ โทรไลซสิ ของแคลเซียมคลอไรด (CaCl2) หลอมเหลว
แคลเซียมแตกตางจากแมกนีเซียมและเบริลเลียมตรงที่สามารถทําปฏิกิริยากับน้ําได
และให ไฮดรอกไซด แตอ ัตราการเกดิ ปฏิกิริยาต่าํ กวาปฏิกิริยาของโลหะแอลคาไลมาก
Ca(s) + 2H2O(l) → Ca(OH)2(aq) + H2(g)
เรามักเรียกแคลเซยี มไฮดรอกไซด วา ปนู สุก (slaked lime) หรือปูนขาว (hydrated lime)
ปูน (CaO) หรือมักเรียกกันวาปูนดิบ (quicklime) จัดวาเปนวัสดุเกาแกท่ีสุดชนิดหน่ึง
ปูนดบิ ผลติ ไดจากการสลายตัวดว ยความรอนของแคลเซียมคารบ อเนต
CaCO3(s) → CaO(s) + CO2(g)
สวนปนู สกุ นน้ั ผลิตไดจากปฏิกริ ิยาระหวางปูนดบิ กบั น้าํ
CaO(s) + H2O(l) → Ca(OH)2(s)
แคลเซยี มไฮดรอกไซดม ีประโยชนในการบําบัดน้าํ แคลเซียมออกไซดใ ชในการกาํ จัด SO2 และ
ในโลหะวิทยา แคลเซียมเปนธาตุที่จําเปนตอสิ่งมีชีวิต เปนองคประกอบสําคัญของกระดูกและ
ฟน หนา ที่เฉพาะของ Ca2+ ไอออนในระบบของส่ิงมีชวี ิตคอื กระตนุ การทํางานของกระบวนการ
ตางๆ ในการสรางและสลาย และแคลเซียมยังมีบทบาทสําคัญย่ิงในการทํางานของหัวใจ
การแข็งตัวของเลอื ด การหดตัวของกลามเนือ้ และการสง ผา นขอมลู ในเสนประสาท
โลหะหมู 3A
โลหะหมู 3A ประกอบดว ย Al Ga In และ Tl เทานน้ั เพราะธาตตุ ัวแรก คือ โบรอน (B)
เปน ก่งึ โลหะ
อะลูมเิ นียม
อะลูมิเนียมเปนโลหะท่ีมีมากที่สุดและเปนธาตุท่ีมีมากเปนอันดับสามในเปลือกโลก ไม
เกิดเปนเปนธาตุอิสระในธรรมชาติ สินแรส ําคัญ คือ บอกไซต (bauxite, Al2O3.2H2O) แรอืน่ ๆ ที่
มีอะลูมิเนียมไดแก ออรโทเคลส (orthoclase, KAlSi3O3) เบริล (beryl, Be3Al2Si6O8) คอรันดัม
(corundum, Al2O3)
อะลูมิเนียมสวนใหญเตรียมไดจากบอกไซตซ่ึงมักมีซิลิคา (silica,SiO2) ไอรออน
ออกไซด และไทเทเนียม (IV) ออกไซดปนอยูดวย จึงตองนําสินแรไปตมในสารละลายโซเดียม
ไฮดรอกไซดเสยี กอ นเพอื่ เปลีย่ นซิลิคาใหเปนซลิ เิ คตทีล่ ะลายไดด ีกวา
SiO2 (s) + 2OH-(aq) → SiO32- (aq) + H2O(l)
ขณะเดียวกนั อะลมู เิ นยี มออกไซดก จ็ ะเปลีย่ นไปเปน อะลมู เิ นตไอออน ( AlO-2 )
Al2O3(s) + 2OH-(aq) → 2 AlO-2 (aq) + H2O(l)
ไอรออนออกไซดและไทเทเนียมออกไซดไมมีการเปล่ียนแปลงในกระบวนการนี้จึงกรองแยก
ออกไปได เม่อื นาํ สสารละลายนีไ้ ปเตมิ กรดเพ่ือใหอะลูมิเนยี มไฮดรอกไซดตกตะกอน
AlO-2 (aq) + H3O+(aq) → Al(OH)3(s)
เมอ่ื กรองตะกอนอะลูมิเนียมไฮดรอกไซดแ ลว นาํ ไปเผาก็จะไดอ ะลูมเิ นียมออกไซด
2Al(OH)3(s) → Al2O3(s) + 2H2O(g)
อะลูมเิ นียมออกไซดท ป่ี ราศจากน้าํ นีอ้ าจรดี วิ ซเ ปน อะลูมเิ นียมไดดวยกระบวนการฮอลล แคโทด
คือคารบอนท่เี คลอื บผิวดานในของเซลล ใชไครโอไลตเ ปนตัวทําละลายของอะลูมิเนียมออกไซด
เมอ่ื นาํ ของผสมนี้ไปแยกสลายดว ยไฟฟา กจ็ ะไดอะลูมิเนียมกบั แกสออกซิเจน
3[2O2- → O2(g) + 4e-]
Anode: 4[Al3+ + 3e- → Al(l)]
Cathode:
Overall:2Al2O3 → 4Al(l) + 3O2(g)
อะลูมิเนียมเปนโลหะท่ีใชงานตางๆ ไดหลากหลาย มีความหนาแนนต่ํา และมีความทน
แรงดึงสูง ตีเปนแผนได มวนเปนแผนบางๆได เปนตัวนําไฟฟาท่ีดีมาก จึงนิยมในการสงไฟฟา
แรงสูง อะลูมิเนียมจะใชประโยชนใ นการสรา งเครอ่ื งบินเปนสวนใหญ แตตอ งใชในลักษณะโลหะ
ผสม
อโลหะ
อโลหะมีสมบัติที่หลากหลายกวาโลหะ อโลหะมีอิเล็กโทรเนกาติวิตีสูงกวาโลหะ ธาตุใน
ตารางธาตมุ เี อเลก็ โทรเนกาตวิ ติ เี พิ่มขนึ้ จากซา ยไปขวาในคาบเดยี วกัน และจากลางขึน้ บนในหมู
เดียวกัน ในท่ีนี้จะกลา วถึงอโลหะท่ีสามญั และสําคัญบางชนิด คือ ไฮโดรเจน คารบอนในหมู 4A
ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสในหมู 5A ออกซิเจนและกํามะถันในหมู 6A และฟลูออรีน คลอรีน
โบรมนี และไอโอดีนในหมู 7A
ไฮโดรเจน
ไฮโดรเจนเปนธาตุที่มีความซับซอนนอยท่ีสุดเพราะอะตอมประกอบดวยเพียง 1
โปรตอนและ 1 อิเล็กตรอน แตอะตอมนี้เสถียรเฉพาะท่ีอุณหภูมิสูงมาก โดยปกติธาตุน้ีจะอยูใน
สภาพโมเลกลุ อะตอมคู และเปนปฏิกริ ิยาคายความรอ น
H(g) + H(g) → H2(g) ∆Ho = -436.4 kJ
ไฮโดรเจนเปนแกสไมมีสี ไมมีกล่ิน แกสไฮโดรเจนมีความสําคัญในอุตสาหกรรมหลายอยาง
เชนอุตสาหกรรมการผลิตแอมโมเนีย การเตรียมแกสไฮโดรเจนปริมาณมากๆ ในอุตสาหกรรม
อาศัยปฏิกิรยิ าระหวางโพรเพนกบั ไอนํา้ โดยมีตวั เรงอยูด วยท่ี 900oC
C3H8(g) + 3H2O(g) → 3CO(g) + 7H2(g)
อีกกระบวนการหน่ึงทีใ่ ชเตรยี มไฮโดรเจน คือ ใหไ อน้ําผานไปบนถา นโคก ท่รี อนแดง
C(s) + H2O(g) → CO(g) + H2(g)
การเตรียมแกสไฮโดรเจนปริมาณนอยเพื่อใชในหองปฏิบัติการคือใชปฏิกิริยาระหวาง
สงั กะสี กับกรดไฮโดรคลอรกิ เจือจาง
Zn(s) + 2HC1(aq) → ZnCl2(aq) + H2(g)
ธาตหุ มู 4A
คารบ อน
คารบอนเปนธาตุท่ีจําเปนในส่ิงมีชีวิต คารบอนอาจอยูในรูปอิสระคือ เพชรและแกรไฟต
และมีอยูในแกสธรรมชาติ ปโตรเลียม และถานหิน คารบอนรวมตัวกับออกซิเจนได
คารบอนไดออกไซดแ ละเกิดเปน คารบอเนตในหนิ ปูนและชอลก
เพชรและแกรไฟตเปนอัญรูปของคารบอน การสังเคราะหเพชรจากแกรไฟตอาจทําได
โดยใชความดันและอุณหภูมิสูงมาก โดยทั่วไปเพชนสังเคราะหจะมีสมบัติเชิงแสงนอยกวาเพชน
ธรรมชาติ
คารไ บดและไซยาไนด
คารบอนรวมตัวกับโลหะเปนสารประกอบไอออนิกเรียกวา สารประกอบคารไบต
(carbide) ตัวอยางไดแก CaC2 และ Be2C ในสารประกอบประเภทน้ีคารบอนจะอยูในรูปของ
C22- หรือ C4- ไอออนซงึ่ เปนเบสแก
C22- (aq) + 2H2O(l) → 2OH-(aq) + C2H2(g)
C4-(aq) + 4H2O(l) → 4OH-(aq) + CH4(g)
นอกจากน้ีคารบอนยังรวมกับซิลิคอนเปนสารประกอบโคเวเลนต ซิลิคอนคารไบด (silicon
carbide, SiC) หรอื คารโ บรมั ดมั (carborundum) เตรียมไดจ ากปฏิกริ ิยา
SiO2(s) + 3C(s) → SiC(s) + 2CO(g)
สารประกอบที่สําคัญอีกประการหน่ึงของคารบอนคือ สารประกอบไซยาไนด (cyanide)
ซึ่งมีไอออนลบ เปนสวนประกอบ ไซยาไนดมีความเปนพิษสูงมาก ไฮโดรเจนไซยาไนดซึ่งมี
กล่ินเหมือนอัลมอนด ยิ่งมีความเปนพิษรายแรงกวาไซยาไนดไอออนเพราะเปนสารระเหยงาย
HCN เขมขนเพียงไมถึง 1% โดยปรมิ าตรในอากาศอาจเปนอันตรายถึงชีวิตภายในเวลาเพียงไม
กีน่ าที สารนเี้ ตรยี มไดจากปฏิกริ ิยาระหวา งโซเดียมไซยาไนดหรอื โพแทสเซยี มไซยาไนดกบั กรด
NaCN(s) + HCl(aq) → NaCl(aq) + HCN(g)
ออกไซดของคารบอน
ในบรรดาออกไซดหลายชนิดของคารบอน ออกไซดที่สําคัญท่ีสุดคือคารบอน
มอนอกไซด (CO) และคารบอนไดออกไซด (CO2) คารบอนมอนอกไซดเปนแกสไมมีสี ไมมี
กลนิ่ เกดิ ข้นึ จากการเผาไหมไมสมบรู ณข องคารบอน หรอื สารประกอบของคารบอน
2C(s) + O2(g) → 2CO(g)
ในอุตสาหกรรม CO เตรียมไดโดยผานไอนํ้าไปบนถานโคกที่รอน คารบอนมอนอกไซดเผาไหม
ในออกซิเจนไดร วดเรว็ กลายเปนคารบ อนไดออกไซด
2CO(g) + O2(g) → 2CO2(g) ∆Ho = -566 kJ
คารบอนไดออกไซดเปนแกสไมมีสี ไมมีกล่ิน และไมเปนพิษ แตเปนออกไซดกรด
คารบอนไดออกไซดมีประโยชนในการทํานํ้าอัดลม ในอุปกรณดับเพลิง และในการผลิตโซดาทํา
ขนมปง และโซดาแอช คารบอนไดออกไซดแข็งหรือน้ําแข็งแหง (dry ice) ใชเปนสารทํา
ความเย็น นอกจากนย้ี ังใชเ ปนตวั ลอ เมฆในการทําฝนเทียม
ธาตหุ มู 5A
ไนโตรเจน
อากาศประมาณ 78% โดยปริมาตรคือไนโตรเจน แหลงแรที่สําคัญท่ีสุดของไนโตรเจน
คือ ดินประสิว (saltpeter, KNO3) และดินประสิวชิลี (Chile saltpeter, NaNO3) ไนโตรเจนเปน
ธาตทุ จ่ี าํ เปนตอ ชวี ิตเพราะเปนสว นประกอบของโปรตนี และกรดนิวคลอี ิก
ไนโตรเจนในสภาพโมเลกุลเตรียมไดโดยนําอากาศมากลั่นลําดับสวน ในหองปฏิบัติการ
ไนโตรเจนทบี่ ริสทุ ธิ์มากๆ เตรียมไดจากการสลายตวั ดว ยความรอนของแอมโมเนียมไนไตรต
NH4NO2(s) → 2H2O(g) + N2(g)
แอมโมเนีย (ammonia)
แอมโมเนียเปนสารประกอบที่รูจักกันดีชนิดหน่ึงของไนโตรเจน ในหองปฏิบัติการ
เตรยี มไดจากปฏกิ ิริยาระหวา งแอมโมเนียมคลอไรดกับโซเดียมไฮดรอกไซด
NH4Cl(aq) + NaOH(aq) → NaCl(aq) + H2O + NH3(g)
แอมโมเนียเปน แกส ไมม ีสี มีกลิ่นฉุน ถกู นาํ ไปใชท ําปยุ
ออกไซดแ ละกรดออกโซของไนโตรเจน
ไนโตรเจนมสี ารประกอบออกไซดห ลายชนดิ
ไนตรัสออกไซด (nitrous oxide, N2O) เปนแก็สไมมีสี มีกล่ินหอมและมีรสหวาน
เตรยี มไดโดยเผาแอมโมเนยี มไนเตรตใหร อ นถึงประมาณ 270oC
NH4NO3(s) → N2O(g) + 2H2O(g)
ไนตรัสออกไซดเม่ือไดรับความรอนเปนระยะเวลาหน่ึง จะสลายตัวใหแกสไนโตรเจนและ
ออกซเิ จน
2N2O(g) → 2N2(g) + O2(g)
สวนใหญแกส น้ีใชเปนยาสลบในการทําทันตกรรมหรือผา ตัด ไนตรสั ออกไซดเปนท่ีรจู ักกันอกี ชื่อ
หนงึ่ คือ แกสหัวเราะ เนอื่ งจากคนทห่ี ายใจเอกแกส นเี้ ขาไปจะรูส ึกขําตลอดเวลา
ไนตรกิ ออกไซด (nitric oxide, NO) เปน แกส ไมมีสี ปฏกิ ิริยาระหวา ง N2 กบั O2
N2(g) + O2(g)
ฟอสฟอรัสมีหลายอัญรูป แตที่สําคัญมีเพียง 2 รูป คือ ฟอสฟอรัสขาว และฟอสฟอรัสแดง
ฟอสฟอรัสขาวประกอบดวยโมเลกุลทรงสี่หนา ของ P4 แยกกัน เปนของแข็ง ละลายนํ้าไมได
แตละลายไดในคารบอนไดซัลไฟด (CS2) ฟอสฟอรัสขาวเปนสารที่มีพิษรายแรง เมื่อสัมผัสกับ
อากาศจะตดิ ไฟไดเอง จงึ มีประโยชนในการทําระเบิดเพลงิ และลูกระเบดิ
P4(s) + 5O2(g) → P4O10(s)
ออกไซดแ ละกรดออกโซของฟอสฟอรัส
แบงเปน 2 ชนิด คือ เตตระฟอสฟอรัสเฮกซะออกไซด (P4O6) และฟอสฟอรัสเดคะ
ออกไซด (P4O10) ซ่ึงตางก็เตรียมไดจากการเผาฟอสฟอรัสในแกสออกซิเจนปริมาณจํากัด และ
ในแกสออกซิเจนมากเกินพอ
P4(s) + 3O2(g) → P4O6(s)
P4(s) + 5O2(g) → P4O6(s)
ออกไซดสองชนิดนี้เปนออกไซดกรด คือ เมื่อละลายน้ําจะกลายเปนกรด P4O10 เปนผงสีขาว
ซึ่งทาํ ปฏิกิรยิ ากับน้ําไดอยางรวดเรว็
P4O10(s) + 6H2O(l) → 4H3PO4(aq)
กรดออกโซของฟอสฟอรัสมีหลายชนิด เชน กรดฟอสฟอรัส (H3PO3) กรดฟอสฟอริก
(H3PO4) กรดไฮโปฟอสฟอรสั (H3PO2) และกรดไตรฟอสฟอรกิ (H5P3O10)
ฟอสฟอรัสเปนธาตุที่จําเปนตอชีวิตเชนเดียวกับไนโตรเจน เปนสวนประกอบในโครง
กระดูกมนุษย ในฟน และสารประกอบฟอสเฟตเปนสารพันธุกรรมที่เรียกวากรดดีออกซีไรโบ
นวิ คลีอิก และกรดไรโบนวิ คลอี กิ
ออกซเิ จนและกํามะถนั
ออกซิเจน
ออกซิเจนเปนธาตุที่มีอยูมากที่สุดในเปลือกโลก ออกซิเจนปรากฏในรูปโมเลกุลอะตอม
คู เตรยี มไดโดยการเผาโพแทสเซยี มคลอเรตกบั แกสออกซเิ จน
KClO3(s) → 2KCl(s) + 3O2(g)
ปฏิกิริยานี้อาจเรงดวยแมงกานีส(IV)ออกไซด (MnO2) ออกซิเจนบริสุทธ์ิอาจเตรียมไดจาก
การแยกนาํ้ ดว ยไฟฟา
สมบัติของออกซิเจนโมเลกลุ ออกซิเจนมี 2 อัญรปู คือ O2 และ O3
โมเลกุล O2 เปนพาราแมกเนติกเพราะมีอิเล็กตรอนเด่ียว 2 อิเล็กตรอน ออกซิเจน
โมเลกุลเปนตัวออกซิไดซท่ีแรง
O2 เปนสารเคมีท่ีอุตสาหกรรมนิยมใชมากที่สุดชนิดหนึ่ง สวนใหญใชในอุตสาหกรรม
เหล็กกลา และบําบัดนาํ้ โสโครก นอกจากน้ียงั เปนสารฟอกขาวในการทาํ เยอื่ กระดาษ
ออกไซด เปอรอ อกไซด และซูเปอรอ อกไซด
ออกซิเจนเกิดสารประกอบออกไซดได 3 ชนิด คือ ออกไซดธรรมดา (O2-) เปอร
ออกไซด ( O22- ) และซเู ปอรอ อกไซด ( O-2 )
จากซายไปขวาในแตละคาบของตารางธาตุ พันธะในสารประกอบออกไซดจะเปลี่ยนไป
ออกไซดของโลหะแอลคาไล และของโลหะแอลคาไลเอิรท มักเปนของแข็งไอออนิก และมีจุด
หลอมเหลวสูง ออกไซดของกึ่งโลหะและโลหะท่ีอยูตอนกลางของตารางธาตุก็เปนของแข็ง
เชนกัน แตมีลักษณะไอออนิกต่ํากวา สวนออกไซดของอโลหะนั้นลวนเปนสารประกอบ
โคเวเลนตและมักเปนของเหลวหรือแกสที่อุณหภูมหิ อง ออกไซดเหลา น้ีมีความเปนกรดเพิ่มจาก
ซายไปขวา ในหมูเดียวกันจากบนลงลาง ออกไซดมีความเปนเบสสูงขึ้น เชน MgO ไมทํา
ปฏกิ ิรยิ ากับนํ้าแตท ําปฏกิ ริ ิยาไดก ับกรด
MgO(s) + 2H+(aq) → Mg2+(aq) + H2O(l)
แต BaO ซงึ่ เปน เบสมากกวา เกดิ ไฮโดรไลซิส กลายเปนไฮดรอกไซด
BaO(s) + H2O(l) → Ba(OH)2(aq)
เปอรออกไซดท่ีรูจักดี คือ ไฮโดรเจนเปอรออกไซด (H2O2) ซ่ึงเปนของเหลวหนืด ไมมีสี
สามารถเตรียมไดจากปฏิกิริยาระหวางกรดซัลฟริกเจือจางท่ีเย็นกับแบเรียมเปอรออกไซด
ออกตะไฮเดตร (barium peroxide octahydrate)
BaO2 . 8H2O(s) + H2SO4(aq) → BaSO4(s) + H2O2(aq) + 8H2O(l)
ไฮโดรเจนเปอรออกไซดสลายตัวไดอยางรวดเร็วเม่ือไดรับความรอนหรือไดรับแสงอาทิตย
หรือแมก ระทัง่ เมื่อสมั ผัสกบั ฝุนละอองหรือโลหะบางชนดิ รวมทง้ั เหลก็ และทองแดง
2H2O2(l) → 2H2O(l) + O2(g) ∆Ho = -196.4 kJ
ไฮโดรเจนเปอรออกไซดผสมเปนเนื้อเดียวกับนํ้าไดทุกสัดสวนเพราะสรางพันธะ
ไฮโดรเจนกับน้ําได สารละลายไฮโดรเจนเปอรออกไซดเจือจาง (3% โดยมวล) เปนยาฆาเชื้อ
โรคอยางออน ถาเขมขนกวาน้ีใชเปนน้ํายาฟอกขาวสําหรับผา ขนสัตว และใชกัดสีผม บางทีมี
อาจนําไปใชเปนเชือ้ เพลงิ จรวด
ไฮโดรเจนเปอรออกไซดเปนตัวออกซิไดซที่แรง สามารถออกซิไดซ Fe2+ ไอออนเปน
Fe3+ ไอออนไดใ นสารละลายกรด
H2O2(aq) + 2Fe2+(aq) + 2H+(aq) → 2Fe3+(aq) + 2H2O(l)
และยงั สามารถออกซิไดซ SO32- ไอออนเปน SO24- ไอออนไดดว ย
H2O2(aq) + SO32- (aq) → SO42- (aq) + H2O(l)
ไฮโดรเจนเปอรออกไซดอาจทําหนาท่ีเปนตัวรีดิวซไดดวยถาทําปฏิกิริยากับสารที่เปนตัว
ออกซิไดซท ีแ่ รงกวา เชน ไฮโดรเจนเปอรออกไซดร ดี ิวซซลิ เวอรอ อกไซดเ ปนโลหะเงนิ
H2O2(aq) + Ag2O(s) → 2Ag(s) +H2O(l) + O2(g)
โอโซน
โอโซนเปนแกสสีน้ําเงิน ที่คอนขางเปนพิษ เราไดกลิ่นฉุนของโอโซนในบริเวณที่มีแหลง
การถายประจุไฟฟาจํานวนมาก เชน รถไฟใตดิน โอโซนเตรียมไดจากแกสออกซิเจนดวย
ปฏกิ ิรยิ าเคมเี ชงิ แสงหรอื โดยถายประจไุ ฟฟา ใหแ กออกซิเจน
3O2(g) → 2O3(g) ∆Go = 326.8 kJ
เน่ืองจากการเกิดโอโซนเปนปฏิกิริยาท่ีมีการเปลี่ยนแปลงพลังงานอิสระมาตรฐานเปนบวกมาก
ดังนัน้ โอโซนจึงเสถียรนอยกวา ออกซิเจน โอโซนโมเลกลุ มโี ครงสรางเปน มมุ งอ
เรามักใชโอโซนในการทํานํ้าด่ืมบริสุทธ์ิ ฟอกอากาศและกําจัดกล่ินของแกสเสียชนิด
ตางๆ และในการฟอกสีขีผ้ ึ้ง นํา้ มัน และส่ิงทอ
โอโซนเปน ตัวออกซิไดซท ี่แรงมาก โอโซนสามารถออกซิไดซส ารประกอบซลั ไฟดของ
โลหะหลายชนิดไปเปน สารประกอบซลั เฟต
4O2(g) + PbS(s) → PbSO4(s) + 4O2(g)
โอโซนออกซิไดซโลหะไดท กุ ชนิดยกเวน ทองคําและแพลทนิ มั
กํามะถนั
กํามะถันเปนธาตุท่ีมีอยูไมมากนัก แตหาไดงายเพราะปรากฏอยูในธรรมชาติอิสระ นอก
จากนี้ กํามะถันยังอยูในรูปยิปซัม (gypsum, CaSO4 . 2H2O) และแรซัลไฟดชนิดตางๆ เชน
ไพไรต (pyrite, FeS2) แกส ตางๆ ในธรรมชาติ เชน H2S, SO2
กํามะถันมีหลายอัญรูป ท่ีสําคัญท่ีสุดคือ กํามะถันรอมบิกและกํามะถันโมโนคลีอิก
กาํ มะถันรอมบิกเปนอญั รูปทเี่ สถยี รทสี่ ดุ ในเชงิ เทอรโ มไดนามกิ ส มโี ครงสรา งเปน วงหยัก (S8)
SSS
SS
S
SS
กํามะถันรอมบิกเปนของแข็งสีเหลือง ไมมีรส ไมมีกลิ่น ไมละลายนํ้าแตละลายไดในคารบอนได
ซัลไฟด เม่ือไดรับความรอนจะคอยๆเปลี่ยนเปนกํามะถันโมโนคลินิก เม่ือกํามะถันหลอมเหลว
จะแตกออกเปนสายพันกันยุงเหยิง ทําใหหนืด แตเม่ือรอนขึ้นไปอีกสายโมเลกุลจะขาดเปนสาย
ส้นั ลงและความหนือจะลดลงอีกครัง้
สารประกอบระหวา งกํามะถันกับไฮโดรเจน คือการเตรยี ม ไฮโดรเจนซัลไฟด ซงึ่ เตรยี ม
ไดจ ากกรดกบั สารประกอบซลั ไฟด
FeS(s) + H2SO4(aq) → FeSO4(aq) + H2S(g)
ไฮโดรเจนซัลไฟดเปนแกสไมมีสี มีกลิ่นเหม็นเหมือนไขเนา ไฮโดรเจนซัลไฟดเปนสารท่ีมีความ
เปนพิษสูง สามารถทําลายเอนไซมในทางเดินหายใจไดเชนเดียวกับแกสไฮโดรเจนไซยาไนด
เปนกรดไดโปรติก
ออกไซดข องกาํ มะถัน
สารประกอบออกไซดที่สําคัญ คือ ซัลเฟอรไดออกไซด และ ซัลเฟอรไตรออกไซด
ซลั เฟอรไดออกไซดเกดิ จากการเผากาํ มะถันในอากาศ
S(s) + O2(g) → SO2(g)
หรือปฏกิ ิรยิ าระหวา งกรดกบั ซัลไฟต
2HCl(aq) + Na2SO3(aq) → 2NaCl(aq) + H2O(l) +SO2(g)
ซัลเฟอรไดออกไซดเปนแกสไมมสี มีกลิ่นฉุน จัดวาเปนแกสพิษ ออกไซดชนิดนี้เปนออกไซด
กรด
กรดซัลฟว รกิ (H2SO4)
กรดซัลฟวริกเปนกรดไดโปรติก เปนของเหลวขนไมมีสี อํานาจการออกซิไดซของกรด
ซลั ฟว ริกข้ึนอยกู บั อุณหภมู ิและความเขมขน ตวั ออกซิไดซในสารนีค้ ือ ซัลเฟตไอออน
สารประกอบอน่ื ของกาํ มะถัน
คารบอนไดซลั ไฟด เปน ของเหลว ไมม สี ี ติดไฟงา ย เกดิ จากการเผาคารบ อนกบั กาํ มะถนั ที่
อุณหภมู สิ ูง
C(s) + 2S(s) → CS2(l)
สารละลายน้ีละลายไดเพียงเล็กนอยในน้ํา คารบอนไดซัลไฟดเปนตัวทําละลายท่ีดีสําหรับ
กาํ มะถนั ฟอสฟอรสั ไอโอดีน และสารไมมขี ว้ั ตางๆ
ธาตุหมู 7A
เฮโลเจน
เฮโลเจน คือ ฟลูออรีน คลอรีน โบนมีน และไอโอดีน เปนอโลหะที่ไวตอปฏิกิริยา
เฮโลเจนเกดิ สารประกอบจาํ นวนมาก เมอื่ เปน ธาตุ เฮโลเจนจะอยใู นสภาพโมเลกลุ อะตอมคู
การเตรียมและสมบตั ิของเฮโลเจน
เน่ืองจากฟลูออรีนและคลอรีนเปนตัวออกซิไดซท่ีแรง จึงเตรียมไดจากการ แยกสลาย
ดวยไฟฟามากกวาท่ีจะทําการออกซิไดซฟลูออไรดและคลอไรดไอออนดวยวิธีทางเคมี สาร
ละลายฟลูออไรดในน้ําไมอาจนําไปแยกสลายดวยไฟฟาไดเพราะฟลูออรีนเปนตัวออกซิไดซท่ี
แรงกวา นํา้
O2(g) + 4H+(aq) + 2e- → H2O(l) Eo = 1.23 V
F2(g) + 2e- → 2F-(aq) Eo = 2.87 V
ดวยเหตุน้ี จึงเตรียมฟลูออรีนดวยการทําอิเล็กโทรไลซิส ของไฮโดนเจนฟลูออไรดเหลวโดยมี
โพแทสเซียมฟลูไรดป นอยูดว ยเพือ่ เพม่ิ สภาพนาํ ไฟฟา
Anode: 2F- → F2(g) + 2e-
Cathode: 2H+ + 2e- → H2(g)
Overall:2HF(l) → H2(g) + F2(g)
ในอุตสาหกรรม แกสคลอรีน (Cl2) เตรียมไดจากอิเล็กโทรไลซิสของ NaCl หลอมเหลว หรืออิ
เลก็ โทรไลซิสของสารละลาย NaCl เขมขน
2NaCl(aq) + 2H2O(l) → 2NaOH(aq) + H2(g) +Cl2(g)
หรือการทําอิเล็กโทรไลซิส โดยแคโทดคือ กอนปรอทเหลวที่กนเซลล และแอโนดทํามาจาก
แกรไฟตหรอื ไทเทเนียมเคลือบดวยแพลทินัม
Anode: 2Cl-(aq) → Cl2(g) + 2e-
Cathode: 2Na+(aq) + 2e- → 2Na/Hg
Overall:2NaCl(aq) → 2Na/Hg + Cl2(g)
แกสคลอรีนท่ีเกิดข้ึนโดยวธิ ีนี้จะมีความบริสทุ ธ์ิสูงมาก เพราะโซเดียมอะมัลกัมไมทําปฏิกิรยิ ากับ
น้ําเกลอื
ไฮโดรเจนเฮไลด
ไฮโดรเจนเฮไลดเปน สารประกอบท่ีเกดิ จากการรวมกันของธาตโุ ดยตรง
H2(g) + X2(g)
ประโยชนข องเฮโลเจน
ฟลูออรีน มีประโยชนในอุตสาหกรรม การบํารุงสุขภาพ เชน การเติม ฟลูออไรดในปริมาณ
เล็กนอยลงในนํ้าด่ืมเปนการกําจัดฟนผุ ในอุตสาหกรรม ฟลูออรีนเปนสารท่ีใชในการผลิต
พอลิเตตระฟลูออไรเอทิลีน ซ่ึงเปนสารพอลิเมอรที่เรียกวา เทฟลอน เทฟลอนนี้ใชเปนฉนวน
ไฟฟา เคร่ืองครัว พลาสตกิ อุณหภมู ิสูง
คลอรีน มีบทบาททางชีววิทยาท่ีสําคัญในรางกาย คลอไรดไอออนเปนไอออนลบหลักใน
ของไหลภายในและภายนอกเซลล คลอรีนเปนสารฟอกขาวท่ีใชกันอยางกวางขวางใน
อุตสาหกรรมกระดาษ และอุตสาหกรรมส่ิงทอ สารออกฤทธ์ิในน้ํายาซักผาขาวคือ โซเดียมไฮโป
คลอไรด นอกจากนี้ยังใชน ํ้าคลอรีนทําใหน ํา้ สะอาดและฆา เช้ือโรคในน้าํ ได
คลอริเนเตดมีเทน เชน คารบอนเตรตระคลอไรดและคลอโรฟอรม เปนตัวทําละลาย
อินทรียทีม่ ปี ระโยชนมาก เชน การผลติ ยาฆาแมลง
โบรมีน มีประโยชนในการเตรียมเอทิลีนไดโบรไมด ซึ่งใชเปนยาฆาแมลง และใชในการ
กําจัดตะกั่ว ในนํ้านันรถยนตเพ่ือไมใหมีตะกั่วเขาไปอุดตันในเคร่ืองยนต แตเอทิลีนไดโบรไมด
เปนสารกอมะเรง็ ทร่ี า ยแรง
ไอโอดนี ไอโอดีนในแอลกอฮอล เขมขน 50% เรียกวา ทงิ กเ จอไอโอดีน ใชเปน ยา ฆาเช้ือ
โรค ไอโอดีนเปนสวนประกอบสําคัญของไทรอยดฮอรโมนชื่อ ไทรอกซิน (thyroxine) การรับ
ประทานอาหารทข่ี าดไอโอดนี อาจทาํ ใหตอ มไทรอยด็บวม
I I HH O
HO O
CCC
I I H NH2 OH
โลหะทรานซชิ ัน
โดยทั่วไปธาตทุ รานซิชันหมายถงึ ธาตทุ ี่อะตอมหรอื ไอออนมอี เิ ลก็ ตรอนใน d- หรือ f-
ออรบติ อลไมเตม็ ธาตทุ รานสิชนั ยังแบงเปน หมตู างๆ เปน 3B, 4B, 5B, 6B, 7B, 8B และ 1B
1A 8A
1 2A 3A 4A 5A 6A 7A 2
H He
34 5 6 7 8 9 10
Li Be B C N O F Ne
11 12 3B 4B 5B 6B 7B 8B 1B 2B 13 14 15 16 17 18
Na Mg Al Si P S Cl Ar
19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36
K Ca Sc Ti V Cr Mn Fe Co Ni Cu Zn Ga Ge As Se Br Kr
37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54
Rb Sr Y Zr Nb Mo Tc Ru Rh Pd Ag Cd In Sn Sb Te I Xe
55 56 57 72 73 74 75 76 77 78 79 80 81 82 83 84 85 86
Cs Ba La Hf Ta W Re Os Ir Pt Au Hg Tl Pb Bi Po At Rn
87 88 89 104 73 106 107 108 109
Fr Ra Ac Rf Ha Sg Ns Hs Mt
สมบัติของโลหะทรานซชิ นั
โลหะทรานซิชันคือมีอิเล็กตรอนใน d ออรบิตอลไมเต็ม หรือเม่ือกลายเปนไอออนก็จะมี
อิเล็กตรอนใน d ออรบิตอลไมเต็ม ลักษณะดังกลาว ทําใหโลหะทรานซิชันมีสมบัติท่ีนาสนใจ
เชน มสี ี เกดิ สารประกอบเชงิ ซอน เปนพาราแมกเนตกิ เปน ตัวเรง ปฏกิ ิริยา
สําหรับโลหะทรานซิชัน แนวโนมของสมบัติตางๆ แตกตางไปจากธาตุอื่นๆ คือ จาก
สแกนเดียมไปถึงทองแดง ประจุนิวเคลียสมีคาเพิ่มขึ้นแตอิเล็กตรอนท่ีเพ่ิมขึ้นเขาไปอยูใน 3d
ออรบิตอลและสามารถกําบังอิเล็กตรอนใน 4s ออรบิตอลจากแรงดึงดูดของประจุท่ีเพ่ิมขึ้นใน
นิวเคลียสไดดี รัศมีอะตอมจากซายไปขวาจึงลดลงอยางชาๆ ดังนั้นคาของอิเล็กโทรเนกาติวิตี
และพลงั งานไอออไนเซชนั ก็เพมิ่ ข้นึ เพียงเลก็ นอ ยจากสแกนเดยี มไปถงึ ทองแดง
สมบัติทางกายภาพทว่ั ไป
โลหะทรานซชิ ันสว นใหญม โี ครงสรา งแบบชิดท่ีสุด ซ่ึงแตล ะอะตอมจะมเี ลขโคออรด ิเน
ชันเทากบั 12 ธาตุเหลานีย้ งั ขนาดอะตอมคอนขา งเลก็ ดวยสมบตั ทิ าํ ใหเ กดิ พันธะโลหะทแี่ ข็ง
แรงมาก ดงั น้ันโลหะทรานซิชันจึงมีความหนาแนน จุดหลอมเหลวและจุดเดอื ด ความรอนของ
การกลายเปน ไอสงู กวา โลหะหมู 1A, 2A และ 2B
ตารางแสดงสมบตั ิทางกายภาพ
1A 2A 2B
K Ca Sc Ti V Cr Mn Fe Co Ni Cu Zn
รัศมอี ะตอม 235 197 162 147 134 130 135 126 125 124 128 138
(pm)
จดุ หลอมเหลว 63.7 838 1539 1668 1900 1875 1245 1536 1495 1453 1083 419.5
(oC)
จดุ เดือด 760 1440 2730 3260 3450 2665 2150 3000 2900 2730 2595 906
(oC)
ความหนาแนน 0.86 1.54 3.0 4.51 6.1 7.19 7.43 7.86 8.9 8.9 8.96 7.14
(g/cm3)
การจัดเรียงอิเล็กตรอน
การจัดเรียงอิเล็กตรอนจากสแกนเดียมไปถึงทองแดงจํานวนอิเล็กตรอนใน d ออรบิตอล
จะเพิ่มขึ้น ดังน้ันการจัดเรียงอิเล็กตรอนของสแกนเดียม คือ 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s23d1 ของ
ไทเทเนียม 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s23d2 ไปเร่ือยๆ มียกเวน 2 ธาตุคือ โครเมียมและทองแดง
ซึ่งมกี ารจัดเรียงอิเลก็ ตรอนช้นั นอกเปน 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s13d5 และ 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6
4s13d10 ตามลําดับ
เม่ือโลหะทรานซิชันแถวแรกกลายเปนไอออน อิเล็กตรอนจะหลุดออกจาก 4s
ออรบิตอลกอน แลวจึงหลุดออกจาก 3d ออรบิตอล เชน Fe2+ การจัดอิเล็กตรอนช้ันนอกคือ 3d6
ไมใ ช 4s23d4
Fe การจดั เรียงอเิ ล็กตรอน : 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 4s23d6
Fe2+ การจดั เรยี งอิเลก็ ตรอน : 1s2 2s2 2p6 3s2 3p6 3d6
สภาวะออกซเิ ดชัน
โลหะทรานซิชันมีเลขออกซิเดชันไดหลายคาเมื่ออยูในสารประกอบสวนใหญ เลย
ออกซิเดชันของพวกโลหะทรานซิชันจะอยูใจชวง +1, +2, +3 พลังงานไอออนไนเซชันของ
โลหะทรานซิชันจะเพ่มิ ขึน้ เรอ่ื ยจากซายไปขวา แตบางธาตุกม็ สี ภาวะออกซเิ ดชันสูงสดุ ถึง +7
เคมขี องเหลก็ และทองแดง
เหลก็
เหล็กบริสุทธ์ิเปนโลหะสีเทา ไมแข็งนัก จัดวาเปนธาตุที่จําเปนในระบบสิ่งมีชีวิต เหล็ก
ทาํ ปฏกิ ริ ิยากบั กรดไฮโดรคลอรกิ ไดแกส ไฮโดรเจน
Fe(s) + 2H+(aq) → Fe2+(aq) + H2(g)
กรดซลั ฟวริกเขมขนออกซิไดซเหลก็ เปน Fe3+ ได แตกรดไนตรกิ เขมขนทาํ ปฏิกริ ยิ ากบั เหลก็ ได
Fe3O4 เปนชั้นบางๆ เคลือบผิวโลหะไวจึงทําปฏิกิริยาตอไมได ปฏิกิริยาท่ีรูจักดีคือการเกิด
สนมิ เหล็ก สภาวะออกซิเดชันท่เี สถยี รของเหลก็ คือ +2 และ +3
ทองแดง
โลหะทองแดง มีสีน้ําตาลแกมแดง ทองแดงไมบริสุทธิ์อาจทําใหบริสุทธ์ิไดโดยการแยก
สลายดวยไฟฟา ทองแดงมีสภาพการนําไฟฟาสูงเปนที่สองรองจากเงินซ่ึงมีราคาแพงเกินกวาท่ี
จะนาํ มาใชใน ทองแดงมีประโยชนในการทําโลหะผสม สายไฟฟา ทอ และเหรียญกษาปณ
ทองแดงทําปฏิกิริยากับกรดซัลฟวริกและกรดไนตริกที่เขมขน สภาวะที่สําคัญ
2 สภาวะคือ +1 และ +2 สภาวะ +1 ไมคอยเสถียรนัก และเมื่ออยูในสารละลายจะเกิด
ดิสพรอพอรชันเนชัน
2Cu+(aq) → Cu(s) + Cu2+(aq)
สารประกอบทุกชนิดชอง Cu (I) เปนไดอะแมกเนติกและไมมีสียกเวน Cu2O ซึ่งมีสีแดง สาร
ประกอบทุกชนิดของ Cu(II) เปนพาราแมกเนติก และมีสี Cu2+ ในสภาพของไฮเดรเตดไอออนมี
สนี ํ้าเงนิ
สารประกอบโคออรด เิ นชัน
โลหะทรานซิชันมีแนวโนมท่ีจะเกิดไอออนเชิงซอนไดสูงและไอออนเชิงซอนเหลานี้ก็
สามารถรวมตัวกบั ไอออนหรือไอออนเชงิ ซอ นอืน่ กลายเปน สารประกอบโคออรด เิ นชันไดต อ ไป
สารประกอบโคออรดิเนชัน (coordination compound) หมายถึงสารไมมีประจุที่ประกอบดวย
ไอออนเชงิ ซอนต้ังแต 1 ชนิดขนึ้ ไป
ปจจุบันเราใชสูตร [Co(NH3)6]Cl3 เพ่ือแสดงวาแอมโมเนียโมเลกุลรวมตัวกับโคบอลต
อะตอมเปนไอออนเชิงซอน สวนคลอไรดไอออนไมใชสวนหน่ึงของไอออนเชิงซอน แตดึงดูดกับ
ไอออนเชิงซอนดวยแรงไอออนิก โลหะในสารประกอบโคออรดิเนชันสวนใหญคือ โลหะ
ทรานซิชนั
โมเลกุลหรือไอออนที่อยูลอมรอบโลหะในไอออนเชิงซอนเรียกวา ลิแกนด (ligand) ใน
สารประกอบเชิงซอน ลิแกนด ทําหนาที่เปนเบสลิวอิส และอะตอมของโลหะทรานซิชันทําหนาที่
เปนกรดลิลอสิ คือรับอเิ ลก็ ตรอนจากเบสลิวอิส
ในลิแกนด อะตอมที่สรางพันธะกับอะตอมโลหะโดยตรงเรียกวา อะตอมผูให เชน ใน
[Cu(NH3)4]2+ อะตอมผูใหคือ ไนโตรเจน ในสารประกอบโคออรดิเนชัน เลขโคออรดิเนชัน คือ
จํานวนอะตอมผูใหท่ีอยูลอมรอบอะตอมโลหะในไอออนเชิงซอน เชน Ag+ ใน [Ag(NH3)2]+ มีเลข
โคออรดิเนชันเทากับ 2 Cu2+ ใน [Cu(NH3)4]2+ มีเลขโคออรดิเนชัน เทากับ 4 และ Fe3+ ใน
[Fe(CN)6]3+ มีเลขโคออรด ิเนชันเทากับ 6
ประโยชนของสารประกอบเชงิ ซอน
โลหะวิทยา
ตัวอยางการใชประโยชนของสารประกอบโคออรดิเนชันในโลหะวิทยา ไดแก การสกัด
เงินและทองคําโดยทําใหเกิดเปนสารเชิงซอนกับไซยาไนดไอออน และการทํานิกเกิลใหบริสุทธ์ิ
โดยทําใหกลายเปนสารประกอบ Ni(CO)4 ในสถานะแกส
ตวั คเี ลตท่ใี ชบ ําบดั โรค
EDTA เปนคีเลตท่ีใชในการบําบัดพิษจากตะกั่วผลจากการศึกษาพบวา สารประกอบ
เชิงซอนบางชนิดของ แพลทินัมสามารถ ยับย้ังการเติบโตของเซลลมะเร็งไดอยางมี
ประสิทธิภาพ จากภาพแสดงรูปสารประกอบเชิงซอนของ Pt ซ่ึงมีฤทธ์ิในการตานมะเร็ง สาร
เชิงซอนท้ังหมดนี้มีลักษณะสําคัญคือ มีลิแกนดคูหน่ึงท่ีเหมือนกันจัดตัวอยูในตําแหนงซิสตอกัน
สวน transdiamminedichloro-platinum (II) และไอโซเมอรแบบทรานสอื่นๆ ตางก็ไมมีฤทธิ์ตาน
มะเรง็
NH3 Cl
Pt
Cl NH3
การวิเคราะหท างเคมี
ถึงแมวา EDTA จะจับตัวกับไอออนของโลหะไดมากมายหลายชนิด ตัวคีเลตบางชนิดก็
เลือกทําปฏิกิริยาท่ีจําเพาะเจาะจงกับโลหะบางชนิดเทานั้น เชน ไดเมทิลไกลออกไซม มีสูตร
โครงสรา งดงั น้ี
CH3
C N OH
N OH
CH3
สามารถรวมตัวกับ Ni2+ ไอออน เกิดเปนตะกอนสีแดงอิฐซึ่งไมละลายในน้ําและรวมตัวกับ Pd2+
เปน ตะกอนสเี หลือง สที ีเ่ ปน ลักษณะเฉพาะดงั กลาวน้ีมปี ระโยชนใ นการวิเคราะหเชงิ คุณภาพ คือ
ใชพ ิสจู นเอกลกั ษนของนิกเกลิ และแพลเลเดียมได นอกจากน้ียงั วิเคราะหหาปริมาณของโลหะทั้ง
สองนโี้ ดยการวิเคราะหดวยนํ้าหนัก ไดดวยวิธีการดังนี้ เติมไดเมทิลไกลออกไซมมากเกินพอลง
ในสารละลายที่มี Ni2+ อยู จะเกิดตะกอนสีแดงอิฐ กรองตะกอนออกทําใหแหง และนําไปช่ัง ก็
คํานวณหาปริมาณนกิ เกิลในสารละลายเดมิ ได
การเจรญิ เตบิ โตของพืช
โลหะ บางชนิด มีสวนสําคัญในการเจริญเติบโตของพืชซึ่งหมายถึงโลหะบางชนิด เชน
เหล็ก ทองแดง แมกานิส และโมลิบดินัม เหล็กสวนใหญในสภาวะออกซิเดชัน +3 ในดินจะถูก
ไฮโดรไลซไปเปนไฮดรอกไซดซ่ึงไมละลายนํ้า เชน Fe(OH)3 ซ่ึงพืชใชเปนอาหารไมได พืชท่ี
ขาดเหล็กมักเปนโรคท่ีเรียกวา ไอรออนคลอโรซิส (iron chlorosis) ซ่ึงทําใหใบกลายเปนสี
เหลือง โรคนี้ทําใหพืชประเภทสมมีผลผลติ ลดลง วิธีแกคือใหเติมสารเชิงซอน Fe(III)-EDTA ลง
ในดิน สารเชิงซอนชนิดน้ีละลายในนํ้าแลวดูดซึมเขาทางรากได และจะเปล่ียนเปนอาหารท่ีพืช
นาํ ไปเปน อาหารได ในดินทเี่ ปน ดาง ซึ่งไอรอ อนไฮดรอกไซดเกดิ ไดง า ย
สารซกั ฟอก
การทําความสะอาดดวยสบูในน้ํากระดางทําไดยากเพราะ Ca2+ ในนํ้าทําปฏิกิริยากับ
โมเลกุลสบู กลายเปนเกลือหรือไคลท่ีไมละลายนํ้า ซ่ึงถาเติมสารเชิงซอนประเภท โซเดียมไตร
พอลีฟอสเฟต (sodium tripolyphosphate) ไตรฟอสเฟตเปนตัวคีเลตท่ีรวมตัวกับ Ca2+ ไอออน
ไดดีเกิดเปนสารประกอบเชิงซอนที่เสถียรและละลายในนํ้าได แตก็มีขอเสียคือถาท้ิงสาร
ฟอสเฟตลงในแหลงน้ํามากๆ ทําใหพืชนํ้าเจริญเติบโตดี และทําใหออกซิเจนในนํ้าลดลง ซึ่งอาจ
ทําใหเกิดมลภาวะทางนา้ํ ได
บทท่ี 12
เคมอี นิ ทรีย (Organic Chemistry)
เปน เคมีสาขาหนง่ึ ซ่ึงศึกษาสารประกอบของคารบ อน สารประกอบอินทรียส ว นใหญอาจ
จําแนกออกไดเพียงไมก่ีประเภทเทานั้น โดยพิจารณาจากหมูฟงกชันภายในโมเลกุล หมู
ฟงกชัน (functional group) คือ กลุมอะตอมที่แสดงสมบัติทางเคมีของโมเลกุล โมเลกุลตาง
ชนิดกันที่มีหมูฟงกชันชนิดเดียวกันจะเกิดปฏิกิริยาคลายๆกัน ดังน้ัน ถาทราบสมบัติของหมู
ฟงกชันบางชนิด เราก็สามารถศึกษาสมบัติทางเคมีของสารประกอบอินทรียนั้นได สําหรับโครง
สรางพ้ืนฐานของสารประกอบอินทรียทุกชนิด ตองประกอบดวยสาร ไฮโดรคารบอน
(hydrocarbon) ประกอบดวยธาตุเพียง 2 ชนิด คือ ไฮโดรเจน และคารบอน สามารถแบงตาม
โครงสรา งได 2 ประเภท คอื ประเภทอะลฟิ าตกิ และประเภทอะโรมาตกิ
สารประกอบอินทรีย (organic compound) คือสารประกอบท่ีมี C เปนองคประกอบ มี
วาเลนซอิเลก็ ตรอน เทากับ 4 และสามารถสรา งพันธะได 4 พันธะ
hydrocarbon
aliphatic aromatic
alkane cycloalkane alkene alkyne
อลั เคน (Alkane)
: มีสูตรทว่ั ไปเปน Cn H 2n + 2 เมือ่ n = 1, 2, 3, ...
: มลี ักษณะเฉพาะคอื ตอ งเปน พันธะเดี่ยว
: C 1 - C 4 มีสถาระเปนแกส ถามีจํานวนคารบอนสูงกวานี้สวนใหญจะเปนของเหลว
และของแขง็
ชือ่ ไฮโดรคารบ อน จาํ นวนคารบ อน สตู รโมเลกลุ m.p. (oC) b.p. (oC)
methane 1 CH4 - 182.5 - 161.6
ethane 2 CH3 - CH3 - 183.3 - 88.6
propane 3 CH3 - CH2 - CH3 - 189.7 -42.1
4 CH3 - ( CH2 )2 - CH3 - 138.3
butane 5 CH3 - ( CH2 )3 - CH3 - 129.8 -0.5
pentane 6 CH3 - ( CH2 )4 - CH3 - 95.3 36.1
7 CH3 - ( CH2 )5 - CH3 - 90.6 68.7
hexane 8 CH3 - ( CH2 )6 - CH3 - 56.8 98.4
heptane 125.7
octane
Alkyl group : เปน หมแู ทนท่ี โดยทีจ่ ะไปแทนตาํ แหนง ของ H อะตอมใน alkane
เชน CH3 - methyl
CH3 - CH2 - ethyl
CH3 - CH2 - CH2 - n-propyl
ไซโคลอันเคน (Cycloalkane) มีสูตรโครงสรางท่ัวไปเปน ( Cn H2n ) คือ alkane ที่มีลักษณะ
เปนวง
CH CH 2 CH 2
2
CH CH2 CH2 CH2
2
cyclopropane ( C3 ) cyclobutane ( C4 )
- C4 ข้ึนไปจะมี isomer 2. boat form
- cyclohexane ( C6 ) จะมี 2 isomer คอื
1. chair form
อลั คีน (Alkene)
อัลคืนหรือโอเลฟน (olefin) ประกอบดวยพันธะครู ะหวา งคารบ อนกนั คารบ อนอยางนอ ย
1 พันธะ มีสูตรท่ัวไปเปน (Cn H2n ) เมอื่ n = 2, 3, 4, ...
CC
- CH2 = CH2 (ethylene) มีความสาํ คญั ในอตุ สาหกรรมพลาสตกิ
- CH3CH = CHCH3 เรยี ก 2 – butene มี 2 isomers
CH 3 CH 3 CH 3 H
CC CC
HH H CH3
cis - 2 - butene trans - 2 - butene
อลั ไคน (Alkyne)
อัลไคน มีโมเลกุลที่มีพันธะสามระหวางคารบอนกับคารบอนอยางนอย 1 พันธะ มีสูตร
ทั่วไปเปน (Cn H2n - 2 ) เมื่อ n = 2, 3, 4, ... โดยภายโมเลกุลมีพันธะสาม (triple bond)
ระหวาง C กบั C อยางนอย 1 พันธะ
CC
HC CH acetylene หรือ ethyne ใชเ ตรียม vinyl chloride
HC CH + HCl → CH2=CH-Cl ⎯p⎯olym⎯eriz⎯ation⎯→ PVC
(vinyl chloride)
อะโรมาติก ไฮโดรคารบอน (Aromatic Hydrocarbon)
มีวงเบนซีนเปนแทนแสดงสมบัติความเปนอะโรมาติก คือมีพันธะคูสลับพันธะเด่ียว มี
ลักษณะเปนวง และการดโี ลคาไลส (delocalize) ของอิเลก็ ตรอนภายในวง
CH H
CH CH HH
CH CH HH
CH H
- H บนวงถกู แทนท่ีดวยหมูแทนที่ จะทําใหสมบัตทิ างเคมีของสารประกอบเปลีย่ นไปขึน้ กับ
หมูแทนท่ีนัน้ ๆ
COOH CH3 OH CH = CH2 NH2
benzoic acid toluene phenol styrene aniline
- แทนที่ 2 ตําแหนง ใช ortho- , meta- , para-
CH3 CH3 CH3 CH3
CH3
CH3 CH3 CH3
o - xylene m - xylene CH3 1, 3, 5 – trimethyl benzene
p - xylene
naphthalene anthracene phenanthrene
อัลกอฮอล (Alcohol) : ( R - OH )
: มีหมูไฮดรอกซลิ ( -OH ) อยใู นโมเลกุล
CH3 - OH : methanol, methyl alcohol, wood alcohol
ใหเ สียชวี ติ : พิษ ตาบอด ถา ดื่มหรือเขา สูรา งกายในปริมาณทเ่ี หมาะสมอาจทาํ
CH3CH2-OH : ethanol, ethyl alcohol
: ในเครือ่ งด่มื เตรียมจากการหมักนํ้าตาล
: alcohol ในอตุ สาหกรรมเตรียมจาก ethylene (CH2=CH2)
CH2 = CH2 + H2O ⎯H→+ C2H5OH
: Denatured alcohol คือ ethyl alcohol ท่มี ี CH3OH หรอื สารอ่ืนเจอื ปน
: alcohol ท่มี หี มู -OH มากกวา 1 หมู เชน
น้ํารถ CH2 OH เรียก ethylene glycol ใชเปน antifreeze เติมหมอ
CH2 OH
CH2 OH เรียก glycerol หรอื glycerine
CH OH เตรยี มจากปฏิกิริยาระหวา งไขมันกับ NaOH ในอตุ สาหกรรม
ทําสบู CH2 OH
ใชเปนสว นประกอบในยา และสารใหความชุม ช้ืน
อีเทอร (Ether) ( R O R )
: ประกอบดว ยพันธะ R – O – R′ เมือ่ R หรอื R′ เปน หมูแ อลคิล หรือ เอริล
เชน CH3-CH2-O-CH2-CH3 diethyl ether
- ยาสลบ ยาชา มีอาการขา งเคียงอยา งอ่นื ประกอบดว ย
- เปน ตัวทาํ ละลาย (solvent)
CH3-O-CH2CH3 methyl ethyl ether
- ใชเ ปน ยาสลบไดดีกวา ไมเ กดิ side effect
แอลดีไฮด (Aldehyde) CO
H
: มี H อยา งนอย 1 อะตอม ทสี่ รา งพันธะกับ C ในหมคู ารบ อนิล
เชน O formaldehyde ใชทํานา้ํ ยา formalin, polymer
HCH
O acetaldehyde ผลจากการ oxidize ethanol
CH3 C H กนิ เหลา - เมา เพราะสารนี้ ถาตกคา งจะทําใหตบั แขง็
R เม่อื R และ R′ เปนหมแู อลคิลหรือเอรลิ
คโี ตน (Ketone) C O
R
: ไมมี H ทส่ี รางพันธะกบั C ในหมคู ารบอนิล เชน
O
CH3 C CH3 acetone เปน solvent ท่ดี ใี นอตุ สาหกรรม
O
C OH
กรดคารบ อกซลิ กิ (Carboxylic acid) ( R-COOH )
: มีหมูคารบอกซลิ ( –COOH ) อยใู นโมเลกุล
เชน CH3-COOH เรยี ก acetic acid หรือ กรดนํ้าสม
HCOOH เรียก formic acid หรอื กรดมด
อเี ทอร (Ester) O
C OR
- มาจาก carboxylic acid + alcohol , มกี ล่นิ หอม
O O ไขมันเปน เอสเทอร
CHe3thyCl aceOtaCte2H5 CH2 O C R
O
CH O C R
O
CH2 O C R
เอมนี (Amine) R
N
R
: เปน สารอนิ ทรยี ทมี่ ีสมบตั ิเปน เบส
: สตู รทวั่ ไป คอื R3N เมอ่ื R อาจเปน H, หมูแอลคิล หรือ หมูเอริล
: มกี ล่ินเฉพาะตัว (ปกตมิ กี ลนิ่ คาวของปลา)
CH3 - NH2 CH3CH2 - NH2 NH2
methyl amine ethyl amine
aniline
ตารางที่ 1 Functional groups name
Functional groups alkene
alkyne
CC halide
CC Alcohol
carbonyl
R - X (X = F, Cl, Br, I)
R - OH Aldehyde
Ketone
CO
Caboxylic acid
CO Ester
H
Ether
R
CO Amine
R
O
C OH
O
C OR
RO R
R
N
R
นา้ํ มนั ปโ ตรเลยี ม (Petroleum)
ปโตรเลียม โดยท่ัวไปหมายถึง น้ํามันดิบ (crude oil) ซ่ึงประกอบดวย สารประกอบ
alkane , alkene , cycloalkane และสารประกอบ aromatic เมื่อนํามาผานกระบวนการกลั่น
ลําดบั สว น (fractional distillation) แยกตามจดุ เดอื ดของสาร ดังตาราง
fraction C-atom boiling point range ( การใชง าน
oC )
natural gas C1 – C4
petroleum ether C5 – C6 -161 – 20 เชื้อเพลิง กา ซหงุ ตม
Gasoline C6 – C12
Kerosene C11 – C16 30 – 60 ตัวทําละลาย
Heating fuel oil C14 – C18
Lubricating oil C15 – C24 30 – 180 เชื้อเพลิง
170 – 290 เชอ้ื เพลิง
260 – 350 เช้ือเพลงิ
300 - 370 สารหลอล่นื
Polymer : ประกอบดวยหนวยเลก็ ๆ (monomer) ตอกนั เปน โมเลกุลใหญ
: อาจมีอยูตามธรรมชาติ เชน ยาง แปง เซลลโู ลส โปรตีน หรือสามารถสงั เคราะหได
ชนดิ ของ polymer
1. addition polymer : การเติม monomer ไปท่ี monomer อน่ื เรื่อยๆ
CH2 = CH2 → ∼ CH2 - CH2 - CH2 - CH2 - CH2 ∼
ethylene polyethylene
→ CH2 CH CH2 CH CH2 CH
CH2 = CH Cplolyvinyl chloCrilde Cl
vinyl chlCorlide
- Homopolymer = polymer ท่ีเกิดจาก monomer ชนิดเดียวกัน เชน polyethylene = n
( C2H4 )
- Copolymer = polymer ที่เกดิ จาก monomer ตางชนดิ กัน
เชน styrene + butadiene → ยางสังเคราะห (styrene butadiene rubber : SBR)
2. Condensation polymer : เปน polymer ทเี่ กดิ จาก monomer ที่มี functional
group > 2
เชน
H2N ( CH2 )6 NH2 + HOOC ( CH2 )4 COOH
condensation
O
H2N c(oCndHe2n)s6atioNnH C ( CH2 )4 COOH
O Nylon 66O O
( CH2 )4 C ( CH2 )6 NH C ( CH2 )4 C NH ( CH2 )6 NH
OO
HO C C OH + HetOhyleCnHe 2CgHly2colOH
Terephthalic acid
OO
C DacronC( pOolyesCteHr2C) H2 O
n
ชนดิ ของพลาสตกิ
1. Thermoplastic : พลาสตกิ หลอมใหมไ ด
- นิยมมากท่ีสดุ
- ถกู ความรอน หลอมเปล่ยี นรปู
เชน polyethylene (PE), polypropylene (PP), polystyrene (PS)
2. Thermosetting plastics : พลาสตกิ ทนความรอน
- หลอมใหมไมไ ด เปลี่ยนรูปไมไ ด
- ทนสารเคมี
เชน melamine , epoxy , polyurethane
Natural polymer หรอื macromolecule ทีม่ ตี ามธรรมชาติไดแก
1. Carbohydrates
2. Proteins
3. Rubber