dipole - dipole forces
+- +- +- Polar molecule
+- +- +-
+- +- +-
2. แรงขว้ั คู - ขว้ั คูเหนีย่ วนํา (dipole - induced dipole forces)
- เกดิ ระหวาง polar molecule กบั non - polar molecule
เชน H2O กบั I2
3. แรงแผก ระจาย (dispersion forces)
- เกดิ ระหวางโมเลกลุ ทเ่ี ปน non - polar molecules
เชน H2 กบั I2
- ถามขี นาดของโมเลกลุ ใหญ (จํานวนอเิ ล็กตรอนมาก) ก็จะย่ิงมแี รงชนดิ นม้ี ากขึน้ ดวย
เชน CH3F มีจุดหลอมเหลว -141.8oC แต CCl4 กลับมจี ุดหลอมเหลว -23 oC ท้งั ๆ ท่ี
CCl4 เปน โมเลกลุ ทไ่ี มม ขี ั้ว แต CH3F เปน โมเลกุลทม่ี ขี ้วั
4. แรงประจุ – ขั้วคู (ion - dipole forces) polar molecule
- เกิดระหวาง ion กับ polar molecule
- ความแรง (strength) ของแรงนี้ ขน้ึ กับ I- - +
* ประจุ ขนาดของไอออน
* ขนาด dipole moment
* ขนาดโมเลกุล
Na+ pola-r +
ion - dipole force
5. แรงประจุ – ข้ัวคเู หนีย่ วนํา (ion – induced dipole forces)
- เกิดระหวาง ion กับ nonpolar molecule ซ่ึงถูกแรงดึงดูดจาก ion เหน่ียวนํา
electron
ใหเ คลือ่ นทีไ่ ปขางใดขางหนง่ึ เกิด dipole ขึน้ ได เรยี กวา induced dipole
- ความแรงขน้ึ อยกู บั 1. ประจไุ อออน 2. polarizability
- เกิดชัว่ คราว
พนั ธะไฮโดรเจน (Hydrogen bond)
- เปนพนั ธะแบบพิเศษของ dipole - dipole forces
- เกดิ ระหวางอะตอม H ใน polar bond กบั อะตอมลบ (คา EN > H)
เชน N-H , O-H , F-H
- เปน พันธะทแ่ี ข็งแรง (40 kJ / mol)
เชน H2O HO HO
HF H H
HF HF
NH3 กับ HF HF H H O .....H F
HN
H
สถานะของเหลว (liquid state) H
- สภาวะโมเลกุลชิดกัน (condensed)
- ศึกษาสมบตั ขิ องของเหลว คอื ความตงึ ผวิ และความหนดื
ความตงึ ผิว (surface tension)
: พลังงานที่ใชท ําใหข องเหลวขยายพนื้ ทผี่ วิ (ใหโมเลกลุ ออกหางกัน)
- เกดิ จากโมเลกุลของเหลวมแี รง IMF กบั โมเลกลุ รอบ ๆ ทุกทิศทาง
- สําหรับโมเลกุลทผี่ ิวเหลือแตแ รงดา นขา งกับขางใต
- สงผลใหเหมือนชั้นโมเลกลุ เปนแผน ฟล ม ท่ดี งึ กนั ไวท่ีผวิ
- ถา intermolecular force สงู = surface tension สูง
- intermolecular attraction ระหวางโมเลกุลเหมอื นกนั = Cohesion
- intermolecular attraction ระหวา งโมเลกุลตางกนั = Adhesion
นํา้ ปรอท
adhesion > cohesion adhesion < cohesion
ความหนดื (Viscosity)
: ความตานทานการไหล (flow) ของของไหล (fluid)
- ถา หนืดมาก → ไหลชา ลง
- โมเลกุลมี IMF มาก → ความหนดื สงู
ของเหลว viscosity ( N.s / m2 )
glycerol 1.49
H2O
C2H5OH 1.01 x 10-3
Blood 1.20 x 10-3
4.00 x 10-3
H เกิด H-bond มาก
OH ดงั นนั้ viscosity สงู มาก
CH2 OH
CH OH
CH2 OH
สถานะของแขง็ (solid state) AMORPHOUS SOLIDS
ของแข็ง แบง ออกเปน 2 ประเภท - อสณั ฐาน
CRYSTALLINE SOLIDS - ไมม ีรปู รา งแนน อน
- ถาน กราไฟท
- รปู รา งแนน อน
- อะตอม, โมเลกลุ จัดตวั เปน ระเบยี บ
- เพอ่ื ใหแรงดึงดดู ระหวา งกนั สงู สดุ เชน เพชร
เพชร กราไฟท
Unit cell
: หนว ย crystal เลก็ สดุ
: แสดงตาํ แหนงของไอออน , โมเลกลุ
: จดุ อนภุ าค อะตอม ไอออน หรือโมเลกลุ เรียกวา lattice point
unit cell crystal
ชนดิ ของ Unit cell
มี 7 ชนิด แบงยอยรวมได 14 แบบ คอื
Cubic 1. Simple cubic ( SC )
( BCC )
2. Body - centered cubic ( FCC )
3. Face - centered cubic
Tetragonal 4. Simple
5. Body - centered
Orthorhombic 6. Simple
7. Body - centered
8. End - centered
9. Face - centered
Rhombohedral 10. Rhombohedral
Monoclinic 11. Simple
12. End - centered
Triclinic 13. Triclinic
Hexagonal 14. Hexagonal
Cubic แบงเปน 3 ประเภท
(SC) (BCC) (FCC)
Coordination number
: จาํ นวนอะตอมที่หอมลอ มอะตอมใดอะตอมหน่ึง
เชน SC มี coordination number = 6
การจดั เรยี งอนุภาคในแตละชนั้ SC จํานวนอนุภาค
Packing efficiency (ประสทิ ธิภาพการเรยี งตวั )
: แสดงเปอรเซ็นตข อง unit cell ท่ีมี atom อยภู ายใน
Packing efficiency = ปริมาตรอะตอมทง้ั หมด ×100
ปริมาตร unit cell
ตัวอยางท่ี 1 ถา unit cell = SC จงคาํ นวณ packing efficiency
ก ) หาปริมาตร unit cell ปรมิ าตร = a3
ดา น a = 2r ; r = a / 2 ;
ข ) หาปริมาตร atom
1 atom = 4/3 πr3 = 4/3 π ( a / 2 )3
1 unit cell มีอะตอมภายในรวม = 1 atom [ (1/8) x 8 ]
ดงั น้นั สําหรบั SC จะมี Packing efficiency = 4/3 π (a / 2 )3 ×100
a3
= ( π/6 ) x 100 = 52%
ดงั นนั้ SC = 52 % (BCC = 68 % ; FCC = 74 %)
SC b2 BCC FCC
a = 2r 2a2 = a2 + a2 = b = 4r
b2 = a2 + a2
c2 = a2 + b2 = 16r2 = 2a2
3a2
a = 8r
c = 3a =
4r
4r
a= 3
ตวั อยางที่ 2 ทองมผี ลกึ แบบ FCC มี r = 144 pm (1 pm = 10-12 m)
จงหาความหนาแนน (density) ของผลึกน้ี
มวล (g)
จาก ความหนาแนน = ปริมาตร (cm)3
ดรู ูป FCC ; a = 8 r = 8 (144 ) = 407 pm
unit cell มีปริมาตร = a3 = (407)3 pm = 6.74 x 10-23 cm3
ใน 1 unit cell นับจาํ นวนอะตอมได = 4 อะตอม
จะไดวา ใน 1 โมล มี 6.02 x 1023 อะตอม = 197 กรมั
4 ×197
ถามี 4 อะตอม = 6.02 ×10 23 = 1. 31 x 10-21 กรัม
ความหนาแนน = 1.31×10−21 = 19.4 g / cm3
6.74 ×10 −23
(จากการทดลองวดั d = 19.3 g / cm3)
ชนดิ ของผลกึ
- แรงตาง ๆ ยดึ อนภุ าคใหเ ปนผลึกแบบตา ง ๆ
- มีผลตอ คณุ สมบัติ
* ความแขง็ แกรง จดุ เดือด จุดหลอมเหลว
ชนดิ แรงยดึ เหนี่ยว สมบตั ิทวั่ ไป ตัวอยาง
ไอออนกิ แรงไฟฟาสถิต แข็งเปราะ , m.p. สงู NaCl , MgO
พันธะโคเวเลนต ไมนําไฟฟาและความรอน
โคเวเลนต แรงขวั้ ค,ู พันธะไฮโดรเจน เพชร , SiO2
โมเลกลุ แขง็ , m.p. สูง H2O , CO2
พันธะโลหะ ไมนําไฟฟา และความรอน
โลหะ Na , Mg , Fe
ออ น , m.p. ตา่ํ
มที งั้ ออ นและแข็ง
m.p. อาจสูง / ตา่ํ
นาํ ความรอนและไฟฟา ได
ดี
Amorphous solids
- อสณั ฐาน (ไมเปนผลึก)
- แกว (glass) 3 ประเภทใหญ ๆ คือ
Quartz Pyrex Soda - lime
- 100 % SiO2 - SiO2 , B2O3 , Al2O3 - SiO2 , Na2O, CaO
- แสงผา น visible - แสงผาน visible
- แสงผานทุก λ
- ขยายตวั นอย - ไมท นสาร ความรอน
- ขยายตวั นอ ย - ใชในเครอื่ งครัว - แกวทั่วไป
- ใชในงานเกยี่ วกับแสง (optical)
การเปล่ยี นแปลงวฏั ภาค ( phase changes )
คอื การทีส่ ารเปลยี่ นจากวัฏภาคหน่งึ ไปยังอีกวัฏภาคหนึง่
(1) (2)
solid
- ตวั อยาง H2O ท่ี P = 1 atm มี b.p. = 100 oC
ถา P < 1 atm มี b.p. < 100 oC
สถานะแกส (The Gaseous State)
Molecular compounds : ปกตเิ ปนของแขง็ ของเหลว มบี างชนิดเปน แกส เชน
HF HBr CO NO2 NH3 SO2 CN
HCl HI CO2 N2O NO H2S CH4
Molecular element ท่เี ปนแกส
H2 N2 O2 F2 Cl2
He Ne Ar Kr Xe Rn
ลกั ษณะเฉพาะของแกส (Characteristic of Gases)
1. Expansion ขยายเต็มภาชนะบรรจุ
2. Indefinite shape รูปรา งไมแ นน อน ขน้ึ อยูกบั ภาชนะบรรจุ
3. Compressibility การอดั ได
4. Mixing ผสมกนั ทว่ั ภาชนะบรรจุ
5. Low density ความหนาแนนตาํ่ (1/ 1000 เทาของของเหลว ของแข็ง)
Standard Temperature and Pressure (STP)
: สภาวะบรรยากาศปกตขิ องแกส โดยมีอณุ หภูมเิ ทา กับ 0 0C และ ความดนั 1
บรรยากาศ
ความดนั (Pressure, P)
: ความดันมาตรฐานท่ีระดบั นาํ้ ทะเล (0 0C) เทากับ 1 atm (atmosphere) ;
760 mmHg (760 torr) ; 1.013 x 10 5 Pa (Pascal – SI unit) ; 1.013 bar
อณุ หภูมิ (Temperature, T)
- องศาเซลเซียส ( oC )
- อุณหภูมิสัมบรู ณ หรอื อุณหภมู ิเคลวิน ( K )
K = oC + 273
ปรมิ าตร (Volume)
1L = 1 dm3
= 1,000 cm3
= 1,000 mL
กฎของแกส (The Gas Laws)
1. Boyle’s law : ( P - V ) 1
P
ที่อณุ หภูมิคงท่ี ( T ) Vα (∴P เพ่ิม V ลด)
mass คงที่ PV = k
P1V1 = P2V2
2. Charles’ and Gay - Lussac's law : ( T – V )
ที่ความดันคงที่ ( P ) V α T (∴ T เพมิ่ V เพม่ิ )
V
mass คงท่ี T =k
V1 = V2
T1 T2
หมายเหตุ T = absolute temperature ( K )
T = 0C + 273
3. Avogadro’s law : ( V - mass )
: ทอ่ี ุณหภมู ิและความดนั คงที่
Vαn n = จาํ นวนโมล
V = kn ( ∴ n เพ่ิม V เพ่มิ )
: ท่ี T และ P เดยี วกนั แกสชนดิ ตา งๆ มีปริมาตรเทากนั ถามจี าํ นวนโมล เทา กนั
(หรอื มีจํานวนโมเลกุลเทา กนั )
: ท่ี STP แกสสมบูรณ 1 mole มีปริมาตร 22.4 ลติ ร (L)
3 H2 (g) + N2 (g) → 2 NH3 (g)
3 moles 1 mole 2 moles
3 โมเลกลุ 1โมเลกุล 2 โมเลกลุ
3 volumes 1 volume 2 volumes
The Ideal Gas Equation V α 1 ( constant n , T ) รวมกนั V α nT
จากความสัมพันธ P P
Boyle’s law : V α T ( constant n , P ) ∴ PV α nT
Charles’s law : V α n ( constant P , T )
Avogadro’s law :
PV = nRT
: ใชอธบิ ายความสมั พนั ธร ะหวา ง P , V , n , T ของ ideal gas
ideal gas - โมเลกลุ ไมด ึงดดู / ผลักกัน
- ไมคิดปรมิ าตรของ gas เอง คดิ เฉพาะของภาชนะ
คาคงท่ีของแกส (gas constant, R)
คํานวณจาก standard condition (STP)
P = 1 atm n = 1 mole
V = 22.4 L T = 0 0C = 273 K
จาก PV = nRT
PV (1 atm)(22.4 L)
∴ R = nT = (1 mole)(273 K)
= 0.082 L.atm / K . mol
= 8.314 J / K . mol
ถา คา n คงที่ R = gas constant
จาก PV = nRT เขยี นใหมไดว า
P1V1 = P2V2
T1 T2
ตวั อยางท่ี 1 ฟองอากาศฟองหนึง่ เคลื่อนขึน้ จากกนทะเลสาบซ่งึ มีอณุ หภมู แิ ละความดันเทา
กับ 8 oC และ 6.4 atm ตามลาํ ดบั ขนึ้ มายงั ผวิ นา้ํ ซ่ึงมีอณุ หภูมิ 25 oC และความดัน 1.0 atm จง
คํานวณปริมาตร
สุดทา ยของฟองอากาศถา มีปริมาตรเริ่มตน 2.1 mL
วิธีทํา สภาวะเรมิ่ ตน สภาวะสดุ ทา ย
P1 = 6.4 atm P2 = 1.0 atm
V1 = 2.1 mL V2 = ? mL
T1 = 8 + 273 = 281 K TP22 V2 = 25+273 = 298K
(1T.02 atm)V2
P1 V1 =
(6.4 atm)T(12.1 mL) (298 K)
=
( 281 K )
V2 = 14.25 mL
จะเห็นวา ฟองอากาศมปี รมิ าตรเพ่มิ ข้ึนจาก 2.1 mL เปน 14.25 mL
เนื่องจากความดันของนํ้าลดลงและอุณหภมู ิสงู ขึ้น
Density Calculations
จาก PV = nRT mRT
m MP
PV = M RT ; V =
จากความหนาแนน (density) d = m แทนคา V จากสมการขา งบน
V
MP
d = RT
หรือ M = dRT M = Molar mass
P
ใชระบชุ นิดของสาร unknown ซ่งึ ปกตจิ ะคํานวณจากสตู รโมเลกุล
ตวั อยางที่ 2 กําหนดแกส CH4 มมี วล 0.116 กรมั ทส่ี ภาวะดังนี้ V = 279 mL, T =
31 0C,
P = 492 mmHg จงหา molar mass
V = 279 mL = 0.279 L
T = 31 0C ; T = 31 + 273 K = 304 K
P = 492 mmHg = 492 mmHg / 760 (mmHg / atm) = 0. 647 atm
m 0.116 g
จาก d= V = 0.279 L = 0.4158 g / L
∴ M= (0.4158 g/L)(0.082 L.atm/K.mol)(304 K) g / mol
(0.647 atm)
= 16.02 g / mol (CH4 = 12 + 4(1) = 16)
Stoichiometry ของแกส
ปฏิกริ ิยาเคมี - มวลสารสัมพนั ธ : จาํ นวนโมล, มวลสาร (g)
กรณีแกส - มวลสารสมั พนั ธ : จาํ นวนโมล, ปรมิ าตร ( V )
ตัวอยางท่ี 3 จงคาํ นวณปรมิ าตร (L) ท่ี STP ของ O2 ทตี่ องใชใ นการเผาไหม C2H2 2. 64 L
ท่ี STP อยา งสมบูรณ จากสมการการเผาไหมข องแกส acetylene
2 C2H2 (g) + 5 O2 (g) → 4 CO2 (g) + 2 H2O (l)
:ที่ STP ทั้งแกส C2H2 และ O2 จะมี T และ P เดยี วกนั
จากสมการ C2H2 2 โมล จะทําปฏกิ ิรยิ ากบั O2 5 โมล
หรือ C2H2 2 ลติ ร จะทําปฏกิ ริ ิยากบั O2 5 ลิตร
5× 2.64
ถา C2H2 2.64 ลิตร จะทําปฏกิ ิรยิ ากบั O2 = 2 L
= 6.60 L
ตัวอยางท่ี 4 จงคํานวณปริมาตร ( L ) ที่ STP ของ CO2 เมอื่ ใชส าร CaCO3 หนัก 45 g
ทาํ ปฏกิ ิรยิ าดงั สมการ CaCO3(s)+2 HCl (aq)→ CaCl2 (aq)+H2O+CO2 (g)
( มวลอะตอมของ Ca = 40 , C = 12 , O = 16)
จากสมการ CaCO3 1 โมล จะเกิด CO2 1 โมล
หรือ CaCO3 100 g จะเกดิ CO2 22.4 ลติ ร
ถา CaCO3 45 g จะเกดิ CO2 22.4 × 45
= 100 = 10.1 L
ตัวอยางที่ 5 ขวดใบหนึ่งมีปริมาตร 0. 85 L บรรจุแกส CO2 ท่ีความดัน 1.44 atm และ
อุณหภูมิ 312 K เม่ือเติมสารละลาย LiOH ลงไปในขวดนี้พบวาในท่ีสุดความดัน
ของ CO2 ลดลงเหลือ 0. 56 atm เนื่องจาก CO2 บางสวนถูกใชไปในปฏิกิริยา
ในกระบวนการน้ีมี Li2CO3 เกิดข้ึนก่ีกรัม โดยอุณหภูมิคงท่ี (มวลอะตอมของ
Li = 7 , C = 12 , O = 16 , H = 1)
CO2 (g) + 2 LiOH (aq) → Li2CO3 (aq) + H2O (l)
CO2 จะมี P ลดลง = 1.44 - 0. 56 = 0. 88 atm PV = nRT
∴ หาจํานวนโมล ( n ) ของ CO2 ท่เี ขา ทําปฏิกิริยาจาก
∴n = PV = (0.88 atm)(0.85 L) = 0. 0292 mol
RT (0.082 L.atm/K.mol)(312 K)
จากสมการ CO2 1 mole ได Li2CO3 1 mole
∴ ถา CO2 0.0292 mole จะได Li2CO3 0.0292 mole เชนกัน
ดงั นนั้ ในกระบวนการนี้มี Li2CO3 เกดิ ข้ึน = 0.0292 x 74 = 2.16 g
Dalton’s law of partial pressures ( ความดนั ยอย )
แกส A , B , C อยรู วมกนั ในภาชนะเดียวเปน แกส ผสม
PT = PA + PB + PC
ในทํานองเดยี วกัน nT = nA + nB + nC
อตั ราสวน RT
PA nA V
PA = XA PT PT
PB = XB PT = PA + PB +nPACRVT
PC = XC PT = RT RT RT = nA nA + nC
nA V + nB V + nC V + nB
= nA = XA เม่อื XA คอื เศษสวนโมล (mole fraction)
nT
ความดนั ยอ ย = mole fraction x ความดนั รวม
PA = nA PT
nT
ตัวอยางท่ี 6 อากาศ (air) ประกอบดว ย N2 0.78 mole O2 0.21 mole และ Ar 0.01 mole
โดยมีความดนั รวม (PT) 1.0 atm จงหา PN2 , PO2 , PAr
จาก nT = 0.78 + 0.21 + 0.01 = 1.00 mole
และ PA = XA PT 0.78
1.00 (1 atm) =
ดงั นน้ั PN2 = 0.78 atm
PO2 = 0.21 (1 atm) = 0.21 atm
1.00
0.01
PAr = 1.00 (1 atm) = 0.01 atm
Kinetic molecular theory of gas
- อธบิ ายสมบตั ิทางกายภาพของแกส
- การเคลือ่ นไหวของโมเลกลุ แกส
1. อยหู างกันมาก จนไมคํานึงถงึ ปริมาตรโมเลกลุ
2. เคลื่อนทตี่ ลอดเวลา ชนกันเอง + ชนผนงั
3. เม่ือชนกัน มกี ารถา ยเทพลงั งานระหวา งโมเลกุลโดยที่ E ทั้งหมดคงที่
4. พลงั งานจลนเ ฉลย่ี ของโมเลกุล
1
K.E. = 2 mu2 ; m = มวล, u2 = mean square speed
u2 = u12 + u22 +... + uN2
N
N = จํานวนโมเลกลุ ท้ังหมด, K.E. α T (ขึน้ กบั อณุ หภมู ิ)
5. โมเลกุลแกส
- อนุภาคอิสระ ถอื วา ไมม แี รงผลกั / ดดู ระหวา งโมเลกลุ
- เคลอ่ื นท่ีตลอดเวลา ไมมที ศิ ทางแนนอน
- เมอื่ ชนผนัง = ความดันแกส
Distribution of molecular speeds (การกระจาย / จําแนก ความเร็วของโมเลกุลแกส )
: การเคลื่อนทมี่ ที ิศทางไมแนนอน speed ไมเทากนั
: K.E. เฉลี่ย และ u คงท่ีถา T คงท่ี
: speed แตล ะโมเลกุลคํานวณไมได แต คาํ นวณ speed ของโมเลกลุ หลายตัว (1 ชุด)
ได เรียกวา “ Distribution of molecular speeds ” หรือ “ Maxwell speed
distribution ” โดยใชก ารวิเคราะหเ ชงิ สถติ ิ
• เม่อื อุณหภมู ิสงู ข้นึ โมเลกุลของแกส จะมกี ารเคล่ือนที่เรว็ ข้นึ และมีพลงั งานสงู ข้ึน
ความสมั พนั ธร ะหวาง Kinetic molecular theory กับ P , V
1
PV = 3 nM u 2 M = molar mass (kg/mol)
และ PV = nRT
1
∴ 3 nM u2 = nRT
u2 = 3RT
M
u rms = 3RT หนวย m/s ; R = 8.314 J/K.mol
M
Urms(root-mean-square speed) อัตราเรว็ รากเฉลยี่ กาํ ลงั สอง = รากทสี่ องของคาเฉลย่ี ของอัตรา
เร็วกาํ ลงั สอง
ตัวอยางท่ี 7 จงหา u rms ของอะตอม He และโมเลกลุ ของ N2 ในหนว ย m/s ที่อณุ หภมู ิ 250C
3RT
จาก u rms = M ; T = 25 + 273 K = 298 K
สําหรบั He มวลตอโมล ( M ) ของ He คอื 4 g / mol = 4 x 10-3 kg / mol
u rms = 3(8.314 J / K . mol)(298 K)
4 ×10-3 kg / mol
= 1.86 × 106 J / kg (1 J = 1kg m2/s2)
= 1.86 × 106 kg . m2 / kg . s2
= 1,363 m / s
สําหรับ N2 มวลตอ โมล ( M ) ของ N2 = 2 x 14 g / mol = 2. 8 x 10-2 kg / mol
u rms = 3(8.314 J / K . mol)(298 K)
2.8 ×10-2 kg / mol
= 2.65 × 105 J / kg
= 2.65 × 105 kg . m2 / kg . s2
= 515 m / s
หมายเหตุ จะพบวาคา u rms จะลดลง เมอื่ คา M เพม่ิ ขึน้
ขอ สงั เกต เนอื่ งจากฮเี ลียมอะตอมมีมวลนอ ยกวา โดยเฉลย่ี แลว จงึ เคลอ่ื นไดเรว็ กวา โมเลกลุ
ของไนโตรเจนประมาณ 2.65 เทา (1,363 / 515 = 2.65)
Mean Free Path
: โมเลกุลของแกส เคล่ือนท่ี ไมมีทศิ ทาง (path) แนนอน เพราะ path เปลี่ยนทุกครง้ั ทชี่ นกนั
: mean free path คือ ระยะทางเฉล่ียในการเคลื่อนท่ีของโมเลกุลแกสระหวางการชนแต
ละครั้ง แปรผกผันกับความหนาแนน ( d ) หมายความวา ถาความหนาแนนมาก mean
free path นอ ย
Graham’s law of Diffusion
การแพร (Diffusion)
: การเคลอ่ื นทอี่ ยา งชา ๆ ของโมเลกุลแกส จากบรเิ วณทมี่ คี วามเขมขน มากไปหานอย จน
เทา กนั โดยถา P , T เดยี วกนั อัตราการแพร r1 α 1
M1
∴ r1 = M2
ถา P , T เดยี วกนั K.E. เทา กัน;
1 r2 M1
2 1
m1 u12 = 2 m2 u22
u12 = m2
m1
u22
(u rms )1 = m2
(u rms )2 m1
การแพรผ าน (Effusion) : แกส เคล่อื นท่ีผานรเู ล็กๆ จาก P สูงไปหา P ตํา่
อตั ราการแพรผาน
: แกสที่เบากวา ออกไปไดเ ร็วกวาแกสหนัก
rα 1 และ rα 1
m1 t
t1 = r2 = M1
t2 r1 M2
ตวั อยา งท่ี 9 จงเปรียบเทียบอัตราการแพรผานของฮีเลียม และ ไนโตรเจน ท่ีอุณหภูมิและ
ความดนั เดยี วกนั (มวลอะตอมของ He = 4 , N = 14)
rHe = MN2
rN2 M He
rHe = 28 g / mol = 2.65
rN2 4 g / mol
ดงั นนั้ ฮีเลียมจะแพรผ า นไปไดเร็วเปน 2.65 เทาของไนโตรเจน
Deviation from Ideal behavior
การเบยี่ งเบนจาก ideal ( โมเลกลุ ไมมีแรงผลัก / ดูดกนั )
1. พจิ ารณาจากรปู
ถา T คงที่ PV = nRT
PV
กราฟ RT ตอ P ควรเปน เสน ตรง (ideal gas)
เน่ืองจาก PV =1 ทุกๆ คา ของ P
RT
PV
(ถา n = 1 mole ; PV = RT ∴ RT = 1
แต real gas ไมใ ช โดยเฉพาะท่ี P มากๆ
2. ถา ลดอุณหภูมิ ( T ) ของแกส ลง พบวากลายเปนของแข็ง/ของเหลว
แสดงวา โมเลกุลมแี รงดึงดูดกัน จงึ ตอ งดดั แปลงสมการของ Van der Waals ใหม
โดยคดิ วา real gas มี V และมแี รงดงึ ดดู ระหวางโมเลกุล
P ideal = P real + an 2
V2
V effective = V - nb
จาก PV = nRT แปลงไดเ ปน ⎣⎢⎡P+ an 2 ⎤ [V - nb ] = nRT
V2 ⎥⎦
บทที่ 7
จลนศาสตรเ คมี (Chemical Kinetics )
KINETIC = motion = อัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี (ความเร็ว) เปน การศึกษาการเปล่ียน
แปลงความเขมขน ของสารท่ีทาํ ปฏิกริ ยิ าหรอื ของผลิตภัณฑทเี่ กิดขึ้นกบั เวลา
อตั ราการเกิดปฏกิ ริ ิยา (rate of reaction)
สมการทวั่ ไป : Reactants → Products
A B
จาํ นวนโมเลกุล B เพมิ่ ขน้ึ
A ลดลง
อตั ราการเกิดปฏริ ิยา = อตั ราการลดลงของสารตั้งตน เวลา
เวลา อ=ตั ราการเพม่ิ ขึ้นขอเวงลสาารผลิตภณั ฑ
Reaction rates and Stoichiometry
คาํ นวณวดั คา reaction rate จากการเปล่ียนของ [ reactants ]
หรอื การเปลี่ยนของ [ products ]
สมการท่ัวไป aA + bB → cC + dD
rate = - 1 ∆[A] = - 1 ∆[B] = + 1 ∆ [C] = + 1 ∆[D]
a ∆t b ∆t c ∆t d ∆t
ตวั อยางท่ี 1 จงเขยี นอตั ราการเกดิ ปฏิกริ ยิ าตอ ไปน้ใี นรปู ของการลดความเขมขน ของสาร
ตงั้ ตน และการเพม่ิ ความเขมขน ของสารผลติ ภัณฑ
1. 4 NH3 (g) + 5 O2 (g) → 4 NO (g) + 6 H2O (g)
rate = - 1 ∆[NH3] = - 1 ∆[O2 ] = + 1 ∆[NO] = + 1 ∆[H2O]
4 ∆t 5 ∆t 4 ∆t 6 ∆t
2. 2 N2O5 (g) → 4 NO2 (g) + O2 (g)
ปจ จัยทม่ี ผี ลตอ อัตราเร็วของปฏิกริ ิยา
1. ธรรมชาตขิ องสารตง้ั ตน ขน้ึ อยูกับสมบตั ขิ องสารแตล ะชนิดซ่ึงมีความวอ งไวในการถกู
สรา ง และถูกทาํ ลายในปฏกิ ริ ยิ าแตกตางกนั
2. ความเขมขนของสารตงั้ ตน ถาสารต้งั ตน มีความเขม ขนมาก อัตราการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าจะ
เกิดเร็วกวา สารตงั้ ตนที่มีความเขมขนนอย เพราะการเพิม่ ความเขม ขน ทําใหโอกาส
ของการชนกันระหวา งโมเลกลุ เพม่ิ ขนึ้ ดว ย
3. อณุ หภมู ิ การเพิม่ อุณหภมู ิทาํ ใหอัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเพิม่ ขึ้น เนอื่ งจากเกิดการชน
กนั บอ ยขน้ึ
4. พ้นื ทผี่ วิ ของสารตง้ั ตน การเพิม่ พน้ื ท่ผี ิวใหก บั สารตั้งตน ทีเ่ ปน ของแข็งทําใหม พี ้นื ท่ีผวิ
สัมผสั มากขนึ้ โดยทาํ ใหมีขนาดเล็กลง
5. ตวั เรงปฏิกริ ิยา ( catalyst ) เปน สารที่ใสล งในปฏกิ ริ ิยาปรมิ าณนอ ยๆ แลว จะชว ยเรง
ใหปฏิกิรยิ าเกดิ เร็ว ( ลดพลังงานกระตุน ) ขน้ึ และเม่อื ปฏกิ ิรยิ าส้นิ สุดลง ตวั เรงก็จะ
ออกมาจากปฏิกริ ยิ าและยงั คงมีสมบตั แิ ละปริมาณเหมอื นเดิม
ผลของความเขม ขนตอการเปล่ียนแปลงอัตราเรว็
ความเขมขนของสารตัง้ ตน มผี ลตอ rate โดยดูจากผลตอ อัตราเร็วตอนเร่ิมแรก (initial
rate )
ถา ใช rate ตอนหลังจะวดั ไดย าก เพราะอาจเกิดปฏิกริ ิยายอ นกลบั
จากสมการ aA + bB → cC + dD
rate = k [ A ]x [ B ]y
คา k , x , y หาไดจากการทดลอง
x , y เรยี กวา reaction order ( มีคา 0 , 1 , 2 , 3 ,… )
x + y เรียกวา overall reaction order
ถา อันดับเทากบั 0 แสดงวาการเปลยี่ นแปลงความเขมขนของสารตง้ั ตน ตวั น้นั จะไมม ี
ผลตอ ปฏกิ ริ ิยา ถา อนั ดบั ปฏกิ ริ ยิ าของสารตัง้ ตนมคี า เทา กับ 2 แสดงวา การเปลย่ี นแปลงความ
เขมขน ของสารตง้ั ตนตัวนัน้ จะมีผลตอ ปฏกิ ิริยามากกวาการเปลย่ี นแปลงความเขมขนของสารทมี่ ี
อันดับปฏกิ ิรยิ าเทา กบั 1
ตัวอยางที่ 2 S2O82-(aq) + 3 I - (aq) → 2 SO42-(aq) + I3- (aq)
การทดลองไดข อ มลู ดงั ตาราง จงหากฎอตั รา และคา คงที่อตั ราของปฏิกริ ยิ า
ครง้ั ที่ [ S2O82- ] [ I - ] Initial rate (M/s
( M ) (M) )
1 0.080 0.034 2.2 x 10- 4
2 0.080 0.017 1.1 x 10- 4
3 0.160 0.017 2.2 x 10- 4
rate [0=.080]xk [[S02.O03824-]]xy[ I - ]y
[0.080]x [0.017]y =
rate 1 = k 2.2 × 10- 4
rate 2 1.1 × 10- 4
k 2y =
2 ; y=1
rate 3 = k [0.160]x [0.017]y = 2.2 × 10- 4
rate 2 k [0.080]x [0.017]y 1.1 × 10- 4
2x = 2 ; x = 1
ดงั นน้ั rate = k [ S2O82- ]1 [ I - ]1
rate
k =
[S2O82- ][I- ]
แทนคา จากครัง้ ที่ 1 = 2.2 × 10- 4
(0.080) (0.034)
= 8.09 x 10-2 M-1 s-1
Relation between reactant concentration and time
เปนความสมั พนั ธร ะหวา งความเขมขน ทล่ี ดลงเม่อื เวลาผา นไป ทั้งน้ีข้นึ อยูกบั ชนดิ ของปฏกิ ิริยา
เวลาคร่งึ ชวี ติ ( t1 / 2 ) หมายถึง เวลาที่ใชไ ปซึ่งทาํ ใหค วามเขมขนลดลงคร่งึ หนึง่ จากความเขมขน เดมิ
[ A]0 หมายถึง ความเขม ขน เรม่ิ ตน ของสาร ( mol/L )
[ A ]t หมายถึง ความเขมขน สดุ ทา ยเมอ่ื เวลาผา นไป t ( mol/L )
Order rate law conc.n - time t1 / 2
1 rate = k [ A ]
2 rate = k [ A ]2 ln [A]0 = kt 0.693
[A]t k
1 1 1
[A]t - [A]0 = kt
k [A]0
ตวั อยางท่ี 3 การสลายตวั ดว ยความรอนของฟอสฟน ( PH3 ) กลายเปน ฟอสฟอรัส และกา ซ
ไฮโดรเจนดังสมการ
2 PH3 (g) → P4 (g) + 6 H2 (g)
ปฏิกิริยาน้เี ปน ปฏกิ ริ ยิ าอันดบั หนึง่ ซึ่งมีคร่งึ ชวี ติ ของปฏกิ ริ ยิ าเทากบั 65 วนิ าที
ท่ี 680 0C ถาความเขม ขนเรมิ่ ตน ของ PH3 เทากบั 0.75 M จงหาความเขม ขน
ของ PH3 เม่ือเวลาผานไป 5 นาที
จากขอ มูล [ PH3 ]0 = 0.75 M
หาคา k จากสมการครงึ่ ชีวติ ของปฏกิ ิริยาอนั ดบั หน่ึง
t1/2 = 0.693 ดงั น้ัน k = 0.693
k t1/2
แทนคาในสมการ เม่ือ t1/2 = 65 วนิ าที
k = 0.693 = 0.0107 /s
65
แทนคา k ทไี่ ดล งในสมการของปฏกิ ิรยิ าอันดบั หนึ่ง
ln [PH3 ]0 = kt
[PH3 ]t
ไดว า ln [0.75] 0 = ( 0.0107 / s ) ( 5 x 60 s )
[PH3 ]t
∴ [ PH3 ] t = 0.03 M
ตัวอยา งที่ 4 คาคงท่ีของอัตราเร็วจากปฏิกิริยาอันดับสอง 2 NOBr (g) → 2 NO (g) +
Br2 (g) เทากับ 0.80 / M s ที่ 10 0C ถาความเขมขนเร่ิมตนของ NOBr
เทากับ 0.086 M จงคํานวณ ความเขมขนของ NOBr เมื่อเวลาผานไป
22 วนิ าที จากขอ มลู k = 0.80 / M s , [ NOBr ]0 = 0.086 M
แทนคาในสมการอันดบั สอง
t = 22 s , [ NOBr ]t = ? M
1 - 1 = kt
[ NOBr ]t [ NOBr ]0
1 - 1 = ( 0.80 / Ms )( 22 s )
[ NOBr ]t [0.086]
[ NOBr ]t = 0.0342 M
กลไกการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ า (reaction mechanism)
ลําดบั ขนั้ ตอนของขน้ั ตอนยอ ย (elementary steps) ท่นี าํ ไปสกู ารเกิดเปน ผลิตภัณฑ
เชน - ปฏิกริ ยิ าข้นั ตอนเดียว A → B
- ปฏกิ ริ ยิ าหลายข้ันตอน เชน กลไกของปฏิกริ ิยาตอ ไปน้ี
H2O2 + I - → HOI + OH - ( ชา ) _______ ( 1 )
OH - + H+ → H2O ( เร็ว ) _______ ( 2 )
HOI + H+ + I - → I2 + H2O ( เรว็ ) _______ ( 3 )
overall H2O2 + 2 H+ + 2 I - → I2 + 2 H2O
สารมัธยนั ต ( intermediate ) คือ เปน สารทเ่ี กิดขน้ึ ในขน้ั ตอนใดข้นั ตอนหน่งึ แลว
ถกู ใชไ ปในขนั้ ตอนอนื่ ในตวั อยางนี้คอื HOI และ OH –
ขั้นตอนกําหนดอัตราเร็ว ( rate determining step ) คือ ขั้นตอนที่กําหนดวา
ปฏกิ ริ ิยาน้ันจะเกดิ ขน้ึ ไดเรว็ หรอื ชา จะข้นึ อยกู บั ขน้ั ที่ชา ท่สี ุด ในตวั อยา งนีค้ อื ขัน้ ตอนท่ี 1
กฏอัตรา ( rate law ) ของปฏกิ ริ ยิ า คอื ความสมั พันธระหวา งอัตราการเกดิ ปฏิกริ ิยา
กับความเขมขนของสารตั้งตน ในกรณีนจี้ ะคดิ จากข้นั ตอนทชี่ า ในท่นี ้ีคือ rate = k [H2O2] [ I - ]
ทงั้ นอ้ี ันดับของปฏกิ ิริยาใหดจู ากตัวเลขสัมประสทิ ธขิ์ า งหนาสารต้งั ตน ในสมการท่ีชา
Arrhenius Equation
การเพ่มิ อณุ หภูมิมีผลทําใหอตั ราการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเพ่ิมขน้ึ มีความสัมพนั ธด ังสมการ
ของอารร ีเนยี ส
k = A e- Ea
RT
เมอื่ Ea = activation energy
R = 8.314 J/mol·K
T = absolute temperature in Kelvins
A = frequency factor
จากสมการของอารร เี นยี ส สามารถเขียนในรปู logarithmic ไดด ังน้ี
ln k = - Ea + ln A
RT
หลังจาก plot กราฟระหวา งคา ln k กบั คา 1/T จะไดกราฟเปนเสนตรง ซ่ึงมคี า ความชนั
Slope = - Ea / R จากคา นี้สามารถนาํ มาหาคา Ea ได
ตัวอยา งที่ 5 คา คงที่อัตราเร็วของปฏกิ ิริยาการสลายตัวของ acetaldehyde ดังสมการ
CH3CHO (g) → CH4 (g) + CO (g)
ซง่ึ ไดจ ากการวดั ณ อุณหภูมทิ ี่ตางกนั 5 คา ดังตาราง จงหาคา พลังงานกระตนุ
( Ea, kJ / mol) ของปฏกิ ิริยานี้ T(K)
k ( 1/ M ½ s )
0.011 700
0.035 730
0.105 760
0.343 790
0.789 810
ตามขอมลู ที่ใหมา จะตอ ง plot คา ln k กบั คา 1 / T ซ่งึ จะไดกราฟเสน ตรงซ่ึงมี
slope เทากบั
- Ea/R ดงั น้ันกอ นอนื่ ตอ งทาํ การเปลยี่ นแปลงขอ มูลเพอ่ื ใชในการเขยี นกราฟกอ นดงั นี้
ln k 1 / T ( K -1 )
- 4.51 1.43 x 10 -3
- 3.35 1.37 x 10 -3
- 2.254 1.32 x 10 -3
- 1.070 1.27 x 10 -3
- 0.237 1.23 x 10 -3
หลงั จากน้นั เมอ่ื plot กราฟแลว จงึ มาหาคา ความชนั ของกราฟ
- 4.00 - (-0.45)
Slope = (1.41-1.24 ) x 10 -3 = - 2.09 x 10 4 K
เม่อื slope = - Ea = - 2.09 x 10 4 K
R
ดงั น้ัน Ea = ( 8.314 J/K mol )( 2.09 x 10 4 K )
= 1.74 x 10 5 J/mol
= 1.74 x 10 2 KJ / mol
บทที่ 8
สมดลุ เคมี (Chemical Equilibrium )
สมดุลเคมี (Chemical equilibrium) คือ อัตราการเกิดปฏิกิริยาไปขางหนาและอัตรา
ยอ นกลับมีคา เทากนั โดยความเขมขนของทั้งสารตั้งตน และผลิตภณั ฑไ มเปล่ียนแปลงตามเวลา
Reactants
KP = KC (RT)∆n
เม่อื ∆n คือ ผลตา งของจาํ นวนโมลสารของแกสผลิตภณั ฑก ับแกสตัง้ ตน
aA + bB
จงคาํ นวณหา Kc ของปฏิกิรยิ า A + 2 B
[ A ] = 0.5 – 0.3 = 0.2 M
[ B ] = 0.3 M
ตัวอยางท่ี 6 จากสมการ A2 (g) + B2 (g)
1. การเปลีย่ นความเขมขน
2 NH3 (g) + 5 O2 (g)
สารผลติ ภัณฑม จี าํ นวนโมลของแกสเทากบั 2
ดังนน้ั การเพมิ่ ความดนั จะไมม ผี ลตอ ระบบ
3. การเปลยี่ นอุณหภูมิ
ถาเปลยี่ น ความเขมขน ปริมาตร ความดัน = เปลี่ยนสมดุล
การเปลีย่ นอณุ หภมู ิ มีผลทําใหคา คงท่สี มดุล KC เปลย่ี นไปดวย
ถา N2O4 (g)
บทท่ี 9
กรด - เบส (Acid – base)
Bronsted Acids and Bases
Bronsted acid คอื สารทสี่ ามารถให proton หรือ hydronium ion ได
acids → H+ หรือ H3O+
Bronsted base คอื สารท่ีสามารถรบั proton หรอื hydronium ion ได
base ; OH - + H3O+ → 2 H2O
Conjugate acid – base Pairs
Acid → H+ + conjugate base (สว นท่ีเหลอื ของกรดหลังจากให proton ไป)
conjugate acid + OH-
Base →
เชน CH3COOH (aq) + H2O(l)
2. เบสแก เบสที่เม่ือละลายน้ําแลวสามารถแตกตัวได 100% เชน สารประกอบ
ไฮดรอกไซดข องโลหะหมู 1 และหมู 2
เบสแกจ ากหมู 1 คือ LiOH , NaOH , KOH , CsOH เปน ตน
เบสแกจากหมู 2 คือ Ca(OH)2 , Mg(OH)2 , Ba(OH)2 , Sr(OH)2 ยกเวน Be(OH)2
ตวั อยา งท่ี 1 จงหาคา pH ของสารละลาย HBr ความเขม ขน 0.15 M
HBr → H+ + Br – ( เปน กรดแกแ ตกตวั หมด )
0.15 M 0.15 M 0.15 M
ดงั น้ัน [ H+ ] = 0.15 M น่ันเอง = - log [H+]
จาก pH = - log [ 0.15 ]
= 0.82
ตัวอยา งท่ี 2 จงหาคา pH ของสารละลาย KOH ความเขมขน 0.2 M
KOH → K+ + OH - ( เปน เบสแกแ ตกตวั หมด )
0.2 M 0.2 M 0.2 M
ดงั นั้น [ OH- ] = 0.2 M นน่ั เอง
จาก pOH = - log [OH-]
= - log [ 0.2 ] = 0.7
หา pH จาก pH + pOH = 14
pH = 14 - pOH
= 14 - 0.7 = 13.30
ตวั อยางท่ี 3 จงหาคา pH ของสารละลาย Mg(OH)2 ความเขมขน 0.25 M
Mg(OH)2 → Mg2+ + 2 OH - ( เปนเบสแกแ ตกตวั หมด )
0.25 M 0.25 M 2 x 0.25 = 0.5 M
ดังนั้น [ OH- ] = 0.5 M นัน่ เอง
จาก pOH = - log [OH-]
= - log [ 0.5 ] = 0.30
หา pH จาก pH + pOH = 14
pH = 14 - pOH
= 14 - 0.30 = 13.7
3. กรดออน กรดทีเ่ มอ่ื ละลายน้ําแลว แตกตัวไดนอยกวา 100 % ( แตกตวั ไมห มด )
HA(aq)
Ka = [H+ ][HCOO- ]
[HCOOH]
แทนคา 1.7 x 10- 4 = x2
(0.1 - x)
ใชก ารประมาณ : (0.1 – x) ≈ 0.1
1.7 x 10 - 4 = x2
0.1
x2 = 1.7 x 10-4 (0.1)
x = 4.1 x 10-3 M
ดงั น้ัน [HCOOH] = 0.1 – x
= 0.1 – 0.0041 = 0.096 M
[H+] = 0.0041 M
[HCOO-] = 0.0041 M
จะเหน็ วา มคี วามเขม ขน ของ [H+] เทากบั 4.1 x 10-3 M
ดังนน้ั สามารถหาคา pH ไดดงั นี้ pH = - log [H+]
= - log (4.1 x 10-3)
= 2.39
หรอื ใชสูตร [H+] = Ka . M
โดยที่ [H+] คือ ความสามารถในการแตกตวั ของกรด,
Ka คอื คา คงท่กี ารแตกตัวของกรดออน
M คือ ความเขมขนของกรดออ น
[H+] = (1.7 ×10-4 )(0.1)
= 4.1 x 10-3 M = 2.39
pH = - log [H+]
= - log (4.1 x 10-3)
ตวั อยางที่ 5 จงหา pH ของสารละลาย 0.4 M แอมโมเนยี ( Kb = 1.8 x 10-5 )
NH3(aq) + H2O (l)
เปลยี่ นแปลง (M) -x +x +x
สมดุล (M) (0.4 – x) x
x
[NH + ][OH - ]
4
Kb =
1.8 x 10-5 = [NH 3 ]
x2
(0.4 - x)
ใชก ารประมาณ : (0.4 – x) ≈ 0.4 x2
0.4
1.8 x 10-5 =
x = 2.7 x 10-3 M
x คือ ความเขม ขน ของ [OH-] ทีส่ ภาวะสมดลุ ซ่งึ สามารถหาคา pOH จากความเขม ขน
[OH-]
pOH = -log [OH - ]
= -log (2.7 x 10-3)
= 2.57
จาก pH = 14 – pOH
= 14 – 2.57
= 11.43
หรือใชสตู ร [OH-] = Kb . M
= (1.8×10-5)(0.4)
= 2.7 x 10-3 M
pOH = - log [OH-]
= - log (2.7 x 10-3)
= 2.57
จาก pH + pOH = 14
ดังนน้ั pH = 14 – pOH
= 14 – 2.57
= 11.43
เปอรเซ็นตก ารแตกตวั ( % ionization )
คือ ปรมิ าณการแตกตวั เปน H+ หรือ OH – ของกรดออนและเบสออนตามลาํ ดบั
กรดออน เบสออ น
% การแตกตวั = [H+ ] x 100 % การแตกตวั = [OH-] x 100
[ weak acid ] [ weak base ]
ตัวอยางท่ี 6 จงหาเปอรเซน็ ตก ารแตกตวั ของสารละลาย CH3NH2 เขมขน 0.2 M ( Kb =
4.4 x 10- 4 )
เร่ิมตน (M) CH3NH2 + H2O
เม่ือละลายนาํ้ จะแตกตวั เปน ไอออน ซ่ึงไอออนทงั้ สองไมทาํ ปฏกิ ิริยากบั H2O
ทําใหความเขม ขน ของ H + และ OH – ไมเปล่ยี นแปลง การละลายของเกลอื ประเภทนีจ้ ะเปน
กลาง เชน
HNO3 + NaOH → NaNO3 + H2O pH = 7
2. Salts ท่เี ปน basic solutions ( กรดออน + เบสแก ) เชน CH3COONa , KCN
เม่อื ละลายน้าํ จะแตกตวั เปน ไอออนของเบสแกแ ละไอออนของกรดออ น ไอออน
ของเบสแกไ มท าํ ปฏิกิริยากบั H2O แตไอออนของกรดออนสามารถรวมตัวกับน้ํา ไดสารละลาย
เปน เบส
CH3COONa (s) → CH3COO- (aq) + Na+ (aq)
CH3COO- (aq) + H2O (l)
กาํ หนดคา Ka ของ CH3COOH เทา กบั 1.8 x 10-5
CH3COONa(s) → CH3COO-(aq) + Na+(aq)
CH3COO-(aq) + H2O(l)
เริม่ ตน (M) NH4Cl (s) → NH4+ (aq) + Cl- (aq)
เปลีย่ นแปลง (M) NH+4 (aq) + H2O (l)
ตัวอยางที่ 9 จงหาคา pH ของสารละลายผสมระหวาง CH3COOH 2.0 M และ CH3COONa
1.0 M ( กาํ หนดคา Ka = 1.8 x 10 -5 )
[ เกล ือ ]
จาก pH = pKa + log [กรดอ อน ]
= - log 1.8 x 10 -5 + log 1.0
2.0
= 4.44
การหา pH ที่มี เบสออนและเกลอื ของเบสออ นอยูรว มกนั
[ เกล อื ]
pOH = pKb + log [ เบสอ อ น ] , pKb =
- log Kb
pH = 14 - pOH
ตวั อยางที่ 10 จงหาคา pH ของสารละลายผสมระหวา ง NH3 1.50 M และ NH4Cl 3.0 M
( กําหนดคา Kb = 1.8 x 10 -5 )
[ เกล อื ]
จาก pOH = pKb + log [ เบสอ อ น ]
3.0
= - log 1.8 x 10 -5 + log 1.5
= 5.04
pH = 14 - pOH
= 8.96
สารละลายบฟั เฟอร (Buffer Solutions)
สารละลายบฟั เฟอร คือ สารละลายทป่ี ระกอบดว ย ของผสมของสารละลาย 2 ลักษณะ คอื
1. กรดออน กับ เกลือของกรดออ น
2. เบสออ น กับ เกลือของเบสออ น
สารละลายบัฟเฟอรมีคุณสมบัติในการตานการเปลี่ยนแปลง pH เมื่อเติมกรดแก (H+)
หรือเบสแก (OH-) กลาวคือ เมื่อเติมสารละลายของกรดแกหรือเบสแกลงในสารละลายบัฟเฟอร
คา pH ของสารละลายจะเปล่ยี นแปลงไปเล็กนอ ยเทา น้ัน แตถ าไมใชส ารละลายบฟั เฟอรจะทาํ ให
คา pH ของสารละลายเปลี่ยนแปลงไปอยางมาก
เชน บฟั เฟอรท ่ีเปน กรดออนผสมกบั เกลอื ของกรดออ น
CH3COONa / CH3COOH หรอื CH3COO- / CH3COOH
ถาเตมิ H+ (กรดแก) CH3COO- จากสารละลายเกลือจะทําปฏกิ ริ ิยากับ H+ ของกรดแกที่
เติม
CH3COO-(aq) + H+(aq) → CH3COOH (aq)
ถาเติม OH- (เบสแก) CH3COOH ของกรดออ นจะทําปฏิกิริยากบั OH- ของเบสแกท เ่ี ติม
ลงไป
CH3COOH(aq) +OH-(aq) → CH3COO-(aq) + H2O (aq)
[H+] และ [OH-] ที่เติมลงไปจะถูกทําปฏิกิริยาโดย สารละลายบัฟเฟอร ทําให pH ไม
เปลยี่ น หรอื เปลี่ยนแปลงนอยมาก
ตวั อยา งที่ 11 จงคาํ นวณ pH (Ka ของ CH3COOH เทา กับ 1.8 x 10-5 )
a) บัฟเฟอร 1.0 M CH3COOH / 1.0 M CH3COONa
b) บัฟเฟอร หลังเติม 0.10 M HCl ในสารละลาย buffer 1 L
c) บัฟเฟอร หลงั เติม 0.10 M NaOH ในสารละลาย buffer 1 L
a) CH3COONa → CH3COO-(aq) + Na+(aq)
CH3COOH
เกดิ CH3COOH = 0.1 M และ เสยี CH3COO- = 0.1 M
CH3COOH (aq)
จาก pH = - log [H+]
หรือการใชส ตู ร = -log (1.5 x 10-5)
=
4.83 + log [[CCHH33CCOOOOH-]]
pH = pKa
pH = - log (1.8 x 10-5) + log 1.1
= 0.9
4.83
บทท่ี 10
ไฟฟาเคมี (Electrochemistry)
ปฏกิ ิริยารดี อกซ
ในกระบวนการทางไฟฟาเคมีทุกกระบวนการจะตองมีการถายเทอิเล็กตรอนจาก
สารหนงึ่ ไปยงั สารหนึง่ จึงจดั วาเปนปฏิกิรยิ ารีดอกซ (ออกซเิ ดชัน-รดี ักชนั )
ปฏิกิริยาออกซิเดชันและรีดักชันตองเกิดขึ้นพรอมกัน จะขาดปฏิกิริยาใดปฏิกิริยาหน่ึง
ไมได เม่ืออะตอมหน่ึงสูญเสียอิเล็กตรอน ก็จะตองมีอีกอะตอมหนึ่งรับอิเล็กตรอน โดยแบงเปน
ครึ่งปฏิกิริยาออกซิเดชัน (ใหอิเล็กตรอน) และรีดักชัน (รับอิเล็กตรอน) เชน เมื่อจุมแทงโลหะ
สังกะสี (Zn) ลงในสารละลาย CuSO4 โลหะ Zn จะถูกออกซิไดซเปน Zn2+ ไอออน สวน Cu2+
ไอออนจะถกู รดี ิวซเปนโลหะ Cu
Oxidation : Zn (s) → Zn 2+(aq) + 2 e-
Reduction : Cu 2+(aq) + 2 e- → Cu (s)
_____________________________________________________
Overall : Zn (s) + Cu 2+(aq) → Zn 2+(aq) + Cu (s)
เซลลกลั วานกิ (Galvanic cells)
ปฏิกิริยรดี อกซจ ะเกดิ ขน้ึ ไดเ มอ่ื ตัวออกซิไดซส มั ผัสกบั ตวั รีดวิ ซ เชน ปฏิกริ ิยาระหวา ง
Zn กับ Cu2+ ถาแยกตวั ออกซิไดซแ ละตวั รดี ิวซอ อกจากกนั ตอ งมตี วั กลางท่ีทําหนาท่ใี ห
อิเล็กตรอนเกดิ การถา ยเท อปุ กรณน้เี รยี กวา สะพานเกลือ (Salt bridge) ตัวอยางการทํางาน
ของเซลลก ลั วานกิ เซลลนป้ี ระกอบดว ยแทง สังกะสจี ุมอยูในสารละลาย ZnSO4 และแทง ทองแดง
จมุ อยูใ นสารละลาย CuSO4 เซลลก ัลวานกิ ทาํ งานโดยอาศัยหลกั การวา ออกซเิ ดชันของ Zn
เปน Zn2+ และรีดกั ชัน Cu2+ เปน Cu นัน้ เกดิ ขึ้นไดในขณะเดยี วกันแตเ กดิ คนละที่ โดยมีการ
ถา ยเทอิเลก็ ตรอนผานวงจร แทง สงั กะสแี ละแทง ทองแดงในเซลลนเี้ รียกวา อเิ ล็กโทรด
(electrode) โดยอเิ ลก็ โทรดทเี่ กดิ ปฏิกริ ยิ าแบบออกซเิ ดชนั เรยี กวา แอโนด (anode) และอิเล็กโท
รดท่ีเกิดปฏกิ ริ ยิ าแบบรดี กั ชนั เรยี กวา แคโทด (cathode)
การที่อเิ ล็กตรอนเคลื่อนที่จากอเิ ลก็ โทรดหนึง่ ไปยังอีกอเิ ล็กโทรดหน่ึง แสดงวามคี วาม
ตางศักยระหวา งอิเลก็ โทรดทั้งสอง ความตา งศักยร ะหวา งอิเล็กโทรดน้ี เรยี กวา แรงเคลอ่ื นไฟฟา
(electromotive force, emf) มีหนว ยเปน โวลต
Zn ถกู ออกซไิ ดซไ ปเปน Zn2+ ที่ข้วั anode Cu2+ ถกู รดี ิวซไ ปเปน Cu ทีข่ ั้ว cathode
Zn(s) → Zn2+(aq) + 2 e- Cu2+(aq) + 2 e- → Cu(s)
Net reaction ; Zn(s) + Cu2+(aq) → Zn2+(aq) + Cu(s)
สญั ลักษณท ่นี ยิ มใชแ ทนกลั วานิกเซลล คอื แผนภาพเซลล (cell diagram) สาํ หรบั แผน
ภาพเซลลต ัวอยา งขางลาง เปนตวั อยางทม่ี ี สารละลาย KCl ทาํ หนาทเี่ ปน สะพานเกลอื
Zn(s) / Zn2+(aq, 1 M) / KCl (sat’d) / (Cu2+(aq, 1 M) / Cu(s)
จากแผนภาพเซลล จะนยิ มเขียนขว้ั แอโนดไวทางซาย ตามดว ยสว นประกอบอ่ืนๆ และ
ข้วั แคโทดอยทู างดานขวา
ศักยอิเลก็ โทรดมาตรฐาน (Standard Electrode Potentials)
ในการวัดศักยไฟฟาของเซลล เราจําเปนตองมีศักยไฟฟามาตรฐานมาเปนตัว
เปรียบเทียบ โดยจะใชคาศักยไฟฟาของแกสไฮโดรเจนเปนคาอางอิง เราพบวา ศักยไฟฟาของ
ปฏกิ ริ ยิ ารีดกั ชันของ H+ ที่ 25oC จะมีคาเทา กับศนู ยพ อดี
2H+(aq, 1 M) + 2e- → H2(g, 1 atm) Eo = 0 V
ตัวยก o เปนสัญลักษณแสดงสภาวะมาตรฐาน ศักยไฟฟาสําหรับปฏิกิริยารีดักชันที่
อิเล็กโทรดเม่ือตัวถูกละลายทุกชนิดมีความเขมขน 1 M และแกสทุกชนิดมีความดัน 1 atm
เรียกวา ศักยรีดักชันมาตรฐาน (standard reduction potential) ดังนั้นเรากําหนดใหไฮโดรเจน
อิเล็กโทรดมีศักยรีดักชันมาตรฐานเทากับศูนย และเรียกอิเล็กโทรดนี้วา ไฮโดรเจนอิเล็กโทรด
มาตรฐาน (standard hydrogen electrode หรือ SHE) เราใช SHE ในการวัดศักยไฟฟาของ
เซลล เชน การหาศกั ยไฟฟามาตรฐานของสังกะสี ดังแผนภาพเซลล
Zn(s) / Zn2+(aq, 1 M) / KCl(sat’d) / H+(aq, 1 M) / (H2(g, 1 atm) / Pt(s)
ใช hydrogen electrode เปน มาตรฐาน เมื่อศึกษาพบวา มวลของสงั กะสลี ดลง แสดงวา สงั กะสี
ตองเสียอิเล็กตรอนจาก Zn เปน Zn2+ (oxidation)
2 H+ (aq, 1 M) + 2 e- → H2 (g , 1 atm) E0 = 0.0 V
แผนภาพเซลล: Zn (s) / Zn2+ (aq, 1 M) // H+(aq, 1 M) / H2(g, 1 atm) / Pt (s)
Anode : Zn (s) → Zn 2+(aq, 1 M ) + 2 e-
E0 2 H+ (aq, 1 M ) + 2 e- → H2 (g, 1atm)
Zn/Zn 2+
Cathode :
E0
H + /H 2
Overall : Zn (s) + 2H+(aq, 1 M) → Zn 2+(aq, 1 M) + H2 (g, 1 atm)
วัดจาก Voltmeter E0cell = 0.76 V ที่ 250C
E0cell = E0ox + E0red
E E= +0 0
Zn/Zn 2+ H + /H 2
∴ E0 = 0.76 V เรียก “standard oxidation potential”
Zn/Zn 2+