The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการบรรยายวิชา น.437 (บทที่ 11 การลงทุนด้านทรัพย์สินทางปัญญา) โดย ศ.(พิเศษ)ดร.เดชอุดม ไกรฤทธิ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dejudomcenter, 2023-03-28 01:01:31

เอกสารประกอบการบรรยายวิชา น.437 (บทที่ 11 การลงทุนด้านทรัพย์สินทางปัญญา) โดย ศ.(พิเศษ)ดร.เดชอุดม ไกรฤทธิ์

เอกสารประกอบการบรรยายวิชา น.437 (บทที่ 11 การลงทุนด้านทรัพย์สินทางปัญญา) โดย ศ.(พิเศษ)ดร.เดชอุดม ไกรฤทธิ์

Keywords: การลงทุน,ทรัพย์สินทางปัญญา,เดชอุดม,น437

1 วิชา น.437 กฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนระหว่างประเทศ ภาค 2 ปีการศึกษา 2565 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ ศูนย์รังสิต ครั้งที่ 11 บทที่ 11 การลงทุนด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เดชอุดม ไกรฤทธิ์ เวลา 09.30-12.30 น. 28 มีนาคม 2566


2 สอนครั้งที่ บทที่ 11 การลงทุนด้านทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนที่ 1 ขอบเขตของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนที่ 2 การบริหารเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนที่ 3 กรณีศึกษา ข้าวหอมมะลิกับนโยบายการต่อสู้ของประเทศไทย ส่วนที่ 4 การพัฒนาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย


บทที่ 11 การลงทุนด้านทรัพย์สินทางปัญญา บทน า 3 ปัจจุบันเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาถ้าหากตีเป็ นมูลค่าจะมีมูลค่า มหาศาล ในไทยมีหลายบริษัทที่ท าธุรกิจและไม่น าทรัพย์สินทางปัญญา มาเป็ นสินทรัพย์ของบริษัท แม้ค่า Logo หรือ Brand จะมีมูลค่ามากมาย ในการโอนขายสิทธิในเครื่องหมายการค้า จะเห็นได้ว่าเป็ นการลงทุนด้าน ทรัพย์สินทางปัญญามีความส าคัญไม่แพ้การลงทุนทางตรงประเภทที่ดิน อาคาร โรงงาน และเครื่องจักร


4 บทน า (ต่อ) คือต้องการที่จะแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการลงทุนในด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่ง เกิดจากการพัฒนาระบบการคุ้ มครองสิทธิทรัพย์สินทางปั ญญาทั ้งในประเทศแล ะ ต่างประเทศ ซึ่งทุกประเทศถือว่าเรื่องนี ้เป็ นเรื่องส าคัญ เป็ นเรื่องที่ผู้ลงทุนควรรับรู้ ที่เป็ น ส่วนหนึ่งของการลงทุนทั ้งหมด จะเห็นว่าการลงทุนในทรัพย์สินที่จับต้องได้สามารถ วิเคราะห์ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ส าคัญมากคือทรัพย์สินทางปัญญา เป็ นทรัพย์สินไม่มีรูปร่างมา จากกฎหมายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็ นสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า สิ่งบ่งชี ้ ทางภ ู มิศาสตร ์ ลิขสิทธิ์ ความลับทางการค ้ า และภ ู มิปัญญาท ้ องถิ่น ท ุ กสิ่งที่ลงทุนไปเริ่ม สร้ างคุณค่าทางการตลาดมากขึ ้นท าให้ เห็นเป็ นรูปธรรม ปั จจุบันไทยจะมีตรา GI (Geographical Indicator) ก ากับอยู่ในหลายผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ทาง การเกษตร ท าให้สินค้าที่ขายมูลค่าเพิ่มสูงขึ ้นเพราะมีกฎหมายรองรับตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองสิ่งบ่งชี ้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 ฉะนั ้นการสนับสนุนให้มีการขอขึ ้นทะเบียนสิ่ง บ่งชี ้ทางภูมิศาสตร์ เป็ นการลงทุนอีกแบบหนึ่งนอกเหนือจากการพัฒนาตัวทรัพย์สินทาง ปัญญาในรูปแบบอื่น วัตถุประสงค์ของการลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญา


5 บทน า (ต่อ) โลกปัจจุบันเป็ นโลกของเทคโนโลยีสารสนเทศ การเจรจาการค้าระหว่างประเทศไม่ ว่าจะเป็ นในแบบพหุภาคีหรือทวิภาคีมีความชัดเจนในนโยบายการค้าในทุกรูปแบบ ประการส าคัญคือความรู้ทางทรัพย์สินทางปัญญาผนวกกับพัฒนาการทางเทคโนโลยีได้ ถูกน ามาใช้เป็ นมาตรการที่หลายประเทศมหาอ านาจทางเศรษฐกิจน ามาสร้ างเป็น มาตรฐานหรือวินัยทางการค้า และใช้เป็ นกลยุทธ์ในการต่อรองหรือให้สิทธิพิเศษกับ ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดเล็กที่ยังไม่มีการพัฒนาเพียงพอหรือที่อยู่ระหว่างการ พัฒนา ภาวะของกระแสโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ที่เป็ นผลให้มีการเปิ ดการค้าเสรีใน เชิงเชิญชวนแกมบังคับได้สร้ างความกดดันและความขัดแย้งทั ้งภายในประเทศและ ระหว่างประเทศมากขึ ้นซึ่งได้กลายมาเป็ นมาตรการทางเศรษฐกิจที่ใช้เป็ นอาวุธในการ เจรจาต่อรองทางการค้าระหว่างประเทศ ทรัพย์สินทางปัญญาได้ถูกใช้เป็ นเครื่องมือที่ ประเทศที่พัฒนาแล้วยกเป็ นข้ออ้างในการเรียกร้ องและคุ้มครองผลประโยชน์และสิทธิ ให้แก่คนชาติของตน พัฒนาการของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในไทย


6 บทน า (ต่อ) ประเทศที่ประสบความส าเร็จด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา คืออเมริกาและประเทศชั ้นน าในแถบยุโรป ประเทศในเอเชียที่มีความก้าวหน้าใน เรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีทัดเทียมกับประเทศในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป คือ ญี่ปุ่ น จากเดิมหลังยุคสงครามโลกครั ้งที่สองที่เป็ น "ผู้ลอกเลียนแบบ" (Copier) ผลงานหรือเทคโนโลยีที่หมดอายุสิทธิบัตรไปแล้วมาใช้และศึกษาวิจัยพัฒนาผลงาน นั ้น ๆ จนเกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ จนกระทั่งสามารถผลักดันตนเองเป็ นผู้น าด้าน เทคโนโลยีได้อย่างเต็มภาคภูมิ ประชาชนชาวญี่ปุ่ นได้ตระหนักและให้ความส าคัญ กับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและใช้เป็ นยุทธวิธีในการประกอบธุรกิจการค้า นับตั ้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงธุรกิจระดับบริษัทข้ามชาติ ดังจะเห็นได้ว่ามีสินค้า ยี่ห้อญี่ปุ่ นติดตลาดโลกและท ารายได้เข้าประเทศเป็ นจ านวนมาก ทั ้งนี ้เพราะญี่ปุ่ น ยึดนโยบาย "C & D" หรือ "Copy and Development" ควบคู่ไปกับ "R & D" หรือ "Research and Development" ได้อย่างสมดุลย์ ซึ่งประเทศก าลังพัฒนาอย่างไทย ควรน ามาพิจารณาเป็ นแบบอย่างเพื่อใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีได้ พัฒนาการของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในไทย (ต่อ)


7 บทน า (ต่อ) ประเทศไทยได้ด าเนินการท าการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทาง ปัญญาหลายฉบับตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี ้ เนื่องมาจากการเจรจาการค้าพหุ ภาคีรอบอุรุกวัยว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TradeRelated Aspects of Intellectual Property Rights หรือ TRIPs)(1) และการ จัดตั ้งองค์การการค้าโลก (World Trade Organization หรือ WTO) ซึ่งไทยได้ เข้าร่วมเป็ นภาคีสมาชิก ท าให้ไทยมีพันธกรณีที่จะต้องออกกฎหมายอนุวัติ การให้สอดคล้องกับความตกลงดังกล่าว เพื่อให้การคุ้มครองทรัพย์สินทาง ปัญญาเป็ นไปตามหลักสากลและมีประสิทธิภาพ ----------------------------------------------------------- (1) Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights จากกรมเศรษฐกิจการ พาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ พัฒนาการของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในไทย (ต่อ)


8 ทรัพย์สิน ทางปัญญา เครื่องหมาย การค้า สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ ความลับ ทางการค้า คุ้มครอง สิ่งบ่งชี้ทาง ภูมิศาสตร์ คุ้มครอง พันธุ์พืช พันธุ์พืช กักพืช คุ้มครองและ ส่งเสริม ภูมิปัญญา การแพทย์ แผนไทย คุ้มครองแบบ ผังภูมิของ วงจรรวม กฎหมายทรัพย์สิน ทางปัญญา


9 การบังคับใช้กฎหมาย ทรัพย์สินทางปัญญา ในประเทศไทย


10 ทรัพย์สิน ทางปัญญา - การออกแบบ ผลิตภัณฑ์ - การประดิษฐ์ - อนุสิทธิบัตร -เครื่องหมายการค้า -เครื่องหมายบริการ -เครื่องหมายรับรอง -เครื่องหมายร่วม - งานวรรณกรรม - นาฎกรรม - ศิลปกรรม - ดนตรีกรรม - โสตทัศนวัสดุ - ภาพยนต์ - สิ่งบันทึกเสียง - งานแพร่เสียงแพร่ภาพ - งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยา ศาสตร์ แผนกศิลปะ -ข้อมูลทางการค้า -ผลิต –ขาย -เจ้าของความลับ ทางการค้า -ผู้ควบคุมความลับ ทางการค้า - แหล่ง ภูมิศาสตร์ - สินค้า - ชื่อสามัญ - พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น - พันธุ์พืชป่า - พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป - สารพันธุกรรม - การตัดต่อสารพันธุกรรม - สภาพทางพันธุกรรม -วงจรรวม -แบบผังภูมิ - ต าราแพทย์แผนไทย - ยาแผนไทย - ต ารับยาแผนไทย - สมุนไพร - สมุนไพรควบคุม - เขตอนุรักษ์ - สารสกัดดั้งเดิม - แปรรูปอย่างหยาบ ฯลฯ ความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 - 275 เครื่องหมาย การค้า (1) สิทธิบัตร (2) ลิขสิทธิ์ (3) ความลับ ทางการค้า (4) คุ้มครอง สิ่งบ่งชี้ทาง ภูมิศาสตร์ (5) คุ้มครอง พันธุ์พืช (6) คุ้มครอง แบบผังภูมิ ของ วงจรรวม (10) คุ้มครองและ ส่งเสริม ภูมิปัญญา การแพทย์ แผนไทย (9) กักพืช (8) -พืชควบคุม -พืชควบคุมเฉพาะ -เชื้อพันธุ์พืช ฯลฯ กฎหมายจัดตั้งศาล ทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศ พันธุ์พืช (7) -เมล็ดพันธุ์ -เมล็ดพันธุ์ควบคุม -เมล็ดพันธุ์รับรอง -พันธุ์พืชขึ้นทะเบียน -พันธุ์พืชรับรอง -พืชสงวน -พืชต้องห้าม -พืชอนุรักษ์ -การขยายพันธุ์พืช เทียม


11 กฎหมายเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๕๗ ความส าคัญของเครื่องหมายการค้านั้นในทางวิชาการนอกจากจะรู้จักกันว่าเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรม สมบัติที่เป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าซึ่งทุกคนทั่วโลกที่ประกอบการค้า ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนต่างก็พยายาม สร้างชื่อเสียงและคุณภาพของเครื่องหมายการค้าของตนให้เป็นที่แพร่หลายและมีชื่อเสียง ในประเทศไทย เครื่องหมายการค้าได้เริ่มเป็นที่รู้จักกันตั้งแต่ปี ๒๔๕๗ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรง ตราพระราชบัญญัติลักษณเครื่องหมายแลยี่ห้อการค้าขาย พ.ศ. ๒๔๕๗ ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๔๕๗ เล่ม ๓๑ น่า ๖๓ โดยทรงมีพระบรมราชโองการสั่งว่า “ด้วยเวลานี้การค้าขายซึ่งเกี่ยวกับ นานาประเทศ ย่อมแผ่ไพศาลแลเจริญยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนเปนอันมากแล้ว เกิดมีคดีพิพาทกันขึ้นด้วย เครื่องหมายแลยี่ห้อการค้าขายเนือง ๆ ทรงพระราชด าริเห็นว่า เป็นเวลาสมควรที่จะมีกฎหมายส าหรับจด ทะเบียนเครื่องหมายแลยี่ห้อค้าขายให้เปนที่ระงับคดีพิพาทในเรื่องนี้ไว้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา พระราชบัญญัติไว้สืบไป” ในพระราชบัญญัติลักษณเครื่องหมายแลยี่ห้อการค้าขาย พ.ศ. ๒๔๕๗ มีด้วยกัน ทั้งหมด ๑๐ หมวด รวม ๕๗ มาตรา และมีประเภทสินค้าที่ใช้จดทะเบียนรวมทั้งสิ้น ๕๐ ประเภท นับได้ว่าเป็น ต้นแบบของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของประเทศเป็นครั้งแรกนับแต่นั้นเป็นต้นมา


12 พ.ศ. ๒๔๗๔ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชด าริเห็นสมควรให้มีการคุ้มครอง อุตสาหกรรมและพาณิชย์เพื่อยังให้มีความสุจริตในพาณิชยกรรมให้มั่นขึ้น จึงให้ตราพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช ๒๔๗๔ ขึ้นใช้แทนพระราชบัญญัติลักษณเครื่องหมายแลยี่ห้อการค้าขาย พ.ศ. ๒๔๕๗ ประกอบไปด้วย หมวดของกฎหมาย ๘ หมวดด้วยกัน รวมทั้งหมด ๔๖ มาตรา และมีรายการจ าพวกสินค้าแนบท้ายพระราชบัญญัติรวม ๕๐ ประเภท ซึ่งต่อมาก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าแก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๗๖ โดย พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าแก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๗๖ (ฉบับที่ ๒) ให้มีการอุทธรณ์ค าสั่งนายทะเบียนต่อ รัฐมนตรีได้ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ผู้ขอได้รับหนังสือและแจ้งเหตุไม่รับจดทะเบียน และต่อมาก็มีการแก้ไขโดย พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๔ จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อวินิจฉัยอุทธรณ์ เมื่อมีการอุทธณ์ ค าวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งเดิมต้องอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ ทั้งนี้ เพื่อแบ่ง เบาภาระของรัฐมนตรี และให้การพิจารณาวินิจฉัยด าเนินไปโดยรวดเร็ว และในเรื่องคัดค้านการจดทะเบียนหรือโต้แย้ง ค าคัดค้านดังกล่าว ซึ่งเมื่อนายทะเบียนวินิจฉัยให้ฝ่ายใดชนะแล้ว ผู้แพ้หากไม่พอใจจะต้องน าคดีไปสู่ศาลอันเป็นการ ล่าช้า จึงควรเปิดทางให้ฝ่ายแพ้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการได้ด้วย นอกจากนี้เพื่อให้คณะกรรมการคณะนี้มีอ านาจสั่งเพิก ถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าขัดต่อรัฐประศาสโนบายได้ด้วย ซึ่งแต่เดิมศาลเท่านั้นมีอ านาจที่จะสั่ง เพิกถอนทะเบียนได้เฉพาะเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในขณะนั้นขัดต่อรัฐประศาสโนบายเมื่อผู้มีส่วนได้เสีย ร้องขอ แต่ในกรณีที่เครื่องหมายการค้าซึ่งปรากฏภายหลังการจดทะเบียนว่าขัดต่อรัฐประศาสโนบายเพราะว่า สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปนั้นไม่มีอ านาจที่จะสั่งถอนทะเบียนได้ อีกประการหนึ่งเพื่อป้องกันการแสดงเครื่องหมาย การค้าที่มิได้จดทะเบียนว่าได้จดทะเบียนแล้ว อันเป็นความเท็จให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยเพิ่มอัตราโทษให้หนักขึ้นกว่าเดิมด้วย เหตุดังกล่าวนี้จึงเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าให้รัดกุมยิ่งขึ้น


13 พ.ศ. ๒๕๓๔ หลังจากนั้นก็ไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเครื่องหมายการค้าอีกเกือบ ๕๐ ปี จนถึงปี ๒๕๓๔ จึงได้มีการยกเลิกพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พุทธศักราช ๒๔๗๔ ที่ผ่านการใช้บังคับมาเป็นเวลาหลายสมัยโดยได้มีการออกพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ เพราะเห็นว่าไม่สามารถคุ้มครองสิทธิของ เจ้าของเครื่องหมายการค้าได้เพียงพอ ประกอบกับแนวโน้มในเรื่องของการรับรองสิทธิ ในเครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง และสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้า หรือเครื่องหมายบริการเป็นที่แพร่หลายและได้รับการคุ้มครองในกฎหมายต่างประเทศ แต่ยังไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทย จึงได้มีการแก้ไขกฎหมายเครื่องหมาย การค้าให้ขยายการคุ้มครองและก าหนดอ านาจหน้าที่ของนายทะเบียนและ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ากับสิทธิของผู้ขอจดทะเบียนให้มีความชัดเจนมากขึ้น ภาพจาก goo.gl/images/jJGFPX


14 พ.ศ. ๒๕๔๓ ต่อมาประเทศไทยได้เข้าเจรจาการค้าพหุภาคีอุรุกวัย ซึ่งมี ความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าและ การจัดตั้งองค์การค้าโลก ซึ่งท าให้ประเทศไทยซึ่งเป็นภาคีของ องค์การการค้าโลกมีพันธกรณีที่จะต้องออกกฎหมายอนุวัติการให้ สอดคล้องกับความตกลงดังกล่าวเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้มีการแก้ไขกฎหมายเครื่องหมาย การค้าโดยการออกพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฉบับที่ ๒ พุทธศักราช ๒๕๔๓ จึงเป็นกฎหมายเครื่องหมายการค้าที่เป็น ฉบับล่าสุดตามที่ได้มีการแก้ไขปรากฏในพระราชบัญญัติแนบท้าย บันทึกย่อฉบับนี้


15 พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยที่ปัจจุบันการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในระดับสากลได้มีการขยายขอบเขต การให้ความคุ้มครองไปยังเครื่องหมายประเภทใหม่ ๆ ซึ่งบทบัญญัติของพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ยังไม่ครอบคลุม ประกอบกับประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคี แห่งพิธีสารที่เกี่ยวกับความตกลงมาดริดเรื่องการจดทะเบียนระหว่างประเทศของ เครื่องหมาย (พิธีสารมาดริด) ซึ่งพิธีสารดังกล่าวมีสาระส าคัญเป็นการก าหนดให้มีการยื่น ค าขอรับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง และ เครื่องหมายร่วม ในประเทศภาคีแห่งพิธีสารมาดริด โดยการยื่นค าขอจดทะเบียนระหว่าง ประเทศเพียงครั้งเดียวเพื่อขอรับความคุ้มครองไปยังประเทศต่าง ๆ ที่เป็นภาคีแห่งพิธีสาร มาดริดได้ สมควรขยายขอบเขตการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้า และแก้ไข เพิ่มเติมบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับพิธีสารมาดริดดังกล่าว นอกจากนี้ ในปัจจุบันมีการน าหีบห่อหรือภาชนะที่แสดงเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายรับรอง หรือ เครื่องหมายร่วม ของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนไว้แล้วมาใช้ ในลักษณะเป็นการหลอกลวงซึ่ง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณชนและเจ้าของเครื่องหมายดังกล่าว สมควรก าหนด ฐานความผิดและโทษทางอาญาส าหรับการกระท าดังกล่าว รวมทั้งสมควรปรับปรุง ขั้นตอนและระยะเวลาในการด าเนินการจดทะเบียนให้มีความชัดเจนและรวดเร็วมากขึ้น และปรับอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัติให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น


16 กฎหมายลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๔๒๔ กฎหมายลิขสิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการ ของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาได้เป็นอย่างดี กฎหมายลิขสิทธิ์ทั้งในระดับระหว่าง ประเทศและระดับภายในประเทศมีการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขอย่างต่อเนื่องเพื่อยอมรับงานซึ่ง ไม่เพียงแต่เกิดจากปัญญาและความช านาญของมนุษย์ แต่ยังรวมถึงงานที่เกิดจากการใช้ เทคโนโลยีอีกด้วย ประเทศไทยเริ่มมีกฎหมายลิขสิทธิ์ครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีการจัดตั้ง “หอพระสมุดวชิรญาณ” เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๔ โดยทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีคณะกรรมการบริหารหอพระสมุด ชื่อว่า “กรรมสัมปาทิกสภา” คณะกรรมการดังกล่าวได้จัดพิมพ์หนังสือวชิรญาณพิเศษ โดยน าเรื่องต่าง ๆ ที่ช่วยกันนิพนธ์ ลงพิมพ์ และได้มีการประชุมหารือกัน ออกเป็นประกาศห้ามมิให้ผู้ใดเอาข้อความจาก หนังสือวชิรญาณวิเศษไปตีพิมพ์เย็บเป็นเล่ม หรือคัดเรื่องหนึ่งเรื่องใดไปตีพิมพ์ นอกจาก จะได้รับอนุญาตจากกรรมสัมปาทิกสภาเท่านั้น อย่างไรก็ดี ประกาศดังกล่าวยังไม่มีสภาพ บังคับ โดยไม่ได้มีการก าหนดโทษส าหรับผู้ฝ่าฝืนไว้แต่อย่างใด


17 พ.ศ. ๒๔๔๔ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๔ กฎหมายลิขสิทธิ์ได้เริ่มก่อตัวเป็นรูปธรรมมากขึ้น เมื่อได้มีการออก พระราชบัญญัติกรรมสิทธิ์ผู้แต่งหนังสือ ร.ศ.๑๒๐ (พ.ศ. ๒๔๔๔) ขึ้น โดยก าหนดให้ผู้มีกรรมสิทธิ์ใน หนังสือมีอ านาจที่จะพิมพ์ คัด แปล จ าหน่าย หรือขายหนังสือที่ตนมีกรรมสิทธิ์นั้นได้แต่เพียงผู้เดียว ระยะเวลาตามกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายฉบับนี้คือ ตลอดอายุของผู้แต่งหนังสือและต่อเนื่องไปอีก ๗ ปีหลังผู้ แต่งถึงแก่ความตาย แต่ถ้ารวมเวลาได้กรรมสิทธิ์ทั้งหมดจนถึงภายหลังผู้แต่งถึงแก่ความตายแล้วไม่ถึง ๔๒ ปี ก็ให้กรรมสิทธิ์อยู่ต่อไปจนครบ ๔๒ ปี นับแต่วันเริ่มได้รับกรรมสิทธิ์ อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า ยังไม่มี การบัญญัติค าว่าลิขสิทธิ์ในกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งค าว่ากรรมสิทธิ์หมายความถึงสิทธิความเป็นเจ้าของ โดยทั่วไป ไม่รวมถึงสิทธิขาดในการที่จะท าซ้ า ดัดแปลง เผยแพร่ หรืออนุญาตให้ผู้อื่นท าซ้ า ดัดแปลง หรือ เผยแพร่ อีกทั้งพระราชบัญญัติฉบับนี้เน้นการคุ้มครองเฉพาะหนังสือเท่านั้น ยังไม่รวมงานศิลปกรรม ประเภทอื่น และต้องมีการจดทะเบียนเพื่อเป็นแบบพิธีในการได้รับความคุ้มครองด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกรรมสิทธิ์ผู้แต่งหนังสือ ร.ศ.๑๒๐ โดยพระราชบัญญัติแก้ไข พระราชบัญญัติกรรมสิทธิ์ผู้แต่งหนังสือ พ.ศ. ๒๔๕๗ เพื่อขยายให้คุณประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้แผ่ไป ยังบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เป็นผู้แต่งหนังสือ และจะได้ท าให้บรรดาครูกับทั้งผู้แสดงปาฐกถา และผู้แต่งเรื่องราว ต่าง ๆ มีแรงจูงใจที่จะท าการแต่งหนังสือต่าง ๆ ให้เป็นคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองมากขึ้น


18 พ.ศ. ๒๔๗๔ ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยได้เข้าร่วม เป็นภาคีของสหภาพเบิร์นเพื่อคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม (Berne Convention for the Protection of Literary and Artistic Works) ในปี ค.ศ.๑๙๓๑ (พ.ศ.๒๔๗๔) ประเทศไทยจึงมีพันธกรณีในการตรากฎหมายลิขสิทธิ์ให้สอดคล้องกับ อนุสัญญาเบิร์นดังกล่าว ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ประเทศไทยจึงได้ตรา “พระราชบัญญัติ คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. ๒๔๗๔” ขึ้นใช้แทน พระราชบัญญัติกรรมสิทธิ์ผู้ แต่งหนังสือ ร.ศ.๑๒๐ (พ.ศ.๒๔๔๔) นอกจากพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและ ศิลปกรรม พ.ศ. ๒๔๗๔ จะมีความส าคัญในเรื่องการรวบรวมและแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่า ด้วยการคุ้มครองวรรณกรรมแล้ว ยังขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมไปถึงศิลปกรรมอีก ด้วย และได้มีการบัญญัติค าว่า “ลิขสิทธิ์” ขึ้นอันเป็นการสะท้อนถึงสิทธิเฉพาะตัวของผู้มี ลิขสิทธิ์อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังคุ้มครองงานอันมีลิขสิทธิ์ของต่างประเทศ ยกเลิกแบบพิธี การจดทะเบียนเพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง และมีการก าหนดโทษทางอาญาไว้ด้วย


19 พ.ศ. ๒๕๒๑ หลังจากนั้นก็ไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลิขสิทธิ์อีกเกือบ ๕๐ ปี จนถึงปี ๒๕๒๑ จึงได้มีการยกเลิกพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. ๒๔๗๔ ที่ผ่านการใช้บังคับมาเป็นเวลาหลายสมัยเนื่องจากเห็นว่าเป็นการสมควร ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม จึงได้มีการตรา “พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๒๑” ขึ้น โดยมีการขยายความคุ้มครองไปอีก หลายงาน คือ งานวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดอันเป็นงานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์หรือแผนกศิลปะ มีการก าหนดความผิดและบทลงโทษที่สูงขึ้น กว่าเดิม และก าหนดอายุความคุ้มครองเป็นตลอดอายุผู้สร้างสรรค์และต่อไปอีก ๕๐ ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย


20 พ.ศ. ๒๕๓๗ ต่อมาได้มีการยกเลิกพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๒๑ โดยการออก “พระราชบัญญัติ ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗” เนื่องจากช่วงเวลาระหว่างการบังคับใช้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้มี การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายทั้งภายในและภายนอกประเทศโดยเฉพาะการพัฒนาและการขยายตัว ทางเศรษฐกิจการค้า และอุตสาหกรรมของประเทศและระหว่างประเทศ จึงมีการปรับปรุงมาตรการ คุ้มครองด้านลิขสิทธิ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และเพื่อส่งเสริมให้มี การสร้างสรรค์งานในด้าน วรรณกรรม ศิลปกรรม และงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซอฟท์แวร์ทั้งนี้ กฎหมายลิขสิทธิ์แตกต่างจากทรัพย์สินทางปัญญาในด้านอุตสาหกรรมสมบัติ คือ โดย หลักการกฎหมายลิขสิทธิ์จะเป็นเรื่องนามธรรมซึ่งเป็นเรื่องของวรรณกรรม ศิลปกรรม นาฏกรรม ฯลฯ ที่ไม่มี ผลจะน าไปใช้ทางด้านอุตสาหกรรม แต่ด้วยเหตุที่มีการพัฒนาภาษาเครื่องของระบบคอมพิวเตอร์ ที่รู้จัก กันโดยทั่วไปว่าเป็น Source Code และ Object Code หรือในค าสามัญรวมเรียกว่าซอฟท์แวร์นั้น ได้มีผล เปลี่ยนแปลงอย่างส าคัญต่อกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ทุกประเทศ น าโดยประเทศสหรัฐอเมริกา แก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายลิขสิทธิ์ให้รองรับคอมพิวเตอร์ซอฟท์แวร์หรือคอมพิวเตอร์โปรแกรม เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ซึ่ง เป็นผลให้กฎหมายลิขสิทธิ์มีผลในด้านการน าไปใช้ทางด้านอุตสาหกรรมหรือทางการค้า (Industrial Application or Commercial Application) เช่นเดียวกับกฎหมายสิทธิบัตร กฎหมายเครื่องหมาย การค้าและกฎหมายความลับทางการค้า ซึ่งอยู่ในสาขาของอุตสาหกรรมสมบัติ


21 พ.ศ. ๒๕๕๘ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) โดยที่ปัจจุบันมีการน าข้อมูลการบริหารสิทธิและมาตรการทางเทคโนโลยีมา ใช้ในการคุ้มครองงานอันมีลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดง สมควรก าหนดให้มีการ คุ้มครองข้อมูลการบริหารสิทธิและมาตรการทางเทคโนโลยี รวมทั้งก าหนดข้อยกเว้น การกระท าละเมิดลิขสิทธิ์ และสิทธิของนักแสดงเพิ่มขึ้น อีกทั้งสมควรก าหนดให้ศาล มีอ านาจสั่งให้ผู้กระท าละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงที่ท าให้งานอันมีลิขสิทธิ์ หรือสิทธิของนักแสดงเข้าถึงโดยสาธารณชนได้อย่างแพร่หลาย ต้องจ่ายค่าเสียหาย เพิ่มขึ้น และสมควรก าหนดให้ศาลมีอ านาจสั่งริบหรือสั่งท าลายสิ่งที่ใช้ในการกระท า ความผิดและสิ่งที่ได้ท าขึ้นหรือน าเข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หรือสิทธิของนักแสดงได้ด้วย


22 พ.ศ. ๒๕๕๘ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๓) เนื่องจากปัจจุบันมีปัญหาการท าซ้ า โดยการบันทึกเสียงหรือภาพหรือทั้งเสียงและภาพจาก ภาพยนตร์ในระหว่างการฉายในโรงภาพยนตร์ทั้งภาพยนตร์ไทยและภาพยนตร์ต่างประเทศโดยไม่ได้ รับอนุญาต แล้วน าไปท าซ้ าในสื่อต่าง ๆ เช่น แผ่นซีดี หรือแผ่นดีวีดี เป็นต้น ออกจ าหน่าย สร้างความ เสียหายทางเศรษฐกิจต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นการขัด ต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์หรือผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ สิทธิและอาศัยข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์ในปัจจุบัน โดยอ้างว่าเป็นการ ท าซ้ าเพื่อประโยชน์ของตนเอง จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗ โดย ก าหนดให้การกระท าละเมิดลิขสิทธิ์ในลักษณะดังกล่าวเป็นความผิดเฉพาะ และมีอัตราโทษ เช่นเดียวกับการกระท าละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า นอกจากนี้สมควรก าหนดข้อยกเว้นการละเมิด ลิขสิทธิ์เพิ่มเติม เพื่อประโยชน์ของคนพิการทางการมองเห็น คนพิการทางการได้ยิน คนพิการทาง สติปัญญา และคนพิการประเภทอื่นที่ก าหนดในพระราชกฤษฎีกาที่จะสามารถเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์ ได้ตามความจ าเป็น


23 พ.ศ. ๒๕๖๑ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๔) โดยที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีแห่งสนธิสัญญามาร์ราเคช เพื่ออ านวยความ สะดวกในการเข้าถึงงานที่มีการโฆษณาแล้ว ส าหรับคนตาบอดคนพิการทางการเห็น หรือคนพิการทางสื่อสิ่งพิมพ์ (Marrakesh Treaty to Facilitate Access to Published Works for Persons Who Are Blind, Visually Impaired, or Otherwise Print Disabled) โดยสนธิสัญญาดังกล่าวก าหนดให้รัฐภาคีบัญญัติ กฎหมายภายในเพื่อรองรับข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ เพื่อให้คนตาบอด คนพิการ ทางการเห็น และคนพิการทางสื่อสิ่งพิมพ์ ได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกับบุคคลอื่นใน การเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์ สมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อ ประโยชน์ของคนพิการตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ เพื่อให้สอดคล้องกับ สนธิสัญญาดังกล่าว


24 พ.ศ. ๒๕๖๕ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๕) โดยที่ประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาว่าด้วยลิขสิทธิ์ขององค์การ ทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO Copyright Treaty) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ คุ้มครองงานอันมีลิขสิทธิ์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และปรับปรุง บทบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองมาตรการทางเทคโนโลยีเพื่อให้เป็นไปตามสนธิสัญญา ดังกล่าว รวมทั้งปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ให้บริการ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ สร้างความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการ และเจ้าของลิขสิทธิ์ในการแก้ไขปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ต และเพื่อให้ การคุ้มครองงานอันมีลิขสิทธิ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภค ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๙ ตอนที่ ๑๓ ก ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕


25 วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2549 รัฐบาลถวายพระราช สมัญญา “พระบิดาแห่งการป ระดิษฐ์ไทย” แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2 กุมภาพันธ์พ.ศ.2536 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ ทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ เลขที่ 3127 ใน การที่ได้ทรงประดิษฐ์คิดค้น เครื่องกลเติมอากาศที่ผิว น้ าหมุนช้าแบบทุ่นลอย หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ กังหัน น้ าชัยพัฒนา นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประดิษฐ์คิดค้น ยื่นค าขอรับสิทธิบัตร และได้รับ การทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรแล้วอีกหลายฉบับ รวม ทั้งสิ้น 11 ฉบับ และสิ่งประดิษฐ์อีก 2 ชิ้นอยู่ใน ระหว่างยื่นค าขอจดสิทธิบัตร โดยเรียงตามเลขที่ บัตรดังนี้


26 1. เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ าหมุดซ้ าแบบทุ่นลอย หรือที่รู้จักว่า “กังหันน้ าชัยพัฒนา” 2. เครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ า 3. การใช้น้ ามันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็น น้ ามันเชื้อเพลิงส าหรับเครื่องยนต์ดีเซล


27 4. การใช้น้ ามันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ ามันหล่อลื่น ส าหรับเครื่องยนต์สองจังหวะ ทดแทนน้ ามันหล่อลื่น ที่ได้จากน้ ามันปิโตรเลียม 5. การดัดแปรสภาพอากาศเพื่อให้เกิดฝน หรือ ที่รู้จักว่า “ฝนหลวง”


28 6.ภาชนะรองรับของเสียที่ขับออกจากร่างกาย 7. อุปกรณ์ควบคุมการผลักดันของเหลว


29 8.กระบวนการปรับปรุงสภาพดินเปรี้ยวเพื่อให้ เหมาะแก่การเพาะปลูก หรือที่รู้จักว่า โครงการ แกล้งดิน 9. เครื่องก าเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์


30 10. โครงสร้างเครื่องก าเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ และชุดส าเร็จเครื่องก าเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ "อุทกพลวัต" 11.ระบบปรับปรุงคุณภาพน้ าด้วยรางพืชร่วมกับ เครื่องกลเติมอากาศ


31 กฎหมายสิทธิบัตร พ.ศ. ๒๕๒๒ กฎหมายสิทธิบัตรเป็นกฎหมายที่อยู่ในด้านของทรัพย์สินทางปัญญาภาคอุตสาหกรรมสมบัติ ซึ่ง มีลักษณะเด่นที่สร้างหรือมอบสิทธิเด็ดขาดให้กับนักประดิษฐ์ที่ได้ค้นพบวิทยาการอันเป็นประโยชน์ ทางวิทยาศาสตร์ขึ้น ประเทศไทยได้มีความพยายามที่จะออกกฎหมายสิทธิบัตรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๕๖ โดยมีการยกร่างกฎหมายเป็นภาษาอังกฤษ และมีการเตรียมน าระบบสิทธิบัตรมาใช้ใน ประเทศไทย แต่ได้รับการคัดค้านจากสมาชิกรัฐสภาฯ เนื่องจากนักวิชาการ นักปกครองไปเข้าใจว่า เฉพาะประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้นที่ให้ความส าคัญเรื่องการป้องกันอุตสาหกรรมสมบัติ และเข้าใจว่า สิทธิบัตรเป็นเรื่องผูกขาดหวงห้ามไม่เหมาะสมกับเศรษฐกิจของประเทศซึ่งเป็นประเทศกสิกรรมท า ให้ “สิทธิบัตร” ในเมืองไทยไม่ได้รับความส าคัญประชาชนไม่ได้ถูกสอนให้ตระหนักถึงความคุ้มครอง และสิทธิของตน ต่อมาความพยายามดังกล่าวได้ประสบผลกลายเป็นพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยก าหนดว่าสิทธิจะมีผลสมบูรณ์ต้องมีการจดทะเบียนสิทธิบัตร หลักการของการให้ความ คุ้มครองสิทธิบัตร เป็นการแลกเปลี่ยนกัน กล่าวคือ ผู้ขอรับสิทธิบัตรจะต้องท าการเปิดเผย รายละเอียดหรือความลับเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการให้ได้รับความคุ้มครอง และการเปิดเผยต้องมีลักษณะ สมบูรณ์ ชัดแจ้ง และเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุดเพื่อที่สังคมจะได้เอาไปใช้ประโยชน์ได้


32 พ.ศ. ๒๕๓๕ เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้ว ประเทศไทยมีกฎหมายสิทธิบัตรช้ากว่าประเทศอื่นๆ มาก เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการประกาศใช้กฎหมายสิทธิบัตรตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อตั้งประเทศ คือในปี ค.ศ. ๑๗๙๐ อังกฤษออกกฎหมายสิทธิบัตรฉบับแรกในปี ค.ศ. ๑๘๕๒ ญี่ปุ่นเริ่มใช้กฎหมายสิทธิบัตรตั้งแต่สมัยเมจิ คือใน ปี ค.ศ. ๑๘๗๑ และสหภาพโซเวียต (ในขณะนั้น) ก็มีกฎหมายสิทธิบัตรตั้งแต่สมัยที่ยังปกครองด้วยระบบสม บูรณาญาสิทธิราช และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง และระบบเศรษฐกิจเป็นแบบสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ของรัสเซียก็ได้ ประกาศใช้กฎหมายสิทธิบัตร เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๑๙ เป็นต้น* จะเห็นได้ว่าแต่ละ ประเทศที่มีกฎหมายสิทธิบัตรล้วนแล้วแต่มีพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ก้าวไกลและเป็นปัจจัยในการสร้าง ประเทศที่ส าคัญยิ่ง เพราะไม่เพียงจะพัฒนาด้านอุตสาหกรรมเพียงด้านเดียวเท่านั้น สิทธิบัตรยังสามารถเป็น ปัจจัยในการพัฒนาด้านเกษตรกรรม พาณิชยกรรม และการศึกษาอีกด้วย พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงถือเป็นกฎหมายพื้นฐานฉบับแรกที่เกิดขึ้นแต่ยังไม่สามารถ พัฒนาความรู้ สร้างกลไกทางสังคม ให้เกิด พัฒนาเทคโนโลยีในระดับชาติได้ เพราะมีปัจจัยหลายประการไม่เอื้ออ านวยต่อการพัฒนากฎหมายและ ความคิดของประชาชนนั่นเอง *ค าแถลงของอธิบดีกรมทะเบียนการค้า นายจเร จุฑารัตนกุล จากการสัมมนาเรื่อง “สิทธิบัตรกับการพัฒนาอุตสาหกรรม” วันเสาร์ที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๒๗ ณ โรงแรมไฮแอทเซ็นทรัลพล่าซ่า


33 ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายสิทธิบัตรโดย การออกพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ทั้งนี้ เพื่อให้ สอดคล้องกับสถานการณ์ภายในและภายนอกประเทศที่ได้มีการ เปลี่ยนแปลงไปมากโดยเฉพาะการพัฒนาและขยายตัวทางเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของประเทศ การตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ จึงเป็นไปเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวและเพื่อส่งเสริมให้มีการ ค้นคว้าวิจัยที่เป็นประโยชน์และเป็นการก้าวหน้าทางเทคนิคใน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรมมากขึ้น การแก้ไขครั้งนี้มี ประเด็นที่ส าคัญดังนี้คือ๑. เพิ่มการคุ้มครองสิทธิบัตรยา๒. เพิ่มการให้ความคุ้มครองค าขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ และการออกแบบผลิตภัณฑ์นอกราชอาณาจักร๓.แก้ไขขอบเขตสิทธิของผู้ทรงสิทธิบัตร๔. ปรับบทลงโทษ๕.แก้ไขเพิ่มเติมการเพิกถอนสิทธิบัตร๖.แก้ไขอ านาจคณะกรรมการ๗.แก้ไขบทบัญญัติที่เกี่ยวเนื่องด้วยค่าตอบแทนผู้ประดิษฐ์ และออกแบบผลิตภัณฑ์


34 พ.ศ. ๒๕๔๒ ต่อมาเนื่องจากการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบอุรุกวัยที่นานาประเทศได้ท าความตกลงว่า ด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าและจัดตั้งองค์การการค้าโลกได้เสร็จสิ้นลงและมี ผลบังคับใช้แล้ว ท าให้ประเทศไทยซึ่งเป็นภาคีสมาชิกองค์การการค้าโลกมีพันธกรณีที่จะต้องออก กฎหมายอนุวัติการให้สอดคล้องกับความตกลงดังกล่าว เพื่อให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และโดยที่การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพจะท า ให้นักประดิษฐ์ได้รับผลตอบแทนความมานะอุตสาหะอย่างเหมาะสม อันจะท าให้นักประดิษฐ์มี ก าลังใจที่จะประดิษฐ์คิดค้นเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อไป จึงได้มีการ ตราพระราชบัญญัติสิทธิบัตร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ ขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงที่ส าคัญของ กฎหมายสิทธิบัตรอันปรากฏในพระราชบัญญัติฉบับนี้คือการให้มีบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครอง อนุสิทธิบัตรขึ้น เนื่องจากการประดิษฐ์บางอย่างเป็นการประดิษฐ์ที่ไม่ซับซ้อนและไม่ใช้เทคโนโลยี ที่สูงมากนัก ถือเป็นกฎหมายสิทธิบัตรฉบับล่าสุดที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นอันปรากฏตาม พระราชบัญญัติแนบท้ายบันทึกย่อฉบับนี้


35 Trade Secret กฎหมายความลับทางการค้า พ.ศ. ๒๕๔๕ ความลับทางการค้า คือ ข้อมูลการค้าซึ่งยังไม่รู้จักกันโดยทั่วไปหรือยังเข้าถึง ไม่ได้ในหมู่บุคคลซึ่งโดยปกติแล้วต้องเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าว โดยเป็นข้อมูลที่น าไปใช้ ประโยชน์ทางการค้าเนื่องจากการเป็นความลับและเป็นข้อมูลที่เจ้าของหรือผู้มีหน้าที่ ควบคุมความลับทางการค้าได้ใช้วิธีการที่เหมาะสมรักษาไว้เป็นความลับ ตามปกติแล้ว ความลับทางการค้าจะได้รับความคุ้มครองอยู่ตราบเท่าที่ยังเป็นความลับอยู่ เพราะฉะนั้น สิทธิของเจ้าของความลับทางการค้าจึงมีอยู่ตลอดไปหากความลับทางการค้านั้นยังไม่ถูก เปิดเผย และจะได้รับการคุ้มครองโดยไม่ต้องมีการจดทะเบียนแต่อย่างใด* ซึ่งสิ่งดังกล่าว อาจจดทะเบียนเป็นสิทธิบัตรได้ แต่ด้วยคุณลักษณะพิเศษบางประการของผลิตภัณฑ์ท า ให้ไม่สามารถท าวิศวกรรมย้อนกลับได้ และเนื่องจากต้องการเก็บรักษาความลับทางการ ค้าไว้เป็นอย่างดี ท าให้เจ้าของความลับทางการค้านั้นไม่ประสงค์จะขอรับความคุ้มครอง ตามกฎหมายสิทธิบัตรที่ก าหนดให้ต้องเปิดเผยเทคนิค วิธี และสูตรต่าง ๆ ให้เป็นข้อมูล การวิจัยเพื่อแลกเปลี่ยนกับระยะเวลาคุ้มครองของสิทธิบัตร (๒๐ ปี) *ค านิยามจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา www.ipthailand.go.th


36 Trade Secret ดังนั้นในการส่งเสริมการประกอบธุรกิจให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็น ธรรม การส่งเสริมสิทธิในความลับทางการค้าจึงเป็นสิ่งจ าเป็น อีกทั้งกฎหมายว่าด้วย ความรับผิดทางละเมิดของประเทศไทยยังไม่ครอบคลุมถึงความรับผิดในการละเมิด ความลับทางการค้า ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ประเทศไทยจึงได้มีการตราพระราชบัญญัติ ความลับทางการค้า พ.ศ. ๒๕๔๕ ขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ดังกล่าว พระราชบัญญัติฯมุ่งให้ความคุ้มครอง เทคนิค วิธี และสูตรในการผลิตสินค้าโดยไม่ จ าเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเหมือนเช่นการขอจดทะเบียนสิทธิบัตร โดย สาระส าคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือการก าหนดหลักเกณฑ์ในการขอรับความ คุมครองความลับทางการค้า อันประกอบไปด้วย ขั้นตอนการยื่นค าขอแจ้งข้อมูล ค า ขอแก้ไขเปลี่ยนแปลง ค าขอเพิกถอน ค าขอตรวจค้น และค าขออื่นๆ และก าหนดให้ การยื่นค าขอทั้งหมดต้องยื่นต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ หรือ ส านักงานพาณิชย์จังหวัด หรือโดยทางไปรษณีย์ตอบรับถึงอธิบดีกรมทรัพย์สินทาง ปัญญา หรือโดยวิธีอื่นที่อธิบดีประกาศก าหนด


37 Trade Secret พ.ศ. ๒๕๕๘ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) โดยที่พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. ๒๕๔๕ มีบทบัญญัติ บางประการที่เป็นอุปสรรคต่อการแต่งตั้งและการปฏิบัติหน้าที่ของ กรรมการความลับทางการค้า อีกทั้งโทษที่ก าหนดไว้ส าหรับผู้มีต าแหน่ง หน้าที่ในการดูแลรักษาความลับทางการค้าและผู้เปิดเผยข้อเท็จจริงซึ่งตน ได้มาหรือล่วงรู้จากการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่สอดคล้องกับ สถานการณ์ปัจจุบัน สมควรปรับปรุงบทบัญญัติดังกล่าวให้เหมาะสมยิ่งขึ้น


38 ภาพจาก https://gnews.apps.go.th/static/article/3/2661_59630d2d2e0c0.jpg


39 ผ้าตีนจกแม่แจ่ม ข้าวสังข์หยุดเมืองพัทลุง ศิลาดลเชียงใหม่ ผ้าไหมยกดอกล าพูน ส้มโอขาวชัยนาท เครื่องปันดินเผาบ้านเชียง ร่มบ่อสร้าง สัปรดภูแลเชียงราย ตัวอย่างสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์


40 กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. ๒๔๙๙ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เป็นทรัพย์สินทางปัญญาชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นจากความเชื่อมโยงระหว่างลักษณะ เฉพาะที่มีอยู่ในแหล่งภูมิศาสตร์ตามธรรมชาติและการน ามาใช้ประโยชน์ในการผลิตสินค้าในท้องถิ่นขึ้นมา ท า ให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณลักษณะพิเศษมาจากพื้นที่ดังกล่าว ในต่างประเทศก็ได้มีการก าหนดหลักการคุ้มครองสิ่ง บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ขึ้นมาอย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภค คุ้มครองผู้ผลิตและ ป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพิ่มมูลค่าของสินค้าให้ผู้ผลิตและเป็นเครื่องมือทางการตลาด ดูแลรักษา มาตรฐานของสินค้า กระจายรายได้สู่ชนบทและส่งเสริมอุตสาหกรรม รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน และรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเทศไทยได้มีการใช้กฎหมายอาญาเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความคุ้มครองแก่สิ่ง บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ อันปรากฏตามความในมาตรา ๒๗๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๔๙๙ ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งก าเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณ แห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ถ้าการกระท านั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษ...” นับได้ว่าเป็น ต้นแบบของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของประเทศเป็นครั้งแรกนับแต่นั้นเป็นต้นมา


41 พ.ศ. ๒๕๔๖ เนื่องจากตระหนักถึงความส าคัญของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ประเทศ ไทยจึงมีนโยบายที่จะให้ความคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพื่อส่งเสริมให้มีการพัฒนาคุณภาพของสินค้าที่ ผลิตในท้องถิ่นให้ดีขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทางด้านการค้าของประเทศต่อไป ทั้งนี้ การ คุ้มครองดังกล่าวจะช่วยป้องกันไม่ให้ประชาชนสับสนหรือหลงผิดในแหล่งภูมิศาสตร์ของสินค้า โดย ก าหนดให้มีการขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ส าหรับสินค้าที่มาจากแหล่งภูมิศาสตร์และห้ามการใช้ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์อันจะท าให้เกิดความสับสนหรือหลงผิดในแหล่งภูมิศาสตร์อันแท้จริงของสินค้าที่ระบุ ในทะเบียน ขณะเดียวกัน นโยบายดังกล่าวเป็นการอนุวัติการตามพันธกรณีที่ประเทศไทยมีตามข้อ ๒๒ ถึง ข้อ ๒๔ แห่งความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าในภาคผนวกท้ายความตกลง มาร์ราเกซจัดตั้งองค์การการค้าโลกด้วย แต่กฎหมายไทยในขณะนั้นยังไม่เพียงพอที่จะรองรับนโยบายการให้ ความคุ้มครองและรองรับพันธกรณีดังกล่าวได้จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๔๖ ขึ้น ถือเป็นกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์โดยเฉพาะฉบับแรกและฉบับ ล่าสุดอันปรากฏตามพระราชบัญญัติแนบท้ายบันทึกย่อฉบับนี้


42 กฎหมายพันธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๑๘ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ฐานะในทางเศรษฐกิจของ ประเทศและของประชาชนจึงขึ้นอยู่กับการเกษตรเป็นส าคัญ แต่ปรากฏว่าการเพาะปลูก ของเกษตรกรให้ผลต่อไร่น้อยกว่าที่ควรจะได้รับมาก และผลผลิตยังมีคุณภาพไม่ได้ มาตรฐาน เมื่อมีการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ สินค้าเกษตรของประเทศไทยจึงตกอยู่ใน ฐานะเสียเปรียบทั้งในด้านคุณภาพและราคา อันเป็นผลเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศ โดยตรง ทั้งนี้ เพราะประเทศไทยยังขาดการส่งเสริมและการควบคุมการใช้พันธุ์พืชที่ดี ทั้ง ยังปล่อยให้มีการประกอบการค้าพันธุ์พืชโดยเสรีไม่มีการควบคุมแต่ประการใด ทั้งๆที่ ขณะนี้มีผู้สั่งพันธุ์พืชจากต่างประเทศเข้ามาจ าหน่ายภายในประเทศและมีการผลิตพันธุ์พืช จ าหน่ายแก่เกษตรกรเพิ่มขึ้นทุกปี และปรากฏว่ามีการจ าหน่ายพันธุ์พืชเสื่อมคุณภาพและ พันธุ์พืชปลอมปนอยู่เสมอ นอกจากนั้นยังมีการโฆษณาเท็จหรือเกินความเป็นจริงเกี่ยวกับ คุณภาพของพันธุ์พืชเป็นการหลอกลวงให้เกษตรกรได้รับความเสียหาย ฉะนั้น เพื่อให้ เกษตรกรได้รับความคุ้มครองอย่างเพียงพอ และผู้ประกอบการค้าพันธุ์พืชสามารถด าเนิน กิจการไปด้วยดี สมควรมีกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืชเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมเกษตรกรรม ของประเทศให้เจริญรุ่งเรือง และมีผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศต่อไป จึงได้มีการตรา พระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๑๘ ขึ้น


43 พ.ศ. ๒๕๓๕ หลังจากนั้นได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยการออกพระราชบัญญัติพันธุ์พืช (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ขึ้น เนื่องจาก กฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืชที่ใช้บังคับอยู่ยังไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในขณะนั้น กล่าวคือ ไม่สามารถควบคุมการขยายพันธุ์พืชโดยวิธีอื่นนอกเหนือจากวิธีธรรมชาติ และในการก าหนดความหมายของพันธุ์พืชยังไม่ตรงตามหลักวิชาการและ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้มีการขึ้นทะเบียนพันธุ์พืช การ รับรองพันธุ์พืช เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการคิดค้นและปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ๆอัน จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ และเนื่องจากประเทศไทยได้เข้า เป็นภาคอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ก าลัง จะสูญพันธุ์ (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๖ ซึ่งอนุสัญญาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองพืชป่ามิให้สูญพันธุ์ไปจากโลกโดยการควบคุมการค้า ระหว่างประเทศ ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์พืช ป่านอกเหนือจากวิธีธรรมชาติให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว จึงจ าเป็นต้อง ตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ขึ้น


44 พ.ศ. ๒๕๕๐ ต่อมาการค้าพันธุ์พืชได้มีการพัฒนาและก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก จึงได้มีการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๑๘ ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยการออก พระราชบัญญัติพันธุ์พืช (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยมีหลักการและเหตุผลเพื่อ ก าหนดให้หน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการค้าต้อง ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืชในส่วนที่เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ควบคุม พืชสงวน และพืชต้องห้าม เพื่อให้การตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ควบคุมและการก ากับ ดูแลพืชสงวนและพืชต้องห้ามเป็นไปอย่างทั่วถึง รวมทั้งก าหนดคุณสมบัติของผู้ขอ ใบอนุญาตรวบรวม ขาย น าเข้า หรือส่งออกซึ่งเม็ดพันธุ์ควบคุมเพื่อการค้าต้องเป็น บุคคลที่บรรลุนิติภาวะ และมีคุณสมบัติตามที่รัฐมนตรีประกาศก าหนดเพื่อความ เหมาะสม และแก้ไขเพิ่มเติมข้อความที่ระบุในฉลากส าหรับภาชนะบรรจุเมล็ดพันธุ์ ควบคุมเพื่อการค้าโดยให้แสดงจ านวนเมล็ดพันธุ์ควบคุมหรือหน่วยวัดอื่นๆของพืช แต่ละชนิดให้เป็นไปตามหลักสากล ถือเป็นกฎหมายพันธุ์พืชที่เป็นฉบับล่าสุด ตามที่ได้มีการแก้ไขปรากฏในพระราชบัญญัติแนบท้ายบันทึกย่อฉบับนี้


45 โดยที่เป็นการสมควรส่งเสริมให้มีการปรับปรุงพันธุ์และพัฒนาพันธุ์พืช เพื่อให้มีพันธุ์พืชใหม่เพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม อันเป็นการส่งเสริมการพัฒนา ทางด้านเกษตรกรรม โดยการส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจด้วยการให้สิทธิ และความคุ้มครองตามกฎหมาย ตลอดจนเพื่อเป็นการอนุรักษ์ และ พัฒนาการใช้ประโยชน์พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป และพันธุ์พืชป่า เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแล บ ารุงรักษา และใช้ ประโยชน์พันธุ์พืชอย่างยั่งยืน กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๔๒


46 กฎหมายกักพืช (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๑ หลักการ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการกักพืช ดังนี้ (๑) แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามค าว่า “น าผ่าน” มาตรา ๕ ฉ, วรรคหนึ่งของมาตรา ๖, วรรคสองของมาตรา ๖ ทวิ , ๘, ๙, ๑๐, ๑๑, ๑๒, ๑๓, ๑๕, วรรคสองของมาตรา ๑๕ ทวิ, ๑๕ ตรี, ๒๑, ๒๒, และอัตราค่าธรรมเนียม (๒) เพิ่มบทนิยามค าว่า “พืชควบคุมเฉพาะ” “การวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืช” “ใบรับรองสุขอนามัยพืช” “ใบรับรองสุขอนามัยพืชส าหรับการส่งต่อ” “ใบรับรองสุขอนามัย”มาตรา ๑๓/๑, ๑๕ เบญจ, ๑๕ ฉ เหตุผล โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการกักพืช เพื่อก าหนดหลักเกณฑ์ในการประกาศให้ พืช ศัตรูพืช และพาหะเป็นสิ่งต้องห้ามและแก้ไขหลักเกณฑ์การน าเข้า หรือน าผ่านซึ่งสิ่งต้องห้าม สิ่งก ากัด และสิ่งไม่ต้องห้ามรวมทั้งเพิ่มเติมการควบคุมดูแลพืชที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรให้เหมาะสม สอดคล้องกับ สภาพการณ์ในปัจจุบันและอนุสัญญาว่าด้วยการอารักขาพืชระหว่างประเทศ ตลอดจนแก้ไขอ านาจของ พนักงานเจ้าหน้าที่ในการป้องกัน และควบคุมโรคและศัตรูพืชให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มเติมค่าธรรมเนียมใบรับรองที่ก าหนดขึ้นใหม่


47 กฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญา การแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๔๒ หลักการ โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผน ไทย เหตุผล โดยที่ปัจจุบันประชาชนชาวไทยมีความสนใจและมีความจ าเป็นต้องใช้การดูแลรักษาสุขภาพ และบ าบัดรักษาโรคด้วยการแพทย์แผนไทย ซึ่งประกอบด้วยการใช้สมุนไพร นวดไทย การดูแลรักษากระดูก แบบดั้งเดิม การบ าบัดทางจิต ตลอดจนวิธีธรรมชาติอื่นๆ เพื่อการพึ่งตนเองในระดับครอบครัว ชุมชน และ ระดับชาติ และกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายในการพัฒนาการแพทย์แผนไทย โดยน าความรู้มาประยุกต์ใช้ใน งานสาธารณสุขมูลฐาน และผสมผสานการให้บริการทางการแพทย์แผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ พร้อมกับส่งเสริมและการวิจัยพัฒนายาจากสมุนไพรเพื่อผลทางเศรษฐกิจ ท าให้ประเทศไทยพึ่งตนเองด้านการ ผลิตยาได้มากขึ้น แต่ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย อาทิ สมุนไพร สูตรยา อันมีประโยชน์ต่อการน ามาพัฒนา และใช้ประโยชน์ยังมิได้รับการคุ้มครอง ส่งเสริม อนุรักษ์และพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ เห็นสมควรมีมาตรการ คุ้มครองและส่งเสริมให้เอกชน ชุมชน และองค์กรเอกชนตระหนักถึงคุณค่าของภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และสมุนไพร และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ พัฒนา และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน


48 แบบผังภูมิของวงจรรวม


49 พ.ศ. ๒๕๔๓ แบบผังภูมิของวงจรรวม หรือโดยทั่วไปในหลายประเทศรู้จักกันในกฎหมายประเทศนั้นว่าเป็นการออกแบบ แผงเซมิคอนกักเตอร์ชิป (Semiconductor Chip Topographies) ซึ่งถือเป็นการออกแบบทางอุตสาหกรรมประเภท หนึ่งอันน าไปสู่การก่อให้เกิดผลทางการผลิตในทางอุตสาหกรรมประเภทต่างๆอันเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีเป็น ส่วนประกอบ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์นั้นสามารถใช้งานได้ ตามวัตถุประสงค์หลักของอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยในปัจจุบันมีการใช้ แบบผังภูมิของวงจรรวมอย่างกว้างขวางในผลิตภัณฑ์อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น คอมพิวเตอร์ นาฬิกา รถยนต์ โทรทัศน์ เป็นต้น เนื่องจากเศรษฐกิจ การค้า อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมีการพัฒนา และก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสาขาผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ อันก่อให้เกิดปัญหาการละเมิดและการ ลอกเลียนแบบผังภูมิวงจรรวมของบุคคลอื่นเพิ่มมากขึ้น จึงมีความต้องการเครื่องมือทางกฎหมายที่จะมารองรับสิทธิใน ทรัพย์สินทางปัญญาที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามระดับการพัฒนาของเศรษฐกิจ การค้า อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม ดังกล่าว อันจะเป็นการส่งเสริมให้มีการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศต่อไป ใน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีพันธกิจตามข้อ ๓๕ ถึงข้อ ๓๘ แห่งความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่ เกี่ยวกับการค้า (TRIPS) แต่กฎหมายไทยในขณะนั้นยังไม่เพียงพอที่จะรองรับนโยบายการให้ความคุ้มครองและรองรับ พันธกรณีดังกล่าวได้ จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองแบบผังภูมิวงจรรวม พ.ศ. ๒๕๔๓ ขึ้น โดยมีสาระส าคัญมุ่ง ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ซึ่งสร้างสรรค์แบบผังภูมิวงจรรวมโดยให้มีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะท าซ้ า น าเข้า ขายหรือจ าหน่าย เพื่อ วัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์ซึ่งแบบผังภูมิวงจรรวม วงจรรวม ตลอดจนผลิตภัณฑ์ที่มีแบบผังภูมิที่ได้รับความคุ้มครอง ประกอบอยู่ด้วย กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแบบผังภูมิของวงจรรวม


50 กฎหมายจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ เนื่องจากคดีทรัพย์สินทางปัญญาและคดีการค้าระหว่างประเทศมีความยุ่งยากซับซ้อนและมี ลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีอาญาและคดีแพ่งทั่วไป กระทรวงยุติธรรมจึงได้เสนอโครงการจัดตั้งศาล ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศขึ้นเพื่อให้เป็นศาลช านัญพิเศษพิจารณาพิพากษาคดี ทรัพย์สินทางปัญญาและคดีการค้าระหว่างประเทศโดยผู้พิพากษาซึ่งมีความรู้และความเข้าใจในเรื่อง เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และมีบุคคลภายนอกซึ่งมีความรู้ความเข้าใจใน เรื่องดังกล่าวเข้าร่วมพิจารณาพิพากษาคดีด้วย อันจะท าให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วมี ประสิทธิภาพและเหมาะสมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการด าเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และการปฏิบัติตามพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับ การค้า (Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights หรือ TRIPS) ด้วย จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธี พิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ ขึ้น และยังมีผลบังคับใช้มา จนถึงปัจจุบันนี้ ปรากฏตามพระราชบัญญัติแนบท้ายบันทึกย่อฉบับนี้


Click to View FlipBook Version