๔๘ ความเจ็บป่วยและความเคราะห์ร้ายหรือที่เรียกกันว่า “หมอมอ” ถ้าความเจ็บป่วยหรือความเคราะห์ ร้ายนี้เป็นเรื่องของดวงชะตาก็มี “หมอสูด” เป็นผู้แต่งแก้ (สะเคาะเคราะห์) ถ้าความเจ็บป่วย เป็นเรื่องการกระทำผิดต่อสิ่งที่เหนือธรรมชาติ ได้แก่ ผิดผีเชื้อ ผีนาก็มี “หมอธรรม” เป็นผู้ให้ การบำบัดปัดเป่า ถ้าทำผิดต่อผีตาจนทำให้เกิดเคราะห์หรือเจ็บป่วยขึ้นก็ต้องไปหา “เฒ่าจ้ำ” เป็นต้น หมอพื้นบ้านในอีสานนั้นมีอยู่หลายประเภทและแต่ละประเภทก็จะมีบทบาทวิธีการในการรักษา โรคภัยไข้เจ็บที่แตกต่างกันออกไปตามแต่วิธีการที่หมอแต่ละคนได้ศึกษามา เราอาจแยกประเภท ของหมอ พื้นบ้านได้เป็น ๘ ประเภทดังนี้ ๑. หมอดู หรือหมอมอ ๒. หมอจ้ำหรือเฒ่าจ้ำ ๓. หมอสูดหรือหมอขวัญ ๔. หมอธรรม ๕. หมอตำแย ๖. หมอยาฮากไม้หรือหมอสมุนไพร ๗. หมอเป่าหรือหมอมนต์ ๘. หมอลำผีฟ้าและนางเทียม ในการแยกประเภทของหมอพื้นบ้านนี้ ได้แยกตามวิธีการรักษาของหมอซึ่งมีวิธีการรักษา ไม่เหมือนกัน ดังนี้ ๑.หมอดูหรือหมอมอ เป็นหมอดูฤกษ์ยามทางโชคชะตาราศีและสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บ ที่อาจเกิดจากการกระทำของสิ่งนอกเหนือธรรมชาติหรือประสบความเดือดร้อน จากความเจ็บป่วย เรื้อรังไม่สบายเกี่ยวกับปัญหาชีวิตอื่น ๑ นอกจากจะเป็นหมอมอแล้วบางคนยังเป็นหมอยาฮากไม้อีก ด้วย หมอมอจะเป็นหมอคนแรกที่ผู้ป่วยจะไปหาในกรณีที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่ามีสาเหตุของ การเจ็บป่วยมาจากอะไร โดยหมอมอจะเอาวัน เดือน ปีเกิดของผู้ป่วยมาคำนวณ แล้วดูเศษที่เหลือ เช่น ถ้าเศษ ๑ หมายถึง ผิดของรักษา เศษ ๒ หมายถึง ผิดผีเอา เศษ ๓ ผิดผีป่า ผีดง เป็นต้น เมื่อวินิจฉัยได้แล้วว่ามีสาเหตุเกิดจากอะไรก็จะกำหนดว่าควรจะรักษาด้วยวิธีการใด เช่น ถ้าผิดผีเชื้อ ก็จะบอกให้ผู้ป่วยไปขอขมาทำพิธี “ควดข้าว” ให้ผีเชื้อหรือถ้าผิดผีป่า ผีตาก็ต้องไปหาหมอจ้ำหรือเฒ่า จ้ำให้ทำพิธีขอขมาที่ศาลปู่ตา เป็นต้น ๒. หมอจ้ำหรือเฒ่าจ้ำ ผู้ที่ทำหน้าที่ติดต่อกับผีปู่ตาและยังเป็นผู้ช่วยแก้ไขไถโทษแก่ลูกบ้าน ในกรณีที่ลูกบ้านได้กระทำผิดล่วงเกินผีปูตาจนเกิดการเจ็บป่วยขึ้นโดยการเอาข้าวปลาอาหาร ดอกไม้ ธูปเทียนไปขอขมาและ “บา” บางท้องถิ่นว่า “บำ” (บนบาน) ที่ศาลปูตาให้ยกโทษให้อภัยแก่
๔๙ ลูกหลานที่กระทำผิดล่วงเกินปูตาไปให้หายเจ็บป่วยแล้วจะได้นำของ มาแก้ “บา” ภายหลังนอกจากนี้ หมอจ้ำยังเป็นเจ้าพิธีในการเลี้ยงผีตาประจำปีอีกด้วย ๓. หมอสูดขวัญหรือหมอสู่ขวัญ ชาวอีสานส่วนใหญ่จะมีความเชื่อในเรื่องของ “ขวัญ” ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ประจำตัวอยู่กับคน สัตว์และสิ่งของทุกอย่าง ทำให้อยู่ดีมีสุขโดยเฉพาะในตัวคน ถ้าหากขวัญมีอันต้องจากร่างกายไป ก็จะทำให้คนผู้นั้นสียกำลังใจและเกิดการเจ็บป่วยขึ้นได้ ดังนั้น เมื่อเกิดมีการเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากขวัญต้องออกจากร่างกายไป เขาก็จะมีการจัดพิธีขวัญหรือเรียก ขวัญให้กลับเข้ามาอยู่กับร่างกายของคนตามเดิม โดยผู้ทำพิธีนี้ก็ได้แก่หมอสูด โดยที่หมอสูดจะท่องบท สู่ขวัญให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวแล้วมีการ “ผูกแขน” ด้วยฝ้าย เพื่อให้ขวัญนั้นอยู่กับเนื้อกับตัวมา เป็นกำลังใจหรือเป็นมงคลกับชีวิตต่อไป ๔. หมอธรรม คือผู้ที่เรียนคาถาอาคมและปฏิบัติตัวอยู่ในศีลธรรม เช่น ไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ ไม่กินสัตว์เลื้อยคลาน ถือศีล ๕ อย่างเคร่งครัด ไม่ด่าทอคนในครอบครัว เป็นบุคคลที่ชาวบ้านให้ความ เคารพนับถือ สามารถขจัดปัดเป่าผีร้ายได้ทุกประเภท เมื่อเกิดการเจ็บป่วยซึ่งมีสาเหตุมาจากการถูกผี ร้าย เช่น ผีปอบ ผีโพง กระทำชาวบ้านมักจะมาให้หมอธรรม ผูกฝ้าย รดน้ำมนต์พร้อม ๆ กับรักษา ด้วยวิธีการอื่นด้วย เช่น อาจจะใช้สมุนไพรมาช่วยในการรักษา เป็นต้น ๕. หมอตำแย คือหมอพื้นบ้านที่ทำหน้าที่ในการทำคลอดให้กับคนในชุมชน เมื่อมีคนใกล้ คลอดชาวบ้านจะมาหาหมอตำแยไปทำคลอด แต่เดิมหมอตำแยจะใช้ไม้ไผ่หรือ หอยกีบกี้ (หอยน้ำจืด ชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็ก) มาตัดสายบือ (สายสะดือ แต่ในปัจจุบันใช้มีดโกนเพราะสะดวกกว่าหมอตำแย ทุกคนจะรู้ขอบเขตการทำคลอดของตนและผู้ที่เป็นหมอตำแยทุกคนจะไม่เรียกค่าบริการเพราะเชื่อกัน ว่าจะทำให้เป็น “ปอบ” ได้ ๖. หมอยาฮากไม้หรือหมอสมุนไพร คือหมอที่มีความรู้เรื่องต้นไม้และความรู้ในการรักษา โรคโดยใช้สมุนไพร โดยเฉพาะพบได้มากในชุมชนภาคอีสานเพราะเป็นที่นิยมกันมากที่สุดหมอยา สมุนไพรจะมีบทบาทมากในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งวิธีการรักษาก็มีอยู่หลายชนิด เช่น ใช้ต้มกิน ต้ม อาบ ฝนกิน ฝนทา สูดดมหรือใช้ประคบบริเวณที่เจ็บปวด หมอยาสมุนไพรส่วนใหญ่จะสามารถ รักษาโรคได้เกือบทุกชนิด ดังนั้นการรักษาด้วยสมุนไพรจึงเป็นที่นิยมของคนทั่วไป อีกทั้งตัว ยาสมุนไพรก็สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น ในการออกเก็บยาของหมอยาเชื่อกันว่าจะต้องเก็บ ในวันอังคาร เวลาเก็บจะต้องหันหน้าไปทางทิศเหนือห้ามมีเงาทับและก่อนที่จะลงมือเก็บยาต้องบอก กล่าวแม่พระธรณีเสียก่อนจะทำให้ตัวยาที่เก็บมานั้นมีประสิทธิภาพในการรักษามากยิ่งขึ้นและ ในการเก็บยานั้นให้เก็บมาพอเพียงแก่การรักษาเป็นคราว ๆ ไป ห้ามเก็บมาสะสมไว้เพราะจะทำให้ ตัวยาเสื่อมและไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา
๕๐ ๗. หมอเป่าหรือหมอมนต์เป็นหมอที่ใช้คาถาอาคมเป็นหลักในการรักษาโรค โดยเป่าไปยัง บริเวณที่เจ็บป่วยด้วยลมปาก น้ำหรือน้ำหมากบางที่ใช้ร่วมกับสมุนไพร เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา หรือสมุนไพรอื่น ๆ อาการเจ็บป่วยที่ชาวบ้านนิยมรักษาโดยหมอเป่า ได้แก่ แมลงสัตว์กัดต่อยไฟไหม้ น้ำร้อนลวก กำเลิด กาง (โรคชนิดหนึ่งมักเกิดที่ปากหรือลิ้นเมื่อเป็นแล้วจะกินอาหารเผ็ดไม่ได้) กระดูกหัก ฝี เป็นต้น ผู้ที่เป็นหมอเป่าหรือหมอมนต์จะพบว่าเป็นผู้ชายทั้งหมด เนื่องจากผู้หญิงไม่นิยม เรียนคาถาอาคมเพราะมีความเชื่อว่าจะเป็น “ผีปอบ” ได้ง่าย ผู้ที่เป็นหมอเป่าหรือหมอมนต์นี้จะต้อง มีข้อปฏิบัติเพื่อให้คาถาอาคมศักดิ์สิทธิ์ เช่น ห้ามลอดใต้บันได้ ห้ามลอดใต้ถุนบ้าน บางคนขณะ อยู่ในช่วงรักษาคนป่วยต้องกินข้าวกับเกลือและผัก ห้ามกินอาหารบ้านคนตายห้ามกินอาหารที่เหลือ จากผู้อื่น หากไม่ปฏิบัติตามอาจเกิดความเจ็บป่วยขึ้นกับตัวหมอเองหรือครอบครัว จนกระทั่งอาจเป็น ผีปอบได้หรือที่เรียกว่า “กินเจ้าของแพ้เจ้าของ” เมื่อรักษาจนหายแล้วจะมีการ “ปลงคาย” คือการที่ผู้ป่วยนำของบูชามาไหว้ “ครูบา” (คือผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้กับผู้เป็นหมอ) เช่น เงิน ๑ สลึง ผ้าผืนแพรวา ขัน ๕ ขัน หรือเงิน ๖ สลึง ผ้าขาวบาง ขัน ๕ เงินค่าปงคายที่สูงที่สุดพบว่าเป็นเงินเพียง ๒๔ บาทเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็น ๑ สลึง ๕๐ สตางค์หรือ ๖ สลึง สำหรับผ้าที่เตรียมมาในปัจจุบันเป็นเพียงการนำมาเป็นพิธีเท่านั้น เมื่อเสร็จพิธีแล้วก็จะคืนให้กับผู้ป่วย ผู้เป็นหมอเป่าไม่อาจเรียกร้องเงินค่าปลงคายได้เพราะถือว่าเป็น การ “ผิดครูบา” จะทำให้เป็นปอบได้นอกจากนั้นในกรณีที่ผู้ป่วยเมื่อรักษาหายแล้วไม่มา “ปลงคาย” จะส่งผลให้หมอเป่าหรือครอบครัว “ผิดครูบา” เจ็บป่วย เดือดร้อนต่าง ๆ นานา ซึ่งหมอเป่าจะต้อง แต่งปลงคายบูชาเองจึงจะหาย ๘. หมอลำผีฟ้า เป็นหมอที่ทำการรักษาอาการเจ็บป่วยของชาวบ้านที่เชื่อว่าอาการเจ็บป่วย นั้นเกิดขึ้นจากการถูก “ผีทำ” โดยผู้เป็นหมอหรือเจ้าพิธีจะกระทำการอัญเชิญ “ผีฟ้า” ให้เข้าอยู่กับ ตัวหมอ (ลักษณะคล้ายการเข้าทรง) จากนั้นก็จะมีคนเป่าแคน หมอหรือเจ้าพิธีก็จะรำแบบหมอลำ ในเนื้อหาที่ลำจะมีเนื้อความในลักษณะของการขับไล่ผีและอัญเชิญผีฟ้าหรือผีแถนให้มาช่วยรักษา ปกป้องคุ้มครองผู้ป่วย ในการทำพิธีการรักษาแบบลำผีฟ้านี้ เจ้าพิธีจะต้องตั้งขันห้าหรือขันแปดก่อน แล้วจากนั้นจึงจะอัญเชิญผีฟ้าหรือผีแถนให้ลงมารักษาอาการเจ็บป่วย (มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรม ไทย. ๒๕๔๒ : ๓๑๓๓ - ๓๑๓๗) ๔.๕ ความเชื่อในสาเหตุของการเจ็บป่วย เมื่อมีการเจ็บไข้ได้ป่วยเกิดขึ้น ชาวบ้านอีสานเชื่อว่าสาเหตุของการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นเกิดจาก สาเหตุต่าง ๆ กันมากมายหลายประการ สามารถแยกได้ดังนี้
๕๑ ๑. ความเจ็บป่วยที่เกิดจากอำนาจเหนือธรรมชาติ ชาวบ้านเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของผี หรือจิตวิญญาณของผู้ที่ล่วงกับไปแล้ว รวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาธรรมชาติ ซึ่งมีความเชื่อว่า ธรรมชาติรอบ ๆ กายมนุษย์จะมีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สิงสถิตและคอยปกปักรักษาอยู่ทั้งสิ้น เช่น บริเวณ ที่นาก็จะมีผีตาแฮก แม่นางธรณี แม่โพสพคอยปกปักรักษาดูแลคุ้มครอง ดังนั้นจึงได้มีพิธีกรรม ประเพณีต่าง ๆ ขึ้นเพื่อแสดงความเคารพนับถือ เช่น พิธีแฮกนา พิธีเลี้ยงผีนา เป็นต้น หรือในบริเวณ ป่าดงก็จะมีผีป่า ผีดง คอยดูแลรักษาต้นไม้ สัตว์ป่าในแหล่งน้ำก็จะมีผีน้ำ ผีอ่างคอยดูแลซึ่งผีเหล่านี้ ชาวบ้านอีสานเชื่อว่ามีจริงและให้ความเคารพนับถือไม่ละเมิดหรือทำผิดกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ มิฉะนั้น ผีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นจะดลบันดาลให้เกิดความไม่สงบสุขเจ็บป่วยต่าง ๆ นานาขึ้นได้ความ เจ็บป่วยที่เกิดจากผีมีสาเหตุใหญ่ ๆ อยู่ ๒ ประการคือ ประการแรกเกิดจาก “ผีทำ” หมายถึง ดวงวิญญาณชั่วร้ายที่เร่ร่อนไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือผีที่ไม่มีเจตนาดีกับคน เข้ามาทำร้ายให้เกิดอาการเจ็บป่วย เช่น กรณีผีปอบเข้า เป็นต้น ประการที่สองเกิดจากการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคมหรือชุมชน ซึ่งเป็นความผิด ต่อความสัมพันธ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า ผิด เช่น ผิดภูมินาหรือตาแฮก ผิดกร ผิดผีเชื้อ ผิดผีตา ซึ่งในการผิดต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ก็จะมีผลทำให้สมาชิกในสังคมหรือชุมชนเกิดมีการเจ็บไข้ได้ป่วย ขึ้นมาได้ สำหรับในเด็กทารกจะมีความเจ็บป่วยชนิดหนึ่งเรียกว่า “กำเริด” ซึ่งจะเกิดขึ้นกับเด็กแรก เกิดจนถึงอายุ ๓ เดือน “กำเริด” นี้เชื่อกันว่าคนทุกคนที่เกิดมาจะมี “แม่เก่า แม่หลัง” ของตัวเอง ซึ่งอาจจะมาหยอกเย้าทำให้เกิดความเจ็บป่วยหรือเอาตัวไป (เด็กเสียชีวิต ชาวบ้านจะมีพิธี “กระด้ง” เพื่อเอาเคล็ดหรือให้หมอเป่ามาผูกข้อมือรักษาด้วยมนต์ ซึ่งกำเริดนี้มีอยู่หลายชนิดขึ้นอยู่กับลักษณะ อาการ ๒. ความเจ็บป่วยที่เกิดจากการดำรงชีวิต ความเจ็บป่วยซึ่งถือว่าเป็นธรรมชาติ เช่น เดินไกล ๆ ทำให้ปวดเมื่อย ตากแดดทำให้ปวดหัว กินของผิดทำให้ท้องเสียหรือเป็นภาวะพัฒนาการของ ร่างกายแต่ละเพศแต่ละวัย เช่น เด็กเปลี่ยนขั้นตอนการเจริญเติบโตมักจะมีอาการท้องเสียเด็ก มักจะเป็นไข้ออกตุ่ม (หัด) คนแก่ก็ต้องมีอาการปวดเมื่อยนอนไม่หลับ เป็นต้น ความเจ็บป่วยเหล่านี้ บุคคลที่ป่วยหรือผู้ใกล้ชิดสามารถวินิจฉัยได้เอง ซึ่งส่วนใหญ่จะรับรู้กันว่าไม่รุนแรงและรักษากันเองได้ ๓. ความเจ็บป่วยที่เกิดจากความไม่สมดุลของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เชื่อว่าในร่างกาย ประกอบด้วยธาตุสี่ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ สุขภาพร่างกายของคนเราจะคืนได้นั้น ต้องให้ความสัมพันธ์ต่อธาตุต่าง ๑ อย่างสมดุล ถ้าเกิดความบกพร่องของธาตุใดธาตุหนึ่งก็จะทำให้ ร่างกายเสียดุลยภาพก่อให้เกิดการเจ็บป่วย นอกจากนั้นในร่างกายของคนเรายังมี “ขวัญ” เป็นจุด ศูนย์รวมของร่างกายควบคุมการทำงานของธาตุ ถ้าเกิดมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาทำให้ขวัญกระเจิดกระเจิง
๕๒ หรือขวัญหายจากร่างกายไปก็จะทำให้การทำงานของธาตุผิดปกติและขาดความสมดุลขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดความเจ็บป่วยขึ้นได้ ความเชื่อดังกล่าวสะท้อนให้ถึงเห็นการให้ความหมายของอาการความเจ็บป่วยของชาวบ้าน เช่น ธาตุไฟขึ้น ธาตุไฟอ่อน ลมขึ้น เลือดขึ้น เลือดเสีย เป็นต้น ในกระบวนการรักษาเพื่อปรับให้เกิด ความสมดุลกันนั้น ส่วนใหญ่มักจะใช้สมุนไพร เช่น ถ้า ธาตุไฟขึ้น ก็ใช้สมุนไพร ประเภท ยาเย็น ให้การรักษาถ้า ธาตุไฟอ่อน ก็ใช้สมุนไพรประเภทยาร้อน สำหรับขวัญนั้นชาวบ้านอีสานจะมีพิธีสู่ขวัญ โดยหมอสูดหรือการใช้ฝ้ายขาวมาผูกแขนเพื่อเป็นการเรียกขวัญให้เข้ามาอยู่กับร่างกายตามปกติ ๔. ความเจ็บป่วยที่เกิดจากโชคเคราะห์หรือกรรม เป็นความเชื่อที่มีผลสะท้อนจากวัฒนธรรม ความเชื่อของระบบสังคมใหญ่ เนื่องจากสังคมอีสานได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธเชื่อในเรื่องบุญกรรม ชาตินี้และชาติก่อน พร้อมทั้งกับมีอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ที่เชื่อในเรื่องดวง โชคชะตาราศีเคราะห์ ดังนั้นความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งอธิบายได้ว่าเป็นเรื่องของ เคราะห์ร้าย กรรมหมดบุญ การบำบัดรักษาจะได้ผลมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ “กรรม” ของแต่ละคน โดยทั่วไปมักจะนิยมพูด ในกรณีที่ความเจ็บป่วยอยู่ในขั้นรุนแรง คือพิการหรือเสียชีวิต (มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย. ๒๕๔๒ : ๓๑๓๓ - ๓๑๓๕) ๔.๖ ด้านพิธีกรรม ๑. น้ำมนต์/ท่องมนต์/คาถา เป็นพิธีกรรมในการดูแลรักษาสุขภาพโดยการบริกรรมคาถา ควบคู่กับการรักษาผู้ป่วยของหมอพื้นบ้าน เช่น การรักษาผู้ป่วยกระดูกหัก การสักยา การฝนยา สมุนไพร เป็นต้น โดยมีองค์ประกอบ คือ ๑.๑ น้ำมนต์ เป็นกระบวนการในเตรียมเครื่องยาหรือการรักษาน้ำที่เข้าพิธีกรรม เพื่อใช้พรมอาบหรือกินในการรักษาโรคทั้งทางกายและทางจิต ๑.๒ ท่องมนต์ เป็นการบริกรรมคาถาในระหว่างการเตรียมเครื่องยา (ในอดีต ไม่มี เครื่อง ชั่งอย่างละเอียด ความยาวของการท่องมนต์จะทำหน้าที่ในการกำหนดขนาดของตัวยา) ๑.๓ คาถา เป็นบทหรือข้อความที่นำมาใช้ประกอบการเตรียมยาหรือการรักษา อาจเป็นภาษาไทยหรือภาษาท้องถิ่น ซึ่งหมอแต่ละท่านได้รับการถ่ายทอดมาจากครูหรือบรรพบุรุษ ๑.๔ สู่ขวัญ/เรียกขวัญ/ฮ้องขวัญ เป็นพิธีกรรมในการดูแลรักษาสุขภาพโดยการเรียก ขวัญ ให้กลับคืนมาสู่ร่างเดิม เป็นการผสานระหว่างความเชื่อเรื่องขวัญกับศาสนาพุทธศาสนา พราหมณ์และความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติ จะทำในโอกาสที่ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีเหตุ ต้องจากบ้านไปไกล มีความเจ็บป่วยและเกิดอุบัติเหตุหรือในกรณีที่มีบุคคลสำคัญมาเยี่ยมเยือน บ้านเมือง มักทำร่วมกับพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ (ส่งเคราะห์) และพิธีสืบชะตา โดยปฏิบัติต่อเนื่องกัน เริ่มจากการสะเดาะเคราะห์ (ส่งเคราะห์) การสืบชะตาและการเรียกขวัญ
๕๓ ๑.๕ บวงสรวงผี/ไหว้ผี เป็นพิธีกรรมในการบูชาบอกกล่าวขออนุญาต ขอพร ขอบารมีคุ้มเกล้าให้อยู่รอดปลอดภัย จากเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ ด้วยเครื่องสังเวยและ ดอกไม้ธูป เทียน เป็นต้น ๑.๖ กล่อมขวัญ ความหมายเช่นเดียวกันกับ ๑.๔ เป็นพิธีกรรมในการดูแลรักษา สุขภาพ โดยการเรียกขวัญให้กลับคืนมาสู่ร่างเดิม เป็นการผสานระหว่างความเชื่อเรื่องขวัญกับศาสนา พุทธ ศาสนาพราหมณ์และความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติ จะทำในโอกาสที่ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีเหตุต้องจากบ้านไปไกล มีความเจ็บป่วยและเกิดอุบัติเหตุหรือในกรณีที่มีบุคคลสำคัญมาเยี่ยม เยือน บ้านเมือง มักทำร่วมกับพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ (ส่งเคราะห์) และพิธีสืบชะตา โดยปฏิบัติ ต่อเนื่องกัน เริ่มจากการสะเดาะเคราะห์ (ส่งเคราะห์) การสืบชะตาและการเรียกขวัญ ๑.๗ สูดขวัญ ความหมายเช่นเดียวกันกับ ๑.๔ เป็นพิธีกรรมในการดูแลรักษาสุขภาพ โดย การเรียกขวัญให้กลับคืนมาสู่ร่างเดิม เป็นการผสานระหว่างความเชื่อเรื่องขวัญกับศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์และความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติจะทำในโอกาสที่ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงหรือ มีเหตุต้องจากบ้านไปไกล มีความเจ็บป่วยและเกิดอุบัติเหตุหรือในกรณีที่มีบุคคลสำคัญมาเยี่ยมเยือน บ้านเมือง มักทำร่วมกับพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ (ส่งเคราะห์) และพิธีสืบชะตาโดยปฏิบัติต่อเนื่องกัน เริ่มจากการสะเดาะเคราะห์ (ส่งเคราะห์) การสืบชะตาและการเรียกขวัญ ๑.๘ สะเดาะเคราะห์ เป็นพิธีกรรมในการดูแลรักษาสุขภาพที่ทำให้กับบุคคล ที่เคราะห์ร้าย เช่น ได้รับ อุบัติเหตุต่าง ๆ ซึ่งเชื่อว่าถ้าสะเดาะเอาเคราะห์ออกจากตัวแล้วก็จะทำให้พบ แต่ความสุขสบายอาการเจ็บป่วยก็ดีขึ้น โดยมีขั้นตอน คือ ๑. สะเดาะ ๒. ส่งเคราะห์ ๓. ลอยเคราะห์ ๑.๙ สืบชะตา เป็นพิธีกรรมในการดูแลรักษาสุขภาพที่ใช้บำบัดทางด้านจิตใจเชื่อกัน ว่า เป็นการต่ออายุหรือต่อชีวิตให้มีอายุยืนยาว เสริมความเป็นสิริมงคลอยู่อย่างสุขสบายปราศจาก โรคภัยไข้เจ็บและทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต เช่น การต่ออายุคน หมู่บ้าน เมือง เป็นต้น ๑.๑๐ ต่อชะตา ความหมายเช่นเดียวกันกับ ๓.๑๕ เป็นพิธีกรรมในการดูแลรักษา สุขภาพ ที่ใช้บำบัดทางด้านจิตใจ เชื่อกันว่าเป็นการต่ออายุหรือต่อชีวิตให้มีอายุยืนยาว เสริมความเป็น สิริมงคล อยู่อย่างสุขสบายปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต เช่น การต่ออายุคน หมู่บ้าน เมือง เป็นต้น ๑.๑๑ เฮียกไข่/เลียกไข่/เลี๊ยะไข่ เป็นพิธีกรรมในการวินิจฉัยโรคโดยใช้ไข่คลึงและ ลากไปทั่วตัวของผู้ป่วยพร้อมกับท่องคาถากำกับเมื่อครบทุกจุดทั่วร่างกายแล้วนำไข่มาตอกดูว่า มีลักษณะผิดปกติอย่างไร หมอจะวินิจฉัยสาเหตุการเจ็บป่วยจากลักษณะของไข่
๕๔ ๑.๑๒ ดูเมื่อดูยาม เป็นพิธีกรรมการทำนายดวงชะตาหรือทำนายทายทักปัญหา ความเจ็บป่วยและหาฤกษ์ยามในการทำพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติในวิถีชีวิต หรือประกอบพิธีกรรมอื่น ๆ ให้อยู่เย็นเป็นสุข พ้นจากภยันตรายจากโรคภัยไข้เจ็บ (ดูเมื่อและทำนาย ฤกษ์ยาม) แหล่งสืบทอดความรู้มาจากพื้นที่ภาคเหนือ ๕. คะลำ ขะลำ : จารีตประเพณีชาวอีสาน ๕.๑ ความหมายของคำว่า คะลำ คำว่า คะลำ หรือ กะลำ หรือบางท้องถิ่นเรียก ขะลำ ซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรมภาษา ถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๓๗ หน้า ๑๖ ว่าไว้ดังนี้ กะลำ ๑ เป็นคำนาม แปลว่า สิ่งต้องห้าม กะลำ ๒ เป็นคำกิริยา แปลว่า เว้น (อย่างว่า อันไหนเห็นว่าบ่ดีก็ กะลำ ซะ) กะลำซำซอย เป็นคำวิเศษณ์ แปลว่า นอกรีตนอกรอย ทำตามใจชอบ, ตามอำเภอใจมะลำซำ แซะ, มะลำมะลอย (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. ๒๕๓๗ : ๑๖) พจนานุกรมภาษาลาว ทองคำ อ่อนมะนีสอน ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ กะลำ น.สิ่งใดที่เอ็ดลง ไปแล้วบ่ดีบ่งาม เกิดโทษเกิดภัย เกิดเสนียดจัญไรแก่ตนและผู้อื่นโบราณเอิ้น กะลำ คะลำ ขะลำก็ว่า อย่างว่า หัวโล้นอยากลำ หัวดำอยากเทศน์ คะลำ (พาสิด) (ทองคำ อ่อนมะนีสอน. ๒๕๓๕ : ๒๔) พจนานุกรมภาษาอีสานไว้ว่า คะลำ แปลว่า ผิด บาป กรรม สิ่งใดที่ทำลงไปผิดจารีตประเพณี ผิดกฎหมาย ผิดระเบียบ ผิดศีลธรรมในทางพระศาสนา จะมีโทษมากโทษน้อย หรือไม่มีโทษแต่สังคม รังเกียจ สิ่งนั้นเรียก คะลำ อย่างว่า ของมันผิดอย่าได้กระทำ ของคะลำอย่าได้ไปต้องของพี่น้องอย่าได้ ไปซูน (บ.) คะลำ แปลว่า ผิดประเพณี, ผิดครรลองคลองธรรม คะลำ นี้ในสมัยโบราณถ้าใครไม่ปฏิบัติอาจมีโทษมาก หรือน้อย หรือไม่มีโทษ แต่ไม่เป็นที่ ยอมรับของสังคม แต่ในปัจจุบันเมื่อบ้านเมืองมีการพัฒนาทางด้านการศึกษา เทคโนโลยีต่าง ๆ มากขึ้น การคะลำของชาวอิสานจึงค่อย ๆ หายไปกับกาลเวลา เพราะการคะลำบางอย่างก็เป็นสิ่ง ที่ล้าสมัย เช่น คนอยู่กรรม (อยู่ไฟหลังคลอดลูก จะไม่ให้กิน เนื้อวัว เนื้อควาย ผัก ผลไม้บางอย่าง จะผิดกรรม ให้กินข้าวกับเกลือ ปลาขาวนาปิ้งเท่านั้น ซึ่งแพทย์แผนปัจจุบันนั้นได้ทดลองและวิจัยแล้ว พบว่า ถ้าร่างกายหลังหลังคลอดไม่กินของเหล่านี้ ก็จะขาดวิตามินบำรุงร่างกาย และไม่มีน้ำนมให้ลูก กินด้วย การคะลำจึงควรเลือกปฏิบัติเป็นอย่าง ๆ ตามกาลเวลา
๕๕ สรุปความได้ว่า คะลำ เป็นสิ่งที่ต้องห้ามเมื่อทำลงไปแล้วไม่ดีไม่งาม เป็นลักษณะความผิด บาป ผิดจารีต ไม่เหมาะ ไม่ควร เกิดโทษภัย เกิดเสนียดจัญไรแก่ตนและผู้อื่น ซึ่งอาจมีโทษมากหรือ น้อยหรือไม่มีโทษ แต่จะไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม คะลำจึงเป็นหลักคำสอนที่ปฏิบัติกันมาจน กลายเป็นขนมธรรมเนียมที่มีลักษณะเป็นข้อห้าม ๕.๒ ประเภทของคะลำ การแบ่งประเภทของข้อคะลำสามารถแบ่งได้ตามสิ่งที่เกี่ยวข้องหรือปฏิสัมพันธ์กัน กับเวลาข้อที่สัมพันธ์กับบุคคลและข้อเกี่ยวข้องกับสถานที่ จึงแบ่งได้เป็น ๓ ประเภทดังนี้ ๑. ข้อคะลำที่สัมพันธ์กับบุคคล สตรีมีครรภ์ข้อคะลำที่สตรีมีครรภ์ไม่ควรประพฤติปฏิบัติในระหว่างช่วงดังกล่าวนั้น มีมากมาย ทั้งนี้เพื่อต้องการให้ทั้งแม่และเด็ก สามารถที่จะประสบกับสวัสดิภาพของชีวิตให้มากที่สุด ซึ่งในจำนวนข้อคะลำทั้งหมดนั้น ส่วนใหญ่มักจะเน้นหนักไปทางด้านอาหารการกิน (ของแสลง) แบบแผนที่ผู้เป็นว่าที่คุณแม่ควรนำมาประพฤติ ซึ่งหากละเลยแล้วต้อง คะลำ ถือว่าไม่ดีไม่งาม ไม่เหมาะสม หนักเข้าจะเป็นบาปกรรม เสื่อมเสียและอาจถึงแก่ชีวิต เป็นต้น ซึ่งหลายข้อคะลำบาง ข้อหากมองด้วยความรู้มาตรฐาน โดยเฉพาะหลักสุขลักษณะตามหลักโภชนาการแม่และเด็กแล้วดู จะเป็นการขัดกันอยู่หลายข้อ แต่เมื่อพิจารณาตามสภาพแวดล้อม และเวลาในช่วงเวลานั้นของสังคม อีสาน ด้วยเงื่อนไข ขีดจำกัดทั้งการแพทย์ วิทยาการรักษาแล้ว ความจำเป็นในสวัสดิภาพของชีวิตและ เผ่าพันธุ์ จึงจำเป็นต้องบัญญัติข้อคะลำตามที่บรรพบุรุษแนะนำไว้ จากประสบการณ์ที่เคยประสบ อย่างเคร่งครัด เนื่องจากความเคารพนับถือแก่บุคคลที่กำเนิดเกิดก่อนผู้เฒ่าผู้แก่ในสังคมดั้งเดิม ซึ่งข้อคะลำที่นำมาเป็นตัวอย่างประกอบในการพิจารณา มีดังนี้ ข้อคะลำในการปฏิบัติ เช่น ๑. ห้ามอาบน้ำเวลากลางคืน เพราะน้ำคาวปลาจะมาก (ภูมิปัญญาแฝง : เพราะอาจจะหกล้มได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายต่อแม่และเด็กได้เนื่องจาก ในอดีตต้องใช้ไต้ หรือกะบองในการให้แสงสว่างซึ่งอาจจะไม่เพียงพอ) ๒. ห้ามข้ามเชือกที่กำลังล่ามวัวควาย ลูกออกมาจะเป็นคนตะกละตะกลาม (ภูมิปัญญาแฝง : เพราะอาจจะสะดุดเชือกหกล้มได้ หากวัวควายลุกเดินหรือวิ่งชน) ๓. ห้ามนั่งขวางประตูบ้าน จะทำให้คลอดลูกยาก (ภูมิปัญญาแฝง : กีดขวางทางเข้าออกของผู้สัญจรไปมา) ๔. ห้ามนั่งขวางบันไดบ้าน จะทำให้คลอดลูกยาก (ภูมิปัญญาแฝง : กีดขวางทางเข้าออกของผู้สัญจรไปมา)
๕๖ ๕. คะลำเย็บที่นอน จะทำให้คลอดลูกยาก (ภูมิปัญญาแฝง อาจจะเป็นเหน็บเนื่องจากนั่งนอนหรือเพ่งมากเกินไป) ๖. คะลำไปงานศพ เดี๋ยวผีคนตายจะมาเกิดด้วย (ภูมิปัญญาแฝง : ไม่ต้องการให้แม่เด็กต้องพบเจอภาพที่ไม่สวยงาม) ๗. คะลำไปเบิ่งคนคลอดลูก เดี๋ยวเด็กในท้องจะชักชวนกันไปในทางไม่ดี (ภูมิปัญญาแฝง : ไม่ต้องการให้แม่เด็กต้องพบเจอภาพที่ไม่สวยงาม) ๘. คะลำปีดหน้าต่างประตู (ภูมิปัญญาแฝง : ต้องการให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก) ๙. คะลำตอกตะปู (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะกระเทือนต่อลูกในท้อง และรบกวนคนอื่น) ๑๐. ห้ามตำหนิผู้อื่น ลูกออกมาจะบ่ดีเป็นเหมือนที่ตำหนิ (ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลทางด้านอารมณ์และจิตใจ) ๑๑. ห้ามทำท่าทางเลียนแบบคนพิกลพิการไม่สมประกอบ ลูกออกจะเหมือนอย่างที่ทำ (ภูมิปัญญาแฝง : ไม่เหมาะสม ไม่ดีไม่งาม แสดงถึงความไม่มีมารยาท) ๑๒. คะลำนั่งยอง ๆ (ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลกระทบกระเทือนถึงลูกในท้องได้) ๑๓. คะลำนั่งชันเข่า (ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลกระทบกระเทือนถึงลูกในท้องได้) ๑๔. คะลำนั่งคุกเข่า (ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลกระทบกระเทือนถึงลูกในท้องได้) ๑๕. คะลำพลิกด้านใบตอง ๑๖. คะลำเผาหอย เผาปู ๑๗. ห้ามเดินเร็ว ให้เดินช้า (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะหกล้มได้รับอันตรายได้) ๑๘. คะลำขึ้นที่สูง (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะตกลงมาได้รับอันตรายได้) ๑๙. คะลำนั่งบนที่สูง (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะตกลงมาได้รับอันตรายได้) ๒๐. คะลำนั่งลงแรง ๆ
๕๗ (ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อลูกในครรภ์ได้) ๒๑. คะลำนอนหงาย นอนคว่ำ (ภูมิปัญญาแฝง : อาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อลูกในครรภ์ได้ หรือหากนอนหงาย อาจล่อแหลมที่จะเกิดอุบติเหตุ เช่น สิ่งของหล่นใส่ คนเดินไปมาหกล้มใส่เป็นต้น) ๒๒. ห้ามอาบน้ำร้อน ๒๓. ห้ามอาบน้ำสกปรก ๒๔. ห้ามเอาครกกับสากแช่อยู่ด้วยกัน จะทำให้คลอดลูกลำบาก (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังมารยาทที่งดงามแก่ผู้ที่จะเป็นแม่) ๒๕. ห้ามชะโงกดูน้ำในบ่อ (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะวิงเวียนและตกลงไปได้) ๒๖. ห้ามเดินข้ามขัว (สะพาน) (ภูมิปัญญาแฝง : ในอดีตสะพานทั่วไปจะมีลักษณะเป็นท่อนไม้ขนาดเล็กพอที่คนเดียวจะเดิน ข้ามได้ ดังนั้นอาจจะเป็นอันตรายได้) ข้อคะลำเรื่องอาหาร เช่น ๑. คะลำกินกล้วยแฝด จะได้ลูกแฝด ๒. คะลำกินเนื้อควายเผือก ๓. คะลำกินอาหารที่ติดอยู่กับไม้ย่าง (ภูมิปัญญาแฝง : ดูแล้วไม่งาม ไม่เหมาะสม) ๔. คะลำกินผักข่า (ผักชะอม) ๕. คะลำกินปลาเพี้ย ๖. คะลำกินปลาชะโด ๗. คะลำกินไข่ ๘. คะลำกินเผือกมัน ๙. คะลำกินเห็ด ๑๐. คะลำกินอาหารรสจัด ๑๑. คะลำกินเนื้อเต่าเพ็ก (เต่าตัวเล็ก) ๑๒. คะลำกินเนื้อตะพาบน้ำ (ไม่ทราบเหตุผล) ๑๓. คะลำกินแมลง แตน ต่อ (ไม่ทราบเหตุผล) ๑๔. คะลำกินปลาร้า
๕๘ ๑๕. คะลำกินของดองมึนเมา ๑๖. คะลำกินเนื้อกระต่าย ๑๗. คะลำกินข้าวจี่ ๑๘. คะลำกินเมล็ดมะขามคั่ว สตรีแม่ลูกอ่อน แม่ลูกอ่อนหรือผู้หญิงที่เพิ่งคลอดลูกใหม่ ยังอยู่ในภาวะที่อาจเป็นอันตราย ต่อทั้งชีวิตของผู้เป็นแม่ และทารกที่เพิ่งคลอดได้ ดังนั้น ในช่วงเวลานี้จึงยังมีข้อประพฤติ ปฏิบัติหรือ ข้อห้าม ข้อคะลำที่ผู้เป็นแม่ลูกอ่อนต้องคะลำอยู่หลายอย่าง ข้อคะลำในการปฏิบัติเช่น ๑. ห้ามเดินไปไหนไกล ๆ คะลำ ๒. ห้ามเดินเร็ว ให้เดินช้า ๆ (ภูมิปัญญาแฝง : หากประสบอุบัติเหตุอาจจะเป็นอันตราย เช่น ตกเลือดหรือ กระทบกระเทือนบาดแผลที่ยังไม่หายสนิท) ๓. ห้ามนั่งยอง ๆ หรือนั่งพับเพียบ (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะเป็นอันตรายหรือกระทบกระเทือนต่อบาดแผลได้) ๔. ห้ามไกวเปล อู่ที่ว่างของเด็กหารก จะทำให้ผีมาเด็กไป (ภูมิปัญญาแฝง : ผู้เชื่อโชคลางเห็นว่าเป็นลางไม่ดี เท่ากับแช่งให้เด็กตาย) ๕. ห้ามให้ใครข้ามเปล อู่เด็กทารก จะทำให้เด็กร้องไห้งอแง ไม่ยอมหลับนอน (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะหกล้มหรือมีสิ่งของหล่นใส่เด็กเป็นอันตรายได้) ๖. ห้ามกล่อมลูกเวลากลางคืน (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะก่อความรำคาญ รบกวนผู้คนที่ยังหลับนอนอยู่) ๗. ห้ามหลับนอนกับสามี ๘. ห้ามนอนใกล้กับสามี ๙. ห้ามนอนหัวสูง ๑๐. ห้ามนอนหงาย ๑๑. ห้ามนอนนอกมุ้ง ๑๒. ห้ามนอนกลางวัน ๑๓. ขณะอยู่ไฟ (อยู่กรรม) ห้ามออกห่างหม้อไฟเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ๑๔. ห้ามทำงานบ้าน (คะลำเวียก) (ภูมิปัญญาแฝง : ยังไม่แข็งแรง อาจกระทบกระเทือนต่อสุขภาพและบาดแผลได้) ๑๕. ห้ามนำเด็กทารกออกจากชายคาบ้าน คะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : เด็กยังไม่แข็งแรง กะโหลกศีรษะยังไม่หุ้มดี อาจจะไม่สบายได้ง่าย)
๕๙ ๑๖. ห้ามเอารกเด็กไปฝัง เพราะจะทำให้เด็กปัญญาทึบ (ภูมิปัญญาแฝง : เกรงว่าหากฝังไม่มิดชิด สัตว์ป่าหรือสุนัข สัตว์เลี้ยงอาจมาคุ้ยเขี่ยได้) ๑๗. ให้ซักผ้าอ้อมก่อนเพล (ประมาณเที่ยง) และให้ถือขมิ้นและมีดน้อย ๆ ไปด้วย มิ เช่นนั้น จะทำให้ผีร้ายตามมาเอาตัวเด็กไปได้ (ภูมิปัญญาแฝง : หากมัวชักช้าโอ้เอ้ อาจจะทำให้เสียการงานอย่างอื่นไปด้วย บังคับ ทางอ้อม) ข้อคะลำเรื่องอาหาร ทั้งนี้เชื่อว่าหากรับประทานเข้าไปแล้วจะก่ออันตรายต่อแม่ลูกอ่อน เป็นของแสลง ผิดสำแดง ซึ่งหากพิจารณาตามหลักโภชนาการแล้ว เข้าใจว่าสิ่งของที่คะลำนั้นยาก ต่อการย่อยเผาผลาญ และอาจมีผลต่อร่างกายที่ยังอ่อนแอของแม่และอาจมีผลต่อลูกได้ ตัวอย่างคะลำ เช่น ๑. ห้ามกินเนื้อควายเผือก ๒. ห้ามกินไข่มดแดง ๓. ห้ามกินของหมักดอง ๔. ห้ามกินผักชะอม ๕. ห้ามกินฟัก ๖. ห้ามกินดอกขี้เหล็ก ๗. ห้ามกินใบสะระแหน่ ๘. ห้ามกินกล้วยหอม ๙. ห้ามกินข้าวก่ำ (ข้าวเหนียวดำ) ๑๐.ห้ามกินเนื้อหมู ๑๑.ห้ามกินเนื้อกระต่าย ๑๒.ห้ามกินเป็ดเทศ ๑๓.ห้ามกินห่าน ๑๔.ห้ามกินแมงดานา ๑๕.ห้ามกินปลาร้า ๑๖.ห้ามกินปลาชะโด ๑๗. ห้ามกินปลาอีจน ๑๘. ห้ามกินปลาสลิด ๑๙. ห้ามกินเห็ดขาว เห็ดกะด้าง ๒๐. ห้ามกินตะพาบน้ำ ๒๑. ห้ามกินหน่อไม้
๖๐ ๒๒. ห้ามกินปลาหมึก ๒๓. ห้ามกินมะละกอสีม่วง ๒๔. ห้ามกินน้ำเย็น ๒๕. ห้ามกินไก่งวง ๒๖. ห้ามกินใบโหระพา ๒๗. ห้ามกินสะเตา ๒๘. ห้ามกินปลาเพลี้ย ๒๙. ห้ามกินปลานกเขา ๓๐. ห้ามคืนปลาอีวน ๓๑. ห้ามกินเต่าเพ็ก คนเจ็บป่วย ข้อคะลำสำหรับคนเจ็บป่วยนั้น โดยภาพรวมเป็นข้อที่ห้ามปฏิบัติของผู้ป่วย ในแต่ละโรค ซึ่งจะบอกกล่าวโดยรวมทั่วไปว่าสิ่งใดควรเว้น ควรไม่กระทำ หลีกเสี่ยงแล้ว จะเป็น ประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้ป่วย ทั้งนี้ ขอให้พิจารณาภายใต้เงื่อนไขของสังคมอีสานในอดีต ท่ามกลาง สิ่งแวดล้อมที่ต้องช่วยเหลือดูแลตัวเอง ทั้งนี้ ความก้าวหน้าทางการแพทย์ สาธารณสุข ที่ยังไม่สามารถ ย่างกรายเข้ามาในสังคมดังกล่าว และได้สืบทอดปฏิบัติสืบต่อกันมานับหลายร้อยปี จากการสังเกต ลองถูกลองผิด สั่งสมเป็นข้อคะลำที่ควรระลึกไว้ ซึ่งจะขอยกตัวอย่าง มาดังนี้ ๑. ห้ามกินผลไม้ทุกชนิด เช่น กล้วยน้ำว้า ฝรั่ง มะม่วง ทุเรียน ลำไย อ้อย มะละกอ ๒. ห้ามกินถั่วฝักยาว ๓. ห้ามกินของรสเปรี้ยว ๔. ห้ามกินข้าวต้มห่อ ๕. คนเป็นวัณโรคห้ามกินของหมักดอง เช่น ปลาส้ม ส้มวัว หน่อไม้ดอง ๖. คนที่มีอาการไออย่ากินมะเขือ กุ้ง ปลาซิว ส้มตำ มะเกลือ อาหารรสจัด หัวกลอย หัวมัน เพราะมันจะทำให้คันคอ ไอไม่หยุด ๗. คนถูกหมาว้อ (หมาบ้า) กัดไม่ให้กินลาบเทา (สาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่ง สีเขียว) เพราะจะเป็นบ้า ๘. อย่าให้ผู้หญิงเป็นประจำเดือนเก็บ ชะพลู สะระแหน่ ถ้าเก็บผักจะตาย ๙. อย่าให้คนป่วยนอนบนฟูก จะทำให้หายป่วยช้า ๑๐. คนเป็นฝี หนอง หิด กลากเกลื้อน ห้ามกินไก่และของหมักดอง ๑๑. คนเป็นคางทูม ห้ามกินไข่ ๑๒. คนเป็นโรคประสาท ห้ามกินน้ำมันหมู
๖๑ เด็กเล็ก เด็กถือว่าเป็นวัยที่จะต้องเติบใหญ่ เป็นผู้สืบทอดความรู้ รักษาระเบียบแบบแผน ของสังคมในอนาคตต่อไป จึงเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องมีการปลูกฝังแบบแผน ความประพฤติ ในสังคมอีสานโดยผ่านคะลำ ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ และควบคุมพฤติกรรม ของเด็ก ให้อยู่ในระเบียบแบบแผนที่พึ่งปรารถนาของสังคม และเป็นการเพาะกล้าของความคิด ความรู้ ค่านิยม อุดมการณ์ บรรทัดฐานบางอย่างให้แก่คนจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่งด้วย ซึ่งข้อคะลำ ที่ผู้ใหญ่นำมาใช้กับเด็กรุ่นหลัง มักจะเป็นลักษณะการปราบและปรามพฤติกรรมที่ไม่พึ่งปรารถนา และแสดงถึงผลที่ฝ่าฝืนข้อห้ามข้อคะลำดังกล่าวให้น่ากลัว หรือบางครั้งจะไม่แสดงเหตุผล แต่จะบอก ว่าคะลำ ซึ่งนั้นมักจะทำให้เด็ก สยบยอมต่อข้อคะลำเหล่านั้น พร้อมกันนั้นยังเป็นการ ควบคุมหรือ บอกข้อควรปฏิบัติระหว่างผู้ใหญ่ต่อเด็ก และบางข้อยังสามารถใช้กับบุคคลทั่วไปได้ด้วย ทั้งนี้ภายใต้ บริบทแวดล้อมในขณะนั้นที่เป็นตัวหล่อหลอมความคิด การรับฟัง เชื่อถือผู้ใหญ่ที่เกิดมาก่อนด้วย ซึ่งตัวอย่างข้อคะลำที่ยกมามีดังนี้ ๑. ห้ามทักว่าเด็กที่เกิดใหม่ว่าน่ารัก เพราะถ้าผีรู้จะตามมาเอาตัวเด็ก หรืออายุเด็กจะสั้น (ภูมิปัญญาแฝง : เป็นการปรามทั้งตัวแม่เด็กและตัวเด็กที่เกิดขึ้นมาไม่ให้หลงระเริงต่อคำชม ยกยอปอปั้น สร้างนิสัยไม่พึ่งปรารถนาตามมา) ๒. อย่าป่อน (หย่อน) เด็กเล็กลงเรือน เป็นเชิงหยอกล้อ เพราะจะทำให้เด็กอายุสั้น (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะเกิดอุบัติเหตุเด็กพลัดตกลงไป และอาจจะอายุสั้นจริง ๆ ได้) ๓. ห้ามเอาจิ้งหรีดมากัดกันเล่น ฟ้าจะผ่าเอาได้ (ภูมิปัญญาแฝง : ควบคุมพฤติกรรมที่ควรประพฤติ ให้มีจิตใจเมตตา) ๔. อย่าให้เด็กนั่งบนหลังสุนัข จะทำให้เด็กนิสัยเหมือนสุนัข (ภูมิปัญญาแฝง : สุนัขอาจแว้งมากัดเป็นอันตรายได้ และไม่ให้รังแกสัตว์) ๕. อย่านั่งหันหลังขณะที่นั่งบนหลังวัว ควาย จะเป็นอัปมงคล (ภูมิปัญญาแฝง : มองไม่เห็นทาง ควบคุมสัตว์ไม่ใด้ อาจตกลงมาเป็นอันตรายได้) ๖. อย่าเคาะหรือตีหัวเด็ก จะทำให้เด็กปัสสาวะรดที่นอน (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะกระทบกระเทือน เป็นอันตรายต่อสมองของเด็กได้) ๗. อย่าตีหัวแมว เพราะเมื่ออายุมากจะทำให้ศีรษะสั่น (ภูมิปัญญาแฝง : ห้ามรังแกสัตว์ให้มีเมตตา) ๘. ห้ามนอนกินอาหาร จะเป็นงู (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะมีผลต่อระบบย่อยอาหาร และฝึกมารยาทที่เหมาะสม) ๙. ห้ามเล่นข้าวสาร จะทำให้มือด่าง (ภูมิปัญญาแฝง : ข้าวเป็นอาหารไม่ควรนำมาเล่น และเป็นการสอนให้รู้สำนึกในคุณข้าว) ๑๐. เด็กขณะพูดกับผู้ใหญ่อย่าอมนิ้ว
๖๒ (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังมารยาท และบุคลิกภาพ) ๑๑. ห้ามจับหางสุนัข จะทำให้สุนัขกินลูกไก่ (ภูมิปัญญาแฝง : สุนัขอาจจะรำคาญและแว้งกัดทำอันตรายได้) ๑๒. ด่าพ่อแม่บุพการีผู้มีพระคุณ ตายไปจะเป็นเปรตปากเท่ารูเข็ม (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังจริยธรรม และมารยาท ค่านิยมและควบคุมพฤติกรรมของเด็ก และบุคคลทั่วไป) ๑๓. อย่าเดินใกล้ผู้ใหญ่ (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังมารยามสังคม พฤติกรรมที่เหมาะสม) ๑๔. อย่าลักขโมยของพ่อแม่ จะทำให้ตีนบาทสั้นมือฮี (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังจริยธรรม คุณธรรมและศีลธรรม) ๑๕. ห้ามโกหกหลอกลวง ๑๖. อย่าเดินข้ามขาผู้ใหญ่ ขาจะด้วน (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังจริยธรรม มารยาทสังคม) ๑๗. ห้ามเด็กกินไข่ร้างรัง ๑๘. ห้ามเด็กทารกที่ฟันยังไม่ขึ้นส่องกระจก (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังจริยธรรม พฤติกรรมให้เหมาะสมกับวัย) ๑๙. ห้ามเด็กกินไส้และพุงปลาช่อน ๒๐. ห้ามตีก้นเด็ก จะทำให้เด็กเป็นซางตานขโมย ๒๑. เวลาอุ้มเด็กทารกห้ามพูดหนักหรือเบาเกินไป ๒๒. ห้ามเป่าลมปากใส่หน้าเด็ก (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะมีเชื้อโรคติดต่อไปยังเด็กได้) ๒๓. เวลาอุ้มเด็กห้ามโยนเด็ก (ภูมิปัญญาแฝง : เด็กอาจจะหลุดมือ เป็นอันตรายได้) ๒๔. ห้ามเด็กกินจาวมะพร้าว ๒๕. ห้ามเด็กกินเครื่องในไก่ จะทำให้เป็นดื้อด้าน ดื้อรั้น (ภูมิปัญญาแฝง : ตามหลักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันอวัยวะดังกล่าวมีสารเคมีที่เป็นพิษเจือปน) ผู้ที่ร่ำเรียนวิชาความรู้ เช่น ผู้เรียนไสยศาสตร์ หมอยา (หมอยาสมุนไพร หมอยากระดูก หมอยาเป่า) หมอธรรม ถือว่าเป็นปูชนียบุคคลสำคัญในสังคมอีสานเมื่อครั้งอดีต เนื่องจากเป็น ทรัพยากรบุคคลที่จำเป็นต่อวิถีชีวิต ซึ่งจะเป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ต่อคนอีสานทุกเพศทุกวัย เนื่องจากในช่วงเวลาวิกฤติของชีวิต เช่น การเกิด การเจ็บป่วย การตาย และงานพิธีกรรมต่าง ๆ
๖๓ บุคคลดังกล่าวต้องได้รับเชิญมาประกอบพิธีกรรม หรือไม่มักจะเป็นข้อคะลำส่วนตัว เพื่อสร้างความ เชื่อมั่นต่อคุณวิชาที่ตนเรียนมา ดังนั้นในส่วนของฮีตปฏิบัติของบุคคลดังกล่าว จึงต้องเคร่งครัดเพื่อสร้างความมั่นใจในคุณ ความดี ความสามารถของตนเอง และสร้างความน่าเชื่อถือศรัทธาแก่ผู้พบเห็น ซึ่งข้อคะลำ บางกล่าว อาจจะหาเหตุผลมาชี้แจงได้ชัดเจน ทั้งนี้อาจจะเป็นเรื่องของศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรมหรือ จรรยาบรรณที่ผู้ร่ำเรียนทางด้านนี้ต้องมี เชื่อกันว่าสำหรับผู้ที่เรียนคาถาอาคมหากฝ่าฝืน จะมีอาการ ผิดครู อาจจะเกิดสิ่งไม่ดีต่อตนเอง เช่น คาถาอาคมเสื่อม เป็นบ้า เป็นผีปอบ เป็นต้น ซึ่งตัวอย่างของ ข้อคะลำมีดังนี้ เช่น ๑. ห้ามลอดใต้ราวตากผ้า จะทำให้วิชาคุณไสยจะเสื่อม ๒. ห้ามลอดใต้ถุนบ้าน ๓. ห้ามลอดเครือกล้วยที่ใช้ไม้ค้ำไว้ ๔. ห้ามลอดกี่ทอผ้า ๕. ห้ามลอดจ่อ (เครื่องมือเลี้ยงตัวไหม) ๖. ห้ามลอดใต้บันได ๗. ห้ามกินฟักทอง ๘. ห้ามกินแตง ๙. ห้ามกินฟัก แฟง ๑๐. ห้ามกินมะเฟือง ๑๑. ห้ามกินผักกระถิน (ภาษาอีสานเรียกผักกะเสด) นอกจากว่าเวลาที่กินนั้นไม่มีใคร เรียกว่าผักกะเสด จึงจะสามารถกินได้ เนื่องจากถือว่าเป็นของเศษเหลือเดน ๑๒. ห้ามกินอึ่งอ่าง ๑๓. ห้ามกินปลาไหล ๑๔. ห้ามกินน้ำเต้า ๑๕. ห้ามกินเนื้อควาย ๑๖. ห้ามเล่นชู้ ๑๗. ห้ามกินอาหารใดในงานศพ จะทำให้คาถาอาคมที่เรียนมาเสื่อม ๑๘. เวลากินข้าว ห้ามไม่ให้เอามือไปชนกับมือคนอื่นที่ร่วมสำรับ มันคะลำ ๑๙. ห้ามดื่มสุราที่เหลือจากคนอื่นดื่มไปแล้ว ๒๐. ห้ามกินเนื้องู เนื้อสุนัข เนื้อแมว เนื้อม้า และเนื้อเต่า มันคะลำ
๖๔ นอกจากนี้ยังมีข้อคะลำข้อห้ามปฏิบัติของผู้ที่มีวิชาอาคม ที่สอดคล้องกับอาชีพหลักของ ครอบครัว ซึ่งจะ จำเพาะเจาะจงว่าเป็นคะลำอย่างยิ่ง เช่น ผู้มีอาชีพคล้องช้าง ทั้งนี้ข้อคะลำ ดังกล่าวยังได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น ๆ ข้างเคียงด้วย เช่น ภรรยาคู่ชีวิต อีกนัยหนึ่ง อาจจะสอดคล้องกับข้อที่ควรปฏิบัติของผู้เกี่ยวข้อง อาจจะเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ไปคล้องช้าง และ เป็นอุบายตักเตือนห้ามปรามผู้ที่อยู่บ้านปฏิบัติตนให้เหมาะสมทั้งกาย วาจาและใจ เพื่อรอคอยผู้ชาย ที่ออกไปคล้องช้าง และข้อเตือนใจเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ผู้ที่อยู่บ้าน เป็นการ ป้องกันสวัสดิภาพไปด้วย ซึ่งข้อคะลำของภรรยาหรือฝ่ายหญิงที่อยู่เรือน นับตั้งแต่ฝ่ายสามี ฝ่ายชายออกเดินทาง ออกไปทำกิจดังกล่าว คือ ๑. ห้ามตัดผม ๒. ห้ามหวีผม ๓. ห้ามแต่งหน้า ๔. ห้ามพูดคุยกับคนแปลกหน้า โดยเฉพาะผู้ชาย ๕. ห้ามรับญาติมาพักอาศัยอยู่ภายในบ้าน ๖. ห้ามกวาดบ้านไปทางด้านทิศเหนือ ๗. ห้ามไปไกลจากบ้านของตน ๘. ห้ามกล่าวคำหยาบโลน ๙. ห้ามแสดงอาการโกรธ ๑๐. ห้ามนั่งบนบันได ๑๑. ห้ามปีนต้นหม่อน ๑๒. ห้ามทิ้งของลงจากเรือน เว้นแต่ว่ามีคนรอรับอยู่ข้างล่าง ๑๓. ห้ามถอนฟืนออกจากเตาขณะที่กำลังหุงต้ม ๑๔. ต้องกราบไหว้เทวดา ผีรักษาทุกคืนก่อนนอน บุคคลทั่วไป นอกเหนือจากข้อคะลำของประเภทบุคคลข้างต้นดังที่กล่าวไปแล้ว ยังมีข้อคะลำ ที่ห้ามประพฤติ ปฏิบัติของบุคคลทั่วไปอยู่มากมาย โดยข้อคะลำของบุคคลทั่วไปที่นำตัวอย่างมากล่าว นี้จะเป็นการบอกโดยรวม อาจจะไม่ใคร่สัมพันธ์กับเวลาหรือสถานที่มากนัก ทั้งนี้จะไม่เจาะจงสถานที่ หรือกำหนดห้วงเวลาที่ชัดเจน บอกเพียงว่าอย่าปฏิบัติเท่านั้น เช่น ๑. ห้ามแช่ครกและสากไว้ด้วยกัน มันคะลำ ถ้าเป็นหญิง จะคลอดลูกยาก (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังมารยาท ความสนใจเอาใจใสในครัวเรือน นิสัยที่ดีงามแก่สตรี)
๖๕ ๒. อย่าเดินข้ามไม้คาน ๓. อย่าวางขันแช่ไว้ในตุ่ม โอ่ง ๔. ห้ามด่าลมฟ้าอากาศต่าง ๆ ๕. ห้ามเดินข้าม หรือนั่งทับหนังสือ มันจะปึก (ปัญญาทึบ) ๖. ห้ามเย็บเสื้อผ้าตัวที่กำลังใส่กับตัวอยู่ ๗. ห้ามเอามีด พร้ามาหยอกกันเล่น (ภูมิปัญญาแฝง : อาจพลาดเป็นอันตรายได้ โบราณว่า “ผีผลักใส่”) ๘. ปล่อยให้น้ำดื่ม น้ำใช้ในโอ่งตุ่มแห้งขอดจนหมด คะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน) ๙. ปักจอบ จอบ เสียบคาดินไว้มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะเป็นอันตรายแก่ผู้เดินไปมา และเครื่องมือเครื่องใช้อาจขึ้นสนิทหรือ ถูกขโมยไปได้) ๑๐. ผู้หญิงกินขาไก่ ปีกไก่ มันคะลำจะทำให้เป็นคนไม่ดี แย่งสามีคนอื่น ๑๑. ข้าวสารหมดเกลี้ยง คะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังความรับผิดชอบต่อหน้าที่) ๑๒. ข้าวเหลือกินในป่าต้องนำกลับทุกเม็ด (ภูมิปัญญาแฝง : สัตว์ป่าอาจตามมากินถึงในหมู่บ้านได้) ๑๓. ใช้เท้าเขี่ยเสื้อผ้า คะลำ ๑๔. ผู้หญิงผิวปาก คะลำ จะได้ผัวเฒ่า ๑๕. ห้ามตีวัวตีควายในคอก มันคะลำ ๑๖. ห้ามตีหลังสัตว์เลี้ยง เช่น หมู วัว ควาย คะลำ ๑๗. ผู้หญิงเล่นการพนัน สูบบุหรี่ มันคะลำ ๑๘. เด็กนั่งสูงกว่าผู้ใหญ่ มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังมารยาทสังคม) ๑๙. นั่งกระดิกเท้า กระดิกมือ คะลำทำให้ยากจน หากินบ่คุ้ม (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังมารยาทสังคม และบุคลิกภาพ) ๒๐. ห้ามเอาหมอนตีกัน มันคะลำ ๒๑. ห้ามข้ามร่างกายคนกำลังนอนหลับ คะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังมารยาทสังคม และบุคลิกภาพ)
๖๖ ๒๒. อย่าเอาด้ามไม้กวาดตีหรือหยอกล้อกัน มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : เป็นสิ่งไม่เหมาะสม เนื่องจากเป็นของต่ำและเศษฝุ่นสิ่งสกปรกด้านที่กวาด อาจจะถูกเปรอะเปื้อนคนจับได้) ๒๓. อย่าเทน้ ากินที่เหลือลงแอ่ง มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : เป็นของเศษเหลือกินไม่เหมาะสม และผิดหลักสุขลักษณะด้วย) ๒๔. อย่าเหยียบย่ำบนหมอน ของสูงเป็นบาป (ภูมิปัญญาแฝง : สำหรับหนุนหนอนไม่สมควรมาเหยียบเล่นให้สกปรก และรักษาสิ่งของให้ ใช้ได้นาน เพราะไม่มีขายต้องทำเองด้วย) ๒๕. ปูเสื่อสาดให้ถูกลายถูกด้าน ๒๖. อย่าปูเสื่อสาดหันหัวไปทางทิศตะวันตก ทิศคนตาย ๒๗. อย่าเอามือประสานกันขัดไว้หลังท้ายทอย มันคือผีบ้า คนไร้ความคิด (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังบุคลิกภาพให้เหมาะสม) ๒๘. อย่าเอามือตบปากเสียงดัง มันจะหาไม่พออยู่พอกิน (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังบุคลิกภาพและมารยาทสังคม) ๒๙. อย่านอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก ๓๐. อย่าเอาด้านขวางของหมอนมาหนุน มันคะลำ ๓๑. อย่าปีนคำเว้าผู้ใหญ่ (ปีนเกลียว) ๓๒. อย่าเอาหอกค้างหาว อย่าเอาต้าวค้างควน (ควัน) (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะตกลงมาถูกคนบาดเจ็บหรือเป็นอันตรายด้วย) ๓๓. อย่านอนแงง (ส่อง) ดาบ (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะหล่นหรือพลาดมือถูกผู้ส่องได้) ๓๔. อย่าคาบนมเมีย ๓๕. อย่าเลียคมมีด ๓๖. ไปบ่ลา มาบ่คอบ (ไปไม่ลา มาไม่ไหว้) คะลำ ๓๗. อย่าป้อย (สาป) แซ่งเสียงดัง (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังมารยาทสังคม) ๓๘. อย่าแน (เล็ง) มีดใส่หัว อย่าแนปืนใส่เขา (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะพลาดและเป็นอันตรายได้) ๓๙. อย่าเวียนหวดข้าว
๖๗ (ภูมิปัญญาแฝง : ในอดีตเตาหุงหาอาหารจะเป็นก้อนเสาสามก้อน อาจจะเดินเตะท่อนฟืน หรือก้อนเส้าได้) ๔๐. อย่าตั้งหม้อข้าวเอียง คะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : หากหม้อข้าวเดือนอาจหกเสียหาย หรือถูกคนเป็นอันตรายได้) ๔๑. อย่าเอาฟืนเคาะก้อนเส้า มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : ก้อนเส้าอาจจะแตกเสียหายใด้) ๔๒ อย่าเอามีดสับเขียงเปล่า มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : ทำให้สิ่งของเสียหาย และทำให้เสียงดังก่อความรำคาญแก่คนอื่น) ๔๓. อย่าตำครกเปล่า มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : ทำให้สิ่งของเสียหาย และทำให้เสียงดังก่อความรำคาญแก่คนอื่น) ๔๔. อย่าเอาสากเคาะปากครก มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : ทำให้สิ่งของเสียหาย และทำให้เสียงดังก่อความรำคาญแก่คนอื่น) ๔๕. อย่าเดินข้ามหม้อข้าวหม้อแกง มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : อาจเดินเตะข้าวของเสียหายได้ รวมทั้งไม่เหมาะสมไม่มีมารยาทและเป็น การลบหลู่ ไม่แสดงอาการเคารพสิ่งของเครื่องใช้ดำรงชีพด้วย) ๔๖. อย่าเอาช้อนเคาะถ้วยชามเล่น มันบ่พออยู่พอกิน (ภูมิปัญญาแฝง : ข้าวของอาจเสียหายได้ รวมทั้งไม่เหมาะสมไม่มีมารยาทและเป็นการลบหลู๋ แสดงอาการไม่เคารพสิ่งของเครื่องใช้ดำรงชีพด้วย) ๔๗. อย่ายืนตักข้าวสารเวลาหม่าข้าว (แช่ข้าวเหนียว) มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะผู้จัดการดูแลในเรื่องครัวเรือน และจะนุ่งผ้าถุง การยืนตัก ข้าวสารอาจจะมีฝุ่นละอองข้าวทำให้ผิวหนังคันได้รวมทั้งยังเป็นการแสดงอาการลบหลู่คุณ ข้าวและดูไม่เหมาะสม ไม่งาม) ๔๘. อย่าล้วงข้าวจากกระติ๊บที่ห้อยอยู่ (ภูมิปัญญาแฝง : ปกติคนอีสานจะแขวนกระติ๊บข้าวเหนียวบนตะขอเหลีกป้องกันมันและหนู แมลงมากิน ดังนั้นการล้วงข้าวในกระติ๊บที่ยังห้อยอยู่อาจจะทำให้กระติ๊บและข้าวอาจตกลง พื้นได้ รวมทั้งยังเป็นการแสดงการลบหลู่คุณข้าว และเป็นกริยาไม่งามด้วย) ๔๙. ห้ามเอาซิ่นใช้แล้วไปห่อใบลาน (ภูมิปัญญาแฝง : เป็นการแสดงอาการไม่เคารพ)
๖๘ ๕๐. อย่าเอาดินจี่ (อิฐ) จากธาตุเช้าบ้านเพิ่นบ่เอิ้น (ไม่เรียก) โตขาน เพี่นวานโตช่อย (ช่วย) คะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : สอนมารยาทให้รู้จักกาลเทศะ สิ่งใดควรไม่ควรทำไม่ควรถือวิสาสะเข้าไปยุ่ง เกี่ยวเรื่องของ คนอื่น) ๕๑. ชายหญิงนั่งใกล้กัน หญิงสาวไปเที่ยวกลางคืนลำพังหรือไปกับชายสองต่อสอง คะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : เป็นมาตรการป้องกันเรื่องชู้สาวผิดทำนองคองธรรมและเกณฑ์การประพฤติ ปฏิบัติของหนุ่มสาวให้อยู่ในกรอบศีลธรรมจรรยา) ๕๒ ผู้หญิงบ่ให้ใกล้องค์พระธาตุ ๕๓. ไปเอาบุญก่ายบ้าน บ่ฮู้แลงฮู้งาย มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังความรับผิดขอบต่อหน้าที่การงาน) ๕๔. บ่ให้นั่งเชียง หินฝนมีด มันชิหนักก้น ชาติหน้าก้นจะใหญ่ (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังมารยามสังคม และรักษาสิ่งของเครื่องใช้) ๕๕ บ่ให้ล้างถ้วยถ้างชามใส่กับข้าวที่เพื่อนบ้านนำมาส่ง ให้ส่งคืนทั้งที่ไม่ได้ล้าง มิเช่นนั้น จะทำให้โกรธเคืองกัน (ภูมิปัญญาแฝง : เป็นปรัชญาหมายถึงให้คนที่รับอาหารของเพื่อนบ้านมา เอาอาหารกับข้าว ของตัวเองไส่ลงแล้วส่งไปแทนจะได้ไม่ต้องล้าง เป็นการแลกเปลี่ยนแก่กัน) ๕๖. บ่ให้กินน้ำต่ง (รอง) กันมันจะทำให้เป็นข้าช่อยกัน (ภูมิปัญญาแฝง : เป็นหลักสุขลักษณะ) ๕๗. บ่ให้เอาควายมานอนน้ำขี้สีก (น้ำคร่ำใต้ถุนบ้าน) มันคะลำ ๕๘. ผู้สาวบ่ให้สึก (ฉีก) ปลาร้า มันจะเอ้ (แต่ง) บ่ขึ้น ๕๙. ผู้หญิงยืนเยี่ยว คะลำ ๖๐. ผู้สาวบ่ให้กินไข่ร้างรัง มันชิเป็นแม่ฮ้าง (แม่หม่าย) ๖๑. อย่าปีนต้นมะยม มะยมจะเปรี้ยวมาก มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : กิ่งมะยมเปราะอาจจะหัก เป็นอันตรายได้) ๖๒. อย่าเอาไม้ขว้างป่ามะขามหวาน มันจะเปรี้ยว (ภูมิปัญญาแฝง : มะขามเป็นของหายาก ผู้คนจึงมักมาเก็บมะขาม ถ้ามีคนใดใจร้อนขว้างเอา อาจจะทำให้พลาดไปถูกคนอื่นได้) ๖๓. เดินข้ามเบ็ดตกปลา ปลาบ่กินเบ็ด คะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : อาจพลาดเหยียบเบ็ดหักเสียหาย หรือเบ็ดอาจเกี่ยวเท้าเอาได้)
๖๙ ๖๔.เดินข้ามมีด ของมีคม ทำให้ไม่คม คะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : มีดหรือของมีคมอาจบาดเอาได้) นอกจากนี้ยังมีข้อคะลำที่สัมพันธ์กับความเชื่อเรื่องลาง เรื่องโชคชะตาต่าง ๆ เช่น ๑. หนูร้องเสียงดังประหลาดเวลากลางคืน คะลำ คนในบ้านจะเจ็บป่วย ไม่ดี ๒. ตัวบึ้งเดินผ่านหน้าในช่วงแดดจัด คะลำ เป็นลางไม่ดีต่อตัวเองและญาติมิตร ๓. กาหลายตัวร้องและบินวนเวียนไปมา คะลำอาจเกิดเหตุร้าย ๔. กิ้งก่า จิ้งจก ไต่ตามตัว คะลำ จะมีเคราะห์ ๕. งูขึ้นไปอยู่บนเรือน คะลำ จะมีเคราะห์ร้าย ๖. งูเลื้อยผ่าน จะโชคดี หมาน ๗. ข้าวเหนียวนึ่งจนสุกแล้วเป็นสีแดง คะลำ ไม่ดีจะมีเคราะห์ต้องนำไปถวายพระ ๘. สุนัขตกลูกบนเรือน ไม่ดี คะลำ เป็นอัปมงคล ๙. อีแร้ง นกแสกจับเฮือน บินผ่านเรือน จะมีเคราะห์ ๒. ข้อคะลำที่สัมพันธ์กับสถานที่ ในส่วนของคะสำที่สัมพันธ์กับสถานที่ ทั้งที่เป็นสถานที่ซึ่งคนสร้างขึ้นมา เช่น บ้านเรือน วัด หรือสถานที่ตามธรรมชาติ เช่น แหล่งน้ำ ป่าเขาต่าง ๆ คนอีสานจะมีข้อคะลำกำกับไว้เพื่อควบคุม พฤติกรรม ความประพฤติให้เหมาะสม สอดคล้องกับสถานที่นั้น ๆ เพื่อความสัมพันธ์ที่พึ่งปรารถนา ในการอยู่ร่วมกัน และสวัสดิภาพของบุคคลนั้น ซึ่งข้อคะลำที่นำมาเป็นตัวอย่างประกอบในส่วนนี้เป็น เพียงบางส่วนเท่านั้น เช่น ข้อคะลำเกี่ยวกับบ้านเรือน ข้อคะลำที่เกี่ยวข้องกับบ้านเรือนนั้นมีมากมาย ตั้งแต่การเริ่มสร้างบ้านขึ้นมา จนถึงข้อปฏิบัติ ไนระหว่างอยู่ที่บ้าน เช่น การเลือกไม้ที่จะสร้างบ้าน ห้ามเลือกไม้ที่มีลักษณะดังนี้ มีเช่นนั้นจะคะลำ เช่น ๑. ต้นไม้ที่มีรูกลวงระหว่างลำต้น มันคะลำ ๒ ต้นไม้ที่เสียงดังขณะเกิดการเสียดสี ๓. ต้นไม้ที่แตกกลางลำต้น ๔. ต้นไม้ที่ล้มพาดต้นอื่น โดยไม่ตกถึงพื้น ๕. ต้นไม้ที่แตกเป็นร่อง เป็นทางยาวลงมา ๖. ต้นไม้ที่มียางไหล หลังจากตัด สร้างบ้านแล้วจะทำให้คนอยู่โศกเศร้าเสียใจอยู่เสมอ
๗๐ ๗. ต้นไม้ที่ตัดแล้ว ต้นหลุดจากตอก่อนที่ปลายจะตกถึงพื้น เรียกว่าไม้โตนตอ มันคะลำ ๘. ต้นไม้ที่มีนามไม่เป็นมงคล เช่น ต้นกะบก ต้นกะบาก ตันตะเคียน (สร้างบ้านอยู่แล้วคนอยู่ จะไม่พออยู่พอกินชาดแคลน บกอยู่เสมอ หาอยู่หากินลำบาก และเชื่อว่าตันตะเคียนมีผีสถิตอยู่) ๙. ปลูกต้นไม้ไม่เป็นมงคลนามในเขตบ้าน เช่น ลั่นทม (จำปา) มะไฟ พุทรา หรือต้นโพธิ์ เชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของผีหรือรุกขเทวดา ๑๐. ปลูกต้นมะรุม ลิ้นฟ้า (เพกา) และผักหวานในเขตบ้าน มันคะลำ ๑๑. ปลูกต้นยานางในบริเวณลานบ้าน คะลำ ข้อคะลำเกี่ยวกับบ้านทั้งการสร้างบ้าน และการอาศัยอยู่ในบ้าน เช่น ๑. อย่าทำบันไดบ้านหันไปทางตะวันตก ทิศผีหลอก มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : เวลาพระอาทิตย์ใกล้ตก แลงจะส่องมองอะไรหรือใครกำลังขึ้นบันไดมา) ๒.ยกเรือนให้ยกวันเสาร์จะดี ห้ามวันอังคาร วันพุธ และวันพฤหัสบดี มันคะลำ ๓. อย่าปลูกบ้านขวางตะวัน มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง: แสงแดดจะส่องบ้านตอนเช้า และสายมองอะไรไม่ขัดเจน) ๔. อย่าปลูกบ้านคร่อมตอ มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : ตออาจจะเป็นปัญหาในอนาคตได้) ๕. ปลูกบ้านคร่อมจอมปลวก มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : ปลวกอาจจะแทะกินบ้านได้) ๖. ปลูกบ้านคร่อมทางเดิน มันคะลำ ๗. ปลูกบ้านกลางพรรษา คะลำ ๘. นำไม้ที่เคยถูกฟ้าผ่ามาทำเรือน มันกะลำ ๙. ทำบันไดต้องเป็นจำนวนคี่ (5,7,9) ๑๐.เขยหรือสะใภ้อย่าเดินเข้าไปในห้องเปิง หรือห้องนอนพ่อตาแม่ยาย มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : ห้องเปิงถือว่าเป็นห้องพระ หรือห้องเก็บของรักษา ห้องศักดิ์สิทธิ์ และห้องนอนพ่อตาแม่ยายไม่ควรเข้าไป เป็นการแสดงอาการเคารพ มารยาทสังคม) ๑๑. อย่านั่งขวางประตู ๑๒. อย่านั่งขวางบันได มันคะลำ ๑๓. อย่าเดินกระทืบเรือนเสียงดัง มันคะลำ ๑๔. อย่าเล่นหมากเก็บ เสือกินหมูในบ้าน มันคะลำ
๗๑ (ภูมิปัญญาแฝง : เนื่องจากเป็นการละเล่นในงานศพ จึงไม่เหมาะสม เป็นลางไม่ดีและสร้าง ความรำคาญแก่ผู้อื่น) ๑๕. ผู้หญิงร้องเพลงในครัว มันคะลำ จะได้ผัวคนเฒ่าคนแก่ (ภูมิปัญญาแฝง : ปลูกฝังมารยาทอันเหมาะสม) ๑๖. อย่านอนใต้ขื่อบ้าน จะคะลำ ๑๗. อย่าเต้นกระโดดขาเดียวในบ้าน มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะหกล้ม เสียงดังก่อความรำคาญรบกวนคนอื่น และไม่มีมารยาท) ๑๘ อย่านั่งห้อยขาลงข้างล่าง (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะมีการหยอกล้อตึงขากันเล่น ตกลงมาบาดเจ็บได้รับอันตรายได้) ๑๙. อย่าเอามีดฟันต้นเสาบ้าน มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : เป็นการทำลายสิ่งของ และเสียงดังรบกวนคนอื่น) ๒๐. อย่าข้ามบันไดทีละหลายขั้น มันะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : อาจพลาดตกลงมาเป็นอันตรายได้) ๒๑. อย่าแบกฟืนขึ้นเฮือน มันคะลำอย่าเล่นงัวตึงตังเทิงเฮือน มันคะลำ ๒๒ ห้อยโหนประตูบ้าน คะลำ ๒๓. เปิดหน้าต่างบ้านนอน คะลำ ๒๔. ใช้เท้าเปิด ปิดประตู คะลำ ๒๕. เอาผ้าถุงพาดตากหน้าต่างเรือน คะลำ รวมทั้งข้อปฏิบัติเมื่อไปยังสถานที่ต่าง ๆ ห้ามไป ล่วงกระทำหรือไม่นำพาแล้ว ถือว่าเป็นคะลำ ข้อคะลำเกี่ยวกับสถานที่อื่น ๆ ๑.เข้าวัดเว้าเสียงดัง มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : ให้สำรวม เป็นมารยาทสังคม) ๒. ขี่ม้าเข้าในเขตวัด คะลำ ๓. เลี้ยงวัว ควายในวัดคะลำ ๔. ผู้หญิงอย่าไปม่อ (ใกล้) พระ มันคะลำ ๕. อย่านั่งเบาะพระ มันคะลำ ๖. อย่าอุ้มลูกใส่บาตร มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : เด็กอาจปัดข้าวของเสียหาย ตกหล่นได้ รวมทั้งไม่เหมาะสม) ๗. บ่ให้ครุบเซิงเอาที่วัด มันคะลำ
๗๒ ๘. บ่ให้นั่งขัดสมาธิเวลาฟังเทศน์ ๙. ใส่หมวก โพกผ้าเข้าวัด คะลำ มันสิหัวล้าน ๑๐. ยิงนกในบริเวณวัด คะลำ ๑๑. สวมรองเท้าเวลาตักบาตร และสรงน้ำพระ คะลำ ๑๒. หนุ่มสาวพลอดรักกันในวัดและสถานที่สักการะบูชา คะลำ ๑๓. ขณะพายเรือไปหลาย ๆ คนห้ามพูดตลกขบขัน คะลำ ๑๔. เข้าป่าอย่าพูดถึงสัตว์ร้าย คะลำ ๑๕. เข้าป่าได้ยินเสียงร้องเรียกชื่อตนเองห้ามขานรับ ๑๖. บ่ให้เยี่ยวลงน้ำ มันคะลำ ๑๗. บ่ให้ตัดต้นไม้ดอนปู่ตา คะลำ ๑๘. อย่าลากไม้ในป่า คะลำ ๑๙. ปัสสาวะลงน้ำ มันคะลำ ๒๐. ซักผ้าในแม่น้ำ คะลำ ๓.ข้อคะลำที่สัมพันธ์กับเวลา ข้อคะลำที่สัมพันธ์กันกับเวลานั้น มีหลายข้อที่สัมพันธ์กับบุคคลและสถานที่ด้วย ซึ่งแยกออก จากกันลำบาก แต่เพื่อให้เห็นภาพกว้าง ๆ โดยรวม และไม่ต้องแบ่งซอยลงไปมากจนเกินไป จึงขอ ยกตัวอย่างดังที่แบ่งข้างต้น ซึ่งข้อคะลำที่สัมพันธ์กับเวลานั้น น่าจะหมายถึงเวลาที่เป็นงานเทศกาล ประเพณีประจำปี หรือเวลาของการประกอบอาชีพประจำฤดูกาล โดยเฉพาะการทำนา รวมทั้ง ประเพณีเฉพาะกิจในระดับส่วนบุคคลที่เกี่ยวพันกับสังคม ตัวบุคคลและสถานที่ด้วย รวมทั้งกิจวัตร ประจำที่อยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน แต่ในที่นี้จะเอาเวลาเป็นตัวตั้งเพื่อให้สอดคล้อง กับที่แบ่งหัวข้อไว้ เช่น ข้อคะลำในการทำนาและข้าว เวลา หรือ ขั้นตอนในการทำนา ซึ่งจะต้องดำเนินการสอดคล้องตามระยะเวลา เนื่องจากต้อง อาศัยธรรมชาติเป็นหลัก ในสังคมเกษตรกรรมดั้งเดิมที่ยังควบคุมธรรมชาติไม่ได้ ซึ่งถ้าไม่ปฏิบัติแล้ว จะต้องคะลำผิดประเพณี “กินไม่บกจกไม่ลง” นอกจากนั้นยังมีข้อปฏิบัติที่สัมพันธ์กับข้าว เช่น ๑. ก่อนหว่านกล้า ต้องเลือกฤกษ์วันดีในการแช่ข้าวเปลือกก่อนข้าวจะได้ให้ผลผลิตมาก ๒. ช่วงเวลาหว่าน ถ้ามีตัวปูไต่ตามท้องนา ห้ามจับถือว่าเป็นการเลี้ยงผีตาแฮก ๓. ก่อนที่จะถอนกล้าและปักดำ ต้องเลือกฤกษ์ยามวันดี
๗๓ ๔. ช่วงเก็บเกี่ยว ก่อนตั้งลอมข้าวต้องไหว้ปลงแม่พระธรณีก่อน ๕. ก่อนนวดข้าว ต้องเลือกวันดี ๖. ช่วงนวดข้าวญาติพี่น้องต้องมาช่วยเหลือกัน และหาบข้าวขึ้นยุ้ง ๗. หลังจากนั้นต้องมาช่วยกันตีข้าวสนุ (ข้าวที่ยังเหลือติดซังข้าวอยู่) ให้หมด ๘. จากนั้นจึงทำพิธีเอาข้าวขึ้นยุ้งและปิดยุ้งเพื่อเลือกวันดีเปิดยุ้งข้าว ๙. เลือกวันดีเพื่อตักข้าววันแรกให้ตรงกับเดือนขึ้นปีใหม่แล้วสู่ขวัญข้าว โดยใช้กระดองเต่าตัก ข้าวครั้งแรกเพื่อให้ผู้ผลิตอยู่เย็นเป็นสุข (กระดองเต่าเป็นสัญลักษณ์ของความอยู่เย็นอยู่ดี) ๑๐. เวลาพักกินข้าวอยู่ทุ่งนาอย่าเรียกกันกินข้าว มันคะลำ ๑๑. อย่าเอาไม้แต้ กะบก มาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ มันคะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : ไม้ดังกล่าวเป็นไม้เนื้อแข็ง แตกหักง่ายไม่เหมาะนำมาใช้งาน) ๑๒. เป็ด ไก่มาเก็บกินข้าว รำข้าวหกอย่าดุด่า มันคะลำ ๑๓. จี่ข้าวในช่วงข้าวออกรวง คะลำ ๑๔. ไถนาวันพระ คะลำ ๑๕.กินข้าวสารดิบ คะลำ เป็นคนจัญไร ๑๖. กัดกินข้าวเหนียวครึ่งคำข้าว คะลำ ๑๗. ยืนกินข้าว คะลำ ๑๘. กินข้าวคาหม้อ คะลำ ๑๙. ร้องเพลงเวลากินข้าว คะลำ ๒๐. กินข้าวแล้วบ่อัดฝาก่อง บ่ฮู้เก็บฮู้เมี้ยน คะลำ ทำให้ผัวเมียจะป๋าหย่าร้าง (ภูมิปัญญาแฝง : ให้รู้จักเก็บรักษาและรับผิดชอบในสิ่งที่ตนกระทำลงไป) ๒๑. เวลาเขยสะใภ้กินข้าวร่วมวงกับทั้งครอบครัวอย่างนั่งขัดสมาธิ มันคะลำ ๒๒. เวลากินข้าวอย่าตบหัวแมว จะบาปเนื่องจากแมวมีเชื้อสายเทวดา (ภูมิปัญญาแฝง : เนื่องจากเศษขนแมวอาจติดมือได้) ๒๓. เวลากินข้าวผู้หญิงอย่ายอง ๆ หรือขัดสมาธิ มันคะลำ ๒๔. อย่าเว้ายามกิน (ภูมิปัญญาแฝง : ไม่งาม ไม่เหมาะสม ข้าวอาจติดคอ ลงหลอดลมได้) นอกจากนี้ยังมีข้อคะลำที่สัมพันธ์กับเวลา เช่น บุญหรืองานประเพณี พิธีกรรมต่าง ๆ อาทิ
๗๔ ข้อคะลำในงานศพ ๑. คนตายโหง (ผูกคอตาย ฟ้าผ่าตาย จมน้ำตาย เสือกัดตาย ลงท้องตาย ตกต้นไม้ตาย) ห้ามกินทาน ห้ามมีพระนำหน้า ห้ามเผา ๒. เด็กตาย (อายุไม่ถึง ๑๐ ขวบ) ห้ามเผา ๓. ห้ามน้ำศพไต่ขัว (สะพาน) ๔. ห้ามหามศพข้ามขอนไม้ ๕. ห้ามเผาศพวันอังคาร ๖. ห้ามเผาศพวันศุกร์ ผีจะร้าย (ภูมิปัญญาแฝง : ความเชื่อโชคลาง วันศุกร์เป็นชื่อดี คือวันแห่งความสุข) ๗. หากมีเพื่อนบ้านตายให้มาช่วยกัน บุคคลใดทำเฉยไม่สนใจ จะคะลำ ๘. อย่าให้แมวข้ามศพ มันคะลำ ๙. อาหารที่เลี้ยงแขกในงานศพต้องไม่เป็นเส้น เช่น ขนมจีน เพราะทำให้คนตายไม่ไปเกิด ๑๐. คนป่วยตายธรรมดาเกิน ๖ วันจึงจะสามารถเผาได้ ๑๑. เสื่อสาดต้องกลับทางให้เป็นตรงข้ามทั้งหมด ๑๒. การแต่งตัวศพ ต้องสวมเสื้อผ้าศพให้กลับจากในมานอก ๑๓. เอาศพออกจากบ้านให้คว่ำภาชนะทุกอย่าง และคว่ำกลับข้างบันได ๑๔. เวลาเผาศพให้เอาท่อนไม้ใหญ่ ๒ ท่อนทับศพไว้ไม่ทำ คะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : ป้องกันศพพลิกคว่ำหรือเอ็นหดทำให้ศพอาจตกจากเชิงตะกอนได้) ๑๕. เมื่อเผาศพเสร็จให้เดินมาล้างมือล้างเท้าสิ่งสกปรกที่วัดก่อนจึงจะกลับบ้านได้ (ภูมิปัญญาแฝง : ชำระร่างกายให้สะอาดเพราะอาจจะติดเชื้อโรคจากศพได้ และเป็นอุบาย การบำบัดทางจิตสำหรับผู้ที่กลัวผีจากภาพที่ประสบ) ข้อคะลำในงานพิธีแต่งงาน ถือว่าเป็นงานมงคลในช่วงชีวิตของคน ดังนั้นจึงมีข้อคะลำเพื่อให้เกิดความมั่นใจในชีวิตคู่ สร้างกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป รวมทั้งข้อคะลำที่ควรทราบในระหว่างมีชีวิตคู่ด้วย เช่น ๑. ห้ามแต่งงานวันคี่ คะลำ จะหย่าร้างกัน ๒. อย่าทำสิ่งของแตกร้าวในวันแต่ง คะลำจะทำให้หย่าร้าง ๓. ห้ามมีชื่ออาหารที่ไม่เป็นมงคล เช่น แกงฟัก (ฟัก ภาษาอีสานหมายถึง ฟัน สับ) ๔. ห้ามคนเป็นหมัน ไม่มีลูกถือขันหมาก ๕. ห้ามบุคคลที่เป็นกำพร้าเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว
๗๕ ๖. ห้ามแต่งงานในเดือน ๑๒ คะลำ เป็นเดือนที่สุนัขติดสัด ไม่เป็นมงคล ๗. ห้ามแต่งช่วงเดือนเข้าพรรษา (เพราะเป็นช่วงที่กำลังเร่งดำนา) ๘. เมียนอนหัวสูงกว่าผัว คะลำ ๙. เมียกินข้าวก่อนผัว คะลำ ๑๐. เมียต้องไม่เอาอาหารที่ตนเหลือกินให้ผัวกิน คะลำ ๑๑. เมียย่าง (เดิน) เอาผ้าเอาซิ่นปัดป่ายผัว คะลำ ๑๒. เมียบ่สมมา (ขอขมา) ผัวในวันพระวันศีลก่อนนอน คะลำ ข้อคะลำในวันสงกรานต์ วันสงกรานต์ หรือ วันเนา เชื่อกันว่ามาจากคำว่า “เน่า” หมายความว่าถ้าใครกระทำผิด คะลำในวันนี้แล้ว เวลาตายไปจะเน่าเหม็น สำหรับในวันนี้ของสังคมอีสานในอดีตถือว่า เป็นวันหนึ่ง ใน รอบปีที่ต้องผ่อนคลาย สนุกสนานให้เต็มที่ การเตรียมการเตรียมงานหรือเวียกงานต่าง ๆ ต้อง กระทำก่อนหน้านั้นให้เสร็จสิ้น หากมีบุคคลใดฝ่าฝืนทำสิ่งใดในวันนี้ถือว่าคะลำ ไม่เจริญรุ่งเรือง ทำมา ค้าขายไม่ขึ้น จะต้องตายเน่าตายเหม็นอย่างไม่มีศักดิ์ศรี ซึ่งคล้ายกับข้อห้ามของวันว่างในประเพณีของ คนใต้ สำหรับข้อคะลำที่ห้ามประพฤติปฏิบัติในวันเนาตามความเชื่อของคนอีสานมีดังนี้ ๑. ห้ามผ่าฟืน ฟันฟืน ๒. ห้ามตำข้าว ห้ามเปิดยุ้งข้าวตักข้าว ๓. กองฟืนจะต้องหาพงหนามไปปิดไว้ ๔. ครกตำข้าวจะต้องเอาพงหนามไปปิดไว้ ๕. ห้ามทอผ้า ๖. ห้ามสานแห สรุปคือห้ามท าการงานทุกอย่างในวันดังกล่าว ให้สนุกสนานร่วมงานของเพื่อนบ้าน อย่างเต็มที่ ถือว่าเป็นการผ่อนคลายความเคร่งเครียดตรากตรำทำงานตลอดปีอีกวันหนึ่ง ข้อคะลำที่สัมพันธ์กับเวลาอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีข้อคะลำอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับเวลา เช่น ๑.อย่าตอกตะปูตอนกลางคืน คะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : อาจรบกวนคนอื่นที่พักผ่อนได้) ๒. อย่าตัดเล็บ ตัดผมเวลากลางคืน ๓. อย่าล้างถ้วยชามเวลากลางคืน ๔. เดินทางกลางคืนอย่าพูดเรื่องอัปมงคล
๗๖ ๕. กินข้าวยามวิกาล ตอนดึก คะลำ ๖. อย่ากวาดบ้านเวลากลางคืน ยกเว้นบริเวณที่จะกินข้าว (ภูมิปัญญาแฝง : อาจจะกวาดสิ่งของสำคัญตกลงไปข้างล่างจะหาลำบาก เพราะในอดีตไม่มี ไฟฟ้า มีเพียงกะบอง หรือไต้ที่ไม่ค่อยสว่างและสะดวกนัก) ๗. อย่าเข็นฝ้าย (ปั่นฝ้าย) ตอนกลางคืน คะลำ (ภูมิปัญญาแฝง : เสียงจะดังก่อความรำคาญรบกวนคนอื่นได้) ๘. อย่าเคี้ยวหมากนอนตอนกลางคืน (ภูมิปัญญาแฝง : คําหมากอาจติดข้อเป็นอันตรายได้) ๙. อย่าฝัดข้าวตอนกลางคืน (ภูมิปัญญาแฝง : เสียงดัง อาจก่อความรําคาญให้แก่คนอื่นได้) ๑๐. อย่าต่อยมองแฮง (แรง) ยามเช้า อย่าตําข้าวสักกะวันยามดึก (ภูมิปัญญาแฝง : อาจก่อความรําคาญให้แก่ผู้ที่ยังไม่ตื่น และกําลังหลับอยู่ได้) ๑๑. อย่าผิวปากเวลากลางคืน คะลํา (ภูมิปัญญาแฝง : อาจก่อความรําคาญให้คนอื่นได้) ๑๒. อย่านอนเวลาบ่ายคล้อย คะลํา เพราะเป็นช่วงที่ผีตกป่า (เผาศพ) (ภูมิปัญญาแฝง : ช่วงดังกล่าวคนส่วนใหญ่ต้องทํางาน หากนอนแล้วจะเสียการงาน และแรงงานโดยไม่จําเป็น รวมทั้งช่วงดังกล่าวเมื่อตื่นขึ้นมามักจะไม่สดชื่น แข็งแรง อารมณ์ เสียได้ง่าย) ๑๓. ตีด่ากันในวันพระ คะลํา ๑๔. เวลานอน คุยกัน คะลํา ๑๕. สาวไหมวันพระ คะลํา ๑๖. เวลาออกล่าสัตว์ อย่ากินข้าวกับเนื้อสัตว์ มันคะลํา ยังมีเพิ่มเติมการกระทําที่ถือว่า คะลํา ไม่ควรทํา เป็นการรวมอริยาบถของคนในลักษณะต่าง ๆ คะลําเกี่ยวกับการยืน ๑. ยืนคร่อมเตาฮ่าง คะลํา ๒. หญิงยืนเยี่ยว คะลํา (ห้ามผู้หญิงยื่นเยี่ยว) ๓. ผู้น้อยยืนใกล้ผู้ใหญ่ คะลํา (ห้ามผู้น้อยยืนใกล้ผู้ใหญ่) ๔. เขยยืนใกล้เจ้าโคตร คะลํา (ห้ามลูกสะใภ้และลูกเขยยืนใกล้เจ้าโคตร) ๕. คะลําเกี่ยวกับการย่าง (เดิน)
๗๗ ๖. ย่างข้ามตัวคน คะลํา ๗. ย่างข้ามพาข้าว คะลํา ๘. ผู้น้อยย่างใกล้ผู้ใหญ่ ใภ้เขยย่างใกล้เจ้าโคตร คะลํา ๙. ขึ้นเฮือนบ่ล้างตีน ย่างทืบตีนขึ้นขั้นบันได ย่างเทิงเฮือนแฮง ย่างลากตีน คะลํา ๑๐. เมียย่างเอาผ้าเอาสิ้นปัดป่ายผัว คะลํา ๑๑. ย่างก่อนเจ้าหัว (พระ) เหยียบเงาเจ้าหัว คะลํา ๑๒. นุ่งผ้าเตะเตียว ย่างผ่านหน้าเจ้าโคตร คะลํา คะลําเกี่ยวกับการนั่ง ๑. นั่งหย่อนขาไกวขาเทิงเฮือนสูง คะลํา ๒. ผู้น้อยนั่งสูงกว่าผู้ใหญ่ ใภ้หรือเขยนั่งสูงหรือนั่งขาไขว่ห้างต่อหน้าเจ้าโคตร คะลํา ๓. ผู้หญิงนั่งขัดสมาธิ คะลํา (นั่งขัดสมาธิ) ๔. นั่งขัดสะมาธเวลาฟังเทศน์ นั่งฟังเจ้าโคตรบอกสอน คะลํา ๕. นั่งตันประตุ นั่งตันขั้นได นั่งหมอน นั่งกลางผู้เฒ่า คะลํา ๖. ผู้หนึ่งนั่ง ผู้หนึ่งยืนโอ้โลมกัน คะลํา ๗. นั่งเทิงหัวบ่อนนอนของตน หรือของผู้อื่น คะลํา คะลําเกี่ยวกับการนอน ๑. นอนหันหัวไปทางตาเอ็นตก คะลํา (ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก เพราะ ทิศตะวันตกเป็นทิศที่ให้ผีหรือคนตายนอนหันหัวไป) ๒. เมียนอนก่อน ตื่นหลังตัว คะลํา ๓. นอนหงายเล่นดาบ นอนคาบนมเมีย เลียคมมีด คะลํา ๔. นอนพกมีด อาวุธ หรือของมีคม คะลํา ๕. ใภ้ เขย นอนเปิง พ่อแม่นอนฮ่วมห้องลูกสาวลูกชาย คะลํา ๖. นอนหันตีนไปทางพระ คะลํา ๗. ยามกินไปนอนยามนอนไปกิน คะลํา ๘. เอาเสื้อผ้าเก่ามาหนุนต่างหมอน คะลํา ๙. นอนบ่ล้างตีน คะลํา คะลําเกี่ยวกับการกิน ๑. ไทเฮือนเดียวกันกินบ่พร้อมกัน ผู้น้อยกินก่อนผู้ใหญ่ เมียกินก่อนผัว คะลํา ๒. ผู้ใหญ่กินเงื่อนกินผู้น้อย ผัวกินเงื่อนเมีย คะลํา
๗๘ ๓. กินข้าวบเปิดฝาก่อง บ่เก็บบ่เมี้ยน คะลํา ๔. กินข้าวแล้วลงเฮือน เอามือเช็ดหัวบันได คะลํา ๕. เอาเงื่อนกินให้ทาน คะลํา ๖. กินอ้าปากกว้าง แลบลิ้น เลียปาก เลียมือ กินคําใหญ่ กินเสียงดัง คะลํา ๗. ถ่มน้ำลาย คายขี้มูก เวลากิน คะลํา ๘. กินข้าวมือซ้ายเวลากินเว้ากัน เอามือเท้าขวาเท้าซ้ายเวลากิน กินเคี้ยวบ่แหลก คะลํา ๙. กินเหมิดกินเลี้ยง กินเลี้ยงบ่หลอ คะลํา (ห้ามกินหมดกินเกลี้ยงจนไม่มีอะไรเหลือ) ๑๐. ได้กินดี อักกินผู้เดียว ได้กินชิ้นบ่ส่งอา ได้กินปาบ่ส่งปู่ คะลํา ๑๑. กินอิ่มแล้ว บ่ล้างถ้วยล้างชาม คะลํา ๑๒. กินข้าวโต โสความเพิ่น คะลํา ๑๓. กินข้าวกับชิ้นงัวชิ้นควาย คะลํา (เพราะงัว ควาย เป็นสัตว์มีคุณ) คะลําเกี่ยวกับการไปการมา ๑. ผัวไปล่าสัตว์ใหญ่ เมียอยู่บ้านนุ่งซิ่นแดง คะลํา ๒. ไปจอบฟังเขาเว้าพื้นทานขวันกัน คะลํา (ห้ามไปแอบฟังเขานินทาว่าร้ายกัน) ๓. ไปเอาบุญกายบ้าน บ่ฮู้แลงบ่ฮู้งาย คะลํา (ไปงานบุญหมู่บ้านอื่น แล้วไม่ยอมกลับ บ้านเรือนของตนก่อนค่อยไปต่อ และไม่รู้เวลากินข้าวเช้าข้าวเย็น) ๔. ผัวไปทางไกล เมียอยู่บ้านตัดผม ทัดดอกไม้ คะลํา ๕. ไปโฮ่เนื้อเอิ้นชื่อมัน คะลํา (ห้ามออกชื่อสัตว์ขณะที่เที่ยวล่าสัตว์) ๖. ไปบ่ลา มาบ่คอบ คะลํา คะลําทั่วไป ๑. นุ่งห่มผ้าทางกลับใช้ตีนเขี่ยเสื้อผ้า คะลํา ๒. ฟันฟืนมื้อเช้าฝัดข้าวมื้อแลง แบกของขึ้นเฮือนหาบฟื้นขึ้นบ้าน คะลํา ๓. ข้ามขั้นไดขึ้นเฮือน ตีนเช็ดหัวขั้นได คะลํา ๔. ฝนตกฟ้าร้องขี่ควายเล่น ยกมีด ยกเสียม ฟันไม้ คะลํา ๕. ผ่าฟืน ฟันไม้ ตอกไม้ กลางคืน คะลํา ๖. แต่งคาดแต่งไถกลางคืน คะลํา ๗. ตีก้อนเส้า เอาไม้เอามีดเคาะเสาเฮือน คะลํา ๘. ขี่วัว ขี่ควาย หันหลังให้ทางเขา คะลํา ๙. เอามือตีแมว ตีหมา เตะวัวเตะควาย คะลํา
๗๙ ๑๐. ปลูกย่านางเดินบ้าน ปลูกผักอีฮุม หมากลิ้นหมา ผักหวานในบ้าน คะลํา ๑๑. บุญมหาชาติขี้เมาเข้าวัด คะลํา ตีฆ้องตีกลอง (เว้นแต่กลองรับ) คะลํา ๑๒. ไทยเฮือนอื่นมาปิด - เปิดป๋องเอี้ยม คะลํา ๑๓. ปรึกษากันไปหาหมอ คนไข้ได้ยิน คะลํา ๑๔. วันพระวันศีลก่อนนอน บ่สมมาก้อนส้า คีไฟ แม่ขั้นได ผักตูในวันศีล คะลํา ๑๕. เล่นหมากฮุก หมากสะกา ในเฮือนคนบ่ทันตาย คะลํา ๑๖. โยนกะบุง กะต่า ฟาดเสียม กะด้ง กะเบียนขึ้นเฮือน คะลํา ๑๗. วัดโตคนไข้ เพื่อตัดโลงให้คนไข้เห็นหรือได้ยิน คะลํา ๑๘. เอาเชิงผ้าซิ่นเช็ดหน้า คะลํา ๑๙. ฝนมีดพร้า หอก ดาบสิ่ว ขวาน และปัดเฮือนยามกลางคืน คะลํา ๒๐. ของต่ำไว้สูง ของสูงไว้ต่ำ คะลํา ๒๑. ทุบตี เตะ ถีบ ม้างเฮือน เพดาน คะลํา (ห้ามทุบตี เตะ ถีบ รื้อ พังบ้านเรือน) ๒๒. เว้าพ้นตัว หัวพ้นเพิ่น คะลํา (ห้ามพูดเสียงดังเกินตัว เวลาหัวเราะดังกว่าคนอื่น) ๒๓. ปากก่อนกวาน ขานก่อนเจ้า คะลํา (ห้ามพูดก่อนผู้ใหญ่บ้าน และรีบขานรับก่อน เจ้านาย) ๒๔. ตัดกอนฮอนขื่อ คะลํา (ห้ามตัดกอนและรอนซื้อบ้านเรือน) ๒๕. ตักน้ำมื้อเช้า ตําข้าวมื้อแลง คะลํา ๒๖. เอาล้อเกวียน ตีนเกวียนที่หักแล้วไปฮองตีนบันได คะลํา ๒๗. คะลําน้ำ กินต่อน คะลํา (เข้าทํานองเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง) ๒๘. เพิ่นบ่เอ็นโตขาน เพิ่นบ่วานโตซ่อย คะลํา ๒๙. บ่อนเข็ดบ่ยำคะลําบ่ย้าน คะลํา ๓๐. ใส่บาดถามเจ้าหัว คะลํา (ห้ามถามพระเวลาใส่บาตร) ๓๑. ขี้งอยขอน นอนสูบยา คะลํา ๓๒. อยู่ท่งสานวีอยู่ดีถามหมอ คะลํา (อยู่ทุ่งนาห้ามสานพัด อยู่สุขสบายห้ามถามหาหมอ) ๓๓. ฮากไม้สอนขวาน คะลํา (ห้ามรากไม้สอนด้ามขวาน) ๓๔. ไม้ขอนหาขี้เข็บ คะลำ (ห้ามฟื้นฝอยหาตะเข็บ) ๓๕. เฮ็ดต่างลี้ ขี้ต่างเซามีแฮง คะลํา (ห้ามทํางานหลบ ๆ เลี่ยง ๆ และนั่งขี้เพื่อจะได้มีเวลา พักเหนื่อย) ๓๖. ขี้คันคากจาแบกขอนยาง คะลํา (คางคกพูดสาวหาวว่าตนแบกขอนยางได้ไม่ดี)
๘๐ ๓๗. ตีเหล็กต่อหน้าช่าง คะลํา ๓๘. ดันผีให้ลุก ปลุกผีให้นั่ง คะลํา ๓๙. หมาเข้าบ้านบ่ด่อมหาง คะลํา ๔๐. ย้ายคันแทนา ย้ายผักตูเฮือน ถมน้ำออกบ่อ ขุดจอมปลวก ไปถมบวกหมู ปลูกเฮือน กวมทาง กวมตอ คะลํา (ห้ามย้ายคันนาหนึ่ง ย้ายประตูบ้าน ถมน้ำซับ ขดดินจากจอมปลวก เพื่อนําไป ถมปลักหมูนอน ปลูกเรือนคร่อมถนนหนทางและตอไม้) ๔๑. เอาของใช้ไว้ปนกับของประดับ คะลํา ๔๒. เฮือนสองหลัง เฮ็ดเป็นหลังเดียว คะลําหลาย ๔๓. ผัวเมียผิดกัน ข่มเหงกัน ด่าป้อยญาติกัน คะลํา ๔๔. จ่ายเงินแดง แปงเงินขวาง คะลํา ๔๕. ตีหมูซา ด่าหมาเสียด หัวซาเด็กน้อย หัวซาทุกคน คะลํา ๔๖. เอาลูกสาวลูกชายเป็นเมียเป็นผัว เอาคนใช้เป็นเมียเป็นผัว คะลํา ๔๗. เห็นเมียท่านท่า เห็นหน้าท่ายิง คะลํา (เห็นภริยาคนอื่นแล้วท้าทาย พอเห็นหน้าเจ้าตัว เขายิงทันที ไม่ดี) ๔๘. หัวโล้นอยากลํา หัวดําอยากเทด คะลํา ๔๙. เล่นเจ้าหัว เล่นผัวเพิ่น คะลํา (ห้ามเป็นชู้กับพระสงฆ์ และเป็นชู้กับสามีหญิงอื่น) ๕๐. บวดเป็นชี หนีจากบ่อน คะลํา (บวชเป็นชีแล้วหนีจากวัดที่บวชไปอยู่วัดอื่น) ๕๑. ความลับไปฮู้เถิงสอง คะลํา (ห้ามนําความลับไปเล่าให้รู้ถึงสองคน) ๕๒. นาสองเหมือง เมืองสองท้าว ข้าวสองเขย คะลํา (ห้ามทํานาที่มีร่องน้ำสองร่อง ประเทศ หนึ่งห้ามมีผู้ปกครองสองคน ห้ามลูกเขยสองคนอยู่ร่วมหลังคาเรือนเดียวกัน) ๕๓. หญิงสองผัว เจ้าหัวสองวัด คะลํา (ไทสกล, ๒๕๖๑: ออนไลน์) ๖. การสูดขวัญต่าง ๆ พิธีการสู่ขวัญ ความหมายของขวัญ คำว่า "ขวัญ" ตามที่เข้าใจกันมีความหมายเป็น ๒ อย่าง คือ หมายถึง ขนที่ขึ้นเวียนกันเป็นกันหอย โดยมากมีที่ศีรษะ แต่อาจมีตามร่างกายส่วนอื่นก็ได้ และอีกอย่างหนึ่ง เป็น นามธรรมอันหนึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนคล้ายกำลังของจิต นิยมกันว่า มีอยู่ในตัวหรือประจำชีวิตของมนุษย์และ สัตว์ ตลอดสิ่งของบางอย่างตั้งแต่เกิดหรือสร้างขึ้นมา และเชื่อกันว่า ถ้าขวัญอยู่กับเนื้อกับตัวก็เป็นสิริมงคล เป็นสุขสบาย ทำให้จิตใจมั่นคง ตลอดปลอดภัย ถ้าหากตกใจหรือขวัญเสีย ขวัญก็มักออกจากร่างหรือออกจาก สิ่งนั้นไป อาจทำให้คน สัตว์ หรือ สิ่งของนั้นได้รับผลร้ายหรืออันตราย นอกจากคน ที่นิยมว่ามีขวัญ และ
๘๑ ทำการสู่ขวัญ ได้แก่ สัตว์ใหญ่ ซึ่งคนใช้เป็นพาหนะและใช้งานต่าง ๆ เช่น ควาย วัว ช้าง ม้า เป็นต้น เพราะคน ถือว่าสัตว์เหล่านี้มีบุญคุณ บางโอกาสจึงทำพิธีสู่ขวัญให้ด้วย นอกนี้ สิ่งที่มีค่าหรือที่ใช้เป็นประโยชน์สำคัญ ก็นิยมว่ามีขวัญและสู่ขวัญให้สิ่งนั้นด้วย เช่น เรือน ล้อเกวียน รถยนต์ ปืน เป็นตัน การสู่ขวัญเป็นพิธี เรียกขวัญตามความหมายอย่างหลังนี้ นอกนี้ คำว่า "ขวัญ" ยังใช้เป็นคำเรียกสิ่งอันเป็นที่รักหรือที่ดีอีกด้วย เช่น ขวัญใจ ขวัญตา เมียขวัญ จอมขวัญ ขวัญเมือง ฯลฯ ความหมายบางคำเกี่ยวกับพิธีสู่ขวัญ บาศรีคำ บาศรีเป็นคำเรียกพิธีสู่ขวัญ บางทีเรียกบาศรีสูตรขวัญ ซึ่งเป็นประเพณี ดั้งเดิมเก่าแก่นิยมทำกัน มาถือว่าเป็นมงคลอาจทำให้เกิดความสุขสวัสดีและบางท่านอธิบายว่า เหตุที่เรียกว่าบาศรี คงจะเนื่องมาจาก เป็นพิธีที่บุคคลชั้นเจ้านายผู้ใหญ่ทำกัน จึงมีคำว่า บา อยู่ด้วย บา ในภาษาโบราณอีสานเป็นคำนำหน้าเรียก เจ้านาย เช่น บาคราญ บาท้าว บาบ่าว บาบ่าวท้าว บาคราญท้าว เป็นต้น คำว่า บาศรึ จึงคงหมายถึงทำพิธีสิริ มงคลให้แก่ บุคคลชั้นผู้ดีหรือชั้นสูง บายศรีตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแปลว่า ข้าวอันเป็นสิริ ขวัญข้าว ภาชนะใส่เครื่อง สังเวยในพิธีทำขวัญ เนื่องจากการทำพิธีสู่ขวัญ มีข้าว ขนม ข้าวต้ม เป็นเครื่องประกอบอันสำคัญ การทำพิธี เรียกขวัญ จึงเรียกว่า บายศรีสู่ขวัญ สูตขวัญหรือสูดขวัญ เป็นคำศัพท์เก่าหรือคนสมัยเก่านิยมเรียก คงใช้ตรงกับ ความหมายคำสมัยนี้ ว่าสวด เช่น แต่ก่อนเรียกสูตมนต์ เดี๋ยวนี้เรียก สวดมนต์ เป็นตันแต่ความหมายของสูตนี้ ถ้าพิจารณาถึง พิธีการเรียกขวัญแล้วคงหมายถึง การกล่าวคำเรียก ขวัญหรือเชิญขวัญสำหรับคนที่ขวัญอ่อนหรือคนที่ขวัญ หนีออกจากร่าง ดังนั้นการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญให้คนป่วยไข้ก็ดี คนที่ประสบอุบัติเหตุขวัญหนีดีฝ่อก็ดี มักนิยมเรียกว่า "สูตขวัญ" เช่น สูตขวัญพา สูตขวัญกล่อง ให้คนป่วยไข้ เป็นต้น สู่ขวัญ เป็นการเรียกทำพิธีเชิญหรือเรียกขวัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้รับทำพิธี และ เป็นคำนิยมเรียก พิธีเชิญขวัญสมัยปัจจุบัน แต่คำ "สู่ขวัญ" นี้ ตามความหมายเดิมเข้าใจว่า คงหมายถึงการเรียกขวัญหรือเชิญ ขวัญกับผู้มีขวัญปกติ ไม่เจ็บป่วยไข้อะไร แต่ทำพิธี เพื่อเป็นการส่งเสริมเพิ่มเติมสิ่งที่เป็นมงคลให้เกิดแก่ผู้รับ การสู่ขวัญยิ่งขึ้น คือ คนนั้นปกติ ขวัญดีอยู่แล้ว แต่ทำเพื่อให้มีความสุขความเจริญก้าวหน้าหรือดีงามยิ่ง ๆ ขึ้นอีกพิธีสู่ขวัญบ่าวสาว สู่ขวัญนาค สู่ขวัญพระภิกษุสามเณร สู่ขวัญเจ้านาย เป็นตัน การสู่ขวัญหรือสูตขวัญ การสู่ขวัญหรือสูตขวัญของชาวอีสาน คงวิวัฒนาการมา จากพิธีพราหมณ์ เพราะบรรพบุรุษเคยนับถือทั้งพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ การสู่ขวัญ เป็นเรื่องเกี่ยวกับขวัญและจิตใจ เพื่อหาทางก่อให้เกิดขวัญหรือกำลังใจดีขึ้น ซาวอีสานเห็น ความสำคัญทางจิตใจมาก ดังนั้นวิถีการดำเนินชีวิต แทบทุกอย่าง จึงมักจะมีการสู่ขวัญควบคู่ กันไปเสมอ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเรียกร้องพลังทางจิต จะได้ช่วยให้ มีพลังใจเข้มแข็งสามารถฟัน ฝ่าอุปสรรคหรือภัยพิบัติได้นั้นเอง จึงเป็นประเพณีถือปฏิบัติยั่งยืนมาจนสมัยนี้
๘๒ การสู่ขวัญเป็นประเพณีโบราณที่บรรพบุรุษได้เคยประพฤติปฏิบัติสืบต่อ ๆ กันมา ช้านาน โดยเชื่อ ว่า เป็นสิริมงคลแก่การเป็นอยู่หรือช่วยให้เกิดมงคลและอยู่ด้วยความสวัสดีมี ชัย มีโซคลาภยิ่งขึ้น ทำให้ชีวิต ดำรงอยู่ด้วยความราบรื่น และอาจดลบันดาลให้ผู้ที่เคราะห์ ร้ายหายจากสรรพเคราะห์ทั้งปวงด้วยถ้าเป็นสัตว์ และสิ่งของก็จะช่วยดลบันดาลให้สัตว์และ สิ่งของนั้นนำโชคลาภมาสู่เจ้าของ หรือเป็นสีริมงคลแก่สัตว์และ สิ่งของนั้น ๆ แต่การสู่ขวัญ ต้องอาศัยคนเฒ่าคนแก่ ผู้เป็นนักปราชญ์ผู้ฉลาดหรือผู้รู้วิธีทำ ซึ่งเรียกว่า "หมอขวัญ" หรือ "พราหมณ์" สู่ขวัญให้ จึงจะเป็นสิริมงคลได้ผลดีสมความปรารถนา ถ้าหากทำไปสักแต่ ว่าทำไม่มีพิธีการอันแนบเนียนก็จะมีผลน้อยเพราะการทำพิธีนี้เกี่ยวกับจิตวิทยาอย่างหนึ่งด้วย ถ้าผู้ทำเป็น ผู้ฉลาดในพิธีการ ตั้งอกตั้งใจทำจริง ๆ มุ่งหวังให้เป็นสิริมงคลแก่ผู้รับขวัญ หรือ แก่สัตว์และสิ่งของของผู้รับ การสู่ขวัญจริง "1 อย่างนี้จึงจะได้รับประโยชน์จากการสู่ขวัญนั้น สาเหตุที่มีการสู่ขวัญ เหตุที่จะมีการสู่ขวัญ ปกติมีอยู่ ๒ ประการด้วยกัน เพราะปรารภในเหตุที่ดี อย่างหนึ่ง และปรารภในเหตุไม่ดีอย่างหนึ่ง การสู่ขวัญเนื่องในเหตุที่ดี ก็ได้แก่ การทำเนื่องในการได้รับ โชคลาภหรือสิ่งที่พึ่งพอใจ เช่น ไปค้าขายได้เงินทองมามาก ได้เลื่อนยศฐาบรรดาศักดิ์ แต่งงานใหม่ ขึ้นบ้าน ใหม่ เจ้านายหรือผู้ใหญ่ ที่เคารพไปมาหาสู่ จากบ้านไปนานแล้วกลับมาเยี่ยมบ้าน ได้ลาภพิเศษอย่างใด อย่างหนึ่ง เป็นตัน ถ้าเป็นสัตว์ หรือสิ่งของก็ได้สัตว์หรือสิ่งของนั้นมาใหม่สัตว์หรือสิ่งของนั้นใช้งานเสร็จไป ตอนหนึ่ง เป็นตัน ก็ทำพิธีสู่ขวัญส่วนเหตุในทางไม่ดี จัดการสู่ขวัญเพื่อเป็นการเสดาะเคราะห์ให้หาย เสนียด จัญไรต่าง ๆ เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย หรือหายจากป่วย ได้รับความตกใจหรือออกสั่นขวัญหายจากเหตุการณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง เคราะห์ร้ายเสียทรัพย์สินเงินทองเกินร้อยความ สัตว์หรือสิ่งของหายแล้วได้คืนมา เป็นต้น ก็ทำการสู่ขวัญเพื่อเรียกขวัญหรือเชิญ ขวัญมา เพื่อให้ขวัญผู้นั้นมาอยู่กับเนื้อกับตัว จะได้ทำให้จิตใจของผู้นั้น มีความสุขสบายหรือ หายจากเคราะห์เข็ญต่าง ๆ ส่วนสัตว์และสิ่งของก็จะได้หายจากภัยพิบัติ การสู่ขวัญ มีหลาย ประเภท เช่น สู่ขวัญคนทั่วไป สู่ขวัญคนป่วย สู่ขวัญเด็กน้อย สู่ขวัญคนออกกรรม (อยู่ไฟ) สู่ขวัญหนุ่ม สาวหรือแต่งงาน สู่ขวัญนาค สู่ขวัญพระสงฆ์ สู่ขวัญพระพุทธรูป สู่ขวัญเรือน สู่ขวัญลาน สู่ขวัญเล้าข้าว สู่ขวัญควาย สู่ขวัญช้าง สู่ขวัญเกวียน สู่ขวัญรถยนต์ สู่ขวัญปืน เป็นต้น วิธีทำการสู่ขวัญ การทำพิธีสู่ขวัญโดยทั่วไป มีวิธีทำคล้าย ๆ กัน แต่บางท้องถิ่น อาจทำแตกต่างกัน บ้าง แม้ในท้องถิ่นเดียวกัน ผู้ทำหน้าที่สู่ขวัญหรือสูตขวัญอาจมีวิธีการ ปลีกย่อยไปบ้าง ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความนิยม ความเชื่ออถือของบุคคลแต่ละท้องถิ่น ความคิดเห็นของผู้กระทำพิธีด้วย ที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นวิธีการสู่ขวัญทั่ว ๆ ไป การทำพิธี เรียกขวัญ เพื่อให้ขวัญหรือกำลังใจดีนั้น อาจทำได้ ๒ วิธี แล้วแต่ศรัทธา หรือความประสงค์ ของผู้จัด ได้แก่ วิธีที่ ๑ การจัดให้มีการสู่ขวัญตามพิธีทางศาสนาพราหมณ์อย่างเดียว วิธีนี้ เมื่อจัดพาขวัญหรือ เครื่องขวัญเสร็จก็ทำพิธีสู่ขวัญเลยทีเดียว วิธีที่ ๒ จัดให้มีพิธีทางศาสนาพุทธและพิธีทางศาสนาพราหมณ์ด้วย วิธีดำเนินการ โดยมากจัดพิธี ทางศาสนาพุทธก่อน คือ นิมนต์พระสงฆ์อย่างน้อย ๕ รูป อาจเป็น ๗ รูปหรือ* รูป ก็ได้มาเจริญพระพุทธ
๘๓ มนต์ โดยตั้งบาตรหรือหม้อน้ำมนต์ มีด้ายสายสิญจน์วงรอบพิธี มีการไหว้พระ รับศีล พระสงฆ์เจริญพระพุทธ มน และถ้าหากมีกำลังศรัทธาพอ ก็มีการถวาย ภัตตาหารเช้าหรือเพล ถวายเครื่องไทยทาน และรับพรจาก พระสงฆ์ เสร็จแล้วพระสงฆ์สวด ชยมงคลคาถาพร้อมประน้ำพระพุทธมนต์ เมื่อเสร็จพิธีทางพุทธศาสนาแล้ว จึงทำพิธีทาง ศาสนาพราหมณ์คือสู่ขวัญโดยมีคนเฒ่าคนแก่ผู้มีความรู้ความชำนาญในทางเรียกขวัญ ทำพิธีสู่ ขวัญให้อีกทีหนึ่ง ตามวิธีที่ ๑ การทำพิธีสู่ขวัญ ต้องมีการจัดแต่งพาขวัญ พร้อมเครื่องขวัญต่าง ๆ ใดยทั่วไปมีพิธีดังนี้ (๑) พาขวัญ จะทำบายศรีซ้ายขวาหรือจะทำพาขวัญพาเดียวก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่ ความสะดวก เหมาะสมและความนิยมของแต่ละท้องถิ่น และพาขวัญจะทำชั้นเดียว สามชั้น ห้าชั้นหรือเจ็ดชั้น ก็แล้วแต่ ความสะดวก ความเหมาะสมและความสามารถของผู้เป็นเจ้าของ ขวัญหรือผู้จัดงานพิธี ส่วนการสูตขวัญหรือ การเรียกขวัญสำหรับคนโซหรือคนป่วย อาจมีแต่ เครื่องขวัญใส่พาข้าวหรือกล่องข้าวก็ได้ ถ้าใส่กล่องข้าว เรียกว่า "สูดขวัญกล่อง" การจัดพา ขวัญจะทำบายศรีมีดอกไม้ประดับอย่างสวยงามทุกชั้น ถ้าเป็นพิธีสู่ขวัญ บ่าวสาวมักนิยมใช้ ดอกฮัก (ดอกรัก) และดอกบานไม่รู้โรย ถือว่าเป็นดอกไม้มงคล มีความหมายขอให้คู่บ่าว สาว รักกันอย่างไม่มีวันจืดจาง บายศรีชั้นล่างสุด นอกจากดอกไม้ จะมีเมี่ยง หมาก ข้าวเปลือก ข้าวสาร กลัวย อ้อย ข้าวต้มมัด ขนม ธูปเทียน ไก่และไช่ต้ม เนื้อ ปลา ข้าวเหนียวนึ่ง ๑ ปั้น ขั้นถัดไปก็ประดับด้วยดอกไม้ อย่างสวยงามทุกชั้น ชั้นสูงสุดมีฝ้ายผูกแขน เทียนเวียนหัวใส่ ตรงยอดสุดของบายศรี (เทียนเวียนหัว คือ เทียนที่มีความยาววัดรอบศีรษะ) และถ้าเป็นพิธี เรียกขวัญบางอย่าง อาจมีเทียนยาวขนาดเท่าลำตัวหรือเทียน คำ (แค่) คิง (วัดจากสะดือถึง ซอกคอ) ของผู้รับการสู่ขวัญด้วย พร้อมผ้าผืนแพรวารอบพาขวัญ และถ้าสู่ขวัญ คนจะมี เครื่องสำอางต่าง ๆ เช่น หวี แว่น (กระจก) น้ำอบ น้ำหอม หากไม่ใส่ในพาขวัญ จะใส่ใน พานรวมกับ พาเสื้อพาผ้าก็ได้ นอกนี้ จัดพนหรือถาดใส่เสื้อผ้าของเจ้าของขวัญ เรียกว่า "พาเสื้อพาผ้า" ตั้งไว้ข้างพาขวัญอีก ด้วย เครื่องคาย (เครื่องบูชาครู) ของ "หมอขวัญ" คือผู้ทำพิธีสู่ขวัญ มีขันห้า คือ ดอกไม้และเทียนอย่างละห้า คู่ เงินใส่ซวย (กรวย) ใบตอง พร้อมดอกไม้และเทียนอย่างละ ๑ คู่เงินค่าคายจะใส่เท่าใดตามศรัทธาหรือฐานะ ของผู้รับ การสู่ขวัญ คือ ถ้าเจ้าของขวัญเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่หรือมีเกียรติสูง ก็ใส่มากหน่อย ส่วนชาวบ้าน ธรรมดาก็ใส่ตามจำนวนพอสมควรหรือตามความนิยมของท้องถิ่นนั้น ๆ นอกนี้ อาจมีสุรา ขวดน้ำ แก้วน้ำและ อาหารใส่ถาด ๑ ชุด (๒) การสวดหรือสูดขวัญ ให้ผู้รับการสู่ขวัญหรือเจ้าของขวัญนั่งพับเพียบประ- นมมือ หรือ มือขวาจับพาขวัญ (นอกจากสู่ขวัญหรือสูตขวัญคนป่วยซึ่งไม่สามารถลุกขึ้นนั่งได้) โดยหันหน้าไปทางทิศใจ เป็นหรือทิศราศีประจำวันนั้น " ตั้งจิตให้แน่วแน่ อย่าคิดไปทางอื่น พยายามสำรวมใจให้ดี คือ ตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้เทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ดลบันดาลให้เป็นไปดังหมอขวัญสวดว่า ส่วนญาติพี่น้องนั่ง ล้อมทางด้านหลังและด้านช้าง ผู้นั่งใกล้เอา มือจับข้อศอกหรือแขนหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของผู้รับการสู่ขวัญ หรือประนมมือก็ได้ และพา กันตั้งจิตอธิฐานขอให้เจ้าของขวัญมีความสุขความเจริญและมีอายุยืนยาว เป็นต้น สำหรับราศีประจำวันหรือทิศใจเป็น ซึ่งผู้รับการสู่ขวัญจะหันหน้าไปยังทิศนั้น ๆ มีดังนี้
๘๔ วันอาทิตย์ ราศีอยู่ทิศ อุดร วันจันทร์ “ ” หรดี วันอังคาร “ ” อีสาน พุธ “ ” บุรพา วันพฤหัสบดี “ ” อาคเนย์ วันศุกร์ “ ” พายัพ วันเสาร์ “ ” ทักษิณ และห้ามหันหน้าไปสู่ทิศราหูประจำวันหรือทิศใจตาย ดังต่อไปนี้ วันอาทิตย์ ราหูอยู่ทิศ ทักษิณ วันจันทร์ “ ” อีสาน วันอังคาร “ ” หรดี วันพุธ “ ” ประจิม วันพฤหัสบดี “ ” พายัพ วันศุกร์ “ ” อาคเนย์ วันเสาร์ “ ” อุดร มีข้อสังเกต เมื่อเราจำราศีประจำวันหรือทิศใจเป็นได้แล้ว ทิศราหูหรือทิศใจตาย จะอยู่ ตรงกันข้ามและข้อควรปฏิบัติในการทำการมงคลก็ดีการไปมาค้าขายหรือไปหาโซคลาภก็ดี ควรหัน หน้าไปสู่ทิศใจเป็นหรือทิศราศีประจำวันจึงจะดี และควรพยายามเว้นหันหน้า ไปสู่ทิศราหูหรือทิศใจ ตาย เมื่อเตรียมพาขวัญพร้อม ผู้รับทำพิธีบายศรีนั่งพับเพียบเรียบร้อย ถูกต้องตาม ทิศทาง ดังกล่าวและได้เวลาแล้ว ผู้ประกอบพิธีหรือหมอขวัญก็เริ่มทำพิธีสู่ขวัญต่อไป พิธีการขั้นต้น ๑. ผู้สวดนั่งพับเพียบ ก่อนจะสวดทำการจุดเทียนเวียนหัวและเทียน ยาวขนาดลำตัว ๒. กราบพระรัตนตรัย และถ้ามีพระสงฆ์อยู่ด้วยก็กราบขอโอกาสท่านก่อน ๓. ประนมมือ จับด้ายสายสิญจน์ ตั้งจิตอธิษฐานขอให้ความสุขความเจริญจง มีแก่เจ้าของ ขวัญ แล้วป่าวอัญเชิญเทวดาอารักษ์ให้ลงมาฟังและเป็นพยานในพิธีด้วย ความ เคารพ และขอให้ดลบันดาล ให้เจ้าของขวัญ ประสบความสุขความเจริญ วิธีกล่าวคำ
๘๕ อัญเชิญเทวดา จะกล่าวเป็นภาษาไทยฟื้นบ้านไหว้วอนเอาตามใจชอบก็ได้หรือจะว่า สัคเคฯ เป็นภาษาบาสีก็ได้ แล้วแต่สะดวก คำกล่าวสัคเคฯ มีดังนี้ “ลัคเค กาเม จะรูเป ศิริสิชะ ระตะฎ จันตะลิกเข วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะคาม ตะรุวะนะคะหะเน เค หวัดถุมหิ เขดเต กุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละ วิสะเม ยักขะ คันธัพพะ มาคา ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะ ระ วะจะนัง สายะไว เม สุณันตุ ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ๔. ว่า นโมฯ ๓ จบ ว่าไตรสรณคมน์ แสดงตนถึงพระรัตนตรัย คือ พระพุท พระธรรม พระสงฆ์ว่า พุทขัง สรณัง คัจฉามิ ฯลฯ ไปจนถึง ตะติยัมปี พุทขัง สรณัง คัจฉามิ ฯลฯ และสวดพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ คือ อิติปิโส ภควา ฯลฯ สวากชาโต ฯลฯ สุปฏิปันโน ฯลฯ จนจบ พิธีการขั้นสู่ขวัญ เมื่อเสร็จพิธีขั้นต้นทั้ง ๔ ประการดังกล่าวแล้ว จึงเริ่มกล่าวคำสู่ขวัญ ก่อนจะ สวดคำสู่ขวัญ ถ้าหากมีเวลาพอ ก็ให้ว่าคำเชิญขวัญเสียก่อนทุกครั้งที่มีการสู่ขวัญ การเชิญขวัญ เป็นพิธีที่ดี อย่างหนึ่ง คือ เราขอความสำร็จและความศักดิ์สิทธิ์จากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเทวดาฟ้าดินอินทร์ พรหม ฯลฯ ผู้มีอิทธิฤทธิ์มาประสิทธิ์ประสาทพรให้ ผู้กล่าวคำอัญเชิญขวัญจะได้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์และเป็น มงคลแก่ผู้รับการสู่ขวัญนั้นจะได้หายจาก เคราะห์เข็ญและมีความสุขความเจริญสมดังความปรารถนา เมื่อกล่าวคำอัญเชิญขวัญเสร็จ หรือจบจึงสวดคำสู่ขวัญต่อไป คำสู่ขวัญที่จะกล่าว จะว่าคำสู่ขวัญอะไร ก็เลือกว่าเอาตามต้องการ ให้เหมาะสม กับการสู่ขวัญ ประเภทนั้น ๆ วิธีว่าคำสู่ขวัญควรว่าเป็นทำนองให้ชัดเจน ให้สละสลวย เสียงอ่อนนิ่มไพเราะเสนาะโสต ชัดถ้อยชัดคำ ให้เป็นที่เย็นหูแก่ผู้ฟัง ผู้รับการสู่ขวัญฟังแล้ว เกิดความซาบซึ้งชื่นใจ ดีใจ มีศรัทธาประสาทะ อุตสาหะในการกระทำความดียิ่งขึ้น เป็นเหตุ ให้เกิดสิริมงคลแก่เจ้าของขวัญ พราะทำให้มีความสุขใจ ถ้าหาก ป่วยไข้ก็จะหายจากโรคาพา ทั้งปวง และเมื่อได้ฟังคำอันเป็นสุภาษิต จะทำให้มีกำลังใจดีขึ้น ถ้าได้ดีก็จะรักษา คุณความดี ไว้ให้คงทน ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเกินไปจนลืมตัว เมื่อสวดคำสู่ขวัญจบแล้วก็ว่า สัพพะพุทธานุภาเวะ สัพพะธัมมานุภาเวนะ สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภวันตุเต และอาจว่า ยะถา สัพพี ฯลฯ และภวะตุ สัพ ฯลฯต่อไปอีกก็ได้ เป็นจบพิธีการสวดคำสู่ขวัญทั่วไป เมื่อจบคำสู่ขวัญแล้ว สำหรับการสู่ขวัญคนทั่วไป ตามประเพณีโบราณ มักจะทำ พิธีกรรมต่ออีกอย่างหนึ่งเรียกว่า "ฟายเหล้า"หรือ "กำมิตฟาย" โดยผู้ทำการสู่ ขวัญหรือหมอขวัญเป็นผู้หยิบใบพลูใบคูนใบยอ หรือดอกไม้ในพาขวัญมาจุ่มลงในน้ำเหล้าหรือน้ำหอม พร้อมกล่าวคำฟายเหล้าหรือกำมิตฟาย ไปพร้อมกับสลัดน้ำเหล้า หรือน้ำหอมใส่มือหรือ ศีรษะผู้รับการสู่
๘๖ ขวัญ เป็นพิธีขับเสนียดจัญไรเคราะห์เข็ญต่าง ๆ ออกไปจากผู้รับการสู่ขวัญ และมีการอวยพรให้ด้วย จบแล้ว จึงทำการผูกแขนต่อไป ก่อนจะผูกแขน ผู้ทำการสู่ขวัญจะเอาไก่ต้ม ฉีกเอาเฉพาะเนื้อดี ๆ สัก ๑ ชิ้น ไซไก่ ปอกแล้วบางส่วน ข้าวเหนียวนึ่ง ๑ คำ หมาก ๑ คำ บุหรี่ ๑ มวน (เฉพาะสู่ขวัญให้ผู้ชาย) กลัวย อ้อย ข้าวต้มมัด ขนม อย่างละ ๑ ขึ้น ใส่ในมือผู้ริบการสู่ขวัญ แล้วผู้ทำการสู่ขวัญเอา ฝ้ายผูกแขนเส้นยาว ๆ หรือด้ายสายสิญจน์ ก็ได้ มาผูกแขนผู้รับการสู่ขวัญ ผูกเสร็จผู้ทำการ สู่ขวัญจับด้ายโยงไว้ พร้อมสวดคาถา อะภะยะปะวิตขึ้นตัน ว่า "ยันทุนนิมิตตังฯลฯ ไปจนจบ แล้วสวด "ชะยันโต ฯลฯ" แล้วกล่าวคำผูกแขนหรือคำอวยพรอื่น ๆ เช่น คาถาพุทธมนต์ เช่น ยะถา สัพพี ฯลฯ อันใดที่เห็นว่าดีงามก็ว่าได้ตามความต้องการ แล้วแต่จะเห็นสมควร จบแล้ว ผู้สู่ขวัญจึงดึงฝ้ายที่มัดโยงให้ขาด ให้เหลือเฉพาะตอนที่มัดติดกับข้อมือเท่านั้น พอผูกแขนเสร็จ ผู้รีบการสู่ขวัญยกมือไหว้รับพรแล้วจะกินข้าวและอาหารในมือพอเป็นพิธี ต่อจากนั้นผู้มาร่วมพิธีสู่ขวัญจะเอาฝ้ายผูกแขน ทำการผูกแขนให้ผู้รับการสู่ขวัญได้ ตามความ ต้องการ ผู้ใดจำคำผูกแขนได้ก็ว่าคำผูกแขนทำนองเรียกขวัญและอวยพรด้วย ถ้าไม่ได้มากจะว่าเฉพาะให้พร ๔ ประการ คือ อายุ วรรโณ สุขัง พลัง เท่านี้ก็ใช้ได้ บางแห่ง นิยมผูกแขนข้างซ้ายก่อนผูกข้างขวา เพราะถือว่า แขนซ้ายเป็นสภาพเดิมของกำเนิด ไม่มีการ เปลี่ยนแปลงและเป็นสภาพอ่อนแอจึงสมควรได้รับการเอ็นดูก่อน บางแห่งก็ผูกให้ผู้หญิงแขนซ้าย ผู้ชายผูกให้แขนขวา แต่โดยทั่วไป ใครประสงค์จะผูกแขนไหนก็ได้ไม่มีผิด แล้วแต่ความสะดวก ขณะผูกแชน ผู้ผูกจะให้ของขวัญ เช่น เงิน ทอง ฯลฯ ก็มอบให้ตอนนี้ได้ และผู้รับการ สู่ขวัญจะให้ของตอบแทนผู้มาร่วมพิธี โดยจะมีผู้คอยแจกให้แทน (การให้ของขวัญตอบแทน เช่นนี้ ส่วนมาก ทำเฉพาะพิธีแต่งงานเท่านั้น) ฝ้ายผูกแขนนิยมทำด้วยด้าย ๓ เส้น คงให้มี ความหมายเทียบกับพระรัตนตรัย หรือแก้ว ๓ ประการ แต่จะทำด้วยด้ายมากกว่านี้ คือ เป็น ๕ เส้น ๘ เส้น หรือ ๙ เส้นก็ได้ สำหรับพิธีแต่งงาน เมื่อผูกแขนเสร็จ อาจให้คู่บ่าวสาว ทำพิธีกราบไหว้เฒ่าแก่ทั้งสองฝ่าย ซึ่งเรียกว่า "สมา" หรือ"สมมา" พอกราบไหว้เสร็จและ รับพรจากผู้เฒ่าผู้แก่แล้วคู่บ่าวสาวจะมอบดอกไม้ และเทียนอย่างละ ๑ คู่ ซึ่งปกติ ใช้ดอกรัก และพันด้วยใบดอกรักแก่ผู้เฒ่าผู้แก่ และอาจมอบของฝาก เช่น ที่นอน หมอน ฯลฯ แก่ญาติ ผู้ใหญ่ เป็นพิเศษด้วย เมื่อผู้มาร่วมพิธีทำการผูกแขนจนทั่วกันแล้ว ภายหลังนั้นมักจะมีการ เลี้ยงข้าวปลาอาหารและ เครื่องดื่มแก่ผู้มาร่วมงาน เป็นเสร็จพิธีสู่ขวัญ พิธีสู่ขวัญที่กล่าวมาแล้วนี้ เป็นการปฏิบัติโดยทั่ว ๆ ไป แต่สำหรับการสู่ขวัญอื่น ๆ บางอย่าง เช่น สู่ขวัญคนป่วย สู่ขวัญแม่ออกกรรม (ออกจากผู้ฟใหม่ ๆ) สู่ขวัญเด็ก สู่ขวัญนาค สู่ขวัญพระภิกษุ สามเณร สู่ ขวัญเรือน ฯลฯ อาจมีเครื่องขวัญและพิธีปลีกย่อยเป็นพิเศษไป กว่านี้บ้าง สำหรับการสู่ขวัญสัตว์และ สิ่งของก็เช่นกัน ก็จัดทำให้เหมาะสมแก่สัตว์และสิ่งของ นั้น ๆ อุปกรณ์การสู่ขวัญอาจมีพิศษถ้าเป็นช้าง วัว ควาย ก็มีหญ้า ยอดอ้อย เป็นตัน และ การปฏิบัติในการใช้ฝ้ายผูกแขนกับสัตว์ เช่น สู่ขวัญช้าง อาจเอาฝ้ายผูก ที่งา สู่ขวัญวัว ควาย ใช้ฝ้ายผูกที่เขาถ้าหากไม่มีเขาก็ผูกที่โคนหู และบางทีก็ใช้วิธีเสกน้ำมนต์แล้วเอาน้ำมนต์
๘๗ รดสัตว์และสิ่งของนั้น ๆ ด้วยก็มี ทั้งนี้ แล้วแต่ความเหมาะสมและความนิยมของแต่ละท้องถิ่น ดังกล่าวแล้ว ข้างต้นเป็นสำคัญ คำเชิญขวัญและสู่ขวัญทั่วไป คำเชิญขวัญ (ใช้สวดก่อนกล่าวกำสู่ขวัญ) ศรี ศรี สิทธิพระพร บวรดิเรก อเนกเตโซ ชยะมังคละ มหาสิริมังคเลศ ศาตเพท พร้อมอาคม ขุนบรมปูนแปลงไว้แล้ว ให้ลูกแก้วออกกินเมือง ฤทธิเฮือง ทะรงแท่น มื้อนี้แม่น มื้อมหาคุณขุนแถนดา แต่งแล้วให้ลูกแก้วกึ่งลงมา เป็นราชาครองสืบสร้างเมืองมิ่งกว้างนาครอง วันนี้ป่องเป็นโชค ไตรโลกเจ้า ย่อมลือชา ทะรงอินทานุภาพยิ่ง เป็นเจ้าจอมมิ่งเมืองแมน ทะรงแท่นแถนถนัดล้ำ มื้อนี้ซ้ำคูณคง พญา จัก ทะรงทศพิธราช พรหมนาถเหล่ พระอิศวรหลอนแถมโซค พระนารายณ์โยคสิทธิชัย ท้าวสหัสนัยน์ ประสาทฝนห่าแก้ว ใจผ่องแผ้วบริสุทธิ์ อุตตมะโซคอุตตมะโยค อุตตมะดิถี อุตตมะนาที อุตตมะศรี พิลาส อินทะพาสพร้อมไตรยางค์ ทั้งนาวางค์คาดคู่ พร้อมกันอยู่สอนลอน อาทิตย์จรจันทะฤกษ์ อังคารถึกมหาชัย พุธพฤหัสไปเป็นโซค ศุกร์เสาร์โยคเดซมุงคูล อันเป็นผลดีหลายประโยค คืออุตตมะ โชคแท้ดีหลี มเหสักขีหลิงล่ำโลก ให้เจ้าหายทุกข์โศกนานา พระอภัยราซาขึ้น ทะรงแท่น หายโพยภัย แม่นวันดี กัณหาชาลี เมื่อฮอดเมืองปู่ สถิตอยู่เย็นใจ ท้าวพญาสญไชย ภูวนาถ นิมนต์ราชปุตตา ให้ เป็นพระราชาคืนดังเก่าเป็นเจ้าเล่าสองที ก็แม่นมื้อนี้วันนี้ วันนี้เป็นวันดิถีทั้งห้า เจ้าฟ้าเล่าแถมคุณ พราหมณะปุนป่องราช พรแก้วอาจสิบประการ วรสารใตองอาจ ขึ้นสู่ราชเล็งโญ วันนี้พธิญาณตนหน่อ ฟ้า มีเดซกล้ำาเสวยเมือง พระบุญ เฮืองครองเมือง ตุ้มไพร่ ทศพิธราชไต่ตามธรรม จำนำสัตว์ให้พ้น วันนี้ดีลื่นล้นเหลือประมาณ หนุมานใจผ่องแผ้ว นีรมิตผาสาทแก้วก่อแปลงเมือง นาครองเฮืองทศราซ เชียงเครื่ออาจขุนเม็ง เงินยวงเซ็งเนาเนืองคับคั่ง สะพรั่งพร้อมฝูงหมู่เสนาเทวดามาเป็นบริวารแวดล้อม มาอยู่อ้อมหมู่ โยธา ทั้งนาคานาคีครุฑนาค ทุกภาคพร้อมธรณี เมขลาศรีสาวถ่าวเชื้อท่าน ท้าว ปรเมศวร บรบวนฤทธิ์เก่งกล้า เอาแผ่นฟ้าขี่ตางยานกุมภกรรณดาลยมราช จตุโลกอาจ องค์หลวง ทั้ง ดวงบนบุฮมเจ้าฟ้า เตซะกล้ากว่าสิ่งทั้งหลาย จึงยายยังพระพรและดวงซุ้ม ขอให้ลงมาตุ้มฝูงคน ให้ หายกังวลและเดือดร้อน โพยพยาธิ์ค่อนพ่ายหนีไป ทั้งภายในและ ภายนอก แดนด้าวขอกคีรี พระรัสสี สิทธิเดช จบเพทพร้อมอาคมนิยมประสิทธิ์ประสาธน์ พรแก้วอาจดวงดี มื้อนี้แม่นมื้อสันต์ วันนี้แม่นวัน ชอบ ทั้งประกอบด้วยฤกษ์ยามดี เป็นศรีสิทธิชยะมังคลาดิเรก อเนกสวัสดี แท้ดีหลี แลนา บัดนี้ ฝูงข้าน้อย มีใจชื่นช้อยยินสะออน ขอโอมอ่านอวยพรแก่………. ผู้ทะรงคุณคามมาก ข้าน้อยหากขอวอน คุณอนุสรณ์สามสิ่ง คือ พระรัตนตรัยแก้วกิ่งดวงดีกับทั้งคุณประเสริฐศรีทุกแห่ง ทุกแหล่งหลัาสรวงสวรรค์ ขออัญเชิญจงมาเสกสรรเป็นพระพุ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ อโรคยา ปฏิภาณะ อธิปติ คุณสารสมบัติทุกเยื่อง ขอให้เดชานุภาพกระเดื่องทั่วธรณี ดังแสงสุรีย์ ส่องสว่างใลก หายทุกข์โคกสวัสดี
๘๘ ชยะตุ ภะวัง ชยะดุภะวัง ชยะตุ ภะวัง ชยะมังคลัง ใหตุ สัพพะทา จงเป็นไซยะมุงคุล อันแวน ยิ่งถ้วนทุกสิ่งบริบูรณ์ นั้นเทอญ. คำทูลเกล้า ๆ ถวายพระพรบายศรีพระมหากษัตริย์ ศรี ศรี สวัสดีไมตรีสิทธิโชค ฝูงข้าพระบาททั้งหลาย หมายมีท้าวพญา เสนาอำมาตย์ บให้ขาด ทูลเกล้าฯ ถวายพระพรราชาบาศรี มีความจงฮักภักดิ์ในองค์พระบาทบให้ชาดทูล เกล้าฯอวยชัย แต่งใส่พาแล้วแห่เข้ามาในพระราชวัง ตั้งเลียนกันอยู่ในห้อง ฝูงพี่น้องหมู่วงศา ทั้งท้าวพญาและแสน หมื่น ชมชื่นมีใจใสศรัทธา พร้อมกันเข้ามาทูลเกล้าฯ ขอถวายประสิทธิ พร ให้แต่พระองค์สมเด็จ มหาราชาบพิตร เจ้าเป็นจอมหล้าในราชอาณา บัดนี้ ฝูงข้าพระบาททั้งหลาย ขอถวายพระพรแก้วสี่ประการ แถมสมภารไปทุกสิ่ง ไว้เป็น มิ่งมุงดุล ขอให้พระองค์มีบุญทะรงยศกว้าง ยูถ่างสร้างตั้งแต่งศีลทาน ตามบูฮาณฮีต คลอง พระพุทธเจ้า ตราบต่อเท้าห้าพันพระวัสสา พุ้นถ้อน ทุติยะ พระพรอันถ้วนสอง ฝูงข้าพระบาททั้งหลาย ขอถวายพระพรให้แด่พระองค์ ผู้มีสมภาร นองเนืองมาก บุญล้นหลากเหลือหลาย ผญาผายให้แผ่กว้าง เป็นที่ข้างแก่โลกโลกา ลือชาไปทุกแห่ง ตกแต่งพร้อมโมทนา ทั้งพญาและแสนหมื่น มาชาบพื้นพระบาทบาทา สักการะบูชา เท้าวันเทอญ ตติยะ พระพรอันถ้วนสาม ฝูงข้าพระบาททั้งหลาย ขอถวายพระพรดีพรงามให้แ พระองค์ เจ้าตนมีรัศมีรังสีเฮืองฮุ่ง เป็นดั่งแสงสุริยะพุ่งขึ้นมาพันเขายุคนธร ฝูงข้าพระบาททั้ง หลายขอถวาย ประสิทธิพระพร ให้แด่องค์สมเด็จราชามหาบพิตรเจ้า พร้อมทั้งองค์มเหสีราช เทวี พร้อมกับมีพระทัย เจริญทศราช ในผาสาทแก้วและเม็งซอน อนันต์นิกรนองแก้วกิ่ง ถ้วนทุกสิ่งเงินตรา หลายภาษาต่าง เมืองมาไหว้มีทั้งดอกไม้แก้วและเงินคำ เทียนคำนำมา ถวายพร่ำพร้อม มานบน้อมบูชา สัพพะโรคาสัง อย่ามาพานต้อง ขอให้พระองค์ทรงการปกครองตุ้มไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดินไกลฮอดแสนเมือง เตซะเฮืองดื่น เค้า ขอให้ช้อยประเทศ ท้าวเข้ามาน้อมนบไหว้เทียมตน ขอให้พระองค์ได้เถิงทศพลดวงผ่านแผ้ว คือ พระไตรปิฎก แก้วทั้งสามเท้าวันเทอญ จตุตถะ พระพรอันถ้วนสี่ ขอให้พรองค์ทงฤทธีแม้งตรัสส่องแจ้งสรญาณสมภารเฮืองทั่วโลก ข้ามพ้นจากโอฆะสงสาร ให้ได้เถิงถางดวงประเสริฐ ล้ำเลิศกว่านรเทพาป็นดั่งพระมโมคคัลลาห์และ สารีบุตร ตนบริสุทธิ์ด้วยอิทธิฤทธิ์ มีเครื่องสักการะบูชาพร่ำพร้อม มาอ่อนน้อมประนมกร ถวายพระพรทูลเกล้า แต่องค์สมเด็จมหาราชบพิตรเจ้า ฝูงชำพระบาททั้งหลายจึงพร้อมกันยอมือไหว้ นบน้อมไห้ประนมกรถวายประสิทธิพร์ไปบ่ได้ คลาดแคล้ว ให้แล้วด้วยนัยคาถาว่า ขยะตุ ภะวัง ชยะมังคะลัง ดังนี้แล .
๘๙ คำสู่ขวัญเจ้านายหรือข้าราชการขั้นผู้ใหญ่ ศรี ศรี สวัสดีชมชื่น ฮั่นๆ ก้องฟ้าใหญ่เอาชัย เสียงดังไปอยู่บ่ขาด มหาสังกาศ เผื่ยนราศีเป็น กาลฤดูแถมถ่าย พระสุริยะอาทิตย์ย้ายเข้าสู่เมษราศี เป็นวันตีเดือนหกออกใหม่ เพิ่มเลือกได้ว่าวันนี้ วันดีเป็นวันไชยดิถีออกใหม่…………..คำมาพร่ำพร้อมนักปราชญ์และอาจารย์ เพิ่นบวกคูณหารว่าแม่น แล้ว โครงช้างแก้วก็ว่ามื้อนี้เป็นวันดี โครงไซยะดิถีก็ว่าถึกอมุตตะโซค สิทธิโยคก็ว่ามื้อนี้เป็นวันดี เป็น วันมหามุงคุลสารทะกาล ฟ้าขาวดาวดาลแจ้งส่อง นักขัตฤกษ์ ถึกห้องแท้ดีหลี เป็นวันไซยะดิถือมุตตะ โชค จำเริญโลกจักรวาล พญาสังขารขึ้นปีใหม่ เพิ่นกล่าวไว้ถึกไซยะศรี สวัสดีมุงคุลเฮืองฮุ่ง พระสุริยะ แจ้งพุ่งรัศมี เป็นวันดีอันประเสริฐ ฝูงข้าทั้งหลาย หมายมีหญิงชายเฒ่าแก่ขุนกวน ขวนขวายนำมายังเครื่องอาจบาศรี ใส่ขันโตก พานดีตั้งอ่องต่อง ฝูงพี่น้องหมู่วงศา พร้อมกันมาสะพรั่ง ถ้วนหน้านั่งยายยัง ทั้งหญิงชายและเฒ่าแก่ ทั้งพ่อแม่และวงศา ท้าวพญาและแสนหมื่น ชมชื่นมีใจใสศรัทธา พร้อมกันมาอนุโมทนาถวายประสิทธิ พรอันยิ่ง ให้แก่เจ้าจอมมิ่ง………… ผู้ทงผญาปัญญา อุตตะมาเฮืองฮอด เจ้ายอดแก้วจงอยู่สวัสดี ตั้งแต่นี้ไปเมือหน้า ขอให้………... พร้อมทั้งครอบครัวและมิตรสหาย มั่นคงดี อย่าได้มีคำกังวล และเศร้าโศก วิปโยคฮ้อนหายจากกายา พร้อมทั้งภริยาเมียมิ่ง ลูกแก้วกิ่งชายาบดี ย่าให้มีเจ็บตาและ ปวดหัวมัวเกล้า อย่าได้ฮู้เฒ่า อย่าได้ฮู้เข้าพยาธิโรคา ขอให้มีอายุพรรษายืนยาวบ่น้อย ได้ฮอดฮ้อยพัน ปีเป็นขนาด ทงทศราชเขื่อนแข็งเมือง มี เตชะเฮืองเพียงฮาบ จงผาบแพ้หมูโพยภัย อย่าได้มีอันใดมา บังเบียดอย่าได้มีไผมาขมเคียด และหิงสา จงให้……….ทงผญาดวงปัญญาอันวิเศษจบเพทพร้อมดวง ธรรมขอให้คำ ปากเข็ดยำยิ่งกว่าปากงูเห่า ขอให้คำปากเว้ายิ่งกว่าพริกกว่าเกลือเหนือโลกาขงเขตได้ กินน้ำ เต้าแก้วอันวิเศษยิ่งกว่ากกชี้ตายปลายชี้เป็น ผาบยุคเข็ญอันอุบาทว์ ให้ได้เป็นอาจทะรงยศ คือ กิตติยศและปริวารยศลือชา ขอให้มีสติปัญญาดีเหมือนดั่งพระมโหสถ อย่าได้มีไผคิดคด ทรยศและ หิงสาปวงประชาเคารพขาบไหว้เทพท่อนไท้เฝ้าบูชา ให้มีศักดายิ่งกว่าเก่า ให้ได้เป็นเจ้ากั้งฮ่มคันไชย เมื่อย่างไปคนไหลนองขาบไหว้ ทุกฝ่ายก้ำยำแยงยอขันคำแดง เหลืองสพาก มีโภคะข้าวของลันหลาก เนืองนอง ไหลมามูลกองเฮ่องฮุ่งสรรพสิ่งเหมือน ดั่งพญาอินทรา ปกครองอาณาและไพร่ฟ้าลือซ่าเท้า ฮอดพญาพรหมพญาอินทร์ทุกแดนดิน โอยอ่อนน้อม ทุกประเทศพร้อมมาไหว้สาธุการข้ามาถว่ายสมภาจทุกเมือเสีองเที่ยนล้ เงินคำ ผ่นโบก ชรพรรมคำเลืองอดบัดขอดเลี้ยงนำมาบูราเต็มชาณาคับคำงสะพร้งพร้ยมห ให้มียภินิหารเหนือคืนแ แลนศัตรูมาโอยอ่อนข้นย่อมอภิรมย์ *ให้เขามาบังคมช่อยสร้างเมืองบ้าน แลน 1 ล้ปง ทุกเทศให้ท้าว เสียงสายุการ คนต่างภาษาน้อมไหว้ ไหลหลังมาโฮม ขอเชิญพญาอินทรัพญาพรหมลมาช่อยผู้ ใช้ได้ นอนกินอยู่สูเสีอส ให้มียคศักดาหนา ล้ำเลิย เงินคำแก้วเกิดอนันตั อริปใตยยังองอาจ ปคลาดแคล้ว ยังคงดี กว่าเก่า หลายหมื่นเท่าแลนทวี ประสิทธิเตโซ ประสิทธิเศไซ มหาชโย เชิญมหามูงคุลมาใส เต้า มาอยู่ในคิงเจ้าอย่าหนี สิริมังคะลามาเยอขวัญเอยมายยู่คิงอย่เห็นห่าง มาอยู่ข้างสถา ฝูงข้าทั้งหลาย
๙๐ หลิงเห็ ทองเทียมพ่าง มาเยอขวัญเอย อยู่ได้วางละไว้ขวัญเจ้าให้ส่วมคิง แล้วยอมือชมชื่น ขวัญอื่นจง เข้าคอบเนื้อเฮืองเหลือมยุ่งครี ขอน้อมสิริประสิทธิพรแก้วคอม ตนอย่าคลาดลาด ขอให้มีอำนาจกล้า ในพื้นแผ่นไตร ขยะดุ ภะวัง ชยะมังคะลัง ใหตุ สัพพะทา ดังนี้ ก็ข้าเทอญ. คำสู่ขวัญคนธรรมดาหรือคนทั่วไป คนที่ไม่เจ็บป่วยไข้ เรียกว่า คนธรรมดา เมื่อไปค้าขายลาภยศรวย ได้เลื่อนยศตำแหน่งหรือ มีใชคลาภอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ ก็ทำการสู่ขวัญให้ บางทีฝันไม่ดี เจ้านายหรือผู้ที่เคารพนับถือมา เยี่ยมยามถามข่าว เป็นต้น ก็มีการสู่ขวัญให้เพื่อให้เกิดสิริมงคล คำสู่ขวัญทั่วไป ศรี ศรี สิทธิพระพร บวรวิเศษ อเนกเตช ไขยะมังคะละ คำสู่ขวัญทั่วไป สำนวนที่ สัตเภท ด้วยอาคมบรมโพธิราช อำนาจเจ้านั่งเม็ง เค็งแข็งอินทโหต สรงโสรจธิรสแก้วมุกร มหามุงคุล จุดสิทธิ เดร ชลธาทงแท่น มื่อวันแม่นมหาคุณ ขุนบรมปั้นป่องแต่ง แบ่งลูกแก้วออกกินเมือง มื้อนี้เฮืองไ ล้ำเจ้า ฟ้าข่วงสวรรค์ โตกอันนี้แม่นโตกไม้จันทน์ ขันอันนี้แม่นขันไม้แก้ว ขุนนางแต่งแล้วว่า ให้ข้อยเชิญขวัญ ชะยันตุ ภะวัง ชยะมังคะลัง ครั้นมีช้างให้เจ้ามีตัวหลวง ให้เจ้าได้ขี่พวงเงินพวงคำและแหย่งแก้ว ครั้นว่าได้ขี่แล้วให้มีผู้แห่ แหนนำเป็นถันเป็นถ่อง ให้เจ้ามีพี่น้องนั่งอยู่เต็มเฮือน ครั้นมีข้าญิงให้เจ้ามีหลา ครั้นมีข้าชายให้เจ้ามี พอฮ้อย ให้เจ้ามีข้าน้อยข้าใหญ่พอพัน ครั้นเจ้าไปทางใดให้มีผู้ถือหาบเจ้าเนอ ครั้นเจ้าไปอาบน้ำให้มีผู้ ล้างเหื่อสีใคลเจ้าเนอ ครั้นเจ้าขึ้นเมือเฮือนให้มีผู้ปูสาด ปูลาด เป็นอาสนะเม็งซอน ให้เจ้าได้อิงหมอน ลายและผ้าผ่อน ให้เจ้าได้เป็นก่อนท้าวทงเอก เมืองไคทั้งเมืองไทยให้เขามาช่อยช้างเจ้าเนอ แห่แต่ เช้าฮอดแลง สามพันแก้วให้แห่ก้ำหน้าเจ้าเนอ ห้าพันแก้วให้มาแห่กำหลังเจ้าเนอข้อยจักเชิญทั้งท้าว สายคอม้าถีบเชิญทั้งนาถน้อยเมียมิ่งภริยา เชิญทั้งองค์พาลีและสังคีพ ให้ฮีบอวนขวัญเจ้าเข้ามาหา ให้ ฮีบพาขวัญเจ้าเข้ามาสู่ ขวัญเจ้ามี อยู่ให้มาโฮม ผีตกพักไว้พันพื้นดินพุ้นเนอ ผีตกพักไว้พันพื้นชั้นฟ้าหุ้น เนอ เขาจักเอาช้างน้ำ ตันป่องทางเทียว เจ้าเนอ ข้อยจักเชิญทั้งกินรีกินรอนให้มาช่อยค้ำ กับทั้งนาง นาถน้อยเมขลา เชิญทั้งพรหมาผู้ขี่ม้าแก้ว มาฮอดแล้วว่าให้ข้อยคูณขวัญ วันนี้จิงจักสู่ เป็นสิ่งคู่นางคู่ แก้วเกิด กลางเฮือน บุญเฮืองงามยิ่งย้อย ให้เจ้าได้ข้อยข้าไพรโยธา ให้เจ้าได้เป็นพญาเสวยราช ให้เจ้า ได้สุขอยู่สร้างคงใหญ่กุสินารายน์ ให้เจ้ามีเสนาหลายแวดล้อมนมัสการ แถมสมภารแก่กล้า ข้อยจัก เชิญสี่แจ่งฟ้าทางขอบแดนดิน ทางใต้ชื่อว่านางคำละไม มาช่อยยอพาขวัญเจ้าเยอ ทางใต้ชื่อว่านาง หล้าน้อยผู้อยู่ใต้หลี่ผี ทางเหนือชื่อว่านางจันทเทวีอันอยู่ใต้ผาไดผาด่าง ให้เจ้าขี่ช้างแก้วกวัดแกว่งปะ คือเอาเนอ ขวัญจ้าตกกลางไฮให้สาวน้อยแล่นมาหาเอาเนอ ขวัญเจ้าตกลงกลางนาให้สาวนางแล่นเอิ้น เอาเนอ ว่ามาเยอขวัญเฮย มีทั้งข้าวต้มใส่ขัน มีทั้งพลูพันใส่ชวย มีทั้งกล้วยและอ้อยมาใส่เต็มพา ถ้ำ ฝ่ายใต้ให้ไหลขึ้นป่านปลา ถ้ำฝ่าย เหนือให้ใหลมาปานน้ำ ให้เจ้าฝันกันมาดั่งเชือกเฮือ ให้เจ้าเฝือกันมา
๙๑ ดั่งเชือกช้างสองฝ่ายข้าง ให้มีผู้แห่แหนนำเป็นถันเป็นถ่อง ให้เจ้ามีพี่น้องฝูงหมู่วงศา ว่ามาเยอขวัญเฮย ขวัญเจ้า หากอิดเสียแล้วให้สู้ขี่ช้างเผือกไปหนุนเอาเนอให้สู้ขี่ช้างคูณไปค้ำเอาเนอ ให้สูขี่ช้างน้ำไปนำ เอาเนอแหลูกเหล็กให้สู่หว่านให้ถอง แหลูกทองให้สูหว่านให้ทั่วแหลูกกั่วให้สูหว่านให้คา นำขวัญมาตู้ เตี้ยตู้เตี้ย อู้เอื้อเข้าในคิงหยิบขวัญใส่หลังควาย บายขวัญใส่หลังม้า สูอย่าช้ามา เข้าเทียมคิง มาเยอ ขวัญเฮย ขวัญแข้งให้มาอยู่แข้งลีลา ขวัญขาให้มาอยู่ขาลีล้อยลีล้อย ขวัญเจ้าจอมสร้อยมาเข้าจอมขวัญ ขวัญหูเฮยให้มาชมต่างหูเจ้าเนอ ขวัญข้างให้มาชมแพร เจ้าเนอ ปานนี้สาวจีบหมากพันพลูไว้ และสาว อยากได้เป็นชู้สู่แคนสู่แคน แสนแมนนางเนื้อนาถ คิ้วคาดค้อมเดือนสามนงฮามงามเหลือแหล่เฒ่าแก่ มานั่งล้อมเต็มเฮือน ศรี ศรี มื้อนี้ว่าแม่นมื้อดี ศรี ศรี มื้อนี้ว่าแม่นมื้อเฮ้า พระจันทร์เข้าสู่เมฆก็ว่าแม่น มื้อนี้ พญา เอกเข้าสู่เมืองก็ว่าแม่นมื้อนี้ พระบุญเฮืองตุ้มไพร่ก็ว่าแม่นมื้อนี้ นายผู้ใหญ่คุ้ม ราษฎรก็ว่าแม่นมื้อนี้ จอน ฟอนผาบงูเห่าก็ว่าแม่นมื้อนี้ ฝูงเฒ่าเก่าตุ้มลูกตุ้มหลานก็ว่าแม่น มื้อนี้ พระอังคารเข้าสู่เตียงแก้วก็ ว่าแม่นมื้อนี้ มาเยอขวัญเฮย ขวัญเจ้าไปอยู่ค้างบำดงหนา ก็ให้มามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าไปค้างบำคาดงก ว้าง ก็ให้มามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าไปสร้างบ้านอยู่นำ ผีแถนหล่อ ก็ให้มามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าไปก่อบ้านอยู่ นำผีแถนหลวง ก็ให้มามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าไปตั้งเมืองอยู่นำผีแถนปั้น ก็ให้มามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าไปสร้าง บ้านอยู่เมืองไก่บ่ชัน ตะวันบ่แจ้ง ก็ให้มามื้อนี้วันนี้ ชยะตุ ภะวัง ชยะมังคะลัง คำสู่ขวัญบ่าวสาวแต่งงาน คำสู่ขวัญบ่าวสาวแต่งงาน อาจแบ่งได้เป็น ๒ อย่าง คือ คำสู่ขวัญน้อยบ่าวสาว บ่าวสาวก่อนที่จะรับการสู่ขวัญที่พาขวัญร่วมกันทั้งคู่ บางแห่ง เจ้าภาพอาจจัดพาขวัญขนาดเล็กขึ้น แล้วทำการสู่ขวัญให้ที่บ้านของตนเองเพื่อเป็นสิริมงคล คำสู่ขวัญ น้อยจึงใช้สู่ขวัญบ่าวสาวคนละเรือน คือ ทำการสู่ขวัญก่อนที่จะมารับการสู่ขวัญที่พาขวัญใหญ่ร่วมกัน โดยเจ้าบ่าวบาศรีที่เรือนของเจ้าบ่าว และเจ้าสาวบาศรี ที่บ้านของเจ้าสาว การทำเช่นนี้ เรียกว่า “สู่ขวัญน้อย” สู่ขวัญบ่าวสาวทั่วไป เป็นการทำการสู่ขวัญบ่าวสาวร่วมกัน อาจจัดทำที่บ้านเจ้าสาวหรือ ที่บ้านเจ้าบ่าว หรือแห่งหนึ่งแห่งใดแล้วแต่จะมีการตกลงนัดหมายกันการ ปฏิบัติกันส่วนมากที่สุดก็ทำ การสู่ขวัญประเภทนี้เท่านั้น การสู่ขวัญน้อยปกติไม่ค่อยเห็นทำกัน คำสู่ขวัญน้อยบ่าวสาว ศรี ศรี วันนี้แม่นวันดี วันดิถีถืกอมุตตะโชค โตกใบนี้แม่นโตกไม้จันทน์ ขันใบนี้ แม่นขันไม้แก้ว ขุนนางตกแต่งแล้วจึงให้ข้อยยอมาเฮียกขวัญ ว่า เอหิ ตาตะ ปิยะ ปุตตา (ถ้าผู้หญิงว่า เอหิ อัมมะ ปิยะ ธีตา) ปุรถะ มะมะ ปาระมิง หะทะยัง เม อภิสัญเจถะ มะมะ อาคัจฉาหิ ดังนี้เป็นเค้า ขวัญเจ้าจงเข้า มาบัดนี้ ขวัญเจ้าจงเข้าลีลาลีลา มาอยู่คิงของเก่า ข้าจักได้เล่าภาคพื้นตามตำรา คราวแต่เม่เจ้าถือภาร์
๙๒ ทารกาเข้ามาปฏิสนธิฮ่วมห้อง เจ้าเข้าสู่ท้องแม่มารคาครั้นนานมาได้สิบเตือน แม่เจ้าจึงละเทือน เจ็บปวดท้อ ฝูงพี่น้องจึงได้แล่นมาหา ทั้งเฒ่าแก่ลุงตาเพิ่นก็ขึ้นมาหล่ำ แม้เจ้าซ้ำเจ็บท้องอยู่อีฮักอีฮ่อน นอนแล้วผัดลุก แม่เจ้าเจ็บชีซุก แม่เจ้าเจ็บซีเสี่ยน ให้กลิ้งเกลื่อนไปมา เหมือนดั่งชีวาจักวายวอด แม่เจ้าจึงทอดคิงนอน เดิกออนชอนหนาวสั่น ใจสะบั้นทั่วทั้งคิง ติงตนไปดังใจจักหลูด ครั้นแม่เจ้า ประสูติลูกมัมจากอุทรแม่นผู้หญิงเจ้าตกหงาย แม่นผู้ชายเจ้าตกคว่ำ แม่เจ้าซ้ำเป็น บ้าอยู่งมงัวงมงัว บางพ่องมือคัวหาสายแห่ บางพ่องแผ่สาย สองมือโจมลูกล้าง แล้วจึงโจมเอาใส่ดังกว้างไปผอกผีพราย ไปผายผีป่า ผีนกเค้ามันฮู้ถูกเอาขวัญ ว่า กูหุก กูทุกกู กุกกู กุกฎ แม่นลูกสมาเอาไปสามื้อนี้ กลายมื้อนี้ วันหน้าแม่นลูกของกู แม่เจ้าจึงอุ้มแลดู แม่เจ้าจึงอุ้มซูใส่อู่ แม่เจ้าจึงอยู่หม้อกรรมนอนพ่างไฟ เอาลูก น้อยใส่แปลไกวตีต้อน ตีต้อน แม่เจ้ากินน้ำอ้อนปากเปื่อยโพงสุก ไฟแฮ่งลุกแม่เจ้าอ้อนหนหวย อ่อนระทนระทวย หัวใจไกวแล้วค่าป้อย ขวัญอ่อนน้อยคำหล้าอย่าได้วอน ให้เจ้านอนอยู่ยู่สายฝ้าย แล้วจึงย้ายมาอยู่อู่สายไหม พ่อแม่เจ้ายังจงใจฮักห่อ อันนี้หากแม่นธรรมชาติเชื้อพ่อแม่ปิดตาเจ้าแล้ว อันนี้หากแม่นธรรมชาติเชื้อแม่คิงเจ้าแล้ว นมแม่เจ้าฮ้าวแม่ให้เจ้าค่อยกินค่อยกลืน ผ้าทั้งผืน แม่เจ้า เอาห่มเจ้าไว้ เดิกซักใช้เจ้าจึงตื่นกินนม แม่เจ้ายังเชยชมบ่เปิด แม่กำเนิดจึงหน่ายจึงชัง เอ็ดสะลังตังเขา จึงได้ใส่ฆ่าเจ้ามาแล้ว บัดนี้จึงได้มาเกิดเป็นลูกแก้วพ่อแม่บุญเฮืองเจ้าคำ เหลืองศรีละไหม่ โพธิ์ไชยแก้ว ไพธิ์ไชยเงินให้มาคูณมายอเจ้าเยอ ไพธิ์ทองใสจะแจ่มหน้า กำลังกล้ำสามารถ ให้มาคูณมายอเจ้าเยอ คนหาญแม่นสิญไชย์และสังครีพ เชิญมาคูณมาย เจ้าเยอ ให้ใส่ถีบเอาขวัญเจ้าคืนมาพลันอย่าได้เที่ยว พ่อแม่เจ้ายังเหนี่ยววอนหา ทั้งตายาย จงให้อยู่ และปู่ย่า พร้อมกันเอิ้นซีชั่วซ้องเฮียกเอาขวัญ ว่า เอหิ ปุตตะ ปิยะปุตเต อาคัจฉาหิ ขวัญเจ้า จงมาดังนี้เป็นเค้าตาตะดูราลูกเต้าฮักของพ่อแม่ อัชซะ ในวันนี้ แม่นวันดี วันไชยะมีศรีเค้าครื่น เป็นวันดีลื่นสันผาบแพ้ครู หมอดูฮาคูณดูว่า เป็นวันมีโชค วันหายโคก สัพพะโรคา ขวัญ จงมาเจริญรี สมบัติมีเท้าเฒ่า ตราบต่อเท้า เถิงชีวัง พุ้นเยอฝนตกเจ้าอย่ากินน้ำ ฮอยกระฮอก แดดออกเจ้าอย่าได้ไปกินน้ำฮอยงัวฮอยควาย พ่อแม่เจ้า ยังขวนขวายฮักใคร่ ครั้นเลี้ยง เจ้า ใหญ่แล้วพ่อแม่บอกให้เจ้านอนเจ้าก็นอน พ่อแม่สอนให้เจ้ากู้เจ้าก็สู้นงแพง อย่าให้เสียแฮง แม่นโต แม่เจ้าเลี้ยงขดตะแคงคีคู้ให้จ้าดูดกินนม เจ้าคิงกลมไผเห็นก็อยากกอด เนื้อเจ้าปลอดไผเห็น ก็อยากชม คิงเจ้ากลมไผเห็นก็อยากหลำอยากแยง เถิงยามแลงไผก็อยากพ้อหน้า ขอให้สูง ใหญ่เพียงตาหน้าเพียง ยาย บัดนี้เถิงฤดูเดือนปีใหม่ ฟ้าร้องไต่เตือนสามดอกฮังฮี่ ฮอดเดือนสี่ดอกฮังบานดูตระการขาวงาม ซ้อยโชติมีทั้งดอกแก้วโกฐยางหลวงมีทั้งตอกจวงจันทน์งามสะชุ มีทั้งตอกคู่สารภี จำปาจำปีกรรณิการ์ ก้านเกด มีทั้งดอกยางเทศพร้อมอาฮวน ดอกลำดวนทั้ง ดอกแก้ว บานบ่แล้วดอกบ่แห่วสามปี บานมีสี เบญจมาศ สะพาดพร้อมนานา แม่เจ้าจึงชวน สาวฮามไปเก็บมาฮวดฮ้อย ฝูงหมู่สาวบ่าวสำน้อยเขา เล่นอยู่แซว ๆ แล้วจึงเอามายายเป็นแถวถันถ่อง เอามาใส่ขันกระหย่องสู่ขวัญเจ้าบ่าวสาว หนุ่มน้อย
๙๓ ทั้งเสื้อผ้าลายพอกพ้อยแม่เจ้าห่มเอาขวัญ มาเยอขวัญเอย เอหิ ตาตะ ปิยะ ปุตตา (ถ้าผู้หญิงว่า เอหิ อัมมะ ปิยะธีตา) อาคัจฉาหิ เจ้าจงมาอยู่ดี ในบุรีและผาสาท เป็นเจ้าอาจพันปี ความชั่วจงให้หนีคลาด แคล้ว หายโศกแล้วเทียรมา ความเจ็บตาแลปวดท้อง โพยภัยพยาธิ์ข้องอย่าให้เกิดมี ขอให้หลับดีนอน ตีอยู่ในห้องประเทศท้องที่มนเทียร เฮือนมุงคุลหลังใหญ่กว้าง พ่อแหล่งช้างพังพลาย จงให้สุขสบาย เท้าเฒ่า ตราบต่อเท้าเถิงพันปี สมบัติข้าวของมีบใฮ้ จงให้เฮียนสาตราเพทได้ เป็นขุนพญา พ่อแม่สีไป หาคู่มาให้ชมซ้อนเจ้าอย่าคืดซ้อนในใจ สมบัติไหลหลั่งเข้า ให้เจ้ามีเฮือนชาน สมสถานหลังใหญ่กว้าง ทั้งปวงญาติมาโฮม เว้าชมแซวเสียงดังหัวม่วน เจ้าอย่าได้ด่วนนอนใจ เฮ็ดอันใดให้เจ้าคึดฮีฮ่ำ ๆ คึดหน่ำ ๆ พร้อมแล้วพิจารณ์ ศีลทานทำอย่าได้ขาด ตักบาตรพร้อมเพลจังหันเถิงวันศีลให้เจ้าฮ่ำฮู้ให้ อดส่าห์ ฮู้จำเริญภาวนา จัดตาโรธัมมาวุฑฒิธรรม ๔ ประการ คือ อายุ วรรณโณ สุขัง พลัง อายุโสตถี ยืนยาว วรรณะพราวผิวผ่อง ผิวเนื้อค่อง เหลือหลาย สุขสบายบ่เศร้า พละเข้ากำลังแฮง ความแข็งแรง อย่าแก่เฒ่า ตราบต่อเท้าชีวา มีผญาปัญญาเฮืองฮอด ญาณยอดแก้วเหมือนดั่งอินทา อโรคาเฮียงฮาบ ผาบแพ้หมู่มารมา ขอให้ได้มรรคผลยคฐาน์ศักดาล้ำเลีสมบัติเกิดอนันตังสักโกสักทายังองอาจอย่า คลาดแคล้วกงสี จงให้อยู่ศรีสวัสดีเถิงเฒ่าตราบต่อเท้าเถิงนีรพาน เป็นสถานอันวิเศษ ด้วยเดชพระ รัตนตรัย สัพพะพุทธานุภาเวนะ สัพพะธัมมานุภาเวนะ สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุเต. คำสู่ขวัญบ่าวสาวแต่งงาน ศรี ศรี สิทธิพระพร บวรแวนวิเศษ อติเรกอเนกเตโซ ชยะตุ ภะวัง ชยะมังคะลัง ตะโต โลมัง สุขัง พลัง อาวาหะวิวาโห ขยะมหามุงคุล วันนี้แม่นวันดี วันดีถือมุตตะโชค โตกใบนี้ แม่นใตกไม้ จันทน์ ชันใบนี้แม่นชันไม้แก้ว ขุนนางปุนแม่นแล้วจึงได้แต่งพาขวัญ ตกเครื่อง ภัณฑ์พร่ำพร้อม เฒ่าแก่ มานั่งล้อมพาขวัญ บรบวนตั้งอยู่สอนลอนซ้ายล้าย มีทั้งฝ้ายผูกแขน ลอดไผเห็น มีทั้งแหวนใส่ก้อย ปัด น้อยสร้อยสังวาล มีอาหารหลวงหลายเหลือหลากสัพพะภาคพร้อมทุกสิ่งทุกอัน มีทั้งพลูพันและหมาก จีบ ฟ้าวแต่งฮีบและดาวดา มาลาหอมฮ่วงเฮ้า เหล้าก้องแก้ว ใส่พาขวัญ ชวนกันมาโฮมเต้า มีข้าวต้ม กล้วยบายศรี มีทั้งใข่หน่วยดีเกลี้ยงปลอด พระยอด ไท้ทศพลญาณองค์ลงมาแต่เมืองฟ้าไกวกวัดแกว่ง หน้าทักชื่อขุนศรีขุนพัน สมศรีสันงามสะพาด ท่านจึงมีพระราชอาชญา ปลงสิทธิชยะพระพร บวรแวน วิเศษ อติเรกอเนกเตโช ชยะตุภะวัง ชยะ มังคะลัง ตะโต โลมัง สุขัง พลัง อาวาหะ วิวาโห ชยะ มหามังคลา ดังนี้เป็นเค้าปรากฏ เข้าเป็นปี สัมฤทธีชยะโชค ประกอบโยคได้เป็นมิ่งเมียขวัญตาม สมควรโบฮาณเพิ่นแต่งไว้ ขันดอกไม้ยกขึ้นเพียงตา ขันสมมาลุงตา เจ้าโคตร งามซ้อยโสดเงินคำชาว ลูกสาวกกเพิ่นคาด ค่าหลาย ลูกสาวกลางลูกสาวปลายเพิ่นคาดค่ามากบ่ยากแค้นดีหลี ปุนแปลงตีนั้น แม่นพ่อแม่ เฒ่าแก่แลตานาย ฝนฮวยฮำขึ้นปีใหม่ ฟ้าย่ำช้องเดือนสามฝูงบ่าวฮามมาโอมเอานางค่า กว้าง บให้ฮ้างเคียงคู่เป็นสอง ขอเป็นดองกันแลกันฮักยิ่ง ลูกแก้วกิ่งยังประสงค์ ฝู่งวงศาตานายย่าปู่
๙๔ เจ้าฮู้แล้วตกแต่งปุนแปลง แพงคำฮักลูกแก้ว ปูนดีแล้วจึงยอมา มีทั้งหมากคำดาหอมฮ่วงเฮ้า เครื่องฮับ เจ้าเหลือหลายทั้งตานายพ่อแม่ เฒ่าแก่พร้อมสาวบ่าวนงฮาม มาช่วยยอ พาขวัญเบื้องขวาเจ้าอยู่ซ้าย ล้าย ๆ มาช่วยยอพาขวัญเบื้องซ้ายเจ้าอยู่ลีเลียน เวียนซ้ายและ เวียนขวานั้นแม่นซายโถงแจกเหล้า ฝูง ผู้เฒ่านั่งเทิงบนเฮือน บัดนี้ข้อยจักเชิญเอาขวัญผัวเมีย จ้านี้ให้เข้ามาเทียมเนื้อ มาอยู่เชื้อในคิง มาอยู่ ยิ่งเฮี้ยมใหญ่ ข้อยจักเชิญเอาขวัญนางงามให้เข้ามาเทียมคู่ ทั้งขวัญเจ้าผู้เป็นผัวว่ามาเยอขวัญเอย ให้ เจ้ามาเชยซมขวัญคู่แก้ว มาฮอดแล้วทัดดอกขุมฟูม บานจ่อจูมจอมเจียแม่นดอกคัดเค้า ทัดดอกเข้า กวมตา เกศางามตั้งไหล่ เทียมท้าวใหม่วันดี ขวัญโสมศรีสองเจ้า ก็ให้มาอยู่เต้าในคิงในมื้อนี้วันนี้ ขวัญ เจ้าไปซอกไซ้เก็บดอกไม้มาลา ก็ให้มามื้อนี้วันนี้ ขวัญแข้งให้เจ้ามาอยู่แข้งลีลาขวัญขาให้เจ้ามาอยู่ขาลี ล้าย เข้าอยู่ค่ายไชยา ยามคนมาหาญห้าว แหนแห่ท้าวบาคราญในวันวารชมชื่นแห่ท้าวขึ้นหานาง ตีน หัวหางครุฑนาค หลาวเหล็กหลากผีหลวง ในดวงธรรมเพิ่นกล่าวไว้เพิ่นแต่งแปลงให้ปั้นเป็นคู่ลงมานำ กัน จากสวรรค์ลงมาเกิด ถือเอากำเนิดสายมิ่งสายแนน เฒ่าแก่เพิ่นถูกแขน ให้เจ้าเป็นคู่เทียมสอง ให้ เจ้ามาปุนปองเป็นผัวแก้วเมียแก้ว ได้กันแล้วผัวหนึ่งเมียเดียว ศรีเสลียวสองบุญเฮืองลูกหล้า ฮักเกิ่ง หน้าเทียมทัน ให้ฮักกันคืออุทรก้อนเลือด ฮักบ่เหือดเหิงนาน ข้อยจักเชิญเอาขวัญบาคราญให้เข้ามา เทียมไหล่ ขวัญน้อยใหญ่เนื้อค่องผิวบาง โสมนางงามมาอยู่ท่า อินทร์ฟากฟ้าปั้นหล่อปุนแปลง ให้เจ้า มาเฝือแฝงผัวเมียแพงเถิงเฒ่า ฮ้อยขวบเข้านานยิ่งเทียรฆา ให้สองเจ้ามีบุตตาชายหญิงอย่าน้อย ให้มี ข้อยช่วงใช้พอแสน ของกับแนนให้สองเจ้ามีทุกสิ่ง ข้างม้ายิ่งอานคำ พญาธรรมตนองอาจฤทธิ์เดชกาจ กล้าลือชา ตามตำรากล่าวไว้ อินทร์ท่านไท้อวยพร เป็นคำสอนชาวโลก โตกขันแก้วฮับพาขวัญ คือดั่ง สาวสวรรค์ลงมาตั้งแต่ง อินทร์ท้าวแบ่งเกสร ดอกไม้ซอนเกสรหอมแซมเกล้า ข้อยจักอัญเชิญ ขวัญ เจ้าทั้งท้าวและนางมาเยอขวัญเอย เจ้าคิงบางเชิญมาพร้อมพร่ำ ยามเมื่อตาเว็นต่ำลงลับป่า ไม้ให้ขวัญ นางมาเทียมนางอย่ช้าแม่เจ้าแอ้มส้วมท่าคอยหา มีทั้งผ้ากาสาว์แพรลายซ้อนเสื่อ รัศมีแก้วเฮืองเฮื่อปัก แส่วไหมดำแดง ขวัญจอมแพงให้เข้า เทียมคู่ ขวัญเจ้าอยู่ฟากฟ้าแดนไกล ก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้า ยังอาลัยนำซู้เก่า สามื้อนี้วันนี้ มาเยอขวัญเอย ให้เจ้ามาสระเกศเกล้าทัดดอกบัวระพาให้เจ้ามาทา น้ำมันจันทน์ แม่เจ้าแต่งไว้ ให้เจ้ามาทัดดอกไม้คล้องเกศสวยลวย มวยผมบ่ยาวใส่ซ้อง ฝูงหมู่พี่น้อง ทางเหนือใต้เพิ่นคองหา นางธิดาบ้านเหนือมาคอยเบิ่งหน้า เพิ่นส่าเจ้าบุญกว้างสู่ภาย ให้เจ้ามา เสวย แลงงายพาขวัญเพิ่นแต่งใหม่ ให้ได้ป้อนข้าวไข่ขวัญเจ้าทั้งสอง ตามทำนองโบฮาณแต่งไว้ หมอบอกให้ ว่ามื้อนี้วันดี ข้อยจักเอาสองศรีเฮียงหมอนซ้อนเสื่อ ให้เจ้าได้สืบเชื้อพ่อแม่แทน เฮือน เถิงปีเดือนฝน ตกฮวยฟ้าฮ้องฮ่ำ วัน ๗-๘ ค่ำให้เจ้าหมั่นอยู่จำศีล แท้เนอ วัน ๑๔ – ๑๕ คำให้เจ้ายินดีตักบาตร อย่า ให้ขาดทานศีลภาวนา เตโช ชยะ มาเยอขวัญเอย ขวัญคิ้วให้จำ ศรี มาอยู่คิ้วลีลา ขวัญตาให้มาอยู่ตายี แย้มขวัญฝ่ายแก้มและขวัญคาง ขวัญแอวบางขวัญนมพร่ำพร้อม เชิญให้มานั่งล้อมอ้อมอยู่พาขวัญ มา
๙๕ เยอขวัญเอย มื้อนี้แม่นมื้อดี วันนี้แม่นมื้อเฮ้า ผู้เฒ่าเกิดเป็นสาวก็ว่าแม่นมื้อนี้วันนี้เดือนดาวหงายงาม แจ้งส่องข้อยของท่านท้าวได้แทนเฮือน ก็ว่าแม่นมื้อนี้วันนี้นอนฝันได้เงินหมื่น ก็ว่าแม่นมื้อนี้วันนี้ นอน ตื่นได้เงินแสน ก็ว่าแม่นมื้อนี้วันนี้แบนมือไปได้แก้วมณีโชติ ก็ว่าแม่นมื้อนี้ แขนท้าวก่ายแขนนาง ก็ว่า แม่นมื้อนี้วันนี้ ข้าวเต็มฉางล้นชื่อ ก็ว่าแม่นมื้อนี้วันนี้ สามมื้อให้ เพิ่นได้แก้วมงคลมาทำ เจ้าเนอ ห้ามื้อ ให้เพิ่นได้เสื้อผ้าผ่อนแพรพรรณ มาหาเจ้าเนอให้แขน ท้าวก่ายแขนนางสุขสบายพร่ำพร้อม ให้มีใจ อ่อนน้อมตั้งต่อชมเชย เจ้าเป็นเขยให้เจ้าทำใจกว้างเจ้าอย่าได้กล่าวอวดอ้างสรรพสิ่งอันใด ไล่ไก่ให้เจ้า ว่า โซ โซ ไล่หมาให้เจ้าว่า เส้ เส้ ไล่งัวไล่ควายให้เจ้าว่า ฮือ ฮือ เจ้าอย่าได้ดื้อด้าน เตะกะเตี่ยวซุยลุย ต่อหน้าเจ้าโคตร จ้าอย่าปากโพดสรรพสิ่งอันใดให้ข้ามีใจใสต่อนางแก่นไท้เจ้าเป็นลูกสะใภ้ให้เจ้าฮักพ่อ ผัวแม่ผัว อย่าได้เว้านัว ๆ ขวัญผัวเชิงชู้ เจ้าผู้ฮู้นักปราชญ์ฟังธรรม เถิงเดือนดำเจ้าอย่าเทียวเล่นยามค่ำ เฮือนหลังต่ำนั้นแม่นเฮือนอา ชายคาสูงหลังใหญ่ กะทอดใส่ป้านลม หลังกลมนั้นแม่นเฮือนพ่อ เกย ซานต่อหลังสูง นั้นแม่นเฮือนลุงและเฮือนป้า หลังหน้ากว้างดั้งใหญ่แขนนาง ลายลวง กลมอุปนาค พื้น แป้นหากมุงกระเบื้องดินขอ มีหอเย็นหลังสูงพร้อมพาด โฮงม้าอาจแขวนหิ่งอาขาไนย ไห่ในเฮือนโอ่ง น้ำบ่อแก้ว หลังนั้นแล้วพ่อมอบให้แก่ลูกทั้งสองให้เจ้าพากันปุนปองกินทานอย่าไฮ้ ให้เจ้าได้หยาดน้ำ ยืนยิ่งเทียรฆา ได้กินชิ้นให้เจ้าส่งเฮือนอาวอา ได้กินปลาให้เจ้าส่งเฮือนปู่ย่า เพิ่มลือส่าเจ้าบุญกว้างสู่ ภาย มีลูกหญิงชายให้เจ้าได้ผู้ประเสริฐ ลับเชิญ ให้จ้าได้ลูกแก้วมาเกิดฮ่วมอุทร ให้เจ้าได้ฟังคำสอนตา ยายพ่อแม่ ใจแผ่กว้างโคตรเชื้อวงศา ตาเบื้องซ้ายเจ้าอย่าเหลียวหาชาย ตาเบื้องขวาอย่าได้แลหาชู้ อย่าได้ลบหลู่หม้อข้าวหม้อแกง เถิงยามแลงให้เจ้าหงายพาข้าว เถิงยามเช้าให้เจ้าแต่งพางาย อย่าได้ นอนหลับหลายตื่นสวย ผิดฮีต ให้เจ้าจีบหมากไว้อย่าได้ฟางแต่งแต่ตนตัว เจ้ามีผัวให้เจ้าถิ้มใจเก่า แท้ เนอ เหล้าไหน้อยให้เจ้ายายไพร่ เหล้าไหใหญ่ให้เจ้ายายชุน มื้อมุงคุลของเจ้านางแก้ว หมอกล่าวแล้ว ซ้ำตื่มถวายพรเป็นคำสอนพระอินทราสั่งโลกเจ้าหากมีโชคแล้วให้เจ้าค่อยเพียรเอามาเยอขวัญเอย ขวัญผัวให้มาชมเมียนีหน่ำ เถิงยามค่ำให้เจ้าเข้าบ่อนนอน หัวเฮียงหมอนให้มีใจฮักห่อ ให้เจ้าตั้งหน้า ต่อเอ็ดแต่ความดี ความสุขมีเพียงพอบ่น้อย แลงค่ำค้อยก็ให้อยู่สวัสดี ก็ข้าเทอญ ชยะตุ ภะวัง ชยะมัง คะลัง ชยะ มหามุงดุล จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง. คำสู่ขวัญคนป่วยโซ คำว่า "คนป่วยโซ" หมายถึงคนที่ป่วยนาน ๆ หรือป่วยเรื้อรัง เช่น เป็นไข้อยู่เสมอ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ หรือผอมแห้งแรงน้อย เป็นต้น คำสู่ขวัญคนป่วยโซอาจใช้สำหรับ ผู้ประสบเคราะห์ร้าย ต่าง ๆ เช่น ตกตันไม้ ควายชน ถูกทำร้าย ประสบอุบัติเหตุ ติดคุกตราง เป็นต้น เพื่อเป็นการเสดาะ เคราะห์เข็ญ คำสู่ขวัญคนป่วยโซอาจแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ
๙๖ คำสู่ขวัญหลวง นิยมใช้สำหรับพ่อบ้านแม่เรือนหรือคนเฒ่าคนแก่ หากพ่อบ้านแม่เรือน หรือ ผู้เฒ่าผู้แก่เจ็บป่วย เชื่อกันว่าขวัญอ่อนหรือขวัญหนีออกจากเนื้อจากตัว ให้ทำพิธีสู่ขวัญหลวง โดยสวด กลางคืนตอนดึกสงัด ประมาณ ๓-๔ ทุ่ม เป็นเวลา ๓ คืน ติดต่อกัน แล้วมักจะหายป่วย สิ่งของที่ใช้ใน พิธี เหมือนสู่ขวัญธรรมดา ได้แก่ ข้นห้า ขันแปด (ดอกไม้และเทียนอย่างละ ๕ คู่และ ๘ คู่) เทียนเวียน หัว (เทียนยาววัดรอบศีรษะ) ๑ อัน และเทียนแค่ลำตัว ๑ อัน ส่วนเครื่องบูชา นิยมมีเครื่อง ๔ คือ ทุกอย่างทำจำนวน ๔ อัน ทั้งนั้น เช่น เมี่ยง หมาก กล้วย อ้อย ข้าวต้ม ฯลฯ อย่างละ ๔ อัน นอกนี้ มีข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวตอกดอกไม้ พาหวาน (ขนมหรือข้าวคลุกน้ำตาล) ๔ พา เงินฮ้อยหนึ่ง (สิบ บาท) คำสู่ขวัญคนป่วยทั่วไป ใช้สำหรับคนป่วยทั่วไป ซึ่งป่วยหนัก เจ็บป่วยจาก อุบัติเหตุ หรือ เคราะห์กรรมต่าง ๆ นอกจากบุคคลที่ต้องสู่ขวัญหลวงดังกล่าว พิธีทำ เริ่มตันว่า คาถาป่าวชุมนุมเทวดา (สัคเค ฯลฯ) ว่า นโม ฯลฯ ๓ ครั้ง จึงเริ่มกล่าวคำสู่ ขวัญ คำสู่ขวัญหลวง ศรี ศรี สิทธิพระพร บวรวิเศษ สุรเดขเดโช ศุภมังคโลล้ำเลิศ คุกฤกษ์ล้วนขึ้นทิวรสันด์ วันยาม ดี ปีเดือนงาม เจริญศรีมั่งมีโฮมเฮ้า ขออัญเชิญขวัญพ่อเจ้าเฮือน จงมาอยู่เกล้าบนเกศเกศา ขออัญเชิญ ขวัญแม่เจ้าเฮือนจงมาสิงบนเศียรอยู่เนาบนเกล้า มาครองเฮือนอยู่เป็น เจ้าเท้าชั่วชีวังวาย มาเยอขวัญ เอยมาทรงเสื้อเนื้อใหม่ผืนลาย เจ้าเนอ มาทรงแพรสไบบาง ผิวผ่อง เจ้าเนอ มาเยียงแว่นแก้วกระจก ส่องแยงเงา เจ้าเนอ มาเอาหวีแปรงมวยผมแต่งทรง ยามเอ้ มาใส่ซ้องปักปิ่นเกล้าล้นค่าคำแสนมาสวม แหวนใส่ก้อยคำล้านค่าคูณเมือง มาทรงม้าว ใส่แขนสังวาลคำเอ้อ่ง มาทรงต้างกระจอนน้อยใส่หู มา สวมสร้อยสายคอคำเส้นใหญ่ เจ้าเนอ สรรพของเครื่องต้อนมีพร้อมสู่อัน มีทั้งข้าวกับไข่เฒ่าแก่แต่งไว้ พา มีทั้งข้าวกับปลา เฒ่าแก่แต่งไว้ท่ามีทั้งกล้วยทั้งอ้อยทั้งข้าวต้มผสมถั่วตาลหวานของกินมีสู่แนวให้ ด่วนมาเนอเจ้า มากินข้าวสาลีหอมอ่อน มากินลาบก้อยแกงส้มแซบนัว มากินเอาะอ่อมซั่วชิ่นจี่ปลาเผา มากินนมกินเนยชื่นใจให้นายฮ้อนมากินหมกปลาสร้อยปลาเซือมปิ้งปลาปึ่ง มากินน้ำอ้อย ย้วยผสม ข้าวใส่งามาเยอขวัญฮยสามสิบสองขวัญจงฮีบด่วนมาเต้าเก้าสิบขวัญจงฮีบด่วนมาโฮม มาเยอขวัญเฮย ให้เจ้ามาเฮ็วถ้อนมาไวโดยด่วนมาสู่คิงอย่าได้เหม็นสาบมาสู่คาบอย่าได้เหม็นกุย ขวัญตับให้เจ้ามาอยู่ ตับแดงฮอบ ขวัญปอดให้เจ้ามาอยู่ปอดแดงใส ขวัญหัวใจให้มาอยู่หัวใจ อย่าได้โศกเศร้า มีลูกเต้าให้ เจ้าได้เลี้ยงดาย มีลูกชายหญิงให้เจ้าได้เลี้ยงใหญ่ ยอยกใส่กินเมือง สมบัติเฮืองบไฮ้ ให้เข้าลุลาภได้ไชย โชคเจริญศรี เงินคำไหลเนืองนองหลั่งมาโฮมเฮ้า ขวัญเกศเกล้า ให้เจ้าใส่กระโจมคำ มาเนอ เจ้าจงนำ กันมาหลายหลาก ขวัญปากให้เจ้ามาอยู่ปากเป่าปีกล่อมซอ ขวัญคอให้เจ้ามาอยู่คอคองใส่สายสร้อย
๙๗ ขวัญก้อยให้เจ้ามาอยู่ก้อยคอยท่าสุบแหวน ขวัญแขนให้เจ้ามาอยู่แขนถือปี่แก้ว มาฮอดแล้วให้ค่อยอยู่ สวัสดี ให้เจ้ามีอายุมั่นขวัญยืนยาวยิ่ง ฮ้อยประเทศท้าวให้มาห้อมช่วยสิน ใต้โลกกว้างให้ลืออาจมหา คุณ โยธามีหมื่นเมืองมาน้อมบริวารล้อมพอแสนแหนแห่ ทุกค้ำเช้าขวาข้ายแวดระวัง ยูถ่างยินสนุก สร้างทำทานทุกเมื่อ บุญเหลื่อมง้ำเป็นฮ่มกั้งบังฮ้อน ให้อยู่เย็น อันว่าของคุณค้ำแนวคูณมีค่า ให้ไหลมา สู่เจ้าคูณค้ำตื่มทวี ให้เจ้ามีเงินฮ้อยทวีคูณ เงินหมี่นรวยเงินแสนคูณเงินล้านพร่ำพร้อมเจริญขึ้นมั่งมี อัน ว่าเงินคำแก้วจงทวีคูณขึ้นเนืองนองเถิงโกฏิ ยูถ่างกินยูถ่างทานทุกค่ำเช้าได้เป็นเจ้าเศรษฐี อายุ วัณโณ สุขัง พลัง. การสู่ขวัญแม่อยู่กรรมและเด็ก คำว่า “แม่อยู่กรรม” หมายถึง ผู้คลอดลูกแล้วอยู่ไฟตามวิธีการพักและรักษาตัวของผู้คลอด ลูกใหม่ซึ่งเคยปฏิบัติมาแต่โบราณ คำสู่ขวัญแม่อยู่กรรม ใช้สู่ขวัญผู้คลอดลูกและออกไฟใหม่ ๆ เนื่องจากผู้หญิงที่คลอดลูกต้องอยู่ไฟ ใดยนั่งใกล้เตาไฟร้อน 1 ดื่มและอาบน้ำร้อน ต้องอดหลับอดนอน เป็นเวลาหลายวัน เป็นการทรมานร่างกายและจิตใจ คนภาคอีสานจึงเรียกผู้อยู่ไฟเช่นนี้ว่า “อยู่กรรม” เมื่อออกไฟแล้วนิยมสู่ขวัญให้ทั้งแม่และลูก เพราะผู้หญิงขณะคลอดลูก ย่อมเจ็บปวดร่างกายและตกใจ กลัว ทั้งในขณะอยู่ไฟนั้นได้รับทุกข์ทรมานนานาประการดังกล่าว จึงสมควรให้มีการเอาอกเอาใจ ปลอบขวัญและเรียกขวัญที่ขวัญหนีดีฝ่อในขณะคลอดลูกด้วย จึงมีพิธีสู่ขวัญแม่อยู่กรรมขึ้น ส่วนเด็ก ที่คลอดใหม่มักตกใง่ายเมื่อ ได้ยินหรือเห็นอะไร เพื่อเป็นการปลอบขวัญและเรียกขวัญให้มาอยู่กับเนื้อ กับตัว และเพื่อให้เด็กเลี้ยงง่าย อยู่ดีมีสุข จึงควรมีการสู่ขวัญให้เด็กด้วย คำสู่ขวัญแม่อยู่กรรม ชยะตุ ภะวัง ชยะมังคลา ชยะมหามุงคุลปุนเป็นดีล้ำเลิศ วันนี้เป็นวันประเสริฐพร้อมลือชา เฒ่าขุนมูลมาพร่ำพร้อม มาช่วยน้อมรับขวัญมารดาและกุมาราอ่อนน้อย หน้าชื่นช้อยโสภา บัดนี้จักได้ พรรณนาแต่เจ้าเอากำเนิดในท้องมารดา หลายวันมาบ่น้อย นับอ่านได้เข้าเขตสืบเดือน แม่เจ้าเลย สะเทือนปวดท้องพี่น้องแล่นมาหา ตายายแล่นมาหล่ำ แม่เจ้าก็ปวดท้องอยู่นีหน่ำเฮฮน แม่เจ้าสาละวน แล้วลุกนั่งมือแม่เจ้าจับท้องดิ้นชีซุกซีเชี่ยน นอนกลิ้งเกลื่อนไปมา ใจมารดาเหมือนจักหลูดล้ม เจ้าจึงม้ มจากท้องแม่มารดา เป็นผู้หญิงเจ้าตกหงาย เป็นผู้ชายเจ้าตกคว่ำ แม่เจ้าบ้าป่วงอยู่งมงัว มือคัวเคียตัด สายแห่ แล้วแม่เจ้าจึงล้างน้ำอาบสรงสีแพรผืนดีผืนงามเอาตุ้มห่ม แม่เจ้าจึงยกใส่ดังไปผอกผี-พราย และผีโพง ผีโหงและผีเป้าผีนกเค้ามันรู้ฮ่องกูหูก ๆ กูกกู ๆ แม่นลูกสูมาเอาไปเดี๋ยวนี้ ตั้งแต่นี้เมือ หน้แม่นลูกกู แม่จึงยกใส่อู่นอนอยู่คีไฟไกวเจ้าไปตีเตาะตีต้อน แม่เจ้ากินน้ำฮ้อนจนปากเปื่อยปากแดง ไฟลุกแดงแม่เจ้าแฮ่งฮ้อน แม่เจ้ากำลังอ่อนอรทวย มือจับบวยพ่องกินน้ำฮ้อน ทุกข์ยากข้อนดอมลูกบุต