The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หมอสูดขวัญ หรือเรียกอีกอย่างว่า “หมอพราหมณ์” ตามความเชื่อของคนอีสาน ถือเป็นบุคคลที่สามารถเรียกขวัญ หรือเป็นผู้นำทางศาสนาในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งผู้ที่จะมารับหน้าที่เป็นผู้สูดขวัญได้นั้น จะต้องมีคุณธรรม รักษาศีล และเป็นผู้ที่มีอายุพอสมควร หมอสูดขวัญ เป็นผู้ที่สำคัญอย่างมากในการดำเนินชีวิตของชาวอีสาน เนื่องจากชาวอีสานมีความเชื่อว่า ขวัญ อยู่ในทุกส่วนของร่างกาย และอยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ รวมถึงสัตว์ที่มีบุญคุณต่อการประกอบอาชีพ เช่น วัว ควาย เป็นต้น จึงจำเป็นต้องมีหมอสูดขวัญในการเรียกขวัญ หรือทำพิธีกรรมต่าง ๆ เนื่องในยามที่มีเรื่องไม่ดี หรือตกใจกลัว ก็จะทำพิธีสูดขวัญ เพื่อเรียกขวัญกลับสู่ร่างกาย เพื่อเป็นการเรียกขวัญกำลังใจให้มีสติ ไม่ต้องใจกลัว ให้กำลังใจผู้ที่ป่วย หรือตกประหม่าอยู่ห้มีชีวิตชีวาด้วย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 120กุลธิดา แสนวันดี, 2024-06-17 23:09:27

คติชนเรื่อง ยกอ้อหมอสูดขวัญ รายวิชาคติชนวิทยา

หมอสูดขวัญ หรือเรียกอีกอย่างว่า “หมอพราหมณ์” ตามความเชื่อของคนอีสาน ถือเป็นบุคคลที่สามารถเรียกขวัญ หรือเป็นผู้นำทางศาสนาในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งผู้ที่จะมารับหน้าที่เป็นผู้สูดขวัญได้นั้น จะต้องมีคุณธรรม รักษาศีล และเป็นผู้ที่มีอายุพอสมควร หมอสูดขวัญ เป็นผู้ที่สำคัญอย่างมากในการดำเนินชีวิตของชาวอีสาน เนื่องจากชาวอีสานมีความเชื่อว่า ขวัญ อยู่ในทุกส่วนของร่างกาย และอยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ รวมถึงสัตว์ที่มีบุญคุณต่อการประกอบอาชีพ เช่น วัว ควาย เป็นต้น จึงจำเป็นต้องมีหมอสูดขวัญในการเรียกขวัญ หรือทำพิธีกรรมต่าง ๆ เนื่องในยามที่มีเรื่องไม่ดี หรือตกใจกลัว ก็จะทำพิธีสูดขวัญ เพื่อเรียกขวัญกลับสู่ร่างกาย เพื่อเป็นการเรียกขวัญกำลังใจให้มีสติ ไม่ต้องใจกลัว ให้กำลังใจผู้ที่ป่วย หรือตกประหม่าอยู่ห้มีชีวิตชีวาด้วย

๑๔๘ สังวาลย์ นางแก้นางสา ฝันว่าทรัพย์ศฤงคารหนีจากเจ้า ฝันว่าข้าวเยียฝันว่าผัวเมียเล่นชู้ นางแก้ นาง สา ฝันว่าตกวังน้ำกว้าง ฝันว่าตกสร้างและตกเหว ฝันว่าเขาเลวตัวซ้ำแห่งฮ้าย ฝันว่าย้ายเข้าบ้านหมา แล่นนำหลัง นางแก้ นางสา ฝันว่าปลูกเฮือนฮังอยู่ป่าช้า ฝันว่าได้ขี่ม้านุ่งเสื้อลายดอก นางแก้ นางสา ฝันว่าเขาปองเอาลูก ฝันว่าเขาผูกเอาเมีย นางแก้ นางสา ฝันได้เลียของเน่า ฝันเห็นผู้เฒ่าตัวลาย ๆ นางแก้ นางสา ฝันว่าได้คายน้ำมูก ฝันว่าได้ผูกแว่นแยงเงา นางแก้ นางสา ฝันว่าได้ลงสำเภาไปค้าแล้ว แตกฝันว่าได้แบกโลง นางแก้ นางสา ฝันว่าได้ขับลุงและไส่ป่า ฝันว่าคนนำโลงมาห่อ ฝันว่าต่อบินแหน ฝันว่าแตนบินมาตอด นางแก้ นางสา ฝันว่าลอดฮ้างหนี ฝันว่ากินโยนี องคชาติ นางแก้ นางสา ฝันว่า เคราะห์คาดเข้าสู่คีง ฝันว่าได้เห็นลิงเห็นค่าง นางแก้ นางสา ฝันเห็นบ่างตัวลาย ฝันว่าเขาส่งพรายมา เฮียก พรายมันตาฮ้องเฮียกเอาขวัญ นางแก้ นางสา นอนคืนฝันสะตุ้งตื่นนางแก้ นางสาฝันว่าได้อยู่โป่ง นำหมูฝันว่าได้อยู่ฮูนำเงือกนางแก้ นางสา ขำเขือกและแสงไฟ ฝันว่าได้เดินไพรและเจ็บไข้ นางแก้ นางสา ฝันว่างัวมากินยอด ฝันว่าช้างถอดกินใบ นางแก้ นางสา เดินไพรต้องผีโป่งเที่ยวทุ่งต้องผีนา เดินผาต้องผีถ้ำ นางแก้ นางสาเทียวทางน้ำฮู้ต้องผีครก เทียวทางบกฮู้ต้องผีเป้านกเค้าฮ้อง กูกเอิ้นเอา ขวัญ นางแก้ นางสา สรรพสรรพ์ เป็นเหตุอาเพทฮ้ายหมู่ลาง ลางหมู่กลางลางหมู่ฟานปบเห่า นางแก้ นางสา เคราะห์ล้นเข้าเต็งเฮือน นางแก้ นางสา (ที่ว่ามาแล้วขออานุภาพแม่ธรณีท่านแก้) จากนี้ไปให้แก้เองโดยให้เปลี่ยนคำว่า นางแก้ นางสาเป็น กูแก้ กูสา เคราะห์เดือนปีเข้า เต็ง เย้า กูแก้ กูสา หน่อพร้าวเกิดเป็นสอง กูแก้ กูสา ตันหมากป่งเป็นแจ ปลีกล้วยแฮออกเป็นคู่ กูแก้ กูสา ขวัญเฮือนจับเป็นพื้น กูแก้ กูสา ขวัญจับพื้นและชนคน กูแก้ กูสา ขวัญนอนคอยจับสองข้าง กูแก้ กูสา เคราะห์สล้างหลายไฟ กูแกั กูสา หนูจังไฮกัดเสื้อผ้า กูแก้ กูสา กัดแผ่นผ้าและสังวาลย์ กัดเพดานและ ผ้ากั้ง กูแกั กูสา เสาตั้งแตกเป็นถัน กูแก้ กูสา เสาขวัญแตกเป็นกาบ กูแก้ กูสา เฮือนลอกคาบเข็ด ขวาง กูแก้ กูสา เป็นฮูกวงกางบ้าน กูแก้ กูสา งูบ่ย่านแล่นเข้าเฮือน กูแก้ กูสา ฝันเห็นกบกินเดือน กลางอากาศ กูแก้ กูสา สายฟ้าฟาดถ่องกลางเฮือน กูแก้ กูสา คนตาเบือน มากล่าวโทษ กูแกั กูสา ฮุ้ง ข้าวโฉดโก่งลงมา กินธาราในโอ่งน้ำลงกินซ้ำเทิงขี้สีกและข้าวหม่า กูแกั กูสา ฝูงไก่ป่าและฝูงลิงชิงกัน ปบเข้าบ้านช่อง กูแก้ กูสา หนูกูกฮ้องในกะลอม กูแก้ กูสา แมงมุมมอมหาญขึ้นห้อง กูแก้ กูสา หม้อ นึ่งฮ้องเสียงคาง กูแก้ กูสา ปูมฮางขวางแพ้เจ้า กูแก้ กูสา งูสาเข้ากระทำลาง คกมองวางอยู่ใต้เล้า คก ตำข้าวเกิดโพยภัย กูแก้ กูสา นาจัญไรเป็นเข็ญบ่แล้วแก้วหน่วยฮ้ายจำให้เสียของ กูแก้ กูสา แข่วเขา ปองพาให้เกิดโทษ กูแก้ กูสาม้าซ้ายโฉดพาให้เช็ดขวาง กูแก้ กูสา ควายเขายวงชนกันเข้าหล่อน กูแก้ กูสา ควายไถนาพาให้ถึกแอก กูแก้ กูสาฝูงนกแขกบินเข้ามาเต้า ฝูงนกเค้าบินเข้ามาในเฮือน กูแก้ กูสา หมาขี้เฮื้อนแล่นเข้าชนหลัง กูแกั กูสา ไฟบ่ตั้งหม้อหนึ่งผั่นซ้อง กูแก้ กูสา บ่อตีฆ้องผันเกิดเสียงดัง


๑๔๙ ระฆังตีเสียงดังจนไหน่กูแก้ กูสา ไก่ออกลูก ๒ หัว ๔ ขา หมาออกลูกสองหน้า ๗ ขา กูแก้ กูสา ถือ ศาสตร์ไม้เป็นครกเป็นซกงกกัดครกให้เป็นเฮือน กูแก้ กูสา ๙. การไหว้ครู ไหว้พระ ก่อนทำพิธีสูดขวัญ ปู่เอ้ย ครูบาอาจารย์ คุณศีล คุณธรรม พวกนักศึกษาลูกหลานมาหา สิได้สู่ขวัญน้อยสู่ขวัญให้ หลาน ขออนุญาตบาดคำเด้อปู่เอ้ย อโหสิกรรมให้ลูกหลานเด้อ เฮ็ดแล้วให้อยู่เย็นเป็นสุข ความเจ็บ อย่าได้ความไข้อย่ามี คุณศีลคุณธรรมปกปักรักษาลูกหลาน ให้ตลอดรอดฝั่ง เรียนหนังสือให้จบให้มี ความรู้ เป็นหนทางดี ๆ เป็นแม่พิมพ์ของชาติเรื่อย ๆ ให้ลูกให้หลานไปตลอดรอดฝั่ง ให้ม่มความบ่มีบ่ งามอย่าให้มาใกล้ได้ ปกปักรักษาลูกหลานมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เรียนให้จบให้สมดังความมุ่ง มาดปรารถนา ให้ได้เป็นอาจารย์ของคน ให้มีอายุมั่นขวัญยืน กราบสามครั้ง อิมินา สักกาเรนะ/ พุทธัง อะภิปูชะยามะ อิมินา สักกาเรนะ/ ธัมมัง อะภิปูชะยามะ อิมินา สักกาเรนะ/ สังฆัง อะภิปูชะยามะ สาธุ อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ. (กราบ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะมัสสามิ. (กราบ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆัง นะมามิ. (กราบ) สาธุ พุทธะคารวตะ ธรรมาคารวตะ สังฆะคารวตะ กายะกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง อโหสิกัมมัง สากัปปัง เวนะสันตุ สาธุ ๑๐. ข้อคะลำสำหรับหมอสูดขวัญ ๑๐.๑ ห้ามผิดศีล ๕ สำหรับข้อคะลำที่ห้ามผิดศีล ๕ เนื่องจากผู้ที่รับหน้าที่เป็นหมอสูดขวัญ หรือ“หมอพราหมณ์” จะต้องเป็นผู้ที่น่านับถือที่เต็มไปด้วยคุณธรรม และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ชาวบ้าน ลูกศิษย์ เพราะต้อง เป็นผู้นำทางศาสนา เป็นผู้ที่ชาวบ้านนับถือ เป็นที่พึงทางจิตใจ และเป็นผู้ที่น่าเคารพเลื่อมใส ทั้งนี้หาก ผู้ใดไม่สามารถรักษาศีล ๕ ได้ จะไม่สามารถทำพิธีกรรมในการสูดขวัญได้ และจะไม่เป็นที่รัก หรือน่า เคารพนับถือของชาวบ้านอีกต่อไป


๑๕๐ ดังนั้น ผู้ที่รับหน้าที่เป็นหมอสูดขวัญ หรือ “หมอพราหมณ์” หรือจะมาทำหน้าที่ในการเป็น หมอสูดขวัญ จะต้องเป็นผู้ที่รักษาศีล ๕ ยึดมั่นในศีลธรรม มีคุณงามความดีที่น่ายกย่องของชาวบ้าน ๑๐.๒ ไม่พูดจากระโชกโฮกฮาก สำหรับข้อคะลำที่ห้ามพูดจากระโชกโฮกฮาก เนื่องจากผู้ที่รับหน้าที่เป็นหมอสูดขวัญ หรือที่ ชาวบ้านเรียกว่า “หมอพราหมณ์” จะต้องมีความสุขุมรอบในการปฏิบัติตัวที่การประพฤติ การพูดจา และทัศนคติความคิดจะต้องเป็นที่น่าเคารพ เลื่อมใสศรัทธา พูดจาน่าเชื่อถือ และเป็นผู้ที่พูดจาดี จึง จะเป็นผู้ที่ยอมรับในการเป็นผู้นำทางศาสนา และเป็นที่ยอมรับในการเป็นหมอสูดขวัญจึงต้องมีความ สำรวมทั้งกาย วาจา และจิตใจ ดังนั้น ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นหมอสูดขวัญ หรือ “หมอพราหมณ์” จะต้องมีความสำรวมทั้งการ ประพฤติ การพูดจา และจิตใจ ที่มีความเมตตา รอบคอบ ไม่พูดจาด้วยคำโกหกหลอกลวง หรือพูดจา ไม่น่าฟัง เพื่อให้ชาวบ้านเคารพนับถือ ๑๐.๓ ไม่รับประทานอาหารในงานศพ เว้นแต่ได้เคลื่อนศพออกจากในงานแล้ว สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่เป็นหมอสูดขวัญ หรือ “หมอพราหมณ์” ในการห้ามรับประทานอาหาร ในงานศพ จนกว่าจะมีการฌาปนกิจจึงจะสามารถรับประทานอาหารได้นั้น เนื่องด้วยมีความเชื่อว่า หากผู้ที่ทำหน้าที่สูดขวัญไปรับประทานอาหารในงานศพนั้น มีความเชื่อว่า วิญญาณของผู้เสียชีวิต หรือสัมภเวสีจะตามมาด้วย เหมือนว่าหมอสูดขวัญไปรับเอาสิ่งไม่ดี หรือสิ่งอัปมงคลกลับมาบ้านด้วย จึงห้ามรับประทานอาหารในงานศพนั่นเอง ดังนั้น หมอสูดขวัญ จึงจำเป็นที่จะไม่รับประทานอาหารในงานศพ เพื่อไม่ให้สิ่งอัปมงคลตาม กลับมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณ หรือสัมภเวสีตามติดกลับมา ๑๑. การเลือกผู้สืบทอด หรือเลือกผู้ทำหน้าที่เป็นหมอสูดขวัญ ๑๑.๑ เลือกผู้ที่รักษาศีล ๕ สำหรับผู้ที่จะมารับหน้าที่ในการเป็นหมอสูดขวัญจะต้องเป็นผู้ที่รักษาศีล ๕ ได้ เนื่องด้วยต้อง เป็นผู้นำทางศาสนา เป็นที่พึงให้กับชาวบ้านได้ จึงจะต้องสามารถรักษาศีล ๕ ได้ และเนื่องด้วยในข้อ คะลำการเป็นหมอสูดขวัญจะต้องห้ามผิดศีล ๕ จึงจะถูกเลือกให้มารับเป็นผู้สืบทอดการสูดขวัญต่อไป


๑๕๑ ๑๑.๒ เลือกผู้ที่เป็นคนดี สำหรับผู้ที่จะเป็นผู้สืบทอดการสูดขวัญคนต่อไปนั้น จะต้องเป็นคนดีช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อน บ้าน อัธยาศัยดี มีคุณธรรม จึงจะมารับช่วงต่อเป็นหมอสูดขวัญคนต่อไป เนื่องจากจะต้องเป็นผู้ที่ ชาวบ้านให้ความนับถือ ยกย่องว่าเป็นคนดี มีความรับผิดชอบ ช่วยเหลือเกื้อกูลทุกคน ๑๑.๓ เลือกผู้ที่มีอายุพอสมควร สำหรับผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นหมอสูดขวัญจะต้องมีวัยวุฒิ และมีอายุพอสมควร เนื่องด้วย จะต้องเป็นผู้ที่ชาวบ้านนับถือ เคารพ ยำเกรง จึงจะเหมาะสมในการเป็นหมอสูดขวัญ และชาวบ้าน ไว้ใจว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทั้งความรู้ และประสบการณ์ชีวิตมากจึงจะสามารถสอนคนอื่นได้ ดังนั้น หากผู้ใดมีคุณสมบัติทั้ง ๓ ข้อ ที่กล่าวมาข้างต้น จะสามารถสืบทอดการเป็นหมอสูด ขวัญได้ และสามารถเป็นผู้นำทางศาสนา เป็นที่พึงทางจิตใจให้ชาวบ้านได้


บทที่ ๔ วิเคราะห์ข้อมูลการศึกษา จากการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากหมอสูดขวัญและชาวบ้านผู้เคยได้รับการสูดขวัญ จากหมอสูดขวัญ บ้านโคกสว่าง หมู่ที่ ๒ ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี จึงได้นำข้อมูล มาจัดแบ่งประเภทและวิเคราะห์ข้อมูลให้ตรงตามวัตถุประสงค์การศึกษาซึ่งสามารถแบ่งประเด็น ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้ดังนี้ ๑. วิถีชีวิตของชาวบ้าน บ้านโคกสว่าง บ้านโคกสว่าง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตําบลสีออ อําเภอกุมภวาปีหมู่บ้านนี้มีชื่อว่า “บ้านโนนขาม ป้อม” ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกมาจากสภาพพื้นที่ที่เป็นเนินป่า และเต็มไปด้วยต้นมะขามป้อม วิถีชีวิตก็ทำไร่ ทำนา ตามธรรมดาทั่วไป ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง มีประเพณี ฮีต ๑๒ คอง ๑๔ ในแต่ละเดือน ก็จะมีการทำบุญต่าง ๆ บทสัมภาษณ์พ่อทองคำ มะโนศิลป์ (วันที่ ๒๘ เดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๕) พิมพ์มาดา : อยากรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน หมู่บ้านโคกสว่าง พ่อทองคำ : ทำไร่ ทำนา ธรรมดาทั่วไปนี่แหละ ฮีต ๑๒ คอง ๑๔ พิมพ์มาดา : ฮีต ๑๒ คอง ๑๔ คืออะไรหรอคะ พ่อทองคำ : ฮีตสิบสอง คือ ประเพณี๑๒ เดือน ของชาวอีสาน พิมพ์มาดา : ทำกันตลอดทั้งปีเลยหรอคะ พ่อทองคำ : ใช่ เป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ เช่น บุญบั้งไฟ บุญผะเหวด จากบทสัมภาษณ์ข้างต้นสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ชาวบ้านในหมู่บ้านโคกสว่าง ส่วนมาก ก็จะทำไร่ ทำนา ปลูกอ้อย ปลูกมัน ประกอบอาชีพเกษตรกรรม บางครั้งก็จะดำเนินชีวิตโดยทำตาม ประเพณีของชาวอีสาน กล่าวคือ ประเพณีฮีต ๑๒ คอง ๑๔ ซึ่งจะทำกันเป็นประจำทุก ๆ เดือน ตลอดทั้งปี จากบทสัมภาษณ์ข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ชาวบ้านในหมู่บ้านโคกสว่าง ประกอบอาชีพ เกษตรกรรม


๑๕๓ ๒.คติความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับขวัญ “ขวัญ” เป็นความเชื่อดั้งเดิมของผู้คนในกลุ่มชาติพันธุ์ไต-ไท ความเชื่อเรื่องขวัญ คำว่า ขวัญ ตามที่เข้าใจกันมีความหมาย ๒ อย่าง คือ หมายถึง ขนที่ขึ้นเวียนกันเป็นก้นหอย โดยมาก มีที่ศีรษะ แต่อาจมีตามร่างกายส่วนอื่นก็ได้และอีกอย่างหนึ่ง เป็นนามธรรมอันหนึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มี ตัวตน คล้ายกำลังของจิต นิยมกันว่า มีอยู่ในตัวหรือประจำชีวิตของมนุษย์และสัตว์ ตลอดสิ่งของ บางอย่างตั้งแต่เกิดหรือสร้างขึ้นมา และเชื่อกันว่า ถ้าขวัญอยู่กับเนื้อกับตัวก็เป็นสิริมงคล เป็นสุข สบาย ทำให้จิตใจมั่นคงตลอดปลอดภัย ถ้าหากตกใจหรือขวัญเสีย ขวัญก็มักจะออกจากสิ่งนั้นไป อาจทำให้คน สัตว์ หรือสิ่งของนั้นได้รับผลร้ายหรืออันตราย นอกจากคน ที่นิยมว่ามีขวัญและ ทำการสู่ขวัญ ได้แก่ สัตว์ใหญ่ ซึ่งคนใช้เป็นพาหะและใช้งานต่าง ๆ เช่น วัว ควาย ช้าง ม้า เป็นต้น เพราะคนถือว่าสัตว์เหล่านี้มีบุญคุณ บางโอกาสจึงทำพิธีขวัญให้น้อย นอกนี้สิ่งที่มีค่าหรือทีใช้เป็น ประโยชน์สำคัญ ก็นิยมว่ามีขวัญและสู่ขวัญให้สิ่งนั้นด้วย เช่น เรือน ล้อ เกวียน รถยนต์ ปืน เป็นต้น การสู่ขวัญเป็นพิธีรีกขวัญตามความหมายอย่างหลังนี้ คำว่า “ขวัญ” ยังใช้เป็นคำเรียกสิ่งอันเป็นที่รัก หรือที่ดีอีกด้วย เช่น ขวัญใจ ขวัญตา เมียขวัญ จอมขวัญ ขวัญเมือง ฯลฯ บทสัมภาษณ์หมอสูดขวัญ นายนายทองคำ มโนศิลป์ ( วันที่ ๒๘ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๖๕) พิมมาดา : ขวัญคืออิหยัง เป็นหยังต้องสูดขวัญ พ่อทองคำ : พิธีสูดขวัญมันมาจากศาสนาพราหมณ์ พราหมณ์เป็นแม่ พุทธเป็นลูก ขวัญ เป็นความเชื่อของ คนกลุ่มไต ของขวัญมันบ่มีตัวตนมันสิ มันสิมีอยู่กลางหัว คนเฮาเกิด มามีขวัญ มันกะ เลยสิอยู่นำเฮา ถ้าขวัญหนี กะสิตาย เป็นผีบ้าผีบอ ขวัญมันบ่อยู่ คนตาย คือรถมอเตอร๋ไซค์ ลื้นล้ม ขะเจ้ากะมาเอิ้นขวัญว่า มาเด้อขวัญเอ้ย และเขากะผูกแขนให้ เขาเอิ้นขวัญมากินข้าว มีข้าวต้ม และเอาสวิงมาซ่อน แล้วการเจ็บปวดกะเซา จากตัวอย่างบทสัมภาษณ์ข้างต้นวิเคราะห์ความเชื่อเรื่องขวัญที๋ปรากฏไว้ว่า ขวัญ เป็นความเชื่อดั้งเดิม ของผู้คนในกลุ่มชาติพันธุ์ไต-ไท ความเชื่อเรื่องขวัญ นับเป็นความเชื่อที่เก่าแก่ ที่สุดอย่างหนึ่งในกลุ่มของคนเผ่าไต ซึ่งพิธีวิวัฒนาการมาจากพิธีพราหมณ์ เพราะบรรพบุรุษนับถือ ทั้งศาสนาพุทธและพราหมณ์ ขวัญถือเป็นนามธรรมอันหนึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน และมักมีอยู่ที่ศีรษะ และเชื่อกันว่าถ้าขวัญอยู่กับเนื้อกับตัวก็เป็นสิริมงคล เป็นสุขสบาย ถ้าหากขวัญเสียหรือตกใจ ก็จะทำให้ไม่สบายใจ ไม่เป็นสิริมงคล ซึ่งจะต้องมีพิธีการสู่ขวัญเพราะจะทำให้ขวัญกลับมา เป็นสิริมงคลแก่การเป็นอยู่หรือช่วยให้เกิดมงคลและอยู่ด้วยความสวัสดีมีชัย มีโชคลาภยิ่งขึ้น


๑๕๔ ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ด้วยความราบรื่น และอาจดลบันดาลให้สัตว์และสิ่งของนั้นนำโชคลาภมาสู่เจ้าของ หรือเป็นสิริมงคลแก่สัตว์และสิ่งของนั้น ๆ แต่การสูดขวัญต้องอาศัยคนเฒ่าคนแก่ ผู้เป็นนักปราชญ์ ผู้ฉลาดหรือผู้รู้วิธีทำ ซึ่งเรียกว่า “หมอขวัญ” ดังนั้น ขวัญเป็นความเชื่อดั้งเดิม ของผู้คนกลุ่มชาติพันธุ์ไต-ไท ที่มีมานาน ซึ่งขวัญ เป็นสิ่งที่เชื่อว่าอยู่กับร่างกายของเราตั้งแต่แรกเกิด จึงก่อกำเนิดพิธีสูดขวัญ ที่ได้รับอิทธิพลจากพิธี ทางศาสนาพรามหณ์ ซึ่งการเรียกขวัญหรือเชิญขวัญกลับเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากจะทำให้มี ความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และครอบครับ อีกทั้งยังเป็นการใช้จิตวิทยาในการเสริมแรงอีกทางด้วย ๓. คติความเชื่อจากบุคคล ๓.๑ คติความเชื่อเกี่ยวกับหมอสูดขวัญ หมอสูดขวัญ หรือเรียกอีกอย่างว่า “หมอพราหมณ์” ตามความเชื่อของคนอีสาน ถือเป็น บุคคลที่สามารถเรียกขวัญ หรือเป็นผู้นำทางศาสนาในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ หมอสูดขวัญเป็นผู้ ที่สำคัญอย่างมากในการดำเนินชีวิตขงชาวอีสาน เนื่องจากชาวอีสาน มีความเชื่อว่า ขวัญอยู่ในทุกส่วน ของร่างกาย และอยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ รวมถึงสัตว์ที่มีบุญคุณต่อการประกอบอาชีพอาชีพ เช่น วัว ควาย เป็นต้น จึงจำเป็นต้องมีหมอสูดขวัญในการเรียกขวัญ หรือทำพิธีกรรมต่าง ๆ เนื่องในยามที่มี เรื่องไม่ดี หรือตกใจกลัว ก็จะทำพิธีสูดขวัญ เพื่อเรียกขวัญกลับสู่ร่างกาย เพื่อเป็นการเรียกขวัญ กำลังใจให้มีสติ ไม่ต้องใจกลัว ให้กำลังใจผู้ที่ป่วย หรือตกประหม่าอยู่ให้มีชีวิตชีวา บทสัมภาษณ์หมอสูดขวัญ พ่อทองคำ มะโนศิลป์ (เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๕) บุษบา : อยากสิถามความเป็นไปเป็นมาแหมจ้า ว่าเป็นไปเป็นมาจังได๋ค่อยได้มาเป็น หมอสูดขวัญ พ่อทองคำ : กะคือพ่อว่านั่นล่ะ มันเหมิ่ดดอนล่ะยังเล่า เหมิ่ดข้าวเก่าล่ะยังดุนดัน เหมิ่ดผู้นี้ล่ะ ผู้นี้กะ ต่อไปเอาไว้ถ่าให้ลูกให้หลาน พ่อมักตรงนี้ กะเลยเรียนตรงนี้ เรียน แล้วกะได้ เฮ็ดเลยเฮ็ดมาเรื่อย ๆ เลยเท่าสุมื้อนี้ อาจารย์มาตายหนีจาก ได้ ๓ ปี แล้ว บุษบา : แล้วมีคนมาเรียนต่อจากปู่บ่จ้า พ่อทองคำ : มีอยู่ ขั่นปู่บ่ได้ไปกะให้ผู้น้อยไป ให้คนสอนไว้ไป ให้ลูกศิษย์ไปแทน นริศรา : พ่อเรียนหมอสูดมาจากไผจ้า พ่อทองคำ : เรียนมาจากพ่อใหญ่ทองม้วน ศรีธรรมวงศ์ พ่อใหญ่ม้วน เสียงทองกะว่าได้


๑๕๕ เพิ่นเป็นอาจารย์เพิ่นอยู่บ้านสีออ ตอนนี้บ่อยู่แล้ว จากบทสัมภาษณ์ สะท้อนให้เห็นว่าการเรียนเป็นหมอสูดขวัญเป็นการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณี คติความเชื่อของชาวอีสาน ให้ยังคงอยู่คู่กับแผ่นดิน ซึ่งหมอสูดขวัญ จะต้องได้รับการรับเลือกจากหมอสูดขวัญ ว่าเป็นคนดี มีคุณธรรม รักษาศีล ๕ ได้และเป็นที่เคารพ นับถือของผู้คน และชาวบ้าน ซึ่งหมอสูดขวัญเป็นบุคคลผู้นำทางศาสนา ความเชื่อของชาวบ้าน และ ถือว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เพราะสามารถเรียกขวัญให้เข้ากลับสู่ร่างกายได้ ดังนั้น หมอสูดขวัญจึงเป็นบุคคลที่สำคัญต่อวิถีชีวิต และเป็นที่นับถือ เคารพของชาวบ้าน เนื่องจากหมอสูดขวัญเป็นผู้คอยช่วยเหลือ ชี้ทางในการรักษาทางความเชื่อด้านจิตใจ คือการทำพิธี สูดขวัญ เพื่อรักษาให้ผู้ป่วย หรือช่วยเหลือชาวบ้านที่ทุกข์ให้มีกำลังใจที่ดีในการใช้ชีวิต และเป็นหมอ สูดขวัญในการยินดี เชิญผี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาปกป้องรักษาผู้คน และบ้านเรือน ๓.๒ ความเชื่อเกี่ยวกับที่มาของความรู้ การรับเอาวิชาการเป็นหมอสูดนั้น ผู้ที่จะมารับวิชาจะต้องเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม รักษาศีล มีเมตตา ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องการสู่ขวัญจากคนรู้จักในชุมชน บทสัมภาษณ์พ่อสำราญ ทาสะโก (วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๕) พิมพ์มาดา: เห็นว่าพ่อนิ ได้มาเรียนสู่ขวัญ เลยอยากถามว่าเป็นหยังคือได้มาเรียน พ่อสำราญ : เพราะว่าอยากอนุรักษ์ไว้ ซึ่งในประเพณ๊ สิมีการบายศรีสู่ขวัญ ตั้งแต่บรรพบุรุษ พ่อแม่พาเฮ็ดมา อยากรักษาตรงนี้ไว้ เพื่อรุ่นลูกรุ่นหลานสืบทอดต่อ ๆ ไป พิมพ์มาดา : การเรียนมีการปฏิบัติโตจังได๋ มีข้อห้ามอิหยังบ่ พ่อสำราญ : การปฏิบัติโต เฮากะต้องปฏิบัติ เฮาเข้ามาอยู่จุดนี้แล้ว ถือว่าเป็นพ่อพราหมณ์ ลูก ๆ หลาน ๆ ให้ความเคารพ ให้ความย่ำเกรง เฮากะต้องปฏิบัติโตให้ เหมาะสม กับการที่ ลูกหลานได้กราบไหว้ เยิ่นยอ หนึ่งคือเฮากะต้องปฏิบัติโต บ่ฮ้ายลูกฮ้ายหลาน สุขุม มีอัธยาศัยที่ดีมีเมตตา พิมพ์มาดา: แล้วผู้ที่สิมาเรียน ทุกคนเรียนได้บ่หรือต้องกำหนดหยังจ้า พ่อสำราญ : บ่กินเหล้าเมายา ปฏิบัติโตให้เหมาะสม ทำดีให้เป็นแบบอย่างคนอื่นสิได้เคารพ


๑๕๖ พิมพ์มาดา: ขอบคุณจ้า จากบทสัมภาษณ์ข้างต้นจะสะท้อนเห็นได้ว่า ความเชื่อเรื่องการรับวิชาการสูดขวัญ ผู้ที่จะ เป็นหมอสูดจะต้องไปขอรับวิชาจากคนที่มีวิชาสูดขวัญในหมู่บ้าน การจะไปขอรับวิชาถือเป็นการไป ฝากตัวเป็นศิษย์ จะต้องมีคุณธรรม จริยธรรม รักษาศีล มีเมตตาและสามารถปฏิบัติตามข้อบังคับของ วิชานั้น ๆ ได้ ดังนั้น ความรู้วิชา พิธีกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับการสูดขวัญเป็นสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดจากหมอ สูดขวัญรุ่นก่อน ๆ แล้วจึงถ่ายทอดต่อให้กับผู้สืบทอด หรือผู้คนรุ่นหลังที่มีถูกเลือกว่าเหมาะสมแก่การ เป็นหมอสูดขวัญ ๓.๓ คติความเชื่อเกี่ยวกับการไหว้ครู พิธีการไหว้ครู เป็นการทำพิธีก่อนเริ่มพิธีสูดขวัญทุกครั้ง เพื่ออาราธนาคุณพระศรี รัตนตรัย บูชาคุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง เพื่อให้พิธีสูดขวัญ บายศรีเป็นไปได้อย่างราบลื่น บทสัมภาษณ์หมอสูดขวัญ พ่อทองคำ มะโนศิลป์ (เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๕) บุษบา : พ่อนับถืออีหยัง สิ่งที่เป็นของบูซาคือหยัง พ่อทองคำ : กะบูซาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณพ่อคุณแม่ คุณครูบาอาจารย์นี่ล่ะ เฮากะระลึกฮอดเพิ่นเสมอ จากบทสัมภาษณ์ จะเห็นได้ว่าการไหว้ครูก่อนพิธีสูดขวัญ เป็นการไหว้คุณพระศรีรัตนตรัย คุณบิดามารดา ครูอาจารย์ เพื่อระลึกถึง และเป็นการเคารพบูชาก่อนเริ่มพิธีสูดขวัญนั้น เป็นการแสดง ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ดังนั้น หมอสูดขวัญจึงทำพิธีไหว้ครู เพื่อเป็นการระลึกถึงผู้มีพระคุณ และเป็นการเสริม กำลังใจก่อนจะทำพิธีสูดขวัญ ให้สามารถดำเนินพิธีไปได้อย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ๓.๔ ความเชื่อเกี่ยวกับคำกล่าว คำกล่าวก่อนเริ่มบทสวดการกล่าวอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นการบอกกล่าวถึงสิ่งหรือภาวะที่เชื่อว่ามี อำนาจเหนือธรรมชาติ ซึ่งสามารถบันดาลให้เป็นไปหรือให้สำเร็จได้ดังปรารถนา ให้ได้รับรู้รับทราบ ร่วมเป็นพยานในพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นในลำดับต่อไป เช่น การกล่าวอ้างถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ครู อาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทอำนวยความสำเร็จให้เกิดขึ้น ได้มาร่วมเป็นสักขีพยานรู้เห็นเหตุการณ์ด้วย


๑๕๗ ตาตนเองบันดาลให้ผู้ที่เข้าร่วมพิธีหายจากโรคหรืออาการเจ็บป่วยให้ชีวิตมีแต่ความสุข ความสงบ ร่มเย็น บทสัมภาษณ์พ่อทองคำ มะโนศิลป์ (วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๕) อทิตยา : ก่อนที่สิเริ่มพิธี อย่างเช่นแต่งงาน มันมีอิหยังแหน่ ปู่ได้เฮ็ดอิหยังแหน่ในงาน พ่อทองคำ : กะไปจัดแต่งพาขวัญล่ะว่ามันครบเครื่องบ่ คะเจ้าจัดแต่งครบแล้ว เป็นข้าวต้ม เป็นไข่ เป็นข้าว ใส่ในพาขวัญ ฝ้ายผูกแขน ทำพิธีแล้ว ฤกษ์งามยามดีแล้ว ปู่กะสิทำพิธีสู่ขวัญไปเลย พินิจนันท์ : เฮาแต่งโตไปแล้ว ไปฮอด เฮาเฮ็ดจังได๋ พ่อทองคำ : ไปฮอด เขากะเชิญว่า เฮ็ดจังได๋ เขากะสิถามว่า เฮ็ดจังได๋พ่อใหญ่ เฮากะบอไป แนวมันดี มีเทียนชัยใส่ข้างพาขวัญ มีฝ้ายพัน ๓ รอบ เกี้ยวกันกับพาขวัญแล้ว เอามาให้ปู่ มาใส่หนังสือ เอาหนังสือมาเสี่ยงไว้ ได้เวลาแล้วปู่กะสู่ขวัญไปเลย เอาเจ้าบ่าวเจ้าสาว เข้าใส่กันแล้ว ชายขวาหญิงซ้ายนั่ง บานนี้กะมีเพี่ยน เจ้าบ่าวข้างละ ๒ คน เพี่ยนเจ้าสาวอีกข้างละ ๒ คน สู่ขวัญแล้วกะจบ ให้พร ล่ะกะผูกแขน ส่ำนั้นล่ะ นริศรา : คำสูดขวัญ บ่าวสาวนี่ สูดจังได๋จ้า สูดหยังแหน่ ตั้งนะโม ตั้งหยังก่อนบ่ หรือจั่งได๋ พ่อทองคำ : อัญเชิญเทพยดา สัคเค กาเม กล่าวสัคเค ลงมา บ่านนี้ได้ลงมาแล้วเฮากะ ว่านะโม สู่ขวัญไปเลย กุลธิดา : สมมติได้บ่จ้า ว่ามันเว้าจังได๋คำสู่ขวัญ พอให้รู้ว่ากำลังเข้าพิธีแล้ว พ่อทองคำ : ว่านะโมแล้ว กะว่า ศรี ศรี สิทธิพระพร บวรนั้นวิเศษ อภิเดชนั้นเดโช ชัยยะตุ ภวัง ชัยมังคลัง ตาตุ โลมัง ชัยมหามงคล มื้อนี้แม่น มื้อสรร มื้อนี้แม่นวันดี ต่อไปนี้ คุณ วันนี้แม่นมื้อแต่ง คุณนางคุณ แม่นแล้ว มีทั้งฝ้ายผูกแขน แหวน ใส่ก้อย สร้อยสังวาลย์ ทั้งมีอาหารรายเรียงมา กองทุกสิ่งทุกอันมีทั้งมาลาหอม ห่วนเห้า เหล้า แก้วใส่พาขวัญ ชวนกันใส่ม่วนบายศรี มีทั้งไข่หน่วยดี ๆ ลงมา แต่เมืองฟ้า งามดัง พระราชอาญา ทุกชัยยะสิทธิพระพร บวรอันวิเศษ ชัยมัง คลัง ดังฤทธีชัยโชติ สมควรโบราณแต่งไว้ ขันดอกไม้ สมมา ถ้วยเงินขาว ลูกสาว กก ลูกสาวกลาง ลูกสาวหล่า ทั้งเฒ่าแก่และตายาย บุญน้อยฮำปีใหม่ ขอให้ ความฮัก เป็นแก้ว กิ่งแพง คำแฮงลูกแก้ว ยินยอมา เจ้าเหลือหลาย พ่อแม่ มาใส่ยอพาขวัญ เวียนซ้ายละ เวียนขวา เชิญเอาขวัญผัวเมีย มาอยู่เหนือในคีง


๑๕๘ เอาขวัญบ่าวนางมาอยู่คีง มาเด้อขวัญเอ้ย จากบทสัมภาษณ์ข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าความเชื่อทางพระพุทธศาสนา คือการเริ่มบทสวด หรือคาถาต่าง ๆ หากเป็นวิชาที่รับมาจากทางพระพุทธศาสนาก่อนเริ่มบทสวดมักจะอัญเชิญเทพยดา มาร่วมเป็นสักขีพยานและมีคำว่า นะโม คำว่า "นะโม" หมายถึง พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นใหญ่กว่า มนุษย์ เทพยดา พราหมณ์ มาร ยักษ์ และสัตว์ทั้งปวง ครูบาอาจารย์ที่ท่านเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาคาถา ต่าง ๆ ด้วยจึงมักบอกว่าการตั้งนะโมฯ ที่จริงนั้นคือบทสวดนมัสการนอบน้อมบูชาพระพุทธเจ้าที่ควร เคารพบูชาที่สุดทั้ง 3 โลกเปรียบดังองค์ประธานแห่งคาถายิ่งใหญ่กว่าคาถาทั้งปวงซึ่งจะเพิ่มความ ศักดิ์สิทธิ์และความเป็นสิริมงคลกับชีวิตก่อนสวดคาถาบทอื่นบทใดก็ตาม เพื่อเป็นการขออำนาจของ คุณพระศรีรัตนตรัยช่วยเป็นแรงบุญหนุนนำให้คาถานั้นศักดิ์สิทธิ์และให้การทำพิธีสำเร็จลุล่วง ดังนั้น คำกล่าว คาถาต่าง ๆ ที่นำมาสวด จะต้องกล่าวอาราธนาพระศรีรัตนตรัยก่อนทุกครั้ง แสดงให้เห็นว่ามีความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาพุทธด้วย แต่หลังจากกล่าวอาราธนาพระศรีรัตนตรัย จะเป็น กล่าวเป็นภาษาอีสานในการเรียกขวัญ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาผี ที่มีมาตั้งแต่ อดีต แต่ในส่วนพิธีกรรมจะได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์ ในเรื่องความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุ ที่ใช้ บายศรี เป็นตัวแทนของเขาพระสุเมรุ ที่อยู่ของเหล่าเทวดา และพระอินทร์ ๓.๕ ความเชื่อเกี่ยวกับการสูดขวัญ การสูดขวัญเป็นพิธีกรรมความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาผีกับศาสนาพราหมณ์ที่มีมาตั้งแต่ โบราณเนื่องจากเชื่อว่าคนทุกคนเกิดมาพร้อมกับขวัญจึงต้องทำพิธีสูดขวัญเพื่อเรียกขวัญกลับเข้า ร่างกาย ในยามที่มีเคราะห์ ความทุกข์ หรือการตกอยู่ในภาวะตกใจขั้นรุนแรง บทสัมภาษณ์หมอสูดขวัญ พ่อทองคำ มะโนศิลป์ (เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๕) พินิจนันท์ : ความหมาย เป็นหยังจังสู่ขวัญ ของที่ใช้มันดีหรือบ่ดี พ่อทองคำ : เอิ้นขวัญมาแล้ว กะต้องเลี้ยงขวัญ คนเฮาทุกคนเกิดมามีขวัญเบิ่ดสุคน อยู่หัว มี ๓๒ ขวัญ คือ อาการ ๓๒ ฟ้าผ่า ควายชน กะบ่ตาย ตกอกตกใจ เพิ่นกะ เลยสู่ขวัญให้ผูกแขน สู่ขวัญให้ลูกให้หลาน กะดีใจ ขั่นผู้ได๋บ่มีขวัญนี้กะคือ ตาย พินิจนันท์ : จ้า จากบทสัมภาษณ์ ขวัญเป็นสิ่งที่ติดตัวมากับทุกคนตั้งแต่กำเนิด ซึ่งมีทั้งสิ้น ๓๒ ขวัญ อยู่ตาม ร่างกายของเรา ขวัญที่ใหญ่และเป็นจอมขวัญ คืออยู่ที่ ศีรษะ เป็นขวัญที่มีความสำคัญมาก หากจอม ขวัญกระทบกระเทือน จะทำให้เสียสติได้ จึงมีความสำคัญมาก


๑๕๙ ดังนั้น ขวัญเป็นสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิตของชาวอีสานที่มีความเชื่อเรื่องขวัญ เพราะหากขวัญ ที่อยู่กับร่างกายหายไป จะต้องทำพิธีสูดขวัญ เพื่อเรียกขวัญกลับเข้าสู่ร่างกาย หากไม่เรียกขวัญกลับ เข้าสู่ร่างกายจะทำให้ผู้นั้น ประสบพบเจอแต่สิ่งไม่ดีในชีวิต ๓.๖ ความเชื่อเกี่ยวกับพิธีกรรม ชีวิตที่แห้งแล้ง หดหู่ ห่อเหี่ยว หวั่นหวิวไปด้วยความวิตกกังวลและหมดความหวังอยู่ ตลอดเวลาเรียกว่า ชีวิตที่ไม่มีชีวา ความเต็มเปี่ยมไปด้วยความพอใจรอบด้านน่าจะเรียกได้ว่านี่คือ ชีวา ศูนย์แห่งความสมดุลของชีวานี้น่าจะเรียกได้ว่า ขวัญ การเสียขวัญย่อมจะส่งผลให้คนทำอะไรได้ ไม่ดีถึงกับเจ็บป่วยและอาจถึงตายก็ได้ ดังนั้น การสู่ขวัญจึงเป็นวิธีกรรมหนึ่งที่จะเรียกชีวากลับมาสู่ ชีวิต ถ้าชีวิตมีชีวาก็จะสามารถทำอะไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกี่ยวกับขวัญนี้มีการดำเนินการเพื่อเป็น การเป็นบำรุงขวัญ บทสัมภาษณ์พ่อทองคำ มะโนศิลป์ (วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๕) อทิตยา : ความหมาย เป็นหยังจังสู่ขวัญ ของที่ใช้มันดีหรือบ่ดี พ่อทองคำ : เอิ้นขวัญมาแล้ว กะต้องเลี้ยงขวัญ คนเฮาทุกคนเกิดมามีขวัญเบิ่ดสุคน อยู่หัว มี๓๒ ขวัญ คืออาการ ๓๒ ฟ้าผ่า ควายชน กะบ่ตาย ตกอกตกใจ เพิ่นกะ เลยสู่ขวัญให้ ผูกแขน สู่ขวัญให้ลูกให้หลานกะดีใจ ขั่นผู้ได๋บ่มีขวัญนี้กะคือ ตาย อทิตยา : จ้า พ่อทองคำ : บุญคุณของพ่อแม่มารวมกัน มาเข้ากัน มันเลยเกิดอาการ ๓๒ ขึ้นมานั่นล่ะลูก งานมันมีอยู่ ๗ มื้อ มื้อได๋ที่เขาต้องห้าม กะบ่เอา มื้อมันเหมาะเฮียงหมอนจั่ง เอา หลวง ๑๔ นารี ๑๑ มงคล ๗ เผาศพ ๑๕ เขากะบ่ให้เผา ผัวเมีย เอา มื้อ ๑๑ ค่ำ กะบ่ได้ แต่บางทีฮ้ายเกิดเป็นดี พ่อกะเอาให้เขาอยู่ บทสัมภาษณ์แม่ยุธยา สารยศ (วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕) พิมพ์มาดา : เมื่อกี้เห็นแม่เฮ็ดแต่งแก้กะเลยอยากถามว่าเป็นหยังคือได้มาแต่งแก้ แม่แดง : อันเป็นบ่สำบาย เป็นปวดออดๆแอดๆกะเลยไปหาหมอดูเพิ่นเบิ่งเพิ่นกะเลยบอกว่า ให้แต่งแก้เสียเคราะห์เสียลางกะมาเฮ็ดเลยไปหาพ่อใหญ๋นั่นล่ะลาวมาเฮ็ดให้ลาวเคยเฮ็ด บ่เฮ็ดมา เป็น ๑๐ ปีแล้ว หมอดูเพิ่นว่ากะคือจั่งเพิ่นตาเห็นเอาโลดบ่ได้เฮ็ดมาเป็น ๑๐ ปีคือเพิ่นว่า กะเลยเฮ็ดว่าถ้าแต่งแก้ เสียเคราะห์ เสียลางแล้วกะสิดีขึ้น


๑๖๐ กะเลยเฮ็ดคือเพิ่นว่า เพราะว่ามันมีแต่เรื่อง แต่ลาว รถไปดี ๆ เขากะมา ตำท้ายกะได้เสียเงิน ให้เขาแทนที่โตสิได้เงิน เขาว่ารถเฮาเป็นรถเกษตร เขาเลยเอาเงินนำเฮา ย่อนว่า รถเฮาบ่มีป้ายทะเบียน กะเลยไป หาหมอดูเพิ่นเลยว่า เจ้าแต่งหยังเด้อ ว่าสั่นบ่แต่งเจ้าสิมีแนว เป็นไปหลายกว่านี้เด้ว่าสั่น ถึงตายพุ้นเด้นิกะเลยแต่ง เพิ่นบอกกะเลยมา เฮ็ดเพิ่นว่าเฮ็ดแล้วมันสิดีขึ้น กุลธิดา : เฮ็ดแล้ว ๆสำบายใจขึ้นบ่จ้า แม่แดง : สำบายใจขึ้น คึดว่าสิดีเป็นที่พึ่งทางใจแม่กะเลยเฮ็ด เพิ่นว่าเกิดวันได๋เฮ็ดวันนั้น แม่เลยว่า แม่เกิดวันอาทิตย์กะเลยเฮ็ดเอาวันอาทิตย์ พิมพ์มาดา : แล้วเห็นมีผ้าแพด้ามกับซิ่นนำ แม่แดง : เป็นคายเพิ่นผู้เพิ่นมาเฮ็ด ของเพิ่นมาแต่งมาเฮ็ด เฮ็ดแล้วกะดีใจอยู่เด้ล่ะ ดีใจขึ้น มีกำลังใจขึ้น กะแนวเพิ่งทางใจเนาะ พิมพ์มาดา : กะเอิ้นว่าเป็นความเซื่อเนาะจ้า แม่แดง : แม่น เป็นความเซื่อแต่พ่อแต่แม่ แต่โบราณเพิ่นเฮ็ดมา จากบทสัมภาษณ์จะเห็นได้ว่า การสู่ขวัญเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งซึ่งบัณฑิตหรือผู้เฒ่าผู้แก่ คนโบราณชาวอีสานได้คิดขึ้น เป็นการให้ขวัญและกำลังใจแก่คนและเสริมสิริมงคลแก่ตัวเอง ครอบครัว บ้านเรือน ล้อเลื่อน เกวียนวัว รถรา เป็นต้น ให้มีสติในการใช้ชีวิตและไม่ประมาทและ เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ คนที่ผ่านพิธีต่างก็มักจะบอกว่ามีกำลังใจ มีชีวิตชีวามากขึ้น และไม่ว่าจะกระทำ การใด ๆ ก็มักจะสำเร็จลุล่วง ดังนั้น การเรียกขวัญหรือการสูดขวัญ การทำพิธีสะเดาะเคราะห์หรือแต่งแก้ เป็นการจัดพิธี ตามศาสนาพราหมณ์ ที่มีความเชื่อว่าหากผู้ใดมีเคราะห์ ดวงชะตาไม่ดี จะต้องทำพิธีสูดขวัญหรือพิธี สะเดาะเคราะห์ เพื่อปัดเป่าสิ่งไม่มีทั้งหลาย สิ่งชั่วร้าย ปรับหรือแก้ดวงที่ไม่ดีให้ดีขึ้น หรือเรียกว่า จากร้ายกลายเป็นดี ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวอีสานที่มีมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ๓.๗ ความเชื่อเกี่ยวกับข้อคะลำของหมอสูดขวัญ ข้อคะลำเป็นสิ่งที่ใช้ควบคุมหมอสูดขวัญในการประพฤติ ปฏิบัติตัว เพื่อให้เป็น แบบอย่างที่ดีต่อสังคม และชาวบ้าน ให้มีความน่าเคารพ นับถือ รักษาศีล ๕ ได้


๑๖๑ บทสัมภาษณ์หมอสูดขวัญ พ่อทองคำ มะโนศิลป์ (เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๕) อทิตยา : ข้อห้าม ข้อคะลำมีอีหยังแหน่จ้า พ่อทองคำ : เพิ่นกะให้รักษาศีล ๕ บ่เว้าจากระโชกโฮกฮาก บ่กินข้าวในงานศพ เว้นแต่ได้ เคลื่อนศพออกจากในงานแล้ว อทิตยา : จ้า จากบทสัมภาษณ์ สำหรับข้อคะลำที่ห้ามผิดศีล ๕ เนื่องจากผู้ที่รับหน้าที่เป็นหมอสูดขวัญ หรือ“หมอพราหมณ์”จะต้องเป็นผู้ที่น่านับถือที่เต็มไปด้วยคุณธรรม เป็นที่พึงทางจิตใจ และเป็นผู้ ที่น่าเคารพเลื่อมใส ทั้งนี้หากผู้ใดไม่สามารถรักษาศีล ๕ ได้ จะไม่สามารถทำพิธีกรรมในการสูดขวัญได้ ดังนั้น ผู้ที่รับหน้าที่เป็นหมอสูดขวัญ หรือ “หมอพราหมณ์” หรือจะมาทำหน้าที่ในการเป็น หมอสูดขวัญ จะต้องเป็นผู้ที่รักษาศีล ๕ ยึดมั่นในศีลธรรม มีคุณงามความดีที่น่ายกย่องของชาวบ้าน สำหรับข้อคะลำที่ห้ามพูดจากระโชกโฮกฮาก เนื่องจากผู้ที่รับหน้าที่เป็นหมอสูดขวัญ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “หมอพราหมณ์” จะต้องมีความสุขุมรอบในการปฏิบัติตัวที่การประพฤติ การพูดจา และทัศนคติความคิดจะต้องเป็นที่น่าเคารพ เลื่อมใสศรัทธา พูดจาน่าเชื่อถือ และเป็น ผู้ที่พูดจาดี ดังนั้น ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นหมอสูดขวัญ หรือ “หมอพราหมณ์” จะต้องมีความสำรวมทั้ง การประพฤติ การพูดจา และจิตใจ ที่มีความเมตตา รอบคอบ ไม่พูดจาด้วยคำโกหกหลอกลวง หรือพูดจาไม่น่าฟัง เพื่อให้ชาวบ้านเคารพนับถือ สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่เป็นหมอสูดขวัญ หรือ “หมอพราหมณ์” ในการห้ามรับประทานอาหาร ในงานศพ จนกว่าจะมีการฌาปนกิจจึงจะสามารถรับประทานอาหารได้นั้น เนื่องด้วยมีความเชื่อว่า หากผู้ที่ทำหน้าที่สูดขวัญไปรับประทานอาหารในงานศพนั้น มีความเชื่อว่า วิญญาณของผู้เสียชีวิต หรือสัมภเวสีจะตามมาด้วย เหมือนว่าหมอสูดขวัญไปรับเอาสิ่งไม่ดี หรือสิ่งอัปมงคลกลับมาบ้านด้วย จึงห้ามรับประทานอาหารในงานศพนั่นเอง ดังนั้น หมอสูดขวัญ จึงจำเป็นที่จะไม่รับประทานอาหารในงานศพ เพื่อไม่ให้สิ่งอัปมงคลตาม กลับมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณ หรือสัมภเวสีตามติดกลับมา


๑๖๒ ๓.๘ ความเชื่อเรื่องฤกษ์งาม ยามดี ฤกษ์เป็นเวลาที่มีอิทธิพลในชีวิตประจำวันของคน โดยเฉพาะเวลาประกอบพิธีต่าง ๆ ย่อมจะติดขัดถ้าไม่รู้ฤกษ์ยาม ฤกษ์นอกจากจะเชื่อว่าสามารถช่วยให้อยู่ดีมีสุขได้แล้ว ยังมีผลในทาง สังคมจิตวิทยาด้วย เช่น เมื่อหาวันเวลาที่แน่นอนไว้แล้วย่อมนัดวันเวลาญาติพี่น้องได้และญาติพี่น้อง ก็สามารถมาตามเวลาที่นัดได้ ซึ่งก็ย่อมจะดีกว่าไม่มีเวลา อันเป็นเหตุแห่งความสับสนไม่พร้อมเพรียง ดังนั้น ผู้ที่จะประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น จะแต่งงาน จะปลูกบ้าน และจะขึ้นบ้านใหม่เป็นต้น ควรจะรู้ ฤกษ์ยามและปรัชญาภูมิหลังของการหาฤกษ์ยามนั้น ๆ ด้วย บทสัมภาษณ์พ่อทองคำ มะโนศิลป์ (วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๕) พ่อทองคำ : งานมันมีอยู่ ๗ มื้อ มื้อได๋ที่เขาต้องห้าม บ่เอา มื้อมันเหมาะเฮียงหมอนจั่งเอา หลวง ๑๔ นารี ๑๑ มงคล ๗ เผาศพ ๑๕ เขากะบ่ให้เผา ผัวเมีย เอามื้อ ๑๑ ค่ำ กะบ่ได้ แต่บางทีฮ้ายเกิดเป็นดี พ่อกะเอาให้เขา อยู่ โครงช้างแก้ว ๑. ค่ำช้างแก้ ขึ้นสู่โฮงคำ ๒. ผีฟังธรรมป่าช้า ๓. ค่ำล้างมือถ่าคอยกิน ๔. นอนปลายตีนตากแดด ๕. ผีวอดล้อมมองมา ๖. ลงสำเภาไปค้า ๗. เคราะห์อยู่หน้าเฮียนตน ๘. มีคำกังวลบ่มั่ว ๙. ค่ำถึกเสี้ยนพระราม ๑๐. หาความงามบ่ได้ ๑๑. ขี้ฮ้ายเกิดเป็นดี ๑๒. บ่มีดีสักหยาด ๑๓. ไชยผาบ แพ้ชมภู ๑๔. ฝูงศัตรูปองฆ่า ๑๕. คือแม่วายหลวง จากบทสัมภาษณ์จะเห็นว่าการจะกระทำการมงคลหรือพิธีต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสบายใจ ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ โดยไม่ต้องวิตกกังวลห่วงใย และสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แต่ถ้าบุคคลใด ที่เชื่อมั่นฤกษ์งามยามดีมากเกินไปจะทำอะไรก็ต้องรอคอยฤกษ์ เมื่อถึงคราวเหมาะที่ควรทำก็ไม่ทำ เพราะยังไม่ได้ฤกษ์ ผลประโยชน์ที่ควรได้ก็เสียเปล่า มักจะทำอะไรไม่ทันเพื่อน ดังนั้นควรพิจารณา การดูฤกษ์ให้เหมาะสม จึงจะเรียกได้ว่า " ฤกษ์งามยามดี " ๓.๙ คติความเชื่อผู้สืบทอดหมดสูดขวัญ สำหรับการเลือกผู้สืบทอดหมอสูดขวัญเป็นการเลือกหาจากผู้ที่เป็นคนดี มีความเป็น ผู้อาวุโส ประพฤติ ปฏิบัติตัวดีทั้งกาย วาจา และจิตใจ บทสัมภาษณ์หมอสูดขวัญ พ่อทองคำ มะโนศิลป์ (เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๕) พินิจนันท์ : การเลือกคนสิมาสืบทอด เลือกคนแบบใดจ้า พ่อทองคำ : กะเลือกคนดี รักษาศีลได้ อายุกะพอสมควรจั่งสิน่าลูก


๑๖๓ พินิจนันท์ : โอจ้า จากบทสัมภาษณ์ สำหรับผู้ที่จะมารับหน้าที่ในการเป็นหมอสูดขวัญจะต้องเป็นผู้ที่รักษา ศีล ๕ ได้ เนื่องด้วยต้องเป็นผู้นำทางศาสนา เป็นที่พึงให้กับชาวบ้านได้ จึงจะต้องสามารถรักษา ศีล ๕ ได้ และเนื่องด้วยในข้อคะลำการเป็นหมอสูดขวัญจะต้องห้ามผิดศีล ๕ จึงจะถูกเลือกให้มารับ เป็นผู้สืบทอดการสูดขวัญต่อไป สำหรับผู้ที่จะเป็นผู้สืบทอดการสูดขวัญคนต่อไปนั้น จะต้องเป็นคนดีช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อน บ้าน อัธยาศัยดี มีคุณธรรม จึงจะมารับช่วงต่อเป็นหมอสูดขวัญคนต่อไป เนื่องจากจะต้องเป็น ผู้ที่ชาวบ้านให้ความนับถือ ยกย่องว่าเป็นคนดี มีความรับผิดชอบ ช่วยเหลือเกื้อกูลทุกคน สำหรับผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นหมอสูดขวัญจะต้องมีวัยวุฒิ และมีอายุพอสมควร เนื่องด้วย จะต้องเป็นผู้ที่ชาวบ้านนับถือ เคารพ ยำเกรง จึงจะเหมาะสมในการเป็นหมอสูดขวัญ และชาวบ้าน ไว้ใจว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทั้งความรู้ และประสบการณ์ชีวิตมากจึงจะสามารถสอนคนอื่นได้ ดังนั้น หากผู้ใดมีคุณสมบัติทั้ง ๓ ข้อ ที่กล่าวมาข้างต้น จะสามารถสืบทอดการเป็นหมอ สูดขวัญได้ และสามารถเป็นผู้นำทางศาสนา เป็นที่พึงทางจิตใจให้ชาวบ้านได้ ๔. คติความเชื่อจากวัตถุ วัตถุหรืออุปกรณ์ที่หมอสูดต้องใช้ในการประกอบพิธีต่าง ๆ โดยทั่วไปเป็นวัตถุหรือ อุปกรณ์ที่หาได้ง่ายในพื้นที่ อาจมาจากอาหารที่รับประทานในชีวิตประจำวัน พืชผัก หรือรวมไปถึง สมุนไพรต่าง ๆ ที่เชื่อว่าเมื่อนำมาใช้ประกอบพิธี เมื่อผสานกับพลังของคาถาจะช่วยให้ผู้ที่ร่วม ในพิธีกรรมนั้นรู้สึกถึงความขลัง ความศรัทธา ความมีอยู่ในสิ่งที่ตนเชื่อ และเพื่อความสบายใจของตน ๔.๑ ความเชื่อเกี่ยวกับขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ เป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการประกอบพิธีในการสูดขวัญ ซึ่งประกอบไปด้วย ดอกไม้ ๕ คู่ เทียน ๕ คู่ ตามความเชื่อของศาสนาพุทธ ขันธ์ ๕ เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ประกอบพิธี จะเห็นได้จากตัวอย่างบทสัมภาษณ์ที่ว่า บทสัมภาษณ์หมอสูด พ่อทองคำ มะโนศิลป์ (วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๕) พ่อทองคำ : คือว่าในควมพะพุทธศาสนาพุทธหนิเพิ่นถือขันธ์ห้าว่า คือการบูชา คุณพระศรีรัตนตรัย คุณบิดามารดา คุณคูบาอาจารย์ กะมีขันธ์ห้า ขันธ์แปด


๑๖๔ มาสัมมาคาลาวะ ขออธิฐานถึงคูบาอาจารย์ ถึงพะพุทธพะธรรมพะสงฆ์ พะเจ้า ทอนั่น จากตัวอย่างบทสัมภาษณ์ข้างต้นสรุปได้ว่าขันธ์ ๕ เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญต่อการประกอบพิธี สูดขวัญต่าง ๆ ขันธ์ ๕ ประกอบด้วยดอกไม้ ๕ คู่ เทียน ๕ คู่ ซึ่งเป็นไปตามความเชื่อของศาสนาพุทธ ที่หมายถึงการบูชาคุณพระศรีรัตนตรัย คุณบิดามารดา คุณคูบาอาจารย์ หมอสูดจะใช้ขันธ์ ๕ เพื่อเริ่ม เคารพในวิชาและบอกกล่าวไหว้ครูก่อนจะท่องคาถาในการทำพิธี ๔.๒ ความเชื่อเกี่ยวกับขันธ์ ๘ (ใช้ในพิธีสูดขวัญนาค) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบพิธีสูดขวัญ ซึ่งประกอบไปด้วยดอกไม้ ๘ คู่ เทียน ๘ คู่ ตามความเชื่อของศาสนาพุทธ ขันธ์ ๘ เป็นอุปกรณ์สำคัญในการประกอบพิธีสูดขวัญ จะเห็นได้จากตัวอย่างบทสัมภาษณ์ที่ว่า บทสัมภาษณ์หมอสูด พ่อทองคำ มะโนศิลป์ (วันที่ ๒๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๕) พ่อทองคำ : กะมีขันธ์ห้า ขันธ์แปด มาสัมมาคาลาวะ ขออธิษฐานถึงคูบาอาจารย์ ถึงพะพุทธ พะธรรมพะสงฆ์ พะเจ้าทอนั่น แล้วเฮากะเอาเงินสิบสองบาทใส่กับดอกไม้ขึ้นหิ้ง ไว้ขันธ์แปดกะมีดอกไม้คือกัน แปดคู่ เทียนแปดคู่ ขันธ์แปดหนิใช้ทำพิธีใหญ่ พิธีหลวง ในพิธีบวชจังสิ มันมีพะปะธานใหญ่อยู่ในโบสถ์ วันเพิ่นบวชพะบวช หยังอยู่ในวัดในวากะคือต้องใช้ขันธ์ห้า ขันธ์แปด บูชาพะรัตนตรัยหนือคือขันธ์ ห้า กะเลยเอาขันธ์ห้ากับขันธ์แปดมาใส่กัน บวกกันเป็นสิบสามคู่ จากตัวอย่างบทสัมภาษณ์ข้างต้นวิเคราะห์ได้ว่าขันธ์ ๘ เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญต่อการประกอบ พิธีสูดขวัญ ขันธ์ ๘ ประกอบด้วยดอกไม้ ๘ คู่ เทียน ๘ คู่ ซึ่งเป็นไปตามความเชื่อของศาสนาพุทธ ที่ใช้แทนขันธ์ธรรมคืออริยมรรคมีองค์ ๘ ขันธ์ ๘ ใช้ในพิธีใหญ่ พิธีหลวง เช่น พิธีงานบวช ที่ต้องทำพิธี สูดขวัญนาค ๔.๓ ความเชื่อเกี่ยวกับบายศรี บายศรีนั้นมีข้อสันนิษฐานว่าได้ประดิษฐ์ขึ้นมาจากคติความเชื่อของพราหมณ์ พิจารณาจากการนำใบตองมาประดิษฐ์บายศรี เนื่องด้วยใบตองนั้นเป็นของสะอาดบริสุทธิ์ไม่มีมลทิน ของอาหารเก่าให้แปดเปื้อน และอีกประการหนึ่งก็คือ รูปร่างลักษณะของบายศรีที่ได้จำลองเขาพระ


๑๖๕ สุเมรุ ซึ่งเป็นที่สถิตของพระอิศวร ตลอดจนเครื่องสังเวยก็มีความเชื่อมาจากคติพราหมณ์เช่น ไข่ แตงกวา มะพร้าว รวมถึงพิธีการ เช่น การเวียนเทียน การเจิม และพิธีการต่าง ๆ เหล่านี้พราหมณ์เป็น ผู้ประกอบพิธีทั้งสิ้น เห็นได้จากตัวอย่างที่ว่า บทสัมภาษณ์หมอสูดขวัญ นายทองคำ มะโนศิลป์ ( วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๕ ) บุษบา : ของที่ใช้ในพิธีพาขวัญมีอิหยังแหน่จ้า พ่อทองคำ : ขันธ์ ๕ เงิน ๑๒ บาท ผ้าแพรวา เหล้า ๑ ขวด หมากพลูพัน บุษบา : ของที่ใช้ในพิธีพาขวัญ เพิ่นเอาอิหยังใส่แหน่ พ่อทองคำ : ใส่ซวยครู เงิน ฝ้ายผูกแขน ข้าวต้ม กล้วย ไข่ แล้วพ่อกะเอิญเชิญเทพยดา มาเป็นสักขีพยาน ผูกแขนแล้วๆ กะ สมมาคารวะปู่ย่า สาดนอนหมอนหมูน มุ้งนอน สมมาปู่ สมมาย่า สมฮอยช้างล้างฮอยควาย สมช้างม้างถุงเงิน บุญคุณของเพิ่น เพิ่นสร้างลูกสร้างเต้ามา ยากอยู่เด้ กุลธิดา : ความหมายเป็นหยังจังสู่ขวัญ ของที่ใช้มันดีหรือบ่ดี พ่อทองคำ : เอิ้นขวัญมาแล้ว กะต้องเลี้ยงขวัญ คนเฮาทุกคนเกิดมามีขวัญเบิ่ดสุคน อยู่หัว มี ๓๒ ขวัญ คืออาการ ๓๒ ฟ้าผ่า ควายชน กะบ่ตาย ตกอกตกใจ เพิ่นกะเลยสู่ขวัญให้ผูกแขน สู่ขวัญให้ลูกให้หลาน กะดีใจ ขั่นผู้ได๋บ่มีขวัญนี้กะ คือตาย กุลธิดา : จ้า พ่อทองคำ : บุญคุณของพ่อแม่มารวมกัน มาเข้ากัน มันเลยเกิดอาการ ๓๒ ขึ้นมานั่นล่ะลูก งานมันมีอยู่ ๗ มื้อ มื้อได๋ที่เขาต้องห้าม กะบ่เอา มื้อมันเหมาะเฮียงหมอนจั่ง เอา หลวง ๑๔ นารี ๑๑ มงคล ๗ เผา ศพ ๑๕ เขากะบ่ให้เผา ผัวเมีย เอา มื้อ ๑๑ ค่ำ กะบ่ได้ แต่บางทีฮ้ายเกิดเป็นดี พ่อกะเอาให้เขา อยู่ โครงสร้าง ๑. คำส่างแก้วอยู่ทองคำ ๒. ผีทองคำป่าช้า ๓. ค่ำล้างมือถ่าคอยกิน


๑๖๖ จากบทสัมภาษณ์ข้างต้นจะเห็นความเชื่อเรื่องบายศรี ส่วนต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นบายศรี นั้น มีความหมายในทางที่ดี เช่น กรวยข้าว หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ใบชัยพฤกษ์หรือใบคูน อายุยืน ยาว ดอกดาวเรือง ความเจริญรุ่งเรือง ดอกรัก ความรักที่มั่นคง ซึ่งบายศรีนั้นเปรียบเสมือนเป็นเครื่อง เชิญขวัญหรือรับขวัญนั่นเอง ๔.๔ ความเชื่อเกี่ยวกับผ้ารองบายศรี ผ้ารองบายศรี มีความเชื่อว่า ผ้าที่นำมารองบายศรีนั้น จะต้องเป็นผ้าที่ได้มาจาก บุคคลที่ครอบครัวนั้น ๆ นับถือหรือเป็นผู้นำของคนในครอบครัว จะนำผ้านั้นมารองพานบายศรี เปรียบเหมือนการให้บุญ บารมีของผู้เป็นพ่อแม่หรือ คนเฒ่าคนแก่คุ้มครองลูกหลาน บทสัมภาษณ์หมอสูดขวัญ นายทองคำ มะโนศิลป์ ( วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๕ ) อทิตยา : แล้วผ้าฮองบายศรีหนิ ต้องใช้ผ้าแบบได๋จ้า พ่อทองคำ : ผ้าฮองบายศรี ต้องใช้ผ้าที่ได้จากผู้เฒ่าผู้แก่ หรือคนในครอบครัวที่เคารพนับถือ อทิตยา : เป็นหยังจ้า พ่อทองคำ : เพราะว่าการที่เฮาเอาผ้าของผู้เฒ่าผู้แก่ หรือคนในครอบครัวที่เคารพนับถือมา ฮองพานบายศรีหนิ เชื่อว่าบุญ บารมีของเพิ่นจะคุ้มครองลูกหลานให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข ปัดเป่า สิ่งที่บ่ดีออกไป อทิตยา : จ้าพ่อ จากบทสัมภาษณ์ข้างต้นจะเห็นความเชื่อเรื่องผ้ารองบายศรีนั้น ผ้าที่รองพานบายศรีจะต้อง เป็นผ้าที่ได้มาจากบุคคลที่ครอบครัวนั้น ๆ นับถือหรือเป็นผู้นำของคนในครอบครัว จะนำผ้านั้นมารอง พานบายศรี เปรียบเหมือนการให้บุญ บารมีของผู้เป็นพ่อแม่หรือ คนเฒ่าคนแก่คุ้มครองลูกหลาน ๔.๕ ความเชื่อเกี่ยวกับฝ้ายผูกแขน การผูกแขนเป็นการต้องการความเป็นมงคลแก่ตัว ด้วยวิธีการใช้ด้าย ( ฝ้าย ) ผูกแขน ( ผูกข้อมือ ) ซึ่งเป็นความเชื่อที่มีมานาน ผู้นำทางพิธีกรรม (พราหมณ์) ผูกเพื่อความเป็น สิริมงคลเพื่อให้หายเจ็บหายป่วย ผู้นำทางพิธีกรรม (พราหมณ์) ก็จะร่ายเวทมนตร์ใส่ลงในฝ้ายให้อาคม ขลังอยู่ที่นั้น เมื่อนำไปผูกให้คนป่วยก็จะทำให้หาย หรือคนที่กลัวผีก็จะหายกลัวผี ส่วนคนที่สบายดี เมื่อผูกแล้วก็จะรู้สึกสบายใจขึ้นเหมือนมีสิ่งปกปักรักษา ดังนั้นจึงถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเป็น ประเพณีจนถึงปัจจุบัน เห็นได้จากตัวอย่างที่ว่า


๑๖๗ บทสัมภาษณ์หมอสูดขวัญ นายทองคำ มะโนศิลป์ ( วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๕ ) พิมพ์มาดา: จำนวนเส้นฝ้ายนี้ถ่อกันบ่ พ่อทองคำ: เขาบ่ให้ใส่คู่ เขาให้เฮ็ดคี่ ๕ ๗ ๙ แม่สุนีย์: ส่วนมากกะ ๗ กับ ๙ ๕ กะมีอยู่ผูกให้เด็กน้อยส่วนมากสิเป็น ๗ กับ ๙ จากบทสัมภาษณ์จะเห็นความเชื่อเกี่ยวกับฝ้ายผูกแขน โดยฝ้ายผูกแขน จะใช้ด้ายดิบๆ นำมาจับเป็นวงยาวพอที่จะพันรอบข้อมือได้โบราณถือว่าคนธรรมดา ใช้วงละ ๓ เส้น ส่วนผู้ดีมีศักดิ์ ตระกูลใช้ ๕ เส้น เมื่อวงแล้วให้เด็ดหรือดึงให้ขาดเป็นเส้นๆตามประเพณีโบราณของชาวอีสานจริง ๆ จะเป็นฝ้ายสีขาวอย่างเดียวเท่านั้น โดยผู้ที่ทำหน้าที่ผูกแขน ถ้าผูกเพื่อความเป็นสิริมงคลเพื่อให้หาย เจ็บหายป่วย หายกลัว ให้อายุมั่นขวัญยืนจะเป็นพราหมณ์หรือผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมที่ชาวบ้าน เคารพนับถือในคุณงามความดี ทั้งนี้จะต้องให้พ่อพราหมณ์หรือคนเฒ่าคนแก่ผูกก่อนจึงค่อยผูกต่อ ๆ กันไปตามลำดับ ๔.๖ ความเชื่อเกี่ยวกับน้ำมนต์ น้ำมนต์ เป็นกระบวนการในเตรียมเครื่องยาหรือการรักษาน้ำที่เข้าพิธีกรรม เพื่อใช้พรมอาบหรือกินในการรักษาโรคทั้งทางกายและทางใจ เป็นเหมือนกำลังใจ เป็นสิ่งที่ทำให้เรา รู้สึกสบายใจในการใช้ชีวิต คติความเชื่อเรื่องน้ำมนต์นั้น นอกจากความเป็นสิริมงคลสำหรับผู้ประพรม อาบ และดื่มแล้ว ยังมีคติความเชื่อด้วยว่า น้ำมนต์ยังนำความสวัสดีมีโชคมาให้ ตลอดถึงกำจัดปัดเป่า สิ่งอัปมงคล อันตราย ภัยพิบัติต่าง ๆ ได้ บทสัมภาษณ์พ่อทองคำ มะโนศิลป์ (วันที่ ๒๘ เดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๕) พิมพ์มาดา : อยากถามในเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับน้ำมนต์น่ะค่ะ ว่าคืออะไร พ่อทองคำ : เป็นคาถาของพระพุทธเจ้า ใช่อยู่ทุกวัน มีความเป็นสิริมงคล พระสวดมนต์ นั่นแหละ เอาตัวนั้นแหละมาทำน้ำมนต์ พระสงฆ์เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า สมัยนี้ไม่มีพระพุทธเจ้า ก็มีพระสงฆ์สืบต่อพระพุทธเจ้าต่อไป พิมพ์มาดา : น้ำมนต์เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าหรอคะ พ่อทองคำ : น้ำมนต์เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า เปรียบเทียบตัวพระพุทธเจ้าเองว่าเป็น


๑๖๘ ตัวแทนของพระพุทธเจ้านั่นแหละ บุคคลที่บวชเป็นพระสงฆ์ เป็นปัญจวัคคีย์ คือเรียนตามคาถาที่บัญญัติไว้ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ คือ พระสงฆ์ ๕ รูป ไปฟัง ธรรมที่ได้แสดง บางองค์ก็เขียน บางองค์ก็พิมพ์ พิมพ์มาเรื่อย ๆ แล้วก็นำเอา มาสอนลูก สอนหลานตามโรงเรียน แล้วก็ส่งต่อกันรุ่นสู่รุ่น มาถึงเราใน ปัจจุบันนี้ หนังสือธรรมหนังสือต่าง ๆ ก็มาจากพระพุทธเจ้า จากบทสัมภาษณ์ข้างต้นสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ผู้คนในสมัยก่อนมีความเชื่อว่า น้ำมนต์เป็น ตัวแทนของพระพุทธเจ้า เป็นคาถาของพระพุทธเจ้า ที่เหล่าพระสงฆ์นักบวชได้ใช้ในการประกอบ พิธีกรรมทางศาสนา พระพุทธมนต์ที่ใช้สวดนั้นก็มีธรรมะเป็นสาระและมีความขลังความศักดิ์สิทธิ์ด้วย การปฏิบัติตาม และสำหรับคนที่ยังมีความเชื่อในเรื่องน้ำมนต์อยู่ อย่างน้อยก็ทำให้สบายใจและทำให้ จิตใจไม่เหินห่างจากพระรัตนตรัยโดยอาศัยน้ำมนต์เป็นสื่อกลาง แต่สิ่งสำคัญก็คือจะต้องไม่ละทิ้ง การปฏิบัติตามหลักศีล-สมาธิ-ปัญญาของพุทธศาสนาด้วย จากบทสัมภาษณ์ข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า น้ำมนต์เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า "น้ำมนต์" คือ น้ำที่ผ่านพิธีน้ำมนต์ ปกติจะสำเร็จด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์ ในงานพิธีมงคลต่างๆ หรือการเสกของพระภิกษุ หรือ คฤหัสถ์ ผู้ทรงวิทยาคุณ กล่าวคือ ผ่านการทำสมาธิ ที่แน่วแน่ และ พระปริตร ที่เป็นมนต์ทางศาสนา มาแล้ว น้ำมนต์ นิยมนำมาอาบ ดื่ม หรือประพรมที่ศีรษะ ๔.๗ ความเชื่อเกี่ยวกับวัตถุ อุปกรณ์ในบายศรี วัตถุ อุปกรณ์ในบายศรีแต่ละอย่างมีความสำคัญที่แตกต่างกัน ตัวอย่าง ฝ้ายผูกแขน ก็จะเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา ช่วยให้ชีวิตของเรายืนยาวขึ้น น้ำมนต์ ก็เป็นตัวแทนของ พระพุทธเจ้า บทสัมภาษณ์พ่อทองคำ มะโนศิลป์ (วันที่ ๒๘ เดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๕) พิมพ์มาดา : อยากทราบเกี่ยวกับวัตถุในบายศรีน่ะค่ะ พ่อทองคำ : บายศรี คำว่าสู่ขวัญบายศรี อย่างที่พ่อเคยพูดให้ฟัง ขวัญ ไม่มีตัวตน เกิดมา มี ๓๒ ขวัญ เกิดมาพร้อมคน ถ้าไม่มีคือตาย เช่น สู่ขวัญ รถมอเตอร์ไซค์พาล้ม พอพามาสู่ขวัญอาการก็ดีขึ้น


๑๖๙ พิมพ์มาดา : อ๋อค่ะ แล้วเราใส่อะไรบ้างคะในบายศรี พ่อทองคำ : ไข่ กล้วย เหล้า อ้อย ข้าวต้ม ข้าว พิมพ์มาดา : ฝ้ายผูกแขนล่ะคะ พ่อทองคำ : ฝ้ายผูกแขน เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้คนป่วย ญาติมาเยี่ยมเยียน มาผูก แขนให้หายเจ็บหายป่วย ไม่ให้ตายไปจากกัน ผูกแล้วให้มีสุขภาพร่างกาย แข็งแรง ผูกไว้ไม่ให้ไปไหน แล้วอาการเจ็บป่วยก็ดีขึ้น จับศอกกันเวลาผูก ให้ มีอายุยืนยาว พิมพ์มาดา : เหมือนส่งเสริมกำลังใจแบบนี้หรอคะ พ่อทองคำ : ใช่ เสริมกำลังใจ อาการเจ็บป่วยก็จะดีขึ้น จับศอกต่อกัน พิมพ์มาดา : จับต่อกันไปเรื่อย ๆ เลยหรอคะ พ่อทองคำ : ผู้ผูกคนหนึ่ง อีกคนจับศอกขึ้น ต่อกันให้มันยาวไป ไม่ให้มันสั้น ให้มันมีอายุ ยืนยาวไปเรื่อย ๆ ในการผูกแขน ไม่ว่าจะผูกแขนใครก็ตาม ต้องจับศอกกันชู ขึ้น มีพ่อมีแม่ มาผูกแขนให้ ก็จะดีใจเป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจเช่นกัน การผูก แขน การบายศรีสู่ขวัญ มาจากศาสนาพราหมณ์ ฮินดูมาก่อน ค่อยมาอยู่ใน พิธีศาสนาของพระพุทธเจ้า พิมพ์มาดา : การผูกแขน สู่ขวัญต้องทำคู่กัน พ่อทองคำ : ใช่ ต้องทำคู่กัน มันคือสิ่งที่เป็นมงคล พุทธกับพราหมณ์ ต้องคู่กัน เวลาเกิด เหตุการณ์ต่าง ๆ ฟ้าผ่า ควายชน แล้วตกใจ ก็จะสู่ขวัญให้ ตายแล้วก็มีชีวิต กลับคืนมาแล้วก็ผูกแขนให้ขวัญกลับมา จากบทสัมภาษณ์ข้างต้นสามารถวิเคราะห์ได้ว่า วัตถุ อุปกรณ์ที่ใช้ในบายศรี มีความเชื่อ ว่า สิ่งของแต่ละอย่างสำคัญกับการดำเนินชีวิต เป็นสิ่งที่ทำกันมานาน เมื่อมีคนเจ็บไข้ได้ป่วย ญาติพี่น้อง ก็จะมาเยี่ยมเยียน นำฝ้ายผูกแขนมาผูกให้ เพื่อเป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจ สามารถช่วยให้เรา


๑๗๐ หายเจ็บป่วยได้ และมีความเชื่อว่าเป็นการผูกไม่ให้เราไปไหน กล่าวคือ ไม่ให้เราตายจากไป จึงใช้เป็น ฝ้ายผูกแขนในการผูกไว้ ซึ่งจะจับศอกกันไปเรื่อย ๆ จับศอกเพื่อเป็นการต่ออายุ ต่อชีวิตให้ยืนยาว ให้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง จากบทสัมภาษณ์ข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า สิ่งที่ใช้ในบายศรีมีความสำคัญทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ ทำให้เรามีอายุที่ยืนยาวขึ้น มีความสบายใจยิ่งขึ้น


บทที่ ๕ สรุปและอภิปรายผล ๑. สรุปผลการศึกษา หมอสูดขวัญ หรือเรียกอีกอย่างว่า “หมอพราหมณ์” ตามความเชื่อของคนอีสาน ถือเป็น บุคคล ที่สามารถเรียกขวัญหรือเป็นผู้นำทางศาสนาในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งผู้ที่จะมารับ หน้าที่เป็นผู้สูด-ขวัญได้นั้น จะต้องมีคุณธรรม รักษาศีล และเป็นผู้ที่มีอายุพอสมควร หมอสูดขวัญเป็น ผู้ที่สำคัญอย่างมากในการดำเนินชีวิตขงชาวอีสาน เนื่องจากชาวอีสานมีความเชื่อว่า ขวัญอยู่ในทุก ส่วนของร่างกาย และอยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ รวมถึงสัตว์ที่มีบุญคุณต่อการประกอบอาชีพ เช่น วัว ควาย เป็นต้น จึงจำเป็นต้องมี หมอสูดขวัญในการเรียกขวัญ หรือทำพิธีกรรมต่าง ๆ เนื่องในยามที่มีเรื่องไม่ ดี หรือตกใจกลัว ก็จะทำพิธีสูดขวัญ เพื่อเรียกขวัญกลับสู่ร่างกาย เพื่อเป็นการเรียกขวัญกำลังใจให้มี สติ ไม่ตกใจกลัว พร้อมทั้งเป็นการให้กำลังใจผู้ที่ป่วย หรือตกประหม่าอยู่ ให้มีชีวิตชีวาด้วย ดังนั้น คณะผู้จัดทำจึงได้สนใจศึกษาหมอสูดขวัญ คติความเชื่อที่ปรากฏในการสูดขวัญของหมอสูด บ้านโคก สว่าง ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ว่ามีลักษณะอย่างไร ซึ่งจะทำให้คณะผู้จัดทำและผู้ ที่สนใจศึกษาได้ทราบถึงคติความเชื่อที่ปรากฏในการสูดขวัญ จากการดำเนินการศึกษาสามารถสรุป เป็นประเด็นสำคัญให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาคติความเชื่อเกี่ยวกับหมอสูดขวัญ บ้าน โคกสว่าง ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ได้ดังนี้ ๑.๑ วิถีชีวิตของชาวบ้าน บ้านโคกสว่าง ชาวบ้านในหมู่บ้านโคกสว่าง ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทำไร่ ทำนา ปลูกอ้อย ปลูกมัน และมีประเพณี ฮีต 12 คลอง 14 เป็นประเพณี 12 เดือน ที่สืบทอดกันมา ในแต่ละเดือนจะมี การทำบุญที่แตกต่างกันออกไป และเป็นพิธีที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในทางพระพุทธศาสนา เช่น บุญ ผะ-เหวด บุญข้าวสาก บุญข้าวประดับดิน เป็นต้น ชาวบ้านโคกสว่างบางคนก็ประกอบอาชีพ เป็นหมอ สูดขวัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำต่อ ๆ กันมา และมีการถ่ายทอดความรู้ มีการเรียนรู้เกี่ยวกับการประกอบพิธี ๑.๒ ภาษาที่ปรากฏใช้ในคำกล่าวและคาถา คำกล่าวและมนต์คาถาที่หมอสูดขวัญบ้านโคกสว่าง ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ใช้ในการประกอบพิธีกรรม เพื่อสูดขวัญหรือทำขวัญ ล้วนแล้วแต่เป็นภาษาอีสาน ทั้งสิ้น ซึ่งคำกล่าวและคาถาของหมอสูดนี้มีการเปลี่ยนแปลงของภาษามาจากภาษาบาลีเป็นส่วนใหญ่ มีความเชื่อซึ่งสอดคล้องกับทางพระพุทธศาสนาคือ การเริ่มบทสวดหรือคาถาในการทำพิธีต่าง ๆ นั้น


๑๗๒ หากเป็นวิชาที่รับมาจากทางพระพุทธศาสนาก่อนจะเริ่มต้องมีการตั้งนะโมฯ นั่นก็คือ บทสวดนมัสการ นอบน้อมบูชาพระพุทธเจ้าที่ควรเคารพบูชาที่สุดทั้ง ๓ โลกเปรียบดังองค์ประธานแห่งคาถายิ่งใหญ่ กว่าคาถาทั้งปวง ซึ่งจะเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์และความเป็นสิริมงคลก่อนเริ่มพิธี เพื่อเป็นการขออำนาจ ของคุณพระศรีรัตนตรัยช่วยเป็นแรงบุญหนุนนำให้คาถานั้นศักดิ์สิทธิ์และให้พิธีสำเร็จลุล่วง ๑.๓ ที่มาของความรู้หมอสูดขวัญ ความเชื่อเรื่องการรับวิชาการสูดขวัญ ผู้ที่จะเป็นหมอสูดจะต้องไปขอรับวิชาจากคน ที่มีวิชาสูดขวัญในหมู่บ้าน การจะไปขอรับวิชาถือเป็นการไปฝากตัวเป็นศิษย์ จะต้องมีคุณธรรม จริยธรรม รักษาศีล มีเมตตาและสามารถปฏิบัติตามข้อบังคับของวิชานั้น ๆ ได้ คำกล่าวและมนต์คาถาที่หมอสูดขวัญบ้านโคกสว่าง ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ใช้ในการประกอบพิธีกรรม เพื่อสูดขวัญหรือทำขวัญ ล้วนแล้วแต่เป็นภาษาอีสาน ทั้งสิ้น ซึ่งคำกล่าวและคาถาของหมอสูดนี้มีการเปลี่ยนแปลงของภาษามาจากภาษาบาลีเป็นส่วนใหญ่ มีความเชื่อซึ่งสอดคล้องกับทางพระพุทธศาสนาคือ การเริ่มบทสวดหรือคาถาในการทำพิธีต่าง ๆ นั้น หากเป็นวิชา ที่รับมาจากทางพระพุทธศาสนาก่อนจะเริ่มต้องมีการตั้งนะโมฯ นั่นก็คือ บทสวด นมัสการนอบน้อมบูชาพระพุทธเจ้าที่ควรเคารพบูชาที่สุดทั้ง ๓ โลกเปรียบดังองค์ประธานแห่งคาถา ยิ่งใหญ่กว่าคาถาทั้งปวง ซึ่งจะเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์และความเป็นสิริมงคลก่อนเริ่มพิธี เพื่อเป็นการขอ อำนาจของคุณพระศรีรัตนตรัยช่วยเป็นแรงบุญหนุนนำให้คาถานั้นศักดิ์สิทธิ์และให้พิธีสำเร็จลุล่วง ๑.๔ ความเชื่อเกี่ยวกับบายศรี เชื่อว่าบายศรีนั้น เปรียบเสมือนเป็นเครื่องเชิญขวัญหรือรับขวัญที่ใช้ในพิธีสู่ขวัญ และสิ่งที่ต่าง ๆ ที่ใส่ลงไปในการทำบายศรีนั้น เพื่อให้เกิดขวัญและกำลังใจที่ดีขึ้น ดังนั้นวิถีการดำเนิน ชีวิตแทบทุกอย่างจึงมักจะมีการสู่ขวัญควบคู่กันไปเสมอ การสู่ขวัญจะช่วยให้เกิดสิริมงคล ชีวิตอยู่ด้วย ความราบรื่น จิตใจเข้มแข็ง โชคดียิ่งขึ้น ปัดเป่าสิ่งไม่ดี หายจากสรรพเคราะห์ทั้งปวง เป็นการเรียกร้อง พลังทางจิต ช่วยให้มีพลังใจที่เข้มแข็ง สามารถฟันฝ่าภัยพิบัติต่าง ๆ ได้ การสู่ขวัญช่วยทำให้เกิด มงคล ทำให้ดำรงอยู่ด้วยความสุขราบรื่น มีโชคลาภมากขึ้น และอาจดลปรารถนาให้ผู้ที่เคราะห์ร้าย พ้นจากสรรพเคราะห์ ทั้งปวง ด้วยมูลเหตุแห่งการสู่ขวัญ ๑.๕ ความเชื่อเกี่ยวกับผ้ารองบายศรี เชื่อว่าผ้าที่นำมารองบายศรีนั้น จะต้องเป็นผ้าที่ได้มาจากบุคคลที่ครอบครัวนั้น ๆ นับถือหรือเป็นผู้นำของคนในครอบครัว จะนำผ้านั้นมารองพานบายศรี เปรียบเหมือนการให้บุญ บารมีของผู้เป็นพ่อแม่หรือคนเฒ่าคนแก่คุ้มครองลูกหลาน


๑๗๓ ๑.๖ ความเชื่อเกี่ยวกับฝ้ายผูกแขน ด้ายหรือฝ้ายผูกแขน เป็นเครื่องหมายในการยินดีมีชัย และเป็นเครื่องหมายในการ อวยพรแทนคำพูดหรือคำสอน เป็นสิ่งที่ให้ระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย และให้มีสติอยู่กับเนื้อกับตัว ในยามที่ตกใจ หรือเสียใจ ให้มีสติในการใช้ชีวิต ๑.๗ ความเชื่อเกี่ยวกับน้ำมนต์ น้ำมนต์เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า “น้ำมนต์” คือ น้ำที่ผ่านพิธีน้ำมนต์ ปกติจะ สำเร็จด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์ ในงานพิธีมงคลต่าง ๆ หรือการเสกของพระภิกษุหรือ คฤหัสถ์ ผู้ทรงวิทยาคุณ ผ่านการทำสมาธิที่แน่วแน่ และพระปริตรที่เป็นมนต์ทางศาสนามาแล้ว น้ำมนต์นิยมนำมาอาบ ดื่ม หรือประพรมที่ศีรษะ ที่ทำสืบต่อกันมาเรื่อย ๆ ๑.๘ ความเชื่อเกี่ยวกับวัตถุ อุปกรณ์ในบายศรี สิ่งที่ใช้ในบายศรีมีความสำคัญทั้งด้านร่างกายและจิตใจ จึงนำมาเป็นเครื่องประกอบ ในบายศรี เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา ทำให้เรามีอายุที่ยืนยาวขึ้น มีความสบายใจยิ่งขึ้น เช่น การผูก แขนและการบายศรีสู่ขวัญนั้นจะทำร่วมกัน ทำควบคู่กันไป เป็นการต่อชีวิต ให้กำลังใจ โดยอาจจะใช้ กับผู้ป่วยเพื่อให้มีอาการดีขึ้น สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในบายศรี เป็นสิ่งที่เสริมสิริมงคลให้แก่ชีวิตของเรา ๑.๙ คติความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับขวัญ มีความเชื่อเกี่ยวกับขวัญว่า มีมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรก โดยเชื่อว่าหากขวัญหายจะทำให้ คนตาย “คนตายขวัญหาย ต้องเรียกขวัญ” ซึ่งความเชื่อดังกล่าวก็จะสอดคล้องกับความเชื่อเรื่อง วิญญาณในศาสนาพุทธจากอินเดีย ทำให้ในเวลาต่อมามีการรับเอาศาสนาพุทธและพิธีกรรมใน ศาสนาพราหมณ์จากอินเดียเข้ามา ผู้คนก็เริ่มหันมาเชื่อในเรื่องวิญญาณกันมากขึ้น แต่เค้าโครงความ เชื่อก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก โดยมีความเชื่อว่าร่างกายของคนเราจะมีวิญญาณสิงสู่อยู่ หากเมื่อใดที่ คนตาย วิญญาณก็จะหลุดลอยออกไป และเวียนว่ายตายเกิดตามกฎแห่งกรรม คำว่า “ขวัญ” เป็นความเชื่อดั้งเดิมของผู้คนในกลุ่มชาติพันธุ์ไต-ไท ความเชื่อเรื่อง ขวัญนับเป็นความเชื่อที่เก่าแก่ที่สุดอย่างหนึ่งในกลุ่มของคนเผ่าไต ซึ่งการประกอบพิธีนั้นมี วิวัฒนาการมาจากพิธีของพราหมณ์ เพราะบรรพบุรุษนับถือทั้งศาสนาพุทธและพราหมณ์ ขวัญถือ เป็นนามธรรมอันหนึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนและมักมีอยู่ที่ศีรษะ และเชื่อกันว่าถ้าขวัญอยู่กับเนื้อกับตัวก็ เป็นสิริมงคลเป็นสุขสบาย ถ้าหากขวัญเสียหรือตกใจ ก็จะทำให้ไม่สบายใจ ไม่เป็นสิริมงคล ซึ่งจะต้องมีพิธีการสู่ขวัญหรือสูดขวัญ เพราะจะทำให้ขวัญกลับมา เป็นสิริมงคลแก่การเป็นอยู่หรือ ช่วยให้เกิดมงคลและอยู่ด้วยความโชคดีมีชัย มีโชคลาภยิ่งขึ้น ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ด้วยความราบรื่น และอาจดลบันดาลให้สัตว์และสิ่งของนั้น นำโชค-ลาภมาสู่เจ้าของ หรือเป็นสิริมงคลแก่สัตว์และ


๑๗๔ สิ่งของนั้น ๆ แต่การสูดขวัญต้องอาศัยคนเฒ่าคนแก่ ผู้เป็นนักปราชญ์ผู้ฉลาดหรือผู้รู้วิธีทำ ซึ่งเรียกว่า “หมอขวัญ” ๑.๑๐ องค์ประกอบในพิธีสูดขวัญ ๑.๑๐.๑ คติความเชื่อจากวัตถุ ๑.๑๐.๑.๑ คติความเชื่อเกี่ยวกับขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญต่อการประกอบพิธีสูดขวัญต่าง ๆ ขันธ์ ๕ ประกอบด้วยดอกไม้ ๕ คู่ เทียน ๕ คู่ ซึ่งเป็นไปตามความเชื่อของศาสนาพุทธ ที่หมายถึงการ บูชาคุณพระ-ศรีรัตนตรัย คุณบิดามารดา คุณคูบาอาจารย์ หมอสูดจะใช้ขันธ์ ๕ เพื่อเริ่มเคารพในวิชา และบอกกล่าวไหว้ครูก่อนจะท่องคาถาในการทำพิธี ๑.๑๐.๑.๒ คติความเชื่อเกี่ยวกับขันธ์ ๘ (ใช้ในพิธีสูดขวัญนาค) ขันธ์ ๘ เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญต่อการประกอบพิธีสูดขวัญ ขันธ์ ๘ ประกอบด้วยดอกไม้ ๘ คู่ เทียน ๘ คู่ ซึ่งเป็นไปตามความเชื่อของศาสนาพุทธที่ใช้แทนขันธ์ธรรม คืออริยมรรคมีองค์ ๘ ขันธ์ ๘ ใช้ในพิธีใหญ่ พิธีหลวง เช่น พิธีงานบวช ที่ต้องทำพิธีสูดขวัญนาค ๑.๑๐.๑.๓ คติความเชื่อเกี่ยวกับบายศรี บายศรีตามคติความเชื่อของชาวบ้านและชาวอีสาน เชื่อว่าบายศรี เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมาก เนื่องจากเป็นคติว่าเป็นการจำลองเขาพระสุเมรุตามคติความเชื่อของ ศาสนาพราหมณ์ เป็นการบูชาเหล่าเทวดาทั้งปวง และพระอิศวรหรือพระอินทร์ เพื่อมาอวยพร ให้มี ความรุ่งเรืองเจริญ ประสบพบแต่สิ่งดี ๆ ที่เป็นมงคลกับชีวิต รวมไปถึงการเสริมแรงก่อนเริ่มทำการใด ๆ ในการเริ่มต้นของชีวิต ๒. อภิปรายผลการศึกษา จากการดำเนินการศึกษาเรื่อง หมอสูดขวัญ ในหมู่บ้านโคกสว่าง ตำบลสีออ อำเภอ กุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี คณะผู้จัดทำสามารถอภิปรายจากการศึกษาในประเด็นสำคัญได้ดังนี้ ๒.๑ อภิปรายผลการศึกษาเกี่ยวกับสถานภาพของหมอสูดขวัญในอดีต จากการศึกษาในครั้งนี้พบคติความเชื่อต่าง ๆ ของหมอสูดขวัญ และยังสะท้อนถึง ความเป็นวิถีชีวิตของคนในชุมชนสมัยก่อนที่มีความเชื่อ ใกล้ชิดกับคำสอนของผู้เฒ่าผู้แก่ และการ เคารพนับถือหมอสูดขวัญ พิธีกรรมการสูดขวัญ ที่มีความสำคัญในการดำเนินชีวิตตั้งแต่เกิดจน เจ็บป่วย ซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อว่าขวัญมีมาตั้งแต่เกิดที่อยู่คู่กับอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย วัตถุสิ่งของ รวมไปถึงสัตว์ที่มีบุญคุณต่อการใช้ชีวิต จึงทำพิธีสูดขวัญ โดยมีหมอสูดขวัญเป็นผู้นำในการประกอบพิธี


๑๗๕ ความสำคัญของหมอสูดขวัญ หมอสูดขวัญถือเป็นผู้นำทางศาสนา มีความเชื่อว่า สามารถติดต่อสื่อสารกับโลกวิญญาณได้ อีกทั้งหมอสูดขวัญยังเป็นผู้รักษา และเยียวยาจิตใจของ ชาวบ้านที่มี ความเดือดร้อน มีความทุกข์ใจในการช่วยเรียกขวัญ เรียกกำลังใจในการใช้ชีวิต เป็นที่พึง ของชาวบ้าน หมอสูดขวัญเป็นผู้นำในการประกอบพิธีสูดขวัญ เพื่อจะเรียกขวัญ เชิญขวัญจากสถานที่ ต่าง ๆ ที่บุคคลนั้นเคยไปมา เนื่องจากขวัญจะหล่นหายตามความตกใจ ความทุกข์ใจ รวมไปถึงการณ์ ประสบกับภัยอันตรายที่เกิดขึ้นกับตัวเอง จึงต้องทำพิธีเชิญขวัญ เพื่อให้กลับเข้าสู่ร่างกาย เป็นการ เสริมสร้างแรงใจ กำลังใจ สติปัญญาให้อยู่กับเนื้อกับตัวของเรา และเป็นการรักษาทางจิตใจให้มีจิตใจ ที่สงบ สุขุม คิด วิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของเรา ๒.๒ อภิปรายผลการศึกษาเกี่ยวกับสถานภาพของหมอสูดขวัญในปัจจุบัน ในปัจจุบันจำนวนผู้คนที่เชื่อในพิธีกรรมการสูดขวัญเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุ เนื่องจากในปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมีความทันสมัยก้าวหน้าไป มาก อีกทั้งบทบาททางเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น ทำให้ ความเชื่อในการสูดขวัญน้อยลง ผู้คนจึงหันมาให้ความสนใจในชีวิตการทำงาน การใช้ชีวิตที่ รวดเร็ว จึงไม่ค่อยสนใจในพิธีกรรม วัฒนธรรม ความเชื่อที่เคยสืบทอดกันมา ดังนั้น เมื่อประชาชนเกิดภาวะตกใจ หรือมีความเดือดเนื้อร้อนใจ จิตใจไม่อยู่กับเนื้อ กับตัว รวมไปถึงการเกิดอุติเหตุ การแต่งงาน การขึ้นบ้านใหม่ การบวช เป็นต้น จึงหันไปจัดงานให้ เสร็จแบบรวดเร็วทันต่อการทำงาน จัดงานแบบไม่พิถีพิถันตามรูปแบบวัฒนธรรม ประเพณีที่เคยสืบ ทอดกันมา เพื่อลดขั้นตอน พิธีการต่าง ๆ ให้การจัดงานเป็นไปอย่างสะดวก ง่าย และรวดเร็ว ไม่สนใจ ความเชื่อเดิม ๆ ที่เคยสืบทอดตั้งแต่อดีต เนื่องด้วยวิทยาการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีต่าง ๆ เชื่อใน กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อีกทั้งยังมีเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมเข้ามามีบทบาทต่อการใช้ชีวิตมาก ขึ้น ที่ต่างคนต่างไปเห็นเงินสำคัญต่อการดำเนินชีวิตมากกว่า วัฒนธรรม ประเพณีที่เคยสืบทอดกันมา นาน ทำให้หมอสูดขวัญมีบทบาทลดน้อยลงไป ไม่ค่อยมีผู้ที่สนใจต่อการสืบสานหมอสูดขวัญ จึงเห็น พิธีการสูดขวัญในงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น พิธีการแต่งงาน


๑๗๖ ๒.๒.๑ ตารางการเปรียบเทียบสถานภาพของหมอสูดขวัญในอดีตกับปัจจุบัน ๒.๒.๑.๑ ตารางการเปรียบเทียบสถานภาพความเหมือนของหมอสูดขวัญในอดีตกับปัจจุบัน สถานภาพของหมอสูดขวัญในอดีต สถานภาพของหมอสูดขวัญในปัจจุบัน ๑. ในอดีตสถานภาพหมอสูดขวัญ เรียกว่า พราหมณ์หรือพ่อพราหมณ์ ๑. ในปัจจุบันสถานภาพหมอสูดขวัญ เรียกว่า พราหมณ์หรือหมอสูดขวัญ ๒. ในอดีตมีค่าครูในการบูชาคุณครูบาอาจารย์ ๑๒ บาท ๒. ในปัจจุบันยังมีค่าครูในการบูชาคุณครูบา อาจารย์ ๑๒ บาท ๓. ในอดีตการสืบทอดหมอสูดขวัญจะสืบทอด ผ่านผู้ชายที่มีความอาวุโสและประพฤติปฏิบัติ ตัวดี ๓. ในปัจจุบันยังมีการสืบทอดหมอสูดขวัญสืบ ทอดผ่านผู้ชายที่มีความอาวุโส รักษาศีลได้ และ ประพฤติปฏิบัติตัวดี ๔. ในอดีตใช้หมอสูดขวัญในการเป็นผู้นำการ ประกอบพิธีสูดขวัญ ๔. ในปัจจุบันยังใช้หมอสูดขวัญในการเป็นผู้นำ การประกอบพิธีสูดขวัญ ๕. ในอดีตหมอสูดขวัญเป็นผู้นำทางศาสนา โลก วิญญาณ ๕. ในปัจจุบันหมอสูดขวัญยังคงเป็นผู้นำทาง ศาสนา โลกวิญญาณ ๖. ในอดีตหมอสูดขวัญยังมีสถานภาพในการ เป็นผู้สืบทอดความเชื่อเรื่องการสูดขวัญ ๖. ในปัจจุบันหมอสูดขวัญยังคงมีสถานภาพใน การเป็นผู้สืบทอดความเชื่อเรื่องการสูดขวัญ ตารางที่ ๕.๑ การเปรียบเทียบสถานภาพความเหมือนของหมอสูดขวัญในอดีตกับปัจจุบัน ๒.๒.๑.๒ ตารางการเปรียบเทียบสถานภาพความแตกต่างของหมอสูดขวัญในอดีตกับปัจจุบัน ๑. ในอดีตหมอสูดขวัญใช้การจำในการท่อง คาถา บทสวดมนต์ คำกล่าวต่าง ๆ ในการ ประกอบพิธี ๑. ในปัจจุบันเมื่อวิทยาการต่าง ๆ เจริญก้าวหน้ามากขึ้น หมอสูดขวัญจึงใช้หนังสือ ในการอ่าน ท่องบทสวดต่าง ๆ ในการประ พิธีกรรม ๒. ในอดีตหมอสูดขวัญเป็นที่เคารพนับถือของ ชาวบ้าน ๒. ในปัจจุบันหมอสูดขวัญเป็นเพียงผู้นำในการ ประกอบพิธีสูดขวัญ แต่ชาวบ้านไม่ได้คำนึงถึง ความเคารพต่อหมอสูดขวัญ ว่าเป็นผู้นำทาง ความเชื่อ


๑๗๗ ๓. ในอดีตหมอสูดขวัญมีค่าบริการตามอัตภาพ ของผู้รับบริการ ๓. ในปัจจุบันหมอสูดขวัญมีค่าบริการตามงานที่ จัดขึ้นว่ามีความยิ่งใหญ่แค่ไหน ซึ่งราคา ค่าบริการใน ๑ ครั้งจะอยู่ประมาณ ๘๐๐- ๑,๕๐๐ บาท ๔. ในอดีตหมอสูดขวัญมีความสำคัญในการสูด ขวัญคนป่วย การทำพิธีสูดขวัญข้าว สูดขวัญ สัตว์ต่าง ๆ รวมไปถึงการเริ่มต้นชีวิต ๔. ในปัจจุบันหมอสูดขวัญมีความสำคัญเพียงใน การพิธีแต่งงาน การขึ้นบ้านใหม่ การบวช การประกอบอาชีพ ๕. ในอดีตหมอสูดขวัญยังเป็นหมอรักษาโรคที่ ไม่สามารถรักษาได้ หรือโรคทางความเชื่อ เช่น อาการเสียสติ อาการผีเข้า ๕. ในปัจจุบันหมอสูดขวัญเป็นเพียงผู้นำการ ประกอบพิธีกรรมการสูดขวัญเท่านั้น ตารางที่ ๕.๒ การเปรียบเทียบสถานภาพความแตกต่างของหมอสูดขวัญในอดีตกับปัจจุบัน ๒.๓ อภิปรายผลการศึกษาเกี่ยวกับแนวโน้มสถานภาพของหมอสูดขวัญในอนาคต การดำรงอยู่ของหมอเป่านั้น ต้องอาศัยวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างมากทีเดียว โดยเฉพาะ การปฏิบัติของหมอสูดขวัญมีข้อกำหนดในเรื่องการประพฤติปฏิบัติตัวมากมาย ทำให้คนรุ่นใหม่อาจจะ ไม่ให้ความสำคัญของวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อในแก่นสารของพิธีกรรมการสูดขวัญ จึงทำให้การ สืบ-ทอดของหมอสูดขวัญลดน้อยลงไป เนื่องจากคนสมัยใหม่ไม่มีความเชื่อในเรื่องของการทำพิธีสูด ขวัญ มักจะนิยมจัดงานต่าง ๆ ทั้งงานแต่ง งานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น จัดงานอย่างรวดเร็ว ให้ เหมาะสมทกับเหตุการณ์ จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อวัฒนธรรม ประเพณี คติความเชื่อต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม หมอสูดขวัญ การประกอบพิธีกรรมการสูดขวัญ ทำให้หมอสูดขวัญความสำคัญ ต่อวิถีชีวิตชาวบ้านเริ่มลดน้อยลงตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ ดังนั้น การสืบทอดหมอสูดขวัญจากรุ่นสู่รุ่นจึงลดน้อยถอยลง เพราะคนสมัยใหม่มอง ว่าเป็นการประกอบพิธีกรรม ความเชื่อที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ อีกทั้งยังต้องปฏิบัติตามข้อห้ามของผู้เป็น หมอสูดขวัญอย่างเคร่งครัด ซึ่งอาจส่งผลทำให้หมอสูดขวัญในอนาคตสูญหายไป เนื่องด้วยในปัจจุบัน ผู้คนหันไปพึ่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสนใจในระบบทุนนิยมมากกว่าวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี คติความเชื่อดั้งเดิมที่เคยสืบทอดกันมาในการทำพิธีสูดขวัญ ซึ่งอาจทำให้หมอสูดขวัญขาดผู้ศึกษา และผู้สืบ-ทอดต่อจากคนรุ่นเก่าที่เคยสืบสาน และปฏิบัติร่วมกันมา หากสังคมยังความเชื่อเรื่องขวัญ หมอสูดขวัญ จะยังคงดำรงสถานภาพการเป็นบุคคลสำคัญของชุมชน และสังคมอยู่


๑๗๘ ๒.๔ อภิปรายผลความสำคัญและความสัมพันธ์ของหมอสูดกับชุมชน จากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านสถานภาพของหมอสูดบ้านโคกสว่าง ตำบล สีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี พบว่าสถานภาพของหมอสูดในปัจจุบันนั้น มี ความสำคัญลดลง จากเมื่อก่อนที่ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางการ แพทย์ยังไม่มีบทบาทสำคัญเท่ากับในปัจจุบัน คนในหมู่บ้านถือว่าหมอสูดมีความสำคัญในการทำพิธี ต่าง ๆ ซึ่งชาวบ้านให้ ความนับถือ เมื่อเวลาผ่านไป สังคมไทยได้ให้ความสำคัญหมอสูดน้อยลง เนื่องจากไม่มีผู้สืบทอดหรือผู้ที่อยากร่ำเรียนต่อ ทำให้หมอสูดเริ่มลดลงตามเวลา การสู่ขวัญเป็นเรื่อง เกี่ยวกับขวัญและกำลังใจซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวอีสาน ได้เห็นความสำคัญของจิตใจมากในการ ดำเนินชีวิตแทบทุกอย่างต้องอาศัยพลังทางจิตเพื่อจะได้ช่วยให้มีจิตใจที่เข้มแข็ง มีสติสัมปชัญญะที่ มั่นคงซึ่งจะก่อให้เกิดปัญญาและความมุ่งมั่นทุ่มเทไปสู่เป้าหมายสามารถเอาชนะฟันฝ่าอุปสรรคที่ อาจจะเกิดขึ้นจึงเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่ควรถือปฏิบัติสืบทอดกันต่อไป ความเชื่อในพิธีการทำ บายศรีสู่ขวัญเชื่อว่าเป็นการส่งเสริมพลังใจให้เข้มแข็ง มีสติและไม่ประมาท เป็นการขับไล่สิ่งที่ไม่ดี ออกจากตัวเสริมสิริมงคล ประเพณีสู่ขวัญทำกันแทบทุกโอกาส ทั้งในมูลเหตุแห่งความดีและไม่ดี ชาวบ้านถือว่าเป็นประเพณีเรียกขวัญ ให้มาอยู่กับตัว พิธีสู่ขวัญนี้เป็นได้ทั้งการแสดงความชื่นชมยินดี และเป็นการปลอบใจให้เจ้าของขวัญจากคณะ ญาติมิตรและบุคคลทั่วไป ผู้ได้ดีมีโชคหรือผู้หลัก ผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือมาเยี่ยมเราก็มีความยินดีเกิดความปีติดีใจเป็นกำลังใจ แก่เจ้าของพิธี ๒.๕ ข้อเสนอแนะ ควรส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้ถึงความสำคัญหรือประวัติ เพื่อเป็นการถ่ายทอด ความรู้และความสามารถให้กับคนรุ่นหลังได้นำไปสืบทอดต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ให้หมอสูด อยู่คู่กับชาวบ้านและสังคม ๒.๖ ปัญหาและอุปสรรค ๒.๖.๑ ปัญหาการเดินทางที่ไม่สะดวก เนื่องจากรถโดยสารประจำทางมีจำนวนน้อยและหมู่บ้านโคกสว่างมีระยะทางไกล ห่างจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี คณะผู้จัดทำจึงต้องใช้เวลามากในการรอรถโดยสารประจำทาง ๒.๖.๒ มีเวลาจำกัดในการสัมภาษณ์ เนื่องจากหมอสูดมีเวลาว่างไม่มากนัก เพราะต้องประกอบอาชีพของตน คือทำไร่ทำ นา คณะผู้จัดทำจึงจะต้องแบ่งเวลาในการสัมภาษณ์หมอสูดให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด ๒.๖.๓ การถ่ายทอดข้อมูลมีการคลาดเคลื่อน


๑๗๙ เนื่องจากหมอสูดมีอายุมากความจำไม่ค่อยดีทำให้สับสนในการถ่ายทอดข้อมูลและ ข้อมูลมีการคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อมูลที่ให้ครั้งแรก คณะผู้จัดทำจึงต้องถามซ้ำหลาย ๆ ครั้งเพื่อ ความชัดเจนของข้อมูล ๒.๖.๔ ปัญหาด้านสุขภาพของหมอสูด เนื่องจากหมอสูดมีอายุมากแล้ว จึงมีอาการหูตึง เวลาที่ผู้สัมภาษณ์ถามจะต้องพูด เสียง-ดังกว่าปกติ เพื่อให้หมอสูดได้ยินคำถาม ถามซ้ำ อย่างช้า ๆ ๒.๖.๕ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยในการสัมภาษณ์ เนื่องจากสถานที่ที่สัมภาษณ์นั้นอยู่ที่บ้านของหมอสูด ซึ่งเป็นเขตชุมชนจึงมีเสียง แทรกเข้ามารบกวนการสัมภาษณ์ เช่น เสียงรถจักรยานยนต์ เสียงคนพูดคุยกัน ทำให้เกิดความลำบาก ในการถอดบทสัมภาษณ์คณะผู้จัดทำจึงต้องฟังคลิปเสียงซ้ำหลาย ๆ ครั้ง ๒.๖.๖ มีเวลาในการทำงานที่จำกัด คณะผู้จัดทำจะต้องนั่งทำงานเป็นกลุ่มเพื่อปรึกษาและแลกเปลี่ยนความคิด จึงมี สถานที่สำหรับให้ทำงานแค่ห้องสมุดและใต้อาคารในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ซึ่งแต่ละที่ก็มีกำหนดเวลา ในการใช้น้อยทำให้คณะผู้จัดทำเกิดความไม่สะดวกในการทำงาน


๑๘๐ บรรณานุกรม คณะอาจารย์วิทยาลัยครูอุบลราชธานี. ไทยอีสานบ้านเฮา. อุบลราชธานี: ๒๕๒๑ ครูมนตรี โคตรคันทา. พิธีบายศรีสู่ขวัญหรือสูดขวัญ. สืบค้น ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕, จาก https://www.isangate.com/new/sukwan/350. บุญศรี เปรียญ. ประเพณีอีสาน. สำนักงาน ส. ธรรมภักดี, ๒๕๔๗ พ่อจารย์บัวศรี ศรีสูง. ฮีต คองอีสานและปกิณกะคดี. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊พ, ๒๕๓๕. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด. (๒๕๖๔). หมอสูตร. สืบค้น ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕, จาก https://www.m-culture.go.th/roiet/ewt_news. สาร สาระทัศนานันท์. พิธีสู่ขวัญและคำสู่ขวัญโบราณอีสานฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การ ศาสนา กรมการศาสนา, ๒๕๔๐. ศาสตราจารย์ ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง. ภูมิปัญญาชาวบ้านกับกระบวนการเรียนรู้และการปรับตัวของ ชาวบ้านไทย. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๐ อาจารย์สวิง บุญเจิม. ความผูกแขน,ความสอนปู่ย่า-ตายาย-ใภ้เขย. อุบลราชธานี : มรดกอีสาน, ๒๕๔๒ อาจารย์สวิง บุญเจิม. ตำรามรดกอีสานหรือมูลมังอีสาน. อุบลราชธานี : มรดกอีสาน, ๒๕๓๔


ภาคผนวก ก - ประวัติผู้ให้ข้อมูล


๑๘๒ ประวัติผู้ให้ข้อมูล ๓.๑ ประวัติหมอสูดขวัญ ภาพที่ นายทองคำ มะโนศิลป์ ชื่อ – นามสกุล นายทองคำ มะโนศิลป์ ชื่อเล่น โม อายุ ๗๕ ปี เพศ ชาย ศาสนา พุทธ เชื้อชาติ ไทย สัญชาติ ไทย เบอร์โทร ๐๘๗-๙๐๖๘๐๘๘ ที่อยู่ บ้านเลขที่ ๗๕ หมู่ที่ ๒ บ้านโคกสว่าง ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์ ๔๑๑๑๐ ประกอบอาชีพ เกษตรกร ประวัติการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖


๑๘๓ ๓.๒ ประวัติลูกศิษย์หมอสูดขวัญ ภาพที่ นายสำราญ ทาสะโก ชื่อ – นามสกุล นายสำราญ ทาสะโก ชื่อเล่น สำราญ อายุ ๖๖ ปี เพศ ชาย ศาสนา พุทธ เชื้อชาติ ไทย สัญชาติ ไทย เบอร์โทร ๐๙๘-๖๔๐๘๙๐๕ ที่อยู่ บ้านเลขที่ ๔๐ หมู่ที่ ๒ ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์ ๔๑๑๑๐ ประกอบอาชีพ เกษตรกร ประวัติการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔


๑๘๔ ๓.๓ ประวัติผู้รับการสะเดาะเคราะห์(แต่งแก้) ภาพที่ นางยุธยา สารยศ ชื่อ – นามสกุล นางยุธยา สารยศ ชื่อเล่น แดง อายุ ๕๙ ปี เพศ หญิง ศาสนา พุทธ เชื้อชาติ ไทย สัญชาติ ไทย เบอร์โทร - ที่อยู่ บ้านเลขที่ ๔๓ หมู่ที่ ๒ ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์ ๔๑๑๑๐ ประกอบอาชีพ เกษตรกร ประวัติการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔


๑๘๕ ๓.๔ ประวัติผู้ใหญ่บ้านโคกสว่าง ภาพที่ นายคำพอง วงษาลี ชื่อ – นามสกุล นายคำพอง วงษาลี ชื่อเล่น พอง อายุ ๕๕ ปี เพศ ชาย ศาสนา พุทธ เชื้อชาติ ไทย สัญชาติ ไทย เบอร์โทร ๐๙๓-๖๘๐๒๖๑๖ ที่อยู่ บ้านเลขที่ ๑๔๖ หมู่ที่ ๒ ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์ ๔๑๑๑๐ ประกอบอาชีพ ผู้ใหญ่บ้าน ประวัติการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔


๑๘๖ ๓.๔ ประวัติผู้ทำบายศรี ภาพที่ นางสุนีย์ มะโนศิลป์ ชื่อ – นามสกุล นางสุนีย์ มะโนศิลป์ ชื่อเล่น ดา อายุ ๗๒ ปี เพศ หญิง ศาสนา พุทธ เชื้อชาติ ไทย สัญชาติ ไทย เบอร์โทร ๐๘๗-๙๐๖๘๐๘๘ ที่อยู่ บ้านเลขที่ ๗๕ หมู่ที่ ๒ ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์ ๔๑๑๑๐ ประกอบอาชีพ เกษตรกร ประวัติการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่


ภาคผนวก ข - รวมบทสัมภาษณ์


๑๘๘ บทสัมภาษณ์หมอสูดขวัญ พ่อทองคำ มะโนศิลป์ วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๕ ณ บ้านเลขที่ ๗๒ บ้านโคกสว่าง ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี อทิตยา : ปู่ชื่อ-สกุล อิหยังจ้า พ่อทองคำ : พ่อทองคำ มะโนศิลป์ อทิตยา : อายุทอได๋จ้า พ่อทองคำ : อายุ ๗๕ ปี อทิตยา : ทำอาชีพหยังจ้า พ่อทองคำ : อาชีพ เฮ็ดไฮ่เฮ็ดนา อทิตยา : ปู่เกิดวันที่ทอได๋จ้า พ่อทองคำ : เกิดวันอังคารที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ อทิตยา : บ้านที่อยู่ตอนนี้ ชื่อบ้านอิหยังจ้า พ่อทองคำ : บ้านที่อยู่ตอนแรก เป็นบ้านโนนขามป้อม ผู้ใหญ่บ้านกะมาเปลี่ยนใหม่ มันเจริญมาเป็น บ้าน อยู่นี้เป็นบ้านโคกสว่าง ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี บุษบา : อยากสิถามความเป็นไปเป็นมาแหมจ้า ว่าเป็นไปเป็นมาจังได๋ค่อยได้มาเป็นหมอสูด ขวัญ พ่อทองคำ : กะคือพ่อว่านั่นล่ะ มันเหมิ่ดดอนล่ะยังเล่า เหมิ่ดข้าวเก่าล่ะยังดุนดัน เหมิ่ดผู้นี้ล่ะผู้นี้กะ ต่อไปเอาไว้ถ่าให้ลูกให้หลาน พ่อมักตรงนี้ กะเลยเรียนตรงนี้ เรียนแล้วกะได้เฮ็ดเลย เฮ็ดมา เรื่อย ๆ เลยเท่าสุมื้อนี้ อาจารย์มาตายหนีจากได้ ๓ ปี แล้ว บุษบา : แล้วมีคนมาเรียนต่อจากปู่บ่จ้า พ่อทองคำ : มีอยู่ ขั่นปู่บ่ได้ไปกะให้ผู้น้อยไป ให้คนสอนไว้ไป ให้ลูกศิษย์ไปแทน บุษบา : พ่อเรียนหมอสูดมาจากไผจ้า พ่อทองคำ : เรียนมาจากพ่อใหญ่ทองม้วน ศรีธรรมวงศ์ พ่อใหญ่ม้วน เสียงทองกะว่าได้ เพิ่นเป็น อาจารย์เพิ่นอยู่บ้านสีออ ตอนนี้บ่อยู่แล้ว กุลธิดา : ก่อนที่สิเริ่มพิธี อย่างเช่นแต่งงาน มันมีอิหยังแหน่ ปู่ได้เฮ็ดอิหยังแหน่ในงาน


๑๘๙ พ่อทองคำ : กะไปจัดแต่งพาขวัญล่ะว่ามันครบเครื่องบ่ คะเจ้าจัดแต่งครบแล้ว เป็นข้าวต้ม เป็นไข่ เป็น ข้าวใส่ในพาขวัญ ฝ้ายผูกแขน ทำพิธีแล้ว ฤกษ์งามยามดีแล้ว ปู่กะสิทำพิธีสู่ขวัญไปเลย กุลธิดา : เฮาแต่งโตไปแล้ว ไปฮอด เฮาเฮ็ดจังได๋ พ่อทองคำ : ไปฮอด เขากะเชิญว่า เฮ็ดจังได๋ เขากะสิถามว่า เฮ็ดจังได๋พ่อใหญ่ เฮากะบอกไปแนว มันดี มี เทียนชัยใส่ข้างพาขวัญ มีฝ้ายพัน 3 รอบ เกี้ยวกันกับพาขวัญแล้วเอามาให้ปู่ มาใส่ หนังสือ เอาหนังสือมาเสี่ยงไว้ ได้เวลาแล้วปู่กะสู่ขวัญไปเลย เอาเจ้าบ่าวเจ้าสาว เข้าใส่กันแล้ว ชาย ขวาหญิงซ้ายนั่ง บานนี้กะมีเพี่ยนเจ้าบ่าวข้างละ ๒ คน เพี่ยนเจ้าสาวอีกข้างละ ๒ คน สู่ ขวัญแล้วกะจบให้พรล่ะกะผูกแขน ส่ำนั้นล่ะ พินิจนันท์ : คำสูดขวัญ บ่าวสาวนี่สูดจังได๋จ้า สูดหยังแหน่ ตั้งนะโม ตั้งหยังก่อนบ่ หรือจังได๋ พ่อทองคำ : อัญเชิญเทพยดา สัคเค กาเม กล่าวสัคเค ลงมา บ่านนี้ได้ลงมาแล้วเฮากะ ว่านะโม สู่ ขวัญ ไปเลย พินิจนันท์ : สมมติได้บ่จ้า ว่ามันเว้าจังได๋คำสู่ขวัญ พอให้รู้ว่ากำลังเข้าพิธีแล้ว พ่อทองคำ : ว่านะโมแล้ว กะว่า ศรี ศรี สิทธิปกรณ์ บวรนั้นวิเศษ อภิเดชนั้นเดโช ชัยยะภวัง ชัยมัง คลัง ตาตุโลมัง ชัยมหามงคล มื้อนี้แม่น มื้อสรร มื้อนี้แม่นวันดี ต่อไปนี้ คุณวันนี้แม่มื้อ แต่ง คุณนางคุณแม่นแล้ว มีทั้งฝ้ายผูกแขน แหวนใส่ก้อย สร้อยสังวาลย์ ทั้งมีอาหาร รายเรียงมากองทุกสิ่งทุกอันมีทั้งมาลาหอมห่วนเห้า เหล้าแก้วใส่พาขวัญ ชวนกันใส่ ม่วนบายศรี มีทั้งไข่หน่วยดี ๆ ลงมาแต่เมืองฟ้า งามดัง พระราชอาญา ทุกชัยยะสิทธิ พระพร บวรอันวิเศษ ชัยมังคลัง ดังฤทธีชัยโชติ สมควรโบราณแต่งไว้ ขันดอกไม้ สมมา ถ้วยเงินขาว ลูกสาวกก ลูกสาวกลาง ลูกสาวหล่า ทั้งเฒ่าแก่และตายาย บุญน้อยฮำปี ใหม่ ขอให้ความฮัก เป็นแก้วกิ่ง แพงคำแฮงลูกแก้ว เยินยอมาเจ้าเหลือหลาย พ่อแม่ มาใส่ยอพาขวัญ เวียนซ้ายละเวียนขวา เชิญเอาขวัญผัวเมีย มาอยู่เหนือในคีง เอาขวัญ บ่าวนาง มาอยู่คีง มาเด้อขวัญเอ้ย พินิจนันท์ : จ้า พิมพ์มาดา : ของที่ใช้ในพิธีพาขวัญมีอิหยังแหน่จ้า


๑๙๐ พ่อทองคำ : ขันธ์ ๕ เงิน ๑๒ บาท ผ้าแพรวา เหล้า ๑ ขวด หมากพลูพัน พิมพ์มาดา : ของที่ใช้ในพิธีพาขวัญ เพิ่นเอาอิหยังใส่แหน่ พ่อทองคำ : ใส่ซวยครู เงิน ฝ้ายผูกแขน ข้าวต้ม กล้วย ไข่ แล้วพ่อกะเอิญเชิญเทพยดามาเป็นสักขี พยาน ผูกแขนแล้วๆ กะ สมมาคารวะปู่ย่า สาดนอนหมอนหมูน มุ้งนอน สมมาปู่สมมา ย่าถมฮอยช้างล้างฮอยควาย สมช้างม้างถุงเงิน บุญคุณของเพิ่น เพิ่นสร้างลูกสร้างเต้า มา ยากอยู่เด้ พิมพ์มาดา : ความหมาย เป็นหยังจังสู่ขวัญ ของที่ใช้มันดีหรือบ่ดี พ่อทองคำ : เอิ้นขวัญมาแล้ว กะต้องเลี้ยงขวัญ คนเฮาทุกคนเกิดมามีขวัญเบิ่ดสุคน อยู่หัว มี ๓๒ ขวัญ คืออาการ ๓๒ ฟ้าผ่า ควายชน กะบ่ตาย ตกอกตกใจ เพิ่นกะเลยสู่ขวัญให้ ผูก แขน สู่ขวัญให้ลูกให้หลานกะดีใจ ขั่นผู้ได๋บ่มีขวัญนี้กะคือตาย พิมพ์มาดา : จ้า พ่อทองคำ : บุญคุณของพ่อแม่มารวมกัน มาเข้ากัน มันเลยเกิดอาการ ๓๒ ขึ้นมานั่นล่ะลูก งานมัน มีอยู่ ๗ มื้อ มื้อได๋ที่เขาต้องห้าม กะบ่เอา มื้อมันเหมาะเฮียงหมอนจั่งเอา สงฆ์ ๑๔ นารี ๑๑ มงคล ๗ เผาศพ ๑๕ เขากะบ่ให้เผา ผัวเมีย เอามื้อ ๑๑ ค่ำ กะบ่ได้ แต่บาง ทีฮ้ายเกิดเป็นดี พ่อกะเอาให้เขา อยู่ โครงช้างแก้ว ๑ ค่ำช้างแก้วขึ้นสู่โฮงคำ ๒ ค่ำผี ฟังธรรมป่าช้า ๓ ค่ำ ล้างมือถ่าคอยกิน ๔ ค่ำนอนปลายตีนตากแดด ๕ ค่ำผีแวดล้อม มองมา ๖ ค่ำลงสำเภาไปค้า ๗ ค่ำเคราะห์อยู่หน้าเถิงตน ๘ ค่ำมีกังวลบ่มัว ๙ ค่ำ ถืกเสี้ยนพระราม ๑๐ ค่ำ หาความงามบ่อได้ ๑๑ ค่ำขี้ฮ้ายเกิดมาดี ๑๒ ค่ำบ่อมีดีสัก หยาด ๑๓ ค่ำ ไชยผาบแพ้ชมภู ๑๔ ค่ำฝูงศัตรูปองฆ่า ๑๕ ค่ำคือแม่วายหลวง พิมพ์มาดา : จ้า แล้วจำนวนเส้นฝ้ายส่ำกันบ่ พ่อทองคำ : เขาให้เฮ็ดเป็นเลขคี่ ห้า เจ็ด เก้า เส้น พิมพ์มาดา : จ้า


๑๙๑ บทสัมภาษณ์หมอสูดขวัญ พ่อสำราญ ทาสะโก วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ณ บ้านเลขที่ ๔๐ บ้านโคกสว่าง ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี พิมพ์มาดา : พ่อชื่อหยังจ้า พ่อสำราญ : พ่อสำราญ ทาสะโก อยู่บ้านเลขที่ ๔๐ หมู่ที่ ๒ ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัด อุดรธานี พิมพ์มาดา : ปัจจุบันอายุจักปีจ้า พ่อสำราญ : อายุ ๖๐ ปี พิมพ์มาดา : เห็นว่าพ่อนิ ได้มาเรียนสู่ขวัญ เลยอยากถามว่าเป็นหยังคือได้มาเรียน พ่อสำราญ : เพราะว่าอยากอนุรักษ์ไว้ ซึ่งในประเพณ๊ สิมีการบายศรีสู่ขวัญ ตั้งแต่บรรพบุรุษพ่อแม่ พาเฮ็ด มา อยากรักษาตรงนี้ไว้ เพื่อรุ่นลูกรุ่นหลานสืบทอด ต่อ ๆ ไป พิมพ์มาดา : การเรียนมีการปฏิบัติโตจังได๋ มีข้อห้ามอิหยังบ่ พ่อสำราญ : การปฏิบัติโต เฮากะต้องปฏิบัติ เฮาเข้ามาอยู่จุดนี้แล้ว ถือว่าเป็นพ่อพราหมณ์ลูก ๆ หลาน ๆ ให้ความเคารพ ให้ความย่ำเกรง เฮากะต้องปฏิบัติโตให้เหมาะสม กับการที่ลูกหลานได้ กราบ ไหว้ เยิ่นยอ หนึ่งเฮากะต้องปฏิบัติ บ่ฮ้ายลูกหลาน สุขุม สองมีอัธยาศัยที่ดี พิมพ์มาดา : ปัจจุบันเฮ็ดอาชีพหยังจ้า พ่อสำราญ : เฮ็ดไฮ่ เฮ็ดนา พิมพ์มาดา : แล้วนอกจากสู่ขวัญ ได้เฮ็ดหยังอีกบ่จ้า พ่อสำราญ : แต่งแก้ เฮ็ดพาขวัญ พิมพ์มาดา : เป็นหยังคือได้แต่งแก้จ้า พ่อสำราญ : ผู้มีเคราะห์ มีลาง พิมพ์มาดา : แล้วผู้ที่สิมาเรียน ทุกคนเรียนได้บ่หรือต้องกำหนดหยังจ้า พ่อสำราญ : บ่กินเหล้าเมายา ปฏิบัติโตให้เหมาะสม ทำดีให้เป็นแบบอย่างคนอื่นสิได้เคารพ พิมพ์มาดา : ขอบคุณจ้า


๑๙๒ บทสัมภาษณ์ผู้เคยเข้าพิธีสู่ขวัญและแต่งแก้ นางยุธยา สารยศ วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ณ บ้านเลขที่ ๔๓ บ้านโคกสว่าง ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี พิมพ์มาดา : แม่เซิญแนะนำตัวแหน่จ้า แม่ยุธยา : แม่ชื่อ แม่ยุธยา สารยศ อยู่บ้านเลขที่ ๔๓ หมู่ ๒ ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัด อุดรธานี อายุ ๕๙ ปี พิมพ์มาดา : เมื่อกี้เห็นแม่เฮ็ดแต่งแก้กะเลยอยากถามว่าเป็นหยังคือได้มาแต่งแก้ แม่ยุธยา : อันเป็นบ่สำบาย เป็นปวดออด ๆแอด ๆ กะเลยไปหาหมอดูเพิ่นเบิ่ง เพิ่นกะเลยบอกว่าให้ แต่งแก้เสียเคราะห์เสียลาง กะมาเฮ็ดเลยไปหาพ่อใหญ๋นั่นล่ะลาวมาเฮ็ดให้ลาวเคยเฮ็ด บ่ เฮ็ดมาเป็น ๑๐ ปีแล้ว หมอดูเพิ่นว่ากะคือจั่งเพิ่นตาเห็นเอาโลดบ่ได้เฮ็ดมาเป็น ๑๐ ปีคือ เพิ่นว่า กะเลยเฮ็ดว่าถ้าแต่งแก้เสียเคราะห์เสียลางแล้วกะสิดีขึ้น กะเลยเฮ็ดคือเพิ่นว่า เพราะว่ามันมีแต่เรื่องแต่ลาว รถไปดี ๆเขากะมาตำท้ายกะได้เสียเงินให้เขาแทนที่โตสิได้ เงิน เขาว่ารถเฮาเป็นรถเกษตรเขาเลยเอาเงินนำเฮา ย่อนว่ารถเฮาบ่มีป้ายทะเบียน กะ เลยไปหาหมอดูเพิ่นเลยว่าเจ้าแต่งหยังเด้อว่าสั่น บ่แต่งเจ้าสิมีแนวเป็นไปหลายกว่านี้เด้ว่า สั่น ถึงตายพุ้นเด้นิกะเลยแต่งเพิ่นบอกกะเลยมาเฮ็ด เพิ่นว่าเฮ็ดแล้วมันสิดีขึ้น กุลธิดา : เฮ็ดแล้ว ๆสำบายใจขึ้นบ่จ้า แม่แดง : สำบายใจขึ้น คึดว่าสิดีเป็นที่พึ่งทางใจแม่กะเลยเฮ็ด เพิ่นว่าเกิดวันได๋เฮ็ดวันนั้น แม่เลยว่า แม่ เกิดวันอาทิตย์กะเลยเฮ็ดเอาวันอาทิตย์ พิมพ์มาดา : แล้วของในกระทงมีหยังแน่จ้า แม่ยุธยา : มีเหมี่ยง หมากเฮาห่อเอาใบบักมี่มาเฮ็กกะจอก มีกอกยา เอาเข่าดำเข่าแดงเอาแนวอยู่ แนวกินเฮานี่ล่ะหลายอย่าง ห่อตั้งว่า ๘๐ ๙๐ เอาโลด ห่อห้องล่ะ ๙ มี ๙ ห้องเพิ่นบอก หมู่เพิ่นล่ะมาเฮ็ดซ่อย บ่สั่น ๓ มื้อกะแล้ว แล้วกะมีของหวาน ของคาว ของส้ม พิกเขีย เกียปาแดกทุกอย่างล่ะ แนวเพิ่นบอกอันได๋กะเฮ็ดเบิ่ดล่ะใส่เบิ่ดครบ พิมพ์มาดา : แล้วเห็นมีผ้าแพด้ามกับสิ่นนำ แม่ยุธยา : เป็นคายเพิ่นผู้เพิ่นมาเฮ็ด ของเพิ่นมาแต่งมาเฮ็ด เฮ็ดแล้วกะดีใจอยู่เด้ล่ะ ดีใจขึ้น มี กำลังใจขึ้น กะแนวเพิ่งทางใจเนาะ


๑๙๓ พิมพ์มาดา : กะเอิ้นว่าเป็นความเซื่อเนาะจ้า แม่ยุธยา : แม่น เป็นความเซื่อแต่พ่อแต่แม่ แต่โบราณเพิ่นเฮ็ดมา


๑๙๔ บทสัมภาษณ์ผู้เคยเข้าพิธีสู่ขวัญและแต่งแก้ นายคำพอง วงษาลี วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ณ บ้านเลขที่ ๔๓ บ้านโคกสว่าง ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี พิมพ์มาดา : สวัสดีจ้า ผู้ใหญ่บ้าน : สวัสดีครับ พิมพ์มาดา : อยากสิถามพ่อผู้ใหญ่ชื่อว่าจั่งได๋จ้า ผู้ใหญ่บ้าน : เอ้าบัดนี่กะสิแนะนำโต พ่อชื่อนายคำพอง วงษาลี อายุ ๕๕ ปี เกิด ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๑๐ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๒ บ้านโคกสว่าง ตำบลสีออ อำเภอกุมภวา ปี จังหวัดอุดรธานี เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ ๘ พิมพ์มาดา : ให้ผู้ใหญ่เล่าความเป็นมาของบ้านโคกสว่างแน่จ้า ผู้ใหญ่บ้าน : กะคือมีการแยกหมู่บ้าน แต่ก่อนเป็นบ้านสีออ ปัจจุบันแยกเป็น ๒ หมู่คือหมู่ ๒บ้านโคก สว่างกับหมู่ ๓ บ้านศรีสว่างวัฒนา ประชากรปัจจุบันมีประมาณ ๔๘๐ คน ทั้งหมด ๑๓๖ ครัวเรือน พิมพ์มาดา : อ่อจ้า แล้วในหมู่บ้านมีกลุ่มหยังที่เด่น ๆบ่จ้า ผู้ใหญ่บ้าน : กลุ่มเด่น ๆกะมีกลุ่มสาธิตการตลาด กลุ่มทอผ้า แล้วกะกลุ่มเย็บผ้า พินิจนันท์ : ปราชญ์ชาวบ้านมีบ่จ้า เช่น หมอดู หมอธรรม ผู้ใหญ่บ้าน : ปราชญ์ชาวบ้านเขาเอิ้นว่าพ่อพราหมณ์จะมีพิธีสู่ขวัญ เช่นในงานแต่ง งานหยังจั่งสิกะมี ปราชญ์ชาวบ้าน หลัก ๆกะมีพ่อทองคำกับพ่อสำราญ มีทั้งหมด ๒ ท่าน พินิจนันท์ : แล้วมีหมอนวดหมอเป่าจั่งสิบ่จ้า ผู้ใหญ่บ้าน : แต่ก่อนเคยมี เขาเอิ้นการรักษาแบบแผนโบราณ แต่ตอนนี้กะยุคสมัยเปลี่ยนไปเข้าโลง บาลอย่างเดียว พิมพ์มาดา : กะในฐานะที่ผู้ใหญ่เป็นผู้ใหญ่บ้านผ่านพิธีสู่ขวัญมา อยากสิถามว่าเป็นหยังคือต้องมีพิธีสู่ ขวัญ ผู้ใหญ่บ้าน : การสู่ขวัญมันเป็นวัฒนธรรมที่เฮ็ดมาแต่พ่อแต่แม่เคยพาเฮ็ด กะมีความเชื่อกะคือพอเข้า มาอยู่จุดนี้แล้วคือว่าเป็นการให้กำลังใจกัน ให้เป็นคนดี มีจิตใจรับผิดชอบต่องานเจ้าของ ที่ทางบ้านได้มอบหมายให้แล้ว พินิจนันท์ : บัดนี้พอสู่ขวัญแล้วเป็นจั่งได๋จ้า รู้สึกจั่งได๋ ดีขึ้นบ่


๑๙๕ ผู้ใหญ่บ้าน : กะเอาแบบง่าย ๆเนาะ กะคือหลังจากเฮ็ดแล้วกะรู้สึกว่าไทบ้านไทเมืองยกให้เป็นแล้ว เฮาต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด หน้าที่คือหยังเฮ็ดหยัง หลัก ๆเลยกะคือบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ ชาวบ้านเฮาบ่ว่าสิเป็นเรื่องน้ำเรื่องไฟ การเดินทางสัญจร การพัฒนาหมู่บ้านจั่งสิล่ะ


ภาคผนวก ค – การดำเนินงาน


๑๙๗ ภาพที่ ๑ คณะผู้จัดทำรอรถโดยสารประทำทางจากหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เพื่อเดินทางไปที่บ้านโคกสว่าง ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี วันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ภาพที่ ๒ คณะผู้จัดทำรอรถโดยสารประทำทางจากหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เพื่อเดินทางไปที่บ้านโคกสว่าง ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี วันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๕


Click to View FlipBook Version