๙๘ ตากุมาราเอย ขวัญเจ้าจงมาสู่ ให้เจ้ามานอนอู่สายแพง เถิงยามแลงอย่าได้อ้อนแม่ แม่เจ้าจึงยกใส่อู่ สายฝ้าย แม่จึงย้ายเจ้าใส่อู่สายไหม เพิ่นผู้ดีนอนอู่สายฝ้ายเจ้าผู้ฮ้ายนอนอู่สายไหม แม่เจ้าจึงไกวจงใจ ห่อ อันนี้ตั้งแม่นพ่อปิตตาเจ้าแล้ว อันนี้ตั้งแม่นแม่มารดาเจ้าแล้ว นมแม่ฮ้าวแม่เอาเจ้ามากิน แพรผืนดี ผืนงามเอามาห่มตุ้ม แม่เจ้าป้อนข้าวแล้วอุ้มเจ้าเล่นอยู่จอนคอน ๆ แม่เจ้ากล่อมเจ้านอนอยู่นี เนียนีหน่ำ พ่อเจ้าไปไฮได้ไข่มาต้อนเจ้าแล้ว แม่เจ้าเลี้ยงม้อนพ่อง เอาลูกกินนม แม่ชมเจ้าทุกเช้าค่ำ จึง ได้ใส่ชื่อลูกแจ่มเจ้าว่า...................(ออกชื่อเด็ก) เป็นลูกค้ำลูกคูณของบิดามารดาแต่เค้า จึงได้เฮียกเอา ขวัญลูกแก้วแม่ให้มาโฮม ว่า เอหิ (ผู้ชายว่า “ตาตะปิยะ ปุตตา” ผู้หญิงว่า “อัมมะ ปิยะ ธีตา”) ปูเร ถะ มะมะ ปาระมิง หะทะยัง เม อภิสัญเจถะ กะโรถะ วะจะนัง มะมะ ว่า ดูราลูกฮักแม่ บุญแผ่กว้าง บารมี จงมาเสวยความยินดีแห่งญาติพี่น้อง ทั้งพวกพ้องและวงศ์วาน มาเยอขวัญเอย ให้เจ้ามานอนอู่ สายไหม มาทะรงผ้าสไบผืนผ่อง มาชมมุขแล้วส่องตอมมารดา ให้มาชมมาลาดอมพ่อแม่ มาเยอขวัญ เอย ขวัญเจ้ามา ฮอดแล้ว ให้เจ้าใหญ่เพียงลุง ให้เจ้าสูงเพียงป้า ให้เจ้าเจริญหน้าอยู่สวัสดี มาเยอขวัญ เอย มาอยู่มุ้งดอมหมอน มาอยู่นอนดอมพ่อแม่ ให้เจ้ามาเป็นแก่เจริญความยินดี มาเยอขวัญเอย ขวัญ ลูกก็ให้แล่นมาลีลา ขวัญมารดาก็ให้มาลีล้าย มาอยู่ค่ายเฮียงฮ่วมบุตตา ให้มาทรงมาลาดอมผัวทั้งลูก น้อยมาเยอขวัญเอย ครันเจ้ามาฮอดแล้วให้เจ้ามั่นปานแผ่นหินแลง ให้เจ้าแข็งเหมือนแผ่นหินลาด ให้ เจ้ามั่นปานเหลียมอาสน์เขาสุเมรุ ใหญ่เพียงตออย่าได้หักใหญ่เพียงหลักอย่าได้โค่น อย่าได้หม่นเหมือน ตอง อย่าได้หมองเหมือนขี้เถ้า อย่าได้เฒ่าแก่เสียศรี ให้เจ้ามีอายุยืนนานอย่าได้ถอยเฒ่า ตราบต่อเท้า ห้าพันพระวัสสา ก็ข้าเทอญ ชยะตุ ภะวังชยะ มังคละ ชยะโสตถี ภะวันตุ เต นะโมพุทธายะ นะ มะ อะ อุ. คำสู่ขวัญเด็ก ถ้าเด็กนั้นเป็นผู้ชาย ให้ว่า “เอหิ ตาตะ ปิยะ ปุตตา มะมะ ปาระมิง หะทะยังเม อภิสิญเจถะ กะโรถะ วะจะนัง มะมะ ยานะนาวา วะเม โหถะ อะจะ ลาภะ สาคะรา ชาติปารัง ตะริสสามิ อุทธะ ริสสัง สะเทวะกัง” ถ้าเด็กนั้นเป็นผู้หญิงให้ว่า “เอหิ อัมมา ปิยะ ธีตา ปิยา เม ทานะ ปาระมิง หะทะยังเม อภิสิญ เจถะ กะโรถะ วะจะนัง มะมะ ยานะ นาวา วะเม โหถะ อะจะ ลาภะ สาคะรา ชาติปารัง ตะริสสามิ สันตาเรสสัง สะเทวะกัง” แล้วจึงว่าคำสู่ขวัญต่อไปนี้ ศรี ศรี สิทธิพระพร บวรอดิเรก อเนกพหุลเตชา ข้าจักพรรณนาตั้งแต่เจ้าถือเอาคัพภาในท้อง แม่ ทศมาสแก้ได้สิบเดือน เลยสะเทือนปวดท้อง ฝูงพี่น้องขึ้นมาหา ตายายขึ้นมาหล่ำ เจ้าก็เจ็บปวดล้ำ
๙๙ อยู่ออนซอน มารดาเจ้านอน ๆ แล้วลุกนั่ง มือแม่เจ้าลูบท้องไปมาซุกเซี่ยน แม่เจ้าเบียนบิดไปมา ใจ มารดาก็หลูดล้ม เจ้าจึง ม้มจากท้องแม่มารดา เป็นผู้หญิงเจ้าตกหงาย เป็นผู้ชายเจ้าตกคว่ำ แม่เจ้าเป็น บ้าอยู่งมงัว หมอตำแยก็คัวเคียได้มีดมาตัดสายแห่แผ่สายบือ แล้วจึงล้างน้ำอาบสรงสี จึงเอาผ้าแพรผืน ดีผืนงามมาตุ้มห่อ แล้วจึงยอใส่ด้งไปผอก ผีพรายแลผีโพงผีโหงและผีเป้า ผีนกเค้ามันฮ้องกู๊กกู แม่นลูก สูมาเอาเดี๋ยวนี้ กลายมื้อนี้เมือหน้าลูกกู แล้วจึงยกใส่อู่ไปแขวนข้างคีไฟ ไกวเจ้าอยู่ต้อนแต้นต้อนแต้น แม่เจ้าแค้นและอิดอ่อน แม่เจ้ากินน้ำฮ้อนปากเปื่อยพองสุกไฟแฮ่งลุกแม่เจ้าแฮ่งฮ้อน ข้อนกระหาย อ่อนฤทัย แม่เจ้าระคายครางคีค้อย ขวัญอ่อนน้อยนงแพงเถิงยามแลงเจ้าอย่าได้อ้อนแม่ แม่เจ้าจึงยก ใส่อู่สายฝ้าย ย้ายเจ้าใส่อู่สายไหม แม่จึงไกวจงใจห่อ อันนี้ตั้งแม่นพ่อปิตาเจ้าแล้วอันนี้ตั้งแม่นแม่ มารดาเจ้าแล้ว นมแม่ฮ้าวอุ้มเจ้ามากิน แพรผืนดีผืนงามเอาเจ้าตุ้มห่ม แม่เจ้าเคี้ยวข้าวป้อนทอมเจ้าอยู่ สู่ยาม แม่เจ้าบอกอ่อนน้อยอยู่นีเนียนีหน่ำ แล้วจึงใส่ชื่อเจ้าคำมั่นแพงศรีพันปีเจ้าอย่าได้ดุ่งไปหน้า ฟ้า ฮ้องอย่าได้ดุ่งไปใกล ก้อนเส้าไปจึงไป คีไฟคว่าจึงคว่าลุกแต่ท่ามาเฮือน ลุกแต่สวนมาบ้าน เจ้าขี้คร้าน ให้นอนเล่นอยู่เฮือน เจ้าได้หลายเดือนฮอดขวบพอเพิ่งสมภาร ผีชังให้ผีหงายอย่าได้มากลายใกล้ พุทโธ กำจัด ธัมโมชัดออก สังโฆผอกออกสี่แสนวา มาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าไปอยู่ใต้เตียงแถนนั่ง ขวัญเจ้าไป อยู่ใต้ตั่งแถนอิงก็ให้มามื้อนี้ ขวัญหนีคิงแม่เจ้าว่า ขวัญเจ้าไปเล่นป่าพลันแกนก็ให้มามื้อนี้ ให้เจ้ามาอยู่ เฮือนพื้นแป้นหญ้าแฝกมุงหนา ให้เจ้ามาอยู่เฮือนพื้นแป้นหญ้าคามุงถี่มาอยู่เฮือนพื้นแป้นหอแก้วแผ่น กระดาน อาคัจเฉยยะ อาคัจฉาหิ. คำสู่ขวัญนาค พระภิกษุ สามเณรและพระพุทธรูป คำสู่ขวัญนาค ศรี ศรี สิทธิชัย มังคลานาคี สวัสดียาวโยชน์ เคราะห์ฮ้ายโหดหายหนี อันตรายราคีหายส่วง เข็ญข่วงฮ้ายสูหนี เคราะห์เข็ญมีวินาศ บริศาจหนีไกล พุทธาไปข่มแพ้เตชะฝูงมารธรรมบันดาลผันถีบ เคราะห์ฮ้ายฮีบเซหนี สังฆาตีฝูงฮ้าย เตชะมังคละย้ายฝูงเข็ญ อย่าได้เป็นอันตรายสังสักสิ่ง ทุกข์ฮ้ายยิ่ง เทียมตนใจกังวลเดือดฮ้อน สัพพะเคราะห์ฮ้ายข้อนหายเสีย อัชชะในวันนี้ ก็ข้าเทอญ (ตีฆ้อง ๓ ที) ศรี ศรี สุมังคละ สุภะสวัสดีวิเศษ อดิเรกชัยศรี สวัสดีจงมีแก่ข้าทั้งหลาย ทั้งหญิงชายนรเทพา นาค ครุฑ เทวบุตรเทพยุดา อินทร์พรหมยมราชา จัตุราทั้งสี่ ทุกที่พร้อมจักรวาลกับทั้งภูมิสถานข่วง เขตทุกประเทศพร้อมกันมาชมชื่นยินดี เชิงมังคละราคีอันวิเศษ วันนี้พระเกตุเข้าสู่ราคี เป็นวันดีสุด ขนาด อินทพาส พร้อมตรียางค์ ทั้งนาวางค์คาดคู่ ตั้งเป็นหมู่อยู่สอนลอน พระอาทิตย์จรจันทะฤกษ์ อังคารถึกมหาชัย พุธ พฤหัสไปเป็นโชค ศุกร์เสาร์ได้ อมุตตะโชคพร้อมลัคนา วันนี้ตามตำราว่าได้ฤกษ์
๑๐๐ ถึกหน่วยชื่ออุตตมะราศีอุตตมะนาที วันนี้เป็นวันดี วันดิถีอมุตตะโชค อุตตมะโยค อุตตมะราชา อุตตมะไชยา อุตตมะเสฎฐา วันนี้เป็นวันลาภาอันล้ำเลิศ ประเสริฐมุงคุล ปุนแปลงดีแต่งแล้ว พาขวัญ แก้วยกยอมา มีทั้งท้าวพญาเสนาแลอำมาตย์ มีทั้งนักปราชญ์พร้อมมวลมา มีทั้งลุงตาและพ่อแม่ พร้อมเฒ่าแก่และพี่น้องวงศา พร้อมกันมานั่งสอนลอนทุกถ้วนหน้า ไหลหลั่งเทกันมา ทั้งหญิงชายแล สาวป่าวใจคึดอ่าวหากยินดีเพื่อจักมาบายศรีเจ้านาค เจ้าจักได้พลัดพรากห้องเคหา จักได้ลาปิตตาแล มารดาออกไปบวช สร้างผนวชในศาสนา เจ้าก็คึดเห็นสังขาร์เป็นทุกขัง อนิจจังอนัตตาบ่มั่นเที่ยง ฮู้บิด เบี่ยงไปมา เป็นอนิจจาบ่เลิกแล้ว บ่ได้คลาดแคล้วว่าหนุ่มแก่แลชรา ก็ฮู้บังเกิดโรคาแลพยาธิ์ บ่ได้ขาด จากมรณา เจ้าก็คึดเถิงคุณบิดามารดา ได้เลี้ยงมาเป็นอันยาก เลี้ยงลำบากทุกวันคืน แต่อยู่ในอุทรท้อง แม่ ลำบากแท้เหิงนาน เจียระกาลหนักหน่วงท้อง กินของเผ็ดแสบฮ้อนแม่ก็เพียรอด เจ้าก็ได้กำหนด สิบเดือน บรบวนถ้วนทสมาสแล้วเจ้าจึงคลาดแคล้วออกจากท้องแม่มารดาม้มท้องมาเลิศแล้ว ลูกแก้ว แม่เกิดเป็นชาย ฝูงตายายเห็นก็ชมชื่นยอยกยื่นเจ้าออกมา ลางคนหาไม้ได้แล้วตัดสายแห่ แผ่สายบือ ลางคนถือกระบวยน้ำล้าง ลางคนจึงเอาผ้าผืนกว้างมาตุ้มห่อ แม่ก็อุ้มเจ้าใส่ในอก แล้วจึงยกเจ้าใส่ใน เพลา แม่จึงเอาข้าวป้อนแลวันละสามคาบแม่ก็อาบน้ำแลวันละสามที แม่เจ้าก็ขัดสีแลลูบไล้ แม่ก็เอา ใจใส่ทุกค่ำ เช้าบ่มีคา อันว่าเถิงฤดูปีใหม่มาฮอดแล้ว ฟ้าแผดฮ้องเสียงดัง แม่ก็อุ้มเจ้าใสในอก แม่ก็ยก เจ้าใส่ในอู่ แม่เจ้าอุ้มชะซุให้กินนม แม่ก็จูบชมลูกแก้ว ครันว่าเลี้ยงใหญ่แล้วพอแล่นเล่นไปมาตาม ประสีประสาเด็กอ่อน ซะซ่อนหน้าแล้วใหญ่เป็นคน เจ้าคิดถึงคำกังวลคับแค้น หนักหน่วงแน่นในใจ คึดอาลัยบ่แล้ว คึดแค้วๆ อยากไปบวชในศาสนา เจ้าก็คึดเถิงคุณบิดามารดาเป็นอันยิ่ง เจ้าก็จึงอำลา อุดสาห์เข้ามาบวช สร้างผนวชเป็นสามเณรเจ้าเห็นคุณพ่อแม่ ตั้งแต่เฮียนสิกขาบท ทศศีลาธรรมอัน วิเศษได้แล้ว บัดนี้อายุเจ้าก็ได้เถิงเขตเข้าซาวปี บรบวนดีคักแน่ฝูงพ่อแม่จึงจัดหา บอกศรัทธาเถิงญาติ พี่น้อง ตามพวกพ้องแลมิตรสหาย บางพ่องศรัทธาหลายได้เสื่อสาด เป็นผ้าอาสน์แลเตียงนอน บาง พ่องมีศรัทธาได้ผ้าจีวรแลผ้าพาด บางพ่องได้ผ้าลาดทั้งไตร ด้วยใจใสสุดขนาด บางพ่องได้บาตรแลสบง บางพ่องได้ถงแลน้ำเต้า ได้ไม้เท้าแลคันตาลปัตร มีดตัดเล็บแลกล่องเข็ม ดินสอเต็มเครื่องประดับ แล บริขารบริโภค บางพ่องได้โตกถ้วยแลคันที ได้เหล็กจารดีอันคมกล้า กับทั้งเสี่อสาดอาสนา น้อมนำมา ฮ่มคันแลเกิบจ้อง ธมกรกเครื่องกรองน้ำแลมีดแถ ทั้งผ้าแพรมนแลผ้าอาบ พากันแบกหาบหมอนเท้า แลหมอนลาย ทั้งยายยังแลกล้วยอ้อย มีบ่น้อยคิลานะเมี่ยงหมากโอพาย เครื่องบริขารบริโภคดอกไม้ ธูปเทียนทอง ยายกองเม็งจ์มีมาก ดูหลายหลากด้วยเครื่องบริขาร เป็นของเจตนาทานอันล้ำยิ่ง เพื่อ อยากเห็นหน้าแก้วกิ่งเมตไตรย ขออย่าได้ทัวระไวอยู่ในโลก ขอให้พ้นจากโศกโศกา ขอให้ได้เกิดในดุสิ ตาล้ำเลิศ เมืองแก้วเกิดยอดนีรพาน เป็นที่สุขสำฮาญลือเดช ขอให้พ้นจากทุกขเวทนาอยู่สวัสดี สัตตะธัมมาจำเริญด้วยวุฒิธรรมทั้งเจ็ดประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ อโรคะถ้วนห้า ปฏิภาณะ
๑๐๑ ถ้วนหก อธิปเตยยะถ้วนเจ็ด จงเสด็จมาฮักษา ยังขันธสันดานแห่งเจ้า ตราบต่อเท้าห้าพันพระวัสสา ก็ ข้าเทอญ (ตีฆ้อง ๓ ที) ศรี ศรี สุมังคละ สุขะสวัสดี บัดนี้ ข้อยจักเชิญเอาขวัญสมศรีเจ้านาคเข้ามาเต้าข้อยจักเชิญมา ขวัญฝ่ายเจ้านาคเข้ามาโฮม อัชซะ ในวันนี้ ว่ามาเยอขวัญเจ้านาคเอย ขวัญหัวเจ้าหากได้ไปอยู่วังน้ำ เล็กนำปลา ก็ให้มามื้อนี้วันนี้ ขวัญหัวเจ้าได้ไปอยู่ในนาต่างด้าวก็ให้มามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าหากได้ไปอยู่ นำท้าวท่านอิศวร ก็ให้มามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าหากไปชมชื่นดอมสาวอ่อนน้อยสร้อยนงถ่าวแลนารี ก็ให้ มามื้อนี้วันนี้ มาเยอขวัญเจ้านาคเอย เจ้าอย่าได้ ไปชมชะนีแลไก่แก้ว ขันแจ้ว ๆ อยู่คูหา อย่าได้ไปชม ฝูงหมู่คณากวางคำ แลเนื้อเถื่อนอย่าได้ไปอยู่เป็นเพื่อนฝูงเผตแลผี ขวัญเจ้าอย่าได้ไปเดินคีรีนอกเขต ขวัญเจ้าอย่าได้ไปเดินประเทศทางไกล อย่าได้ไปหลงใหลเชยชมไพรแลป่าไม้ ขวัญเจ้าอย่าได้ไปเล่นนำ หมู่ลิงลม ขวัญเจ้าอย่าได้ไปชมหมู่ลิงค่างเฒ่า ฝูงหมู่นกเค้าแลเสือสิงห์ อย่าได้ไปอยู่นำเมยกระทิงแล แฮดช้าง อย่าได้หลงเข้าเถือนกว้างถ้ำหมู่คูหา ทั้งวังปลาแลสระใหญ่ ขึ้นช้อยใส่มายา ดูตระการตางาม สะพู่ ผักบุ้งแลหมู่บัวทอง ทรงเกสรหอมฮ่วงเฮ้า ขวัญนาคเจ้าจงเข้ามาโฮม อัชชะในมื้อนี้วันนี้ให้มาอยู่ ในใจทุกเมื่อให้มาอยู่ในเนื้อทุกยามอย่าได้มีความกังวลแลเดือดฮ้อน อย่าได้คึดคั่งค่อนหฤทัย ให้เจ้า มาเฮียนเอาพระวินัย ปีฎกอัตถาไขเฮืองฮอดฮุ่งแจ้งชอดโสดาให้เจ้าได้เทศนาธรรมคำสอนสั่ง เป็นเจ้า นั่งพิจารณ์ ขอให้เจ้านาคมีอายุยืนนาน ได้เป็นอาชญาท่านสมภารผู้บุญกว้าง อยู่สืบสร้างในธรรม จัต ตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง ขอให้เจ้านาคมีอายุยืนยาว วรรณะพราวผิวผ่อง สุขะส่อง เหลือหลาย พละกำลัง กายใจจงมีมากขอให้เจ้านาคมีอายุยืนได้ฮ้อยขวบพันพระวัสสา ให้เจ้ามีเดชา เฮืองฮาบชนะผาบแพ้ฝูงหมูโพยภัย อย่าได้มีความจังไฮมาบังเบียดอย่าได้มีผู้เคียดให้แลหิงสา ให้มีใจ กูร์ณายิ่งกว่าเก่า ขอให้ได้เป็นเจ้าผ่านทั้งยศ ให้ปรากฏเลื่องลือชาในศาสนาของพระพุทธเจ้าให้เจ้านาค มีเดชะเป็นดังแสงพระสุริยะอาทิตย์ ประสิทธิเตโช วโรธราธิราช เป็นดั่งพญาอินทาธิปัตติราชท้าว ภูมินทร์ ทั้งแดนดินโอยอ่อนน้อม ทุกท่านท้าวพร้อมสาธุการ มาอวยทานชมชื่น ยกยื่นให้ของดียอองค์ ชุลีตั้งต่อ คึกฮอดหน่อสมภาร ถวายสักการทุกเมื่อ เฮืองเฮื่อแก้วเงินคำแฮ บูชาแลทุกค่ำเช้า ตราบต่อ เท้าชีวัง ให้มีหวังครองวินัยสืบสร้าง มีธุระอ้างสามประการ เฮียนกรรมฐานได้ถี่ถ้วนได้บรบวนเหมิด จบล้วนทุกสิ่งทุกอัน แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ให้เจ้าได้ฮู้ อย่าให้หัวคึดปู้ทรงผญาปัญญา จงให้มี สามัคคาเพรียงพร่ำพร้อมใจอ่อนน้อมในธรรม เจ้าอย่าได้มีความคิดนำทางโลก ขอให้พ้นจากเศร้าโศก โศกาให้มีความสุขา อย่าเดือดฮ้อนทุกค่ำเช้าบ่คลาดบ่คา จึงขอถวายบาทคาถาไว้ว่า ชยะตุ ภะวัง ชยะ มังคละชยะมหามุงคุล ความสุขสมบูรณ์จงมีแก่เจ้านาค ทุกภาคทุกเมื่อทุกยามทุกประการ ก็ข้าเทอญ (สวดเสร็จตีฆ้อง ๓ ที)
๑๐๒ การสู่ขวัญเรือน การสู่ขวัญเฮือนหรือขวัญเรือนตามประเพณีโบราณของชาวอีสานอาจทำเป็น 2 ตอน คือ ตอนจะลงมือปลูกสร้างบ้านมีการทำพิธีสู่ขวัญเสาเฮือนก่อน เพื่อเป็นสิริมงคลและเมื่อสร้างเฮือนหรือ บ้านเสร็จจึงทำพิธีสู่ขวัญเรือนในตอนเจ้าของขึ้นไปอยู่อีกครั้งหนึ่ง คำสู่ขวัญเรือนส่วนมากมักกล่าวถึง ขั้นตอนการทำเฮือน เช่น การเลือกไม้ที่จะนำมาสร้างกล่าวถึงลำดับการสร้างและกล่าวเรียกขวัญ บรรดาต้นไม้ชนิดต่าง ๆ ที่นำมาประกอบเป็นเฮือน ตลอดเรียกขวัญเจ้าของบ้าน เป็นต้น คำสู่ขวัญ เรือนนอกจากเรียกขวัญและอวยพรบ้านเรือนและเจ้าของแล้ว ยังมีการแนะนำการเลือกตัวไม้แนะ ชาวบ้านถึงวิธีการให้ความร่วมมือในการสร้างบ้านเรือนด้วย เพื่อให้งานสร้างบ้านเรือนสำเร็จราบรื่น ด้วยดีและเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของบ้านนั้นๆ การสู่ขวัญเรือน นิยมทำหรือเมื่อเจ้าของขึ้นไปอยู่บ้านหลังนั้นใหม่ ๆ ปกติมีการทำพิธีขึ้นบ้าน ใหม่นิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหาร เสร็จแล้วจึงทำพิธีสู่ขวัญเรือนรวมทั้งเจ้าของ เรือด้วยดังกล่าว พิธีอีกอย่างหนึ่งเพื่อเป็นสิริมงคลและให้เจ้าของบ้านมีโชคลาภ คำสู่ขวัญเสาเฮือน ศรี ศรี สิทธิพระพร บวรวิเศษ วันนี้เป็นวันดี วันดิถีอมุตตะโชค อุตตมะโยคพร้อมลัคนาข้าจัก อันเชิญเทวดาทุกราศี อันเสด็จอยู่ในคีรีและป่ากว้าง ทุกฮ่อมห้วยและฮาวเขา ทั้งแถวเถาและเถื่อนถ้ำ ทุกท่าน้ำและเหวหิน ทุก๓ดินและทางคุ่ม ทุกพุ่มไม้และจอมผาข้าจักเชิญเอาท้าวจักตุโลกปาลาทั้งสี่ ทั้งพระอาทิตย์และพระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัส พระศุกร์และพระเสาร์ ทั้งเจ็ดเหลี่ยม เขาพระสุเมรุมาช กับทั้งเทพดาเจ้าตนองอาจอยู่ในเมืองสวรรค์ ข้าจักอันเชิญเอาพระวิสสุกรรม ผู้ศักดิ์สิทธิ์ ให้ลงมาช่วยผู้ข้ากระทำการมงคลในมื้อนี้วันนี้ ผู้ข้าขออารธนาพระมุนี้ผู้ไตรเพทท่านผู้มี อิทธิพิเศษจงให้ฉวยโอยพร ฝูงข้าทั้งหลายเอากันมาสอนหลอนนั่งเฝ้า เพื่อจักเฮียกเอาขวัญเสาเฮือน เจ้า ให้มาสู่เฮียกให้มาพร้อมหมู่เสาขวัญ พอสมควรปลูกขึ้นเป็นบ้านฝูงข้าบ่ได้คร้านเลือกได้ไม้ลำดี เสาขวัญ มีม่อนไม้ปลอดยาวออดหลอดบ่มีตา จึงได้นำมาเป็นเสาขวัญและเสาแฮก เสานี้แปลกท่านว่า เป็นมงคล เสานั้นสนตันดีทุกเมื่อ ตั้งไว้เพื่อเป็นเสาที่สอง เสาที่สามงามดีออดหลอดอินทร์พรหมถอด ยกให้ปุนแปลง เสานี้แพงมงคลแต่เค้า เสาที่สี่พระเจ้าบอกให้แม่นไม้ วิเศษมุงคุล เสาที่ห้าสมบูรณ์ศรัต รูพังพ่าย เสาที่หกก็ใหญ่องอาจงามตา อินทร์พรหมหายกยอมอบให้เสาที่เจ็ดก็ได้องอาจพอตา ได้มา จากดงหนาหิมวันตประเทศ หากแม่นไม้วิเศษมหามุงคุล เสาที่แปดได้ลุนงามดีอ่องต่อง ปลูกเป็นเฮือน ก็ค่องเสาค้ำเสาคูณ เสาหาได้ทีลุนดีหมดตลอด พร้องทั้งไม้กะทอดไม้ขื่อไม้ขาง เป็นของดีทุกทางครัว
๑๐๓ เฮือนเฮาปลูก ไม้นี้พร้องพรั่งลูกหมู่มิตรสหาย ขนมายายวันดีแปลงปลูก จึงได้มาฮ้องถูกเฮียกเอิ้นเอา ขวัญ ว่ามาเยอขวัญเอยถึงเวลาเขาตัดเจ้าล้มเจ้าอย่าด่วนดลหนี ให้เจ้ากลับมาสู้พิธีมหาปราสาทมณฑล ขวัญเสานางเอย อย่าหลงไปฟังเสียงเรไรและแมงง้วง ไปติดข้วงอยู่ในพงไพร ว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญ เสาแฮกให้ฮีบวาง ขวัญเสานางให้ฮีบแล่นมาเยอขวัญเอย ขวัญเสานางจงมาสู่ ในที่อยู่อันสำฮาน กำจัด ให้เป็นสุขสวัสดี จำเริญศรีทุกค่ำเช้ามาเยอขวัญเอย ขวัญเสาแฮกไปหลงอยู่กลางทาง ขวัญเสากลางไป หลงอยู่ป่าไม้ ก็ให้มา มาเยอขวัญเอย ขวัญเสาใต้ไปเกี่ยวอยู่นำเครือ ขวัญเสาเหนือไปค้างอยู่ป่าเป้า คั้นขวัญเจ้าฮู้แล้วให้ฮีบด่วนพลันมาว่ามาเยอขวัญเอย ขวัญขื่อขวัญขาง ขวัญแขนนางและกะทอด ให้เจ้าแล่นออดหลอดมาสู่เคหา ว่ามาเยอขวัญเอยมาพลันอย่าช้า ให้เจ้ามาพร้อมหน้าชมสู่พาขวัญ สิ่ง อันใดสมควรขุนกะแต่งไว้ท่า ขวัญเสามาฮอดแล้วจงให้อยู่สวัสดี จำเริญศรีแก่ฝูงข้า ขอให้ตั้งหน้าอยู่สุข สถาพร สุขทั้งนั่งสุขทั้งนอน สุขทั้งยามโคจรอย่าได้คลาดแคล้วครันปลูกเฮือนขึ้นแล้วให้ผาบแพ้ข้า เศิกศรัตรู ชะยะตุ ภะวัง ชยะมังคละ ชยะมหามุงคุล ขอความเจริญชยะโชค จงมีแก่ฝูงข้าทั้งหลาย ทุกตนทุกคนก็ข้าเทอญ คำสู่ขวัญเฮือน ศรี ศรี สิทธิชยะตุ ภะวัง ชยะมังคละ ชยะสุภะดิถี วันนี้เป็นวันดี วันดิถีสุภะฤกษ์ ถืกหน่วยชื่อ ว่ามหามุงคุล ยังมีเจ้าพญาผู้มีบุญองค์หนึ่ง เสด็จมาจากเมืองมั่นคำทอง มาแสวงหาจองสถานที่ตั้งบ้าน เพื่อปลูกสร้างให้อยู่ชุ่มกินเย็นความเป็นเข็ญเข็ดขวงจังไฮบ่มีพ้อจัตตั้งต่อปลูกแปลงไป พระเมตตรัย โพธิสัตว์เจ้าว่าดีบ่อนนี้ แต่ก่อนกี้พระเจ้าสร้างโพธิสมภาร พระเจ้าผาบแพ้ฝูงหมู่พญามารผู้สาโหด บ่อนนี้บ่อนพระเจ้าโผดสัตตะนิกร บ่อนนางธรณีเอาคำปลูกไว้ พระแก้วแก่นไท้ว่าอยู่สวัสดี หมื่อพันปี บ่มีโพยภัย มาต้อง บัดนี้เจ้าสินั่งอยู่ห้องเฮือนแก้วส่องเงินคำ เขาสินำแหวนมาให้ กับทั้งข้อยช่วงใช้หลู หลั่งไหลมาสิได้มีศักดาฤทธิเฮืององอาจ กับทั้งพวกหมู่ญาติสิได้แต่งของฝากมาหา กับทั้งภริยาเมียแพง แน่งน้อยหน้าชื่นช้อยโสภา บัดนี้ จักได้พรรณนาแต่เดิมตาเค้า จัดแจงเข้าป่าหาไม้ปลูกเฮือน มีใจเพียรทั้งเยื้อนทั้งยาก แต่งถงหมากทั้งน้ำบั้งทิง และยา คัวเคียหาขวานคมและมีดพร้า แล้วจึงแบกเข้าป่าดั้นคว่าดงดอน เดิน โคจรมื้อแลงมื้อเช้า วันค่ำเศร้าสูญแล้วต่าวมา บางพ่องกินสุราอาหารแกมข้าว ตื่นเมื่อเช้าง่ายแล้วค่อย ไป จงใจเข้าดงเลาหาซอก ไปพบพ้อลำดั้วปลอดดี ไม้มีศรีเอาเป็นเสาแฮก แล้วจึงแบกขวานใส่ฟันลง ตัดปลายตรงลำดีอาดหลาด นี้แม่นธรรมชาติไม้ดีไม้คูณ ลำฟันลุนเสาขวัญเป็นคู่ ที่เกิดอยู่ฝ่ายข้างตีน ดอน เหลียวเบิ่งงามสอนลอนอินทร์แปลงปลูกไว้ ตัดเอาได้มาถากเป็นเสา ไปหาเอาบ่หยุดบ่ย่อน เดิน เฮฮ่อนเข้าป่าดงหนา หลายเวลาปีเดือนติดต่อ พอหลายพร่ำมื้อโตเจ้าอ่อนแรง ถึงยามแลงเช้างายปะ
๑๐๔ เปล่า มื้อสืบมื้อหาไม้สืบไป ปีเดือนได้วันยามเข้าป่า แดดแฮ่งฮ้อนฮ่มไม้ค่อยเพียร เถิงเดือนหกเข้า สังขารข้ามล่วงมาแล้ว ฝนหลั่งย้อยฮำผ้าชุ่มเย็น บรมวนแล้วฟันเฮือนหลังใหญ่ บัดนี้ ข้อจักแต่งขวัญดอกไม้เชิญเจ้าเข้าสู่เฮือน เขาฟันตกตอเจ้าอย่าได้หักเมือเมืองเหนือเขา ฟันตกเครือเจ้าอย่าได้หักเมือเมืองนาค เขาฟันตกฟากเจ้าอย่าได้เศร้าเสียศูนย์ ให้เจ้ามาค้ำมาคูณฮุ งเฮืองเพียงอาสน์ ให้เจ้ามาสะพาดอยู่ชุ่มกินเย็น ความเข็ดขวงอย่าให้ได้ความเจ็บไข้อย่าให้มี ว่ามาเยอ ขวัญเอย ขวัญเสาทวนอยู่ป่าหญ้าแฝก ก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้ ขวัญเสาแฮกอยู่ป่าดอนแก ก็ให้มาสามื้อนี้ วันนี้ ขวัญเสาแจอยู่ป่าดอนแคมถ้ำ ก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้ ขวัญเสาค้ำอยู่ป่าดอนทัน ก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้ ขวัญป้านลมอยู่ดงช้างน้าว ก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้ ขวัญชื่อคร่าวก็ให้ฮ้องเฮียกพากันมา ว่ามาเยอขวัญเอย มาพลันอย่าช้าให้เจ้าได้ตั้งหน้าม่นเหล่าดอนเลามาเยอ ให้เจ้ามาจำเริญฮุ่งเฮืองเฮือนกว้าง อย่าได้ตกได้ ค้างอยู่สวัสดี ยอเฮือนครัวขึ้นให้ได้เป็นเฮือนราช ยอผาสาทขึ้นให้ได้เป็นยอดธาตุจอมสูง ยอไม้ยางยูง เฮือนโฮงคำให้เป็นรถแก้ว ยกขึ้นแล้วอยู่สวัสดี ยกเสาหนึ่งให้เป็นงัวแม่ลาย ยกเสาสองให้ได้ควายเขา ง้อง ยกเสาสามให้ได้ฆ้องเก้ากำ ยกเสาสี่ให้ได้คำเก้าหมื่น ยกเสาห้าให้ได้ข้าวล้านหมื่นบุงมาเยีย ยก เสาหกให้ได้เมียผู้งามมานอนเทียมข้าง ยกเสาเจ็ดให้ได้ลูกจ้างมาแต่งพาแลงพางาย ยกเสาแปดให้ได้ ชายผู้ดีผู้งามมายายแจกเหล้าและของขวัญ ขอให้มามวลงัวควายเต็มคอก ช้างม้าออกเนืองนองเงินคำ กองพอหาบพอแบก เสาค้ำก็อย่าให้แตก เสาแฮกก็อย่าได้เซซวน เสาขวัญก็ให้เจ้ามั่นแก่น ให้เจ้ามั่น ปานแผ่นเหล็กแดง ให้เจ้าแข็งปานแผ่นหินลาด ให้เจ้ามั่นปานเหลี่ยมอาสน์เขาสุเมรุ จำเริญเป็นอาสน์ กว้าง ห้องหนึ่งแอ้มอาสน์ไว้แต่งบัวนาง เทียวทางกลางให้มีสระบ่อแก้ว นางอาบแล้วอยู่สวัสดี เสาค้ำ ให้เป็นแก่นคู้หอมชั่วพันวา เสาขวัญให้เป็นแก่นจันทร์หอมชั่วแสนมื้อ เพิ่นมาซื้อให้เจ้าได้เงินล้าน ยาม เมื่อไปคว่าบ้านให้เจ้าได้ แต่ขอดี ๆ ให้เจ้า ฮุงเฮืองศรีปุนปันห้อง ห้องลุ่มไว้ผูกช้างสารใหญ่งายาว ห้องหนึ่งไว้ให้ลูกเขย ลูกสาวเข้ามาอยู่ช่วงใช้ ห้องนึงไว้ถ่าลูกชายและลูกใภ้แสนส่ำมาแยงลูกชายลูก สาวแพงเครื่องคำพัน ฮ้อยหลอนว่าได้ลูกเขยลูกใภ้น้อยมาสู่สมใจ พ่อเยอ ห้องหนึ่งไว้ท่าสังฆะเจ้ามา เทศนา ห้องหนึ่งไว้บูชานึกเถิงคุณแก้วห้องหนึ่งเอาไว้ถ่าบิดามารดาพ่อแม่ห้องหนึ่ง ไว้ให้เถ้าแก่มานั่ง ชุมนุม ห้องนึงไว้ถ่าให้ขุนนางทางไกลหลายเมืองมาเฝ้าห้องหนึ่งไว้ถ่าลูกเต้าและหลานเหลน ห้องนึง เอาไว้เป็นห้องเก็บเงินคำหลายโกฏิฮ้อย ห้องนึงแอ้มส้วมน้อยไว้ให้ลูกสาวหล้าเข้าอยู่นอน บัดนี้ ข้อยจักเชิญเอาขวัญเจ้าครัวเฮือนเข้ามาอยู่ เชิญเอาขวัญลูกเต้าให้เข้ามาสู่ในโฮงว่ามา เยอขวัญเอย ขวัญเจ้าไปฟันไม้เสาทวนเขาอยู่ป่าแฝก ขวัญเจ้าไปฟันเสาแฮกเซาอยู่ป่าหนามหันก็ให้มา สามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าไปฟันสะยัวอยู่ฮ่มหมากหลอด ขวัญเจ้าไปฟันไม้กะทอดเซาอยู่กลางดงก็ให้มาสา มื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าไปตัตงตัดกลอนเซาอยู่โคกค้อย ๆ ก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าไปขึ้นโคกสูง ขวัย
๑๐๕ เจ้าไปลงโคกค้อย ลอยข้ามน้ำให้ฮีบต่าวคืนมา ว่ามาเยอขวัญเอย มาพลันอย่าช้า เชิญทั้งขวัญอ่อนล้า กุมาราเข้ามาสู่ เชิญเอาขวัญหมู่เจ้าให้เข้ามาสู่โฮง ให้เจ้ามาทะรงเฮือนซานบ้านใหม่ ครันเจ้ามาฮอด แล้ว ความทุกข์อย่าให้ได้ ความไข้อย่าให้มี ทุกตนทุกคน ก็ข้าเทอญ ยถาวริวโห ปุโรสัพพะ กาลัง นะขี ยันติ อุ อะ มุ มะ มุลมา ประสิทธิ อะนุภาเวนะ ปะสิทธิ มังคลัง สะทา โสตถี ภะวันตุ โน. คำสู่ขวัญนา ขวัญลาน และขวัญเล้า (ยุ้ง) ข้าว คำสู่ขวัญนา การสู่ขวัญนา ปกติทำเมื่อก่อนลงมือทำนา คือ “แฮกนา” (เริ่มไถนา) จะมีพิธีสู่ขวัญให้นา เพื่อเป็นสิริมงคล จะได้ทำนาได้สะดวก และได้ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ ด้วยประการทั้งปวง คำสู่ขวัญนามีดังต่อไปนี้ ศรี ศรี อาจาริยาเลิศล้ำสิทธิเดชลือชา ข้าขออัญเชิญเทพดา อันฮักษาภูมิเขต ในประเทศหัวไฮ่ และปลายนา อันได้นามสมญาว่าตาปู่แฮก อันอยู่ในละแวกเขตแคว้นแดนนา บัดนี้ ฝูงข้าได้พากัน นำเครื่องขิยาและเมี่ยงหมาก ข้าวเหล้าหลากอาหาร ทั้งคาวหวานและเครื่องส้ม ข้าวต้มกล้วยและ แดกงา ไหสุราและไก่กุ้ม เป็นเครื่องตุ้มต่อมเข้าโฮมขวัญ สรรพสรรพ์มีทุกสิ่ง เพื่อจักได้ทำมิ่งสิ่งขวัญ ทั้งนาเหนือและนาใต้ นาไกล้และนาไกล ทั้งนาทาม และ นาโคก นาโสกและนาปี นาแซงนานอน และนาขุม นาทุ่งกว้างได้ข้าวพอพัน ครันฝนตกมานาปีอย่าได้ท่วม นาโคกอย่าได้เขิน ให้พอดีพองาม ข้าวอ้วน ใบก่องค้อมข้าว อ้วนดกหนา ทั้งคูคันนาอย่าได้ฮ้งได้ขาด เดียรดาษน้ำทั่วเต็มนา ทั้งปูปลา ให้ไหลมาบ่ขาด เป็นดั่งสระอโนดาตของท้าวเวสสุวัน ฝูงธัญญาและข้าวกล้า ใบก่องค้อมเท้าทั่วทั้งนา แผ่กิ่งก้านสาขาเต็มไปทั่วทุ่ง ให้มีแต่เม็ดต่งต้นอ้วนลำสูง ฮวงละสองสามกระบุงทั้งนาเหนือ และนาใต้ เพราะเพื่อเทพไท้ท่านช่วยอวยพรทั้งนาดอนนาทามและนาโคก งามล้นโลกกว่า เพิ่นนาแซง อย่าได้กิน แหนงขนมาเต็มเล้า นาข้าวเจ้านั้นให้ได้พันเกวียน นาข้าวเหนียวนั้นได้ พันเล่ม ครั้นว่าเต็มยังแล้ว สิได้ฮีบยอฉาง ข้าวขาวกลางให้ได้ฟันยิ่งใหม่ สได้ฟันเล้าใหม่ใส่นา แซงและนาทาม ต้นข้าวงามพอปาน ว่าต้นอ้อย ใหญ่บ่น้อยพอท่วมปลายจาน ต้นข้าวมานใหญ่สองสามอ้อม ใบก่องค้อมคั่งใบอ้อยและ ใบเลา ฮวงข้าวเบาให้ยาวได้พอศอก ฮวงข้าว หนักนั้นให้ได้ศอกกำมา ฝูงสัตว์สางัวควายอย่าได้มากิน ใกล้ ฝูงบ้งไต่อย่าได้มาราวี ทั้งสัตว์ตัวฮีและตัวก้อม ตัวอ้อมป้อมแม่นนกจาบตัวขาวเหลือง นกจิกเฟือง ตัวยาวขาก่าน อย่าใต้บินมาผ่านกระทำอันตรายสัตว์ทั้งหลายมีหนูและกระต่าย อย่าได้มาทำฮ้าย แก่ข้าวกล้าในนา พุทโธรักษา ธัมโมรักษา สังโฆรักษาขะโคขะดัง ปริสสยัง สวาหะ โอมกิญจิ ผูกผีก
๑๐๖ แผ้วพัดโอมต่อยต้องผูกแข้วศัตรู โอมปะทะ กระแจบทกกกูสิหับไว้ นโม พุทธา จะ สรณะ นะ มะ พะ ทะ วัชชะ ทุชชนะ สังสัคคัง ราชชะ สาธุ สมาคตั้ง กะระปุญญะ มโหรัตตัง สรณิจ จะ มะนิจจะตัง การสู่ขวัญลาน เมื่อเอาฟ่อนข้าวเข้ารวมเป็นกองที่ลานเสร็จแล้ว เวลาจะฟาดหรือนวด โบราณ นิยมสู่ขวัญ เสียก่อนหรือจะสู่ขวัญเวลาฟาดหรือนวดเสร็จแล้วก็ได้แล้วแต่สะดวกในพิธีสู่ขวัญนั้น มักนิมนต์ พระสงฆ์ไปสวดพระพุทธมนต์และถวายภัตตาหารด้วยเป็นการทำบุญที่ลานข้าวไปด้วย “บุญคูณลาน” เป็นประเพณีหนึ่งในฮีตสิบสอง ซึ่งนิยมทำกันในราวเดือนยี่ เมื่อทำพิธีสงฆ์เสร็จแล้วจึงทำการสู่ขวัญ ลานต่อไปคำสู่ขวัญลานมีดังต่อไปนี้ คำสู่ขวัญลาน โองการ พินธุนาถัง อุปปันนัง พรหมสะหะ ปะตินามะ อาทิกัปเป ปัญจะปะทุมัง ทิสวา นโม พุทธายะ วันทะติ สิทธิ กิจจัง สิทธิการิยะ ตถาคโต สิทธิเตโช ชโยนิจจัง สัพพะกัมมัง ปะสิทธิเม ศรี ศรี มื้อนี้แม่นมื้อสันต์ วันนี้แม่นวันโชค ศุกร์เสาร์โยคเดชมงคล อันเป็นผลสม ประโยค อุดม โชคว่ายามดี ฝูงข้าทั้งหลายจึงพร้อมกันมา สู่ขวัญลานและกุ้มข้าว สู่ขวัญเล้า และขวัญเยีย บ่ให้เสีย ประเพณีฮีตเก่า จึงได้นิมนต์พระสังฆะเจ้ามีศีลมีธรรม เพื่อกุศล มหกรรมฉลองสมโภช อันจักได้สำเร็จ ประโยชน์บุญญสมภาร จึงได้สู่ขวัญลานอันใหญ่กว้าง เทียมดั่งลานพระเกศแก้วจุฬามณี คือดั่งลาน พระศรีมหาโพธิอันให้สำเร็จประโยชน์แก่พระโพธิญาณ เป็นรมณียสถานอันวิเศษ เทียมดั่งลานพระเจ้า ตัดเกศแทบฝั่งอโนมา คือดังลานที่พระองค์ตรัสเทศนาธรรมจักรกัปปวัตนสูตร เป็นดั่งลานพระเจ้า ประสูติในสวนลุมพินี เป็นดั่งงานพระเจดีย์ดอยสิงกุตตราช เป็นที่บรรจุอุรังคธาตุแห่งพระศาสดา คือ ลานบ่อนพระสงฆ์ ทำสังคายนาธรรมวินัยครั้งก่อน เปรียบดั่งลานบ่อนพระพุทธเจ้าเข้าสู่พระนิพพาน เป็นที่โมทนาสาธุการแห่งเทวาทุกหมู่ ลานนี้เป็นอู่แห่งพระสังฆะเจ้าและทวยชน เป็นที่บำเพ็ญผล แก่ทั้งมวลฝูงข้า จึงได้พร้อมกันจัดเสื้อผ้าและเครื่องไทยทานทั้งคาวหวานและเมี่ยงหมากถ้วนทุกภาค เครื่องบูชาทั้งเหล้ายาหมูเห็ดเป็ดไก่ ตามแต่จักได้เป็นเครื่องสังเวยมาเยอขวัญเอย ขวัญลานและขวัญ ข้าวให้พร้อมกันมาเต้าจุ่นพุ่นเต็มลาน เพื่อจักได้กินทานทำบุญตักบาตร แล้วสีใต้หยาดน้ำเถิงแม่ธรณี อย่าได้มีคำกินแหนงขมเคียด อย่าอยู่ช้าวันนี้ให้ด่วนมาให้เจ้า มาโฮมเข้าในลานเกลี้ยงอ่อยห่อยเขาหาก ตีฟาดข้าวหัวเจ้าอย่ากระเทือน อย่าได้เบือนขมค้อย ในมโนคึดเคียด ว่าเขาบังเบียดเจ้าเอาค้อนฟาดดี อย่าได้ตกใจย้านทะยานหนีลี้ซ่อน ขอให้เฮ็งฮีบฮ้อนคืนถ้อนเทียวพลัน เชิญเจ้าคืนมาเต้าธัญญาคุ้มใหญ่ ขอจงมาต่อมตุ้มกองข้าว ใหญ่สูง แม่นว่าทำปีหน้าสิบสองวาอย่าได้ขาด ครั้นแม่นปีหน้าคุ้นชาวห้า
๑๐๗ อย่าได้คา ขอให้ธัญญาข้าวไหลมาคือน้ำท่า คือดั่งฝนห่าแก้วลินเลื่อยบ่ขาดสาย นาทามขอให้งาม เหลือล้ำ ลำสูงต้นใหญ่ ปลายไผ่ขอให้เอิ้นว่าน้องฮวงข้าวท่อฮีนโอม ฮัญญะ อาคัจฉันตุ คำสู่ขวัญสัตว์และสิ่งของ คำสู่ขวัญควายและงัว ( วัว ) ควายและงัวเป็นสัตว์ที่มีคุณ ควรที่มนุษย์จะยกย่องสรรเสริญ ประเพณีโบราณบางท้องถิ่นจึงนิยม สู่ขวัญควายและงัวกันเป็นประจำทุกปีเพื่อเป็นสิริมงคลแก่สัตว์ การสู่ขวัญบางคนอาจทำก่อนเวลา จะลงมือทำนาครั้งแรก คือทำก่อนวันแฮกนา บางคนทำเวลาภายหลังเลิก หรือเสร็จจากการทำนา ประจำปีแล้ว แล้วแต่จะเห็นเหมาะสมเวลาไหน พาขวัญและเครื่องขวัญก็ทำเหมือนสู่ขวัญธรรมดา แต่ให้มีเครื่องประกอบพิเศษได้แก่ข้าวเปลือก หญ้าอ่อนเช่นหญ้าคา หญ้าแพรก หญ้าปล้อง เป็นต้น ยอดกล้วยยอดอ้อยเชือกเครื่องสำหรับ ทำนา และน้ำอบน้ำหอมสำหรับรดศีรษะควายงัว เสร็จแล้ว เอาด้ายหรือฝ้ายผูกเขาทั้งสอง ถ้าตัวใดไม่มีเขาก็ผูกที่โคนหูแทน ขณะที่ผูกกล่าวคำอวยชัยให้พร และ ขอขมาโทษมันด้วย แล้วปล่อยให้ไปหากินหญ้าตามปกติ พิธีทำ ตั้งนโม ฯลฯ ๓ จบ แล้วว่า อิติปิโส ฯลฯ สวากขาโต ฯลฯ และสุปฏิปันโน ฯลฯ จนจบ แล้วว่าคำสู่ขวัญกล่าวคำสู่ขวัญเสร็จมีการเอาน้ำอบน้ำหอมรดศีรษะ และผูกเขาด้วย ด้ายหรือฝ่าย ที่เขาหรือโคนหูควาย และ งัว ดังกล่าว คำสู่ขวัญควายและจั่ว โอกาสา โอกาสา เถิงกาละฤดูปีใหม่ เจ้าผู้ใหญ่ถ่ายราศีเถิงฤดูเดือนหก ฝนตกฟ้า ฮ้องฮ่ำ คนทำนาเขาจึงนำมายังมหิงสา พ่อโคและแม่โคควายแก้ว มาฮอดแล้วแฮกไฮไถนา เขาจึงเอาไม้ลักงัก มาใส่คอ เอาเชือกปอเข้าผูกบ่า เชือกฟาดผ่ากลางหลัง หัวไถเขาก็เกาะไว้แล้ว ควายแก้วแก่ดึงไป เจ้าไปเหล่าเขาผัดป้อยเจ้าหลายคำ เจ้าไปฮามเขาซ้ำผัดค่าเจ้า ย่างช้าเขาซ้ำผัดตี เจ้าก็อดขันตีไว้ หลายวันเลยลวดแล้วเขาจึงปล่อยควายแก้วเจ้าอยู่เปล่า เซาแฮงเถิงยามพอมีแฮงเขาเอามาคราดเป็น อาดหลาดดูดีขี้ไถฮีแหลกแล้ว ฝูงหมู่บ่าวและนารีสาวเขาจึงฟ้าวพากันถอนกล้าออกมาดำ หลายวันดำ เลยลวดแล้วเดือนสิบมาฮอดแล้ว เขาจึงปล่อยควายแก้วเจ้าอยู่เซามีแฮง มีศรีแสงบ่เศร้า ฝูงญาเจ้าหมู่ ซาวนาเขาจึงจัดเอามา ทีคา สะวะลาปุปผา ข้าวตอกและดอกไม้บุปผา ทั้งสุราและไก่ต้ม ทั้งหลายส้ม ข้าวต้มและเผือกมัน สัพพะสรรพ์มีทุกสิ่ง กล้วยอ้อยยิ่งนานามีอยู่สะพาดเขาจึงไปอาราธนาเอายัง อาจารย์มานั่ง มาสวดคูณขวัญว่า ศรี ๆ สิทธิพระพร มหาเกสรหอมห่วงเฮ้าข้าจักเชิญเอาขวัญพ่อโค แม่โคและมหิงสาหมู่เจ้าจงเข้ามาโฮมมาเยอขวัญเอย ขวัญเจ้าไปกินหญ้าอยู่เหล่าหัวนา
บทที่ ๓ ข้อมูลการศึกษา ๑. ประวัติบ้านโคกสว่าง หมู่ที่ ๒ บ้านโคกสว่าง ๑.๑ ข้อมูลสภาพทั่วไป ๑.๑.๑ ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน บ้านโคกสว่าง ตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ ครั้งแรก มี ๒ ครัวเรือน ของพ่อใหญ่พัน ทาสะโก และพ่อ ใหญ่โส เสนาวงศ์ ซึ่งมาจากบ้านสีออ สถานที่ตั้งเป็นที่โล่งกว้างขวาง พ่อใหญ่ผุน ทาสะโก พ่อพรม วงศ์สุริยา พ่อมี ศรีฑาพุฒ ได้พาลูกหลานย้ายมาจากบ้านสีออ มาตั้งบ้านเรือนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ครั้งแรก ยังไม่มีชื่อหมู่บ้านเป็นทางการ มีคนสมัยนั้นเรียกชื่อใหม่ ว่า “บ้านโนนขามป้อม” ตามภูมิประเทศ สังกัดบ้านสีออได้มาเมื่อ พ.ศ ๒๔๙๑ มีครัวเรือนพอที่จะตั้งบ้านเรือนได้จึงขอแยกหมู่บ้านจากบ้านสี ออ โดยนายอำเภอสมัยนั้นคือ นายเต็ม สุวรรณโพธิ์ศรี เป็นผู้จัดตั้งประกาศเป็นหมู่บ้านชื่อว่า บ้านโคก สว่าง หมู่ที่ ๒ ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี มีผู้ใหญ่บ้านคนแรกชื่อนายศรีทัศน์ ฮามคำ ฮัก จากเป็นภูมิประเทศที่กว้างขวางและเหมาะสมที่จะตั้งบ้านเรือน จึงมีชาวบ้านย้ายถิ่นฐานมาตั้งเพิ่ม เรื่อย ๆ ในปีพ.ศ ๒๕๒๔ จึงมีการขอแยกบ้านออกอีก ๑ หมู่คือ บ้านศรีสว่างวัฒนา ปัจจุบันบ้านโคก สว่างสังกัด หมู่ที่ ๒ บ้านโคกสว่างแบ่งเป็น ๖ คุ้มได้แก่ ๑. คุ้มจันทร์สว่าง ๒. คุ้มราษฎร์สามัคคี ๓. คุ้มศรีสุวรรณ ๔. คุ้มโสภาสถาพร ๕. คุ้มดวงสีทอง ๖. คุ้มสันติสุข ๑.๑.๒ พื้นที่ทั้งหมด บ้านโคกสว่าง มีเนื้อที่ทั้งหมด ๓.๑๕ ตารางกิโลเมตร (๑,๙๖๘.๗๕ ไร่) ๑.๑.๓ อาณาเขตติดต่อ บ้านโคกสว่าง ตั้งอยู่ในตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ห่างจากอำเภอกุมภวาปี ไปทางทิศเหนือ ๑๖ กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดอุดรธานี ไปทางทิศตะวันตก เฉียงเหนือ ๖๐ กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับ บ้านหนองกวาง หมู่ที่ ๔
๑๐๙ ทิศใต้ ติดต่อกับ บ้านแสงสว่าง ตำบลท่าลี่ ทิศตะวันออก ติดต่อกับ บ้านศรีสว่าง หมู่ที่ ๓ ทิศตะวันตก ติดต่อกับ บ้านโนนเขวา หมู่ที่ ๘ ๑.๑.๔ ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ ๑.๑.๔.๑ ลักษณะภูมิประเทศ สภาพพื้นที่ทั่วไปของบ้านโคกสว่างเป็นพื้นที่ราบ ลักษณะดินเป็นดินร่วนปนดินเหนียวเหมาะ แก่การทำการเกษตรกรรมพืชสวน พืชไร่และพืชไร่นาสวนผสม ๑.๑.๔.๒ ลักษณะภูมิอากาศ สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปของบ้านโคกสว่าง มีสภาพร้อนแห้งแล้งและมีสภาวะฝนทิ้งช่วงเป็น เวลานานสภาพอากาศแยกได้ดังนี้ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-มกราคม ๑.๑.๕ การคมนาคม/สาธารณูปโภค ชาวบ้านใช้ถนนสายกุมภวาปี- ท่าลี่เป็นสายหลักในการสัญจรโดยระยะทางจาก หมู่บ้านถึงที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลสีออประมาณ ๖ กิโลเมตร ถนนภายในหมู่บ้าน มีการสัญจรที่สะดวก ซึ่งเป็นถนนคอนกรีต บ้านโคกสว่างมีน้ำประปา ไฟฟ้าใช้ทุกครัวเรือน มี ร้านค้าสหกรณ์ประจำหมู่บ้าน ๑ แห่ง ร้านค้าภายในหมู่บ้าน ๓ แห่ง มีหอกระจายข่าว ๑ แห่ง มีโรงเรียนในหมู่บ้าน ๑ แห่ง ๑.๑.๖ แผนที่หมู่บ้าน ภาพที่ ๓.๑ แผนที่ทางกายภาพบ้านโคกสว่าง
๑๑๐ ๑.๒ ข้อมูลสภาพทางสังคม ๑.๒.๑ จำนวนประชากร บ้านโคกสว่าง หมู่ที่ ๒ ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี มีจำนวน ครัวเรือนทั้งหมด ๑๒๐ ครัวเรือน มีประชากรทั้งหมด ๕๖๙ คน แยกเป็นชาย ๒๘๕ คน หญิง ๒๘๔ คน มีผู้สูงอายุ (อายุ ๖๐ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป) จำนวนทั้งสิ้น ๕๑ คนแยกเป็นชาย ๒๒ คน หญิง ๓๑ คน คนพิการรวมทั้งสิ้น ๑๔ คน แยกเป็นชาย ๑๐ คนหญิง ๔ คน ๑.๒.๒ การศึกษา บ้านโคกสว่าง มีโรงเรียนในหมู่บ้าน ๑ แห่ง คือโรงเรียนบ้านสีออสว่างราษฎร์สามัคคี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต ๒ โดยเปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ ระดับชั้น อนุบาลมัธยมศึกษาตอนต้น ปัจจุบันมี นายพิชิต ลุนสะแกวงษ์ เป็นผู้อำนวยการ โรงเรียน ๑.๒.๓ วัฒนธรรม ประเพณีและความเชื่อ วัดศรีมงคล บ้านสีออ เป็นวัดที่มีความสำคัญและเป็นศูนย์รวมใจของคนในชุมชน เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมที่สำคัญทางศาสนา ซึ่งเป็นที่ชาวบบ้านโคกสว่าง ได้ไปใช้ประกอบ พิธีกรรมร่วมกับชาวบ้านสีออและหมู่บ้านใกล้เคียง ส่วนใหญ่ชาวบ้านสามแยกนับถือศาสนาพุทธ นิยม ไปทำบุญวันสำคัญทางศาสนามีการเข้าวัดฟังธรรม มีการทำบุญแจกข้าวจะทำให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว การทำบุญเฮือน (ทำบุญบ้าน) การทำบุญซำฮะ (บุญชำระ) เป็นการทำบุญเพื่อชำระล้างสิ่งไม่ดี เป็น การปัดเป่าความชั่วร้ายให้ออกไปจากหมู่บ้าน ประเพณีแต่งงาน จะนิยมแต่งงานในเดือนคู่ ส่วนมาก แล้วจะเป็นเดือน ๔ เดือน ๖ เดือน ๑๒ ส่วนความเชื่อของชาวบ้านยังคงมีความเชื่อในเรื่องผี วิญญาณ ไสยศาสตร์ บุญ - บาป เวรกรรม และความเชื่อในเรื่องโชคลาง พิธีสะเดาะเคราะห์เมื่อชาวบ้านเกิดการเจ็บป่วยอย่าง รุนแรง หรือเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คิดว่าตนเองกำลังจะมีเคราะห์กรรมจึงยังทำกันอยู่ ส่วนข้อห้ามต่างๆ นั้นเริ่มผ่อนปรนลงและบางอย่างเล็กน้อยก็เลิกปฏิบัติกัน แต่มีข้อห้ามที่ยังคงปฏิบัติกันอยู่ มีค่านิยม และความเชื่อการรักษา ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันซึ่งเป็น การปฏิบัติตนตามประเพณีฮีตสิบสองคลองสิบสี่
๑๑๑ ปราชญ์ชาวบ้าน ๑. หมอพราหมณ์ ได้แก่ ๑.๑ นายทองคำ มะโนศิลป์ ๑.๒ นายสำราญ ทาสะโก ๒. ทำบายศรี ได้แก่ ๒.๑ นางละมัย พิลาหา ๒.๒ นางภู แสงจักร ๒.๓ นางบุญนำ วิบูลย์กุล ๓. มัคทายก ได้แก่ ๓.๑ นายสุวรรณ วิบูลย์กุล ๓.๒ นายถวิล แสงธิมา ๔. จักสาน ได้แก่ ๔.๑ นายพรม ทาสะโก ๔.๒ นายกรม ทาสะโก ๕. ทอผ้า ได้แก่ ๕.๑ นางเสงี่ยม ทาสะโก ๕.๒ นางสมใจ อุดมพันธ์ ๕.๓ นางแสงจันทร์ วงศ์วิชัย ๕.๔ นางไพรวรรณ ศรีจุมพล ๖. งานช่าง ได้แก่ ๖.๑ นายวันชัย ศิริกังวาล ๖.๒ นายโทรี่ ทาสะโก ๖.๓ นายนิคม แก้วดวงดี ความเชื่อ ๑. ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก เนื่องจากเป็นที่ของคนตาย ๒. ห้ามใส่ชุดดำไปเยี่ยมคนป่วย ๓. ห้ามเผาศพได้แก่วัน วันพุธ วันศุกร์ วันปากเดือน (ขึ้น ๑ ค่ำ) วันโกน (ก่อนวันพระ) วันพระและวันเข้าพรรษา ๔. วันพระห้ามนำฟืนผ่านหรือเข้ามาในหมู่บ้าน ห้ามเปิดเล้า ห้ามฆ่าสัตว์ และชาวบ้าน ว่างเว้นจากการทำงาน
๑๑๒ ๑.๓ ข้อมูลสภาพทางเศรษฐกิจ ๑.๓.๑ การประกอบอาชีพหลัก/ครัวเรือน ๑.๓.๑.๑ อาชีพ เกษตรกร จำนวน ๙๕ ครัวเรือน ๑.๓.๑.๒ อาชีพ รับราชการ จำนวน ๑๐ ครัวเรือน ๑.๓.๑.๓ อาชีพ ค้าขาย จำนวน ๓ ครัวเรือน ๑.๓.๑.๔ อาชีพ รับจ้างทั่วไป จำนวน ๑๒ ครัวเรือน ๑.๓.๒ การประกอบอาชีพเสริมหรืออาชีพรอง ๑.๓.๒.๑ อาชีพเย็บผ้า จำนวน ๓ ครัวเรือน ๑.๓.๒.๒ อาชีพชีพตัดผม/เสริมสวย จำนวน ๔ ครัวเรือน ๑.๓.๓ ผู้ว่างงาน กลุ่มอายุ ๑๓-๑๘ ปี จำนวน ๔๐ คน กลุ่มอายุ ๑๙-๒๔ ปี จำนวน ๑๐ คน กลุ่มอายุ ๒๕ ปีขึ้นไป จำนวน ๑๕ คน ๑.๓.๔ จำนวนกลุ่มกิจกรรมอาชีพ/กองทุนหมู่บ้าน - กลุ่มสาธิตการตลาด มีสมาชิกทุกครัวเรือน - กลุ่มเลี้ยงสุกร มีสมาชิก ๓๐ คน - กลุ่มเลี้ยงโค มีสมาชิก ๕ คน - กลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ มีสมาชิก ๓๐ คน - กลุ่มเกษตรพอเพียงต้นแบบ มีสมาชิก ๓๐ คน - กลุ่มอสม. มีสมาชิก ๙ คน - กลุ่มสตรี มีสมาชิก ๓๐ คน - กลุ่ม อปพร. มีสมาชิก ๖ คน - กองทุนแม่ของแผ่นดิน มีสมาชิก ๗๐ คน - กองทุนฌาปนกิจครัวเรือน ๑.๓.๕ ข้อมูลความต้องการพัฒนาฝีมือแรงงานของคนในหมู่บ้าน - ช่างเย็บผ้า จำนวน ๔๕ คน - ช่างตัดผม/เสริมสวย จำนวน ๓๐ คน
๑๑๓ ๑.๔ ข้อมูลสภาพทางการบริหาร/การปกครอง ๑.๔.๑ รายชื่อผู้ใหญ่บ้านโคกสว่าง ที่ ชื่อ-นามสกุล ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง ๑ นายศรีทัศน์ ฮามคำฮัก ๒๔๙๑-๒๕๐๒ ๒ นายจันทร์ ทาสะโก ๒๕๐๓-๒๕๓๐ ๓ นายกรม ทาสะโก ๒๕๓๑-๒๕๔๐ ๔ นายสำราญ ทาสะโก ๒๕๔๑-๒๕๔๗ ๕ นายมงคล คำพุก ๒๕๔๘-๒๕๕๓ ๖ นายจิระยุทธ ทาสะโก ๒๕๕๔-๒๕๕๘ ๗ นายเทิดทูล ลุนสะแกวงษ์ ๒๕๕๙-๒๕๖๓ ๘ นายคำพอง วงษาลี ๒๕๖๔-ปัจจุบัน ตารางที่ ๓.๑ รายชื่อผู้ใหญ่บ้านโคกสว่าง ๑.๔.๒ รายชื่อคณะกรรมการหมู่บ้านโคกสว่าง ที่ ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง ๑ นายคำพอง วงษาลี ผู้ใหญ่บ้าน ๒ นายเสริม มะโนมัย ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคนที่ ๑ ๓ นางสาวอัจฉรา อินทิเสน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคนที่ ๒ ๔ นางสุนีย์ แก้วตวงดี เหรัญญิก ๕ นายสำราญ ทาสะโก สมาชิก อบต. ๖ นายเทิดทูล ลุนสะแกวงษ์ สารวัตรกำนัน ๗ นายสังเวียน วงศ์วิชัย อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน(อปพร.) ๘ นางวัชรีพร วิบุญกุล กรรมการ ๙ นางเสงี่ยม ทาสะโก กรรมการ ๑๐ นายสมหวัง บุญรอด กรรมการ ๑๑ นายสมชัย ศรีจุมพล กรรมการ ๑๒ นางมุกดา เทอำรุง กรรมการ ๑๓ นายสมศรี พิลาหา กรรมการ ๑๔ นายเสถียร วงศ์สุริยา กรรมการ ๑๕ นายปรีชา แสงธิมา กรรมการ
๑๑๔ ที่ ชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง ๑๖ นายทองม้วน ศรีเคนา กรรมการ ตารางที่ ๓.๒ รายชื่อคณะกรรมการหมู่บ้านโคกสว่าง ส่วนที่ ๒ การวิเคราะห์ข้อมูล ๒.๑ การวิเคราะห์ปัจจัยภายในหรือสภาพแวดล้อมภายในจะทำให้หมู่บ้านทราบถึงความสามารถหรือ ความเป็นตัวตนของหมู่บ้าน ๑. จุดอ่อน คือ ลักษณะหรือข้อด้อยของหมู่บ้านเมื่อเทียบกับหมู่บ้านอื่น มีดังนี้ ๑.๑ รายได้ของครัวเรือนไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ๑.๒ เด็กและเยาวชนในหมู่บ้านส่วนใหญ่นิยมตามกระแสวัฒนธรรมต่างชาติ เพิ่มมากขึ้น ๑.๓ ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม เช่นดินขาดคุณภาพสารอาหารแข็งตัวทำให้พืช ต่างๆอาหารไม่ได้ เกษตรกร ต้องหาธาตุอาหารต่างๆ ช่วยบำรุงพืช ๑.๔ ประชาชนในหมู่บ้านขาดความรู้เรื่องประชาธิปไตยไม่กล้าแสดงออกในที่ ประชุมเนื่องจากตัวผู้อื่นไม่ชอบ ไม่พอใจที่จะนำเสนอผลงานนั้น ๑.๕ มีแหล่งน้ำไม่เพียงพอสำหรับทำการเกษตร เนื่องจากขาดระบบชลประทาน ทำให้พืชไร่มีปัญหาในกรณีฝนทิ้งช่วง ๑.๖ ในช่วงฤดูฝนประชาชนในหมู่บ้านต้องพบกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรค ไข้เลือดออก ๒. จุดแข็ง คือ ศักยภาพความสามารถหรือข้อเด่นของหมู่บ้านเมื่อเทียบกับหมู่บ้านอื่น มีดังนี้ ๒.๑ ประชาชนส่วนใหญ่ของหมู่บ้านมีการดำเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง ๒.๒ เด็กและเยาวชนของหมู่บ้านส่วนใหญ่มีความกระตือรือร้นและเอาใจใส่ใน การศึกษา ๒.๓ หมู่บ้านมีผู้นำชุมชนที่มีความมุ่งมั่น มีจิตสาธารณะและเสียสละอุทิศตน เพื่อ พัฒนาหมู่บ้านให้มีความเข้มแข็งและประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ๒.๔ ระบบสาธารณูปโภคของหมู่บ้านโดยส่วนใหญ่มีความพร้อม ๒.๕ ประชาชนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการ ใช้ชีวิตในช่วงโรคระบาด covid-19 โดยมีการสวมเเมสทุกครั้งก่อนออกจากบ้านและล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ ๒.๖ มีโรงงานรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร ที่ทำให้คนในชุมชนมีความสะดวกต่อการ ขายผลผลิตทางการเกษตร
๑๑๕ ๒.๗ ในหมู่บ้านมีระบบการรักษาความปลอดภัย โดยมีการจัดเวรยามเฝ้าดูแล ๒.๘ คนในหมู่บ้านมีการปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวด ๒.๒ การวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกหรือสภาพแวดล้อมภายนอกจะทำให้หมู่บ้านทราบถึงโอกาสและ อุปสรรคการทำงานของหมู่บ้าน ๑. โอกาส คือ สิ่งที่จะเป็นประโยชน์หรือทำให้การดำเนินงานของหมู่บ้านเหนือหมู่บ้านอื่น มี ดังนี้ ๑.๑ นโยบายของรัฐให้ความสำคัญและเปิดโอกาสในการส่งเสริม สนับสนุน กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อการแก้ปัญหาความยากจนแบบบูรณาการ โดยยึดหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ๑.๒ รัฐบาลกำหนดให้มีการพัฒนาสินค้า OTOP เป็นนโยบายเร่งด่วนและสำคัญ ๑.๓ นโยบายรัฐบาลมีนโยบายในการสนับสนุนเงินทุนให้กับหมู่บ้านในรูปของกทบ. และกองทุนสตรี ๒. อุปสรรค คือ ข้อจำกัดศักยภาพความสามารถหรือข้อเด่นของหมู่บ้านเมื่อเทียบกับ หมู่บ้านอื่น มีดังนี้ ๒.๑ ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ๒.๒ การเลือกตั้งเป็นตัวสร้างปัญหาของความแตกแยกของกลุ่มคนในหมู่บ้านตามมา ๒.๓ การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐมีความไม่ต่อเนื่องและมีการเปลี่ยนแปลง และแน่นอน ๒.๔ วิสัยทัศน์ “คนบ้านโคกสว่าง อยู่ดีมีสุข อย่างยั่งยืน ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ๒.๕ ยุทธศาสตร์ ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๑ การพัฒนาอาชีพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามแนวปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๒ การพัฒนาแบบมีส่วนร่วม ๒. ขนบธรรมเนียมประเพณี ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวบ้านโคกสว่าง ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวังอุดรธานี เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งนี้เกิดจากความเชื่อ สภาพทางจิตใจ และ สภาพความรู้สึกนึกคิดของชาวบ้าน อันเป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่โบราณกาล ที่ได้ประกอบพิธีและ กิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ๑๒ ประการ คือ
๑๑๖ ๒.๑ บุญเข้ากรรม คือ ภิกษุต้องสังฆาทิเสส ต้องอยู่กรรมถึงจะพ้นได้นิยมทกันในเดือนอ้าย เดือน ๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย โยมจะไปเข้ากรมด้วยก็ได้ เพื่อหวังเอาบุญเอากุศลหรือไม่ก็หาดอกไม้ ธูปเทียน ไปถวายพระก็จะได้ผลานิสงส์เช่นกัน ๒.๒ บุญคูณลานหรือบุญกุ้มข้าวใหญ่ นิยมทำกันในเดือนยี่หรือเดือนสอง บุญคูณลาน หรือ บุญเดือนยี่ เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวบ้านโคกสว่าง หลังจากที่ทำนาเสร็จแล้วชาวบ้านโคกสว่างจะมี ประเพณีทำบุญร่วมกันอีกประเพณีหนึ่งคือ บุญคูณลาน เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าวในลานของตน วิธี ทำบุญคูณลานก่อนที่จะทำบุญคูณลาน บรรพบุรุษได้ผูกกลอนเป็นผะหยา ไว้ว่า “เถิงฤดูเดือนยี่มา ฮอดแล้ว ให้นิมนต์พระสงฆ์องค์เจ้ามาตั้งสวดมุงคุณเอาบุญคูณข้าว เข้าป่าหาไม้เฮ็ดหลัว อย่าได้ไลลืม ถิ่มฮีตเก่าคองเดิมเฮาเด้อ” หมายความว่า เมื่อถึงเดือนยี่ให้นิมนต์พระสงฆ์มาสวดมงคลทำบุญคูณลาน ข้าวให้ไปเก็บเกี่ยวในป่ามาทำฟืน หรือเชื้อเพลิงอย่าได้ละลืมประเพณีดั้งเดิมของเรา ก่อนที่จะถึงวันที่ ขนข้าวขึ้นยุ้ง เข้าภาพจะบอกบุญไปยังญาติพี่น้องให้มาร่วมกันฟังพระพุทธมนต์เย็น (สวดมนต์เย็น) ก่อนที่จะถึงวันทำบุญหนึ่งวัน การนิมนต์พระก็นิยมนิมนต์ตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป มาสวดมนต์เย็นที่ลานข้าว ในตอนเช้าของวันขนข้าวขึ้นยุ้ง ฉาง เล้า เจ้าภาพจะทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารเช้า แด่พระสงฆ์ หลังจากเสร็จพิธีพระสงฆ์ก็จะประพรมน้ำมนต์แก่เจ้าภาพ น้ำมนต์ที่เหลือเจ้าภาพก็จะนำไปโปรดที่นา เพื่อให้ข้าวงอกงาม ในปีต่อ ๆ ไป ทำนาได้ผลทวีคูณขึ้นไปเรื่อย ๆ ๒.๓ บุญข้าวจี่หรือบุญมาฆบูชา นิยมทำกันในเดือนที่ ๓ ขึ้น ๑๕ ค่ำ คนเฒ่าคนแก่ในสมัย โบราณจะพูดเป็นผะหยาล้อเลียน หยอกล้อสามเณร มูลเหตุแห่งการทำบุญข้าวจี่เป็นเวลาที่ชาวบ้าน โคกสว่างหมดภาระจากการทำงานขึงร่วมกันทำข้าวจี่ถวายพระสงฆ์วิธีทำบุญข้าวจี่ การทำบุญข้าวจี่ใช้ เวลาในการทำวันเดียวชาวบ้านโคกสว่างก็จะมีการประชุมตกลงกำหนดวัน พอได้วันที่แน่นอนชาวบ้าน ก็จะส่งตัวแทนซึ่งเป็นมรรคทายกหรือผู้สูงอายุ ไปนิมนต์พระที่วัดจอมแจ้งมาร่วมทำบุญด้วย ตอนเย็น ก่อนจะถึงวันงานชาวบ้านจะร่วมกันฟังพระสงฆ์สวดชัยมงคลที่วัดจอมแจ้ง และเตรียมหมาก พลู บุหรี่ มวน ถวายพระในวันรุ่งขึ้น เมื่อถึงวันทำบุญชาวบ้านจะตื่นแต่เช้านำข้าวจี่มาตักบาตร เสร็จแล้ว ร่วมกันถวายภัตตาหาร คาว หวาน เมื่อพระฉันท์เสร็จแล้วจะเทศนาโปรดหนึ่งกัณฑ์เป็นเสร็จพิธี ๒.๔ บุญมหาชาติหรือบุญพระเวส นิยมทำกันในเดือน ๔ เมื่อถึงเดือนสี่ข้างแรม พระภิกษุ ต่างตั้งตาคอยบุญพระเวส สาเหตุที่ตั้งตาบุญพระเวสคือ ในเดือนที่ ๔ เป็นวาระของพระภิกษุสงฆ์ จะ ได้เทศนามหาชาติคาถาพันโปรดสาธุชน หลังจากได้ฝึกฝนการเทศน์มาเป็นเวลานาน พระภิกษุสงฆ์ บางรูปฝึกเทศน์มหาชาติเป็นเวลานานได้อย่างไพเราะ วิธีการทำบุญผะเหวด (พระเวส) เมื่อชาวบ้านได้ ตกลงกันว่าจะทำบุญพระเวสในวันไหนพวกผู้หญิงก็จะพากันไปเตรียมดอกไม้ป่า เช่น ดอกจาน (ดอก ทองกวาว) ดอกเปือย (ดอกตะแบก) ดอกกุง (ดอกเต็ง) และดอกฮัง (ดอกรัง) เอามาตากแดด ให้แข็ง เพื่อจะได้จัดเป็นดอกไม้บูชาตามคำสั่งของบรรพบุรุษ
๑๑๗ ๒.๕ บุญตรุษสงกรานต์เป็นบุญสรงน้ำ ก่อพระทราย ชาวบ้านเรียกว่า ตบปั้นทราย หรือ ตบ ปะทาย ก่อเจดีย์ทราย ปล่อยสัตว์ ปล่อยนก ปล่อยปลา นิยมทำกันในเดือนที่ ๕ วิธีการทำบุญ สงกรานต์เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในสมาชิกครอบครัวหรือชุมชน แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมวงกว้าง ประเพณีดั้งเดิมจึงมีการใช้น้ำเป็นองค์ประกอบหลักในพิธีใช้รดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการสรงน้ำ พระเพื่อเป็นสิริมงคล ทำบุญตักบาตรไหว้พระ การขนทรายเข้าวัด การก่อกองทราย และขอพร จาก ผู้ใหญ่รำลึกถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ สังคมไทยสมัยใหม่เกิดประเพณีกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์และ นับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว ๒.๖ บุญบั้งไฟ หรือบุญบ้องไฟ การบุญบั้งไฟ เกิดจากความเชื่อของชาวบ้านผักหนามว่า เทพเจ้าจะสามารถดลบันดาลให้ข้าวปลาอาหารพืชผลในท้องนาของตนอุดมสมบูรณ์ได้ เทพเจ้า องค์ นั้นคือ พระยาแถน พระยาแถนเป็นเทพดา ผู้ที่ควบคมฝนฟ้าให้ตกถูกต้องตามฤดูกาล ถ้าได้ที่การเซ่น สรวงบูชาให้พระยาแถนท่านพอใจแล้ว ท่านก็จะบันดาลให้ฝนตก ให้การทำนาในปีนั้น ได้ผลบริบูรณ์ดี แล้วข้าวปลาอาหารก็อุดมสมบูรณ์ด้วย วิธีการทำบุญบั้งไฟ พอถึงวันโฮม วันรวมบุญ ส่วนใหญ่มักจะ เริ่มทำบุญกันในวันหยุดราชการ เพื่อจะให้บุตรหลานและญาติ ๆ ที่รับราชการ ได้ไปร่วมทำบุญด้วย เริ่มจากการตีกลองโฮม เพื่อให้ชาวบ้านนำบั้งไฟไปรวมกันหรือไปโฮมกันหลังจากที่ท่านฉันท์ภัตตาหาร เข้าเสร็จ โดยลำดับพิธีดังนี้ ขั้นตอนที่ ๑ ชาวบ้านจะร่วมกันทำบุญ ถวายภัตตาหารเช้าพระภิกษุสามเณร ขั้นตอนที่ ๒ หลังจากท่านฉันท์ภัตตาหารเช้าเสร็จ กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง จาก กรรมการหมู่บ้านจะเริ่มลงบัญชีลงทะเบียนบั้งไฟจากกลุ่มต่าง ๆ จากหมู่บ้านต่าง ๆ ขั้นตอนที่ ๓ ช่วงบ่ายจะเริ่มแห่บั้งไฟ ในวันนั้นจะมีการประกวดขบวนแห่ประกวด การประดับประดา หรือการเอ้บั้งไฟ เป็นการแสดงออกถึงการร่วมพลังการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ขบวนแห่แต่ละขบวนจะมีการฟ้อนรำอย่างสวยงาม มีการแต่งตัวเป็นแบบต่าง ๆ ตามตำนาน ผาแดง นางไอ่ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงภาพชีวิตของชาวบ้านผักหนาม ความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ผักหนามที่ แท้จริง ๒.๗ บุญซำฮะหรือบุญเบิกบ้าน สำหรับชาวบ้านผักหนามจะเริ่มจากการเลี้ยงปู่ตา (เลี้ยง บ้าน) และมีการตั้งบุญคุณบ้าน ๓ คืน เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลส่งไปให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เพราะเมื่อปู่ตามีชีวิตอยู่นั้น ได้สร้างคุณงามความดีให้กับลูกหลานและสังคมไว้อย่างมาก วิธีการ ทำบุญซำฮะ การเลี้ยงปู่ตาจะทำกันเป็นประเพณี โดยกระทำพร้อมกันทั้งหมู่บ้านโดยกำหนดเวลา ระหว่าง เดือน ๖-๗ โดยชาวบ้านผักหนามจะเลี้ยงปู่ตา ก่อนตาแฮก สถานที่เลี้ยงปู่ตาคือศาลา กลางบ้าน นิมนต์พระมาเจริญพระพุทธมนต์เป็นเวลา ๓ คืน ในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นชาวบ้านจะพากัน ไปร่วม ทำบุญตักบ้านที่ศาลากลางบ้านพร้อมกับทำกระทงสามเหลี่ยมหรือกระทงหน้างัว มีข้าวดำข้าว
๑๑๘ แดง หมากเมี่ยง บุหรี่ อาหาร นำมาให้พระท่านสวดชัยมงคลคาถา เป็นการสะเดาะเคราะห์ ไล่สิ่ง เสนียดจัญไรไปจากครอบครัว ๒.๘ บุญเข้าพรรษา แห่เทียนพรรษา บุญวันอาสาฬหบูชา ชาวบ้านผักหนามนิยมทำกัน ใน เดือน ๘ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันอาสาฬหบูชา และวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันเข้าพรรษา วิธีการทำบุญเข้าพรรษา ชาวบ้านผักหนามส่วนใหญ่ที่เป็นชาวพุทธจะนิยมไปทำบุญตักบาตร ในตอน เช้าหรือไม่ก็จัดหาอาหารคาวหวานไป ทำบุญฟังเทศน์ที่วัด ในตอนบ่ายฟังพระแสดงธรรมเทศนาและ ในตอนกลางคืนจะพากันนำดอกไม้ธูปเทียน ไปวัดเพื่อชุมนุมกัน ทำพิธีเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ พร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ ๒.๙ บุญข้าวประดับดิน ชาวบ้านโคกสว่าง จังหวัดอุดรธานีจะนิยมทำกันในช่วงเดือน ๙ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ เดือน ๙ ดับ คือเดือน ๙ แรม ๑๕ ค่ำนั่นเอง วิธีการทำบุญข้าวประดับดิน ซึ่งบุญ ข้าวประดับเป็นการห่อข้าวและของคาวหวานพร้อมทั้งจีบหมากพลู มวนบุหรี่ ห่อด้วย ใบตองกล้วย แล้วนำไปไว้ในพื้นดิน ๒.๑๐ บุญข้าวสาก ชาวบ้านผักหนามจะนิยมทำกันในเดือน ๑๐ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ก่อนจะถึงวัน ทำบุญข้าวสาก ชาวบ้านจะพากันคั่วข้าวเปลือก บ้านผักหนามเรียกว่าคั่วข้าวตอกแตก วิธีการทำบุญ ข้าวสากเตรียมทำข้าวสากหรือข้าวกระยาสาด วันทำบุญคือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ตอนเช้าชาวบ้าน จะพร้อมกันทำบุญตักบาตรพร้อมกันที่วัดจอมแจ้ง ฟังพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์ เป็นต้น ๒.๑๑ บุญออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ของชาวพุทธ พระสงฆ์แสดงอาบัติ ทำการปวารณาคือ การเปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ต่อมาเจ้าอาวาสหรือพระผู้ใหญ่จะให้ โอวาทเตือนพระสงฆ์ให้ปฏิบัติตนอย่างผู้ทรงศีล พอตกกลางคืนจะมีการจุดประทีปโคมไฟนำไปแขวน ไว้ตามต้นไม้ในวัดหรือตามริมรั้ววัด ชาวบ้านจะมีการไปทำบุญตักบาตรรวมถึง การไปฟังเทศน์ที่วัด จอมแจ้ง ๒.๑๒ บุญมหากฐิน บุญกฐินของชาวบ้านผักหนามจะเริ่มขึ้นในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ไป สิ้นสุดในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ บุญกฐินที่จัดขึ้นจะได้รับความสนใจจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้คนในชุมชนส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนจึงมีความเลื่อมใสศรัทธาทำบุญกันไปตาม
๑๑๙ ๓. ประวัติผู้ให้ข้อมูล ๓.๑ ประวัติหมอสู่ขวัญ ภาพที่ ๓.๒ พ่อทองคำ มะโนศิลป์ ชื่อ – นามสกุล นายทองคำ มะโนศิลป์ ชื่อเล่น โม อายุ ๗๕ ปี เพศ ชาย ศาสนา พุทธ เชื้อชาติ ไทย สัญชาติ ไทย เบอร์โทร ๐๘๗๙๐๖๘๐๘๘ ที่อยู่ บ้านเลขที่ ๗๕ หมู่ที่ ๒ ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์ ๔๑๑๑๐ ประกอบอาชีพ เกษตรกร ประวัติการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
๑๒๐ ๓.๒ ประวัติลูกศิษย์หมอสูดขวัญ ภาพที่ ๓.๓ พ่อสำราญ ทาสะโก ชื่อ – นามสกุล นายสำราญ ทาสะโก ชื่อเล่น สำราญ อายุ ๖๖ ปี เพศ ชาย ศาสนา พุทธ เชื้อชาติ ไทย สัญชาติ ไทย เบอร์โทร ๐๙๘๖๔๐๘๙๐๕ ที่อยู่ บ้านเลขที่ ๔๐ หมู่ที่ ๒ ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์ ๔๑๑๑๐ ประกอบอาชีพ เกษตรกร ประวัติการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔
๑๒๑ ๓.๓ ประวัติผู้รับการสะเดาะเคราะห์(แต่งแก้) ภาพที่ ๓.๔ นางยุธยา สารยศ ชื่อ – นามสกุล นางยุธยา สารยศ ชื่อเล่น แดง อายุ ๕๙ ปี เพศ หญิง ศาสนา พุทธ เชื้อชาติ ไทย สัญชาติ ไทย เบอร์โทร - ที่อยู่ บ้านเลขที่ ๔๓ หมู่ที่ ๒ ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์ ๔๑๑๑๐ ประกอบอาชีพ เกษตรกร ประวัติการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔
๑๒๒ ๓.๔ ประวัติผู้ใหญ่บ้านโคกสว่าง ภาพที่ ๓.๕ นายคำพอง วงษาลี ชื่อ – นามสกุล นายคำพอง วงษาลี ชื่อเล่น พอง อายุ ๕๕ ปี เพศ ชาย ศาสนา พุทธ เชื้อชาติ ไทย สัญชาติ ไทย เบอร์โทร ๐๙๓๖๘๐๒๖๑๖ ที่อยู่ บ้านเลขที่ ๑๔๖ หมู่ที่ ๒ ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์ ๔๑๑๑๐ ประกอบอาชีพ ผู้ใหญ่บ้าน ประวัติการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔
๑๒๓ ๓.๕ ประวัติผู้ทำบายศรี ภาพที่ ๓.๖ นางสุนีย์ มะโนศิลป์ ชื่อ – นามสกุล นางสุนีย์ มะโนศิลป์ ชื่อเล่น ดา อายุ ๗๒ ปี เพศ หญิง ศาสนา พุทธ เชื้อชาติ ไทย สัญชาติ ไทย เบอร์โทร ๐๘๗๙๐๖๘๐๘๘ ที่อยู่ บ้านเลขที่ ๗๕ หมู่ที่ ๒ ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี รหัสไปรษณีย์ ๔๑๑๑๐ ประกอบอาชีพ เกษตรกร ประวัติการศึกษา สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔
๑๒๔ ๔. ที่มาของความรู้หมอสูดขวัญ หมอสูดขวัญ ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านโคกสว่าง ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ได้ เรียนรู้วิชามนต์คาถาการทำพิธีกรรมต่าง ๆ โดยมีที่มาดังนี้ ๔.๑ เรียนรู้จากครูหรืออาจารย์ เรียนรู้จากผู้เป็นครูหรืออาจารย์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีวิชาและมนต์คาถาในการประกอบพิธีกรรม เป็น ที่เชื่อถือและเคารพของผู้คน การถ่ายทอดคาถา กลวิธีการสูดขวัญ ธรรมเนียมการคะลำหรือข้อปฏิบัติ ในลักษณะนี้ เป็นการถ่ายทอดเชื้อสาย เกิดจากความศรัทธาของตัวบุคคลแล้วจึงขอติดตามและมอบ ตัวเป็นศิษย์ ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้เป็นครูอาจารย์ว่าสมควรถ่ายทอดหรือไม่ เนื่องจากบุคคล ที่มาขอติดตามและมอบตนเป็นศิษย์นั้นไม่ใช่เชื้อสายของตนแต่เป็นบุคคลทั่วไปนั่นเอง ซึ่งเมื่อครู ถ่ายทอดวิชาให้แล้วก็จะช่วยแนะนำสั่งสอนและฝึกปฏิบัติจนศิษย์เกิดความชำนาญและนำไปใช้ในการ ประกอบพิธีกรรมได้ ๕. ภาษาที่ปรากฏใช้ในคำกล่าวและคาถา คำกล่าวก่อนเริ่มบทสวด การกล่าวถึงอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นการพูดร้องบอกกล่าวถึงสิ่ง หรือ ภาวะที่เชื่อว่ามีอำนาจเหนือธรรมชาติ ซึ่งสามารถบันดาลให้เป็นไปหรือให้สำเร็จได้ดังปรารถนานั้น ได้ รับรู้ทราบร่วมเป็นพยานในพิธีกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในลำดับต่อ ๆ ไป รวมถึงคาถาอาคมนับว่าเป็น สิ่งสำคัญในพิธี ซึ่งภาษาปรากฏใช้ในคำกล่าวและคาถาของหมอสูดขวัญบ้านโคกสว่างมีดังนี้ ๕.๑ ภาษาอีสาน คำกล่าวและมนต์คาถาที่หมอสูดขวัญบ้านโคกสว่าง ตำบลสีออ อำเภอกุมภวาปี จังหวัด อุดรธานี ใช้ในการประกอบพิธีกรรมเพื่อสูดขวัญหรือทำขวัญ ล้วนแล้วแต่เป็นภาษาอีสานทั้งสิ้น อย่างเช่นการกล่าวบทนมัสการนอบน้อมบูชาพระพุทธเจ้าที่ว่า “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)” หรือคำกล่าวก่อนจะทำพิธีสูดขวัญธรรมดาของนายทองคำ มะโนศิลป์ ที่ กล่าวว่า “ศรีศรีสิทธิพระพร บวรวิเศษ อติเรกเตโช ชัยมังคลาดิเรก อเนกสวัสดี ไมตรีจงมีแก่ท้าวพญา เสนาอำมาตย์ศรีธาตุราชกุมาร ให้อยู่สุขสำราญ ตราบต่อเท่าภริยา ทั้งบุตตาแลลูกเต้า ขอให้ได้เป็นเจ้า เป็นใหญ่แก่กว่าคนทั้งหลาย คีงสำบายบางล้ำเลิศ ข้าแก้วเกิดกลางโฮงทั้งรี้พลแลไพร่น้อย อายุค้อย จากชีวัง ขอให้มีอายุยืนยาวบ่น้อย ขอให้ได้ฮอดฮ้อยเก้าขวบเนานาน ฝูงหมู่ศัตรูมารอย่ามาเบียดบังได้ ขอให้พระแก่นไท้มาตรัสส่องสรญาณ ลงมาโจมขวัญหลานเจ้าให้ใหญ่สูง ลงมาจูงขวัญหลานเจ้าขึ้นให้ กว้าง” เป็นต้น จะสังเกตได้ว่าภาษาที่ปรากฏใช้ในคำกล่าวนี้เป็นภาษาอีสานทั้งหมด ซึ่งคำกล่าวนี้มี
๑๒๕ การเปลี่ยนแปลงของภาษามาจากภาษาบาลี ซึ่งอาจมีบางคำที่เปลี่ยนแปลงมาจากภาษาขอมปะปนอยู่ ด้วย ๖. อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการทำพิธีสูดขวัญ ภาพที่ ๓.๗ การทำพิธีสูดขวัญ พิธีสูดขวัญ คือ การประกอบพิธีกรรมทางศาสนาผี และศาสนาพราหมณ์ โดยมีพราหมณ์ หรือหมอสูดขวัญเป็นสื่อกลางในการเรียกขวัญ เพื่อเรียกขวัญที่หายไป หรือเป็นการใช้จิตวิทยาการ เรียกขวัญกำลังใจ ให้มีสติในการใช้ชีวิตประจำวัน ๖.๑ ขันธ์ ๕ ภาพที่ ๓.๘ ขันธ์ ๕
๑๒๖ ขันธ์ ๕ ประกอบไปด้วยดอกไม้ ๕ คู่ เทียน ๕ คู่ สื่อถึงการเคารพบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ ๖.๒ ขันน้ำมนต์ ภาพที่ ๓.๙ ขันน้ำมนต์ ขันน้ำมนต์ ประกอบไปด้วย ขันเงินและน้ำสะอาดครึ่งขัน เพื่อนำมาทำน้ำพระพุทธมนต์ โดย หลังพิธีสูดขวัญ หมอสูดขวัญจะทำการร่ายมนต์ลงไปในขันน้ำ เพื่อให้มีความศักดิ์สิทธิ์ แล้วนำไปพรม ที่ศีรษะของผู้ร่วมงาน ให้มีความเป็นสิริมงคล แคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง ๖.๓ ผ้าถุงและผ้าขาวม้า ภาพที่ ๓.๑๐ ผ้าถุงและผ้าขาวม้า
๑๒๗ ผ้าถุงและผ้าขาวม้า เป็นเครื่องหมายการเพศชายและเพศหญิงผู้เป็นผู้สร้างให้กำเนิดเรามา อีกทั้งยังเป็นการสื่อถึงการระลึกถึงคุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ และแสดง ถึงความเคารพกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ๖.๔ หมอน ภาพที่ ๓.๑๑ หมอน หมอน เป็นการนำมารองในตอนกราบพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ อีกทั้งเป็นการ เตือนสติไม่ลืมหัวนอนปลายเท่าในการวางตัว หรือการใช้ชีวิต ๖.๕ บายศรี ภาพที่ ๓.๑๒ บายศรี
๑๒๘ บายศรี ประกอบไปด้วย ดอกไม้ เทียน ด้าย และใบตองที่ประดิษฐ์ให้กลายเป็นบายศรี เป็น สื่อกลางในโลกวิญญาณกับโลกมนุษย์ เพื่อให้ขวัญกลับมาในพิธี และกลับเข้าสู่ร่างของผู้ถูกสูดขวัญ เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต และการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไปจากร่างกาย ให้เหตุการณ์ร้าย ๆ กลับ กลายเป็นเหตุการณ์ดี ๖.๖ ขันบูชาครู ภาพที่ ๓.๑๓ ขันบูชาครู ขันหรือพานบูชาครู ประกอบไปด้วย ดอกไม้ ๕ คู่ เทียน ๕ คู่ ค่าครู ๑๒ บาท เป็นการบูชา ครูอาจารย์ผู้ที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ในการสูดขวัญ เพื่อเป็นการกตัญญูต่อผู้มีคุณ การเคารพต่อผู้มี พระคุณ อีกทั้งเป็นเครื่องหมายของการไม่ลืมบุญคุณครูอาจารย์ ๖.๗ ด้าย/ฝ้ายผูกแขน ภาพที่ ๓.๑๔ ด้าย
๑๒๙ ด้าย/ฝ้ายผูกแขน เป็นเครื่องหมายในการยินดีมีชัย และเป็นเครื่องหมายในการอวยพรแทน คำพูด หรือคำสอน เป็นสิ่งที่ให้ระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย และให้มีสติอยู่กับเนื้อกับตัว ในยามที่ ตกใจ หรือเสียใจ ให้มีสติในการใช้ชีวิต ๖.๘ ไข่ต้ม ภาพที่ ๓.๑๕ ไข่ต้ม ไข่ต้ม เป็นส่วนหนึ่งในการประกอบพิธี เพื่อให้ขวัญได้รับประทานอาหาร หลังจากที่ขวัญกลับ เข้าสู่ร่างกาย การที่นำไข่ต้มมาใช้ในการให้ขวัญรับประทาน เนื่องจากเชื่อว่าขวัญที่เพิ่งกลับเข้าสู่ ร่างกายใหม่ ๆ มีความอ่อนไหว ไม่ได้รับประทานอาหาร จึงต้องให้ผู้ถูกสูดขวัญรับประทาน เพื่อให้ ขวัญได้อิ่ม และอยู่กับร่างกายต่อไป ๖.๙ สุรา ภาพที่ ๓.๑๖ สุรา
๑๓๐ สุรา ถือเป็นเครื่องดื่มที่ใช้ในการยกอ้อ หรือการบูชาครู เนื่องจากเชื่อว่าอ้อ หรือครูเป็นผู้ชัก จูงในการทำพิธีสูดขวัญ เพื่อให้พิธีสูดขวัญเป็นไปอย่างราบลื่นไม่ติดขัด จึงต้องยกอ้อ ไหว้ครู โดยใช้ สุราเป็นเครื่องสื่อกลางในการไหว้ครู ๖.๑๐ กล้วย ภาพที่ ๓.๑๗ กล้วย กล้วย เป็นผลไม้ที่ใช้ในการประกอบพิธีเนื่องจากกล้วยออกผลตลอดปี มีทั่วไปในประเทศไทย จึงนำกล้วยมาใช้ในการประกอบพิธี เพื่อให้ขวัญรับประทานในตอนที่ขวัญกลับเข้าร่างกาย หลังจาก เสร็จพิธีกรรมจะให้ผู้ถูกสูดขวัญเป็นผู้รับประทาน เพื่อเป็นการให้ขวัญได้อิ่ม และต้องการอยู่กับ ร่างกายต่อไป ๖.๑๑ ข้าวต้มมัด ภาพที่ ๓.๑๘ ข้าวต้มมัด
๑๓๑ ข้าวต้มมัด เป็นส่วนประกอบในการทำพิธีสูดขวัญ เพื่อให้ขวัญได้รับประทานข้าวต้มมัด หลังจากกลับเข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้ขวัญได้อิ่มหนำสำราญ และอยู่กับร่างกายต่อไป ๗. ขั้นตอนการสูดขวัญในงานพิธีต่าง ๆ ๗.๑ งานแต่ง การทำพิธีเชิญขวัญคู่บ่าวสาว เรียก สู่ขวัญแต่งงาน ตามประเพณีของอีสาน ชาย หญิงที่จะเป็นผัวเมียกันนั้น จะต้องทำพิธีสู่ขวัญเพื่อเป็นการผูกมัดกันในระหว่างชายหญิง และเป็นการ ประกาศให้ญาติพี่น้องทั้งสองฝ่ายรับทราบ การเลือกคู่ครองนั้นพ่อแม่มักจะสอนเสมอ ๆ ว่า ให้เลือก เอาคนเสมอกัน คือ เสมอกันโดยชาติ เสมอกันโดยศาสนา เสมอกันโดยจารีตประเพณี การสู่ขวัญใน การแต่งงาน ยังเป็นการบอกสอนคู่แต่งงานให้รู้สึกสำนึกว่า ต่อแต่นี้ไปเราจะได้เป็นพ่อเป็นแม่คนแล้ว จะต้องรีบสร้างหลักปักฐานให้มั่นคง เพื่อให้ลูกหลานที่เกิดมาได้รับความสะดวกสบาย ทั้งการกินอยู่ การศึกษาเล่าเรียน ในอนาคตข้างหน้า การสู่ขวัญแต่งงานจึงเป็นประเพณีที่ดีงามอีกประเพณีหนึ่งของ ชาวอีสาน มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ ๗.๑.๑ การโอม หรือการสู่ขอ จะแต่งงานทั้งที ถ้าไม่ไปสู่ขอให้เป็นเรื่องเป็นราวก็ดูยังไงอยู่ การสู่ขอ หรือการโอม (บางพื้นที่เรียกว่า การขอเมีย) ที่ถูกต้องตามประเพณีของชาวอีสานคือ การที่ ฝ่ายชายต้องพาผู้ใหญ่มาเป็นเถ้าแก่สู่ขอฝ่ายหญิง แต่จะไปตัวเปล่าไม่ได้เด็ดขาดนะคะ จะต้องเตรียม สิ่งของสำคัญเหล่านี้ไปด้วย ได้แก่ ขันใส่หมากจีบพลูพัน พร้อมด้วยเงินอีก 3 บาท (ซึ่งถือว่าเป็นเลข มงคล) ซึ่งเรียกกันว่า ‘เงินไขปาก’ จากนั้นพ่อแม่ฝ่ายหญิงก็จะหยิบหมากพลูในขันมาเคี้ยว 2 คำพอ เป็นพิธี ก่อนที่จะพูดคุยตกลงเรื่องสินสอดกันต่อไป ๗.๑.๒ ตกลงเรื่อง ‘ค่าดอง’ หรือค่าสินสอด หลังจากที่ทำการสู่ขอและตกลงเรื่องฤกษ์งาม ยามดีกันเรียบร้อย ก็ถึงเวลาพูดคุยกันเรื่องสินสอดทองหมั้น ซึ่งในภาษาอีสานเรียกกันว่า ‘ค่าดอง’ ซึ่ง เป็นหน้าที่ของผู้หญิงทั้งสองฝ่ายที่จะตกลงกัน เมื่อตกลงกันได้แล้วระหว่างที่รอให้ถึงวันหมั้นหรือวัน แต่งงาน ฝ่ายชายก็มีหน้าที่ตระเตรียมเงินทองมาเป็นค่าดอง ส่วนฝ่ายหญิงก็มีหน้าที่จัดเตรียมสถานที่ ที่นอนหมอนมุ้งและของรับไหว้ต่าง ๆ ๗.๑.๓ วันมื้อเต้า วันมื้อโฮม ประเพณีของชาวอีสานก่อนถึงวันแต่งงานจะต้องมีการจัดงาน เลี้ยงให้แก่ญาติพี่น้อง เพื่อนหรือคนในหมู่บ้านที่เอาข้าวของมาให้หรือมาลงแรงช่วยกันจัดเตรียมงาน แต่งงานที่บ้านของฝ่ายเจ้าสาว วันมื้อเต้าจึงเป็นวันที่ทุกฝ่ายร่วมกันเตรียมสิ่งของ ส่วนวันก่อนวัน แต่งงานจริง ๆ เรียกว่า วันมื้อโฮม บางพื้นที่ก็เรียกว่า มื้อสุกดิบ กิจกรรมในวันมื้อโฮมนั้นหลัก ๆ ก็จะ มีการนิมนต์พระสงฆ์มาร่วมสวดมนต์ทั้งบ่าวสาว ครอบครัวและเพื่อนพ้องจะมาร่วมกันฟังเทศน์ฟัง ธรรม
๑๓๒ ๗.๑.๔ การแห่ขันหมาก เมื่อถึงวันแต่งงาน ฝ่ายเจ้าบ่าวจะเคลื่อนขบวนขันหมากไปที่บ้าน ของฝ่ายหญิง นำขบวนโดย “เจ้าโคตร” ซึ่งควรจะเป็นผู้ที่อาวุโสที่สุดในครอบครัวของฝ่ายชาย ตาม ด้วยเจ้าบ่าว พาขวัญ (พานบายศรี) ซึ่งต้องถือโดยหญิงสาวที่บริสุทธิ์เท่านั้น ถัดมาจึงค่อยเป็นขันเหล้า ขันหมากพลู และญาติพี่น้องฝ่ายเจ้าบ่าวตามลำดับ ระหว่างเคลื่อนขบวนก็จะมีการบรรเลงเพลงไป ด้วยเพื่อสร้างความสนุกสนานครึกครื้น และเป็นการประกาศให้ชาวบ้านแถวนั้นรู้ว่ากำลังจะมีงาน แต่งงาน เมื่อถึงบ้านเจ้าสาวแล้ว เจ้าโคตรและเจ้าบ่าวจะต้องทำการล้างเท้าด้วยหินลับมีดที่ปูด้วย ใบตอง ถือว่าเป็นการแสดงความเคารพ เมื่อเข้าไปในบ้านของฝ่ายหญิงได้แล้วก็ถึงขั้นตอนที่ฝ่ายชาย จะทำการมอบสินสอด โดยญาติทางฝ่ายหญิงจะเป็นผู้นับและโปรยเมล็ดข้าวเปลือก ถั่ว งา ลงบน สินสอดซึ่งถือว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ที่มีความเป็นสิริมงคล เงินทองจะได้งอกเงยดังเช่นเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ เมื่อ เสร็จสิ้นญาติฝ่ายเจ้าสาวจะพาเจ้าบ่าวไปที่ห้องหอ เพื่อเป็นการบอกกล่าวว่า เจ้าบ่าวจะต้องมานอน กับเจ้าสาวที่ห้องนี้ ขณะเดียวกันญาติของฝ่ายเจ้าบ่าวที่เป็นผู้หญิงก็จะพาเจ้าสาวไปที่ห้องเพื่อรอทำ พิธีสู่ขวัญ ๗.๑.๕ พิธีสู่ขวัญ สำหรับพิธีสู่ขวัญนั้นเป็นพิธีที่จะต้องกระทำโดยหมอสูตรหรือหมอ พราหมณ์ ซึ่งจะทำการสวดอวยพรให้แก่บ่าวสาว บ่าวสาวจะต้องนั่งเคียงคู่กัน โดยเจ้าสาวจะนั่งทางฝั่ง ซ้ายของเจ้าบ่าว เมื่อสวดเรียบร้อยหมอสูตรหรือหมอพราหมณ์จะนำไข่ต้มบนยอดพาขวัญ (บายศรี) มาแบ่งครึ่งเพื่อให้บ่าวสาวกินกันคนละครึ่งฟอง เรียกว่า “ไข่ท้าว” กับ “ไข่นาง” จากนั้นก็ผูกข้อไม้ ข้อมือกัน ซึ่งผู้ใหญ่ที่มาร่วมงานทุกคนจะต้องผูกข้อมือให้บ่าวสาวพร้อมกับกล่าวคำอวยพรไปด้วยจึง จะถือว่าเสร็จสิ้นพิธีสู่ขวัญ ๗.๑.๖ การสมา หรือขอขมาญาติผู้ใหญ่ นอกจากจะกราบไหว้เพื่อแสดงความเคารพและขอ ขมาแล้วนั้น ตามประเพณีของชาวอีสาน บ่าวสาวจะต้องมอบของแด่ผู้ใหญ่ด้วย สิ่งของที่ต้องมอบให้ คือ ผ้าโสร่ง 1 ผืน เสื้อผู้ชาย 1 ตัว ให้แก่พ่อของทั้งสองฝ่าย และผ้าซิ่น 1 ผืน พร้อมด้วยเสื้อผู้หญิงอีก หนึ่งตัวให้แก่แม่ของทั้งสองฝ่าย จากนั้นผู้ใหญ่หรือพ่อแม่ก็จะอบรมสั่งสอนในเรื่องของการครองเรือน ต่อไป ๗.๑.๗ พิธีส่งตัวเข้าหอ ในส่วนของพิธีส่งตัวนั้นไม่ได้มีความแตกต่างจากพิธีแต่งงานของภาค อื่น ๆ มากนักค่ะ เริ่มต้นตั้งแต่การปูที่นอน จะต้องให้ผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่เป็นผู้ปูที่ นอนให้ โดยจะจัดวางหมอนของเจ้าบ่าวไว้ทางด้านขวา ในตำแหน่งที่สูงกว่าหมอนของเจ้าสาวใน ด้านซ้ายเล็กน้อย จากนั้นจึงทำพิธีนอนเอาฤกษ์และจูงมือคู่บ่าวสาวเข้ามาในห้องหอที่จัดเตรียม ไว้เมื่อให้โอวาทแก่คู่บ่าวสาวเรียบร้อยก็ถือว่าเสร็จสิ้นพิธีแต่งงานตามแบบฉบับของชาวอีสาน
๑๓๓ ๗.๑.๘ คำสู่ขวัญบ่าวสาวเวลาแต่งงาน ศรีศรีสิทธิพระ พรบวรแวนวิเศษ อติเรกเตโช ชยตุ ภวัง ชยมังคลัง ตโต โลมัง สุขัง พลัง อาวาหะวิวาโห ชยมหามุงคุล วันนี้แม่นวันดี วันดิถือมุตตะโชค โตกใบนี้แม่นโตกไม้ จันทร์ ขันใบนี้ แม่นขันไม้แก้ว ขุนนางปุนแม่นแล้วจึงได้ แต่งพาขวัญ อยู่สอนลอนชะล้าย มีทั้งฝ้ายผูกแขนแหวน ใส่ ก้อย ปัดน้อยสร้อยสังวาลย์ อาหารหลายเหลือมาก สัพพะพร้อมซู่อันทังพลูพันและหมากจีบ ฟ้าววาง ฮีบเดาดา มาลาหอมฮ่วงเฮ้า เหล้าก้องแก้วใส่พาขวัญ ขวนกัน มา ม่วนเต้า เข้าต้มกล้วยใบศรี มีทังไข่ หน่วยดีเกลี้ยงปอด พระยอดไท้ทศพลญาณ องค์มาแต่เมืองฟ้ากวัดแกว่งหน้า ทักชื่อขุนศรีขุนพัน สมศรีสันงามสะพาส ท่านจึงมีพระ ราชอาชญา ปลงสิทธิชัยพรบวรแวนวิเศษ อติเรกเตโข ชยตุ ภวัง ชยมังคลัง ดังนี้เป็นเค้า ปรากฎเข้าเป็นปีสัมฤทธิ ชัยโชด ประกอบโยดเป็นมิ่งเมียขวัญ ตามสมควรโบ ฮาน แต่งไว้ ขันดอกไม้ยกขึ้นเพียงตา ขันสมมาลุงตาเจ้าโคตร โผดเข้าไว้เงินขาว ลูกสาวกกลูกสาว กลางแลลูกสาวหล้า เพิ่นดาดด่ามากบ่ยากแค้นดีหลี ปุนแปงดีพ่อแม่ ทั้ง เฒ่าแก่แลตายาย ฝนฮวยอำ ปีใหม่ ฟ้าฮ่ำร้องเดือนสาม ฝูงบ่าวฮามมาโอมนางงามค่ากว้าง บ่ให้ฮ้างเป็นของ ขอเป็นดองฮักแก้ว ลูกแก้วกิ่งยิ่งประสงค์ ฝูงวงษาตายายเบื้อง ปู่ เจ้ารู้แล้วตกแต่งปุนแปง แพงดำฮักลูกแก้ว ปุนแล้วจึงยอ มา มีทั้งอัมพาหอมห่วงเฮ้า เครื่องฮับเจ้าเหลือหลาย ทังตายายพ่อแม่ เฒ่าแก่พร้อมสาวบ่าวนงฮาม มา ช่วยยอ พาขวัญเบื้องขวาเจ้าอยู่ลีเลี่ยน มาช่วยยอพาขวัญเบื้องซ้าย เจ้าอยู่ลีเลียนเวียนซ้ายแลเวียน ขวา นั้นแม่นชายโถงแจก เหล้าฝูงผู้เฒ่านั่งเทิงบน บัดนี้ข้อยจักเชิญเอาขวัญผัวเข้ามา เทียมเนื้อมาอยู่ เชื้อในดีง ข้อยจักเชิญเอาขวัญนางงามให้ เข้ามาเทียมคู่ ทั้งขวัญเจ้าผู้เป็นผัว มาเยอขวัญเอย ให้ เจ้า มาเชยชมขวัญคู่แก้ว มาฮอดแล้วทัดดอกขุมฟูม บาน จุมเจือแม่นดอกขัดเค้า ทัดดอกข้าวกวนตา เกษางามตั้ง ไหล่ เทียมท้าวใหม่วันดี ขวัญโฉมศรีสองเจ้าก็ให้มาอยู่ เต้าในดีงมื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าไปซอก ไซ้ เก็บดอกไม้มาลา ก็ให้มามื้อนี้วันนี้ ขวัญแข้งให้มาอยู่แข้งลีลา ขวัญขา ให้มาอยู่ขา ลีล้าย เข้าอยู่ ค่ายไซยา ยามคนมาหาญห้าวแหน แห่ท้าวบาคาญในวันวานชมชื่น แห่เจ้าขึ้นหานางตีนหัวหาง ครุท นาด หลาวเหล็กหลากผีหลวง ในดวงธรรมกล่าวไว้ ที่นั่งให้สมควรบรบวนแถนแต่งไว้ แบ่งให้เป็นคู่มา นำลูกแก้ว พ่อแม่เฒ่าแก่ผูกแล้วให้เป็นคู่เทียมสอง ให้เจ้ามา ปุนปองเป็นลูกพ่อ ปลูกไว้เป็นเฮือน สองบุญเฮืองลูก หล้า ฮักเกิ่งหน้าเทียมทัน ข้อยจักเชิญเอาขวัญบาคาญ ให้เจ้ามาเทียมไหล่ระใหม่เนื้อ ผิวบาง สมนางงามอยู่ถ้า อินทร์ฟากฟ้าปุนแปง ให้เจ้ามาเฝือแฝงเมียแพงเถิงเฒ่า ฮ้อยขวบเข้านาน ยิ่งเทียระมา ให้เจ้ามีบุตรตาญิงชายอย่า น้อย ข้อยช่วงใช้พอแสน ของกับแนนให้เจ้ามีทุกสิ่ง ช้างม้ามิ่ง อานคำ พญาธรรมตนองอาจ ฤทธิ์เดชกล้าฤๅชา ตามตำรากล่าวไว้ อินทร์ท่านไท้ถวายพร เป็นคำสอน สั่ง โลก โตกขันแก้วฮับพาขวัญ คือดังสวรรค์มาตั้งแต่งอินทร์ ท้าวแบ่งไขสอน ดอกไม้ซอนแซมเกล้า
๑๓๔ ข้อยจักเชิญขวัญ เจ้าพร้อมพร่ำทั้งสอง มาเยอขวัญเอย ยามเมื่อตาวันต่ำลง ลับป่าแซง ยามเมื่อตาวัน แดงลงลับป่าไม้ ให้ขวัญนางมา เทียมนางอย่าช้า แม่เจ้าแอ้มส้วมถ้าครองหา มีทั้งผ้ากาสา แพรลาย ซ้อนเสื่อ รัศมีแก้วเชื่อปักแส่วไหมแดง ขวัญ จอมแพงให้เข้ามาเทียมคู่ ขวัญเจ้าอยู่ฟากฟ้าแดนไกล ก็ ให้มามื้อนี้วันนี้ มาเยอขวัญเอย ให้เจ้ามาสาเกษเกล้าทัด ดอกบัวระพัน ให้เจ้ามาทาจันทน์แม่เจ้าแต่ง ไว้ ให้เจ้ามา ทัดดอกไม้ต้องเกษสวยรวย มวยบ่ยาวประสงค์ใส่ซ้อง ฝูง พี่น้องบ้านใต้คอยหา นางธิดา บ้านเหนือมาคอยเบิ่งหน้า เพิ่นซ่าเจ้าบุญกว้างชุ่ภาย ให้เจ้ามาเสวยงายพาขวัญแต่ง ใหม่ ให้ได้ป้อน ข้าวไข่ขวัญเจ้าทังสอง ตามทำนองโบนแต่งไว้ หมอบอกให้ว่ามื้อนี้วันดี ข้อยจักเอาสองค เสียงหมอน ช้อนเสื่อ ให้เจ้าได้สืบเชื้อพ่อแม่แทนเฮือน เก็งปีเดือนฝนฮวยฮ้องอ่ำ วันเจ็ดแปดด่ำให้เจ้าอยู่จำศีล วัน สิบสี่สิบห้าค่ำให้เจ้ายินดีตักบาตร อย่าให้ขาดทานศีล ขวัญตาให้เจ้ามาอยู่ตายีแย้ม ขวัญแก้มแลขวัญ คาง ขวัญ แอวบางขวัญนมพรั่งพร้อม ให้มานั่งล้อมอ้อมอยู่พาขวัญ มาเยอขวัญเอย มื้อนี้แม่นมื้อดีวันนี้ แม่นมื้อเฮ้าผู้เฒ่าเกิด เป็นสาวก็ว่าแม่นมื้อนี้วันนี้ข้อยท่านได้แทนเฮือนก็ว่า แม่นมื้อนี้วันนี้ นอนหลับได้ เงินหมื่นก็ว่าแม่นมื้อนี้วันนี้ นอนตื่นให้ได้เงินแสนก็ว่าแม่นมื้อนี้วันนี้ แขนท้าวก่าย แขนนางก็ว่าแม่น มื้อนี้วันนี้เข้าเต็มฉางลันขื่อก็ว่าแม่นมื้อนี้ วันนี้ สามวันให้เจ้าได้แก้วมงคลมาถ้าเจ้าเนอ ห้ามื้อให้ เพิ่น ได้เสื้อผ้ามาหาเจ้าเนอ ให้แขนท้าวก่ายแขนนาง สุข สบายพร่ำพร้อม ให้อ่อนน้อมตั้งต่อชมเชย เจ้า เป็นเขย ให้เจ้าทำใจกว้าง อย่าได้กล่าวอ้างสัพสิ่งอันใด ไล่ไก่ไห้ เจ้าว่าโซ ไล่หมาให้เจ้าว่าเซ่ ไล่ควาย ให้เจ้าว่าฮือ เจ้าอย่า ได้ดื้อเตะเดี่ยวชุยลุยต่อหน้าเจ้าโคตร อย่าปากโพดสัพสิ่ง อันใด ให้มีใจใสต่อนาง แก่นไท้เจ้าเป็นลูกใภ้ให้เจ้าฮักแม่ ผัวอย่าให้เว้าหนัว ๆ ขวัญผัวเชิงหู้ เจ้าผู้รู้นักปราชญ์ฟัง ปุนปองเป็น ลูกพ่อ ปลูกไว้เป็นเฮือน สองบุญเฮืองลูก หล้า ฮักเกิ่งหน้าเทียมทัน ข้อยจักเชิญเอาขวัญบาคาญ ให้ เจ้ามาเทียมไหล่ระใหม่เนื้อผิวบาง สมนางงามอยู่ถ้า อินทร์ฟากฟ้าปุนแปง ให้เจ้ามาเฝือแฝงเมียแพง เถิงเฒ่า ฮ้อยขวบเข้านานยิ่งเทียระมา ให้เจ้ามีบุตรตาญิงชายอย่า น้อย ข้อยช่วงใช้พอแสน ของ กับแนนให้เจ้ามีทุกสิ่ง ช้างม้ามิ่งอานคำ พญาธรรมตนองอาจ ฤทธิ์เดชกล้าฤๅชา ตามตำรากล่าวไว้ อินทร์ท่านไท้ถวายพร เป็นคำสอนสั่ง โลก โตกขันแก้วฮับพาขวัญ คือดังสวรรค์มาตั้งแต่งอินทร์ ท้าว แบ่งไขสอน ดอกไม้ซอนแซมเกล้า ข้อยจักเชิญขวัญ เจ้าพร้อมพร่ำทั้งสอง มาเยอขวัญเอย ยามเมื่อตา วันต่ำลง ลับป่าแซง ยามเมื่อตาวันแดงลงลับป่าไม้ ให้ขวัญนางมา เทียมนางอย่าช้า แม่เจ้าแอ้มส้วมถ้า ครองหา มีทั้งผ้ากาสา แพรลายซ้อนเสื่อ รัศมีแก้วเชื่อปักแส่วไหมแดง ขวัญ จอมแพงให้เข้ามาเทียมคู่ ขวัญเจ้าอยู่ฟากฟ้าแดนไกล ก็ให้มามื้อนี้วันนี้ มาเยอขวัญเอย ให้เจ้ามาสาเกษเกล้าทัด ดอกบัวระพัน ให้เจ้ามาทาจันทน์แม่เจ้าแต่งไว้ ให้เจ้ามา ทัดดอกไม้ต้องเกษสวยรวย มวยบ่ยาวประสงค์ใส่ซ้อง ฝูง พี่ น้องบ้านใต้คอยหา นางธิดาบ้านเหนือมาคอยเบิ่งหน้า เพิ่นซ่าเจ้าบุญกว้างชุ่ภาย ให้เจ้ามาเสวยงายพา ขวัญแต่งธรรม เถิงเดือนดำอย่าได้ไปเทียวเล่นยามคำ เฮือนหลังต้า นั่นแม่นเฮือนอา ชายดาสูงหลัง
๑๓๕ ใหญ่ กะทอดใส่ป้านลมหลัง กลมนั้นแม่นเฮือนพ่อ เกยชานต่อหลังสูง แม่นเฮือนลุง แลเฮือนป้า หลัง หน้ากว้างดั้งใส่แขนนาง ลายลวงกลม ธูปนาค แป้นพื้นฮาบมุงกระเบื้องดินขอมีหอเย็นหลังสูง พร้อม พาบโฮงม้าสาด แขวนหิ่งอาชานัย ไหในเฮือนโฮง น้ำบ่อแก้ว หลังนั้นพ่อให้แล้วแก่ลูกทังสอง ให้เจ้ามา ปุน ปองกินทานอย่าไฮ้ ให้เจ้าได้หยาดน้ำยืนยิ่งเทียระฆา ได้กินขึ้นให้เจ้าส่งเฮือนอา ได้กินปลาให้เจ้า ส่งเฮือนย่า เพิ่นซ่าเจ้าบุญกว้างซู่ภาย มีลูกชายให้ได้ผู้ประเสริฐ ให้ เจ้าได้ลูกแก้วเกิดฮ่วมอุทร ให้เจ้า ได้ฟังคำสอนตายายพ่อ แม่ ใจแผ่กว้างพี่น้องวงษา ตาเบื้องซ้ายเจ้าอย่าเหลียวดู ชาย ตาเบื้องขวาเจ้า อย่าแลดูรู้ เถิงยามแลงให้เจ้าหาพา ข้าว เถิงยามเช้าให้เจ้าแต่งพางาย อย่าได้นอนหลับหลาย ตื่นสวย ผิดฮีต ให้เจ้าจีบหมากไว้ประสงค์แต่งพางาย เจ้า มีผัวให้เจ้าดิ้มใจเก่า เหล้าไหน้อยให้เจ้ายายไพร่ เหล้าไห ใหญ่ให้เจ้ายายขุน มื้อมุงคุณของเจ้านางแก้ว หมอกล่าว แล้วซ้ำตื่มถวายพร เป็นคำสอนพระ อินทร์สั่งโลก เจ้า หากมีโชคแล้วเจ้าค่อยเพียรเอา มาเยอขวัญเอย ขวัญผัว ให้เจ้ามาชมเมียนีหน่ำ เถิง ยามค่ำให้เข้าบ่อนนอน หัว เฮียงหมอนให้เจ้าฮักฮ่อ ให้เจ้าตั้งท่าติอถ้าแต่ความดีความสุขมีเพียงพอบ่ น้อย แลงค่ำค้อยอยู่สวัสดีก็ข้าเทอญฯ ๗.๒ งานบวช ผู้ชายเมื่ออายุ ๒๐ ปีขึ้นไป มักจะบวชเรียน ก่อนเข้าพรรษา ( แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ) ผู้ชายจะ เข้าพิธีบวชพร้อม ๆ กัน ประเพณีการบวช ถือเป็นประเพณีอย่างเคร่งครัด เชื่อว่าการบวชสามารถ อบรมให้เป็นคนดีได้ จะมีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ ๗.๒.๑ โกนผมนาค โดยจะให้ครอบครัวและญาติพี่น้องของนาค มาตัดปอยผมก่อน จากนั้น พระพี่เลี้ยงก็จะทำการโกนผมนาคเป็นลำดับต่อไปทันที ๗.๒.๒ นาคต้องกล่าวคำขอขมาลาบวชต่อพ่อแม่ พร้อมทั้งรับมอบผ้าไตร ๗.๒.๓ ถ่ายภาพนาคหน้าโบสถ์ ก่อนจะเข้าไปในโบสถ์ โดยอาจถ่ายภาพคู่กับพ่อแม่ ญาติพี่ น้องด้วย ๗.๒.๔ นาคจะโปรยทานให้กับผู้ที่มาร่วมงานพิธีบวช จากนั้นพ่อแม่ของนาคก็จะพานาคเดิน เข้าสู่ประตูโบสถ์ ๗.๒.๕ หลังจากเข้ามาภายในโบสถ์แล้ว นาคจะต้องไหว้พระประธาน พร้อมกับเปล่งวาจาขอ อุปสมบท ตามด้วยฟังพระอุปัชฌาย์สอนกัมมัฏฐาน
๑๓๖ ๗.๒.๖ พระอุปัชฌาย์ทำการสวมอังสะให้กับนาค จากนั้นนาคจะต้องออกไปที่หลังโบสถ์เพื่อ ครองผ้าไตรจีวร ๗.๒.๗ เมื่อครองผ้าไตรจีวรแล้ว นาคจะต้องเปล่งวาจาขอสรณะและศีล ๑๐ เพื่อรับศีล ๗.๒.๘ ขั้นตอนต่อไปนี้พ่อแม่จะเข้ามาประเคนบาตรให้กับนาค โดยนาคจะต้องรับประเคน บาตร จากนั้นจึงเข้าไปถวายดอกไม้ธูปเทียนให้กับพระอุปัชฌาย์ พร้อมกับกล่าวคำขอนิสัย ๗.๒.๙ พระกรรมวาจารย์ จะทำการคล้องบาตรให้กับนาค และพระคู่สวดจะสอบถาม อันตรายิกธรรม เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนนี้แล้วก็ให้นาคกราบสงฆ์เป็นขั้นตอนต่อไป ๗.๒.๑๐ สำหรับขั้นตอนนี้จะต้องเปล่งวาจาขอญัตติกรรม สังฆัมภันเต ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้ จะเสร็จสิ้นพิธีแล้ว จากนั้นก็ฟังอนุสาสน์บาลีจากพระอุปัชฌาย์ ตามด้วยถวายเครื่องไทยธรรม และ กรวดน้ำก็เป็นอันเสร็จพิธี ๗.๒.๑๑ คำสู่ขวัญนาค ศรีศรีสิทธิไชยมังคลานาคี สวัสดียาวโยชน์ เคราะห์ฮ้ายโหดหายหนี อันตรายนาคีหายส่วง เข็ญข่วงฮ้ายสูหนี เคราะห์เข็ญมีวินาสบริจาคหนีไกล พุทธาไปข่มแพ้เดชะฝูงมาร ธรรมบันดาลผันถีบ เคราะห์ฮ้ายฮีบเซหนี สังฆาตีฝูงฮ้าย เดชะย้ายฝูงเข็ญ อย่าได้เป็นอันตรายสังจักสิ่ง ทุกข์ฮ้ายยิ่งเทียม ตน ใจกังวลเดือดฮ้อน สัพเคราะห์ข้อนหายเสีย อัชชะในวันนี้ (ตีฆ้องสามที) ศรีศรีสิทธิมังคละ สุภะสวัสดีวิเศษ อดิเรกชัยศรี สวัสดีจงมีแก่ฝูงข้าทังหลาย ทังนรเทพานาค ครุฑ เทวบุตรเทพยุดา อินพรหมยมราช จตุราทังสี่ ทุกที่พร้อมจักรวาลกับทังภูมิสถานเจ้าที่ จึงพร้อม กันมาชมชื่นยินดีเชิ่งมังละราศรีอันวิเศษ วันนี้พระเกษเข้าสู่ราศรี เป็นวันดีสุดขนาดอินทะพาสพร้อม ตรียางค์ ทังนาวางค์คาดคู่ พร้อมกันอยู่สอนลอน อาทิตย์จรจันทะรืก อาคารถืกมหาชัย พุธพหัสไป เป็นโยค ศุกร์เสาร์ได้อมุตตะโชคพร้อมลักขณา วันนี้ตามตำราว่าได้รืก ถืกหน่วยชื่อว่าอุตมะราศรี เป็น วันดี วันดิถือมุตตะโชค อุตตมะโยคอุตตมะราชา อุตตมะชัยยา อุตตมะเสฎฐา วันนี้เป็นวันลาภะอันล้ำ เลิศ ประเสริฐมุงคุลปุนแปงดีแต่งแล้ว พาขวัญแก้วยกยอมา มีทังท้าวพญาเสนาแลอำมาตย์ นักปราชญ์พร้อมมวลมา ทังลุงตาแลพ่อแม่ เฒ่าแก่แลวงศาพี่น้อง มาพร้อมสอนลอนกันถ้วนหน้าไหล หลั่งเทมา ทังญิงชายแลสาวบ่าว ใจคึดอ่าวยินดีเพื่อจักบาศรีเจ้านาค เจ้าจักได้พลัดพรากห้องเคหา จัก ได้ลาปิตามารดาอกไปบวช สร้างผนวชในศาสนา เจ้าก็คิดเห็นสังขาราเป็นทุกขัง อนิจจังอนัตตาบ่มั่น เที่ยงฮู้บิดเงี่ยงไปมา เป็นอนิจจาบ่เลิกแล้ว บ่ได้ว่าเถ้าแก่แลชรา ฮู้บังเกิดโรคาแลพยาธิ บ่ได้ขาดจาก มรณา เจ้าก็คิดถึงคุณบิดามารดาได้เลี้ยงมาเป็นอันยาก เลี้ยงลำบากทุกวันคืนแต่อยู่ในอุทรท้องแม่
๑๓๗ ลำบากแท้เหิงนาน เจียระกาลหนักหน่วงท้อง กินของเผ็ดแสบฮ้อนแม่ก็คอยเพียร เจ้าก็อยู่ได้กำหนด สิบเดือนบรบวรถ้วนทศมาสแล้ว เจ้าก็คลาดแคล้วออกจากท้องแม่มารดา ม้มท้องมาเลิศแล้วลูกแก้ว แม่เป็นชาย ฝูงตายายก็ชมชื่น ยอยกยื่นเจ้าออกมา ลางคนหาไม้ได้แล้วจึงตัดสายแฮ่แผ่สายบื่อ ลางคน ถือบวยน้ำมาล้าง ลางคนจึงเอาผ้าผืนกว้างมาตุ้มห่อ แม่ก็อุ้มเจ้าใส่ในอกยกใส่ในเพา แม่จึงเอาข้าว ป้อนแลวันแลสามคาบ อาบนำแลวันแลสามที แม่ก็ขัดสีแลลูบไล้ แม่ก็เอาใจใส่ทุกค่ำเช้าบ่มีคา คันว่า ถึงระดูปีใหม่มาฮอดแล้ว ฟ้าแผดฮ้องเสียงดังแม่ก็อุ้มเจ้าใส่ในอก ยกเจ้าเข้าใส่ในอู่ อุ้มซะซู่กินนม แม่ก็ ชมลูกแก้วเลี้ยงใหญ่แล้วพอแล่นไปมา ตามภาษาเด็กอ่อน ซะซ่อนหน้าแล้วใหญ่เป็นคน คำกังวลคั่ง แค้น หนักหน่วงแน่นในใจ คิดอาลัยบ่แล้ว คึดแค้ว ๆ อยากไปบวชในศาสนา คิดถึงคุณบิดามารดาเป็น อันยิ่ง เจ้าก็จึ่งอำลาอุสาหะเข้ามาบวช สร้างผนวชเป็นสามเณร เข้าก็เฮียนสิกขาบททศธรรมได้แล้ว อายุได้ยี่สิบปีคักแน่ ฝูงพ่อแม่จึงจัดหาบอกศรัทธาถึงญาติพี่น้อง ตามพวกพ้องมิตรสหาย บางพ่องมี ศรัทธาหลายได้เสื่อสาด เป็นของอาสน์ปูนอน บางพ่องมีศรัทธาได้จีวรแลผ้าพาด บางพ่องได้ผ้าอาจทัง ไตรด้วยใจใสสุดขนาด บางพ่องได้บาตรแลผ้าสะบง บางพ่องได้ถงแลน้ำเต้า ไม้เท้าและคันตาละบัดมีด ตัดและกล่องเข็ม ดินสอแลบริขารบริโภค บางพ่องได้โตกถ้วยแลคันที เหล็กจานดีอันคมกล้า กับทัง เสื่อสาดอาสนาทังคิลาน์แลเหมี้ยงหมาก ดูหลากด้วยบริขาร เป็นของทานอันล้ำยิ่ง เพื่ออยากเห็นหน้า พระแก้วมิ่งจอมไตร ขออย่าได้ทัวระไวอยู่ในโลก ขอให้พ้นจากโศกโศกา ให้ได้เกิดในตุสิตาล้ำเลิศ เมือง แก้วเกิดนีรพาน เป็นที่สุขสำราญลือเดช ขอให้พ้นจากทุกขเวทน์อยู่สวัสดี สัตตะธัมมา วุฒิธรรมทัง ๗ ประการคือ อายุ วัณณะ สุขะพละ อาโรคยะถ้วน ๕ ปฏิภาณะถ้วน ๖ อธิปไตยะ ถ้วน ๗ จงเสด็จเข้า มารักษา ยังขันธะสันดานแห่งเจ้าตราบต่อเท้าห้าพันพระวัสสา ก็ข้าเทอญ (ตีฆ้อง ๓ ที ชโย ๓ ที) ๗.๓ ขึ้นบ้านใหม่ เป็นความเชื่อและพิธีกรรมของชาวไทยอีสาน เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านใหม่อยู่เย็นเป็นสุขและ มีความเจริญรุ่งเรือง มีความมั่งคั่งสมบูรณ์มาค้ำคูณให้เป็นสิริมงคลในวันที่มีฤกษ์งามยามดี อุดมสมบูรณ์พร้อมทั้งข้าวปลาอาหารคาวหวาน ข้าทาสและบริวาร เปิดโอกาสให้เพื่อนบ้านมาร่วมแสดง ความยินดีอำนวยอวยพรให้พบเจอแต่สิ่งดี ๆ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กันและกัน ตลอดจน การสร้างความสัมพันธ์และความสามัคคีในชุมชนสามารถสรุปขั้นตอนได้ดังนี้ เมื่อถึงวันพิธีตามที่กำหนด เครื่องครัวเรือนทั้งหลายให้จัดนำไปวางไว้บนเรือนให้เรียบร้อย ก่อนเริ่มพิธีนำใบตองกล้วยวางไว้หน้าบันได และเอาก้อนหินทับไว้ พร้อมทั้งขันน้ำหอม (น้ำผสมกับ ว่านที่ให้ความหอม ส่วนใหญ่จะใช้เปราะหอม หรือว่านหอม หรือว่านเสน่ห์จันทร์ นำมาหั่นบาง ๆ ผสมลงไปในน้ำ ทำให้เกิดกลิ่นหอม) ผู้ที่ถูกเชิญมาร่วมพิธีจะแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่ ๑ จะมี
๑๓๘ พราหมณ์ ๑ คน และมีบริวารที่จะช่วยกันถือเครื่องเรือน เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เป็นของมาค้ำคูณแก่บ้าน กลุ่มที่ ๒ ฝ่ายเจ้าของบ้านและพราหมณ์อีก ๑ คน เมื่อได้เวลาตามฤกษ์ทุกฝ่ายพร้อมแล้ว กลุ่มที่ ๑ จะให้พราหมณ์ สะพายถุง ซึ่งในถุงจะมีสิ่ว ค้อน และของมงคลสำหรับค้ำคูน ได้แก่ เขา นอ งา คนในกลุ่มจะตั้งแถวเดินตามตามั่นคำทอง เมื่อ มาถึงบ้านให้เดินเวียนขวารอบบ้าน ๓ รอบ ระหว่างเดินเวียนก็จะโปรยเงินไปด้วย เมื่อเดินครบ ๓ รอบแล้วหยุดยืนตรงบันไดหรือทางเข้าบ้าน ฝ่ายเจ้าของบ้านก็จะออกมาทักทายปราศรัยถามไถ่กับผู้ที่ มาถึง โดยมีข้อความการสนทนากัน โดยฝ่ายเจ้าของบ้านจะเป็นผู้ถาม ดังนี้ ถาม : “เฮ้ย..พวกนี้หาบกระดอนคอนกะต่า ขนสิ่งของมาแต่ไสน้อ” (เฮ้ย…คนพวกนี้หาบ ตะกร้าขนสิ่งของมาจากไหน) ตอบ : “โอย…พวกข้าน้อยมาแต่เมืองมั่นคำทอง ได้ยินว่าลูกหลานปลูกเฮือนใหม่ใส่หญ้าเต็ม ว่าซิมาค้ำมาคูณ ให้อยู่ซุ่มกินเย็น ให้อยู่ดีมีแฮง ความเจ็บบ่ให้ได้ความไข้บ่ให้มี บ่ให้อึดให้อยาก บ่ให้ ขาดบ่ให้เขินทุกอันทุกแนวแล้ว จึงได้พากันมาดอก” (โอย..พวกเรา ได้ยินว่าลูกหลานจะขึ้นบ้านใหม่ ว่าจะมาค้ำคูณเพื่อเป็นสิริมงคล ให้อยู่เย็นเป็นสุข ความเจ็บไม่ได้ความไข้ไม่ให้มี ไม่อดไม่อยาก ไม่ขาด ตกบกพร่องทุกสิ่งอย่าง จึงได้มาพากันมาในวันนี้) ถาม : “เออ…คันซิมาค้ำมาคูณ อยู่ดีมีแฮง ให้อยู่ซุ่มกินเย็น ความเจ็บบ่ได้ ความไข้บ่มีก็ดีแล้ว เพิ่นได้หยังมานอ” (เออ..ถ้าจะมาค้ำมาคูณให้อยู่เย็นเป็นสุข ความเจ็บไม่ได้ ความไข้ไม่มีก็ดีแล้ว แล้ว ได้อะไรกันมาบ้างล่ะ) ตอบ : “ได้มาพร้อมทุกอันทุกแนวหั้นแล่ว” (ได้มาพร้อมทุกสิ่งอย่างเลย) ถาม : “กุบส่องฟ้า ผ้าส่องดาว ได้มาพร้อมบ่น้อ” (กุบส่องฟ้า ผ้าส่องดาวได้มาด้วยไหม) ตอบ : “ได้มา” ถาม : “ข้อยข้าหญิงชายได้มาพร้อมบ่นอ” (บริวารชายหญิงได้มาด้วยไหม) ตอบ : “เออ…ได้มา คือว่า ข้อยหญิง ข้อยชาย ผ้าผ่อน ท่อนสไบ เข้า (ข้าว) น้ำ ซ้ามปลา มีด พร้า แหลน หลาว แก้ว แหวน เงิน คำ ได้มาพร้อมเหมิดทุกอัน” (ได้มา…ทั้งบริวารชายหญิง ผ้าผ่อน ข้าวปลา อาหาร มีดพร้า แหลน หลาว แก้วแหวนเงินทอง ได้มาพร้อมทุกอย่าง) ถาม : “ช้าง ม้า วัว ควาย ได้มาบ่” (ช้าง ม้า วัว ควายได้มาไหม)
๑๓๙ ตอบ : “ได้มา” ถาม : “ของอยู่ของกิน เป็นเนื้อเถิกเอิกลายได้มานำบ่” (เครื่องเรือน เครื่องครัว อาหารการ กิน ได้มาด้วยไหม) ตอบ : “ได้มา” ถาม : “แหลูกทอง มองลูกกั่ว ได้มาบ่” (แห มอง (ตาข่ายจับปลา) ได้มาไหม) ตอบ : “ได้มา” ผู้ถามก็จะบอกต่อไปว่า : “เออ คั่นเพิ่นได้มาทุกสิ่งทุกอัน เพิ่นมาค้ำมาคูณให้ลูกหลายอีหลี เพื่อให้อยู่ดีมีแฮงได้มาทุกอันทุกแนวแล้ว ก็ขอเชิญขึ้นมาถ้อน” (ถ้าท่านได้มาทุกสิ่งอย่าง จะมาค้ำมา คูณให้ลูกหลานจริง ๆ เพื่อให้อยู่ดีมีสุข ก็ขอเชิญท่านขึ้นมาบนบ้านได้) ฝ่ายเจ้าของบ้านกำลังทักทายพราหมณ์และบริวาร พราหมณ์อีกคน ยืนบนหินลับมีดให้ เจ้าของบ้านล้างเท้าให้ก่อนเข้าบ้าน สิ่งของต่าง ๆ ที่เป็นของค้ำของคูณที่พราหมณ์และบริวารหาบมา จะนำมาวางไว้กลางห้อง ก่อนที่พราหมณ์จะเข้าบ้านหรือขึ้นบ้าน ก็จะเดินมาเหยียบหินที่วางอยู่บน ใบตองกล้วยก่อน เพื่อให้เจ้าของบ้านล้างเท้าให้ด้วยน้ำอบน้ำหอมที่เตรียมไว้ และบริวารผู้ที่หาบข้าว ของเครื่องใช้ต่าง ๆ มาก็จะนำมาวางรวมกันไว้ที่กลางห้อง ตามั่นคำทองก็จะเอาสิ่งและค้อนออกมา จากถุง ตอกสิ่วลงที่เสาขวัญ แล้วห้อยถุงที่บรรจุของมงคลต่าง ๆ ไว้เพื่อเป็นสิริมงคลจำนวน ๗ วัน คำ ตอกสิ่งที่พระมหาปรีชา ปริญญาโณได้กล่าวไว้ คือ “ตอกบาดหนึ่ง ให้ได้ฆ้องเก้ากำ (ตอกครั้งที่ ๑ ให้ได้ฆ้อง) ตอกบาดสอง ให้ได้คำเก้าหมื่น (ตอกครั้งที่ ๒ ให้ได้ทองคำ) ตอกบาดสาม ให้ได้เล้าข้าวหมื่นมาเยีย (ตอกครั้งที่ ๓ ให้ได้ข้าว) ตอกบาดสี่ ให้ได้เมียสาวมานอนพ่างข้าง (ตอกครั้งที่ ๔ ให้ได้สาวมานอนแนบข้าง) ตอกบาดห้า ให้ได้ช้างใหญ่มาโฮง (ตอกครั้งที่ ๕ ให้ได้ช้างใหญ่) ตอกบาดหก ให้ได้ชายโถงมานอนเฝ้าเล้า (ตอกครั้งที่ ๖ ให้ได้ชายโสดมานอนเฝ้ายุ้งข้าว) ตอกบาดเจ็ด ให้ได้ผู้เฒ่ามานอนเฝ้าเรือน (ตอกครั้งที่ ๗ ให้ได้คนแก่มานอนเฝ้าบ้าน) โอมอุอะมุมะมูนมามหามุนมังฯ”
๑๔๐ พราหมณ์ตอกสิ่วที่เสาขวัญ จากนั้นจะช่วยกันปูที่นอนให้ตามั่นคำทองนอน ขณะที่นอนจะห่มผ้าคลุมหัว คลุมเท้า และ นอนกรน ผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านก็จะนอนอยู่ข้าง ๆ ด้วย แล้วผู้ร่วมพิธีคนหนึ่งก็จะทำเสียงไก่ขัน ๓ ครั้ง เสมือนว่าถึงเวลารุ่งเช้าที่จะต้องตื่นแล้ว ทุกคนก็จะตื่นขึ้นมา แล้วตามั่นคำทองก็จะบอกว่าเมื่อคืนฝัน โดยมีการเล่าความฝันตามที่พระมหาปรีชา ปริญญาโณ กล่าวไว้ว่า “เมื่อคืนฝันหลดฝันประหลาด ฝันว่าเพิ่นนี้จูงแขนเข้าพาขวัญเกาะก่าย ฝันว่าเพิ่นนี้จับไข่ป้อนให้แก่เฮา เหมิดกระบวนแล้วคนเมือเกลี้ยงอ่อยห่อย ฝันว่าน้องพี่จับจ่องนิ้วเอาอ้ายเข้าบ่อนนอน” (เมื่อคืนฝันประหลาด ฝันว่าคนผู้นี้มาจูงขาเข้าพาขวัญ (บายศรีสู่ขวัญ) แล้วป้อนไข่ให้กับเรา เสร็จแล้ว คนก็กลับกันหมด ฝันว่าพี่น้องจูงแขนเราเข้านอน) เมื่อเล่าความฝันแล้ว ตามั่นคำทองก็จะให้พรว่า “นอนหลับให้เจ้าได้เงินหมื่น นอนตื่นให้เจ้าได้เงินแสน แปมือมาให้เจ้าได้แก้วมณีโชติ โทษฮ้ายอย่ามา พาน ฝูงมารอย่าได้มาข้องฝูงพี่น้องมิตรหมู่สหาย โอม สหมฯ” (เมื่อนอนหลับก็ขอให้ได้เงินหมื่น เมื่อนอนตื่นก็ขอให้ได้เงินแสน แบมือมาก็ขอให้ได้แก้วมณี สิ่งเลวร้าย หมู่มารอย่าได้มาแผ้วพานญาติพี่น้องทั้งหลาย) พราหมณ์และเจ้าของบ้านนอนหลับฝันดี พราหมณ์ก็จะผูกด้ายหรือฝ้ายที่ข้อมือให้กับเจ้าของบ้าน เพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจ ให้กับเจ้าของบ้าน จากนั้นผู้ร่วมพิธีที่มาร่วมงานก็จะทยอยผูกข้อมือให้กับเจ้าของบ้านเช่นกัน เป็นอัน เสร็จพิธี ผู้ร่วมพิธีก็จะรับประทานอาหารร่วมกัน ๗.๓.๑ คำเชิญขวัญ ศรีศรีสิทธิพระพร บวรแวนวิเศษ อเนกเตโซ ชัยมังคละมหาสิริมังคเลส ศาสตเภทอาคม ขุนบุฮมปุนแปงแล้ว ให้ลูกแล้วออกกินเมือง ฤทธีเฮืองทะรงแท่น มื้อนี้แม่นมหาคุณ ขุนแถนดาแต่งแล้ว ให้ลูก แก้ววิ่งลงมา เป็นราชาสืบสร้างเมืองมิ่งกว้างนาครอง วันปองเป็นโชค ไตร โลกย่อมลือชาทะรงอานุภาพยิ่ง เป็นเจ้าจอมมิ่งเมืองแมน ทะรงแท่นถนัดล้ำ มื้อนี้ค้ำคูณคง พญาจัก ทะรงทศราช พรหมนาถเล่าแถมพร พระอิศวร หลอนแถมโชค พระนารายณ์โยคสิทธิชัย ท้าวสหัสนัย ประสาทฝนห่าแก้ว ใจผ่องแผ้วบริสุทธิ์ อุตตมโยค อุดคมโยค อุตตมติถี อุตตมนิธี อุคตมศรีพิลาส อิน ทะพาส พร้อมไตรยางค์ ทั้งนาวางคาดคู่ พร้อมกันอยู่สอน ลอนอาทิตย์จรจันทะลึก อังคารถึกมหาชัย พุธพหัสไป เป็นโซค ศุกร์เสาร์โยคเดชมงคล อันเป็นผลหลายประโยค อุตตมโชคแท้ตีหลี มเหสักขีหลิง
๑๔๑ ล่ำโลก ให้หายทุกข์โศกนานา อภัยราชาขึ้นทะรงแท่น หายโพยแม่นวันดี กัณหาชาลีเมือฮอตปู่ สถิตย์ อยู่เย็นใจ ท้าวศรีสญชัยภูวนาถ นิมนต์ราชบุตตา ให้เป็นราชาดังเก่า เป็นเจ้าเล่าสองที วันนี้เป็นวันดิถี ทั้งห้า เจ้าฟ้าเล่าแถมคุณ พรหมมะปุนปองราช พรแก้วอาชสิบประการ วรสารตัว องอาจ ขึ้นสู่อาสน์ เร็งโญ วันนี้โพธิญาณหน่อฟ้า เตชะ กล้าเสวยเมือง พระบุญเฮืองคุ้มครองไพร่ ทศราชใต่ตาม ธรรม จำนำสัตว์ให้พ้น วันนี้ดีลื่นล้นประมาณ หุระมาน ใจผ่องแผ้ว นิรมิดรผาสาทแก้วก่อแปงเมือง นาครอง เฮืองทศราช เชียงเครืออาจขุนเม็ง เงินยวงเซงเนาว์เนืองคับคั่ง สะพรั่งพร้อมฝูงหมู่เสนา เทวดามาเป็น บริวาร แวดล้อม มาอยู่อ้อมทุกหมู่โยธา ทังนาคานาคีครุฑนาค ทุกภาคพร้อมธรณี เมฆลาศรีสาวท่าว เชื้อท่อนท้าว บรเมศวร บรมวรฤทธีกล้า เอาแผ่นฟ้าขี่ตางญาณ กุมภกัณดาลยมราช จตุโลกอาจองค์หลวง ทั้งดวง บนบุรม เจ้าฟ้า เตชะกล้ากว่าสิ่งทั้งหลาย จึงยายยังพระพรแลควง จุ้มลงมาตุ้มฝูงคน ให้หายกังวลแล เดือดฮ้อน โพยพยาธิร้อนพ่ายไป ทั้งภายในและภายนอก แคนต้าวคอกคีรีพระฤๅษีสิทธิเดช จบเทพ พร้อมอาคม นิยมประสิทธิ์ประสาท พรแก้วอาจดวงดี มื้อนี้แม่นมื้อสรร วันนี้แม่นวันชอบ ประกอบด้วยรึกงามยามดี เป็นศรีสิทธิชัยมงคลดิเรกอเนกสวัสดีแท้ดีหลี บัดนี้ฝูงข้าน้อย ใจชื่นช้อยยินสะออน ขอโอมอ่านอวยพรแก่...... ผู้ทะรงคุณคามมาก ข้าน้อยหากขอ วอน คุณอนุสรณ์สามสิ่ง คือ รัตนตรัยแก้วกิ่งดวงดี กับทั้งคุณประเศริฐศรีทุกแห่ง ทุกแหล่งหล้าสรวง สวรรค์ มาเสกสรรเป็นพระพร คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ อาโรคยะ ปฏิภาณอธิปติคุณสารสมบัติทุก เยื่อง ขอเดชะอานุภาพ กระเดื่องธรณี ดังแสงสุรีย์ส่องสว่างโลก หายทุกข์โศก สวัสดี ชยตุ ภวัง ชัยมัง คลัง จงเป็นชัยมงคล อันแวนยิ่ง ถ้วนทุกสิ่งบริบูรณ์นั้นเทอญ ๗.๓.๒ คำสู่ขวัญขึ้นบ้านใหม่ ศรีศรีสิทธิพระพร บวรพิเศษ อติเรกเตโช ชัยมังคลาดิเรก อเนกสวัสดี ไมตรีจงมีแก่ท้าวพญา เสนาอำมาตย์ศรีธาตุราชกุมาร ให้อยู่สุขสำราญ ตราบต่อเท่าภริยา ทั้งบุตตาแลลูกเต้า ขอให้ได้เป็นเจ้า เป็นใหญ่แก่กว่าคนทั้งหลาย คีงสำบายบางล้ำเลิศ ข้าแก้วเกิดกลางโฮงทั้งรี้พลแลไพร่น้อย อายุค้อย จากชีวัง ขอให้มีอายุยืนยาวบ่น้อย ขอให้ได้ฮอดฮ้อยเก้าขวบเนานาน ฝูงหมู่ศัตรูมารอย่ามาเบียดบังได้ ขอให้พระแก่นไท้มาตรัสส่องสรญาณ ลงมาโจมขวัญหลานเจ้าให้ใหญ่สูง ลงมาจูงขวัญหลานเจ้าขึ้นให้ กว้าง ศรีศรีมื้อนี้แม่นมือดี ศรีศรีมื้อนี้แม่นมื้อหมั้นหมั้นให้เจ้าหมั้นยิ่งกว่าก้อนผาแอ่น หมั้นให้เจ้าหมั้น ยิ่งกว่าแท่นพระจวงพระจันทร์ หมั้นให้เจ้าหมั้นยิ่งกว่าเครือเขาหลวงไกรลาส หมั้นให้เจ้าหมั้นยิ่งกว่า อากาศตูนตะวัน หมั้นให้เจ้าหมั้นยิ่งกว่าพระจันทร์ ใสส่องแจ้ง หมั้นให้เจ้าหมั้นยิ่งกว่าเขากวางยาม
๑๔๒ เดือนสี่ หมั้นให้เจ้าหมั้นยิ่งกว่าเสากี่ลูกสาวพญาแถน พญาพรหมฟากฟ้า มื้อนี้แม่นมื้อชะง้า หมอเฒ่า ว่ามื้อแข็งวันดี วันดิถีอมุตตโชคสิทธิ์โยคพร้อมอุตตมังคลา เพิ่นจึงไปอาราธนาอาจารย์ผู้ฉลาด มานั่ง อาสน์คูณขวัญคูณขวัญ ขึ้นเสมอจอมผาสาท คูณขวัญขึ้นเสมอธาตุศรีจันทร์ มื้อนี้แม่นมื้อสันวันนี้แม่น วันดี วันดิถีอมุตตโชค โตกนี้หากแม่นโตกไม้จันทร์ขันนี้หากแม่นขันไม้แก้ว ขุนนางตกแต่งแล้วจึงให้ ข้อยคูณขวัญ วันนี้แม่นวันดี ข้อยจึงสู่ขวัญแก้วกู่เกิดกลางเมือง บุญเฮืองงามยิ่งย้อย ทังหนุ่มน้อยแล ปานกลางทังสาวฮามแลเฒ่าแก่ พ่อแม่พร้อมลูกเต้าแลนารี ทั้งเศรษฐีแลทวยค้า ถ้วนหน้าหมู่ชาวเมือง บุญเฮืองงามเลิศฟ้า ขึ้นขี่คอม้าเอิ้นเฮียกเอาขวัญ มาพลันพร่ำพร้อมเถ้าแก่มานั่งล้อมเจ้าอยู่สอนลอน เหมิดแต่เฮาท่อนี้แล้ว ยอพาขวัญขึ้นมันบ่มีแกน เหมิดแต่เฮาท่อนี้แล้ว ยอพาขวัญขึ้นมันก็บ่มีได้ ขอแก่ พระแก่นไท้เจ้าผู้มีบุญ มาช่อยคูณช่อยยอขวัญหลานเจ้าเนอ ข้อยจักเชิญเอาเจ้ามาดฟ้าผู้อยู่ก้ำฝ่าย เหนือ มาช่อยคูณช่อยยอขวัญหลานเจ้าเนอข้อยจักเชิญเอานางคำเฝือผู้อยู่ก้ำฝ่ายใต้ มาช่อยคูณช่อย ยอขวัญหลานเจ้าเนอ ข้อยจักเชิญเอานางแอกไค้ ผู้อยู่หออาสนาดำ มาช่อยคูณช่อยยอขวัญหลานเจ้า เนอ สิบหมอสดำลุกมาแต่ภูน้อยมาช่อยคูณช่วยยอ ขวัญหลานเจ้าเยอ สามสิบหมอน้อยลุกมาแต่เมือง หลวง มาช่อยคูณช่อยยอขวัญหลานเจ้าเนอ สี่สิบหมอหลวงลุกมาแต่เมืองฟ้า มาช่อยคูณช่อยยอขวัญ หลานเจ้าเนอ ห้าสิบหมอกล้าลุกมาแต่ภูหอภูโฮงมาช่อยคูณช่อยยอขวัญหลานเจ้าเนอ หมออันนี้เป็น หมอกะจา คาถาอันนี้คาถาตั้งแต่เค้า หมอเฒ่าแต่โบราณเจ็ดใบยอเพิ่นซิเอามาหมูนเจ้าแล้ว เจ็ดใบคูณ เพิ่นซิเอามาค้ำเจ้าแล้ว น้ำเต้าแก้วออกบ่อกินเย็น ก็หากเป็นดีหลีเหมือนระสีอยู่ฟากฟ้า มีข้อยข้าหลวง หลาย งัวควายหลายคับคอก ช้างม้าออกเนืองนัน คำตันแก้ววิเศษ หน่อแก้วเกิดกลางเมือง คำเหลือง ไม้โพธิ์ไทรสีไววรแก่นหน้า คนแก่กล้านั้นแม่นหุระมาน คนหาญนั้นแม่นท้าวสังครีพ ถีบม้าแก้วอวนเข้า คูณขวัญ มาเยอขวัญเยอ ขวัญเจ้าไปปลูกพลูเป็นฮากก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าไปปลูกหมากเป็นใบ ก็ให้มาลามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าไปปลูกหัวสิงใคเขียวอ่อน ก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้ มานำทางคนท่อง มานำ ป่องคนเทียวมากินข้าวต้มแลของหวาน มากินน้ำตาลแลน้ำอ้อย หมอเฒ่าเอิ้นจ้อย ๆ ขวัญเจ้าให้ฟ่าว มา มาเยอขวัญเอย ขวัญในแลขวัญนอกขวัญขอกแลขวัญคาง ขวัญแอวบางกลมกิ่ว ขวัญท้องน้อยแล ฮาวนม ขวัญผมดำดูอาจ ขวัญปากต้านแล้วเจระจา ขวัญตาแลขวัญคิ้ว ขวัญนิ้วแลขวัญแขน ขวัญขา แพนกลางไหล่ ระใหม่นั่นขวัญหู ก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้ มาเยอขวัญเอย กินข้าวผีให้เจ้าฮาก เคี้ยวหมากผี ให้เจ้าคาย ให้เจ้าคืนมาดายท้องเปล่า ให้เจ้ามาอยู่สืบสร้างดอมแม่มารดา ทังปิตาและเชื้อโคตร อย่า กริ้วโกรธโกธา ให้เจ้ามารักษาตนตัวเจ้า ตราบต่อเฒ่า ทียระฆาก็ข้าเทอญ ในพิธีขึ้นบ้านใหม่ บางครั้งก็จะจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญให้กับเจ้าบ้าน พิธีทำบุญตักบาตรถวาย ภัตตาหารแด่พระสงฆ์ร่วมไปด้วย ทั้งนี้ขึ้นกับความสะดวกและความต้องการของเจ้าของบ้าน ใน
๑๔๓ พิธีกรรมขึ้นบ้านใหม่แบบดั้งเดิมตามประเพณีอีสานนี้ บางพื้นที่พิธีกรรมนี้ก็ได้หายไปแล้ว หรืออาจมี การปรับเปลี่ยนขั้นตอนไปบ้างเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย บางที่อาจจะมีเพียงการทำบุญตักบาตรถวาย ภัตตาหารแด่พระสงฆ์ อย่างไรก็ตาม ล้วนแต่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างขวัญ กำลังใจ และความเป็น สิริมงคล ความเจริญรุ่งเรืองให้กับตนเองและครอบครัว สิ่งที่ได้จากการทำพิธีกรรมนี้ แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาดีที่มีให้แก่กันและกันของคนใน ชุมชน การอวยพรและแสดงความยินดีให้การเริ่มต้นเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหม่นั้นมีความพรั่งพร้อม อุดมสมบูรณ์ เจริญรุ่งเรือง และมีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป การให้ความเคารพนับถือผู้เฒ่าผู้แก่ที่ เปรียบเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ การรวมญาติมิตรพี่น้องที่จะเป็นผู้ช่วยเหลือค้ำจุนกัน การใช้หลักจิตวิทยาที่ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่กันและกันของคนในชุมชน เพื่อให้สังคมอยู่ ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ๗.๔ เลื่อนตำแหน่ง การสู่ขวัญหรือสูดขวัญเป็นประเพณีอยู่ในทุกขั้นตอนชีวิตของชาวอีสาน เมื่อมีความก้าวหน้า เจริญในอาชีพการงาน มีการเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลให้เกิดขวัญเพื่อความ เจริญรุ่งเรืองในชีวิต โดยมีการผูกเชือกด้ายสีขาวที่ข้อมือผู้สู่ขวัญ หรือผูกให้กันและกัน แสดงออกถึง สายใยแห่งความผูกพันและเอื้ออาทรต่อกันอย่างยิ่งสามารถสรุปขั้นตอนได้ดังนี้ ๗.๔.๑ เจ้าภาพจะต้องตระเตรียมกำหนดวัน เวลา และเชื้อเชิญแขกเพื่อนบ้านมาใน งาน ๗.๔.๒ เตรียมพาขวัญ จะจัดเป็นพาขวัญ ๓,๕,๗, หรือ ๙ ชั้น ก็ได้ ชั้นที่ ๑ ใส่กล้วย ขนม ข้าวต้มมัด หรืออาหารประเภทขนมและผลไม้ ส่วนอื่น ๆ จะใส่ดอกไม้ ธูปเทียน หมาดพลู ยาสูบ พร้อมด้ายผูกแขน เป็นต้น ๗.๔.๓ หมอขวัญ ซึ่งเป็นเจ้าพิธีในการสวดบทสูดขวัญ เจ้าพิธีนี้จะสวดเป็นทำนองคล้าย ๆ ลำ ของภาคอีสาน ผู้ที่มาร่วมพิธีจะนั่งพนมมือล้อมวงฟังอย่างสงบ ครั้นสวดมาถึงตอนว่า...มาเย้อขวัญ...ผู้ ที่มาจะช่วยกันกู่ร้องตอบรับว่า..มาเย้อขวัญเอย..ยิ่งเสียงดังมากเท่าใดยิ่งดี ๗.๔.๔ ผูกข้อมืออวยพร ครั้นหมดขวัญสวดบทสู่ขวัญจบแล้ว ก็ผูกข้อมือเจ้าของขวัญและอวย ชัยให้พร โดยญาติจะนำด้ายในพิธีมาผูกมือเจ้าของขวัญอาจจะมีเงินมาช่วยปลอบขวัญในครั้งนี้ด้วย หลังจากนั้นก็ร่วมรับประทานอาหารเป็นการเฉลิมฉลองพิธีสู่ขวัญ
๑๔๔ ๗.๔.๕ คำเชิญขวัญ ศรีศรีสิทธิพระพร บวรแวนวิเศษ อเนกเตโซ ชัยมังคละมหาสิริมังคเลส ศาสตเภทอาคม ขุนบุฮมปุนแปงแล้ว ให้ลูกแล้วออกกินเมือง ฤทธีเฮืองทะรงแท่น มื้อนี้แม่นมหาคุณ ขุนแถนดาแต่งแล้ว ให้ลูก แก้ววิ่งลงมา เป็นราชาสืบสร้างเมืองมิ่งกว้างนาครอง วันปองเป็นโชค ไตร โลกย่อมลือชาทะรงอานุภาพยิ่ง เป็นเจ้าจอมมิ่งเมืองแมน ทะรงแท่นถนัดล้ำ มื้อนี้ค้ำคูณคง พญาจัก ทะรงทศราช พรหมนาถเล่าแถมพร พระอิศวร หลอนแถมโชค พระนารายณ์โยคสิทธิชัย ท้าวสหัสนัย ประสาทฝนห่าแก้ว ใจผ่องแผ้วบริสุทธิ์ อุตตมโยค อุดคมโยค อุตตมติถี อุตตมนิธี อุคตมศรีพิลาส อิน ทะพาส พร้อมไตรยางค์ ทั้งนาวางคาดคู่ พร้อมกันอยู่สอน ลอนอาทิตย์จรจันทะลึก อังคารถึกมหาชัย พุธพหัสไป เป็นโซค ศุกร์เสาร์โยคเดชมงคล อันเป็นผลหลายประโยค อุตตมโชคแท้ตีหลี มเหสักขีหลิง ล่ำโลก ให้หายทุกข์โศกนานา อภัยราชาขึ้นทะรงแท่น หายโพยแม่นวันดี กัณหาชาลีเมือฮอตปู่ สถิตย์ อยู่เย็นใจ ท้าวศรีสญชัยภูวนาถ นิมนต์ราชบุตตา ให้เป็นราชาดังเก่า เป็นเจ้าเล่าสองที วันนี้เป็นวันดิถี ทั้งห้า เจ้าฟ้าเล่าแถมคุณ พรหมมะปุนปองราช พรแก้วอาชสิบประการ วรสารตัว องอาจ ขึ้นสู่อาสน์ เร็งโญ วันนี้โพธิญาณหน่อฟ้า เตชะ กล้าเสวยเมือง พระบุญเฮืองคุ้มครองไพร่ ทศราชใต่ตาม ธรรม จำนำสัตว์ให้พ้น วันนี้ดีลื่นล้นประมาณ หุระมาน ใจผ่องแผ้ว นิรมิดรผาสาทแก้วก่อแปงเมือง นาครอง เฮืองทศราช เชียงเครืออาจขุนเม็ง เงินยวงเซงเนาว์เนืองคับคั่ง สะพรั่งพร้อมฝูงหมู่เสนา เทวดามาเป็น บริวาร แวดล้อม มาอยู่อ้อมทุกหมู่โยธา ทังนาคานาคีครุฑนาค ทุกภาคพร้อมธรณี เมฆลาศรีสาวท่าว เชื้อท่อนท้าว บรเมศวร บรมวรฤทธีกล้า เอาแผ่นฟ้าขี่ตางญาณ กุมภกัณดาลยมราช จตุโลกอาจองค์หลวง ทั้งดวง บนบุรม เจ้าฟ้า เตชะกล้ากว่าสิ่งทั้งหลาย จึงยายยังพระพรแลควง จุ้มลงมาตุ้มฝูงคน ให้หายกังวลแล เดือดฮ้อน โพยพยาธิร้อนพ่ายไป ทั้งภายในและภายนอก แคนต้าวคอกคีรีพระฤๅษีสิทธิเดช จบเทพ พร้อมอาคม นิยมประสิทธิ์ประสาท พรแก้วอาจดวงดี มื้อนี้แม่นมื้อสรร วันนี้แม่นวันชอบ ประกอบด้วยรึกงามยามดี เป็นศรีสิทธิชัยมงคลดิเรกอเนกสวัสดีแท้ดีหลี บัดนี้ฝูงข้าน้อย ใจชื่นช้อยยินสะออน ขอโอมอ่านอวยพรแก่...... ผู้ทะรงคุณคามมาก ข้าน้อยหากขอ วอน คุณอนุสรณ์สามสิ่ง คือ รัตนตรัยแก้วกิ่งดวงดี กับทั้งคุณประเศริฐศรีทุกแห่ง ทุกแหล่งหล้าสรวง สวรรค์ มาเสกสรรเป็นพระพร คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ อาโรคยะ ปฏิภาณอธิปติคุณสารสมบัติทุก เยื่อง ขอเดชะอานุภาพ กระเดื่องธรณี ดังแสงสุรีย์ส่องสว่างโลก หายทุกข์โศก สวัสดี ชยตุ ภวัง ชัยมัง คลัง จงเป็นชัยมงคล อันแวนยิ่ง ถ้วนทุกสิ่งบริบูรณ์นั้นเทอญ
๑๔๕ ๗.๔.๖ คำสู่ขวัญเลื่อนตำแหน่ง ศรีศรีสิทธิพระพร บวรพิเศษ อติเรกเตโช ชัยมังคลาดิเรก อเนกสวัสดี ไมตรีจงมีแก่ท้าวพญา เสนาอำมาตย์ศรีธาตุราชกุมาร ให้อยู่สุขสำราญ ตราบต่อเท่าภริยา ทั้งบุตตาแลลูกเต้า ขอให้ได้เป็นเจ้า เป็นใหญ่แก่กว่าคนทั้งหลาย คีงสำบายบางล้ำเลิศ ข้าแก้วเกิดกลางโฮงทั้งรี้พลแลไพร่น้อย อายุค้อย จากชีวัง ขอให้มีอายุยืนยาวบ่น้อย ขอให้ได้ฮอดฮ้อยเก้าขวบเนานาน ฝูงหมู่ศัตรูมารอย่ามาเบียดบังได้ ขอให้พระแก่นไท้มาตรัสส่องสรญาณ ลงมาโจมขวัญหลานเจ้าให้ใหญ่สูง ลงมาจูงขวัญหลานเจ้าขึ้นให้ กว้าง ศรีศรีมื้อนี้แม่นมือดี ศรีศรีมื้อนี้แม่นมื้อหมั้นหมั้นให้เจ้าหมั้นยิ่งกว่าก้อนผาแอ่น หมั้นให้เจ้าหมั้น ยิ่งกว่าแท่นพระจวงพระจันทร์ หมั้นให้เจ้าหมั้นยิ่งกว่าเครือเขาหลวงไกรลาส หมั้นให้เจ้าหมั้นยิ่งกว่า อากาศตูนตะวัน หมั้นให้เจ้าหมั้นยิ่งกว่าพระจันทร์ ใสส่องแจ้ง หมั้นให้เจ้าหมั้นยิ่งกว่าเขากวางยาม เดือนสี่ หมั้นให้เจ้าหมั้นยิ่งกว่าเสากี่ลูกสาวพญาแถน พญาพรหมฟากฟ้า มื้อนี้แม่นมื้อชะง้า หมอเฒ่า ว่ามื้อแข็งวันดี วันดิถีอมุตตโชคสิทธิ์โยคพร้อมอุตตมังคลา เพิ่นจึงไปอาราธนาอาจารย์ผู้ฉลาด มานั่ง อาสน์คูณขวัญคูณขวัญ ขึ้นเสมอจอมผาสาท คูณขวัญขึ้นเสมอธาตุศรีจันทร์ มื้อนี้แม่นมื้อสันวันนี้แม่น วันดี วันดิถีอมุตตโชค โตกนี้หากแม่นโตกไม้จันทร์ขันนี้หากแม่นขันไม้แก้ว ขุนนางตกแต่งแล้วจึงให้ ข้อยคูณขวัญ วันนี้แม่นวันดี ข้อยจึงสู่ขวัญแก้วกู่เกิดกลางเมือง บุญเฮืองงามยิ่งย้อย ทังหนุ่มน้อยแล ปานกลางทังสาวฮามแลเฒ่าแก่ พ่อแม่พร้อมลูกเต้าแลนารี ทั้งเศรษฐีแลทวยค้า ถ้วนหน้าหมู่ชาวเมือง บุญเฮืองงามเลิศฟ้า ขึ้นขี่คอม้าเอิ้นเฮียกเอาขวัญ มาพลันพร่ำพร้อมเถ้าแก่มานั่งล้อมเจ้าอยู่สอนลอน เหมิดแต่เฮาท่อนี้แล้ว ยอพาขวัญขึ้นมันบ่มีแกน เหมิดแต่เฮาท่อนี้แล้ว ยอพาขวัญขึ้นมันก็บ่มีได้ ขอแก่ พระแก่นไท้เจ้าผู้มีบุญ มาช่อยคูณช่อยยอขวัญหลานเจ้าเนอ ข้อยจักเชิญเอาเจ้ามาดฟ้าผู้อยู่ก้ำฝ่าย เหนือ มาช่อยคูณช่อยยอขวัญหลานเจ้าเนอข้อยจักเชิญเอานางคำเฝือผู้อยู่ก้ำฝ่ายใต้ มาช่อยคูณช่อย ยอขวัญหลานเจ้าเนอ ข้อยจักเชิญเอานางแอกไค้ ผู้อยู่หออาสนาดำ มาช่อยคูณช่อยยอขวัญหลานเจ้า เนอ สิบหมอสดำลุกมาแต่ภูน้อยมาช่อยคูณช่วยยอ ขวัญหลานเจ้าเยอ สามสิบหมอน้อยลุกมาแต่เมือง หลวง มาช่อยคูณช่อยยอขวัญหลานเจ้าเนอ สี่สิบหมอหลวงลุกมาแต่เมืองฟ้า มาช่อยคูณช่อยยอขวัญ หลานเจ้าเนอ ห้าสิบหมอกล้าลุกมาแต่ภูหอภูโฮงมาช่อยคูณช่อยยอขวัญหลานเจ้าเนอ หมออันนี้เป็น หมอกะจา คาถาอันนี้คาถาตั้งแต่เค้า หมอเฒ่าแต่โบราณเจ็ดใบยอเพิ่นซิเอามาหมูนเจ้าแล้ว เจ็ดใบคูณ เพิ่นซิเอามาค้ำเจ้าแล้ว น้ำเต้าแก้วออกบ่อกินเย็น ก็หากเป็นดีหลีเหมือนระสีอยู่ฟากฟ้า มีข้อยข้าหลวง หลาย งัวควายหลายคับคอก ช้างม้าออกเนืองนัน คำตันแก้ววิเศษ หน่อแก้วเกิดกลางเมือง คำเหลือง ไม้โพธิ์ไทรสีไววรแก่นหน้า คนแก่กล้านั้นแม่นหุระมาน คนหาญนั้นแม่นท้าวสังครีพ ถีบม้าแก้วอวนเข้า คูณขวัญ มาเยอขวัญเยอ ขวัญเจ้าไปปลูกพลูเป็นฮากก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าไปปลูกหมากเป็นใบ
๑๔๖ ก็ให้มาลามื้อนี้วันนี้ ขวัญเจ้าไปปลูกหัวสิงใคเขียวอ่อน ก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้ มานำทางคนท่อง มานำ ป่องคนเทียวมากินข้าวต้มแลของหวาน มากินน้ำตาลแลน้ำอ้อย หมอเฒ่าเอิ้นจ้อย ๆ ขวัญเจ้าให้ฟ่าว มา มาเยอขวัญเอย ขวัญในแลขวัญนอกขวัญขอกแลขวัญคาง ขวัญแอวบางกลมกิ่ว ขวัญท้องน้อยแล ฮาวนม ขวัญผมดำดูอาจ ขวัญปากต้านแล้วเจระจา ขวัญตาแลขวัญคิ้ว ขวัญนิ้วแลขวัญแขน ขวัญขา แพนกลางไหล่ ระใหม่นั่นขวัญหู ก็ให้มาสามื้อนี้วันนี้ มาเยอขวัญเอย กินข้าวผีให้เจ้าฮาก เคี้ยวหมากผี ให้เจ้าคาย ให้เจ้าคืนมาดายท้องเปล่า ให้เจ้ามาอยู่สืบสร้างดอมแม่มารดา ทังปิตาและเชื้อโคตร อย่า กริ้วโกรธโกธา ให้เจ้ามารักษาตนตัวเจ้า ตราบต่อเฒ่า ทียระฆาก็ข้าเทอญ ๘. การสะเดาะเคราะห์(แต่งแก้) เป็นการปัดเป่าความชั่วร้ายให้หายและบรรเทาลง โดยการสู่ขวัญเป็นการทำเพื่อ สร้างขวัญและกำลังใจให้กับบุคคลหรือชาวบ้านในช่วงวิกฤตที่เกิดขึ้น และให้ชาวบ้านได้รู้สึกอบอุ่น ใจ จะมีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้ ๘.๑ เครื่องบูชาสักการะแทนบุคคล ประกอบด้วย เทียนฮอบหัวคาคิง เทียนใจมือ ตีความ สัญลักษณ์จะเห็นว่า ส่วนของเทียนเป็นองค์ประกอบที่ให้ความสว่างกับชีวิตให้มีความรุ่งเรือง รุ่งโรจน์ ส่วนฝ้ายผูกแขน ฝ้ายโยงดวงชะตา แทนเส้นเวรกรรมและความผูกพันของครอบครัว รวมถึงการ ปกป้องสิ่งไม่ดีให้ไกลจากร่างกาย หุ่นคนจากกาบกล้วย แทนตัวบุคคลหรือมนุษย์ที่อยู่ศูนย์กลางของ ระบบทักษา ๘.๒ เครื่องบูชาสักการะแทนความอุดมสมบูรณ์ประกอบด้วย ข้าวเหนียว ข้าวจ้าว ข้าว ดำ ข้าวแดง ข้าวเหลือง ข้าวตอกแตก ดอกไม้ ปลาแห้ง หอมซอย กระเทียม เมี่ยง แร้ง กา หมู หมา แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ และการบูชาที่ต้องการให้ชีวิตของตนเองมีข้าวปลาอาหาร ครบถ้วน จึงได้นำมาบูชาในช่องต่าง ๆ ส่วนไม้ใส่ฝ้ายที่ปักรอบกระทงแต่งเสียเคราะห์เป็นไม้แทน เศวตฉัตร พัดจามร ทุงช่อ ทุงแดง ทุงดำ ฯลฯ ซึ่งเป็นเครื่องสูงสำหรับกระบวนแห่เกียรติยศของ พระมหากษัตริย์หรือเจ้านายชั้นสูง ส่วนฝ้ายแต่ละชั้นเปรียบเสมือนสวรรค์ชั้นต่างๆ และศูนย์รวมของ จักรวาล จะเห็นได้ว่า “การแต่งเสียเคราะห์” จะใช้ระบบทักษาและเทวดาอัฐทิศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ในการบวงสรวง โดยพื้นฐานความเชื่อจากเทวดาและระบบการวางผังดวงชะตาที่มาจากอินเดีย โบราณ มีบรรดาพืชพรรณธัญญาหาร เป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์ของชีวิตทั้งด้านความมั่นคง ทางอาหาร ทางร่างกาย และทางจิตใจ
๑๔๗ ๘.๓ คำแต่งแก้ โอมพุทโธ เอหิจิ อุปัททะโว โอมนะโม ข้าจักเชิญพระเทโวตนเป็นเค้า กับทั้งศรีสะอาดเจ้านาง นาถธรณีผู้มีฤทธีแรงกล้า ผีอยู่ใต้ลุ่มฟ้าทั้งหมู่พญามาร มีหมู่โยธาหาญอนันต์เนก ขั้นขี่ช้างแก้วฆะริ เมฆะรา ตีนหลังยังอยู่แผ่นฟ้า ตีนหน้าเหยียบแผ่นธรณี สำแดงฤทธิ์ใกล้แน่แก้วผู้เลิศแล้วองค์ประเสริฐ สัพพัญญ มารก็ยิงธนูดังคื่นก้องกลายเป็นดอกไม้ก้านก่องบัวบาน ฝูงพญามารเห็นหลาก อันนี้หากบุญ มากกว่าตนกู มารศัตรูว่าจักฆ่า จับดาบกลัาขรรค์ชัย ผายผันไปบ่ยั้ง ตั้งหน้าต่อพระสัพพัญญ เข้าไปถู กับแท่นแก้ว ว่าจักฆ่าให้แล้วโดยพลัน แต่นั้นพระจอมธรรม์สิทธิ์เดช คอยสังเกตเป็นอันดี พระก็คิดถึง ความบ่ยั้งตั้งใจต่อบารมี พระก็ทำฤทธีอนันต์เนกเฮืองฮุงเมฆเมโฆแต่นั้นพระสักโกอินทาธิราช สะพาส พร้อมฝูงหมู่เทวดาเห็นพยามารเลยสะท้าน ปบต่าวบ้านคืนหนี ยังแต่พระนางธรณีศรีสะอาดบ่ป๋าพระ บาทสัพพัญญู เห็นมารศัตรูมาบังเบียดก็จึงเคียดอยู่ในจิต นางจึงคิดถึงบารมีพระไมตรียอดแก้ว อัน สร้างแล้วแต่ภายหลัง สังขยามาหลายชาตินางนารถน้อยบ่อถอยกลับ เอามือจับเกศเกล้า ฮีตแต่เหง้า ถึงปลาย เป็นน้ำหลายไหลหลั่ง น้ำอังท่วมฝูงหมู่พญามารทั้งหลายสารจมจุ่มน้ำท่วมทุ่มไหลนอง มาร ตายกองเดียรดาษ เคราะห์แล่นฟาดมาเกี่ยวคำฝัน พยาธิเกิดในตน นางแก้ นางสา ฝันว่าคนครัวหนี จากบ้าน นางแก้ นางสา ฝันว่าย่านเพราะเห็นเสือ นางแก้ นางสา ฝันว่าได้ขี่เรือไปค้าแล้วหล่ม นางแก้ นางสา ฝันว่าเขาตอกกับตีน นางแก้ นางสา ฝันว่าปีนขึ้นต้นไม้ขึ้นได้แล้วต่าวตกลง นางแก้ นางสา ฝัน ว่าตนเองเกิดเป็นหนอน นางแก้ นางสา ฝันเห็นหลวงตาโกนคิ้วและแถหัว นางแก้ นางสา ฝันว่าเขา เอาตัวไปปาดลิ้นสีนคาง นางแก้ นางสา ฝันว่าเพิ่นปาดชิ้นแหล่ผิวหน้า นางแก้ นางสา ฝันว่าเขาเอาไป ขังใส่คอก นางแก้ นางสา ฝันว่า เขาฮื้อออกเอาของ นางแก้ นางสา ฝันว่าเขามาปองถามหนี้ นางแก้ นางสา ฝันว่านั่งเบ่งขี้เป็นอาจม นางแก้ นางสา ฝันว่าลุยตมพง และขี้สึก ฝันว่าสาวหิ้วปีกเมือนอนนำ นางแก้ นางสา ฝันว่าไปอยู่นำปู่ย่าและตายาย ผู้เผิ่นตายไปก่อน นางแก้ นางสา ฝันว่าได้เก็บต่อนเงิน คำ นางแก้ นางสา ฝันว่าไปตกชำบวกช้าง นางแก้ นางสา ฝันว่าไปตกสร้างบวกควาย นางแก้ นางสา ฝันว่าจับคัณทวยทาขมิ้น นางแก้ นางสา ฝันว่า ได้ใช้ลิ้นอ่านคำโคลง นางแก้ นางสา ฝันว่าสักกะโยง ฟ้อนแอ่น ฝันว่าได้ฟ้อนแอ่นนำสาว ผันว่าคาดไฟยาวพากันแห่ นางแก้ นางสา ฝันว่าเขาแผ่เนื้อแหล่ หนังคีง นางแก้ นางสา ฝันว่าเขาตีคีง และผูกศอก นางแก้ นางสา ฝันว่าเขาเหล่าท่อนเนื้อ ฝันว่าได้นุ่ง เสื้อไหมคำ ฝันว่าหมาดำไล่คาบ นางแก้ นางสา ฝันว่าหมาไล่สวบตีนมือ นางแก้ นางสา ฝันว่าเสือฮือ ฮ้องใส่ นางแก้ นางสา ฝันว่าเสือใหญ่มาขบ นางแก้ นางสา ฝันว่าแล่นหนีหลบหลีกช้าง ฝันว่าช้างฮ้าย แล่นไล่แทง นางแก้นางสา ฝันว่าคนแยงทางมาลัดฆ่า นางแก้ นางสา ฝันว่าคนมาฟันให้มือกุดและตีน ขาด นางแก้ นางสา ฝันว่าได้เห็นหมีตัวใหญ่ฝันว่าได้สุ่มไฮ่และสุ่มขอน นางแก้ น่างสา ฝันว่าหนอน เจาะไส้ ฝันว่าเผิ่นให้ตอกตาว นางแก้ นางสา ฝันว่าตาวหักและหอกหล่น ฝันว่าได้แต่งซันเครื่องสร้อย