เอกสารประกอบการสอนรายวิชา PH102 การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน(Community Health System Development)หน่วยกิต 3(2-3-4)ผู้สอนหลัก อาจารย์ดร.พิรุฬห์ ศิริทองคำผู้สอนร่วม อาจารย์ปริศนา วงหารปีการศึกษา 2568 คณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี
คำนำในบริบทของสังคมปัจจุบัน การดำเนินงานด้านสาธารณสุขมิได้จำกัดอยู่เพียงการให้บริการทางการแพทย์ภายในสถานพยาบาล หากแต่ได้ขยายบทบาทไปสู่การทำงานเชิงรุกในระดับชุมชน ซึ่งมุ่งเน้นการป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรอบด้าน การทำงานด้านสุขภาพชุมชนจึงจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในบริบททางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการประยุกต์ใช้ทั้งองค์ความรู้ทางสาธารณสุขและเครื่องมือทางสังคมศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์และจัดการกับปัญหาสุขภาพที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบเอกสารประกอบการสอนฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในรายวิชา PH102 “การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน” สำหรับนักศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์ ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิด หลักการ และกระบวนการพัฒนาระบบสุขภาพในระดับชุมชน เนื้อหาได้รับการเรียบเรียงให้เชื่อมโยงตั้งแต่พื้นฐานทางทฤษฎีไปจนถึงแนวทางการปฏิบัติจริง เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกับชุมชน และการประยุกต์ใช้ความรู้ในบริบทพื้นที่จริงสาระสำคัญของเอกสารประกอบการสอนครอบคลุมแนวคิดระบบสุขภาพชุมชน ความหมายและความสำคัญของการมีส่วนร่วมและการเสริมสร้างพลังชุมชน กระบวนการศึกษาชุมชนและเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพ การเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพชุมชน การวางแผนและจัดทำโครงการสุขภาพชุมชน การดำเนินงานด้านสาธารณสุขในชุมชน ตลอดจนการติดตามและประเมินผล โดยเน้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ และการคำนึงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารประกอบการสอนฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนในการสร้างความเข้าใจอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนและสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการเรียน การฝึกปฏิบัติภาคสนาม และการทำงานด้านสาธารณสุขในอนาคตได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
สารบัญหน้าบทที่ 1 แนวคิด ทฤษฎี ความหมาย ความสำคัญของชุมชนและระบบสุขภาพชุมชน 1บทที่ 2 การมีส่วนร่วม การเสริมสร้างพลังชุมชนและการสร้างเครือข่าย 15บทที่ 3 การศึกษาชุมชน ด้วยเครื่องมือ 7 ชิ้น 31บทที่ 4 การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพชุมชน 59บทที่ 5 การรายงานและนำเสนอข้อมูลสุขภาพชุมชนและการจัดเวทีประชาคม 71บทที่ 6 การวางแผนพัฒนาและจัดทำโครงการสุขภาพชุมชน 87บทที่ 7 การดำเนินงานด้านสาธารณสุขในชุมชนและการติดตามประเมินผล 101บทที่ 8 แนวทางการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนและแนวโน้มการจัดการในอนาคต 121เอกสารอ้างอิง 126
1บทที่ 1แนวคิด ทฤษฎี ความหมาย ความสำคัญของชุมชนและระบบสุขภาพชุมชน1.1 ความนำและจุดประสงค์การเรียนรู้รายวิชา PH102 การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน เป็นวิชาชีพในหมวดวิชาเฉพาะด้านที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการปูพื้นฐานกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของนักสาธารณสุขรุ่นใหม่ 1 การเริ่มต้นเรียนรู้ในรายวิชานี้ นักศึกษาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมุมมองจากการมองสุขภาพในมิติของการรักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียว ไปสู่การมองในมิติที่กว้างขึ้นและมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม วัตถุประสงค์หลักของบทนี้คือเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในความหมาย แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญก่อนที่จะก้าวไปสู่กระบวนการปฏิบัติการในชุมชนจุดประสงค์การเรียนรู้หลังจากศึกษาบทนี้ นักศึกษาสามารถ1. อธิบายความหมาย แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับชุมชน สุขภาพ และระบบสุขภาพชุมชน2. ระบุปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพชุมชน3. สามารถบอกองค์ประกอบหลักของระบบสุขภาพชุมชน4. ยกตัวอย่างการนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้กับระบบสุขภาพชุมชน5. เชื่อมโยงระบบสุขภาพชุมชนกับการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย1.2 นิยาม ความหมาย ความสำคัญของชุมชน และระบบสุขภาพชุมชน1.2.1 นิยาม ความหมายนิยามของคำว่า ชุมชน (นิยามอย่างแคบ) ชุมชนคือ ประชากรในพื้นที่ภูมิศาสตร์เดียวกัน (นิยามอย่างกว้าง) ชุมชนคือ กลุ่มประชาชนที่มี• พื้นที่อยู่อาศัยร่วมกัน• ความสัมพันธ์ทางสังคมมีประสิทธิภาพ• ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกัน• ระบบหน่วยท้องถิ่นร่วมกัน• ประเด็นสนใจหรือปัญหาร่วมกันชุมชน (Community) หมายถึง กลุ่มของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภูมิศาสตร์เดียวกัน มีความสัมพันธ์ทางสังคม ร่วมกันและมีประวัติศาสตร์เดียวกัน ประกอบด้วย บ้านเรือน สถาบัน สวนสาธารณะ ร้านค้า และอื่นๆ ที่ทำให้เกิดสถานที่ที่มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้
2สุขภาพ (Health) ตามนิยามขององค์การอนามัยโลก (WHO) คือ สภาวะที่มีความสุขสบายไปทั้งกาย จิตใจ และสังคม มิใช่เพียงการปราศจากความเจ็บป่วยหรือความพิการเท่านั้นสุขภาพชุมชน (Community Health) หมายถึง สภาวะสุขภาพของประชาชนทั้งหมดในชุมชนหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น สภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการบริการสุขภาพระบบสุขภาพชุมชน (Community Health System) คือ การที่คน สถาบัน องค์กร และทรัพพยากรในชุมชนร่วมมือกันแบบบูรณาการ เพื่อทำให้คนในชุมชนสุขภาพดี โดยครอบคลุมกิจกรรมหลัก ทั้งการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค การรักษาพยาบาลเบื้องต้นและการฟื้นฟูสุขภาพ ให้จัดการปัญหาสุขภาพในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร โดยชุมชนมีส่วนร่วม“ระบบสุขภาพชุมชน” จึงหมายถึง ระบบที่ประกอบด้วยเครือข่ายองค์ประกอบต่างๆ ทั้งบุคลากร องค์กรชุมชน ระบบบริการสาธารณสุข และทรัพยากรในชุมชน ที่เชื่อมโยงกันเพื่อพัฒนาสุขภาวะของประชาชนในพื้นที่นั้นๆ โดยอาศัยความร่วมมือจากสมาชิกชุมชนหลายภาคส่วน1.3 พลวัตของนิยามคำว่า \"สุขภาพ\"คำว่า \"สุขภาพ\" (Health) มีวิวัฒนาการความหมายมาอย่างยาวนานและเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคมโลก โดยมีวิวัฒนาการมาแต่ละยุคสมัย ดังนี้• ยุคดั้งเดิม สุขภาพหมายถึง \"การไม่เจ็บป่วย\" (Absence of Disease) ซึ่งเป็นมุมมองเชิงลบ (Negative Health) ที่เน้นเฉพาะความผิดปกติทางร่างกาย• ยุคองค์การอนามัยโลก (WHO 1948) ได้ขยายความหมายให้กว้างขึ้นว่า \"ภาวะแห่งความสมบูรณ์ของร่างกาย จิตใจ และการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมด้วยดี มิใช่เพียงแต่ความปราศจากโรคหรือความทุพพลภาพเท่านั้น\" นิยามนี้ได้เพิ่มมิติทางจิตใจและสังคมเข้ามา• ยุคปัจจุบันและพรบ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ประเทศไทยได้ให้นิยามสุขภาพที่ครอบคลุม 4 มิติ หรือที่เรียกว่า \"สุขภาวะ\" (Well-being) ได้แก่1)สุขภาวะทางกาย (Physical Health) ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ระบบต่างๆ ทำงานปกติ2)สุขภาวะทางจิต (Mental Health) จิตใจเบิกบาน ไม่เครียด มีความสามารถในการจัดการอารมณ์3)สุขภาวะทางสังคม (Social Health)การอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดี มีสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวและชุมชน4) สุขภาวะทางปัญญา/จิตวิญญาณ (Spiritual/Intellectual Health) ความรู้เท่าทัน ความมีคุณธรรม จริยธรรม และความเข้าใจในความหมายของชีวิต
31.4 ระบบสุขภาพ (Health System)ระบบสุขภาพ หมายถึง ผลรวมขององค์กร สถาบัน และทรัพยากรต่างๆ ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการปรับปรุงสุขภาพ (WHO, 2000) ระบบสุขภาพไม่ได้มีเพียงแค่โรงพยาบาล แพทย์ หรือพยาบาล แต่ครอบคลุมถึงปัจจัยทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมทุกอย่างที่มีผลต่อสุขภาพ เช่น ระบบการจัดการขยะ ระบบความปลอดภัยบนท้องถนน หรือแม้แต่นโยบายภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป้าหมายของระบบสุขภาพ (Goals of Health System)1. การมีสุขภาพดี (Health Improvement) ทั้งระดับปัจเจกและระดับประชากร2. การตอบสนองต่อความคาดหวัง (Responsiveness) เคารพในศักดิ์ศรี สิทธิมนุษยชน และความพึงพอใจของผู้รับบริการ3. ความเป็นธรรมในการคุ้มครองความเสี่ยงทางการเงิน (Fairness in Financial Contribution)ประชาชนต้องไม่ล้มละลายจากการจ่ายค่ารักษาพยาบาล1.5 วิวัฒนาการของการสาธารณสุขและระบบสุขภาพไทยเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน นักศึกษาต้องเข้าใจรากเหง้าประวัติศาสตร์การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนของไทยมีจุดเปลี่ยนสำคัญหลายยุค:1. ยุคการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญา ก่อนการแพทย์ตะวันตกจะเข้ามา ชุมชนดูแลกันเองด้วยสมุนไพร หมอพื้นบ้าน และความเชื่อทางศาสนา (Health as a Way of Life)2. ยุคสุขศาลาและการแพทย์สมัยใหม่ (2470-2500) เริ่มมีการสร้างโรงพยาบาลและสถานีอนามัย แต่เน้นการตั้งรับและรอให้คนไข้เดินมาหา3. ยุคสาธารณสุขมูลฐาน (2521 เป็นต้นมา) ตามปฏิญญาอัลมา-อาตา ประเทศไทยเริ่มมี อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) เน้นให้ชาวบ้านดูแลตนเองเบื้องต้น4. ยุคหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (2545 - ปัจจุบัน) ประชาชนทุกคนมีสิทธิเข้าถึงบริการ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นทำให้ อบต./เทศบาล เข้ามามีบทบาทในการจัดการระบบสุขภาพชุมชนมากขึ้นผ่าน \"กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น\"1.6 ประเภทของชุมชนชุมชนแต่ละประเภทมีบริบททางกายภาพ สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบการดำเนินชีวิต พฤติกรรมสุขภาพ และปัญหาสุขภาพของประชาชนในชุมชน การทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของชุมชนแต่ละประเภทจึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพ วางแผนการส่งเสริม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาสุขภาพให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ตารางต่อไปนี้แสดงประเภทของชุมชน ลักษณะสำคัญ และปัญหาสุขภาพเฉพาะที่พบได้ในแต่ละประเภท เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการสุขภาพชุมชนอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
4ตาราง 1.1 ประเภทของชุมชน ลักษณะและปัญหาสุขภาพประเภท ลักษณะ ปัญหาสุขภาพชุมชนชนบท - พื้นที่กว้าง การตั้งถิ่นฐานกระจายตัว- อาชีพหลักด้านเกษตรกรรม- โครงสร้างสังคมดั้งเดิมยังคงเข้มแข็ง- ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกใกล้ชิด- โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน- อุบัติเหตุจากการทำการเกษตร- ปัญหาสุขภาพจากความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและรายได้ชุมชนเมือง - พื้นที่จำกัด การอยู่อาศัยหนาแน่น- อาชีพหลากหลาย โดยเฉพาะภาคบริการและอุตสาหกรรม- โครงสร้างสังคมเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว- ความสัมพันธ์ทางสังคมลดลง- โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง- ปัญหาความเครียดและสุขภาพจิต- ปัญหามลพิษทางอากาศ เสียง และสิ่งแวดล้อมชุมชนกึ่งเมืองกึ่งชนบท- มีลักษณะผสมผสานระหว่างเมืองและชนบท- การขยายตัวของที่อยู่อาศัยและอุตสาหกรรม- ประชากรหลากหลายทั้งดั้งเดิมและย้ายถิ่น- ความสัมพันธ์ทางสังคมเริ่มลดลง- โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้นควบคู่โรคจากการทำงาน- อุบัติเหตุจากการจราจรและการทำงาน- ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการขยายตัวของชุมชนชุมชนเสมือน - ไม่มีขอบเขตพื้นที่ทางกายภาพ- เชื่อมโยงผ่านเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล- ความสัมพันธ์เกิดจากความสนใจร่วมกัน- การปฏิสัมพันธ์แบบออนไลน์เป็นหลัก- ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด วิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า- พฤติกรรมเนือยนิ่ง ขาดการออกกำลังกาย- การเสพติดสื่อดิจิทัล และปัญหาการนอน
5โครงสร้างและองค์ประกอบทางสังคมของชุมชนโครงสร้างทางสังคม มีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้1) ผู้นำ ผู้นำในชุมชนมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาและการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ โดยสามารถแบ่งเป็นผู้นำอย่างเป็นทางการและผู้นำไม่เป็นทางการ ผู้นำอย่างเป็นทางการ ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งมีบทบาทในการประสานงาน ถ่ายทอดนโยบาย และส่งเสริมกิจกรรมด้านสุขภาพให้แก่ประชาชนในชุมชน ขณะที่ผู้นำไม่เป็นทางการ เช่น ผู้ประกอบการในพื้นที่ อาจารย์ ผู้นำทางศาสนา หรือพระสงฆ์ เป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับและมีอิทธิพลทางความคิดและค่านิยม สามารถสร้างแรงจูงใจและความร่วมมือในการพัฒนาชุมชนและการส่งเสริมสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ2) องค์กร องค์กรในชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการและสนับสนุนการพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย วางแผน และจัดสรรทรัพยากรเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน นอกจากนี้ องค์กรชุมชนต่าง ๆ ยังมีบทบาทในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน สนับสนุนกิจกรรมด้านสังคม สุขภาพ และสวัสดิการ รวมถึงเป็นพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนของตนเององค์กรชุมชน ได้แก่ กลุ่มหรือหน่วยงานที่เกิดจากการรวมตัวของประชาชนในพื้นที่ เช่น กลุ่มอาชีพ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มสวัสดิการชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ชมรมผู้สูงอายุ กลุ่มจิตอาสา และองค์กรด้านศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วม เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และสนับสนุนการพัฒนาสุขภาพชุมชนอย่างยั่งยืน3) กลุ่ม กลุ่มในชุมชนเป็นรูปแบบการรวมตัวของประชาชนที่มีความสนใจหรือเป้าหมายร่วมกัน เช่น กลุ่มสวัสดิการ กลุ่มอาชีพ และกลุ่มจิตอาสา กลุ่มเหล่านี้มีบทบาทในการสร้างเครือข่ายความช่วยเหลือ การพึ่งพาอาศัยกัน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในชุมชน อีกทั้งยังเป็นช่องทางสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพ การพัฒนาศักยภาพของสมาชิก และการสร้างความเข้มแข็งทางสังคมของชุมชน4) ประเพณีและวัฒนธรรม ระเพณีและวัฒนธรรมของชุมชน ได้แก่ ศาสนา เทศกาล และวิธีปฏิบัติทางสังคม ซึ่งสะท้อนถึงค่านิยม ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของชุมชน ปัจจัยด้านวัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อทัศนคติและพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชาชน เช่น รูปแบบการดำเนินชีวิต การดูแลสุขภาพ การเจ็บป่วย และการแสวงหาการรักษา หากนำประเพณีและวัฒนธรรมมาใช้เป็นฐานในการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ จะช่วยเพิ่มการยอมรับและความยั่งยืนของการพัฒนาสุขภาพชุมชน5) สถาบันสังคม สถาบันสังคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่หล่อหลอมพฤติกรรมและค่านิยมของสมาชิกในชุมชน ได้แก่ ครอบครัว สถาบันการศึกษา ศาสนา และระบบสุขภาพ ครอบครัวเป็นสถาบันแรกที่มีบทบาทในการอบรมเลี้ยงดูและปลูกฝังพฤติกรรมด้านสุขภาพ สถาบันการศึกษามีบทบาทในการให้ความรู้และพัฒนาทักษะชีวิต ขณะที่ศาสนาและระบบสุขภาพมีบทบาทในการส่งเสริมคุณธรรม การดูแลรักษา ป้องกันโรค และฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งล้วนมีส่วนสำคัญต่อการสร้างสุขภาวะที่ดีของชุมชนโดยรวม
61.7 ปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพชุมชนสุขภาพของประชาชนในชุมชนไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านการแพทย์หรือบริการสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว หากแต่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์และส่งผลต่อพฤติกรรม สุขภาวะ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนอย่างเป็นระบบ1.7.1 ปัจจัยด้านเศรษฐกิจปัจจัยด้านเศรษฐกิจเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อความสามารถในการดำรงชีวิตและการดูแลสุขภาพของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะรายได้ การจ้างงาน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนในด้านรายได้ พบว่าครัวเรือนที่มีรายได้สูงมักมีโอกาสเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และบริการสุขภาพได้ดีกว่าครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ในทางตรงกันข้าม ความยากจนถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายประการ ทั้งด้านโภชนาการ โรคเรื้อรัง และสุขภาพจิต นอกจากนี้ การว่างงานหรือการประกอบอาชีพที่ขาดความมั่นคง ยังส่งผลกระทบต่อความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะสุขภาพจิตของประชาชนในชุมชนสำหรับการจ้างงาน ลักษณะของการจ้างงาน เช่น การจ้างงานแบบชั่วคราวหรือถาวร สภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น อุณหภูมิ เสียง หรือการสัมผัสสิ่งอันตราย รวมถึงความมั่นคงในการจ้างงาน ล้วนมีผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของแรงงาน หากสภาพการทำงานไม่ปลอดภัยหรือขาดหลักประกัน อาจนำไปสู่การเจ็บป่วย การบาดเจ็บจากการทำงาน และปัญหาสุขภาพในระยะยาว1.7.2 ปัจจัยด้านสังคมปัจจัยด้านสังคมมีบทบาทสำคัญต่อโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรด้านสุขภาพ การศึกษา และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะอาชีพ สถานะทางสังคม และระดับการศึกษาอาชีพและสถานะทางสังคมมีความเชื่อมโยงกับสุขภาพ โดยบุคคลที่มีอาชีพที่มีสถานะสูงหรือรายได้มั่นคง มักมีสุขภาพที่ดีกว่า เนื่องจากสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพและการศึกษาที่มีคุณภาพได้มากกว่า ในขณะที่บุคคลที่มีสถานะทางสังคมต่ำ อาจเผชิญกับข้อจำกัดในการดูแลสุขภาพของตนเองด้านการศึกษา พบว่าประชาชนที่มีระดับการศึกษาสูง มักมีความรู้ ความเข้าใจด้านสุขภาพ และสามารถตัดสินใจเลือกพฤติกรรมที่เอื้อต่อสุขภาพได้ดีกว่า ความสามารถในการอ่าน การเขียน และการคำนวณ ยังช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ และใช้บริการสุขภาพได้อย่างเหมาะสมนอกจากนี้ ความสัมพันธ์และการสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัว เพื่อน ชุมชน และเครือข่ายทางสังคม เช่น กลุ่มอาชีพหรือกลุ่มทางการศึกษา มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคมช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ ความเข้มแข็งของชุมชน และช่วยลดความโดดเดี่ยวทางสังคม ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต
71.7.3 ปัจจัยด้านวัฒนธรรมปัจจัยด้านวัฒนธรรม ได้แก่ ความเชื่อ ค่านิยม และวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งมีอิทธิพลต่อทัศนคติและพฤติกรรมด้านสุขภาพของประชาชนความเชื่อด้านสุขภาพ ศาสนา จริยธรรม และบรรทัดฐานทางสังคม สามารถกำหนดรูปแบบการดูแลสุขภาพ การเจ็บป่วย และการแสวงหาการรักษา ตัวอย่างเช่น ความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับโรคหรือการรักษา อาจส่งผลให้ประชาชนเลือกใช้การแพทย์ทางเลือกหรือชะลอการเข้ารับบริการทางการแพทย์สมัยใหม่พฤติกรรมและวิถีชีวิตของประชาชน เช่น รูปแบบการบริโภคอาหารท้องถิ่น การออกกำลังกาย การใช้สุราและบุหรี่ ตลอดจนรูปแบบการใช้ชีวิตครอบครัว การแต่งงาน และการเลี้ยงดูบุตร ล้วนมีผลต่อสุขภาพในระยะสั้นและระยะยาว หากเป็นพฤติกรรมที่เหมาะสม จะช่วยส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แต่หากเป็นพฤติกรรมเสี่ยง อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพของชุมชนได้1.7.4 ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพของประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยสามารถแบ่งออกเป็นด้านกายภาพและด้านชีววิทยาด้านสิ่งแวดล้อมกายภาพ ได้แก่ สภาพที่อยู่อาศัย ความสะอาดของน้ำอุปโภคบริโภค ระบบการจัดการน้ำเสียและขยะ แสงสว่าง คุณภาพอากาศ อุณหภูมิ รวมถึงสภาพการจราจรและความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หากสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ไม่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดโรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ และการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุด้านสิ่งแวดล้อมชีววิทยา เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโรค การมีสัตว์พาหะนำโรค และเชื้อโรคต่าง ๆ ในชุมชน ซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดโรคติดต่อและการระบาดเป็นวงกว้าง หากขาดการจัดการที่เหมาะสม จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและระบบสุขภาพชุมชนโดยรวม1.8 ความสำคัญของระบบสุขภาพชุมชน1.8.1 ประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ ระบบสุขภาพชุมชนยึดประชาชนในชุมชนเป็นศูนย์กลาง โดยมุ่งเน้นการมีบทบาทของประชาชนในการดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน ไม่ใช่การให้บริการสุขภาพจากหน่วยงานภายนอกเพียงฝ่ายเดียว1.8.2 การมีส่วนร่วม ระบบสุขภาพชุมชนส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการพัฒนาสุขภาพ ตั้งแต่การระบุปัญหา การวางแผน การดำเนินงาน ไปจนถึงการติดตามและประเมินผล เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับบริบทและความต้องการของชุมชน1.8.3 การพึ่งตนเอง การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้ชุมชนสามารถป้องกัน แก้ไข และจัดการปัญหาสุขภาพของตนเองได้ในระดับหนึ่ง ลดการพึ่งพาหน่วยงานหรือทรัพยากรจากภายนอก และเพิ่มความเข้มแข็งของชุมชนในระยะยาว
81.8.4 ความต่อเนื่องและความยั่งยืน ระบบสุขภาพชุมชนที่พัฒนาจากปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของชุมชน โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเอื้อต่อการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และสามารถคงอยู่ได้อย่างยั่งยืนแม้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือบุคลากร1.8.5 สุขภาพเป็นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การมีสุขภาพที่ดีของประชาชนเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต การทำงาน และการสร้างรายได้ เมื่อประชาชนมีสุขภาวะที่ดี ย่อมส่งผลให้ชุมชนและประเทศสามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน1.9 องค์ประกอบของระบบสุขภาพชุมชนระบบสุขภาพชุมชนประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 5 ส่วน ดังแสดงในตาราง 1.2ส่วนประกอบ รายละเอียด ตัวอย่าง1. ประชาชนและครอบครัว ประชาชนในชุมชนซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบสุขภาพ มีบทบาทในการดูแล ส่งเสริม และป้องกันสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และคนในชุมชน ตามศักยภาพและบริบททางสังคมครอบครัว ชาวบ้าน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มแม่บ้าน2. ชุมชน โครงสร้างและทรัพยากรทางสังคมของชุมชนที่สนับสนุนการดำเนินงานด้านสุขภาพ รวมถึงผู้นำชุมชน องค์กรชุมชน และกลุ่มต่าง ๆ ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนกิจกรรมสุขภาพองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล สภาชุมชน กลุ่มอาชีพ กลุ่มสวัสดิการชุมชน มูลนิธิในพื้นที่3. ภาคบริการสุขภาพ หน่วยบริการสุขภาพที่ให้บริการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพแก่ประชาชน รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนอย่างต่อเนื่องโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สถานีอนามัย คลินิก โรงพยาบาลอำเภอ4. ภาคนโยบาย หน่วยงานภาครัฐที่กำหนดนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ กฎหมาย และจัดสรรทรัพยากรด้านสุขภาพ เพื่อสนับสนุนและกำกับทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ กระทรวงสาธารณสุข5. ภาคประชาสังคม องค์กรและสถาบันที่มิใช่ภาครัฐ ซึ่งมีบทบาทสนับสนุน เสริมพลัง และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพของชุมชน ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม การศึกษา และจริยธรรมองค์กรเอกชน สถาบันศาสนา โรงเรียน มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน
91.10 แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและการประยุกต์ใช้ในระบบสุขภาพชุมชนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหลักปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนารถบพิตรพระราชทานแก่สังคมไทยตั้งแต่พุทธศักราช 2517 หลักสำคัญของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น เป็นหลักการที่มุ่ง “ความสุข” และ “ประโยชน์สุข” ของประชาชน และสังคมความสุข เป็นสภาวะทางจิตใจที่เป็นบวก เป็นผลมาจากทั้งปัจจัยภายนอก คือ สภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม และปัจจัยภายในคือ ระดับสติปัญญา วิธีคิด หลักคุณธรรมจริยธรรม ของบุคคลนั้น ประโยชน์สุข คือ สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและนำมาซึ่งความสุข สงบ และเจริญก้าวหน้าของสังคมการจะบรรลุสู่ความสุขและประโยชน์สุข คือมิติต่าง ๆ ของชีวิตและสังคมมีความสุข สงบและสมดุล และพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลง มิติที่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้ความสำคัญคือ มิติสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมการจะเกิดความสมดุลและพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ ข้างต้นได้ กระบวนการตัดสินใจควรอยู่บนพื้นฐานของหลักการ 3 ประการ (3ห่วง) และเงื่อนไข 2 ประการ ประกอบด้วย1. ความพอประมาณ คือ การดำเนินการควรต้องใช้ทรัพยากรและดำเนินการในระดับที่พอดีเหมาะสมกับเงื่อนไขที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายในแบบที่ประหยัดไม่เกิดของเสียโดยไม่จำเป็น2. ความมีเหตุผล คือ ในการดำเนินการใด ๆ ต้องมองเห็นทางเลือกที่เกี่ยวข้อง เห็นเหตุและผล และผลกระทบทั้งทางบวกและลบของทางเลือกต่างๆ เห็นผลที่เป็นคุณค่าแท้ของการดำเนินการนั้น ๆ3. มีภูมิคุ้มกัน คือ มีการพิจารณาถึงแผนสำรอง รองรับการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงเงื่อนไข 2 ประการ คือ1.เงื่อนไขความรู้ คือ ต้องมีทั้งองค์ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องและมีสติปัญญาที่จะพิจารณาว่าสิ่งที่เลือกจะนำไปสู่ความสุขและประโยชน์สุขหรือไม่2.เงื่อนไขคุณธรรม คือ อยู่บนฐานของหลักคุณธรรมและศีลธรรมอันดีของสังคม ไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อคนอื่นหรือสิ่งแวดล้อม(ที่มา https://www.sdgmove.com/2019/09/27/sep-and-sdgs/ โดย ชล บุนนาค และภูษณิศา กมลนรเทพ)
10แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาการพัฒนาที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน แนวคิดดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับระบบสุขภาพชุมชนได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากมุ่งเน้นการพัฒนาโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในการดูแลสุขภาพของตนเองการประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในระบบสุขภาพชุมชน สามารถอธิบายได้ผ่านหลักการสำคัญ 3 ประการ ดังนี้1) ความพอประมาณ (Moderation)ความพอประมาณในระบบสุขภาพชุมชน หมายถึง การดูแลและส่งเสริมสุขภาพอย่างเหมาะสม ไม่ฟุ่มเฟือยหรือเกินความจำเป็น โดยคำนึงถึงบริบทและทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน การใช้บริการและทรัพยากรด้านสุขภาพควรเป็นไปอย่างคุ้มค่า ไม่มุ่งแสวงหาความก้าวหน้าทางการแพทย์หรือเทคโนโลยีที่เกินศักยภาพของชุมชนจนก่อให้เกิดภาระทางเศรษฐกิจ ทั้งต่อบุคคล ครอบครัว และระบบสุขภาพโดยรวม
112) ความมีเหตุผล (Reasonableness)ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจและวางแผนด้านสุขภาพบนพื้นฐานของข้อมูล ความรู้ และสภาพความเป็นจริงของชุมชน โดยพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การดำเนินงานด้านสุขภาพควรหลีกเลี่ยงการเลียนแบบแนวคิดหรือรูปแบบจากภายนอกโดยไม่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และควรเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ความเชื่อ และทรัพยากรของชุมชน3) การมีภูมิคุ้มกันที่ดี (Resilience)การมีภูมิคุ้มกันในระบบสุขภาพชุมชน หมายถึง การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนมีความสามารถในการป้องกัน รับมือ และจัดการกับปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต เช่น โรคระบาด ภัยพิบัติ หรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยอาศัยการพึ่งพาตนเอง การเรียนรู้ร่วมกัน และการมีเครือข่ายความร่วมมือภายในและภายนอกชุมชน1.11 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เป็นเป้าหมายการพัฒนาระดับโลกที่นำเสนอโดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations) มีระยะเวลา 15 ปี เริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 2559 –2573 โดยประเทศสมาชิก 193 ประเทศ ได้ลงนามรับรองวาระการพัฒนา 2030 (Agenda 2030) ในวันที่ 25 กันยายน 2558 เป้าหมาย SDGs มีทั้งหมด 17 ข้อ ครอบคลุมมิติสังคม (People) เศรษฐกิจ (Prosperity) สิ่งแวดล้อม (Planet) สันติภาพ (Peace) และหุ้นส่วนการพัฒนา (Partnership) ซึ่งสอดคล้องกับสามเสาหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability) คือ ด้านสังคม (People) สิ่งแวดล้อม (Planet) และ Profit (ผลกำไร) จุดเน้นที่สำคัญของเป้าหมาย SDGs คือ การมุ่งที่จะกำจัดความยากจนในทุกมิติ ลดความเหลื่อมล้ำทั้งในประเทศและต่างประเทศ รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้โลกยังเป็นระบบสนับสนุนสิ่งมีชีวิตได้อยู่หลักการที่เป็นพื้นฐานของ SDGs ที่สำคัญคือหลักการพัฒนาที่ครอบคลุม (Inclusive Development) และหลักการพัฒนาอย่างบูรณาการ (Integrated Development) หลักการพัฒนาที่ครอบคลุม (Inclusive Development) คือ การพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มุ่งให้ผลประโยชน์ของการพัฒนากระจายไปยังกลุ่มคนทุกกลุ่มในสังคม คนเปราะบางและด้อยอากาศกลุ่มต่าง ๆ สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะและโอกาสทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ดี ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน การพัฒนาอย่างบูรณาการ (Integrated Development) จึงเป็นหลักที่สำคัญอีกประการหนึ่ง หมายถึง ในการบรรลุเป้าหมาย SDGs จำเป็นต้องใช้ศาสตร์หลายศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจและหาหนทางเพื่อบรรลุความยั่งยืน และต้องการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน
12ความเชื่อมโยงระหว่างหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) อย่างกลมกลืน เพราะมีเป้าหมายปลายทางที่สอดคล้องกัน กล่าวคือ ต่างมุ่งพัฒนาและสร้างความสมดุลในมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ส่วนที่เหลื่อมกันอยู่แต่ไม่ขัดกันก็คือ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เน้นมิติวัฒนธรรมด้วย ขณะที่ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) มิติวัฒนธรรมแฝงอยู่ในหลายเป้าหมาย และมีส่วนของสันติภาพและความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเพิ่มเข้ามา1.12 การเชื่อมโยงระบบสุขภาพชุมชนกับการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยแนวคิดการเชื่อมโยงระบบสุขภาพชุมชนกับการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยมีความสำคัญทั้งในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การส่งเสริมความเท่าเทียม และการสร้างกลไกความยั่งยืนในระดับพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ และนโยบายของประเทศไทยในการผลักดัน SDGs ไปสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศระบบสุขภาพชุมชนเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เป้าหมายด้านสุขภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืนบรรลุผล โดยเฉพาะ SDG เป้าหมายที่ 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well-being) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างระบบบริการสุขภาพที่ครอบคลุมทุกช่วงวัยและไม่มีการทิ้งใครไว้ข้างหลัง ( leave no one behind) โดยใช้ชุมชนเป็นฐานในการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เหมาะสมตามบริบทของประชากรการมีระบบสุขภาพชุมชนที่เข้มแข็งช่วยเสริมสร้าง ความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการสุขภาพ และลดความเหลื่อมล้ำในการดูแลสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ชนบทหรือเมือง ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือระหว่างหน่วยบริการสุขภาพ อาสาสมัครสาธารณสุข และองค์กรชุมชน สามารถเพิ่มการเข้าถึงบริการป้องกันและรักษาโรค ลดภาวะแทรกซ้อน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลการขับเคลื่อนระบบสุขภาพชุมชนยังสอดคล้องกับ การพัฒนาเชิงพื้นที่ (SDG Localization) ซึ่งหมายถึงการนำเป้าหมาย SDGs มาปรับใช้ตามบริบทและความต้องการของแต่ละพื้นที่ การส่งเสริมให้ประชาชนมี
13ส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและแผนสุขภาพชุมชนช่วยสร้างความเป็นเจ้าของและความยั่งยืนของโครงการด้านสุขภาพ รวมทั้งสามารถสร้าง หุ้นส่วนระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคชุมชน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนไปพร้อมกันนอกจากนี้ การบูรณาการระบบสุขภาพชุมชนเข้ากับกิจกรรมการพัฒนาที่ยั่งยืนยังช่วยสนับสนุนเป้าหมายอื่น ๆ ของ SDGs เช่น• SDG 1 ขจัดความยากจน• SDG 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ• SDG 10 ลดความเหลื่อมล้ำ• SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะสุขภาพ และการสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วนในการพัฒนาชุมชนและระบบสุขภาพชุมชนอย่างยั่งยืนดังนั้น ระบบสุขภาพชุมชนไม่เพียงเป็นเครื่องมือในการดูแลสุขภาพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็น กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย ที่สอดคล้องกับปฏิญญาโลกด้าน SDGs และแนวทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว ทั้งในมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม1.13 แนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนให้มีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน จำเป็นต้องดำเนินการภายใต้แนวทางสำคัญดังต่อไปนี้1.13.1 ยึดปัญหาและความต้องการด้านสุขภาพของชุมชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนควรเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัญหา สภาพปัญหาสุขภาพ และความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในชุมชน เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับบริบท วิถีชีวิต และทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่1.13.2 การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทุกภาคส่วนในชุมชน ได้แก่ ประชาชน ผู้นำชุมชน องค์กรชุมชน หน่วยบริการสุขภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผน การดำเนินงาน การติดตามประเมินผล จนถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของและความร่วมมือในชุมชน1.13.3 ความเท่าเทียมและความเป็นธรรมด้านสุขภาพการดำเนินงานด้านระบบสุขภาพชุมชนควรให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม โดยประชาชนทุกกลุ่มควรมีสิทธิและโอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพ รวมทั้งมีอำนาจในการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างเสมอภาค โดยไม่เลือกปฏิบัติ1.13.4 การบูรณาการการทำงานระหว่างภาคส่วนการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการบูรณาการการทำงานของหลายภาคส่วน ทั้ง
14ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างคุ้มค่า1.13.5 ความต่อเนื่องและความยั่งยืนของระบบระบบสุขภาพชุมชนควรได้รับการพัฒนาให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยอาศัยการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน การพึ่งพาตนเอง และการจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม เพื่อให้ชุมชนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ในระยะยาวกล่าวโดยสรุป การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน มุ่งสร้าง “ชุมชนเข้มแข็ง” (Community Empowerment) ที่พึ่งพาตัวเองได้ ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของตนเอง และลดการพึ่งพาระบบบริการภายนอก ชุมชนที่เข้มแข็งมักมีทุนทางสังคม (social capital) เช่น ความสัมพันธ์เครือญาติ เครือข่ายชุมชน และองค์ความรู้ในพื้นที่ ซึ่งเป็นทุนสำคัญที่จะช่วยให้การพัฒนาสุขภาพสำเร็จได้การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนทุกภาคส่วนในการตัดสินใจเรื่องสุขภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญ วิธีการนี้ช่วยให้ชุมชนเห็นภาพปัญหาตั้งแต่ต้น และรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการ (ownership) ซึ่งเพิ่มโอกาสสำเร็จของงานสุขภาพชุมชน. ตัวอย่างเช่น ในการศึกษาหนึ่งพบว่า ชุมชนมีส่วนร่วมในการค้นหาปัญหาและแก้ไขปัญหาสุขภาพตั้งแต่ต้น ทำให้รู้จักใช้ทุนทางสังคมของชุมชนตนเองตลอดกระบวนการ
15บทที่ 2 การมีส่วนร่วม การเสริมสร้างพลังชุมชนและการสร้างเครือข่าย การที่คนในชุมชนทุกวัย ทุกกลุ่ม เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการวางแผนและตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพ จะช่วยเสริมพลังให้ชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาสุขภาพด้วยตัวเองได้มากขึ้น แนวทางสำคัญคือ “การยกบทบาทชุมชนเป็นตัวตั้ง” (Community-based approach) แทนที่จะเป็นการให้บริการจากบนลงล่าง เช่น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจัดประชุมรับฟังความต้องการของชุมชนก่อนออกแบบโครงการ จากการศึกษาในหลายกรณีพบว่า เมื่อชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของปัญหาและมีส่วนร่วมตั้งแต่แรก ผลการดำเนินงานจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า เช่น การสำรวจความต้องการของคนในชุมชนโดยตนเอง (self-assessment) จะทำให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนจริง ทำให้แผนงานตรงกับความต้องการและสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นมากขึ้น. การมีส่วนร่วมยังช่วยสร้าง “ผู้นำ” ในชุมชน อาทิ กลุ่มแกนนำพัฒนา ที่ช่วยกระตุ้นและสนับสนุนคนอื่นๆ ให้ร่วมกิจกรรม.แนวคิดเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community Participation) และการเสริมสร้างพลังอำนาจของชุมชน (Community Empowerment) และการสร้างเครือข่ายในชุมชนเป็นหลักการสำคัญของการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน เนื่องจากเชื่อว่าประชาชนและชุมชนเป็นเจ้าของปัญหาและมีศักยภาพในการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมดำเนินการแก้ไขปัญหาสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม การพัฒนาสุขภาพที่ยั่งยืนจึงไม่อาจอาศัยเพียงการดำเนินงานจากภายนอก แต่ต้องอาศัยพลังและการมีส่วนร่วมจากคนในชุมชนเป็นสำคัญสำหรับบริบทของประเทศไทย แนวคิดการมีส่วนร่วม การเสริมสร้างพลังอำนาจและการสร้างเครือข่ายของชุมชนมีความสอดคล้องกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ นโยบายสาธารณสุขแนวใหม่ และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งล้วนมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง ความเข้มแข็งของชุมชน และความยั่งยืนในระยะยาวส่วนที่ 1 การมีส่วนร่วมของชุมชน2.1 แนวคิดและความหมาย (Concepts and Definitions)แนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชน มิใช่เพียงการที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น แต่หมายถึงกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจทางการบริหาร และการดำเนินกิจกรรมของรัฐที่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของตนเอง,การมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นกระบวนการสื่อสารสองทาง (Two-way communication) ที่สนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล สร้างความเข้าใจร่วมกัน ระหว่างภาครัฐและประชาชน เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่มีคุณภาพ ลดความขัดแย้ง และสร้างฉันทามติร่วมกัน,,
16วัตถุประสงค์เพื่อสร้างประโยชน์สุขของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการ สร้างความโปร่งใส และสร้างความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรความหมายของการมีส่วนร่วมของชุมชนองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ระบุว่า การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ และเป็นกลไกที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความเป็นธรรม และความยั่งยืนของระบบสุขภาพการมีส่วนร่วมของชุมชน หมายถึง กระบวนการที่ประชาชนในชุมชนเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ตั้งแต่การรับรู้ปัญหา การแสดงความคิดเห็น การวางแผน การตัดสินใจ การดำเนินงาน ตลอดจนการติดตามและประเมินผล การมีส่วนร่วมช่วยให้การดำเนินงานด้านสุขภาพสอดคล้องกับบริบทและความต้องการที่แท้จริงของชุมชน และสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน2.2 ระดับของการมีส่วนร่วมการมีส่วนร่วมของชุมชนสามารถเกิดขึ้นได้หลายระดับ ตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึงระดับสูง ระดับของการมีส่วนร่วม (Levels of Participation) เป็นการแบ่งขั้นความลึกซึ้งของอำนาจในการตัดสินใจ โดยเรียงจากระดับต่ำสุดไปหาสูงสุด ดังนี้1) ระดับการให้ข้อมูล (Public Information) เป็นระดับต่ำสุดและง่ายที่สุด คือการที่หน่วยงานให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน เช่น การแถลงข่าว การติดประกาศ หรือการจัดนิทรรศการ โดยที่ประชาชนยังไม่มีโอกาสโต้ตอบ2) ระดับการรับฟังความคิดเห็น (Public Consultation) เปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการตัดสินใจ เช่น การทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) การสำรวจความคิดเห็น หรือการจัดเวทีสาธารณะ3) ระดับการเกี่ยวข้อง/ร่วมมือ (Involvement/Collaboration) ประชาชนเข้าร่วมปฏิบัติงานหรือเป็นหุ้นส่วนในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจ มีการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง4) ระดับการร่วมตัดสินใจหรือเสริมอำนาจ (Decision Making/Empowerment) เป็นระดับสูงสุดที่ประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจ ควบคุมทรัพยากร หรือลงประชามติเพื่อแก้ปัญหาขัดแย้งการสร้างการมีส่วนร่วม สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ระดับ จากขั้นพื้นฐานไปสู่ขั้นสูงสุด (กองสุขศึกษา, 2556)1. การให้ข้อมูลข่าวสาร (Inform) เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุด คือการทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและทั่วถึงเกี่ยวกับประเด็นด้านสุขภาพ ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น เอกสาร สิ่งพิมพ์ สื่อสาธารณะ และเว็บไซต์
172. การรับฟังความคิดเห็น (Consult) การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจของภาครัฐ เช่น การจัดเวทีสาธารณะ การสำรวจความคิดเห็น3. การเกี่ยวข้อง (Involve) การให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทในการปฏิบัติงานหรือร่วมเสนอแนะแนวทางที่นำไปสู่การตัดสินใจ เช่น การเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ การเป็นคณะทำงาน4. ความร่วมมือ (Collaboration) การที่ประชาชนและผู้แทนภาคส่วนต่างๆ เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เช่น การมีผู้แทนประชาชนเป็นกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ5. การเสริมพลังอำนาจแก่ประชาชน (Empower) เป็นระดับสูงสุดที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจในประเด็นสาธารณะโดยตรง เช่น การลงประชามติ2.3 กระบวนการมีส่วนร่วม (Process of Participation)กระบวนการ คือ ลำดับขั้นตอนการทำงานที่เป็นระบบและต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โดยทั่วไปประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ ดังนี้1) ขั้นการวางแผน (Planning) การร่วมกันสำรวจข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา และกำหนดทางเลือกหรือกิจกรรมร่วมกัน2) ขั้นการปฏิบัติตามแผน (Implementation) การนำแผนงานหรือกิจกรรมที่กำหนดไว้ไปสู่การปฏิบัติจริง โดยอาศัยทรัพยากรและความร่วมมือจากทุกฝ่าย3) ขั้นการจัดสรรผลประโยชน์ (Benefit Sharing) การที่ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนา ทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม4) ขั้นการติดตามและประเมินผล (Evaluation) การตรวจสอบผลการดำเนินงาน เปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้นจริงกับเป้าหมาย และนำผลมาปรับปรุงแก้ไขในบริบทของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม กระบวนการอาจขยายความรวมถึงการสร้างข้อตกลงร่วม, การวิเคราะห์สถานการณ์, การออกแบบรูปแบบ, การทดลองใช้ และการเผยแพร่ผลงานกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพชุมชนการสร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นจริงในชุมชนต้องอาศัยกระบวนการที่เป็นขั้นตอน 5 ขั้นตอน ดังนี้ (อัครณี ภักดีวงษ์, 2562)1. การสร้างทีมงาน เริ่มจากการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับผู้นำและองค์กรต่างๆ ในชุมชน เพื่อสร้าง \"ทีมส่งเสริมสุขภาพชุมชน\" ที่เปิดกว้างให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม2. การสร้างความตระหนักถึงปัญหาสุขภาพ ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้รับรู้สภาพปัญหาของตนเอง ระบุสาเหตุ และจัดลำดับความสำคัญของปัญหาที่ต้องแก้ไข
183. การวางแผนแก้ไขปัญหาสุขภาพ ประชาชนร่วมกันกำหนดกิจกรรมและแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยใช้ฐานความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นสำคัญ โดยมีเจ้าหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง4. การดำเนินการของชุมชน จัดตั้งกลุ่มทำงานตามกิจกรรมที่วางแผนไว้ และลงมือปฏิบัติตามแผน โดยมีเจ้าหน้าที่คอยสนับสนุนและประสานงาน พร้อมทั้งมีการประเมินผลเป็นระยะเพื่อปรับปรุงแผน5. การประเมินผลและการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เมื่อครบระยะเวลาที่กำหนด (เช่น 1 ปี) ให้มีการประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงภาวะสุขภาพและพฤติกรรม พร้อมทั้งเผยแพร่ผลให้ชุมชนรับทราบเพื่อสร้างความมั่นใจและดำเนินการต่อไปกระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วม (Participatory Process)การสร้างการมีส่วนร่วมต้องทำเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงกิจกรรมครั้งคราว โดยมีขั้นตอน ดังนี้1. การเตรียมความพร้อมและสร้างทีมงาน สร้างความสัมพันธ์กับชุมชน ค้นหาแกนนาม และเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่2. การร่วมวางแผน (Planning) ร่วมกันสำรวจข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา (Situational Analysis) และกำหนดทางเลือกหรือกิจกรรมร่วมกัน,3. การร่วมปฏิบัติตามแผน (Implementation) ดำเนินการตามกิจกรรมที่กำหนดไว้ โดยอาศัยทรัพยากรและความร่วมมือจากทุกฝ่าย,4. การจัดสรรผลประโยชน์ (Benefit Sharing) การกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนาไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเสมอภาค,5. การติดตามและประเมินผล (Evaluation) ตรวจสอบผลการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อนำผลมาปรับปรุงแก้ไข และสรุปบทเรียน (After Action Review)2.4 เทคนิคและเครื่องมือในการสร้างการมีส่วนร่วม (Techniques and Tools)การเลือกใช้เทคนิคขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ว่าต้องการข้อมูลระดับใด1) เทคนิคพื้นฐาน การจัดนิทรรศการ การเปิดบ้าน (Open House), การสำรวจความคิดเห็น การสัมภาษณ์2) การสานเสวนา (Dialogue) เน้นการ \"ฟังอย่างตั้งใจ\" เพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดี แตกต่างจากการโต้เถียง (Debate) ที่มุ่งเอาชนะ การสานเสวนาช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความไว้วางใจ3) การสานเสวนาหาทางออก (Deliberation) กระบวนการที่ให้ข้อมูลรอบด้านแก่ประชาชน เพื่อร่วมกันชั่งน้ำหนักทางเลือกต่าง ๆ หาจุดทับซ้อน และตัดสินใจเลือกทางออกร่วมกัน4) การประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Workshop AIC/Top) ใช้เทคนิคกระดาษสี/บัตรคำ เพื่อระดมสมอง จัดหมวดหมู่ความคิด (Cluster) ตั้งชื่อหมวดหมู่ (Title) และไตร่ตรอง (Reflect) เพื่อหาฉันทามติร่วมกัน
192.5 ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)ความสำเร็จของการบริหารงานแบบมีส่วนร่วม ขึ้นอยู่กับปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ (9 I’s) ได้แก่1. Inclusive ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย (พหุภาคี) ความครอบคลุมช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการตัดสินใจ ทำให้เสียงของกลุ่มต่าง ๆ ได้รับการรับฟัง โดยเฉพาะกลุ่มที่มักถูกมองข้าม เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือประชาชนชายขอบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารเชิงประชาธิปไตยและสุขภาพชุมชน2. Interest มีความสนใจร่วมกัน เมื่อทุกฝ่ายเห็นคุณค่าและผลประโยชน์ร่วม จะเกิดแรงขับเคลื่อนในการทำงาน ลดความขัดแย้ง และเพิ่มความร่วมมือ เช่น เป้าหมายร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือสุขภาพของชุมชน3. Intelligence ใช้ข้อมูลความรู้และปัญญาในการทำงาน การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidencebased) ร่วมกับประสบการณ์ของชุมชน จะช่วยให้การบริหารมีประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาด และตอบสนองต่อปัญหาจริงได้ดียิ่งขึ้น4. Initiative มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์การมีส่วนร่วมที่ดีไม่ใช่เพียงการทำตามนโยบายจากส่วนกลาง แต่เปิดพื้นที่ให้ชุมชนและหน่วยงานร่วมกันคิดค้นนวัตกรรมหรือวิธีการที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง5. Interactive มีปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารระหว่างกัน ปฏิสัมพันธ์ที่ดีช่วยสร้างความเข้าใจ ลดความเข้าใจผิด และสร้างความไว้วางใจระหว่างภาครัฐและประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานของการทำงานร่วมกันในระยะยาว6. Interchangeable มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การเปิดโอกาสให้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดการพัฒนาศักยภาพทั้งระดับบุคคลและองค์กร และช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง7. Invigorate มีการเสริมกำลังและช่วยเหลือกัน การสนับสนุนอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ประชาชนและชุมชนเกิดความมั่นใจ สามารถพึ่งพาตนเอง และมีพลังในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง8. Impressive สร้างความประทับใจและเคารพซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์เชิงบวกจะช่วยให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความขัดแย้ง และสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมในกระบวนการบริหาร9. Incentive มีแรงจูงใจในการทำความดีร่วมกัน แรงจูงใจ เช่น การยอมรับ การชื่นชม หรือผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม จะช่วยกระตุ้นให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสมัครใจและต่อเนื่องแนวคิด 9 I’s เป็นกรอบที่ช่วยอธิบายว่า การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมไม่ใช่เพียงการเปิดเวทีให้ประชาชนเข้าร่วมเท่านั้น แต่ต้องออกแบบกระบวนการที่เอื้อต่อความร่วมมือ ความเท่าเทียมและการเสริมพลัง ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้โดยตรงกับระบบสุขภาพชุมชน การพัฒนานโยบายสาธารณะ และการพัฒนาที่ยั่งยืน2.6 กรณีศึกษาและการประยุกต์ใช้ (Case Studies & Application)1. การจัดการสุขภาพชุมชน โดย \"กองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น\" เป็นกลไกให้ชุมชนบริหารจัดการงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพตนเอง ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการที่มาจากหลายภาคส่วนในพื้นที่รพดับตำบล
20การจัดการสุขภาพชุมชนผ่านกลไกกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการบริหารจัดการงบประมาณด้านสุขภาพ โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการกองทุนที่ประกอบด้วยผู้แทนจากหลายภาคส่วน ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยบริการสุขภาพ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ คณะกรรมการดังกล่าวร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพ วางแผน และตัดสินใจเลือกโครงการที่ตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง กระบวนการนี้ไม่เพียงช่วยให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในการกำหนดทิศทางระบบสุขภาพของตนเอง และก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันในระบบสุขภาพชุมชน2. นวัตกรรมชุมชน กรณีศึกษา ต.หนองสาหร่าย จ.กาญจนบุรีที่ใช้ \"แผนชุมชน\" และการจัดการความรู้ (KM) ดึงศักยภาพคนในท้องถิ่นออกมาสร้างระบบสวัสดิการและธนาคารความดีกรณีนวัตกรรมชุมชนจากตำบลหนองสาหร่าย จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการใช้กระบวนการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนฐานของชุมชนอย่างแท้จริง โดยชุมชนได้นำ “แผนชุมชน” มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดทิศทางการพัฒนา ควบคู่กับการจัดการความรู้เพื่อดึงศักยภาพและภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ออกมาใช้ประโยชน์ ผลจากกระบวนการดังกล่าวนำไปสู่การจัดตั้งระบบสวัสดิการชุมชนและธนาคารความดี ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางสังคมและส่งเสริมจิตสำนึกด้านการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของสมาชิกในชุมชน กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการเสริมสร้างพลังอำนาจของชุมชนสามารถเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากผู้รับการพัฒนา มาเป็นผู้ร่วมกำหนดอนาคตของชุมชนตนเองได้อย่างมีความหมาย3. การจัดการสิ่งแวดล้อม กรณี จ.ยโสธร (ห้วยกะหล่าว) และ จ.พิจิตร (แม่น้ำพิจิตรเก่า) ที่ใช้กระบวนการ \"ประชาเสวนา\" (Citizens Dialogue) เพื่อฟื้นฟูแหล่งน้ำ สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Sense of Ownership) จนเกิดความยั่งยืนการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อมผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการฟื้นฟูแหล่งน้ำในพื้นที่ห้วยกะหล่าว จังหวัดยโสธร และแม่น้ำพิจิตรเก่า จังหวัดพิจิตร ซึ่งชุมชนเผชิญกับปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรน้ำและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้ใช้น้ำ การนำกระบวนการประชาเสวนามาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเท่าเทียม ช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกันและนำไปสู่การกำหนดกติกาการใช้และดูแลทรัพยากรน้ำร่วมกัน กระบวนการดังกล่าวก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของแหล่งน้ำของคนในชุมชน ส่งผลให้การดูแลรักษาทรัพยากรเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนโดยสรุป การมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีความหมาย (Meaningful Participation) ต้องไม่ใช่เพียงพิธีกรรม แต่ต้องเป็นกระบวนการที่ภาครัฐ \"เปิดใจ\" รับฟัง และนำเสียงของประชาชนไปสู่การ \"ตัดสินใจ\" จริง เมื่อประชาชนรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของปัญหาและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา สังคมจะเกิดภูมิคุ้มกันและความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
21ส่วนที่ 2 การสร้างเสริมพลังอำนาจของชุมชน2.7 แนวคิดและความหมาย การสร้างเสริมพลัง (Empowerment) ถือเป็นระดับสูงสุดของการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นกระบวนการที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการให้ประชาชนเข้ามาร่วมรับรู้หรือแสดงความคิดเห็น แต่เป็นการยกระดับขีดความสามารถและมอบอำนาจการตัดสินใจให้แก่ประชาชนการสร้างเสริมพลังอำนาจชุมชน เป็นการสร้างศักยภาพและโอกาส (Empowerment and enabling) ให้ภาคประชาสังคมและชุมชนเข้ามามีบทบาทหลักในการบริหารจัดการ การตัดสินใจ และการควบคุมทรัพยากร เพื่อแก้ไขปัญหาของตนเอง การเสริมอำนาจเป็นขั้นตอนที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจหลักในการดำเนินการกิจกรรมสาธารณะต่างๆ เช่น การลงประชามติ หรือการที่ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการระบบสุขภาพและสวัสดิการด้วยตนเองเป้าหมาย เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ (Self-reliance) สามารถวิเคราะห์ปัญหา วางแผน และดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง โดยหน่วยงานภาครัฐเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้สนับสนุนหรือเอื้ออำนวยความสะดวกการสร้างเสริมพลังอำนาจชุมชน (Community Empowerment) หมายถึง กระบวนการที่ชุมชนหรือกลุ่มคนในชุมชนได้รับเครื่องมือ ความรู้ และโอกาสในการเพิ่มพูนศักยภาพของตนเอง เช่น การฝึกอบรม การประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นใจและมีความสามารถจัดการปัญหาสุขภาพของตน2.8 กระบวนการสร้างเสริมพลัง (Empowerment Process)การสร้างพลังไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันที แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ ดังนี้1) การสร้างทีมงานและแกนนำ การค้นหาและพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชน อาสาสมัคร หรือ \"ทีมส่งเสริมสุขภาพชุมชน\" เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน2) การวิเคราะห์สถานการณ์และปัญหา (Situational Analysis) ชุมชนต้องร่วมกันสำรวจข้อมูลและวิเคราะห์ปัญหาของตนเอง (SWOT Analysis) เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ (Awareness) ในปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่รอรับการบอกเล่าจากภายนอก3) การร่วมวางแผนและตัดสินใจ (Planning & Decision Making) ชุมชนร่วมกันกำหนดทางเลือก กิจกรรม และจัดสรรทรัพยากร โดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่เป็นฐานในการตัดสินใจ4) การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ (Learning by Doing) การให้ชุมชนได้ลงมือทำจริง (Implementation) โดยมีพี่เลี้ยงคอยหนุนเสริม จะช่วยสร้างทักษะและความมั่นใจ เช่น การที่ อสม. วางแผนและจัดกิจกรรมสุขภาพด้วยตนเอง
225) การถอดบทเรียนและประเมินผล (Reflection & Evaluation) การทบทวนผลการทำงานร่วมกันเพื่อสรุปบทเรียน (Knowledge Management) ว่าสิ่งใดทำได้ดี สิ่งใดต้องปรับปรุง ถือเป็นการสร้างปัญญาปฏิบัติให้แก่ชุมชน2.9 เครื่องมือและกลยุทธ์ในการเสริมสร้างพลัง (Strategies and Tools)เพื่อให้เกิดการเสริมพลังอำนาจอย่างเป็นรูปธรรม สามารถใช้เครื่องมือและกลยุทธ์ต่างๆ ได้แก่1) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research - PAR) เป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนบทบาทชุมชนจาก \"ผู้ถูกศึกษา\" มาเป็น \"นักวิจัย\" ที่ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมแก้ปัญหา โดยมีนักวิชาการเป็นเพียงผู้ช่วย (\"พระรอง\") และให้ชุมชนเป็น \"พระเอก\" ในการขับเคลื่อน2) การจัดการความรู้ (Knowledge Management - KM) การดึงความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ออกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อยกระดับเป็นภูมิปัญญาของชุมชน เช่น กรณีศึกษาตําบลหนองสาหร่าย ที่สร้างฐานการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง3) การใช้ทุนทางสังคม (Social Capital) การนำต้นทุนเดิมที่มีอยู่ เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ในเครือญาติ หรือกลุ่มองค์กรการเงิน/อาชีพ มาเป็นฐานในการพัฒนา4) กองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น (Community Health Fund) เป็นกลไกทางการเงินและการบริหารจัดการที่กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาสุขภาพของตนเอง5) ปรับบทบาทของภาคส่วนต่างๆ (Role Adjustment of Stakeholders)• บทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐ/นักวิชาการ ต้องเปลี่ยนจาก \"ผู้สั่งการ\" (Commander) มาเป็น \"ผู้เอื้ออำนวย\" (Facilitator) หรือ \"พี่เลี้ยง\" (Mentor) ทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูล ถ่ายทอดความรู้ กระตุ้นการคิดวิเคราะห์ และเสริมกำลังใจให้ชุมชน บทบาทดังกล่าวช่วยเปิดโอกาสให้ชุมชนได้เรียนรู้และตัดสินใจด้วยตนเอง• บทบาทของชุมชน/อาสาสมัคร (อสม.) ต้องพัฒนาตนเองจากการเป็นผู้รับคำสั่ง มาเป็น \"แกนนำนักจัดการสุขภาพ\" ที่สามารถคิด วางแผน และบริหารจัดการกิจกรรมด้านสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเปลี่ยนบทบาทนี้ช่วยเสริมสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ และเพิ่มความเข้มแข็งของระบบสุขภาพชุมชนในระยะยาว2.10 ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)การเสริมสร้างพลังอำนาจของชุมชนจะประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนหลายประการที่ทำงานสอดประสานกัน ดังนี้1) ภาวะผู้นำ (Leadership) ผู้นำชุมชนและผู้นำภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องมีวิสัยทัศน์ มองเห็นเป้าหมายระยะยาว กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ผู้นำที่ดีจะทำหน้าที่กระตุ้นและเชื่อมโยงผู้คน มากกว่าการควบคุมสั่งการ
232) การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง (Meaningful Participation) ทุกภาคส่วนต้องมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การวางแผน การดำเนินงาน ไปจนถึงการประเมินผล การมีส่วนร่วมที่แท้จริงจะทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของปัญหาและผลลัพธ์ (Sense of Ownership) และร่วมรับประโยชน์อย่างเป็นธรรม3) การบูรณาการ (Integration) การทำงานต้องเชื่อมโยงกันระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งด้านสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยไม่แยกส่วนการดำเนินงาน และต้องสอดคล้องกับบริบทและวิถีชีวิตของชุมชน เพื่อให้การพัฒนาเกิดผลในทางปฏิบัติ4) ความต่อเนื่องและยั่งยืน (Continuity and Sustainability) การดำเนินงานควรมุ่งสร้างระบบ กลไก หรือรูปแบบนวัตกรรมที่ทำให้กิจกรรมสามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยชุมชนเอง แม้เมื่อสิ้นสุดโครงการหรือการสนับสนุนจากภายนอกแล้ว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนส่วนที่ 3 การสร้างเครือข่ายในชุมชนชุมชนที่เข้มแข็งมักมีเครือข่ายและพันธมิตรในท้องถิ่นที่ทำงานร่วมกัน เช่น วัด โรงเรียน สำนักงานท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) และภาคีเครือข่ายสุขภาพต่างๆ การสร้างเครือข่าย (Networking) เป็นการเชื่อมโยงคนและหน่วยงานหลายฝ่ายให้ร่วมมือกัน เช่น จัดตั้งคณะกรรมการสุขภาพตำบลที่มีตัวแทนจากหลายฝ่าย เพื่อร่วมวางแผนและจัดกิจกรรม เครือข่ายช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงาน เช่น แบ่งปันข้อมูลงบประมาณ ช่วยกันประชาสัมพันธ์ เชื่อมโยงความต้องการของชุมชนกับนโยบายหน่วยงานภายนอก2.11 นิยามความหมาย ความสำคัญของเครือข่ายเครือข่าย (Network) คือการเชื่อมโยง การถักทอความสัมพันธ์ของคน องค์กร หรือชุมชน เข้าด้วยกัน บนพื้นฐานสำคัญ 3 ประการ ได้แก่1. ความสมัครใจ (Voluntary) - การเข้าร่วมโดยไม่ถูกบังคับ ด้วยจิตสำนึกและเจตจำนง2. ความเท่าเทียม (Equality) - ไม่มีความสูงต่ำ ทุกคนมีคุณค่าและสิทธิเสมอกัน3. มีเป้าหมายร่วมกัน (Common Goal) - ทุกฝ่ายตระหนักและยอมรับเป้าหมายเดียวกันเครือข่ายชุมชน (Community Network) คือ การเชื่อมโยงและสานสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กลุ่มคน หรือองค์กรในชุมชนที่มีเป้าหมายร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยเหลือเกื้อกูล และทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม บนพื้นฐานของความเท่าเทียมความสำคัญของเครือข่าย ปัญหาสาธารณสุขในปัจจุบันมีความซับซ้อนและสัมพันธ์กับหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การทำงานเพียงบุคคลเดียวหรือองค์กรเดียว ไม่สามารถแก้ไขได้
24อย่างสมบูรณ์ หากทำงานโดยลักษณะเป็นเครือข่ายจะเกิดพลังทวีคูณ เพราะได้แลกเปลี่ยนหรือแบ่งปันทรัพยากร (ทั้งคน เงิน และสิ่งของ) ซึ่งทำให้งานใหญ่ๆ กลายเป็นเรื่องเล็กลง นอกจากนี้ยังสร้างความเป็นเจ้าของร่วมกัน (Ownership) ทำให้งานสามารถดำเนินต่อไปได้แม้ว่าผู้นำอาจมีการเปลี่ยนไปก็ตาม2.12 ทฤษฎีพื้นฐานของเครือข่ายชุมชน2.12.1 ทฤษฎีเครือข่ายทางสังคม (Social Network Theory)ในปี 1930 Jacob Moreno พัฒนาทฤษฎีนี้โดยมองสังคมในรูปแบบของกรอบแนวคิดที่ศึกษาโครงสร้างความสัมพันธ์และการเชื่อมโยงระหว่าง 1) Nodes คือ บุคคล องค์กร หรือกลุ่ม ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการเชื่อมโยง 2) เส้นเชื่อม (Links/Edges) ความสัมพันธ์หรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างโหนด เช่น การสื่อสาร, การช่วยเหลือ, การเป็นเพื่อน และ 3) โครงสร้าง รูปแบบที่โหนดและเส้นเชื่อมรวมกันเป็นโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้น เช่น เครือข่ายเพื่อน, เครือข่ายองค์กร2.12.2 ทฤษฎีทุนทางสังคม (Social Capital)ในปี 1986 Pierre Bourdieu เป็นคนแรกๆ ที่นำเสนอทุนทางสังคมอย่างเป็นระบบ โดยมองว่าทุนทางสังคมคือการที่แต่ละบุคคลสามารถเข้าถึงทรัพยากรส่วนรวมได้ ต่อมา Bourdieu ได้แบ่งทุนออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ 1) ทุนทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึงสิทธิในทรัพย์สิน 2) ทุนทางวัฒนธรรม เช่น ทรัพย์สินต่างๆ เช่น ปริญญาจากมหาวิทยาลัย 3) ทุนเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งสะท้อนถึงเกียรติภูมิทางสังคมของแต่ละบุคคล และ 4) ทุนทางสังคม ซึ่งหมายถึง ทรัพยากรที่ได้มาจากความสัมพันธ์ทางสังคม (Bourdieu, 1986)องค์ประกอบของทุนทางสังคม1. ทุนมนุษย์ (Human Capital) ได้แก่• บุคคลที่มีคุณภาพ มีความรู้ สติปัญญา และทักษะ• มีคุณธรรม วินัย และความรับผิดชอบ• มีจิตสาธารณะ มีแนวโน้มที่สร้างเครือข่ายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม2. ทุนที่เป็นสถาบัน (Institutional Capital) ได้แก่• สถาบันครอบครัว การศึกษา ศาสนา• องค์กรชุมชน สมาคมต่าง ๆ• กลุ่มออมทรัพย์ องค์กรพัฒนาเอกชน3. ทุนทางปัญญาและวัฒนธรรม (Knowledge & Culture Capital) ได้แก่• ภูมิปัญญาท้องถิ่น• จารีต ประเพณี วัฒนธรรม• ค่านิยม คุณธรรม และจิตสำนึกสาธารณะ4. ทุนทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resource Capital) ได้แก่
25• แหล่งน้ำ ป่าไม้ ผลผลิตทางการเกษตร• สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรท้องถิ่น• การใช้ประโยชน์ร่วมกัน สร้างความผูกพันร่วมกัน2.13 กระบวนการสร้างเครือข่าย การสร้างเครือข่ายต้องทำเป็นลำดับขั้นตอน ไม่ควรข้ามขั้นตอน เพราะอาจทำให้ฐานรากไม่แน่น ดังนี้ขั้นที่ 1 ค้นหาและรวบรวม (Search & Gather)จุดประสงค์รู้จักกับสมาชิกในชุมชน สำรวจทุนทางสังคม และจะหา \"คนคอเดียวกัน\"วิธีการสำคัญ การทำแผนที่ทางเดินยุทธศาสตร์ (Mapping) เพื่อดูว่า \"ใครทำอะไร อยู่ที่ไหน\" โดยสำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ ผู้นำต่าง ๆ (ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผญบ. ปราชญ์ชาวบ้าน) องค์กร กลุ่ม ชมรมต่าง ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน โครงการ กิจกรรม ที่ดำเนินอยู่ ทรัพยากร ปัญหา และจุดแข็งของชุมชนผลที่ได้สามารถเข้าใจสภาพแวดล้อม บริบทของชุมชน ระบุศักยภาพและปัญหา ค้นหา\"จุดร่วม\" (common interest) เพื่อเป็นหลักการรวมตัวกันในชุมชนขั้นที่ 2 เชื่อมโยงและสร้างศรัทธา (Connect & Build Trust)หลักการ \"ใจนำพา\" ต้องให้ชุมชนเห็นใจความ เชื่อใจ ก่อนวิธีการสำคัญ เปิดเวทีพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ เช่น \"สภากาแฟ\" \"ที่บ้าน\" \"ลานมัสยิด\" เพื่อให้ผู้คนเข้ากัน หา \"จุดเจ็บปวดร่วม\" (Common Pain Point) ของชุมชน เช่น ปัญหาสุขภาพ (โรคเรื้อรัง เด็ก สูงอายุ) ปัญหาเศรษฐกิจ (ราคาสินค้า การจ้างงาน) ปัญหาสิ่งแวดล้อม (น้ำ ขยะ มลพิษ) สร้างความไว้วางใจ (Trust) โดยแสดงให้เห็นว่า \"เรามาช่วย ไม่ใช่มาสั่ง\" เป็นผู้ฟังที่ดี ให้ความสำคัญต่อความคิดเห็นของชาวบ้านผลที่ได้ชุมชนเต็มใจเปิดใจ เกิดความเสมอภาค ความเป็นหุ้นส่วน พร้อมเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปขั้นที่ 3 สร้างวิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision)หลักการ \"ภาพฝันชุมชนของเรา\" ให้ทุกคนช่วยกันวาดภาพชุมชนที่อยากเห็นวิธีการสำคัญ ให้ทุกคนในชุมชนช่วยกัน \"ฝันวิสัยทัศน์\" ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า เช่น ชุมชนน่าอยู่ ปลอดภัย สงบสุข ผู้คนแข็งแรง พึ่งตนเองได้สิ่งแวดล้อมสะอาด ทรัพยากรอุดม ใช้เทคนิกต่างๆ เช่น การวาดภาพ Mind Mapping การระดมสมอง วิสัยทัศน์ควรเป็นมากกว่า \"การแก้ปัญหา\" ควรเป็น \"การสร้างอนาคต\"ผลที่ได้ชุมชนมีความเป็นหนึ่งเดียว มีทิศทาง เป้าหมายร่วมกัน เกิดศักยภาพในการดำเนินการขั้นที่ 4 วางแผนร่วมกัน (Joint Planning)หลักการ \"เปลี่ยนภาพฝันให้เป็นแผนงาน\"วิธีการสำคัญ เปลี่ยนวิสัยทัศน์เป็นแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรม กำหนดบทบาทหน้าที่อย่างชัดเจน ใคร ทำ อะไร ที่ ไหน เมื่อ ไหร่ บูรณาการแผนชุมชนเข้ากับแผนของท้องถิ่น (อบต./เทศบาล) เพื่อให้ได้
26งบประมาณสนับสนุน วางแผนสุขภาพชุมชน ตามกลไกและเครื่องมือต่างๆ เช่น ระบบสุขภาพอำเภอ (DHS)กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.)ผลที่ได้แผนชัดเจน เป็นรูปธรรม สะดวกในการควบคุมติดตามผล ตัดสินใจการจัดสรรทรัพยากรได้ถูกต้องขั้นที่ 5 ลงมือทำจริง (Action)หลักการ \"ทำให้ดู อยู่ให้เห็น\" ต้องมีผลปรากฏที่เห็นได้จริงกลยุทธ์ในการปฏิบัติการ1) Quick Win Strategy เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ ที่เห็นผลเร็ว (Quick Win) เพื่อสร้างกำลังใจ ตัวอย่างการสร้างสระเก็บน้ำ การสร้างลานกีฬา การจัดอาหารกลางวัน การป้องกันโรค2) Model/Demonstration Area สร้างพื้นที่ต้นแบบ หรือ \"บ้านตัวอย่าง\" ที่สามารถเห็นและลอกแบบได้ตัวอย่างเช่น ครอบครัวตัวอย่าง ชุมชนน่าอยู่ หมู่บ้านน่ามอง ประชาชนปลอดภัย3) Expand/Scale Up ขยายผลสู่เพื่อนบ้าน เมื่อต้นแบบประสบความสำเร็จและเกิดความมั่นใจการขยายควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ให้มั่นใจว่า \"ต้นแบบ\" สามารถให้คำแนะนำและสอนได้ผลที่ได้เห็นผลจริง เกิดแรงสนับสนุน ความเชื่อมั่น เครือข่ายแข็งแกร่ง ยั่งยืนขั้นที่ 6 ถอดบทเรียน (Learning & After Action Review)หลักการ \"ผิดเป็นครู รู้เป็นปราชญ์\" การเรียนรู้ต่อเนื่องวิธี After Action Review (AAR)1) สิ่งที่คาดหวัง (Expected) - เดิมเราตั้งเป้าอะไร คิดว่าจะเป็นอย่างไร2) สิ่งที่เกิดขึ้นจริง (Actual) - ผลที่ได้จริงๆ เป็นอย่างไร มีอะไรต่างกับที่คิด3) วิเคราะห์สาเหตุ (Analysis) - ทำไมถึงต่างกัน? เพราะอะไร? สาเหตุแท้ที่เกิดจากอะไร?4) นำมาปรับปรุง (Lessons Learned) - ครั้งต่อไป จะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร? เรียนรู้อะไรบ้างจากประสบการณ์นี้?การถอดบทเรียนควรทำเป็นระยะ (ทุก 3 เดือน 6 เดือน หรือปี) ร่วมกันระหว่างทีมงาน ชุมชน และบันทึกไว้เป็นหลักสูตรการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต2.14 กลไกและเครื่องมือสำคัญสำหรับพัฒนาเครือข่าย1) ระบบสุขภาพอำเภอ (District Health System : DHS)คำนิยามระบบสุขภาพอำเภอ (DHS) คือการทำงานร่วมกันระดับอำเภอ ระหว่างหน่วยบริการสาธารณสุขทั้งหมด และชุมชน เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพแบบไร้รอยต่อส่วนประกอบ ได้แก่ โรงพยาบาลประจำอำเภอ (รพ.อำเภอ) สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.)โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ชุมชนเป้าหมายของ DHS
271) ร่วมกันแก้ปัญหาสุขภาพในพื้นที่แบบไร้รอยต่อ (Seamless)2) ลดความซ้ำซ้อน หลีกเลี่ยงการว่างเหว่3) เพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย2) คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.)ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับพื้นที่ พ.ศ. 2561โครงสร้างองค์กร คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.)ประธาน: นายอำเภอ├── ที่ปรึกษา│ ├── ผู้ว่าราชการจังหวัด│ └── ผู้บริหารพัฒนาสังคมและความมั่นคงจังหวัด├── กรรมการภาครัฐ (ไม่เกิน 5 คน)│ └── ตัวแทนหน่วยงานของรัฐต่างๆ├── กรรมการภาคเอกชน (ไม่เกิน 5 คน)│ └── ตัวแทนสถาบันอเมืองและองค์กรเอกชน├── กรรมการภาคประชาชน (ไม่เกิน 7 คน)│ └── ตัวแทนประชาสังคม องค์กรชุมชน└── เลขานุการ └── สาธารณสุขอำเภอหน้าที่และอำนาจของพชอ.1. ดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิต2. ขับเคลื่อนให้มีการบูรณาการทรัพยากร บุคลากร งบประมาณ ของทุกหน่วยงาน3. สนับสนุน เสนอแนะ ให้คำปรึกษา แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน4. ประสานงานระหว่างคณะกรรมการ หรือหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อการบูรณาการ5. ติดตามประเมินผล และปฏิบัติการอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย3) กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.)เป็นกลไกทางการเงินสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมพัฒนาสุขภาพระดับชุมชนวัตถุประสงค์สนับสนุนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และรักษาพยาบาลเบื้องต้น สนับสนุนการดูแลกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยเรื้อรังให้เข้าถึงบริการสาธารณสุข ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ผู้สูงอายุผู้ที่สามารถขอใช้งบประมาณ กปท.
28• หน่วยบริการสาธารณสุข (รพ.สต.)• องค์กรชุมชน ชมรมผู้สูงอายุ กลุ่มสตรี• ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน• หน่วยงานสาธารณสุขและหน่วยงานอื่นตามที่กำหนดหมวดการจ่ายเงิน (ในปีงบประมาณ 2568)หมวดที่ 1 - สนับสนุนหน่วยบริการสาธารณสุขหมวดที่ 2 - สนับสนุนองค์กรภาคประชาชน/หน่วยงานอื่นหมวดที่ 3 - สนับสนุนศูนย์เด็ก/ผู้สูงอายุหมวดที่ 4 - สนับสนุนค่าใช้จ่ายบริหารกองทุนหมวดที่ 5 - สนับสนุนกิจกรรมเมื่อเกิดโรคระบาด/ภัยพิบัติหมวดที่ 6 - สนับสนุนค่าตอบแทน Community Health Volunteerหมวดที่ 7 - สนับสนุนบริการสาธารณสุขตามมติ (ผ้าอ้อม/โรคไต)หมวดที่ 8 - จัดบริการพาหนะรับส่งผู้พิการ2.15 บทบาทของภาคีเครือข่าย1) สภาองค์กรชุมชน (Community Organization Council)บทบาทคล้ายกับ \"สภาผู้นำชุมชน\" เปรียบเสมือนเป็นหัวรถจักรทางความคิดลักษณะที่สำคัญ ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่บ้านเพียงคนเดียว แต่รวมถึง ปราชญ์ชาวบ้าน (ผู้มีความรู้ เชี่ยวชาญด้านต่างๆ) ผู้นำกลุ่มสตรีผู้นำเยาวชน ผู้นำศาสนา ผู้นำกลุ่มอาชีพ ฯลฯหน้าที่ 1) ทำหน้าที่เชื่อมประสาน กระตุ้นการมีส่วนร่วม 2) เป็นแบบอย่างที่ดียด้านพฤติกรรมสุขภาพ (Role Model) 3) นำทางความคิด วิสัยทัศน์ของชุมชน2) อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) - Village Health Volunteerบทบาท \"หมอคนแรกของชุมชน\" หรือ โซ่ข้อกลางที่สำคัญที่สุดในหมู่บ้านลักษณะการทำงาน เฝ้าระวังสุขภาพ (Surveillance) – ติดตามสภาพสุขภาพของครอบครัวในหมู่บ้านคัดกรองเบื้องต้น (Screening) - ตรวจสุขภาพเบื้องต้น บันทึกข้อมูล ให้ความรู้ (Health Education) - เคาะประตูบ้าน ให้ความรู้ด้านสุขภาพ เยี่ยมผู้ป่วย - ดูแล ให้กำลังใจผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้พิการ โซ่ข้อกลาง (Liaison) - เป็นตัวกลางระหว่าง รพ.สต. กับชาวบ้าน รวบรวมปัญหา - ฟังปัญหาของชาวบ้าน สะท้อนขึ้นไปให้สาธารณสุขทราบ สนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ - ชวนออกกำลังกาย ปรับพฤติกรรมวันที่ 20 มีนาคมของทุกปีถูกกำหนดให้เป็น \"วันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติ\" ซึ่งคำขวัญของอสม. คือ \"แก้ข่าวร้าย กระจายข่าวดี ชี้บริการ ประสานงานสาธารณสุข บำบัดทุกข์ประชาชน ดำรงตนเป็นตัวอย่างที่ดี\"3) ผู้นำตามธรรมชาติ (Natural Leaders)
29นิยามผู้นำนี้ ไม่ได้มาจากการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ แต่ได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน ซึ่งอาจได้แก่บุคคลประเภท 1) ปราชญ์ชาวบ้าน - ผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ได้รับการเคารพ 2) ผู้นำด้านสมุนไพร/การเกษตร - หมอดิน เกษตรกร ผู้เลี้ยงสัตว์ 3) ผู้นำทางจิตวิญญาณ - พระสงฆ์ ผู้นำศาสนา นักบวช 4) ผู้นำกลุ่มอาชีพ - ผู้บริหารกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มการค้า 5) ประธานกลุ่มสตรี– ผู้นำสตรีหรือสตรีอาวุโส 6) ผู้นำเยาวชน – ผู้มีอิทธิพลต่อเด็กและเยาวชน โดยการมีอิทธิพล (Influnzer) สามารถชี้นำในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เป็นแบบอย่างที่เชื่อถืออย่างแท้จริง ช่วยในการประสานงาน และลด \"ความต้านทาน\"4) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)บทบาท \"ผู้ที่มีอำนาจและงบประมาณ\"ประเภท อปท. ในประเทศไทยมี 5 ประเภท ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยาหน้าที่ทางด้านสุขภาพของ อปท. ได้แก่ การสนับสนุนงบประมาณสำหรับกิจกรรมสุขภาพ การออกข้อบัญญัติ ระเบียบ เพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น กำหนดลานกีฬา/สวนสาธารณะ ต้องมีตลาดสะอาด พื้นที่ปลอดบุหรี่ ระบบจัดการขยะ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (ถนน ประปา สิ่งอำนวยความสะดวก) ผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.)5) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)บทบาท \"พี่เลี้ยงทางวิชาการ\" และ \"ผู้ให้บริการเชิงรุก\"หน้าที่ ให้ความรู้ที่ถูกต้อง (Technical Support) ให้การศึกษาหลักสูตรเกี่ยวกับสุขภาพ ป้องกันโรค ให้คำแนะนำวิธีการ เทคนิกต่าง ๆ ในการดูแลรักษา ส่งเสริมป้องกันให้ประชาชนมีสุขภาพดี บทบาทสำคัญ ดังนี้1. ผู้สนับสนุนข้อมูล (Data Provider)• วิเคราะห์สถานการณ์โรคระบาด• จัดเก็บ วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ2. ผู้ให้บริการเชิงรุก (Proactive Service Provider)• ออกหน่วยบริการ เยี่ยมบ้าน• ดูแลกลุ่มเปราะบาง (เด็ก สูงอายุ ผู้พิการ)• ร่วมกับชุมชนในการดำเนินกิจกรรม2.16 กรณีศึกษา บทบาทเครือข่ายระบบสุขภาพอำเภอ (DHS) ในการรณรงค์ฉีดวัคซีน1) การขับเคลื่อนโครงการ ได้แก่ โรงพยาบาลอำเภอ ร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุข รพ.สต.และ อปท.2) การทำให้เป็นรูปธรรม โดยการจัดกิจกรรมเชิงรุก รณรงค์ฉีดวัคซีนเข้าถึงหมู่บ้าน เคาะประตูบ้าน3) สร้างความเข้าใจ ผ่านสื่อบุคคล โดย อสม. ผ่านเครื่องมือสื่อสารในชุมชนและช่องทางสื่อออนไลน์4) ผลลัพธ์ประชาชนเข้าถึงบริการสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคติดต่อ
30กล่าวโดยสรุป การมีส่วนร่วมของประชาชน การสร้างเสริมพลังของชุมชนและการสร้างเครือข่ายในชุมชนถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาสุขภาพชุมชนอย่างยั่งยืน เน้นการยกระดับบทบาทของชุมชนจากผู้รับบริการมาเป็นผู้ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมดำเนินการ ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมที่หลากหลายระดับ ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลจนถึงการมีอำนาจตัดสินใจ การดำเนินงานต้องอาศัยกระบวนการที่เป็นระบบ เครื่องมือที่เหมาะสม และปัจจัยความสำเร็จ เช่น ภาวะผู้นำ การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การบูรณาการ และความยั่งยืน กรณีศึกษาต่าง ๆ สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของและได้รับการเสริมพลังอย่างเหมาะสม จะสามารถจัดการปัญหาสุขภาพและทรัพยากรของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่องในระยะยาว
31บทที่ 3การศึกษาชุมชน ด้วยเครื่องมือ 7 ชิ้นการศึกษาชุมชน (Community Study) หมายถึง กระบวนการเรียนรู้และทำความเข้าใจชุมชนอย่างเป็นระบบและรอบด้าน โดยมุ่งศึกษาลักษณะทางกายภาพ สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประชากร สุขภาพ ความสัมพันธ์ของผู้คน ตลอดจนทรัพยากร ปัญหา และศักยภาพที่มีอยู่ในชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อน “สภาพความเป็นจริงของชุมชน” จากมุมมองของคนในพื้นที่เอง และสามารถนำไปใช้เป็นฐานในการวางแผนพัฒนา แก้ไขปัญหา และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเหมาะสมกับบริบทการศึกษาชุมชน ไม่ได้หมายถึงเพียงการเก็บข้อมูลตัวเลขหรือสถิติเพื่ออธิบายปัญหาสุขภาพเท่านั้น หากแต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ระบบวิธีคิด ความเชื่อ และวิถีชีวิต ของผู้คนในชุมชนในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของเขาเอง ในด้านสาธารณสุข การศึกษาชุมชนเป็นกระบวนการทำความเข้าใจชุมชนในฐานะระบบสังคมที่มีชีวิต ซึ่งองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น บุคคล ครอบครัว องค์กร เครือข่ายทางสังคม สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างทางอำนาจ มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงและส่งผลต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของคนในชุมชนอย่างซับซ้อนดังนั้น การศึกษาชุมชนจึงเป็นทั้งเครื่องมือทางวิชาการและกระบวนการที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนโดยประชาชน ผู้นำชุมชน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ มีบทบาทร่วมในการให้ข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา และกำหนดแนวทางการพัฒนา ช่วยให้เกิดความเข้าใจชุมชนอย่างลึกซึ้ง สร้างความตระหนักรู้ในปัญหาและศักยภาพของตนเอง เสริมสร้างพลังอำนาจให้กับชุมชน และนำไปสู่การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนที่สอดคล้องกับบริบท มีความยั่งยืน และตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในพื้นที่3.1 เครื่องมือศึกษาชุมชน (Community Study Tools)เครื่องมือศึกษาชุมชน หมายถึง วิธีการหรือสื่อที่ใช้ในการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจชุมชนอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติด้านกายภาพ สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม สุขภาพ และความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน แนวคิดของเครื่องมือศึกษาชุมชนตั้งอยู่บนฐานความเชื่อว่า ชุมชนเป็นแหล่งความรู้และคนในชุมชนเป็นผู้รู้บริบทชีวิตของตนเองดีที่สุดในงานสาธารณสุขชุมชน เครื่องมือศึกษาชุมชนเป็นสื่อกลางของกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างนักสาธารณสุขกับประชาชนในพื้นที่ การใช้เครื่องมืออย่างเหมาะสมจะเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดประสบการณ์ มุมมอง และความหมายของปัญหาสุขภาพตามบริบทจริง ทำให้ข้อมูลที่ได้มีความลึกและสะท้อนความเป็นจริงของชุมชนมากกว่าการเก็บข้อมูลแบบทางเดียวการศึกษาชุมชนปจจุบันนี้นิยมใชเครื่องมือแบบมีสวนรวม โดยใหชุมชนมีบทบาทสำคัญในการใหขอมูลและวิเคราะหตนเอง เนนการแลกเปลี่ยนเรียนรูที่เทาเทียมกัน ไมชี้นำหรือสั่งสอน ทั้งนี้ เพื่อใหไดขอมูลที่เปนจริง เที่ยงตรง สามารถนำไป ประกอบการวางแผนโครงการหรือดำเนินกิจกรรมตาง ๆ เพื่อแกไขปญหาที่ตรงกับความต
32องการของชุมชนอยาง แทจริง ทั้งยังชวยสรางความรูสึกการเปนเจาของขอมูล สรางความสัมพันธที่ดีระหวางสมาชิกในชุมชนและปฏิบัติกร ผูศึกษาชุมชนนั้นดวย (หทัยรัตนอวมนอย, 2560: 47)3.2 แนวคิดเครื่องมือศึกษาชุมชน ด้วยเครื่องมือ 7 ชิ้นการทำงานกับชุมชนหรือการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องเข้าใจบริบททางสังคมและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง เครื่องมือ 7 ชิ้น ถูกพัฒนาขึ้นโดยนายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และคณะ เพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถมองเห็น \"ความเป็นมนุษย์\" ในชุมชน เข้าใจวิธีคิด และความสัมพันธ์ของผู้คน มากกว่าการมองเห็นเพียงตัวเลขหรือสถิติเพื่อให้เข้าใจบริบทของชุมชนได้ดี เป็นชุดเครื่องมือทางสังคมและมานุษยวิทยาที่ช่วยให้ผู้ทำงานสาธารณสุขสามารถ “มองเห็น” โครงสร้าง ความสัมพันธ์ อำนาจ ทุนทางสังคม และโลกทัศน์ของคนในชุมชนที่มักไม่ปรากฏอยู่ในตัวเลขเชิงปริมาณทั่วไป ทำให้เข้าใจทั้งด้านพื้นที่ ผู้คน วิถีชีวิต และระบบสุขภาพในเชิงลึกมากขึ้น เครื่องมือ 7 ชิ้น ประกอบด้วย1) แผนที่เดินดิน (Community Mapping) ภาพแผนที่บอกตำแหน่งจุดสำคัญในชุมชน2) ผังเครือญาติ (Genogram) แสดงความสัมพันธ์ของเครือข่ายในครอบครัว3) โครงสร้างองค์กรชุมชน (Community Organization) แผนผังองค์กรและความสัมพันธ์กันในชุมชน4) ระบบสุขภาพชุมชน (Local Health System) แสดงหน่วยงานและแหล่งบริการสุขภาพในชุมชน5) ปฏิทินชุมชน (Community Calendar) กิจกรรมประจำปีของชุมชน6) ประวัติศาสตร์ชุมชน (Community History) เหตุการณ์สำคัญของชุมชนในอดีตถึงปัจจุบัน7) ประวัติชีวิต (Life Story) เรื่องเล่าชีวิตของคนผู้ศึกษาให้ความสนใจเครื่องมือ 7 ชิ้น เป็นชุดเครื่องมือศึกษาชุมชนที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการลงไปเรียนรู้ชุมชนอย่างมีส่วนร่วม มากกว่าจะมองการศึกษาชุมชนเป็นเพียงกระบวนการเก็บข้อมูลหรือรวบรวมตัวเลขและสถิติเชิงปริมาณเท่านั้น จุดเน้นสำคัญของเครื่องมือนี้อยู่ที่การเปิดโอกาสให้ผู้ทำงานได้สัมผัสและทำความเข้าใจโลกของชาวบ้านจากมุมมองของเขาเอง ผ่านการสังเกต การสนทนา การร่วมคิดร่วมทำ และการแปลงข้อมูลให้เป็นภาพ แผนที่ ผัง และเรื่องเล่า ซึ่งช่วยให้มองเห็นมิติที่ตัวเลขไม่สามารถอธิบายได้โดยมุ่งเรียนรู้ทั้งพื้นที่ทางกายภาพ เช่น แผนที่หมู่บ้าน เส้นทางคมนาคม แหล่งทรัพยากร และจุดเสี่ยงด้านสุขภาพ ควบคู่ไปกับพื้นที่ทางสังคม ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวและชุมชน โครงสร้างองค์กรอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ระบบบทบาทและอำนาจ ตลอดจนวิถีชีวิต ความเชื่อ ประวัติศาสตร์ และตัวตนของผู้คนในชุมชน การทำให้ข้อมูลเหล่านี้ปรากฏเป็นภาพและผังช่วยให้ผู้เรียนและผู้ปฏิบัติงานเข้าถึงความซับซ้อนของชุมชนได้อย่างเข้าใจง่ายและเป็นรูปธรรมมากขึ้นเมื่อนำเครื่องมือทั้ง 7 ชิ้นมาใช้ร่วมกันในภาคสนาม จะช่วยสร้าง “ภาพรวมของชุมชนแบบองค์รวม” ที่เชื่อมโยงระหว่างโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และระบบสุขภาพเข้าไว้ด้วยกัน
33เครื่องมือชิ้นที่ 1 แผนที่เดินดิน (Geo-Social Mapping)1. แนวคิดของแผนที่เดินดินแผนที่เดินดินเป็นเครื่องมือพื้นฐานและมักใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาชุมชนด้วยเครื่องมือ 7 ชิ้น เนื่องจากเป็นวิธีการเข้าไปทำความคุ้นเคยกับพื้นที่และผู้คนผ่าน “การเดินสำรวจจริง” ร่วมกับคนในชุมชน ไม่ใช่เพียงการดูแผนที่ทางการหรือข้อมูลเอกสาร. การเดินสำรวจช่วยให้ผู้ศึกษาได้สัมผัสบรรยากาศของชุมชน เห็นวิธีใช้พื้นที่ การสัญจร การรวมกลุ่ม และรูปแบบการดำเนินชีวิตในสถานที่จริง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการทำความเข้าใจโครงสร้างและวิถีของชุมชนแผนที่เดินดินมิได้บันทึกเฉพาะ “พื้นที่ทางกายภาพ” เช่น บ้าน ถนน วัด โรงเรียน ร้านค้า แหล่งน้ำ หรือสถานที่ราชการเท่านั้น แต่ยังมุ่งหมายให้ค้นพบ “พื้นที่ทางสังคม” ที่มีความหมายต่อชีวิตผู้คน เช่น จุดที่คนมักมารวมตัว พื้นที่ประกอบพิธีกรรม พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เขตหวงห้าม หรือบริเวณที่มีความขัดแย้งหรือความหวาดระแวง. การให้คนในชุมชนร่วมเดินและร่วมอธิบายจึงทำให้แผนที่เดินดินกลายเป็นทั้งเครื่องมือเก็บข้อมูลและกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคณะทำงานกับชุมชน2. องค์ประกอบสำคัญของแผนที่เดินดินการจัดทำแผนที่เดินดินควรคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 4 ประเภท ดังนี้ 2.1 เส้นทางคมนาคมและทางเชื่อมต่อ• เส้นทางหลัก–รอง ทางเข้าชุมชน ซอยต่าง ๆ และจุดเชื่อมกับพื้นที่ภายนอก เช่น ถนนไปอำเภอ โรงพยาบาล หรือแหล่งงาน.• ตำแหน่งของป้ายรถเมล์ จุดจอดรถสองแถว ทางลัดหรือเส้นทางที่คนในพื้นที่ใช้เป็นประจำ เพื่อสะท้อนการเข้าถึงบริการและทรัพยากร 2.2 แหล่งชุมชนและสถานที่สำคัญ• วัด มัสยิด โบสถ์ ศาลเจ้า โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาล ร้านค้า ตลาด ศูนย์การเรียนรู้ และสถานีอนามัย/โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)• สถานที่ที่เป็นศูนย์รวมกิจกรรมของชุมชน เช่น ศาลาประชาคม ลานวัด สนามกีฬา หรือลานเอนกประสงค์ของหมู่บ้าน2.3 จุดเสี่ยงด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม• แหล่งน้ำขัง แหล่งน้ำเสีย บริเวณที่ทิ้งขยะ จุดเผาขยะ โรงงานหรือแหล่งกำเนิดมลพิษ• ร้านเหล้า สถานบันเทิง บริเวณที่มีอุบัติเหตุบ่อย หรือพื้นที่ที่ชาวบ้านมองว่าเป็น “จุดเสี่ยง” ต่อปัญหาสุขภาพและสังคม เช่น การดื่มสุราและความรุนแรง 2.4 พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เขตหวงห้าม และพื้นที่อ่อนไหวทางสังคม
34• สถานที่ที่ชาวบ้านให้ความเคารพ เช่น ศาลพระภูมิ ศาลปู่ตา ป่าช้า หรือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ• เขตหวงห้ามหรือพื้นที่ที่คนในชุมชนไม่ต้องการให้เข้าไป เช่น ที่ดินพิพาท พื้นที่ส่วนบุคคล หรือพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุรุนแรง ซึ่งมีนัยต่อความสัมพันธ์และความไว้วางใจในชุมชนการบันทึกข้อมูลทั้ง 4 ประเภทนี้ ทำให้แผนที่เดินดินเป็นมากกว่าแผนที่ภูมิศาสตร์ แต่เป็น “ภาพรวมของชีวิตชุมชน” ที่สะท้อนทั้งโครงสร้างกายภาพ การใช้ประโยชน์พื้นที่ ความสัมพันธ์ทางสังคม และปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ3. การประยุกต์ใช้เครื่องมือในการจัดกระบวนการเรียนรู้หรือทำงานพัฒนาชุมชน แผนที่เดินดินสามารถใช้เป็นเครื่องมือฝึกภาคสนามที่สำคัญ โดยควรวางแผนกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือปฏิบัติจริง ดังนี้ 3.1 การเตรียมตัวก่อนลงพื้นที่• ให้ผู้เข้าร่วมศึกษาข้อมูลพื้นฐานของชุมชนจากเอกสาร แผนที่ทางราชการ หรือฐานข้อมูลออนไลน์ล่วงหน้า เพื่อให้มีภาพรวมของพื้นที่และบริบทชุมชน• แบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็นกลุ่มย่อย และประสานผู้นำชุมชนหรืออาสาสมัครในพื้นที่ให้ร่วมเป็นผู้นำทางและผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชน3.2 การเดินสำรวจและบันทึกข้อมูล• ให้แต่ละกลุ่มเดินสำรวจชุมชนร่วมกับคนในพื้นที่อย่างน้อย 1–2 คน ระหว่างการเดินให้จดบันทึก วาดสเกตช์แผนผัง และสอบถามข้อมูลสั้น ๆ เช่น “คนในหมู่บ้านมักมาพบกันที่จุดใด” หรือ “บริเวณไหนที่คนกังวลเรื่องความปลอดภัย”• ส่งเสริมให้หยุดสังเกตเป็นช่วง ๆ ทั้งในเชิงกายภาพ เช่น สภาพบ้านเรือน ถนน แหล่งน้ำ สิ่งแวดล้อม และในเชิงสังคม เช่น ใครรวมกลุ่มกับใคร ใครเป็นคนชวนคุย หรือจุดที่คนใช้เป็นพื้นที่พบปะกัน3.3 การจัดทำและตรวจสอบแผนที่รวม• หลังออกสำรวจ ให้แต่ละกลุ่มนำข้อมูลมารวมกันและวาดแผนที่เดินดินฉบับรวมลงบนกระดาษขนาดใหญ่ โดยใช้สัญลักษณ์ง่าย ๆ เช่น รูปบ้าน แทนบ้านเรือน รูปเจดีย์หรือโดมแทนศาสนสถาน รูปตึกเล็กแทนโรงเรียน และสัญลักษณ์กากบาทแทนสถานบริการสาธารณสุข• เชิญผู้นำหรือผู้แทนชุมชนมาร่วมดูแผนที่ ช่วยตรวจสอบความถูกต้อง เพิ่มเติมรายละเอียด และอภิปรายร่วมกันว่ามีพื้นที่ใดที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษในมุมมองด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน
35ภาพที่ 1 แผนที่ชุมชนวาดด้วยมือ แสดงถนนหลัก บ้านเรือน วัด โรงเรียน รพ.สต หนองน้ำ จุดทิ้งขยะ และลานเอนกประสงค์ของหมู่บ้าน ใช้สัญลักษณ์และสีต่างกันเพื่อแยกประเภทสถานที่อย่างชัดเจนที่มา : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). วิถีชุมชน: เครื่องมือ 7 ชิ้นที่ทำให้งานชุมชนง่าย ได้ผล และสนุก[สื่อการสอนออนไลน์]. https://7tools.sac.or.th/public
36ภาพที่ 2 กลุ่มนักศึกษากำลังเดินสำรวจชุมชนร่วมกับผู้นำท้องถิ่น มีการชี้จุดสำคัญ จดบันทึก และพูดคุยกับชาวบ้านหน้าบ้านหรือร้านค้า สะท้อนกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม
37เครื่องมือชิ้นที่ 2 ผังเครือญาติ (Family Genogram)1. แนวคิดของผังเครือญาติผังเครือญาติ เป็นแผนภาพที่ใช้แสดงโครงสร้างและความสัมพันธ์ภายในครอบครัวและวงศ์ตระกูลอย่างเป็นระบบ โดยมิได้มุ่งเพียงบอกว่ามีใครบ้างในครอบครัว หากแต่ช่วยให้เห็นภาพรวมว่าใครเป็นใคร อยู่ในรุ่นใดของตระกูล และเชื่อมโยงกันผ่านความสัมพันธ์ในบทบาทต่าง ๆ เช่น ปู่ย่า พ่อแม่ ลูก พี่น้อง หรือญาติที่มีบทบาทสำคัญต่อครอบครัว ผังเครือญาติจึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้เข้าใจลักษณะของครอบครัว รูปแบบการอยู่ร่วมกัน และโครงข่ายการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันได้ชัดเจนกว่าการอ่านข้อมูลแบบตัวหนังสือหรือรายชื่อทีละคนในมิติด้านสุขภาพ ผังเครือญาติยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการมองเห็นรูปแบบของโรคที่อาจถ่ายทอดทางพันธุกรรม การกระจายตัวของโรคเรื้อรังในครอบครัวเดียวกัน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงทางสังคมและความเปราะบางที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ภายในครัวเรือน การจัดทำผังเครือญาติเพื่อประกอบการประเมินสุขภาพครอบครัวจึงช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพมองเห็นทั้งมิติชีวภาพและมิติสังคมของปัญหาได้พร้อมกัน และสามารถออกแบบการดูแลที่คำนึงถึงบริบทครอบครัวได้ดียิ่งขึ้น2. องค์ประกอบสำคัญของผังเครือญาติการจัดทำผังเครือญาติที่มีคุณค่าในเชิงสาธารณสุขควรคำนึงถึงองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างรุ่นของครอบครัว สัญลักษณ์มาตรฐาน และข้อมูลด้านสุขภาพของสมาชิกแต่ละคน2.1 โครงสร้างรุ่นของครอบครัวการจัดทำผังเครือญาติมักเริ่มจากการแสดงสมาชิกอย่างน้อยสามรุ่น ได้แก่ รุ่นปู่ย่า/ตายาย รุ่นพ่อแม่ และรุ่นลูก หากมีข้อมูลเพียงพออาจขยายให้ครอบคลุมพี่น้องของพ่อแม่ หรือญาติคนอื่นที่มีบทบาทสำคัญต่อการดูแลกันในครอบครัว การจัดวางลำดับรุ่นจากบนลงล่างช่วยให้เห็นความต่อเนื่องของตระกูล การสืบทอดลักษณะสุขภาพ และบทบาทของแต่ละคนในแต่ละช่วงเวลา2.2 สัญลักษณ์มาตรฐานการใช้สัญลักษณ์ที่เป็นมาตรฐานช่วยให้ผังอ่านเข้าใจง่ายและสื่อความได้ตรงกัน เช่น ใช้รูปสี่เหลี่ยมแทนสมาชิกเพศชาย และวงกลมแทนสมาชิกเพศหญิง เส้นตรงเชื่อมระหว่างสัญลักษณ์ของชายและหญิงใช้แทนคู่สมรสหรือคู่ที่อยู่ร่วมกัน ส่วนเส้นที่ลากลงจากคู่สมรสไปยังสัญลักษณ์ของสมาชิกในรุ่นถัดไปใช้แทนความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก ในบางกรณีอาจเพิ่มเติมสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายเพื่อสื่อสถานะเฉพาะ เช่น การเสียชีวิต การหย่าร้าง หรือการแยกกันอยู่ ตามแนวทางที่กำหนดร่วมกัน
38ที่มา : เครื่องมือ 7 ชิ้น กระบวนวิชา พ.วช.401 (322401) : สุขภาพชุมชนและ สร้างเสริมสุขภาพ อ.ดร.รุ่งนภา มาละเสาร์2.3 ข้อมูลด้านสุขภาพและสถานะของสมาชิกใต้หรือข้างสัญลักษณ์ของแต่ละคนควรบันทึกข้อมูลสำคัญ เช่น อายุ สถานะการมีชีวิตอยู่ อาชีพโดยสังเขป และปัญหาสุขภาพหรือโรคประจำตัวที่สำคัญ ในกรณีที่มีโรคที่อาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจบางชนิด หรือมะเร็งบางประเภท การบันทึกข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้มองเห็นรูปแบบการกระจายของโรคในครอบครัวได้อย่างชัดเจน การระบุปีที่เสียชีวิตหรือสาเหตุการเสียชีวิตหากทราบ ยังช่วยให้เข้าใจความเปราะบางของครอบครัวและช่วงเวลาที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตสมาชิกคนอื่น ๆการผสมผสานองค์ประกอบทั้ง 3 ด้านนี้ ทำให้ผังเครือญาติกลายเป็นทั้งแผนผังโครงสร้างครอบครัวและฐานข้อมูลสุขภาพครอบครัวในรูปแบบภาพเดียวกัน ซึ่งสะดวกต่อการใช้วิเคราะห์และสื่อสารในทีมสหสาขาวิชาชีพ
393. การประยุกต์ใช้เครื่องมือผังเครือญาติสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในการเรียนการสอน การฝึกอบรม และงานปฏิบัติด้านสุขภาพชุมชน โดยเน้นให้ผู้ใช้เครื่องมือได้ฝึกทั้งทักษะการเก็บข้อมูลเชิงลึกและการสื่อสารอย่างเคารพกับครอบครัว3.1 การเก็บข้อมูลและวาดผังร่วมกับครอบครัวกระบวนการมักเริ่มจากการสนทนากับสมาชิกครอบครัวหนึ่งครอบครัว โดยอาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ เกี่ยวกับสมาชิกที่อาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านหลังปัจจุบัน ก่อนค่อย ๆ ขยายไปยังญาติรุ่นต่าง ๆ ตามที่ครอบครัวยินยอมและเต็มใจเล่า ผู้ใช้เครื่องมือสามารถวาดผังไปพร้อมกับการสนทนา โดยให้สมาชิกครอบครัวช่วยชี้ตำแหน่งและความเกี่ยวข้องของแต่ละคน ซึ่งช่วยให้ข้อมูลถูกต้องและเป็นการให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการสร้างผังของตนเอง3.2 ทักษะการสื่อสารและการจัดการประเด็นอ่อนไหวในกระบวนการเก็บข้อมูลสำหรับผังเครือญาติ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับทักษะการสื่อสารอย่างสุภาพและเคารพ ไม่เร่งรัด และคำนึงถึงความรู้สึกของผู้ให้ข้อมูล โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ประเด็นอ่อนไหว เช่น เรื่องการหย่าร้าง ความขัดแย้งภายในบ้าน การเสียชีวิต หรือเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ ผู้เก็บข้อมูลควรให้สิทธิผู้ให้ข้อมูลในการเลือกเล่าหรือไม่เล่า และหลีกเลี่ยงการซักถามในลักษณะที่ทำให้เกิดความอึดอัดหรือรู้สึกถูกตัดสิน เพื่อรักษาความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่ดีกับครัวเรือน3.3 การใช้ผังเครือญาติในการวิเคราะห์และวางแผนดูแลเมื่อผังเครือญาติถูกจัดทำอย่างครบถ้วนแล้ว สามารถนำมาใช้เป็นฐานในการวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพครอบครัว เช่น ครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคนเป็นเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง อาจต้องเน้นการดูแลด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย และการติดตามภาวะแทรกซ้อนในระดับครัวเรือนมากกว่ารายบุคคล ผังยังช่วยให้เห็นบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นแกนกลางการดูแล เช่น สมาชิกคนหนึ่งที่ดูแลพ่อแม่สูงอายุ หรือญาติคนหนึ่งที่เป็นที่พึ่งของสมาชิกหลายคน ซึ่งข้อมูลนี้สำคัญต่อการวางแผนการช่วยเหลือหรือการจัดระบบสนับสนุนทางสังคมให้เหมาะสมกับบริบทของครอบครัว
40ที่มา : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). วิถีชุมชน: เครื่องมือ 7 ชิ้นที่ทำให้งานชุมชนง่าย ได้ผล และสนุก[สื่อการสอนออนไลน์]. https://7tools.sac.or.th/public
41เครื่องมือชิ้นที่ 3 โครงสร้างองค์กรชุมชน (Community Organization)1. แนวคิดของโครงสร้างองค์กรชุมชนโครงสร้างองค์กรชุมชน เป็นเครื่องมือที่ใช้จัดทำแผนภาพหรือแผนผังเพื่อแสดงให้เห็นว่าในชุมชนประกอบด้วยกลุ่มและองค์กรใดบ้าง ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัน แผนผังลักษณะนี้ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของ “ใครอยู่ตรงไหน” ในระบบสังคมของชุมชน และ “ใครทำหน้าที่อะไร” ในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านสุขภาพและการพัฒนา การทำความเข้าใจโครงสร้างองค์กรชุมชนจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานร่วมกับชุมชน เพราะช่วยให้ระบุได้ว่าองค์กรหรือกลุ่มใดมีบทบาทนำ กลุ่มใดมีอิทธิพลในเชิงความคิด หรือกลุ่มใดเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารและระดมความร่วมมือในทางปฏิบัติ เครื่องมือนี้มุ่งเน้นการค้นหา “องค์กรที่มีบทบาทจริง” ไม่ใช่เฉพาะองค์กรที่มีชื่ออยู่บนเอกสารหรือโครงสร้างทางการ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โรงเรียน หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มอาสาสมัคร ตลอดจนผู้นำธรรมชาติหรือผู้นำที่ไม่มีตำแหน่งแต่ได้รับความเคารพนับถือจากคนในชุมชน การระบุให้เห็นทั้ง “โครงสร้างทางการ” และ “โครงสร้างเชิงสังคมวัฒนธรรม” ผ่านแผนผังเดียวกัน ทำให้เข้าใจพลวัตอำนาจ ทุนทางสังคม และช่องทางการขับเคลื่อนงานชุมชนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น2. องค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างองค์กรชุมชนโครงสร้างองค์กรชุมชนที่ดีควรสะท้อนทั้งประเภทขององค์กรและความเชื่อมโยงระหว่างกัน โดยสามารถจัดองค์ประกอบสำคัญได้อย่างน้อยสามด้าน2.1 องค์กรทางการองค์กรทางการคือหน่วยงานหรือกลุ่มที่มีสถานะตามกฎหมายหรือระเบียบราชการ มีโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ชัดเจน เช่น• องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ อบต เทศบาล หรือเมือง• หน่วยงานด้านการศึกษา เช่น โรงเรียน ศูนย์การเรียนรู้ หรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก• หน่วยงานด้านสุขภาพ เช่น สถานีอนามัยเดิมหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และโรงพยาบาลประจำอำเภอ• องค์กรศาสนา เช่น วัด มัสยิด โบสถ์ ศาลเจ้า• สหกรณ์ กลุ่มอาชีพ หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการการระบุองค์กรทางการเหล่านี้ลงในผังทำให้เห็น “เสาหลัก” ของโครงสร้างการบริหารจัดการในชุมชน และช่องทางในการประสานงานกับระบบราชการหรือหน่วยงานภายนอก
422.2 องค์กรและกลุ่มไม่เป็นทางการองค์กรไม่เป็นทางการคือกลุ่มคนที่รวมตัวกันทำกิจกรรมหรือช่วยเหลือกันโดยไม่ได้มีสถานะเป็นนิติบุคคลหรือหน่วยงานราชการ เช่น• กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชน กลุ่มเกษตรกร หรือกลุ่มผู้สูงอายุ• กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มฌาปนกิจ กลุ่มอาสาสมัครด้านต่าง ๆ• ผู้นำธรรมชาติ เช่น ผู้เฒ่าผู้แก่ที่คนเคารพ ครูบาอาจารย์ในพื้นที่ ผู้ที่คนในชุมชนปรึกษาเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญกลุ่มเหล่านี้มักเป็นแหล่งทุนทางสังคมที่ทรงพลัง แม้ไม่ปรากฏชัดในโครงสร้างทางการ แต่มีบทบาทสำคัญทั้งในการสร้างความไว้วางใจ การสื่อสารข้อมูล และการเคลื่อนไหวทางสังคมในระดับชุมชน2.3 ความเชื่อมโยงระหว่างองค์กรการจัดทำโครงสร้างองค์กรชุมชนไม่เพียงต้องระบุรายชื่อหรือประเภทองค์กรเท่านั้น แต่ควรแสดงความเชื่อมโยงระหว่างกัน เช่น• องค์กรใดทำงานร่วมกันบ่อยครั้งในโครงการด้านสุขภาพหรือการพัฒนา• องค์กรใดทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประสานงานหรือเป็น “ตัวเชื่อม” ระหว่างชุมชนกับหน่วยงานภายนอก• ความสัมพันธ์ที่มีลักษณะสนับสนุน เกื้อกูล หรือในบางกรณีอาจมีความตึงเครียดหรือแข่งขันกันการวาดเส้นเชื่อมระหว่างองค์กรต่าง ๆ ด้วยความหนาบางหรือรูปแบบเส้นที่ต่างกัน สามารถใช้สื่อถึงระดับความสัมพันธ์หรือความถี่ของการทำงานร่วมกัน ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพโครงข่ายอำนาจและการประสานงานในชุมชนได้อย่างชัดเจนที่มา : เครื่องมือ 7 ชิ้น กระบวนวิชา พ.วช.401 (322401) : สุขภาพชุมชนและ สร้างเสริมสุขภาพ อ.ดร.รุ่งนภา มาละเสาร์
433. การประยุกต์ใช้เครื่องมือโครงสร้างองค์กรชุมชนสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในงานสาธารณสุข งานพัฒนาชุมชน และงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีแนวทางประยุกต์ใช้ที่สำคัญอย่างน้อยสามประการ3.1 การรวบรวมข้อมูลและจัดทำ “แผนที่องค์กร”การใช้เครื่องมือนี้ในภาคสนามมักเริ่มจากการสัมภาษณ์ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ เพื่อรวบรวมรายชื่อองค์กรและกลุ่มที่มีบทบาทในชุมชน จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวาดเป็นแผนภาพหรือ “แผนที่องค์กร” บนกระดาษแผ่นใหญ่ แสดงตำแหน่งของแต่ละองค์กรรอบ ๆ ชุมชน พร้อมเส้นเชื่อมความสัมพันธ์ แผนภาพนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องมือสื่อสารและเครื่องมือวิเคราะห์สถานการณ์ร่วมกันระหว่างทีมงานกับชุมชน3.2 การวิเคราะห์พันธมิตรและจุดเชื่อมในการทำโครงการเมื่อมีแผนที่โครงสร้างองค์กรชุมชนแล้ว ผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้เป็นฐานในการวิเคราะห์ว่า หากจะดำเนินโครงการด้านสุขภาพหรือการพัฒนาประเด็นหนึ่ง ควรร่วมมือกับองค์กรใดเป็นหลัก และควรประสานผ่านใครเพื่อให้เกิดการยอมรับและการมีส่วนร่วมสูงสุด การชวนผู้เข้าร่วม (ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา เจ้าหน้าที่ หรือคนทำงาน
44ชุมชน) ร่วมอภิปรายจากแผนที่องค์กรว่า “หากจะทำโครงการนี้ จะเลือกทำงานร่วมกับใครบ้าง เพราะเหตุใด” ถือเป็นกิจกรรมฝึกคิดเชิงวางแผนที่ดีมาก3.3 การใช้ในการเสริมสร้างความร่วมมือและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายโครงสร้างองค์กรชุมชนยังสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการจัดเวทีพบปะระหว่างองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้แต่ละฝ่ายได้เห็นบทบาทและความเชื่อมโยงของตนในภาพรวมของชุมชน การนำแผนภาพไปใช้ในเวทีประชุมชุมชนหรือเวทีวางแผนร่วมกัน ช่วยกระตุ้นให้เกิดการมองเห็นโอกาสในการทำงานแบบบูรณาการและลดความซ้ำซ้อนของโครงการ ตลอดจนช่วยชี้ให้เห็นช่องว่างที่ยังไม่มีองค์กรใดดูแล ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนากลุ่มหรือเครือข่ายใหม่ ๆที่มา : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). วิถีชุมชน: เครื่องมือ 7 ชิ้นที่ทำให้งานชุมชนง่าย ได้ผล และสนุก[สื่อการสอนออนไลน์]. https://7tools.sac.or.th/public
45เครื่องมือชิ้นที่ 4 ระบบสุขภาพชุมชน (Local Health System)1. แนวคิดของระบบสุขภาพชุมชนระบบสุขภาพชุมชนในบริบทของเครื่องมือชิ้นนี้ มุ่งเรียนรู้ว่าคนในชุมชน “ดูแลสุขภาพตนเองอย่างไร” ตั้งแต่ก่อนเจ็บป่วย ขณะเจ็บป่วย ไปจนถึงการฟื้นฟูสุขภาพ โดยครอบคลุมทั้งการดูแลตนเอง การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์สมัยใหม่ในภาพเดียวกัน จุดสำคัญไม่ใช่เพียงการรู้ว่ามีบริการอะไรบ้างในพื้นที่ แต่คือการเข้าใจ “เส้นทางการตัดสินใจ” ของผู้คนจริง ๆ ว่าเขาเลือกพึ่งใครก่อน ใครถัดมา และเพราะเหตุใด ซึ่งสะท้อนทั้งโครงสร้างบริการที่มีอยู่และความเชื่อ ทัศนคติ ประสบการณ์ที่มีต่อระบบสุขภาพแต่ละแบบการทำความเข้าใจระบบสุขภาพชุมชนในลักษณะนี้จึงเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการออกแบบระบบบริการสุขภาพที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน เพราะช่วยให้เห็นทั้งศักยภาพของการพึ่งตนเองและทุนทางวัฒนธรรมในชุมชน ตลอดจนข้อจำกัดและช่องว่างของระบบบริการที่เป็นทางการ การวิเคราะห์ระบบสุขภาพชุมชนจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนพัฒนาบริการสุขภาพที่ “เข้าใจชุมชน” ไม่ใช่เพียง “จัดบริการให้ชุมชน”2. องค์ประกอบสำคัญของระบบสุขภาพชุมชนการสำรวจและจัดทำผังระบบสุขภาพชุมชนควรครอบคลุมอย่างน้อยสามองค์ประกอบหลัก คือ การดูแลตนเอง การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งมักผสานอยู่ร่วมกันในชีวิตจริงของผู้คน2.1 การดูแลตนเองขั้นต้น (Popular Sector)การดูแลตนเองเป็นระดับแรกที่คนส่วนใหญ่ใช้เมื่อเริ่มรู้สึกผิดปกติหรือเจ็บป่วยเล็กน้อย มักรวมถึง• การสังเกตอาการของตนเองและตัดสินใจพักผ่อน ปรับพฤติกรรม หรือเลี่ยงสิ่งที่คิดว่าเป็นสาเหตุ• การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น การประคบเย็นหรือร้อน การล้างแผล การจัดท่าทางเพื่อลดอาการปวด• การซื้อยากินเองจากร้านขายของชำหรือร้านขายยา ทั้งยาสามัญประจำบ้านและยาที่คนในชุมชนคุ้นเคย• การใช้สมุนไพรพื้นบ้าน เช่น ต้มยาใบไม้ ทายา หรือใช้สูตรยา “ตามแบบที่บ้านนี้ใช้กันมา” ซึ่งผสมผสานทั้งความรู้และความเชื่อของชุมชน2.2 การแพทย์พื้นบ้าน (Folk Sector)การแพทย์พื้นบ้านสะท้อนภูมิปัญญา ทุนทางวัฒนธรรม และความเชื่อด้านสุขภาพที่สืบทอดกันมาภายในชุมชน อาจประกอบด้วย• หมอตำแยที่ทำคลอดและดูแลหญิงตั้งครรภ์ในบางพื้นที่• หมอเป่า หมอเป๊ก หรือผู้ทำพิธีกรรมรักษาอาการเจ็บป่วยที่เชื่อมโยงกับสิ่งเหนือธรรมชาติ• หมอสมุนไพรที่จ่ายยาต้ม ยาพอก หรือยาทางปากจากพืชสมุนไพรท้องถิ่น
46• หมอน้ำมนต์หรือหมอน้ำมัน ที่ใช้พิธีกรรม น้ำมนต์ น้ำมันเสก ร่วมกับคำสวดหรือคาถาในการรักษา การใช้บริการแพทย์พื้นบ้านมักสัมพันธ์กับความเชื่อเกี่ยวกับสาเหตุของการเจ็บป่วย เช่น เชื่อว่าเป็นเรื่องผี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือกรรม รวมถึงความไว้วางใจในตัวหมอพื้นบ้านที่สะสมมาจากประสบการณ์ของชุมชน2.3 การแพทย์สมัยใหม่ (Profesiional Sector)การแพทย์สมัยใหม่ครอบคลุมบริการที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการในระบบสุขภาพ เช่น• การใช้บริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) คลินิกหมอครอบครัว หรือคลินิกเวชปฏิบัติทั่วไป• การเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอำเภอ โรงพยาบาลจังหวัด หรือโรงพยาบาลเฉพาะทาง ผ่านระบบส่งต่อ• การซื้อยาและปรึกษาจากร้านขายยา เอกชนหรือภาครัฐในการสำรวจระบบสุขภาพชุมชน ควรให้ความสำคัญกับทั้งรูปแบบการใช้บริการ ความสะดวกในการเข้าถึง ค่าใช้จ่าย ตลอดจนระดับความเชื่อมั่นและความไม่ไว้วางใจต่อระบบ เช่น ประสบการณ์ที่ดีหรือไม่ดีในการไปรักษา การรอคอยนาน การรู้สึกไม่ถูกฟัง หรือการได้รับการดูแลอย่างเอาใจใส่การมององค์ประกอบทั้งสามร่วมกันในผังเดียว จะช่วยให้เห็นว่าคนในชุมชน “เดินทาง” ไปมาระหว่างการดูแลตนเอง หมอพื้นบ้าน และบริการสมัยใหม่อย่างไรในสถานการณ์ต่าง ๆ
473. การประยุกต์ใช้เครื่องมือเครื่องมือระบบสุขภาพชุมชนสามารถใช้ได้ทั้งในกระบวนการเรียนรู้และงานปฏิบัติการ โดยเน้นให้ผู้ใช้เข้าใจ “เส้นทางการตัดสินใจ” และ “เหตุผลเบื้องหลังการเลือก” ของคนในชุมชน3.1 การจัดทำผังระบบสุขภาพชุมชนวิธีที่มักใช้บ่อยคือการให้อาสาสมัคร ผู้นำชุมชน หรือผู้เรียนร่วมกันจัดทำ “ผังระบบสุขภาพ” ในลักษณะผังลำดับขั้นหรือผังทางเลือก โดย• เริ่มจากจุดตั้งต้น เช่น “เมื่อคนในชุมชนปวดท้อง/เป็นไข้/บาดเจ็บ” แล้วให้ช่วยกันเล่าว่ามักทำอะไรเป็นอย่างแรก• แตกแขนงออกเป็นทางเลือก เช่น ดูแลตนเอง ใช้สมุนไพร ปรึกษาคนในครอบครัว ไปหาหมอพื้นบ้าน ไป รพ.สต ไปโรงพยาบาล หรือไปซื้อยาที่ร้านขายยา• แสดงลำดับว่า หากการรักษาวิธีแรกไม่ดีขึ้น คนในชุมชนมักเลือกทำอะไรต่อไป ซึ่งอาจเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการดูแล เช่น จากหมอพื้นบ้านไปโรงพยาบาล หรือจากการซื้อยาเองไปพบแพทย์3.2 การสำรวจเหตุผลและความเชื่อประกอบควรกระตุ้นให้มีการสนทนาเพิ่มเติมถึงเหตุผลที่เลือกแต่ละทางเลือก เช่น เลือกหมอพื้นบ้านเพราะอยู่ใกล้และไว้ใจ เลือก รพ.สต. เพราะค่ายาถูกและใช้สิทธิได้ เลือกไม่ไปโรงพยาบาลเพราะกลัวการผ่าตัดหรือกลัวถูกตำหนิ การถามถึงประสบการณ์ทั้งด้านบวกและลบในการใช้บริการแต่ละแบบ จะช่วยให้เข้าใจทั้งมิติของโครงสร้างบริการและมิติของความเชื่อ ทัศนคติ และความรู้สึกของคนในชุมชน3.3 การใช้ผลการวิเคราะห์เพื่อวางแผนบริการสุขภาพเมื่อได้ผังระบบสุขภาพและเข้าใจเหตุผลของการเลือกใช้บริการแล้ว ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้สอดคล้องกับวิถีชุมชน เช่น การเสริมพลังให้กับการดูแลตนเองที่ปลอดภัยและเหมาะสม การประสานงานกับหมอพื้นบ้านหรือผู้นำชุมชนให้เป็นพันธมิตรด้านสุขภาพ และการปรับปรุงบริการใน รพ.สต. หรือโรงพยาบาลให้ตอบโจทย์ความกังวลและประสบการณ์ของชาวบ้านมากขึ้น