ภาษาศาสตรเ์ ชิงประวตั ิ : กรณศี ึกษาคาเรียกสีจวี รพระสงฆ์
ต้ังแตส่ มัยสโุ ขทัยจนถงึ สมยั รตั นโกสินทร์
HISTORICAL LINGUISTICS: A CASE STUDY OF CIVARA COLOUR TERMS
OF BUDDHIST MONKS
FROM SUKKHOTHAI PERIOD TO RATTHANAKOSIN PERIOD
นางขนิษฐา น้อยบางยาง
ดุษฎีนิพนธ์นเ้ี ป็นสว่ นหน่ึงของการศึกษา
ตามหลักสูตรปรญิ ญาพุทธศาสตรดษุ ฎีบัณฑติ
สาขาวชิ าภาษาศาสตร์
บัณฑิตวทิ ยาลยั
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
พทุ ธศักราช ๒๕๖๓
ภาษาศาสตรเ์ ชิงประวตั ิ : กรณีศึกษาคาเรยี กสจี วี รพระสงฆ์
ตง้ั แตส่ มัยสุโขทัยจนถงึ สมัยรตั นโกสินทร์
นางขนิษฐา นอ้ ยบางยาง
ดษุ ฎีนิพนธน์ ้ีเปน็ สว่ นหน่งึ ของการศึกษา
ตามหลกั สตู รปริญญาพทุ ธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ
สาขาวชิ าภาษาศาสตร์
บณั ฑติ วิทยาลยั
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
พุทธศกั ราช ๒๕๖๓
(ลิขสิทธิ์เปน็ ของมหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั )
Historical Linguistics: A Case Study of Civara Colour Terms
of Buddhist Monks
From Sukkhothai Period to Ratthanakosin Period
Mrs. Kanitta Noybangyang
A Dissertation Submitted in Partial Fulfillment of
the Requirements for the Degree of
Doctor of Philosophy
(Linguistics)
Graduate School
Mahachulalongkornrajavidyalaya University
C.E. 2020
(Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University)
ก
ชื่อดษุ ฎนี ิพนธ์ : ภาษาศาสตรเ์ ชิงประวตั ิ : กรณีศกึ ษาคาเรียกสีจีวรพระสงฆ์
ตัง้ แต่สมัยสโุ ขทยั จนถึงสมยั รัตนโกสินทร์
ผ้วู จิ ัย : นางขนิษฐา น้อยบางยาง
ปริญญา : พทุ ธศาสตรดุษฎบี ณั ฑิต (ภาษาศาสตร์)
คณะกรรมการควบคุมวทิ ยานพิ นธ์
: ผศ. ดร.วรี ะกาญจน์ กนกกมเลศ, พธ.บ. (ภาษาอังกฤษ),
M.A. (Linguistics), Ph.D. (Linguistics)
: รศ. ดร.ปรีชา คะเนตนอก, พธ.บ. (บริหารการศกึ ษา),
M.A. (Linguistics), Ph.D. (Linguistics)
วนั สาเร็จการศกึ ษา : ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔
บทคดั ย่อ
ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติและพัฒนาการการใช้สี จีวรในพุทธ
ศาสนา เพ่ือศึกษาเร่ืองคาเรียกสีจีวรของพระสงฆ์ในประเทศไทยต้ังแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัย
รัตนโกสินทร์และเพ่ือวิเคราะห์การใช้คาเรียกสีจีวรตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ที่ถูกต้อง
ตามวินัยสงฆ์ วิธีดาเนินการวิจัย ผู้วิจัยได้ศึกษาข้อมูลจากคัมภีร์พระไตรปิฎก คัมภีร์อรรถกถา ตารา
เอกสารทางวชิ าการ และรายงานการวิจัยทเี่ กยี่ วข้อง ผลการวิจยั พบว่า
๑. แนวความคิดเร่ืองสีจีวรของภิกษุในพระพุทธศาสนาเถรวาทในสมัยพุทธกาล พบว่า
พระพุทธเจา้ ทรงอนุญาตจีวร ๖ ชนิด คือ โขมะ (ผ้าเปลอื กไม้) กปั ปาสิกะ (ผา้ ฝ้าย) โกเสยยะ (ผ้าไหม)
กัมพล (ผ้าขนสัตว์) สาณะ (ผา้ ป่าน) ภงั คะ (ผา้ ท่ที าด้วยของผสมกัน) และทรงอนุญาตเก่ียวกับนา้ ยอ้ ม
จีวร ดังต่อไปนี้ คือ น้าย้อมท่ีเกิดจากรากหรือเหง้า (เว้นแต่ขม้ิน) น้าย้อมเกิดแต่ต้นไม้ (เว้นฝาง,
แกแล) น้าย้อมเกิดแต่เปลือกไม้ (เว้นเปลือกโลท, เปลือกมะพูด) น้าย้อมเกิดแต่ใบไม้ (เว้นใบมะเกลือ,
ใบคราม) น้ายอ้ มเกดิ แต่ดอกไม้ (เว้นตอกทองกวาว, ดอกคา) น้าย้อมเกิดแต่ผลไม้
๒. รูปแบบการใช้สีวีจรของพระสงฆ์ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัย
รัตนโกสินทร์ พบว่า ในสมัยสุโขทัยจะไม่ใช้จีวรโทนที่เรียกว่าสีเหลือง ท่ีมีสีอ่ืนปน ซ่ึงเรียกว่าสีเหลือง
ลว้ น ซง่ึ หมายถึงสีเหลืองดอกคูน จะนยิ มใชส้ ีท่ีเรยี กว่าเหลอื งแก่นขนนุ แตเ่ น่ืองจากในสมัยสโุ ขทัยมคี า
เรียกสีน้อย เท่าที่พบสมัยสุโขทัยจะมีคาเรียกสีจากัด มี ๕ สีเรียกว่าสีเบญจรงค์ ได้แก่ สีดา สีขาว สี
แดง สีเขียวและสีเหลือง แต่ในการย้อมสีจีวร จะไม่ย้อมสีเหลืองล้วน เพราะผิดพระวินัย จึงย้อมสี
เหลืองปนสีอ่ืน ซ่ึงจะไม่ผดิ พระวินัย วัตถุดิบในการย้อมจะหาตามสภาพแวดล้อมทม่ี ี ส่วนสีจวี รในสมัย
รัตนโกสินทร์ได้ใช้สีจีวร ๒ สี คือ พระสงฆ์ในฝา่ ยธรรมยุติกนกิ ายนิยมใช้สีที่ใช้คาเรียกวา่ สีกรัก สีแก่น
ข
ขนุนหรือสีเหลืองอมน้าตาลเข้ม และพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกายจะใช้สีท่ีใช้คาเรียกว่าเหลืองทอง ส่วนสี
พระราชนิยมเป็นสีที่มีอยู่ตรงกลางระหว่างสีจีวรท้ังสองนิกายจะใช้เมื่อได้รับนิมนต์เข้าร่วมงานพระ
ราชพธิ ี
ค
Dissertation Title : Historical Linguistics : A Case Study of Civara Colour
Terms of Buddhist Monks From Sukkhothai Period
to Ratthanakosin Period
Researcher : Mrs. Kanitta Noybangyang
Degree : Doctor of Philosophy (Linguistics)
Dissertation Supervisory Committee
: Asst. Prof. Dr. Veerakarn Kanokkamalade, B.A. (English),
M.A. (Linguistics), Ph.D. (Linguistics)
: Assoc. Prof. Dr. Preecha Kanetnog, B. A. ( Educational
Administration), M.A. (Linguistics), Ph.D. (Linguistics)
Date of Graduation : May 7, 2021
Abstract
This thesis 1) aims to study the history and development of using civara
colour terms in Buddhism, 2) to study the of civara colour terms of Buddhist monks
in Thailand from Sukhothai period to Rattanakosin period and 3) to analyze the use of
civara colour terms from Sukhothai period to Rattanakosin period that are correct
according to the monks' discipline. For research method the research studied
information from the Tipitaka. Bibles, commentary, textbooks, academic papers and
related research reports
The research results were found that
1. The concept of civara colour terms of monks in Theravada Buddhism in
the time of the Buddha, it was found that the Buddha allowed 6 types of civara,
namely Khoma (bark cloth), kappasika (cotton), Kosayya (silk), Kampon ( Wool), sana
( hemp cloth) , phang Kha ( a combination of fabrics) and His Highness allowed the
following civara dye : the dye produced from the roots or rhizomes ( Except for
turmeric) , the dye derived from the tree ( except Fang, Klalae) , the dye is extracted
from the bark ( Except for the bark of the lot) , the bark of the bark ( Except ebony
leaves, indigo leaves) , the dye from flowers. ( Except for hammering Thong Kwaaw,
water flowers), staining only fruit
ง
2. The patterns of the use of the civara colour terms of Buddhist monks in
Thailand from Sukhothai period to Rattanakosin period were found that during the
Sukhothai period, they did not use yellow- tones of civara, mixed with other colors.
Therefore it was pure yellow as the colour of cassia fistula flower the yellow core
jackfruit . Will be popular in their using because in the Sukhothai period there wrer
few colour terms. As found there are 5 colors called Benjarong color: black, white, red,
green and yellow But in dyeing civara Will not be dyed completely yellow Because of
wrong discipline Therefore dyeing yellow with other colors Which will not break the
discipline Dyeing materials are determined according to the available environment. As
for the civara in the Rattanakosin period, they used two color civara, namely monks in
the Dharma Sankhavant faction, preferring to use the color Krak. Which is the core
color of jackfruit or dark yellowish brown And Mahanikaya monks will use golden
yellow The color called “royal popular color” is a color that is in the middle between
the two denominations. It is used when receiving an invitation to attend a royal
ceremony.
จ
กติ ติกรรมประกาศ
ดุษฏีนิพนธ์ เล่มน้ี ผู้วิจัยมีความต้ังใจศึกษาค้นคว้า ทาให้สาเร็จได้เพราะความเมตตา
อนุเคราะห์ในการให้คาแนะนาช่วยเหลือจากคณาจารย์ และผู้เกี่ยวข้องหลายท่าน จึงขอขอบพระคุณ
และขอบันทึกความปรารถนาดีของท่านไว้ ณ ทนี่ ี้ ดังน้ี
ขอบคุณ รศ. ดร.ชาญณรงค์ น้อยบางยาง และคุณแม่จันทร์ วิมุตศรี ท่ีให้การสนับสนุน
ช่วยเหลืออุปถัมภ์ทางด้านทุนการศึกษา ข้อเสนอแนะข้อมูลการทาวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก และ
ติดต่อผู้บอก อีกท้ังช่วยดูแลน้องมายด์ (ด.ญ.ปภาณิน น้อยบางยาง) ในช่วงศึกษาระดับปริญญาเอก
จนสาเร็จลุลว่ งไปด้วยดี
ขอบคุณ ผศ. ดร.วีรกาญจน์ กนกกมเลศ และ รศ. ดร.ปรีชา คะเนตนอก ท่ีปรึกษาดุษฏี
นิพนธ์ พระราชปริยัติมุนี (เทียบ สิริญาโณ) รศ. ดร., ป.ธ.๙ และ ผศ. ดร.กรัณศุภมาส เอ่งฉ้วน
ผู้บอกวิธีการดาเนินการทาวิจัยที่ถูกต้องตามหลักภาษาศาสตร์ รศ. ดร.เรืองเดช ปันเข่ือนขัติย์,
พระเทพวัชรบัณฑิต, (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) ศ. ดร., ป.ธ.๙, พระเทพเวที, (พล อาภาโร) รศ. ดร.,
ป.ธ.๙, พระมหาสุริยา วรเมธี, ผศ. ดร., ดร.สมร เกษสม, ผศ. (พิเศษ) ดร.คาเอียง กองสิน อาจารย์
สอนความรู้แนวคิดทฤษฎีทางภาษาศาสตร์ และคณาจารย์ท่ีสอนภาษาศาสตร์ทุกรูป/คน ที่ได้ให้
ความรดู้ ้านภาษาศาสตรจ์ นจบหลักสูตร
ขอบพระคุณ อาจารย์ประสิทธ์ิ แสงทับและผู้บอกทุกรูป/คน ตลอดถึงเพื่อน ๆ
ภาษาศาสตร์ ทกุ ท่าน ที่ได้ใหค้ าแนะนาเพ่มิ เติม
อนึ่งขอบพระคุณประธาน และคณะกรรมการสอบป้องกันดุษฎีนิพนธ์ทุกท่าน ที่ได้มี
เมตตาใหข้ ้อแนะนาในการแก้ไขปรับปรงุ ดุษฎนี พิ นธ์ให้ถกู ต้องสมบรู ณด์ งั ท่ีปรากฏอยูน่ ้ี
สิ่งดีงามทเ่ี กิดขึ้นจากการศึกษางานวิจัยเล่มนี้ ผวู้ ิจัยขอมอบบชู าเป็นกตเวทติ าคุณ แด่บิดา
มารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติสนิท มิตรสหาย ที่เปน็ กาลังใจ และให้การสนับสนุน
ในทกุ ๆ เรอื่ ง และขอถวายเป็นพทุ ธบูชาไว้ในบวรพุทธศาสนาสืบไป
นางขนิษฐา น้อยบางยาง
๗ พฤษภาคม ๒๕๖๔
สารบญั ฉ
เร่ือง หน้า
ก
บทคดั ยอ่ ภาษาไทย ค
จ
บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ฉ
ฌ
กติ ติกรรมประกาศ ญ
ฎ
สารบญั
๑
สารบัญตาราง ๑
๘
สารบัญภาพ /แผนภมู ิ ๘
๙
คาอธิบายสัญลักษณ์และคาย่อ ๙
๑๐
บทที่ ๑ บทนา ๑๓
๑.๑ ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา
๑.๒ คาถามวจิ ัย ๑๔
๑.๓ วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย ๑๔
๑.๔ ขอบเขตการวิจยั ๑๗
๑.๕ นิยามศพั ทเ์ ฉพาะทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย ๒๒
๑.๖ ทบทวนเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กยี่ วข้อง ๓๑
๑.๗. ประโยชน์ทไ่ี ดร้ ับจากการวจิ ัย ๓๔
๓๖
บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎแี ละงานวิจัยทเ่ี ก่ียวขอ้ ง ๓๘
๒.๑ ความหมายของ “จีวร” ๔๘
๒.๒ วธิ กี ารแสวงหาจวี รของภกิ ษุ
๒.๓ ประเภทของจีวร
๒.๔. พทุ ธานญุ าตเก่ียวกบั น้าย้อมจีวร
๒.๕ การศึกษาคาเรยี กสี
๒.๖ ความหมายของทฤษฎีสี
๒.๗ เอกสารที่เกีย่ วข้องกับคาเรียกสี
๒.๘ การศกึ ษาคาเรยี กสใี นแนวเชงิ ประวตั ิ
ช
บทที่ ๓ วธิ ีดาเนินการวจิ ยั ๕๑
๓.๑ การเกบ็ ขอ้ มูล ๕๑
๓.๒ การจัดระเบยี บขอ้ มลู ๕๔
๓.๓ การวิเคราะหข์ อ้ มูล ๕๕
บทที่ ๔ ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ๕๘
๔.๑ สที ี่ทรงตอ้ งหา้ มยอ้ มจีวร ๖๔
๔.๒ สจี วี รทีพ่ ระพทุ ธเจ้าทรงใช้ ๖๕
๔.๓ สีจวี รของพระอคั รสาวก พระมหาสาวก ๖๖
๔.๔ วเิ คราะหก์ ารใชส้ ีผ้าทเี่ ปน็ สญั ลักษณ์ ๖๗
๔.๕ คาเรียกสีสมยั สโุ ขทัย ๖๘
๔.๖ คาเรียกสีในสมยั อยธุ ยา ๗๑
๔.๗ คาเรยี กสีสมยั รัตนโกสินทร์ ๗๕
๔.๘ สมั ภาษณผ์ ู้บอก ๗๖
บทท่ี ๕ สรปุ ผลการวิจัยและขอ้ เสนอแนะ ๘๔
๕.๑ วัสดุท่ใี ชใ้ นการย้อมผา้ จีวร ๘๔
๕.๒ สีที่ทรงต้องห้ามยอ้ มจีวร ๘๔
๕.๓ วิวัฒนาการคาเรยี กสีพ้นื ฐานในภาษาไทยสมัยสุโขทัย สมยั อยธุ ยาสมัย ๘๕
ธนบุรแี ละสมัยรตั นโกสนิ ทร์
๕.๔ กลวธิ กี ารสร้างคาเรยี กสีไมพ่ ้ืนฐานในภาษาไทยสมัยธนบุรีและสมัย ๘๖
รตั นโกสินทร์
๕.๕ ผลการศกึ ษาสจี วี รทใ่ี ชใ้ นสมัยสุโขทยั สมัยอยุธยาและสมัยรัตนโกสนิ ทร์ ๘๗
๕.๖ ข้อเสนอแนะ ๘๗
๕.๖.๑. ข้อเสนอแนะเชงิ นโยบาย ๘๘
๕.๖.๒. ข้อเสนอแนะสาหรับการวิจยั ครัง้ ตอ่ ไป ๘๘
บรรณานกุ รม ๘๙
ภาคผนวก ซ
ก รายชื่อผูใ้ หข้ อ้ มูลสัมภาษณ์
ข หนงั สือขอความอนุเคราะหใ์ นการสมั ภาษณ์ ๙๔
ค แบบสมั ภาษณ์ หรือแนวคาถามทีใ่ ช้ในการสัมภาษณ์ ๙๕
ง ประมวลภาพจากการศกึ ษาภาคสนาม/การสัมภาษณ์ ๙๗
จ คาเรยี กสีพ้นื ฐานและไมพ่ นื้ ฐานในภาษาไทยสมัยสโุ ขทัยและสมัยปจั จุบัน ๑๐๓
ฉ คาเรยี กสีไมพ่ ื้นฐานในภาษาไทยสมัยสุโขทยั และสมัยปัจจุบัน ๑๐๖
๑๐๙
๑๒๖
ประวัตผิ วู้ ิจัย ๑๒๙
ฌ
สารบัญตาราง
ตารางที่ หน้า
ตารางที่ ๔.๑
ตารางแสดงความถ่ีท่ีพบคาเรียกสีพื้นฐานในวรรณกรรมสมัยอยุธยา ๗๒
ตารางท่ี ๔.๒ ตอนกลาง
ตารางที่ ๔.๓ ตารางแสดงความถ่ีที่พบคาเรียกสีพื้นฐานในวรรณกรรมสมัยอยุธยาตอน ๗๓
ปลาย
ตารางแสดงวิวฒั นาการคาเรียกสีพ้ืนฐานในภาษาไทย ๗๕
ญ
สารบัญภาพ /แผนภมู ิ
ภาพท่ี หน้า
ภาพที่ ๑.๑
ภาพท่ี ๑.๒ วิวัฒนาการคาเรียกสีพืน้ ฐานสากลแบบทป่ี ระเภทสเี หลือง ๗
ภาพที่ ๒.๑ ววิ ฒั นาการคาเรียกสพี นื้ ฐานสากลแบบท่ีประเภทสีเขียว เกิดกอ่ น ๗
ภาพท่ี ๒.๒
ภาพท่ี ๒.๓ ประเภทสีเหลือง
ภาพท่ี ๒.๔ การกระจายของคล่ืนลาแสงที่ผ่านแทง่ ปรซิ มึ่ จนปรากฏเป็นแถบสรี ุ้ง ๓๕
ภาพท่ี ๔.๑ วิวัฒนาการการเกดิ คาเรยี กสีพื้นฐานของเบอรล์ นิ และเคย์ ๓๙
ภาพที่ ๔.๒
ภาพที่ ๔.๓ ววิ ัฒนาการคาเรยี กสีพน้ื ฐานตามแนวคดิ ของเคย์ แบบที่ประเภทสี GRUE ๔๑
ภาพที่ ๔.๔
ภาพท่ี ๔.๕ เกดิ ก่อน ประเภทสี YELLOW
ภาพท่ี ๔.๖ วิวฒั นาการคาเรียกสีพน้ื ฐานตามแนวคดิ ของเคย์ แบบที่ประเภทสี ๔๒
ภาพที่ ๔.๗
ภาพที่ ๔.๘ YELLOW เกิดก่อน ประเภทสี GRUE
การย้อนสีธรรมชาติสมัยพทุ ธกาล ๖๑
การย้อมสีจีวรสมัยพุทธกาล ๖๒
การเค่ียวแกน่ ขนนุ ให้ได้นา้ สีสาหรับยอ้ มจวี ร ๖๓
การย้อมจวี รด้วยน้าท่ีกรองสาเร็จแล้ว ๖๔
การสนั นิษฐานวิวฒั นาการการเกิดของคาเรยี กสพี ้นื ฐานในภาษาไทยสมยั ๖๙
สุโขทยั
จีวรโทนสีเหลอื ง ๘๐
จวี รโทนแดง ๘๑
จวี รโทนสม้ หรือเฉดส้ม ๘๒
ฎ
คาอธบิ ายสญั ลักษณ์และคายอ่
๑. อักษรยอ่ ช่ือคมั ภีรพ์ ระไตรปิฏก
พระไตรปิฎกภาษาไทย อ้างอิงจากฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๕๓๙ อรรถกถา
ภาษาไทย อ้างอิงจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย คัมภีร์วิสุทธิมรรค
แปล อ้างอิงจากคัมภีร์วิสุทธิมรรคแปลโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) การระบุ
หมายเลขและคายอ่ พระไตรปฎิ กปกรณวเิ สส อรรถกถา ในงานวิจัยฉบบั น้ี ผวู้ จิ ัยไดร้ ะบุ เล่ม/ข้อ/หน้า
หลังคาย่อชื่อคัมภีร์ เช่น ที.สี. (ไทย) ๙/๒๗๖/๙๘. หมายถึง พระสุตตันตปิฎกทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย เล่ม ๙ ข้อ ๒๗๖ หน้า ๙๘ ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๕๓๙
อกั ษรยอ่ ชอื่ คัมภรี ์ที่ใชเ้ รียงตามลาดับคัมภีร์ มดี ังน้ี
ก. คาย่อชื่อคัมภีร์พระไตรปิฎก
พระวินัยปิฎก
เลม่ คายอ่ ชือ่ คมั ภีร์ ภาษา
(ภาษาไทย)
๑–๒ วิ.มหา. (ไทย) = วินยั ปฎิ ก มหาวิภงั ค์
พระสุตตันตปฎิ ก
เลม่ คายอ่ = สุตตนั ตปิฎก ชื่อคัมภรี ์ สีลขันธวรรค ภาษา
๙ ที.สี. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ทีฆนกิ าย มหาวรรค (ภาษาไทย)
๑๐ ที.ม. (ไทย) = สตุ ตนั ตปิฎก ทฆี นิกาย (ภาษาไทย)
๑๒ ม.ม.ู (ไทย) = สุตตันตปฎิ ก มัชฌิมนิกาย มลู ปณั ณาสก์ (ภาษาไทย)
๑๓ ม.ม. (ไทย) = สุตตันตปิฎก มชั ฌิมนิกาย (ภาษาไทย)
๒๐ อง.ฺ ติก. (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎิ ก อังคตุ ตรนิกาย มัชฌิมปณั ณาสก์ (ภาษาไทย)
- อง.ฺ เอกก.(ไทย) = สตุ ตันตปิฎก องั คตุ ตรนิกาย (ภาษาไทย)
๒๙ ข.ุ ม. (ไทย) ขทุ ทกนิกาย ตกิ นิบาต (ภาษาไทย)
เอกกนิบาต
มหานิทเทส
ฏ
ข. คายอ่ ช่ือคัมภีร์อรรถกถา
อรรถกถาพระสตุ ตนั ตปิฎก
คาย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา
ม.ม.ู อ. (บาล)ี
= มชฌฺ ิมนกิ าย ปปญจฺ สูทนี มลู ปณฺณาสกอฏฺกถาปาลิ (ภาษาบาลี)
๒. อกั ษรย่อชอื่ คมั ภีร์ฎีกา
สาหรับคัมภีร์ฎีกามีฉบับแปลท่ีเผยแพร่อยู่ ๒ คัมภีร์คือ คัมภีร์สารัตถทีปนีฎีกาพระวินัยและคัมภีร์วิ
สทุ ธิมรรคมหาฎีกา ในงานวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยได้ระบุ เล่ม/ข้อ/หน้า หลังคาย่อชื่อคัมภีร์ เช่น ที.ส.ี ฏีกา
(บาลี) ๑/๒๗๖/๓๗๓ หมายถึง ทีฆนิกายลีนตถฺปฺปกาสินีสีลกฺขนฺธวคฺคฏีกา ภาษาบาลี เล่ม ๑ ข้อ
๒๗๖ หน้า ๓๗๓ ฉบับมหาจฬุ าฎีกา อักษรย่อชอื่ คัมภรี ์ทใ่ี ชเ้ รียงตามลาดบั คมั ภีร์ มีดังนี้
ฏีกาปกณวเิ สส
วิสุทธฺ ิ. (ไทย) = วิสทุ ธิมรรคปกรณ์ (ภาษาไทย)
๓. คาย่อภาษาองั กฤษ
คาย่อ คาเต็ม ความหมาย หมายเหตุ
P. = page หน้า พหพู จน์ใช้ pp.
loc.cit. = loco citato อ้างแลว้ หมายถึง เร่ืองเดียวกัน, หนา้ เดยี วกัน
บทที่ ๑
บทนำ
๑.๑ ควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปญั หำ
พระพุทธศาสนาถือได้ว่าเป็นศาสนาประจาถ่ินฐานของคนในแถบเอเชียอาเคเนย์ หรือ
ดินแดนสุวรรณภูมิมานานแล้ว สาหรับรัฐไทยหรือสยามมีการจดบันทึกการนับถือพระพุทธศาสนา
มาตง้ั แตส่ มัยสโุ ขทัยจนถงึ ปัจจุบัน ด้วยความศรทั ธาตอ่ พุทธศาสนาท่ีมีอิทธพิ ลต่อความเจริญด้านตา่ งๆ
ของดินแดนแถบเอเชียอาคเนย์น้ัน ดังเชน่ การเมืองการปกครอง ความเป็นระเบียบทางสังคม วิถีชีวิต
ความเป็นอยู่ วัฒนธรรมประเพณี อุดมคติความเช่ือ ตลอดจนความเจริญทางด้านอักษรศาสตร์และ
ภาษาศาสตร์ เป็นต้น ความเจริญเหล่าน้ีได้ตกทอดมาถึงวัฒนธรรมในสมัยอยุธยา ธนบุรี และ
รัตนโกสินทร์๑ ผู้ที่ทาหน้าท่ีสืบทอดและเผยแผ่พระธรรมคาสอนและพระวินัยขององค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือพระภิกษุสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ตามคติความเช่ือของชาวไทย เม่ือ
ผู้ชายครบ ๒๐ ปี เป็นวัยท่ีจะต้องอุปสมบทบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ ถือเป็นการทดแทนพระคุณบิดา
มารดา โดยมีพระอุปัชฌาย์เป็นผู้ทาหน้าที่บวชให้แก่กุลบุตร เพ่ือศึกษาพระธรรมวินัย๒ ก่อนที่จะสึก
ออกเรือนไปมีครอบครัวหรือบวชตลอดชีวิต จัดไดว้ า่ พระภกิ ษุสงฆเ์ ป็นเพศพรหมจรรยบ์ ริสุทธิ์
สัญลักษณ์ของพระภิกษุสงฆ์ไทย คือ ต้องปลงศีรษะ คิ้ว หนวดเครา และครองพระไตร
จวี ร ซึ่งพระพุทธองค์ทรงกาหนดกฎเกณฑ์ข้ึนมา ผ้าไตรจีวรเป็นผ้าสาหรับห่มของพระภิกษุสงฆ์ จะห่ม
ผื่นใดผืนหน่ึงก็ได้ซึ่ง ประกอบไปด้วยผ้า ๓ ผืน อันได้แก่ สังฆาฏิ ผ้าทาบ, อุตราสงค์ ผ้าห่ม, อันตรวา
สก ผ้านุ่งหรือสบง ในความหมายนี้มีปรากฎในพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก
และที่มีปรากฎในช้ันอรรถกถา มีความหมายที่สอดคล้องกันกับอัฐบริขารของพระภิกษุสงฆ์ใน
๑ สุภาพรรณ ณ บางช้าง, “พุทธศาสนาในสมัยสุโขทัย”, วิทยำนิพนธ์อักษรศำสตรมหำบัณฑิต
สำขำวิชำภำษำบำลีและสันสกฤต, (บัณฑิตวทิ ยาลยั : จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย, ๒๕๑๘), หน้า ๑-๓.
๒ ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๓๔/ ๔๒-๔๔.
๒
พระพุทธศาสนาใชใ้ นการนุ่งห่ม๓ ในท่ีนม้ี ีพระอุปัชฌาย์และพุทธศาสนกิ ชนชาวพุทธทราบกันดี คือ ใน
การอุปสมบท จีวร เป็นคาใช้เรียกผ้าห่มของภิกษุ คนไทยส่วนมากมักเข้าใจว่า จีวร คือ ผ้าห่ม, สบง
คือ ผ้านงุ่ , และสังฆาฏิ คือ ผา้ พาดหรือผ้าทาบ จีวรจึงเป็นปัจจัยเครื่องนงุ่ ห่มหรืออัฐบริขารของสงฆซ์ ่ึง
ใช้ตงั้ แตส่ มัยพทุ ธกาลจนถึงปจั จบุ ันน้ี
สัญลักษณ์ที่สาคัญอีกอย่างหนึ่งนอกจากผ้าไตรจีวรแล้วคือ “สี” ที่ใช้ย้อมจีวร เพ่ือเป็น
การบ่งบอกลักษณะเฉพาะว่าเป็นพระภิกษุสงฆ์ซึ่งครองเพศพรหมจรรย์ สีของจีวรจะบ่งบอกถึง
อุปนิสัยและจริตของแต่ละบุคคลได้ อาทิเช่น พระภิกษุนุ่งห่มจีวรสีเศร้าหมองเป็นผู้มักน้อยมีความ
สันโดษ ในคร้ังสมัยพุทธกาลพระภิกษุใช้โคมัยบ้าง ใช้ดินสีแดงบ้าง ใช้เป็นสีย้อมผ้าจีวร ผลออกมาว่า
จวี รเป็นสีคล้า๔ จากเหตุการณ์ดังกล่าวน้ีพระภิกษุจึงนาเรื่องไปกราบทูลให้ทรงทราบ เม่ือพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าทราบเรื่องดังกล่าว ดังท่ีมีปรากฏความในพระวินัยว่า ภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตน้าย้อม
๖ ชนิด คือ ไดแ้ ก่
๑. น้ายอ้ มจีวรท่ที าข้ึนมาจากรากไม้ ยกเว้น ขม้นิ
๒. นา้ ยอ้ มจีวรท่ที าขึ้นมาจากต้นไม้ ยกเวน้ ฝาง และแกแล
๓. นา้ ย้อมจีวรท่ีทามาจากเปลอื กไม้ ยกเว้น เปลือกโลด และเปลอื กมะพูด
๔. น้ายอ้ มจวี รที่ทาขน้ึ มาจากใบไม้ ยกเวน้ ใบมะเกลือ และใบคราม
๕ นา้ ย้อมจวี รที่ทาขนึ้ มาจากดอกไม้ ยกเว้น ดอกทองกาว และดอกคา
๖. นา้ ย้อมจีวรที่ทาขน้ึ มาจากผลไม้๕
นอกจากนี้พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงห้ามใช้สีไม่สมควร อันได้แก่ สีเขียวล้วน สีแดงล้วน
สีเลือมล้วน สีดาล้วน สีแดงเข้ม สีแดงกลาย และสีเหลืองล้วน ดังนั้นพระภิกษุบางรูปจึงนิยมย้อม
สกี รัก คอื สจี ากแก่นขนนุ ยอ้ มทับอกี ครั้งเพื่อใหเ้ ป็นสีนา้ ฝาดโดยท่ีไม่ละเมิดบทบญั ญัติ
พระผู้มพี ระภาคเจ้าทรงห้ามนามาทาเปน็ สยี อ้ มจวี ร มี ๗ สี ได้แก่
๑. สีเขยี วล้วน ๒. สีเหลืองลว้ น ๓. สแี ดงลว้ น
๔. สีบานเย็น ๕ สีดาล้วน ๖. สีแสดล้วน ๗. สีชมพูลว้ น๖
๓ พระสุทัศน์ สีลวโส (อัญสะโส), “ศึกษาการใช้จีวรในพระพุทธศาสนาเถรวาท”, วิทยำนิพนธ์พุทธ
ศำสตรมหำบัณฑิต สำขำวิชำพระพุทธำสนำ, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย, ๒๕๕๓),
หนา้ ๒.
๔ พระสุทศั น์ สลี วโส (อัญสะโส), “ศกึ ษาการใชจ้ ีวรในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท”, หนา้ ๘๕.
๕ วิ.ม. (ไทย) ๕/๓๔๔/๒๐๙.
๖ วิ.ม. (ไทย) ๕/๓๗๒/๒๔๘.
๓
ในเร่ืองการย้อมสีของจีวรนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้
อธิบายไว้ในบริขารบริโภค ว่าด้วยจีวร เอาไว้ดังนี้ ทรงให้ย้อมด้วยของ ๖ อย่าง โดยใช้อย่างใดอย่าง
หนึ่ง คือ จากรากหรือเง่า ๑ จากต้นไม้ ๑ จากเปลือกไม้ ๑ จากใบไม้ ๑ จากดอกไม้ ๑ และจาก
ผลไม้ ๑ ให้นาของเหล่านี้ไปแช่น้าและต้มด้วยไฟเคี่ยวไปจนสีออกแล้วจึงทาการย้อม๗ ในการย้อม
สขี องจวี รที่ยอ้ มเสรจ็ แลว้ ทา่ นยงั กล่าวเพ่มิ เติมอีกว่า จีวรท่ยี ้อมแล้วมสี เี ปน็ เชน่ ไร ในบาลี หาไดร้ ะบชุ ื่อ
แหง่ เคร่ืองย้อม ๖ อย่างน้ันไม่ กไ็ มไ่ ด้กล่าว เป็นแต่เรียกวา่ ผา้ กาสายะบ้าง ผ้ากาสาวะบ้าง แต่แปลว่า
ย้อมด้วยน้าฝาด ท่านยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ห้ามสีท่ีจะนามาใช้ในการย้อมสีของจีวร มีดังน้ี คือ สี
คราม ๑, สีเหลือง ๑, สแี ดง ๑, สีบานเย็น (แดงฝาง) ๑, สีแสด ๑, และสีดา ๑ โดยให้รู้ตามนัยน้ี จีวร
ต้องเป็นสีท่ีไม่ใช่จากสเี หล่านี้ แต่สีท่ีรับรองกันเป็นสีเหลืองเจือแดงเข้มหรือสเี หลืองหมน่ พึงเห็นเช่นสี
ท่ยี อ้ มแก่นขนุน อันเรยี กว่าสีกรกั เปน็ ต้น๘
ผา้ กาสายะหรือผ้าย้อมฝาด ซึ่งยงั ไม่ชัดว่าเป็นสีอะไร แต่พอจะสันนิษฐานไดว้ ่าเป็นสีอะไร
เพราะต่อมาพระพุทธองค์ทรงอนุญาตผ้าจีวร ๖ ชนิด คือ น้าย้อมจากรากไม้ น้าย้อมจากต้นไม้
น้าย้อมจากเปลือกไม้ น้าย้อมจากใบไม้ น้าย้อมจากดอกไม้ และน้าย้อมจากผลไม้ ซึ่งก็ยังไม่ได้ระบุว่า
เป็นสีอะไร แต่พอจะบอกได้ว่าสีทเ่ี กิดจากน้าย้อมเหลา่ นี้ อาจเป็นสีอะไรก็ได้ บางคนบอกวา่ เป็นสีแก่น
ขนุน
สาหรบั ในประเทศไทยหรือสยามประเทศนั้น พุทธศาสนาได้เข้ามาเผยแพร่ในดนิ แดนแห่ง
น้ีก่อนสมัยสุโขทัย ซ่ึงรู้จักในนาม “สุวรรณภูมิ” ซ่ึงเป็นแคว้นท่ีต้ังอยู่ในบริเวณแถบแหลมมลายูทาง
ภาคใต้ของประเทศไทย โดยพระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งพระธรรมฑูต ๒ รูปมาเผยแผ่พุทธศาสนา
คือ พระโสณเถรและพระอุตรเถร เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๔ จากหนังสือมหาวงสข์ องลังกา ได้กล่าวว่า
สุวรรณภูมิเป็นเมืองติดทะเล มีผีเส้ือน้ามาจับทารกไปกินเสมอ พระโสณเถรและพระอุตรเถร ได้ยิน
ข่าวจึงได้ช่วยชาวเมืองปราบปรามผีเส้ือน้าจนสาเรจ็ พระธรรมฑูตทั้ง ๒ รูปจึงเทศสนาพรหมชาลสูตร
ซึ่งเน้ือหาของบทพรหมชาลสูตรแสดงถึงพระรัตนตรัยว่า เป็นสรณะอันประเสริฐสูงสุดย่ิงกว่าสรณะ
อ่ืนๆ เช่น ผีสาง เทวดา ความเห็นผิดของบุคคลต่างๆ เป็นต้น เมื่อเทศนาจบก็มีผู้เล่ือมใสและศรัทธา
นามาสู่การออกบวชในพทุ ธศาสนาเปน็ จานวนมาก
๗ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, วินัยมุข เล่ม๒, พิมพ์คร้ังท่ี ๒๘,
(กรุงเทพมหานคร: มหามกฎุ ราชวิทยาลยั , ๒๕๓๒), หนา้ ๑๘-๑๙.
๘ เรอ่ื งเดียวกัน หน้า ๑๙.
๔
ชื่อเมือง “สุวรรณภูมิ” น้ันปรากฏในเอกสารต่างๆ ได้แก่ คัมภีร์มหานิทเทส มหาชนก
ชาดก สังขพราหมณ์ชาดก สุสันธีชาดก และมิลินทปัญหา๙ จากเอกสารบ่งบอกชัดเจนว่า สุวรรณภูมิ
เป็นเมืองท่าริมทะเล มีการติดต่อทางการค้ากับพ่อค้าอินเดียก่อนพุทธกาล เป็นดินแดนที่มีแร่ทองคา
จะปรากฏไหลปนมากับดินและทราย ไหลมาตามลาน้ากระจัดกระจายอยู่ท่ัวดินแดน ได้แก่ แหล่งแร่
ทองคาท่ีตาบลป่าร่อน อาเภอบางสะพานใหญ่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หนองสังข์ อาเภอกบินทร์บุรี
จังหวัดปราจีนบุรี โต๊ะโม๊ะ จังหวดั นราธิวาส เป็นต้น เม่ือพุทธศาสนามาต้ังม่ันในสุวรรณภูมิ ประมาณ
พทุ ธศตวรรษที่ ๓ พุทธศาสนาไดแ้ พร่ขยายขึ้นตามบริเวณต่างๆ ทั่วดินแดนเอเชียอาคเนย์ โดยเฉพาะ
บริเวณท่ีราบลุ่มแม่น้าเจ้าพระยา ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๘- ๑๔ พุทธศาสนาแบบหินยาน เป็นท่ีนิยม
และได้ขยายตัวขึ้นไปแพร่ขยายในเขตล้านนาไทย เข้าสู่เมืองหริภุญไชย เมื่อ พ.ศ.๑๒๐๔ พระนาง
จามเทวี พระราชธิดาของพระเจ้าแผ่นดินเมืองละโว้ ได้เสร็จไปปกครองเมืองหิริภุญไชย (ลาพูน)
พระนางจามเทวีทรงอารธนาพระภิกษุจานวน ๕๐๐ รูป ไปด้วย ต่อจากสมัยของพระนางจามเทวี
อาณาจักรหริภุญไชย มีกษัตริย์ปกครองต่อกันมา ๔๙ พระองค์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๒๐๔- ๑๘๒๔ จึงได้ตก
เป็นเมืองขึ้นของเชียงใหม่ ตลอดระยะเวลา ๖๒๐ ปี และเผยแผ่ขยายมายังอาณาจักรสุโขทัย
ประชาชนหันมานับถือพุทธศาสนาตามพระราชาผู้ปกครองอาณาจักร พุทธศาสนิกชนมีความศรัทธา
นับถือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นหลักสาคัญของพระศาสนา ซ่ึงเรียกโดยรวมว่า
“พระรตั นตรัย”๑๐
ในสมัยสโุ ขทัยพระราชาและประชาชนมีความเลือ่ มใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยา่ งมาก
จงึ ได้บรรจงสรา้ งส่งิ ต่างๆเพื่อทานุบารุงพุทธศาสนาให้ถาวร ได้แก่ การสร้างวดั พระพุทธรูป การถวาย
สิ่งของเป็นพุทธบูชา เป็นต้น เพื่อเผยแพร่พระธรรมคาสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้กว้างขวางออกไป
โดยมีพระเถรานุเถระปฏิบัติอย่างเคร่งครัด น่าเล่ือมใส มีประชาชนศรัทธาออกบวชในพุทธศาสนา
จานวนมาก นอกจากน้ีกษัตริย์สุโขทัยทรงใช้ศาสนาในการดาเนินการทางการเมือง โดยอาศัยพุทธ
ศาสนาเปน็ เคร่ืองมือประสานความสัมพันธ์กับรัฐอยุธยา โดยมเี งื่อนไขต้องถวายเคร่อื งบรรณาการเป็น
จานวนมาก ใน พ.ศ.๑๙๒๑ สุโขทัยต้องตกเป็นประเทศราชของอยุธยา และถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของ
อยุธยา๑๑
๙ สภุ าพรรณ ณบางชา้ ง, “พทุ ธศาสนาในสมยั สุโขทัย”, หน้า ๑๕-๑๖.
๑๐ เรือ่ งเดียวกัน หน้า ๒๘-๓๕.
๑๑ วิไลลักษณ์ เมฆารตั น์. “ประวตั ศิ าสตรไ์ ทย”. เอกสำรกำรสอนชุดวชิ ำประวัตศิ ำสตรไ์ ทย หนว่ ยที่
๑-๘. (กรงุ เทพมหานคร: ชวนพมิ พ์, ๒๕๔๓), หน้า ๒๔๐ -๒๔๗.
๕
ขณะเดียวกันอาณาจักรอยุธยา “พุทธศาสนา” เป็นส่ิงสาคัญท่ีทุกชนชั้นในสังคมให้การ
เคารพนับถือ และได้เข้ามามีบทบาทสาคัญในการทาให้ช่องว่างระหว่างชนช้ันทางสังคมลดน้อยลง
และยังเป็นสายใยเชื่อมโยงระหว่างชนชั้นปกครองและชนช้ันท่ีถูกปกครองอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบ
เรียบร้อย โดยแทบจะไม่มีความขัดแย้งเกิดข้ึน พุทธศาสนาจึงมีความสาคัญต่อการจรรโลงสังคมโดย
ผา่ นทางหลักธรรมคาสอนท่มี ีอทิ ธพิ ลอยา่ งมากในสมยั อยธุ ยา
นับได้ว่าตั้งแต่สมยั สุโขทยั เป็นต้นมาจนถึงภายหลงั จากเสียกรุงครั้งท่ี ๒ ในสมยั อยุธยาใน
ปี พศ.๒๓๑๐ และได้ย้ายเมืองเพ่ือมาสร้างเมืองใหม่ที่ธนบุรี ผู้นาในสมัยน้ันคือพระเจ้าตากสิน เม่ือมี
การผลัดแผ่นดินและย้ายเมืองหลวงอีกครั้งมาฝั่งพระนคร ในสมัยรัตนโกสินทร์ ในช่วงต้นกรุง
รตั นโกสนิ ทรต์ ั้งแตส่ มัย รัชกาลที่ ๑ – รัชกาลที่ ๔ ยังถอื วา่ เปน็ ชาวกรุงเก่า เพราะประชาชนส่วนใหญ่
อพยพหนีภัยสงครามมาจากอยธุ ยา รวมทั้งพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งในสมัยนั้นแบ่งเป็น ๒ ฝา่ ย คือ อรัญวาสี
และ คามวาสี ตามแบบอยา่ งสมัยอยธุ ยา สีของจวี รจะใช้ไมเ่ หมอื นกนั ซึ่งมขี อ้ แตกต่างดังน้ี
คามวาสี คือ พระในเมืองนิยมนุ่งห่มจีวรสีเหลืองทองหรือสีทอง ส่วนใหญ่เป็นคณะสงฆ์
มหานิกาย
อรัญวาสี คือ พระสายวัดป่า นิยมใช้สีกรักเพื่อให้ใกล้เคียงกับสีของแก่นไม้ตามธรรมชาติ
เหมือนในสมัยพุทธกาล สีจีวรจะย้อมโดยใช้แก่นไม้ เปลือกไม้ ลาต้น รากไม้ ใบไม้ เป็นต้น เมื่อย้อมสี
จงึ ทาให้ไดส้ ีจีวร สีกรักเปน็ สีสาหรบั พระสายวัดปา่ หรือสายกรรมฐาน
ต่อมาในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๓ ได้เกิดคณะสงฆ์
นิกายใหม่ คอื ธรรมยุตกิ นิกาย ผู้ก่อต้ังคอื พระวชิรญาณภิกขุ ต่อมาได้ลาผนวชแลว้ ขึ้นครองราชย์เป็น
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยูห่ ัว รัชกาลที่ ๔ ช่วงออกผนวชใหม่ๆ ทรงประทบั อยทู่ ่ีวดั มหาธาตุ
พระองค์ทรงห่มวีจรแบบคณะนิกายมหายาน คือใช้สีเหลืองและห่มพาดมังกร ต่อมาได้ทรงย้ายไป
ประทับ ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิราช) ทรงทาการอุปสมบทใหม่กับพระเถระชาวมอญวัดลิงขบ
(วัดบวรมงคล) ทรงเปลี่ยนการนุ่งและสีจีวร ทรงหันไปนิยมการนุ่งห่มและสีจวี รแบบมอญ เมอื่ รัชกาล
ท่ี ๓ ทรงทราบจึงโปรดใหส้ มเดจ็ ฯกรมพระยาเดชาดิศร ไปกล่าวตักเตือนว่า
...แตเ่ ดิมน้นั พระสงฆ์ไทยต้ังแต่สมยั อยธุ ยาเป็นตน้ มา นยิ มหม่ แบบพาดมงั กรแต่บัดนี้
พระสงฆน์ าโดย พระภิกษวุ ชิรญาณ ซึง่ เปน็ ถึงเชอ้ื พระวงศช์ ัน้ สูงแตก่ ลับหันไปนิยมการ
นงุ่ หม่ แบบมอญ ซงึ่ เปน็ ข้าขอบขัณฑสมี า ไมร่ ักษาไวซ้ ึง่ เกียรตยิ ศของบูรพมหากษัตรยิ ์
๖
หากเสดจ็ พ่อ (รชั กาลที่ ๒) ยงั ทรงพระชนมอ์ ยูก่ ็คงจะกลา่ วตกั เตอื นกนั ไปนานแล้ว ฯลฯ...๑๒
รัชกาลท่ี ๓ ทรงโปรดให้นาผ้าไตร “สีพระไทย” ไปถวายพระภิกษุวชิรญาณ ๑ ไตร
โดยทรงกาชับว่า “ถ้าเธอไม่รับก็ให้นากลับมา” พระภิกษุวชิรญาณ ได้ทราบพระราชปรารภของรกั าล
ที่ ๓ จึงรีบทาหนังสือกราบบังคมทูล “ขอพระราชทานอภัยโทษ” โดยทรงอ้างว่า “เห็นแก่ทางพระ
วินัยสิกขา มิได้คานึงถึงพระเกียรติยศของบ้านเมือง” คร้ังทราบความแล้วก็ทรงกลับมานุ่งห่มแบบ
พระสงฆ์ไทยตามเดิม เมื่อรัชกาลท่ี ๓ สิ้นพระชมม์ พระภิกษุวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร
ได้ลาสิกขาออกมาครองราชย์เฉลิมพระนาม “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”รัชกาลท่ี ๔
หลังจากนน้ั มาเกิดความอึดอัดในกลมุ่ พระสงฆน์ กิ ายธรรมยตุ วดั บวรนเิ วศวิหาร ในเรื่องการห่มผ้าและ
สีจีวรแบบมหานิกาย คณะสงฆ์ธรรมยุตจึงได้ทาเรื่องไปกราบบังคมทูลรัชกาลท่ี ๔ เพ่ือให้ทรงมี
พระบรมวินิจฉัย ปรากฎว่า ทรงวินิจฉัยว่า “การห่มผ้าเป็นเร่ืองของสงฆ์ โยมเป็นฆราวาสแล้ว
ไม่มีอานาจไปก้าวก่ายได้ ให้พระสงฆ์ตัดสินใจกันเอาเอง”๑๓ จากจุดนี้เองเป็นเหตุให้พระสงฆ์นิกาย
ธรรมยุตประกาศหันไปใช้สีววี รพระมอญ ต้งั แต่บดั นน้ั จนถงึ ปจั จุบนั
ขณะเดียวกนั ในประเทศไทยในชว่ งนน้ั ยังไมร่ วมประเทศ รฐั ตา่ งๆ ยังปกครองกันเอง ยงั ไม่
มีการรวมศูนย์อานาจประกอบกับมีชาวต่างชาติเข้ามาอาศัยขัณฑสีมาหลากหลายชาติพันธ์ุ การห่ม
จวี รและสีท่ีใช้จึงแตกต่างกันตามความนิยมของชาติพันธุ์ สีที่ใช้เป็นไปตามข้อบัญญัติในพระธรรมวินัย
ในพระพุทธศาสนา เม่ือกาลเวลาผ่านไปชาวต่างชาติได้ถูกกลืนกลายเป็นคนไทย แต่วฒั นธรรมการนุ่ม
หม่ และสจี ีวรดั้งเดมิ ยงั ใช้อยู่ถงึ ปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามในการจาแนกประเภทสีนั้นเป็นนามธรรม การจาแนกประเภทสีน้ัน
จาเป็นต้องศึกษาผ่านสิ่งท่ีเป็นรูปธรรม คือ คาเรียกสี เป็นตัวภาพสะทอ้ นของการจาแนกประเภทของ
สี การใช้คาเรียกสีที่แตกต่างกันของแต่ละภาษา ทาให้เราทราบถึงความแตกต่างด้านภาษาเท่านั้นแต่
ยังสามารถสะท้อนถึงการรับรู้ถึงระบบการรับรู้ธรรมชาติ และโลกทัศน์ของผู้ใช้ภาษาน้ันๆ ซึ่ง อมรา
ประสิทธ์ิรัฐสินธุ์๑๔ ได้กล่าวไว้ว่า “คาเรียกสีในภาษาใดภาษาหน่ึง สามารถสะท้อนถึงระบบการรับรู้
ธรรมชาติที่แวดล้อมดังผู้พูดภาษานั้นๆ และยังช่วยให้เข้าใจถึงระบบความหมายของคาเรียกสี ท้ัง
๑๒ สมเด็จพระวนั รัต (จนุ ท์ พรฺ หฺมคตุ ฺโต), เปลี่ยนสีจีวร พระธรรมยุตออกกฎใหม่ในรอบร้อยปี จำกสี
พระป่ำ สีกรกั สีกรรมฐำน เปน็ สีพระรำชนยิ ม, [ออนไลน์], แหลง่ ทมี่ า:http://www.alittlebuddha.com/News
%202014February%202014/019%20February%202014.html [๙ พฤษภาคม ๒๕๖๓].
๑๓ อ้างแลว้ .
๑๔ อมรา ประสทิ ธิร์ ฐั สนิ ธุ์, คำเรยี กสีและกำรรบั รสู้ ีของชำวจว้ งและชำวไทย, (กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพจ์ ุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๘), หน้า ๑๙.
๗
สามารถรู้ไปถึงส่วนหน่ึงของการมองโลกของผู้ใช้ภาษาน้ันๆ ด้วย” มนุษย์ทุกชาติพันธ์ุมีประสาทตาท่ี
ไม่แตกต่างกันจึงรับรู้สีท่ีไม่ต่างกัน ในมนุษย์ที่ใช้ภาษาต่างกัน แม้จะรับรู้สีได้ไม่ต่างกัน แต่ก็มีการ
จาแนกประเภทสี (Color categorization) ท่ตี า่ งกนั ได้
การจาแนกประเภทสีและคาเรียกสีมีความแตกต่างกันไปในภาษาต่างๆ แต่วิวัฒนาการ
ของคาเรียกสีกลับมีลักษณะเป็นสากล ตามผลงานวิจัยคาเรียกสีของ Berlin and Kay ได้เสนอใน
หนังสือ Basic Color Terms : Their Universality and Evolution ได้เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการคา
เรียกสีพ้ืนฐานสากลเป็น ๗ ระยะ ไม่ว่าจะเป็นภาษาใดๆ จะมีวิวัฒนาการคาเรียกสีพื้นฐานเป็น
๗ ระยะ คือ ในช่วงแรกจะมีการจัดประเภทสีและคารียกสีพื้นฐานเพียง ๒ คา ต่อจากน้ันจึงค่อยๆ มี
วิวัฒนการจาแนกประเภทสีที่ละเอียดมากขึ้น ส่งผลให้มีคาเรียกสีเพิ่มข้ึน โดยลาดับของการเกิดคา
เรียกสพี ืน้ ฐาน ซ่ึงจะแสดงในภาพท่ี ๑.๑ และ ภาพท่ี ๑.๒ ดงั น้ี
ระยะท่ี ๑ ๒ ๓๔๕ ๖
ขาว แดง ม่วง
เขยี ว ชมพู
ดา นา้ เงิน นา้ ตาล ส้ม
เทา
เหลือง
ภาพท่ี ๑.๑ ววิ ฒั นาการคาเรยี กสพี ืน้ ฐานสากลแบบท่ปี ระเภทสีเหลือง๑๕
ระยะท่ี ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗
มว่ ง
ขาว เขียว เหลือง ชมพู
แดง น้าเงนิ นา้ ตาล สม้
เทา
ดา เหลอื ง เขยี ว
ภาพท่ี ๑.๒ วิวฒั นาการคาเรยี กสพี น้ื ฐานสากล
แบบที่ประเภทสีเขยี ว เกดิ ก่อนประเภทสีเหลือง๑๖
๑๕ Blent, B., and K. Paul., Basic Color Terms: Their Universality and Evolution,
(Berkley and Los Angeles: University of California Press, 1969), p. 4.
๑๖ อา้ งแล้ว.
๘
ในระยะที่ ๑ มีสีอันหลากหลายท่ีตามองเห็นจะได้รับการจาแนกประเภทออกเป็น
๒ ประเภทสี คอื ขาว เป็นประเภท สสี วา่ ง และ ดา เป็นประเภทสมี ดื
ต่อมาระยะท่ี ๒ เกิดประเภทสีแดงขึ้น โดยแยกออกมาจากประเภทสีขาว หรือประเภทสี
สว่าง
ระยะที่ ๓ มีประเภทสอี ยู่ ๔ ประเภท ซ่ึงเรียกว่า ขาว ดา แดง เหลือง หรือ เขียว คือจะมี
ประเภทสี เหลอื ง หรอื ประเภทสีเขียว ประเภทใดประเภทหน่ึง ถา้ มปี ระเภทสเี หลือง
ในระยะท่ี ๔ แต่ถ้ามีประเภทสีเหลือง จะแยกมาจากประเภทสีขาว และ ประเภทสีเขียว
จะแยกมาจากประเภทสดี า
ระยะท่ี ๕-๗ จะมีประเภทสีจานวน ๑๑ สี ซ่ึงมีคาเรียกว่า ขาว ดา แดง เหลือง เขียว น้า
เงนิ น้าตาล ม่วง ชมพู สม้ และ เทา แต่หากเม่ือพิจารณาสีตามที่ตาเหน็ ของมนษุ ยส์ ามารถมองเห็นได้
จะพบว่าประเภทสีหน่ึงๆ อาจจะไม่ได้แยกออกมาจากประเภทสีหน่ึงอย่างชัดเจนตามท่ีเห็น เช่น
ประเภทสีแดงทุกเฉดอาจจะไมไ่ ดแ้ ยกมาจากประเภทสีขาว เพียงประเภทสเี ดียว คอื ถ้าเปน็ สีแดงอ่อน
ก็อาจจะแยกมาจากประเภทสีขาว ทีเ่ ป็นประเภทสสี ว่าง แตถ่ ้าเป็นสีแดงเลือดหมูกอ็ าจจะแยกมาจาก
ประเภทสีดา ท่ีเป็นประเภทสีมืดก็ได้ สรุปโดยรวมๆว่า ประเภทสีแดง แยกออกมาจากประเภทสีขาว
เพราะสีแดงเป็นสรี ้อน สว่าง จงึ น่าจะแยกออกมาจากประเภทสีขาว ทีเ่ ปน็ ประเภทสสี วา่ งเป็นตน้
เพือ่ ให้มองเห็นวิวฒั นาการการเกิดคาเรียกสใี นภาษาไทยได้อย่างชัดเจนข้ึน ผู้วิจัยจึงสนใจ
ศึกษาคาเรียกสีจีวรพระสงฆ์ในสมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เนื่องจากรัฐสยามหรือรัฐไทยมี
อาณาเขตกว้างใหญ่มีเมืองเทศราชจานวนมากและต่างนับถือพุทธศาสนา จึงเรียกได้ว่ามีชาวพุทธ
จานวนมากที่อาศัยอย่หู ลายชาตพิ ันธุ์ รวมถึงพวกท่ีอพยพมาพ่ึงพาอาศัยในดนิ แดนสยาม แสดงให้เห็น
ถึงความหลากหลายในชาติพันธ์ุแต่ละชาติพันธุ์จะใช้สีไม่เหมือนกันเพื่อแสดงออกความเป็นชนชาติ
ของตน และบ่งบอกนิกายพระสงฆ์
๑.๒ คำถำมวิจัย
คาเรียกสีจีวรของพระสงฆ์ในประเทศไทยสมัยสุโขทัย เหมือนกันหรือต่างกันกับสมัย
รัตนโกสนิ ทร์
๑.๓ วตั ถุประสงค์ของกำรวจิ ัย
๑. เพอื่ ศกึ ษาคาเรียกสีจีวรในพุทธศาสนา
๒. เพ่ือศึกษาเร่ืองคาเรียกสีวีจรของพระสงฆ์ในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัย
รตั นโกสินทร์
๙
๓. เพื่อวิเคราะห์การใช้คาเรียกสีจีวรตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ที่ถูกต้อง
ตามวินัยสงฆ์
๑.๔ ขอบเขตกำรวจิ ยั
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ จะใชก้ ารศกึ ษาเฉพาะคาเรียกสีจีวรในสมัยสุโขทัยจนถึงรัตนโกสินทร์
โดยจะเก็บข้อมูลคาเรียกสีจากพระไตรปิฎก พระธรรมวินัย และเอกสารท่ีเป็นร้อยแก้ว ร้อยกรอง
สาหรับสมัยสุโขทัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ผู้วิจัยจะเก็บข้อมูลจากบันทึก พงศาวดาร จดหมายเหตุ
จารกึ ต่างๆงานเขยี นร้อยแก้วและร้อยกรองที่แต่งขึ้นในชว่ งสมยั นนั้ ๆ นอกจากน้ยี งั มกี ารเก็บข้อมูลจาก
ผบู้ อกภาษาด้วย
๑.๕ นยิ ำมศพั ท์เฉพำะท่ใี ชใ้ นกำรวิจัย
จีวร หมายถึง ไตรจีวร ๓ ผืน อันได้แก่ สังฆาฏิ ผ้าทาบ, อุตตราสงค์ ผ้าห่ม, อันตรวาสก
ผ้านุ่งหรือสบง มีปรากฎในพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก และที่มีปรากฎในช้ัน
อรรถกถา
สจี ีวร หมายถึง สีผ้าจีวร
ประเภทสี หมายถึง กลุ่มของสีที่มนุษย์เห็นสามารถจาแนกวา่ คล้ายคลึงกัน ซ่ึงจะถูกจัดไว้
ในกลุ่มเดียวกันและมีความสัมพัน์กันอย่างใกล้ชิดกับคาเรียกสีในภาษาแม่ของคนๆ นั้น ดังที่
ROBERSON ได้สรุปไว้ในบทความว่า Color categories are culturally diverse in cognition as
well as in language ว่า “ Cognitive categories for color appear to be tightly tied to the
linguistic terms used to describe them.”๑๗ แต่ละภาษาจะมีคาเรียกสีที่แตกต่างกันไป ซ่ึง
สะท้อนถึงการจาแนกประเภทของสีที่เห็นแตกต่างกันของเจ้าของภาษา เม่ือมีประเภทสีใดๆ จะมีคา
เรยี กสพี น้ื ฐานใชเ้ รยี กประเภทสนี นั้ ๆ
คาเรยี กสี หมายถึง คาท่ใี ช้เรยี กชือ่ สีจีวรพระและคาเรียกสีประเภทต่างๆ
คาเรยี กสพี ้นื ฐาน (Basic color term) หมายถงึ คาเรียกสีท่ี ได้ใหค้ าจากดั ความไว้ดงั นี้๑๘
๑๗ ROBERSON (2005) อ้างใน ธนัฏฐากุล พรทิพยพานิช, “คาเรียกสีในภาษาไทยสมัยธนบุรีและสมัย
รัตนโกสินทร์”, วิทยำนิพนธ์ศิลปศำสตรมหำบัณฑิต สำขำภำษำศำสตร์ประยุกต์ (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๗), หน้า ๖.
๑๘ Berlin and Kay (1969) อ้างใน อมรา ประสิทธ์ิรฐั สินธุ์, คำเรียกสีและกำรรับรู้สีของชำวจว้ งและ
ชำวไทย, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พจ์ ฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย, ๒๕๓๘), หนา้ ๕-๖.
๑๐
๑. ต้องเป็นศัพท์เดี่ยว (Monolexemic) หมายถึง เป็นคาซึ่งมีความหมายของคานั้น
ไม่สามารถทานายได้จากส่วนหน่ึงส่วนใดของคา เช่น คาว่า red และ green ในภาษาอังกฤษ เป็นคา
เรยี กสีพนื้ ฐาน แต่ reddish กับ greenish ไมใ่ ชค่ าเรียกสพี นื้ ฐาน
๒. ความหมายของคาเรียกสี จะต้องไม่ซ้อน หรือร่วมกับความหมายของอีกคาหน่ึง
เชน่ dark green ไม่ใช่คาเรียกสพี ้ืนฐานในภาษาอังกฤษ เน่ืองจากความหมายซ้อนกันกบั green และ
crimson กไ็ ม่ใชส่ พี นื้ ฐานเพราะเป็นชนดิ หนึง่ ของ red
๓. ต้องไม่ใช้คาท่ีใช้แคบๆ เพื่อเรียกวัตถุบางประเภทเท่าน้ัน เช่น คาวา่ blonde ใน
ภาษาองั กฤษ ไมใ่ ช่คาเรียกสีพนื้ ฐาน เพราะจะใชก้ ับ ผม และเฟอรน์ เิ จอร์
๔. ต้องเป็นคาท่ีฝังใจ (Psychologically salient) สาหรับผู้บอกภาษากล่าว คือ จะ
เป็นคาท่ีผู้พูดพูดถึงก่อน ปรากฏอย่างสม่าเสมอในผู้บอกภาษาทุกคน และมักจะปรากฏในภาษา
เฉพาะบคุ คลของผูบ้ อกภาษาทุกคน เช่น คาวา่ mauve ในภาษาอังกฤษจะไมถ่ ือเป็นคาเรยี กสีพน้ื ฐาน
เพราะเกณฑน์ ี้
๕. คาใดที่น่าสงสัยว่าจะเป็นคาเรียกสีพ้ืนฐานหรือไม่นั้น ให้ดูการปรากฏในด้าน
ไวยากรณ์ ถ้าปรากฏคาเรียกสีพ้ืนฐานอื่นๆ ให้ถือว่าเป็นคาเรยี กสีพ้ืนฐานด้วย เช่น คาเรียกสีพื้นฐาน
ในภาษาอังกฤษมักสามารถปรากฏกับคาลงท้าย –ish ได้ ดังน้ันเม่ือเราพบคา เช่น reddish จึง
หมายถึง red เปน็ คาเรียกสีพืน้ ฐาน ส่วน crimson ไมใ่ ช่คาเรยี กสีพนื้ ฐาน เพราะไมม่ ี crimsonish
๖. คาเรยี กสที ห่ี มายถึงสเี ดยี วกับวตั ถุที่เรียกไม่จดั วา่ เปน็ คาเรียกสีพ้ืนฐาน
๗. คายืมใหม่ๆ ไมน่ า่ จะรวมเป็นคาเรยี กสพี ้ืนฐาน
คาเรียกสีไม่พ้ืนฐาน หมายถึง คาเรียกสีที่ไม่มีคุณสมบัติของคาเรียกสีพ้ืนฐานดังกล่าว
มาแลว้ ข้างตน้
๑.๖ ทบทวนเอกสำรและงำนวิจัยทเี่ ก่ยี วขอ้ ง
การทบทวนเอกสารและรายงานการวิจัยท่ีเกี่ยวข้องน้ัน จากการศึกษาวิจัยในเร่ือง
“การศึกษาคาเรียกสีจีวรพระสงฆ์ ต้ังแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์” โดยตรงยังไม่มีผู้ใด
กระทามาก่อน แต่มีเอกสารและผลงานการศกึ ษาวิจยั ทีเ่ กยี่ วข้องบางเร่ืองไดแ้ ก่
พระวินัยปิฎก อรรถกถา สมันตปาสาทิกา ภาค ๓ ในจีวรชนกถา ว่าด้วยเร่ืองน้าย้อมผ้า
จวี ร๑๙ น้ายอ้ มเกิดจากรากเหง้าควรทุกอยา่ ง ยกเวน้ ขมิ้น นา้ ยอ้ มเกดิ จากลาตน้ ก็ควรทุกอย่าง เว้นฝาง
๑๙ พระสุชาติ สุชาโต (ทองมี) “ศึกษาเร่ืองการบิณฑบาตในพระพุทธศาสนา”, วิทยำนิพนธ์พุทธ
ศำสตรมหำบัณฑิต สำขำวิชำพระพุทธศำสนำ, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
๒๕๕๑), หนา้ บทคดั ย่อ.
๑๑
และแกแล ท่ีช่ือว่าแกแล (ตุงฺคุหาโร) อันได้แก่ ต้นไม้ท่ีมีหนามชนิดหนึ่ง น้าย้อมเกิดจากลาต้นของ
แกแลนั้นมีสีคล้ายหรดาล นา้ ย้อมทีเ่ กิดจากเปลือกควรทุกชนดิ เวน้ โลดกับมะพดู น้าย้อมที่เกิดจากใบ
ควรทุกอย่าง ยกเว้นใบมะเกลือกับใบคราม แต่ผ้าท่ีคฤหัสถ์ใช้แล้วควรย้อมด้วยใบมะเกลือเพียงคร้ัง
เดียว น้ายอ้ มท่ีเกิดจากดอกไม้ ควรทุกชนิด ยกเว้นดอกทองกวาวและดอกคา ส่วนในน้ายอ้ มที่เกดิ จาก
ผล ไม่ว่าผลอะไรๆ ไม่ควรก็หาไม่ น้าย้อมท่ีไม่ได้ต้ม เรียกว่าน้าเย็น ที่ชื่อว่า ตะกร้อกันล้น
(อุตฺตราฬุมฺปํ ) ได้แก่ เคร่ืองรองกลมๆ อธิบายว่า เราอนุญาตให้วงล้อมเครื่องรองนั้นตั้งไว้ตรงกลาง
หมอ้ นา้ ย้อมแล้วใส่นา้ ยอ้ มลงไป จริงอยู่เมือ่ ปฎบิ ัติตามน้ี นา้ ย้อมจะไมล่ น้
ศุภมาศ เอ่งฉ้วน ได้วิจัยศึกษาคาเรียกสีและมโนทัศน์เรื่องสีของคนไทยสมัยสุโขทัยและ
สมัยปัจจุบัน ซ่ึงเป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคาเรียกสีพบว่ามีคาเรียกสีพ้ืนฐานอยู่ ๕ คา คือ ขาว ดา
แดง เหลือง และเขียว และ ๑๒ คา คือ ขาว ดา แดง เหลือง เขียว ฟ้า น้าเงิน น้าตาล ม่วง ชมพู ส้ม
และเทา ตามลาดบั ตามทฤษฎีวิวฒั นาการ การเกิดคาเรียกสพี ้ืนฐานของเบอร์ลินและเคย์ ซ่ึงคาเรยี กสี
ในภาษาไทยท้ัง ๒ สมัยน้ันมีพัฒนาการอยู่ในระยะท่ีต่างกันในวิวัฒนาการของคาเรียกสีพ้ืนฐาน
คือ อยู่ในระยะท่ี ๔ และ ๗ ตามลาดับ แต่ในเรื่องปรากฎของคาเรียกสีจะพบว่า คาเรียกสีพ้ืนฐานใน
ภาษาไทยสมัยสุโขทัย และสมัยปัจจุบันมักจะปรากฏตามลาพังโดยมีหรือไม่มีคาว่า “สี” นาหน้า เช่น
สีขาว สีแดง หรือ ขาว แดง ซึ่งปรากฏในความเปรียบ คาเรียกสีพื้นฐานในสมัยสุโขทัยปรากฏตาม
โครงสร้าง คาเรียกสพี ื้นฐาน (คาขยาย) + ดัง + คาหรือวลเี รียกสง่ิ เปรยี บ เช่น คาดังคอกา ขาวงามดัง
สังข์อันท่านฝนใหม่ ขณะที่คาเรียกสีพ้ืนฐานสมัยปัจจุบัน จะปรากฏตามแบบโครงสร้าง คาเรียกสี
พื้นฐาน+(ของ)+คา หรือวลีเรียกส่ิงเปรียบ เช่น แดงดอกโป๊ยเซียน น้าเงินของบัว เกี่ยวกับส่ิงที่ใช้
เปรียบกับคาเรียกสีพ้ืนฐาน พบว่าส่ิงท่ีใช้เปรียบส่วนใหญ่ท้ัง ๒ สมัยนั้นเป็นสรรพสิ่งต่างๆ
ในธรรมชาติ ได้แก่ ดอกไม้ พืชผัก สัตว์ และส่วนต่างๆ ของสัตว์และวัตถุ ส่วนในสมัยสุโขทัย อาจพบ
สิ่งท่ีใช้เปรียบที่เป็นสิ่งของเรืองแสงและแร่ธาตุ ในสมัยปัจจุบันพบส่ิงที่ใช้เปรียบท่ีเป็นอาหารและ
ผลไม๒้ ๐
พระสุชาติ สุชาโต (ทองมี) ได้วิจัยศึกษาการบิณฑบาตในพระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึง
บทบัญญัติเก่ียวกับการนุ่งและการห่มจีวรตามหลักพระวินัย โดยมีพุทธบัญญัติห้ามไม่ให้พระภิกษุ
สามเณรนุ่งห่มผ้าอย่างคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน ทรงอนุญาตให้ใช้ผ้าบังสกุลได้ ไม่จากัดว่าจะอยู่ในวัดหรือ
นอกวัดตอ้ งนุ่งหม่ ผา้ ให้เรยี บร้อยเป็นปริมณฑล ผ้าที่ใช้สาหรับนุ่งห่มเรียกว่าอันตรวาสก หมายถึง สบง
๒๐ ศุภมาส เอ่งฉ้วน, “คาเรียกสีและมโนทัศน์เร่ืองสีของคนไทย สมัยสุโขทัยและสมัยปัจจุบัน”,
วิทยำนิพนธ์อักษรศำสตรดุษฎีบัณฑิต สำขำวิชำภำษำศำสตร์, (คณะอักษรศาสตร์: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
๒๕๔๓), หนา้ ๑๑๔.
๑๒
สว่ นผ้าที่ใชส้ าหรับห่มเรียกว่า อุตตราสงค์ หมายถงึ จีวร พรอ้ มกับทรงอนุญาตให้ใช้ประคตสาหรับรัด
เอวไม่ใหผ้ ้าทน่ี ุ่งหลุด ซึ่งถือเปน็ พระพุทธบัญญตั ิในสิกขาบท ท่ีมีผู้ได้กระทาความผดิ ตอ่ พระธรรมวนิ ัย
เรียกว่าต้นบัญญัติหรือมูลบัญญัติ และอนุบัญญัติ ดังท่ีพุทธองค์ทรงได้บัญญัติเพิ่มเติมเพ่ือต้องการให้
พระภิกษสุ ามเณรไดร้ หู้ ลักปฎบิ ตั ิขอ้ วัตรของพระสงฆ์ท่ีได้บวชมาในพระพุทธศาสนา๒๑
วิพาที ทิพย์คงคา ได้ศึกษาวิจัยคาเรียกสีในภาษาไทยสมัยอยุธยา ซ่ึงมีคาเรียกสีพ้ืนฐาน
ทั้งหมด ปรากฏว่าไม่มีความเปรียบโดยอาจมีหรือไม่มีคาว่า สี ร่วมด้วย หรือ ปรากฏแบบมีความ
เปรียบ ตามโครงสร้าง คาเรียกสีพื้นฐาน (คาขยาย) + คาแสดงการเปรียบ + คาหรือวลีเปรียบ
โดยคาเรียกสีไม่พ้ืนฐานมีกลวิธีการสร้าง ๕ กลวิธีคือ ๑. การขยายคาเรียกสีพื้นฐานด้วยคาเรียกสี
พ้ืนฐาน ๒. การขยายคาเรียกสีพ้ืนฐานด้วยคาบอกระดับ ๓. การขยายคาเรียกสีพื้นฐานด้วยสิ่งของ
เฉพาะ ๔. การใชค้ าเรยี กสเี ฉพาะ ๕. การใช้คาเรยี กส่งิ ของเฉพาะเป็นคาเรียกสี การศึกษาวัฒนธรรมที่
สะท้อนมาจากคาเรียกสีพบว่าคนไทยในสมัยอยุธยามีวิถีชีวิตที่เกี่ยวพันกับธรรมชาติ สิ่งที่นามาใช้
เปรยี บกับคาเรยี กสมี ากทสี่ ุดคือ “แรธ่ าติ” ๒๒
พระลขิ ิต ทินฺนปญฺโญ (เมืองจันทร์) ได้วจิ ัยศึกษาการวิเคราะห์ รูปแบบการใช้จีวรทเี่ ก้ือกูล
การประพฤติพรหมจรรย์ของภิกษุในพระพุทธศาสนาเถรวาท ผลการวิจัยสรุปได้ดังน้ี รูปแบบการใช้
จีวรของภิกษุในพระพุทธศาสนาเถรวาท พบว่ารูปแบบการใช้จีวรเปล่ียนแปลงไปตามสภาพภูมิ
ประเทศต่างๆ แต่ยังคงรูปแบบของการตัดเย็บแบบด้ังเดิมไว้ ให้คงอยู่จนถึงปัจจุบัน มีเพียงการย้อมสี
ของจีวรเท่านน้ั ทเี่ ปลี่ยนไป๒๓
ธนัฏฐากุล พรทพิ ยพาณิช ไดศ้ ึกษาวิจัยคาเรียกสีในภาษาไทยสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์
ผลการวิจัยพบว่า ภาษาไทยในช่วงสมัยธนบุรีมีคาเรียกสีพ้ืนฐานท้ังหมด ๖ คา คือ ขาว ดา แดง
เหลือง เขียว และม่วง ซ่ึงไม่มีจานวนคาเรียกสีพื้นฐานเพ่ิมเติมจากในสมัยอยุธยา ในสมัยธนบุรีจะมี
กลวิธีสร้างคา ๘ กลวิธี คือ ๑. การขยายคาเรียกสีพ้ืนฐานด้วยคาคุณศัพท์ ๒. การขยายคาเรียกสี
พื้นฐานด้วยคาเรยี กสไี ม่พ้นื ฐาน ๓. การใชค้ าเรียกสงิ่ ของเฉพาะเปน็ คาเรยี กสี ๔. การใชค้ าในภาษาอื่น
มาใช้เป็นคาเรียกสีไม่พ้ืนฐาน ๕. การขยายคาเรียกสิ่งของเฉพาะท่ีใช้เป็นคาเรียกสี ๖. การขยายคาใน
๒๑ พระสชุ าติ สชุ าโต (ทองมี) “ศกึ ษาเรือ่ งการบณิ ฑบาตในพระพทุ ธศาสนา”,หน้า ๓๗.
๒๒ วิพาที ทิพย์คงคา, “คาเรียกสีในภาษาไทยสมัยอยุธยา” วิทยำนิพนธ์ศิลปศำสตรมหำบัณฑิต
สำขำวชิ ำภำษำศำสตรป์ ระยกุ ต์ (บณั ฑติ วทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์, ๒๕๕๓), หนา้ บทคัดย่อ.
๒๓ พระลิขิต ทินฺนปญฺโญ (เมืองจันทร์) “การวิเคราะห รปู แบบการใชจีวรท่ีเก้ือกูลการประพฤติพรหม
จรรยของภิกษุในพระพุทธศาสนาเถรวาท”, วิทยำนิพนธพุทธศำสตรมหำบัณฑิต สำขำวิชำพระพุทธศำสนำ ,
(บณั ฑติ วิทยาลยั : มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๔), หน้า บทคดั ย่อ.
๑๓
ภาษาอ่ืนท่ีนามาใช้เปน็ คาเรียกสีไม่พืน้ ฐาน ๗. การใช้คาที่ระบสุ ีเฉพาะที่อาจจัดอยู่ภายใตค้ าเรียกสอี ่ืน
ได้ ๘. การขยายใช้คาที่ระบุสีเฉพาะที่อาจจัดอยู่ภายใต้คาเรียกสีอ่ืนได้ และพบคาเรียกสีพ้ืนฐานใน
ภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ท้ังหมด ๑๒ คา คือ คาเรียกสีขาว ดา แดง เหลือง เขียว ชมพู แสด ฟ้า
ม่วง เทา นา้ เงินและนา้ ตาล ซ่งึ มีคาเรยี กสีพื้นฐานเพิ่มข้นึ ๓ คา คือ คาเรียกสีเทา และคาเรยี กสีน้าเงิน
เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลท่ี ๑ และคาเรียกสีน้าตาล ที่พบในสมัยรัชกาลท่ี ๒ ในสมัยรัตนโกสินทร์มีกลวิธี
สร้างคาเรียกสีไม่พ้ืนฐาน มีกลวิธีเดียวกับสมัยธนบุรีแต่จะมีเพ่ิมเติมจากธนบุรีอีก ๒ กลวิธี
คือ ๑. การประสมคาเรียกสีพื้นฐานเข้าด้วยกัน ๒. คาเรียกสีท่ีใช้เรียกของบางอย่าง ดังน้ันในสมัย
ธนบุรีนิยมเปรียบเทียบสีกับสัตว์มากที่สุด ส่วนสมัยรัตนโกสินทร์นิยมเปรียบเทียบสีกับวัตถุใน
ธรรมชาตมิ ากที่สุด๒๔
๑.๗ ประโยชน์ทจ่ี ะได้รับจำกงำนวิจัย
๑. ทาให้ทราบแนวทางการศึกษาคาเรียกสีจวี รในอดีตท่ีไมม่ ีผู้บอกภาษา
๒. ทาให้ทราบการใชส้ ีจวี รพระสงฆ์ตัง้ แต่สุโขทัยจนถงึ รตั นโกสินทร์ทถ่ี กู ต้องตามวินัยสงฆ์
๓. ทาให้ทราบแนวทางการเปล่ียนแปลงของภาษา โลกทัศน์และการสร้างมโนทัศน์ของ
คนไทยทม่ี ตี ่อศาสนาพุทธ
๒๔ ธนัฏฐากุล พรทิพยพานิช, “คาเรียกสีในภาษาไทยสมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร์”, หน้า
บทคัดยอ่ .
บทที่ ๒
แนวคดิ ทฤษฏแี ละงานวิจัยท่ีเกย่ี วข้อง
ในบทนี้จะทบทวนเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยจะนําเสนอเนื้อหาท่ีเป็นประเด็น
ใหญ่ๆ มีดังนี้คือ ๑) พระวินัยการใช้จีวรพระสงฆ์ ตามพระวินัยปิฎก ๒) ศึกษาคําเรียกสีในแนวทาง
ภาษาศาสตร์ ๓) ศึกษาคําเรยี กสใี นแนวเชิงประวตั ิ ตั้งแตส่ มัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
๒.๑ ความหมายของ “จีวร”
ตามวินัยพระไตรปิฎก คําว่าจีวรเป็นส่วนหนึ่งของอัฏฐบริขารของพระภิกษุสงฆ์ หมายถึง
เครื่องนุ่งห่มท่ีเหล่าพระภิกษุสงฆ์ใช้นุ่งห่ม ซ่ึงประกอบไปด้วยผ้า ๓ ผืนดังนี้ สังฆาฏิ อุตราสงค์ และ
อนั ตรวาสก
จีวร ในคัมภีร์อภิธานัปปทีปกา คาถา ที่ ๒๙๖ กล่าวไว้ว่า ศัพท์ที่แปลวา “จีวร”
มถี ึง ๔ ศพั ท์ คือ อรหทฺธโช, กาสายะ, กาสาวะ แปลว่า ผ้าธงชัยพระอรหันต์๑ จีวร มีคาํ กล่าวท่วี า่ เม่ือ
บุคคลได้พบเห็นผ้าจีวรที่เขาทิ้งกลาดเกลื่อนอยู่ตามท้องถนน แม้ผ้าจะแปดเป้ือนไปด้วยส่ิงสกปรก
ต่างๆ ก็ตามจะต้องยกมอื ไหว้ดงั ท่ี พระอุบาลเี ถราปทาน ได้กล่าวไวใ้ นพทุ ธวรรคว่า
ปนเฺ ถ ทิสวฺ า กาสาวํ ฉฑฺฑติ ํ มีฬฺหมกฺขิตํ
สิรสา อญฺชลีกตวฺ า วนฺทิตพพฺ ํ อสิ ิทธฺ ชํ.
“บุคคลเห็นผ้ากาสาวพสั ตร์ท่ีเปอ้ื นอุจจาระ ที่เขาท้ิงแล้วบนถนน กค็ วรยกมือประนมไหว้
ผา้ นั้น ซ่ึงเป็นธงชยั ของพระอรยิ เจา้ ด้วยเศียรเกลา้ ”๒
พระวินัยปฎิ ก มหาวรรค ภาค ๑ มหาขนั ธกะ ได้แสดงความหมายของคําวา่ จวี ร หมายถึง
บรรพชา อาศยั บังสกลุ จวี ร เธอพึงทาํ อุตสาหะในส่ิงนั้นตลอดชีวิต อดเิ รกลาภ คอื ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝา้ ย
ผา้ ไหม ผ้าขนสัตว์ ผา้ ป่าน ผ้าเจอื กนั เช่น ผ้าด้ายแกมไหม๓
๑ พุทธทาสภกิ ข,ุ บวชทาไม, (กรุงเทพมหานคร: สํานกั พมิ พ์สขุ ภาพใจ, ๒๕๖๐), หนา้ ๖.
๒ พระคนั ธสารภิวังสะ ธมั มจาริย, พร้อมคณะ, อคั รมหาบณั ฑิตานุสรณ์ พระธัมมานนั มหาเถระ,
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๕), หนา้ ๒.
๓ วิ.อ. (ไทย) ๔/๘๗/๑๗๑.
๑๕
พระวินัยปิฎก มหาวรรค ภาค ๒ จีวรขันธกะ ได้แสดงความหมายของคําว่า จีวร หมาย
เอาท้ังผืนผ้าท่ียังไม่ได้สําเร็จเป็นจีวร เช่น ผ้าปาวาร ผ้าไหม และผ้าโกเชาว์ท่ีหมอชีวกได้ถวาย
แด่พระพุทธเจา้ ผา้ ไตรจวี รท่ที าํ สําเรจ็ แล้ว และผา้ อืน่ ๆ คอื ผ้าอาบนาํ้ ฝน ผา้ ปนู ัง่ ผา้ ปนู อน๔
ในพจนานุกรม ตามฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายของคําว่า จีวร
หมายถึง เครื่องนุ่งห่มท่ีพระภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนาใช้ โดยนําผ้าทั้ง ๓ อย่าง ได้แก่ ผ้าทาบ
สงั ฆาฏิ ผ้าหม่ ผ้านุ่ง และสบง๕
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ให้ความหมายของคําว่า จีวร
หมายถึง บริขารของภิกษุท่ีเป็นของจําเป็นจะต้องมี และจัดว่าเป็นบริขารดั้งเดิม อย่างหน่ึงคือจีวร
ท่าน ยังได้กล่าวอีกว่าผู้มุ่งอุปสมบทจําเป็นจะต้องมีจีวรให้ครบจํานวนก่อน หมายถึง ไตรจีวร เป็น
ปจั จัยเคร่อื งอาศยั ของพระภิกษสุ งฆ์๖
สมเด็จพระมหาวรี วงศ์ (จวน อฏุ ฐฺ าย)ี ได้ให้ความหมายของคาํ วา่ จวี ร หมายถงึ ผา้ ทีใ่ ช้ ใน
สมัยครั้งพุทธกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังพระอัตภาพให้เป็นไปด้วยจีวรส่ีผืนด้วยพระองค์เอง แต่
ทรงอนุญาตไตรจวี รแก่เราทง้ั หลาย ดังนี้ จงึ ทรงอนุญาตสังฆาฏิสองชั้น ทรงอนญุ าตจวี รนอกน้ีชั้นเดยี ว
จริงอยู่ เม่ือเปน็ เชน่ นี้ จวี รของภิกษุเหล่าน้นั จักเป็นสีผ่ ืน ดว้ ยประการฉะนี้แล เพราะฉะนั้นกล่าวได้ว่า
ไตรจีวร คือผ้า ๓ ผืน ได้แก่ ผ้าพาด คือ สังฆาฏิ ผ้าจีวร คือ อุตราสงค์ ผา้ สบง คือ อันตรวาสก ดังท่ีมี
ปรากฎของการบรรพชาอุปสมบทในปัจจุบันน้ี ถือเป็นธงชัยหรือสัญลักษณ์ทาง พระพุทธศาสนาอีก
ดว้ ย๗
แสวง อุดมศรี ได้ให้ความหมายของคําว่า จีวร (จีวรวรรค) คือ หมวดที่ว่าด้วยเรื่องจีวร
ซึ่งประกอบด้วยผ้า ๓ ผืน ที่ภิกษุใช้นุ่งห่ม รวมเรียกชื่อว่า ผ้าไตรจีวร คือ ผ้านุ่งหรือสบง อันตรวาสก
ผ้าห่มหรือจีวร อุตราสงค์ และผา้ ห่มซอ้ นนอกหรือพาด สังฆาฏิ๘
๔ วิม. (ไทย) ๕[๒๘]-[๓๐].
๕ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
นาน มบี คุ๊ สพ์ ับลเิ คชนั่ ส์, ๒๕๔๖), หนา้ ๓๑๖.
๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส , วินัยมุข เล่ม ๒, พิมพ์คร้ังท่ี ๒๘,
(กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๒), หนา้ ๑๑.
๗ สมเด็จพระมหาวรี วงศ์ (จวน อฏุ ฐฺ ายี ป.ธ. ๙), ตตยิ สมนั ตปาสาทกิ า อรรถกถาพระวนิ ยั , พมิ พ์ครงั้ ที่
๙, (กรงุ เทพมหานคร: มหามกฏุ ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๐), หนา้ ๓๕๒.
๘ แสวง อุดมศรี, พระวินัยปิฎก ๑ ว่าด้วยมหาวิภังค์หรือภิกษุวิภังค์, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท
รวงคพ์ รน้ิ ท์ตง้ิ จํากัด, ๒๕๔๔), หน้า ๑๗๐.
๑๖
พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ได้ให้ความหมายของคําว่า จีวร เป็นช่ือเรียกผ้าที่
พระสงฆใ์ ชส้ อย ใช้เรยี กทง้ั ผ้านุ่งผา้ ห่ม เชน่ คําว่า ไตรจีวร หมายถึง ผ้า ๓ ผืน ซึง่ มีทงั้ ผ้านงุ่ และผา้ ห่ม
จีวรเป็นเคร่ืองอัฐบริขารของพระสงฆ์อย่างหนึ่งในปัจจัย ๔ อย่าง ยังใช้หมายถึงเฉพาะผ้าห่ม ของ
พระสงฆ์อย่างเดยี วกไ็ ด้ เช่นพดู วา่ “วันนี้พระคุณเจ้าหม่ จีวรใหมม่ าบิณฑบาตดงู ามเหลือเกิน”๙
พ.อ.ป่ิน มุทุกันต์ ได้ให้ความหมายของคําว่า จีวร (จีวอน) หมายถึง ผ้าเหลืองที่พระภิกษุ
ใช้ห่มคลุมตัว จีวร เรียกอีกอย่างว่า อุตราสงค์ มีบัญญัติเก่ียวกับจีวรดังนี้ ชนิดผ้าให้ใช้ผ้า ๖ อย่าง
อย่างใดอย่างหน่ึง คือผ้าที่ทอด้วยเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ เว้นขนผมมนุษย์ และผ้าป่าน
ผ้าผสมด้วยของห้าอย่างดังกลา่ ว๑๐
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) ได้ให้ความหมายของคําว่า จีวร หมายถึง ผ้าท่ีใช้นุ่งห่ม
ของพระในพระพุทธศาสนาผืนใดผืนหนึ่งก็ได้ ในจํานวน ๓ ผืนที่เรียกว่า ไตรจีวร คือ ผา้ ทาบ สังฆาฏิ
ผา้ ห่ม อุตราสงค์ และผ้าน่งุ อันตรวาสก แต่ในภาษาไทยนยิ มเรียกเฉพาะผ้าห่มคือ อุตราสงค๑์ ๑
พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญฺโญฺ ได้ให้ความหมายของคําว่า จีวรเป็นคําใช้เรียกผ้าห่มของ
ภิกษุไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าจะเป็นผ้าพาด สังฆาฏิ ผ้าห่ม อุตราสงค์ หรือนุ่ง อันตรวาสก คนไทย
สว่ นมากเขา้ ใจวา่ จีวรคอื ผ้าห่ม สบงคอื ผ้าน่ง และสังฆาฏิคอื ผ้าพาด๑๒
สรุปคําว่า จีวร หมายถึง เครื่องนุ่งห่มท่ีพระภิกษุและสามเณรในพระพุทธศาสนาใชน้ ุ่งห่ม
ประกอบด้วย สังฆาฏิ อุตราสงค์ และอันตรวาสก ความหมายนี้มีปรากฏในพระไตรปิฎกซ่ึงมี
ความหมายท่ีสอดคล้องกันกับอัฐบริขารของพระภิกษุ ยังพบความหมายอีก อย่างก็คือ คาํ ว่า ไตรจีวร
ผ้าสําหรับห่มของพระภิกษุและสามเณร โดยห่มผืนใดผืนหน่ึงก็ได้ในจํานวน ๓ ผืน อันได้แก่ สังฆาฏิ
ผ้าทาบ อุตราสงค์ ผ้าห่ม อันตรวาสก ผ้านุ่งหรือสบง ในความหมายน้ีมีพระอุปัชฌาย์และผู้ที่นับถือ
พระพุทธศาสนารู้จักกันดี คือ ในการบรรพชาและอุปสมบท จีวร เป็นคําใช้เรียกผ้าห่มของภิกษุ คน
ไทยส่วนมากเข้าใจว่า จีวรคือผ้าห่ม สบงคือผ้านุ่ง และสังฆาฏิคือผ้าพาดหรือผ้าทาบ ดังน้ัน จีวรเป็น
๙ พระธรรมกิตตวิ งศ์ (ทองดี สรุ เตโช ป.ธ. ๙, ราชบัณฑิต), พจนานกุ รมเพ่อื การศกึ ษาพทุ ธศาสน์ “คา
วดั ”, พิมพค์ รงั้ ที่ ๓, (กรงุ เทพมหานคร: ธรรมสภาและสถาบันบนั ลือธรรม, ๒๕๕๑), หน้า ๑๖๕.
๑๐ พ.อ.ป่ิน มุทุกันต์, ประมวลศัพท์ ๖ ศาสนา, พิมพ์คร้ังที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท สารมวลชน
จํากดั , ๒๕๓๔), หนา้ ๔๓.
๑๑ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์คร้ังท่ี ๖,
(กรงุ เทพมหานคร: มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๓), หน้า ๔๕.
๑๒ พระมหาสมจินต์ สมมฺ าปญฺโญ, บัณฑติ ศึกษาปริทัรรศน์, ปีที่ ๒ (เมษายน-มถิ ุนายน ๒๕๔๙), หน้า
๑๒.
๑๗
ปัจจัยเครื่องนุ่งห่มหรืออัฐบริขารของพระสงฆ์อย่างหนึ่งในจํานวน ปัจจัย ๔ อย่าง คําว่า จีวร ยังใช้
หมายถึงเฉพาะผ้าห่มของพระสงฆ์อย่างเดียวก็ได้ เช่น พูดว่า “ วันน้ีพระคุณเจ้าห่มจีวรใหม่มา
บิณฑบาตดูงามเหลือเกิน” จีวร คือ หมายถึงผ้าที่ใช้ในสมัยพุทธกาลท่ีพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตผ้า
๖ ชนิด และใชต้ อ่ เนื่องเร่อื ยมาจนถึงปจั จุบันน้ี
๒.๒ วธิ กี ารแสวงหาจวี รของภิกษุ
เร่ืองผ้าน้ียังไม่ปรากฏหลกั ฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับ จวี ร แต่ในคัมภีร์พระวินัยปิฎกมหาวรรค
ภาค ๑ ถอื เปน็ หลกั ฐานอันหนึ่งทีเ่ ลา่ เหตุการณ์ “ในตอนตน้ พุทธกาลวา่ พระพทุ ธเจ้าและพระสาวกใน
ยุคแรก คงใช้ผ้านุ่งผ้าห่มตามที่จะหามาได้ หรือเก็บเอาผ้าที่เขาทิ้งไว้ตามท่ีต่างๆ บ้าง มีคนเขาถวาย
บ้าง และบางทีก็เป็นผ้าห่อศพบ้าง ซ่ึงเรียกว่า” ผ้าบังสุกุล๑๓ หรือผ้าคลุกฝุ่นนั้นเอง และมีหลักฐาน
ท่ีปรากฏในพระวินัยปิฎกและพระสูตรว่า “สมัยหน่ึงพระพุทธเจ้าทรงได้ผ้าบังสุกุล พระพุทธองค์ทรง
ประสงค์ซักผ้านั้น ก็มีท้าวสักกะจอมเทพทรงขุดสระโบกขรณีถวายและพระองค์ทรงจะตากผ้าก็มี
เทวดาที่สิงสถิตท่ีต้นกุ่มก็น้อมก่ิงลงมาให้ตากผ้า ซึ่งเป็นประเพณีท่ีพระภิกษุถือปฏิบัติกันมากในคร้ัง
พทุ ธกาลเกย่ี วกบั ผ้าบงั สกุ ลุ จีวร”๑๔ คําวา่ “จวี ร” มีหลักฐานทป่ี รากฏดังนค้ี ือ
คร้ันเมื่อ พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปโดยลําดับถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุง
พาราณสีแล้ว ได้เสด็จไปทางที่ภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ ภิกษุปัญจวัคคีย์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมา
แต่ไกล จึงได้นัดหมายกันและกันว่า “ท่านท้ังหลาย พระสมณโคดมน้ีเป็นผู้มักมาก คลายความเพียร
เวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมากกําลังเสด็จมา พวกเราไม่พึงกราบไหว้ไม่พึงลุกรับ ไม่พึงรับบาตรและ
จีวรของพระองค์แตจ่ ะจัดอาสนะไวถ้ า้ พระองคป์ รารถนาก็จักประทบั น่งั ”๑๕ ข้อความดงั กล่าวน้ีมีดังนี้
ในสมัยคร้ังพุทธกาลที่มีปรากฏเป็นหลักฐานเก่ียวกับบาตรและจีวรในพระไตรปิฎกทั้ง ๒
นีไ้ ด้แก่ พระวินยั และสูตรทีม่ ีปรากฏเก่ียวกับจวี รพระพุทธองค์ทรงได้เสด็จพระราชดาํ เนินเพอื่ ไปโปรด
ปัญจวัคคีย์ แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานว่า พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสาวกนั้นได้ผ้านุ่งห่มมาจากที่ใด
มีรูปร่างลักษณะอย่างไรมีขนาดความยาวความกว้างอย่างไร และมีการนุ่งห่มผ้าสีอะไร ภายหลัง
พระพุทธองค์ทรงพบกับภิกษุปัญจวัคคีย์ท้ัง ๕ แล้ว ภิกษุปัญจวัคคีย์ท้ังหมดท่ีทํากติกากันไว้ว่าไม่พึง
มีปฏิปทาตอ่ พระองคพ์ อถึงในกาลน้นั จริงๆ ทุกท่านจึงลืมสญั ญาทใ่ี ห้ไว้ซ่ึงกันและกันต่างลุกขึ้นต้อนรับ
และได้สนทนาซ่ึงกันและกันพอเข้าใจพร้อมท้ังพระองค์ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่
๑๓ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๒๗๗/๑๘๗-๑๘๘, ม.ม.ู (ไทย) ๑๒๑๓๗๒/๒๕๔-๒๕๕.
๑๔ เรื่องเดียวกนั , หนา้ ๖-๗.
๑๕ วิ.ม. (ไทย) ๔/๑๒/๑๘-๒๐, ท.ี สี. (ไทย) ๙/๑๘๓/๖๑-๖๒.
๑๘
ปัญจวัคคีย์๑๖ เม่ือหนึ่งในจํานวนปัญจวัคคีย์นั้น ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน จึงกราบทูลขอบวช
พระพุทธเจ้าทรงให้บวชโดยตรัสว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติ
พรหมจรรย์เพื่อทาํ ท่ีสดุ ทุกข์โดยชอบเถดิ ”๑๗ ต่อจากนน้ั พระองค์ทรงแสดงธรรมแกป่ ัญจวคั คียท์ ่ีเหลือ
และทรงให้การอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา “ที่มีปรากฏเป็นพระภิกษุกลุ่มแรกที่
พระพุทธเจ้าทรงให้การอปุ สมบทโดยพระองคเ์ อง เรยี กว่า เอหภิ กิ ขุอปุ สัมปทา”๑๘
ภายหลังจากพระพุทธเจ้าทรงให้การอุปสมบทพระภิกษุกลุ่มแรก “ก็มีผู้เล่ือมใสศรัทธา
จํานวนมากทูลขอบรรพชาและอุปสมบท พระพุทธองค์ก็ทรงบวชให้ในขณะน้ันมีพระภิกษุสาวก
จํานวน ๖๐ รูป พร้อมท้ังพระองค์ทรงส่งพระภิกษุเหล่าน้ันออกไปประกาศพระศาสนา”๑๙ สั่งสอน
ประชาชนและมีคนเลื่อมใสแจ้งความประสงค์ท่ีจะบวช “ในกาลคร้ังน้ันจะนําคนเหล่านั้นมาเข้าเฝ้า
พระพุทธองค์ก็ลําบากเพราะต้องใช้เวลาในการเดินทาง พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระสาวก
ดําเนินการบวชกุลบุตรได้วิธีการบวชนี้ คือ ไตรสรณคมน์”๒๐ และเกิดมีอาจารย์กับศิษย์เรียกว่า
อุปัชฌายวัตร “จึงปรากฏมีหลักฐาน คือ สังฆาฏแิ ละจีวร อย่างไรก็ตาม คําว่า จีวร นี้เกิดขึ้นในตอนมี
ระบบอุปัชฌาย์”๒๑
พร้อมทั้งเป็นกระบวนการข้ันตอนการบวชและเป็น “เคร่ืองอัฐบริขารของพระภิกษุสงฆ์ท่ี
จําเป็นต้องมีในการบวช จึงมีความสอดคลองกับพระวินัยปิฎกและพระสูตรพร้อมท้ังมีเน้ือความ
ปรากฏในบริขารบริโภค”๒๒ วินัยมุข เล่ม ๒ ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับจีวรว่าผู้มุ่งอุปสมบทจําเป็น
จะต้องมีจีวรให้ครบจํานวนก่อน ยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า จํานวนจีวรน้ันในคราวแรก คงมีแต่ผ้า ๒ ผืน
คือผ้านุ่ง หน่ึง ผ้าห่มผืนหนึ่ง มาถึงตรงจุดนี้ ผู้วิจัยจึงพอสรุปความได้ว่า จีวร หมายถึง ผ้า ๓ ผืน
เรยี กวา่ “ไตรจวี ร”
๑๖ วิ.ม. (ไทย) ๔/๑๓/๒๐-๒๑.
๑๗ วิ.ม. (ไทย) ๔/๑๙/๒๖-๒๗.
๑๘ ว.ิ ม. (ไทย) ๔๑/๑๘-๑๙/๒๕-๒๗.
๑๙ วิ.ม. (ไทย) ๔/๓๒/๔๐.
๒๐ ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๓๔/๔๒-๔๓.
๒๑ พระมหาสมจนิ ต์ สมมฺ าปญโฺ ญ,ฺ บัณฑติ ศกึ ษาปริทรรศน์, หน้า ๗.
๒๒ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, วินยั มขุ เลม่ ๒, หนา้ ๑๑-๑๒.
๑๙
จากการศึกษาดังทป่ี รากฏเป็นหลักฐานในพระไตรปิฎก การได้มาซ่งึ จีวรของพระภิกษุสงฆ์
ในสมัยคร้ังพุทธกาลน้ันค่อนข้างยากลําบากในการจะหาผ้ามาทําเป็นจีวร ที่มีข้อความในพระวินัย
ทีแ่ สดงเอาไว้ให้เห็นเดน่ ชัดว่า การได้มาของผ้านุ่งห่มแต่ละผืนนั้นยากลําบาก พระภิกษสุ งฆ์ต้องอาศัย
ความอดทน มีอตุ สาหะ และประกอบกบั กาลเวลาที่ทรงบัญญตั เิ อาไว้
ก็โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ตามพระอัธยาศัยแล้วเสด็จ
จาริกไปกรุงเวสาลี พระผู้มีพระภาคทรงดําเนินทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์ต่อกับกรุงเวสาลี
ได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุในธรรมวินัยนี้จํานวนมากหอบผ้าพะรุงพะรัง บ้างก็ทูนห่อผ้าที่พับดังฟูกไว้
บนศีรษะ บ้างก็แบกข้ึนบ่าบ้างก็กระเดียดไว้ท่ีสะเอวเดินมา ครั้นทอดพระเนตรเห็นแล้ว พระผู้มีพระ
ภาคได้มีพระดําริว่า “โมฆบุรุษเหล่านี้หมกมุ่นเพ่ือความมักมากในจีวรเหลือเกิน อย่ากระน้ันเลยเรา
ควรกําหนดเขตแดน เราควรกําหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องผ้าแก่ภิกษุทั้งหลาย” แล้วเสด็จจาริกไปโดย
ลําดับจนถึงกรุงเวสาลี ประทับอยู่ที่โคตมกเจดีย์ สมัยนั้น เป็นยามคํ่าคืนที่หนาวเหน็บในฤดูหนาวอยู่
ในช่วงเดือน ๓ เดือน ๔ พระผู้มีพระภาคทรงห่มจีวรผืนเดียว ประทับน่ังอยู่กลางแจ้งตลอดราตรี
ขณะท่ีน้ําค้างตกแต่ไม่ทรงหนาว เมื่อปฐมยามผ่านไปทรงรู้สึกหนาว ทรงห่มจีวรผืนท่ี ๒ จึงไม่ทรง
หนาว เมื่อมัชฌิมยามผ่านไป ทรงรู้สึกหนาว ทรงหม่ จีวรผืนท่ี ๓ จึงไม่ทรงหนาวเม่ือปัจฉมิ ยามผ่านไป
ยามรุ่งอรุณแห่งราตรีอันเป็นเบ้ืองต้นแห่งความสดชื่น ทรงรู้สึกหนาว ทรงห่มจีวรผืนที่ ๔ จึงไม่ทรง
หนาว แล้วทรงพระดําริวา่ “กลุ บุตรในธรรมวินัยน้ที ่ีเป็นคนมีปกติหนาว กลวั ความหนาว อาจครองชีพ
อยู่ได้ด้วยผ้า ๓ ผืน อยา่ กระนั้นเลย เราควรกําหนดเขตแดน ควรกาํ หนดกฎเกณฑ์ในเร่ืองผ้า เราควร
อนญุ าตผา้ ๓ ผนื แก่ภิกษทุ ัง้ หลาย”๒๓
ในสมัยต่อมา “พระพุทธเจ้าทรงวางกําหนดกฎเกณฑ์ในเร่ืองจีวร เพราะมีพระภิกษุสงฆ์
ผู้มักน้อยสันโดษ ตําหนิในการใช้สอยจีวร ดังปรากฏความเร่ืองพระฉัพพัคคีย์ทรงอติเรกจีวรและใช้
สอยจีวรอยา่ งฟ่มุ เฟือย จึงมีขอ้ ความปรากฏดังน้ี สมยั น้นั พวกภิกษพุ วกภกิ ษฉุ พั พัคคยี ์ ทราบว่า”
“พระผู้มพี ระภาคทรงอนุญาตไตรจีวรแล้ว”๒๔ จงึ ใช้ไตรจีวรชดุ หนึง่ เข้าบา้ น ใช้ไตรจีวรอีก
ชุดหน่ึงอยู่ในอาราม ใช้ไตรจีวรอีกชุดหนึ่งลงสรง (อาบ) น้ํา บรรดาภิกษูผู้มักน้อยสันโดษตําหนิ
ประณามโพนทะนาว่า”๒๕ “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงทรงอติเรกจีวรเล่า” แล้วนําเร่ืองน้ีไปกราบทูล
พระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ ดังความที่ว่า ลําดับน้ัน พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถาเพราะเร่ือง
๒๓ วิ.ม. (ไทย) ๕/๓๔๖/๒๑๕.
๒๔ ว.ิ ม. (ไทย) ๕/๓๔๗/๒๑๖-๒๑๗.
๒๕ อา้ งแลว้ .
๒๐
น้เี ปน็ ต้นเหตุ พระผู้มีพระภาคทรงรับส่ังว่า “ภิกษุท้ังหลาย ภกิ ษุไม่พง่ึ ทรงอติเรกจวี ร ภิกษใุ ดทรง ต้อง
ปรบั อาบตั ติ ามธรรม” เพราะละเมิดพระวนิ ยั ”๒๖
ดังน้ันความหมายการทรงใช้ “จีวร” ของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาน้ันมีมากเพราะว่า
ผา้ จีวร เป็นผ้าที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพกราบไหว้ถือว่าเปน็ ของทส่ี ูงอย่างย่ิง และผ้าจวี รท่ีย้อม
ด้วยสีนํ้าฝาดที่ปรากฏในบาลี ผ้าชนิดนี้เรียกว่า กาสายะ ผู้ที่จะสวมใส่หรือนุ่งห่มได้ก็เฉพาะผู้ท่ีเข้ามา
บวชในพระพุทธศาสนาเทา่ นน้ั ศาสนาอน่ื ๆ ถึงเอาไปสวมใส่กไ็ ม่เรยี กว่า จวี ร
พุทธทาสภิกขุ กล่าวว่า “เราย่อมพิจารณาโดยแยบคายแล้วนุ่งห่มจีวร เพียงเพ่ือบําบัด
ความหนาว เพียงเพื่อบําบัดความร้อน เพ่ือบําบัดสัมผัสอันเกิดจาก เหลือบยุง ลมแดด
และสัตว์เลื้อยคลานท้ังหลาย และเพียงเพ่ือปกปิดอวัยวะ อันให้เกิดความละอาย” และสีที่ใช้ย้อมจีวร
ก็เป็นสีที่ได้จากธรรมชาติ สีไม่ฉุดฉาด เป็นสีที่ย้อมด้วยนํ้าฝาดการใช้สอยเครื่องนุ่งห่มของภิกษุสงฆ์น้ี
ก็เพื่อจะให้ใช้อย่างระมัดระวัง ฝึกให้มีสติสัมปชัญญะโดยตลอด ไม่ทรงให้ใช้เพื่อความสวยงาม หรือ
หรหู รา โดดเดน่ แต่ใหเ้ ป็นไปเพื่อกันแดด กนั ลม กนั หนาว และเหลอื บยงุ มาสัมผสั ๒๗
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) กล่าวว่า สันโดษ ความยินดี ความพอใจ ยินดีด้วย
ปจั จัย ๔ คอื ผ้านุ่งหม่ อาหาร ที่นอน ที่นงั่ และยา ตามมีตามได้ ยนิ ดขี องของตน การมีความสขุ ความ
พอใจ ด้วยเครื่องเลี้ยงชีพท่ีหามาได้ด้วยความเพียรพยายามอันชอบธรรมของตน ไม่โลภ ไม่ริษยาใคร
สนั โดษมี ๓ อยา่ ง คือ ๑) เย้าลาภสนั โดษ ยินดีตามที่ได้ คอื ได้สิ่งใดมาด้วยความเพยี รพยายามของตน
พอใจด้วยสิ่งนั้น ๒) ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกําลัง คือ พอใจเพียงแค่พอกําลังร่างกายสุขภาพและ
ขอบเขตการใชส้ อยของตน ๓) ยถาสารูปสนั โดษ ยินดีตามสมควร คอื พอใจตามสมควรแก่ภาวะฐานะ
แนวทางชีวิตและจุดหมายแห่งการบําเพ็ญกิจของตน เช่น พระภิกษุพอใจแต่ของอันเหมาะกับสมณะ
ภาวะ”๒๘
วิธีแสวงหาจีวรของพระภิกษุในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้หาตามป่าช้าท่ี
เขาหอ่ ศพมาท้ิง ตามกองขยะหยากเย่อื ตามถนนหนทาง หรือผา้ ท่ีเขาท้ิงให้ หมากัดฉีก หนูแทะ นาํ มา
ตม้ ซกั ลา้ ง ตดั เย็บ ย้อมสี
ภิกษุจํานวนหลายรูปเดินทางไกลไปแคว้นโกศล บางพวก แวะเข้าป่าช้าเพื่อแสวงหา
ผ้าบังสุกุล บางพวกไม่ยอมรอ ผู้ท่ีแวะเข้าป่าช้าหาผ้าบังสุกุลต่างก็ได้ผ้าบังสุกุล ผู้ที่ไม่รอพูดว่า
๒๖ อา้ งแล้ว.
๒๗ พุทธทาสภกิ ขุ, บวชทาไม, หน้า ๖.
๒๘ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) , พจนานุกรมพทุ ธศาสน์ฉบบั ประมวลศพั ท์, หน้า ๙.
๒๑
“ท่านท้ังหลาย โปรดให้ส่วนแบ่งแก่พวกเราบ้าง พวกที่ได้ผ้าบังสุกุล ตอบว่า “พวกเราไม่ให้ ส่วนแบ่ง
แก่พวกท่าน ทําไมท่านไม่รอเล่า” ภิกษุทั้งหลายจึงนําเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรง
ทราบ พระผู้มพี ระภาครับสั่งว่า “ภกิ ษุท้งั หลาย เราอนุญาตให้ภกิ ษผุ ไู้ มต่ ้องการ ไม่ต้องให้แบ่งแก่ภิกษุ
ที่ไม่รอ”๒๙ ท่ีพระพุทธองค์ทรงอนุญาตอย่างนั้น เพราะพระองค์ทรงพิจารณาเห็นความสําคัญในการ
แสวงหาผ้ามาทาํ จวี รทีย่ ากลําบาก ไมใ่ หค้ ดิ เอาเปรยี บเพ่อื นภิกษดุ ว้ ยกนั
สมัยพุทธกาล ท่านพระอนุรุทธเถระจําพรรษาอยู่ที่เวฬุวัน เมืองราชคฤห์จีวรที่ท่านใช้อยู่
น้ันเก่ามาก ท่านจึงแสวงหาผ้าบังสุกุล ตามกองขยะ กองหยากเยื่อเพ่ือนํามาทําจีวร ครั้งนั้นอดีต
ภรรยาเก่าของท่านช่ือ ชาลินี ซึง่ จุติไดเ้ กิดเป็นเทพธิดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เห็นพระเถระแสวงหาผ้า
อยู่เช่นนั้น เกิดความเล่ือมใสศรัทธา จึงนําผ้าทิพย์มาจากสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์และคิดว่า “ถ้าเรา
จะนาํ เขา้ ถวายโดยตรง พระเถระคงไม่รับแน่” จึงหาอบุ ายซกุ ผ้าผืนนัน้ ในกองขยะกองหยากเยอ่ื มีชาย
ผา้ โผล่ออกมาเพือ่ ให้พระเถระได้เห็น ในขณะที่พระเถระกําลงั เดินม่งุ หน้าไปทางนน้ั พระเถระเหน็ ชาย
ผ้าผืนนั้นแล้วดึงออกมาพิจารณา เป็นผ้าบังสุกุลและคิดว่า “ผ้าผืนน้ีเป็นผ้าบังสุกุลท่ีมีคุณค่ายิ่งนัก”
แลว้ นาํ สอู่ ารามเพื่อทาํ จวี ร๓๐
พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตคหบดี จีวรท้ัง ๖ ชนิด ท่ีมีเนื้อละเอียดและเนื้อหยาบ ได้เกิดข้ึน
แกส่ งฆค์ ร้งั นนั้ ภกิ ษุท้ังหลายได้มคี วามคดิ ดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตจีวร อะไรบ้าง ไม่
ทรงอนุญาตจวี ร อะไรบ้าง? ภกิ ษทุ ั้งหลายจงึ นําเรือ่ งนี้ไปกราบทูลพระผู้มพี ระภาคเจ้าให้ทรงทราบ
พระผู้มพี ระภาครับสัง่ ว่า “ภกิ ษทุ ัง้ หลาย เราอนญุ าตจีวร ๖ ชนิด คือ
๑) โขมะ (ผา้ เปลอื กไม)้ ๒) กัปปาสิกะ (ผ้าฝา้ ย)
๓) โกเสยยะ (ผ้าไหม) ๔) กมั พล (ผ้าขนสัตว์)
๕) สาณะ (ผ้าป่าน) ๖) ภังคะ (ผ้าท่ที าํ ด้วยของผสมกนั )๓๑
ผ้าจีวรท่ีพระภิกษุในพระพุทธศาสนาใช้สอยอยู่เป็นประจํามีความสําคัญต่อการดํารงชีวิต
อย่างเช่น จีวร สบง และสังฆาฏิ เป็นบริขารท่ีต้องใช้เพื่อปกปิดร่างกาย ใช้ป้องกันความหนาว ร้อน
และเหลือบยุง ดังท่ีพุทธพจนต์ รัสความสําคัญเก่ียวกับจีวรว่า “เพือ่ บําบัดความหนาว เพ่ือบําบดั ความ
๒๙ วิ.ม. (ไทย) ๕/๓๔๑/๒๐๑.
๓๐ พระสมุหจ์ ักรพงศ์ จนทฺ สีโล (มาศตกุ ารักษ์), “ศกึ ษาการทรงผา้ จีวรของพระสงฆใ์ นพระพุทธศาสนา
ในเถรวาท”, วิทยานพิ นธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพทุ ธาสนา, (บัณฑิตวทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลยั จุฬา
ลงกรณมหาวทิ ยาลยั , ๒๕๖๑), หนา้ ๓๓.
๓๑ วิ. ม. (ไทย) ๕/๓๓๙/๒๐๐.
๒๒
รอ้ น เพื่อบําบัดสัมผัสแห่งเหลือบยงุ ลมแดด และสัตว์เลื่อยคลาน เพ่ือปกปิดอวัยวะท่ีให้ความละอาย
กําเริบเปน็ กาํ หนด เท่าน้ัน”๓๒
๒.๓ ประเภทของจวี ร
ประเภทของจีวรที่มีปรากฏเป็นหลักฐานในพระไตรปิฎก ถือเป็นเคร่ืองอัฐบริขารอุปโภค
บริโภคของพระภิกษุสงฆ์ ซ่ึงมีความสําคัญและมีความจําเป็นต่อการดํารงชีพเพราะฉะน้ันเรียกได้ว่า
เปน็ ปจั จยั ส่ีทีพ่ ระภกิ ษสุ งฆจ์ ะขาดเสยี มิได้ ดังท่ีมีปรากฏความวา่ “ จีวร” โดยปกติ หมายถงึ ผา้ ๓ ผืน
ได้แก่ ไตรจีวร คือ อันตรวาสก ผา้ นุ่งหรือสบง อุตราสงค์ ผ้าห่มหรอื จีวร และสังฆาฏิ ผ้าห่มซ่อนนอก
หรือผ้าพาด๓๓
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้กล่าวเอาไว้ในวินัยมุข เล่ม ๒ ว่า
ภกิ ษุใช้จีวร ๓ ผืนก็พอจะอยู่ได้๓๔ หมายถึง ไตรจีวร ได้แก่ ผ้าทาบหรือผา้ พาดสังฆาฏิ ผ้าหม่หรือจีวร
อุตราสงค์ และผ้านุ่งหรือสบง อันตรวาสก ดังท่ีมีปรากฏความหมายในพทธุบัญญัติ ๒๒๗ ท่ีได้กล่าว
เอาไว้ว่าจีวร หมายถึงผ้าสําหรับนุ่งคือ สบง เรียกว่าอันตรวาสก ผ้าสําหรับหม่คือ จีวร เรียกว่า
อุตราสงค์ และสุดท้ายได้แก่ผ้าหม่ซ่อนนอก หรือผ้าทาบ เรียกว่าสังฆาฏิ ทั้งหมดนี้รว มเรียกว่า
ไตรจีวร ความหมายนี้ท่ีมีปรากฏซง่ึ มีความสอดคล้องกันกับในพระวนิ ัยปิฎก และนักวิชาการทงั้ หลาย
เหล่าน้นั เชน่ ไดก้ ล่าวเอาไว้วา่ ไตรจวี ร หมายรวมเรยี ก เปน็ อัฐบริขารทมี่ ผี ้าอยู่ ๓ ผนื ด้วยกัน
ดังน้นั ไตรจีวร หรอื จีวร๓๕ หมายเอาผา้ ทงั้ ๓ ผนื และพรอ้ มท้ังในหนังสอื พระพุทธกจิ ๔๕
พรรษา ท่ีมีปรากฏความว่า พระอานนท์ถวายจีวรท่ีตัดแต่งสําเร็จแล้ว ให้พระพุทธเจ้าทรง
ทอดพระเนตร พระพุทธองค์ทรงพอพระทัยและได้อนุญาตให้ใช้ผ้า ๓ ผืน เรียกว่าไตรจีวร๓๖ ได้แก่ผ้า
สังฆาฏิสองชั้น ๑ จีวร ๑ สบง ๑ ทั้งน้ีก็เพื่อให้พระภิกษุใช้สอยสําหรับป้องกันความหนาว พระพุทธ
องค์ทรงรับส่ังว่าพระภิกษุไม่พงึ มีจวี รมากกว่านี้ ถ้ารูปใดมีมากกวา่ นี้ พงึ ปรับอาบตั ิตามธรรมวนิ ัย ดังท่ี
มปี รากฏความ เปน็ หลกั ฐานในการถือปฏิบตั ิกันมาในสมยั คร้ังพุทธกาลและสบื มาในปจั จบุ นั
๓๒ ข.ุ ม. (ไทย) ๒๑/๙๖๔/๔๗๙.
๓๓ วิ.ม. (ไทย) ๕/[๒๙].
๓๔ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส, วนิ ัยมุข เลม่ ๒, หนา้ ๑๒.
๓๕ พระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์ (สมาน กลฺยาณธมฺโม), พุทธบัญญัติ ๒๒๗, (กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬา
ลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๙), หนา้ ๙๐.
๓๖ สุรีย์ มผี ลกิจ และวิเชียร มีผลกิจ, พระพุทธกจิ ๔๕ พรรษา, (กรงุ เทพมหานคร: บริษัทคอมฟอร์ม,
๒๕๔๓), หน้า ๓๘.
๒๓
๒.๓.๑. ประเภทของอตเิ รกจวี ร
จากการศึกษาประเภทของอติเรกจีวร ที่มีปรากฏตามความในพระไตรปิฎก เป็นจีวรที่
เกนิ ไปหนง่ึ ผนื จากไตรจีวร๓๗ หมายถึง จีวรผืนท่ี ๔ ซ่ึงเกินจากท่ีพระพุทธเจ้าทรงบัญญตั กิ าํ หนดเอาไว้
วา่ มีผ้า ๓ ผืน ดังปรากฏความว่า “พระผู้มพี ระภาคเจ้าทรงยังพระอตั ภาพให้เปน็ ไปดว้ ยจวี รสี่ผืนด้วย
พระองค์เอง แต่ทรงอนุญาตไตรจีวรแก่เราท้ังหลาย” ดังนี้ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตสังฆาฏิสองช้ัน
ทรงอนญุ าตจีวรนอกนชี้ น้ั เดียว เมอื่ เป็นเช่นนี้ จีวรของภิกษุเหล่านั้นจกั เป็นสี่ผืน ด้วยประการฉะน้ี๓๘
สมัยน้ัน อติเรกจีวรเกิดข้ึนแก่ท่านพระอานนท์ท่านพระอานนท์ต้องการจะถวายอติเรก
จีวรนั้นแก่ท่านพระสารีบุตร แต่ท่านพระสารีบุตรอยู่เมืองสาเกต ท่ีน้ันท่านพระอานนท์ได้มีความคิด
ดังน้ีว่า“พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ว่าภิกษุไม่พึงทรงอติเรกจีวร ก็อติเรกจีวรน้ีเกิดข้ึนแก่
เรา เราตอ้ งการจะถวายทา่ นพระสารบี ุตร แตท่ า่ นอย่ทู ่เี มอื งสาเกต เราจะพงึ ปฏิบตั อิ ย่างไรหนอ”๓๙
ดงั ท่ีมีปรากฏความวา่ ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์จึงได้นําเรือ่ งน้ีไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค
ให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “อานนท์อีกนานเพียงไร สารีบุตรจะกลับมา ”
ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า“อีก ๙ วัน หรือ ๑๐ วัน จึงจะกลับมาพระพุทธเจ้าข้า” ในกาลต่อมา
ลําดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถาเพราะเร่ืองน้ีเป็นต้นเหตุ รับสั่งกับภิกษุท้ังหลายว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทรงอติเรกจีวรไวไ้ ด้ ๑๐ วัน เป็นอย่างมาก” และมีเหตุการณ์ที่ตอ่ เนื่อง
เก่ียวกับพระภิกษุในเร่ืองเดียวกันน้ีว่าสมัยนั้นต่อมา อติเรกจีวรเกิดข้ึนแก่พวกภิกษุ ลําดับนั้นภิกษุ
ท้ังหลายได้มีความคิดดังนี้ว่า“พวกเราจะพึงปฏิบัติในอติเรกจีวรอย่างไร” แล้วนําเรื่องนี้ไปกราบทูล
พระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระผู้มีพระภาครับสั่งว่า“ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้วิกัปอติเรก
จีวร”๔๐
ดังปรากฏความในวินัยมุขเล่ม ๒ ว่า เดิมทีพระพุทธเจ้าประสงค์จะให้มีเฉพาะไตรจีวร
สํารับเดียว จึงต้ังสิกขาบทห้ามไม่ให้ใช้อติเรกจีวร ภายหลังทรงผ่อนผันให้ใช้ได้เพียง ๑๐ วัน เกิน
จากนั้นมิได้ ทรงอนุญาตให้วกิ ัปไว้ คอื ทาํ ให้เปน็ ของ ๒ เจ้าของ อาศัยใช้ได้ดว้ ยตัง้ ไวเ้ ป็นของกลางดงั นี้
๓๗ ว.ิ ม. (ไทย) ๕/๓๔๖/๒๑๕-๒๑๖.
๓๘ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฏฺฐายี ป.ธ. ๙), ตติยสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย, หน้า
๓๕๒.
๓๙ อ้างแล้ว.
๔๐ อ้างแลว้ .
๒๔
เป็นต้น๔๑ ดังน้ัน คาํ วา่ “อติเรกจวี ร” แปลได้ความว่าจวี รที่เกินไปหน่ึงผืน๔๒ หมายถึง จีวรผนื ท่ี ๔ ซ่ึง
เกินจากท่พี ระพุทธเจา้ ทรงกาํ หนดไว้ ๓ ผนื น้ี ได้แก่ สังฆาฏิ อุตราสงค์ และอนั ตรวาสก
ต่อมาได้มีเหตุการณเ์ กิดข้นึ คือพวกภิกษุฉัพพคั คีย์เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตไตรจีวร
เกิดความมักมากก็เลยเก็บไตรจีวรกันเอาไว้ใช้สอยคนละ ๓ ชุด ชุดหนึ่งสําหรับหม่เข้าบ้าน ชุดหนึ่ง
สําหรบั หม่ในวดั และชุดหนง่ึ สาํ หรบั หม่อาบ (สรง) นาํ้ พระพุทธเจ้าทรงทราบเรือ่ งนี้ และไดท้ รงตาํ หนิ
เพราะมีกฎเกณฑ์ไว้แล้วว่าพระภิกษุสงฆ์มีไตรจีวรได้เพียงชุดเดียวเท่านั้น ถ้าหากมีเกินจากน้ีไป
แม้เพียงผืนเดียว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ หรือ อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ และถ้าหากจะมีไว้ครอบครอบ
ก็มีไว้ได้ไม่เกิน ๑๐ วัน พ้นจากเวลาที่กําหนดน้ันไปต้องวิกัป กล่าวคือ ให้ทําเป็น ของ ๒ เจ้าของ
ตัวอย่างเช่น พระภิกษุแดง เป็นเจ้าของอติเรกจีวร ต้องมอบให้ พระภิกษุดํา ให้เก็บไว้ เมื่อต้องการ
จะใช้สอยจีวรต้องบอกพระภิกษุดําให้รับรู้และมีความยินยอมให้ใช้สอยด้วย ดังนั้นจึงเป็นประเพณี
ทีถ่ อื ปฏบิ ัติของพระภกิ ษุสงฆ์โดยทวั่ ไปตั้งแต่ครงั้ พุทธกาลเร่ือยมาจนถึงในปัจจบุ ันน้ี
๒.๓.๒. ประเภทของผา้ อาบนาฝน
จากการศกึ ษาประเภทของผ้าอาบนํา้ ฝน ท่มี ีปรากฏในพระไตรปฎิ ก ถือได้ว่ามคี วามสําคัญ
ตอ่ พระภิกษสุ งฆ์เช่นกัน ท้ังน้ีก็เพราะว่าดังท่ีมีปรากฏความในพระวินัยปิฎก หมวดจีวรขันธกะ ว่าด้วย
จีวร ปรากฏความว่าคําว่า“จีวร”๔๓ หมายเอาท้งั ผ้าที่ยังไมส่ ําเร็จเป็นจีวร เช่น ผ้าปาวาร ผ้าไหม และ
ผ้าโกเชาว์ท่ีหมอชีวกน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาค ได้แก่ ผ้าไตรจีวรที่ทําสําเร็จแล้วและผ้าอื่นๆ อีก
คือ ผ้าอาบน้ําฝน มีเหตุการณ์เก่ียวกับพระภิกษุสงฆ์ในครั้งพุทธกาล ดังปรากฏความในพระวินัยปิฎก
ว่าคร้ังน้ัน พระผู้มีพระภาคประทับ ณ กรุงพาราณสีตามพระอัธยาศัย กาลต่อมาพระพุทธองค์เสด็จ
จาริกไปทางกรุงสาวัตถี ได้เสด็จจาริกไปโดยลําดับ จนถึงกรุงสาวัตถีแล้วพระผู้มีพระภาคประทับ
ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบณิ ฑิกเศรษฐี ในกรุงสาวัตถนี น้ั ๔๔
คร้ังน้ัน มีอุบาสิกาชื่อว่านางวิสาขามิคารมาตา ทราบว่าพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่
พระเชตวัน ดังน้ันนางวิสาขาจึงได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อถึงแล้วได้ถวายอภวิ าทและนั่งอยู่ ณ
ที่อันสมควร พระผู้มีพระภาคทรงแสดงด้วยธรรมีกถาแก่นางวิสาขา เม่ือนางวิสาขารับฟังธรรมีกถา
เสร็จแล้วชวนให้อยากรบั เอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดช่ืนร่าเริงด้วย
๔๑ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, วินยั มุข เล่ม ๒, หน้า ๒๒-๒๓.
๔๒ พระมหาสมจนิ ต์ สมมฺ าปญโฺ ญ,ฺ บณั ฑติ ศึกษาปริทรรศน์, หน้า ๑๒.
๔๓ วิ.ม. (ไทย) ๕/[ ๒๙ ]-[๓๐].
๔๔ ว.ิ ม. (ไทย) ๕/๓๔๙/๒๑๘.
๒๕
ธรรมีกถา ในลําดับนั้นนางวิสาขาได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ขอพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วย
ภกิ ษุสงฆ์โปรดรับภตั ตาหารของหมอ่ มฉัน เพ่อื เจริญกุศลในวนั พรุ่งนเี้ ถิด พระพทุ ธเจ้าข้า”๔๕
กาลต่อมา เม่ือพระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ หลังจากนางวิสาขากลับไป
แล้ว ได้มีเหตุการณ์ครั้นผ่านราตรีน้ัน มีเมฆฝนใหญ่ต้ังเค้าขึ้นในทวีปทั้ง ๔ ได้แก่ (๑) ชมพูทวีป
(๒) อมรโคยานทวีป (๓) อุตตรกุรุทวีป และ(๔) ปุพพวิเทหทวีป๔๖ ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก ครั้งน้ัน
ในกาลต่อมา พระผู้มีพระภาครับส่ังกับภกิ ษุทัง้ หลายวา่ “ภิกษุท้ังหลาย ฝนตกในเชตะวันฉันใด ตกใน
ทวีปทั้ง ๔ ก็ฉันน้ัน พวกเธอจงสรงสนานกายด้วยนํ้าฝนเถิดนี้เป็นเมฆฝนใหญ่คร้ังสุดท้ายท่ีต้ังเค้าข้ึน
ตกพร้อมกันในทวีปท้ัง ๔”๔๗ ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระพุทธดํารัสแล้ว พากันเอาจีวรวางไว้
และสรงสนานกาย (อาบ) ด้วยน้าํ ฝนนน้ั ดังที่มีปรากฏความว่านางวิสาขาสงั่ ให้คนเตรยี มของเค้ียวของ
ฉันอันประณีตแล้วสั่งสาวใช้ว่าเธอจงไปสู่อารามแล้วบอกภัตกาลว่าถึงเวลาแล้ว ภัตตาหารเสร็จแล้ว
เม่ือสาวใช้รับคําแล้วได้ไปสู่อารามเพ่ือต้องการบอกภัตกาลตามคําสั่ง พอไปถึงอารามเห็นพวกภิกษุ
กําลังสรงสนานกายด้วยนํ้าฝน โดยไม่มีผ้า จีวร สบง๔๘ และผ้าอาบน้ําฝนปกปิดร่างกายเลยมีแต่ตัว
เปล่าๆ ดังนั้นสาวใช้คิดว่าไม่มีภิกษุอยู่ในอาราม มีแต่พวกอาชีวก (นักบวชเปลือย) กําลังสนานกาย
ด้วยนาํ้ ฝน เกดิ เหตกุ ารณ์คร้งั ที่ ๑ เธอคดิ เช่นน้นั จงึ ไดก้ ลับไปรายงานแก่นางวิสาขาให้ทราบ
ลําดบั นัน้ นางวิสาขามคิ ารมาตา ผู้เปน็ บัณฑิต เฉลยี วฉลาด มีปญั ญา ได้มีความคิดดังนี้ว่า
พระคุณเจ้าคงเอาจีวรวางไว้สรงสนานกายด้วยนํ้าฝนเป็นแน่แท้ นางวิสาขาสง่ั สาวใช้ให้ไปสู่อารามอีก
คร้ัง เกิดเหตุการณ์คร้ังที่ ๒ ภิกษุเหล่าน้ันเม่ือชําระร่างกายจนหนาวแล้วนุ่งผ้าเรียบร้อย ต่างถือจีวร
เข้าไปสู่ที่อยตู่ ามเดิม เม่ือสาวใช้ได้ไปสู่อารามอีกคร้ังก็ปรากฏเช่นเดียวกับครั้งแรก ไม่มีภิกษุในอาราม
มีแต่อารามว่างเปล่า จงึ กลับไปรายงานเป็นคร้ังที่สอง และเกิดเหตุการณค์ รงั้ ที่ ๓ ดงั ปรากฏความว่า
ลําดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่งว่า “พวกเธอจงเตรียมบาตร
และจีวร ถึงเวลาภัตตาหารแล้ว”๔๙ ภิกษุเหลา่ นั้นทูลรบั สนองพระพทุ ธดํารัสแลว้ ครั้นเวลาเชา้ พระผู้มี
พระภาคครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จหายไปในพระเชตะวัน มาปรากฏที่ซุ้มประตู
บ้านของนางวิสาขา เปรียบเหมือนคนมีกําลังเหยียดแขนท่ีคู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ประทับนั่งบนพระ
พุทธอาสนะท่ีปูเตรียมไว้พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ดังน้ันนางวิสาขาต่างกล่าวว่าน่าอัศจรรย์จริง ผู้เจริญ
๔๕ ว.ิ ม. (ไทย) ๕/๓๔๙/๒๑๙.
๔๖ อง.ฺ ติก. (ไทย) ๒๐/๘๑/๓๐๕-๓๐๘.
๔๗ ว.ิ ม. (ไทย) ๕/๓๔๙/๒๑๘-๒๑๙.
๔๘ ว.ิ ม. (ไทย) ๕/๓๔๙/๒๑๘-๒๒๐.
๔๙ ว.ิ ม. (ไทย) ๕/๓๕๐/๒๒๐-๒๒๑.
๒๖
ทง้ั หลาย ไม่เคยปรากฏผู้เจรญิ ทง้ั หลาย พระตถาคตทรงมฤี ทธ์ิมาก ทรงมีอานุภาพมาก เมอ่ื ห่วงนา้ํ ไหล
นองไปแค่เข่า บ้าง เม่ือห่วงนํ้าไหลนองไปแค่สะเอวบ้าง แม้แต่เท้าหรือจีวรของภิกษุ สักรูปเดียวก็ไม่
เปยี กน้ําเลย เกดิ เพราะเหตุทมี่ เี มฆฝนใหญต่ ั้งเค้าข้ึนและได้ตกอย่างหนกั ในทวีปท้ัง ๔ จึงได้มเี ร่อื งทน่ี ่า
อัศจรรยย์ ง่ิ นกั
ลําดับน้ัน ในกาลต่อมานางวิสาขาจึงได้ถวายภัตตาหารและของเคี้ยวของฉันอันประณีต
ด้วยมือของตนเอง ท่ีมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ผู้ติดตาม กระทั่งพระผู้มี
พระภาคเสวยเสร็จแลว้ นางวสิ าขานง่ั เฝ้าอยู่ ณ ท่อี ันสมควร ได้กราบทูลวา่ “หม่อมฉันทลู ขอ พร
๘ ประการ พระพุทธเจ้าข้า”๕๐ พระผู้มีพระภาคตรัสว่าจงพูดมาเถิด วิสาขา เพราะฉะนั้นได้เกิด
เหตกุ ารณ์ ในครั้งน้ันเกี่ยวกับ เรื่องนางวิสาขาขอพรเพ่ือถวายผา้ อาบนํา้ ฝน ซึง่ เป็นพรข้อที่ ๑ ดังความ
ว่า หม่อมฉัน ประสงค์จะถวายผ้าวัสสิกสาฎก (ผ้าอาบน้ําฝน) แก่พระสงฆ์และถวายผ้าอาบน้ําแก่
ภกิ ษุณีสงฆจ์ นตลอดชีวติ
ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถาเพราะเร่ืองนี้เป็นต้นเหตุ รับส่ังกับภิกษุ
ทั้งหลายว่าภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าวัสสิกสาฎก๕๑ ดังท่ีมีปรากฏเป็นหลักฐานในพระวินัยปิฎก
เกี่ยวกับผ้าอาบน้ําฝนจึงได้เกิดขึ้นในคร้ังน้ันและสืบมาจนถึงในปัจจุบัน เมื่อในครั้งน้ัน ยังมีปรากฏ
ความในวินัยมุข เล่ม ๒ ว่าส่วนผ้านุ่งผ้าหม่อย่างอื่น ได้แก่ ผ้าอาบน้ําฝน ผ้าปาวาร ผ้าโกเชาว์ ที่ขน
ไมร่ งุ รงั หามคี าํ ระบุให้ตดั ดจุ ไตรจวี รไม่
จากเน้ือความที่มีปรากฏถือเป็นหลักฐานที่ได้แสดงเอาไว้ให้รู้ว่าผ้าอาบน้ําฝน มี
ความสาํ คัญเช่นเดียวกับจีวรและผ้าอย่างอ่ืน ในฐานะทเี่ ป็นบริขารบรโิ ภค พระพทุ ธเจา้ ทรงอนญุ าตให้
ใช้ได้ช่ัวคราว และให้มีได้ผืนเดียวช่ัวฤดูฝน พ้นจากน้ันต้องเลิกใช้ เนื้อความน้ีมีความสอดคล้องกับ
พระไตรปิฎก แต่ในพระไตรปฎิ กไมม่ ีปรากฏความว่าให้มีไดผ้ ืนเดียวช่วั ฤดฝู น พน้ จากนน้ั ต้องเลกิ ใช้๕๒
๒.๓.๓. ผ้ากฐนิ จวี ร
จากการศกึ ษาผ้ากฐินจวี ร ดังที่มีปรากฏในพระไตรปฎิ ก ท่ีมีปรากฏในชัน้ อรรถกถา และท่ี
มปี รากฏในตําราหรือเอกสารท่ีเกี่ยวข้อง ที่มีความสําคัญและมีความจําเป็นต่อพระภิกษุสงฆ์ ในฐานะ
ท่ีเป็นบริขารอุปโภคบริโภค ดังท่ีมีปรากฏความที่มีรายละเอียดท่ีจะนําเสนอขั้นตอนต่างๆ เก่ียวกับ
ผา้ กฐนิ จวี รตอ่ ไปน้ี
๕๐ วิ.ม. (ไทย) ๕/๓๕๐/๒๒๐-๒๒๓.
๕๑ ว.ิ ม. (ไทย) ๕/๓๕๒/๒๒๕.
๕๒ สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส, วนิ ัยมขุ เล่ม ๒, หนา้ ๑๘-๒๒.
๒๗
ก. เร่ืองการถวายผ้ากฐิน จากการศึกษาพบว่าการถวายผ้ากฐินที่มีปรากฏในพระวินัย
ปิฎก กอ่ นอื่นต้องรูค้ วามหมายของคําว่า กฐิน หมายถึง เป็นชื่อไม้สะดึงท่ีลาดหรือกางออกเพ่ือขึงจีวร
เย็บ๕๓ แต่ในปัจจุบันนิยมใช้เป็นชื่อสังฆกรรมและพิธีการทําบุญพิเศษท่ีมีกําหนดไว้เฉพาะในช่วง
ระยะเวลา ๑ เดือน หลงั จากออกพรรษาแลว้ คือ ตั้งแตแ่ รม ๑ คํ่า เดือน ๑๑ ถงึ ข้ึน ๑๕ คา่ํ เดือน ๑๒
นับว่าเป็นเวลาในการทําผ้ากฐินจีวร โดยถือเป็นหลักของการปฏิบัติสืบต่อกันมาในสมัยคร้ังพุทธกาล
จนถึงตราบเท่าในปัจจุบัน ทีม่ ีความว่า ครง้ั น้นั ปฐมเหตแุ หง่ การทรงอนุญาตให้กรานกฐินเนื่องมาจาก
มีเหตุการณ์ที่ภิกษุชาวเมืองปาเฐยยะ ๓๐ รูป เดินทางมากรุงสาวัตถี เพ่ือเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตะวัน แต่ขณะเดินทางมาถึงเมืองสาเกต ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงสาวัตถี
เพียง ๖ โยชน์ เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว ภิกษุเหล่าน้ันรีบเดินทางมุ่งสู่กรุงสาวัตถีทันที ทั้งท่ีฝน
ยังตกซุกอยู่ และพ้ืนดินก็เต็มไปด้วยหลม่ เลน ทําให้จีวรของภิกษุเหล่านั้นเปียกซุ่มเปรอะเปื้อนไปด้วย
โคลนตม๕๔ ลําดับน้ัน พระผู้มีพระภาคทรงทราบเร่ืองจึงตรัสว่า “ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุ
ผู้อย่จู ําพรรษาแล้วกรานกฐิน”๕๕ เนือ่ งจากสาเหตุดังกล่าว พระพทุ ธองค์ทรงบญั ญตั ิเอาไวใ้ หภ้ ิกษุสงฆ์
ต้องอยู่ประจําอาวาสอย่างน้อยเป็นเวลา ๑ เดือน หลังจากออกพรรษาซ่ึงเป็นช่วงปลายฤดูฝนยังมี
ฝนตกอยู่ กาลต่อมาพระผู้มพี ระภาคพุทธเจ้าทัง้ หลายทรงสนทนาปราศรยั กับภิกษุอาคันตกุ ะท้ังหลาย
น่นั เปน็ พุทธประเพณี ดังความว่า
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุเหล่าน้ันว่า“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายยังสบายดี
หรือ ยงั พอเปน็ อยไู่ ด้หรือพวกเธอเป็นผู้พรอ้ มเพรียงกันรว่ มใจกนั ไม่ทะเลาะกันอยู่จําพรรษาเปน็ ผาสุก
หรือ และบิณฑบาตไม่ลําบากหรือ” ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ยังสบายดี พระพุทธเจ้าข้ายังพอ
เป็นอยู่ได้ พระพุทธเจ้าข้า อน่ึงพวกข้าพระองค์เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่ทะเลาะกัน อยู่จํา
พรรษาเป็นผาสุก และบิณฑบาตไม่ลําบาก พระพุทธเจ้าข้า๕๖ ขอประทานวโรกาส พวกข้าพระองค์
มีประมาณ ๓๐ รูป เป็นภิกษุชาวเมืองปาเฐยยะ เดินทางมากรุงสาวัตถี เพื่อเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค
เมื่อใกล้ถึงวันเข้าพรรษา ไม่สามารถจะเดินทางมาให้ทันวันเข้าพรรษาในกรุงสาวัตถีได้จึงจําพรรษาที่
เมืองสาเกต ระหว่างทางพวกข้าพระองค์รญั จวนใจอยู่จําพรรษาด้วยคิดว่าพระผู้มีพระภาคประทับอยู่
ใกลๆ้ พวกเราหา่ งเพยี ง ๖ โยชน์ แต่พวกเราก็ไมไ่ ด้เฝา้ พระองค์ ครนั้ ล่วงไตรมาส พวกข้าพระองค์ออก
๕๓ วิ.ม. (ไทย) ๕/[ ๒๔ ].
๕๔ วิ.ม. (ไทย) ๕/[ ๒๖ ].
๕๕ วิ.ม. (ไทย) ๕/[ ๒๔ ]-[ ๒๙ ].
๕๖ ว.ิ ม. (ไทย) ๕/๓๐๖/๑๔๕-๑๔๖.
๒๘
พรรษาแลว้ เม่ือปวารณาแลว้ ฝนยังตกชกุ อยู่พ้ืนแผน่ ดินเตม็ ไปด้วยนา้ํ เปน็ หล่มเลนมีจีวรชมุ่ ช้ืนดว้ ยน้ํา
เหนด็ เหนอ่ื ยเดินทางไกลมา พระพุทธเจ้า ขา้ ” ดังมคี วามวา่
ในตติยสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย ได้วินิจฉัยในคําบางคําว่าภิกษุเหล่านั้น อยู่ไม่
ผาสุก เพราะไม่มีความสําราญด้วยเสนาสนะ ในฐานะที่ตนเป็นอาคันตุกะ และเพราะเป็นผู้กระวน
กระวาย ในใจ ด้วยไม่ได้เฝ้าพระผ้มู ีพระภาค เพราะฉะนั้นพวกเธอจึงไม่ทูลว่าพวกข้าพระองค์ไมว่ ิวาท
กันจําพรรษาเป็นผาสุก ซึ่งมีเน้ือความไม่สอดคล้องกับพระวินัยปิฎกเปน็ บางประเด็น เช่น ในพระวินัย
ได้กลา่ วเอาไว้ว่าพวกข้าพระองค์ไม่ทะเลาะกนั อยจู่ ําพรรษาเป็นผาสุก และบณิ ฑบาตไมล่ าํ บาก
แต่ในตติยสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย ได้กล่าวว่าอยู่ไม่ผาสุก เพราะไม่มีความ
สําราญด้วยเสนาสนะ ในฐานะที่ตนเป็นอาคันตุกะและเพราะเป็นผู้กระวนกระวายในใจด้วยไม่ได้
เฝ้าพระผู้มพี ระภาค เพราะฉะนนั้ ในพระวินัยและตติยสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวนิ ัยมีเน้ือความ
แตกตา่ งกันบา้ งในบางประเดน็ แตส่ ่วนใหญ่จะมีเนอื้ ความทส่ี อดคลอ้ งซ่งึ กันและกัน๕๗
ข. เรื่องการกรานผ้ากฐิน จากการศึกษาพบว่าลําดับน้ัน พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมี
กถาเพราะเรื่องน้ีเป็นต้นเหตุ แล้วรับสั่งกับภิกษุท้ังหลายว่าภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จํา
พรรษาแลว้ กรานกฐิน ภิกษุท้งั หลาย ภิกษุผู้กรานกฐนิ แลว้ จะไดอ้ านสิ งส์ ๕ อย่าง คอื
๑. เท่ียวไปไม่ต้องบอกลา
๒. ไมต่ ้องถือไตรจีวรไปครบสาํ รับ
๓. ฉนั คณโภชนะได้
๔. ทรงอติเรกจวี รไว้ได้ตามตอ้ งการ
๕. พวกเธอจะไดจ้ วี รทเ่ี กดิ ขึ้นในที่นน้ั นน้ั ๕๘
เพราะฉะนน้ั เร่อื งการถวายผา้ กฐินจวี รและพระภิกษุสงฆผ์ ู้จําพรรษาอย่ใู นอาวาสนั้นครบ
ไตรมาส จึงมสี ิทธิ์ที่จะได้รับการถวายผ้ากฐินจวี รและเป็นผู้ที่มสี ิทธ์ิในการกรานผ้ากฐินจีวร ซ่ึงสงฆ์ได้มี
การตกลงกันในท่ามกลางสงฆ์ว่าภิกษุรูปใดเป็นผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศ ให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติ
ทุติยกรรมวาจาว่า ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผ้ากฐินน้ีเกิดแล้วแก่สงฆ์ ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว
พงึ ใหก้ รานกฐินแกภ่ ิกษุชือ่ นเ้ี พอื่ กรานกฐนิ นเ่ี ปน็ ญตั ติ๕๙
๕๗ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฏฺฐายี ป.ธ. ๙), ตติยสมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย, หน้า
๓๐๗-๓๐๙.
๕๘ วิ.ม. (ไทย) ๕/๓๐๖/๑๔๖, กรานกฐนิ เปน็ วธิ กี ารตดั เยบ็ จีวร โดยขงึ ไมก้ ฐนิ (ไมส้ ะดงึ ) แลว้ เอาผา้ ท่ี
เยบ็ เป็นจวี รเขา้ ขึงทไ่ี ม้กฐิน เยบ็ เสร็จแลว้ บอกแกภ่ กิ ษุทัง้ หลายผรู้ ว่ มใจกันยกผา้ ให้ในนามของสงฆ์ เพอ่ื อนโุ มทนา.
๕๙ วิ.ม. (ไทย) ๕/๓๐๗/๑๔๗.
๒๙
ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผ้ากฐินนี้เกิดขึ้นแล้วแก่สงฆ์ ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว พึง
ให้กรานกฐินแก่ภิกษุชื่อน้ีเพื่อกรานกฐิน ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการให้ผ้ากฐินนี้แก่ภิกษุชื่อน้ีเพื่อกราน
กฐิน ท่านรูปนั้นพึงน่ิง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพงึ ทักทว้ ง ผ้ากฐินนี้อันสงฆ์ให้แล้วแก่ภกิ ษุชื่อ
นเี้ พ่ือกรานกฐิน สงฆ์เห็นด้วย เพราะเหตุนั้น จึงน่ิง ข้าพเจ้าขอถือความน่ิงนั้นเป็นมติอย่างน้ี ดังนั้นใน
การถวายผ้ากฐินจีวรและพระภิกษุผู้กรานผ้ากฐินจีวรจึงสําเร็จเสร็จพิธีสังฆกรรมทางสงฆ์ครบถ้วน
สมบูรณ์
๒.๓.๔. ผ้าบังสกุ ลุ จวี ร
จากการศึกษาผ้าบังสุกุลจีวร ท่ีมีปรากฏเป็นหลักฐานในพระไตรปิฎก เรียกว่า ผ้าบังสุกุล
หรือ ผ้าสิไวยกะ๖๐ ก็เป็นผ้าชนิดเดียวกันแต่เรียกช่ือต่างกันในคัมภีร์พระวินัยปิฎก มหาวรรคภาค ๑
ถือเป็นหลักฐานอันดับแรกเป็นผ้าท่ีพระภิกษุสงฆไ์ ด้ทําข้ึนเองสําหรับนุ่งหม่ในครั้งพุทธกาล ซ่ึงบังสุกุล
จวี ร แปลตามศัพท์ หมายถึง ผ้าเปือ้ นฝุ่น ผ้าที่เขาท้ิงกองๆ ไวใ้ นที่ตามท่ีต่างๆ เหมือนกองฝนุ่ ผ้าท่ีเขา
รังเกลยี ดเหมอื นรังเกียดฝนุ่ ๖๑ หมายเอาผ้าท่ีเขาท้ิงแล้วซึ่งพระภกิ ษจุ ะเก็บมาตดั เยบ็ ย้อมทาํ เป็นจีวร
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ได้แสดงถึงผ้าบังสุกุลท่ีควรนํามาทําจีวรไว้ ๒๓ ชนิด ซึ่งล้วนแต่เป็น
ผา้ ทเี่ ขาทง้ิ แลว้ ภกิ ษุต้องไปเกบ็ มาเองและทาํ จีวรตามแบบวธิ ีท่พี ระพุทธเจ้าทรงอนุญาต มดี ังน้ี
๑) โสสานิกะ (ผา้ ทีเ่ ขาทง้ิ ไวใ้ นป่าช้า)
๒) ปาปณิกะ (ผ้าทีเ่ ขาทิง้ อยู่ตามทางเขา้ ตลาด)
๓) รถิยโจฬะ (ผ้าท่ีทิง้ อย่ตู ามตรอก)
๔) สงั การโจฬะ (ผา้ ที่เขาทงิ้ อยูใ่ นกองหยากเยื่อ)
๕) โสตถิยะ (ผา้ ที่เขาใชเ้ ชด็ ครรภมลทินแล้วทง้ิ )
๖) นหานโจฬะ (ผ้าทเ่ี ขาผลัดอาบน้ํามนต์แล้วทง้ิ )
๗) ตติ ถโจฬะ (ผา้ ทเี่ ขาทง้ิ อย่ตู ามทา่ นํ้า)
๘) คตปัจจาคตะ (ผา้ ทีเ่ ขานุ่งไปปา่ ชา้ กลับมาแล้วทง้ิ )
๙) อัคคิทัฑฒะ (ผา้ ถกู ไฟไหม้แล้วทง้ิ )
๑๐) โคขายติ ะ (ผ้าท่ีโคเค้ียวแลว้ เขาท้งิ )
๑๑) อุปจิกาขายิตะ (ผา้ ปลวกกัดแล้วเขาทิ้ง)
๑๒) อนุ ทูรขายติ ะ (ผ้าหนกู ดั แลว้ เขาทงิ้ )
๑๓) อันตจั ฉนิ นะ (ผา้ ขาดริมแลว้ เขาท้งิ )
๖๐ วิ.ม. (ไทย) ๔/๔๔/๕๔.
๖๑ วสิ ุทฺธิ. ๑/๗๔.
๓๐
๑๔) ทสัจฉินนะ (ผา้ ขาดชายแลว้ เขาท้ิง)
๑๕) ธชาหฎะ (ผา้ ทเี่ ขายกเปน็ ธงแลว้ ทิ้งไว้)
๑๖) ถปู จีวระ (ผ้าทเ่ี ขาห่มจอมปลวกทําพลีกรรมแลว้ ทงิ้ ไว)้
๑๗) สมณจวี ระ (ผ้าของภกิ ษุดว้ ยกัน)
๑๘) อาภิเสกิกะ (ผา้ ท่ีเขาทง้ิ ๆ ไวใ้ นทร่ี าชาภเิ ษก)
๑๙) อิทธมิ ยะ (ผา้ สําเร็จด้วยฤทธ์ิ)
๒๐) ปันถกะ (ผ้าทต่ี กอยตู่ ามหนทางไม่ปรากฏเจ้าของ)
๒๑) วาตาหฏะ (ผ้าที่ลมหอบไปไม่มีเจา้ ของตดิ ตาม)
๒๒) เทวทัตตยิ ะ (ผ้าที่เทวดาถวาย)
๒๓) สามทุ ทยิ ะ (ผา้ ท่ีคล่นื ทะเลซัดข้นึ ฝัง่ )๖๒
ดงั ปรากฏความว่า สมยั น้ัน ผ้าบังสุกุลเกิดขึ้นแก่พระผมู้ ีพระภาค พระองค์ได้ทรงพระดําริ
ดังน้วี า่ เราจะพึงซักผา้ บังสกุ ุลท่ีไหนหนอ พอดขี ณะน้ัน ท้าวสกั กะจอมเทพทรงทราบดาํ ริของพระพุทธ
องค์ จึงขุดสระโบกขรณี (สระบัว) ขน้ึ มาถวาย พระพทุ ธองค์ทรงซกั ผ้าบังสุกุลในสระโบกขรณี ซักเสร็จ
ทรงประสงค์จะขยําผา้ บังสกุ ุลนนั้ ท้าวสกั กะกจ็ ัดหาแผน่ ศลิ า (หิน) มาถวาย ขยําเสร็จ ทรงประสงค์จะ
ตากผา้ บงั สกุ ลุ เทวดาทส่ี ิงสถติ ที่ตน้ กมุ่ กน็ อ้ มกง่ิ กุม่ ลงให้ตากผ้า๖๓
เรื่องผ้าในสมัยนั้น พระพุทธเจ้าและพระสาวกในยุคแรกคงใช้ผ้านุ่งผ้าหม่ตามที่จะหาได้
มคี นถวายบ้าง จัดหามาเองโดยถกู ตอ้ งชอบธรรมบ้าง หรือเก็บเอาผา้ ทเ่ี ขาทิง้ ไวต้ ามทตี่ า่ งๆ โดยเฉพาะ
การเกบ็ ผ้าที่เขาท้ิงไว้ตามท่ีตา่ งๆ บางทกี ็เป็นผ้าห่อศพ ซึ่งเรียกว่าผ้าบังสกุ ุล๖๔ น้นั เปน็ ประเพณีทภี่ กิ ษุ
ถือปฏิบัติมากในครั้งพุทธกาล แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ทรงใช้ผ้าบังสุกุลน้ีเช่นเดียวกันกับพระภิกษุ
ในสมัยน้ันยงั เปน็ ปจั จยั เคร่อื งอาศยั ของบรรพชิต ดงั ความทีว่ ่า๖๕
พระผู้มีพระภาค ตรัสกับอุทายีว่า ถ้าสาวกท้ังหลายจะพึงสักการะ เคารพนับถือบูชาเรา
นอกจากสักการะเคารพแล้วกย็ ังอาศัยเราอยู่ด้วยเข้าใจ ดังนี้ว่าอน่ึงสาวกทั้งหลายของเราเปน็ ผู้ถือ ผ้า
บงั สุกลุ เป็นวตั ร ทัง้ ครองจีวรเศร้าหมองด้วยเธอเหล่าน้นั เลือกเก็บผ้าท่ีไม่มชี ายจากปา่ ชา้ บา้ ง จากกอง
หยากเย่อื บ้าง จากรา้ นตลาดบา้ ง
๖๒ วิสทุ ฺธ.ิ ๑/๗๗.
๖๓ ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๔๔/๕๕.
๖๔ พระมหาสมจินต์ สมมฺ าปญฺโญ,ฺ บณั ฑติ ศึกษาปริทรรศน์, หน้า ๖-๗.
๖๕ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๒๔๒/.๒๘๖-๒๘๘.
๓๑
แต่ในสมัยปัจจุบันน้ีต่างจากในสมัยพุทธกาลในประเทศอินเดีย ดังมีข้อความปรากฏดังน้ี
คร้ันกาลต่อมาชาวพุทธท่ีนําศพไปเผาหรือฝังในป่าช้าดึงผ้าห่อศพออกมาวางไว้ข้างๆ ศพ แล้วนิมนต์
พระชักเอาไปใช้ จึงเรียกผ้าชนิดนี้ว่าผ้าบังสุกุล๖๖ แม้ปัจจุบันจะไม่ได้ชักออกมาจากห่อศพ แต่เป็นผ้า
สบงจีวรหรือผ้าไตรใหม่ๆ ก็นําไปวางให้พระชัก เรียกว่าชักผ้าบังสุกุลเป็นประเพณีสืบต่อกันมาที่มี
ปรากฏให้เห็นกันในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าในสมัยครั้งพุทธกาลหรือในปัจจุบันเป็นผ้าที่พระภิกษุสงฆ์ใช้เป็น
ผู้นุ่งผา้ หม่จงึ ถือได้วา่ มคี วามสาํ คัญและจําเป็นต่อพระภกิ ษุสงฆเ์ ป็นอยา่ งยงิ่
๒.๔ พทุ ธานุญาตเกีย่ วกับนาย้อมจวี ร
ในสมยั เมอ่ื กอ่ นพระภิกษจุ ะย้อมจีวรด้วยโคมัยบา้ ง ดนิ แดงบา้ ง ทําใหจ้ ีวรมีสีคล้าํ พระพทุ ธ
องคท์ รงทราบ จึงทรงอนญุ าตใหย้ ้อมดว้ ยนํ้ายอ้ ม ดงั ตอ่ ไปน้ี คอื
๑) นํ้าย้อมทีเ่ กดิ จากรากหรือเหงา้ (เว้นแตข่ มิ้น)
๒) นาํ้ ยอ้ มเกดิ แตต่ น้ ไม้ (เวน้ ฝาง, แกแล)
๓) น้ํายอ้ มเกิดแต่เปลือกไม้ (เวน้ เปลอื กโลท, เปลือกมะพดู )
๔) น้ํายอ้ มเกดิ แต่ใบไม้ (เว้นใบมะเกลือ, ใบคราม)
๕) น้ําย้อมเกดิ แต่ดอกไม้ (เว้นตอกทองกวาว, ดอกคํา
๖) น้าํ ย้อมเกิดแตผ่ ลไม้๖๗
สมัยต่อมาภิกษุท้ังหลายย้อมจวี รดว้ ยนาํ้ ย้อมทเ่ี ยน็ จวี รมกี ลิ่นสาบ พระผู้มีพระภาค
เจ้าทรงไดต้ รสั ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตหม้อย้อมขนาดเล็กเพ่ือต้มนํ้าย้อม.น้ําย้อมล้นหม้อ
ตรสั ว่า
ดกู รภิกษุท้ังหลาย เราอนญุ าตให้ผูกตะกร้อกนั ล้น.สมัยต่อมาภิกษุทั้งหลายไมร่ ู้ว่านํ้า
ยอ้ ม ต้มสกุ แล้วหรอื ยงั ไมส่ ุก… ตรสั ว่า
ดูกรภกิ ษุท้งั หลาย เราอนุญาตใหห้ ยดหยาดนํ้าลงในน้าํ หรือหลังเล็บ สมยั ต่อมาภิกษุ
ทัง้ หลายยกหมอ้ น้าํ ย้อมลงทําหมอ้ กลิ้งไปหม้อแตก… ตรสั ว่า
ดูกรภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตกระบวยตักนํ้าย้อมอันเป็นภาชนะมีด้าม สมัยต่อมา
ภิกษุทง้ั หลายไมม่ ีภาชนะสําหรับย้อม… ตรสั ว่า
๖๖ อารยธฺ มโฺ มภกิ ขุ, (จํารญู ยาสมุทร), ตามรอยโพธสิ ตั ว์บาเพญ็ บารมีทศบารมี, (เชยี งใหม่: บรษิ ัท
กลางเวยี งการพิมพ์ จาํ กดั , ๒๕๔๖), หนา้ ๑๕๑.
๖๗ ว.ิ ม. (ไทย) ๕/๓๔๔/๒๐๙.
๓๒
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอ่างสําหรับย้อม หม้อสําหรับย้อม สมัยต่อมาภิกษุ
ทง้ั หลายขยําจวี รในถาดบา้ งในบาตรบ้างจวี รขาดปริ… ตรสั ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรางสําหรับย้อม.สมัยต่อมาภิกษุท้ังหลายตากจีวรบน
พืน้ ดินจวี รเป้อื นฝุ่น… ตรสั ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเครื่องรองทําด้วยหญ้า.เคร่ืองรองทําด้วยหญ้าถูก
ปลวกกัด...ตรสั ว่า
ดกู รภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวจีวร สายระเดยี ง.ภิกษทุ ้ังหลายตากจวี รตอนกลาง
น้าํ ย้อมหยดออกทัง้ สองชาย… ตรัสว่า
ดูกรภกิ ษทุ ัง้ หลาย เราอนุญาตใหผ้ กู มมุ จวี รไว้.มุมจีวรชาํ รุด… ตรสั ว่า
ดกู รภิกษุท้งั หลาย เราอนญุ าตดา้ ยผกู มุมจีวร.น้ํายอ้ มหยดออกชายเดยี ว… ตรสั วา่
ดกู รภิกษุทงั้ หลาย เราอนุญาตใหย้ ้อมจีวรพลิกกลบั ไปกลับมาแต่เมือ่ หยาดน้ํายังหยด
ไม่ขาดสาย อยา่ หลีกไป.สมยั ตอ่ มาจีวรเปน็ ผ้าเนอ้ื แข็ง… ตรัสว่า
ดกู รภิกษุทัง้ หลาย เราอนุญาตให้จมุ่ ลงในน้ํา.สมัยต่อมาจวี รเปน็ ผ้ากระดา้ ง… ตรสั ว่า
ดูกรภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตให้ทบุ ด้วยฝ่ามือ.๖๘
สมัยนั้น พวกภิกษุใช้น้ําย้อมท่ีเย็นย้อมจวี ร จีวรมีกลิ่นเหม็นสาบภิกษทุ ั้งหลายจึงนําเรือ่ งนี้
ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตหม้อ
ย้อมขนาดเล็กไวต้ ้มนํ้าย้อม"
สมัยน้ันต่อมา พระภิกษุได้ย้อมผ้าแล้วนํ้าย้อมล้นออกมา ภิกษุทั้งหลายจึงนําเร่ืองนี้ไป
กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับส่ังว่า “ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตให้ผูก
ตะกร้อกันนาํ้ ลน้ ”
สมัยน้ันต่อมา พวกภิกษไุ ม่รูว้ า่ นา้ํ ย้อมต้มเดอื ดแลว้ หรอื ยังไม่เดอื ดภกิ ษุทั้งหลายจึงนาํ เรื่อง
น้ีไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับส่ังว่า “ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตให้
หยดหยาดนํ้าลงในน้ําหรอื บนหลังเลบ็ ”
๖๘ พระอาจารย์คกึ ฤทธ์ิ โสตฺถิผโล และคณะ, อริยวินัย, พิมพ์คร้ังท่ี ๑๐, (กรุงเทพมหานคร: บริษัทคิว
พรนิ้ ท์แมเนจเม้นทจ์ าํ กัด, ๒๕๕๒), หนา้ ๔๘๒.
๓๓
สมัยน้นั ตอ่ มา พวกภกิ ษยุ กหมอ้ นํ้ายอ้ มลงทาํ หมอ้ กลงิ้ ตกแตกภกิ ษุท้งั หลายจงึ นาํ เรื่องน้ีไป
กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกระบวย
ตักนาํ้ ยอ้ มเปน็ ภาชนะมดี า้ ม”๖๙
สมัยนั้นต่อมา พวกภิกษุไม่มีภาชนะสาํ หรับย้อมภิกษุทั้งหลายจึงนาํ เร่ืองน้ีไปกราบทูลพระ
ผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสง่ั ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอ่างและหม้อไว้สําหรับ
ยอ้ ม”
สมัยน้ันต่อมา พวกภิกษุขยําจีวรลงในถาดบ้าง ในบาตรบ้าง จีวรปริขาดภิกษุท้ังหลายจึง
นาํ เร่อื งนี้ไปกราบทลู พระผู้มีพระภาคใหท้ รงทราบพระผมู้ ีพระภาครบั ส่งั วา่ “ภิกษทุ ้งั หลาย เรา
อนุญาตรางสําหรบั ยอ้ ม”๗๐
ด้วยเหตุทั้งปวงข้างต้นนี้ จึงเป็นเหตุท่ีทรงห้ามย้อมด้วยวัสดุส่ิงนอกจากที่ทรงบัญญัตินั้น
แลว้ ดว้ ยเปน็ สียอ้ มเหมอื นพวกเดียรถยี ์ หรอื สอี ย่างคฤหสั ถ์ เชน่ สยี ้อมจากใบคราม จากฝาง เปน็ ต้น
ส่วนนํ้าย้อมจากวัสดุบางอย่างทําให้เกิดเป็นพิษต่อผิวได้ เช่น นํ้าย้อมจากใบและลูก
มะเกลอื ส่วนใหญจ่ ะใช้ยอ้ มเคร่อื งมือดกั สัตว์ อย่างสวงิ ทใ่ี ชช้ ้อนปลา เปน็ ตน้ และสที ีใ่ ช้ย้อมอย่างอ่นื ก็
ไม่คงทน ถูกนาํ้ สีก็ตกดไู ม่งาม
เรอ่ื งการยอ้ มสีของจีวรนน้ั สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส ได้
อธิบายไว้ในบริขารบริโภคจีวรเอาไว้ว่า ทรงตรัสให้ย้อมด้วยของ ๖ อย่างๆ ใดอย่างหน่ึง คือ จากราก
หรือเง้า ๑ จากต้นไม้ ๑ จากเปลือกไม้ ๑ จากใบไม้ ๑ จากดอกไม้ ๑ และจากผลไม้ ๑ ให้นําเอาของ
เหลา่ นี้ไปแชน่ ํา้ แล้วเคี่ยวด้วยไฟเสร็จแลว้ จงึ ทําการย้อม๗๑
ในการย้อมสีของจีวรที่ย้อมสําเร็จแล้ว ท่านยังได้กล่าวเอาไว้อีกว่าจีวรที่ย้อมแล้วว่ามีสี
เปน็ เชน่ ไร ในบาลี หาได้ระบชุ อื่ แห่งเคร่ืองยอ้ ม ๖ อย่างเหลา่ น้นั ไม่ ก็ไมไ่ ดก้ ล่าว เป็นแตเ่ รียกว่า ผา้
กาสายะ บ้าง ผ้ากาสาวะ บ้าง ที่แปลวา่ ผ้าย้อมด้วยน้ําฝาด และท่านยงั ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าห้ามสีท่ี
จะนํามาใช้ในการย้อมสีของจีวร มีดังนี้ คือ สีคราม ๑ สีเหลือง ๑ สีแดง ๑ สีบานเย็น (แดงฝาง) ๑ สี
แสด ๑ สีชมพู ๑ และสีดํา ๑ โดยให้รู้ตามนัยน้ี ต้องเป็นสีที่ไม่ใช่จากสีเหล่าน้ี แต่สีที่รับรองกันเป็นสี
เหลอื งเจอื แดงเขม้ หรือสีเหลอื งหมน่ พึงเห็นเช่นสีทีย่ อ้ มแก่นขนนุ อันเรยี กว่าสกี รกั เป็นต้น๗๒
๖๙ วิ. ม. (ไทย) ๕/๓๔๔/๒๑๐.
๗๐ วิ. ม. (ไทย) ๕/๓๔๔/๒๑๑.
๗๑ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, วนิ ัยมขุ เลม่ ๒, หนา้ ๑๘-๑๙.
๗๒ อา้ งแลว้ .