The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ดร.ขนิษฐา น้อยบางบาง (2563). ภาษาศาสตร์เชิงประวัติ : กรณีศึกษาคาเรียกสีจีวรพระสงฆ์
ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จ.พระนครศรีอยุธยา
.
Kanitta Noybangyang. (2020). HISTORICAL LINGUISTICS: A CASE STUDY OF CIVARA COLOUR TERMS
OF BUDDHIST MONKS
FROM SUKKHOTHAI PERIOD TO RATTHANAKOSIN PERIOD. A Dissertation Submitted in Partial Fulfillment of
the Requirements for the Degree of
Doctor of Philosophy
(Linguistics)
Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University C.E. 2020

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by polmcu, 2022-08-15 21:44:28

HISTORICAL LINGUISTICS: A CASE STUDY OF CIVARA COLOUR TERMS OF BUDDHIST MONKS FROM SUKKHOTHAI PERIOD TO RATTHANAKOSIN PERIOD

ดร.ขนิษฐา น้อยบางบาง (2563). ภาษาศาสตร์เชิงประวัติ : กรณีศึกษาคาเรียกสีจีวรพระสงฆ์
ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จ.พระนครศรีอยุธยา
.
Kanitta Noybangyang. (2020). HISTORICAL LINGUISTICS: A CASE STUDY OF CIVARA COLOUR TERMS
OF BUDDHIST MONKS
FROM SUKKHOTHAI PERIOD TO RATTHANAKOSIN PERIOD. A Dissertation Submitted in Partial Fulfillment of
the Requirements for the Degree of
Doctor of Philosophy
(Linguistics)
Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University C.E. 2020

๓๔

พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญฺโญ ได้อธิบายว่า เร่ืองผ้ากาสายะหรือผ้าย้อมฝาด ซ่ึงยังไม่
ชัดเจนว่าเป็นสีอะไร แต่ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นสีอะไร เพราะต่อมาพระพุทธองค์ทรงอนุญาตผ้า
จีวร ๖ ชนิด คือ น้ําย้อมจากรากไม้ น้ําย้อมจากตน้ ไม้ น้าํ ย้อมจากเปลือกไม้ น้าํ ย้อมจากใบไม้ น้ําย้อม
จากดอกไม้ และนํ้าย้อมจากผลไม้ ซ่ึงกย็ ังไมไ่ ดร้ ะบุว่าเป็นสีอะไรแต่พอจะบอกได้ว่าเป็นสีท่ีเกิดจากนํ้า
ย้อมเหล่านี้ อาจจะเป็นสีอะไรก็ได้ บางคนบอกว่าเป็นสีแก่นขนุน และยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่ามี
ข้อความท่ีกล่าวไว้ในเบื้องต้นตอนหน่ึงที่ว่า พระพุทธเจ้า“ทรงเหยียดพระหัตถ์ออกจากระหว่าง
ผ้าบังสุกุลจีวรสีแดง” จึงสรุปได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงใช้จีวรสีแดง แต่ก็มีข้อที่ควรทราบไว้คือ ในสมัย
ต่อมา พระพุทธองค์ทรงห้ามใช้สีย้อมของจีวร ได้แก่ คือ สีเขียวล้วน สีเหลืองล้วน สีแดงล้วน
สีบานเย็น สีดําล้วน สีแสดล้วน และสีชมพูล้วน พระภิกษุรูปใด ใช้ผ้าสีเหล่าน้ี ท่านบอกว่าต้องปรับ
อาบัตทิ ุกกฏ๗๓

ดังน้ัน ถึงแม้ว่าน้ําย้อมท่ีอนุญาตจะมีความหลากหลายในการเลือกนํามาใช้ จึงต้องมี
หลักเกณฑ์พจิ ารณาถึงคุณและโทษของวัสดุทนี่ ํามาย้อมจีวรด้วยบางอยา่ งได้สีท่ีเหมาะสม แต่เกิดโทษ
กเ็ ป็นสีท่ไี ม่ควรนาํ มาใช้ ส่วนสีท่ีไม่เกิดโทษ หากนํามายอ้ มแล้วเป็นสีท่ีไมเ่ หมาะสมแก่สมณะ ก็ไมค่ วร
นํามายอ้ ม ซึ่งถือวา่ เป็นส่ิงที่ละเอยี ดอ่อน และใหค้ วามสําคญั ในการนําวัสดเุ หล่านั้นมาใช้เพื่อทาํ ให้เกิด
ประโยชน์อย่างดียิ่ง เพราะฉะน้ันพระพุทธองค์จะทรงอนุญาตวัสดุส่ิงใดจะเห็นได้ว่า จะต้องเกิดกรณี
ตวั อย่าง และเป็นสิ่งที่จําเป็นในการดํารงชีพของพระภิกษุด้วยการใชส้ ีย้อมจีวรนัน้ ก็จะเนน้ สีธรรมชาติ
เป็นหลัก ในสมัยพุทธกาลนั้นไม่มีสีเคมีใดๆ มาเจือปน ไม่ทําให้เป็นโรคผิวหนัง หรือเป็นอันตรายต่อ
สุขภาพ ปัจจุบันพระภิกษุสามเณรนุ่งห่มจีวรสีเหลืองกันมาก ในพุทธบัญญัติที่ตรัสไว้ในพระวินัย
มหาวรรคว่า “ภกิ ษไุ ม่พงึ ทรงจีวรเหลอื งลว้ น รูปใดทรง ตอ้ งอาบัติทุกกฏ๗๔ ทรงบัญญตั ไิ ว้ ๒ อย่าง คือ
(๑) นา้ํ ฝาดย้อมจวี รท่ีเหมาะสมและไมเ่ หมาะสม (๒) สจี วี รท่เี หมาะสมและไมเ่ หมาะสม

๒.๕ การศึกษาคาเรียกสี

สี คือ ลักษณะความเข้มของแสงที่ปรากฏแก่สายตาให้เห็นเป็นสี โดยผ่านกระบวนการ
รับรู้ด้วยดวงตา เมื่อดวงตารับแสงเข้ามาโดยจะผ่านกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านประสาทสัมผัส
การมองเห็นและผ่านสมองไปสู่ศูนย์การมองเห็นภาพ ทําให้เรารับรู้ถึงสีที่อยู่รอบตัวเรา และแสง คือ
พลังงานรังสี (Radiation energy) ที่ตารับรู้และมีปฏิกิริยาตอบสนองด้วยกระบวนการวิเคราะห์
แยกแยะของสมอง ตาสามารถวิเคราะห์พลังงานแสงโดยการรับรู้วัตถุ สัมพันธ์กับตําแหน่งทิศทาง

๗๓ พระมหาสมจนิ ต์ สมมฺ าปญโฺ ญ,ฺ บณั ฑติ ศกึ ษาปริทรรศน์, หน้า ๕.
๗๔ ว.ิ ม. (ไทย) ๕/๓๔๔/๒๑๐.

๓๕

ระยะทาง และความเข้มของแสง ความยาวคลื่นท่ีมนุษย์สามารถมองเห็นได้มีค่าอยู่ระหว่าง ๔๐๐ -
๗๐๐ นาโนเมตร ซ่ึง ๑ นาโนเมตรมีค่าเท่ากับหนึ่งใน พันล้านเมตร และมีความถ่ีอยู่ในช่วง ๑๐๓ -
๑๐๕ เฮิรตซ์ (Hz) ซ่ึง ๑ เฮิรตซ์ คือ ความถี่ที่ เท่ากับ ๑ ครั้ง ต่อวินาที (๑/s) โดยแสงสีมว่ งจะมีความ
ยาวคลนื่ นอ้ ยท่ีสุดหรือความถสี่ ูงสุด จนถงึ แสงสีแดงทมี่ ีความยาวคล่นื มากท่ีสุดหรอื มคี วามถี่ตา่ํ ท่ีสุด๗๕
ซ่ึงสีที่เป็นแสงนี้ถูกค้นพบโดย เซอร์ ไอแซค นิวตัน เม่ือปี ค.ศ.๑๖๗๖ โดยการทดลองให้แสงวิ่งผ่าน
แท่งแก้วปริซึ่มจนเกิดการแยกลําแสงออกเมื่อเอาฉากสีขาวมารับก็จะปรากฏภาพของแถบแสงสีรุ้งท่ี
ประกอบดว้ ยสีแท้ทกุ สียกเว้นสมี ่วงแดง (purple) โดยแถบสีเร่ิมจากสแี ดง สีสม้ สีเหลือง สีนํ้าเงินถงึ สี
มว่ ง ซึ่งถา้ แถบสีแสงนถ้ี ูก รวมเขา้ ด้วยกนั อีกครัง้ ดว้ ยเลนส์นนู ก็จะกลับกลายเป็นแสงสขี าวอีกคร้งั หน่ึง
ปรากฏการเช่นน้ีในธรรมชาติกป็ รากฏให้เห็นได้บ่อยน่ันกค็ ือ ปรากฏการที่เราเรียกว่า รุ้งกนิ น้ํา แสงสี
สองสีเมื่อนําเอามารวมกันด้วยเลนส์นูนแล้วได้แสงสีขาว แสดงว่าแสงสีคู่น้ันจะเรียกว่า แสงสี คู่
ประกอบ (Complementary Colors) เช่นกันถ้าเราแยกแสงสีๆ หนึ่งออกจากแถบสีรุ้ง เช่น สีเขียว
และทําการรวมแสงสีที่เหลือเข้าด้วยกันสีท่ีได้คือแสงสีแดง ซึ่งแสงสีแดงท่ีได้น้ีจะเป็นสีคู่ประกอบของ
แสงสเี ขยี ว๗๖

ภาพที่ ๒.๑ การกระจายของคล่นื ลําแสงทผ่ี า่ นแท่งปริซม่ึ จนปรากฏ
เป็นแถบสีรุ้ง (Spectrum)๗๗

๗๕ ปรียา อนพุ งษ์องอาจ, สื่ออิเลก็ ทรอนกิ สร์ ายวิชาฟสิ ิกส์ ๒, [ออนไลน]์ , แหล่งทม่ี า: http:/www.
rsu.ac.th/science/physics [๑๒ กันยายน ๒๕๖๓].

๗๖ พงศ์ศิริ คิดดี, “สแี ห่งความศรัทธาและสงบสุข”, วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎบี ัณฑิต สาขาทัศนศิลป์,
(บณั ฑิตวทิ ยาลยั : มหาวิทยาลยั ศิลปากร, ๒๕๕๘), หนา้ ๑๙.

๗๗ เร่อื งเดยี วกัน, หนา้ ๒๐.

๓๖

ดังน้ันจึงสรุปได้ว่า สีในแถบสีรุ้งหน่ึงๆ จะเป็นสีคู่ประกอบของผลรวมของแสงสีที่เหลือ
และสียังเป็นตัวการช่วยสร้างให้เกิดอารมณ์ความรูส้ ึกข้ึนได้โดยตรงหรือที่เรยี กกันว่าจิตวิทยาของสีซ่ึง
จติ วิทยาของสนี ้นั ประกอบด้วยดังน้ี

๑. สีกับความรู้สึกท่ีสัมพันธ์กับการสร้างระยะใกล้ไกล สีท่ีให้ความรู้สึกถึงระยะหน้าได้แก่
สเี หลือง สสี ม้ สแี ดง และระยะกลาง เช่น สีส้มแดง สีเขยี ว สีนํ้าเงนิ

๒. สีที่ให้ความความรู้สึกถึงความสะอาดอันได้แก่ สีที่ผสมสีขาวหรือสีนวลๆ สีเข้มจะให้
ความรูส้ กึ สกปรกไมน่ ่าใช้

๓. สีกับความรู้สึกที่เกย่ี วข้องกับขนาด สีอ่อนให้ความรู้สึกกว้างใหญ่ข้ึน สีเข้มให้รู้สึกแคบ
หรอื เลก็ ลง แตส่ ีเขม้ จะให้ความรสู้ ึกวา่ ดมู ีนา้ํ หนกั มากกว่าสีอ่อน

๔. สีที่ให้ความรู้สึกถึงพลังความแข็งแกร่งคือ สีที่ยังไม่ได้ผสมกับสีอื่นๆ เช่น สีแท้และสีท่ี
ให้ความรู้สึกร้อนแรงก็คือ สีท่ีอยู่ในวรรณะรอ้ น เช่น แดง ส้ม สีทีใ่ ห้ความรู้สกึ เย็นคือ สีที่อยู่ในวรรณะ
เย็น เช่น ฟา้ เขยี ว

๕. สีที่ให้ความรู้สึกถึงความเคลื่อนไหว สีนํ้าเงินให้ความรู้สึกท่ีสงบและมั่นคง สีแดงให้
ความรู้สึกที่สดใส เร้าร้อนและรุนแรง สีเขียวให้ความรู้สึกที่สดใส ร่มเย็นหรือให้ความรู้สึกที่ค่อยๆ
เคล่ือนไหว๗๘

ท้ังหมดที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่าสีๆ หนึ่งนั้นมิได้มีความหมายใดความหมายหนึ่งอย่าง
ตายตัวเป็นที่ปรากฏชัดเจนและมันน่าจะถูกต้องมากกว่าท่ีจะกล่าวว่าสีแต่ละสีนั้นแฝงความหมาย
เอา ไว้ กว้า งแ ละห ลา กหล าย หรือมีนั ยแห่ งความหม ายท่ีผู้ดู สามาร ถคิด ไป ถึงท้ังโ ดยจิ ตสํ านึกแล ะ
ไร้จติ สาํ นกึ ได้๗๙

๒.๖ ความหมายของทฤษฎสี ี

ทฤษฎีสี หมายถงึ ความจรงิ ทไ่ี ด้พิสูจน์แล้ว หรือ หลักวชิ าสี หมายถึง แสงท่มี ากระทบวตั ถุ
แลว้ สะท้อนเข้าตาเรา ทาํ ใหเ้ หน็ เป็นสีต่างๆ

ทฤษฎีสี หมายถึง หลักวิชาเก่ียวกับสีที่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตาทฤษฎีเกี่ยวกับสีท่ี
เราเคยเห็นในวงล้อสีค่อนข้างจะสวยงามมีแถบแสดงแยกสีท้ังหมด ๑๒ สี เป็นรูปโค้งวงกลม เริ่มต้น
จากสมี ่วงและถูกบรรจบเข้าด้วยกันกับสแี ดง วงล้อสีมปี ระโยชน์เป็นอย่างมากสาํ หรับใช้แสดง จาํ นวน

๗๘ เร่อื งเดยี วกนั , หนา้ ๒๒.
๗๙ ราล์ฟ ฟาบริ, ทฤษฎีสี: Color, พิมพ์คร้ังท่ี ๑, แปลโดย สมเกียรติ ต้ังนโม (กรุงเทพมหานคร: โอ
เดียน สโตร์, ๒๕๓๖), หนา้ ๗๔-๗๖.

๓๗

สมาตรฐานท่ีสอดคลอ้ งกันแต่ละสี และคุณสามารถสร้างสขี ้นึ มาใหม่ดว้ ยการผสมระหวา่ งสี สองสีหรือ
สีอ่ืนๆ ก็ได้ ปัจจุบันได้มีการศึกษาเพิ่มเติม เกี่ยวกับทฤษฎีสีทําให้เกิดสีเพ่ิมข้ึนเรื่อยๆ ตามความเห็น
ของบุคคลดังนี้๘๐

๑. ทฤษฎีสีของนักเคมี ได้กําหนดให้แม่สีไว้ ๓ สี ประกอบด้วย สีแดง สีเหลือง และสีนํ้า
เงนิ นํามาผสมเพ่อื ให้เกิดสใี หม่ ๆ ขน้ึ มาอกี อย่างไม่มีที่สน้ิ สุด

๒. ทฤษฎีสีของนักฟิสิกส์ ได้กําหนดแม่สีจากความเข้มของแสงไว้ ๓ สี ประกอบด้วย
สีแดง สเี ขยี ว และสีน้ําเงิน

๓. ทฤษฎีสีของนักจิตวทิ ยา ไดก้ ําหนดแม่ที่เกี่ยวขอ้ งกบั พฤติกรรม ความรู้สึกของมนษุ ย์ที่
มีต่อสไี ว้ ๔ สี ประกอบดว้ ย สีแดง สเี หลือง สเี ขยี ว และสีนา้ํ เงนิ

๔. ทฤษฎีสีของศิลปิน หรือ ทฤษฎีสีของมันเซลล์ (Munsell) ได้กําหนดแม่ที่ไว้ ๕ สี
ประกอบด้วย สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีนํ้าเงิน และสีม่วง โดยมันเซลล์ได้ศึกษาค้นคว้าทดลองวาง
หลักเกณฑ์และทฤษฎีว่าด้วยเร่ืองสีในคริสต์ศตวรรษท่ี ๑๙ เช่ือว่าสีมีคุณสมบัติ ๓ ประการดังนี้ คือ
สีทุกสีสามารถแผ่กระจายได้ สีทุกสีสามารถให้ความรู้สึกเกี่ยวกับมิติได้ และสีทุกสีสามารถผสมกับ
สีอ่ืนได้และสามารถดดู ซ่ึงเข้ากับสอี ื่นได้

๕. ทฤษฎีของ Young - Helmholtz หรือ Three - component theory จะจําลองว่า
ในตาของคนเรานั้นมีประสาทรับแสงสี ๓ ชุด ซ่ึงประสาทท้ัง ๓ ชุดนี้มีความไวต่อสเปกตรัมที่
ตามองเห็นได้ แต่ประสาทชุดหน่ึง ๆ มีความไวสูงสุดในแต่ละบริเวณคือ อันหนึ่งจะมีความไวสงู สุดต่อ
แสงสีแดง อีกอันหน่ึงจะมีความไวสูงสุดต่อแสงสีเขียว และอีกอันหนึ่งจะมีความไวสูงสุดต่อ
แสงสีน้ําเงิน เซลลป์ ระสาทรับแสงสที ้ัง ๓ ชุดน้ี จะมีความไวต่อแถบแสงสใี นสเปคตรัมท่ีตามองเห็นได้
แสงสีแดง แสงสีนํ้าเงิน และแสงสีเขียว เรียกว่าเป็น แม่สี หรือ สีปฐมภูมิ (Primary color) ซ่ึงถือว่า
เป็นแสงสบี ริสทุ ธิ์ ท่ีไม่สามารถจะแยกออกเปน็ แสงสอี ่ืนๆ ได้

สรปุ ได้ว่า ทฤษฎสี ี คอื สีท่ีคนเราสามารถมองเหน็ ได้ด้วยตาเปลา่ โดยมีแมส่ ี ๓ สี หลัก ใน
การทําหน้าที่แยกสีและสียังสามารถกําหนดพฤติกรรม ความรู้สึก นึกคิด ของมนุษย์ได้ เช่นน้ําเงินให้
ความรู้สึกม่ันคง สีแดงให้ความรู้สึกเร้าร้อน และสีเขียวให้ความรู้สึกสดชื่นร่มเย็นเป็นธรรมชาติท่ีผ่อน
คลาย เป็นต้น

๘๐ รัตติพลอย เหรียญวิลาศ, “การออกแบบการสร้างสรรค์ส่ือเพื่อนําเสนอทฤษฎีสีผ่านสื่อรูปแบบ
ใหม่”, วิทยานิพนธ์ศิลปกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาการออกแบบสื่อนวัตกรรม, (คณะศิลปกรรมศาสตร์:
มหาวทิ ยาลัยนเรศวร, ๒๕๕๒), หน้า ๒๕.

๓๘

๒.๗ เอกสารทเ่ี กี่ยวข้องกบั คาเรียกสี

การจัดประเภทสีของมนษุ ย์ทเี่ ป็นตัวอย่างได้ชัดเจนทส่ี ุดตวั อย่างหนึ่งคือ การจัดประเภทสี
ของรุ้งกินน้ํา เราไม่สามารถบอกจํานวนสีทั้งหมดท่ีอยู่ในรุ้งกินนํา้ ได้ เน่ืองจากรุ้งกินนํ้ามีสีมากมายนับ
ล้านสีเหลื่อมซ้อนกันอยู่ แต่เราสามารถจัดประเภทของสีที่มีอยู่ในรุ้งกินนํ้าได้ คือ จัดสีท่ีเราเห็นว่า
คลา้ ยคลึงกนั มารวมไว้เป็นประเภทเดยี วกันไดท้ งั้ หมด ๗ ประเภท คอื ม่วง คราม น้ําเงิน เขียว เหลือง
แสด แดง๘๑

การจาํ แนกประเภทสีเป็นนามธรรม หากเราจะศกึ ษาการจําแนกประเภทสีก็จะต้องศึกษา
ผา่ นส่ิงที่เปน็ รูปธรรม คือ คําเรียกสี ซ่ึงถือว่าคําเรียกสีเป็นภาพสะท้อนของการจําแนกประเภทสี การ
ใชค้ ําเรียกสที ี่แตกต่างกนั ของแต่ละภาษา ไม่เพียงแต่ทาํ ให้เราทราบถึงความแตกต่างด้านภาษาเท่านั้น
แต่ยังสามารถสะท้อนถึงระบบการรับรู้ธรรมชาติ และโลกทัศน์ของผู้ใช้ภาษาน้ัน ๆ ด้วย ดังที่ อมรา
ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ ได้กล่าวไว้ว่า “คําเรียกสีใน ภาษาใดภาษาหน่ึงน้ัน สามารถสะท้อนให้เห็นถึงระบบ
การรับรู้ธรรมชาตทิ ี่แวดล้อมตัวผูพ้ ูดภาษานั้นๆ๘๒ และยังช่วยให้เข้าใจระบบความหมายของคาํ เรียกสี
อกี ท้ังสามารถหยงั่ รู้ลงไปถึง ส่วนหนึ่งของการมองโลกของผู้พูดภาษานั้นๆ ด้วย”และส่ิงท่ีน่าสนใจคือ
มนุษย์ทุกเผ่าพันธ์ุมีประสาทตาท่ีไม่แตกต่างกันจึงรับรู้ได้ไม่ต่างกันด้วย ในมนุษย์ท่ีใช้ภาษาต่างกัน
แม้จะรับรู้ได้ไม่ต่างกัน แต่ก็อาจจําแนกประเภทสี (Color categorization) ต่างกันได้ อย่างไรก็ตาม
ชนชาติท่พี ูดภาษาเดียวกัน และอย่ใู นสังคมท่ีคล้ายคลึงกันมักแยกประเภทสีเหมือนกัน ส่วนคาํ เรียกสี
ในภาษาต่างๆ มีความแตกต่างกันตามการรับรู้และการแบ่งประเภทสีของชนชาติท่ีพูดภาษานั้นๆ
คําเรียกสีจึงเป็นตัวอย่างท่ีดีที่จะแสดงให้เห็นว่า ภาษาแต่ละภาษาสามารถแยกประสบการณ์ได้
แตกต่างกัน ซ่ึงสามารถกล่าวได้ว่า คําเรียกสีเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นการแบ่งประเภทสีของ
วัฒนธรรมนนั้ ๆ

การจําแนกประเภทสีและคําเรียกสีมีความแตกต่างกันไปในภาษาต่าง ๆ แต่วิวัฒนาการ
ของคําเรียกสีกลับมีลักษณะที่เป็นสากล ผลงานวิจัยเรื่องคําเรียกสีของ Berlin and Kay ได้เสนอ
ทฤษฎีวิวัฒนาการของคําเรียกสีพ้ืนฐานสากลไว้เป็น VII ระยะ ซ่ึงไม่ว่าจะเป็นภาษาใด ๆ ก็จะมี

๘๑ ธนัฏฐากุล พรทิพยพานิช, “คาํ เรียกสีในภาษาไทยสมัยธนบรุ ีและสมัยรัตนโกสนิ ทร์”, วทิ ยานิพนธ์
ศิลปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาภาษาศาสตร์ประยุกต์, (บัณฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๗), หน้า
๙.

๘๒ อมรา ประสทิ ธ์ิรฐั สนิ ธุ์, คาเรียกสีและการรบั รูส้ ีของชาวจว้ งและชาวไทย, (กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพจ์ ุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , ๒๕๓๘), หน้า ๒-๔.

๓๙

วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานเป็น VII ระยะนี้๘๓ คือในระยะแรกจะมีการจัดประเภทสีและคําเรียกสี
พนื้ ฐานเพียง ๒ คํา จากน้ันค่อย ๆ มีวิวฒั นาการจําแนกประเภทสที ี่ละเอียดมากขนึ้ ส่งผลใหม้ ีคําเรยี ก
สเี พม่ิ มากขนึ้ ด้วย

ระยะที่ ๑ ทกุ ภาษาจะประกอบไปด้วยคาํ เรยี กสีขาวและสดี ํา
ระยะที่ ๒ ถา้ ภาษาใดมีคาํ เรยี กสีทง้ั หมด ๓ คาํ คาํ เรยี กที่ ๓ จะเปน็ สแี ดง
ระยะที่ ๓ ถ้าภาษาใดมีคําเรียกสีท้ังหมด ๔ คํา คําเรียกท่ี ๔ จะเป็นสีเขียว หรือสี
เหลืองอย่างใดอยา่ งหน่ึง
ระยะที่ ๔ ถ้าภาษาใดมีคําเรียกสีท้ังหมด ๕ คําน่ันคือภาษานั้นมีทั้งสีเขียวและสี
เหลือง ระยะท่ี ๕ ถา้ ภาษาใดมีคําเรียกสที ้ังหมด ๖ คาํ คาํ เรียกท่ี ๖ จะเปน็ สีฟา้ /น้าํ เงนิ
ระยะท่ี ๖ ถา้ ภาษาใดมคี าํ เรยี กสที งั้ หมด ๗ คํา คาํ เรยี กที่ ๗ จะเป็นสนี ํ้าตาล
ระยะที่ ๗ ถ้าภาษาใดมีคําเรียกสีท้ังหมด ๘ คํา หรือมากกว่า น่ันคือภาษาน้ันจะมีสี
มว่ ง ชมพู สม้ เทา
โดยทฤษฎีววิ ฒั นาการการเกดิ คาํ เรียกสพี น้ื ฐานของเบอรล์ นิ และเคย์สามารถแสดงได้ดังน้ี

ภาพท่ี ๒.๒ วิวัฒนาการการเกดิ คําเรียกสพี นื้ ฐานของเบอร์ลนิ และเคย์๘๔
ในงานวจิ ยั ของเบอร์ลินและเคย์ ไดก้ ล่าวถงึ ความสนใจในข้อสรปุ ของคอนคลิน ทว่ี า่ ภาษา
แต่ละภาษานั้นมีลักษณะการจําแนกสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกันเลย แต่ละภาษาต่างก็มีลักษณะเฉพาะตัว
เบอร์ลนิ และเคย์จงึ ไดท้ ําการวจิ ยั เร่อื งคาํ เรยี กสี เพ่อื พิสจู น์ข้อสรุปน้ี ซ่งึ ผลการวิจยั พบวา่ คําเรียกสีน้ัน
เปน็ สิง่ สากลในทุกภาษาไมไ่ ด้เป็นลกั ษณะเฉพาะของแตล่ ะภาษาอยา่ งที่คอนคลนิ สรุปไว้๘๕

๘๓ Blent, B., and K. Paul., Basic Color Terms: Their Universality and Evolution,
(Berkley and Los Angeles: University of California Press, 1969), p. 4.

๘๔ Loc. cit.
๘๕ ธนฏั ฐากุล พรทพิ ยพานชิ , “คําเรยี กสใี นภาษาไทยสมยั ธนบรุ แี ละสมัยรตั นโกสินทร์”,หนา้ ๑๒.

๔๐

จากการค้นคว้าพบความเป็นสากลของคําเรียกสีพ้ืนฐานและวิวัฒนาการของคําเรียกสี
พื้นฐานแล้ว Berlin and Kay ยังได้เสนอคําจํากัดความของคําเรียกสีพื้นฐานไว้ในงานวิจัยด้วยว่า คํา
เรียกสพี ืน้ ฐาน ต้องมี คุณสมบตั ิ ดงั นี้๘๖

๑. จะต้องเป็นศัพท์เด่ียว (Monolexemic) หมายความว่า เป็นคําซ่ึงความหมายของคํา
นั้น ไม่สามารถทํานายได้จากส่วนหน่ึงส่วนใดของคํา เช่น คําว่า red และ green ใน ภาษาอังกฤษ
เปน็ คาํ เรยี กสีพ้ืนฐาน แต่ reddish กับ greenish ไมใ่ ช่คําเรียกสพี ้ืนฐาน

๒. ความหมายของคาํ เรยี กสีนน้ั จะต้องไมซ่ ้อนหรอื รว่ มกบั ความหมายของอีกคาํ หนึ่ง เช่น
dark green ไม่ใช่คําเรียกสีพ้ืนฐานในภาษาอังกฤษเพราะความหมายซ้อนกันกับ green และ
crimson ก็ไมใ่ ชส่ ีพน้ื ฐานเพราะเปน็ ชนดิ หนงึ่ ของ red

๓. จะต้องไม่ใช้คําท่ีใช้แคบๆ เพ่ือเรียกวัตถุบางประเภทเท่าน้ัน เช่น คําว่า blonde ใน
ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่คําเรียกสพี ืน้ ฐาน เพราะใชก้ ับ ผม และ เฟอรน์ เิ จอร์ เท่านั้น

๔. จะต้องเป็นคําที่ฝังใจ (Psychologically salient) สําหรับผู้บอกภาษากล่าวคือ มักจะ
เป็นคําท่ีผู้พูด พูดถึงก่อน ปรากฎอย่างสมํ่าเสมอในผู้บอกภาษาทุกคนและมักปรากฏในภาษา เฉพาะ
บุคคลของผู้บอกภาษาทุกคน เช่น คําว่า mauve ในภาษาอังกฤษจะไม่ถือเป็นคําเรียกสี พื้นฐาน
เพราะเกณฑ์น้ี

๕. คําใดที่น่าสงสัยว่าจะเป็นคําเรียกสีพื้นฐานหรือไม่ ให้ดูการปรากฏทางไวยากรณ์ ถ้า
ปรากฏคําเรียกสีพื้นฐานอ่ืนๆ ให้ถือว่าเป็นคําเรียกสีพ้ืนฐานด้วย เช่น คําเรียกสีพื้นฐานใน
ภาษาอังกฤษมักสามารถปรากฏกับ -ish ได้ ดังน้ันเม่ือเราพบคํา เช่น reddish เราจึงถือว่า red เป็น
คําเรยี กสพี น้ื ฐาน แต่ crimson ไม่ใชค่ ําเรยี กสพี ้นื ฐาน เพราะไม่มี *crimsonish

๖. คาํ เรยี กสีทหี่ มายถึงสีเดียวกบั วตั ถทุ ีเ่ รียก ถอื ว่าไมใ่ ช้คําเรียกสพี ้ืนฐาน
๗. คาํ ยมื ใหม่ๆ ไมน่ า่ จะนับว่าเป็นคาํ เรียกสพี ้ืนฐาน

อีกท้ังยังมีข้อสรุปเพิ่มเติมอีกว่า จํานวนคําเรียกสีพื้นฐานมีความสัมพันธ์กับความซับซ้อน
ทางวัฒนธรรม กล่าวคือ วัฒนธรรมท่เี รยี บง่าย ไมม่ ีการใช้เทคโนโลยีมากในชีวิตประจําวันจะมีจํานวน
คาํ เรียกสีพื้นฐานน้อย ในทางตรงกันข้าม ยงิ่ มีวัฒนธรรมท่ซี ับซ้อนมากข้ึนและมีการใช้เทคโนโลยีมาก
จะมีจาํ นวนคําเรียกสีมากข้ึนดว้ ย ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๙๗๕ Kay ไดศ้ ึกษาเรื่องคําเรียกสเี พิม่ เติมอีก โดย
ตพี มิ พ์ บทความเรอื่ ง Synchronic Variability and Diachronic Change in Basic Color Terms๘๗

๘๖ Blent, B.,and K. Paul., Basic Color Terms: Their Universality and Evolution, pp. 6 -
7.

๘๗ Loc. cit.

๔๑

และมีข้อเสนอใหม่เก่ียวกับการเปลี่ยนแปลงทฤษฎีวิวัฒนาการของคําเรียกสีพื้นฐาน เนื่องจากมี
หลักฐานอา้ งองิ เพ่ิมเติมวา่ ในหลายๆ ภาษาคําเรียกสีเขียว มกั จะรวมคําเรยี กสีนาํ้ เงนิ ไว้ด้วย เชน่ (ao)
ในภาษาญีป่ ุ่น (winka) ในภาษา Aguaruna (tyds) ในภาษา Tzeltal (wiwi) ในภาษา Futunese เปน็ ต้น

ดังนั้น เคย์ จึงเสนอคําว่า GRUE ซึ่งมาจากคําว่า “green” ที่แปลว่า เขียว และ “blue”
ท่ี แปลว่า นํ้าเงิน เพ่ือใช้เป็นคําเรียกประเภทสี GREEN และ BLUE เข้าด้วยกัน โดยประเภทสีนั้น
นักภาษาศาสตร์นิยมใช้อักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ แต่หากเป็นคําเรียกสีจะใช้อักษร
ภาษาอังกฤษตัวพิมพ์เลก็ และเน่ืองจากการเปลยี่ นแปลงดังกล่าว ทําให้ทฤษฎีววิ ัฒนาการของคําเรยี ก
สพี ื้นฐานตอ้ งมกี ารเปลย่ี นแปลงตามไปด้วย ดงั นี้

ระยะท่ี I II III IV V-VII
WHITE WHITE WHITE WHITE WHITE
YELLOW YELLOW
RED RED RED ORANGE
RED
BLACK BLACK GRUE GRUE PINK
BLACK PURPLE
BLACK BLUE
GREEN
BROWN
GREY
BLACK

ภาพท่ี ๒.๓ ววิ ัฒนาการคําเรยี กสีพ้ืนฐานตามแนวคดิ ของเคย์
แบบทีป่ ระเภทสี GRUE เกิดก่อน ประเภทสี YELLOW๘๘

๘๘ ธนัฏฐากลุ พรทพิ ยพานิช, “คําเรยี กสีในภาษาไทยสมัยธนบรุ ีและสมัยรตั นโกสนิ ทร์”, หนา้ ๑๔.

๔๒

ระยะท่ี I II III IV V-VII
WHITE WHITE
WHITE YELLOW YELLOW
WHITE RED ORANGE
RED
WHITE YELLOW GRUE PINK
PURPLE
RED BLACK BLUE
RED GREEN
BROWN
BLACK BLACK BLACK GREY
BLACK

ภาพที่ ๒.๔ วิวัฒนาการคาํ เรียกสพี ้นื ฐานตามแนวคิดของเคย์
แบบท่ีประเภทสี YELLOW เกดิ ก่อน ประเภทสี GRUE๘๙

นอกจากน้ี เคย์ ยังได้กล่าวอีกว่า ตัวแปรท่ีสําคัญคือ อายุ เพราะจากการวิเคราะห์ข้อมูล
จากหลายๆ ภาษา พบว่า ผู้ท่ีมีอายุน้อยจะมีคําเรียกสีพื้นฐานใช้มากกว่าผู้ท่ีมีอายุมากเน่ืองจากผู้ท่ีมี
อายุน้อยจะรู้จกั คําเรียกสใี นระยะท้ายๆ ของววิ ฒั นาการของคาํ เรยี ก พื้นฐานมากกวา่ ผูท้ ม่ี อี ายมุ าก

งานวิจัยที่เกี่ยวกับคําเรียกสีในภาษาต่างๆ น้ันมีอยู่มากพอสมควรทั้งท่ีศึกษาคําเรียกของ
ภาษาภาษาเดียวและท่ีทําการศึกษาตั้งแต่ ๒ ภาษาขึ้นไปเปรียบเทียบกัน ในท่ีน้ีผู้วิจัยจะกล่าวถึง
งานวิจัยท่ีศึกษาคําเรียกสีภาษาเดียวก่อน แล้วจึงตามด้วยงานวิจัยท่ีศึกษาภาษาตั้งแต่ ๒ ภาษาข้ึนไป
ผู้วิจัยจะแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ ศึกษาคําเรียกสีในภาษาเดียว กับศึกษาคําเรียกสีแบบ
เปรยี บเทยี บต้งั แต่ ๒ ภาษาข้ึนไป โดยมีรายละเอียดในส่วนตา่ งๆ ของงานวิจยั ดงั นี้

การศึกษาคําเรียกสีในภาษาเดียวมีงานวิจัยดังต่อไปนี้ ในการศึกษาคําเรียกสีใน
ยุคแรกๆ ท่ีได้รับการยอมรับและได้รับความนิยมมาก เป็นงานวิจัยที่เก่ียวกับคําเรียกสีของ
กาญจนา นาคสกุล ได้ศึกษาเร่ืองการสร้างคําเรียกสีในภาษาไทย งานวิจัยน้ีได้ กล่าวถึงการสร้างคํา
เรียกสีในภาษาไทยไวว้ า่ คาํ ที่ใช้ในการพดู ถึงส่ิงที่ปรากฏในภาษาหน่ึงๆ ประกอบด้วยคําเรียกสีพืน้ ฐาน
คําเรียกสีเปรียบเทียบคําท่ีใช้ขยายคําเรียกสีพื้นฐานและคําที่ใช้ขยาย คําเรียกสีเปรียบเทียบใน
ภาษาไทยมีคําเรียกสีอย่มู าก และได้รวบรวมคําเรียกสีในภาษาไทย โดยแบ่งเป็น ๔ กลุ่ม คือ กล่มุ ที่ ๑

๘๙ อ้างแลว้ .

๔๓

คาํ เรียก สีพื้นฐาน คือ เป็นคําท่มี ีหน่วยอรรถเพียง หน่วยเดียว ไม่เป็นสีท่ีใช้เรียกของบางอย่างเท่าน้ัน
เช่น สีดอกเลา (ใช้กับสีผม) และเป็นสีเด่น ในทางจิตใจของเจ้าของภาษา กลุ่มท่ี ๒ คําเรียกสี
เปรียบเทียบ เกิดจากความจําเป็นในการพูด ถึงสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติซ่ึงมีสีสันมากมายเกินกว่าท่ีคํา
เรียกสีพ้ืนฐาน หรือคําเรียกสีแท้จริงในภาษาจะมีพอใช้ จึงใช้คําเรียกเปรียบเทียบโดยการเรียกสีด้วย
ช่ือของวัตถุ สงิ่ ของ ดอกไม้ ฯลฯ ท่มี ีสนี ั้นเป็นสตี น้ แบบ กลุ่มท่ี ๓ คําเรยี กสีท่ีมาจากภาษาต่างประเทศ
คือ คําท่ีได้รับอิทธิพลจากภาษาอังกฤษ เช่น สีโกโก้ (Cocoa) คือ สีน้ําตาลเข้มเจือแดง สีช็อกโกแลต
(Chocolate) คือ สนี ้ําตาลเข้ม และกล่มุ ที่ ๔ คําเรียกสีโบราณ คอื คาํ เรยี กสีทปี่ รากฏในหนังสอื เก่า ๆ
หรือมีมาแต่ก่อน แต่เป็นสีท่ีคนปัจจุบันไม่ค่อยรู้จัก ต้องอธิบายว่ามีลักษณะคล้ายสีอะไร เช่น สีคร่ัง
คอื สีแดงอมแสดนดิ ๆ เหมอื นสขี องคร่ัง สชี าด คอื สแี ดงสด๙๐

ประนุท วิชชูโรจน์ ได้ศึกษาเรื่อง คําบอกสีและการรับรู้เร่ือง สี: การศึกษาท่ีตําบลนาอิน
อาํ เภอพิชยั จังหวัดอุตรดติ ถ์ ในงานวิจัยนี้ใช้ตารางสีของมันเซลล์ ซ่ึงตารางสีของมนั เซลล์จะอยใู่ นสมุด
คู่มือเทียบสีแบบระบบมันเชลล์ (Munsell book of colour) ที่ต้ังช่ือตามผู้คิดค้นทฤษฎี The
Munsell colors system คือ Albert Henry Munsell จิตรกรชาว อเมริกัน โดยสมุดคู่มือเทียบสี
แบบระบบมันเซลล์ (Munsell book of colour) นั้น เป็นหนังสือ คู่มือเทียบสีตามระบบมันเซลล์
ซ่ึงจะประกอบด้วยตัวอย่างสีท่ีแสดงค่าสัญลักษณ์มาตรฐานของ เนื้อสี (Hue) คือ คุณสมบัติท่ีระบุว่า
เป็นสีใดสีหน่ึงและมีความแตกต่างจากสีอื่น เช่น สีแดง สีเหลือง สีเขียว เป็นต้น ความสว่างของสี
(Value) คือ คณุ สมบัตขิ องคา่ นํ้าหนกั ออ่ น แกข่ องสี ดาํ สขี าว และสีเทา และค่าทีแ่ สดงความบริสุทธ์ิ
ของสี (Chroma) คือ คุณสมบัติของสี (Hue) ที่ ถูกผสมกับสีดํา สีขาว สีเทา ซึ่งสมุดคู่มือเทียบสีแบบ
ระบบมันเซลล์ (Munsell book of colour) นี้จะมีแถบสีท้ังหมดไม่น้อยว่า ๑,๖๐๐ สี ท้ังน้ี ประนุท
ใช้ผบู้ อกภาษาจํานวน ๑๒๐ คน โดยกําหนดตัวแปร คือ อายุ อาชีพ และเพศ ผลจากการศึกษาพบว่า
ท่ีตาํ บลนาอินใชค้ ําบอกสรี วม ท้ังส้นิ ๓๓ คาํ ดงั นี้ ขาว เขียว เหลอื ง แดง ดํา ชมพู ฟ้า นํ้าเงิน สม้ เม็ด
มะปราง บานเย็น ปูนแห้ง ตองอ่อน เลือดหมู ม่วง เทา กาแฟ กาบบัว ขี้ม้า ทอง ไพล ครีม นํ้าตาล
กากี แสด เขียวหัวเป็ด คราม อิฐ นํ้าทะเล เขียวใบไม้ ขม้ิน และลูกหว้า ซ่ึงผู้บอกสีได้ให้ข้อมูลที่
เก่ียวกับคําเรียกสีที่มีกลวิธีการสร้างคําแบบให้คําจําเพาะจากส่ิงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันและเป็นส่ิง

๙๐ กาญจนา นาคสกุล, “คําเรียกสีในภาษาไทย”, วารสารภาษาและวรรณคดีไทย, ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑
(เมษายน ๒๕๒๘): ๔๓-๕๒.

๔๔

ท่ีมาจาก สิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น ทําให้เห็นว่าการสร้างคําเรียกสีนั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับธรรมชาติและ
วัฒนธรรม๙๑

ธีระพันธ์ ล. ทองคํา ได้ศึกษาเร่ืองคําเรียกสีในภาษาเย้า (เมี่ยน) ก็ใช้วิธีการวิจัยคล้ายกับ
งานวิจัยของ ประนุท วิชชุโรจน์ คือมีการใช้บัตรสีเป็นเคร่ืองมือประกอบการสัมภาษณ์ แต่ต่างกัน
ตรงที่ศึกษาภาษาคนละภาษากันและจากการศึกษาพบว่า คําเรียกสีใน ภาษาเย้า (เมียน) ได้ผลของ
การวิจยั ดงั นี้ ภาษาเยา้ มปี ระเภทสที ง้ั หมด ๖ ประเภท ไดแ้ ก่ WHITE BLACK RED YELLOW GREEN
และ BLUE โดยการสร้างคําเรียกสีจะใช้คําเรียกสีพื้นฐานมาประสมกับคําขยาย ซ่ึงคําขยายน้ีอาจจะ
เป็นคําเรียกสีพ้ืนฐาน คํานามเรียกสรรพส่ิงต่าง ๆ และคําคุณศัพท์หรือคําวิเศษณ์ ซึ่งในงานวิจัยน้ีได้
สรุปว่า ความอ่อนเข้มของสีในภาษาเย้ามีความสาํ คัญต่อการดํารงชีวิตและการสร้างงานศิลปะ เพราะ
ความอ่อนเข้มของสีจะบ่งบอกถึงทัศนคติของชาวเย้า กล่าวคือ คนเย้าจะไม่ชอบสีอ่อนจางและตื่น
เพราะเหน็ ว่าไม่สวย แต่จะชอบสเี ข้มสด สง่ ผลไปถงึ เสื้อผา้ ที่ชาวเย้าทอใสห่ รอื งานศิลปหัตกรรมต่าง ๆ
กม็ ักจะใช้สสี ด ๆ๙๒

ศภุ มาส เอ่งฉ้วน ได้ทําการศึกษาเรอื่ งคาํ เรียกสีและมโนทศั น์เร่อื งสีของคนไทยสมัยสุโขทัย
และสมัยปัจจุบัน ซึ่งเป็นงานวิจัยท่ีเกี่ยวกับคําเรียกสีที่มีวิธีวิเคราะห์ระบบคําเรียกสีพื้นฐาน ขอบเขต
และใจกลางของสีพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลงของการจัดประเภทสีและมโนทัศน์เร่ืองสี ตลอดจนระบบ
คําเรียกสีไม่พ้ืนฐาน ในภาษาไทยสมัยสุโขทัยและสมัยปัจจุบัน จากการวิเคราะห์คําเรียกสีพื้นฐาน
พบว่า ภาษาไทยสมัยสุโขทัยและสมัยปัจจุบันมีจํานวนคําเรียกสีพ้ืนฐาน ๕ และ ๑๒ คําตามลําดับ๙๓
ตามทฤษฎีวิวัฒนาการการเกิดคําเรียกสีพ้ืนฐานของเบอร์ลินและเคย์๙๔ อาจกล่าวได้ว่าคําเรียกสีใน
ภาษาไทยในท้ังสองสมัยพัฒนาอยู่ในระยะทต่ี ่างกนั ในวิวัฒนาการของคาํ เรียกสีพื้นฐานคือ อยู่ในระยะ
ที่ ๔ และ ๗ ตามลําดับ ในเร่ืองการปรากฏของคําเรียกสีพบว่า คําเรียกสีพ้ืนฐานในภาษาไทยสมัย
สุโขทัย และสมัยปัจจุบันอาจปรากฏตามลําพัง โดยมีหรือไม่มีคําว่าสีนําหน้า เช่น สีขาว สีแดง ขาว

๙๑ ประนุท วิชชุโรจน์, “คําบอกสีและการรับรู้เรื่องสี: การศึกษาที่ตําบลนาอิน อําเภอพิชัย จังหวัด
อุตรดิตถ์”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์ (บัณฑิตวิทยาลัย: จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๒๙), หน้า บทคัดย่อ.

๙๒ ธีระพันธ์ ล. ทองคํา, “คําเรียกสีในนภาษาเย้า (เม่ียน)”, โครงการวิจัยภาษาและวัฒนธรรมไทย
และเย้าจนี , (คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๕), หน้า บทคัดยอ่ .

๙๓ ศุภมาส เอ่งฉ้วน, “คําเรียกสีและมโนทัศน์เร่ืองสีของคนไทย สมัยสุโขทัยและสมัยปัจจุบัน”,
วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์, (คณะอักษรศาสตร์: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
๒๕๔๓), หน้า ๑๑๔.

๙๔ Blent, B., and K. Paul., Basic Color Terms: Their Universality and Evolution, p. 8.

๔๕

แดง หรือปรากฏในความเปรียบ ถา้ ปรากฏอยใู่ นความเปรียบ คําเรียกสีพื้นฐาน ในสมัยสุโขทัยปรากฏ
ตามแบบโครงสร้าง คาํ เรยี กสพี ื้นฐาน (คําขยาย) + ดัง + คําหรือวลีเรยี กสิ่งเปรียบ ตัวอย่างเชน่ ดําดัง
คอกา ขาวงามดังสังข์อันท่านฝนใหม่ ในขณะท่ีคําเรียกสีพ้ืนฐานสมัยปัจจุบัน ปรากฏตามแบบ
โครงสร้าง คําเรียกสีพื้นฐาน + (ของ) + คํา หรือวลีเรียกสิ่งเปรียบ ตัวอย่างเช่น แดงดอกโป๊ยเซียน
น้ําเงินของบัว เก่ียวกับสิ่งท่ีใช้เปรียบกับคําเรียกสีพื้นฐาน พบว่า ส่ิงท่ีใช้ เปรียบส่วนใหญ่ในทั้งสอง
สมัยเป็นสรรพสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ ได้แก่ ดอกไม้ พืชผัก สัตว์ และส่วนต่างๆ ของสัตว์ และวัตถุ ใน
สมัยสุโขทัย อาจพบสิ่งที่ใช้เปรียบท่ีเป็นสิ่งของเรื่องแสงและแร่ธาตุ ส่วนในสมัยปัจจุบันพบสิ่งที่ใช้
เปรียบท่เี ป็นอาหารและผลไม้อีกด้วย

ขอบเขตของสีพื้นฐานเพอ่ื ยืนยันวา่ ขอบเขตของสีพ้ืนฐานที่ไดจ้ ากการจาํ แนกตามมโนทัศน์
ท่ีผ่านความเปรียบและท่ีไม่ผ่านความเปรียบไม่มีความแตกต่างกันโดยทําการทดลอง ๒ แบบ
คือ ๑) ให้ผู้บอกภาษาระบุสีของวัตถุที่ใช้ เปรียบในวรรณกรรมและนํามากําหนดขอบเขตของสี
๒) ให้ผู้บอกภาษาระบุสีท่ีปรากฏในแผ่นสีมาตรฐาน ๓๖๐ สี และนํามากําหนดขอบเขตสี จากการ
เปรียบเทียบขอบเขตสีท่ีได้จากการทดลองท้ังสองแบบ ไม่พบว่ามีความแตกต่างกนั ความจริงข้อนี้ทํา
ให้เชื่อได้ว่า ขอบเขตสีที่อยู่ในความเปรียบในวรรณกรรมสมัยสุโขทัย ถือได้ว่าเป็นขอบเขตสีท่ีไม่ต่าง
จากการระบุสีต่างๆ ของคนไทยสมัยสโุ ขทยั

การวิเคราะห์ใจกลางของสพี ื้นฐาน พบว่า มกี ารเปลี่ยนแปลงด้านความหมายของคําเรียก
สีพื้นฐานจากสมัยสุโขทัยถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้ว่า คําเรียกสีบางคํา เช่น “เขียว” ในสมัยสุโขทัยมี
ความหมายกว้างกว่าในสมัยปัจจุบัน กล่าวคือ มีความหมายรวมถึงเนื้อสีที่เป็นม่วงและน้ําเงินด้วย
ดังหลักฐานท่ีใช้ความเปรียบ เช่น เขียวดังดอกอัญชัน เขียวดังดอกอินทนิล เขียวดังดอกผักตบ แต่ใน
ปัจจุบันคําว่า เขียว มีความหมายไม่คลุมสีม่วงและสีนํ้าเงิน เพราะในสมัยปัจจุบันมีคําเรียกสีม่วงและ
น้ําเงิน โดยเฉพาะแล้วระบบคําเรยี กสีไม่พื้นฐาน พบว่า ภาษาไทยทงั้ สองสมัยมีกลวิธีที่ใช้ในการสร้าง
คาํ เรยี กสไี ม่พน้ื ฐาน ๔ กลวิธีที่คลา้ ยคลงึ กันได้แก่ ๑) การประสมคําเรียกสพี น้ื ฐานกับคําเรยี กสีพนื้ ฐาน
๒) การใช้คําเรียกส่ิงของเฉพาะเป็นคําเรียกสี ๓) การขยายคําเรียกสีพื้นฐาน และ ๔) การขยายคํา
เรียกสีไม่พ้นื ฐาน ในสมัยปจั จุบันมีกลวิธีย่อยเพ่ิมอีกคือ การขยายคําเรียกสีพื้นฐาน ด้วยหน่วยขยายที่
เป็นคําเรียกสิ่งของเฉพาะโดยมีหรือไม่มีคําเช่ือมค่ันกลางหรือเป็นคําเรียกสี พ้ืนฐานท่ีปรากฎหลัง
คาํ เชื่อมและการใช้หนว่ ยขยายทเี่ ปน็ คําบอกระดบั ขยายคาํ เรียกสง่ิ ของเฉพาะ

วพิ าที ทิพย์คงคา ได้ศกึ ษาคําเรยี กสใี นภาษาไทยสมัยอยุธยา ซึง่ ถือว่าเปน็ งานวจิ ยั ทศ่ี ึกษา
ต่อจากงานวิจัยของ ศุภมาส เอ่งฉ้วน ที่ได้ทําการวิจัยเกี่ยวกับคําเรียกสีในสมัยสุโขทัยไว้แล้ว โดยผล
ของการวิจัยเป็นดังนี้ ภาษาไทยสมัยอยุธยามีจํานวนคําเรียกสีพ้ืนฐาน ๙ คํา ได้แก่ ขาว ดํา แดง
เหลือง เขียว ชมพู แสด ฟ้า และ ม่วง ซ่ึงไม่ตรงตามวิวัฒนาการของคําเรียกสีพื้นฐานของเบอร์ลิน

๔๖

และเคย์ ในการสร้างคําเรียกสีไม่พืน้ ฐานมีกลวิธีการสรา้ ง ๕ กลวิธี ได้แก่ กลวธิ ีที่ ๑ การขยายคําเรียก
สพี นื้ ฐานด้วยคาํ เรียกสีพน้ื ฐาน กลวธิ ีท่ี ๒ การขยายคําเรียกสพี ้นื ฐานดว้ ยคาํ บอกระดบั กลวธิ ที ี่ ๓ การ
ขยายคาํ เรยี กส๙ี ๕

ธนัฎฐากุล พรทิพยพานิช ได้วิจัยพบว่า ภาษาไทยในสมัยธนบุรีพบคําเรียกสีพื้นฐาน
ทั้งหมด ๖ คํา คือ คําเรียกสีขาว ดํา แดง เหลือง เขียว และม่วง ซ่ึงไม่มีจํานวนคําเรียกสีพ้ืนฐาน
เพ่ิมข้ึนจากในภาษาไทยสมัยอยุธยาและพบคําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ทั้งหมด
๑๒ คํา คือ คําเรียกสีขาว ดํา แดง เหลือง เขียว ชมพู แสด ฟ้า ม่วง เทา นํ้าเงินและน้ําตาล ซ่ึงมี
จาํ นวนคําเรียกสีพื้นฐานเกิดขึ้นอีก ๓ คํา คือ คําเรียกสีเทา และคาํ เรียกสีน้ําเงิน ท่ีพบคร้ังแรกในสมัย
รชั กาลท่ี ๑ และคําเรยี กสีน้าํ ตาล ท่พี บครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๒๙๖

คาํ เรยี กสีไมพ่ ื้นฐานในภาษาไทยสมยั ธนบรุ ี มกี ลวิธกี ารสร้าง ๘ กลวิธี คือ ๑) การขยายคํา
เรียกสีพื้นฐานด้วยคําคุณศัพท์ ๒) การขยายคําเรียกสีพ้ืนฐานด้วยคําเรียกสีไม่พ้ืนฐาน ๓) การใช้คํา
เรียกส่ิงของเฉพาะเป็นคําเรียกสี ๔) การใช้คําในภาษาอื่นมาใช้เป็นคําเรียกสีไม่พ้ืนฐาน ๕) การขยาย
คําเรียกส่ิงของเฉพาะที่ใชเ้ ป็นคําเรียกสี ๖) การขยายคาํ ในภาษาอื่นท่ีนํามาใช้เป็นคําเรียกสีไม่พืน้ ฐาน
๗) การใช้คําที่ระบุสีเฉพาะท่ีอาจจัดอยู่ภายใต้คําเรียกสีอื่นได้ ๘) การขยายใช้คําที่ระบุสีเฉพาะที่อาจ
จดั อยู่ภายใต้คําเรยี กสีอื่นได้ ในภาษาไทยสมยั รตั นโกสินทร์มีกลวิธีสรา้ งคาํ เรียกสีไมพ่ ้ืนฐาน ๑๐ กลวิธี
คอื พบกลวิธีเดียวกับในสมยั ธนบุรีทงั้ ๘ กลวิธี และพบเพิ่มเติมจากสมัยธนบรุ ีอีก ๒ กลวิธี คือ ๑) การ
ประสมคาํ เรียกสพี ื้นฐานเข้าด้วยกัน และ ๒) คาํ เรยี กสที ใี่ ช้เรียกของบางอย่างเท่าน้ัน

ในสมัยธนบุรีนิยมเปรียบเทียบสีกับสัตว์มากที่สุด ส่วนในสมัยรัตนโกสินทร์นิยม
เปรียบเทียบสีกับวตั ถใุ นธรรมชาตมิ ากที่สดุ

ส่วนการศึกษาคําเรียกสีแบบเปรียบเทียบต้ังแต่ ๒ ภาษาขึ้นไปมีงานวิจัยดังต่อไปนี้
งานวิจัยท่ีได้รับความนิยมและถูกนํามาเป็นแหล่งอ้างอิงมากในงานวิจัยท่ี เกี่ยวข้องกับการศึกษาคํา
เรียกสี คืองานวิจัยของ อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธ์ุ ได้ศึกษาคําเรียกสีและการรับรู้สีของชาวจ้วงและชาว
ไทย โดยเกบ็ ข้อมลู จากผู้บอกภาษาชาวจ้วง ๖ ถ่ิน ถ่ินละ ๑ คน และชาวไทย ๔ ถิ่น ถ่นิ ละ ๑ คน โดย
ใช้ชิ้นส่วนกระดาษสีจํานวน ๒๑๗ สี ซึ่งตัดมาจากตารางสี Graf G - Process color chart ซึ่งเป็น
ชาร์ตสีท่ีมีแผ่นสีทั้งหมด ๒๒๑ แผ่น ผลิตโดย Dainippon Ink and Chemicals, Incorporated

๙๕ วิพาที ทิพย์คงคา, “คําเรียกสีในภาษาไทยสมัยอยุธยา” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวชิ าภาษาศาสตรป์ ระยกุ ต์ (บัณฑติ วทิ ยาลัย: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๓), หนา้ บทคัดย่อ.

๙๖ ธนัฏฐากุล พรทิพยพานิช, “คําเรยี กสใี นภาษาไทยสมยั ธนบรุ ีและสมยั รัตนโกสนิ ทร์”, หน้า ๑๒.

๔๗

(DIC) เป็นเคร่ืองมือประกอบการสัมภาษณ์ และตารางสีที่เป็นแผ่นรวม ซึ่งยังไม่ได้ตัดเป็นชิ้นด้วย
ซ่ึง อมรา ได้ใช้เกณฑ์ในการตัดสินว่าคําใดเป็นคําเรียกสีพ้ืนฐานหรือไม่ โดยดัดแปลงจากเกณฑ์ของ
เบอร์ลนิ และเคยแ์ ละครอฟอร์ด ดงั น้ี ๑) เปน็ คาํ ซง่ึ มีรูปศัพท์เด่ียว ๒) ไมเ่ ป็นคําท่ีระบุสีเฉพาะที่อาจจัด
อยูภ่ ายใตส้ อี น่ื ได้ และ ๓) มีความหมายโดดเด่นและมนั่ คง๙๗

จะสังเกตว่า อมรา ไม่ได้ใช้คุณสมบัติข้อท่ีว่า “ไม่เป็นคํายืม” เพื่อตัดสินว่าคําใดเป็นคํา
เรียกสีพื้นฐาน เน่ืองจากในภาษาจ้วงนั้นมีคําเรียกสีที่ส่วนใหญ่เป็นคํายืม ถ้าตัดคํายืมออกไป คลังคํา
เรยี กสีของภาษาจ้วงจะเหลือคํานอ้ ยมาก นอกจากนนั้ คํายืมเหลา่ น้ลี ้วนแต่มีคณุ สมบัติอืน่ ครบถ้วนตาม
เกณฑ์ท่ีต้ังไว้ทุกประการ จึงได้รับการตัดสินว่าเป็นคําเรียกสีพื้นฐาน โดยพบว่า ภาษาจ้วงจํานวน ๖
ถ่ินท่ศี ึกษาแตล่ ะถ่ินมีจํานวนคําเรียกสีต่างกัน ภาษาถ่นิ ฉงจว่อมี จาํ นวนคําเรียกสีพ้ืนฐาน ๘ คาํ ภาษา
ถ่นิ เต๋อเปามีจาํ นวนคาํ เรยี กสีพนื้ ฐาน ๙ คํา ภาษาถิ่นซินเจียงหยงหนงิ มีจํานวนคําเรียกสีพ้นื ฐาน ๗ คํา
ภาษาถิ่นอู่ถางหยงหนึ่งมีจํานวนคําเรียกสีพ้ืนฐาน ๗ คํา ภาษาถิ่นเถียนตงมีจํานวนคําเรียกสีพ้ืนฐาน
๑๐ คํา และภาษาถ่ินหนานตานมีจํานวนคําเรียกสีพื้นฐาน ๙ คํา ภาษาไทย ๔ ถนิ่ ท่ี อมรา ศกึ ษาก็มี
จํานวนคําเรียกสีท่ีแตกต่างกันด้วย ภาษาถิ่นจังหวัดกรุงเทพมหานครมีจํานวนคําเรียกสีพื้นฐาน ๑๒
คํา ภาษาถิ่นจงั หวัดเชยี งใหม่มีจาํ นวนคาํ เรียกสพี น้ื ฐาน ๑๒ คํา ภาษาถน่ิ จงั หวดั นครราชสมี า มจี าํ นวน
คําเรยี กสีพืน้ ฐาน ๑๑ คาํ และจังหวัดนครศรีธรรมราชมีจํานวนคําเรียกสพี ืน้ ฐาน ๑๐ คํา

คําเรียกสีพ้ืนฐานในท้ังสองภาษามีระยะวิวัฒนาการของคําเรียกสีพ้ืนฐานอยู่ในระยะที่ ๔
VI และ VII เปน็ ส่วนใหญ่ ส่วนการสรา้ งคําเรยี กสีไม่พื้นฐานนัน้ มี ๓ กลวิธี คือ กลวิธีท่ี ๑ การผสมคํา
เรียกสีพื้นฐานเข้าด้วยกัน กลวิธีท่ี ๒ การผสมคําเรียกสีพ้ืนฐานเข้ากับคําขยาย และกลวิธีท่ี ๓ การใช้
คําเรียกสีวัตถุเฉพาะมาเป็นคําเรียกสี นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้เสนอประเภทสีใหม่ในระยะท่ี ๑ คือ
ประเภทสี GN คือ gray + brown อีกด้วย เนื่องจากหลักฐานทางภาษาพบว่าผู้บอกภาษาสับสน
ระหว่างประเภทสีเทาและสีนํ้าตาลนั่นเอง และในบางถ่ินประเภทสีเทาและสีน้ําตาลก็ใช้คําเรียกสี
พน้ื ฐานคาํ เดยี วกนั ดว้ ย

๙๗ อมรา ประสทิ ธิ์รฐั สนิ ธ์ุ, คาเรยี กสแี ละการรับรูส้ ขี องชาวจว้ งและชาวไทย, (กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพ์จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั , ๒๕๓๘), หนา้ บทคัดย่อ.

๔๘

๒.๘ การศึกษาคาเรียกสีในแนวเชิงประวัติ

การศึกษาคําเรียกสีในแนวเชิงประวัติเป็นการศึกษาถึงวิวัฒนาการของคําเรียกสีใน
ลักษณะของการเปล่ียนแปลงของคําเรียกสีจากสมัยหนึ่งหรือช่วงเวลาหน่ึงมาอีกสมัยหนึ่งหรือ
ช่วงเวลาหนงึ่

เท่าท่ีผู้วิจยั ได้มีการทบทวนวรรณกรรมที่เกย่ี วข้องกับประเด็นเก่ียวกบั การศึกษาคําเรียกสี
ในเชิงประวตั พิ บงานเพียงชนิ้ เดียวคืองานของ แคสสัน มีวตั ถุประสงค์ทีจ่ ะพิจารณาวิวัฒนาการของคํา
เรียกสีในภาษาอังกฤษ แคสสัน พบว่าวัฒนธรรมและปริซาน (cognition) เป็นปัจจัยท่ีสําคัญต่อ
วิวัฒนาการการเกิดประเภทสี ซ่ึงชีววิทยาและสภาพแวดล้อมไม่ได้ เป็นปัจจัยพ้ืนฐานท่ีสําคัญที่ส่งผล
ต่อวิวัฒนาการการเกิดของสี๙๘ กล่าวคือ วิวัฒนาการการเกิดของประเภทสีแต่ละประเภทหรือการท่ี
ประเภทสี ประเภทไหน เกิดก่อนหรือหลัง ไม่สามารถเห็นได้โดยพิจารณาท่ีตัวของผู้พูดภาษาว่ามี
สภาพร่างกายทางชวี วิทยาอยา่ งไร รวมไปถึงการพจิ ารณาถึง สภาพแวดล้อม สภาพความเปน็ อย่ขู องผู้
พูดภาษานั้นๆ แต่ปัจจัยท่ีให้คําตอบว่าทําไมวิวัฒนาการ การเกิดของประเภทสีเป็นอย่างนั้น ทําไม
ประเภทสีหน่ึงจึงเกิดก่อนหรือหลังประเภทสีหนึ่ง คือ วัฒนธรรมและระบบปริซานของผู้พูดภาษาใน
ชุมชนนั้นๆ เป็นระบบทเี่ กิดอยใู่ นตวั (inherent) ในโลกของความรสู้ กึ นกึ คิด แนวทางการมองโลกของ
ผู้พูดภาษานั้นๆ นอกจากนั้น แคสสัน ยังพบว่าในวิวัฒนาการของคําเรียกสีพ้ืนฐาน (Basic color
terms) ในภาษาอังกฤษน้ัน ความหมายของคําเรียกสีค่อยๆ มีการเปล่ียนแปลงจากความหมายที่
เก่ียวกับความสว่าง (brightness) ไปเป็นความหมายที่เกี่ยวกับเนื้อสีหรือสีสัน (hue) ความสว่างเป็น
ปั จ จั ย ที่ เ ก่ี ย ว ข้ อ ง อ ย่ า ง ม า ก กั บ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง คํ า เ รี ย ก สี ป ฐ ม ภู มิ ใ น ส มั ย อั ง ก ฤ ษ เ ก่ า ห รื อ ส มั ย
แองโกลแซกชัน (Old English or Anglo - Saxon period) ในช่วงปี ค.ศ.๖๐๐-๑๑๕๐ ในช่วงสมัย
อังกฤษเก่าน้ีเน้ือสีหรือสีสันไม่ถือเป็นปัจจัยท่ีเกี่ยวข้องกับความหมายของคําเรียกสีเลยและไม่เป็น
ปัจจัยท่ีมีความเด่นชัดในการสร้างมโนทัศน์เรื่องสีของคนอังกฤษสมัยนั้น แต่เมื่อย่างเข้าสู่อังกฤษสมัย
กลาง (Middle English period) เน้ือสีหรือสีสันเร่ิมเป็นปัจจัยที่มีความสําคัญอย่างเด่นชัดต่อ
ความหมายของคาํ เรียกสปี ฐมภมู ิในภาษาองั กฤษ กลา่ วคือ คนองั กฤษสมัยกลางเร่ิมมกี ารปรับปรุงการ
จัดประเภทสีในธรรมชาติที่เขาเหน็ โดยอาศัยเน้ือสีหรือสีสันเป็นเกณฑ์หรือปัจจัยในการจัดประเภทสี
ตัวอย่างเช่น คําเรียกสี “Torht” ซึ่งเปน็ คาํ เรียกสใี นภาษาอังกฤษสมัยเกา่ และมีความหมายวา่ "light”
และ “luminous” ในช่วงเวลา ก่อน ค.ศ.๑๐๐๐

๙๘ Casson, 1997 อ้างใน ศุภมาส เอ่งฉ้วน, “คําเรียกสีและมโนทัศน์เรื่องสีของคนไทย สมัยสุโขทัย
และสมยั ปจั จุบนั ”, หน้า ๓๑-๓๓.

๔๙

แต่มาเมื่อย่างเข้าสู่ยุคกลางของอังกฤษคําว่า “Tortht” ได้กลายเป็นคําที่ล้าสมัยและไม่มี
คนใช้ คาํ นี้จึงสูญหายไปจากคลงั คาํ เรียกสขี องคนองั กฤษสมัยดงั กล่าวน้ัน คําเรยี กสี "Scie” เปน็ คาํ ที่มี
ความหมายว่า “bright, clear, gleaming” ในช่วงเวลาประมาณ ค.ศ.๗๕๐ แต่พอย่างเข้าสู่อังกฤษ
สมัยกลางคําคําน้ีกลายเป็นมีความหมายว่า "clear, pure, thin” โดยท่ีสูญเสียความ หมายว่า
“bright, clear, gleaming” ไป คําเรียกสี "Hador” เป็นคําเรียกสีในภาษาอังกฤษสมัยเก่าอีกคําที่มี
ความหมายว่า “bright, clear, luminous” แต่คําเรียกสีคํานี้ก็สูญหายไปเมื่อย่างเข้าสู่อังกฤษสมัย
กลางสําหรับคําเรียกสีพื้นฐานในภาษาอังกฤษสมัยใหม่ (Modem English period) น้ัน แคสสัน
กล่าวว่า เป็นคําเรียกสีท่พี ัฒนาการมาจากคําเรียกสีภาษาอังกฤษสมัยกลางและสามารถดํารงอยู่ได้ใน
คลงั คําเรยี กสีของคนองั กฤษด้วยเหตผุ ลคอื คาํ เรียกสีพ้นื ฐานจาํ นวน ๘ คาํ ได้แก่ black white, grey,
red, green, blue, yellow, และ brown สามารถพัฒนามาสู่ภาษาอังกฤษสมัยใหม่ได้เพราะมี
ความหมายท่ีเก่ียวกับเนื้อสีหรือสีสันมากกว่าที่จะเกี่ยวกับความสว่างมาตั้งแต่ช่วงปลายของอังกฤษ
สมยั กลาง

อย่างไรก็ตาม แคสสัน กล่าวว่า ถึงแม้ว่าคําเรียกสี black, white, grey, red, green,
blue, yellow และ brown จะสามารถอยู่ในคลังคําเรียกสีของคนอังกฤษสมัยใหม่ได้ แต่คําเรียกสี
เหล่าน้ีก็ยังมีความหมายเก่ียวกับความสว่างอยู่บ้าง แคสสนั ยงั พบว่า พัฒนาการของคาํ เรยี กสที ตุ ิยภมู ิ
(Secondary color terms) ในภาษาอังกฤษซ่ึงหมายถึงการผสมกันของสีพ้ืนฐาน ๒ สี ข้ึนไปนั้นเร่ิม
ปรากฏมพี ัฒนาการขึ้นในช่วงปลายสมัยกลางของอังกฤษ เหตุผลที่เป็นเช่นน้ีเป็นเพราะเหตุผลที่กล่าว
แลว้ ข้างต้นคอื ในชว่ งสมัยกลางคนอังกฤษเร่มิ มีการปรับปรุงระบบการจดั ประเภทสี กล่าวคือจากสมัย
เก่าท่ีมีการจัดประเภทของสีในธรรมชาติ โดยอาศยั ความสว่าง (brightness) เป็นเกณฑ์มาเป็นการใช้
เน้ือสี (hue) เป็นเกณฑ์ในการแยกแยะจัดประเภทของสีที่มองเห็นในสมัยกลางและเริ่มมีการสร้างคํา
เรียกสีท่ีมีลักษณะซับซ้อนมากขึ้น เช่น แยกประเภทสีแดงจากประเภทสีเขียวหรือแยกประเภท
สีเหลืองจากประเภทสีชมพู เป็นต้น ท้ังน้ี เป็นเพราะสังคมอังกฤษเร่ิมพัฒนาเป็นสังคมท่ีมีระบบ
โครงสร้างทซ่ี บั ซอ้ นมากยง่ิ ขน้ึ น่ันเอง

ผลงานการศึกษาคําเรียกสีในเชิงประวัติเท่าที่สํารวจพบคืองานของ แคสสัน๙๙ ท่ีกล่าว
ข้างต้นเพียงชิ้นเดียว อาจกล่าวได้ว่าแทบไม่มีผู้ศึกษาคําเรียกสีในเชิงประวัติเลย ส่วนใหญ่จะเป็น
การศึกษาคําเรียกสีในช่วงเวลาใดเวลาหน่ึงเพียงช่วงเดียว ซ่ึงอาจทําให้ได้คําตอบหรือภาพเพียงส่วน
เดียว และอาจจะไม่สามารถสรุปหรือสันนิษฐานอะไรได้มากไปกว่าคําตอบหรือ ผลท่ีได้ในการศึกษา

๙๙ อา้ งแลว้ .

๕๐

คร้งั นน้ั ๆ ผ้วู ิจยั เชอ่ื วา่ ถา้ มีการศึกษาคาํ เรียกสใี นเชิงประวัติเพิ่มมากขึ้นก็จะทาํ ให้ไดค้ ําตอบหรือภาพที่
ชัดเจนมากยิง่ ขึ้นได้ สง่ ผลให้การสรุปหรอื สนั นษิ ฐานมีความถูกตอ้ งและน่าเช่อื ถอื มากยิ่งข้นึ ดว้ ย

บทที่ ๓

วิธดี ำเนินกำรวจิ ัย

งานวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาคําเรียกสีจีวรพระสงฆ์ ต้ังแต่สมัยสุโขทัยจนถึงรัตนโกสินทร์
ข้ันตอนการ ดําเนินการวิจัยดังน้ี คือ การเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ท่ีกําหนดไว้
โดยมี รายละเอยี ดตามข้ันตอนตา่ ง ๆ ดังนี้

๓.๑ กำรเกบ็ ข้อมลู

ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากพระวินัยปิฎก ท่ีอยู่ในรูปของบทบัญญัติตามท่ีหลักพระธรรมวินัยใน
การกําหนด พุทธานุญาตผ้าไตรจีวร ท่ีใช้สําหรับเป็นบริขารประจํากายภิกษุที่มีมานานนับต้ังแต่สมัย
พุทธกาลจนมาถึงการแผยแผ่มายังดินแดนเอเชียอาคเนย์ ต้ังแต่ก่อนสมัยสุโขทัยจนถึงสมัย
รัตนโกสินทร์ เกิดการเปล่ียนแปลงตาม กาลเวลา ส่วนการศึกษาคําเรียกสีในยุคสมัยสุโขทัยจนถึง
รัตนโกสินทร์จะศึกษาจากวรรณ ซ่ึงวรรณกรรมไม่ได้ ระบุปีพุทธศักราชท่ีแต่งแน่ชัด เพียงระบุไว้แต่ง
ในสมยั พระมหากษตั รยิ ์

ก. ข้อมูลสมยั สุโขทัย
สําหรับข้อมูลคําเรียกสีในภาษาไทยสมัยสุโขทัย ผู้วิจัยเก็บจากเอกสารประเภท
วรรณกรรมร้อยแก้วและร้อยกรองที่เชื่อว่าเป็นงานวรรณกรรมท่ีแต่งข้ึนในสมัยสุโขทัยเท่าท่ีหลง
เหลืออยู่ในปัจจุบัน โดยใชเ้ กณฑก์ ารแบ่งงานวรรณกรรมไทยออกเป็นงานวรรณกรรมสมัยต่างๆ ไดแ้ ก่
หนังสือไตรภูมพิ ระร่วงของพญาลิไทย นางนพมาศหรอื ตํารับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ และประชมุ ศิลาจารึก
ภาคท่ี ๑ จารกึ สโุ ขทยั ๑

๑ ศุภมาส เอ่งฉ้วน, “คําเรียกสีและมโนทัศน์เรื่องสีของคนไทย สมัยสุโขทัยและสมัยปัจจุบัน”,
วิทยำนิพนธ์อักษรศำสตรดุษฎีบัณฑิต สำขำวิชำภำษำศำสตร์, (คณะอักษรศาสตร์: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
๒๕๔๓), หน้า ๔๐.

๕๒

ข. ขอ้ มลู สมยั อยธุ ยำ

ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากเอกสารร้อยแก้วและร้อยกรองที่แต่งข้ึนในสมัยอยุธยาท่ีเฉพาะตก
ทอดมาถึงสมัยยุคปัจจุบันโดยใช้เกณฑ์การแบ่งยุคตามกองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรม
ศิลปากร โดยแบ่งเป็นยุค คือ อยุธยาตอนต้น อยุธยาตอนกลาง อยุธยาตอนปลาย ซ่ึงจะเน้น
วรรณกรรมทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั ศาสนาเป็นหลัก

ดังนั้นวรรณกรรมในสมัยอยุธยาท้ังหมดท่ีผู้วิจัยทําการเก็บข้อมูล จะแบ่งเป็นวรรณกรรม
สมัยอยุธยาตอนต้นจํานวน ๕ เร่ือง สมัยอยุธยาตอนกลางจํานวน ๑๘ เรื่อง และสมัยอยุธยาตอน
ปลาย ๑๕ เรื่อง รวมวรรณกรรมทใี่ ชใ้ นการเก็บข้อมลู คําเรยี กสีทัง้ หมด ๓๖ เรื่อง ดงั มรี ายช่ือ ต่อไปนี้

๑) วรรณกรรมสมัยอยุธยำตอนต้น จำนวน ๕ เรือ่ ง

๑. ลลิ ติ โองการแชง่ นํา้ (พ.ศ. ๑๘๙๓-๑๙๓๒ )
๒. ลลิ ิตพระลอ (พ.ศ.๑๙๙๑-๒๐๒๖)
๓. มหาชาติคาํ หลวง (พ.ศ.๒๐๒๖)๒

ผู้วิจัยเลือกเก็บข้อมูลเร่ืองมหาชาติคําหลวงเฉพาะกัณฑ์ทศพลและกัณฑ์มัทรีเท่านั้น

เนื่องจากเร่ืองมหาชาติคําหลวงที่แต่งครั้งแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ฉบับเสียหาย หลาย

กัณฑ์ สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงบันทึกอธิบายไว้ในหนังสือ “บันทึกสมาคมวรรณคดี"

พิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ ว่า หนังสือมหาชาติคําหลวงสํานวนเดิม ๕ ครั้งแผ่นดิน สมเด็จพระบรมไตร

โลกนาถ สูญหายเสยี แล้วหลายกณั ฑ์ ฉบับท่ีมีอยใู่ นปัจจบุ ันน้ี เชื่อได้วา่ เปน็ สํานวนเดมิ แต่กัณฑ์ทศพร

ตอ่ มาในสมยั รชั กาลที่ ๕ ได้พบกณั ฑ์มัทรีซึง่ เชือ่ ไดว้ ่าเปน็ ฉบบั สมัยอยุธยา๓

๔. ลลิ ติ ยวนพ่าย (พ.ศ.๒๐๓๔ – ๒๐๗๒)

๕. กาพย์มหาชาติ (พ.ศ.๒๑๔๕ - ๒๑๗๐)

๒) วรรณกรรมสมัยอยธุ ยำตอนกลำง จำนวน ๑๖ เร่ือง

๑. โคลงนริ าศหรภิ ญุ ชยั (พ.ศ.๒๑๘๐)

๒. โคลงนิราศนครสวรรค์ (พ.ศ.๒๒๐๑)

๓. คําฉันทด์ ุษฎสี ังเวยกล่อมช้างครัง้ กรงุ เกา่ (พ.ศ.๒๒๐๓)

๒ วิพาที ทิพย์คงคา, “คําเรียกสีในภาษาไทยสมัยอยุธยา” วิทยำนิพนธ์ศิลปศำสตรมหำบัณฑิต
สำขำวิชำภำษำศำสตรป์ ระยุกต์ (บัณฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๓), หน้า ๒๐.

๓ กรมศิลปากร, กองวรรณคดีและประวัตศิ าสตร,์ วรรณกรรมสมัยอยธุ ยำ, (กรุงเทพมหานคร: กรม
ศลิ ปากร, ๒๕๒๙).

๕๓

๔. พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอกั ษรนิต์ิ (พ.ศ.๒๒๒๓)

๕. คําฉนั ทเ์ ฉลิมพระเกยี รตสิ มเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.๒๒๐๐ –

๒๒๓๐)

๖. โคลงภาษิตพระราชนิพนธ์ (พ.ศ.๒๑๙๙ – ๒๒๓๑)

๗. เสอื โคคําฉันท์ (พ.ศ.๒๑๙๙ – ๒๒๓๑)

๘. สมุทรโฆษคําฉันท์ มีผู้แต่งถึง ๓ ท่าน คือพระมหาราชครู สมเด็จพระนารายณ์

มหาราชและ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ผู้วิจัยคัดเฉพาะตอนที่กวีในสมัย

อยุธยาแต่งเท่าน้ันคือ ตอนที่พระมหาราชครูและสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นผู้แต่ง (พ.ศ.๒๑๙๙

-พ.ศ. ๒๒๓๑)

๙. จินดามณี (พ.ศ.๒๑๙๙ – ๒๒๓๑)

๑๐. โคลงอักษรสามหมู่ (พ.ศ.๒๑๙๙ - ๒๒๓๑)

๑๑. กาพย์ห่อโคลงพระศรีมโหสถ (พ.ศ.๒๑๙๙ - ๒๒๓๑)

๑๒. โคลงเฉลิมพระเกียรตสิ มเดจ็ พระนารายณม์ หาราช (พ.ศ.๒๑๙๙ - ๒๒๓๑)

๑๓. ราชาพลิ าปคําฉันท์ (พ.ศ.๒๑๙๙ - ๒๒๓๑)

๑๔. โคลงทวาทศมาส (พ.ศ.๒๑๙๙ - ๒๒๓๑)

๑๕. อนริ ุทธคําฉันท์ (พ.ศ.๒๑๙๙ - ๒๒๓๑)

๑๖. โคลงกําสรวลศรปี ราชญ์ (พ.ศ.๒๒๓๕)

๓) วรรณกรรมสมยั อยุธยำตอนปลำย จำนวน ๑๕ เรื่อง

๑. โคลงนิราศเจา้ ฟา้ อภัย (พ.ศ.๒๒๕๒ - ๒๒๗๕)

๒. โคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์ พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ.

๒๒๕๒ - ๒๒๗๕)

๓. พระมาลัยคาํ หลวง (พ.ศ.๒๒๘๐)

๔. นนั โทปนนั ทสูตรคาํ หลวง (พ.ศ.๒๒๘๐)

๕. เพลงยาวพระนิพนธ์เจา้ ฟา้ ธรรมาธิเบศร์ (พ.ศ.๒๒๔๘ ๒๒๘๙)

๖. กาพยเ์ ห่เรอื (พ.ศ.๒๒๗๕ - ๒๒๘๙)

๗. กาพยห์ อ่ โคลงนริ าศประพาสธารทองแดง (พ.ศ.๒๒๗๕ - ๒๒๘๙)

๘. กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก (พ.ศ.๒๒๗๕ - ๒๒๘๙)

๙. จินดามณี ฉบบั พระเจา้ อยูห่ วั บรมโกศ (พ.ศ.๒๒๗๕ - ๒๓๐๑)

๑๐. ศริ วิ ิบุลกิตติ์ (พ.ศ.๒๒๗๕ - ๒๓๐๑)

๑๑. คาํ ฉันทค์ ชกรรมประยรู (พ.ศ.๒๒๙๑)

๑๒. บณุ โณวาทคําฉันท์ (พ.ศ. ๒๒๙๔ - ๒๓๐๑)

๕๔

๑๓. โคลงนิราศพระพทุ ธบาท พระมหานาค (พ.ศ.๒๒๙๔ ๒๓๐๑)
๑๔. บทละครเร่ืองสงั ข์ทอง เป็นละครครั้งกรุงเก่าซึ่งแต่งขนึ้ ในสมัยอยธุ ยาตอนปลาย
ไม่ ปรากฏนามผูแ้ ต่งและปีทแ่ี ต่ง
๑๕. บทละครเรื่องนางมโนราห์ เป็นละครคร้ังกรุงเก่าซ่ึงแต่งข้ึนในสมัยอยุธยาตอน
ปลาย ไม่ปรากฏนามผู้แต่งและปที แี่ ต่ง๔

๓.๒ กำรจัดระเบยี บขอ้ มลู

ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากเอกสารท่ีได้รวบรวมไว้ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นท่ีจัดว่าเป็นคํา
เรียกสีน้ัน ผู้วิจัยเก็บคําท่ีรู้จากประสบการณ์ ว่าเป็นคําเรียกสีและดูจากบริบทแวดล้อมของคําน้ัน ๆ
ว่าสามารถจัดเป็นคําเรียกสีได้หรือไม่ เช่น มีคําว่า “สี” ประกอบอยู่ หรืออาจไม่ปรากฏร่วมกับคําว่า
“สี” แต่มีการเปรียบ เทียบกับคําอื่น ๆ เช่น ดอกเหลืองเพียงทองสุก ขาวดังสังข์ศรีใสสะอาด ซึ่งสิ่งท่ี
ใช้เปรียบเหล่าน้ันเป็นตัวบ่งบอกการรับรู้สี หรือมีบริบทท่ีเกี่ยวกับการมองเห็น โดยเก็บและรวบรวม
คํา เรียกสีที่ละเร่ืองเรียงจากสมัยอยุธยาตอนต้น ตอนกลางและตอนปลาย หลังจากท่ีได้คําเรียกสี
ทั้งหมดแล้วนั้น ผู้วิจัยนํามาแยกออกเป็นคําเรียกสีพ้ืนฐานและคําเรียกสีไม่พ้ืนฐาน โดยจัดเรียงข้อมูล
คําเรียกสีพ้ืนฐานที่พบลงในตาราง โดยเรียงตามลําดับเวลาท่ีเกิดวรรณกรรม โดย เกณฑ์ที่ใช้ในการ
วิเคราะหว์ า่ คําเรียกสใี ดเป็นคําเรียกสีพนื้ ฐานนนั้ จะกล่าวไวใ้ นหัวข้อถดั ไป๕

ค.สมัยรัตนโกสินทร์

สาํ หรับขอ้ มูลคําเรียกสีในภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ ผู้วิจัยเก็บจากแหล่งขอ้ มลู ๒ แหล่ง
คือ ๑) เก็บจากเอกสารประเภทวรรณกรรมร้อยแก้วและร้อยกรอง และ ๒) เก็บจากผู้บอกภาษาไทย
ปัจจบุ ัน

๓.๒.๑ กำรเกบ็ ข้อมลู จำกวรรณกรรมสมยั รัตนโกสินทร์

ผวู้ ิจัยเกบ็ ข้อมูลจากวรรณกรรมสมัยรัตนโกสนิ ทร์ท้ังร้อยแก้วและรอ้ ยกรอง ท่ีมรี ายช่ืออยู่
ในทะเบียนวรรณกรรมแห่งชาติ ที่รวบรวมโดยสํานักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ใน
งานวิจัยน้ีผู้วิจัยใช้ข้อมูลจากวรรณกรรมต้ังแต่สมัยรัชกาลท่ี ๑ จนถึง แค่สมัยรัชกาลท่ี ๖ เน่ืองจาก
งานวิจัยของ ศุภมาส เอ่งฉ้วน๖ น้ันใช้ข้อมูลวรรณกรรมในสมัยสุโขทัยท้ังหมด แล้วได้ข้ามมาศึกษาใน

๔ วิพาที ทิพย์คงคา, “คาํ เรยี กสีในภาษาไทยสมยั อยุธยา”, หน้า ๒๐-๒๑.
๕ อา้ งแลว้ .
๖ ศุภมาส เอ่งฉ้วน, “คําเรียกสีและมโนทัศน์เร่ืองสีของคนไทย สมัยสุโขทัยและสมัยปัจจุบัน”, หน้า
๖๑.

๕๕

สมัยรัตนโกสินทร์ปัจจุบันเพ่ือเปรียบเทียบวิจัยธนบุรีจนถึงรัชกาลที่ ๖ เท่าน้ัน และเนื่องจากไม่มีผู้
บอกภาษาในสมัยรัตนโกสนิ ทร์ช่วงต้นและตอนกลาง สมัยรัตนโกสินทร์ จากรชั กาลที่ ๑ ถงึ รัชกาลท่ี ๖
เหลืออยู่แล้ว ผู้วิจัยจึงเก็บข้อมูลจากวรรณกรรมแทน ซ่ึงจะใช้วรรณกรรมสมัยรัชกาลท่ี ๑ ถึงสมัย
รัชกาลที่ ๖ ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองที่มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนวรรณกรรมแห่งชาติท่ีรวบรวมโดย
สํานักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร โดยในส่วนของการเก็บข้อมูลเพ่ือหาการปรากฏ
ครั้งแรกของคําเรียกสีพื้นฐานน้ัน ผู้วิจัยใช้ข้อมูลจากวรรณกรรมทุกเล่ม ส่วนในการเก็บข้อมูลเพื่อ
ศกึ ษาวา่ คาํ เรียกสใี นสมยั รัตนโกสินทร์มาเพียง ๕ เรอื่ ง เลือกจากวรรณกรรมกทเี่ ก่ียวข้องกับศาสนา

๓.๒.๒ กำรเก็บขอ้ มลู จำกกำรสัมภำษณ์

โดยผู้วจิ ยั จะคัดเลอื กจากพระสงฆ์ที่เปน็ นกั วิชาการทางด้านพระพุทธศาสนาจํานวน ๓ รูป
และฆราวาสท่ีเป็นนักวิชาการทางด้านพระพุทธศาสนาจํานวน ๒ คน โดยจากการสัมภาษณ์เกี่ยวกับ
การใช้สีจวี รในทางพระพทุ ธศาสนาในสมยั รตั นโกสนิ ทร์

๓.๓ กำรวเิ ครำะห์ขอ้ มลู

๑. กำรวิเครำะหข์ อ้ มูลคำเรยี กสพี ้ืนฐำน

ผู้วจิ ัยศึกษาคําเรียกสีพื้นฐานใน ๒ ประเด็นคือ วิวัฒนาการคําเรียกสีพ้ืนฐานในภาษาไทย
สมัยอยุธยาและการปรากฏและโครงสร้างการปรากฏคําเรียกสีพ้ืนฐานในภาษาไทยสมัยสุโขทัยและ
อยุธยา

๑.๑ วิวฒั นำกำรคำเรยี กสพี ื้นฐำนในภำษำไทยสมัยสโุ ขทัยและอยุธยำ

ผู้วิจัยเก็บข้อมูลคําเรียกสีเพื่อวิเคราะห์ว่า ในภาษาไทยมีคําเรียกสีพื้นฐานท้ังหมด
อะไรบ้าง รวมทั้งศึกษาวิวฒั นาการการเกิดคําเรียกสีสมัยต่างๆ โดยใช้เกณฑ์ตามที่เบอร์ลินและเคย์ได้
เคยเสนอในปี ๑๙๖๙ ยกเว้นเกณฑ์ข้อที่ ๔ ที่ว่า คําเรียกสีน้ันต้องมีความหมายโดดเด่นและม่ันคง
และมีการใช้อย่างสม่ําเสมอโดยผู้บอกภาษา เนื่องมาจากงานวิจัยชิ้นน้ีเป็นการเก็บข้อมูลคําเรียกสีใน
ภาษาไทยสมัยสุโขทัยจนถึงอยุธยาซ่ึงไม่มีผู้บอกภาษาหลงเหลืออยู่แล้ว ผู้วิจัยจึงมีข้อจํากัดในการเก็บ
ขอ้ มูล คือต้องรวบรวมจากวรรณกรรมสมัยสุโขทัยและอยุธยาที่เหลือตกทอดมาถึงปัจจุบันเท่านั้น ซึ่ง
หากเทียบกับจํานวนผู้บอกภาษาท่ีมีชีวิตอยู่ในสมัยอยุธยากับจํานวนเอกสารท่ีตกทอดมานั้นนับว่ามี
จํานวนต่างกันมาก คําเรียกสพี ื้นฐานที่ผูว้ ิจยั พบจากเอกสารจงึ ไม่อาจตัดสินได้ว่ามีความโดดเดน่ และมี
การใช้อย่างสมํ่าเสมอโดยผู้บอกสมัยสุโขทัยหรือไม่ จึงไม่นําเกณฑ์ข้อท่ี ๔ ของเบอร์ลินและเคย์ท่ีเคย
เสนอไว้มาใช้ในงานวิจัยช้ินนี้ โดยคําเรียกสีที่จัดว่าเป็นคําเรียกสีพื้นฐานในงานวิจัยช้ินนี้ต้องมี
คณุ สมบตั ิครบทั้ง ๗ ประการ ดงั น้ี

๕๖

๑. เป็นคําท่ีประกอบด้วย ๑ หน่วยคํา หรือศัพท์เดี่ยว (momolexemix) กล่าว คือ
เป็นคําซ่ึงความหมายของคําท้ังหมดไม่สามารถทํานายได้จากส่วนหน่ึงส่วนใดของคําน้ัน หรืออีกนัย
หนึ่งเป็นคําซ่ึงไม่มีส่วนประกอบเป็นส่วนขยายท่ีอาจเอาออกได้ (optional) โดยไม่ทําให้ความหมาย
แกนเปลี่ยนไป เช่น คําว่า เหลือง ในภาษาไทยถือเป็นคําเรียกสีพ้ืนฐาน แต่ เหลืองอ่อน ไม่จัดเป็นคํา
เรียกสีพ้ืนฐาน เพราะ อ่อน เปน็ คําขยายท่อี าจเอาออกได้โดย ความหมายของ “เหลือง” ไม่เปล่ียนไป
คําว่า นํ้าเงิน ถือเป็นคําเรียกสีพ้ืนฐาน แต่ น้ําเงินเข้ม ไม่ใช่เพราะ เข้ม เป็นคําขยายที่ผนวกเข้ามาทํา
ใหก้ ลายเปน็ คําเรียกผยี อ่ ยประเภทหนงึ่

๒. ไม่เป็นคําที่อาจจัดประเภทอยู่ภายใต้สพี ื้นฐานใดๆได้ เช่น คําว่า สีตองอ่อน หรือ
สเี ขยี วตองอ่อน ไมจ่ ัดวา่ เป็นคําเรียกสพี นื้ ฐานเพราะจดั ประเภทใหอ้ ยภู่ ายใต้ “สเี ขยี ว" ได้ คําวา่ สที อง
ก็สามารถจดั ใหอ้ ยภู่ ายใต้ “สีเหลือง” ได้

๓. การใช้ต้องไม่จํากัดในวงแคบ หมายถึง ต้องไม่เจาะจงใช้เรียกกับของบางอย่าง
เทา่ นน้ั เชน่ คาํ วา่ blond ใชก้ บั สีผม หรือ เฟอรน์ ิเจอรเ์ ท่าน้นั

๔. ถ้าสงสัยว่าคําน้ันเป็นคําเรียกสีพ้ืนฐานหรือไม่ให้สังเกตท่ีปรากฏการณ์ทาง
ไวยากรณ์ ถา้ เหมอื นกับคําเรยี กสีพืน้ ฐานอื่นกใ็ ห้ถือเปน็ คําเรยี กสีพื้นฐานได้

๕. หากคํานั้นเป็นคําเรียกสีท่ีเป็นช่ือเดียวกับชื่อวัตถุ เช่น สีรุ้ง สีสังข์ เป็นต้น คํา
เหล่าน้ีไม่น่าจะเป็นคําเรียกสีพื้นฐาน แต่เกณฑ์นี้ไม่รวมถึงคําว่า orange ในภาษาอังกฤษ หากมีข้อ
สงสยั สามารถดไู ด้จากหลักเกณฑท์ อี่ ยใู่ นข้อ ๑- ๔ ข้างตน้

๖. คาํ ยมื ใหมๆ่ ไม่นา่ จะถอื เป็นคาํ เรยี กสพี น้ื ฐาน
๗. ถ้าคําเรียกสีนั้นมีความซับซ้อนทางโครงสร้าง เช่น ขาวเหลือง ดําแดง ไม่ถือว่า
เปน็ คําเรียกสพี น้ื ฐาน๗

๑.๒ กำรวเิ ครำะห์กำรปรำกฏคำเรียกสีพน้ื ฐำน

ผู้วิจัยวเิ คราะห์การปรากฏคาํ เรยี กสพี ้นื ฐานสมัยอยธุ ยาวา่ ปรากฏในโครงสรา้ งแบบใด เช่น
ปรากฏอยู่ในบริบทที่มีความเปรียบ หรือปรากฏลําพังไม่มีความเปรียบ โดยอาจมีหรือไม่มีคําว่า “สี”
ปรากฏร่วม๘

๗ Blent, B., and K. Paul., Basic Color Terms: Their Universality and Evolution,
(Berkley and Los Angeles: University of California Press, 1969), pp. 5-7.

๘ วิพาที ทพิ ยค์ งคา, “คําเรียกสใี นภาษาไทยสมยั อยุธยา”, หน้า ๒๓.

๕๗

๒. กำรวิเครำะหข์ อ้ มูลคำเรียกสีไม่พน้ื ฐำน

การวิเคราะห์การปรากฎคําเรียกสี ไม่พ้ืนฐานและกลวิธีการสรา้ งคําเรียกสีไม่พื้นฐาน โดย
เกณฑ์ท่จี ัดว่าคําเรยี กสใี ดเป็นคําเรยี กสีไม่พ้ืนฐานในงานวิจัยชิน้ นี้ ต้องมคี ณุ สมบัตดิ งั ตอ่ ไปนี้

๑. เป็นคําท่ีไมม่ ีความโดดเด่นและม่ันคงกลา่ วคือไมม่ ีการใชอ้ ย่างสม่ําเสมอในผบู้ อกภาษา
๒. คําเรียกสีน้ันอาจจัดอยู่ภายใต้ประเภทคําเรียกสีพ้ืนฐานอ่ืนได้ เช่น สีทอง สามารถจัด
อยู่ภายใต้สีเหลืองได้ สีทองจึงถือเป็นคําเรียกสีไม่พ้ืนฐาน สีดําตะกั่ว สามารถให้ จัดให้อยู่ภายใต้สีดํา
ไดห้ รอื อยา่ งเช่น แดงอมส้ม ก็อาจจัดใหอ้ ยู่ภายใต้ประเภทสีแดงหรอื ส้มไดเ้ ช่นเดียวกัน
๓. เป็นการขยายความหมายของคําเรียกสีพื้นฐาน เช่น การขยายคําเรียกสีพ้ืนฐาน โดย
การบอกความมืดหรือความสว่างของสี (lightness) เช่น ขาวพราย เหลืองอร่าม เขียวชอื้อ การขยาย
คําเรียกสีพื้นฐานโดยการบอกความเข้มของสี (saturation) เช่น ม่วงอ่อน น้ําเงินเข้ม หรือเป็นการ
ขยายความหมายท่ีเก่ียวกับเนื้อสีหรือสีสัน (hue) ซ่ึงอาจปรากฏใน ลักษณะของการขยายคําเรียกสี
พ้ืนฐานด้วยคําเรียกสีพื้นฐานโดยอาจมีหรือไม่มีคําเช่ือมเช่น ขาวเขียว ดําแดง ขาวอมชมพู ดําแกม
เหลือง การขยายคําเรียกสีพื้นฐานด้วยคําเรียกสีไม่พ้ืนฐาน โดยอาจมีหรือไม่มีคําเชอ่ื ม เช่น เหลืองส้ม
อ่อน น้ําเงินเขียวสด หรือเป็นการขยายความหมายคําเรียกสีพ้ืนฐานด้วยส่ิงของเฉพาะโดยอาจมี
หรือไม่มีคําเชื่อม เช่น แดงทับทิม เหลือง ขม้ิน ฟ้าน้ําทะเล ขาวปนเพชร หรืออาจไม่ใช่เป็นการขยาย
ความหมายของคําเรียกสพี น้ื ฐานแตเ่ ปน็ การนําสิง่ ของเฉพาะมาใชเ้ ป็นคาํ เรยี กสี

ในกรณีที่การขยายคําเรียกสีพื้นฐานเป็นการบอกลักษณะความสวย หรือเป็นการขยาย
โดยการบอกจํานวนคําเหล่าน้ีไม่จัดเป็นคําเรียกสีไม่พ้ืนฐาน เน่ืองจากคําขยายไม่ได้เป็นการ " บอก
ความสว่างของสี (lightness) ความเข้มของสี (saturation) หรือ เนื้อสี (hue) เช่น "เหลืองอุบาทว์ "
ในทน่ี ี้กย็ ังคงหมายถึงสีเหลืองแต่เพ่มิ การขยายท่ีเปน็ การบอกลักษณะของสีเหลืองว่าไมส่ วยงาม “ขาว
โสภา” หมายถึงสขี าวสวยงาม “แดงดาด" มีความหมายถึงมสี ีแดงอยมู่ ากมายเกล่ือนกลาดหรอื มีท่วั ไป
เป็นตน้ คาํ เหลา่ นผ้ี วู้ ิจยั จึงจัดให้เป็นคําเรยี กสพี ้นื ฐานได้

บทที่ ๔

ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู

ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากพระไตรปิฎก พระธรรมวินัย และเอกสารงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง
รวมท้ังวรรณกรรมท้ังร้อยแก้ว และร้อยกรองที่ตั้งขึ้นในสมัยสโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ โดยมี
รายละเอียดการวิเคราะหด์ ังน้ี

ในสมัยพระพุทธกาลน้ัน พระภกิ ษุจะย้อมจีวรด้วยโคมัยบา้ ง ดินแดงบ้าง ทําให้จวี รมีสีคลํ้า
พระพุทธองค์ทรงทราบ จงึ ทรงอนุญาตให้ยอ้ มด้วยนํ้ายอ้ ม ดังต่อไปน้ี คอื

๑) นา้ํ ยอ้ มทเ่ี กดิ จากรากหรือเหง้า (เวน้ แตข่ มิน้ )
๒) นา้ํ ย้อมเกดิ แต่ตน้ ไม้ (เว้นฝาง, แกแล)
๓) นา้ํ ย้อมเกดิ แตเ่ ปลอื กไม้ (เว้นเปลอื กโลท, เปลอื กมะพดู )๑
๔) นาํ้ ย้อมเกิดแต่ใบไม้ (เว้นใบมะเกลอื , ใบคราม)
๕) น้ํายอ้ มเกดิ แตด่ อกไม้ (เว้นดอกทองกวาว, ดอกคาํ
๖) นาํ้ ย้อมเกิดแตผ่ ลไม้๒
เหตุที่ทรงห้ามย้อมด้วยวัสดุนอกจากที่ทรงบัญญัติน้ันแล้วด้วยเป็นสีย้อม เหมือนพวก
เดียรถีย์ หรือสีอย่างคฤหัสถ์ เช่น สีย้อมจากใบคราม จากฝาง เป็นต้น ส่วนนํ้าย้อมจากวัสดุบางอย่าง
ทําให้เกิดเป็นพิษต่อผิวได้ เช่น น้ําย้อมจากใบและลูกมะเกลือ ส่วนใหญ่จะใช้ย้อมเคร่ืองมือดักสัตว์
อยา่ งสวงิ ที่ใชช้ อ้ นปลา เปน็ ต้น และสที ใ่ี ชย้ ้อมอย่างอน่ื กไ็ ม่คงทนถูกนาํ้ สีก็ตกดูไม่งาม
ดังนั้น ถึงแม้ว่าน้ําย้อมที่อนุญาตจะมีความหลากหลายในการเลือกนํามาใช้ จึงต้องมี
หลักเกณฑ์พิจารณาถึงคุณและโทษของวัสดุที่นํามาย้อมจีวรด้วยบางอย่างได้สีท่ีเหมาะสม แต่ถ้าเกิด
โทษก็เป็นสีที่ไม่ควรนํามาใช้ สว่ นสีที่ไม่เกิดโทษ หากนํามาย้อมแล้วเป็นสีที่ไม่เหมาะสมแก่สมณะ กไ็ ม่

๑ “มะพูด” เป็นไม้ยืนต้นพุ่มขนาดกลาง สูงราว ๑๕ เมตร เรียกอีกชื่อว่า ปะหูด (อีสาน), ประโหด
(เขมร) สว่ นเปลือกโลทหรอื เหมือดโลดนน้ั เมื่อย้อมจะให้สแี ดง ซึง่ พิจารณาแล้วนา่ จะเป็นสที ีไ่ ม่ เหมาะไม่ควรหรอื มี
สฉี ูดฉาดเกนิ ไปจึงห้ามใชย้ ้อมจวี ร

๒ วิ. ม. (ไทย) ๕/๒๕๔/๒๐๘.

๕๙

ควรนํามาย้อม ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน และให้ความสําคัญในการนําวัสดุเหล่าน้ันมาใช้เพื่อทํา
ใหเ้ กิดประโยชนอ์ ยา่ งดยี ิ่ง เพราะฉะนนั้ พระพุทธองคจ์ ะทรงอนญุ าตวสั ดุ สิ่งใดจะเหน็ ได้ว่า จะต้องเกิด
กรณีตัวอย่าง และเป็นส่ิงท่ีจําเป็นในการดํารงชีพของพระภิกษุด้วย การใช้สีย้อมจีวรนั้นก็จะเน้นสี
ธรรมชาติเป็นหลัก ในสมัยพุทธกาลน้ันไม่มีสีเคมีใดๆ มาเจือปน ไม่ทําให้เป็นโรคผิวหนัง หรือเป็น
อันตรายต่อสุขภาพ ปัจจุบันพระภิกษุสามเณรนุ่งห่มจีวรสีเหลืองกันมาก ในพุทธบัญญัติที่ตรัสไว้ใน
พระวินัยมหาวรรคว่า “ภิกษุไม่พึงทรงจีวรเหลืองล้วน รูปใดทรง ต้องอาบัติทุกกฎ”๓ ทรงบัญญัติ
ไว้ ๒ อย่าง คือ (๑) น้ําฝาดย้อมจีวรที่เหมาะสม และไม่เหมาะสม (๒) สีจีวรที่เหมาะสมและไม่
เหมาะสม

การนุ่งห่มจีวรสีเหลืองก็ทรงอนุญาตให้บางโอกาสที่เหมะสม เช่น เวลาถูกโจรขโมยจีวรไป
ก็ทรงให้ใช้จีวรสีเหลืองได้ “ภิกษุท่ีถูกขโมยจีวร สามารถนุ่งห่มจีวรสีเหลืองได้ (ช่ัวคราว) และ
นอกจากน้ัน จวี รทุกอยา่ งที่ไม่เหมาะสมกับพระวนิ ัยก็จดั วา่ เหมาะสมสําหรับภกิ ษุทถ่ี ูกขโมยจวี ร”๔

แสดงให้เห็นว่า ทรงให้ใช้จีวรท่ีหามาได้ด้วยลําบาก ผ้าท่ีเก็บมาจากหลายๆ ที่ ที่เขาไม่ใช้
แล้วนํามาซักล้าง ตากให้แห้ง แล้วถึงได้เอามาตัดเย็บเป็นจีวรได้ ต้องใช้เวลาสะสมผ้าเป็นเวลานานจึง
จะทาํ ได้

จากที่ทรงอนุญาตสีที่ใช้ย้อมจีวรแล้ว ยังทรงอนุญาตอุปกรณ์เกี่ยวกับจีวร ในการย้อม ซัก
ตาก ดงั ทีม่ มี าในสมัยพุทธกาลวา่ ดงั น้ี

สมัยนั้น พวกภิกษุใช้นํ้ายอ้ มท่ีเย็นย้อมจีวร จวี รมีกลิ่นเหม็นสาบภิกษุทัง้ หลายจงึ นําเร่ืองน้ี
ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับส่ังว่า “ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตหม้อ
ย้อมขนาดเล็กไว้ต้มนํ้าย้อม” เม่ือน้ําย้อมล้นออก ภิกษุทั้งหลายจึงนําเรื่องน้ีไปกราบทูลพระผู้มี
พระภาคใหท้ รงทราบ พระผู้มพี ระภาครบั ส่ังว่า “ภิกษุทงั้ หลาย เราอนญุ าตให้ผกู ตะกร้อกันน้าํ ลน้ ”

สมัยนน้ั พวกภิกษุไมร่ ู้ว่านํ้ายอ้ มต้มเดือดแล้วหรือยังไม่เดือด ภิกษุท้ังหลายจึงนาํ เรื่องนี้ไป
กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้หยด
หยาดนํ้าลงในน้าํ หรือบนหลงั เล็บ”

๓ วิ. ม. (ไทย) ๕/๓๔๔/๒๑๐.
๔ ว.ิ อ. (ไทย) ๓/๒๖๓/๒๗๘.

๖๐

สมัยน้ัน พวกภิกษุยกหม้อนํ้าย้อมลงทําหม้อกลิ้งตกแตก ภิกษุท้ังหลายจึงนําเร่ืองน้ีไป
กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตกระบวย
ตกั นาํ้ ยอ้ มเป็นภาชนะมดี า้ ม”๕

สมัยนั้น พวกภิกษุไม่มีภาชนะสําหรับย้อม ภิกษุท้ังหลายจึงนําเรื่องน้ีไปกราบทูลพระผู้มี
พระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับส่ังว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอ่างและหม้อไว้สําหรับ
ยอ้ ม”

สมัยน้ัน พวกภิกษุขยําจีวรลงในถาดบ้าง ในบาตรบ้าง จีวรปริขาด ภิกษุทั้งหลายจึงนํา
เรื่องน้ีไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาต
รางสําหรับย้อม”

สมัยนั้น พวกภิกษุตากจีวรบนพ้ืนดิน จีวรเป้ือนฝุ่น ภิกษุทั้งหลายจึงนําเรื่องนี้ไปกราบทูล
พระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับส่ังว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเคร่ืองรองทําด้วย
หญ้า” ตอ่ มาเคร่ืองรองทาํ ดว้ ยหญ้าถูกปลวกกดั ภิกษทุ ั้งหลายจึงนําเร่ืองน้ีไปกราบทูลพระผู้มพี ระภาค
ให้ทรงทราบพระผู้มีพระภาครับส่ังว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวจีวรและสายระเดียง”๖ พวก
ภิกษุแขวนจีวรพับกลาง นํ้าย้อมหยดออกจากชายจีวรท้ังสองข้าง ภิกษุทั้งหลายจึงนําเร่ืองนี้ไปกราบ
ทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุท้ังหลาย เราอนุญาตให้ผูกมุมจีวร
ไว้”

ครัน้ เม่ือชายจวี รชาํ รดุ ภกิ ษทุ งั้ หลายจงึ นาํ เรือ่ งนี้ไปกราบทลู พระผ้มู ีพระภาคใหท้ รงทราบ
พระผมู้ พี ระภาครับสงั่ ว่า “ภกิ ษทุ ั้งหลาย เราอนญุ าตดา้ ยผูกมุมจีวร”

ครั้งเมื่อนํ้าย้อมหยดออกจากชายข้างเดียว ภิกษุทั้งหลายจึงนําเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มี
พระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ย้อมจีวร พลิกกลับไป
กลับมาแต่เม่อื หยาดนํ้ายังหยดไมข่ าดสาย อย่าเพงิ่ หลีกไป”

สมยั น้ัน จีวรกลายเป็นผ้าเนื้อแขง็ ภกิ ษุทั้งหลายจึงนําเร่อื งน้ีไปกราบทูลพระผมู้ ีพระภาคให้
ทรงทราบ พระผ้มู พี ระภาครบั ส่ังวา่ “ภิกษทุ ั้งหลาย เราอนญุ าตให้จมุ่ ลงในนาํ้ ”

สมยั นัน้ จวี รเปน็ ผา้ หยาบกระด้าง ภกิ ษุท้งั หลายจงึ นําเร่อื งน้ีไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้
ทรงทราบ พระผูม้ พี ระภาครบั ส่งั ว่า “ภกิ ษทุ งั้ หลาย เราอนญุ าตให้ทบุ ด้วยฝ่ามอื ”๗

๕ วิ. ม. (ไทย) ๕/๓๔๔/๒๑๐.
๖ วิ. ม. (ไทย) ๕/๓๔๔/๒๑๑.
๗ ว.ิ ม. (ไทย) ๕/๓๔๔/๒๑๒.

๖๑

สาํ หรบั การย้อมสีธรรมชาติในสมัยพุทธกาล วสั ดุที่นาํ มาใชส้ ันนิฐานได้ว่า นา่ จะมาจากสิ่ง
ที่มีอยู่ในธรรมชาติ ซ่ึงสีที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระภิกษุใช้ในการย้อมจีวร มิได้ระบุแน่ชัดว่า
ควรเป็นสีอะไรเพียงแต่เว้นจากสีท่ีต้องห้าม ได้แก่ สีเขียว สีคราม สีเหลือสด สีแดง สีบานเย็น สีชมพู
และ สีดํา ซึ่งสีเหล่านี้มีการห้ามใช้แม้แต่เครื่องบริขารอื่นๆ เพราะเป็นสีท่ีไม่เหมาะกับนักบวช และ
เป็นสีท่คี ฤหสั ถ์นยิ มใช้กันโดยท่ัวไป ส่วนสีทเ่ี กิดจากสว่ นใดสว่ นหนึ่งของต้นไม้อนุญาตให้ใชไ้ ด้ ยกเวน้ สี
จากพืชบางชนิด เช่น ขม้ิน และคราม สีที่สอดคล้องกับพระวินัยที่สุดได้แก่ สีแดงหม่นหรือสีกรัก
เปลอื กมงั คุด และสีเหลอื งหม่นหรือกรักแก่นขนนุ ๘

ภาพท่ี ๔.๑ การย้อนสีธรรมชาตสิ มัยพทุ ธกาล๙

๘ เอกนนั ต์ ไหมไทย, การย้อมสธี รรมชาติในสมัยพทุ ธกาล, [ออนไลน์], แหล่งท่ีมา: https://www.
facebook.com/AekAnantThaisilk [๑๖ มนี าคม ๒๕๖๔].

๙ อ้างแลว้ .

๖๒

ภาพที่ ๔.๒ การย้อมสีจีวรสมัยพุทธกาล๑๐
จะเห็นได้ว่าการย้อนสีในสมัยพุทธกาลน้ัน จะใช้วัดสุตามธรรมชาติและสีใช้ย้อมก็เป็นสีที่
ได้จากส่วนของต้นไม้ แต่สําหรบั ยุคปจั จุบนั การยอ้ นสจี ีวรไดม้ ีความทันสมัยมากย่ิงขนึ้ และสใี นปัจจบุ ัน
ก็ยังสามารถถนอมเน้ือผ้าได้ดีด้วยเทคโนโลยีท่ีทันสมัยทําให้ผ้าที่ย้อมในปัจจุบันสา มารถนํากลับมา
ยอ้ มใหม่ได้อีกหลายๆ ครั้ง และสีท่ีใช้ย้อมในปัจจุบันก็ยังคงเป็นสีจีวรตามท่ีพระพุทธองค์ทรงอนุญาต
อกี ท้ังถอื วา่ เป็นการรักษาพระธรรมวินัยตามสิขาบท ส่วนการย้อมผ้าสจี ีวรในปจั จบุ นั นน้ั มวี ิธกี ารดังนี้

๑. ต้มน้าํ ให้เดือด
๒. นําสี ๓ สขี ้างตน้ ลงภาชนะ ผสมน้ําร้อนดว้ ยน้าํ พอประมาณท่วมผ้า คนให้เข้ากัน

๑๐ อา้ งแล้ว

๖๓

ภาพท่ี ๔.๓ การเคย่ี วแกน่ ขนุนใหไ้ ด้นา้ํ สีสาํ หรบั ยอ้ มจีวร๑๑
๓. นําผ้าทุกชิ้นท่ีชักด้วยน้ําเปล่า และบิดให้เสด็ดนํ้าแล้ว ลงพร้อมกัน เพ่ือให้สีท่ีได้
เสมอกนั
๔. ขย้ใี ห้ผา้ กนิ สีเสมอกนั ใข้เวลาขย้ปี ระมาณ ๑๐-๑๕ นาที
๕. เมอ่ื ได้สเี ป็นทพี่ อใจแล้วใหน้ าํ ผา้ ไปผึง่ ในทรี่ ่ม
๖. เมอื่ แหง้ ใหช้ บุ ด้วยนํ้าตม้ แกน่ ขนุนเข้มข้น เพอื่ ใหไ้ ดส้ แี ละกล่ินของแก่นขนุน
การย้อมแบบนี้ สจี ะตกตอ้ งรักษากลิน่ และสใี ห้เหมือนธรรมชาติด้วยการซักผ้าดว้ ยนํา้ แก่น
ขนุนแทนการซักด้วยผงซักฟอกจะทําให้จีวรจะได้สที ่ีกลมกลืนกับธรรมชาติ แต่อย่าให้เป็นสีที่ทรงห้าม
เชน่ สเี ขยี วลว้ น เป็นตน้ ๑๒

๑๑ เล่าเรื่อง..วัดบวรฯ, ผสมสีย้อมผ้ากับนา้ ต้มแก่นขนุน, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://www.
facebook.com/Bowonniwet/photos/ผสมสีย้อมผ้ากับน้ําต้มแก่นขนุน/471012309973145/ [๒๕ สิงหาคม
๒๕๖๓].

๑๒ วิ. ม. (ไทย) ๕/๒๗๒/๒๔๘.

๖๔

ภาพที่ ๔.๔ การย้อมจวี รดว้ ยนํา้ ที่กรองสําเร็จแลว้ ๑๓

๔.๑ สที ีท่ รงต้องหา้ มยอ้ มจวี ร

พระภิกษุจะใช้สีท่ีย้อมจีวรนั้น จะต้องรู้จักเลือกและพิจารณาสีท่ีจะเอามาย้อมจีวรให้

เหมาะสม ควรแก่สมณะเพศ เพื่อป้องกันการตําหนิติเตียนจากพวกนอกศาสนา สีที่พระพุทธองค์ทรง

หา้ มนาํ มายอ้ มจวี รมี ๗ ชนดิ ดงั น้ี๑๔

๑. สีเขยี วล้วน ๒. สเี หลืองลว้ น

๓. สแี ดงล้วน ๔. สีบานเยน็ ลว้ น

๕. สีดําลว้ น ๖. สแี สดล้วน

๗. สีชมพูล้วน๑๕

๑๓ พุทธวจนนิวส์, ขันตอนด้าเนินการกับผ้ากฐิน, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://www.Face
book.com/buddhawajananews/photos/สาระจากวัด-๒๘-ตค-๕๖-ข้ันตอนดําเนินการกับผ้ากฐิน-๑-หลังฉัน
แล้ว-ภิกษนุ ําผ้ากฐนิ ทไี่ ด้/521952107894843/ [๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๓].

๑๔ วิ. ม. (ไทย) ๕/ ๒๒๘/๒๔๗.
๑๕ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, วินัยมุข เล่ม ๒, พิมพ์ครั้งที่ ๒๘,
(กรุงเทพมหานคร: มหามกฏุ ราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒), หนา้ ๑๘-๑๙.

๖๕

พระภิกษุสามเณร ไม่ควรจะใช้จีวรท่ีมีสีไม่ถูกต้อง ควรจะใช้จีวรเหมือนท่ีย้อม ด้วยสีแก่น
ขนุนและเปลอื กไมท้ มี่ นี ้ําฝาดเท่าน้ัน อันเป็นสที ี่ถูกต้องตามสกิ ขาบทท่ีบญั ญตั ิไว้ใน พระวินัย

สีเหลือง (ปิต), สีขมิ้นท่ีใช้ย้อม (หลิทฺท), สีดอกทองกวาว (กีสุกปุปฺผ), สีดอกคํา (กุสุมฺภ
ปุปฺผ), จดั เขา้ ในประเภท “สเี หลอื ง” เหมือนกนั สีเหลืองเปน็ สที ี่ไม่ถกู ต้อง เพราะพระพทุ ธองค์ได้ตรัส
ห้ามไว้ด้วยสิกขาบท และในพระวินัยปิฎก ไม่มีพระบัญญัติที่ทรงแยกแยะไว้วา่ พระคามวาสี ต้องใช้สี
จีวรสีนี้ พระอรัญวาสี ต้องใชส้ ีจีวรสีน้นั ๑๖

๔.๒ สจี ีวรทพ่ี ระพทุ ธเจ้าทรงใช้

การพิจารณาถึงสีที่เกิดจากนํ้าย้อมจีวรน้ัน ในอดีตนั้นเราผู้เป็นชนรุ่นหลัง ซ่ึงไม่มีใครเคย
เห็นจีวรขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย จะตัดสินเอาว่าพระองค์ทรงใช้จีวรสีนั้นสีนี้เป็นการ
ไม่สมควรอย่างยิ่ง แต่ก็สามารถที่จะทราบได้ เพราะอาศัยหลักฐานท่ีพระอรรถกถาจารย์
พระฎกี าจารย์ ไดร้ จนาไวเ้ ป็นขอ้ เปรยี บเทยี บในอรรถกถาฎีกาตา่ งๆ เชน่

ภควา รตฺตปัสกลู นฺตรโต สวณฺวณฺณํ ทกฺขิณหตฺถํ นีหริตวฺ า๑๗
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวา ซ่ึงมีสีดุจทองออกจากระหว่าง
บังสุกุลจวี รอันมสี ีแดง
ภควา สรุ ตตฺ ทปุ ฏฏฺ ํ นิวาเสตวฺ า รตฺตกมฺพลสทสิ ํ สุคตมหาจวี รํ ปารุปติ ฺวา๑๘
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งผ้า ๒ ชั้นที่ย้อมดีแล้ว ทรงห่มจีวรมหาบังสุกุล ได้ขนาด สุคต
ประมาณ ปานผ้ารตั ตกัมพล
ภควา นิโครธปลลฺ วสมานวณฺณํ รตฺตปํสกุ ลู ํ ปารปุ ติ ฺวา๑๙
พระผู้มีพระภาคเจ้า.... ทรงห่มบังสุกุลจีวรอันประเสริฐสีแดง มีวรรณะละม้าย ยอดอ่อนแห่งต้นไทร
(นโิ ครธ)๒๐

๑๖ พระคันธสาราภิวังสะ ธัมมาจรยิ , พร้อมคณะ, อัครมหาบณั ฑิตานุสรณ์ พระธมั มานันทมหาเถระ,
(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , พ.ศ. ๒๕๓๕), หนา้ ๒.

๑๗ อา้ งแลว้ .
๑๘ อง เอกก. อ. (บาลี) ๑/ ๑๘๓.
๑๙ ม.มู.อ. (บาล)ี ๒ / b / ๑๕.
๒๐ พระคันธสาราภิวังสะ ธัมมาจรยิ , พร้อมคณะ, อัครมหาบณั ฑิตานุสรณ์ พระธมั มานันทมหาเถระ,
หน้า ๙.

๖๖

๔.๓ สจี วี รของพระอัครสาวก พระมหาสาวก

สีจีวรของพระเถระในคร้ังพุทธกาล อันมีพระสารีบุตรเถระพระโมคคัลลานะเถระและ
พระมหากัสสปะเถระ เป็นต้น ท่านว่าได้ใช้จีวรที่มีสีเหมือนกับจีวรของพระพุทธเจ้า ตามที่พระอรรถ
กถาจารย์ พระฎีกาจารยไ์ ดร้ จนาไวว้ ่า

สารปี ุตตฺ โมคคฺ ลฺลานาทโย มหาเถราปี นํ เมฆวณณฺ ํ ปํสุกลู ํ ปารปุ ิตวฺ า.
แม้พระมหาเถระท้ังหลาย มีท่านพระสารีบุตร และท่านพระมหาโมคคัลลานะ เป็นต้น
กห็ ม่ บังสุกุลจวี รมีสีแดงเหมอื นเมฆ๒๑

มหากสสฺ ปปฺปมุขา มหาเถรา เมฆวณฺณํ ปํสกุ ูลจีวรํ ปารปุ ติ ฺวา.๒๒
พระมหาเถระทั้งหลาย มีท่านมหากัสสปะเป็นต้น กห็ ่มผ้าบังสุกุลจีวรมสี ีแดง เหมือนเมฆ “เมฆวณณ์”
ในที่น้ี หมายเอา กอ้ นเมฆสีแดง ดังมีหลักฐานวา่

บทว่า เมฆวณฺษณํ ได้แก่ มีสีเหมือนเมฆแดง, อธิบายว่า เช่นกับก้อนเมฆที่ฉาบ ด้วยแสง
พระอาทิตย์ยามสนธยา๒๓

จากหลกั ฐานทีพ่ ระอรรถกถาจารย์ ได้อธิบายและเปรียบให้เห็น น้ําย้อมจีวรท่ี ได้จากการ
เคี่ยว น่าจะได้สีที่มีลักษณะอ่อนแก่แตกต่างกัน และจากข้อสันนิษฐานท่ีกล่าวถึงสีจีวร จะออกไปทาง
โทนแดง หรือเรียกว่าสกี รักแดง การใช้จีวรแต่ละสํานกั ท่ีพระภิกษุใช้สอยอยู่ สีจีวรจะคล้าย ๆ กัน จะ
แปลกอยู่นิดหน่อยก็ตรงสีท่ีเข้มกว่า และอ่อนกว่าเท่านั้นไม่ถึงกับแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับแก่นไม้ท่ี
นํามาต้มย้อมจะให้สีเข้มหรืออ่อน เพราะสีที่ได้เกิดจากธรรมชาติ ไม่ใช่สีในยุคปัจจุบัน ดังนั้นเม่ือ
เปรยี บเทยี บการใชส้ จี วี รของพระพุทธเจ้ากบั พระอัครสาวก พระมหาสาวกมสี ีจวี รเหมอื นกนั พจิ ารณา

๒๑ ม.มู.อ. (บาลี) ๓ / b / ๑๖.
๒๒ สารตถุ . ฎีกา (บาลี) ๔/๑๖๕ / ๒๕๘.
๒๓ พระคันธสาราภิวังสะ ธัมมาจริย, พร้อมคณะ, อัครมหาบณั ฑิตานุสรณ์ พระธมั มานันทมหาเถระ,

หนา้ ๑๐.

๖๗

การใชส้ ีจีวรของภิกษุในปัจจุบัน๒๔ วัดหรือสํานักแต่ละที่ก็จะนิยมใช้สีจีวรที่กลมกลืนของหมู่คณะหรือ
คณะสงฆ์๒๕ เพอ่ื บง่ บอกถึงความสามคั คีพร้อมเพรยี งในคณะในอาวาสเดยี วกนั

๔.๔ วเิ คราะหก์ ารใช้สีผา้ ทเี่ ป็นสัญลักษณ์

สีผ้าจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุใช้ย้อมสีน้ําฝาคน้ัน มีความประสงค์จะให้
เป็นไปเพื่อความประหยัดปลอดภัยและเป็นมงคล ต่อผู้ท่ีกราบไหว้และเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา
ในฉัททันตชาดก ติงสนิบาตรกล่าวว่า “ พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาช้างฉัททันต์ จะเดินเข้าไปทําร้าย
นายพรานป่าใจบาป ผู้คิดจะฆ่าตน แต่พอมองเห็นสีผ้าจีวรที่ย้อมด้วยน้ําฝาด นายพรานชูข้ึนให้เห็น
กลับคิดเปล่ียนใจว่า เป็นผู้มีธงชัยเครื่องหมายของพระอรหันต์ไม่ควรถูกฆ่า จึงไม่ทําร้ายและ ให้อภัย
แก่นายพราน ปล่อยใหร้ อดไป”๒๖

สีที่เป็นอันตรายทางโลกมีหมายว่าห้ามเข้าใกล้ เพราะจะเกิดอันตรายแก่ตนและผู้อื่นได้ที่
เปน็ พน้ื ทส่ี ีแดง และเป็นสัญญาณทางการจราจร หมายถงึ ให้หยดุ เพอ่ื ความปลอดภัยน้ันเอง

สีท่ีทําให้มนุษย์มีจิตใจท่ีปลื้มปิติยินดีให้มีความสุขทั้งภายในภายนอกร่างกาย ตลอดถึง
ทางตา และเปน็ สัญลกั ษณท์ ี่ชาวโลกยอมรับท่วั ไป คอื สีชมพู

สีท่ีไปร่วมงานมงคล งานแตง่ งาน งานบวช งานฉลองขึ้นบา้ นใหม่ งานเกษยี ณอายุราชการ
งานแสดงความยินดีทไ่ี ด้เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ และไปรับหนา้ ทก่ี ารงานใหม่ คือ การสวมใสเ่ ส้ือสีขาว

๒๔ สีจีวรตามที่คณะสงฆ์กําหนดใช้ในปัจจุบัน คือ สีราชนิยม มีความเป็นมาจากราชพิธี ทรงบําเพ็ญ
พระราชกุศลคราวหนึ่ง เม่ือราง พ.ศ.๒๕๓๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปรารภเร่ืองสีจีวรของ
พระสงฆ์ กับสมเด็จญาณสงั วร ได้จัดทําจีวร ตามสีท่ีทรงมีพระราชวินิจฉัยนั้น ถวายพระสงฆใ์ นงานตามพระราชพิธี
ต่างๆ ทางคณะสงฆ์ก็ฉลองพระราชศรัทธาโดยห่ม “จีวรสีพระราชนิยม” นั้น ในงานพระราชพิธตี ่างๆ ต้ังแต่ บัดนั้น
เปน็ ต้นมา จวบถึงทุกวนั น้ี (ข้อมูลจากวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร ณ หอ้ งจัดนิทรรศการ ใน โอกาสของการ
เฉลิมฉลองครบรอบพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว เมอ่ื วันท่ี ๙ มถิ นุ ายน ๒๕๔๙).

๒๕ การใช้สีย้อมจีวรให้กลมกลืนหมู่คณะ เก่ียวกับการแยกสีจีวรพระสงฆ์ไทย พระธัมมานันทะ
เจ้าอาวาสวัดท่ามะโอ ได้อธิบายไว้ในสาสน์ถึงสมเด็จฯ ฉบับที่ ๑ ว่า ปัจจุบันน้ีได้มีการกําหนดไว้ว่า ให้พระภิกษุ
สามเณรฝ่ายมหานิกายนุ่งห่มจีวรสีเหลืองล้วนและสีแดงคลํ้าเท่านั้น ส่วนฝ่ายธรรมยุตินิกายกใ็ ห้นุ่งห่มจีวรสี เหลือง
หม่นเท่านน้ั กระผมเหน็ วา่ ๆ ไม่เป็นการสมควร เพราะในส่ิงทถี่ ูกตอ้ งตามพระธรรมวนิ ัย ไม่ว่านิกายไหน ก็ย่อมเลือก
ปฏบิ ัติได้ (อา้ งจาก พระคันธสาราภิวังสะ ธัมมาจรยิ , พร้อมคณะ, อคั รมหาบณั ฑิตานุสรณ์ พระธมั มานนั ทมหาเถระ,
หนา้ ๑๐๕) แม้แต่การนงุ่ หม่ ก็เช่นเดยี วกัน หากปฏบิ ตั ิถกู ต้องตามพระธรรมวนิ ัย ก็ยอ่ มปฏิบตั ไิ ด้.

๒๖ มณี รัตน์ , “จีวร” ธงชัยหรือเคร่ืองหมายของพระอรหันต์ , [ออนไลน์], แหล่งที่มา:
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=๔๓๙๓๒ [๑๖ สงิ หาคม ๒๕๖๓].

๖๘

กางเกงดาํ ที่เป็นสากล เช่น สวมใส่ชุดสูท ผูกเน็คไท หากไปงานอวมงคลท่ีไม่เป็นสิริมงคลควรจะสวม
ใส่ชุดดํา ตรงกนั ข้ามกับพระสงฆ์จะมีอยู่ผ้าไตรชุดเดยี ว แต่การห่มจีวร จะเปลย่ี นไป คือ ไปในหมู่บ้าน
หม่ คลมุ ปดิ ไหล่ท้ังสองขา้ ง อย่ทู ี่อาวาส หม่ ปิดไหลซ่ ้าย เปดิ ไหล่ขวา

สีท่ีต้องทันตามเวลาคนเจ็บป่วยให้เข้าถึงการรักษา อย่างทันทีและเป็นสากลท่ัวโลก
ยอมรับไม่ว่าจะเห็นจะอยู่ที่ไหน จะต้องงดเว้นในการทําลายล้าง หรือบุกเข้าโจมตี เข้าไปทําร้าย
ร่างกาย คือ สีที่เป็นสญั ลักษณ์ของกาชาด หรือสอี นุโลมแดง ที่เป็นรูปเครื่องหมายบวก แสดงถึงความ
ปลอดภยั ในชวี ติ และทรพั ย์สิน

สีจีวรของนักบวช สมณะ นักพรต ดั้งเดิมน่าจะมีเหตุผลมาจากเป็นสีท่ีเห็นได้ถนัดชัดเจน
โดยเฉพาะในป่าจะต้องเป็นสีแห่งความปลอดภัย เน่ืองจากสัตวท์ ั้งหลายที่เห็นแตไ่ กล คือ สีเปลวเพลิง
สัตว์ป่าก็นึกว่าเป็นกองไฟกําลังลุกไหม้อยู่ จึงหลีกเลี่ยงไม่เข้ามาใกล้ แม้นายพรานท่ีกําลังล่าสัตว์อยู่ก็
สงั เกตเห็นได้ง่าย เนื่องจากโดดเด่นกว่าสีอื่น ๆ นายพรานนอนอยู่กลางป่าจะต้องสุมไฟไว้ป้องกันสัตว์
รา้ ยที่จะเขา้ มาทําลาย สีของไฟ เป็นสเี ปลวเพลิงชว่ ยให้ปลอดภยั ได้

หลักฐานสนับสนุนสําคัญประการหนึ่ง คือ กฎหมายในต่างประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา
กําหนดให้ผู้ที่จะเดินทางเข้าไปในป่านั้น ต้องสวมเส้ือผ้าสีแสดหรือออกส้มเช่นเดียวกัน เพ่ือความ
ปลอดภัยจากการถูกนายพรานทกี่ ําลงั ลา่ สตั ว์ในป่ายงิ เขา้ โดยไมต่ ั้งใจ

๔.๕ ค้าเรียกสีสมยั สุโขทยั

จากการวจิ ัยของ ศภุ มาศ เอ่งฉา้ น ได้วเิ คราะหว์ ิวัฒนาการณ์เกิดคําเรียกสพี ื้นฐาน คําที่ใช้
เรียกสสี มยั สโุ ขทยั มี ๕ คํา ดงั นี้ คือ ขาว ดาํ แดง เหลอื งและเขยี ว

๔.๕.๑ ววิ ัฒนาการการเกิดของคา้ เรียกสีพนื ฐานในภาษาไทย

๑) ววิ ฒั นาการการเกดิ ของคาํ เรยี กสพี ืน้ ฐานในภาษาไทยสมยั สุโขทยั
ตามท่เี บอร์ลินและเคย์ ได้ศึกษาคาํ เรียกสีในภาษาต่างๆ ท่ัวโลก และเสนอวา่ ถ้าพบ
คําเรียกสีท้ังหมด ๕ คํา ในภาษาหนึ่ง คําเรียกสี ๕ คํา จะเป็นคําเรียกสี ขาว ดํา แดง เหลือง และ
เขียว และคํา ๕ คําดังกล่าวจะมีววิ ัฒนาการดังนี้คอื เป็นคําเรยี กสี ขาว และ ดํา ในระยะที่ I คําเรียกสี
แดง ในระยะท่ี II คําเรียกสีเหลืองในระยะที่ III และคําเรียกสี เขียวในระยะท่ี IV ผู้วิจัยพบคําเรียกสี
พ้ืนฐานในภาษาไทยสมัยสุโขทัย จํานวน ๕ คําได้แก่ คําเรียก สี ขาว ดํา แดง เหลือง และเขียว จึง
สันนิษฐานว่าคําเรียกสีถึงท้ัง ๕ คํา ดังกล่าวนี้น่าจะ พัฒนาไปตามวิวัฒนาการการเกิดของคําเรียกสี
พน้ื ฐานไปถงึ ระยะท่ี ๔ ตามทฤษฎที ีเ่ บอร์ลินและเคย์ ไดเ้ สนอไว้ ดังนี้

๖๙

ภาพที่ ๔.๕ การสันนษิ ฐานววิ ฒั นาการการเกดิ
ของคําเรยี กสีพืน้ ฐานในภาษาไทยสมัยสโุ ขทัย๒๗
เนื่องด้วยภาษาไทยในสมัยสุโขทัยมีคําเรียกสี ๕ คํา ตามหลักฐานท่ีเบอร์ลินและเคย์พบ
ถ้าภาษาใดมี ๒ คําเรียกสพี ้ืนฐาน สองสีน้นั จะเป็น ขาวและดํา ถ้าภาษาใดมี ๓ คําเรยี กสพี ื้นฐาน สาม
สนี ้ันจะเป็น ขาว ดําและแดง ถ้าภาษาใดมี ๔ คาํ เรยี กสพี ้ืนฐานส่สี ีน้ันจะเป็น ขาว ดํา แดง และเหลือง
และถ้าภาษาใดมี ๕ คาํ เรียกสีพน้ื ฐาน หา้ สีนั้นจะเป็น ขาว ดาํ แดง เหลือง และเขียว
ตามแผนภูมิรูปภาพนี้ สันนิษฐานได้ว่าภาษาไทยสมัยสุโขทยั ได้มีวิวฒั นาการของคําเรยี กสี
พื้นฐานมาถึงระยะท่ี IV โดยในระยะที่ I มีคําเรียกสีขาวและดํา ระยะที่ II มีคําเรียกสีแดง ระยะ ท่ี III
มีคําเรียกสีเหลอื ง และระยะที่ IV มีคาํ เรียกสีเขียว
๒) การปรากฏและโครงสร้างภาษาของการปรากฏของคําเรียกสีพ้ืนฐานใน
ภาษาไทยสมัยสุโขทัย จากเอกสารภาษาไทยสมัยสุโขทัยพบว่า คําเรียกสีพื้นฐานทั้ง ๕ คํา ปรากฏ
ใน ๒ ลกั ษณะ คอื
(๑) ปรากฏโดยลาํ พังไมม่ คี วามเปรียบในโครงสรา้ งต่อไปนี้
ก. ปรากฏเฉพาะเพียงคําเรียกสพี นื้ ฐานโดยลําพัง ตัวอยา่ งเชน่ ขาว ดาํ แดง
เหลือง เขียว
ข. ปรากฏร่วมกับคําว่า "สี" โดยมีคําว่า "สี" นําหน้า ตัวอย่างเช่น สีขาว สี
ดาํ สีแดง สีเหลอื ง สเี ขยี ว
ค. ปรากฏโดยมีคําขยาย ๑ คําปรากฏรว่ มด้วย ตวั อยา่ งเช่น แดงงาม

๒๗ ศุภมาส เอ่งฉ้วน, “คําเรียกสีและมโนทัศน์เรื่องสีของคนไทย สมัยสุโขทัยและสมัยปัจจุบัน”,
วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์, (คณะอักษรศาสตร์: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
๒๕๔๓), หนา้ ๒๑.

๗๐

(๒) ปรากฏอยู่ในความเปรียบในในโครงสร้างต่อไปนี้
ก. ปรากฏในลักษณะของคําเรียกสีพ้ืนฐานโดยอาจมีคําขยายตามมาและ

ตามมาด้วยคาํ หรือวลเี รยี กส่ิงเปรียบโดยมีคาํ ดงั ซึ่งเป็นคาํ แสดงการเปรียบค่ันกลางในแบบโครงสร้าง
ต่อ ไปนี้

คา้ เรยี กสีพนื ฐาน (คา้ ขยาย) ดัง + คา้ หรือวลีเรยี กสงิ่ เปรียบ

ตัวอย่างเช่น ขาวดงั หอยสังข์ทา่ นฝนใหม่ ดําดงั คอกา แดงดงั ดอกเซ่ง เหลอื งดงั ใบไม้ เขียว

ดงั ดอกอินทนิล ขาวงามดงั แผน่ ดินเงนิ ยวง ขาวงามดงั สงั ขอ์ ันทา่ นขดั ให้งาม เปน็ ตน้

สําหรบั คาํ หรือวลเี รียกสิ่งเปรยี บนน้ั จะมโี ครงสร้างดงั นคี้ อื

คาํ /วลีเรียกสิ่งเปรียบ คํานาม (สว่ นขยาย)

ส่วนขยาย คํานาม

คํากรยิ าคณุ ศัพท์

บุพบทวลบี อกเวลา

อนภุ าคคุณศัพท์

ประโยค

ส่วนขยายอาจปรากฎหรือไม่ก็ได้ ถ้าปรากฏส่วนขยายอาจเป็นคํานาม คํากริยาคุณศัพท์

บุพบทวลบี อกเวลา อนภุ าคคุณศัพท์ หรอื ประโยค ตวั อย่างขอ้ มูลท่พี บไดแ้ ก่

แดงดังดอกเซ่ง แดงดงั - คาํ นาม

ขาวงามดังแผน่ ดินเงินยวง ขาวดัง - คํานาม + คาํ นาม

ดาํ ดงั ววั ดํา ดาํ ดงั - คาํ นาม + คาํ กรยิ าคุณศัพท์

แดงดงั แสงอาทิตย์เมื่อสนธยา แดงดัง - คํานาม + บพุ บทวลบี อกเวลา

ขาวงามดงั สังขอ์ ันท่านขัดใหง้ าม ขาวดัง - คํานาม + อนุภาคคุณศัพท์

ขาวดังหอยสงั ข์ท่านฝนใหม่ ขาวดงั - คาํ นาม + ประโยค

๔.๕.๒ ส่งิ ท่ใี ชเ้ ปรียบกบั คา้ เรยี กสพี ืนฐานในภาษาไทยสมัยสโุ ขทัย

นอกจากนี้ คําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยสมัยสุโขทัยปรากฏอยู่ในความเปรียบ โดยมีการ
เปรียบกับส่ิงของเรื่องแสง สัตว์และส่วนต่างๆ ของสัตว์ ดอกไม้ พืชผัก วัตถุ และแร่ธาตุ สิ่งหรือ
ประเภท ท่ีมีการใชเ้ ปรยี บกับคําเรียกสพี ้ืนฐานในภาษาไทยสมยั สุโขทัยส่วนใหญ่คือ ดอกไม้ ใช้เปรียบ
รองลงมา คอื สิง่ ทมี่ แี สงหรอื เรอื งแสงได้ สัตว์และส่วนต่างๆ ของสตั ว์ วัตถุ พชื ผัก และแร่ธาตุ

๗๑

๔.๖ คา้ เรียกสใี นสมยั อยุธยา

วิเคราะห์คําเรียกสีในสมัยอยุธยา จากงานวิจัยของ วิพาที ทิพย์คงคา ได้แบ่งสมัยอยุธยา
ออกเป็น ๓ ช่วง คือ ช่วงตอนต้น ตอนกลาง และตอนปลาย โดยแบ่งคําเรียกสีในช่วงตอนต้นดังนี้คือ
สขี าว แดง เหลือ เขียว และชมพู๒๘ ต่อมาได้มีวรรณกรรมที่เกา่ แก่เกิดข้ึนคือ เร่ืองลลิ ิตโองการแช่งน้ํา
จัดได้ว่าเป็นวรรณกรรมที่เก่าแก่ในสมัยอยุธยา ในเร่ืองจะมีบทว่า “คนจําผีพรายผี ชรหม่ืนดํา”
ซึ่ง วิพาที ทิพย์คงคา ได้ให้ความเห็นว่าเป็นสีดํา ต่อมาในช่วง พ.ศ. ๑๙๙๑-๒๐๒๖ วรรณกรรม เรอื่ ง
ลลิ ิตโองการแชน่ า้ํ ไดม้ สี ีเพม่ิ เตมิ จากสมัยสุโขทยั ซ่งึ มีสี ดังนี้ ดํา ขาว แดง เหลอื ง เขียว ชมพู

ในสมัยอยุธยาตอนต้นวรรณกรรมกที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะมหาชาติคํา
หลวง เกิดมีสีแสด ซ่ีงจะเห็นได้ว่าสมัยอยุธยาต้นตอนมีสี ดังนี้ ดํา ขาว แดง เหลือง เขียว ชมพูและ
แสด

จากการศึกษาข้อมูลสมัยอยุธยาตอนกลาง ยังคงพบการปรากฏคําเรียกสีพ้ืนฐานเหมือน
ดังเช่นท่ีปรากฏในสมัยอยุธยาตอนต้นคือคําเรียกสี ขาว ดํา แดง เหลืองและเขียว ส่วนคําเรียกสีชมพู
และสีส้มไม่พบความถ่ีปรากฏในสมัยอยุธยาตอนกลาง และไม่พบการปรากฏ คําเรียกสีพื้นฐานอื่น
เกดิ ขึ้นในสมยั อยุธยาตอนกลางเชน่ กนั ถึงแม้ว่าผู้วจิ ยั จะพบบรบิ ทท่มี ีคําว่า "มว่ ง” และ “เทา" ในสมัย
อยุธยาตอนกลาง แต่เม่ือดูจากบริบทแวดลอ้ มไม่อาจจัดใหค้ ําว่า “ม่วง" และ "เทา" ท่ีพบเปน็ คาํ เรียกสี
ได้

การปรากฏคําว่า “ม่วง”และ “เทา" จากวรรณกรรมเร่ือง อนิรุทธคําฉันท์ เป็นการ
พรรณนาเกี่ยวกบั ปลาชนิดต่างๆ ในบรบิ ทว่า “สูบม่วงกดกรายหมู่หมาย หมึกเหมันหลากหลาย กรลึง
ประดึงไปมา” ซงึ่ "ม่วง" ในที่นี้เป็นชอ่ื ปลาชนิดหนง่ึ จึงไมจ่ ัดเปน็ คาํ เรยี กสีพน้ื ฐาน และพบคําว่า “เทา"
จากวรรณกรรมเรื่อง อนิรุทธคําฉันท์ ในบริบทว่า “เฉิดศรสยามพรายเพรา แสงสันเทาเทียมเมฆ" มี
ความหมายว่า แสงศรเจิดจ้าข้ึนไปสูงเท่าเทียมเมฆ คําว่า “เทา” ในท่ี นี้มีความหมายว่า “ไป" หรือ
“เทา่ เทยี ม” จงึ ไมจ่ ัด “เทา" ทีพ่ บในบริบทดังกลา่ วเปน็ คาํ เรียกสีพน้ื ฐานได้

๒๘ วิพาที ทิพย์คงคา, “คําเรียกสีในภาษาไทยสมัยอยุธยา” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวชิ าภาษาศาสตรป์ ระยกุ ต์ (บัณฑิตวทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๓), หน้า ๒๖-๓๓.

๗๒

ตารางที่ ๔.๑ ตารางแสดงความถ่ีท่ีพบค้าเรียกสีพืนฐานในวรรณกรรมสมัยอยุธยา
ตอนกลาง๒๙

ความถ่ีคา้ เรียกสีพนื ฐานที่พบสมัยอยธุ ยาตอนกลาง
เรอ่ื ง (จ้านวนครงั )

ขาว ด้า แดง เหลอื ง เขยี ว

๑. โคลงนริ าศหริภุญชัย (พ.ศ.๒๑๘๐) ๑ ๑๑ ๑ ๑
๒. โคลงนิราศนครสวรรค์ (พ.ศ.๒๒๐๑)
๓. คําฉันท์กลอ่ มช้าง (พ.ศ.๒๒๐๓) ไมป่ รากฏคาํ เรียกสีพ้นื ฐาน -
๔. พระราชพงศาวดารกรุงเก่า -
(พ.ศ.๒๒๒๓) ไม่ปรากฏคาํ เรียกสีพน้ื ฐาน
๕. คําฉันท์เฉลิมพระเกยี รตพิ ระเจ้า
ปราสาททอง (พ.ศ.๒๒๐๐-๒๒๓๐) ๑ -- -
๖. โคลงภาษิตพระราชนพิ นธ์
(พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑) ๑ -- ๒
๗. เส้อื โคคาํ ฉนั ท์ (พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑)
๘. สมุทรโฆษคําฉันท์ (พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑) ไม่ปรากฏคําเรยี กสีพน้ื ฐาน
๙. จนิ ดามณี (พระมหาราชครู)
(พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑) - -๑ - -
๑๐. โคลงอกั ษรสามหมู่ ๑
(พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑) ๑ ๑๒ -
๑๑. กาพยห์ ่อโคลงพระศรีมโหสถ ๑
(พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑) ๑ -- - -
๑๒.โคลงเฉลิมพระเกยี รตสิ มเด็จพระ -
นารายณ์ - ๑- -
๑๓. ราชาพิลาปคําฉนั ท์
(พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑) - -๑ -

- -๑ -

ไม่ปรากฏคาํ เรยี กสีพ้นื ฐาน

๒๙ อา้ งแลว้ .

๗๓

เร่ือง ความถ่คี ้าเรยี กสพี นื ฐานท่ีพบสมัยอยุธยาตอนกลาง
(จ้านวนครงั )
๑๔. โคตงทวาทศมาส (พ.ศ.๒๑๙๙-
๒๒๓๑) ขาว ดา้ แดง เหลือง เขยี ว
๑๕. อนิรทุ ธคาํ ฉนั ท์ (พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑) - -- ๑ ๒
๑๖. กําสรวลศรปี ราชญ์ (พ.ศ.๒๒๓๕)
๔ ๑๑ ๒ ๑
ความถีร่ วม (๓๖) - ๑๑ - ๒
๙ ๕๘ ๖ ๘

สมัยอยุธยาตอนปลาย วิพาที ทิพย์คงคา เก็บข้อมูลจากวรรณกรรม ๑๕ เร่ือง พบการ
ปรากฏคําเรียก สีพื้นฐาน จากวรรณกรรม ๙ เรื่อง ส่วนอีก ๖ เรื่องคือ โคลงนิราศเจ้าฟ้าอภัย โคลง
ชะลอพระ พุทธไสยาสน์ เพลงยาวเจ้าฟ้าธรรมมาธเิ บศร์ จินดามณี (ฉบับพระเจา้ อยู่หัวบรมโกศ) และ
บณุ โนวาทคําฉันท์ ผู้วิจัยไม่พบการปรากฏคําเรียกสีพื้นฐาน ส่วนวรรณกรรมเรื่องนันโทปนันทสูตรคํา
หลวง ผูว้ จิ ยั พบเพยี งการปรากฏคาํ เรยี กสไี มพ่ ื้นฐาน

จากการเก็บข้อมูลสมัยอยุธยาตอนปลาย ผู้วิจัยยังคงพบการปรากฏคําเรียกสีพ้ืนฐาน
เหมือนดังเช่นท่ีปรากฏในสมัยอยุธยาตอนต้นและตอนกลางคือคําเรียกสี ขาว ดํา แดง เหลือง เขียว
ชมพูและส้ม นอกจากน้ียังพบการปรากฏคาํ เรยี กสีฟ้าและคาํ เรียกสีม่วงในสมยั อยุธยาตอนปลาย

ตารางท่ี ๔.๒ ตารางแสดงความถ่ีที่พบค้าเรียกสพี ืนฐานในวรรณกรรมสมยั อยุธยาตอน
ปลาย๓๐

เรื่อง ความถี่คา้ เรียกสีพืนฐานท่ีพบสมัยอยุธยาตอนปลาย (จา้ นวนครัง)
ขาว ดา้ แดง เหลอื ง เขยี ว ชมพู สม้ ม่วง ฟา้

๑.โคลงนริ าศเจ้าฟา้ อภัย ไม่ปรากฏคําเรียกสี
(พ.ศ.๒๒๕๒-๒๒๗๕)

๒. โคลงชะลอพระ พทุ ธ ไม่ปรากฏคําเรียกสี
ไสยาสน์
(พ.ศ.๒๒๕๒-๒๒๗๕)

๓๐ อา้ งแลว้ .

๗๔

เรอื่ ง ความถี่ค้าเรียกสพี ืนฐานท่ีพบสมัยอยธุ ยาตอนปลาย (จ้านวนครัง)
ขาว ดา้ แดง เหลอื ง เขียว ชมพู สม้ ม่วง ฟา้

๓. พระมาลัยคาํ หลวง ๔ - ๓ ๗ ๕ - ๒- -

(พ.ศ.๒๒๘๐)

๔. นนั โทปนันทสตู ร ไมป่ รากฏคําเรียกสีพ้ืนฐาน
คาํ หลวง (พ.ศ.๒๒๘๐)

๕. เพลงยาวเจา้ ฟา้ ธรรม

มาธเิ บศร์ ไม่ปรากฏคาํ เรยี กสี

(พ.ศ.๒๒๔๘-๒๒๘๙)

๖.กาพยเ์ ห่เรือ ๒ ๑๑ ๑ - - ---

(พ.ศ.๒๒๗๕-๒๒๘๙)

๗. นิราศประพาสธาร ๔ ๕ ๓ ๕ ๑ ๑ ๑๑๑

ทองแดง

(พ.ศ.๒๒๗๕-๒๒๘๙)

๘. นิราศธารโศก ๖ - ๖ ๒ - ๒ ๒ พบ พบ

(พ.ศ.๒๒๗๕-๒๒๘๙)

๙. จนิ ดามณี (พระเจา้

อยู่หวั บรมโกศ) ไมป่ รากฏคําเรยี กสี

(พ.ศ.๒๒๗๕-๒๓๐๑)

๑๐. ศิริวบิ ุลกิตต์ ๖ ๓ ๑๓ ๑ ๓ - - - -

(พ.ศ.๒๒๗๕-๒๓๐๑)

๑๑. คําฉนั ท์คชกรรม ๔ ๔๖ ๕ ๑ - ---

ประยูร (พ.ศ.๒๒๙๑)

๑๒. บณุ โนวาทคําฉันท์ ไมป่ รากฏคาํ เรียกสี
(พ.ศ.๒๒๙๔-๒๓๐๑)

๑๓. นิราศพระพุทธ บาท - ๑ - - - - - - -

(พ.ศ.๒๒๙๔-๒๓๐๑)

๑๔. นางมโนราห์ ๑ - - ๑ - ๑ ---

(ไม่ปรากฏปีทแี่ ต่ง)

๑๕. สงั ขท์ อง ๒ ๑๑ - - - ---

(ไมป่ รากฏปีท่ีแต่ง)

๗๕

เร่ือง ความถีค่ า้ เรียกสีพนื ฐานที่พบสมัยอยธุ ยาตอนปลาย (จ้านวนครัง)
รวม (๑๒๐) ขาว ด้า แดง เหลือง เขยี ว ชมพู สม้ มว่ ง ฟ้า
๒๙ ๑๕ ๓๓ ๒๒ ๑๐ ๔ ๕ ๑ ๑

จากการเก็บข้อมูลคําเรียกสีในภาษาไทยสมยั อยุธยาทั้งหมด พบความถี่คําเรียกสี พื้นฐาน
๙ คําคือ ขาว, ดาํ , แดง, เหลอื ง, เขียว, ชมพู, สม้ ฟา้ และม่วง

๔.๗ คา้ เรยี กสีสมยั รตั นโกสนิ ทร์

จากการศึกษาวิวัฒนาการของคําเรียกสีในภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ โดย ธนัฏฐากุล
พรทิพยพาณิช ได้ศึกษาช่วงปี พ.ศ. ๒๓๒๙- ๒๔๘๗ นั้น ได้พบคําเรียกสีพื้นฐานท่ีเกิดขึ้นใหม่ ๓ คํา
คือ คําเรียกสีเทา น้ําเงิน และน้ําตาล ในงานเขียนวรรณกรรม๓๑ ในภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร์ท่ีพบ
คาํ เรียกสีพืน้ ฐาน ไดแ้ ก่ ขาว ดาํ แดง เหลือง เขยี ว ฟ้า มว่ ง ชมพู แสด เทา น้ําเงนิ และนํ้าตาลน้ัน มี
ววิ ฒั นาการการเกดิ คํา เรียกสเี พิ่มขึ้นจากภาษาไทยในสมัยก่อนหนา้ กลา่ วคือ มีการเกดิ เรยี กสพี นื้ ฐาน
ใหม่ขึ้น ๓ คําเรียกสี ได้แก่ คํา เรียกสีเทา พบคร้ังแรกในบทละครเรื่องรามเกียรติ์ สมัยรัชกาลที่ ๑
พ.ศ. ๒๓๔๐ คําเรียกสีน้ําเงิน พบคร้ังแรกในสามก๊ก สมัยรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๔๘ และคําเรียกสี
นํ้าตาล พบครั้งแรกในอิเหนา สมัยรัชกาลที่ ๒ หลัง พ.ศ. ๒๓๕๐ ซึ่งสามารถอธิบายเป็นแผนภาพ
วิวัฒนาการคาํ เรยี กสีพ้ืนฐานในภาษาไทยได้ ดังน้ี

ระยะท่ี I – IV พ.ศ. ๑๙๙๑ พ.ศ. พ.ศ.๒๒๗๕ พ.ศ.๒๓๔๐ พ.ศ.๒๓๔๘ พ.ศ.๒๓๕๐

๒๑๔๕ –๒๐๒๖ –๒๑๗๐ –๒๓๐๑

WHITE WHITE WHITE WHITE WHITE WHITE WHITE

YELLOW YELLOW YELLOW YELLOW YELLOW YELLOW YELLOW
ORANGE ORANGE
ORANGE ORANGE ORANGE

RED RED RED RED RED RED RED
PINK PINK PINK
PINK PINK PINK

PURPLE PURPLE PURPLE PURPLE

GRUE GRUE GRUE BLUE BLUE LIGHT BLUE LIGHT BLUE
DARK BLUE DARK BLUE

๓๑ ธนัฏฐากุล พรทิพยพานิช, “คําเรียกสีในภาษาไทยสมัยธนบุรแี ละสมัยรตั นโกสินทร์”, วทิ ยานพิ นธ์
ศลิ ปศาสตรมหาบัณฑิต, (สาขาภาษาศาสตร์ประยกุ ต์ บณั ฑิตวทิ ยาลัย: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๗), หน้า
๘๒.

๗๖

ระยะท่ี I – IV พ.ศ. ๑๙๙๑ พ.ศ. พ.ศ.๒๒๗๕ พ.ศ.๒๓๔๐ พ.ศ.๒๓๔๘ พ.ศ.๒๓๕๐
๒๑๔๕ GREEN
–๒๐๒๖ –๒๑๗๐ –๒๓๐๑

GREEN GREEN GREEN

GREY GREY GREY

BLACK BLACK BLACK BLACK BLACK BLACK BROWN
BLACK

ตารางที่ ๔.๓ ตารางแสดงววิ ฒั นาการคาํ เรยี กสีพ้ืนฐานในภาษาไทย

จากตารางที่ ๔.๓ จะเห็นว่าผู้วิจัยจัดประเภทสี ๕ ประเภทสีแรกเรียงซ้อนกัน โดยระบุว่า
เป็นระยะที่ I – IV เน่ืองจากไม่มีหลักฐานก่อนสมัยสุโขทัยท่ีจะพิสูจน์ได้ว่าประเภทสีใดเกิดข้ึนก่อน
ประเภทสใี ด

๔.๘ สัมภาษณ์ผบู้ อก

จากการสัมภาษณ์ผู้บอกซึ่งเป็นผู้มีองค์ความรู้ทางพุทธศาสนา ผู้วิจัยได้เลือกพระสงฆ์
จํานวน ๓ รูป และ นักวิชาการจํานวน ๒ ท่าน ได้ให้ความเห็นว่า เนื่องจากการใช้สีจีวรของพระสงฆ์
ไทยน้ัน ได้รับอิทธิพลมาจากพระสงฆ์ฝ่ายเถรวาท เม่ือพระเจ้าอโศกมหาราชได้ทรงส่งสมณทูตไปยัง
ดินแดนต่างๆ เพ่ือประกาศพุทธศาสนา จํานวน ๔ สายนั้น แต่สายท่ี ๘ ได้ส่งพระโสณะเถระกับ
พระอุตตระเป็นหวั หนา้ คณะเดินทางมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาและวางรากฐานในดนิ แดนอาณาจักร
สุวรรณภูมิ มีความเช่ือว่าศูนย์กลางอยู่ท่ีประเทศไทย เป็นระยะเวลากว่า ๒,๐๐๐ ปี ที่ประเทศไทย
ได้รับยอมรับพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทเป็นศาสนาประจําถ่ิน ซึ่งมีหลักฐานท่ีเป็นได้ชัดคือ ภาษา
บาลี-สันสกฤต ปะปนอยู่กับภาษาไทยจนแยกกันไม่ออก นอกจากด้าน ภาษาแล้ว ประเพณี
วฒั นธรรม กไ็ ด้รบั อิทธพิ ลจากชมพูทวีปด้วย ตลอดทงั้ ชาวพุทธในประเทศไทยก็ได้ประพฤติปฏิบตั ิตาม
ด้วยความเคารพนับถือพระสงฆ์ ในฐานะผู้นําจิตวิญญาณสูงสุดใน ชีวิตประจําวัน จึงยกย่องพระสงฆ์
ให้อยเู่ หนือกว่าประชาชนทัว่ ไป

ในสมัยสโุ ขทัยผวู้ จิ ัยไดค้ ัดเลือกผบู้ อก อาจารยป์ ระสิทธิ์ แสงทบั ข้าราชการบํานาญ สาํ นัก
วรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร๓๒ ได้ให้ข้อมูลว่าในสมัยสุโขทัยยังยึดถือประพฤติปฏิบัติ

๓๒ สัมภาษณ์ อาจารย์ประสิทธ์ิ แสงทับ, ข้าราชการบํานาญ สาํ นักวรรณกรรมและประวตั ิศาสตร์ กรม
ศิลปากร, ๙ กนั ยายน ๒๕๖๓.

๗๗

ตามพระธรรมวินัย ซึ่งได้ทําสังคายนาครั้งที่ ๓ เพื่อปรารภพวกเดียรถีย์ที่ปลอมตัวมาบวช เพ่ือเห็นแก่
ลาภสักการะโดย มีจุดประสงค์เพ่ือทําลายศาสนาพุทธ พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระเป็นประธาน
มพี ระเจา้ อโศกมหาราช ทรงเป็นองค์ศาสนปู ถัมภ์ จงึ ได้ส่งพระสาวกไปประกาศพุทธศาสนายังดนิ แดน
ต่างๆ ยึดถือปฏิบัติตามแนวทางเดียวกันตามพระพุทธดํารัสของพระพุทธเจ้าดังพุทธวจนะในคราวจะ
เสดจ็ ดับขนั ธปรนิ พิ พานว่า

โย โว อานนฺทมยา ธมโฺ ม จ วนิ โย จ เทสโต ปญฺญตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถา
แปลว่า : ดูกรอานนท์ ธรรมแลวินัยใด ท่ีเราได้แสดงแล้วและบัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย
ธรรมและวินยั นั้น จกั เป็นศาสดาของเธอทัง้ หลาย ในเมือ่ เราลว่ งลับไป๓๓

แตก่ ่อนที่พระพุทธองคจ์ ะเสด็จดบั ขันธปรินิพพานได้ปรารภเร่ืองสีของจีวรท่พี ระฉพั พัคคีย์
ห่มจีวรหลาก สีท้ังสีแดงล้วน เขียวล้วน เหลืองล้วน ดําล้วน เขียวครามล้วน บานเย็นล้วน ชมพูล้วน
จนเป็นข้อครหาของชาวบ้านว่าภิกษุฉัพพัคคีย์ห่มจีวรมีสีเหมือนผ้าคฤหัสถ์ เมื่อเรื่องนั้นมีภิกษุสงฆ์ได้
กราบทูล พระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงตรัสเรื่องการใช้สีของจีวรซึ่งปรากฏมีมาในพระไตรปิฎก วินัย
ปิฎก เล่ม ๕ จีวรขันธกะ มหาวรรค มีความวา่ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุ

สที ที่ รงห้ามใช้ ไม่มีการระบุตรงๆ ในพระวินยั ว่าสที อี่ อกมาจะตอ้ งเปน็ อย่างไร นอกจาก

บอกเพียงวสั ดุทีใ่ ช้ย้อมจวี รเท่านน้ั แตม่ กี ารระบุถึงสีท่หี า้ มไว้ ดงั น้ีว่า:

น ภกิ ขฺ เว สพพฺ นลี กานิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ ภิกษไุ ม่พึงห่มจีวรสเี ขียวล้วน

น สพพฺ ปตี กานิ จวี รานิ ธาเรตพฺพานิ ไม่พึงหม่ จวี รสเี หลอื งล้วน

น สพฺพโลหิตกานิ จีวรานิ ธาเรตพพฺ านิ ไมพ่ ึงห่มจวี รสแี ดงลว้ น

น สพพฺ มญเฺ ชฏกฺ านิ จีวรานิ ธาเรตพพฺ านิ ไมพ่ ึงห่มจวี รสบี านเย็นล้วน

น สพพฺ กณหฺ านิ จีวรานิ ธาเรตพฺพานิ ไม่พึงหม่ จวี รสีดําล้วน

น สพพฺ มหารงฺครตฺตานิ จวี รานิ ธาเรตพฺพานิ ไม่พึงห่มจีวรสแี สดลว้ น

น สพพฺ มหานามรตฺตานิ จวี รานิ ธาเรตพฺพานิ ไมพ่ ึงหม่ จวี รสชี มพลู ้วน๓๔

ในอรรถกถาพระวนิ ัยวา่ ดว้ ยสีจวี รท่ตี อ้ งหา้ ม เช่นเดียวกับสีทห่ี า้ มใช้สําหรับรองเทา้ มี
รายละเอียดเพ่มิ เติมว่า ไดแ้ ก่

๑. สเี ขียว/คราม/ม่วง เหมอื นดอกผักตบชวา
๒. สีเหลือง/สม้ /แสด เหมอื นดอกกรรณกิ าร์

๓๓ ที.ม.๑๐/๑๔๑/๑๗๘
๓๔ ว.ิ ม. (ไทย) ๕/๓๗๒/๒๔๘.

๗๘

๓. สีแดง เหมอื นดอกกหุ ลาบหรือดอกชบา
๔. สีหงสบาท (ขาหงส์) คอื สีแดงกับสีเหลืองคละกัน
๕. สีดํา เหมอื นลูกประคําดคี วาย
๖. สแี ดงเขม้ เหมือนหลงั ตะขาบ
๗. สแี ดงกลายๆ เป็นสผี สมกนั เหมอื นสใี บไมแ้ กใ่ กลร้ ว่ งเต็มที่ (ในอรรถกถากรุ นุ ทกี ล่าววา่
สเี หมอื นดอกบัว)
ถ้าจีวรมีสีตรงตามน้ี ให้ภิกษุย้อมใหม่ ถ้าทําลายสีเดิมไม่ออกก็ให้นําไปใช้เป็นผ้าปูลาด
สาํ หรับรองนัง่ หรอื ใช้งานอนื่ ๆ หรือใช้ซับในระหว่างจวี รสองชั้นกไ็ ด้

ในสมัยสุโขทัยจะไม่ใช้จีวรโทนสีเหลือง ทมี่ ีสีอ่นื ปน จงึ หมายถึงสีเหลืองลว้ น ซึง่ หมายถึงสี
เหลืองดอกคูน จะนิยมใช้สีเหลืองแก่นขนุน แต่เน่ืองจากในสมัยสุโขทัยมีคําเรียกสีน้อย คนไทยสมัย
สุโขทัยจะมีคําเรียกสีจํากัด มี ๕ สีเรียกว่าสีเบญจรงค์ ได้แก่ สีดํา สีขาว สีแดง สีเขียวและสีเหลือง
แต่ในการย้อมสีจีวรจะไม่ย้อมสีเหลืองล้วนเพราะผิดพระวินัย จึงย้อมสีเหลืองปนสีอื่นซึ่งจะไม่ผิด
พระวินัย วัตถดุ บิ ในการยอ้ มจะหาตามสภาพแวดลอ้ มทม่ี ี

ในสมัยอยุธยา ผู้วิจัยได้คัดเลือกผู้บอก รศ.จรูญ รัตนกาล ข้าราชการบํานาญ อาจารย์
ประจําสาขาปรัชญา มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนครศรีอยุธยา๓๕ ไดใ้ ห้ข้อมลู ว่า ในสมัยอยุธยาพระสงฆ์
จะใช้จีวรสีเหลืองแต่เหลืองมีหลายโทนตามวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นและตามสภาพภูมิศาสตร์ในการย้อม
สีจีวรเนื่องจากในสมัยอยุธยายังไม่มีสีเคมีเหมือนในปัจจุบันในการย้อมจึงใช้แก่นขนุนเป็นวัตถุดิบ
ถ้าต้องการสีที่เข้มก็ต้องย้อมหลายๆ คร้ังสีก็จะออกเป็นโทนสีเหลืองอมน้ําตาล แต่ก็จัดอยู่ในกลุ่มสี
เหลืองและสีเหลอื งจากยางของตน้ รงทอง

สมัยอยุธยา มีตลาดท่ีขายจวี รพระโดยเฉพาะจะเรียกว่า “ตลาดผ้าเหลือง”แต่เนื่องจากใน
สมัยอยุธยามีการติดต่อกับชาวต่างชาติท้ังตะวันตกและตะวันออก ทําให้มีการนําสีเหลืองอมส้มหรือสี
แสดมาใช้ในอาณาจกั รอยุธยาตามความนยิ มในยุคน้ัน

ในสมัยรัตนโกสินทร์ผู้วิจัยได้เลือกผู้บอกพระ ๓ รูปดังนี้ ๑) พระปลัดบุญยงค์ ทุลฺลโล,
ดร.๓๖ รูปที่ ๒ พระครูสมุห์ทิพย์ สิริธมฺโม, ดร.๓๗ และพระอาจารย์บวร ปวรธมฺโม ภาควิชาภาษา

๓๕ สมั ภาษณ์ รศ.จรูญ รัตนกาล, ขา้ ราชการบาํ นาญ อาจารย์ประจําสาขาปรชั ญา มหาวทิ ยาลัยราชภฏั
พระนครศรอี ยุธยา, วันที่ ๑๔ กนั ยนยน ๒๕๖๓.

๓๖ สมั ภาษณ์ พระปลดั บญุ ยงค์ ทลุ ลฺ โล, ดร. นกั วชิ าการด้านพระพทุ ธศาสนา, ๒๓ กันยนยน ๒๕๖๓.
๓๗ สมั ภาษณ์ พระครสู มหุ ท์ ิพย์ สริ ธิ มฺโม, ดร. นักวชิ าการด้านพระพุทธศาสนา, ๒๙ กันยนยน ๒๕๖๓.

๗๙

ตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย๓๘ จากการสัมภาษณ์ได้ข้อมูลท่ี
ตรงกันว่า ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลท่ี ๓๓๙ ขณะท่ีพระวชิรญาณประทับอยู่ที่วัดมหาธาตุนั้น ทรง
สอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค ในเวลาต่อมาทรงเล่ือมใสในความเคร่งครัดวินัยของพระสุเมธมุนี ซึ่ง
เปน็ ชาวมอญ

พ ระวชิรญ าณ จึงท รงเส ด็จ ย้ายจากวัด มห าธ าตุไปประทับที่วัดสมอราย คือ
วัดราชาธิราชในปัจจุบัน ในปี พ.ศ. ๒๓๗๒ ทรงเข้ารับการอุปสมบทซํ้า โดยมีพระสุเมธมุนีเป็นพระ
อุปัชฌาย์ หลังอุปสมบทแล้วพระวชิรญาณทรงศึกษาพระธรรมวินัยและข้อวัตรปฏิบัติจากพระ
อปุ ัชฌาย์แล้วทรงตั้งนกิ ายใหม่เรยี กว่า “ธรรมยุติกนิกาย” เผยแพร่การปฏิบัติอยา่ งเครง่ ครดั ตามวินัย
แบบชาวมอญ ใน พ.ศ. ๒๓๗๙ ทรงได้รับพระราชทานสมณศักด์ิเป็นพระราชาคณะเทียบเท่ารอง
เจ้าคณะใหญ่ ทรงเสด็จย้ายไปดํารงตําแหน่งเจ้าอาวาสและปกครองวัดบวรนิเวศวิหาร ดังน้ันจีวรสี
ของธรรมยุติกนิกายนิยมใช้สีกรัก ซึ่งเป็นสีแก่นขนุนหรือสีเหลืองอมน้ําตาลเข้ม ขณะเดียวกัน
มหานิกายจะใชส้ ีเหลืองทอง ส่วนสีพระราชนิยมเป็นสที ี่มีอยู่ตรงกลางระหว่างสีจวี รท้ังสองนิกายจะใช้
เม่ือได้รบั นิมนตเ์ ขา้ ร่วมงานพระราชพิธี

นอกจากน้ีแล้ว คําว่าสีเหลืองหรือโทนเหลือง สีเหลืองท่ีพระพุทธเจ้าตรสั นั้นคือสีเหลืองแบบ
ไหนชนิดไหน เพราะสีเหลืองที่กล่าวถึงในปัจจุบันมีหลายสีเหลืองเหลือเกิน จึงขอนําคําว่าสีเหลือง
อนั เป็นเฉดเหลอื ง หรอื โทนเหลอื ง มาให้เหน็ กนั ชัดๆ วา่ มีเหลืองอยกู่ ี่ชนดิ สี (ภาพท่ี ๔.๖)

น่ีคือเฉดเหลืองหรือโทนเหลือง มีอยู่ประมาณ ๒๐ สีเหลืองด้วยกัน สีเหลืองท่ีพระพุทธเจ้า
ตรัสว่า ภิกษุไม่พึงทรงจีวรสีเหลืองไม่มีสีอื่นปนนั่นน่าจะหมายถึงสีเหลืองล้วน ดังปรากฏในสีเหลือง
ขอ้ ที่ ๑ นน้ั เป็นสีเหลืองดอกคูน นค่ี ือสตี ้องห้ามสเี หลอื งทป่ี รากฏมีสีอน่ื ปน นบั ต้ังแตข่ ้อท่ี ๒ จนถึงข้อ
ท่ี ๒๐ ล้วนแต่มีสีอื่นปนท้ังสิ้น จึงควรวินิจฉัยสีให้ชัดเจนก่อนแล้วจึงประกาศในท่ามกลางสงฆ์ มิใช่ว่า
ตนเองยังวินิจฉัยสีไม่ถูกว่าสีเหลืองชนิดไหนเป็นสีต้องห้ามและสีเหลืองชนิดไหนที่พระพุทธเจ้าไม่ทรง

๓๘ สัมภาษณ์ พระอาจารย์บวร ปวรธมโฺ ม ภาควชิ าภาษาตะวันออกคณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย, ๒๖ กนั ยนยน ๒๕๖๓.

๓๙ ในสมัยรัชกาลท่ี ๒ เจ้าฟ้ามงกุฎได้ผนวกเป็นพระสงฆ์ได้ฉายาว่า “พระวชิรญาณ” ทรงประทับอยู่
วดั มหาธาตยุ ุวราชรังสฤษฎิ์ ภายหลังท่เี สด็จผนวกได้ ๑๕ วนั สมเด็จพระบรมชนกนาถ (ร.๒) ไดเ้ สด็จสวรรคตโดยมิได้
ดํารสั สั่งมอบราชสมบตั แิ ต่แกผ่ ู้ใด ตามนติ นิ ยั แลว้ ผมู้ สี ทิ ธิข์ น้ึ ครองราชย์คือ พระวชิรญาณ (เจา้ ฟา้ มงกฎุ ) แตเ่ นื่องจาก
พระวชิรญาณทรงตัดสินพระทัยท่ีจะผนวกต่อ ดังน้ันที่ประชุมพระราชวงศ์และเสนาบดีจึงถวายราชสมบัติแก่กรม
หมนื่ เจษฎาบดนิ ทรซ์ งึ่ เปน็ พระองค์เจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญเ่ สดจ็ ข้ึนครองราชยใ์ นรัชกาลที่ ๓ และพระวชิรญาณได้
ผนวกต่อไปจนส้ินรชั กาล แลว้ จึงลาผนวกออกไปขน้ึ ครองราชยเ์ ปน็ รชั กาลท่ี ๔

๘๐

ห้าม เพราะตอนน้ีมีภิกษุในเมืองก็ห่มสีจีวรสีหนึ่ง ภิกษุในบ้านชนบทก็ห่มสีจีวรอีกสีหนึ่ง ภิกษุในป่าก็
ห่มจีวรอีกสีหน่ึง เม่ือภิกษุท้ังหลายเหล่านั้นจะห่มจีวรสีใดก็เป็นไปตามสมัยนิยมในขณะน้ัน และหรือ
ตามเจ้าอาวาสทปี่ กครองวดั น้นั

ภาพที่ ๔.๖ จีวรโทนสเี หลอื ง๔๐

๔๐ ฉมณ์คิด แผนสมบูรณ์, ท้าไม ‘สีจีวร’ ของภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ถึงแตกต่างกัน,
[ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://www.matichonweekly.com/special-report/article_198191 [๕ ตุลาคม
๒๕๖๓].

๘๑

ตั้งแต่ปี ๒๕๐๘ ในสมัยน้ันยุคไหน ผา้ จีวรเปน็ เฉดแดงหรอื โทนแดง (ภาพท่ี ๔.๗)
ถา้ ดสู ีตามเฉดแดงน้ี สีจวี รในยุคนัน้ จะออกเฉดแดงดังปรากฏในสีกล่มุ ข้อท่ี ๗ ซึ่งก็มใิ ช่
เฉดแดงลว้ นดังสีแดงในข้อที่ ๑

ภาพที่ ๔.๗ จีวรโทนแดง๔๑

๔๑ อ้างแล้ว.

๘๒

มาถงึ ปี ๒๕๑๐ พระผ้ใู หญ่เริม่ ใชส้ จี ีวรเฉดเหลือง ดงั สีท่ีปรากฏในเฉดเหลืองข้อท่ี ๑ เพยี ง
แค่ ๒-๓ ปี จวี รภิกษุ-สามเณร กเ็ หลอื งอร่ามไปท้งั แผน่ ดินแต่สีเหลืองกป็ รากฏเป็นจวี รภกิ ษุ-สามเณร
อย่เู พยี งไม่กี่ปี กป็ รากฏสชี นดิ ใหม่ข้ึนมาแทนทส่ี เี หลือง นน่ั คือเฉดส้ม หรอื โทนสม้ (ภาพท่ี ๔.๘)

ภาพท่ี ๔.๘ จวี รโทนสม้ หรอื เฉดส้ม๔๒
สีจีวรท่ีปรากฏอยู่ในปจั จบุ นั ในคณะสงฆ์มหานิกายสว่ นหนึง่ เป็นจีวรเฉดส้ม และก็เปน็ สี
สม้ ดังปรากฏในข้อท่ี ๑
สจี ีวรภกิ ษุในคณะสงฆม์ หานิกายอีกส่วนหนึ่งกเ็ ปน็ จีวรเฉดส้มเชน่ เดยี วกัน แต่เปน็ เฉดส้ม
ปน ดังปรากฏในเฉดส้มข้อที่ ๖ และขอ้ ท่ี ๙

๔๒ อ้างแลว้ .

๘๓

ส่วนจีวรภิกษใุ นคณะสงฆ์ธรรมยุตก็เปน็ เฉดส้ม และเป็นเฉดส้มมีสอี น่ื ปน ดังปรากฏในข้อ
ท่ี ๖ และข้อท่ี ๙ เปน็ สเี ดียวกันทงั้ คณะ จงึ ปรากฏเรยี กสีจีวรชนิดนว้ี ่าสีพระราชนยิ ม

ส่วนจวี รภิกษุท่เี รียกว่า พระป่าหรือพระสายกรรมฐาน ก็จะเปน็ จีวรเฉดแดงปน ดงั ในข้อท่ี
๖ หรือข้อที่ ๑๐ ในเฉดแดง

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า จีวรโทนเหลืองหรือเฉดเหลือง จะเหลืองล้วนหรือเหลืองปน ไม่
ปรากฏมีใช้ในหมู่ภกิ ษุสงฆท์ ั้งมหานิกาย ธรรมยุต หรอื พระปา่ สีจวี รของภิกษุในพระพุทธศาสนาไม่ว่า
จะเฉดเหลือง เฉดแดง หรือเฉดส้ม ถ้ามสี อี นื่ ปน ย่อมไม่ผิดพระวนิ ัย


Click to View FlipBook Version