บทท่ี ๕
สรุป อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาคาเรียกสีจีวรในพุทธศาสนา เพ่ือศึกษาเร่ืองสีวีจร
ของพระสงฆ์ในประเทศไทยต้ังแต่สมัยสุโขทยั จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และเพ่อื วิเคราะห์การใช้คาเรียก
สีจีวรตั้งแต่สมัยสุโขทยั จนถึงสมัยรัตนโกสินทรท์ ่ีถูกต้องตามวนิ ัยสงฆ์ ซง่ึ สามารถสรุปตามวตั ถุประสงค์
ได้ดังนี้
๕.๑ วัสดุท่ีใชใ้ นการย้อมผา้ จวี ร
จากการศึกษาพบว่าการยอ้ มสีจีวรในสมัยพุทธกาลมาจนถึงยุคปัจจุบัน พระพุทธเจ้าทรง
อนญุ าตให้มียอ้ มสีจีวรดว้ ยนา้ ย้อมสีจวี รตามธรรมชาติได้ ๖ ชนดิ ดงั น้ี
๑) นา้ ย้อมท่ีมาจากรากหรอื เหงา้ ไม้ ๒) นา้ ยอ้ มท่ีมาจากต้นไม้
๓) น้ายอ้ มท่ีมาจากเปลือกไม้ ๔) นา้ ย้อมที่มาจากใบไม้
๕) นา้ ยอ้ มท่ีมาจากดอกไม้ ๖) น้าย้อมท่ีมาจากผลไม้
ในปัจจุบันการย้อมสีจีวรมีความสะดวกและรวดเร็วย่ิงขึ้น สีท่ีใช้ย้อมเป็นสีย้อมคุณภาพ
อย่างดีย้อมง่ายเหมาะสาหรับพระภิกษุสงฆ์สามเณรและผู้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย และสีที่ใช้ในการ
ย้อมจีวรก็ยังคงเป็นสีท่ีใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณท่ีถูกต้องตามพระธรรมวินัย ซ่ึงการย้อมสีปัจจุบันยังทา
ให้เนื้อผ้าของจีวรมีความนุ่มน่ิมไม่คันหรือไม่ก่อให้เกิดโรคทางผิวหนัง สีท่ีใช้ย้อมในปัจจุบันมี สีทอง
สีเหลืองพระราชนิยม สีกรักแก่นทอง สีแก่นบวร สีกรักอันโกโซน สีกรักพิเศษอันโกโซน สีกรักแก่น
ขนนุ
๕.๒ สีทที่ รงต้องหา้ มย้อมจีวร
พระภิกษุและสามเณรจะใช้สีท่ีย้อมจีวรน้ัน จะต้องรู้จักเลือกและพิจารณาสีท่ีจะเอามา
ย้อมจีวรให้ เหมาะสม และสีที่พระพุทธองค์ ทรงห้ามนามาย้อมจีวรมี ๗ สี คือ สีเขียวล้วน สีเหลือง
ล้วน สีแดงล้วน สีบานเย็นล้วน สีดาล้วน สีส้มล้วนและสีชมพูล้วน ซ่ึงสีเหล่านี้เป็นสีท่ีคฤหัสถ์ใช้กัน
ท่วั ไป จึงไม่เหมาะสาหรับพระภิกษุ สามเณร ดังนน้ั พระภิกษุสามเณรควรจะใชจ้ ีวรเหมือนทีย่ ้อมด้วยสี
แกน่ ขนนุ และเปลอื กไมท้ ีม่ นี า้ ฝาดเท่าน้ัน อันเปน็ สที ถ่ี ูกตอ้ งตามสิกขาบทท่ีบัญญัติไวใ้ นพระวินัย
๘๕
๕.๓ ววิ ัฒนาการคาํ เรยี กสีพ้ืนฐานในภาษาไทยสมัยสโุ ขทัย สมัยอยุธยาสมัยธนบรุ ี
และสมยั รัตนโกสินทร์
จากงานวิจัยน้ีทาให้เห็นลาดับการเกิดคาเรียกสีพื้นฐานท้ังหมดของภาษาไทย โดยในสมัย
สุโขทัยมีคาเรียกสีพ้ืนฐานทั้งหมด ๕ คา ได้แก่ คาเรียกสีขาว ดา แดง เหลือง เขียว ตาม ข้อมูลจาก
งานวิจัยของ ศุภมาส เอ่งฉ้วน (๒๕๔๓)๑ ซ่ึง ศุภมาส ได้สันนิษฐานว่าคาเรียกสีพ้ืนฐาน ท้ัง ๕ คานี้
น่าจะมีวิวัฒนาการถึงระยะท่ี IV ตามทฤษฎีวิวัฒนาการคาเรียกสีพ้ืนฐานสากลของเบอร์ลินและเคย์
ต่อมาก็พบคาเรยี กสพี ื้นฐานเพ่มิ อีก ๔ คา รวมเป็น ๙ คา สอดคลอ้ งกบั งานวิจัยของวิพาที ทพิ ย์คงคา๒
ได้ศึกษาและคาเรียกสี ได้แก่คาเรียกสีชมพู ที่พบราว พ.ศ. ๑๙๙๑ - พ.ศ. ๒๐๒๖ คาเรียกสีแสด
ท่ีพบราว พ.ศ. ๒๑๔๕ - พ.ศ. ๒๑๗๐ และคาเรยี กสีฟ้าและม่วง ท่ีพบพร้อมกัน ในราว พ.ศ. ๒๒๗๕ -
พ.ศ. ๒๓๐๑ สอดคล้องกับงานวิจัยของ ธนัฏฐากุล พรทิพยพาณิช๓ ที่ศึกษาจากวรรณกรรมสมัย
รัตนโกสินทร์ ในช่วงปี พ.ศ. ๒๓๒๙ - พ.ศ. ๒๔๘๗ รวมทั้งหมด ๑๕๘ ปี ซ่ึงมีวรรณกรรมทั้งหมด
๖๘๐ เรื่อง ก็ได้พบคาเรียกพ้ืนฐาน เพ่ิมอีก ๓ คา ได้แก่ คาเรียกสีเทา ที่พบในสมัยรัชกาลท่ี ๑ พ.ศ.
๒๓๔๐ คาเรยี กสนี า้ เงนิ พบในสมัยรชั กาล ที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๔๘ และคาเรียกสีน้าตาล พบในสมัยรัชกาล
ที่ ๒ ช่วงหลัง พ.ศ. ๒๓๕๐ ทาให้ในสมัยปัจจุบันมีคาเรียกสีพ้ืนฐานในภาษาไทย ท้ังหมด ๑๒ คา ถือ
ว่ามีวิวัฒนาการที่ก้าวหน้าเกินกว่าท่ีเบอร์ลินและเคย์ได้สรุปลักษณะสากลของภาษาท่ัวไปในโลก
กล่าวคือ วิวัฒนาการคาเรียกสีพื้นฐานสากลของเบอร์ลินและเคย์นั้นจะมี ประเภทสีทั้งหมด ๑๑
ประเภท ได้แก่ WHITE BLACK RED YELLOW GREEN BLUE BROWN PURPLE PINK ORANGE
และ GREY แต่ในภาษาไทยพบการจาแนกประเภทสี BLUE ออกเป็น ๒ ประเภทคือ DARK BLUE ท่ี
มคี าเรยี กว่า น้าเงิน และ LIGHT BLUE ที่มีคาเรียกว่า ฟ้า สอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ ศุภมาส เอ่งฉ้วน
ได้ศึกษาพบวา่ มจี านวนคาเรยี กสีพน้ื ฐาน ๑๒ คา๔ คือ คาเรยี กสขี าว ดา แดง เหลือง เขียว ฟ้า นา้ เงิน
๑ ศุภมาส เอ่งฉ้วน, “คาเรียกสีและมโนทัศน์เรื่องสีของคนไทย สมัยสุโขทัยและสมัยปัจจุบัน ”,
วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์, (คณะอักษรศาสตร์: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
๒๕๔๓), หน้า บทคัดย่อ.
๒ วิพาที ทิพย์คงคา, “คาเรียกสีในภาษาไทยสมัยอยุธยา” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวชิ าภาษาศาสตรป์ ระยกุ ต์ (บณั ฑติ วิทยาลัย: มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์, ๒๕๕๓), หน้า ๗๒.
๓ ธนัฏฐากุล พรทิพยพานิช, “คาเรียกสีในภาษาไทยสมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร์”, วิทยานิพนธ์
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาภาษาศาสตร์ประยุกต์, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๗), หน้า
๘๒.
๔ ศุภมาส เอ่งฉ้วน, “คาเรียกสีและมโนทัศน์เร่ืองสีของคนไทย สมัยสุโขทัยและสมัยปัจจุบัน”, หน้า
๖๓.
๘๖
น้าตาล ม่วง ชมพู ส้ม และเทา ซึ่งจะสังเกตได้ว่ามีการปรากฏของคาเรียกสี “ส้ม” ขึ้น ใน
ขณะเดียวกันคาเรียกสี “แสด” น้ันหายไป โดยท่ีคาเรียกสีท้ังสองใช้แทนประเภทสีเดียวกันคือ
ORANGE อมรา ประสิทธ์ริ ัฐสินธุ์๕ ไดส้ นั นษิ ฐานเกย่ี วกับเรอื่ งนไี้ ว้ ๒ ประการคอื ๑) คาเรยี กสีแสดนั้น
เดิมเป็นคาที่ใช้เรียกสีส้ม และคาว่า “ส้ม” น้ัน เกิดขึ้นทีหลัง แต่ในปัจจุบันเป็นที่นิยมมากกว่าคาเดิม
จึงกาลังจะหายไป ประการที่ ๒) คาว่าแสดและส้มน้ัน อาจเกิดข้ึนพร้อมกันโดยใช้เรียกสีต่างกัน
โดยใชแ้ ปรกัน ความหมายไมต่ ่างกนั ซึ่งในที่สดุ คาวา่ แสดก็ถกู ใช้น้อยลงและหายไปจากคลังคาเรยี กสี
ผู้วิจัยเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานแรกของ อมรา กล่าวคือ คาเรียกสีแสดนั้นแต่เดิมน่าจะ
เป็นคาที่ใช้เรียกสีส้ม โดยคาว่า “ส้ม” เกิดข้ึนทีหลัง แต่ในปัจจุบันเป็นท่ีนิยมมากกว่า สาเหตุท่ีผู้วิจัย
คาดว่าคาเรียกสีแสดและส้มไม่น่าจะเป็นคาเรียกสีท่ีมีใช้พร้อมกันแต่ใช้เรียกสีคนละสีกัน ก็คือหากคา
เรียกสีทั้งสองคานี้มีใช้พร้อมกันจริงในอดีต จากการศึกษาข้อมูลในวรรณกรรมสมัยอยุธยาถึงสมัย
รชั กาลท่ี ๕ หากพบคาว่า “แสด” ก็น่าจะพบคาว่า “สม้ ” ปรากฏบา้ ง แต่ จากการศึกษาของผ้วู จิ ัยพบ
แต่คาเรียกสี “แสด” เท่าน้ัน ไม่ปรากฏคาว่า “ส้ม” ที่ใช้เป็นคาเรียกสีเลย ดังน้ันผู้วิจัยจึงสันนิษฐาน
ว่า คาเรียกสีแสดและคาเรียกสีส้มนั้นไม่ได้มีใช้พร้อมกัน การท่ีมีคาเรียกสีส้มเพ่ิมข้ึนมาในภาษาไทย
น้นั เป็นการเปลีย่ นแปลงของคาเรียกสี แต่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงของระบบการจาแนกสีในภาษา โดย
จะเห็น ได้ว่าแม้มีการเปล่ียนแปลงคาเรียกสี แต่ประเภทของสีนั้นยังคงมีจานวนเท่าเดิม โดยการ
เปล่ียนแปลงนั้นเป็นการเปล่ียนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะฉะน้ันจึงมีช่วงเวลาหน่ึงท่ีเป็น
รอยต่อซ่ึงจะมีการใช้คาเรียกสี ๒ คาเป็นรูปแปร กล่าวคือ ยังพบว่ามีผู้ที่ยังคงใช้คาเรียกสีแสดอยู่บ้าง
ในขณะทคี่ นส่วนใหญ่นยิ มใชค้ าเรียกสสี ้มนัน่ เอง
๕.๔ กลวิธกี ารสร้างคําเรยี กสไี มพ่ ้นื ฐานในภาษาไทยสมยั ธนบุรแี ละสมัยรตั นโกสินทร์
จากข้อมูลสามารถวิเคราะห์กลวิธีการสร้างคาเรียกสีไม่พื้นฐานในภาษาไทยสมัยธนบุรี
สรุปวา่ มที ้ังหมด ๘ กลวิธี ได้แก่ ๑) การขยายคาเรยี กสีพ้นื ฐานดว้ ยคาคุณศพั ท์ ๒) การขยาย คาเรยี ก
สีพ้ืนฐานด้วย คาเรยี กสีไมพ่ ื้นฐาน ๓) การใช้คาเรียกส่ิงของเฉพาะเป็นคาเรียกสี ๔) การใชค้ าในภาษา
อื่นมาใช้เป็นคาเรียกสีไม่พ้ืนฐาน ๕) การขยายคาเรียกส่ิงของเฉพาะท่ีใช้ เป็นคาเรียกสี ๘) การขยาย
คาในภาษาอ่ืนท่ีนามาใช้เป็นคาเรียกสีไม่พ้ืนฐาน ๗) การใช้คาท่ีระบุสีเฉพาะท่ีอาจจัดอยู่ภายใต้คา
เรยี กสีอ่ืนไดเ้ ป็นคาเรียกสีไม่พื้นฐาน และ ๘) การขยายใช้คา ทีร่ ะบุสีเฉพาะท่ีอาจจดั อยู่ภายใต้คาเรยี ก
สีอ่ืนไดเ้ ป็นคาเรยี กสไี ม่พืน้ ฐาน
๕ อมรา ประสิทธ์ิรฐั สินธุ์, คําเรียกสีและการรับรู้สีของชาวจ้วงและชาวไทย, (กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพจ์ ฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , ๒๕๓๘), หนา้ ๑๑๔-๑๑๕.
๘๗
และจากข้อมูลสามารถวิเคราะห์กลวิธีการสร้างคาเรียกสีไม่พื้นฐานในภาษาไทยสมัย
รัตนโกสินทร์ สรุปว่า มีท้ังหมด ๑๐ กลวิธี ซึ่งพบกลวิธีเดียวกับในสมัยธนบุรีท้ัง ๘ กลวิธี และพบ
เพิ่มเติมจากสมัยธนบุรอี ีก ๒ กลวิธี คือ ๑) การประสมคาเรยี กสีพ้ืนฐานเข้าดว้ ยกัน และ ๒) คาเรยี กสี
ทใี่ ชเ้ รยี กของบางอยา่ งเท่านน้ั
๕.๕ ผลการศึกษาสีจีวรทใ่ี ชใ้ นสมยั สุโขทัย สมยั อยธุ ยาและสมัยรตั นโกสินทร์
ในสมัยสุโขทัยจะไม่ใช้จีวรโทนสีเหลือง ที่มีสีอื่นปนจึงหมายถึงสีเหลืองล้วน ซึ่งหมายถึงสี
เหลืองดอกคูน จะนิยมใช้สีเหลืองแก่นขนุน แต่เนื่องจากในสมัยสุโขทัยมีคาเรียกสีน้อย คนไทยสมัย
สุโขทัยจะมีคาเรียกสีจากัด มี ๕ สีเรียกว่าสีเบญจรงค์ ได้แก่ สีดา สีขาว สีแดง สีเขียวและสีเหลือง
แต่ในการย้อมสีจวี รจะไม่ย้อมสีเหลืองล้วน เพราะผิดพระวนิ ัยจงึ ย้อมสีเหลืองปนสีอ่ืน ซึ่งจะไม่ผิดพระ
วินยั วตั ถุดิบในการย้อมจะหาตามสภาพแวดล้อมท่ีมี
ในสมัยอยุธยาพระสงฆ์จะใช้จีวรสีเหลืองแต่เหลืองมีหลายโทนตามวัตถุดิบท่ีมีในท้องถิ่น
และตามสภาพภูมิศาสตร์ในการย้อมสีจีวร เนื่องจากในสมัยอยุธยายังไม่มีสีเคมีเหมือนในปัจจุบันใน
การย้อมจึงใช้แก่นขนุนเป็นวัตถุดิบ ถ้าต้องการสีท่ีเข้มก็ต้องย้อมหลายๆ คร้ังสีก็จะออกเป็นโทน
สเี หลอื งอมน้าตาล และในสมัยก่อนมกี ารติดตอ่ กับชาวต่างชาติทั้งตะวันตกและตะวันออก ทาให้มีการ
นาสเี หลอื งอมส้มหรือสแี สดมาใชใ้ นอาณาจักรอยธุ ยาตามความนยิ มในยุคน้ัน
ในสมัยรัตนโกสินทร์เกิดแยกนิกายเป็น ๒ นิกายในรัชสมัยรัชกาลท่ี ๓ เป็นมหานิกายกับ
ธรรมยุติกนิกาย โดยจะใช้สีผ้าแตกต่างกันไปตามนิกายแต่ต้องไม่ขัดกับพระธรรมวินัย สีจีวรพระสงฆ์
นิกายธรรมยุติ จะใช้สีจีวรสีกรัก จะมีคาเรียกว่าจีวรสีกรัก ส่วนมหานิกายใช้สีเหลืองทองหรือเหลือง
สม้ และต่อมาในรชั สมัยรชั กาลที่ ๙ ทรงกาหนดให้ใช้สีจีวรสีพระราชนิยม ใช้ในงานราชพิธีเพ่ือไมเ่ ป็น
การแบง่ นกิ าย
๕.๖ ข้อเสนอแนะ
งานวจิ ัยช้ินนี้ เป็นการศึกษาเฉพาะเรื่องวิวัฒนาการการเกิดคาเรียกสีจวี รใช้ในสมัยสโุ ขทัย
สมยั อยุธยาและสมัยรตั นโกสินทร์ เพอื่ ให้เห็นววิ ัฒนาการของการเกิดคาเรยี กสีจวี รในสมยั สโุ ขทัย สมัย
อยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์ ให้ครบถ้วนและสมบูรณ์ครบทุกสมัย ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะที่เกี่ยวเนื่อง
กบั งานวิจัยนี้สองประเด็น คือข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และข้อเสนอแนะเก่ียวกับรูปแบบการใชส้ ีจีวร
เพอ่ื การวิจยั คร้ังต่อไปดงั นี้
๘๘
๕.๖.๑ ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบาย
๑) คณะสงฆ์หรือมหาเถรสมาคมควรเข้ามาบทบาทในการดูแลเรื่องการใช้สีจีวรของ
พระภิกษสุ ามเณร เพอื่ ความเป็นระเบยี บเรียบร้อย
๒) พระภิกษุสามเณรควรนุ่งห่มและใช้สีจีวรให้เรียบร้อย ท้ังจีวรและสงบให้เป็นสี
เดียวกัน และมคี วามสารวมเวลาเดิน หรือเวลาไปนอกวดั ใหเ้ ปน็ ไปรูปแบบเดียวกัน
๕.๖.๒ ข้อเสนอแนะสําหรับการวิจัยครั้งตอ่ ไป
ผู้วิจยั มีข้อเสนอแนะเกีย่ วกบั รปู แบบการใชส้ ีจวี รในยคุ ทเี่ ปลย่ี นแปลงในสังคมปจั จุบันโดย
ดงั นี้
๑) ควรศึกษาคาเรยี กสีจีวรสมัยปจั จบุ ันระหวา่ งนกิ ายธรรมยตุ กิ นกิ ายกับมหานิกาย
๒) ควรศกึ ษาการวิจยั เร่อื งคาเรยี กสีจวี รในพระพุทธศาสนาทั้งภายในประเทศและ
ต่างประเทศเพอื่ เปรียบเทยี บกัน
บรรณาณกุ รม
๑. ภาษาไทย
ก. ข้อมลู ปฐมภูมิ
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยา . พระวนิ ัยปิกฏ อรรถกถาภาษาไทย. ฉบับมหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๐.
มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย. อรรถกถาภาษาไทย ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
มหามกุฏราชวทิ ยาลยั . ๒๕๒๕.
ข. ขัอมลู ทุติยภมู ิ
(๑) หนงั สอื :
กรมศิลปากร. กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์. วรรณกรรมสมัยอยุธยา. กรุงเทพมหานคร: กรม
ศลิ ปากร, ๒๕๒๙.
พทุ ธทาสภกิ ขุ. บวชทาไม. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพส์ ุขภาพใจ, ๒๕๖๐.
พระคันธสารภิวังสะ ธัมมจาริย. พร้อมคณะ. อัครมหาบัณฑิตานุสรณ์ พระธัมมานันมหาเถระ.
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์คร้ังท่ี ๖.
กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๓.
พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ. ๙. ราชบัณฑิต). พจนานุกรมเพ่ือการศึกษาพุทธศาสน์
“คาวัด”. พมิ พ์ครั้งที่ ๓. กรงุ เทพมหานคร: ธรรมสภาและสถาบนั บนั ลือธรรม, ๒๕๕๑.
พ.อ.ป่ิน มุทุกันต์. ประมวลศัพท์ ๖ ศาสนา. พิมพ์คร้ังที่ ๒. กรุงเทพมหานคร: บริษัท สารมวลชน
จากดั , ๒๕๓๔.
พระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์ (สมาน กลยาณธมฺโม). พุทธบัญญัติ ๒๒๗. กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๙.
พระอาจารย์คึกฤทธ์ิ โสตฺถิผโล และคณะ. อริยวินัย. พิมพ์ครั้งที่ ๑๐. กรุงเทพมหานคร: บริษัท
คิวพร้ินทแ์ มเนจเม้นทจ์ ากัด, ๒๕๕๒.
ราชบณั ฑติ ยสถาน. พจนานุกรม ฉบบั บณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์นาน
มีบุ๊คสพ์ บั ลเิ คชน่ั ส์, ๒๕๔๖.
๙๐
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส . วินัยมุข เล่ม ๒. พิมพ์ครั้งที่ ๒๘.
กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๒.
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อฏุ ฐฺ ายี ป.ธ. ๙). ตตยิ สมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินยั . พิมพ์ครงั้ ที่
๙. กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราชวิทยาลยั , ๒๕๓๐.
แสวง อุดมศรี. พระวนิ ัยปฎิ ก ๑ ว่าด้วยมหาวิภังค์หรือภิกษุวิภังค์. กรุงเทพมหานคร: บริษัทประยรู
รวงค์พรนิ้ ทต์ ้ิง จากัด, ๒๕๔๔.
สุรีย์ มีผลกิจ และวิเชียร มีผลกิจ. พระพุทธกิจ ๔๕ พรรษา. กรุงเทพมหานคร: บริษัทคอมฟอร์ม,
๒๕๔๓.
อมรา ประสิทธ์ิรัฐสินธุ์. คาเรียกสีและการรับรู้สีของชาวจ้วงและชาวไทย. กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพจ์ ฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๘.
อารยฺธมฺโมภิกขุ. (จารูญ ยาสมุทร). ตามรอยโพธิสัตว์บาเพ็ญบารมีทศบารมี. เชียงใหม่: บริษัท
กลางเวียงการพมิ พ์ จากัด, ๒๕๔๖.
(๒) ดุษฎีนิพนธ์/วิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์:
ธนัฏฐากุล พรทิพยพานิช. “คาเรียกสีในภาษาไทยสมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร์”. วิทยานิพนธ์
ศิล ป ศ าสต รม ห าบั ณ ฑิ ต สาข าภ าษ าศ าส ต ร์ป ระยุกต์ . บั ณ ฑิ ต วิท ยาลัย:
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๗.
ประนุท วิชชุโรจน์. “คาบอกสีและการรับรู้เรื่องสี: การศึกษาที่ตาบลนาอิน อาเภอพิชัย จังหวัด
อุตรดิตถ์”. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์ บัณฑิต
วิทยาลัย: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๙.
พระสมุห์จักรพงศ์ จนทฺ สีโล (มาศตุการักษ์). “ศกึ ษาการทรงผา้ จวี รของพระสงฆ์ในพระพทุ ธศาสนาใน
เถรวาท”. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธาสนา. บัณฑิต
วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลยั จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๖๑.
พระลิขิต ทินฺนปญฺโญ (เมืองจันทร์) “การวิเคราะห รูปแบบการใชจีวรที่เกื้อกูลการประพฤติพรหม
จรรยของภิกษุในพระพุทธศาสนาเถรวาท”. วิทยานิพนธพุทธศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั ,
๒๕๕๔.
พระสุชาติ สชุ าโต (ทองม)ี “ศึกษาเรือ่ งการบณิ ฑบาตในพระพุทธศาสนา”. วทิ ยานิพนธ์พุทธศาสตร
มหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๑.
๙๑
พระสุทัศน์ สีลวโส (อัญสะโส). “ศึกษาการใช้จีวรในพระพุทธศาสนาเถรวาท”. วิทยานิพนธ์พุทธ
ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธาสนา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยจุฬาลง
กรณมหาวิทยาลัย. ๒๕๕๓.
พงศศ์ ริ ิ คิดด.ี “สีแห่งความศรทั ธาและสงบสุข”. วิทยานิพนธป์ รชั ญาดุษฎีบัณฑิต สาขาทัศนศิลป์.
บัณฑติ วทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร, ๒๕๕๘.
รัตติพลอย เหรียญวลิ าศ. “การออกแบบการสรา้ งสรรคส์ อื่ เพื่อนาเสนอทฤษฎสี ผี ่านสื่อรูปแบบใหม่”.
วิทยานิพนธศ์ ิลปกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาการออกแบบส่ือนวัตกรรม. คณะศลิ ปกรรม
ศาสตร์:มหาวิทยาลยั นเรศวร, ๒๕๕๒.
วิพาที ทิพย์คงคา. “คาเรียกสีในภาษาไทยสมัยอยุธยา” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาภาษาศาสตร์ประยกุ ต์. บณั ฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์, ๒๕๕๓.
ศุภมาส เอ่งฉ้วน. “คาเรียกสีและมโนทัศน์เรื่องสีของคนไทย สมัยสุโขทัยและสมัยปัจจุบัน”.
วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์. คณะอักษร
ศาสตร์: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓.
สุภาพรรณ ณ บางช้าง. “พุทธศาสนาในสมัยสุโขทัย”. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาภาษาบาลีและสันสกฤต. บณั ฑิตวทิ ยาลัย: จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๑๘.
(๓) รายงานการวิจัย:
ธีระพันธ์ ล. ทองคา. “คาเรียกสีในภาษาเย้า (เม่ียน)”. โครงการวิจัยภาษาและวัฒนธรรมไทย
และเยา้ จนี . กรงุ เทพมหานคร: หนว่ ยปฏบิ ัติการวจิ ัยทางภาษาศาสตร์ คณะอกั ษรศาสตร์
จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๓๕.
(๔) บทความ:
กาญจนา นาคสกุล. “คาเรียกสีในภาษาไทย”. วารสารภาษาและวรรณคดีไทย. ปีท่ี ๒ ฉบับที่ ๑
(เมษายน ๒๕๒๘): ๔๓-๕๒.
พระมหาสมจนิ ต์ สมฺมาปญฺโญ. บณั ฑติ ศึกษาปริทัรรศน์. ปีท่ี ๒ (เมษายน-มิถุนายน ๒๕๔๙): ๑๒.
(๕) เอกสารที่ไมไ่ ดต้ ีพิมพ์เผยแพร่และเอกสารอนื่ ๆ:
ราล์ฟ ฟาบร.ิ “ทฤษฎสี ี: Color”. แปลโดย สมเกยี รติ ตงั้ นโม. กรงุ เทพมหานคร: โอ เดยี น สโตร์,
๒๕๓๖.
วิไลลกั ษณ์ เมฆารัตน์. “ประวตั ศิ าสตร์ไทย”. เอกสารการสอนชดุ วิชาประวัติศาสตรไ์ ทย หนว่ ยท่ี
๑-๘. กรงุ เทพมหานคร: ชวนพิมพ์, ๒๕๔๓.
๙๒
(๖) ส่อื อเิ ล็กทรอนิกส:์
ฉมณ์คดิ แผนสมบูรณ.์ ทาไม ‘สีจวี ร’ ของภิกษสุ งฆใ์ นพระพทุ ธศาสนา ถึงแตกต่างกัน. [ออนไลน]์ .
แหล่งที่มา: https://www.matichonweekly.com/special-report/article_198191
[๕ ตลุ าคม ๒๕๖๓].
ปรยี า อนุพงษ์องอาจ. สอ่ื อิเลก็ ทรอนิกส์รายวิชาฟิสกิ ส์ ๒. [ออนไลน์]. แหลง่ ทีม่ า: http:/www. rsu.
ac.th/science/physics [๑๒ กนั ยายน ๒๕๖๓].
พุทธวจนนิวส์. ข้ันตอนดาเนินการกับผ้ากฐิน. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://www.Facebook.
com/buddhawajananews/photos/สาระจากวัด-๒๘-ตค-๕๖-ข้ันตอนดาเนินการกับ
ผ้ากฐิน-๑-หลังฉันแล้ว-ภิกษุนาผ้ากฐินที่ได้/521952107894843/ [๒๕ สิงหาคม
๒๕๖๓].
มณีรัตน์ . “จีวร” ธงชัยหรือเครื่องหมายของพระอรหันต์. [ออนไลน์]. แหล่งท่ีมา: http://www.
dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=๔๓๙๓๒ [๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๓].
เล่าเรื่อง..วัดบวรฯ. ผสมสีย้อมผ้ากับน้าต้มแก่นขนุน. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://www.
facebook.com/Bowonniwet/photos/ผ ส ม สี ย้ อ ม ผ้ า กั บ น้ า ต้ ม แ ก่ น ข นุ น /
471012309973145/ [๒๕ สงิ หาคม ๒๕๖๓].
สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต). เปลี่ยนสีจีวร พระธรรมยุตออกกฎใหม่ในรอบร้อยปี จากสี
พ ระป่ า สีกรัก สีกรรมฐาน เป็ น สีพ ระราช นิ ยม . [ออน ไลน์ ]. แห ล่งที่ ม า:
http://www.alittlebuddha.com/News%202014February%202014/019%20Fe
bruary%202014.html [๙ พฤษภาคม ๒๕๖๓].
เอกนันต์ ไหมไทย. การย้อมสีธรรมชาติในสมัยพุทธกาล. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://www.
facebook.com/AekAnantThaisilk [๑๖ มนี าคม ๒๕๖๔].
(๗) สัมภาษณ์/สนทนากลมุ่ :
สัมภาษณ์ อาจารย์ประสิทธ์ิ แสงทับ. ข้าราชการบานาญ สานักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรม
ศิลปากร, ๙ กันยายน ๒๕๖๓.
สัมภาษณ์ รศ.จรูญ รัตนกาล. ข้าราชการบานาญ อาจารย์ประจาสาขาปรัชญา มหาวิทยาลัยราช
ภัฏพระนครศรีอยธุ ยา, วันที่ ๑๔ กนั ยนยน ๒๕๖๓.
สมั ภาษณ์ พระปลดั บุญยงค์ ทลุ ฺลโล. ดร. นักวิชาการดา้ นพระพุทธศาสนา, ๒๓ กนั ยนยน ๒๕๖๓.
สัมภาษณ์ พระอาจารย์บวร ปวรธมฺโม ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย
มหามกฏุ ราชวิทยาลัย, ๒๖ กันยนยน ๒๕๖๓.
สัมภาษณ์ พระครูสมุห์ทิพย์ สิรธิ มโฺ ม. ดร. นักวิชาการดา้ นพระพุทธศาสนา, ๒๙ กนั ยนยน ๒๕๖๓.
๙๓
๒. ภาษาอังกฤษ:
(I) Books:
Blent. B.. and K. Paul.. Basic Color Terms: Their Universality and Evolution. Berkley
and Los Angeles: University of California Press, 1969.
๙๔
ภาคผนวก
๙๕
ภาคผนวก ก
รายชื่อผใู้ ห้ข้อมูลสมั ภาษณ์
๙๖
รายชอื่ ผใู้ ห้ข้อมูลสัมภาษณ์จานวน ๕ ท่าน ดังนี้
๑. อาจารย์ประสิทธ์ิ แสงทับ ข้าราชการบานาญ สานักวรรณกรรมและ
ประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร
๒. รศ.จรูญ รัตนกาล
ข้าราชการบานาญ อาจารย์ประจาสาขา
๓. พระอาจารย์บวร ปวรธมฺโม ปรัชญา มหาวิทยาลยั ราชภัฏพระนครศรีอยธุ ยา
๔. พระครูสมหุ ์ทิพย์ สิริธมโฺ ม. ดร. ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์
๕. พระปลัดบญุ ยงค์ ทลุ ลฺ โล. ดร. มหาวิทยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย
นักวิชาการดา้ นพระพุทธศาสนา
นกั วิชาการด้านพระพทุ ธศาสนา
๙๗
ภาคผนวก ข
หนังสอื ขอความอนเุ คราะหใ์ นการสัมภาษณ์
๙๘
๙๙
๑๐๐
๑๐๑
๑๐๒
๑๐๓
ภาคผนวก ค
แบบสัมภาษณ์ หรือแนวคาถามท่ีใชใ้ นการสัมภาษณ์
๑๐๔
แบบการสัมภาษณ์เพ่ือการวิจยั
เร่ือง ภาษาศาสตร์เชงิ ประวัติ : กรณีศึกษาคาเรยี กสจี ีวรพระสงฆ์
ตั้งแตส่ มยั สโุ ขทัยจนถึงรัตนโกสนิ ทร์
Historical Linguistics: A Case Study of Civara Colour Terms
of Buddhist Monks From Sukkhothai Period to Ratthanakosin Period
การวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงค์การวิจัย ๑) เพ่ือศึกษาประวัติและพัฒนาการการใช้สีในพุทธ
ศาสนา ๒) เพื่อศึกษาเรื่องสีวีจรของพระสงฆ์ในประเทศไทยตั้งแต่สุโขทัยจนถึงรัตนโกสินทร์ ๓) เพ่ือ
วเิ คราะห์การใช้สีตง้ั แตส่ ุโขทัยจนถงึ รตั นโกสินทร์ท่ถี ูกต้องตามวินัยสงฆ์ ผวู้ ิจัยไดก้ าหนดแนวคาถามที่ใช้
ในการสมั ภาษณ์ แบง่ เป็น ๒ ตอน ดังน้ี
ตอนท่ี ๑ ข้อมลู ทวั่ ไปของผ้ใู หส้ ัมภาษณ์
ช่ือ..............................................................นามสกลุ .................................................... ...........
สถานะของผู้ให้ข้อมูลสาคัญ...................................................................................................
สัมภาษณว์ นั ท่ี............................................................................................................... .........
ตอนที่ ๒ แนวคาถามเกี่ยวกับสีจวี ร
๒.๑. ความนยิ มย้อมสีจวี รในสมยั พุทธกาล นยิ มสีอะไร อย่างไรบ้าง
..................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................
๒.๒ เม่ือพุทธศาสนาเผยแพร่มายังดินแดนสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะอาณาจักรสุโขทัยทาให้
พระพทุ ธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ผู้คนศรทั ธาบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ จีวรที่ใชเ้ พ่ือแสดงว่าเป็นภิกษุนั้น นิยมใช้
สอี ะไร อยา่ งไรบา้ ง
..................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................
๒.๓ เมื่ออยธุ ยาเขา้ มามีบทบาททางการเมืองการปกครอง ทาให้มีการถ่ายทอดทางความนยิ มใชส้ ี
จวี รหรือไม่เพราะอะไร
..................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................
๑๐๕
๒.๔ เม่ือต่างชาติเข้ามาติดต่อค้าขายกับอยุธยา เฉดสีในการย้อมจวี รมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
เพราะอะไร
..................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................
๒.๕ สมยั รัตนโกสินทร์ สีจวี รภิกษุสงฆ์มีความหลากหลายหรือไม่ อยา่ งไร
..................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................
๒.๖ รชั กาลท่ี ๔ ทรง ได้จัดตั้งนกิ ายธรรมยุติขนึ้ สีจีวรมีความแตกต่างอย่างไร
..................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................
ขอบคุณทใี่ ห้ข้อมูลสัมภาษณ์
๑๐๖
ภาคผนวก ง
ประมวลภาพจากการศกึ ษาภาคสนาม/การสัมภาษณ์
๑๐๗
๑๐๘
๑๐๙
ภาคผนวก จ
คาเรียกสพี ้นื ฐานและไม่พื้นฐานในภาษาไทย
สมยั สโุ ขทัยและสมัยปัจจุบนั ๑
ข้อมลู ต่อไปน้ีเป็นคาเรียกสีพ้ืนฐานและไม่พื้นฐานท้งั หมดท่ีพบในข้อมลู ในภาษาไทย สมยั
สโุ ขทยั และสมยั ปัจจุบนั ในการนาเสนอจะนาเสนอตามลาดับของคาเรียกสีพื้นฐานคือ ในสมยั สโุ ขทยั
จะเสนอคาเรียกสี ขาว ดา แดง เหลอื ง และ เขยี ว ตามลาดับ ในสมยั ปจั จุบัน จะเสนอคาเรียกสี ขาว
ดา แดง เหลือง เขยี ว ฟ้า นา้ เงนิ น้าตาล มว่ ง ชมพู ส้ม และเทา ตามลาดับ
คาเรียกสพี น้ื ฐาน สมัยสโุ ขทัย
ขาว
ขาวดังหอยสังข์ท่านฝนใหม่
ขาวดงั แผ่นเงนิ ยวง ขาวงามดงั สังข์อนั ท่านพ่งึ ฝนใหม่
ขาวดังเดือนเม่ือวนั เพ็ญ ขาวงาม ๓ น้ิวมือดงั แผ่นแกว้ ไพฑูรย์
ขาวดังแสงแกว้ ไพฑูรย์ ขาวงามท้ังแผน่ ดนิ เงินยวง
ขาวดงั เงิน ขาวงามดังสงั ข์อันท่านขัดใหง้ าม
ขาวดังเดือนเมื่อวันเพ็งบูรณ์
คาเรียกสีไมพ่ ้นื ฐาน
ขาวเหลอื งอ่อน
ขาวเหลอื ง
ขาวใสงาม
ขาวผอ่ งดังสังข์
ขาวใสดังแกนกลว้ ย
๑ ศุภมาส เอ่งฉว้ น, “คาเรียกสแี ละมโนทัศนเ์ ร่ืองสขี องคนไทย สมยั สุโขทัยและสมัยปัจจุบัน”,วิทยานิพนธ์
อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์, (คณะอักษรศาสตร์: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า
๑๓๗-๑๕๔.
๑๑๐
คาเรยี กสีพน้ื ฐาน ดา
ดาดังววั ดำ คางามดงั ปีกแมลงภู่
ดาดงั ปีกแมลงภู่ ดาเหลื้อมงามดงั ดากา
ดาดงั คอกา
ดาดังปกี แมลงทับ
ดาดงั ตามแหง่ ลกู ทราย
คาเรียกสีไม่พนื้ ฐาน
ดาออ่ นชน่ื บานดังหญ้าปล้อง
แดง
คาเรียกสพี น้ื ฐาน
แดงงาม แดงงามดงั ตระวนั แรกออก
แดงดังชาตหิ งิ คุ แดงงามดังน้าครงั่ อนั ท่านแตง่ แลว้ แลแตม้ ไว้
แดงดังดอกชบา แดงงามดงั ดอกบวั แดง
แดงดังนา้ คร้งั
แดงดงั ลูกฟักสกุ
แดงดงั แสงอาทิตย์เม่อื สนธยา
แดงดังดอกเซ่ง
แดงดังดอกถที่ บั ทิม
แดงฉนั ตงั้ ดอกสะเอง
แดงดงั ทา่ นเอานา้ ครง่ั ละลายดว้ ยน้าชาด
แดงดงั ลกู ผกั ปรัง
แดงดังลูกฟังขา้ วอนั สุก
แดงดงั แสงนา้ ครั้ง
๑๑๑
คาเรียกสีไม่พนื้ ฐาน สีแดงเหลืองดงั ระบายรงหงส์สบิ บาท
แดงเหลือง สแี ดงเหลอื งดังท่านระบายรงหงศ์สิบบาท
แดงเหลอื งออ่ น แดงออ่ นดังดอกอโณชา
แดงกล่า แดงออ่ นดังดอกเทยี นไทย
แดงเข้ม
แดงออ่ นงาม เหลือง
แดงใสเร่อื ง
เหลอื งงามดงั ทองสกุ อนั ชอื่ วา่ ชมพูนทุ
คาเรียกสพี ืน้ ฐาน เหลืองงามดงั ดอกกรรณกิ าร์
เหลอื งดังใบไม้
เหลืองดังดอกการะเกด เขียว
เหลอื งดังแรห่ รดาล เขียวงามดงั ดอกอัญชนั
เหลืองดงั ทองคา เขยี วงามดังดอกนิลลบุ ล
เขียวงามดังแววนกยูง
คาเรียกสไี มพ่ ้นื ฐาน เขียวงามดงั ปกี แมลงภู่
สีเหลืองอ่อน
คาเรยี กสพี ื้นฐาน
เขียวดงั ดอกผักตบ
เขยี วดงั ดอกอนิ ทนลิ
เขียวดงั อุบลเขียว
สีทอง
สีทองแดง
๑๑๒
สมยั ปัจจุบัน
ขาว
คาเรียกสพี นื้ ฐาน ขาวดอกจาปา ขาวดอกลิลลี่
ขาวดอกของตน้ ฮอร์เอสนัตต์ ขาวหมิ ะ
ขาวงาขาว ขาวกะโหลก ข า ว ด อ ก ก ร ร ณิ ก า ร์
ขาวดอกพลบั พลึง ขาวดอกยโี่ ถ ขาวดอกมะรมุ
ขาวทรายขาว ขาวดอกเบี้ยวกระแต ขาวฟองคลน่ื
ขาวดอกมะลิ ขาวหินอ่อน ขาวดอกคะน้า
ขาวดอกแค ขาวดอกพรกิ ขาวแตงกวา
ขาวดอกบัว ขาวฟองนา้ ขา้ งในเบาะ ขาวของหยกขาว
ขาวคมมดี ขาวดอกปีบ ขาวลูกกระตา่ ย
ขาวเส้นไหม ขาวดอกพง ขาวเขย้ี วเสือโคร่ง
ขาวปุยสาลี ขาวเม็ดยา ขาวดอกรกั
ขาวกระดาษ ขาวแป้งผัดหน้า ขาวฟัน
ขาวดอกรองเท้านารี ขาวไขป่ อก ขาวดอกแก้ว
ขาวผมหงอก ขาวดอกพกิ ุล
ขาวดอกหยาดน้าคา้ ง ขาวดอกโมก
ขาวหินขาว ขาวเมลด็ ขา้ วสกุ
ขาวเส้อื กาวน์ ขาวกระดกู
ขาวเสือ้ กลา้ ม ขาวปะการัง
ขาวกลบี ดอกพะยอม ขาวดอกพลับพลงึ
ขาวดอกเขม็ ขาวเกสรดอกตาลงึ
ขาวถ่วั งอก ขาวชุดเจ้าสาว
ขาวดอกจาปี ขาวเพชร
ขาวดอกล่ันทม ขาวขนควายเผอื ก
ขาวซองจดหมาย ขาวดอกลี่
ชาวชดุ นางพยาบาล
ขาวหวั ผกั กาด
๑๑๓
คาเรียกสไี มพ่ ืน้ ฐาน
ขาวนา้ ตาล
ขาวเหลอื ง
ขาวเหลืองดอกกล้วยไม้ “ควนี สริ ิกิตต์"
ขาวอมเขียว
ขาวปนชมพูดอกเล็บมือนาง
ขาวอมชมพดู อกกหุ ลาบ
ขาวออกเหลอื ง
ขาวปนเทา
ขาวเงิน
ขาวครมี
ขาวจอ๊ ก ขาวซูม
ขาววอก ขาวใส
ขาวสะอ้าน ขาวโพลน
ขาวนวล ขาวแอร์ม
ขาวราง ๆ ขาวอ่อน
ขาวสะอาด
ขาวพรา่ ง
ขาวเผอื ก
ขาวเผอื ด
ขาวขบั
ขาวบาง
ขาวผอ่ ง
ขาวขาว
ขาวคาด
ขาวมวั
ขาวข่นุ
ขาวเน้ือ
คาเรียกสีพื้นฐาน ดา ๑๑๔
ดาหมกึ ดา คาค้กุ กไ้ี หม้ ดานา้ ตาล
ดาคิว้ ดาดอกว่านปา่
ดาเสน้ ผม ดาเศษขเ้ี ถ้า
ดานิล ดาเถาองุ่น
ดาไหมดา ดารกั แร้
ดากามะหยดี า ดาฟลิ ์มกันแสง
ดาพริกไทยดา ดาเต้าเจ้ียว
ดาผา้ ตว่ นดา ดาหวั นม
ดามดดา ดาปกี อีกา
ดาฟนั ผุ ดาดวงตาดา
ดาหมาดา
ดาตะก่วั ดาทะมึน
ดาถ่านไฟ คาปี๋
ดาน้ายาทาเลบ็ ดามะเม่ือม
ดาเลือดดา
ดาหนวด
ดารองเท้าบู๊ท
ดาแมวดา
คาตน้ ชมพปู่ า่
ดาแฟม้ ดา
คาเรยี กสีไม่พื้นฐาน
ดาคลา้
ดาสนทิ
ดาเข้ม
ดาขลับ
๑๑๕
คาเรียกสพี ้ืนฐาน แดง
แดงลิปสติก แดงแผ่นสงั กะสีเกา่
แดงเลือด แดงมะเขือเทศ
แดงธนบัตรใบแดง แดงไฟบหุ รี่
แดงพรม แดงไขแ่ ดงของไขเ่ คม็
แดงพรกิ ชีฟ้ า้ แดงรบี บ้ินแดง
แดงเหลา้ แดง แดงน้าพรกิ ตาแดง
แดงเมด็ ตาลงึ แดงเทียนแดง
แดงหมแู ดง แดงทับทิม (อญั มณ)ี
แดงยาแดง แดงซอสแดง
แดงถา่ นไฟแดง แดงสนิม
แดงชาด แดงสตอเบอร์รี
แดงกหุ ลาบ แดงเมลด็ เถามะกลาตาหนู
แดงพลอยแดง แดงท้อแดง
แดงดนิ ลูกรงั แดงลกู เชอรร์ ี่
แดงมดแดง แดงดอกหญา้
แดงตัวแตน แดงซองแดง
แดงขา้ วแดง แดงผักบงุ้ แดง
แดงดอกชบา แดงดอกเขม็ เศรษฐี
แดงดอกบัว แดงดอกเฟื่องฟา้
แดงหมึกแดง แดงแกงกะทิ
แดงเทปกาว แดงคารีฟ
แดงอฐิ แดงดอกรกั เร่
แดงกามะหยีแดง แดงครง่ั
แดงดอกโปย๊ เซีย แดงลกู ตาลงึ
แดงดอกล่นั ทม
๑๑๖
คาเรยี กสไี มพ่ นื้ ฐาน
แดงส้มของแคปซลู ยาซคิ เคนนอน
แดงอมน้าตาล
แดงอมเหลอื ง
แดงอมสม้
แดงอมมว่ ง
แดงฉาน แดงซ่าน
แดงเข้ม แดงจัด
แดงกา แดงเร่อื
แดงวาบ แดงอ่อนออ่ น
แดงสด แดงแก่
แดงเลอื ดหมู แดงเลือดนก
คาเรียกสพี น้ื ฐาน เหลือง
เหลืองไก่แจ้ เหลอื งฟางขา้ ว
เหลอื งนัยน์ตา เหลืองไข่ดาวทอดใหม่ ๆ
เหลืองดอกแพงพวย เหลอื งมนั ทอด
เหลอื งมะนาว เหลอื งดอกบวบ
เหลืองดอกลั่นทม เหลอื งครัวซองต์สกุ
เหลอื งดอกผกากรอง เหลืองไกย่ ่าง
เหลอื งดอกชุนรัว เหลืองดอกแดพโฟดิล
เหลอื งของไข่ทอดรฟู เหลอื งมะละกอสกุ
เหลืองดอกบตั เตอร์คพั เหลืองลกู จันท์
เหลอื งดอกพวงสร้อยทอง เหลืองดอกข้เี หลก็
เหลืองอาพัน เหลอื งลูกมะอกึ
เหลอื งลูกไก่ เหลืองดอกบวั จนี
๑๑๗
เหลืองดอกดาวกระจาย เหลอื งรวงขา้ ว
เหลอื งดอกโสน เหลืองขี้ฟนั
เหลอื งดอกนนทรี เหลอื งคราบบหุ รี่
เหลืองขนมปงั ป้ิง
เหลืองผักกาดดอง
เหลืองดอกกวางตุง้
เหลืองดอกเออื้ ง
คาเรียกสีไม่พน้ื ฐาน
เหลอื งสดเนยเทยี ม
เหลอื งซดี ของแสงแดด
เหลอื งอ่อนดอกหญา้
เหลืองอ่อนดอกแพงพวย
เหลืองหม่นลกู กก
เหลืองอ่อนเกสรดอกบัวหลวง
เหลืองจวี รพระ
เหลืองทองดอกราชพฤกษ์
เหลืองแกมแดงจดั ของผลแอป๊ เปิล้
เหลืองทองตอกการเวก
เหลอื งทองครวั ซองตส์ กุ
เหลอื งไพล
เหลอื งมะนาว
เหลอื งไข่ไก่
เหลอื งจาปา
เหลืองครีม
เหลืองอมไพล
เหลืองอมเขียว
เหลืองอมส้ม
๑๑๘
เขียว
คาเรียกสีพ้นื ฐาน
เขียวลายสกั
เขยี วทะเล
เขยี วใบไม้
เขียวตน้ กลา้
เขียวขนนกแก้ว
เขียวของเครา
เขียวพริกเขยี ว
เขยี วปาลม์
เขยี วมรกต
เขียวตะไครน่ ้า
เขยี วเส้นบหุ รี่
เขยี วต้นเฟิร์นหอยแครง
เขียวของเหงือก
เขยี วต้นสน
เขยี วหัวเป็ด
เขยี วนกกระลงิ
เขยี วผลมะดนั
เขยี วถวั่ พลู
เขยี วหยก
เขียวใบไผ่
เขียวกล้วยแก่
เขยี วเสลดพังพอน
เขียวเถาไอว่ี
เขยี วกระดาษพิมพ์
๑๑๙
คาเรยี กสไี มพ่ ้นื ฐาน ฟ้า
เขยี วอมนา้ เงิน
เขยี วปนแดงของลูกต้นตะขาบ
เขียวออกเขยี วใบไม้
เขยี วอมเหลืองใบคา้ งพลู
เขยี วปนเหลืองดอกการเวก
เขยี วอ่อนก้านมะลิ
เขยี วสดของใบเฟอื่ งฟา้
เขียวเข้มของต้นแกว้
เขียวเข้มสายฟา้
เขยี วเขม้ ต้นตอ้ ยติ่ง
เขยี วอ่อนเฟริ ์นหอยแครง
เขียวอ่อนใบจาปา
เขยี วสดเปลือกของฝกั มะรมุ
เขียวอ่อนลูกของต้นเต่าร้ัง
เขียวสดยอดออ่ นตาลงึ
เขียวแก่ใบยีโ่ ถ
เขยี วแก่ใบนนทรี
เขยี วออ่ นดอกสัก
เขยี วสดถว่ั ลนั เตาตม้
เขยี วไพล
เขยี วขม้ี ้า
เขยี วใบตอง
เขียวหวั เห็ด
คาเรยี กสพี นื้ ฐาน
ฟ้าแสงไฟนอี อน
ฟ้าเขม้ ของเทอรค์ วอยล์
๑๒๐
ฟ้าสดเทอรค์ วอยส์ น้าเงนิ
คาเรียกสีไมพ่ ้ืนฐาน
ฟา้ คราม
ฟ้าน้าทะเล
ฟา้ อมเงิน
ฟา้ แลบเทา
ฟา้ อมเทา
คาเรยี กสพี ้นื ฐาน
นา้ เงินของดวงตา
น้าเงินปะการงั ใต้ทะเลลึก
น้าเงินของท้องฟา้
น้าเงินของกางเกงยนี ส์
น้าเงินของบัว
น้าเงินดอกบลูเบลล์
คาเรยี กสีไม่พ้ืนฐาน
น้าเงนิ เขยี ว
นา้ เงินแก่
น้าเงินแปรด๊
นา้ เงนิ หมน่
นา้ เงนิ จัดของทะเลสาป
น้าเงินหนกั
น้าเงินอ่อนของพ่มุ ไฮเดรนเยยี
น้าเงินหม่นของพลอยไพลนิ
น้าเงินใสของดอกบลูเบลล์
น้าเงนิ กา่
น้าเงนิ บรอนซ์
๑๒๑
น้าตาล
คาเรยี กสพี นื้ ฐาน
นา้ ตาลของอายแชโดว์ น้าตาลช็อคโกแลต
น้าตาลของประกายตา นา้ ตาลกาแฟ
น้าตาลของดวงตา น้าตาลเปลอื กมงั คดุ
นา้ ตาลของถุงกระดาษ
นา้ ตาลของก้านต้นบอน
นา้ ตาลของฝกั ดอกตอ้ ยติ่ง
นา้ ตาลของเข็มขดั
นา้ ตาลของผึ้งหลวง
น้าตาลหนวดเครา
น้าตาลของฝึกต้นนนทรี
นา้ ตาลหญ้าแหง้
คาเรียกสไี มพ่ ืน้ ฐาน
น้าตาลแดงของเนื้อไม้
น้าตาลปนแดง
นา้ ตาลอมแดงของหนิ ศลิ า
นา้ ตาลปนเหลอื งของหนา้ ตัวเงินตวั ทอง
นา้ ตาลอมแดงของไม้ประดู่
น้าตาลตนุ่ ๆ
นา้ ตาลออ่ น
น้าตาลเข้ม
น้าตาลออ่ นดอกพง (วัชพืช)
๑๒๒
ม่วง
คาเรยี กสพี น้ื ฐาน
มว่ งเม็ดมะปราง มว่ งเม็ดมะปราง
มว่ งดอกรัก มว่ งดอกมะเขือ
ม่วงพวงชมพู ม่วงกลีบบัว
มว่ งดอกต้อยตง่ิ
ม่วงดอกไลแลค
มว่ งอัญชนั
ม่วงดอกผกั ตบ
มว่ งดอกไอรสิ
ม่วงดอกต้นพรวง (ล)
มว่ งดอกอนิ ทนลิ
ม่วงดอกตะแบก
มว่ งธนบตั รสีม่วง
มว่ งลูกสกุ ของต้นชมะเลี้ยง
คาเรยี กสีไมพ่ ้ืนฐาน
มว่ งดาของลูกหวา้
มว่ งแดงของดอกกลว้ ยไมค้ วนี สริ กิ ิติ์
ม่วงสลับขาวของดอกตะแบก
มว่ งอมฟ้าของใบพวงคราม
มว่ งแกมฟา้ ของดอกสร้อยอนิ ทนลิ
ม่วงแกมทองของเงาเมฆ
มว่ งกับเขยี วของปลาหมู (ปลาชนิดหนึ่งมเี ขยี้ วยนื่ ออกมานอกปาก)
มว่ งอ่อนดอกผกากรอง
ม่วงอ่อนดอกเบญจมาศ
มว่ งอ่อนดอกบวั เผือ่ น
มว่ งอ่อนดอกกุหลาบ
มว่ งจดั ผลอง่นุ
๑๒๓
มว่ งหมน่ ดอกชงโค
ม่วงอมชมพู
ชมพู
คาเรียกสพี ืน้ ฐาน
ชมพกู ลบี ดอกเถาพวงประดษิ ฐ์
ชมพแู ป้งผดั หนา้
ชมพกู หุ ลาบมอญ
ชมพดู อกบวั
ชมพขู องเนือ้
ชมพดู อกท้อ
ชมพดู อกพวงชมพู
ชมพกู หุ ลาบหนู
ชมพกู ลบี ดอกชมพพู นพญา
ชมพดู อกผกากรอง
ชมพเู กสรดอกจามจุรี
ชมพไู ส้เดอื น
คาเรียกสีไมพ่ ้ืนฐาน
สีชมพสู ลบั ฟ้า ชมพูเหลอื บมุกปลาเน้ือออ่ น
ชมพูออ่ นดอกแอ๊ปเปลิ้
ชมพูเร่ือ ๆ ของกงุ้
ชมพูซดี
ชมพูอมอิฐ
ชมพูอมมว่ ง
๑๒๔
คาเรียกสพี นื้ ฐาน สม้
สม้ ดอกพวงแสด เทา
สม้ ของเมด็ มะกลา่ ตาหนู
สม้ เปลวไฟ
สม้ ลูกเตา่ รง้ั (เมอ่ื แก่)
สม้ ใบซากก
สม้ ดวงจนั ทร์
สม้ ดอกจาปา
คาเรยี กสีไมพ่ น้ื ฐาน
สสี ม้ สุกของใบมะกอก
คาเรยี กสพี ื้นฐาน
เทาควนั บหุ ร่ี
เทามอรฟ์ ีน
เทาเส้นผมหงอก
เทาเมฆ
เทาควันธูป
คาเรยี กสีไมพ่ น้ื ฐาน
สีเทาดา
เทาจาง
เทาเขม้ ของเกลยี วคลนื่
เทาอมครีม
เทาอมกะปิ
คาเรียกสีไมพ่ ้ืนฐาน สีบลอนด์ ๑๒๕
สไี มโ้ อ๊ค
สีนา้ ทะเล สมี ะปราง สอี ิฐ
สีหมึก สีมรกต สมี กุ /สีมุกสกุ
สีเนอื้ สีอาพัน สีผ้าขี้ริว้
สกี หุ ลาบ สที ับทิม สคี ร่ัง
สปี ูน สีนา้ ตาลทรายแดง สีเบจ
สคี รีม สเี อเมอรัล สีน้าข้าว
สที อง สีกาแฟใส่นม สีไขไ่ ก่
สเี ปลือกมะนาว สีข้มี ้า สีหมากรกุ
สีทอง สเี หล็ก สีควันบหุ ร่ี
สีตะกวั่ สเี ลอื ดหมู สเี ปลือกมงั คดุ
สนี ้าผง้ึ สนี ิล สดี อกมะเขือ
สเี ขยี วไข่กา สีกากี สไี พล
สีคราม สีถา่ น สไี พลเน่า
สีทอง สงี าช้าง สีมะนาว
สีทองแดง สีชอ็ คโกแลต สีครมี แก่
สีกรมทา่ สโี รสแบดเดอร์ สคี รีมอ่อน
สีปีกแมลงทบั สมี สั ตาร์ด สีนา้ ทะเลอ่อน
สีแทน สีกลีบบัว สกี ะปอิ อ่ น
สีเอริ ์ธ (โทน) สีทองเหลอื ง สีขี้มา้ อ่อน
สีเงนิ (หงอก) สไี ผ่ สีไพลออ่ น
สคี วันบุหร่ี สเี ปลือกมังคดุ อ่อน
สนี ้านม สีเม็ดมะปรางแก่
สเี ปลอื กมะนาวสด
๑๒๖
ภาคผนวก ฉ
คาเรียกสีไมพ่ ้ืนฐานในภาษาไทยสมัยสุโขทัยและสมยั ปจั จบุ ัน๒
ข้อมูลต่อไปนี้เป็นคาเรียกสีไม่พื้นฐานทั้งหมดท่ีพบในข้อมูลท่ีศึกษา ในการนาเสนอจะ
นาเสนอตามหวั ขอ้ ของกลวิธีทีใ่ ช้ในการสร้างคาเรียกสีไม่พ้ืนฐานในรายละเอยี ด
๑. การประสมคาเรยี กสพี น้ื ฐานกบั คาเรยี กสพี นื้ ฐาน
(คาเรียกลพี ื้นฐาน + คาเรยี กลพี ้นื ฐาน)
สุโขทัย ขาวเหลอื ง, แดงเหลอื ง
ปจั จบุ นั ขาวเหลือง, แดงส้ม, นา้ เงินเขียว, น้าตาลแดง, มว่ งแดง, แดงชมพู
แดงน้าตาล, ม่วงดา, เทาดา, ขาวน้าตาล, ดาน้าตาล, น้าตาล
เหลือง, คาแดง, แดงล้ม, ส้มเหลือง, เขียวดา, ม่วงชมพู, ม่วงน้า
เงิน
๒. การใชค้ าเรยี กสงิ่ ของเฉพาะเปน็ คาเรยี กสี
สุโขทัย ทอง, ทองแดง
ปัจจุบนั น้าทะเล, หมึก, เนอื้ , กหุ ลาบ, รุ้ง, ครมี , มนั กงุ้ , เปลือกมะนาว,
ตะกั่ว, น้าผ้ึง, คราม, ทอง, ทองแดง, กรมท่า, ปีกแมลงทับ, เงิน,
ควันบุหรี่น้านม, ปูน, ไม้โอ๊ค, เม็ดมะปราง, มรกต, อาพัน, เผือก,
ทับทิม, น้าตาลทรายแดง, กาแฟใส่นม, ข่ีม้า, เหล็ก, เลือดหมู หัว
เป็ด, นิล, กากี, ถ่านงาช้าง, ช็อคโกแลต, กลีบบัว, ทองเหลือง ไผ่,
หมากสุก, อฐิ , มุก, มกุ สุก, ผา้ ขี้รว้ิ , คร้ัง, นา้ ข้าว, ไข่ไก่, ควัน บุหรี่,
เปลือกมังคดุ , ดอกมะเขือ, ไพลเน่า, ไพล, เปลือกมะนาวสด
๓. การขยายคาเรยี กสพี ้นื ฐาน (คาเรียกสีพื้นฐาน + หนว่ ยขยาย)
๓.๑ หน่วยขยายเปน็ คาบอกระดับ
สโุ ขทัย แตงกา, แดงออ่ น, เหลอื งออ่ น
ปัจจุบนั ขาวจ๊อก, ขาววอก, ขาวสะอ้าน, ขาวนวล, ขาวรางๆ
ขาวจั๊วะ,ขาวสะอาด, ขาวพรา่ ง, ขาวบาง, ขาวผอ่ ง,
๒ ศภุ มาส เอง่ ฉ้วน, “คาเรียกสีและมโนทัศน์เร่ืองสีของคนไทย สมยั สโุ ขทัยและสมยั ปจั จบุ นั ”, หน้า ๑๕๕.
๑๒๗
ขาวดาด, ขาวมัว, ขาวขุ่น, ขาวซูม, ขาวใส, ขาวโพลน,
ขาวแอรม่ , ขาวออ่ นดาคลา้ .
ดาสนิท, ดาเข้ม, ดาขลับ, ดาทะมึน, ดาปี๋, ดามะเมื่อม,
ดาอ่อน แดงฉาน, แดงเข้ม, แดง, แดงวาบ, แดงสด, แดง
ซ่าน, แดงจัด แดงเรือ, แดงอ่อนอ่อน, แดงแก่, แดงอ่อน.
เหลืองสด, เหลอื งซดี , เหลอื งออ่ น, เหลืองหม่น.
เขียวสด, เขียวเขม้ , เขียวแก,่ เขียวออ่ น.
ฟ้าเข้ม, ฟ้าสด, ฟา้ อ่อน.
น้าเงินแก่, น้าเงินแปรด, น้าเงินหม่น, น้าเงินจัด, น้าเงิน
หนัก น้าเงนิ ใส, นา้ เงนิ นา้ เงินอ่อน.
น้าตาลตุ่นๆ น้าตาลเข้ม, น้าตาลอ่อน น้าตาลไหม้,
น้าตาลชา ๆ.
มว่ งจดั , มว่ งหม่น, ม่วงอ่อน.
ชมพเู ร่อื ๆ, ชมพซู ดี , ชมพูอ่อน.
สม้ สกุ , ส้มออ่ น.
เทาจาง, เทาเขม้ , เทาออ่ น.
๓.๒ หน่วยขยายเปน็ คาเรียกสสี ่งิ ของเฉพาะ
๓.๒.๑ คาเรียกสีพน้ื ฐาน + คาเรียกสงิ่ ของเฉพาะ
สุโขทัย ไมพ่ บในข้อมูลทศ่ี ึกษา
ปจั จุบนั แดงเลอื ดหม,ู ขาวเนื้อ, น้าเงินบรอนซ์, แดงเลอื ดนก
เหลืองจีวรพระ, เหลืองไพล, เหลืองจาปา, เขียวไพล,
เขียวขี้ม้า, เขียวใบตอง, ฟ้าน้าทะเล, ขาวเงิน, ฟ้าคราม,
น้าตาลช็อคโกแลต, น้าตาลกาแฟ, ม่วงกลีบบัว, ม่วงเม็ด
มะปราง, ขาวครีม, เหลืองไข่ไก่, น้าตาลเปลือก มังคุด,
มว่ งดอกมะเขอื , เหลืองมะนาว, เขียวหัวเป็ด
๓.๒.๒ คาเรยี กสีพน้ื ฐาน + คาเชื่อม + คาเรียกสิ่งของเฉพาะ
สุโขทยั เม่พบในข้อมลู ที่ศึกษา
ปัจจุบัน ฟา้ อมเงิน, เทาอมครีม, เทาอมกะปิ, มว่ งแกมทอง,
๑๒๘
ชมพูเหลือบมุก, เหลืองอมครีม, ชมพูอมอิฐ, เหลืองอม
ไพล,
๓.๓ หน่วยขยายเป็นคาเรยี กสีพ้นื ฐาน
๓.๓.๑ คาเรียกสีพน้ื ฐาน + คาเชอื่ ม + คาเรยี กสพี ื้นฐาน
สโุ ขทัย ไมพ่ บในขอ้ มลู ท่ีศกึ ษา
ปจั จุบนั ขาวปนชมพู, ขาวอมชมพู, ขาวออกเหลอื ง, ขาวปนเทา
แดงอมส้ม, แดงอมม่วง, ขาวอมเขียว, เหลืองแกมแดง
เขียวอมน้าเงิน, เขียวปนแดง, เหลืองอมเขียว, เขียวออก
เหลือง, เขยี วปนเหลือง, ฟ้าอมเทา, ฟ้าอมมว่ ง, เหลืองอม
สม้ , ม่วงอมชมพู, น้าตาลปนแดง, น้าตาลแดง, นา้ ตาลปน
เหลือง, ม่วงสลับขาว, ม่วงอมฟ้า, ม่วงแกมฟ้า ม่วงออก
เขียว, ม่วงกับเขียว, ชมพูสลับฟ้า, ชมพูปนฟ้า, ชมพู
เหลอื บขาว, ฟา้ แกมเทา, แดงอมเหลือง, ชมพอู มม่วง,
๔. การขยายคาเรียกสีไมพ่ ืน้ ฐาน (คาเรียกสไี มพ่ ืน้ ฐาน + หนว่ ยขยาย)
๔.๑ หนว่ ยขยายเปน็ คาบอกระดับ
๔.๑.๑ คาเรียกส่งิ ของเฉพาะ + คาบอกระดับ
สโุ ขทยั ไม่พบในข้อมลู ท่ศี กึ ษา
ปัจจุบัน ครีมแก,่ ครีมอ่อน, นา้ ทะเลออ่ น, กะปอิ ่อน, ข้มี ้าออ่ น,
ไหลอ่อน, เปลือกมังคุดอ่อน, เม็ดมะปรางแก่, เปลือก
มะนาวสด
๔.๑.๒ คาเรียกสไี มพ่ นื้ ฐาน + คาบอกระดับ
สุโขทัย ขาวเหลอื งอ่อน, แดงเหลอื งออ่ น
ปจั จบุ นั ไมพ่ บในข้อมลู ทีศ่ กึ ษา
๑๒๙
ประวัตผิ ู้วจิ ัย
ชอื่ /นามสกุล : นางขนิษฐา น้อยบางยาง
วนั เดือน ปีเกิด
ภมู ิลาเนาทเ่ี กิด : วันศุกร์ท่ี ๒๑ พฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๕๑๖
การศึกษา
: บ้านปอ้ ม ต.บ้านปอ้ ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรอี ยธุ ยา
ประสบการณก์ ารทางาน
: พ.ศ. ๒๕๓๕-๒๕๓๘ ปริญญาตรี ประวัตศิ าสตร์ (ศศ.บ.)
มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง
พ.ศ. ๒๕๓๙-๒๕๔๓ ปรญิ ญาโท ประวัตศิ าสตร์ (เอเซีย) (ศศ.ม.)
มหาวิทยาลัยศรีนคริทรวโิ รฒ(ประสานมิตร)
: พ.ศ. ๒๕๔๒-๒๕๔๓ เจา้ หนา้ ท่ภี ัณฑรักษ์ อทุ ยานประวตั ิศาสตร์
ศรเี ทพ จังหวดั เพชรบรู ณ์
พ.ศ. ๒๕๔๔-๒๕๔๖ อาจารย์ประจาศูนย์ขอ้ มูลและข่าวสาร
สานักงานคณะกรรการ การอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธกิ าร
(กรมการฝึกหัดคร)ู
พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๔๘ อาจารยป์ ระจาสาขาวิชาประวตั ิศาสตร์
คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั จันทร
เกษม
พ.ศ. ๒๕๔๘-๒๕๔๙ อาจารยป์ ระจาสาขาวิชาประวตั ศิ าสตร์
คณะมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนคร
พ.ศ. ๒๕๔๙-๒๕๕๒ อาจารย์ประจาสาขาวชิ าประวตั ศิ าสตร์
คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏ
พระนครศรอี ยธุ ยา
พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๖๒ อาจารย์พเิ ศษสาขาหลักสตู รและการสอน
สงั คม คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราช
วิทยาลัย
พ.ศ. ๒๕๕๓-๒๕๕๘ อาจารยพ์ เิ ศษสาขาภาษาไทย
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย