(ก)
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒
คำนำ
เอกสารฉบับน้ีผูเขียนไดรวบรวมและเรียบเรียงขึ้น เพ่ือเปนเอกสารประกอบการบรรยาย
วิชากฎหมายนิติปรัชญา และสังคมวิทยากฎหมาย โดยอาศัยแนวทางจากหนังสือ ตำรากฎหมาย รวมถึง
บทความที่นาสนใจตาง ๆ ของทานอาจารย นักปราชญ ผูรูกฎหมายตาง ๆ ตามที่ไดปรากฏตาม
บรรณานุกรมทายเลมน้ี อนั เปนแนวทางประกอบในการเรียบเรียงดวย จึงขอกราบขอบพระคุณมา ณ ท่ีนี้
ดวย
ในการจัดทำหนังสือเลมนี้ ผูเขียนพยายามท่ีจะนำเอาความรูของผูเขียนระดับปริญญาตรี
และโท ที่คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซ่ึงผูเขียนไดศึกษามา คำพิพากษาของศาลฎีกาใหม ๆ
มาลงไวเพอ่ื ประกอบการศึกษาดวย
ความดีใด ๆ ท่ีพึงมีในหนังสือเลมน้ี ขอมอบเพื่อเปนเคร่ืองสักการะบูชาพระคุณของบิดา
มารดา ครูบาอาจารย และนักกฎหมายทุกทานที่ผูเขียนไดกลาวถึง ผูซ่ึงอบรม สั่งสอน และ ประสิทธ์ิ
ประสาทวิชาความรูทางดานนิติศาสตรใหแกผูเขียน จนทำใหผูเขียนสามารถจัดทำหนังสือเลนนี้ จนสำเร็จ
ในเพือ่ การศึกษาตามความมงุ หมาย
ท้ังน้ีผเู ขียนหวังวาหนังสือเลม น้คี งจะเปน ประโยชนแกนักศึกษาในการศึกษาวชิ ากฎหมาย
ไมมากก็นอยโดยผูเขียน
ผูชวยศาสตราจารยโกญจนาท เจรญิ สุข∗
๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗
พิมพครงั้ ท่ี ๑ ๒๕๔๖
แกไ ขครั้งที่ ๑ ๒๕๕๔
แกไขคร้ังท่ี ๒ ๒๕๕๗
∗ ผชู วยศาสตราจารยประจำคณะนติ ิศาสตร มหาวิทยาลยั เกรกิ , อาจารยพ ิเศษคณะนิติศาสตร วิทยาลัยลมุ น้ำ
ปง นิติศาสตรบัณฑิต ,นิติศาสตรมหาบัณฑิต นบ (กฎหมายธุรกิจ) มหาวิทยาลัยรามคำแหง,ประกาศนียบัตรกฎหมาย
การคาระหวางประเทศ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย (ข)๓
บทนำ
สำหรบั ในการศึกษาวิชานี้น้ันเปนการศึกษากฎหมายในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งมีลักษณะที่แตกตางจาก
วิชากฎหมายที่นักศึกษาไดเรียนกันมาแลวในตอนตน ๆ ซ่ึงจะมีลักษณะที่เปนการเฉพาะในรูปแบบ
กฎหมายอยางหน่ึงอยางใด เพ่ือใหรูซึ้งเกี่ยวกับกฎหมายที่ไดทำการศึกษาไปอยางเฉพาะดาน ไมวาจะ
เปนกฎหมายมหาชน กฎหมายแพงและพาณิชย กฎหมายวาดวยเรื่องนิติกรรมสัญญา ฯลฯ ซ่ึงจะมี
ลกั ษณะท่ีเห็นเปนรูปธรรม สามารถที่จะทำการจับตองได สัมผัสได วา มีลักษณะเปนอยางไร มีหลักเกณฑ
และกฎเกณฑท ี่เปนการชดั เจนอยางเห็นไดช ดั
แตสำหรับในวิชานี้แลวมิใชเปนอยางท่ีไดกลาวมาแลวขางตน แตอยูในทางตรงกันขามอยางโดย
สิ้นเชิง เพราะในเน้ือหาของวิชาน้ีนั้นจะมีลักษณะท่ีเปนนามธรรม (Abstract) ท่ีไมสามารถจับตองได
และไมไดเปนการเฉพาะ ในทางกลับกันเปนการศึกษาที่อยูในลักษณะท่ัวไป ซ่ึงในเบ้ืองตนนี้ผูเขียนขอ
อธิบายถึงลักษณะของวิชานี้อยางคราว ๆ วาเปนวิชาท่ีมีความสำคัญประการหน่ึงในการศึกษาวิชา
กฎหมายเพราะอาจจะถือไดวาวชิ านี้นั้นเปนรากฐานแหงแนวความคิดทางกฎหมายตางๆ ที่มีอยูในปจจุบัน
น้ีก็ได ในการศึกษาวิชานี้นั้นตองเขาใจวาวิชาน้ีมิไดเปนวิชากฎหมายลวน ๆ เหมือนกับท่ีเคยได
ทำการศึกษามา แตเปน การศึกษาในแนวของปรชั ญาหรือศาสตรอนั ลกึ ซงึ่ มากกวา จงึ ตองทำความเขา ใจวา
วิชานเ้ี ปนวิชาท่ที ำใหร ูจ กั วิธคี ิด และแนวความคิดตางๆ ทีเ่ ก่ียวขอ งกบั กฎหมายท้งั ปวงที่มอี ยใู นปจจุบนั
ดังน้ัน ปรัชญากฎหมาย คือการศึกษากฎหมายในเชิงปรัชญา กลาวคือศึกษากฎหมายเพื่อให
เขาใจภาพรวมของกฎหมายทั้งหมด ดังคำพูดท่ีวา “วิชาปรัชญานั้นจะสนใจปาท้ังปามิใชตนไมแตละตน”
ถา เปนศาสตรอื่น แลวแตละแขนงวิชาจะสนใจเฉพาะตน ไมตน นัน้ ๆ เทา นั้น โดยไมพ จิ ารณาวาปาทั้งปาน้ัน
เปนอยางไร
ดังน้ันในการศกึ ษาวชิ านติ ิปรัชญานน้ั จึงเปนการศึกษากฎหมายแบบองคร วม “As a Whole”
กลาวโดยสรุป นิติปรัชญานั้นจึงเปนการมุงเนนเพ่ือทำการศึกษาเรื่องธรรมชาติของกฎหมาย
Nature of Law วามีส่ิงท่ีมีคุณคาแฝงอยูอยางไร นั่นก็คือการพยายามหาคำตอบวากฎหมายคือะไร และ
กฎหมายควรจะเปนอยางไร
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย (ค) ๔
ขอบเขต
กระบวนวิชานิตปิ รัชญา น้ันเปนวชิ าทมี่ เี น้อื หาและขอบเขตท่ีกวางขวางมาก ทั้งน้เี พื่อความเปน
การสรางความเขาใจในเนอ้ื หาตา ง ๆ หรือหัวขอในการบรรยายนน้ั เปนเบ้ืองแรก โดยจะมหี วั ขอ หรือ
เนือ้ หาท่สี ำคญั ดงั ตอไปนี้
1. ปรชั ญากฎหมายธรรมชาติ
2. ปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย
3. แนวความคดิ สำนักประวัตศิ าสตรก ฎหมาย
4. ปรชั ญากฎหมายของไทย
นอกเหนือจากน้จี ะเปนประเด็นทม่ี ีความสำคัญในลำดับท่รี อง ๆ ลงมา ท้ังนอ้ี ยางไรก็ตามนกั ศกึ ษา
ตองพยายามทำความเขาใจกันแนวความคิดของแตละสำนักกฎหมาย และแนวความคิดของนักคิดแตละ
ทานวามีแนวความคิดอยางไร เพ่ือที่จะนำไปเปนแนวทางในการคิดและวิเคราะหถึงกฎหมายในความคิด
ของนักศึกษาตอไปในอนาคต
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย (ง) ๕
สารบัญ หนา
(ก)
คำนำ………………………………………………………………………………………… (ข)
บทนำ………………………………………………………………………………………... (ค)
ขอบเขต……………………………………………………………………………………… ๗
หมวดที่ 1 ขอความเบอ้ื งตน…………………………………………………………………… ๑๐
บทท่ี 1 มนษุ ยกบั สงั คม……………………………………………………………………… ๑๘
บทท่ี 2 ปรัชญาและศาสตรตาง ๆ…………………………………………………………… ๒๖
บทท่ี 3 วิชานิติศาสตร………………………………………………………………………. ๓๑
บทท่ี 4 นติ ิปรัชญา …………………………………………………………………............... ๓๒
หมวดท่ี 2 แนวความคดิ ทางปรัชญากฎหมายตะวันตก……………………………………… ๓๓
บทท่ี 1 สำนกั กฎหมายธรรมชาติ ……………………………………………………………… ๕๖
บทที่ 2 สำนักกฎหมายบานเมือง (ปฏฐิ านนยิ ม) ……………………………………………… ๗๐
บทท่ี 3 สำนักประวตั ศิ าสตร… ………………………………………………………………. ๗๓
บทที่ 4 สำนกั สังคมวทิ ยากฎหมาย (Social Jurisprudence) …………………………………. ๘๓
บทที่ 5 ลัทธอิ รรถประโยชน (UTILITARIANISM) ……………………………………….. ๘๙
บทท่ี 6 สำนกั สจั นิยม……………………………………………………………………… ๙๐
บทที่ 7 ทฤษฏกี ฎหมายของมารกซสิ ต……………………………………………………… ๙๑
หมวดท่ี 3 แนวความคดิ ทางปรัชญากฎหมายของไทย……………………………………… ๙๒
บทท่ี 1 ปรชั ญากฎหมายสมัยปจ จบุ นั ……………………………………………………… ๙๔
บทที่ 2 แนวความคดิ ปรชั ญาตามแนวพระราชดำร…ิ ……………………………………… ๙๙
บทที่ 3 ทฤษฎกี ฎหมายสามชน้ั (ศ.ดรปรดี ี เกษมทรัพย) ………………………………… ๑๐๑
บทท่ี 4 นติ ิศาสตรแนวพุทธ ……………………………………………………………… ๑๐๓
หมวดที่ 4 บทความท่เี ก่ยี วกบั นิตปิ รัชญา…………………………………………………. ๑๐๔
บทที่ 1 กฎหมายกบั ความยุตธิ รรม………………………………………………………… ๑๐๗
บทที่ 2 การเคารพนบั ถือกฎหมายและการดือ้ แพง ………………………………………… ๑๑๐
บทที่ 3 การควบคุมกฎหมายโดยศีลธรรม…………………………………………………
๑๑๕
บทที่ 4 หลกั ความยตุ ิธรรม………………………………………………………………… ๑๑๘
บทท่ี 5 หลกั นิตธิ รรม………………………………………………………………………
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๖
หมวดท่ี 5 สรุปเนอ้ื หาเกยี่ วกับวิชานิตปิ รัชญา…………………………………………… หนา
บรรณานุกรม…………………………………………………………………………………… ๑๒๓
แนวคำถาม-ตอบ……………………………………………………………………………… ๑๔๓
ประวตั ิผรู วบรวม……………………………………………………………………………… ๑๔๔
๑๔๘
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๗
หมวดท่ี 1
ขอ ความเบือ้ งตน
การศึกษากฎหมายในเชิงปรัชญาเปน การศึกษากฎหมายเพ่ือใหเ ขา ใจภาพรวมของกฎหมาย
ทง้ั หมด ดงั คำพูดทวี่ า “วิชาปรชั ญาน้ันจะสนใจปาทัง้ ปา มิใชตน ไมแ ตละตน” ซงึ่ ถา เปน ศาสตรอ่นื แลว แต
ละแขนงวชิ าจะสนใจเฉพาะตนไมต นนัน้ ๆ เทา นั้น โดยจะไมพ จิ ารณาวาเปนอยา งไร
Julius Stone กลา ววา นิตปิ รชั ญาเปนเรือ่ งของการตรวจสอบศกึ ษาของนักกฎหมายตอ
หลักการ อุดมคติ และเทคนคิ ของกฎหมายในแงม ุมความคิดจากความรอบรูในปจ จบุ ัน
ดร. ปรีดี เกษมทรัพย กลาววา นิติปรัชญานั้นเปนการศึกษารากฐานทางทฤษฎีกฎหมาย
ศึกษาอุดมคติสูงสุด หรือคุณคาอันแทจริงของกฎหมาย หรือแกนสารของกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่งคือ
ความมุงหมายหรือวัตถุประสงคของกฎหมายอยูที่ไหน คำตอบเหลาน้ียอมแตกตางไปตามสำนักคิดทาง
ปรัชญา นิตปิ รัชญาศึกษาวาทำไมคนจึงตองยอมรับนับถือกฎหมาย นอกจากนี้แลวนิติปรัชญาจะกลาวถึง
เรือ่ งความยุตธิ รรมและความสัมพนั ธระหวา งกฎหมายกบั ความยตุ ิธรรม
กลาวโดยสรุป นิติปรัชญาน้ันจะศึกษาเรื่องธรรมชาติของกฎหมายวา มีสิ่งท่ีมีคุณคาแฝงอยู
อยา งไร นัน่ กค็ อื การพยายามหาคำตอบวา กฎหมายคอื อะไร และกฎหมายควรจะเปน อยางไร
ประเด็นที่ 1 กฎหมายคืออะไร คือคำถามที่มุงจะคนควาหาคำตอบเร่ืองขอเท็จจริง
ธรรมชาตทิ ีเ่ ปนอยจู ริงของกฎหมาย
ประเด็นที่ 2 กฎหมายควรจะเปนอยางไร คือการวินิจฉัยคุณคาของกฎหมายวาควรจะมี
ลักษณะอยางไร คำวา “ควรจะ” เปนการแสดงความคาดหวังสิ่งท่ีเปนความคิด ความเชอ่ื ความใฝฝน
ในขณะเดียวกันจะมีประเด็นเรื่องคานิยมแฝงอยูเก่ียวกับเร่ืองความถูกความผิด เพราะฉะน้ัน ในประเด็น
ที่ 2 น้ี จะพิจารณากฎหมายในแงของความถูกความผิด โดยเฉพาะในประเด็นเร่ืองจริยธรรมทาง
กฎหมายหรือประเด็นเกย่ี วกับความยตุ ิธรรมกบั กฎหมาย
ในการศกึ ษานติ ปิ รชั ญานน้ั จะมคี ำถามท่ีสำคญั พ้ืนฐาน คือกฎหมายควรจะเปนอยางไร และ
กฎหมายคืออะไร ภาษาอังกฤษใชคำวา “Ought” กับ “is” ดังนั้น ในการตอบคำถามในเชิงนิติ
ปรัชญา ใหพยายามนึกถึงประเด็นนี้วา นิติปรัชญาคืออะไร กฎหมายคืออะไร และกฎหมายควรจะ
เปนอยางไร ในการตอบคำถามตองพยายามโยงเขาหาประเด็นที่กลาวมาใหไดวาคำถามที่ถามมาน้ันมี
ประเด็นที่เก่ียวของกับเรื่องธรรมชาติท่ีเปนอยูจริง (is) ของกฎหมายอยางไรมีประเด็นเกี่ยวกับเร่ืองสิ่งที่
ควรจะเปน (Ought) ในกฎหมายอยางไร และตองอธิบายไปสูจุดนั้นใหได จึงจะเปนการตอบคำถามใน
เชิงนติ ิปรชั ญา
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๘
ตัวอยางการใชนิตปิ รัชญาของศาลในประเทศไทย
แนวคำพิพากษาฎีกาท่ี 1662/2505 ไดวินิจฉัยวา เม่ือในป พ.ศ. 2501 คณะปฏิวัติได
ทำการยึดอำนาจปกครองประเทศไทยไดเปนผลสำเร็จ หัวหนาคณะปฏิวัติยอมเปนผูใชอำนาจปกครอง
บานเมือง ขอความใดท่ีหัวหนาคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชนก็ตองถือวาเปนกฎหมาย แม
พระมหากษัตริยจะมิไดทรงตราออกมาดวยคำแนะนำหรือยินยอมของสภาผูแทนราษฎร หรือสภานิติ
บัญญตั ขิ องประเทศก็ตาม
แนวฎีกานี้มีนักกฎหมายไมเห็นดวยอยูหลายทาน จึงเกิดคำถามขึ้นมาวากฎหมายคืออะไร และ
กฎหมายควรจะเปนอยางไร เพราะเดิมนั้นในประเทศไทยพระบิดาแหงกฎหมายไทย (พระองคเจารพีฯ)
ไดนำแนวคิดวากฎหมายคือคำส่ังของรัฐ มาสอนในโรงเรียนกฎหมายเปนครั้งแรกตอมาไดมีการถายทอด
กันมาเชนนี้ ตลอดจนฝงอยูในจิตสำนึกของนักกฎหมายไทยจำนวนหน่ึง รวมถึงผูพิพากษาบางคนทำใหมี
การวิจารณวา ไดมีการนำแนวคิดดังกลาวมาตีความในเรื่องของประกาศคณะปฏิวัติ ประกาศคณะปฏิวัติ
เปน กฎหมาย
คำพพิ ากษาฎกี าฉบับนม้ี องวา ความเปนกฎหมายน้ันจะอยูท ี่วาใครเปน ผอู อก ซงึ่ ศาลจะ
เปนคนท่ีมีอำนาจสูงสุด ถาผูออกเปนผูมีอำนาจสูงสุด การใชอำนาจสูงสุดหรือท่ีเรียกวา “รัฐาธิปตย”
ยอมเปนกฎหมาย ความเปนกฎหมายจะไมไดข้ึนกับกระบวนการในการออกกฎหมาย หรือจะตองขึ้นอยู
กับความดีความงาม หรือมาตรฐานทางศีลธรรมแตอยางไร ดังน้ัน ในฎีกาน้ีจึงมีการวิจารณวาเปนแนว
ฎีกาท่ีสะทอนความคิดที่มองวากฎหมายคือ คำสั่งของรัฐาธิปตย หรือกฎหมาย คือคำส่ังของผูปกครอง
แผนดิน ซึ่งมีการมองกันวา ฎกี านี้เขียนข้นึ ภายใตความคิดดงั กลาว และมีนักกฎหมายหลายคนมองวา การ
วนิ จิ ฉัยกฎหมายเชน นีไ้ มถูกตอง เพราะเปน การสนับสนุนอำนาจคณะปฏิวัติ
ประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 เรื่องเก่ียวกับการยึดทรัพยสินนักการเมืองที่ร่ำรวยผิดปกติศาล
ตัดสินวาประกาศ รสช. ขัดตอรัฐธรรมนูญใชบังคับไมได กรณีนี้เชนกันเม่ือวิเคราะหทางดานนิติปรัชญา
จะเห็นวาศาลวนิ ิจฉัยวาประกาศ รสช. เปนกฎหมายแตว าเปนกฎหมายที่ขดั ตอ รัฐธรรมนญู ในแงทีว่ าไป
ตัง้ คณะบุคคลทำหนา ท่ีเปนศาลเพ่อื ยดึ ทรพั ยคนอนื่ น้ัน เปนการขัดตอจารีตประเพณีการปกครองในระบบ
ประชาธิปไตย หรอื ในอีกแงหนงึ่ มองวาเปนการออกกฎหมายท่ีมโี ทษทางอาญายอนหลงั อยางไรก็ตามจะ
เห็นวาประเด็นในการตัดสินน้ันจะสะทอนนิติปรัชญาของผูพิพากษาวา ยอมรับวาประกาศ รสช. เปน
กฎหมาย แตขัดตอรัฐธรรมนูญจึงใชบังคับมิได ประเด็นน้ีจะสะทอนความคิดลึก ๆ วา กฎหมายน้ัน
แมวาจะเปนกฎหมายที่สมบูรณในตัวของมันเอง แตถาหากวามันเปนกฎหมายท่ีไมเปนธรรม ก็สามารถ
เอารฐั ธรรมนูญเขา มาบังคบั เพ่ือทำลายกฎหมายที่ไมเ ปน ธรรมได
ดังนั้น ในประเด็นพื้นฐานวากฎหมายคืออะไร บางคนตอบวากฎหมาย คือคำส่ังของรัฐาธิ
ปตย ซึ่งจริง ๆ แลวจะเปนคำตอบหนึ่งเทาน้ัน (ในทางนิติปรัชญา) และเปนคำตอบท่ีเคยมีการปลูกฝง
กันมานาน แตในขณะเดียวกันคำตอบนี้เปนคำตอบที่หลายฝายไมพอใจ เพราะเปนคำตอบที่นำไปสูการ
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๙
สนับสนุนประกาศคณะปฏิวัติ หรือคณะรัฐประหารท่ีอาจจะมีข้ึนในอนาคต เพราะถือวาคณะปฏิวัติเปน
รัฐาธิปตย หรือผูมีอำนาจสูงสุดของรัฐ เพราะฉะน้ันคำส่ังท้ังหลายของคณะปฏิวัติยอมเปนกฎหมายถา
เอาคำตอบน้เี ปนเกณฑ
ในขณะที่อีกฝายหนึ่งปฏิเสธคำตอบน้ี เพราะเห็นวาที่เปนคำตอบที่ไมมีมิติในทางศีลธรรม
หรือความเปนธรรมเลย กฎหมายเปนอะไรก็ไดแลวแตรัฐาธิปตยจะออก ดังนั้น ฝายหลังจะมองวา
กฎหมายเปนเรื่องของความเปนธรรม กลาวคือความเปนธรรมคือกฎหมาย ความเปนธรรมกับกฎหมาย
นั้นเปนเร่ืองเดียวกัน และในขณะเดียวกันอาจจะมีหลายคนวิจารณวา การมองกฎหมายในเร่ืองศีลธรรม
หรือความเปนธรรมนั้นเปน เพียงความคิดของคนที่ใฝฝ นตองการใหก ฎหมายเปน ไปในลักษณะท่ีตองการให
เปน
อีกกลุมหน่ึงมองวา กฎหมายเปนเรื่องของขอเท็จจริงหรือความเปนจริงถามองภาพ
ธรรมชาติกฎหมายในแงของความเปนจริงมากเทาไร การนำปรัชญากฎหมายมาใชทางปฏิบัติก็อาจจะมี
ความสมจรงิ มากขึ้น
นอกจากน้ันยังมีอีกลุมท่ีมองวา กฎหมายนั้นไมใชเรื่องคำส่ังของใครคนใดคนหน่ึงกฎหมาย
มิใชเรื่องของอำนาจของรัฐาธิปตย กฎหมายมิใชเรื่องของคณะปฏิวัติท่ีจะเปลี่ยนแปลงบานเมือง โดยการ
ออกกฎหมายมาเพื่อปฏิรูปสังคมอยางฉับพลัน แตมองวา กฎหมายน้ันเปนเร่ืองของประวัติศาสตรของ
สังคม โดยกฎหมายจะมีราเหงาโยงเขาหาประวัติศาสตรของสังคมตลอดจนจารีตของสังคม ดังนั้น
การเติบโตของกฎหมายจึงเปนส่ิงที่สัมพันธกับประวัติศาสตรจารีตประเพณี วัฒนธรรมของสังคมไม
สามารถเอาหลักกฎหมายของประเทศอื่นมาใชได เพราะธรรมชาติของกฎหมายน้ัน โดยแทแลวจะ
สัมพนั ธกบั จารตี วัฒนธรรม หรอื สัมพันธต อ ส่งิ ทีเ่ ปน จิตวญิ ญาณของคนในชาติ
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐
บทท่ี 1
มนุษยก บั สงั คม
บรรดาสตั วท ้ังหลายในโลก แบง เปน ประเภทใหญ ๆ ได 2 ประเภทคอื
“สัตวโลก” สัตวโลกวิวัฒนาการมาจากสัตวชั้นต่ำเซลลเดียว มาเปนสัตวชั้นสูง หลาย เซลล
รูปรางแตกตางกันไปตามสภาพแวดลอม สัตวโลกท่ีออนแอ ปรับตัว กับ สภาพแวดลอมไมไดก็สูญพันธุ
สตั วทแ่ี ข็งแรงปรับตัวเขากบั สภาพแวดลอม ได จงึ จะสามารถดำรงชวี ิต และรักษาเผาพันธุไ วไ ด
“สัตวสังคม” สัตวสังคมชอบรวมตัวกันเปนกลุม สวนใหญเปนสัตวเลี้ยงลูกดวยนม และ เปนสัตว
ประเภทแมลง เชน สนุ ัข ลิง กวาง ผงึ้ ปลวก ฯลฯ รวมท้งั มนษุ ยก็จดั เปน สตั วสังคมดวย
ในบรรดาสัตวโลกทั้งหลาย มนุษยเปนสัตวโลกท่ีมีลักษณะเฉพาะ แตกตาง ไปจากสัตวอ่ืน ๆ ที่
เดนชัดคือชอบอยูรวมกันเปนสังคม แตความจริง สัตวสังคมกับ ลักษณะท่ีมนุษยอยูรวมกันเปนสังคมมี
ลกั ษณะตา งกัน
1. ธรรมชาตขิ องมนุษย
1.1 ลักษณะธรรมชาตขิ องมนุษยท ่ีเหมือนกบั สตั วอ ื่น
ก. ตองการอาหาร นำ้ และอากาศ
ข. ตองการท่ีอยูอาศัย ส่ิงแวดลอม ธรรมชาติและชีวภาพในการบำบัดความตองการ
ตา ง ๆ
ค. มลี ักษณะคลายคลงึ กบั ผใู หกำเนิด
1.2. ลกั ษณะตามธรรมชาติของมนุษยท แ่ี ตกตา งจากสตั วอน่ื
ก. มลี ำตัวตงั้ ตรง ทรงกายไดตัง้ ตรง เคล่อื นไหวไดร อบตวั และรวดเรว็
ข. มดี วงตาคูอยดู านหนา กะโหลกศีรษะทำใหมองเหน็ ไดใ นระยะไกล
ค. มีสมองขนาดใหญ เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว 1 ตอ 50 มีประสาทสมอง มาก ทำให
มนุษยฉลาดกวาสัตวอ ่นื
ง. มีความตองการทางเพศไมจำกัดฤดูกาล ตางจากสัตวอื่น ซ่ึงผสมพันธุกัน เปนฤดู ทำ
ใหเกิดระบบระเบยี บทางสังคม
จ. มีระบบประสาทที่สลับซับซอนกวาสัตวอื่น มีสมองที่ฉลาด มีความคิด ละเอียดลึกซ้ึง
เรยี นรรู ะดบั หนง่ึ แลว พัฒนาได
ฉ. เปลงเสยี งไดมากกวา สัตว
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑
1.3. ลักษณะพิเศษของมนษุ ยทีเ่ หนือกวา สัตวอื่น
ก. มนุษยมีความสามารถในการใชสัญลักษณในการติดตอสัมพันธกัน ชวย ใหเขาใจกัน
ได เชน นิว้ มอื ภาษา
ข. มนุษยมีวัฒนธรรม ทำใหมนุษยมีความเปนระเบียบ สามารถจัดระเบียบ ของสังคม
และมีวิถีชีวิตท่ีสามารถดำเนินไปอยางมีคุณภาพ สามารถสรางความ เจริญกาวหนา
ใหแ กสงั คมได
2. ความสัมพนั ธระหวางมนษุ ยก ับสงั คม
ความสัมพันธระหวางมนุษยกับสังคม หมายถึง ความสัมพันธของคน ต้ังแตสองคนขึ้นไปไดมีการ
กระทำตอกันเพอื่ ใหเกิดผลตามวัตถุประสงคท ่ี ตง้ั ไว
สาเหตทุ ม่ี นุษยมคี วามสัมพนั ธกบั สังคม
1 มนุษยเปนสัตวสังคม ชอบอยูรวมกันเปนพวก พึ่งพาอาศัยซ่ึงกัน และกัน การรวมกลุมอยู
รวมกัน มีลักษณะเปนระเบียบแบบแผน และมีระบบ ความ สัมพันธละเอียดออนมากกวาสัตวอื่น ๆ การ
รวมกลุมอยา งมี ระเบียบ แบบแผน เรยี กวา มนุษยมวี ัฒนธรรม
2 มนุษยเปนผูส รา งสังคม พยายามทำใหสงั คมมีระเบียบแบบแผน เพ่ือให เกิดความสงบสุข ความ
ปลอดภยั และสรางสรรคความเจรญิ กา วหนา แกส งั คม
3 สังคมเปนเบาหลอมใหมนุษยเปนสมาชิกที่ดีของสังคม สังคม ได กำหนดขนบธรรมเนียม
ประเพณี กฎหมาย ระเบียบแบบแผน วิธีดำเนินชีวิต เพ่ือใหมนุษยกระทำตาม หรือละเวนการกระทำ เพื่อ
อยรู ว มกนั อยา งสงบสุข
3. สังคมและวฒั นธรรม
3.1 สงั คม
สังคม หมายถึง กลุมคนท่ีอยูรวมกัน มีความสัมพันธซึ่งกันและกัน ยอมรับ แบบแผน กฎเกณฑ
ของกลุม รว มกนั ในการดำเนินชวี ติ
3.1.1 ลักษณะของสังคม
ก. มอี าณาบริเวณเปน ทรี่ ูกนั วา มขี อบเขตแคไหน เพียงใด
ข. อยูรวมกันเปนกลุม เปนสมาชิกของสังคมเดียวกัน รูวาใครเปนพวก ของตนหรือใคร
ไมใชพวกของตน
ค. แบงงานกนั ทำตามความรูค วามชำนาญเฉพาะดาน รว มมือชว ยเหลอื ซง่ึ กนั และกัน
ง. มีความคิด ความเชื่อ บรรทัดฐานคานิยมคลายคลึงกัน เพราะไดรับการ อบรมส่ัง
สอนขดั เกลามาอยางเดียวกนั
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒
3.1.2 หนาทขี่ องสงั คม
ก. เสริมสรางและผลิตสมาชิกใหม ไดแก ธำรงรักษาชีวิตมนุษยใน สังคม ใหสืบตอกัน
โดยไมขาดสาย และผลติ สมาชิกใหมแ ทนสมาชิกเกา ทสี่ ้ินชีวิตไป
ข. ผลิตแจกแจงสินคาและบริการ ไดแก ผลิต จายแจก และบริการเคร่ือง อุปโภคแก
สมาชิกของสงั คม
ค. อบรมส่ังสอนขัดเกลาสมาชิกของสังคมใหเรียนรูระเบียบของสังคม ไดแก สังคม
จะตองอบรมส่ังสอนและขัดเกลาสมาชิกใหม ใหเรียนรูระบบระเบียบ กฎเกณฑของ
สมาชกิ น้นั ๆ
ง. ดำรงรักษาไวซ่ึงระเบียบกฎหมายของสังคม ไดแก การที่สังคมตองจัด เจาหนาท่ี
ควบคุม ดแู ล ลงโทษผูล ะเมดิ ระเบียบกฎหมายของสงั คม
3.2 วฒั นธรรม
วัฒนธรรม หมายถึง ทุกสิ่งทุกอยางที่รวมเอาความรู ความเชื่อ ศิลปะ ศีลธรรม กฎหมาย
ประเพณี ความสามารถและนิสัยอ่ืน ๆ ท่ีมนุษยไดมาในฐานะ เปนสมาชิกของสังคม หรือกลาวส้ัน ๆ วา
วฒั นธรรม หมายถงึ วิถชี ีวิตของคน ในสังคมใดสงั คมหนึ่งเปนวิถชี วี ติ ทม่ี ีลักษณะเปนแบบแผน
3.2.1 ลกั ษณะของวัฒนธรรม
ก. เปนวถิ ีการดำเนินชีวิตของมนุษยในสังคม
ข. เปนผลมาจากการเรียนรู ไมใ ชส ่ิงทต่ี ิดตัวมนษุ ยมาแตก ำเนิด
ค. เปนผลรวมของหลาย ๆ สิ่ง เชน ความรู ความเชื่อ วิถีดำเนินชีวิต สิ่งของเคร่ืองใช
ตาง ๆ
ง. เปนส่งิ ที่เปลี่ยนแปลงได
จ. แตล ะสังคมมคี วามแตกตา งกนั มีความเหมาะสม ถูกตอ งตามสภาพของแตล ะสังคม
3.2.2 หนา ทีข่ องวฒั นธรรม
ก. วัฒนธรรม กอใหเกิดสถาบัน เชน สถาบันครอบครัวจะกำหนดวา ชายจะมีภรรยากี่
คน หญิงจะมสี ามีกีค่ น เปน ตน
ข. วัฒนธรรม เปนตัวกำหนดพฤติกรรมของมนุษยในสังคม เชน ในสังคมไทย ผูชายจะ
บวชเม่ืออายุครบ 20 ป เดก็ ควรเคารพผใู หญ เปน ตน
ค. วัฒนธรรม ทำหนาท่ีควบคุมสังคม เชน ผูละเลยประเพณีตาง ๆ จะไดรับการตำหนิ
จากสังคม การไมปฏิบตั ติ ามกฎหมาย หรือละเมิดกฎหมายจะถูกลงโทษ เปนตน
ง. วัฒนธรรม ทำใหเกิดความเปนอันหนึ่งอันเดียวในสังคม ไดแก การที่สมาชิกของ
สังคมมีวิถีดำเนินชีวิตคลายคลึงกัน ทำใหสังคมเปนปกแผน มีความจงรักภักดี และ
อทุ ศิ ตนใหก บั สังคม ทำใหสังคมอยรู อดและเจรญิ กาวหนา
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓
3.2.3 ประเภทวฒั นธรรม
วัฒนธรรมแบง ออกเปน ประเภทใหญ ๆ 2 ประเภท คือ
ก. วัฒนธรรมทางวัตถุ ไดแก วัตถุสิ่งของท่ีมนุษยสรางขึ้น เชน เคร่ืองมือ รถยนต
หนังสือ อาคารบานเรอื น โบสถ วหิ าร เปน ตน
ข. วัฒนธรรมที่มิใชวัตถุ ไดแก ความคิด ภาษาถอยคำ คานิยมประเพณี ศีลธรรม เปน
ตน
3.3 ความสมั พนั ธระหวา งสงั คมและวัฒนธรรม
สังคมเนนกลุมคน จำนวนคน และความสัมพันธของบุคคลในสังคมที่มีตอกัน วัฒนธรรม เนน
แบบแผน กฎเกณฑ วิธีการ หรือแบบอยางในการดำเนินชีวิต สังคมจะขาดวัฒนธรรมไมได และวัฒนธรรม
จะอยูตามลำพังโดยปราศจาก สังคม ไมไดเชนเดียวกัน สังคมท่ีขาดวฒั นธรรมจะมีสภาพขาดระเบียบ ขาด
กฎเกณฑ ขาดวิถีทางการดำเนินชีวิต ไมตางจากสังคมสัตว เพราะสิ่งที่แสดงวาสังคมมนุษยแตกตางไปจาก
สังคมสัตวก็คือ มนุษยมีวัฒนธรรมนั่นเอง สวนวัฒนธรรมจะดำรงอยูไดก็ตองอาศัยสังคม เพราะสังคมเปน
ผสู รา งวัฒนธรรมขนึ้ มา
4. การจดั ระเบยี บทางสงั คม
กระบวนการทางสังคมท่ีคอยควบคุมความประพฤติของบุคคลในสังคมใหอยูใน ระเบียบ
กฎเกณฑ ท่ีสังคมกำหนดไวเพื่อใหสังคมมีระเบียบและดำรงอยูได การจัดระเบียบทางสังคมเปน
กระบวนการที่มีขอบเขตกวางขวางครอบคลุม ปรากฏการณทางสังคมหลาย อยางเร่ิมตนจากการสราง
กฎเกณฑขอบังคับ ตางๆเพื่อใหสมาชิกของสังคมยึดถือเปนแนวปฏิบัติตอกันระเบียบกฎเกณฑ ขอบังคับ
ตา ง ๆ กค็ ือ บรรทัดฐานของสงั คมเม่ือสรางบรรทัดฐานทางสงั คม ขึน้ มาจำเปนตองสนับสนุนใหสมาชิกของ
สังคม ปฏิบตั ติ าม บรรทัดฐานของ สังคมกค็ ือ สถานภาพ และบทบาท
4.1 บรรทดั ฐานทางสังคม
บรรทัดฐานทางสังคม คือ แบบแผน กฎเกณฑขอบังคับ หรือ มาตรฐาน ในการปฏิบัติของคนใน
สังคมซ่ึงสังคมยอมรับวาสมควรจะปฏิบัติ เชน บดิ า มารดา ตองเล้ียงดบู ูตร บุตรตองมีความกตญั ูตอบิดา
มารดา ขาราชการตอ งบริการประชาชน พระสงฆต อ งรกั ษาศลี และเปนที่พง่ึ ทางใจ ของประชาชน ฯลฯ
4.2 ประเภทของบรรทัดฐานทางสงั คม
บรรทัดฐานทางสังคมแบงเปน 3 ประเภท คือ
4.2.1 วิถีประชา เปนแบบแผนในการปฏิบัติหนาท่ีท่ีทุกคนในสังคมปฏิบัติกันโดยทั่วไปจนเกิด
เปน ความเคยชิน ไมตองมีศีลธรรมและกฎหมายบังคับ ผูไมปฏิบัติตาม ก็ไมได รับโทษ เพียงแคถูกนินทา
เชน ในการรับประทานอาหาร ควรใชชอนกลาง ตักอาหาร หากไมใชชอนกลางก็ไมมีความผิด เปนแคถูก
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๔
ตำหนิวา ไมมี มารยาทในการรับประทาน วิถีประชาแตละสังคม มีความแตกตางกันไป แตละสังคม จึงทำ
ใหมีวัฒนธรรมแตกตางกันไป
4.2.2 จารีต มีความหมายเหมือนคำวา “ศีลธรรม” จารีตเปนบรรทัดฐานท่ีทุกคนในสังคม
จะตองกระทำเปนกระบวนการ พฤติกรรมที่จำเปนตอความเปนระเบียบเรียบรอย และสวัสดิภาพของ
สงั คม จารีตมีความสำคัญกวาวิถีประชา เปนเรือ่ งของความรูส กึ วา สิ่งใดผิด สิ่งใดถูก ผใู ดฝาฝนจะถูกสงั คม
ลงโทษ หรือไดรับการตำหนิอยางรุนแรง ในสังคมไทยมีจารีตบางอยางท่ีสำคัญมาก แมมิไดนำไปบัญญัติ
เปนกฎหมาย เชน ความกตัญู ระบบอาวุโส ความซื่อสัตยระหวางสามี ภรรยา การแสดงความเคารพ
ผใู หญ ฯลฯ
4.2.3 กฎหมาย หมายถึง บรรทัดฐานท่ีกำหนดไวในระเบียบแบบแผน ซ่ึงผูมีอำนาจทางการ
ปกครองบา นเมืองไดก ำหนดขน้ึ เพื่อบังคับใหบ คุ คลปฏบิ ตั ติ ามหรือหา มมิใหก ระทำ หากฝา ฝน จะถูกลงโทษ
ตามบทบญั ญตั ิ
4.3 ประวตั ขิ องการกำเนดิ กฎหมาย
นับแตยุคที่สังคมมนุษยเจริญเติบโตขึ้นจนถึงข้ันรวมกันเปนรัฐ การมีกฎหมายและการนำ
กฎหมายมาใชเพื่อบานเมืองมีความสงบเรียบรอย ยอมเปนสงท่ีขาดไมได ดังน้ันจึงเห็นวาในปจจุบันน้ี
ประเทศตาง ๆ ทุกประเทศแมวาระบบการประครองประเทศจะแตกตางกัน แตทุกประเทศก็ยอมอยู
ภายใตก ฎหมายท่ใี ชใ นการปกครองทง้ั ส้นิ
แตกฎหมายของแตละประเทศนั้นกลับมีลักษณะท่ีคลายคลึงกันหรือมีหลักการเชนเดียวกัน และ
บทบัญญัติกฎหมายดังกลาวน้ันก็ไดมีข้นึ เปนเวลานับพัน ๆ ป จึงควรตองทำการศึกษาประวัติศาสตรและ
ความเปนมาของกฎหมายของแตละประเทศ ซึ่งในการศึกษาทำนองน้ีนาท่ีจะเกิดประโยชนแกบรรดานัก
นิติศาสตรโดยทั่วไป ดังน้ันเราจึงควรที่จะมาเร่ิมกันสำหรับกฎหมายที่เกาแกท่ีสุด นั้นก็คือกฎหมายท่ี
เกิดขนึ้ ตั้งแตในยคุ โบราณน้นั เอง โดยเราจะทำการศกึ ษาเรียงลำดบั ใหเปน ไปดงั ตอไปน้ี
4.3.1 กฎหมายของชาวบาบโิ ลน
กฎหมายของขาวบาบิโลนนั้นไดเกิดข้ึนมาโดยกษัตริยท่ีทำการปกครองดินแดนน้ีซ่ึงเปน
ดินแดนเมโสโปรเตเมีย และเพอื่ ทจ่ี ะทำการปกครองดินแดนในแถบนใี้ หเปนไปอยางปกตสิ ุข พระเจาฮัมบู
ราบี ก็ไดจัดทำประมวลกฎหมายฉบับหน่ึงขึ้นมาเรียกวา ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี (The Code of
Hummurabi) ในราวป1902 กอนคริสตศักราช และประมวลกฎหมายนี้เองไดรับยกยองใหเปนประมวล
กฎหมายที่เกาแก ทมี่ ีความสมบรู ณมากที่สุดในยุคนั้น และไดเ ปน แบบอยางของกฎหมายในยุคตอ ๆ มา
ดว ย
โดยประมวลกฎหมายน้ไี ดจัดทำข้ึนเปนลายลักษณอักษร และมลี กั ษณะที่สำคญั ดังน้ี
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๕
4.3.1.1 การแบงชั้นวรรณะของประชาชน โดยไดมีการแบงวรรณะออกเปน 3 วรรณะ
ดวยกัน ประกอบดวย ชนชนั้ สงู ประชาชน และชนชั้นตำ่ (ทาส)
4.3.1.2 เร่ืองทรัพยสิน โดยประมวลกฎหมายนี้ไดยอมรับนับถือวาเอกชนสามารถมี
กรรมสทิ ธิ์ในทด่ี นิ ได แตก ารขายทีด่ นิ น้ันอาจจะตอ งอยูภายใตเงือ่ นไขบางประการ
4.3.1.3 เร่ืองครอบครัว กฎหมายนี้ไดมีการกำหนดลักษณะการสมรสระหวางชายกับ
หญิงเปน ไปในลักษณะซอ้ื ขาย และใหสามภี รรยาเปน บุคคลเดียวกัน
4.3.1.4 กฎหมายอาญา กฎหมายอาญาของประมวลกฎหมายฮัมมูราบีนั้นยึดถือ
หลักการแกแคนและทดแทนอยางรุนแรง ในลักษณะเดียวกัน ตามวลีที่วา “ตาตอตา ฟนตอฟน” (An
eye for an eye, a tooth for a tooth ) น่ันเปนการแสดงใหเ ห็นวา กฎหมายนีไ้ มมีการลงโทษจำคกุ แก
ผูกระทำผิด เพราะโทษท่ีลงแกผูกระทำผิดนั้นถาเปนการรายแรงก็จะเปนโทษประหาญชีวิต แตเพียง
อยา งเดยี ว ถาเปน โทษที่ไมร า ยแรงผูกระทำผดิ จะไดรบั โทษปรบั
4.3.2 กฎหมายของชาวโรมัน
กฎหมายของชาวโรมันน้ีเปนกฎหมายที่มีอิทธิพลตอกฎหมายในยุคปจจุบันเปนอันมาก
และนำมากลาวอยเู สมอ น้ันมี อยู 2 อยา ง ดว ยกันกลาวคือ
4.3.2.1 กฎหมายสิบสองโตะ ซึ่งกฎหมายนไ้ี ดถูกสรางขึ้นเม่อื อาณาจักรโรมันถูกกอ ต้ัง
ขึ้นมาเม่ือ ป 753 โดยไดมีการขยายอารยธรรมและความเจริญตาง ๆ ออกไปเปนอันมาจนไดกลายเปน
ศูนยกลางของทวีปยุโรป และไดมีการวิวัฒนาการทางกฎหมายแตบทกฎหมายท่มี ีความสำคญั และรจู ักกัน
อยางกวางขวางไดแกกฎหมายสิบสองโต็ะ เพราะไดจัดทำเปนหมวดหมูในรูปของประมวลกฎหมาย
ตง้ั แตป 450กอนคริสตศ ักราช และกลา วไดวากฎหมายสบิ สองโตะ นั้นเปนกฎหมายโรมนั ท่แี ทจ รงิ
4.3.2.2 ประมวลกฎหมายจัสติเนียน หลังจากไดมีการจัดทำกฎหมายสิบสองโตะแลว
ในยุคตอมาก็ไดมีการทำกฎหมายขน้ึ มาอีกหลายฉบับ กอ นท่ีจะไดมีการจัดทำประมวลกฎหมายจัสติเนียน
นน้ั โรมนั น้ันมีประมวลกฏหมายแลวหลายฉบับอาทเิ ชน
- Edictum Perpetpuum โดย Salvius Julianus
- Codex Gregorianus โดย Gregorianus ในตอนปลายคริสตศตวรรษท่ี
สาม มีท้งั หมด 16 ฉบบั
แตอยางไรก็ตามถึงแมวาจะมีกฎหมายอยูแลวหลายฉบับก็ตาม แตก็ยังมีการ
กระจัดกระจายอยูยังไมเปนหมวดหมู ดังนั้นในชวง ค.ศ.528 – 529 จึงไดมีการทำการรวบรวมกฎหมาย
ตาง ๆ เหลาน้ันโดย Emperor Justinian และกฎหมายที่ไดรวบรวมไดเปนหมวดหมูเหลานั้นตอมา
ภายหลังเรียกวา “Corpus Juris Civilis” หรือ ประมวลกฎหมายจัสติเนียน โดยในการจัดทำ
ประมวลกฎหมายนี้ไดใชคณะกรรมการขจำนวน 16 คนเปนผูรวมจัดทำ ซึ่งใชแวลารวบรวมถึง 3 ป มี
ท้ังหมด 2000 บรรพ ขนาด 3000000 บรรทัด และสุดทายไดมีการตัดทอนใหเหลือเพียง 150,000
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๖
บรรทัด และไดประกาศใชเปนกฎหมายเม่ือ วันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 533 จนเปนท่ีรูจักอยางแพรหลาย
ในปจจุบนั
4.3.3 ประมวลกฎหมายนโปเลียน ซ่ึงเปนที่รูจักเปนอยางแพรหลายอันเปนกฎหมายของ
ประเทศฝร่ังเศส โดยประมวลกฎหมายน้ีไดรับอิทธิพลมาจากกฎหมายของโรมัน เพราะวาเมื่ออาณาจักร
โรมันน้ันไดลมสลายแลว ประเทศตาง ๆ ก็ไดทำการประกาศตัวเองเปนประเทศ เปนประเทศตาง ๆ
อาทิเชน อังกฤษ ฝร่ังเศส เยอรมัน เปนตน แตเม่ือมีการแยกตัวออกมาแลวประเทศตางๆ เหลานั้นยัง
ไมมีกฎหมายของตนเองใชบังคับ จึงไดมีการท่ีจะพยายามที่จะจัดทำกฎหมายท่ีเปนของตนเองขึ้นมา และ
ประเทศฝร่ังเศสก็ไดร ับอิทธพิ ลมาจากโรมันเปน อนั มาก ดังนั้นพระเจานโปเลียนซ่ึงเปนกษตั รยิ ของฝรั่งเศส
ในสมัยน้ันจึงไดทำการรวบรวมกฎหมายของโรมันน้ันมาทำการปรับปรุงใหทันสมัยและเหมาะสมกับการ
ปกครองประเทศ และประมวลกฎหมายนี้จึงถือไดวาเปนกฎหมายท่ีเหมาะสมกับสภาพสังคม และสมบูรณ
ที่สุดในโลก โดยเฉพาะอยา งยง่ิ ในสมัยคริสตศ ตวรรษท่ี 19
4.3.4 ประมวลกฎหมายของประเทศตาง ๆ หลังจากที่แตละประเทศไดแยกตัวออกจาก
อาณาจกั รโรมันแลวตา งกพ็ ยายามทจ่ี ะทำกฎหมายใหเ เหมาะสมแกป ระเทศของตนองทสี่ ดุ
4.4 ความสำคัญของกฎหมาย
บรรทัดฐานทางสังคม มีทั้งวิถีประชา และจารีตแลว แตตองมีกฎหมายเพ่ือบังคับใชดวย เพราะ
กฎหมายมีความสำคัญดังน้ี
4.3.1 สังคมประกอบดวยกลุมคนที่แตกตางกัน มีความขัดแยงกันระหวางกลุมอยูเสมอ กฎหมาย
จึงมีความสำคัญ ในการ ขจัด ความขัดแยงที่เกิดข้ึน หากไมมีกฎหมาย กลุมก็จะตองขจัด ความ ขัดแยง
กันเอง ตดั สินกนั เองเปน สวนตัว ซ่ึงจะไมมีความยตุ ิธรรมตอคู ขดั แยง
4.3.2 วิถีประชา และจารีต มีลักษณะถาวรยาวนาน เปล่ียนแปลงยาก ไมทันการเปล่ียนแปลง
ของสังคม แตก ฎหมายจะเปลี่ยนแปลง ใหเ ขา กับ สถานการณทเ่ี กิดข้นึ ใหม ๆ ไดเ ร็วกวา
4.3.3 กฎหมายมีอำนาจบังคับ มีบทบัญญัติลงโทษ มีเจาหนาท่ี จัดการ กับผูทำผิดกฎหมาย วิถี
ประชาและจารตี ไมม ีอำนาจบังคับ สถานภาพ คือตำแหนง ท่ไี ดรบั จากการเปน สมาชิกของสงั คม
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๗
บทท่ี 2
ปรัชญาและศาสตรต า ง ๆ
1. ความรู (Knowledge)
วชิ าความรแู บง ไดเ ปน ความรแู บบสามัญสำนึก กับความรูระดบั ศาสตร
ความรรู ะดบั สามัญสำนึก น้ันมีอยูในชนเผามนุษยในสมัยดึกดำบรรพซึ่งอยูในสภาวะที่ยังไมเจริญ
ตอมาคอย ๆ สะสมความรูจากประสบการชีวิต เชนความรูเก่ียวกับไฟ เก่ียวกับอาหารการกิน ฯลฯ
และไดทำการเริ่มสะสมความรูเหลานั้นมาก ซึ่งความรูที่ไดรับมานน้ั จะเปนความรูแ บบงาย ๆ ทม่ี ีลกั ษณะ
เปนความรเู กี่ยวกับขอเท็จจริงอันเกิดขึ้นจากการจดจำขอเท็จจริงที่ประสบพบเห็น ใชความคิดงาย ๆ ปะ
ติดประตอเหตุการณที่เกิดข้ึนตามลำดับกอนหลัง โดยคิดเช่ือมโยงเปนเหตุผลเกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งความรู
ดังกลาวอาจจะเปนความรทู ่ีตรงกับความเปนจริง หรอื อาจเปนความรูความเขาใจท่ีผิด ๆ ก็ได โดยความรู
ในระดบั สามญั สำนึกนี้เปนความรูท ่ีไดจากการสัมผัส และลองผิดลองถูกของมนษุ ยน น่ั เอง
และเมื่อตอมามนุษยไดเร่ิมท่ีจะสะสมความรูไดระดับหน่ึงแลวไดมีการวิพากวิจารณ โตเถียงกัน
เกี่ยวกับความรูที่ไดมาแลว จึงนำไปสูการสอบสวนเปรียบเทียบเพื่อจะแยกแยะวาความรูที่ไดมานั้นจริง
หรือไมจริง ทำใหความรูแบบสามัญสำนึกกลายเปนความรูท่ีเปนวิชาการ หรือศาสตร ซ่ึงมีวิธีคิด วิธี
คนหา วิธีพิสูจน ยนื ยันวา เปนความรูท ถ่ี ูกตอ งเปนจริง
2. ศาสตร
ความรูระดับศาสตร เปนวิชาความรูหรือศาสตรแขนงตาง ๆ ท่ีไดมีการพัฒนาความรูเฉพาะ
ส่ิงใหเปนความรูทั่วไป กลาวคือทำความรูท่ีเปนรูปธรรมใหเปนนามธรรม แลวนำเอาความรูท่ีเปน
นามธรรมเหลาน้ันไปจัดสานรวมกันเขาใหเปนเรื่องเดียวกัน คือทำใหแตละสวนน้ันเชื่อมโยงกัน ใหเขาใจ
เปนระบบเกี่ยวกัน ซึ่งในแงของทุกวิชาจึงเร่ิมตนจากความรูเพ่ือประโยชนทางปฏิบัติที่เรียกวาวิชา
ประยุกตหรือศาสตรประยุกตแลวคอย ๆ พัฒนาเปนความรูทางทฤษฎี หรือศาสตรทางทฤษฎี ซึ่งเปน
ความรูพิเศษ มิวิธีคิด วิธีคนหา สอบสวน พิสูจน เปนความรูท่ีจะเสาะหาความรู ใหขยายพรมแดนออกไป
ได ศาสตรทางทฤษฎีจึงเปนความรูท่ีเปนระบบระเบียบ มีเหตุผลทางตรรกวิทยา และมีวิธีการศึกษาที่
ชดั เจน หรอื กลา วรวมความไดว ามีระบบ (System)และวิธกี าร (Methodology)ของตนเองนั่นเอง
2.1 ลกั ษณะของศาสตร
จากที่ไดกลาวมาแลวขางตนเก่ียวกับเร่ืองความรูในระดับสามัญสำนึกและความรูในระดับศาสตร
แลวน้ันจะเห็นไดวาความรูในระดับสามัญสำนึกน้ันเปนความรูที่อยูในระดับพ้ืนฐาน เปนความรูที่ไดจาก
การสัมผัส และเปนความรูที่จำกัดอยูเฉพาะปรากฏการณใดปรากฏการณหน่ึงเทาน้ัน ซ่ึงแตกตางจาก
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๘
ความรูระดับศาสตรที่เปนความรูที่ไดมีการสั่งสมมาและไดมีการพัฒนาอยางมีระบบมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงทำ
ใหความรูระดับสามัญสำนึก กับ ความรูระดับศาสตร น้ันมีความแตกตางกัน โดยความแตกตางกันนั้น
สามารถทจ่ี ะสรปุ ถงึ ถงึ สาระสำคัญของศาสตรได ดังตอ ไปนี้
1. เปน ความรทู ่ีมีลักษณะทว่ั ไป หรือมลี กั ษณะเปนนามธรรม (Abstract) ระดบั หนึ่ง
2. เปน ความรูทมี่ ลี กั ษณะเปน ระบบระเบยี บ (Systematic)
3. เปน ความรทู มี่ เี หตุผล (Rational)
4. เปนความรูท่มี ีวิธกี ารที่แนนอน (Methodical)
2.2 การแบง ความรรู ะดับศาสตร
สำหรับเร่ืองของการแบงประเภทของศาสตรนั้นยังมีการถกเถียงกันวาจะแบงศาสตร
ออกเปน ก่ีประเภท แตอยางไรกต็ ามโดยท่วั ไปแลวสำหรับการแบงประเภทของศาสตรที่เปนทยี่ อมรบั กันอยู
ในปจจบุ นั นั้นสามารถที่จะแบงศาสตรอ อกได 2 แขนงดว ยกนั กลา วคอื
1. ศาสตรท่วั ไป
2. ศาสตรป ระยกุ ต
1) ศาสตรทั่วไป (ปรัชญา) เปนการศึกษาที่ตองทำการพยายามท่ีจะทำการศึกษาโลกและชีวิต
โดยรอบดานอยางไมแยกสวน หรือท่ีเรียกวา “ทั้งมวล” (As Whole) เพ่ือใหสรรพสิ่งท้ังหลายเกี่ยวของ
สัมพันธซ่ึงกันและกัน ใหเกิดภาพความเขาใจเกี่ยวกับโลกและชีวิตท่ีสมบูรณ เพราะสรรพส่ิงท้ังหลายมี
ความเกี่ยวของและสมั พันธซ่งึ กนั และกันอยา งมเี อกภาพ
2) ศาสตรเฉพาะ (Particular Science) คือวิชาที่นำเอาปรากฏการณประเภทหนึ่งประเภทใด
มาศึกษา อันจะเห็นไดวาศาสตรเฉพาะนั้นจะมุงเนนเปนที่เรื่องหน่ึงเรื่องใดเปนการเฉพาะ อันจะแตกตาง
กับศาสตรท่ัวไปหรือศาสตรสากล สวน ปรากฏการณตาง ๆ ท่ีจะทำการศึกษาน้ันในโลกนี้มีอยู 2
ประเภทดว ยกัน คอื ปรากฏการณท างธรรมชาติ (Nature) และ ปรากฏการทางวฒั นธรรม (Culture)
1) ปรากฏการณทางธรรมชาติ (Nature)
เปนปรากฏการณของส่ิงที่มีอยู คงอยู และเปล่ียนแปลงไปโดยตัวของมันเองโดยมนุษยมิไดเขา
ไปมีสว นปรุงแตง หรอื ประดษิ ฐป ระกอบขึ้นมา เปนวชิ าที่นำเอาปรากฏการณท างธรรมชาตมิ าศึกษาน่นั เอง
2) ปรากฏการทางวฒั นธรรม (Culture)
เปน ปรากฏการณท ่ีมขี น้ึ เกดิ ขึน้ และวิวัฒนาการเปล่ยี นแปลงไปโดยมนษุ ยมสี ว นสรา งสรรคปรงุ
แตงดวยจิตของตนเอง กลาวคอื เปน ปรากฏการณท ม่ี ีความหมายหรอื มจี ดุ ประสงคอ ยา งหนึ่งอยางใด ดัง
ปรากฏการณต างๆ เหลานน้ั จงึ มคี ณุ คา (Value) อยูในตวั เองเสมอ วิชาท่นี ำเอาปรากฏการณท ี่มมี นษุ ยมี
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๙
สว นปรงุ แตงข้นึ ดว ยจุดประสงคของตนมาศึกษา จงึ เรียกวา Cultural Science หรือ Moral Science
นัน่ เอง ซง่ึ มีอยูดวยกนั 2 แขนง คอื วิชาสงั คมศาสตร และวชิ ามนุษยศาสตร
ปรชั ญา
ปรัชญาเปนศาสตรท ่ีวา ดว ยหลกั การ Science of Principle ถาหากศาสตรใ ดขาดหลกั การหรอื
หลกั ปรชั ญาแลว ก็ยอมเปน ศาสตรไ มไ ด “ไมมศี าสตรใ ดจะสมบรู ณ ถา ขาดหลกั ปรัชญา” (No science
is complete without philosophy) ปรชั ญาเปน ความรสู ากลและจำเปน คือ ใชไดก บั ทกุ วชิ า และ
ทุกวชิ าตอ งมหี ลักปรชั ญา จะขาดเสยี ไมไดเลย เปรียบเสมอื นรถไฟจะขาดหัวรถจักรไมไ ด
“ปรัชญา คอื เรื่องของการท่ีมนษุ ยพ ยายามท่ีจะเขา ใจสภาวะของโลก ธรรมชาติ รวมทัง้ ชวี ติ
มนุษยว า คืออะไร เปนอยา งไร มีเปาหมายอะไรหรอื ไม มคี วามแทจ รงิ อยางไร เรารูความจริงไดแ คไ หน
รวมทั้งการตคี าสิง่ ตา ง ๆ หรือการกระทำตา งๆ วามีคณุ คา ตอชวี ติ หรือไม และเราควรดำเนนิ ชีวิต
อยางไรจึงทำใหช ีวติ มคี ณุ คา ความคดิ ทางปรชั ญาเก่ยี วขอ งกบั ตัวมนุษย และสิ่งแวดลอมรอบ ๆ ตวั
มนษุ ย ไมใชส ง่ิ ที่หา งไกลจากตวั เราและธรรมชาติ จงึ ไมยากเกินไปทีม่ นุษยจ ะเขาใจความคิดของมนุษย
ดว ยกนั ฉะนน้ั จงมีทศั นคตทิ ด่ี ีตอ วชิ าปรัชญา และแขนงของวิชาปรัชญาวา ไมใ ชวชิ าที่ยากเกนิ ไปท่จี ะรบั
และศึกษาได
ความรูทางปรัชญา เปน ความรูทีเ่ กี่ยวกบั “การเปน” “การอย”ู “การดำรงอย”ู ของมนุษยใ น
ฐานะทเ่ี ปน มนษุ ยไมใ ชเปน เพียงสตั วโลก เปน ความรทู ี่เกีย่ วกับความจรงิ ซ่งึ เม่อื ฉายแสงไปทใี่ ดก็กระจา ง
สวา งลึกซึง้ ในเรื่องที่เกี่ยวกบั ปรัชญา
กำเนิดของปรชั ญา
1. ปรชั ญาตะวันตก
ปรชั ญาตะวนั ตกเกดิ ขึ้นมาแลวในโลก ณ ประเทศกรีก ประมาณ 600 ปก อ นครสิ ตกาล เร่ิมตน
พัฒนา เกี่ยวกบั ความคิดเห็นในเรื่องโลกในระบบตางๆโดยพยายามสรา งเหตุผลสนบั สนุนความคิดของตน
ความคิดเชนนี้ ไดว ิวฒั นาการขยายออกไปในวงกวา งในกรงุ เอเธนส โรม อเล็กซานเดรยี หรือในเอเซยี ไม
เนอรแ ละไดแ ผกระจายออกไปยัง ประเทศอ่ืนๆตามลำดับ
ปรัชญาตะวันตกหรือปรชั ญากรกี ดังกลาวไดเริม่ ตนดวยความคิดทางศาสนาซึ่งชาวกรีกในยุคน้ันได
พยายามคดิ คน หาทางท่ีจะคน หาทางที่จะคนหาความจริงของโลกภายนอก ตอมาไดศึกษาเขาถึงจิตใจและ
พฤติกรรมของมนุษย ตอมาปญหาตา งๆ ในทางปรชั ญาไดเกิดขึน้ ตามลำดับ เชน อะไรเปนความดอี ันสูงสุด
อะไรเปนจดุ ประสงคและจุดหมายปลายทางของชีวิต ปรัชญาเมธีไดพยายามศึกษาคนควาเพอ่ื หาคำตอบใน
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๐
ปญหาเหลาน้ี โดยจะตองศึกษาอภิปรัชญาเพื่อใหรูวา อะไรคือความแทจริง อันสูงสุด มนุษยจะพบกับ
ความจริงอันสูงสุดน้ีไดอยางไร จะเห็นไดวาปรัชญาตะวันตกเร่ิมจากแนวคิดทางศาสนาและอวสาน ลงดวย
ความคิดเหน็ ทางศาสนาเชน กัน
2. ปรชั ญาตะวนั ออก
ปรัชญาตะวันออก เกิดข้ึน ณ ประเทศอินเดียเปนครั้งแรก ปรัชญาตะวันออกมีเรื่องยืดยาว
นาสนใจยงิ่ เพราะมกี ารเลา และศึกษาสบื กนั มา
ปรัชญาตะวันออกที่ไดบันทึกไวน้ันสวนมากเก่ียวกับความรูสึกอันลึกซ้ึงล้ีลับและเปนปรัชญาอัน
สงู สุดดังปรากฏในคัมภีรฤคเวท ในกาลตอมาเรียกวา สังหิตาพราหมณะและอุปนิษัทอันเปนคัมภีรทางจริย
ศาสตร ธรรมศาสตร และสามารถใชเปนมาตราฐานในการตัดสิน คดีความได คำสอนดังกลาวไดแผขยาย
กวางขวางออกไปยังดินแดนตางๆในกาลตอมา เชน ประเทศจีน ญี่ปุน เอเซียอาคเนย เปอรเซีย เอเซีย
กลางและกรีก
ลักษณะของปรัชญาตะวันตกและตะวันออกมัลักษณะท่ีแตกตางกันอยางเห็นไดชัด ปรัชญา
ตะวันตกนั้นมีลักษณะแยกใหเห็นไดชัด ระหวางอภิปรัชญา ญาณวิทยา และคุณวิทยา สวนปรัชญา
ตะวันออกไมไดแยกใหเห็นชัดเจนอยางนั้น สวนมากจะกลาวถึงปรัชญาเปนระบบ รวมๆกันไปทั้งปญหา
ของอภิปรัชญา ญาณวิทยาและจริยศาสตร ดังน้ันปรัชญาตะวันออกจึงมีลักษณะเปนศาสนา ปรัชญา
ตะวันตก มีลักษณะเปนศาสตรหรือวิชาการ จุดมุงหมายในการสรางปรัชญาท้ังสองฝายนั้นตางกัน ทาง
ตะวันออสรางปรัชญาขึ้นมาเพ่ือเปน แนวทางในการดำเนินชีวิต (Way of life) สวนปรัชญาตะวันตกสราง
ปรัชญาขึ้นเพ่อื คนหาความจริง (Love of wisdom)
ความหมายของปรัชญา
“ปรัชญาแปลวา คิดลึก คิดกวาง คิดทะลุ และคิดรอบคอบ “ปรัชญา” แปลมาจาก
ภาษาอังกฤษวา Philosophy โดยตามรูปศัพท “ปรัชญา” มาจากรากศัพทภาษาสันสฤตสองคำ คือ “
ปร” กับ “ชญา” ซ่ึง “ปร” แปลวา ประเสริฐ “ชญา” แปลวา ความรูความเขาใจ ปร + ชญา เปน
ปรชญา (ปรัชญา) แปลวา ความรูอันประเสริฐ วิชาที่วาดวยหลักการแหงความรูและความจริง กำลังอยู
บนทางอันหมายถึงความรูที่เกิดขึ้นหลังจากส้ินความสงสัยแลวหรือส้ินความแปลกใจแลว หรือความรูที่
ประกอบดวยเหตุผล โดยความหมายของปรัชญา(ตะวันออก) หมายถึง “ความรูอันเกิดจากความอยากรู
หรือจากความสงสัย” ทั้งนี้เพราะเหตุจากวา เราอยากรู หรือสงสัยในสิ่งใด เราก็เพียรพยายามใหสมอ
ยาก พยายามใหรู ใหห ายสงสยั ใหได แตค วามรูทุกอยางหาไดห ยดุ นง่ิ แคนัน้ ไม หาทส่ี ิน้ สดุ ไดย ากยิง่ รใู น
ส่ิงหน่ึงแลว จะมีสิ่งอ่ืน ๆ ใหคนหาอีกตอไป ฉะนั้นท่ีวาการแสวงหาความรูไมมีที่ส้ินสุด จึงเปนส่ิงที่จริง
อยา งยง่ิ
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๑
คำวา ปรัชญา ตรงกับภาษาบาลี วา ปญญา ซึ่งมาจากรากศัพท ป + ญา เปนอุปสรรค แปลวา
ท่ัว และ ญา เปน ธาตุ แปลวา รู รวมกันแลวแปลวา รูทั่ว หรือ รอบรู ฉะนั้นปรัชญา ก็คือวิชาแหง
ปญ ญานนั่ เอง
คำวา Philosophy มาจากรากศัพทภาษากรีกวา Philosophia ซ่ึงประกอบดวยคำภาษา
กรีก 2 คำ คือ Philos ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษวา Love of หรือ Loving แปลวา ความรัก กับคำวา
Sophia ตรงกับภาษาอังกฤษวา Wisdom, Knowledge แปลวา ความรู ความฉลาดปราดเปร่ือง ฉนัน
เมอ่ื เอา 2 คำมารวมกันแลว Philos + Sophia = Philosophy คือ
Philosophy มีความหมายวา Love of wisdom แปลวา ความรักในความรู ความรักในปญญา
ความรักในความฉลาดปราดเปรื่อง ความรูหรือปญญา ในท่ีนี้หาไดหมายถึงเพียงความรู ๆ ไปเทานั้นไม
แตยังหมายถึงการตัดสินคุณคาของส่ิงตาง ๆ ในชีวิตโดยความเปนธรรมอีกดวย และความรูท่ีวาน้ีก็ไมมี
ขอบเขตจำกัด จึงพนวิสัยที่ใครจะเขาถึงไดหมด โดยพระยามานวราชเสวี กลาวา “มิใชการเปนเจาของ
หรือการไดมาซ่ึงความจริง แตการแสวงหาความจรงิ ตางหากทเ่ี ปน สารตั ถะของปรชั ญา”
ถาวากันโดยความหมายแลว “ปรัชญา” ก็เปนเคร่ืองมือของ “ปญญา” ท่ีเสาะแสวงหาความรู
หรือสำหรับหาความจริงของส่ิงตาง ๆ ต้ังแตความจริงธรรมดาสามัญชั้นตนถึงความเจริญสูงสุด หรือ
อันติมะสัจจะ (Ultimate reality) ปรัชญา คือ เครื่องมือที่มนุษยใชในการคนหาความจริงของสิ่งตาง
ๆ เพอื่ ตอบสนองความตองการ ความยากรูของมนุษย โดยนยั นี้ ปรชั ญาจงึ เปนเร่อื งของปญญา
จึงกลาวไดสรุปไดวา ปรัชญา คือ วิชาที่วาดวยแนวความคิดอันเนื่องกับการดำรงชีวิตของมนุษย
และสังคมโลกมนุษย เปนการแสดงปญญา ความคิด ความรู ไมวาดานใด ๆ และชวยอธิบายสรรพส่ิง
ทงั้ ปวงวาเปน มาอยางไร
ประเภทของปรชั ญา
ขอบเขตแนวความคิดของวชิ าปรชั ญาสามารถแบงแยกออกไดเปน 2 สาขา ใหญ ๆ คือ
1. ปรัชญาบริสทุ ธิ์ หรือปญญาโดยแท ( Pure Philosophy)
2. ปรชั ญาประยุกต ( Applied Philosophy )
1. ปรัชญาบรสิ ุทธิ์ หรือปญ ญาโดยแท ( Pure Philosophy)
ไดแกแนวความคิด หรือความรูท่ีเปนเนื้อหาของปรัชญาลวน ๆ ซึ่งหมายถึงความรูในทุกแง
ทกุ แบบทกุ อยา ง ปรัชญาบริสทุ ธิเ์ ปน ผลแหงความพยายามคิดคน แสวงหาความจรงิ ของมนุษยในสิง่ ตา ง ๆ
ปรัชญาบริสุทธิ์กลาวถึงปญหาปรัชญาโดยตรง เก่ียวกับเร่ืองความเปนจริง อันประกอบดวย อภิปรัชญา
(Metaphysics) ญาณปรัชญา (Epistemology) จริยปรชั ญา (Ethics) สนุ ทรียปรชั ญา(Aesthetics)
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๒
ในปจ จบุ นั นี้วงการปรัชญาไดแ บง ปรชั ญาทว่ั ไปออกเปนสาขาใหญๆ 5 สาขาคือ
1. อภิปรัชญา เปน สาขาท่ีคน ควาศกึ ษาหาความจริง มนษุ ย โลก และพระผเู ปนเจา
2. ญาณวทิ ยา เปนสาขาทคี่ น ควาศกึ ษาธรรมชาติความรูข องมนษุ ย
3. จริยศาสตร เปนสาขาที่คนควา ศึกษาเก่ยี วกบั ความดี ความชวั่ ความถูก ความผิด
4. ตรรกวทิ ยา เปนสาขาท่ีคน ควาศึกษาเกี่ยวกบั หลักเกณฑในการใชเหตผุ ล
5. สุนทรียศาสตร เปนสาขาทคี่ นควา ศกึ ษาเกย่ี วกับความงามและความไพเราะ
2. ปรชั ญาประยกุ ต ( Applied Philosophy )
เปนปรัชญาท่ีเอาผลสรุป หรือคำตอบของปรัชญาบริสุทธ์ิไปตีความ ผลสรุปของวิชาตาง ๆ
คือ เมื่อวิชาการตาง ๆ แตละสาขาวิชา ถูกคนไปจนพบปญหาท่ีไมสามารถอธิบายไมไดดวยขอเท็จจริง
จึงเอาปรัชญาบริสุทธ์ิไปอธิบาย ตีความปญหานั้น ๆ จัดเปนปรัชญาประยุกตตามสาขาของวิชานั้น ๆ
เปนการนำเอาความรู แนวความคิด ความจริง ที่พิสูจน คนควา หามาไดจากปรัชญาบริสุทธ์ิ ไป
ผสมผสานกับศาสตรแขนงตาง ๆ ซึ่งแยกตัวออกมาจากปรัชญาบริสุทธ์ิ เปนศาสตรอิสระแลว เชน
ปรัชญาศาสนา (Philosophy of Religion) ปรัชญาวิทยาศาสตร (Philosophy of Science) ปรัชญา
กฎหมาย (Philosophy of Law) เปนตน ซ่ึงแยกสาขาออกมามากมายตามสาขาวิชาเฉพาะแตละวิชา
กลาวคือ เปนปรัชญาที่นำปรัชญาบริสุทธิ์ไปประยุกตเขากับวิชาการอื่น ๆ แลวกำหนดชื่อตามโดยใชวิชา
นัน้ ๆ เปนตัวยืน
คุณคา ของการศึกษาปรชั ญา
1. เพอ่ื ใหผศู ึกษารคู วามจรงิ ของมนษุ ย โลก และจกั รวาล เพราะปรชั ญาศึกษาและคนควา เกีย่ วกับความเปนจริง
ของมนษุ ย โลก และจกั รวาลที่เราอาศัยอยูนว้ี า อะไรคือความแทจรงิ ของมนษุ ย ของโลก และของจกั รวาล
2. เพื่อใหรบู อเกิด ธรรมชาติ และขอบเขตของความรู ในพทุ ธปรชั ญามีทัศนะวา ทุกสง่ิ สวนมากเกดิ ข้นึ เพราะธาตุ
4 ประการ คือ ดนิ นำ้ ลม ไฟ ในทำนองเดยี วกัน เมอื่ ธาตุทงั้ 4 สลายไป สงิ่ ทง้ั หลายจะคงอยไู มได ขอบเขตแหง
ความรูในพทุ ธปรชั ญาถอื วา ความรูเ กดิ ได 3 ทางคือ เกดิ จากการฟง เกิดจากการคิดคน ควา ทดลองใครครวญหา
เหตุผล และเกดิ จากการฝก ฝนอบรมใหเ กดิ ปญ ญา
3. เพอ่ื ใหเปนคนมีเหตผุ ล ไมท ำอะไรตามใจตนเอง ความคดิ มรี ะบบ ใจคอกวา งขวางจะตดั สิน ปญหาตองมเี หตผุ ล
ใครครวญใหร อบคอบกอ น
4. เพอื่ ใหร คู วามดี ความงาม และมาตรฐานการตัดสินคุณคาตา งๆในจุดนีย้ อมแตกตา งกันไปในแตละลัทธิ
ความสมั พันธร ะหวา งปรัชญากบั ศาสตรต างๆ
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๓
1. ปรชั ญากบั ศาสนา
ปรัชญาและศาสนาตางก็มีความประสงคคลายกัน คือการเขาสูสภาวะธรรมชาติอันสากลที่มี
ความสัมพันธกับมนุษยท่ัวไป แตปรัชญาจะมีเหตุผล วิจารณญาณและสติปญญาเปนแรงกระตุน ศาสนา
อาศยั ความกลวั และความภักดตี อส่ิงศักด์สิ ทิ ธิเ์ ปน พืน้ ฐาน
2. ปรัชญากับวิทยาศาสตร
ปรัชญาศึกษาความจริงโดยยึดเหตุผลเปนหลัก จะเขาถึงความแทจริงไดและปรัชญาท่ีถูกตอง
จะตองรวบรวมขึ้นจากวิธี การทางวิทยาศาสตร แตวิทยาศาสตรไมใชปรัชญา เพราะวิทยาศาสตรจะศึกษา
แคบๆเจาะลงไป เชน ฟสิกส เคมี ชีววิทยา จะเห็นไดวาในขั้นสุดทายจะตองมีนักปรัชญาสมัยใหมนำ
ขอ เทจ็ จรงิ กฎ และทฤษฎีทางวทิ ยาศาสตรมาใชในการคิดคน ปรัชญา ผลที่ไดก็จะเปนปรัชญาวทิ ยาศาสตร
และตอจากน้ันปรัชญาก็จะเขากับวิทยาศาสตรไดอยางสนิท และกลายเปน ปญญา อันถองแทของมวล
มนษุ ย
3. ปรชั ญากบั ความเปน ครู
หนาท่ีของครูคือการสอนศิษยใหเกิดความรูดี ปรัชญาจึงมีความสำคัญอยางยิ่งตอความเปนครู เพื่อ
จะไดพิจารณาวาอะไรคือเปาหมายที่ถูกตอง อะไรคือส่ิงที่เปนคาอันสูงสุดในที่น้ีจะใหขอคิดเก่ียวกับ
ปรัชญาสำหรับความเปน ครูโดยยอดงั นี้
1. จุกหมายของการศึกษา คือการพัฒนาตัวเด็กไปสูคุณคาอันสูงสุด อันไดแกความจริง ความดี
ความงาม และความสุข แตจุดหมายของการศึกษามิไดมุงเพื่อความสุขอยางเดียวเทาน้ัน เพราะความสุขท่ี
แทจ รงิ ไมใชเ กดิ จากวตั ถุแตเกิดจากการมีคุณธรรม
2. ครูเปนปูชนียบุคคล คือเปนแบบอยางที่ดีของเด็ก ครูไมไดมีหนาที่เพียงแคสอนหนังสือ แกเด็ก
เทาน้ัน ครยู งั มีหนาที่อบรมส่ังสอนและทำตัวเปน แบบอยา งที่ดีแกเดก็ อกี ดวย
3. ความมีมนุษยสัมพันธท่ีดีเปนสิ่งจำเปนอยางยิ่ง ปรัชญาจะชวยใหเรามีความเขาใจ กับผูอ่ืนดีขึ้น
โดยการมองโลกในแงดี ยอมรับฟงความคิดเห็นของผอู ่ืน
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๔
บทที่ 3
นติ ิศาสตร
สำหรับวิชานิติศาสตรเปนศาสตรท่ีนำเอากฎหมายซ่ึงเปนปรากฏการณท่ีมนุษยปรุงแตงข้ึนดวย
จิตใจของตนมาศึกษา วิชานิติศาสตรจึงเปนศาสตรเฉพาะแขนงหน่ึงที่เรียกกันวาศาสตรทางวัฒนธรรม
ในการศกึ ษากฎหมายนน้ั เราสามารถที่จะทำการแบง วิชานิตศิ าสตรโ ดยพิจารณาจากแงม ุมของการศกึ ษาได
3 แขนงดว ยกัน กลาวคือ11
1. นิตศิ าสตรในแงแบบแผน (Legal Science of Norms)
2. นติ ศิ าสตรในแงขอ เทจ็ จริง (Legal Science of Facts)
3. นิติศาสตรใ นแงค ุณคา (Legal Science of Values)
1. นิติศาสตรในแงแ บบแผน (Legal Science of Norms)
วิชานิติศาสตรนี้เปนแขนงวิชานิติศาสตรโดยแท (Legal Science Proper) กลาวคือ เปนวิชาที่มี
การสอนและศึกษาเพื่อทำความเขาใจกฎหมายท่ีใชบังคับอยูในประเทศหนึ่ง หรือในสังคมใดสังคมหน่ึง
และสามารถนำมาบังคับใชไดถูกตอง วิชานิติศาสตรโ ดยแทจึงเปนการสอนและศึกษากฎหมายในฐานะเปน
กฎเกณฑแ บบแผนของสังคม (Norm) เปน มาตรฐานทใ่ี ชตดั สนิ วา การกระทำอยา งหน่ึงดหี รือช่ัว ถูกหรือผิด
กฎหมายโดยแทอาจจะมีขนบธรรมเนียมประเพณี กฎเกณฑทางศีลธรรม ดังน้ันวิชานิติศาสตรโดยแทจึง
สามารถนำมาปรับกบั คดขี อ พพิ าทได นบั วา เปนวชิ านิติศาสตรใ นความหมายอยางแคบ
วิชานิติศาสตรโดยแทสามารถท่ีจะแยกแยะใหเปนสาระสำคัญเปน 2 สวน คือการศึกษาความรูใน
เน้ือหาสาระของกฎหมายและนติ วิ ธิ ี
1.1 เน้ือหาของกฎหมาย (Legal Concept) คือ ความรูความเขาใจในเน้ือหาของกฎหมาย
ท้ังนี้ไมวาจะเปนบทบัญญัติของกฎหมายลายลักษณอักษร คำพิพากษาของศาล จารีตประเพณี ที่มีคา
บังคับเปนกฎหมาย หรือหลักกฎหมายทั่วไป ซ่ึงประกอบขึ้นเปนระบบกฎหมายของประเทศ ทั้งนี้ยอม
รวมถงึ “หลักกฎหมาย” (Legal Dogmatic) ตา ง ๆ ทางนิติศาสตรด วย
1.2 นิติวิธี (Juristic Method) คือวิธีคิดเก่ียวกับกฎหมายถึงความคิดและทัศนคติของนัก
กฎหมายท่ีมีตอระบบกฎหมายของตนอันไดแก ทัศนคติท่ีมีตอกฎหมายลายลักษณอักษร ตอจารีต
ประเพณี ตอคำพิพากษาของศาลวาจะถือส่ิงเหลาน้ีเปนบอ เกิดของกฎหมาย(Formal Sources of Law)
สำหรับใชในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีไดหรือไมเพียงใด ตลอดจนวิธีคิด วิธีใช วิธีคนหากฎหมาย วิธี
1 สมยศ เชอื้ ไทย,”นติ ิปรชั ญาเบ้ืองตน ”,พมิ พครั้งที่ 6,(สำนักพมิ พว ิญูชน:กรุงเทพ),2544 หนา41-50
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๕
เสริมใหสมบูรณ อันเปนการทำใหกฎหมายเจริญงอกงามมากข้ึนตามความเปล่ียนแปลงของบานเมืองและ
ยุคสมยั
วิชานิติศาสตรโดยแทจริงมีลักษณะเปนวิชาที่เรียกวา “Dogmatic Legal Science” หรือ
“Legal dogmatic” คือ หลักกฎหมายที่จะตองมีขอยุติ เพ่ือเปนรากฐานในการแสวงหาเหตุผลทาง
วชิ าการน่นั เอง
วิชานิตศิ าสตรโดยแทน้ีอาจจะทำการแบงขอบเขตของการศึกษาไดเ ปน 2 ประเภท คือ
1. นิติศาสตรทั่วไป หมายถึง การศึกษากฎหมายเพื่อที่จะคนหาถึงลักษณะสามัญของกฎหมาย
วามีหลักทั่วไปอยางไร และวิชานิติศาสตรทั่วไปน้ี ไมไดทำการศึกษานิติศาสตรในแขนงใดแขนงหน่ึง
โดยเฉพาะ แตจ ะเปนลักษณะหลักนิติศาสตรท ่ัวไปทส่ี ามารถใชไ ดกับกฎหมายสาขาตา ง ๆ ไดน น่ั เอง
2. นิติศาสตรเฉพาะ หมายถึง การศึกษากฎหมายเฉพาะเร่ืองหน่ึงเรื่องใดท่ีใชบังคับอยู และ
นอกจากนี้วิชานิติศาสตรแตละสาขาก็ยังสามารถแบงออกไดเปน 2 สวนดวยกันไดแก ภาคเฉพาะ กับ
ภาคทว่ั ไป นั่นเอง
2. นติ ศิ าสตรใ นแงข อ เทจ็ จรงิ (Legal Science of Facts)
เปน การศกึ ษากฎหมายในฐานะที่กฎหมายเปนขอเท็จจริงท่ีมอี ยู โดยสามารถท่ีจะศกึ ษาไดห ลายรู
แบบ ไมวา จะเปนการศึกษาคนควาทางกฎหมายในฐานะทีก่ ฎหมายเปนขอเท็จจริงในประวตั ิศาสตร และ
การศึกษาคนควาทางกฎหมายในฐานะที่เปนปรากฏการณที่เกิดข้ึนในสังคม หรือท่ีเรียกวา วิชาสังคม
วิทยากฎหมาย
2.1 วิชาประวัติศาสตรกฎหมาย (History of Law) เปนวิชาท่ีกลาวถึงเหตุการณหรือ
ปรากฏการณท่ีเกิดข้ึนในสังคมในอดีต ทั้งนี้โดยอาศัยเหตุผลไตรตรองใครครวญของความสัมพันธระหวาง
เหตุการณหรือปรากฏการณเหลาน้ันวาเปนเหตุเปนผลเช่ือมโยงซ่ึงกันและกันอยางไรในลำดับเวลาตาง ๆ
กัน และเมื่อนำมาจัดใหเปนระบบแลว ทำใหเราสามารถมองเห็นส่ิงตางๆ ท่ีเกิดข้ึน และวิวัฒนาการของ
กฎหมายท่ีเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ในลักษณะใดและอยางไร ดังน้ันประวัติศาสตรกฎหมายจึงเปนวิชาท่ี
ทำการศึกษาถึงตำนานกำเนิดและวิวัฒนาการทางกฎหมายในฐานะท่ีกฎหมายเปนขอเท็จจริงอยางหน่ึงใน
อดีต
โดยในการศกึ ษาวชิ าประวตั ิศาสตรกฎหมายนั้นสามารถทีแ่ บงวิธีการศึกษาได 2 วิชาดว ยกนั คอื
2.1.1 ประวัตศิ าสตรห ลักกฎหมาย
คือการศึกษาคนควาถึงตำนาน และวิวัฒนาการของหลักกฎหมายท่ีมีอยูใน
นิตศิ าสตร โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ พื่อใหรู และเขา ใจในตัวบทกฎหมายที่มีผลใชบงั คบั ในขณะใดขณะหนง่ึ
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๖
2.1.2 ประวตั ิศาสตรกฎหมายสากล
คือ การศึกษาคนควาถึงตำนานและวิวัฒนาการของกฎหมายโดยท่ัว ๆไป ไม
จำกัดเฉพาะเจาะจงวาเปนหลักกฎหมายในเร่ืองหนึ่งเรื่องใด หรือกฎหมายของสังคมหน่ึงสังคมใด
เพื่อที่จะใหทราบวากฎหมายกำเนิดขึ้นมาไดอยางไร จากปจจัยอะไรบาง และวิวัฒนาการของความเจริญ
งอกงามขึน้ มาไดอยา งไร และลักษณะใด
2.2 สงั คมวิทยากฎหมาย (Sociology of Law) เปน วิชาที่ทำการศกึ ษาเกี่ยวกบั ขอเทจ็ จริง ท่ี
เกิดขน้ึ ในสังคมในดานตางๆ ดังนั้นวิชาสงั คมวทิ ยากฎหมาย จึงเปน การศึกษาคนควาเก่ียวกบั สภาพความ
เปนจริงที่เกี่ยวกับกฎหมายในสังคม (Social of Law) วาปฏิบัติตามกฎเกณฑทางกฎหมายและการ
ดำเนินชีวิตของตนภายในกรอบของกฎเกณฑทางกฎหมายนั้นในความเปนจริงอยางไร วิชาสังคมวิทยา
กฎหมายน้ันมีความเก่ียวของสัมพันธกับประวัติศาสตรกฎหมายอยางใกลชิดในแงที่วาเกี่ยวของกับ
ขอเท็จจริงในชีวิตทางกฎหมาย
ในการศึกษาคนควาเพื่อใหทราบถึงสภาพความเปนจริงท่ีเกี่ยวกับกฎหมายในสังคม เปน 2 แง
ดว ยกันกลาวคอื
1. การศึกษาคนความเก่ียวกับสภาพความเปนจริงของสังคมในตำนานการกำเนิดของกฎหมาย
ในฐานะที่กฎหมายเปนผลิตผลของกระบวนการทางสังคม และมีความเกี่ยวของและสัมพันธกับ
ประวัตศิ าสตรอยา งใกลชดิ เชนกัน
2. การพิเคราะหอิทธิพลของกฎหมายที่มีตอสังคมในฐานะที่กฎหมายเปนเคร่ืองมือหรือกลไก
อยางหนึ่งที่จะควบคุมพฤติการณของคนในสังคม และเปนปจจัย อยางหน่ึงท่ีกำหนดวิถีชีวิตของคนใน
สังคม
3. นิตศิ าสตรในแงคุณคา (Legal Science of Values)
คือการศึกษากฎหมายในแงแหงการวิจารณกฎหมายแงวากฎหมายที่มีอยูนั้น ดีหรือไมดี มีผล
หรอื ไมมีผลตามมาตรฐานของอดุ มคติอยา งใดอยา งหน่ึงวชิ านติ ศิ าสตรท ่ีสำคญั ๆ ในแงต า ง ๆ ดังตอ ไปน้ี
3.1 วิชานิติบัญญัติ คือวิชาท่ีเกี่ยวกับเร่ืองการบัญญัติกฎหมาย ซึ่งอาจจะเปนการบัญญัติ
กฎหมายใหม หรือ ทำการเปลีย่ นแปลงแกไขกฎหมายทีม่ อี ยเู ดมิ แยกออกเปน 2 ภาคดวยกันกลาวคือ
3.1.1 ภาคทั่วไป วาดวยประวัติความเปนมาทางกระบวนการทางนิติบัญญัติ หนาท่ี
และขอจำกัดทางกระบวนการทางนิติบัญญัติรวมทั้งปญหานิตินโยบาย ซ่ึงเปนการตัดสินใจของรัฐท่ีจะใช
กฎหมายเปนเคร่ืองมือในการดำเนินนโยบายอยางใดอยางหน่ึง ทั้งในระยะส้ันและระยะยาว อันจะเปน
เร่ืองทางการเมืองมากกวาทางวิชาการ
3.1.2 ภาคเฉพาะ วาดวยเทคนิคในการบัญญัติกฎหมาย อันไดแกการเลือกสรร
ถอ ยคำตาง ๆ มาใชใ นการเขียนกฎหมายใหไ ดตามผลความมงุ หมาย ของผูทท่ี ำการบัญญัติกฎหมายจะตอ ง
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๗
มาทำการพิเคราะหและพิจารณา และรวมถึงการตีความกฎหมายอีกประการหน่ึงดวย เพราะวาในบางครั้ง
การทจ่ี ะใชก ฎหมายนน้ั ผใู ชกฎหมายนัน้ อาจจะไมทราบถึงเจตนารมณข องกฎหมายวาผูบัญญตั ิกฎหมายน้ัน
จะใหหมายความวาอยางไร ทั้งนี้ในการศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการบัญญัติกฎหมายนั้นจะทำใหทราบถึง
เจตนารมณทีแ่ ทจ รงิ ของผูบญั ญตั ิกฎหมายดว ยเชน เดยี วกนั
3.2 วิชากฎหมายเปรียบเทียบ คือ กฎหมายน้ันมิไดเปนการจำกัดอยูแตเพียงภายในเขตแดน
ของชาติเทาน้ัน ดังน้ันจึงควรทำการท่ีจะพิจารณาถึงกฎหมายของแตละชาติที่มีอยูดวย เพราะวาวิชา
กฎหมายนั้นก็เหมือนกับวิชาทั่ว ๆ ไป ไมวาจะเปนวิชาสังคมศาสตร ประวัติศาสตร เศรษฐศาสตร
รัฐศาสตร ดังเพื่อที่จะทำใหเกิดการเปรียบเทียบ อันจะเปนการพิจารณาถึงกฎหมายของตนที่มีอยูน้ันดี
หรือไม ควรที่จะทำการเปรียบเทียบถึงความแตกตางของกฎหมายในประเทศตางๆ ดวย และประโยชน
ของกฎหมายเปรียบเทยี บมี ดังนี้
1.1 เพื่อประโยชนในการทำความเขาใจบทบัญญัติแหงกฎหมายของประเทศเราใหลึกซ้ึงมาก
ย่งิ ขนึ้
1.2 เพ่ือชวยในการบัญญัติกฎหมายใหม ๆ หรือแกไขกฎหมาย ปรับปรุงกฎหมายเดิมให
เจริญกา วหนา เพื่อใหเหมาะสมกบั การเปลี่ยนแปลงของสงั คม เศรษฐกจิ การศึกษา และการเมอื ง
1.3 เพ่ือประโยชนในการใชกฎหมายระหวางประเทศ ใหมีความชัดเจนมากยิ่งข้ึนอีก
ประการหนง่ึ
1.4 เพื่อทำใหกฎหมายของประเทศตาง ๆ เปนอันหน่ึงอันเดียวกัน หรืออยางนอยก็
ใกลเ คยี งกันใหม ากทส่ี ดุ
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๘
บทท่ี 4
นติ ปิ รชั ญา
วิชานิติปรัชญาถือไดวาเปนวิชาที่ใหมในการเรียนการศึกษาในมหาวิทยาลัย เม่ือเปรียบเทียบกับ
กฎหมายแพง กฎหมายอาญา นอกจากนี้ในตัวเน้ือหาของวิชาเองก็คอนขางมีลักษณะเปนนามธรรมอัน
สงู สุดทเ่ี ก่ยี วของกับเรื่องปรชั ญา กฎหมาย และการเมอื ง
เพ่ือเปนการศึกษาเก่ียวกับความหมายของ คำวานิติปรัชญา ใหเกิดความเขาใจและลึกซ่ึงมาก
ยิ่งขึ้นนัน้ ผูเ ขยี นจะขอทำการแบง แยกคำออกเปน 2 คำคอื นิติ + ปรัชญา
สำรับคำวา “นิติ” เดิมหมายความถงึ ขนบธรรมเนียมประเพณีหรือกฎหมาย ซง่ึ เกิดขนึ้ เพ่ือรักษา
ความสม่ำเสมอ(ความเปนปกติ)ในสังคม ใชเพ่ือควบคุมในการลงโทษมนุษยที่อยูในสังคมรวมกัน
กฎหมายมาจากธรรม (ธรรมะ) คือหนาท่ี หรือเปนส่ิงท่ีมนุษยตองกระทำท้ังหลาย แตก็มีบางทานเห็น
วา คำวา กฎหมายคือธรรมะ ซง่ึ กอ็ าจจะแปลความไดว า เปนธรรมชาติดว ย
สวนคำวา ปรัชญา คือ วิชาท่ีวาดวยเหตุแหงความรูและความจริง ความปราดเปร่ืองเรื่องความ
รอบรู การรักในความฉลาด วิชาการ ผูท่ีรักในการแสวงหาปญญาความรูก็คือ ปรัชญาเมธี ปรัชญา ถือ
เปนบรรดาแขนงความรแู ขนงแรกของโลก ประกอบดว ย
1. อภปิ รัชญา เปนปรัชญาชัน้ สูง มีความสมบูรณเกี่ยวกบั การสอนการคนหาสัจธรรมของโลก
หรือส่งิ ที่ดำรงอยางแทจ รงิ ในโลกจกั วาลเปน เร่อื งการคนพบสมมติฐานของโลกหรือสภาวะ
2. ญาณวทิ ยา มงุ เพอื่ ทจ่ี ะหาคำจำกดั ความความวา ความรูคืออะไร
3. ตรรกวทิ ยา เปนวชิ าวา ดว ยเหตผุ ล การโตแ ยง
4. จริยศาสตร ศึกษาจริยธรรม คุณคาความดีงาม
5. สุนทรีศาสตร ความงดงาม สวยงาม คุณคา แหง สิ่งนั้น
ทั้ง 5 ประการนี้เรียกวาปรัชญาบริสุทธ์ิ ซ่ึงเปนหนึ่งในความหมายของปรัชญาที่แยกออกได 2
ประเภท ปรัชญาประยุกต คือ เปนการเอาปรัชญาบริสุทธ์ิไปใชกับศาสตรสาขาตาง ๆ ทำใหเกิด
ปรัชญาข้ึนเฉพาะทาง เชนปรัชญากฎหมาย ปรัชญาการเมือง ปรัชญาการศึกษา เปนตน ความคิด
โดยรวมก็คือปรัชญามุงคิดถึงโลก ชีวิตท่ีอยูนอกเหนือขอบขายวิทยาศาสตร ปรัชญานั้นสอนใหมนุษย มี
ความรูถึงฐานะของตนวาฉลาดอยูก็ยังโงไป แมว าละเอียดแลวก็ยังหยาบ แมว าถาวรก็ยงั ไมถาวร ลวนเปน
อนิจจัง(โลกธรรม 8) ในโลกนี้ยังมีส่ิงท่ีมนุษยตองแสวงหาอีกมาก นิติปรัชญาถือเปนปรัชญาประยุกต แต
ลักษณะของเนอ้ื หาของกฎหมายแท ๆ ขอบขา ยของวิชาน้จี ะไมเ ขา ถงึ แตมงุ ท่จี ะศึกษาวา
- กฎหมายแทจรงิ คืออะไร ?
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๙
- มีเหตผุ ลในการบญั ญตั เิ ชนน้นั อยางไร
- คุณคาใจความของกฎหมาย (ภาววสิ ยั )
น่ันก็คือเปนการศึกษารวมกันไปทั้งกฎหมายและความยุติธรรม หากจะพิจารณาแลวิชากฎหมาย
มีเน้ือหามาก มีสำนักคิดทฤษฎีหลายสำนักมาก ครูอาจารยท่ีสอนอยูในมหาวิทยาลัยก็มักเลือกเอาแต
สำนักท่ีตนเองสนใจมาบรรยายเทานั้น แตเนื่องจากเอกสารการสอนฉบับน้ีจะเปนการนำเอาแนวความคิด
ของสำนกั แตละสำนกั มารวบรวมไวเพ่ือใชในการศกึ ษาตอไปโดยจะทำการรวมรวมจากตำรา บทความตา ง
ๆ ที่สามารถแสวงหาได
วิชานิติปรัชญาจะตองมุงสอนกันที่ Spirit of The Law ไมใชสอน Knowledge of The Law
ดังเชนวิชากฎหมายแพงหรือกฎหมายอาญาท่ัวไป คือตองใหเขาใจถึงจิตถึงวิญญาณกฎหมาย ตองดึงผู
ศึกษาออกมาจากปาของกฎหมายแลวมาสูธรรมชาติทั้งหมด มาดูวาปานั้นหรือกฎหมายน้ันมีความสัมพันธ
กบั แมน้ำ ภเู ขาหรือสงั คม ประชาชนเปน อยา งไร นี้คอื หัวใจ บรรดาสำนกั คดิ ที่สำคญั ๆ มีดงั ตอไปน้ี
1. Natural Law
2. Positivism Law
3. Historical Law
4. Utility Law
5. สำนกั สจั นยิ ม
6. สำนกั กฎหมายเชิงสังคม
7. Marxist Theory
ทั้ง 7 สำนักคิดน้ีตางก็ถกเถียงกันในเชิงวิชาการถึงนิติปรัชญาอยางหาจุดจบมิได ดังน้ันผูศึกษาก็
จำเปนท่ีจะตองหาทางสายกลาง อันจะเปนขอยุติในปรัชญาความคลุมเคลือน้ีใหได ซึ่งเม่ือเวลาท่ีมีปญหา
สังคมเกิดข้ึน เชน ปญหาการทำแทง การรักรวมเพศ การฆาตัวตายเอง การชุมนุมประทวง ดื้อแพงไม
เคารพกฎหมายหรือในอำนาจรัฐ ก็ตองอางบรรดาทฤษฎีสำนักคิดตางๆ เพ่ือสนับสนุนการกระทำแหงตน
ดงั นนั้ จุดประสงคข องสงั คมและทางปลดปลอ ยใหห ลดุ พน ผมู ีปญ ญาเทาน้นั ทจ่ี ะคนพบได
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๐
หมวดที่ 2
แนวความคิดทางปรชั ญากฎหมายตะวนั ตก
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๑
บทที่ 1
สำนกั กฎหมายธรรมชาติ
1. แนวความคดิ ของปรชั ญากฎหมายธรรมชาติ
ปรัชญากฎหมายธรรมชาติเปนปรัชญาในฝายอุดมคติซ่ึงมีความเชื่อวากฎหมายท่ีดีและสมบูรณอยาง
แทจริงนั้นมีอยูดำรงอยูเปนแนวคิดท่ีใหความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องศีลธรรม ดังนั้นแนวคิดนี้จะมองกฎหมาย
ในเชิงศีลธรรม มีความเช่ือวามีสิ่งท่ีเปนสากล กลาวคือ กฎหมายธรรมชาตินั้นเปนกฎหมายที่แทจริง
มีความสูงกวากฎหมายทุกประเภท ดังนั้น กฎหมายท่ีรัฐบัญญัติข้ึนจะตองสอดคลองกับหลักการของ
เหตุผลและความเปนธรรม ซ่ึงจะเปน สว นหนง่ึ ของกฎหมายธรรมชาติ
แนวคิดเร่ืองกฎหมายธรรมชาติน้ีปรากฏขึ้นท้ังในโลกตะวันตกและโลกตะวันออก ในโลกตะวันออก
นั้นจะมีภาพเปนไปในทางศาสนามากกวาจะเปนกฎหมายท่ีแทจริงในขณะที่ทางฝายตะวันตก เฮราครี่ตุส
ไมไดพ ดู ถึงเรือ่ งกฎหมายธรรมชาติโดยใชห ลกั ศาสนาแตอ ยางไร
2. วิวฒั นาการของปรัชญากฎหมายธรรมชาติ
2.1 สมัยกรกี โบราณ
ปรัชญา(Philosophy), มาจากภาษากรีกท่ีแปลวา ผูรักในความรู มนุษยเราไดช่ือวาเปนผูแสวงหา
ความรู ไมวายุคใดสมัยใดก็ตาม คำถามทางปรัชญาท่ีสำคัญลวนเปนที่สนใจที่จะหาคำตอบ ความเรียงฉบับ
นี้ มีความตั้งใจท่ีจะกลาวถึงความคิดของนักปรัชญา ที่สำคัญต้ังแตยุคกรีก จนถึงยุคปฏิรูปศาสนา และอีก
ประการหน่ึงคือ ความคิดทางปรัชญา ในแตละยุคนั้น สงผลอะไรตอภาพลักษณของมนุษย โดยขาพเจาจะ
นำเสนอ เรียงตามลำดับเวลาโดยเรม่ิ จากสมัยกรีก
กรีก นับวาเปนดินแดนท่ีอุดมไปดวยปรัชญา เพราะประชาชนมีเสรีภาพท่ีจะคิดและแสดงออก
โดยในยุคน้ันมีนักปรัชญาหลายคน นักปรัชญาในยุคตนมีควมสนใจในธรรมชาติรอบตัวเขาและพยายามหา
คำตอบของส่ิงเหลาน้ัน เชน อะไรคือธาตุพ้ืนฐานของสรรพสิ่ง หรือ ทุกสิ่งทุกอยางมีการเปล่ียนแปลงเลื่อน
ไหลหรือไม แตมีนักปรัชญากรีก ที่สำคัญอยู ๓ คน ซึ่งผลงานของท้ัง ๓ คน ลวนมีอิทธิพล ตอคนในยุค
ตอ ๆมา นกั ปรชั ญาท้งั ๓ คนนค้ี ือ โสเครตีส Pato และ Aristotle
โสเครตีส นับวาเปนนกั ปรัชญาทสี่ ำคัญทส่ี ุดคนหนงึ่ ของกรีก เขามอี ิทธิพลตอนกั ปรชั ญารนุ ตอๆมา
แตกลับไมมีผลงานที่เขาเขียนออกมาเลย เรารูจักโสเครตีส ไดจากงานของPato ผูเปนศิษยของเขา
ความคิดทางปรัชญาของเขา ไมปรากฏออกมาเดนชัด แตเขามีความคิดขัดแยงกับพวกโซฟสตท่ีมองวา
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๒
มนุษยเ ปนมาตรวดั ในทุกสิ่ง เขาคิดวาจะตองมีบางส่ิงที่จริงแท คือ ความจริงสูงสุดที่ไมเปล่ียนแปลง ซึ่งเขา
ยังคนหาอยู โดยโสเครตีส ไดพบปะพูดคุยกับผูคนในกรุงเอเธนส ซึ่งถือวาเปนวิธีการเรียนรูอยางหน่ึงท่ี
สำคัญเหมือนกัน นอกจากน้ัน เขาก็เปนนักวิจารณสังคมท่ีสำคัญอีกดวย จนเขาตองจบชีวิตโดยการถูก
ตัดสินลงโทษประหารชีวติ โดยการดม่ื ยาพิษ
Pato เปนลูกศิษยของโสเครตีส เขามีผลงานที่ปรากฏออกมามากมาย เขามีความคิดวา ความจริง
สงู สุดน้ันมอี ยูจรงิ และสิง่ น้ันก็คือ แบบ(Formหรือ Idea) ซึ่งถือวาเปนความรูทจ่ี รงิ แท เพราะ แบบ เปนสิ่ง
ที่ไมเปล่ียนแปลง แตสรรพสิ่งทั้งหลายลวนเปล่ียนแปลง เราไมอาจเรียนรูมันได Patoไดอธิบายโลกของ
แบบวา แบบเปนสง่ิ ที่มขี องมนั อยูแลว ถงึ แมจะไมมีส่งิ นั้นอยูบนโลกของวัตถุ เชนถงึ แมจะไมมี เกาอ้ี สกั ตัว
บนโลกวัตถุ แตแบบของเกาอี้ก็จะมีอยูบนโลกของแบบ Patoไดใหเหตุผลวาทำไมจึงนาเชื่อวามีโลกของ
แบบอยูเหนือโลกของวัตถุ ก็เพราะวา ส่ิงของบางสิ่งบางอยางมีลักษณแตกตางกันแตเราเรียกสิ่งเหลาน้ัน
เหมือนกัน เชน ถวยกาแฟอาจมีหลากหลายรูปทรง สีสัน แตเราก็เรียกมันวาถวยกาแฟ Patoไดอธิบายวา
เราจะสามารถเขา ใจโลกของแบบนไี้ ดโดยคณติ ศาสตร เพราะแบบคลา ยกบั คำนิยามทางคณติ ศาสตร
Patoไดกลาววา มนุษยเราสวนใหญติดอยูในภาพสะทอนของวัตถุ โดยไดเปรียบเทียบกับนิทาน
เรื่อง ถ้ำ ท่ีวา มีมนุษย ถูกจับใหตองหันหนาเขาหาผนังถ้ำตลอดมา ซึ่งขางหลังเขาจะมีคนกลุมหน่ึง ทำรูป
สิ่งของตางๆจำลองและมีกองไฟ อยูขางหลังเขาอีกที แลวเงาของรูปจำลอง ก็จะตกกระทบผนังถ้ำ มนุษย
ถ้ำก็คิดวาเงาที่เขาเห็นนั้นคือความจริง แตวันหนึ่ง มีมนุษยถ้ำคนหน่ึงสามารถหลุดจากพันธนาการออกไป
ได เม่ือเขาเดินผานคนทำเงาเหลานั้น เขาจะพบความจริงในข้ันหน่ึง และเม่ือเขาออกมานอกถ้ำเขาก็จะ
เห็นความจริงสูงสุด แตเม่ือเขาอยากจะนำความจริงมาบอกมนุษยท่ียังอยูในถ้ำ เขาก็ถูกฆาตายเพราะ ถูก
คนทำเงาที่ไมพอใจ เพราะกลัววาตนจะเสียอำนาจ และมนุษยถ้ำเองกไ็ มเชื่อเขา ซึ่งก็เปรยี บไดก ับโสเครตีส
ที่พยายามบอกกับชาวเอเธนสใหต่ืนจากความมัวเมาท้ังหลาย มนุษยถ้ำในเรื่องนี้ ก็เปรียบไดกับคนทั่วๆไป
ที่ยงั มองเหน็ วา เงา คือ ส่ิงทีแ่ ทจ รงิ แตแทท จ่ี รงิ มีสง่ิ ทจ่ี รงิ กวา น้ีอยูเ บือ้ งหลังเขา
Aristotleเขามีความคิดเรื่อง แบบ อยูเหมือนกันแตแบบของเขาตางจากแบบของPato แบบของ
Aristotle ไมไดแยกออกจากวัตถุ แตแบบของสิ่งตางๆ คือลักษณะเฉพาะของส่ิงน้ัน แบบไมไดมีอยู
ตางหาก และแบบคือเปาหมายในการเปล่ียนแปลงของสรรพสิ่งดวย คือ พัฒนาจากศักยภาพสูสิ่งสมบูรณ
ก็คือแบบ ตัวอยางเชน เด็กทารกก็จะพัฒนาเจริญเติบโต สูความเปนมนุษยท่ีสมบูรณ ดังที่Aristotleได
เสนอหลักการวิเคราะหของเขาว าทุกสิ่งจะตองมีสาเหตุดวยกัน ๔ ประการ คือ ประการแรก สาเหตุทาง
วัตถุ คือ มันทำดวยอะไร ประการที่สอง สาเหตุแหงแบบ คือ รูปแบบมันเปนอยางไร ประการท่ีสาม
สาเหตุแหงศักยภาพ คือ มันทำไดอยางไร และประการสุดทาย คือ สาเหตุสุดทาย คือ มันทำเพ่ืออะไร
Aristotleเห็นวาทุกสิ่งมีเปาหมายของมันเอง ซ่ึงเปาหมายของการเปลี่ยนแปลงคือ แบบ และAristotleก็
คิดวา ตองมีสิ่งหนึ่งที่เปนจุดเร่ิมตนของสรรพส่ิง โดยตัวมันเองตองหยุดน่ิง แตทำใหทุกส่ิงเคลื่อนที่ ซึ่ง
แนวคดิ นี้ก็ไดมาถูกเพ่ิมเติมโดย เซนตอไควนัส ซงึ่ จะกลาวในชวงถดั ๆไป จะเห็นไดวาAristotleเชื่อวา แบบ
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๓
ไมไ ดแ ยกจากวัตถุแตวัตถเุ ปน ตน กำเนิดของแบบ ทำใหเขาเชื่อวา ความรูท่ีไดมาจากประสาทสัมผัส จึงเปน
ความรูทีเ่ ชื่อถือได เขาจงึ สามารถจัดแบงส่งิ ตางๆในโลกวตั ถ แุ ละยงั คงใชม าถึงปจ จบุ ัน
จากท่ีกลาวมานักปรัชญากรีกทั้ง ๓ คน เขามีทัศนคติตอภาพลักษณของมนุษยในลักษณะที่เปน
มนษุ ยนิยม คือ มองวา มนษุ ยส ามารถทจ่ี ะพฒั นาตนเองได มนษุ ยน้นั สามารถทีจ่ ะเขา ถงึ ความจรงิ สูงสุดได
สำหรับแนวคิดเร่ืองกฎหมายธรรมชาติไดเริ่มที่คำอธิบายกฎหมายของ Heraclitus (เฮราคริตุส)
ยืนยันวากฎเกณฑซึ่งใชควบคุมสังคมมีปรากฏในธรรมชาติ กฎเกณฑดังกลาวไมไดเกิดขึ้นจากการบัญญัติ
หรือเจตจำนงคของมนุษยผูมีอำนาจแตอยางใด แตกฎเกณฑดังกลาวเปนกฎเกณฑที่เปนภาวะวิสัย
(Objective) แนวคิดของ (Heraclitus) ไดรับการสืบแนวคิดมายังบรรดานักคิดหลายคนในกลุม
นักปราชญกรกี โบราณนีเ้ รียกตวั เองวา พวกโสฟสท (Sophists)
สมยั นั้นกรกี ไดปกครองในระบบทรราชย ทำใหน กั คิดโสฟส ทห ลายคนอา งเรอื่ งกฎหมายธรรมชาติ
ข้ึนมาเพ่ือคัดคานการปกครองที่ไมเปนธรรม โดยเฉพาะ Sophocles (โซโพคริส) ไดแตงหนังสือ
Antigone (แอนทีโกนี) ซ่ึงถือวาเปนละครท่ีสะทอนความคิดความเช่ือเรื่องกฎหมายธรรมชาติ แตโสฟสท
หลายคนปฏิเสธกฎหมายธรรมชาติโดยเฉพาะ Protagoras ไดออกมาโตแยง กฎหมายธรรมชาติเขาไดก ลาว
ถอยคำวา “man as an individual was the measure of all things” (ตัวมนุษยในฐานะปจเจก
บคุ คลเปน เครอ่ื งวดั สรรพสง่ิ ) เพราะ Photagoras เห็นวา ความจรงิ
นน้ั สง่ิ ท่ีเปนธรรมชาติมีความหลากหลายไมแนนอน โดยเฉพาะปญหาวาอะไรดอี ะไรชั่วเปน เรื่องของแตละ
คน ไมมีมาตรฐานสากล เพราะมนุษยจะมีโครงสรางไมเหมือนกัน สมองแตละคนไมเหมือนกัน ดังน้ัน
การท่ีจะใหเหตุผลวาส่ิงใดผิดส่ิงใดถูกยอมแลวแตบุคคลเพราะบุคคลเปนเครื่องวัดสรรพสิ่ง จากแนวคิด
ดังกลาวทำใหมีการวิพากษวิจารณกันมากเพราะเห็นวาเปนแนวคิดท่ีจะทำใหเกิดความเสยี หายแกสังคมได
กลาวคือถาสังคมไปยึดแนวคิดของโฟตาโครัสแลวจะทำใหเกิดความระล่ำระสายในทางศีลธรรม เพราะทุก
คนตองเชือ่ วาผิดถกู อยทู ่ีตวั ของเขาเอง ดังนัน้ จงึ ไดมีนกั คิดอดุ มคตทิ ี่เชอ่ื ในเร่ืองเก่ยี วกบั จริยธรรมออกมา
คดั คาน เชน Socratis Pato และAristotle
ทั้งสามทานมีแนวคิดในเชิงอุดมคติท่ีเช่ือในความถูกตองที่เปนสากลมีความคิดในเชิง
อภิปรัชญา เชอื่ วา มีสงิ่ ทเี่ ปน แบบ (Forms) ของความถูกตอง
Socratisไมไดเขียนความคิดของทานเปนตำรา ดังน้ัน เราจึงตองศึกษาจากงานเขียน
ของ Pato
Pato เห็นววาพวกโสฟสทไมยอมรับเร่ืองกฎหมายธรรมชาติน้ันทำใหเกิดความเสื่อม
ในทางศีลธรรมและการหลงบูชาอำนาจในนครเอเธนนสมัยน้ัน Patoจึงไดพยายามแกไขโดยการอธิบาย
และปลูกฝงคิดเร่ืองแบบ (Forms) หรือแมพิมพ (Archctypes) ของส่ิงที่เปนเอกสารหรือคุณธรรมอัน
เปน สากลไมมีการเปลี่ยนแปลง (ความดีความถูกตองที่เปน สากล) พรอ มกันน้ันPatoไดเ สนอทฤษฎี The
Theory of Philosopher King (ทฤษฎีราชาปราชญ) ซึ่งเปนตัวทฤษฎีท่ีเนนความสำคัญของตัวบุคคล
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๔
คอ นขางมาก คือตัวบุคคลท่ีจะเปนนักปราชญหรือกษัตริย ดังน้ัน รัฐในอุดมคติในทัศนะของPatoจึงไมใช
เปนนิตริ ฐั โดยตรงแตเปน รฐั ที่ปกครองโดยบุคคลท่เี ปน ราชาปราชญ
ทฤษฎีราชาปราชญเปนทฤษฎีท่ีแบงแยกคนออกเปนวรรณชนช้ันท่ีแตกตางกันซ่ึงอาจจะ
แยกไดเ ปน 4 ชนชน้ั คอื
1. ชนชน้ั ปกครอง
2. ชนชน้ั ทหาร
3. ชนช้ันชาวนา
4. ชนชั้นชา งฝม อื
สองชนชั้นแรกคือวาเปนชนช้ันปกครอง เปรียบเทียบวาชนช้ันแรกมีคาดุจทองชนช้ันท่ี
สองมีคาดุจเงิน สวนพวกชาวนาเปนเสมือนเหล็กและชางฝมือเปนเสมือนทองแดง Patoจะเนน
ความสำคัญของตัวบุคคลอยางมาก เขามีความคิดวาความสำเร็จในการปกครองอยูท่ีการเลือกคนที่เปน
นักปราชญใหข้ึนมาเปนผูปกครองบานเมือง เพราะคนท่ีเปนนักปราชญเทาน้ันที่จะเขาถึงกฎหมาย
ธรรมชาติได และจะเปนคนท่ีสามารถนำส่ิงที่เปนกฎหมายธรรมชาติหรือหลักกฎหมายธรรมชาติมาแปร
เปนตัวอักษรเขียนเปนกฎหมายของรัฐอีกทหี นงึ่
การแบงแยกคนเปนชนชั้นดังกลาวน้ีถูกวิพากษวิจารณวาเปนความไมถูกตอง ในขณะ
ท่ีPatoพยายามจะบอกวานี่คือธรรมชาติ เพราะมนุษยเราโดยธรรมชาติมีความแตกตางกัน บางคนอาจมี
ความสามารถทางดานสติปญญาเหนือคนอื่น บางคนอาจจะเหนือผูอ่ืนในแงเกี่ยวกับความกลาหาญหรือ
บางคนจะมีความอดทนเปนพิเศษ ซึ่งเหลาน้ีจะเปนความแตกตางในตัวมนุษย นอกจากน้ันในทฤษฎีของ
Patoยังระบุไวดวยวาพวกชนชั้นนักปราชญ หรือพวกชนช้ันทหารน้ันจะตองเปนชนช้ันท่ีไมมีครองครัว
และไมสามารถมีหรือครอบครองทรัพยส ินสวนตัว เพราะPatoมองวา การมคี รอบครัวหรอื ทรพั ยส ินสวนตัว
ทำใหเกิดยึดติด ทำใหเกิดความโลภและการหมกมุนอยูกับส่ิงพวกน้ีแลวปญญาจะไมเกิด ดังน้ัน เราจะ
เห็นวาแนวความคิดของPato แมจะใหความสำคัญกับเรื่องกฎหมายธรรมชาติ แตในที่สุดแลวจะกลับไป
เนนท่ีตัวบุคคล ซ่ึงในที่สุดแนวคิดน้ีก็ใชไมไดผลเพราะมีการพยายามท่ีจะนำแนวคิดน้ีไปทดลองใชจาก
ผูปกครองบางคน แตลมเหลวเพราะมีปญหายุงยากในเรื่องการคนหาบุคคลท่ีวาใครเปนนักปราชญ หรือ
แมจะพบแลวก็ไมแนนักปราชญเม่ือไดขึ้นเปนกษัตริยแลวจะเปนนักปราชญตลอดไป ดังนั้นในชนชั้นของ
Aristotleจึงโยนทฤษฎนี ที้ ้งิ
แนวคิดของAristotleจึงกลับมาหาความสำคัญของเร่ืองกฎหมายธรรมชาติเพราะเขา
เช่ือมั่นวารัฐท่ีปกครองดวยกฎหมายเทาน้ันจึงจะเปนรัฐในอุดมคติ โดยAristotleไดกลาววา “มนุษยเมื่อ
บรรลุถึงความสมบูรณจะเปนสัตวโลกที่ประเสริฐท่ีสุด แตถามนุษยถูกตัดขาดจากกฎหมายและความ
ยตุ ิธรรม เขาจะกลายเปนสัตวโ ลกทีเ่ ลวรา ยมากท่สี ุด”
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๕
ดังน้ัน จะเห็นไดวาAristotleถือวาจะสามารถหามนุษยท่ีฉลาดปราชญเปรื่องที่สุดแลว
รัฐก็ยังคงตองปกครองดวยกฎหมายอยูน่ันเอง เพราะกฎหมายท่ีเหมาะสมในการปกครองสังคม คือ
กฎหมายธรรมชาติหรือความยุติธรรมตามกฎหมายธรรมชาติ แนวคิดของเขากลับมาหาความสำคัญของ
กฎหมายธรรมชาติโดยจะเนนเร่ืองเก่ียวกับเหตุผล ความสำคัญของเหตุผลในตัวมนุษยโดยเขายืนยันวา
เหตุผลนั้นเปนสวนหนึ่งในธรรมชาติของมนุษย แตคำวา “ธรรมชาติ” ในความหมายของAristotleมี
ความรูสึกในเชิงอภิปรัชญาอยู กลาวคือ ธรรมชาติจะมีภาพในอุดมคติอยู หมายถึงสภาวะความสมบูรณ
ท่ีมนุษยสามารถพัฒนาไปถึง ดังน้ันธรรมชาติในแงนี้จึงมิไดหมายถึง ธรรมชาติในเชิงขอเท็จจริงที่มีทั้งดี
และเลว
2.2 ยคุ มดื หรอื ยุคกลาง
ยุคตอมาท่ีจะกลาวถึง คือ ยุคกลาง เปนยุคที่ความเชื่อทางศาสนา มาบดบังแสงสวางทางปญญา
ของมนุษย ซ่ึงภาพลักษณของมนุษยในยุคน้ี คือ บุคคลผูมีบาปติดตัวมาต้ังแตกำเนิด มนุษยเปนผูท่ีไม
สามารถเขาถึงความจริงอันสูงสุดได มีทางเดียวเทานั้น คือ ศรัทธาตอพระผูเปนเจา คนในยุคนั้นจึงถูก
ปลูกฝงใหมีความออนนอมถอมตน เพราะมนุษยมีบาปมาแตกำเนิด เนื่องมาจากเราไมเช่ือฟงพระเจา
มนุษยจึงอยูในภาวะท่ีตกต่ำลง ตกต่ำลง การใชเหตุผลของเราจึงไมอาจเขาถึงสัจจะอันสูงสุดได ซ่ึงเดิม
ปรัชญากรีกเชื่อวาเราสามารถทำเชนน้ันได ปรัชญากรีกเลยมีบทบาทตอสังคมในยุคนั้นลดนอยถอยลง
ตามลำดับ
แตตอมาเม่ือมีการถายทอดความรูตางๆจากอาหรับ ซ่ึงเปนผลพวงของสงครามครูเสด ปรัชญา
กรีกซ่ึงกำลังจะหมดบทบาทในยุโรป จึงกลับมาอีกคร้ัง โดยมีนักบวชท่ีเปนนักปรัชญาที่สำคัญ ๒ คนคือ
เซนตอ อกสั ติน กบั เซนตอไควนัส ไดน ำปรัชญาของPato และAristotle มารวมเขากับศาสนาคริสต
คนแรก คือ เซนตออกัสติน ไดนำความศรัทธาในพระเจาในศาสนาคริสตมาประสานกับ ความคิด
เรื่องแบบของPato โดยเซนตออกัสตินเห็นวาปรัชญาของPatoไมไดขัดกับหลักคำสอนของศาสนาคริสต
แตความคิดเร่ืองการใชเหตุผลของมนุษยน้ัน มนุษยมีเหตุผลจำกัด จึงตองอาศัยศรัทธาตอพระผูเปนเจาจึง
จะเขาถงึ ความรทู ี่แทจ รงิ ได
แนวคิดเร่ืองแบบของPatoท่ีเซนตออกัสตินนำมาสูศาสนาคริสตน้ัน เซนตออกัสตินเชื่อวาพระเจา
สรางโลกมาจากความวางเปลา ซ่ึงเปนความเช่ือทางศาสนา แตไดนำเรื่องแบบของPatoมาวา กอนท่ีพระ
เจา จะสรา งโลกนนั้ พระเจา มแี บบอยใู นจติ ของพระองคอยู กอ นหนาแลว
สวนคนที่สอง คือ เซนตอไควนัส ไดนำความคิดของAristotleเร่ือง สิ่งที่ทำใหสรรพสิ่งทุกอยาง
เคล่ือนท่ีแตตัวเองหยุดนิ่ง (Unmoved Mover) มาสูศาสนาคริสตโดยอธิบายวา สิ่งที่ไมพัฒนาจาก
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๖
ศักยภาพสูสิ่งสมบูรณ แตเปนตัวท่ีทำใหสรรพสิ่งตางๆ เกิดขึ้นไดน้ัน ก็คือพระเจา แตพระเจาจะไมเมินเฉย
ตอสรรพสิง่ ทีพ่ ระองคสรา งสรรขนึ้
จะสรุปไดวาในยุคกลางนี้ ศาสนาคริสตไดใหคำตอบแกปรัชญากรีก วาจุดกำเนิดของสรรพสิ่งนั้น
มาจากพระเจา และในเรื่องของภาพลักษณของมนุษย ในยุคน้ีมนุษยไดอยูในสถานะท่ีต่ำตอย มนุษยไมได
เปนสิ่งท่ีสูงสง แตมนุษย เปนเพียงคนบาปท่ีโงเขลา จึงตองอาศัยศรัทธา และการเปดเผยของพระเจา
เทาน้ัน จึงจะสามารถเขาสูความจริงสูงสุดนน้ั ได
จึงจะเห็นไดวาในยุคนี้ถูกครอบงำโดยศาสนาคริสตนิกายโรมันคาทอลิกท่ีมีสังฆราชแหงกรุงโรม
เปนประมุข ไดมีการเปลี่ยนแปลงปรัชญากฎหมายธรรมชาตใิ หสอดคลองกับคำสอนของศาสนา มีการนำ
แนวความคิดของสำนักสโตอิคมาผสมผสานกับความเช่ือทางศาสนาแทนเหตุผล ศาสนาคริสตมีความเชื่อ
วา สถาบันทางสังคมของมนุษยกำเนิดจากบาปของมนุษย ดังนั้นองคกรทางศาสนาจึงเปนองคกรท่ีทำ
หนาที่ในการไถบาปใหแ กมนษุ ย องคกรทางศาสนาจึงเขา มาควบคมุ รัฐและควบคุมกฎหมายตา ง ๆ
St. Augustine เสนอความคิดวา “กฎหมายท่ีไมถูกตองตามกฎศาสนามาใชบังคับไมได” เพราะ
เหตุผลทแี่ ทจ ริงหรือเหตุผลท่ีเปนกฎหมายทแี่ ทจริงน้นั อยใู นส่ิงท่ีเปน เจตจำนงหรือพระประสงคของพระจา
เพราะพระเจาเปนที่มาของความถูกตองความดีงาม ดังน้ันสิ่งท่ีเปนโองการของพระเจาจึงเปนเรื่องของ
เหตุผลของพระเจา
St. Aquinas (เซนตอ ไควนัส) ไดออกมาย้ำหลักท่ีวา กฎหมายที่ไมสอดคลอ งกับพระประสงคของ
พระเจายอมไมมีสภาพเปนกฎหมาย เซ็นต อไควนัสพยายามโยงเร่ืองเหตุผลและเรื่องเจตจำนงของพระเจา
และไดสรุปออกมาวาส่ิงท่ีเปนกฎหมายธรรมชาตินั้นมีที่มาจากเจตจำนงหรือความประสงคของพระเจา
เซ็นต อไควนัสไดแ บง กฎหมายเปน 4 ประเภท คอื
1. กฎหมายนริ นั ดร
2. กฎหมายธรรมชาติ
3. กฎหมายอันศักด์ิสิทธิ์
4. กฎหมายของมนษุ ย
กฎหมายนริ ันดรเก่ียวขอ งกับสิ่งท่ีเปนภูมปิ ญญาของพระเจา กฎหมายธรรมชาติเปนสวนหนงึ่ ของ
กฎหมายนิรันดรเปนกฎหมายท่ีมนุษยสามารถเขาถึงโดยอาศัย “เหตุผล” อันเปนคุณสมบัติที่พระเจา
ประทานมาให สำหรับกฎหมายอันศักด์ิสิทธิ์เปนกฎหมายหรือหลักธรรมที่ถูกจารึกไวในคัมภีร Bible
สวนกฎหมายประเภทท่ี 4 คือกฎหมายของมนุษย ซึ่งใหนิยามวาหมายถึงระเบียบแหงเหตุผลที่ผูปกครอง
ดแู ลชมุ ชนประเทศไทยในประเทศชาตแิ ละประกาศใชเพื่อประโยชนส ว นตน
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๗
2.3 ยคุ ฟน ฟูหรอื ยคุ ปฏิรูป
เวลาไดผานไปความมืดไดคอยๆถูกแทนท่ีดวยแสงสวางแหงปญญา ความรูที่เพ่ิมพูนข้ึน จากการ
แลกเปลี่ยนกับอาหรับ ในสงครามครูเสด ความรู ศิลปวิทยาการแพรสะพัดท่ัวยุโรป และยุคน้ีคือ ยุคฟนฟู
ศิลปวิทยาการ ปรัชญากรีกกลับฟนคืน งานศิลปเฟองฟู มีการประดิษฐคิดคนใหมๆออกสูสาธารณชน แต
ศรทั ธาในครสิ ตศาสนายงั คงเดิม แตส ่งิ ทท่ี ำใหเ กิดการเปล่ยี นแปลงทจี่ ะตามมา กค็ อื ศาสนจักรน่ันเอง
ต้ังแตยุคกลางศาสนจักร โดยผูมีอำนาจสูงสุดคือ สนั ตะปาปา เปนผูครอบงำความคิดและศีลธรรม
ทั้งปวงของยุโรป และศาสนจักรไดฟุงเฟอมาก จนมีเหตุการณหน่ึงท่ีเปนเช้ือท่ีกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลง
ข้ึนในยุโรปคือ การกอสราง ตอเติมโบสถเซนตปเตอร ท่ีนครวาติกัน ท่ีตองใชเงินมากมายมหาศาล ตองมี
การเร่ียไรเงินจากประชาชน พอคา กษัตริย ดวยวิธีการตางๆ แตมาถึงแผนการตลาดขั้นสุดทาย คือ ขาย
บัตรลางบาป ท่ีผูใดซ้อื บัตรน้จี ะถือวา ตนเองไมม ีบาปติดตัวแลว การกระทำเชน น้ที ำใหเ กดิ ความไมพอใจแก
คนบางกลมุ ศาสนจักรที่ยิ่งใหญก ลบั ถูกส่ันคลอน โดยนกั บวชเลก็ ๆคนหน่ึง คนๆนัน้ คือ มาตนิ ลูเธอร
มาติน ลูเธอรไดออกแถลงการณตอตานการกระทำของศาสนจักร ซ่ึงถือวาเปนการตอตานศาสน
จักรอยา งรนุ แรงในสมัยน้ัน ลูเธอรจึงถูกขับออกจากศาสนา และถูกทางอาณาจกั รประกาศจะเอาโทษ แตลู
เธอรกไ็ ดรบั การสนับสนนุ จากกษัตริยบางองค ทำใหใ นยุคนั้น ยโุ รปไมไ ดเปนหนึ่งเดียวกันภายใตศ าสนจักร
คาธอลิกอีกตอ ไป
ลูเธอรมีความคิดเห็นวา การขายบัตรลางบาปไมอาจทำใหบาปหมดไปได ศาสนจักรไมสามารถ
ลางบาปใหใครได มีทางเดียว ที่จะรอดพนไดก็คือ ความกรุณาของพระผูเปนเจา โดยมนุษยตองศรัทธาใน
พระเจาผานทางพระคัมภีร ศาสนจักรไมจำเปนตองเปนคนกลาง ผูเชื่อมระหวาง มนุษย กับ พระเจา อีก
ตอไป ซ่ึงแตเดิมในความเชื่อแบบคาธอลิก นักบวชจะตองถือพรหมจรรย แตในความเชื่อใหมของ ลูเธอร
ซึ่งตอมาเรียกวา นิกายโปรแตสแตนทเชื่อวา ไมจำเปนตองมีนักบวชที่ถือพรหมจรรย ท่ีจะเปนผูเช่ือม
ระหวา งมนษุ ยกับพระเจา เพราะมนษุ ย สามารถเขา ถึงพระเจา ได ถามีศรทั ธา
ในนิกายโปรแตสแตนทภาพลักษณของมนุษยไมไดเปล่ียนไป ยังเปนคนบาปเหมือนเดิม แตคุณคา
ของกิจกรรม การทำงานอาชีพตางๆ กลับสูงขึ้นเทาเทียมกัน โดยจอหน คาลวิน ถือวาการทำงานของ
มนุษย คือ ภาระกิจของมนุษย ที่กระทำตอพระเจา การท่ีเราทำงานหนักแลวประสพความสำเร็จ ก็อาจ
แปลวาพระเจาโปรดปรานเรา จริยธรรมโปรแตสแตนทน้ี ทำใหประชาชนเห็นคุณคาของการทำงาน ไมวา
จะเปนอาชพี ใดก็ตาม ลวนรับใชพ ระเจาทั้งสิ้น จรยิ ธรรมนี้น่ันเอง ถือวาเปนสาเหตุท่ีทำใหเกิดลัทธิทุนนิยม
ข้นึ มาเลยทเี ดียว ตามทัศนะของ แมกซ เวเบอร
จากที่ไดกลาวมาแลวจึงเห็นไดวา มนุษยมีส่ิงหนึ่งท่ีเหมือนกันคือ ความสงสัย มนุษยพยายาม
แสวงหาคำตอบ ในสรรพสิ่งตางๆรอบตัว จะกลาวไดวามนุษยตายไปเพียงรา งกาย ความรูที่มนุษยส่ังสมมา
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๘
ไมไดตายตามไปดวย แตกลับจะสืบทอดตอกันไป จนเกิดการตอยอดเพ่ิมพูนทางภูมิปญญา เพื่อมาตอบ
ปญ หาท่ีสำคญั เหลา น้นั
และดวยเหตุท่ึอิทธิพลของศาสนาคริสตแบบโรมันคาทอลิกเสื่อมลงไปในขณะท่ีไดมีการกอกำเนิด
นกิ ายโปรแตสแตนทข้นึ มา โปรแตสแตนทสอนวามนุษยทุกคนมีความเทาเทียมกันตอหนาพระเจา ดงั น้ัน
การติดตอของพระเจาไมจำเปนตองผานนักบวชหรือผานศาสนาจักร ทำใหปรัชญากฎหมายธรรมชาติใน
เชิงคริสเตียนไดสลายตัวไป เพราะมีการอธิบายกฎหมายธรรมชาติแบบเหตุผลนยิ ม กลาวโดยสรุปในยุคนี้
คือ ปรชั ญากฎหมายธรรมชาติไดส ลัดตวั ออกจากสง่ิ ทเี่ ปน อิทธพิ ลของศาสนาครสิ ต
คำอธิบายกฎหมายธรรมชาติในยุคนี้ เปนเร่ืองเกี่ยวกับธรรมชาติจึงเนนเร่ืองเก่ียวกับเหตุผลในตัว
ธรรมชาติของมนษุ ย โดยไมย ึดตดิ อยกู ับเรอ่ื งพระเจา
ในยุคที่สามที่ไดเกิดแนวความคิดเรื่องสิทธิธรรมชาติขึ้นมา โดยถือเปนผลิตผลสำคัญอยางหน่ึง
ของการพัฒนาในกฎหมายธรรมชาติ เพราะเหตุผลในตัวกฎหมายธรรมชาตินั้นช้ีใหเห็นวามนุษยนั้นเสมอ
ภาคมีอิสระเทาเทียมมนุษยไมอาจทำรายมนุษยดวยกันได และมนุษยไมอาจจะทำลายส่ิงที่เปนชีวิต
สุขภาพ หรือ อิสรภาพ ซึ่งแนวคิดนี้เปนการยืนยันสิทธิธรรมชาติตาง ๆ ของมนุษย เชนสิทธิในการมี
ชวี ติ อยู สิทธิในการครอบครองทรพั ยสิน สทิ ธใิ นการมีอิสระภาพหรอื สทิ ธิในเนอ้ื ตัวรา งกายของมนษุ ยโดย
ยืนยันวาสิทธิดังกลาวเปนสิทธิท่ีมีมาแตกำเนิด ไมอาจจะโอนสิทธินี้ใหกับใครได เปนสิทธิท่ีไมอาจย้ือแยง
ได และถือวา เปน สิทธิทเ่ี ปนสากลเนอ่ื งจากมันเปน สิทธโิ ดยธรรมชาติ
2.4 ยุคความเส่อื ม และการฟนฟูของปรชั ญากฎหมาย ยคุ ชาตนิ ยิ ม
ต้ังแตปลายศตวรรษท่ี 18 เปนตนมา กฎหมายธรรมชาติเริ่มตกต่ำเสื่อมความเชื่อถืออาจเปน
เพราะความกาวหนาทางวิทยาศาสตรเพราะวิทยาศาสตรทำใหมีการคนหาความจริง โดยอาศัยขอมูล
มากกวาการคนหาความจริงโดยอาศัยการคิดใครครวญหรือคาดเดา ดังน้ันการท่ีบอกวามนุษยอยูในกฎ
ธรรมชาติ และในธรรมชาติมีเหตุผลทเ่ี ปนกฎสากลทำใหนักคิดแบบวิทยาศาสตรย อมรับไมได ทำใหม ีการ
ปฏิเสธความเช่ือ มองวากฎหมายธรรมชาติเปนกฎหมายสากล นอกจากนั้นยังมีเหตุผลในเรื่องกระแส
แหงลัทธินิยม (Nationalism) ซ่ึงปรากฏตัวขึ้นมาทำใหครอบคลุมลัทธิปจเจกนิยม การมองธรรมชาติ
ของกฎหมายจงึ แบงไปตามเอกลกั ษณของชาติ
ตอมาในราวปลายคริสตศตวรรษท่ี 19 ปรัชญากฎหมายธรรมชาติจึงเร่ิมฟนตัวอีกครั้ง
เพราะมีปรากฏการณหลายอยางเกิดขึ้น โดยเฉพาะผลพวงของสังคมโลกท่ีเกิดข้ึนทำใหมีการพยายามจะ
ฟนฟูกฎหมายธรรมชาติอีกครั้ง มีการพยายามบุกเบิกอีกครั้งโดยเฉพาะในเยอรมัน Rudolf Stammler
ไดประกาศความคิดเร่ือง Natural law with a charqlaq content (กฎหมายธรรมชาติกับการ
เปลีย่ นแปลงพนั ธสัญญา)
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๙
ตอมา Radbruch (แร็ดบรัช) ไดเสนอความคิดวาโดยธรรมชาติของกฎหมายจะตองมุง
สูความยุตธิ รรม ดังนน้ั กฎหมายใดทขี่ ดั หรอื แยง กบั ความยตุ ธิ รรมแลว จะกลายเปนกฎหมายทไ่ี มใ ชกฎหมาย
(Lawless Law) และกฎหมายน้ีไมอาจบังคับได ซึ่งแนวคิดน้ีไดนำมาใชในการตัดสินคดีอาชญากรรม
สงครามทำใหด ูเหมอื นวาปรัชญากฎหมายธรรมชาติเขามาเฟองฟอู ีกครั้งหนง่ึ จากนั้นมีขอ สงั เกตุท่ีสำคัญคือ
มีประกาศปฏิญญาสากลวาดัวยสิทธิมนุษยชนขององคการสหประชาชาติในป ค.ศ. 1948 ซึ่งไดรางข้ึน
ภายใตอ ทิ ธิพลของปรชั ญากฎหมายธรรมชาติในยคุ นี้
2.5 ยุคปจจุบนั
เปนแนวคิดของนักคิดรุนปจจุบันที่พยายามจะอธิบายกฎหมายธรรมชาติในเชิง
กระบวนการสรางกฎหมายและหลกั กฎหมายภายใตศลี ธรรมซง่ึ แนวคดิ ที่สำคญั ยคุ นค้ี อื แนวคิดของฟลุ เลอร
ฟุลเลอรไดพยายามเนนส่ิงที่เปนศีลธรรมในเชิงของระบบกฎหมาย ฟุลเลอรไดจำแนก
ศีลธรรมภายในกฎหมาย หรือกฎหมายธรรมชาติในเชิงกระบวนการออกเปน หลกั การ 8 ขอ คือ
1) กฎหมายจะตอ งมีลกั ษณะทวั่ ไปในฐานะเปนกฎเกณฑซ ง่ึ ใชเปน หลักช้ีนำกระท
ตา ง ๆ โดยเฉพาะ
2) กฎเกณฑด ังกลาวจะตองลงพมิ พเผยแพรใ หปรากฏแกสาธารณะ หรอื อยา งนอ ยก็
ตอ บคุ คลทุกคนท่ีตองอยภู ายใตก ฎเกณฑนี้
3) กฎเกณฑจ ะตอ งไมมผี ลยอ นหลัง
4) กฎเกณฑตอ งมลี ักษณะชดั แจง และสามารถเปน ทเ่ี ขา ใจได
5) กฎเกณฑจะตองไมม ีขอ ขดั แยงกนั
6) กฎเกณฑจะตอ งไมเปน การกำหนดในส่ิงท่ีเปน ไปไมไ ด
7) กฎเกณฑจะตอ งมคี วามมั่นคง แนนอนไมม ีการเปลีย่ นแปลงกฎเกณฑบ อ ยเกินไป
8) ตองมคี วามกลมกลืนกันระหวางกฎเกณฑที่ถกู ประกาศใชกบั การบงั คบั ใชกฎ
เกณฑน้นั ในความเปนจริง อนั เปนเรื่องทส่ี อดคลองระหวา งการกระทำของเจา หนา ทบ่ี งั คับใชกฎหมายและ
ตวั บทกฎหมายที่ประกาศใชดว ย
เง่ือนไขทั้ง 8 ประการนี้ ฟุลเลอรอธิบายวาเปนเสมือนศีลธรรม ภายในกฎหมายหรือ
“กฎหมายธรรมชาติในเชิงกระบวนการ” กลาวโดยสรุปคือฟุลเลอรไดพยายามเนนมิติของกระบวนการ
เพือ่ ที่จะนำไปสคู วามเปนกฎหมายอนั สมบูรณืแทจ ริงโดยไมไ ดเนน ทเี่ นอื้ หาสาระ
นอกจากฟุลเลอรก็มีแนวคิดของ John Finnis (จอหน ฟนนิส) ซ่ึงเปนนักกฎหมาย
ธรรมชาติรุนใหมที่ไดพยายามอธิบายกฎหมายธรรมชาติในเชิงท่ีมีความซับซอน โดยไดกลาวถึงสมมุติฐาน
2 ประการคอื
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๐
1. รูปแบบพ้นื ฐานแหงความมง่ั คัง่ รุงเรอื งของมนษุ ย (Basic Forms of Human
Flourishing)
2. วธิ ีการพนื้ ฐานทีจ่ ำเปน ของความชอบดว ยเหตผุ ลในเชงิ ปฏบิ ัติ (Basic-
Methodological Requirements of Practical Reasonableness)
ท้ังสองตัวน้ีถือเปนเง่ือนไขที่จำเปนในการคนหาสิ่งที่เปนเสมือนกฎหมายธรรมชาติ
กฎหมายท่ีดีหรือกฎหมายที่ถูกตอง ฟนนิสพยายามวาดภาพใหเห็นวามีคุณคาฟนฐานแหงความม่ังค่ังและ
รุงเรืองตาง ๆ ในชีวิต เชนความรูความบันเทิงชีวิต และอีกส่ิงหนึ่งซ่ึงเปนวิธีการพ้ืนฐานท่ีจำเปนเชิง
วิชาการ คือการท่ีจะคิดคนหาสิ่งที่เปนความถูกตองจะตองมีวิธีการในการใชความคิดวิธีการน้ีคือ การ
แสวงหาความดีงาม แผนการชีวิตอันเปนระบบ การไมเลือกคานิยม การไมเลือกตัวบุคคลตามอำเภอใจ
เปน ตน
สวนการที่จะคนหาวาอะไรคือความยุติธรรม อะไรคือกฎหมายท่ีถูกตองยุติธรรมก็ตอง
เอาเงื่อนไข 2 ประการเขามาผสมผสานกัน กลาวคือในแงหนึ่งจะมองคลายกับส่ิงที่เปนคุณคาหรือ
เปาหมายของชีวิตสังคม ขณะเดียวกันในอีกแงหนึ่งตองวางเร่ืองเก่ียวกับส่ิงจำเปนในเชิงวิชาการเมื่อ
รวมกนั แลว จะนำไปสูส่งิ ที่เปน กฎหมายธรรมชาติในทายทีส่ ดุ
บทสรุปกฎหมายธรรมชาติ ภาพรวมของกฎหมายธรรมชาติน้ันเปนปรัชญาที่มีบทบาท
สำคัญท่ีพยายามจะโนมนาวใหผูปกครอง นักกฎหมายไดเห็นความสำคัญของคุณคาของศีลธรรมหรือ
คุณคาของส่ิงท่ีเปนความยุติธรรมวาตองมีในกฎหมาย นอกจากนั้นปรัชญาสายนี้ยังมีบทบาทในการ
สง เสรมิ และผลักดนั แนวคิดเร่อื งสทิ ธมิ นษุ ยธรรม
3. แนวความคดิ ของนักปราชญเ มธที สี่ ำคัญในแตล ะยคุ
3.1 ยุคโบราณ
3.1.1 แนวความคดิ ของพวกสโตอคิ
สำนักสโตอิคเปนสำนักปรัชญาของกรีกโบราณที่มีบทบาทมากในการเผยแพรแนวคิด
เกี่ยวกับกฎหมายธรรมชาติ และปรัชญากฎหมายธรรมชาติของสำนักสโตอิคไดถูกนำไปใชในอาณาจักร
โรมัน ทำใหปรัชญากฎหมายธรรมชาติไดมีโอกาสแสดงบทบาทอยางแทจริง เหตุที่นำไปใชในอาณาจักร
โรมนั เพราะกษตั รยิ โ รมันเปนลกู ศษิ ยข องสำนักสโตอิค
แนวคิดพ้ืนฐาน คือพยายามเนนความสำคัญของเหตุผล โดยพยายามจะช้ีใหเห็นวาโลก
หรือจักรวาลนั้นมีสิ่งท่ีเปนกฎเกณฑแหงความมีเหตุผลคอยกำกับอยู เหตุผลจะเปนเสมือนกฎหมาย
ธรรมชาติที่มีลักษณะแนนอน คอยควบคุมความเปนไปของจักรวาล ดังนั้นมนุษยในฐานะที่เปนสวนหนึ่ง
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๑
ของธรรมชาติจึงยอมถูกควบคุมโดยเหตุผลดังกลาว และเหตุผลท่ีกลาวมาคือพื้นฐานของกฎหมาย
ธรรมชาติ ในตัวมนุษยทุกคนจะมีเหตุผลเปนแกนสาร ดังนั้น มนุษยทุกคนยอมมีความเสมอภาคกัน ถือ
วา เปนแนวคิดสำคัญทางการเมอื งของสำนกั สโตอคิ ทม่ี องวามนษุ ย มคี วามเสมอภาคเทา เทียมกนั
3.1.2 เพลโต
Patoเปนลูกศิษยของโสเครตีส จึงมีแนวความคิดและความเชื่อตางๆที่คลายคลึงโส
เครตีส มาก นอกจากนี้Patoยังเปนผูบันทึกขอเขียนแนวคิดของโสเครติสดวย โสเครตีส ไมไดเปนผู
บันทึกดวยตนเอง Patoมแี นวคดิ วาผปู กครองท่ีดีตอ งเปนราชาปราชญคือมีคุณธรรม จรยิ ธรรมเหมือนโส
เครตีส คิด
1.ในวัยกลางคนPatoไดเขียนตำราที่ถือไดวาเปนมหาคัมภีรเอกทางรัฐศาสตรท่ีชื่อวาอุดม
รัฐ(The Republic) ซึง่ มแี นวความคิดทีส่ ำคญั ดังนคี้ ือ
1.1อำนาจและความยุติธรรม ตัวอยางผูปกครองในรัฐตางๆมักจะพูดวาตนเองจะใช
อำนาจดวยความชอบธรรม แตจริงๆแลวมันจะชอบธรรมจริงหรือไมขึ้นอยูกับประชาชนวายอมรับการใช
อำนาจนั้นดวยความสมัครใจหรือไม ซ่ึงประชาชนจะยอมรับตอการใชอำนาจนั้นอยางเต็มใจก็ตอเมื่อรูสึก
วาผูปกครองใชอำนาจดวยความยุติธรรม แตก็มีผูปกครองที่เปนทรราชซึ่งใชอำนาจอยางไมชอบธรรมแต
ประชาชนตอ งยอมรบั เพราะถา ฝาฝนจะถูกลงโทษอยา งรนุ แรง เพราะฉะนั้นลกั ษณะของอำนาจจงึ ขนึ้ อยู
กบั วา การใชอำนาจนัน้ วายุติธรรมหรือไม
1.2การปกครองเปนศิลปะ Patoกลาววาการปกครองเปนศิลปะอยางหน่ึงที่ตองใช
ความสามารถของผูปกครองอยางสูง เพราะวาในสังคมหนึ่งๆในรัฐหนึ่งๆนั้นประกอบดวยคนมากมาย
หลากหลายประเภท
ผูปกครองที่ดีจะตองทำใหทุกคนยอมรับในขอตกลงรวมกันใหไดหรือเรียกวาการ
ประนีประนอม ตัวอยางเชนเมื่อ บูช จูเนีย ไดขึ้นมามีอำนาจเปนประธานาธิบดีของอเมริกา เขาไดกลาว
กับคนอเมริกาวา ขาพเจาจะกระทำทุกอยางเพื่อที่จะใหพ่ีนองชาวอเมริกาทุกคนไมวาทานจะเลือกขาพเจา
หรอื ไมกต็ ามไดร ับประโยชนโดยเสมอภาคและท่วั ถึงกัน นี่แสดงถึงศิลปะในการปกครองของบูชที่จะซอ้ื ใจ
ประชาชนอเมริกา ทำใหประชาชนรักเขาโดยเอาหัวใจเขาเดิมพัน 'คุณไมเลือกผมไมเปนไร แตผมรักคุณ
แลว คณุ ละรักผมหรือเปลา'
1.3ธาตุแทของบุคคลในสังคม Patoเห็นวาคนเราเกิดมามีความแตกตางและไมเทาเทียม
กัน โดยแบงออกเปน3พวกไดแก
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๒
-พวกธาตุทอง คนพวกนี้เกิดมาแลวใฝหาความรู แสวงหาความรู หาเหตุ หาผล เปนคนที่
จักแยกแยะระหวางความดี ความชั่วไดดี และจะประพฤติดีละเวนความชั่ว คนพวกน้ีจึงควรใหปกครอง
ประเทศ
-พวกธาตุเงิน คนพวกนี้ตั้งแตเกิดจนโตเห็นอาวุธแลวอยากจับอยากรบจึงควรใหเปน
นักรบปองกนั ประเทศ
-พวกธาตทุ องแดง คนพวกนี้ตั้งแตโตมาทำงานก็มีความคิด อยา งเดียวคือจะแสวงหากำไร
คนพวกน้ีจงึ เหมาะจะทำการผลติ เพ่อื ใหร ัฐเกบ็ ภาษีมาบำรุงประเทศ
ตัวอยางแนวคิดเร่ืองธาตุแทของบุคคลในสังคม ของ Pato เชนในการบริหารบุคคลใน
ปจจุบันท่ีวาใครเหมาะจะทำอะไร ก็ใหทำอยางนั้น 'PUT THE RIGHT MAN ON THE RIGHT JOB'แต
แนวคดิ นไี้ มไดพ ูดวาคนมธี าตุทตี่ างกัน
1.4.การศึกษาเปนสิ่งที่มคี ุณคาของสังคม Patoไดใหคุณคาของการศึกษาไวสูงมาก และ
บอกวาคนในสังคมจะเปนอยางไรขึ้นกับกระบวนการศึกษา ถาปลูกฝงหลอหลอมใหคนในสังคมมีคุณธรรม
จริยธรรม คิดดี ทำดี เขาก็จะเปนคนดีของสังคม แตถาคุณปลอยปะ ละเลยใหคนในสังคมเห็นแกตัว เอา
รัดเอาเปรียบ ฉอฉล เขาก็จะเปนคนอยางนั้น ตัวอยางสังคมไทยทุกวันน้ีเส่ือมลงไปเปนอันมากเพราะเรา
ไมใหคุณคาในเร่ืองคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม เพราะแมแตศาสนาเราก็ทำในแงพิธีกรรมไมไดสนใจใน
เรอื่ งคณุ คาท่แี ทจ ริง
1.5ราชาปราชญควรเปนผูทรงคุณธรรม
-เปนผูเสียสละ ราชาปราชญควรเปนผูปกครองท่ีทรงคุณธรรม เสียสละอุทิศตนเพื่อ
ประโยชนของประชาชนประเทศชาติ ปญหาของไทยเราคือเราไมไดปลูกฝงใหเยาวชนของเราไดเรียนรูวา
การเปนนักการเมืองท่ีดีน้ันเปนอยา งไรกวาจะไดเรียนรู เรือ่ งน้ีอยางจริงจังก็ตองเรียนในสาขาวิชาเฉพาะใน
ระดับอุดมศึกษาขึ้นไป เราไมไดสงเสริมใหเด็กเรียนรูเรื่องการเมืองอยางจริงจังท้ังๆท่ีวิชาน้ีเปนปญหา
สำคัญที่ใหญมากที่จะทำใหประเทศรุงเรืองหรือตกต่ำ เหมือนประเทศที่พัฒนาแลวเชนญ่ีปุนใหเด็กได
เรยี นรูการเมอื งอยางจรงิ จงั ตงั้ แตร ะดบั ประถมศึกษา หรือระดบั มธั ยมศกึ ษาเหมอื นอเมรกิ า
-ไมควรมีทรัพยสินและครอบครัว นอกจากเสียสละPatoคิดวาผูปกครองที่ดีไมควรมี
ทรัพยส ินและครอบครัว Patoวิเคราะหธรรมชาติของมนุษยไววาการมีครอบครัวกอใหเกิดภาระผูกพันและ
หวงใย ตอครอบครัวหลักการน้ียังเปนจริงถึงปจจุบัน และครอบครัวจะทำใหผูปกครองเกิดความละโมบ
และเหน็ แกป ระโยชนข องตนเองและครอบครวั เปน ใหญ
1.6 ผปู กครองเปนปราชญทีท่ รงคุณธรรมจงึ ปกครองโดยปญญา
ไมตองมีกฎหมายใหใชดุลยพินิจของผูปกครองในการตัดสิน ตัวอยางในไทย เชน
สมัยพอขุนรามคำแหงเม่ือ 800 กวาปที่แลวถาใครมีเรื่องเดือดรอนมาสั่นกระดิ่งรองทุกขพอขุนรามจะทรง
ใชป ญญาตดั สนิ ใหเอง
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๓
แนวคิดราชาปราชญปรากฎวาไมไดผ ลไมมีผปู กครองคนใดอยากเปนราชาปราชญ
Patoจงึ เขยี นตำราขึ้นใหมช ่ือนติ ิรัฐ(The Law)รฐั แหง กกฎหมาย
2.นิติรัฐ(The Law)รัฐแหง กกฎหมาย
2.1กำหนดใหร ัฐธรรมนุญเปน กฎหมายปกครองสูงสดุ
กำหนดใหรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายปกครองสูงสุดและใหผูปกครองปฎิบัติตามนกฎ
หมายรฐั ธรรมนูญและรฐั ที่ดตี องอยูใกลชายทะเลจะไดติดตอคา ขายสะดวก จะไดเจริญรงุ เรือง
2.2 โครงสรางอำนาจทางการเมือง
Patoใหแบงรฐั ออกเปนเผาๆ 12 เผา ใหแ ตละเผา เลอื กตัวแทนข้ึนมาทำหนาทใี่ น
การปกครองและใหแบงตัวแทนออกเปน 3 สวนไดแ ก
- สภาลางทำหนาท่ีบญั ญัตกิ ฎหมาย
- สภามนตรที ำหนาท่บี รหิ าร
- ตลุ าการทำหนา ท่พี พิ ากษาคดี
ตวั อยา งคำถาม อำนาจทัง้ 3 สว นนมี้ ีเฉพาะในระบอบประชาธิปไตยใชห รือไม?
ตอบ ไมใช ทุกระบอบมีเหมอื นกันหมด แตตา งกนั ตรงวาใครเปนเจาของอำนาจอธิปไตยนี้
เทา นนั้ เอง
2.3 การบังคบั ใชก ฎหมาย
ทันสมัยมากกฎหมายแพงก็ฟองรอง ชดใชกันไป สวนกฎหมายอาญาPatoไมเหนดวย
กับการลงโทษาดวยการทรมานเพราะบางทีเขาอาจทำผิดดวยความเขลา หากวาเขาไดรับการเรียนรู การ
เปล่ียนแปลงจิตใจใหดีเขาอาจกลับมาเปนคนดีของสังคมได ดังนั้นในสังคมท่ีพัฒนาแลวเขาจึงพยายาม
เปลี่ยนคนท่ีทำผิดดวยการอบรมใหเขาเปนคนดี อบรมอาชีพให เมื่อออกมาจากคุกแลวยังติดตาม
ประคับประคองใหความชวยเหลือในระยะแรก หางานใหทำพอเขาชวยเหลือตัวเองไดก็ปลอย เขาจึงมี
โอกาสกลบั ตัวเปน คนดี แตสำหรับประเทศไทยพอพน โทษเราไมมีการตดิ ตามใหความชวยเหลือ หลงั ออก
จากคุกเขาตองชว ยเหลอื ตัวเอง หมดหนาทขี่ องรัฐแลว เขาจะเปนอยา งไรก็ชาง ซง่ึ
โดยมากเขาจะชวยเหลือตัวเองไมไดในระยะแรก ไมสามารถหางานทำได เขาจึงมีโอกาส
ทำผิดซ้ำไดถ าสถานการณบีบบงั คับเพอ่ื ความอยูรอด และเขาจะทำผิดซ้ำซากอยูอยางน้นั เพราะเขาเคยอยู
ในคุกมาแลวจึงไมกลัวท่ีจะกลับเขาไปในคร้ังหลังๆ เม่ือเขาเปนคนดีไมไดสังคมก็ไมปลอดภัยและรัฐตอง
เสียงบประมาณ เสียเวลาในการดำเนินตามกระบวนการยุติธรรม แตแนวคิดแกไขที่ดีเหลานี้รัฐบาลไทย
ต้ังแตอดีตจนถึงปจจบุ นั ไมเ คยคดิ ทำเลย
3.1.3 อรสิ โตเตลิ
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๔
อริสโตเติล (Aristotle 384 – 322 B.C.) เปนศิษยของPato ศึกษาและเปนครูอยูใน
วิทยาลัยอคาเดมีของPatoอยูประมาณยี่สิบป ตอมาไดมาตั้งวิทยาลัยของตนเอง ช่ือ ไลซีอุม (Lyceum)
เขามีความคิดท่ีพัฒนาแตกตางไปจากPatoหลาย ๆ แง แมเขาคงอยูภายใตอิทธิพลของความคิดของPato
ตลอดมา แตก็ขามไปปอยูใ นแนวคิดของสัจนิยม
Aristotleบอกวา "มโนคติ" หรอื "แนวคิด" (ideas) หรือ "แบบรูป" (forms) เชน แนวคิด
เร่ืองพระเจาหรือเรื่องตนไม เราสามารถคิดออกไดโดยไมตองมีวัตถุสสารจริง ๆ แตวัตถุสสารตองมี
"รูปแบบ" แตละวัตถุจะมีคุณสมบัติท่ัวไปและคุณสมบัติเฉพาะ ตัวอยาง เชน ลูกโอคแตละลูกมี
ลักษณะเฉพาะของมัน แยกออกไดจากลูกโอคอื่น ๆ คุณสมบัติเฉพาะของมันก็มีต้ังแต ลักษณะ รูปราง
ขนาด น้ำหนกั และสสี รร จะหาลูกโอคสองลูกเหมือนกนั แท ๆ ไมไดเลย เราจะหาแงม ุมอธบิ ายขอ แตกตาง
ของมันไดมากมาย แตลูกโอคทุก ๆ ลูกมีคุณสมบัติท่ัวไปรวมกัน เชน เปนลูกกลม สีน้ำตาล เกิดมาจากตน
โอค และเมื่อนำไปเพาะก็จะงอกเปนตนโอคตอไป ฯลฯ คุณสมบัติท่ัวไปเหลาน้ีเรียกวา "ความเปนลูกโอค"
(acornness)
มาพูดถึงคนบาง คนแตละคนแตกตางกัน ตางมีคุณสมบัติเฉพาะของเขา ไมมีคนสองคน
เหมอื นกนั แท ๆ แตค นทกุ คนมคี ุณสมบัตริ วมกนั เชน มีแขน ขา หวั พดู ได หัวเราะ รองไห มีความรูส ึกดใี จ
เสียใจเหมือนกันเรียกวา "ความเปนคน" (humanness) ท้ัง "ความเปนลูกโอค" และ "ความเปนคน" น้ีเปน
ความเปนจริงหรือสัจภาพ (realities) ซึง่ ไมข ้ึนตอ ลกู โอค ลูกใดลกู หนึ่ง หรือคนใดคนหนงึ่ อนั เปน "แบบรปู "
หรือ "มโนคติ" หรือ "สารัตถะ" (essence) อันเปนดานที่ไมเปนวัตถุสสารหรือเปนนามธรรมส่ิงตาง ๆ
นั่นเอง
Aristotleบอกวา "แบบรูป" หรือคุณสมบัติทั่วไปของสิ่งท้ังหลายคงที่ แมสิ่งท้ังหลาย
เปล่ียนแปลงเส่ือมสลายไป เปลือกลูกโอคอาจแตกกระเทาะออก ลูกโอคอาจผุพังหมดไป ความเปนลูกโอค
ยังคงอยู คนแตล ะคนแกตาย ความเปนคนยังคงอยู เชนเดียวกับแนวคิดเรอ่ื งวงกลม (circularity) ยังคงอยู
แมวงกลมวงลอทเี่ ปน วัตถุจะถกู ทำลายไป
แตละคนท่ีพัฒนาเติบโตขึ้นต้ังแตเด็กเปนวัยรุนและเปนผูใหญเต็มท่ี คุณลักษณะแตละวัย
แตกตางกัน แต "ความเปนคน" คงท่ีอยูตามเดิม เชนเดียวกับลูกโอคงอกและเติบโตเปนตน โอคโดย
เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา "ความเปนตนโอค" คงอยูเชนเดียวกัน ทั้งน้ีตามคำพูดของ อองรี เบิรกซอง วา
เปน "หลกั ชวี ิต" (vital principle) Aristotleบอกวา มี "วญิ ญาณ" (soul) นอย ๆ นำไปในทางทถ่ี กู ตอง
Aristotleเปน ทั้งนกั วิทยาศาสตรแ ละนักปรัชญา คือเขาศึกษาลกู โอคทง้ั ในดานวัตถุสสาร
วามันมีเปลือก เมล็ดใน สี รูปราง และขนาดของมัน ขณะเดียวกันก็คิดอยางลึกซึ้งวาลูกโอคนี้มันเปนอะไร
มีมาเพ่อื อะไรแน คือคดิ ถงึ "แบบรปู " (forms) หรอื "สารตั ถะ" (essence) ของมนั
เพื่อใหเขาใจไดงาย อาจใชวิธีต้ังคำถามแบบวิทยาศาสตรและคำถามแบบปรัชญา ซ่ึงอาจ
คาบเก่ียวกันไดบาง เชนถาเราเห็นเปลือกหอยท่ีชายหาด เราอาจถามวาเปลือกหอยชิ้นนี้ประกอบดวย
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๕
สารเคมีอะไรบาง มันมาอยูที่ชายหาดน้ีนานเทาใดแลว มันเคยมีตัวอะไรอยูในเปลือกนี้ มันมีน้ำหนักและ
ปรมิ าตรเทา ใด และยงั มีคำถามอกี มากมายทางดานรูปธรรม
แตเรามีคำถามอีกอยางหน่ึง เชน ถามวาเปลือกหอยนี้มีความหมายอยางไรบาง ใครเปน
ผูสรางมัน สรางมันมาเพื่ออะไร อันเปนคำถามทางปรัชญา Aristotleบอกวาเราย่ิงเจาะลึกลงไปในวัตถุ
สสารมากเพียงใด เราก็ย่ิงถูกนำเขาสูปรัชญามากเพียงนั้น เขาเชื่อวาของทุกส่ิงทุกอยางมีความมุงหมาย
และหนาที่ของมัน ถาลองถามเลน ๆ วา ปลามีไวเ พื่ออะไร คงตอบเลน ๆ ไดวา ปลามีเพ่ือวายน้ำ นกมีเพื่อ
บนิ ทีนกี้ ม็ าถงึ คำถามวา มนษุ ยม ีไวเพือ่ อะไร เราอาจตอบอยา งโก ๆ แบบAristotleวา มนษุ ยนั้นมีไวเ พือ่ คิด
จึงตองพยายามคิดและคิดอยางลึกซ้ึง ไมใชคิดมากเพราะอาจหมายความเปนอยางอ่ืน Aristotleยังเชื่อวา
เราไมควรปฏิเสธที่จะคิด ซ่ึงเปนความมุงหมายท่ีเราถูกสรางมา เม่ือเราไมทำตามความมุงหมายจะทำให
เกิดผลราย เชน สุขภาพเสียหาย มีแนวความคิดที่ผิดพลาดเลอะเทอะ มีชีวิตท่ีเต็มดวยความทุกข เพราะ
ไมไดใ ชสิทธแิ ละหนาท่ที ธ่ี รรมชาตมิ อบใหม า คอื "ความคดิ เสร"ี (free will)
การศึกษาและการเรียนรูของเราไดอะไรจากAristotleบาง เขาบอกวามนุษยเราควรมีวิถี
ชีวิตอันมีเหตุผลและเปนกลาง ไมควรใหรุนแรงไปทางหนึ่งทางใด เชน กินนอยไปก็ผอมแหงแรงนอย กิน
มากไปก็อวนไมมีแรง ทางสายกลางAristotle เรียกวา "กาญจนมรรค" (golden means) โดยใชเหตุผล
เปนหลัก เพราะมนุษยเปน "สัตวแหงเหตุผล" (rational animal) หลักการคิดตามเหตุผลของAristotle
ละเอียดกวาวิภาษวิธี (dialectic) ของPato เขาเรียกของเขาวา "ตรรกบท" (syllogism) ซ่ึงเปนการ
ทดสอบความเปนจริง ตวั อยา งงาย ๆ แตโ ดงดังคอื
"มนุษยทกุ คนตอ งตาย (All men are mortal)
โสคราตสิ เปนมนษุ ย (Socratis is a man)
ดังนัน้ โสคราตสิ ตอ งตาย (Therefore Socratis is mortal) "
ตรรกบทประกอบดวยสถานบทหลัก (major premise) สถานบทรอง (minor primise)
คือมนุษยตองตายและSocratisก็เปนมนุษย ทำใหไดบทสรุป (conclusion) วา Socratis ก็ตองตาย
เชนเดยี วกนั อนั เปน การใชเ หตผุ ลแบบนริ นัย (deductive reasoning)
แ ล ะ ท้ั ง น้ี เอ ง Aristotleจึ ง ไ ด รั บ ก า ร ย ก ย อ ง ว า เป น ผู ที่ ท ำ ก า ร ศึ ก ษ า ค น ค ว า ใ น ท า ง
วิทยาศาสตรทุกแขนงมาเปนเวลานานมากกวาหน่ึงพันป Aristotleเปนบุตรของนายแพทยประจำ
พระองคก ษัตริยเมซิโดเนีย เขาไดศึกษาและอยูกบั พลาโต จนพลาโตเสียชีวิต หลังจากน้ันเขาไดมาเปนครู
สอนใหกับอเล็กซานเดอรมหาราช ในระยะน้ันAristotleเขียนตำราไวมากมาย เชน ชีววิทยา
วิทยาศาสตรธรรมชาติ วิชาการปกครอง ฯลฯ นอกจากนี้เขาไดรับการยกยองวาเปน บิดาแหงสัตววิทยา
ในฐานะท่ีเขาเปนบุคคลแรกท่ีบันทึกพฟฒิกรรมของสัตว พืช และมนุษยอยางลึกซ้ึง เปนผูริเร่ิมจำแนก
สัตวเ ปน 2 พวก คือ สัตวมีกระดูกสนั หลงั และสตั วไ มม กี ระดูกสันหลัง
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๖
เขาเปนบุคคลแรกท่ีใหทฤษฎีวา " โลกอยูตรงกลางของจักรวาล โดยมีดวงอาทิตยและ
ดวงจันทรหมุนรอบ " และทฤษฎีท่ีวา " วัตถุท่ีมีน้ำหนักมากจะตกถึงพื้นกอนวัตถุที่มีน้ำหนักเบา " ทฤษฎี
ของเขามากมายเปนท่ียอมรับนับถือมากจนถึงสมัยคริสตศตวรรษท่ี 14 แมวาทฤษฎีของเขามีขอผิดพลาด
ซ่งึ มีผูสามารถพสิ ูจนวาผิดในภายหลัง แตก็ตอ งเขา ใจวาในสมัยนั้นยังไมมีกลองจุลทรรศนเลย แตเปนการ
แสดงให็เห็นวา เขาเปน นักสงั เกตและนักคิดทีย่ งิ่ ใหญท ี่สุดคนหนึง่
3.1.4 ซเิ ชโร(Cicero)
Cicero ไดอธิบายกฎหมายธรรมชาติไววา “กฎหมายที่แทจริงคือเหตุผลท่ีถูกตอง
กลมกลนื สอดคลองกบั ธรรมชาติ แผซานในทุกสิง่ ทกุ อยาง สม่ำเสมอ นริ ันดร เปนกฎหมายที่กอ ใหเกิด
หนาท่ีโดยคำสั่งใหกระทำและงดเวนจากความช่ัว โดยขอหามของกฎหมาย เปนหนาที่อันศักสิทธ์ิท่ีจะไม
พยายามบัญญัติกฎหมายใหขัดแยงกับกฎหมายน้ี เปนสิ่งไมอาจยกเลิกหรือทำใหเสื่อมคลายลง อันท่ีจริง
แลวไมวาจะเปนวุฒิสภา หรือประชาชนก็ตามหาอาจหลุดพนจากความผูกพันของกฎหมายนี้ไมได และ
ไมมีความจำเปน ๆ ท่ีจะพ่ึงพาส่ิงอ่ืนหรือบุคคลอ่ืน นอกจากตัวเราเองท่ีจะเปนผูแสดงออกหรือตีความ
กฎหมาย กฎหมายนี้ไมเปนอยางหนึ่งที่กรงุ โรมหรือเปนอีกอยางหน่ึงท่ีเอเธนส ไมเปนอยา งหน่ึงในขณะนี้
หรืออีกอยางหน่ึงในเวลาตอมา แตเปนกฎหมายประการเดียวที่เปนนิรันดร ไมเปล่ียนแปลงและมีผล
ผูกพันทกุ ชาตทิ ุกภาษาทกุ ยคุ ทกุ สมัยตลอดกาล”
จากคำกลาวของ Cicero สรุปไดว า กฎหมายธรรมชาตินน้ั มีลักษณะ ดังตอ ไปนี้
3.1.6.1 กฎหมายเปนเร่ืองของเหตุผล ดังคำกลาวท่ีวา “กฎหมายที่แทจริง คือเหตุผล
ท่ีถูกตอง” (True Law is right reason) ซ่ึงนักวาเปนการยืนยันในลำดับแรกวากฎหมายเปนเร่ืองของ
เหตุผลท่ีเปนไปโดยธรรมชาติจึงไดมีขอความตอไปวา “สอดคลองกับธรรมชาติ” Cicero น้ันถือวา
เหตุผลนั้นเปนสิ่งท่ีเปนไปโดยธรรมชาติ สอดคลองกับกฎเกณฑหรือหลักการของจักรวาล ซ่ึงเปน
ธรรมชาติภายนอก ขณะเดยี วกนั ก็เปนธรรมชาตภิ ายในของมนุษย ซ่ึงเปนการยืนยนั วามนษุ ยมีธรรมชาติที่
เรียกวาเหตุผล คือมธี รรมชาติท่ีดี หรืออีกนัยหนึ่ง เปนการยนื ยันวามนษุ ยนั้นโดยสันดานแลวมธี รรมชาติท่ี
ดี มสี ติ มเี หตุผลยงั้ คดิ
3.1.6.2 กฎหมายธรรมชาติมีลักษณะท่ัวไปดังขอความที่วา “แผซานไปยังทุกส่ิงทุก
อยาง” จากขอความนี้ แสดงวากฎเกณฑธรรมชาติ หรือกฎหมายธรรมชาตินั้นเปนกฎเกณฑทั่วไป
เหตุผลหรือหลักเกณฑนั้นเปนส่ิงท่ีอยูในทุกส่ิงทุกอยาง ไมไดอยูเหนือหรือแยกออกจากส่ิงตาง ๆ อาจ
กลาวไดวาความคิดของ Cicero ในแงน้ีเปนความคิดท่ีรับเอาแนวความคิดของAristotle ที่วา “แบบ”
(Form) นั้น ไมใชส่ิงท่ีแยกออกจากวัตถุ เมื่อหลักเกณฑทั่วไปและมีอยูในทุกส่ิงทุกอยางแลว ก็ยอมตอง
สม่ำเสมอเปนนจิ นริ ันดรไ มเปลี่ยนแปลง
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๗
3.1.6.3 กฎหมายธรรมชาติผูกพันทุกคนใหตองปฏิบัติตามดังขอความที่วา “เปน
กฎหมายท่ีกอใหเกิดคำสั่งบังคับใหทุกคนมีหนาท่ีตองปฏิบัติตามและเปนขอหามมิใหคนทำชั่ว” แสดง
ความผกู พนั ท่กี ฎหมายมีตอทกุ ๆ คนทีต่ อ งปฏิบัตติ าม
3.1.6.4 กฎหมายธรรมชาติมีคุณคาเหนือกวากฎหมายที่มนุษยบัญญัติขึ้น ดังขอความ
ตอไปนี้ “เปนหนาท่ีอนั ศักดิ์สิทธ์ิท่ีเราจะไมพยายามบัญญัติกฎหมายใหขัดกับกฎหมายน้ี กฎหมายน้ีจะถูก
ลดคาหรือยกเลิกมิได” แสดงวากฎหมายธรรมชาติน้ันเปนกฎหมายที่มีคุณคาในตัวเหนือกวากฎหมายที่
มนุษยสรางหรือบัญญัติข้ึน Cicero กลาววาเปนหนาที่อันศักด์ิสิทธ์ิของมนุษยที่จะไมบัญญัติกฎหมายตาง
ๆ ขึ้นใหในบานเมืองใหขัดแยงกับกฎหมายธรรมชาติ อยางไรก็มี Cicero ก็ไมยืนยันตรง ๆ วา
กฎหมายของฝายบานเมืองท่ีขัดกับกฎหมายธรรมชาติ จะไมมีผลบังคับเสียทีเดียว เพียงแตถือวา
กฎหมายนั้นไมควรคาแกการไดช่ือวาเปนกฎหมายเทานั้น ในแงนี้กฎหมายธรรมชาติมีสถานะเปน
กฎหมายในอุดมคตนิ ่ันเอง
3.1.6.5 กฎหมายธรรมชาตินี้มีอยูภายในจิตใจของคน ดังขอความท่ีวา “ไมวาจะโดย
วฒุ ิสภา หรือโดยประชาชน เราก็ไมสามารถที่จะถูกปลดปลอยใหพนจากกฎหมายน้ีได ไมมีความจำเปน
อะไรท่ีจะพึ่งคนอื่น หรือส่ิงอื่นนอกจากตัวของเราเองท่ีจะเปนผูแสดงออกใหเห็น หรือตีความกฎหมาย
ธรรมชาตินี้” แสดงใหเห็ดชัดวา กฎหมายธรรมชาตินี้เปนส่ิงที่อยูในใจของคนสามารถรไู ดเอง จึงไมตอง
ไปศึกษา หรือไตถามจากคนอ่ืน เปนการยืนยนั วา มนุษยม ีความสามารถท่จี ะคนพบวา อะไรผิดอะไรถูก ไม
มีพลงั อ่ืนใดจากภายนอกมาบงั คบั ใหตองเปน เชนน้ัน
3.1.6.6 กฎหมายธรรมชาติมีลักษณะสากลและไมเปล่ียนแปลง ดังขอความที่วา “….
กฎหมายนี้เปนอยางหนงึ่ ท่ีกรุงโรม หรือเปนอีกอยางหน่ึงท่ีเอเธนสไมเปนอยางหนึ่งในขณะน้หี รือเปนอยา ง
อ่นื ในเวลาตอ มา แตเปนกฎหมายประการเดียวท่ีเปน นิรนั ดร ไมเปลี่ยนแปลง และมีผลผกู พันทุกชาติทุก
ภาษาตลอดกาล…” เปน “อกาลิโก”
3.2 ยุคมดื
3.2.1 เซนต โทมัส อไควนสั
เซนต อะไควนัส โทมัส (Aquinas Saint Thomas) :ค.ศ.1225-1274 เปนนักปราชญ
สกอลัสติก (Scholastic) ชาวอิตาเลียน เคยเรียนท่ีมหาวิทยาลัยเนเปลส และมาเปนอาจารยท่ี
มหาวิทยาลัยโคโลญจ แตงหนังสือช่ือ "Summa Theologica" มีวิธีการสอนโดยการตั้งคำถาม แลวสรุป
แนวคิดที่หลากหลายจากหลายแหลงขอมูล แลวจึงนำความคิดที่ตอตานมารวมไวดวยกัน มีท้ังคำสอนของ
Aristotleและคำสอนทางศาสนา ในปจจุบันนี้ นิกายโรมันแคทอลิกไดนำมาประยุกตกับรูปแบบความ
ขัดแยง ระหวางวิทยาศาสตรก ับศาสนา
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๘
3.3 ยุคปฏริ ปู (รัฐสมยั ใหม)
3.3.1 ฌอง โบแดง(Jean Bodin)
ฌอง โบแดง(Jean Bodin) เปนนักปราชญชาวฝรั่งเศสมีอายุอยูในชวง ค.ศ.1530 –
1595 ซึ่งJean Bodin เปนคนแรกท่ีสรางความคิดเร่ืองอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) ตามความหมาย
ของสมัยใหม และตามท่ีเขาใจกันในสมัยปจจุบัน Jean Bodin ใหความหมายของอำนาจอธิปไตยวา
เปนอำนาจเด็ดขาดและถาวร ซึง่ หมายความวาเปนอำนาจสูงสุดที่มิอยูภายใตบังคบั ของกฎเกณฑใด ๆ แต
อยางไรก็ตามความคิดของ Jean Bodin ยังไมไดเปนการชี้ขาดวาเปนอำนาจสูงสุดอยางแทจริง เพราะ
เขายังยอมรับอำนาจอธิปไตยยังตองอยูภายใตอำนาจของพระผูเปนเจา (God) อยูภายใตกฎหมาย
ธรรมชาติและอยูภายใตกฎหมายโรมัน Jean Bodin กลาวเนนวาคุณลักษณะสำคัญของอธิปไตย คือ
อำนาจนิตบิ ญั ญัติ ผลของความคิดนท้ี ำใหรัฐมีอำนาจบญั ญตั ิกฎหมายได
ในทางนิติบัญญัติน้ัน Jean Bodin อธิบายวา “อำนาจอธิปไตยยอมไมถูกยับยั้งหรือ
จำกัดโดยกฎหมายใด ๆ (Legibus Soluta)” ซ่ึงเปนการประกาศวา ภายใตเขตแดนของรัฐที่มีอำนาจ
อธิปไตย รัฐยอมมีอำนาจที่จะบัญญัติกฎหมายใหประชาชนของตนปฏิบัติตาม โดยไมตองข้ึนอยูกับใคร
หรือกฎเณฑของผูใด อำนาจนิติบัญญัติหรืออำนาจบัญญัติกฎหมายขึ้นมานี้เปนลักษณะแสดงออกอยาง
หน่ึงวา รัฐมีอิสระในการกำหนดตนเอง และตอมาจึงถือวาอำนาจนิติบัญญัติเปนเครื่องมือแสดงวา
องคการนั้น ๆ เปนรัฐหรือไม หรือนัยหน่ึงมีอำนาจอธิปไตยหรือไม และโดยคำอธิบายดังกลาวรัฐสมัย
ใหมใชเปนขออางความชอบธรรมในการใชอำนาจบัญญัติกฎหมายเพื่อบงการกิจการตาง ๆ ภายในรัฐให
ดำเนินไปอยางมีระเบียบแบบแผนอันนำไปสูความสำเร็จของการสรางชาติและรัฐสมัยใหมในโลกตะวันตก
มาจนถึงกระทั้งปจจุบนั น้ี
ความคิดของ Jean Bodin เรื่องอำนาจอธิปไตยเปนผลใหเกิดการเนนอำนาจบัญญัติ
กฎหมายมาเปนศูนยกลางความคิดเร่ืองรัฐเชนน้ี นับเปนการตัดขาดจากความคิดสมัยกลางและสมัย
โบราณที่ถือกันมาตลอดวากฎหมายเปนเรื่องที่เปนไปตามเหตุผลตามธรรมชาติไมใชเร่ืองท่ีคนกำหนดข้ึน
เพราะสมัยใหมอธิบายวากฎหมายเปนสิ่งท่ีกำหนดขึ้นโดยรัฐและรัฐตองพยายามบัญญัติกฎหมายเพื่อ
พิสูจนวาเปน รัฐทีแ่ ทจริง
ความคิดเร่ืองอำนาจอธิปไตย และเร่ืองอำนาจเด็ดขาดในการบัญญัติกฎหมายนี้จากจะ
เปนความคิดนำทางใหตัดรัฐสมัยใหมออกจากอำนาจควบคุมของศาสนจักร แยกจากหลักศีลธรรม ยังมี
สว นในการทำใหความคดิ เร่ืองกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปดวย กลาวคอื จากคำสอนของJean Bodinทำให
เกิดความคิดที่ถือวา “กฎหมายเปนสิ่งที่มนุษยบัญญัติข้ึน” ซ่ึงพัฒนาไปสูความคิดสำนักบานเมืองในสมัย
ตอ มา
3.4 ยุคแหง การจดั ระบบ
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๙
3.4.1 Hugo Grotius (ค.ศ. 1583 – 1645) ไดรับสมญาวาบิดาแหงกฎหมายระหวางประเทศ
แนวคิดของโครเซียสเนนเร่ือง เหตุผลและสติปญญาของมนุษยในฐานะที่เปนที่มาของกฎหมายธรรมชาติ
และยืนยันวา “ธรรมชาติของมนุษยเปนตนแบบของกฎหมายธรรมชาติ และจะคงปรากฏอยูแมวาไมมี
พระเจาแลว ก็ตาม”
Grotius ไดอธิบายกฏหมายธรรมชาติโดยใชเหตุผลใหเปนอิสระจากพระเจา (The Law of
Nature is so unalterable, that it cannot be changed even by God himself)
โดยท่ี Grotius ก็เชอ่ื วากฏหมายธรรมชาติ คือ เหตุผลท่ีถูกตอ ง และเปนตัวบอกวา อะไรถกู -ผิด ดี-
ช่วั โดยทีค่ ุณภาพของตัวกฏหมายเองไมขึน้ กบั ใคร
3.4.2 Samuel Pufendorf
คำสอนของ Pufendorf มสี าระสำคญั ดังนี้
I.ธรรมชาติของมนษุ ยท มี่ ีท้ังดแี ละไมดี
II.เรื่องภววิทยา (Ontology) โดยที่ Pufendorf แยก “ความเปน” ออกเปน 2 ขอบเขต คือความ
เปนทางกายภาพและความเปนทางศีลธรรม โดยท่ีกฏหมายอยูในโลกของศีลธรรม กฏเกณฑทางกฏหมาย
จึงเปนเรื่องเก่ียวกับความผิดถูกชั่วดีซ่ึงไมตกอยูภายใตบังคับของกฏเกณฑทางกายภาพ Pufendorf จึง
เสนอหนาทท่ี างสงั คมอันเปน รากฐานความประพฤติของมนษุ ยเ พ่ือควบคมุ สวนที่เปน กายภาพ
III.ทัศนะเก่ียวกับกฏหมายธรรมชาติ Pufendorf แยกกฏหมายออกเปนกฏหมายท่ีสมบูรณ (Jus
Perfectum) ซึ่งคือกฏหมายที่สามารถบังคบใหเปนไปตามสิทธิได และกฏหมายที่ไมสมบูรณ (Jus
imperfectum) เปน กฏหมายทขี่ าดลักษณะบังคบั
3.4.3 จอหน ล็อค
John Locke (ค.ศ. 1632 – 1704) ไดพยายามอธิบายและกอต้ังทฤษฎีสิทธิการมีชีวิต
อยู สทิ ธใิ นการมอี ิสระภาพ สทิ ธใิ นทรัพยสนิ ซึ่งทฤษฎนี ้ตี อมาไดพัฒนามาเปน สิทธมิ นุษยชน
แนวความคิดที่สำคัญ
1. สภาวะธรรมชาติ เปนสภาวะแหงเสรีภาพโดยสมบูรณแบบ และเปนสภาวะแหง
ความเสมอภาค
2. สภาวะธรรมชาตมิ ขี อ บกพรอง 3 ประการคอื
2.1 ไมม ีกฎหมาย
2.2 ไมม ีตลุ าการ
2.3 ไมม ีอำนาจบริหาร
3. มนุษยตองการไดรับความยุติธรรมในการใชสิทธิทางธรรมชาติ ล็อคจึงเสนอ
ประชาชนทำสญั ญาประชาคมรวมกนั
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๕๐
4. โดยยอมสละเสรีภาพทางธรรมชาติบางประการเพ่ือสรางประชาคมการเมืองท่ี
สามารถใชกฎหมายคุมครองสิทธิ เสรีภาพของปวงชนอยางเสมอภาค ดังน้ัน
ประชาชนจะไมมีเสรีภาพโดยสมบูรณอีกแลวถามารวมกันเปนรัฐแมแตระบอบ
ประชาธปิ ไตย
5. ประชาคมการเมอื งที่ต้งั ขน้ึ มลี ักษณะเหมือน ทรัสต
5.1 ใหประชาชนเจาของประเทศเหมือนผูถือหุนในทรัสต และเลือกผูแทนขึ้นมา
บริหาร เหมือน
5.2 ประชาคมการเมืองก็ใหแบงเขตแลวใหประชาชนแตละเขตเลือกตัวแทนขึ้นมา
บริหาร โดยแบงตัวแทนออกเปน 3สวนใหทำหนาท่ีตางกันดังนี้คือ1. นิติบัญญัติ
บัญญัตกิ ฎหมาย 2.บริหาร3.ตลุ าการ
5.3 โดยใหอำนาจทั้ง3เปนอิสระตอกัน โดยมีอำนาจนิติบัญญัติเปนอำนาจสูงสุด ท่ี
ฝายบริหารตองบริหาร ตามกฏหมายท่ีฝายนิติบัญญัติบัญญัติไว และฝายตุลา
การตองตัดสินคดีตามท่ีกฏหมายบัญญัติไว แตประชาชนมีอำนาจมากกวาฝาย
นิติบัญญัติบัญญัติเพราะเปนเจาของอำนาจอธิปไตย เปนผูถอดถอนและเลือก
ตวั แทนขึน้ มาเปน ฝายนติ บิ ัญญัติ
6. ล็อคใหเหน็ วา รฐั เปนเร่อื งสว นรวม และศาสนาเปนเร่ืองสวนบุคคล
ตัวอยา งการไมนับถือศาสนาใดเลย มีความผิดหรือไม?
ตอบ-ไมถ อื วา มคี วามผดิ เพราะเปนสทิ ธสิ ว นบคุ คลและไมผ ิดกฎหมาย
แตเรื่องรัฐเรื่องการเมืองเปนเรื่องสวนรวม ท่ีทุกคนในรัฐตองเก่ียวของตองรับผิดชอบ
รวมกัน เพราะการเมืองมันเก่ียวของกับชีวิตคุณอยางหลีกเลี่ยงไมได ตัวอยางเชนเรื่องภาษี ประเทศที่มี
ระบบการเงินเรียบรอยแลวประชาชนตอ งเสียภาษี จะเสยี ในอตั ราเทา ไหรขึน้ กับนักการเมืองกำหนด ดงั น้ัน
ประชาชนตองตรวจสอบดว ยวาเขาเอาภาษีคุณไปใชเ ปน ประโยชนห รอื ไม
วิเคราะห.ล็อค เนนใหประชาชนมอบอำนาจใหตัวแทน เปนผูบัญญัติกฎหมาย ใช
กฎหมายคุมครองสิทธิ เสรีภาพของปวงชนอยางเสมอภาค โดยอำนาจอธิปไตยยังเปนของประชาชน รัฐ
เปน เพยี งผูร บั ใช
3.4.4 มองเตสกิเออร: Montesquien
Montesquien เห็นวามนุษยท่ัวไปทั้งหลายมีแนวโนมใชอำนาจไปในทางที่ผิดจึงไดเสนอ
หลักแบงแยกอำนาจ (หลักการแบงและคานอำนาจ - อ.วรเจต) ใหมีการ Check and Balance เปน นิติ
บัญญัติ บริหาร ตุลาการ และหลักปกครองภายใตกฏหมาย (เปนการแบงแยกอำนาจโดยใชกฏหมายเปน
ศูนยก ลาง)
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข