The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-Book .นิติปรัชญา by ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Konjanard Charoensook, 2022-11-03 02:27:25

E-Book .นิติปรัชญา by ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข

E-Book .นิติปรัชญา by ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข

(ก)

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒

คำนำ

เอกสารฉบับน้ีผูเขียนไดรวบรวมและเรียบเรียงขึ้น เพ่ือเปนเอกสารประกอบการบรรยาย
วิชากฎหมายนิติปรัชญา และสังคมวิทยากฎหมาย โดยอาศัยแนวทางจากหนังสือ ตำรากฎหมาย รวมถึง
บทความที่นาสนใจตาง ๆ ของทานอาจารย นักปราชญ ผูรูกฎหมายตาง ๆ ตามที่ไดปรากฏตาม
บรรณานุกรมทายเลมน้ี อนั เปนแนวทางประกอบในการเรียบเรียงดวย จึงขอกราบขอบพระคุณมา ณ ท่ีนี้
ดวย

ในการจัดทำหนังสือเลมนี้ ผูเขียนพยายามท่ีจะนำเอาความรูของผูเขียนระดับปริญญาตรี
และโท ที่คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซ่ึงผูเขียนไดศึกษามา คำพิพากษาของศาลฎีกาใหม ๆ
มาลงไวเพอ่ื ประกอบการศึกษาดวย

ความดีใด ๆ ท่ีพึงมีในหนังสือเลมน้ี ขอมอบเพื่อเปนเคร่ืองสักการะบูชาพระคุณของบิดา
มารดา ครูบาอาจารย และนักกฎหมายทุกทานที่ผูเขียนไดกลาวถึง ผูซ่ึงอบรม สั่งสอน และ ประสิทธ์ิ
ประสาทวิชาความรูทางดานนิติศาสตรใหแกผูเขียน จนทำใหผูเขียนสามารถจัดทำหนังสือเลนนี้ จนสำเร็จ
ในเพือ่ การศึกษาตามความมงุ หมาย

ท้ังน้ีผเู ขียนหวังวาหนังสือเลม น้คี งจะเปน ประโยชนแกนักศึกษาในการศึกษาวชิ ากฎหมาย
ไมมากก็นอยโดยผูเขียน

ผูชวยศาสตราจารยโกญจนาท เจรญิ สุข∗
๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗

พิมพครงั้ ท่ี ๑ ๒๕๔๖
แกไ ขครั้งที่ ๑ ๒๕๕๔
แกไขคร้ังท่ี ๒ ๒๕๕๗

∗ ผชู วยศาสตราจารยประจำคณะนติ ิศาสตร มหาวิทยาลยั เกรกิ , อาจารยพ ิเศษคณะนิติศาสตร วิทยาลัยลมุ น้ำ
ปง นิติศาสตรบัณฑิต ,นิติศาสตรมหาบัณฑิต นบ (กฎหมายธุรกิจ) มหาวิทยาลัยรามคำแหง,ประกาศนียบัตรกฎหมาย
การคาระหวางประเทศ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย (ข)๓

บทนำ

สำหรบั ในการศึกษาวิชานี้น้ันเปนการศึกษากฎหมายในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งมีลักษณะที่แตกตางจาก
วิชากฎหมายที่นักศึกษาไดเรียนกันมาแลวในตอนตน ๆ ซ่ึงจะมีลักษณะที่เปนการเฉพาะในรูปแบบ
กฎหมายอยางหน่ึงอยางใด เพ่ือใหรูซึ้งเกี่ยวกับกฎหมายที่ไดทำการศึกษาไปอยางเฉพาะดาน ไมวาจะ
เปนกฎหมายมหาชน กฎหมายแพงและพาณิชย กฎหมายวาดวยเรื่องนิติกรรมสัญญา ฯลฯ ซ่ึงจะมี
ลกั ษณะท่ีเห็นเปนรูปธรรม สามารถที่จะทำการจับตองได สัมผัสได วา มีลักษณะเปนอยางไร มีหลักเกณฑ
และกฎเกณฑท ี่เปนการชดั เจนอยางเห็นไดช ดั

แตสำหรับในวิชานี้แลวมิใชเปนอยางท่ีไดกลาวมาแลวขางตน แตอยูในทางตรงกันขามอยางโดย
สิ้นเชิง เพราะในเน้ือหาของวิชาน้ีนั้นจะมีลักษณะท่ีเปนนามธรรม (Abstract) ท่ีไมสามารถจับตองได
และไมไดเปนการเฉพาะ ในทางกลับกันเปนการศึกษาที่อยูในลักษณะท่ัวไป ซ่ึงในเบ้ืองตนนี้ผูเขียนขอ
อธิบายถึงลักษณะของวิชานี้อยางคราว ๆ วาเปนวิชาท่ีมีความสำคัญประการหน่ึงในการศึกษาวิชา
กฎหมายเพราะอาจจะถือไดวาวชิ านี้นั้นเปนรากฐานแหงแนวความคิดทางกฎหมายตางๆ ที่มีอยูในปจจุบัน
น้ีก็ได ในการศึกษาวิชานี้นั้นตองเขาใจวาวิชาน้ีมิไดเปนวิชากฎหมายลวน ๆ เหมือนกับท่ีเคยได
ทำการศึกษามา แตเปน การศึกษาในแนวของปรชั ญาหรือศาสตรอนั ลกึ ซงึ่ มากกวา จงึ ตองทำความเขา ใจวา
วิชานเ้ี ปนวิชาท่ที ำใหร ูจ กั วิธคี ิด และแนวความคิดตางๆ ทีเ่ ก่ียวขอ งกบั กฎหมายท้งั ปวงที่มอี ยใู นปจจุบนั

ดังน้ัน ปรัชญากฎหมาย คือการศึกษากฎหมายในเชิงปรัชญา กลาวคือศึกษากฎหมายเพื่อให
เขาใจภาพรวมของกฎหมายทั้งหมด ดังคำพูดท่ีวา “วิชาปรัชญานั้นจะสนใจปาท้ังปามิใชตนไมแตละตน”
ถา เปนศาสตรอื่น แลวแตละแขนงวิชาจะสนใจเฉพาะตน ไมตน นัน้ ๆ เทา นั้น โดยไมพ จิ ารณาวาปาทั้งปาน้ัน
เปนอยางไร

ดังน้ันในการศกึ ษาวชิ านติ ิปรัชญานน้ั จึงเปนการศึกษากฎหมายแบบองคร วม “As a Whole”
กลาวโดยสรุป นิติปรัชญานั้นจึงเปนการมุงเนนเพ่ือทำการศึกษาเรื่องธรรมชาติของกฎหมาย
Nature of Law วามีส่ิงท่ีมีคุณคาแฝงอยูอยางไร นั่นก็คือการพยายามหาคำตอบวากฎหมายคือะไร และ
กฎหมายควรจะเปนอยางไร

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย (ค) ๔

ขอบเขต

กระบวนวิชานิตปิ รัชญา น้ันเปนวชิ าทมี่ เี น้อื หาและขอบเขตท่ีกวางขวางมาก ทั้งน้เี พื่อความเปน
การสรางความเขาใจในเนอ้ื หาตา ง ๆ หรือหัวขอในการบรรยายนน้ั เปนเบ้ืองแรก โดยจะมหี วั ขอ หรือ
เนือ้ หาท่สี ำคญั ดงั ตอไปนี้

1. ปรชั ญากฎหมายธรรมชาติ
2. ปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย
3. แนวความคดิ สำนักประวัตศิ าสตรก ฎหมาย
4. ปรชั ญากฎหมายของไทย

นอกเหนือจากน้จี ะเปนประเด็นทม่ี ีความสำคัญในลำดับท่รี อง ๆ ลงมา ท้ังนอ้ี ยางไรก็ตามนกั ศกึ ษา
ตองพยายามทำความเขาใจกันแนวความคิดของแตละสำนักกฎหมาย และแนวความคิดของนักคิดแตละ
ทานวามีแนวความคิดอยางไร เพ่ือที่จะนำไปเปนแนวทางในการคิดและวิเคราะหถึงกฎหมายในความคิด
ของนักศึกษาตอไปในอนาคต

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย (ง) ๕

สารบัญ หนา
(ก)
คำนำ………………………………………………………………………………………… (ข)
บทนำ………………………………………………………………………………………... (ค)
ขอบเขต……………………………………………………………………………………… ๗
หมวดที่ 1 ขอความเบอ้ื งตน…………………………………………………………………… ๑๐
บทท่ี 1 มนษุ ยกบั สงั คม……………………………………………………………………… ๑๘
บทท่ี 2 ปรัชญาและศาสตรตาง ๆ…………………………………………………………… ๒๖
บทท่ี 3 วิชานิติศาสตร………………………………………………………………………. ๓๑
บทท่ี 4 นติ ิปรัชญา …………………………………………………………………............... ๓๒
หมวดท่ี 2 แนวความคดิ ทางปรัชญากฎหมายตะวันตก……………………………………… ๓๓
บทท่ี 1 สำนกั กฎหมายธรรมชาติ ……………………………………………………………… ๕๖
บทที่ 2 สำนักกฎหมายบานเมือง (ปฏฐิ านนยิ ม) ……………………………………………… ๗๐
บทท่ี 3 สำนักประวตั ศิ าสตร… ………………………………………………………………. ๗๓
บทที่ 4 สำนกั สังคมวทิ ยากฎหมาย (Social Jurisprudence) …………………………………. ๘๓
บทที่ 5 ลัทธอิ รรถประโยชน (UTILITARIANISM) ……………………………………….. ๘๙
บทท่ี 6 สำนกั สจั นิยม……………………………………………………………………… ๙๐
บทที่ 7 ทฤษฏกี ฎหมายของมารกซสิ ต……………………………………………………… ๙๑
หมวดท่ี 3 แนวความคดิ ทางปรัชญากฎหมายของไทย……………………………………… ๙๒
บทท่ี 1 ปรชั ญากฎหมายสมัยปจ จบุ นั ……………………………………………………… ๙๔
บทที่ 2 แนวความคดิ ปรชั ญาตามแนวพระราชดำร…ิ ……………………………………… ๙๙
บทที่ 3 ทฤษฎกี ฎหมายสามชน้ั (ศ.ดรปรดี ี เกษมทรัพย) ………………………………… ๑๐๑
บทท่ี 4 นติ ิศาสตรแนวพุทธ ……………………………………………………………… ๑๐๓
หมวดที่ 4 บทความท่เี ก่ยี วกบั นิตปิ รัชญา…………………………………………………. ๑๐๔
บทที่ 1 กฎหมายกบั ความยุตธิ รรม………………………………………………………… ๑๐๗
บทที่ 2 การเคารพนบั ถือกฎหมายและการดือ้ แพง ………………………………………… ๑๑๐
บทที่ 3 การควบคุมกฎหมายโดยศีลธรรม…………………………………………………
๑๑๕
บทที่ 4 หลกั ความยตุ ิธรรม………………………………………………………………… ๑๑๘
บทท่ี 5 หลกั นิตธิ รรม………………………………………………………………………

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๖

หมวดท่ี 5 สรุปเนอ้ื หาเกยี่ วกับวิชานิตปิ รัชญา…………………………………………… หนา
บรรณานุกรม…………………………………………………………………………………… ๑๒๓
แนวคำถาม-ตอบ……………………………………………………………………………… ๑๔๓
ประวตั ิผรู วบรวม……………………………………………………………………………… ๑๔๔
๑๔๘

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๗

หมวดท่ี 1
ขอ ความเบือ้ งตน

การศึกษากฎหมายในเชิงปรัชญาเปน การศึกษากฎหมายเพ่ือใหเ ขา ใจภาพรวมของกฎหมาย
ทง้ั หมด ดงั คำพูดทวี่ า “วิชาปรชั ญาน้ันจะสนใจปาทัง้ ปา มิใชตน ไมแ ตละตน” ซงึ่ ถา เปน ศาสตรอ่นื แลว แต
ละแขนงวชิ าจะสนใจเฉพาะตนไมต นนัน้ ๆ เทา นั้น โดยจะไมพ จิ ารณาวาเปนอยา งไร

Julius Stone กลา ววา นิตปิ รชั ญาเปนเรือ่ งของการตรวจสอบศกึ ษาของนักกฎหมายตอ
หลักการ อุดมคติ และเทคนคิ ของกฎหมายในแงม ุมความคิดจากความรอบรูในปจ จบุ ัน

ดร. ปรีดี เกษมทรัพย กลาววา นิติปรัชญานั้นเปนการศึกษารากฐานทางทฤษฎีกฎหมาย
ศึกษาอุดมคติสูงสุด หรือคุณคาอันแทจริงของกฎหมาย หรือแกนสารของกฎหมาย หรืออีกนัยหนึ่งคือ
ความมุงหมายหรือวัตถุประสงคของกฎหมายอยูที่ไหน คำตอบเหลาน้ียอมแตกตางไปตามสำนักคิดทาง
ปรัชญา นิตปิ รัชญาศึกษาวาทำไมคนจึงตองยอมรับนับถือกฎหมาย นอกจากนี้แลวนิติปรัชญาจะกลาวถึง
เรือ่ งความยุตธิ รรมและความสัมพนั ธระหวา งกฎหมายกบั ความยตุ ิธรรม

กลาวโดยสรุป นิติปรัชญาน้ันจะศึกษาเรื่องธรรมชาติของกฎหมายวา มีสิ่งท่ีมีคุณคาแฝงอยู
อยา งไร นัน่ กค็ อื การพยายามหาคำตอบวา กฎหมายคอื อะไร และกฎหมายควรจะเปน อยางไร

ประเด็นที่ 1 กฎหมายคืออะไร คือคำถามที่มุงจะคนควาหาคำตอบเร่ืองขอเท็จจริง
ธรรมชาตทิ ีเ่ ปนอยจู ริงของกฎหมาย

ประเด็นที่ 2 กฎหมายควรจะเปนอยางไร คือการวินิจฉัยคุณคาของกฎหมายวาควรจะมี
ลักษณะอยางไร คำวา “ควรจะ” เปนการแสดงความคาดหวังสิ่งท่ีเปนความคิด ความเชอ่ื ความใฝฝน
ในขณะเดียวกันจะมีประเด็นเรื่องคานิยมแฝงอยูเก่ียวกับเร่ืองความถูกความผิด เพราะฉะน้ัน ในประเด็น
ที่ 2 น้ี จะพิจารณากฎหมายในแงของความถูกความผิด โดยเฉพาะในประเด็นเร่ืองจริยธรรมทาง
กฎหมายหรือประเด็นเกย่ี วกับความยตุ ิธรรมกบั กฎหมาย

ในการศกึ ษานติ ปิ รชั ญานน้ั จะมคี ำถามท่ีสำคญั พ้ืนฐาน คือกฎหมายควรจะเปนอยางไร และ
กฎหมายคืออะไร ภาษาอังกฤษใชคำวา “Ought” กับ “is” ดังนั้น ในการตอบคำถามในเชิงนิติ
ปรัชญา ใหพยายามนึกถึงประเด็นนี้วา นิติปรัชญาคืออะไร กฎหมายคืออะไร และกฎหมายควรจะ
เปนอยางไร ในการตอบคำถามตองพยายามโยงเขาหาประเด็นที่กลาวมาใหไดวาคำถามที่ถามมาน้ันมี
ประเด็นที่เก่ียวของกับเรื่องธรรมชาติท่ีเปนอยูจริง (is) ของกฎหมายอยางไรมีประเด็นเกี่ยวกับเร่ืองสิ่งที่
ควรจะเปน (Ought) ในกฎหมายอยางไร และตองอธิบายไปสูจุดนั้นใหได จึงจะเปนการตอบคำถามใน
เชิงนติ ิปรชั ญา

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๘

ตัวอยางการใชนิตปิ รัชญาของศาลในประเทศไทย
แนวคำพิพากษาฎีกาท่ี 1662/2505 ไดวินิจฉัยวา เม่ือในป พ.ศ. 2501 คณะปฏิวัติได

ทำการยึดอำนาจปกครองประเทศไทยไดเปนผลสำเร็จ หัวหนาคณะปฏิวัติยอมเปนผูใชอำนาจปกครอง
บานเมือง ขอความใดท่ีหัวหนาคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชนก็ตองถือวาเปนกฎหมาย แม
พระมหากษัตริยจะมิไดทรงตราออกมาดวยคำแนะนำหรือยินยอมของสภาผูแทนราษฎร หรือสภานิติ
บัญญตั ขิ องประเทศก็ตาม

แนวฎีกานี้มีนักกฎหมายไมเห็นดวยอยูหลายทาน จึงเกิดคำถามขึ้นมาวากฎหมายคืออะไร และ
กฎหมายควรจะเปนอยางไร เพราะเดิมนั้นในประเทศไทยพระบิดาแหงกฎหมายไทย (พระองคเจารพีฯ)
ไดนำแนวคิดวากฎหมายคือคำส่ังของรัฐ มาสอนในโรงเรียนกฎหมายเปนครั้งแรกตอมาไดมีการถายทอด
กันมาเชนนี้ ตลอดจนฝงอยูในจิตสำนึกของนักกฎหมายไทยจำนวนหน่ึง รวมถึงผูพิพากษาบางคนทำใหมี
การวิจารณวา ไดมีการนำแนวคิดดังกลาวมาตีความในเรื่องของประกาศคณะปฏิวัติ ประกาศคณะปฏิวัติ
เปน กฎหมาย

คำพพิ ากษาฎกี าฉบับนม้ี องวา ความเปนกฎหมายน้ันจะอยูท ี่วาใครเปน ผอู อก ซงึ่ ศาลจะ
เปนคนท่ีมีอำนาจสูงสุด ถาผูออกเปนผูมีอำนาจสูงสุด การใชอำนาจสูงสุดหรือท่ีเรียกวา “รัฐาธิปตย”
ยอมเปนกฎหมาย ความเปนกฎหมายจะไมไดข้ึนกับกระบวนการในการออกกฎหมาย หรือจะตองขึ้นอยู
กับความดีความงาม หรือมาตรฐานทางศีลธรรมแตอยางไร ดังน้ัน ในฎีกาน้ีจึงมีการวิจารณวาเปนแนว
ฎีกาท่ีสะทอนความคิดที่มองวากฎหมายคือ คำสั่งของรัฐาธิปตย หรือกฎหมาย คือคำส่ังของผูปกครอง
แผนดิน ซึ่งมีการมองกันวา ฎกี านี้เขียนข้นึ ภายใตความคิดดงั กลาว และมีนักกฎหมายหลายคนมองวา การ
วนิ จิ ฉัยกฎหมายเชน นีไ้ มถูกตอง เพราะเปน การสนับสนุนอำนาจคณะปฏิวัติ

ประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 เรื่องเก่ียวกับการยึดทรัพยสินนักการเมืองที่ร่ำรวยผิดปกติศาล
ตัดสินวาประกาศ รสช. ขัดตอรัฐธรรมนูญใชบังคับไมได กรณีนี้เชนกันเม่ือวิเคราะหทางดานนิติปรัชญา
จะเห็นวาศาลวนิ ิจฉัยวาประกาศ รสช. เปนกฎหมายแตว าเปนกฎหมายที่ขดั ตอ รัฐธรรมนญู ในแงทีว่ าไป
ตัง้ คณะบุคคลทำหนา ท่ีเปนศาลเพ่อื ยดึ ทรพั ยคนอนื่ น้ัน เปนการขัดตอจารีตประเพณีการปกครองในระบบ
ประชาธิปไตย หรอื ในอีกแงหนงึ่ มองวาเปนการออกกฎหมายท่ีมโี ทษทางอาญายอนหลงั อยางไรก็ตามจะ
เห็นวาประเด็นในการตัดสินน้ันจะสะทอนนิติปรัชญาของผูพิพากษาวา ยอมรับวาประกาศ รสช. เปน
กฎหมาย แตขัดตอรัฐธรรมนูญจึงใชบังคับมิได ประเด็นน้ีจะสะทอนความคิดลึก ๆ วา กฎหมายน้ัน
แมวาจะเปนกฎหมายที่สมบูรณในตัวของมันเอง แตถาหากวามันเปนกฎหมายท่ีไมเปนธรรม ก็สามารถ
เอารฐั ธรรมนูญเขา มาบังคบั เพ่ือทำลายกฎหมายที่ไมเ ปน ธรรมได

ดังนั้น ในประเด็นพื้นฐานวากฎหมายคืออะไร บางคนตอบวากฎหมาย คือคำส่ังของรัฐาธิ
ปตย ซึ่งจริง ๆ แลวจะเปนคำตอบหนึ่งเทาน้ัน (ในทางนิติปรัชญา) และเปนคำตอบท่ีเคยมีการปลูกฝง
กันมานาน แตในขณะเดียวกันคำตอบนี้เปนคำตอบที่หลายฝายไมพอใจ เพราะเปนคำตอบที่นำไปสูการ

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๙

สนับสนุนประกาศคณะปฏิวัติ หรือคณะรัฐประหารท่ีอาจจะมีข้ึนในอนาคต เพราะถือวาคณะปฏิวัติเปน
รัฐาธิปตย หรือผูมีอำนาจสูงสุดของรัฐ เพราะฉะน้ันคำส่ังท้ังหลายของคณะปฏิวัติยอมเปนกฎหมายถา
เอาคำตอบน้เี ปนเกณฑ

ในขณะที่อีกฝายหนึ่งปฏิเสธคำตอบน้ี เพราะเห็นวาที่เปนคำตอบที่ไมมีมิติในทางศีลธรรม
หรือความเปนธรรมเลย กฎหมายเปนอะไรก็ไดแลวแตรัฐาธิปตยจะออก ดังนั้น ฝายหลังจะมองวา
กฎหมายเปนเรื่องของความเปนธรรม กลาวคือความเปนธรรมคือกฎหมาย ความเปนธรรมกับกฎหมาย
นั้นเปนเร่ืองเดียวกัน และในขณะเดียวกันอาจจะมีหลายคนวิจารณวา การมองกฎหมายในเร่ืองศีลธรรม
หรือความเปนธรรมนั้นเปน เพียงความคิดของคนที่ใฝฝ นตองการใหก ฎหมายเปน ไปในลักษณะท่ีตองการให
เปน

อีกกลุมหน่ึงมองวา กฎหมายเปนเรื่องของขอเท็จจริงหรือความเปนจริงถามองภาพ
ธรรมชาติกฎหมายในแงของความเปนจริงมากเทาไร การนำปรัชญากฎหมายมาใชทางปฏิบัติก็อาจจะมี
ความสมจรงิ มากขึ้น

นอกจากน้ันยังมีอีกลุมท่ีมองวา กฎหมายนั้นไมใชเรื่องคำส่ังของใครคนใดคนหน่ึงกฎหมาย
มิใชเรื่องของอำนาจของรัฐาธิปตย กฎหมายมิใชเรื่องของคณะปฏิวัติท่ีจะเปลี่ยนแปลงบานเมือง โดยการ
ออกกฎหมายมาเพื่อปฏิรูปสังคมอยางฉับพลัน แตมองวา กฎหมายน้ันเปนเร่ืองของประวัติศาสตรของ
สังคม โดยกฎหมายจะมีราเหงาโยงเขาหาประวัติศาสตรของสังคมตลอดจนจารีตของสังคม ดังนั้น
การเติบโตของกฎหมายจึงเปนส่ิงที่สัมพันธกับประวัติศาสตรจารีตประเพณี วัฒนธรรมของสังคมไม
สามารถเอาหลักกฎหมายของประเทศอื่นมาใชได เพราะธรรมชาติของกฎหมายน้ัน โดยแทแลวจะ
สัมพนั ธกบั จารตี วัฒนธรรม หรอื สัมพันธต อ ส่งิ ทีเ่ ปน จิตวญิ ญาณของคนในชาติ

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐

บทท่ี 1
มนุษยก บั สงั คม

บรรดาสตั วท ้ังหลายในโลก แบง เปน ประเภทใหญ ๆ ได 2 ประเภทคอื
“สัตวโลก” สัตวโลกวิวัฒนาการมาจากสัตวชั้นต่ำเซลลเดียว มาเปนสัตวชั้นสูง หลาย เซลล
รูปรางแตกตางกันไปตามสภาพแวดลอม สัตวโลกท่ีออนแอ ปรับตัว กับ สภาพแวดลอมไมไดก็สูญพันธุ
สตั วทแ่ี ข็งแรงปรับตัวเขากบั สภาพแวดลอม ได จงึ จะสามารถดำรงชวี ิต และรักษาเผาพันธุไ วไ ด
“สัตวสังคม” สัตวสังคมชอบรวมตัวกันเปนกลุม สวนใหญเปนสัตวเลี้ยงลูกดวยนม และ เปนสัตว
ประเภทแมลง เชน สนุ ัข ลิง กวาง ผงึ้ ปลวก ฯลฯ รวมท้งั มนษุ ยก็จดั เปน สตั วสังคมดวย
ในบรรดาสัตวโลกทั้งหลาย มนุษยเปนสัตวโลกท่ีมีลักษณะเฉพาะ แตกตาง ไปจากสัตวอ่ืน ๆ ที่
เดนชัดคือชอบอยูรวมกันเปนสังคม แตความจริง สัตวสังคมกับ ลักษณะท่ีมนุษยอยูรวมกันเปนสังคมมี
ลกั ษณะตา งกัน
1. ธรรมชาตขิ องมนุษย
1.1 ลักษณะธรรมชาตขิ องมนุษยท ่ีเหมือนกบั สตั วอ ื่น

ก. ตองการอาหาร นำ้ และอากาศ
ข. ตองการท่ีอยูอาศัย ส่ิงแวดลอม ธรรมชาติและชีวภาพในการบำบัดความตองการ

ตา ง ๆ
ค. มลี ักษณะคลายคลงึ กบั ผใู หกำเนิด
1.2. ลกั ษณะตามธรรมชาติของมนุษยท แ่ี ตกตา งจากสตั วอน่ื
ก. มลี ำตัวตงั้ ตรง ทรงกายไดตัง้ ตรง เคล่อื นไหวไดร อบตวั และรวดเรว็
ข. มดี วงตาคูอยดู านหนา กะโหลกศีรษะทำใหมองเหน็ ไดใ นระยะไกล
ค. มีสมองขนาดใหญ เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว 1 ตอ 50 มีประสาทสมอง มาก ทำให

มนุษยฉลาดกวาสัตวอ ่นื
ง. มีความตองการทางเพศไมจำกัดฤดูกาล ตางจากสัตวอื่น ซ่ึงผสมพันธุกัน เปนฤดู ทำ

ใหเกิดระบบระเบยี บทางสังคม
จ. มีระบบประสาทที่สลับซับซอนกวาสัตวอื่น มีสมองที่ฉลาด มีความคิด ละเอียดลึกซ้ึง

เรยี นรรู ะดบั หนง่ึ แลว พัฒนาได
ฉ. เปลงเสยี งไดมากกวา สัตว

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑

1.3. ลักษณะพิเศษของมนษุ ยทีเ่ หนือกวา สัตวอื่น
ก. มนุษยมีความสามารถในการใชสัญลักษณในการติดตอสัมพันธกัน ชวย ใหเขาใจกัน
ได เชน นิว้ มอื ภาษา
ข. มนุษยมีวัฒนธรรม ทำใหมนุษยมีความเปนระเบียบ สามารถจัดระเบียบ ของสังคม
และมีวิถีชีวิตท่ีสามารถดำเนินไปอยางมีคุณภาพ สามารถสรางความ เจริญกาวหนา
ใหแ กสงั คมได

2. ความสัมพนั ธระหวางมนษุ ยก ับสงั คม
ความสัมพันธระหวางมนุษยกับสังคม หมายถึง ความสัมพันธของคน ต้ังแตสองคนขึ้นไปไดมีการ

กระทำตอกันเพอื่ ใหเกิดผลตามวัตถุประสงคท ่ี ตง้ั ไว
สาเหตทุ ม่ี นุษยมคี วามสัมพนั ธกบั สังคม

1 มนุษยเปนสัตวสังคม ชอบอยูรวมกันเปนพวก พึ่งพาอาศัยซ่ึงกัน และกัน การรวมกลุมอยู
รวมกัน มีลักษณะเปนระเบียบแบบแผน และมีระบบ ความ สัมพันธละเอียดออนมากกวาสัตวอื่น ๆ การ
รวมกลุมอยา งมี ระเบียบ แบบแผน เรยี กวา มนุษยมวี ัฒนธรรม

2 มนุษยเปนผูส รา งสังคม พยายามทำใหสงั คมมีระเบียบแบบแผน เพ่ือให เกิดความสงบสุข ความ
ปลอดภยั และสรางสรรคความเจรญิ กา วหนา แกส งั คม

3 สังคมเปนเบาหลอมใหมนุษยเปนสมาชิกที่ดีของสังคม สังคม ได กำหนดขนบธรรมเนียม
ประเพณี กฎหมาย ระเบียบแบบแผน วิธีดำเนินชีวิต เพ่ือใหมนุษยกระทำตาม หรือละเวนการกระทำ เพื่อ
อยรู ว มกนั อยา งสงบสุข

3. สังคมและวฒั นธรรม
3.1 สงั คม
สังคม หมายถึง กลุมคนท่ีอยูรวมกัน มีความสัมพันธซึ่งกันและกัน ยอมรับ แบบแผน กฎเกณฑ

ของกลุม รว มกนั ในการดำเนินชวี ติ
3.1.1 ลักษณะของสังคม
ก. มอี าณาบริเวณเปน ทรี่ ูกนั วา มขี อบเขตแคไหน เพียงใด
ข. อยูรวมกันเปนกลุม เปนสมาชิกของสังคมเดียวกัน รูวาใครเปนพวก ของตนหรือใคร
ไมใชพวกของตน
ค. แบงงานกนั ทำตามความรูค วามชำนาญเฉพาะดาน รว มมือชว ยเหลอื ซง่ึ กนั และกัน
ง. มีความคิด ความเชื่อ บรรทัดฐานคานิยมคลายคลึงกัน เพราะไดรับการ อบรมส่ัง
สอนขดั เกลามาอยางเดียวกนั

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒

3.1.2 หนาทขี่ องสงั คม
ก. เสริมสรางและผลิตสมาชิกใหม ไดแก ธำรงรักษาชีวิตมนุษยใน สังคม ใหสืบตอกัน
โดยไมขาดสาย และผลติ สมาชิกใหมแ ทนสมาชิกเกา ทสี่ ้ินชีวิตไป
ข. ผลิตแจกแจงสินคาและบริการ ไดแก ผลิต จายแจก และบริการเคร่ือง อุปโภคแก
สมาชิกของสงั คม
ค. อบรมส่ังสอนขัดเกลาสมาชิกของสังคมใหเรียนรูระเบียบของสังคม ไดแก สังคม
จะตองอบรมส่ังสอนและขัดเกลาสมาชิกใหม ใหเรียนรูระบบระเบียบ กฎเกณฑของ
สมาชกิ น้นั ๆ
ง. ดำรงรักษาไวซ่ึงระเบียบกฎหมายของสังคม ไดแก การที่สังคมตองจัด เจาหนาท่ี
ควบคุม ดแู ล ลงโทษผูล ะเมดิ ระเบียบกฎหมายของสงั คม

3.2 วฒั นธรรม
วัฒนธรรม หมายถึง ทุกสิ่งทุกอยางที่รวมเอาความรู ความเชื่อ ศิลปะ ศีลธรรม กฎหมาย

ประเพณี ความสามารถและนิสัยอ่ืน ๆ ท่ีมนุษยไดมาในฐานะ เปนสมาชิกของสังคม หรือกลาวส้ัน ๆ วา
วฒั นธรรม หมายถงึ วิถชี ีวิตของคน ในสังคมใดสงั คมหนึ่งเปนวิถชี วี ติ ทม่ี ีลักษณะเปนแบบแผน

3.2.1 ลกั ษณะของวัฒนธรรม
ก. เปนวถิ ีการดำเนินชีวิตของมนุษยในสังคม
ข. เปนผลมาจากการเรียนรู ไมใ ชส ่ิงทต่ี ิดตัวมนษุ ยมาแตก ำเนิด
ค. เปนผลรวมของหลาย ๆ สิ่ง เชน ความรู ความเชื่อ วิถีดำเนินชีวิต สิ่งของเคร่ืองใช
ตาง ๆ
ง. เปนส่งิ ที่เปลี่ยนแปลงได
จ. แตล ะสังคมมคี วามแตกตา งกนั มีความเหมาะสม ถูกตอ งตามสภาพของแตล ะสังคม

3.2.2 หนา ทีข่ องวฒั นธรรม
ก. วัฒนธรรม กอใหเกิดสถาบัน เชน สถาบันครอบครัวจะกำหนดวา ชายจะมีภรรยากี่
คน หญิงจะมสี ามีกีค่ น เปน ตน
ข. วัฒนธรรม เปนตัวกำหนดพฤติกรรมของมนุษยในสังคม เชน ในสังคมไทย ผูชายจะ
บวชเม่ืออายุครบ 20 ป เดก็ ควรเคารพผใู หญ เปน ตน
ค. วัฒนธรรม ทำหนาท่ีควบคุมสังคม เชน ผูละเลยประเพณีตาง ๆ จะไดรับการตำหนิ
จากสังคม การไมปฏิบตั ติ ามกฎหมาย หรือละเมิดกฎหมายจะถูกลงโทษ เปนตน
ง. วัฒนธรรม ทำใหเกิดความเปนอันหนึ่งอันเดียวในสังคม ไดแก การที่สมาชิกของ
สังคมมีวิถีดำเนินชีวิตคลายคลึงกัน ทำใหสังคมเปนปกแผน มีความจงรักภักดี และ
อทุ ศิ ตนใหก บั สังคม ทำใหสังคมอยรู อดและเจรญิ กาวหนา

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓

3.2.3 ประเภทวฒั นธรรม
วัฒนธรรมแบง ออกเปน ประเภทใหญ ๆ 2 ประเภท คือ
ก. วัฒนธรรมทางวัตถุ ไดแก วัตถุสิ่งของท่ีมนุษยสรางขึ้น เชน เคร่ืองมือ รถยนต
หนังสือ อาคารบานเรอื น โบสถ วหิ าร เปน ตน
ข. วัฒนธรรมที่มิใชวัตถุ ไดแก ความคิด ภาษาถอยคำ คานิยมประเพณี ศีลธรรม เปน
ตน

3.3 ความสมั พนั ธระหวา งสงั คมและวัฒนธรรม
สังคมเนนกลุมคน จำนวนคน และความสัมพันธของบุคคลในสังคมที่มีตอกัน วัฒนธรรม เนน

แบบแผน กฎเกณฑ วิธีการ หรือแบบอยางในการดำเนินชีวิต สังคมจะขาดวัฒนธรรมไมได และวัฒนธรรม
จะอยูตามลำพังโดยปราศจาก สังคม ไมไดเชนเดียวกัน สังคมท่ีขาดวฒั นธรรมจะมีสภาพขาดระเบียบ ขาด
กฎเกณฑ ขาดวิถีทางการดำเนินชีวิต ไมตางจากสังคมสัตว เพราะสิ่งที่แสดงวาสังคมมนุษยแตกตางไปจาก
สังคมสัตวก็คือ มนุษยมีวัฒนธรรมนั่นเอง สวนวัฒนธรรมจะดำรงอยูไดก็ตองอาศัยสังคม เพราะสังคมเปน
ผสู รา งวัฒนธรรมขนึ้ มา

4. การจดั ระเบยี บทางสงั คม
กระบวนการทางสังคมท่ีคอยควบคุมความประพฤติของบุคคลในสังคมใหอยูใน ระเบียบ

กฎเกณฑ ท่ีสังคมกำหนดไวเพื่อใหสังคมมีระเบียบและดำรงอยูได การจัดระเบียบทางสังคมเปน
กระบวนการที่มีขอบเขตกวางขวางครอบคลุม ปรากฏการณทางสังคมหลาย อยางเร่ิมตนจากการสราง
กฎเกณฑขอบังคับ ตางๆเพื่อใหสมาชิกของสังคมยึดถือเปนแนวปฏิบัติตอกันระเบียบกฎเกณฑ ขอบังคับ
ตา ง ๆ กค็ ือ บรรทัดฐานของสงั คมเม่ือสรางบรรทัดฐานทางสงั คม ขึน้ มาจำเปนตองสนับสนุนใหสมาชิกของ
สังคม ปฏิบตั ติ าม บรรทัดฐานของ สังคมกค็ ือ สถานภาพ และบทบาท

4.1 บรรทดั ฐานทางสังคม
บรรทัดฐานทางสังคม คือ แบบแผน กฎเกณฑขอบังคับ หรือ มาตรฐาน ในการปฏิบัติของคนใน

สังคมซ่ึงสังคมยอมรับวาสมควรจะปฏิบัติ เชน บดิ า มารดา ตองเล้ียงดบู ูตร บุตรตองมีความกตญั ูตอบิดา
มารดา ขาราชการตอ งบริการประชาชน พระสงฆต อ งรกั ษาศลี และเปนที่พง่ึ ทางใจ ของประชาชน ฯลฯ

4.2 ประเภทของบรรทัดฐานทางสงั คม
บรรทัดฐานทางสังคมแบงเปน 3 ประเภท คือ
4.2.1 วิถีประชา เปนแบบแผนในการปฏิบัติหนาท่ีท่ีทุกคนในสังคมปฏิบัติกันโดยทั่วไปจนเกิด

เปน ความเคยชิน ไมตองมีศีลธรรมและกฎหมายบังคับ ผูไมปฏิบัติตาม ก็ไมได รับโทษ เพียงแคถูกนินทา
เชน ในการรับประทานอาหาร ควรใชชอนกลาง ตักอาหาร หากไมใชชอนกลางก็ไมมีความผิด เปนแคถูก

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๔

ตำหนิวา ไมมี มารยาทในการรับประทาน วิถีประชาแตละสังคม มีความแตกตางกันไป แตละสังคม จึงทำ
ใหมีวัฒนธรรมแตกตางกันไป

4.2.2 จารีต มีความหมายเหมือนคำวา “ศีลธรรม” จารีตเปนบรรทัดฐานท่ีทุกคนในสังคม
จะตองกระทำเปนกระบวนการ พฤติกรรมที่จำเปนตอความเปนระเบียบเรียบรอย และสวัสดิภาพของ
สงั คม จารีตมีความสำคัญกวาวิถีประชา เปนเรือ่ งของความรูส กึ วา สิ่งใดผิด สิ่งใดถูก ผใู ดฝาฝนจะถูกสงั คม
ลงโทษ หรือไดรับการตำหนิอยางรุนแรง ในสังคมไทยมีจารีตบางอยางท่ีสำคัญมาก แมมิไดนำไปบัญญัติ
เปนกฎหมาย เชน ความกตัญู ระบบอาวุโส ความซื่อสัตยระหวางสามี ภรรยา การแสดงความเคารพ
ผใู หญ ฯลฯ

4.2.3 กฎหมาย หมายถึง บรรทัดฐานท่ีกำหนดไวในระเบียบแบบแผน ซ่ึงผูมีอำนาจทางการ
ปกครองบา นเมืองไดก ำหนดขน้ึ เพื่อบังคับใหบ คุ คลปฏบิ ตั ติ ามหรือหา มมิใหก ระทำ หากฝา ฝน จะถูกลงโทษ
ตามบทบญั ญตั ิ

4.3 ประวตั ขิ องการกำเนดิ กฎหมาย

นับแตยุคที่สังคมมนุษยเจริญเติบโตขึ้นจนถึงข้ันรวมกันเปนรัฐ การมีกฎหมายและการนำ
กฎหมายมาใชเพื่อบานเมืองมีความสงบเรียบรอย ยอมเปนสงท่ีขาดไมได ดังน้ันจึงเห็นวาในปจจุบันน้ี
ประเทศตาง ๆ ทุกประเทศแมวาระบบการประครองประเทศจะแตกตางกัน แตทุกประเทศก็ยอมอยู
ภายใตก ฎหมายท่ใี ชใ นการปกครองทง้ั ส้นิ

แตกฎหมายของแตละประเทศนั้นกลับมีลักษณะท่ีคลายคลึงกันหรือมีหลักการเชนเดียวกัน และ
บทบัญญัติกฎหมายดังกลาวน้ันก็ไดมีข้นึ เปนเวลานับพัน ๆ ป จึงควรตองทำการศึกษาประวัติศาสตรและ
ความเปนมาของกฎหมายของแตละประเทศ ซึ่งในการศึกษาทำนองน้ีนาท่ีจะเกิดประโยชนแกบรรดานัก
นิติศาสตรโดยทั่วไป ดังน้ันเราจึงควรที่จะมาเร่ิมกันสำหรับกฎหมายที่เกาแกท่ีสุด นั้นก็คือกฎหมายท่ี
เกิดขนึ้ ตั้งแตในยคุ โบราณน้นั เอง โดยเราจะทำการศกึ ษาเรียงลำดบั ใหเปน ไปดงั ตอไปน้ี

4.3.1 กฎหมายของชาวบาบโิ ลน
กฎหมายของขาวบาบิโลนนั้นไดเกิดข้ึนมาโดยกษัตริยท่ีทำการปกครองดินแดนน้ีซ่ึงเปน

ดินแดนเมโสโปรเตเมีย และเพอื่ ทจ่ี ะทำการปกครองดินแดนในแถบนใี้ หเปนไปอยางปกตสิ ุข พระเจาฮัมบู
ราบี ก็ไดจัดทำประมวลกฎหมายฉบับหน่ึงขึ้นมาเรียกวา ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี (The Code of
Hummurabi) ในราวป1902 กอนคริสตศักราช และประมวลกฎหมายนี้เองไดรับยกยองใหเปนประมวล
กฎหมายที่เกาแก ทมี่ ีความสมบรู ณมากที่สุดในยุคนั้น และไดเ ปน แบบอยางของกฎหมายในยุคตอ ๆ มา
ดว ย

โดยประมวลกฎหมายน้ไี ดจัดทำข้ึนเปนลายลักษณอักษร และมลี กั ษณะที่สำคญั ดังน้ี

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๕

4.3.1.1 การแบงชั้นวรรณะของประชาชน โดยไดมีการแบงวรรณะออกเปน 3 วรรณะ
ดวยกัน ประกอบดวย ชนชนั้ สงู ประชาชน และชนชั้นตำ่ (ทาส)

4.3.1.2 เร่ืองทรัพยสิน โดยประมวลกฎหมายนี้ไดยอมรับนับถือวาเอกชนสามารถมี
กรรมสทิ ธิ์ในทด่ี นิ ได แตก ารขายทีด่ นิ น้ันอาจจะตอ งอยูภายใตเงือ่ นไขบางประการ

4.3.1.3 เร่ืองครอบครัว กฎหมายนี้ไดมีการกำหนดลักษณะการสมรสระหวางชายกับ
หญิงเปน ไปในลักษณะซอ้ื ขาย และใหสามภี รรยาเปน บุคคลเดียวกัน

4.3.1.4 กฎหมายอาญา กฎหมายอาญาของประมวลกฎหมายฮัมมูราบีนั้นยึดถือ
หลักการแกแคนและทดแทนอยางรุนแรง ในลักษณะเดียวกัน ตามวลีที่วา “ตาตอตา ฟนตอฟน” (An
eye for an eye, a tooth for a tooth ) น่ันเปนการแสดงใหเ ห็นวา กฎหมายนีไ้ มมีการลงโทษจำคกุ แก
ผูกระทำผิด เพราะโทษท่ีลงแกผูกระทำผิดนั้นถาเปนการรายแรงก็จะเปนโทษประหาญชีวิต แตเพียง
อยา งเดยี ว ถาเปน โทษที่ไมร า ยแรงผูกระทำผดิ จะไดรบั โทษปรบั

4.3.2 กฎหมายของชาวโรมัน
กฎหมายของชาวโรมันน้ีเปนกฎหมายที่มีอิทธิพลตอกฎหมายในยุคปจจุบันเปนอันมาก

และนำมากลาวอยเู สมอ น้ันมี อยู 2 อยา ง ดว ยกันกลาวคือ
4.3.2.1 กฎหมายสิบสองโตะ ซึ่งกฎหมายนไ้ี ดถูกสรางขึ้นเม่อื อาณาจักรโรมันถูกกอ ต้ัง

ขึ้นมาเม่ือ ป 753 โดยไดมีการขยายอารยธรรมและความเจริญตาง ๆ ออกไปเปนอันมาจนไดกลายเปน
ศูนยกลางของทวีปยุโรป และไดมีการวิวัฒนาการทางกฎหมายแตบทกฎหมายท่มี ีความสำคญั และรจู ักกัน
อยางกวางขวางไดแกกฎหมายสิบสองโต็ะ เพราะไดจัดทำเปนหมวดหมูในรูปของประมวลกฎหมาย
ตง้ั แตป 450กอนคริสตศ ักราช และกลา วไดวากฎหมายสบิ สองโตะ นั้นเปนกฎหมายโรมนั ท่แี ทจ รงิ

4.3.2.2 ประมวลกฎหมายจัสติเนียน หลังจากไดมีการจัดทำกฎหมายสิบสองโตะแลว
ในยุคตอมาก็ไดมีการทำกฎหมายขน้ึ มาอีกหลายฉบับ กอ นท่ีจะไดมีการจัดทำประมวลกฎหมายจัสติเนียน
นน้ั โรมนั น้ันมีประมวลกฏหมายแลวหลายฉบับอาทเิ ชน

- Edictum Perpetpuum โดย Salvius Julianus
- Codex Gregorianus โดย Gregorianus ในตอนปลายคริสตศตวรรษท่ี
สาม มีท้งั หมด 16 ฉบบั
แตอยางไรก็ตามถึงแมวาจะมีกฎหมายอยูแลวหลายฉบับก็ตาม แตก็ยังมีการ
กระจัดกระจายอยูยังไมเปนหมวดหมู ดังนั้นในชวง ค.ศ.528 – 529 จึงไดมีการทำการรวบรวมกฎหมาย
ตาง ๆ เหลาน้ันโดย Emperor Justinian และกฎหมายที่ไดรวบรวมไดเปนหมวดหมูเหลานั้นตอมา
ภายหลังเรียกวา “Corpus Juris Civilis” หรือ ประมวลกฎหมายจัสติเนียน โดยในการจัดทำ
ประมวลกฎหมายนี้ไดใชคณะกรรมการขจำนวน 16 คนเปนผูรวมจัดทำ ซึ่งใชแวลารวบรวมถึง 3 ป มี
ท้ังหมด 2000 บรรพ ขนาด 3000000 บรรทัด และสุดทายไดมีการตัดทอนใหเหลือเพียง 150,000

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๖

บรรทัด และไดประกาศใชเปนกฎหมายเม่ือ วันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 533 จนเปนท่ีรูจักอยางแพรหลาย
ในปจจุบนั

4.3.3 ประมวลกฎหมายนโปเลียน ซ่ึงเปนที่รูจักเปนอยางแพรหลายอันเปนกฎหมายของ
ประเทศฝร่ังเศส โดยประมวลกฎหมายน้ีไดรับอิทธิพลมาจากกฎหมายของโรมัน เพราะวาเมื่ออาณาจักร
โรมันน้ันไดลมสลายแลว ประเทศตาง ๆ ก็ไดทำการประกาศตัวเองเปนประเทศ เปนประเทศตาง ๆ
อาทิเชน อังกฤษ ฝร่ังเศส เยอรมัน เปนตน แตเม่ือมีการแยกตัวออกมาแลวประเทศตางๆ เหลานั้นยัง
ไมมีกฎหมายของตนเองใชบังคับ จึงไดมีการท่ีจะพยายามที่จะจัดทำกฎหมายท่ีเปนของตนเองขึ้นมา และ
ประเทศฝร่ังเศสก็ไดร ับอิทธพิ ลมาจากโรมันเปน อนั มาก ดังนั้นพระเจานโปเลียนซ่ึงเปนกษตั รยิ ของฝรั่งเศส
ในสมัยน้ันจึงไดทำการรวบรวมกฎหมายของโรมันน้ันมาทำการปรับปรุงใหทันสมัยและเหมาะสมกับการ
ปกครองประเทศ และประมวลกฎหมายนี้จึงถือไดวาเปนกฎหมายท่ีเหมาะสมกับสภาพสังคม และสมบูรณ
ที่สุดในโลก โดยเฉพาะอยา งยง่ิ ในสมัยคริสตศ ตวรรษท่ี 19

4.3.4 ประมวลกฎหมายของประเทศตาง ๆ หลังจากที่แตละประเทศไดแยกตัวออกจาก
อาณาจกั รโรมันแลวตา งกพ็ ยายามทจ่ี ะทำกฎหมายใหเ เหมาะสมแกป ระเทศของตนองทสี่ ดุ

4.4 ความสำคัญของกฎหมาย

บรรทัดฐานทางสังคม มีทั้งวิถีประชา และจารีตแลว แตตองมีกฎหมายเพ่ือบังคับใชดวย เพราะ
กฎหมายมีความสำคัญดังน้ี

4.3.1 สังคมประกอบดวยกลุมคนที่แตกตางกัน มีความขัดแยงกันระหวางกลุมอยูเสมอ กฎหมาย
จึงมีความสำคัญ ในการ ขจัด ความขัดแยงที่เกิดข้ึน หากไมมีกฎหมาย กลุมก็จะตองขจัด ความ ขัดแยง
กันเอง ตดั สินกนั เองเปน สวนตัว ซ่ึงจะไมมีความยตุ ิธรรมตอคู ขดั แยง

4.3.2 วิถีประชา และจารีต มีลักษณะถาวรยาวนาน เปล่ียนแปลงยาก ไมทันการเปล่ียนแปลง
ของสังคม แตก ฎหมายจะเปลี่ยนแปลง ใหเ ขา กับ สถานการณทเ่ี กิดข้นึ ใหม ๆ ไดเ ร็วกวา

4.3.3 กฎหมายมีอำนาจบังคับ มีบทบัญญัติลงโทษ มีเจาหนาท่ี จัดการ กับผูทำผิดกฎหมาย วิถี
ประชาและจารตี ไมม ีอำนาจบังคับ สถานภาพ คือตำแหนง ท่ไี ดรบั จากการเปน สมาชิกของสงั คม

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๗

บทท่ี 2
ปรัชญาและศาสตรต า ง ๆ

1. ความรู (Knowledge)
วชิ าความรแู บง ไดเ ปน ความรแู บบสามัญสำนึก กับความรูระดบั ศาสตร
ความรรู ะดบั สามัญสำนึก น้ันมีอยูในชนเผามนุษยในสมัยดึกดำบรรพซึ่งอยูในสภาวะที่ยังไมเจริญ

ตอมาคอย ๆ สะสมความรูจากประสบการชีวิต เชนความรูเก่ียวกับไฟ เก่ียวกับอาหารการกิน ฯลฯ
และไดทำการเริ่มสะสมความรูเหลานั้นมาก ซึ่งความรูที่ไดรับมานน้ั จะเปนความรูแ บบงาย ๆ ทม่ี ีลกั ษณะ
เปนความรเู กี่ยวกับขอเท็จจริงอันเกิดขึ้นจากการจดจำขอเท็จจริงที่ประสบพบเห็น ใชความคิดงาย ๆ ปะ
ติดประตอเหตุการณที่เกิดข้ึนตามลำดับกอนหลัง โดยคิดเช่ือมโยงเปนเหตุผลเกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งความรู
ดังกลาวอาจจะเปนความรทู ่ีตรงกับความเปนจริง หรอื อาจเปนความรูความเขาใจท่ีผิด ๆ ก็ได โดยความรู
ในระดบั สามญั สำนึกนี้เปนความรูท ่ีไดจากการสัมผัส และลองผิดลองถูกของมนษุ ยน น่ั เอง

และเมื่อตอมามนุษยไดเร่ิมท่ีจะสะสมความรูไดระดับหน่ึงแลวไดมีการวิพากวิจารณ โตเถียงกัน
เกี่ยวกับความรูที่ไดมาแลว จึงนำไปสูการสอบสวนเปรียบเทียบเพื่อจะแยกแยะวาความรูที่ไดมานั้นจริง
หรือไมจริง ทำใหความรูแบบสามัญสำนึกกลายเปนความรูท่ีเปนวิชาการ หรือศาสตร ซ่ึงมีวิธีคิด วิธี
คนหา วิธีพิสูจน ยนื ยันวา เปนความรูท ถ่ี ูกตอ งเปนจริง

2. ศาสตร
ความรูระดับศาสตร เปนวิชาความรูหรือศาสตรแขนงตาง ๆ ท่ีไดมีการพัฒนาความรูเฉพาะ

ส่ิงใหเปนความรูทั่วไป กลาวคือทำความรูท่ีเปนรูปธรรมใหเปนนามธรรม แลวนำเอาความรูท่ีเปน
นามธรรมเหลาน้ันไปจัดสานรวมกันเขาใหเปนเรื่องเดียวกัน คือทำใหแตละสวนน้ันเชื่อมโยงกัน ใหเขาใจ
เปนระบบเกี่ยวกัน ซึ่งในแงของทุกวิชาจึงเร่ิมตนจากความรูเพ่ือประโยชนทางปฏิบัติที่เรียกวาวิชา
ประยุกตหรือศาสตรประยุกตแลวคอย ๆ พัฒนาเปนความรูทางทฤษฎี หรือศาสตรทางทฤษฎี ซึ่งเปน
ความรูพิเศษ มิวิธีคิด วิธีคนหา สอบสวน พิสูจน เปนความรูท่ีจะเสาะหาความรู ใหขยายพรมแดนออกไป
ได ศาสตรทางทฤษฎีจึงเปนความรูท่ีเปนระบบระเบียบ มีเหตุผลทางตรรกวิทยา และมีวิธีการศึกษาที่
ชดั เจน หรอื กลา วรวมความไดว ามีระบบ (System)และวิธกี าร (Methodology)ของตนเองนั่นเอง

2.1 ลกั ษณะของศาสตร
จากที่ไดกลาวมาแลวขางตนเก่ียวกับเร่ืองความรูในระดับสามัญสำนึกและความรูในระดับศาสตร
แลวน้ันจะเห็นไดวาความรูในระดับสามัญสำนึกน้ันเปนความรูที่อยูในระดับพ้ืนฐาน เปนความรูที่ไดจาก
การสัมผัส และเปนความรูที่จำกัดอยูเฉพาะปรากฏการณใดปรากฏการณหน่ึงเทาน้ัน ซ่ึงแตกตางจาก

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๘

ความรูระดับศาสตรที่เปนความรูที่ไดมีการสั่งสมมาและไดมีการพัฒนาอยางมีระบบมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงทำ
ใหความรูระดับสามัญสำนึก กับ ความรูระดับศาสตร น้ันมีความแตกตางกัน โดยความแตกตางกันนั้น
สามารถทจ่ี ะสรปุ ถงึ ถงึ สาระสำคัญของศาสตรได ดังตอ ไปนี้

1. เปน ความรทู ่ีมีลักษณะทว่ั ไป หรือมลี กั ษณะเปนนามธรรม (Abstract) ระดบั หนึ่ง
2. เปน ความรูทมี่ ลี กั ษณะเปน ระบบระเบยี บ (Systematic)
3. เปน ความรทู มี่ เี หตุผล (Rational)
4. เปนความรูท่มี ีวิธกี ารที่แนนอน (Methodical)

2.2 การแบง ความรรู ะดับศาสตร
สำหรับเร่ืองของการแบงประเภทของศาสตรนั้นยังมีการถกเถียงกันวาจะแบงศาสตร

ออกเปน ก่ีประเภท แตอยางไรกต็ ามโดยท่วั ไปแลวสำหรับการแบงประเภทของศาสตรที่เปนทยี่ อมรบั กันอยู
ในปจจบุ นั นั้นสามารถที่จะแบงศาสตรอ อกได 2 แขนงดว ยกนั กลา วคอื

1. ศาสตรท่วั ไป
2. ศาสตรป ระยกุ ต
1) ศาสตรทั่วไป (ปรัชญา) เปนการศึกษาที่ตองทำการพยายามท่ีจะทำการศึกษาโลกและชีวิต
โดยรอบดานอยางไมแยกสวน หรือท่ีเรียกวา “ทั้งมวล” (As Whole) เพ่ือใหสรรพสิ่งท้ังหลายเกี่ยวของ
สัมพันธซ่ึงกันและกัน ใหเกิดภาพความเขาใจเกี่ยวกับโลกและชีวิตท่ีสมบูรณ เพราะสรรพส่ิงท้ังหลายมี
ความเกี่ยวของและสมั พันธซ่งึ กนั และกันอยา งมเี อกภาพ
2) ศาสตรเฉพาะ (Particular Science) คือวิชาที่นำเอาปรากฏการณประเภทหนึ่งประเภทใด
มาศึกษา อันจะเห็นไดวาศาสตรเฉพาะนั้นจะมุงเนนเปนที่เรื่องหน่ึงเรื่องใดเปนการเฉพาะ อันจะแตกตาง
กับศาสตรท่ัวไปหรือศาสตรสากล สวน ปรากฏการณตาง ๆ ท่ีจะทำการศึกษาน้ันในโลกนี้มีอยู 2
ประเภทดว ยกัน คอื ปรากฏการณท างธรรมชาติ (Nature) และ ปรากฏการทางวฒั นธรรม (Culture)
1) ปรากฏการณทางธรรมชาติ (Nature)
เปนปรากฏการณของส่ิงที่มีอยู คงอยู และเปล่ียนแปลงไปโดยตัวของมันเองโดยมนุษยมิไดเขา
ไปมีสว นปรุงแตง หรอื ประดษิ ฐป ระกอบขึ้นมา เปนวชิ าที่นำเอาปรากฏการณท างธรรมชาตมิ าศึกษาน่นั เอง

2) ปรากฏการทางวฒั นธรรม (Culture)
เปน ปรากฏการณท ่ีมขี น้ึ เกดิ ขึน้ และวิวัฒนาการเปล่ยี นแปลงไปโดยมนษุ ยมสี ว นสรา งสรรคปรงุ
แตงดวยจิตของตนเอง กลาวคอื เปน ปรากฏการณท ม่ี ีความหมายหรอื มจี ดุ ประสงคอ ยา งหนึ่งอยางใด ดัง
ปรากฏการณต างๆ เหลานน้ั จงึ มคี ณุ คา (Value) อยูในตวั เองเสมอ วิชาท่นี ำเอาปรากฏการณท ี่มมี นษุ ยมี

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๙

สว นปรงุ แตงข้นึ ดว ยจุดประสงคของตนมาศึกษา จงึ เรียกวา Cultural Science หรือ Moral Science
นัน่ เอง ซง่ึ มีอยูดวยกนั 2 แขนง คอื วิชาสงั คมศาสตร และวชิ ามนุษยศาสตร

ปรชั ญา

ปรัชญาเปนศาสตรท ่ีวา ดว ยหลกั การ Science of Principle ถาหากศาสตรใ ดขาดหลกั การหรอื
หลกั ปรชั ญาแลว ก็ยอมเปน ศาสตรไ มไ ด “ไมมศี าสตรใ ดจะสมบรู ณ ถา ขาดหลกั ปรัชญา” (No science
is complete without philosophy) ปรชั ญาเปน ความรสู ากลและจำเปน คือ ใชไดก บั ทกุ วชิ า และ
ทุกวชิ าตอ งมหี ลักปรชั ญา จะขาดเสยี ไมไดเลย เปรียบเสมอื นรถไฟจะขาดหัวรถจักรไมไ ด

“ปรัชญา คอื เรื่องของการท่ีมนษุ ยพ ยายามท่ีจะเขา ใจสภาวะของโลก ธรรมชาติ รวมทัง้ ชวี ติ
มนุษยว า คืออะไร เปนอยา งไร มีเปาหมายอะไรหรอื ไม มคี วามแทจ รงิ อยางไร เรารูความจริงไดแ คไ หน
รวมทั้งการตคี าสิง่ ตา ง ๆ หรือการกระทำตา งๆ วามีคณุ คา ตอชวี ติ หรือไม และเราควรดำเนนิ ชีวิต
อยางไรจึงทำใหช ีวติ มคี ณุ คา ความคดิ ทางปรชั ญาเก่ยี วขอ งกบั ตัวมนุษย และสิ่งแวดลอมรอบ ๆ ตวั
มนษุ ย ไมใชส ง่ิ ที่หา งไกลจากตวั เราและธรรมชาติ จงึ ไมยากเกินไปทีม่ นุษยจ ะเขาใจความคิดของมนุษย
ดว ยกนั ฉะนน้ั จงมีทศั นคตทิ ด่ี ีตอ วชิ าปรัชญา และแขนงของวิชาปรัชญาวา ไมใ ชวชิ าที่ยากเกนิ ไปท่จี ะรบั
และศึกษาได

ความรูทางปรัชญา เปน ความรูทีเ่ กี่ยวกบั “การเปน” “การอย”ู “การดำรงอย”ู ของมนุษยใ น
ฐานะทเ่ี ปน มนษุ ยไมใ ชเปน เพียงสตั วโลก เปน ความรทู ี่เกีย่ วกับความจรงิ ซ่งึ เม่อื ฉายแสงไปทใี่ ดก็กระจา ง
สวา งลึกซึง้ ในเรื่องที่เกี่ยวกบั ปรัชญา

กำเนิดของปรชั ญา

1. ปรชั ญาตะวันตก
ปรชั ญาตะวนั ตกเกดิ ขึ้นมาแลวในโลก ณ ประเทศกรีก ประมาณ 600 ปก อ นครสิ ตกาล เร่ิมตน
พัฒนา เกี่ยวกบั ความคิดเห็นในเรื่องโลกในระบบตางๆโดยพยายามสรา งเหตุผลสนบั สนุนความคิดของตน
ความคิดเชนนี้ ไดว ิวฒั นาการขยายออกไปในวงกวา งในกรงุ เอเธนส โรม อเล็กซานเดรยี หรือในเอเซยี ไม
เนอรแ ละไดแ ผกระจายออกไปยัง ประเทศอ่ืนๆตามลำดับ
ปรัชญาตะวันตกหรือปรชั ญากรกี ดังกลาวไดเริม่ ตนดวยความคิดทางศาสนาซึ่งชาวกรีกในยุคน้ันได
พยายามคดิ คน หาทางท่ีจะคน หาทางที่จะคนหาความจริงของโลกภายนอก ตอมาไดศึกษาเขาถึงจิตใจและ
พฤติกรรมของมนุษย ตอมาปญหาตา งๆ ในทางปรชั ญาไดเกิดขึน้ ตามลำดับ เชน อะไรเปนความดอี ันสูงสุด
อะไรเปนจดุ ประสงคและจุดหมายปลายทางของชีวิต ปรัชญาเมธีไดพยายามศึกษาคนควาเพอ่ื หาคำตอบใน

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๐

ปญหาเหลาน้ี โดยจะตองศึกษาอภิปรัชญาเพื่อใหรูวา อะไรคือความแทจริง อันสูงสุด มนุษยจะพบกับ
ความจริงอันสูงสุดน้ีไดอยางไร จะเห็นไดวาปรัชญาตะวันตกเร่ิมจากแนวคิดทางศาสนาและอวสาน ลงดวย
ความคิดเหน็ ทางศาสนาเชน กัน

2. ปรชั ญาตะวนั ออก
ปรัชญาตะวันออก เกิดข้ึน ณ ประเทศอินเดียเปนครั้งแรก ปรัชญาตะวันออกมีเรื่องยืดยาว
นาสนใจยงิ่ เพราะมกี ารเลา และศึกษาสบื กนั มา
ปรัชญาตะวันออกที่ไดบันทึกไวน้ันสวนมากเก่ียวกับความรูสึกอันลึกซ้ึงล้ีลับและเปนปรัชญาอัน
สงู สุดดังปรากฏในคัมภีรฤคเวท ในกาลตอมาเรียกวา สังหิตาพราหมณะและอุปนิษัทอันเปนคัมภีรทางจริย
ศาสตร ธรรมศาสตร และสามารถใชเปนมาตราฐานในการตัดสิน คดีความได คำสอนดังกลาวไดแผขยาย
กวางขวางออกไปยังดินแดนตางๆในกาลตอมา เชน ประเทศจีน ญี่ปุน เอเซียอาคเนย เปอรเซีย เอเซีย
กลางและกรีก
ลักษณะของปรัชญาตะวันตกและตะวันออกมัลักษณะท่ีแตกตางกันอยางเห็นไดชัด ปรัชญา
ตะวันตกนั้นมีลักษณะแยกใหเห็นไดชัด ระหวางอภิปรัชญา ญาณวิทยา และคุณวิทยา สวนปรัชญา
ตะวันออกไมไดแยกใหเห็นชัดเจนอยางนั้น สวนมากจะกลาวถึงปรัชญาเปนระบบ รวมๆกันไปทั้งปญหา
ของอภิปรัชญา ญาณวิทยาและจริยศาสตร ดังน้ันปรัชญาตะวันออกจึงมีลักษณะเปนศาสนา ปรัชญา
ตะวันตก มีลักษณะเปนศาสตรหรือวิชาการ จุดมุงหมายในการสรางปรัชญาท้ังสองฝายนั้นตางกัน ทาง
ตะวันออสรางปรัชญาขึ้นมาเพ่ือเปน แนวทางในการดำเนินชีวิต (Way of life) สวนปรัชญาตะวันตกสราง
ปรัชญาขึ้นเพ่อื คนหาความจริง (Love of wisdom)

ความหมายของปรัชญา

“ปรัชญาแปลวา คิดลึก คิดกวาง คิดทะลุ และคิดรอบคอบ “ปรัชญา” แปลมาจาก
ภาษาอังกฤษวา Philosophy โดยตามรูปศัพท “ปรัชญา” มาจากรากศัพทภาษาสันสฤตสองคำ คือ “
ปร” กับ “ชญา” ซ่ึง “ปร” แปลวา ประเสริฐ “ชญา” แปลวา ความรูความเขาใจ ปร + ชญา เปน
ปรชญา (ปรัชญา) แปลวา ความรูอันประเสริฐ วิชาที่วาดวยหลักการแหงความรูและความจริง กำลังอยู
บนทางอันหมายถึงความรูที่เกิดขึ้นหลังจากส้ินความสงสัยแลวหรือส้ินความแปลกใจแลว หรือความรูที่
ประกอบดวยเหตุผล โดยความหมายของปรัชญา(ตะวันออก) หมายถึง “ความรูอันเกิดจากความอยากรู
หรือจากความสงสัย” ทั้งนี้เพราะเหตุจากวา เราอยากรู หรือสงสัยในสิ่งใด เราก็เพียรพยายามใหสมอ
ยาก พยายามใหรู ใหห ายสงสยั ใหได แตค วามรูทุกอยางหาไดห ยดุ นง่ิ แคนัน้ ไม หาทส่ี ิน้ สดุ ไดย ากยิง่ รใู น
ส่ิงหน่ึงแลว จะมีสิ่งอ่ืน ๆ ใหคนหาอีกตอไป ฉะนั้นท่ีวาการแสวงหาความรูไมมีที่ส้ินสุด จึงเปนส่ิงที่จริง
อยา งยง่ิ

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๑

คำวา ปรัชญา ตรงกับภาษาบาลี วา ปญญา ซึ่งมาจากรากศัพท ป + ญา เปนอุปสรรค แปลวา
ท่ัว และ ญา เปน ธาตุ แปลวา รู รวมกันแลวแปลวา รูทั่ว หรือ รอบรู ฉะนั้นปรัชญา ก็คือวิชาแหง
ปญ ญานนั่ เอง

คำวา Philosophy มาจากรากศัพทภาษากรีกวา Philosophia ซ่ึงประกอบดวยคำภาษา
กรีก 2 คำ คือ Philos ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษวา Love of หรือ Loving แปลวา ความรัก กับคำวา
Sophia ตรงกับภาษาอังกฤษวา Wisdom, Knowledge แปลวา ความรู ความฉลาดปราดเปร่ือง ฉนัน
เมอ่ื เอา 2 คำมารวมกันแลว Philos + Sophia = Philosophy คือ

Philosophy มีความหมายวา Love of wisdom แปลวา ความรักในความรู ความรักในปญญา
ความรักในความฉลาดปราดเปรื่อง ความรูหรือปญญา ในท่ีนี้หาไดหมายถึงเพียงความรู ๆ ไปเทานั้นไม
แตยังหมายถึงการตัดสินคุณคาของส่ิงตาง ๆ ในชีวิตโดยความเปนธรรมอีกดวย และความรูท่ีวาน้ีก็ไมมี
ขอบเขตจำกัด จึงพนวิสัยที่ใครจะเขาถึงไดหมด โดยพระยามานวราชเสวี กลาวา “มิใชการเปนเจาของ
หรือการไดมาซ่ึงความจริง แตการแสวงหาความจรงิ ตางหากทเ่ี ปน สารตั ถะของปรชั ญา”

ถาวากันโดยความหมายแลว “ปรัชญา” ก็เปนเคร่ืองมือของ “ปญญา” ท่ีเสาะแสวงหาความรู
หรือสำหรับหาความจริงของส่ิงตาง ๆ ต้ังแตความจริงธรรมดาสามัญชั้นตนถึงความเจริญสูงสุด หรือ
อันติมะสัจจะ (Ultimate reality) ปรัชญา คือ เครื่องมือที่มนุษยใชในการคนหาความจริงของสิ่งตาง
ๆ เพอื่ ตอบสนองความตองการ ความยากรูของมนุษย โดยนยั นี้ ปรชั ญาจงึ เปนเร่อื งของปญญา

จึงกลาวไดสรุปไดวา ปรัชญา คือ วิชาที่วาดวยแนวความคิดอันเนื่องกับการดำรงชีวิตของมนุษย
และสังคมโลกมนุษย เปนการแสดงปญญา ความคิด ความรู ไมวาดานใด ๆ และชวยอธิบายสรรพส่ิง
ทงั้ ปวงวาเปน มาอยางไร

ประเภทของปรชั ญา

ขอบเขตแนวความคิดของวชิ าปรชั ญาสามารถแบงแยกออกไดเปน 2 สาขา ใหญ ๆ คือ
1. ปรัชญาบริสทุ ธิ์ หรือปญญาโดยแท ( Pure Philosophy)
2. ปรชั ญาประยุกต ( Applied Philosophy )

1. ปรัชญาบรสิ ุทธิ์ หรือปญ ญาโดยแท ( Pure Philosophy)
ไดแกแนวความคิด หรือความรูท่ีเปนเนื้อหาของปรัชญาลวน ๆ ซึ่งหมายถึงความรูในทุกแง

ทกุ แบบทกุ อยา ง ปรัชญาบริสทุ ธิเ์ ปน ผลแหงความพยายามคิดคน แสวงหาความจรงิ ของมนุษยในสิง่ ตา ง ๆ
ปรัชญาบริสุทธิ์กลาวถึงปญหาปรัชญาโดยตรง เก่ียวกับเร่ืองความเปนจริง อันประกอบดวย อภิปรัชญา
(Metaphysics) ญาณปรัชญา (Epistemology) จริยปรชั ญา (Ethics) สนุ ทรียปรชั ญา(Aesthetics)

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๒

ในปจ จบุ นั นี้วงการปรัชญาไดแ บง ปรชั ญาทว่ั ไปออกเปนสาขาใหญๆ 5 สาขาคือ
1. อภิปรัชญา เปน สาขาท่ีคน ควาศกึ ษาหาความจริง มนษุ ย โลก และพระผเู ปนเจา
2. ญาณวทิ ยา เปนสาขาทคี่ น ควาศกึ ษาธรรมชาติความรูข องมนษุ ย
3. จริยศาสตร เปนสาขาที่คนควา ศึกษาเก่ยี วกบั ความดี ความชวั่ ความถูก ความผิด
4. ตรรกวทิ ยา เปนสาขาท่ีคน ควาศึกษาเกี่ยวกบั หลักเกณฑในการใชเหตผุ ล
5. สุนทรียศาสตร เปนสาขาทคี่ นควา ศกึ ษาเกย่ี วกับความงามและความไพเราะ

2. ปรชั ญาประยกุ ต ( Applied Philosophy )
เปนปรัชญาท่ีเอาผลสรุป หรือคำตอบของปรัชญาบริสุทธ์ิไปตีความ ผลสรุปของวิชาตาง ๆ

คือ เมื่อวิชาการตาง ๆ แตละสาขาวิชา ถูกคนไปจนพบปญหาท่ีไมสามารถอธิบายไมไดดวยขอเท็จจริง
จึงเอาปรัชญาบริสุทธ์ิไปอธิบาย ตีความปญหานั้น ๆ จัดเปนปรัชญาประยุกตตามสาขาของวิชานั้น ๆ
เปนการนำเอาความรู แนวความคิด ความจริง ที่พิสูจน คนควา หามาไดจากปรัชญาบริสุทธ์ิ ไป
ผสมผสานกับศาสตรแขนงตาง ๆ ซึ่งแยกตัวออกมาจากปรัชญาบริสุทธ์ิ เปนศาสตรอิสระแลว เชน
ปรัชญาศาสนา (Philosophy of Religion) ปรัชญาวิทยาศาสตร (Philosophy of Science) ปรัชญา
กฎหมาย (Philosophy of Law) เปนตน ซ่ึงแยกสาขาออกมามากมายตามสาขาวิชาเฉพาะแตละวิชา
กลาวคือ เปนปรัชญาที่นำปรัชญาบริสุทธิ์ไปประยุกตเขากับวิชาการอื่น ๆ แลวกำหนดชื่อตามโดยใชวิชา
นัน้ ๆ เปนตัวยืน

คุณคา ของการศึกษาปรชั ญา

1. เพอ่ื ใหผศู ึกษารคู วามจรงิ ของมนษุ ย โลก และจกั รวาล เพราะปรชั ญาศึกษาและคนควา เกีย่ วกับความเปนจริง
ของมนษุ ย โลก และจกั รวาลที่เราอาศัยอยูนว้ี า อะไรคือความแทจรงิ ของมนษุ ย ของโลก และของจกั รวาล
2. เพื่อใหรบู อเกิด ธรรมชาติ และขอบเขตของความรู ในพทุ ธปรชั ญามีทัศนะวา ทุกสง่ิ สวนมากเกดิ ข้นึ เพราะธาตุ
4 ประการ คือ ดนิ นำ้ ลม ไฟ ในทำนองเดยี วกัน เมอื่ ธาตุทงั้ 4 สลายไป สงิ่ ทง้ั หลายจะคงอยไู มได ขอบเขตแหง
ความรูในพทุ ธปรชั ญาถอื วา ความรูเ กดิ ได 3 ทางคือ เกดิ จากการฟง เกิดจากการคิดคน ควา ทดลองใครครวญหา
เหตุผล และเกดิ จากการฝก ฝนอบรมใหเ กดิ ปญ ญา
3. เพอ่ื ใหเปนคนมีเหตผุ ล ไมท ำอะไรตามใจตนเอง ความคดิ มรี ะบบ ใจคอกวา งขวางจะตดั สิน ปญหาตองมเี หตผุ ล
ใครครวญใหร อบคอบกอ น
4. เพอื่ ใหร คู วามดี ความงาม และมาตรฐานการตัดสินคุณคาตา งๆในจุดนีย้ อมแตกตา งกันไปในแตละลัทธิ

ความสมั พันธร ะหวา งปรัชญากบั ศาสตรต างๆ

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๓

1. ปรชั ญากบั ศาสนา
ปรัชญาและศาสนาตางก็มีความประสงคคลายกัน คือการเขาสูสภาวะธรรมชาติอันสากลที่มี

ความสัมพันธกับมนุษยท่ัวไป แตปรัชญาจะมีเหตุผล วิจารณญาณและสติปญญาเปนแรงกระตุน ศาสนา
อาศยั ความกลวั และความภักดตี อส่ิงศักด์สิ ทิ ธิเ์ ปน พืน้ ฐาน

2. ปรัชญากับวิทยาศาสตร

ปรัชญาศึกษาความจริงโดยยึดเหตุผลเปนหลัก จะเขาถึงความแทจริงไดและปรัชญาท่ีถูกตอง
จะตองรวบรวมขึ้นจากวิธี การทางวิทยาศาสตร แตวิทยาศาสตรไมใชปรัชญา เพราะวิทยาศาสตรจะศึกษา
แคบๆเจาะลงไป เชน ฟสิกส เคมี ชีววิทยา จะเห็นไดวาในขั้นสุดทายจะตองมีนักปรัชญาสมัยใหมนำ
ขอ เทจ็ จรงิ กฎ และทฤษฎีทางวทิ ยาศาสตรมาใชในการคิดคน ปรัชญา ผลที่ไดก็จะเปนปรัชญาวทิ ยาศาสตร
และตอจากน้ันปรัชญาก็จะเขากับวิทยาศาสตรไดอยางสนิท และกลายเปน ปญญา อันถองแทของมวล
มนษุ ย

3. ปรชั ญากบั ความเปน ครู

หนาท่ีของครูคือการสอนศิษยใหเกิดความรูดี ปรัชญาจึงมีความสำคัญอยางยิ่งตอความเปนครู เพื่อ
จะไดพิจารณาวาอะไรคือเปาหมายที่ถูกตอง อะไรคือส่ิงที่เปนคาอันสูงสุดในที่น้ีจะใหขอคิดเก่ียวกับ
ปรัชญาสำหรับความเปน ครูโดยยอดงั นี้

1. จุกหมายของการศึกษา คือการพัฒนาตัวเด็กไปสูคุณคาอันสูงสุด อันไดแกความจริง ความดี
ความงาม และความสุข แตจุดหมายของการศึกษามิไดมุงเพื่อความสุขอยางเดียวเทาน้ัน เพราะความสุขท่ี
แทจ รงิ ไมใชเ กดิ จากวตั ถุแตเกิดจากการมีคุณธรรม

2. ครูเปนปูชนียบุคคล คือเปนแบบอยางที่ดีของเด็ก ครูไมไดมีหนาที่เพียงแคสอนหนังสือ แกเด็ก
เทาน้ัน ครยู งั มีหนาที่อบรมส่ังสอนและทำตัวเปน แบบอยา งที่ดีแกเดก็ อกี ดวย

3. ความมีมนุษยสัมพันธท่ีดีเปนสิ่งจำเปนอยางยิ่ง ปรัชญาจะชวยใหเรามีความเขาใจ กับผูอ่ืนดีขึ้น
โดยการมองโลกในแงดี ยอมรับฟงความคิดเห็นของผอู ่ืน

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๔

บทที่ 3
นติ ิศาสตร

สำหรับวิชานิติศาสตรเปนศาสตรท่ีนำเอากฎหมายซ่ึงเปนปรากฏการณท่ีมนุษยปรุงแตงข้ึนดวย
จิตใจของตนมาศึกษา วิชานิติศาสตรจึงเปนศาสตรเฉพาะแขนงหน่ึงที่เรียกกันวาศาสตรทางวัฒนธรรม
ในการศกึ ษากฎหมายนน้ั เราสามารถที่จะทำการแบง วิชานิตศิ าสตรโ ดยพิจารณาจากแงม ุมของการศกึ ษาได
3 แขนงดว ยกัน กลาวคือ11

1. นิตศิ าสตรในแงแบบแผน (Legal Science of Norms)
2. นติ ศิ าสตรในแงขอ เทจ็ จริง (Legal Science of Facts)
3. นิติศาสตรใ นแงค ุณคา (Legal Science of Values)

1. นิติศาสตรในแงแ บบแผน (Legal Science of Norms)

วิชานิติศาสตรนี้เปนแขนงวิชานิติศาสตรโดยแท (Legal Science Proper) กลาวคือ เปนวิชาที่มี
การสอนและศึกษาเพื่อทำความเขาใจกฎหมายท่ีใชบังคับอยูในประเทศหนึ่ง หรือในสังคมใดสังคมหน่ึง
และสามารถนำมาบังคับใชไดถูกตอง วิชานิติศาสตรโ ดยแทจึงเปนการสอนและศึกษากฎหมายในฐานะเปน
กฎเกณฑแ บบแผนของสังคม (Norm) เปน มาตรฐานทใ่ี ชตดั สนิ วา การกระทำอยา งหน่ึงดหี รือช่ัว ถูกหรือผิด
กฎหมายโดยแทอาจจะมีขนบธรรมเนียมประเพณี กฎเกณฑทางศีลธรรม ดังน้ันวิชานิติศาสตรโดยแทจึง
สามารถนำมาปรับกบั คดขี อ พพิ าทได นบั วา เปนวชิ านิติศาสตรใ นความหมายอยางแคบ

วิชานิติศาสตรโดยแทสามารถท่ีจะแยกแยะใหเปนสาระสำคัญเปน 2 สวน คือการศึกษาความรูใน
เน้ือหาสาระของกฎหมายและนติ วิ ธิ ี

1.1 เน้ือหาของกฎหมาย (Legal Concept) คือ ความรูความเขาใจในเน้ือหาของกฎหมาย
ท้ังนี้ไมวาจะเปนบทบัญญัติของกฎหมายลายลักษณอักษร คำพิพากษาของศาล จารีตประเพณี ที่มีคา
บังคับเปนกฎหมาย หรือหลักกฎหมายทั่วไป ซ่ึงประกอบขึ้นเปนระบบกฎหมายของประเทศ ทั้งนี้ยอม
รวมถงึ “หลักกฎหมาย” (Legal Dogmatic) ตา ง ๆ ทางนิติศาสตรด วย

1.2 นิติวิธี (Juristic Method) คือวิธีคิดเก่ียวกับกฎหมายถึงความคิดและทัศนคติของนัก
กฎหมายท่ีมีตอระบบกฎหมายของตนอันไดแก ทัศนคติท่ีมีตอกฎหมายลายลักษณอักษร ตอจารีต
ประเพณี ตอคำพิพากษาของศาลวาจะถือส่ิงเหลาน้ีเปนบอ เกิดของกฎหมาย(Formal Sources of Law)
สำหรับใชในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีไดหรือไมเพียงใด ตลอดจนวิธีคิด วิธีใช วิธีคนหากฎหมาย วิธี

1 สมยศ เชอื้ ไทย,”นติ ิปรชั ญาเบ้ืองตน ”,พมิ พครั้งที่ 6,(สำนักพมิ พว ิญูชน:กรุงเทพ),2544 หนา41-50

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๕

เสริมใหสมบูรณ อันเปนการทำใหกฎหมายเจริญงอกงามมากข้ึนตามความเปล่ียนแปลงของบานเมืองและ
ยุคสมยั

วิชานิติศาสตรโดยแทจริงมีลักษณะเปนวิชาที่เรียกวา “Dogmatic Legal Science” หรือ
“Legal dogmatic” คือ หลักกฎหมายที่จะตองมีขอยุติ เพ่ือเปนรากฐานในการแสวงหาเหตุผลทาง
วชิ าการน่นั เอง

วิชานิตศิ าสตรโดยแทน้ีอาจจะทำการแบงขอบเขตของการศึกษาไดเ ปน 2 ประเภท คือ
1. นิติศาสตรทั่วไป หมายถึง การศึกษากฎหมายเพื่อที่จะคนหาถึงลักษณะสามัญของกฎหมาย
วามีหลักทั่วไปอยางไร และวิชานิติศาสตรทั่วไปน้ี ไมไดทำการศึกษานิติศาสตรในแขนงใดแขนงหน่ึง
โดยเฉพาะ แตจ ะเปนลักษณะหลักนิติศาสตรท ่ัวไปทส่ี ามารถใชไ ดกับกฎหมายสาขาตา ง ๆ ไดน น่ั เอง
2. นิติศาสตรเฉพาะ หมายถึง การศึกษากฎหมายเฉพาะเร่ืองหน่ึงเรื่องใดท่ีใชบังคับอยู และ
นอกจากนี้วิชานิติศาสตรแตละสาขาก็ยังสามารถแบงออกไดเปน 2 สวนดวยกันไดแก ภาคเฉพาะ กับ
ภาคทว่ั ไป นั่นเอง

2. นติ ศิ าสตรใ นแงข อ เทจ็ จรงิ (Legal Science of Facts)

เปน การศกึ ษากฎหมายในฐานะที่กฎหมายเปนขอเท็จจริงท่ีมอี ยู โดยสามารถท่ีจะศกึ ษาไดห ลายรู
แบบ ไมวา จะเปนการศึกษาคนควาทางกฎหมายในฐานะทีก่ ฎหมายเปนขอเท็จจริงในประวตั ิศาสตร และ
การศึกษาคนควาทางกฎหมายในฐานะที่เปนปรากฏการณที่เกิดข้ึนในสังคม หรือท่ีเรียกวา วิชาสังคม
วิทยากฎหมาย

2.1 วิชาประวัติศาสตรกฎหมาย (History of Law) เปนวิชาท่ีกลาวถึงเหตุการณหรือ
ปรากฏการณท่ีเกิดข้ึนในสังคมในอดีต ทั้งนี้โดยอาศัยเหตุผลไตรตรองใครครวญของความสัมพันธระหวาง
เหตุการณหรือปรากฏการณเหลาน้ันวาเปนเหตุเปนผลเช่ือมโยงซ่ึงกันและกันอยางไรในลำดับเวลาตาง ๆ
กัน และเมื่อนำมาจัดใหเปนระบบแลว ทำใหเราสามารถมองเห็นส่ิงตางๆ ท่ีเกิดข้ึน และวิวัฒนาการของ
กฎหมายท่ีเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ในลักษณะใดและอยางไร ดังน้ันประวัติศาสตรกฎหมายจึงเปนวิชาท่ี
ทำการศึกษาถึงตำนานกำเนิดและวิวัฒนาการทางกฎหมายในฐานะท่ีกฎหมายเปนขอเท็จจริงอยางหน่ึงใน
อดีต

โดยในการศกึ ษาวชิ าประวตั ิศาสตรกฎหมายนั้นสามารถทีแ่ บงวิธีการศึกษาได 2 วิชาดว ยกนั คอื

2.1.1 ประวัตศิ าสตรห ลักกฎหมาย
คือการศึกษาคนควาถึงตำนาน และวิวัฒนาการของหลักกฎหมายท่ีมีอยูใน

นิตศิ าสตร โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ พื่อใหรู และเขา ใจในตัวบทกฎหมายที่มีผลใชบงั คบั ในขณะใดขณะหนง่ึ

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๖

2.1.2 ประวตั ิศาสตรกฎหมายสากล
คือ การศึกษาคนควาถึงตำนานและวิวัฒนาการของกฎหมายโดยท่ัว ๆไป ไม

จำกัดเฉพาะเจาะจงวาเปนหลักกฎหมายในเร่ืองหนึ่งเรื่องใด หรือกฎหมายของสังคมหน่ึงสังคมใด
เพื่อที่จะใหทราบวากฎหมายกำเนิดขึ้นมาไดอยางไร จากปจจัยอะไรบาง และวิวัฒนาการของความเจริญ
งอกงามขึน้ มาไดอยา งไร และลักษณะใด

2.2 สงั คมวิทยากฎหมาย (Sociology of Law) เปน วิชาที่ทำการศกึ ษาเกี่ยวกบั ขอเทจ็ จริง ท่ี
เกิดขน้ึ ในสังคมในดานตางๆ ดังนั้นวิชาสงั คมวทิ ยากฎหมาย จึงเปน การศึกษาคนควาเก่ียวกบั สภาพความ
เปนจริงที่เกี่ยวกับกฎหมายในสังคม (Social of Law) วาปฏิบัติตามกฎเกณฑทางกฎหมายและการ
ดำเนินชีวิตของตนภายในกรอบของกฎเกณฑทางกฎหมายนั้นในความเปนจริงอยางไร วิชาสังคมวิทยา
กฎหมายน้ันมีความเก่ียวของสัมพันธกับประวัติศาสตรกฎหมายอยางใกลชิดในแงที่วาเกี่ยวของกับ
ขอเท็จจริงในชีวิตทางกฎหมาย

ในการศึกษาคนควาเพื่อใหทราบถึงสภาพความเปนจริงท่ีเกี่ยวกับกฎหมายในสังคม เปน 2 แง
ดว ยกันกลาวคอื

1. การศึกษาคนความเก่ียวกับสภาพความเปนจริงของสังคมในตำนานการกำเนิดของกฎหมาย
ในฐานะที่กฎหมายเปนผลิตผลของกระบวนการทางสังคม และมีความเกี่ยวของและสัมพันธกับ
ประวัตศิ าสตรอยา งใกลชดิ เชนกัน

2. การพิเคราะหอิทธิพลของกฎหมายที่มีตอสังคมในฐานะที่กฎหมายเปนเคร่ืองมือหรือกลไก
อยางหนึ่งที่จะควบคุมพฤติการณของคนในสังคม และเปนปจจัย อยางหน่ึงท่ีกำหนดวิถีชีวิตของคนใน
สังคม

3. นิตศิ าสตรในแงคุณคา (Legal Science of Values)
คือการศึกษากฎหมายในแงแหงการวิจารณกฎหมายแงวากฎหมายที่มีอยูนั้น ดีหรือไมดี มีผล

หรอื ไมมีผลตามมาตรฐานของอดุ มคติอยา งใดอยา งหน่ึงวชิ านติ ศิ าสตรท ่ีสำคญั ๆ ในแงต า ง ๆ ดังตอ ไปน้ี
3.1 วิชานิติบัญญัติ คือวิชาท่ีเกี่ยวกับเร่ืองการบัญญัติกฎหมาย ซึ่งอาจจะเปนการบัญญัติ

กฎหมายใหม หรือ ทำการเปลีย่ นแปลงแกไขกฎหมายทีม่ อี ยเู ดมิ แยกออกเปน 2 ภาคดวยกันกลาวคือ
3.1.1 ภาคทั่วไป วาดวยประวัติความเปนมาทางกระบวนการทางนิติบัญญัติ หนาท่ี

และขอจำกัดทางกระบวนการทางนิติบัญญัติรวมทั้งปญหานิตินโยบาย ซ่ึงเปนการตัดสินใจของรัฐท่ีจะใช

กฎหมายเปนเคร่ืองมือในการดำเนินนโยบายอยางใดอยางหน่ึง ทั้งในระยะส้ันและระยะยาว อันจะเปน

เร่ืองทางการเมืองมากกวาทางวิชาการ
3.1.2 ภาคเฉพาะ วาดวยเทคนิคในการบัญญัติกฎหมาย อันไดแกการเลือกสรร

ถอ ยคำตาง ๆ มาใชใ นการเขียนกฎหมายใหไ ดตามผลความมงุ หมาย ของผูทท่ี ำการบัญญัติกฎหมายจะตอ ง

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๗

มาทำการพิเคราะหและพิจารณา และรวมถึงการตีความกฎหมายอีกประการหน่ึงดวย เพราะวาในบางครั้ง
การทจ่ี ะใชก ฎหมายนน้ั ผใู ชกฎหมายนัน้ อาจจะไมทราบถึงเจตนารมณข องกฎหมายวาผูบัญญตั ิกฎหมายน้ัน
จะใหหมายความวาอยางไร ทั้งนี้ในการศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการบัญญัติกฎหมายนั้นจะทำใหทราบถึง
เจตนารมณทีแ่ ทจ รงิ ของผูบญั ญตั ิกฎหมายดว ยเชน เดยี วกนั

3.2 วิชากฎหมายเปรียบเทียบ คือ กฎหมายน้ันมิไดเปนการจำกัดอยูแตเพียงภายในเขตแดน
ของชาติเทาน้ัน ดังน้ันจึงควรทำการท่ีจะพิจารณาถึงกฎหมายของแตละชาติที่มีอยูดวย เพราะวาวิชา
กฎหมายนั้นก็เหมือนกับวิชาทั่ว ๆ ไป ไมวาจะเปนวิชาสังคมศาสตร ประวัติศาสตร เศรษฐศาสตร
รัฐศาสตร ดังเพื่อที่จะทำใหเกิดการเปรียบเทียบ อันจะเปนการพิจารณาถึงกฎหมายของตนที่มีอยูน้ันดี
หรือไม ควรที่จะทำการเปรียบเทียบถึงความแตกตางของกฎหมายในประเทศตางๆ ดวย และประโยชน
ของกฎหมายเปรียบเทยี บมี ดังนี้

1.1 เพื่อประโยชนในการทำความเขาใจบทบัญญัติแหงกฎหมายของประเทศเราใหลึกซ้ึงมาก
ย่งิ ขนึ้

1.2 เพ่ือชวยในการบัญญัติกฎหมายใหม ๆ หรือแกไขกฎหมาย ปรับปรุงกฎหมายเดิมให
เจริญกา วหนา เพื่อใหเหมาะสมกบั การเปลี่ยนแปลงของสงั คม เศรษฐกจิ การศึกษา และการเมอื ง

1.3 เพ่ือประโยชนในการใชกฎหมายระหวางประเทศ ใหมีความชัดเจนมากยิ่งข้ึนอีก
ประการหนง่ึ

1.4 เพื่อทำใหกฎหมายของประเทศตาง ๆ เปนอันหน่ึงอันเดียวกัน หรืออยางนอยก็
ใกลเ คยี งกันใหม ากทส่ี ดุ

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๘

บทท่ี 4
นติ ปิ รชั ญา

วิชานิติปรัชญาถือไดวาเปนวิชาที่ใหมในการเรียนการศึกษาในมหาวิทยาลัย เม่ือเปรียบเทียบกับ
กฎหมายแพง กฎหมายอาญา นอกจากนี้ในตัวเน้ือหาของวิชาเองก็คอนขางมีลักษณะเปนนามธรรมอัน
สงู สุดทเ่ี ก่ยี วของกับเรื่องปรชั ญา กฎหมาย และการเมอื ง

เพ่ือเปนการศึกษาเก่ียวกับความหมายของ คำวานิติปรัชญา ใหเกิดความเขาใจและลึกซ่ึงมาก
ยิ่งขึ้นนัน้ ผูเ ขยี นจะขอทำการแบง แยกคำออกเปน 2 คำคอื นิติ + ปรัชญา

สำรับคำวา “นิติ” เดิมหมายความถงึ ขนบธรรมเนียมประเพณีหรือกฎหมาย ซง่ึ เกิดขนึ้ เพ่ือรักษา
ความสม่ำเสมอ(ความเปนปกติ)ในสังคม ใชเพ่ือควบคุมในการลงโทษมนุษยที่อยูในสังคมรวมกัน
กฎหมายมาจากธรรม (ธรรมะ) คือหนาท่ี หรือเปนส่ิงท่ีมนุษยตองกระทำท้ังหลาย แตก็มีบางทานเห็น
วา คำวา กฎหมายคือธรรมะ ซง่ึ กอ็ าจจะแปลความไดว า เปนธรรมชาติดว ย

สวนคำวา ปรัชญา คือ วิชาท่ีวาดวยเหตุแหงความรูและความจริง ความปราดเปร่ืองเรื่องความ
รอบรู การรักในความฉลาด วิชาการ ผูท่ีรักในการแสวงหาปญญาความรูก็คือ ปรัชญาเมธี ปรัชญา ถือ
เปนบรรดาแขนงความรแู ขนงแรกของโลก ประกอบดว ย

1. อภปิ รัชญา เปนปรัชญาชัน้ สูง มีความสมบูรณเกี่ยวกบั การสอนการคนหาสัจธรรมของโลก
หรือส่งิ ที่ดำรงอยางแทจ รงิ ในโลกจกั วาลเปน เร่อื งการคนพบสมมติฐานของโลกหรือสภาวะ

2. ญาณวทิ ยา มงุ เพอื่ ทจ่ี ะหาคำจำกดั ความความวา ความรูคืออะไร
3. ตรรกวทิ ยา เปนวชิ าวา ดว ยเหตผุ ล การโตแ ยง
4. จริยศาสตร ศึกษาจริยธรรม คุณคาความดีงาม
5. สุนทรีศาสตร ความงดงาม สวยงาม คุณคา แหง สิ่งนั้น
ทั้ง 5 ประการนี้เรียกวาปรัชญาบริสุทธ์ิ ซ่ึงเปนหนึ่งในความหมายของปรัชญาที่แยกออกได 2
ประเภท ปรัชญาประยุกต คือ เปนการเอาปรัชญาบริสุทธ์ิไปใชกับศาสตรสาขาตาง ๆ ทำใหเกิด
ปรัชญาข้ึนเฉพาะทาง เชนปรัชญากฎหมาย ปรัชญาการเมือง ปรัชญาการศึกษา เปนตน ความคิด
โดยรวมก็คือปรัชญามุงคิดถึงโลก ชีวิตท่ีอยูนอกเหนือขอบขายวิทยาศาสตร ปรัชญานั้นสอนใหมนุษย มี
ความรูถึงฐานะของตนวาฉลาดอยูก็ยังโงไป แมว าละเอียดแลวก็ยังหยาบ แมว าถาวรก็ยงั ไมถาวร ลวนเปน
อนิจจัง(โลกธรรม 8) ในโลกนี้ยังมีส่ิงท่ีมนุษยตองแสวงหาอีกมาก นิติปรัชญาถือเปนปรัชญาประยุกต แต
ลักษณะของเนอ้ื หาของกฎหมายแท ๆ ขอบขา ยของวิชาน้จี ะไมเ ขา ถงึ แตมงุ ท่จี ะศึกษาวา
- กฎหมายแทจรงิ คืออะไร ?

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๒๙

- มีเหตผุ ลในการบญั ญตั เิ ชนน้นั อยางไร
- คุณคาใจความของกฎหมาย (ภาววสิ ยั )
น่ันก็คือเปนการศึกษารวมกันไปทั้งกฎหมายและความยุติธรรม หากจะพิจารณาแลวิชากฎหมาย
มีเน้ือหามาก มีสำนักคิดทฤษฎีหลายสำนักมาก ครูอาจารยท่ีสอนอยูในมหาวิทยาลัยก็มักเลือกเอาแต
สำนักท่ีตนเองสนใจมาบรรยายเทานั้น แตเนื่องจากเอกสารการสอนฉบับน้ีจะเปนการนำเอาแนวความคิด
ของสำนกั แตละสำนกั มารวบรวมไวเพ่ือใชในการศกึ ษาตอไปโดยจะทำการรวมรวมจากตำรา บทความตา ง
ๆ ที่สามารถแสวงหาได
วิชานิติปรัชญาจะตองมุงสอนกันที่ Spirit of The Law ไมใชสอน Knowledge of The Law
ดังเชนวิชากฎหมายแพงหรือกฎหมายอาญาท่ัวไป คือตองใหเขาใจถึงจิตถึงวิญญาณกฎหมาย ตองดึงผู
ศึกษาออกมาจากปาของกฎหมายแลวมาสูธรรมชาติทั้งหมด มาดูวาปานั้นหรือกฎหมายน้ันมีความสัมพันธ
กบั แมน้ำ ภเู ขาหรือสงั คม ประชาชนเปน อยา งไร นี้คอื หัวใจ บรรดาสำนกั คดิ ที่สำคญั ๆ มีดงั ตอไปน้ี

1. Natural Law
2. Positivism Law
3. Historical Law
4. Utility Law
5. สำนกั สจั นยิ ม
6. สำนกั กฎหมายเชิงสังคม
7. Marxist Theory
ทั้ง 7 สำนักคิดน้ีตางก็ถกเถียงกันในเชิงวิชาการถึงนิติปรัชญาอยางหาจุดจบมิได ดังน้ันผูศึกษาก็
จำเปนท่ีจะตองหาทางสายกลาง อันจะเปนขอยุติในปรัชญาความคลุมเคลือน้ีใหได ซึ่งเม่ือเวลาท่ีมีปญหา
สังคมเกิดข้ึน เชน ปญหาการทำแทง การรักรวมเพศ การฆาตัวตายเอง การชุมนุมประทวง ดื้อแพงไม
เคารพกฎหมายหรือในอำนาจรัฐ ก็ตองอางบรรดาทฤษฎีสำนักคิดตางๆ เพ่ือสนับสนุนการกระทำแหงตน
ดงั นนั้ จุดประสงคข องสงั คมและทางปลดปลอ ยใหห ลดุ พน ผมู ีปญ ญาเทาน้นั ทจ่ี ะคนพบได

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๐

หมวดที่ 2
แนวความคิดทางปรชั ญากฎหมายตะวนั ตก

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๑

บทที่ 1
สำนกั กฎหมายธรรมชาติ

1. แนวความคดิ ของปรชั ญากฎหมายธรรมชาติ
ปรัชญากฎหมายธรรมชาติเปนปรัชญาในฝายอุดมคติซ่ึงมีความเชื่อวากฎหมายท่ีดีและสมบูรณอยาง

แทจริงนั้นมีอยูดำรงอยูเปนแนวคิดท่ีใหความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องศีลธรรม ดังนั้นแนวคิดนี้จะมองกฎหมาย
ในเชิงศีลธรรม มีความเช่ือวามีสิ่งท่ีเปนสากล กลาวคือ กฎหมายธรรมชาตินั้นเปนกฎหมายที่แทจริง
มีความสูงกวากฎหมายทุกประเภท ดังนั้น กฎหมายท่ีรัฐบัญญัติข้ึนจะตองสอดคลองกับหลักการของ
เหตุผลและความเปนธรรม ซ่ึงจะเปน สว นหนง่ึ ของกฎหมายธรรมชาติ

แนวคิดเร่ืองกฎหมายธรรมชาติน้ีปรากฏขึ้นท้ังในโลกตะวันตกและโลกตะวันออก ในโลกตะวันออก
นั้นจะมีภาพเปนไปในทางศาสนามากกวาจะเปนกฎหมายท่ีแทจริงในขณะที่ทางฝายตะวันตก เฮราครี่ตุส
ไมไดพ ดู ถึงเรือ่ งกฎหมายธรรมชาติโดยใชห ลกั ศาสนาแตอ ยางไร

2. วิวฒั นาการของปรัชญากฎหมายธรรมชาติ

2.1 สมัยกรกี โบราณ

ปรัชญา(Philosophy), มาจากภาษากรีกท่ีแปลวา ผูรักในความรู มนุษยเราไดช่ือวาเปนผูแสวงหา
ความรู ไมวายุคใดสมัยใดก็ตาม คำถามทางปรัชญาท่ีสำคัญลวนเปนที่สนใจที่จะหาคำตอบ ความเรียงฉบับ
นี้ มีความตั้งใจท่ีจะกลาวถึงความคิดของนักปรัชญา ที่สำคัญต้ังแตยุคกรีก จนถึงยุคปฏิรูปศาสนา และอีก
ประการหน่ึงคือ ความคิดทางปรัชญา ในแตละยุคนั้น สงผลอะไรตอภาพลักษณของมนุษย โดยขาพเจาจะ
นำเสนอ เรียงตามลำดับเวลาโดยเรม่ิ จากสมัยกรีก

กรีก นับวาเปนดินแดนท่ีอุดมไปดวยปรัชญา เพราะประชาชนมีเสรีภาพท่ีจะคิดและแสดงออก
โดยในยุคน้ันมีนักปรัชญาหลายคน นักปรัชญาในยุคตนมีควมสนใจในธรรมชาติรอบตัวเขาและพยายามหา
คำตอบของส่ิงเหลาน้ัน เชน อะไรคือธาตุพ้ืนฐานของสรรพสิ่ง หรือ ทุกสิ่งทุกอยางมีการเปล่ียนแปลงเลื่อน
ไหลหรือไม แตมีนักปรัชญากรีก ที่สำคัญอยู ๓ คน ซึ่งผลงานของท้ัง ๓ คน ลวนมีอิทธิพล ตอคนในยุค
ตอ ๆมา นกั ปรชั ญาท้งั ๓ คนนค้ี ือ โสเครตีส Pato และ Aristotle

โสเครตีส นับวาเปนนกั ปรัชญาทสี่ ำคัญทส่ี ุดคนหนงึ่ ของกรีก เขามอี ิทธิพลตอนกั ปรชั ญารนุ ตอๆมา
แตกลับไมมีผลงานที่เขาเขียนออกมาเลย เรารูจักโสเครตีส ไดจากงานของPato ผูเปนศิษยของเขา
ความคิดทางปรัชญาของเขา ไมปรากฏออกมาเดนชัด แตเขามีความคิดขัดแยงกับพวกโซฟสตท่ีมองวา

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๒

มนุษยเ ปนมาตรวดั ในทุกสิ่ง เขาคิดวาจะตองมีบางส่ิงที่จริงแท คือ ความจริงสูงสุดที่ไมเปล่ียนแปลง ซึ่งเขา
ยังคนหาอยู โดยโสเครตีส ไดพบปะพูดคุยกับผูคนในกรุงเอเธนส ซึ่งถือวาเปนวิธีการเรียนรูอยางหน่ึงท่ี
สำคัญเหมือนกัน นอกจากน้ัน เขาก็เปนนักวิจารณสังคมท่ีสำคัญอีกดวย จนเขาตองจบชีวิตโดยการถูก
ตัดสินลงโทษประหารชีวติ โดยการดม่ื ยาพิษ

Pato เปนลูกศิษยของโสเครตีส เขามีผลงานที่ปรากฏออกมามากมาย เขามีความคิดวา ความจริง
สงู สุดน้ันมอี ยูจรงิ และสิง่ น้ันก็คือ แบบ(Formหรือ Idea) ซึ่งถือวาเปนความรูทจ่ี รงิ แท เพราะ แบบ เปนสิ่ง
ที่ไมเปล่ียนแปลง แตสรรพสิ่งทั้งหลายลวนเปล่ียนแปลง เราไมอาจเรียนรูมันได Patoไดอธิบายโลกของ
แบบวา แบบเปนสง่ิ ที่มขี องมนั อยูแลว ถงึ แมจะไมมีส่งิ นั้นอยูบนโลกของวัตถุ เชนถงึ แมจะไมมี เกาอ้ี สกั ตัว
บนโลกวัตถุ แตแบบของเกาอี้ก็จะมีอยูบนโลกของแบบ Patoไดใหเหตุผลวาทำไมจึงนาเชื่อวามีโลกของ
แบบอยูเหนือโลกของวัตถุ ก็เพราะวา ส่ิงของบางสิ่งบางอยางมีลักษณแตกตางกันแตเราเรียกสิ่งเหลาน้ัน
เหมือนกัน เชน ถวยกาแฟอาจมีหลากหลายรูปทรง สีสัน แตเราก็เรียกมันวาถวยกาแฟ Patoไดอธิบายวา
เราจะสามารถเขา ใจโลกของแบบนไี้ ดโดยคณติ ศาสตร เพราะแบบคลา ยกบั คำนิยามทางคณติ ศาสตร

Patoไดกลาววา มนุษยเราสวนใหญติดอยูในภาพสะทอนของวัตถุ โดยไดเปรียบเทียบกับนิทาน
เรื่อง ถ้ำ ท่ีวา มีมนุษย ถูกจับใหตองหันหนาเขาหาผนังถ้ำตลอดมา ซึ่งขางหลังเขาจะมีคนกลุมหน่ึง ทำรูป
สิ่งของตางๆจำลองและมีกองไฟ อยูขางหลังเขาอีกที แลวเงาของรูปจำลอง ก็จะตกกระทบผนังถ้ำ มนุษย
ถ้ำก็คิดวาเงาที่เขาเห็นนั้นคือความจริง แตวันหนึ่ง มีมนุษยถ้ำคนหน่ึงสามารถหลุดจากพันธนาการออกไป
ได เม่ือเขาเดินผานคนทำเงาเหลานั้น เขาจะพบความจริงในข้ันหน่ึง และเม่ือเขาออกมานอกถ้ำเขาก็จะ
เห็นความจริงสูงสุด แตเม่ือเขาอยากจะนำความจริงมาบอกมนุษยท่ียังอยูในถ้ำ เขาก็ถูกฆาตายเพราะ ถูก
คนทำเงาที่ไมพอใจ เพราะกลัววาตนจะเสียอำนาจ และมนุษยถ้ำเองกไ็ มเชื่อเขา ซึ่งก็เปรยี บไดก ับโสเครตีส
ที่พยายามบอกกับชาวเอเธนสใหต่ืนจากความมัวเมาท้ังหลาย มนุษยถ้ำในเรื่องนี้ ก็เปรียบไดกับคนทั่วๆไป
ที่ยงั มองเหน็ วา เงา คือ ส่ิงทีแ่ ทจ รงิ แตแทท จ่ี รงิ มีสง่ิ ทจ่ี รงิ กวา น้ีอยูเ บือ้ งหลังเขา

Aristotleเขามีความคิดเรื่อง แบบ อยูเหมือนกันแตแบบของเขาตางจากแบบของPato แบบของ
Aristotle ไมไดแยกออกจากวัตถุ แตแบบของสิ่งตางๆ คือลักษณะเฉพาะของส่ิงน้ัน แบบไมไดมีอยู
ตางหาก และแบบคือเปาหมายในการเปล่ียนแปลงของสรรพสิ่งดวย คือ พัฒนาจากศักยภาพสูสิ่งสมบูรณ
ก็คือแบบ ตัวอยางเชน เด็กทารกก็จะพัฒนาเจริญเติบโต สูความเปนมนุษยท่ีสมบูรณ ดังที่Aristotleได
เสนอหลักการวิเคราะหของเขาว าทุกสิ่งจะตองมีสาเหตุดวยกัน ๔ ประการ คือ ประการแรก สาเหตุทาง
วัตถุ คือ มันทำดวยอะไร ประการที่สอง สาเหตุแหงแบบ คือ รูปแบบมันเปนอยางไร ประการท่ีสาม
สาเหตุแหงศักยภาพ คือ มันทำไดอยางไร และประการสุดทาย คือ สาเหตุสุดทาย คือ มันทำเพ่ืออะไร
Aristotleเห็นวาทุกสิ่งมีเปาหมายของมันเอง ซ่ึงเปาหมายของการเปลี่ยนแปลงคือ แบบ และAristotleก็
คิดวา ตองมีสิ่งหนึ่งที่เปนจุดเร่ิมตนของสรรพส่ิง โดยตัวมันเองตองหยุดน่ิง แตทำใหทุกส่ิงเคลื่อนที่ ซึ่ง
แนวคดิ นี้ก็ไดมาถูกเพ่ิมเติมโดย เซนตอไควนัส ซงึ่ จะกลาวในชวงถดั ๆไป จะเห็นไดวาAristotleเชื่อวา แบบ

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๓

ไมไ ดแ ยกจากวัตถุแตวัตถเุ ปน ตน กำเนิดของแบบ ทำใหเขาเชื่อวา ความรูท่ีไดมาจากประสาทสัมผัส จึงเปน
ความรูทีเ่ ชื่อถือได เขาจงึ สามารถจัดแบงส่งิ ตางๆในโลกวตั ถ แุ ละยงั คงใชม าถึงปจ จบุ ัน

จากท่ีกลาวมานักปรัชญากรีกทั้ง ๓ คน เขามีทัศนคติตอภาพลักษณของมนุษยในลักษณะที่เปน
มนษุ ยนิยม คือ มองวา มนษุ ยส ามารถทจ่ี ะพฒั นาตนเองได มนษุ ยน้นั สามารถทีจ่ ะเขา ถงึ ความจรงิ สูงสุดได

สำหรับแนวคิดเร่ืองกฎหมายธรรมชาติไดเริ่มที่คำอธิบายกฎหมายของ Heraclitus (เฮราคริตุส)
ยืนยันวากฎเกณฑซึ่งใชควบคุมสังคมมีปรากฏในธรรมชาติ กฎเกณฑดังกลาวไมไดเกิดขึ้นจากการบัญญัติ
หรือเจตจำนงคของมนุษยผูมีอำนาจแตอยางใด แตกฎเกณฑดังกลาวเปนกฎเกณฑที่เปนภาวะวิสัย
(Objective) แนวคิดของ (Heraclitus) ไดรับการสืบแนวคิดมายังบรรดานักคิดหลายคนในกลุม
นักปราชญกรกี โบราณนีเ้ รียกตวั เองวา พวกโสฟสท (Sophists)

สมยั นั้นกรกี ไดปกครองในระบบทรราชย ทำใหน กั คิดโสฟส ทห ลายคนอา งเรอื่ งกฎหมายธรรมชาติ
ข้ึนมาเพ่ือคัดคานการปกครองที่ไมเปนธรรม โดยเฉพาะ Sophocles (โซโพคริส) ไดแตงหนังสือ
Antigone (แอนทีโกนี) ซ่ึงถือวาเปนละครท่ีสะทอนความคิดความเช่ือเรื่องกฎหมายธรรมชาติ แตโสฟสท
หลายคนปฏิเสธกฎหมายธรรมชาติโดยเฉพาะ Protagoras ไดออกมาโตแยง กฎหมายธรรมชาติเขาไดก ลาว
ถอยคำวา “man as an individual was the measure of all things” (ตัวมนุษยในฐานะปจเจก
บคุ คลเปน เครอ่ื งวดั สรรพสง่ิ ) เพราะ Photagoras เห็นวา ความจรงิ
นน้ั สง่ิ ท่ีเปนธรรมชาติมีความหลากหลายไมแนนอน โดยเฉพาะปญหาวาอะไรดอี ะไรชั่วเปน เรื่องของแตละ
คน ไมมีมาตรฐานสากล เพราะมนุษยจะมีโครงสรางไมเหมือนกัน สมองแตละคนไมเหมือนกัน ดังน้ัน
การท่ีจะใหเหตุผลวาส่ิงใดผิดส่ิงใดถูกยอมแลวแตบุคคลเพราะบุคคลเปนเครื่องวัดสรรพสิ่ง จากแนวคิด
ดังกลาวทำใหมีการวิพากษวิจารณกันมากเพราะเห็นวาเปนแนวคิดท่ีจะทำใหเกิดความเสยี หายแกสังคมได
กลาวคือถาสังคมไปยึดแนวคิดของโฟตาโครัสแลวจะทำใหเกิดความระล่ำระสายในทางศีลธรรม เพราะทุก
คนตองเชือ่ วาผิดถกู อยทู ่ีตวั ของเขาเอง ดังนัน้ จงึ ไดมีนกั คิดอดุ มคตทิ ี่เชอ่ื ในเร่ืองเก่ยี วกบั จริยธรรมออกมา
คดั คาน เชน Socratis Pato และAristotle

ทั้งสามทานมีแนวคิดในเชิงอุดมคติท่ีเช่ือในความถูกตองที่เปนสากลมีความคิดในเชิง
อภิปรัชญา เชอื่ วา มีสงิ่ ทเี่ ปน แบบ (Forms) ของความถูกตอง

Socratisไมไดเขียนความคิดของทานเปนตำรา ดังน้ัน เราจึงตองศึกษาจากงานเขียน
ของ Pato

Pato เห็นววาพวกโสฟสทไมยอมรับเร่ืองกฎหมายธรรมชาติน้ันทำใหเกิดความเสื่อม
ในทางศีลธรรมและการหลงบูชาอำนาจในนครเอเธนนสมัยน้ัน Patoจึงไดพยายามแกไขโดยการอธิบาย
และปลูกฝงคิดเร่ืองแบบ (Forms) หรือแมพิมพ (Archctypes) ของส่ิงที่เปนเอกสารหรือคุณธรรมอัน
เปน สากลไมมีการเปลี่ยนแปลง (ความดีความถูกตองที่เปน สากล) พรอ มกันน้ันPatoไดเ สนอทฤษฎี The
Theory of Philosopher King (ทฤษฎีราชาปราชญ) ซึ่งเปนตัวทฤษฎีท่ีเนนความสำคัญของตัวบุคคล

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๔

คอ นขางมาก คือตัวบุคคลท่ีจะเปนนักปราชญหรือกษัตริย ดังน้ัน รัฐในอุดมคติในทัศนะของPatoจึงไมใช
เปนนิตริ ฐั โดยตรงแตเปน รฐั ที่ปกครองโดยบุคคลท่เี ปน ราชาปราชญ

ทฤษฎีราชาปราชญเปนทฤษฎีท่ีแบงแยกคนออกเปนวรรณชนช้ันท่ีแตกตางกันซ่ึงอาจจะ
แยกไดเ ปน 4 ชนชน้ั คอื

1. ชนชน้ั ปกครอง
2. ชนชน้ั ทหาร
3. ชนช้ันชาวนา
4. ชนชั้นชา งฝม อื

สองชนชั้นแรกคือวาเปนชนช้ันปกครอง เปรียบเทียบวาชนช้ันแรกมีคาดุจทองชนช้ันท่ี
สองมีคาดุจเงิน สวนพวกชาวนาเปนเสมือนเหล็กและชางฝมือเปนเสมือนทองแดง Patoจะเนน
ความสำคัญของตัวบุคคลอยางมาก เขามีความคิดวาความสำเร็จในการปกครองอยูท่ีการเลือกคนที่เปน
นักปราชญใหข้ึนมาเปนผูปกครองบานเมือง เพราะคนท่ีเปนนักปราชญเทาน้ันที่จะเขาถึงกฎหมาย
ธรรมชาติได และจะเปนคนท่ีสามารถนำส่ิงที่เปนกฎหมายธรรมชาติหรือหลักกฎหมายธรรมชาติมาแปร
เปนตัวอักษรเขียนเปนกฎหมายของรัฐอีกทหี นงึ่

การแบงแยกคนเปนชนชั้นดังกลาวน้ีถูกวิพากษวิจารณวาเปนความไมถูกตอง ในขณะ
ท่ีPatoพยายามจะบอกวานี่คือธรรมชาติ เพราะมนุษยเราโดยธรรมชาติมีความแตกตางกัน บางคนอาจมี
ความสามารถทางดานสติปญญาเหนือคนอื่น บางคนอาจจะเหนือผูอ่ืนในแงเกี่ยวกับความกลาหาญหรือ
บางคนจะมีความอดทนเปนพิเศษ ซึ่งเหลาน้ีจะเปนความแตกตางในตัวมนุษย นอกจากน้ันในทฤษฎีของ
Patoยังระบุไวดวยวาพวกชนชั้นนักปราชญ หรือพวกชนช้ันทหารน้ันจะตองเปนชนช้ันท่ีไมมีครองครัว
และไมสามารถมีหรือครอบครองทรัพยส ินสวนตัว เพราะPatoมองวา การมคี รอบครัวหรอื ทรพั ยส ินสวนตัว
ทำใหเกิดยึดติด ทำใหเกิดความโลภและการหมกมุนอยูกับส่ิงพวกน้ีแลวปญญาจะไมเกิด ดังน้ัน เราจะ
เห็นวาแนวความคิดของPato แมจะใหความสำคัญกับเรื่องกฎหมายธรรมชาติ แตในที่สุดแลวจะกลับไป
เนนท่ีตัวบุคคล ซ่ึงในที่สุดแนวคิดน้ีก็ใชไมไดผลเพราะมีการพยายามท่ีจะนำแนวคิดน้ีไปทดลองใชจาก
ผูปกครองบางคน แตลมเหลวเพราะมีปญหายุงยากในเรื่องการคนหาบุคคลท่ีวาใครเปนนักปราชญ หรือ
แมจะพบแลวก็ไมแนนักปราชญเม่ือไดขึ้นเปนกษัตริยแลวจะเปนนักปราชญตลอดไป ดังนั้นในชนชั้นของ
Aristotleจึงโยนทฤษฎนี ที้ ้งิ

แนวคิดของAristotleจึงกลับมาหาความสำคัญของเร่ืองกฎหมายธรรมชาติเพราะเขา
เช่ือมั่นวารัฐท่ีปกครองดวยกฎหมายเทาน้ันจึงจะเปนรัฐในอุดมคติ โดยAristotleไดกลาววา “มนุษยเมื่อ
บรรลุถึงความสมบูรณจะเปนสัตวโลกที่ประเสริฐท่ีสุด แตถามนุษยถูกตัดขาดจากกฎหมายและความ
ยตุ ิธรรม เขาจะกลายเปนสัตวโ ลกทีเ่ ลวรา ยมากท่สี ุด”

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๕

ดังน้ัน จะเห็นไดวาAristotleถือวาจะสามารถหามนุษยท่ีฉลาดปราชญเปรื่องที่สุดแลว
รัฐก็ยังคงตองปกครองดวยกฎหมายอยูน่ันเอง เพราะกฎหมายท่ีเหมาะสมในการปกครองสังคม คือ
กฎหมายธรรมชาติหรือความยุติธรรมตามกฎหมายธรรมชาติ แนวคิดของเขากลับมาหาความสำคัญของ
กฎหมายธรรมชาติโดยจะเนนเร่ืองเก่ียวกับเหตุผล ความสำคัญของเหตุผลในตัวมนุษยโดยเขายืนยันวา
เหตุผลนั้นเปนสวนหนึ่งในธรรมชาติของมนุษย แตคำวา “ธรรมชาติ” ในความหมายของAristotleมี
ความรูสึกในเชิงอภิปรัชญาอยู กลาวคือ ธรรมชาติจะมีภาพในอุดมคติอยู หมายถึงสภาวะความสมบูรณ
ท่ีมนุษยสามารถพัฒนาไปถึง ดังน้ันธรรมชาติในแงนี้จึงมิไดหมายถึง ธรรมชาติในเชิงขอเท็จจริงที่มีทั้งดี
และเลว

2.2 ยคุ มดื หรอื ยุคกลาง

ยุคตอมาท่ีจะกลาวถึง คือ ยุคกลาง เปนยุคที่ความเชื่อทางศาสนา มาบดบังแสงสวางทางปญญา
ของมนุษย ซ่ึงภาพลักษณของมนุษยในยุคน้ี คือ บุคคลผูมีบาปติดตัวมาต้ังแตกำเนิด มนุษยเปนผูท่ีไม
สามารถเขาถึงความจริงอันสูงสุดได มีทางเดียวเทานั้น คือ ศรัทธาตอพระผูเปนเจา คนในยุคนั้นจึงถูก
ปลูกฝงใหมีความออนนอมถอมตน เพราะมนุษยมีบาปมาแตกำเนิด เนื่องมาจากเราไมเช่ือฟงพระเจา
มนุษยจึงอยูในภาวะท่ีตกต่ำลง ตกต่ำลง การใชเหตุผลของเราจึงไมอาจเขาถึงสัจจะอันสูงสุดได ซ่ึงเดิม
ปรัชญากรีกเชื่อวาเราสามารถทำเชนน้ันได ปรัชญากรีกเลยมีบทบาทตอสังคมในยุคนั้นลดนอยถอยลง
ตามลำดับ

แตตอมาเม่ือมีการถายทอดความรูตางๆจากอาหรับ ซ่ึงเปนผลพวงของสงครามครูเสด ปรัชญา
กรีกซ่ึงกำลังจะหมดบทบาทในยุโรป จึงกลับมาอีกคร้ัง โดยมีนักบวชท่ีเปนนักปรัชญาที่สำคัญ ๒ คนคือ
เซนตอ อกสั ติน กบั เซนตอไควนัส ไดน ำปรัชญาของPato และAristotle มารวมเขากับศาสนาคริสต

คนแรก คือ เซนตออกัสติน ไดนำความศรัทธาในพระเจาในศาสนาคริสตมาประสานกับ ความคิด
เรื่องแบบของPato โดยเซนตออกัสตินเห็นวาปรัชญาของPatoไมไดขัดกับหลักคำสอนของศาสนาคริสต
แตความคิดเร่ืองการใชเหตุผลของมนุษยน้ัน มนุษยมีเหตุผลจำกัด จึงตองอาศัยศรัทธาตอพระผูเปนเจาจึง
จะเขาถงึ ความรทู ี่แทจ รงิ ได

แนวคิดเร่ืองแบบของPatoท่ีเซนตออกัสตินนำมาสูศาสนาคริสตน้ัน เซนตออกัสตินเชื่อวาพระเจา
สรางโลกมาจากความวางเปลา ซ่ึงเปนความเช่ือทางศาสนา แตไดนำเรื่องแบบของPatoมาวา กอนท่ีพระ
เจา จะสรา งโลกนนั้ พระเจา มแี บบอยใู นจติ ของพระองคอยู กอ นหนาแลว

สวนคนที่สอง คือ เซนตอไควนัส ไดนำความคิดของAristotleเร่ือง สิ่งที่ทำใหสรรพสิ่งทุกอยาง
เคล่ือนท่ีแตตัวเองหยุดนิ่ง (Unmoved Mover) มาสูศาสนาคริสตโดยอธิบายวา สิ่งที่ไมพัฒนาจาก

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๖

ศักยภาพสูสิ่งสมบูรณ แตเปนตัวท่ีทำใหสรรพสิ่งตางๆ เกิดขึ้นไดน้ัน ก็คือพระเจา แตพระเจาจะไมเมินเฉย
ตอสรรพสิง่ ทีพ่ ระองคสรา งสรรขนึ้

จะสรุปไดวาในยุคกลางนี้ ศาสนาคริสตไดใหคำตอบแกปรัชญากรีก วาจุดกำเนิดของสรรพสิ่งนั้น
มาจากพระเจา และในเรื่องของภาพลักษณของมนุษย ในยุคน้ีมนุษยไดอยูในสถานะท่ีต่ำตอย มนุษยไมได
เปนสิ่งท่ีสูงสง แตมนุษย เปนเพียงคนบาปท่ีโงเขลา จึงตองอาศัยศรัทธา และการเปดเผยของพระเจา
เทาน้ัน จึงจะสามารถเขาสูความจริงสูงสุดนน้ั ได

จึงจะเห็นไดวาในยุคนี้ถูกครอบงำโดยศาสนาคริสตนิกายโรมันคาทอลิกท่ีมีสังฆราชแหงกรุงโรม
เปนประมุข ไดมีการเปลี่ยนแปลงปรัชญากฎหมายธรรมชาตใิ หสอดคลองกับคำสอนของศาสนา มีการนำ
แนวความคิดของสำนักสโตอิคมาผสมผสานกับความเช่ือทางศาสนาแทนเหตุผล ศาสนาคริสตมีความเชื่อ
วา สถาบันทางสังคมของมนุษยกำเนิดจากบาปของมนุษย ดังนั้นองคกรทางศาสนาจึงเปนองคกรท่ีทำ
หนาที่ในการไถบาปใหแ กมนษุ ย องคกรทางศาสนาจึงเขา มาควบคมุ รัฐและควบคุมกฎหมายตา ง ๆ

St. Augustine เสนอความคิดวา “กฎหมายท่ีไมถูกตองตามกฎศาสนามาใชบังคับไมได” เพราะ
เหตุผลทแี่ ทจ ริงหรือเหตุผลท่ีเปนกฎหมายทแี่ ทจริงน้นั อยใู นส่ิงท่ีเปน เจตจำนงหรือพระประสงคของพระจา
เพราะพระเจาเปนที่มาของความถูกตองความดีงาม ดังน้ันสิ่งท่ีเปนโองการของพระเจาจึงเปนเรื่องของ
เหตุผลของพระเจา

St. Aquinas (เซนตอ ไควนัส) ไดออกมาย้ำหลักท่ีวา กฎหมายที่ไมสอดคลอ งกับพระประสงคของ
พระเจายอมไมมีสภาพเปนกฎหมาย เซ็นต อไควนัสพยายามโยงเร่ืองเหตุผลและเรื่องเจตจำนงของพระเจา
และไดสรุปออกมาวาส่ิงท่ีเปนกฎหมายธรรมชาตินั้นมีที่มาจากเจตจำนงหรือความประสงคของพระเจา
เซ็นต อไควนัสไดแ บง กฎหมายเปน 4 ประเภท คอื

1. กฎหมายนริ นั ดร
2. กฎหมายธรรมชาติ
3. กฎหมายอันศักด์ิสิทธิ์
4. กฎหมายของมนษุ ย
กฎหมายนริ ันดรเก่ียวขอ งกับสิ่งท่ีเปนภูมปิ ญญาของพระเจา กฎหมายธรรมชาติเปนสวนหนงึ่ ของ
กฎหมายนิรันดรเปนกฎหมายท่ีมนุษยสามารถเขาถึงโดยอาศัย “เหตุผล” อันเปนคุณสมบัติที่พระเจา
ประทานมาให สำหรับกฎหมายอันศักด์ิสิทธิ์เปนกฎหมายหรือหลักธรรมที่ถูกจารึกไวในคัมภีร Bible
สวนกฎหมายประเภทท่ี 4 คือกฎหมายของมนุษย ซึ่งใหนิยามวาหมายถึงระเบียบแหงเหตุผลที่ผูปกครอง
ดแู ลชมุ ชนประเทศไทยในประเทศชาตแิ ละประกาศใชเพื่อประโยชนส ว นตน

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๗

2.3 ยคุ ฟน ฟูหรอื ยคุ ปฏิรูป

เวลาไดผานไปความมืดไดคอยๆถูกแทนท่ีดวยแสงสวางแหงปญญา ความรูที่เพ่ิมพูนข้ึน จากการ
แลกเปลี่ยนกับอาหรับ ในสงครามครูเสด ความรู ศิลปวิทยาการแพรสะพัดท่ัวยุโรป และยุคน้ีคือ ยุคฟนฟู
ศิลปวิทยาการ ปรัชญากรีกกลับฟนคืน งานศิลปเฟองฟู มีการประดิษฐคิดคนใหมๆออกสูสาธารณชน แต
ศรทั ธาในครสิ ตศาสนายงั คงเดิม แตส ่งิ ทท่ี ำใหเ กิดการเปล่ยี นแปลงทจี่ ะตามมา กค็ อื ศาสนจักรน่ันเอง

ต้ังแตยุคกลางศาสนจักร โดยผูมีอำนาจสูงสุดคือ สนั ตะปาปา เปนผูครอบงำความคิดและศีลธรรม
ทั้งปวงของยุโรป และศาสนจักรไดฟุงเฟอมาก จนมีเหตุการณหน่ึงท่ีเปนเช้ือท่ีกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลง
ข้ึนในยุโรปคือ การกอสราง ตอเติมโบสถเซนตปเตอร ท่ีนครวาติกัน ท่ีตองใชเงินมากมายมหาศาล ตองมี
การเร่ียไรเงินจากประชาชน พอคา กษัตริย ดวยวิธีการตางๆ แตมาถึงแผนการตลาดขั้นสุดทาย คือ ขาย
บัตรลางบาป ท่ีผูใดซ้อื บัตรน้จี ะถือวา ตนเองไมม ีบาปติดตัวแลว การกระทำเชน น้ที ำใหเ กดิ ความไมพอใจแก
คนบางกลมุ ศาสนจักรที่ยิ่งใหญก ลบั ถูกส่ันคลอน โดยนกั บวชเลก็ ๆคนหน่ึง คนๆนัน้ คือ มาตนิ ลูเธอร

มาติน ลูเธอรไดออกแถลงการณตอตานการกระทำของศาสนจักร ซ่ึงถือวาเปนการตอตานศาสน
จักรอยา งรนุ แรงในสมัยน้ัน ลูเธอรจึงถูกขับออกจากศาสนา และถูกทางอาณาจกั รประกาศจะเอาโทษ แตลู
เธอรกไ็ ดรบั การสนับสนนุ จากกษัตริยบางองค ทำใหใ นยุคนั้น ยโุ รปไมไ ดเปนหนึ่งเดียวกันภายใตศ าสนจักร
คาธอลิกอีกตอ ไป

ลูเธอรมีความคิดเห็นวา การขายบัตรลางบาปไมอาจทำใหบาปหมดไปได ศาสนจักรไมสามารถ
ลางบาปใหใครได มีทางเดียว ที่จะรอดพนไดก็คือ ความกรุณาของพระผูเปนเจา โดยมนุษยตองศรัทธาใน
พระเจาผานทางพระคัมภีร ศาสนจักรไมจำเปนตองเปนคนกลาง ผูเชื่อมระหวาง มนุษย กับ พระเจา อีก
ตอไป ซ่ึงแตเดิมในความเชื่อแบบคาธอลิก นักบวชจะตองถือพรหมจรรย แตในความเชื่อใหมของ ลูเธอร
ซึ่งตอมาเรียกวา นิกายโปรแตสแตนทเชื่อวา ไมจำเปนตองมีนักบวชที่ถือพรหมจรรย ท่ีจะเปนผูเช่ือม
ระหวา งมนษุ ยกับพระเจา เพราะมนษุ ย สามารถเขา ถึงพระเจา ได ถามีศรทั ธา

ในนิกายโปรแตสแตนทภาพลักษณของมนุษยไมไดเปล่ียนไป ยังเปนคนบาปเหมือนเดิม แตคุณคา
ของกิจกรรม การทำงานอาชีพตางๆ กลับสูงขึ้นเทาเทียมกัน โดยจอหน คาลวิน ถือวาการทำงานของ
มนุษย คือ ภาระกิจของมนุษย ที่กระทำตอพระเจา การท่ีเราทำงานหนักแลวประสพความสำเร็จ ก็อาจ
แปลวาพระเจาโปรดปรานเรา จริยธรรมโปรแตสแตนทน้ี ทำใหประชาชนเห็นคุณคาของการทำงาน ไมวา
จะเปนอาชพี ใดก็ตาม ลวนรับใชพ ระเจาทั้งสิ้น จรยิ ธรรมนี้น่ันเอง ถือวาเปนสาเหตุท่ีทำใหเกิดลัทธิทุนนิยม
ข้นึ มาเลยทเี ดียว ตามทัศนะของ แมกซ เวเบอร

จากที่ไดกลาวมาแลวจึงเห็นไดวา มนุษยมีส่ิงหนึ่งท่ีเหมือนกันคือ ความสงสัย มนุษยพยายาม
แสวงหาคำตอบ ในสรรพสิ่งตางๆรอบตัว จะกลาวไดวามนุษยตายไปเพียงรา งกาย ความรูที่มนุษยส่ังสมมา

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๘

ไมไดตายตามไปดวย แตกลับจะสืบทอดตอกันไป จนเกิดการตอยอดเพ่ิมพูนทางภูมิปญญา เพื่อมาตอบ
ปญ หาท่ีสำคญั เหลา น้นั

และดวยเหตุท่ึอิทธิพลของศาสนาคริสตแบบโรมันคาทอลิกเสื่อมลงไปในขณะท่ีไดมีการกอกำเนิด
นกิ ายโปรแตสแตนทข้นึ มา โปรแตสแตนทสอนวามนุษยทุกคนมีความเทาเทียมกันตอหนาพระเจา ดงั น้ัน
การติดตอของพระเจาไมจำเปนตองผานนักบวชหรือผานศาสนาจักร ทำใหปรัชญากฎหมายธรรมชาติใน
เชิงคริสเตียนไดสลายตัวไป เพราะมีการอธิบายกฎหมายธรรมชาติแบบเหตุผลนยิ ม กลาวโดยสรุปในยุคนี้
คือ ปรชั ญากฎหมายธรรมชาติไดส ลัดตวั ออกจากสง่ิ ทเี่ ปน อิทธพิ ลของศาสนาครสิ ต

คำอธิบายกฎหมายธรรมชาติในยุคนี้ เปนเร่ืองเกี่ยวกับธรรมชาติจึงเนนเร่ืองเก่ียวกับเหตุผลในตัว
ธรรมชาติของมนษุ ย โดยไมย ึดตดิ อยกู ับเรอ่ื งพระเจา

ในยุคที่สามที่ไดเกิดแนวความคิดเรื่องสิทธิธรรมชาติขึ้นมา โดยถือเปนผลิตผลสำคัญอยางหน่ึง
ของการพัฒนาในกฎหมายธรรมชาติ เพราะเหตุผลในตัวกฎหมายธรรมชาตินั้นช้ีใหเห็นวามนุษยนั้นเสมอ
ภาคมีอิสระเทาเทียมมนุษยไมอาจทำรายมนุษยดวยกันได และมนุษยไมอาจจะทำลายส่ิงที่เปนชีวิต
สุขภาพ หรือ อิสรภาพ ซึ่งแนวคิดนี้เปนการยืนยันสิทธิธรรมชาติตาง ๆ ของมนุษย เชนสิทธิในการมี
ชวี ติ อยู สิทธิในการครอบครองทรพั ยสิน สทิ ธใิ นการมีอิสระภาพหรอื สทิ ธิในเนอ้ื ตัวรา งกายของมนษุ ยโดย
ยืนยันวาสิทธิดังกลาวเปนสิทธิท่ีมีมาแตกำเนิด ไมอาจจะโอนสิทธินี้ใหกับใครได เปนสิทธิท่ีไมอาจย้ือแยง
ได และถือวา เปน สิทธิทเ่ี ปนสากลเนอ่ื งจากมันเปน สิทธโิ ดยธรรมชาติ

2.4 ยุคความเส่อื ม และการฟนฟูของปรชั ญากฎหมาย ยคุ ชาตนิ ยิ ม

ต้ังแตปลายศตวรรษท่ี 18 เปนตนมา กฎหมายธรรมชาติเริ่มตกต่ำเสื่อมความเชื่อถืออาจเปน
เพราะความกาวหนาทางวิทยาศาสตรเพราะวิทยาศาสตรทำใหมีการคนหาความจริง โดยอาศัยขอมูล
มากกวาการคนหาความจริงโดยอาศัยการคิดใครครวญหรือคาดเดา ดังน้ันการท่ีบอกวามนุษยอยูในกฎ
ธรรมชาติ และในธรรมชาติมีเหตุผลทเ่ี ปนกฎสากลทำใหนักคิดแบบวิทยาศาสตรย อมรับไมได ทำใหม ีการ
ปฏิเสธความเช่ือ มองวากฎหมายธรรมชาติเปนกฎหมายสากล นอกจากนั้นยังมีเหตุผลในเรื่องกระแส
แหงลัทธินิยม (Nationalism) ซ่ึงปรากฏตัวขึ้นมาทำใหครอบคลุมลัทธิปจเจกนิยม การมองธรรมชาติ
ของกฎหมายจงึ แบงไปตามเอกลกั ษณของชาติ

ตอมาในราวปลายคริสตศตวรรษท่ี 19 ปรัชญากฎหมายธรรมชาติจึงเร่ิมฟนตัวอีกครั้ง
เพราะมีปรากฏการณหลายอยางเกิดขึ้น โดยเฉพาะผลพวงของสังคมโลกท่ีเกิดข้ึนทำใหมีการพยายามจะ
ฟนฟูกฎหมายธรรมชาติอีกครั้ง มีการพยายามบุกเบิกอีกครั้งโดยเฉพาะในเยอรมัน Rudolf Stammler
ไดประกาศความคิดเร่ือง Natural law with a charqlaq content (กฎหมายธรรมชาติกับการ
เปลีย่ นแปลงพนั ธสัญญา)

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๓๙

ตอมา Radbruch (แร็ดบรัช) ไดเสนอความคิดวาโดยธรรมชาติของกฎหมายจะตองมุง
สูความยุตธิ รรม ดังนน้ั กฎหมายใดทขี่ ดั หรอื แยง กบั ความยตุ ธิ รรมแลว จะกลายเปนกฎหมายทไ่ี มใ ชกฎหมาย
(Lawless Law) และกฎหมายน้ีไมอาจบังคับได ซึ่งแนวคิดน้ีไดนำมาใชในการตัดสินคดีอาชญากรรม
สงครามทำใหด ูเหมอื นวาปรัชญากฎหมายธรรมชาติเขามาเฟองฟอู ีกครั้งหนง่ึ จากนั้นมีขอ สงั เกตุท่ีสำคัญคือ
มีประกาศปฏิญญาสากลวาดัวยสิทธิมนุษยชนขององคการสหประชาชาติในป ค.ศ. 1948 ซึ่งไดรางข้ึน
ภายใตอ ทิ ธิพลของปรชั ญากฎหมายธรรมชาติในยคุ นี้

2.5 ยุคปจจุบนั

เปนแนวคิดของนักคิดรุนปจจุบันที่พยายามจะอธิบายกฎหมายธรรมชาติในเชิง
กระบวนการสรางกฎหมายและหลกั กฎหมายภายใตศลี ธรรมซง่ึ แนวคดิ ที่สำคญั ยคุ นค้ี อื แนวคิดของฟลุ เลอร

ฟุลเลอรไดพยายามเนนส่ิงที่เปนศีลธรรมในเชิงของระบบกฎหมาย ฟุลเลอรไดจำแนก
ศีลธรรมภายในกฎหมาย หรือกฎหมายธรรมชาติในเชิงกระบวนการออกเปน หลกั การ 8 ขอ คือ

1) กฎหมายจะตอ งมีลกั ษณะทวั่ ไปในฐานะเปนกฎเกณฑซ ง่ึ ใชเปน หลักช้ีนำกระท
ตา ง ๆ โดยเฉพาะ

2) กฎเกณฑด ังกลาวจะตองลงพมิ พเผยแพรใ หปรากฏแกสาธารณะ หรอื อยา งนอ ยก็
ตอ บคุ คลทุกคนท่ีตองอยภู ายใตก ฎเกณฑนี้

3) กฎเกณฑจ ะตอ งไมมผี ลยอ นหลัง
4) กฎเกณฑตอ งมลี ักษณะชดั แจง และสามารถเปน ทเ่ี ขา ใจได
5) กฎเกณฑจะตองไมม ีขอ ขดั แยงกนั
6) กฎเกณฑจะตอ งไมเปน การกำหนดในส่ิงท่ีเปน ไปไมไ ด
7) กฎเกณฑจะตอ งมคี วามมั่นคง แนนอนไมม ีการเปลีย่ นแปลงกฎเกณฑบ อ ยเกินไป
8) ตองมคี วามกลมกลืนกันระหวางกฎเกณฑที่ถกู ประกาศใชกบั การบงั คบั ใชกฎ
เกณฑน้นั ในความเปนจริง อนั เปนเรื่องทส่ี อดคลองระหวา งการกระทำของเจา หนา ทบ่ี งั คับใชกฎหมายและ
ตวั บทกฎหมายที่ประกาศใชดว ย

เง่ือนไขทั้ง 8 ประการนี้ ฟุลเลอรอธิบายวาเปนเสมือนศีลธรรม ภายในกฎหมายหรือ
“กฎหมายธรรมชาติในเชิงกระบวนการ” กลาวโดยสรุปคือฟุลเลอรไดพยายามเนนมิติของกระบวนการ
เพือ่ ที่จะนำไปสคู วามเปนกฎหมายอนั สมบูรณืแทจ ริงโดยไมไ ดเนน ทเี่ นอื้ หาสาระ

นอกจากฟุลเลอรก็มีแนวคิดของ John Finnis (จอหน ฟนนิส) ซ่ึงเปนนักกฎหมาย
ธรรมชาติรุนใหมที่ไดพยายามอธิบายกฎหมายธรรมชาติในเชิงท่ีมีความซับซอน โดยไดกลาวถึงสมมุติฐาน
2 ประการคอื

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๐

1. รูปแบบพ้นื ฐานแหงความมง่ั คัง่ รุงเรอื งของมนษุ ย (Basic Forms of Human

Flourishing)

2. วธิ ีการพนื้ ฐานทีจ่ ำเปน ของความชอบดว ยเหตผุ ลในเชงิ ปฏบิ ัติ (Basic-

Methodological Requirements of Practical Reasonableness)

ท้ังสองตัวน้ีถือเปนเง่ือนไขที่จำเปนในการคนหาสิ่งที่เปนเสมือนกฎหมายธรรมชาติ

กฎหมายท่ีดีหรือกฎหมายที่ถูกตอง ฟนนิสพยายามวาดภาพใหเห็นวามีคุณคาฟนฐานแหงความม่ังค่ังและ

รุงเรืองตาง ๆ ในชีวิต เชนความรูความบันเทิงชีวิต และอีกส่ิงหนึ่งซ่ึงเปนวิธีการพ้ืนฐานท่ีจำเปนเชิง

วิชาการ คือการท่ีจะคิดคนหาสิ่งที่เปนความถูกตองจะตองมีวิธีการในการใชความคิดวิธีการน้ีคือ การ

แสวงหาความดีงาม แผนการชีวิตอันเปนระบบ การไมเลือกคานิยม การไมเลือกตัวบุคคลตามอำเภอใจ

เปน ตน

สวนการที่จะคนหาวาอะไรคือความยุติธรรม อะไรคือกฎหมายท่ีถูกตองยุติธรรมก็ตอง

เอาเงื่อนไข 2 ประการเขามาผสมผสานกัน กลาวคือในแงหนึ่งจะมองคลายกับส่ิงที่เปนคุณคาหรือ

เปาหมายของชีวิตสังคม ขณะเดียวกันในอีกแงหนึ่งตองวางเร่ืองเก่ียวกับส่ิงจำเปนในเชิงวิชาการเมื่อ

รวมกนั แลว จะนำไปสูส่งิ ที่เปน กฎหมายธรรมชาติในทายทีส่ ดุ

บทสรุปกฎหมายธรรมชาติ ภาพรวมของกฎหมายธรรมชาติน้ันเปนปรัชญาที่มีบทบาท

สำคัญท่ีพยายามจะโนมนาวใหผูปกครอง นักกฎหมายไดเห็นความสำคัญของคุณคาของศีลธรรมหรือ

คุณคาของส่ิงท่ีเปนความยุติธรรมวาตองมีในกฎหมาย นอกจากนั้นปรัชญาสายนี้ยังมีบทบาทในการ

สง เสรมิ และผลักดนั แนวคิดเร่อื งสทิ ธมิ นษุ ยธรรม

3. แนวความคดิ ของนักปราชญเ มธที สี่ ำคัญในแตล ะยคุ
3.1 ยุคโบราณ

3.1.1 แนวความคดิ ของพวกสโตอคิ

สำนักสโตอิคเปนสำนักปรัชญาของกรีกโบราณที่มีบทบาทมากในการเผยแพรแนวคิด
เกี่ยวกับกฎหมายธรรมชาติ และปรัชญากฎหมายธรรมชาติของสำนักสโตอิคไดถูกนำไปใชในอาณาจักร
โรมัน ทำใหปรัชญากฎหมายธรรมชาติไดมีโอกาสแสดงบทบาทอยางแทจริง เหตุที่นำไปใชในอาณาจักร
โรมนั เพราะกษตั รยิ โ รมันเปนลกู ศษิ ยข องสำนักสโตอิค

แนวคิดพ้ืนฐาน คือพยายามเนนความสำคัญของเหตุผล โดยพยายามจะช้ีใหเห็นวาโลก
หรือจักรวาลนั้นมีสิ่งท่ีเปนกฎเกณฑแหงความมีเหตุผลคอยกำกับอยู เหตุผลจะเปนเสมือนกฎหมาย
ธรรมชาติที่มีลักษณะแนนอน คอยควบคุมความเปนไปของจักรวาล ดังนั้นมนุษยในฐานะที่เปนสวนหนึ่ง

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๑

ของธรรมชาติจึงยอมถูกควบคุมโดยเหตุผลดังกลาว และเหตุผลท่ีกลาวมาคือพื้นฐานของกฎหมาย
ธรรมชาติ ในตัวมนุษยทุกคนจะมีเหตุผลเปนแกนสาร ดังนั้น มนุษยทุกคนยอมมีความเสมอภาคกัน ถือ
วา เปนแนวคิดสำคัญทางการเมอื งของสำนกั สโตอคิ ทม่ี องวามนษุ ย มคี วามเสมอภาคเทา เทียมกนั

3.1.2 เพลโต
Patoเปนลูกศิษยของโสเครตีส จึงมีแนวความคิดและความเชื่อตางๆที่คลายคลึงโส

เครตีส มาก นอกจากนี้Patoยังเปนผูบันทึกขอเขียนแนวคิดของโสเครติสดวย โสเครตีส ไมไดเปนผู
บันทึกดวยตนเอง Patoมแี นวคดิ วาผปู กครองท่ีดีตอ งเปนราชาปราชญคือมีคุณธรรม จรยิ ธรรมเหมือนโส
เครตีส คิด

1.ในวัยกลางคนPatoไดเขียนตำราที่ถือไดวาเปนมหาคัมภีรเอกทางรัฐศาสตรท่ีชื่อวาอุดม
รัฐ(The Republic) ซึง่ มแี นวความคิดทีส่ ำคญั ดังนคี้ ือ

1.1อำนาจและความยุติธรรม ตัวอยางผูปกครองในรัฐตางๆมักจะพูดวาตนเองจะใช
อำนาจดวยความชอบธรรม แตจริงๆแลวมันจะชอบธรรมจริงหรือไมขึ้นอยูกับประชาชนวายอมรับการใช
อำนาจนั้นดวยความสมัครใจหรือไม ซ่ึงประชาชนจะยอมรับตอการใชอำนาจนั้นอยางเต็มใจก็ตอเมื่อรูสึก
วาผูปกครองใชอำนาจดวยความยุติธรรม แตก็มีผูปกครองที่เปนทรราชซึ่งใชอำนาจอยางไมชอบธรรมแต
ประชาชนตอ งยอมรบั เพราะถา ฝาฝนจะถูกลงโทษอยา งรนุ แรง เพราะฉะนั้นลกั ษณะของอำนาจจงึ ขนึ้ อยู
กบั วา การใชอำนาจนัน้ วายุติธรรมหรือไม

1.2การปกครองเปนศิลปะ Patoกลาววาการปกครองเปนศิลปะอยางหน่ึงที่ตองใช
ความสามารถของผูปกครองอยางสูง เพราะวาในสังคมหนึ่งๆในรัฐหนึ่งๆนั้นประกอบดวยคนมากมาย
หลากหลายประเภท

ผูปกครองที่ดีจะตองทำใหทุกคนยอมรับในขอตกลงรวมกันใหไดหรือเรียกวาการ
ประนีประนอม ตัวอยางเชนเมื่อ บูช จูเนีย ไดขึ้นมามีอำนาจเปนประธานาธิบดีของอเมริกา เขาไดกลาว
กับคนอเมริกาวา ขาพเจาจะกระทำทุกอยางเพื่อที่จะใหพ่ีนองชาวอเมริกาทุกคนไมวาทานจะเลือกขาพเจา
หรอื ไมกต็ ามไดร ับประโยชนโดยเสมอภาคและท่วั ถึงกัน นี่แสดงถึงศิลปะในการปกครองของบูชที่จะซอ้ื ใจ
ประชาชนอเมริกา ทำใหประชาชนรักเขาโดยเอาหัวใจเขาเดิมพัน 'คุณไมเลือกผมไมเปนไร แตผมรักคุณ
แลว คณุ ละรักผมหรือเปลา'

1.3ธาตุแทของบุคคลในสังคม Patoเห็นวาคนเราเกิดมามีความแตกตางและไมเทาเทียม
กัน โดยแบงออกเปน3พวกไดแก

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๒

-พวกธาตุทอง คนพวกนี้เกิดมาแลวใฝหาความรู แสวงหาความรู หาเหตุ หาผล เปนคนที่
จักแยกแยะระหวางความดี ความชั่วไดดี และจะประพฤติดีละเวนความชั่ว คนพวกน้ีจึงควรใหปกครอง
ประเทศ

-พวกธาตุเงิน คนพวกนี้ตั้งแตเกิดจนโตเห็นอาวุธแลวอยากจับอยากรบจึงควรใหเปน
นักรบปองกนั ประเทศ

-พวกธาตทุ องแดง คนพวกนี้ตั้งแตโตมาทำงานก็มีความคิด อยา งเดียวคือจะแสวงหากำไร
คนพวกน้ีจงึ เหมาะจะทำการผลติ เพ่อื ใหร ัฐเกบ็ ภาษีมาบำรุงประเทศ

ตัวอยางแนวคิดเร่ืองธาตุแทของบุคคลในสังคม ของ Pato เชนในการบริหารบุคคลใน
ปจจุบันท่ีวาใครเหมาะจะทำอะไร ก็ใหทำอยางนั้น 'PUT THE RIGHT MAN ON THE RIGHT JOB'แต
แนวคดิ นไี้ มไดพ ูดวาคนมธี าตุทตี่ างกัน

1.4.การศึกษาเปนสิ่งที่มคี ุณคาของสังคม Patoไดใหคุณคาของการศึกษาไวสูงมาก และ
บอกวาคนในสังคมจะเปนอยางไรขึ้นกับกระบวนการศึกษา ถาปลูกฝงหลอหลอมใหคนในสังคมมีคุณธรรม
จริยธรรม คิดดี ทำดี เขาก็จะเปนคนดีของสังคม แตถาคุณปลอยปะ ละเลยใหคนในสังคมเห็นแกตัว เอา
รัดเอาเปรียบ ฉอฉล เขาก็จะเปนคนอยางนั้น ตัวอยางสังคมไทยทุกวันน้ีเส่ือมลงไปเปนอันมากเพราะเรา
ไมใหคุณคาในเร่ืองคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม เพราะแมแตศาสนาเราก็ทำในแงพิธีกรรมไมไดสนใจใน
เรอื่ งคณุ คาท่แี ทจ ริง

1.5ราชาปราชญควรเปนผูทรงคุณธรรม
-เปนผูเสียสละ ราชาปราชญควรเปนผูปกครองท่ีทรงคุณธรรม เสียสละอุทิศตนเพื่อ
ประโยชนของประชาชนประเทศชาติ ปญหาของไทยเราคือเราไมไดปลูกฝงใหเยาวชนของเราไดเรียนรูวา
การเปนนักการเมืองท่ีดีน้ันเปนอยา งไรกวาจะไดเรียนรู เรือ่ งน้ีอยางจริงจังก็ตองเรียนในสาขาวิชาเฉพาะใน
ระดับอุดมศึกษาขึ้นไป เราไมไดสงเสริมใหเด็กเรียนรูเรื่องการเมืองอยางจริงจังท้ังๆท่ีวิชาน้ีเปนปญหา
สำคัญที่ใหญมากที่จะทำใหประเทศรุงเรืองหรือตกต่ำ เหมือนประเทศที่พัฒนาแลวเชนญ่ีปุนใหเด็กได
เรยี นรูการเมอื งอยางจรงิ จงั ตงั้ แตร ะดบั ประถมศึกษา หรือระดบั มธั ยมศกึ ษาเหมอื นอเมรกิ า
-ไมควรมีทรัพยสินและครอบครัว นอกจากเสียสละPatoคิดวาผูปกครองที่ดีไมควรมี
ทรัพยส ินและครอบครัว Patoวิเคราะหธรรมชาติของมนุษยไววาการมีครอบครัวกอใหเกิดภาระผูกพันและ
หวงใย ตอครอบครัวหลักการน้ียังเปนจริงถึงปจจุบัน และครอบครัวจะทำใหผูปกครองเกิดความละโมบ
และเหน็ แกป ระโยชนข องตนเองและครอบครวั เปน ใหญ
1.6 ผปู กครองเปนปราชญทีท่ รงคุณธรรมจงึ ปกครองโดยปญญา

ไมตองมีกฎหมายใหใชดุลยพินิจของผูปกครองในการตัดสิน ตัวอยางในไทย เชน
สมัยพอขุนรามคำแหงเม่ือ 800 กวาปที่แลวถาใครมีเรื่องเดือดรอนมาสั่นกระดิ่งรองทุกขพอขุนรามจะทรง
ใชป ญญาตดั สนิ ใหเอง

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๓

แนวคิดราชาปราชญปรากฎวาไมไดผ ลไมมีผปู กครองคนใดอยากเปนราชาปราชญ
Patoจงึ เขยี นตำราขึ้นใหมช ่ือนติ ิรัฐ(The Law)รฐั แหง กกฎหมาย

2.นิติรัฐ(The Law)รัฐแหง กกฎหมาย
2.1กำหนดใหร ัฐธรรมนุญเปน กฎหมายปกครองสูงสดุ

กำหนดใหรัฐธรรมนูญเปนกฎหมายปกครองสูงสุดและใหผูปกครองปฎิบัติตามนกฎ
หมายรฐั ธรรมนูญและรฐั ที่ดตี องอยูใกลชายทะเลจะไดติดตอคา ขายสะดวก จะไดเจริญรงุ เรือง

2.2 โครงสรางอำนาจทางการเมือง
Patoใหแบงรฐั ออกเปนเผาๆ 12 เผา ใหแ ตละเผา เลอื กตัวแทนข้ึนมาทำหนาทใี่ น

การปกครองและใหแบงตัวแทนออกเปน 3 สวนไดแ ก
- สภาลางทำหนาท่ีบญั ญัตกิ ฎหมาย
- สภามนตรที ำหนาท่บี รหิ าร
- ตลุ าการทำหนา ท่พี พิ ากษาคดี

ตวั อยา งคำถาม อำนาจทัง้ 3 สว นนมี้ ีเฉพาะในระบอบประชาธิปไตยใชห รือไม?
ตอบ ไมใช ทุกระบอบมีเหมอื นกันหมด แตตา งกนั ตรงวาใครเปนเจาของอำนาจอธิปไตยนี้
เทา นนั้ เอง
2.3 การบังคบั ใชก ฎหมาย

ทันสมัยมากกฎหมายแพงก็ฟองรอง ชดใชกันไป สวนกฎหมายอาญาPatoไมเหนดวย
กับการลงโทษาดวยการทรมานเพราะบางทีเขาอาจทำผิดดวยความเขลา หากวาเขาไดรับการเรียนรู การ
เปล่ียนแปลงจิตใจใหดีเขาอาจกลับมาเปนคนดีของสังคมได ดังนั้นในสังคมท่ีพัฒนาแลวเขาจึงพยายาม
เปลี่ยนคนท่ีทำผิดดวยการอบรมใหเขาเปนคนดี อบรมอาชีพให เมื่อออกมาจากคุกแลวยังติดตาม
ประคับประคองใหความชวยเหลือในระยะแรก หางานใหทำพอเขาชวยเหลือตัวเองไดก็ปลอย เขาจึงมี
โอกาสกลบั ตัวเปน คนดี แตสำหรับประเทศไทยพอพน โทษเราไมมีการตดิ ตามใหความชวยเหลือ หลงั ออก
จากคุกเขาตองชว ยเหลอื ตัวเอง หมดหนาทขี่ องรัฐแลว เขาจะเปนอยา งไรก็ชาง ซง่ึ

โดยมากเขาจะชวยเหลือตัวเองไมไดในระยะแรก ไมสามารถหางานทำได เขาจึงมีโอกาส
ทำผิดซ้ำไดถ าสถานการณบีบบงั คับเพอ่ื ความอยูรอด และเขาจะทำผิดซ้ำซากอยูอยางน้นั เพราะเขาเคยอยู
ในคุกมาแลวจึงไมกลัวท่ีจะกลับเขาไปในคร้ังหลังๆ เม่ือเขาเปนคนดีไมไดสังคมก็ไมปลอดภัยและรัฐตอง
เสียงบประมาณ เสียเวลาในการดำเนินตามกระบวนการยุติธรรม แตแนวคิดแกไขที่ดีเหลานี้รัฐบาลไทย
ต้ังแตอดีตจนถึงปจจบุ นั ไมเ คยคดิ ทำเลย

3.1.3 อรสิ โตเตลิ

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๔

อริสโตเติล (Aristotle 384 – 322 B.C.) เปนศิษยของPato ศึกษาและเปนครูอยูใน
วิทยาลัยอคาเดมีของPatoอยูประมาณยี่สิบป ตอมาไดมาตั้งวิทยาลัยของตนเอง ช่ือ ไลซีอุม (Lyceum)
เขามีความคิดท่ีพัฒนาแตกตางไปจากPatoหลาย ๆ แง แมเขาคงอยูภายใตอิทธิพลของความคิดของPato
ตลอดมา แตก็ขามไปปอยูใ นแนวคิดของสัจนิยม

Aristotleบอกวา "มโนคติ" หรอื "แนวคิด" (ideas) หรือ "แบบรูป" (forms) เชน แนวคิด
เร่ืองพระเจาหรือเรื่องตนไม เราสามารถคิดออกไดโดยไมตองมีวัตถุสสารจริง ๆ แตวัตถุสสารตองมี
"รูปแบบ" แตละวัตถุจะมีคุณสมบัติท่ัวไปและคุณสมบัติเฉพาะ ตัวอยาง เชน ลูกโอคแตละลูกมี
ลักษณะเฉพาะของมัน แยกออกไดจากลูกโอคอื่น ๆ คุณสมบัติเฉพาะของมันก็มีต้ังแต ลักษณะ รูปราง
ขนาด น้ำหนกั และสสี รร จะหาลูกโอคสองลูกเหมือนกนั แท ๆ ไมไดเลย เราจะหาแงม ุมอธบิ ายขอ แตกตาง
ของมันไดมากมาย แตลูกโอคทุก ๆ ลูกมีคุณสมบัติท่ัวไปรวมกัน เชน เปนลูกกลม สีน้ำตาล เกิดมาจากตน
โอค และเมื่อนำไปเพาะก็จะงอกเปนตนโอคตอไป ฯลฯ คุณสมบัติท่ัวไปเหลาน้ีเรียกวา "ความเปนลูกโอค"
(acornness)

มาพูดถึงคนบาง คนแตละคนแตกตางกัน ตางมีคุณสมบัติเฉพาะของเขา ไมมีคนสองคน
เหมอื นกนั แท ๆ แตค นทกุ คนมคี ุณสมบัตริ วมกนั เชน มีแขน ขา หวั พดู ได หัวเราะ รองไห มีความรูส ึกดใี จ
เสียใจเหมือนกันเรียกวา "ความเปนคน" (humanness) ท้ัง "ความเปนลูกโอค" และ "ความเปนคน" น้ีเปน
ความเปนจริงหรือสัจภาพ (realities) ซึง่ ไมข ้ึนตอ ลกู โอค ลูกใดลกู หนึ่ง หรือคนใดคนหนงึ่ อนั เปน "แบบรปู "
หรือ "มโนคติ" หรือ "สารัตถะ" (essence) อันเปนดานที่ไมเปนวัตถุสสารหรือเปนนามธรรมส่ิงตาง ๆ
นั่นเอง

Aristotleบอกวา "แบบรูป" หรือคุณสมบัติทั่วไปของสิ่งท้ังหลายคงที่ แมสิ่งท้ังหลาย
เปล่ียนแปลงเส่ือมสลายไป เปลือกลูกโอคอาจแตกกระเทาะออก ลูกโอคอาจผุพังหมดไป ความเปนลูกโอค
ยังคงอยู คนแตล ะคนแกตาย ความเปนคนยังคงอยู เชนเดียวกับแนวคิดเรอ่ื งวงกลม (circularity) ยังคงอยู
แมวงกลมวงลอทเี่ ปน วัตถุจะถกู ทำลายไป

แตละคนท่ีพัฒนาเติบโตขึ้นต้ังแตเด็กเปนวัยรุนและเปนผูใหญเต็มท่ี คุณลักษณะแตละวัย
แตกตางกัน แต "ความเปนคน" คงท่ีอยูตามเดิม เชนเดียวกับลูกโอคงอกและเติบโตเปนตน โอคโดย
เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา "ความเปนตนโอค" คงอยูเชนเดียวกัน ทั้งน้ีตามคำพูดของ อองรี เบิรกซอง วา
เปน "หลกั ชวี ิต" (vital principle) Aristotleบอกวา มี "วญิ ญาณ" (soul) นอย ๆ นำไปในทางทถ่ี กู ตอง

Aristotleเปน ทั้งนกั วิทยาศาสตรแ ละนักปรัชญา คือเขาศึกษาลกู โอคทง้ั ในดานวัตถุสสาร
วามันมีเปลือก เมล็ดใน สี รูปราง และขนาดของมัน ขณะเดียวกันก็คิดอยางลึกซึ้งวาลูกโอคนี้มันเปนอะไร
มีมาเพ่อื อะไรแน คือคดิ ถงึ "แบบรปู " (forms) หรอื "สารตั ถะ" (essence) ของมนั

เพื่อใหเขาใจไดงาย อาจใชวิธีต้ังคำถามแบบวิทยาศาสตรและคำถามแบบปรัชญา ซ่ึงอาจ
คาบเก่ียวกันไดบาง เชนถาเราเห็นเปลือกหอยท่ีชายหาด เราอาจถามวาเปลือกหอยชิ้นนี้ประกอบดวย

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๕

สารเคมีอะไรบาง มันมาอยูที่ชายหาดน้ีนานเทาใดแลว มันเคยมีตัวอะไรอยูในเปลือกนี้ มันมีน้ำหนักและ
ปรมิ าตรเทา ใด และยงั มีคำถามอกี มากมายทางดานรูปธรรม

แตเรามีคำถามอีกอยางหน่ึง เชน ถามวาเปลือกหอยนี้มีความหมายอยางไรบาง ใครเปน
ผูสรางมัน สรางมันมาเพื่ออะไร อันเปนคำถามทางปรัชญา Aristotleบอกวาเราย่ิงเจาะลึกลงไปในวัตถุ
สสารมากเพียงใด เราก็ย่ิงถูกนำเขาสูปรัชญามากเพียงนั้น เขาเชื่อวาของทุกส่ิงทุกอยางมีความมุงหมาย
และหนาที่ของมัน ถาลองถามเลน ๆ วา ปลามีไวเ พื่ออะไร คงตอบเลน ๆ ไดวา ปลามีเพ่ือวายน้ำ นกมีเพื่อ
บนิ ทีนกี้ ม็ าถงึ คำถามวา มนษุ ยม ีไวเพือ่ อะไร เราอาจตอบอยา งโก ๆ แบบAristotleวา มนษุ ยนั้นมีไวเ พือ่ คิด
จึงตองพยายามคิดและคิดอยางลึกซ้ึง ไมใชคิดมากเพราะอาจหมายความเปนอยางอ่ืน Aristotleยังเชื่อวา
เราไมควรปฏิเสธที่จะคิด ซ่ึงเปนความมุงหมายท่ีเราถูกสรางมา เม่ือเราไมทำตามความมุงหมายจะทำให
เกิดผลราย เชน สุขภาพเสียหาย มีแนวความคิดที่ผิดพลาดเลอะเทอะ มีชีวิตท่ีเต็มดวยความทุกข เพราะ
ไมไดใ ชสิทธแิ ละหนาท่ที ธ่ี รรมชาตมิ อบใหม า คอื "ความคดิ เสร"ี (free will)

การศึกษาและการเรียนรูของเราไดอะไรจากAristotleบาง เขาบอกวามนุษยเราควรมีวิถี
ชีวิตอันมีเหตุผลและเปนกลาง ไมควรใหรุนแรงไปทางหนึ่งทางใด เชน กินนอยไปก็ผอมแหงแรงนอย กิน
มากไปก็อวนไมมีแรง ทางสายกลางAristotle เรียกวา "กาญจนมรรค" (golden means) โดยใชเหตุผล
เปนหลัก เพราะมนุษยเปน "สัตวแหงเหตุผล" (rational animal) หลักการคิดตามเหตุผลของAristotle
ละเอียดกวาวิภาษวิธี (dialectic) ของPato เขาเรียกของเขาวา "ตรรกบท" (syllogism) ซ่ึงเปนการ
ทดสอบความเปนจริง ตวั อยา งงาย ๆ แตโ ดงดังคอื

"มนุษยทกุ คนตอ งตาย (All men are mortal)
โสคราตสิ เปนมนษุ ย (Socratis is a man)
ดังนัน้ โสคราตสิ ตอ งตาย (Therefore Socratis is mortal) "
ตรรกบทประกอบดวยสถานบทหลัก (major premise) สถานบทรอง (minor primise)
คือมนุษยตองตายและSocratisก็เปนมนุษย ทำใหไดบทสรุป (conclusion) วา Socratis ก็ตองตาย
เชนเดยี วกนั อนั เปน การใชเ หตผุ ลแบบนริ นัย (deductive reasoning)
แ ล ะ ท้ั ง น้ี เอ ง Aristotleจึ ง ไ ด รั บ ก า ร ย ก ย อ ง ว า เป น ผู ที่ ท ำ ก า ร ศึ ก ษ า ค น ค ว า ใ น ท า ง
วิทยาศาสตรทุกแขนงมาเปนเวลานานมากกวาหน่ึงพันป Aristotleเปนบุตรของนายแพทยประจำ
พระองคก ษัตริยเมซิโดเนีย เขาไดศึกษาและอยูกบั พลาโต จนพลาโตเสียชีวิต หลังจากน้ันเขาไดมาเปนครู
สอนใหกับอเล็กซานเดอรมหาราช ในระยะน้ันAristotleเขียนตำราไวมากมาย เชน ชีววิทยา
วิทยาศาสตรธรรมชาติ วิชาการปกครอง ฯลฯ นอกจากนี้เขาไดรับการยกยองวาเปน บิดาแหงสัตววิทยา
ในฐานะท่ีเขาเปนบุคคลแรกท่ีบันทึกพฟฒิกรรมของสัตว พืช และมนุษยอยางลึกซ้ึง เปนผูริเร่ิมจำแนก
สัตวเ ปน 2 พวก คือ สัตวมีกระดูกสนั หลงั และสตั วไ มม กี ระดูกสันหลัง

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๖

เขาเปนบุคคลแรกท่ีใหทฤษฎีวา " โลกอยูตรงกลางของจักรวาล โดยมีดวงอาทิตยและ
ดวงจันทรหมุนรอบ " และทฤษฎีท่ีวา " วัตถุท่ีมีน้ำหนักมากจะตกถึงพื้นกอนวัตถุที่มีน้ำหนักเบา " ทฤษฎี
ของเขามากมายเปนท่ียอมรับนับถือมากจนถึงสมัยคริสตศตวรรษท่ี 14 แมวาทฤษฎีของเขามีขอผิดพลาด
ซ่งึ มีผูสามารถพสิ ูจนวาผิดในภายหลัง แตก็ตอ งเขา ใจวาในสมัยนั้นยังไมมีกลองจุลทรรศนเลย แตเปนการ
แสดงให็เห็นวา เขาเปน นักสงั เกตและนักคิดทีย่ งิ่ ใหญท ี่สุดคนหนึง่

3.1.4 ซเิ ชโร(Cicero)
Cicero ไดอธิบายกฎหมายธรรมชาติไววา “กฎหมายที่แทจริงคือเหตุผลท่ีถูกตอง

กลมกลนื สอดคลองกบั ธรรมชาติ แผซานในทุกสิง่ ทกุ อยาง สม่ำเสมอ นริ ันดร เปนกฎหมายที่กอ ใหเกิด
หนาท่ีโดยคำสั่งใหกระทำและงดเวนจากความช่ัว โดยขอหามของกฎหมาย เปนหนาที่อันศักสิทธ์ิท่ีจะไม
พยายามบัญญัติกฎหมายใหขัดแยงกับกฎหมายน้ี เปนสิ่งไมอาจยกเลิกหรือทำใหเสื่อมคลายลง อันท่ีจริง
แลวไมวาจะเปนวุฒิสภา หรือประชาชนก็ตามหาอาจหลุดพนจากความผูกพันของกฎหมายนี้ไมได และ
ไมมีความจำเปน ๆ ท่ีจะพ่ึงพาส่ิงอ่ืนหรือบุคคลอ่ืน นอกจากตัวเราเองท่ีจะเปนผูแสดงออกหรือตีความ
กฎหมาย กฎหมายนี้ไมเปนอยางหนึ่งที่กรงุ โรมหรือเปนอีกอยางหน่ึงท่ีเอเธนส ไมเปนอยา งหน่ึงในขณะนี้
หรืออีกอยางหน่ึงในเวลาตอมา แตเปนกฎหมายประการเดียวที่เปนนิรันดร ไมเปล่ียนแปลงและมีผล
ผูกพันทกุ ชาตทิ ุกภาษาทกุ ยคุ ทกุ สมัยตลอดกาล”

จากคำกลาวของ Cicero สรุปไดว า กฎหมายธรรมชาตินน้ั มีลักษณะ ดังตอ ไปนี้
3.1.6.1 กฎหมายเปนเร่ืองของเหตุผล ดังคำกลาวท่ีวา “กฎหมายที่แทจริง คือเหตุผล
ท่ีถูกตอง” (True Law is right reason) ซ่ึงนักวาเปนการยืนยันในลำดับแรกวากฎหมายเปนเร่ืองของ
เหตุผลท่ีเปนไปโดยธรรมชาติจึงไดมีขอความตอไปวา “สอดคลองกับธรรมชาติ” Cicero น้ันถือวา
เหตุผลนั้นเปนสิ่งท่ีเปนไปโดยธรรมชาติ สอดคลองกับกฎเกณฑหรือหลักการของจักรวาล ซ่ึงเปน
ธรรมชาติภายนอก ขณะเดยี วกนั ก็เปนธรรมชาตภิ ายในของมนุษย ซ่ึงเปนการยืนยนั วามนษุ ยมีธรรมชาติที่
เรียกวาเหตุผล คือมธี รรมชาติท่ีดี หรืออีกนัยหนึ่ง เปนการยนื ยันวามนษุ ยนั้นโดยสันดานแลวมธี รรมชาติท่ี
ดี มสี ติ มเี หตุผลยงั้ คดิ
3.1.6.2 กฎหมายธรรมชาติมีลักษณะท่ัวไปดังขอความที่วา “แผซานไปยังทุกส่ิงทุก
อยาง” จากขอความนี้ แสดงวากฎเกณฑธรรมชาติ หรือกฎหมายธรรมชาตินั้นเปนกฎเกณฑทั่วไป
เหตุผลหรือหลักเกณฑนั้นเปนส่ิงท่ีอยูในทุกส่ิงทุกอยาง ไมไดอยูเหนือหรือแยกออกจากส่ิงตาง ๆ อาจ
กลาวไดวาความคิดของ Cicero ในแงน้ีเปนความคิดท่ีรับเอาแนวความคิดของAristotle ที่วา “แบบ”
(Form) นั้น ไมใชส่ิงท่ีแยกออกจากวัตถุ เมื่อหลักเกณฑทั่วไปและมีอยูในทุกส่ิงทุกอยางแลว ก็ยอมตอง
สม่ำเสมอเปนนจิ นริ ันดรไ มเปลี่ยนแปลง

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๗

3.1.6.3 กฎหมายธรรมชาติผูกพันทุกคนใหตองปฏิบัติตามดังขอความที่วา “เปน
กฎหมายท่ีกอใหเกิดคำสั่งบังคับใหทุกคนมีหนาท่ีตองปฏิบัติตามและเปนขอหามมิใหคนทำชั่ว” แสดง
ความผกู พนั ท่กี ฎหมายมีตอทกุ ๆ คนทีต่ อ งปฏิบัตติ าม

3.1.6.4 กฎหมายธรรมชาติมีคุณคาเหนือกวากฎหมายที่มนุษยบัญญัติขึ้น ดังขอความ
ตอไปนี้ “เปนหนาท่ีอนั ศักดิ์สิทธ์ิท่ีเราจะไมพยายามบัญญัติกฎหมายใหขัดกับกฎหมายน้ี กฎหมายน้ีจะถูก
ลดคาหรือยกเลิกมิได” แสดงวากฎหมายธรรมชาติน้ันเปนกฎหมายที่มีคุณคาในตัวเหนือกวากฎหมายที่
มนุษยสรางหรือบัญญัติข้ึน Cicero กลาววาเปนหนาที่อันศักด์ิสิทธ์ิของมนุษยที่จะไมบัญญัติกฎหมายตาง
ๆ ขึ้นใหในบานเมืองใหขัดแยงกับกฎหมายธรรมชาติ อยางไรก็มี Cicero ก็ไมยืนยันตรง ๆ วา
กฎหมายของฝายบานเมืองท่ีขัดกับกฎหมายธรรมชาติ จะไมมีผลบังคับเสียทีเดียว เพียงแตถือวา
กฎหมายนั้นไมควรคาแกการไดช่ือวาเปนกฎหมายเทานั้น ในแงนี้กฎหมายธรรมชาติมีสถานะเปน
กฎหมายในอุดมคตนิ ่ันเอง

3.1.6.5 กฎหมายธรรมชาตินี้มีอยูภายในจิตใจของคน ดังขอความท่ีวา “ไมวาจะโดย
วฒุ ิสภา หรือโดยประชาชน เราก็ไมสามารถที่จะถูกปลดปลอยใหพนจากกฎหมายน้ีได ไมมีความจำเปน
อะไรท่ีจะพึ่งคนอื่น หรือส่ิงอื่นนอกจากตัวของเราเองท่ีจะเปนผูแสดงออกใหเห็น หรือตีความกฎหมาย
ธรรมชาตินี้” แสดงใหเห็ดชัดวา กฎหมายธรรมชาตินี้เปนส่ิงที่อยูในใจของคนสามารถรไู ดเอง จึงไมตอง
ไปศึกษา หรือไตถามจากคนอ่ืน เปนการยืนยนั วา มนุษยม ีความสามารถท่จี ะคนพบวา อะไรผิดอะไรถูก ไม
มีพลงั อ่ืนใดจากภายนอกมาบงั คบั ใหตองเปน เชนน้ัน

3.1.6.6 กฎหมายธรรมชาติมีลักษณะสากลและไมเปล่ียนแปลง ดังขอความที่วา “….
กฎหมายนี้เปนอยางหนงึ่ ท่ีกรุงโรม หรือเปนอีกอยางหน่ึงท่ีเอเธนสไมเปนอยางหนึ่งในขณะน้หี รือเปนอยา ง
อ่นื ในเวลาตอ มา แตเปนกฎหมายประการเดียวท่ีเปน นิรนั ดร ไมเปลี่ยนแปลง และมีผลผกู พันทุกชาติทุก
ภาษาตลอดกาล…” เปน “อกาลิโก”

3.2 ยุคมดื

3.2.1 เซนต โทมัส อไควนสั
เซนต อะไควนัส โทมัส (Aquinas Saint Thomas) :ค.ศ.1225-1274 เปนนักปราชญ

สกอลัสติก (Scholastic) ชาวอิตาเลียน เคยเรียนท่ีมหาวิทยาลัยเนเปลส และมาเปนอาจารยท่ี
มหาวิทยาลัยโคโลญจ แตงหนังสือช่ือ "Summa Theologica" มีวิธีการสอนโดยการตั้งคำถาม แลวสรุป
แนวคิดที่หลากหลายจากหลายแหลงขอมูล แลวจึงนำความคิดที่ตอตานมารวมไวดวยกัน มีท้ังคำสอนของ
Aristotleและคำสอนทางศาสนา ในปจจุบันนี้ นิกายโรมันแคทอลิกไดนำมาประยุกตกับรูปแบบความ
ขัดแยง ระหวางวิทยาศาสตรก ับศาสนา

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๘

3.3 ยุคปฏริ ปู (รัฐสมยั ใหม)
3.3.1 ฌอง โบแดง(Jean Bodin)
ฌอง โบแดง(Jean Bodin) เปนนักปราชญชาวฝรั่งเศสมีอายุอยูในชวง ค.ศ.1530 –

1595 ซึ่งJean Bodin เปนคนแรกท่ีสรางความคิดเร่ืองอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) ตามความหมาย
ของสมัยใหม และตามท่ีเขาใจกันในสมัยปจจุบัน Jean Bodin ใหความหมายของอำนาจอธิปไตยวา
เปนอำนาจเด็ดขาดและถาวร ซึง่ หมายความวาเปนอำนาจสูงสุดที่มิอยูภายใตบังคบั ของกฎเกณฑใด ๆ แต
อยางไรก็ตามความคิดของ Jean Bodin ยังไมไดเปนการชี้ขาดวาเปนอำนาจสูงสุดอยางแทจริง เพราะ
เขายังยอมรับอำนาจอธิปไตยยังตองอยูภายใตอำนาจของพระผูเปนเจา (God) อยูภายใตกฎหมาย
ธรรมชาติและอยูภายใตกฎหมายโรมัน Jean Bodin กลาวเนนวาคุณลักษณะสำคัญของอธิปไตย คือ
อำนาจนิตบิ ญั ญัติ ผลของความคิดนท้ี ำใหรัฐมีอำนาจบญั ญตั ิกฎหมายได

ในทางนิติบัญญัติน้ัน Jean Bodin อธิบายวา “อำนาจอธิปไตยยอมไมถูกยับยั้งหรือ
จำกัดโดยกฎหมายใด ๆ (Legibus Soluta)” ซ่ึงเปนการประกาศวา ภายใตเขตแดนของรัฐที่มีอำนาจ
อธิปไตย รัฐยอมมีอำนาจที่จะบัญญัติกฎหมายใหประชาชนของตนปฏิบัติตาม โดยไมตองข้ึนอยูกับใคร
หรือกฎเณฑของผูใด อำนาจนิติบัญญัติหรืออำนาจบัญญัติกฎหมายขึ้นมานี้เปนลักษณะแสดงออกอยาง
หน่ึงวา รัฐมีอิสระในการกำหนดตนเอง และตอมาจึงถือวาอำนาจนิติบัญญัติเปนเครื่องมือแสดงวา
องคการนั้น ๆ เปนรัฐหรือไม หรือนัยหน่ึงมีอำนาจอธิปไตยหรือไม และโดยคำอธิบายดังกลาวรัฐสมัย
ใหมใชเปนขออางความชอบธรรมในการใชอำนาจบัญญัติกฎหมายเพื่อบงการกิจการตาง ๆ ภายในรัฐให
ดำเนินไปอยางมีระเบียบแบบแผนอันนำไปสูความสำเร็จของการสรางชาติและรัฐสมัยใหมในโลกตะวันตก
มาจนถึงกระทั้งปจจุบนั น้ี

ความคิดของ Jean Bodin เรื่องอำนาจอธิปไตยเปนผลใหเกิดการเนนอำนาจบัญญัติ
กฎหมายมาเปนศูนยกลางความคิดเร่ืองรัฐเชนน้ี นับเปนการตัดขาดจากความคิดสมัยกลางและสมัย
โบราณที่ถือกันมาตลอดวากฎหมายเปนเรื่องที่เปนไปตามเหตุผลตามธรรมชาติไมใชเร่ืองท่ีคนกำหนดข้ึน
เพราะสมัยใหมอธิบายวากฎหมายเปนสิ่งท่ีกำหนดขึ้นโดยรัฐและรัฐตองพยายามบัญญัติกฎหมายเพื่อ
พิสูจนวาเปน รัฐทีแ่ ทจริง

ความคิดเร่ืองอำนาจอธิปไตย และเร่ืองอำนาจเด็ดขาดในการบัญญัติกฎหมายนี้จากจะ
เปนความคิดนำทางใหตัดรัฐสมัยใหมออกจากอำนาจควบคุมของศาสนจักร แยกจากหลักศีลธรรม ยังมี
สว นในการทำใหความคดิ เร่ืองกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปดวย กลาวคอื จากคำสอนของJean Bodinทำให
เกิดความคิดที่ถือวา “กฎหมายเปนสิ่งที่มนุษยบัญญัติข้ึน” ซ่ึงพัฒนาไปสูความคิดสำนักบานเมืองในสมัย
ตอ มา

3.4 ยุคแหง การจดั ระบบ

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๔๙

3.4.1 Hugo Grotius (ค.ศ. 1583 – 1645) ไดรับสมญาวาบิดาแหงกฎหมายระหวางประเทศ
แนวคิดของโครเซียสเนนเร่ือง เหตุผลและสติปญญาของมนุษยในฐานะที่เปนที่มาของกฎหมายธรรมชาติ
และยืนยันวา “ธรรมชาติของมนุษยเปนตนแบบของกฎหมายธรรมชาติ และจะคงปรากฏอยูแมวาไมมี
พระเจาแลว ก็ตาม”

Grotius ไดอธิบายกฏหมายธรรมชาติโดยใชเหตุผลใหเปนอิสระจากพระเจา (The Law of
Nature is so unalterable, that it cannot be changed even by God himself)

โดยท่ี Grotius ก็เชอ่ื วากฏหมายธรรมชาติ คือ เหตุผลท่ีถูกตอ ง และเปนตัวบอกวา อะไรถกู -ผิด ดี-
ช่วั โดยทีค่ ุณภาพของตัวกฏหมายเองไมขึน้ กบั ใคร

3.4.2 Samuel Pufendorf
คำสอนของ Pufendorf มสี าระสำคญั ดังนี้
I.ธรรมชาติของมนษุ ยท มี่ ีท้ังดแี ละไมดี
II.เรื่องภววิทยา (Ontology) โดยที่ Pufendorf แยก “ความเปน” ออกเปน 2 ขอบเขต คือความ
เปนทางกายภาพและความเปนทางศีลธรรม โดยท่ีกฏหมายอยูในโลกของศีลธรรม กฏเกณฑทางกฏหมาย
จึงเปนเรื่องเก่ียวกับความผิดถูกชั่วดีซ่ึงไมตกอยูภายใตบังคับของกฏเกณฑทางกายภาพ Pufendorf จึง
เสนอหนาทท่ี างสงั คมอันเปน รากฐานความประพฤติของมนษุ ยเ พ่ือควบคมุ สวนที่เปน กายภาพ
III.ทัศนะเก่ียวกับกฏหมายธรรมชาติ Pufendorf แยกกฏหมายออกเปนกฏหมายท่ีสมบูรณ (Jus
Perfectum) ซึ่งคือกฏหมายที่สามารถบังคบใหเปนไปตามสิทธิได และกฏหมายที่ไมสมบูรณ (Jus
imperfectum) เปน กฏหมายทขี่ าดลักษณะบังคบั
3.4.3 จอหน ล็อค

John Locke (ค.ศ. 1632 – 1704) ไดพยายามอธิบายและกอต้ังทฤษฎีสิทธิการมีชีวิต
อยู สทิ ธใิ นการมอี ิสระภาพ สทิ ธใิ นทรัพยสนิ ซึ่งทฤษฎนี ้ตี อมาไดพัฒนามาเปน สิทธมิ นุษยชน

แนวความคิดที่สำคัญ
1. สภาวะธรรมชาติ เปนสภาวะแหงเสรีภาพโดยสมบูรณแบบ และเปนสภาวะแหง

ความเสมอภาค
2. สภาวะธรรมชาตมิ ขี อ บกพรอง 3 ประการคอื

2.1 ไมม ีกฎหมาย
2.2 ไมม ีตลุ าการ
2.3 ไมม ีอำนาจบริหาร
3. มนุษยตองการไดรับความยุติธรรมในการใชสิทธิทางธรรมชาติ ล็อคจึงเสนอ
ประชาชนทำสญั ญาประชาคมรวมกนั

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๕๐

4. โดยยอมสละเสรีภาพทางธรรมชาติบางประการเพ่ือสรางประชาคมการเมืองท่ี
สามารถใชกฎหมายคุมครองสิทธิ เสรีภาพของปวงชนอยางเสมอภาค ดังน้ัน
ประชาชนจะไมมีเสรีภาพโดยสมบูรณอีกแลวถามารวมกันเปนรัฐแมแตระบอบ
ประชาธปิ ไตย

5. ประชาคมการเมอื งที่ต้งั ขน้ึ มลี ักษณะเหมือน ทรัสต
5.1 ใหประชาชนเจาของประเทศเหมือนผูถือหุนในทรัสต และเลือกผูแทนขึ้นมา
บริหาร เหมือน
5.2 ประชาคมการเมืองก็ใหแบงเขตแลวใหประชาชนแตละเขตเลือกตัวแทนขึ้นมา
บริหาร โดยแบงตัวแทนออกเปน 3สวนใหทำหนาท่ีตางกันดังนี้คือ1. นิติบัญญัติ
บัญญัตกิ ฎหมาย 2.บริหาร3.ตลุ าการ
5.3 โดยใหอำนาจทั้ง3เปนอิสระตอกัน โดยมีอำนาจนิติบัญญัติเปนอำนาจสูงสุด ท่ี
ฝายบริหารตองบริหาร ตามกฏหมายท่ีฝายนิติบัญญัติบัญญัติไว และฝายตุลา
การตองตัดสินคดีตามท่ีกฏหมายบัญญัติไว แตประชาชนมีอำนาจมากกวาฝาย
นิติบัญญัติบัญญัติเพราะเปนเจาของอำนาจอธิปไตย เปนผูถอดถอนและเลือก
ตวั แทนขึน้ มาเปน ฝายนติ บิ ัญญัติ

6. ล็อคใหเหน็ วา รฐั เปนเร่อื งสว นรวม และศาสนาเปนเร่ืองสวนบุคคล
ตัวอยา งการไมนับถือศาสนาใดเลย มีความผิดหรือไม?
ตอบ-ไมถ อื วา มคี วามผดิ เพราะเปนสทิ ธสิ ว นบคุ คลและไมผ ิดกฎหมาย
แตเรื่องรัฐเรื่องการเมืองเปนเรื่องสวนรวม ท่ีทุกคนในรัฐตองเก่ียวของตองรับผิดชอบ
รวมกัน เพราะการเมืองมันเก่ียวของกับชีวิตคุณอยางหลีกเลี่ยงไมได ตัวอยางเชนเรื่องภาษี ประเทศที่มี
ระบบการเงินเรียบรอยแลวประชาชนตอ งเสียภาษี จะเสยี ในอตั ราเทา ไหรขึน้ กับนักการเมืองกำหนด ดงั น้ัน
ประชาชนตองตรวจสอบดว ยวาเขาเอาภาษีคุณไปใชเ ปน ประโยชนห รอื ไม
วิเคราะห.ล็อค เนนใหประชาชนมอบอำนาจใหตัวแทน เปนผูบัญญัติกฎหมาย ใช
กฎหมายคุมครองสิทธิ เสรีภาพของปวงชนอยางเสมอภาค โดยอำนาจอธิปไตยยังเปนของประชาชน รัฐ
เปน เพยี งผูร บั ใช
3.4.4 มองเตสกิเออร: Montesquien
Montesquien เห็นวามนุษยท่ัวไปทั้งหลายมีแนวโนมใชอำนาจไปในทางที่ผิดจึงไดเสนอ
หลักแบงแยกอำนาจ (หลักการแบงและคานอำนาจ - อ.วรเจต) ใหมีการ Check and Balance เปน นิติ
บัญญัติ บริหาร ตุลาการ และหลักปกครองภายใตกฏหมาย (เปนการแบงแยกอำนาจโดยใชกฏหมายเปน
ศูนยก ลาง)

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข


Click to View FlipBook Version