The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-Book .นิติปรัชญา by ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Konjanard Charoensook, 2022-11-03 02:27:25

E-Book .นิติปรัชญา by ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข

E-Book .นิติปรัชญา by ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๑

นักกฎหมายจะตองมีจิตใจสะอาด สงบ สวาง สดชื่น สุจริต กฎหมายนั้นเปนส่ิงสำหรับ คนดี ถา
คนดีเปนผูตรากฎหมายและใชกฎหมายแลวยอมจะทำใหสังคมน้ันมีความสุข คนไมดี เปนผูตรากฎหมาย
และใชก ฎหมายก็มักจะกอ ใหเ กดิ ความวนุ วาย ความเดือดรอ นใหแกสงั คมน้ัน

กฎหมายที่ออกมาเพ่ือสนองความตองการในอันท่ีจะคุมครองประโยชนและชวยแกปญหาใหแกผู
ยากจนอันเปน ประชาชนสว นใหญของประเทศเปน สำคัญ กฎหมายกอใหเกิดความยุตธิ รรม
ฝายบริหารผูมีหนาท่ีปฏิบัติใหเปนไปตามกฎหมาย ก็ควรจะไดประพฤติปฏิบัติไปในทางท่ีเปนการรักษา
ประโยชนของประชาชนสว นใหญ ใหสมดงั เจตนารมยข องกฎหมายท่ีออกมาใชบงั คบั
“ความยุติธรรม” สูงสุดที่ทุกคนแสวงหา ยอมข้ึนอยูกับมาตรฐานทางดานจิตใจของมนุษยผูจะบันดาลใหมี
กฎหมายและใชกฎหมายน้ันอันจะกอใหเกิดความเปนธรรมแกสังคม กฎหมายเปนกฎหมายและเกิดความ
ศักดิ์สิทธิ์ (The supremacy of Law of the Land) เพื่อใหประชาชนไดรบั การคุมครองพิทกั ษอยา งเสมอ
ภาคภายใตกฎหมาย (Equal before the law) การปกครองแบบ “นิตริ ฐั ” การปกครองภายใตหลกั “นติ ิ
ธรรม” เกิดความเปนธรรมในสังคม (Social Justice) ดำเนินชีวิตอยูในสังคมอยางมีศักด์ิศรีและสันติสุข
ความยตุ ิธรรมเปนสากลและสอดคลองกับธรรมชาติไมมผี ูใดอาจปฏเิ สธไดโ ดยท่วั ไป

“ความสุขอันสูงสุดของประชาชนเปนส่งิ สำคัญย่ิงและอยูเหนือสิ่งอื่นใด” นักกฎหมายจะตองเปน
ผพู ทิ กั ษร ักษาผลประโยชนข องสาธารณชนตามหลดั “The supremacy of public interest)
หลักความชอบธรรม ถูกตองเปนท่ีตั้ง เพ่ืออำนวยความยุติธรรมแกสวนรวม และสรางสังคมท่ีเปนธรรม
เพ่ือใหสมาชิดของสังคมนั้น ๆ อยูรวมกันอยางสันติสุขและเปนระเบียบเรียบรอย กฎหมายนั้นเปนส่ิงท่ี
มนุษยไดบัญญัติข้ึนตามเจตนารมณของผูรางเพียงเพ่ือใหเหมาะสม และสอดคลองกับสภาพทางสังคมและ
เศรษฐกิจในขณะน้ัน สงั คมน้นั ยอ มวิวัฒนาการและเปลย่ี นแปลงอยตู ลอดเวลา

“นักกฎหมายบางคนท่ีถือแตตัวบทกฎหมายเปนหลักการในการธำรงรักษาความยุติธรรม ซึ่งดูจะ
เปนการคับแคบเกินไป และอาจทำใหรักษาความยุติธรรมไวไดไมเต็มท่ี ผูทำหนาท่ีพิทักษความยุติธรรม
หรือความเปนธรรมจึงควรระมัดระวังใหมากคือ ควรจะไดทำความเขาใจใหแนชัดวา กฎหมายนั้นไมใชตัว
ความยุติธรรม แตเปนเพียงแตเคร่ืองมืออยางหน่ึงสำหรับใชในการรักษาและอำนวยความยุติธรรมเทานั้น
การใชกฎหมายจึงตองมุงหมายใชเพื่อรักษาความยุติธรรม ไมใชเพื่อรักษาตัวบทของนักกฎหมายเอง และ
การรกั ษาความยุติธรรมในแผนดินกม็ ไิ ดมีวงแคบอยูเ พยี งแคข อบเขตของกฎหมาย หากตอ งขยายออกไปให
ถอื ศลี ธรรม จรรยา ตลอดจนเหตุและผลความเปนจรงิ ดวย…”

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๒

ความยุติธรรมกบั พุทธศาสนา (Justice and Buddhism)

ความยุติธรรม ความสัตยจริง สัจจธรรม ยอมเปนของสากล มีเหตุผลและมีความถูกตองและชอบ
ธรรม ผูรักษาความเปนธรรมยอมเปนบุคคลที่ต้ังอยูในฐานะเปน ปูชนียบุคคล ผูทรงปญญา มีสติ บริสุทธ์ิ
บริบูรณ และงดงาม บรรดาพระโพธสิ ตั วผตู ั้งอยูในฐานะ เทวดากต็ อ งมีความยุติธรรม

อธรรม อยุติธรรม ผนู ิยมและรักความยุตธิ รรมจึงเปนผูบูชาธรรมประการหนึ่ง ไมมีอคติหรอื จะไม
ทำผิด คิดรายอะไรโดยลำพังความต้ังใจอยางเดียวกัน ยอมเปนไปไมได และไมสามารถจะทำได ไมมีอุดม
คติหรือเครื่องมืออยางอ่ืนอยางใดอยางหนึ่ง เปนเคร่ืองชวยที่มีกำลังอันเพียงพอ กิเลส อคติ มีกำลังมาก
เกนิ กวาที่เราจะนกึ คดิ จงึ จำเปนจะตอ งมอี ุดมคติ สำหรับยดึ เปน หลัก

ความยุติธรรมสูงสุด มาตรฐานทางจิตใจของมนุษยมนุษยท่ีมีจิตใจยุติธรรมปราศจากอคติ อิจฉา
ริษยา โลภ โกรธ หลง พรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาความยุติธรรม หรือกฎหมาย
ยตุ ธิ รรมไมใชเ รอื่ งของอำนาจหรือคำสัง่ เปนเรอ่ื งของเหตุผลเปน เรอ่ื งของธรรมะหรอื หลักธรรมท่บี ริสทุ ธิ์

ความยุติธรรม คอื ธรรมะ เปนสง่ิ ท่ีตองมีเหตผุ ล ชอบดวยเหตุผล ความชอบธรรม ความเทีย่ งธรรม
ความยุติธรรมเปนธรรมะเพราะมีลักษณะสอดคลองกับธรรมชาติและเปนท่ียอมรับในลักษณะสากลเปนสิ่ง
ปรารถนาของมนุษยเปนสัจธรรม ไมเปล่ียนแปลงมีความบริสุทธ์ิบุคคลที่มีคุณธรรมสูงมีจริยธรรมเทานั้น
จงึ จะเปนผูท่ีสามารถรักษาธรรมะขอน้ีได ส่ิงท่ีเรียกวาธรรมนี้ คือ ความถูกตอง ความจริง ความงาม ความ
ยุติธรรม ท่ีจะเปนประโยชนเปนท่ีพึ่งแกมนุษยเราจะอยูในรูปของพุทธศาสนาหรือศาสนาอ่ืนก็ไดซ่ึงทานก็
ไดย ืนยนั วา ธรรมะก็คอื ความยตุ ิธรรม

ความยุติธรรม คือ การไมเลือกปฏิบัติ อนิจจัง ความไมเท่ียง ทุกขัง อนัตตา ปุถุชนท้ังหลายจงมี
ความเมตตา กรุณา ปลอยวาง โดยการระงับ โมหะ โทสะ หรือละเวนจาก กิเลส ตัณหา ไมยึดมั่น ถือมั่น
จนเกินไป รจู ักปลอ ยวางบาง ตามควรแกกรณี จะทำใหท านเอง และผอู ื่นมคี วามสุขมากยิง่ ขนึ้

เพ่ือรักษาอุดมคติไวเหนือสิ่งอ่ืนใดในกรอบท่ีเหมาะสมและถูกตอง เพ่ืออำนวยความยุติธรรมแก
ประชาชนไมเลอื กเช้ือชาติ ศาสนา ภาษา ชั้นวรรณะ อำนวยและพิทักษปกปองความยุติธรรมแกป ระชาชน
ทุกคนดวยความบริสุทธิ์ยุติธรรม เขมแข็ง กลาตอสูกับอำนาจที่มาบีบบังคับ อำนาจจะมาจากสถานใด
ความยั่วเยา ยั่วยวน ในลักษณะใด ในรูปแบบใดก็ตาม “จงใหความยุติธรรม แมฟาจะถลมก็ตามที”

ผูนยิ มและรักความยตุ ธิ รรม คือ ผปู ระพฤตแิ ละปฏิบัติธรรม

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๓

บทที่ 2
การเคารพนับถอื กฎหมายและการดอื้ แพง

ในการศึกษาบทน้ีเบื้องตนจะขอยกสุภาษิตกฎหมายบทหนึ่งท่ีวา “การเคารพเชื่อฟง
กฎหมาย คือแกนสาระสำคัญแหง กฎหมาย” อันเปนการแสดงใหเห็นวา สาระสำคัญจรงิ ๆ ของกฎหมาย
คือการเคารพเช่อื ฟง ทงั้ นีจ้ ะเปนเพราะกฎหมายมสี ภาพบงั คับใหตองเช่อื ฟง ถาไมเชื่อฟงก็จะมบี ทลงโทษ
ตามมา ปญ หาอยูที่วา ทำไมตอ งเคารพเช่ือฟงกฎหมาย

มีตัวอยางคำถามท่ีเคยออกขอสอบอยูวา “การเคารพเชื่อฟงกฎหมายมีเหตุผลรองรับใน
เชิงหลักการอยางไร” ซ่ึงในการตอบคำถามนี้ก็ตองเขาใจแนวคิดตาง ๆ ที่มีมา ดังนั้นในที่นี้ก็จะเจาะลึก
ลงไปในรายละเอียดของคำถามน้ี
เหตุผลในเชงิ หลกั การทีเ่ ขา มารองรบั หลกั ท่ีวา ตองเคารพกฎหมาย

1. ในแงสทิ ธิเสรีภาพ การถอื วาทุกคนตองเคารพกฎหมายตอ งยอมรบั กอ นในข้ัน
แรกวาเปนการมองในแงอุดมคติ จึงจะสามารถเชื่อมโยงเขาสูนัยสิทธิเสรีภาพไดเพราะการเคารพเช่ือฟง
กฎหมายน้ันจริง ๆ แลว เมื่อวิเคราะหแบบลึก ๆ จะเห็นวา เปนไปเพื่อค้ำประกันผลประโยชนของทุก
คน ท้ังน้ีเพราะถือวาทุกคนมีความเสมอภาคกันภายใตกฎหมาย ดังนั้นการเคารพเช่ือฟงกฎหมายจึงเปน
เร่ืองภาระหนาที่ ในทางปรัชญาจึงถือวาการปฏิบัติหนาท่ีตามกฎหมายจึงเปนเสมือนสิ่งท่ีกอใหเกิด
เสรีภาพ มิใชเปนภาระเพียงอยางเดียว แตอยางไรก็ตามพันธะในการปฏิบัติตามกฎหมายนั้นตอง
พิจารณาดวย กฎหมายนนั้ เปน กฎหมายทช่ี อบธรรมดวยจึงตองเคารพเช่อื ฟง

2. ในแงส ัญญาประชาคม ตรงนตี้ องทำความเขา ใจทฤษฎีสญั ญาประชาคมกอ นวา
ทฤษฎีสัญญาประชาคมน้ันหมายถึง การที่บุคคลเขามาอยูในสัญญาประชาคมก็ถือเสมือนกับไดทำ
ขอ ตกลงเปนสัญญาวาจะอยูในสังคมรวมกัน จะเคารพกติกาในบานเมืองจะปฏิบัติตามคำส่ังของบานเมือง
ซึ่งเราอาจมองไดเปน 2 ลักษณะคือ ลักษณะแรกถือวา เปนสัญญาท่ีมอบอำนาจใหรัฐโดยเด็ดขาด แต
อีกลักษณะหน่ึงถือวา การมอบอำนาจใหรัฐนั้นมีเง่ือนไขวารัฐตองไมกรทำส่ิงที่เปนการมิชอบ ถารัฐ
กระทำการมชิ อบประชาชนสามารถยกเลิกสญั ญาได

ซง่ึ ณ ที่น้ีการเอาสัญญาประชาคมมารองรับคงตอ งใชแงแรกคือ แงท ี่ถอื วา ประชาชนใน
สังคมมอบอำนาจใหรัฐโดยเด็ดขาด แงน้ีโสกราสตีสไดยืนย้ันในขณะที่ถูกตัดสินประหารชีวิตดวยขอหา
ปฏิเสธพระเจาและทำใหศีลธรรมเส่ือมเสียวา เขาไดอุทิศชีวิตทั้งหมดเพื่ออธิบายความสำคัญของเรื่อง
ความยุติธรรมกบั การเคารพตอกฎหมายของรัฐ ดังน้ันแมเขาจะยืนยันวาเขา บรสิ ุทธิ แตการท่ีเขาได
ดำรงอยใู นสังคมนนั้ กเ็ สมือนวา เขาไดท ำขอ ตกลงท่ีจะเคารพเชอื่ ฟง กฎหมาย ดังนั้นเม่ือกฎหมายสง่ั อยางไร
เขากต็ องปฏิบตั ิตามกฎหมายแมผ ลลัพธของกฎหมายนนั้ จะทำใหเขาไดร ับอนั ตรายกต็ าม

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๔

นัยของโสกราตีส น้ันสรุปไดวา โสกราตีสมองวาพันธะในการเคารพเช่ือฟงกฎหมายเปน
สิ่งสมบูรณ ทุกคนตองยอมรับแมจะเปนผลรายแกตัวเองก็ตาม นอกจากนั้นเขายังพยายามอางวารัฐ
เปรียบเสมือนพอแมที่เราตองเคารพเช่ือฟง เราเคารพเชื่อฟงพอแมฉันใดเราก็ตองเคารพรัฐฉันทนั้น พอ
แมจะปฏิบัติตอลูกอยางไรแมไมถูกตองลูกก็ไมมีสิทธิท่ีจะแกแคนหรือตอบโต รัฐก็เชนเดียวกัน รัฐจะ
กระทำตอพลเมืองอยางไรพลเมืองก็ไมมีสิทธิตอบโต การปฏิเสธรัฐปฏิเสธกฎหมายทำไดอยางเดียวคือ
ออกไปเสียจากสังคมนน้ั ๆ เทาน้นั

3. หลักเร่ืองความชอบธรรม (ความเที่ยงธรรม) ถือวาการท่ีมนุษยอยูในสังคมมนุษยื
ยอมจะไดร ับความสงบสุขเพราะคนในสงั คมปฏิบัตติ ามกฎหมาย ดังนัน้ เมอ่ื คนอื่นปฏิบตั ิตามกฎหมายดว ย
เพื่อประโยชนแกคนอื่นในสังคม ดังคำกลาวที่วา การใชส ิทธเิ สรีภาพนั้นตองไมกระทบกระเทือนสิทธิของ
ผูอ่ืน เม่ือเปนเชนน้ีตางคนตางก็ตองเคารพกฎหมายเพื่อมิใหการใชสิทธิของตนไปกระทบกระเทือนบุคคล
อน่ื

แตอยางไรก็ตามจะมีเหตุผลในเชิงหลักการมากมายมารองรับวาบุคคลตองเช่ือฟง
กฎหมาย แตมีบุคคลจำนวนหน่ึงกลับไมเคารพกฎหมายหรือดื้อแพงตอกฎหมาย ซึ่งบุคคลดังกลาวนี้สวน
หนึ่งเปนท่ียอมรับกันวาเปนบุคคลที่มีความสำคัญเปนอยางยิ่ง เชน มหาตมะ คานธี, มารติน ลูเชอร
ดวิ จเู นีย เปน ตน

ทาน ม.ร.ว. เสนีย ปราโมช ไดเ คยกลา วไวว า การทบ่ี ุคคลไมเ คารพกฎหมายนัน้ มอี ยู 4
ขอ คอื

ก. ความบกพรองหรอื ความไมด ีของกฎหมาย
ข. ผูอ อกกฎหมายบำเพ็ญตนอยเู หนือกฎหมาย
ค. ไมมีการอธิบายเหตุผลหรือประโยชนของกฎหมายใหค นทั่วไปเขา ใจ
ง. กฎหมายไมไ ดอ อกมาเพ่ือประโยชนของประชาชน หรือออกมาโดยมไิ ดร บั
ความยนิ ยอมของประชาชน

แตอยางไรก็ตาม การไมเคารพหรือการไมนับถือกฎหมายนั้นอาจแบงไดเปน 2 กรณี
คือ กรณีแรก เปนกรณีที่เปนความรูสึกอยูภายในใจ กรณีท่ีสอง คือกรณีที่เปนการแสดงออก ซ่ึงกรณี
หลังคอนขางจะสงผลกระทบอยางมาก เพราะเมื่อการแสดงออกนั้นอาจจะแสดงออกโดยการละเมิด
กฎหมาย การทาทายกฎหมายหรอื แมกระทง่ั ใชความรนุ แรงตอกฎหมายทไี่ มเปน ธรรมกไ็ ด

ความหมายของการด้อื แพง (Dis obedlence)
การด้ือแพงกฎหมายของประชาชน หมายถึงการกระทำท่ีเปนการฝาฝนกฎหมายโดย
สันติวิธี เปนการพูดถึงการกระทำที่ฝาฝนกฎหมายโดยเหตุผลทางมโนธรรม โดยมีเปาหมายที่จะ
เปลี่ยนแปลงใหเกิดความถูกตองในการด้ือแพงดังกลาว สาเหตุที่ปฏิเสธกฎหมายเพราะเห็นวากฎหมายไม
ถกู ตอ งหรอื ไมเปน ธรรมนน่ั เอง

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๕

ดั ง นั้ น ก า ร ด้ื อ แ พ ง นั้ น จ ะ มี ทั้ ง อ ง ค ป ร ะ ก อ บ ภ า ย ใ น แ ล ะ อ ง ค ป ร ะ ก อ บ ภ า ย น อ ก
องคประกอบภายนอก็คือการแสดงออกในแงของการฝาฝน และมีลักษณะสันติวิธีคือไมใชความรุนแรง
และองคประกอบภายในคือมีความเช่ือในทางศีลธรรมวาการกระทำเชนนั้นเปนการกระทำทางความเช่ือ
ดา นศีลธรรมวากฎหมายนนั้ ไมถ ูกตองไมช อบธรรม

บทสรุปไมม ี เพยี งแตจะใหขอสงั เกตวามีกลุมบคุ คลอยู 2 กลมุ คือ
1. กลมุ ที่เหน็ ดวยกับการเคารพเชอื่ ฟง กฎหมาย
2. กลมุ ท่เี ห็นดวยกับการด้ือแพง
1. กลุม ท่เี หน็ ดว ยกบั การเคารพเช่อื ฟงกฎหมาย เปน บุคคลท่ยี ืนยันเรอื่ งความศักดิ์
สทิ ธข์ิ องกฎหมายที่ทุกคนตองเชือ่ พังโดยไมม ขี อ ยกเวน ใด ๆ

โสกราตีส ยืนยันวาทุกคนตองปฏิบัติตามกฎหมายโดยไมคำนึงวากฎหมายน้ันจะเปน
ธรรมหรือไมก ต็ าม โดยการเอาชีวติ เปน แบบอยาง

- นกั คดิ ทฤษฎปี ฏิฐานนิยม ยนื ยันวา การดำรงอยขู องกฎหมายนนั้ เปนคนละเรอ่ื ง
กับความชอบธรรมของกฎหมาย กฎหมายไมเ ปน ธรรมยงั ถอื วาเปนกฎหมายทีท่ ุกคนตองปฏบิ ัติตาม

ศาสตราจารย กริสวอลล ยืนยันวา “แกนสาระสำคัญของกฎหมายไดแตการปรับใช
กฎหมายโดยเสมอภาคแกทุกคนในลักษณะที่ทุกคนตองอยูภายใตการผูกมัดของกฎหมายโดยไมคำนึงถึง
มูลเหตุจูงใจสวนตัว…..ตองยอมรับความจริงวาสังคมท่ีมีระเบียบแบบแผนไมอาจยอมใหมีการกระทำใด ๆ
อยเู หนอื กฎเกณฑข องกฎหมายได”

2. กลุมท่เี ห็นดว ยกับการดอื้ แพง
แนวคิดกฎหมายธรรมชาติยุคแรก ยืนยันวากฎหมายที่ไมเปนธรรมไมใชกฎหมายเซ็นต

อไควนัส เขียนบทความวา “กฎหมายของมนุษยท่ีขัดแยงกับกฎหมายธรรมชาติโดยชัดแจงไมอาจถือวา
เปน กฎหมายอีกตอ ไป…มนษุ ยมีความผูกพันตองเคารพกฎหมายตราบเทา ที่มันยงั ยุติธรรมอยูโดยเหตนุ ้ีหาก
ผปู กครองไมม ีอำนาจอันชอบธรรม แตไดม ันมาโดยการแยงชิงหรอื หากถาผูป กครองสง่ั ใหกระทำการในสิ่ง
ท่ีไมเปนธรรม ประชาชนยอมไมมีพันธะที่ตองเคารพเชื่อฟงเขายกเวนแตกรณีพิเศษในบางคราว ซ่ึงอาจ
จำตองปฏบิ ตั ติ ามเพ่ือหลกี เลยี่ งความอปั ยศอื้อฉาวหรืออนั ตรายโดยเฉพาะบางประการ…”

- โธมสั ฮอบส (Thomas Hobbes) ยืนยันวามนุษยท ุกคนมีสทิ ธิเฉพาะบางประการ
ที่ไมอาจโอนใหก ับผูอ่ืนได เชน สิทธิในการมีชวี ิตอยู สทิ ธิในอสิ ระภาพ และสิทธใิ นบรรดาส่ิงท่ีทำใหช ีวิต
มคี า แกการดำรงอยู มนุษยเ ขามารวมกลุม เปน สังคมก็เพ่อื จะปกปองสทิ ธเิ หลา น้ี ดังนน้ั หากสิทธิดังกลา ว
ถูกคุกคามข้ึนมาโดยรัฐ สัญญาประชาคมทม่ี ีอยกู ็ยอมถูกทำลายมนุษยยอม เรียกคนื สูสภาวะธรรมชาติ ซึ่ง
ทกุ คนมสี ทิ ธทิ ี่จะทำอะไรไดท ุกสิ่ง

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๖

บทที่ 3
การควบคุมกฎหมายโดยศีลธรรม

บทนี้จะเปนประเด็นการศึกษาเก่ียวกับเร่ืองขอบเขตของกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่มี

บทลงโทษทางอาญาวาควรจะมีขอบเขตในการเขาแทรกแซงควบคุมความประพฤติของมนุษยเพียงใด

โดยเฉพาะในสวนที่เกี่ยวของกับศีลธรรม โดยจะดูวาพฤติกรรมที่มีแนวโนมนาเปนการละเมิดศีลธรรมนั้น

กฎหมายอาญาควรจะเขาไปแทรกแซงเพียงใด กลาวอีกอยางหน่ึงคือ เปนการศึกษาถึงขอบเขตอัน

สมควรของกฎหมายอาญาในเร่ืองเก่ียวกับพฤติกรรมการกระทำผิดที่มีลักษณะเกี่ยวของกับการละเมิด

ศีลธรรม แตอาจไมละเมิดตอชีวติ รางกายของผูอื่นโดยตรง พฤติกรรมทีว่ า นเี้ ชน เรื่องท่ีเก่ียวกับการละเมิด

ศีลธรรมในทรรศนะของหลายคน ต้ังแตพฤติกรรมคาประเวณีการทำแทง การเสพยาเสพติด การเลน

การพนัน การมีความสัมพันธแบบรักรวมเพศ การมีภรรยาหรือสามีสองคนในเวลาเดียวกัน หรือการ

ควบคุมส่ิงพิมพห รอื วัสดุเกย่ี วกับการเผยแพร

พฤติกรรมดังกลาวทางศีลธรรมถือวาเปนเร่ืองท่ีผิดศีลธรรม แตในแงเกี่ยวกับกฎหมายท่ีมี

บทลงโทษโดยในทางกฎหมายอาญาน้ันเราสมควรจะนำมาใชควบคุมพฤติกรรมดังกลาวหรือไม ธรรมดา

แลวกฎหมายอาญานัน้ มีขอบเขตอันเหมาะสมในแงที่เก่ียวกบั การปองกันไมใหม ีการละเมิดชีวิตรา งกายของ

ผอู ่ืน มีบางคนมองวากฎหมายอาญาควรจะเปนกลไกทส่ี ำคญั ในการควบคุมศลี ธรรมของคน ซึ่งมีปญหาใน

ความแตกตางของการบัญญัติกฎหมาย เพราะบางประเทศอาจจะบัญญัติแตกตางกันออกไป เชน

ความผิดฐานคาประเวณีบางประเทศถือวาเปนความผิดรุนแรงในขณะท่ีอีกหลายประเทสมองวาควรจะ

ปลอยใหเปนสิทธิเสรีภาพของคน หรือในปญหาเกี่ยวกับการทำแทงก็ยังมีการถกเถียงกันวาจริง ๆ แลว

กฎหมายควรจะปลอยเสรี หรือควรจะเขามาควบคุมบังคับ และถาเขามาควบคุมบังคับแลวจะตองมี

ขอบเขตแคไหน ฝายที่ไมเห็นดวยกับการทำแทงก็อาจจะอางหลักพระพุทธศาสนาเขามาสนับสนุนวา

กฎหมายไมควรจะเปดกวาง

ในทางสากลในแงของการถกเถียงทางปรัชญากฎหมายของตะวันตกเกี่ยวกับกฎหมายศีลธรรมน้ี

มขี อถกเถยี งจากคน 2 กลุมคือ

1. กลมุ แนวคิดเสรี เชน จอหน สจวต มิลล ฮารท

2. กลุมศลี ธรรมนยิ ม เชน เซอรเ จมส ฟทธเจมส สตีเฟน ลอรด เดฟลนิ

กลมุ ศีลธรรมนิยม จะมองวาหนา ทข่ี องกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายอาญานน้ั ควรจะเขา มา

มหี นา ทีใ่ นการบงั คบั ควบคุมศลี ธรรม (ทรรศนะของลอรด เดฟลิน) ซง่ึ คลายกบั Patoซงึ่ ไดก ลาวไววา “ผู

บัญญตั ิกฎหมายนน้ั จะตองตราดวยวา สง่ิ ใดเปน ความเลวความชว่ั ราย สิ่งใดเปน ความดแี ละส่งิ

ประเสริฐ กฎหมายจะตองเปน ตวั ชคี้ วามเลวความดีดว ย ไมใชเปน เพียงเคร่อื งมอื ในการรกั ษาความ

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๗

สงบเรยี บรอยของสงั คมอยา งเดยี ว แตต องเปน ตัวช้วี า ดคี ืออะไรเลวคอื อะไรแลว เขาบงการ” แตใ น
ปญหาเร่ืองการทำแทง ในทศั นะของPatoหรือAristotleเขากลับยอมรับการทำแทง ในระดบั หน่ึงวา การทำ
แทงเปน สง่ิ ท่ชี อบหากวาเปนไปเพ่ือควบคมุ ขนาดครุ ภาพของประชากร

กลุมแนวคิดเสรี เชน มิลลซ่ึงเปนนักเสรีนิยมและนักอรรถประโยชน (อรรถประโยชน
หมายความวาเปนคนท่ีมองวา สิ่งที่ดีถูกตองนั้นตองดูท่ีผลลัพธของการกระทำ ซึ่งเปนการกอใหเกิด
ความสุข) มิลลเนนความสำคัญของเร่ืองเสรีภาพในแงท่ีเปนประโยชนของคนในสังคมเพราะมนุษยคงไม
สามารถมีความสุขได ถาหากวาขาดเสรีภาพ ดังน้ันเสรีภาพกับส่ิงท่ีเปนประโยชนสุขของคนจึงมีความ
เช่ือมโยงกัน มิลลพยายามท่ีจะเนนเร่ืองคุณคาของเสรีภาพวามันเปนพื้นฐานของการมีชีวิตของคน และ
เปน สิง่ จำเปน อยางยง่ิ

ดวยคุณภาพแหง เสรีภาพน้ีเอง มิลลจ ึงพยายามทจ่ี ะนำมาขีดเปนกรอบจำกัดบทบาทของ
กฎหมาย เขาไดป ระกาศ “หลกั อนั ตรายตอสังคม” ในงานทเ่ี ขยี นเรื่อง “ความเรยี งวาดวยเสรภี าพ”
(Essay on Liberty) โดยมขี อความสำคญั ทอนหนึ่งวา :

“เปาหมายของความเรยี งช้นิ น้ี คอื การประกาศยนื ยนั หลกั การงาย ๆ ขอหน่ึง ซึ่งชอบที่จะ
ใชควบคุมอยา งเด็ดขาดตอความสมั พนั ธของสงั คมกบั ปจ เจกบคุ คลในรปู การบังคับและควบคมุ ไมว า จะ
เปนไปโดยใชก ำลังทางกายภาพในลักษณะของบทลงโทษทางกฎหมาย หรอื โดยการขม ขเู ชงิ ศลี ธรรมใน
ลักษณะของมติมหาชน หลกั การดังกลา วคือ วัตถปุ ระสงคห รอื เปาหมายเดียวสำหรับคำ้ ประกัน
มนษุ ยชาติ ไมวาจะเปนรายบคุ คลหรอื โดยสว นรวมใหป ลอดจากการลวงละเมดิ เสรีภาพในการกระทำของ
สมาชิกในสงั คม คอื การปกครองตนเอง (Self – Portection) ในสงั คมศิวิไลซนัน้ รัฐมีความชอบธรรมที่
จะใชอ ำนาจบังคับสมาชกิ ของชมุ ชนเพยี งเพ่อื วตั ถุประสงคจ ะปอ งภยันตรายอนั จะเกดิ กับบุคคลอนื่ ในสังคม
สวนภยันตรายทจี่ ะเกิดขนึ้ แกต นโดยไมมบี ุคคลใดเปน ผูกอใหเ กดิ ไมวา จะเปนทางกายภาพหรือทาง
จรยิ ธรรมแลว ยอมไมเปน ขออา งอันเพียงพอสำหรบั จำกดั เสรภี าพในการกระทำของมนษุ ย”

จากคำกลาวดังกลา วเปนการพยายามจะช้ใี หเ ห็นวาในสังคมศิวิไลซนั้นความชอบธรรมในการ
ใชอำนาจรัฐบังคับสมาชิกของชุมชนจะทำไดเพียงเพื่อวัตถุประสงคที่จะปกปองภยันตรายอันจะเกิดข้ึนกับ
บุคคลอื่นในสังคมเทาน้ัน สวนภยันตรายท่ีจะเกิดขึ้นกับตัวเองโดยไมไดมีบุคคลอื่นกอใหเกิด ไมวาจะเปน
ทางกายภาพหรือทางจริยธรรม ไมสามารถนำมาเปนขออางในการจำกัดเสรีภาพในการกระทำของมนุษย
มิลลพยายามขีดวงจำกัดของกฎหมายไววากฎหมายไมใชเปนเคร่ืองมือในการควบคุมศีลธรรมของคน
กฎหมายมีหนาท่ีเพียงแตควบคุมอันตรายท่ีจะเกิดขึ้นกับคนในสังคมจากการละเมิดเบียดเบียนของคน
ดวยกนั เทา นนั้ ดงั นน้ั ถา เรานำหลักของมิลลมาวเิ คราะหป ญหาเรอ่ื งการทำแทง ปญ หาเรอื่ งรักรว มเพศก็
จะเห็นวามิลลถือวาปลอยไปเพราะไมเปนอันตรายตอคนอ่ืน แตอยางไรก็ตามหลักอันตรายตอผูอื่นของ
มิลลนี้ไดมีนักปรัชญาอยางสตีเฟนพยายามคัดคาน โดยกลาววาหลักภยันตรายตอบุคคลอื่นของมิลลไมมี
จริง เพราะการกระทำท่ีกอใหเกิดผลรายตอบุคคลอ่ืนน้ันลวนแตกอใหเกิดภยันตรายตอบุคคลอื่นดวย

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๘

สตีเฟนบอกวา เราไมสามารถจะลากเสนแบงแยกออกชัดเจนระหวางการกระทำที่เปนอันตรายตอบคุ คลอ่ืน
และการกระทำท่ีเปนอันตรายตอตัวผูกระทำได (เชน การเท่ียวโสเภณี เร่ืองการทำแทง หรือการคา
ประเวณีจะกอใหเ กิดผลกระทบตอ ผูอื่นแนนอน การทำแทงน้นั จะเห็นไดว ามีผอู ื่นปรากฏอยูใ นฟอ งแลวคือ
เด็ก ซ่ึงเด็กก็คือผูอื่นแลว) ดังนั้น สตีเฟนจึงสนับสนุนการลงโทษท่ีเปนความผิดบาปทางศีลธรรมอันชัด
แจง โดยถือวาเปนวัตถุประสงคอันชอบธรรมของการนิติบัญญัติ ซึ่งคนสวนใหญจะไมถือวาเปนการ
รดิ รอนเสรีภาพ แตกลับจะเห็นวาเปนความถูกตอง เพราะสามารถควบคุมความเลวรายดังกลาว ซ่ึงเปน
การทดแทนยบั ยงั้ มิใหเ กิดการผกู พยาบาทตอบโตอ ยา งสับสน

ประเด็นเร่ืองตัวเรากับผูอ่ืนนี้เปนสิ่งท่ีมีความละเอียดออนในการแยกแยะวาเราจะมอง
ผลกระทบทางตรงหรือผลกระทบทางออม คนท่ีเปนนักศีลธรรมนิยมก็จะมองในแงผลกระทบท้ังทางตรง
และทางออม ซ่ึงคนมองแบบนี้ก็จะไมมีเสนแบง ส่ิงท่ีเปนเรื่องผิดศีลธรรมอยางมากก็จะเอากฎหมายเขา
ไปจับ เชน การมเี มียสองคนในเวลาเดยี วกันถอื วาผิดตอ งเอากฎหมายอาญาเขาไปจับดวย แตอาจจะเกิด
การตอตานหรือมีผลกระทบตามมาได เชนกรณีหามรานคาขายเหลาอาจจะทำใหเกิดผลกระทบท่ีเรียกวา
ผลขางเคียง เชน

1. ทำใหเ จาหนา ทคี่ อรร ัปชั่นมากข้ึน
2. คนอาจจะตองจายราคามากข้ึนในการซอื้ สง่ิ นัน้
ประเด็นเรือ่ งการบังคับใชกเ็ ปนเร่อื งใหญ แตเปนสงิ่ ทเ่ี ราตอ งมองพรอ ม ๆ กับการคดิ ประกอบไป
ดวยวากฎหมายท่ีบังคับใชอยางไมมีประสิทธิภาพ หรือมีประสิทธิภาพนอย ไมสมควรเปนกฎหมายหรือ
ควรยกเลิกไป และบางกรณีกฎหมายอาจจะพัฒนาประสิทธิภาพได ในแงที่วาคร้ังแรกอาจบังคับใชนอย
แตคอย ๆ ดีข้ึน เชนครั้งแรกที่ออกกฎหมายหามกินเหลานอกบานอาจจะมีคนฝาฝนแตนานเขาอาจจะดี
ขน้ึ เมือ่ เรมิ่ เปนคา นิยมวฒั นธรรม
ในป ค.ศ. 1957 เซอรจอหน วุลฟเฟนเดน (Sir John Wolfenden) ไดเสนอ
“รายงานของคณะกรรมการวาดวยความผิดฐานรักรวมเพศ และการคาประเวณี” โดยมีเน้ือหาสาระ
สะทอนความคิดของมิลลโดยพยายามเสนอกำหนดบทบาทหนาที่อันชัดเจนของกฎหมายอาญาใหแยก
ความแตกตางระหวางอาชญากรรมกับบาปกรรม รวมท้ังการยืนยันถึงขอบเขตอันเปนเรื่องสวนตัวของ
ศีลธรรม และการผิดศีลธรรมซึ่งถือวาไมใชกิจธุระดันกฎหมายสมควรเขาไปยุงเกี่ยวรายงานดังกลาวสรุป
ความเหนวาการรักรวมเพศโดยสมัครใจระหวางผูใหญดวยกันไมควรถือเปนความผิดอาญา สวนการคา
ประเวณีนั้นคณะกรรมการเห็นวาสมควรตรากฎหมายมิใหมีการคาหรือชักชวนแขกในสาธารณะ อันถือ
เปนการสรา งความรำคาญรบกวนตอ ประชาชนทว่ั ไป
ในป ค.ศ. 1959 ลอรดเดฟลิน (Lord Derlin) ไดบรรยายในหัวขอ “การบังคับให
เปนไปตามศีลธรรม” (The Entorcement of Morals) เขาเสนอทัศนะวา สังคมมีสิทธิลงโทษการ
กระทำความผิดใด ๆ ซ่ึงในสายตาของบุคคลผูมีจิตใจอันเที่ยงธรรมเห็นวาขัดตอศีลธรรมอยางแทแจงชัด

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๙

และไมมีความจำเปนใด ๆ ท่ีจะมาพิสูจนวาการกระทำเชนนั้นเปนอันตรายตอบุคคลหรือกลุมบุคคล
โดยเฉพาะอ่ืน ๆ หรือไม และเขาไดเสนอทัศนะเรื่อง “การสมานสามัคคีของสังคม” (Social Cohesion)
เพื่อเปนเหตุผลสนับสนุนใหมีการบังคับควบคุมศีลธรรมในสังคมโดยอาศัยกฎหมาย เชน การตรากฎหมา
จัดการกบั ปญหารกั รวมเพศเปนตน เดฟลินยนื ยันวา ในสังคมมนุษยใด ๆ ก็ตามจะมสี วนท่ีเรียกวาศีลธรรม
ของสว นรวม (Public Morality) เปน ตวั เชอื่ มตอผกู พนั ระหวา งปจเจกบคุ คลดวยกนั เสมือนหว งที่มองไม
เห็น และกฎหมายโดยเฉพาะอยางย่ิงกฎหมายอาญาตองถือวาเปนพื้นฐานในการรักษาไวซ่ึงศีลธรรมของ
สว นรวม

อยางไรก็ตาม เดฟลิน ไดยอมรับในภายหลังวาการกระทำผิดศีลธรรมไมจำเปนตองถูก
ลงโทษโดยกฎหมายทุกเร่ือง เขายอมรับวาแทจริงแลวเราจำตองยอมปลอยใหมีเสรีภาพของปจเจกบุคคล
มากท่ีสุดเทาที่ไมขัดกับบูรณภาพของสังคม การใชสิทธิปองกันตนเองของสังคมน้ันจะเปนไดก็ตอเม่ือ
ความรูสึกสวนรวมท่ีตอตานการละเมิดศีลธรรมนั้น ๆ เปนไปอยางเดนชัด และความรูสึกรุนแรงน้ันเปน
เสมือนเง่ือนไขสำคัญสุดยอดที่เปนตัวชี้วาสมควรใชมาตรฐานทางกฎหมายเพ่ือควบคุมศีลธรรมหรือไม
และอาจจะมีเงื่อนไขสำคัญอ่ืนท่ีนำมาพิจารณา เชน ปญหาเรื่องประสิทธิภาพของกฎหมายในการบังคับ
ใช หรอื ปญ หาเรือ่ งผลรายขา งเคยี งที่อาจจะเกดิ ขึ้นมากกวา ผลดใี นการออกกฎหมายบงั คบั
เสรีภาพและศลี ธรรมของสงั คม

ประเด็นการถกเถียงความคิดเร่ืองขอบเขตของกฎหมายน้ีในปจจุบันจะมีการพัฒนาแนวคิดท่ีจะ
พยายามใหเสรีภาพกับประชาชน และพยายามลดขอบเขตของกฎหมายในการเขาไปแทรกแซงชีวิต
สวนตัวในโลกแหง เสรนี ิยม แตขณะเดียวกันความคดิ ของฝายศีลธรรมนิยมก็ยังมีกระแสคัดคานกันอยู แต
ยงั คงเห็นวา กระแสนิยมเปน กระแสทแี่ รงกวา

ในทามกลางกระแสเสรีนิยมเราอาจจะมองเหน็ วาแนวโนมของกฎหมายจะมีลักษณะแบงแยก
มากขึ้น ในแงที่วาจะไมเขามายงุ เก่ียวกับชีวิตสวนตัวของเรา ซ่ึงในแงหน่ึงอาจมองวาเปน สิ่งดีท่ตี อบสนอง
ตอส่ิงท่ีเปนปรัชญาความคิดของอุดมการณเสรีนิยมท่ีพยายามจะใหความสำคัญกับคุณคาของคน ใหคนมี
สทิ ธใิ นการเลือก ใหคนมีเสรีภาพในความแตกตาง ซึ่งในปญหาหรือประเด็นเรื่องเสรีภาพน้ีเปนประเด็นท่ี
ตองระมัดระวัง เพราะสังคมที่ใหเสรีภาพมาก ๆ ไมทำใหสังคมประสบความสำเร็จเสมอไป แตอาจทำให
เปน สังคมทีม่ อี าชญากรรม

สังคมแหงเสรีภาพนั้นอาจจะทำใหคนมีความสับสนมากข้ึนเพราะเสรีภาพจะมีลักษณะสอง
ดานในตัวเอง คือในแงบ วกนั้นจะใหมีโอกาสใหสิทธิหรืออำนาจของคนในการกระทำส่ิงตาง ๆ ทำใหคนมี
ความรูสึกวาตนมีคุณคาหรือมีศักด์ิศรี ไมถูกบงการหรือควบคุม แตในแงลบนั้นเสรีภาพอาจทำใหคน
หลาย ๆ คนรูสึกโดดเดี่ยวรูสึกขาดพลัง ซ่ึงอาจจะมีความวิตกกังวลซอนเรนอยูเพราะในสังคมแหง
เสรีภาพอาจจะเปนสังคมท่ีทำใหคนรูสึกวาตองตัดสินใจรับผิดชอบทุกอยางในตัวเอง ซ่ึงจะมีลักษณะตรง

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๐

ขามกับสังคมเผด็จการหรือสังคมแบบอำนาจนิยม ดังนั้นจะเห็นวาในสังคมแหงเสรีภาพนั้นหลายคน
อาจจะกลายเปน คนหลกี หนปี ญ หาไป โดยอาจจะเขา ไปอยกู ับลทั ธคิ วามคิดเพอื่ หลบหนจี ากสังคม

ประเด็นเร่ืองเสรีภาพในทางบวกเราอาจจะมองไดเปนสองแง ในแงหน่ึงเสรีภาพทางบวก
อาจจะหมายถึง เสรีภาพในการเรียกรองใหรัฐกระทำส่ิงตาง ๆ ที่มีลักษณะอนุเคราะหชวยเหลือ
ความหมายในแงนี้จะหมายถึงเร่ืองการจัดสวัสดิการ เชน การเรียกรองใหรัฐเขามาชวยเหลือหรือ
แทรกแซง หรืออาจจะเขามาออกกฎหมายชดเชยความเสียเปรียบของกลุมบุคคลบางกลุมในบุคคลกลุม
น้ันมสี ิทธพิ ิเศษมากกวา คนบางกลมุ เพอื่ ใหเกดิ ความเทาเทียมกนั ในอกี แงห น่ึงคือมิติทางดา นจติ ใจ นน่ั คอื
หมายถึงเสรีภาพที่ไดเกิดมาหรือเกิดข้ึนเนื่องจากบุคคลเปนผูรูจักตัวเองอยางแทจริง เสรีภาพดานน้ีเปน
เสรีภาพเนื่องจากการที่เปนผูกำหนดโชคชะตาของตัวเอง การเขาใจตัวเองหรือตระหนักถึงความเปนตัว
ของตัวเองอยางแทจริง อันเปนเสรีภาพในเชิงอุดมคติซึ่งในทางทฤษฎีการเมือง นักทฤษฎีหลายคน
คอ นขา งจะเนน ความหมายของเสรภี าพในตวั นว้ี า เสรภี าพทเี่ กดิ จากการรจู ักตวั เองคอื เสรีภาพทีแ่ ทจริง

ความหมายของเสรีภาพในเชิงบวกจะสมดุลกับเสรีภาพในเชิงลบ ซึ่งเสรีภาพในทางลบ
หมายถึง เสรีภาพทางดานรางกายหรือจิตใจที่จะใชชีวิตโดยไมถูกขัดขวางเหน่ียวร้ังโดยรัฐ หรือโดย
ผูปกครอง ซ่ึงในการพิจารณาความหมายของเสรีภาพทั้งสองดานนี้เราตองใหความสำคัญตอเสรีภาพท้ัง
สองตัวควบขนานกันไป และในทายที่สุดในการมองปญหาเรื่องเสรีภาพ คงจะตองมองทั้งสองดานเขาหา
กัน เพราะเสรีภาพทางดานจิตใจคงไมอาจเกิดข้ึนไดหากวามนุษยเราไมมีเสรีภาพทางดานรางกายหรือมี
เงอ่ื นไขทางสงั คมท่เี ปดกวา งใหมนษุ ยไดมีโอกาสใชเ สรภี าพ

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๑

บทที่ 4
หลักความยุตธิ รรม

ความยตุ ิธรรม (Justice)

ความยุติธรรมเปนเสมือนบางส่ิงบางอยางที่เรา “รูสึก” ได เขาถึงไดโดย “สัญชาติญาณ” แตยาก
ท่จี ะอธบิ ายหรอื นยิ ามความหมายของสิง่ ทีร่ ูสึกไดดังกลาวอยางเปนรปู ธรรม ความยุตธิ รรมไมมีความหมาย

ฮมู (David Hume) เห็นวาหากสงั คมหรอื มนษุ ยใ นสงั คมสามารถพฒั นาภมู ปิ ญญาหรอื ความเจรญิ
ทั้งทางดานวัตถุและจิตใจสูความสมบูรณเต็มเปยมแลวปญหาเรื่องความยุติธรรมจะไมดำรงอยูในสังคมน้ัน
ๆ อีกตอ ไป

Pato นิยามความยุติธรรม วาหมายถึง การทำกรรมดี หรือการทำสิ่งท่ีถูกตอง ความยุติธรรมเปน
เสมือนองคร วมของคุณธรรม และถือเปน คุณธรรมสำคัญทส่ี ุดยงิ่ กวาคุณธรรมอืน่ ใด และ
โดยทั่วไปแลวถือวาคำตอบเก่ียวกับความยุติธรรมจะถูกคนพบไดโดยอาศัย “ปญญา” หรือการไตรตรอง
เชิงปญญาอยา งลกึ ซึ้ง ความยตุ ิธรรม หมายถงึ “การใหทกุ คนตามสวนที่จะพงึ ไดร บั ”

สำหรบั แนวความคดิ เกีย่ วกับทฤษฎีความยุติธรรมทางสังคม มอี ยูดวยกัน 3 แนว กลา วคอื
แนวความคดิ แรกน่ันคือฝายมารกซิสตก็จะมีการพูดในทำนองปฎิเสธความยุติธรรมจากกฎหมาย
โดยมองความยุติธรรมวาเปนเพียงเปลือกหอยอำพรางอำนาจกดข่ีที่อยูเบื้องหลัง เปนเพียงถอยคำท่ีดูสวย
หรู สรางข้ึนมาเพ่ือใหคนช่ืนใจกับมัน หรือสรางใหคนเกิดความรูสึกวาตัวเองอยูในสังคมที่เปนธรรม ทัศนะ
แบบน้ีก็เปนความคิดท่ีอาจจะดู radical ซ่ึงความจริงมันก็ไมเปนความคิดใหม หากไลไปหาปรัชญากรีก
โบราณ ยุคของพวกโสฟสท (sophists) ยุคของโสกราตีส (Socrates) มันก็มีกลุมคนที่เชื่อแลวก็ไมเช่ือ
พวกโสกราตีส พวกPato (Plato) อาจจะเชื่อเร่ืองความยุติธรรม แตวาพวกโสฟสทซึ่งถือวาเปนกลุมนักคิด
นกั พูด นกั ขายวิชาการความรู ก็บอกวาความยุติธรรมก็ไมมีอะไรเปนแคกำปนคนที่ใหญกวา ความยุติธรรม
ไมม ีอยูจ รงิ
แนวความคิดที่สอง ก็คือคนท่ีบอกวาความยุติธรรมมันเปนอันหน่ึงอันเดียวกันกับกฎหมาย ถือวา
มีกฎหมายที่ไหนก็มีความยุติธรรมท่ีนั่น อันนี้ก็เปนความคิดที่คับแคบในทัศนะของผม นักคิดฝายน้ีอยูใน
พวกกลุมปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย (Legal Positivism) พวกน้ีมองวาความยุติธรรมในเชิงอุดมคติเปน
ความคิดในเชิงนามธรรมท่ีพิสูจนไมได มันไมมีความชัดเจนแนนอน เปนเรื่องอัตวิสัยของคน น่ีคือคิด
แบบปฏิฐานนิยม คือคิดแบบพยายามมองอะไรที่มันแนนอนชัดเจน พิสูจนจับตองได ดวยเหตุนี้เขาก็ไม
คอยยอมรับสิ่งท่ีเปนความยุติธรรมในเชิงอุดมคติ เพราะวาเปนเรื่องนานาจิตตัง มันไมเปนความยุติธรรมที่
แทจริง แตเขาคิดวาความยุติธรรมที่แทจริงมันอยูท่ีกฎหมาย ตัวกฎหมายคือตัวความยุติธรรม ความ

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๒

ยุติธรรมในกฎหมายคือการใชกฎหมายอยางเครงครัดจริงจัง ฉะน้ันตัวกฎหมายกับความยุติธรรมก็เลย
กลายเปนสิ่งเดียวกันในทัศนะของพวกปฏิฐานนิยม คิดแบบน้ีก็ทำใหมองวา เมื่อใดมีกฎหมายตรงนั้นก็คือ
ตัวความยุตธิ รรมแลว จะมาปฏิเสธวา กฎหมายไมยตุ ิธรรมไมถูก

สวนแนวความคิดสุดทาย คือคิดวาความยุติธรรมมันแยกออกจากกฎหมายได กฎหมายไม
จำเปนจะตองเปนตัวเดียวกับความยุติธรรม ถึงแมจะบอกวาโดยหลักแลวความยุติธรรมมันควรจะเปนเน้ือ
เดียวกับกฎหมาย ควรจะเปนจุดมุงหมายของกฎหมาย แตสิ่งท่ีเปนจุดหมายของกฎหมายในแงของความ
ยตุ ิธรรม มนั อาจจะไมไดรบั การตอบสนองกไ็ ด เพราะวากฎหมายมันสรา งขน้ึ มาจากมนุษย ฉะน้ันการสราง
ขึ้นมาของกฎหมายมันก็อาจจะมีเร่ืองของอำนาจเร่ืองของผลประโยชนเขามาเก่ียวของ กฎหมายนั้นก็
อาจจะหางจากความยุติธรรมหรืออาจจะตรงขามกับความยุติธรรมก็ได ในทัศนะตรงนี้ ผมเองก็เลย
คอนขางจะมองวาตัวกฎหมายกับตัวความยุติธรรมจริงๆ แลวมันแยกออกจากกัน แตมันควรจะไปดวยกัน
แตว ามนั กส็ ามารถแยกออกจากกนั ได

ถามองดวยทัศนะแบบที่ 3 จะเห็นวามันเปนทัศนะที่มองความยุติธรรมในเชิงอุดมคติ วาเปน
เสมือนหลักความถูกตองท่ียุติความขัดแยงท่ีทุกฝายยอมรับวาเปนธรรม โดยท่ีความถูกตองตัวนั้นกับตัว
กฎหมายกับความถูกตองทางกฎหมายมันอาจจะไมใชตัวเดียวกันก็ได ถาถามวาอะไรจะทำใหมันเปนตัว
เดยี วกันได อันแรกมันตองมีความคิด มเี หตุผลปญ ญาทถี่ ูกตอง อันท่ีสองทำใหปญญาที่ถกู ตอ งมนั ไดรบั การ
ยอมรบั จากรัฐหรือจากสงั คม เมื่อมันไดร ับการยอมรบั มนั ถึงจะเขามาเปนตัวเดยี วกนั แตการที่มันจะไดรับ
การยอมรับหรอื เปลา ตรงนี้มันก็เปน ประเด็นที่เกย่ี วกับเรื่องอำนาจตางๆ ทจ่ี ะผลกั ดนั ใหต ัวส่ิงท่เี ปนปญ ญา
หรอื ความถูกตอ งกลายเปน เรอ่ื งกฎหมาย

สำหรับแนวความคดิ เก่ยี วกับทฤษฎีความยตุ ธิ รรมทางสงั คม มอี ยูดวยกัน 3 แนว กลาวคอื
แนวความคิดแรก น่ันคือฝายมารกซิสตก็จะมีการพูดในทำนองปฎิเสธความยุติธรรมจากกฎหมาย
โดยมองความยุติธรรมวาเปนเพียงเปลือกหอยอำพรางอำนาจกดขี่ที่อยูเบ้ืองหลัง เปนเพียงถอยคำที่ดูสวย
หรู สรางข้ึนมาเพ่ือใหคนชื่นใจกับมัน หรือสรางใหคนเกิดความรูสึกวาตัวเองอยูในสังคมท่ีเปนธรรม ทัศนะ
แบบน้ีก็เปนความคิดท่ีอาจจะดู radical ซึ่งความจริงมันก็ไมเปนความคิดใหม หากไลไปหาปรัชญากรีก
โบราณ ยุคของพวกโสฟสท (sophists) ยุคของโสกราตีส (Socrates) มันก็มีกลุมคนที่เชื่อแลวก็ไมเชื่อ
พวกโสกราตีส พวกPato (Plato) อาจจะเช่ือเรื่องความยุติธรรม แตวาพวกโสฟสทซึ่งถือวาเปนกลุมนักคิด
นกั พูด นกั ขายวิชาการความรู ก็บอกวา ความยุติธรรมก็ไมมีอะไรเปนแคกำปนคนที่ใหญกวา ความยุติธรรม
ไมม อี ยจู ริง
แนวความคิดท่ีสอง ก็คือคนท่ีบอกวาความยุติธรรมมันเปนอันหนึ่งอันเดียวกันกับกฎหมาย ถือวา
มีกฎหมายที่ไหนก็มีความยุติธรรมที่น่ัน อันนี้ก็เปนความคิดที่คับแคบในทัศนะของผม นักคิดฝายน้ีอยูใน
พวกกลุมปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย (Legal Positivism) พวกน้ีมองวาความยุติธรรมในเชิงอุดมคติเปน
ความคิดในเชิงนามธรรมที่พิสูจนไมได มันไมมีความชัดเจนแนนอน เปนเรื่องอัตวิสัยของคน นี่คือคิด

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๓

แบบปฏิฐานนิยม คือคิดแบบพยายามมองอะไรที่มันแนนอนชัดเจน พิสูจนจับตองได ดวยเหตุนี้เขาก็ไม
คอยยอมรับส่ิงท่ีเปนความยุติธรรมในเชิงอุดมคติ เพราะวาเปนเร่ืองนานาจิตตัง มันไมเปนความยุติธรรมที่
แทจริง แตเขาคิดวาความยุติธรรมที่แทจริงมันอยูท่ีกฎหมาย ตัวกฎหมายคือตัวความยุติธรรม ความ
ยุติธรรมในกฎหมายคือการใชกฎหมายอยางเครงครัดจริงจัง ฉะนั้นตัวกฎหมายกับความยุติธรรมก็เลย
กลายเปนสิ่งเดียวกันในทัศนะของพวกปฏิฐานนิยม คิดแบบน้ีก็ทำใหมองวา เมื่อใดมีกฎหมายตรงน้ันก็คือ
ตัวความยุติธรรมแลว จะมาปฏเิ สธวากฎหมายไมยุติธรรมไมถกู

สวนแนวความคิดสุดทาย คือคิดวาความยุติธรรมมันแยกออกจากกฎหมายได กฎหมายไม
จำเปนจะตองเปนตัวเดียวกับความยุติธรรม ถึงแมจะบอกวาโดยหลักแลวความยุติธรรมมันควรจะเปนเนื้อ
เดียวกับกฎหมาย ควรจะเปนจุดมุงหมายของกฎหมาย แตส่ิงท่ีเปนจุดหมายของกฎหมายในแงของความ
ยุติธรรม มนั อาจจะไมไ ดรับการตอบสนองกไ็ ด เพราะวากฎหมายมนั สรางข้ึนมาจากมนุษย ฉะนั้นการสราง
ข้ึนมาของกฎหมายมันก็อาจจะมีเรื่องของอำนาจเร่ืองของผลประโยชนเขามาเกี่ยวของ กฎหมายนั้นก็
อาจจะหางจากความยุติธรรมหรืออาจจะตรงขามกับความยุติธรรมก็ได ในทัศนะตรงน้ี ผมเองก็เลย
คอนขางจะมองวาตัวกฎหมายกับตัวความยุติธรรมจริงๆ แลวมันแยกออกจากกัน แตมันควรจะไปดวยกัน
แตวามนั ก็สามารถแยกออกจากกันได

ถามองดวยทัศนะแบบที่ 3 จะเห็นวามันเปนทัศนะท่ีมองความยุติธรรมในเชิงอุดมคติ วาเปน
เสมือนหลักความถูกตองท่ียุติความขัดแยงที่ทุกฝายยอมรับวาเปนธรรม โดยท่ีความถูกตองตัวน้ันกับตัว
กฎหมายกับความถูกตองทางกฎหมายมันอาจจะไมใชตัวเดียวกันก็ได ถาถามวาอะไรจะทำใหมันเปนตัว
เดยี วกันได อันแรกมันตองมีความคดิ มีเหตุผลปญ ญาที่ถูกตอง อนั ทส่ี องทำใหป ญญาที่ถกู ตองมนั ไดรับการ
ยอมรบั จากรัฐหรือจากสงั คม เมื่อมันไดรับการยอมรบั มนั ถึงจะเขามาเปนตัวเดยี วกัน แตการที่มันจะไดรับ
การยอมรับหรือเปลา ตรงนี้มันกเ็ ปน ประเด็นที่เก่ียวกับเร่ืองอำนาจตา งๆ ทจี่ ะผลกั ดันใหต ัวส่ิงท่ีเปน ปญ ญา
หรอื ความถกู ตองกลายเปนเร่ืองกฎหมาย

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๔

บทท่ี 5
หลกั นิติธรรม
(Rule of Law)

โดยพื้นฐานทั่วไปแลว หลักนิติธรรมจะสัมพันธวนเวียนอยูกับเรื่องกฎหมาย เหตุผลและศีลธรรม
เสรีภาพของประชาชนและรัฐ ความยุติธรรม ความเสมอภาคในรูปแบบ (Formal equality) หรือความ
เสมอภาคในเน้ือหา (Substantive equality) Aristotle เปนเรื่องของ “ปญญาท่ีตัดขาดแลวจากอารมณ
ความรูสึก ผูคนท่ัวไปเขาใจวามันหมายถึงการตัดสินคดีความถูกตองทางศีลธรรมอันเปนการค้ำประกันตอ
อิสรภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม ซึ่งเกี่ยวเนื่องสัมพันธอยูระหวางผูอยูใตการปกครองดวยกัน
เอง และระหวางประชาชนตอ รฐั บาลท่เี ปน ผปู กครองเขา

Rule of Law ก็มิไดปรากฏการใชแพรหลายอยางเชนอยางในอังกฤษ “ความเปนเลิศของ
กฎหมาย” (Supremacy of Law) “กระบวนการท่เี ปนธรรมของกฎหมาย” (due process of law)
สิทธมิ นษุ ยชน : เปาหมายเชิงคุณคา ของอดุ มการณหลักนติ ธิ รรม

ผลแหงสงครามโลกครั้งท่ีสอง คณะกรรมการนักนิติศาสตรสากล (International Commission
of Jurists) (ICJ) บัญญัติวา “หลักการ สถาบันและกระบวนการที่ไมจำเปนตองเปนส่ิงเดียวกัน แต
คลายคลึงกันโดยท่ัวไป จากประสบการณและประเพณีของนักกฎหมายในประเทศตาง ๆ ในโลกซ่ึงมี
โครงสรางทางการเมืองและพื้นฐานทางเศรษฐกิจแตกตางกัน ไดแสดงใหเห็นแลววามันเปน (หลักการ
สถาบันและกระบวนการ) ที่สำคัญ ตอการปกปองปจเจกบุคคลจากรัฐบาลท่ีใชอำนาจตามอำเภอใจ และ
ทำใหเขาสามารถชื่นชมในศักด์ิศรขี องความเปนมนุษยได” เปนการแสดงออกทางลายลักษณอักษรของ จุด
เปล่ียนโคง (Turning point) ครั้งสำคัญในอุดมการณหลักนิติธรรมที่หันมาสนใจมิติของความเสมอภาค
ทางเศรษฐกิจหรอื ฐานะทางสังคม

“Rule of Law” Rule of Law and Human Rights; Rule of Law and Democracy ; Rule of
Law and Liberty; Rule of Law and Judicial Independence”

โดยมที านนักปราชญท างกฎหมายไดใ หความหมายไว ดงั น้ี
1. ทานศาสตราจารยว กิ รม เมาลานนท เรียกวา “หลักธรรม”
2. ทา นสุด สุตรา เรยี กวา “หลกั ความศกั ดส์ิ ทิ ธิข์ องกฎหมาย”
3. ทานเสริม สุวรรณเทพ เรยี กวา “นิตธิ รรมวนิ ยั ”

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๕

4. ทานเสนาะ เอกพจน เรียกวา “หลักกฎหมาย”
5. ทานศิริ วิศษิ ฐธรรม อศั วนนท เรยี กวา “หลักธรรมแหงกฎหมาย” หรือ “นติ ิปรัชญา”
6. ทา นจำรูญ เจริญกลุ เรยี กวา “นติ สิ ดมภ”
7. ทานศาสตราจารยธานินทร กรัยวิเชียร คือหลักการแหงกฎหมายที่เทอดทูนศักดิ์ศรีแหงความ

เปนมนุษยและยอมรับนับถือสิทธิแหงมนุษยชนทุกแงทุกมุม รัฐตองใหความอารักขาคุมครอง
มนุษยใหพนจากลัทธิทรราชย หากมีขอพิพาทใด ๆ เกิดขึ้น ไมวาระหวางรัฐกับเอกชน หรือ
เอกชนกบั รัฐ ศาลสถติ ยุติธรรมยอมมีอำนาจอสิ ระในการตัดสนิ คดีตามกฎหมายของบา นเมือง
หลักธรรม, หลักความศักด์ิสิทธิ์ของกฎหมาย, นิติธรรมวินัย, หลักกฎหมาย, หลักธรรมแห
กฎหมาย, นิติสดมภ เปนยอดของหลักในการออกกฎหมาย หรือปฏิบัติการใหเปนไปตามกฎหมายวา
จะตองไมเปนการใชอิทธิพล หรือตามอารมณชอบ หรือตามอำเภอใจ แตตองเปนกฎหมายหรือการปฏิบัติ
ทช่ี อบดว ยทำนองคลองธรรม
การเทอดธำรงไวซึง่ หลกั การรากฐานของความยตุ ิธรรมยอมเปน สิ่งจำเปน เพ่อื สนั ติภาพถาวรตลอด
ท่ัวสากลโลก
1. รัฐตองอยภู ายใตบ ังคับของกฎหมาย
2. รัฐบาลท้ังหลายควรจะรูจักเคารพสิทธิตาง ๆ ของเอกชนตามนัยแหงหลักธรรม และให
สมรรถภาพชวยใหเ อกชนไดใ ชส ทิ ธิเหลานน้ั อยางจรงิ จัง
3. ตุลาการท้ังหลายควรจะดำเนินตามครรลองของหลักธรรมปกปองและบังคับใหเปนไปตาม
หลักน้นั
4. บรรดาผูมอี าชีพกฎหมายในโลกนี้ ควรจะตองสงวนไวซ ึง่ อิสระแหงวิชาชีพของตน ตามนัยแหง
หลกั ธรรม
“หลักนิติธรรม”เปนแนวคิดหน่ึงท่ีมีลักษณะพลวัตรซ่ึงสมควรนำมาใชเพื่อพิทักษคุมครอง และ
สงเสริมเจตจำนงของประชาชน และสิทธทิ างการเมอื งของปจเจกชน อีกทง้ั เพ่ือสรางรากฐานที่เปน เง่ือนไข
ทางสังคม เศรษฐกิจ การศึกษาและวัฒนธรรมซ่ึงลวนเปนสิ่งจำเปนแกปจเจกบุคคล เพ่ือการไดมาซ่ึง
ศกั ดศิ์ รีแหง ความเปน มนุษยข องเขา และเพอื่ การประจกั ษแ จงตอสิง่ ท่เี ขาปรารถนาในทางนติ บิ ญั ญัติ
ดวยการปกครองโดยกฎหมายหรืออำนาจสูงสุดของกฎหมาย กฎหมายท่ีเปนธรรม มีเหตุผล มี
ความชอบธรรม เพื่อประโยชนและความสงบสุขของสาธารณชนทุกคน ความจริงแลวสิ่งท่ีเปนสาระสำคัญ
ทีส่ ดุ ก็คือ เหตผุ ลตามทซี่ ิเซโร (Cicero)
“ไมมีบุคคลใดอยูเหนือกฎหมายหรือเปนอภิสิทธิ์ชน ไมวาเจาหนาท่ีของรัฐหรือสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรซ่ึงเปนผูรางกฎหมายและกฎหมายมีผลใชบังคับแลว ทุกคนจะตองอยูภายใตกฎหมายอยางเสมอ
ภาคและทัดเทียมกัน นิติรัฐ (legal state) โดยยึดหลักนิติธรรมความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายความอิสระ

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๖

ของตุลาการ การพิทักษปกปองสิทธิ เสรีภาพของประชาชน สงเสริมสนับสนุนศักดิ์ศรีของความเปน
มนษุ ย”

1. ฝายนิติบัญญัติและหลักนิติธรรม ฝา ยนติ ิบัญญัตจิ ะตองดำเนินการอยา งบริสุทธ์ิ ยตุ ิธรรม และ
จะตองไมอยูภายใตอิทธิพลของฝายบริหาร หรือผูมีอิทธิพล เพื่อใหประชาชนไดมาซึ่งผูแทนของตนท่ี
แทจริง บทบาทหนาท่ีของฝายนิติบัญญัติในสังคมเสรีประชาธิปไตยภายใตหลักแหงนิติธรรมที่สำคัญท่ีสุด
คือ การออกกฎหมาย กฎหมายยุตุธรรม มีเหตุผล มีความชอบธรรม เพ่ือรักษาผลประโยชนของ
ประเทศชาติโดยสวนรวม เพือ่ ใหเกิดความสงบเรียบรอ ยและสรางสันติสุขของบานเมือง เพราะวากฎหมาย
กับความยุติธรรมกับเหตุผลนั้นแบงแยกไมได และแบงแยกไมออก เพราะความยุติธรรมน้ันเปนเจตนารมย
ของกฎหมาย (Justice is the spirit of law) วัตถุประสงคอันแทจริงของกฎหมายก็คือ การรับใชความ
ยุติธรรมนั่นเอง (The purpose of law is to serve the justice) กฎหมายยังจะตองมีเหตุผลที่ถูกตอง
(True law is the right reason)

เชื้อชาติ ศาสนา เพศ หรือเหตุผลอื่นใดอันไมมีเหตุผล อันไมมีเหตุอันควรท่ีจะตองเปนเหตุเพื่อ
ความแตกตา งระหวางมนุษย (Human beings)

2. ฝายบริหารและหลักนิติธรรม (The Executive and Rule of Law) ฝายบริหารหรือรัฐบาล
เองมีหนาท่ีจะตองเคารพ และปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายท่ีออกโดยฝายนิติบัญญัติ ฝายบริหาร
จะตองบริหารประเทศ ใชอำนาจตามกฎหมายในขอบเขตที่กฎหมายใหอำนาจไว จะกระทำการเกินขอบ
อำนาจของกฎหมายไมไดเพราะการกระทำดังกลาวอาจจะถูกฟองและตองรับผิดชอบท่ีเรียกวาเปนการ
กระทำแบบ “Abuse of power” หรือ “abuse of authority” การพัฒนาประเทศตามพันธกิจของฝาย
บริหารการบริหารประเทศในสังคมนิติรัฐจึงตองยึดถือกฎหมายเปนสำคัญท่ีสุดฝายบริหารจึงตองเคารพ
กฎหมายและปฏิบัติตามกฎหมาย บุคคลทุกคนเสมอภาคกันตามกฎหมาย ไมมีบุคคลใดอยูเหนือกฎหมาย
หรือมีอภิสิทธ์ิใด ๆ ทั้งส้ิน ไมวาบุคคลนั้นจะเปนเจาพนักงานของรัฐหรือประชาชนท่ัวไป และสิทธิเสรีภาพ
แหง มนุษยชนตอ งไดร ับการยอมรับนับถอื บคุ คลทกุ คนจะมีความผดิ ตอ เมือ่ มีกฎหมายบญั ญัติไวโดยชัดแจง
และจะตองไดรบั การพิจารณาพพิ ากษาของศาลยตุ ธิ รรมท่ีมีอำนาจอิสระเทาน้นั

3. ฝายตุลาการกับหลักนิติธรรม (The Judiciary and Rule of Law) การปฏิบัติหนาที่ของ
ฝายตุลาการจะตองพนจากการแทรกแซงของฝายบริหารหรือฝายนิติบัญญัติ แตไมไดฝายตุลาการจะทำ
อะไรไดตามอำเภอใจทุกอยาง ศาลมีหนาท่ีคุมครองสิทธิ เสรีภาพ ทรัพยสิน ตลอดจน ความปลอดภัยแหง
ชีวิต รางกาย ศาลจึงจะตองปฏิบัติหนาท่ีอยาง อิสระ ดวยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ภายใตกฎหมายเดียวกัน
อยางเสมอภาคจะตองมีหลักค้ำประกันเพ่ือความมั่นคงในการปฏิบัติหนาท่ีของผูพิพากษา “เสรีภาพของ
บคุ คลจะม่นั คงแนน อนเพียงใด กย็ อมแลว แตความเปนอิสระของผพู พิ ากษาในการพจิ ารณาพพิ ากษาคดี

ไมสนับสนุนทฤษฎกี ารลงโทษทฤษฎีใดทฤษฎีหนงึ่ เฉพาะการลงโทษทโี่ หดเหย้ี มทารณุ

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๗

(Cruell) ไรมนุษยธรรม (inhuman) ขอสนับสนุนการใชมาตรการเก่ียวกับการแกไขดัดแปลง
(reformative measures) เทา ทจี่ ะทำได

หลกั นิติธรรม (Rule of Law)
1. การยดึ หลักความเปนอิสระของตลุ าการ
2. ประชาชนอยูภายใตกฎหมายเดียวกันอยางเสมอภาค และไดรับการคุมครองจากกฎหมาย

อยา งทดั เทยี มกัน
3. เจตนารมยใ นการคมุ ครองสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชน
4. การปกครองโดยยึดกฎหมายเปนใหญ และปฏิบัติตามกฎหมายในฐานะที่เปนนิติรัฐ กฎหมาย

นัน้ จะตองเปนกฎหมายยุติธรรม
5. ศาลเปนสถาบันที่พง่ึ พิงสดุ ทา ยของประชาชน
6. ฝายบริหารตองบริหารภายใตบทบัญญัติแหงกฎหมาย และตองเคารพและปฏิบัติตาม

กฎหมาย
7. สงเสริมการเลื่อกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรอยางบริสุทธ์ิและยุติธรรม ปราศจากการ

แทรกแซงของฝายบริหารหรือกลุมอิทธิพลเพ่ือใหไดสมาชิกสภาผูแทนราษฎรท่ีแทจริงของ
ประชาชน
8. สงเสริมและสนบั สนนุ ความศักดิ์สิทธ์ิของกฎหมาย
9. สงเสริมและคมุ ครองหลักแหงการเคารพศกั ด์ิศรีของมวลมนุษย
10. สงเสริมและพฒั นากฎหมายเพ่อื สรา งความสงบสุขใหแ กประชาชนหรอื สงั คมสว นรวม
11. ไมมบี ุคคลใดอยเู หนือกฎหมาย (no one above the law)
ส่ิงที่มีความสำคัญมากสำหรับใชบริหารความสงบเรียบรอยของบานเมืองและการบริหารราชการ
แผนดินตลอดจนการบังคับใชแกประชาชนก็ดี “นิติรัฐ” กฎหมายยิ่งเปนส่ิงสำคัญและมีความจำเปนอยาง
ยิ่ง เพราะบานเมืองจะตกอยูในสภาพท่ีไรกฎหมาย หรือบานเมืองไรข่ือไรแป (Law less state) ไมได
เด็ดขาด ทานโปรดไดจินตนาการวา หากรัฐใด ประเทศใดท่ีตกอยูในสภาพท่ีบานเมืองไรขื่อไรแปนั้นแลว
อะไรจะเกิดข้ึนในรัฐน้ัน เมืองนั้น ประชาชนจอตกอยูในสภาวการณอยางไร ผูปกครองใชอำนาจตาม
อำเภอใจกำลังเปนใหญ เปนความถูกตอง เปนสังคมของความปาเถื่อน ถาจะใหบานเมืองมีความสงบ
เรียบรอย ประชาชนมีความรม เยน็ เปนสขุ ประเทศไดพ ัฒนาเจริญรงุ เรอื งทั้งในทางสงั คมและทางเศรษฐกิจ
ถาประชาชนมีความเคารพนับถือและปฏิบัติตามกฎหมายแลว วาประชาชนจะตองมีระเบียบวินัย
กฎหมายตองมีความศักด์ิสิทธิ์ “การที่มีกฎหมายของบานเมืองดี ประชาชนดี และมีตุลาการดี ยอมทำให
สังคมสวนรวมจะเกิดความรมเย็นเปนสุข แตอยางไรก็ตามกฎหมายเปนเพียงเคร่ืองมือสำหรับกำหนด
ความถูกผิด เพื่ออาศัยหลักวินิจฉัยในการอำนวยความยุติธรรม ไมใชปจจัยสำคัญเพียงส่ิงเดียวในการให
ความยุติธรรม จึงไมควรจะถือวามีความสำคัญยิ่งไปกวาความยุติธรรม หากควรจะตองถือวาความยุติธรรม

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๘

มากอนกฎหมายและอยูเหนือกฏหมายการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี การใชกฎหมายจึงจะมีความหมาย
และไดผลท่ีควรจะไดรับ การอำนวยความยุติธรรมซ่ึงเปนหนาท่ีและความรับผิดชอบของรัฐ ขอบเขตท่ี
กวางขวาง ไมจำกัดตีกรอบเพียงกฎหมายประการเดียว “ความยุติธรรมยอมเปนส่ิงที่ประชาชนทุกคนพึง
ปรารถนา ประชาชนทุกคนมีสิทธิท่ีจะเรียกรองความยุติธรรมจากรัฐ และรัฐก็มีหนาท่ีอันสำคัญที่จะตอง
ดำเนินการใหประชาชนไดรับความยุติธรรมตามกฎหมายโดยท่ัวหนากัน ความยุติธรรมตามกฎหมายน้ีถามี
อยูในบานเมืองใดโดยสม่ำเสมอแลว บานเมืองน้ันก็จะรุงเรืองและม่ันคง แตถาชาติบานเมืองใดไมสามารถ
ใหความยุติธรรมแกประชาชนไดโดยท่ัวถึงประชาชนไดรับความยุติธรรมอยูเปนเนืองนิจ บานเมืองน้ันยอม
จะตองระส่ำระสาย น่ีแหละคือปรปกษตัวสำคัญของความเช่ือถือศรัทธาของประชาชน ความมั่นคงแหง
ประเทศชาต”ิ

ผูพิพากษาจะตองใชความรูความรอบคอบ “ผูพิพากษาเปนผูรักษาความยุติธรรม เปนงานที่ไมใช
งาย แตวาถาทำแลวจะมีการตอบแทนอยูท่ีตัวเอง นับถือตัวเองไดวาเปนผูที่สุจริตบริสุทธิ์และเปนผูที่ขัด
เกลาตัวใหประเสริฐขึ้นไป ใหมีความนับถือตัวเองอยางแทจริง เพราะวิชากฎหมายน้ันเปนวิชาสำหรับคนดี
เปนวิชาและศาสตรท่ีจะทำใหสังคมเกิดความรมเย็นและผาสุก ดังนั้น ผูท่ีจะมาจัดการและบริหารกิจการ
ของกฎหมาย จงึ จำเปน อยางย่ิงวาจะตอ งเปนผมู ศี ีลธรรม คอื เปน คนดีนนั่ เอง”

การพัฒนาหลกั นิติธรรมและสังคมประชาธปิ ไตย
นิติธรรม (Rule of Law) รัฐเสรีประชาธิปไตย (democratic society) กฎหมายจะมีคุณคา
และมีประโยชนก็แตเฉพาะในสังคมท่ีมีเสรีประชาธิปไตย และเคารพหลักนิติธรรมเทานั้น หลักนิติธรรมก็
จะถูกละเมิด สิทธิเสรีภาพสวนบุคคลก็อาจถูกกระทบซ่ึงเปนกฎธรรมชาตินั่นเอง ศาลจะตองมีอิสระอยาง
แทจ ริง เหตผุ ลความชอบธรรม ความถูกตอ ง ความยตุ ิธรรมภายใตบทบัญญัติแหง กฎหมาย
การอำนวยความยุติธรรมและการบริหารจัดการในกระบวนการยุติธรรม เปนภารกิจของรัฐที่
จะตอ งดำเนนิ การอยางมปี ระสิทธิภาพเพื่อใหเ กิดประสิทธผิ ลใหส ูงที่สุด เพื่อใหเ กิดความสงบเรยี บรอ ยและ
สันติสุขในประเทศ ประชาชนไดรับความยุติธรรม ชีวิตรางกาย สิทธิและทรัพยสินของปจเจกชนไดรับการ
คุมครองจากศาลสถิตยุติธรรมอยางเพียงพอและดวยความม่ันใจ กฎหมายเกิดความศักดิ์สิทธ์ิสถาบันศาล
ไดรับการเคารพ เล่ือมใส ศรัทธา อันมีสวนสนับสนุนและเสริมสรางการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของ
ประเทศดวย บา นเมอื งทไ่ี รข่อื แปกฎหมายไรความศักดิส์ ิทธ์ิ ศาลสถิตยุติธรรมไรค วามหมาย ประชาชนไรที่
พงึ่

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๙

หมวดท่ี 5
สรปุ เนื้อหาเกยี่ วกบั วชิ านิติปรชั ญา

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๐

บทท่ี 1
สรุปแนวคิดสำนักกฎหมายธรรมชาติ

สำนักกฎหมายธรรมชาตินี้ถือเปนกฎหมายสำนักแรกที่เกิดขึ้นมา ถือเปน ขว้ั ทีต่ รงกันขามทฤษฏี
กฎหมายสำนักปฏิฐานนิยมหรือสำนักบานเมือง (Positive Law) ในอดีตท่ีผานมาก็มีการใชแนวความคิด
ของสำนักน้ีตอสูกับอำนาจรัฐเพื่อเรียกรองสิทธิเสรีภาพตาง ๆ กฎหมายธรรมชาตินี้เกิดขึ้นมาเอง หรือ
เปนกฎเกณฑตาง ๆในเชิงอุดมคติ ซึ่งอยูเหนือกวากฎหมายที่รัฐหรือผูมีอำนาจสรางขึ้นตามแนวความคิด
ของ (Positive Law) ซ่ึงอาจคนพบไดดว ยการใชเหตุผลท่ีเปนนามธรรม เปนการจัดการที่สมดุลระหวาง
ปจเจกชนกบั กลมุ สว นรวม คือ เสรภี าพของบุคคลกบั ความเสมอภาพของทุกคน ถือเปนกฎหมายท่ีอยูใน
อุดมคติ เชือ่ วาคุณภาพของศีลธรรมขน้ั มูลฐานจะตองบรรลุอยูใ นกฎหมาย

ดงั นั้นการเกิดขึน้ ของกฎหมายธรรมชาติ จึงอาจตีความไดวา เปนการแสดงออกซึ่งความบนั ดาลใจ
ของมนุษยท่ีจะมุงม่ันคนหาหลักการอันสูงสง สำหรับกฎหมายที่มนุษยบัญญัติแมจะถูกเยยหยันวาเปน
กฎหมายเพอ ฝนก็ตาม ลกั ษณะท่ีสำคญั ของกฎหมายธรรมชาตจิ ะตองประกอบดว ย

 ตองมีความศักด์สิ ทิ ธิ์
ตองมคี วามเปนอมตะ นิรันดร (อกาลโิ ก)
ตอ งมคี วามรอบรู (Wisdom)
ตอ มีเหตผุ ล
จุดเร่ิมตนของกฎหมายธรรมชาติอยูตองที่การอางกันวา กษัตริยไดรับอำนาจจากพระเจาในการ
ปกครอง และก็ใชอำนาจน้ันปกครองประชาชน ความคิดท่ีขัดแยงกันอยู 2 ขั้วน้ี คือพวกปฏิวัติกับพวก
อนุรักษนิยมในประเทศไทยของเราไดรับกระแสดังกลาวท่ีจะเรียกรองหรือมีแนวคิดท่ีกฎหมายในเชิง
เขมขนเชนประเทศในกลุมยุโรปมีนอย ท้ังน้ีเพราะพื้นฐานวัฒนธรรมความเปนชาติตางกัน เชน
รัฐธรรมนญู ไทยประชาธปิ ไตยเรามิไดม าโดยการตอ สอู ยางชนชั้นหรอื การถูกกดข่ี เราไดมาโดยไมร เู นื้อรูตัว
จงึ ขาดจิตสำนึกรวมกนั แนวความคดิ ทเี่ รียกวา Consititutionalism จึงไมม ีอยูในสงั คมของคนไทย
ยคุ ของการพัฒนาในกฎหมายธรรมชาติ แบง ออกเปน 5 ยคุ ดังตอ ไปนี้
1. ยุคโบราณ (กรีก – โรมัน)
2. ยุคมืด
3. ยคุ ฟน ฟู
4. ยุคชาตริ ัฐนิยม
5. ยคุ ปจจุบนั

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๑

เนน วามนษุ ยควรสนใจที่จะศึกษาธรรมชาติ ธรรมชาตสิ อนมนุษยไดมามากมาย โดยจดุ เริ่มตน มา
จาก Haraclitus (เฮราคริตุส) นักปรัชญาเมธีที่มีเชื่อเสียงซ่ึงไดกลาววา “มนุษยไมอาจจะกระโดดสู
กระแสธารไดสองครั้ง แกสารของชีวิต คือ ธรรมชาติ” กรีกในสมัยโบราณนั้นไมไดเชื่อวากฎหมายเกิด
จากเจตนาหรือความตองการของผูปกครอง กฎหมายนั้นอยูเหนือโครงสรางของรัฐ เหนือรัฐธิปตย รัฐ
แทจริงแลวก็คือสมาคมท่ีอยูภายใตกฎหมาย ในบทละครตาง ๆ ในสมัยนั้นก็มีสวนสนับสนุนกฎหมาย
ธรรมชาติ เปนตนวาแมเธอจะฝาฝนกฎหมายของกษัตริย แตวาเธอมิไดฝาฝนละเมิดหลักของธรรมชาติ
ซึ่งไมมีการจารึกไวและกฎหมายน้ีเปนกฎหมายท่ีมีคุณคาเหนือกฎหมายใด ซึ่งตางกับแนวความคิดของ
Positive Law ท่ีเนนใหประชาชนตองเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายโดยไมคำนึงถึงวากฎหมายนั้นจะ
เปนธรรมหรือไม ซ่ึงท่ีผานมาในอดีตแนวคิดของสำนักนี้ก็มีท้ังเฟองฟูและเส่ือมลงไปตามลำดับ แมจะมี
ความขัดแยงกับพวกโซฟสตท่ีอาง Right of the strong ผูท่ีแข็งแรงกวา คือ ผูใหความยุติธรรม Pato
เองก็แสดงความคิดเห็นถึงนครเอเธนที่เส่ือมไปวาเกิดจากการหลงบูชาและเส่ือมศีลธรรมในกฎหมาย ซ่ึง
Patoเช่ือวาคนเราน้ันมีความไมเทาเทียมกันทางปญญา ผูมีคุณธรรมความฉลาดเทานันที่ควรใหเปน
ผูปกครองเพียบพรอมดวยคุณธรรม มิใชรัฐท่ีปกครองดวยกฎหมายเพราะกฎหมายที่ไมคำนึงถึงศีลธรรม
(ปฐ) หยากเกินไปท่ีจะมาสัมผัสถึงความซับซอนของชีวิตประชาติได (คงจำไดถึงแนวความคิดเรื่องรัฐอุดม
คติท่ีหามกษัตริย หรือผูปกครองทำการสมรสมีบุตร ท้ังน้ีจะไดปราศจากกิเลส ไมสะสมคอรัปชั่น) แต
อยางไรก็ตาม Aristotleยังมีความเห็นวาแมจะไดผูนำดังท่ีPatoไดกลาวไวแลว แตก็ไมมีสิ่งใดที่เปน
หลักประกันไดวาผูท่ีเปนราชปราชญนั้นจะไมกระทำความผิด (ทำผิดศีลธรรม) ดังนั้นตองมีการสราง
หลกั ประกนั ขนึ้ ไดแ ก กฎหมายธรรมชาตทิ ่ีมเี หตผุ ล กบั ธรรมชาติ เหตุผล ความดี ควรจะมคี วามรูส ึก
หางจากอารมณและตัณหา (ซึ่งก็สอดคลองกับพวกธรรมชาตินิยม หรือ Stoic) ทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ
เปนทฤษฎีกฎหมายในเชิงนิติปรัชญาในยุคแรก ๆ ที่เกิดในสมัยกรีก แตมารุงเร่ืองในยุคโรมัน โดยมีนัก
คิดที่สำคัญ ๆ ในแตละยุคที่ควรตองจดจำและอางอิงได เพ่ือที่จะใหเปนแนวในการแสดงความคิดเห็น
ตอไป

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๒

ยุคกรีก ยุคโรมัน Natural Law ยุคฟน ฟู(ปฏิรปู ) ยคุ รว มสมัย
เฮราครสิ ตุส Cicero ยคุ ศกั ดินา(ยคุ มดื ) ฮูโก โกรเธียส ฟลุ เลอร
Aristotle St.โทมสั อไควนัส ฟนิช
ลอ็ ค Rosco Pund
Pato รุสโซ
มองเตสกิเออ
สแตมมเ ลอร

ซิเซโร (Cicero) เปนผูประสานความคิดของสำนัก Stoic โดยนำกฎหมายโรมัน (Jus Civil)
มาผสมกันกับกฎหมายคนตางดาว (Jus Gentium) ปรัชญากฎหมายธรรมชาติในยุคมืด ยุคท่ีศาสน
จักรมีความเจริญรุงเรืองตอ งการใหกฎหมายสอดคลอ งกบั คำสอนของพระเจา ดังนนั้ ศาสนจักรจึงเขา มามี
อิทธิพลเหนือรัฐ ซ่ึงนักวาโทมัส อไควนัส ไดพยายามเชื่อมวิธีคิดแบบเหตุผลนิยมของAristotleกับ
เจตนานิยมของพระเจาเขาดวยกัน วาหลักการโองการของพระเจาคือท่ีมาของกฎหมายธรรมชาติ
อำนาจของฝา ยศาสนจักเทา น้นั ท่สี มควรถอื วา เปนอำนาจอธิปไตยแทจริง

ตอมาในยุคฟนฟูปฏิรูป เปนยุคที่ฝายอาณาจักร (บานเมือง) ไดรวมตัวกันเปนปกแผน สลัด
พวกศาสนจักรใหหมดอิทธิพลไปได และยุคน้ีเองท่ีเปล่ียนแปลงความคิดของกฎหมายธรรมชาติวามิใชมา
จากพระเจาแตมาจากเหตุผลนิยมท่ีเกิดขึ้นจากสติปญญาของมนุษยเทานั้นเปนบอเกิดของกฎหมาย
ธรรมชาติในยุคน้ีมีการเคล่ือนไหวกฎหมายธรรมชาติท่ีจะลมระบบศักดินาท่ีมีอยูในยุคกลางใหหมดไปและ
จะนำไปสูการเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมือง ในยุคท่ีกฎหมายธรรมชาติเส่ือมไปในศตวรรษที่ 18 และ
19 เปนยุคลัทธิชาตินิยม คือทำเพื่อชาติ เพื่อชุมชน ละเลยปจเจกชนไป ซ่ึงปจเจกชนท่ีสำคัญของ
กฎหมายธรรมชาติ และมีความเจริญทางวิทยาศาสตร ความคิดในเชิงประจักษวาท (Empirical) คือ
สัมผัสจับตองได และสำนัก Utility Law โดยกฎหมายธรรมชาติถูกมองวาเปนเรื่องของศาสนาศีลธรรม
ไป จะนำไปใชบังคับกับประชาชนซ่ึงไมใชพระไมได แตก็มีความพยายามท่ีจะนำกฎหมายธรรมชาติ
กลับมาใหม โดยสแตมมเลอร ชาวเยอรมัน ผูประกาศวา “กฎหมายธรรมชาติอันมีเน้ือหาแปรเปลี่ยน
ได” การตัดสินในคดีสมัยนาซีท่ีอิงกฎหมายธรรมชาติมาใช ถือเปนการกลับมาอีกครั้ง ดังจะเห็นไดจาก
ปฏญิ ญาสากลวาดวยสิทธิมนษุ ยชนขององคการสหประชาชาติ ค.ศ. 1948 ทเ่ี กิดขึ้นในเชงิ อิงกับกฎหมาย
ธรรมชาติ ซึ่งก็เปนแนวกฎหมายธรรมชาตทิ ี่รวมสมยั ที่เนน (กฎหมาย ยุติธรรม ศลี ธรรม) ในยุคน้ีมีความ
ยืดหยุนสูงและประนีประนอมมาก โดยกลาววา แมกฎหมายที่ขัดกับอุดมคติ ยุติธรรม ก็ไมยืนยันวาเปน
โมฆะ ซึ่งแตเดิมจะเปนโมฆะ ดังน้ันการที่มีนักวิจารณบางคนวาหมดสิ้นไปแลว กฎหมายธรรมชาติเปน
ซากศพของการศึกษา คงไมเปนความจริง ทั้งนี้ เพราะกฎหมายธรรมชาติไมเคยตาย และจะยังคงมี
ชีวติ อยตู อไป หากแตบ างชว งบางโอกาสจะสวางและหรแ่ี สงลงไปบางเทานน้ั เอง ไมถ งึ ข้ันแหงการดับสญู

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๓

ในยุครวมสมัย ฟุลเลอร เชื่อวาวัตถุประสงคของกฎหมายเปนขอสำคัญของกฎหมาย ไมอาจจะ
วัดกันเพียงแตขอเท็จจริงทางสังคมลวน ๆ กฎหมายถือเปนเครื่องตอบสนองความตองการของมนุษย
เปน พ้นื ฐานปจ จยั 4 อยา งสมบรู ณ กฎหมาตองมีศีลธรรมและจะตอ งประกอบไปดว ย

 หลกั ชน้ี ำ การเผยแพร
 กฎหมายไมมผี ลยอ นหลงั
 ชัดแจงไมข ดั แยงกัน
มีความมนั่ คงแนนอน
มีความกลมกลนื กบั กฎเกณฑท ่ีใชอ ยู
ซ่ึงหากทำการศึกษาอยางจริงจังแลวจะพบวาฮารท (Positive Law) กับ ฟุลเลอร (Natural
Law) มีวิวาทะแสดงความขัดแยงกันอยูเสมอ สวนฟนิชจะเนนท่ีคุณประโยชนพ้ืนฐานและสิ่งจำเปนเชิง
วธิ ีการพ้ืนฐานที่จะเปนกฎหมายธรรมชาติ ถือวาเขาเปนนักกฏหมายธรรมชาติยุคใหมที่ผอนคลายลงกวา
รุนเกา ๆ โดยจะพบวาเขาแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับกฎหมายที่ไมเปนธรรมวา แมบางคร้ังจะมีบางแต
ก็ตองทำตาม ไมดื้อแพง ประทวง (ตามแนว Natural Law ดั้งเดิม) ท้ังนี้เพราะอาจเกิดความวุนวาย
ตอระบบกฎหมายสวนใหญไดสว น Roscoe Pound กเ็ ปน อกี ผูห น่งึ ของสำนกั กฎหมายธรรมชาติ เนน ที่
โครงสรางของสังคม กลไกของสังคม “วิศวกรรมสังคม” แตตอนบ้ันปลายชีวิตก็จะละท้ิงแนวความคิดนี้
กลบั ไปสกู ฎหมายธรรมชาตใิ นยุคด้งั เดมิ อกี ในปจจุบนั น้ี ท้ังกฎหมายสำนัก Positive Law และ Natural
Law ตางก็มีแนวโนมท่ีผอนคลายลงมาก ดังจะเห็นไดจากคำกลาวของ ฟนิช ถึงการเชื่อฟงกฎหมายท่ี
แมวาบางคร้ังจะไมยุติธรรมไปบาง และการกลาวของฮารทที่เนนวากฎหมายตองดูท่ีเจตนาในอันไดแก
ศีลธรรม (เนื้อหาอยางนอยท่ีสุดของกฎหมายท่ีเขากลาวไว) กฎหมายธรรมชาติตองเนนบทบาท
ความคิดในเนื้อหาของกฎหมาย และเนนท่ีรูปธรรมใหมากข้ึนเพื่อทำใหเกิดการยอมรับ ซึ่งจุดบกพรองก็
มี ไดแก ความคลุมเครือ ความไมเปนวิทยาศาสตร เปนอภิปรัชญาสูงเกินไป ซ่ึงตางกับ Positive
Law ท่ีเปนธรรมชาติ มีกระบวนการกฎหมาย มีสถาบัน มีระบบกฎหมายท่ีชัดเจนกวากฎหมาย
ธรรมชาติ

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๔

บทที่ 2
สรปุ แนวคิดทฤษฎปี ฎิฐานนิยมหรือสำนักกฎหมายบา นเมือง

สำนักน้ีไดเร่ิมกอตัวในราวศตวรรษที่ ๑๙ ถึง ๒๐ ซึ่งเปนคูแขงกับสำนักกฎหมายธรรมชาติ กฎ
ศีลธรรมซงึ่ กอ ตัวมากอนหนาน้ีเปนพัน ๆ ป นักคดิ นักปราชญเมธที ี่สำคญั ของสำนักน้ี เชน โสกราตสี ซึ่งจะ
เห็นไดวาการที่เขายอมที่จะใหประหาร (ดื่มยาพิษ) ฆาตัวตายน้ัน เนื่องจากหากเปนคำส่ังของกษัตริย
(รัฐาธิปตย) ผูมีอำนาจแลว ตองปฏิบัติตามแนวกฎหมายน้ันจะไมชอบ ไมเปนธรรมก็ตามแนวความคิก
แบบปฎิฐานนิยม -Positive Law) นอกจากน้ีออสติน (Austin) , ฮารท (Hart) , สวนเบนเธม (Bentham)
เขาเปนนักคิดกลุมทฤษฎี Utility แตกม็ ีแนวคดิ โนมเอยี งมาทาง Positive Law อยูมาก เบนเธมน้ันมีความ
เช่ือวาทฤษฎีนี้วาในธรรมดาของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไป มีความขัดแยงกันสำหรับสิ่ง ๒ สิ่ง ไมควร
นำเอาวิธีคิดที่เปนแบบวิทยาศาสตรมาจับเสมอไป ควรท่ีจะนำเอาวิธีคิดศาสตรในดานอื่น ๆ มา
พิจารณาประกอบดวยและตองพยายามมองใหเปนเอกภาพเดียวกันของเร่ืองที่มีความขัดแยง นักคิดใน
กลุม Positive Law นี้มองกฎหมายในลักษณะที่มีความตรงขามกับพวกอุดมคติ จิตนิยม ซึ่งพวกนี้มัก
นิยมบอกวาความรูนั้นไมมีตัวตน แตทฤษฎี Positive Law น้ีเนนวากฎมายน้ันตองเกิดข้ึนโดยความจำเปน
ของสิ่งท่ีปรากฏเปนวัตถุมิใชเกิดข้ึนลอย ๆ โดยอนุมานหรือนึกเอาตามธรรมชาติ ซ่ึงก็เปนความเช่ือมั่นท่ี
ขัดแยงกับสำนึก Natural Law แบบเปนเสนขนานก็วาได เกี่ยว กับเร่ืองน้ีหากพิจารณาขอเขียนของ ส.
ศิวลักษณ ก็เคยแสดงความเห็นทำนองวา ทฤษฎีกฎหมายสำนกั นี้สว นสวเสริมตอ ความทารนุ แรงปาเถ่ือน
ในกฎหมายนาซีเยอรมัน นั้นคือสำนัก Positive Law จะไมสนใจอยางอื่นย่ิงไปกวาอำนาจของผูปกครอง
การนำเอาทฤษฎีน้ีมาใชอ าจถูกมองวาเปน การนำเอาระบบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยม าปกครองกไ็ ด

ทั้งนี้เพราะระบอบการปกครองดังกลาวเชื่อม่ันในอำนาจของผูปกครอง (รัฐ) แมบางคร้ังคำ
พิพากษาของศาลฎีกาก็เคยออกมาใหถือวาคำส่ังประกาศของคณะปฏิวัติเปนกฎหมายโดยชอบหรือใช
บังคับไดเปนรัฐาธิปตยในเวลาน้ัน ๆ (คำพิพากษา ๑๖๒๒/๒๕๐๕) โดยสรุปสำนัก Positive Law เชื่อวา
กำหมายนั้นเปนผลผลิตที่สรางขึ้นมาของผูที่มีอำนาจรัฐ (รัฐาธิปตย) กฎหมานั้นตราออกมาไดโดยผูที่มี
อำนาจในการออกกฎหมายในขณะน้ัน กฎหมายนั้นมิไดจำเปนตองคำนึกถึงกฎหมายธรรมชาติ กฎแหง
ศีลธรรม ความยุติธรรมแตประการใด การยืนหยัดของกฎหมายเกิดจากการตกลงปลงใจของคนในสังคม
ผานผูปกครอง ดังจะเห็นไดวาคำกลาวของออสติน (Austin) ท่ีวา “การดำรงอยูของกฎหมายกับ
ความชอบธรรมของกฎหมายเปนคนละเรื่องกัน” กฎหมายสมบูรณไดดวยเอง ไมตองอาศัยจริยธรรม
ศีลธรรม ความยุติธรรมใด ๆ กฎหมายคืออะไร กับคำวากฎหมายควรจะเปนอยางไร ตองแยกออกจาก
กันโดยเดด็ ขาด

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๕

ทฤษฎี Positive Law มองวากฎหมายสมบูรณอยูที่สภาพบังคับ กฎหมายที่มาจากรัฐธิปตย
สมบูรณอยูเสมอ มนุษยนั้น คือ ผูสรางกฎหมายมิใชรับโอนถายทอดมาจากพระเจา หรือส่ิงล้ีลับธรรมชาติ
ใด ๆ

ฮารทไดแบง Positive Law ออกเปน
1. กฎหมายคอื คำสั่งบญั ชาของมนุษย
2. ตอ งวเิ คราะหแนวคิดของกฎหมาย
แยกออกจากแนวคดิ ของศาสตรต าง ๆ (ศีลธรรม จรยิ ธรรม)
๓. สังคม การเมือง ศีลธรรม ไมจำเปนตองใชพิจารณากฎหมาย น่ันคือไมตองสัมพันธกับ
ศีลธรรม
นักนิติศาสตรไมใชเปนผูที่มีหนาที่มาดูวากฎหมายฉบับไหนดีอยางไร ตองเปนหนาท่ีของนักนิติ
บัญญัติ หรือนักปรัชญาจริยธรรมเทานั้น แมกระท่ังกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ยังทรงตรัสวา “ กฎหมาย
เกิดจากผูปกครองแผนดินท่ีอนุญาตเทานั้นใชบังคับ” กฎหมายจึงเปนขอบังคับของรัฐที่จะกำหนดความ
ประพฤติ ผูใดหรือบุคคลใดกระทำการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามก็จะตองถูกลงโทษ ความยุติธรรมท่ีสำนัก
Positive Law เช่ือถือเปนปลายทางของกฎหมาย กลุมนักคดิ กำหมายเปนเครอ่ื งมือของผทู ่ีมีอำนาจในการ
ปกครอง ผูมีอำนาจเปนผูเปล่ียนแปลงไดตาง ๆ กฎหมายจึงไมอาจกอใหเกิดความยุติธรรมที่แทจริงแก
มนุษยได
สำหรับพวกโซฟสต (Sophists) น้ีเปนพวกหน่ึงท่ียึดคุณธรรมแบบอัตนิยมเปนสำคัญ นอกจากน้ี
หากไดมีการพิจารณาถึงยุคศักดินามาจนถึงรัฐชาติสมัยใหม ก็เลยเปนเครื่องกระตุนใหนึกวาเปนความจำ
เปนของรัฐท่ีจะตองมีอำนาจเด็ดขาด เพื่อจัดการสังคมท่ีเปล่ียนแปลงไป รัฐยอมมีความชอบธรรมตางๆ ที่
จะตรากฎหมายออกมาบังคับใชโดยที่ไมมีขอแมใด ๆ ซึ่งในแงนี้เองท่ีเปนท่ีมาของการกอตัวกันของ
Positive Law แมแตฮอปส (Hobbes) ก็เคยแสดงความคิดเห็นวา กฎหมายถูกกำหนดโดยอำนาจและ
ยืนยันอำนาจไมจำกัดของรัฐาธิปตย ซึ่งก็เปนเชิงสนับสนุน Positive Law อยู อิทธิพลความกาวหนาทาง
วิทยาศาสตรแ ละวิธคี ิดแบบวิทยาศาสตรเปน ตัวสนบั สนนุ สำนักน้ี (ประจักษว าจา) ความคดิ ของมนษุ ยน ้ัน
มากจากประสบการณ การสรางสรรค ความรู ซึ่งคำสอนแนวน้ีตอมาไดมีการแตกยอดออกมาเปน
สำนักปฏฐิ านนิยมในศตวรรษที่ ๑๙ นัน่ คือในสวนที่ Positive Law รบั ถา ยทอดมา จะตองเชื่อถอื ในเร่ือง
ความคิดท่ีเปนวิทยาศาสตรของกฎหมาย ความมีเหตุผลที่จะอางอิงได สังเกต สัมผัส พิสูจน ไมเลื่อน
ลอย ในตัวของกฎหมายตองสมบูรณอยูในเอง ไมจำเปนตองไปผูกติดสัมพันธกับความยตุ ิธรรม จริยธรรม
ของเพียงตราออกมามีสภาพบังคับเด็ดขาด และผูมีอำนาจในการตรากฎหมายอยางถูกตอง (รัฐาธิปตย)
และชอบธรรมกเ็ ปนการเพียงพอแลว
เบนเธมแมจ ะจัดอยูในนักคิดกลมุ Utility Theory แตย งั เปน ผทู ี่มคี วามคิดเชิง Positive Law อยู
บางพอสมควร ท้ังน้ีเพราะวาทั้งสองสำนักนี้ตางก็มีแนวความคิดท่ีมีความสอดคลองและตรงกันท่ีวาไมเห็น

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๖

ดวยกับบกฎหมายธรรมชาติ ซ่ึงไมสามารถที่จะมองเห็นถึงตัวตนท่ีแทจริงของได คือไมสามารถท่ีจะจับ
ตองหรือสัมผัสไดน่ันเอง (ทฤษฎี Utility น้ันเนนเน้ือหาสาระอยูที่ความสุขเปนเปาหมายสำคัญ) ทั้ง
Utility Theory และ Positive Law) ตางก็ไดรับอิทธิพลจากแนวความคิดประจักษวาจา (เนนการับรู
สัมผัส ประสบการณ) ของเดวิท ฮูม เชนเดียวกัน นั่นก็คือการที่จะพิจารณากฎหมายวากฎหมายดีหรือเลว
นั้นใหดูจากผลที่เกิดขึ้นแกมนุษย โดยที่จะตองมีนักนิติศาสตรเชิงวิเคราะห เปนผูพิจารณา แตทั้งน้ี ฮูม
เองก็ไมเห็นดวยกับการท่ีผูพิพากษาน้ันจะเปนผูใชเหตุผล จติ วิเคราะหในเร่อื งของความยุติธรรม คือการท่ี
ผูพพิ ากษาแกก ฎหมายได เปลย่ี นหรือตคี วามกฎหมายไดน่ันเอง

โดยลักษณะภายนอกหรือโทษของกฎหมายนี่เอง ที่ทำใหคนเคารพกฎหมาย ดังนั้นกฎหมาย
ระหวางประเทศจึงขาดสภาพบังคับ ที่เปนรูปธรรมท่ีชัดเจนเหมือนกันกฎหมายแพง กฎหมายอาญา หรือ
กฎหมายอื่น ๆ ท่ีมีสภาพบังคับ แตในความคิดเห็นของ ออสติน น้ันไดใหความเห็นวา พันธะทาง
กฎหมายนัน่ แหละคือ กฎหมายระหวางประเทศ

ท้งั นี้ ออสตนิ ไดท ำการแยกกฎเกณฑออกเปน ๒ ประการดวยกนั กลาวคอื
1. กฎเกณฑท ่ไี มใ ชกฎหมาย อาทเิ ชน กฎทางเคมี กฎทางฟสกิ ส กฎไฟฟา เปน ตน
2. กฎเกณฑท่ีเปนกฎหมายซึ่งตองตรากฎหมาข้ึนใชเอง คำวาสภาพบังคับท่ีกฎหมายตอง

มีในท่ีนี้มิใชแตเพียงโทษทางอาญาเทาน้ัน แตใหหมายความรวมถึง รัฐาธิปตยตองเปนหนึ่งเดียว ไมมีการ
แบงแยกการใชอำนาจนี้ ซึ่งก็มีการวิจารณถึงชองโหวในทางทฤษฎีอยูเชนกัน เน่ืองจากในการสงอำนาจ
จากรัฐาธิปตยหน่ึงไปยังอีกรัฐาธิปตยหนึ่ง ไมพิจารณาถึงความชอบธรรมในการไดอำนาจมาเลย คือ
อาจจะมาจากปฏิวัติ รัฐประหาร ก็ได ดังที่พวกสำนัก Positive Law มีกลาววา “No Law Can be
Unjust” นั่นหมายความวา แมกฎหมายท่ีไดมาน้ันจะขัดกับรัฐธรรมนูญ สิทธิเสรีภาพของประชาชน ใน
ระบอบประชาธิปไตยก็ตามกถ็ ือใชบังคับได ดังนีอ้ งคประกอบท่สี ำคัญจึงอยทู ี่

- กฎหมายตองมีภาววสิ ัย (ชัดเจน)
- มีความแนนอน
- มั่นคง
ฮารทเปนนักคิดในกลุม Positive Law แนวใหมกวากลุมของออสติน เบนเธม น่ันก็คือ ใน
ความคิดของพวกแนวเกาจะมองกฎหมายแตเพียงในแงของตองเปนคำสั่งของรัฐาธิปตยท่ีมีอำนาจสูงสุด
เทา น้นั แตในกลุมความคิดสมยั ใหมในแนวของฮารท นัน้ จะมใิ ชเปนการเปลี่ยนหลักการของ Positive Law
ออกไปแตประการใด คงเปนเพียงเสริมเนนกฎหมายใหมีความสมบูรณ และถูกตองมากย่ิงขึ้นเทาน้ัน
ทั้งน้ีเพ่ือใหประชาชนสนับสนุนแมหลักการของกฎหมายจะมาจากผูมีอำนาจก็ตาม กฎหมายท่ีจะเปนท่ี
ยอมรับในสังคมไทยจะตองมีระบบ มีมาตรฐาน ประสิทธิภาพ มีลักษณะเปนนิติรัฐ (Legal States) มี
บรรทัดฐาน น่ันคือนักปฏิฐานนิยมรุมใหมที่มีแนวคิดมุงเนนไปอยูที่วากฎหมายนั้นควรตองมองเขาไปถึง
ภายใน ดูถึงความเหมาะสม การเปนท่ียอมรับของประชาชน แตก็ยังยืนยันแนวความคิดพ้ืนฐานของ

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๗

Positive Law แบบของออสตินท่ีวา กฎหมายไมตองเปนตองควบคูไปกับศีลธรรม กฎหมายจะมีอยู
หรือไม หาใชดูที่ความชอบธรรม ศีลธรรม ซ่ึงบางครั้ง ฮารทเองก็ยอมรับถึงความลำบากเหมือนกันในการ
กลาวเชนน้ี แตก ็ยังคงยืนยันอยูเชนเดมิ ตามแนวความคิดพ้ืนฐาน ดังนน้ั เม่อื กฎหมายไมไ ดม าจากศีลธรรม
ความดีงาม จึงสามารถที่จะเปล่ียนแปลงแกไขได ซ่ึงแนวคิดของเขาคอนขางสอดคลองกับประชาธิปไตย
ที่วากฎหมายไมเหมาะสมก็สามารถทำการแกไขได แมฮารทจะยืนอยูบนหลักเดียวกันกับ ออสติน และ
เบนเธม ก็ตาม แตฮารทก็ยังมีความคิดคัดคานทั้งสองคนที่วากำหมายคือคำส่ังตองปฏิบัติตาม
ไมเชนนั้นมีโทษ สภาพบังคับ การแสดงออกลักษณะสุดโตงเชนวานี้ ฮารทไมเห็นดวย เขาเนนวากฎมาย
คอื กฎหมายที่ตอ งเคารพ แตลกั ษณะภายในของกฎหมายตองมีความเหมาะสมและประชาชนตอ งสามารถ
วิพากษวิจารณได (มีสิทธิ) น่ันคือ เปนระบบท่ีสรางข้ึนมาใหม โดยเรียกวา “กฎเกณฑของสังคม” เพื่อ
ปกครองการกระทำของมนุษยในสังคมและเปนกฎเกณฑที่มีการปฏิบัติกันมาชานานแลวของมนุษย จุด
ตางท่ีสำคัญของ Positive Law และ Natural Law อีกประการหนึ่ง คือ Positive Law น้ันจะพิจารณา
กฎหมายแตเพียงเปนนิยามและขอเท็จจริง สวน Natural Law จะมองลงไปที่สัจธรรมของมนุษยและ
โลก ในสวนของฮารทเองก็ทำการศึกษา Natural Law อยูบางและก็เห็นดวยบางสวน เปนตนวา
ศีลธรรมก็มีสวนอยูบางกับกฎหมาย คือ มีบางเล็กนอยในเรื่อง เนื้อหาอยางนอยที่สุดของกฎหมาย
ธรรมชาติ ฮารทเนนวาระหวา งกฎเกณฑก บั ความเคยชนิ ระวงั จะปะปนกัน เชนคนขบั รถเหน็ ไปแดงก็หยุด
รถ แตในขณะหยุดน้ันก็เปดวิทยุฟงเพลงไปดวยเชนน้ีก็เห็นไดวาการหยุดรถในตอนแรกน้ัน หยุดเพราะ
กฎเกณฑ สวนการเปดวิทยุฟงเพลงน้ันเปนความเคยชิน ฮารทจึงสรุปไดวาเร่ืองใดเปนกฎเกณฑ คือ
กฎหมายตองถือลักษณะภายนอก คือตองทำสม่ำเสมอ กฎปฐมภูมิคือกฎหมาย กฎทุติยภูมิ คือการใช
กฎหมายของเจาหนี้ท่ีรัฐ ดูวามีผูใดฝาฝนกฎหมายนั้น คือกฎทุติยภูมิสรางข้ึนมาเพื่อทำใหกฎปฐมภูมิมี
ความสมบรู ณถกู ตอ ง คอื ใหเจา หนาที่มีอำนาจสรางประสิทธิภาพกบั กฎหมายได

กฎทุติยภมู ิ
1. ตอ งเปน กฎที่พสิ จู นว ากฎใดเปน กฎหมาย
2. เปนกฎท่ีกำหนดกฎเกณฑใ นการแกไขกฎหมายวา มขี นั้ ตอนอยา งไร
3. เปนกฎท่ีกำหนดกฎเกณฑในการวินจิ ฉัยกฎหมาย

ดังนั้นการรวมตัวของกฎทุติยภูมิกับกฎปฐมภูมิจึงเปนระบบกฎหมาย ขอท่ีนาสังเกตเกี่ยวกับ
แนวความคิดของฮารท ก็คือ แมฮารทจะเนนที่ภายในกฎหมายดูถึงความถูกตองชอบธรรมบางก็จริงอยู
แตประสิทธิภาพแลวก็เปนอันวาใชได กับประชาชนที่ไมมีเสียง คือฮารทมิไดมองกฎหมายเปนสิ่งที่เปน
แบบแผนความประพฤติที่สมบูรณพรอมทุกอยางในการกำหนดชี้ขาดสิทธิของตน ดังพวก Positive Law
ยุคดั้งเดิมเหมือนในสมัยของออสติน เบนเธม เช่ือนั้น ฮารทมีลักษณะของแนวคิดท่ีประสาน
ประนีประนอมมากกวา ทั้งนี้เพราะเขาใจในแนวคิดของพวก Natural Law ปรัชญากฎหมายธรรมชาติ
น้ันเนนที่สัจจธรรมของโลก ชีวิต ดังนั้นจึงตองการใหศีลธรรมมามีผลในกฎหมาย ซ่ึงเขาเองก็มีวิวาทะกับ

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๘

นักกฎหมายธรรมชาติยุคหลัง ๆ เชน ฟุลเลอรที่เชื่อใน Moral Quality กฎเกณฑไมสามารถดำรงอยูได
โดยปราศจากศีลธรรม กฎหมายตองไปคูกับศีลธรรมกฎหมายมีขึ้นเพื่อสนองรับกับศีลธรรมของบานเมือง
ดวอรก้ิน (Dworkin) นักกฎหมายธรรมชาติอีกคนหน่ึงก็เนนถึงวา ศีลธรรมเปน ธรรมควรมีอยูใน
กฎหมาย ดังเชนในคดีที่ดวอรกิ้นไดยกข้ึนกลาวอางท่ีวา หลานไดฆาปูเพ่ือท่ีจะประสงครับมรดก ถาหาก
ตามทางที่ไดพิจารณาวาพินัยกรรมยกใหหลาน หลานก็นาจะมีสิทธิในมรดกตามพินัยกรรม แต
Common Law คำนึงถงึ ศลี ธรรม โดยไดม ีการอา งวา

- บุคคลหลายอาจถอื ประโยชนจากการที่ตนฉอ ฉลได
- บุคคลอาจถือประโยชนจากความผิดของตนเอง จากอยุติธรรมของตน หาอาจไดทรัพยจาก

อาชญากรรมของตน ซง่ึ ดวอรก นิ้ กม็ ักอางเสมอ ๆ ถงึ คดนี ้วี า ในกฎหมายมีศีลธรรมปนอยู
กลาวโดยสรุปก็คือ ฮารท น้นั เปน กฎหมาย Positivism Law แตมิใชอยูใน Positivism Lawในยุค
ตน ๆ(ยุคออสติน) เขามองเขาไปในกฎหมายดวยวาตองชอบดวยกฎหมาย (ไมสุดโตง) ดังน้ันเขานาจะเปน
ผูทเี่ ปน ตวั ประสานในระหวา ง ๒ ขว้ั ซ่ึงมคี วามขดั แยงน้ไี ดระหวางอำนาจกบั ศีลธรรม (Positivism
Law กับ Natural Law ) โดยไมเสียหลักการของเขา ในการท่ีจะพัฒนาสังคมไปสูอีกภาวะหน่ึงท่ีดีขึ้น
ได
มนี ักคิดอีกคนหนงึ่ ท่ีสำคัญน่ันก็คือ เคลเซน ที่มีแนวความคิดเก่ียวกับทฤษฎีกฎหมายบริสุทธิ์ ซ่ึง
เนนวากฎหมายนั้นเปนบรรทัดฐานของสังคม โดยยืนอยูบนแนวความเดียวกันกับ Positivism Law โดย
เห็นวาการแยกปญหาวากฎหมายคืออะไร กับ กฎหมายควรเปนอยางไรนั้นออกจากกัน โดยเน้ือแทแลว
กฎหมายก็คือบรรทัดฐาน (Norm) ที่กำหนดวาส่ิงใดทำแลวชอบหรือไมชอบดวยกฎหมาย Norm เปน
สงิ่ ทีม่ นษุ ยควรจะตอ งปฏบิ ัตอิ ยางแนน อน ซึ่งเคลเซนกลา ววา กฎหมายนต้ี างจากบรรทดั ฐานอ่ืนๆ ตรงที่มี
สภาพบังคับ การลงโทษ การขมขู โดยกฎหมายหรือวิชาท่ีเก่ียวกับกฎหมายน้ีมิใชเร่ืองธรรมชาติ แต
กฎหมายเปนวิทยาศาสตรและมีเหตุผล กฎหมายมิใชเครื่องตรวจวัดความเปนจริงธรรมชาติ แตเปนการ
ตรวจวัดความเปนจริงที่กำหนดได น้ันคือทฤษฎีกฎหมายบริสุทธ์ิของตนมีรากฐานที่เปนวทิ ยาศาสตร แต
ก็มีบางจุดที่เคลเซนไมเห็นดวยกับออสตินที่วากฎหมายคือคำสั่ง เพราะการกลาวเชนน้ีมีจิตวิทยาปนอยู
สวนเคลเซนนั้นตองการใหเปนวิทยาศาสตรลวน ๆ ทฤษฏีของออสตินแทบจะไมไดรับความใจเลยใน
ขณะที่เคลเซนยังมีชีวิตอยู แตหลังจากที่เคลเซนไดถึงแกค วามตายไปแลว น้ันไดรับอิทธิพลอยา งใหญหลวง
ตอ การพัฒนาการของระบบนิติปรัชญาในอังกฤษ ส่ิงทเี่ คลเซนเชื่อก็คือกฎหมายเปนวิทยาศาสตร แตก็มี
การทดลองได น้ันคืออาจมีผลท่ีเปลี่ยนแปลงไปได แตผลน้ัน ๆ ตองอธิบายๆได ไมตายตัวที่ถาไมทำ
ปฏิบัติตามแลวตองไดรับโทษ เคลเซนเปนผูที่สรางแนวความคิดท่ีวา หวงโซแหงความสมบูรณ นั้นคือ
กฎหมายเปนบรรทัดฐาน ความสมบูรณของกฎหมายไดมาจากบรรทัดฐานขั้นมูลฐาน (รัฐธรรมนูญ) การ
จะพิสูจนว าบรรทัดฐานใดเปนกฎหมาย ก็ตองดูวากฎหมายออกมาโดยบรรทัดฐานอื่นที่มีอำนาจเหนือกวา
ไดใหอำนาจไวหรือไม อาทิเชน การหามสูบบุหรี่บนรถประจำทางเปนกฎหมายไดเพราะมีกฎกระทรวง

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๙

คมนาคมใหอำนาจไว มีพระราชกฤษฎีกา พระราชบัญญัติ รัฐธรรมนูญใหอำนาจไวเปนลำดับ น่ันคือ
กฎหมายออกมาเปนบรรทัดฐานตองมีกฎหมายที่เหนือกวารับรองออกมาเปนกฎหมายจึงสามารถใชบังคับ
ได และกฎหมายที่รบั รองก็ตอ งมศี กั ดสิ์ ูงกวา ท่จี ะมารับรองอกี จนถงึ บรรทัดฐานข้ันมลู ฐาน (รฐั ธรรมนญู )
ซ่ึงเคลเซนเชื่อวา ถามีคนออกกฎหมายมีประสิทธิภาพท่ีดี กฎหมายน้ันก็จะชี้ขาดไดวาชอบหรือไมชอบ
ดวยกฎหมาย ท้ังนี้จึงพอที่จะสรุปแนวความคิดของเคลเซนไดวา ความสมบูรณของกฎหมายนั้นอยูตรงที่
มีบรรทัดฐานข้ันมูลฐาน (รัฐธรรมนูญ) อันมาจากจารีตประเพณี แนวคิดของนักปราชญรับรองหรือไม
ถามีก็ถือวาใชได ลักษณะการดูกฎหมายท่ีมีลำดับ ๆ กฎหมายนั้นสูงขึ้นไปเรื่อง ๆ นี้ เรียกวา “หวงโซ
สมบูรณ (Basic Norm)”

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๐

บทท่ี 3
สรุปแนวคิดทฤษฎีอรรถประโยชน

สำนักนี้ถือเปนนิติศาสตรเชิงจริยศาสตร บทบาทของ Utility ไดรับการสนับสนุนโดยนักคิดกลุม
Positive Law ดังจะเห็นไดจากแนวความคิดท่ีใกลเคียงกันอยางยิ่งระหวางJeremy Bentham John
Austin ฮารท ทฤษฎี Utility น้ีถือวาJeremy Benthamเปนตนแบบ เนนจริยธรรมทางกฎหมายหลัก
นิติศาสตรชี้ขาดกฎหมายวาเปนเชนไร ซึ่งตางกับ Positive Law กลุมปฏิฐานนิยมในแงวาทฤษฎีนี้เชื่อวา
รัฐเปนผูสรางกฎหมาย Utility หรือสำนักอรรถประโยชนนิยมนี้เนนที่ประโยชนนิยมหรือการนิยมการท่ีมี
ความสุข เปนปรัชญาที่ชี้วาความดีงาม หรือสิ่งใดจะดีงามไดส่ิงน้ันตองสรางใหเกิดความสุข น่ันคือ เนน
ในการที่รัฐจะออกกฎหมายมาสรางความสุขใหแกประชาชน สังคม นั่นคือ “ความสุขแกคนจำนวนมาก
ท่ีสุด” มีนักคิดท่ีสำคัญในกลุมนี้ อาทิเชน Jeremy Bentham มิลล ซิควิด ฮูม พริสลีย น่ันคือ
สำนกั อรรถประโยชนจ ะช้ีวา นติ บิ ญั ญัติในการออกกฎหมายตอ งมจี ริยธรรม โดยคำนงึ ถงึ

 ลกั ษณะเพง อนาคตเปน ใหญ เนน ผลลัพธอนั จะเกิดขึ้นในอนาคต
 มองความสุขในแงดีเสมอ เนนท่ีการไมเสมอภาคในความสุขนั้น ๆ ไมสนใจใด ๆ

ท้งั สนิ้ มุง เพม่ิ ความสขุ แมจะมผี ลเปน การไมเสมอภาคในความสขุ นน้ั ๆ กอ็ าจ
 ลักษณะเอกนิยม เนนศีลธรรมประการเดียว คือ ความถูกตอง ไมมีพหุนิยมหรือ

หลกั การอ่นื ๆ ไมคำนงึ ถึงเสรภี าพหรือเสมอภาคใด ๆ เลย
ทฤษฎีนก้ี ำเนินข้ึนราวศตวรรษที่ 18 โดย 3 นกั คดิ Jeremy Bentham มิลล ชิควดิ เนน วา
ทำอยางไร ปจเจกชนจะอยูอยางมีความสุขได มีคำถามมาแตโบราณ(กรีก – โรมัน) แลววา ฉันซ่ึงไมใช
เรา จะมีความสุขอยูไดอยางไร ใหมีท้ังความสุขและความสำเร็จสมบูรณในชีวิต เนนที่ (Individual)
นอกจากนี้ก็ยังมีปรัชญาเมธีกรีกโบราณ อาทิเชน Arislippus Demcritus Epicurus ท่ีเนนสุขนิยม
สำนักคิดสโตอิคน้ีมีแนวความคิดคอนขางสอดคลองกับ โสกราตีส Pato Aristotle คือเนนการดับ
ความอยากของรางกาย คือ ใหเหตุผลวาคนเราไมไดเกิดมาเพ่ือสบายแตเกิดมาเพ่ือทำในส่ิงท่ีถูกตอง
เพื่อใหสอดคลองกบั ธรรมชาติ Patoเองก็ถือวา ภูมปิ ญญาสำคัญทส่ี ุด อาจกลาวไดวาแนวความคิด Utility
ของJeremy Benthamน้ีมีอิทธิพลตอJohn Austinมาก ท้ังนี้เพราะJeremy Benthamเปนอาจารยข อง
John Austin โดยพยายามสอดแทรกใหเสรินิยมปจเจกชนมาแทนท่ีศักด์นิ า สมบูรณาญาสทิ ธิราชยแ บบ
เกา เปนคลื่นลูกใหมท่ีเกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมคือ เศรษฐกิจ ทุนนิยม การเมือง เสรี
นิยม จริยธรรม คือ Utility ดังนั้นจึงถือวาเปนจริยธรรมใหมของสังคม พัฒนามาจากความคิดของฮูม
ซง่ึ ฮูมกม็ ีบทบาทพอควรในการลบลา งความคดิ แบบสโตอคิ

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๑

ฮูมเนนวาความสุขน้ันถาทำแลวนำมาสูตัวก็ควรทำ แตอยาเปนทาสของอารมณ ความอยาก

(พรีสลืย “ความสุขสูงสุดกับประชาชนจำนวนมากที่สุด”) Jeremy Benthamกลาววา มนุษยมีชีวิตที่

ตองพบความสุข ความทุกข เพราะมีนคือนายเหนือหัวของมนุษย ในการที่คนจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม

ตองช่ังดูกอนวาดี เลว สุข หรือทุกข ความสุขถาทำแลวดี ทำแลวสุขนอย ก็มีสวนเลวปน ดังนั้น

ความสขุ ในความหมายของJeremy Benthamก็มคี วามหมายท่วั ไปตามที่ผคู นเขา ใจ 14 ประการ คือ

 สขุ สัมผสั  มัง่ ค่ัง

 มสี ามารถชำนาญการ  สขุ มติ รภาพ

 สขุ ชือ่ เสยี ง  อำนาจ

 เชอ่ื ถอื ศาสนา  เมตตากรุณา

 อาฆาตมาดรา ย  ทรงจำ

 คาดหวัง  คบคาติดตอ กัน

 บรรเทาเจ็บปวด  นับถือกนั

ความคิดของJeremy Benthamเนนที่ปจเจกชนนิยม ความสุขมาจาการกระทำซึ่งเปน Utility

แนวเกาสวนแนวใหมนั้นสิ่งที่ทำลงเปนความดี ความสุข ถูกตองตามกฎเกณฑจึงลงมือทำ (Utility เชิง

กฎเกณฑ) Jeremy Benthamตอตา นแนวคิดอภิปรัชญาอยางรุนแรง แตมีผูวิจารณJeremy Bentham

วาคามสุขความทุกขที่ศึกษานี้ก็มีเปนลักษณะนามธรรมเชนกัน จะพิสูจนไดอยางไร ซ่ึงJeremy

Benthamก็โตไปวาคามสุขท่ีตองการแสวงหา ความทุกขที่ตองการหลีกเลี่ยงนี้ไมตองพิสูจน เพราะมัน

เปนตวั พิสจู นส่ิงอืน่ อยแู ลวในเมอ่ื คนทกุ คนตอ งการความสุข ดังนัน้ ก็ตองยอมรับ Utility วามสี ว นชว ยลด

การขัดแยงใหเหลือเพียงความไมลงรอยในเร่อื งของขอ เท็จจริงแหงอนาคต เนอ่ื งจากการกระทำของมนษุ ย

อยูภายใตความสุขกับความเจ็บปวด คนท่ีมีความสมบูรณจริง ๆ ตองทำได 2 อยางคือ ตนเองตองมี

ความสุข ชุมชนก็มีความสุข ดังน้ันกฎหมายตองบัญญัติ เพื่อจัดหาใหความสุขดำรงอยู เพ่ือความม่ันคง

เสมอภาพ ซึ่งความม่ันคงสำคัญที่สุด Jeremy Benthamไมยอมรับสำนัก Natural Law ท่ีอางสิทธิ

มนุษยท่ีมีอยูตามธรรมชาติ โดยอางวาจะทำใหบานเมืองวุนวาย คือ ตองเนนท่ีระบบกฎมายทั้งหมด ท้ัง

กฎหมายอาญาที่ลงโทษปาเถ่ือนก็ควรยกเลิก การทรมาน การทำใหเจ็บปวด ทั้งน้ีก็มีผลไปถึงราชทัณฑ

กฎหมายปองกันสิทธิเสรีภาพแกเด็ก สตรี สัตวเลี้ยง ทาส แตท่ีดูจะเปนจุดเดน คือ กฎหมายวิธี

พิจารณาความและกฎหมายพยาน คอื ทำใหศาลและระบบการรับฟง พยานดมี ีประสิทธภิ าพ

ทฤษฎี Utility ของจอหน สจวต มิลล ซึ่งเปนชาวอังกฤษและเปนลูกศิษยของJeremy

Bentham โดยมิลลเนนที่การแหปญหาความเสมอภาพ เด็ก สตรี คนยากไร สวัสดกิ ารสังคม อิงไปทาง

พวกสังคมนิยมทำใหมิลลดูหางจากหลัก Utility ของJeremy Benthamท่ีเนนความสุข จุดท่ีตางอยู

ตรงทJ่ี eremy Benthamนั้นใหความสุขทป่ี ระชาชนจะไดร บั เทากันหมด แตมิลลมีความสุขอยหู ลายระดับ

คือมีสุขในความรัก สุขในความรู สุขในคุณธรรม สุขในความงาม ซ่ึงเช่ือวาเปนสุขท่ีประเสริฐกวาโลกีย

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๒

สขุ ทั่วไป เนนวาโลกของปญญา เหตุผลสงู กวาโลกกายภาพท่ัวไป ทำใหอ าจมองไดวา มลิ ลจ ะเปน Utility
เชิงอุดมคติ คือเนนวา “ความสุขสวนตัวก็มีได แตสังคมก็ตองสุขคูกัน” ซ่ึงJeremy Benthamไมเนน
สังคมเขาเนนปจเจกชน สุขคนเดียว นอกจานี้มิลลยังกลาววาควรรักตนเองใหเทากับรับเพ่ือนบาน ความ
ยุติธรรมในความหมายของมิลลกินความไปถึงสิทธิท่ีจะไดรบั ความยุติธรรมดวย ในเมื่อมีใครมาของจากเรา
เปนสทิ ธิของคนทุกคนท่ีจะไดรบั มันจากคนอ่นื มลิ ลเช่ือวา รฐั จะจำกันเสรภี าพของประชาชนไดก็ตอเม่ือส่ิง
นั้นเปนอันตรายตอผูอ่ืน ไมเชนนั้นรัฐจะเขามาแทรกแซงเสรีภาพการดำรงอยูของประชาชนมิได ตรงจุด
น้ีจงึ เห็นไดวา มลิ ลตางจาก Utility อ่ืนๆ ท่ียอมใหรัฐเขาจำกัดเสรีภาพไดระดับหนึ่ง แต Utility อนื่ ๆ ไม
ยอม ดังนั้นในความคิดของมิลลจึงมีคำ 3 คำ ซ่ึงเปนอุดมคติอยากแกการเขาใจ (ความสุข ยุติธรรม
เสรภี าพ)

โดยสรุป สำนักน้ีมองวาประโยชนสุขของประชาชน คือ กฎหมายสูงสุด แตมีผูวิจารณJeremy
Benthamวา

 คนเราจะมีความสขุ เทากนั ไดอยางไร คนเราไมใชภ าชนะ จะเอาความสุขมาใส ทุกขมา
ใสคนละเทา ๆ กันดงั ทฤษฎไี มไ ด

 ความไมเปนธรรม บางคนอาจมีความสุขมากคนเดียว คนอื่นมีนอย สูมีไมมากดีกวา
แตมีความสุขเทา ๆ กัน คือ มีนอย ๆ แตมีเสมอกัน แต Utility สำนักน้ีก็แยงวา
ตองใหความสุขแกคนรวย ชนช้ันสูงกอน ในที่สุดสุขเหลานั้นก็จะกระจายไปทั่วสังคม
เอง ตองรอเวลา และอดทน

 ทฤษฎี Utility น้ี ขาดความชัดเจนของการชี้ถูกผิดของศีลธรรม คือ Utility รับสิ่งที่ผิด
ศีลธรรมไดเสมอ หากสิ่งนั้นจะทำใหเกิดความสุขสวนรวม เชน คนไขเจ็บปวดจะตาย หมอชวยฉีดยาฆา
ใหตายก็ไมนาจะมีกฎหมายลงโทษวาหมอไมดี เพราะชวยคนไขพนทุกข สำนักน้ีจะไมรูสึกผิดใด ๆ ท่ี
จะขมขูใคร เชนคนวิกลจรติ ที่ไปวางระเบิดในที่สาธารณะ ใหบอกที่ซอนเพื่อความปลอดภัยของสวนรวม
หรือ เชน ก ยืมปน ข มามีกำหนดวันสงคืน แตถารูวาคืน ข ก็จะฆาตัวตาย เชนนี้ไมคืนก็ได เนน
ความสุขมากกวาเนนวิธีการ นั่นคือ Utility ของใหผลลัพธสุดทายสุขก็เพียงพอแลว แมวาวิธีการจะชั่ว
รา ยไปบาง เชน ไปปลนเงินคนรวยเพ่ือนำมาใหคนจนน่ันเองโครงสรางในชีวิตความเปนมนุษยของคนเรา
ไมวาจะเปนคนชาติใดก็ตามในโลกนี้ มักเก่ียวของกับเรื่องสำคัญ ๆ ใหญอยู 3 ประการ คือโครงสราง
สังคม เศรษฐกิจ และความเชอ่ื ทีเ่ กย่ี วกบั จกั รวาล

ถาจะกลาวโดยสรุปแลวตองพิจารณาใหหมดทุกสวนท้ังสังคม โดยจะเห็นไดวาโครงสรางทาง
สงั คม น้ันเปน ส่งิ ท่ีสะทอ นใหเห็นวา มนุษยน ั้นเปนสัตวส งั คม ที่จะตองอยรู วมกันกับผอู ื่นเปนกลุม ๆ จึงจะ
ดำรงชีวิตอยูได โดยตองมีความสัมพันธระหวางตอกันและสังสรรคกัน เพ่ือดำเนินชีวิตใหอยูรอดรวมกัน
ได สวนการแสวงหาวัตถุท่ีจำเปนกับการดำรงชีวิตรว มกันอยางมีระบบ แตความตอ งการทางวัตถุน้ีก็

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๓

มกั เปนเรอ่ื งทีก่ ระตนุ ความอยากความโลภท่เี ปนความตองการเฉพาะตวั อันเปน ความรสู ึกเยยี่ งสัตวเด
รัจฉาในโลกทั้งหลายได และเปนส่ิงที่นำไปสูการมีอำนาจและความม่ันคงท่ีสรางความแตกตาง
ระหวางมนุษยดว ยกันเอง ก็ทำใหเกดิ ความขดั แยง ท่รี งุ แรงไดในชวี ติ ความเปน อยูรวมกันในสังคม

สำหรับในเร่ืองความเชื่อและจักรวาล เปนสิ่งที่แสดงใหเห็นถึงความแตกตางอยางส้ินเชิงของ
มนุษยกับสัตวโ ลกอ่ืน ๆ เพราะการเปนสัตวสังคมของมนษุ ยน้ันเรอื่ งของจกั รวาลและความเชอ่ื นั้นเปนเร่ือง
ของมนุษยโดยเฉพาะ เนื่องจากวาธรรมชาติไดสรางใหมนุษยมีวิวัฒนาการตางจากสัตวสังคมธรรมดา มา
เปนสัตวมนุษยท่ีมีความสามารถในการเรียนรู การคิดคำนึง และการใชภาษาในการสื่อสารกันดวยระบบ
สัญลักษณต า ง ๆ

ความรูความเขาใจในเรื่องโลกที่อยูใกลตัวเองและที่หางไกลออกไปในจักรวาล ซึ่งบางอยางก็อาจ
หาคำตอบหรือพิสูจนดวยความจริงได แตก็มีอีกมากมายท่ีขามพนความเปนจริงจนหาคำตอบไมได เลย
เกิดเปนเร่ืองของความเชื่อข้ึนมาแทน เพราะฉะน้ันความเช่ือจึงเปนสวนหนึ่งของความเปนมนุษย มนุษย
ทุกรูป ทุกวัย และทุกแหง ตางสัมพันธกับความเชื่อทั้งนั้น การทำอะไรยอมมีความเชื่อปะปนอยูดวย
เสมอ เพราะเปนส่ิงที่ทำใหเกิดความม่ันใจและมีกำลังใจข้ึน ถาหากขาดสิ่งเหลานี้เสียแลว ก็ไมอาจทำ
ใหอะไรใหบรรลุเปา หมายทดี่ ไี ด

ความเช่ือมีอิทธิพลตอชีวิตมนุษยท้ังในระดับปจเจกบุคคลและระดับสังคม ก็คือความเชื่อท่ี
เกี่ยวกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ มีหลายส่ิงหลายอยางที่มนุษยไมอาจจะตอบได เลยตองยกใหเปนเรื่อง
ของส่ิงนอกเหนือธรรมชาติไป ดังแตกอนก็อาจมีคำถามวา โลกและธรรมชาติท่ีเห็นทุกวันนี้เกิดขึ้นได
อยา งไร เม่ือหาคำตอบไมไดก็มคี วามเช่อื วา มพี ระเจา หรือส่ิงศกั ดิ์สทิ ธ์ิสรา งขึน้

สาระสำคัญในความเชื่อส่ิงนอกเหนือธรรมชาติก็คือ ความเช่ือในพลังแหงอำนาจท่ีจะดลบันดาล
ใหเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ไดในจักรวาล และพลังแหงอำนาจดังกลาวนี้ก็คือ ส่ิงที่ควบคุมทุกสิ่งทุก
อยา งในจักรวาลนนั่ เอง ทำใหเ กิดสิ่งทีเ่ ปน ระบบความเชอ่ื 2 อยา ง คือ ศาสนา และ ไสยศาสตร

ศาสนาเปนความเช่ือที่มนุษยสยบตอส่ิงนอกเหนือธรรมชาติ เชนการกราบไหว เคารพเชื่อถือ
และออ นวอนใหชวยคมุ ครอง

ไสยศาสตรเปน ความเช่ือทีม่ นุษยพยายามควบคุมอำนาจเหนอื ธรรมชาติเพ่อื ใชใ หเ ปนประโยชนแก
ตนเอง เสมือนกับการใชเทคโนโลยีในปจจุบัน หากนำเอาแนวความคิดของ แมกซ เวบเบอร ท่ีให
ความเห็นวา สิ่งที่ทำใหสังคมพัฒนาข้ึนเปนสมัยใหม คนในสังคมน้ันจะตองมีความคิดในเร่ืองการมีเหตุผล
(Rationality) และเกิดกระบวนการแยกส่ิงท่ีเปนความเช่ือทางศาสนาออกจากทางโลก (Secularization)
แลว ก็อาจกลา วไดวา คนไทยสว นใหญในปจจุบันยังไมม ลี กั ษณะทจี่ ะเปน คนสมัยใหมได

จริงอยูที่ความเชื่อในสิ่งนอกเหนือธรรมชาติน้ันเปนของสากลที่มีอยูในบรรดามนุษยทุกรูปทุก
ภาษา แตทอ่ี ่นื ๆ เหมือนมีพฒั นาการไปในเรอื่ งที่

1. คลายความสำคัญในเรื่องไสยศาสตร เพราะเปนเรื่องทง่ี งงาย

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๔

2. มีการปรบั เปลี่ยนศาสนาใหม ลี กั ษณะเปน อภปิ รัชญามากข้ึน
กลาวคือ สรางส่ิงที่เปนเหตุผลมาอธิบายใหสำคัญกวาความเช่ือในเร่ืองอภินิหารตาง ๆ แทน แต
ในสังคมไทย ความเชือ่ ทางไสยศาสตรก ลับเพม่ิ พูนข้นึ มาจนลำ้ หนา ความเชอื่ ทางศาสนา ท่ีจริงแลว พิธีกรรม
ไสยศาสตรนัน้ อยูปะปนกนั กับศาสนา เชน นมี้ าจาก

- สภาพแวดลอมทางภูมิประเทศของประเทศบานเมืองเปนสำคัญ เพราะเปนส่ิงที่มนุษย
ควบคุมไมไดดวยเทคโนโลยีหรือวทิ ยาศาสตร เพราะฉะน้ันสิ่งที่จะชวยใหเกดิ ความพอดกี ับการดำรงชีวิตจึง
เปน เร่อื งที่จะตอ งสยบตอสงิ่ นอกเหนือธรรมชาตใิ หช ว ยควบคุมธรรมชาติให

- สืบเนื่องมาจากความเชื่อในเรื่องที่วาสิ่งทั้งหลายอยางในธรรมชาตินั้นกลายเปนส่ิงท่ีมีจิต
วิญญาณทส่ี ามารถใหคุณและใหโทษกับผูคนได

- การเพ่ิมของประชากรจากการเคล่ือนยายถ่ินฐานจากที่อ่ืนเขามา ทำใหผูคนในสังคมนั้น
มคี วามหลากหลายเผาพันธุ ที่สังคมมีความจำเปนตองทำใหเกิดบูรณาการทางวฒั นธรรม กลายเปน ชนชาติ
กลุมเดียวกันใหไดสิ่งท่ีจะทำใหเกิดบูรณาการเชนนี้ได นอกจากตองอาศัยผูนำท่ีชาญฉลาดแลว ยัง
จำเปน ตองสรางระบบความเช่อื ใหค รอบงำคนเหลานัน้ ใหเปน อันหนึง่ อนั เดียวกนั ใหจงได

แตความเชื่อที่มีมาแตเดิมน้ันไมมีศักยภาพพอท่ีจะสือสารและโนมนาวใหผูคนท่ีตางเผาพันธุและ
ภาษามาเปนอันหนึ่งอันเดียวกันไดจึงตองอาศัยระบบความเชื่อและอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากภายนอกที่มี
ศักยภาพมากกวามาเปนกลไกล เหตุน้ีศาสนาใหญ ๆ ท่ีมาจากอินเดีย คือ พุทธศาสนาและศาสนาฮินดู
ที่เจริญกวาความเชื่อพื้นเมือง ทั้งในดานศิลปวัฒนธรรม อักษรศาสตร และหลักปรัชญา จังไดรับการชัก
นำเขามาเปนศาสนาท่ีสำคัญของบานเมือง ดังนั้นพระพุทธศาสนาเถรวาทในดินแดนประเทศไทยท่ีมีชา
นานน้ัน คือศาสนาท่ีแทจริงที่เปรียบเสมือนรมเงาขนาดใหญที่กางทะมึนครอบงำประเทศอยูแตวาภายใน
ใตรมเงาของรมทมึนนี้เต็มไปดวยลัทธิความเช่ือและประเพณี พิธีกรรมท่ีเปนทั้งศาสนาและไสยศาสตร
นานาชนดิ เคลือ่ นไหวไปมาอยางซบั ซอ น

ดังนั้นการสรางความกลมกลืนกับธรรมชาติและจักรวาลเปนความนิยมของคนไทยมากกวาการท่ี
จะทำอะไรเพื่อการควบคุมสภาพแวดลอมและจักรวาล (เปนความความคิดทางคานิยมที่แตกตางกัน
ระหวางตะวันตก กับ ตะวนั ออก )

ประวัติศาสตรสวนหน่ึงของโลกตะวันตกต้ังแตคริสตศตวรรษที่ 17 เปนตนมา เปนประวัติศาสตร
ของความพยายามของมนุษยในการเปน "เจา" เหนือโลกธรรมชาติ การพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตร
และอุตสาหกรรมโดยใชแนวความคิดลทั ธิทุนนิยมนำทางการพัฒนาในสมัยตอมา ลวนชวยสงเสริมการมอง
โลกธรรมชาติวาเปนเพียง "วัตถ"ุ ท่มี นษุ ยจะตองจบั จอง จดั การ และใชเพ่ือจุดหมายของมนุษย

ในปจจุบัน คนในโลกตะวันตกเร่ิมหยุดคิดถึงความเลือนลางของเสนแบงระหวางความสำเร็จใน
การใชโลกธรรมชาติเปนเคร่ืองมือของมนุษย กับความหายนะทางสภาวะแวดลอมอันเปนผลของ
"ความสำเร็จ" น้ี คำถามที่วาโลกตะวันตกประสบความสำเร็จหรือความลมเหลวกันแน เปนคำถามที่

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๕

นักวิชาการเร่ิมหันมาพิจารณา เน่ืองดวยผลของการพัฒนาเริ่มเปนที่ประจกั ษชัดแกสายตา ไมวาจะเปนผล
ทางความเสื่อมสภาพของดิน น้ำ อากาศ หรือโลกชีวภาพโดยรวม หรือการลดนอยถอยลงของปริมาณของ
"ท่ีมาแหง ทรพั ย" หรอื ทรัพยากร

ในปจจุบัน โลกตะวันออกเองก็กำลังประสบกับปญหาของผลของการ "พัฒนา" ท่ีตกอยูกับโลก
ธรรมชาติ ความพยายามท่ีจะเปนประเทศอุตสาหกรรมใหมท่ีไดรับการเสริมสงดวยโลกทัศนทุนนิยม
วทิ ยาศาสตรข องตะวันตกท่ีมองโลกธรรมชาติเปน เพียง "วัตถ"ุ และ "ทมี่ าแหงทรัพย" มีอทิ ธิพลสำคัญทำให
โลกตะวนั ออกตอ งประสบกับปญ หาสภาวะแวดลอ มจนถงึ ขน้ั วกิ ฤตเชน กนั

คำถามท่ีนักวิชาการในโลกตะวันออกและตะวันตกกำลังถามก็คือ ทำอยางไรจึงจะคลี่คลายปญหา
สภาวะแวดลอมทางธรรมชาติท่ีเขาข้ันวิกฤตน้ีได ทำอยางไรจึงจะชวยใหโลกธรรมชาติกลับฟนคืนสภาพท่ี
จะเอ้อื ตอการมชี วี ติ ที่มีคุณภาพของมนษุ ยไดตอไป

คำตอบหน่ึงที่ดูจะชัดแจงสำหรบั คนในสมัยท่ีเทคโนโลยีกำลังเจรญิ กาวหนาก็คือ ตองแกโดยอาศัย
เทคโนโลยี แตกระน้ันนักวิชาการสวนหน่ึงก็เห็นตระหนักวาการคลี่คลายวิกฤตการณทางสภาวะแวดลอม
โดยอาศัยความรูทางเทคโนโลยเี ทานน้ั เปน การแกป ญหาที่ปลายเหตุ ตนเหตทุ ี่แทจ รงิ ของวิกฤตการณืนี้อยู
ท่ีทัศนคติของมนุษยเกี่ยวกับสิ่งท่ีอยูรอบขางอันไดแก ทัศนคติตอโลกและจักรวาล ตอกำเนิดของโลกและ
จักรวาล ตอการเกิด ชีวิตและความตาย ตอความสัมพันธระหวางตัวเองกับผูอื่น และท่ีสำคัญคือ ทัศนคติ
เกี่ยวกับความสัมพันธืของตัวเองกับสวนที่เหลือในโลกธรรมชาติทั้งสวนที่มีชีวิตและไมมีชีวิต ทั้งหมดนี้อาจ
เรยี กไดวา "โลกทัศน" นักวชิ าการสว นน้ีเชอ่ื วา ตนเหตุสำคัญของวกิ ฤตการณสภาวะแวดลอมทางธรรมชาติ
คอื ทัศนคติหรือโลกทัศนของมนุษยท่ีมองความสัมพนั ธระหวางตนเองกับโลกธรรมชาติในรูปลักษณของสิ่ง
ท่ีมีคาในตัวเอง (มนุษย) กับ "วัตถุ" (โลกภายนอก) ที่มีอยูเพ่ือใหมนุษยนำมาใชตามอำเภอใจ และเมื่อโลก
ทัศนเ ปนเชนน้ี ความรทู างเทคโนโลยีก็ถกู นำมาใชเ พือ่ จัดการกบั โลกตามทศั นคติหรือโลกทศั นดงั กลาว

เมื่อมองวาวิกฤตการณดังกลาวจะตองแกไขที่โลกทัศนของมนุษย ความรับผิดชอบในภาระ
ดังกลาวจึงอยูทนี่ ักปรชั ญาท้งั หลายท่ีจะวิเคราะหและแกไ ขวิธีการหรือกรอบการมองโลกของมนษุ ย เพ่อื ให
ไดมาซึ่งแนวทางในการปฏิบัติของมนุษยตอโลกธรรมชาติท่ีจะเอ้ือตอความอยูรอดของทั้งมนุษยและโลก
ธรรมชาติ

โดยเฉพาะอำนาจในการปกครองแผนดิน ซึ่งของเดิมเปนสิ่งที่ไดมาจากอำนาจนอกเหนือ
ธรรมชาติ ในรูปท่ีแสดงออกดวยการประสานประเพณีพิธีกรรมทางศาสนาและไสยศาสตร หรืออีกนัย
หนึ่งมาจากเบ้ืองสูงในจักรวาล ทำใหเกิดกฎเกณฑ บทบัญญัติ และจารีต ในการดำรงชวี ิตอยรู วมกันของ
สังคมมนุษย การควบคุมความเปนอยูของมนุษย ในเร่ืองการใหรางวัลสำหรับผูประกอบความดี และการ
ลงโทษผกู ระทำความผิด มที งั้ ทางตรงและทางออ ม

ทางตรงก็คือ การบันดาลใหเกิดส่ิงท่ีดีหรือไมดีแกชีวิตผูนั้น ในทางออมนั้นผานลงมายัง
พระมหากษัตริยห รอื ผนู ำในการออกกฎหมายควบคมุ และการลงโทษผูประพฤติผดิ เพราะฉะนน้ั ความเชื่อ

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๖

ในเรื่องพระมหากษัตริยหรือผูนำผูปกครองจึงเปนเร่ืองที่ไมมีการเคลือบแคลงหรือวิพากษวิจารณ แตเปน

การยอมรับโดยดุษฎี สิ่งน้ีนำไปสูการยอมรับสถานภาพที่ไมเทาเทียมกันของผูนำในสังคมที่มาจากชาติ

กำเนิดและบุญบารมีของบุคคลระดับตาง ๆ ในกลุม ชนชน้ั ปกครอง แตตอ มารฐั แบบทุนนิยมเสรี ทม่ี อง

เศรษฐกิจเปนตัวกำหนดชีวิตความเปนอยูของประชาชน ซ่ึงจะเนนความเปนอิสระเสรีแบบปจเจกบุคคล

นิยม อันเปนผลทำใหการดำเนินการอยางใดท่ีมุงเนนความเปนสวนรวมและความสัมพันธกับสิ่งท่ีเกี่ยวกับ

ความสงบสุขทางจิตวญิ ญาณเทา ทส่ี งั คมมนุษยก็คอ ย ๆ หมดไป

แตถามองกันอยางลึกซึ้งลงไปถึงวัฒนธรรมของผูคนสวนใหญในสังคมไทยแลวก็อาจจะกลาวไดวา

ไมมียุคใดในประวัติศาสตรไทยที่ผานมาจะวิกฤตเทากับยุคที่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีครอบงำประเทศ

อยูในขณะนี้ อันสงผลใหเกิดประเด็นหลายประการ ไมวาจะเปนการแยงทรัพยากรกันระหวางบุคคลกลุม
ตา ง ๆ ในสงั คม มีการทำลายสภาพแวดลอ มและระบบนิเวศนจนมผี ลกระทบตอ การดำรงชีวิต นอกจากนี้
ก็ยังทำใหเกิดการโยกยา ยถิ่นฐานของผูคน ซึ่งคนสวนใหญในสงั คมถูกกลอมและมอมเมาจากลทั ธิความ
เช่ือเศรษฐกิจแบบทุนเสรี ใหกลายเปนบุคคลท่ีมองอะไรเพื่อตัวเอง เพื่อพวกพองตนเอง ในลักษณะ
ท่ีเปนปจเจกบุคคลจนตกขอบ ชนื่ ชมและลุมหลงตอความตอ งการทางวัตถุ จนกลายเปน การพัฒนาท่ี
ไมไดดุลยภาพของความเปนมนุษยไป แตความสมดุลตาง ๆ ในสังคมนั้นนาจะเปนสิ่งท่ีแกไขได ถา
หากเขาใจในเร่ืองปญหาท่ีเกี่ยวกับชีวิตวัฒนธรรมอยางถูกตอง เพราะปญหาความเดือดรอนที่เกิดข้ึน
ในขณะน้ี(สังคมโลก) หาใชปญหาทางเศรษฐกิจแตเพียงอยางเดียวไม หากเปนปญหาทางจิตใจและ
จิตวญิ ญาณอยา งสำคัญดว ย

ดังน้นั ถาหากขาดระบบความเชื่อทางศาสนาจงึ จะเปนภัยอยางมหันตแ กมนษุ ยชาติ เพราะศาสนา

คือส่ิงท่ีจะจรรโลงการอยูรวมกันของมนุษยในสังคม ซ่ึงก็คือการจรรโลงความเปนมนุษยน้ันเอง ถาไมมี

ศาสนาเสียแลว ครอบครัวซึ่งเปนหนวยท่ีเล็กท่ีสุดของสังคมก็จะแตกแยก และชุมชนก็หมดความหมาย

ความเปนคนหรือมนุษยก็จะหมดไป เหลือเพียงความเปนมนุษย (สัตวสังคมท่ัวไป) ที่เนนความเปนปจเจก

บคุ คลอยา งสุดขอบ และการแสวงหาความสขุ ท่เี หน็ แกตัวทางวัตถแุ ตเพยี งโสดเดียว ซึง่ เปน สงิ่ ทจี่ ะนำไปสู

การทำลายตัวเองและสังคมมนุษยใ นที่สุด (ความเห็นแกตัว และมนุษยน้ันมิสามารถท่ีจะดำรงตนอยูไดคน

เดยี วแตเ พยี งลำพังไม)

สิ่งท่ีจะสามารถทำการปรับเปล่ียนสังคมมนุษยเพื่อใหอยูรวมกันอยางสงบสุขนั้นตองมีการพัฒนา
และเปลี่ยนแปลงไปในทางที่สอดคลองกันอยางยิ่ง แตในแตละสังคมยอมมีความแตกตางกันไปโดยเฉพาะ
วัฒนธรรม (วัฒนธรรม หมายถึง วิถีชีวิตมนุษยในแตละสังคม อันเปนผลของการที่มนุษยเรียนรูจาก
ธรรมชาติและจากสังคมมนุษยดวยกัน แลวส่ังสมประสบการณท่ีเรียนรูน้ันไวปรับตัวถายทอดและ
ปรับเปลี่ยนตามเหตุปจจัยที่ไมเคยหยุดน่ิง) ในทุกสังคม-วัฒนธรรมยอมมีพลวัต (Dynamism) พลวัต
เปนตัวการสำคัญก็คือ มนุษย ผูเพียรสูกับปญหาส่ิงทาทายตาง ๆ แลวสราง “โลก” ของมนุษยข้ึนมาให

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๗

ผิดแผกแตกตางโลกของพืช สัตว และสรรพสิ่งท้ังปวง แลวหวนกลับมาใชสรรพส่ิงทั้งหลายท่ีแวดลอม
มนุษย เพ่ือเปล่ียนแปลงโลกตามมโนทัศนและความสามารถของมนุษยอยางไมรูจบ โดยสังคม-วัฒนธรรม
นั้นไดผานขั้นตอนจากการเปนหมูบาน เปนเมือง แวนแควน เปนอาณาจักร จนปจจุบันเปนรัฐชาติ
และมีแนวโนมท่ีจะเปน องคขามชาติเหนือรัฐ โดยการควบคุมกลุมน้ันก็จะใหหลัก กำลังคน ใครควบคุม
ไดเขม แข็งท่ีสดุ กวา งขวางทีส่ ุด ผูน้นั ก็มอี ำนาจมากทส่ี ดุ (might is right)

คนสวนใหญขาดความมั่นใจในการดำรงตนและการปรับตัวท้ังในวันน้ีและวันหนา จึงตองการ
แสวงหาทิศทางและความเปนไปไดจึงทมุ เทความสนใจใหแ กส ารคดที ส่ี รางสรรคสังคมมากขน้ึ

เร่ืองของวัฒนธรรมจึงเปนเร่ืองที่เกี่ยวของกับความหลากหลายและแตกตางกันในคนในสังคม ท่ี
ตองมองจากขางลางข้ึนขางบนเปนสำคัญ ซึ่งถาหากเขาใจในเน้ือหาและความหมายเชนน้ีแลว การ
กระจายอำนาจลงสูเบอ้ื งลางในทางการเมืองการปกครองตามอุดมคตเิ รอ่ื งประชาธปิ ไตยก็จะบงั เกิดผลดี

แตในนามของเศรษฐกิจทุนนิยม บริโภคนิยม มนุษยจึงเราเอา ของวิเศษ มาเปนเครื่องมือ
แกปญหาและปรุงแตคุณภาพชีวิตของตนใหสะดวกสะบายยิ่งขึ้น และแนนอน ผลทางจิตวิทยาก็คือ คน
ท้ังหลายก็ยอมตองนับถือบูชาผูสรางเครื่องมือตาง ๆ เหลาน้ีเปนอันมาก แตทำใหคนสวนใหญทุกยาก
มากขนึ้ ตลอดเวลาแหง ความรุงเร่ืองของวิทยาศาสตรเทคโนโลยี และระบบทุนนิยม บรโิ ภคนิยม แมแ ตใ น
ระบบสังคมนิยม การที่มนุษยไดสรางโลกเทียมท่ีเอาเปรียบธรรมชาติ จึงกอใหเกิดปญหาใหม
วิกฤตการณใหมม ากเทาหรือมากกวา การแกป ญหาเกา

สาเหตุแหงการเปล่ียนแปลงนั้นก็เพราะวามีการยอมรับเอาแนวความคิดและวิถีชีวิตแบบตะวันตก
ท่ีวาเปนของทันสมัยและเปนสากล เปนผลทำใหเกิดการละท้ิง ภูมิปญญา หรือ ความรูและปรีชาญาณ
(Wisdom) ดังเดิมท่ีมีมาแตครั้นโบราณดวยการส่ังสมประสบการณความรอบรูอันมีอยางตอเน่ืองยาวนาน
ในโลกตะวันออก พูดงาย ๆ ความเช่ือ ความรู ความสันทัดและญาณทัสนะ ท่ีเกิดจากความเขาใจ
ธรรมชาติรอบตัว ธรรมชาติของมนุษยและสรรพสิ่ง และการปรับตัวใหประสานสอดคลองกับธรรมชาติ
ทั้งสองอยางนั้นเปนเรื่องท่ีถูกบดบังจนตกสมัยเกือบโดยสิ้นเชิง อนึ่ง “ความทันสมัย” ความเปนสากล
“สากล” และลา สดุ “การพฒั นา” น้ันก็คือทนุ นยิ มและ บริโภคนิยม

สำหรับ “จุดเปลี่ยน” ก็เรมิ่ จากยุคกลาง แลวคอย ๆ เคลื่อนเขาสูยุค “เกิดใหมอีก” ท่ีเรียกวา
ยุคเฟองฟูทางศิลปวิทยาการ (Renaissance) โดยมีการต้ังคำถามทายทายศาสนจักร แลวสงผลใหใน
เวลาตอ มามกี าร ปฏิรปู ศาสนา ( Reformation) คนที่ทนทนการครอบงำของศาสนจักรไมไหว จึงได
มคี วามเห็นชอบทจ่ี ะแยกนิกายออกมามาก ๆ เขาก็เกิดการประทวงโรม ซึ่งเราเรยี กพวกน้ีวา Protestants
ผลแหงการน้ีทำใหคนกลาคิดโดยอิสระเสรีมากข้ึน ซึ่งตอมาก็เรียกวา ยุคเรื่องปญญา โดยมี Descartes
เปนคนประกาศสัจธรรมวา “เพราะฉันคิด ฉันจึงมีตัวตน” อันนำไปสูลัทธิความเปนเหตุผลกันของสรรพ
สงิ่ ในขณะท่ี Bacon ก็ประกาศจุดยืนเกี่ยวกับการแสวงหาความจริง โดยความคิดหรอื ทฤษฏีทุกอยางจะ
รับเปนความจริงไดตอเมื่อไดผานการพิสูจนตรวจสอบดวยขอมูลเชิงประจักษเสียกอนจึงจะเชื่อถือได อัน

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๘

เปนการเปล่ียนระเบียบวิธีในการคิดที่เรียนวา กระบวนทัศน และแนวทางน้ีเองไดนำไปสูการปฏิวัติ
วทิ ยาศาสตร อนั สง ผลใหมีการเกิดการปฏิวัตอิ ุตสาหกรรม ในศตวรรษตอ มา

โดยในเวลาตอมาไดมีการยกยองในเร่ืองขอ ความรูที่แทจริง ยอมรับกันวาเปนที่มาของพลังแหง
อำนาจ ความรูและความจริงที่มีประโยชนตอมนุษย (Utilitarianism) ความรูและความจริงเพ่ือประโยชน
สุขของมนุษยเปนสำคัญ สรรพสิ่งในโลกจึงเปนสิ่งของท่ีตองสัมผัสดวยการกระทำของมนุษย (อันเปน
แนวความคิดของสำนักกฎหมายปฏิฐานนิยม) จึงมีความจำเปนที่จะตอง “แยกสวน” กลาวโดยสรุป
คือ กระบวนทัศนของนักคิดในยุคน้ีกอ ใหเกดิ การเปลี่ยนแปลงโฉมหนาในเรื่องความรแู ละพฤติกรรมการหา
ความรโู ดยสิน้ เชงิ

และการทม่ี นุษยเกงกลา สามารถใชว ิชาความรพู ชิ ติ ธรรมชาติรอบตวั แตมนุษยเ อาใจใสท่จี ะศึกษา
ความรูเก่ียวกับธรรมชาติของตัวเองนอยเกินไป นอกจากจะนอยแลว ก็ยังไมสามารถควบคุมความคิดและ
พฤติกรรมของตนใหอยูในความพอดี ใหสมดุลกับธรรมชาติรอบตัวมนุษยเสียอีก ดังน้ันการสวนทางกัน
ระหวางความรูความสามารถในการควบคุมและพิชิตธรรมชาติ กับความรูความสามารถที่จะควบคุมและ
พชิ ติ ธรรมชาติในตวั เอง เปนจดุ วกิ ฤตและอันตรายเปนอันมากสำหรบั สงั คมมนุษยใ นยุคปจจบุ นั

กระนั้น ชีวิตที่พอดีพอสมควรที่สุด ควรต้ังอยูบนพ้ืนฐานของความเขาใจธรรมชาติของมนุษย
และเขาใจสรรพส่งิ ที่เปน ธรรมชาติรอบตัวมนษุ ย โดยนำชีวิตทั้งปวงไปสูดลุ ยภาพและศานตสิ ุข ที่มนษุ ย
มุงมาดปรารถนา

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๙

บรรณานุกรม

ภาษาไทย

หนงั สอื

ปรีดี เกษมทรัพย. นิติปรัชญา (PHILOSOPHY OF LAW).พิมพคร้ังที่ 5.กรุงเทพมหานคร: คณะ
นิติศาสตร มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,2543.

สมยศ เชื้อไทย.ความรูนิติปรัชญาเบ้ืองตน. พิมพคร้ังท่ี6.กรุงเทพมหานคร: คณะนิติศาสตร
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร, 2544.

จรัญ โฆษณานันท.นิติปรัชญาตะวันตก.พิมพครั้งท่ี3.กรุงเทพมหานคร: คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัย
รามคำแหง,2540

จรัญ โฆษณานันท.ปรัชญากฎหมายไทย.พิมพครั้งที่ 3.กรุงเทพมหานคร: คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัย
รามคำแหง,2540

. คูมือเตรีอมสอบปริญ ญ าโท นิติศาสตรมหาบัณ ฑิ ตฉบับสมบูรณ .พิมพคร้ังที่ 2.
กรงุ เทพมหานคร:สำนักพมิ พส กายบุก ส, 2544.

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๔๐

แนวคำถาม

1. ลกั ษณะของคำถาม แบงออกเปน 2 แนวดว ยกนั กลาว คอื

1. คำถามแบบความจำ

2. คำถามแบบวิเคราะห

ตวั อยา งคำถามในเชิงวเิ คราะห

ปฏฐิ านนิยมทางกฎหมายเปนเครอ่ื งมือของเผด็จการ หรอื เปน เครื่องมือทสี่ นบั สนนุ เผดจ็ การหรอื ไม

2. ลกั ษณะคำตอบและวธิ ตี อบ

2.1 ลกั ษณะของคำตอบ

จะไมม ตี ายตัว

2.2 วิธีการตอบ

การตอบนัน้ จำตองรูถ งึ ภูมหิ ลังการกอ ต้งั แนวคิดน้ี รวมตลอดถงึ รูความคดิ ในเร่ือง

อรรถประโยชน จากน้นั กด็ ูขอ มลู ของนกั ทฤษฎีบางทา นเชน Jeremy Bentham เพื่อนำมา

ตอบคำถามดังกลา ว

ตวั อยางแนวคำตอบ

สำนักกฎหมายธรรมชาติหรือธรรมนิยม (Natural Law School) ตอบปญหา “กฎหมาย คือ

อะไร?” ไวว าอยา งไร และทา นเหน็ ดว ยกบั คำตอบของสำนักน้หี รือไม เพราะเหตุใด

แนวคำตอบ

สำนักกฎหมายธรรมชาติมองวากฎหมาย คือ กฎเกณฑตาง ๆ ในอุดมคติ ซ่ึงอยูเหนือกวา

กฎหมายทร่ี ัฐสรางขึ้น กฎเกณฑในอดุ มคติเปนไปดวยเหตุผลเพ่ีอทีจ่ ะจัดใหเ กิดความสมดลุ อยา งมากท่สี ุด

ทจ่ี ะเปนไปไดร ะหวา งปจ เจกชนกับกลุมสวนรวม ระหวางเสรีภาพสวนบุคคลกบั ความเสมอภาคของทุกคน

เนนท่ีการมีคุณธรรมเชิงศีลธรรมขั้นมูลฐานบรรจุอยูในกฎหมายเสมอ สำนักกฎหมายธรรมชาติยังเนนท่ี

กฎหมายนั้นจะตองมีความเชื่อมตอกันระหวางเหตุผลกับเจตจำนงของพระเจา โดยกฎหมายนั้นตองมี

ลกั ษณะ

1. กฎหมายเปน นิรนั ดร

2. กฎหมายธรรมชาติ (มเี หตผุ ล)

3. กฎหมายตอ งศักดิส์ ิทธิ์

4. กฎหมายเปน ของมนษุ ย (มคี วามรอบรู (Wisdom))

นักคิดคนสำคัญของสำนักนี้ในยุคกรีก คือ เฮราคริตุส Aristotle Pato ในยุค

โรมนั ไดแก ซิเชโร ในยุคมดื คือ โทมัส อไควนัส ยคุ กลาง Hugo Grotius , Looke ในยุค

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๔๑

รวมสมัยท่ีเนนกฎหมายจะตองสอดคลองกับสิทธิมนุษยชน เชน Fuller , Finish , Roscoe
Pound เปนตน

เห็นดวยกับคำกลาวตามนิยามของกฎหมายธรรมชาติ ในสวนหน่ึงนั้นคือ การ
มองวากฎหมายจะตองมคี วามยุติธรรม เปนธรรม มีศาสนาและศีลธรรมบรรจุอยู ซึง่ เปนการทำ
ใหกฎหมายมีความเดนชัดมากย่ิงข้ึน ในจุดน้ีเปนจุดตางท่ีสำคัญและเปนวิวาทะของสำนัก
กฎหมายธรรมชาติกับสำนักกฎหมายบานเมืองท่ีเชื่อวากฎหมายแมไมเปนธรรม หรือยุติธรรม ก็
ตองปฏิบัติตามเพราะมาจากผูมีอำนาจปกครอง (รัฐบัญญัติขึ้น) แตส่ิงท่ีตองสังเกต คือ ในสำนัก
กฎหมายธรรมชาติน้ันอนุญาตใหประชาชนท่ีมิไดรับความเปนธรรมจากกฎหมายที่รัฐบังคับใชให
ไมปฏิบัติตามได (ด้ือแพง) ซึ่งในจุดนี้นาจะเปนอันตรายของสังคมมากกวาเพราะแนวความคิด
ของสำนักกฎหมาบานเมืองเนนใหปฏิบัติตามกฎหมายแมจะไมเปนธรรม แตก็คอบหาทางแกไข
กระบวนการ แตแนวความคิดท้ังสองสำนักนี้ในระยะหลัง ๆ ก็มีแนวโนม ท่ีจะเอียงเขาหากันมาก
ยิ่งขึ้น ดังจะเห็นไดจากเน้ือหาอยางนอยสุดของกฎหมายธรรมชาติ (Minimum Content of
Natural Law) ท่ี Prof.ฮารท แหงสำนักปฏิฐานนยิ มกย็ อมรับนับถอื อยู

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๔๒

คำถามทายบท

1. จงอธิบายความสัมพันธของคำวา กฎหมาย คืออำนาจของรัฐและศีลธรรม จากแงมุมของ
ทฤษฎสี ำนกั ปฏิฐานนยิ ม (Legal Positivism)

2. “เราตองระวังอยางเอากฎหมายไปปนกับความดี ความช่ัว หรือความยุติธรรม กฎหมาย
เปนคำสั่งเปนแบบท่ีเราตองประพฤติตาม แตกฎหมายบางทีก็จะชั่วไดหรือไมยุติธรรมได ความคิดวา
อะไรดี อะไรชั่ว หรืออะไรยุติธรรม ไมยุติธรรม มีบอเกิดจากหลายแหง เชนศาสนาตาง ๆ แต
กฎหมายนั้นเกิดข้ึนไดแตแหงเดียว คือ จากผูปกครองแผนดิน หรือผูที่ปกครองแผนดินอนุญาตเทาน้ัน”
ขอ ความดงั กลาวนเ้ี ปน ความคิดของสำนักใด ใหอ ธบิ ายและแสดงความคิดเหน็

3. “ความคิดสำนักประวัติศาสตรเปนปฏิปกษตอความคิดสำนักกฎหมายธรรมชาติ และเปน
ปฏิปกษตอการนิตบิ ัญญัตดิ วย” ทา นเหน็ ดวยหรอื ไม จงอธบิ าย

4. สำนักอรรถประโยชน (Utility) ในความหมายของJeremy Benthamกับ Mill มีจุดท่ี
เหมอื นหรอื แตกตางกันหรอื ไม อยางไร

5. วชิ านติ ิปรชั ญาเปน วชิ าปรัชญาหรือวิชานิตศิ าสตร
6. ใหวิจารณแนวคิดเร่ืองหลักการของดวอรกิ้นเปรียบเทียบกับแนวคิดเรื่องระบบกฎหมายใน
ทฤษฎขี องฮารท
7. ใหวิเคราะหจ ุดรว มระหวา งฮารทกบั ฟุลเลอรแ ละขอแตกตางมาโดยสงั เขป
8. ทานเขาใจ ปฏิฐานนิยมตามแบบฉบบั ของฮารท อยางไร
9. จงอธบิ ายวชิ านิตปิ รัชญาจากวิชาปรัชญาโดยแท
10. วชิ านิตปิ รัชญาแตกตา งจากวชิ านิติศาสตรโดยแทอยางไรบา ง
11. มีผูเขาใจวาวิชานิติปรัชญาเปนวิชาเดียวกับ Jurisprudence ที่สอนอยูในประเทศอังกฤษ
ทานมคี วามเห็นอยา งไร ใหอ ธบิ ายและวจิ ารณ
12. ในบรรดาความรูนิติศาสตรสาขาตาง ๆ ความรูทางนิติศาสตรสาขาใด เปนความรูที่จำเปน
สำหรับการตัดสินชี้ขาดขอพิพาทของศาลมากที่สุด และใหอธิบายลักษณะสำคัญของวิชานิติศาสตรสาขา
ดังกลา วดว ย
13. สำนักธรรมนิยม (Natural Law School ) และสำนักกฎหมายบานเมือง (Legal
Positivism) มที ศั นะตอ “Positive Law” แตกตางกันอยางไร ใหอธบิ าย
14. จงอธิบายความคิดทางกฎหมายของสำนักกฎหมาบานเมือง (Legal Positivism) และให
วิจารณด วยวา ความคดิ ดังกลา วมขี อบกพรอ งอยางไรบา ง
15. “Theory of Law” ในทัศนะของสำนักธรรมนิยม (Natural Law School ) และสำนัก
ประวัติศาสตร (Historical School) แตกตา งกนั อยา งไรใหอ ธิบาย

คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๔๓

16. “กฎหมาย คือ คำสั่งของรัฐาธิปต ย เม่ือไมป ฏิบัติตามจะตอ งไดร ับโทษ” ใหท านนำคำสอน
วาดวย ทฤษฏีกฎหมาย 3 ช้ัน (Three – Layer Theory of Law) มาวิจารณคำนิยามของกฎหมาย
ดังกลาว

17. ทศั นะเกย่ี วกบั กฎหมายของ Aristotle และ Plato แตกตา งกนั อยางไรใหอ ธิบาย
18. ท่ีกลาววา ระบบนิติศาสตรโรมันเกิดจากการผสมผสานระหวาง Natural Law School
และ Positive Law น้ัน ทา นเขาใจวาอยางไร ใหอ ธบิ าย
19. จงอธิบายความคิดเก่ียวกับกฎหมายของ St. Thomas Aquinas โดยช้ีใหเห็นวาความคิด
ดังกลาวเปนผลมาจากการเชื่อมโยงความคิดทางปรัชญาของ Aristotle ใหประสารกับความเชื่อทาง
ศาสนาคริสตไ ดอ ยางไร
20. คำสอนวาดวยอำนาจอธิปไตย (Doctrine of Sovereignty) ของ Jean Bodin มี
ความสำคัญตอการดำรงอยูของรัฐสมัยใหมอยางไร และกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดเกี่ยวกับ
กฎหมายอยางไร ใหอ ธิบาย
21. จงเปรยี บเทยี บความคดิ เกีย่ วกับกฎหมายของ St. Thomas Aquinas และ Hugo Grotius
วามคี วามคลายคลงึ กนั และแตกตา งกนั อยางไร
22. ศีลธรรม จารีตประเพณแี ละกฎหมายมีความสมั พันธก นั อยางไร ใหอธบิ าย
23. “กฎหมายท้ังหลายนั้น ในสวนสำคัญและเปนทั่วไปอยางที่สุดแลวก็คือความสัมพันธที่ตอง
เปนไปเชนนั้นอันเกิดมาแตเหตุผลของเรื่อง” ทัศนะเกี่ยวกับกฎหมายของ Montesquieu ดังกลาว
ขางตน ทา นเขา ใจวา อยา งไร ใหอธบิ าย
24. “การเกิดขึ้นของกระบวนการนิติบัญญัติ หมายความวา ในประวัติศาสตรของมนุษยชาตินั้น
มนุษยไดคนพบศิลปะในการท่ีจะกอใหเกิดความเปนธรรมและอธรรมโดยน้ำมือของมนุษยเอง กอนที่จะ
คนพบนี้มนุษยเชื่อวากฎหมายไมใชส่ิงท่ีมนุษยเองจะกำหนดข้ึนมาได แตเปนสิ่งที่มีอยูแลวมาแตดั้งเดิม
มนุษยเปนเพียงผใู ชและปฏบิ ัติตามกฎหมายเทาน้ัน การคนพบกระบวนการนิติบัญญัติจึงเปนการคนพบท่ี
มผี ลรา ยแรงยิง่ กวาการคนพบไปและดนิ ปนเสียอกี ” ใหวเิ คราะหและวิจารณท ัศนะ

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข

นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๔๔

ชอื่ - สกุล : ประวัติผบู รรยาย
สถานที่เกดิ :
วุฒกิ ารศกึ ษา : ผูชว ยศาสตราจารยโ กญจนาท เจรญิ สุข
จงั หวัดตาก
การอบรม : สำเรจ็ การศกึ ษานิติศาสตรบัณฑิต จาก
มหาวิทยาลยั รามคำแหง
ประวตั ิการทำงาน ปการศึกษา ๒๕๔๐
การงานปจ จุบัน : สำเร็จการศึกษานติ ิศาสตรมหาบัณฑิต จาก
มหาวิทยาลยั รามคำแหง
อดีต : ปการศึกษา ๒๕๔๔
หลกั สูตรประกาศนยี บตั รวชิ าวา ความ แหงสภาทนายความ ๒๕๔๑
ประกาศนยี บัตรกฎหมายการคาระหวา งประเทศ (รนุ ท๖ี่ )
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร ๒๕๕๒
หลกั สตู รการไกลเ กล่ียขอพพิ าท ตามพระราชบญั ญัติไกลเ กลยี่ ขอพิพาท
พ.ศ.๒๕๖๒ (รนุ ที่ ๑) มหาวทิ ยาลัยเกริก พ.ศ.๒๕๖๔

ผูชวยศาสตราจารยประจำคณะนิติศาสตร มหาวิทยาลยั เกริก
อาจารยพิเศษ คณะนิคณิตศาสตร วิทยาลยั ลุมนำ้ ปง
อาจารยพิเศษ โปรแกรมวชิ านิตศิ าสตร มหาวิทยาลยั ราชภฏั เทพกษัตริยต รี
อาจารยพ ิเศษ โปรแกรมวชิ านิตศิ าสตร มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏ กำแพงเพชร
อาจารยพิเศษ คณะบรหิ ารธรุ กจิ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธัญบรุ ี
ที่ปรกึ ษากฎหมายบริษัทมาวิลหินออ น อนิ เตอรก รปุ จำกัด
หวั หนาสำนกั งานโกญจนาท คอนซลั แตนท แอนด ลอว เฟรม
รองคณบดคี ณะนิติศาสตร มหาวทิ ยาลัยเกริก
รองคณบดฝี า ยกิจการพิเศษ คณะนติ ศิ าสตร มหาวิทยาลยั เกริก
ผชู วยคณบดฝี ายกจิ การนกั ศึกษา คณะนิติศาสตรมหาวิทยาลัยเกรกิ
รกั ษาราชการหวั หนา สาขากฎหมายธรุ กิจ มหาวทิ ยาลัยทกั ษิณ
อาจารยบ รรยายวชิ ากฎหมายนติ ปิ รัชญา มหาวิทยาลยั เจาพระยา
ทปี่ รกึ ษากฎหมายบรษิ ัทASAHI M.A.T. จำกัด
ทีป่ รึกษากฎหมายบรษิ ัทโคบายาชิ จำกัด

คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข


Click to View FlipBook Version