นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๑
นักกฎหมายจะตองมีจิตใจสะอาด สงบ สวาง สดชื่น สุจริต กฎหมายนั้นเปนส่ิงสำหรับ คนดี ถา
คนดีเปนผูตรากฎหมายและใชกฎหมายแลวยอมจะทำใหสังคมน้ันมีความสุข คนไมดี เปนผูตรากฎหมาย
และใชก ฎหมายก็มักจะกอ ใหเ กดิ ความวนุ วาย ความเดือดรอ นใหแกสงั คมน้ัน
กฎหมายที่ออกมาเพ่ือสนองความตองการในอันท่ีจะคุมครองประโยชนและชวยแกปญหาใหแกผู
ยากจนอันเปน ประชาชนสว นใหญของประเทศเปน สำคัญ กฎหมายกอใหเกิดความยุตธิ รรม
ฝายบริหารผูมีหนาท่ีปฏิบัติใหเปนไปตามกฎหมาย ก็ควรจะไดประพฤติปฏิบัติไปในทางท่ีเปนการรักษา
ประโยชนของประชาชนสว นใหญ ใหสมดงั เจตนารมยข องกฎหมายท่ีออกมาใชบงั คบั
“ความยุติธรรม” สูงสุดที่ทุกคนแสวงหา ยอมข้ึนอยูกับมาตรฐานทางดานจิตใจของมนุษยผูจะบันดาลใหมี
กฎหมายและใชกฎหมายน้ันอันจะกอใหเกิดความเปนธรรมแกสังคม กฎหมายเปนกฎหมายและเกิดความ
ศักดิ์สิทธิ์ (The supremacy of Law of the Land) เพื่อใหประชาชนไดรบั การคุมครองพิทกั ษอยา งเสมอ
ภาคภายใตกฎหมาย (Equal before the law) การปกครองแบบ “นิตริ ฐั ” การปกครองภายใตหลกั “นติ ิ
ธรรม” เกิดความเปนธรรมในสังคม (Social Justice) ดำเนินชีวิตอยูในสังคมอยางมีศักด์ิศรีและสันติสุข
ความยตุ ิธรรมเปนสากลและสอดคลองกับธรรมชาติไมมผี ูใดอาจปฏเิ สธไดโ ดยท่วั ไป
“ความสุขอันสูงสุดของประชาชนเปนส่งิ สำคัญย่ิงและอยูเหนือสิ่งอื่นใด” นักกฎหมายจะตองเปน
ผพู ทิ กั ษร ักษาผลประโยชนข องสาธารณชนตามหลดั “The supremacy of public interest)
หลักความชอบธรรม ถูกตองเปนท่ีตั้ง เพ่ืออำนวยความยุติธรรมแกสวนรวม และสรางสังคมท่ีเปนธรรม
เพ่ือใหสมาชิดของสังคมนั้น ๆ อยูรวมกันอยางสันติสุขและเปนระเบียบเรียบรอย กฎหมายนั้นเปนส่ิงท่ี
มนุษยไดบัญญัติข้ึนตามเจตนารมณของผูรางเพียงเพ่ือใหเหมาะสม และสอดคลองกับสภาพทางสังคมและ
เศรษฐกิจในขณะน้ัน สงั คมน้นั ยอ มวิวัฒนาการและเปลย่ี นแปลงอยตู ลอดเวลา
“นักกฎหมายบางคนท่ีถือแตตัวบทกฎหมายเปนหลักการในการธำรงรักษาความยุติธรรม ซึ่งดูจะ
เปนการคับแคบเกินไป และอาจทำใหรักษาความยุติธรรมไวไดไมเต็มท่ี ผูทำหนาท่ีพิทักษความยุติธรรม
หรือความเปนธรรมจึงควรระมัดระวังใหมากคือ ควรจะไดทำความเขาใจใหแนชัดวา กฎหมายนั้นไมใชตัว
ความยุติธรรม แตเปนเพียงแตเคร่ืองมืออยางหน่ึงสำหรับใชในการรักษาและอำนวยความยุติธรรมเทานั้น
การใชกฎหมายจึงตองมุงหมายใชเพื่อรักษาความยุติธรรม ไมใชเพื่อรักษาตัวบทของนักกฎหมายเอง และ
การรกั ษาความยุติธรรมในแผนดินกม็ ไิ ดมีวงแคบอยูเ พยี งแคข อบเขตของกฎหมาย หากตอ งขยายออกไปให
ถอื ศลี ธรรม จรรยา ตลอดจนเหตุและผลความเปนจรงิ ดวย…”
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๒
ความยุติธรรมกบั พุทธศาสนา (Justice and Buddhism)
ความยุติธรรม ความสัตยจริง สัจจธรรม ยอมเปนของสากล มีเหตุผลและมีความถูกตองและชอบ
ธรรม ผูรักษาความเปนธรรมยอมเปนบุคคลที่ต้ังอยูในฐานะเปน ปูชนียบุคคล ผูทรงปญญา มีสติ บริสุทธ์ิ
บริบูรณ และงดงาม บรรดาพระโพธสิ ตั วผตู ั้งอยูในฐานะ เทวดากต็ อ งมีความยุติธรรม
อธรรม อยุติธรรม ผนู ิยมและรักความยุตธิ รรมจึงเปนผูบูชาธรรมประการหนึ่ง ไมมีอคติหรอื จะไม
ทำผิด คิดรายอะไรโดยลำพังความต้ังใจอยางเดียวกัน ยอมเปนไปไมได และไมสามารถจะทำได ไมมีอุดม
คติหรือเครื่องมืออยางอ่ืนอยางใดอยางหนึ่ง เปนเคร่ืองชวยที่มีกำลังอันเพียงพอ กิเลส อคติ มีกำลังมาก
เกนิ กวาที่เราจะนกึ คดิ จงึ จำเปนจะตอ งมอี ุดมคติ สำหรับยดึ เปน หลัก
ความยุติธรรมสูงสุด มาตรฐานทางจิตใจของมนุษยมนุษยท่ีมีจิตใจยุติธรรมปราศจากอคติ อิจฉา
ริษยา โลภ โกรธ หลง พรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาความยุติธรรม หรือกฎหมาย
ยตุ ธิ รรมไมใชเ รอื่ งของอำนาจหรือคำสัง่ เปนเรอ่ื งของเหตุผลเปน เรอ่ื งของธรรมะหรอื หลักธรรมท่บี ริสทุ ธิ์
ความยุติธรรม คอื ธรรมะ เปนสง่ิ ท่ีตองมีเหตผุ ล ชอบดวยเหตุผล ความชอบธรรม ความเทีย่ งธรรม
ความยุติธรรมเปนธรรมะเพราะมีลักษณะสอดคลองกับธรรมชาติและเปนท่ียอมรับในลักษณะสากลเปนสิ่ง
ปรารถนาของมนุษยเปนสัจธรรม ไมเปล่ียนแปลงมีความบริสุทธ์ิบุคคลที่มีคุณธรรมสูงมีจริยธรรมเทานั้น
จงึ จะเปนผูท่ีสามารถรักษาธรรมะขอน้ีได ส่ิงท่ีเรียกวาธรรมนี้ คือ ความถูกตอง ความจริง ความงาม ความ
ยุติธรรม ท่ีจะเปนประโยชนเปนท่ีพึ่งแกมนุษยเราจะอยูในรูปของพุทธศาสนาหรือศาสนาอ่ืนก็ไดซ่ึงทานก็
ไดย ืนยนั วา ธรรมะก็คอื ความยตุ ิธรรม
ความยุติธรรม คือ การไมเลือกปฏิบัติ อนิจจัง ความไมเท่ียง ทุกขัง อนัตตา ปุถุชนท้ังหลายจงมี
ความเมตตา กรุณา ปลอยวาง โดยการระงับ โมหะ โทสะ หรือละเวนจาก กิเลส ตัณหา ไมยึดมั่น ถือมั่น
จนเกินไป รจู ักปลอ ยวางบาง ตามควรแกกรณี จะทำใหท านเอง และผอู ื่นมคี วามสุขมากยิง่ ขนึ้
เพ่ือรักษาอุดมคติไวเหนือสิ่งอ่ืนใดในกรอบท่ีเหมาะสมและถูกตอง เพ่ืออำนวยความยุติธรรมแก
ประชาชนไมเลอื กเช้ือชาติ ศาสนา ภาษา ชั้นวรรณะ อำนวยและพิทักษปกปองความยุติธรรมแกป ระชาชน
ทุกคนดวยความบริสุทธิ์ยุติธรรม เขมแข็ง กลาตอสูกับอำนาจที่มาบีบบังคับ อำนาจจะมาจากสถานใด
ความยั่วเยา ยั่วยวน ในลักษณะใด ในรูปแบบใดก็ตาม “จงใหความยุติธรรม แมฟาจะถลมก็ตามที”
ผูนยิ มและรักความยตุ ธิ รรม คือ ผปู ระพฤตแิ ละปฏิบัติธรรม
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๓
บทที่ 2
การเคารพนับถอื กฎหมายและการดอื้ แพง
ในการศึกษาบทน้ีเบื้องตนจะขอยกสุภาษิตกฎหมายบทหนึ่งท่ีวา “การเคารพเชื่อฟง
กฎหมาย คือแกนสาระสำคัญแหง กฎหมาย” อันเปนการแสดงใหเห็นวา สาระสำคัญจรงิ ๆ ของกฎหมาย
คือการเคารพเช่อื ฟง ทงั้ นีจ้ ะเปนเพราะกฎหมายมสี ภาพบงั คับใหตองเช่อื ฟง ถาไมเชื่อฟงก็จะมบี ทลงโทษ
ตามมา ปญ หาอยูที่วา ทำไมตอ งเคารพเช่ือฟงกฎหมาย
มีตัวอยางคำถามท่ีเคยออกขอสอบอยูวา “การเคารพเชื่อฟงกฎหมายมีเหตุผลรองรับใน
เชิงหลักการอยางไร” ซ่ึงในการตอบคำถามนี้ก็ตองเขาใจแนวคิดตาง ๆ ที่มีมา ดังนั้นในที่นี้ก็จะเจาะลึก
ลงไปในรายละเอียดของคำถามน้ี
เหตุผลในเชงิ หลกั การทีเ่ ขา มารองรบั หลกั ท่ีวา ตองเคารพกฎหมาย
1. ในแงสทิ ธิเสรีภาพ การถอื วาทุกคนตองเคารพกฎหมายตอ งยอมรบั กอ นในข้ัน
แรกวาเปนการมองในแงอุดมคติ จึงจะสามารถเชื่อมโยงเขาสูนัยสิทธิเสรีภาพไดเพราะการเคารพเช่ือฟง
กฎหมายน้ันจริง ๆ แลว เมื่อวิเคราะหแบบลึก ๆ จะเห็นวา เปนไปเพื่อค้ำประกันผลประโยชนของทุก
คน ท้ังน้ีเพราะถือวาทุกคนมีความเสมอภาคกันภายใตกฎหมาย ดังนั้นการเคารพเช่ือฟงกฎหมายจึงเปน
เร่ืองภาระหนาที่ ในทางปรัชญาจึงถือวาการปฏิบัติหนาท่ีตามกฎหมายจึงเปนเสมือนสิ่งท่ีกอใหเกิด
เสรีภาพ มิใชเปนภาระเพียงอยางเดียว แตอยางไรก็ตามพันธะในการปฏิบัติตามกฎหมายนั้นตอง
พิจารณาดวย กฎหมายนนั้ เปน กฎหมายทช่ี อบธรรมดวยจึงตองเคารพเช่อื ฟง
2. ในแงส ัญญาประชาคม ตรงนตี้ องทำความเขา ใจทฤษฎีสญั ญาประชาคมกอ นวา
ทฤษฎีสัญญาประชาคมน้ันหมายถึง การที่บุคคลเขามาอยูในสัญญาประชาคมก็ถือเสมือนกับไดทำ
ขอ ตกลงเปนสัญญาวาจะอยูในสังคมรวมกัน จะเคารพกติกาในบานเมืองจะปฏิบัติตามคำส่ังของบานเมือง
ซึ่งเราอาจมองไดเปน 2 ลักษณะคือ ลักษณะแรกถือวา เปนสัญญาท่ีมอบอำนาจใหรัฐโดยเด็ดขาด แต
อีกลักษณะหน่ึงถือวา การมอบอำนาจใหรัฐนั้นมีเง่ือนไขวารัฐตองไมกรทำส่ิงที่เปนการมิชอบ ถารัฐ
กระทำการมชิ อบประชาชนสามารถยกเลิกสญั ญาได
ซง่ึ ณ ที่น้ีการเอาสัญญาประชาคมมารองรับคงตอ งใชแงแรกคือ แงท ี่ถอื วา ประชาชนใน
สังคมมอบอำนาจใหรัฐโดยเด็ดขาด แงน้ีโสกราสตีสไดยืนย้ันในขณะที่ถูกตัดสินประหารชีวิตดวยขอหา
ปฏิเสธพระเจาและทำใหศีลธรรมเส่ือมเสียวา เขาไดอุทิศชีวิตทั้งหมดเพื่ออธิบายความสำคัญของเรื่อง
ความยุติธรรมกบั การเคารพตอกฎหมายของรัฐ ดังน้ันแมเขาจะยืนยันวาเขา บรสิ ุทธิ แตการท่ีเขาได
ดำรงอยใู นสังคมนนั้ กเ็ สมือนวา เขาไดท ำขอ ตกลงท่ีจะเคารพเชอื่ ฟง กฎหมาย ดังนั้นเม่ือกฎหมายสง่ั อยางไร
เขากต็ องปฏิบตั ิตามกฎหมายแมผ ลลัพธของกฎหมายนนั้ จะทำใหเขาไดร ับอนั ตรายกต็ าม
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๔
นัยของโสกราตีส น้ันสรุปไดวา โสกราตีสมองวาพันธะในการเคารพเช่ือฟงกฎหมายเปน
สิ่งสมบูรณ ทุกคนตองยอมรับแมจะเปนผลรายแกตัวเองก็ตาม นอกจากนั้นเขายังพยายามอางวารัฐ
เปรียบเสมือนพอแมที่เราตองเคารพเช่ือฟง เราเคารพเชื่อฟงพอแมฉันใดเราก็ตองเคารพรัฐฉันทนั้น พอ
แมจะปฏิบัติตอลูกอยางไรแมไมถูกตองลูกก็ไมมีสิทธิท่ีจะแกแคนหรือตอบโต รัฐก็เชนเดียวกัน รัฐจะ
กระทำตอพลเมืองอยางไรพลเมืองก็ไมมีสิทธิตอบโต การปฏิเสธรัฐปฏิเสธกฎหมายทำไดอยางเดียวคือ
ออกไปเสียจากสังคมนน้ั ๆ เทาน้นั
3. หลักเร่ืองความชอบธรรม (ความเที่ยงธรรม) ถือวาการท่ีมนุษยอยูในสังคมมนุษยื
ยอมจะไดร ับความสงบสุขเพราะคนในสงั คมปฏิบัตติ ามกฎหมาย ดังนัน้ เมอ่ื คนอื่นปฏิบตั ิตามกฎหมายดว ย
เพื่อประโยชนแกคนอื่นในสังคม ดังคำกลาวที่วา การใชส ิทธเิ สรีภาพนั้นตองไมกระทบกระเทือนสิทธิของ
ผูอ่ืน เม่ือเปนเชนน้ีตางคนตางก็ตองเคารพกฎหมายเพื่อมิใหการใชสิทธิของตนไปกระทบกระเทือนบุคคล
อน่ื
แตอยางไรก็ตามจะมีเหตุผลในเชิงหลักการมากมายมารองรับวาบุคคลตองเช่ือฟง
กฎหมาย แตมีบุคคลจำนวนหน่ึงกลับไมเคารพกฎหมายหรือดื้อแพงตอกฎหมาย ซึ่งบุคคลดังกลาวนี้สวน
หนึ่งเปนท่ียอมรับกันวาเปนบุคคลที่มีความสำคัญเปนอยางยิ่ง เชน มหาตมะ คานธี, มารติน ลูเชอร
ดวิ จเู นีย เปน ตน
ทาน ม.ร.ว. เสนีย ปราโมช ไดเ คยกลา วไวว า การทบ่ี ุคคลไมเ คารพกฎหมายนัน้ มอี ยู 4
ขอ คอื
ก. ความบกพรองหรอื ความไมด ีของกฎหมาย
ข. ผูอ อกกฎหมายบำเพ็ญตนอยเู หนือกฎหมาย
ค. ไมมีการอธิบายเหตุผลหรือประโยชนของกฎหมายใหค นทั่วไปเขา ใจ
ง. กฎหมายไมไ ดอ อกมาเพ่ือประโยชนของประชาชน หรือออกมาโดยมไิ ดร บั
ความยนิ ยอมของประชาชน
แตอยางไรก็ตาม การไมเคารพหรือการไมนับถือกฎหมายนั้นอาจแบงไดเปน 2 กรณี
คือ กรณีแรก เปนกรณีที่เปนความรูสึกอยูภายในใจ กรณีท่ีสอง คือกรณีที่เปนการแสดงออก ซ่ึงกรณี
หลังคอนขางจะสงผลกระทบอยางมาก เพราะเมื่อการแสดงออกนั้นอาจจะแสดงออกโดยการละเมิด
กฎหมาย การทาทายกฎหมายหรอื แมกระทง่ั ใชความรนุ แรงตอกฎหมายทไี่ มเปน ธรรมกไ็ ด
ความหมายของการด้อื แพง (Dis obedlence)
การด้ือแพงกฎหมายของประชาชน หมายถึงการกระทำท่ีเปนการฝาฝนกฎหมายโดย
สันติวิธี เปนการพูดถึงการกระทำที่ฝาฝนกฎหมายโดยเหตุผลทางมโนธรรม โดยมีเปาหมายที่จะ
เปลี่ยนแปลงใหเกิดความถูกตองในการด้ือแพงดังกลาว สาเหตุที่ปฏิเสธกฎหมายเพราะเห็นวากฎหมายไม
ถกู ตอ งหรอื ไมเปน ธรรมนน่ั เอง
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๕
ดั ง นั้ น ก า ร ด้ื อ แ พ ง นั้ น จ ะ มี ทั้ ง อ ง ค ป ร ะ ก อ บ ภ า ย ใ น แ ล ะ อ ง ค ป ร ะ ก อ บ ภ า ย น อ ก
องคประกอบภายนอก็คือการแสดงออกในแงของการฝาฝน และมีลักษณะสันติวิธีคือไมใชความรุนแรง
และองคประกอบภายในคือมีความเช่ือในทางศีลธรรมวาการกระทำเชนนั้นเปนการกระทำทางความเช่ือ
ดา นศีลธรรมวากฎหมายนนั้ ไมถ ูกตองไมช อบธรรม
บทสรุปไมม ี เพยี งแตจะใหขอสงั เกตวามีกลุมบคุ คลอยู 2 กลมุ คือ
1. กลมุ ที่เหน็ ดวยกับการเคารพเชอื่ ฟง กฎหมาย
2. กลมุ ท่เี ห็นดวยกับการด้ือแพง
1. กลุม ท่เี หน็ ดว ยกบั การเคารพเช่อื ฟงกฎหมาย เปน บุคคลท่ยี ืนยันเรอื่ งความศักดิ์
สทิ ธข์ิ องกฎหมายที่ทุกคนตองเชือ่ พังโดยไมม ขี อ ยกเวน ใด ๆ
โสกราตีส ยืนยันวาทุกคนตองปฏิบัติตามกฎหมายโดยไมคำนึงวากฎหมายน้ันจะเปน
ธรรมหรือไมก ต็ าม โดยการเอาชีวติ เปน แบบอยาง
- นกั คดิ ทฤษฎปี ฏิฐานนิยม ยนื ยันวา การดำรงอยขู องกฎหมายนนั้ เปนคนละเรอ่ื ง
กับความชอบธรรมของกฎหมาย กฎหมายไมเ ปน ธรรมยงั ถอื วาเปนกฎหมายทีท่ ุกคนตองปฏบิ ัติตาม
ศาสตราจารย กริสวอลล ยืนยันวา “แกนสาระสำคัญของกฎหมายไดแตการปรับใช
กฎหมายโดยเสมอภาคแกทุกคนในลักษณะที่ทุกคนตองอยูภายใตการผูกมัดของกฎหมายโดยไมคำนึงถึง
มูลเหตุจูงใจสวนตัว…..ตองยอมรับความจริงวาสังคมท่ีมีระเบียบแบบแผนไมอาจยอมใหมีการกระทำใด ๆ
อยเู หนอื กฎเกณฑข องกฎหมายได”
2. กลุมท่เี ห็นดว ยกับการดอื้ แพง
แนวคิดกฎหมายธรรมชาติยุคแรก ยืนยันวากฎหมายที่ไมเปนธรรมไมใชกฎหมายเซ็นต
อไควนัส เขียนบทความวา “กฎหมายของมนุษยท่ีขัดแยงกับกฎหมายธรรมชาติโดยชัดแจงไมอาจถือวา
เปน กฎหมายอีกตอ ไป…มนษุ ยมีความผูกพันตองเคารพกฎหมายตราบเทา ที่มันยงั ยุติธรรมอยูโดยเหตนุ ้ีหาก
ผปู กครองไมม ีอำนาจอันชอบธรรม แตไดม ันมาโดยการแยงชิงหรอื หากถาผูป กครองสง่ั ใหกระทำการในสิ่ง
ท่ีไมเปนธรรม ประชาชนยอมไมมีพันธะที่ตองเคารพเชื่อฟงเขายกเวนแตกรณีพิเศษในบางคราว ซ่ึงอาจ
จำตองปฏบิ ตั ติ ามเพ่ือหลกี เลยี่ งความอปั ยศอื้อฉาวหรืออนั ตรายโดยเฉพาะบางประการ…”
- โธมสั ฮอบส (Thomas Hobbes) ยืนยันวามนุษยท ุกคนมีสทิ ธิเฉพาะบางประการ
ที่ไมอาจโอนใหก ับผูอ่ืนได เชน สิทธิในการมีชวี ิตอยู สทิ ธิในอสิ ระภาพ และสิทธใิ นบรรดาส่ิงท่ีทำใหช ีวิต
มคี า แกการดำรงอยู มนุษยเ ขามารวมกลุม เปน สังคมก็เพ่อื จะปกปองสทิ ธเิ หลา น้ี ดังนน้ั หากสิทธิดังกลา ว
ถูกคุกคามข้ึนมาโดยรัฐ สัญญาประชาคมทม่ี ีอยกู ็ยอมถูกทำลายมนุษยยอม เรียกคนื สูสภาวะธรรมชาติ ซึ่ง
ทกุ คนมสี ทิ ธทิ ี่จะทำอะไรไดท ุกสิ่ง
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๖
บทที่ 3
การควบคุมกฎหมายโดยศีลธรรม
บทนี้จะเปนประเด็นการศึกษาเก่ียวกับเร่ืองขอบเขตของกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายที่มี
บทลงโทษทางอาญาวาควรจะมีขอบเขตในการเขาแทรกแซงควบคุมความประพฤติของมนุษยเพียงใด
โดยเฉพาะในสวนที่เกี่ยวของกับศีลธรรม โดยจะดูวาพฤติกรรมที่มีแนวโนมนาเปนการละเมิดศีลธรรมนั้น
กฎหมายอาญาควรจะเขาไปแทรกแซงเพียงใด กลาวอีกอยางหน่ึงคือ เปนการศึกษาถึงขอบเขตอัน
สมควรของกฎหมายอาญาในเร่ืองเก่ียวกับพฤติกรรมการกระทำผิดที่มีลักษณะเกี่ยวของกับการละเมิด
ศีลธรรม แตอาจไมละเมิดตอชีวติ รางกายของผูอื่นโดยตรง พฤติกรรมทีว่ า นเี้ ชน เรื่องท่ีเก่ียวกับการละเมิด
ศีลธรรมในทรรศนะของหลายคน ต้ังแตพฤติกรรมคาประเวณีการทำแทง การเสพยาเสพติด การเลน
การพนัน การมีความสัมพันธแบบรักรวมเพศ การมีภรรยาหรือสามีสองคนในเวลาเดียวกัน หรือการ
ควบคุมส่ิงพิมพห รอื วัสดุเกย่ี วกับการเผยแพร
พฤติกรรมดังกลาวทางศีลธรรมถือวาเปนเร่ืองท่ีผิดศีลธรรม แตในแงเกี่ยวกับกฎหมายท่ีมี
บทลงโทษโดยในทางกฎหมายอาญาน้ันเราสมควรจะนำมาใชควบคุมพฤติกรรมดังกลาวหรือไม ธรรมดา
แลวกฎหมายอาญานัน้ มีขอบเขตอันเหมาะสมในแงที่เก่ียวกบั การปองกันไมใหม ีการละเมิดชีวิตรา งกายของ
ผอู ่ืน มีบางคนมองวากฎหมายอาญาควรจะเปนกลไกทส่ี ำคญั ในการควบคุมศลี ธรรมของคน ซึ่งมีปญหาใน
ความแตกตางของการบัญญัติกฎหมาย เพราะบางประเทศอาจจะบัญญัติแตกตางกันออกไป เชน
ความผิดฐานคาประเวณีบางประเทศถือวาเปนความผิดรุนแรงในขณะท่ีอีกหลายประเทสมองวาควรจะ
ปลอยใหเปนสิทธิเสรีภาพของคน หรือในปญหาเกี่ยวกับการทำแทงก็ยังมีการถกเถียงกันวาจริง ๆ แลว
กฎหมายควรจะปลอยเสรี หรือควรจะเขามาควบคุมบังคับ และถาเขามาควบคุมบังคับแลวจะตองมี
ขอบเขตแคไหน ฝายที่ไมเห็นดวยกับการทำแทงก็อาจจะอางหลักพระพุทธศาสนาเขามาสนับสนุนวา
กฎหมายไมควรจะเปดกวาง
ในทางสากลในแงของการถกเถียงทางปรัชญากฎหมายของตะวันตกเกี่ยวกับกฎหมายศีลธรรมน้ี
มขี อถกเถยี งจากคน 2 กลุมคือ
1. กลมุ แนวคิดเสรี เชน จอหน สจวต มิลล ฮารท
2. กลุมศลี ธรรมนยิ ม เชน เซอรเ จมส ฟทธเจมส สตีเฟน ลอรด เดฟลนิ
กลมุ ศีลธรรมนิยม จะมองวาหนา ทข่ี องกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายอาญานน้ั ควรจะเขา มา
มหี นา ทีใ่ นการบงั คบั ควบคุมศลี ธรรม (ทรรศนะของลอรด เดฟลิน) ซง่ึ คลายกบั Patoซงึ่ ไดก ลาวไววา “ผู
บัญญตั ิกฎหมายนน้ั จะตองตราดวยวา สง่ิ ใดเปน ความเลวความชว่ั ราย สิ่งใดเปน ความดแี ละส่งิ
ประเสริฐ กฎหมายจะตองเปน ตวั ชคี้ วามเลวความดีดว ย ไมใชเปน เพียงเคร่อื งมอื ในการรกั ษาความ
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๗
สงบเรยี บรอยของสงั คมอยา งเดยี ว แตต องเปน ตัวช้วี า ดคี ืออะไรเลวคอื อะไรแลว เขาบงการ” แตใ น
ปญหาเร่ืองการทำแทง ในทศั นะของPatoหรือAristotleเขากลับยอมรับการทำแทง ในระดบั หน่ึงวา การทำ
แทงเปน สง่ิ ท่ชี อบหากวาเปนไปเพ่ือควบคมุ ขนาดครุ ภาพของประชากร
กลุมแนวคิดเสรี เชน มิลลซ่ึงเปนนักเสรีนิยมและนักอรรถประโยชน (อรรถประโยชน
หมายความวาเปนคนท่ีมองวา สิ่งที่ดีถูกตองนั้นตองดูท่ีผลลัพธของการกระทำ ซึ่งเปนการกอใหเกิด
ความสุข) มิลลเนนความสำคัญของเร่ืองเสรีภาพในแงท่ีเปนประโยชนของคนในสังคมเพราะมนุษยคงไม
สามารถมีความสุขได ถาหากวาขาดเสรีภาพ ดังน้ันเสรีภาพกับส่ิงท่ีเปนประโยชนสุขของคนจึงมีความ
เช่ือมโยงกัน มิลลพยายามท่ีจะเนนเร่ืองคุณคาของเสรีภาพวามันเปนพื้นฐานของการมีชีวิตของคน และ
เปน สิง่ จำเปน อยางยง่ิ
ดวยคุณภาพแหง เสรีภาพน้ีเอง มิลลจ ึงพยายามทจ่ี ะนำมาขีดเปนกรอบจำกัดบทบาทของ
กฎหมาย เขาไดป ระกาศ “หลกั อนั ตรายตอสังคม” ในงานทเ่ี ขยี นเรื่อง “ความเรยี งวาดวยเสรภี าพ”
(Essay on Liberty) โดยมขี อความสำคญั ทอนหนึ่งวา :
“เปาหมายของความเรยี งช้นิ น้ี คอื การประกาศยนื ยนั หลกั การงาย ๆ ขอหน่ึง ซึ่งชอบที่จะ
ใชควบคุมอยา งเด็ดขาดตอความสมั พนั ธของสงั คมกบั ปจ เจกบคุ คลในรปู การบังคับและควบคมุ ไมว า จะ
เปนไปโดยใชก ำลังทางกายภาพในลักษณะของบทลงโทษทางกฎหมาย หรอื โดยการขม ขเู ชงิ ศลี ธรรมใน
ลักษณะของมติมหาชน หลกั การดังกลา วคือ วัตถปุ ระสงคห รอื เปาหมายเดียวสำหรับคำ้ ประกัน
มนษุ ยชาติ ไมวาจะเปนรายบคุ คลหรอื โดยสว นรวมใหป ลอดจากการลวงละเมดิ เสรีภาพในการกระทำของ
สมาชิกในสงั คม คอื การปกครองตนเอง (Self – Portection) ในสงั คมศิวิไลซนัน้ รัฐมีความชอบธรรมที่
จะใชอ ำนาจบังคับสมาชกิ ของชมุ ชนเพยี งเพ่อื วตั ถุประสงคจ ะปอ งภยันตรายอนั จะเกดิ กับบุคคลอนื่ ในสังคม
สวนภยันตรายทจี่ ะเกิดขนึ้ แกต นโดยไมมบี ุคคลใดเปน ผูกอใหเ กดิ ไมวา จะเปนทางกายภาพหรือทาง
จรยิ ธรรมแลว ยอมไมเปน ขออา งอันเพียงพอสำหรบั จำกดั เสรภี าพในการกระทำของมนษุ ย”
จากคำกลาวดังกลา วเปนการพยายามจะช้ใี หเ ห็นวาในสังคมศิวิไลซนั้นความชอบธรรมในการ
ใชอำนาจรัฐบังคับสมาชิกของชุมชนจะทำไดเพียงเพื่อวัตถุประสงคที่จะปกปองภยันตรายอันจะเกิดข้ึนกับ
บุคคลอื่นในสังคมเทาน้ัน สวนภยันตรายท่ีจะเกิดขึ้นกับตัวเองโดยไมไดมีบุคคลอื่นกอใหเกิด ไมวาจะเปน
ทางกายภาพหรือทางจริยธรรม ไมสามารถนำมาเปนขออางในการจำกัดเสรีภาพในการกระทำของมนุษย
มิลลพยายามขีดวงจำกัดของกฎหมายไววากฎหมายไมใชเปนเคร่ืองมือในการควบคุมศีลธรรมของคน
กฎหมายมีหนาท่ีเพียงแตควบคุมอันตรายท่ีจะเกิดขึ้นกับคนในสังคมจากการละเมิดเบียดเบียนของคน
ดวยกนั เทา นนั้ ดงั นน้ั ถา เรานำหลักของมิลลมาวเิ คราะหป ญหาเรอ่ื งการทำแทง ปญ หาเรอื่ งรักรว มเพศก็
จะเห็นวามิลลถือวาปลอยไปเพราะไมเปนอันตรายตอคนอ่ืน แตอยางไรก็ตามหลักอันตรายตอผูอื่นของ
มิลลนี้ไดมีนักปรัชญาอยางสตีเฟนพยายามคัดคาน โดยกลาววาหลักภยันตรายตอบุคคลอื่นของมิลลไมมี
จริง เพราะการกระทำท่ีกอใหเกิดผลรายตอบุคคลอ่ืนน้ันลวนแตกอใหเกิดภยันตรายตอบุคคลอื่นดวย
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๘
สตีเฟนบอกวา เราไมสามารถจะลากเสนแบงแยกออกชัดเจนระหวางการกระทำที่เปนอันตรายตอบคุ คลอ่ืน
และการกระทำท่ีเปนอันตรายตอตัวผูกระทำได (เชน การเท่ียวโสเภณี เร่ืองการทำแทง หรือการคา
ประเวณีจะกอใหเ กิดผลกระทบตอ ผูอื่นแนนอน การทำแทงน้นั จะเห็นไดว ามีผอู ื่นปรากฏอยูใ นฟอ งแลวคือ
เด็ก ซ่ึงเด็กก็คือผูอื่นแลว) ดังนั้น สตีเฟนจึงสนับสนุนการลงโทษท่ีเปนความผิดบาปทางศีลธรรมอันชัด
แจง โดยถือวาเปนวัตถุประสงคอันชอบธรรมของการนิติบัญญัติ ซึ่งคนสวนใหญจะไมถือวาเปนการ
รดิ รอนเสรีภาพ แตกลับจะเห็นวาเปนความถูกตอง เพราะสามารถควบคุมความเลวรายดังกลาว ซ่ึงเปน
การทดแทนยบั ยงั้ มิใหเ กิดการผกู พยาบาทตอบโตอ ยา งสับสน
ประเด็นเร่ืองตัวเรากับผูอ่ืนนี้เปนสิ่งท่ีมีความละเอียดออนในการแยกแยะวาเราจะมอง
ผลกระทบทางตรงหรือผลกระทบทางออม คนท่ีเปนนักศีลธรรมนิยมก็จะมองในแงผลกระทบท้ังทางตรง
และทางออม ซ่ึงคนมองแบบนี้ก็จะไมมีเสนแบง ส่ิงท่ีเปนเรื่องผิดศีลธรรมอยางมากก็จะเอากฎหมายเขา
ไปจับ เชน การมเี มียสองคนในเวลาเดยี วกันถอื วาผิดตอ งเอากฎหมายอาญาเขาไปจับดวย แตอาจจะเกิด
การตอตานหรือมีผลกระทบตามมาได เชนกรณีหามรานคาขายเหลาอาจจะทำใหเกิดผลกระทบท่ีเรียกวา
ผลขางเคียง เชน
1. ทำใหเ จาหนา ทคี่ อรร ัปชั่นมากข้ึน
2. คนอาจจะตองจายราคามากข้ึนในการซอื้ สง่ิ นัน้
ประเด็นเรือ่ งการบังคับใชกเ็ ปนเร่อื งใหญ แตเปนสงิ่ ทเ่ี ราตอ งมองพรอ ม ๆ กับการคดิ ประกอบไป
ดวยวากฎหมายท่ีบังคับใชอยางไมมีประสิทธิภาพ หรือมีประสิทธิภาพนอย ไมสมควรเปนกฎหมายหรือ
ควรยกเลิกไป และบางกรณีกฎหมายอาจจะพัฒนาประสิทธิภาพได ในแงที่วาคร้ังแรกอาจบังคับใชนอย
แตคอย ๆ ดีข้ึน เชนครั้งแรกที่ออกกฎหมายหามกินเหลานอกบานอาจจะมีคนฝาฝนแตนานเขาอาจจะดี
ขน้ึ เมือ่ เรมิ่ เปนคา นิยมวฒั นธรรม
ในป ค.ศ. 1957 เซอรจอหน วุลฟเฟนเดน (Sir John Wolfenden) ไดเสนอ
“รายงานของคณะกรรมการวาดวยความผิดฐานรักรวมเพศ และการคาประเวณี” โดยมีเน้ือหาสาระ
สะทอนความคิดของมิลลโดยพยายามเสนอกำหนดบทบาทหนาที่อันชัดเจนของกฎหมายอาญาใหแยก
ความแตกตางระหวางอาชญากรรมกับบาปกรรม รวมท้ังการยืนยันถึงขอบเขตอันเปนเรื่องสวนตัวของ
ศีลธรรม และการผิดศีลธรรมซึ่งถือวาไมใชกิจธุระดันกฎหมายสมควรเขาไปยุงเกี่ยวรายงานดังกลาวสรุป
ความเหนวาการรักรวมเพศโดยสมัครใจระหวางผูใหญดวยกันไมควรถือเปนความผิดอาญา สวนการคา
ประเวณีนั้นคณะกรรมการเห็นวาสมควรตรากฎหมายมิใหมีการคาหรือชักชวนแขกในสาธารณะ อันถือ
เปนการสรา งความรำคาญรบกวนตอ ประชาชนทว่ั ไป
ในป ค.ศ. 1959 ลอรดเดฟลิน (Lord Derlin) ไดบรรยายในหัวขอ “การบังคับให
เปนไปตามศีลธรรม” (The Entorcement of Morals) เขาเสนอทัศนะวา สังคมมีสิทธิลงโทษการ
กระทำความผิดใด ๆ ซ่ึงในสายตาของบุคคลผูมีจิตใจอันเที่ยงธรรมเห็นวาขัดตอศีลธรรมอยางแทแจงชัด
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๙
และไมมีความจำเปนใด ๆ ท่ีจะมาพิสูจนวาการกระทำเชนนั้นเปนอันตรายตอบุคคลหรือกลุมบุคคล
โดยเฉพาะอ่ืน ๆ หรือไม และเขาไดเสนอทัศนะเรื่อง “การสมานสามัคคีของสังคม” (Social Cohesion)
เพื่อเปนเหตุผลสนับสนุนใหมีการบังคับควบคุมศีลธรรมในสังคมโดยอาศัยกฎหมาย เชน การตรากฎหมา
จัดการกบั ปญหารกั รวมเพศเปนตน เดฟลินยนื ยันวา ในสังคมมนุษยใด ๆ ก็ตามจะมสี วนท่ีเรียกวาศีลธรรม
ของสว นรวม (Public Morality) เปน ตวั เชอื่ มตอผกู พนั ระหวา งปจเจกบคุ คลดวยกนั เสมือนหว งที่มองไม
เห็น และกฎหมายโดยเฉพาะอยางย่ิงกฎหมายอาญาตองถือวาเปนพื้นฐานในการรักษาไวซ่ึงศีลธรรมของ
สว นรวม
อยางไรก็ตาม เดฟลิน ไดยอมรับในภายหลังวาการกระทำผิดศีลธรรมไมจำเปนตองถูก
ลงโทษโดยกฎหมายทุกเร่ือง เขายอมรับวาแทจริงแลวเราจำตองยอมปลอยใหมีเสรีภาพของปจเจกบุคคล
มากท่ีสุดเทาที่ไมขัดกับบูรณภาพของสังคม การใชสิทธิปองกันตนเองของสังคมน้ันจะเปนไดก็ตอเม่ือ
ความรูสึกสวนรวมท่ีตอตานการละเมิดศีลธรรมนั้น ๆ เปนไปอยางเดนชัด และความรูสึกรุนแรงน้ันเปน
เสมือนเง่ือนไขสำคัญสุดยอดที่เปนตัวชี้วาสมควรใชมาตรฐานทางกฎหมายเพ่ือควบคุมศีลธรรมหรือไม
และอาจจะมีเงื่อนไขสำคัญอ่ืนท่ีนำมาพิจารณา เชน ปญหาเรื่องประสิทธิภาพของกฎหมายในการบังคับ
ใช หรอื ปญ หาเรือ่ งผลรายขา งเคยี งที่อาจจะเกดิ ขึ้นมากกวา ผลดใี นการออกกฎหมายบงั คบั
เสรีภาพและศลี ธรรมของสงั คม
ประเด็นการถกเถียงความคิดเร่ืองขอบเขตของกฎหมายน้ีในปจจุบันจะมีการพัฒนาแนวคิดท่ีจะ
พยายามใหเสรีภาพกับประชาชน และพยายามลดขอบเขตของกฎหมายในการเขาไปแทรกแซงชีวิต
สวนตัวในโลกแหง เสรนี ิยม แตขณะเดียวกันความคดิ ของฝายศีลธรรมนิยมก็ยังมีกระแสคัดคานกันอยู แต
ยงั คงเห็นวา กระแสนิยมเปน กระแสทแี่ รงกวา
ในทามกลางกระแสเสรีนิยมเราอาจจะมองเหน็ วาแนวโนมของกฎหมายจะมีลักษณะแบงแยก
มากขึ้น ในแงที่วาจะไมเขามายงุ เก่ียวกับชีวิตสวนตัวของเรา ซ่ึงในแงหน่ึงอาจมองวาเปน สิ่งดีท่ตี อบสนอง
ตอส่ิงท่ีเปนปรัชญาความคิดของอุดมการณเสรีนิยมท่ีพยายามจะใหความสำคัญกับคุณคาของคน ใหคนมี
สทิ ธใิ นการเลือก ใหคนมีเสรีภาพในความแตกตาง ซึ่งในปญหาหรือประเด็นเรื่องเสรีภาพน้ีเปนประเด็นท่ี
ตองระมัดระวัง เพราะสังคมที่ใหเสรีภาพมาก ๆ ไมทำใหสังคมประสบความสำเร็จเสมอไป แตอาจทำให
เปน สังคมทีม่ อี าชญากรรม
สังคมแหงเสรีภาพนั้นอาจจะทำใหคนมีความสับสนมากข้ึนเพราะเสรีภาพจะมีลักษณะสอง
ดานในตัวเอง คือในแงบ วกนั้นจะใหมีโอกาสใหสิทธิหรืออำนาจของคนในการกระทำส่ิงตาง ๆ ทำใหคนมี
ความรูสึกวาตนมีคุณคาหรือมีศักด์ิศรี ไมถูกบงการหรือควบคุม แตในแงลบนั้นเสรีภาพอาจทำใหคน
หลาย ๆ คนรูสึกโดดเดี่ยวรูสึกขาดพลัง ซ่ึงอาจจะมีความวิตกกังวลซอนเรนอยูเพราะในสังคมแหง
เสรีภาพอาจจะเปนสังคมท่ีทำใหคนรูสึกวาตองตัดสินใจรับผิดชอบทุกอยางในตัวเอง ซ่ึงจะมีลักษณะตรง
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๐
ขามกับสังคมเผด็จการหรือสังคมแบบอำนาจนิยม ดังนั้นจะเห็นวาในสังคมแหงเสรีภาพนั้นหลายคน
อาจจะกลายเปน คนหลกี หนปี ญ หาไป โดยอาจจะเขา ไปอยกู ับลทั ธคิ วามคิดเพอื่ หลบหนจี ากสังคม
ประเด็นเร่ืองเสรีภาพในทางบวกเราอาจจะมองไดเปนสองแง ในแงหน่ึงเสรีภาพทางบวก
อาจจะหมายถึง เสรีภาพในการเรียกรองใหรัฐกระทำส่ิงตาง ๆ ที่มีลักษณะอนุเคราะหชวยเหลือ
ความหมายในแงนี้จะหมายถึงเร่ืองการจัดสวัสดิการ เชน การเรียกรองใหรัฐเขามาชวยเหลือหรือ
แทรกแซง หรืออาจจะเขามาออกกฎหมายชดเชยความเสียเปรียบของกลุมบุคคลบางกลุมในบุคคลกลุม
น้ันมสี ิทธพิ ิเศษมากกวา คนบางกลมุ เพอื่ ใหเกดิ ความเทาเทียมกนั ในอกี แงห น่ึงคือมิติทางดา นจติ ใจ นน่ั คอื
หมายถึงเสรีภาพที่ไดเกิดมาหรือเกิดข้ึนเนื่องจากบุคคลเปนผูรูจักตัวเองอยางแทจริง เสรีภาพดานน้ีเปน
เสรีภาพเนื่องจากการที่เปนผูกำหนดโชคชะตาของตัวเอง การเขาใจตัวเองหรือตระหนักถึงความเปนตัว
ของตัวเองอยางแทจริง อันเปนเสรีภาพในเชิงอุดมคติซึ่งในทางทฤษฎีการเมือง นักทฤษฎีหลายคน
คอ นขา งจะเนน ความหมายของเสรภี าพในตวั นว้ี า เสรภี าพทเี่ กดิ จากการรจู ักตวั เองคอื เสรีภาพทีแ่ ทจริง
ความหมายของเสรีภาพในเชิงบวกจะสมดุลกับเสรีภาพในเชิงลบ ซึ่งเสรีภาพในทางลบ
หมายถึง เสรีภาพทางดานรางกายหรือจิตใจที่จะใชชีวิตโดยไมถูกขัดขวางเหน่ียวร้ังโดยรัฐ หรือโดย
ผูปกครอง ซ่ึงในการพิจารณาความหมายของเสรีภาพทั้งสองดานนี้เราตองใหความสำคัญตอเสรีภาพท้ัง
สองตัวควบขนานกันไป และในทายที่สุดในการมองปญหาเรื่องเสรีภาพ คงจะตองมองทั้งสองดานเขาหา
กัน เพราะเสรีภาพทางดานจิตใจคงไมอาจเกิดข้ึนไดหากวามนุษยเราไมมีเสรีภาพทางดานรางกายหรือมี
เงอ่ื นไขทางสงั คมท่เี ปดกวา งใหมนษุ ยไดมีโอกาสใชเ สรภี าพ
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๑
บทที่ 4
หลักความยุตธิ รรม
ความยตุ ิธรรม (Justice)
ความยุติธรรมเปนเสมือนบางส่ิงบางอยางที่เรา “รูสึก” ได เขาถึงไดโดย “สัญชาติญาณ” แตยาก
ท่จี ะอธบิ ายหรอื นยิ ามความหมายของสิง่ ทีร่ ูสึกไดดังกลาวอยางเปนรปู ธรรม ความยุตธิ รรมไมมีความหมาย
ฮมู (David Hume) เห็นวาหากสงั คมหรอื มนษุ ยใ นสงั คมสามารถพฒั นาภมู ปิ ญญาหรอื ความเจรญิ
ทั้งทางดานวัตถุและจิตใจสูความสมบูรณเต็มเปยมแลวปญหาเรื่องความยุติธรรมจะไมดำรงอยูในสังคมน้ัน
ๆ อีกตอ ไป
Pato นิยามความยุติธรรม วาหมายถึง การทำกรรมดี หรือการทำสิ่งท่ีถูกตอง ความยุติธรรมเปน
เสมือนองคร วมของคุณธรรม และถือเปน คุณธรรมสำคัญทส่ี ุดยงิ่ กวาคุณธรรมอืน่ ใด และ
โดยทั่วไปแลวถือวาคำตอบเก่ียวกับความยุติธรรมจะถูกคนพบไดโดยอาศัย “ปญญา” หรือการไตรตรอง
เชิงปญญาอยา งลกึ ซึ้ง ความยตุ ิธรรม หมายถงึ “การใหทกุ คนตามสวนที่จะพงึ ไดร บั ”
สำหรบั แนวความคดิ เกีย่ วกับทฤษฎีความยุติธรรมทางสังคม มอี ยูดวยกัน 3 แนว กลา วคอื
แนวความคดิ แรกน่ันคือฝายมารกซิสตก็จะมีการพูดในทำนองปฎิเสธความยุติธรรมจากกฎหมาย
โดยมองความยุติธรรมวาเปนเพียงเปลือกหอยอำพรางอำนาจกดข่ีที่อยูเบื้องหลัง เปนเพียงถอยคำท่ีดูสวย
หรู สรางข้ึนมาเพ่ือใหคนช่ืนใจกับมัน หรือสรางใหคนเกิดความรูสึกวาตัวเองอยูในสังคมที่เปนธรรม ทัศนะ
แบบน้ีก็เปนความคิดท่ีอาจจะดู radical ซ่ึงความจริงมันก็ไมเปนความคิดใหม หากไลไปหาปรัชญากรีก
โบราณ ยุคของพวกโสฟสท (sophists) ยุคของโสกราตีส (Socrates) มันก็มีกลุมคนที่เชื่อแลวก็ไมเช่ือ
พวกโสกราตีส พวกPato (Plato) อาจจะเชื่อเร่ืองความยุติธรรม แตวาพวกโสฟสทซึ่งถือวาเปนกลุมนักคิด
นกั พูด นกั ขายวิชาการความรู ก็บอกวาความยุติธรรมก็ไมมีอะไรเปนแคกำปนคนที่ใหญกวา ความยุติธรรม
ไมม ีอยูจ รงิ
แนวความคิดที่สอง ก็คือคนท่ีบอกวาความยุติธรรมมันเปนอันหน่ึงอันเดียวกันกับกฎหมาย ถือวา
มีกฎหมายที่ไหนก็มีความยุติธรรมท่ีนั่น อันนี้ก็เปนความคิดที่คับแคบในทัศนะของผม นักคิดฝายน้ีอยูใน
พวกกลุมปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย (Legal Positivism) พวกน้ีมองวาความยุติธรรมในเชิงอุดมคติเปน
ความคิดในเชิงนามธรรมท่ีพิสูจนไมได มันไมมีความชัดเจนแนนอน เปนเรื่องอัตวิสัยของคน น่ีคือคิด
แบบปฏิฐานนิยม คือคิดแบบพยายามมองอะไรที่มันแนนอนชัดเจน พิสูจนจับตองได ดวยเหตุนี้เขาก็ไม
คอยยอมรับสิ่งท่ีเปนความยุติธรรมในเชิงอุดมคติ เพราะวาเปนเรื่องนานาจิตตัง มันไมเปนความยุติธรรมที่
แทจริง แตเขาคิดวาความยุติธรรมที่แทจริงมันอยูท่ีกฎหมาย ตัวกฎหมายคือตัวความยุติธรรม ความ
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๒
ยุติธรรมในกฎหมายคือการใชกฎหมายอยางเครงครัดจริงจัง ฉะน้ันตัวกฎหมายกับความยุติธรรมก็เลย
กลายเปนสิ่งเดียวกันในทัศนะของพวกปฏิฐานนิยม คิดแบบน้ีก็ทำใหมองวา เมื่อใดมีกฎหมายตรงนั้นก็คือ
ตัวความยุตธิ รรมแลว จะมาปฏิเสธวา กฎหมายไมยตุ ิธรรมไมถูก
สวนแนวความคิดสุดทาย คือคิดวาความยุติธรรมมันแยกออกจากกฎหมายได กฎหมายไม
จำเปนจะตองเปนตัวเดียวกับความยุติธรรม ถึงแมจะบอกวาโดยหลักแลวความยุติธรรมมันควรจะเปนเน้ือ
เดียวกับกฎหมาย ควรจะเปนจุดมุงหมายของกฎหมาย แตสิ่งท่ีเปนจุดหมายของกฎหมายในแงของความ
ยตุ ิธรรม มนั อาจจะไมไดรบั การตอบสนองกไ็ ด เพราะวากฎหมายมันสรา งขน้ึ มาจากมนุษย ฉะน้ันการสราง
ขึ้นมาของกฎหมายมันก็อาจจะมีเร่ืองของอำนาจเร่ืองของผลประโยชนเขามาเก่ียวของ กฎหมายนั้นก็
อาจจะหางจากความยุติธรรมหรืออาจจะตรงขามกับความยุติธรรมก็ได ในทัศนะตรงนี้ ผมเองก็เลย
คอนขางจะมองวาตัวกฎหมายกับตัวความยุติธรรมจริงๆ แลวมันแยกออกจากกัน แตมันควรจะไปดวยกัน
แตว ามนั กส็ ามารถแยกออกจากกนั ได
ถามองดวยทัศนะแบบที่ 3 จะเห็นวามันเปนทัศนะที่มองความยุติธรรมในเชิงอุดมคติ วาเปน
เสมือนหลักความถูกตองท่ียุติความขัดแยงท่ีทุกฝายยอมรับวาเปนธรรม โดยท่ีความถูกตองตัวนั้นกับตัว
กฎหมายกับความถูกตองทางกฎหมายมันอาจจะไมใชตัวเดียวกันก็ได ถาถามวาอะไรจะทำใหมันเปนตัว
เดยี วกันได อันแรกมันตองมีความคิด มเี หตุผลปญ ญาทถี่ ูกตอง อันท่ีสองทำใหปญญาที่ถกู ตอ งมนั ไดรบั การ
ยอมรบั จากรัฐหรือจากสงั คม เมื่อมันไดร ับการยอมรบั มนั ถึงจะเขามาเปนตัวเดยี วกนั แตการที่มันจะไดรับ
การยอมรับหรอื เปลา ตรงนี้มันก็เปน ประเด็นที่เกย่ี วกับเรื่องอำนาจตางๆ ทจ่ี ะผลกั ดนั ใหต ัวส่ิงท่เี ปนปญ ญา
หรอื ความถูกตอ งกลายเปน เรอ่ื งกฎหมาย
สำหรับแนวความคดิ เก่ยี วกับทฤษฎีความยตุ ธิ รรมทางสงั คม มอี ยูดวยกัน 3 แนว กลาวคอื
แนวความคิดแรก น่ันคือฝายมารกซิสตก็จะมีการพูดในทำนองปฎิเสธความยุติธรรมจากกฎหมาย
โดยมองความยุติธรรมวาเปนเพียงเปลือกหอยอำพรางอำนาจกดขี่ที่อยูเบ้ืองหลัง เปนเพียงถอยคำที่ดูสวย
หรู สรางข้ึนมาเพ่ือใหคนชื่นใจกับมัน หรือสรางใหคนเกิดความรูสึกวาตัวเองอยูในสังคมท่ีเปนธรรม ทัศนะ
แบบน้ีก็เปนความคิดท่ีอาจจะดู radical ซึ่งความจริงมันก็ไมเปนความคิดใหม หากไลไปหาปรัชญากรีก
โบราณ ยุคของพวกโสฟสท (sophists) ยุคของโสกราตีส (Socrates) มันก็มีกลุมคนที่เชื่อแลวก็ไมเชื่อ
พวกโสกราตีส พวกPato (Plato) อาจจะเช่ือเรื่องความยุติธรรม แตวาพวกโสฟสทซึ่งถือวาเปนกลุมนักคิด
นกั พูด นกั ขายวิชาการความรู ก็บอกวา ความยุติธรรมก็ไมมีอะไรเปนแคกำปนคนที่ใหญกวา ความยุติธรรม
ไมม อี ยจู ริง
แนวความคิดท่ีสอง ก็คือคนท่ีบอกวาความยุติธรรมมันเปนอันหนึ่งอันเดียวกันกับกฎหมาย ถือวา
มีกฎหมายที่ไหนก็มีความยุติธรรมที่น่ัน อันนี้ก็เปนความคิดที่คับแคบในทัศนะของผม นักคิดฝายน้ีอยูใน
พวกกลุมปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย (Legal Positivism) พวกน้ีมองวาความยุติธรรมในเชิงอุดมคติเปน
ความคิดในเชิงนามธรรมที่พิสูจนไมได มันไมมีความชัดเจนแนนอน เปนเรื่องอัตวิสัยของคน นี่คือคิด
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๓
แบบปฏิฐานนิยม คือคิดแบบพยายามมองอะไรที่มันแนนอนชัดเจน พิสูจนจับตองได ดวยเหตุนี้เขาก็ไม
คอยยอมรับส่ิงท่ีเปนความยุติธรรมในเชิงอุดมคติ เพราะวาเปนเร่ืองนานาจิตตัง มันไมเปนความยุติธรรมที่
แทจริง แตเขาคิดวาความยุติธรรมที่แทจริงมันอยูท่ีกฎหมาย ตัวกฎหมายคือตัวความยุติธรรม ความ
ยุติธรรมในกฎหมายคือการใชกฎหมายอยางเครงครัดจริงจัง ฉะนั้นตัวกฎหมายกับความยุติธรรมก็เลย
กลายเปนสิ่งเดียวกันในทัศนะของพวกปฏิฐานนิยม คิดแบบน้ีก็ทำใหมองวา เมื่อใดมีกฎหมายตรงน้ันก็คือ
ตัวความยุติธรรมแลว จะมาปฏเิ สธวากฎหมายไมยุติธรรมไมถกู
สวนแนวความคิดสุดทาย คือคิดวาความยุติธรรมมันแยกออกจากกฎหมายได กฎหมายไม
จำเปนจะตองเปนตัวเดียวกับความยุติธรรม ถึงแมจะบอกวาโดยหลักแลวความยุติธรรมมันควรจะเปนเนื้อ
เดียวกับกฎหมาย ควรจะเปนจุดมุงหมายของกฎหมาย แตส่ิงท่ีเปนจุดหมายของกฎหมายในแงของความ
ยุติธรรม มนั อาจจะไมไ ดรับการตอบสนองกไ็ ด เพราะวากฎหมายมนั สรางข้ึนมาจากมนุษย ฉะนั้นการสราง
ข้ึนมาของกฎหมายมันก็อาจจะมีเรื่องของอำนาจเร่ืองของผลประโยชนเขามาเกี่ยวของ กฎหมายนั้นก็
อาจจะหางจากความยุติธรรมหรืออาจจะตรงขามกับความยุติธรรมก็ได ในทัศนะตรงน้ี ผมเองก็เลย
คอนขางจะมองวาตัวกฎหมายกับตัวความยุติธรรมจริงๆ แลวมันแยกออกจากกัน แตมันควรจะไปดวยกัน
แตวามนั ก็สามารถแยกออกจากกันได
ถามองดวยทัศนะแบบที่ 3 จะเห็นวามันเปนทัศนะท่ีมองความยุติธรรมในเชิงอุดมคติ วาเปน
เสมือนหลักความถูกตองท่ียุติความขัดแยงที่ทุกฝายยอมรับวาเปนธรรม โดยท่ีความถูกตองตัวน้ันกับตัว
กฎหมายกับความถูกตองทางกฎหมายมันอาจจะไมใชตัวเดียวกันก็ได ถาถามวาอะไรจะทำใหมันเปนตัว
เดยี วกันได อันแรกมันตองมีความคดิ มีเหตุผลปญ ญาที่ถูกตอง อนั ทส่ี องทำใหป ญญาที่ถกู ตองมนั ไดรับการ
ยอมรบั จากรัฐหรือจากสงั คม เมื่อมันไดรับการยอมรบั มนั ถึงจะเขามาเปนตัวเดยี วกัน แตการที่มันจะไดรับ
การยอมรับหรือเปลา ตรงนี้มันกเ็ ปน ประเด็นที่เก่ียวกับเร่ืองอำนาจตา งๆ ทจี่ ะผลกั ดันใหต ัวส่ิงท่ีเปน ปญ ญา
หรอื ความถกู ตองกลายเปนเร่ืองกฎหมาย
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๔
บทท่ี 5
หลกั นิติธรรม
(Rule of Law)
โดยพื้นฐานทั่วไปแลว หลักนิติธรรมจะสัมพันธวนเวียนอยูกับเรื่องกฎหมาย เหตุผลและศีลธรรม
เสรีภาพของประชาชนและรัฐ ความยุติธรรม ความเสมอภาคในรูปแบบ (Formal equality) หรือความ
เสมอภาคในเน้ือหา (Substantive equality) Aristotle เปนเรื่องของ “ปญญาท่ีตัดขาดแลวจากอารมณ
ความรูสึก ผูคนท่ัวไปเขาใจวามันหมายถึงการตัดสินคดีความถูกตองทางศีลธรรมอันเปนการค้ำประกันตอ
อิสรภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม ซึ่งเกี่ยวเนื่องสัมพันธอยูระหวางผูอยูใตการปกครองดวยกัน
เอง และระหวางประชาชนตอ รฐั บาลท่เี ปน ผปู กครองเขา
Rule of Law ก็มิไดปรากฏการใชแพรหลายอยางเชนอยางในอังกฤษ “ความเปนเลิศของ
กฎหมาย” (Supremacy of Law) “กระบวนการท่เี ปนธรรมของกฎหมาย” (due process of law)
สิทธมิ นษุ ยชน : เปาหมายเชิงคุณคา ของอดุ มการณหลักนติ ธิ รรม
ผลแหงสงครามโลกครั้งท่ีสอง คณะกรรมการนักนิติศาสตรสากล (International Commission
of Jurists) (ICJ) บัญญัติวา “หลักการ สถาบันและกระบวนการที่ไมจำเปนตองเปนส่ิงเดียวกัน แต
คลายคลึงกันโดยท่ัวไป จากประสบการณและประเพณีของนักกฎหมายในประเทศตาง ๆ ในโลกซ่ึงมี
โครงสรางทางการเมืองและพื้นฐานทางเศรษฐกิจแตกตางกัน ไดแสดงใหเห็นแลววามันเปน (หลักการ
สถาบันและกระบวนการ) ที่สำคัญ ตอการปกปองปจเจกบุคคลจากรัฐบาลท่ีใชอำนาจตามอำเภอใจ และ
ทำใหเขาสามารถชื่นชมในศักด์ิศรขี องความเปนมนุษยได” เปนการแสดงออกทางลายลักษณอักษรของ จุด
เปล่ียนโคง (Turning point) ครั้งสำคัญในอุดมการณหลักนิติธรรมที่หันมาสนใจมิติของความเสมอภาค
ทางเศรษฐกิจหรอื ฐานะทางสังคม
“Rule of Law” Rule of Law and Human Rights; Rule of Law and Democracy ; Rule of
Law and Liberty; Rule of Law and Judicial Independence”
โดยมที านนักปราชญท างกฎหมายไดใ หความหมายไว ดงั น้ี
1. ทานศาสตราจารยว กิ รม เมาลานนท เรียกวา “หลักธรรม”
2. ทา นสุด สุตรา เรยี กวา “หลกั ความศกั ดส์ิ ทิ ธิข์ องกฎหมาย”
3. ทานเสริม สุวรรณเทพ เรยี กวา “นิตธิ รรมวนิ ยั ”
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๕
4. ทานเสนาะ เอกพจน เรียกวา “หลักกฎหมาย”
5. ทานศิริ วิศษิ ฐธรรม อศั วนนท เรยี กวา “หลักธรรมแหงกฎหมาย” หรือ “นติ ิปรัชญา”
6. ทา นจำรูญ เจริญกลุ เรยี กวา “นติ สิ ดมภ”
7. ทานศาสตราจารยธานินทร กรัยวิเชียร คือหลักการแหงกฎหมายที่เทอดทูนศักดิ์ศรีแหงความ
เปนมนุษยและยอมรับนับถือสิทธิแหงมนุษยชนทุกแงทุกมุม รัฐตองใหความอารักขาคุมครอง
มนุษยใหพนจากลัทธิทรราชย หากมีขอพิพาทใด ๆ เกิดขึ้น ไมวาระหวางรัฐกับเอกชน หรือ
เอกชนกบั รัฐ ศาลสถติ ยุติธรรมยอมมีอำนาจอสิ ระในการตัดสนิ คดีตามกฎหมายของบา นเมือง
หลักธรรม, หลักความศักด์ิสิทธิ์ของกฎหมาย, นิติธรรมวินัย, หลักกฎหมาย, หลักธรรมแห
กฎหมาย, นิติสดมภ เปนยอดของหลักในการออกกฎหมาย หรือปฏิบัติการใหเปนไปตามกฎหมายวา
จะตองไมเปนการใชอิทธิพล หรือตามอารมณชอบ หรือตามอำเภอใจ แตตองเปนกฎหมายหรือการปฏิบัติ
ทช่ี อบดว ยทำนองคลองธรรม
การเทอดธำรงไวซึง่ หลกั การรากฐานของความยตุ ิธรรมยอมเปน สิ่งจำเปน เพ่อื สนั ติภาพถาวรตลอด
ท่ัวสากลโลก
1. รัฐตองอยภู ายใตบ ังคับของกฎหมาย
2. รัฐบาลท้ังหลายควรจะรูจักเคารพสิทธิตาง ๆ ของเอกชนตามนัยแหงหลักธรรม และให
สมรรถภาพชวยใหเ อกชนไดใ ชส ทิ ธิเหลานน้ั อยางจรงิ จัง
3. ตุลาการท้ังหลายควรจะดำเนินตามครรลองของหลักธรรมปกปองและบังคับใหเปนไปตาม
หลักน้นั
4. บรรดาผูมอี าชีพกฎหมายในโลกนี้ ควรจะตองสงวนไวซ ึง่ อิสระแหงวิชาชีพของตน ตามนัยแหง
หลกั ธรรม
“หลักนิติธรรม”เปนแนวคิดหน่ึงท่ีมีลักษณะพลวัตรซ่ึงสมควรนำมาใชเพื่อพิทักษคุมครอง และ
สงเสริมเจตจำนงของประชาชน และสิทธทิ างการเมอื งของปจเจกชน อีกทง้ั เพ่ือสรางรากฐานที่เปน เง่ือนไข
ทางสังคม เศรษฐกิจ การศึกษาและวัฒนธรรมซ่ึงลวนเปนสิ่งจำเปนแกปจเจกบุคคล เพ่ือการไดมาซ่ึง
ศกั ดศิ์ รีแหง ความเปน มนุษยข องเขา และเพอื่ การประจกั ษแ จงตอสิง่ ท่เี ขาปรารถนาในทางนติ บิ ญั ญัติ
ดวยการปกครองโดยกฎหมายหรืออำนาจสูงสุดของกฎหมาย กฎหมายท่ีเปนธรรม มีเหตุผล มี
ความชอบธรรม เพื่อประโยชนและความสงบสุขของสาธารณชนทุกคน ความจริงแลวสิ่งท่ีเปนสาระสำคัญ
ทีส่ ดุ ก็คือ เหตผุ ลตามทซี่ ิเซโร (Cicero)
“ไมมีบุคคลใดอยูเหนือกฎหมายหรือเปนอภิสิทธิ์ชน ไมวาเจาหนาท่ีของรัฐหรือสมาชิกสภาผูแทน
ราษฎรซ่ึงเปนผูรางกฎหมายและกฎหมายมีผลใชบังคับแลว ทุกคนจะตองอยูภายใตกฎหมายอยางเสมอ
ภาคและทัดเทียมกัน นิติรัฐ (legal state) โดยยึดหลักนิติธรรมความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายความอิสระ
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๖
ของตุลาการ การพิทักษปกปองสิทธิ เสรีภาพของประชาชน สงเสริมสนับสนุนศักดิ์ศรีของความเปน
มนษุ ย”
1. ฝายนิติบัญญัติและหลักนิติธรรม ฝา ยนติ ิบัญญัตจิ ะตองดำเนินการอยา งบริสุทธ์ิ ยตุ ิธรรม และ
จะตองไมอยูภายใตอิทธิพลของฝายบริหาร หรือผูมีอิทธิพล เพื่อใหประชาชนไดมาซึ่งผูแทนของตนท่ี
แทจริง บทบาทหนาท่ีของฝายนิติบัญญัติในสังคมเสรีประชาธิปไตยภายใตหลักแหงนิติธรรมที่สำคัญท่ีสุด
คือ การออกกฎหมาย กฎหมายยุตุธรรม มีเหตุผล มีความชอบธรรม เพ่ือรักษาผลประโยชนของ
ประเทศชาติโดยสวนรวม เพือ่ ใหเกิดความสงบเรียบรอ ยและสรางสันติสุขของบานเมือง เพราะวากฎหมาย
กับความยุติธรรมกับเหตุผลนั้นแบงแยกไมได และแบงแยกไมออก เพราะความยุติธรรมน้ันเปนเจตนารมย
ของกฎหมาย (Justice is the spirit of law) วัตถุประสงคอันแทจริงของกฎหมายก็คือ การรับใชความ
ยุติธรรมนั่นเอง (The purpose of law is to serve the justice) กฎหมายยังจะตองมีเหตุผลที่ถูกตอง
(True law is the right reason)
เชื้อชาติ ศาสนา เพศ หรือเหตุผลอื่นใดอันไมมีเหตุผล อันไมมีเหตุอันควรท่ีจะตองเปนเหตุเพื่อ
ความแตกตา งระหวางมนุษย (Human beings)
2. ฝายบริหารและหลักนิติธรรม (The Executive and Rule of Law) ฝายบริหารหรือรัฐบาล
เองมีหนาท่ีจะตองเคารพ และปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายท่ีออกโดยฝายนิติบัญญัติ ฝายบริหาร
จะตองบริหารประเทศ ใชอำนาจตามกฎหมายในขอบเขตที่กฎหมายใหอำนาจไว จะกระทำการเกินขอบ
อำนาจของกฎหมายไมไดเพราะการกระทำดังกลาวอาจจะถูกฟองและตองรับผิดชอบท่ีเรียกวาเปนการ
กระทำแบบ “Abuse of power” หรือ “abuse of authority” การพัฒนาประเทศตามพันธกิจของฝาย
บริหารการบริหารประเทศในสังคมนิติรัฐจึงตองยึดถือกฎหมายเปนสำคัญท่ีสุดฝายบริหารจึงตองเคารพ
กฎหมายและปฏิบัติตามกฎหมาย บุคคลทุกคนเสมอภาคกันตามกฎหมาย ไมมีบุคคลใดอยูเหนือกฎหมาย
หรือมีอภิสิทธ์ิใด ๆ ทั้งส้ิน ไมวาบุคคลนั้นจะเปนเจาพนักงานของรัฐหรือประชาชนท่ัวไป และสิทธิเสรีภาพ
แหง มนุษยชนตอ งไดร ับการยอมรับนับถอื บคุ คลทกุ คนจะมีความผดิ ตอ เมือ่ มีกฎหมายบญั ญัติไวโดยชัดแจง
และจะตองไดรบั การพิจารณาพพิ ากษาของศาลยตุ ธิ รรมท่ีมีอำนาจอิสระเทาน้นั
3. ฝายตุลาการกับหลักนิติธรรม (The Judiciary and Rule of Law) การปฏิบัติหนาที่ของ
ฝายตุลาการจะตองพนจากการแทรกแซงของฝายบริหารหรือฝายนิติบัญญัติ แตไมไดฝายตุลาการจะทำ
อะไรไดตามอำเภอใจทุกอยาง ศาลมีหนาท่ีคุมครองสิทธิ เสรีภาพ ทรัพยสิน ตลอดจน ความปลอดภัยแหง
ชีวิต รางกาย ศาลจึงจะตองปฏิบัติหนาท่ีอยาง อิสระ ดวยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ภายใตกฎหมายเดียวกัน
อยางเสมอภาคจะตองมีหลักค้ำประกันเพ่ือความมั่นคงในการปฏิบัติหนาท่ีของผูพิพากษา “เสรีภาพของ
บคุ คลจะม่นั คงแนน อนเพียงใด กย็ อมแลว แตความเปนอิสระของผพู พิ ากษาในการพจิ ารณาพพิ ากษาคดี
ไมสนับสนุนทฤษฎกี ารลงโทษทฤษฎีใดทฤษฎีหนงึ่ เฉพาะการลงโทษทโี่ หดเหย้ี มทารณุ
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๗
(Cruell) ไรมนุษยธรรม (inhuman) ขอสนับสนุนการใชมาตรการเก่ียวกับการแกไขดัดแปลง
(reformative measures) เทา ทจี่ ะทำได
หลกั นิติธรรม (Rule of Law)
1. การยดึ หลักความเปนอิสระของตลุ าการ
2. ประชาชนอยูภายใตกฎหมายเดียวกันอยางเสมอภาค และไดรับการคุมครองจากกฎหมาย
อยา งทดั เทยี มกัน
3. เจตนารมยใ นการคมุ ครองสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชน
4. การปกครองโดยยึดกฎหมายเปนใหญ และปฏิบัติตามกฎหมายในฐานะที่เปนนิติรัฐ กฎหมาย
นัน้ จะตองเปนกฎหมายยุติธรรม
5. ศาลเปนสถาบันที่พง่ึ พิงสดุ ทา ยของประชาชน
6. ฝายบริหารตองบริหารภายใตบทบัญญัติแหงกฎหมาย และตองเคารพและปฏิบัติตาม
กฎหมาย
7. สงเสริมการเลื่อกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรอยางบริสุทธ์ิและยุติธรรม ปราศจากการ
แทรกแซงของฝายบริหารหรือกลุมอิทธิพลเพ่ือใหไดสมาชิกสภาผูแทนราษฎรท่ีแทจริงของ
ประชาชน
8. สงเสริมและสนบั สนนุ ความศักดิ์สิทธ์ิของกฎหมาย
9. สงเสริมและคมุ ครองหลักแหงการเคารพศกั ด์ิศรีของมวลมนุษย
10. สงเสริมและพฒั นากฎหมายเพ่อื สรา งความสงบสุขใหแ กประชาชนหรอื สงั คมสว นรวม
11. ไมมบี ุคคลใดอยเู หนือกฎหมาย (no one above the law)
ส่ิงที่มีความสำคัญมากสำหรับใชบริหารความสงบเรียบรอยของบานเมืองและการบริหารราชการ
แผนดินตลอดจนการบังคับใชแกประชาชนก็ดี “นิติรัฐ” กฎหมายยิ่งเปนส่ิงสำคัญและมีความจำเปนอยาง
ยิ่ง เพราะบานเมืองจะตกอยูในสภาพท่ีไรกฎหมาย หรือบานเมืองไรข่ือไรแป (Law less state) ไมได
เด็ดขาด ทานโปรดไดจินตนาการวา หากรัฐใด ประเทศใดท่ีตกอยูในสภาพท่ีบานเมืองไรขื่อไรแปนั้นแลว
อะไรจะเกิดข้ึนในรัฐน้ัน เมืองนั้น ประชาชนจอตกอยูในสภาวการณอยางไร ผูปกครองใชอำนาจตาม
อำเภอใจกำลังเปนใหญ เปนความถูกตอง เปนสังคมของความปาเถื่อน ถาจะใหบานเมืองมีความสงบ
เรียบรอย ประชาชนมีความรม เยน็ เปนสขุ ประเทศไดพ ัฒนาเจริญรงุ เรอื งทั้งในทางสงั คมและทางเศรษฐกิจ
ถาประชาชนมีความเคารพนับถือและปฏิบัติตามกฎหมายแลว วาประชาชนจะตองมีระเบียบวินัย
กฎหมายตองมีความศักด์ิสิทธิ์ “การที่มีกฎหมายของบานเมืองดี ประชาชนดี และมีตุลาการดี ยอมทำให
สังคมสวนรวมจะเกิดความรมเย็นเปนสุข แตอยางไรก็ตามกฎหมายเปนเพียงเคร่ืองมือสำหรับกำหนด
ความถูกผิด เพื่ออาศัยหลักวินิจฉัยในการอำนวยความยุติธรรม ไมใชปจจัยสำคัญเพียงส่ิงเดียวในการให
ความยุติธรรม จึงไมควรจะถือวามีความสำคัญยิ่งไปกวาความยุติธรรม หากควรจะตองถือวาความยุติธรรม
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๘
มากอนกฎหมายและอยูเหนือกฏหมายการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี การใชกฎหมายจึงจะมีความหมาย
และไดผลท่ีควรจะไดรับ การอำนวยความยุติธรรมซ่ึงเปนหนาท่ีและความรับผิดชอบของรัฐ ขอบเขตท่ี
กวางขวาง ไมจำกัดตีกรอบเพียงกฎหมายประการเดียว “ความยุติธรรมยอมเปนส่ิงที่ประชาชนทุกคนพึง
ปรารถนา ประชาชนทุกคนมีสิทธิท่ีจะเรียกรองความยุติธรรมจากรัฐ และรัฐก็มีหนาท่ีอันสำคัญที่จะตอง
ดำเนินการใหประชาชนไดรับความยุติธรรมตามกฎหมายโดยท่ัวหนากัน ความยุติธรรมตามกฎหมายน้ีถามี
อยูในบานเมืองใดโดยสม่ำเสมอแลว บานเมืองน้ันก็จะรุงเรืองและม่ันคง แตถาชาติบานเมืองใดไมสามารถ
ใหความยุติธรรมแกประชาชนไดโดยท่ัวถึงประชาชนไดรับความยุติธรรมอยูเปนเนืองนิจ บานเมืองน้ันยอม
จะตองระส่ำระสาย น่ีแหละคือปรปกษตัวสำคัญของความเช่ือถือศรัทธาของประชาชน ความมั่นคงแหง
ประเทศชาต”ิ
ผูพิพากษาจะตองใชความรูความรอบคอบ “ผูพิพากษาเปนผูรักษาความยุติธรรม เปนงานที่ไมใช
งาย แตวาถาทำแลวจะมีการตอบแทนอยูท่ีตัวเอง นับถือตัวเองไดวาเปนผูที่สุจริตบริสุทธิ์และเปนผูที่ขัด
เกลาตัวใหประเสริฐขึ้นไป ใหมีความนับถือตัวเองอยางแทจริง เพราะวิชากฎหมายน้ันเปนวิชาสำหรับคนดี
เปนวิชาและศาสตรท่ีจะทำใหสังคมเกิดความรมเย็นและผาสุก ดังนั้น ผูท่ีจะมาจัดการและบริหารกิจการ
ของกฎหมาย จงึ จำเปน อยางย่ิงวาจะตอ งเปนผมู ศี ีลธรรม คอื เปน คนดีนนั่ เอง”
การพัฒนาหลกั นิติธรรมและสังคมประชาธปิ ไตย
นิติธรรม (Rule of Law) รัฐเสรีประชาธิปไตย (democratic society) กฎหมายจะมีคุณคา
และมีประโยชนก็แตเฉพาะในสังคมท่ีมีเสรีประชาธิปไตย และเคารพหลักนิติธรรมเทานั้น หลักนิติธรรมก็
จะถูกละเมิด สิทธิเสรีภาพสวนบุคคลก็อาจถูกกระทบซ่ึงเปนกฎธรรมชาตินั่นเอง ศาลจะตองมีอิสระอยาง
แทจ ริง เหตผุ ลความชอบธรรม ความถูกตอ ง ความยตุ ิธรรมภายใตบทบัญญัติแหง กฎหมาย
การอำนวยความยุติธรรมและการบริหารจัดการในกระบวนการยุติธรรม เปนภารกิจของรัฐที่
จะตอ งดำเนนิ การอยางมปี ระสิทธิภาพเพื่อใหเ กิดประสิทธผิ ลใหส ูงที่สุด เพื่อใหเ กิดความสงบเรยี บรอ ยและ
สันติสุขในประเทศ ประชาชนไดรับความยุติธรรม ชีวิตรางกาย สิทธิและทรัพยสินของปจเจกชนไดรับการ
คุมครองจากศาลสถิตยุติธรรมอยางเพียงพอและดวยความม่ันใจ กฎหมายเกิดความศักดิ์สิทธ์ิสถาบันศาล
ไดรับการเคารพ เล่ือมใส ศรัทธา อันมีสวนสนับสนุนและเสริมสรางการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของ
ประเทศดวย บา นเมอื งทไ่ี รข่อื แปกฎหมายไรความศักดิส์ ิทธ์ิ ศาลสถิตยุติธรรมไรค วามหมาย ประชาชนไรที่
พงึ่
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๑๙
หมวดท่ี 5
สรปุ เนื้อหาเกยี่ วกบั วชิ านิติปรชั ญา
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๐
บทท่ี 1
สรุปแนวคิดสำนักกฎหมายธรรมชาติ
สำนักกฎหมายธรรมชาตินี้ถือเปนกฎหมายสำนักแรกที่เกิดขึ้นมา ถือเปน ขว้ั ทีต่ รงกันขามทฤษฏี
กฎหมายสำนักปฏิฐานนิยมหรือสำนักบานเมือง (Positive Law) ในอดีตท่ีผานมาก็มีการใชแนวความคิด
ของสำนักน้ีตอสูกับอำนาจรัฐเพื่อเรียกรองสิทธิเสรีภาพตาง ๆ กฎหมายธรรมชาตินี้เกิดขึ้นมาเอง หรือ
เปนกฎเกณฑตาง ๆในเชิงอุดมคติ ซึ่งอยูเหนือกวากฎหมายที่รัฐหรือผูมีอำนาจสรางขึ้นตามแนวความคิด
ของ (Positive Law) ซ่ึงอาจคนพบไดดว ยการใชเหตุผลท่ีเปนนามธรรม เปนการจัดการที่สมดุลระหวาง
ปจเจกชนกบั กลมุ สว นรวม คือ เสรภี าพของบุคคลกบั ความเสมอภาพของทุกคน ถือเปนกฎหมายท่ีอยูใน
อุดมคติ เชือ่ วาคุณภาพของศีลธรรมขน้ั มูลฐานจะตองบรรลุอยูใ นกฎหมาย
ดงั นั้นการเกิดขึน้ ของกฎหมายธรรมชาติ จึงอาจตีความไดวา เปนการแสดงออกซึ่งความบนั ดาลใจ
ของมนุษยท่ีจะมุงม่ันคนหาหลักการอันสูงสง สำหรับกฎหมายที่มนุษยบัญญัติแมจะถูกเยยหยันวาเปน
กฎหมายเพอ ฝนก็ตาม ลกั ษณะท่ีสำคญั ของกฎหมายธรรมชาตจิ ะตองประกอบดว ย
ตองมีความศักด์สิ ทิ ธิ์
ตองมคี วามเปนอมตะ นิรันดร (อกาลโิ ก)
ตอ งมคี วามรอบรู (Wisdom)
ตอ มีเหตผุ ล
จุดเร่ิมตนของกฎหมายธรรมชาติอยูตองที่การอางกันวา กษัตริยไดรับอำนาจจากพระเจาในการ
ปกครอง และก็ใชอำนาจน้ันปกครองประชาชน ความคิดท่ีขัดแยงกันอยู 2 ขั้วน้ี คือพวกปฏิวัติกับพวก
อนุรักษนิยมในประเทศไทยของเราไดรับกระแสดังกลาวท่ีจะเรียกรองหรือมีแนวคิดท่ีกฎหมายในเชิง
เขมขนเชนประเทศในกลุมยุโรปมีนอย ท้ังน้ีเพราะพื้นฐานวัฒนธรรมความเปนชาติตางกัน เชน
รัฐธรรมนญู ไทยประชาธปิ ไตยเรามิไดม าโดยการตอ สอู ยางชนชั้นหรอื การถูกกดข่ี เราไดมาโดยไมร เู นื้อรูตัว
จงึ ขาดจิตสำนึกรวมกนั แนวความคดิ ทเี่ รียกวา Consititutionalism จึงไมม ีอยูในสงั คมของคนไทย
ยคุ ของการพัฒนาในกฎหมายธรรมชาติ แบง ออกเปน 5 ยคุ ดังตอ ไปนี้
1. ยุคโบราณ (กรีก – โรมัน)
2. ยุคมืด
3. ยคุ ฟน ฟู
4. ยุคชาตริ ัฐนิยม
5. ยคุ ปจจุบนั
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๑
เนน วามนษุ ยควรสนใจที่จะศึกษาธรรมชาติ ธรรมชาตสิ อนมนุษยไดมามากมาย โดยจดุ เริ่มตน มา
จาก Haraclitus (เฮราคริตุส) นักปรัชญาเมธีที่มีเชื่อเสียงซ่ึงไดกลาววา “มนุษยไมอาจจะกระโดดสู
กระแสธารไดสองครั้ง แกสารของชีวิต คือ ธรรมชาติ” กรีกในสมัยโบราณนั้นไมไดเชื่อวากฎหมายเกิด
จากเจตนาหรือความตองการของผูปกครอง กฎหมายนั้นอยูเหนือโครงสรางของรัฐ เหนือรัฐธิปตย รัฐ
แทจริงแลวก็คือสมาคมท่ีอยูภายใตกฎหมาย ในบทละครตาง ๆ ในสมัยนั้นก็มีสวนสนับสนุนกฎหมาย
ธรรมชาติ เปนตนวาแมเธอจะฝาฝนกฎหมายของกษัตริย แตวาเธอมิไดฝาฝนละเมิดหลักของธรรมชาติ
ซึ่งไมมีการจารึกไวและกฎหมายน้ีเปนกฎหมายท่ีมีคุณคาเหนือกฎหมายใด ซึ่งตางกับแนวความคิดของ
Positive Law ท่ีเนนใหประชาชนตองเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายโดยไมคำนึงถึงวากฎหมายนั้นจะ
เปนธรรมหรือไม ซ่ึงท่ีผานมาในอดีตแนวคิดของสำนักนี้ก็มีท้ังเฟองฟูและเส่ือมลงไปตามลำดับ แมจะมี
ความขัดแยงกับพวกโซฟสตท่ีอาง Right of the strong ผูท่ีแข็งแรงกวา คือ ผูใหความยุติธรรม Pato
เองก็แสดงความคิดเห็นถึงนครเอเธนที่เส่ือมไปวาเกิดจากการหลงบูชาและเส่ือมศีลธรรมในกฎหมาย ซ่ึง
Patoเช่ือวาคนเราน้ันมีความไมเทาเทียมกันทางปญญา ผูมีคุณธรรมความฉลาดเทานันที่ควรใหเปน
ผูปกครองเพียบพรอมดวยคุณธรรม มิใชรัฐท่ีปกครองดวยกฎหมายเพราะกฎหมายที่ไมคำนึงถึงศีลธรรม
(ปฐ) หยากเกินไปท่ีจะมาสัมผัสถึงความซับซอนของชีวิตประชาติได (คงจำไดถึงแนวความคิดเรื่องรัฐอุดม
คติท่ีหามกษัตริย หรือผูปกครองทำการสมรสมีบุตร ท้ังน้ีจะไดปราศจากกิเลส ไมสะสมคอรัปชั่น) แต
อยางไรก็ตาม Aristotleยังมีความเห็นวาแมจะไดผูนำดังท่ีPatoไดกลาวไวแลว แตก็ไมมีสิ่งใดที่เปน
หลักประกันไดวาผูท่ีเปนราชปราชญนั้นจะไมกระทำความผิด (ทำผิดศีลธรรม) ดังนั้นตองมีการสราง
หลกั ประกนั ขนึ้ ไดแ ก กฎหมายธรรมชาตทิ ่ีมเี หตผุ ล กบั ธรรมชาติ เหตุผล ความดี ควรจะมคี วามรูส ึก
หางจากอารมณและตัณหา (ซึ่งก็สอดคลองกับพวกธรรมชาตินิยม หรือ Stoic) ทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ
เปนทฤษฎีกฎหมายในเชิงนิติปรัชญาในยุคแรก ๆ ที่เกิดในสมัยกรีก แตมารุงเร่ืองในยุคโรมัน โดยมีนัก
คิดที่สำคัญ ๆ ในแตละยุคที่ควรตองจดจำและอางอิงได เพ่ือที่จะใหเปนแนวในการแสดงความคิดเห็น
ตอไป
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๒
ยุคกรีก ยุคโรมัน Natural Law ยุคฟน ฟู(ปฏิรปู ) ยคุ รว มสมัย
เฮราครสิ ตุส Cicero ยคุ ศกั ดินา(ยคุ มดื ) ฮูโก โกรเธียส ฟลุ เลอร
Aristotle St.โทมสั อไควนัส ฟนิช
ลอ็ ค Rosco Pund
Pato รุสโซ
มองเตสกิเออ
สแตมมเ ลอร
ซิเซโร (Cicero) เปนผูประสานความคิดของสำนัก Stoic โดยนำกฎหมายโรมัน (Jus Civil)
มาผสมกันกับกฎหมายคนตางดาว (Jus Gentium) ปรัชญากฎหมายธรรมชาติในยุคมืด ยุคท่ีศาสน
จักรมีความเจริญรุงเรืองตอ งการใหกฎหมายสอดคลอ งกบั คำสอนของพระเจา ดังนนั้ ศาสนจักรจึงเขา มามี
อิทธิพลเหนือรัฐ ซ่ึงนักวาโทมัส อไควนัส ไดพยายามเชื่อมวิธีคิดแบบเหตุผลนิยมของAristotleกับ
เจตนานิยมของพระเจาเขาดวยกัน วาหลักการโองการของพระเจาคือท่ีมาของกฎหมายธรรมชาติ
อำนาจของฝา ยศาสนจักเทา น้นั ท่สี มควรถอื วา เปนอำนาจอธิปไตยแทจริง
ตอมาในยุคฟนฟูปฏิรูป เปนยุคที่ฝายอาณาจักร (บานเมือง) ไดรวมตัวกันเปนปกแผน สลัด
พวกศาสนจักรใหหมดอิทธิพลไปได และยุคน้ีเองท่ีเปล่ียนแปลงความคิดของกฎหมายธรรมชาติวามิใชมา
จากพระเจาแตมาจากเหตุผลนิยมท่ีเกิดขึ้นจากสติปญญาของมนุษยเทานั้นเปนบอเกิดของกฎหมาย
ธรรมชาติในยุคน้ีมีการเคล่ือนไหวกฎหมายธรรมชาติท่ีจะลมระบบศักดินาท่ีมีอยูในยุคกลางใหหมดไปและ
จะนำไปสูการเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมือง ในยุคท่ีกฎหมายธรรมชาติเส่ือมไปในศตวรรษที่ 18 และ
19 เปนยุคลัทธิชาตินิยม คือทำเพื่อชาติ เพื่อชุมชน ละเลยปจเจกชนไป ซ่ึงปจเจกชนท่ีสำคัญของ
กฎหมายธรรมชาติ และมีความเจริญทางวิทยาศาสตร ความคิดในเชิงประจักษวาท (Empirical) คือ
สัมผัสจับตองได และสำนัก Utility Law โดยกฎหมายธรรมชาติถูกมองวาเปนเรื่องของศาสนาศีลธรรม
ไป จะนำไปใชบังคับกับประชาชนซ่ึงไมใชพระไมได แตก็มีความพยายามท่ีจะนำกฎหมายธรรมชาติ
กลับมาใหม โดยสแตมมเลอร ชาวเยอรมัน ผูประกาศวา “กฎหมายธรรมชาติอันมีเน้ือหาแปรเปลี่ยน
ได” การตัดสินในคดีสมัยนาซีท่ีอิงกฎหมายธรรมชาติมาใช ถือเปนการกลับมาอีกครั้ง ดังจะเห็นไดจาก
ปฏญิ ญาสากลวาดวยสิทธิมนษุ ยชนขององคการสหประชาชาติ ค.ศ. 1948 ทเ่ี กิดขึ้นในเชงิ อิงกับกฎหมาย
ธรรมชาติ ซึ่งก็เปนแนวกฎหมายธรรมชาตทิ ี่รวมสมยั ที่เนน (กฎหมาย ยุติธรรม ศลี ธรรม) ในยุคน้ีมีความ
ยืดหยุนสูงและประนีประนอมมาก โดยกลาววา แมกฎหมายที่ขัดกับอุดมคติ ยุติธรรม ก็ไมยืนยันวาเปน
โมฆะ ซึ่งแตเดิมจะเปนโมฆะ ดังน้ันการที่มีนักวิจารณบางคนวาหมดสิ้นไปแลว กฎหมายธรรมชาติเปน
ซากศพของการศึกษา คงไมเปนความจริง ทั้งนี้ เพราะกฎหมายธรรมชาติไมเคยตาย และจะยังคงมี
ชีวติ อยตู อไป หากแตบ างชว งบางโอกาสจะสวางและหรแ่ี สงลงไปบางเทานน้ั เอง ไมถ งึ ข้ันแหงการดับสญู
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๓
ในยุครวมสมัย ฟุลเลอร เชื่อวาวัตถุประสงคของกฎหมายเปนขอสำคัญของกฎหมาย ไมอาจจะ
วัดกันเพียงแตขอเท็จจริงทางสังคมลวน ๆ กฎหมายถือเปนเครื่องตอบสนองความตองการของมนุษย
เปน พ้นื ฐานปจ จยั 4 อยา งสมบรู ณ กฎหมาตองมีศีลธรรมและจะตอ งประกอบไปดว ย
หลกั ชน้ี ำ การเผยแพร
กฎหมายไมมผี ลยอ นหลงั
ชัดแจงไมข ดั แยงกัน
มีความมนั่ คงแนนอน
มีความกลมกลนื กบั กฎเกณฑท ่ีใชอ ยู
ซ่ึงหากทำการศึกษาอยางจริงจังแลวจะพบวาฮารท (Positive Law) กับ ฟุลเลอร (Natural
Law) มีวิวาทะแสดงความขัดแยงกันอยูเสมอ สวนฟนิชจะเนนท่ีคุณประโยชนพ้ืนฐานและสิ่งจำเปนเชิง
วธิ ีการพ้ืนฐานที่จะเปนกฎหมายธรรมชาติ ถือวาเขาเปนนักกฏหมายธรรมชาติยุคใหมที่ผอนคลายลงกวา
รุนเกา ๆ โดยจะพบวาเขาแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับกฎหมายที่ไมเปนธรรมวา แมบางคร้ังจะมีบางแต
ก็ตองทำตาม ไมดื้อแพง ประทวง (ตามแนว Natural Law ดั้งเดิม) ท้ังนี้เพราะอาจเกิดความวุนวาย
ตอระบบกฎหมายสวนใหญไดสว น Roscoe Pound กเ็ ปน อกี ผูห น่งึ ของสำนกั กฎหมายธรรมชาติ เนน ที่
โครงสรางของสังคม กลไกของสังคม “วิศวกรรมสังคม” แตตอนบ้ันปลายชีวิตก็จะละท้ิงแนวความคิดนี้
กลบั ไปสกู ฎหมายธรรมชาตใิ นยุคด้งั เดมิ อกี ในปจจุบนั น้ี ท้ังกฎหมายสำนัก Positive Law และ Natural
Law ตางก็มีแนวโนมท่ีผอนคลายลงมาก ดังจะเห็นไดจากคำกลาวของ ฟนิช ถึงการเชื่อฟงกฎหมายท่ี
แมวาบางคร้ังจะไมยุติธรรมไปบาง และการกลาวของฮารทที่เนนวากฎหมายตองดูท่ีเจตนาในอันไดแก
ศีลธรรม (เนื้อหาอยางนอยท่ีสุดของกฎหมายท่ีเขากลาวไว) กฎหมายธรรมชาติตองเนนบทบาท
ความคิดในเนื้อหาของกฎหมาย และเนนท่ีรูปธรรมใหมากข้ึนเพื่อทำใหเกิดการยอมรับ ซึ่งจุดบกพรองก็
มี ไดแก ความคลุมเครือ ความไมเปนวิทยาศาสตร เปนอภิปรัชญาสูงเกินไป ซ่ึงตางกับ Positive
Law ท่ีเปนธรรมชาติ มีกระบวนการกฎหมาย มีสถาบัน มีระบบกฎหมายท่ีชัดเจนกวากฎหมาย
ธรรมชาติ
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๔
บทที่ 2
สรปุ แนวคิดทฤษฎปี ฎิฐานนิยมหรือสำนักกฎหมายบา นเมือง
สำนักน้ีไดเร่ิมกอตัวในราวศตวรรษที่ ๑๙ ถึง ๒๐ ซึ่งเปนคูแขงกับสำนักกฎหมายธรรมชาติ กฎ
ศีลธรรมซงึ่ กอ ตัวมากอนหนาน้ีเปนพัน ๆ ป นักคดิ นักปราชญเมธที ี่สำคญั ของสำนักน้ี เชน โสกราตสี ซึ่งจะ
เห็นไดวาการที่เขายอมที่จะใหประหาร (ดื่มยาพิษ) ฆาตัวตายน้ัน เนื่องจากหากเปนคำส่ังของกษัตริย
(รัฐาธิปตย) ผูมีอำนาจแลว ตองปฏิบัติตามแนวกฎหมายน้ันจะไมชอบ ไมเปนธรรมก็ตามแนวความคิก
แบบปฎิฐานนิยม -Positive Law) นอกจากน้ีออสติน (Austin) , ฮารท (Hart) , สวนเบนเธม (Bentham)
เขาเปนนักคิดกลุมทฤษฎี Utility แตกม็ ีแนวคดิ โนมเอยี งมาทาง Positive Law อยูมาก เบนเธมน้ันมีความ
เช่ือวาทฤษฎีนี้วาในธรรมดาของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไป มีความขัดแยงกันสำหรับสิ่ง ๒ สิ่ง ไมควร
นำเอาวิธีคิดที่เปนแบบวิทยาศาสตรมาจับเสมอไป ควรท่ีจะนำเอาวิธีคิดศาสตรในดานอื่น ๆ มา
พิจารณาประกอบดวยและตองพยายามมองใหเปนเอกภาพเดียวกันของเร่ืองที่มีความขัดแยง นักคิดใน
กลุม Positive Law นี้มองกฎหมายในลักษณะที่มีความตรงขามกับพวกอุดมคติ จิตนิยม ซึ่งพวกนี้มัก
นิยมบอกวาความรูนั้นไมมีตัวตน แตทฤษฎี Positive Law น้ีเนนวากฎมายน้ันตองเกิดข้ึนโดยความจำเปน
ของสิ่งท่ีปรากฏเปนวัตถุมิใชเกิดข้ึนลอย ๆ โดยอนุมานหรือนึกเอาตามธรรมชาติ ซ่ึงก็เปนความเช่ือมั่นท่ี
ขัดแยงกับสำนึก Natural Law แบบเปนเสนขนานก็วาได เกี่ยว กับเร่ืองน้ีหากพิจารณาขอเขียนของ ส.
ศิวลักษณ ก็เคยแสดงความเห็นทำนองวา ทฤษฎีกฎหมายสำนกั นี้สว นสวเสริมตอ ความทารนุ แรงปาเถ่ือน
ในกฎหมายนาซีเยอรมัน นั้นคือสำนัก Positive Law จะไมสนใจอยางอื่นย่ิงไปกวาอำนาจของผูปกครอง
การนำเอาทฤษฎีน้ีมาใชอ าจถูกมองวาเปน การนำเอาระบบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยม าปกครองกไ็ ด
ทั้งนี้เพราะระบอบการปกครองดังกลาวเชื่อม่ันในอำนาจของผูปกครอง (รัฐ) แมบางคร้ังคำ
พิพากษาของศาลฎีกาก็เคยออกมาใหถือวาคำส่ังประกาศของคณะปฏิวัติเปนกฎหมายโดยชอบหรือใช
บังคับไดเปนรัฐาธิปตยในเวลาน้ัน ๆ (คำพิพากษา ๑๖๒๒/๒๕๐๕) โดยสรุปสำนัก Positive Law เชื่อวา
กำหมายนั้นเปนผลผลิตที่สรางขึ้นมาของผูที่มีอำนาจรัฐ (รัฐาธิปตย) กฎหมานั้นตราออกมาไดโดยผูที่มี
อำนาจในการออกกฎหมายในขณะน้ัน กฎหมายนั้นมิไดจำเปนตองคำนึกถึงกฎหมายธรรมชาติ กฎแหง
ศีลธรรม ความยุติธรรมแตประการใด การยืนหยัดของกฎหมายเกิดจากการตกลงปลงใจของคนในสังคม
ผานผูปกครอง ดังจะเห็นไดวาคำกลาวของออสติน (Austin) ท่ีวา “การดำรงอยูของกฎหมายกับ
ความชอบธรรมของกฎหมายเปนคนละเรื่องกัน” กฎหมายสมบูรณไดดวยเอง ไมตองอาศัยจริยธรรม
ศีลธรรม ความยุติธรรมใด ๆ กฎหมายคืออะไร กับคำวากฎหมายควรจะเปนอยางไร ตองแยกออกจาก
กันโดยเดด็ ขาด
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๕
ทฤษฎี Positive Law มองวากฎหมายสมบูรณอยูที่สภาพบังคับ กฎหมายที่มาจากรัฐธิปตย
สมบูรณอยูเสมอ มนุษยนั้น คือ ผูสรางกฎหมายมิใชรับโอนถายทอดมาจากพระเจา หรือส่ิงล้ีลับธรรมชาติ
ใด ๆ
ฮารทไดแบง Positive Law ออกเปน
1. กฎหมายคอื คำสั่งบญั ชาของมนุษย
2. ตอ งวเิ คราะหแนวคิดของกฎหมาย
แยกออกจากแนวคดิ ของศาสตรต าง ๆ (ศีลธรรม จรยิ ธรรม)
๓. สังคม การเมือง ศีลธรรม ไมจำเปนตองใชพิจารณากฎหมาย น่ันคือไมตองสัมพันธกับ
ศีลธรรม
นักนิติศาสตรไมใชเปนผูที่มีหนาที่มาดูวากฎหมายฉบับไหนดีอยางไร ตองเปนหนาท่ีของนักนิติ
บัญญัติ หรือนักปรัชญาจริยธรรมเทานั้น แมกระท่ังกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ยังทรงตรัสวา “ กฎหมาย
เกิดจากผูปกครองแผนดินท่ีอนุญาตเทานั้นใชบังคับ” กฎหมายจึงเปนขอบังคับของรัฐที่จะกำหนดความ
ประพฤติ ผูใดหรือบุคคลใดกระทำการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามก็จะตองถูกลงโทษ ความยุติธรรมท่ีสำนัก
Positive Law เช่ือถือเปนปลายทางของกฎหมาย กลุมนักคดิ กำหมายเปนเครอ่ื งมือของผทู ่ีมีอำนาจในการ
ปกครอง ผูมีอำนาจเปนผูเปล่ียนแปลงไดตาง ๆ กฎหมายจึงไมอาจกอใหเกิดความยุติธรรมที่แทจริงแก
มนุษยได
สำหรับพวกโซฟสต (Sophists) น้ีเปนพวกหน่ึงท่ียึดคุณธรรมแบบอัตนิยมเปนสำคัญ นอกจากน้ี
หากไดมีการพิจารณาถึงยุคศักดินามาจนถึงรัฐชาติสมัยใหม ก็เลยเปนเครื่องกระตุนใหนึกวาเปนความจำ
เปนของรัฐท่ีจะตองมีอำนาจเด็ดขาด เพื่อจัดการสังคมท่ีเปล่ียนแปลงไป รัฐยอมมีความชอบธรรมตางๆ ที่
จะตรากฎหมายออกมาบังคับใชโดยที่ไมมีขอแมใด ๆ ซึ่งในแงนี้เองท่ีเปนท่ีมาของการกอตัวกันของ
Positive Law แมแตฮอปส (Hobbes) ก็เคยแสดงความคิดเห็นวา กฎหมายถูกกำหนดโดยอำนาจและ
ยืนยันอำนาจไมจำกัดของรัฐาธิปตย ซึ่งก็เปนเชิงสนับสนุน Positive Law อยู อิทธิพลความกาวหนาทาง
วิทยาศาสตรแ ละวิธคี ิดแบบวิทยาศาสตรเปน ตัวสนบั สนนุ สำนักน้ี (ประจักษว าจา) ความคดิ ของมนษุ ยน ้ัน
มากจากประสบการณ การสรางสรรค ความรู ซึ่งคำสอนแนวน้ีตอมาไดมีการแตกยอดออกมาเปน
สำนักปฏฐิ านนิยมในศตวรรษที่ ๑๙ นัน่ คือในสวนที่ Positive Law รบั ถา ยทอดมา จะตองเชื่อถอื ในเร่ือง
ความคิดท่ีเปนวิทยาศาสตรของกฎหมาย ความมีเหตุผลที่จะอางอิงได สังเกต สัมผัส พิสูจน ไมเลื่อน
ลอย ในตัวของกฎหมายตองสมบูรณอยูในเอง ไมจำเปนตองไปผูกติดสัมพันธกับความยตุ ิธรรม จริยธรรม
ของเพียงตราออกมามีสภาพบังคับเด็ดขาด และผูมีอำนาจในการตรากฎหมายอยางถูกตอง (รัฐาธิปตย)
และชอบธรรมกเ็ ปนการเพียงพอแลว
เบนเธมแมจ ะจัดอยูในนักคิดกลมุ Utility Theory แตย งั เปน ผทู ี่มคี วามคิดเชิง Positive Law อยู
บางพอสมควร ท้ังน้ีเพราะวาทั้งสองสำนักนี้ตางก็มีแนวความคิดท่ีมีความสอดคลองและตรงกันท่ีวาไมเห็น
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๖
ดวยกับบกฎหมายธรรมชาติ ซ่ึงไมสามารถที่จะมองเห็นถึงตัวตนท่ีแทจริงของได คือไมสามารถท่ีจะจับ
ตองหรือสัมผัสไดน่ันเอง (ทฤษฎี Utility น้ันเนนเน้ือหาสาระอยูที่ความสุขเปนเปาหมายสำคัญ) ทั้ง
Utility Theory และ Positive Law) ตางก็ไดรับอิทธิพลจากแนวความคิดประจักษวาจา (เนนการับรู
สัมผัส ประสบการณ) ของเดวิท ฮูม เชนเดียวกัน นั่นก็คือการที่จะพิจารณากฎหมายวากฎหมายดีหรือเลว
นั้นใหดูจากผลที่เกิดขึ้นแกมนุษย โดยที่จะตองมีนักนิติศาสตรเชิงวิเคราะห เปนผูพิจารณา แตทั้งน้ี ฮูม
เองก็ไมเห็นดวยกับการท่ีผูพิพากษาน้ันจะเปนผูใชเหตุผล จติ วิเคราะหในเร่อื งของความยุติธรรม คือการท่ี
ผูพพิ ากษาแกก ฎหมายได เปลย่ี นหรือตคี วามกฎหมายไดน่ันเอง
โดยลักษณะภายนอกหรือโทษของกฎหมายนี่เอง ที่ทำใหคนเคารพกฎหมาย ดังนั้นกฎหมาย
ระหวางประเทศจึงขาดสภาพบังคับ ที่เปนรูปธรรมท่ีชัดเจนเหมือนกันกฎหมายแพง กฎหมายอาญา หรือ
กฎหมายอื่น ๆ ท่ีมีสภาพบังคับ แตในความคิดเห็นของ ออสติน น้ันไดใหความเห็นวา พันธะทาง
กฎหมายนัน่ แหละคือ กฎหมายระหวางประเทศ
ท้งั นี้ ออสตนิ ไดท ำการแยกกฎเกณฑออกเปน ๒ ประการดวยกนั กลาวคอื
1. กฎเกณฑท ่ไี มใ ชกฎหมาย อาทเิ ชน กฎทางเคมี กฎทางฟสกิ ส กฎไฟฟา เปน ตน
2. กฎเกณฑท่ีเปนกฎหมายซึ่งตองตรากฎหมาข้ึนใชเอง คำวาสภาพบังคับท่ีกฎหมายตอง
มีในท่ีนี้มิใชแตเพียงโทษทางอาญาเทาน้ัน แตใหหมายความรวมถึง รัฐาธิปตยตองเปนหนึ่งเดียว ไมมีการ
แบงแยกการใชอำนาจนี้ ซึ่งก็มีการวิจารณถึงชองโหวในทางทฤษฎีอยูเชนกัน เน่ืองจากในการสงอำนาจ
จากรัฐาธิปตยหน่ึงไปยังอีกรัฐาธิปตยหนึ่ง ไมพิจารณาถึงความชอบธรรมในการไดอำนาจมาเลย คือ
อาจจะมาจากปฏิวัติ รัฐประหาร ก็ได ดังที่พวกสำนัก Positive Law มีกลาววา “No Law Can be
Unjust” นั่นหมายความวา แมกฎหมายท่ีไดมาน้ันจะขัดกับรัฐธรรมนูญ สิทธิเสรีภาพของประชาชน ใน
ระบอบประชาธิปไตยก็ตามกถ็ ือใชบังคับได ดังนีอ้ งคประกอบท่สี ำคัญจึงอยทู ี่
- กฎหมายตองมีภาววสิ ัย (ชัดเจน)
- มีความแนนอน
- มั่นคง
ฮารทเปนนักคิดในกลุม Positive Law แนวใหมกวากลุมของออสติน เบนเธม น่ันก็คือ ใน
ความคิดของพวกแนวเกาจะมองกฎหมายแตเพียงในแงของตองเปนคำสั่งของรัฐาธิปตยท่ีมีอำนาจสูงสุด
เทา น้นั แตในกลุมความคิดสมยั ใหมในแนวของฮารท นัน้ จะมใิ ชเปนการเปลี่ยนหลักการของ Positive Law
ออกไปแตประการใด คงเปนเพียงเสริมเนนกฎหมายใหมีความสมบูรณ และถูกตองมากย่ิงขึ้นเทาน้ัน
ทั้งน้ีเพ่ือใหประชาชนสนับสนุนแมหลักการของกฎหมายจะมาจากผูมีอำนาจก็ตาม กฎหมายท่ีจะเปนท่ี
ยอมรับในสังคมไทยจะตองมีระบบ มีมาตรฐาน ประสิทธิภาพ มีลักษณะเปนนิติรัฐ (Legal States) มี
บรรทัดฐาน น่ันคือนักปฏิฐานนิยมรุมใหมที่มีแนวคิดมุงเนนไปอยูที่วากฎหมายนั้นควรตองมองเขาไปถึง
ภายใน ดูถึงความเหมาะสม การเปนท่ียอมรับของประชาชน แตก็ยังยืนยันแนวความคิดพ้ืนฐานของ
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๗
Positive Law แบบของออสตินท่ีวา กฎหมายไมตองเปนตองควบคูไปกับศีลธรรม กฎหมายจะมีอยู
หรือไม หาใชดูที่ความชอบธรรม ศีลธรรม ซ่ึงบางครั้ง ฮารทเองก็ยอมรับถึงความลำบากเหมือนกันในการ
กลาวเชนน้ี แตก ็ยังคงยืนยันอยูเชนเดมิ ตามแนวความคิดพ้ืนฐาน ดังนน้ั เม่อื กฎหมายไมไ ดม าจากศีลธรรม
ความดีงาม จึงสามารถที่จะเปล่ียนแปลงแกไขได ซ่ึงแนวคิดของเขาคอนขางสอดคลองกับประชาธิปไตย
ที่วากฎหมายไมเหมาะสมก็สามารถทำการแกไขได แมฮารทจะยืนอยูบนหลักเดียวกันกับ ออสติน และ
เบนเธม ก็ตาม แตฮารทก็ยังมีความคิดคัดคานทั้งสองคนที่วากำหมายคือคำส่ังตองปฏิบัติตาม
ไมเชนนั้นมีโทษ สภาพบังคับ การแสดงออกลักษณะสุดโตงเชนวานี้ ฮารทไมเห็นดวย เขาเนนวากฎมาย
คอื กฎหมายที่ตอ งเคารพ แตลกั ษณะภายในของกฎหมายตองมีความเหมาะสมและประชาชนตอ งสามารถ
วิพากษวิจารณได (มีสิทธิ) น่ันคือ เปนระบบท่ีสรางข้ึนมาใหม โดยเรียกวา “กฎเกณฑของสังคม” เพื่อ
ปกครองการกระทำของมนุษยในสังคมและเปนกฎเกณฑที่มีการปฏิบัติกันมาชานานแลวของมนุษย จุด
ตางท่ีสำคัญของ Positive Law และ Natural Law อีกประการหนึ่ง คือ Positive Law น้ันจะพิจารณา
กฎหมายแตเพียงเปนนิยามและขอเท็จจริง สวน Natural Law จะมองลงไปที่สัจธรรมของมนุษยและ
โลก ในสวนของฮารทเองก็ทำการศึกษา Natural Law อยูบางและก็เห็นดวยบางสวน เปนตนวา
ศีลธรรมก็มีสวนอยูบางกับกฎหมาย คือ มีบางเล็กนอยในเรื่อง เนื้อหาอยางนอยที่สุดของกฎหมาย
ธรรมชาติ ฮารทเนนวาระหวา งกฎเกณฑก บั ความเคยชนิ ระวงั จะปะปนกัน เชนคนขบั รถเหน็ ไปแดงก็หยุด
รถ แตในขณะหยุดน้ันก็เปดวิทยุฟงเพลงไปดวยเชนน้ีก็เห็นไดวาการหยุดรถในตอนแรกน้ัน หยุดเพราะ
กฎเกณฑ สวนการเปดวิทยุฟงเพลงน้ันเปนความเคยชิน ฮารทจึงสรุปไดวาเร่ืองใดเปนกฎเกณฑ คือ
กฎหมายตองถือลักษณะภายนอก คือตองทำสม่ำเสมอ กฎปฐมภูมิคือกฎหมาย กฎทุติยภูมิ คือการใช
กฎหมายของเจาหนี้ท่ีรัฐ ดูวามีผูใดฝาฝนกฎหมายนั้น คือกฎทุติยภูมิสรางข้ึนมาเพื่อทำใหกฎปฐมภูมิมี
ความสมบรู ณถกู ตอ ง คอื ใหเจา หนาที่มีอำนาจสรางประสิทธิภาพกบั กฎหมายได
กฎทุติยภมู ิ
1. ตอ งเปน กฎที่พสิ จู นว ากฎใดเปน กฎหมาย
2. เปนกฎท่ีกำหนดกฎเกณฑใ นการแกไขกฎหมายวา มขี นั้ ตอนอยา งไร
3. เปนกฎท่ีกำหนดกฎเกณฑในการวินจิ ฉัยกฎหมาย
ดังนั้นการรวมตัวของกฎทุติยภูมิกับกฎปฐมภูมิจึงเปนระบบกฎหมาย ขอท่ีนาสังเกตเกี่ยวกับ
แนวความคิดของฮารท ก็คือ แมฮารทจะเนนที่ภายในกฎหมายดูถึงความถูกตองชอบธรรมบางก็จริงอยู
แตประสิทธิภาพแลวก็เปนอันวาใชได กับประชาชนที่ไมมีเสียง คือฮารทมิไดมองกฎหมายเปนสิ่งที่เปน
แบบแผนความประพฤติที่สมบูรณพรอมทุกอยางในการกำหนดชี้ขาดสิทธิของตน ดังพวก Positive Law
ยุคดั้งเดิมเหมือนในสมัยของออสติน เบนเธม เช่ือนั้น ฮารทมีลักษณะของแนวคิดท่ีประสาน
ประนีประนอมมากกวา ทั้งนี้เพราะเขาใจในแนวคิดของพวก Natural Law ปรัชญากฎหมายธรรมชาติ
น้ันเนนที่สัจจธรรมของโลก ชีวิต ดังนั้นจึงตองการใหศีลธรรมมามีผลในกฎหมาย ซ่ึงเขาเองก็มีวิวาทะกับ
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๘
นักกฎหมายธรรมชาติยุคหลัง ๆ เชน ฟุลเลอรที่เชื่อใน Moral Quality กฎเกณฑไมสามารถดำรงอยูได
โดยปราศจากศีลธรรม กฎหมายตองไปคูกับศีลธรรมกฎหมายมีขึ้นเพื่อสนองรับกับศีลธรรมของบานเมือง
ดวอรก้ิน (Dworkin) นักกฎหมายธรรมชาติอีกคนหน่ึงก็เนนถึงวา ศีลธรรมเปน ธรรมควรมีอยูใน
กฎหมาย ดังเชนในคดีที่ดวอรกิ้นไดยกข้ึนกลาวอางท่ีวา หลานไดฆาปูเพ่ือท่ีจะประสงครับมรดก ถาหาก
ตามทางที่ไดพิจารณาวาพินัยกรรมยกใหหลาน หลานก็นาจะมีสิทธิในมรดกตามพินัยกรรม แต
Common Law คำนึงถงึ ศลี ธรรม โดยไดม ีการอา งวา
- บุคคลหลายอาจถอื ประโยชนจากการที่ตนฉอ ฉลได
- บุคคลอาจถือประโยชนจากความผิดของตนเอง จากอยุติธรรมของตน หาอาจไดทรัพยจาก
อาชญากรรมของตน ซง่ึ ดวอรก นิ้ กม็ ักอางเสมอ ๆ ถงึ คดนี ้วี า ในกฎหมายมีศีลธรรมปนอยู
กลาวโดยสรุปก็คือ ฮารท น้นั เปน กฎหมาย Positivism Law แตมิใชอยูใน Positivism Lawในยุค
ตน ๆ(ยุคออสติน) เขามองเขาไปในกฎหมายดวยวาตองชอบดวยกฎหมาย (ไมสุดโตง) ดังน้ันเขานาจะเปน
ผูทเี่ ปน ตวั ประสานในระหวา ง ๒ ขว้ั ซ่ึงมคี วามขดั แยงน้ไี ดระหวางอำนาจกบั ศีลธรรม (Positivism
Law กับ Natural Law ) โดยไมเสียหลักการของเขา ในการท่ีจะพัฒนาสังคมไปสูอีกภาวะหน่ึงท่ีดีขึ้น
ได
มนี ักคิดอีกคนหนงึ่ ท่ีสำคัญน่ันก็คือ เคลเซน ที่มีแนวความคิดเก่ียวกับทฤษฎีกฎหมายบริสุทธิ์ ซ่ึง
เนนวากฎหมายนั้นเปนบรรทัดฐานของสังคม โดยยืนอยูบนแนวความเดียวกันกับ Positivism Law โดย
เห็นวาการแยกปญหาวากฎหมายคืออะไร กับ กฎหมายควรเปนอยางไรนั้นออกจากกัน โดยเน้ือแทแลว
กฎหมายก็คือบรรทัดฐาน (Norm) ที่กำหนดวาส่ิงใดทำแลวชอบหรือไมชอบดวยกฎหมาย Norm เปน
สงิ่ ทีม่ นษุ ยควรจะตอ งปฏบิ ัตอิ ยางแนน อน ซึ่งเคลเซนกลา ววา กฎหมายนต้ี างจากบรรทดั ฐานอ่ืนๆ ตรงที่มี
สภาพบังคับ การลงโทษ การขมขู โดยกฎหมายหรือวิชาท่ีเก่ียวกับกฎหมายน้ีมิใชเร่ืองธรรมชาติ แต
กฎหมายเปนวิทยาศาสตรและมีเหตุผล กฎหมายมิใชเครื่องตรวจวัดความเปนจริงธรรมชาติ แตเปนการ
ตรวจวัดความเปนจริงที่กำหนดได น้ันคือทฤษฎีกฎหมายบริสุทธ์ิของตนมีรากฐานที่เปนวทิ ยาศาสตร แต
ก็มีบางจุดที่เคลเซนไมเห็นดวยกับออสตินที่วากฎหมายคือคำสั่ง เพราะการกลาวเชนน้ีมีจิตวิทยาปนอยู
สวนเคลเซนนั้นตองการใหเปนวิทยาศาสตรลวน ๆ ทฤษฏีของออสตินแทบจะไมไดรับความใจเลยใน
ขณะที่เคลเซนยังมีชีวิตอยู แตหลังจากที่เคลเซนไดถึงแกค วามตายไปแลว น้ันไดรับอิทธิพลอยา งใหญหลวง
ตอ การพัฒนาการของระบบนิติปรัชญาในอังกฤษ ส่ิงทเี่ คลเซนเชื่อก็คือกฎหมายเปนวิทยาศาสตร แตก็มี
การทดลองได น้ันคืออาจมีผลท่ีเปลี่ยนแปลงไปได แตผลน้ัน ๆ ตองอธิบายๆได ไมตายตัวที่ถาไมทำ
ปฏิบัติตามแลวตองไดรับโทษ เคลเซนเปนผูที่สรางแนวความคิดท่ีวา หวงโซแหงความสมบูรณ นั้นคือ
กฎหมายเปนบรรทัดฐาน ความสมบูรณของกฎหมายไดมาจากบรรทัดฐานขั้นมูลฐาน (รัฐธรรมนูญ) การ
จะพิสูจนว าบรรทัดฐานใดเปนกฎหมาย ก็ตองดูวากฎหมายออกมาโดยบรรทัดฐานอื่นที่มีอำนาจเหนือกวา
ไดใหอำนาจไวหรือไม อาทิเชน การหามสูบบุหรี่บนรถประจำทางเปนกฎหมายไดเพราะมีกฎกระทรวง
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๒๙
คมนาคมใหอำนาจไว มีพระราชกฤษฎีกา พระราชบัญญัติ รัฐธรรมนูญใหอำนาจไวเปนลำดับ น่ันคือ
กฎหมายออกมาเปนบรรทัดฐานตองมีกฎหมายที่เหนือกวารับรองออกมาเปนกฎหมายจึงสามารถใชบังคับ
ได และกฎหมายที่รบั รองก็ตอ งมศี กั ดสิ์ ูงกวา ท่จี ะมารับรองอกี จนถงึ บรรทัดฐานข้ันมลู ฐาน (รฐั ธรรมนญู )
ซ่ึงเคลเซนเชื่อวา ถามีคนออกกฎหมายมีประสิทธิภาพท่ีดี กฎหมายน้ันก็จะชี้ขาดไดวาชอบหรือไมชอบ
ดวยกฎหมาย ท้ังนี้จึงพอที่จะสรุปแนวความคิดของเคลเซนไดวา ความสมบูรณของกฎหมายนั้นอยูตรงที่
มีบรรทัดฐานข้ันมูลฐาน (รัฐธรรมนูญ) อันมาจากจารีตประเพณี แนวคิดของนักปราชญรับรองหรือไม
ถามีก็ถือวาใชได ลักษณะการดูกฎหมายท่ีมีลำดับ ๆ กฎหมายนั้นสูงขึ้นไปเรื่อง ๆ นี้ เรียกวา “หวงโซ
สมบูรณ (Basic Norm)”
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๐
บทท่ี 3
สรุปแนวคิดทฤษฎีอรรถประโยชน
สำนักนี้ถือเปนนิติศาสตรเชิงจริยศาสตร บทบาทของ Utility ไดรับการสนับสนุนโดยนักคิดกลุม
Positive Law ดังจะเห็นไดจากแนวความคิดท่ีใกลเคียงกันอยางยิ่งระหวางJeremy Bentham John
Austin ฮารท ทฤษฎี Utility น้ีถือวาJeremy Benthamเปนตนแบบ เนนจริยธรรมทางกฎหมายหลัก
นิติศาสตรชี้ขาดกฎหมายวาเปนเชนไร ซึ่งตางกับ Positive Law กลุมปฏิฐานนิยมในแงวาทฤษฎีนี้เชื่อวา
รัฐเปนผูสรางกฎหมาย Utility หรือสำนักอรรถประโยชนนิยมนี้เนนที่ประโยชนนิยมหรือการนิยมการท่ีมี
ความสุข เปนปรัชญาที่ชี้วาความดีงาม หรือสิ่งใดจะดีงามไดส่ิงน้ันตองสรางใหเกิดความสุข น่ันคือ เนน
ในการที่รัฐจะออกกฎหมายมาสรางความสุขใหแกประชาชน สังคม นั่นคือ “ความสุขแกคนจำนวนมาก
ท่ีสุด” มีนักคิดท่ีสำคัญในกลุมนี้ อาทิเชน Jeremy Bentham มิลล ซิควิด ฮูม พริสลีย น่ันคือ
สำนกั อรรถประโยชนจ ะช้ีวา นติ บิ ญั ญัติในการออกกฎหมายตอ งมจี ริยธรรม โดยคำนงึ ถงึ
ลกั ษณะเพง อนาคตเปน ใหญ เนน ผลลัพธอนั จะเกิดขึ้นในอนาคต
มองความสุขในแงดีเสมอ เนนท่ีการไมเสมอภาคในความสุขนั้น ๆ ไมสนใจใด ๆ
ท้งั สนิ้ มุง เพม่ิ ความสขุ แมจะมผี ลเปน การไมเสมอภาคในความสขุ นน้ั ๆ กอ็ าจ
ลักษณะเอกนิยม เนนศีลธรรมประการเดียว คือ ความถูกตอง ไมมีพหุนิยมหรือ
หลกั การอ่นื ๆ ไมคำนงึ ถึงเสรภี าพหรือเสมอภาคใด ๆ เลย
ทฤษฎีนก้ี ำเนินข้ึนราวศตวรรษที่ 18 โดย 3 นกั คดิ Jeremy Bentham มิลล ชิควดิ เนน วา
ทำอยางไร ปจเจกชนจะอยูอยางมีความสุขได มีคำถามมาแตโบราณ(กรีก – โรมัน) แลววา ฉันซ่ึงไมใช
เรา จะมีความสุขอยูไดอยางไร ใหมีท้ังความสุขและความสำเร็จสมบูรณในชีวิต เนนที่ (Individual)
นอกจากนี้ก็ยังมีปรัชญาเมธีกรีกโบราณ อาทิเชน Arislippus Demcritus Epicurus ท่ีเนนสุขนิยม
สำนักคิดสโตอิคน้ีมีแนวความคิดคอนขางสอดคลองกับ โสกราตีส Pato Aristotle คือเนนการดับ
ความอยากของรางกาย คือ ใหเหตุผลวาคนเราไมไดเกิดมาเพ่ือสบายแตเกิดมาเพ่ือทำในส่ิงท่ีถูกตอง
เพื่อใหสอดคลองกบั ธรรมชาติ Patoเองก็ถือวา ภูมปิ ญญาสำคัญทส่ี ุด อาจกลาวไดวาแนวความคิด Utility
ของJeremy Benthamน้ีมีอิทธิพลตอJohn Austinมาก ท้ังนี้เพราะJeremy Benthamเปนอาจารยข อง
John Austin โดยพยายามสอดแทรกใหเสรินิยมปจเจกชนมาแทนท่ีศักด์นิ า สมบูรณาญาสทิ ธิราชยแ บบ
เกา เปนคลื่นลูกใหมท่ีเกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมคือ เศรษฐกิจ ทุนนิยม การเมือง เสรี
นิยม จริยธรรม คือ Utility ดังนั้นจึงถือวาเปนจริยธรรมใหมของสังคม พัฒนามาจากความคิดของฮูม
ซง่ึ ฮูมกม็ ีบทบาทพอควรในการลบลา งความคดิ แบบสโตอคิ
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๑
ฮูมเนนวาความสุขน้ันถาทำแลวนำมาสูตัวก็ควรทำ แตอยาเปนทาสของอารมณ ความอยาก
(พรีสลืย “ความสุขสูงสุดกับประชาชนจำนวนมากที่สุด”) Jeremy Benthamกลาววา มนุษยมีชีวิตที่
ตองพบความสุข ความทุกข เพราะมีนคือนายเหนือหัวของมนุษย ในการที่คนจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม
ตองช่ังดูกอนวาดี เลว สุข หรือทุกข ความสุขถาทำแลวดี ทำแลวสุขนอย ก็มีสวนเลวปน ดังนั้น
ความสขุ ในความหมายของJeremy Benthamก็มคี วามหมายท่วั ไปตามที่ผคู นเขา ใจ 14 ประการ คือ
สขุ สัมผสั มัง่ ค่ัง
มสี ามารถชำนาญการ สขุ มติ รภาพ
สขุ ชือ่ เสยี ง อำนาจ
เชอ่ื ถอื ศาสนา เมตตากรุณา
อาฆาตมาดรา ย ทรงจำ
คาดหวัง คบคาติดตอ กัน
บรรเทาเจ็บปวด นับถือกนั
ความคิดของJeremy Benthamเนนที่ปจเจกชนนิยม ความสุขมาจาการกระทำซึ่งเปน Utility
แนวเกาสวนแนวใหมนั้นสิ่งที่ทำลงเปนความดี ความสุข ถูกตองตามกฎเกณฑจึงลงมือทำ (Utility เชิง
กฎเกณฑ) Jeremy Benthamตอตา นแนวคิดอภิปรัชญาอยางรุนแรง แตมีผูวิจารณJeremy Bentham
วาคามสุขความทุกขที่ศึกษานี้ก็มีเปนลักษณะนามธรรมเชนกัน จะพิสูจนไดอยางไร ซ่ึงJeremy
Benthamก็โตไปวาคามสุขท่ีตองการแสวงหา ความทุกขที่ตองการหลีกเลี่ยงนี้ไมตองพิสูจน เพราะมัน
เปนตวั พิสจู นส่ิงอืน่ อยแู ลวในเมอ่ื คนทกุ คนตอ งการความสุข ดังนัน้ ก็ตองยอมรับ Utility วามสี ว นชว ยลด
การขัดแยงใหเหลือเพียงความไมลงรอยในเร่อื งของขอ เท็จจริงแหงอนาคต เนอ่ื งจากการกระทำของมนษุ ย
อยูภายใตความสุขกับความเจ็บปวด คนท่ีมีความสมบูรณจริง ๆ ตองทำได 2 อยางคือ ตนเองตองมี
ความสุข ชุมชนก็มีความสุข ดังน้ันกฎหมายตองบัญญัติ เพื่อจัดหาใหความสุขดำรงอยู เพ่ือความม่ันคง
เสมอภาพ ซึ่งความม่ันคงสำคัญที่สุด Jeremy Benthamไมยอมรับสำนัก Natural Law ท่ีอางสิทธิ
มนุษยท่ีมีอยูตามธรรมชาติ โดยอางวาจะทำใหบานเมืองวุนวาย คือ ตองเนนท่ีระบบกฎมายทั้งหมด ท้ัง
กฎหมายอาญาที่ลงโทษปาเถ่ือนก็ควรยกเลิก การทรมาน การทำใหเจ็บปวด ทั้งน้ีก็มีผลไปถึงราชทัณฑ
กฎหมายปองกันสิทธิเสรีภาพแกเด็ก สตรี สัตวเลี้ยง ทาส แตท่ีดูจะเปนจุดเดน คือ กฎหมายวิธี
พิจารณาความและกฎหมายพยาน คอื ทำใหศาลและระบบการรับฟง พยานดมี ีประสิทธภิ าพ
ทฤษฎี Utility ของจอหน สจวต มิลล ซึ่งเปนชาวอังกฤษและเปนลูกศิษยของJeremy
Bentham โดยมิลลเนนที่การแหปญหาความเสมอภาพ เด็ก สตรี คนยากไร สวัสดกิ ารสังคม อิงไปทาง
พวกสังคมนิยมทำใหมิลลดูหางจากหลัก Utility ของJeremy Benthamท่ีเนนความสุข จุดท่ีตางอยู
ตรงทJ่ี eremy Benthamนั้นใหความสุขทป่ี ระชาชนจะไดร บั เทากันหมด แตมิลลมีความสุขอยหู ลายระดับ
คือมีสุขในความรัก สุขในความรู สุขในคุณธรรม สุขในความงาม ซ่ึงเช่ือวาเปนสุขท่ีประเสริฐกวาโลกีย
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๒
สขุ ทั่วไป เนนวาโลกของปญญา เหตุผลสงู กวาโลกกายภาพท่ัวไป ทำใหอ าจมองไดวา มลิ ลจ ะเปน Utility
เชิงอุดมคติ คือเนนวา “ความสุขสวนตัวก็มีได แตสังคมก็ตองสุขคูกัน” ซ่ึงJeremy Benthamไมเนน
สังคมเขาเนนปจเจกชน สุขคนเดียว นอกจานี้มิลลยังกลาววาควรรักตนเองใหเทากับรับเพ่ือนบาน ความ
ยุติธรรมในความหมายของมิลลกินความไปถึงสิทธิท่ีจะไดรบั ความยุติธรรมดวย ในเมื่อมีใครมาของจากเรา
เปนสทิ ธิของคนทุกคนท่ีจะไดรบั มันจากคนอ่นื มลิ ลเช่ือวา รฐั จะจำกันเสรภี าพของประชาชนไดก็ตอเม่ือส่ิง
นั้นเปนอันตรายตอผูอ่ืน ไมเชนนั้นรัฐจะเขามาแทรกแซงเสรีภาพการดำรงอยูของประชาชนมิได ตรงจุด
น้ีจงึ เห็นไดวา มลิ ลตางจาก Utility อ่ืนๆ ท่ียอมใหรัฐเขาจำกัดเสรีภาพไดระดับหนึ่ง แต Utility อนื่ ๆ ไม
ยอม ดังนั้นในความคิดของมิลลจึงมีคำ 3 คำ ซ่ึงเปนอุดมคติอยากแกการเขาใจ (ความสุข ยุติธรรม
เสรภี าพ)
โดยสรุป สำนักน้ีมองวาประโยชนสุขของประชาชน คือ กฎหมายสูงสุด แตมีผูวิจารณJeremy
Benthamวา
คนเราจะมีความสขุ เทากนั ไดอยางไร คนเราไมใชภ าชนะ จะเอาความสุขมาใส ทุกขมา
ใสคนละเทา ๆ กันดงั ทฤษฎไี มไ ด
ความไมเปนธรรม บางคนอาจมีความสุขมากคนเดียว คนอื่นมีนอย สูมีไมมากดีกวา
แตมีความสุขเทา ๆ กัน คือ มีนอย ๆ แตมีเสมอกัน แต Utility สำนักน้ีก็แยงวา
ตองใหความสุขแกคนรวย ชนช้ันสูงกอน ในที่สุดสุขเหลานั้นก็จะกระจายไปทั่วสังคม
เอง ตองรอเวลา และอดทน
ทฤษฎี Utility น้ี ขาดความชัดเจนของการชี้ถูกผิดของศีลธรรม คือ Utility รับสิ่งที่ผิด
ศีลธรรมไดเสมอ หากสิ่งนั้นจะทำใหเกิดความสุขสวนรวม เชน คนไขเจ็บปวดจะตาย หมอชวยฉีดยาฆา
ใหตายก็ไมนาจะมีกฎหมายลงโทษวาหมอไมดี เพราะชวยคนไขพนทุกข สำนักน้ีจะไมรูสึกผิดใด ๆ ท่ี
จะขมขูใคร เชนคนวิกลจรติ ที่ไปวางระเบิดในที่สาธารณะ ใหบอกที่ซอนเพื่อความปลอดภัยของสวนรวม
หรือ เชน ก ยืมปน ข มามีกำหนดวันสงคืน แตถารูวาคืน ข ก็จะฆาตัวตาย เชนนี้ไมคืนก็ได เนน
ความสุขมากกวาเนนวิธีการ นั่นคือ Utility ของใหผลลัพธสุดทายสุขก็เพียงพอแลว แมวาวิธีการจะชั่ว
รา ยไปบาง เชน ไปปลนเงินคนรวยเพ่ือนำมาใหคนจนน่ันเองโครงสรางในชีวิตความเปนมนุษยของคนเรา
ไมวาจะเปนคนชาติใดก็ตามในโลกนี้ มักเก่ียวของกับเรื่องสำคัญ ๆ ใหญอยู 3 ประการ คือโครงสราง
สังคม เศรษฐกิจ และความเชอ่ื ทีเ่ กย่ี วกบั จกั รวาล
ถาจะกลาวโดยสรุปแลวตองพิจารณาใหหมดทุกสวนท้ังสังคม โดยจะเห็นไดวาโครงสรางทาง
สงั คม น้ันเปน ส่งิ ท่ีสะทอ นใหเห็นวา มนุษยน ั้นเปนสัตวส งั คม ที่จะตองอยรู วมกันกับผอู ื่นเปนกลุม ๆ จึงจะ
ดำรงชีวิตอยูได โดยตองมีความสัมพันธระหวางตอกันและสังสรรคกัน เพ่ือดำเนินชีวิตใหอยูรอดรวมกัน
ได สวนการแสวงหาวัตถุท่ีจำเปนกับการดำรงชีวิตรว มกันอยางมีระบบ แตความตอ งการทางวัตถุน้ีก็
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๓
มกั เปนเรอ่ื งทีก่ ระตนุ ความอยากความโลภท่เี ปนความตองการเฉพาะตวั อันเปน ความรสู ึกเยยี่ งสัตวเด
รัจฉาในโลกทั้งหลายได และเปนส่ิงที่นำไปสูการมีอำนาจและความม่ันคงท่ีสรางความแตกตาง
ระหวางมนุษยดว ยกันเอง ก็ทำใหเกดิ ความขดั แยง ท่รี งุ แรงไดในชวี ติ ความเปน อยูรวมกันในสังคม
สำหรับในเร่ืองความเชื่อและจักรวาล เปนสิ่งที่แสดงใหเห็นถึงความแตกตางอยางส้ินเชิงของ
มนุษยกับสัตวโ ลกอ่ืน ๆ เพราะการเปนสัตวสังคมของมนษุ ยน้ันเรอื่ งของจกั รวาลและความเชอ่ื นั้นเปนเร่ือง
ของมนุษยโดยเฉพาะ เนื่องจากวาธรรมชาติไดสรางใหมนุษยมีวิวัฒนาการตางจากสัตวสังคมธรรมดา มา
เปนสัตวมนุษยท่ีมีความสามารถในการเรียนรู การคิดคำนึง และการใชภาษาในการสื่อสารกันดวยระบบ
สัญลักษณต า ง ๆ
ความรูความเขาใจในเรื่องโลกที่อยูใกลตัวเองและที่หางไกลออกไปในจักรวาล ซึ่งบางอยางก็อาจ
หาคำตอบหรือพิสูจนดวยความจริงได แตก็มีอีกมากมายท่ีขามพนความเปนจริงจนหาคำตอบไมได เลย
เกิดเปนเร่ืองของความเชื่อข้ึนมาแทน เพราะฉะน้ันความเช่ือจึงเปนสวนหนึ่งของความเปนมนุษย มนุษย
ทุกรูป ทุกวัย และทุกแหง ตางสัมพันธกับความเชื่อทั้งนั้น การทำอะไรยอมมีความเชื่อปะปนอยูดวย
เสมอ เพราะเปนส่ิงที่ทำใหเกิดความม่ันใจและมีกำลังใจข้ึน ถาหากขาดสิ่งเหลานี้เสียแลว ก็ไมอาจทำ
ใหอะไรใหบรรลุเปา หมายทดี่ ไี ด
ความเช่ือมีอิทธิพลตอชีวิตมนุษยท้ังในระดับปจเจกบุคคลและระดับสังคม ก็คือความเชื่อท่ี
เกี่ยวกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ มีหลายส่ิงหลายอยางที่มนุษยไมอาจจะตอบได เลยตองยกใหเปนเรื่อง
ของส่ิงนอกเหนือธรรมชาติไป ดังแตกอนก็อาจมีคำถามวา โลกและธรรมชาติท่ีเห็นทุกวันนี้เกิดขึ้นได
อยา งไร เม่ือหาคำตอบไมไดก็มคี วามเช่อื วา มพี ระเจา หรือส่ิงศกั ดิ์สทิ ธ์ิสรา งขึน้
สาระสำคัญในความเชื่อส่ิงนอกเหนือธรรมชาติก็คือ ความเช่ือในพลังแหงอำนาจท่ีจะดลบันดาล
ใหเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ไดในจักรวาล และพลังแหงอำนาจดังกลาวนี้ก็คือ ส่ิงที่ควบคุมทุกสิ่งทุก
อยา งในจักรวาลนนั่ เอง ทำใหเ กิดสิ่งทีเ่ ปน ระบบความเชอ่ื 2 อยา ง คือ ศาสนา และ ไสยศาสตร
ศาสนาเปนความเช่ือที่มนุษยสยบตอส่ิงนอกเหนือธรรมชาติ เชนการกราบไหว เคารพเชื่อถือ
และออ นวอนใหชวยคมุ ครอง
ไสยศาสตรเปน ความเช่ือทีม่ นุษยพยายามควบคุมอำนาจเหนอื ธรรมชาติเพ่อื ใชใ หเ ปนประโยชนแก
ตนเอง เสมือนกับการใชเทคโนโลยีในปจจุบัน หากนำเอาแนวความคิดของ แมกซ เวบเบอร ท่ีให
ความเห็นวา สิ่งที่ทำใหสังคมพัฒนาข้ึนเปนสมัยใหม คนในสังคมน้ันจะตองมีความคิดในเร่ืองการมีเหตุผล
(Rationality) และเกิดกระบวนการแยกส่ิงท่ีเปนความเช่ือทางศาสนาออกจากทางโลก (Secularization)
แลว ก็อาจกลา วไดวา คนไทยสว นใหญในปจจุบันยังไมม ลี กั ษณะทจี่ ะเปน คนสมัยใหมได
จริงอยูที่ความเชื่อในสิ่งนอกเหนือธรรมชาติน้ันเปนของสากลที่มีอยูในบรรดามนุษยทุกรูปทุก
ภาษา แตทอ่ี ่นื ๆ เหมือนมีพฒั นาการไปในเรอื่ งที่
1. คลายความสำคัญในเรื่องไสยศาสตร เพราะเปนเรื่องทง่ี งงาย
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๔
2. มีการปรบั เปลี่ยนศาสนาใหม ลี กั ษณะเปน อภปิ รัชญามากข้ึน
กลาวคือ สรางส่ิงที่เปนเหตุผลมาอธิบายใหสำคัญกวาความเช่ือในเร่ืองอภินิหารตาง ๆ แทน แต
ในสังคมไทย ความเชือ่ ทางไสยศาสตรก ลับเพม่ิ พูนข้นึ มาจนลำ้ หนา ความเชอื่ ทางศาสนา ท่ีจริงแลว พิธีกรรม
ไสยศาสตรนัน้ อยูปะปนกนั กับศาสนา เชน นมี้ าจาก
- สภาพแวดลอมทางภูมิประเทศของประเทศบานเมืองเปนสำคัญ เพราะเปนส่ิงที่มนุษย
ควบคุมไมไดดวยเทคโนโลยีหรือวทิ ยาศาสตร เพราะฉะน้ันสิ่งที่จะชวยใหเกดิ ความพอดกี ับการดำรงชีวิตจึง
เปน เร่อื งที่จะตอ งสยบตอสงิ่ นอกเหนือธรรมชาตใิ หช ว ยควบคุมธรรมชาติให
- สืบเนื่องมาจากความเชื่อในเรื่องที่วาสิ่งทั้งหลายอยางในธรรมชาตินั้นกลายเปนส่ิงท่ีมีจิต
วิญญาณทส่ี ามารถใหคุณและใหโทษกับผูคนได
- การเพ่ิมของประชากรจากการเคล่ือนยายถ่ินฐานจากที่อ่ืนเขามา ทำใหผูคนในสังคมนั้น
มคี วามหลากหลายเผาพันธุ ที่สังคมมีความจำเปนตองทำใหเกิดบูรณาการทางวฒั นธรรม กลายเปน ชนชาติ
กลุมเดียวกันใหไดสิ่งท่ีจะทำใหเกิดบูรณาการเชนนี้ได นอกจากตองอาศัยผูนำท่ีชาญฉลาดแลว ยัง
จำเปน ตองสรางระบบความเช่อื ใหค รอบงำคนเหลานัน้ ใหเปน อันหนึง่ อนั เดียวกนั ใหจงได
แตความเชื่อที่มีมาแตเดิมน้ันไมมีศักยภาพพอท่ีจะสือสารและโนมนาวใหผูคนท่ีตางเผาพันธุและ
ภาษามาเปนอันหนึ่งอันเดียวกันไดจึงตองอาศัยระบบความเชื่อและอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากภายนอกที่มี
ศักยภาพมากกวามาเปนกลไกล เหตุน้ีศาสนาใหญ ๆ ท่ีมาจากอินเดีย คือ พุทธศาสนาและศาสนาฮินดู
ที่เจริญกวาความเชื่อพื้นเมือง ทั้งในดานศิลปวัฒนธรรม อักษรศาสตร และหลักปรัชญา จังไดรับการชัก
นำเขามาเปนศาสนาท่ีสำคัญของบานเมือง ดังนั้นพระพุทธศาสนาเถรวาทในดินแดนประเทศไทยท่ีมีชา
นานน้ัน คือศาสนาท่ีแทจริงที่เปรียบเสมือนรมเงาขนาดใหญที่กางทะมึนครอบงำประเทศอยูแตวาภายใน
ใตรมเงาของรมทมึนนี้เต็มไปดวยลัทธิความเช่ือและประเพณี พิธีกรรมท่ีเปนทั้งศาสนาและไสยศาสตร
นานาชนดิ เคลือ่ นไหวไปมาอยางซบั ซอ น
ดังนั้นการสรางความกลมกลืนกับธรรมชาติและจักรวาลเปนความนิยมของคนไทยมากกวาการท่ี
จะทำอะไรเพื่อการควบคุมสภาพแวดลอมและจักรวาล (เปนความความคิดทางคานิยมที่แตกตางกัน
ระหวางตะวันตก กับ ตะวนั ออก )
ประวัติศาสตรสวนหน่ึงของโลกตะวันตกต้ังแตคริสตศตวรรษที่ 17 เปนตนมา เปนประวัติศาสตร
ของความพยายามของมนุษยในการเปน "เจา" เหนือโลกธรรมชาติ การพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตร
และอุตสาหกรรมโดยใชแนวความคิดลทั ธิทุนนิยมนำทางการพัฒนาในสมัยตอมา ลวนชวยสงเสริมการมอง
โลกธรรมชาติวาเปนเพียง "วัตถ"ุ ท่มี นษุ ยจะตองจบั จอง จดั การ และใชเพ่ือจุดหมายของมนุษย
ในปจจุบัน คนในโลกตะวันตกเร่ิมหยุดคิดถึงความเลือนลางของเสนแบงระหวางความสำเร็จใน
การใชโลกธรรมชาติเปนเคร่ืองมือของมนุษย กับความหายนะทางสภาวะแวดลอมอันเปนผลของ
"ความสำเร็จ" น้ี คำถามที่วาโลกตะวันตกประสบความสำเร็จหรือความลมเหลวกันแน เปนคำถามที่
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๕
นักวิชาการเร่ิมหันมาพิจารณา เน่ืองดวยผลของการพัฒนาเริ่มเปนที่ประจกั ษชัดแกสายตา ไมวาจะเปนผล
ทางความเสื่อมสภาพของดิน น้ำ อากาศ หรือโลกชีวภาพโดยรวม หรือการลดนอยถอยลงของปริมาณของ
"ท่ีมาแหง ทรพั ย" หรอื ทรัพยากร
ในปจจุบัน โลกตะวันออกเองก็กำลังประสบกับปญหาของผลของการ "พัฒนา" ท่ีตกอยูกับโลก
ธรรมชาติ ความพยายามท่ีจะเปนประเทศอุตสาหกรรมใหมท่ีไดรับการเสริมสงดวยโลกทัศนทุนนิยม
วทิ ยาศาสตรข องตะวันตกท่ีมองโลกธรรมชาติเปน เพียง "วัตถ"ุ และ "ทมี่ าแหงทรัพย" มีอทิ ธิพลสำคัญทำให
โลกตะวนั ออกตอ งประสบกับปญ หาสภาวะแวดลอ มจนถงึ ขน้ั วกิ ฤตเชน กนั
คำถามท่ีนักวิชาการในโลกตะวันออกและตะวันตกกำลังถามก็คือ ทำอยางไรจึงจะคลี่คลายปญหา
สภาวะแวดลอมทางธรรมชาติท่ีเขาข้ันวิกฤตน้ีได ทำอยางไรจึงจะชวยใหโลกธรรมชาติกลับฟนคืนสภาพท่ี
จะเอ้อื ตอการมชี วี ติ ที่มีคุณภาพของมนษุ ยไดตอไป
คำตอบหน่ึงที่ดูจะชัดแจงสำหรบั คนในสมัยท่ีเทคโนโลยีกำลังเจรญิ กาวหนาก็คือ ตองแกโดยอาศัย
เทคโนโลยี แตกระน้ันนักวิชาการสวนหน่ึงก็เห็นตระหนักวาการคลี่คลายวิกฤตการณทางสภาวะแวดลอม
โดยอาศัยความรูทางเทคโนโลยเี ทานน้ั เปน การแกป ญหาที่ปลายเหตุ ตนเหตทุ ี่แทจ รงิ ของวิกฤตการณืนี้อยู
ท่ีทัศนคติของมนุษยเกี่ยวกับสิ่งท่ีอยูรอบขางอันไดแก ทัศนคติตอโลกและจักรวาล ตอกำเนิดของโลกและ
จักรวาล ตอการเกิด ชีวิตและความตาย ตอความสัมพันธระหวางตัวเองกับผูอื่น และท่ีสำคัญคือ ทัศนคติ
เกี่ยวกับความสัมพันธืของตัวเองกับสวนที่เหลือในโลกธรรมชาติทั้งสวนที่มีชีวิตและไมมีชีวิต ทั้งหมดนี้อาจ
เรยี กไดวา "โลกทัศน" นักวชิ าการสว นน้ีเชอ่ื วา ตนเหตุสำคัญของวกิ ฤตการณสภาวะแวดลอมทางธรรมชาติ
คอื ทัศนคติหรือโลกทัศนของมนุษยท่ีมองความสัมพนั ธระหวางตนเองกับโลกธรรมชาติในรูปลักษณของสิ่ง
ท่ีมีคาในตัวเอง (มนุษย) กับ "วัตถุ" (โลกภายนอก) ที่มีอยูเพ่ือใหมนุษยนำมาใชตามอำเภอใจ และเมื่อโลก
ทัศนเ ปนเชนน้ี ความรทู างเทคโนโลยีก็ถกู นำมาใชเ พือ่ จัดการกบั โลกตามทศั นคติหรือโลกทศั นดงั กลาว
เมื่อมองวาวิกฤตการณดังกลาวจะตองแกไขที่โลกทัศนของมนุษย ความรับผิดชอบในภาระ
ดังกลาวจึงอยูทนี่ ักปรชั ญาท้งั หลายท่ีจะวิเคราะหและแกไ ขวิธีการหรือกรอบการมองโลกของมนษุ ย เพ่อื ให
ไดมาซึ่งแนวทางในการปฏิบัติของมนุษยตอโลกธรรมชาติท่ีจะเอ้ือตอความอยูรอดของทั้งมนุษยและโลก
ธรรมชาติ
โดยเฉพาะอำนาจในการปกครองแผนดิน ซึ่งของเดิมเปนสิ่งที่ไดมาจากอำนาจนอกเหนือ
ธรรมชาติ ในรูปท่ีแสดงออกดวยการประสานประเพณีพิธีกรรมทางศาสนาและไสยศาสตร หรืออีกนัย
หนึ่งมาจากเบ้ืองสูงในจักรวาล ทำใหเกิดกฎเกณฑ บทบัญญัติ และจารีต ในการดำรงชวี ิตอยรู วมกันของ
สังคมมนุษย การควบคุมความเปนอยูของมนุษย ในเร่ืองการใหรางวัลสำหรับผูประกอบความดี และการ
ลงโทษผกู ระทำความผิด มที งั้ ทางตรงและทางออ ม
ทางตรงก็คือ การบันดาลใหเกิดส่ิงท่ีดีหรือไมดีแกชีวิตผูนั้น ในทางออมนั้นผานลงมายัง
พระมหากษัตริยห รอื ผนู ำในการออกกฎหมายควบคมุ และการลงโทษผูประพฤติผดิ เพราะฉะนน้ั ความเชื่อ
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๖
ในเรื่องพระมหากษัตริยหรือผูนำผูปกครองจึงเปนเร่ืองที่ไมมีการเคลือบแคลงหรือวิพากษวิจารณ แตเปน
การยอมรับโดยดุษฎี สิ่งน้ีนำไปสูการยอมรับสถานภาพที่ไมเทาเทียมกันของผูนำในสังคมที่มาจากชาติ
กำเนิดและบุญบารมีของบุคคลระดับตาง ๆ ในกลุม ชนชน้ั ปกครอง แตตอ มารฐั แบบทุนนิยมเสรี ทม่ี อง
เศรษฐกิจเปนตัวกำหนดชีวิตความเปนอยูของประชาชน ซ่ึงจะเนนความเปนอิสระเสรีแบบปจเจกบุคคล
นิยม อันเปนผลทำใหการดำเนินการอยางใดท่ีมุงเนนความเปนสวนรวมและความสัมพันธกับสิ่งท่ีเกี่ยวกับ
ความสงบสุขทางจิตวญิ ญาณเทา ทส่ี งั คมมนุษยก็คอ ย ๆ หมดไป
แตถามองกันอยางลึกซึ้งลงไปถึงวัฒนธรรมของผูคนสวนใหญในสังคมไทยแลวก็อาจจะกลาวไดวา
ไมมียุคใดในประวัติศาสตรไทยที่ผานมาจะวิกฤตเทากับยุคที่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีครอบงำประเทศ
อยูในขณะนี้ อันสงผลใหเกิดประเด็นหลายประการ ไมวาจะเปนการแยงทรัพยากรกันระหวางบุคคลกลุม
ตา ง ๆ ในสงั คม มีการทำลายสภาพแวดลอ มและระบบนิเวศนจนมผี ลกระทบตอ การดำรงชีวิต นอกจากนี้
ก็ยังทำใหเกิดการโยกยา ยถิ่นฐานของผูคน ซึ่งคนสวนใหญในสงั คมถูกกลอมและมอมเมาจากลทั ธิความ
เช่ือเศรษฐกิจแบบทุนเสรี ใหกลายเปนบุคคลท่ีมองอะไรเพื่อตัวเอง เพื่อพวกพองตนเอง ในลักษณะ
ท่ีเปนปจเจกบุคคลจนตกขอบ ชนื่ ชมและลุมหลงตอความตอ งการทางวัตถุ จนกลายเปน การพัฒนาท่ี
ไมไดดุลยภาพของความเปนมนุษยไป แตความสมดุลตาง ๆ ในสังคมนั้นนาจะเปนสิ่งท่ีแกไขได ถา
หากเขาใจในเร่ืองปญหาท่ีเกี่ยวกับชีวิตวัฒนธรรมอยางถูกตอง เพราะปญหาความเดือดรอนที่เกิดข้ึน
ในขณะน้ี(สังคมโลก) หาใชปญหาทางเศรษฐกิจแตเพียงอยางเดียวไม หากเปนปญหาทางจิตใจและ
จิตวญิ ญาณอยา งสำคัญดว ย
ดังน้นั ถาหากขาดระบบความเชื่อทางศาสนาจงึ จะเปนภัยอยางมหันตแ กมนษุ ยชาติ เพราะศาสนา
คือส่ิงท่ีจะจรรโลงการอยูรวมกันของมนุษยในสังคม ซ่ึงก็คือการจรรโลงความเปนมนุษยน้ันเอง ถาไมมี
ศาสนาเสียแลว ครอบครัวซึ่งเปนหนวยท่ีเล็กท่ีสุดของสังคมก็จะแตกแยก และชุมชนก็หมดความหมาย
ความเปนคนหรือมนุษยก็จะหมดไป เหลือเพียงความเปนมนุษย (สัตวสังคมท่ัวไป) ที่เนนความเปนปจเจก
บคุ คลอยา งสุดขอบ และการแสวงหาความสขุ ท่เี หน็ แกตัวทางวัตถแุ ตเพยี งโสดเดียว ซึง่ เปน สงิ่ ทจี่ ะนำไปสู
การทำลายตัวเองและสังคมมนุษยใ นที่สุด (ความเห็นแกตัว และมนุษยน้ันมิสามารถท่ีจะดำรงตนอยูไดคน
เดยี วแตเ พยี งลำพังไม)
สิ่งท่ีจะสามารถทำการปรับเปล่ียนสังคมมนุษยเพื่อใหอยูรวมกันอยางสงบสุขนั้นตองมีการพัฒนา
และเปลี่ยนแปลงไปในทางที่สอดคลองกันอยางยิ่ง แตในแตละสังคมยอมมีความแตกตางกันไปโดยเฉพาะ
วัฒนธรรม (วัฒนธรรม หมายถึง วิถีชีวิตมนุษยในแตละสังคม อันเปนผลของการที่มนุษยเรียนรูจาก
ธรรมชาติและจากสังคมมนุษยดวยกัน แลวส่ังสมประสบการณท่ีเรียนรูน้ันไวปรับตัวถายทอดและ
ปรับเปลี่ยนตามเหตุปจจัยที่ไมเคยหยุดน่ิง) ในทุกสังคม-วัฒนธรรมยอมมีพลวัต (Dynamism) พลวัต
เปนตัวการสำคัญก็คือ มนุษย ผูเพียรสูกับปญหาส่ิงทาทายตาง ๆ แลวสราง “โลก” ของมนุษยข้ึนมาให
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๗
ผิดแผกแตกตางโลกของพืช สัตว และสรรพสิ่งท้ังปวง แลวหวนกลับมาใชสรรพส่ิงทั้งหลายท่ีแวดลอม
มนุษย เพ่ือเปล่ียนแปลงโลกตามมโนทัศนและความสามารถของมนุษยอยางไมรูจบ โดยสังคม-วัฒนธรรม
นั้นไดผานขั้นตอนจากการเปนหมูบาน เปนเมือง แวนแควน เปนอาณาจักร จนปจจุบันเปนรัฐชาติ
และมีแนวโนมท่ีจะเปน องคขามชาติเหนือรัฐ โดยการควบคุมกลุมน้ันก็จะใหหลัก กำลังคน ใครควบคุม
ไดเขม แข็งท่ีสดุ กวา งขวางทีส่ ุด ผูน้นั ก็มอี ำนาจมากทส่ี ดุ (might is right)
คนสวนใหญขาดความมั่นใจในการดำรงตนและการปรับตัวท้ังในวันน้ีและวันหนา จึงตองการ
แสวงหาทิศทางและความเปนไปไดจึงทมุ เทความสนใจใหแ กส ารคดที ส่ี รางสรรคสังคมมากขน้ึ
เร่ืองของวัฒนธรรมจึงเปนเร่ืองที่เกี่ยวของกับความหลากหลายและแตกตางกันในคนในสังคม ท่ี
ตองมองจากขางลางข้ึนขางบนเปนสำคัญ ซึ่งถาหากเขาใจในเน้ือหาและความหมายเชนน้ีแลว การ
กระจายอำนาจลงสูเบอ้ื งลางในทางการเมืองการปกครองตามอุดมคตเิ รอ่ื งประชาธปิ ไตยก็จะบงั เกิดผลดี
แตในนามของเศรษฐกิจทุนนิยม บริโภคนิยม มนุษยจึงเราเอา ของวิเศษ มาเปนเครื่องมือ
แกปญหาและปรุงแตคุณภาพชีวิตของตนใหสะดวกสะบายยิ่งขึ้น และแนนอน ผลทางจิตวิทยาก็คือ คน
ท้ังหลายก็ยอมตองนับถือบูชาผูสรางเครื่องมือตาง ๆ เหลาน้ีเปนอันมาก แตทำใหคนสวนใหญทุกยาก
มากขนึ้ ตลอดเวลาแหง ความรุงเร่ืองของวิทยาศาสตรเทคโนโลยี และระบบทุนนิยม บรโิ ภคนิยม แมแ ตใ น
ระบบสังคมนิยม การที่มนุษยไดสรางโลกเทียมท่ีเอาเปรียบธรรมชาติ จึงกอใหเกิดปญหาใหม
วิกฤตการณใหมม ากเทาหรือมากกวา การแกป ญหาเกา
สาเหตุแหงการเปล่ียนแปลงนั้นก็เพราะวามีการยอมรับเอาแนวความคิดและวิถีชีวิตแบบตะวันตก
ท่ีวาเปนของทันสมัยและเปนสากล เปนผลทำใหเกิดการละท้ิง ภูมิปญญา หรือ ความรูและปรีชาญาณ
(Wisdom) ดังเดิมท่ีมีมาแตครั้นโบราณดวยการส่ังสมประสบการณความรอบรูอันมีอยางตอเน่ืองยาวนาน
ในโลกตะวันออก พูดงาย ๆ ความเช่ือ ความรู ความสันทัดและญาณทัสนะ ท่ีเกิดจากความเขาใจ
ธรรมชาติรอบตัว ธรรมชาติของมนุษยและสรรพสิ่ง และการปรับตัวใหประสานสอดคลองกับธรรมชาติ
ทั้งสองอยางนั้นเปนเรื่องท่ีถูกบดบังจนตกสมัยเกือบโดยสิ้นเชิง อนึ่ง “ความทันสมัย” ความเปนสากล
“สากล” และลา สดุ “การพฒั นา” น้ันก็คือทนุ นยิ มและ บริโภคนิยม
สำหรับ “จุดเปลี่ยน” ก็เรมิ่ จากยุคกลาง แลวคอย ๆ เคลื่อนเขาสูยุค “เกิดใหมอีก” ท่ีเรียกวา
ยุคเฟองฟูทางศิลปวิทยาการ (Renaissance) โดยมีการต้ังคำถามทายทายศาสนจักร แลวสงผลใหใน
เวลาตอ มามกี าร ปฏิรปู ศาสนา ( Reformation) คนที่ทนทนการครอบงำของศาสนจักรไมไหว จึงได
มคี วามเห็นชอบทจ่ี ะแยกนิกายออกมามาก ๆ เขาก็เกิดการประทวงโรม ซึ่งเราเรยี กพวกน้ีวา Protestants
ผลแหงการน้ีทำใหคนกลาคิดโดยอิสระเสรีมากข้ึน ซึ่งตอมาก็เรียกวา ยุคเรื่องปญญา โดยมี Descartes
เปนคนประกาศสัจธรรมวา “เพราะฉันคิด ฉันจึงมีตัวตน” อันนำไปสูลัทธิความเปนเหตุผลกันของสรรพ
สงิ่ ในขณะท่ี Bacon ก็ประกาศจุดยืนเกี่ยวกับการแสวงหาความจริง โดยความคิดหรอื ทฤษฏีทุกอยางจะ
รับเปนความจริงไดตอเมื่อไดผานการพิสูจนตรวจสอบดวยขอมูลเชิงประจักษเสียกอนจึงจะเชื่อถือได อัน
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๘
เปนการเปล่ียนระเบียบวิธีในการคิดที่เรียนวา กระบวนทัศน และแนวทางน้ีเองไดนำไปสูการปฏิวัติ
วทิ ยาศาสตร อนั สง ผลใหมีการเกิดการปฏิวัตอิ ุตสาหกรรม ในศตวรรษตอ มา
โดยในเวลาตอมาไดมีการยกยองในเร่ืองขอ ความรูที่แทจริง ยอมรับกันวาเปนที่มาของพลังแหง
อำนาจ ความรูและความจริงที่มีประโยชนตอมนุษย (Utilitarianism) ความรูและความจริงเพ่ือประโยชน
สุขของมนุษยเปนสำคัญ สรรพสิ่งในโลกจึงเปนสิ่งของท่ีตองสัมผัสดวยการกระทำของมนุษย (อันเปน
แนวความคิดของสำนักกฎหมายปฏิฐานนิยม) จึงมีความจำเปนที่จะตอง “แยกสวน” กลาวโดยสรุป
คือ กระบวนทัศนของนักคิดในยุคน้ีกอ ใหเกดิ การเปลี่ยนแปลงโฉมหนาในเรื่องความรแู ละพฤติกรรมการหา
ความรโู ดยสิน้ เชงิ
และการทม่ี นุษยเกงกลา สามารถใชว ิชาความรพู ชิ ติ ธรรมชาติรอบตวั แตมนุษยเ อาใจใสท่จี ะศึกษา
ความรูเก่ียวกับธรรมชาติของตัวเองนอยเกินไป นอกจากจะนอยแลว ก็ยังไมสามารถควบคุมความคิดและ
พฤติกรรมของตนใหอยูในความพอดี ใหสมดุลกับธรรมชาติรอบตัวมนุษยเสียอีก ดังน้ันการสวนทางกัน
ระหวางความรูความสามารถในการควบคุมและพิชิตธรรมชาติ กับความรูความสามารถที่จะควบคุมและ
พชิ ติ ธรรมชาติในตวั เอง เปนจดุ วกิ ฤตและอันตรายเปนอันมากสำหรบั สงั คมมนุษยใ นยุคปจจบุ นั
กระนั้น ชีวิตที่พอดีพอสมควรที่สุด ควรต้ังอยูบนพ้ืนฐานของความเขาใจธรรมชาติของมนุษย
และเขาใจสรรพส่งิ ที่เปน ธรรมชาติรอบตัวมนษุ ย โดยนำชีวิตทั้งปวงไปสูดลุ ยภาพและศานตสิ ุข ที่มนษุ ย
มุงมาดปรารถนา
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๓๙
บรรณานุกรม
ภาษาไทย
หนงั สอื
ปรีดี เกษมทรัพย. นิติปรัชญา (PHILOSOPHY OF LAW).พิมพคร้ังที่ 5.กรุงเทพมหานคร: คณะ
นิติศาสตร มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,2543.
สมยศ เชื้อไทย.ความรูนิติปรัชญาเบ้ืองตน. พิมพคร้ังท่ี6.กรุงเทพมหานคร: คณะนิติศาสตร
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร, 2544.
จรัญ โฆษณานันท.นิติปรัชญาตะวันตก.พิมพครั้งท่ี3.กรุงเทพมหานคร: คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัย
รามคำแหง,2540
จรัญ โฆษณานันท.ปรัชญากฎหมายไทย.พิมพครั้งที่ 3.กรุงเทพมหานคร: คณะนิติศาสตร มหาวิทยาลัย
รามคำแหง,2540
. คูมือเตรีอมสอบปริญ ญ าโท นิติศาสตรมหาบัณ ฑิ ตฉบับสมบูรณ .พิมพคร้ังที่ 2.
กรงุ เทพมหานคร:สำนักพมิ พส กายบุก ส, 2544.
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๔๐
แนวคำถาม
1. ลกั ษณะของคำถาม แบงออกเปน 2 แนวดว ยกนั กลาว คอื
1. คำถามแบบความจำ
2. คำถามแบบวิเคราะห
ตวั อยา งคำถามในเชิงวเิ คราะห
ปฏฐิ านนิยมทางกฎหมายเปนเครอ่ื งมือของเผด็จการ หรอื เปน เครื่องมือทสี่ นบั สนนุ เผดจ็ การหรอื ไม
2. ลกั ษณะคำตอบและวธิ ตี อบ
2.1 ลกั ษณะของคำตอบ
จะไมม ตี ายตัว
2.2 วิธีการตอบ
การตอบนัน้ จำตองรูถ งึ ภูมหิ ลังการกอ ต้งั แนวคิดน้ี รวมตลอดถงึ รูความคดิ ในเร่ือง
อรรถประโยชน จากน้นั กด็ ูขอ มลู ของนกั ทฤษฎีบางทา นเชน Jeremy Bentham เพื่อนำมา
ตอบคำถามดังกลา ว
ตวั อยางแนวคำตอบ
สำนักกฎหมายธรรมชาติหรือธรรมนิยม (Natural Law School) ตอบปญหา “กฎหมาย คือ
อะไร?” ไวว าอยา งไร และทา นเหน็ ดว ยกบั คำตอบของสำนักน้หี รือไม เพราะเหตุใด
แนวคำตอบ
สำนักกฎหมายธรรมชาติมองวากฎหมาย คือ กฎเกณฑตาง ๆ ในอุดมคติ ซ่ึงอยูเหนือกวา
กฎหมายทร่ี ัฐสรางขึ้น กฎเกณฑในอดุ มคติเปนไปดวยเหตุผลเพ่ีอทีจ่ ะจัดใหเ กิดความสมดลุ อยา งมากท่สี ุด
ทจ่ี ะเปนไปไดร ะหวา งปจ เจกชนกับกลุมสวนรวม ระหวางเสรีภาพสวนบุคคลกบั ความเสมอภาคของทุกคน
เนนท่ีการมีคุณธรรมเชิงศีลธรรมขั้นมูลฐานบรรจุอยูในกฎหมายเสมอ สำนักกฎหมายธรรมชาติยังเนนท่ี
กฎหมายนั้นจะตองมีความเชื่อมตอกันระหวางเหตุผลกับเจตจำนงของพระเจา โดยกฎหมายนั้นตองมี
ลกั ษณะ
1. กฎหมายเปน นิรนั ดร
2. กฎหมายธรรมชาติ (มเี หตผุ ล)
3. กฎหมายตอ งศักดิส์ ิทธิ์
4. กฎหมายเปน ของมนษุ ย (มคี วามรอบรู (Wisdom))
นักคิดคนสำคัญของสำนักนี้ในยุคกรีก คือ เฮราคริตุส Aristotle Pato ในยุค
โรมนั ไดแก ซิเชโร ในยุคมดื คือ โทมัส อไควนัส ยคุ กลาง Hugo Grotius , Looke ในยุค
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๔๑
รวมสมัยท่ีเนนกฎหมายจะตองสอดคลองกับสิทธิมนุษยชน เชน Fuller , Finish , Roscoe
Pound เปนตน
เห็นดวยกับคำกลาวตามนิยามของกฎหมายธรรมชาติ ในสวนหน่ึงนั้นคือ การ
มองวากฎหมายจะตองมคี วามยุติธรรม เปนธรรม มีศาสนาและศีลธรรมบรรจุอยู ซึง่ เปนการทำ
ใหกฎหมายมีความเดนชัดมากย่ิงข้ึน ในจุดน้ีเปนจุดตางท่ีสำคัญและเปนวิวาทะของสำนัก
กฎหมายธรรมชาติกับสำนักกฎหมายบานเมืองท่ีเชื่อวากฎหมายแมไมเปนธรรม หรือยุติธรรม ก็
ตองปฏิบัติตามเพราะมาจากผูมีอำนาจปกครอง (รัฐบัญญัติขึ้น) แตส่ิงท่ีตองสังเกต คือ ในสำนัก
กฎหมายธรรมชาติน้ันอนุญาตใหประชาชนท่ีมิไดรับความเปนธรรมจากกฎหมายที่รัฐบังคับใชให
ไมปฏิบัติตามได (ด้ือแพง) ซึ่งในจุดนี้นาจะเปนอันตรายของสังคมมากกวาเพราะแนวความคิด
ของสำนักกฎหมาบานเมืองเนนใหปฏิบัติตามกฎหมายแมจะไมเปนธรรม แตก็คอบหาทางแกไข
กระบวนการ แตแนวความคิดท้ังสองสำนักนี้ในระยะหลัง ๆ ก็มีแนวโนม ท่ีจะเอียงเขาหากันมาก
ยิ่งขึ้น ดังจะเห็นไดจากเน้ือหาอยางนอยสุดของกฎหมายธรรมชาติ (Minimum Content of
Natural Law) ท่ี Prof.ฮารท แหงสำนักปฏิฐานนยิ มกย็ อมรับนับถอื อยู
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๔๒
คำถามทายบท
1. จงอธิบายความสัมพันธของคำวา กฎหมาย คืออำนาจของรัฐและศีลธรรม จากแงมุมของ
ทฤษฎสี ำนกั ปฏิฐานนยิ ม (Legal Positivism)
2. “เราตองระวังอยางเอากฎหมายไปปนกับความดี ความช่ัว หรือความยุติธรรม กฎหมาย
เปนคำสั่งเปนแบบท่ีเราตองประพฤติตาม แตกฎหมายบางทีก็จะชั่วไดหรือไมยุติธรรมได ความคิดวา
อะไรดี อะไรชั่ว หรืออะไรยุติธรรม ไมยุติธรรม มีบอเกิดจากหลายแหง เชนศาสนาตาง ๆ แต
กฎหมายนั้นเกิดข้ึนไดแตแหงเดียว คือ จากผูปกครองแผนดิน หรือผูที่ปกครองแผนดินอนุญาตเทาน้ัน”
ขอ ความดงั กลาวนเ้ี ปน ความคิดของสำนักใด ใหอ ธบิ ายและแสดงความคิดเหน็
3. “ความคิดสำนักประวัติศาสตรเปนปฏิปกษตอความคิดสำนักกฎหมายธรรมชาติ และเปน
ปฏิปกษตอการนิตบิ ัญญัตดิ วย” ทา นเหน็ ดวยหรอื ไม จงอธบิ าย
4. สำนักอรรถประโยชน (Utility) ในความหมายของJeremy Benthamกับ Mill มีจุดท่ี
เหมอื นหรอื แตกตางกันหรอื ไม อยางไร
5. วชิ านติ ิปรชั ญาเปน วชิ าปรัชญาหรือวิชานิตศิ าสตร
6. ใหวิจารณแนวคิดเร่ืองหลักการของดวอรกิ้นเปรียบเทียบกับแนวคิดเรื่องระบบกฎหมายใน
ทฤษฎขี องฮารท
7. ใหวิเคราะหจ ุดรว มระหวา งฮารทกบั ฟุลเลอรแ ละขอแตกตางมาโดยสงั เขป
8. ทานเขาใจ ปฏิฐานนิยมตามแบบฉบบั ของฮารท อยางไร
9. จงอธบิ ายวชิ านิตปิ รัชญาจากวิชาปรัชญาโดยแท
10. วชิ านิตปิ รัชญาแตกตา งจากวชิ านิติศาสตรโดยแทอยางไรบา ง
11. มีผูเขาใจวาวิชานิติปรัชญาเปนวิชาเดียวกับ Jurisprudence ที่สอนอยูในประเทศอังกฤษ
ทานมคี วามเห็นอยา งไร ใหอ ธบิ ายและวจิ ารณ
12. ในบรรดาความรูนิติศาสตรสาขาตาง ๆ ความรูทางนิติศาสตรสาขาใด เปนความรูที่จำเปน
สำหรับการตัดสินชี้ขาดขอพิพาทของศาลมากที่สุด และใหอธิบายลักษณะสำคัญของวิชานิติศาสตรสาขา
ดังกลา วดว ย
13. สำนักธรรมนิยม (Natural Law School ) และสำนักกฎหมายบานเมือง (Legal
Positivism) มที ศั นะตอ “Positive Law” แตกตางกันอยางไร ใหอธบิ าย
14. จงอธิบายความคิดทางกฎหมายของสำนักกฎหมาบานเมือง (Legal Positivism) และให
วิจารณด วยวา ความคดิ ดังกลา วมขี อบกพรอ งอยางไรบา ง
15. “Theory of Law” ในทัศนะของสำนักธรรมนิยม (Natural Law School ) และสำนัก
ประวัติศาสตร (Historical School) แตกตา งกนั อยา งไรใหอ ธิบาย
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๔๓
16. “กฎหมาย คือ คำสั่งของรัฐาธิปต ย เม่ือไมป ฏิบัติตามจะตอ งไดร ับโทษ” ใหท านนำคำสอน
วาดวย ทฤษฏีกฎหมาย 3 ช้ัน (Three – Layer Theory of Law) มาวิจารณคำนิยามของกฎหมาย
ดังกลาว
17. ทศั นะเกย่ี วกบั กฎหมายของ Aristotle และ Plato แตกตา งกนั อยางไรใหอ ธิบาย
18. ท่ีกลาววา ระบบนิติศาสตรโรมันเกิดจากการผสมผสานระหวาง Natural Law School
และ Positive Law น้ัน ทา นเขาใจวาอยางไร ใหอ ธบิ าย
19. จงอธิบายความคิดเก่ียวกับกฎหมายของ St. Thomas Aquinas โดยช้ีใหเห็นวาความคิด
ดังกลาวเปนผลมาจากการเชื่อมโยงความคิดทางปรัชญาของ Aristotle ใหประสารกับความเชื่อทาง
ศาสนาคริสตไ ดอ ยางไร
20. คำสอนวาดวยอำนาจอธิปไตย (Doctrine of Sovereignty) ของ Jean Bodin มี
ความสำคัญตอการดำรงอยูของรัฐสมัยใหมอยางไร และกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดเกี่ยวกับ
กฎหมายอยางไร ใหอ ธิบาย
21. จงเปรยี บเทยี บความคดิ เกีย่ วกับกฎหมายของ St. Thomas Aquinas และ Hugo Grotius
วามคี วามคลายคลงึ กนั และแตกตา งกนั อยางไร
22. ศีลธรรม จารีตประเพณแี ละกฎหมายมีความสมั พันธก นั อยางไร ใหอธบิ าย
23. “กฎหมายท้ังหลายนั้น ในสวนสำคัญและเปนทั่วไปอยางที่สุดแลวก็คือความสัมพันธที่ตอง
เปนไปเชนนั้นอันเกิดมาแตเหตุผลของเรื่อง” ทัศนะเกี่ยวกับกฎหมายของ Montesquieu ดังกลาว
ขางตน ทา นเขา ใจวา อยา งไร ใหอธบิ าย
24. “การเกิดขึ้นของกระบวนการนิติบัญญัติ หมายความวา ในประวัติศาสตรของมนุษยชาตินั้น
มนุษยไดคนพบศิลปะในการท่ีจะกอใหเกิดความเปนธรรมและอธรรมโดยน้ำมือของมนุษยเอง กอนที่จะ
คนพบนี้มนุษยเชื่อวากฎหมายไมใชส่ิงท่ีมนุษยเองจะกำหนดข้ึนมาได แตเปนสิ่งที่มีอยูแลวมาแตดั้งเดิม
มนุษยเปนเพียงผใู ชและปฏบิ ัติตามกฎหมายเทาน้ัน การคนพบกระบวนการนิติบัญญัติจึงเปนการคนพบท่ี
มผี ลรา ยแรงยิง่ กวาการคนพบไปและดนิ ปนเสียอกี ” ใหวเิ คราะหและวิจารณท ัศนะ
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๔๔
ชอื่ - สกุล : ประวัติผบู รรยาย
สถานที่เกดิ :
วุฒกิ ารศกึ ษา : ผูชว ยศาสตราจารยโ กญจนาท เจรญิ สุข
จงั หวัดตาก
การอบรม : สำเรจ็ การศกึ ษานิติศาสตรบัณฑิต จาก
มหาวิทยาลยั รามคำแหง
ประวตั ิการทำงาน ปการศึกษา ๒๕๔๐
การงานปจ จุบัน : สำเร็จการศึกษานติ ิศาสตรมหาบัณฑิต จาก
มหาวิทยาลยั รามคำแหง
อดีต : ปการศึกษา ๒๕๔๔
หลกั สูตรประกาศนยี บตั รวชิ าวา ความ แหงสภาทนายความ ๒๕๔๑
ประกาศนยี บัตรกฎหมายการคาระหวา งประเทศ (รนุ ท๖ี่ )
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร ๒๕๕๒
หลกั สตู รการไกลเ กล่ียขอพพิ าท ตามพระราชบญั ญัติไกลเ กลยี่ ขอพิพาท
พ.ศ.๒๕๖๒ (รนุ ที่ ๑) มหาวทิ ยาลัยเกริก พ.ศ.๒๕๖๔
ผูชวยศาสตราจารยประจำคณะนิติศาสตร มหาวิทยาลยั เกริก
อาจารยพิเศษ คณะนิคณิตศาสตร วิทยาลยั ลุมนำ้ ปง
อาจารยพิเศษ โปรแกรมวชิ านิตศิ าสตร มหาวิทยาลยั ราชภฏั เทพกษัตริยต รี
อาจารยพ ิเศษ โปรแกรมวชิ านิตศิ าสตร มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏ กำแพงเพชร
อาจารยพิเศษ คณะบรหิ ารธรุ กจิ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธัญบรุ ี
ที่ปรกึ ษากฎหมายบริษัทมาวิลหินออ น อนิ เตอรก รปุ จำกัด
หวั หนาสำนกั งานโกญจนาท คอนซลั แตนท แอนด ลอว เฟรม
รองคณบดคี ณะนิติศาสตร มหาวทิ ยาลัยเกริก
รองคณบดฝี า ยกิจการพิเศษ คณะนติ ศิ าสตร มหาวิทยาลยั เกริก
ผชู วยคณบดฝี ายกจิ การนกั ศึกษา คณะนิติศาสตรมหาวิทยาลัยเกรกิ
รกั ษาราชการหวั หนา สาขากฎหมายธรุ กิจ มหาวทิ ยาลัยทกั ษิณ
อาจารยบ รรยายวชิ ากฎหมายนติ ปิ รัชญา มหาวิทยาลยั เจาพระยา
ทปี่ รกึ ษากฎหมายบรษิ ัทASAHI M.A.T. จำกัด
ทีป่ รึกษากฎหมายบรษิ ัทโคบายาชิ จำกัด
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข