นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๕๑
Montesquien ยืนยันวาสาระสำคัญของกฏหมายคือเหตุผลของเร่ือง แตเนนไปท่ีเหตุผล
ภายนอก
3.4.5 จงั จา ค รสุ โซ (Jean Jacques Rousseau)
แนวความคดิ ทีส่ ำคญั
1. มนุษยเกิดมาพรอ มกบั เสรีภาพ ถาไมม ีเสรภี าพก็ไมใชม นุษย
2. ธรรมของผูมีอำนาจ อำนาจยอมไมกอใหเกิดธรรม ยกเวนผูใชอำนาจจะใชอำนาจ
โดยชอบธรรมเทา นั้น ตอ งใชอำนาจดว ยความยุติธรรมถงึ จะมคี วามชอบธรรม
3. การเปนทาส ผูใดยอมรับความเปนทาสผูน้ันเห็นวาทาสไมใชมนุษยเพราะทาสไมมี
เสรภี าพ
แนวคิดน้ีของรุสโซตางกับฮอบส ฮอบสสันติภาพหรือความปลอดภัยเปนส่ิงจำเปน
แตรุสโซบอกสันติภาพความปลอดภัยอยางเดียวไมพอไมเพียงพอตองมีเสรีภาพดวย เหมือนในคุกมี
สันตภิ าพแตไมมีเสรภี าพจงึ ไมม ใี ครอยากอยู
4. สัญญาประชาคม รุสโซเสนอใหประชาชนทำสัญญาประชาคมรวมกันเรียกวาสัญญา
ประชาคม เพือ่ สรา งประชาคมการเมืองขนึ้
5. ผูทรงอำนาจอธิปไตยประชาชนประชุมรวมกันในฐานะ.ผูทรงอำนาจอธิปไตยเพ่ือทำ
หนา ที่บญั ญัตกิ ฎหมาย
6. ประชาชนทำหนาท่ีเปน พลเมอื งในการปฎบิ ัติตามกฎหมาย
7. เจตจำนงทั่วไป ในฐานะ.ผูทรงอำนาจอธิปไตย ประชาชนตองบัญญัติกฎหมายให
ตอบสนองเจตจำนงท่ัวไปของประชาชน
8. การเลือกผูแทนราษฎร รุสโซเห็นวาการเลือกผูแทนราษฎรคือจุดเร่ิมตนของอวสาน
แหงเสรีภาพของเสรีชน รุสโซเห็นวาประชาชนไมควรมอบอำนาจอธิปไตยใหใครทั้งส้ินตางกับล็อค
แนวคิดรุสโซคลายกับการปกครองแบบDirect Democracyที่ประชาชนปกครองประเทศโดยตรง แตใน
ความเปนจริงในสมยั น้ไี มมีใครทำได โลกปจจุบันเปน ประชาธปิ ไตยโดยตัวแทนทั้งหมด
สรุปรุสโซเปนบุคคลท่ีมีบทบาทสำคัญตอระบบประชาธิปไตยสมัยใหมมาก เพราะไดพูด
ถงึ เร่อื งเสรีภาพ และอำนาจอธปิ ไตยของปวงชน ไดรับยกยองวาเปนบิดาของอำนาจอธปิ ไตยของปวงชน
3.4.6 โธมัส ฮอบส (Thomas Hobbes )
แนวความคิดทสี่ ำคญั
1. ในสภาวะธรรมชาติมนุษยตอ งการความปลอดภัย
2. มนษุ ยต องมชี วี ิตอยา งโดดเดี่ยว แรน แคน ทกุ ขและอายุส้ัน
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๕๒
ในสภาวะธรรมชาตไิ มมีกฎเกณฑ ใครอยากทำอะไรก็ทำได มีแตค วามแรน แคน มคี วามไม
ปลอดภัย อยูในภาวะสงคราม และในท่ีสุดเม่ือไมมีอะไรจะกินตองตอสูแยงชิงอาหารเพื่อความอยูรอด
แนวคดิ อาจารยถ าหากมนษุ ยถ กู ทำใหหวาดกลวั มากมนษุ ยจะละท้งิ ความดีเพ่อื เอาตัวรอด
3. มนษุ ยตองการความปลอดภัย
4. เนื่องจากมนุษยมีเหตุผลจึงแสวงหาความปลอดภัยดวยการทำสัญญาประชาคม
รวมกนั
5. ประชาชนมอบสิทธิตามธรรมชาตใิ หแกองคอ ธปิ ต ย
6. องคอธิปต ยเ ปน ผทู รงอำนาจอธปิ ไตยแตผ ูเดียว
7. ประชาชนทำสัญญากับประชาชนและมอบอำนาจใหแกอ งคอธิปตย ประชาชนมิไดทำ
สัญญากบั องคอธิปตย อธิปตยม อี ำนาจมากเพือ่ บังคบั ใชกฎหมายได
8. ประชาชนไมมีสิทธโิ คน ลมองคอ ธิปต ยต ราบเทาทอ่ี งคอธปิ ตยใ ชอ ำนาจเพ่อื รักษาความ
ปลอดภัยใหกับประชาชน เพราะประชาชนไมใชค ูสัญญากับองคอธิปตย จะโตแ ยง ไมไดตราบทอี่ งคอธปิ ต ย
ไดใชอ ำนาจเพ่ือรักษาความปลอดภยั ใหก ับประชาชน จุดสดุ ยอดคอื ความปลอดภัย
9. ในกรณีองคอธิปตยมิไดใชอำนาจเพื่อรักษาความปลอดภัยใหกับประชาชน ให.
ประชาชนโคน ลมองคอธิปต ยไ ด
วิเคราะหเน่ืองจาก โธมัส ฮอบส เปนชาวอังกฤษและไดรับการอุปถัมจากราชสำนัก
อังกฤษแนวความคดิ จงึ สนบั สนุนระบบสมบรู ณาญาสทิ ธิราชนิดหนอ ย ฮอบสเ นนเรื่องความปลอดภัยมาก
ปญหา1.ที่มาขององคอธิปตยยังคลุมเครือ และ2.ในขอสุดทายท่ีวาในกรณีองคอธิปตย
มิไดใชอำนาจเพ่ือรักษาความปลอดภัยใหกับประชาชน ให.ประชาชนโคนลมองคอธิปตยได ถาเกิด
เหตุการณน้ีจริงและประชาชนมีจำนวนนอยกวา จะโคนลมองคอธิปตยท ่ีเปลยี่ นเปนทรราชที่มกี ำลังเขมแข็ง
กวาไดอยา งไร
ตัวอยางเชนกรณีนักศึกษากับรัฐบาลทหารพมา หรือกรณีรัฐบาลสุจินดาท่ีเปนรัฐบาล
เพียง 47 วนั แตย งิ ประชาชนจำนวนมากในเหตุการณพ ฤษภาทมฬิ
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๕๓
บทท่ี 2
สำนักกฎหมายบา นเมือง (ปฏิฐานนิยม)
1. แนวความคดิ พ้ืนฐานของปฏิฐานนยิ มทางกฎหมาย
แนวคิดพื้นฐานของปฏิฐานนยิ มทางกฎหมายประกอบดว ยหลักคิด 3 ขอ คอื
1.1 การยืนยันวา การดำรงอยูหรือความสมบูรณ หรือความเปนกฎหมายนั้นไมไดข้ึนอยูกับส่ิง
ท่ีเปนมาตรฐานทางศีลธรรม หรือความยตุ ิธรรมทต่ี องมใี นตัวกฎหมาย กลาวอกี นัยหน่งึ คอื การดำรงอยู
หรือความสมบูรณ หรือความเปนกฎหมายน้ันไมจำเปนตองเก่ียวโยงกับศีลธรรมหรือความยุติธรรม
กฎหมายนั้นสืบเน่ืองมาจากมันมีขอเท็จจริงเก่ียวกับอำนาจรัฐที่เปนผูใหกำเนิดเทาน้ัน สวนเน้ือหาใน
กฎหมายจะสอดคลองหรือไมสอดคลองกับศีลธรรมหรือความยุติธรรมก็ได ดังนั้น แมกฎหมายท่ีออกมา
จะมีสาระท่ีขัดแยงกับมโนธรรมของคน แตถากฎหมายนั้นถูกสรางขึ้นมาจากผูมีอำนาจแลว ก็ถือวาเปน
กฎหมายท้ังส้นิ
คำกลาวที่วา การดำรงอยูของกฎหมายเปนคนละเรื่องกับความชอบธรรมของกฎหมายน้ัน
จะเปนจุดยืนหน่ึงของพวกนักปฏิฐานนิยม แตมิไดหมายความวากฎหมายน้ันจะตองอยูตรงกันขามกับ
ศลี ธรรมหรอื ความยตุ ิธรรมเพยี งแตจุดนสี้ ำสนักคิดนี้ไมพ ิจารณาเทานัน้
1.2 การยืนยันวาการดำรงอยูของกฎหมายขึ้นอยูกับที่มันถูกสรางข้ึน โดยผานการตกลงปลง
ใจของมนุษยในสังคม จุดนี้แนวคิดท่ีพยายามเนนความสำคัญของมนุษยหรือของคนโดยเฉพาะคนท่ีเปน
ผูปกครองหรือผูมีอำนาจรัฐซ่ึงจะเปนจุดยืนที่พยายามจะตอกย้ำสภาวะธรรมชาติของกฎหมายท่ีแทจริงวา
ธรรมชาติของกฎหมายนนั้ มาจากคน
1.3 เปนจุดยืนเกี่ยวกับภาคบังคับ กฎหมายโดยธรรมชาติตองมีสภาพบังคับ หรือบทลงโทษ
ตาง ๆ อันน้ีจะเปนจุดยืนทั่ว ๆ ไป ซ่ึงจะสะทอนความสำคัยในการใหความสำคัญกับสิ่งที่เปนเร่ืองของ
ขอเท็จจริงรวมท้ังการใหความสำคัญกับสิ่งที่เปนเรื่องของประสิทธิภาพใหความสำคัญกับส่ิงท่ีเปนสภาพ
บังคับ สามารถบังคับใหผูฝาฝนรับโทษได ดังนั้น ในสายตาของนักปฏิฐานนิยม กฎธรรมชาติจึงไมเปน
กฎหมายเพราะไมมีสภาพบงั คับ
จากหลัก 3 ประการท่ีกลาวมาน้ันถือวาเปนหัวใจของฝายปฏิฐานนิยม โดยเฉพาะในขอท่ี
1 จดุ ยนื เกี่ยวกบั เรื่องความสัมพันธร ะหวางกฎหมายกับศีลธรรมหรือความยุตธิ รรม ซง่ึ ปฏิฐานนยิ มมองวา
กฎหมายไมจ ำเปน ตองเกยี่ วโยวกบั ศลี ธรรมหรอื ความยุติธรรม ถือวา เปนหัวใจหลกั สำคัญมากในการทีจ่ ะช้ี
ถึงความเปนปฏิฐานนิยม ในจุดยืนขอนี้ถามองไปที่เหตุผลเบ้ืองหลังก็คงจะมาจากการท่ีพวกปฏิฐานนิยม
น้ันถือความสำคัญกับขอเท็จจริง หรือความเปนจริงดังที่พระองคเจารพีฯ ไดกลาวไววา “เราจะตอง
ระวังอยาคิดเอากฎหมายไปปนกับความดีหรือความชั่วความยุติธรรมกฎหมายเปนคำส่ังเปนแบบที่เรา
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๕๔
ตองประพฤติตาม แตกฎหมายน้ันบางทีก็ช่ัวได หรือไมยุติธรรมก็ได ความคิดวาอะไรดี อะไรช่ัว
หรืออะไรเปนยุติธรรม อะไรไมยุติธรรม มีบอเกดิ หลายแหง เชน ตามศาสนาตาง ๆ แตกฎหมายนั้น
เกิดไดแหงเดียว คือจากผูปกครองแผนดินหรือผูปกครองแผนดินอนุญาตเทาน้ัน” จะเห็นไดวาคำ
กลาวน้ีไดช้ใี หเหนความคิดเบื้องหลังจดุ ยืนของปฏิฐานนิยมซ่ึงไดพยายามบอกวากฎหมายน้ันไมจำเปนตอง
เก่ยี วโยงกบั ศลี ธรรม
เม่ือเปรียบเทียบกับฝายสำนักกฎหมายธรรมชาติจะตรงกันขาม เพราะปฏิฐานนิยมมองวา
แนวคิดเรื่องกฎหมายธรรมชาติ (สิทธิธรรมชาติ) เปนความคิดท่ีพิสูจนไมไดและไมแนนอนดังน้ัน อาจมี
ปญหาในกรณีท่ีนำแนวคิดกฎหมายธรรมชาติมาใชแ ลวการออกกฎหมายของรัฐาธปิ ตย อาจจะถูกตอ ตาน
จากประชาชนวา กฎนั้นขัดกับสิทธิธรรมชาติได ดังน้ัน ปฏิฐานนิยมยืนยันวาความเปนกฎหมายไม
จำเปนตองเก่ยี วโยงกับศลี ธรรมหรือความยุติธรรม
2. ภูมหิ ลังการกอ ตวั ของแนวความคดิ แบบปฏิฐานนยิ ม
ภูมิหลงั การกอ ตวั ของแนวคดิ แบบปฏิฐานนยิ ม
1. ภูมิหลังดานการเมือง ในชวงที่มีการเปล่ียนแปลงของสังคมตะวันตกในราวศตวรรษที่
18, 19 ซึ่งไดมีการเปล่ียนสังคมมาเปนรัฐชาติ หรือรัฐมีการรวมตัวกันเปนอาณาบริเวณที่มีเขตแดน
แนนอน มีการรวมกลุมเปนเผาพันธุที่เปนเอกภาพ มีการรวมศูนยอำนาจรัฐมีการใชอำนาจรัฐเพ่ือการ
ปกครองบานเมืองอยางมีเอกภาพ ซึ่งเปนการเปล่ียนแปลงของสังคมเปนรัฐท่ีมีความเปนเอกภาพมีความ
แนนอน ดังนัน้ ในบรรยายสงั คมเชนรัฐจึงมีความตองการทจี่ ะใชอำนาจทเ่ี ด็ดขาดแนนอน เพอ่ื จัดรูปการ
ปกครองในรัฐชาติใหเปนเอกภาพ หรือมีความราบรื่นในการปกครอง ทำใหทฤษฎีปฏิฐานนิยมเติบโต
ขึ้นมาและไดร ับการตอบรบั อยางดยี ิ่ง เพราะเปนทฤษฎที ส่ี อดคลองกับความตอ งการของรัฐในขณะน้นั
2. ภูมิหลังทางดานอิทธิพลความคิดแบบวิทยาศาสตร การเติบโตของความคิดแบบ
วิทยาศาสตรและความกาวหนาทางวิทยาศาสตร ทำใหมีผลพวงตามมาในดานของสังคมศาสตรกลาวคือ
การนำเอาวิถีคิดแบบวิทยาศาสตรเขาไปใชในสังคมศาสตร วิธีคิดแบบวิทยาศาสตรนั้นจะเนนเร่ืองการเขา
หาความจริงโดยใชก ารสังเกตการตรวจสอบ การทดลอง การพิสูจน การเก็บขอมลู ดงั น้ัน จะเหน็ ไดวา
วธิ ีคิดแบบวิทยาศาสตรนั้นจะเปนความแนน อนชัดเจนเปนสงิ่ ท่ีสามารถสัมผัสประจกั ษได วิทยาศาสตรจะ
เชื่อสิ่งท่ีเปนไดพิสูจนไดเทาน้ัน ส่ิงที่พิสูจนไมไดถือวาไมเปนวิทยาศาสตรหรือไมเปนความจริง ซ่ึงจะเห็น
วามันไดเขามามีอิทธิพลอยุเบื้องหลังปรัชญาปฏิฐานนิยมดวย เพราะปฏิฐานนิยมจะเนนความสำคัญของ
ขอเท็จจริงความท่ีเปนจริง ปฏิเสธที่คุลมเครือไมแนนอน ซ่ึงทำใหเปนเงื่อนไขท่ีพวกปฏิฐานนิยมได
พยายามท่ีจะแยกกฎหมายออกจากสิ่งทีเ่ ปน ความคดิ ความเช่อื ศลี ธรรมหรอื ความยุตธิ รรม
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๕๕
รากศพั ทค ำวา “ปฏฐิ านนิยม”
คำวา “ปฏิฐานนิยม” (Positivism) เปนถอยคำท่ี โอกุสต คองท (Auguth Comte)
นักปรัชญาชาวฝร่ังเศษสรางข้ึนมา โอกุสต คองท ไมใชนักกฎหมายแตเปนนักสังคมวิทยา เขาสรางคำ
วา “Positivism” ขึ้นมาเพื่อเปนคำที่ใชอธิบายวิธีคิดท่ีเนนเร่ืองเก่ียวกับความเปนจริงที่ตรวจสอบได
และพสิ จู นไดวาวิธคี ิดที่ถกู ตองนัน้ จะตอ งตั้งอยบู นพนื้ ฐานของความจรงิ ทีป่ ระจักษ
โอกสุ ต คองท มองวาสง่ิ ที่เปนพัฒนาการทางความคิดหรือพัฒนาการทางปญ ญาของมนษุ ย
แบง ออกเปน 3 ข้ันตอน คอื
1. ข้ันตอนในยุคเทววทิ ยา (Theological Stage)
2. ข้นั ตอนในยุคอภิปรัชญา (Metaphysical Stage)
3. ข้ันตอนในยุคปฏิฐานนิยม (Positivistic Stage)
ในยุคเทววิทยา หมายถึงยุคที่มนุษยจะหาคำตอบ โดยอางเทวาพระเจาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ตา ง ๆ
ยุคอภิปรัชญา เปนยุคที่เปนความเช่ือในเร่ืองนอกเหนือธรรมชาติหรือหลักการนามธรรมท่ี
ไมสามารถพิสูจนได ยุคน้ีจะเปนยุคที่มนุษยพยายามมองหาสิ่งที่เปนหลักการท่ีอยูเบ้ืองหลังความจริงตาง
ๆ โดยเชอ่ื กันวาความเปน จรงิ ของส่งิ ตาง ๆ นี้ จะมีตน แบบหรือแมแบบอยูเบื้องหลังอีกทีหน่ึง ซ่ึงจะตรง
กับแนวคิดแบบกฎหมายธรรมชาติ (จะอธิบายในบทตอไป) ที่มองวาในธรรมชาติควรมีกฎหมายอัน
แทจ ริงแฝงอยูแ ละมองวาส่ิงนัน้ ควบคุมโลกตลอดจนสงิ่ ทอ่ี ยนู อกโลกทัง้ จกั รวาล
ยุคปฏิฐานนิยม เปนยุคที่มนุษยมีวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร ศึกษาและเชื่อแตสิ่งท่ีประจักษ
หรือตรวจสอบได ซึ่งในทัศนะของ โอกุสต คองท ถือวายุคปฏิฐานนิยมเปนยุคท่ีมนุษยมีความ
เจริญกาวหนาทางความคิดสูงสุดแลว และอาจจะมองวายุคนี้คือยุคสุดยอดของพัฒนาการทางสติปญญา
ของมนษุ ยทจ่ี ะคดิ อยา งมีเหตผุ ลรจู กั การตรวจสอบแบบวทิ ยาศาสตร
3. ปรชั ญาเมธหี รอื นกั คดิ ท่สี ำคัญ
3.1 เยเรมี แบนเธม (Jeremy Bentham)
เยเรมี แบนเธม (Jeremy Bentham) นักปรชั ญาและนกั ปฏิรปู กฎหมายคนสำคัญยิง่ ของ
อังกฤษ (มีชีวิตอยูในชวงป ค.ศ. 1748 ถึง 1832) ซึ่งเราถือกันวาเปนบิดาของทฤษฎีปฏิฐานนิยมและ
ยังไดรบั การยกยอ งวา เปน เสมอื นนิวตันในวงการกฎหมายและศลี ธรรม เพราะเขาเปนคนแรกทีใ่ ชค วามคิด
หรือวธิ ีคดิ แบบวิทยาศาสตรเขา มาอธิบายกฎหมายและอธบิ ายศลี ธรรม
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๕๖
การยกยองJeremy Benthamเปนเสมือนนัวตันในวงการกฎหมายหรือศีลธรรมนั้นเปนการ
สะทอนใหเห็นวา Jeremy Benthamเปนคนท่ีใชวิธีคิดแบบวิทยาศาสตรอยางมากในการวิเคราะหเร่ือง
กฎหมายและศลี ธรรม
ศีลธรรมวิทยาศาสตรในแบบฉบับของ Jeremy Bentham หรือ อรรถประโยชน
(Principle of Utility) คือศีลธรรมที่ยืนยันวาสิ่งท่ีเปนความดีความถูกตองอยูท่ีขอเท็จจริงในเร่ืองของ
ความสุขที่เกิดข้ึน ความดีน้ันทำแลวกอใหเกิดความสุข และความสุขน้ันเราสามารถเขาไปตรวจสอบได
ตรงนี้คือ มาตรวัดศีลธรรมท่ีถูกตองเปนวิทยาศาสตร (ไมใชศีลธรรมแบบศาสนาหรือเทวนิยมซ่ึงการเปน
แบบน้ีJeremy Benthamจะมองวามันไมเปนวิทยาศาสตรในแงที่วา เราไมสามารถพิสูจนืไดวาทำไมเปน
ความสุขเพียงเพราะเชื่อวาเปนคำสอนของพระเจาหรือศาสนา ดังน้ัน ศีลธรรมในอดีตจึงอาจถูกมองวา
เปน ศีลธรรมบนพน้ื ฐานของความเช่ือมากกวา ความจรงิ )
Jeremy Benthamพยายามอธิบายศีลธรรมในลักษณะที่เขาเห็นวามันยืดหยุนผอนปรน
และเปน ประโยชนต อมนุษยเ รามากท่สี ุดในแงท ีต่ ัดสินความถูกตองท่ีความสุข ความถูกตอ งของการกระทำ
น้ันอยูท่ีความสุขท่ีจะเกิดขึ้นภายหลังท่ีกระทำส่ิงน้ัน ไมใชวาความถูกตองน้ันถูกตองเพราะมันสอดคลอง
กบั คำสอนของพระเจา
อน่ึง ในการทำความเขาใจตอกันนักทฤษฎีปฏิฐานนิยม ใหพิจารณาดวยวาแมพวกปฏิฐาน
นิยมจะอธิบายวากฎหมายไมจำเปนตองเก่ียวโยงกับศีลธรรม บางคร้ังอาจทำใหรูสึกวาพวกปฏิฐานนิยม
เปนพวกไรศีลธรรมปาเถ่ือนหรืออำนาจนิยม ซึ่งการมองอยางน้ันจะเปนการเขาใจที่คลาดเคลื่อน เพราะ
การท่ีพวกเขายืนยันวากฎหมายไมจำเปนตองเก่ียวโยงกับศีลธรรมน้ันเปนเพียงการชี้ขาดสภาพความเปน
กฎหมาย กลาวคือการเปนคำสั่งที่ออกโดยใชอำนาจรัฐแลวคำสั่งน้ันคือกฎหมาย จุดยืนขอน้ีมันจึงเปน
จุดยืนท่ีใชสำหรับการตรวจสอบหรือใหคำตอบวากฎหมายน้ันคืออะไร ซ่ึงเปนเรื่องของขอเท็จจริงที่ตอง
ตอบจากการพิจารณาขอเท็จจริง และในการพิจารณาขอเท็จจริงดังกลาวจึงทำใหพวกปฏิฐานนิยมใน
ศตวรรษท่ี 18 , 19 ยืนยันวา กฎหมายคือคำส่ังของรัฐ กฎหมายคือคำสั่งบัญชาของผูปกครอง
แผนดินท่ีมีตอประชาชน และประชาชนตองปฏิบัติตามใครไมปฏิบัตติ อ งรบั โทษ
ดังนั้น คำตอบวากฎหมายคืออะไร ปฏิฐานนิยมจึงตอบชดั เจนวา กฎหมาคือคำสัง่ ของรัฐ โดยท่ีคำส่ัง
ของรัฐนน้ั อาจจะไมเ กย่ี วกับศีลธรรมหรอื ความยตุ ิธรรมกไ็ ด
สวนคำถามที่วากฎหมายควรจะเปนอยางไรนั้น นักปฏิฐานนิยมถือวาเปนเร่ืองเก่ียวกับ
ความคิด ความปรารถนา ความหวังรวมตลอดถึงคานิยมในเร่ืองความถูกผิด ซ่ึงนักปฏิฐานนิยมจะ
ตอบคำถามนี้ก็ตอเมื่อไดแยกคำถามออกจากกันโดยถือ คำถามท่ีวากฎหมายควรจะเปนอยางไร ก็เปน
ข้ันตอนหน่ึง และ คำถามที่วากฎหมายคืออะไร จะเปนอีกขั้นตอนหนึ่ง คำตอบท่ีจะตอบวากฎหมาย
ควรจะเปนอยางไร ในสายตาของพวกนักปฏิฐานนิยมจะถือวาเปนคำถามในขั้นตอนของการบัญญัติ
กฎหมาย ขณะที่จะรางกฎหมายข้ึนมาผูรางตองมีคำตอบนี้อยูในใจ ซ่ึงในขั้นตอนนี้เราจะใชมาตรฐาน
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๕๗
บางอยา งในการกำหนด อันอาจจะเปนจริยธรรมบางอยา งก็ไดแตม นั อาจจะแปรไปตามแตทรรศนะของแต
ละคน บางคนอาจจะอิงศาสนา บางคนอาจจะอิงอุดมการณทางการเมือง หรือความเช่ือทางสังคม
บางอยาง
ในทรรศนะของ Jeremy Bentham, John Austin เขาตอบคำถามวากฎหมายควรจะ
เปนอยางไร ดวยการใชหลักบรรทัดฐานของอรรถประโยชน เปนเสมือนบรรทัดฐานในทางจริยธรรมทาง
กฎหมาย นั่นก็คือการยืนยันเร่ืองเก่ียวกับความสุขท่ีเกิดข้ึนวาเปนบรรทัดฐานทางศีลธรรมท่ีถูกตอง
ดังนั้น การใดท่ีกอใหเกิดความสุขกับคน ก็ถือวาเปนการกระทำที่ดี กฎหมายที่ดีก็ตองหมายถึงกฎหมาย
ทท่ี ำใหเ กิดความสขุ ใหก บั คนจำนวนมากท่ีสุด แตอยา งไรกต็ ามมาตรฐานตัวน้ีเปน เพยี งแตมาตรฐานในการ
บัญญัติกฎหมายเทาน้ัน เม่ือมันเปนกฎหมายขึ้นมาแลว ความเปนกฎหมายก็ยอมสมบูรณในตัวของมัน
เอง แมก ฎหมายน้ันจะขดั แยง กบั ความสขุ กต็ าม
ดังน้ันในความคิดของพวกปฏิฐานนิยม การตอบคำถามวากฎหมายคืออะไรกับกฎหมายควร
จะเปนอยางไรนั้น คำตอบจะแบกกันโดยมีทฤษฎีสองตัวมารองรับ กลาวคือคำถามวากฎหมายคืออะไร
ทฤษฎปี ฏิฐานนยิ มจะเปนผูใหคำตอบ สว นคำถามท่วี ากฎหมายควรจะเปน อยางไร ทฤษฎอี รรถประโยชน
จะเปน ผใู หคำตอบ
Jeremy Bentham ถอื วา ประเด็นเร่อื งจริยธรรมทางกฎหมายเปน เรือ่ งนติ ิศาสตรวาดวย
การตรวจสอบกฎหมาย โดยท่Jี eremy Benthamไดแ ยกนิติศาสตรเ ปน 2 สาขา คอื
(1) นิติศาสตรใ นเชิงวิเคราะห หรอื นติ ศิ าสตรเ ชงิ อธิบาย
(2) นิตศิ าสตรวา ดวยการตรวจสอบกฎหมาย
ในขณะที่ จอหน ออสตนิ (John Austin) มองวา ประเด็นเรื่องจริยธรรมเปน เรอื่ ง
นติ ศิ าสตรวาดวยการบัญญัติกฎหมายเพราะ Austin ไดแ บง แยกนิติศาสตรออกเปน 2 สาขา คือ
1. นติ ศิ าสตรใ นดานนติ บิ ญั ญตั ิ
2. นิติศาสตรเ ชงิ วิเคราะห
เม่ือเราเปรียบเทียบระหวางJeremy BenthamกับJohn Austinจะมีความแตกตางกัน ซึ่ง
อาจจะทำใหเกิดผลลัพธในทาทีของนักกฎหมายแตกตางกัน กลาวคือ หากยึดแนวคิดของJeremy
Benthamประเด็นเรือ่ งจริยธรรมทางกฎหมายเปน เรื่องเกี่ยวกบั นกั นิติศาสตร เพราะวาดวยการตรวจสอบ
กฎหมายแตถายึดแนวของJohn Austinเร่ืองจริยธรรมทางกฎหมายเปนเรื่องศาสตรที่วาดวยการบัญญัติ
กฎหมายซึ่งไมจำเปนตองเก่ียวของกับนักนิติศาสตรโดยตรงอาจจะเกี่ยวกับนักจริยธรรม นักศาสนา หรือ
นกั การเมืองกไ็ ด
3.2 จอหน ออสติน (John Austin)
3.3 ฮารท(Hart)
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๕๘
แนวคิดของฮารทเปนแนวคิดปฏิฐานนิยมรุนใหม ซ่ึงถือวาเปนแนวคิดท่ีมีอิทธิพลมากในปจจุบัน
แนวคิดนี้ไดัพัฒนาข้ึนมาจากแนวคิดเดิมเพื่อปรับปรุงการอธิบายกฎหมายในเชิงขอเท็จจริงใหมีความ
สมบูรณจริงมากข้ึน ดังเชนเดิม จอหน ออสติน อธิบายวากฎหมายเปนเรื่องคำส่ังของรัฐาธิปตย แต
ตามแนวคิดของฮารท เขาเห็นวาคำอธิบายของJohn Austinมีความบกพรองอยางนอยท่ีสุด 2 ประการ
คอื
ประการที่ 1 คำอธบิ ายของJohn Austinมองกฎหมายหยาบเกินไป คอื มองกฎหมายวา
มีลักษณะที่คอนขา งจะมีความหมายคับแคบไป ดูเปนกฎหมายอาญามากกวา ซึง่ ฮารทมองวาจริง ๆ แลว
กฎหมายมีหลายประเภทซึ่งในทฤษฎีของฮารทน้ัน ฮารทเห็นวากฎหมายน้ันมีท้ังกฎหมายปฐมภูมิและ
กฎหมายทุติยภูมิ กฎหมายปฐมภูมิเปนกฎหมายพื้นฐานทั่วไปซ่ึงกำหนดสิทธิหนาท่ีใหประชาชนปฏิบัติ
ตาม สวนกฎหมายทุติยภูมินั้นเปนกฎหมายท่ีเก่ียวของกับการใชอำนาจทางกฎหมายในดานตาง ๆ
กลา วคือ เปน กฎหมายทเ่ี ปนเสมือนกฎกติกาในการสรางการแกไ ขเปล่ียนแปลงกฎหมายตาง ๆ (จะศกึ ษา
ในรายละเอียดตอไป) ซึ่งจะเห็นไดวาแนวคิดของฮารทในประการแรกฮารทมองวากฎหมายมีหลายอยาง
มากกวาท่Jี ohn Austinพยายามอธยิ ายวา กฎหมายเปน เรอื่ งคำสง่ั
ประการที่ 2 ฮารทไมเห็นดวยกับJohn Austinท่ีมองวา กฎหมายเปนเพียงเร่ืองคำสั่ง
เพราะถามองวากฎหมายเปนเร่ืองของคำสั่งน้ัน มันจะสะทอนภาพของการขมขูบังคับ กลาวคือเปน
การสะทอนภาพกฎหมายในเชิงการใชอำนาจแบบขมขูบังคับ ซ่ึงจะไมตางไปจากสิ่งท่ีเปนการขมขูของ
พวกโจร เพราะกฎหมายนั้นในความเปนจริงจะมีประเด็นเรื่องเก่ียวกับพันธะผูกพันของคนท่ีอยูใต
กฎหมายเขามาเก่ียวของดวย โดยเขาจะรูสึกวาเปนพันธะที่เขาจะตองเช่ือฟง จุดนี้เปนจุดเก่ียวกับ
ทัศนคติภายในของคนที่มีตอตัวกฎหมาย ฮารทพยายามชี้ใหเห็นวาส่ิงนี้เปนส่ิงที่สำคัญในลักษณะของ
กฎหมายซ่ึงจะแตกตางจากคำสั่งหรือการขมขูบังคับของโจร เพราะถาเปนการขมขูบังคับของโจร
ผูเสียหายหรือผูที่จะตองปฏิบัติตามไมมีความรูสึกวาเปนพันธะท่ีจะตองปฏิบัติ เพียงแตเขาไมมีทางเลือก
อ่ืนจำตองยอมปฏิบัติตาม ในขณะท่ีการเปนกฎหมายแลวจะมีความรูสึกวาเปนพันธะท่ีจะตองทำ ถาใคร
ไมท ำตามจะถูกวิพากษวิจารณวาเปน คนไมดี
ทฤษฎีของฮารทจะมีการมองประเด็นที่ละเอียดซับซอนมากข้ึน อยางเชนในการอธิบาย
ธรรมชาติของกฎหมาย ฮารทจะอธิบายวามีหลักสำคัญอยางนอย 2 ตัวคือ เงื่อนไขในความเปน
กฎหมาย และหลักที่เกี่ยวกับอำนาจอันชอบธรรมท่ีอยูเบื้องหลังของกฎหมายอยูเบื้องหลังการใหกำเนิด
อยูเบื้องหลังการตีความกฎหมายซึ่งอำนาจอันชอบธรรมนี้ อาจจะมองวาเปนอำนาจที่ไดรับความยินยอม
หรืออำนาจที่กระทำโดยผานกฎเกณฑท่ีผานการยอมรับของคนทั่วไป การที่จัดฮารทวาเปนนักปฏิฐาน
นิยมเพราะเขายืนยนั หลักการ 3 ขอที่วา
1. กฎหมายนัน้ ไมจำเปนตองเก่ียวโยงกบั ศลี ธรรม
2. กฎหมายเปน สิ่งทเ่ี กดิ ข้ึนจากคน
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๕๙
3. กฎหมายเปนสงิ่ ท่ีมสี ภาพบงั คบั
แตอยา งไรก็ตาม คำอธิบายของฮารทจะมีลักษณะประนีประนอมกับกฎหมายธรรมชาติมาก
ขึ้น หรือกลาวอีกนัยหนึ่ง คือ ทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายสมัยใหม จะเขาใกลกับทฤษฎีกฎหมาย
ธรรมชาติมากขึ้น มีคำอธิบายบางจุดที่คลายกับการประนีประนอมทางความคิดกัน จุดท่ีเปนขอแตกตาง
คือประเด็นในเร่ืองกฎหมายกับศีลธรรมหรือความยุติธรรม ในมุมมองของฮารทจะมีลักษณะอะลุมอลวย
มากข้ึน แมฮารท จะยืนยันวากฎหมายไมจำเปนตองเก่ยี วโยงกับศลี ธรรมถึงแมใ นบางครัง้ จะมีลกั ษณะคาบ
เกี่ยวกันก็ตาม แตไมจำเปนเสมอไปวาศีลธรรมหรือความยุติธรรมนั้นจะตองเขามาเปนเสมือนแกนกลางท่ี
จะทำใหก ฎหมายดำรงอยูแตอยางใด แตฮารท อธิบายเสริมตอวา กฎหมายมีมิติทางศีลธรรมแฝงอยู
โดยเขาบอกวาปฏิฐานนิยมยืนยันวากฎหมายไมจำเปนตองเกี่ยวโยงกับศีลธรรมนั้นมีเหตุผลทางดานศีละ
รรมแฝงอยูในแงของความใจกวางกลาวคอื เมื่อกฎหมายมใิ ชส่ิงเดยี วกับศลี ธรรม ทุกคนกม็ ีสทิ ธิวิจารณ
กฎหมายไดโดยการใชเหตผุ ลทางศลี ธรรม ดังนั้น ฮารทจงึ กลา ววามันเปนหลักการท่ีสอดคลองกับสังคม
ประชาธิปไตยทีเ่ ปด โอกาสใหวพิ ากษว จิ ารณก ันไดอ ยางกวา งขวาง
นอกจากน้ันฮารทยังยอมรับกฎหมายธรรมชาติขั้นมูลฐาน หรือที่เรียกวาเนื้อหาอยางนอยที่สุด
ของกฎหมายธรรมชาติ ถงึ ถอื เปนจุดเดน ในคำอธบิ ายของปฏฐิ านนิยมรุนใหม
กฎหมายธรรมชาตขิ นั้ มลู ฐานอาจแยกไดเ ปน 3 ขอ
1. หลกั ที่เนนความสำคัญเร่อื งการไมเ บยี ดเบียนชวี ติ หรือการไมใ ชค วามรุนแรง
ตอ ตา น
2. หลักการไมเบยี ดเบียนทรพั ยสินตอ กนั ไมม กี ารละเมดิ ปลนทรพั ยซ่งึ กันและกัน
3. หลกั เคารพตอ คำสัญญาซ่ึงกนั และกนั หรอื หลกั การยอมรบั ความสำคญั ของสัจจะ
เราจะเห็นไดวาหลักธรรมชาติขั้นมูลฐาน 3 ขอน้ันมีเปาหมายของการพิทักษคุณคาพ้ืนฐาน 3
อยาง คอื
1. คณุ คาเกี่ยวกบั ชีวติ
2. คณุ คา ในทรพั ยสิน
3. คุณคา ในการมสี ัจจะ
คุณคาพ้ืนฐานทั้ง 3 อยางน้ี ถือวาเปนสิ่งท่ีสังคมท่ีมีกฎหมายหรือระบบกฎหมายจะตอง
ใหความคุมครองปกปองเอาไว กฎเกณฑท่ีปกปองทรัพยสินชีวิตสัจจะจะถือวาเปนเสมือนหลักกฎหมาย
ธรรมชาติขน้ั มูลฐาน ท่ีฮารท ถอื วา จำตอ งมีในกฎหมาย
เหตุผลท่ีฮารทยอมรับกฎหมายธรรมชาติข้ันมูลฐาน เพราะวิธีคิดของฮารทนั้นเขาไดใช
หลักการในเชิงสังคมวิทยาเขาไปจับ ดังน้ัน กฎหมายธรรมชาติขั้นมูลฐานของฮารทจึงอาจเรียกไดวาเปน
ความคิดกฎหมายธรรมชาติทางสังคมวิทยาซ่ึงเกิดจากคิดเอาความรูทางดานสงั คมวิทยาไปศึกษาความเปน
จริงของชีวิตของสงั คมมนษุ ย
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๖๐
ฮารทอธิบายวา สังคมมนุษยเ รามีขอ เทจ็ จริงที่ตองยอมรบั อยหู ลายประการ
ประการสำคญั ตอ งยอมรับวา สังคมทัว่ ไปน้นั มีวัตถปุ ระสงคท ส่ี ำคญั อยางหนึ่งคือความอยู
รอด และการที่สังคมจะอยูรอดไดจำเปนตองมีหลักกฎหมายธรรมชาติ 3 ขอ คอยประคับประคองอยู
เพราะในสังคมมนุษยน้ันมีสิ่งหน่ึงที่ตองยอมรับคือประเด็นความจำกัด ซ่ึงเปนองคประกอบอยางหน่ึงของ
มนษุ ยและเปนองคป ระกอบพื้นฐานของสงั คมโลก
ความจำกัดท่ีวา เชน ความจำกัดในแงทรัพยากรธรรมชาติ ความจำกัดในเรื่องวัตถุส่ิงของ
ตาง ๆ แมกระท่ังในตัวมนุษยก็มีความจำกัดเชนเดียวกัน เชนในแงเกี่ยวกับสติปญญาสมองจิตใจ ในแง
เกี่ยวกับธรรมจริยธรรมวาในความเปนจริงมนุษยน้ันมีองคประกองของจิตใจท่ีผสมผสานท้ังความดีและ
ความช่ัวอยูในตัวบางคร้ังอาจจะมีความเมตตาปราณี ขณะเดียวกันมนุษยเราก็มีความเห็นแกตัวอยูดวย
ดังนั้น เม่ือนำขอจำกัดตาง ๆ มาบวกกับส่ิงท่ีเปนการดำรงอยูของสังคมฮารทจึงถือวาจำเปนอยางยิ่งที่
สังคมจะตองยึดม่นั ในหลักกฎหมายธรรมชาตทิ ัง้ 3 ประการ
กฎหมายเปน ระบบแหง กฎเกณฑ
แนวคิดของฮารท มองวากฎหมายโดยแทจริงแลวเปนเร่ืองของกฎเกณฑที่รวมตัวกันเปน
ระบบ มีลักษณะเปนบรรทัดฐานความประพฤติในระบบแหงกฎเกณฑ (System of rules) ซึ่งมีการ
แยกกฎหมายออกเปน 2 ประเภทคือ
1) กฎหมายปฐมภมู ิ
2) กฎหมายทตุ ยิ ภมู ิ
กฎหมายป ฐมภูมิ คือกฎหมายพ้ื นฐานของประชาชน เชน กฎหมายอาญ า
พระราชบัญญตั ิ พระราชกฤษกี า เปน ตน แตอ าจจะมีปญหาเรอื่ งความไมช ัดเจน ความไมแนนอนเพราะ
สังคมจะมีการเปล่ียนแปลง จึงตองมีกฎหมายอีกประเภทหน่ึงที่จะเปนตัวเขามากำกับควบคุมกฎหมาย
ปฐมภูมซิ ง่ึ ก็คือกฎหมายทตุ ยิ ภมู ิ
กฎหมายทุตยิ ภมู ิ เปนกฎหมายทสี่ รา งข้ึนบนพ้นื ฐานของการยอมรบั อำนาจท่ชี อบธรรมหรือ
อำนาจท่ีไดรับความยินยอม ลักษณะของกฎหมายทุติยภูมินั้นจะสะทอนใหเห็นถึงลักษณะของสังคมท่ี
พัฒนาตัวมันเองแลว สังคมสมัยเกาอาจจะไมมีกฎหมายทุติยภูมิ เพราะทุกอยางอยูที่ผูนำสังคมในการที่
จะแกไขเปลี่ยนแปลง สวนสังคมสมัยใหมน้ันการใชอำนาจของสังคมตองมีเหตุผลในแงเกี่ยวกับท่ีมาที่ไป
ตัวกฎหมายทุติยภูมิจึงเปนกฎหมายท่ีเขามารองรับพัฒนาการของสังคมสมัยใหม โดยจะเปนกฎหมายที่
กำเนิดขึ้นมาเพ่ือแกไขปญหาของกฎหมายปฐมภูมิ หรืออาจกลาวไดวากำเนิดมาเพ่ือที่จะกำกับการใช
อำนาจของหนาที่ของรัฐในดานกฎหมาย ดังนั้น กฎหมายทุติยภูมิจึงถูกมองวาเปนกฎหมายที่เก่ียวของ
กับการใชอำนาจของเจาหนาท่ีของรัฐหรือเปนกฎหมายท่ีเกย่ี วขอ งกับการใหอำนาจเจาหนาท่ีของรัฐโดยจะ
ใหอำนาจในการแกไข ในการบัญญัติ ในการตีความวินิจฉัยตาง ๆ หรือในบางคร้ังก็อาจเปนกฎหมายที่
กำหนดที่ใหกับเจา หนาท่ขี องรฐั ในการทจี่ ะตอ งปฏิบตั ติ ามกฎเกณฑนนั้ ๆ
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๖๑
กฎหมายทุตยิ ภูมิ ฮารท ยังแยกออกเปน กฎเกณฑยอ ยอีก 3 ประการคอื
1. เปน กฎหมายทีก่ ำหนดเกณฑการรบั รองความเปน กฎหมายทสี่ มบูรณ หรือกฎเกณฑ
ท่ีกำหนดเกณฑการพิสูจนความเปนกฎหมาย กฎขอนี้จะเก่ียวกับเร่ืองความชัดเจน
ของกฎหมายทำใหทราบวา กฎใดคือกฎหมาย
2. กฎทีก่ ำหนดหลักเกณฑการบัญญตั แิ ละแกไ ขเปลีย่ นแปลงกฎหมาย กฎขอนจ้ี ำ
กำหนดแนวทาง และขั้นตอนของการตราหรือยกเลิกแกไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายใหเหมาะสมกับ
สถานการณ เชนบัญญัติเร่ืองการบัญญัติกฎหมายจะตองทำอยางไร ใครเปนผูมีอำนาจในการเสนอ
กฎหมาย เสนอไปแลวตอ งผานกระบวนการอยางไรบาง
3. กฎท่กี ำหนดเกณฑการวนิ จิ ฉัยช้ขี าดตดั สินคดี ซง่ึ จะเปน กฎหมายที่เขามาสำทบั
ผูบังคับใชกฎหมาย โดยเฉพาะผูพิพากษาวาในการใชอำนาจชี้ขาดตัดสินคดีน้ันตองมีกฎเกณฑท่ีควบคุม
การใชอ ำนาจกฎเกณฑดังกลา ว เชน กฎหมายวธิ พี ิจารณาความ กฎหมายพยานหลกั ฐาน
ประเด็นสำคัญของเร่ืองกฎหมายทุติยภูมินั้น ฮารทใหความสำคัญตอเร่ืองพฤติกรรมยึดมั่น
ยอมรับของเจาหนาที่ผูอยูใตกฎหมายทุติยภูมิอยางมาก การที่ฮารทใหความสำคัญที่ตัวเจาหนาที่มากกวา
ประชาชน เพราะความรูสึกภายในของประชาชนท่ีมีตอกฎหมายนั้นไมจำเปนตองมีตอกฎหมายปฐมภูมิ
เพราะมกี ฎหมายทุติยภมู ิ รองรบั ความชอบธรรมในการบงั คบั ใชกฎหมายปฐมภมู อิ ยูแ ลว
เราจึงสรุปไดวากฎหมายในแงของระบบกฎหมาย ฮารทเห็นวาการดำรงอยูของส่ิงท่ีเปน
ระบบกฎหมาย หรือท่ีเรียกวามาตรฐานของระบบกฎหมายในสังคมสมัยใหมจะปรากฏจากเง่ือนไข 2
ประการคือ
ประการที่ 1 มีกฎหมายปฐมภูมิ ซ่ึงกฎหมายปฐมภูมิน้ันไดรับการเชื่อฟงปฏิบัติตามโดย
ประชาชนทั่วไป
ประการท่ี 2 มีกฎหมายทุติยภูมิ ซึ่งกฎหมายทุติยภูมินั้นไดรับการยอมรับจากเจาหนาท่ี
ของรฐั ดานกฎหมาย
ขอสังเกต กฎหมายปฐมภูมิ ฮารทใชคำวา “เช่ือฟง” หรือการปฏิบัติตาม ซึ่งการเช่ือฟง
หรอื การปฏิบัติตาม จะเปน การเนนลกั ษณะภายนอกของการกระทำสวนกรณีกฎหมายทุติยภูมิฮารทใชคำ
วา “การยอมรับจากเจาหนาที่” อันหมายถึงการยอมรับความรูสึกนึกคิดภายในของเจาหนาที่ ซ่ึง
พฤติกรรมในการยอมรับในตัวกฎหมายทุติยภูมินั้นตองมีการประพฤติปฏิบัติยึดม่ันตอตัวกฎหมายทุติยภูมิ
อยางมีจิตสำนึกอันเปนเงื่อนไขสำคัญในการท่ีจะชี้ใหเห็นการดำรงอยูของกฎหมายทุติยภูมิ หรือเปน
มาตรฐานที่จะชี้ใหเห็นถึงการดำรงอยูของระบบกฎหมาย ช้ีใหเห็นสภาวะของสังคมท่ีมีตอระบบกฎหมาย
(อาจจะกลาวไดวาเปนเง่ือนไขท่ีจะใหเห็นถึงสังคมที่มีสภาพการปกครองดวยกฎหมายหรือที่เรียกวา “นิติ
รัฐ”)
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๖๒
นอกจากระบบกฎหมายสองประเภททกี่ ลา วมา ในทศั นะของฮารทยังมอี ีกกรณีหนึง่ คอื ในกรณที ่ี
อาจจะมีคดีที่มีความซับซอนทำใหหลักเกณฑท้ังสองประเภทน้ันไมเพียงพอที่จะนำไปบังคับใช หรือนำไป
เปนเหตุผลในการตัดสินตาง ๆ กรณีน้ันถือวาเปนสถานการณยกเวน ตัวผูใชกฎหมายโดยเฉพาะผู
พิพากษายอมมีโอกาสที่จะใชดุลยพินิจสรางกฎหมายข้ึนมา โดยการคนหาเหตุผลหรือคิดสรางเหตุผลเพื่อ
ใชประกอบในการตัดสินคดีผูพิพากษาอาจจะตองกระทำส่ิงคลายกับการสรางกฎหมายข้ึนมา เพื่อใหขอ
พิพาทนั้นมีทางยุติได ในสถานการณน้ีฮารทถือวาผูพิพากษาน้ันยอมมีดุลพินิจท่ีจะตีความหรือมีดุลพินิจที่
จะสรางหลักกฎหมายขึ้นมา โดยพ่งึ พาสิง่ ที่เปนเหตผุ ลทางศลี ธรรมอุดมการณทางความคดิ หรือใชส ง่ิ ท่ีเปน
นโยบายทางสังคม หรือนโยบายทางการเมืองเขามาเกี่ยวของในการคิดสรางเหตุผลในการท่ีจะยุติปญหา
ซงึ่ ฮารท ถอื วา เปนกฎหมายประเภทท่ีสาม นอกเหนือจากกฎหมายปฐมภมู ิและกฎหมายทตุ ิยภูมิ
ฮารทอธิบายวาสถานการณที่ผูพิพากษาสรางกฎหมายนั้นเปนเพราะมีปญหาความยุงยาก หรือ
หาขอกฎหมายเปนขอยุติไมไดอาจจะเปนเพราะความจำกัดของภาษาหรือความจำกัดของถอยคำตาง ๆ ที่
ถูกนำมาใชเปนเครอ่ื งมอื ในการบัญญัตกิ ฎหมายเราเห็นไดวาฮารทพยายามที่จะอา งไปถงึ ส่งิ ท่ีเปนธรรมชาติ
ของภาษา วา โดยแทแลวน้ันธรรมชาติของภาษามันมคี วามจำกัด และในการใชภาษาน้ันตองมีการตคี วาม
ซึ่งมีการยอมรับกันวาภาษาไมสามารถท่ีจะครอบคลุมความจริงไดทุกอยาง เพราะมันมีความจำกัดแฝงอยู
ในตัว ดังน้ันเมื่อกฎหมายตองใชภาษาและภาษามีความจำกัด กฎหมายก็ยอมมีความจำกัดในตัวของมัน
เองซึ่งหลายครั้งอาจมีปญหาตองตีความ หรือไมอาจตีความได (เพราะมีชองวางของกฎหมาย) ใน
สถานการณเชน นผี้ ูพพิ ากษาอาจจะตองกระทำสง่ิ ท่เี รยี กวา สรางกฎหมายขึ้นมา
การประเมนิ คุณคา ทฤษฎขี องฮารท
ทฤษฎีของฮารทอาจจะกลาวไดวาเปนแบบฉบับปฏิฐานนิยมทางกฎหมายรุนใหม ซึ่งพยายามท่ี
จะอธิบายธรรมชาติของกฎหมายในสังคมใหมใหเห็นเปนรูปราง ดังน้ันทฤษฎีของฮารทถาเรามองไปลึก ๆ
แลวจะเห็นวาเปนทฤษฎีที่ใหความสำคัญของสถาบันทางกฎหมาย หรือใหความสำคัญกับเร่ืองของ
ความชอบธรรมในการใชหรือสรา งกฎหมายตาง ๆ ทฤษฎีของฮารท ไดบอกใหเราทราบถึงความสำคัญของ
สถาบันทางสังคมในสังคมสมัยใหม (นิติรัฐ) วากฎหมายทุติยภูมิซึ่งเปนกฎเกณฑท่ีใหเจาหนาท่ีของรัฐ
ยอมรับนั้นมีความสำคัญอยางยงิ่ เพราะฉะนนั้ ความบกพรอ งในสังคม หรือความบกพรองในการใชอำนาจ
ทางสังคมทั้งหลายถาจำตองพิจารณาที่ตัวโครงสรางของระบบกฎหมายเปนสำคัญจึงจะสามารถแกไข
ปญหาเร่ืองความไมเปนธรรมได สวนในประเด็นเร่ืองกฎหมายกับศีลธรรมนั้นถึงแมวาฮารทจะเปนนักปฏิ
ฐานนิยม แตเขาก็ไดใหความสำคัญกับศีลธรรมมากขึ้น และเขากลาววา ขออางของนักปฏิฐานนิยมท่ี
บอกวากฎหมายไมจำเปนตองเกี่ยวโยงกับศีลธรรมนั้นเปนจุดยืนที่สอดคลองกับสังคมประชาธิปไตยที่เปด
กวางใหมีการวิพากษวิจารณกฎหมายไดโดยเสรี เพราะไมผูกขาดวากฎหมายเปนส่ิงที่อยูเหนือศีลธรรม
หรือเปนอันหน่ึงอันเดียวกับศีลธรรม ดังน้ันจึงทำใหเราสามารถมองไดวา กฎหมายน้ันเปนกฎเกณฑท่ี
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๖๓
มนุษยสรางข้ึนมา (มิใชเปนเสมือนส่ิงศักด์ิสิทธิ์ท่ีจะวิพากษวิจารณไมได เม่ือมนุษยเห็นวาไมเหมาะสมก็
อาจจะแกไขเปลีย่ นแปลงได
4. ขอ ววิ าทะระหวา งปฏฐิ านนิยมกบั กฎหมายธรรมชาติ
4.1 ขอโตเถยี งของศาสตราจารย ฟลุ เลอร
บทวจิ ารณจ ากนักปรชั ญาตอทฤษฎีของฮารท
ศาสตราจารย ฟุลเลอร (Lon Fuller ค.ศ. 1902-1978) นักทฤษฎีฝายกฎหมาย
ธรรมชาติ ไดเอาจุดยืนทางศีลธรรมเขามาวิจารณโดยทานพยายามจะบอกวา ปฏิฐานนิยมในแบบฉบับ
ของฮารทน้ันแมจะพยายามประนีประนอมกับศีลธรรมมากขึ้น แตก็ยังถือวาเปนเพียงการใหความสำคัญ
กับศลี ธรรมในบางระดับเทาน้ัน ถึงที่สดุ แลว ก็ยังยึดอยูกับจุดยืนทบ่ี อกวา กฎหมายไมจำเปนตองเกีย่ วโยง
กับศีลธรรมนั่นเอง ซ่ึงฟุลเลอรพยายามจะบอกวาจุดนี้เปนจุดบกพรองของฮารท เพราะฟุลเลอรบอกวา
โดยธรรมชาติของกฎหมายแลวตองสัมพันธกับศีลธรรมเสมอกลาวโดยสรุปคือฟุลเลอรพยายามจะวิจารณ
ฮารทวา ประเด็นเรื่องกฎหมายกับศีลธรรมที่ฮารทกลาวถึงยังไมใหความสำคัญกับศีลธรรมมากพอ เม่ือ
เทียบกับปรัชญากฎหมายของนักทฤษฎีฝายกฎหมายธรรมชาติ ฟุลเลอรพยายามจะชี้วา กฎหมายกับ
ศีลธรรมน้ันเช่ือมโยงกันเสมอ โดยอางประเด็นเรื่องเกี่ยวกับการทำความเขาใจวัตถุประสงคของกฎหมาย
เขามาเปน เหตผุ ลคดั คา นหรือโตแยง แนวคดิ ของฮารท
ฟุลเลอรกลาววา วัตถุประสงคของกฎหมายนั้นจะมีอยูท่ัวไปในกฎหมาย วัตถุประสงคที่
เห็นอยางกวางทีส่ ุดกค็ ือ การมีจุดมงุ หมายทจี่ ะควบคุมพฤตกิ ารณ หรือการกระทำของมนษุ ยใหอ ยภู ายใน
ครอบกตกิ าทีว่ างไวเพอ่ื จะใหเ กดิ ความสงบเรียบรอ ยในสงั คม ดงั นนั้ จงึ ตอ งมปี ระเดน็ เรอ่ื งเกีย่ วกบั ศลี ธรรม
ความถูกตองเขามาเก่ียวของเสมอ ฟุลเลอรอางวาถึงที่สุดแลวจุดมุงหมายของกฎหมายกับศีลธรรมน้ันมัน
จะเช่ือมโยงกันเสมอ ดังนั้นเมื่อมองวาวัตถุประสงคกับศีลธรรมตองไปดวยกัน กฎหมายกับศีลธรรมก็ตอง
ไปดว ยกนั เสมอ
ฟุลเลอรวิจารณวา แนวคิดของฮารทเปนแนวคิดท่ีมองกฎหมายคลายกับส่ิงที่ไมมีเปาหมาย
หรือวัตถุประสงคในการกอตัวอยูเลย และคำอธิบายของฮารทจะมีลักษณะคอนขางเปนการมองภาพทาง
เดียว กลาวคือเปนการมองภาพจากขางบนลงมาขางลาง เปนการมองภาพกฎหมายจากสายตาของ
ผูปกครองหรือผูใชกฎหมายลงมา ดังน้ันฟุลเลอรจึงถือวาตรงน้ีเปนจุดบกพรองในการมองธรรมชาติของ
กฎหมาย เพราะในสายตาของฟุลเลอรเขามองวาการมองเรื่องธรรมชาติกฎหมายจะตองมีภาพสองทาง
คือมองภาพจากขางบนลงมาขางลางและจากขางลางสูขางบน ขางลางคือ การมองภาพกฎหมายจาก
สายตาประชาชนมองขน้ึ ไปหาผูใชอำนาจกฎหมาย
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๖๔
4.2 ขอ โตเถียงของศาสตราจารย โรแนล ดวอรก ิ้น
ศาสตราจารย โรแนล ดวอรก ้ิน (Ronald M. Dworkin) มองวา คำอธิบายของฮารท ที่
สรุปไดวา กฎหมายน้ันมีสองประเภทคือ กฎหมายปฐมภูมิ กฎหมายทุติยภูมิ แลวอาจจะมีกฎหมาย
ประเภทท่ีสามคือกฎหมายที่เกิดจากการสรางของผูพิพากษาน้ันไมถูกตอง เพราะมองขามกฎหมายอีก
รูปแบบหนงึ่ ซึง่ ดวอรก้นิ เรียกวากฎหมายในรปู ของหลกั การ (Principles)
“หลักการ” หมายถึง หลักการทางศีลธรรมหรือความเปนธรรม ซ่ึงดวอรกิ้นถือวาเปน
กฎหมายอีกรูปแบบหน่ึง กฎหมายในรูปของหลักการไมไดถูกเขียนเปนมาตราโดยตรง แตหลักการนี้เปน
ส่ิงที่สังคมยอมรับกัน หลักการแตกตางจากส่ิงท่ีเปนกฎหมายโดยท่ัวไป และแตกตางจากกฎหมายใน
รูปแบบกฎเกณฑ (ในแบบฉบับของฮารท) ในแงท่ีวากฎเกณฑทางกฎหมายนั้นมันปรากฏชัดเจนมีเขียน
เปนลายลักษณอักษรตาง ๆ สวนหลักการนั้นจะไมปรากฏชัดเจนเปนลายลักษณอักษร อีกประการหน่ึงก็
คือกฎเกณฑที่มีลักษณะใชไดทั่วไปมากกวา ซ่ึงก็เปนเร่ืองของหลักการแลวจะตองเลือกปรับใช ผู
พิพากษาจะตองรูจกั เลือกคน หาหลักการเขามาปรบั ใชแลว แตคดีแตามแตส ถานการณ
“หลักการ” น้ันคนพบไดจากตัวคดีความซึ่งหมายถึง ส่ิงที่เปนคำพิพากษาตาง ๆ
โดยเฉพาะคำพิพากษาบรรทัดฐานหลาย ๆ เร่ืองที่อาจจะวางหลักการกฎหมาย หลักการแหงความ
ยุติธรรมความเปนธรรมนอกจากน้ันหลักการอาจจะคนพบไดจากพระราชบัญญัติหรือตัวกฎหมายในรูป
ของกฎเกณฑ (แตไมไดเขียนไวในตัวมาตราโดยตรง) นอกน้ันหลักการอาจจะปรากฏในศีลธรรมของ
ชมุ ชน (ศลี ธรรมของชมุ ชนทไี่ ดรับการยอมรบั และนำมาปรับใชใ นการยุตขิ อพิพาทตาง ๆ )
ดวอรก ิ้น ไดน ำอาประเดน็ เร่อื งของหลกั การเขา มาวิพากษวิจารณฮารทที่มองกฎหมายใน
รูปของกฎเกณฑ โดยเฉพาะการนำเอากฎหมายในรูปของหลักการมาวิจารณกฎหมายในรูปของการใช
ดุลพินิจ หรือกฎหมายในรูปของการบัญญัติโดยผูพิพากษาของฮารท โดยดวอรก้ินไดโตประเด็นเร่ือง
เกี่ยวกับดุลพินิจที่เปดกวางของผูพิพากษาในการสรางกฎหมายขึ้นมา เขาเห็นวาคำอธิบายของงฮารทใน
เร่ืองของกฎหมายนั้นมีความไมแนนอน และเปนคำอธิบายซ่ึงอาจจะเปนการสนับสนุนใหผูพิพากษาใช
อำนาจไดตามอำเภอใจในคดีท่ีมีความยุงยากซับซอน เขาเสนอขอคิดวาหากคนสวนใหญยอมรับในทฤษฎี
ของฮารทแลวผูพิพากษาอาจจะหาเหตุผลหรือคิดหาเหตุผลขึ้นมาสรางกฎหมายโดยพละการ อันจะเปน
กฎหมายที่ไมสอดคลองกับสิ่งที่เปนความรูสึกของคนสวนใหญในสังคม หรือผูพิพากษาอาจสรางกฎหมาย
ข้ึนมาโดยอิงนโยบายทางสังคมหรือทางการเมืองแลวเอาเหตุผลนั้นมาเปนตัวกฎหมายรองรับคำตัดสินของ
ตัวเอง ซง่ึ ในจดุ นี้ดวอรก้ินมองวามนั จะเปนอันตรายตอส่ิงท่ีเปนสิทธเิ สรีภาพของคคู วาม
ขอ แตกตา งทางความคิดระหวา งฮารทกับดวอรก ้ิน
1. ฮารทมองวาผูพิพากษาสามารถท่ีจะสรางกฎหมายข้ึนมาได แตดวอรก้ินไมเห็นดวย
ดวอรก้ินเห็นวาผูพิพากษาไมมีสิทธิไมมีอำนาจที่จะสรางกฎหมายข้ึนมาได ผูพิพากษามีหนาที่เฉพาะที่จะ
คนหาหลักการในคดีท่ีมีความยุงยากซับซอน หรือมีปญหาเรื่องชองวางของกฎหมาย โดยผูพิพากษา
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๖๕
จะตอ งสำนกึ ตลอดเวลาวา ตนมีหนา ทจี่ ะตองคน หาหลกั การทางกฎหมาย และจะตอ งเขา ใจวากฎหมายนั้น
ไมไดปรากฏอยูเฉพาะในกฎเกณฑตัวอักษรท่ีปรากฏในรูปพระราชบัญญัติเทาน้ัน แตจะมีกฎหมายอีก
ลักษณะหน่ึงคือหลักการทางกฎหมาย ดังน้ันผูพิพากษาจึงตองมีหนาท่ีที่จะตองคนหาหลักการทาง
กฎหมายน้นั มาใช
ดวอรก้ินไดยกตัวอยางที่เขาตองการชี้ใหเห็นความแตกตางระหวาง “หลักการ” และ
“กฎเกณฑ” โดยเขาไดเ อาคดีท่เี กดิ ขึ้นจริงมาเปนตัวอยา ง
คดีแรกเกิดข้ึนในป ค.ศ. 1889 ท่ีศาลนิวยอรค ซึ่งมีประเด็นพิจารณาสำคัญวา
ทายาทรับมรดกท่ีมีช่อื ในพินัยกรรมของปูสามารถมสี ิทธิรับมรดกไดหรือไมห ากวาเขาไดทำฆาตกรรมปูของ
เขา และบังคับใหปูยกมรดกใหเปนของเขา คดีนี้ศาลใหเหตุผลวาจากการพิจารณากันเพียงตัวอักษรแลว
เมื่อพินัยกรรมนั้นมีความสมบูรณก็คงตองมอบทรัพยมรดกใหแกฆาตกร แตศาลถือวากฎหมายทุกฉบับ
รวมทั้งนติ ิกรรมสัญญาอาจตองอยูภายใตการกำกับของหลักพ้ืนฐานท่ัวไปของกฎหมายคอมมอนลอว ซ่งึ มี
หลักการท่ัวไปขอหนึ่งวา บุคคลเขาอาจถือเอาประโยชนจากความฉอฉลที่ตนไดกอข้ึน เขาอาจถือเอา
ประโยชนจากความผิดของตัวเอง เขาอาจเรียกรองใด ๆ บนความยุติธรรมของตน เขาอาจไดรับ
ทรพั ยส ินจากอาชญากรรมของตนเองไป
จากหลกั ท่ัวไปดงั กลาวศาลจงึ ตัดสนิ มใิ หฆ าตกรผนู ั้นไดรับทรัพยมรดกใด ๆ ทง้ั สน้ิ
คดีที่สองเกิดขึ้นในป ค.ศ. 1980 ประเด็นสำคัญในคดีน้ีอยูที่วา บริษัทผูผลิตรถยนต
สามารถขจัดความรับผิดของตนในความเสียหายท่ีเกิดข้ึนอันเน่ืองจากความบกพรองของการผลิตได
เพียงใด
ขอเท็จจริงปรากฏวา ผูซ้ือรถยนตไดทำสัญญาขณะซื้อขายกับใคร ตกลงวาความรับผิด
ของผูชาย ในความบกพรองใด ๆ ของรถยนตท่ีผลิตจะจำกัดเพียงแตการซอมแซมสวนที่บกพรองใหดี
เทาน้ัน ตอมาผูซ้ือโตแยงวาในสถานการณท่ีเกิดข้ึนกับเขาบริษัทผูผลิตไมควรไดรับการคุมครองโดย
ขอจำกัดของสัญญาดังกลาว บริษัทควรตองรับผิดชอบตอคารักษาพยาบาลและคาใชจายอื่น ๆ อัน
เกดิ ขึน้ แกผูไดรบั บาดเจบ็ เนือ่ งจากการชนกัน
คดีน้ีปรากฏวา ผูซ้ือไมส ามารถอางกฎหมายหรือหลักนิติกรรมท่ีหนักแนน ใด ๆ ซ่ึงหาม
บริษัทผูผลิตไมใหทำขอตกลงในลักษณะดังกลาวได แตอยางไรก็ตาม ศาลกลับเห็นดวยกับคำรองของผู
ซ้ือโดยใหเหตุผลวา แมหลักเร่ืองเสรีภาพในการทำสัญญาจะเปนหลักการสำคัญในกฎหมายแตก็ไมใชวา
หลักดังกลาวจะเปนสิ่งท่ีไมอาจเปลี่ยนแปลงแกไขไดหรือตอ งยอมรับอยางไมม ีเง่ือนไขแตอยา งใด ศาลเห็น
วาในสังคมที่เปนอยูรถยนตก็เปนเรื่องที่เต็มไปดวยอันตราย ซ่ึงอาจจะเกิดข้ึนแกผูขับขี่ผูโดยสารและ
สวนรวม บริษัทผูผลิตยอมตองมีภาระพิเศษในเรื่องการสรางการโฆษณาและการขายรถยนตของตน โดย
เหตุนี้ศาลจึงตองตรวจพิจารณาขอตกลงซ้ือขายอยางใกลชิดเพื่อจะดูวาผูซ้ือและประโยชนของสาธารณะ
ไดรับการปฏิบัติตออยางเปนธรรมหรือไม ศาลเช่ือวาในประวัติศาสตรของกฎหมายแองโลอเมริกันคงไมมี
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๖๖
หลักการท่ีคุนหูหรือไดรับการยอมรับอยางหนักแนนเทากับพื้นฐานที่วาศาลสถิตยยุติธรรมจะไมยอมปลอย
ใหอยูใตบังคับของขอตกลงตอรองซึ่งคูกรณีอีกฝายหนึ่งไดฉกฉวยผลประโยชนทางเศรษฐกิจอยางไมเปน
ธรรม จากอกี ฝา ยหนง่ึ
จากแนวคิดเรื่องหลักการทางกฎหมายของดวอรกิ้นน้ันจะเห็นวามีเหตุผลทางศีลธรรม
แฝงอยูในแงที่ไมยอมใหมีการเอารัดเอาเปรียบ หรือไมยอมใหคนช่ัวไดรับประโยชนจากผลกรรมที่ตัวเอง
ไดทำข้ึน ซึ่งในจุดน้ีดวอรก้ินไดบอกวา ณ ท่ีนี้มีการยอมรับวากฎหมายมีปรากฏในรูปของหลักการทาง
กฎหมายและยอมรบั วาในเนือ้ แทข องหลักการทางกฎหมายมีส่ิงที่เปน สำนึกในเรื่องเกีย่ วกบั ศีลธรรมหรอื สิ่ง
ท่ีเปนหลักจริยธรรมแฝงอยูแลว ธรรมชาติของกฎหมายทางเร่ืองของศีลธรรมยอมไมอาจท่ีจะแยกออก
จากกันได ซึง่ ก็คือการกลบั ไปหาจดุ เริ่มตนที่เปนจดุ ยืนของปฏิฐานนิยมกลบั มาวิพากษวจิ ารณ
อยางไรก็ตามแมวาทฤษฎีของฮารทจะถูกวิพากษวิจารณ แตเราก็ตองยอมรับวาทฤษฎี
ของฮารทยังคงมีคุณคาใหตองเก็บไวประกอบการพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย หรือระบบกฎหมายตาง
ๆ การใหความสำคัญกับเร่ืองศีลธรรมของฮารทมากข้ึนก็อาจทำใหความขัดแยงหรือขอถกเถียงระหวาง
กฎหมายธรรมชาติกบั ปฏฐิ านนิยมลดนอ ยลงไป
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๖๗
บทที่ 3
สำนกั ประวัตศิ าสตร
สาระสำคัญของแนวคิดสำนักประวัติศาสตรกฎหมาย คือ การศึกษาปรัชญากฎหมายท่ีให
ความสำคัญกบั ส่ิงท่ีเปนจารีตประเพณี และใหความสำคัญและการทำความเขาใจสภาพของสังคมโดยเห็น
วาความสำคัญดังกลา วจะเชือ่ มโยงการทำความเขาใจกฎหมายธรรมชาติของกฎหมาย
แนวความคิดของสำนกั ประวัติศาสตรกฎหมาย
กฎหมายตองเปนขอสรุปของพลังภายในสังคม โดยการกำเนิดและเกิดขึ้นจากประสบการณและ
หลักความประพฤติท่ัวไปของประชาชนท่ีเรียกวา “จิตสำนึกรวมของประชาชน” (Common
Consciousness of the people) และธรรมชาติของกฎหมายนั้นเปรียบเสมือน “จิตวิญญาณของ
ประชาชน” (The spirit of the people) นอกจากนั้นกฎหมายยังเปรียบไดเสมือนกับภาษาซึ่งการ
กำเนิดและวิวัฒนาการจะเปน ไปเฉพาะแตละชนิดแตละเผาพันธุ
วิวาทะนี้จึงกอใหเกิดทฤษฎีหรือแนวคิดของสำนักกฎหมายประวัติศาสตรขึ้นมา และไดพยายาม
อธิบายวากฎหมายนั้นไมใชเปนเรื่องเหตุผลที่เปนสากล ไมใชเรื่องธรรมชาติ ไมใชเร่ืองที่จะใชได
ครอบจักรวาล ดังน้ันหลักกฎหมายของประเทศอ่ืนจะนำมาใชในประเทศเยอรมันทันทีไมไดเพราะโดย
ธรรมชาติแลวกฎหมายจะกำเนิดเติบโตขึ้นมาจากสังคมแตละสังคม กฎหมายของแตละสังคมจะมี
ลักษณะเฉพาะของมนั เอง ธรรมชาตขิ องกฎหมายจะแปรสภาพไปตามสงั คม
ซาวญิ ญีย่ ืนยนั วา กฎหมายนั้นไมไ ดม าจากกฎธรรมชาติ ไมไ ดมาจากเจตจำนงของผูมีอำนาจหรือ
อธิฐาธิปตยแตอยางใด แตกฎหมายน้ันเตบิ โตข้ึนมาจากจิตสำนึกประสบการณของคนในสงั คมท่ไี ดป ระสบ
เหตกุ ารณต า ง ๆ แลวพยายามจะแกปญหาตาง ๆ ตลอดจนหาวธิ กี ารแกไ ขปญ หารวมกนั
จิตสำนึกรวมของประชาชนนั้นก็คือ สิ่งที่เกิดจากความเห็นดีเห็นชอบของคนในสังคม สิ่งนี้จะ
กำเนิดข้ึนมาเองในธรรมชาติ เพราะสาเหตุที่มนุษยในสังคมไดประสบกับปญหาแลวจึงรวมกันใชเหตุผลท่ี
จะแกไข เหตุผลในการท่ีจะคิดแกไขที่แตละคนเห็นพองรวมกันคือ “จิตสำนึกรวมของประชาชน”
ดังนั้นจิตสำนึกรวมขงประชาชนจะแบงไปตามส่ิงที่เปนวัฒนธรรมความเช่ือของแตละสังคม และจิต
วิญญาณดังนี้เองที่เปนบอเกิดของกฎหมาย และเปนตัวคลาย ๆ กับมาตรฐานในการตรวจสอบความ
ถูกตอ งความสมบรู ณข องกฎหมาย
เมื่อกลาวถึงจิตวิญญาณของประชาชนแลวคงตองกลาววา จารีตประเพณีที่เกิดขึ้นในสังคมน่ัน
แหละที่คือ จิตวิญญาณนี้ ดังน้ัน จารีตประเพณีจงึ เปนพ้ืนฐานอนั สำคัญของกฎหมายตาง ๆ ซาวิญญ่ีจึง
กลาววา กฎหมายนัน้ โดยแทจริงไมใ ชสิง่ ท่มี นุษยสรางข้ึนแตเ ปนส่งิ ทมี่ นุษยค นพบ
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๖๘
มนุษยคนพบจิตวิญญาณดังกลาวน้ีโดยใชเหตุผลในจิตใจของคนเรา ตอมาเมื่อสังคมมีความ
ซับซอนมากข้ึนสิ่งท่ีเปนจิตวิญญาณซึ่งเคยปรากฏตัวในรูปของจารีตประเพณีก็ไมปรากฏชัด ดังนั้น ภาระ
ในการคน หาจิตวญิ ญาณของประชาชนจึงเปนภาระหนาที่ของบุคคลทมี่ ีความเช่ยี วชาญเพื่อจะนำมาวนิ จิ ฉัย
ปญ หาตา ง ๆ รวมท้งั เปน พ้ืนฐานสำคัญในการบัญญัติกฎหมายหรือการนติ ิบัญญตั เิ ม่อื สงั คมมคี วามซับซอน
มากขึ้น แตกระบวนการนีเ้ ปน เพยี งเสมอื นข้ันตอนสดุ ทา ยหลังจากสังคมไดพ ฒั นาแลว
ภมู หิ ลังของสำนักประวตั ิศาสตรก ฎหมาย
ภูมิหลังความเปนมา สำนักประวัติศาสตรกฎหมายไดกำเนิดข้ึนในลักษณะการโตแยงกับแนวคิด
ในเชงิ เหตุผลนิยม แนวคิดกฎหมายธรรมชาตจิ ึงโตแยงแนวคดิ ทุกสำนกั
ซาวิญญ่ี ซาวิญญี่ไดพัฒนาแนวคิดทามกลางบรรยากาศแหงการปฏิวัติ ซาวิญญี่จึงไดพัฒนา
แนวคิดจนกระทั่งมาถึงจุดท่ีมีการตกต่ำทางความคิดเมื่อเยอรมันรบชนะฝรั่งเศส หลักจากรบชนะแลว
เยอรมันก็เกิดความภูมิใจในชัยชนะพรอมกันนั้นเยอรมันก็ไดมีความพยายามท่ีจะสรางเยอรมันใหยิ่งใหญ
โดยเฉพาะในดานกฎหมาย ซึ่งในขระน้ันประเทศฝรั่งเศสมีความยิ่งใหญมากท่ีสุดในเรื่องของระบบ
กฎหมาย เยอรมนั จึงพยายามท่ีจะสรางกฎหมายใหยิง่ ใหญอยางรวดเรว็
ในทามกลางกระแสความเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันประมวลกฎหมายเยอรมันน่ันเองทำใหเกิดการ
วิวาททางความคิดวากฎหมายคอื อะไร ศาสตราจารยทเี บาท (A.F.J. Thibaut) ไดเ สนอใหทำการยกรา ง
ประมวลกฎหมายเยอรมันอยางรวดเร็ว โดยวิธีการนัดนักกฎหมายของประเทศตาง ๆ มาพัฒนา ซา
วิญญ่ีไดตอตานการกระทำของ Thibaut อยางรุนแรงโดยกลาววาวิธีการของ Thibaut น้ันเปนการ
กระทำที่ไมเขาใจธรรมชาติของกฎหมาย ซาวิญญ่ีไดกลาววิพากษในหนังสือ “ภารกิจในยุคสมัยเราตอ
การนิติบัญญัติและนิติศาสตร” วาการทำประมวลกฎหมายมิใชเร่ืองเลน ๆ ท่ีจะทำกันดวยสักแตเพียง
การตรากฎหมายขนึ้ มาเทา นน้ั เพราะกฎหมายโดยแทจ รงิ ไมใ ชส่ิงที่ผมู อี ำนาจเขยี นออกมาตามใจชอบ
แนวคิดของปราชญเมธที ี่สำคญั
คนที่เขียนกฎหมายจะตองมีปรัชญากฎหมาย คือคนเขาใจกฎหมาวา จะตองโยงเขาหาสังคม
ประวตั ิศาสตรสังคม โยงเขาหาจารตี ประเพรี และโยงเขา หาจติ วิญญาณของประชาชน
ผลพวงท่ีสำคัญของแนวคิดนี้ทำใหมีนักประวัติศาสตรที่ช่ือ Sir Herry Maine (เซอรเฮอร่ี เมน)
นักกฎหมายชาวอังกฤษไดพยายามศึกษาประวัติศาสตรกฎหมาย ศึกษาพัฒนาการของกฎหมายจึงทำให
Maine ไดขอสรุปสำคัญเรื่อง “จากสถานภาพสูสัญญา” ซ่ึงเปนขอสรุปที่พยายามจะบอกวากฎหมายใน
สังคมโบราณนั้นส่ิงท่ีเปนประโยชนตอสิทธิและหนาท่ีตาง ๆ ในสังคมขึ้นอยูกับสถานภาพของมนุษย
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๖๙
ในขณะท่ีสังคมสมัยใหมนั้นจะข้ึนอยูกับสัญญา หรือการตกลงสมัครใจบนพ้ืนฐานของความเปนอิสระ
ประเด็นเรือ่ งจากสถานภาพสูส ญั ญาคอื การมองวา สงั คมแบบโบราณน้นั ขนึ้ อยกู ับสถานภาพขน้ึ อยกู ับชนชั้น
ของแตละคน และกฎหมายกจ็ ะแปรไปตามสถานภาพ
เปรยี บเทียบกบั คำอธบิ ายในเชงิ สังคมวทิ ยากฎหมาย
ลูดอลฟ ฟอน เยียริ่ง (Rudolf Von Jhering ; ค.ศ. 1898 – 1892) นักนิติศาสตรชาว
ออสเตรเลีย ไดใหคำอธิบายที่สำคัญท่ีสรุปวาส่ิงท่ีเปนศูนยกลางการพัฒนาของกฎหมายน้ันอยูที่ตัวสังคม
ไมไดอยูที่การนิติบัญญัติหรือในคำพิพากษาของศาล Rudolf Von Jheringพบวาในสังคมของมนุษยเรามี
นักกฎหมายอยหู ลายประเภท คอื
กฎหมายทีป่ ระกาศใชบังคับ
กฎหมายทม่ี ชี วี ติ กฎหมายทีม่ ชี วี ติ เปนเสมอื นระเบยี บแหง ความสัมพันธภายใน
ชนเผาตาง ๆ ซึ่งมีผลครอบงำชีวิตทางสังคมและมีการพัฒนาตัวมันเอง ถึงแมจะไมปรากฏเปน
รูปของลายลักษณอักษร หรือเปนกฎหมายท่ีรัฐตราขึ้นก็ตาม Rudolf Von Jheringเห็นวากฎหมายท่ีมี
ชีวิตน้ีเปนกฎหมายอีกลักษณะหนึ่งท่ีอาจจะปรากฏอยูในเรื่องเกี่ยวกับการใชชีวิตสวนตัวในแงกฎเกณฑ
เชน การแตงงาน การหยา การแบงมรดก การทำสัญญาบางลักษณะซ่ึงถือวาเปนกฎหมายอีกลักษณะ
หนง่ึ ที่มีชีวิตในตวั ของมันเอง
ในสายตาของRudolf Von Jhering ถือวาการปรับปรุงกฎหมายน้ัน นักนิติศาสตรจะตองคำนึง
หรือพยายามใหสอดคลองกับกฎหมายที่มีชีวิต กฎหมายท่ีเขียนข้ึนโดยไมสัมพันธกับกฎหมายท่ีมีชีวิต
อาจจะไมมีผลลัพธจริงจัง ซึ่งจะเห็นวาคลายกับแนวคิดของซาวิญญ่ี จุดสำคัญที่เปนคุณูปการทาง
ความคิดคือ Rudolf Von Jheringพยายามท่ีจะเบนความสนใจของนักกฎหมายวานักกฎหมายจะตองให
ความสำคัญกับสังคม ไมใชมองแตเฉพาะตัวบทกฎหมาย หรือมองแตเฉพาะอำนาจของผูที่สามารถ
บญั ญัติกฎหมายเทาน้ัน แตนักกฎหมายจะตองใหความสำคัญตอการคน หาความเปนจริงของสังคมหรอื ส่ิง
ทเ่ี ปนกฎหมายมีชีวิตของสังคมวา คืออะไร เพราะเราสามารถคน พบในบางเรอื่ งแลวจึงจะนำมาบญั ญัติเปน
กฎหมายจะทำใหก ารแกไขปญ หานั้นราบรน่ื มากขึ้น
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๗๐
บทท่ี 4
สำนกั สงั คมวทิ ยากฎหมาย
(Social Jurisprudence)
ทฤษฎีน้ีเปนแนวคิดทางปรัชญากฎหมายที่คอนขางจะใหมพอสมควร ผูนำของสำนักคิดน้ี
พยายามท่ีจะชูความคิดวาทฤษฎีน้ีเปนขบวนการทางปรัชญากฎหมายที่เนนแนวคิดเชิงปฏิบัตินิยม
หมายความวาต้ังอยูบนพ้ืนฐานแบบปฏิบัตินิยมในดานของฝายนิติศาสตรเชิงสังคมวิทยา เห็นวา
จดุ มงุ หมายในการศึกษาเรอ่ื งธรรมชาติของกฎหมายควรจะมองปญ หาเชิงปฏิบตั ิเก่ียวกับเร่ืองการทำหนา ที่
ของกฎหมาย หรือบทบาทของกฎหมายในสังคมวา ธรรมชาติของกฎหมายที่สำคัญอันหน่ึงก็คือ
กฎหมายจะเปนเครื่องมือยางหนึ่งในสังคมที่มีบทบาทในการแกไขปญหาเร่ืองความขัดแยง ปญหาเรื่อง
ความไมเ ปน ธรรม
ทฤษฎีนิติศาสตรเชิงสังคมวิทยาเปนแนวคิดหรือทฤษฎีทางเศรษฐศาสตรท่ีเนนบทบาท
ความสัมพันธของกฎหมายตอสังคม โดยพิจารณาถึงเรื่องบทบาทหนาท่ี (Functional) หรือการทำงาน
ของกฎหมายมากกวาการสนใจกฎหมายในแงท ่ีเปน เนอื้ หาสาระ ซึ่งเปน นามธรรมลอย ๆ
(Look move for the working of law than for its abstract) โดยจะเนนไปที่
การตรากฎหมายเพือ่ แกไ ขปญหาสังคมตา ง ๆ (Social legislation)
1. แนวคดิ พ้นื ฐาน
เมอ่ื สงั คมมีการพัฒนามาเปนสังคมอตุ สาหกรรม หรอื สงั คมทุนนิยมกจ็ ะมีปญหาเร่ืองความขดั แยง ตา ง
ๆ มากขึ้น ซึ่งอาจจะเปนปญหาเร่ืองความเหล่ือมล้ำ ความขัดแยังชองวางระหวางความยากจนกับคน
รวยมีการวิพากษวิจารณกันอยูเนือง ๆ หรืออาจจะมีกระแสความคิดความพยายามท่ีจะผลักดันใหมีการ
ปฏิบัติเพื่อแกไขความไมเปนธรรมในสังคมตาง ๆ การเนนบทบาทของกฎหมายในสวนน้ี อาจจะมอง
คลายกับการตอสูทางความคิด เพราะมีกระแสวิพากษวิจารณจากฝายซายซ่ึงมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ
โดยเขาไดวิพากษวิจารณปรัชญากฎหมายในแบบทุนนิยมวา สิ่งที่เปนปรัชญากฎหมายของโลกทุนนิยม
เปนเพียงปรัชญากฎหมายของชุมชนนายทุน หรือเปนปรัชญากฎหมายของชนช้ันท่ีมีอำนาจเทานั้น
ดังนั้นกฎหมายจึงเปนเพียงเครื่องมือในการรักษาผลประโยชนของผูท่ีมีอำนาจ หรือชนชั้นนายทุน หรือ
ชนช้ันเจาสมบัติในสงั คมเทาน้ันทำใหบรรดานักนิติศาสตรพยายามเสนอแนวคิดท่ีจะรณรงคความคิดท่ีมอง
กฎหมายในเชิงเปนเคร่ืองมือเพ่ือการแกไขปญ หาสังคม และเพือ่ ใชกฎหมายในการระงับความไมเปน ธรรม
ทั้งในดานทฤษฎแี ละรายละเอยี ดในเชิงวิชาการ
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๗๑
สำหรับการนำแนวทฤษฎีน้ีมาใชกับประเทศไทย นั้นนักวิชาการบางคนเชื่อวา ประเทศไทยใน
ปจจุบันเหมือนกับสังคมตะวันตกในชวงศตวรรษที่ 20 ซ่ึงกำลังจะเปนประเทศอุตสาหกรรม ดังนั้นจะมี
ปญหาเร่อื งเก่ียวกบั ความขัดแยงั ปญ หาเร่ืองเกี่ยวกบั ชอ งวางระหวางคนรวยและคนจน
ในปญหาน้ีส่ิงที่ตองนำมาพิจารณาเปนเบ้ืองแรกคือ ความพยายามของสังคมตะวันตกที่จะแกไข
ปญหาในชวงศตวรรษท่ี 20 ประสบความสำเร็จหรือไม และดูวาทฤษฎีนิติศาสตรเชิงสังคมวิทยามีความ
บกพรอ งอยางไรหรอื ไม
2. วิวฒั นาการและรากฐานการกอตวั
แนวคิดนิติศาสตรเชิงสังคมวิทยาเร่ิมปรากฏตัวตั้งแตปลายศตวรรษที่ 19-20 ซ่ึงการกอตัวของ
ขบวนการนี้จะสัมพันธกับสิ่งท่ีเปนสภาพของสังคมนิยมดวย ทฤษฎีนิติศาสตรเชิงสังคมวิทยาน้ีมีกระแส
กอตัวในตะวันตกจากนั้นมีการแพรหลายกันในหลาย ๆ แหง เชน ฝร่ังเศษ อเมริกา เยอรมัน ใน
เยอรมันมีนักนิติศาสตรคนสำคัญ คือ รูดอลฟ ฟอน เย่ียริ่ง (Rudlof Von Jhering) เปนบุคคล
สำคัญท่ีทำการเผยแพร หรืออาจกลาวไดวาเปนผูใหกำเนิดทฤษฎีนิติศาสตรเชิงสังคมวิทยา ในฝรั่งเศสมี
ลีออง ดิวกี้ (Leon Duguit ) เปนผูนำคนสำคัญโดยเฉพาะในการสรางชื่อ ทฤษฎีความสมานฉันทของ
สังคม (Social Solidarism) สวนในอเมริกันนั้นนักนิติศาสตรที่มีชื่อเสียงมากที่สุด รอสโค พาวนด
(Roscore Pound) ซง่ึ ถือเสมือนเปนบิดาของทฤษฎีน้ใี นอเมริกา
ภาพรวมทางความคิดของทฤษฎีนี้จะเปนกระแสท่ีพยายามเนนเรื่องบทบาทกฎหมายในการ
แกไขปญหาความขัดแยงในสังคม โดยท่ีสามารถจะเห็นสภาพความคิดนี้ชัดเจนในงานเขียนของรูดอลฟ
เย่ียริ่ง เรื่อง “กฎหมายในฐานะเปนเครื่องมือเพ่ือการบรรลุเปาหมาย” (Law as a Means to an
End)
3. แนวคิดของนกั คดิ ที่สำคญั
กลมุ แนวคดิ ทฤษฎีนจี้ ะแบงเปน 2 กลมุ คอื
3.1 กลุมท่มี ีแนวคดิ โอนเอยี งใกลความคิดแบบสงั คมนิยม มี Leon Duguit เปน ตัว
แทนความคิด
3.2 กลมุ ทม่ี แี นวคดิ โอนเอียงมาทางอนรุ ักษน ยิ ม กลมุ น้มี ี Rudolf Von Jhering
และ Roscoe Pound เปน เจา ของความคดิ
3.1 รดู อลฟ ฟอนเยียรงิ่ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
คณะนิตศิ าสตร์
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๗๒
เขียนหนังสือเรื่องกฎหมายในฐานะเปนเคร่ืองมือเพ่ือบรรลุเปาหมาย (Law as a Means to
an End) ในป ค.ศ. 1875 งานเขียนชิ้นนี้เปนการเนนใหเห็นความชัดเจนถึงการมองธรรมชาติของ
กฎหมายในแงเปนเคร่ืองมือเพ่ือใหบรรลุเปาหมายทางสังคม ซึ่งเปาหมายทางสังคมในแงน้ีเปนเปาหมาย
ทางสังคมแบบอรรถประโยชนเชิงสังคม กลาวคือเนนเร่ืองประโยชนสุข ความสุขของสังคม กฎหมาย
จะตองบัญญัติใชเพ่ือบังคับใหเกิดประโยชนสุขแกคนในสังคมRudolf Von Jhering อธิบายวาสิ่งท่ีเปน
แกนทางความคิดน้ันอยูท่ีวัตถุประสงค วัตถุประสงคเปนส่ิงที่สรางกฎหมายข้ึนมาวาดวยวัตถุประสงค
แหงกฎหมาย
วัตถุประสงคตัวนี้Rudolf Von Jheringอธิบายวา ถามองเทียบกับส่ิงอ่ืนไมวาจะเปน
สิ่งมีชีวิตหรือไมมีชีวิต วัตถุประสงคน้ันเปนเสมือนกฎเกณฑสากลที่อยูเบื้องหลังการดำรงอยูของส่ิงตาง ๆ
วัตถปุ ระสงค (Purpose) จงึ เปน ตัวกำหนดหรอื ตวั ทีอ่ ยูเบอ้ื งหลงั ความเปน จรงิ ของส่ิงตา ง ๆ
ในงานเขียน “กฎหมายในฐานะเครื่องมือเพือ่ บรรลเุ ปาหมาย” Rudolf Von Jheringเทียบ
ใหเห็นวาความเปน เหตุเปนผลในโลกแหงกรรมจะถูกควบคุมดว ยคำวา “เนื่องจาก” (Because) กอ นหิน
รวงหลนเนื่องจากเมื่อปราศจากการค้ำยนั มันก็ตองรวงหลน เปนธรรมดา
“กอนหินรวงหลนลงมามิใชวาเพราะมันตองการรวงโดยตัวเอง แตเพราะวามันตองรวงหลน
(อยางหลีกเลี่ยงมิได) เนื่องจากตัวค้ำยันกอนหินน้ันถูกนำออกไป ขณะเดียวกันมนุษยกระทำการอยาง
หน่ึงแมมิใชดวยเหตุผลใดนอกจากเพื่อท่ีจะไดมาซ่ึงบางสิ่งบางอยาง วัตถุประสงคเชนน้ีเปนส่ิงจำเปน
สำหรับการแสดงเจตนา ทำนองเดียวกับเรื่องสาเหตุการรวงหลนของกอนหินโดยท่ีกอนหินไมอาจ
เคล่ือนไหวไดโดยปราศจากสาเหตุ ขบวนการเกิดของเจตนาก็มิอาจปรากฏโดยปราศจากวตั ถปุ ระสงค”
เมอื่ เอาภาพทว่ั ไปเขา มาโยงกับกฎหมาย กฎหมายจึงเปนผลผลิตของวตั ถุประสงค เปนสิ่งท่ี
เกิดจากเปาหมาย โดยการวางเปาหมายหรือวางวัตถุประสงคขึ้นมา เม่ือสรางวัตถุประสงคข้ึนมาแลว
กฎหมายก็จะตามมา กลายเปนเคร่ืองมือเพื่อท่ีจะทำใหเปาหมายหรือวัตถุประสงคน้ันไดมีโอกาสเปนจริง
ข้ึนมา ในการมองเปาหมายของกฎหมายน้ันเปาหมายจะตองเปนไปเพื่ออรรถประโยชนของสังคม หรือ
เพ่ือประโยชนสุขของสังคมตาง ๆ แตวาในการที่จะกาวไปถึงจุดน้ันเราตองยอมรับวาในความเปนจริง
ขอเท็จจรงิ ของสงั คมจะเปนสังคมที่เตม็ ไปดวยความขัดแยง
ความขดั แยงที่สำคญั ในสังคม Rudolf Von Jheringมองวามี 3 ประเภทคือ
1. ผลประโยชนข องปจเจกชน
2. ผลประโยชนของรัฐ
3. ผลประโยชนข องสังคม
ดังนั้น บทบาทของนิติศาสตรเชิงสังคมวิทยาจึงอยูท่ีการจัดองคประกอบ หรือการจัดความ
สมดุลของผลประโยชนทั้ง 3 ประเภท ใหอยูรวมกันไดไมใหมีการเหล่ือมล้ำ หรือมีการเอารัดเอาเปรียบ
มากเกินไป ซ่ึงขบวนการในการสรางความสมดุลของผลประโยชนท่ีแตกตางกันน้ันเปนเร่ือง
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๗๓
“อรรถประโยชนเชิงสงั คม” คือ ใหบรรลุสง่ิ ท่เี ปนประโยชนสุขของสังคมมนษุ ยท ่ีจะอยูรวมกันไดอยางไม
มีการเอาเปรียบกันมากเกินไป เพราะการเอาเปรียบกันนั้นเปนส่ิงท่ีมาทำลายความสุขในสังคม และ
อาจจะมองวาเปน สงิ่ ทขี่ ดั แยงกบั ปรัชญาแบบอรรถประโยชนเ ชงิ สังคม
การท่ีจะทำใหผลประโยชนในเชิงสังคมมีความกลมกลืนกันไดน้ัน การใชกฎหมายเปนส่ิงท่ี
จำเปน และตองรูจักใชตลอดถึงเขาใจถึงส่ิงท่ีเปนหลักในการออกกฎหมาย เพื่อนำไปสูการคนพบ หรือ
สรา งทเี่ ปน จดุ สมดลุ ของผลประโยชนท่ขี ัดกัน
Rudolf Von Jheringไดกลา วถงึ การไกลเ กล่ียผลประโยชนของสังคมไววา กฎหมายน้ันหาก
จะทำหนาที่เปน เคร่ืองมือในการทีจ่ ะปรบั สภาพของผลประโยชนท่ีขัดแยงกันในสังคม ใหร วมตัวกนั หรือลง
ตัวกันโดยไมเหลื่อมล้ำกันมากเกินไปตองยึดหลักบางประการ เพื่อจะทำใหกฎหมายน้ันเปนเคร่ืองมือที่จะ
ผลักดันใหสังคมกาวหนาไปได คือหลักเก่ียวกับ “เครื่องคัดคานการเคล่ือนตัวของสังคม” (The
Principle of the levers of social motion)
หลัก “เครื่องการคัดคานการเคล่ือนตัวของสังคม” Rudolf Von Jheringสรางข้ึนจากการ
เช่ือมตอมูลเหตุจูงใจดานความเห็นแกตัว (Egoiste) และการเห็นแกประโยชนของผูอ่ืน (Altvuistic)
เขามาผสมดว ยกันเปน หลักการ 4 ขอ คือ
1. การไดสง่ิ ตอบแทน
2. การขม ขูลงโทษ
3. หนา ท่ี
4. ความรกั
หลักท้ัง 4 ประการน้ีเปนเสมือนตัวคัดคานหรือเปนส่ิงท่ีจะคิดถาาเรามองสังคมเปนเสมือนกอน
อฐิ กอ นหน่ึง หลักท้งั 4 ประการน้ีกค็ ลา ยกบั เปนชะแลงที่จะดดั ใหส งั คม หรอื กอนอฐิ กอ นนี้เคล่ือนทีไ่ มได
การไดสิ่งตอบแทนน้ันเปนขอเท็จจริงท่ีกฎหมายจะตองยอมรับเร่ืองเสรีภาพในการดำเนิน
ธุรกิจของคนพอสมควรในระดับหน่ึง หรือยอมรับในเรื่องเก่ียวกบั ความสำคัญของสัญญา การทำนติ ิกรรม
ตาง ๆ เพราะทางรัฐไมยอมรับหรือเขาไปแทรกแซงมากเกินไปจะเปนการตัดชองทางของการที่มนุษยจะ
ทำขอตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชนและไดส่ิงตอบแทน จะเปนการกระทำท่ีขัดแยงกับธรรมชาติที่เห็นแก
ตัวของมนุษย และถารัฐกระทำเชนน้ันจะทำใหสังคมน้ันอาจจะไมมีการพัฒนาตอไป เชนในสังคม
คอมมิวนสิ ตมกี ารเก็บประโยชนเขาสวนกลางในขณะทบ่ี างคนทำงานมากบางคนทำงานนอ ย แตใชว ิธตี อบ
แทนแบบแบงเฉล่ยี มนั จะเปนการขดั แยงกับธรรมชาติของคน
ในอีกดานหนึ่ง Rudolf Von Jhering เนนความสำคัญของเร่ืองหนาที่และความรัก ซึ่งใน
ดานนี้เขามองวาจะมีความสอดคลองกับธรรมชาติของมนุษยอยูดวย เพราะในแงหนึ่งจะมีดานบวกอยูใน
ตัวคืออยากจะชวยเหลือผูอ่ืน แตเม่ือเทียบกับดานลบคือความเห็นแกตัว ก็อาจจะกลาวไดวาธรรมชาติ
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๗๔
ดานบวกอาจจะนอยกวาธรรมชาติในดานลบ ดังน้ัน รัฐจะตองมองธรรมชาติของคนในสวนน้ีดวย รัฐ
จะตองไมเ ขม งวดมากเกินไปในเรอื่ งหนาทหี่ รือพนั ธะในการทจ่ี ะเมตตาชว ยเหลอื ผอู น่ื
ดังน้ัน กฎหมายจงึ เปนกลไกที่จะตองปรับเปล่ียนอยูตลอดเวลา กฎหมายมิใชเรื่องทเ่ี ปนกฎ
ธรรมชาติตายตัวจะตองมีการเคลื่อนไหวเปล่ียนแปลง ทั้งนี้เพ่ือใหผลประโยชนของคนในสังคมท่ีมีความ
แตกตางกันอยูรวมกันไดโดยปกติสุข จากแนวคิดน้ีจึงไดมีความพยายามหรือความเคล่ือนไหวในการ
บัญญัติกฎหมายในเชิงสังคมท้ังหลาย เชน กฎหมายที่มีลักษณะมุงแกปญหาความเปนธรรมในสังคม
ตัวอยางเชน กฎหมายแรงงาน กฎหมายคุมครองผูบริโภค กฎหมายหามการผูกขาดคากำไรเกินควร
เปนตน
3.2 ลอี อง ดวิ กี (Leon Duguit)
เปนนิติศาสตรเชิงสังคมวิทยาคนสำคัญของฝรั่งเศสเจาของทฤษฎีวาดวยความสมานฉันทของ
สังคม (Social Solidarism) ซึ่งโดยภาพรวมแลวจะเปนแนวคิดในทำนองที่พยายามเนนบทบาทของ
กฎหมายเพื่อแกไขปญหาความไมเปนธรรมในสังคมเชนเดียวกัน แตทฤษฎีของLeon Duguit น้ัน
อุดมการณเบื้องหลังความคิดคอนขางจะเปนสังคมนิยมมาก เมื่อเปรียบเทียบกับทฤษฎีของเยี่ยริง เพราะ
ทฤษฎีของRudolf Von Jheringจะมอี ุดมการณแบบเสรนี ยิ มแฝงอยู
หลักความสมานฉันทใ นสงั คม
หลักความสมานฉันทในสังคม ถูกมองวาเปนเสมือนหลักนิติธรรมหรือเสมือนหลักในการบัญญัติ
กฎหมาย กลาวคือการเขียนกฎหมายหรือการใชกฎหมายจะตองต้ังอยูบนความสำนึกเนนประโยชนของ
การวมกันหรือมีการแลกเปลี่ยนชวยเหลือซ่ึงกันและกัน มิใชจะใชกฎหมายหรือบัญญัติกฎหมายเพ่ือ
ประโยชนตอคนกลุมใดกลมุ หน่งึ
หลักความสมานฉันทในสังคม มีการเนนความสำคัญของรัฐและความรับผิดของรัฐ รัฐจำตองจัด
สวัสดิการใหกับสังคม และยกเลิกความแตกตางระหวางกฎหมายเอกชนกับกฎหมายมหาชน Leon
Duguitไมเ ห็นดว ยท่ีจะแบงกฎหมายเปนกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน เพราะพนื้ ฐานความคดิ ของ
เขาคือทฤษฎีสมานฉันทใ นสังคม ซึ่งเหน็ วากฎหมายทัง้ ปวงจะตองมุงความสมานฉนั ทของสงั คมท้ังส้ิน จึง
ไมมีความจำเปนจะตองแบงแยกวาเรอื่ งน้ีเปนเร่อื งของเอกชนเรื่องน้ีเปนเรื่องของมหาชน เพราะกฎหมาย
ทัง้ ปวงลวนแลวแตจ ะตองตอบสนองเปา หมายของสงั คมทัง้ สนิ้
นอกจากน้ันเขายังเนนเร่ืองเกี่ยวกับความสำคัญของหนาที่มากกวาเรื่องของสิทธิ กฎหมาย
ในสายตาของLeon Duguitจึงเปนเรื่องระบบแหงหนาที่ไมใชระบบสิทธิ ซึ่งในประเด็นน้ีจะสะทอนใหเห็น
ถึงความคิดในเชิงสังคมวิทยาอยางชัดเจนท่ีใหความสำคัญกับเร่ืองของหนาท่ีอยางมาก ในขณะท่ีแนวคิด
ในเชิงเสรีนิยมทั้งหลายมันจะเปนเร่ืองของสิทธิตาง ๆ ดิวก็เห็นวาเร่ืองของสิทธิโดยเฉพาะสิทธิธรรมชาติ
เปนเร่ืองที่ถกู สรางขึ้นมาเทาน้นั ไมมีจริง เพราะเขามองจากสง่ิ ท่ีเปนความจรงิ เกี่ยวกบั การกอตัวข้ึนมาของ
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๗๕
สังคมมนุษยจะไมมีสิทธิโดยธรรมชาติ แตมีสิทธิที่เปนความจริงในการดำรงอยูของสังคมคือ มนุษยมี
หนา ทีช่ วยเหลือซ่งึ กนั และกัน
จะเห็นไดวาการใหความสำคัญตอเร่ืองของหนาท่ีน้ันจะเปนการสะทอนความคิดแบบสังคม
นิยมคอนขางมาก สวนเรื่องเสรีภาพหรือเรื่องของสิทธินั้นการจะยอมรับกันก็คงจะกลาวไดวาเปนเพียง
ผลลัพธของหนาที่ในการพัฒนาปจเจกภาพของมนุษยใหสมบูรณ เพื่อจะนำไปสูความรวมมือชวยเหลือซึ่ง
กันและกัน หรือกลาวอีกนัยหน่ึงคืออิสระเสรีภาพมันเปนเพียงสวนหน่ึงท่ีเกิดขึ้นตามมาในหนาท่ีของ
มนุษยในการพัฒนาความเปนคนท่ีสมบูรณ เพราะขบวนการพัฒนาความเปนคนท่ีสมบูรณนั้นมนุษยมี
หนาที่ตอกัน สวนอิสระภาพนั้นอาจจะแทรกอยูเปนผลพลอยได แตทั้งน้ีเสรีภาพไมใชเปาหมายในตัว
ของมนั เอง เพราะถงึ ท่สี ดุ แลว มนั จะตอ งนำไปสูการสรา งสรรคค วามสมานฉันทของสงั คม
หนาที่ในการพัฒนาความเปนคนที่สมบูรณ จะตองมีเปาหมายเพ่ือการรวมมือชวยเหลือซึ่ง
กันและกันสวนอิสระภาพซ่ึงไมใชเปาหมายในตัวของมันนั้นสังคมอาจจะยอมรับเร่ืองอิสระภาพแตการ
ยอมรับเรื่องอิสระเสรีภาพนั้น ก็เพ่ือใหมนุษยเรามีโอกาสในการพัฒนาความเปนคนมากขึ้น เพ่ือใหการ
พัฒนาความเปนคนสมบูรณมากขึ้น อันเปนพื้นฐานใหมนุษยเรามีจิตใจโอบออมอารียมีจิตใจท่ีจะ
ชว ยเหลอื มนุษยซ่ึงกนั และกนั มากขนึ้ ตอ ไป
เม่ือเปรียบเทียบกับแนวคิดในประเทศคอมมิวนิสตน้ันจะมีแนวคิดอันเดียวกัน เพราะมีการ
มองกัน วาหนาท่ีน้ันเปนดานหลักหรือเปนขอเท็จจริงเก่ียวกับการดำรงอยูของมนุษย ไมใชสิทธิเสรีภาพ
เพราะสิทธิเสรีภาพน้ันเปนส่ิงตอบสนองความเห็นแกตัวของคนมากกวา หรือมีแนวโนมที่ตอบสนอง
ความเห็นแกตัวมากกวา ดังน้ัน สังคมที่เปนเร่ืองสิทธิเสรีภาพอาจจะเปนสังคมท่ีทำใหมนุษยมีความเห็น
แกตัวมากข้ึน พวกสังคมนิยมจึงมักจะมองเสรีภาพดวยคุณคามากกวาเร่ืองของหนาที่ แตแนวคิดของ
Leon Duguitน้ันไมใชแนวคิดแบบคอมมิวนิสตโดยตรง เปนแตเพียงแนวคิดแบบสังคมนิยมสายหน่ึง
เทา นัน้
เมื่อเปรียบเทียบกับแนวคิดคอมมิวนิสตของเลนินจะเห็นวาเลนินเปนมารกซิส แตLeon
Duguitนั้นจะมีระดับของการประนีประนอมมากกวา ซึ่งจะเห็นไดจากประเด็นเรื่องการสมานฉันท การ
พ่ึงพา การออกกฎหมายเพื่อใหเกิดการพ่ึงพาซึ่งกันและกัน หรือการสรางกฎหมายเพื่อขจัดความขัดแยง
หรือประโยชนใหลงตัว ในสายตาของดิวเชือ่ วาส่ิงที่เปนผลประโยชนหรือสงิ่ ที่เปนความขัดแยงในสงั คมนั้น
ยงิ่ เปน ส่ิงท่ีสามารถประนีประนอมกันได หรือเปนส่ิงท่ีสามารถจะจดั องคประกอบใหมนั อยรู วมกันไดอยา ง
สงบสุข
เปรียบเทียบกับทฤษฎขี องRudolf Von Jhering จะมอี ดุ มการณท างความคดิ แตกตางกัน
เน่ืองจากLeon Duguitก็ใหความสำคัญของความคิดในการที่จะตองชวยเหลือกันอยางมาก และในการ
ยกเลิกกฎหมายเอกชนกับกฎหมายมหาชนเปนอีกขอหน่ึงท่ีสำคัญ การเนนในเรื่องหนาที่มากกวาสิทธิ
เสรีภาพก็แตกตางกับRudolf Von Jheringพูดถึง แมความคิดของRudolf Von Jheringจะไมไดเ นน เร่ือง
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๗๖
สิทธิมากนักก็ตามแตยงั มกี ารใหน้ำหนักมากกวาของLeon Duguit ทฤษฎีของLeon Duguitจึงเปน ทฤษฎี
ท่ีมีสีสันในเชิงสังคมนิยมมากกวา ทฤษฎีของLeon Duguitจึงไมเปนที่ยอมรับในสังคมเสรีนิยม แตมักจะ
นำไปใชในประเทศคอมมวิ นิสตม ากกวา
3.3 รอสโค พาวนด (Rosco Pund)
เปนชาวอเมรกิ า โดยภาพรวมแลวความคิดของRosco Pundจะไมแ ตกตา งกบั Rudolf Von
Jhering และจะเรียกวาเปน การสืบทอดความคดิ ของRudolf Von Jheringกไ็ ด Rosco Pundเปน คน
นำเอาแนวความคิดของRudolf Von Jheringมาเผยแพรใ นอเมรกิ า แตอาจจะพยายามสรา งถอ ยคำมา
สนบั สนนุ ความคิดใหเ ดน ชดั ข้นึ ดวยคำวา “ทฤษฎวี ิศวกรรมสงั คม” (Social Engineering Theory)
ทฤษฎีวิศวกรรมสังคม
เปน ทฤษฎที พ่ี ยายามจะบอกวา กฎหมายน้นั เปน เคร่ืองมอื ในการทำวิศวกรรมสังคมในการที่
จะกอ สรางสงั คมใหเ ปนสังคมท่ีมคี วามปกติ ความม่ังคง นกั กฎหมายเปรยี บเสมอื นเปน วิศวกรรมสังคมที่
จะเปนผูออกแบบจดั สัดสวนวางโครงสรา งของกฎหมาย เพ่อื จะประคับประคอบหรอื ค้ำยันสงั คมใหตงั้ ม่ัน
อยไู ด
ทฤษฎีวิศวกรรมสังคมของRosco Pundมีการกลาวถึงปญหาเก่ียวกับเรื่องผลประโยชน
ความหมายของผลประโยชนตาง ๆ ประเภทของผลประโยชน รายละเอียดของผลประโยชน การคาน
ผลประโยชน ซึ่งในประเด็นเหลานี้Rosco Pundกลาวมากวาสิ่งที่Rudolf Von Jheringไดอธิบายไว โดย
Rosco PundไดเอาทฤษฎีของRudolf Von Jheringมาอธิบายใหมีความละเอียดพิสดารมากขึ้น Rosco
Pundใหความหมายของเรื่องผลประโยชนวา ผลประโยชนนั้นมันเปนเรื่องของขอเรียกรอง ความ
ตองการ หรือความปรารถนาท่ีมนุษยตางยืนยันเพ่ือใหไดมาอยางแทจริง เปนภาระกิจท่ีกฎหมายตอง
กระทำเพือ่ สิ่งเหลาน้ี เพอ่ื ที่จะใหผ ลประโยชนดงั กลา วปรากฏเปนจริง ไมมคี วามขดั แยงกัน
Rosco Pund แบงแยกผลประโยชนดังกลาวออกเปน 3 ประเภทคือ
1. ผลประโยชนของปจเจกชน (Individual interests) คือ ขอ เรยี กรอ ง,ความตอ งการ,
ความปรารถนา และความคาดหวังในการดำรงชีวติ ของปจ เจกชน (Individuallife) ซงึ่ เก่ยี วขอ งกับ
ผลประโยชนด านบุคลกิ ภาพสวนตวั (Interest in Personality) ดานความสัมพันธท างครอบครวั
(Domestic relation) ผลประโยชนใ นเรื่องอนั เปน แกนสารสำคัญ (Interests of substance)
2. ผลประโยชนของมหาชน (Public interest) คอื ขอ เรียกรอ ง, ความตองการหรือ
ความปรารถนาที่ปจเจกชนยึดมั่นอันเก่ียวพันหรือเกิดจากจุดยืนในทางดำรงชีวิตท่ีเกี่ยวกับการเมือง
(Political life) อันไดแกผลประโยชนของรัฐ ในฐานะท่ีเปนนิติบุคคลที่จะครอบครองหรือเวนคืนทรัพยสิน
รวมทัง้ ผลประโยชนข องรัฐในฐานะผพู ทิ ักษปกปองผลประโยชนข องสงั คม
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๗๗
3. ผลประโยชนข องสงั คม (Social interest) คือ ขอเรียกรอ ง, ความตอ งการ หรือความ
ปรารถนาท่ีพิจารณาจากแงความคาดหมายในการดำรงชวี ิตทางสงั คม (Social life)
ขอสังเกต คือ ผลประโยชนทั้ง 3 ประเภทนี้ ในทฤษฎีของRosco Pundจะไมมีการ
จัดน้ำหนักผลประโยชนใหมีน้ำหนักมากกวาผลประโยชนอื่น ๆ ถึงแมวาโดยหลักการเราจะมองวาสังคม
นั้นมีความสำคัญอยางมาก แตในทฤษฎีวิศวกรรมสังคมกลาววา ในกระบวนการออกกฎหมาย หรือ
กระบวนการใชกฎหมายจะตองมีการนำเอาผลประโยชนตาง ๆ เขามา ท้ังผลประโยชนของปจเจกชน
ท้ังผลประโยชนของสังคม หากมีสถานะการณท่ีตองมีการตรวจสอบความขัดแยงในการจัดความสมดุล
ของผลประโยชน Rosco Pundมองวา ผลประโยชนทัง้ หลายตอ งสันนิษฐานไวกอ นวามีน้ำหนักเปนกลาง
นอกจากน้ันการทำวิศวกรรมสังคมยังตองใชขอมูลในทางประวัติศาสตรดวย โดยอาจจะ
มีการศึกษาประวัติศาสตรของปญหากฎหมายนั้น ๆ ขอเท็จจริงของเร่ืองนั้น ๆ เชน ในกรณีใดตองการ
บัญญัติกฎหมายข้ึนมาเพื่อแกไขปญหาเร่ืองใดเรื่องหน่ึงก็อาจจะศึกษาประวัติศาสตร วาในประวัติศาสตร
ท่ีผานมามีการแกไขปญหาที่เกิดขึ้นนั้นอยางไร และอาจจะตองมีการศึกษากฎหมายเปรียบเทียบดวย ที่
สำคัญคือตองมีการวิจัยและการเก็บขอมูล (เนนจุดหลักในทางสังคมวิทยาท่ีนำมาใชกับกฎหมายเมื่อ
ตองการที่จะเอากฎหมายมาเปนเครื่องมือ หรอื จะยุติปญหาโดยการใชก ฎหมาย)
ประกาศของRosco Pundเก่ียวกับภาระสำคัญ 6 ประการของนักนิติศาสตรในเชิงสังคม
วิทยาเพื่อใหความขัดแยงหรือผลประโยชนท่ีปะทะกันมีความสมดุลย ในแงของผลลัพธซ่ึงจะสงผล
สะเทือนนอ ยที่สุดตอส่ิงที่เปนโครงสรา งของระบบผลประโยชนใ นสังคมมีดังน้ี
1. ศกึ ษาถงึ ผลลพั ธท เี่ กิดข้ึนจริงของสถาบนั ทางกฎหมาย และทฤษฎีกฎหมาย
2. ศกึ ษาเชงิ สงั คมวทิ ยาในเร่อื งการตระเตรยี มการนติ บิ ัญญตั ิ โดยเฉพาะในเร่ืองผล
ของการนิตบิ ญั ญัตเิ ชงิ เปรียบเทียบ
3. ศกึ ษาถึงเครือ่ งมอื หรอื กลไกท่จี ะทำใหก ฎเกณฑทางกฎหมายมปี ระสิทธิภาพโดย
ถือวา ความมีชีวิตของกฎหมายปรากฏอยูท่ีการบังคับใชกฎหมาย (The Life Law is its
enforcement)
4. ศกึ ษาประวัติศาสตรก ฎหมายเชงิ สงั คมวิทยา ดวยการตรวจพิจารณาวาทฤษฎี
กฎหมายตาง ๆ ไดสงผลลพั ธป ระการใดบางในอดีต
5. สนับสนนุ ใหม ีการตัดสนิ คดีบุคคลอยา งมเี หตุผลและยตุ ธิ รรม ซ่ึงมักจะอา งเรื่อง
“ความแนนอน” (Certainty) ขน้ึ แทนท่ีมากเกินไป
6. พยายามทำใหก ารบรรลุจุดมุงหมายของกฎหมายมีผลมากข้ึน
ภาระกิจทั้ง 6 ประการดังกลาวนี้ ถือวาเปนสิ่งที่นักนิติศาสตรเชิงสังคมวิทยาจะตอง
ตระหนักอยใู นใจเสมอเกยี่ วกับการที่จะออกแบบกฎหมาย หรือใหขอคิดขอวจิ ารณท่ีจะนำไปสคู วามสมดุล
ของโครงสรางสังคมท้ังหมดที่ไมมีลักษณะของการเอนเอียงไปทางผลประโยชนของฝายใดฝายหน่ึงมาก
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๗๘
เกินไป จะเห็นไดวาภาระกิจท้ัง 6 ประการน้ีมีทั้งในแงก ารปฏิบัติ การกำหนดหนาที่นักกฎหมายใหตอง
ศึกษาความเปนจริงในทางปฏิบัติ และในแงภาระกิจในเชิงจิตสำนึกที่เนนคุณคาความสำคัญของเร่ือง
เหตุผล หรือความยุติธรรมตา ง ๆ ดว ย
บทสรปุ
โดยสภาพรวมจะเห็นวา นักนิติศาสตรเชิงสังคมวิทยาเปนนักกฎหมายที่มีความมุงม่ันท่ีจะใช
หรือมุงมั่นที่จะผลักดันใหกฎหมายเปนกลไกในการแกไขปญหาสังคมอยางจรงิ จัง โดยเขามหี นาที่ท่ีจะตอง
คนหาหรือมีหนาที่ท่ีจะตองศึกษาความเปนจริง ตลอดจนอุปสรรคตาง ๆ ของกฎหมายที่ปรากฏในสังคม
พรอมกันน้ันตองมีอุดมคติเกี่ยวกับเร่ืองเหตุผลหรือความเปนธรรมดวยแนวคิดนี้จึงเปนแนวคิดที่เนนเร่ือง
ความเปนธรรมในตัวเอง (นักนิติศาสตรเชิงสังคมวิทยา) ในขณะเดียวกันก็จะพยายามเนนเรื่องการตอง
ศกึ ษาความเปนจรงิ เกย่ี วกับกฎหมายท่ีปรากฏอุปสรรคตา ง ๆ เปนตน
แนวคิดน้ีจะเรียกวาเปนนิติศาสตรเชิงเสรีนิยมก็ได เพราะเนนแนวคิดของคนท่ียังมอง
กฎหมายในแงบวก และมีความหวังท่ีจะแกปญหาสังคมโดยใชกฎหมาย มีการเนนวาการที่จะทำให
ความหวังน้ันปรากฏข้ึนเปนจริงตองศึกษาส่ิงท่ีเปนปญหาอุปสรรคท่ีอยูเบ้ืองหลังความดอยประสิทธิภาพ
ของกฎหมาย หรือความลมเหลวในการใชกฎหมายเพ่อื แกไขปญหาความขัดแยงของผลประโยชนในสังคม
และสง่ิ ที่อยูเบื้องหลงั ความหวงั ก็คอื ยงั มีความเชอื่ ม่ันศรทั ธาในเรอ่ื งความถกู ตอง ความยตุ ธิ รรมเปนตน
คำอธิบายในสวนท่ีเปนแนวคิดหรือวิธีการที่จะใชกฎหมายเปนเครื่องมือในการแกไข
ปญหาสงั คมหรอื เปนเครอ่ื งมอื ในการสรางสังคมนั้น เบ้ืองหลังความคดิ ของRosco Pundยังมสี ่งิ ทีเ่ ปน คุณ
คานิ ยม พ้ื น ฐาน แฝงอยูด วย ซ่ึ งอาจจะเรียกวา “ห ลักมู ลฐาน สำห รับ ก ฎ ห ม าย” (Jural
Postulate/Postulate for Law)
สิ่งที่เปนหลักมูลฐานสำหรับกฎหมาย เปนหลักในการออกกฎหมายเพ่ือบรรลุสิ่งท่ีเปน
เปาหมายในการทำวิศวกรรมสังคม มีประกอบดวยหลักสำคัญนับแตหลักการไมรุกรานกาวรา วโดยเจตนา
ตอบุคคลอื่น ๆ การปกปองควบคุมผลประโยชนในส่ิงที่บุคคลครอบครอง ภายใตระเบียบทางเศรษฐกิจ
และสังคมดำรงอยู, การปฏิบัติตอกันดวยความซื่อสัตยสุจรติ , การปฏิบัติตอผูอ่ืนอยางระมัดระวังมิใหเกิด
ความเสยี หาย และการควบคุมการกระทำทเ่ี ปนอันตรายตาง ๆ ซึ่งรวมถงึ การใหแกไขชดใชค วามเสียหาย
อันเกิดจากอันตรายดังกลาว นอกจากหลักการดังกลาวแลวในสวนหลัง ๆ Rosco Pundไดขยาย
หลักการเพ่ิมขึ้น ซึ่งมีลักษณะเปนหลักการในเชิงสังคม หลักการในเชิงเพื่อความเสมอภาคเพ่ือประโยชน
ของสวนมากข้ึน เชนหลักเก่ียวกับความมั่นคงในอาชีพการงานซึ่งเปนหลักที่จะนำไปสูการออกกฎหมาย
สนับสนุนใหมีการชวยเหลือคาครองชีพสำหรับกรณีคนตกงาน หลักความรับผิดชอบของผูประกอบการ
อตุ สาหกรรม หลกั เกยี่ วกับการประกนั สงั คม
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๗๙
แนวคิดของRosco Pundนอกจากจะมีจุดมุงหมายที่จะผลักดันกฎหมายใหเปน
เครื่องมือในการสรางสังคมใหมข้ึนมาแลวยังประกอบไปดวยส่ิงที่เปนหลักการพ้ืนฐานในการออกกฎหมาย
ตางๆ ดวย ซึ่งหลักการพ้ืนฐานหรือส่ิงท่ีเปนหลักมูลฐานสำหรับกฎหมายนี้ Rosco Pundไดรับอิทธิพล
ทางความคิดมาจากโคหเ ลอร
แนวความคิดของโคหเลอรที่มีอิทธิพลตอRosco Pundคือ โคหเลอรกลาวถึงเร่ืองของ
กฎหมายโดยโยงเขาหาแนวคิดเรื่องอารยธรรม โดยเขามองวากฎหมายเปนกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมซ่ึง
นำไปสูการสรางการขยายอารยธรรมของมนุษยเราใหมีความสมบูรณมากขึ้น ดังน้ันภาระกิจของกฎหมาย
ในความคิดของโคหเลอรก็คือการเปนกลไกท่ีมีหนาท่ีในการรักษาอารยธรรมท่ีเปนอยูพรอม ๆ กับ
สรา งสรรคอารยธรรมใหมีความกาวหนา มากขึน้
คำวา “อารยธรรม” ในทัศนะของโคหเลอรหมายถึง พัฒนาการทางสังคมของอำนาจ
มนุษยท่ีเพิ่มการควบคุมเหนือธรรมชาติทั้งภายนอกและภายในตัวมนุษย จนสูจุดสมบูรณสูงสุดอันพึง
เปนไปได โดยเฉพาะอยางย่ิงมนุษยสามารถท่ีจะควบคุมหรือเปนนายเหนือธรรมชาตินอกตัวหรือ
ธรรมชาติในตวั มากขนึ้ เทา ไหร ก็ถือวา สงั คมน้ันมีระดบั ของความเจริญทางอารยธรรมมากเทาน้นั
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๘๐
บทท่ี 5
ลัทธอิ รรถประโยชน
(UTILITARIANISM)
การศึกษาเรื่องลัทธิอรรถประโยชน เปนการศึกษาแนวคิดทางจริยธรรมสายหน่ึงท่ีมีการ
นำมาอธิบายเก่ียวกับเร่ืองความถูกตองของกฎหมาย หรือส่ิงท่ีนาจะเปน จริยธรรมทางกฎหมาย
(Ethical Jurisprudence) ลัทธิอรรถประโยชนเปนจริยธรรมท่ีอาจจะนำไปใชอธิบายความถูกตอง
ทางดานการเมือง เศรษฐศาสตร กฎหมายอรรถประโยชนเปนแนวคิดที่เก่ียวกับความถูกผิดสายหน่ึง ถา
มองเทียบกับปรัชญากฎหมายธรรมชาติแลวปรัชญากฎหมายธรรมชาติมันจะมีจริยธรรมเร่ืองเก่ียวกับลัทธิ
ธรรมชาติที่แตกแขนงมาในสวนหลัง ซ่ึงการจะกลาวถึงเรื่องสิทธิธรรมชาติ สิทธิมนุษยชนตาง ๆ และจะ
เนนในเร่ืองเก่ียวกับสิทธิเสรีภาพปจเจกชนอยางมากในฐานะท่ีเปนมาตรฐานของกฎหมาย กฎหมาย
จะตองสอดคลองกับสิทธิธรรมชาติ ลัทธิอรรถประโยชนจึงเปนแนวคิดหนึ่งซ่ึงอาจจะมองวาเปนเสมือน
คแู ขง ของพวกสทิ ธิธรรมชาติ คือเปน คแู ขง ในแงท ีว่ ามนั มลี กั ษณะที่หักลางกนั
1. แนวคดิ พนื้ ฐานของลัทธอิ รรถประโยชน
ลัทธิอรรถประโยชนเปนจริยธรรมที่เนนเร่ืองความสุขเปนสำคัญ หลักของลัทธิ
อรรถประโยชนถือวา ความถูกผิดทง้ั หลายมิไดอยูที่ตัวมนั เอง ความถูกผดิ ของการกระทำอยทู ่ีตัวผลลัพธวา
ผลจะสรางความสุขหรือความทุกข การกระทำที่กอใหเกิดความสุขก็คือความถูกตอง สวนการกระทำท่ี
กอใหเกิดความทุกขก็ไมถูกตอง อรรถประโยชนนั้นจึงเปนจริยธรรมที่มองอนาคตหรือผลขางหนามากกวา
จะมองท่ีตัวการกระทำโดยตรง เพราะตัวการกระทำนั้นไมถูกหรือผิดในตัวมันเอง แตความถูกผิดน้ันอยูที่
ตัวผลลัพธอ กี ทหี นง่ึ
ตัวอยา งเชน การทำแทง ถา เราบอกวา การทำแทง เปนส่ิงท่ีผดิ เพราะเปนคำสอนในทาง
ศาสนา อยา งนีจ้ ะเปน การมองความถกู ผดิ ของการทำแทง อยูท่ีตวั การกระทำโดยตรง แตอ รรถประโยชน
มองวา ความถูกผิดน้ันมิไดอยูท ตี่ ัวการกระทำ แตอ ยูท ่ตี วั ผลลัพธ
ประเด็นเรื่องความสุข อรรถประโยชนมองวาความสุขเปนสิ่งท่ีสมควรจะสรางหรือสงเสริมใหเกิดขึ้น
การกระทำใดท่ีกอใหเกิดความสุขมากเทาไหรก็จะเปนความดีมากข้ึนเทานั้น การกระทำในระดับรัฐ การบริหาร
หรือการออกกฎหมายถากอใหเกิดความสุขแกคนจำนวนมากท่ีสุดก็คือการกระทำที่ถูกตอง โดยเฉพาะกฎหมาย
น้นั ถอื วา กฎหมายท่ีถกู ตองคือกฎหมายทก่ี อใหเ กดิ ความสขุ มากที่สดุ ใหก ับคนจำนวนมากท่ีสุด
การแบงจรยิ ธรรมแบบอรรถประโยชน แบง เปน 2 ประเภท คอื
1. อรรถประโยชนเชงิ การกระทำ
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๘๑
2. อรรถประโยชนเชิงกฎเกณฑ
1. อรรถประโยชนเ ชงิ การกระทำ คืออรรถประโยชนทม่ี องเรื่องความดีความถกู ตอ ง
ทีก่ ารกระทำ และเอาตวั ผลลพั ธข องการกระทำเปนตัวกำหนดความถูกตอ ง
2. อรรถประโยชนเชงิ กฎเกณฑ จะเนนเร่ืองการปฏิบตั ิตามกฎเกณฑเ ปน สำคญั โดย
สรปุ วา การกระทำหน่งึ ๆ จะมคี วามถกู ตอ งกต็ อเมอื่ ถูกกำหนดหรือเปนไปตามกฎเกณฑ ซงึ่ เปน กฎเกณฑ
ท่ีเช่ือวาหากมีการปฏิบัติตามเปนการทวั่ ไปแลว ยอ มใหผ ลลพั ธใ นแงประโยชนห รอื ในแงความสขุ สงู สดุ
ตัวอยางเชนการต้ังกฎเกณฑข้ึนมาไมใหคนเดิมลัดสนาม อันน้ีจะเปนกฎเกณฑที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให
ทุกคนตองปฏิบัติ จุดประสงคในการตั้งกฎเกณฑเพราะตองการใหสนามหญาไมถูกทำลาย ในกรณีเชนน้ี
เปนอรรถประโยชนใ นเชงิ กฎเกณฑ
อรรถประโยชนโดยท่ัวไปแลวจะเปนอรรถประโยชนเชิงการกระทำ กลาวคือมองความดีความ
ถูกตองที่กระทำหรือผลลัพธของการกระทำ แลวเอาประเด็นเรื่องความสุข ความทุกขยากเปนเครื่องชี้
จริยธรรมแบบอรรถประโยชนน้ีเปนจริยธรรมทางสังคมสายหน่ึง ไมใชจริยธรรมทางกฎหมายอยางเดียว
เพียงแตนักปรัชญากฎหมายเอาสิ่งท่ีเปนจริยธรรมแบบอรรถประโยชนเขามาประยุกตใชในการตรวจสอบ
ความดคี วามถกู ตองความชอบของกฎหมาย ทั้งในดา นการตดั สินหรือการบัญญัตกิ ฎหมาย
โดยเหตุที่ความคิดอรรถประโยชนเปนหลักคิดท่ีสรุปจากธรรมชาติของคน ซึ่งโดยธรรมชาติ
แลวมนุษยตองการความสุขและตองการหนีจากความเจ็บปวด ดังน้ันจริยธรรมสายน้ีจึงเปนจริยธรรมที่
สอดคลองกับธรรมชาติของมนุษย ไมใชจริยธรรมของพระเจา การเนนเร่ืองความสุขหรือเปนเร่ืองการ
หลีกหนีจากความเจ็บปวด มันจะเปนแนวโนมโดยธรรมชาติของมนุษยซึ่งลึกๆ ไปแลวอรรถประโยชนจะ
ไมเช่ือในสิ่งท่ีนักกฎหมายธรรมชาติบอกวาความถูกตองนั้นอยูท่ีการใชเหตุผลบริสุทธิ์ในตัว เพราะ
นักอรรถประโยชนมองวาการกระทำของมนุษยน้ันอยูภายใตการกำหนดของความรูสึกปรารถนาความสุข
ความปรารถนาทจ่ี ะหลกี เลีย่ งความทุกขไมใ ชต วั เหตุผลบริสทุ ธแตอ ยางใด
นักคิดท่สี ำคญั ของลทั ธิอรรถประโยชน
ฮูม (Hume)
Hume เปนคนสำคัญที่วางรากฐานแนวคิดอรรถประโยชนเขาพยายามจะบอกวาเหตุผลไมไดเปน
ตัวช้ีขาดวาเราควรจะทำหรือไมควรจะทำอะไร การตัดสินใจทำหรือวินิจฉัยวาสิ่งนั้นดีหรือส่ิงนี้ไมดีควรทำ
หรือไมควรทำ จะมาจากแนวโนมของคนเราซึ่งมีรากฐานมาจากความรูสึกตองการความสุข การตองการ
หลีกหนีความทุกข การท่ีเขาอธิบายเชนน้ีเพราะเขาเห็นวาธรรมชาติของคนเราเปนอยางนั้นกลาวคือ
มนุษยเราเห็นแกตัวและเห็นแกผูอื่นผสมผสานกันไปมนุษยไมไดเปนนักบุญรอยเปอรเซ็นต และไมไดเปน
ซาตานทั้งรอยเปอรเซ็นต นอกจากน้ีเขายังเห็นสังคมมนุษยน้ันเราตองยอมรับวามีความจำกัดของสิ่ง
ดำรงชวี ติ
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๘๒
ตวั อยาง เชนวันที่ฝนตกการตัดสินใจจะออกจากบานหรือไม ในสถานการณที่เรากำลังคดิ วาควร
หรือไมควร โดยวิธีการของฮูมแลวจะบอกวาส่ิงที่มาจากเหตุผลท่ีไมมีอารมณเขามาเจือปนนั้นไมสามารถ
บอกไดวาเราควรจะออกจากบานหรือไม เพราะการที่จะออกจากบานหรือไมข้ึนอยูกับความชอบของเรา
สรุปก็คือเหตุผลบริสุทธ์ิไมสามารถท่ีจะเปนตัวบอกวาเราควรจะออกจากบานหรือไมควรจะออก การ
ตัดสินใจออกหรือไมออกมันไมใชเรื่องเหตุผลบริสุทธิ์ แตเปนเรื่องเก่ียวกับความอยากความชอบซึ่งมิใช
เหตุผลบริสุทธ์ิ
Jeremy Bentham
ทฤษฎีอรรถประโยชนJeremy Bentham จะยึดเก่ียวกับความถูกตองของจริยธรรม
อรรถประโยชนวาเปนจรยิ ธรรมท่ีมลี ักษณะเปนวิทยาศาสตรใ นแงที่วา ไมไดเปนจริยธรรมที่กำหนดโดยพระ
เจา แตสิ่งที่เปนความถูกตองของการกระทำนั้นดูจากผลลัพธของการกระทำท่ีกอใหเกิดความสุขหรือ
กอใหเกิดความทกุ ขยากเจบ็ ปวด ซ่ึงมีสิ่งตาง เหลานี้ถือวาเปนวิธีคิดที่สอดคลองกับธรรมชาติของ
มนษุ ย
คำอธิบายของJeremy Benthamน้ันมีจุดที่สำคัญคือเขาไดย้ำรายละเอียดเก่ียวกับเรื่องความสุข
วาสิ่งที่เปนความสุขท่ีมนุษยตองการมีถึง 14 ประการคือ ความสุขในประสาทสัมผัส ความมั่งคั่งความ
ชำนาญสามารถ มิตรภาพ การมีชื่อเสียง อำนาจ ความเชือ่ ในศาสนา ความเมตตากรุณา ความอาฆาต
มาดราย ความทรงจำ จินตนาการ การคาดหวัง การคบคาสมาคมและการบรรเทาจากความเจ็บปวด
ความสุขทั้งสิบสี่ประการนี้จะมีทั้งความสุขในลักษณะท่ีละเอียดและหยาบ วิธีนี้คือการมองลักษณะ
ความสุขของมนุษยในลักษณะท่ีมีความซับซอนเพ่ือจะนำไปวัดใชวัดการกระทำน้ันถูกหรือผิดตัวอยางเชน
การบรรเทาความเจ็บปวดกรณีคนเปนมะเร็งอยางรายแรงไมตองการจะทรมานอีกตอไป ซ่ึงถาเอาทฤษฎี
อรรถประโยชนข องJeremy Benthamเขา ไปจับก็จะเห็นวา สนับสนนุ ในเร่อื งนี้อยู
นอกจากความสุขทั้ง 14 ประการของJeremy Benthamแลว ยังมีการพูดถึงสิ่งที่เปนปจจัย
ประกอบของเรื่องความสุขดวยการวัดความสุขไมวาจะเปนเร่ืองความเขมขน ความยาวนาน ความ
แนนอน ความใกลชิดอันเปนเร่ืองรายละเอียด จุดสำคัญอีกประการหน่ึงก็คือการที่Jeremy Bentham
คอนขางจะเนนความสุขของปจเจกชนวาตองเปนความสุขที่ตกแกปจเจกชนแตขณะเดียวกันปจเจกชนนี้
อาจจะหมายถึงปจเจกชนหลาย ๆ คนที่รวมกันเปนชุมชนตาง ๆ ดวย เม่ือนำมาประยุกตกับกฎหมาย
กฎหมายที่ดีกับกฎหมายท่ีสอดคลองกับจริยธรรมแบบอรรถประโยชนก็คือกฎหมายที่บัญญัติขึ้นมาหรือ
เขียนขน้ึ แลว กอ ใหเ กิดความสุขแกสังคมย่งิ กอ ใหเกดิ ความสขุ เทาไรก็ยง่ิ เปนความดคี วามถูกตอ ง
ในทฤษฎีอรรถประโยชนของJeremy Benthamนั้นเขากลาววา การนำกฎหมายมาใชเ พื่อใหเกิด
ประโยชนแ กสงั คมน้นั จะตอ งมเี ปา หมายสำคญั 4 ประการคือ
จดั หาปจจยั สำหรบั การดำรงอยู
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๘๓
สรางสรรคความม่ังคงั่ สมบูรณ
ใหความเสมอภาค
รกั ษาความม่งั คง
ท้ัง 4 ประการนี้ ประเด็นเร่ืองการรักษาความมั่งคงถือเปนประเด็นท่ีมีความสำคัญไมวาจะเปน
ความม่ังคงในชีวิต รางกาย ทรัพยสิน สถานภาพ เหลาน้ีกฎหมายจะตองเขามาค้ำประกันใหเกิดความ
ม่ังคงในชีวิต โดยไมยอมใหมีการละเมิดหรือใชความรุนแรงทำลายชีวิตหรือดูหม่ินชื่อเสียงเหยียดหยาม
เกียรติยศกัน เพราะถือวาคุณคาของชีวิต, ช่ือเสียง, ทรัพยสินลวนแลวแตเปนส่ิงท่ีจะนำมาซ่ึงความสุข
ใหก ับมนษุ ยท้ังสิน้
เมื่อเปรียบเทียบกับนักสิทธิธรรมชาติจะเห็นวา นักอรรถประโยชนใหความสำคัญกับเร่ืองการ
ประกันความมั่งคงในชีวิตในทรัพยสินในช่ือเสียงเกียรติยศ แตถือวาการประกันความม่ันคงในส่ิงตาง ๆ
นั้นจะตองใชกฎหมายเปนหลักประกัน และไมเห็นดวยกับแนวคิดของนักสิทธิธรรมชาติ กลาวคือไมเห็น
วาสิทธิตาง ๆ เหลาน้ีเปนสิทธิโดยธรรมชาติของคนเรา ที่ไมเห็นดวยเพราะนักอรรถประโยชนปฏิเสธ
แนวคิดเรื่องสิทธิธรรมชาติ โดยปฏิเสธวิธีคิดวิธีอธิบายแตในขณะเดียวกันคนเรามองเรื่องการให
ความสำคัญกับการคุมครองชีวิต การคุมครองทรพั ยสนิ จะเห็นวาไมแตกตา ง หมายความวาในสายตาของ
นักอรรถประโยชนเขาจะใหความสำคัญกับการคุมครองสิทธิในชีวิตสิทธิในทรัพยสินของคนเราอยางมาก
เพราะถือวาชีวิตทรัพยสินช่ือเสียงเปนพื้นฐานของความสุขของมนุษย แตเขาไมเห็นดวยกับการท่ีจะบอก
วาชีวติทรัพยสินเปนสิทธิท่ีมีมาโดยธรรมชาติ เพราะเปนส่ิงที่พิสูจนไมไดเขาถือวาการอางเรื่องมนุษยมี
สิทธิโดยธรรมชาติเปนเรื่องท่ีขัดแยงกับความเปนจริง เพราะสิทธิท้ังหลายของคนนั้นมาจากรัฐมาจาก
กฎหมายท้งั สนิ้
ตัวอยาง สิทธิในการแสวงหาความสุข พวกนักสิทธิธรรมชาติอาจจะบอกวานี่คือสิทธิอยางหน่ึง
ของมนุษย แตนักอรรถประโยชนจะปฏิเสธวาไมจริงเสมอไปเพราะทุกคนยอมรับเร่ืองสิทธิในการแสวงหา
ความสุขวาเปนสิทธิโดยธรรมชาติ ดังนั้น คนเราประสงคจะไปทำรายคนอื่นโดยอางสิทธิในธรรมชาติก็คง
จะได พวกอรรถประโยชนจึงพยายามจะกลา ววาสทิ ธิธรรมชาติไมส ามารถนำมาใชใ นชวี ิตจริงได
แนวคิดอรรถประโยชนของJeremy Bentham เปนแนวคิดที่มีบทบาทมากในวงการปฏิรูป
กฎหมาย เพราะJeremy Benthamเปนนักปฏิรูปกฎหมายคนสำคัญ หลักอรรถประโยชนนั้นก็ไดเปน
หลักการสำคัญท่ีนำไปสูการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย เพ่ือใหกฎหมายใหมมีความเปนธรรมในดาน
มนุษยธรรมมากขนึ้
จอหน สจวต มลิ ล
มิลลเปนเสมือนลูกศิษยของJeremy Bentham ไดอธิบายทฤษฎีอรรถประโยชนในลักษณะที่ลุม
ลึกในเชิงอุดมคติมากขึ้น กลาวคือในทฤษฎีอรรถประโยชนของมิลลในดานหน่ึงยอมรับเรื่องโครงสราง
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๘๔
ความคิดท่ัวไปของอรรถประโยชนท่ีมองวาการกระทำความถูกตองอยูที่ผลลัพธ คือความสุขแตใน
คำอธบิ ายของมิลลจะเปนประเด็นเรอื่ งความสุขในแงค วามละเอียดออนและคุณภาพมากข้ึนมีการจัดลำดับ
ความสุขท่ีแตกตางกัน ในขณะที่อรรถประโยชนของJeremy Benthamแมจะมีการอธิบายความสุข 14
ประเภท แตJeremy Benthamมิไดแบงแยกน้ำหนักชัดเจนในขณะที่มิลลพยายามจะจัดน้ำหนักของ
คณุ คาของความสุขวา ความสขุ ชนดิ ใดทีม่ คี ุณคา มีความสำคัญมากกวากัน
จริยธรรมอรรถประโยชนของมิลลจะเปลี่ยนเปนส่ิงที่เปนความสุขในเชิงคุณธรรม สิ่งท่ีเปน
ความสุขเชิงปญญาความรักความงดงามสุนทรียการซาบซ้ึงดื่มด่ำในธรรมชาตใิ นบทเพลงบทกวศี ิลปะ โดย
ถือวาเปนความสขุ ทมี่ ีความสงู สง หรอื ความสุขในแงเกีย่ วกบั การเขาถึงศลี ธรรมคุณธรรมตา ง ๆ ก็ถือวาเปน
ความสขุ ทีส่ ูงสง มากกวา สิง่ ทเ่ี ปนความสขุ แบบประสาทสัมผัสท่ัวไป
นอกจากที่กลาวมาแลวอรรถประโยชนของมิลลยังพยายามเนนในเรื่องเก่ียวกับสวนรวมความสุข
ของสวนรวมอยางมากเนนความกลมกลืนของความสุขสวนตัวกับความสุขของสวนรวมเนนเร่ืองความไม
เห็นแกตัวโดยมีการอางสิ่งท่ีเปนคำสอนของศาสนาคริสต ซ่ึงมิลลพยายามจะเอาจริยธรรมแบบคริสตเขา
มาโยงกับอรรถประโยชนวาเปนเสมือนหัวใจสำคัญของจริยธรรมแบบอรรถประโยชนท่ีจะเนนเรื่องความไม
เห็นแกต วั โดยเนน ใหเห็นแกประโยชนส ว นรวม
สวนเร่ืองเกี่ยวกับความยุติธรรม มิลลมองวาเก่ียวโยงกับเร่ืองสิทธิทางศีลธรรมของคนเราดวย
เพราะการมองในสายตาของอรรถประโยชนจะหมายถึงส่ิงท่ีเปนผลลัพธของการกระทำโดยตัดสินกันที่นำ
ความสุขมาใหกับคน เชนความสุขในแงของความรูสึกวาเสมอภาค ความสุขในแงท่ีวาไดรับการตอบแทน
ดังน้ัน ความยุติธรรมในสายตาของมิลลจะตองมีขอเรียกรองเรื่องสิทธิทางศีลธรรมเขามาเก่ียวของดวย
เสมอ ดังน้ัน เม่ือจะกลาววาส่ิงน้ียุติธรรมหรือไมจะตองมีขอเรียกรองสิทธิทางศีลธรรมเก่ียวโยงดวย
ความยุติธรรมในสายตาของมิลลจึงแตกตางจากเรื่องของความโอบออมอารีย เพราะความโอบออมอารีย
นั้นเปนเร่ืองความสมัครใจไมใชเร่ืองของการเรียกรองสิทธิตาง ๆ แตความยุติธรรมของมิลลจะตองมีเร่ือง
ของสิทธิเขา มาเกี่ยวของ
ความยุติธรรมกับสิทธิทางศีลธรรมเปนคำอธิบายท่ีมิลลพยายามจะนำมาเสนอใหเห็นความ
เชื่อมโยงกัน นอกจากนั้นอรรถประโยชนของมิลลยังใหความสำคัญกับเร่ืองเสรีภาพอยางมากซึ่งจุดนี้เปน
จุดที่เดนและแตกตางไปจาJeremy Bentham โดยเห็นวาเสรีภาพน้ันเปนเสมือนอรรถประโยชนท่ีมี
ความสำคัญอยางย่ิง เสรีภาพเปรียบเสมือนคุณคาอันสำคัญของมนุษย มนุษยคงจะไมมีความสุขไดอยาง
แทจริงถาหากขาดเสรีภาพ เสรีภาพเปนตัวเง่ือนไขท่ีทำใหเรารูส ึกมั่งคง ไมวาจะเปนความมั่นคงในความมี
ชวี ติ ความมัน่ คงในการแสดงออก หรอื การทไ่ี มถ กู บุคคลใดมาแทรกแซงเสรภี าพ
เสรีภาพจงึ ถือเปนอรรถประโยชนท ี่มีความสำคัญอยา งย่ิง ดังน้ัน เม่ือเราพิจารณาหลักภยนั ตราย
ตอบุคคลอ่ืนของมิลล ในบทการควบคุมศีลธรรมโดยกฎหมายจะเห็นวามิลลพยายามดีกรอบหามมิใหรัฐ
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๘๕
เขามายุงเกี่ยวกับชีวิตสวนตัวของคน และหามมิใหออกกฎหมายท่ีมีบทลงโทษทางอาญาเขา มายุงเกี่ยวกับ
ชวี ติ สวนตัวของคน เพราะมิลลเหน็ วา มันเขา มาละเมดิ เสรภี าพของมนุษย
2. ขอ คิดเชิงวจิ ารณข องลัทธิอรรถประโยชน
ทฤษฎีของอรรถประโยชน อาจจะถูกยกยองวาเปนจริยธรรมสมัยใหมที่ทำใหการตัดสินความถูกผิดมี
ความยืดหยุนผอนปรนมากข้ึนไมเขมงวดกวดขันมากเกินไป โดยที่อรรถประโยชนจะไมไปยึดติดกับกรอบ
ของศาสนาหรือกรอบศีลธรรมแบบเกา ๆ นับเปนจริยธรรมท่ีสอดคลองกับการเปนคุณคาของความเปน
มนษุ ยท่ีสามารถจะสรางกฎเกณฑขึ้นมาหรอื ตัดสินใจส่งิ ตาง ๆ ไดดวยตวั เองมากข้ึน แทนท่จี ะปลอยใหสง่ิ
ทีเ่ ปนจริยธรรมทางศาสนาเขามาครอบงำความผิดความถกู ไมว าจะเปนเรื่องความถกู ผิดในเร่ืองท่ัวไป หรือ
ความถูกผิดในทางกฎหมาย
สว นการวจิ ารณอรรถประโยชนกค็ อื มนั ถกู มองเปน จริยธรรมท่ีไปลดคุณคาของส่ิงทเ่ี ปนความดีงามให
เปนเร่ืองของความสุข จึงมองวาเปนจริยธรรมท่ีหยาบกระดางจนเกินไปแตประเด็นนี้ยังมีขอโตเถียงกันอยู
เพราะนักอรรถประโยชนอาจจะโตแยงวาความสุขที่เขากลาวถึงมีหลายประเภท ความสุขที่ละเอียดออนก็
มีอยู ไมวาจะเปนความสุขในแงมิตรภาพ ความสุขในการด่ืมด่ำหรือสุนทรี ความสุขในเชิงคุณธรรม แต
โดยทั่วไปแลวคนท่ีเปนอรรถประโยชนจะเปนความสุขทางดานประสาทสัมผัสหรือความสุขทางดานโลกีย
ซ่ึงการเปนเชนน้ีทำใหลัทธิอรรถประโยชนถูกวิพากษวิจารณวาความสุขของลัทธิอรรถประโยชนนั้นคลาย
กับลัทธเิ สพสุข กลาวคอื เนนเร่ืองเสพสขุ เสพสุขมากเทา ไรถอื เปนความถูกตอง
ประเดน็ สำคญั ท่ถี ูกวิจารณคอื อรรถประโยชนนัน้ เปนจรยิ ธรรมทม่ี องขา มความแตกตางของคน
เพราะถือวาความถกู ความผดิ อยทู ่ผี ลลพั ธข องความสขุ ดังนนั้ จึงมปี ญ หาทจ่ี ะทำการตรวจสอบความสุข
อยา งไร จะแนใ จอยา งไรวา ทำใหเ กิดความสุขแกค นโดยสว นรวม
ตัวอยา งเชน โครงการวิทยบุ นรถเมล รฐั บาลจะมองวา เปนสงิ่ ท่ีถูกตอ ง เพราะทำใหเ กดิ ความสขุ กบั
คนบนรถเมล แตป ญหาอยทู ี่วา ไมแ นเสมอไปท่ีโครงการน้จี ะทำใหเ ปน ความสุขแกคนทกุ คน เพราะคนท่ี
ไมชอบฟง วทิ ยุก็มี
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๘๖
บทท่ี 6
สำนกั สจั นิยม
สัจนิยมคือ หลักการหรือทฤษฎีแหงอิสรภาพ (thesis of independence) ทฤษฎีที่เช่ือในสัจภาพ
หรือความเปนจริง (reality) ความรู (knowledge) และคานิยม (value) มีอยูเปน อิสระในจิตใจของมนุษย
หรือพูดวาสัจนิยมคัดคานนักอุดมคตินิยมที่วาแนวคิด หรือมโนคติเทาน้ันท่ีเปนสิ่งแทจริง นักสัจนิยมถือวา
สิ่งท่ีปรากฏอยูจริง เชน ทอนไม กอนหิน และตนไมในเอกภาพ ไมวาจะอยูในความตระหนักรูในจิตของ
มนุษยหรือไมยอมมีจริง ในความหมายหนึ่งก็คือ นักสัจนิยมถือวาวัตถุสสารเปนความจริงของจริง แตไมใช
บอกวา นักสัจนิยมทุกคนเปน นกั วัตถุนยิ มอยางรุนแรง เพียงบอกวา วัตถุสสารเปนตัวอยางของความเปนจริง
อันอิสระ เพื่อที่จะเขาใจในปรัชญาอันซับซอนนี้ได เราจำเปนตองพิจารณาการพัฒนาของมันจากอดีตมา
เปน วิวฒั นาการของวิทยาศาสตรจนกระท่งั ถึงทกุ วันน้ี
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๘๗
บทที่ 7
ทฤษฎีกฎหมายของมารก ซสิ ต
ทฤษฎีมารก ซสิ ตด้ังเดิมมีขอ สรปุ เกยี่ วกับกฎหมายอยู 3 ประเดน็ คอื
กฎหมายเปน ผลผลิตหรือผลสะทอ นของโครงสรา งทางเศรษฐกจิ หรอื เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ
กฎหมายเปน เสมือนหน่ึงเคร่อื งมือหรืออาวุธท่ชี นชนั้ ปกครองสรางข้นึ เพ่ือปกปองอำนาจของตน
ในสงั คมคอมมิวนิสตท่ีสมบูรณ กฎหมายในฐานะท่ีเปนเครื่องมือของการควบคุมสังคมจะเหือดหาย
และสูญสน้ิ ไปในทสี่ ดุ
ตามขอท่ี 1 เปนการมองวาเง่ือนไขเศรษฐกิจเปนตัวเขามากำหนดความเปนไป หรือตัวธรรมชาติ
ที่เปนจริงของกฎหมายในแตละยุคแตละสมัย กฎหมายในแงน้ีจึงไมใชเปนเรื่องของกฎธรรมชาติ ไมใช
เปนเร่ืองของเจตจำนงคของรัฐาธิปตยท่ีเปนอิสระ แตส่ิงท่ีเปนเจตจำนงครัฐาธิปตยก็ยังอยูภายใตส่ิงที่
เปนเง่ือนไขทางเศรษฐกิจ หรือโครงสรางทางเศรษฐกิจอีกช้ันหนึ่ง ซึ่งถาเปรียบเทียบกับความคิดแบบ
กฎหมายธรรมชาติ กฎหมายธรรมชาติน้ันไมไดกลาวถึงเร่ืองเกี่ยวกับโครงสรางของสังคม หรือรูปธรรม
เก่ียวกับความเปนจริงของสังคมวาสัมพันธกับธรรมชาติของกฎหมายอยางไร สวนปฏิฐานนิยมน้ันอาจจะ
มองกฎหมายในแงขอเทจ็ จรงิ คือ รฐั าธปิ ตย, อำนาจรัฐ, ระบบกฎหมาย แตไมไดม องวาเบอ้ื งหลงั รัฐาธิ
ปตยคืออะไร เบื้องหลังระบบกฎหมายมีอะไรที่เปนตัวอิทธิพล แตของมารกซิสตน้ันจะพยายามช้ีใหเห็น
ถงึ อทิ ธิพลของเศรษฐกิจหรือโครงสรา งของเศรษฐกจิ วา เปน ตัวกำหนดทสี่ ำคญั ตอ กฎหมาย
ตามขอท่ี 2 เปนแนวคิดในการมองกฎหมายในเชิงการเมือง โดยมองวากฎหมายนั้นเปนกลไกท่ี
ชนชัน้ ทีม่ ีอำนาจรฐั ไดสรา งขึ้นเพอ่ื รกั ษาผลประโยชนในทางเศรษฐกจิ ของตัวเอง
ตามขอที่ 3 เปน บทสรุปเรอื่ งความเหือดหายของกฎหมาย
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๘๘
หมวดที่ 3
แนวความคดิ ทางปรชั ญากฎหมายของไทย
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๘๙
บทที่ 1
ปรัชญากฎหมายไทยในยุคปจจุบัน
ความเขาใจเกย่ี วกับปรัชญาตะวันตกและตะวนั ออก
ปรัชญาในความหมายท่ัวไปอาจจะหมายถึงวิชาท่ีวาดวยหลักแหงความรูความจริง ซ่ึงแปลมาจาก
คำวา “Philosophy” แตใ นคำภาษาสันสกฤตซ่งึ เปน ตน กำเนดิ ปรชั ญา แปลวา เปน ความรอู ันประเสริฐ
ซึ่งคำวา “ปรัชญา” นี้ถาใชเปนภาษาบาลีจะตรงกับคำวา “ปญญา” ซ่ึงหมายถึงความรูแจง ความ
รอบรูค วามฉลาด
ความหมายของ “ปรัชญา” ในภาษสันสกฤตหรือ “ปญญา” ในภาษาบาลี ซ่ึงเปนความดั้งเดิม
นั้นจะมีนัยทางศาสนาอยู จะตางกับ Philosophy ซ่ึงจะมองวาเปนเร่ืองหลังแหงความรูและความจริง
ตาง ๆ ทางตะวันตกมองวาปรัชญาท่ีแทจริงตองแยกออกจากศาสนา ในขณะท่ีทางตะวันออกมองวา
ปรัชญาเปนเรื่องของศาสนา อยางที่ทานพุทธทาสไดอธิบายคำวา “ปรัชญา” วา “หมายถึงปญญา
ความรูรอบชัด เมื่อใดที่สามารถรักษาจิตไมใหพัวพันดวยความทะเยอทะยานอันโงเขลาไดท ุกกาลเทศะ ทำ
อะไรดวยความฉลาดไปทุกโอกาส เม่ือน้ันเชื่อวาเรากำลังประพฤติอบรมปรัชญา” ดังน้ัน ปรัชญาตาม
ความหมายของทานพุทธทาสจึงหมายถึง ปญญาอันเกิดจาก การปฏิบัติธรรม ควบคุมกายวาจาใจรูเทาน้ัน
และมสี ติตลอดเวลา
ในขณะท่ี Philosophy ในความหมายของตะวันตกนั้นเริ่มตนจากการอธิบายธรรมชาติของสรรพ
สิ่งดวยตรรกวิทยาไมเอาเร่ืองศาสนาเขาไปพัวพันเพ่ือใหเห็นชัดจะเปรียบเทียบจากแนวคิดปรัชญา
กฎหมายธรรมชาติ จะเห็นไดวาแนวคิดในยุคเร่ิมตนนั้นไดอธิบายธรรมชาติของกฎหมายในเชิงตรรกวิทยา
เชน Heraclitus กลาววากฎหมายที่แทจริงมีอยูในธรรมชาติ ธรรมชาติเปนระบบความสัมพันธของสรรพ
ส่ิง เปน เร่อื งของความมีเหตมุ ีผลมรี ะเบยี บมแี กน สารซ่งึ จะเหน็ ไดวา นกั ปรชั ญาทา นอี้ ธบิ ายความหมายของ
กฎหมายในเชิงอภปิ รชั ญา ไมไ ดโยงไปหาพระเจา หรอื สิง่ ศกั ดส์ิ ิทธิ์
ความแตกตางระหวางปรัชญาตะวันตกกับปรัชญาตะวันออกสามารถสรุปไดวา ปรัชญาตะวันออก
นั้นผูกพนั อยูกับศาสนา สวนปรัชญาตะวนั ตกนน้ั แยกออกจากศาสนามาตัง้ แตยุคเร่มิ ตน
ความเปรยี บเทียบปรชั ญากฎหมายตะวันตกกบั ปรชั ญากฎหมายไทย
ปรัชญากฎหมายไทยเปนสวนหนึ่งของปรัชญากฎหมายตะวันออก ดังน้ัน ปรัชญากฎหมายไทย
จึงผูกพันกับคำสอนในทางศาสนาและความเช่ือในทางศาสนาดวย ดังน้ัน เม่ือเปรียบเทียบกับปรัชญา
กฎหมายตะวันตกแลวจะเห็นไดวา ขอแตกตางคือ ปรัชญากฎหมายตะวันตกน้ันจะมีลักษณะปรัชญา
“แบบฆราวาส” เปนแนวคิดที่ไมนำเร่ืองศาสนาเขามาอธิบายในขณะท่ีปรัชญากฎหมายไทยน้ันจะผูกพัน
กบั ศาสนา
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๙๐
การศึกษาปรัชญากฎหมายไทยท่ีผานมาจะมีปญหาในเร่ืองการศึกษา เพราะนับแตสมัยสุโขทัย
เปนตนมายังไมมีการศึกษาอยางแทจริง โดยเฉพาะการศึกษาในสมัยโบราณน้ันมักจะถูกปดกั้นโดยเฉพาะ
ในเรื่องกฎหมาย ราษฎรจะถูกหวงกันไมใหรูกฎหมาย เพราะผูมีอำนาจเห็นวาถาราษฎรมีความรูมากจะ
ทำใหปกครองลำบาก แตเวลากระทำความผิดราษฎรจะยอกขอแกตัววาไมรูกฎหมายไมได ความคิดหวง
กันมิใหราษฎรรูกฎหมายน้ีแมแตในสมัยรัตนโกสินทรก็ยังคงมีอยู รัชการที่ 3 เผาหนังสือกฎหมายของ
นายโหมด อมาตยกุล ซงึ่ ไดพยายามพิมพหนังสอื กฎหมายตราสามดวง ดงั น้ัน เมือ่ กลา วโดยสรุปแลวจะ
เหน็ วา “สภาพการรับรู” เร่ืองกฎหมายของไทยเลือนลางอยางย่งิ โดยเฉพาะ จิตร ภมู ิศกั ด์ิ ไดว พิ ากษวา
เปนการผูกขาดการศกึ ษาอนญุ าตใหเรียนไดแตวิชาทีเ่ ปน ประโยชนต อ ศักดินาโดยมีจุดมงุ หมายกดคนใหโง
การศึกษาปรัชญากฎหมายไทยเริ่มจะมีการศึกษาเปนระบบ ในชวงหลัง ๆ ในสมัยที่มีการกอตั้ง
โรงเรียนกฎหมายขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ยังไมมีการศึกษาปรัชญากฎหมายไทยโดยตรงเพียงแตแฝงอยูใน
วิชาความรูเบ้ืองตน หรือ “เล็คเชอรวาดวยกฎหมาย” ของพระองคเจารพี (กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์)
พระองคไดทรงอธิบายเรื่องธรรมชาติของกฎหมายและความยุติธรรม แตทวาเปนการอธิบายธรรมชาติ
ของกฎหมายในแบบตะวันตก โดยนำแนวคิดแบบJeremy Bentham หรือ John Austinเขามา
เผยแพร
สวนแนวคดิ ที่อธิบายปรัชญากฎหมายไทยในเชิงธรรมมะ หรือการอธบิ ายถึงพระธรรมศาสตร ใน
ยุคหลังการปฏิรูปกฎหมายน้ันมีอยูแตอาจจะไปอยูในสวนวิชาประวัติศาสตรกฎหมายหรือวิชาเก่ียวกับ
พงศาวดารกฎหมาย เพียงแตไมไดศึกษาอดีตของกฎหมายไทย เพียงแตมีศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับพระ
ธรรมศาสตรเทาน้ัน ซึ่งมิใชเปนการวิเคราะหอยางจริงจัง หรือเปนระบบในสวนที่เปนการศึกษาปรัชญา
กฎหมายไทยแท ๆ ก็อาจจะมีบาง เชนหนังสือ “นิติปรัชญา” ของศาสตราจารย ดร. ปรีดี เกษม
ทรัพย ที่ไดพ ยายามแทรกเนอ้ื หาเกี่ยวกับปรัชญากฎหมายไทยอยูดว ย
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๙๑
บทท่ี 2
แนวความคดิ ปรัชญาตามแนวพระราชดำริ
พระบรมราโชวาทซ่ึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวในทางกฎหมายมีมาถึงบัดน้ี
ประมาณ 50 องค แบง ออกเปนสองประเภทใหญ ๆ คอื 22
พระบรมราโชวาทซึ่งพระราชทานในงานพิธีการตาง ๆ อยางเปนทางการ เชน พระราชทาน
ประกาศนยี บัตรแกผูสอบไลไดตามหลักสตู รการศึกษาของสำนักอบรมศกึ ษากฎหมายแหง เนติบัณฑิตยสภา
เปนตน
พระราชดำรัสซึ่งพระราชทานแกคณะนักกฎหมายท่ีเขาเฝาทูลละอองธุลีพระบาทขอรับพระราชทาน
พระราชดำริบาง กราบบังคมทูลถวายรายงานความคืบหนาในงานตาง ๆ บางถวายเงินโดยเสด็จพระราช
กุศลบาง ถวายสัตยปฏิญาณกอนเขารับหนาที่ตามท่ีกฎหมายกำหนดบางพระราชดำรัสสวนใหญจะ
พระราชทาน "สด" เจา หนา ทต่ี อ งบนั ทึกพระสรุ เสียงไว แลวถอดความในภายหลงั อกี ช้นั หนงึ่
พระบรมราโชวาทและพรราชดำรัสสวนใหญหรือเกือบทั้งหมด จะพระราชทาน แกนักกฎหมายที่เปน
รุนเยาวที่สุดก็คือ นิสิตนักศึกษาทางนิติศาสตรซึ่งมีขอที่นาสังเกตวานิสิตคณะนิติศาสตร จุฬาลงกรณ
มหาวิทยาลัยไดรับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณมากท่ีสุดกลาวคือ ไดรับพระราชทานพระบรมราช
วโรกาสใหเขาเฝาทูลละอองธุลีพระบาทมาต้ังแต พ.ศ.2512 เมื่อคร้ังยังเปนแผนกวิชานิติศาสตรในคณะ
รัฐศาสตร และ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสตอเนื่องมาจนถึง พ.ศ.2516 ที่เปนรุนใหญขึ้นมาก็คือ
ผูสำเร็จการศึกษาสอบไดประกาศนียบัตรตามหลักสูตรเนติบัณฑิต นอกจากนั้นก็มีบุคคลในวงการวิชาชีพ
เชน กรรมการสมาคมทนายความ ฯ กรรมการสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมาย คณะผูพิพากษาใหมที่เขา
ถวายสตั ยป ฏิญาณ
ในบางคร้ังเมื่อมีพระบรมราโชวาทหรือพระราชดำรัสแกคณะบุคคลอื่น แตมีประเด็นพาดพิงไปถึง
กฎหมาย ความยุติธรรมหรือความเปนธรรม ก็จะทรงสอดแทรกพระราชดำริในขอนั้น ๆ ไวดวย เชน พระ
บรมราโชวาทพระราชทาน นักเรียนนายรอยตำรวจทีส่ ำเร็จการศึกษา นายทหารท่ีไดเล่ือนยศ คณะลูกเสือ
ชาวบาน เปน ตน
เม่ือศึกษาพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสในทางกฎหมายทุกองคแลว พอสรุปแนวพระราชดำริ
ไดดังน้ี
2 ศาสตราจารยวิษณุ เครืองาม, “แนวพระราชดำริทางกฎหมายในพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว” จุฬาลงกรณ
มหาวทิ ยาลัย, รางวัลผลงานวิจัยดีเยยี่ ม สาขานติ ิศาสตร ประจำป 2539.
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๙๒
พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยหู ัวทรงเห็นความสำคัญของหลกั นิตธิ รรมหรือการปกครองท่ีมีกฎหมายเปน
ใหญ (The Rule of Law) พระบรมราโชวาทใน พ.ศ.2514 องคหน่ึงเนนอยางชัดเจนวา "ทั้งเวลาเปน
นักศึกษา ท้ังเวลาสำเรจ็ การศึกษาไปแลว จะไปเปน อาจารยหรือจะไปเปนทนาย จะไปเปนผูพพิ ากษา หรือ
เปนอะไรก็ตามในทางอาชีพท่ีเลือกแลว ก็ใหพิจารณาดูจะทำอยางไรเพื่อใหมีระเบียบเรียบรอยและ
กฎหมายเปนใหญในบา นเมอื ง"
แตกฎหมายท่ีจะเปนใหญในบานเมืองนั้น มีพระราชดำริวาตองเปนกฎหมายแท กฎหมายที่ขมเหง
รังแกประชาชนไมใชกฎหมายแท "กฎหมายอยางน้ีเปนแตเพียงขีดเสนทับเขาไมใช กฎหมายแท ที่เปน
กฎหมายก็เพราะพระราชบัญญัติ ปาสงวนเปนกฎหมาย" วิธีท่ีจะใหไดกฎหมายแทก็คือ การออกกฎหมาย
ใหตรงกับสภาพความเปนอยูท่ีเปนจริง "กฎหมายกับความเปนอยูที่เปนอาจขัดกัน และในกฎหมายก็มีชวง
โหวมิใชนอยเพราะเราปรับปรุงกฎหมายและการปกครองโดยอาศัยหลักการของตางประเทศ โดยมิได
คำนงึ ถงึ ความเปนอยขู องประชาชนวาในทใ่ี ดเปนอยา งไร"
ลกั ษณะสำคัญของกฎหมายแทคือ การทก่ี ฎหมายน้ันมีความยุตธิ รรมอยูในตัวเองความยุติธรรมในท่ีน้ี
หมายถึง การเขียนข้ึนตรงตอความเปนจริงไมมีชองโหวและมีความยืดหยุนผอนคลายอยูในตัวเองไดรับส่ัง
วา "ทกุ คนจะตอ งคดิ พิจารณาและตอ งสำนกึ วา กฎหมายไมใชเครอื่ งจักรแท" กฎหมายแทตอ งไมก ดขีข่ ม เหง
ใคร โดยเฉพาะคนท่ีสุจริต ขอน้ีไดมีพระราชกระแสวา "โดยมากเวลาพูดถึงกฎเกณฑหรือกฎหมาย กฎ
บังคบั มักไมค อยชอบเพราะนึกวากดหัว แตต องมีกฎหมาย กฎเกณฑ กฎบังคบั แตไมต อ งกดหวั กัน"
อยางไรก็ตาม มีพระราชดำริวา กฎหมายก็คือ ตัวหนังสือเมื่อผานขั้นตอนกระบวนการออกกฎหมายก็
ตอ งเปนกฎหมาย จะยตุ ิธรรมหรือไมยุติธรรมก็กลายเปนกฎหมาย "เพราะวา ตรามาเปนกฎหมายชอบธรรม
แตวาถาตามธรรมชาติ ใครเปนผูทำผิดกฎหมาย" กลาวคือเปนกฎหมายก็สักแตวาเปนตามแบบพิธีแต
เนื้อหาไมยุติธรรม โปรดสังเกตวา พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไมไดทรงปฏิเสธ ดังที่นักกฎหมายบาง
สำนักเคยถือวากฎเชนนี้ไมเปนกฎหมายเลยทีเดียวหากแตรับสั่งวา "ไมใชกฎหมายแท" จึงทรงเสนอแนว
พระราชดำริวา สิ่งสำคัญท่ีจะมาชวยทำใหกฎหมายดีข้ึน แทจริงขึ้น เปนธรรมขึ้น ไมวากฎหมายนั้นจะเปน
อยางไรก็คือ "บุคคลผูใชกฎหมาย" ดังท่ีรับส่ังวา "ความไมเปนธรรม หากจะเกิดข้ึนในการตัดสินอรรถคดี
ไมน าจะอยูท่ตี วั บทกฎหมาย" แตอ ยทู ต่ี ัวบคุ คล ตราบใดที่ผูใ ชกฎหมายมีความสุจรติ มจี รรยาและมโนธรรม
ของ นกั กฎหมายมนั่ คงแลว กไ็ มค วรจะเกิดความผดิ พลาด
ดวยเหตุน้ี พระบรมราโชวาทและพระราชดำริสวนใหญจึงเพงเล็งท่ีคนซึ่งในที่น้ีก็คือนักกฎหมาย
นั่นเองทรงแนะนำวาตองทำตัวใหทันสมัยแตยืนอยูบนความเปนจริงในสังคมไทยตองหูกวางตากวาง "ตอง
ยอมรับวาตองมีอยางอ่ืนนอกเหนือจากกฎหมาย ตองนับถือกฎเกณฑของธรรมชาติ ตองนับถือกฎเกณฑ
ของวิชาอื่น เชน จิตวิทยาหรือแมแตวิชาการเมืองก็จะตองนำมาประกอบดวย" พระราชทานพระราชดำริ
วาหาก "มัวแตมาดูเพียงทางทฤษฎีของกฎหมายก็จะไมเกิดประโยชนได" ทั้งตองรักษาความเปนกลาง
ความปราศจากอคติ ความสจุ รติ ความมมี โนธรรม ศลี ธรรมและความกลาหาญอยางมน่ั คงเด็ดเดยี่ ว
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๙๓
ดวยเหตุท่ีมีพระประสบการณมากจึงทรงเนนเร่ืองความไมรูกฎหมายของประชาชนอยางมากจะ
เรียกวาเปน "จุดเดน" ของพระราชกรณียกิจทางกฎหมายใน รัชกาลน้ีก็วาได ทรงเร่ิมจากพระราชทาน
กระแสพระราชดำรสั ยกตัวอยางเรอ่ื งราษฎรถกู หาวา บกุ รุกปา สงวนเปน ความผิดกฎหมายหลังจากท่ีอยูโ ดย
สุจริตมานานป ดังท่ีเร่ิมมีพระราชดำรัสในเรื่องน้ีเปนครั้งแรกคือ พ.ศ.2512 และทรงเขาพระราชหฤทัยวา
สวนหนึ่งของปญ หานี้มาจากความไมรูก ฎหมายของราษฎรและการท่ีทางบา นเมืองไมไดแนะ ไมไดประกาศ
ไมไดบอกใหราษฎรเหลาน้นั รูว าอะไรเปนอะไรและเขาเหลา นนั้ ควรทำอยา งไรใหถกู กฎหมาย ปญ หาเหลาน้ี
ไดทอด พระเนตรเห็นเองบาง ไดทรงรับฎีการองทุกขที่มีผูทูลเกลาฯ ถวายบาง เหตุการณสวนใหญเกิดที่
จังหวัดประจวบคีรีขันธ แนวพระราชดำริในการแกปญหาในที่น้ีไมไดวาใหเลิกกฎหมายแลวใหสิทธิแก
ราษฎรโดยไมนำพาตอกฎเกณฑ แตมีแนวพระราชดำริในทางปองกันวาไมควรใหเกิดขึ้นอีก หนทางแกคือ
การใชวิธีทางการปกครอง และกฎหมายมาประกอบกัน "ประกาศดวยปากหนอยเดียว ประชาชนยอม
ทราบ แตว าการปกครองไมดี และโดยประการน้ีจงึ ทำใหเกิดการปะทะกนั "
นับแตน้ันมา พระราชดำรัสสวนใหญจะเนนไปในทางท่ีทรงขอให นักกฎหมายนอยใหญท้ังหลาย
รวมทั้งผูพิพากษาใหอุทิศตนแกสังคม มีบทบาทแกสังคมในทางแนะนำ ใหความเห็นใหคำปรึกษาทาง
กฎหมายแกประชาชน ไดพระราชทาน พระราชดำริในแนวนี้มาต้งั แต พ.ศ.2518 ตอเน่ืองกนั แทบทุกป แต
สำหรับนักศึกษาวิชากฎหมายหรือนักกฎหมายท่ัวไปนั้นไดพระราชทานพระราชดำริมาตั้งแต พ.ศ.2512
เปนที่นาสังเกตวา บอยครั้งที่ทรงขอใหชวยเหลือสังคม ใหบริการทางกฎหมายหรือให คำแนะนำกฎหมาย
แกผูดอยโอกาสวา โดยทรงอางถึงสถานะความเปนคนไทยหรือความเปนพลเมืองดี มิใชเพราะเปนผู
พิพากษาหรือนักกฎหมาย
พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวทรงใหความสำคัญกับ "ความยุติธรรม" มาก ในฐานะท่ีเปนคุณธรรม
สำคัญสูงสุด อันเปนหลักเปนประธานของการปกครองบานเมือง แมตัวบทกฎหมายและการใชกฎหมายก็
ตองตราข้ึนหรือใชกฎหมายใหเดินไปสูเปาหมายปลายทางคือ การอำนวยความยุติธรรมแกประชาชนไม
ควรถือวา ตวั กฎหมายนั้นเองคอื ความยุตธิ รรม หากควรจะตองถอื วาความยุติธรรมมากอ นกฎหมายและอยู
เหนอื กฎหมาย" ทรงเตือนนกั กฎหมายวา "การท่ีอยูกับกฎหมายและใชก ฎหมายมาก ๆ นัน้ อาจทำใหติดใจ
ตัวบทกฎหมายมากไปและทำใหเห็นวาลำพังตัวบทกฎหมายจะใหความยุติธรรมไดโดยสมบูรณ ความจริง
กฎหมายเปนเพียงเครื่องมือสำหรับกำหนดความถูกผิด เพ่ืออาศัยเปนหลักวินิจฉัยในการอำนวยความ
ยุติธรรมหาใชป จจยั สำคัญสง่ิ เดียวในการใหความยตุ ิธรรมไม"
พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสเชนนี้เปนปรัชญาสำคัญ อยางนอยก็ทรงปฏิเสธความคิดแบบ
ดั้งเดิมท่ีมีอยูในสำนักกฎหมายปฏิฐานนิยมหรือกฎหมายฝายบานเมือง (Positive law) ท่ีเถรตรงถือเครง
ครัดวา กฎหมายคือ ตัวความยุติธรรม ส่ิงใดที่อยูนอกกฎหมายสิง่ น้นั ไมใชค วามยุติธรรม แตพระบาทสมเด็จ
พระเจาอยูหัวทรงอธิบายไปในทางวา ความยุติธรรมมีอยูนอกเหนือกฎหมายได กฎหมายอาจเปนอยาง
หนึง่ สวนความยุติธรรมอาจเปน อีกอยางหน่ึง
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๙๔
วิธีการท่ีจะไดชื่อวา ถือวาความยุติธรรมมากอนกฎหมาย อยูเหนือกฎหมาย และอาจเปนคนละสวน
กับกฎหมายก็คือ การยอมรับวาความยุติธรรมเปน คุณธรรมท่ีครอบคลุมไปทั่ว และเปนเปาหมายของ
กฎหมาย ตัวกฎหมายเปนเพียงหนทาง วิธที างหรอื เคร่ืองมือหนึ่งสำหรับจะใชไปสูเปา หมายเทานั้น สิ่งที่อยู
นอกกฎหมายหรือสิ่งท่ียังไมไดตราขึ้นเปนกฎหมายก็อาจเปนอีกหนทางหรือเคร่ืองมือไปสูเปาหมาย
เดียวกนั ดวยก็ได นักกฎหมายไมควรพอใจรบั รูหรือรบั รองแตเพียงกฎหมายของบานเมอื งทม่ี ีอยูแลวเทานั้น
หากแตค วรใสใจคิดเลยไปถึงความยุตธิ รรมอนั เปนเปา หมายของกฎหมายดวย
เมื่อกำหนดความเชื่อถือไดดังน้ี ในการออกกฎหมายก็ดี การตีความกฎหมายก็ดี การใชกฎหมายก็ดี
การใชดุลพินิจตาง ๆ ก็ดียอมมีขึ้นเปนข้ึนดวยความประสงคจะทำใหเกิดความยุติธรรมข้ึนเปนสำคัญดวย
เหตุน้ีจึงมีพระบรมราโชวาทวา "การอำนวยความยุติธรรมจึงตองอาศัยตัวผูใชกฎหมาย" เพราะไมวา
กฎหมายจะเปนอยางไรก็ตาม ผูใชกฎหมายสามารถทำใหเกิดความยุติธรรมข้ึนจนได "การพิจารณา
พิพากษาอรรถคดีใด ๆ โดยคำนึงถึงแตความถูกผิดตามกฎหมายเทานั้นดูจะไมเปนการเพียงพอ จึงตอง
คำนึงถึงความยุติธรรม ซ่ึงเปนจุดประสงคดวยเสมอ" จุดประสงคในท่ีน้ีไมไดหมายถึง จุดประสงคของ
กฎหมายฉบับนั้น ๆ เพราะกฎหมายนั้นอาจออกมาดวยวัตถุประสงคที่จะกดขี่ขมเหงคน "ดวยความหลง
ดวยอคติหรือดวยเจตนาอันไมสุจริตทำใหความเท่ียงตรงตองถูกริดรอนทำลายไป" ก็ได หากแตหมายถึง
จุดประสงคของการมีกฎหมายท่ัวไปดังที่เคยรับส่ังวา "กฎหมายท้ังปวงนั้นเราบัญญัติข้ึนเพ่ือใชเปนปจจัย
สำหรับรกั ษาความยตุ ิธรรม"
แนวพระราชดำริเหลานี้เม่ือประมวลเขาดวยกันแลวเห็นไดชัดวา เปนการกลาวถึงคุณธรรมระดับสูง
อยางเปนระบบมตี วั อยางประกอบ มีรปู ปญ หาแบบตาง ๆ มขี อ เสนอแนะ มีคำเชิญชวนขอรอ ง มีแนวทางท่ี
ชวนใหปฏิบัติตามหรือคิดตอ ท่ีสำคัญคือ มิไดเล่ือนลอยปราศจากฐานความคิดที่มีผูกลาวถึงอยูบางแลวนา
สังเกตวา บางสวนใกลเคียงกับความคิดในทางกฎหมายธรรมชาติ (Natural law) บางสวนใกลเคียงกับ
ปรัชญาของนักสังคมวิทยาทางกฎหมาย (Sociology of Law) ซึ่งเชื่อในหลักวิศวกรสังคม และเนน
บทบาทของนักกฎหมาย ไมวานักศึกษารุนเยาวหรือผูพิพากษาตุลาการท่ีพึงมีตอสังคม และรวมในการแก
ปญญาสังคมแนวพระราชดำรินี้จึงนาจะถือวาเปน "ปรัชญากฎหมาย" ได และเม่ือพิจารณาจากพระราช
สถานะแหงองคผูทรงแสดงการเนนการประยุกตใชในสังคมไทย ยิ่งกวาจะเปนการท่ัวไป การยอมรับและมี
อทิ ธพิ ลทางความคิดอยางกวางขวางในหมนู ักวชิ าการจนบางสวนไดแ ปรผลเปน โครงการปฏิบัติการจรงิ จังก็
นา จะถอื วาเปนปรชั ญากฎหมายไทยรว มสมยั ทม่ี ีประโยชนแ ละพลงั นยิ มสงู สำนกั ความคิดหนงึ่
อนึ่ง มีขอสังเกตวา ยงั ไมเคยปรากฏวา มีนักกฎหมายคนใดในประเทศไทยแสดงความคดิ ทางกฎหมาย
เกี่ยวกับบทบาทของนักกฎหมาย ความสำคัญของกฎหมาย การสรางความยุติธรรม การใชกฎหมายอยาง
เปน ธรรมและการชวยเหลอื ประชาชนทางกฎหมายอยางชดั เจนจริงจงั และตอเน่ืองเทา กับพระบาทสมเด็จ
พระเจา อยูหวั
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๙๕
บทที่ 3
ทฤษฎกี ฎหมายสามชน้ั (ศ.ดรปรีดี เกษมทรพั ย)
ทฤษฎีกฎหมายสามชั้น33เปนของทานอาจารยปรีดี เกษมทรัพย ไดใชเวลาเปนระยะเวลาหลายสิบป
ซ่ึงแนวความคิดนี้จะเปนความคิดเก่ียวกับกฎหมายที่รูจักกันวา “ กฎหมายเทคนิค (Technical Law) ”
จนถือวาเปนความคิดทางกฎหมายของสำนักนิติธรรมศาสตร โดยทฤษฎีนี้เปนทฤษฎีเก่ียวกับการเกิดขึ้น
การเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของกฎหมายและเม่ือเห็นวากฎหมายน้ันเปนสิ่งคูกันสังคม ดังสุภาษิต
ลาตินที่วา “ UBI SOCIETAS IBI JUS” จึงตองอธิบายถึงวิวัฒนาการของกฎหมายไปพรอมกับการ
อธิบายวิวัฒนาการของสังคม และสรุปวาวิวัฒนาการของกฎหมายนั้นมี 3 ยุค และ ปรากฏกฎหมาย 3
รูปแบบ คือ กฎหมายประเพณี หรือกฎหมายชาวบาน กฎหมายของนกั กฎหมาย และกฎหมายเทคนิค
โดยทฤษฎีกฎหมายสามชั้นนั้นมองวาเปนกระบวนการทางประวัติศาสตรที่ตอเนื่องกันเปนสาย
เดียวกัน เปรียบเสมือนกระแสธารท่ีหารอยตะเข็บมิได ในยุคแรกตัวการใหญ คือ ชาวบานซึ่งเปนผู
ปฏิบัติตอ กันมาจนเปน กฎหมายประเพณี (Volksrecht) จงึ เรียกวา กฎหมายชาวบานในยคุ แรกชาวบานจึง
เปนผูทรงกฎหมายหมาย กฎหมายจารีตประเพณีที่ถือปฏิบัติกันสืบมาน่ันเอง ในยุคที่สอง นักกฎหมาย
เปน ผูตัดสินคดีแทนชาวบาน คนถือตามการตัดสินของนักกฎหมาย นักกฎหมายเปนผปู รบั แตก ฎหมายที่
ชาวบานปฏิบัติกันมา จึงเปนสิ่งที่จะตองเรียนรูไดในยุคที่สามตัวการ คือ นักนิติบัญญัติ ซ่ึงบัญญัติ
กฎเกณฑขึ้นโดยเหตุผลทางเทคนิคเพ่ือความมุงหมายอยางใดอยางหน่ึง การทำความเขาใจกฎหมาย
ประเภทน้ีจะตองศกึ ษาถงึ ความมุงหมายของกฎหมายนัน้ ๆ
จากวิวัฒนาการกฎหมาย 3 ยุคดังกลาว ทฤษฎีกฎหมายสามชั้นจึงเห็นวากฎหมายน้ันมีความ
ซับซอนหลายประการ เพราะส่ิงท่ีเกิดขึ้นจากเหตุผล (Reason) ความสะดวกของสถานการณกอใหเกิด
การปฏิบัติซ้ำ ๆ กฎหมายจึงหมายถึงจารีตประเพณี หมายถึงหลักกฎหมายท่ีนักกฎหมายปรุงแตงขึ้น
และยงั หมายรวมถงึ กฎเกณฑท ่กี ำหนดขึ้นโดยรฐั าธิปต ย เพอ่ื แกไ ขปญ หาเฉพาะทางเทคนิค
ดังนั้นกฎหมายจึงเปนส่ิงท่ีเกิดข้ึนไดหลากหลายทางและหลายรูปแบบ ทฤษฎีกฎหมายสามช้ันจึง
ไมเห็นดวยกับทัศนะของกฎหมายบานเมืองที่วาเห็นกฎหมาย คือ คำสั่งของรัฐาธิปตย แตเสนอวา
กฎหมายคือแบบแผนความประพฤติของคนในสังคม ซึ่งมีกระบวนการบังคับท่ีเปนกิจจะลักษณะ
(Organized Sanction)
ขอคิดเห็น แนวความคิดของทฤษฏีกฎหมายสามชั้นน้ันจะมีลักษณะคลายกับสำนักกฎหมาย
ประวัติศาสตรเปนสวนใหญท่ีเห็นถึงกฎหมายนั้นตองเกิดจากการวิวัฒนาการของคนในสังคมเปนเกณฑ
3 สมยศ เชือ้ ไทย “ความรนู ิติปรัชญาเบือ้ งตน ” พมิ พคร้ังท6ี่ สำนกั พมิ พวิญชู น:กรุงเทพ 2544 หนา 171
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๙๖
และนักกฎหมายนั้นมีหนาที่ท่ีจำทำหนาที่ปรับปรุงกฎหมายใหเหมาะสมและทันตอการเปล่ียนแปลของ
สังคมนัน่ เอง
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ลุ่มนํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๙๗
บทท่ี 4
นิติศาสตรแนวพทุ ธ
นิติศาสตรแนวพุทธ พระธรรมปฎก (ป. อ. ปยุตโต)
กฎหมายที่แทประสานประโยชนของบุคคลกับสังคม และประสานสมมติของมนุษย เขากับความ
จริงแทของธรรมชาติ กฎหมายน้ัน ไมถือความเปนระเบียบเรียบรอยหรือความสงบเรียบรอยเปนจุดหมาย
แตเปนการสรางสภาพเอื้อ คือ เพื่อใหมีความสงบเรียบรอย ที่จะชวยเก้ือหนุนใหบุคคลแตละคนมีโอกาส
พัฒนาชีวิตสูจุดหมายที่ดีงามย่ิง ๆ ข้ึนไป คือเปนการสรางสภาพเอ้ือตอการศึกษานั้นเอง การท่ีมีกฎหมาย
ก็เพ่ือเปนเคร่ืองสรางสภาพเอื้อตอการที่คนจะพัฒนาตน ความสามารถที่จะมีชีวิตที่ดีเพราะ มนุษยจะมี
ชีวติ ทีด่ ไี ดเลยทนั ที และยิง่ กวานนั้ ยังมคี ณุ คาดงี ามสงู สง ขนึ้ ไปทช่ี วี ติ มนุษยค วรจะไดจะถงึ ยงิ่ ขน้ึ ไป ๆ อีก
เม่ือประชาชนไดอาศัยสภาพแวดลอมแหงระบบชีวิตและสังคมท่ีเก้ือหนุนตอการพัฒนา
ชีวิตของตนจากจุดเริ่มที่พฤติกรรมและไดพัฒนาทางดานจิตใจและปญญามากข้ึน ตัวเขาเองก็จะมีชีวิตที่ดี
งามมีความสุขมากยิ่งขึ้น พรอมกับภาวะที่พัฒนาแลวทางดานจิตใจและปญญานั้น ก็จะสงผลออกมา
ทางดานพฤติกรรม ทำใหเขามีพฤติกรรมที่พึงปรารถนา ซ่ึงประณีตเก้ือกูลหนุนเสริมสรางสรรคสังคมให
เปนสภาพแวดลอมที่เอ้อื โอกาสตอการพฒั นาชีวิตของเพื่อนมนุษย โดยที่ตัวเขาเองจะเปน ผูปกครองตนเอง
ได และปฏิบัติตามกฎหมายอยางเปนขอหมายรูรวมกัน ทำใหมีวินัย ไมวาจะในความหมายของระเบียบ
ระบบที่จัดต้ังก็ตาม ขอกำหนดในการจัดต้ังคือกฎหมายก็ตาม หรือการจัดการใหเปนไปตามระเบียบระบบ
น้ันคือการปกครองก็ตาม ไดผลตามความหมายและจุดมุงหมายและความมุงหมายที่แทจริงอยางมั่นคง
ยงั่ ยืน
เปนความจำเปนวา เมื่อคนมาอยูรวมกันต้ังแต 2 คนข้ึนไปก็ตองมีขอตกลงท่ีกำหนดขึ้นไววาจะทำ
อยางไรเม่ือไรอยางไร เพื่อใหชีวิตแหงการอยูรวมกันดำเนินไปดวยดีเอื้อประโยชนตอทุกคนดวยกัน ใน
สังคมท่ีคนมีการศึกษาพัฒนาดีแลว ที่เขาเขาใจความหมายของขอตกลงสำหรับการเปนอยูและทำกิจการ
รวมกันเชนนี้ และมีจิตใจท่ีพรอมจะปฏิบัติ การมีกฎหมายเพียงในความหมายวาเปนขอหมายรู หรือ
ขอกำหนดที่หมายรูในการอยูรวมกัน ก็เปนการเพียงพอ ในสภาพเชนน้ี กฎหมายหรือขอหมายรู จะเปน
เพียงขอตกลงหรือกติกาทางปญญา ซ่ึงมีจำนวนจำกัดตามความจำเปนแหงกิจที่จะทำและเมื่อคนยังปฏิบัติ
กันดี ก็ไมตอ งมีสกิ ขาบทหรือขอ กฎหมายมาก
ในสังคมท่ีคนมีการศึกษาถูกตอง พัฒนาแลว ก็จะมีกฎหมายแตเพียงท่ีเปนขอหมายรู ไมตองเลย
ไปเปนขอบงั คับ และตรงขา ม ในสงั คมที่ไมพัฒนา คนขาดการศกึ ษา หรอื เมือ่ การศกึ ษาเส่ือมโทรมลงไปอีก
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิติปรัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๙๘
ๆ แตไมชวยใหชีวิตและสังคมดีงามขึ้นไดเลย อยางนอย ยิ่งมีขอบัญญัติมาก หลักการที่เปนสาระกลับยิ่ง
เลอื่ นลางจางหาย
กฎหมายหรือกฎสมมติของมนุษยมีกำเนิดขึ้น เพ่ือชวยสนับสนุนธรรม หรือกฎแทของธรรมชาติ
ใหปรากฏผลเปนจริงหนักแนนในสงั คมมนษุ ย แตเมอ่ื คนแปลกแยกจากความจรงิ แทแ หงธรรม หรือหลงลืม
มองขามไปเขาไมถึงธรรมแลว กฎหมายหรือกฎสมมติของมนุษยน้ันก็เลื่อนลอยคลาดเคลื่อนจากคุณคาที่
แทจริง และกลับกลายเปนเคร่ืองทำลายสังคมมนุษยเสียเอง เมื่อมีการพัฒนาดานจิตใจและปญญาภายใน
ตวั คน ทำใหคนมีความสามารถภายในที่จะควบคุมและนำพฤติกรรมของตนไปในทางที่ถูกตองดีงาม สังคม
จะตองการกฎหมายเพียงเพื่อมาชวยจัดสรรสภาพแวดลอมโอกาสและบรรยากาศท่ีจะอุดหนุนความมั่นคง
แหงพฤติกรรมท่ีถูกตองดีงามนั้น แตถาจิตใจและปญญาไมไดรับการพัฒนา คนไมมีความสามารถภายในที่
จะควบคุมจากภายนอกดวยการบัญญัติกฎหมายมาบังคับควบคุมคนมากข้ึน ๆ พรอมท้ังลงโทษหนักหนา
รุนแรงขึ้น ๆ จนในที่สุดกฎหมายก็จะหมดความหมาย สังคมก็จะเสื่อมสลาย และชีวิตก็จะไมอาจบรรลุ
จุดหมายแหง ประโยชนส ขุ และอิสระภาพทีแ่ ทจริง
การปกครองท่ีดีมุงเพ่ือประโยชนของประชาชน การต้ังกฎเกณฑกติกาเหลานั้นขึ้นมาก็เพ่ือ
ประโยชนของประชาชน คือ ใหประชาชนอยูรวมกันดวยดี มีความสงบสุข เมื่อสังคมเจริญมากข้ึน
กฎหมายก็ถูกกำหนดโดยกฎหมาย คือ กฎหมายทั้งรับใชการปกครอง และเปนตัวกำหนดการปกครอง
ภาวะที่นาจะเปน ก็คือ สังคมจะพัฒนาตอไปจนถึงข้ันที่วา กฎหมายเปนเพียงขอตกลงของมนุษย
ผูพัฒนาตนดีแลว สำหรับหมายรูในการอยูรวมกันเพ่ือสรางสรรคโอกาสในการพัฒนาชีวิตใหดีงาม
ยิง่ ขึ้น
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๙๙
หมวดที่ 4
บทความทเี่ กย่ี วกบั นติ ิปรชั ญา
คณะนิตศิ าสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข
นิตปิ รัชญา และสังคมวทิ ยากฎหมาย ๑๐๐
บทที่ 1
กฎหมายกับความยตุ ิธรรม
ความสมั พนั ธร ะหวา งความยตุ ธิ รรมกบั กฎหมาย
“ความยุติธรรมตามกฎหมาย” แนวคิดในยคุ โบราณเร่อื งความยุตธิ รรมตามกฎหมายเชนนี้ผกู พัน
อยูกับความเช่ือทางศาสนา เปนจุดแตกตางกับแนวคิดเรื่องความยุติธรรมตามกฎหมายในยุคสมัยหลังหรือ
ในปจจุบัน ซึ่งความยุติธรรมตามกฎหมายในแงนี้หมายถึงการใชกฎหมายหรือการตีความกฎหมายโดย
ปราศจากความลำเอียงใด ๆ
ระบบคอมมอนลอว (Common Law System) มีหลกั ความยุตธิ รรมระหวา งบคุ คลหรอื หลัก
Equity กับศาล Equity ข้ึนแกไขจุดออ นอนั เกิดจากความไมแ นชัดของกฎหมายดังกลาว
บทบาทหนาทขี่ องนกั กฎหมาย (Role and Responsibility of Lawyer)
ณ ที่ใดมีสังคม ณ ที่นั่นมีกฎหมาย สังคมกับกฎหมายจึงเปนส่ิงที่แยกออกจากกันไมได กฎหมาย
จะตองมีวัตถุประสงคและเจตนารมย เพ่ือใหสังคมเกิดความเปนธรรม มีความสงบเรียบรอยและสันติสุข
มาตรฐานกลางเปนที่ยอมรับและใชบังคับในสังคม (Social norm) ยุติธรรมอยูเหนือกฎหมายและมี
มากกวากฎหมาย ความยุติธรรมจึงเปนวิญญาณของกฎหมาย กฎหมายจะตองสอดคลองกับความรูสึกนึก
คิดและจิตวิญญาณของสมาชิกของสังคม อันกลมกลืนกับวัฒนธรรม จารีตประเพณีและสภาพของสังคม
เศรษฐกจิ และการเมอื งในสังคมแตละยคุ แตละสมัย
กฎหมายตองมีเจตนารมยและวัตถุประสงคเพื่อประโยชนของสวนรวม เพ่ือแกไขปญหาความไม
เปนธรรม กฎหมายตองไมมีชนชั้น ไมวาคนออนแอหรือคนแข็งแรง ไมวาคนร่ำรวยหรือคนยากจน บุคคล
ตอ งไดรับความคุมครองและอยูภายใตกฎหมายเดียวกันดวยความยุติธรรมและเสมอภาภ “Equal before
the Law” หลกั นติ ธิ รรม (Rule of Law)
คุณลกั ษณะของนกั กฎหมาย ตองมีจติ ใจเปน ธรรม นักกฎหมายจึงจำเปน อยางยิง่ ท่ตี อ งยึด
จริยธรรม คุณธรรมและศีลธรรมยิ่งกวาการยึดตัวบทกฎหมาย มีความซ่ือสัตยสุจริตและรับผิดชอบตอ
ประชาชน มีความกลาหาญในวิชาชีพ มีจิตใจอันมั่นคงหนักแนนไมหวั่นไหวและไมตกเปนเหย่ือของอวิชา
กิเลสหรือตัณหาตองตระหนักอยูเสมอวา ประโยชนของมหาชนยอมอยูเหนือประโยชนของปจเจกชน
(The supremacy of public interest) และไมแ สวงหาความสขุ บนความทกุ ขของผอู ่นื
คณะนิติศาสตร์ วทิ ยาลยั ล่มุ นํา้ ปิ ง ผศ.โกญจนาท เจริญสุข