กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ ตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ Law of Bill, Current Account, and Negotiable Instrument ผูชวยศาสตราจารยโกญจนาท เจริญสุข สาขาวิชานิติศาสตร สถาบันการจัดการแหงแปซิฟค
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๒ “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัว เป็ นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ เป็ นกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมแห่งอาชีพ ไว้ให้บริสุทธิ์” รพี พัฒนศักดิ์
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๓ คํานํา เอกสารฉบับนี้ผู้เขียนได้รวบรวมและเรียบเรียงขึ้น เพื่อเป็นเอกสารประกอบการบรรยายวิชากฎหมาย ลักษณะตั๋วเงิน โดยอาศัยแนวทางจากหนังสือ ตํารากฎหมาย รวมถึงบทความที่น่าสนใจต่าง ๆ ของท่านอาจารย์ นักปราชญ์ ผู้รู้กฎหมายต่าง ๆ ตามที่ได้ปรากฏตามบรรณานุกรมท้ายเล่มนี้ อันเป็นแนวทางประกอบในการเรียบ เรียงด้วย จึงขอกราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วย ในการจัดทําเอกสารฉบับนี้ ผู้เขียนพยายามที่จะนําเอาความรู้ของผู้เขียนระดับปริญญาตรีและโท ที่คณะ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง ซึ่งผู้เขียนได้ศึกษามา คําพิพากษาของศาลฎีกาใหม่ ๆ มาลงไว้เพื่อประกอบ การศึกษาด้วย ความดีใด ๆ ที่พึงมีในหนังสือเล่มนี้ ขอมอบเพื่อเป็นเครื่องสักการบูชาพระคุณของบิดา มารดา ครูบา อาจารย์ และนักกฎหมายทุกท่านที่ผู้เขียนได้กล่าวถึง ผู้ซึ่งอบรม สั่งสอน และ ประสิทธิ์ ประสาทวิชาความรู้ทางด้าน นิติศาสตร์ให้แก่ผู้เขียน จนทําให้ผู้เขียนสามารถจัดทําหนังสือเล่นนี้ จนสําเร็จในเพื่อการศึกษาตามความมุ่งหมาย ทั้งนี้ผู้เขียนหวังว่าหนังสือเล่มนี้คงจะเป็นแนวทางอย่างหนึ่งในการการศึกษา และจักเป็นประโยชน์แก่ นักศึกษาในการศึกษาวิชากฎหมายไม่มากก็น้อย และข้อผิดพลาดไม่ว่าประการใด ๆ ในเอกสารฉบับนี้นั้นผู้เขียนจัก ขอน้อมรับไว้แต่ผู้เดียว เพื่อจะได้นําเอาไปเป็นแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงให้เอกสารฉบับนี้ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น (ในการกระทําการใดนั้นถ้าเราไม่รู้จักการเริ่มต้นแล้วจะพบความสําเร็จได้อย่างไร แต่ความสําเร็จที่สมบูรณ์ นั้นก็ย่อมอยู่บนพื้นฐานที่ผิดพลาดมาก่อน) ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข∗ ผู้บรรยาย/ผู้รวบรวม ๑ มิถุนายน ๒๕๖๕ พิมพ์ครังแรก้๒๕๔๗ แก้ไขครังที่ ๑ ้๒๕๕๒ แก้ไขครังที่ ้๒ ๒๕๕๙ แก้ไขครังที่ ้๓ ๒๕๖๔ แก้ไขครังที่ ้๔ ๒๕๖๕ (ล่าสุด) ∗ นิติศาสตรบัณฑิต , นิติศาสตรมหาบัณฑิต (สาขากฎหมายธุรกิจ)
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๔ โครงการสอน (Course Outline) ๑ ชื่อวิชา กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ ๒(๒-๐) Law of Bill, Current Account, and Negotiable Instrument ๒ ชื่ออาจารย์ผู้สอน ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๓ ระดับชันที่สอน ้นักศึกษาปริญญาตรี (สาขานิติศาสตร์) ๔ คําอธิบายรายวิชา ศึกษาหลักกฎหมายลักษณะตั๋วเงิน และบัญชีเดินสะพัดตามประมวลกฎหมายแพ่ง และ พาณิชย์ตลอดถึงตราสารเปลี่ยนมืออื่นๆในระบบการดําเนินธุรกิจ ๕ วัตถุประสงค์ เพื่อให้นักศึกษาทราบประวัติ แนวความคิด ความหมาย ประเภท และลักษณะของตั๋ว เงินและบัญชีเดินสะพัด การออก และการโอนตั๋วเงิน การใช้เงิน และการไล่เบี้ยตามตั๋ว เงิน และบัญชีเดินสะพัด ๖ เอกสารที่ใช้ในการสอน ๖.๑ ตําราหลัก ๖.๑.๑ อัมพร ณ ตะกั่วทุ่ง. คําอธิบายกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะตั๋วเงิน. กรุงเทพฯ:นิติบรรณ การ, ๒๕๔๓. ๖.๑.๒ จิตติ ติงศภัทิย์. กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วย บัญชีเดินสะพัดและตั๋วเงิน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๓๓. ๖.๑.๓ วีระ โชคเหมาะ. คู่มือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตั๋วเงินและ บัญชีเดินสะพัด. กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยรามคําแหง, ๒๕๒๗. ๖.๒ เอกสารประกอบการสอน ๖.๒.๑ กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ: ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๖.๓ ตําราอ่านประกอบ ๖.๓.๑ วารี นาสกุล. กฎหมายธุรกิจ. กรุงเทพฯ:มหาวิทยาลัยรามคําแหง.๒๕๓๖. ๖.๓.๒ เสาวนีย์ อัศวโรจน์. คําอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตั๋วเงิน. กรุงเทพฯ: บริษัท ด่านสุทธาการพิมพ์, ๒๕๔๘. ๖.๓.๓ วิชัย ตันติกุลานันท์. คําอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตั๋วเงิน. กรุงเทพฯ: พิมพ์อักษร, ๒๕๔๕. ๖.๔ แผนการสอน ๗ สือการสอน่
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๕ ๗.๑ แผ่นใส่ กระดาน ปากกา White Board ๗.๒ เครื่องฉาย LCD และ Projector ๗.๓ สื่อ Internet ๘ การประเมินผล ๘.๑ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ๘.๑.๑ บรรยายหลักกฎหมาย และยกตัวอย่างประกอบ ๘.๑.๒ การโต้ตอบเกี่ยวกับหลักกฎหมายประกันภัย ๘.๒ การประเมินผล ๘.๒.๑ สอบกลางภาค “ไม่มี” ๘.๒.๒ สอบปลายภาค ๑๐๐ คะแนน ๙. กระบวนการเรียน หัวข้อและกําหนดการสอน สัปดาห์ที่ หัวข้อ/ประเด็นในการบรรยาย กิจกรรม ๑.บทนํา : การนําเข้าสู่บทเรียน -ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับตั๋วเงิน เสนอแนะวิธีการเรียนและวินัยในการเรียน แบบทดสอบก่อนเรียน(Pre-Test) ๒. ประวัติและความเป็นมาของตั๋วเงิน บรรยาย วิเคราะห์ ๓. แนวความคิดและหลักการของตั๋วเงินโดยทั่วไป บรรยาย วิเคราะห์ ๔. ความหมาย ลักษณะ ประเภท คู่สัญญาในตั๋วเงิน บรรยาย รายงาน วิเคราะห์ ๕. การออกตั๋วเงิน และการโอนตั๋วเงิน บรรยาย วิเคราะห์กรณีศึกษา ๖. การใช้เงิน และการไล่เบี้ยตามตั๋วเงิน บรรยาย วิเคราะห์กรณีศึกษา ๗. การรับรองตั๋วเงิน การอาวัลตั๋วเงิน และการคัดค้านตั๋วเงิน บรรยาย รายงาน วิเคราะห์กรณีศึกษา ๘. ตั๋วสัญญาใช้เงิน บรรยาย วิเคราะห์กรณีศึกษา ๙. ความหมาย ลักษณะ และการใช้เงินตามเช็ค บรรยาย วิเคราะห์กรณีศึกษา ๑๐. เช็คเช็ดคร่อม บรรยาย รายงานวิเคราะห์กรณีศึกษา ๑๑. ตั๋วเงินหาย ตั๋วเงินถูกลักไป บรรยาย วิเคราะห์กรณีศึกษา ๑๒. ตั๋วเงินปลอม บรรยาย วิเคราะห์กรณีศึกษา ๑๓. บัญชีเดินสะพัด บรรยาย รายงาน วิเคราะห์กรณีศึกษา ๑๔. ปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายตั๋วเงินและบัญชีเดินสะพัด บรรยาย วิเคราะห์กรณีศึกษา ๑๕. สรุป และ ทบทวนเนื้อหา ทดสอบท้ายบทเรียน (Post - test) วัน เวลาสอบ กลางภาค ไม่มี
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๖ วันเวลาสอบปลายภาค - หมายเหตุ หัวข้อที่จะบรรยายอาจปรับและยืดหยุ่นได้ภายในจํานวนครั้งที่มีการ เรียนการสอน ๑๕ ครั้ง ข้อแนะนํานักศึกษา ๑. นักศึกษาต้องมีเวลาเข้าเรียนอย่างน้อย ๘๐% ของเวลาเรียนทั้งหมด จึงจะมีสิทธิ์ เข้าสอบไล่ ๒. นักศึกษาต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อย จึงจะมีสิทธิ์ เข้าชั้นเรียนได้ ๓. นักศึกษาต้องเข้าชั้นเรียนตรงเวลา ๔. นักศึกษาต้องเซ็นชื่อเข้าชั้นเรียนด้วยตนเองทุกครั้งที่มีการเรียนการสอน ๕. ห้ามนักศึกษาเซ็นชื่อแทนกัน ถ้าถูกจับได้จะถูกตัดคะแนนทั้งผู้ที่เซ็นชื่อให้และผู้ถูกเซ็น ๖. นักศึกษาที่เข้าห้องเรียนช้า คือภายหลังจากเริ่มมีการเรียนการสอนไปแล้ว ๓๐ นาที จะไม่ให้เซ็นชื่อและจะถือ ว่าขาดเรียน
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๗ บทนํา ในปัจจุบันการใช้เงินสดเป็นวัตถุกลางแห่งการซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ลดบทบาทลง เพราะได้มีการใช้ตั๋วเงิน ชนิดต่างๆ เพิ่มมากขึ้นการที่ตั๋วเงินได้รับความนิยมใช้กันมาก เพราะช่วยอํานวยความสะดวก และปลอดภัยมากกว่า การใช้เงินสดเนื่องจากผู้ที่ชําระหนี้ด้วยเช็คเพียงแต่มอบกระดาษแผ่นเดียวให้กับเจ้าหนี้ ผู้ที่ยอมรับชําระหนี้ด้วยตั๋ว เงิน เจ้าหนี้ก็สามารถนําเช็คไปเบิกเงินจากผู้จ่ายได้ แทนที่จะมอบเงินสดจํานวนมาก ซึ่งอาจถูกแย่งชิง ในระหว่างที่ นําไปชําระหนี้ให้เจ้าหนี้หรือระหว่างที่เจ้า หนี้ นําเงินสดไปเก็บได้ง่าย หากเจ้าหนี้ผู้ได้รับชําระหนี้ด้วยตั๋วเงิน ไม่ ประสงค์จะเรียกเก็บเงินสดจากผู้จ่ายด้วยตนเอง ก็อาจนําตั๋วเงินนี้ไปชําระหนี้ให้เจ้าหนี้ของตน ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับหรือ อาจนําตั๋วเงินนั้นไปขายให้กับบุคคลอื่น (ซึ่งโดยมากผู้รับซื้อมักจะเป็นธนาคารหรือบริษัทการเงินทั้งหลาย) เพื่อ รับ เงินสดในขณะที่เช็คยังไม่ถึงกําหนดชําระ โดยยอมเสียค่าธรรมเนียมหักส่วนลดให้กับผู้ซื้อตั๋วเงินซึ่งเรียกกันว่าขาย ลดหากตั๋วเงินนั้นลงวันที่สั่งจ่ายล่วงหน้า นอกจากนั้นผู้ที่รับชําระหนี้ด้วยตั๋วเงินแม้จะได้รับโอนมาหลาย ทอดโดย ไม่ใช่รับจากผู้สั่งจ่ายโดยตรง ก็สามารถ เรียกเก็บจากผู้จ่ายที่เป็นผู้มีหน้าที่ชําระเงินตามเช็คนั้นได้ซึ่งตามปกติผู้จ่าย ก็จะชําระเงินสดให้แต่หากไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากผู้จ่ายได้ เพราะเหตุใดๆเจ้าหนี้ตามตั๋วเงินก็สามารถเรียกร้อง ให้บุคคล ทั้งหลายที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินในฐานะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้สั่งจ่าย ผู้สลักหลัง ผู้รับอาวัล (ผู้คํ้าประกัน) ให้รับผิดทางแพ่งโดย ตรงได้หรือ กรณีที่เป็นเช็คอาจเรียกให้ผู้สั่งจ่ายรับผิดทางอาญาได้หากกระทําการใดๆ ที่เป็น ความผิดตาม พระราชบัญญัติความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค อย่าง ไรก็ตามแม้ตั๋วเงินจะมีประโยชน์ต่างๆ ต่อผู้ใช้และผู้ที่เกี่ยวข้องดังได้กล่าวมาแล้ว แต่ก็มีผู้ใช้ตั๋วเงิน บางส่วนใช้ตั๋วเงินผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะไม่ชําระหนี้โดยใช้ชั้นเชิงต่างๆจึงเป็นการสมควรที่ จะเรียนรู้และเข้าใจ กฎหมายที่เกี่ยวกับเช็คเพื่อประโยชน์ในการดํารงชีพ และการประกอบธุรกิจ ซึ่งอาจจะต้อง เกี่ยวข้องกับการใช้เช็คเพื่อการ ชําระหนี้หรือเป็นผู้รับชําระหนี้ ดังนี้จึงต้องควรที่จะทําการศึกษาให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายตั๋วเงินตามกฎหมายไม่ว่าจะเป็นชนิด ใดก็ตามเพื่อจักสามารถที่จะทําความเข้าใจอย่างถูกต้องต่อไป ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ผู้บรรยาย/ผู้รวบรวม
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๘ สารบัญ หน้า คํานํา................................................................................................................................ ๔ โครงการสอน (Course Outline)........................................................................................ ๕ บทนํา............................................................................................................................... ๘ บทที่ หน้า ๑ ประวัติและวิวัฒนาการของการตั๋วเงิน............................................................................ ๑๐ ๒ บททั่วไปเกี่ยวกับตั๋วเงิน.............................................................................................. ๑๕ ๓ ตั๋วแลกเงิน ................................................................................................................ ๓๖ ๔ ตั๋วสัญญาใช้เงิน(Promissory Note).............................................................................. ๘๑ ๕ เช็ค............................................................................................................................. ๘๕ ๖ ตั๋วเงินปลอม............................................................................................................... ๑๐๕ ๗ การฟ้องคดี และอายุความ ........................................................................................... ๑๐๙ ๘ บัญชีเดินสะพัด ........................................................................................................... ๑๑๕ ภาคผนวก ก สัญญาซื้อขายลดตั๋วเงิน ................................................................................ ๑๑๘ บรรณานุกรม ................................................................................................................... ๑๒๑ ประวัติผู้บรรยาย .............................................................................................................. ๑๒๔
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๙ บทที่ ๑ ประวัติ วิวัฒนาการและหลักการของตั๋วเงิน ๑. ประวัติของตั๋วเงิน1 ๑ คําว่า “ตั๋ว” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ให้ความหมายว่า บัตรบางอย่างที่แสดงสิทธิ ของผู้ใช้ เช่น ตั๋วรถ ตั๋วหนัง ส่วนสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายคําว่าตั๋วว่า เข้าใจว่ามาจากคํา ภาษาจีนว่า ซึ่งอ่านออกเสียงเป็นภาษาจีนกลางว่า ตัน หรือ ตาน และออกเสียงเป็นภาษาแต้จิ๋วว่า ตัวแล้วจึง เพี้ยนเป็นตั๋วในภาษาไทย คําว่า “ตัว” ในภาษาจีนนี้มีหลายความหมาย ความหมายที่น่าจะเกี่ยวกับคําว่า “ตั๋ว” ใน ภาษาไทยมีว่า กระดาษเป็นแผ่น ๆ ที่มิได้พับหรือเย็บเล่มหรือกระดาษแผ่นปลิวที่ใช้ในการจุดรายการหรือเรื่องราว ต่าง ๆ ต่อมาความหมายได้ขยายไปถึงใบแผ่นรายการ หรือบัตรด้วย สําหรับตั๋วเงิน ซึ่งเป็นศัพท์กฎหมายนั้น เรียก เป็นภาแต้จิ๋วว่าเผี้ยกึ๋อ ดังนั้น จึงเรียกกฎหมายตั๋วเงินว่า เผี้ยกือหวก การนําเอาคําว่า “ตั๋ว” กับคําว่า “เงิน” มารวมกันสร้างขึ้นเป็นคําใหม่ว่าตั๋วเงินนั้น ปรากฏหลักฐานว่าเพิ่งมี ขึ้นเป็นทางการในการร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับแรก พุทธศักราช ๒๔๖๖ ก่อนหน้านั้นแม้จะมีการ ใช้คําว่า ตั๋ว เป็นทางการกันบ้างในบางแห่งและในคําพิพากษาของศาลบางฉบับเช่น คําว่าตั๋วเช็ค ตั๋วบิล ออฟเอ็กส เซนท์ ในคําพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๕ รัตนโกสินทร์ ศก ๑๒๘ ก็ไม่ปรากฏคําว่าตั๋วเงิน ในเอกสารที่เป็นทางการ ที่ท่านผู้ เป็นต้นคิดคํานี้ขึ้นในภาษาไทยเรียกว่า “ตั๋วเงิน” เข้าใจว่าอาจได้แนวความคิดมาจากคําจีนว่า “เผี้ยกื๋อ” ดังกล่าวหรือ จากคําฝรั่งเศส billet และคําเยอรมันว่า wertpapier ซึ่งคําเหล่านี้ในความหมายประการหนึ่งหมายถึงแผ่นกระดาษ หลักฐาน ซึ่งมีค่าใช้ชําระหนี้แทนเงินตรา ในกรณีที่ฝ่ายเจ้าหนี้ยอมรับชําระด้วยตั๋วโดยไม่เกี่ยงว่า ลูกหนี้จะต้องชําระ ด้วยเงินตรา คําว่า “ตั๋วเงิน” ตามกฎหมายนั้น มีผู้ให้ความหมายไว้ต่าง ๆ กันคือ ศาสตราจารย์ประมูล สุวรรณศร ว่าคือหนังสือซึ่งบุคคลหนึ่งสัญญาว่าจะใช้เงินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง โดย ตนเองใช้หรือจะให้คนอื่นใช้ให้ และถ้าคนอื่นไม่ใช้ตนก็จะใช้ให้ แต่เพียงเท่านี้ตราสารอันได้ชื่อว่าตั๋วเงินก็ยังไม่มีข้อ ยุ่งยาก หรือได้ประโยชน์เท่าใดนัก ลักษณะสําคัญของตั๋วเงินนั้นก็คือบุคคลผู้เป็นเจ้าหนี้ตามตั๋วเงินอาจจะโอนหนี้ของ ตนต่อ ๆ ไปได้โดยวิธีการพิเศษตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงินคือ เพียงแต่ส่งมอบให้แก่กันก็ใช้ได้ และมีผลต่อไปว่า ผู้รับโอนตั๋วเงินนั้นอาจจะมีสิทธิดีกว่าผู้โอนก็ได้ ๑ ก ฎ ห ม าย ตั๋วเงิน ,เอ ก ส ารป ระก อ บ ก ารส อ น วิชาก ฎ ห ม าย พ าณิ ชย์ ๓ ห น่ วย ที่ ๘ -๑ ๕ . น น ท บุ รี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๑, หน้า๕-๗.
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๑๐ ศาสตราจิตติ ติงศภัทิย์ ว่า เป็นสัญญาอันมีผลบังคับโดยอาศัยหนังสือ ซึ่งผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือนั้น ผูกพันตนต่อผู้ที่ได้หนังสือนั้นไว้ในมืออันมีสิทธิในหนังสือนั้น ว่าจะใช้เงินจํานวนหนึ่งให้ด้วยตนเอง หรือจะใช้เงินให้ เมื่อผู้ที่ระบุไว้ในหนังสือนั้น ไม่ใช้เงินตามคําสั่งหรือในเมื่อไม่มีการใช้เงินตามข้อผูกพันของเขา ซึ่งแยกลักษณะของ ตั๋วเงินได้คือ (๑) เป็นสัญญา (๒) โดยอาศัยหนังสือ (๓) ผู้ลงมือชื่อในหนังสือต้องรับผิด (๔) ผู้เป็นคู่กรณีที่ต้องรับผิดตามตั๋วเงินมีได้ไม่จํากัดจํานวน (๕) วัตถุแห่งหนี้ในตั๋วเงินเป็นเงินตรา ไม่ใช่กระทําหรืองดเว้นกระทําหรือเป็นทรัพย์สินอย่างอื่น (๖) เจ้าหนี้ในตั๋วเงินจะต้องเป็นผู้ได้ตั๋วไว้ในมือโดยถูกต้องตามวิธีการที่กฎหมายระบุไว้ สรุปตั๋วเงินตามกฎหมายนั้นหมายถึง สัญญาที่ทําเป็นหนังสือตราสาร ซึ่งบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในตราสาร ต้องรับผิดใช้เงินที่เรียกว่า หนี้อันพึงต้องชําระตามเขาสั่งและอาจโอนกันได้ด้วยการส่งมอบซึ่งผู้รับโอนอาจมีสิทธิ ดีกว่าผู้โอนนั่นเอง ก่อนที่จะกล่าวถึงประวัติของตั๋วเงิน เห็นควรทราบว่าวิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจและของเงินแบ่งเป็น ๓ ระยะใหญ่ ๆ คือ ระยะที่ ๑ ระบบเศรษฐกิจที่ใช้สิ่งของหรือบริการแลกเปลี่ยนกันหรือเศรษฐกิจแบบแลกเปลี่ยนสินค้ากับ สินค้า (Barter economy) เป็นระยะที่มนุษย์ยังไม่รู้จักใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ซึ่งมีความยุ่งยากและไม่ สะดวก ระบบแบบนี้ขาดเครื่องวัดค่า มีผลให้มีการต่อรองกันเรื่อยไป จึงปรากฏว่าสิ่งของชนิดเดียวกันจะมีหลาย ราคา ผู้ที่ต้องการสิ่งใดมากก็จะต้องชําระราคาสูงมาก จึงเกิดระบบเศรษฐกิจระยะที่ ๒ ระยะที่ ๒ ระบบเศรษฐกิจที่ใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของหรือบริการหรือเศรษฐกิจแบบใช้ เงิน (money economy) เมื่อใช้เงินเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งของหรือบริการเราเรียกว่ามีการซื้อ-ขาย ไม่ใช่แลกเปลี่ยน เงินเป็นสิ่งที่เก็บไว้ได้ ผู้ขายเต็มใจรับเงินเพราะอาจนําไปซื้อสิ่งของอื่นหรือนําไปลงทุนต่อไปได้ เมื่อการซื้อขายยังไม่ แพร่หลาย เงินก็ให้ความสะดวกในการซื้อขาย แต่เมื่อการซื้อขายมีผู้นิยมและตลาดกว้างขวางขึ้น การชําระราคา สินค้าด้วยเงินจึงไม่ค่อยสะดวก จึงเกิดระบบเศรษฐกิจระยะที่ ๓ ระยะที่ ๓ ระบบเศรษฐกิจที่ใช้ “ความเชื่อ” หรือ “เครื่องมือเครดิต” ในการแลกเปลี่ยนสิ่งของหรือบริการ หรือเศรษฐกิจแบบการใช้เครดิต (credit economy using credit instruments) เนื่องจากการพกเงินและการขนส่ง เงินจํานวนมาก ๆ ไปชําระหนี้หรือราคาสินค้า ไม่สะดวกและไม่ปลอดภัยจึงได้มีผู้คิด “ความเชื่อ” หรือ “สินเชื่อ” หรือ “เครดิต” เป็นเครื่องมือการให้เครดิตหรือสินเชื่อคือ การให้ลูกหนี้ชําระหนี้ในเบื้องหน้าได้ ซึ่งเป็นที่มาของตั๋ว เงิน ประวัติของตั๋วเงินนั้น ตําราต่าง ๆ กล่าวได้ว่ามนุษย์เรารู้จักใช้ตั๋วเงินมาแต่โบราณกาล โดยมากอ้างว่าเริ่ม ขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ (คริสต์ศตวรรษที่ ๑๒) โดยคนยิวเป็นต้นคิดใช้ในการชําระหนี้การค้ากับผู้อยู่ใน
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๑๑ ต่างประเทศเพื่อไม่ต้องส่งเงินตราซึ่งสมัยนั้นทําด้วยโลหะข้ามประเทศไปชําระหนี้เพียงแต่เขียนคําสั่งให้ลูกหนี้ของตน ซึ่งอยู่ถิ่นเดียวกับผู้ขายสินค้าให้จ่ายเงินแก่ผู้ขายสินค้าก็ชําระหนี้ค่าสินค้ากันได้ ทําให้เกิดความสะดวกและแม้ใน สมัยปัจจุบัน การชําระหนี้สินกันด้วยตั๋วเงินไม่ว่าจะเป็นหนี้กับบุคคลในต่างประเทศหรือหนี้ระหว่างคนที่อยู่ใกล้ชิด กัน การชําระหนี้กันด้วยตั๋วเงินก็ทําได้สะดวกมากยิ่งถ้าเป็นหนี้เงินจํานวนมากด้วยแล้ว จะไม่ต้องเสียเวลานับเงินและ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยในการส่งเงินให้แก่กันอีกด้วย กล่าวโดยเฉพาะตั๋วแลกเงินเกิดจากนายธนาคารในยุโรปที่ดําเนินกิจการในตลาดนัด (Fairs) ทําการรับฝาก เงินและสิ่งมีค่าที่พ่อค้านํามาและทําหน้าที่แลกเปลี่ยนเงินกับเงินตราสกุลต่าง ๆ แล้วพัฒนาเทคนิคการแลกเปลี่ยน เงินขึ้นใหม่ คือ “การโอนเงิน” โดยวิธีการดังนี้ พ่อค้ามอบเงินจํานวนหนึ่งให้กับนายธนาคารคนหนึ่ง โดยให้นาย ธนาคารชําระเงินในท้องที่อื่น เช่น ให้แก่ตัวพ่อค้าผู้นั้นเอง หรือให้แก่ผู้อื่นซึ่งเจาะจงตัวไว้ นายธนาคารสัญญาว่าจะ จ่ายเงินให้ตามคําสั่งของผู้ฝากโดยตนเองหรือโดยตัวแทนของตน ซึ่งอยู่ ณ ท้องที่ที่จะมีการชําระเงินเพื่อให้มีการ ชําระเงินดังกล่าว นายธนาคารนับแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๒ จะทําเอกสารขึ้นฉบับหนึ่งเรียกว่า Lettera Di Pagamento แล้วจะส่งไปให้ตัวแทนของตนที่อยู่ ณ ท้องที่ที่จะมีการชําระเงิน ตัวแทนผู้นี้จะจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่นาย ธนาคารเจาะจงตัวไปหรือแก่ผู้ที่จะนําเอกสารนี้ไปแสดง เอกสาร Lettera Di Pagamento จึงเป็นต้นตอของ “ตั๋ว แลกเงิน” แต่ยังเป็นเอกสารที่เปลี่ยนมือโดยการสลักหลังไม่ได้จนคริสต์วรรษที่ ๑๗ นอกจากนี้บางครั้งพ่อค้าซึ่งจะ ได้รับการชําระเงินในท้องที่อื่น อาจต้องการเงิน ณ ที่ที่เขามีภูมิลําเนาอยู่ แต่เนื่องจากเงินที่จะใช้ชําระหนี้ไม่ใช่เงินสกุล เดียวกับเงินที่ตนได้มอบให้ จึงอาจมอบตั๋ว (traite) ที่สั่งให้ลูกหนี้ชําระเงินให้แก่นายธนาคารไป วิธีนี้นอกจากจะมี การโอนเงินแล้ว ยังมี “แลกเปลี่ยนเงิน” และ “การให้เครดิต” ด้วย เพราะนายธนาคารได้จ่ายเงินล่วงหน้าไปก่อน และจะได้รับคืนเมื่อนําตั๋วเงินไปเรียกเก็บเงินจากลูกหนี้ เพื่อให้วิธีง่ายขึ้นต่อมาก็ใช้ “วิธีหักบัญชี” คือ จะรวมยอด หนี้สินที่มีเหนือท้องที่หนึ่งแล้วเปรียบเทียบกับหนี้สินของท้องที่แห่งอื่น เมื่อหักบัญชีแล้วจะมีการชําระเฉพาะที่เป็น ผลต่างเท่านั้น ทางด้านยุโรปว่าเกิดจากความคิดของพวกยิวตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ ๑๒ แต่มาแพร่หลายในระหว่าง คริสต์ศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ ซึ่งเป็นยุคที่ประเทศอังกฤษและประเทศในยุโรปตื่นตัวในทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่าง ประเทศ เกิดปัญหาว่าทําอย่างไรจะให้ผู้ขายมั่นใจว่าจะได้ชําระราคาสินค้าที่ขายให้แก่ผู้ซื้อที่อยู่ต่างประเทศ ส่วนผู้ซื้อ ก็ต้องการหลักประกันว่าจะได้รับสินค้าที่สั่งซื้อ การใช้เงินตราที่ทําด้วยทองคํา หรือเงินขนไปชําระหนี้ต่างประเทศใน ยุคนั้นย่อมีปัญหาการขนส่งและปลอดภัย จึงเกิดความคิดใช้วิธีการชําระหนี้ด้วยตั๋วแลกเงินขึ้น โดยผู้ซื้ออกตั๋วแลก เงินสั่งให้ลูกหนี้หรือตัวแทนของตนจ่ายเงินตราทองคําหรือเงินให้แก่ผู้ขายปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายแล้วนําตั๋วแลกเงิน ไปยื่น ต่อมาประเทศต่างๆ ได้บัญญัติกฎหมายตั๋วเงินของตนเอง แต่เนื่องจากตั๋วเงินเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ เพื่อมิให้กฎหมายตั๋วเงินของแต่ละประเทศขัดกัน จึงมีการตกลงถือปฏิบัติตาม Uniform Law ซึ่งประชุมระหว่าง ประเทศได้ยกร่างขึ้น สําหรับกฎหมายลักษณะตั๋วเงินของไทยส่วนใหญ่ร่างตาม Uniform Law และพระราชบัญญัติ ตั๋วเงินของอังกฤษ
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๑๒ ส่วน”ตั๋วสัญญาใช้เงิน” นั้น เกิดจากการหักกลบลบหนี้กันดังกล่าว มักจะมีผลต่างหรือ “ดุล” ค้างกันอยู่ เดิมใช้วิธีโอนเงินสดไปชําระส่วนที่เป็นจํานวนคงเหลือโดยดุลภาพ ต่อมานายธนาคารที่จะต้องชําระหนี้ จะมอบ “ตั๋ว สัญญาใช้เงิน” ให้ไว้โดยสัญญาว่าจะชําระหนี้ในตลาดนัด (Fairs) ครั้งต่อไปตามอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น ดังนั้น ตั๋วสัญญาใช้เงินจึงเป็นทั้งเอกสารที่ใช้ในการโอนเงินและให้เครดิตระหว่างนายธนาคารด้วยกันในระยะตลาดนัด ๒ ครั้งด้วย ทั้งนายธนาคารยังอาจมอบตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่นายธนาคารอื่นโดยจะจ่ายเงิน ณ ภูมิลําเนาของนาย ธนาคารผู้นั้นหรือ ณ ที่อื่นตามแต่จะได้กําหนด เป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้เลือกตลาดที่อัตราแลกเปลี่ยนให้ ประโยชน์มากที่สุดแก่ตน การกําเนิดของ “เช็ค” นั้น เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศอังกฤษมีกฎข้อบังคับอนุญาตให้ธนาคารออกบัตร ธนาคาร ซื้อลดตั๋วเงินและรับฝากโดยจ่ายดอกเบี้ย ผู้ฝากเงินได้รับเอกสารที่เรียกกันในขณะนั้นว่า “Running Cash Notes” ซึ่งผู้ถือมีสิทธินําไปขึ้นเงินทันทีหรืออาจนําไปฝากไว้กับธนาคารอื่น ๆ ได้ อันเป็นผลให้เกิด “เช็ค” ขึ้น ในประเทศไทย เริ่มมีการใช้ตั๋วเงินตามความหมายในปัจจุบันกันเมื่อชาวยุโรปเข้ามาทําการค้าขาย และตั้ง ธนาคารขึ้น เข้าใจว่าในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรืออาจก่อนนั้นเล็กน้อยในสมัยนั้น ประเทศไทยมิได้มีบทกฎหมายสําหรับใช้บังคับแก่ตั๋วเงิน ฉะนั้นเมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับตั๋วเงินขึ้นในศาลไทยในครั้ง กระนั้น ศาลไทยก็ใช้ชี้ขาดคดีไปโดยอาศัยหลักกฎหมายตั๋วเงินของต่างประเทศ มีพระราชบัญญัติตั๋วแลกเงินของ อังกฤษ คริสต์ศักราช ๑๘๘๒ (Bills of Exchange Act, ๑๘๘๒) เป็นอาทิ ครั้นต่อมาเมื่อมีประกาศใช้ประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ ๓ ในพุทธศักราช ๒๔๖๗ ซึ่งมีการตรวจชําระใหม่ในพุทธศักราช ๒๔๗๑ และใช้ บังคับมาจนถึงปัจจุบัน ได้บัญญัติกฎหมายลักษณะตั๋วเงินไว้ตั้งแต่มาตรา ๘๙๘ ถึงมาตรา ๑๐๑๑ รวม ๑๑๔ มาตรา บทบัญญัติดังกล่าวนี้มีที่มาจากหลายต้นตอด้วยกัน เช่น ยกร่างกฎหมายที่ประสงค์จะใช้บังคับให้ลงร้อยเดียวกัน ใน เรื่องตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินตามคําสั่ง (Preliminary Draft of Uniform Law on Bills of Exchange and Promissory Notes Payable to Order) หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า Uniform ซึ่งสันนิบาตชาติได้ประชุมจัดทําขึ้นใน พุทธศักราช ๒๔๕๓ และ ๒๔๕๔ พระราชบัญญัติตั๋วแลกเงินของอังกฤษ คริสต์ศักราช ๑๘๘๒ และประมวล กฎหมายของบางประเทศ เป็นต้น ๒. วิวัฒนาการของตั๋วเงิน วิวัฒนาการของระบบเศรษฐกิจและการเงิน2 ๒ ได้มีการแบ่งไว้ ๓ ระยะกล่าวคือ ระยะ๑ ระบบเศรษฐกิจที่ใช้สิ่งของหรือบริการแลกเปลี่ยนกัน (Barter Economy) สมัยดังกล่าวนี้มนุษย์ไม่รู้จัก การใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนจึงใช้ทรัพย์และบริการและเปลี่ยนกันโดยตรง ซึ่งไม่สะดวก เพราะต้องหาผู้ ที่มีความต้องการตรงกันจึงจะแลกเปลี่ยนสิ่งของกันได้ ๒ อัมพร ณ ตะกั๋วทุ่ง , คําอธิบายกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะตั๋วเงิน , กรุงเทพ: นิติบรรณาการ, พ.ศ.๒๕๓๘, หน้า ๑- ๓.
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๑๓ ระยะที่ ๒ ระบบเศรษฐกิจที่ใช้สื่อกลางเป็นเงินในการแลกเปลี่ยนสิ่งของหรือบริการ(Money Economy)ตาม ประวัติไม่ทราบว่าใครเป็นผู้คิดค้นการใช้เงิน ใครเป็นผู้คิดใช้ทองคํา เงิน หรือกระดาษเป็นเงินตรา แต่เหตุที่ต้องใช้ เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนก็เพื่อขจัดปัญหาอันเกิดจากความยากลําบากในการแลกเปลี่ยนสิ่งของกันโดยตรง นั้นเอง การใช้เงินเป็นสื่อกลางแบ่งได้เป็น ๒ ระยะคือ ๑ เงินกษาปณ์ (Coinage) สันนิษฐานว่า เมื่อประมาณ ๒๕ ศตวรรษก่อนคริสตกาลประเทศจีนเป็ฯประเทศ แรกที่ใช้โลหะมาทําเป็นเงินในลักษณะต่างๆ และเมื่อประมาณ ๑,๒๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล ในประเทศอียิปต์ใช้เงินทํา ด้วยทองแดงเป็นรูปวงแหวน ต่อมาในสมัยกรีกและโรมันประมาณ ๓๐๐-๖๐๐ ปีก่อนคริสตกาล มีการประดิษฐ์ เงินตราที่มีลักษณะกลมแบน ๒ เงินกระดาษ (Paper Money) สันนิษฐานว่าต้นกําเนิดจากประเทศจีนเช่นกัน ความเป็นมาของเงินกระดาษครั้งแรก เป็นฯแบบตั๋วแลกเงิน หรือตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่ใช่เป็นเงินตราโดยตรง ในตราสารนั้นระบุรับรองให้ผู้ถือตราสารมีกรรมสิทธิ์ ในเงินกษาปณ์จํานวนตามระบุในตราสารและมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้คือเงินกษาปณ์จํานวนนั้นได้ เหตุที่ใช้เงินกระดาษแทน เงินกษาปณ์เพราะเงินกษาปณ์เป็นเงินโลหะ มีนํ้าหนักมาก พกติดตัวไม่สะดวกและไม่ปลอดภัย ระยะที่ ๓ ระบบเศรษฐกิจแบบเครดิต(Credit Economy)การนําเงินสดชําระหนี้จํานวนมากไม่สะดวกและปลอดภัย จึงใช้วิธีการให้เครดิตโดยผ่อนการชําระหนี้เวลาชําระหนี้ จึงเป็นที่มาหรือต้นกําเนิดของกฎหมายลักษณะตั๋วเงิน ๓. ประโยชน์ของตั๋วเงิน ประโยชน์ของตั๋วเงินที่สําคัญมีอยู่ ๓ ประการคือ (๑) เป็นเครื่องมือในการชําระหนี้ เช่น เราเป็นหนี้ใครคนหนึ่งแทนที่จะต้องเสียเวลานับเงินจํานวนมาก เราอาจออกเช็ค ฉบับหนึ่งระบุจํานวนเงินที่ต้องการสั่งธนาคารให้จ่ายเงินจํานวนนั้นแก่เจ้าหนี้ของเรา ดังนี้เป็นต้น และในกรณีที่มีหนี้สิน ระหว่างบุคคลหลายคนที่เกี่ยวข้องกัน เราอาจตกลงกันออกตั๋วแลกเงินครั้งเดียว ระงับหนี้นั้นก็ได้เช่นเราเป็นหนี้ ข. ๕,๐๐๐ บาทขณะเดียวกัน ค.เป็นหนี้เรา ๕,๐๐๐บาท ด้วย เราอาจออกตั๋วแลกเงินสั่ง ค. ให้ชําระเงิน ๕,๐๐๐บาทแก่ ข. เพื่อระงับ หนี้ทั้งสองรายนี้โดย ค. ไม่ต้องใช้เงินแก่เรา และเราไม่ต้องใช้เงินแก่ ข. ตามหนี้แต่ละราย (๒) เป็นเครื่องมือในการให้สินเชื่อระยะสั้น หรือเป็นการผ่อนเวลาที่ลูกหนี้จะต้องชําระหนี้เป็นเงินสดขณะเดียวกัน เจ้าหนี้อาจนําตั๋วเงินออกขายโดยเสียส่วนลดในระหว่างเวลาก่อนตั๋วถึงกําหนด เช่น ก. ขายสินค้าเชื่อ แก่ ข. ข. อาจออกเช็ค ลงวันที่ล่วงหน้าชําระค่าสินค้าแก่ ก. เป็นประโยชน์แก่ ข. ที่จะไม่ต้องชําระเงินสดทันที ส่วน ก. ก็อาจนําเช็คไปขายลดได้เป็น ต้น (๓) เป็นเครื่องมือในการโอนหนี้และการส่งเงิน หมายความว่าตั๋วเงินเป็นเอกสารเปลี่ยนมือที่เพียงแต่สงมอบตั๋วแก่กัน ก็โอนกรรมสิทธิ์ แห่งตั๋วเงินและหนี้ในตั๋วเงินไปยังผู้รับโอน เช่น ข. ออกเช็คลงวันที่ล่วงหน้าชําระค่าสินค้าแก ก. ก.อาจสลัก หลังโอนส่งมอบเช็คแก่ ค. เป็นการชําระหนี้ต่อไปโดยไม่ต้องชําระเงินสดก็ได้ ดังนี้เป็นต้น นอกจากนี้ตั๋วเงินประเทศตั๋วแลก เงินอาจเป็นเครื่องมือส่งเงินจากสถานที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งด้วย เช่น ก. อยู่ที่กรุงเทพขายสินค้าให้แก่ ข. ที่อยู่
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๑๔ จังหวัดเชียงใหม่ ข. อาจนําเอาเงินจํานวนเท่าค่าสินค้าไปซื้อตั๋วแลกเงิน จากธนาคารกรุงเทพจํากัด สาขาเชียงใหม่ ธนาคาร กรุงเทพจํากัด สาขาเชียงใหม่ก็จะออก “ตั๋วแลกเงิน” สั่งธนาคารกรุงเทพ จํากัด สํานักงานใหญ่ที่กรุงเทพ จ่ายเงินจํานวนเท่า ค่าสินค้าแก่ ก. ที่กรุงเทพ ดังนี้ตั๋วแลกเงินจึงเป็นประโยชน์ที่มีการส่งเงินจากจังหวัดเชียงใหม่มากรุงเทพ โดยมิต้องมีการขน ย้ายเงินโดยแท้จริง ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งเงินและเสี่ยงภัยด้วย บทที่๒ บททั่วไปเกี่ยวกับตั๋วเงิน สําหรับในส่วนนี้ผู้เขียนจะนําเสนอเกี่ยวกับลักษณะโดยทั่วไปเกี่ยวกับตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยจะกล่าวถึง ความหมาย ประเภท การออกตั๋ว การโอนตั๋วเงิน คู่สัญญาในตั๋วเงินโดยจะกล่าวโดยละเอียดดังต่อไปนี้ ๑. ความหมายของตั๋วเงิน ตั๋วเงินเป็นชื่อของเอกเทศสัญญาลักษณะหนึ่งที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองหนังสือ ตราสารที่เป็นหลักฐานแห่งหนี้ ซึ่งบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในตราสารต้องรับผิดใช้เงิน และโอนกันได้ด้วยการส่งมอบที่ผู้รับโอน อาจมีสิทธิบริบูรณ์ โดยไม่ต้องคํานึงถึงข้อบกพร่องของผู้โอน ตั๋วเงินที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มุ่งคุ้มครองมี ๓ ประเภท ได้แก่ ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็ค “ตั๋วเงิน” (Commercial Paper)หรือ หนังสือตราสารที่สามารถใช้แทนเงินและสามารถที่จะโอนเปลี่ยนมือให้แก่ กัน (Negotiable Instrument) ได้ ๑. ตั๋วเงินเป็นตราสารที่เกิดจากความเชื่อถือกันในทางการเงิน กฎหมายจึงวางบทบัญญัติไว้เคร่งครัดและมี ลักษณะพิเศษของตั๋วเงิน แตกต่างจากสัญญาอื่นหลายประการคือ (๑) การเขียนข้อความอื่นที่มิได้บัญญัติไว้ในลักษณะตั๋วเงิน ไม่มีผลแก่ตั๋วเงิน (๒) บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินต้องรับผิด ยกเว้นเขียนแถลงว่าการทําแทนบุคคลอีกคนหนึ่งและ ความสามารถของคู่สัญญาแห่งตั๋วเงินไม่มีผลถึงความรับผิดของบุคคลอื่น ทั้งการลงเครื่องหมายหาให้เป็นผลลงลายมือชื่อ ในตั๋วเงินไม่ (๓) ในการใช้เงินตามตั๋วเงินกฎหมายบัญญัติมิให้ผ่อนวันใช้เงิน ๒. ตั๋วเงินเป็นสัญญาที่อาจโอนหนี้ให้แก่กันได้โดยไม่จํากัด คู่สัญญาผู้เป็นฝ่ายเจ้าหนี้ในตั๋วเงินเรียกว่าผู้ทรง ส่วนลูกหนี้ในตั๋วเงินเรียกชื่อต่างๆ กันตามที่ได้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินคือ ผู้รับรอง ผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋ว ผู้สลักหลัง ผู้รับ อาวัล และผู้สอดเข้าแก้หน้า
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๑๕ ๓. การโอนด้วยการสลักหลังเป็นทอดๆ อาจจะไม่มีที่ในตั๋วเงินจะสลักหลังได้ต่อไป กฎหมายจึงอนุญาตให้เอา กระดาษแผ่นหนึ่งผนึกต่อเข้ากับตั๋วเงินฉบับเดิมเรียกว่าใบประจําต่อ ๒. ประเภทของตั๋วเงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๙๘ ได้กําหนดว่ามี๓ ประเภทเท่านั้น ได้แก่ ตั๋วแลกเงิน ตั๋ว สัญญาใช้เงินและเช็ค ๒.๑ ตั๋วแลกเงิน (Bill of exchangeor B/E) คือหนังสือตราสารซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าผู้สั่งจ่าย สั่งบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้จ่ายให้ใช้เงินจํานวนหนึ่งแก่ บุคคลอีกคนหนึ่งหรือให้ใช้ตามคําสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับเงิน3 ๓ จากความหมายดังกล่าวจะเห็นว่า กรณีที่จะเป็นตั๋วแลกเงินนั้นจะต้องมีบุคคลที่เกี่ยวข้องอยู่ ๓ ฝ่ายคือ ฝ่าย แรกเป็นผู้สั่งจ่าย ฝ่ายที่สองเป็นผู้จ่าย และฝ่ายที่สามเป็นผู้รับเงิน (หรือผู้ทรงนั้นเอง) เช่น เอก ได้ออกตั๋วแลกเงินฉบับ หนึ่งสั่งให้โทจ่ายเงินให้แก่ตระจํานวน ๑๐,๐๐๐บาท(หรือตามคําสั่งของตรี) ดังนี้เอกย่อมหมายถึงผู้สั่งจ่าย โทคือผู้จ่ายเงิน ตามตั๋วแลกเงิน และตรีคือผู้รับเงินนั่นเอง ๒.๒ ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note or P/N) คือหนังสือตราสารซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าผู้ออกตั๋ว ให้คํามั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจํานวนหนึ่งให้แก่บุคคลคนหนึ่ง หรือใช้ให้ตามคําสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับเงิน4 ๔ จากความหมายดังกล่าวจะเห็นว่ากรณีที่จะเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นจะต้องมีบุคคลที่เกี่ยวข้อง ๒ ฝ่าย คือฝ่าย แรกเป็นผู้ออกตั๋วซึ่งจะเป็นผู้จ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินด้วย และอีกฝ่ายหนึ่งคือผู้รับเงิน(หรือผู้ทรงนั้นเอง) เช่น เอกได้ ออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับหนึ่งและให้คํามั่นสัญญาว่าจะใช้เงิน๑๐,๐๐๐ให้แก่โท (หรือตามคําสั่งของโท)ดังนี้เอกคือผู้ออก ตั๋วนั่นเองและโทคือผู้รับเงินหรือผู้ทรง ๒..๓ เช็ค (Cheque or Check) หนังสือตราสารซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้สั่งจ่าย สั่งธนาคารให้ใช้เงินจํานวนหนึ่งเมื่อทวงถามให้แก่บุคคลอีกคน หนึ่ง หรือให้ใช้ตามคําสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับเงิน5 ๕ “เช็ค” ก็เหมือน “ตั๋วแลกเงิน” คือ จะต้องมีบุคคลที่ เกี่ยวข้อง ๓ ฝ่าย คือผู้สั่งจ่าย ผู้จ่าย ซึ่งก็คือธนาคารและผู้รับเงิน “ผู้ทรง” แต่ต่างกันตรงที่ว่าผู้จ่ายเงินตามเช็คจะต้องเป็น “ธนาคาร” เท่านั้นจะเป็นบุคคลอื่นใดไม่ได้เด็ดขาด ๓ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๘) ๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๘๒) ๕ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๘๗)
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๑๖ ข้อแตกต่างระหว่างตั๋วแลกเงิน กับตั๋วสัญญาใช้เงิน ลําดับ ข้อแตกต่าง ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน ๑ คู่สัญญา ๓ ฝ่ายคือ ผู้สั่งจ่าย ผู้จ่ายหรือผู้รับเงิน ๒ ฝ่ายคือ ผู้ออกตั๋วและผู้รับเงิน ๒ ผู้รับเงิน อาจเป็นตั๋วระบุชื่อผู้รับเงินหรือผู้ถือตั๋ว ต้องเป็นตั๋วระบุชื่อผู้รับเงินเท่านั้นจะออกตั๋วผู้ถือไม่ได้ ๓ ข้อสัญญา “ผู้สั่งจ่าย” สั่งให้ “ผู้จ่าย” จ่ายเงิน “ผู้ออกตั๋ว” ให้คํามั่นสัญญาจะจ่ายเงินเอง
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๑๗ ๒. บทเบ็ดเสร็จทั่วไปของตั๋วเงิน ๑. ตั๋วเงินเป็นตราสารที่เกิดจากความเชื่อถือกันในทางการเงิน กฎหมายจึงวางบทบัญญัติไว้เคร่งครัดและมี ลักษณะพิเศษของตั๋วเงิน แตกต่างจากสัญญาอื่นหลายประการคือ (๑) การเขียนข้อความอื่นที่มิได้บัญญัติไว้ในลักษณะตั๋วเงิน ไม่มีผลแก่ตั๋วเงิน (๒) บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินต้องรับผิด ยกเว้นเขียนแถลงว่าการทําแทนบุคคลอีกคนหนึ่งและ ความสามารถของคู่สัญญาแห่งตั๋วเงินไม่มีผลถึงความรับผิดของบุคคลอื่น ทั้งการลงเครื่องหมายหาให้เป็นผลลง ลายมือชื่อในตั๋วเงินไม่ (๓) ในการใช้เงินตามตั๋วเงินกฎหมายบัญญัติมิให้ผ่อนวันใช้เงิน ๒. ตั๋วเงินเป็นสัญญาที่อาจโอนหนี้ให้แก่กันได้โดยไม่จํากัด คู่สัญญาผู้เป็นฝ่ายเจ้าหนี้ในตั๋วเงินเรียกว่าผู้ทรง ส่วน ลูกหนี้ในตั๋วเงินเรียกชื่อต่างๆ กันตามที่ได้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินคือ ผู้รับรอง ผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋ว ผู้สลักหลัง ผู้รับอาวัล และผู้สอดเข้าแก้หน้า ๓. การโอนด้วยการสลักหลังเป็นทอดๆ อาจจะไม่มีที่ในตั๋วเงินจะสลักหลังได้ต่อไป กฎหมายจึงอนุญาตให้เอา กระดาษแผ่นหนึ่งผนึกต่อเข้ากับตั๋วเงินฉบับเดิมเรียกว่าใบประจําต่อ ๓.๑ การเขียนข้อความอื่นลงในตั๋วเงิน ก. สั่งธนาคาร ข. ให้จ่ายเงินเงินตามเช็คแก่ ค. จํานวนเงิน “หนึ่งแสนบาทกับดอกเบี้ยร้อยละห้าต่อปี” ลง วันที่สั่งจ่าย ๑ มกราคม ๒๕๓๖ ดังนี้ เมื่อเช็คถึงกําหนดธนาคาร ข. จะต้องจ่ายเงินแก่ ค. เป็นจํานวนเท่าใด เช็คไม่มีบทบัญญัติให้ ก. ผู้สั่งจ่ายเขียนข้อความกําหนดให้คิดดอกเบี้ยไว้ในเช็ค (มาตรา ๙๘๙ ไม่โยง มาตรา ๙๑๑ มาบังคับในเรื่องเช็ค) ดังนั้นการเขียนข้อความสั่งจ่ายดอกเบี้ยร้อยละห้าต่อปีลงในเช็คตามปัญหา จึงหา เป็นผลแก่เช็คไม่ (มาตรา ๘๙๙) และสําหรับเช็คนั้น วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๖ ซึ่งลงในเช็คเป็นวันให้ใช้เงิน (มาตรา ๙๘๗ เช็คเป็นคําสั่งธนาคารให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม) จึงไม่มีช่วงเวลาให้คิดดอกเบี้ยด้วย ดังนั้นธนาคาร ข. จึงเพียงแต่ จ่ายเงินหนึ่งแสนบาทให้แก่ ค. ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแก่ ค. ด้วย มาตรา ๘๙๙ ข้อความอันใดซึ่งมิได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมาย ลักษณะนี้ ถ้าเขียนลงในตั๋วเงิน ท่านว่า ข้อความอันนั้นหาเป็นผล อย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่ มาตรา ๙๑๑ ผู้สั่งจ่ายจะเขียนข้อความกําหนดลงไว้ว่าจํานวนเงินอันจะ พึงใช้นั้นให้คิดดอกเบี้ยด้วยก็ได้ และในกรณีเช่นนั้น ถ้ามิได้กล่าวลงไว้เป็น อย่างอื่น ท่านว่าดอกเบี้ยย่อมคิดแต่วันที่ลงในตั๋วเงิน มาตรา ๙๘๗ อันว่าเช็คนั้น คือหนังสือตราสารซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้สั่งจ่าย สั่งธนาคารให้ใช้เงิน จํานวนหนึ่งเมื่อทวงถามให้แก่ บุคคลอีกคนหนึ่งหรือให้ใช้ตามคําสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งอันเรียกว่า ผู้รับเงิน มาตรา ๙๘๙ บทบัญญัติทั้งหลายในหมวด ๒ อันว่าด้วยตั๋วแลกเงิน ดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านให้ยกมาบังคับ ในเรื่องเช็คเพียงเท่าที่ไม่ขัดกับ สภาพแห่งตราสารชนิดนี้ คือบท มาตรา ๙๑๐ , ๙๑๔ ถึง ๙๒๓ , ๙๒๕, ๙๒๖ , ๙๓๘ ถึง ๙๔๐, ๙๔๕, ๙๔๖, ๙๕๙ , ๙๖๗ , ๙๗๑
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๑๘ ๓.๒ ความรับผิดของผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน นายสุโขทัย ปลอมลายมือชื่อนายธรรมา สั่งจ่ายเช็คหนึ่งล้านบาทให้แก่ นายธิราช เมื่อเช็คถึงกําหนด นาย ธิราชนําเช็คไปขึ้นเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินอ้างว่า บัญชีของนายธรรมาไม่พอจ่าย ดังนี้ นายธิราชจะฟ้องใคร ให้รับผิดตามกฎหมายลักษณะเช็คได้บ้าง นายธิราชฟ้องนายธรรมาให้รับผิดตามเช็คไม่ได้เพราะนายธรรมาไม่ได้ลงลายมือชื่อในเช็คนั้นโดยลายมือ ชื่อของนายธรรมาที่สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอม แต่นายธิราชฟ้องนายสุโขทัยให้รับผิดตามกฎหมายลักษณะเช็คได้ เพราะนายสุโขทัยเป็นผู้ลงลายมือชื่อ เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คฉบับนี้ แม้จะลงเป็นชื่อนายธรรมา ซึ่งไม่ใช่ชื่อของนายธรรมา เองก็ตาม ตามมาตรา ๙๐๐ มาตรา ๙๐๐ บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินย่อมจะได้รับ ผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น ถ้าลงเพียงแต่เครื่องหมายแต่อย่างหนึ่งอย่างใด เช่น แกงได หรือ ลายพิมพ์นิ้วมือ อ้างเอาเป็นลายมือชื่อ ในตั๋วเงินไซร้ แม้ถึงว่าจะมี พยานลงชื่อรับรองก็ตาม ท่านว่าหาให้ผลเป็นลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน นั้นไม่ ๓.๓ การผ่อนวันใช้เงิน นาย เอ ออกตั๋วแลกเงิน สั่งให้นายบี จ่ายเงินแก่นาย ซี ในวันที่ที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๖ ก่อนตั๋วถึงกําหนด นาย ซี สลักหลังตั๋วโอนให้แก่นาย ดี สลักหลังโอนให้แก่นาย อี ครั้นถึงวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๖ นาย อี ตกลงให้ นาย บี รับรองตั๋วว่าจะใช้เงินให้ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๓๖ ดังนี้การกระทําของนาย อี เป็นการผ่อนวันใช้เงิน หรือไม่ เพราะเหตุใด ตั๋วแลกเงินฉบับนี้กําหนดใช้เงินวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๖ การที่นาย อี ผู้ทรงตั๋วแลกเงินตกลงยินยอมเลื่อน กําหนดเวลาใช้เงินเป็นวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๓๖ ถือว่านาย อี ผ่านวันใช้เงินแล้วเพราะนาย อี ได้แสดงเจตนาให้มี ผลผูกพันนาย อี มิให้เรียกร้องใช้เงินตามตั๋วแลกเงินก่อนวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๓๖ ๓.๔ ผู้ทรงตั๋วเงิน นายมกราสั่งจ่ายเช็คแก่นายกุมภา ระบุชื่อนายกุมภาเป็นผู้รับเงิน นายกุมภาสลักหลังลอยให้นายมีนา นายมี นาขึ้นรถโดยสารประจําทาง คนร้ายล้วงกระเป๋าเอาเช็คไป ต่อมานายเมษาเอาเช็คฉบับนี้สลักหลังโอนให้แก่นาย พฤษภาเพื่อชําหนี้เงินกู้ ดังนี้ ท่านจะให้คําปรึกษาแก่นายมีนาเพื่อเรียกร้องเช็คฉบับนี้คืนจากนายพฤษภาได้อย่างไร หรือไม่ ข้าพเจ้าจะให้คําปรึกษาดังนี้ คือ เช็คฉบับนี้มีการสลักหลังลอยให้แก่นายมีนาเป็นรายที่สุด เช็คย่อมโอน ให้แก่กันได้ด้วยการส่งมอบโดยไม่ต้องสลักหลังตามมาตรา ๙๒๐ (๓) และ ๙๘๙ เมื่อนายพฤษภาเป็นผู้ทรงโดยรับ สลักหลังโอนจากนายเมษาในการชําระหนี้เงินกู้ ซึ่งไม่ใช่ได้มาโดยทุจริตหรือด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง นายพฤษภาเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙๐๕ วรรคสอง นายมีนาเรียกร้องเช็คฉบับนี้คืนจากนาย พฤษภาไม่ได้ มาตรา ๙๐๕ ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา ๑๐๐๘ บุคคลผู้ ได้ตั๋วเงินไว้ในครอบครอง ถ้าแสดงให้ ปรากฏสิทธิด้วยการสลักหลัง ไม่ขาดสาย แม้ถึงว่าการสลักหลังรายที่สุดจะเป็นสลักหลังลอยก็ตาม ท่านให้ถือว่าเป็น
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๑๙ ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อใดรายการสลักหลัง ลอยมีสลักหลังรายอื่นตามหลัง ไปอีกท่านให้ถือว่าบุคคลผู้ที่ลง ลายชื่อ ในการสลักหลังรายที่สุดนั้นเป็นผู้ได้ซึ่งตั๋วเงินด้วยการสลักหลังลอย อนึ่ง คําสลักหลัง เมื่อขีดฆ่าเสียแล้ว ท่านให้ถือว่าเสมือนว่ามิได้มีเลย ถ้าบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดปราศจากตั๋วเงินไปจากครอบครอง ท่านว่าผู้ ทรงซึ่งแสดงให้ปรากฏสิทธิของตนในตั๋ว ตามวิธีการดั่งกล่าวมาใน วรรคก่อนนั้น หาจําต้องสลักตั๋วเงินไม่ เว้นแต่จะได้มาโดยทุจริต หรือได้มาด้วยความ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อนึ่ง ข้อความในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับตลอดถึงผู้ทรงตั๋วเงินสั่ง จ่ายให้แก่ผู้ถือด้วย มาตรา ๙๒๐ อันการสลักหลังย่อมโอนไปซึ่งบรรดาสิทธิอันเกิดแต่ ตั๋วแลกเงิน ถ้าสลักหลังลอย ผู้ทรงจะปฏิบัติดั่งกล่าวต่อไปนี้ประการหนึ่ง ประการใดก็ ได้ คือ (๑) กรอกความลงในที่ว่างด้วยเขียนชื่อของตนเอง หรือชื่อบุคคลอื่น ผู้ใดผู้หนึ่ง (๒) สลักหลังตั๋วเงินต่อไปอีกเป็นสลักหลังลอย หรือสลักหลังให้ แก่บุคคลอื่นผู้ใดผู้หนึ่ง (๓) โอนตั๋วเงินนั้นให้ไปแก่บุคคลภายนอก โดยไม่กรอกความลง ในที่ว่าง และไม่สลักหลังอย่างหนึ่งอย่าง ใด ๓.๕ ผู้เป็นคู่สัญญาในตั๋วเงิน เอกเป็นผู้จัดการมรดกตามคําสั่งศาลของโทฟ้องตรีว่า ตรีออกเช็คสั่งจ่ายเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ลงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๖ แก่โทเพื่อชําระค่าสินค้าที่ตรีสั่งจากโท วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๖ โทถึงแก่กรรม ครั้นเช็คถึงกําหนด เอกนําเช็คไปขึ้นเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายว่าคืนผู้สั่งจ่าย เอกจึงมีหนังสือทวงถามให้ตรีชําระเงินตามเช็ค ตรีตอบ จดหมายว่าที่ได้สั่งงดจ่ายเช็คฉบับดังกล่าวเป็นความรอบครอบในกิจการ ขอให้นําหลักฐานผู้มิสิทธิโดยชอบด้วย กฎหมายไปแสดงตรียินดีจะจ่ายเงินให้ แต่เมื่อเอกนําคําสั่งศาลในเรื่องตั้งเอกเป็นผู้จัดการมรดกของโทไปแสดง ตรีก็ ไม่จ่ายเงินให้ จึงขอให้ศาลบังคับ ตรีต่อสู้คดีว่า เช็คลงวันที่ล่วงหน้าไม่เป็นตั๋วเงินเมื่อโทถึงแก่กรรมไปก่อนถึงวันที่ลง ในเช็ค สิทธิตามเช็คเป็นอันสูญสิ้นไปแล้ว ดังนี้เอกมีสิทธิฟ้องตรีให้รับผิดตามเช็คหรือไม่ เพราะเหตุใด เช็คที่ตรีลงวันที่ล่วงหน้านั้นย่อมสมบูรณ์เป็นเช็ค (มาตรา ๙๘๗, ๙๘๘ (๖)) เมื่อตรีลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่ง จ่ายเท่ากับตรีสัญญาว่าจะรับผิดตามเนื้อความแห่งตั๋วนั้นเมื่อถึงวันที่ลงไว้ (มาตรา ๙๐๐) โทซึ่งเป็นผู้ทรงตั๋วนั้นโดย ชอบ ย่อมมีสิทธิเป็นเจ้าหนีตามตั๋วนั้น แม้หนี้นั้นจะยังไม่ถึงกําหนด เมื่อโทถึงแก่กรรมก่อนถึงวันที่ลงในเช็ค เอกซึ่ง เป็นผู้จัดการมรดกของโทจึงเข้าสรวมสิทธิของโทได้ตามที่โทมีอยู่เป็นการโอนโดยผลของกฎหมาย (มาตรา ๑๕๙๙, ๑๖๐๐) ดังนั้นเอกในฐานะผู้จัดการมาดกของโทจึงเป็นเจ้าหนี้ในตั๋วเงินมีสิทธิฟ้องตรีให้รับผิดตามเช็คได้ มาตรา ๙๐๐ บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินย่อมจะได้รับ ผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น ถ้าลงเพียงแต่เครื่องหมายแต่อย่างหนึ่งอย่างใด เช่น แกงได หรือ ลายพิมพ์นิ้วมือ อ้างเอาเป็นลายมือชื่อใน ตั๋วเงินไซร้ แม้ถึงว่าจะมี พยานลงชื่อรับรองก็ตาม ท่านว่าหาให้ผลเป็นลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน นั้นไม่
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๒๐ มาตรา ๙๘๗ อันว่าเช็คนั้น คือหนังสือตราสารซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้สั่งจ่าย สั่งธนาคารให้ใช้เงิน จํานวนหนึ่งเมื่อทวงถามให้แก่ บุคคลอีกคนหนึ่งหรือให้ใช้ตามคําสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งอันเรียกว่า ผู้รับเงิน มาตรา ๙๘๘ อันเช็คนั้น ต้องมีรายการดั่งกล่าวต่อไปนี้ คือ (๑) คําบอกชื่อว่าเป็นเช็ค (๒) คําสั่งอันปราศจากเงื่อนไขให้ใช้เงินเป็นจํานวนแน่นอน (๓) ชื่อ หรือยี่ห้อและสํานักของธนาคาร (๔) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้รับเงิน หรือคําจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ (๕) สถานที่ใช้เงิน (๖) วันและสถานที่ออกเช็ค (๗) ลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย ๓.๖ ใบประจําต่อ นายมกราสั่งจ่ายตั๋วแลกเงินฉบับหนึ่งหนึ่งให้ ก. จ่ายเงินแก่นายกุมภา ก่อนตั๋วแลกเงินถึงกําหนดนายกุมภา สลักหลังโอนให้แก่นายมีนา และมีการสลักหลังโอนต่อๆ กันมาจนตั๋วแลกเงินตกแก่นายธันวา แต่ปรากฏว่าด้านหลัง ตั๋วแลกเงินหมดเนื้อที่ที่จะสลักหลังต่อไป นายธันวาจึงเอากระดาษแผ่นหนึ่งมาต่อเข้ากับตั๋วแลกเงินเดิม แล้วเขี่ยน สลักหลังลงบนกระดาษแผ่นที่ต่อใหม่ให้แก่นายอาทิตย์ นายอาทิตย์สลักหลังคาบบนตั๋วแลกเงินเดิมกับบนกระดาษ แผ่นใหม่ให้แก่นายจันทร์ นายจันทร์สลักหลังลงบนกระดาษแผ่นที่ต่อให้แก่นายอังคาร ดังนี้ การกระทําของนาย ธันวา นายอาทิตย์ และนายจันทร์เป็นการสลักหลังลงในใบประจําต่อหรือไม่ นายธันวาผู้สลักหลังในใบประจําต่อครั้งแรก ไม่เขียนคาบบนตั๋วแลกเงินเดิมบ้างบนใบประจําต่อบ้าง จึงไม่มี ผลเป็นการสลักหลังลงในใบประจําต่อไม่มีส่วนหนึ่งของตั๋วแลกเงินทําให้การสลักหลังของนายอาทิตย์และนายจันทร์ ไม่มีผลเป็นการสลักหลังลงในใบประจําต่อด้วย ๔ การออกตั๋วและการโอนตั๋ว ๔.๑ การออกตั๋วเงิน ในการออกตั๋วเงินนั้นผู้สั่งจ่าย (หรือผู้ออกกตั๋ว) สามารถออกตั๋วเงินได้ ๒ วิธี อาจจะออกโดยวิธีระบุชื่อของ ผู้รับเงินลงไปในตั๋วเงินหรืออาจจะออกโดย หรืออาจจะออกโดยวิธีสั่งจ่ายแก่ผู้ถือก็ได้ “ซึ่งเรียกง่าย ๆ ว่าตั๋วเงินระบุ ชื่อ หรือตั๋วเงินผู้ถือนั่นเอง” ๔.๑.๑ ตั๋วเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อ หมายถึงตั๋วเงินที่ผู้สั่งจ่ายหรือผู้อกตั๋วได้ออกตั๋วเงิน โดยการระบุชื่อของผู้รับเงินลงไว้ในตั๋วเงิน ซึ่งตั๋วเงิน ชนิดนี้บุคคลที่สามารถนําตั๋วเงินไปขึ้นเงินได้จะต้องเป็นบุคคลที่มีชื่ออยู่ในตั๋วเงินในฐานะของผู้รับเงินเท่านั้นส่วน บุคคลอื่นจะนําตั๋วเงินไปขึ้นเงินก็ต่อเมื่อได้รับตั๋วเงินนั้นมาโดยการที่ผู้รับเงิน “ผู้ทรงคนเดิม” ได้สลักหลังและสั่ง
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๒๑ มอบให้เท่านั้น เช่น เอกได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งโทให้จ่ายเงินแก่ตรี๑๐,๐๐๐ ตรีได้สลักหลังและส่งมอบตั๋วเงินนั้น ให้แก่จัตวา (ดูรูป) โท ตรี จัตวา เอก ตรี ตามรูปจะเห็นว่า จัตวาแม้จะไม่ใช้บุคคลที่ถูกระบุชื่อไว้ในฐานะผู้รับเงินก็ตามแต่จัตวาก็มีสิทธิที่จะนําตั๋ว เงินไปขึ้นเงินกับโทได้ เพราะจัตวาเป็นผู้ที่ได้รับตั๋วเงินมาจากการสลักหลังของตรี (จัตวาเป็นผู้ทรงในฐานะผู้รับสลัก หลัง) ข้อสังเกต การออกตั๋วเงินชนิดระบุชื่อของผู้รับเงินนี้ ใช้ได้กับตั๋วเงินทั้ง ๓ ประเภท คือไม่ว่าจะเป็นตั๋วแลกเงิน ตั๋ว สัญญาใช้เงิน หรือเช็ค สามารถออกได้โดยวิธีดังกล่าวทั้งสิ้น ๔.๑.๒ ตั๋วเงินชนิดสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ (หรืออาจจะเรียกอีกอย่างว่า ตั๋วผู้ถือ) หมายถึงตั๋วเงินที่ผู้สั่งจ่ายได้ออกให้ โดยไม่มีการระบุชื่อของผู้รับเงินลงไว้ในตั๋วเงิน ซึ่งจะมีผลก็คือว่า บุคคลใดเป็นผู้ครอบครองหรือผู้ถือตั๋วเงินนี้ก็สามารถที่จะนําตั๋วนี้ไปขึ้นเงินกับผู้จ่าย (หรือธนาคาร) ได้ทุกคน เช่น เอกได้ออกเทปฉบับหนึ่งสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินจํานวน ๑๐,๐๐๐ บาทแก่ผู้ถือแล้วส่งมอบเช็คให้แก่โทไป ดังนี้โท หรือบุคคลหนึ่งที่ได้รับตั๋วเงินที่ได้รับตั๋วเงินนี้จากโทย่อมสามารถที่จะนําตั๋ว (เช็ค) ฉบับนี้ไปขึ้นเงินได้ทั้งสิ้น ๔.๒ การโอนตั๋วเงิน วิธีการโอนตั๋วเงินนี้โดยปกติกฎหมายได้บัญญัติไว้ในเรื่องตั๋วแลกเงินเท่านั้นแต่อย่างไรก็ตามสามารถนําไปใช้ บังคับกับการโอนตั๋วสัญญาใช้เงินและเช็คได้ด้วย6 ๖ ในการโอนตั๋วเงินนั้นกฎหมายได้กําหนดวิธีการโอนตั๋วเงินไว้ ดังนี้คือ ๖ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๘๕ วรรคแรกและมาตรา ๙๘๙ วรรคแรก
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๒๒ ๔.๒.๑. ถ้าเป็นตั๋วเงินชนิดระบุชื่อ การโอนตั๋วเงินชนิดระบุชื่อ (ผู้รับเงิน) นี้ จะต้องกระทําโดยการสลักหลังและส่งมอบ (ประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๗ วรรคแรก) ถ้าส่งมอบเพียงอย่างเดียว ถือว่าการโอนนั้นไม่สมบูรณ์(เป็น โมฆะ) เช่น เอกได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งให้โทจ่ายเงินแก่ตรี ตรีได้ส่งมอบตั๋วให้แก่จัตวา ดังนี้ถือว่าการโอนเป็นโมฆะ จัตวาย่อมไม่ใช่ผู้ทรง และไม่มีสิทธิในตั๋วใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าจะให้การโอนมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายจัตวาจะต้อง ให้ตรีลงลายมือชื่อสลักหลังตั๋วเงินนั้นด้วย โดยอาจจะสลักหลังระบุชื่อ หรือสลักหลังลอยก็ได้ “การสลักหลัง” (Endorsement) คือการที่ผู้โอนตั๋วเงิน (ชนิดระบุชื่อ) ได้ลงลายมือชื่อของตน ไว้ในตั๋วเงิน (หรือใบประจําต่อ) เมื่อมีการโอนตั๋วเงินนั้นให้แก่บุคลอื่น (ผู้รับโอน) โดยจะสลักหลังเฉพาะหรือสลัก หลังลอยก็ได้ ๔.๑.๑.๑ การสลักหลังเฉพาะ หมายถึงการสลักหลังที่ได้มีการระบุชื่อของผู้รับสลักหลัง (ผู้รับโอน) ไว้ในตั๋วเงินด้วย ซึ่ง อาจจะกระทําที่ด้านหน้าหรือด้านหลังตั๋วเงินก็ได้(ในทางปฏิบัติจะทําที่ด้านหลัง) เช่น โท ตรี จัตวา สามัญ เอก ตรี จัตวา ตามตัวอย่าง ดังรูป เอกได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งโทให้จ่ายเงินแก่ตรี (เป็นตั๋วเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อ) ต่อมาตรี ได้โอนตัวเงินให้แก่จัตวาโดยการสลักหลังและระบุชื่อของจัตวาไว้ และจัตวาได้สลักหลังโอนต่อให้แก่สามัญและได้ ระบุชื่อของสามัญไว้ ดังนั้นการสลักหลังของตรีและจัตวาถือว่าเป็นการสลักหลังเฉพาะทั้งสิ้น ๔.๑.๑.๒ การสลักหลังลอย หมายถึงการสลักหลังที่ไม่ได้มีการระบุชื่อของผู้รับสลักหลัง (ผู้รับโอน) ไว้เพียงแต่ผู้ สลักหลัง (ผู้โอน) ได้ลงลายมือชื่อของตนไว้ที่ด้านหลังของตั๋วเงินเท่านั้น7 ๗ เช่น ๗ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๙ วรรคสอง
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๒๓ โท ลอย เอก ตรี จัตวา ตรี ตัวอย่าง เอกได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งให้โทจ่ายเงินแก่ตรี ต่อมาตรีได้โอนตั๋วเงินโดยการลง ลายมือชื่อของตรีไว้ที่ด้านหลังของตั๋วเงินนั้น และส่งมอบตั๋วเงินให้แก่จัตวาไป (โดยไม่มีการระบุชื่อของจัตวา) ดังนี้ ถือว่าการสลักหลังของตรีนั้นเป็นการสลักหลังลอย และเมื่อตั๋วเงินอยู่ที่จัตวาเป็นผู้ทรงในฐานะผู้รับสลักหลังจากการ สลักหลังจากหารสลักหลังลอยของตรี อนึ่ง….ในกรณีที่มีการสลักหลังลอยนั้น ผู้ทรงที่ได้รับตั๋วมาจากการสลักหลังลอยจะมี สิทธิตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ๙๒๐ กําหนดไว้ดังนี้คือ (ก) มีสิทธิที่จะกรอกชื่อของตนเองหรือชื่อของบุคคลใดบุคคลหนึ่งลงไปในที่ว่างก็ได้ (ข) มีสิทธิสลักหลังตั๋วเงินนั้นต่อไปอีกได้ ไม่ว่าจะเป็นสลักหลังเฉพาะหรือสลักหลังลอย (ค) สามารถที่จะโอนตั๋วเงินนั้นให้แก่บุคคลอื่นโดยไม่กรอกชื่อของบุคคลอื่นลงในที่ว่าง หรือโดยไม่ต้องสลักหลังแต่อย่างใดก็ได้ (คือสามารถโอนตั๋วเงินนั้นต่อไปโดยการส่งมอบแต่เพียงอย่างเดียวนั้นเอง) เช่นตามตัวอย่างข้างต้น เมื่อจัตวาได้รับตั๋วมาจากการสลักหลังลอยของตรี จัตวาจะโอน ตั๋วเงินต่อไปให้แก่สามัญ โดยการส่งมอบหรือโดยการสลักหลังด้วยก็ได้ ถ้าจัตวาได้โอนตั๋วเงินต่อไปให้สามัญโดย การส่งมอบเพียงอย่างเดียว ย่อมถือว่าสามัญเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายที่ได้ตั๋วมาจากการสลักหลังลอยของตรี (เปรียบเสมือนว่าตั๋วเงินนั้นไม่เคยผ่านมือของจัตวาเลย) และเมื่อโทไม่จ่ายเงิน สามัญจะฟ้องร้องไล่เบี้ยได้เฉพาะเอก ผู้สั่งจ่ายและตรีผู้สลักหลังเท่านั้น จะฟ้องร้องโทกับจัตวาซึ่งมิได้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นเลยไม่ได้ ๔.๒.๒. ถ้าเป็นตั๋วเงินผู้ถือ การโอนย่อมสมบูรณ์โดยการส่งมอบเท่านั้นไม่ต้องมีการสลักหลัง ถ้าผู้โอนได้ทําการสลักหลังตั๋วเงินผู้ถือด้วยกฎหมายให้เป็นการประกัน (อาวัล) ผู้สั่งจ่าย ตาม ประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๘ และ ๙๒๑ ซึ่งมีหลักกฎหมายว่ามาตรา ๙๑๘ “การโอนตั๋วเงินชนิดสั่งจ่าย แก่ผู้ถือนั่น ย่อมสมบูรณ์โดยการส่งมอบ” มาตรา ๙๒๑“การสลักหลังตั๋วเงินชนิดสั่งจ่ายแก่ผู้ถือนั้น ให้ถือว่าเป็นการคํ้าประกันผู้สั่งจ่าย ตัวอย่าง เอกได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งจ่ายให้โทจ่ายเงินให้แก่ตรีหรือผู้ถือจํานวน ๑๐, ๐๐๐ บาท ตรีได้ สลักหลังและส่งมอบตั๋วเพื่อชําระหนี้แก่จัตวา เมื่อตั๋วถึงกําหนดจัตวานําตั๋วไปขึ้นเงินกับโท แต่โทปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนี้ใครบ้างต้องรับผิดชอบต่อจัตวา (ดูรูป)
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๒๔ โท ตรีหรือผ้ถือ ู จัตวา เอก ๑๐,๐๐๐บาท ตรี จะเห็นว่าตั๋วเงินนั้นเป็นตั๋วผู้ถือ ถ้าตรีจะโอนเงินให้จัตวา ตรีย่อมทําได้โดยการส่งมอบก็ได้แต่เมื่อตรีได้ไป สลักหลังด้วย จึงถือว่าการสลักหลังของตรีนั้นเป็นการลงลายมือชื่อในตั๋วฐานะผู้รับอาวัล (ผู้คํ้าประกัน) เอก ดังนั้น เมื่อโทจ่ายเงินแก่จัตวา บุคคลที่จะต้องรับผิดชอบต่อจัตวา ได้แก่ (๑) เอก เพราะเอกได้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินในฐานะผู้สั่งจ่าย และ (๒) ตรี เพราะตรีได้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินในฐานะผู้รับอาวัลผู้สั่งจ่าย (มิใช่ในฐานะผู้สลักหลัง) ส่วนโทไม่ต้องรับผิดต่อจัตวา เพราะโทมิได้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงิน ข้อสังเกต วิธีการโอนตั๋วเงินชนิดสั่งจ่ายแก่ผู้ถือนี้จะไม่นําไปใช้กับ “ตั๋วสัญญาใช้เงิน” โดยเด็ดขาดเพราะ ตัวสัญญาใช้เงินนั้นจะออกให้ใช้เงินแก่ผู้ถือไม่ได้ เช่น เอกได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับหนึ่งและได้ระบุว่าจะใช้เงิน ให้แก่ตรีหรือผู้ถือ ดังนี้ถ้าตรีจะโอนตั๋วต่อให้กับจัตวา ตรีจะต้องกระทําโดยวิธีการสลักหลังและส่งมอบตั๋วเท่านั้น จะ ทําโดยการส่งมอบเพียงอย่างเดียวไม่ได้(เพราะตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถือว่าเป็นตั๋วระบุชื่อ) ๕ คู่สัญญาในตั๋วเงิน สําหรับในตั๋วเงินไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตามจะต้องมีบุคคลที่เบ้ามาเป็นคู่สัญญาในตั๋วเงินซึ่งบุคคลผู้เป็น คู่สัญญาในตั๋วเงิน ได้แก่บุคคลดังต่อไปนี้ คือ ๕.๑ ผู้สั่งจ่าย (Drawer) (ตั๋วแลกเงินหรือเช็ค) หมายถึงบุคคลที่ได้ออกตั๋วเงินและสั่งให้บุคคลอีกคนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า ผู้จ่ายหรือธนาคารจ่ายเงินให้แก่ผู้ ทรง (หรือผู้รับเงิน) และให้หมายความรวมถึง “ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน” ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้ให้คํามั่นสัญญาว่าจะใช้ เงินให้แก่ผู้ทรง (ผู้รับเงิน) ตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั่นเอง
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๒๕ ๕.๒ ผู้จ่าย (Drawee) คือผู้ที่ "ผู้สั่งจ่าย" ระบุให้เป็นผู้จ่ายเงินตามจํานวนในตั๋วแลกเงิน แต่ผู้จ่ายอาจจะไม่เป็นผู้จ่ายจริง ๆ ตาม ตั๋วแลกเงินนั้นก็ได้ จนกว่าผู้จ่ายจะได้ใช้เงินแล้วหรือลงชื่อรับรองตั๋วแลกเงิน ถ้า "ผู้จ่าย" ลงลายมือชื่อรับรองตั๋ว แลกเงิน เราเรียกผู้จ่ายว่า "ผู้รับรอง" และผู้รับรองต้องผูกพันในอันจะจ่ายเงินจํานวนตามที่รับรอง8 ๘ ๕.๓ ผู้รับเงิน (Payee) คือบุคคลที่ "ผู้สั่งจ่าย" ระบุชื่อเป็นครั้งแรกในตั๋วเงิน ให้เป็นผู้รับเงิน แต่ผู้รับเงินอาจจะไม่ได้รับเงินจริง ๆ ก็ได้ถ้าได้สลักหลังโอนตั๋วเงินต่อไปให้บุคคลอื่นต่อไป (ผู้รับเงินก็คือบุคคลแรกที่ได้ถือตั๋วเงินนั่นเอง) ๕.๔ ผู้สลักหลัง (Endorser) หมายถึงผู้ทรงคนเดิม (ซึ่งอาจจะอยู่ในฐานะของผู้รับเงินหรือผู้รับสลักหลัง) ที่ได้ลงลายมือชื่อของตน (ได้ สลักหลัง) ในตั๋วเงินเมื่อมีการโอนตั๋วเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อต่อไปให้บุคคลอื่น ๕.๕ ผู้รับรอง (Acceptor) หมายถึงผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงิน ซึ่งได้ลงลายมือชื่อของตนไว้ที่ด้านหน้าของตั๋วแลกเงินในกรณีที่ได้ รับรองว่าจะจ่ายเงินเมื่อตั๋วแลกเงินถึงกําหนดการใช้เงิน (ถ้าเป็นเช็คหมายถึงธนาคารนั่นเอง) ๕.๖ ผู้สอดเข้าแก้หน้า(Intervenes) หมายถึงบุคคลที่สอดเข้ามารับรองเพื่อแก่หน้าเมื่อตั๋วเงินนั้น ปราศจากการรับรองของผู้จ่ายหรือสอดเข้ามา ใช้เงินเพื่อแก้หน้าเมื่อตั๋วเงินนั้นปราศจากการับรอง หรือปราศจากการใช้เงินโดยการลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงิน ๕.๗ ผู้รับอาวัล หมายถึงบุคคลที่ได้รับเข้ามารับประกัน หรือคํ้าประกันการใช้เงินตามตั๋วเงินให้แก่ผู้เป็นคู่สัญญาในตั๋วเงิน คนอื่น ๆ โดยการลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงิน ๕.๘ ผู้ทรง (Holder) ๘ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๓๗
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๒๖ หมายถึงบุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้ในความครอบครองโดยฐานเป็นผู้รับเงิน หรือเป็นผู้สลักหลังหรือถ้าเป็นตั๋วเงิน สั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ ดังนี้ผู้ถือก็ย่อมเป็นผู้ทรงเช่นกัน 9 ๙ สอง สาม สี่ หนึ่ง สาม ตัวอย่าง (ตามรูป) หนึ่งได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งสองให้จ่ายเงินแก่สามดังนี้สามย่อมเป็นผู้ทรงในฐานะเป็น ผู้รับเงิน และเมื่อสามได้สลักหลังตั๋วโอนให้สี่ สี่ย่อมเป็นผู้ทรงในฐานะผู้รับสลักหลัง (ส่วนสามไม่เป็นผู้ทรงอีกต่อไป เพราะไม่มีตั๋วอยู่ในความครอบครอง แต่สามจะอยู่ในฐานะผู้สลักหลัง) ๕.๘.๑ ผู้ทรง คือ บุคคลที่มีต้องเงินไว้ในความครอบครองและมีฐานะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ๑ ) ผู้รับเงิน ๒) ผู้รับสลักหลัง หรือ ๓) ผู้ถือ ตัวอย่าง (ตามรูป) Aได้ออกเช็คฉบับหนึ่งสั่งให้ธนาคาร BBLจ่ายเงินแก่ตรีหรือผู้ถือ (ไม่มีการขีดฆ่าคําว่า หรือผู้ถือในเช็คนั้นออก) ดังนี้ตอนแรกถือว่า B เป็นผู้ทรงในฐานะผู้รับเงิน (หรือในฐานะผู้ถือก็ได้) เมื่อ Bได้โอนเช็ค ให้Cโดยการส่งมอบ C ย่อมเป็นผู้ทรงในฐานะผู้ถือและเมื่อCได้สลักหลังโอนเช็คให้แก่ Dเป็นผู้ทรงในฐานะผู้ถือ ๙ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๔ ธนาคาร BBL Bหรือผู้ถือ C D A C
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๒๗ เช่นกัน เพราะตั๋วเงินนี้เป็นตั๋วเงินสั่งจ่ายแก่ผู้ถือจะสลักหลังไม่ได้10 ๑๐และตามกฎหมายถือว่า การสลักหลังของจัตวา เป็นเพียงการคํ้าประกันผู้สั่งจ่าย (เอก) เท่านั้น (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๒๑) อนึ่ง…. การที่จะเป็นผู้ทรงเพราะมีตั๋วเงินไว้ในความครอบครองนั้น การได้ตั๋วเงินจะต้องเป็นการได้ตั๋ว เงินมาไว้ในความครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย(มาตรา๙๐๕) คือจะต้องได้ตั๋วเงินมาโดยการรับโอนที่สุจริต และปราศจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงด้วย มิฉะนั้นตามกฎหมายแล้วจะไม่ถือว่าเป็นผู้ทรง เช่น ธนาคาร โท ตรีหรือผ้ถืูอ จัตวา พิเศษ (ลัก) เอก ตัวอย่าง (ตามรูป) เอกได้ออกเช็คฉบับหนึ่งสั่งธนาคารโทให้จ่ายเงินแก่ตรีหรือผู้ถือ (เป็นเช็คผู้ถือ) ตรีได้ส่ง มอบเช็คให้แก่จัตวา (จัตวาเป็นผู้ทรงในฐานะผู้ถือ) ต่อมาจัตวาได้ถูกพิเศษลักเอาเช็คไปดังนี้ ถ้าธนาคารโทไม่ จ่ายเงินแก่พิเศษ พิเศษจะฟ้องร้องไล่เบี้ยเอกผู้สั่งจ่ายไม่ได้ เพราะพิเศษไม่ใช่ผู้ทรง แม้พิเศษจะไม่มีตั๋วเงินไว้ใน ความครอบครองก็ตาม แต่การครอบครองตั๋วของพิเศษนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสําหรับจัตวาก็ไม่เป็นผู้ทรงอีก ต่อไป เพราะไม่มีตั๋วเงินอยู่ในความครอบครอง จัตวาจะเป็นผู้ทรงก็ต่อเมื่อได้เรียกตั๋วเงินคืนมาจากพิเศษแล้ว เท่านั้น (โปรดสังเกตว่ากรณีดังกล่าวนี้ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงใหม่ว่า จัตวาทําเช็คตกหายแล้วพิเศษเก็บได้ ก็มีผล เช่นเดียวกัน คือจะถือว่าพิเศษเป็นผู้ทรงไม่ได้) ๕.๘.๒ ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย มาตรา๙๐๕ โดยปกติแล้ว บุคคลใดมีตั๋วเงินไว้ในความครอบครองและเป็นผู้ทรง ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๙๐๔ ก็ย่อมจะเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย เว้นแต่การเป็นผู้ทรงในฐานะผู้รับสลักหลัง (ไม่ ว่าจะเป็นการสลักหลังเฉพาะหรือสลักหลังลอย) เท่านั้น จะเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายได้ จะต้องได้แสดงให้ ปรากฏสิทธิในการสลักหลังที่ไม่ขาดสายด้วย แม้ว่าการสลักหลังรายที่สุดจะเป็นสลักหลังลอยก็ตาม (รายที่สุด คือ รายหลังสุดนั้นเอง) ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๕ วรรค ๑ ซึ่งบัญญัติว่า “ภายในบังคับแห่งบัญญัติมาตรา ๑๐๐๘ บุคคลผู้ได้ตั๋วเงินไว้ในความครอบครอง ถ้าแสดงให้ปรากฏสิทธิ ด้วยการสลักหลังไม่ขาดสาย แม้ถึงว่าการสลักหลังรายที่สุดจะเป็นสลักหลังลอยก็ตาม ท่านให้ถือว่าเป็นผู้ทรงโดย ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อใดรายการสลักหลังรายอื่นตามหลังไปอีก ท่านให้ถือว่าบุคคลผู้ที่ลงลายมือชื่อในการสลักหลัง รายที่สุดนั้นเป็นผู้ได้ไปซึ่งตั๋วเงินด้วยการสลักหลังลอย….” ๑๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๘
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๒๘ ตัวอย่าง โท ตรี จัตวา สามัญ พิเศษ เอก ตรี จัตวา สามัญ เอกได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งโทให้จ่ายเงินแก่ตรี ตรีสลักหลังโอนให้จัตวา จัตวาสลักหลังโอนให้สามัญและ สามัญสลักหลังโอนต่อให้แก่พิเศษ ดังนี้เมื่อตั๋วเงินมาอยู่ในความครอบครองของพิเศษแล้ว พิเศษก็เป็นผู้ทรงโดย ชอบด้วยกฎหมาย เพราะได้รับตั๋วเงินมาจากการสลักหลังที่ไม่ขาดสาย ตัวอย่าง โท สามัญ พิเศษ ตรี จัตวา เอก ตรี จัตวา เอกได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งโทให้จ่ายเงินแก่ตรี ตรีสลักหลังโอนให้จัตวา และจัตวาได้สลักลอยให้แก่สามัญ ดังนี้เมื่อตั๋วเงินอยู่ที่สามัญ ย่อมถือว่าสามัญเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อสามัญได้โอนตั๋วเงินต่อไป ให้แก่พิเศษโดยการส่งมอบ ก็ถือว่าพิเศษเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน (สามัญเป็นผู้รับสลักหลังลอย จากการสลักหลังลอยของจัตวา ย่อมมีสิทธิโอนตั๋วเงินต่อไปได้โดยการส่งมอบตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา ๙๒๐) และให้ถือว่าพิเศษเป็นผู้ได้รับตั๋วจากการสลักหลังลอยของจัตวา แต่ตามตัวอย่างดังกล่าวนี้ ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงไปว่า สามัญทําตั๋วเงินตกหายและพิเศษเก็บได้หรือเป็น กรณีที่พิเศษได้ลักเอาตั๋วเงินไปจากสามัญ ดังนี้แม้ว่าพิเศษจะแสดงให้ปรากฏสิทธิในการสลักหลังที่ไม่ขาดสายก็ตาม แต่พิเศษก็ไม่เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีตั๋วเงินอยู่ในความครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๒๙ ตัวอย่าง BANK โท ตรี พิเศษ เอก โท จัตวา (เก็บเช็คได้) เอกได้ออกเช็คฉบับหนึ่งสั่งธนาคารให้จ่ายเงินแก่โท โทสลักหลัง (ระบุชื่อ) ให้ตรี แต่ตรีได้ทําเช็คตกหาย จัตวาเก็บได้และได้สลักหลังให้แก่พิเศษ ซึ่งพิเศษรับไว้โดยสุจริต ดังนี้พิเศษก็ไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะแม้ว่าพิเศษจะมีตั๋วเงินไว้ในความครอบครองโดยสุจริตก็ตาม แต่การสลักหลังขาดสาย (ขาดสายในช่วงตรีกับ จัตวา) แต่ตามตัวอย่าง ถ้าเปลี่ยนข้อเท็จจริงไปว่า ตอนที่โทได้โอนตั๋วเงินให้กับตรีนั้น โทได้สลักหลังลอย (ไม่ระบุชื่อของตรี) แล้วตรีได้ทําเช็คตกหาย จัตวาเก็บได้และได้สลักหลังโอนให้แก่พิเศษซึ่งพิเศษรับโอนไว้โดยสุจริต ดังนี้ พิเศษย่อมเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย (ดูรูป) BANK โท พิเศษ โท จัตวา (เก็บเช็คได้) เอก โทสลักหลักลอยให้ตรี ตามรูป จะเห็นว่า การสลักหลังไม่ขาดสายเพราะตามกฎหมายให้ถือว่าจัตวาได้ตั๋วเงินมาจากการสลักหลัง ลอยของโท และเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน พิเศษย่อมสามารถฟ้องร้องไล่เบี้ยเอกผู้สั่งจ่ายโทและจัตวาในฐานะ ผู้สลักหลังได้แต่จะไล่เบี้ยธนาคารและตรีไม่ได้ เพราะทั้งสองไม่ได้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงิน ตัวอย่าง เอก โทหรือผู้ถือ ตรี พิเศษ
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๓๐ ตรี เอกได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับหนึ่งให้คํามั่นสัญญาว่าจะใช้เงินให้แก่โทหรือผู้ถือ โทโอนตั๋วนั้นให้แก่ตรี โดยการส่งมอบ ตรีได้สลักหลังให้แก่พิเศษ ดังนี้ พิเศษย่อมไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะการสลัก หลังขาดสาย ถ้าเอกปฏิเสธการจ่ายเงิน พิเศษจะฟ้องร้องให้ใครรับผิดตามตั๋วเงินไม่ได้ (ตั๋วสัญญาใช้เงินมีได้ เฉพาะตั๋วระบุชื่อเท่านั้น ดังนั้นการโอนเงินโทจะต้องสลักหลังด้วยจะโอนโดยการส่งมอบเพียงอย่างเดียวไม่ได้) ข้อควรจํา ตั๋วเงินผู้ถือโดยหลักแล้วไม่มีการขาดสายแต่ต้องพิสูจน์ว่าได้ทําโดยสุจริต ในกรณีที่ตั๋วเงินนั้นเป็น “ตั๋วเงินผู้ถือ” ซึ่งตามกฎหมายแล้วการโอนย่อมสมบูรณ์ โดยการส่งมอบเท่านั้น ไม่ ต้องมีการสลักหลัง 11 ๑๑ ดังนั้น การที่จะเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยนั้นไม่จําเป็นจะต้องพิสูจน์ถึงการสลักหลังว่าขาดสาย หรือไม่ เพียงแต่ถ้ามีตั๋วอยู่ในความครอบครอง เพราะการได้รับการโอนมาโดยสุจริตและมิได้ประมาทเลินเล่ออย่าง ร้ายแรง ก็เป็นผู้ทรงที่ชอบด้วยกฎหมายได้เช่นกัน ถ้ามิใช่ผู้ทรงโดยชอบแล้วถึงแม้จะมีการปฏิเสธ การจ่ายเงินก็ไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเอากับคู่สัญญาคนใดได้แต่ อย่างใด ตัวอย่าง BANK เอก โทหรือผ้ถือ ตรี พิเศษ ู โท เอกได้ออกเช็คฉบับหนึ่งสั่งธนาคารให้จ่ายเงินแก่โทหรือผู้ถือ โทสลักหลังให้ตรี ตรีส่งมอบให้พิเศษ ดังนี้ พิเศษย่อมเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย สรุป ขอให้จําไว้ว่า ตั๋วเงินผู้ถือนั้น การโอนจะไม่มีคําว่าขาดสายอย่างเด็ดขาด ส่วนผู้รับโอนคนสุดท้ายจะ เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ให้พิจารณาในเรื่อง “ความสุจริตหรือไม่”เท่านั้น *ผลของการเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย* ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๕ วรรคสอง ได้กําหนดไว้ว่า “ถ้าบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ต้องปราศจากตั๋วเงินไปจากการครอบครอง ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายไม่จําต้องสละตั๋วเงินคืนให้ เว้นแต่จะได้รับ ตั๋วเงินมาโดยทุจริต หรือได้มาโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ตัวอย่าง BANK ลอย หาย ๑๑ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๘
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๓๑ โท ตรี พิเศษ เอก โท จัตวา (เก็บได้) ตามตัวอย่าง เมื่อโทได้สลักหลังลอยให้ตรี ตรีได้ทําตั๋วเงินตกหาย จัตวาเก็บได้ (หรือจัตวาลักตั๋วเงินไป จากตรี) แล้วสลักหลังให้พิเศษ ดังนี้ถ้าพิเศษพิสูจน์ได้ว่าตนได้รับตั๋วจากจัตวาโดยสุจริต และมิได้ประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรงแล้ว ถ้าตรีเรียกตั๋วเงินคืนจากพิเศษ พิเศษก็ไม่จําต้องคืนตั๋วเงินนั้นนั้นให้แก่ตรี (ถือว่าพิเศษเป็นผู้มี กรรมสิทธิ์ ในตั๋วเงินนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกรณีนี้ถือว่าเป็นข้อยกเว้นของหลักทั่วไปที่ว่า “ผู้รับโอนย่อมไม่มี สิทธิดีกว่าผู้โอน”) สิทธิข้อผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นก็คือไม่ต้องคือตั๋วเงินให้กับเจ้าของที่แท้จริง นั้นเอง แต่ ทั้งนี้ต้องไม่เข้า มาตรา๑๐๐๘ ซึ่งจะกล่าวต่อไป ตัวอย่าง ดําออกเช็คฉบับหนึ่งสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินแก่ขาวหรือผู้ถือ ขาวทําเช็คตกหาย เขียวเก็บได้ และนําเช็คไปส่งมอบชําระหนี้ให้แก่เหลือง ต่อมาขาวทราบว่าเช็คของตนอยู่ที่เหลืองจึงเรียกคืน ดังนี้ ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่า เหลืองได้รับตั๋วเงินจากเขียวโดยไม่สุจริต (ทุจริต) คือ รู้ว่าเขียวไม่มีสิทธิใน ตัวเงินนั้น หรือรับไว้ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เหลืองจะต้องคืนตั๋วเงินให้ขาว (ตามหลักทั่วไปของ กฎหมายที่ว่า “ผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน”) ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๕ วรรค ๒ ซึ่งให้นํามาใช้บังคับกับตั๋วเงินสั่งจ่ายแก่ผู้ถือด้วย12 ๑๒แล้ว เหลืองก็ไม่จําต้องคืนตั๋วเงินให้แก่ขาว (ตาม ประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๙๐๕ วรรค สอง และสาม ซึ่งถือว่าเป็นข้อยกเว้นของหลักทั่วไปที่ว่า “ผู้รับโอนย่อม ไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน” นั่นเอง) ข้อสังเกต ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย ตาม มาตรา ๙๐๕ นั้นต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ (๑) เป็นบุคลที่มีตั๋วเงินไว้ในความครอบครอง (๒) มีฐานะอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่กฎหมายกําหนด - ผู้รับเงิน ๑๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๙๐๕ วรรค ๓ ขาวหรือผ้ถือูเขียว(เก็บได้) เหลือง BANK เอก
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๓๒ - ผู้รับสลักหลัง - ผู้ถือ (๓) ได้รับโอนตั๋วมาโดยสุจริต (ไม่ทราบว่าตั๋วนั้นถูกลักหรือขโมยมา) (๔) การโอนนั้นตั้งไม่ขาดสาย ( ต้องมีการโอนติดต่อกันมาอย่างถูกต้องตามหลักของตั๋วเงิน ตาม มาตรา๙๑๗ หรือ มาตรา๙๑๘ แล้วแต่กรณี ในข้อ ๑-๒ นั้นก็ คือ ความหมายของผู้ทรงตาม มาตรา๙๐๔ ที่กล่าวมาแล้ว แต่ถ้าได้มารวมกับ ข้อ ๓-๔ แล้วก็จะกลายเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายตาม มาตรา๙๐๕ นั้นเอง ๖ ความรับผิดตามตั๋วเงิน โดยหลักทั่วไปของตั๋วเงินนั้นจะเป็นเรื่องระหว่างผู้ส่งตามกฎหมาย (ผู้ส่งโดยชอบด้วยกฎหมาย) ซึ่งอยู่ในฐานะ ของ “เจ้าหนี้” กับบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินซึ่งอยู่ในฐานะ “ลูกหนี้” (หรือลูกหนี้ร่วม) นั่นเอง กล่าวคือเมื่อตั๋ว เงินนั้นได้ถูกผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงิน หรือตั๋วเงินขาดความเชื่อถือเพราะผู้จ่ายไม่รับรอง ดังนี้ผู้ทรงในฐานะเจ้าหนี้ ย่อมสามารถฟ้องร้องไล่เบี้ยให้บรรดาผู้เป็นคู่สัญญาในตั๋วเงิน (ผู้ที่ได้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน) ร่วมกันรับผิดต่อผู้ทรง ได้ ตามหลักใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐ ได้กําหนดว่าที่บุคคลจะต้องรับผิดชอบต่อผู้ทรง ก็คือ บุคคลที่ได้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินนั่นเอง โดยได้บัญญัติว่า “บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงิน ย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น” ซึ่งความรับผิดนั้นอาจจะรับผิดในฐานะผู้สั่งจ่าย (ผู้ออกตั๋ว) ผู้รับรอง ผู้สลักหลัง ผู้สอดเข้าแก้หน้า หรือผู้รับอาวัล ก็ได้ แล้วแต่ว่าบุคคลนั้นจะได้ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะอะไร ***ดังนั้น ถ้าหากว่าบุคคลใดได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับตั๋วเงิน แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินแล้ว บุคคลนั้นย่อมไม่ต้องรับผิดตามตั๋วเงิน การลงลายมือชื่อในตั๋วเงินและจะต้องรับผิดชอบตามตั๋วเงินนี้ ไม่ได้หมายความรวมถึงการลงเครื่องหมายอื่นๆ เช่น แดงได้หรือลายพิมพ์นิ้วมือ ซึ่งอ้างเอาเป็นลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นไม่ว่าจะมีพยานลงชื่อรับรองหรือไม่ก็ตาม13 ๑๓ แต่อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ได้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงิน อาจจะไม่ต้องรับผิดตามตั๋วเงินก็ได้ถ้าหากเข้า ข้อยกเว้นของกฎหมาย เช่น ถ้าในกรณีที่ได้ลงลายมือชื่อไว้ในตั๋วเงินและได้เขียนแถลงไว้ว่ากระทําการแทนบุคคล อื่นอย่างชัดเจน บุคคลนั้นก็ไม่ต้องรับผิดตามตั๋วเงิน14 ๑๔ เป็นต้น อนึ่ง …..ในกรณีที่มีบุคคลหลายคนได้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน มีทั้งบุคคลซึ่งไม่อาจจะเป็นคู่สัญญาแห่งตั๋วเงิน นั้นได้เลยหรือเป็นไปได้แต่ไม่เต็มผล กรณีเช่นนี้ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงความรับผิดของบุคคลอื่นๆ ซึ่งต้อง ๑๓ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐ วรรค ๒) ๑๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๑)
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๓๓ รับผิดชอบตามตั๋วเงินนั้น15 ๑๕ เช่น ดําได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งให้แดงจ่ายให้แก่ขาว ขาวได้สลักหลังต่อให้เขียว และเขียว สลักหลังให้เหลือง ปรากฏว่าเขียวเป็นผู้เยาว์จึงได้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินโดยปราศจากความยินยอมของผู้แทนโดย ชอบธรรม แดง ขาว เขียว เหลือง ดํา ขาว เขียว (ผ้เยาว์ู ) ดังนี้ ถ้าแดงปฏิเสธการจ่ายเงิน เหลืองย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยดําผู้สั่งจ่าย ขาวและเขียวผู้สลักหลังได้ (ลายมือ ชื่อของเขียวเป็นโมฆียะจึงยังคงรับผิดชอบตามตั๋วเงิน) แต่ถ้าหากว่าผู้แทนโดยชอบธรรมของเขียวได้บอกล้างลายมือ ชื่อของเขียวให้ตกเป็นโมฆะแล้ว แม้เหลืองจะไล่เบี้ยเขียวไม่ได้ แต่เหลืองก็ยังสามารถไล่เบี้ยดําและขาวได้เช่นเดิม ∗ หมายเหตุ บุคคลที่ต้องรับผิดตามตั๋วเงินเพราะได้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงิน ตาม ประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐ นั้น อาจจะรับผิดในฐานะใดฐานะหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ ๑. ในฐานะผู้สั่งจ่าย (ตั๋วแลกเงินหรือเช็ค) ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๔ ซึ่งได้ กําหนดไว้ว่า “บุคคลผู้สั่งจ่ายหรือผู้สลักหลังตั๋วเงิน ย่อมต้องรับผิดต่อผู้ทรงตั๋วเงิน (หรือแก่ผู้สลักหลังคนหลังซึ่ง ต้องถูกบังคับให้ใช้เงิน) เมื่อผู้ทรงได้นําตั๋วเงินไปยื่นโดยชอบแล้ว แต่ผู้จ่ายไม่ใช่เงินตามตั๋วเงินหรือไม่รับรองตั๋วเงิน นั้น” ๒. ในฐานะผู้สลักหลัง(ตั๋วแลกเงินหรือเช็ค) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๔ เช่นกัน ๓. ในฐานะผู้รับรอง (ตั๋วแลกเงิน) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๓๗ ซึ่งได้กําหนดไว้ ว่า “ผู้รับรองตั๋วแลกเงินย่อมต้องผูกพันในอันที่จะจ่ายเงินตามจํานวนที่ตนได้รับรองไว้ในตั๋วเงิน” ๔. ในฐานะธนาคารผู้ซึ่งรับรองเช็ค ตามหลัก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๙๙๓วรรคแรก ซึ่งกําหนด ว่า “ธนาคารเมื่อได้รับรองเช็คย่อมต้องผูกพันในฐาน เป็นลูกหนี้ขั้นต้นในอันที่จะต้องจ่ายเงินตามเช็คนั้นแก่ผู้ทรง” ๕. ในฐานะผู้รับอาวัล ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๕๓ วรรคแรก ซึ่งกําหนดว่า “ผู้รับอาวัลย่อมต้องรับผิดเป็นเช่นเดียวกันกับบุคคลซึ่งตนได้ประกันไว้” ๖. ในฐานะผู้สอดเข้าแก้หน้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๕๓ ซึ่งกําหนดว่า “ผู้ รับรองด้วยสอดเข้าแก้หน้าย่อมต้องรับผิดชอบต่อผู้ทรงและผู้สลักหลังทั้งหลายภายหลังคู่สัญญาซึ่งตนได้เข้ารับรอง เพื่อแก้หน้า เช่นเดียวกันกับที่คู่สัญญานั้นจะต้องรับผิด” ๑๕ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๒
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๓๔ ๗. ในฐานะผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๘๖ วรรคแรก ซึ่ง กําหนดว่า “ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินย่อมต้องรับผิดเป็นอย่างเดียวกันกับผู้รับรองตั๋วแลกเงิน” ๘. ในฐานะผู้สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงิน ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ จึงใช้หลักทั่ว ไปตามมาตรา ๙๖๗ วรรคแรก ซึ่งกําหนดว่า “บรรดาบุคคลผู้สั่งจ่าย ผู้รับรอง ผู้สลักหลัง หรือผู้รับอาวัลต้องรับ ผิดร่วมกันต่อผู้ทรง” ๗. สิทธิไล่เบี้ย “สิทธิไล่เบี้ย” คือสิทธิของผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย ในการที่จะฟ้องร้องให้บุคคลเป็นคู่สัญญาในตั๋วเงินที่ได้ ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินฐานะผู้สั่งจ่าย ผู้รับรอง ผู้สลักหลัง หรือผู้รับอาวัลรับผิดชดใช้เงินแก่ผู้ทรงในกรณีที่ตั๋ว เงินนั้นขาดความเชื่อถือโดยไม่มีการใช้เงิน หรือไม่มีการรับรองตั๋วเงินแก่ผู้ทรง (และสิทธิไล่เบี้ยนี้หมายความรวมถึง สิทธิของผู้สลักหลังคนหลังที่ถูกผู้ทรงบังคับให้ใช้เงินแก่ผู้ทรงแล้วด้วย” สิทธิในการไล่เบี้ยของผู้ทรงนี้ ผู้ทรงมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอากับคู่สัญญาคนใดคนหนึ่งเรียงตัวไปหรือไล่เบี้ยกับทุก คนพร้อมกันก็ได้และการไล่เบี้ยนั้น ผู้ทรงก็ไม่จําเป็นจะต้องไล่เบี้ยตามลําดับก่อนหลังที่คนเหล่านั้นได้เข้ามาผูกพัน เป็นคู่สัญญาที่ต้องรับผิดต่อผู้ทรงก็ได้16 ๑๖ สิทธิไล่เบี้ยของผู้ทรงตั๋วเงิน เกิดขึ้นได้ เมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่งเกิดขึ้น คือ17 ๑๗ ๑. เมื่อตั๋วเงินถึงกําหนดใช้เงินแล้วแต่ผู้จ่าย (หรือผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน) ไม่ใช้เงินตามตั๋วเงิน ๒. เมื่อตัวเงินยังไม่ถึงกําหนดใช้เงิน แต่ ๒.๑ ผู้จ่ายบอกปัดไม่รับรองตั๋วเงิน ๒.๒ ผู้จ่ายไม่ว่าจะได้รับรองตั๋วเงินหรือไม่ก็ตาม ได้ตกเป็นคมล้มละลาย หรือได้งดเว้นการใช้หนี้ แม้ การงดเว้นใช้หนี้นั้นจะมิได้มีคําพิพากษาเป็นหลักฐานก็ตาม หรือถ้าผู้จ่ายถูกยึดทรัพย์ และการยึดทรัพย์นั้นไร้ผล ๒.๓ ถ้าผู้สั่งจ่ายเงินชนิดไม่จําเป็นต้องให้ผู้ใดรับรองนั้นตกเป็นคนล้มละลาย อนึ่ง…ในการใช้สิทธิไล่เบี้ยของผู้ทรงนี้ ได้มีกฎหมายบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้เป็นกรณีพิเศษที่ควรทราบ ได้แก่ ๑. บุคคลผู้ถูกฟ้องในมูลตั๋วเงิน จะต่อสู้ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างตน กับผู้สั่งจ่ายหรือกับผู้ทรงคนก่อนๆ ไม่ได้ เว้นแต่การโอนจะได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล18 ๑๘ ๑๖ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๖๗ ๑๗ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๕๙ ๑๘ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๖
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๓๕ ตัวอย่าง เอกออกเช็คฉบับหนึ่งสั่งธนาคารจ่ายเงินแก่โท ๑๐,๐๐๐ บาท เพื่อเป็นการชําระค่าหนี้การพนัน ต่อมาโทได้สลักหลังโอนเช็คให้แก่ตรี ซึ่งตรีรับโอนไว้โดยสุจริตไม่ทราบถึงมูลหนี้การพนันระหว่างเอกกับโท เมื่อตรี นําเช็คไปขึ้นเงินกับธนาคาร แต่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน เพราะเอกได้บอกห้ามไม่ให้ธนาคารจ่ายเงิน ดังนี้ตรีย่อม สามารถฟ้องร้องเอกในฐานะผู้สั่งจ่าย และโทในฐานะผู้สลักหลังได้ (ฟ้องธนาคารไม่ได้) เพราะเอกจะยกข้อต่อสู้ ที่ว่าเช็คนั้นไม่สมบูรณ์เพราะมีลูกหนี้เกิดจากการพนันขึ้นต่อสู้ตรีไม่ได้ ทั้งนี้เพราะตรีเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้รับเช็คมาโดยสุจริตจึงย่อมมีความคุ้มครองตามกฎหมาย แต่ถ้าตามตัวอย่างถ้าโทรู้ว่าตนไม่สามารถนําเช็คไปขึ้นเงินกับธนาคารได้ โทจึงสมรู้ร่วมคิดกับตรีโดย การสลักหลังโอนเช็คให้แก่ตรีเพื่อให้ตรีไปขึ้นเงินกับธนาคารแทนตน ดังนี้กฎหมายย่อมไม่คุ้มครองตรี เพราะ กระทําการโดยไม่สุจริต จึงไม่เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายและจะฟ้องร้องให้โทหรือเอกรับผิดไม่ได้ ๒. ผู้สั่งจ่ายก็ดี ผู้รับรองก็ดี ผู้สลักหลังคนก่อนก็ดี ซึ่งเขาสลักหลังโอนตั๋วเงินให้อีกทอดหนึ่งนั้นจะ ไม่มีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตนต้องรับผิดต่อเขาอยู่ก่อนแล้วตามตั๋วเงิน19 ๑๙ *** ตัวอย่าง เอกได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งโทจ่ายเงินแก่ตรี ๑๐,๐๐๐บาท ตรีได้สลักหลังโอนให้จัตวา จัตวาได้ สลักหลังโอนให้สามัญ สามัญได้สลักหลังโอนให้กับพิเศษ และพิเศษได้สลักหลังโอนให้แก่จัตวา (จัตวาคนเดิม) อีก เป็นครั้งสุดท้าย ดังนี้เมื่อโทไม่จ่ายเงินจัตวาจะฟ้องร้องไล่เบี้ยใครได้บ้าง โท ตรี จัตวา * สามัญ พิเศษ จัตวา * เอก ตรี จัตวา สามัญ พิเศษ ตามตัวอย่าง เมื่อโทปฏิเสธการจ่ายเงินจัตวาในฐานะผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย ย่อมใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ 20 ๒๐ และบุคคลที่จัตวาจะไล่เบี้ยได้ คือ เอกผู้สั่งจ่ายและตรีผู้สลักหลังเท่านั้น21 ๒๑ แต่จะไล่เบี้ยกับสามัญและพิเศษ ไม่ได้ เพราะสามัญกับพิเศษเป็นบุคคลซึ่งแต่เดิมจัตวาต้องรับผิดกับเขาอยู่แล้ว 22 ๒๒ และจะไล่เบี้ยโทซึ่งมิได้ลง ลายมือชื่อในตั๋วเงินก็ไม่ได้ (กรณีนี้ถ้าหากจัตวาจะสลักหลังโอนตั๋วเงินต่อไป ย่อมมีสิทธิทําได้ตามมาตรา ๙๑๗ วรรค ๓) ๑๙ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๗๑) ๒๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๕๙ ๒๑ (ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐และ ๙๑๔ ๒๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๗๑
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๓๖ บทที่ ๓ ตั๋วแลกเงิน Bill of exchange ตามที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ ๒ เรื่องประเภทของตั๋วเงิน แล้ว่า ตั๋วแลกเงินนั้นหมายถึงหนังสือตราสารชนิดหนึ่งที่ มีบุคคลเกี่ยวข้องอยู่ ๓ ฝ่าย คือผู้สั่งจ่าย ผู้จ่าย และผู้รับเงิน โดยผู้สั่งจ่ายจะเป็นคนออกตั๋ว แล้วสั่งให้ผู้จ่าย (ตามชื่อที่ระบุไว้ในตั๋วแลกเงิน) ใช้เงินตามจํานวนที่ปรากฏในตั๋วให้แก่ผู้รับเงินหรือตามคําสั่งของผู้รับเงิน แต่อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๒ ยังได้กําหนดไว้ให้เป็นสิทธิพิเศษแก่ผู้สั่ง จ่ายตั๋วแลกเงินในอันที่จะออกตั๋วแลกเงิน “สั่งให้ใช้เงินตามคําสั่งของผู้สั่งจ่าย” ก็ได้ หมายความว่าผู้สั่งจ่ายได้ระบุ ไว้ให้ผู้สั่งจ่ายเป็นผู้รับเงินเอง เช่น ดินได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งนํ้าให้จ่ายเงินแก่ดิน ดังนี้ก็สามารถทําได้ และดินก็ ย่อมมีสิทธิที่จะโอนตั๋วแลกเงินนั้นได้ตามปกติ (หรือดินอาจจะไม่โอนตั๋วเงินต่อไปแต่จะเป็นผู้เอาตั๋วเงินไปขึ้นเงินกับ นํ้าเองก็ได้) หรืออีกรณีหนึ่งผู้สั่งจ่ายอาจจะออกตั๋วแลกเงิน “สั่งจ่ายเอาจากตัวผู้สั่งจ่าย” เองก็ได้ หมายความว่าผู้ สั่งจ่ายจะเป็นผู้จ่ายเงินตามตั๋วเงินนั้นเอง เช่น ดินได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งดินให้จ่ายเงินแก่ลม ดังนี้ย่อมสามารถทําได้ ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย ความหมายของตั๋วแลกเงิน ตั๋วแลกเงิน (Bill of exchange)คือตราสารการเงินระยะสั้น ที่บุคคลรายหนึ่งสั่งให้บุคคลอีกรายหนึ่ง จ่ายเงินตามจํานวนที่ระบุไว้ในตั๋วแลกเงินนั้น ให้แก่บุคคลอีกรายหนึ่ง ในวันที่กําหนดบนหน้าตั๋วแลกเงินนั้นตั๋วแลก เงินสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ในตลาดเงิน (money market) ส่วนใหญ่จะมีธนาคารหรือสถาบันการเงินคํ้าประกัน หรือรับรอง หรือรับอาวัลหรือสลักหลังอย่างไม่มีเงื่อนไขตั๋วเงินชนิดหนึ่งเป็นตราสารแสดงสิทธิในหนี้มักใช้ในการ ซื้อขายสินค้าหรือกู้ยืมระยะสั้นจากธนาคาร โดยทั่วไปสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๓๗ ตั๋วแลกเงิน หมายถึง หนังสือตราซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้สั่งจ่าย” สั่งบุคคลอีกคนหนึ่งที่เรียกว่า “ผู้จ่าย” ให้ใช้เงินจํานวนหนึ่งแก่บุคคลคนหนึ่ง หรือให้ใช้ตามคําสั่งของบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “ผู้รับเงิน” ตั๋วแลก เงินจึงเป็นคําสั่งให้จ่ายเงินนั่นเอง แนวคิดของตั๋วแลกเงิน ๑. ตั๋วแลกเงินต้องมีรายการได้แก่ (๑) คําบอกชื่อว่าเป็ นตั๋วแลกเงิน (๒) คําสั่งอันปราศจากเงื่อนไขให้ จ่ายเงินเป็นจํานวนแน่นอน (๓) ชื่อหรือยี่ห้อผู้จ่าย (๔) ชื่อหรือยี่ห้อผู้รับเงิน หรือคําจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ และ (๕) ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายหากรายการดังกล่าวขาดตกบกพร่องไป ย่อมไม่สมบูรณ์เป็นตั๋วแลกเงิน ๒. วันถึงกําหนดของตั๋วแลกเงินก็คือ วันถึงกําหนดใช้เงินตามตั๋วซึ่งแยกได้เป็น ๒ ชนิด ได้แก่ (๑) ตั๋วแลก เงินที่สั่งให้ใช้เงินเมื่อทวงถามหรือเมื่อได้เห็น (๒) ตั๋วแลกเงินที่กําหนดเวลาให้ใช้เงิน ๓. ความรับผิดของผู้สั่งจ่ายหรือผู้สลักหลังตั๋วแลกเงินเกิดขึ้นโดยเงื่อนไขว่า ผู้ทรงต้องยื่นตั๋วต่อผู้จ่ายก่อน ถ้าผู้จ่ายไม่รับรองหรือไม่จ่ายเงินและผู้ทรงจัดให้ทําคําคัดค้านแล้วผู้สั่ง จ่ายหรือผู้สลักหลังจะใช้เงินแก่ผู้ทรง ๔. ข้อกําหนดลบล้างหรือจํากัดความรับผิดและข้อกําหนดลดหน้าที่ของผู้สั่งจ่ายและ ผู้สลักหลังตั๋วแลกเงิน แยกได้ ๒ ประการ ได้แก่ (๑) ข้อกําหนดลบล้างหรือจํากัดความรับผิดของผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังที่มีต่อ ผู้ทรง (๒) ข้อกําหนดลดหน้าที่ของผู้ทรงที่มีต่อผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลัง รายการในตั๋วแลกเงิน
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๓๘ (๑) คําบอกชื่อว่าเป็นตั๋วแลกเงิน คําบอกชื่อว่าตั๋วแลกเงินมีความหมายสําคัญเพื่อให้บุคคลที่ เกี่ยวข้องรู้เห็นทราบได้ทันทีว่าตราสารนั้นเป็นตรา สารพิเศษ และเนื่องจากเมื่อตราประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ขึ้น ตั๋วเงินเป็นของใหม่ไม่สู้แพร่หลาย จึงต้อง บัญญัติให้ระบุลงไปในตั๋วให้ชัดแจ้งว่าเป็นตั๋วแลกเงิน ประกอบกับ Uniform Law (๑๙๓๐) ซึ่งเราอาศัยเป็นหลักใน การร่างกฎหมายลักษณะตั๋วเงิน สําหรับตั๋วแลกเงินมาจากต่างประเทศ อาจไม่มีคําว่า ตั๋วแลกเงิน (Bill of exchange) เพราะบางประเทศ กฎหมายของเขาไม่บังคับให้ต้องระบุดังในมาตรา ๙๐๙ (๑) อย่างไรก็ดี คําบอกชื่อว่าตั๋วแลกเงินไม่จําเป็นต้องเขียนที่ หัวกระดาษ อาจเป็นข้อความในตั๋วเงินว่า first of exchange ก็ได้ (๒) คําสั่งอันปราศจากเงือนไขให้จ่ายเงินเป็ ่นจํานวนแน่นอน รายการนี้เป็นข้อบังคับเด็ดขาด ถ้าขาดไปจะไม่สมบูรณ์เป็นตั๋วแลกเงิน (มาตรา ๙๑๐) ตามรูปตัวอย่าง ตั๋วแลกเงินคือ “โปรดจ่ายเงินจํานวนหนึ่งหมื่นบาท” ถ้าไม่กรอกจํานวนเงินเสียเลยหรือกรอกจํานวนเงินมิได้เป็นไป ตามที่ผู้สั่งจ่าย ขอร้อง ตั๋วแลกเงินนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ อธิบายแยกได้เป็น ๓ หัวข้อ คือ ก. คําสั่ง หมายความว่า เป็นคําบงการหรือคําบอก เพื่อให้ทําหรือให้ปฏิบัติโดยไม่ให้โอกาสเลือกทํา หรือเลือกปฏิบัติของผู้รับคํา สั่งและมิใช่เพียงแต่คําขอร้องหรือคําอ้อนวอนที่ผู้รับคําขอร้องหรือคําอ้อนวอน จะทําตาม หรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ดี “คําสั่ง” ก็ไม่จําต้องเขียนลงไปในตัวแลกเงินตรงๆ ว่า “ข้าพเจ้ามีคําสั่งให้จ่ายเงิน” เพราะอาจ ใช้ถ้อยคําสุภาพลงไปในคําสั่งนั้นได้ เช่น “โปรดจ่ายเงิน” ซึ่งจะไม่ทําให้ตั๋วแลกเงินฉบับนั้นเสียไปเพราะมีความหมาย เป็นข้อความกําหนด ให้จ่ายเงินโดยผู้จ่ายไม่มีโอกาสเลือกจ่ายหรือไม่จ่ายตามอัธยาศัยของผู้จ่าย เช่นเดียวกัน ข. อันปราศจากเงื่อนไข หมายความว่า ลักษณะสําคัญที่สุดของตั๋วแลกเงิน คือ ความแน่นอนที่ตั๋ว แลกเงินจะต้องได้รับการจ่ายเงินตามตั๋วนั้น จะมีเงื่อนไขในการคําสั่งให้จ่ายเงิน ตั๋วแลกเงินนั้นย่อมเกิดความไม่ แน่นอนขึ้น คําว่าเงื่อนไข หมายความว่า เหตุการณ์อันใดอันหนึ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตและไม่แน่นอน (เทียบมาตรา ๑๘๒ เติมมาตรา ๑๔๔) จึงต่างกับเงื่อนเวลา ซึ่งจะต้องมาถึงในอนาคตอย่างแน่นอน ดั้งนั้น ข้อความในคําสั่งให้ จ่ายเงินจะเป็นเงื่อนไขหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงความแน่นอนหรือไม่แน่นอนของเหตุการณ์ที่กําหนดไว้ในคําสั่งนั่น เอง ค. ให้จ่ายเงินเป็นจํานวนแน่นอน หมายความว่า คําสั่งในตั๋วแลกเงินต้องเป็นคําสั่งจ่ายเงินถ้าเป็นคําสั่ง ให้กระทําการอย่าง อื่นนอกจากเงินแล้วจะไม่ใช่ตั๋วแลกเงิน แต่ถ้ามีคําสั่งว่าให้จ่ายเงินและสิ่งของอื่นควบไปด้วย คงมี ผลเฉพาะคําสั่งให้จ่ายเงินเท่านั้น ส่วนคําสั่งที่ให้จ่ายสินค้าที่ระบุไว้ ย่อมไม่มีผลแก่ตั๋วแลกเงิน (มาตรา ๘๙๙) และถ้า มีคําสั่งให้ผู้รับตั๋วแลกเงินเลือกเอาว่าจะรับเงินหรือรับสิ่งของอื่น แทน ดังนี้น่าจะทําไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นคําสั่งที่
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๓๙ ไม่แน่นอน คําว่า “เงิน” หมายถึง เงินตราที่ชําระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติเงินตรา ตั๋วแลกเงินโดยมากใช้ในระหว่าง ประเทศ ดังนั้น จึงสั่งจ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศก็ได้ (มาตรา ๑๙๖) คําว่า “เงินจํานวนแน่นอน” หมายความว่า ต้อง เป็นเงินจํานวนที่เที่ยงแท้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงไปทางเพิ่มหรือทางลดลงได้ (๓) ชื่อหรือยี่ห้อผู้จ่าย รายการข้อนี้บังคับเด็ดขาด ถ้าขาดตกบกพร่องให้ถือว่าไม่เป็นตั๋วแลกเงิน (มาตรา ๙๑๐) ผู้จ่าย คือ ผู้รับคําสั่งให้ใช้เงินตามตั๋วแลกเงิน จึงจําเป็นที่ผู้สั่งจ่ายต้องระบุชื่อผู้จ่ายไว้ในตั๋วแลกเงิน ผู้ จ่ายอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ และอาจเป็นบุคคลเดียวหรือหลายคนร่วมกันจ่ายเงินก็ได้ เว้นแต่คําสั่ง ให้บุคคลหลายคนจ่ายเงินเรียงตามลําดับก่อนหลังโดยไม่ระบุให้รับ ผิดร่วมกัน หรือคําสั่งให้เลือกผู้จ่ายจากบุคคล หนึ่งบุคคลใดในหลายคนที่ระบุโดยไม่ระบุ ให้บุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดร่วมกันจ่ายเงิน ย่อมทําให้ไม่ทราบตัวผู้จ่ายที่ แน่นอนทําให้ตั๋วแลกเงินนั้นเสียไป การระบุชื่อจ่าย อาจระบุเพียงตําบลที่อยู่ซึ่งเข้าใจกันก็ได้ การระบุชื่อผู้จ่ายที่ไม่มีตัวตนหรือสมมติขึ้น ก็ ไม่ทําให้ตั๋วแลกเงินเสียไป เพราะมีรายการชื่อผู้จ่ายแล้ว และตั๋วแลกเงินไม่มีตัวผู้จ่าย ผู้สั่งจ่ายต้องรับผิดต่อผู้ทรง ส่วนยี่ห้อเป็นชื่อที่บุคคลใช้ในการค้า ไม่เป็นนิติบุคคล การระบุยี่ห้อเป็นผู้จ่ายต้องเข้าใจว่าหมายถึงบุคคลใด ถ้าไม่ อาจทราบได้ ก็เท่ากับไม่มีตัวผู้จ่าย ผู้สั่งจ่ายต้องรับผิดต่อผู้ทรง ผู้จ่ายอาจเป็นบุคคลเดียวกันกับผู้สั่งจ่ายตามที่ มาตรา ๙๑๒ วรรคสอง บัญญัติว่า “ตั๋วแลกเงินจะสั่งจ่ายเอาจากตัวผู้สั่งจ่ายเองก็ได้” (๔) วันถึงกําหนดใช้เงิน วันถึงกําหนดใช้เงิน ย่อมเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ คือ ๑. ในวันใดวันหนึ่งที่กําหนดไว้ ๒. เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกําหนดไว้นับแต่วันที่ลงในตั๋วนั้น ๓. เมื่อทวงถามหรือเมื่อได้เห็น ๔. เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกําหนดไว้นับแต่ได้เห็น รายการนี้ถ้าไม่ระบุไว้ ไม่ทําให้ตั๋วแลกเงินเสียไป แต่กฎหมายให้ถือว่าพึงใช้เงินเมื่อได้เห็น (มาตรา ๙๑๐ วรรคสอง) (๕) สถานที่ใช้เงิน สถานที่ใช้เงินนั้น ตามความคิดธรรมดาที่ระบุไว้ก็เพื่อผู้ทรงจะได้รู้ตําแหน่งแห่งที่ในการที่จะ เอาตั๋วไป ขึ้นเงิน แต่ในกฎหมายตั๋วเงินนั้น ผู้จ่ายยังมิได้เข้าเป็นคู่สัญญาในตั๋วแลกเงิน สถานที่ใช้เงินจึงมีความสําคัญที่ผู้ทรง จะยื่นตั๋วแลกเงินเพื่อให้ผู้จ่าย รับรองหรือเพื่อเรียกร้องให้ผู้จ่ายใช้เงิน ณ ที่ใดตามที่กําหนดไว้ในตั๋วแลกเงินนั้น ถ้า
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๔๐ ไม่มีสถานที่ใช้เงินตามที่ระบุผู้ทรงต้องทําการคัดค้านไว้ (มาตรา ๙๖๒) จึงจะไม่เสียสิทธิไล่เบี้ย (มาตรา ๙๗๓) กรณี ที่ไม่ได้แถลงไว้ในตั๋วแลกเงิน มาตรา ๙๑๐ วรรคสาม “ท่านให้ถือเอาภูมิลําเนาผู้จ่ายเป็นสถานที่ใช้เงิน” (๖) ชื่อหรือยี่ห้อผู้รับเงินหรือคําจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ รายการข้อนี้บังคับเด็ดขาด ถ้าขาดตกบกพร่องไปย่อมไม่สมบูรณ์เป็นตั๋วแลกเงิน ความสําคัญของชื่อ หรือยี่ห้อผู้รับเงินคือ ทําให้ผู้จ่ายทราบว่าจะจ่ายเงินให้แก่ใคร จะเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาก็ได้ จะเป็นชื่อจริง หรือชื่อสมมุติ หรือตําแหน่งก็ได้ (ถ้าเป็นชื่อสมมุติและไม่มีตัวจริง กฎหมายอังกฤษให้จ่ายแก่ผู้ถือ แต่ของไทยไม่ได้ ใช้อย่างนั้น) (๗) วันและสถานที่ออกตั๋วเงิน ก. วันออกตั๋วเงิน หมายความถึงวันที่ระบุในตั๋วเงินนั้นได้ออกเมื่อใด ซึ่งกฎหมายไม่ได้ระบุว่าต้องใช้ “ตามวันแห่งปฏิทิน” ดังนั้นอาจระบุอย่างอื่นได้เช่น วันเข้าพรรษา ปี ๒๕๓๗ หรือ วันเฉลิมพระชนมพรรษา ปี ๒๕๓๘ เป็นต้น ความสําคัญ คือ ๑) แสดงให้รู้กําหนดอายุของตั๋วเงิน ตามชนิดต่าง ๆ เช่น ชนิดใช้เงินเมื่อเห็น หรือ เมื่อสิ้น ระยะเวลาอันกําหนดไว้นับแต่ได้เห็นว่า ผู้ทรงต้องนําตั๋วยื่นให้ผู้จ่ายใช้เงินหรือรับรองภายในกําหนด ๒) ตั๋วเงินชนิดที่ให้ใช้เงินเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกําหนดไว้นับแต่วันที่ลงใน ตั๋วเงินนั้น วันออกตั๋วเงิน มีความสําคัญที่จะต้องระบุไว้ในตั๋วนั้น ๓) ต้องใช้ในการคํานวณดอกเบี้ย -บุคคลที่จะลงวันออกตั๋วเงิน มีได้ ๒ คน คือ (๑) ผู้สั่งจ่าย (๒) ผู้ทรง ๑) กรณีผู้สั่งจ่ายเป็นผู้ลงวันออกตั๋วเงิน: ผู้สั่งจ่ายสามารถตั้งใจลงวันให้ผิดความจริงได้ คือ ลงวัน ย้อนต้น ลงวันถัดไป หรือ ลงวันล่วงหน้า ก็ได้ ๒) กรณีผู้ทรงเป็นผู้ลงวันออกตั๋วเงิน : มาตรา ๙๑๐ วรรคห้า “ถ้ามิได้ลงวันออกตั๋ว ท่านว่าผู้ทรง โดยชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งคนใดทําการโดยสุจริตจะจดวันตามที่ถูก ต้องแท้จริงลงก็ได้” และ มาตรา ๙๓๒ วรรคแรก “ตั๋วแลกเงินฉบับใดเขียนสั่งให้ใช้เงินในกําหนดระยะเวลาอย่างใดอย่างหนึ่งนับ แต่วันที่ลงในตั๋วเงินนั้น แต่หากมิได้ลงวันไว้ ฯลฯ ท่านว่าผู้ทรงจะจดวันออกตั๋ว ฯลฯ ลงตามที่แท้จริงก็ได้ แล้วพึงให้ใช้เงินตามนั้น” หมายความว่า ในกรณีที่ผู้สั่งจ่ายมิได้ลงวันออกตั๋วเงินไว้เลย ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายหรือผู้ทําการแทนผู้ทรงโดย ชอบย่อมมีสิทธิที่จะจดวัน ออกตั๋วได้ แต่ต้องเป็นการจดวันตามที่ถูกต้องแท้จริงและการจดวันนั้นต้องจดโดยสุจริต คือ จดตามวันที่ผู้ทรงเชื่อหรือเข้าใจว่าเป็นวันที่ถูกต้องนั่นเอง ถ้าผู้ทรงจดวันลงไปไม่ตรงตามที่เป็นจริง ที่เรียกว่า ลงวันคลาดเคลื่อนหรือลงวันผิดนั้น ไม่ว่าผู้ ทรงจะสุจริตหรือไม่สุจริตก็ตาม ถ้าตั๋วเงินนั้นโอนต่อไปยังผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายคนถัดไปแล้ว ก็ต้องบังคับตาม มาตรา ๙๓๒ วรรคสอง “อนึ่ง ท่านบัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ผู้ทรงทําการโดยสุจริตแต่ลงวันคลาดเคลื่อนไปด้วยสําคัญ
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๔๑ ผิดและในกรณี ลงวันผิดทุกสถาน หากว่าในภายหลังตั๋วเงินนั้นตกไปยังมือผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ท่านให้ คงเป็นตั๋วเงินที่ใช้ได้และพึงใช้เงินกันเหมือนดั่งว่าวันที่ได้จดลง นั้นเป็นวันที่ถูกต้องแท้จริง” ที่กล่าวมาในข้อ ๒ นี้เป็น กรณีที่ผู้สั่งจ่ายไม่ได้ลงวันออกตั๋วไว้เลย ข. สถานที่ออกตั๋วเงิน รายการนี้ไม่บังคับเด็ดขาด มาตรา ๙๑๐ วรรคสี่ “ถ้าตั๋วแลกเงินไม่แสดงให้ ปรากฏสถานที่ออกตั๋ว ท่านให้ถือว่าตั๋วเงินนั้นได้ออก ณ ภูมิลําเนาของผู้สั่งจ่าย” ความสําคัญคือ เพื่อให้รู้ว่าเป็นตั๋วเงินภายในประเทศหรือตั๋วเงินออกมาแต่ต่างประเทศ และให้ รู้ที่อยู่ผู้สั่งจ่ายในกรณีตั๋วเงินขาดความเชื่อถือโดยผู้จ่ายไม่ รับรองหรือไม่ยอมใช้เงิน ผู้ทรงจะได้หาตัวผู้สั่งจ่ายพบ หรือจะได้ส่งคําบอกกล่าวได้23 ๒๓ (๘) ลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย รายการนี้บังคับเด็ดขาด ถ้าขาดย่อมไม่สมบูรณ์เป็นตั๋วแลกเงิน (มาตรา ๙๑๐) มาตรา ๙ “เมื่อมีกิจการอันใดซึ่งกฎหมายบังคับให้ทําเป็นหนังสือบุคคลผู้จะต้องทํา หนังสือไม่ จําเป็นต้องเขียนเอง แต่หนังสือนั้นต้องลงลายมือชื่อของบุคคลนั้น” มาตรา ๙๐๐วรรคสอง “ถ้าลงเพียงแต่เครื่องหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น แกงได หรือลายพิมพ์นิ้วมือ อ้าง เอาเป็นลายมือชื่อในตั๋วเงินไซร้ ถึงแม้ว่าจะมีพยานลงชื่อรับรองก็ตาม ท่านว่าหาให้ผลเป็นลงลายมือชื่อในตั๋วเงินไม่” ๑ การออกตั๋วแลกเงิน ในการออกตั๋วแลกเงินนั้นจะให้มีผลใช้บังคับกันได้ตามกฎหมายจะต้องมีรายการตามที่กฎหมายกําหนดไว้ ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๙ มิฉะนั้นแล้วตั๋วแลกเงินจะไม่สมบูรณ์และจะใช้ฟ้องร้องบังคับ กันไม่ได้เลย (เว้นแต่จะเป็นกรณีที่ขาดรายการที่ไม่สําคัญเท่านั้นซึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๐ ยังถือว่าเป็นตั๋วแลกเงินที่สมบูรณ์ใช้บังคับกันได้) หมายเหตุ ในการออกตั๋วเงินนั้น (ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเงินประเภทใด) นอกจากกฎหมายจะได้กําหนดให้ ต้องมีรายการทุกข้อความใด ๆ ไว้แล้ว กฎหมายยังได้กําหนดไว้อีกว่า “ข้อความอันใดซึ่งมิได้บัญญัติไว้ถ้าเขียน ข้อความนั้นไว้ในตั๋วเงินให้ถือว่าข้อความนั้นไม่มีผลอย่างใดอย่างหนึ่งกับตั๋วเงิน” ๒๔ ดังนั้นจะเห็นถ้าบุคคลใดจะเขียนข้อความอันใดอันหนึ่งลงไว้ในตั๋วเงินและจะให้ข้อความนั้นมีผลกับตั๋วเงิน แล้ว ข้อความนั้นจะต้องเป็นข้อความที่กฎหมายอนุญาตให้เขียนด้วย เช่น ตัวอย่างข้อความดังนี้ คือ ๒๓ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ๙๖๓ ๒๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๙๙
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๔๒ ๑.๑ ข้อความตาม มาตรา ๙๑๑ ซึ่งกําหนดว่า “ผู้สั่งจ่ายจะเขียนข้อความกําหนดลงไว้ว่าจํานวนเงิน อันพึงจะใช้นั้นให้คิดดอกเบี้ยด้วยก็ได้ และในกรณีเช่นนี้ ถ้าไม่มีการตกลงไว้เป็นอย่างอื่น ให้ถือว่าดอกเบี้ยประกัน นั้นย่อมคิดตั้งแต่วันที่ลงไว้ในตั๋วเงิน แต่ข้อความดังกล่าวนี้ต้องเป็นข้อความเฉพาะที่ได้เขียนลงไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือตั๋วแลกเงิน เท่านั้น ถ้าเขียนลงไปในเช็คแล้วข้อความนั้นจะเป็นโมฆะใช้ไม่ได้ (แต่เช็คยังคงมีผลสมบูรณ์) ๑.๒ ข้อความตาม มาตรา ๙๑๕ ซึ่งกําหนดว่า“ผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังตั๋วเงิน จะจดข้อกําหนดซึ่งจะ กล่าวต่อไปนี้ลงไว้ชัดแจ้งในตัวนั้นก็ได้คือ (๑) ข้อกําหนดลบล้าง หรือจํากัดความรับผิดชอบของตนเองต่อผู้ทรงตั๋วเงิน (๒) ข้อกําหนดยอมลดละให้แก่ผู้ทรงตั๋วเงินซึ่งหน้าที่ทั้งหลายอันผู้ทรงจะพึงต้องมีแก่ตน บางอย่างหรือทั้งหมด โดยปกติแล้ว ผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังจะต้องรับผิดต่อผู้ทรงตั๋วเงิน ตาม ประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐และ ๙๑๔ แต่อย่างไรก็ตามผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังอาจขอปฏิเสธความรับผิดชอบตามตั๋ว เงิน หรือขอจํากัดความรับผิดชอบตามตั๋วเงินก็ได้ โดยการเขียนข้อกําหนดลบล้างความรับผิดของตนเอง หรือ ข้อกําหนดจํากัดความรับผิดของตนเองลงไว้ชัดแจ้งในตั๋วเงินนั้น ตามมาตรา ๙๑๕(๒) นั้น ผู้สั่งจ่ายหรือผู้สลักหลัง อาจเขียนข้อความว่า “คําคัดค้านยกเว้น” หรือ “ไม่ต้องทําคําคัดค้าน” เป็นต้น ซึ่งจะมีผลทําให้ ถ้าตั๋วเงินขาดการ รับรองหรือขาดการใช้เงินเมื่อใด ผู้ทรงย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สั่งจ่ายหรือผู้สลักหลังคนนั้นได้ทันที โดยไม่ต้องทํา คําคัดค้านก่อน **อนึ่ง…… การที่ผู้สลักหลังจะเขียนข้อความดังกล่าวไว้ได้นั้น จะต้องทําฐานะเป็นผู้สลักหลัง ด้วย มิฉะนั้นข้อความดังกล่าวจะไม่มีผลกับผู้สลักหลังเลย เช่น ดินออกตั๋วแลกเงินสั่งนํ้าให้จ่ายเงินแก่ลมหรือผู้ถือ จํานวน ๑๐,๐๐๐ บาท ลมได้สลักหลังโอนตั๋วนั้นให้ไฟ และระบุข้อความจํากัดรับผิดของตนต่อไฟไว้ว่า ถ้านํ้าไม่ จ่ายเงินตนจะขอรับผิดเพียง ๕,๐๐๐ บาท ดังตัวอย่าง นํ้า ๑๐, ๐๐๐ บาท ลมหรือผู้ถือ ไฟ ดิน ลม (จํากัด ๕,๐๐๐ บาท) ตามตัวอย่าง ถ้านํ้าไม่จ่ายเงินแก่ไฟ ไฟก็สามารถไล่เบี้ยลมได้ทั้ง ๑๐, ๐๐๐บาท เพราะกรณีนี้ลมได้อยู่ใน ฐานะของผู้อาวัลผู้สั่งจ่าย (มิใช่ฐานะเป็นผู้สลักหลัง) ซึ่งจะต้องรับผิดเป็นเช่นเดียวกับผู้ที่ตนประกันไว้ (ตั๋วเงินผู้ถือ การโอนย่อมสมบูรณ์โดยการส่งมอบเท่านั้น ถ้าไปสลักหลังถือว่าเป็นอาวัลของผู้สั่งจ่าย)
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๔๓ ๑.๓ ข้อความตาม มาตรา ๙๑๗ วรรคสอง ซึ่งกฎหมายกําหนดว่า “ถ้าผู้สั่งจ่ายได้เขียนข้อความ ลงไว้ที่ด้านหน้าของตั๋วเงินว่า “เปลี่ยนมือไม่ได้” หรือข้อความอื่นอันมีความหมายเดียวกัน ดังนี้ผู้ทรง (ผู้รับเงิน) จะ โอนตั๋วเงินต่อไปได้ก็เฉพาะแต่โดยรูปการและด้วยผลอย่างการโอนสามัญเท่านั้น” นํ้า ลม ไฟ ดิน “เปลี่ยนมือไม่ได้” ลม ตามตัวอย่าง ดินได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งนํ้าให้จ่ายแก่ลม และดินได้เขียนข้อความลงไว้ ด้านหน้าของตั๋วแลกเงินว่า “เปลี่ยนมือไม่ได้” ต่อมาลมได้สลักหลังและส่งมอบตั๋วให้ไฟ ดังนี้จะเห็นว่า การโอน ตั๋วระหว่างลมกับไฟเป็นการฝ่าฝืนต่อคําสั่งห้ามโอนของดิน เพราะเมื่อดินผู้สั่งจ่ายได้ระบุข้อความดังกล่าวลงไว้แล้ว ย่อมมีผลตามกฎหมายว่าถ้าลมจะโอนตั๋วเงินต่อไป จะต้องโอนอย่างการโอนสามัญเท่านั้นจะโอนโดยวิธีสลักหลัง และส่งมอบอีกไม่ได้ คือถ้าลมจะโอนลมจะต้องทําเป็นหนังสือการโอนตั๋วลงลายมือชื่อของลม (ผู้โอน) และไฟ (ผู้รับโอน) พร้อมทั้งทําหนังสือบอกกล่าวการโอนไปยังดิน (ผู้สั่งจ่าย) เพื่อให้ดินยินยอมด้วย ดังนี้ถ้าดําไม่จ่ายเงิน แก่ไฟ ไฟย่อมสามารถไล่เบี้ยลมได้เท่านั้นจะไล่เบี้ยดินไม่ได้ เพราะถือว่าดินไม่ใช่คู่สัญญากับไฟ (แต่ถ้าดินได้ ยินยอมตามหนังสือบอกกล่าวของลม ดินก็ต้องรับผิดด้วย) วันถึงกําหนดของตั๋วแลกเงิน วันถึงกําหนดของตั๋วแลกเงิน คือ วันถึงกําหนดใช้เงิน มาตรา๙๑๓“อันวันถึงกําหนดของตั๋วแลกเงินนั้นท่านว่าย่อมเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวต่อไปนี้ คือ (๑) ในวันใดวันหนึ่งที่กําหนดไว้ หรือ (๒) เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกําหนดไว้นับแต่วันที่ลงในตั๋วนั้น หรือ (๓) เมื่อทวงถามหรือเมื่อได้เห็น หรือ (๔) เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกําหนดไว้นับแต่ได้เห็น”แบ่งเป็น ๒ ชนิด ก. ตั๋วแลกเงินที่สั่งให้ใช้เงินเมื่อทวงถามหรือเมื่อได้เห็น (ตาม มาตรา ๙๑๓ (๓)) -ตั๋วที่ให้ใช้เงินเมื่อเห็น นั้นผู้ทรงต้องยื่นให้ใช้เงินภายในหกเดือนนับแต่วันที่ลงในตั๋วนั้น มาตรา ๙๔๔, ๙๒๘ - ตั๋วที่ให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม นั้น ผู้ทรงยื่นตั๋วทวงถามให้ใช้เงินเมื่อใดผู้จ่ายต้องใช้เงินทันที ผู้ทรงเก็บตั๋วไว้ได้ นาน อาจจะเป็นสิบปี ตามใดที่ไม่ทวงถาม กําหนดอายุความยังไม่มี อายุความยังไม่เริ่มนับตาม มาตรา๑๐๐๑, ๑๐๐๒ นัย ฎ. ๔๐๔/๒๕๑๕ เว้นแต่เช็ค มาตรา ๙๙๐ “ผู้ทรงต้องยื่นเช็คต่อธนาคารเพื่อให้ใช้เงิน คือว่าถ้าเป็นเช็คให้ใช้เงินในเมือง เดียวกันกับที่ออกเช็คต้องยื่นภายใน เดือนหนึ่งนับแต่วันออกเช็คนั้น ถ้าเป็นเช็คให้ใช้เงินที่อื่นต้องยื่นภายในสามเดือน ถ้า มิฉะนั้น ท่านว่าผู้ทรงสิ้นสิทธิจะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สลักหลังทั้งปวง ทั้งเสียสิทธิอันมีต่อผู้สั่งจ่ายด้วย เพียงเท่าที่จะเกิดความ เสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการที่ ละเลยเสียไม่ยื่นเช็คนั้น”
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๔๔ ข. ตั๋วแลกเงินที่มีกําหนดเวลาให้ใช้เงิน (ตาม มาตรา ๙๑๓ (๑) (๒) (๔))แบ่งเป็น ๓ ชนิด (๑) ตั๋วแลกเงินที่สั่งให้ใช้เงินในวันใดวันหนึ่งที่กําหนดไว้ (ตาม มาตรา ๙๑๓ (๑)) : ปกติจะกําหนดตามวันแห่ง ปฏิทิน แต่กฎหมายไม่ได้กฎหมายไม่ได้กําหนดไว้ว่า “ตามวันแห่งปฏิทิน” จึงอาจกําหนดเป็นวันอื่นที่แน่นอนได้ (๒) ตั๋วแลกเงินที่สั่งให้ใช้เงินเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกําหนดไว้นับแต่วันที่ลงในตั๋วนั้น ตาม มาตรา ๙๑๓ (๒) (๓) ตั๋วแลกเงินที่สั่งให้ใช้เงินเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกําหนดไว้นับแต่ได้เห็น ตาม มาตรา ๙๑๓ (๔) :ผู้ทรงต้องยื่น ตั๋วให้เห็นก่อนจึงจะเริ่มนับวัน ๒ การโอนและการสลักหลัง ในเรื่องการโอนตั๋วแลกเงินนั้นได้กล่าวไว้ในบทที่ ๒ บททั่วไปแล้วว่า ถ้าเป็นตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายแก่ผู้ถือ การโอนย่อยสมบูรณ์โดยการส่งมอบ แต่ถ้าเป็นตั๋วแลกเงินชนิดสั่งจ่ายระบุชื่อแล้วการโอนจะต้องมีการสลักหลังและ ส่งมอบจึงจะมีผลสมบูรณ์ ซึ่งเกี่ยวกับการสลักหลังตั๋วแลกเงิน ได้มีกฎหมายกําหนดไว้เพิ่มเติมที่จะนํามากล่าวในบท นี้ ได้แก่ ๒.๑ การสลักหลังตั๋วเงินต้องไม่มีเงือนไข ่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๒๒ วรรคแรก กําหนดว่า “การสลักหลังต้องให้เป็นข้อความ อันปราศจากเงื่อนไข ถ้ามีการวางเงื่อนไขลงไว้ ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นมิได้มีเลย”หมายความว่าเงื่อนไขนั้นให้มีผลเป็นโมฆะ นั่นเอง (แต่การสลักหลังยังมีผลสมบูรณ์) เช่น หมูได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งให้หมาจ่ายเงินแก่หมี ต่อมาหมีได้โอนตั๋วเงินให้ม้า โดยการสลักหลังและวางเงื่อนไขว่าม้าจะนําตั๋วเงินนี้ไปขึ้นเงินได้ก็ต่อเมื่อม้าสอบวิชากฎหมายธุรกิจผ่าน หมา หมี ม้า หมู หมี (วางเงือนไข ่ ) ดังนี้ตามตัวอย่าง เมื่อหมีได้วางเงื่อนไขไว้กฎหมายให้ถือว่าเงื่อนไขดังกล่าวไม่มี (เงื่อนไขเป็นโมฆะ) ม้า ซึ่งเป็นผู้ทรงสามารถนําตั๋วเงินไปขึ้นเงินได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้สอบกฎหมายธุรกิจผ่านก่อนแต่อย่างใด และถ้าหมา ไม่ยอมจ่ายเงินให้ม้า ม้าก็ย่อมมีสิทธิฟ้องร้องไล่เบี้ยหมูและหมีได้ (กรณีนี้ขอให้ดูเปรียบเทียบกับการออกตั๋วแลกเงิน ในมาตรา ๙๐๙ (๒) ที่ว่าถ้าผู้สั่งจ่ายเป็นคนวางเงื่อนไขไว้เองแล้วตั๋วแลกเงินจะไม่มีผลสมบูรณ์ตามเงื่อนไขทันที) ๒.๒. การสลักหลังตั๋วเงินจะต้องสลักหลังโอนทังหมด้
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๔๕ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๒๒ วรรคสอง กําหนดว่า “การสลักหลังโอนแต่ เพียงบางส่วน จะเป็นโมฆะ หมายความว่า ในการสลักหลังการโอนตั๋วเงินนั้นจะต้องเป็นการสลักหลังโอนจํานวน เงินในตั๋วเงินทั้งหมด จะสลักหลังโอนเพียงบางส่วนไม่ได้ มิฉะนั้นการโอนจะเป็นโมฆะ เช่น หมา ๕,๐๐๐ บาท หมี ม้า หมู หมี (โอน ๓,๐๐๐ บาท) ตามตัวอย่าง หมูได้ ออกตั๋วแลกเงินสั่งให้หมาจ่ายเงินแก่หมี ๕,๐๐๐ บาท ต่อมาได้สลักหลังโอนให้แก่ ม้า และระบุจํานวนว่าสลักหลังโอนเพียง ๓,๐๐๐ บาท ดังนี้ตามกฎหมายย่อมถือว่าการโอนระหว่างหมีกับม้าเป็น โมฆะใช้ไม่ได้ ม้าจึงไม่ใช่ผู้ทรงและไม่มีสิทธิใด ๆ ในตั๋วเงินนั้นเลย ๒.๓. การสลักหลังที่มีการห้ามสลักหลังต่อไปอีก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๒๓ กําหนดว่า “ถ้าผู้สลักหลังคนใดได้มีการระบุ ข้อความห้ามสลักหลังต่อไปลงไว้แล้ว แต่มีการสลักหลังต่อไปอีก ผู้สลักหลังคนที่ห้ามนั้นไม่ต้องรับผิดต่อบุคคลผู้ซึ่ง ได้ตั๋วเงินไปในภายหลัง” (แต่ยังคงรับต่อผู้สลักหลังคนที่ตนได้โอนตั๋วเงินให้ไป) เช่น หมูออกตั๋วแลกเงินสั่งหมาให้ จ่ายเงินแก่หมี หมีสลักหลังโอนให้ม้าและระบุข้อความไว้ว่า “ห้ามม้าโอนต่อ” แต่ม้าได้สลักหลังโอนต่อให้แมว ดังนี้มี ปัญหาว่าถ้าหมาไม่จ่ายเงินให้แมว แมวจะไล่เบี้ยใครได้บ้าง หมา หมี ม้า แมว หมู หมี ม้า (ห้ามม้าสลักหลังต่อ) หมูผู้สั่งจ่ายและม้าผู้สลักหลังได้ (ตามมาตรา ๙๐๐ และ ๙๑๔) แต่จะไล่เบี้ยหมีผู้สลักหลังไม่ได้ (ตาม มาตรา ๙๒๓)และจะไล่เบี้ยหมาผู้ซึ่งมิได้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินไม่ได้เช่นกัน ๒.๔. การสลักหลังตั๋วเงินเมื่อสิ้นเวลาคัดค้าน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๒๔ วรรคแรก ได้กําหนดไว้ว่า “ถ้าตั๋วเงินมีการสลัก หลังต่อไปเมื่อสิ้นเวลาคัดค้านการไม่รับรองหรือการไม่ใช้เงิน ผู้รับสลักหลังย่อมได้ไปซึ่งสิทธิแห่งการรับรองตามแต่มี ต่อผู้จ่าย กับสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บรรดาผู้ซึ่งสลักหลังตั๋วเงินนั้นภายหลังที่สิ้นเวลาเพื่อการคัดค้าน” เช่น ดําออกตั๋วแลก
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๔๖ เงินสั่งแดงให้จ่ายเงินแก่ขาว ขาวสลักหลังให้เขียวเมื่อตั๋วถึงกําหนดใช้เงินแดง ปฎิเสธการจ่ายเงินและเขียวก็มิได้ทํา การคัดค้านภายในกําหนดเวลา แต่ได้สลักหลังตั๋วเงินต่อไปให้กับเหลือง แดง ขาว เขียว เหลือง ดํา ขาว เขียว ดังนี้จะเห็นว่าเหลืองเป็นผู้ทรง (ผู้รับสลักหลัง) ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิที่จะไล่เบี้ยแดงผู้รับรอง (ถ้าแดงได้รับ รองตั๋วไว้แล้ว) และสิทธิที่จะไล่เบี้ยกับเขียว ผู้สลักหลังในภายหลังที่สิ้นเวลาคัดค้านแล้วเท่านั้นจะไล่เบี้ยดําผู้สั่งจ่าย และขาวผู้สลักหลังที่อยู่ก่อนสิ้นเวลาเพื่อคัดค้านไม่ได้ (เพราะถ้าเขียนไม่ทําคัดค้านตามกฎหมายและเขี้ยวก็ไม่มีสิทธิ ไล่เบี้ยดําและขาวได้อยู่แล้ว) ๒.๕. การสลักหลังตั๋วเงินเมื่อได้มีการทําคัดค้านไว้แล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๒๔ วรรคสอง ได้กําหนดไว้ว่า “ถ้าตั๋วเงินนั้นได้มีการ คัดค้านการไม่รับรองหรือการไม่ใช้เงินก่อนที่จะสลักหลังแล้ว ผู้สลักหลังย่อมได้ไปแต่เพียงสิทธิของผู้ซึ่งสลักหลัง ให้แก่ตนอันมีต่อผู้รับรอง ต่อผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังซึ่งอยู่ก่อนเวลาการคัดค้านนั้น” กรณีนี้จะต่างกับมาตรา ๙๒๔ วรรคแรก (๔) เพราะเป็นกรณีที่มีการสลักหลังในภายหลังที่ได้ทํา การคัดค้านไว้แล้ว เช่นตามตัวอย่างขั้นต้น (๔) เมื่อแดงได้ปฏิเสธการจ่ายเงินแก่เขียว เขียวได้ทําการคัดค้านการไม่ ใช้เงินภายในกําหนดเวลาไว้แล้ว และได้สลักหลังต่อให้เหลือง ดังนี้เหลืองซึ่งเป็นผู้ทรง (ผู้รับสลักหลัง) ย่อมได้ไป ซึ่งสิทธิของเขียว (ผู้สลักหลัง) ในอันที่จะไล่เบี้ยเอากับคําสั่งผู้จ่าย และขาวผู้สลักหลังซึ่งอยู่ก่อนเวลาการคัดค้าน นั้น (เพราะทั้งสองคนนี้แม้เขียวจะไม่สลักหลังต่อไปก็ต้องรับผิดต่อเขียวอยู่แล้ว) แต่จะไล่เบี้ยเขียวไม่ได้ ส่วนแดง ถ้าได้รับรองตั๋วเงินนั้นแล้วก็ต้องรับผิดต่อเหลืองเช่นกัน ๒.๖. การสลักหลัง“เพื่อเรียกเก็บ” (เป็นการสลักหลังที่ทําให้ผู้สลักหลังอยู่ในฐานะตัวแทนเพื่อเรียกเก็บเงิน) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๒๕ กําหนดว่า “ถ้าการสลักหลังกําหนดว่า “ราคาอยู่ที่ เรียกเก็บ” หรือ“เพื่อเรียกเก็บ” หรือในฐานะจัดการแทน” ผู้ทรงจะได้สิทธิทั้งปวงอันเกิดแต่ตั๋วนั้นก็ได้ แต่ถ้าจะสลัก หลังต่อไปก็ต้องทําในฐานะเป็นตัวแทน แต่ในกรณีนี้“คู่สัญญาซึ่งจะต้องรับผิด อาจจะต่อสู้ผู้ทรงได้ก็แต่เฉพาะข้อต่อสู้อันมีต่อผู้สลักหลัง เท่านั้น” แดง
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๔๗ ขาว เขียว ดํา ขาว “เพื่อเรียกเก็บ” ตามตัวอย่าง ดําได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งแดงให้จ่ายเงินแก่ขาว ต่อมาขาวสลักหลังให้เขียวและระบุข้อความไว้ ว่า “เพื่อเรียกเก็บ” ดังนี้เขียวย่อมมีสิทธิเป็นผู้ทรงโดยทั่ว ๆ ไป แต่ถ้าเขียวจะไปเรียกให้แดงใช้เงินจะต้องกระทําใน ฐานเป็นตัวแทนของขาว (คือเมื่อเก็บเงินได้แล้วต้องนํามาให้ขาว) และถ้าดํามีข้อต่อสู้ประการใดกับขาว เช่นข้อต่อสู้ ว่าขาวได้ฉ้อฉลเอาตั๋วไปจากดํา หรือข้อต่อสู่ว่ามูลหนี้ตามตั๋วเงินเป็นมูลหนี้อันเกิดจากการพนัน ดําก็ย่อมสามารถยก ข้อต่อสู้นั้นขึ้นต่อสู่เขียวได้เช่นกัน (แต่ถ้าเป็นข้อต่อสู้ระหว่างดํากับเขียวแล้ว ดําจะยกข้อต่อสู้นั้นขึ้นต่อสู้เขียวใน กรณีนี้ไม่ได้) หรือถ้าเขียวจะสลักหลังโอนตั๋วเงินต่อไปให้เหลืองเขียวก็สามารถกระทําได้ในฐานะตัวแทนของขาว ๒.๗. การสลักตั๋วเพื่อจํานํา (เป็นการสลักหลังที่ทําให้ผู้รับสลักหลังอยู่ในฐานะ “ผู้รับจํานําตั๋ว” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๒๖ ได้กําหนดไว้ว่า “ถ้าการสลักหลังมีข้อความกําหนดว่า “ราคาเป็นประกัน” หรือ“ราคาเป็นจํานํา” หรือข้อกําหนดอย่างอื่นอันมีความหมายว่าจํานํา ผู้ทรงจะใช้สิทธิทั้งปวงอันเกิดแต่ ตั๋วเงินนั้นก็ได้ แต่ถ้าผู้ทรงจะสลักหลังตั๋วนั้น การสลักหลังย่อมใช้ได้เพียงในฐานเป็นคําสลักหลังของตัวแทน คู่สัญญาทั้งหลายซึ่งต้องรับผิดจะต่อสู้ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคล ระหว่างตนกับผู้สลักหลังนั้นไม่ได้เว้นแต่การสลักหลังจะมีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล(ดูรูป) แดง ๕,๐๐๐ ตัวแทนขาว ขาว เขียว เหลือง ดํา ขาว ตามตัวอย่าง ดําออกตั๋วแลกเงินสั่งให้แดงจ่ายเงินแก่ขาวจํานวน ๕,๐๐๐ บาท ต่อมาขาวได้ไปกู้เงินจาก เขียว ๓,๐๐๐ บาท และได้นําตั๋วเงินนี้สลักหลังเป็นประกันหนี้เงินกู้แก่เขียว โดยระบุข้อความว่า “ราคาเป็นจํานํา ๓,๐๐๐ บาท” ดังนี้เขียวย่อมเป็นผู้ทรงในฐานะผู้รับจํานําตั๋วจากขาว และจะมีสิทธิเสมือนกับผู้ทรงโดยทั่ว ๆ ไป เมื่อตั๋วถึงกําหนดเขียวนําตั๋วไปยื่นให้แดงจ่ายเงิน ถ้าแดงจ่ายเงินให้เขียว ๕,๐๐๐ บาท เขียวจะเอาไว้เป็นของ ตนเองได้เพียง ๓,๐๐๐ บาท เท่านั้น ส่วนอีก ๒,๐๐๐ บาท ต้องคืนให้ขาว หรือถ้าเขียวจะโอนตั๋วเงินต่อไปให้ กันเหลือง ก็ต้องได้รับความยินยอมจากขาวด้วย และให้ถือว่าการโอนของเขียวนั้นได้ทําในฐานะตัวแทนของขาว หรือถ้าดําไม่จ่ายเงินให้เขียว ถ้าเขียวจะไล่เบี้ยเอาจากดําผู้สั่งจ่าย ดําจะยกเอาข้อต่อสู้ของตนที่มีต่อขาวขึ้นต่อสู้ เขียวไม่ได้ เว้นแต่การโอนของขาวกับเขียวนั้นจะได้เกิดขึ้นเพราะคบคิดกันฉ้อฉล”
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๔๘ ๓ การรับรองตัวแลกเงิน ๓.๑ ความหมายของการรับรองตั๋วเงิน “การรับรองตั๋วแลกเงิน” คือการที่ผู้จ่ายได้รับรองว่าเมื่อตั๋วแลกเงินถึงกําหนดใช้เงิน ผู้จ่ายก็จะใช้เงินตามตั๋ว แลกเงินนั้นให้แก่ผู้ทรง ซึ่งการรับรองตั๋วแลกเงินนี้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อผู้ทรงหรือผู้ที่มีตั๋วไว้ในความครอบครองได้นําตั๋ว ไปยื่นให้ผู้จ่ายรับรองก่อนที่ตั๋วนั้นจะถึงกําหนดใช้เงิน25 ๒๕ การนําตั๋วไปยื่นให้ผู้จ่ายรับรองนั้นเป็นสิทธิของผู้ทรง กล่าวคือผู้ทรงจะนําตั๋วไปยื่นให้ผู้จ่ายรับรองหรือไม่ก็ ได้ เพราะแม้ผู้ทรงจะมิได้นําตั๋วไปยื่นเพื่อให้รับรองก็ตาม เมื่อตั๋วแลกเงินนั้นถึงกําหนดใช้เงินผู้ทรงก็ยังมีสิทธินําตั๋ว ไปยื่นให้จ่ายใช้เงินได้ เว้นแต่กรณีหนึ่งดังต่อไปนี้ ผู้ทรงจะต้องนําตั๋วไปยื่นเพื่อให้ผู้จ่ายรับรอง ได้แก่ 1. เมื่อผู้สั่งจ่ายได้กําหนดไว้ว่าผู้ทรงจะต้องนําตั๋วไปยื่นเพื่อให้ผู้จ่ายรับรองโดยจะกําหนดเวลาไว้หรือไม่ก็ ได้ 2. เมื่อผู้สลักหลังได้กําหนดไว้ให้ผู้ทรงนําตั๋วไปยื่นเพื่อให้ผู้จ่ายรับรอง โดยจะกําหนดเวลาไว้หรือไม่ก็ได้ เว้นแต่ผู้สั่งจ่ายจะได้ห้ามการรับรอง 3. เมื่อตั๋วแลกเงินนั้นได้สั่งให้ใช้เงินเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกําหนดไว้นับแต่ได้เห็น ซึ่งจะต้องนําตั๋วเงินไปยื่น เพื่อให้รับรองภายใน ๖ เดือน นับแต่วันที่ลงในตั๋วเงิน26 ๒๖ 4. เมื่อผู้จ่ายได้รับรองตั๋วแลกเงินแล้ว ผู้จ่ายย่อมต้องผูกพันในอันที่จะต้องจ่ายเงินตามจํานวนที่ได้ รับรองไว้ตามเนื้อความแห่งคํารับรองของตน27 ๒๗ ๓.๒ วิธีการทําคํารับรอง ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๓๑ ได้กําหนดวิธีการรับรองตั๋วแลกเงินไว้ว่าผู้จ่าย อาจจะทําการรับรองตั๋วแลกเงินได้โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนี้ คือ ๒๕ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๒๗ ๒๖ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๙๒๘) ๒๗ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๓๗ )
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๔๙ ๑. ผู้จ่ายเขียนคําว่า “รับรองแล้ว” หรือข้อความอื่นซึ่งมีความหมายเดียวกัน พร้อมทั้งลงลายมือชื่อของ ผู้จ่ายไว้ที่ด้านหน้าของตั๋วแลกเงิน หรือระบุข้อความว่ารับรองใช้ด้านหน้าตั๋วและลงลายมือชื่อ ๒. ผู้จ่ายเพียงแต่ลงลายมือชื่อไว้ที่ด้านหน้าของตั๋วแลกเงิน โดยไม่เขียนข้อความอย่างใดไว้ก็ได้ ๓.๓ ประเภทการรับรอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๓๕ ได้กําหนดไว้ว่าผู้จ่ายสามารถรับรองตั๋วแลกเงินได้ ๒ ประเภท ได้แก่ ๓.๓.๑ การรับรองตลอดไป คือการที่ผู้จ่ายรับรองว่าจะจ่ายเงินให้กับผู้ทรงโดยไม่มีการโต้แย้งคําสั่ง ของผู้จ่ายแต่อย่างใด เช่น ผู้สั่งจ่ายให้ผู้จ่าย จ่ายเงินแก่ผู้ทรง ๑๐,๐๐๐ บาท เมื่อผู้ทรงนําตั๋วเงินไปยื่นให้ผู้จ่าย รับรองผู้จ่ายรับรองผู้จ่ายก็รับรองว่าจะจ่ายเงินให้แก่ผู้ทรง ๑๐,๐๐๐ บาท โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นต้น ๓.๓.๒ การรับรองเบี่ยงบ่าย คือการที่ผู้จ่ายรับรองกับผู้ทรงว่าจะจ่ายเงินให้แต่มีการโต้แย้งคําสั่งของ ผู้สั่งจ่ายอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ๓.๓.๒.๑รับรองโดยมีเงื่อนไข เช่น รับรองว่าจะจ่ายเงินเมื่อถึงกําหนดผู้จ่ายมีเงินพอที่จะจ่าย เป็นต้น ๓.๓.๒.๒ รับรองบางส่วน เช่น รับรองว่าจะจ่ายเงินให้เพียงครึ่งหนึ่งของจํานวนเงินในตั๋วเงิน เป็น ต้น ๓.๔ ผลของการรับรองเบี่ยงบ่าย ถ้าผู้จ่ายได้รับรองตั๋วแลกเงินแบบเบี่ยงบ่าย ไม่ว่าจะโดยมีเงื่อนไขหรือโดยรับรองบางส่วนก็ตาม ผู้ ทรงย่อมมีสิทธิดังต่อไปนี้ คือ ๑. บอกปัดไม่รับเอาคํารับรองเช่นนั้น ซึ่งจะมีผลทําให้ตั๋วเงินนั้นเป็นอันขาดความเชื่อถือเสมือนกับ ว่าไม่มีการรับรอง และทําให้ผู้ทรงสามารถที่จะฟ้องร้องไล่เบี้ยเอากับคู่สัญญาผู้ต้องรับผิดตามตั๋วเงินได้28 ๒๘ ๒. ถ้าผู้ทรงยอมรับเอาคํารับรองแบบเบี่ยงบ่ายนั้น ผู้ทรงย่อมสิ้นสิทธิไล่เบี้ยเอากับผู้สั่งจ่ายหรือผู้ สลักหลังที่มิได้ยินยอมด้วยโดยชัดแจ้ง หรือโดยปริยายในการที่ผู้ทรงยอมรับเอาคํารับรองเบี่ยงบ่ายนั้น แต่กรณีนี้ มิให้ใช้บังคับถึงการรับรองแต่บางส่วน ซึ่งผู้ทรงได้บอกกล่าวให้ทราบก่อนแล้วโดยชอบธรรม29 ๒๙ เช่น เอกได้ออกตั๋ว แลกเงินสั่งโทให้จ่ายเงินแก่ตรี ๑๐,๐๐๐ บาท ตรีสลักหลังให้จัตวา และจัตวาได้สลักหลังโอนต่อให้กับพิเศษ ก่อนตั๋วถึงกําหนดพิเศษนําตั๋วไปให้โทจ่ายรับรอง ถ้าโทรับรองอย่างใดอย่างหนึ่งคือ ๑. รับรองว่าจะจ่ายเงินให้พิเศษเมื่อถึงกําหนดแล้วโทยังเป็นหนี้เอก ในจํานวนเงินที่พอจะจ่ายได้ ๒. รับรองว่าถึงกําหนดจะจ่ายเงินให้พิเศษเพียง ๖,๐๐๐ บาท ๒๘ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๓๖ วรรคแรก) ๒๙ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๓๖วรรคสอง)
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๕๐ ดังนี้ เมื่อพิเศษยอมรับเอาคํารับรองดังกล่าวของโท และได้มีคําบอกกล่าวไว้ให้เอกตรี และจัตวา ทราบ ปรากฏว่ามีเอกเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยินยอม ส่วนตรีและจัตวาไม่ยินยอม เมื่อถึงกําหนดโทไม่ยอมจ่ายเงิน พิเศษจะฟ้องร้องไล่เบี้ยใครได้บ้าง โท ๑๐, ๐๐๐ เอก ตรี จัตวา พิเศษ ตรี จัตวา ตัวอย่าง กรณีที่ ๑ การที่โทได้รับรองว่าจะจ่ายเงินเมื่อถึงกําหนดและโทเป็นหนี้เอกในจํานวนเงินที่พอจะจ่ายได้นั้น ถือว่าเป็นการรับรองเบี่ยงบ่ายแบบมีเงื่อนไข เมื่อพิเศษยอมรับเอาคํารับรองดังกล่าวโดยที่ตรีและจัตวามิได้ยินยอม ด้วย พิเศษจึงไล่เบี้ยทั้งสองไม่ได้ จะไล่เบี้ยเพียงเอกผู้สั่งจ่าย ซึ่งได้ยินยอมด้วยเท่านั้นส่วนจะไล่เบี้ยโทผู้รับรองได้ ก็เฉพาะเป็นไปตามเงื่อนไขที่โทได้รับรองไว้เท่านั้น กรณีที่ ๒ การที่โทได้รับรองว่าจะจ่ายเงินให้เพียง ๖,๐๐๐ บาทเท่านั้น ถือว่าเป็นการรับรองเบี่ยงบ่ายแบบ บางส่วนเมื่อพิเศษยอมรับเอาคํารับรองดังกล่าวและได้บอกกล่าวให้ตรีและจัตวาทราบแล้ว แม้ทั้งสองจะไม่ยินยอมก็ ตามพิเศษก็สามารถไล่เบี้ยตรีและจัตวาในฐานะผู้สลักหลังได้ และไล่เบี้ยเอกในฐานะผู้สั่งจ่ายได้เช่นกัน ในจํานวน เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท นอกจากนั้นพิเศษก็สามารถไล่เบี้ยผู้รับรองได้ตามจํานวนเงินที่รับรองไว้ ๔ การอาวัลตั๋วเงิน ๔.๑ ความหมายของการอาวัล “การอาวัล”ตั๋วเงิน คือการคํ้าประกันหรือรับประกันการใช้เงินตามตั๋วเงิน ซึ่งอาจจะเป็นการคํ้าประกัน ทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ และบุคคลที่จะเข้ามารับอาวัลคู่สัญญาในตั๋วเงินนั้น อาจจะเป็นบุคคลภายนอกหรืออาจจะ เป็นคู่สัญญาเดิมในตั๋วเงินก็ได้30 ๓๐ แต่โดยปกติแล้ว ผู้ทรงย่อมจะให้บุคคลภายนอกเป็นผู้รับอาวัลมากกว่าจะให้ผู้เป็น คู่สัญญาเดิมในตั๋วเงินเป็นผู้รับอาวัล ทั้งนี้เพราะจะทําให้มีผู้ที่จะต้องรับผิดต่อผู้ทรงเพิ่มขึ้นเมื่อมีการไล่เบี้ยนั่นเอง ข้อสังเกต การอาวัลตั๋วเงินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๓๘ นี้ จะเป็นการเข้ามารับ อาวัลโดยความสมัครใจของผู้รับอาวัล แต่มีการอาวัลตั๋วเงินอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็น “การอาวัลโดยผลแห่ง กฎหมาย” คือการสลักหลังตั๋วเงินแก่ผู้ถือนั่นเอง ซึ่งกฎหมายให้ถือว่าเป็นการอาวัลสั่งจ่าย31 ๓๑ ๓๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๓๘) ๓๑ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๒๑