กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๕๑ ๔.๒ วิธีการรับอาวัล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๓๙ เราสามารถทําการอาวัลได้๒ วิธี ๔.๒.๑ เขียนข้อความว่า “ใช้ได้เป็นอาวัล” หรือสํานวนอื่นใดที่มีความหมายเดียวกัน และลงลายมือ ชื่อของผู้รับอาวัลไว้ด้านหน้าหรือด้านหลังของตั๋วเงินก็ได้ (หรือในใบประจําต่อ) ๔.๒.๒ เพียงแต่ลงลายมือชื่อของผู้รับอาวัลไว้ที่ด้านหน้าของตั๋วเงินก็ได้ กฎหมายให้ถือว่าเป็นการรับ อาวัลแล้ว เว้นแต่กรณีที่เป็นผู้สั่งจ่ายหรือผู้จ่ายเท่านั้นที่จะลงแต่ลายมือชื่อเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าจะเข้ามารับอาวัล ใครจะต้องปฏิบัติตามวิธีที่ ๑. เสมอ อนึ่ง………ในคํารับอาวัลนั้น จะต้องมีการระบุไว้ด้วยว่ารับอาวัลผู้ใด ถ้ามิได้ระบุไว้ให้ถือว่าเป็นการ รับอาวัลผู้สั่งจ่าย32 ๓๒ ๔.๓ ผลบังคับของการอาวัล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๙๔๐ วรรคแรกบัญญัติถึงความรับผิดของผู้รับอาวัลเอาไว้ว่า “ผู้รับอาวัลย่อมต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับบุคคลซึ่งตนประกัน” ใจความสําคัญของวรรคแรกนี้ จึงอยู่ที่คําว่า “ผูกพัน” นั่นเอง ซึ่งคําว่า ผูกผันนี้ตัวบทภาษาอังกฤษ ใช้คําว่า “Bound” ฉะนั้น จึงหมายความรวมถึง สิทธิ หน้าที่และความรับผิดด้วย จึงหมายความว่า เมื่อผู้รับอาวัลได้เข้ามา ประกันให้แก่บุคคลใด โดยการอาวัลแล้ว ก็ย่อมจะต้องมีสิทธิหน้าที่ และความรับผิดในการคํ้าประกันของตนเป็น อย่างเดียวกับสิทธิหน้าที่และความรับผิดของบุคคล ซึ่งตนเข้าประกันให้นั้นทุกประการ จึงทําให้ผู้รับอาวัลมีความ ผูกพันที่จะต้องใช้เงินตามตั๋วนั้นในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นด้วย มิใช่มีฐานะเป็นเพียงลูกหนี้ชั้นสอง อย่างผู้คํ้าประกันใน สัญญาคํ้าประกันธรรมดา กล่าวคือ เมื่อตั๋วเงินดังกล่าวเกิดขาดความเชื่อถือ เพราะเหตุเขาไม่รับรอง หรือไม่ใช้เงิน อย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว เจ้าหนี้ตามตั๋วเงินนั้นอาจเรียกให้ผู้รับอาวัลชําระหนี้แก่คนโดยพลันก็ได้ โดยไม่จําต้องไป เรียกร้องบังคับเอาจากลูกหนี้ชั้นต้นคนอื่น ๆ เสียก่อน ความรับผิดของบุคคลที่ผู้เข้ารับอาวัลได้เข้าประกันให้นั้น จะมีอยู่มากน้อยเพียงใด ผู้รับอาวัลก็คงต้องมี ความรับผิดไปตามนั้น เช่น ในกรณีที่ผู้สลักหลังคนหนึ่งได้สลักหลังโอนเช็คจํานวนเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ไปยังบุคคล อื่น แต่จํากัดความรับผิดของตนเอาไว้เพียง ๕,๐๐๐ บาทเท่านั้น (ซึ่งผู้สลักหลังมีสิทธิทําได้ตาม มาตรา ๙๑๕ (๑) ) โดยมีผู้เข้ารับอาวัลประกันแก่ผู้สลักหลังคนนั้นเช่นนี้ แม้ผู้รับอาวัลจะมิได้จํากัดความรับผิดชอบของตนเองเอาไว้ตาม มาตรา ๙๓๘ วรรคแรก ก็ตาม ก็ไม่ทําให้ความรับผิดชอบของผู้รับอาวัลจะต้องมีจนเต็มจํานวน ๑๐,๐๐๐ บาท ที่ ปรากฏอยู่ในเช็คแต่อย่างใด ผู้รับอาวัลนั้นยังคงผูกพันเพียงแต่จํานวน ๕,๐๐๐ บาท เท่ากับความรับผิดของผู้สลัก หลังที่ตนให้ประกันไว้เท่านั้น ๓๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๓๙ วรรคท้าย
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๕๒ อย่างไรก็ดี แม้มาตรา ๙๔๐ วรรคแรกนี้จะกําหนดให้ผู้รับอาวัลมีความผูกพัน หรือนัยหนึ่งมีสิทธิหน้าที่ และความรับผิดเป็นอย่างเดียวกับบุคคลซึ่งตนประกันก็ตาม แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นอยู่บางประการนั่นคือ ในส่วนที่ เกี่ยวกับจํานวนเงินที่ตนจะต้องรับผิดแล้ว ผู้รับอาวัลอาจจํากัดเอาไว้แต่เพียงบางส่วน ตามมาตรา ๙๓๘ วรรคแรก ก็ได้ ดังกล่าวมาแล้วแต่ต้นในเรื่อง จํานวนเงินที่ผู้รับอาวัลจะต้องรับผิด ฉะนั้นแม้บุคคลที่ตนเข้าประกันด้วยอาวัลให้ จะไม่ได้จํากัดความรับผิดเอาไว้ผู้รับอาวัลจะจํากัดความรับผิดเสียเองก็ย่อมได้ แต่การจํากัดความรับผิดของผู้รับอาวัลนั้น ตามมาตรา ๙๓๘ วรรคแรก ให้จํากัดได้เฉพาะแต่จํานวนเงิน เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ฉะนั้น ผู้รับอาวัลจึงไม่อาจจะจํากัดความรับผิดของตนเป็นประการอื่น นอกเหนือจากความ รับผิดที่เป็นจํานวนเงินแต่อย่างใด เช่น จะจํากัดว่า ผู้ทรงต้องไปเรียกร้องบังคับชําระหนี้เอาจากบุคคลที่ตนประกัน เสียก่อน เช่น จะจํากัดว่า ผู้ทรงต้องไปเรียกร้องบังคับชําระหนี้เอาจากบุคคลที่ตนประกันเสียก่น แล้วจึงจะมีสิทธิมา เรียกร้องกับตน หรือจะกําหนดให้ผู้ทรงต้องแจ้งให้ตนทราบถึงการผิดนัดของลูกหนี้ภายในกําหนดเวลาใดเวลาหนึ่ง เสียก่อน มิฉะนั้น ตนจะไม่รับใช้เงินให้ เหล่านี้เป็นต้น ย่อมทําไม่ได้เลย เพราะข้อจํากัดเหล่านี้ผู้รับอาวัลไม่มีอํานาจที่ จะจํากัดไว้ ฉะนั้นถึงจะจดแจ้งไว้ ก็หาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่ ตามมาตรา ๘๙๙ ซึ่งจะเห็นว่าต่าง กับกรณีที่ผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินหรือเช็ค และผู้สลักหลังจากจดแจ้งจํากัดความรับผิดชอบเขาเป็นประการใด ๆ ก็ได้ โดยไม่จํากัดว่าจะต้องเป็นเฉพาะเรื่องจํานวนเงินแต่เพียงอย่างเดียว (มาตรา ๙๑๕ (๑) ) มีปัญหาว่า หากบุคคลผู้ที่ผู้รับอาวัลได้เข้าคํ้าประกันให้นั้น มีข้อผูกพันกับเจ้าหนี้เป็ นอย่างอื่น นอกเหนือจากข้อผูกพันที่มีในตั๋วเงินนั้น เช่น อาจมีข้อตกลงว่า หากผู้ทรงไม่อาจเรียกเก็บเงินได้ เมื่อตั๋วเงินนั้นถึง กําหนดชําระแล้ว จะยอมให้ผู้ทรงปรับเป็นเงินนอกเหนือไปจากจํานวนเงินที่ต้องรับผิดตามตั๋วอยู่แล้วอีก ๑๐,๐๐๐ บาท เช่นนี้ ผู้รับอาวัลจะต้องรับผิดในเงินค่าปรับเช่นนี้ด้วยหรือไม่ ข้อนี้เห็นว่า แม้มาตรา ๙๔๐ วรรคแรก จะกําหนดให้ผู้รับอาวัลต้องมีความผูกพันเป็นอย่างเดียวกับบุคคล ที่ตนประกันก็ตาม ก็ต้องเข้าใจว่าความผูกพันเช่นว่านั้น หมายเฉพาะแต่ความผูกพันเท่าที่มีปรากฏไว้ในตั๋วเงินเท่านั้น เพราะการอาวัลเป็นเพียงการคํ้าประกันเฉพาะหนี้ตามตั๋วเงินเท่านั้น จึงไม่รวมไปถึงหนี้อย่างอื่นที่นอกเหนือจากหนี้ ตามตั๋วเงินนั้นด้วย ผู้รับอาวัลจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ค่าปรับนี้แต่อย่างใด ทั้งนี้ แม้เงื่อนไขการปรับนั้นจะได้ระบุให้ ปรากฏไว้ในตั๋วเงินก็ตาม เพราะสิ่งที่ผู้ทรงอาจใช้เรียกร้องเอากับลูกหนี้แห่งตั๋วเงินได้นั้นก็คือ ตามที่บัญญัติเอาไว้ใน มาตรา ๙๖๘ เท่านั้น ซึ่งไม่รวมถึงค่าปรับด้วย การจดแจ้งค่าปรับเอาไว้ในตั๋วเงิน จึงเท่ากับไม่มีผลตามมาตรา ๘๙๙ อันจะใช้บังคับบรรดาลูกหนี้คนอื่น ๆ ในตั๋วเงินนั้นได้ (แต่อาจใช้เป็นหลักฐานบังคับกันเองระหว่างผู้ที่สัญญาจะให้ ค่าปรับกับเจ้าหนี้แห่งตั๋วเงินนั้นได้ตามหลักนิติกรรมสัญญาทั่ว ๆ ไป) ผู้รับอาวัลจะยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขั้นต้นขึ้นยันกับเจ้าหนี้ได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาเฉพาะมาตรา ๙๔๐ วรรคแรก แต่เพียงอย่างเดียวแล้ว จะทําให้คิดไปได้ว่า เมื่อผู้รับอาลัย ย่อมต้องผูกพันตนเป็นอย่างเดียวกับบุคคลซึ่งตนประกัน หรือนัยหนึ่งคือ ลูกหนี้ขั้นต้นแล้ว ผู้รับอาวัลก็น่าจะยกข้อ ต่อสู้บรรดาที่ลูกหนี้มีอยู่ต่อเจ้าหนี้แห่งตั๋วเงินนั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้ปฏิเสธความรับผิดของตนได้เช่นกัน ซึ่งลักษณะอย่าง เดียวกันนี้ผู้คํ้าประกันตามสัญญาคํ้าประกันทั่วไปย่อมอาจยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นยันเจ้าหนี้ได้ ตามมาตรา ๖๙๔
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๕๓ ตามประมวลกฎหมายพาณิชย์ของฝรั่งเศส มาตรา ๑๓๐ เองก็มิได้มีบทขยายชัดเจนว่า ผู้รับอาวัลจะยกข้อ ต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นใช้ได้หรือไม่ แต่มีคําอธิบายที่กล่าวถึงความรับผิดของผู้รับอาวัลเอาไว้ว่า “โดยการที่การอาวัลย่อม ต้องเขียนไว้บนตั๋วเงิน ผู้รับอาวัลจึงต้องรับผิดเป็นอย่างเดียวกับบุคคลที่ตนประกันด้วย จึงสรุปได้ว่า ผู้ทรงตั๋วเงิน อาจเรียกร้องเอาจากผู้รับอาวัลได้ทํานองเดียวกับลูกหนี้ที่ถูกประกันด้วยอาวัลนั้น โดยถือว่า ลูกหนี้มีความประมาท อย่างไร ผู้รับอาวัลก็ประมาทเท่านั้น และผู้รับอาวัลอาจยกข้อต่อสู้เกี่ยวกับข้อยกเว้น ซึ่งบุคคลที่ตนได้ประกันนั้นมี อยู่ต่อผู้ทรงตั๋วเงินได้เช่นเดียวกับเป็นข้อต่อสู้ของตนเอง” แต่อย่างไรก็ดี นักนิติศาสตร์บางท่านมีความเห็นว่า จะพิจารณาแต่เฉพาะมาตรา ๙๔๐ วรรคแรก เพียง อย่างเดียวยังไม่พอ ต้องพิจารณาถึงถ้อยคําที่กฎหมายใช้ในมาตรา ๙๔๐ วรรค ๒ ต่อไปด้วยคือ “แม้ถึงว่าความรับผิดใช้เงินอันผู้รับอาวัลได้ประกันอยู่นั้นจะตกเป็นใช้ไม่ได้ด้วยเหตุใด ๆ นอกจากเพราะ ทําผิดแบบระเบียบ ท่านว่าข้อที่สัญญารับอาวัลนั้นก็ยังคงสมบูรณ์” หมายความว่า แม้ลูกหนี้ในตั๋วเงินผู้ที่ถูกผู้รับอาวัลคํ้าประกันจะมีข้อต่อสู้เจ้าหนี้อย่างใดก็ตาม ผู้รับอาวัลจะ อ้างมาเป็นข้อต่อสู้ของตนไม่ได้ จะอ้างได้ก็ต่อเมื่อเป็นข้อต่อสู้ว่า มีการทําผิดแบบระเบียบ ในเรื่องตั๋วเงินเท่านั้น ซึ่ง ย่อมจะต่างจากผู้คําประกันธรรมดา เพราะการคํ้าประกันธรรมดานั้น นอกจากข้อต่อสู้ ซึ่งผู้คํ้าประกันมีต่อเจ้าหนี้แล้ว ผู้คํ้าประกันยังอาจจะยกข้อต่อสู้ทั้งหลาย ซึ่งลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย แต่ในเรื่องรับอาวัลตามตั๋วเงิน แม้ ลูกหนี้จะมีข้อต่อสู้เจ้าหนี้ คือผู้ทรงตั๋วเงินอย่างใดก็ตาม ผู้รับอาวัลก็หาอาจยกมาเป็นข้อต่อสู้ของตนไม่ได้ อาวัลจึง เป็นความรับผิดยิ่งกว่าคํ้าประกันธรรมดาตามมาตรา ๖๘๑ และโดยการใช้บทบัญญัติที่ว่านี้ ผู้รับอาวัลจึงยังคงต้อง ผูกพันตนอยู่เสมอ แม้ว่าลูกหนี้ขั้นต้นจะเป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือเป็นผู้ให้ความยินยอมที่บกพร่องนั้นก็ตาม ความเห็นของฝ่าหลังนี้ เน้นหนักไปในข้อที่ว่า โดยปกติแล้ว ผู้รับอาวัลจะไม่หลุดพ้นไปจากความรับผิดเลย ไม่ว่าหนี้ที่ตนคํ้าประกันนั้นจะใช้ไม่ได้ด้วยเหตุอย่างใดก็ตาม เว้นแต่เพราะเหตุที่มีการทําผิดแบบระเบียบในเรื่องตั๋ว เงินเท่านั้น ฉะนั้น ข้อต่อสู้อย่างใด ๆ ที่ลูกหนี้มีอยู่ต่อเจ้าหนี้ ผู้รับอาวัลจึงนํามาใช้อ้างกับเจ้าหนี้มิได้ เพราะกฎหมาย บังคับว่า ผู้รับอาวัลยังต้องรับผิดอยู่ต่อไปนั่นเอง จึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปแปลกฎหมายว่ายกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ได้ แต่ถึงจะยกขึ้นแล้วก็ยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิด ความเห็นของฝ่ายหลังมีนํ้าหนักดีกว่าความเห็นของฝ่ายแรก เพราะแม้มาตรา ๙๔๐ วรรคแรก จะเขียนทํา ให้เข้าใจไปได้ตามที่ฝ่ายแรกอ้างก็จริง แต่วรรค ๒ ก็เป็นบทที่ไปขยายวรรคแรกออกไปว่า แม้ผู้รับอาวัลจะมีความ ผูกพันเท่ากับลูกหนี้ขั้นต้น แต่ข้อต่อสู้หรือข้อหลุดพ้นจากความรับผิดของผู้รับอาวัลก็ยังมีน้อยกว่าลูกหนี้ขั้นต้นอยู่ดี ฉะนั้น เมื่อถือวรรคแรกเป็นหลักและวรรค ๒ เป็นข้อยกเว้นแล้ว ก็ต้องถือบังคับไปตามข้อยกเว้นนั้นด้วย อนึ่งมีคําพิพากษาฎีกาอยู่ฉบับหนึ่งที่ตัดสินออกมาแล้วดูเผิน ๆ เหมือนกับจะเป็นการที่ศาลฎีกายอมรับว่า ผู้รับอาวัลอาจยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นใช้ยันกับเจ้าหนี้ได้ นั่นคือ คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒/๒๕๑๘ ซึ่งวินิจฉัยว่า การ ฟ้องผู้รับอาวัลผู้สั่งจ่ายเช็คใช้อายุความเช่นเดียวกับฟ้องผู้สั่งจ่าย อย่างไรก็ดี ให้พิเคราะห์ดูคําพิพากษาฎีกาฉบับนี้โดยละเอียดแล้วจะเห็นว่า เรื่องนี้มิใช่เป็นการที่ผู้รับอาวัล อ้างอายุความที่ผู้ทรงจะฟ้องผู้สั่งจ่ายมาเป็นข้อต่อสู้ของตนแต่อย่างใด แต่เป็นการที่ศาลเห็นว่า เมื่อไม่มีกฎหมาย
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๕๔ บังคับไว้ถึงอายุความในการที่ผู้ทรงจะฟ้องผู้รับอาวัลโดยตรงแล้ว ก็ให้เอาอายุความของผู้ที่ถูกประกันด้วยอาวัลนั้น มาเป็นอายุความของผู้รับอาวัลด้วยนั่นเอง ฉะนั้นตามคําพิพากษาฎีกาฉบับนี้แท้จริงแล้วจึงเป็นเรื่องที่ผู้รับอาวัลยก อายุความอันเป็นข้อต่อสู้ของตนเองขึ้นใช้กับเจ้าหนี้ต่างหาก มิใช่ยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้มาเป็นข้อต่อสู้ของตนแต่อย่าง ใด จํานวนเงินที่ผู้รับอาวัลต้องรับผิด เมื่อผู้รับอาวัลได้เข้าผูกพันตนเป็นลูกหนี้ตามตั๋วเงินแล้วก็ย่อมต้องมี ความผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับบุคคลซึ่งตนประกัน ตามมาตรา ๙๔๐ วรรคแรก แต่อย่างไรก็ดี ความผูกพันเช่น ว่ามานี้ ย่อมเป็นคนละเรื่องกับจํานวนเงินที่ผู้รับอาวัลจะต้องรับผิดชดใช้ให้กับผู้ทรง เมื่อตั๋วเงินนั้นขาดความเชื่อถือ กล่าวคือ คําว่า “ต้องผูกพัน” ตามที่ใช้ในมาตรา ๙๔๐ นั้น หมายความเพียงว่า ผู้รับอาวัลจะต้องมีความผูกพัน และ มีความรับผิดทางกฎหมายในฐานะอย่างเดียวกับบุคคลที่ตนประกันเท่านั้น มิได้หมายความเลยไปถึงว่าผู้รับอาวัล จะต้องมีความรับผิดเป็นจํานวนเงินเท่าเทียมกับบุคคลที่ตนประกันด้วย ทั้งนี้เพราะในส่วนที่เกี่ยวกับจํานวนเงินที่ ผู้รับอาวัลจะต้องรับผิดตามตั๋วเงินนั้น มีมาตรา ๙๓๘ วรรคแรก กําหนดเอาไว้เป็นพิเศษแล้ว มาตรา ๙๓๘ “ตั๋วแลกเงินจะมีผู้คํ้าประกันรับประกันการใช้เงินทั้งจํานวน หรือแต่เพียงบางส่วนก็ได้ ซึ่งท่าน เรียกว่า อาวัล” เมื่อพิจารณามาตรา ๙๓๘ นี้แล้วจะเห็นว่าความรับผิดในจํานวนเงินของผู้รับอาวัลนั้น อาจแบ่งออกได้เป็น ๒ กรณีคือ ๑. จํานวนความรับผิดตามที่ผู้รับอาวัลจํากัดเอาไว้ และ ๒. จํานวนความรับผิดของผู้รับอาวัลที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย ดังจะแยกพิจารณาได้ ดังนี้ ๑. จํานวนความรับผิดตามที่ผู้รับอาวัลจํากัดเอาไว้ ผู้รับอาวัลอาจจํากัดจํานวนความรับผิดของตนเอาไว้เพียงบางส่วนได้ เช่น ตั๋วแลกเงินมีจํานวนเงินที่ระบุไว้ใน ตั๋วเป็น ๑๐๐,๐๐๐ บาท เช่นนี้ผู้รับอาวัลจะขออาวัลตั๋วเงินนั้นทั้งจํานวนเต็ม ๑๐๐,๐๐๐ หรือจะจํากัดความรับผิดของ ตนไว้เป็นจํานวนเงินไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ก็ย่อมทําได้ และในกรณีที่ผู้รับอาวัลขอคํ้าประกันการใช้เงินแต่เพียงบางส่วน ย่อมแตกต่างกับการรับรองบ่ายเบี่ยงตามมาตรา ๙๓๕ ซึ่งการรับรองบ่ายเบี่ยงนั้นแม้จะทําได้ก็ตาม แต่ผู้ทรงย่อมมี สิทธิที่จะบอกปัดไม่ยอมรับเอาการรับรองบ่ายเบี่ยงนั้นได้ และถือว่าตั๋วนั้นเป็นอันขาดความเชื่อถือ เพราะเหตุเขาไม่ รับรองทันที ตามมาตรา ๙๓๖ ซึ่งการขออาวัลแต่เพียงบางส่วนนั้นหากผู้ทรงไม่ยอมรับการอาวัลนั้นแล้วก็เพียงแต่ ทําให้ตั๋วเงินนั้นขาดเครดิตและหลักประกันไปบ้างเท่านั้น แต่ไม่ถึงกับทําให้ตั๋วเงินนั้นขาดความเชื่อถือไปด้วยแต่อย่าง ใด
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๕๕ เมื่อผู้รับอาวัลประสงค์จะจํากัดความรับผิดของตนไว้เพียงใดแล้ว ก็ย่อมทําได้โดยการจดแจ้งลงในตั๋วเงินนั้น พร้อมกับการอาวัลของตน โดยระบุให้ชัดเจนว่าตนประสงค์จะเข้าผูกพันรับผิดเป็นเงินจํานวนเท่าใดแน่ เช่น ระบุว่า อาวัลเพียงจํานวนเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท หรืออาวัลเพียงครึ่งหนึ่งของจํานวนเงินที่ระบุไว้ในตั๋ว ฯลฯ เหล่านี้ก็ได้ มีข้อสังเกตว่า การจดแจ้งจํากัดจํานวนความรับผิดนั้น จะต้องจดไว้ ณ ที่เดียวกันกับการจดแจ้งคําว่า ใช้ได้ เป็นอาวัล หรือคําอื่นที่มีความหมายทํานองเดียวกันนี้ด้วย จะไปจดแจ้งแยกไว้ที่อื่นไม่ได้ ฉะนั้นจึงต้องทําการจดแจ้ง ข้อจํากัดนั้นไว้ในตั๋วเงินเสมอ อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะจดแจ้งข้อจํากัดนั้นไว้ในตั๋วเงินแล้วก็ตาม แต่ก็เห็นว่าจะต้องจด แจ้งไว้ในลักษณะที่เห็นได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งกับการจดแจ้งอาวัลตั๋วเงินนั้นด้วย ถ้าจดแจ้งการอาวัลไว้ทางด้านหลังของ ตั๋วเงิน การจะจํากัดความรับผิดก็ต้อทําทางด้านหลังของตั๋วเงินนั้น และต้องต่อเนื่องเป็นส่วนเดียวกับการลงลายมือ ชื่ออาวัลเช่นกัน เช่น ระบุว่าใช้ได้เป็นอาวัลเพียงจํานวน ๕๐,๐๐๐ บาท เหล่านี้เป็นต้น จะไปจดแจ้งข้อจํากัดเอาไว้ ทางด้านหน้าของตั๋วเงิน หรือที่อื่นทีทําให้เห็นได้ว่าเป็นคนละส่วนกับการอาวัลไม่ได้ ทั้งนี้เพราะข้อจํากัดความรับผิด เหล่านั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของการอาวัลตั๋วเงินด้วยนั่นเอง ในบางกรณีอาจดูได้ยากว่าเป็นการอาวัลชนิดที่จํากัดจํานวนความรับผิดหรือไม่ เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงินระบุ จํานวนเงินตามตั๋วไว้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท โดยมีนายแดงเป็นผู้รับอาวัลโดยระบุไว้ในตั๋วว่า ใช้ได้เป็นอาวัล ๑๐๐,๐๐ ลง ชื่อ แดง เช่นนี้แม้จํานวนเงินที่ปรากฏในตั๋วจะเป็น ๑๐๐,๐๐๐ บาท และนายแดงจะเข้าอาวัลในจํานวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เท่ากันก็ตาม แต่จะถือว่าเป็นการที่นายแดงเข้ารับอาวัลในตั๋วนั้นโดยไม่จํากัดจํานวนหาได้ไม่ ยังคงต้องถือว่า นายแดง อาวัลตั๋วนั้นโดยจํากัดความรับผิดของตนอยู่ เพราะหากต่อมาปรากฏว่ามีความรับผิดอย่างอื่นเพิ่มเข้ามาอีก เช่น ดอกเบี้ยของต้นเงินที่ระบุไว้ในตั๋วเหล่านี้ นายแดงก็ไม่ต้องรับผิดในหนี้ส่วนที่เกิด ๑๐๐,๐๐๐ บาท อันเป็นส่วนที่ เกินจากความรับผิดของตนแต่อย่างใด ๒. จํานวนความรับผิดของผู้อาวัลที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย ในกรณีที่ผู้รับอาวัลได้เข้าอาวัลตั๋วเงินโดยไม่จํากัดความรับผิดของตนนั้น มีปัญหาว่า ความรับผิดเช่นนั้นจะ ครอบคลุมไปได้เพียงไร กล่าวคือ จะคลุมถึงหนี้ประเภทอื่นใด นอกจากต้นเงินตามตั๋วอีกหรือไม่ เช่น ๑. ดอกเบี้ย ๒. ค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชําระหนี้ ๓. ค่าภารติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้ ๔. ค่าฤชาธรรมเนียมความ ซึ่งลูกหนี้จะต้องใช้ให้แก่เจ้าหนี้ เมื่อพิเคราะห์มาตรา ๙๔๐ ที่บัญญัติว่า ผู้รับอาวัลย่อมต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับบุคคลซึ่งคนประกัน ประกอบกับมาตรา ๙๖๘ ที่บัญญัติว่า “ผู้ทรงจะเรียกร้องเอาเงินใช้จากบุคคลซึ่งตนใช้สิทธิไล่เบี้ยนั้นก็ได้ คือ (๑) จํานวนเงินในตั๋วแลกเงินซึ่งเขาไม่รับรอง หรือไม่ใช้กับทั้งดอกเบี้ยด้วย หากว่ามีข้อกําหนดไว้ว่าให้คิด ดอกเบี้ย (๒) ดอกเบี้ยอัตราร้อยละห้าต่อปี นับแต่วันถึงกําหนด
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๕๖ (๓) ค่าใช้จ่ายในการคัดค้าน และในการส่งคําบอกกล่าวของผู้ทรงไปยังผู้สลักหลังถัดจากตนขึ้นไป และผู้สั่ง จ่ายกับทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ (๔) ค่าชักส่วนลด ซึ่งถ้าไม่มีข้อตกลงกันไว้ ท่านให้คิดร้อยละ ⅙ ในต้นเงินอันจะพึงใช้ตามตั๋วเงิน และไม่ ว่ากรณีจะเป็นอย่างไร ท่านมิให้คิดสูงกว่าอัตรานี้ ทําให้เห็นได้ว่า ผู้รับอาวัลก็ต้องรับผิดต่อต้นเงิน ดอกเบี้ย ก่อนตั๋วถึงกําหนดชําระ ดอกเบี้ยในระหว่างตั๋ว เงินผิดนัด และค่าใช้จ่ายในการทําคําคัดค้านอื่น ๆ ที่ผู้ทรงต้องเสียไปด้วย เท่าเทียมกับลูกหนี้ที่ตนเข้าประกันไว้ให้ ทุกประการ อนึ่ง มีข้อสังเกตเกี่ยวกับดอกเบี้ยที่จะคิดกันตาม (๑) และ (๒) อยู่คือ ดอกเบี้ยตาม (๑) นี้เป็นดอกเบี้ยที่ คิดกันก่อน ตั๋วถึงกําหนดชําระ แต่ดอกเบี้ยตาม (๒) เป็นดอกเบี้ยที่คิดกันภายหลังจากที่ตั๋วถึงกําหนดชําระแล้ว และ อัตราดอกเบี้ยตาม (๑) นั้น จะคิดกันมากน้อยเท่าใดก็ได้ แต่ถ้าไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยกันไว้ก็คิดร้อยละ ๗ ครึ่ง ต่อปี ตามมาตรา ๗ ส่วนอัตราดอกเบี้ยตาม (๒) นั้น แม้กฎหมายจะกําหนดเอาไว้ร้อยละ ๕ ต่อปีเท่านั้นก็ตาม แต่ ต้องเข้าใจว่าอัตราดังกล่าวเป็นอัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายกําหนดไว้ให้คิดกันเมื่อไม่ได้ตกลงกันไว้เท่านั้น มิใช่เป็นอัตรา ดอกเบี้ยสูงสุด อันจะพึงคิดกันได้แต่อย่างใด ฉะนั้น หากคู่สัญญาตกลงกันไว้ในตั๋วเงินให้คิดอกเบี้ยใน (๒) สูงกว่า ร้อยละ๕ ต่อปีแล้ว ก็ย่อมเป็นไปตามข้อตกลงนั้น หรือในทางตรงข้ามจะกําหนดเอาไว้ตํ่ากว่าร้อยละ ๕ ต่อปี ก็ได้ เช่นกัน แต่ถ้าไม่มีข้อตกลงแล้วก็ต้องคิดกันร้อยละ ๕ ต่อปี ตามที่กฎหมายกําหนด ซึ่งก็จะเห็นว่าต่างกับดอกเบี้ย ตาม (๑) อีก เพราะดอกเบี้ยตาม (๑) นั้น หากมิได้ตกลงไว้ว่าจะคิดกันแล้ว ก็จะคิดจากกันไม่ได้เลย เพราะกรณีตาม มาตรา ๗ นั้นต้องเป็นเรื่องที่มีข้อตกลงให้คิดดอกเบี้ยกันแล้ว เพียงแต่ไม่ได้กําหนดอัตราดอกเบี้ยเอาไว้เท่านั้น สําหรับความรับผิดในค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชําระหนี้ และค่าภารติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้นั้น เห็นว่า ไม่ได้ระบุเอาไว้ในมาตรา ๙๖๘ ฉะนั้น ผู้รับอาวัลจึงไม่ต้องรับผิดไปด้วย จริงอยู่แม้ผู้สั่งจ่าย หรือผู้ออกตั๋ว อาจต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนในการไม่ชําระหนี้ หรือค่าภารติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้อยู่ก็ตาม แต่ความรับ ผิดนั้นเป็นความรับผิดที่นอกเหนือออกไปจากความรับผิดตามตั๋วเงิน ฉะนั้น ผู้รับอาวัล ซึ่งผูกพันรับผิดแต่เฉพาะตั๋ว เงินเท่านั้น จึงไม่ต้องรับผิดไปด้วยแต่อย่างใด จึงเป็นข้อที่ทําให้เห็นว่า ผู้รับอาวัลแม้จะประกันหนี้โดยไม่จํากัดจํานวน ก็ตาม ก็ยังแตกต่างกับความรับผิดของผู้คํ้าประกันที่ไม่จํากัดความรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๘๓ มาก สําหรับความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมนั้น แม้จะเป็นความรับผิดที่นอกเหนือจากความรับผิดในตั๋วเงิน โดยตรงก็ตาม แต่ก็ถือเป็นความรับผิดในกรณีพิเศษโดยผลของกฎหมายฉบับอื่น นั่นคือ ตามที่บัญญัติเอาไว้ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๑ วรรคแรกที่กําหนดให้ความรับผิดชั้นที่สุดสําหรับค่าฤชาธรรม เนียมของคู่ความในคดีย่อมตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีนั่นเอง ฉะนั้นเมื่อผู้รับอาวัลถูกฟ้องเป็นจําเลย และศาล พิพากษาให้แพ้คดีเช่นนี้ ผู้รับอาวัลก็จะต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมนั้นด้วย มีปัญหาว่า ผู้รับอาวัลจะอ้างมาตรา ๖๔๘ ในเรื่องคํ้าประกันมาเป็นเหตุยกเว้นให้ตนมิต้องรับผิดในค่าฤชา ธรรมเนียมจะได้หรือไม่
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๕๗ “มาตรา ๖๔๘ ผู้คํ้าประกันย่อมรับผิดเมื่อค่าฤชาธรรมเนียมความ ซึ่งลูกหนี้จะต้องใช้ให้แก่เจ้าหนี้ แต่ถ้า โจทก์ฟ้องโดยมิได้เรียกผู้คํ้าประกันให้ชําระหนี้นั้นก่อนไซร้ ท่านว่าผู้คํ้าประกันหาต้องรับผิดเพื่อใช้ค่าฤชาธรรมเนียม เช่นนั้นไม่” ข้อนี้เห็นว่า ผู้รับอาวัลจะยกมาตรา ๖๘๔ มาใช้เพื่อปัดป้องมิให้ตนต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมนั้นไม่ได้ เพราะมาตรา ๖๘๔ เป็นบทบัญญัติในเรื่องคํ้าประกันโดยเฉพาะ และเป็นกฎหมายพิเศษที่ยกเว้นความรับผิดในค่า ฤชาธรรมเนียมของคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่กล่าวแล้ว ฉะนั้น จึงต้องตีความโดย เคร่งครัด คือ นําไปใช้แต่กรณีที่จําเลยเป็นผู้คํ้าประกันเท่านั้น จะเอามาใช้กับกรณีของผู้รับอาวัลไม่ได้ และอีก ประการหนึ่งลักษณะความรับผิดและฐานะทางกฎหมายระหว่างผู้รับอาวัลกับผู้คํ้าประกันก็มีความแตกต่างกันมากจน ไม่อาจนํามาพิจารณาร่วมกันได้อยู่แล้ว ฉะนั้นผู้รับอาวัลจึงต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมเสมอ ทั้งนี้เว้นแต่ศาลจะ ได้กําหนดไว้เป็นอย่างอื่นในคําพิพากษา ๔.๔ การหลุดพ้นจากความรับผิดของผู้รับอาวัล การจะพิจารณาว่าผู้รับอาวัลจะหลุดพ้นด้วยเหตุประการใดได้บ้างนั้น ก็ต้องอาศัยบทบัญญัติในมาตรา ๙๔๐ วรรค ๒ อีกเช่นกัน ซึ่งความในมาตรา ๙๔๐ วรรค ๒ อีกเช่นกัน ซึ่งความในมาตรา ๙๔๐ นั้นเองก็กําหนดเอาไว้ แต่ว่าผู้รับอาวัลจะหลุดพ้นก็เพราะเหตุทําผิดแบบระเบียบในเรื่องตั๋วเงินเท่านั้น อย่างไรก็ดี ท่านศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรา ๙๔๐ วรรค ๒ นี้ไว้ใน หนังสือของท่านว่า “หมายความว่า แม้ลูกหนี้ในตั๋วเงินผู้ที่ถูกผู้รับอาวัลคํ้าประกันจะมีข้อต่อสู้เจ้าหนี้อย่างใดก็ตาม ผู้รับอาวัล จะอ้างมาเป็นข้อต่อสู้ของตนไม่ได้ จะอ้างได้ก็ต่อเมื่อเป็นข้อต่อสู้ว่า มีการทําผิดแบบระเบียบในเรื่องตั๋วเงินเท่านั้น เช่น อ้างว่ามีการผ่อนเวลาแก่ผู้จ่าย ทําให้พ้นกําหนดเวลา ซึ่งสิทธิไล่เบี้ยระงับไปตามมาตรา ๙๔๘, ๙๗๓ ดังนี้ ย่อม อ้างเป็นข้อต่อสู้ได้ อาวัลจึงเป็นความรับผิดยิ่งกว่าคํ้าประกันธรรมดาตามมาตรา ๖๘๑ เช่น ผู้รับอาวัลจะอ้างว่า ผู้ที่ ตนรับอาวัลได้ลงชื่อในตั๋วเงินโดยถูกข่มขู่ หรือสําคัญผิดไม่ได้ เช่น จะอ้างว่าเจ้าหนี้ถอนฟ้องคดีอาญาที่ฟ้องผู้สั่งจ่าย โดยมีการผ่อนเวลาชําระหนี้ให้ผู้สั่งจ่าย ผู้รับอาวัล ผู้รับอาวัลจึงหลุดพ้นจากความรับผิดดังนี้ อ้างไม่ได้ (ฎีกาที่ ๑๘๕๓/๒๕๑๑, ๒๕๑๑ ฎ. ๒๑๓๘, ที่ ๑๐๘๓/๒๕๑๗ ฎ.๖๓๘) แต่อาจอ้างได้ว่ามีการสลักหลังปลอม หรือตั๋วเงิน ล่วงพ้นเวลาเป็นต้น แต่ข้อต่อส้าของตัวผู้รับอาวัลเองนั้น ผู้รับอาวัลย่อมอ้างขึ้นได้ภายใต้บังคับ มาตรา ๙๑๖ ข้อต่อสู้ ในความบกพร่องของสิทธิของตัวผู้ทรงเองที่มิใช่กรณีระหว่างผู้ทรงกับผู้ที่รับอาวัลประกันอยู่ ก็คงเป็นข้อยกขึ้นต่อสู้ ได้เช่นเดียวกัน เช่น ผู้ทรงได้ตั๋วเงินไปจากผู้สลักหลัง เพราะโมฆะกรรมขายฝิ่น เป็นต้น”
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๕๘ จากข้อความข้างต้นนั้นจะเห็นว่า แม้กฎหมายจะบังคับไว้แต่เฉพาะการหลุดพ้น เพราะทําผิดแบบระเบียบใน เรื่องตั๋วเงินก็ตาม แต่ก็ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทําให้ผู้รับอาวัลหลุดพ้นจากความรับผิดได้ ดังนั้น จึงอาจแยกข้อต่อส้า ของผู้รับอาวัลที่จะทําให้ตนหลุดพ้นจากความรับผิดออกเป็นข้อใหญ่ ๆ ได้ดังนี้ ข้อ ๑. การทําผิดแบบระเบียบในเรื่องตั๋วเงิน ข้อ ๒. ข้อต่อสู่ที่เป็นของผู้รับอาวัลเองโดยแท้ ข้อ ๓. ความบกพร่องแห่งสิทธิในตั๋วเงินของผู้ทรง ดังจะแยกออกพิจารณาโดยละเอียดตามลําดับข้อดังต่อไปนี้ ข้อ ๑. การทําผิดแบบระเบียบในเรื่องตั๋วเงิน เนื่องจากตัวบทมาตรา ๙๔๐ วรรค ๒ เอง ก็มิได้บ่งชัดลงไปว่าอะไรคือ การทําผิดแบบระเบียบ เมื่อ พิจารณาถ้อยคําที่ใช้ในต้นร่างฉบับภาษาอังกฤษแล้ว จะเห็นว่ากฎหมายใช้คําว่า “defect of form” ก็ยิ่งทําให้สับสน มากเข้าไปอีก เพราะคําว่า form นั้น เป็นคําเดียวกับคําว่า form ที่ใช้ในมาตรา ๑๑๕ ซึ่งหมายความถึง แบบที่หาก มิได้ทําให้ถูกต้องตามที่มีกฎหมายบังคับไว้แล้ว ย่อมตกเป็นโมฆะ จึงมีข้อสงสัยว่า เมื่อตั๋วเงินไม่ทําตามแบบจนตก เป็นโมฆะเสียแล้ว จะเอาอะไรมาบังคับกันอีก ฉะนั้น แม้มาตรา ๙๔๐ จะไม่บัญญัติถึงเอาไว้ก็ยังมีผลเป็นอย่าง เดียวกัน ในเรื่องนี้ ท่านศาสตราจารย์ ม.ร.วเสนีย์ ปราโมช ได้กล่าวเอาไว้ในหนังสือของท่านว่า “ตัวอย่างสําหรับวรรค ๒ มิได้ เช่น เข้าประกันหญิงมีสามีเกี่ยวด้วยสินบริคณห์ ต่อมาสามีเขาบอกล้าง ความรับผิดของหญิงมีสามีที่เป็นคู่สัญญานั้น จึงตกเป็นอันใช้ไม่ได้ แม้กระนั้น อาวัลก็ยังคงต้องรับผิด หลักทํานอง เดียวกันนี้ เรื่องคํ้าประกันธรรมดาก็มีบัญญัติไว้ในมาตรา ๖๘๑ วรรค ๓ แต่ข้อยกเว้นมีว่า หากทําผิดแบบระเบียบ อาวัลหลุด แบบระเบียบนั้นอะไรกัน ความในตัวบททิ้งไว้เป็นที่สงสัย ภาษาอังกฤษใช้คําว่า form ซึ่งหมายถึงแบบที่ ไม่ทําตามยังผลให้นิติกรรมเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๑๕ แต่ถ้าเช่นนั้น ตัวอย่างจะมีได้ก็แต่เช่นว่า ออกตั๋วมาโดยไม่ลง ข้อความ ตามมาตรา ๙๐๙ (๑) ว่าเป็นตั๋วแลกเงิน แต่ในกรณีเช่นนี้ มาตรา ๙๑๐ ตราสารไม่เป็นตั๋วแลกเงินเสียแล้ว จะมาเอาความรับผิดแก่อาวัล ซึ่งมีได้แต่ในตั๋วแลกเงินได้อย่างไร หากหมายถึงแบบระเบียบ เช่น การคัดค้านที่ไม่ได้ ทํา อาวัลซึ่งรับผิดอย่างเดียวกับคู่สัญญาจึงยกขึ้นต่อสู้ได้ ดังนี้ สมเหตุสมผลมากกว่า แต่ถ้าเช่นนั้นในคําแปลภาษา อังกฤษก็ไม่ควรใช้คําว่า form ที่หมายถึงแบบตามมาตรา ๑๑๕ ซึ่งจะมีตัวอย่างยังไง ๆ ข้างต้น บางทีจะไปลอก กฎหมายของเขามาใช้ โดยไม่ได้ดูว่าของเราเองในมาตรา ๑๑๕ มีว่าไว้ก่อนอย่างไร” กล่าวคือ ท่านเห็นว่า คําว่าแบบระเบียบนั้นมิได้หมายถึง แบบแห่งตั่วเงินตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๐๙, ๙๘๓, ๙๘๗ แต่อย่างใด หากแต่หมายความถึง แบบระเบียบอื่น ๆ ที่กฎหมายกําหนดให้คู่กรณีต้องทํา เพื่อที่จะได้ ใช้สิทธิไล่เบี้ย หรือรักษาสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของตนไว้ได้โดยสมบูรณ์ต่างหาก ความเห็นของท่านศาสตราจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ข้างต้นนั้น น่าจะถูกต้องเสียมาก เพราะในกฎหมาย เรื่องอาวัลของ เรานั้น ไปลอกมาจากมาตรา ๑๓๐ ประมวลกฎหมายพาณิชย์ของฝรั่งเศสมาแทบทั้งหมด และในตัว บทของฝรั่งเศสนั้น เขาใช้คําว่า forme ด้วยเช่นกัน แต่ฝรั่งเศสเองไม่มีบทบัญญัติอย่างมาตรา ๑๑๕ ของไทย (ซึ่ง
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๕๙ มาตรา ๑๑๕ นี้มีที่มาจาก มาตรา ๑๒๕ ประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน) ฉะนั้นเมื่อไปลอกของเขามาโดยไม่ถูก กฎหมายของเราเอง และของเขาให้ดีเสียก่อนจึงเกิดปัญหาอย่างที่ว่าขึ้นได้ ดังนั้น อาจยกตัวอย่างของการทําผิดแบบระเบียบที่กฎหมายกําหนดเอาไว้ในเรื่องการปฏิบัติแก่ตั๋วเงินได้ เช่น ๑. การลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน ตามมาตรา ๙๐๐ วรรค ๒ ซึ่งให้ทําได้เฉพาะการลงลายมือชื่อด้วยการเขียน เท่านั้น จึงจะเป็นการลงลายมือในตั๋วเงินที่ชอบ หากไปพิมพ์ลายนิ้วมือเอาไว้ หรือลงแกงได หรือเครื่องมืออย่างหนึ่ง อย่างใด ทํานองเดียวกันไว้ แม้จะมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้วก็ตาม ก็หามีผลเป็นการลง ลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นไม่ ฉะนั้น หากผู้รับอาวัลได้เข้าอาวัลตั๋วเงินโดยการไปพิมพ์ลายนิ้วมือ หรือลงแกงได ฯลฯ เอาไว้แทนการลง ลายมือชื่อด้วยการเขียนแล้ว ก็ถือว่าไม่มีผลใด ๆ ที่ผู้ทรงจะนําไปใช้บังคับเอาแก่ผู้รับอาวัลได้ เพราะกฎหมายไม่ถือ ว่าเป็นการลงลายมือชื่อในตั๋วเงินโดยชอบ ซึ่งเท่ากับไม่มีการลงลายมือชื่อของผู้รับอาวัลเอาไว้ด้วย ฉะนั้นเมื่อผู้ทรง ฟ้องร้องเรียกให้ผู้รับอาวัลชําระหนี้ ผู้รับอาวัลก็ยกข้อต่อสู้ในเรื่องทําผิดแบบระเบียบนี้ขึ้น เพื่อเป็นข้อปฏิเสธความรับ ผิดของตนได้ ในทํานองเดียวกัน หากบุคคลผู้ซึ่งถูกประกันด้วยอาวัลนั้น ได้ทําผิดแบบระเบียบเรื่องการลงลายมือชื่อใน ตั๋วเงินดังกล่าว ต่อมาหากผู้ทรงจะนําตั๋วเงินนั้นมาเรียกร้องเอาแก่ผู้รับอาวัลแล้ว ผู้รับอาวัลอาจต่อสู้ถึงเรื่องที่ลูกหนี้ ลงลายมือชื่อโดยผิดแบบระเบียบได้ ทั้งนี้ แม้การลงลายมือชื่อโดยผิดแบบระเบียบนั้น จะถือว่าเป็นข้อต่อสู้ของ ลูกหนี้โดยเฉพาะก็ตาม เพราะถือว่า เป็นเรื่องการทําผิดแบบระเบียบในตั๋วเงิน ซึ่งเป็นข้อยกเว้นไว้ ฉะนั้น แม้จะเป็น ข้อต่อสู้ของลูกหนี้ก็ตาม ผู้รับอาวัลก็อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับผู้ทรงได้ อนึ่ง ต้องเป็นที่เข้าใจว่าลูกหนี้ผู้ที่จะลงนามผิดแบบระเบียบนี้จะต้องไม่ใช่ผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงิน หรือเช็ค หรือ ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน เพราะบุคคลเหล่านี้ ถ้าลงนามผิดแบบระเบียบแล้ว ก็จะทําให้ตั๋วเงินเหล่านั้นขาดรายการที่ กฎหมายบังคับไว้ให้มีไปทันที ซึ่งเท่ากับไม่เกิดเป็นตั๋วเงินมาเลยแต่ต้น ๒. การลงลายมือชื่อของผู้รับรองตั๋วแลกเงิน ตามมาตรา ๙๓๑ กําหนดตําแหน่งแหล่งที่ผู้รับรอง จะลงชื่อ รับรองตั๋วแลกเงินได้ก็แต่เฉพาะด้านหน้าแห่งตั๋วเงินนั้นเท่านั้น ถ้าผู้จ่าย หรือผู้สอดเข้าแก้หน้าไปลงลายมือชื่อ เพื่อ รับรองตั๋วแลกเงินนั้นไว้ทางด้านหลังของตั๋วเงินแล้ว ผู้รับอาวัลที่ประกันให้แก่ผู้รับรองนั้น ก็อาจยกข้อต่อสู้เรื่องการ ทําผิดแบบระเบียบนี้ขึ้นต่อสู้ผู้ทรงได้ ในทํานองเดียวกัน ถ้าผู้รับรองลงลายมือชื่อไว้ด้านหน้าของตั๋วเงินจริงแต่มิได้จดแจ้งคําว่า “รับรองแล้ว” หรือความอย่างอื่นอันมีความหมายทํานองเช่นเดียวกันนั้นแล้ว ก็ย่อมเป็นการทําผิดแบบระเบียบที่ผู้รับอาวัลอาจ ยกขึ้นต่อสู้ได้เช่นกัน ๓. การทําคําคัดค้าน ถ้าตั๋วแลกเงินขาดความเชื่อถือเพราะเหตุเขาไม่รับรอง หรือไม่ใช้เงินแล้ว ถ้าผู้ทรงไม่ ทําคําคัดค้านตามวิธีและกําหนดเวลาที่ระบุไว้ในมาตรา ๙๖๐ หรือปรากฏว่าคําคัดค้านนั้นกระทําโดยผู้ไม่มีอํานาจ
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๖๐ ตามมาตรา ๙๖๑ หรือคําคัดค้านนั้นไม่มีรายการตามที่กฎหมายกําหนดตามมาตรา ๙๖๒ ดังนี้แล้ว ผู้รับอาวัลก็อาจ ยกข้อต่อสู้ในเรื่องทําผิดแบบระเบียบเช่นนั้นได้ ๔. การไม่ยื่นตั๋วเพื่อรําชําระเงินภายในกําหนด เมื่อผู้ทรงไม่ยื่นตั๋วแลกเงินชนิดซึ่งให้ใช้เงินเมื่อได้เห็นให้ผู้ จ่ายภายในกําหนดเวลา ๖ เดือนนับแต่วันที่ลงในตั๋วเงิน หรือไม่ยื่นภายในกําหนดช้าหรือเร็วกว่านั้นตามที่ผู้สั่งจะได้ กําหนด (หากมี) เอาไว้ ตามมาตรา ๙๔๔ ประกอบมาตรา ๙๒๘ อันเป็นเหตุให้ผู้ทรงสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่เหล่า ผู้สลักหลังผู้สั่งจ่าย และคู่สัญญาอื่น ๆ ผู้ต้องรับผิด (เว้นแต่ผู้รับรอง) ตามมาตรา ๙๗๓ แล้ว ผู้รับอาวัลก็อาจ ยกขึ้นเป็นข้อปฏิเสธความรับผิดของตนได้เช่นกัน อนึ่ง ความที่กล่าวมาแล้วนั้น ย่อมใช้แก่ผู้รับอาวัลที่ประกันให้แก่ผู้ออกตั๋ว หรือผู้สลักหลังในตั๋วสัญญาใช้ เงินที่ออกมาแต่ต่างประเทศตามมาตรา ๙๘๕ วรรค ๒ ได้ ทั้งนี้ เพราะมาตรา ๙๗๓ นั้น มาตรา ๙๘๕ วรรค ๒ ให้ นําไปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกมาแต่ต่างประเทศด้วย ๕. การไม่ยื่นตั๋วเพื่อให้ผู้จ่ายรับรองภายในกําหนด ถ้าผู้ทรงตั๋วแลกเงินอันสั่งให้ใช้เงินเมื่อสิ้นระยะเวลา กําหนดอย่างใดอย่างหนึ่งนับแต่ได้เห็นนั้น มิได้ยื่นตั๋วเพื่อให้ผู้จ่ายรับรองภายในกําหนดเวลาตามมาตรา ๙๒๘ แล้ว ผู้รับอาวัลซึ่งให้ประกันแก่ผู้สั่งจ่าย หรือผู้สลักหลังในตั๋วเงินนั้น ก็ย่อมยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้เช่นกัน ทั้งนี้ พึงระลึกไว้เสมอว่า ข้อที่ทําผิดแบบระเบียบดังตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น แม้จะเป็นข้อต่อสู้ที่เป็นของ ลูกหนี้ชั้นต้นโดยตรงก็ตาม แต่ผู้รับอาวัลย่อมยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับเจ้าหนี้ได้เสมอ เพราะเป็นข้อยกเว้นว่า ถ้าข้อต่อสู้ ของลูกหนี้นั้นเป็นข้อต่อสู้ที่เป็นเพราะเหตุไม่ทําตามแบบระเบียบที่กฎหมายกําหนดในเรื่องตั๋วเงินแล้ว ผู้รับอาวัลย่อม ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้เสมอ แต่อย่างไรก็ดี การยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ของผู้รับอาวัลนั้น หลักกฎหมายฝรั่งเศสยอมให้ทํา ได้ทุกกรณี เพราะถือว่า การอาวัลเมื่อต้องทําลงบนตั๋วเงินแล้ว ผู้รับอาวัลจึงต้องรับผิดเป็นอย่างเดียวกับบุคคลที่ตน ประกัน ผู้ทรงจึงเรียกเอาจากผู้รับอาวัลได้ทํานองเดียวกับที่เรียกเอาจากลูกหนี้ โดยถือว่าลูกหนี้มีความประมาทอย่า ไร ผู้รับอาวัลก็ประมาทเท่านั้น ผู้รับอาวัลจึงอาจยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นใช้ยันผู้ทรงได้เช่นเดียวกับเป็นข้อต่อสู้ของ ตนเอง แต่ความเห็นเช่นนี้ดูจะไม่เป็นที่ยอมรับกันในประเทศไทยนัก ดังความเห็นของท่านผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ดังกล่าวนามแล้ว ฉะนั้นจึงไม่น่าจะนํามาใช้กับกฎหมายเรื่องอาวัลในประเทศของเราได้ ข้อ ๒. ข้อต่อสู้ที่เป็นของผู้รับอาวัลเองโดยแท้ จากความเห็นของท่านศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ที่แสดงไว้ดังกล่าวแล้วข้างต้นจะเห็นว่า สําหรับข้อต่อสู้ ที่เป็นของตัวผู้รับอาวัลเองเช่นนี้ ผู้รับอาวัลย่อมใช้อ้างยันต่อเจ้าหนี้แห่งตั๋วเงินนั้นได้เสมอ ข้อต่อสู้เช่นนี้ย่อมเกิดขึ้น ได้จากผลแห่งบทบัญญัติในกฎหมายลักษณะตั๋วเงินนี้เอง และจากกฎหมายลักษณะอื่นด้วย ดังจะยกตัวอย่างแห่งข้อ ต่อสู้เหล่านั้นได้ เช่น ๑. เมื่อผู้ทรงไม่ยอมรับการใช้เงินเพื่อแก้หน้า เมื่อผู้ทรงบอกปัดไม่ยอมรับการใช้เงินเพื่อแก้หน้าตามมาตรา ๙๕๖ วรรค ๒ อันเป็นเหตุทําให้ผู้ทรงสิ้นสิทธิในอันที่จะไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลทั้งหลาย ผู้ซึ่งพอที่จะให้หลุดพ้นจาก ความรับผิดเพราะการใช้เงินนั้นแล้ว เมื่อผู้ทรงมาเรียกร้องเอาจากผู้รับอาวัลในภายหลัง ผู้รับอาวัลก็ย่อมจะยกเป็น
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๖๑ ข้อต่อสู้กับผู้ทรงได้โดยตรงว่า ตนหลุดพ้นจากความรับผิดแล้ว เพราะผู้รับอาวัลก็เป็นลูกหนี้ตามตัวผู้หนึ่ง ซึ่งหากผู้ ทรงยอมรับชําระเงินจากผู้สอดเข้าแก้หน้านั้นแล้ว จะหลุดพ้นจากความรับผิดในตั๋วเงินนั้นเช่นกัน ๒. เมื่อผู้ทรงใช้สิทธิไล่เบี้ยไม่ได้ตามมาตรา ๙๗๑ ผู้ทรงย่อมไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับคู่สัญญาฝ่ายซึ่งตน ย่อมต้องรับผิดอยู่กับเขาก่อนแล้วได้ ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติแห่งมาตรา ๙๗๑ บัญญัติว่า “ผู้สั่งจ่ายก็ดี ผู้รับรองก็ดี ผู้สลักหลังคนก่อนก็ดี ซึ่งเขาสลักหลัง หรือโอนตั๋วแลกเงินให้อีกทอดหนึ่งนั้น หา มีสิทธิจะไล่เบี้ยเอาแก่คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตนต้องรับผิดต่อเขาอยู่ก่อนแล้วตามตั๋วเงินนั้นได้ไม่” ฉะนั้น หากกรณีเป็นว่า นาย ก. ออกตั๋วแลกเงินให้กับ นาย ข. นาย ข. สลักหลังโอนต่อให้ นาย ค. นาย ง. โดยมีนายดําเป็นผู้รับอาวัลเป็นประกันให้แก่นาย ค. นาย ง. โอนตั๋วนั้นกลับมาให้ นาย ข. อีก (ซึ่งทําได้ตามมาตรา ๙๑๗ วรรค ๓ โดยไม่ถือว่าเป็นกรณีหนี้เกลื่อนกลืนกันตามหลักธรรมดา) เช่นนี้เมื่อนาย ข. ซึ่งขณะนี้เป็นผู้ทรงตั๋ว เงินอยู่จะมาเรียกร้องให้ นายดําผู้รับอาวัลชําระหนี้แล้วนายดําย่อมยกข้อต่อสู้ขึ้นได้ว่า นาย ข. เป็นบุคคลผู้ต้องรับ ผิดกับนาย ค. อยู่แล้ว ตามมาตรา ๙๗๑ จึงไล่เบี้ยเอาจากนาย ค. ไม่ได้ และตนเองก็เป็นผู้ที่มีฐานะเท่าเทียมกับ นาย ค. ทุกประการอยู่แล้ว ตามมาตรา ๙๔๐ ฉะนั้น นาย ข. จึงไม่อาจมาเรียกร้องเอาจากตนได้เช่นกัน อนึ่ง หากว่า นาย ข. ไม่ได้ไล่เบี้ยเอาจากผู้รับอาวัลโดยตรงตามตัวอย่างข้างต้น แต่ไปไล่เบี้ยเอาจาก นาย ก. ก่อน เช่นนี้ นาย ก. ย่อมไม่อาจไล่เบี้ยเอาจากบุคคลที่ตนต้องรับผิดกับเขาอยู่ก่อนแล้ว คือ นาย ข. นาย ค. และ นาย ง. ได้ (เพราะตามมาตรา ๙๖๙ ให้ไล่เบี้ยได้แก่เฉพาะกับคู่สัญญาคนอื่นๆ ที่ต้องรับผิดต่อตนเท่านั้น) จึงย่อม ไม่อาจมาไล่เบี้ยจากนายดําได้เช่นกัน เพราะนายดําเป็นผู้อาวัลให้แก่ นาย ข. ซึ่งนาย ก. ฟ้องไม่ได้อยู่แล้ว ๓. เมื่อผู้รับอาวัลหลุดพ้นตามมาตรา ๙๗๓ ตามมาตรา ๙๗๓ นั้น หากผู้ทรงไม่ยื่นตั๋วเพื่อให้เขาใช้เงิน หรือไม่ทําคําคัดค้านภายในกําหนดแล้ว ผู้ทรงย่อมจะเสียสิทธิแห่งตนไปตามบทบัญญัติในวรรค ๒ ที่ว่า “ท่านว่าผู้ทรงย่อมสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่เหล่าผู้สลักหลัง ผู้สั่งจ่ายและคู่สัญญาอื่น ๆ ผู้ต้องรับผิด เว้น แต่ผู้รับรอง” คําว่า “คู่สัญญาคนอื่น ๆ” ตามมาตรา ๙๗๓ วรรค ๒ นี้ เห็นว่าเป็นคนละเรื่องกับคําว่า “คู่สัญญาคน ก่อน ๆ “ ตามมาตรา ๙๐๖ ซึ่งบัญญัติว่า “คําว่าคู่สัญญาคนก่อน ๆ นั้น รวมทั้งผู้สั่งจ่าย หรือผู้ออกตั๋วเงินและผู้ สลักหลังคนก่อน ๆ ด้วย” โดยมาตรา ๙๐๖ มิได้กล่าวรวมไปถึงผู้รับอาวัลด้วยแต่อย่างใด ทั้งนี้เป็นเพราะตัวบทใช้ ถ้อยคําที่แตกต่างกันมากซึ่งหากมาตรา ๙๗๓ ประสงค์จะกล่าวถึงคู่สัญญาคนก่อน ๆ ตามมาตรา ๙๐๖ แล้ว ก็น่าจะ ใช้คําว่า คู่สัญญาคนก่อน ๆ ลงไปให้แจ้งขัดอย่างที่มีบัญญัติไว้ในมาตรา ๙๔๘ เสียเลย และก็ไม่น่าจะเขียนแยกเอา ผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังออกมาไว้ต่างหากอย่างนี้ด้วย เพราะคําว่า คู่สัญญาคนก่อน ๆ นั้นก็รวมถึงอยู่แล้ว ฉะนั้นจึง ไม่น่าวิเคราะห์ศัพท์ตามมาตรา ๙๐๖ มาใช้กับมาตรา ๙๗๓ แต่อย่างใด และประกอบกับมาตรา ๙๗๓ เองก็กําหนด ตัวบุคคลผู้จะไม่หลุดพ้นจากความรับผิดเอาไว้อย่างแจ้งชัดอยู่แล้ว คือเฉพาะแต่ผู้รับรองเท่านั้น จึงเห็นว่า ผู้รับอาวัล ก็เป็นคู่สัญญาคนอื่น ๆ ที่จะหลุดพ้นจากความรับผิดตามมาตรา ๙๗๓ นี้ด้วย มีปัญหาว่า ในกรณีที่ผู้รับอาวัลนั้นได้ประกันให้แก่ผู้รับรองเช่นนี้แล้ว ผู้รับอาวัลนั้นจะหลุดพ้นหรือไม่
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๖๒ ข้อนี้เห็นว่า แม้มาตรา ๙๗๓ จะกําหนดเอาไว้แต่เฉพาะผู้รับรองเท่านั้นที่ไม่หลุดพ้นก็ตาม แต่เมื่อมาตรา ๙๔๐ กําหนดให้ผู้รับอาวัลที่ประกันให้แก่ผู้รับรองย่อมต้องมีความผูกพันเป็นอย่างเดียวกับผู้รับรองแล้ว ก็ไม่น่าที่จะ ถือว่าผู้รับอาวัลนี้หลุดพ้นไปด้วยแต่อย่างใด ๔. เมื่อตั๋วเงินขาดอายุความ ข้อนี้เป็นหลักทั่วไปของการใช้สิทธิเรียกร้องตามมาตรา ๑๖๓ ซึ่งจะต้องใช้เสีย ภายในระยะเวลาอันกฎหมายกําหนดไว้ ซึ่งเมื่อล่วงพ้นอายุความแล้ว หากผู้ทรงยังฟ้องเอาจากผู้รับอาวัลอีก ผู้รับ อาวัลย่อมยกเป็นข้อต่อสู้แก่ผู้ทรงได้เสมอว่า ตั๋วเงินอันเป็นมูลฐานแห่งสิทธิเรียกร้องนั้นขาดอายุความแล้ว ดังนั้นจะ เห็นได้จากนัยแห่งคําพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒/๒๕๑๘ ซึ่งวินิจฉัยว่าการฟ้ องผู้รับอาวัลผู้สั่งจ่ายเช็คใช้อายุความ เช่นเดียวกับผู้สั่งจ่าย จึงแสดงว่าการฟ้องร้องผู้รับอาวัลก็มีกําหนดอายุความจํากัดไว้เช่นกัน หากคดีขาดอายุความ แล้วก็ฟ้องผู้รับอาวัลไม่ได้ สําหรับข้อที่ว่า อายุความในการที่ผู้ทรงจะฟ้องร้องเอาจากผู้รับอาวัล หรือลูกหนี้ตามตั๋วที่คนอื่นใช้เงินแก่ เจ้าหนี้ไปแล้วจะไล่เบี้ยจากผู้รับอาวัล จะมีกําหนดเวลาอย่างไรนั้น จะได้กล่าวต่อไปโดยละเอียดในบทที่ ๗ ที่ว่าด้วย อายุความ ๕. เมื่อการอาวัลนั้นเป็นโมฆะหรือโมฆียะ ผู้รับอาวัลย่อมยกเป็นข้อต่อสู้ได้เสมอว่า การอาวัลของตนนั้น เป็นนิติกรรมที่เป็นโมฆะ หรือโมฆียะ เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กฎหมายกําหนดได้เสมอ ๖. เมื่อหนี้ตามตั๋วเงินนั้นเป็นอันระงับไปแล้ว เมื่อหนี้ตามตั๋วเงินนั้นเป็นอันระงับสิ้นไปเมื่อใด ก็ย่อมถือว่า หนี้ของผู้รับอาวัลก็หมดสิ้นลงเมื่อนั้น การระงับแห่งหนี้ตามตั๋วเงินนั้นอาจมีได้หลายประการ เช่น มีการชําระเงิน ให้แก่กันแล้ว หรือได้มีการชําระหนี้ด้วยของอย่างอื่นจนเป็นที่พอใจแก่เจ้าหนี้ตามมาตรา ๓๒๑ หรือมีการปลดหนี้ ให้แก่ลูกหนี้ ตามมาตรา ๓๔๐ หรือโดยการหักกลบลบหนี้ ตามมาตรา ๓๔๑ หรือโดยการแปลงหนี้ตามตั๋วเงินเป็น หนี้อย่างอื่นโดยการแปลงหนี้ใหม่ตามมาตรา ๓๔๙ ฯลฯ เป็นต้น ๗. ข้อต่อสู้ตามกฎหมายพิเศษอย่างอื่น นอกจากข้อต่อสู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้งกล่าว แล้ว ยังอาจมีข้อต่อสู้ตามกฎหมายพิเศษอย่างอื่นอีกด้วยเช่น ข้อต่อสู้ว่าการฟ้องคดีของเจ้าหนี้เป็นการฟ้องซ้อน ฟ้อง ซํ้า หรือเป็นการดําเนินกระบวนพิจารณาซํ้า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หรือเป็นการฟ้องคดีต่อศาล ที่ไม่มีอํานาจ จะพิจารณาคดีนี้ได้ตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลยุติธรรม ฯลฯ ซึ่งข้อเหล่านี้ผู้รับอาวัลย่อมใช้อ้าง ยันแก่เจ้าหนี้ได้ทั้งสิ้น ข้อสังเกตในการยกข้อต่อสู้ของผู้รับอาวัลที่มีต่อเจ้าหนี้ ดังกล่าวแล้วว่า ข้อต่อสู้บรรดาที่ผู้รับอาวัลมีอยู่กับผู้ทรงนั้น ผู้รับอาวัลย่อมยกขึ้นเป็นข้อปฏิเสธความนับ ผิดของตนได้เสมอ แต่อย่างไรก็ดี ข้อจํากัดของการยกข้อต่อสู้นี้ย่อมอยู่ในบังคับของมาตรา ๙๑๖ ด้วย ซึ่งมีความ ว่า “บุคคลทั้งหลายผู้ถูกฟ้องในมูลตั๋วแลกเงินหาอาจจะต่อผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะ บุคคลระหว่างตนกับผู้สั่งจ่าย หรือกับผู้ทรงคนก่อน ๆ นั้นได้ไม่ เว้นแต่การโอนจะได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล”
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๖๓ หมายความว่า ผู้รับอาวัลจะยกข้อต่อสู้ของต้นขึ้นได้ก็แต่เฉพาะกับเจ้าหนี้ที่เป็นคู่กรณีโดยตรงกับตนเท่านั้น แต่หากได้มีการโอนตั๋วเงินนั้นไปยังบุคคลภายนอกที่รับโอนโดยสุจริตแล้ว ผู้รับอาวัลก็ไม่อาจยกข้อต่อสู้ของตนขึ้นใช้ ยันกับบุคคลภายนอกนั้นได้เลย เช่น ผู้ทรงคนปัจจุบันข่มขู่ให้ผู้รับอาวัลลงชื่อรับอาวัลในตั๋วเงินฉบับหนึ่ง แล้วต่อมา ได้โอนตั๋วเงินนั้นแก่บุคคลภายนอกไปเช่นนี้ ผู้รับอาวัลจะอ้างยันกับผู้ทรงที่เป็นบุคคลภายนอกว่าตนถูกข่มขู่ให้เข้า อาวัลตั๋วเงินอันจะทําให้การอาวัลตั๋วเงินของตนตกเป็นโมฆียะตามมาตรา ๑๒๑ ไม่ได้ เว้นแต่การโอนตั๋วระหว่างผู้ ทรงคนแรกกับคนหลังจะมีขึ้นโดยการคบคิดกันฉ้อฉลกัน เช่น ผู้ทรงคนปัจจุบันรับโอนตั๋วมาโดยรู้อยู่แล้วว่าอาวัลนั้น มีขึ้นได้เพราะการข่มขู่ เป็นต้น แต่มาตรา ๙๑๖ นี้ ห้ามเฉพาะข้อต่อสู้ระหว่างลูกหนี้กับผู้ทรงที่เป็นบุคคลภายนอกเท่านั้น แต่ไม่ห้ามในอัน ที่จะยกขึ้นต่อสู้กันเองระหว่างคู่กรณีโดยตรง ฉะนั้นตามตัวอย่างข้างต้น ถ้าผู้ข่มขู่เป็นผู้ฟ้องผู้รับอาวัลเสียเอง โดย มิได้โอนตั๋วเงินต่อให้บุคคลภายนอก ผู้รับอาวัลย่อมอ้างเหตุว่าการอาวัลของตนเป็นโมฆียะขึ้นต่อสู้ได้ อนึ่ง แม้ตัวบทจะใช้คําว่า “คบคิดกันฉ้อฉล” ก็ตาม แต่มิได้หมายความว่า ผู้โอนและผู้รับโอนจะต้องกระทํา โดยการสมรู้ร่วมคิดกันเสมอไปแต่อย่างใด แม้จะปรากฏว่าผู้รับโอนแต่ผู้เดียวทราบถึงข้อต่อสู้ ซึ่งผู้รับอาวัลอาจ ยกขึ้นต่อสู้กับผู้โอนได้แล้ว ก็ถือว่าเป็นการคบคิดกันฉ้อฉลตามมาตรา ๙๑๖ เหมือนกัน เพราะเมื่อดูจากต้นร่าง ภาษาอังกฤษแล้วจะเห็นว่ากฎหมายใช้คําว่า fraudulent understanding ซึ่งมีความหมายว่า การรู้ถึงข้อฉ้อฉลนั้น เท่านั้น ไม่ถึงขนาดต้องคบคิดกันอย่างตัวบทภาษาไทย ซึ่งข้อนี้ได้รับรองแล้ว โดยคําพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๗๖/๒๕๐๗ ซึ่งวินิจฉัยว่า “จําเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงินแก่ผู้มีชื่อคนหนึ่ง ต่อมาจําเลยได้ชําระหนี้แก่ผู้มีชื่อคนนั้น โดยทําสัญญา ประนีประนอมยอมความผ่อนใช้เงินตามเช็ค ซึ่งโจทก์ก็ได้ลงชื่อเป็นพยานด้วยนั้น แสดงว่าโจทก์รู้ดีแล้วว่าจําเลยไม่มี นิติสัมพันธ์จะต้องใช้เงินตามเช็คแล้ว ฉะนั้นการที่โจทก์กลับรับเช็คจากผู้มีชื่อดังกล่าว แล้วนําไปขึ้นเงินต่อธนาคาร จึงเท่ากับโจทก์กระทําการโดยไม่สุจริต ถือได้ว่าเป็นการคบคิดกันฉ้อฉล โจทก์ไม่มีอํานาจเช็คฉบับนั้นมาฟ้องเรียก เงินจากจําเลยได้” ข้อต่อสู้ที่ผู้รับอาวัลจะยกขึ้นอ้างภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๙๑๖ นั้นมีมากมายหลายประการ เช่น ข้อต่อสู้ว่า การอาวัลเป็นโมฆียะเพราะเหตุ แสดงเจตนาโดยวิปริต หรือเพราะขาดความสามารถในการทํานิติกรรม หรือข้อต่อสู้ ว่าได้มีการตกลงเปลี่ยนการชําระหนี้ในตั๋วเงินเป็นอย่างอื่น เช่น ทําเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือทําเป็น สัญญากู้ขึ้นมาใหม่แล้ว หรือจะต่อสู้ว่าการออกตั๋วเป็นโมฆะ เพราะเป็นการออกให้เพื่อชําระหนี้ที่ขัดกับความสงบ เรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น อย่างไรก็ดี น่าสังเกตว่า ข้อต่อสู้ที่เกี่ยวกับฐานะหรือความสามารถของบุคคล เช่น การเป็นคนไร้ ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถเหล่านี้ มีมาตรา ๑๔๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บังคับอยู่อีกชั้นหนึ่ง กล่าวคือ ในเหตุเหล่านี้ บุคคลใดอาจใช้ยกหรืออ้างอิงแก่บุคคลภายนอกได้เสมอ ฉะนั้นข้ออ้างที่ว่าผู้รับอาวัลเป็นคนไร้ความสามารถ หรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถที่ศาลมีคําสั่งแล้ว จึง ใช้ยันกับผู้รับโอนโดยสุจริตได้ โดยไม่คํานึงถึงว่าผู้รับโอนนั้นจะได้รู้ถึงข้อไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ นั้นหรือไม่ก็ตาม
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๖๔ ข้อ ๓. ความบกพร่องแห่งสิทธิในตั๋วเงินของผู้ทรง นอกจากข้อต่อสู้ประการอื่น ๆ ที่กล่าวมาในข้อ ๑ และข้อ ๒ ข้างต้นแล้ว ผู้รับอาวัลยังอาจยกข้อต่อสู้ถึง ความบกพร่องแห่งสิทธิในตั๋วเงินของผู้ทรงได้อีก โดยอ้างว่าเจ้าหนี้คนนั้นมิใช่ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายอันจะมี สิทธิบังคับชําระหนี้ตามตั๋วเงินนั้นเอากับตนได้ประการหนึ่ง และการกระทําของผู้ทรงนั้นเองที่ทําให้ผู้ทรงไม่อาจใช้ สิทธิตามตั๋วเงินได้อีกประการหนึ่ง เมื่อผู้ทรงคนนั้นไม่มีสิทธิโดยชอบธรรมใด ๆ ในอันที่จะบังคับกับคู่สัญญาคนอื่น ๆ ในตั๋วเงินแล้ว ก็ย่อมไม่อาจบังคับให้ผู้รับอาวัลชําระหนี้ได้เช่นกัน ฉะนั้น ความบกพร่องแห่งสิทธิในตั๋วเงินของผู้ทรง ซึ่งผู้รับอาวัลจะยกขึ้นเป็นข้อปฏิเสธความรับผิดได้นั้น อาจแยกเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้คือ ๑. เมื่อเจ้าหนี้มิใช่เป็นผู้ทรงตั๋วเงินนั้นโดยชอบ เมื่อเจ้าหนี้มิใช่เป็นผู้ทรงตั๋วเงินแล้ว ก็ย่อมไม่อาจบังคับให้ คู่สัญญาไม่ว่าคนใดในตั๋วเงินให้ต้องรับผิดแก่ตนได้เลย ซึ่งเหตุที่ทําให้เจ้าหนี้ผู้นั้นมิใช่เป็นผู้ทรงโดยชอบมิได้ในกรณี ดังต่อไปนี้ ๑.๑ เมื่อผู้ทรงได้ตั๋วเงินนั้นไปโดยการสลักหลังที่ขาดสาย ซึ่งโดยผลแห่งมาตรา ๙๐๕ แล้ว เมื่อ การสลักหลังนั้นขาดสายลงก็ย่อมไม่ทําให้บุคคลผู้ที่ได้ตั๋วเงินนั้นไว้ในครอบครองกลายเป็นผู้ทรงโดยชอบตามตาม มาตรา ๙๐๔ ได้ ๑.๒ เมื่อผู้ทรงได้ตั๋วเงินนั้นมาโดยทุจริต หรือด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หมายความว่า แม้จะได้ตั๋วเงินนั้นมาโดยการสลักหลังที่ไม่ขาดสายก็ตาม แต่หากพิสูจน์ว่าการได้มานั้น ผู้ทรงกระทํา การโดยทุจริต หรือได้มาด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว ก็ย่อมไม่อาจยึดถือและบังคับตามตั๋วเงินนั้นได้ อีกต่อไป ตามมาตรา ๙๐๕ วรรค ๒ อนึ่ง เหตุดังกล่าวข้างต้นนี้ย่อมใช้บังคับแก่ผู้ทรงที่เป็นผู้ถือในตั๋วเงินที่สั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือด้วย ตามมาตรา ๙๐๕ วรรค ๓ ๑.๓ เมื่อผู้ทรงได้ตั๋วเงินนั้นไปโดยการสลักหลังปลอม เพราะตามมาตรา ๑๐๐๘ นั้น เมื่อใดที่ ลายมือชื่อในตั๋วเงินเป็นลายมือปลอมแล้ว ถือว่าลายมือชื่อปลอมนั้นเป็นอันใช้ไม่ได้เลย ผู้ใดจะอ้างสิทธิอย่างหนึ่ง อย่างใดเพื่อการยึดหน่วงตั๋วเงินเอาไว้ หรือทําให้ตั๋วเงินหลุดพ้น หรือเพื่อบังคับการใช้เงินเอาแก่คู่สัญญาคนหนึ่งคน ใดไม่ได้โดยเด็ดขาด อย่างไรก็ดี ข้อที่ว่าผู้ทรงเสียสิทธิไปเพราะเหตุได้ตั๋วเงินมาโดยการสลักหลังปลอมนั้นก็ยังมีข้อจํากัดอยู่ตาม มาตรา ๑๐๐๖ ด้วย คือ ตามมาตรา ๑๐๐๖ นั้น ลายมือชื่อใดปลอมก็ไม่มีผลเฉพาะลายมือชื่อนั้น แต่ไม่ กระทบกระเทือนถึงลายมือชื่อของผู้อื่น ฉะนั้นผู้ทรงยังอาจฟ้องผู้ที่ลงลายมือชื่อโดยแท้จริงได้ แต่ไม่อาจอ้างสิทธิ ผ่านลายมือปลอมไปฟ้องผู้ที่ลงลายมือชื่อก่อนลายมือปลอมได้ ทั้งนี้ไม่ว่าลายมือชื่อปลอมนั้นจะเป็นลายมือชื่อผู้สั่ง จ่าย หรือผู้ออกตั๋ว ซึ่งจะทําให้ตั๋วเงินนั้นไม่สมบูรณ์เป็นตั๋วเงินก็ตาม เช่น นาย ก. ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ นาย ข. ต่อมา นาย ข. สลักหลังโอนตั๋วเงินนั้นแก่ นาย ค. แต่มีผู้ ลักตั๋วเงินนั้นไป และปลอดลายมือชื่อของ นาย ค. สลักหลังต่อให้กับ นาย ง. นาย ง. ได้โอนให้แก่ผู้ทรงอีกต่อหนึ่ง
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๖๕ ดังนี้ โดยผลแห่งมาตรา ๑๐๐๖ ประกอบกับมาตรา ๑๐๐๘ แล้ว ผู้ทรงจะฟ้องให้ นาย ก. ผู้ออกตั๋ว และนาย ข. ผู้ สลักหลังให้รับผิดไม่ได้ เพราะทั้งสองเป็นผู้ที่ลงลายมือชื่อไว้ก่อนลายมือปลอม แต่ยังอาจฟ้องให้ นาย ง. ได้อยู่ เพราะลายมือชื่อของ นาย ง. ยังสมบูรณ์อยู่ตามมาตรา ๑๐๐๖ ฉะนั้น จึงต้องดูด้วยว่าผู้รับอาวัลนั้นได้ให้ประกันไว้ แก่ผู้ใด ถ้าประกันให้แก่ นาย ก. หรือนาย ข. แล้วผู้รับอาวัลก็อาจยกเหตุที่ผู้ทรงได้ตั๋วเงินไปโดยการสลักหลังปลอม ขึ้นต่อสู้ได้ แต่ถ้าประกันให้แก่ นาย ง. ก็ต่อสู้ผู้ทรงไม่ได้ มีปัญหาว่า ตามตัวอย่างข้างต้น หากผู้รับอาวัลได้ลงลายมือชื่ออาวัลตั๋วเงินไว้ขณะที่ นาย ง. โอนตั๋วให้แก่ผู้ ทรง แต่มิได้ระบุว่าให้เป็นประกันแก่ผู้ใดจึงต้องถือว่าเป็นประกันให้แก่ นาย ก. ผู้ออกตั๋วตามมาตรา ๙๓๙ วรรค ท้าย เช่นนี้ ผู้ทรงจะฟ้องรับอาวัลนั้นได้หรือไม่? ข้อนี้เห็นว่าหากข้อเท็จจริงฟังเป็นอันยุติได้ว่า ผู้รับอาวัลลงลายมือ ชื่ออาวัลตั๋วเงินเอาไว้ ภายหลังจากที่ได้มีการปลอมลายมือชื่อสลักหลังแล้ว ก็ยังต้องรับผิดต่อผู้ทรงอยู่ตามผลแห่ง มาตรา ๑๐๐๖ ข้างต้น ทั้งนี้โดยไม่ต้องคํานึงว่าจะเป็นการให้ประกันแก่ผู้ใดก็ตาม ๑.๔ เมื่อผู้ทรงได้ตั๋วเงินไปโดยการสลักหลังที่โอนให้แก่บางส่วน ซึ่งตามมาตรา ๙๒๒ วรรคท้าย ถือว่า การสลักหลังนั้นตกเป็นโมฆะ ซึ่งเมื่อการสลักหลังเป็นโมฆะเสียแล้วก็เท่ากับไม่มีการสลักหลังเลย ผู้ทรงจึงมิใช่ผู้ทรง โดยชอบตามมาตรา ๙๐๕ แต่อย่างใด เพราะการสลักหลังนั้นได้ขาดสายไปเสียแล้ว ๑.๕ เมื่อผู้ทรงได้ตั๋วเงินที่มีข้อกําหนดห้ามโอนตามมาตรา ๙๑๗ ซึ่งเมื่อมีข้อกําหนดห้ามโอนแล้ว แต่นั้นไปตั๋วเงินจะโอนกันตามแบบแห่งการโอนตั๋วเงินธรรมดาไม่ได้อีกแล้ว ต้องทําเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องทั่วไป ตามมาตรา ๓๐๖ แทน ฉะนั้น หากไม่ทําการโอนตามมาตรา ๓๐๖ แล้ว ผู้ทรงก็จะไม่ได้สิทธิอย่างใด ๆ ในตั๋วเงิน นั้นไปเลย จึงฟ้องผู้รับอาวัลไม่ได้ด้วย ๒. เมื่อการกระทําของผู้ทรงเองทําให้ผู้ทรงไม่อาจใช้สิทธิตามตั๋วเงินได้ บางกรณีผู้ทรงแม้จะได้รับโอนตั๋ว เงินมาโดยถูกต้องตามพิธีการที่กฎหมายกําหนดถูกอย่างแล้วก็ตาม ก็อาจใช้สิทธิของตนไม่ได้ เพราะเหตุการณ์กระทํา ของตนเอง ดังเช่น ๒.๑ ผู้ทรงได้ตั๋วเงินมาโดยนิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา ๑๑๓ เช่น นาย ก. ออกเช็คชําระ หนี้ทั่ว ๆ ไปให้แก่ นาย ข. โดยมีนายดําเป็นผู้รับอาวัลประกันให้แก่นาย ก. ต่อมานาย ข. โอนตั๋วเงินนี้ให้แก่นาย ค. เพื่อเป็นการชําระหนี้ตามสัญญาขายฝิ่น ดังนี้ แม้การโอนจะถูกต้องแต่เนื่องจากนิติกรรมที่ นาย ข. กับนาย ค. ตก เป็นโมฆะเสียแล้ว นาย ค. จะเอาตั๋วเงินไปฟ้องจากนายดํา ผู้รับอาวัลไม่ได้ ๒.๒ ผู้ทรงได้ตั๋วเงินมาด้วยความทุจริตของผู้ทรงเอง หรือด้วยความประมาทเลินเล่ออย่าง ร้ายแรง จนเป็นเหตุให้ไม่อาจยึดถือและครอบครองตั๋วเงินนั้นอีกต่อไปได้ ตามมาตรา ๙๐๕ วรรค ๒ ดังกล่าวแล้ว เมื่อผู้ทรงผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ในตั๋วเงินผู้รับอาวัลจะหลุดพ้นหรือไม่ มีปัญหาว่า การที่เจ้าหนี้แห่งตั๋วเงินยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ตามตั๋วเช่นนี้แล้ว จะถือว่าเป็นเหตุให้ผู้รับ อาวัลหลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่ ทั้งนี้ เพราะในเรื่องที่เจ้าหนี้ย่อมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้นั้น มาตรา ๗๐๐ ก็ บัญญัติเอาไว้ว่า ผู้คํ้าประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด และแม้แต่บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องตั๋วเงินโดยตรงก็ ยังบัญญัติเอาไว้อย่างมีปัญหาในมาตรา ๙๐๓ ว่า ในการใช้เงินตามตั๋วเงินท่านมิให้ให้วันผ่อน ซึ่งมาตรา ๙๔๘ ก็
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๖๖ รับรองเอาไว้ว่า หากผู้ทรงผ่อนเวลาให้แก่ผู้จ่ายแล้ว ผู้ทรงย่อมสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอากับคู่สัญญาคนก่อน ๆ ที่มิได้ ตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้น ดังนั้น จึงต้องแยกพิจารณาปัญหานี้ออกเป็น ๒ ตอน คือ ๑. จะนํามาตรา ๗๐๐ มาใช้กับกรณีของผู้รับอาวัลได้หรือไม่ ๒. มีบทบัญญัติใดหรือไม่ในกฎหมายลักษณะตั๋วเงินที่จะทําให้ผู้รับอาวัลหลุดพ้นจากความรับผิด หากว่าผู้ทรงให้วันผ่อนแก่ลูกหนี้ ดังจะได้พิจารณาแต่ละประเด็นไปดังต่อไปนี้คือ ๑. สําหรับประเด็นที่ว่าจะนําบทบัญญัติในมาตรา ๗๐๐ เรื่องผู้คํ้าประกันมาใช้แก่กรณีของผู้รับอาวัลด้วย หรือไม่นั้น ได้มีคําพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๒/๒๕๒๑ วางหลักวินิจฉัยเอาไว้แล้ว ดังนี้ “เมื่อจําเลยที่ ๒ เป็นผู้รับอาวัลในตั๋วสัญญาใช้เงิน จําเลยที่ ๒ จึงอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ชั้นต้นเช่นเดียวกับ จําเลยที่ ๑ ที่อาจจะถูกบังคับให้ชําระหนี้เมื่อใดก็ได้ เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นถึงกําหนดชําระหนี้ จําเลยที่ ๒ จึงไม่อยู่ ในฐานะเป็นผู้คํ้าประกัน ตามหลักทั่วไปในลักษณะคํ้าประกัน จึงจะนําบทบัญญัติมาตรา ๗๐๐ มาใช้บังคับไม่ได้...” ฉะนั้น ตามแนวคําพิพากษาฎีกาฉบับนี้ จึงไม่นํามาตรา ๗๐๐ มาใช้บังคับในกรณีของผู้รับอาวัลแต่อย่างใด เมื่อเจ้าหนี้ให้วันผ่อนแก่ลูกหนี้ผู้รับอาวัลจะอ้างว่าตนหลุดพ้นจากความรับผิดตามมาตรา ๗๐๐ นี้ไม่ได้ ทั้งนี้ไม่ว่าจะ เป็นการอาวัลในตั๋วแลกเงิน หรือตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือเช็คก็ตาม เพราะประเด็นสําคัญที่ศาลฎีกานํามาวินิจฉัยมิได้ ขึ้นอยู่กับประเภทของตั๋วเงินที่อาวัลนั้น แต่ขึ้นอยู่กับข้อที่ว่าผู้รับอาวัลมีฐานะเป็นอย่างเดียวกับผู้คํ้าประกัน และจะนํา มาตรา ๗๐๐ มาใช้กับผู้รับอาวัลได้หรือไม่เท่านั้นเอง ๒. ปัญหาว่าจะมีบทบัญญัติใดในเรื่องตั๋วเงินหรือไม่ ที่จะกําหนดว่าถ้าผู้ทรงยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้แล้ว ผู้รับอาวัลจะหลุดพ้นจากความรับผิด ตัวบทกฎหมายในลักษณะตั๋วเงินที่ว่าด้วยการห้ามมิให้ผู้ทรงให้วันผ่อนนี้มีอยู่ ๒ แห่ง คือ ในมาตรา ๙๐๓ และ ๙๔๘ ดังกล่าวแล้ว แต่มาตรา ๙๐๓ นั้นเขียนห้ามเอาไว้ลอย ๆ ไม่มีบทลงโทษ หรือผลที่จะเกิดภายหลังการ ผ่อนเวลาแต่อย่างใด จึงต้องมาพิเคราะห์ มาตรา ๙๔๘ กันโดยเฉพาะต่อไป ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้าผู้ทรงตั๋วแลกเงินยอมผ่อนเวลาให้แก่ผู้จ่ายไซร้ ท่านว่าผู้ทรงสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้เป็นคู่สัญญาคน ก่อน ๆ ซึ่งมิได้ตกลงในการผ่อนเวลานั้น” คําว่า คู่สัญญาคนก่อน ๆ นั้น มีนิยามเอาไว้ในมาตรา ๙๐๖ ว่า “คําว่า คู่สัญญาคนก่อน ๆ นั้น รวมทั้งผู้ สั่งจ่าย ผู้ออกตั๋วเงิน และผู้สลักหลังคนก่อน ๆ ด้วย” ซึ่งจะเห็นว่า ไม่ได้รวมผู้รับอาวัลเอาไว้ด้วย ฉะนั้นเมื่อผู้ทรง ผ่อนเวลาให้แก่ผู้จ่ายเช่นนี้ ผู้รับอาวัลจึงไม่หลุดพ้นตามมาตรา ๙๔๘ แต่อย่างใด มีปัญหาว่า การที่ผู้ทรงยอมผ่อนเวลาให้แก่ผู้จ่าย เช่นนี้จะถือได้หรือไม่ว่าเป็นการทําผิดแบบระเบียบในเรื่อง ตั๋วเงิน ซึ่งผู้คํ้าประกันอาจยกข้อต่อสู่ของบุคคลที่ตนประกันขึ้นใช้ยันกับผู้ทรงได้ว่า ตนได้หลุดพ้นจากความรับผิด แล้ว
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๖๗ ท่านศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ได้แสดงความเห็นไว้ว่า กรณีที่ผู้ทรงผ่อนเวลาให้แก่ผู้จ่ายเช่นนี้ ถือว่า เป็นการทําผิดแบบระเบียบในเรื่องตั๋วเงินแล้ว สิทธิไล่เบี้ยของผู้ทรงจึงระงับไปตามาตรา ๙๔๘ ประกอบมาตรา ๙๗๓ แต่อย่างไรก็ดี ได้มีข้อสอบของสํานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาสมัยที่ ๒๒ ประจําปี การศึกษา ๒๕๑๒ กฎหมายแพ่ง ข้อ ๕ วางธงคําตอบในปัญหาเดียวกันนี้ว่า “การที่ผู้ทรงยอมผ่อนเวลาให้แก่ผู้จ่าย ดังกล่าว ไม่ใช่กรณีทําผิดแบบระเบียบ” ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ดูความเห็นที่ต่างกันนี้แล้ว น่าจะถือว่า การที่ผู้ทรงยอมผ่อนเวลาให้แก่ผู้จ่ายนั้น มิใช่กรณีที่ จะถือว่าเป็นการทําผิดแบบระเบียบในเรื่องตั๋วเงินแต่อย่างใด เพราะแท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่กฎหมายห้ามไว้มิให้ทํา ต่างหาก มิใช่เป็นเรื่องเกี่ยวกับระเบียบแบบแผน หรือขั้นตอนในการบังคับตามตั๋วเงินที่กฎหมายบังคับให้ต้องกระทํา แต่อย่างใด ฉะนั้นผู้รับอาวัลจะยกเรื่องที่มีการผ่อนเวลานี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับผู้ทรงไม่ได้ ให้สังเกตว่า มาตรา ๙๔๘ นี้ใช้กับกรณีที่ผู้ทรงผ่อนเวลาให้แก่ผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินเท่านั้น มิได้ใช้กับผู้ สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินแต่อย่างใด และเนื่องจากมิได้นํามาตรา ๙๔๘ นี้ไปใช้กับเรื่องตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือเช็คด้วยแล้ว จึง ไม่นําไปใช้กับกรณีที่ผู้ทรงผ่อนเวลาให้แก่ผู้สั่งจ่ายเช็ค หรือผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินด้วย ฉะนั้น กรณีที่ผู้ทรงยอมผ่อนเวลาให้แก่ผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินแล้ว ผู้รับอาวัลก็ไม่หลุดพ้นอยู่ดี เพราะมาตรา ๙๔๘ ใช้แต่เฉพาะการผ่อนเวลาให้แก่ผู้จ่ายเท่านั้น ส่วนถ้ามีการผ่อนเวลาให้แก่ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินก็เลยมีคํา พิพากษาฎีกาที่ ๔๒๒/๒๕๒๑ วินิจฉัยไว้แล้วว่า ผู้รับอาวัลไม่หลุดพ้น และสุดท้ายในกรณีที่ผู้ทรงผ่อนเวลาให้แก่ผู้ สั่งจ่ายเช็คแล้ว ท่านศาสตราจารย์ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เห็นว่า “แม้ผู้ทรงจะผ่อนเวลาให้ผู้ออกเช็ค ผู้สลักหลังและ ผู้รับอาวัลก็ไม่หลุดพ้น คงต้องรับผิดอยู่ตามมาตรา ๙๖๗ (คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๕๓/๒๕๑๑)” กล่าวโดยสรุป สําหรับปัญหาที่ว่า เมื่อผู้รงผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ในตั๋วเงินแล้ว ผู้รับอาวัลจะหลุดพ้นหรือไม่ นั้น ก็คือ ผู้รับอาวัลจะไม่หลุดพ้นไปได้เลยไม่ว่าการผ่อนเวลานั้นจะได้กระทําต่อ ผู้จ่าย หรือผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงิน หรือผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินหรือผู้สั่งจ่ายเช็คก็ตาม ๔.๕ สิทธิไล่เบี้ยของผู้รับอาวัล ในบทก่อนได้กล่าวถึง ผลบังคับของการอาวัลและการหลุดพ้นจากความรับผิดของผู้รับอาวัลไปแล้ว ในบท นี้จะได้กล่าวถึงสิทธิไล่เบี้ยของผู้รับอาวัลต่อไป ทั้งนี้เพราะเมื่อผู้รับอาวัลเมื่อได้ใช้เงินตามตั๋วเงินไปแล้ว ก็ย่อมจะต้อง มีโอกาสเรียกร้องเอาเงินส่วนที่ตนชําระไปนั้นคืนได้เช่นเดียวกับผู้คํ้าประกัน ซึ่งมีกล่าวเอาไว้ในมาตรา ๖๙๓ แล้ว แต่อย่างไรก็ดี หลักการใช้สิทธิไล่เบี้ยของผู้รับอาวัลนั้น มีลักษณะเป็นพิเศษออกไปบ้าง ทั้งนี้ เพราะโดยผลแห่ง มาตรา ๙๔๐ วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติไว้ดังนี้ “เมื่อผู้รับอาวัลได้ใช้เงินไปตามตั๋วแลกเงินแล้ว ย่อมได้สิทธิในอันจะไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลซึ่งตนได้ประกันกับ ทั้งบุคคลทั้งหลายผู้รับผิดแทนตัวผู้นั้น” ดังนั้น จึงอาจพิจารณาลักษณะของการใช้สิทธิไล่เบี้ยของผู้รับอาวัล โดยแยกออกเป็นข้อ ๆ ได้ดังต่อไปนี้
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๖๘ ข้อ ๑. บุคคลที่ผู้รับอาวัลจะใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ ข้อ ๒. จํานวนเงินที่ผู้รับอาวัลจะใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ ข้อ ๓. เมื่อผู้รับอาวัลไล่เบี้ยเอากับผู้รับอาวัลคนอื่นในตั๋วเงินฉบับเดียวกัน ข้อ ๑. บุคคลที่ผู้รับอาวัลจะใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ ในข้อนี้จะเห็นว่าตัวบทบัญญัติเอาไว้เป็นปัญหา คือ ให้ผู้รับอาวัลใช้สิทธิไล่เบี้ยได้กับบุคคลซึ่งตนประกัน ประกานหนึ่ง และกับบุคคลทั้งหลายผู้รับผิดแทนตัวผู้นั้นอีกประการหนึ่ง จึงทําให้สงสัยว่าที่รับผิดแทนนั้นรับผิด แทนนั้นรับผิดแทนอะไรกันแน่ ในตัวบทภาษาอังกฤษ ใช้คําแปลของคําว่า บุคคลทั้งหลายผู้รับผิดแทนตัวผู้นั้นว่า “the persons responsible for the latter” ซึ่งมีความหมายถึงบุคคลผู้ต้องรับผิดต่อผู้ที่อยู่ต่อมาหลัง หรือหากจะกล่าวให้เป็นไทย ๆ ก็จะได้ว่า คือบุคคลผู้ต้องรับผิดอยู่แล้วต่อบุคคลซึ่งผู้รับอาวัลได้ประกันไว้นั่นเอง ข้อนี้ ท่านศาสตราจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้แสดงความเห็นเอาไว้ในหนังสือของท่านว่า “สิทธิของอาวัลที่จะไล่เบี้ยเอาแก่คู่สัญญาที่ตนประกันนั้น อาศัยหลักอย่างเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๙๓ สําหรับเรื่องคํ้าประกันธรรมดา นอกจากนั้น มาตรา ๙๔๐ ยังให้สิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่คู่สัญญาทั้งหลายที่ต้อง รับผิดต่อคู่สัญญาที่ประกันด้วย เช่น ค. สลักหลังตั๋วให้ ง. ๆ สลักหลังให้ จ. ๆ สลักหลังให้ ฉ. ตามมาตรา ๙๑๔ ถ้า จ. ต้องรับผิดใช้เงินให้ ฉ. เพราะ จ. ไม่มีเงินใช้ ดังนี้เมื่อเอาจาก จ. ไม่ได้ อ. ไล่เบี้ยเอาใช้จาก ง. หรือ ค. ได้ เหมือนอย่างที่ จ. จะทําได้ หาก จ. ใช้เงินแก่ ฉ. เอง ตัวบทเขียนไม่ดีกลายเป็นการไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลทั้งหลายผู้รับ ผิดแทนทีอาวัลประกันไว้ แต่ความจริงไม่มีใครรับผิดแทนกัน มีแต่รับผิดต่อกันตามมาตรา ๙๑๔” ฉะนั้น จากความเห็นของท่านศาสตราจารย์ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ข้างต้น อาจแยกบุคคลที่ผู้รับอาวัลจะให้ สิทธิไล่เบี้ยของตนบังคับเอาไว้ ออกเป็น ๒ พวก ด้วยกันคือ ๑. บุคคลที่ผู้รับอาวัลได้ประกันไว้ กล่าวคือ ผู้รับอาวัลประกันให้แก่ใครแล้ว ต่อมาเมื่อผู้รับอาวัลได้ใช้เงิน ให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้ว ก็ย่อมจะมาไล่เบี้ยเอากับบุคคลที่ตนเข้าประกันไว้นั้นได้นั่นเอง ๒. บุคคลที่ต้องรับผิดแทนตัวลูกหนี้ที่อาวัลประกันไว้ ซึ่งดังกล่าวมาแล้วว่าแท้จริงมิใช่รับผิดแทนกัน แต่ หากเป็นการที่ต้องรับผิดต่อกัน ต่างหาก จึงหมายความถึง บุคคลที่ต้องรับผิดต่อบุคคลที่ผู้อาวัลได้ประกันไว้นั่นเอง ฉะนั้น บุคคลพวกนี้จึงอาจมิได้ดังต่อไปนี้คือ ๒.๑ ผู้สั่งจ่ายตั๋วเงิน และผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ๒.๒ ผู้รับรองตั๋วแลกเงิน ๒.๓ ผู้สลักหลังที่อยู่ในลําดับก่อน และมีความรับผิดผูกพันอยู่กับบุคคลที่ผู้รับอาวัลได้ประกันไว้ ๒.๔ ผู้รับอาวัลซึ่งให้ประกันบุคคลดังกล่าวในข้อ ๒.๑, ๒.๒ และ ๒.๓ ที่กล่าวมาแล้ว อย่างไรก็ดี หากบุคคลดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นผู้ที่บุคคลซึ่งผู้รับอาวัลได้ประกันไว้นั้น ต้องรับผิดต่อเขาอยู่ ก่อนแล้ว โดยผลแห่งมาตรา ๙๗๑ บุคคลที่ผู้รับอาวัลประกันไว้ก็ไม่สามารถจะไปไล่เบี้ยเอากับเขาได้ ผู้รับอาวัลจึง
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๖๙ ใช้สิทธิไล่เบี้ยบุคคลผู้นั้นได้เช่นกัน ทั้งนี้ดังปรากฏตามตัวอย่างที่อ่านศาสตราจาย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้ยกเอาไว้ แต่ต้นแล้ว อนึ่ง กรณีของผู้รับอาวัลจะไล่เบี้ยเอากับผู้รับอาวัลตาม ๒.๔ นั้น จะได้กล่าวไว้โดยละเอียดในข้อ ๓. เรื่อง เมื่อผู้รับอาวัลจะไล่เบี้ยเอากับผู้รับอาวัลคนอื่นในตั๋วเงินฉบับเดียวกันต่อไป ข้อ ๒. จํานวนเงินที่ผู้รับอาวัลจะใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ ในการที่ผู้รับอาวัลจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับบุคคลดังกล่าวไว้ในข้อ ๑. นั้น ย่อมมีข้อจํากัดอยู่บ้าง ทั้งนี้ โดย ผลแต่มาตรา ๙๖๙ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “คู่สัญญาฝ่ายซึ่งเข้าถือเอาและใช้เงินตามตั๋วแลกเงินอาจจะเรียกเอาเงินใช้จากคู่สัญญาทั้งหลายซึ่งต้อง รับ ผิดต่อตนได้ คือ (๑) เงินต้นจํานวนซึ่งตนได้ใช้ไป (๒) ดอกเบี้ยในจํานวนเงินนั้นคิดอัตราร้อยละห้าต่อปี นับแต่วันที่ได้ใช้เงินไป (๓) ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันตนต้องออกไป (๔) ค่าชักส่วนลดจากต้นเงินจํานวนในตั๋วแลกเงินตามที่กําหนดไว้ในมาตรา ๙๖๘ อนุมาตรา (๔)” มาตรา ๙๖๙ นี้ ที่เอามาใช้กับกรณีที่ผู้รับอาวัลเป็นผู้ใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ก็เพราะ ในกรณีที่ผู้รับอาวัลใช้เงินให้แก่ เจ้าหนี้ไปแล้วผู้รับอาวัลนั้นก็ย่อมจะเข้าอยู่ในฐานะของ “คู่สัญญาฝ่ายซึ่งเข้าถือเอาและใช้เงินตามตั๋วแลกเงิน” ด้วย เช่นเดียวกับคู่สัญญาคนอื่น ๆ ในตั๋วเงินเช่นกัน เงินเต็มจํานวนซึ่งตนได้ใช้ไปตาม (๑) นั้น จะเป็นจํานวนเท่าใดก็ต้องย้อนกลับไปดูมาตรา ๙๖๘ อีกทีหนึ่ง ซึ่งได้กล่าวไว้แล้วในบทที่ ๔ ในหัวข้อเรื่องจํานวนเงินที่ผู้รับอาวัลจะต้องรับผิด ดอกเบี้ยในเงินจํานวนที่ได้จ่ายไปตาม (๒) นั้น เป็นอัตราดอกเบี้ยที่กฎหมายบังคับให้กันเลยทีเดียว ฉะนั้น แม้จะไม่มีข้อตกลงให้คิดกันก็ยังคิดกันได้อยู่ และเมื่อดูให้ลึกลงไปแล้ว การคิดดอกเบี้ยตาม (๒) นี้ ความจริงเป็น การคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยอย่างหนึ่ง เพราะจํานวนเงินตาม (๑) นั้น ก็คือ จํานวนเงินตามมาตรา ๙๖๘ ที่ผู้ทรงมา เรียกเอาจากผู้รับอาวัล ซึ่งโดยปกติก็มีการคิดดอกเบี้ยกันอยู่แล้วนั่นเอง เมื่อผู้รับอาวัลจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยตาม มาตรา ๙๖๙ อีก จึงเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยแน่นอน แต่อย่างไรก็ดี ก็ไม่ต้องห้ามตามมาตรา ๒๒๔ วรรค ๒ แต่อย่างใด เพราะเป็นการที่กฎหมายอนุญาต (ความจริงบังคับ) ให้กระทําได้ สําหรับค่าใช้จ่ายตาม (๓) นั้น ไม่มีคําอธิบายกล่าวไว้โดยแจ้งชัด แต่ก็น่าจะหมายความถึง ค่าใช้จ่ายในอันที่ผู้รับอาวัลได้ออกไปในอันที่จะใช้เงินตามตั๋วเงินนั้น เช่น ผู้ทรงกําหนดให้ผู้รับอาวัลชําระเงินแก่ตน โดยออกเป็นเช็คของธนาคาร หรือเป็นดร๊าฟท์ เช่นนี้ ค่าธรรมเนียมที่ผู้รับอาวัลต้องจ่ายแก่ธนาคารก็ถือว่าเป็น ค่าใช้จ่ายตาม (๓) นี้ได้ และอาจกินความไปถึง ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีกับผู้ทรง และค่าฤชาธรรมเนียมที่ผู้รับอาวัล จะต้องเสียไปตามคําพิพากษาด้วย
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๗๐ ส่วนค่าชักส่วนลดตาม (๔) นั้น ก็เป็นค่าชักส่วนลดตามที่มีในมาตรา ๙๖๘ (๔) นั่นเอง ซึ่งปัจจุบันนี้การชัก ส่วนลดความตามมาตรา ๙๖๘ (๔) ไม่สู้จะมีปรากฏในทางปฏิบัติแล้วจึงไม่เป็นปัญหากับการไล่เบี้ยของผู้รับอาวัล เท่าใดนัก อนึ่ง ไม่จําเป็นว่าผู้รับอาวัลจะต้องชําระเงินไปจนครบจํานวนที่กําหนดไว้ในตั๋วเสียก่อนแล้วจึงจะมีสิทธิไล่ เบี้ยได้แต่อย่างใด เพราะผู้รับอาวัลอาจจํากัดความรับผิดของตนไว้เพียงจํานวนหนึ่งจํานวนใดก็ได้ ตามมาตรา ๙๓๘ ฉะนั้น เมื่อใช้เงินไปเป็นจํานวนเท่าใดก็ไล่เบี้ยได้ในจํานวนเท่านั้น พร้อมกับดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายหรือค่าชักส่วนลด (หากมี) ทั้งนี้ โดยนัยแห่งคําพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๓/๒๕๑๖ ซึ่งวินิจฉัยว่า “ความผูกพันของผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินกับ ผู้รับอาวัลซึ่งมีต่อผู้ทรงมิใช่เป็นลูกหนี้ร่วมอันจะต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เมื่อผู้สั่งจ่ายไม่ชําระเงินตามตั๋วแลก เงิน ผู้รับอาวัลใช้เงินให้ผู้ทรงไปบางส่วน แม้ไม่ถึงกึ่งของจํานวนเงินในตั๋วเงิน ผู้รับอาวัลก็ได้สิทธิในอันที่จะไล่เบี้ยเอา แก่ผู้สั่งจ่าย” นั่นเอง ให้สังเกตว่า มาตรา ๙๖๙ นี้ มีมาตรา ๙๘๕ ให้นําไปใช้แก่กรณีของตั๋วสัญญาใช้เงินด้วย แต่ไม่มี บทบัญญัติใดให้นําไปใช้กับเช็คด้วยเลย ฉะนั้นในกรณีที่ผู้รับอาวัลในตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินจะใช้สิทธิไล่เบี้ย ได้เป็นจํานวนเท่าใดนั้น ย่อมเป็นไปตามมาตรา ๙๖๙ ข้างต้น แต่ในกรณีของผู้รับอาวัลในเช็คแล้ว ผู้รับอาวัลคงใช้ สิทธิไล่เบี้ยได้อย่างธรรมดาเท่านั้น คือ ไล่เบี้ยได้เฉพาะเงินจํานวนที่ตนจ่ายไปพร้อมกับดอกเบี้ยในระหว่างที่ผิดนัด ในอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี ตามมาตรา ๒๒๔ แต่หากเขาไม่ผิดนัดก็เรียกดอกเบี้ยไม่ได้ กล่าวคือ พอผู้รับอาวัลบ อกกล่าวให้บุคคลผู้นั้นชําระหนี้เขาก็ชําระให้ทันที อย่างนี้จะได้ก็แต่ต้นเงินที่ตนจ่ายไปเท่านั้น จะเรียกดอกเบี้ยนับแต่ วันที่ตนจ่ายไปไม่ได้ ทั้งนี้ เพราะไม่มีกฎหมายยอมให้ผู้รับอาวัลในเช็คเรียกดอกเบี้ยก่อนที่ลูกหนี้จะผิดนัดได้ ข้อ ๓. เมื่อผู้รับอาวัลไล่เบี้ยเอากับผู้รับอาวัลคนอื่นในตั๋วเงินฉบับเดียวกัน ในกรณีที่ผู้รับอาวัลหลายคนเข้าประกันให้แก่บุคคลคนเดียวกันแล้ว ปรากฏว่าต่อมาได้มีผู้รับอาวัลคนหนึ่ง ใช้หนี้ตามตั๋วให้แก่เจ้าหนี้ไปหมดแล้ว จะมาไล่เบี้ยเอากับผู้รับอาวัลคนอื่น ๆ ด้วยกันจะได้หรือไม่ ข้อนี้ เห็นว่าผู้รับอาวัลนั้นจะไล่เบี้ยได้ก็แต่บุคคลที่ตนประกันหรือบุคคลที่ต้องรับผิดต่อบุคคลที่ตนประกัน ดังกล่าวแล้วในข้อ ๑. เท่านั้น ผู้รับอาวัลคนอื่น ๆ ที่ประกันลูกหนี้คนเดียวกัน จึงไม่ใช่บุคคลที่จะไล่เบี้ยได้อย่าง บุคคลสองพวกนั้น เพราะต่างก็เป็นผู้รับผิดในลําดับเดียวกัน ไม่ใช่ลําดับก่อนหลังกัน และกฎหมายก็ไม่ได้บัญญัติไว้ ให้ทําเช่นนั้นได้ ประกอบทั้งไม่มีกฎหมายบังคับให้ผู้รับอาวัลที่ประกันหนี้รายเดียวกันต้องรับผิดในฐานะลูกหนี้ ร่วมกันอย่างผู้คํ้าประกัน ตามมาตรา ๖๘๒ อันจะไล่เบี้ยในระหว่างกันได้ตามมาตรา ๒๙๖ ด้วย ฉะนั้นผู้รับอาวัลผู้ ที่ชําระเงินไปแล้วจึงไม่อาจมาไล่เบี้ยจาผู้รับอาวัลที่ประกันให้แก่ลูกหนี้คนเดียวกันได้ อย่างไรก็ดี กรณีที่มีผู้รับอาวัลหลายคนนี้ต้องดูลักษณะแห่งการเข้าอาวัลด้วยว่า ผู้รับอาวัลเหล่านั้นมีความ มุ่งหมายที่จะเข้าประกันร่วมกันเป็นลูกหนี้ร่วมหรือไม่ เพราะอาจเป็นได้ว่า ผู้รับอาวัลทั้งสองคนนั้นมีเจตนาที่จะเข้า ประกันให้แก่ลูกหนี้เดียวกันและประสงค์จะให้เขาทั้งสองมีความผูกพันกันเป็นลูกหนี้ร่วมกัน ซึ่งถ้าข้อเท็จจริงปรากฏ ว่ามีเจตนาเข้าเป็นลูกหนี้ร่วมกันจริง ๆ แล้ว เมื่อผู้รับอาวัลคนหนึ่งชําระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้ว ก็ย่อมจะเรียกร้องให้ ผู้รับอาวัลอีกคนหนึ่งที่เป็นลูกหนี้ร่วมกับตน แบ่งเฉลี่ยความรับผิดกับตนได้ ซึ่งมาตรา ๒๙๖ ให้ถือว่าต่างคนต่างก็
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๗๑ รับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน แต่การเรียกร้องให้ลูกหนี้ร่วมคนอื่นช่วยเฉลี่ยความรับผิดนี้ มิใช่เป็นเรื่องการใช้สิทธิไล่เบี้ย ตามที่ได้กล่าวมาแต่ต้นแต่อย่างไร เมื่อเป็นดังนี้ ผู้รับอาวัลจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับผู้รับอาวัลคนอื่น ๆ ในตั๋วเงินฉบับเดียวกันได้ ก็ต่อเมื่อเป็น การให้ประกันแก่ลูกหนี้คนละคนกันเท่านั้น เช่น นาย ก. สั่งจ่ายเช็คให้นาย ข. ต่อมานาย ข. สลักหลังโอนต่อให้ นาย ค. โดยมีนายดําเป็นผู้รับอาวัลให้แก่นาย ก. และนายแดงเป็นผู้รับอาลัยให้แก่นาย ข. เช่นนี้ หากปรากฏว่า ต่อมานายแดงผู้รับอาวัลคนหนึ่งต้องรับผิดชดใช้เงินตามตั๋วให้แก่ นาย ค. ผู้ทรงตั๋วไปแล้วเช่นนี้ก็ย่อมจะไล่เบี้ยเอา จากนาย ข. ซึ่งเป็นบุคคลที่ตนประกันและจากนาย ก. กับนายดํา ผู้รับอาวัลอีกคนหนึ่ง ในฐานะบุคคลผู้ที่ต้องรับผิ ต่อนาย ข. ได้ดังนี้เป็นต้น ๔.๖ ความรับผิดของผู้รับอาวัล ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๔๐ วรรคแรกบัญญัติไว้ว่า “ผู้รับอาวัลย่อมต้องผูกพันเป็น อย่างเดียวกับบุคคลซึ่งตนประกันไว้” (หรือผู้สลักหลังคนหลังที่ถูกผู้ทรงบังคับให้ใช้เงินแก่ผู้ทรงแล้ว) เช่น เอกออก ตั๋วเงินสั่งโทให้จ่ายเงินแก่ตรี ตรีได้สลักหลังโอนต่อให้จัตวา จัตวาได้สลักหลังโอนต่อให้กับสามัญ โดยมีพิเศษเข้ามา อาวัลจัตวาไว้ โท พิเศษ (อาวัลจัตวา) ตรี จัตวา สามัญ เอก ตรี จัตวา ตามตัวอย่าง เมื่อโทไม่จ่ายเงินแก่สามัญ สามัญย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอกผู้สั่งจ่าย ตรีและจัตวาผู้สลักหลังได้ (ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐ประกอบ ๙๑๔) และไล่เบี้ยพิเศษในฐานะผู้รับอาวัลจัตวาได้ เช่นกัน (ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐ประกอบ ๙๔๐ วรรคแรก) แต่จะไล่เบี้ยโทผู้จ่ายไม่ได้ เพราะโทมิได้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน และ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๔๐ วรรคสอง ยังได้กําหนดไว้ว่า “ผู้รับอาวัลจะต้องรับ ผิดเสมอไปแม้ถึงว่าความรับผิดใช้เงินอันผู้รับอาวัลได้ประกันอยู่นั้นจะตกเป็นใช้ไม่ได้ด้วยเหตุใด ๆ นอกจากเพราะ ทําผิดแบบระเบียบ” เช่นตามตัวอย่างดังกล่าว ถ้าปรากฏว่าจัตวาเป็นผู้เยาว์ ซึ่งต่อมาผู้แทนโดยชอบธรรมบอกล้าง การลงลายมือชื่อนั้นแล้ว จัตวาก็จะหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยแต่อย่างใด ตัวอย่าง เอกได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งโทให้จ่ายเงินแก่ตรีหรือผู้ถือ ตรีได้สลักหลังโอนต่อให้จัตวา จัตวาได้ นําตั๋วเงินนั้นไปส่งมอบเพื่อชําระหนี้แก่สามัญ โดยมีพิเศษเข้ามาลงลายมือชื่อไว้ที่ด้านหน้าของตั๋วพร้อมทั้งเขียน ข้อความว่า “อาวัลจัตวา” ดังนี้ถ้าโทไม่จ่ายเงิน สามัญจะฟ้องร้องไล่เบี้ยใครได้บ้างหรือไม่เพราะเหตุใด
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๗๒ โท พิเศษ (อาวัลจัตวา) ตรีหรือผู้ถือ จัตวา สามัญ เอก ตรี ดังนี้จะเห็นว่า สามัญเป็นผู้ทรงที่ชอบด้วยกฎหมายเพราะตั๋วเงินผู้ถือการโอนโดยการส่งมอบก็ถือว่ามีผล สมบูรณ์ ส่วนการสลักหลังของตรีนั้นให้ถือว่าเป็นการอาวัลผู้สั่งจ่าย33 ๓๓ เมื่อโทไม่จ่ายเงินให้แก่สามัญ บุคคลที่จะต้องรับผิดต่อสามัญได้แก่ เอก ผู้สั่งจ่าย และตรีผู้อาวัล ผู้สั่ง จ่าย ส่วนโทและจัตวาไม่ต้องรับผิดเพราะมิได้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน สําหรับพิเศษผู้รับอาวัลจัตวานั้น เมื่อจัตวามิต้องรับผิดต่อสามัญ พิเศษก็ไม่ต้องรับผิดต่อสามัญเช่นกัน เพราะในกรณีการรับอาวัลคู่สัญญาในตั๋วเงินและจะต้องรับผิดด้วยนั้นต้องหมายความว่ามีคู่สัญญาในตั๋วเงินซึ่ง จะต้องรับผิดอยู่แล้วด้วย ถ้าคู่สัญญาที่ตนได้อาวัลไว้ไม่ต้องรับผิดเพราะไม่ได้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินแล้ว ผู้รับ อาวัลก็ย่อมไม่ต้องรับผิดเช่นกัน ข้อสังเกต ถ้าตามตัวอย่างเมื่อพิเศษจะเข้ามาอาวัลจัตวา แต่พิเศษเพียงแต่ลงลายมือชื่อไว้ที่ด้านหน้าของ ตั๋วเงินเท่านั้นไม่ได้เขียนข้อความอย่างใดไว้เลย ดังนี้พิเศษจะต้องรับผิดด้วยและรับผิดในฐานะผู้รับอาวัลผู้สั่งจ่าย34 ๓๔ ๔.๗ สิทธิของผู้รับอาวัล ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๔๐ วรรคสาม ได้กําหนดถึงสิทธิของผู้รับอาวัลไว้ว่า “เมื่อผู้รับอาวัลได้ใช้เงินไปตามตั๋วแลกเงินแล้ว ผู้รับอาวัลย่อมได้สิทธิในอันที่จะไล่เบี้ยเอาแต่บุคคลซึ่งตนได้ประกัน ไว้ กับทั้งบุคคลทั้งหลายผู้ต้องรับผิดแทนตัวผู้นั้น” (ผู้รับอาวัลจะสลักหลังโอนตั๋วเงินต่อไปอีกไม่ได้) ตัวอย่าง เอกได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งโทให้จ่ายเงินแก่ตรี ตรีได้สลักหลังโอนต่อให้จัตวา จัตวาได้สลัก หลังโอนตั๋วต่อไปให้แก่สามัญ โดยมีพิเศษได้เข้ามาอาวัลจัตวาไว้ ต่อมาสามัญได้สลักหลังโอนต่อให้กับสัญญาก่อน ตั๋วแลกเงินถึงกําหนด สัญญาได้นําตั๋วไปให้โท รับรองแต่โทไม่รับรอง สัญญาจึงเรียกให้พิเศษผู้รับอาวัลจัตวารับผิด ตามตั๋ว และพิเศษได้ใช้เงินให้กับสัญญาไป พร้อมทั้งเรียกตั๋วคืนจากสัญญา ดังนี้ถ้า ๑. พิเศษเห็นว่าตั๋วแลกเงินยังไม่ถึงกําหนดจึงจะสลักหลังโอนตั๋วต่อไปจะทําได้หรือไม่ ๒. พิเศษจะไล่เบี้ยให้คู่สัญญาในตั๋วเงินรับผิดต่อตนดังนี้ พิเศษจะไล่เบี้ยใครได้บ้างหรือไม่ ๓๓ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๘ และ ๙๒๑ ๓๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๓๙ วรรคท้าย
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๗๓ โท พิเศษ (อาวัลจัตวา) ตรี จัตวา สามัญ สัญญา เอก ตรี จัตวา สามัญ ตามตัวอย่าง (๑) พิเศษสลักหลังโอนตั๋วเงินต่อไปไม่ได้ เพราะกฎหมายมิได้ให้สิทธิผู้รับอาวัลในการที่จะ สลักหลังตัวต่อไป แต่ให้สิทธิในการที่จะไล่เบี้ยเท่านั้น (๒) พิเศษผู้รับอาวัลมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอากับบุคคลที่ตนประกันไว้คือจัตวา และไล่เบี้ยกับบุคคลซึ่งต้องรับผิดต่อจัตวาได้แก่ เอกผู้สั่งจ่าย ตรีผู้สลักหลังเท่านั้น จะไล่เบี้ยสามัญไม่ได้เพราะ สามัญไม่ใช่บุคคลที่จะต้องรับผิดต่อจัตวาแต่อย่างใด และจะไล่เบี้ยโทผู้ซึ่งมิได้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นมิได้ ๔.๘ อายุความการอาวัล เป็นที่น่าสังเกตว่าเกี่ยวกับอายุความของผู้รับอาวัลแล้ว ความในหมวด ๕ ลักษณะ ๒๑ แห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันว่าไว้โดยเฉพาะถึงอายุความที่เกี่ยวกับตั๋วเงินตั้งแต่มาตรา ๑๐๐๑ ถึงมาตรา ๑๐๐๕ นั้น มิได้กล่าวถึงเอาไว้เลย ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นอายุความที่ผู้ทรงจะฟ้องรับอาวัล หรืออายุความที่ผู้รับอาวัลจะใช้สิทธิไล่ เบี้ยแห่งตนได้ จึงทําให้เกิดปัญหาในอันที่จะปรับแก่เรื่องอายุความที่เกี่ยวข้องกับผู้รับอาวัลเป็นอย่างยิ่ง จะขอแบ่งพิจารณาถึงอายุความที่เกี่ยวข้องกับผู้รับอาวัลออกเป็น ๒ ข้อ ดังนี้คือ ๑. อายุความในการฟ้องร้องบังคับเอาแก่ผู้รับอาวัล ๒. อายุความที่ผู้รับอาวัลจะใช้สิทธิไล่เบี้ยแห่งตน กรณีที่ ๑. อายุความในการฟ้องร้องบังคับเอาแก่ผู้รับอาวัล เจ้าหนี้ตามตั๋วเงินผู้ที่อาจฟ้องร้องบังคับให้ผู้รับอาวัลชําระหนี้นั้น ย่อมจะได้แก้ผู้ทรงตั๋วเงินนั้นประการหนึ่ง กับบุคคลอื่นผู้เป็นคู่สัญญาฝ่ายที่ได้เข้าใช้เงินและถือเอาซึ่งตั๋วเงินนั้นอีกประการหนึ่ง จึงแยกออกพิจารณาได้ดังนี้ ๑. เมื่อผู้ทรงเป็นผู้ฟ้องผู้รับอาวัล แม้จะไม่มีกฎหมายกําหนดถึงอายุความที่ผู้ทรงจะใช้ฟ้องร้องเอาแก่ผู้รับ อาวัลได้โดยตรงก็ตาม แต่เนื่องจากผู้รับอาวัลนั้น ย่อมต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับบุคคลซึ่งตนประกันดังกล่าว แล้วแต่ต้น ศาลฎีกาจึงหาทางออกในเรื่องนี้ได้โดยถือว่าอายุความที่ผู้ทรงจะฟ้องรับอาวัลก็ย่อมต้องเป็นอย่างเดียวกับ อายุความที่จะใช้ฟ้องบังคับกับบุคคลผู้ที่ถูกประกันด้วยอาวัลนั่นเอง ไม่ใช่อายุความทั่วไป ๑๐ ปี ตามมาตรา ๑๖๔ ดังจะเห็นได้จากนัยแห่งคําพิพากษาฎีกาหลายฉบับ ซึ่งวางหลักและวินิจฉัยไว้ดังต่อไปนี้ คําพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒/๒๕๑๘ “การฟ้องผู้รับอาวัลผู้สั่งจ่ายเช็คใช้อายุความเช่นเดียวกับฟ้องผู้สั่งจ่าย” คําพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๐/๒๕๑๘ “ผู้รับอาวัลผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินต้องรับผิดเช่นเดียวกับบุคคลที่ตนประกัน จึงใช้อายุความ ๓ ปี ตามมาตรา ๑๐๐๑ เช่นเดียวกับผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน”
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๗๔ ดังนั้น จะเห็นว่า ศาลฎีกาวินิจฉัยไปตามแนวที่ว่า บุคคลที่ผู้รับอาวัลประกันต้องผูกพันอยู่ในกําหนดอายุ ความเป็นเท่าใดแล้ว ผู้รับอาวัลก็ต้องผูกพันอยู่ในกําหนดอายุความอย่างเดียวกัน และหลักเรื่องอายุความของผู้รึบ อาวัลนี้ตามกฎหมายฝรั่งเศสก็ถือเป็นอย่างเดียวกันด้วย เช่นนี้แล้ว จึงต้องแยกดูให้ดีว่า ผู้รับอาวัลนั้นเข้าอาวัลประกันให้แก่ผู้ใดและในตั๋วเงินประเภทใด กล่าวคือ ถ้า เป็นการอาวัลให้แก่ ผู้รับรองตั๋วแลกเงิน หรือผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ก็มีอายุความ ๓ ปี ตามมาตรา ๑๐๐๑ หากเป็น การอาวัลให้แก่ผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเลิกและเช็ค หรือผู้สลักหลังตั๋วเงินไม่ว่าจะเป็นตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือเช็คก็ ตาม ก็มีอายุความ ๑ ปี ตามมาตรา ๑๐๐๒ มีปัญหาว่า ผู้รับรองด้วยการสอดเข้าแก้หน้านั้น มาตรา ๑๐๐๑, ๑๐๐๒ หรือมาตรา ๑๐๐๓ เองก็ไม่ได้ บัญญัติถึงอายุความของเขาไว้เช่นเดียวกับผู้รับอาวัล ฉะนั้นหากผู้รับอาวัลได้เข้าประกันให้แก่ผู้รับรองด้วยการสอด เข้าแก้หน้าแล้ว อายุความที่ผู้ทรงจะฟ้องเอาแก่ผู้รับอาวัลจะเป็นอย่างไร ข้อนี้เห็นว่า จะต้องพิจารณาบทบัญญัติในมาตราอื่น ๆ ต่อกันไปเป็นทอด ๆ ด้วย กล่าวคือ ผู้รับรองด้วย การสอดเข้าแก้หน้า ย่อมต้องรับผิดต่อผู้ทรงตั๋วเงินนั้น และรับผิดต่อผู้สลักหลังทั้งหลายภายหลังคู่สัญญา ฝ่ายซึ่งตนเข้าแก้หน้าอย่างเดียวกันกับที่คู่สัญญาฝ่ายนั้นต้องรับผิดอยู่เอง (มาตรา ๙๕๓ ) อนึ่ง การรับรอง ด้วยการสอดเข้าแก้หน้านั้น ต้องระบุไว้ว่าทําให้เพื่อผู้ใด ถ้ามิได้ระบุไว้เช่นนั้น ท่านให้ถือว่าทําให้เพื่อผู้สั่งจ่าย (มาตรา ๙๕๒ ) ฉะนั้น หากผู้รับรองด้วยการสอดเข้าแก้หน้ารับรองให้เพื่อผู้สั่งจ่ายอันมีกําหนดอายุความ ๑ ปี ตามมาตรา ๑๐๐๒ แล้ว ผู้รับรองด้วยการสอดเข้าแก้หน้า ก็ผูกพันอยู่ในอายุความ ๑ ปีเช่นกัน และผู้รับอาวัลที่ประกันให้แก่ ผู้รับรองด้วยการสอดเข้าแก้หน้านั้น ก็ต้องผูกพันในกําหนดอายุความ ๑ ปีนั้นด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การกระทําอย่างใด ๆ ของบุคคลที่ผู้รับอาวัลได้ประกันไว้นั้นเป็นผลให้อายุความสดุดหยุดลง ก็ดี หรือเริ่มต้นนับแต่นั้นก็ดี ผู้รับอาวัลก็ต้องผูกพันอยู่ในอายุความที่ขยายออกไปนั้นด้วย ทั้งนี้ โดยนัยแก่งคํา พิพากษาฎีกาที่ ๓๙๓/๒๕๑๘ ซึ่งวินิจฉัยว่า “ผู้สั่งจ่ายแก้วันในเช็ค อายุความฟ้องผู้สั่งจ่ายนับแต่วันที่แก้ลงใหม่ ผู้รับอาวัลของผู้สั่งจ่ายก็อยู่ในบังคับ อายุความอันเดียวกัน กําหนดเวลายื่นเช็คต่อธนาคารตามมาตรา ๙๙๐ ใช้แก่ผู้สลักหลังโอนเช็คไม่ใช้แก่ผู้สลักหลัง เช็คในฐานะผู้รับอาวัลผู้สั่งจ่าย” กรณีที่ ๒. เมื่อคู่สัญญาฝ่ายที่ได้เข้าใช้เงินและถือเอาตั๋วเงินนั้นฟ้องผู้รับอาวัล เมื่อลูกหนี้คนใดคนหนึ่งในตั๋วเงินได้เข้าใช้เงิน และถือเอาตั๋วเงินนั้นแล้ว ย่อมได้สิทธิในอันที่จะไล่เบี้ยเอา จากคู่สัญญาทั้งหลาย ซึ่งต้องรับผิดต่อตนได้ (มาตรา ๙๖๙ ) แต่หามีสิทธิจะไล่เบี้ยเอาแก่คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตนย่อม ต้องรับผิดต่อเขาอยู่ก่อนแล้วได้ไม่ (มาตรา ๙๗๑ ) ฉะนั้น เมื่อผู้ที่ใช้เงินแก่เจ้าหนี้ไปแล้วนั้น จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้รับ อาวัลแล้ว ก่อนอื่นจะต้องพิจารณาก่อนว่า เขาจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากบุคคลที่ผู้รับอาวัลประกันอยู่ได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ ไล่เบี้ยเอาจากผู้รับอาวัลได้ แต่ถ้าไม่อาจไล่เบี้ยจากบุคคลที่ผู้รับอาวัลประกันอยู่โดยเหตุตามมาตรา ๙๗๑ แล้ว ก็จะ เรียกให้ผู้รับอาวัลต้องรับผิดกับตนมิได้
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๗๕ ในกรณีที่ผู้เข้าใช้เงินนั้นมีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้รับอาวัลได้แล้ว กําหนดอายุความที่จะใช้แก่ผู้รับอาวัลก็ย่อมเป็นไป อย่างเดียวกับอายุความของบุคคลที่ผู้รับอาวัลได้ประกันไว้นั่นเอง คือ ๑. ถ้าประกันแก่ผู้รับรองตั๋วแลกเงิน หรือผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินแล้วก็มีอายุความ ๓ ปี ตามมาตรา ๑๐๐๑ ๒. ถ้าประกันแก่ผู้สั่งจ่ายตั๋วแลกเงินและเช็ค หรือผู้สลักหลังตั๋วแลกเงินไม่ว่าจะเป็นตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้ เงิน หรือเช็คก็ตาม หากปรากฏว่า ผู้ที่ชําระเงินไปนั้นไม่ใช่ผู้สลักหลังคนใดคนหนึ่งในตั๋วเงินนั้นแล้ว ก็ต้องใช้อายุ ความ ๑ ปี ตามมาตรา ๑๐๐๒ ซึ่งมีได้ในกรณี เช่น นาย ก. ออกตั๋วแลกเงินให้ ข. โดยกําหนดให้นายดํา เป็นผู้จ่าย ปรากฏว่า นาย ข. ได้สลักหลังโอนให้ นาย ค. และนาย ค. สลักหลังโอนให้นาย ง. ต่อมาเมื่อตั๋วฉบับนี้ขาดความ เชื่อถือโดยเหตุที่นายดําไม่ยอมรับรองแล้ว ได้มีนายขาวเข้ารับรองเพื่อแก้หน้า ก. โดยระบุว่าทําให้เพื่อนาย ค. เช่นนี้ ถ้านายขาวได้ใช้เงินแก่นาย ง. ผู้ทรงไปแล้ว ก็ย่อมจะไล่เบี้ยได้จาก นาย ก. ผู้สั่งจ่ายและจากนาย ข. นาย ค. ผู้สลัก หลัง ซึ่งหากมีใครมาอาวัลประกันให้แก่บุคคลพวกนี้แล้ว ก็ต้องรับผิดในอายุความอย่างเดียวกันด้วย ๓. ถ้าผู้ที่ชําระเงินไปแล้วนั้น เป็นผู้สลักหลังคนใดคนหนึ่งในตั๋วเงินนั้น การจะไล่เบี้ยเอาจากผู้สลักหลังคนอื่น ๆ หรือจากผู้สั่งจ่ายย่อมต้องใช้อายุความตามมาตรา ๑๐๐๓ และมาตรา ๑๐๐๑ ไปพร้อมกันคือ ๓.๑ ถ้าผู้สลักหลักฟ้องไล่เบี้ยกันเอง หรือไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สั่งจ่ายแห่งตั๋วเงินนั้นแล้ว ก็มีอายุความหกเดือน นับ แต่วันที่ตนได้เขาถือเอาตั๋วเงินและใช้เงินหรือนับแต่วันที่ผู้สลักหลังนั้นเองถูกฟ้อง อนึ่ง หากถูกฟ้องก่อนแล้วจึงมายอมใช้เงินกันภายหลังที่ฟ้องแล้ว หรือผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินแล้ว ก็ใช้อายุ ความ ๓ ปี นับแต่วันที่ตั๋วนั้นถึงกําหนดใช้เงิน ตามมาตรา ๑๐๐๑ ทั้งนี้ เพราะการฟ้องคดีตามมาตรา ๑๐๐๑ นี้ อาจ ฟ้องโดยผู้ทรงหรือผู้สลักหลัง หรือคู่สัญญาคนอื่น ๆ ที่เข้าใช้เงินและถือเอาซึ่งตั๋วเงินโดยใครเป็นผู้ฟ้องผลก็ไม่ แตกต่างกัน ข้อ ๒. อายุความที่ผู้รับอาวัลจะใช้สิทธิไล่เบี้ยแห่งตน ผู้รับอาวัลเมื่อได้ใช้เงินให้แก่เจ้าหนี้แห่งตั๋วเงินและรับเวนคืนตั๋วเงินนั้นมาแล้ว ก็ย่อมมีสิทธิว่ากล่าวเอา ความแก่คู่สัญญาคนอื่น ๆ ที่มีความผูกพันในตั๋วเงินนั้นอยู่แล้วก่อนตนได้ ตามมาตรา ๙๖๗ วรรค ๓ ฉะนั้น จึง อาจแบ่งแยกบุคคลที่ผู้รับอาวัลอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ออกเป็น ๒ พวก คือ ๑. คู่สัญญาคนอื่น ๆ ที่มีความผูกพันอยู่แล้วก่อนตน และ ๒. บุคคลที่ตนได้เข้าประกันด้วยอาวัลนั้น ดังนั้น เกี่ยวกับอายุความที่ผู้รับอาวัลจะใช้สิทธิไล่เบี้ยแห่งตนได้ จึงต้องแยกออกพิจารณา ดังนี้ ๑. เมื่อผู้รับอาวัลไล่เบี้ยเอากับคู่สัญญาคนอื่นที่มิใช่บุคคลที่ตนประกัน คู่สัญญาคนอื่นที่มิใช่บุคคลที่ผู้รับอาวัลประกันนั้น ย่อมมีได้ทั้งที่เป็นผู้สั่งจ่าย ตั๋วแลกเงิน หรือเช็ค ผู้ออกตั๋ว สัญญาใช้เงิน ผู้สลักหลังในตั๋วเงิน หรือผู้รับรองตั๋วแลกเงิน จึงมีปัญหาว่า จะใช้อายุความในการฟ้องร้องบุคคล เหล่านี้อย่างไร เมื่อพิจารณาถึงบทบัญญัติตั้งแต่ มาตรา ๑๐๐๑ ถึงมาตรา ๑๐๐๓ แล้วจะเห็นว่าไม่มีบทมาตราใดกล่าวถึง กรณีที่ผู้รับอาวัลจะฟ้องไว้โดยตรงเลย และปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีคําพิพากษาฎีกาฉบับใดที่วินิจฉัยเกี่ยวกับอายุความที่
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๗๖ ผู้รับอาวัลจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาไว้อีกด้วย (นอกจากคําพิพากษาฎีกาฉบับที่ ๕๔๕/๒๕๒๑ ซึ่งวินิจฉัยเอาไว้อย่างเป็น ปัญหาซึ่งจะได้กล่าวต่อไป) แต่อย่างไรก็ดี เมื่อพิเคราะห์ถึงมาตรา ๙๔๐ ที่กําหนดให้ผู้รับอาวัลต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับบุคคล ซึ่งตนประกัน ประกอบกับแนวคําวินิจฉัยของศาลฎีกาที่กล่าวมาแล้วในข้อ ๑. เรื่องอายุความในการฟ้องร้องผู้รับ อาวัล ว่าต้องใช้อายุความเป็นอย่างเดียวกับบุคคลที่ตนประกันแล้ว ก็น่าจะทําให้ได้คําตอบต่อปัญหาข้อนี้ เพราะเมื่อ ผู้รับอาวัลมีความผูกพันเป็นอย่างเดียวกับบุคคลที่ตนประกันแล้ว หากบุคคลที่ตนประกันมีสิทธิไล่เบี้ยต่อไปใน กําหนดอายุความเท่าใด ผู้รับอาวัลก็น่าจะต้องผูกพันอยู่ในกําหนดอายุความเช่นเดียวกันนั้นด้วย กล่าวคือ ถ้าอาวัล ให้แก่ผู้สลักหลังแล้ว หากจะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สลักคนอื่น ๆ ด้วยกัน หรือผู้สั่งจ่าย อายุความก็น่าจะเป็นไปตามมาตรา ๑๐๐๓ คือ ต้องฟ้องภายใน ๖ เดือน นับแต่วันที่เข้าใช้เงินและถือเอาตั๋วนั้น หรือนับแต่วันที่ผู้รับอาวัลนั้นถูกฟ้อง หรือหากจะไล่เบี้ยเอาจากผู้รับรองตั๋วแลกเงิน หรือผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ก็ใช้อายุความตามมาตรา ๑๐๐๑ คือ ต้อง ฟ้องภายใน ๓ ปี นับแต่วันที่ตั๋วเงินนั้นถึงกําหนดดังนี้เป็นต้น อาจมีคําถามว่าเหตุใดจึงไม่ถือว่าการที่ผู้รับอาวัลเข้าใช้เงินและถือเอาตั๋วเงินนั้นเป็นการรับช่วงสิทธิของ เจ้าหนี้มาตามมาตรา ๒๒๙ (๓) จึงทําให้ต้องใช้อายุความไล่เบี้ยเป็นอย่างเดียวกับเจ้าหนี้ผู้นั้น เช่น ถ้าถูกผู้ทรงฟ้องก็ น่าจะถือว่าผู้รับอาวัลเข้ารับช่วงสิทธิของผู้ทรง จึงมีอายุความ ๑ ปี ตามมาตรา ๑๐๐๒ ข้อนี้เห็นว่า การรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้มาบังคับไล่เบี้ยต่อไปนั้นเป็นคนละเรื่องกับอายุความ เพราะอายุความ จะเริ่มนับถือก็ต่อเมื่ออาจใช้สิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามมาตรา ๑๖๙ ฉะนั้น การจะเอาอายุความของ เจ้าหนี้ ซึ่งเริ่มนับมาแล้วมาเป็นอายุความของผู้รับช่วงสิทธิจึงย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราราขัดกับมาตรา ๑๖๙ ดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น การแปลกฎหมายว่า การรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ เป็นเหตุให้ต้องรับเอาอายุความซึ่งมีกําหนด ๑ ปี ตามมาตรา ๑๐๐๒ มาใช้ด้วยแล้ว ก็จะเกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้รับอาวัล หรือผู้ที่ใช้เงินแก่เจ้าหนี้นั้นเป็นอย่าง มาก เช่น เจ้าหนี้ฟ้องเอาจากผู้สลักหลัง และศาลได้พิพากษาให้ผู้สลักหลังใช้เงินแก่เจ้าหนี้ไป เมื่อพ้นระยะเวลา ๑ ปี นับแต่วันที่ตั๋วนั้นถึงกําหนดแล้ว หากถือว่าเป็นการที่ผู้สลักหลังรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ หรือนัยหนึ่งผู้ทรง ทําให้ต้อง ใช้อายุความตามมาตรา ๑๐๐๒ ซึ่งเป็นกําหนดอายุความฟ้องร้องของผู้ทรงมาบังคับ จะเห็นว่าในกรณีนี้ผู้สลักหลังผู้ นั้นก็ไม่อาจจะไปฟ้องผู้สลักหลังคนอื่น หรือผู้สั่งจ่ายได้อีก เพราะพ้นกําหนดอายุความมาเสียแล้วเป็นต้น แต่ถ้าถือว่า การรับช่วงสิทธิไม่เป็นเหตุให้อายุความเริ่มนับแล้ว เขาก็ยังมีโอกาสฟ้องไล่เบี้ยกันต่อ ๆ ไปได้ตามอายุความในมาตรา ๑๐๐๓ ดังนั้น การแปลกฎหมายดังนี้จึงน่าจะชอบธรรมกว่า อีกประการหนึ่งก็คือ หากกฎหมายเองยอมรับว่า การรับช่วงสิทธิของผู้ทรงมาแล้วต้องนําอายุความของผู้ ทรงมาใช้ด้วยแล้ว ก็คงไม่ต้องเขียนมาตรา ๑๐๐๓ เอาไว้อีก เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่ถูกผู้ทรงฟ้องก็จะต้องรับช่วง สิทธิของผู้ทรงมาฟ้อง และใช้อายุความตามมาตรา ๑๐๐๒ กันหมด อายุความตามมาตรา ๑๐๐๓ เลยไม่มีที่ใช้ซึ่งถ้า หากประสงค์จะไม่ใช้มาตรา ๑๐๐๓ แล้วก็ไม่ทราบว่าจะมาบัญญัติเอาไว้อีกทําไม ๒. เมื่อผู้รับอาวัลไล่เบี้ยเอาจากบุคคลที่ตนประกัน
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๗๗ กรณีที่ผู้รับอาวัลไล่เบี้ยเอาจากบุคคลที่ตนประกันนี้ แตกต่างกับกรณีที่ไล่เบี้ยเอาจากคู่สัญญาคนอื่น ๆ ดังกล่าวแล้วมาก ทั้งนี้ เพราะผู้รับอาวัลกับบุคคลที่ตนประกันนั้นมีความรับผิดที่เท่ากันและเป็นผู้รับผิดในลําดับ เดียวกัน ฉะนั้น จะใช้หลักเกณฑ์อย่างเดียวกับกรณีข้างต้นเห็นจะไม่ได้ เช่น ผู้รับอาวัลที่ประกันผู้ออกตั๋วสัญญาใช้ เงินเป็นต้น เพราะโดยปกติผู้ออกตั๋วจะเป็นผู้ที่รับผิดในลําดับสุดท้าย และจะบังคับให้ใครมารับผิดกับคนอีกไม่ได้ แล้ว ฉะนั้น หากจะถือว่าผู้รับอาวัลมีความผูกพันเป็นอย่างเดียวกับบุคคลที่ตนประกันตามมาตรา ๙๔๐ ที่กล่าวใน กรณีทั่ว ๆ ไปแล้วก็จะกลายเป็นว่าผู้รับอาวัลก็ไม่อาจเรียกให้ผู้ใดแม้แต่ผู้ออกตั๋วเองต้องรับผิดกับตนได้ เช่นนี้ เงินที่ ผู้รับอาวัลจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ไปจะไปเรียกคืนได้จากใคร เมื่อเป็นดังนี้ จึงต้อถือว่าการไล่เบี้ยของผู้รับอาวัลที่มีต่อบุคคลที่ตนประกันนั้น จึงเป็นการไล่เบี้ยเรียกร้อง กันระหว่างคู่กรณีที่มีความรับผิดในลําดับเดียวกัน ซึ่งจะนํามาตรา ๙๔๐ วรรคแรก มาใช้บังคับด้วยไมได้ เพราะจะ เกิดปัญหาดังกล่าวแล้ว เมื่อเป็นดังนี้ จึงนําอายุความตามมาตรา ๑๐๐๑ ถึงมาตรา ๑๐๐๓ มาใช้ไม่ได้ด้วย เพราะทั้ง สามมาตราที่กล่าวแล้วนั้นมิได้กล่าวถึงอายุความของผู้รับอาวัลเอาไว้เลย และจะเปรียบเทียบมาใช้โดยอาศัยมาตรา ๙๔๐ อย่างกรณีฟ้องคู่สัญญาคนอื่นก็ไม่ได้อีกด้วย ฉะนั้นจึงถือว่า กรณีที่ผู้รับอาวัลฟ้องบุคคลที่ตนประกันนี้ ไม่มี กฎหมายกําหนดอายุความไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปตามมาตรา ๑๖๔ ซึ่งมีกําหนด ๑๐ ปี เป็นที่น่าเสียดายว่า ในปัญหานี้ยังไม่เคยมีคําพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานโดยชัดแจ้งเลย เคยมี คําพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๕/๒๕๒๑ ซึ่งรูปคดีตรงกับปัญหาที่กําลังพิจารณาอยู่มาก แต่การฟ้องของโจทก์ และการต่อสู้ คดีของจําเลยทําให้คําพิพากษาในคดีนี้ต้องบิดเบือนไปอย่างน่าเสียดาย กล่าวคือ โจทก์ฟ้องว่า จําเลยจ่ายเช็คผู้ถือให้ โจทก์ โจทก์สลักหลังโอนต่อเช็คนั้นต่อไป ต่อมาเมื่อเช็คถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงเข้าใช้เงินและรับเช็ค นั้นมาฟ้องจําเลย จําเลยต่อสู้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ตามมาตรา ๑๐๐๒ โจทก์อ้างว่าฟ้องคดีไม่เกิน ๖ เดือน นับแต่วันใช้เงินจึงไม่ขาดอายุความตามมาตรา ๑๐๐๓ ปรากฏว่า ศาล ฎีกาพิพากษาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว คดีนี้โจทก์เป็นผู้สลักหลังเช็คที่ออกให้แก่ผู้ถือจึงเป็นผู้รับอาวัล ตามมาตรา ๙๒๑ และมาฟ้องแก่จําเลยซึ่ง เป็นผู้สั่งจ่าย อนึ่ง การอาวัลของโจทก์มิได้ระบุว่าเป็นประกันแก่ผู้ใดจึงเป็นการประกันให้แก่ผู้สั่งจ่ายตามมาตรา ๙๓๙ วรรคท้าย จะเห็นว่ารูปคดีจึงเป็นการที่ผู้รับอาวัลฟ้องบุคคลที่ตนประกันตรงกับปัญหาที่พิจารณาอยู่ทุกประการ อย่างไรก็ดี อย่าด่วนคิดว่า ศาลฎีกาจะถือว่าผู้รับอาวัลฟ้องผู้สั่งจ่ายที่ตนประกัน จะใช้อายุความตามมาตรา ๑๐๐๒ ทั้งนี้ เพราะปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในวันนัดสืบพยาน โจทก์จําเลยขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเรื่องอายุความ แต่เพียงอย่างเดียว โดยคู่ความไม่ติดใจสืบพยานต่อไป เมื่อเป็นดังนี้ ศาลฎีกาจึงได้วินิจฉัยว่า “พิเคราะห์จากคําฟ้องและคําให้การแล้ว เห็นว่า ตามรูปเรื่องยังไม่เพียงพอฟังว่า โจทก์ได้รับคืนเช็คพิพาท มาอย่างไร อันจะทําให้โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามเช็คจากจําเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๓ ได้ ซึ่งโจทก์จะต้องนําสืบให้ปรากฏ เมื่อโจทก์ไม่ติดใจสืบ ศาลฎีกาก็ไม่อาจหยิบยกข้อเท็จจริง ซึ่งยังไม่ยุติมา เป็นข้อวินิจฉัยได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น”
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๗๘ ฉะนั้น สาเหตุที่ศาลฎีกายกฟ้องโจทก์จึงอยู่ที่ว่า เมื่อโจทก์อ้างว่า ตนเป็นผู้สลักหลักเช็ค จึงมีสิทธิไล่เบี้ยผู้ สั่งจ่ายได้ตามมาตรา ๑๐๐๓ แล้ว เมื่อจําเลยปฏิเสธโจทก์ก็ต้อมีหน้าที่นําสืบให้ปรากฏ เมื่อโจทก์ไม่สืบตามฟ้องก็ต้อง แพ้คดีไป มิใช่ว่าศาลฎีกาจะเห็นว่าต้องใช้อายุความ ตามมาตรา ๑๐๐๒ แต่อย่างใด จึงไม่ถือว่าในปัญหานี้ได้มีคํา พิพากษาฎีกาวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานไว้แล้วแต่อย่างใด ๕ การใช้เงินตามตั๋วเงิน ในการใช้เงินตามตั๋วเงินนั้นมีบทบัญญัติของกฎหมายที่สําคัญได้แก่ ๕.๑ ตั๋วแลกเงินนั้น ย่อมจะพึงใช้เงินในวันถึงกําหนด และเมื่อถึงกําหนดวันใด ผู้ทรงต้องนําตั๋วเงินไป ยื่นเพื่อให้ผู้จ่ายใช้เงินในวันนั้น35 ๓๕ ซึ่งกรณีนี้จะต่างกับเรื่องเช็ค เพราะถ้าเป็นเช็คแล้วจะนําไปยื่นเมื่อใดก็ได้ แต่ อย่างไรก็ตามก็ต้องนําไปยื่นภายในกําหนด ๖เดือน นับแต่วันออกเช็ค (วันที่ระบุลงไว้ในเช็ค) เพราะมิฉะนั้นแล้ว ธนาคารอาจจะไม่จ่ายเงินให้ก็ได้36 ๓๖ ๕.๒ ในการใช้เงินตามตั๋วเงินนั้น กฎหมายห้ามมิให้มีการผ่อนวันการใช้เงิน37 ๓๗ ถ้าผู้ทรงตั๋วแลกเงินยอม ผ่อนเวลาการใช้เงินให้แก่ผู้จ่าย ผู้ทรงย่อมมีสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้เป็นคู่สัญญาคนก่อน ๆ ซึ่งมิได้ตกลงด้วยใน การผ่อนเวลานั้น38 ๓๘ ตัวอย่าง ดินได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งให้นํ้าจ่ายเงินแก่ลม ในวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๒ ลมได้สลักหลัง โอนให้ไฟ และไฟได้สลักหลังโอนต่อให้เมฆ เมื่อตั๋วถึงกําหนดเมฆได้นําตั๋วไปให้นํ้าจ่ายเงินแต่นํ้าขอผัดผ่อนไปใช้ เงินในวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๒ โดยมีดินให้ความยินยอมด้วย เมื่อตั๋วถึงกําหนดวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๒ นํ้าไม่จ่ายเงิน ดังนี้เมฆจะฟ้องร้องไล่เบี้ยใครได้บ้าง นํ้า (๒๐ ก.ย. ๕๒) ๑ ก.ย. ๕๒ ลม ไฟ เมฆ ดิน ลม ไฟ ๓๕ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๔ ๓๖ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๙๑ ๓๗ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๓ ๓๘ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๔๘
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๗๙ ดังนี้ จะเห็นว่าถ้านํ้าไม่จ่ายเงินให้เมฆในวันที่ ๑ ก.ย. ๕๒ และถ้าเมฆจะไล่เบี้ยเลย เมฆย่อมไล่เบี้ยดินซึ่งเป็นผู้สั่ง จ่าย ลมและไฟซึ่งเป็นผู้สลักหลังได้ตาม มาตรา ๙๐๐ และ ๙๑๔ แต่จะไล่เบี้ยนํ้าไม่ได้ เพราะนํ้าไม่ได้ลง ลายมือชื่อในตั๋วเงิน แต่เมื่อเมฆผู้ทรงยอมผ่อนเวลาในการใช้เงินให้แก่นํ้าเป็นวันที่ ๒๐ ก.ย. ๕๒ โดยมีดินให้ความยินยอม ดังนี้ เมื่อนํ้าไม่จ่ายเงินให้เมฆในวันที่ ๒๐ ก.ย. ๕๒ เมฆยอมสิ้นสิทธิจะไล่เบี้ยลมและไฟซึ่งมิได้ยินยอมด้วยกับ การผ่อนเวลานั้น คงมีสิทธิไล่เบี้ยดินผู้สั่งจ่ายซึ่งเป็นผู้ให้ความยินยอมเท่านั้น ส่วนนํ้าผู้จ่ายหรือไม่ปรากฏว่าได้ลง ลายมือชื่อของตนในตั๋วเงิน ก็ไม่ต้องรับผิดต่อเมฆ39 ๓๙ ข้อสังเกต ผลของการที่ผู้ทรงยอมผ่อนเวลาการใช้เงินให้กับผู้จ่ายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์มาตร ๙๔๘ นี้ให้ใช้กับกรณีตั๋วแลกเงินเท่านั้น จะนําไปใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็คไม่ได้ คือถ้าเป็นการ ผ่อนเวลาการใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเช็คแล้ว คู่สัญญาคนที่มิได้ยินยอมด้วยยังคงต้องรับผิดชอบอยู่เช่นเดิม หาหลุดพ้นจากความรับผิดไม่ ๕.๓ ตั๋วแลกเงินนั้น ถ้ามีการใช้เงินแต่เพียงบางส่วน ผู้ทรงจะบอกปัดโดยไม่ยอมรับเอาก็ได้40 ๔๐ ซึ่งถือว่า ตั๋วเงินนั้นเป็นการขาดความเชื่อถือ และผู้ทรงย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอากับคู่สัญญาในตั๋วเงินได้ ๖. บุคคลผู้ใช้เงินย่อยเป็นอันดับหลุดพ้นจากความรับผิด ในกรณีที่บุคคลใดได้ใช้เงินตามตั๋วเงินไปแล้วนั้นจะหลุดพ้นจากความรับผิดก็ต่อเมื่อได้ใช้เงินไปถูกต้องตาม หลักเกณฑ์ใน มาตรา ๙๔๙ ดังนี้ คือ 1. ได้ใช้เงินไปเมื่อตั๋วเงินนั้นถึงกําหนดใช้เงินแล้ว 2. ได้ใช้เงินไปโดยมิได้ทําการฉ้อฉลหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแต่อย่างใด 3. ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการสลักหลังตั๋วเงินนั้นติดต่อกันเรีบยร้อยไม่ขาดสาย แม้การสลักหลังของบางคน จะเป็นการสลักหลังปลอมก็ตาม ตัวอย่าง ดินออกตั๋วแลกเงินสั่งนํ้าให้จ่ายเงินแก่ลม ลมสลักหลังให้ไฟ และไฟได้สลักหลังโอนให้ฟ้า แต่ ฟ้าทําตั๋วเงินหาย เมฆเก็บได้ปลอมลายมือชื่อของฟ้าสลักหลังโอนให้หมอก เมื่อตั๋วถึงกําหนดหมอกนําตั๋วไปยื่นให้ นํ้าจ่ายเงิน นํ้าได้จ่ายเงินให้หมอกโดยสุจริต และมิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแต่อย่างใดดังนี้นํ้าย่อมหลุดพ้น จากความรับผิด ฟ้าจะฟ้องร้องให้นํ้ารับผิดไม่ได้ (ดูรูป) นํ้า ๓๙ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐, ๙๑๔ , ๙๐๓ และ ๙๔๘ ๔๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๔๖)
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๘๐ ลม ไฟ ฟ้ า หมอก ดิน ลม ไฟ ฟ้ า (เมฆหมอก) แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้จําไว้ด้วยว่าถ้าเป็นกรณีที่มีการปลอมลายมือชื่อของดินผู้สั่งจ่ายแล้ว แม้นํ้าจะได้ใช้ เงินเมื่อตั๋วถึงกําหนด มิได้ทําการฉ้อฉลและมิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และแม้การสลักหลังจะเรียบร้อยไม่ ขาดสายก็ตาม นําก็ไม่หลุดพ้นจากความรับผิด ข้อสังเกต บทบัญญัติในมาตรา ๙๔๙ นี้ จะนําไปใช้กับเช็คหรือตั๋วเงินที่ผู้จ่ายเป็นธนาคารไม่ได้เพราะใน กรณีที่ธนาคารเป็นผู้จ่ายเงินตามตั๋วเงินนั้น ให้ใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๐๐๙ บังคับ ซึ่งใน มาตรา ๑๐๐๙ บัญญัติไว้ว่า “ถ้ามีผู้นําตั๋วเงินชนิดจะพึงใช้เงินตามเขาสั่งเมื่อทวงถามมาเบิกต่อธนาคารใด และธนาคารนั้นได้ใช้เงินให้ไป ตามทางค้าปกติโดยสุจริตและปราศจากความประมาทเลินเล่อไซร้ ท่านว่าธนาคารไม่มีหน้าที่จะต้องนําสืบว่าการ สลักหลังของผู้รับเงินหรือการสลักหลังในภายหลังรายใด ๆ ได้ทําไปด้วยอาศัยรับมอบอํานาจ แต่บุคคลซึ่งอ้างเอา เป็นเจ้าของคําสลักหลังนั้น และถึงแม้ว่ารายการสลักหลังนั้นจะเป็นสลักหลังปลอมหรือปราศจากอํานาจก็ตาม ท่าน ให้ถือว่าธนาคารได้ใช้เงินไปถูกระเบียบ” เช่น ธนาคาร ตรี จัตวา สามัญ พิเศษ เอก ตรี จัตวา สามัญ ตามตัวอย่าง เอกได้ออกเช็คสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินให้แก่ตรี และมีการสลักหลังโอนกันต่อ ๆ มาจนถึง พิเศษ (ตามรูป) เมื่อธนาคารได้จ่ายเงินแก่พิเศษโดยสุจริตและมิได้ประมาทเลินเล่อ เพราะธนาคารเห็นว่าการสลัก หลังไม่ขาดสาย ดังนี้ ถ้า (๑) การลงลายมือชื่อของจัตวานั้นเป็นลายมือชื่อปลอม (สมมติว่าสามัญเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของจัตวา โดยที่จัตวาไม่ทราบ) ดังนี้ธนาคาร และผู้สั่งจ่าย (เมื่อธนาคารได้หักเงินในบัญชีของผู้สั่งจ่ายแล้ว) ย่อมหลุดพ้นจาก ความรับผิด จัตวาจะฟ้องร้องธนาคารไม่ได้ ทําได้ก็แต่เพียงไปเรียกเงินคืนพิเศษในฐานลาภมิควรได้เท่านั้น
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๘๑ (๒) การลงลายมือชื่อของเอกผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอมดังนี้ธนาคารไม่หลุดพ้นจากความรับผิดคือจะ หักเงินในบัญชีของเอกไม่ได้ เพราะกรณีที่ลายมือชื่อของผู้สั่งจ่ายเป็นลายมือชื่อปลอมนั้น จะต้องอยู่ภายใต้บังคับของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๐๐๘ จะนํา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๐๐๙ มา บังคับไม่ได้ บทที่ ๔ ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note) ๑. ความหมายของตั๋วสัญญาใช้เงิน “ตั๋วสัญญาใช้เงิน” คือหนังสือตราสารซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ออกตั๋วให้คํามั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจํานวน หนึ่งให้บุคคลอีกคนหนึ่ง หรือให้ใช้ตามคําสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับเงิน41 ๔๑ ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตราสารซึ่งผู้ออกตั๋วให้คํามั่นสัญญาว่า จะใช้เงินจํานวนหนึ่งให้แก่ผู้รับเงินหรือตามคําสั่งของ ผู้รับเงิน ซึ่งจะต้องมีรายการตามที่กฎหมายกําหนดไว้ โดยกฎหมายให้นับบทบัญญัติในบางเรื่องของตั๋วแลกเงินมาใช้ กับตั๋วสัญญาใช้เงินด้วย ๑. ตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่งที่ผู้ออกตั๋วให้คํามั่นว่าจะใช้เงินจํานวนหนึ่งให้แก่ผู้รับเงินหรือตาม คําสั่งของผู้รับเงิน ๒. กฎหมายกําหนดรายการที่จะต้องในตั๋วสัญญาใช้เงินไว้ ซึ่งจะต้องมีรายที่ขาดเสียมิได้รวม ๔ รายการคือ (๑) คําบอกชื่อว่าเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน (๒) คํามั่นสัญญาอันปราศจากเงื่อนไขว่าจะใช้เงินเป็นจํานวนแน่นอน (๓) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับเงิน และ (๔) ลายมือชื่อผู้ออกตั๋ว ๓. กฎหมายกําหนดให้นําบทบัญญัติในบางเรื่องของตั๋วแลกเงินมาใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินเพียงเท่าที่ไม่ขัดกับ สภาพแห่งตราสารชนิดนี้ด้วย ๔. ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินย่อมต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับผู้รับรองตั๋วแลกเงิน ๔๑ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๙๘๒)
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๘๒ ๒. ลักษณะของตั๋วสัญญาใช้เงิน ดังได้กล่าวมาแล้วว่าตั๋วสัญญาใช้เงินก็เป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่ง แต่มีลักษณะที่แตกต่างกับตั๋วแลกเงินหรือ เช็คบางประการ ได้แก่ ๑. ตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น เมื่อมีการออกตั๋วมา จะมีคู่สัญญาเกี่ยวข้องเพียง ๒ ฝ่ายเท่านั้นคือ ผู้ออกตั๋วและ ผู้รับเงิน (ผู้ทรง) แต่จะไม่มีชื่อหรือยี่ห้อของผู้จ่าย เพราะผู้จ่ายเงินก็คือผู้ออกตั๋วนั่นเอง ๒. ตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ต้องมีการับรอง เพราะการที่ผู้ออกตั๋วได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินมาก็ ถือว่าได้มีการ รับรองไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเมื่อตั๋วถึงกําหนดจะจ่ายเงินแก่ผู้รับเงินหรือตามคําสั่งของผู้รับเงิน ๓. ตั๋วสัญญาใช้เงิน ออกได้เพียงวิธีเดียวเท่านั้นคือชนิดระบุชื่อจะออกเป็นแบบตั๋วเงินผู้ถือไม่ได้ ผู้สั่งจ่าย จะจ่ายเงินให้กับตัวเองไม่ได้ ๔. การออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ออกตั๋วจะออกตั๋วโดยให้คํามั่นสัญญาว่าจะจ่ายเงินให้กับตัวเองไม่ได้ผิดกับตั๋ว แลกเงินหรือเช็คซึ่งผู้สั่งจ่ายสามารถที่จะออกตั๋วให้ผู้จ่ายจ่ายเงินแก่ผู้สั่งจ่ายได้42 ๔๒เช่น เอกได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยมีข้อความว่าจะจ่ายเงินให้ร้านค้าร้าหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านของเอกผู้สั่งจ่ายเอง ดังนี้ ตัวนั้นไม่เป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน และไม่เป็นตั๋วแลกเงินเพราะไม่ได้สั่งให้ผู้จ่ายจ่ายเงินตามตั๋ว ๔๒ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๙๑๒)
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๘๓ ๕. ความรับผิดของผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นไม่ได้รับผิดตามมาตรา ๙๑๔ แต่รับผิดตามมาตรา ๙๘๖ วรรคแรก ซึ่งกําหนดว่า “ผู้ออกตัวสัญญาใช้เงินย่อมต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับผู้รับรองตั๋วแลกเงิน” อนึ่ง…..บทบัญญัติของกฎหมายที่กล่าวไว้ในส่วนหนึ่ง ๒ เรื่องตั๋วแลกเงินให้นํามาใช้บังคับกับตั๋วสัญญาใช้ เงินด้วยโดยอนุโลม เท่าที่ไม่ขัดกับเรื่องของตั๋วสัญญาใช้เงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๙๘๕ เช่น เกี่ยวกับการโอนตั๋วเงิน (ชนิดระบุชื่อ) การสลักหลัง การอาวัล การใช้เงิน และการฟ้องร้องไล่เบี้ย เป็นต้น บทที่ ๕ เช็ค Cheque / Check ๑. ความหมายของเช็ค ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓เอกเทศสัญญา ลักษณะ ๒๑หมวด ๔ เช็ค มาตร ๙๘๗ ได้ ให้คําจํากัดความของเช็คไว้ว่า “อันว่าเช็คนั้น คือหนังสือตราสารซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้สั่งจ่าย สั่งธนาคารให้ใช้เงินจํานวนหนึ่งเมื่อทวง ถามให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งหรือให้ใช้ตามคําสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่ง อันเรียกว่าผู้รับเงิน” เช็ค มีกฎหมายควบคุมอยู่ ๒ ฉบับ คือ ๑. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓เอกเทศสัญญา ลักษณะ ๒๑ว่าด้วยเรื่องตั๋วเงิน หมวด ๔ เช็ค ๒. พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจาการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะควบคุมในเรื่องเงื่อนไขและวิธีการออกเช็คให้ถูกต้องตามกฎหมายเรื่อง ความสมบูรณ์ของเช็ค เรียกว่าเป็นเรื่องทางแพ่ง พระราชบัญญัติความผิดอันเกิดจาการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ จะควบคุมให้มีการออกเช็คกันโดยสุจริตถ้ามีการ ออกเช็คโดยทุจริตก็จะต้องรับโทษทางอาญาและได้กําหนดโทษไว้ชัดเจนด้วย การใช้เช็ค พอจะทราบแล้วว่าเช็คคืออะไร การใช้เช็คก็มีกฎหมายคอยควบคุมอยู่คงเพิ่มความมั่นใจในการ ที่จะใช้เช็คกันแล้วทีนี้เรามาเริ่มวิธีใช้เช็คกันเลย ผู้ที่ประสงค์จะมีเช็คไว้ใช้ในการสั่งให้ธนาคารจ่ายเงิน ( ถอนเงิน ) ไม่ใช่อยู่ดี ๆจะขอใช้เช็คได้ผู้ที่ประสงค์จะใช้ เช็คต้องไปเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารไว้ก่อน จึงจะใช้เช็คได้ ธนาคารต่าง ๆจะพิถีพิถันในการับเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับลูกค้าประเภทนี้มากกว่าประเภทอื่นโดย อาจมีก ารพิจารณ าถึงป ระวัติของลู ก ค้าโด ย เฉ พ าะป ระวัติก ารใช้เช็ค ของธน าค าร อื่น ๆ ด้วย
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๘๔ รายละเอียดในการเปิดบัญชีกระแสรายวันว่าเขาทํากันอย่างไรจะไม่กล่าวไว้ในที่นี้ให้สอบถามกับสํานักธนาคารที่ เราประสงค์จะเปิดบัญชีในที่นี้จะว่าด้วยเรื่องการใช้เช็คล้วน ๆ เมื่อเราเปิดบัญชีไว้กับธนาคารสํานักงานใดการจะเขียนเช็คสั่งจ่ายเงินออกจากบัญชีของตนก็ต้องใช้แบบฟอร์ม เช็คที่ธนาคารสํานักงานนั้นมอบให้ห้ามใช้เช็คแบบฟอร์มอื่นโดยไม่ได้ตกลงกับธนาคารเสียก่อนธนาคารจะคืนเช็ค ของท่านทันที เช็คที่ธนาคารต่าง ๆ ในบ้านเราจัดพิมพ์ มีอยู่ ๒ แบบ คือ ๑เช็คจ่ายผู้ถือ[BEARER CHEQUE] ๒เช็คจ่ายตามคําสั่ง [ORDER CHEQUE] เช็คจ่ายผู้ถือ เช็คจ่ายผู้ถือหรือที่นิยมเรียกกันว่า “เช็คผู้ถือ” คือเช็คที่ทางธนาคารต่าง ๆออกแบบไว้เพื่อจุดประสงค์ให้ผู้สั่ง จ่ายเช็คโดยระบุชื่อผู้รับเงินหรือจะไม่ระบุชื่อผู้รับเงินก็ได้ ธนาคารในบ้านเราได้ออกแบบเช็คจ่ายผู้ถือโดยมีสาระสําคัญอยู่ที่ช่องว่างที่ให้ผู้สั่งจ่ายเช็คกรอกเพื่อระบุผู้รับ เงินดังนี้ “จ่าย…………………………………………………….หรือ ผู้ถือ [or bearer] ” เช็คแบบนี้ผู้สั่งจ่ายจะสั่งจ่ายโดยไม่กรอกอะไรลงในช่องว่าง “จ่าย…………………..หรือผู้ถือ “ เพียงแต่ กรอกจํานวนเงินทังตัวเลขและตัวหนังสือแล้วลงลายมือชื้ ่อผู้สั่งจ่ายก็ถือว่าเช็คสมบูรณ์แล้ว หรือกรอกคําว่า “เงินสด” ลงในช่องว่าง “จ่าย………………………หรือผู้ถือ” ก็มีผลเช่นเดียวกัน
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๘๕ แม้จะกรอกซื่อ นามสกุล ผู้รับเงินลงไปในช่องว่าง “จ่าย……………………หรือผู้ถือ” โดยไม่ได้ขีดฆ่าคําว่า “หรือผู้ถือ” ออก ก็ยังเป็นเช็คผู้ถืออยู่กรณีนี้หมายความว่า จ่ายให้กับผู้ที่ถูกระบุชื่อไว้ในเช็ค หรือ ผู้ถือก็ได้
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๘๖ การ สั่งจ่าย “เช็คจ่ายผู้ถือ” โดยไม่ได้ระบุชื่อผู้รับเงินในช่องว่าง “ จ่าย…………………………หรือผู้ถือ” และยังขีดฆ่าคําว่า ”หรือผู้ถือ” ออก เช็คฉบับนี้จะกลายเป็ นเช็ค “จ่ายตามคําสั่ง” ทันทีถ้านําไปขึ้นเงินก็จะถูก ปฏิเสธจากธนาคาร เพราะเป็นเช็คที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย(ไม่มีชื่อผู้รับเงิน) หรือ เขียนคําว่า “เงินสด” ลงในช่องว่าง” จ่าย……………………..หรือผู้ถือ “ แล้วขีดฆ่าคําว่า”หรือผู้ถือ “ ออก เช็คฉบับนี้ก็กลายเป็นเช็ค” จ่ายตามคําสั่ง” เช่นกัน แต่เป็นเช็คที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพราะว่าคําว่า “เงินสด” ไม่ใช่ชื่อผู้รับเงิน
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๘๗ การจ่ายเงินของธนาคาร ธนาคารจะจ่ายเงินสดให้แก่ใครก็ได้ที่เป็นผู้ถือ “เช็คจ่ายผู้ถือ” มาขอขึ้นเงิน การโอนเปลี่ยนมือ เช็ค จ่ายผู้ถือ สามารถโอนเปลี่ยนมือกันได้เพียงโดยการส่งมอบเช็คให้แก่กันก็เป็นอันใช้ได้ ดังนั้นใครก็ได้ที่ เป็นผู้ถือเช็คแบบนี้ไปขึ้นเงินกับธนาคาร ธนาคารก็จะจ่ายเงินสดให้ทันทันที อันนี้มีกฎหมายรับรอง ตาม ประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๙๘๙ วรรคแรกประกอบกับมาตรา ๙๑๘ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๙๘๙ วรรคแรกมีใจความว่า”ให้ยกบทบัญญัติในหมวด ๒ ว่าด้วย ตั๋วแลกเงินมาบังคับในเรื่องเช็คเพียงเท่าที่ไม่ขัดกับสภาพแห่งตรา สารชนิดนี้ คือมาตรา ๙๑๐, ๙๑๔ ถึง ๙๒๓……” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา๙๑๘ มีใจความว่า “ตั๋วแลกเงินอันสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือนั้น ท่านว่า ย่อมโอนไปเพียงด้วยส่งมอบให้กัน “ การ ใช้เช็คแบบนี้จึงมีความเสี่ยงสูง ถ้าเกิดท่านทําเช็คสูญหายหรือเช็คถูกลักถูกขโมยก็จะป้องกันได้ยากมาก จึงควรใช้เช็คแบบนี้ได้เฉพาะในกรณี เมื่อไปเขียนเบิกเงินสดที่ธนาคารเอง หรือเมื่อสั่งจ่ายเงินไม่มากนัก การใช้เช็คผู้ถือให้ปลอดภัยต้องทําอย่างไร ถ้า จําเป็นจริง ๆ ก็มีวิธีเดียว คือให้ระบุชื่อ นามสกุลผู้รับเงินลงไปในช่องว่าง “จ่าย……………………….. หรือผู้ถือ “ แล้วให้ขีดฆ่าคําว่า “หรือผู้ถือ” ออก ก็จะปลอดภัย แต่การขีดฆ่าคําว่า “หรือผู้ถือ” ออก เช็คฉบับนั้นก็ จะกลายเป็น”เช็คจ่ายตามคําสั่ง”ทันที การนําเช็คไปขึ้นเงินกับธนาคาร หรือเมื่อต้องการโอนเปลี่ยนมือก็ต้องปฏิบัติ ตามเงือนไขของ ่ ”เช็คจ่ายตามคํา สั่ง” ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๘๘ เช็คจ่ายตามคําสั่ง เช็คจ่ายตามคําสั่ง หมายถึง เช็คที่ต้องระบุชื่อผู้รับเงินไว้ในเช็คให้ถูกต้องครบถ้วน การนําเช็คจ่ายตามคําสั่งที่ยังไม่ ระบุชื่อผู้รับเงินไปขอขึ้นเงินกับธนาคาร จะถูกปฏิเสธการจ่ายเงินจากธนาคารทันที เพราะเป็นเช็คที่มีรายการไม่ สมบูรณ์ครบถ้วนตามกฎหมาย ข้อนี้ก็มีกฎหมายรับรองไว้ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๙๘๘ ซึ่งมีใจความอยู่ว่า “อันเช็คนั้น ต้องมีรายการดังกล่าวต่อไปนี้ คือ (๑) คําบอกชื่อว่าเป็นเช็ค (๒) คําสั่งอันปราศจากเงือนไขให้ใช้เงินเป็นจํานวนแน่นอน ่ (๓) ชื่อ หรือยี่ห้อสําและนักของธนาคาร (๔) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้รับเงิน หรือคําจดแจ้งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ (๕) สถานที่ใช้เงิน (๖) วันและสถานที่ออกเช็ค (๗) ลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย “ ธนาคาร ต่าง ๆ ในเมืองไทย ได้ออกแบบเช็คจ่ายตามคําสั่ง โดยมีสาระสําคัญอยู่ที่ ช่องว่างที่ให้ระบุชื่อผู้รับเงินดังนี้“ จ่าย……………………………………………………หรือตามคําสั่ง[or order] “
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๘๙ ดังนั้นเวลาจะเขียนเช็คสั่งจ่ายเงินให้ใคร ต้องเขียนซื่อ นามสกุลของผู้รับเงิน ลงในช่องว่าง “จ่าย……………………………..หรือตามคําสั่ง “ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์มิฉะนั้นเมื่อนําเช็คไปขอขึ้นเงินจะถูก ปฏิเสธการจ่ายเงินจากธนาคาร สั่ง จ่ายเช็คโดยไม่ได้ระบุชื่อผู้รับเงินลงในช่องว่าง “จ่าย……………………………หรือตามคําสั่ง “โดย ป ล่อยว่างไว้เฉ ย ๆ อย่ างนี้ เป็ น เช็ค ที่ไม่สม บู รณ์ ต าม กฎ ห ม าย ธน าค ารจะป ฏิเสธการจ่ายเงิน เขียนชื่อ นามสกุล ผู้รับเงิน ในช่องว่าง “ จ่าย…………………………หรือตามคําสั่ง” แล้วขีดฆ่าคําว่า “หรือ
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๙๐ ตามคําสั่ง “ ออก เพื่อให้เป็นเช็คผู้ถือไม่ได้เช็คฉบับนี้ยังคงเป็น “เช็คจ่ายตามคําสั่ง “อยู่ การส่งมอบหรือการ เปลี่ยนมือต้องทําตามเงื่อนไขของ “ เช็คจ่ายตามคําสั่ง “ สั่ง จ่ายเช็คโดยระบุคําว่า “เงินสด” ลงในช่องว่าง “จ่าย…………………………..หรือตามคําสั่ง” ของเช็คจ่าย ตามคําสั่ง ถือว่าเป็นเช็คที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพราะคําว่า “เงินสด” ไม่ใช่ชื่อผู้รับเงิน สั่งจ่ายเช็คโดยระบุคําว่า “ เงินสด” ลงในช่องว่าง” จ่าย…………………………..หรือตามคําสั่ง “ ของเช็ค จ่ายตามคําสั่ง แล้วขีดฆ่าคําว่า “ หรือตามคําสั่ง “ ออก ยังคงถือว่าเป็น “เช็คจ่ายตามคําสั่ง “ อยู่ แต่เป็นเช็คที่ไม่ สมบูรณ์ตามกฎหมายที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพราะคําว่า “เงินสด” ไม่ใช่ชื่อผู้รับเงิน การโอนเปลี่ยนมือเช็คจ่ายตามคําสั่ง การ โอนเปลี่ยนมือเช็คจ่ายตามคําสั่ง ทําได้ด้วยการที่ผู้ทรงเช็คสลักหลังแล้วส่งมอบ ซึ่งมีกฎหมายรับรองไว้ เหมือนกัน คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชน์มาตรา ๙๘๙ ประกอบมาตรา ๙๑๗ มาตรา ๙๘๙ มีใจความว่า ให้ยกบทบัญญัติในหมวด ๒ ว่าด้วยตั๋วแลกเงินมาใช้บังคับในเรื่องเช็ค มาตรา ๙๑๗ วรรคหนึ่ง ว่าด้วยเรื่องการโอนตั๋วเงินที่นํามาใช้บังคับในเรื่องเช็คได้มีใจความว่า “อันตั๋วแลก เงินทุกฉบับ ถึงแม้ว่าจะมิใช่สั่งจ่ายให้แก่บุคคลเพื่อเขาสั่งก็ตาม ท่านว่าย่อมโอนให้กันได้ด้วยการสลักหลังและส่ง มอบ “ การสลักหลัง หมายถึง การเขียนข้อความพร้อมกับการลงลายมือชื่อหรือลงลายมือชื่ออย่างเดียวที่ด้าน หลัง ของเช็คเพื่อแสดงถึงการโอนเช็คนั้น
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๙๑ การสลักหลัง มี ๒ แบบ คือ ๑. สลักหลังเฉพาะ หมายถึง การสลักหลังเช็คโดยระบุชื่อผู้รับโอนไว้ด้วย พร้อมด้วยลงลายมือชื่อผู้สลักหลัง เช่น นายดําต้องการโอนเช็คให้นายเขียว นายดําจึงสลักหลังว่า โอนให้นายเขียว และลงลายชื่อนายดํา แล้วส่งมอบ เช็คนั้นให้นายแดง ก็เป็นอันว่าสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว ๒. สลักหลังลอย หมายถึง การสลักหลังโดยลงลายมือชื่อผู้สลักเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ระบุชื่อผู้รับโอนไว้ด้วย เช่น ถ้านายดําต้องการโอนเช็คให้นายเขียว นายดําเพียงลงลายมือชื่อที่ด้านหลังเช็คแล้วส่งมอบให้นายเขียวก็เป็นอัน สมบูรณ์เช่นกัน การสลักหลัง ถ้าประสงค์จะโอนเช็คให้เฉพาะตัวก็สามารถระบุการห้ามสลักหลังต่อไว้ก็ได้ เช่นนายดําต้องการ โอนเช็คให้นายเขียวเฉพาะตัว นายดํา ต้องสลักหลังว่า “โอนให้นายเขียว “ แล้วระบุข้อความในบรรทัดต่อมาว่า “ ห้ามสลักหลังต่อ “ และลงลายมือชื่อนายดําไว้ แล้วส่งมอบให้นายเขียว อย่างนี้ นายเขียว ไม่สามารถสลักหลังโอนให้ ใครอีกต่อไป ถ้านายเขียวขืนโอนต่อนายดําก็พ้นความรับผิดต่อเช็คนั้นกับบุคคลผู้รับโอนต่อจากนายเขียว
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๙๒ การ สลักหลังต้องเป็นข้อความอันปราศจากเงื่อนไขได ๆถ้ามีไว้ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นมิได้เขียนไว้เลย เช่นนาย เขียวต้องการโอนเช็คให้นายเหลือง นายเชียวเขียนสลักหลังว่า “ โอนให้นายเหลือง” แล้วบรรทัดต่อมา เขียนว่า “การสลักหลังนี้จะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อนายเหลืองมีลูกเป็นผู้ชาย” เช่นนี้ถือว่าเงื่อนไขนี้ไม่ได้เขียนไว้เลย การสลักหลังเช็คเพื่อโอนเป็นบางส่วนเป็นโมฆะตามกฎหมาย เช่นนายเหลืองได้รับโอนเช็คจํานวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แล้วนายเหลืองต้องการโอนเช็คฉบับนี้ให้นายม่วง แต่นายเหลืองสลักหลังว่า “ โอนให้นายม่วง๕๐,๐๐๐บาท และลงชื่อนายขาวแล้วส่งมอบให้นายเหลือง เช่นนี้นายม่วงไม่สามารถนําเช็คฉบับนี้ไปเรียกรับเงินตามเช็คไม่ได้ แม้แต่บาทเดียว เพราะถือว่าเช็คฉบับนี้เป็นโมฆะตามกฎหมาย หากนายเขียวต้องการโอนเช็คฉบับนี้ต่อให้นายเหลือง นายเขียวก็สลักหลังต่อจากนายดํา ตามตัวอย่างได้เลย หมายเหตุการสลักหลังควรลงวันที่สลักหลังไว้ด้วย เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบว่าใครสลักหลังก่อนหลัง และมีการสลักหลังติดต่อกันโดยไม่ขาดสายเมื่อเกิดปัญหาถกเถียงกันจะสามรถทราบได้ว่าใครเป็นผู้ทรงเช็คโดย ชอบ เช็คขีดคร่อมและเช็คไม่ขีดคร่อมมีความหมายว่าอย่างไร เช็คขีดคร่อม หมายถึง เช็ค ที่เขียนเส้นขนานคู่ขีดขวางไว้ด้านหน้าเช็คเป็นการแสดงให้ธนาคารรับฝากเข้า บัญชีของผู้ทรงเช็คเท่านั้น ผู้ทรงเช็คหมดสิทธิ์ ที่จะขอเบิกเงินสดจากธนาคาร ผู้ทรงเช็คขีดคร่อมจึงไม่สามารถนําเช็คมาขอเบิกเงินสดตามเช็คนั้นได้ในทันทีจะต้องนําฝากเข้าบัญชีเงินฝาก ของตนที่ได้เปิดไว้กับธนาคารแล้วให้ธนาคารผู้รับฝากเป็นผู้ไปเรียกเก็บเงินให้เท่านั้น
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๙๓ เช็คไม่ขีดคร่อม หมายถึง เช็ค ที่ผู้ทรงเช็คสมารถนํามาขอเบิกเงินสดตามเช็คจากธนาคารได้เลย คิดว่าพอจะทราบความหมายกันแล้ว เช็คทัง ้๒ ชนิดนี้ นิยมใช้พอ ๆ กัน แต่ถ้าในทางธุรกิจแล้วจะนิยมใช้เช็ค ขีดคร่อมกันมากกว่า เช็ค ไม่ขีดคร่อม ไม่มีรายละเอียดที่ซับซ้อนมากนัก การใช้เช็คชนิดนี้ให้พิจารณาให้ถูกต้องตามเงื่อนไขของ กฎหมายเรื่องเช็คทั่ว ๆ ไปก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ก็จะขอข้ามไป โดยไม่ขอกล่าวในที่นี้ส่วนการใช้เช็คขีดคร่อมนั้น นอกจากจะต้องทําให้ถูกต้องตามเงื่อนไขของกฎหมายเรื่องเช็คทั่ว ๆไปแล้วยังจะต้องพิจารณาถึงลักษณะพิเศษของ เช็คชนิดนี้ให้ดี ๆ ด้วย ประเภทของเช็คขีดคร่อม เช็คขีดคร่อมมี ๒ ประเภท คือ ๑. เช็คขีดคร่อมทั่วไปหมายถึง เช็คขีดคร่อมที่สามารถนําฝากเข้าบัญชีของธนาคารใดก็ได้ตัวอย่างการขีด คร่อมทั่วไป เช่นขีดเส้นขนานตัดในแนวเฉียงบริเวณมุมบนซ้ายของเช็คแล้วเขียนข้อความไว้ด้านในระหว่างเส้นสอง เส้นนั้น เช่น เขียนคําว่า “& co “หมายความว่า ต้องนําฝากเข้าบัญชีตามชื่อที่ระบุไว้ด้านหน้าเช็คเท่านั้นถ้าจะนําฝากเข้าบัญชีคนอื่นต้องมี การลงลายมือชื่อสลักหลังของผู้สลักหลังคนแรก และหรือคนอื่น ๆ ต่อ ๆกันมาจนถึงลายมือชื่อสลักหลังของผู้ทรง คนสุดท้ายซึ่งสลักหลังโอนให้กับผู้นําฝากเข้าบัญชีธนาคาร
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๙๔ “ ห้ามเปลี่ยนมือ “ หรือ“ Not Negotiable “ หมายความว่า เช็คฉบับนี้ไม่อาจโอนต่อไปได้ด้วยการสลักหลัง การนําฝากเข้าบัญชีธนาคารต้องนําฝากเข้าบัญชีของผู้มีชื่อระบุไว้ที่ด้านหน้า เช็คเท่านั้น (การขีดคร่อมแบบนี้ห้าม นําไปใช้กับเช็คจ่ายผู้ถือที่ไม่ระบุชื่อผู้รับเงิน หรือเช็คจ่ายผู้ถือทีเขียนคําว่า “ เงินสด” ไว้ที่ช่องว่าง “ จ่าย………………หรือผู้ถือ ” ถ้าขีดคร่อมเช็ค"จ่ายผู้ถือ"แบบนี้แล้วนําเช็คไปฝากเข้าบัญชีธนาคาร ธนาคารจะ ปฏิเสธการรับฝากทันที เพราะไม่มีชื่อตามบัญชีที่ด้านหน้าเช็คหรือกรณีเขียนระบุ “เงินสด” ธนาคารจะปฏิเสธการ รับฝากเช่นกัน เพราะคําว่า “เงินสด”ไม่ใช่ชื่อคน ธนาคารไม่อาจรู้ได้ว่าห้ามใครและยังทําให้เช็คฉบับนี้เสียไปเลย เพราะจํานําไปเบิกเงินสดอย่างเช็คจ่ายผู้ถืออีกไม่ได้ ) “เข้าบัญชีผู้รับเงินเท่านั้น “ หรือ “ A/c Payee Only “ หมายความว่า เช็คฉบับนี้ไม่อาจโอนต่อไปได้ด้วยการ สลักหลังการนําฝากเข้าบัญชีธนาคารก็ต้องนําฝากเข้าบัญชีของผู้ที่มีชื่อระบุไว้ที่ด้าน หน้าเช็คเท่านั้น (การขีดคร่อม แบบนี้ห้ามนําไปใช้กับเช็คจ่ายผู้ถือที่ไม่ระบุชื่อผู้รับเงิน หรือเช็คจ่ายผู้ถือทีเขียนคําว่า “ เงินสด” ไว้ที่ช่องว่าง “ จ่าย………………หรือผู้ถือ ” ถ้าขีดคร่อมเช็ค"จ่ายผู้ถือ"แบบนี้แล้วนําเช็คไปฝากเข้าบัญชีธนาคาร ธนาคารจะ ปฏิเสธการรับฝากทันทีเพราะไม่มีชื่อตามบัญชีที่ด้านหน้าเช็ค หรือกรณีเขียนระบุ “เงินสด” ธนาคารจะปฏิเสธการ รับฝากเช่นกัน เพราะคําว่า “เงินสด”ไม่ใช่ชื่อคน และยังทําให้เช็คฉบับนี้เสียไปเลย เพราะจํานําไปเบิกเงินสด อย่างเช็คจ่ายผู้ถืออีกไม่ได้ )
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๙๕ ถ้าขีดเส้นสองเส้นในแนวขนานไว้เฉย ๆ โดยไม่เขียนอะไร หมายความว่า เช็คฉบับนี้จะนํามาขอเบิกเงินสด ไม่ได้ ต้องนําฝากเข้าบัญชีธนาคารเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเช็ค “จ่ายผู้ถือ” หรือเช็ค “จ่ายตามคําสั่ง” ๒. เช็คขีดคร่อมเฉพาะหมายถึง เช็คขีดคร่อมที่ระบุชื่อธนาคารไว้ด้วยการนําเช็คขีดคร่อมแบบนี้ฝากเข้าบัญชี ธนาคาร จะต้องนําฝากเข้าบัญชีธนาคารที่ระบุชื่อขีดคร่อมไว้เท่านั้น
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๙๖ ตัวอย่างการขีดคร่อมเฉพาะ เช่น ขีดเส้นขนานตัดในแนวเฉียงบริเวณมุมบนซ้ายของเช็คแล้วเขียนชื่อ ธนาคารไว้ด้าน ในระหว่างเส้นสองเส้นนั้น เช่น เขียนคําว่า "ธนาคารกรุงสยาม "หมายความว่า เช็คฉบับนี้จะนําฝากเข้าบัญชีธนาคารอื่นไม่ได้ต้องนําฝากเข้าบัญชีของ ธนาคารกรุงสยามเท่านั้น สมารถใช้ได้กับเช็ค “ จ่ายผู้ถือ “ และเช็ค “จ่ายตามคําสั่ง “ เช็ค ที่ขีดคร่อม และเขียนข้อความ “ห้ามเปลี่ยนมือ “และยังมีขีดคร่อมว่า “ธนาคารกรุงสยาม“ไว้ด้วย หมายความว่า โอนเปลี่ยนมือให้คนอืนไม่ได้ ่และต้องนําฝากเข้าบัญชีของธนาคาร กรุงสยาม เท่านั้น
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๙๗ การออกเช็คที่เป็นความผิดทางอาญา การ ออกเช็คโดยไม่ระมัดระวัง ในบางครั้งอาจมีความผิดในทางอาญาได้เรื่องนี้ได้บัญญัติไว้ชัด ใน พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ซึ่งบัญญัติไว้ดังนี้ “มาตรา ๔ ผู้ใดออกเช็คเพื่อชําระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีลักษณะหรือมีการกระทําอย่าง ใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (๑) เจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น (๒) ในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ (๓) ให้ใช้เงินมีจํานวนสูงกว่าจํานวนเงินที่มีอยู่ในบัญชี อันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น (๔) ถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจํานวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะ ใช้เงินตามเช็คนั้นได้ (๕) ห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินนั้นโดยเจตนาทุจริต เมื่อได้มีการยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงินโดยชอบด้วยกฎหมายถ้าธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้นผู้ออกเช็คมีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจํา “ ที่ยกข้อกฎหมายมานี้ก็เพื่อให้ทราบถึงองค์ประกอบของกฎหมายที่ทําให้การออกเช็คแล้วเป็นความผิดและมี โทษในทางอาญา เพื่อจะได้ใช้ความระมัดระวังในการออกเช็คให้มากขึ้นจะได้ไม่ต้องมีคดีขึ้นโรงขึ้นศาลให้เสียเวลาทํา มาหากิน “เช็ค” คือหนังสือตราสาร ซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้สั่งจ่าย” สั่งให้ “ธนาคาร” ใช้เงินจํานวนหนึ่ง เมื่อหลวงถามให้แก่บุคคลอีกหนึ่ง หรือให้ใช้ตามคําสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งเรียกว่าผู้รับเงิน43 ๔๓ ๒. ลักษณะของเช็ค ๔๓ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๙๘๗
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๙๘ เช็คนั้นได้อธิบายไว้ในตอนต้น (บทที่ ๒.) แล้วว่าจะมีลักษณะเหมือนกับตั๋วแลกเงิน เพียงแต่จะต่างกัน ตรงที่ว่าผู้จ่ายเงินตามเช็คนั้นจะต้องเป็น “ธนาคาร” เท่านั้นจะเป็นบุคคลอื่นไม่ได้ และเช็คนั้นให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม คือไม่ต้องมีวันถึงกําหนดใช้เงิน ถ้าเช็คนั้นได้ออกเมื่อใดผู้ทรงก็สามารถนําเช็คไปขึ้นเงินกับธนาคารได้ทันที (ใน กรณีที่มีการออกเช็คสั่งจ่ายล่วงหน้า ให้ถือว่าวันที่ระบุลงไว้ในเช็คหน้านั้นเป็นวันออกตั๋ว) และเมื่อเช็คนั้นมีลักษณะเหมือนกับตั๋วแลกเงิน ดังนั้นบทบัญญัติของตั๋วแลกเงินที่ได้อธิบายไว้แล้วย่อม สามารถที่จะนํามาใช้กับเรื่องเช็คด้วย44 ๔๔ เช่นในการเรื่องโอนและสลักหลัง การอาวัล หรือในเรื่องการฟ้องร้องไล่เบี้ย เป็นต้น ๓. การออก และการโอนเช็ค สําหรับในเรื่องการออกเช็คนั้นได้กล่าวมาแล้วในบทที่ ๓ ว่าด้วยเรื่องการออกตั๋วแลกเงิน และการโอนตั๋วแลกเงิน ทั้งนี้เช็คสามารถที่จะออกได้ ๒ รูปแบบกล่าวคือ เช็คระบุชื่อ ซึ่งวิธีการโอนสามารถจะโอนได้ตามหลักของมาตรา ๙๑๗ วรรคแรก ก็คือ การสั่งหลังและส่งมอบ โดยการสลักหลังย่อมสามารถทําได้ตามมาตรา ๙๑๙ ทั้งให้อนุโลมมาตรา ๙๘๙ มาบังคับใช้เท่าที่จะได้ขัดต่อสภาพ ของเช็ค เช็คผู้ถือ ซึ่งวิธีการโอนย่อมสามารถโอนได้โดยการส่งมอบ ตาม มาตรา ๙๑๘ ดังนี้ให้อนุโลมมาตา ๙๘๙ มา บังคับใช้เช่นเดียวกัน ๔. การยื่นเช็คเพื่อให้ใช้เงิน กําหนดเวลาในการยื่นเช็คเพื่อให้ธนาคารใช้เงินนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๙๙๐ ได้ กําหนดไว้ว่า “ผู้ทรงเช็คจะต้องนําเช็คไปยื่นให้ธนาคารใช้เงิน คือถ้าเป็นเช็คที่ออกให้ใช้เงินในเมืองเดียวกันกับที่ ออกเช็คต้องยื่นภายใน ๑เดือนนับแต่วันออกเช็ค ถ้าเป็นเช็คให้ใช้เงินที่อื่นต้องยื่นภายใน ๓ เดือน มิฉะนั้นผู้ทรง ย่อมสิ้นสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สลักหลังทั้งปวง” (สําหรับผู้สั่งจ่ายจะไม่หลุดพันจากความรับผิด เว้นแต่ละพิสูจน์ได้ว่า ตนได้เสียหายอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะการที่ผู้ทรงไม่นําเช็คไปยื่นให้ธนาคารใช้เงินภายในกําหนด) ตัวอย่าง เอกออกเช็คฉบับหนึ่งสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินแก่ตรี ๑๐,๐๐๐ บาท (มีการขีดฆ่าคําว่าหรือผู้ถือในเช็ค นั้นออก) ตรีได้สลักหลังให้จัตวาและจัตวาได้สลักหลังให้พิเศษ หลังจากนั้นเช็คได้ถึงกําหนดจ่ายเงินแล้ว ๓ เดือน เศษ พิเศษจึงนําเช็คไปยื่นให้ธนาคารจ่ายเงิน (ดูรูป) ๔๔ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๙๘๙
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๙๙ BANK ตรี จัตวา พิเศษ เอก ตรี จัตวา ดังนี้ถ้าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน พิเศษย่อมไล่เบี้ยเอกผู้สั่งจ่ายได้เพียงคนเดียวแต่จะไล่เบี้ยตรีและจัตวา ไม่ได้ เพราะแม้ทั้งสองจะได้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้สลักหลังไว้ก็ตาม ก็หลุดจากความรับผิดตาม ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๙๐ ข้อสังเกตถ้าตามตัวอย่างข้างต้น เช็คฉบับนี้เป็นเช็คผู้ถือ (เพราะไม่มีการขีดฆ่าคําว่าหรือผู้ถือในเช็คนั้น ออก) ดังนี้ ตรีและจัตวาจะไม่หลุดพ้นจากความรับผิด เพราะการลงลายมือชื่อของตรีและจัตวานั้นเป็นการลงใน ฐานะผู้คํ้าประกัน (อาวัล) ผู้สั่งจ่ายมิใช่เป็นผู้สลักหลัง จึงไม่หลุดพ้นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๙๐ ๕. สิทธิและอํานาจหน้าที่ของธนาคาร เกี่ยวกับ สิทธิ และอํานาจหน้าที่ในการใช้เงินตามเช็คของธนาคารนั้นแยกออกเป็น ๒ กรณีคือ ๕.๑. สิทธิของธนาคารในอันที่จะไม่จ่ายเงินตามเช็ค45 ๔๕ โดยปกติธนาคารจําต้องใช้เงินตามเช็คซึ่งผู้เคยค้ากับธนาคารได้ออกเช็คสั่งให้เบิกเงินกับธนาคาร แต่ อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีสิทธิที่จะไม่จ่ายเงินตามเช็คให้กับผู้ทรงก็ได้ ถ้าเข้าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ (๑) ไม่มีเงินในบัญชีของผู้เคยค้าคนนั้น (ผู้สั่งจ่าย) เป็นเจ้าหนี้พอจะจ่ายเงินตามเช็คนั้น (๒) เช็คนั้นได้ยื่นเพื่อให้ธนาคารใช้เงินเมื่อพ้นกําหนด ๖ เดือนนับแต่วันออกเช็คหรือ (๓) ได้มีคําบอกกล่าวว่าเช็คนั้นหายหรือถูกลักไป ๕.๒ หน้าที่และอํานาจในการใช้เงินของธนาคารสิ้นสุดลง46 ๔๖ ธนาคารจะสิ้นสุดหน้าที่และอํานาจในการจ่ายเงินตามเช็ค คือไม่มีอํานาจที่จะจ่ายเงินอีกต่อไป แล้ว ถ้ามีกรณีใดกรณีหนึ่งเกิดขึ้น ดังนี้ คือ (1) มีคําบอกห้ามหารใช้เงิน (ผู้สั่งจ่ายสั่งอายัดเช็ค) (2) ธนาคารรู้ว่าผู้สั่งจ่ายตาย หรือ ๔๕ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๙๑ ๔๖ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๙๒)
กฎหมายตั๋วเงิน บัญชีเดินสะพัด และตราสารเปลี่ยนมือ รหัสวิชา 300210 สาขาวิชานิติศาสตร์ สถาบันการจัดการแห่งแปซิฟิค ผู้ช่วยศาสตราจารย์โกญจนาท เจริญสุข ๑๐๐ (3) ธนาคารรู้ว่าศาลได้มีคําสั่งรักษาทรัพย์ชั่วคราว หรือคําสั่งให้ผู้สั่งจ่ายเป็นคนล้มละลายหรือได้มี ประกาศโฆษณาคําสั่งเช่นนั้น ตัวอย่างกรณีการห้ามใช้เงินเนื่องจากผู้จ่ายตกเป็นคนล้มละลาย เมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่งเกิดขึ้นธนาคารจะจ่ายเงินอีกไม่ได้เด็ดขาด (ถ้าธนาคารฝ่ าฝืนธนาคารจะต้อง รับผิดชอบเอง จะไปหักเงินในบัญชีของผู้สั่งจ่ายไม่ได้) และเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเหตุใดเหตุหนึ่งตาม มาตรา ๙๙๑หรือ ๙๙๒ แล้วธนาคารไม่ต้องรับผิดต่อผู้ทรง เพราะธนาคารไม่ใช่คู่สัญญากับผู้ทรงแต่อย่างใด เว้นแต่ ธนาคารจะได้รับรองว่าจะจ่ายเงินตามเช็คนั้นแล้ว ๖ การรับรองเช็ค “การรับรองเช็ค” หมายถึงการที่ธนาคารได้รับรองกับผู้ทรงเช็คว่าจะจ่ายเงินตามเช็ค โดยธนาคารเขียน ข้อความว่า “ใช้ได้” หรือ“ใช้เงินได้” หรือคําอื่นที่มีความหมายเดียวกันและลงลายมือชื่อบนเช็คนั้น ซึ่งเมื่อธนาคาร ได้รับรองเช็คแล้ว ซึ่งเมื่อธนาคารได้รับรองเช็คแล้วธนาคารต้องผูกพันในฐานเป็นลูกหนี้ชั้นต้นในอันที่จะต้องใช้เงิน แก่ผู้ทรงตามเช็คนั้น47 ๔๗ ข้อสังเกต ธนาคารเมื่อได้รับรองเช็คแล้ว ต่อมาปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามเช็คโดยอ้าง ๔๗ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๙๓)