The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียนภาษาไทย ม.1.pdfที่บีบอัดแล้ว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หนังสือเรียนภาษาไทย ม.1.pdfที่บีบอัดแล้ว

หนังสือเรียนภาษาไทย ม.1.pdfที่บีบอัดแล้ว

หลักภาษาไทย เรียนไว ใช้เป็น หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ๑ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ เรียบเรียง นางสาววิราสินี หาญมนตรี นางสาวกัญญารัตน์ จอมแจ้ง


ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ เรียบเรียง นางสาววิราสินี หาญมนตรี รหัสนักศึกษา ๖๕๑๑๕๒๔๕๑๑๕ นางสาวกัญญารัตน์ จอมแจ้ง รหัสนักศึกษา ๖๕๑๑๕๒๔๕๑๑๙ หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาไทย เรียนไว ใช้เป็น คลิปวิดีโอแนะนำหนังสือ


คำนำ หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาไทย เรียนไว ใช้เป็น ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๑ เล่มนี้ จัดทำขึ้นโดยยึดมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ ศึกษาหลักภาษาและการใช้ภาษาไทยผู้เรียนจะได้เรียนรู้ทักษะการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องและ เหมาะสมตามสถานการณ์ต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งทักษะการอ่าน การเขียน การฟัง การดู และ การพูด ผู้เรียนสามารถเข้าใจการใช้ไวยากรณ์ภาษาไทย ตั้งแต่ระดับเสียงพยางค์คำ ประโยค ไปจนถึงการอ่านข้อความได้อย่างถูกต้อง และนำความรู้เรื่องการใช้ภาษาไทยไปปรับใช้ใน ชีวิตจริงได้ หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาไทย เรียนไว ใช้เป็น ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๑ เล่มนี้มี ๖ บทเรียน โดยมีเนื้อหา ประกอบไปด้วย ๑. เสียงในภาษาไทย ๒. การสร้างคำ ๓. ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ๔. ภาษาพูดภาษาเขียน ๕. การแต่งบทร้อยกรอง ๖. สำนวนสุภาษิตและคำพังเพย เนื้อหาครบถ้วนตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้ เมื่อจบบทเรียนจะมีกิจกรรมและแบบทดสอบเพิ่มเติมใน บทเรียนอีกด้วย คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาไทย เรียนไว ใช้เป็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ เล่มนี้ จะเป็นเครื่องมือช่วยให้ครูและผู้เรียนเกิดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนบรรลุเป้าหมายด้านการเรียนหลักภาษาไทย และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิต จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ คณะผู้จัดทำ


หน้า สารบัญ บทที่ ๑ เสียงในภาษาไทย ๑. เสียงสระ ๒. เสียงพยัญชนะ ๓. เสียงวรรณยุกต์ ๔. บทสรุป ๕. กิจกรรมเสนอแนะ ๖. แบบฝึกหัดท้ายบท บทที่ ๒ การสร้างคำ ๑๙ ๑. คำมูล ๒. คำประสม ๓. คำซ้อน ๔. คำซ้ำ ๕. คำพ้อง ๖. บทสรุป ๗. กิจกรรมเสนอแนะ ๘. แบบฝึกหัดท้ายบท บทที่ ๓ ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ๑. คำนาม ๒. คำสรรพนาม ๓. คำกริยา ๔. คำช่วยกริยา ๑ ๓ ๖ ๑๑ ๑๒ ๑๕ ๑๖ ๒๐ ๒๑ ๒๔ ๒๕ ๒๖ ๒๗ ๒๘ ๒๙ ๓๑ ๓๓ ๓๕ ๓๖ ๓๙


หน้า สารบัญ ๕. คำวิเศษณ์ ๖. คำที่เกี่ยวกับจำนวน ๗. คำบอกกำหนด ๘. คำบุพบท ๙. คำเชื่อม ๑๐. คำลงท้าย ๑๑. คำอุทาน ๑๒. คำปฏิเสธ ๑๓. บทสรุป ๑๔. กิจกรรมเสนอแนะ ๑๕. แบบฝึกหัดท้ายบท บทที่ ๔ ภาษาพูดภาษาเขียน ๑. ภาษาพูด -ลักษณะของภาษาพูด -ระดับภาษาที่ใช้ในการพูดสื่อสาร ๒. ภาษาเขียน -ความสำคัญของภาษาเขียน -ลักษณะของภาษาเขียน -การใช้ภาษาเขียน ๓. บทสรุป ๔. กิจกรรมเสนอแนะ ๕.แบบฝึกหัดท้ายบท ๓๙ ๔๑ ๔๒ ๔๓ ๔๔ ๔๕ ๔๖ ๔๖ ๔๗ ๔๘ ๔๙ ๕๑ ๕๒ ๕๓ ๕๔ ๕๔ ๕๕ ๕๕ ๕๖ ๕๙ ๖๐ ๖๑


หน้า สารบัญ บทที่ ๕ การแต่งบทร้อยกรอง ๑. ความรู้เบื่องต้นเกี่ยวกับการแต่งบทร้อยกรอง ๒. กระบวนการแต่งบทร้อยกรอง ๓. การแต่งบทร้อยกรองประเภทกาพย์ - กาพย์ยานี ๑๑ - กาพย์ฉบัง ๑๖ - กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ ๔. บทสรุป ๕. กิจกรรมเสนอแนะ ๖. แบบฝึกหัดท้ายบท บทที่ ๖ สำนวน คำพังเพยและสุภาษิต ๑. สำนวน ๒. สุภาษิต ๓. คำพังเพย ๔. การใช้สำนวน สุภาษิต คำพังเพย ๕. ประเภทของสำนวนไทย ๖. คุณค่าของสำนวนไทย ๗. บทสรุป ๘. กิจกรรมเสนอแนะ ๙.แบบฝึกหัดท้ายบท ๖๓ ๖๔ ๖๕ ๖๖ ๖๗ ๗๐ ๗๓ ๗๕ ๗๖ ๗๗ ๘๐ ๘๑ ๘๒ ๘๒ ๘๓ ๘๔ ๘๖ ๙๐ ๙๑ ๙๒


ตัวชี้วัด สาระสำสำคัคัญ เสียงในภาษาไทย ธรรมชาติของภาษาโดยทั่วไปประกอบด้วยเสียงและ ความหมายการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องและมี ประสิทธิผล ผู้ใช้ต้องคำนึงถึงการใช้เสียงในภาษา ให้ถูกต้อง เพื่อให้สามารถ สื่อความหมายได้ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยการเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ผ่าน ทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนอย่าง สม่ำเสมอ ท ๔.๑ ม.๑/๑ อธิบาย ลักษณะของเสียงใน ภาษาไทย


เสียงในภาษาไทย หมายถึง เสียงของมุษย์ที่เปล่งออกมา เพื่อใช้ในการสื่อสาร เสียงใน ภาษาไทย ประกอบไปด้วย เสียงสระ เสียงพยัญชนะ และเสียงวรรณยุกต์ อวัยวะออกเสียง ได้แก่ ปอด หลอดลม และกล่องเสียง เมื่อลมผ่านเส้นเสียงจะทำให้เส้นเสียงสะบัด เกิดเป็น เสียงก้อง ถ้าไม่สะบัดมากเสียงจะ ไม่ก้อง จากนั้นลมก็จะถูกปล่อยผ่านไปทางช่องปากแล้วไป กระทบกับส่วนต่างๆ ของปาก เช่น ลิ้นไก่ลิ้น ริมฝีปาก ฟัน ปุ่มเหงือก เพดานแข็ง เพดาน อ่อน ทำให้เสียงถูกกักกั้นลมด้วยอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งใน ช่องปาก หรือถูกกักลมในช่องปาก แล้วปล่อยบางส่วนออกไปทางข้างลิ้นหรือดันลมให้เสียดแทรกอวัยวะ อื่น ๆ ออกมา หรือดัน ลมให้ขึ้นจมูก ทำให้เกิดเป็นเสียงต่าง ๆ เสียงในภาษาไทย หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๒


หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๓ เสียงในภาษาไทย มี 3 ชนิด คือ เสียงสระ เสียงพยัญชนะ เสียงวรรณยุกต์ เสียงสระ คือ เสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอโดยตรง ไม่ถูกสกัดกั้น ณ ที่ใดที่หนึ่งในช่อง ทางเดินของลมเลย แล้วกระทบเส้นเสียงทั้งสองข้าง เกิดเป็นเสียงสั่นสะเทือน มีเสียงก้อง กังวาน และออกเสียงได้ยาวนานกว่าเสียงพยัญชนะ เสียงสระ มี 24 เสียง แบ่งได้ 2 ชนิด คือ 1. สระแท้ 2. สระประสม ๑. เสียงสระ


สระเสียงสั้น (รัสสระ) สระเสียงยาว (ทีฆสระ) อะ อา อิ อี อึ อือ อุ อู เอะ เอ แอะ แอ โอะ โอ เอาะ ออ เออะ เออ ๑. สระเดี่ยว คือ สระที่ออกเสียงโดยอวัยวะในช่องปากอยู่ในตำแหน่งเดียว ตลอดเสียง มี ๑๘ เสียง ดังนี้ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๔


สระเสียงสั้น (รัสสระ) สระเสียงยาว (ทีฆสระ) อียะ (อิ+อะ) เอีย (อี+อา) เอือะ (อึ+อะ) เอือ (อื+อา) อัวะ (อุ+อะ) อัว (อู+อา) ๒. สระประสม คือ สระที่ออกเสียงโดยอวัยวะที่ใช้ออกเสียงอยู่ในตำแหน่ง มากกว่า ๑ ตำแหน่ง สระประสมมี ๓ เสียง ได้แก่ ตัวอักษรไทย ๔ ตัว คือ ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ เดิมจัดเป็นรูปสระตามแบบ ภาษาสันสกฤต แต่การใช้อักษร ทั้ง ๔ รูป ในภาษาไทยนั้นไม่เคยปรากฏ แทนเสียงสระโดยลำพัง หากเป็นตัวอักษรที่แทนเสียงพยัญชนะประสม กับเสียงสระ เทียบได้กับเสียง ร หรือ ร รือ ล ลือ จ งเป็นตัวอักษรแทน พยางค์ เช่น ฤดี ฤดู หรืออักษร ที่ประสมกับพยัญชนะอื่นได้ เช่น กฤษณา พฤษภา อ่านเสริมเพิ่มความรู้ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๕


๒. เสียงพยัญชนะ เสียงพยัญชนะ หรือเสียงแปร คือ เสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอ แล้วกระทบกับ อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในปาก เช่น คอ ปุ่มเหงือก ฟัน ริมฝีปาก ซึ่งทำให้เกิดเป็นเสียง ต่าง ๆ กัน โดยพยัญชนะไทยมี ๒๑ เสียง ๔๔ รูป ดังต่อไปนี้ พยัญชนะมี ๔๔ รูป แต่มีเพียง ๒๑ เสียง เท่านั้น เพราะพยัญชนะหลายรูปมีเสียงซ้ำกันนั่นเอง ตัวอย่างเช่น ญ ย รูป ๑ รูป ๒ ออกเสียงไม่ต่างกัน บางครั้งเสียงพยัญชนะเสียงเดีี่ยวมี รูปพยัญชนะมาก ที่สุดถึง ๖ ตัว เช่น เสียง ท มีรูปพยัญชนะ ท ธ ฑ ฒ ถ ฐ เป็นต้น แต่ บางเสียงก็มีรูปพยัญชนะเพียงรูป เดียวเท่านั้น หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๖


เสียงพยัญชนะไทย ๒๑ เสียง รูปพยัญชนะไทย ๔๔ รูป ๑. /ก/ ก ๒. /ค/ ข ฃ ค ฅ ฆ ๓. /ง/ ง ๔. /จ/ จ ๕. /ช/ ช ฌ ฉ ๖. /ซ/ ซ ส ศ ษ ๗. /ด/ ด ฎ ๘. /ต/ ต ฏ ๙. /ท/ ท ธ ฑ ฒ ถ ฐ ๑๐. /น/ น ณ ๑๑. /บ/ บ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๗


เสียงพยัญชนะไทย ๒๑ เสียง รูปพยัญชนะไทย ๔๔ รูป ๑๒. /ป/ ป ๑๓. /พ/ พ ภ ผ ๑๔. /ฟ/ ฟ ฝ ๑๕. /ม/ ม ๑๖. /ย/ ย ญ ๑๗. /ร/ ร ๑๘. /ล/ ล ฬ ๑๙. /ว/ ว ๒๐. /ฮ/ ฮ ห ๒๑. /อ/ อ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๘


พยัญชนะไทย แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือพยัญชนะต้น และพยัญชนะท้าย เสียงพยัญชนะต้น แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ ๑. เสียงพยัญชนะต้นเดี่ยว ๒. เสียงพยัญชนะควบกล้ำ พยัญชนะต้นเดี่ยว ๑. เสียงพยัญชนะต้นเดี่ยว เช่น กัน ขาน คิด ฉาน ชอบ /ก/ /ข/ /ค/ /ช/ เป็น เสียง พยัญชนะต้น พยัญชนะประสม (ควบกล้้ำ) ๒. เสียงพยัญชนะควบกล้ำ หมายถึง พยัญชนะ ๒ เสียง ที่ออกเสียงพร้อมกัน เสียงพยัญชนะควบกล้ำในภาษาไทยอยู่ได้ในตำแหน่งต้นพยางค์เท่านั้น เช่น กราบ ขรึม โคลง ความ /กร/ /คล/ /คว/ และยังมีพยัญชนะควบกล้ำซึ่งอยู่ในต้นพยางค์ในคำที่เรารับมา จากภาษาอื่น เช่น อินทรา /ทร/ ฟรี /ฟร/ ฟลุก /ฟล/ เป็นต้น หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๙


ท้ายพยางค์มี ๘ มาตรา หรือ ๘ แม่ ในแต่ละมาตราอาจใช้พยัญชนะตัวเดียว พยัญชนะควบกล้ำ หรือพยัญชนะที่มีสระกำกับก็ได้ดังนี้ ๑. แม่ กก มีเสียง /ก/ ใช้รูปพยัญชนะท้าย เช่น ก กร ข ค คร ฆ ออกเสียงเหมือน ก สะกด เช่น ลูก จักร เลข นาค สมัคร เมฆ ๒. แม่ กด มีเสียง /ต/ เป็นเสียงพยัญชนะท้ายพยางค์ เช่น จ ช ชร ซ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ต ตร ถ ท ทร ธ ส ศ ษ ออกเสียงเหมือน ด สะกด เช่น กัด นิจ ราช เพชร ก๊าซ กฎ ปรากฏ รัฐ ครุฑ พัฒนา รัตน์ฉัตร รถ พุทธ ภัทร โกรธ รส อากาศ ๓. แม่ กบ มีเสียง /บ/ เป็นเสียงพยัญชนะท้าย พยางค์ เช่น บ ป พ ฟ ภ ออกเสียงเหมือน บ สะกด เช่น บาป ภาพ กราฟ ลาภ ๔. แม่ กง มีเสียง /ง/ เป็นตัวสะกดหรือ พยัญชนะท้ายพยางค์ ใช้ ง เป็นตัวสะกด เช่น จง ยิง สูง สังข์ สงฆ์ ๕. แม่ กน มีเสียง /น/ เป็นเสียงพยัญชนะท้าย พยางค์ เช่น น ญ ณ ร ล ฬ ออกเสียงเหมือน น สะกด เช่น เงิน เข็ญ คุณ พร กล ๖. แม่ กม มีเสียง /ม/ เป็นเสียงพยัญชนะท้าย พยางค์ ใช้ ม เป็นตัวสะกด เช่น ผม เค็ม ๗. แม่ เกย มีเสียง /ย/ เป็นเสียงพยัญชนะท้าย พยางค์ ใช้ ย เป็นตัวสะกด เช่น คุย พาย สวย โอย ๘. แม่ เกอว มีเสียง /ว/ เป็นเสียงพยัญชนะท้าย พยางค์ ใช้ ว เป็นตัวสะกด เช่น สาว ฉิว เร็ว เปลว แล้ว นอกจากนั้นยังมีค าที่ประสมสระเสียงสั้นหรือเสียงยาว แต่ไม่มีตัวสะกดเรียกว่า แม่ ก กา เช่น กา จะตีดุ เสือ หน นอกจากนั้นยังมีคำที่ประสมสระเสียงสั้นหรือเสียงยาว แต่ไม่มีตัวสะกดเรียกว่า แม่ ก กา เช่น กา จะตีดุ เสือ หนี เสียงพยัญชนะทั้ง ๒๑ เสียง ใช้เป็นเสียง พยัญชนะท้ายพยางค์ไม่ได้ทั้งหมด เรามี เสียงพยัญชนะ ท้ายพยางค์ เพียง ๘ มาตรา เท่านั้น ส่วนพยางค์ที่ไม่มี เสียงพยัญชนะ ท้ายพยางค์จัดอยู่ใน มาตราแม่ ก กา เช่น จะ มา ตี ครู เหาะ พอ แกะ เตะ พยัญชนะท้ายพยางค์ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๑๐


หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๑๑ เสียงวรรณยุกต์คือ เสียงที่มีระดับสูงต่ำแตกต่างกันไป นับว่าสำคัญมาก เพราะ ทำให้ความหมายของคำเปลี่ยนไปด้วย เสียงวรรณยุกต์มี 5 เสียง คือ ๓. เสียงวรรณยุกต์ หมายเหตุ เสียงวรรณยุกต์ที่อยู่ในพยางค์หรือคำต่าง ๆ ที่เราออกเสียงนั้น มีทั้งที่เสียงวรรณยุกต์ตรงกับรูปวรรณยุกต์ และไม่ตรงกับรูวรรณยุกต์ เช่น เสียงวรรณยุกต์และรุปวรรณยุกต์ตรงกัน เช่น ผ่า ข้าว เจี๊ยบ เป็นต้น เสียงวรรณยุกต์และรุปวรรณยุกต์ไม่ตรงกัน เช่น เที่ยว ม้า ค้า เป็นต้น 1. เสียงสามัญ เช่น แตง ปาน แนว กอง เป็นต้น 2. เสียงเอก เช่น จัด ก่อน โปรด อิ่ม เป็นต้น 3. เสียงโท เช่น หิ้ว ง่าย มีด บ้าน ท้อง เป็นต้น 4. เสียงตรี เช่น โต๊ะ ชุด พลุ ไม้ เป็นต้น 5. เสียงจัตวา เช่น เสือ หวาน เขา ถือ เป็นต้น


เสียงในภาษาไทย ลักษณะของเสียงในภาษาไทย เสียงสระ ได้แก่ สระอำ ไอ ใอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ กำเนิดเสียงในภาษาไทย สระเดี่ยว สระประสม ได้แก่ สระเอีย เอือ อัว เสียงพยัญชนะ ลักษณะการเปล่งเสียง แบ่งเป็น เสียงพยัญชนะต้น พยัญชนะระเบิด ได้แก่ /ป/ /ต/ /จ/ /ก /อ/ /พ/ /ท/ /ช/ /ค/ /บ/ /ด/ พยัญชนะเสียดแทรก ได้แก่ /ฟ/ /ซ/ /ฮ/ พยัญชนะนาสิก ได้แก่ /ม/ /น/ /ง/ พยัญชนะข้างลิ้น ได้แก่ /ล/ พยัญชนะกระทบหรือลิ้นกระดก ได้แก่ /ร/ พยัญชนะกึ่งสระ ได้แก่ /ย/ /ว/ สระเกิน แบ่งเป็น บทสรุป เสียงและอักษรไทย เกิดจากกระแสลมหรืออากาศที่ถูกดันจากช่อง ท้อง ปอดผ่านลมและกล่องเสียงซึ่งมีเส้นเสียง อยู่ภายในแล้วออกไปทางช่องปากหรือช่องจมูก ระหว่างที่ลมผ่านพ้นเส้นเสียง อวัยวะต่าง ๆ ใน ช่องปาก จะดัดแปลงลมให้เป็นเสียงต่าง ๆ ตามที่ผู้พูดต้องการ มี ๓ ชนิด ได้แก่ สระอิอี เอะ เอ แอะ แอ อึอือ เออะ เออ อะ อา อุอู โอะ โอ เอาะ ออ แบ่งเป็น พยัญชนะตันเดี่ยว พยัญชนะทั้ง ๔๔ รูป ๒๑ เสียง สามารถเป็นเสียงพยัญชนะต้นได้ทั้งหมด พยัญชนะควบกล้ำ คือ พยัญชนะสองตัว ที่ออกเสียงพร้อมกัน เมื่อประสมสระ เดียวกัน มี ร ว ล เป็นอักษรควบ เสียงพยัญชนะท้าย มี ๘ เสียง ได้แก่ แม่กก แม่กง แม่กด แม่กน แม่กบ แม่กม แม่เกย แม่เกอว เสียงวรรณยุกต์ • เสียงที่มีการเปลี่ยนระดับสูงต่ำ โดยเส้นเสียง และเปล่งออกมาพร้อมกับเสียงสระ เมื่อเสียง วรรณยุกต์เปลี่ยนจะทำให้ความหมายเปลี่ยน • มี ๕ เสียง ได้แก่ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียง โท เสียงตรี เสียงจัตวา จดตามระดับเป็น ๒ ชนิด คือ วรรณยุกต์ระดับและวรรณยุกต์ เปลี่ยนระดับ • ความสำคัญของวรรณยุกต์คือ เป็นเครื่อง กำหนดความหมายของคำ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๑๒


หลักการวางรูปสระที่อยู่บนหรือใต้พยัญชนะต้น รูปพยัญชนะ มี ๔๔ รูป ๒๑ เสียง ลักษณะของพยัญชนะ แบ่งเป็น พยัญชนะเข้าหัว พยัญชนะหัวหยักหรือตัวแตก พยัญชนะหัวออก พยัญชนะไม่มีหัวสองชั้น หน้าที่ของพยัญชนะ แบ่งเป็น อักษรสามหมู่หรือไตรยางค์ บทสรุป เสียงและอักษรไทย (ต่อ) รูปสระ มี ๓๗ รูป ตำแหน่งรูปสระ ๑. อยู่หน้าพยัญชนะต้น ๒. อยู่หลังพยัญชนะต้น ๓. อยู่บนพยัญชนะต้น ๔. อยู่ใต้พยัญชนะต้น ๕. อยู่หน้าและหลังพยัญชนะต้น ๖. อยู่บนและหลังพยัญชนะต้น ๗. อยู่หน้าและบนพยัญชนะต้น ๘. อยู่หน้า บน และหลังพยัญชนะต้น อักษรไทย มีดังนี้ พยัญชนะต้นตัวเดียว วางรูปสระไว้บนหรือใต้พยัญชนะนั้น ๆ พยัญชนะต้นที่เป็นอักษรนำ วางรูปสระไว้บนหรือใต้อักษรตาม พยัญชนะต้นที่เป็นอักษรควบ วางรูปสระไว้บนหรือใต้พยัญชนะตัวหลัง พยัญชนะต้น ได้แก่ พยัญชนะต้น เดี่ยว อักษรควบ อักษรนำ พยัญชนะท้าย ได้แก่ พยัญชนะ สะกด ตัวการันต์ พยัญชนะที่ไม่ออก เสียง อักษรกลาง มี ๙ ตัว คือ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ อักษรสูง มี ๑๑ ตัว ได้แก่ ข (ฃ) ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห อักษรต่ำ ต่ำ ๒๔ ตัว แบ่งเป็น อักษรคู่ มี ๑๔ ตัว คือ ค (ฅ) ฆ ช ซ ฌ ฑ ฒ ท ธ พ ฟ ภ ฮ อักษรเดี่ยว มี ๑๐ ตัว คือ ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ รูปวรรณยุกต์ มี ๔ รูป คือ เอก โท ตรีจัตวา การผันวรรณยุกต์ของอักษรสามหมู่ การผันอักษรกลาง คำเป็น ผันได้ครบ ๕ เสียงและเครื่องหมาย วรรณยุกต์ตรงเสียง คำตาย ผันได้ ๔ เสียง คือ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียง จัตวา โดยที่เครื่องหมายวรรณยุกต์ตรงเสียง การผันอักษรสูง คำเป็น ผันได้ ๓ เสียง คือ พื้นเสียงเป็นจัตวา ใช้ไม้เอกเป็นเสียงเอก ใช้ไม้โทเป็นเสียงโท คำตาย ผันได้ ๒ เสียง คือ พื้นเสียง เป็นเสียงเอก ใช้ไม้โทเป็น เสียงโท การผันอักษรต่ำ คำเป็น ผันได้ ๓ เสียง คือ พื้นเสียงเป็นเสียงตรี ใช้ไม้เอกเป็นเสียงโท ใช้ไม้โทเป็นเสียงตรี คำตาย สระเสียงสั้น ผันได้ ๒ เสียง คือ พื้นเสียงเป็นเสียงตรี ใช้ ไม้เอกเป็นเสียงโท คำตาย สระเสียงยาว ผันได้ ๒ เสียง คือ พื้นเสียงเป็นเสียงโท ใช้ ไม้โทเป็นเสียงตรี การผันอักษรคู่อักษรเดี่ยว การผันอักษรคู่ คำเป็น จะผันได้ครบ ๕ เสียง เมื่อรวมกันระหว่างคู่ของตน อักษรคู่ คำตาย ผันได้ ๒ เสียง อักษรคำตาย ผันได้ ๒ เสียงเมื่อรวมกันจะไม่มีเสียงสามัญ และ เสียงจัตวา การผันอักษรเดี่ยว เป็นอักษรตัวตามของ อักษรนำหรืออักษรควบจะผันตามพยัญชนะ ตัวต้น ลักษณะของอักษรไทย หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๑๓


พยางค์และคำในภาษาไทย พยางค์ เกิดจากเสียงอย่างน้อย ๓ เสียงประสมกัน อาจมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ได้ คำ เกิดจากเสียงอย่างน้อย ๓ เสียงประสมกัน ต้องมีความหมาย การประสมอักษร แบ่งเป็น คำพยางค์เดียว มีการประสมคำดังนี้ พลังของภาษา พลังของภาษาในเชิงบวก พลังของภาษาในเชิงลบ เสียงและอักษรไทย (ต่อ) หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๑๔ คำหลายพยางค์ การประสมคำจะต้องแยกออกเป็นพยางค์ ๆ แล้วประสมอักษรแต่ละพยางค์ เช่นเดียวกับคำ พยางค์เดียว บทสรุป ๓ ส่วน = พยัญชนะต้น + สระ + วรรณยุกต์ ๔ ส่วน = พยัญชนะต้น + สระ + พยัญชนะสะกด + วรรณยุกต์ ๔ ส่วนพิเศษ = พยัญชนะต้น + สระ + ตัวการันต์ +วรรณยุกต์ ๕ ส่วน = พยัญชนะต้น + สระ + พยัญชนะสะกด + ตัวการันต์ + วรรณยุกต์


กิจกรรมเสนอแนะ การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน คำถามทบทวน ๑. แบ่งนักเรียนออกเป็น ๓ กลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มศึกษาค้นคว้าข้อมูลมาทำรายงาน เรื่อง ระบบเสียง ในภาษาไทย ตามหัวข้อต่อไปนี้ กลุ่มที่ ๑ ศึกษารูปและเสียงสระ กลุ่มที่ ๒ ศึกษารูปและเสียงพยัญชนะ กลุ่มที่ ๓ ศึกษารูปแบบและเสียงวรรณยุกต์ ให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน กลุ่มอื่นซักถามติชม ครูและ นักเรียนช่วย กันสรุป ๒. เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาบรรยายหรือฝึกออกเสียงให้กับนักเรียนที่สนใจหรือนักเรียน ที่มี ปัญหาในการออกเสียง ๓. อภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณค่าของภาษาไทยและการมีตัวอักษรไทยไว้สำหรับ เขียน หนังสือ และสรุปเป็นข้อคิดที่ได้จากการอภิปราย ๔. อธิบายลักษณะของคำและพยางค์ เปรียบเทียบความแตกต่างและเขียนอธิบายวิธีการ ประสม อักษร พร้อมยกตัวอย่าง นักเรียนจะนำความรู้ เรื่อง เสียงและอักษรไทย ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้าง ๑. เสียงในภาษาเกิดจากอะไร และเสียงในภาษาไทยมีกี่ชนิด อะไรบ้าง ๒. มาตราตัวสะกดในภาษาไทย บางมาตรามีตัวพยัญชนะสะกดหลายตัวเป็นเพราะเหตุใด ๓. เสียงวรรณยุกต์มีความสำคัญอย่างไร ๔. คำเป็นคำตายเกี่ยวข้องกับการผันวรรณยุกต์อย่างไร ๕. อักษรนำมีลักษณะอย่างไร มีวิธีการอ่านอย่างไร หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๑๕


๑. ปัด ๒. วัง ๓. เจาะ ๔. อึด ๕. ยุง ๖. คุณ ๗. แคะ ๘. ติ แบบฝึกหัดท้ายบท ตอนที่ ๑ หาคู่ให้หนูหน่อย ชื่อ - สกุล.......................................................................เลขที่.................. คำชี้แจง ให้นักเรียนหาคำที่มีสละเสียงสั้น หรือเสียงยาว กักคู่คำที่กำหนด ให้(คำที่จะตอบนั้นต้องมีพยัญชนะต้นเหมือนกับคำที่กำหนดให้และ สะกดในมาตราเดียวกัน หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๑๖


แบบฝึกหัดท้ายบท ตอนที่ ๒ จำแนกคำที่ใช้สระเสียงสั้นและสระเสียงยาว ชื่อ - สกุล.......................................................................เลขที่.................. คำชี้แจง ๑. อ่านพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒. จำแนกคำที่ขีดเส้นใต้ว่าใช้สระเสียงสั้นหรือสระเสียงยาว เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะ รักษาไว้ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ อย่างหนึ่ง ต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือ ให้ออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่า วิธีใช้คำมา ประกอบประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สาม คือ ความ ร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการ บัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้น มีความจำเป็นในทาง วิชาการไม่น้อยแต่บางคำที่ง่ายๆ ก็ควรจะใช้คำเก่า ๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก (พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการประชุม ทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๐๕) หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๑๗


คำที่ใช้สระเสียงสั้น คำที่ใช้สระเสียงสั้นและเสียง ยาว คำที่ใช้ทั้งสระเสียงสั้นและ เสียงยาว แบบฝึกหัดท้ายบท ตอนที่ ๒ จำแนกคำที่ใช้สระเสียงสั้นและสระเสียงยาว ชื่อ - สกุล.......................................................................เลขที่.................. คำชี้แจง ๑. อ่านพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒. จำแนกคำที่ขีดเส้นใต้ว่าใช้สระเสียงสั้นหรือสระเสียงยาว หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๑๘


ตัวชี้วัด สาระสำสำคัคัญ การสร้างคำภาษาไทย ท ๔.๑ ม.๑/๒ สร้างคำในภาษาไทย การสร้างคำในภาษาไทย มีทั้งคำที่สร้าง โดยเฉพาะ เรียกว่า คำมูล และคำที่สร้างขึ้น ใหม่จากคำมูลเพื่อให้มีคำใช้มากขึ้น ได้แก่ คำ ประสม คำซ้ำ คำซ้อน


คำมูลพยางค์เดียว คือ คำพยางค์เดียวที่มีความหมายชัดอยู่ในตัว จะเป็นคำที่มาจากภาษาใดก็ได้ และเป็นชนิดใดก็ได้ การสร้างคำในภาษาไทย มนุษย์ในยุคปัจจุบันมีการติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น คำศัพท์ต่าง ๆ ก็ต้องมีความหลากหลาย เพื่อ แสดงอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดออกมาให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสารมากที่สุด คำมูล ซึ่งเป็นคำ ดั้งเดิมที่มีใช้ในภาษาไทยมีไม่เพียงพอที่จะนำไปใช้จึงจำเป็นต้องมีการสร้างคำขึ้นใหม่ด้วยการประสมคำ ซ้อนคำ และซ้ำคำ คำมูลเป็นคำดั้งเดิมที่มีใช้ในภาษาไทยมีความหมายชัดเจนในตัวเองอาจเป็นคำไทยแท้หรือคำยืม จากภาษาต่างประเทศก็ได้ คำมูล คำมูลพยางค์เดียว ตัวอย่าง คำมูลพยางค์เดียว ไทยแท้ กิน นอน ร้อน เย็น พ่อ แม่ อา ปู ยา คำยืมภาษา บาลีสันสกฤต เก๋ง ก๊ก โต๊ะ ห้าง เกี๊ยะ เกี๊ยว ก๋ง เฮีย คำยืม ภาษาจีน บาป กรรม บาตร เวร ผล อาสน์ คำยืมภาษา อังกฤษ แชร์ เมตร ลิตร เกม เทป ชอล์ก ออนซ์ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๒๐


ไทยแท้ โหระพา มะพร้าว มะลิ มะม่วง มะระ มะละกอ เกเร คำมูลหลายพยางค์ เเป็นคำที่มีตั้งแต่สองพยางค์ขึ้นไปมีความหมายในตัว ไม่สามารถแยกพยางค์ ในคำออกได้เพราะจะทำให้ไม่ได้ความหมาย อาจเป็นคำไทยแท้หรือเป็นคำยืมจากภาษาต่างประเทศ ก็ได้ คำมูลหลายพยางค์ ตัวอย่าง คำมูลพยางค์เดียว คำยืมภาษา บาลีสันสกฤต ซาลาเปา เก้าอี้ บะหมี่ก๋วยเตี๋ยว เฉาก๋วย อั่งเปา คำยืม ภาษาจีน นาฬิกา ราชินี มารดา นมัสการ วิจารณ์ คำยืมภาษา อังกฤษ ไอศกรีม วิตามิน อินเทอร์เน็ต คุกกี้ คอมพิวเตอร์ ไมโครซอฟต์ คำประสม คำประสม คือ คำที่เกิดจากการนำคำมูลที่มีความหมายต่างกันตั้งแต่สองคำขึ้นไปมารวมกัน แล้วเกิดเป็นคำที่มีความหมายใหม่ หรือยังคงมีเค้าความหมายของคำเดิม คำประสมอาจเกิดมา จากการประสมคำไทยกับคำไทย คำไทยกับคำต่างประเทศหรือคำต่างประเทศประสมกัน *ยกเว้น บาลีสันสกฤต หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๒๑


หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๒๒ ลักษณะของคำประสม ๑. คำประสม เกิดจากคำมูลตั้งแต่สองคำขึ้นไปมาประสมกัน เกิดความหมายใหม่แต่ยังมีเขา ความหมายเดิมอยู่ เช่น ตัวอย่าง พ่อ หมายถึง สามีของแม่ ตา หมายถึง พ่อของแม่ พ่อตา หมายถึง พ่อของภรรยา ๒. สามารถแยกเป็นคำ ๆ ได้ และคำที่แยกได้แต่ละคำมีความหมายแตกต่างกันเมื่อนำมา รวมกันความหมายต่างจากคำเดิม เช่น ตัวอย่าง ปาก หมายถึง อวัยวะของคนและสัตว์สำหรับกิน อาหารและใช้ออกเสียง กา หมายถึง นกชนิดหนึ่ง หรือภาชนะสำหรับใส่น้ำ หรือต้มน้ำ ปากกา หมายถึง เครื่องมือสำหรับขีดเขียน ๓. คำที่มาประสมกันจะเป็นคำมูลในภาษาใดก็ได้ เช่น เข็มทิศ (ไทย + สันสกฤต) รถเก๋ง (ไทย + จีน) ตู้โชว์ (จีน + อังกฤษ)


หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๒๓ นาม + นาม เช่น แม่น้ำ พ่อบ้าน แปรงสีฟัน นาม + กริยา เช่น แบบเรียน เข็มกลัด ยาดม กริยา + นาม เช่น กินใจ เล่นตัว เข้าใจ นาม + วิเศษณ์ เช่น น้ำแข็ง ถั่วเขียว หัวหอม กริยา + กริยา เช่น ต้มยำ พิมพ์ดีด จดจำ บุพบท + นาม เช่น ข้างถนน นอกคอก ต่อหน้า วิเศษณ์ + วิเศษณ์ เช่น อ่อนหวาน หวานเย็น วิเศษณ์ + นาม เช่น อ่อนข้อ สองหัว ๔. คำประสมที่เกิดจากคำมูล ซึ่งมีลักษณะเป็นการย่อคำหลาย ๆ คำ ส่วนมากมักจะขึ้นต้น ด้วยคำว่า นัก ชาว ช่าง หมอ การ ความ ผู้ ของ เครื่อง ที่ ๕. คำประสม เป็นคำชนิดใดประสมกันก็ได้ เช่น


คำซ้อน เป็นการสร้างคำโดยนำคำมูลที่มีความหมายเหมือนกัน ใกล้เคียงกัน หรือตรงข้าม กันมาวางซ้อนกัน เกิดคำใหม่ มีความหมายใหม่ โดยความหมายใหม่อาจกว้างขึ้น หนักแน่น ขึ้น หรือเบาลงก็ได้ คำซ้อน ๑) คำซ้อนเพื่อความหมาย คือ คำซ้อนที่เกิดจากคำมูลที่มีความหมายเหมือนกัน ใกล้เคียง กัน หรือตรงกันข้ามมาวางชิดกัน มีลักษณะดังนี้ ความหมายเหมือนกัน เช่น เสื่อสาด เหาะเหิน ความหมายใกล้เคียงกัน เช่น คัดเลือก แนะนำ เกรงกลัว ความหมายตรงกันข้ามกัน เช่น ผิดชอบ ชั่วดี ได้เสีย ๒) คำซ้อนเพื่อเสียง คือ คำซ้อนที่เกิดจากการนำคำที่มีเสียงคล้องจองและมีความหมาย สัมพันธ์กันมาซ้อนกัน เพื่อให้ออกเสียงได้ง่ายและไพเราะ มีลักษณะดังนี้ ซ้อนเสียงพยัญชนะต้น เช่น เร่อร่า ท้อแท้ จริงจัง ตูมตาม ซุบชิน ซ้อนเสียงสระ เช่น ราบคาบ จิ้มลิ้ม แร้นแค้น เข้อเร่อ อ้างว้าง ซ้อนเสียงพยัญชนะต้นและสระ เช่น ออดอ้อน อัดอั้น รวบรวม ซ้อนด้วยพยางค์ที่ไม่มีความหมาย แต่มีเสียงสัมพันธ์กับคำที่มีความหมาย เช่น พยายงพยายาม กระดูกกระเดี๋ยว ซ้อนด้วยคำที่มีความหมายใกล้เคียงแล้วเพิ่มพยางค์ให้เสียงสมดุลกัน เช่น สะกิดสะเภา ขโมยขโจร กระดุกกระติก คำซ้อน๔-๖ พยางค์ จะมีเสียงสัมผัสภายในคำ เช่น ทรัพย์ในตินสินในน้ำ โบกปัดพัดวี ข้าเก่าเต่าเลี้ยง ถ้วยโถโอชาม ประเจิดประเจ้อ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๒๔


หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๒๕ คำซ้ำ เป็นการสร้างคำเพื่อให้เกิดความหมายใหม่วิธีหนึ่งโดยการนำคำเดิมมากล่าวซ้ำ มี ๒ วิธีดังนี้ คำซ้ำ ๑) คำซ้ำที่ใช้ไม้ยมก (ๆ) กำกับ เช่น เด็กๆไปไหน (เด็กๆ หมายถึง เด็กหลายคน) ของอร่อยๆ ทั้งนั้น (อร่อยๆ หมายถึง ของอร่อยทุกอย่าง ไม่เน้นว่าอร่อยเพียงใด) ๒) คำซ้ำที่เล่นเสียงวรรณยุกต์ โดยเปลี่ยนเสียงวรรณยุกต์แรกให้สูงขึ้น เช่น น้องคนที่หมายเลขสาม ช้วยสวย (ช้วยสวย หมายถึง สวยมากๆ) ลองรับประทานก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ไหมคะ พี่เขาบอกว่าอร้อยอร่อย (อร้อยอร่อย หมายถึง อร่อยมาก)


คำพ้อง หมายถึง คำที่เขียนรูปหรือออกเสียงตรงกัน แต่ความหมายต่างกันซึ่งเวลา อ่านต้อง อาศัยการสังเกตพิจารณาเนื้อความของคำที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยคำพ้อง แบ่งเป็น 3 ชนิด ดังนี้ คำพ้อง ๑) คำพ้องเสียง หมายถึง คำที่อ่านออกเสียงเหมือนกันแต่สะกดต่างกัน มีความหมายต่างกัน เช่น พี่ชอบนั่งดูพระจันทร์ใต้ต้นจันทน์ทุกคืน (จันทร์ หมายถึง พระจันทร์หรือดวงจันทร์) (จันทน์ หมายถึง ต้นไม้ชนิดหนึ่ง) ๒) คำพ้องรูป หมายถึง คำที่เขียนเหมือนกันแต่อ่านต่างกันและความหมายต่างกัน เช่น เราขับรถไปต่อไม่ได้แล้วพี่เพราะเพลาหัก (เพลา อ่านว่า เพลา หมายถึง แกนสำหรับสอดคุมรถ หรือคุมเกวียน) รีบๆ หน่อย เหลานี้ข้าศึกมาประชิดเราแล้ว (เพลา อ่านว่า เพ-ลา หมายถึง เวลา) ๓) คำพ้องความหมาย (คำไวพจน์) หมายถึง สิ่งใดสิ่งหนึ่งอาจเรียกได้หลายคำ ทั้งนี้ก็เพราะใน ภาษาไทย มีคำให้เรียกใช้ได้มากมายตามความเหมาะสม เรามักเลือกใช้คำลักษณะนี้ในการแต่งคำ ประพันธ์ เช่น คำที่หมายถึง น้ำ ได้แก่ ชล วารี นที สายธารา กระแสสินธุ คำที่หมายถึง ดวงจันทร์ ได้แก่ ศศิชร รัชนีกร แข จันทร์จันทรา แดง ๔) คำพ้องรูปพ้องเสียง เป็นคำที่เขียนเหมือนกัน อ่านเหมือนกัน แต่ความหมายแตกต่างกัน เป็นคำต่างชนิดและต่างหน้าที่กัน เช่น เขาขึ้นเขาไปหาเขากวางมาทำยา (เขา คำแรกเป็นค้าสรรพนาม บุรุษที่๓ ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค (เขา คำที่สอง หมายถึง ภูเขา) (เขา คำที่สาม หมายถึง อวัยวะส่วนที่แข็งมากอยู่บนหัวสัตว์ซึ่งใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้ป้องกันตัว) หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๒๖


มี ๒ ลักษณะ สร้างขึ้นใหม่โดยเฉพาะ สร้างขึ้นจากคำมูล ลักษณะของคำซ้อน เกิดจากคำมูลตั้งแต่ ๒ คำขึ้นไป เกิดจากคำที่มาจากภาษาใดก็ได้ เกิดจากคำมูลที่มีความหมายในลักษณะ ต่าง ๆ ชนิดของคำซ้อน ลักษณะของคำประสม โครงสร้างของคำประสม ความหมายของคำซ้อน เป็นคำชนิดใดหรือทำหน้าที่ใดก็ได้ นำคำหนึ่ง ๆ มากล่าวซ้ำโดยไม้ยมกแทน คำหลัง นำคำซ้อนมาแยกซ้ำกัน นำคำซ้ำมาประสมกัน นำคำซ้ำมาเปลี่ยนเสียงวรรณยุกต์คำหน้า ให้สูงขึ้น เพื่อเน้นความหมาย ความหมายของคำซ้ำ ลักษณะของคำมูล มีมาแต่เดิมในทุกภาษา มีความหมายชัดเจนในตัวเอง มีพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ ชนิดของคำมูล คำมูลพยางค์เดียว คำมูลหลายพยางค์ มีดังนี้ แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คำมูล การสร้างคำ คำซ้อนเพื่อความหมาย คำซ้อนเพื่อเสียง มีความหมายชัดเจนหรือนักแน่นขึ้น มีความหมายกว้างขึ้น มีความหมายแคบลง มีความหมายเชิงอุปมา บอกพหูพจน์ บอกความเน้นหนัก บอกความไม่เน้นหนักหรือเบาลง บอกคำสั่ง เปลี่ยนความหมายใหม่ คำประสม เกิดจากคำมูลตั้งแต่ ๒ คำขึ้นไป เกิดจากคำมูลที่ประสมระหว่างคำไทยกับคำ ไทย เกิดจากคำมูลที่ประสมระหว่างคำไทยกับคำ ที่มาจากภาษาต่างประเทศ เกิดจากคำมูลที่ประสมระหว่างคำที่มาจาก ภาษาต่างประเทศกับคำที่มาจากภาษาต่าง ประเทศ เกิดจากคำซึ่งเป็นคำย่อของกลุ่มคำที่มีความ หมายกว้าง เกิดจากคำมูลที่มีความหมายหลักอยู่ต้น คำที่ เป็นคำขยายอยู่หลัง ความหมายของคำประสม มีความหมายใหม่แต่มีเค้าความหมายเดิม มีความหมายใหม่แตกต่างไปจากเดิม มีความหมายเปรียบเทียบ ขึ้นต้นด้วยคำนาม ขึ้นต้นด้วยคำกริยา ขึ้นต้นด้วยคำวิเศษณ์ ขึ้นต้นด้วยคำบุพบท คำพ้อง คำพ้องรูป คือ คำที่เขียนเหมือนกันออกเสียงต่างกันมี ความหมายต่างกัน คำพ้องเสียง คือ คำที่ออกเสียงเหมือนกันเขียนต่างกัน คำพ้องความ คือ คำที่เขียนต่างกัน ออกเสียงต่างกัน มี ความหมายเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน คำพ้องรูป - พ้องเสียง คือ คำที่เขียนเหมือนกัน ออกเสียงเหมือนกัน ความ หมายต่างกัน บทสรุป แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด มีดังนี้ คำซ้อน คำซ้ำ ลักษณะของคำซ้ำ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๒๗


กิจกรรมเสนอแนะ การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน คำถามทบทวน กลุ่มที่ ๕ คำพ้อง ๒. หาบทความมากลุ่มละ ๑ เรื่อง แล้วช่วยกันรวบรวมคำลักษณะต่าง ๆ ตามข้อ ๑ ให้ได้ มากที่สุด พร้อมทั้งระบุว่าเป็นคำชนิดใด ๓.นักเรียนแต่ละคนดูโฆษณาทางโทรทัศน์หรือจากแผ่นป้ายโฆษณาข้างทางและเขียนบันทึกข้อความ โฆษณานั้นให้ได้มากที่สุด แล้วนำมาวิเคราะห์ว่าโฆษณานั้นใช้คำชนิดใด เช่น คำมูล คำซ้ำ คำซ้อน คำประสม คำพ้อง ๔. นักเรียนนำคำพ้องเสียง คำพ้องรูป คำพ้องความ และคำพ้องรูป-พ้องเสียง ที่มักพบเห็น ในชีวิต ประจำวันมาแต่งเป็นกลอน เพื่อฝึกอ่านทำนองเสนาะ หรือฝึกร้องเล่น กลุ่มที่ ๔ คำประสม แบ่งนักเรียนออกเป็น ๕ กลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มศึกษาค้นคว้าและทำรายงานเรื่อง ลักษณะของ คำไทย ตามหัวข้อต่อไปนี้ กลุ่มที่ ๑ คำมูล กลุ่มที่ ๒ คำซ้ำ กลุ่มที่ ๓ คำซ้อน ๑. นักเรียนคิดว่าตนเองจะนำความรู้ เรื่อง การสร้างคำ ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้าง ๒. นักเรียนจะนำคำพ้องไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนภาษาไทยได้อย่างไรบ้าง ๑. เพราะเหตุใดเราจึงต้องสร้างคำขึ้นใหม่เพื่อใช้ในภาษาไทย ๒. การสร้างคำขึ้นใช้ในภาษาไทยมีผลดีหรือไม่ อย่างไร ๓. นักเรียนเห็นด้วยกับการสร้างคำขึ้นใช้ในภาษาไทยหรือไม่ อย่างไร ๔.“น้ำใจ น้ำแข็ง น้ำปรุงรส” คำเหล่านี้เกิดจากการสร้างคำลักษณะใด และนักเรียนมีวิธีสังเกต อย่างไร หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๒๘


หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๒๙ แบบฝึกหัดท้ายบท ตอนที่ ๑ คำมูลอยู่ไหนนะ คำชี้แจง ให้นักเรียนพิจารณาคำต่อไปนี้คำใดเป็นคำประสม สับปะรด วิทยุ นอกใจ น้ำหนอง ใจเธอ เครื่องครัว เข้าที่ กินข้าว ลูกนนก ความมัธยัส นิดหน่อย กุญแจ การนอน น้ำขุ่น ไฟสว่าง เทพเจ้า กินตัว พ่อม่าย ดอกฟ้า รถใหญ่ คำประสม ๑. ……………..……………..……………..………… ๖. ……………..……………..……………..………… ๒. ……………..……………..……………..………… ๗. ……………..……………..……………..………… ๓. ……………..……………..……………..………… ๘. ……………..……………..……………..………… ๔. ……………..……………..……………..………… ๙. ……………..……………..……………..………… ๕. ……………..……………..……………..………… ๑๐. ……………..……………..……………..…………


หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๓๐ คำศัพท์ ประเภทคำ คำศัพท์ ประเภทคำ เขียวหวาน ทรัพย์สิน นิ่งเฉย เย็บปักถักร้อย เท็จจริง ทะมัดทะแมง ขัดคอ ช่างประปา กะลาสี ศิลปะ บีบนวด ทรวงอก ล้างผลาญ สับปะรด พูน ๆ น้ำอัดลม แบบฝึกหัดท้ายบท ตอนที่ ๒ คำนี้คือคำอะไรน้า คำชี้แจง: ให้นักเรียนพิจารณาว่าคำต่อไปนี้เป็นคำมูล คำประสม คำซ้อน หรือคำซ้ำ ให้ถูกต้อง


ชนิดและหน้าที่ของ คำในประโยค ชนิดและหน้าที่ของ คำในประโยค ตัวชี้วัด สาระสำสำคัคัญ ท๔.๑ ม.๑/๓ วิเคราะห์ชนิดและ หน้าที่ของคำในประโยค ชนิดและหน้าที่ของคำในภาษาไทยมีหลายชนิด เช่น 1. คำนาม 2. คำสรรพนาม 3. คำกริยา 4. คำช่วยกริยา 5. คำวิเศษณ์ 6. คำที่เกี่ยวกับจำนวน 7. คำบอกกำหนด 8. คำบุพบท 9. คำเชื่อม 10. คำลงท้าย 11. คำอุทาน 12. คำปฏิเสธ ผู้เรียนควรรู้จักสังเกต รู้ความหมาย หน้าที่ และประเภทของคำในประโยค ดังนั้นในการสื่อสารผู้เรียนต้องใช้คำเรียบเรียงเป็น ประโยค การใช้คำได้ถูกต้องจะเป็นประโยชน์ในการ สร้างสรรค์ผลงานการเขียนและประยุกต์ใช้ในชีวิตร ประจำวัน


คำ คือ เสียงที่เปล่งออกมาแล้วมีความหมาย สามารถปรากฏได้โดยลำพัง และจะมีกี่พยางค์ก็ได้ แม้คำจะมีจำนวนมาก แต่ก็สามารถจำแนกเป็นชนิดได้คำชนิดเดียวกันมักทำหน้าที่อย่างเดียวกัน มี ตำแหน่งและอยู่ในบริบทใกล้เคียงกัน นักภาษาศาสตร์หลายท่านจำแนกชนิดของคำไว้แตกต่างกัน เช่น พระยาอุปกิตศิลปสารจำแนกดำเป็น ๗ ชนิด ได้แก่คำนามคำสรรพนาม คำกริยา คำวิเศษณ์คำ บุพบท คำสันธาน และคำอุทาน ส่วนนักภาษาศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งจากหนังสือบรรทัดฐานภาษาไทย เล่ม ๓ : ชนิดของคำ วลี ประโยคและสัมพันธสาร (สถาบันภาษาไทย, สำนักวิชาการและมาตรฐาน การศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๖๔ : ๑๖-๑๗) จำแนกคำในภาษาไทยเป็น ๑๒ ชนิด ได้แก่คำนาม คำสรรพนาม คำกริยา คำช่วยกริยา คำวิเศษณ์ คำที่เกี่ยวกับจำนวน คำบอกกำหนด คำบุพบทคำเชื่อม คำลงท้าย คำอุทาน และคำปฏิเสธ พื้นฐานของการเรียนรู้ประโยค ควรเข้าใจเกี่ยวกับวลี วลี หมายถึง หน่วยทางภาษาที่ใช้เป็น ส่วนประกอบของประโยค เมื่อประกอบเข้าในประโยคแล้ว วลีย่อมทำหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่ง ได้แก่ ประธาน ภาคแสดง หรือส่วนขยาย วลีอาจประกอบด้วยคำ ๑ คำ หรือคำหลายคำก็ได้ โดยทั่วไป ประโยคประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๒ ส่วน คือ นามวลีทำหน้าที่ประธาน กับกริยาวลีทำหน้าที่ภาค แสดง ดังแผนภาพแสดงโครงสร้างของประโยคต่อไปนี้ ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ประโยค นามวลี ประธาน กริยาวลี ภาคแสดง ประธาน ส่วนขยายประธาน กริยา กรรม ส่วนขยายกรรม ส่วนขยายกริยา หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๓๒


คำว่า นก ต้นไม้ ไม่ได้ระบุเฉพาะแน่นอน เป็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วไป เราเรียกคำเหล่านี้ว่า คำนามสามัญ ประโยคที่ ๑ คำว่า วีระชัย ปัตตานี เป็นชื่อเฉพาะของบุคคลและสถานที่ ทำให้ทราบทันทีว่า หมายถึงใครและอยู่ที่ใด เราเรียกคำเหล่านี้ว่า คำนามวิสามัญ ในที่นี้ได้จำแนกชนิดของคำตามหนังสือบรรทัดฐานภาษาไทย เล่ม ๓ : ชนิดของคำ วลี ประโยคและสัมพันธสาร (สถาบันภาษาไทย, สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สำนักงาน คณะกรรมการ- การศึกษาขั้นพื้นฐาน, กระทรวงศึกษาธิการ ๒๕๖ : -๖๕ ซึ่งจำแนกไว้ ชนิด ดังนี้ ๑. คำนาม คำนาม คือ คำที่มีความหมายถึงบุคคล สัตว์ พืช วัตถุ ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ทั้งที่ สามารถมองเห็นและมองไม่เห็น ทำหน้าที่ เป็นส่วนหลักของนามวลี โดยให้นักเรียนสังเกตประโยคต่อไปนี้ ๑. นกอยู่บนต้นไม้ ๒. วีระชัยเกิดที่จังหวัดปัตตานี ๓. ฝูงนกบินอพยพข้ามทวีป ๔. ซอ ๒ คันนี้สวยมาก ๕. ความดีย่อมชนะความชั่ว ๖. การทำงานทำให้ชีวิตมีคุณค่า ประโยคที่ ๒ ประโยคที่ ๓ และ ๔ คำว่า ฝูง คัน บอกลักษณะของคำนาม อาจปรากฏอยู่หน้าคำนาม หลังคำนาม หรือหลังคำบอกจำนวน บางครั้งอาจอยู่หลังคำกริยา เช่น ขอกอดทีเราเรียกคำ เหล่านี้ว่า คำลักษณะนาม ประโยคที่ ๕ และ ๖ คำว่า ความดี ความชั่ว การทำงาน มีความหมายเป็นนามธรรม เราเรียกคำเหล่านี้ว่า คำ อาการนาม หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๓๓


คำอาการนามที่ขึ้นต้นด้วยหน่วยคำเติมหน้า การ-มัก แสดงกระบวนการในการทำกริยา ส่วนคำอาการนาม ที่ขึ้นต้นด้วยหน่วยคำเติมหน้า ความ- มักแสดงสภาพ หรือลักษณะรวม ๆ ของกริยา คำนามสามัญ ใช้เรียกสิ่งต่าง ๆ ทั่วไป เช่น บ้าน เมือง คอมพิวเตอร์ ประชาธิปไตย เศรษฐกิจพอเพียง คำนามวิสามัญ เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเฉพาะสำหรับเรียกคำนามสามัญหนึ่ง ๆ อาจเป็น ชื่อคน ชื่อสถานที่ เป็นต้น คำลักษณนาม ใช้บอกลักษณะของคำนามหรือคำกริยา เช่น เล่ม วง แผ่น ต้นและ สามารถใช้บอกกลุ่มของคำนามที่อยู่รวมกันได้ เช่น กอง คณะ คำอาการนาม เกิดจากการแปลงคำกริยาเป็นคำนาม โดยการเติม การ- หรือ ความ-หน้าคำกริยา สรุปว่า คำนามมี ๔ ชนิด หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๓๔


คำสรรพนาม คือ คำที่ใช้แทนคำนาม เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คำนามนั้นซ้ำอีก ทำหน้าที่เป็นส่วน หลักของนามวลีเช่นเดียวกับคำนาม ให้นักเรียนสังเกตประโยคต่อไปนี้ คำว่า เธอ เป็นคำที่ใช้แทนผู้พูดด้วยและผู้ที่ กล่าวถึงตามลำดับ เราเรียกคำเหล่านี้ว่า คำ บุรุษสรรพนาม ประโยคที่ ๑ คำว่า ใคร ใช้แทนคำนามและใช้แสดงคำถาม เราเรียกคำเหล่านี้ว่า คำสรรพนามถาม ประโยคที่ ๒ คำว่า ใคร เป็นคำสรรพนามซึ่งไม่กำหนด แน่นอนว่าเป็นผู้ใด สถานที่ใดเราเรียกคำ เหล่านี้ว่า คำสรรพนามไม่ชี้เฉพาะ ๒. คำสรรพนาม ๑. เธอมีจิตใจเมตตากรุณา ๒. ใครมาเมื่อวาน ๓. นี่โรงเรียนเรียนของพวกเรา ๔. ใครก็สามารถสมัครได้ ๕. นักเรียนต่างตอบคำถามของครู ๖. คนที่มางานนี้บ้างก็เป็นจิตรกร บ้างก็เป็นกวี ประโยคที่ ๔ คำว่า นี่ ใช้บอกระยะใกล้ไกล เราเรียก คำเหล่านี้ว่า คำสรรพนามชี้เฉพาะ ประโยคที่ ๓ คำว่า ต่าง บ้าง ใช้แทนคำนาม"นักเรียน"และ "คน" ตามลำดับ เพื่อแสดงว่ามีหลายฝ่าย หลายส่วน เราเรียกคำเหล่านี้ว่า คำสรรพนามแยกฝ่าย ประโยคที่ ๕ และ ๖ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๓๕


คำสรรพนามชี้เฉพาะ ใช้บอกระยะใกล้ไกล ได้แก่ นี่ นี้นั่น นั้น โน่น โน้น นุ่น นุ้น สามารถใช้ขึ้นต้นประโยค ใช้ตามหลังคำกริยา และใช้ตามหลังคำบุพบทได้ คำสรรพนามไม่ชี้เฉพาะ คำสรรพนามที่ไม่ระบุแน่นอนว่าหมายถึงใคร อะไรหรือ สถานที่ใด ได้แก่ ใคร อะไร ไหน คำกริยา คือ คำที่แสดงการกระทำ แสดงอาการ หรือแสดงสภาพของคำนามหรือคำสรรพนาม ซึ่งเป็นประธานในประโยค ให้นักเรียนสังเกตประโยคต่อไปนี้ คำบุรุษสรรพนาม เป็นคำที่ใช้แทนบุคคล สัตว์พีช วัตถุ ความคิด แบ่งเป็น คำสรรพนามบุรุษที่ ๑ ใช้แทนผู้พูดหรือผู้เขียน เช่น ดิฉัน ผม ข้าพเจ้า คำสรรพนามบุรุษที่ ๒ ใช้แทนผู้ฟังหรือผู้อ่าน เช่น คุณ เธอ ท่าน คำสรรพนามบุรุษที่ ๓ ใช้แทนผู้ที่กล่าวถึง เช่น เขา มัน คำสรรพนามถาม ใช้แทนคำนามและใช้แสดงคำถาม มี๓ คำ ได้แก่ ใคร อะไร ไหน สรุปว่า คำสรรพนามมี ๔ ชนิด คำสรรพนามแยกฝ่าย ใช้แทนคำนามหรือคำบุรุษสรรพนามเพื่อแสดงว่า มีหลาย ฝ่าย และแต่ละฝ่ายทำกิริยาเดียวกันหรือต่างกัน มี๓ คำ ได้แก่ต่าง บ้าง กัน ๓. คำกริยา ๑. พี่ซื้อดอกไม้ ๒. กวีแต่งกลอนบทใหม่ ๓. คุณพ่อให้หนังสือลูก ๔. คุณครูสอนคณิตศาสตร์นักเรียน ๕. ฝนตก ๖. น้องหัวเราะ ๗. เด็กคนนี้เก่งและดี ๘. เขาลายมือสวยจัง ๙. คุณมีน้ำใจกับเพื่อนเสมอ ๑๐. อดุลย์เป็นพระเอกน้องใหม่ของวงการบันเทิง ๑๑. วันนี้ฉันอยากพักผ่อน ๑๒. คุณยายฝืนรับประทานข้าวจนหมด ๑๓. เธอเก่งออก ๑๔. เขาส่งการบ้านไปแล้ว หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๓๖


คำว่า ซื้อ แต่ง แสดงการกระทำของประธานในประโยค โดยมีคำนามทำหน้าที่เป็น กรรมตามหลัง เราเรียกคำเหล่านี้ว่าคำกริยาสกรรม ประโยคที่ ๑ และ ๒ ประโยคที่ ๓ และ ๔ คำว่า ให้ สอน เป็นคำกริยาที่มีคำนามเป็นกรรมตามหลัง ๒ คำ คือคำว่า หนังสือ คณิตศาสตร์ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของคำกริยา ให้ สอน ตามลำดับ ส่วนคำนามที่ ๒ ลูก นักเรียน ทำหน้าที่เป็นกรรมรอง เราเรียกคำเหล่านี้ว่า คำกริยาทวิกรรม ประโยคที่ ๕ และ ๖ คำว่า ตก หัวเราะ แสดงสภาพและอาการของประธานในประโยค โดยไม่ต้องมีคำนามทำ หน้าที่เป็นกรรมตามหลัง เราเรียกคำเหล่านี้ว่า คำกริยาอกรรม ประโยคที่ ๗ และ ๘ คำว่า เก่ง ดี สวย แสดงคุณสมบัติของประธานในประโยค ไม่ต้องมีคำนามมาทำหน้าที่ เป็นกรรมตามหลัง เราเรียกคำเหล่านี้ว่า คำกริยาคุณศัพท์ ประโยคที่ ๙ และ ๑๐ คำว่า มี เป็น ต้องมีคำนามตามหลังมาทำหน้าที่เติมเต็ม เราเรียกคำเหล่านี้ว่า คำกริยาต้องเติมเต็ม ประโยคที่ ๑๑ และ ๑๒ คำว่า อยาก ฝืน เป็นคำกริยาที่ปรากฏอยู่หน้าคำกริยาอื่น เราเรียกดำเหล่านี้ว่า คำกริยานำ ประโยคที่ ๑๑ และ ๑๒ คำว่า ออก ไป เป็นคำกริยาที่ปรากฏอยู่หลังคำกริยาอื่น เราเรียกดำเหล่านี้ว่า คำกริยาตาม หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๓๗


คำกริยาคุณศัพท์คือ คำกริยาที่แสดงคุณสมบัติหรือแสดงสภาพของประธานใน ประโยค ไม่ต้องมีกรรมตามหลัง เช่น หอม สูง หนัก คำกริยาอกรรม คือ คำกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมตามหลัง เช่น ดีใจ วิ่ง สนุก คำกริยาสกรรม คือ คำกริยาที่ต้องมีกรรมตามหลัง เช่น กิน เห็น ต้องการ สรุปว่า คำกริยามีทั้งชนิดที่มีหน่วยกรรมและชนิดที่ไม่มีหน่วยกรรม คำกริยาชนิดที่มีหน่วยกรรม คำกริยาทวิกรรม คือ คำกริยาที่มีคำนามทำหน้าที่เป็นกรรม ๒ คำ คำนามแรกทำ หน้าที่เป็นกรรมตรง ส่วนคำนามที่สองทำหน้าที่เป็นกรรมรอง เช่น สอน ป้อน ให้ แจก อบรม คำกริยาชนิดที่ไม่มีหน่วยกรรม คำกริยาคุณศัพท์คือ คำกริยาที่แสดงคุณสมบัติหรือแสดงสภาพของประธานใน ประโยค ไม่ต้องมีกรรมตามหลัง เช่น หอม สูง หนัก คำกริยานำ คือ คำกริยาที่ต้องปรากฏอยู่หน้าคำกริยาอื่นเสมอ เช่น ชอบ อยาก พลอย (มีความหมายว่า ร่วมด้วย ประสมด้วย ตามไปด้วย) ฝืน หัด ตั้งใจ ห้าม ช่วย กรุณา คำกริยาตาม คือ คำที่ปรากฏอยู่หลังคำกริยาอื่นเสมอ ซึ่งอาจจะอยู่หลังคำกริยา โดยตรงหรืออยู่หลังคำที่ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำกริยาก็ได้ เช่น ไป มา ลง ให้ไว้ เสีย คำกริยานำและคำกริยาตามจะไม่ปรากฏตามลำพัง แต่ต้องปรากฏร่วมกับคำกริยาอื่นเสมอ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๓๘


คำช่วยกริยา คือ คำที่ไม่ใช่คำกริยา แต่จะใช้ร่วมกับคำกริยา ไม่สามารถปรากฏตามลำพังได้ ให้นักเรียนสังเกตประโยคต่อไปนี้ ๑. ผลไม้จะสุกแล้ว ๒. เราต้องแก้ไขภาวะโลกร้อน ๓. พ่อมักไปวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ๔. โลมาที่บาดเจ็บถูกคลื่นชัดมาเกยหาด สรุปว่า คำช่วยกริยาใช้ประกอบคำกริยาเพื่อบอกเวลาเป็นอดีต อนาคต หรือเกิด เหตุการณ์อยู่ในขณะใดขณะหนึ่ง บอกการคาดคะเน แสดงการขอร้องหรือบังคับ หรือ แสดงว่าเป็นผู้รับการกระทำ เช่น กำลัง เพิ่ง คง ยัง คำวิเศษณ์คือ คำที่ทำหน้าที่ขยายกริยาในประโยค ให้นักเรียนสังเกตประโยคต่อไปนี้ ๑. ลูกรักแม่ที่สุด ๒. ฉันหิวข้าวจัง ๓. สังขยาหวานเจี๊ยบ ๔. กระต่ายอ้วนตะลุกปุ๊ก ๕. เพราะเหตุใดมนุษย์จึงทำลายป่าไม้ ๖. เธอจะไปเที่ยวราชบุรีเมื่อไร ๗. พรุ่งนี้โรงเรียนก็ปิดเทอมแล้ว ๘. สาย ๆ ลูกค้าจะมารับขนมที่สั่งไว้ ๔. คำช่วยกริยา คำว่า จะ ต้อง มัก ถูก เป็นคำช่วยของกริยาใน ประโยค ได้แก่สุก แก้ไขไปวิ่งออกกำลังกาย ชัด ตามลำดับ ซึ่งอยู่หน้าคำกริยาเสมอเพื่อบอกความ หมายทางไวยากรณ์ของกริยา ประโยคทั้ง 4 ประโยค ๕. คำวิเศษณ์ ประโยคที่ ๑ และ ๒ คำว่า ที่สุด จัง ขยายคำกริยา "รัก" และ "หิว" ตามลำดับ ซึ่งทำหน้าที่ขยายคำกริยา โดยทั่วไป เราเรียกคำเหล่านี้ว่า คำวิเศษณ์ สามัญ ประโยคที่ ๓ และ ๔ คำว่า เจี๊ยบ ตะลุกปุ๊ก ขยายคำกริยา "หวาน" และ "อ้วน" ตามลำดับ เพื่อแสดง ลักษณะเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง เราเรียก คำเหล่านี้ว่า คำวิเศษณ์ขยายเฉพาะ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๓๙


คำว่า เพราะเหตุใด เมื่อไร แสดงคำถาม เกี่ยวกับเหตุผลของการกระทำหรือเวลา ที่กระทำ เราเรียกคำเหล่านี้ว่า คำวิเศษณ์ แสดงคำถาม ประโยคที่ ๗ และ ๘ ประโยคที่ ๕ ที่ ๖ คำว่า พรุ่งนี้ สาย ๆ บอกเวลาขณะเกิด เหตุการณ์หรือการกระทำ เราเรียกคำเหล่านี้ ว่าคำวิเศษณ์บอกเวลา สรุปว่า คำวิเศษณ์มี ๔ ชนิด คำวิเศษณ์สามัญ ใช้ขยายคำกริยาทั่วไป เช่น เหลือเกิน เนิ่นนาน เอง แล้ว หน่อย อย่างรวดเร็ว โดยดี คำวิเศษณ์ขยายเฉพาะ แสดงลักษณะเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งของคำกริยา เช่น ขาวจั๊วะ ร้อนจี้ เปรี้ยวจี๊ด คำวิเศษณ์แสดงคำถาม ใช้แสดงคำถามเกี่ยวกับเหตุผลของการกระทำหรือเวลา ที่ กระทำ อาจอยู่ต้นประโยคหรือท้ายประโยคก็ได้ เช่น ทำไม เพราะอะไร อย่างไร คำวิเศษณ์บอกเวลา ใช้บ่งบอกเวลาที่เกิดเหตุการณ์หรือการกระทำอย่างใด อย่างหนึ่งอาจอยู่ต้นประโยคหรือท้ายประโยคก็ได้ โดยไม่ทำให้ความหมายของ ประโยคเปลี่ยนแปลงไป เช่น เช้า ค่ำ กลางคืน มะรืนนี้ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๔๐


คำที่เกี่ยวกับจำนวนมีทั้งคำบอกจำนวน คำบอกลำดับ คำหน้าจำนวน และคำหลังจำนวน ให้นักเรียนสังเกตประโยคต่อไปนี้ ๖. คำที่เกี่ยวกับจำนวน ๑. ครอบครัวของเรามีสมาชิก ๕ คน ๒. เด็กทุกคนควรดื่มนมทุกวัน ๓. เหรียญทองเหรียญแรกของฉันได้จากการ แข่งขันว่ายน้ำ ๔. ฉันได้รับรางวัลที่ ๒ ในการประกวดวาดภาพ ๕. ฉันจะดื่มน้ำสัก ๒ แก้ว ๖. โรงเรียนนี้มีนักเรียนราว ๆ ๘๐๐ คน ๗. ผักในถุงนี้ราคา ๕๐ กว่าบาท ๘. แม่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้า ๑,๒๐๐ บาทถ้วน คำว่า ๕ ทุก เป็นคำที่มีความหมายถึง จำนวน เราเรียกคำเหล่านี้ว่า คำบอกจำนวน ประโยคที่ ๑ และ ๒ คำบอกจำนวน คือ คำที่มีความหมายถึงจำนวน เช่น ๑ ๒ ๓ และคำว่า ทุก หลาย บาง มักปรากฏหน้าคำลักษณนาม หน้าคำนาม หรือหลังคำกริยาต้องเติมเต็ม ประโยคที่ ๓ และ ๔ คำว่า แรก ที่ ๒ เป็นคำที่แสดงลำดับ คำเหล่านี้ว่า คำบอกลำดับ ประโยคที่ ๕ และ ๖ คำว่า สัก ราว ๆ เป็นคำที่ปรากฏอยู่หน้าคำบอก จำนวนเราเรียกคำเหล่านี้ว่า คำหน้าจำนวน ประโยคที่ ๗ และ ๘ คำว่า กว่า ถ้วน เป็นคำที่ปรากฏอยู่หลังคำบอกจำนวนเราเรียกคำเหล่านี้ว่า คำหลังจำนวน สรุปว่า คำที่เกี่ยวกับจำนวนมี ๔ ชนิด คำบอกลำดับ คือ คำที่แสดงลำดับที่ เช่น ที่หนึ่ง ที่สอง แรก หน้า หลัง สุดท้าย มักปรากฏหลัง คำนามหรือคำลักษณนาม คำหน้าจำนวน คือ คำที่ปรากฏอยู่หน้าคำบอกจำนวน มักจะมีคำลักษณนามตาม ซึ่งคำหน้า จำนวนนี้จะช่วยขยายความหมายของคำบอกจำนวนอีกทีหนึ่ง เช่น อีก สัก ทั้ง กว่า เกือบ ราว ๆ ประมาณ คำหลังจำนวน คือ คำที่ปรากฏอยู่หลังคำบอกจำนวน อาจจะปรากฏอยู่หน้าคำลักษณนาม ได้แก่คำว่า กว่า หรือปรากฏอยู่หลังคำลักษณนาม เช่นคำว่า เศษ เศษ ๆ กว่า ๆ ถ้วน หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๔๑


คำบอกกำหนด คือ คำที่ขยายนาม โดยจะอยู่ในตำแหน่งท้ายสุดของนามวลี เพื่อบอก กำหนดชี้เฉพาะ และบอกกำหนดไม่ชี้เฉพาะ ให้นักเรียนสังเกตประโยคต่อไปนี้ ๗. คำบอกกำหนด ๑. เกาะโน้นอยู่ไกลออกไปมาก ๒. หยิบหนังสือโน่นมาให้หน่อย ๓. กระเป๋านั่นของใคร วางทิ้งไว้นานแล้ว ๔. นวนิยายเล่มนั้นใครเป็นคนแต่ง ๕. โทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องนี้ราคาแพงมาก ๖. ผลงานไหนตรวจแล้วรับคืนได้เลย ๗. ผักชนิดต่าง ๆ ล้วนแต่มีประโยชน์ ๘. นิทานเรื่องใดให้คติสอนใจ ควรยกมาเป็นอุทาหรณ์ แก่นักเรียน ประโยคที่ ๑ ๒ และ ๓ คำว่า โน้น โน่น นั่น เป็นคำบอกกำหนด ชี้เฉพาะ อยู่หลังคำนามและปรากฏติดกับคำ นาม ประโยคที่ ๔ และ ๕ คำว่า นั้น และ นี้เป็นคำบอกกำหนด ชี้เฉพาะอยู่หลังคำนาม โดยมีคำลักษณะนำ มาคั่น ประโยคที่ ๖ คำว่า ไหน เป็นคำบอกกำหนดไม่ชี้เฉพาะ ปรากฏหลังคำนามและติดกับคำนาม ประโยคที่ ๗ และ ๘ คำว่า ต่าง ๆ ใด เป็นคำบอกกำหนด ไม่ชี้เฉพาะ ปรากฏหลังคำนาม โดยมี คำลักษณนามมาคั่น สรุปว่า คำบอกกำหนดจะใช้เพื่อ บอกระยะของคำนามนันว่าอยู่ใกล้ หรือไกลอยู่ในตำแหน่งท้ายสุดของ นามวลี หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๔๒


คำบุพบท คือ คำที่ปรากฏหน้าคำนามหรือคำสรรพนามเพื่อบอกความสัมพันธ์ระหว่างคำ นั้นกับคำอื่นในประโยคเดียวกัน ให้นักเรียนสังเกตประโยคต่อไปนี้ ๘. คำบุพบท ๑. แมวนอนบนโซฟา ๒. นักสำรวจค้นพบลำธารใต้หุบเขา ๓. การ์ตูนของเธอมีสีสันสวยงาม ๔. ครูกำลังอ่านพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ ประโยคที่ ๑ และ ๒ คำว่า บน ใต้ บอกตำแหน่ง ที่ตั้ง สถานที่ ๕. ลูกมอบพวงมาลัยแด่แม่ ๖. พ่อทุ่มเททำงานเพื่อครอบครัว ๗. ชาวบ้านบางระจัน รวมพลังกันต่อสู้กับข้าศึก ๘. พี่ไปเข้าค่ายจริยธรรมเมื่อวันศุกร์ ๙. ศิษย์ดีเพราะครู ประโยคที่ ๓ และ ๔ คำว่า ของ แห่ง บอกความเป็นเจ้าของ ประโยคที่ ๕ คำว่า แด่ บอกผู้รับผล ประโยคที่ ๖ คำว่า เพื่อ บอกความมุ่งหมาย ประโยคที่ ๗ คำว่า กับ บอกความเกี่ยวข้อง ประโยคที่ ๘ คำว่า เมื่อ บอกเวลา ประโยคที่ ๙ คำว่า เพราะ บอกสาเหตุ บอกตำแหน่ง ที่ตั้ง สถานที่ ตรง ข้าง ใกล้ เหนือ ณ ที่ บอกความเป็นเจ้าของ ของ แห่ง ใน บอกผู้รับผล แก่ แด่ บอกความมุ่งหมาย เพื่อ สำหรับ บอกเวลา จน ตั้งแต่ ใน บอกความเกี่ยวข้อง กับ ต่อ จาก ด้วย โดย บอกสาเหตุ เพราะ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๔๓


คำเชื่อม คือ คำที่ใช้เชื่อมคำ กลุ่มคำ หรือประโยคเข้าด้วยกัน ซึ่งแบ่งเป็นคำเชื่อมสมภาค คำเชื่อมอนุประโยค คำเชื่อมเสริม และคำเชื่อมสัมพันธสาร ตัวอย่างประโยคเช่น ๙. คำเชื่อม ๑. คุณชอบกินส้มเขียวหวานหรือส้มโอ ๒. พ่อและแม่คือผู้มีพระคุณสูงสุดต่อลูก ๓. เราจะไปเที่ยวสวนสนุกหรือไปดูหนัง ๔. การแข่งขันฟุตบอลรอบชิงชนะเลิศจะออกอากาศซ้ำ ในเวลา ๘ นาฬิกากับ ๑๔ นาฬิกา ๕. ปู่ชอบอ่านหนังสือแต่ย่าชอบปลูกต้นไม้ ๖. ผู้ชายคนนั้นแต่งงานแล้วและเขากำลังจะ มีลูก ๗. คนที่ชื่อสัตย์สุจริตและที่ตั้งใจทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมยังมี อยู่มากในสังคมไทย ๑.คำเชื่อมสมภาค คือ คำเชื่อมที่ใช้เชื่อมคำหรือประโยคชนิดเดียวกัน เช่น คำนามกับคำนาม คำ สรรพนามกับคำสรรพนาม ประโยคย่อยกับประโยคย่อย อนุประโยคกับอนุประโยคคำเชื่อมสม ภาค ได้แก่กับ กะ และ หรือ แต่ ๒.คำเชื่อมอนุประโยค คือ คำเชื่อมที่ใช้นำหน้าอนุประโยคในประโยคซ้อน ซึ่งเป็น ส่วนประกอบ ของประโยคหลัก โดยอาจเป็นหน่วยประธาน หน่วยกรรม หน่วยเติมเต็มหรือส่วนขยาย คำเชื่อม อนุประโยคมี ๓ ชนิด ดังนี้ ๒.๑ คำเชื่อมนามานุประโยค ได้แก่ ที่ ว่า ให้ที่ว่า ซึ่งนำหน้านามานุประโยค คืออนุประโยคที่ทำ หน้าที่เป็นหน่วยประธาน หน่วยกรรม หรือหน่วยเติมเต็มของประโยคซ้อน หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๔๔


Click to View FlipBook Version