The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียนภาษาไทย ม.1.pdfที่บีบอัดแล้ว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หนังสือเรียนภาษาไทย ม.1.pdfที่บีบอัดแล้ว

หนังสือเรียนภาษาไทย ม.1.pdfที่บีบอัดแล้ว

๒.๒ คำเชื่อมคุณานุประโยค ได้แก่ ที่ซึ่ง อัน ซึ่งนำหน้าคุณานุประโยค คืออนุประโยคที่ขยาย นามวลีในประโยคช้อน ๒.๓ คำเชื่อมวิเศษณานุประโยค คือ คำเชื่อมซึ่งนำหน้าวิเศษณานุประโยค คืออนุประโยคที่ทำ หน้าที่ขยายกริยาวลีและทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของกริยาวลีในประโยคช้อนอาจจะปรากฏหลัง ประโยคหลัก เช่นคำว่า เพราะ ถ้า จนกระทั่ง เมื่อ ขณะที่ หรือปรากฏอยู่ต้นประโยค เช่นคำว่า เพราะ จน ถ้า เมื่อ ๓. คำเชื่อมเสริม คือ คำเชื่อมที่ใช้เชื่อมคำหรือประโยคให้ต่อเนื่องสัมพันธ์กันชัดเจนยิ่งขึ้นคำเชื่อม เสริม ได้แก่จึง เลย ถึง ก็ ๔. คำเชื่อมสัมพันธสาร คือ คำเชื่อมประโยคตั้งแต่ ๒ ประโยคขึ้นไปให้รวมกันเป็นใจความ เดียวกัน คำเชื่อมสัมพันธสาร เช่น กล่าวคือ อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ดี อย่างไรเสียแม้กระนั้น ใน ที่สุด ทว่า แต่ทว่า ทั้งนี้ อนึ่ง ๑๐. คำลงท้าย คำลงท้าย คือ คำที่อยู่ในตำแหน่งท้ายสุดของประโยค ไม่มีความหมายเด่นชัดในตัว และ ไม่มีหน้าที่สัมพันธ์กับส่วนใดส่วนหนึ่งของประโยค เช่น ๑. เธอหยุดอยู่ตรงนั้นล่ะ ๒. คุณไปกับเขาหน่อยเถอะ ๓. ขนมหวานร้านนี้อร่อยไหมครับ ๔. เธอเดินมาหรือยะ คำลงท้ายแสดงทัศนภาวะ คือ คำลงท้าย แสดงเจตนาหรือความรู้สึกด้วยการออกเสียง เช่น ชินะ เถอะ ล่ะ ถ้าออกเสียงสระสั้นและ ลงน้ำหนักเสียง มักจะเป็นคำสั่งหรือแสดง อารมณ์โกรธแต่ถ้าออกเสียงยาวหรือไม่ลงน้ำ หนัก มักแสดงเจตนาชักชวน ขอร้อง โน้มน้าว ออดอ้อน คำลงท้ายแสดงมารยาท คือ คำลงท้าย แสดงความสุภาพ เช่น ครับ คะ ค่ะ ขา ขอรับ หรือแสดงความไม่สุภาพ เช่น วะ ยะ ย่ะ คำลงท้ายมี ๒ ประเภท ได้แก่ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๔๕


คำอุทาน คือ คำที่เปล่งออกมาเพื่อแสดงอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งต่อสถานการณ์ขณะนั้น ให้นักเรียนสังเกตประโยคต่อไปนี้ คำอุทานที่เปล่งออกมาแล้วทำให้ทราบอาการ หรืออารมณ์ของผู้พูด เช่น โอ้โฮ! แสดงอารมณ์ แปลกใจหรือตื่นเต้นที่พบ กับสถานการณ์ที่ไม่ คุ้นเคย คำว่า โธ่เอ๊ย! แสดงอารมณ์เสียดายที่ไม่ ได้กระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นต้น ๑๑. คำอุทาน ๑. โอ้โฮ! ห้องสมุดที่นี่ใหญ่โตมากทีเดียว ๒. โธ่เอ๊ย! น่าจะบอกกล่าวกันเสียก่อน ๓. ตายล่ะสิ! ลืมปิดเตาแก๊สในครัว ๔. อุ้ยต้ายตาย! น่าเอ็นดูเสียจริงเชียว ประโยคที่ ๑ ถึง ๔ สรุปว่า คำอุทานมักปรากฏหน้าประโยค ในการเขียนมีเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) กำกับหลังคำอุทานนั้น เช่น เฮ้ย! นี่แน่ะ! ดูดู๋! เหม่! เอ๊ะ! โอ! แหม! พุทโธ่! พุทโธ่เอ๋ย! อนิจจา! อ้อ! หือ! เออ! อุ้ย! โอย! โอ๊ย! หา! ๑๒. คำปฏิเสธ คำปฏิเสธ คือ คำบอกปัด ไม่ยอมรับ ไม่ตกลง เช่น ๑. อากาศวันนี้ไม่อบอ้าวอย่างเมื่อวาน ๒. เขาไม่เคยกินน้ำซุปหมาล่า ๓. หนึ่ง : เธอมากับคุณพ่อหรือ สอง : หามิได้ ๔. หนึ่ง : คุณดูเหนื่อยนะ สอง : เปล่า ตัวอย่าง คำปฏิเสธกริยา คือ คำปฏิเสธที่ปรากฏหน้าดำกริยา ได้แก่ มิไม่ หาไม่ และ หา...ไม่ •คำว่า มิไม่ จะปรากฏหน้าคำกริยา เช่น คนดีมิชอบนินทา เธอเดินไม่ดูทางเลย • คำว่า ไม่ มักอยู่หน้าคำกริยานำ ค่อย น่า ได้ ใคร่ เคย ต้อง เช่น น้องไม่ค่อยดื่มนมจืด • คำว่า หาไม่ ปรากฏหลังคำกริยา และอยู่หลังคำเชื่อมเสริม ก็ เช่น เธอจะจำไว้เป็นบทเรียนก็ หาไม่ หรือปรากฏล้อมคำกริยา เช่น คุณหารู้ไม่ว่าคุณแม่ห่วงใยคุณมาก คำปฏิเสธข้อความ คือ คำที่ใช้ปฏิเสธคำถาม ได้แก่ หามิได้มิได้ เปล่า หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๔๖


คำนาม คือ คำที่ใช้เรียกชื่อคน สัตว์สิ่งของ สถานที่ สภาพ อาการทั้งที่มีตัวตน และไม่มีตัวตน คือ คำที่แสดงอาการของคำ นามหรือคำสรรพนามหรือ แสดงการกระทำของประธาน กริยา คำวิเศษณ์ คือ คำที่ทำหน้าที่เป็น หน่วยขยายกริยาและเป็น ส่วนหลักของวิเศษณ์วลี คำเชื่อม ชนิดของคำนาม มีดังนี้ ชนิดของคำกริยา ชนิดของคำวิเศษณ์ คำวิเศษณ์สามัญ คำวิเศษณ์บอกเวลา คำวิเศษณ์บอกเวลา คำวิเศษณ์ขยายเฉพาะ คำวิเศษณ์แสดงคำถาม หน้าที่ของคำนาม เป็นประธานของประโยค เป็นกรรมของประโยค เป็นส่วนขยาย เป็นส่วนเติมเติม ตามหลังคำบุพบท เป็นคำเรียกขาน หน้าที่ของคำกริยา เป็นกริยาสำคัญของประโยค เป็นประธานของประโยค เป็นกรรมของประโยค ขยายกริยาหลักให้ชัดเจนขึ้น เป็นส่วนขยาย มีดังนี้ หน้าที่ของคำวิเศษณ์ คำช่วยกริยา คำบุพบท ลักษณะของคำบุพบท บทสรุป ชนิดและหน้าที่ของคำ คำที่ใช้เชื่อมคำกับคำ ประโยคกับประโยค หรือ ข้อความกับข้อความ คำนามสามัญ คำนามวิสามัญ คำลักษณนาม คำอาการนาม คำกริยาไม่ต้องมีกรรม คำกริยาที่ต้องมีกรรม คำกริยาทวิกรรม คำกริยาอาศัยส่วนเติม เชื่อมคำกับคำ เชื่อมประโยคกับประโยค เชื่อมอนุประโยคกับ มุขยประโยค มีดังนี้ มีดังนี้ ขยายประธาน ขยายกริยา ขยายกรรม ขยายส่วนขยาย ลักษณะของคำเชื่อม มีดังนี้ คำอุทาน เป็นคำช่วยกริยาอย่างเดียว เป็นคำกริยาต่างจำพวกได้ คือ คำที่ปรากฏร่วมกับคำกริยาใช้เติมหน้า หรือประกอบกริยาหลักให้ได้ความครบถ้วน หรือชัดเจน แบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ คำที่เปล่งออกมาเพื่อ แสดงอารมณ์หรือความรู้สึก ของผู้พูด ส่วนมากจะไม่มี ความหมายในตัวเอง แต่ แสดงอารมณ์ของผู้กล่าว หรือเสริมคำในการพูดจา กัน คำสรรพนามนาม คือ คำที่ใช้แทนคำนามหรือคำบุรุษ สรรพนามที่กล่าวมาแล้ว เพื่อจะได้ไม่ ต้องกล่าวซ้ำอีก ชนิดของคำสรรพนาม คำสรรพนามใช้ในการพูดจา คำสรรพนามแสดงคำถาม คำสรรพนามแยกฝ่าย คำสรรพนามบอกความไม่ชี้เฉพาะ คำสรรพนามบอกความชี้เฉพาะหรือชี้ระยะ หน้าที่ของคำสรรพนาม เป็นประธานของประโยค เป็นกรรมของประโยค เป็นส่วนเติมเต็ม เป็นคำเชื่อมในประโยคช้อน คือ คำที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงคำหนึ่งกับ กลุ่มคำหนึ่งให้สัมพันธ์กับคำอื่นหรืิอก ลุ่มคำอื่นเพื่อบอกลักษณะหน้าที่ที่ เกี่ยวข้องกัน นำหน้าคำเพื่อบอกลักษณะเป็นเครื่องใช้หรืออาการร่วมกัน นำหน้าคำเพื่อบอกลักษณะเป็นผู้รับและเป็นความประสงค์ ของคำนำหน้า นำหน้าคำเพื่อบอกสถานที่ต้นทางหรือต้นกล้า นำหน้าคำเพื่อบอกสถานที่ นำหน้าคำเพื่อบอกความเป็นเจ้าของ นำหน้าคำเพื่อบอกเวลา นำหน้าคำเพื่อบอกสาเหตุ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๔๗


หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๔๘ กิจกรรมเสนอแนะ การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน คำถามทบทวน ๑. แบ่งนักเรียนออกเป็น ๔ กลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชนิด และ หน้าที่ของคำต่อไปนี้ กลุ่มที่ ๑ คำนาม กลุ่มที่ ๒ คำสรรพนาม กลุ่มที่ ๓ คำกริยา กลุ่มที่ ๔ คำช่วยกริยา กลุ่มที่ ๕ คำวิเศษณ์ กลุ่มที่ ๖ คำบุพบท กลุ่มที่ ๗ คำเชื่อม กลุ่มที่ ๘ คำอุทาน แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน นักเรียนช่วยกันสรุป กลุ่มอื่นซักถาม ติชม ครูและ ๒. รวบรวมคำทั้ง ๔ ชนิด จากสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ ฯลฯ แล้วจัด ประเภทตามชนิดของคำให้ถูกต้อง ๑. การรู้จักคำชนิดต่าง ๆ ช่วยให้การสื่อสารของนักเรียนเป็นอย่างไรบ้าง ๒. นักเรียนจะนำความรู้เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ ไปใช้ประโยชน์ในการเรียนได้อย่างไรบ้าง ๑. การเรียนเรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ นักเรียนได้ความรู้อะไรบ้าง และมีประโยชน์หรือไม่ อย่างไร ๒. ในปัจจุบันผู้คนมักใช้คำลักษณนามไม่ถูกต้องนั้นเป็นเพราะเหตุใด ๓. คำกริยาทำหน้าที่ใดในประโยค จงยกตัวอย่างประกอบ ๔. คำบุพบทกับคำเชื่อมมีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร ๕. นักเรียนมักพบคำอุทานได้จากงานเขียนประเภทใด จงยกตัวอย่างประกอบ


หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๔๙ แบบฝึกหัดท้ายบท ตอนที่ ๑ ชนิดของคำในภาษาไทย คำชี้แจง : ให้นักเรียนบอกชนิดของคำ คำที่ขีดเส้นใต้ในประโยค เค้กที่แม่ชื่อมาอร่อยมาก พ่อและแม่ไปเที่ยวเชียงใหม่ ผมชอบนอนดึกและตื่นสาย บ้านของฉันใหญ่โตมโหฬาร กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ ใจกว้างเท่าภูเขา ครูตีนักเรียนที่ไม่ส่งการบ้าน ดินสอวางอยู่บนโต๊ะ อะไร ๆ ฉันก็ทำคนเดียว ฉันกำลังจะไปตลาดกับแม่ คุณพ่อชอบนอน เธอจะกินมะม่วงหรือองุ่น ……………………………………… ……………………………………… ……………………………………… ……………………………………… ……………………………………… ……………………………………… ……………………………………… ……………………………………… ……………………………………… ……………………………………… ……………………………………… ………………………………………


หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๕๐ ๑) ………………………..…………………………..…………………………..…………… ๒) ………………………..…………………………..…………………………..…………… ๓) ………………………..…………………………..…………………………..…………… ๔) ………………………..…………………………..…………………………..…………… ๕) ………………………..…………………………..…………………………..…………… ๖) ………………………..…………………………..…………………………..…………… ๗) ………………………..…………………………..…………………………..…………… ๘) ………………………..…………………………..…………………………..…………… ๙) ………………………..…………………………..…………………………..…………… ๑๐) ………………………..…………………………..…………………………..………… ๑๑) ………………………..…………………………..…………………………..…………… ๑๒) ………………………..…………………………..…………………………..…………… แบบฝึกหัดท้ายบท ตอนที่ ๒ ชนิดของคำจำให้ดี คําชี้แจง : ให้นักเรียนแต่งนิทานโดยใช้คำ คำนาม สรรพนาม กริยา ช่วยกริยา วิเศษณ์บุพบท อุทาน ปฏิเสธ ลงท้าย คำเชื่อม คำที่เกี่ยวกับจะนวน โดยให้นักเรียนเขียดเส้นใต้คำและระบุว่าเป็นคำชนิดใด


ตัวชี้วัด ท ๔.๑ ม.๑/๔ วิเคราะห์ความแตกต่าง ของภาษาพูดและภาษาเขียน สาระสำสำคัคัญ การสื่อสารที่ดีผู้ใช้ภาษาจะต้องมีความรู้เรื่องการใช้ภาษาพูด แลภาษาเขียน เข้าใจความหมาย ลักษณะภาษาพูด ภาษา เขียน สามารถใช้ภาษาได้ถูกต้องตามหลักภาษาและระดับ ภาษา เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล ผู้ที่มีทักษะในการ ใช้ภาษาสื่อสารจะทำให้เข้าใจตรงกัน ไม่ว่าจะประกอบธุรกิจ ใดย่อมประสบผลสำเร็จ ภาษาพูด ภาษาเขียน


วิเคราะห์ความแตกต่างของภาษาพูดและภาษาเขียน การพูดเป็นการสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง รวมทั้งกิริยาอาการ ถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความรู้สึก จินตนาการ และความต้องการของผู้พูดให้ผู้ฟังรับรู้และตอบสนอง ดังนั้น การพูดจึงมี ความสำคัญมาก เพราะคำพูดเป็นสื่อทำให้การสื่อสารสัมฤทธิผล อีกทั้งสามารถทำให้คนรักและ คนชังได้ดังที่สุนทรภู่กล่าวไว้ในนิราศภูเขาทอง และเพลงยาวถวายโอวาทว่า “ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา” “อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย แม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย เจ็บจนตายนั้นเพราะเหน็บให้เจ็บใจ” ดังนั้น ผู้พูดต้องพูดอย่างระมัดระวัง กล่าวคือ พูดแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์ เป็นมงคล พูดในเชิง สร้างสรรค์พูดด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ มีสำเนียงอ่อนหวาน และมีท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน เมื่อกล่าว ถึงผู้อื่นให้กล่าวด้วยเจตนาดี ไม่ใช่วจีทุจริต เช่น คำหยาบ คำเท็จ คำส่อเสียด คำเพ้อเจ้อ เป็นต้น หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๕๒


๒. ประโยคที่ใช้ส่วนมากเป็นประโยคความเดียวและประโยคความรวม ส่วนประโยคความซ้อนมีไม่ มากนัก ๓. มักมีการตัดคำ ย่อคำ รวบคำ เพื่อความรวมเร็ว เช่น • ใหญ่เปื่อยไม่งอกสอง หมายถึง ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ เนื้อเปื่อย ไม่ใส่ถั่วงอกสองขาม • ผอ. สบายดีหรือ หมายถึง ท่านผู้อำนวยการสบายดีหรือ ๔. มีคำลงท้ายเรียกขานหรือคำขานรับ เพื่อแสดงความสุภาพหรือยกย่อง เช่น แม่จ๋า คุณหนูขา คุณคง เข้าใจนะคะ เป็นต้น ๕. มีการใช้ภาษาท้องถิ่นปะปน เช่น ปลาแดก บักหุ่ง ตำมั่ว บักหนาม บักเสี่ยว เป็นต้น ๖. มีการพูดโดยใช้ถ้อยคำ สำนวนโวหาร สุภาษิต คำพังเพย คำซ้ำ คำซ้อน คำคล้องจอง ประกอบการ พูด หรือใช้คำพูดที่มีความหมายโดยนัยต้องตีความ เช่น จับปลาสองมือ ย้อมแมวขาย วัวหายล้อมคอก เป็นต้น ๗. มีการใช้ประโยคที่ไม่สมบูรณ์ เช่น การละประธาน กริยา กรรม หรือคำบุพบทไว้ในฐานที่เข้าใจ ซึ่ง สามารถสื่อสารกันได้เพราะเป็นการพูดเฉพาะตัวบุคคล ผู้พูดอยู่ในสถานการณ์นั้นอยู่แล้ว หาก ถ่ายทอดเป็นภาษาเขียนก็ต้องดูข้อความที่แวดล้อม (บริบท) จึงจะเข้าใจ เช่น กรกนก : “(พี่)” ซื้ออะไรมาบ้างคะ พี่ซื้อ (ของ) ได้ครบหรือยัง” ละสรรพนามและกรรม วนิดา : “(พี่) ก็ไม่ได้ซื้ออะไรมากหรอก (พี่ซื่อของ) ได้ครบแล้วล่ะ” ละสรรพนามและประโยค ภาษาพูด หมายถึง ภาษาที่ใช้พูดในชีวิตประจำวัน ผู้พูดไม่เคร่งครัดในระเบียบของภาษา มุ่งเน้นให้ สามารถสื่อสารเข้าใจได้ตรงกันและบรรลุผลตามที่ต้องการเท่านั้น โดยมีลักษณะที่ควรสังเกต ดังนี้ ๑. ระดับภาษาที่ใช้ส่วนมากเป็นภาษาระดับกันเอง ระดับสนทนา ระดับกึ่งทางการ มักใช้ภาษาระดับ กันเองสำหรับคนสนิท คุ้นเคย เช่น ใช้สรรพนาม ว่า ฉัน เรา เธอ เป็นต้น ใช้ภาษาระดับสนทนากับคนที่ ไม่คุ้นเคย แตกต่างกันด้วยคุณวุฒิต่าง ๆ เพื่อแสดงความสุภาพ เช่น ใช้สรรพนามว่า ผม กระผม ดิฉัน คุณ ท่าน หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๕๓


การพูดในชีวิตประจำวันมีลักษณะการใช้ภาษาแต่ละระดับแตกต่างกัน ดังนี้ ๑. ภาษาพิธีการ มีลักษณะเป็นแบบแผน ใช้ถ้อยคำประณีตบรรจง มุ่งให้ผู้รับสารฟังด้วยความสำรวม มักพบในการพูดสดุดีคำกล่าวบวงสรวง คำกล่าวในพิธีต่าง ๆ ๒. ภาษาทางการ มีลักษณะเป็นแบบแผน แต่ใช้ถ้อยคำกะทัดรัดกว่าระดับพิธีการ ถ้อยคำมีความสละ สลวย แต่ชัดเจน เคร่งครัดไวยากรณ์ ใช้สื่อสารอย่างเป็นทางการไปสู่สาธารณชน มักพบในการแสดง ปาฐกถา ๓. ภาษากึ่งทางการ มีลักษณะการใช้ถ้อยคำคล้ายคลึงกับภาษาทางการ แต่ละระดับความเป็นทางการ ลดความเคร่งครัดในไวยากรณ์ผู้ส่งสารและผู้รับสารมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน มีส่วนร่วมในการสื่อสาร มักพบในการอภิปราย การประชุม การบรรยายในชั้นเรียน ๔. ภาษาสนทนา มีการใช้ถ้อยคำที่เป็นกันเองมากขึ้น ระยะห่างระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารมีน้อยลง เป็นภาษาที่ใช้เพื่อการสนทนาอย่างมีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน ใช้ในการพูดคุย สนทนากับบุคคลทั่วไปที่รู้จัก กันในวงสนทนา หรือคุ้นเคยกันในระดับหนึ่ง ๕. ภาษากันเอง มีการใช้ถ้อยคำที่เป็นกันเองมากขึ้น ไม่ให้ความสำคัญในความถูกต้องทางไวยากรณ์ผู้ ส่งสารและผู้รับสารมีความสนิทสนมกัน ใช้ถ้อยคำที่เข้าใจกันเป็นการส่วนตัว คำเฉพาะกลุ่ม ภาษาเขียน หมายถึง การถ่ายทอดความรู้ ความรู้สึกนึกคิด ความเข้าใจของมนุษย์โดยใช้อักษร หรือใช้สัญลักษณ์อื่น ๆ แทนคำพูด เช่น แผนภาพ แผนภูมิ แผนที่ เพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้ เข้าใจ และ ตอบสนองตามที่ผู้เขียนต้องการ การเขียนเป็นการสื่อสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร และเป็นหลัก ฐานที่ใช้อ้างอิงได้ผู้เขียนสามารถตรวจทาน ทบทวน แก้ไขให้ถูกต้องเหมาะสมได้ซึ่งแตกต่างจาก ภาษาพูด เพราะภาษาพูดเป็นการสื่อสารเฉพาะหน้าที่มีโอกาสแก้ไขคำพูดของตนน้อยมาก ภาษา พูดจึงอาจผิดพลาดไม่เหมาะสมได้เท่ากับภาษาเขียน หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๕๔


ในสมัยโบราณการเขียนมีความสำคัญในฐานะที่เป็นหลักฐานในการบันทึกความรู้ ความคิด ความ เชื่อ สภาพสังคมในสมัยนั้นถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และเข้าใจวิถีชีวิตของบรรพชน เป็นการเขียน เพื่อระบายอารมณ์ ความรู้สึก หรือเพื่อแสดงภูมิปัญญาของผู้เขียน แต่ปัจจุบันการเขียนมีความสำคัญ มากขึ้น นอกจากเป็นการสื่อสารความรู้ความเข้าใจจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งแล้ว การเขียนยังทำให้ เกิดอาชีพ เช่น อาชีพนักเขียนสารคดีนักประพันธ์นักหนังสือพิมพ์นักโฆษณา เป็นต้น การเขียนบันทึก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทราบสภาพวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อ ความต้องการของคนในสังคม การ เขียนกฎหมาย เป็นกฎระเบียบแนวทางที่ผู้คนจะต้องปฏิบัติเพื่อให้สังคมสงบสุข การเขียนข่าว เป็นการ แจ้งข่างคราว เหตุการณ์บ้านเมืองให้คนในสังคมทราบ ดังนั้น ภาษาเขียนจึงเป็นเครื่องมือแสดงความคิด ความรู้ อารมณ์ ความรู้สึก และแสดงภูมิปัญญาของมนุษย์ ๑) เขียนตามภาษาพูดที่พูดในชีวิตประจำวัน เหมาะสมกับลักษณะวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของบุคคล เช่น การเขียนบันทึกส่วนตัว บันทึกความรู้จากการอ่าน การเขียนเรื่องสั้น นวนิยาย นิทาน อัตชีวประวัติ การเขียนเป็นการบันทึกความรู้ ความคิด ความเข้าใจต่าง ๆ เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งแตกต่างจาก ภาษาพูด ผู้เขียนสามารถขัดเกลาภาษาใหสละสลวย ทำให้ภาษาเขียนมีลักษณะสุภาพ ถูกต้อง ตามระดับ ภาษา ตรงความหมาย และสะกดถูกต้อง ภาษาเขียนโดยทั่วไปมี ๒ ลักษณะ คือ ๒) เขียนโดยใช้ภาษาที่กลั่นกรองถ้อยคำอย่างละเมียดละไม มีความประณีตในการใช้ภาษา ใช้ภาษาที่ ถูกต้องตามพจนานุกรม ตามรูปแบบ ตามระเบียบ และตามขนบธรรมเนียมของภาษา เช่น การเขียน เรียงความ ย่อความ บทความ สารคดี รายงาน โครงงาน และร้อยกรอง เป็นต้น หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๕๕


๑) การเขียนอย่างไม่เป็นทางการ เป็นการเขียนถ่ายทอดเหตุการณ์ อารมณ์ ความรู้สึกของผู้เขียน เช่น การเขียนบันทึกประจำวัน การเขียนจดหมาย การเขียนเล่าเรื่อง การแต่งเพลง การเขียนเรื่องสั้น นวนิยาย เป็นต้น ให้ผู้อื่นได้รับรู้ หรือเก็บไว้อ่านเอง ภาษาเขียนอย่างไม่เป็นทางการ เป็นการถ่ายทอด อารมณ์ของผู้สื่อสารเหมือนเสียงพูดของมนุษย์ที่ใช้สื่อสารในชีวิตประจำวัน ๒) การเขียนอย่างเป็นทางการ เป็นการเขียนอย่างมีแบบแผน มีหลักในการเขียน เช่น การเขียนเรียง ความ ย่อความ การแต่งคำประพันธ์ การเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า การเขียนรายงาน โครงงาน รายงานการวิจัย การเขียนบันทึกข้อความ จดหมายราชการ เป็นต้น การใช้ภาษาเขียนต้องมีการ ขัดเกลาภาษาให้ละเมียดละไม ไพเราะสละสลวย เหมาะสมกับระดับภาษา สถานภาพบุคคล โอกาส และสถานการณ์ถูกต้องตามข้อบังคับ องค์ประกอบ และรูปแบบมี่กำหนด ระดับภาษาเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องคำนึงถึงทุกครั้งที่ใช้ภาษา ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการ เขียน เพราะการสื่อสารจะไม่ประสบผลสำเร็จหากใช้ระดับภาษาไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามในชีวิต ประจำวัน ผู้สื่อสารอาจจะใช้ระดับภาษาปะปนกันได้ เช่น ภาษาระดับพิธีการ อาจมีภาษาระดับ ทางการปะปนอยู่ด้วย การสื่อสารด้วยภาษาเขียนนั้น ผู้ส่งสารต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องหลักภาษาและสามารถใช้ ภาษาเขียนถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้ ความคิด จินตนาการ ประสบการณ์ เป็นตัวอักษรสื่อสาร ให้ผู้รับ สารเข้าใจได้ อย่างไรก็ตาม การใช้ภาษาเขียนขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของผู้ส่งสารและรูปแบบการเขียน ซึ่งสามารถแบ่งได้ ๒ ลักษณะ ดังนี้ ๒.๓ การใช้ภาษาเขียน หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๕๖


เปรียบเทียบภาษาพูดและภาษาเขียน ภาษาพูดที่ใช้ในการสื่อสารมีอยู่หลายระดับ และแตกต่างจากภาษาเขียน เพราะภาษาเขียนมี ระดับและระเบียบที่เคร่งครัดมากกว่าภาษาพูด ๔. การเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรสามารถใช้เป็น หลักฐานอ้างอิงได้ ภาษาพูด ภาษาเขียน ๑. มุ่งสื่อสารอย่างรวดเร็วทำให้ใช้คำในประโยคไม่ สมบูรณ์กำกวม อาจทำให้ผู้รับสารเข้าใจผิด เช่น ขอหอมหน่อย อาจจะหมายถึง ขอต้นหอม หรือ ขอหอม (แก้ม) ก็ได้ ๒. ใช้ภาษาไม่ประณีต มักใช้ภาษาระดับกันเอง และภาษาสนทนาหรือกึ่งทางการ ๓. มักพูดคำไทยปนกับภาษาต่างประเทศ และ เลียนเสียงภาษาต่างประเทศ ทำให้เสียงในภาษา เปลี่ยนไป ๔. การพูดไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง นอกจากบันทึกเสียงหรือบันทึกภาพไว้เท่านั้น ๕. การพูดเป็นการสื่อสารเฉพาะหน้า ผู้พูดมีเวลา คิดคำตอบคำถามน้อย อาจพูดผิดพลาดได้ และไม่ สามารถเรียกคำพูดกลับมาแก้ไขได้ ๖. การพูดเป็นการสื่อสารประจันหน้า อาจมีคำ พูดที่มีทั้งถูกใจและไม่ถูกใจผู้ฟัง จนเกิดการตอบ กันได้ทั้งทางวาจาและทางกาย ๗. การพูดปัจจุบันมักออกเสียงผิดเพี้ยน ทำให้ ภาษาเปลี่ยนแปลงได้มาก หากพูดผิดก็ทำให้ เขียนผิดด้วย ๑. มุ่งสื่อสารให้เข้าใจ รู้จักคิดและตีความ ผู้เขียนมี เวลาในการกลั่นกรองถ้อยคำและผู้อ่านมีเวลาในการ พิจารณาสาร ๒. มีการใช้ภาษาประณีตกว่าภาษาพูดเพราะผู้เขียนมี เวลาในการขัดเกลาภาษาให้สละสลวยตรงกับระดับ ภาษา ๓. มีการใช้ภาษาต่างประเทศในงานเขียนที่เป็น วิชาการ หากเขียนเล่าเรื่องจะอธิบายความหมายของ คำภาษาต่างประเทศด้วย ๕. การเขียนผู้เขียนมีเวลาคิดคำตอบ หาข้อมูล หลักฐานอ้างอิงทำให้มีความน่าเชื่อถือ ๖. การเขียนตอบโต้โดยไม่ได้ประจันหน้ากัน แม้ ความคิดจะไม่ตรงกัน แต่ก็สามารถละระดับความ ขัดแย้งได้ ๗. การใช้ภาษาในงานเขียน ผู้เขียนมีอิทธิพลต่อ การใช้ภาษา มักสร้างคำใหม่สำนวนใหม่ มีการ ตั้งสมญานาม ซึ่งเป็นแบบอย่างของการใช้ภาษา ทั้งดีและไม่ดี หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๕๗


ภาษาพูด อาจารย์คะ หนูรู้สึกไม่สบายและปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้ สงสัยจะเป็นไข้หวัดใหญ่ ขออนุญาตหยุดเรียน ๒ วันนะคะ ภาษาเขียน กราบเรียนอาจารย์ที่เคารพ ดิฉันรู้สึกไม่ใคร่สบายมาก มีอาการปวดศีรษะ ตัว ร้อน มีไข้ แพทย์บอกว่าเป็นไข้หวัดใหญ่จึงขออนุญาตลาป่วยเป็นเวลา ๒ วัน เพื่อนผมหยิบหนังสือมากองให้ดู แล้วพูดว่า “เอ็งลองดูซิถ้าเขียนแบบนี้ได้เอามาให้กู แล้วเอาไปเล่มละสี่พัน” แค่ดูชื่อก็รู้ว่าเน่าสนิททั้งนั้น เช่น รักสุดหัวใจ คุณนายตัณหา วาสนาคนยาก มันคาบลูกคาบดอกไปทางโป๊ทั้งนั้น ผมทำไม่ได้ ภาษาพูด เพื่อนของผมหยิบหนังสือมากองให้ดู แล้วบอกว่า ถ้าผมเขียนตามแนวที่ตลาด ต้องการ คือเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัณหา กามอารมณ์ค่อนไปทางลามก จะให้ราคาเล่ม ละสี่พัน แต่ผมไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ภาษาเขียน ตั ตัวอย่ ย่างการใช้ ช้ภาษาพู พูดและภาษาเ ดและภาษาเขีขียน หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๕๘


เรียนรู้เกี่ยวกับ ภาษาพูด ภาษาเขียน ระดับของภาษาพูด ระดับของภาษาพูด ระดับกันเอง เป็นภาษาที่เป็นกันเอง ใช้คำง่าย ๆ กะทัดรัด มักใช้สื่อสารกับคนที่สนิทสนมมาก ๆ ระดับสนทนา เป็นภาษาที่ใช้สนทนาทั่ว ๆ ไป ใช้สื่อสารกับ คนที่ไม่สนิทสนมมากนัก ระดับกึ่งทางการ เป็นภาษาที่ใช้กับบุคคลที่ไม่สนิทสนมมาก นัก แต่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน จึงต้องรักษามารยาทในการ สนทนา บทสรุป ภาษาพูด ภาษาเขียน เป็นภาษาที่ไม่เป็นทางการ ไม่เคร่งครัด ในการเลือกใช้คำ ใช้ติดต่อสื่อสารอย่าง ไม่เป็นทางการ มักใช้กับเพื่อนสนิทหรือ คนในครอบครัว เป็นภาษาที่เป็นทางการ เคร่งครัดในการ เลือกใช้คำให้ถูกต้องตามระเบียบของ ภาษา มักใช้ในการเขียนมากกว่าการพูด ระดับทางการ เป็นภาษาที่มีระเบียบ แบบแผน คำนึงถึงความถูกต้องและ ความสละสลวยของภาษา ไม่ใช้คำ ฟุ่มเฟือยหรือเล่นคำ เล่นสำนวนมาก อาจใช้ศัพท์เฉพาะ หรืิศัพท์ทางวิชาการ บ้าง ระดับกึ่งทางการ เป็นภาษาที่ลดระดับ ความเป็นทางการ ไม่เคร่งครัดการ เลือกใช้คำมากนัก มักใช้ในการ ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกของผู้เขียน เหมือนเสียงพูด มักใช้ในการเขียน จดหมาย เขียนเล่าเรื่อง การแต่งเพลง ข้อสังเกตในการใช้ภาษาพูดและภาษาเขียน ภาษาพูดจะขาดความสละสลวยมากกว่าภาษาเขียน ภาษาพูดบางสำนวนเมื่อเรียบเรียงเป็นภาษาเขียนอาจตัดทิ้งได้ ภาษาพูดมักลงท้ายด้วยคำว่า นะ น่ะ สิ ละ ซึ่งไม่ปรากฏในภาษาเขียน คำในภาษาพูดจะออกเสียงไม่ตรงกับรูปที่เขียน ภาษาพูดมักใช้คำสรรพนามตามหลังคำนามและใช้ร่วมกันและ ทำหน้าที่อย่างเดียวกันในประโยค หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๕๙


๑. เขียนบทสนทนาตามสถานการณ์ที่สมมุติขึ้นโดยเขียนเป็นภาษาเขียน แล้วนำเสนอผลงานหน้า ชั้นเรียนเป็นภาษาพูด เพื่อนร่วมกันติชม ๒. แบ่งนักเรียนออกเป็น ๒ กลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มศึกษาค้นคว้าเรื่องต่อไปนี้ แล้วเขียนสรุปเป็น แผนภาพความคิด กลุ่มที่ ๑ ภาษาพูด กลุ่มที่ ๒ ภาษาเขียน ๓. แต่งนิทานจากสำนวน สุภาษิต คำพังเพย ๑ เรื่อง แล้วนำเสนอเป็นหนังสือนิทาน หนังสือ การ์ตูน สื่อเสียง ฯลฯ ๑. ถ้านักเรียนจะเขียนบันทึกข้อความสั้น ๆ นัดพบเพื่อนเพื่อมาพบหลังเลิกเรียน นักเรียนจะเลือก ใช้ภาษาชนิดใด เพราะเหตุใด และจะเขียนข้อความว่าอย่างไร การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน กิจกรรมเสนอแนะ คำถามทบทวน ๑. ภาษาพูดกับภาษาเขียนแตกต่างกันอย่างไร ๒. การเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับระดับบุคคลมีความจำเป็นหรือไม่ เพราะเหตุใด ๓. การใช้ภาษาพูดในการเขียนสามารถใช้กับงานเขียนได้ทุกประเภทหรือไม่ อย่างไร หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๖๐


แบบฝึกหัดท้ายบทที่ ๔ วิเคราะห์ความแตกต่างของภาษาพูดและภาษาเขียน คำชี้แจง : ให้นักเรียนเปลี่ยนคำภาษาพูดที่กำหนดให้เป็นคำภาษาเขียนที่ถูกต้อง ๑. กินข้าว ๒. ทำยังไง ๓. อาทิตย์หน้า ๔. กล้วย ๆ ๕. งานยุ่งชะมัด ๖. ต้นไม้เยอะแยะ ๗. หมอ ๘. ได้มะ ๙. เจ๋ง ๑๐. โทรฯ ๑. ๒. ๓. ๔. ๕. ๖. ๗. ๘. ๙. ๑๐. ตอนที่ ๑ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๖๑


แบบฝึกหัดท้ายบทที่ ๔ ตอนที่ ๒ คำชี้แจง : ให้นักเรียนเปลี่ยนภาษาในประโยคต่อไปนี้ให้เป็นภาษาเขียน ๑. คุณตาและคุณยายของเขาตายหมดแล้ว ๒. ในช่วงปิดเทอมวัดต่าง ๆ จะมีการบวรสามเณรภาคฤดูร้อน ๓. เมื่อผู้ชายไทยอายุ ๒๑ ปีเต็มจะต้องไปจับใบดำใบแดงเพื่อเข้าเป็นทหารเกณฑ์ ๔. ญาติของเขามีอาการโคม่า ตอนนี้อยู่ในห้องไอซียู ๕. ขอเชิญร่วมฟังสวดศพที่วัดบางไกรนอก หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๖๒


ตัวชี้วัด สาระสำสำคัคัญ การแต่งบทร้อยกรอง ท ๔.๑ มี.๑/๕ แต่งบทร้อยกรอง คนไทยเป็นชนชาติที่ได้ชื่อว่าเจ้าบทเจ้ากลอน จาก ประวัติศาสตร์การประพันธ์วรรณคดีต่างๆ ที่มีลักษณะเป็น ค้าประพันธ์ร้อยกรองอยู่มากมาย คำประพันธ์ประเภทกาพย์ เป็นคำประพันธ์ที่ไพเราะและ แต่งง่ายเหมาะสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ดังนั้น ผู้เรียน จึงควรศึกษารูปแบบฉันทลักษณ์และฝึกแต่งเพราะ นอกจากจะเป็นการฝึกทักษะการใช้ภาษาไทยแล้ว ยังเป็นการสืบสานและอนุรักษ์มรดกทางภาษาอีกด้วย


การแต่งบทร้อยกรอง ๑. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการแต่งบทร้อยกรอง บทร้อยกรอง คือ การเรียบเรียงถ้อยคำให้เป็นวรรคตอน ของลักษณะบังคับของคำประพันธ์ แต่ละประเภท และมีสัมผัสที่ไพเราะตามกฎเกณฑ์ การแต่งบทร้อยกรองโดยทั่วไปจำเป็นต้องรู้ข้อบังคับในการแต่ง เช่น คณะ สัมผัส คำเป็น คำตาย ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามชนิดของบทร้อยกรอง การแต่งบทร้อยกรองโดยทั่ว ๆ ไปจะต้องมีความรู้ใน เรื่องต่อไปนี้ ๑. คำ ตามหลักไวยากรณ์ หมายถึง เสียงที่เปล่งออกมาแล้วมีความหมาย จะมีที่พยางค์ก็ได้แต่ในการแต่ง บทร้อยกรองจะนับคำตามจำนวนพยางค์ เช่น นภา ตามหลักไวยากรณ์เป็น ๑ คำ ๒ พยางค์ ในการแต่งบทร้อยกรองจะนับเป็น ๒ คำ จรลี ตามหลัก ไวยากรณ์เป็น ๑ คำ ๓ พยางค์ ในการแต่งบทร้อยกรองจะนับเป็น ๓ คำ คำที่พยางค์หน้าออกเสียง อะ กิ่งเสียง ในการแต่งบทร้อยกรองสามารถนับรวมกันได้ ถวาย (ถะ-หวาย) พยางค์หน้าออกเสียง อะ กึ่ง เสียง นับรวมเป็น ๑ คำ คณนา (คะ-นะ-นา) พยางค์ที่ ๒ ออกเสียง อะ กึ่งเสียง นับรวมเป็น ๒ คำ ๒. คณะ คือ การกำหนดจำนวนคำในวรรค ในบาท ในบทของบทร้อยกรอง ให้เป็นไปตาม รูปแบบของบท ร้อยกรองแต่ละชนิด ๓. สัมผัส คือ คำที่คล้องจองกันเพื่อให้เกิดความไพเราะ แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ สัมผัสนอก และสัมผัสใน ๓..๑ สัมผัสนอก เป็นสัมผัสบังคับของบทร้อยกรอง ที่ส่งสัมผัสระหว่างวรรค ระหว่างบาท ระหว่างบท เป็นสัมผัสสระเท่านั้น ๓.๒ สัมผัสใน เป็นสัมผัสที่ไม่บังคับจะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้ามีจะทำให้บทร้อยกรอง มีความ ไพเราะมากขึ้น สัมผัสชนิดนี้จะส่งสัมผัสภายใน วรรคเดียวกัน แบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ สัมผัสสระ และ สัมผัสพยัญชนะ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๖๔


การแต่งบทร้อยกรองแต่ละชนิดให้ถูกต้องตามลักษณะบังคับและมีความไพเราะ ควรปฏิบัติ ตามขั้นตอน ดังนี้ ๑. ทำความเข้าใจ โดยศึกษาลักษณะบังคับหรือฉันทลักษณ์ของบทร้อยกรองที่จะแต่ง ให้เข้าใจถูกต้อง ก่อน ๒. กำหนดจุดมุ่งหมาย โดยกำหนดกรอบในการแต่งให้ชัดเจนว่าจะแต่งเรื่องอะไร เพื่ออะไร จะได้ไม่ออก นอกเรื่อง ๓. เขียนโครงร่าง โดยเขียนกลวิธีการนำเสนอตั้งแต่คำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป ว่าจะนำเสนอด้วยกลวิธี อย่างไร ความยาวแต่ละตอนมากน้อยเพียงใด และมีจุดเน้นอะไรบ้าง การเขียนโครงร่าง จะต้องยึด จุดมุ่งหมายในการแต่งจากข้อ ๒ เป็นหลัก ๔. ลงมือแต่ง ตามโครงร่างที่เขียนไว้โดยต้องคำนึงถึงการใช้คำให้สื่อความหมายกะทัดรัด ไม่ควรเลือกใช้ คำเพียงเพื่อต้องการให้ครบตามลักษณะบังคับเท่านั้น แต่ควรคำนึงถึงการสื่อความหมาย เป็นหลัก ๕. ตรวจทาน เมื่อแต่งเสร็จแล้วควรอ่านเพื่อตรวจทาน และขัดเกลาทั้งเสียงและความหมาย ให้ถูกต้อง ตามฉันทลักษณ์ และเกิดความไพเราะ การอ่านออกเสียงจะช่วยให้รู้ว่าบทร้อยกรองนั้น มีความไพเราะ และถูกต้องตามฉันทลักษณ์หรือไม่ ๖. ปรับแก้ไข เมื่อพบว่าคำที่ใช้ยังสื่อความหมายไม่ตรงตามความต้องการหรือไม่ไพเราะ เมื่อแก้ไขแล้วให้ อ่านออกเสียงทบทวนอีกครั้ง การปรับแก้ไขสามารถทำได้หลายครั้ง แต่ละครั้ง ควรทิ้งเวลาให้ห่างกัน การปรับแก้ไขหลายครั้งจะช่วยให้บทร้อยกรองมีคุณภาพดีขึ้น ๑) สัมผัสสระ คือ คำที่ใช้เสียงสระ เดียวกัน ถ้ามีตัวสะกดก็จะมีตัวสะกดในมาตรา เดียวกัน ๒) สัมผัสพยัญชนะ คือ คำที่ใช้พยัญชนะ ต้นตัวเดียวกันหรือเสียงเดียวกัน ๒. กระบวนการแต่งบทร้อยกรอง หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๖๕


๑. คณะ หมายถึง จำนวนที่กำหนดใน ๑ บทว่ามีกี่วรรค วรรคละกี่คำ ตัวเลขท้ายชื่อกาพย์ บอกว่าในหนึ่ง บทนั้นมีจำนวนคำกี่คำ เช่น ยานี ๑๑ หนึ่งบทมี ๑๑ คำ ฉบัง ๑๖ หนึ่งบทมี ๑๖ คำ สุรางคนางค์ ๒๘ หนึ่ง บทมี ๒๘ คำ ๒. เสียง หมายถึง ข้อบังคับเสียงวรรณยุกต์ กาพย์แต่ละชนิดจะมีข้อบังคับเสียงวรรณยุกต์แตกต่างกันซึ่ง วรรรยุกต์บางเสียงทำให้กาพย์บางชนิดมีความไพเราะ หรือคำสุดท้ายของวรรคในกาพย์บางชนิดควรหลีก เลี่ยงการใช้วรรรยุกต์บางเสียง ๓. สัมผัส หมายถึง ข้อบังคับที่ใช้ในฉันทลักษณ์เพื่อให้เสียงรับกัน ประกอบด้วยสัมผัสในและสัมผัสนอก ดังนี้ สัมผัสใน เป็นสัมผัสที่อยู่ภายในวรรค ช่วยให้บทร้อยกรองมีความไพเราะ ซึ่งคำประพันธ์ ประเภท กาพย์จะไม่บังคับใช้สัมผัสใน สัมผัสนอก เป็นสัมผัสนอกวรรคหรือสัมผัสระหว่างวรรค ตลอดจนสัมผัสระหว่างบท โดยกาพย์ แต่ละชนิดมีการบังคับสัมผัสที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ในบทหนึ่ง คำท้ายวรรคจะส่งสัมผัสรับกับคำใดคำหนึ่ง ในวรรคต่อไป โดยบังคับให้ต้องใช้วรรณยุกต์รูปใด เสียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับกาพย์แต่ละชนิด การแต่ ต่งบทร้ร้องกรองประเภทกาพ องกรองประเภทกาพย์ ย์ การแต่งบทร้องกรองประเภทกาพย์ เป็นการแต่งคำประพันธ์ของไทยที่ง่ายที่สุด เพราะมีเพียงการ บังคับจำนวนคำ เสียง และสัมผัส เท่านั้น ไม่มีบังคับครุ ลหุ เหมือนคำประพันธ์ประเภทฉันท์คำประพันธ์ ประเภทกาพย์จึงเป็นที่นิยมแต่งกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และนิยมแต่งร่วมกับคำประพันธ์ประเภท ฉันท์ เพราะมีเสียงไพเราะ วรรณคดีประเภทกาพย์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ กาพย์เห่เรือและกาพย์ห่อโคลงเสด็จประพาสธารทองแดง พระนิพนธ์ในเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง) กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.๒) และกาพย์เรื่องพระไชยสุริยาของสุนทรภู่ซึ่งต้นสมัยรัตนโกสินทร์ใช้เป็นแบบ ฝึกอ่านการสะกดคำในมาตราตัวสะกดต่าง ๆ และกำหนดให้ผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเรียนในปัจจุบัน หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๖๖


๑) คณะ กาพย์ยานี ๑ บท มี ๒ บาท ๑ บาท มี ๒ วรรค วรรคหน้ามี ๕ คำวรรคหลัง มี ๖ คำ รวม ๑ บาท มี ๑๑ คำ บาทแรกเรียกว่า บาทเอก บาทสองเรียกว่า บาทโท ๒) พยางค์หรือจำนวนคำ ในวรรคแรกมี ๕ คำ วรรคหลังมี 5 คำ เหมือนกันทั้งบาทเอก และบาท โท รวม ๑ บาท มี ๑๑ คำ จำนวนตัวเลขที่บอกไว้ท้ายกาพย์ หมายถึง กำหนดจำนวนคำใน ๑ บาท เช่น ยานี ๑๑ หนึ่งบาท มี ๑๑ คำ ๓) เสียง ค้าสุดท้ายของบาทโทใช้เสียงวรรณยุกต์สามัญและจัตวาเป็นส่วนใหญ่เพราะจะทำให้อ่าน ได้ไพเราะ ส่วนคำสุดท้ายของบทผู้แต่งมักหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำตายและคำที่มีรูปวรรณยุกต์ อาจมีที่ใช้ คำตายเสียงตรีหรือเสียงเอกบ้างแต่น้อยมาก กาพย์ยานี ๑๑ เป็นกาพย์ที่แต่งง่าย มีลีลาการอ่านช้าๆ อ่อนหวาน มักใช้แต่งพรรณนาชมความ งดงามของสิ่งของ ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม มักนิยมแต่งคู่กับโคลง โดยขึ้นต้นด้วยโคลง แล้วต่อด้วย กาพย์ยานี ๑๑ อีกหลายบทที่มีเนื้อหาตรงกันกับโคลง เรียกว่า กาพย์ห่อโคลง ๔) สัมผัส กำหนดสัมผัสระหว่างวรรค ๒ แห่ง และสัมผัสระหว่างบท ๑ แห่ง ดังนี้ สัมผัสระหว่างวรรค คำท้ายของวรรคหน้าสัมผัสกับคำที่ ๑, ๒ หรือ ๓ ของวรรคหลัง ในบาทเอก สัมผัสระหว่างบท คำท้ายของบาทเอกสัมผัสกับคำท้ายของวรรคหน้าของบาทโท คำท้ายของบทแรกสัมผัสกับคำท้ายของบาทเอกบทต่อไป กาพย์ยานี ๑๑ กาพย์ยานี ๑๑ มีลักษณะฉันทลักษณ์ดังนี้ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๖๗


สัมผัสระหว่างบท แผนผังและตัวอย่างกาพย์ยานี ๑๑ หมายเหตุ : คำท้ายวรรคแรกของบาทโท จะสัมผัสคำที่ ๑, ๒ หรือ ๓ ของวรรคที่ ๒ บาทโท หรือไม่ก็ได้ วรรคแรกห้าหลังหกค้า มาสัมผัสวรรคหลังตาม ส่งมายังท้ายวรรคสาม ระหว่างบทต้องจดจำ ยานีมีแบบมา คำท้ายวรรคแรกนำ คำท้ายของวรรคหลัง สัมผัสที่ดีงาม (ท ๐๔๑ การประพันธ์ : ฐะปะนีย์ นาครทรรพ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๖๘


หลักการแต่งกาพย์ยานี ๑๑ มีดังนี้ ๑. คำที่รับสัมผัสไม่ใช้คำที่มีเสียงเดียวกับคำที่ส่งสัมผัส แม้จะเขียนต่างกัน เช่น สาน - ศาล - สาร ๒. ในการแต่งกาพย์ยานี ๑๑ ไม่มีข้อบังคับเสียงวรรณยุกต์ หรือรูปวรรณยุกต์ แต่ส่วนใหญ่จะนิยมใช้เสียงวรรณยุกต์สามัญ และจัตวาในคำสุดท้ายของบาทโท เสียงตรี เสียงเอก ก็มีบ้างแต่ไม่ค่อยนิยม คำสุดท้ายของบท ไม่นิยมใช้คำตายหรือคำที่มี รูปวรรณยุกต์ ๓. กาพย์ยานี ๑๑ เหมาะกับเนื้อหาที่เป็นพรรณนาโวหาร เช่น พรรณนาความรู้สึก ความรัก และความงาม ๔. สัมผัสใน คือ สัมผัสภายในวรรคเป็นสัมผัสไม่บังคับจะมีหรือไม่มีก็ได้ ไม่ถือเป็นข้อบังคับและไม่เคร่งครัดมากนัก แต่ถ้ามี จะทำให้ทำนองของกาพย์ยานี ๑๑ ไพเราะสละสลวยยิ่งขึ้น เช่น รอนรอนอ่อนอัสดง พระสุริยงเย็นยอแสง ช่วงดังน้ำครั่งแดง แฝงเมฆเขาเงาเมรุธร ลิงค่างครางโครกครอก ฝูงจิ้งจอกออกเห่าหอน ชะนีวิเวกวอน นกหกร่อนนอนรังเรียง (กาพย์พระไชยสุริยา : สุนทรภู่) หมายเหตุ : เส้นแสดงสัมผัสบนแสดงสัมผัสอักษร ส่วนเส้นแสดงสัมผัสล่างแสดงสัมผัสสระ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๖๙


กาพย์ฉบัง ๑๖ กาพย์ฉบัง ๑๖ เป็นร้อยกรองที่ใช้บรรยายความที่รวดเร็ว มีลีลาคึกคัก มีความไพเราะ น้ำเสียงก่องกังวาน แสดงความสง่างามจึงนิยมใช้แต่งร่วมกับคำฉันท์ บรรยายความยิ่งใหญ่อลังการหรือพรรณนาความโอ่อ่า งดงามของบัานเมือง ปราสาทราชวัง เช่น ฉันท์ยอเกียรติชาวนครราชสีมา ของพระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) สามัคคีเภทคำฉันท์ ของ นายชิต บุรทัต ฉันท์ดุษฏีสังเวย กล่อมช้าง เป็นต้น โบราณ นิยมแต่งกาพย์ฉบัง ๑๖ เพื่อพากย์โขนและบทสวดมนต์ปัจจุบันนิยมแต่งร่วมกับฉันท์ถวายพระพรใน โอกาสต่าง ๆ กาพย์ฉบัง ๑๖ มีลักษณะฉันทลักษณ์ดังนี้ ๑. คณะ กาพย์ฉบัง ๑๖ หนึ่งบท มี ๓ วรรค วรรคต้น วรรคกลาง และวรรคท้าย ๒. พยางค์หรือจำนวนคำ กาพย์ฉบัง ๑๖ หนึ่งบท มี ๓ วรรค วรรคต้นมี ๖ คำ วรรคกลางมี ๔ คำ และ วรรคท้ายมี ๖ คำ รวม ๓ วรรค มี ๑๖ คำ เท่ากับตัวเลขท้ายชื่อว่ากาพย์ฉบัง ๑๖ ๓. เสียง นิยมใช้เสียงสามัญและเสียงจัตวาเป็นคำส่งสัมผัสและคำท้ายวรรค ๔. สัมผัส กำหนดสัมผัสระหว่างวรรค ๑ แห่ง และสัมผัสระหว่างบท ๑ แห่ง ดังนี้ สัมผัสระหว่างวรรค คำท้ายวรรคหน้าสัมผัสกับคำท้ายวรรคกลาง สัมผัสระหว่างบท คำท้ายวรรคสามของบทแรกสัมผัสกับคำท้ายวรรคหน้าของบทต่อไป หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๗๐


ชายใดไม่เที่ยวเทียวไป ทุกแคว้นแดนไพร มิอาจประสบพบสุข ชายใดอยู่เหย้าเนาทุกข์ ไม่ด้นชนซุก ก็ชื่อว่าชั่วมัวเมา (นิทานเวตาล : น.ม.ส.) หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๗๑


เขาสูงฝูงหงส์ลงเรียง เริงร้องก้องเสียง สำเนียงน่าฟังวังเวง กลางไพรไก่ขันบรรเลง ฟังเสียงเพียงเพลง ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง (กาพย์พระไชยสุริยา : สุนทรภู่) ๑. กาพย์ฉบังมีลีลาคึกคัก โลดโผนและสง่ากว่ากาพย์ยานี โบราณนิยมใช้แต่งบทพากย์โขน บทสวดมนต์ ถ้าเป็นนิยาย นิทานก็ใช้เป็นบทพรรณนาโวหารที่ต้องการให้มีลีลาดังกล่าว ปัจจุบันนิยมใช้เขียนบทสดุดี และบทปลุกใจ ๒. คำสุดท้ายของบทมักนิยมใช้เสีนงวรรณยุกต์สามัญและจัตวากันมาก ส่วนวรรณยุกต์อื่นไม่นิยมใช้และ พบไม่บ่อยมากนัก ไม่บังคับสัมผัสระหว่างวรรคที่ ๒ กับวรรคที่ ๓ จะมีหรือไม่มีก็ได้ ๓. ความไพเราะของกาพย์ฉบังขึ้นอยู่กับเสียงสัมผัสใน นิยมเพิ่มในวรรคเป็นคู่ ๆ ทุกวรรคทั้งสัมผัสสระ และสัมผัสอักษร เช่น หลัลัลักการแต่ ต่ ต่งกาพย์ย์ย์ฉบั บั บัง ๑๖ มีมีมีดัดัดังนี้ นี้ นี้ หมายเหตุ : เส้นแสดงสัมผัสบนแสดงสัมผัสอักษร ส่วนเส้นแสดงสัมผัสล่างแสดงสัมผัสสระ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๗๒


๔. สัมผัส กำหนดสัมผัสระหว่างวรรค ๔ แห่ง และสัมผัสระหว่างบท ๑ แห่ง ดังนี้ สัมผัสระหว่างวรรค คำท้ายวรรคหน้าสัมผัสกับคำท้ายวรรคสอง คำท้ายวรรคสามสัมผัสกับคำท้ายวรรคห้าและวรรคหก คำท้ายวรรคสี่สัมผัสกับคำที่หนึ่งหรือสองของวรรคห้า สัมผัสระหว่างบท คำท้ายวรรคเจ็ดของบทแรกสัมผัสกับคำท้ายวรรคที่สามของบทต่อไป กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ มีลักษณะฉันลักษณ์ดังนี้ ๑. คณะ กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ หนึ่งบทมี ๗ วรรค วรรคละ ๔ คำ รวม ๒๘ คำ ๒. พยางค์หรือจำนวนคำ ในแต่ละวรรค มี ๔ คำ ๗ วรรค รวมเป็น ๒๘ คำ จึงเขียนจำนวน คำท้ายชื่อกาพย์ว่าสุรางคนางค์ ๒๘ หมายถึง มีจำนวนคำ ๑ บท ๒๘ คำ ๓. เสียง ไม่บังคับเสียงวรรณยุกต์ แต่ส่วนมากนิยมเสียงสามัญและเสียงจัตวา แผนผังและตัวอย่างกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๗๓


จันทราคลาเคลื่อน กระเวนไพรไก่เถื่อน เตือนเพื่อนขานขัน ปู่เจ้าเขาเขิน กู่เกริ่นหากัน สินธุพุลั่น ครื้นครั่นหวั่นไหว พระฟื้นตื่นนอน ไกลพระนคร สะท้อนถอนทัย เช้าตรู่สุริยน ขึ้นพ้นเมรุไกร มีกรรมจำไป ในป่าอารัญ ๑. คำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ หากลงด้วยเสียงจัตวาจะเพิ่มความไพเราะยิ่งขึ้น ๒. ความไพเราะของกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ บางววรคอาจจะเล่นคำ ซ้ำคำ ซ้ำความ ด้วยเสียงสระ หรือเสียงพยัญชนะก็จะเพิ่มความไพเราะ ๓. สัมผัสใน เป็นสัมผัสไม่บังคับจะมีหรือไม่มีก็ได้ส่วนใหญ่นิยมแต่งให้มีสัมผัสในเป็นคู่ ๆ เช่น หลักการแต่งกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ (กาพย์พระไชยสุริยา : สุนทรภู่) หมายเหตุ : เส้นแสดงสัมผัสบนแสดงสัมผัสอักษร ส่วนเส้นแสดงสัมผัสล่างแสดงสัมผัสสระ สุรางคนางค์ เจ็ดวรรคจัดวาง ให้ถูกวิธี สัมผัสมีหลัก คำวรรคละสี่ ยี่สิบแปดมี ครบบทจดจำ สุรางคนางค์ แต่งเป็นตัวอย่าง เหมาะสมคมขำ คิดนึกตรึกตรา เลือกหาถ้อยคำ สอดเสียงสูงต่ำ ฟังเพราะเสนาะแล ท. ๐๔๑ การประพันธ์ : ฐาปะนีย์ นาครทรรพ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๗๔


สัมผัสนอก เป็นสัมผัสที่ส่งสัมผัสระหว่าง วรรค ระหว่างบาท ระหว่างบท เป็นสัมผัสสระ เท่านั้น สัมผัสใน ส่งสัมผัสภายใน วรรคเดียวกันมีทั้ง สัมผัสสระและสัมผัสพยัญชนะ มีขั้นตอน ดังนี้ กลวิธีการแต่ง -เพิ่มสัมผัสในทั้งสัมผัสสระและสัมผัสพยัญชนะ -เพิ่มสัมผัสระหว่างวรรคที่ ๒ กับวรรคที่ ๓ -คำที่ ๑ และคำที่ ๒ ของวรรคที่ ๓ นิยมใช้คำตาย -ใช้เครื่องหมายยัติภังค์ในการแยกคำระหว่างวรรคได้ ทำความเข้าใจ กำหนดจุดมุ่งหมาย เขียนโครงร่าง ลงมือแต่ง ตรวจทาน ปรับแก้ไข กาพย์ฉบัง ๑๖ คณะ สัมผัส ลักษณะบังคับของกาพย์ สัมผัส คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ สัมผัสกับคำ สุดท้ายของวรรคที่ ๒ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ สัมผัสกับคำ สุดท้ายของวรรคที่ ๑ ของบทถัดไป คณะ บทหนึ่งมี ๒ บาท บาทละ ๒ วรรค วรรคหน้ามี ๕ คำ วรรคหลังมี ๖ คำ กลวิธีการแต่ง -เพิ่มสัมผัสในทั้งสัมผัส สระและสัมผัสพยัญชนะ -ไม่ควรใช้คำส่งและคำ รับที่เป็นคำเดียวกันหรือ มีเสียงอ่านเหมืิอนกัน -ไม่ควรใช้คำคร่อม จังหวะในการอ่าน สัมผัส คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ สัมผัสกับคำ สุดท้ายของวรรคที่ ๒ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ สัมผัสกับคำสุดท้าย ของวรรคที่ ๕ และวรรคที่ ๖ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๗ สัมผัสกับคำสุดท้าย ของวรรคที่ ๓ บทถัดไป คณะ บทหนึ่งมี ๗ วรรค วรรคละ ๔ คำ รวม ๒๘ คำ คณะ คือ กำหนดจำนวนคำในวรรค ในบาท ในบทของบทร้อยกรองแต่ละชนิด บทสรุป การแต่งร้อยกรอง ความรู้เกี่ยวกับการ แต่งบทร้อยกรอง กระบวนการแต่ง บทร้อยกรอง การแต่งกาพย์ ลักษณะบังคับของบทร้อยกรอง คำ คือ จำนวนพยางค์ ๑ เสียง นับเป็น ๑ คำ สัมผัส คือ คำที่คล้องจองกันเพื่อให้เกิดความ ไพเราะ คณะ บทหนึ่งมี ๓ วรรค วรรคแรกและวรรคที่ ๓ มี ๖ คำ วรรคที่ ๒ มี ๔ คำ รวม ๑๖ คำ กาพย์ยานี ๑๑ สัมผัส คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ สัมผัสกับคำที่ ๑ ๒ หรือ ๓ ของ วรรคที่ ๒ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ สัมผัส กับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๔ สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ของบทถัดไป กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ กลวิธีการแต่ง -ควรเลือกใช้คำโดด ๒ พยางค์ -ควรใช้เสียงจัตวาในคำสุดท้ายของวรรคที่ -เพิ่มสัมผัสในทั้งสัมผัสสระและสัมผัส พยัญชนะ นิยมให้สัมผัสเป็นคู่ ๆ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๗๕


กิจกรรมเสนอแนะ ๑. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มออกแบบทำแผนผังบังคับบทร้อยกรองประเภทกาพย์ ตามที่กำหนดให้ ๑) กาพย์ยานี ๑๑ ๒) กาพย์ฉบัง ๑๖ ๓) กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ แล้วนำเสนอให้เพื่อนฟังหน้าชั้นเรียน พร้อมทั้งอธิบายแผนผังประกอบและเลือกแผนผัง บังคับกาพย์ แต่ละชนิดไปติดที่ป้ายแสดงผลงานหน้าชั้นเรียน ๒. เลือกกาพย์ ๑ ชนิดที่ชอบมาคนละ ๒ บท บอกลักษณะบังคับ คำสัมผัส ความน่าสนใจ และ สาระสำคัญให้เพื่อนฟังหน้าชั้นเรียน ๓. ฝึกแต่งกาพย์ยานี ๑๑ กาพย์ฉบัง ๑๖ และกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ ตามกระบวนการแต่ง บทร้อย กรอง โดยให้ครูกำหนดหัวข้อและเป็นผู้เริ่มวรรคแรก แล้วช่วยกันแต่งต่อให้จบ และช่วยกันตั้งชื่อเรื่อง ๔. ครูจัดประกวดการแต่งกาพย์ยานี ๑๑ กาพย์ฉบัง ๑๖ และกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ แล้วคัดเลือก ผลงานของนักเรียนที่แต่งได้ดีไปติดป้ายนิเทศหน้าชั้นเรียน การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน นักเรียนจะนำความรู้ เรื่อง การแต่งกาพย์ชนิดต่าง ๆ ไปใช้ได้อย่างไรบ้าง คำถามทบทวน ๑. การรู้จักฉันลักษณะบังคับของบทร้อยกรองแต่ละชนิดมีผลต่อการแต่งบทร้อยกรองอย่างไร ๒. สัมผัสมีกี่ชนิด อะไรบ้าง แต่ละชนิดมีลักษณะอย่างไร ๓. การแต่งบทร้อยกรองมีขั้นตอนอย่างไร ๔. อธิบายฉันทลักษณ์ของกาพย์ยานี ๑๑ และเขียนแผนผังบังคับประกอบ ๕. กาพย์ฉบัง ๑๖ นิยมใช้แต่งในเรื่องในลักษณะใด หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๗๖


แบบฝึกหัดท้ายบทที่ ๕ ตอนที่ ๑ เรียงลำดับกาพย์ยานี ๑๑ คำชี้แจง : ให้นักเรียนเรียงลำดับกาพย์ยานี ๑๑ ต่อไปนี้ให้ถูกต้อง คิดโอษฐ์อ่อนยิ้มยวน ทำประณีตน้ำตาลกวน ยลยิ่งพลับยับยับพรรณ โกลกลิ่นดิ้นแคโดย ลำเจียกชื่อขนม โหยให้หาบุหงา ล่าเตียงคิดเตียงน้อง ลอยากนิทรคิดแบบนอน นอนเตียงทองท้าเมืองบน เป็นมันย่องล่องลอยมัน ของสวรรค์แสวยรมย์ น่าซดรสครามครัน คิดความเยาวมาลย์ เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน ฝอยทองเป็นยองโย ๒. ๑. ๓. ๔. ๕. พลับจีนจักด้วยมีด นึกโฉมฉมหอมชวยโชย ลดหลั่นชั้นขอบกล เทโพพื้นเนื้อท้อง เย็บชุนใช้ไหมทองจีน หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๗๗


๑. ๑ บท มี. วรรค ๒. วรรคแรก มี. คำ ๓. วรรคที่สอง มี. คำ ๔. วรรคที่สาม มี. คำ ๕. รวมทั้งหมด ๑ บท มี.. คำ จึงเรียกว่ากาพย์ฉบัง ๑๖ ๖. สัมผัสระหว่างบท คือ.. ๗. ให้บอกสัมผัสบังคับ และสัมผัสระหว่างบทจากคำประพันธ์ต่อไปนี้ สัมผัสบังคับ.. สัมผัสระหว่างบท.. คำชี้แจง สัตว์จำพวกหนึ่งสมญา พหุบาทา มีเทาอเนกนับหลาย เท้าเกินกว่าสี่โดยหมาย สองพวกภิปราย สัตว์น้ำสัตว์บกบอกตรง ตะบองพลำใหญ่ยง อยู่ในป่าดง ตัวดุจตะขายไฟแดง มีพิษมีฤทธิ์เรี่ยวแรง พบช้างกลางแปลง เข้าปล้ำเข้ารัดกัดกิน : ให้นักเรียนเติมคำตอบลงในช่องว่างให้ถูกต้องเกี่ยวกับกาพย์ฉบัง ๑๖ ตอนที่ ๒ เรื่อง กาพย์ฉบัง ๑๖ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๗๘


ตอนที่ ๓ กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ คำชี้แจง : ให้นักเรียนเติมคำประพันธ์ให้ถูกต้องตามหลักฉันทลักษณ์กาพย์สุราคนางค์ ๒๘ ระคนกันไป เข็ญใจไม้ขอน วันนั้นจันทร เหมือนแต่ก่อนกาล ชื่นชะผกา มณฑลต้นไทร สารพันจันทน์อิน วันทาสามี ว้าว่อนเวียนระวัน มาลีคลี่บาน ภูธรสอนมนต์ สำราญวิญญาณ์ เป็นบริวาร รื่นกลิ่นเกสร กันป่าภัยพาล ขึ้นใหม่ใน กน ก. กา ว่าปน เอ็นดูภูธร มานอนในไพร แทนไพชยนต์สถาน ส่วนสุมาลี เทวีอยู่งาน เฝ้าอยู่ดูแล ให้พระภูบาท พระชวนนวลนอน เหมือนหมอนแม่นา ให้บ่นภาวนา เย็นค่ำร่ำว่า มีดารากร เห็นสิ้นดินฟ้า ในป่าท่าธาร ใบก้านอรชร เย็นฉ่ำน้ำฟ้า วายุพาขจร รื่นกลิ่นเกสร แตนต่อคลอร่อน .................... .................... .................... .................... .................... .................... .................... .................... .................... .................... .................... .................... .................... .................... แบบทดสอบท้ายบทที่ ๕ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๗๙


ตัวชี้วัด สาระสำสำคัคัญ สำนวน สุภาษิตและ คำพังเพย สำนวน สุภาษิตและ คำพังเพย ท ๔.๑ ม.๑/๖ จำแนกและใช้สำนวนที่เป็นคำ พังเพยและสุภาษิต ภาษาไทยเป็นภาษาที่ใบเราะ ซึ่งคำคำเดียวมีหลาย ความหมาย ทั้งความหมายโดยตรง และความหมายโดย นัย ผู้ฟัง ต้องสังเกตและตีความ จึงจะเข้าใจอารมณ์ น้ำเสียง และจุดมุ่งหมายของผู้พูด คำพูดประเภทนี้เรียก ว่า สำนวน หรือเรียกว่าสำนวนโวหารก็ได้ การศึกษาเรื่องสำนวนคำพังเพย สุภาษิต จะทำให้ผู้ เรียนสามารถใช้ทักษะการรับสารได้เข้าใจลึกซึ้งและ สามารถ ส่งสารได้อย่างไพเราะคมคาย สละสลวย และ ตรงความหมายยิ่งขึ้น


สำสำนวน คำคำพั พังเพย และ งเพย และสุ สุภาษิ ษิต สำนวนไทย สำนวนไทย เป็นถ้อยคำหรือคำกล่าวสั้น ๆ ที่คมคายผูกเป็นกลุ่มคำหรือประโยคที่มี ความหมายกระชับรัดกุมแต่มีนัยลึกซึ้งในเชิงอุปมาเปรียบเทียบ สำนวนไทยเกิดจากค่านิยมของคนไทยที่นิยมใช้คำคล้องจอง นำมาพูดให้มีความหมาย โดยนัยในเชิงเปรียบเทียบ ให้ข้อคิดคติคำสอนสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนในสังคม สำนวนไทยแบ่งได้เป็น ๓ ชนิด คือ สำนวน สุภาษิตและคำพังเพย สำนวน สำนวน เป็นถ้อยคำที่ใช้เปรียบเทียบหรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ให้เข้าใจง่าย แต่แฝงความ หมายโดยนัย เช่น เรียนผูกต้องเรียนแก้ หมายถึง รู้วิธีทำก็ต้องรู้วิธีแก้ไข พายเรือคนละที หมายถึง ทำงานไม่พร้อมเพรียงกัน ทำให้งานเสร็จช้า ลักษณะของสำนวน มีดังนี้ ใช้ ช้สัสัมผัผัส คล้องจอง ทำให้ภาษาสละสลวย มีความไพเราะน่าฟัง มีการวางจังหวะคำหลายรูปแบบ เช่น ๔ คำ เช่น ขุดบ่อล่อปลา ข้าวแดงแกงร้อน ๖ คำ เช่น ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน ๘ คำ เช่น ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย ๑๐ คำ เช่น พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ สำนวนไม่ได้มีเฉพาะคำที่สัมผัสคล้องจองกันเท่านั้น ยังมีสำนวนบางกลุ่ม ที่ไม่คล้องจองกัน เช่น เนื้อเข้าปากเสือ น้ำน้อยแพ้ไฟ ถ่มน้ำลายรดฟ้า ฯลฯ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๘๑


ใช้คำซ้ำ โดยมากเป็นสำนวนที่มี ๔ คำ จะซ้ำคำที่ ๑ กับคำที่ ๓ เช่น เป็นกอบเป็นกำ ซ้ำคำว่า เป็น ทั้งขึ้นทั้งล่อง ซ้ำคำว่า ทั้ง ใช้การ เปรียบเทียบ โดยเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง เช่น โคแก่ชอบกินหญ้าอ่อน เปรียบกับ ชายสูงอายุที่มีภรรยาสาว ผ้าขี้ริ้วห่อทอง เปรียบกับ ผู้ที่มีฐานะร่ำรวยแต่แต่งตัวซอมซ่อ สุภาษิต เป็นถ้อยคำหรือข้อความสั้น ๆ ที่มีความหมายดีงาม ให้คติสอนใจลึกซึ้ง เป็นจริงและสามารถ นำไปเป็นแนวปฏิบัติได้ อาจมีสัมผัสคล้องจองกันหรือใช้คำที่ชวนให้คิดตีความ เช่น ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หมายถึง ลงทุนไปโดยได้ผลประโยชน์ไม่คุ้มทุนหรือใช้จ่ายทรัพย์ไปในทางที่ ไม่เกิดประโยชน์ สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล หมายถึง คำพูดและกิริยาที่แสดงออกมา บอกให้รู้ถึงการได้รับการ อบรมเลี้ยงดูของบุคคลนั้น น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใส่ไว้นอก หมายถึง เก็บความไม่พอใจไว้ข้างใน ให้แสดงแต่ท่าทาง เป็นมิตรต่อผู้อื่น สุภาษิต คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่มีความหมายลึกซึ้ง มีลักษณะคล้ายกับสุภาษิต แต่ไม่ถึงกับเป็น คำสอนหรือ เป็นคติสอนใจ เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นหรือติชม แต่มีความหมายซ่อนอยู่ เช่น คำพังเพย หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๘๒


เกลือจิ้มเกลือ คางคกขึ้นวอ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ หมายถึง ทำอะไรไม่จริงจังสักอย่าง หมายถึง ไม่ยอมเสียเปรียบกัน หมายถึง คนที่มีฐานะต่ำต้อย พอได้ดีแล้วลืมตัว การใช้สำนวน สุภาษิต และคำพังเพย ควรเลือกใช้ให้ถูกต้องตรงตามความหมายและสัมพันธ์กับ สถานการณ์ที่จะใช้ เช่น สำนวน จับได้คาหนังคาเขา หมายถึง จับได้ขณะที่ทำผิดพร้อมกับของกลาง ทำให้แก้ตัวไม่ได้ ตัวอย่างการใช้ เถ้าแก่จับได้คาหนังคาเขาขณะที่เขากำลังหยิบเงินใส่กระเป๋าตนเอง สุภาษิต น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า หมายถึง คนเราจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน ตัวอย่างการใช้ เมื่อเราต้องอยู่ร่วมกันก็ควรพึ่งพาอาศัยกันเหมือนน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า คำพังเพย มัดมือชก หมายถึง ใช้วิธีการบังคับให้จำยอม ตัวอย่างการใช้ ผมถูกมัดมือชกให้รับหน้าที่เป็นพิธีกรในงานแต่งงานของเขา นอกจากสำนวนไทยแล้ว การใช้สำนวนภาษาในชีวิตประจำวัน ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ควรใช้ให้ ถูกต้องตามลักษณะของภาษาไทย และถูกต้องตามระดับของบุคคล สำนวนภาษามีลักษณะการเรียงประโยคแบบประธาน กริยา กรรม แต่สำนวนภาษาที่ใช้อยู่ ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มักจะเรียงประโยคแบบภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซึ่งมักเริ่ม ประโยคด้วยกรรมก่อน เช่น การใช้สำนวน สุภาษิต คำพังเพย หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๘๓


สำนวนภาษาไทย สำนวนภาษาต่างประเทศ ตำรวจจับผู้ร้าย ผู้ร้ายถูกตำรวจจับ เขาเพิ่งได้รับอีเมลเมื่อเช้านี้ - ทุกคนเห็นด้วยกับโครงการนี้หรือไม่ ทุกคน ใช้พูดในระดับกึ่งทางการ - ทุกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับโครงการนี้ ทุกท่าน ใช้พูดในระดับทางการ การใช้สำนวนภาษาไม่ควรใช้สำนวนภาษาต่างประเทศจนกลายเป็นความเคยชิน ควร พิจารณา เลือกใช้ให้ถูกต้องตามลักษณะของภาษาไทย การเลือกใช้สำนวนภาษาควรเลือกใช้ให้ถูกต้องตามกาลเทศะและระดับของบุคคล เช่น - ป้าศรีแกเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวมานานหลายปีแล้ว แก ใช้กับบุคคลที่สนิทสนมกันหรือเป็นกันเองในสังคม - คุณครูสมศรีท่านสอนที่นี่มานานหลายปีแล้ว ท่าน ใช้กับบุคคลที่คนในสังคมให้ความเคารพยกย่อง สำนวนไทยสามารถแบ่งได้หลายประเภท ดังนี้ ๑. เป็นสำนวนที่มีความหมายแฝง เช่น ก่อหวอด - ความหมายตรง หมายถึง อาการที่ปลาบางชนิดพ่นฟองน้ำไปติดตามหญ้ารก ๆ ในน้ำเพื่อ เป็นที่วางไข่ ตัวอย่าง ปลากัดตัวผู้ก่อหวอดเพื่อให้ตัวเมียวางไข่ ความหมายแฝง หมายถึง จับกลุ่มเพื่อกระทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ตัวอย่าง พนักงานกำลังก่อหวอดเพื่อประท้วงขอขึ้นค่าแรง อีเมลนี้เขาเพิ่งได้รับเมื่อเช้า ประเภทของสำนวนไทย หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๘๔


ตาบสองคม หมายถึง สิ่งที่มีทั้งคุณและโทษ -อินเทอร์เน็ตเป็นเหมือนดาบสองคม หากใช้เพื่อศึกษาหาความรู้ก็จะเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน แต่หาก ใช้มากเกินความจำเป็นอาจจะก่อให้เกิดโทษได้ งงเป็นไก่ตาแตก หมายถึง สับสนจน ทำอะไรไม่ถูกเหมือนไก่ที่ถูกเดือยของ คู่ต่อสู้แทงตาจนตาแตก มองอะไรไม่เห็น จะงงมากจนทำอะไรไม่ถูก เขางงเป็นไก่ตาแตกที่รู้ว่าถูกหลอก ไม้อ่อนตัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก หมายถึง สั่งสอนหรืออบรมเด็ก ทำได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ -โตแล้วจะสั่งสอนอะไรก็ไม่ค่อยจะฟัง เข้าทำนองไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก อดเปรี้ยวไว้กินหวาน หมายถึง อดใจไว้ก่อนรอสิ่งที่ดีกว่า -เธออย่าเพิ่งซื้อคอมพิวเตอร์ตอนนี้เลย อีก ๒ เดือนรุ่นใหม่ที่ดีกว่านี้ก็วางจำหน่ายแล้ว อดเปรี้ยวไว้ กินหวานดีกว่า ๒. เป็นสำนวนที่มีคติที่มุ่งสั่งสอน เช่น ๔. เป็นสำนวนแบบอุปมาอุปไมย เช่น ๓. เป็นสำนวนเปรียบเทียบ เช่น ๕. เป็นคำอ้างอิง โดยนำความจริงมากล่าวอ้าง เช่น หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๘๕


อบรมสั่งสอนและชี้แนะให้คนประพฤติดี เช่น คนล้มอย่าข้าม สะท้อนสภาพการดำรงชีวิต เช่น ทำนาอย่าเสียไร่ เลี้ยงไก่อย่าเสียรัง ช่วยสืบทอดวัฒนธรรมทางภาษาให้คงอยู่ คุณค่าของสำนวนไทย สำนวนไทยเป็นภูมิปัญญาทางภาษาที่สะท้อนการดำเนินชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่อดีตซึ่งมีคุณค่า ต่อสังคมในด้านต่าง ๆ ดังนี้ สะท้อนให้เห็นความคิดและความเชื่อในสังคมไทย คุณค่าของ เช่น กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี สำนวนไทย หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๘๖


• กระต่ายตื่นตูม ตื่นตกใจโดยไม่สำรวจให้ถี่ถ้วน ตัตัตัวอย่ ย่ ย่าง สำสำสำนวน คำคำคำพั พั พังเพย สุ สุ สุภาษิ ษิ ษิต และความหมาย ต และความหมาย ต และความหมาย สำนวน ความหมาย • กลมเป็นลูกมะนาว • กระต่ายขาเดียว • ตาเป็นสับปะรด • แกว่งเท้าหาเสี้ยน • กิ้งก่าได้ทอง • จมูกมด • ขนทรายเข้าวัด • ทรพี หลบหลีกได้คล่อง มีพวกคอยสอดส่องเหตุการณ์ให้ ยืนกรานไม่ยอมรับ รู้ทันเหตุการณ์ ทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม คนอกตัญญู หาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว คนที่ได้ดีแล้วลืมตัว หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๘๗


ตัตัตัวอย่ ย่ ย่าง สำสำสำนวน คำคำคำพั พั พังเพย สุ สุ สุภาษิ ษิ ษิต และความหมาย ต และความหมาย ต และความหมาย คำพังเพย ความหมาย • กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง • เรือล่มเมื่อจอด ตาบอดเมื่อแก่ • ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด • มะพร้าวตื่นตก ยาจกตื่นมี • นอนหลับไม่รู้นอนคู่ไม่เห็น • ตาบอดได้แว่น หัวล้านได้หวี • ขุดบ่อล่อปลา • รู้ดีอยู่แล้วแสร้งทำเป็นไม่รู้ • มีอุปสรรคเมื่อใกล้จะสำเร็จ • คนที่มีความรู้มากเวลาเกิดปัญหาแต่เอาตัวไม่รอด • เห่อหรือตื่นเต้นในสิ่งที่ตนไม่เคยมี • ไม่รู้ไม่เห็นเปรียบเหมือนคนที่นอนหลับไม่รู้สึกตัว • ทำกลอุบายเพื่อให้ฝ่ายหนึ่งเชื่อโดยหวังผลประโยชน์ • ผู้ที่ได้สิ่งซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับคน หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๘๘


ตัตัตัวอย่ ย่ ย่าง สำสำสำนวน คำคำคำพั พั พังเพย สุ สุ สุภาษิ ษิ ษิต และความหมาย ต และความหมาย ต และความหมาย คำสุภาษิต ความหมาย • กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ • กินปูนร้อนท้อง • ขายผ้าเอาหน้ารอด • คนดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ • คบคนดีมีศรีแก่ตัว คบคนชั่วอัปราชัย • ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก • ทำอะไรไม่ทันท่วงที • ทำผิดแล้วมักออกตัวแสดงพิรุธ • ยอมเสียทุกอย่างเพื่อรักษาชื่อเสียง • คนดีไปอยู่ที่ไหนก็มีคนอยากคบหาสมาคมด้วย ไม่ลำบาก • ปัญหาเรื่องนี้ยังแก้ไขไม่ตก ก็มีปัญหา ใหม่แทรกเข้ามาอีก • คบคนดีก็จะได้รับแต่สิ่งดี ๆ คบคนไม่ดี ก็จะไม่เป็นมงคลแก่ตัว (อัปราชัย หมายถึง พ่ายแพ้) หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๘๙


การใช้สำนวน สุภาษิต คำพังเพย ประเภทของสำนวนไทย มีดังนี้ คุณค่าของสำนวนไทย บทสรุป สำนวนไทย เป็นถ้อยคำหรือคำกล่าวสั้น ๆ ที่คมคายผูกเป็น กลุ่มคำหรือประโยคที่มีความหมายกระชับรัดกุม แต่มีนัยลึกซึ้งในเชิงอุปมาเปรียบเทียบ ชนิดของสำนวนไทย มีดังนี้ สำนวน เป็นถ้อยคำที่ใช้เปรียบเทียบหรือ อธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ให้เข้าใจง่าย แต่แฝง ความหมายโดยนัย สุภาษิต เป็นถ้อยคำหรือข้อความสั้น ๆ ที่มี ความหมายดีงาม ให้คติสอนใจลึกซึ้ง เป็นจริง และสามารถนำไปเป็นแนวปฏิบัติได้ คำพังเพย เป็นถ้อยคำที่มีความหมายลึกซึ้ง ที่ มีลักษณะเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นหรือ ติชม แต่มีความหมายซ่อนอยู่ ควรเลือกใช้ให้ถูกต้องตรงตามความหมาย และสัมพันธ์กับสถานการณ์ที่จะใช้ เป็นสำนวนที่มีความหมายแฝง เป็นสำนวนที่มีคติที่มุ่งสั่งสอน เป็นสำนวนเปรียบเทียบ เป็นสำนวนแบบอุปมาอุปไมย เป็นคำอ้างอิง โดยนำความจริงมากล่าวอ้าง อบรมสั่งสอนและชี้แนะให้คนประพฤติดี สะท้อนความคิดและความเชื่อของคนไทย สะท้อนสภาพการดำรงชีวิต ช่วยสืบทอดวัฒนธรรมทางภาษาให้คงอยู่ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๙๐


กิจกรรมเสนอแนะ การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน คำถามทบทวน ๑. แบ่งนักเรียนออกเป็น ๓ กลุ่ม ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาค้นคว้าเรื่องต่อไปนี้ แล้วเขียนสรุป เป็นแผนภาพความคิด กลุ่มที่ ๑ สำนวน กลุ่มที่ ๒ สุภาษิต กลุ่มที่ ๓ คำพังเพย พร้อมยกตัวอย่าง สำนวน สุภาษิต คำพังเพยและความหมาย ๒. แต่งนิทานจากสำนวน สุภาษิต คำพังเพย ๑ เรื่อง แล้วนำเสนอเป็นหนังสือนิทาน หนังสือการ์ตูน สื่อเสียง ฯลฯ นักเรียนจะมีวิธีเลือกใช้สำนวนไทยให้ถูกต้องตามความหมายและสัมพันธ์กับสถานการณ์อย่างไร ๑. สำนวน สุภาษิต และคำพังเพยแตกต่างกันอย่างไร ๒. “คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ” เป็นสำนวนไทยประเภทใดและมีความหมายอย่างไร ๔. สำนวนไทยมีคุณค่าอย่างไร ๓. สำนวนไทยมีกี่ประเภท อะไรบ้าง หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๙๑


ชิงก็ราข่าก็แรง ๑. การแต่งงานในปัจจุบันไม่ค่อยมีการ เหมือนในอดีต ๒. เขาทำตัวเป็น จึงไม่มีใครคบด้วย ๓. คุณโสภาและคุณสุดสวยมักขัดแย้งกันเสมอ เพราะ ๔. เพราะ แท้ ๆ จึงทำให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โตถึงเพียงนี้ ๕. ครอบครัวนี้ไม่เคยลำบาก ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เพราะพวกเขา ๖. ก้อยเป็นคน ไม่ช่วยเพื่อนทำรายงานแล้วยังเปิดวิทยุเสียงดังรบกวนเพื่อนอีก ๗. เธออย่าไปเชื่อเรื่องที่หมอดูพูดนักเลย หมอดูก็ เอาเองทั้งนั้น ตอนที่ ๑ แบบฝึกหัดเรื่องสำนวน สุภาษิต คำพังเพย คำชี้แจง ให้นักเรียนจำแนกสำนวน สุภาษิต และคำพังเพยต่อนี้ โดยการนำสำนวน สุภาษิต และคำพังเพย ใส่ลงช่องที่กำหนดให้ ตอนที่ ๒ นักเรียนนำสำนวน สุภาษิต และคำพังเพยที่กำหนดให้ เติมลงในช่องว่างให้มีความหมายถูก ต้องสมบูรณ์ รู้จักเก็บรู้จักเขีย ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด นกสองหัว มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ยกเมฆ คลุมถุงชน ด้วยกันทั้งคู่ ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ มือสะอาด ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว สำนวน สุภาษิต คำพังเพย แบบทดสอบท้ายบทที่ ๖ หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๙๒


ตอนที่ ๓ จับคู่สำนวน สุภาษิต คำพังเพย ตัวอย่าง วัวหายล้อมคอก จับปลาสองมือ เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ สเน่ห์ปลายจวัก คำชี้แจง : ให้นักเรียนโยงเส้นจับคู่ภาพกับคำสำนวนที่กำหนดให้ถูกต้อง หลัลักภาษาไทย เ กภาษาไทย เรีรียนไว ใช้ ช้เป็ ป็น ๙๓


บรรณานุกรม ราชบัณฑิตยสถาน. ๒๕๕๖. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. พิมพ์ครั้งรั้ที่ ๒. กรุงเทพฯ : บริษัท นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นชั่ ส์จำกัด. กระทรวงศึกษาธิการ, กรมวิชาการ. (๒๕๔๒). สำนวนไทย. โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. กำชัย ทองหล่อ. (๒๕๕๖). หลักภาษาไทย.พิมพ์ครั้งรั้ที่ ๕๔. รวมสาส์น. กรมศิลปากร. (๒๕๑๓). ประถม ก กา ประถม ก กา หัดอ่าน ปฐมมาลา อักษรนิติแบบเรียนหนังสือไทย. โอเดียนการพิมพ์. ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑. กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว). เฉลิมลาภ ทองอาจ และคณะ. (๒๕๖๗). หลักภาษาและการใช้ภาษาไทย. ทรูปลูกปัญญา. (๒๕๕๙). การเรียนรู้ระดับประถมศึกษา. https://www.trueplookpanya.com/plook/learning/. นวพร คำเมือง. (๒๕๖๖). หลักภาษาและการใช้ภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑. กรุงเทพฯ: ต้นแบบพัฒนาจำกัด.


Click to View FlipBook Version