๖๑
สาระการเรยี นรรู้ ายปี
ชน้ั อนบุ าล ๓ ประสบการณส์ ำคัญ สาระที่ควรเรยี นรู้
อายุ ๕-๖ ปี
๒.๑ อธิบายเช่ือมโยง ๑.๔.๒ การรวบยอด การคดิ เชงิ สงิ่ ตา่ งๆรอบตวั เด็ก
ตุและผลที่เกิดขึ้นใน เหตผุ ล การตดั สนิ ใจและ แกป้ ัญหา -การสังเกตลักษณะ
การณห์ รือการกระทำ (๑๕)การใชภ้ าษาทางคณิตศาสตรก์ บั ส่วนประกอบ การเปล่ียนแปลง
ตนเอง เหตกุ ารณใ์ นชวี ิตประจำวนั และความสัมพนั ธข์ องสง่ิ ต่างๆ
(๑๖)การอธบิ ายเชือ่ มโยงสาเหตแุ ละ โดยใช้ประสาทสมั ผสั อยา่ ง
ผลเกดิ ขึ้นในเหตุการณ์หรือการ เหมาะสม
กระทำ -การบอกและแสดงตำแหนง่
(๑๗) การคาดเดาหรอื การคาดคะเน ทศิ ทางและระยะทางของสงิ่
สง่ิ ทอี่ าจจะเกดิ ขึ้นอย่างมเี หตุผล ต่างๆด้วยการกระทำ
(๑๘) การมสี ่วนรวมในการลง -การคิดแยกแยะ
ความเหน็ จากข้อมูลอย่างมีเหตุผล
๒.๒ คาดคะเนสิ่งที่ ๑.๔.๒ การรวบยอด การคดิ เชงิ ธรรมชาตริ อบตวั
จะเกิดข้นึ และมสี ่วน เหตผุ ล การตดั สนิ ใจและ แกป้ ญั หา - ดนิ น้ำ ท้องฟา้ สภาพอากาศ
นการลงความเหน็ (๑๗) การคาดเดาหรอื การคาดคะเน ภัยธรรมชาติ สงิ่ ต่างๆรอบตวั
ข้อมูลอย่างมีเหตุผล ส่งิ ที่อาจจะเกิดขน้ึ อย่างมีเหตุผล - ส่วนประกอบการ
(๑๘)การมีส่วนรวมในการลง เปลยี่ นแปลงและความสมั พันธ์
ความเหน็ จากข้อมูลอยา่ งมีเหตผุ ล ของสิง่ ตา่ งๆรอบตวั
สภาพทพี่ งึ ประสงค์
ตวั บ่งชี้ ชนั้ อนบุ าล ๑ ชน้ั อนบุ าล ๒
อายุ ๓-๔ ปี อายุ ๔-๕ ปี
๑๐.๓ มคี วามสามารถ ๑๐.๓.๑ ตดั สินใจในเร่ือง ๑๐.๓.๑ ตัดสินใจในเรอื่ ง ๑๐.๓
ในการคดิ แกป้ ญั หาและ
ตดั สนิ ใจ ง่ายๆ ง่ายๆ และเรม่ิ เรยี นรู้ผล ง่ายๆ
ท่ีเกดิ ข้ึน เกิดข
๖๒
สาระการเรยี นรรู้ ายปี
ชน้ั อนบุ าล ๓ ประสบการณส์ ำคญั สาระท่คี วรเรยี นรู้
อายุ ๕-๖ ปี
๑.๔.๔ เจตคตทิ ่ีดตี อ่ การเรยี นรแู้ ละ สงิ่ ตา่ งๆรอบตวั เดก็
๓.๑ ตัดสนิ ใจในเร่อื ง การแสวงหาความรู้ -การมสี ว่ นรว่ มในการรวบรวม
ๆ และยอมรับผลที่ (๒)การตงั้ คำถามในเรื่องทีส่ นใจ ข้อมลู และนำเสนอข้อมลู จาก
ขน้ึ (๓)การสบื เสาะหาความรเู้ พอ่ื คน้ หา การสืบเสาะหาความรใู้ น
คำตอบของข้อสงสัย รูปแบบต่างๆและแผนภมู ิ
(๔)การมีส่วนร่วมในการรวบรวม อย่างงา่ ย
ข้อมลู และนำเสนอขอ้ มูลจากการสบื
เสาะหาความรใู้ นรูปแบบต่างๆและ ธรรมชาตริ อบตวั
๑.๓.๖การแก้ปญั หาความขดั แยง้ - ดิน น้ำ ทอ้ งฟา้ สภาพอากาศ
(๑)การมสี ว่ นร่วมในการเลือกวิธีการ กับธรรมชาติ
แก้ปญั หา - แรงและพลังงานใน
๑.๔.๒ การรวบยอด การคดิ เชงิ ชวี ติ ประจำวนั ทีแ่ วดล้อมเด็กส่งิ
เหตผุ ล การตดั สนิ ใจและ แกป้ ญั หา ตา่ งๆรอบตวั
(๑๘) การมีสว่ นรว่ มในการลง -การตัดสินใจและมีส่วนรว่ มใน
ความเหน็ จากข้อมีอย่างมีเหตุผล กระบวนการแก้ปัญหา
(๑๙) การตัดสินใจและมีส่วนร่วมใน
กระบวนการแก้ปัญหา
สภาพที่พงึ ประสงค์
ตวั บง่ ชี้ ชน้ั อนบุ าล ๑ ชนั้ อนบุ าล ๒
อายุ ๓-๔ ปี อายุ ๔-๕ ปี
๑๐.๓.๒ แกป้ ญั หาโดย ๑๐.๓.๒ ระบปุ ญั หาและ ๑๐.๓
ลองผิดลองถูก แกป้ ัญหาโดยลองผิด ทางเล
ลองถูก แกป้ ญั
สภาพที่พงึ ประสงค์
ตวั บ่งช้ี ชนั้ อนบุ าล ๑ ชนั้ อนบุ าล ๒
อายุ ๓-๔ ปี อายุ ๔-๕ ปี
๖๓
สาระการเรยี นรรู้ ายปี
ชนั้ อนบุ าล ๓ ประสบการณส์ ำคญั สาระทคี่ วรเรยี นรู้
อายุ ๕-๖ ปี
สง่ิ ตา่ งๆรอบตวั เดก็
๓.๒ ระบุปญั หาสร้าง - แรงและพลงั งานใน
ลอื กและวิธี ชีวติ ประจำวนั ที่แวดล้อมเด็ก
ญหา
สาระการเรยี นรรู้ ายปี
ชนั้ อนบุ าล ๓ ประสบการณส์ ำคญั สาระทค่ี วรเรยี นรู้
อายุ ๕-๖ ปี
(๒)การต้งั คำถามในเรื่องท่ีสนใจ
(๓)การสบื เสาะหาความรเู้ พื่อคน้ หา
คำตอบของข้อสงสัย
(๔)การมีส่วนร่วมในการรวบรวม
ข้อมลู และนำเสนอขอ้ มลู จากการสืบ
เสาะหาความรู้ในรูปแบบต่างๆและ
แผนภมู ิอยา่ งง่าย
พัฒนาการ ดา้ นสติปัญญา
มาตรฐานที่ ๑๑ มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
สภาพทพ่ี งึ ประสงค์
ตวั บ่งชี้ ชน้ั อนบุ าล ๑ ชน้ั อนบุ าล ๒ ๑๑.๑
อายุ ๓-๔ ปี อายุ ๔-๕ ปี ศลิ ปะ
๑๑.๑ ทำงานศลิ ปะ ความ
ตามจนิ ตนาการและ ๑๑.๑.๑ สรา้ งผลงาน ๑๑.๑.๑ สรา้ งผลงาน ตนเอ
ความคดิ สรา้ งสรรค์ ศลิ ปะ เพื่อส่อื สาร ศลิ ปะ เพอ่ื สอื่ สาร ดดั แป
ความคิด ความรสู้ ึก ความคิด ความรู้สึกของ เดมิ แ
ของตนเอง ตนเอง โดยมกี าร เพม่ิ ข
ดดั แปลงและแปลกใหม่
จากเดมิ หรือมี
รายละเอยี ดเพ่ิมข้นึ
๖๔
สาระการเรยี นรรู้ ายปี
ชนั้ อนบุ าล ๓ ประสบการณส์ ำคญั สาระที่ควรเรยี นรู้
อายุ ๕-๖ ปี
๑.๒.๑ สนุ ทรยี ภาพ ดนตรี เรอื่ งราวเกยี่ วกบั ตวั เดก็
๑.๑ สรา้ งผลงาน (๕) การทำกจิ กรรมศลิ ปะต่างๆ เรอ่ื งราวเกย่ี วกบั บุคคลและ
ะ เพอ่ื ส่ือสาร (๖) การสร้างสรรค์สง่ิ สวยงาม สถานที่แวดลอ้ มเดก็
มคดิ ความรูส้ ึกของ ๑.๒.๔ การสดงออกทางอารมณ์ ธรรมชาตริ อบตวั
อง โดยมกี าร (๕) การทำงานศลิ ปะ สงิ่ ตา่ งๆรอบตวั เด็ก
ปลงแปลกใหม่จาก ๑.๓.๒ การดแู ลรักษาธรรมชาติและ -การทำงานศิลปะ
และมรี ายละเอียด สง่ิ แวดลอ้ ม -ศลิ ปะสรา้ งสรรค์
ขนึ้ (๓) การทำงานศิลปะท่ีนำวสั ดุหรอื -การเลา่ นิทาน
สงิ่ ของเคร่ืองใชท้ ใ่ี ช้แล้ว มาใช้ซ้ำ -ประดิษฐ์สิง่ ต่าง ๆ
หรือแปรรูป แลว้ นำกลับมาใช้ใหม่ อย่างอสิ ระ
๑.๔.๓ จนิ ตนาการและความคิด
สรา้ งสรรค์
(๑) การรบั รแู้ ละแสดงความคิด
ความรู้สึกผ่านส่อื วสั ดุ ของเลน่ และ
ชน้ิ งาน
สภาพทพี่ งึ ประสงค์
ตวั บ่งช้ี ชนั้ อนบุ าล ๑ ชน้ั อนบุ าล ๒
อายุ ๓-๔ ปี อายุ ๔-๕ ปี
๑๑.๒ แสดงทา่ ทาง ๑๑.๒.๑ เคล่อื นไหว ๑๑.๒.๑ เคลื่อนไหว ๑๑.๒
เคลอ่ื นไหว ท่าทาง เพื่อส่อื สาร ทา่ ทาง เพ่อื สอ่ื สาร ท่าทา
ตามจนิ ตนาการ ความคิด ความรสู้ กึ ของ ความคดิ ความรูส้ ึกของ ความ
อยา่ งสรา้ งสรรค์ ตนเอง ตนเองอยา่ งหลากหลาย ตนเอ
หรือแปลกใหม่ และแ
๖๕
สาระการเรยี นรรู้ ายปี
ชนั้ อนบุ าล ๓ ประสบการณส์ ำคัญ สาระทค่ี วรเรยี นรู้
อายุ ๕-๖ ปี
(๒) การแสดงความคิดสรา้ งสรรค์
ผ่านภาษา ท่าทาง การเคลอ่ื นไหว
และศิลปะ
(๓) การสรา้ งสรรค์ชิ้นงานโดยใช้
รูปรา่ งรปู ทรงจากวสั ดุทหี่ ลากหลาย
๒.๑ เคลือ่ นไหว ๑.๑.๑ ใชก้ ลา้ มเนอื้ ใหญ่ เรอ่ื งราวเกยี่ วกบั ตวั เดก็
าง เพอ่ื สื่อสาร
มคดิ ความรูส้ ึกของ (๓) การเคลื่อนไหวพรอ้ มวัสดุ เรอ่ื งราวเกย่ี วกบั บุคคลและ
องอยา่ งหลากหลาย
แปลกใหม่ อปุ กรณ์ สถานทแ่ี วดลอ้ มเดก็
(๔) การเคลื่อนไหวที่ใช้การประสาน ธรรมชาตริ อบตวั
สัมพนั ธ์ของการใช้กล้ามเน้ือใหญ่ใน สงิ่ ตา่ งๆรอบตวั เดก็
การขวา้ ง การจับ การโยน การเตะ -เลา่ นิทาน บรหิ ารร่างกายตาม
๑.๑.๕ การตระหนกั รเู้ กย่ี วกบั เรือ่ งราวของนทิ าน
รา่ งกายตนเอง -การเล่าเรอื่ ง โดยมีอุปกรณ์
(๑) การเคลื่อนไหวโดยควบคุมตนเอง ช่วย
ไปในทิศทาง ระดบั และพนื้ ที่ -เลา่ นิทาน แสดงทา่ ทางอสิ ระ
ตามความต้องการ
สภาพท่พี งึ ประสงค์
ตวั บ่งชี้ ชน้ั อนบุ าล ๑ ชนั้ อนบุ าล ๒
อายุ ๓-๔ ปี อายุ ๔-๕ ปี
สภาพท่ีพงึ ประสงค์
ตวั บ่งช้ี ชน้ั อนบุ าล ๑ ชน้ั อนบุ าล ๒
อายุ ๓-๔ ปี อายุ ๔-๕ ปี
๖๖
สาระการเรยี นรรู้ ายปี
ชนั้ อนบุ าล ๓ ประสบการณส์ ำคญั สาระที่ควรเรยี นรู้
อายุ ๕-๖ ปี
สาระการเรยี นรรู้ ายปี
ชน้ั อนบุ าล ๓
อายุ ๕-๖ ปี ประสบการณส์ ำคัญ สาระทีค่ วรเรยี นรู้
๑.๒.๑ สนุ ทรยี ภาพ ดนตรี
(๓) การเคลื่อนไหวตามเสยี งเพลง/
ดนตรี
๑.๓.๔ การแสดงออกทางอารมณ์
(๓) การเคล่ือนไหวตามเสียงเพลง/
ดนตรี
๑.๔.๓ จนิ ตนาการและความคิด
สรา้ งสรรค์
(๒) การแสดงความคิดสร้างสรรค์
ผ่านภาษา ท่าทาง การเคลื่อนไหว
และศลิ ปะ
พัฒนาการ ดา้ นสติปัญญา
มาตรฐานที่ ๑๒ มเี จตคตทิ ีด่ ีตอ่ การเรียนรู้ และมคี วามสามารถในการแสวงหาความร้ไู
ตวั บ่งช้ี ชนั้ อนบุ าล ๑ สภาพท่ีพงึ ประสงค์
อายุ ๓-๔ ปี
๑๒.๑ มเี จตคตทิ ด่ี ีตอ่ การ ชนั้ อนบุ าล ๒
เรยี นรู้ ๑๒.๑.๑ สนใจฟงั หรอื อายุ ๔-๕ ปี
อ่านหนงั สอื ดว้ ยตนเอง ๑๒.๑.๑ สนใจชักถาม ๑๒.๑
เก่ียวกบั สัญลักษณ์หรือ หนังส
ตวั หนงั สอื ท่พี บเหน็ ส่ือคว
เป็นป
๖๗
ได้เหมาะสมกับวัย
สาระการเรยี นรรู้ ายปี
ชนั้ อนบุ าล ๓ ประสบการณส์ ำคัญ สาระท่ีควรเรยี นรู้
อายุ ๕-๖ ปี
๑.๔.๑ การใชภ้ าษา เรอื่ งราวเกย่ี วกบั ตวั เดก็
๑.๑ สนใจหยบิ (๑) การฟงั เสียงต่าง ๆ จาก -รูปรา่ งหน้าตา อวัยวะต่างๆ
สือมาอ่านและเขียน สง่ิ แวดลอ้ ม เรอ่ื งราวเกย่ี วขอ้ งกับบคุ คล
วามคิดดว้ ยตนเอง (๒) การฟังและปฏิบัตติ ามคำแนะนำ และสถานทแ่ี วดลอ้ มเดก็
ประจำอยา่ งตอ่ เน่อื ง (๓) การฟังเพลง นิทาน -ชมุ ชน
คำคลอ้ งจอง บทร้อยกรอง หรอื -แหลง่ วฒั นธรรมในชมุ ชน
เร่อื งราวต่างๆ -แหลง่ เรียนรภู้ มู ปิ ญั ญาท้องถ่ิน
(๔) การพูดแสดงความคิด ความร้สู กึ ธรรมชาตริ อบตวั เดก็
และความต้องการ -พืช,สัตว์
(๑๐) การอา่ นหนังสอื ภาพ นิทาน -ดนิ ,นำ้ ,ท้องฟ้า,สภาพอากาศ
หลากหลายประเภท/รปู แบบ ,ภยั ธรรมชาติ
(๑๑) การอา่ นอยา่ งอสิ ระตามลำพัง -แรงและพลังงานใน
การอา่ นรว่ มกนั การอา่ นโดยมผี ู้ ชวี ิตประจำวันทแี่ วดล้อมเด็ก
ชแ้ี นะ
(๑๒) การเหน็ แบบอยา่ งของการอา่ น
ทถ่ี กู ต้อง
สภาพทีพ่ งึ ประสงค์
ตวั บ่งช้ี ชน้ั อนบุ าล ๑ ชน้ั อนบุ าล ๒
อายุ ๓-๔ ปี อายุ ๔-๕ ปี
๖๘
ตวั อยา่ งสาระการเรยี นรรู้ ายปี
ชน้ั อนบุ าล ๓ ประสบการณส์ ำคญั สาระทคี่ วรเรยี นรู้
อายุ ๕-๖ ปี
(๑๓) การสังเกตทศิ ทางการอ่าน สง่ิ ตา่ งๆรอบตวั เดก็
ตวั อกั ษร คำ และข้อความ -การใชห้ นังสอื และตัวหนงั สือ
(๑๔) การอ่านและชข้ี ้อความ โดย -ยานพาหนะการคมนาคม
กวาดสายตาตามบรรทัด จากซา้ ยไป -เทคโนโลยแี ละการส่ือสาร
ขวา จากบนลงล่าง -การเล่านิทาน
(๑๕) การสังเกตตวั อักษรในชื่อของ -ภาษาในชวี ติ ประจำวัน
ตน หรือคำค้นุ เคย -การใช้หนงั สือและตวั หนังสือ
(๑๖) การสังเกตตัวอักษรท่ปี ระกอบ -กจิ กรรมทางภาษาท่ี
เปน็ คำผ่านการอ่าน หรือเขียนของ หลากหลาย ในสภาพแวดลอ้ ม
ผู้ใหญ่ ท่ีเอ้ือตอ่ การเรยี นรู้
(๒๐) การเขียนร่วมกันตามโอกาส -มุมหนังสือ
และการเขียนอิสระ -มุมหอ้ งสมดุ
(๒๑) การเขียนคำที่มีความหมายกบั -รักการอา่ น
ตัวเดก็ /คำคุน้ เคย
(๒๒) การคดิ สะกดคำและเขียนเพ่ือสอ่ื
ความหมายด้วยตนเอง อย่างอสิ ระ
๑.๔.๔ เจตคตทิ ดี่ ตี อ่ การเรยี นรแู้ ละ
การแสวงหาความรู้
(๒) การตง้ั คำถามในเรื่องท่สี นใจ
ตวั บง่ ช้ี ชนั้ อนบุ าล ๑ สภาพที่พงึ ประสงค์ ๑๒.๑
อายุ ๓-๔ ปี ในกา
๑๒.๑ มเี จตคตทิ ดี่ ตี อ่ การ ชนั้ อนบุ าล ๒ ตงั้ แต
เรยี นรู้ ๑๒.๑.๒ กระตือรือรน้ อายุ ๔-๕ ปี
ในการเขา้ รว่ มกิจกรรม ๑๒.๑.๒ กระตือรือร้น
ในการเขา้ รว่ มกจิ กรรม
๖๙
สาระการเรยี นรรู้ ายปี
ชน้ั อนบุ าล ๓ ประสบการณส์ ำคัญ สาระท่คี วรเรยี นรู้
อายุ ๕-๖ ปี
๑.๓.๕ การเลน่ และทำงานแบบ สง่ิ ตา่ งๆรอบตวั เด็ก
๑.๒ กระตอื รอื ร้น รว่ มมอื รว่ มใจ -สำรวจสิ่งต่าง ๆ และแหล่ง
ารเข้ารว่ มกจิ กรรม (๑) การร่วมสนทนาและแลกเปลย่ี น เรียนร้รู อบตัว
ตต่ ้นจนจบ ความคิดเห็น -การใชห้ นงั สอื และตัวหนงั สอื
(๒) การเลน่ และทำงานรว่ มกับผ้อู นื่ -กิจกรรมผ่านการละเล่น
(๓) การทำศลิ ปะแบบร่วมมือ พืน้ บ้านต่าง ๆ
๑.๓.๗ การยอมรบั ในความเหมอื น -ศลิ ปะสร้างสรรค์
และความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล -ดนตรี
(๑) การเลน่ หรือทำกิจกรรมร่วมกับ -การเคลอื่ นไหวและจังหวะ
กลุม่ เพื่อน ตามจนิ ตนาการ
๑.๔.๔ เจตคตทิ ีด่ ตี อ่ การเรยี นรแู้ ละ -ประดิษฐ์ส่งิ ตา่ ง ๆ อยา่ งอิสระ
การแสวงหาความรู้ -การเล่นบทบาทสมมติ
(๑) การสำรวจสงิ่ ตา่ งๆและแหล่ง -เล่นนำ้ เลน่ ทราย
เรยี นรรู้ อบตวั -เลน่ บล็อก
(๒) การต้ังคำถามในเรื่องท่สี นใจ -เล่นกอ่ สรา้ ง
(๓) การสืบเสาะหาความรเู้ พื่อค้นหา
คำตอบของข้อสงสยั ต่างๆ
สภาพทีพ่ งึ ประสงค์
ตวั บ่งช้ี ชนั้ อนบุ าล ๑ ชนั้ อนบุ าล ๒
อายุ ๓-๔ ปี อายุ ๔-๕ ปี
๑๒.๒ มคี วามสามารถใน ๑๒.๒.๑ ค้นหาคำตอบ ๑๒.๒.๑ คน้ หาคำตอบ ๑๒.๒
การแสวงหาความรู้ ของข้อสงสยั ตา่ ง ๆ ตาม ของข้อสงสยั ต่าง ๆ ของข
วิธกี ารท่มี ผี ู้ช้แี นะ ตามวิธกี ารของตนเอง ใช้วิธ
ด้วยต
๗๐
สาระการเรยี นรรู้ ายปี
ชน้ั อนบุ าล ๓ ประสบการณส์ ำคัญ สาระทีค่ วรเรยี นรู้
อายุ ๕-๖ ปี
(๔) การมสี ว่ นรว่ มในการรวบรวม สง่ิ ตา่ งๆรอบตวั เด็ก
๒.๑ คน้ หาคำตอบ ขอ้ มลู และนำเสนอข้อมลู จากการสบื -ทักษะกระบวนการ
ขอ้ สงสัยตา่ ง ๆ โดย เสาะหาความรใู้ นรปู แบบตา่ งๆ และ วิทยาศาสตร์
ธกี ารทหี่ ลากหลาย แผนภมู อิ ย่างงา่ ย -การเปลย่ี นแปลงและ
ตนเอง ๑.๔.๔ เจตคตทิ ่ีดตี อ่ การเรยี นรแู้ ละ ความสัมพันธข์ องสงิ่ ตา่ ง ๆ
การแสวงหาความรู้ รอบตัว
(๓) การสืบเสาะหาความรู้เพ่ือค้นหา -การแกป้ ญั หาในชวี ติ ประจำวัน
คำตอบของข้อสงสัยตา่ ง ๆ -ฝกึ ออกแบบ และสรา้ งชนิ้ งาน
(๔) การมสี ว่ นรว่ มในการรวบรวม
ข้อมลู และนำเสนอขอ้ มลู จากการสบื
เสาะหาความรใู้ นรปู แบบต่าง ๆ และ
แผนภูมอิ ย่างงา่ ย
สภาพที่พงึ ประสงค์
ตวั บ่งช้ี ชน้ั อนบุ าล ๑ ชนั้ อนบุ าล ๒
อายุ ๓-๔ ปี อายุ ๔-๕ ปี
๑๒.๒.๒ ใชป้ ระโยค ๑๒.๒.๒ ใชป้ ระโยค ๑๒.๒
คำถามวา่ “ใคร” คำถามวา่ “ทไี่ หน” คำถา
“อะไร” ในการคน้ หา “ทำไม” ในการคน้ หา “อย่า
คำตอบ คำตอบ คำตอ
๗๑
สาระการเรยี นรรู้ ายปี
ชน้ั อนบุ าล ๓ ประสบการณส์ ำคัญ สาระท่ีควรเรยี นรู้
อายุ ๕-๖ ปี
๒.๒ ใชป้ ระโยค ๑.๔.๑ การใชภ้ าษา -การตง้ั คำถามในสิง่ ทสี่ งสยั
ามวา่ “เมื่อไร” (๔) การพูดแสดงความคดิ ความรู้สึก ใครร่ ู้
างไร” ในการค้นหา และความต้องการ -กจิ กรรมทางภาษาที่
อบ ๑.๔.๔ เจตคตทิ ดี่ ตี อ่ การเรยี นรแู้ ละ หลากหลาย
การแสวงหาความรู้ -การแสดงบทบาทสมมติ
(๒) การตง้ั คำถามในเร่ืองทสี่ นใจ -การใชภ้ าษา
-การสนทนา
-การศึกษานอกสถานที่
๗๖
โครงสรา้ งหลกั สตู รสถานศกึ ษาระดบั ปฐมวยั พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐
โรงเรียนวดั ทา่ ราบ(วนั ชัยประชานกุ ลู )
ชว่ งอายุ อายุ ๓-๖ ปี
สาระการเรยี นรู้
ระยะเวลาเรยี น ประสบการณส์ ำคญั สาระทค่ี วรเรยี นรู้
- ด้านร่างกาย - เร่อื งราวเกยี่ วกับตัวเดก็
- ดา้ นอารมณ์ จิตใจ - เรอ่ื งราวเกยี่ วกับบุคคลและ
- ด้านสังคม สถานทแ่ี วดล้อมเด็ก
- ด้านสตปิ ญั ญา - ธรรมชาติรอบตัว
- สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก
ปกี ารศกึ ษาละ ๒ ภาคเรยี น หรือ ๑๘๐ วัน/วันละ ๕-๖ ชวั่ โมง
การจดั กจิ กรรมประจำวนั
ชน้ั อนบุ าลปีท่ี ๑ ชนั้ อนบุ าลปที ี่ ๒ ชน้ั อนบุ าลปที ี่ ๓
ที่ กิจกรรมประจำวนั (อายุ ๓-๔ป)ี (อายุ ๔-๕ป)ี (อายุ ๕-๖ป)ี
เวลาเรียน (นาท/ี วนั ) เวลาเรยี น (นาท/ี วนั ) เวลาเรียน (นาท/ี วนั )
๑ กิจกรรมเคล่ือนไหวและจงั หวะ ๒๐ ๒๐ ๒๐
๒ กิจกรรมเสรมิ ประสบการณ์ ๒๐ ๒๐ ๒๐
๓ กจิ กรรมสรา้ งสรรค์ ๒๐ ๒๐ ๒๐
๔ กิจกรรมเสรี ๔๐ ๔๐ ๔๐
๕ กิจกรรมกลางแจ้ง ๓๐ ๓๐ ๓๐
๖ เกมการศกึ ษา ๒๐ ๒๐ ๒๐
๗ ทักษะพื้นฐานในชีวติ ประจำวนั
- ตรวจสขุ ภาพ ไปห้องนำ้ ๑๐ ๑๐ ๑๐
- ดืม่ นม ๑๐ ๑๐ ๑๐
- ลา้ งมอื ลา้ งเทา้ ๑๐ ๑๐ ๑๐
- รับประทานอาหาร ๕๐ ๕๐ ๕๐
- นอนพักผอ่ น ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐
- เกบ็ ทีน่ อน ลา้ งหนา้ แปรง ๑๐ ๑๐ ๑๐
ฟนั
รวม ๖ ชวั่ โมง/วนั ๖ ชว่ั โมง/วนั ๖ ชว่ั โมง/วนั
๗๘
เวลา ตารางกจิ กรรมประจำวนั
๐๗.๓๐ – ๐๘.๐๐ น. กจิ กรรม
๐๘.๐๐ - ๐๘.๓๐ น.
- รบั เดก็ เปน็ รายบุคคล
๐๘.๓๐ - ๐๘.๔๐ น. - เคารพธงชาติ
- สวดมนต์
๐๘.๔๐ - ๐๙.๐๐ น. - ตรวจสขุ ภาพ / พาเดก็ ไปหอ้ งน้ำ
๐๙.๐๐ - ๐๙.๒๐ น. - ทำสมาธิ
๐๙.๒๐ – ๑๐.๒๐ น. - กจิ กรรมสนทนา ข่าว และเหตกุ ารณ์
๑๐.๒๐ - ๑๐.๕๐ น. - กจิ กรรมการเคลอื่ นไหวและจงั หวะ
๑๐.๕๐ – ๑๑.๐๐ น. - กิจกรรมเสรมิ ประสบการณ์
๑๑.๐๐ – ๑๑.๓๐ น. - กจิ กรรมสรา้ งสรรคแ์ ละเลน่ ตามมมุ ประสบการณ์
๑๑.๓๐ – ๑๒.๐๐ น. - กิจกรรมกลางแจ้ง
๑๒.๐๐ – ๑๔.๐๐ น. - ลา้ งมอื / เตรยี มเขา้ แถวไปโรงอาหาร
๑๔.๐๐ – ๑๔.๑๕ น. - รบั ประทานอาหารกลางวนั / แปรงฟัน
๑๔.๑๕ – ๑๔.๓๐ น. - กิจกรรมสง่ เสรมิ นิสยั รกั การอา่ น ( เล่า/ฟังนิทาน )
๑๔.๓๐ – ๑๔.๔๕ น. - ทำสมาธิ / ไหว้พระ / นอนหลับพกั ผอ่ น
๑๔.๔๕ – ๑๕.3๐ น. - เก็บทน่ี อนล้างหน้า
- พกั ( รบั ประทานอาหารวา่ ง )
- กิจกรรมเกมการศึกษา
- สรุป / เตรียมตวั กลบั บา้ น
สาระการเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้ใช้เป็นสื่อกลางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ
ทุกด้าน ให้เป็นไปตามจุดหมายของหลักสูตรที่กำหนด สาระการเรียนรู้ ประกอบด้วย ประสบการณ์สำคัญและ
สาระท่ีควรเรยี นรู้ ดงั น้ี
๑. ประสบการณส์ ำคญั
ประสบการณส์ ำคัญเปน็ แนวทางสำหรบั ผ้สู อนไปใชใ้ นการออกแบบการจดั ประสบการณ์ ให้เดก็ ปฐมวยั เรียนรู้
ลงมือปฏบิ ัติ และไดร้ ับการส่งเสริมพัฒนาการครอบคลุมทุกด้าน ดังน้ี
๑.๑ ประสบการณ์สำคัญทส่ี ง่ เสรมิ พัฒนาการด้านรา่ งกาย เปน็ การสนบั สนนุ ให้เด็กได้มโี อกาสพัฒนาการ
ใช้กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและระบบประสาท
ใ น ก า ร ท ำ ก ิ จ ว ั ต ร ป ร ะ จ ำ ว ั น ห ร ื อ ท ำ ก ิ จ ก ร ร ม ต ่ า ง ๆ แ ล ะ ส น ั บ ส น ุ น ใ ห ้ เ ด ็ ก ม ี โ อ ก า ส ด ู แ ล ส ุ ข ภ า พ แ ล ะ ส ุ ข อ น ามัย
และการรักษาความปลอดภยั ดงั น้ี
๗๙
๑.๑.๑ การใชก้ ลา้ มเนอื้ ใหญ่
- การเคลอ่ื นไหวอยู่กับที่
- การเคล่อื นไหวเคลือ่ นท่ี
- การเคลอ่ื นไหวพร้อมวัสดอุ ุปกรณ์
- การเคลื่อนไหวท่ีใช้ประสานสัมพันธ์ของการใชก้ ล้ามเนื้อใหญใ่ นการขว้าง
การจับ การโยน การเตะ
- การเล่นเคร่อื งเล่นสนามอย่างอสิ ระ
๑.๑.๒ การใชก้ ลา้ มเนอ้ื เล็ก
- การเลน่ เคร่ืองเลน่ สัมผัสและการสร้างสิ่งตา่ งๆ จากแทง่ ไม้บล็อก
- การเขยี นภาพและการเลน่ กบั สี
- การปัน้
- การประดิษฐส์ ง่ิ ต่างๆดว้ ยเศษวสั ดุ
- การหยบิ จับ การใช้กรรไกร การฉกี การตดั การปะ และการรอ้ ยวัสดุ
๑.๑.๓ การรกั ษาสขุ ภาพอนามยั ทดี่ สี ว่ นตน
- การปฏบิ ัตติ นตามสขุ อนามัย สุขนิสัยทด่ี ีในกจิ วตั รประจำวัน
๑.๑.๔ การรักษาความปลอดภยั
- การปฏบิ ตั ติ นใหป้ ลอดภัยในกิจวัตรประจำวนั
- การฟังนิทาน เร่อื งราว เหตุการณ์เกีย่ วกับการป้องกันและรักษาความปลอดภยั
- การเล่นเคร่อื งเลน่ อย่างปลอดภยั
- การเลน่ บทบาทสมมตเิ หตุการณต์ า่ งๆ
๑.๑.๕ การตระหนกั รเู้ กย่ี วกบั ร่างกายตนเอง
- การเคล่ือนไหวโดยควบคุมตนเองไปในทิศทาง ระดบั และพ้ืนที่
- การเคลื่อนไหวข้ามสิง่ กดี ขวาง
๑.๒ ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้แสดงออก
ทางอารมณ์และความรู้สึกของตนเองที่เหมาะสมกับวัย ตระหนักถึงลักษณะพิเศษเฉพาะที่เป็นอัตลักษณ์
ความเปน็ ตัวของตวั เอง มคี วามสุข รา่ เริงแจม่ ใส การเหน็ อกเห็นใจผอู้ ่ืนได้พัฒนาคุณธรรม จรยิ ธรรม สุนทรียภาพ
ความรูส้ ึกที่ดตี อ่ ตนเอง และความเช่ือม่นั ในตนเองขณะปฏิบตั กิ ิจกรรมตา่ งๆ ดังนี้
๑.๒.๑ สนุ ทรยี ภาพ
- การฟงั เพลง การร้องเพลง และการแสดงปฏิกิรยิ าโต้ตอบเสียงดนตรี
- การเลน่ เครอื่ งดนตรปี ระกอบจังหวะ
- การเคล่อื นไหวตามเสยี งเพลง/ดนตรี
- การเลน่ บทบาทสมมติ
๘๐
- การทำกจิ กรรมศลิ ปะตา่ งๆ
- การสร้างสรรค์สงิ่ สวยงาม
๑.๒.๒ การเลน่
- การเลน่ อิสระ
- การเล่นรายบคุ คล กลุ่มย่อย กลมุ่ ใหญ่
- การเล่นตามมุมประสบการณ์/มุมเล่นตา่ งๆ
- การเล่นนอกห้องเรียน
๑.๒.๓ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม
- การปฏบิ ัตติ นตามหลกั ศาสนาท่ีนบั ถอื
- การฟังนิทานเกยี่ วกบั คุณธรรม จริยธรรม
- การรว่ มสนทนา และแลกเปล่ียนความคดิ เหน็ เชิงจรยิ ธรรม
๑.๒.๔ การแสดงออกทางอารมณ์
- การพดู สะท้อนความรสู้ ึกของตนเองและผอู้ ื่น
- การเลน่ บทบาทสมมติ
- การเคลือ่ นไหวตามเสยี งเพลง/ดนตรี
- การร้องเพลง
- การทำงานศลิ ปะ
๑.๒.๕ การมอี ตั ลกั ษณ์เฉพาะตนและเชอ่ื วา่ ตนเองมคี วามสามารถ
- การปฏบิ ัติกจิ กรรมตา่ งๆ ตามความสามารถของตนเอง
๑.๒.๖ การเหน็ อกเห็นใจผอู้ นื่
- การแสดงความยนิ ดีเม่ือผูอ้ ืน่ มีความสุข เหน็ ใจเม่ือผอู้ น่ื เศรา้ หรอื เสยี ใจ
และการช่วยเหลอื ปลอบโยนเม่อื คนอนื่ ได้รับบาดเจ็บ
๑.๓ ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์
กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมต่างๆ รอบตัวจากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ผ่านการเรียนรู้ทางสังคม เช่น การเล่น
การทำงานกบั ผู้อืน่ การปฏบิ ตั กิ ิจวตั รประจำวัน การแก้ปัญหาขอ้ ขดั แยง้ ตา่ งๆ ดงั น้ี
๑.๓.๑ การปฏิบตั กิ จิ วัตรประจำวนั ดว้ ยตนเอง
- การช่วยเหลือตนเองในกจิ วตั รประจำวนั
- การปฏบิ ตั ติ นตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
๑.๓.๒ การดแู ลรักษาธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม
- การมสี ว่ นร่วมรับผดิ ชอบในการดแู ลส่ิงแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกห้องเรยี น
- การใช้วสั ดสุ ่งิ ของเคร่ืองใชอ้ ย่างคมุ้ ค่า
- การทำงานศลิ ปะทีน่ ำวสั ดหุ รือสง่ิ ของเคร่ืองใชท้ ่ีใช้แล้ว มาใช้ซำ้ หรอื แปรรปู แล้วนำกลบั มาใช้ใหม่
- การเพาะปลูกและดูแลตน้ ไม้
๘๑
- การเล้ียงสตั ว์
- การสนทนาข่าวและเหตุการณ์ทีเ่ ก่ยี วกับธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ มในชวี ิตประจำวนั
๑.๓.๓ การปฏบิ ตั ติ ามวฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ และความเปน็ ไทย
- การเล่นบทบาทสมมติการปฏิบัติตนในความเปน็ คนไทย
- การปฏบิ ัติตนตามวฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ ท่ีอาศยั และประเพณีไทย
- การประกอบอาหารไทย
- การศกึ ษานอกสถานท่ี
- การละเล่นพ้นื บ้านของไทย
๑.๓.๔ การมปี ฏสิ มั พนั ธ์ มสี ว่ นรว่ มและบทบาทสมาชกิ ของสังคม
- การรว่ มกำหนดข้อตกลงของห้องเรียน
- การปฏบิ ัตติ นเป็นสมาชกิ ทด่ี ขี องหอ้ งเรยี น
- การให้ความร่วมมือในการปฏิบตั ิกจิ กรรมต่างๆ
- การดแู ลหอ้ งเรียนร่วมกัน
- การรว่ มกิจกรรมวันสำคัญ
๑.๓.๕ การเลน่ และทำงานแบบรว่ มมอื รว่ มใจ
- การรว่ มสนทนาและแลกเปลี่ยนความคดิ เหน็
- การเลน่ และทำงานรว่ มกับผู้อ่ืน
- การทำศิลปะแบบร่วมมือ
๑.๓.๖ การแกป้ ญั หาความขดั แยง้
- การมสี ่วนร่วมในการเลือกวิธีการแก้ปัญหา
- การมสี ่วนรว่ มในการแกป้ ัญหาความขัดแย้ง
๑.๓.๗ การยอมรบั ในความเหมอื นและความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล
- การเล่นหรอื ทำกจิ กรรมร่วมกับกลุม่ เพ่ือน
๑.๔ ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้ เรียนรู้
สิ่งต่างๆรอบตัวผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม บุคคลและสื่อต่างๆ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย
เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กพัฒนาการใช้ภาษา จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การคิดเชิงเหตุผล และ
การคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รอบตัวและมีความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้
ในระดับท่สี งู ขึน้ ตอ่ ไป
๑.๔.๑ การใชภ้ าษา
- การฟงั เสียงตา่ งๆในสงิ่ แวดลอ้ ม
- การฟังและปฏบิ ัตติ ามคำแนะนำ
- การฟังเพลง นทิ าน คำคล้องจอง บทร้อยกรองหรือเร่ืองราวต่างๆ
- การพูดแสดงความคิด ความรู้สกึ และความต้องการ
๘๒
- การพดู กับผู้อน่ื เกีย่ วกบั ประสบการณข์ องตนเอง หรือพดู เล่าเรอื่ งราวเกีย่ วกับตนเอง
- การพดู อธิบายเก่ยี วกับสิ่งของ เหตกุ ารณ์และความสัมพันธ์ของส่งิ ตา่ งๆ
- การพดู อยา่ งสรา้ งสรรค์ในการเล่นและการกระทำต่างๆ
- การรอจังหวะท่ีเหมาะสมในการพูด
- การพดู เรยี งลำดับคำเพ่ือใชใ้ นการสื่อสาร
- การอา่ นหนังสือภาพ นิทานหลากหลายประเภท/รปู แบบ
- การอ่านอยา่ งอสิ ระตามลำพัง การอา่ นรว่ มกัน การอ่านโดยมผี ชู้ ้ีแนะ
- การเหน็ แบบอย่างของการอ่านท่ถี ูกต้อง
- การสงั เกตทศิ ทางการอา่ นตวั อักษร คำ และขอ้ ความ
- การอ่านและช้ขี ้อความ โดยกวาดสายตาตามบรรทัดจากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง
- การสังเกตตวั อกั ษรในชือ่ ของตน หรอื คำคุน้ เคย
- การสังเกตตัวอักษรที่ประกอบเปน็ คำผา่ นการอ่านหรือเขยี นของผู้ใหญ่
- การคาดเดาคำ วลี หรือประโยคทมี่ โี ครงสร้างซ้ำๆกัน จากนทิ าน เพลง คำคลอ้ งจอง
- การเล่นเกมทางภาษา
- การเขยี นร่วมกันตามโอกาส และการเขยี นอสิ ระ
- การเขียนคำทีม่ ีความหมายกับตัวเดก็ /คำคนุ้ เคย
- การคิดสะกดคำและเขียนเพ่ือสอื่ ความหมายดว้ ยตนเองอย่างอสิ ระ
๑.๔.๒ การคดิ รวบยอด การคดิ เชิงเหตผุ ล การตดั สินใจและการแกป้ ญั หา
- การสังเกตลักษณะ สว่ นประกอบ การเปลี่ยนแปลง และความสัมพันธข์ องส่ิงต่างๆ
- โดยใชป้ ระสาทสมั ผสั อย่างเหมาะสม
- การสงั เกตส่ิงตา่ งๆ และสถานที่จากมุมมองท่ีตา่ งกนั
- การบอกและแสดงตำแหนง่ ทิศทาง และระยะทางของสิ่งตา่ งๆ ดว้ ยการกระทำ
ภาพวาด ภาพถา่ ย และรปู ภาพ
- การเล่นกบั สอื่ ต่างๆ ที่เปน็ ทรงกลม ทรงส่เี หลี่ยมมุมฉาก ทรงกระบอก ทรงกรวย
- การคัดแยก การจดั กลมุ่ และการจำแนกส่งิ ต่างๆ ตามลักษณะและรปู รา่ ง รูปทรง
- การทำซ้ำ การตอ่ เตมิ และการสรา้ งแบบรูป
- การนบั และแสดงจำนวนของสิง่ ต่างๆในชีวติ ประจำวนั
- การเปรยี บเทยี บและเรยี งลำดับจำนวนของส่งิ ต่างๆ
- การรวมและการแยกสิง่ ตา่ งๆ
- การบอกและแสดงอนั ดบั ทีข่ องส่ิงตา่ งๆ
- การช่งั ตวง วดั ส่งิ ต่างๆโดยใช้เครือ่ งมอื และหนว่ ยทีไ่ ม่ใชห่ น่วยมาตรฐาน
- การจบั คู่ การเปรยี บเทยี บ และการเรียงลำดบั สิ่งต่างๆ ตามลักษณะความยาว/
๘๓
ความสูงนำ้ หนัก ปริมาตร
- การบอกและเรียงลำดับกจิ กรรมหรอื เหตูการณ์ตามชว่ งเวลา
- การใชภ้ าษาทางคณติ ศาสตร์กับเหตกุ ารณใ์ นชวี ติ ประจำวัน
- การอธิบายเชอ่ื มโยงสาเหตแุ ละผลทเ่ี กิดขึน้ ในเหตุการณ์หรือการกระทำ
- การคาดเดาหรอื การคาดคะเนส่ิงทอ่ี าจเกดิ ขึ้นอยา่ งมเี หตผุ ล
- การมสี ่วนร่วมในการลงความเห็นจากขอ้ มลู อยา่ งมเี หตุผล
- การตัดสินใจและมีส่วนรว่ มในกระบวนการแก้ปญั หา
๑.๔.๓ จนิ ตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์
- การรบั รู้ และแสดงความคิดความรู้สกึ ผ่านสอื่ วสั ดุ ของเลน่ และชิ้นงาน
- การแสดงความคดิ สรา้ งสรรค์ผา่ นภาษา ทา่ ทาง การเคลื่อนไหว และศิลปะ
- การสร้างสรรค์ชนิ้ งานโดยใช้รปู ร่างรูปทรงจากวสั ดทุ ห่ี ลากหลาย
๑.๔.๔ เจตคตทิ ด่ี ตี อ่ การเรยี นรแู้ ละการแสวงหาความรู้
- การสำรวจสิ่งต่างๆ และแหลง่ เรยี นรรู้ อบตวั
- การตงั้ คำถามในเร่อื งท่สี นใจ
- การสืบเสาะหาความรเู้ พ่ือค้นหาคำตอบของข้อสงสัยต่างๆ
- การมสี ว่ นรว่ มในการรวบรวมข้อมลู และนำเสนอข้อมลู จากการสบื เสาะหาความรู้
ในรูปแบบตา่ งๆและแผนภูมิอย่างง่าย
๒. สาระการเรยี นรู้
สาระทีค่ วรเรยี นรู้ เปน็ เร่อื งราวรอบตวั เด็กท่ีนำมาเปน็ ส่ือกลางในการจัดกิจกรรมให้เด็กเกดิ แนวคดิ หลังจาก
นำสาระการเรียนรู้นั้น ๆ มาจัดประสบการณ์ให้เด็ก เพื่อให้บรรลุจัดหมายที่กำหนดไว้ทั้งนี้ ไม่เน้นการท่องจำเนื้อหา
ครูสามารถกำหนดรายละเอียดขึ้นเองให้สอดคล้องกับวัย ความต้องการ และความสนใจของเด็ก โดยให้เด็กได้เรียนรู้
ผ่านประสบการณส์ ำคญั ทง้ั นี้ อาจยืดหยนุ่ เนื้อหาได้โดยคำนึงถึงประสบการณแ์ ละสิง่ แวดล้อมในชวี ิตจริงของเด็ก ดังน้ี
๒.๑ เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรรู้จักชื่อ นามสกุล รูปร่างหน้าตา รู้จักอวัยวะต่างๆ วิธีระวังรักษา
ร่างกายให้สะอาดและมีสุขภาพอนามัยที่ดี รู้จักการป้องกันตัวจากสถานการณ์โควิด การรับประทานอาหารที่เป็น
ประโยชน์ การระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองจากผู้อื่นและภัยใกล้ตวั รวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างปลอดภัย
การรู้จักความเป็นมาของตนเองและครอบครัว การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัวและโรงเรียน การเคารพ
สิทธขิ องตนเองและผู้อนื่ การรู้จกั แสดงความคิดเห็นของตนเองและรับฟังความคดิ เห็นของผู้อ่นื การกำกบั ตนเอง การ
เล่นและทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองตามลำพังหรือกับผู้อื่น การตระหนักรู้เกี่ยวกับตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การ
สะท้อนการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกอย่างเห มาะสม
การแสดงมารยาททด่ี ี การมคี ุณธรรมจริยธรรม
๒.๒ เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน
และบุคคลต่างๆ ที่เด็กต้องเกี่ยวข้องหรือใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน สถานที่สำคัญ วันสำคัญ อาชีพ
ของคนในชุมชน ศาสนา แหล่งวัฒนาธรรมในชุมชน สัญลักษณ์สำคัญของชาติไทยและการปฏิบัติตามวัฒนธรรม
ทอ้ งถิน่ และความเปน็ ไทย หรือแหลง่ เรียนรู้จากภมู ปิ ัญญาท้องถิ่นอื่นๆ
๘๔
๒.๓ ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เก่ียวกบั ชื่อ ลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสัมพนั ธ์
ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเกี่ยวกับดิน น้ำ ท้องฟ้า สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ แรง และพลังงาน
ในชวี ติ ประจำวนั ท่แี วดล้อมเดก็ รวมท้งั การอนุรกั ษ์สิ่งแวดล้อมและการรกั ษาสาธารณสมบัติ
๒.๔ สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายในชีวิตประจำวัน ความรู้
พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้หนังสือและตัวหนังสือ รู้จักชื่อ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รูปร่าง รูปทรง ปริมาตร น้ำหนัก
จำนวน ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆรอบตัว เวลา เงิน ประโยชน์ การใช้งาน และ
การเลือกใช้สิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยีและการสื่อสารต่างๆ ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน
อยา่ งประหยดั ปลอดภัยและรกั ษาสง่ิ แวดล้อม
จากสาระการเรียนรู้ทีห่ ลกั สูตรกำหนดไว้ คณะกรรมการจัดทำหลักสูตรสถานศกึ ษาระดับปฐมวัย โรงเรียน
วัดท่าราบ(วันชัยประชานุกลู )ได้นำมาวิเคราะห์และกำหนดเปน็ สาระการเรยี นรู้ โดยได้บูรณาการ สาระทีค่ วรเรียนรู้
เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีความเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนเข้าไปในสาระการเรียนรู้ดังกล่าวด้วย ซึ่งได้
นำมาจัดทำในลักษณะของหน่วยการจดั ประสบการณ์แบบบรู ณาการทัง้ หมด ๓๖ หน่วยการเรียน ๔๐ สัปดาห์ ตลอด
ปีการศกึ ษา ในระดบั ชั้นอนบุ าลปที ี่ 1 อนบุ าลปีที่ ๒ และชัน้ อนุบาลปที ี่ ๓ ดงั ตาราง
การจดั ประสบการณ์
ระดบั ปฐมวยั โรงเรียนวดั ทา่ ราบ(วนั ชยั ประชานกุ ลู )
สาระทคี่ วรเรยี นรู้ ชน้ั อนบุ าลปที ี่ ๑ หนว่ ย/เรอ่ื ง ชน้ั อนบุ าลปที ่ี ๓
ชน้ั อนบุ าลปีท่ี ๒ (๕-๖ป)ี
(๓-๔ป)ี
(๔-๕ป)ี ๑. สำรวจตวั เรา
๑. เรอื่ งราวเกยี่ วกบั ตวั เดก็ ๑. การเคลื่อนไหว ๑. หนูนอ้ ยคนเกง่ ๒. รอบรู้เรอื่ งรา่ งกาย
๒. หนนู อ้ ยมารยาทงาม ๓. เด็กดมี คี วามสามารถ
๑.๑ ชอ่ื นามสกลุ รูปรา่ งหน้าตา ท่าทาง ๓. เรียนร้รู า่ งกาย ๔. เรยี นรู้ประสาทสัมผสั
๔. ประสาทสัมผสั ๕. ความปลอดภัยใกลต้ ัว
๑.๒ รู้จกั อวัยวะต่าง ๆ ๒. อารมณ์ทีแ่ ตกตา่ ง ของเรา ๖. อาหารดมี ีประโยชน์
๕. ปลอดภยั ไวก้ อ่ น ๗. คณุ ธรรมสร้างได้
๑.๓ วธิ ีระวงั รกั ษาร่างกายให้ ๓. รูปรา่ งลักษณะ ๖. อาหารดีมีคณุ คา่ ในใจเรา
๗. เด็กดจี ิตใจงาม
สะอาดและมสี ุขภาพอนามยั ที่ดี ต่างกัน
๑.๔ การรบั ประทานอาหารท่ี ๔. ประสาทสมั ผสั
เปน็ ประโยชน์ ๕. ความปลอดภยั
๑.๕ การระมัดระวงั ความ ๖. อาหารดี
ปลอดภยั ของตนเอง ๗. เดก็ ดีมีวินัย
๑.๖ การรจู้ ักความเป็นมาของ
ตนเองและครอบครวั
๑.๗ การปฏบิ ัติตนเปน็ สมาชิกท่ีดี
ของครอบครัวและโรงเรียน
๑.๘ การแสดงออกทางอารมณ์
และความร้สู กึ อยา่ งเหมาะสม
๘๕
๑.๙ การแสดงมารยาทที่ดี ๘. โรงเรียนของเรา ๘. โรงเรยี นท่ีรกั ๘. ฉนั รักโรงเรยี น
๑.๑๐ การมีคุณธรรมจรยิ ธรรม ๙. บ้านของเรา ๙. บ้านของฉัน ๙. บ้านแสนสขุ
๒. เรอ่ื งราวเกย่ี วกบั บคุ คลและ ๑๐. สมาชกิ ใน ๑๐. ครอบครวั อบอุ่น ๑๐. สายใยครอบครวั
สถานทีแ่ วดลอ้ มเดก็ ครอบครัว ๑๑. พระคุณแม่ ๑๑. พระคณุ แม่
๒.๑ ครอบครวั ๑๑. พระคุณแม่ ๑๒. เรารักสามคั คี ๑๒. ประชาคมอาเซียน
๒.๒ โรงเรียน ๑๓. ประชาคมอาเซยี น
๒.๓ บคุ คลในชุมชน ชน้ั อนบุ าลปีที่ ๑ ชน้ั อนบุ าลปที ่ี ๓
๒.๔ สถานท่ีสำคัญ (๓-๔ป)ี หนว่ ย/เรอ่ื ง (๕-๖ป)ี
ชน้ั อนบุ าลปที ี่ ๒
สาระท่คี วรเรยี นรู้ ๑๒. บคุ คลต่างๆท่ี ๑๓. สถานทส่ี ำคญั ใน
เกี่ยวข้องกับเรา (๔-๕ป)ี อาเซียน
๒.๕ วันสำคญั ๑๓. ประชาคมอาเซียน ๑๔. กา้ วไกลสูอ่ าเซยี น ๑๔. พ่อผู้มีพระคุณ
๒.๖ อาชีพของคนในชุมชน ๑๔. พอ่ ผูม้ ีพระคุณ ๑๕. พ่อผ้มู ีพระคณุ ๑๕. ความหลากหลาย
๒.๗ แหลง่ วฒั นธรรมในชุมชน ๑๕. สถานทใี่ กล้ตวั เรา ๑๖. ชุมชนนา่ อยู่ ในชุมชน
๒.๘ สัญลกั ษณ์สำคัญของชาตไิ ทย ๑๖. อาชีพต่างๆ ๑๗. เรารกั ประเทศไทย ๑๖. ชุมชนสรา้ งสุข
๒.๙ การปฏบิ ัตติ ามวัฒนธรรม ในชมุ ชน ๑๗. ชาตไิ ทยของเรา
ทอ้ งถิน่ และความเปน็ ไทย ๑๗. เรารกั ประเทศไทย ๑๘. พืชผกั ผลไม้
๑๘. ประเพณีไทย ๑๙. วทิ ยาศาสตร์รอบตวั ๑๘. วิทยาศาสตร์
๓. ธรรมชาตริ อบตวั ๑๙. พชื ผกั ผลไม้ ๒๐. รอบร้ชู ีวติ สตั ว์ ชวนคิด
๓.๑ สง่ิ มชี ีวติ ๒๐. วิทยาศาสตร์ ๒๑. สัตวโ์ ลกนา่ รัก ๑๙. คน้ หาชวี ิตสัตวโ์ ลก
- คน พาเพลิน ๒๒. ดอกไม้แสนสวย ๒๐. สัตว์โลกนา่ รู้
- พชื ๒๑. สัตวร์ อบตวั ๒๓. ตน้ ไม้มีชวี ติ ๒๑. หมอกขาวดอกไม้สวย
- สัตว์ ๒๒. สัตว์โลกนา่ รกั ๒๔. โลกสวยด้วยมอื เรา ๒๒. ตน้ ไม้ให้คณุ ค่า
๓.๒ สิ่งไมม่ ชี ีวิต ๒๓. ดอกไม้ ๒๕. ภยั ธรรมชาติที่ควรรู้ ๒๓. ปลอดภยั จากภยั
- หิน ดิน ทราย ๒๔. รจู้ กั ตน้ ไม้ ๒๖. รอบรฤู้ ดกู าล ธรรมชาติ
๓.๓ ส่งิ แวดลอ้ ม ๒๕. สิง่ มีชวี ิต ๒๗. อากาศสดช่นื ๒๔. เดก็ ดีมคี วามพอเพียง
- นำ้ ขยะ ไฟฟา้ พลงั งาน ๒๖. สง่ิ ไมม่ ชี ีวติ ๒๘. ทอ้ งฟ้านา่ รู้ ๒๕. รอบรฤู้ ดูกาล
๓.๔ การเปลย่ี นแปลงของธรรมชาติ ๒๗. ฤดูกาลมาเยือน ๒๙. ธรรมชาตบิ อกเวลา ๒๖. อากาศสดชืน่
- ท้องฟ้า สภาพอากาศ ๒๘. ภยั ธรรมชาตนิ า่ รู้ ๓๐. สิ่งมคี ่าจากธรรมชาติ ๒๗. ปรากฏการณ์บน
๒๙. ทอ้ งฟา้ บอกเวลา ท้องฟา้
ภยั ธรรมชาติ ๓๐. นำ้ ดนิ หิน ๒๘. กลางวันกลางคนื
- ฤดกู าล ๒๙. นำ้ ดนิ หินรอบตัว
๓.๕ การอนรุ ักษ์ส่ิงแวดลอ้ มและ
การรกั ษาสาธารณสมบตั ิ
๘๖
สาระทีค่ วรเรยี นรู้ ชนั้ อนบุ าลปีท่ี ๑ หนว่ ย/เรอ่ื ง ชนั้ อนบุ าลปีท่ี ๓
(๓-๔ป)ี ชน้ั อนบุ าลปีที่ ๒ (๕-๖ป)ี
๔. สง่ิ ตา่ ง ๆ รอบตวั เดก็
๔.๑ ชื่อ ลกั ษณะ สี ผวิ สัมผสั ๓๑. การเล่นดว้ ยกนั (๔-๕ป)ี ๓๐. ของเล่นของใช้
๓๒. คณติ ศาสตร์ ๓๑. ของเลน่ ของใช้ มคี ณุ ค่า
ขนาด รปู รา่ ง รปู ทรง ปรมิ าตร พาเพลิน ๓๒. ตวั เลขมหัศจรรย์ ๓๑. ไขล่ ้มลุก
นำ้ หนกั จำนวน ส่วนประกอบ ๓๓. เคร่ืองใช้ให้ความ ๓๓. เดินทางแสนสนกุ ๓๒. สนุกกบั คณิตศาสตร์
สะดวก ๓๔. เทคโนโลยีเพื่อ ๓๓. สสี นั ชวนมอง
๔.๒ การเปล่ียนแปลงและ ๓๔. การเดินทาง การสื่อสาร ๓๔. สนกุ กบั การ
ความสมั พันธ์ของสิง่ ตา่ งๆรอบตวั ๓๕. การตดิ ต่อส่อื สาร ๓๕. สถานทใี่ กล้ตวั เรา เดินทาง
เวลา เงิน ประโยชน์ การใชง้ าน ๓๖. พลังงานนา่ รู้ ๓๖. พลงั งานรอบตวั ๓๕. เทคโนโลยีเพือ่
การสอ่ื สาร
๔.๓ การเลือกใชส้ ่งิ ของเครอ่ื งใช้ ๓๖. รอบรพู้ ลงั งาน
๔.๔ ยานพาหนะ การคมนาคม
๔.๕ เทคโนโลยีและการส่ือสาร
ตา่ งๆ
การจัดประสบการณ์ ภาคเรียนที่ ๑ จำนวน ๒๑ หน่วยการเรียน ๒๑ สัปดาห์ ภาคเรียนที่ ๒ จำนวน๑๕
หนว่ ยการเรียน ๑๕ สปั ดาห์ และโรงเรียนวดั ทา่ ราบ(วันชยั ประชานุกูล) ได้จดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้ การสอนแบบ
บูรณาการ โครงการ (Project Approach) (Active Learning) (Stem) (วทิ ยาศาสตร์ )จำนวน ๔ สัปดาห์ รวมท้ังส้นิ
๔๐ สปั ดาห์
การประเมนิ พฒั นาการ
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ ๓ – ๖ ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกายอารมณ์ จิตใจ สังคม
และสติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่อง และเป็น ส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติที่จัดให้เด็กในแต่ละวัน
ผลที่ได้จากการสังเกตพัฒนาการเด็กต้องนำมาจัดทำสารนิทัศน์หรือจดั ทำข้อมูลหลักฐานหรือเอกสารอย่างเป็นระบบ
ด้วยการรวบรวมผลงานสำหรับเด็กเป็นรายบุคคลที่สามารถบอกเรื่องราวหรือประสบการณท์ ี่เด็กได้รับว่าเด็กเกิดการ
เรียนรู้และมีความก้าวหน้าเพียงใดทั้งน้ี ให้นาข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการเด็กมาเป็นข้อมูลสารสนเทศเพ่ือ
พิจารณา ปรับปรุงวางแผนการจัดกิจกรรม และส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาตามจุดหมายของหลักสูตร
อย่างต่อเน่อื งการประเมินพฒั นาการควรยึดหลัก ดังนี้
๑. วางแผนการประเมินพฒั นาการอยา่ งเปน็ ระบบ
๒. ประเมนิ พัฒนาการเดก็ ครบทุกดา้ น
๓. ประเมินพัฒนาการเดก็ เป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนอ่ื งตลอดปี
๔. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจรงิ จากกิจกรรมประจำวันดว้ ยเครื่องมือและวิธกี ารท่หี ลากหลาย
๘๗
๕. สรปุ ผลการประเมิน จัดทำขอ้ มูลสารสนเทศและนำผลการประเมนิ ไปใช้พฒั นาเดก็
สำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ ๓ – ๖ ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึกพฤติกรรม
การสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวเิ คราะหข์ อ้ มูลจากผลงานเดก็ ทเี่ ก็บอยา่ งมีระบบ
ประเภทของการประเมนิ พฒั นาการ
การพฒั นาคุณภาพการเรยี นรขู้ องเด็ก ประกอบดว้ ย
๑) วัตถุประสงค์ (Obejetive) ซึ่งตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมายถึง จุดหมายซึ่ง
เปน็ มาตรฐานคณุ ลักษณะทีพ่ ึงประสงค์ ตัวบง่ ชี้และสภาพทีพ่ งึ ประสงค์
๒) การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (Leaning) ซึ่งเป็นกระบวนการได้มาของความรู้หรือทักษะผ่านการ
กระทำสิ่งต่างๆ ที่สำคัญตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยกำหนดให้หรือที่เรียกว่า ประสบการณ์สำคัญ
ในการช่วยอธิบายให้ครูเข้าใจถึงประสบการณ์ที่เด็กปฐมวัยต้องทำเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว และช่วยแนะผู้สอน
ในการสงั เกต สนับสนุน และวางแผนการจัดกจิ กรรมใหเ้ ดก็ และ
๓) การประเมินผล (Evaluation) เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมหรือความสามารถตามวยั ที่คาดหวงั ให้เด็กเกิดข้ึน
บนพนื้ ฐานพฒั นาการตามวยั หรอื ความสามารถตามธรรมชาติในแตล่ ะระดบั อายุ เรยี กว่า สภาพท่ีพึงประสงค์ ที่ใช้เป็น
เกณฑ์สำคัญสำหรับการประเมินพัฒนาการเด็ก เป็นเปา้ หมายและกรอบทศิ ทางในการพฒั นาคุณภาพเด็กทั้งนป้ี ระเภท
ของการประเมินพัฒนาการ อาจแบ่งได้เปน็ ๒ ลักษณะ คือ
แบง่ ตามวตั ถปุ ระสงคข์ องการประเมนิ
การแบง่ ตามวัตถุประสงค์ของการประเมนิ แบง่ ได้ ๒ ประเภท ดงั น้ี
๑) การประเมนิ ความก้าวหนา้ ของเด็ก (Formative Evaluation) หรือการประเมินเพื่อพัฒนา (Formative
Assessment) หรือการประเมนิ เพื่อเรยี น (Assessment for Learning) เป็นการประเมินระหวา่ งการจัดระสบการณ์
โดยเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เกยี่ วกับผลพัฒนาการและการเรียนร้ขู องเด็กในระหวา่ งทำกจิ กรรมประจำวัน/กจิ วัตรประจำวัน
ปกติอย่างต่อเนื่อง บันทึก วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูลแล้วนำมาใช้ในการส่งเสริมหรือปรับปรุงแก้ไขการเรียนรู้
ของเด็ก และการจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ของผู้สอน การประเมินพัฒนาการกับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ของ
ผู้สอนจึงเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันหากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ก็ขาดประสิทธิภาพ เป็นการ
ประเมินผลเพื่อให้รู้จุดเด่น จุดที่ควรส่งเสริม ผู้สอนต้องใช้วิธีการและเครื่องมือประเมินพัฒนาการที่หลากหลาย เชน่
การสังเกต การสัมภาษณ์ การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถึงความก้าวหน้าแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล การใช้
แฟ้มสะสมงาน เพื่อให้ได้ข้อสรุปของประเด็นที่กำหยด สิ่งที่สำคัญที่สุดในการประเมินความก้าวหน้าคือ การจัด
ประสบการณใ์ หก้ บั เด็กในลักษณะการเชื่อมโยงประสบการณ์เดมิ กับประสบการณ์ใหม่ทำให้การเรียนรู้ของเด็กเพ่ิมพูน
ปรบั เปล่ียนความคิด ความเขา้ ใจเดมิ ท่ไี มถ่ ูกต้อง ตลอดจนการใหเ้ ด็กสามารถพัฒนาการเรียนรขู้ องตนเองได้
๒) การประเมินผลสรุป (Summatie Evaluation) หรือ การประเมินเพื่อตัดสินผลพัฒนาการ (Summatie
Assessment) หรอื การประเมนิ สรุปผลของการเรียนรู้ (Assessment of Learning) เปน็ การประเมินสรุปพัฒนาการ
๘๘
เพื่อตัดสินพัฒนาการของเด็กว่ามีความพร้อมตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ข องหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
หรือไม่ เพอ่ื เปน็ การเชื่อมต่อของการศึกษาระดบั ปฐมวยั กับช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๑
ดังนั้น ผู้สอนจึงควรให้ความสำคัญกับการประเมินความก้าวหน้าของเด็กในระดับห้องเรียนมากกว่าการ
ประเมนิ เพอ่ื ตัดสนิ ผลพัฒนาการของเดก็ เม่ือส้ินภาคเรยี นหรอื สิน้ ปีการศึกษา
แบง่ ตามระดบั ของการประเมนิ
การแบ่งตามระดบั ของการประเมนิ แบง่ ได้เป็น ๒ ประเภท
๑) การประเมินพัฒนาการระดับชั้นเรียน เป็นการประเมินพัฒนาการที่อยู่ในกระบวนการจัดประสบการณ์
การเรียนรู้ ผู้สอนดำเนินการเพื่อพัฒนาเด็กและตัดสินผลการพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ
สติปัญญา จากกิจกรรมหลกั /หน่วยการเรียนรู้(Unit) ที่ผู้สอนจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก ผู้สอนประเมินผลพัฒนาการ
ตามสภาพที่พึงประสงค์และตัวบ่งชี้ที่กำหนดเป็นเป้าหมายในแต่ละแผนการจัดประสบการณ์ของหน่วย
การเรียนรู้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น การสังเกต การสนทนา การสัมภาษณ์ การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถึงความก้าวหนา้
แต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล การแสดงกริยาอาการต่างๆของเด็กตลอดเวลาที่จัดประสบการณ์เรียนรู้
เพื่อตรวจสอบและประเมินว่าเด็กบรรลุตามสภาพที่พึงประสงค์ละตัวบ่งชี้ หรือมีแนวโน้มว่าจะบรรลุสภาพ
ที่พึงประสงค์และตัวบ่งชีเ้ พียงใด แล้วแก้ไขข้อบกพร่องเป็นระยะๆอยา่ งต่อเนือ่ ง ทั้งนี้ ผู้สอนควรสรุปผลการประเมิน
พัฒนาการวา่ เด็กมผี ลอันเกดิ จากการจัดประสบการณ์การเรยี นร้หู รือไม่ และมากน้อยเพียงใด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
รวบรวมหรือสะสมผลการประเมินพัฒนาการในกิจกรรมประจำวัน/กิจวัตรประจำวัน/หน่วยการเรียนรู้ หรือผลตาม
รูปแบบการประเมินพัฒนาการที่สถานศึกษากำหนด เพื่อนำมาเป็นข้อมูลใช้ปรังปรุงการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
และเป็นขอ้ มูลในการสรุปผลการประเมินพัฒนาในระดับสถานศึกษาต่อไปอีกดว้ ย
๒) การประเมินพัฒนาการระดับสถานศึกษา เป็นการตรวจสอบผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก
เป็นรายบคุ คลเป็นรายภาค/รายปี เพอ่ื ให้ไดข้ ้อมูลเกย่ี วกบั การจัดการศึกษาของเดก็ ในระดับปฐมวัยของสถานศึกษาว่า
ส่งผลตาการเรียนรู้ของเด็กตามเป้าหมายหรือไม่ เด็กมีสิ่งที่ต้องการได้รับการพัฒนาในด้านใด รวมทั้งสามารถ
นำผลการประเมินพัฒนาการของเด็กในระดับสถานศึกษาไปเป็นข้อมูลและสารสนเทศในการปรับปรุง
หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย โครงการหรือวิธีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตลอดจนการจัดแผนพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาตามแผนการประกนั คณุ ภาพการศึกษาและการรายงานผลการพัฒนาคุณภาพเด็กต่อ
ผู้ปกครอง นำเสนอคณะกรรมการถานศึกษาขั้นพื้นฐานรับทราบ ตลอดจนเผยแพร่ต่อสาธรณชน ชุมชน หรือ
หน่วยงานต้นสงั กัดหรอื หน่วยงานตน้ สังกดั หน่วยงานที่เกีย่ วขอ้ งตอ่ ไป
อนึ่ง สำหรับการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยในระดับเขตพื้นที่การศึกษาหรือระดับประเทศนั้นหากเขต
พน้ื ท่ีการศึกษาใดมีความพรอ้ ม อาจมกี ารดำเนนิ งานในลักษณะของการสุ่มกลมุ่ ตวั อย่างเดก็ ปฐมวัยเข้ารับการประเมิน
ก็ได้ ทั้งนี้ การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยขอให้ถือปฏิบัติตามหลักการการประเมินพัฒนาการตามหลักสูตร
การศกึ ษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐
๘๙
บทบาทหนา้ ทขี่ องผเู้ กยี่ วขอ้ งในการดำเนนิ งานประเมนิ พฒั นาการ
การดำเนินงานประเมนิ พัฒนาการของโรงเรียนวัดท่าราบ(วันชยั ประชานุกูล)เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามามี
สว่ นรว่ มในการประเมินพัฒนาการและร่วมรบั ผิดชอบอยา่ งเหมาะสมตามบริบทของโรงเรยี น ดังน้ี
ผปู้ ฏบิ ตั ิ บทบาทหนา้ ทใี่ นการประเมนิ พัฒนาการ
ครูผสู้ อนปฐมวัย ๑. ศกึ ษาหลกั สูตรสถานศกึ ษาปฐมวยั และแนวการปฏบิ ตั ิการประเมนิ พัฒนาการตาม
หลักสตู รสถานศกึ ษาปฐมวยั
๒. วิเคราะห์และวางแผนการประเมินพัฒนาการทสี่ อดคล้องกับหนว่ ยการเรียนร/ู้
กิจกรรมประจำวัน/กจิ วตั รประจำวัน และสถานการณโ์ ควดิ
๓. จดั ประสบการณ์ตามหน่วยการเรยี นรู้ ประเมนิ พัฒนาการ และบนั ทกึ ผล
๔. รวบรวมผลการประเมินพัฒนาการ แปลผลและสรุปผลการประเมินเม่ือส้นิ ภาคเรยี น
และสิ้นปกี ารศึกษา
๕. สรปุ ผลการประเมนิ พัฒนาการระดับชน้ั เรียนลงในสมุดบันทกึ ผลการประเมินพัฒนาการ
ประจำชน้ั
๖. จดั ทำสมดุ รายงานประจำตัวนักเรยี น
๗. เสนอผลการประเมนิ พัฒนาการตอ่ ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาลงนามอนมุ ัติ
ผบู้ ริหารสถานศึกษา ๑.กำหนดผูร้ ับผดิ ชอบงานประเมนิ พฒั นาการตามหลักสูตร และวางแนวทางปฏบิ ตั ิ
การประเมินพฒั นาการเดก็ ปฐมวยั ตามหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย
๒. นเิ ทศ กำกบั ตดิ ตามให้การดำเนินการประเมินพฒั นาการใหบ้ รรลุเปา้ หมาย
๓. นำผลการประเมนิ พฒั นาการไปจดั ทำรายงานผลการดำเนนิ งานกำหนดนโยบายและ
วางแผนพฒั นาการจัดการศึกษาปฐมวยั
พ่อ แม่ ผปู้ กครอง ๑. ให้ความรว่ มมือกับครูผสู้ อนในการประเมินพฤตกิ รรมของเดก็ ทสี่ งั เกตได้จากท่ีบ้านเพื่อ
เปน็ ขอ้ มลู ประกอบการแปลผลทเ่ี ท่ยี งตรงของครูผสู้ อน
ผปู้ ฏบิ ตั ิ ๒. รับทราบผลการประเมนิ ของเด็กและสะท้อนให้ข้อมูลย้อนกลบั ทเี่ ปน็ ประโยชนใ์ นการ
คณะกรรมการ สง่ เสริมและพัฒนาเด็กในปกครองของตนเอง
สถานศกึ ษาขน้ั ๓. ร่วมกบั ครผู ู้สอนในการจดั ประสบการณ์หรือเป็นวทิ ยากรทอ้ งถิน่
พ้ืนฐาน
บทบาทหนา้ ทใี่ นการประเมนิ พฒั นาการ
๑. ใหค้ วามเหน็ ชอบและประกาศใชห้ ลักสูตรสถานศกึ ษาปฐมวัยและแนวปฏบิ ัติ
ในการประเมนิ พฒั นาการตามหลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย
๒. รบั ทราบผลการประเมนิ พัฒนาการของเด็กเพ่ือการประกนั คณุ ภาพภายใน
๙๐
สำนักงานเขตพืน้ ท่ี ๑. ส่งเสริมการจัดทำเอกสารหลักฐานว่าด้วยการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยของ
การศึกษา โรงเรียนวดั ท่าราบ(วันชยั ประชานกุ ลู )
ประถมศกึ ษา ราชบุรี ๒. สง่ เสริมใหค้ รูผสู้ อนในโรงเรยี นวัดทา่ ราบ(วันชยั ประชานุกูล)มีความรู้ ความเขา้ ใจในแนว
เขต 2 ปฏิบัติการประเมินพัฒนาการตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตามหลักสูตร
สถานศึกษาปฐมวัย ตลอดจนความเข้าใจในเทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการในรูปแบบ
ตา่ งๆโดยเนน้ การประเมินตามสภาพจรงิ
๓. ส่งเสรมิ สนบั สนุนให้สถานศึกษาพัฒนาเครื่องมอื พฒั นาการตามมาตรฐานคุณลกั ษณะ
ที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและการจัดเก็บเอกสารหลักฐานการศึกษา
อย่างเป็นระบบ
๔. ใหค้ ำปรกึ ษา แนะนำเกี่ยวกับการประเมนิ พฒั นาการและการจดั ทำเอกสารหลักฐาน
๕. จัดใหม้ ีการประเมินพฒั นาการเดก็ ท่ดี ำเนินการโดยเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาหรือหน่วยงานต้น
สังกัดและใหค้ วามร่วมมอื ในการประเมนิ พฒั นาการระดับประเทศ
วิธกี ารประเมนิ พฒั นาการเดก็ ของโรงเรยี นวดั ราษฎรศ์ รทั ธา
การประเมนิ พัฒนาการเด็กแต่ละครง้ั ผู้สอนควรใช้วธิ ีการประเมินอย่างหลากหลายเพ่อื ให้ไดข้ ้อมลู ทส่ี มบรู ณ์
ท่ีสุด วธิ กี ารทเี่ หมาะสมและนิยมใชใ้ นการประเมนิ เด็กปฐมวยั มีดว้ ยกันหลายวิธี ดังตอ่ ไปนี้
๑. การสงั เกตพฤตกิ รรมเด็ก
วิธีการสังเกตเป็นวิธีการที่ผู้สอนส่วนใหญ่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลของเด็ก การสังเกตแบ่งเป็น ๒ แบบ
คือ ๑) การสังเกตอยา่ งมีระบบ เป็นการสังเกตอย่างมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนตามแผนทีว่ างไว้ และ ๒) การสังเกตแบบ
ไม่เป็นทางการ เป็นการสังเกตในขณะที่เด็กทากิจกรรมประจำวันและเกิดพฤติกรรม ที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นและ
ผู้สอนจดบันทกึ ไว้ การสังเกตเปน็ วธิ กี ารทีผ่ ู้สอนใชใ้ นการศึกษาพฒั นาการของเด็ก ผสู้ อนต้องกำหนดวตั ถุประสงค์หรือ
สง่ิ ทจ่ี ะสังเกตให้ชดั เจน พร้อมกบั มีการบันทึกผลการสังเกตดว้ ย และ ตอ้ งทาอย่างสมำ่ เสมอ เปน็ ระบบ เนื่องจากเด็ก
เจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องนำมาบันทึกเป็นหลักฐานไว้อย่างชัดเจน การสังเกตและการบันทกึ
พัฒนาการเดก็ สามารถใช้แบบงา่ ย ๆ ดังนี้
๑.๑ แบบบันทกึ พฤติกรรม ใช้บันทกึ เหตุการณ์เฉพาะอยา่ งโดยบรรยายพฤตกิ รรมเด็กผบู้ นั ทกึ
ต้องบนั ทกึ วัน เดือน ปีเกดิ ของเด็ก และวนั เดอื น ปีท่ที ำการบนั ทึกแตล่ ะครัง้
๑.๒ การบันทึกรายวัน เป็นการบันทึกเหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ทุกวัน
ถ้าหากบันทึกในรูปแบบของการบรรยายก็มักจะเน้นเฉพาะเด็กรายที่ต้องการศึกษา ข้อดีของการบันทึกรายวันคือ
การชี้ให้เห็นความสามารถเฉพาะอย่างของเด็ก จะช่วยกระตุ้นให้ผู้สอนได้พิจารณาปัญหาของเด็กเป็นรายบุคคล
ช่วยให้ผเู้ ชย่ี วชาญมขี ้อมูล มากข้ึนสำหรับวินจิ ฉยั เด็กว่าสมควรจะได้รบั คำปรึกษาเพื่อลดปญั หาและส่งเสรมิ พัฒนาการ
ของเดก็ ไดอ้ ยา่ งถูกต้อง นอกจากนน้ั ยงั ช่วยช้ใี หเ้ ห็นขอ้ ดีขอ้ เสียของการจดั กจิ กรรมและประสบการณ์ไดเ้ ปน็ อย่างดี
๑.๓ แบบสำรวจรายการ ช่วยใหส้ ามารถวเิ คราะหเ์ ด็กแตล่ ะคนได้คอ่ นข้างละเอียด
๙๑
ข้อพึงระวงั ในการสงั เกตพฤตกิ รรมของเดก็
ระหว่างการสังเกต อย่าพยายามแปลความของพฤติกรรมของเด็ก ให้สังเกตการแสดงออกของเด็กด้วย
ประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น และร่ายกายหรือการสัมผัส การแปลความจะดำเนินการหลังเสร็จสิ้น
การสงั เกต ในส่วนของการบันทึก ครอู าจบันทกึ ยอ่ ยหรือทำสัญลักษณไ์ ว้ และบนั ทึกเปน็ หลกั ฐานทันทีเมอ่ื มเี วลา
๒. การสนทนา สามารถใช้การสนทนาได้ทั้งเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล เพื่อประเมินความสามารถในการแสดง
ความคิดเห็นและพัฒนาการด้านการใช้ภาษาของเด็กและบันทึกผลการสนทนาลงในแบบบันทึกพฤติกรรมหรือบันทกึ
รายวัน
๓. การสัมภาษณ์ ด้วยวิธีพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคล และสัมภาษณ์เด็กในสภาวะแวดล้อม ที่เหมาะสม
เพื่อไม่ให้เด็กเกิดความเครียดและวิตกกังวล ผู้สอนควรใช้คำถามที่เหมาะสมเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่าง
อิสระ จะทำให้ผู้สอนสามารถประเมินความสามารถทางสติปญั ญาของเด็กและค้นพบศักยภาพในตัวเด็กไดโ้ ดยบันทกึ
ขอ้ มลู ลงในแบบสัมภาษณ์
การเตรยี มการกอ่ นการสมั ภาษณ์ ครคู วรปฏบิ ตั ิดังนี้
- กำหนดวตั ถปุ ระสงคข์ องการสมั ภาษณ์
- กำหนดคำพูด/คำถามทจี่ ะพูดกับเด็ก ควรเปน็ คำถามท่ีเด็กสามารถตอบโต้หลากหลาย ไม่มผี ิด/ถกู
การปฏบิ ตั ขิ ณะสมั ภาษณ์
- ครคู วรสร้างความค้นุ เคยเป็นกันเอง
- ครูควรสร้างสภาพแวดลอ้ มที่อบอนุ่ ไม่เคร่งเครียด
- ครูควรเปิดโอกาสเวลาให้เด็กมโี อกาสคิดและตอบคำถามอยา่ งอสิ ระ
- ระยะเวลาสัมภาษณ์ไม่ควรเกนิ ๑๐ – ๒๐ นาที
๔. การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถึงความก้าวหน้าแต่ละด้านของเด็กเป็นรายบุคคล โดยจัดเก็บรวมรวมไว้
ในแฟ้มผลงาน (Portfolio) ซึ่งเปน็ วิธรี วบรวมและจัดระบบ ขอ้ มูลต่างๆทีเ่ กี่ยวกับตวั เด็กโดยใชเ้ คร่ืองมือตา่ งๆรวบรวม
เอาไว้อย่างมจี ุดมงุ่ หมายที่ชัดเจน แสดงการเปลีย่ นแปลงของพฒั นาการแต่ละด้าน นอกจากน้ยี ังรวมเครื่องมอื อ่ืนๆเช่น
แบบสอบถามผู้ปกครอง แบบสังเกตพฤติกรรม แบบบันทึกสุขภาพอนามัย ฯลฯ เอาไว้ใน แฟ้มผลงาน
เพ่ือผสู้ อนจะได้ข้อมูลที่เก่ียวกับตวั เด็กอย่างชัดเจนและถูกต้อง การเกบ็ ผลงานของเด็กจะไมถ่ ือว่าเป็นการประเมินผล
ถ้างานแตล่ ะช้ินถูกรวบรวมไวโ้ ดยไมไ่ ด้รับการประเมนิ จากผ้สู อนและไมม่ ีการนำผลมาปรับปรุงพัฒนาเด็กหรอื ปรับปรุง
การสอนของผูส้ อน ดังนั้นจึงเป็นแตก่ ารเก็บสะสมผลงานเท่าน้ัน เช่น แฟ้มผลงานขีดเขียน งานศิลปะ จะเป็นเพียงแค่
แฟ้มผลงานเด็กถ้าไม่มีการประเมิน แฟ้มผลงานนี้จะเป็นเครื่องมือการประเมินต่อเมื่องานที่สะสมแต่ละชิ้นถูกใช้ใน
การบ่งบอกความก้าวหน้า ความตอ้ งการของเดก็ และเปน็ การเก็บสะสมอย่างต่อเนือ่ งท่ีสร้างสรรคโ์ ดยผูส้ อนและเด็ก
ผู้สอนสามารถใช้แฟ้มผลงานอย่างมีคุณค่าสื่อสารกับผู้ปกครองเพราะการเก็บผลงานเด็กอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
ในแฟ้มผลงานเป็นข้อมูลให้ผู้ปกครองสามารถเปรียบเทียบความก้าวหน้าที่ลูกของตนมีเพิ่มขึ้นจากผลงานชิ้นแรกกับ
ชิ้นต่อๆมา ข้อมูลในแฟ้มผลงานประกอบด้วย ตัวอย่างผลงานการขดี เขียน การอ่าน และข้อมูลบางประการของเดก็ ที่
ผู้สอนเป็นผู้บันทึก เช่น จำนวนเล่มของหนังสือที่เด็กอ่าน ความถี่ของการเลือกอ่านที่มุมหนังสือในช่วงเวลาเลือกเสรี
การเปล่ียนแปลงอารมณ์ ทัศนคติ เปน็ ต้น ขอ้ มูลเหล่านจ้ี ะสะท้อนภาพของความงอกงามในเด็กแตล่ ะคนได้ชัดเจนกว่า
๙๒
การประเมินโดยใช้การให้เกรด ผู้สอนจะต้องชี้แจงให้ ผู้ปกครองทราบถึงที่มาของการเลือกชิ้นงานแต่ละชิ้นที่สะสม
ในแฟ้มผลงาน เช่น เป็นชิ้นงานที่ดีที่สุดในช่วงระยะเวลาที่เลือกชิ้นงานน้ัน เป็นชิ้นงานที่แสดงความต่อเนื่องของงาน
โครงการ ฯลฯ ผ้สู อนควรเชิญผ้ปู กครองมามีสว่ นร่วมในการคดั สรรชิ้นงานที่บรรจใุ นแฟ้มผลงานของเด็ก
ขอ้ ควรพจิ ารณาในการเลือกเกบ็ ข้อมลู ไว้ในแฟม้ ผลงาน มดี ังน้ี คือ
๔.๑ ข้อมูลที่แสดงถึงระดับพัฒนาการและความสำเร็จเกี่ยวกับกิจกรรมที่เด็กกระทำซึ่งได้มาจากเครื่องมือ
การประเมิน
๔.๒ ข้อมูลที่รวบรวมจากผลงานต่างๆของเด็ก อาจให้เด็กช่วยเลือกเก็บด้วยตัวเด็กเองหรือผู้สอนกับเด็ก
รว่ มกนั เลอื ก
๔.๓ ข้อมลู ของเด็กท่ีได้จากผปู้ กครอง
๕.การประเมนิ การเจรญิ เตบิ โตของเด็ก ตวั ชีข้ องการเจรญิ เติบโตในเดก็ ทใ่ี ช้ทัว่ ๆไป ได้แก่ น้ำหนกั ส่วนสูง ฟัน
และการเจริญเติบโตของกระดกู แนวทางประเมินการเจริญเติบโต มีดงั น้ี
๕.๑ การประเมนิ การเจริญเตบิ โต โดยการช่ังน้ำหนกั และวัดสว่ นสงู เด็กแลว้ นำไปเปรียบเทียบกบั
เกณฑ์ปกติ ในกราฟแสดงน้ำหนักตามเกณฑ์อายุของกระทรวงสาธารณสุข* ซึ่งใช้สำหรับติดตามการเจริญเติบโต
โดยรวม วธิ กี ารใชก้ ราฟมีขั้นตอนดังนี้
เมอ่ื ชง่ั นำ้ หนกั เดก็ แล้ว นำนำ้ หนกั มาจุดเคร่ืองหมายกากบาทลงบนกราฟ และอ่านการเจรญิ เติบโต
ของเด็ก โดยดูเครื่องหมายกากบาทว่าอยู่ในแถบสีใด อ่านข้อความที่อยู่บนแถบสีนั้น ซึ่งแบ่งภาวะโภชนาการเป็น
3 กลุ่ม คือ นำ้ หนักอยูใ่ นเกณฑ์ปกติ น้ำหนักมากเกนิ เกณฑ์ นำ้ หนักน้อยกวา่ เกณฑ์ ขอ้ ควรระวงั สำหรับผ้ปู กครองและ
ผู้สอนคือ ควรดูแลน้ำหนักเด็ก อย่าให้เบี่ยงเบนออกจากเส้นประ มิเช่นนั้นเด็กมีโอกาสน้ำหนักมากเกินเกณฑ์หรือ
น้ำหนกั น้อยกวา่ เกณฑไ์ ด้
ข้อควรคำนงึ ในการประเมินการเจริญเติบโตของเดก็
-เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันในด้านการเจริญเติบโต บางคนรูปร่างอ้วน บางคนผอม บางคนร่างใหญ่
บางคนร่างเลก็
-ภาวะโภชนาการเป็นตวั สำคัญท่เี กยี่ วข้องกบั ขนาดของรูปร่าง แตไ่ ม่ใช่สาเหตเุ ดยี ว
-กรรมพันธ์ุ เด็กอาจมีรูปร่างเหมือนพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่ง ถ้าพ่อหรือแม่เตี้ย ลูกอาจเตี้ยและพวกนี้อาจมี
น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์เฉลีย่ ไดแ้ ละมักจะเปน็ เดก็ ที่ทานอาหารไดน้ ้อย
-ช่วงครึ่งหลังของขวบปีแรก นำ้ หนักเดก็ จะขน้ึ ชา้ เนือ่ งจากห่วงเล่นมากข้ึนและความอยากอาหารลดลง
๕.๒ การตรวจสขุ ภาพอนามยั เปน็ ตวั ชวี้ ดั ที่แสดงคุณภาพชีวติ ของเด็ก โดยพิจารณาความสะอาด ส่งิ ปกตขิ อง
ร่างกายที่จะส่งผลตอ่ การดำเนินชีวติ และการเจรญิ เตบิ โตของเด็ก ซึ่งจะประเมนิ สขุ ภาพอนามัย ๙ รายการดงั นี้
๑. ผมและศีรษะ
๒. หแู ละใบหู
๙๓
วธิ ีการ
ท่าที่ ๑ นกั เรียนหญงิ ใช้มือขวาเปิดผมไปทัดไวด้ ้านหลงั หูขวา และหันหน้าไปทางซ้าย
ส่วนนักเรียนชาย ให้หันหน้าไปทางซ้ายเทา่ นน้ั
ทา่ ท่ี ๒ นักเรียนหญิง ใช้มอื ซา้ ยเปิดผมไปทดั ไวด้ ้านหลงั หูซา้ ย และหนั หนา้ ไปทางขวา
ส่วนนักเรียนชาย ใหห้ ันหน้าไปทางขวาเทา่ นั้น
ส่ิงผิดปกติทคี่ วรสังเกต
-มีไข่เหา ตวั เหา บริเวณโคนเส้นผม
-มนี ้ำหรือนำ้ หนองไหลออกมาจากหขู ้างใดขา้ งหน่งึ หรือทั้งสองข้าง
-มีขี้หูอดุ ตนั ข้างใดข้างหน่ึง หรือท้งั สองข้าง มแี ผล
เกณฑ์ดา้ นความสะอาดของผมและศีรษะ
๓ สะอาด ไม่มรี งั แค ไมม่ ีกลิ่น
๒ พอใช้ มีรังแคเล็กนอ้ ย มีกล่นิ
๑ ปรบั ปรงุ มีรงั แค มแี ผลพพุ อง มีกลนิ่ มเี หาบรเิ วณโคนเสน้ ผม
เกณฑด์ ้านความสะอาดของหูและใบหู
๓ สะอาด ใบหู หลังหูไมม่ ีขไี้ คล ไมม่ ขี ้ีหู
๒ พอใช้ ใบหู หลังหูมีขไ้ี คลเล็กนอ้ ย มีแผลเล็กนอ้ ย
๑ ปรับปรุง ใบหู หลงั หมู ีขไ้ี คล หูมีขีห้ อู ดุ ตนั ขา้ งใดขา้ งหนึ่ง หรือ 2 ขา้ ง มีกล่นิ เหม็น
มนี ้ำหรอื น้ำหนองขา้ งใดข้างหนึ่ง หรอื ท้งั 2 ข้าง
๓. มอื และเลบ็ มือ
วธิ กี าร
ท่าท่ี ๑ ย่นื มอื ออกไปขา้ งหนา้ ให้สุดแขนทงั้ สองข้าง ควำ่ มือ กางน้ิวทกุ นิว้
ทา่ ท่ี ๒ ทำทา่ ต่อเนื่องจากทา่ ท่ี ๑ คือ พลิกมอื หงายมือ กางน้ิวทุกน้ิว
สงิ่ ผดิ ปกตทิ ่ีควรสงั เกต
-เลบ็ ยาว สกปรก
-ผวิ หนงั บวม เป็นแผล ผ่นื มีขไี้ คล
-มีเมด็ ตมุ่ เลก็ ๆ มนี ้ำใส ๆ ตามงา่ มนิ้ว
๙๔
-ตุ่มสากบรเิ วณดา้ นนอกของแขน
เกณฑด์ า้ นความสะอาดของมอื และเลบ็ มอื
๓ สะอาด มอื สะอาด เล็บสนั้ ไม่มขี ้ีเลบ็
๒ พอใช้ มือสกปรกเลก็ น้อย เลบ็ ยาว ไม่มขี ี้เลบ็ หรอื มีขีเ้ ลบ็ เล็กน้อย
๑ ปรบั ปรุง มือสกปรกมาก เล็บยาว มขี เ้ี ลบ็ มาก
๔. เทา้ และเลบ็ เทา้
วธิ กี าร
ท่าที่ ๑ ยนื่ เทา้ ขวาไปขา้ งหน้า ตรวจเสร็จแล้วให้ถอยเทา้ กลับที่
ทา่ ท่ี ๒ ยนื่ เท้าซา้ ยไปขา้ งหน้า ตรวจเสรจ็ แลว้ ให้ถอยเท้ากลับท่ี
สง่ิ ผดิ ปกตทิ ่ีควรสงั เกต
-เล็บยาว สกปรก
-มเี มด็ ตุ่มเล็ก ๆ มีน้าใส ๆ ตามงา่ มนิว้
-มีคราบสกปรก
เกณฑด์ า้ นความสะอาดของเทา้ และเลบ็ เทา้
๓ สะอาด เท้าสะอาด เล็บส้ัน ไม่มีข้ีเลบ็
๒ พอใช้ เทา้ สกปรกเล็กนอ้ ย เลบ็ ยาว ไมม่ ีขเ้ี ล็บหรือมีขเ้ี ล็บเล็กน้อย
๑ ปรบั ปรุง เทา้ สกปรก เลบ็ ยาว มขี ี้เลบ็ มาก
๕. ปาก ลิ้น และฟนั
๙๕
วธิ กี าร
ท่าที่ ๑ ใหก้ ัดฟันและยิ้มกว้าง ให้เหน็ เหงือกเหนือฟันบน และใตฟ้ ันลา่ งใหเ้ ตม็ ท่ี
ทา่ ท่ี ๒ ใหอ้ า้ ปากกว้าง แลบลิ้นยาว พรอ้ มท้ังร้อง “อา” ให้ศรี ษะเอนไปข้างหลงั เล็กนอ้ ย
สง่ิ ผดิ ปกตทิ ่ีควรสงั เกต (ปากและฟนั )
-รมิ ฝปี ากซีดมาก
-เป็นแผลท่มี ุมปาก มมุ ปากเป่ือย
-เหงอื กบวมเป็นหนอง
-ฟนั ผุ
สง่ิ ผดิ ปกตทิ ค่ี วรสงั เกต (ลนิ้ )
-ลิน้ แตก แดง หรอื เป็นฝา้ ขาว หรอื มอี าการเจบ็
เกณฑด์ า้ นความสะอาดของฟนั /ชอ่ งปาก(เฉพาะความสะอาด)ทว่ั ไปไม่พจิ ารณาโรคในชอ่ งปาก
๓ สะอาด ฟนั ขาวสะอาด ไมม่ เี ศษอาหาร ไมม่ ีขี้ฟนั ไมม่ ีกล่ินปาก
๒ พอใช้ มีเศษอาหารหรอื กลิน่ ปากเล็กนอ้ ย
๑ ปรับปรุง มีเศษอาหาร ขี้ฟันเหลือง กล่นิ ปากแรง ฟนั ดา ฟนั ผุ
หมายเหตุ เม่ือพบส่งิ ผดิ ปกติที่ลน้ิ ฟัน เหงอื ก ในช่องปาก ควรปรกึ ษาผู้ปกครอง แนะนำให้
พบเจา้ หนา้ ทีอ่ นามยั หรือทันตแพทยต์ ่อไป
๖. จมูก
วธิ กี าร
ใหเ้ งยหน้าเพ่ือเหน็ รูจมูก
๙๖
สงิ่ ผดิ ปกตทิ คี่ วรสงั เกต
-สกปรก มีนา้ มูกไหลบรเิ วณจมูก
-มขี ี้มกู เกรอะกรัง
-คดั จมกู จาม
-แผลแดงอกั เสบบริเวณเย่ือจมูก
เกณฑด์ า้ นความสะอาดของจมกู
๓ สะอาด ไม่มีนำ้ มกู ไหล ไม่มีขีม้ ูก
๒ พอใช้ มขี ม้ี ูกเลก็ น้อย
๑ ปรบั ปรุง มีนำ้ มกู ไหล มขี มี้ กู เกรอะกรัง
๗. ตา
วธิ กี าร
งอแขน พบั ข้อศอก ใช้น้ิวแตะเปลือกตาด้านลา่ งเบาๆ ดึงเปลอื กตาด้านล่าง พร้อมเหลอื กตาข้นึ และลง แล้ว
จงึ กลอกตาไปด้านขวาและซ้าย
สงิ่ ผดิ ปกตทิ ่ีควรสงั เกต
-ดวงตาแดง มีข้ตี า คันตา
-ขอบตาล่างแดงมาก อักเสบ
-เป็นเม็ดหรือเม็ดอักเสบเป็นหนองท่เี ปลือกตา เปลือกตาบวม เจ็บ
เกณฑด์ า้ นความสะอาดของตา
๓ สะอาด ไมม่ ีขี้ตา
๒ พอใช้ มขี ตี้ าเลก็ น้อย
๑ ปรับปรุง มีข้ีตา คนั ตาบ่อย ๆ ตาแดง มีเม็ดหรือเม็ดอักเสบ มหี นอง ตาแฉะ
๘. ผวิ หนงั และใบหนา้
๙. เสือ้ ผา้
๙๗
วธิ กี าร
ทา่ ที่ ๑ ปลดกระดุมหน้าอกเส้ือ ๒ เม็ด ใช้มือทง้ั สองข้างดึงคอเส้อื ออกให้กว้าง แลว้ หมนุ ตัวซา้ ย-ขวาเล็กน้อย
เพื่อจะได้เห็นบรเิ วณคอโดยรอบท้งั ด้านหน้าและด้านหลงั
ท่าท่ี ๒ นักเรียนหญิง ใหแ้ ยกเท้าทง้ั สองข้างห่างกนั ๑ ฟตุ ใช้มือทงั้ สองจบั กระโปรงดึงขนึ้ เหนือเขา่ ท้งั สอง
ข้าง ส่วนนกั เรียนชายแยกเท้าทง้ั สองข้างหา่ งกนั ๑ ฟุต เช่นกนั
ท่าที่ ๓ นักเรียนหญิง-ชาย ซึง่ อย่ใู นท่าท่ี ๒ แล้ว ให้กลับหลังหนั สังเกตดา้ นหลังโดยให้เดินไปข้างหนา้
ประมาณ ๔ – ๕ ก้าว แล้วเดินกลบั หันเขา้ หาผู้ตรวจ
สง่ิ ผดิ ปกตทิ คี่ วรสงั เกต ทา่ ที่ ๑
-เมด็ ผ่นื คันบรเิ วณผวิ หนัง ใต้คอ บรเิ วณหนา้ อก
-ผิวหนงั เปน็ วง ๆ สีขาว ๆ ลกั ษณะเรียบโดยเฉพาะบริเวณคอ
-ผิวหนังเปน็ วงกลมแดง เหน็ ขอบชัด ผิวหนังสกปรก มีข้ีไคลบรเิ วณคอ
สง่ิ ผดิ ปกตทิ คี่ วรสงั เกต ทา่ ที่ ๒
-แผลบรเิ วณเขา่ หนา้ แขง้ และนอ่ ง
-เป็นตมุ่ พพุ อง บริเวณหน้าแข้ง นอ่ งและขา
-ทรวดทรง รูปร่าง อ้วน ผอม
เกณฑด์ า้ นความสะอาดของผวิ หนา้ และใบหนา้
๓ สะอาด ใบหนา้ เกล้ยี งเกลา สดใส
๒ พอใช้ มขี ไ้ี คล มีคราบสกปรกเลก็ น้อย
๑ ปรับปรุง มีขไ้ี คลมาก มีคราบสกปรก
เกณฑด์ า้ นความสะอาดของเสอ้ื ผา้
๓ สะอาด ไมม่ ีกลิน่ เรียบร้อย
๒ พอใช้ สกปรกเลก็ น้อย เรียบร้อยพอใช้
๑ ปรับปรงุ เส้อื ผา้ ดำ มีกลิ่น
เกณฑก์ ารประเมนิ พฒั นาการ
การสร้างเกณฑ์หรือพัฒนาเกณฑ์หรือกำหนดเกณฑ์การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ผู้สอนควรให้
ความสนใจในสว่ นท่ีเกี่ยวขอ้ ง ดงั นี้
๑. การวางแผนการสังเกตพฤตกิ รรมของเดก็ อย่างเปน็ ระบบ เชน่ จะสังเกตเดก็ คนใดบ้างในแต่ละวนั กำหนด
พฤตกิ รรมท่สี งั เกตใหช้ ดั เจน จดั ทำตารางกำหนดการสังเกตเดก็ เป็นรายบุคคล รายกล่มุ ผูส้ อนต้องเลอื กสรรพฤตกิ รรม
ทีต่ รงกับระดบั พัฒนาการของเดก็ คนน้ันจริงๆ
๙๘
๒. ในกรณีที่ห้องเรียนมีนักเรียนจำนวนมาก ผู้สอนอาจเลือกสังเกตเฉพาะเด็กที่ทำได้ดีแล้วและเด็กที่ยังทำ
ไม่ได้ สว่ นเดก็ ปานกลางใหถ้ อื วา่ ทำได้ไปตามกจิ กรรม
๓. ผู้สอนต้องสังเกตจากพฤติกรรม คำพูด การปฏิบัติตามขั้นตอนในระหว่างทำงาน/กิจกรรม และคุณภาพ
ของผลงาน/ชน้ิ งาน รอ่ งรอยทน่ี ำมาใช้พิจารณาตดั สินผลของการทำงานหรือการปฏิบตั ิ ตัวอย่างเช่น
๑) เวลาทใ่ี ชใ้ นการทำกิจกรรม/ทำงาน ถา้ เดก็ ไมช่ อบ ไม่ชำนาญจะใชเ้ วลามาก มที ่าทางอิดออด
ไม่กล้า ไมเ่ ตม็ ใจทำงาน
๒) ความต่อเนื่อง ถ้าเด็กยังมีการหยดุ ชะงัก ลงั เล ทำงานไมต่ ่อเน่ือง แสดงวา่ เด็กยังไมช่ ำนาญ
หรอื ยงั ไมพ่ ร้อม
๓) ความสมั พนั ธ์ ถา้ การทำงาน/ปฏิบัตินัน้ ๆมีความสัมพนั ธต์ อ่ เน่อื ง ไมร่ าบรืน่ ทา่ ทางมือและ
เท้าไมส่ ัมพนั ธ์กัน แสดงวา่ เดก็ ยังไม่ชำนาญหรือยังไมพ่ ร้อม ท่าที่แสดงออกจึงไมส่ ง่างาม
๔) ความภูมใิ จ ถา้ เด็กยังไมช่ ่ืนชม กจ็ ะทำงานเพียงใหแ้ ล้วเสร็จอย่างรวดเร็ว ไม่มคี วามภมู ใิ จ
ในการทำงาน ผลงานจงึ ไมป่ ระณตี
ระดบั คณุ ภาพผลการประเมนิ พัฒนาการเดก็
การให้ระดับคุณภาพผลการประเมนิ พฒั นาการของเดก็ ท้งั ในระดบั ช้นั เรียนและระดับสถานศึกษาควรกำหนด
ในทิศทางหรือรูปแบบเดียวกัน สถานศึกษาสามารถให้ระดับคุณภาพผลการประเมินพัฒนาการของเด็กที่สะท้อน
มาตรฐานคณุ ลักษณะที่พึงประสงค์ ตวั บง่ ชี้ สภาพท่พี งึ ประสงค์ หรือพฤติกรรมทจ่ี ะประเมิน เปน็ ระบบตวั เลข เช่น ๑
หรอื ๒ หรอื ๓ หรือเป็นระบบที่ใช้คำสำคญั เชน่ ดี พอดี หรือ ควรสง่ เสริม ตามท่สี ถานศึกษากำหนด ตัวอยา่ งเชน่
ระบบตวั เลข ระบบทใี่ ชค้ ำสำคัญ
๓ ดี
๒
๑ พอใช้
ควรส่งเสริม
สถานศกึ ษาอาจกำหนดระดบั คุณภาพของการแสดงออกในพฤตกิ รรม เปน็ ๓ ระดบั ดงั น้ี
ระดบั คณุ ภาพ ระบบทใี่ ชค้ ำสำคัญ
๑ หรือ ควรสง่ เสรมิ เด็กมีความลังเล ไม่แน่ใจ ไม่ยอมปฏิบัติกิจกรรม ทั้งนี้ เนื่องจากเด็กยังไม่พร้อม ยังมั่นใจ
และกลัวไม่ปลอดภัย ผู้สอนต้องยั่วยุหรือแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างหรือต้องคอยอยู่ใกล้ๆ
๒ หรือ พอใช้ คอ่ ยๆให้เด็กทำทลี ะขนั้ ตอน พร้อมต้องใหก้ ำลงั ใจ
เด็กแสดงได้เอง แต่ยังไม่คล่อง เด็กกล้าทำมากขึ้นผู้สอนกระตุ้นน้อยลง ผู้สอนต้องคอย
แกไ้ ขในบางคร้ัง หรอื คอยใหก้ ำลงั ใจให้เด็กฝกึ ปฏบิ ตั มิ ากข้ึน
๙๙
๓ หรอื ดี เด็กแสดงได้อย่างชำนาญ คล่องแคล่ว และภูมิใจ เด็กจะแสดงได้เองโดยไม่ต้องกระตุ้น
มคี วามสัมพนั ธ์ท่ีดี
ตวั อยา่ งคำอธบิ ายคณุ ภาพ
พัฒนาการดา้ นร่างกาย : สขุ ภาพอนามยั พัฒนาการด้านร่างกาย : กระโดดเทา้ เดยี ว
ระดับคุณภาพ คำอธบิ ายคุณภาพ ระดบั คุณภาพ คำอธบิ ายคุณภาพ
๑ หรือ ควรส่งเสริม สง่ เสริมความสะอาด ๑ หรอื ควรส่งเสริม ทำได้แตไ่ ม่ถูกต้อง
๒ หรอื พอใช้ สะอาดพอใช้ ๒ หรอื พอใช้ ทำได้ถกู ต้อง แต่ไมค่ ล่องแคล่ว
๓ หรือ ดี สะอาด ๓ หรอื ดี ทำได้ถูกต้อง และคล่องแคล่ว
พัฒนาการด้านอารมณ์ : ประหยัด
ระดบั คุณภาพ คำอธบิ ายคุณภาพ
๑ หรอื ควรสง่ เสรมิ ใชส้ ิ่งของเคร่อื งใช้เกนิ ความจำเป็น
๒ หรือ พอใช้ ใช้สิง่ ของเครอ่ื งใช้อยา่ งประหยดั เปน็ บางครั้ง
๓ หรือ ดี ใชส้ งิ่ ของเครื่องใชอ้ ย่างประหยดั ตามความจำเป็นทกุ ครั้ง
พัฒนาการดา้ นสังคม : ปฏบิ ัติตามข้อตกลง
ระดับคุณภาพ คำอธบิ ายคุณภาพ
๑ หรอื ควรสง่ เสริม ไม่ปฏิบตั ติ ามข้อตกลง
๒ หรอื พอใช้ ปฏิบตั ิตามข้อตกลง โดยมผี ู้ช้ีนำหรอื กระตนุ้
๓ หรอื ดี ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลงไดด้ ว้ ยตนเอง
พัฒนาการดา้ นสติปัญญา : เขียนชอ่ื ตนเองตามแบบ
ระดบั คุณภาพ คำอธบิ ายคุณภาพ
๑ หรือ ควรสง่ เสรมิ เขยี นช่ือตนเองไม่ได้ หรือเขียนเป็นสญั ลกั ษณ์ท่ีไม่เปน็ ตวั อักษร
๒ หรอื พอใช้ เขียนช่ือตนเองได้ มีอักษรบางตัวกลบั หวั กลับด้านหรือสลับท่ี
๓ หรือ ดี เขียนชื่อเองได้ ตวั อกั ษรไม่กลบั หัว ไม่กลบั ด้านไม่สลับที่
๑๐๐
การสรปุ ผลการประเมนิ พฒั นาการเดก็
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ กำหนดเวลาเรียนสำหรับเด็กปฐมวัยต่อปีการศึกษา
ไม่น้อยกว่า ๑๘๐ วัน สถานศึกษาจึงควรบริหารจัดการเวลาที่ได้รับนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาเด็ก
อย่างรอบด้านและสมดลุ ผูส้ อนควรมีเวลาในการพฒั นาเด็กและเตมิ เต็มศกั ยภาพของแด็ก เพอื่ ให้การจัดประสบการณ์
การเรียนรู้มีประสิทธิภาพ ผู้สอนต้องตรวจสอบพฤติกรรมที่แสดงพัฒนาการของเด็กต่อเนื่อง
มีการประเมนิ ซำ้ พฤติกรรมนั้นๆ อยา่ งนอ้ ย ๑ คร้งั ตอ่ ภาคเรียน เพ่ือยืนยันความเช่ือม่นั ของผลการประเมินพฤติกรรม
นั้นๆ และนำผลไปเป็นข้อมูลในการสรุปการประเมินสภาพที่พึงประสงค์ของเด็กในแต่ละ
สภาพท่พี ึงประสงค์ นำไปสรุปการประเมินตัวบง่ ช้แี ละมาตรฐานคุณลักษณะท่พี ึงประสงคต์ ามลำดบั
อนึ่ง การสรุประดับคุณภาพของการประเมินพัฒนาการเด็ก วิธีการทางสถิติที่เหมาะสมและสะดวก
ไม่ยุ่งยากสำหรับผู้สอน คือ การใช้ฐานนิยม (Mode) ในบางครั้งพฤติกรรม หรือสภาพที่พึงประสงค์หรือตัวบ่งชี้นิยม
มากกว่า ๑ ฐานนยิ ม ให้อยใู่ นดุลยพนิ ิจของสถานศกึ ษา กลา่ วคือ เมือ่ มรี ะดบั คณุ ภาพซ้ำมากกวา่ ๑ ระดบั สถานศึกษา
อาจตัดสินสรุปผลการประเมินพัฒนาการบนพื้นฐาน หลักพัฒนาการและการเตรียมความพร้อม
หากเป็นภาคเรียนที่ ๑ สถานศึกษาควรเลือกตัดสินใจใช้ฐานนิยมที่มีระดับคุณภาพต่ำกว่าเพื่อใช้เป็นข้อมูล
ในการพัฒนาเด็กให้พร้อมมากขึ้น หากเป็นภาคเรียนที่ ๒ สถานศึกษาควรเลือกตัดสินใจใช้ฐานนิยมที่มีระดับ
คณุ ภาพสูงกวา่ เพื่อตัดสินและการสง่ ต่อเดก็ ในระดบั ช้ันทีส่ ูงขึ้น
การเลื่อนชนั้ อนบุ าลและเกณฑก์ ารจบการศกึ ษาระดบั ปฐมวัย
เมื่อสิ้นปีการศึกษา เด็กจะได้รับการเลื่อนชั้นโดยเด็กต้องได้รับการประเมินมาตรฐานคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ทั้ง ๑๒ ข้อ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพื่อเป็นข้อมูลในการส่งต่อยอดการพัฒนาให้กับเด็ก
ในระดับสูงขึ้นต่อไป และเนื่องจากการศึกษาระดับอนุบาลเป็นการจัดการศึกษาข้ันพื้นฐานที่ไม่นบั เป็นการศึกษาภาค
บังคับ จึงไม่มีการกำหนดเกณฑ์การจบชั้นอนุบาล การเทียบโอนการเรียน และเกณฑ์การเรียนซ้ำชั้น และหากเด็กมี
แนวโน้มว่าจะมีปัญหาต่อการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น สถานศึกษาอาจตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาปัญหา และ
ประสานกับหนว่ ยงานทีเ่ กี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือ เชน่ เจา้ หน้าทส่ี าธารณสุขส่งเสริมตำบล นกั จิตวิทยา ฯลฯ
เข้าร่วมดำเนินงานแก้ปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม ทักษะที่นำไปสู่ความพร้อมในการเรียนรู้ที่สามารถใชเ้ ป็นรอยเชื่อมต่อ
ระหวา่ งชั้นอนบุ าลกบั ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี ๑ ท่คี วรพิจารณามที ักษะดงั น้ี
๑. ทักษะการช่วยเหลือตนเอง ได้แก่ ใช้ห้องน้ำ ห้องส้วมได้ด้วยตนเอง แต่งกายได้เอง เก็บของเข้าท่ี
เมอื่ เลน่ เสรจ็ และช่วยทำความสะอาด รจู้ ักร้องขอให้ชว่ ยเมื่อจำเปน็
๒. ทักษะการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ ได้แก่ วิ่งได้อย่างราบรื่น วิ่งก้าวกระโดดได้ กระด้วยสองขาพ้นจากพ้ืน
ถอื จับ ขวา้ ง กระดอนลูกบอลได้
๓. ทกั ษะการใช้กลา้ มเนือ้ เล็ก ไดแ้ ก่ ใช้มอื หยิบจบั อุปกรณว์ าดภาพและเขียน วาดภาพคนมแี ขน ขา และสว่ น
ต่างๆของรา่ งกาย ตดั ตามรอยเส้นและรูปตา่ งๆ เขียนตามแบบอยา่ งได้
๔. ทักษะภาษาการใช้ภาษา ได้แก่ พูดให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ฟังและปฏิบัติตามคำชี้แจงงง่ายๆ ฟังเรื่องราวและ
คำคล้องจองต่างๆอย่างสนใจ เข้าร่วมฟังสนทนาอภิปรายในเรื่องต่างๆ รู้จักผลัดกันพูดโต้ตอบ เล่าเรื่องและทบทวน
๑๐๑
เร่ืองราวหรือประสบการณ์ตา่ งๆ ตามลำดับเหตุการณ์เล่าเรื่องจากหนงั สือภาพอย่างเป็นเหตเุ ปน็ ผล อ่านหรือจดจำคำ
บางคำที่มีความหมายต่อตนเอง เขียนชื่อตนเองได้ เขียนคำที่มคี วามหมายตอ่ ตนเอง
๕. ทักษะการคิด ได้แก่ แลกเปลี่ยนความคิดและให้เหตุผลได้ จดจำภาพและวัสดุที่เหมือนและต่างกันได้ ใช้
คำใหม่ๆในการแสดงความคิด ความรู้สึก ถามและตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังเปรียบเทียบจำนวนของวัตถุ ๒ กลุ่ม
โดยใช้คำ “มากกว่า” “น้อยกว่า” “เท่ากัน” อธิบายเหตุการณ์/เวลา ตามลำดับอย่างถูกต้อง รู้จักเชื่อมโยงเวลากับ
กจิ วตั รประจำวัน
๖. ทักษะทางสังคมและอารมณ์ ได้แก่ ปรับตัวตามสภาพการณ์ ใช้คำพูดเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งนั่งได้นาน
๕-๑๐ นาที เพื่อฟังเรื่องราวหรือทำกิจกรรม ทำงานจนสำเร็จ ร่วมมือกับคนอื่นและรู้จักผลัดกันเล่น ควบคุมอารมณ์
ตนเองได้เม่ือกังวลหรือตืน่ เตน้ หยุดเลน่ และทำในสง่ิ ทีผ่ ู้ใหญต่ อ้ งการใหท้ ำได้ ภูมิใจในความสำเรจ็ ของตนเอง
การรายงานผลการประเมินพัฒนาการ
การรายงานผลการประเมินพัฒนาการเป็นการสื่อสารให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้รับทราบความก้าวหน้าในการ
เรียนรู้ของเด็ก ซึ่งสถานศึกษาต้องสรุปผลการประเมินพัฒนาการ และจัดทำเอกสารรายงานให้ผู้ปกครอ งทราบเป็น
ระยะๆ หรอื อย่างน้อยภาคเรียนละ ๑ คร้งั
การรายงานผลการประเมินพัฒนาการสามารถรายงานเป็นระดับคุณภาพที่แตกต่างไปตามพฤติกรรมท่ี
แสดงออกถึงพัฒนาการแต่ละด้าน ที่สะท้อนมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้ง ๑๒ ข้อ ตามหลักสูตรการศึกษา
ปฐมวัย
จุดมงุ่ หมายการรายงานผลการประเมนิ พฒั นาการ
๑) เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง พ่อ แม่ และผู้ปกครองใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริม และ
พฒั นาการเรยี นรขู้ องเดก็
๒) เพื่อใหผ้ ูส้ อนใชเ้ ป็นขอ้ มลู ในการวางแผนการจัดประสบการณ์การเรยี นรู้
๓) เพื่อเป็นข้อมลู สำหรับสถานศกึ ษา เขตพื้นที่การศึกษา และหน่วยงานต้นสังกดั ใช้ประกอบในการ
กำหนดนโยบายวางแผนในการพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษา
ข้อมลู ในการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ
๑) ข้อมูลระดับชั้นเรียน ประกอบด้วย เวลาเรียนแบบบันทึกการประเมินพัฒนาการตามหน่วยการ
จดั ประสบการณ์ สมดุ บนั ทึกผลการประเมินพัฒนาการประจำชนั้ และสมุดรายงานประจำตัวนักเรียน และสารนิทัศน์
ที่สะท้อนการเรียนรู้ของเด็ก เป็นข้อมูลสำหรับรายงานให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้สอน และ
ผ้ปู กครอง ไดร้ ับทราบความก้าวหน้า ความสำเรจ็ ในการเรยี นรู้ของเดก็ เพ่ือนำไปในการวางแผนกำหนดเป้าหมายและ
วธิ ีการในการพัฒนาเดก็
๒) ข้อมูลระดับสถานศึกษา ประกอบด้วย ผลการประเมินมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้ง ๑๒ ข้อ
ตามหลักสูตร เพื่อใช้เป็นข้อมูลและสารสนเทศในการพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนการสอนและคุณภาพ
ของเด็ก ให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์และแจ้งให้ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบข้อมูล
๑๐๒
โดยผมู้ หี น้าทร่ี ับผิดชอบแต่ละฝ่ายนำไปปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาเด็กใหเ้ กิดพัฒนาการอยา่ งถูกต้อง เหมาะสม รวมท้ัง
นำไปจัดทำเอกสารหลักฐานแสดงพัฒนาการของผเู้ รียน
๓) ข้อมลู ระดับเขตพื้นทก่ี ารศึกษา ได้แก่ ผลการประเมินมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ท้ัง ๑๒ ข้อ ตาม
หลักสูตรเป็นรายสถานศึกษา เพื่อเป็นข้อมูลที่ศึกษานิเทศก์/ผู้เกี่ยวข้องใช้วางแผนและดำเนินการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาในเขตพน้ื ท่ีการศึกษา เพื่อใหเ้ กดิ การยกระดบั คณุ ภาพเด็กและมาตรฐานการศึกษา
ลักษณะข้อมลู สำหรบั การรายงานผลการประเมนิ พัฒนาการ
การรายงานผลการประเมินพัฒนาการ โรงเรียนวัดท่าราบ(วันชัยประชานุกูล)รายงานระดับผลการประเมิน
พัฒนาการโดยคำนึงถึงประสทิ ธภิ าพของการรายงานและการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ของผู้รายงานแตล่ ะฝ่ายลักษณะ
ข้อมลู มีรูปแบบ ดังนี้
๑) รายงานเป็นตัวเลข หรือคำที่เป็นตัวแทนระดับคุณภาพพัฒนาการของเด็กที่เกิดจากการ
ประมวลผล สรุปตัดสินข้อมลู ผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก ได้แก่
- ระดับผลการประเมนิ พัฒนาการมี ๓ ระดบั คอื ๓ ๒ ๑
- ผลการประเมินคุณภาพ “ดี” “พอใช้” และ “ควรส่งเสรมิ ”
๒) รายงานโดยใชส้ ถติ ิ เปน็ รายงานจากข้อมูลที่เป็นตวั เลข หรอื ขอ้ ความให้เปน็ ภาพแผนภูมิหรือเส้น
พัฒนาการ ซึ่งจะแสดงให้เห็นพัฒนาการความก้าวหน้าของเด็กว่าดีขึ้น หรือควรได้รับการพัฒนาอย่างไร เมื่อเวลา
เปลยี่ นแปลงไป
๓) รายงานเป็นข้อความ เป็นการบรรยายพฤติกรรมหรือคุณภาพที่ผู้สอนสังเกตพบ เพื่อรายงานให้
ทราบว่าผเู้ กย่ี วข้อง พอ่ แม่ และผูป้ กครองทราบว่าเด็กมีความสามารถ มพี ฤตกิ รรมตามคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ตาม
หลกั สตู รอยา่ งไร เชน่
- เด็กรับลกู บอลที่กระดอนจากพนื้ ด้วยมอื ทงั้ ๒ ขา้ งไดโ้ ดยไม่ใชล้ ำตัวชว่ ยและลูกบอลไม่ตกพืน้
- เดก็ แสดงสหี นา้ ท่าทางสนใจ และมีความสุขขณะทำงานทุกช่วงกิจกรรม
- เด็กเล่นและทำงานคนเดียวเป็นส่วนใหญ่
- เดก็ จบั หนังสือไม่กลับหวั เปิด และทำทา่ ทางอา่ นหนงั สือและเล่าเรือ่ งได้
เป้าหมายของการรายงาน
การดำเนินการจัดการศึกษาปฐมวัย ประกอบด้วย บุคลากรหลายฝ่ายร่วมมือประสานงานกันพัฒนาเด็ก
ทางตรงและทางอ้อม ให้มพี ัฒนาการ ทักษะ ความสามารถ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์
โดยผู้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้องควรได้รับการายงานผลการประเมินพัฒนาการของเด็กเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการดำเนินงาน
ดงั นี้
๑๐๓
กลมุ่ เป้าหมาย การใชข้ อ้ มลู
ผสู้ อน -วางแผนและดำเนินการปรับปรุงแกไ้ ขและพัฒนาเด็ก
-ปรบั ปรุงแกไ้ ขและพฒั นาการจัดการเรยี นรู้
ผบู้ ริหารสถานศกึ ษา -สง่ เสริมพฒั นากระบวนการจัดการเรียนรรู้ ะดับปฐมวัยของสถานศกึ ษา
พ่อ แม่ และผู้ปกครอง -รับทราบผลการประเมนิ พฒั นาการของเด็ก
-ปรับปรงุ แกไ้ ขและพัฒนาการเรยี นร้ขู องเด็ก รวมท้งั การดูแลสุขภาพอนามยั ร่างกาย
อารมณ์ จิตใจ สังคม และพฤตกิ รรมตา่ งๆของเด็ก
กล่มุ เป้าหมาย การใชข้ อ้ มูล
คณะกรรมการสถานศึกษา -พฒั นาแนวทางการจัดการศึกษาปฐมวัยสถานศึกษา
ขน้ั พน้ื ฐาน
สำนกั งานเขตพ้นื ท่ี -ยกระดับและพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษาปฐมวัยของสถานศึกษาในเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษา
การศกึ ษา/หน่วยงานตน้ นเิ ทศ กำกบั ตดิ ตาม ประเมินผลและให้ความช่วยเหลอื การพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษา
สังกัด ปฐมวัยของสถานศกึ ษาในสังกดั
วิธีการรายงานผลการประเมนิ พฒั นาการ
การรายงานผลการประเมนิ พัฒนาการใหผ้ ูเ้ ก่ียวขอ้ งรับทราบ สามารถดำเนนิ การ ไดด้ งั น้ี
๑) การรายงานผลการประเมินพัฒนาการ ข้อมูลจากแบบรายงาน สามารถใช้อ้างอิง ตรวจสอบ
และรบั รองผลพฒั นาการของเด็ก เชน่
- แบบบันทกึ ผลการประเมนิ พฒั นาการประจำชั้น
- แฟม้ สะสมงานของเด็กรายบุคคล
- สมุดรายงานประจำตวั นกั เรียน
- สมดุ บนั ทกึ สุขภาพเด็ก
- ฯลฯ
๒) การรายงานคุณภาพการศึกษาปฐมวัยให้ผู้เกีย่ วขอ้ งทราบ สามารถรายงานไดห้ ลายวิธี เชน่
- รายงานคณุ ภาพการศกึ ษาปฐมวยั ประจำปี
- วารสาร/จุลสารของสถานศึกษา
- จดหมายสว่ นตัว
- การใหค้ ำปรึกษา
- การให้พบครทู ่ีปรกึ ษาหรือการประชุมเครือข่ายผ้ปู กครอง
- การให้ขอ้ มลู ทางอินเตอร์เน็ตผ่านเวบ็ ไซต์ของโรงเรียน
๑๐๔
ภารกจิ ของผู้สอนในการประเมนิ พฒั นาการ
การประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพนั้น เกิดขึ้นในห้องเรียน
และระหว่างการจัดกิจกรรมประจำวันและกิจวัตรประจำวัน ผู้สอนต้องไม่แยกการประเมินพัฒนาการออกจากการ
จัดประสบการณ์ตามตารางประจำวัน ควรมีลักษณะการประเมินพัฒนาการในชั้นเรียน (Classroom Assessment)
ซึ่งหมายถึง กระบวนการและการสังเกต การบันทึกและรวบรวมข้อมูลจากการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน/กิจกรรม
ประจำวันตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ผู้สอนควรจัดทำข้อมูลหลักฐานหรือเอกสารอย่างเป็นระบบ
เพื่อเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโตพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย แล้วนำมา
วิเคราะห์ ตีความ บันทึกข้อมูลที่ได้จากการประเมินพัฒนาการว่าเด็กรู้อะไร สามารถทำอะไรได้ และจะทำต่อไป
อย่างไร ด้วยวิธีการและเครื่องมือที่หลากหลายทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งนั้นการดำเนินการดังกล่าว
เกิดขึน้ ตลอดระยะเวลาของการปฏบิ ตั กิ ิจวตั รประจำวนั /กจิ กรรมประจำวันและการจัดประสบการณเ์ รียนรู้
ดังนน้ั ข้อมูลทเี่ กดิ จากการประเมินท่ีมคี ุณภาพเท่านั้น จงึ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ตรงตามเป้าหมาย ผสู้ อน
จำเป็นต้องมีความรูค้ วามเข้าใจอยา่ งถ่องแทใ้ นหลกั การ แนวคิด วธิ ดี ำเนนิ งานในสว่ นตา่ งๆท่เี กี่ยวขอ้ งกับหลักสูตรการ
จดั ประสบการเรียนรู้ เพ่อื สามารถนำไปใช้ในการวางแผนและออกแบบการประเมนิ พฒั นาการได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ
บนพื้นฐานการประเมินพัฒนาการในชั้นเรียนที่มีความถูกต้อง ยุติธรรม เชื่อถือได้ มีความสมบูรณ์ ครอบคลุมตาม
จุดหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สะท้อนผลและสภาพความสำเร็จเมื่อเปรียบเทียบกับเป้าหมายของการ
ดำเนินการจดั การศึกษาปฐมวัย ทง้ั ในระดับนโยบาย ระดบั ปฏบิ ตั กิ าร และผมู้ สี ว่ นเก่ยี วขอ้ งตอ่ ไป
ขั้นตอนการประเมนิ พัฒนาการเด็กปฐมวยั
การประเมินพัฒนาการเด็กของผู้สอนระดับปฐมวัยจะมีขั้นตอนสำคัญๆคล้ายคลึงกับการประเมินการศึกษา
ทั่วไป ขั้นตอนต่างๆ อาจปรับลดหรือเพิ่มได้ตามความเหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษาและสอดคล้องกับการจัด
ประสบการณ์ หรืออาจสลับลำดับก่อนหลังได้บ้าง ขั้นการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยสรุปควรมี ๖ ขั้นตอน
ดังน้ี
ขั้นตอนที่ ๑ การวิเคราะห์มาตรฐานคณุ ลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบง่ ชี้ และสภาพที่พงึ ประสงค์ ตัวบ่งชี้ และ
สภาพที่พึงประสงค์ที่สัมพันธ์กับหน่วยการจัดประสบการณ์ต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินงานการประเมิน
พฒั นาการอยา่ งเป็นระบบและครอบคลุมทั่วถึง
ขั้นตอนที่ ๒ การกำหนดสิ่งที่จะประเมินและวิธีการประเมิน ในขั้นตอนนี้สิ่งที่ผู้สอนต้องทำคือ
การกำหนดการประเดน็ การประเมิน ได้แก่ สภาพท่ีพงึ ประสงค์ในแต่ละวัยของเด็กท่เี กดิ จากกาจดั ประสบการณ์ในแต่
การจัดประสบการณ์ มากำหนดเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ จุดประสงค์ย่อยของกิจกรรมตาม
ตารางประจำวัน ๖ กิจกรรมหลัก หรือตามรูปแบบการจัดประสบการณ์ที่กำหนด ผู้สอนต้องวางแผนและออกแบบ
วิธีการประเมินให้เหมาะสมกับกิจกรรม บางครั้งอาจใช้การสังเกตพฤติกรรม การประเมินผลงาน/ชิ้นงาน การพูดคุย
หรือสัมภาษณ์เดก็ เปน็ ตน้ ทงั้ นีว้ ธิ ีการท่ีผู้สอนเลอื กใช้ตอ้ งมีความหมายหลากหลาย หรือมากวา่ ๒ วิธีการ
ขั้นตอนที่ ๓ การสร้างเครื่องมือและเกณฑ์การประเมิน ในขั้นตอนนี้ ผู้สอนจะต้องกำหนดเกณฑ์
การ ประเมินพัฒนาการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่จะประเมินในขั้นตอนที่ ๒ อาจใช้แนวทางการกำหนดเกณฑ์
๑๐๕
ทกี่ ล่าวมาแล้วขา้ งตน้ ในส่วนท่ี ๒ เปน็ เกณฑก์ ารประเมินแยกส่วนของแตล่ ะพฤติกรรมและเกณฑ์สรุปผลการ ประเมิน
พร้อมกบั จดั ทำแบบบนั ทกึ ผลการสงั เกตพฤตกิ รรมตามสภาพที่พงึ ประสงค์ของแต่ละหน่วยการจดั ประสบการณน์ ัน้ ๆ
ขั้นตอนที่ ๔ การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนที่ผู้สอนออกแบบ/วางแผนและทำการสังเกต
พฤติกรรมของเด็กเปน็ รายบุคคล รายกลุ่ม การพูดคุยหรือการสมั ภาษณ์เด็ก หรือการประเมนิ ผลงาน/ชิน้ งานของเด็ก
อย่างเป็นระบบ เพื่อรวบรวมข้อมูลพัฒนาการของเด็กให้ทั่วถึงครบทุกคน สอดคล้องและตรงประเด็นการประเมิน
ทีว่ างแผนไว้ในขั้นตอนที่ ๔ บันทึกลงในเครือ่ งมือทผ่ี สู้ อนพัฒนาหรือจัดเตรียมไว้
การบันทึกผลการประเมินพัฒนาการ ตามสภาพที่พึงประสงค์ของแต่ละหน่วยการจัดประสบกา รณ์น้ัน
ผู้สอนเป็นผู้ประเมินเด็กเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม อาจให้ระดับคุณภาพ ๓ หรือ ๒ หรือ ๑ หรือให้คำสำคัญที่เป็น
คณุ ภาพ เชน่ ดี พอใช้ ควรสง่ เสรมิ ก็ได้ ท้งั นค้ี วรเป็นระบบเดียวกันเพ่ือสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผลการ
ประเมินพัฒนาการเด็ก ในระยะต้นควรเป็นการประเมินเพื่อความก้าวหน้าไม่ควรเป็นการประเมินเพื่อตัดสิ้น
พัฒนาการเด็ก หากผลการประเมินพบวา่ เด็กอยู่ในระดับ ๑ พฤติกรรมหนึ่งพฤติกรรมใดผู้สอนต้องทำความเข้าใจว่า
เด็กคนนั้นมีพัฒนาการเร็วหรือช้า ผู้สอนจะต้องจัดประสบการณ์ส่งเสริมในหน่วยการจัดประสบการณ์ต่อไปอย่า งไร
ดังนั้น การเก็บรวบรวมข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการในแต่ละหน่วยการจัดประสบการณ์ของผู้สอน จึงเป็น การ
สะสมหรอื รวบรวมขอ้ มูลผลการประเมนิ พฒั นาการของเด็กรายบุคคล หรือรายกลมุ่ นนั่ เอง เมอื่ ผู้สอนจดั ประสบการณ์
ครบทุกหนว่ ยการจดั ประสบการณต์ ามท่วี เิ คราะหส์ าระการเรยี นรู้รายปีของแตล่ ะภาคเรียน
ข้นั ตอนท่ี ๕ การวิเคราะห์ขอ้ มลู และแปลผล ในข้นั ตอนน้ี ผู้สอนทเี่ ปน็ ผู้ประเมนิ ควรดำเนนิ ดาร ดังน้ี
๑) การวิเคราะห์และแปลผลการประเมินพัฒนาการเมือ่ สิ้นสุดหน่วยการจัดประสบการณ์ ผู้สอนจะ
บันทึกผลการประเมินพัฒนาการของเด็กลงในแบบบันทึกผลการสังเกตพฤติกรรมตามสภาพที่พึงประสงค์ของหน่วย
การจัดประสบการณห์ น่วยที ๑ จนถึงหน่วยสดุ ท้ายของภาคเรียน
๒) การวิเคราะห์และแปลผลการประเมินประจำภาคเรียนหรือภาคเรียนที่ ๒ เมื่อสิ้นปีการศึกษา
ผู้สอนจะนำผลการประเมินพัฒนาการสะสมที่รวบรวมไว้จากทุกหน่วยการเรียนรู้สรุปล งในสมุดบันทึกผลประเมิน
พัฒนาการประจำชั้น และสรุปผลพัฒนาการรายด้านทัง้ ชนั้ เรยี น
ขั้นตอนที่ ๖ การสรุปรายงานผลและการนำข้อมูลไปใช้ เป็นขั้นตอนที่ผู้สอนซึ่งเป็นครูประจำชั้นจะสรุปผล
เพื่อตัดสินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยเป็นรายตัวบ่งชี้รายมาตรฐานและพัฒนาการทั้ง ๔ ด้าน เพื่อนำเสนอผู้บริหาร
สถานศึกษาอนุมตั กิ ารตัดสนิ และแจง้ คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พร้อมกบั ครูประจำชนั้ จะจัดทำรายงานผล
การประเมินประจำตัวนักเรียน นำข้อมูลไปใช้สรุปผลการประเมินคุณภาพเด็ก ของระบบประกันคุณภาพภายในของ
สถานศึกษาเมือ่ ส้ินภาคเรียนที่ ๒ หรือเม่ือสิ้นปกี ารศกึ ษา
รายละเอียดการดำเนินงานแต่ละขัน้ ตอน มดี ังนี้
ขั้นตอนที่ ๑ การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรสถานศึกษา โดยนำข้อมูล
จากการวิเคราะห์การเรียนรู้รายปีในหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยมาตรวจสอบความถี่ของตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึง
ประสงค์ว่าเกิดขน้ึ กบั เด็กตามหนว่ ยการจดั ประสบการณ์เรยี นรใู้ ดบ้าง
๑.๑ การวเิ คราะหส์ าระการเรยี นรู้รายปขี องโรงเรยี น