หลกั สูตรกล่มุ สาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โรงเรยี นวัดชุมพลนิกายาราม พทุ ธศักราช 256๔
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.๒๕๖๐)
สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยธุ ยา เขต ๒
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร
คานา
จากการที่กระทรวงศกึ ษาธิการมคี าส่งั ท่ี สพฐ. 1239/๒๕60 เรื่อง ให้ใชม้ าตรฐานการเรียนรูแ้ ละ
ตัวช้ีวัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม
ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 เพอ่ื ให้การจดั การศึกษาขนั้ พน้ื ฐานสอดคล้องกับสภาพความเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ
สังคม และเสริมสร้างศักยภาพคนของชาติให้สามารถเพ่ิมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การ
ยกระดับคณุ ภาพการศึกษาและการเรยี นรู้ใหม้ ีคุณภาพและมาตรฐานระดบั สากล สอดคลอ้ งกบั ประเทศไทย
4.0 โลกในศตวรรษท่ี 21 และทัดเทียมกับนานาชาติ ผู้เรียนมีศักยภาพในการแข่งขันและดารงชีวิตอย่าง
สรา้ งสรรค์ในประชาคมโลก ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง และอาศัยอานาจตามความในมาตรา 5
แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๕ และ
มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ .ศ. 2546
กระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศใช้มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์ และสาระภมู ศิ าสตรใ์ นกล่มุ สาระการเรียนรสู้ งั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรงุ
พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 แทนมาตรฐานการเรียนรู้
และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้
สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรมในหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
โรงเรยี นวดั ชุมพลนิกายารามจึงได้ดาเนนิ การพฒั นาหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดชมุ พลนิกายา
ราม พุทธศักราช ๒๕61 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ และเอกสาร
ประกอบหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้น เพื่อใช้เป็นกรอบและทิศทางในการ
จัดการเรียนการสอน และเพ่ือให้กระบวนการนาหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง
รว่ มกันรบั ผิดชอบและทางานงานรว่ มกนั อย่างเป็นระบบ
โดยจัดทาและพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดหลักสูตรอิงมาตรฐาน คือ กาหนดมาตรฐานการเรียนรู้
เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียน เพ่ือให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ท่ีกาหนดในหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรยี นทุกคนให้มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มี
จิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลกยึดม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอั นมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมท้ังเจตคติท่ีจาเป็นต่อการศึกษาต่อการ
ประกอบอาชพี และการศกึ ษาตลอดชีวิต โดยมงุ่ เน้นผเู้ รยี นเป็นสาคัญบนพน้ื ฐานความเชื่อว่า ทกุ คนสามารถ
เรยี นร้แู ละพัฒนาตนเองได้เต็มตามศกั ยภาพ
หลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับนี้สาเร็จลงได้ด้วย
คาแนะนาเปน็ อย่างดีย่งิ จากคณะกรรมการสถานศึกษาข้นั พ้ืนฐาน คณะกรรมการบรหิ ารหลักสูตรและงาน
วิชาการ ผู้อานวยการสถานศึกษา และวิทยากรจากสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา ประถมศึกษา
พระนครศรีอยุธยา เขต ๒ คณะครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา ตลอดท้ังชุมชนผูม้ ีสว่ นเก่ยี วข้องทกุ ทา่ น ทีไ่ ด้
อานวยความสะดวกตลอดทั้งให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการจัดทาหลักสูตรจนสาเรจ็ ลุล่วงไปด้วยดี
โรงเรียนขอขอบคุณทกุ ทา่ นเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสน้ี
โรงเรยี นวดั ชุมพลนกิ ายาราม
พฤษภาคม ๒๕61
สารบญั หนา้
เรื่อง
สว่ นท่ี ๑ บทนา
- วสิ ยั ทัศน์ พนั ธกิจ
- สมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน
- คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
สว่ นท่ี ๒ กลมุ่ สาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
- คณุ ภาพผเู้ รยี น
- ตวั ชีว้ ดั และสาระการเรียนรู้
- โครงสร้างหลักสูตรกลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ส่วนท่ี ๓ คาอธบิ ายรายวิชาพื้นฐาน ระดับประถมศกึ ษา
สว่ นที่ ๔ โครงสร้างรายวชิ าพืน้ ฐาน ระดับประถมศึกษา
สว่ นที่ ๕ การจดั การเรยี นรู้ และการวัดและประเมนิ ผล
- แนวทางการจดั การเรยี นรู้
- กระบวนการเรยี นรู้
- การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้
- การพัฒนาส่อื และแหลง่ การเรยี นรู้
- อภธิ านศัพท์
คณะทางาน
สว่ นที่ ๑
บทนา
บทนา
หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนวัดชุมพลนิกายาราม
พุทธศักราช ๒๕61 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ เป็นแผนหรือ
แนวทาง หรือข้อกาหนดของการจัดการศึกษาของโรงเรียนที่จะใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพ่ือพัฒนา
ผูเ้ รียนให้มคี ุณภาพตามมาตรฐานท่ีกาหนด มงุ่ พฒั นาผู้เรียนให้เปน็ คนดี มปี ัญญา มคี วามสขุ มศี กั ยภาพใน
การศกึ ษาต่อ และประกอบอาชพี โดยม่งุ หวงั ใหม้ คี วามสมบูรณ์ทัง้ ด้านร่างกาย จติ ใจ และสตปิ ัญญา อีกทัง้ มี
ความรู้และทักษะที่จาเป็นสาหรับการดารงชีวิต และมีคุณภาพได้มาตรฐานสากล เพ่ือการแข่งขันในยุค
ปจั จุบัน ดังนัน้ หลกั สูตรหลักสตู รกลุม่ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โรงเรียนวดั ชุมพลนิกายา
ราม พุทธศกั ราช ๒๕61 ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑จงึ ประกอบด้วย
สาระสาคัญของหลักสูตรแกนกลาง สาระความรู้ท่ีเกี่ยวข้องกบั ชุมชนท้องถิ่นและสาระสาคัญท่ีสถานศกึ ษา
พัฒนาเพ่ิมเติม โดยจัดเป็นสาระการเรยี นร้รู ายวิชาพืน้ ฐานตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด และสาระ
การเรียนรู้รายวิชาเพิ่มเติม จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็นรายปีในระดับประถมศึกษา และกาหนด
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสถานศึกษาตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของหลักสูตรแกนการศึกษาข้ัน
พน้ื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนวัดชุมพลนิกายาราม
พุทธศกั ราช ๒๕61 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ มคี วามสาคญั ในการ
พฒั นาผ้เู รียนใหม้ ีคณุ ภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ ตวั ชี้วดั และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ตามทก่ี าหนดไว้
เป็นแนวทางให้ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา ครู ตลอดจนผ้เู กย่ี วขอ้ งกบั การจดั การศกึ ษาของสถานศกึ ษา ในการจดั
มวลประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียนได้พัฒนาให้บรรลุถึงคุณภาพตามมาตรฐานในการพัฒนาเยาวชนของชาติ
นอกเหนอื จากการใช้เป็นแนวทาง หรอื ขอ้ กาหนดในการจดั การศึกษาของสถานศึกษาให้บรรลุตามจุดหมาย
ของการจัดการศึกษาแล้วหลักสูตรกลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนวัดชุมพลนิกา
ยาราม พุทธศักราช ๒๕61 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ ท่ีพัฒนาข้ึน
ยังเป็นหลักสูตรท่ีมีจุดมุ่งหมายให้ครอบครัวชุมชน องค์กรในท้องถิ่น ท้ังภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมจัด
การศึกษาของสถานศกึ ษา โดยมีแนวทางสาคัญท่ีสถานศกึ ษากาหนด
ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คือ มงุ่ เน้นใหผ้ ้เู รยี นไดค้ น้ พบความรู้ดว้ ยตนเองมากท่ีสดุ เพ่อื ให้
ได้ท้ังกระบวนการและความรู้ จากวิธีการสังเกต การสารวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนาผลท่ีได้มา
จดั ระบบเป็นหลักการ แนวคดิ และองคค์ วามรู้
วสิ ัยทัศน์
ยกระดบั คณุ ภาพสมู่ าตรฐานการศกึ ษาช้ันนาและสูส่ ากล มีศกั ยภาพในการแขง่ ขนั ยดึ หลักการ
บรหิ ารจัดการแบบมีส่วนรว่ ม
สมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รยี น
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผ้เู รียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ ซ่งึ
การพัฒนาผเู้ รยี นใหบ้ รรลมุ าตรฐานการเรียนรทู้ ี่กาหนดนัน้ จะช่วยให้ผูเ้ รียนเกิดสมรรถนะสาคัญ ๕ ประการ
ดังนี้
๑. ความสามารถในการสอื่ สาร
เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้
ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพ่ือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็น
ประโยชนต์ ่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทงั้ การเจรจาต่อรองเพอ่ื ขจัดและลดปญั หาความขัดแย้งต่าง ๆ
การเลือกรับหรือไมร่ ับข้อมูลข่าวสารด้วยหลกั เหตุผล และความถูกตอ้ ง ตลอดจนการเลือกใชว้ ธิ ีการส่ือสาร
ท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพโดยคานึงถึงผลกระทบทมี่ ีตอ่ ตนเองและสงั คม
๒. ความสามารถในการคดิ
เปน็ ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ การคิดสงั เคราะห์การคดิ อย่างสร้างสรรค์ การคดิ อย่างมี
วิจารณญาณ การคิดเป็นระบบ เพ่ือนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพ่ือการตัดสินใจเกี่ยวกับ
ตนเองและสังคมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
๓. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม บน
พื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปล่ียนแปลงของ
เหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมแสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาและมีการ
ตดั สนิ ใจทม่ี ีประสทิ ธิภาพโดยคานงึ ถงึ ผลกระทบท่ีเกดิ ข้ึนตอ่ ตนเอง สงั คมและสิง่ แวดล้อม
๔. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต
เป็นความสามารถในการนากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดาเนินชีวิตประจาวัน การเรียนรู้
ดว้ ยตนเอง การเรยี นรูอ้ ยา่ งตอ่ เนือ่ ง การทางาน และการอยู่ร่วมกนั ในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสมั พันธ์
อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันต่อการ
เปลย่ี นแปลงของสังคมและสภาพแวดลอ้ มและการรู้จักหลีกเลยี่ งพฤติกรรมไม่พงึ ประสงคท์ ี่ส่งผลกระทบต่อ
ตนเองและผอู้ ่นื
๕. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
เปน็ ความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ และมีทกั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี
เพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทางาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
ถกู ต้อง เหมาะสมและมีคุณธรรม
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้
สามารถอยรู่ ่วมกับบุคคลอ่นื ในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเปน็ พลเมอื งไทยและพลโลก ดงั น้ี
๑. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
๒. ซ่อื สัตย์สุจริต
๓. มีวินัย
๔. ใฝ่เรียนรู้
๕. อยู่อย่างพอเพียง
๖. มุ่งม่ันในการทางาน
๗. รักความเป็นไทย
๘. มีจิตสาธารณะ
สว่ นที่ ๒
สาระ/มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชี้วดั
กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เป้าหมายของการจดั การเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการเรียนรู้เก่ียวกับธรรมชาติ โดยมนุษย์ใช้กระบวนการสังเกต สารวจ
ตรวจสอบ และการทดลองเก่ียวกบั ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและนาผลมาจัดระบบ หลกั การ แนวคิดและ
ทฤษฎี ดังน้ันการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เป็นผู้เรียนรู้และค้นพบด้วยตนเองมาก
ที่สุด นั่นคือให้ได้ท้ังกระบวนการและองค์ความรู้ ตั้งแต่วัยเริ่มแรกก่อนเข้าเรียน เมื่ออยู่ในสถานศึกษาและ
เมอ่ื ออกจากสถานศกึ ษาไปประกอบอาชพี แล้ว
การจัดการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรใ์ นสถานศกึ ษามีเปา้ หมายสาคัญดงั น้ี
1. เพอื่ ใหเ้ ขา้ ใจหลักการ ทฤษฎีท่เี ปน็ พืน้ ฐานในวทิ ยาศาสตร์
2. เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจขอบเขต ธรรมชาติและข้อจากดั ของวิทยาศาสตร์
3. เพ่ือใหม้ ีทกั ษะที่สาคญั ในการศึกษาค้นคว้าและคิดคน้ ทางวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
4. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจนิ ตนาการ ความสามารถในการแกป้ ัญหาและการจัดการทกั ษะ
ในการสอื่ สาร และความสามารถในการตดั สินใจ
5. เพื่อให้ตระหนกั ถงึ ความสมั พันธร์ ะหว่างวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์และสภาพแวดล้อม
ในเชงิ ที่มีอิทธิพลและผลกระทบซ่ึงกนั และกนั
6. เพื่อนาความรู้ความเข้าใจในเร่ืองวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อ
สังคมและการดารงชวี ติ
7. เพ่ือให้เป็นคนมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยอี ย่างสร้างสรรค์
เรยี นร้อู ะไรในวิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ท่ีเน้นการ
เช่อื มโยงความรู้กับกระบวนการ มที กั ษะสาคัญในการคน้ คว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการ
สืบเสาะหาความรู้ และแก้ปญั หาท่ีหลากหลาย ให้ผู้เรียนมสี ่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกข้นั ตอน มกี ารทากิจกรรม
ด้วยการลงมอื ปฏิบตั ิจรงิ อย่างหลากหลาย เหมาะสมกบั ระดับชนั้ โดยกาหนดสาระสาคญั ดงั นี้
วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ เรยี นรู้เกยี่ วกับ ชีวิตในส่ิงแวดลอ้ ม องค์ประกอบของสิ่งมชี ีวิต การดารงชวี ิต
ของมนุษย์และสัตว์ การดารงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิวัฒนาการของ
สิง่ มชี ีวิต
วทิ ยาศาสตร์กายภาพ เรยี นรเู้ กยี่ วกับ ธรรมชาตขิ องสาร การเปลยี่ นแปลงของสาร การเคล่อื นที่
พลังงาน และคลน่ื
วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ เรยี นรูเ้ กย่ี วกับ องคป์ ระกอบของเอกภพ ปฏสิ มั พันธ์ ภายในระบบ
สรุ ยิ ะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปล่ยี นแปลงทางธรณวี ิทยา กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ
และผลต่อสิง่ มีชวี ติ และสงิ่ แวดล้อม
เทคโนโลยี
การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการดารงชีวิตในสังคมที่มี
การเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อ่ืน ๆ
เพ่ือแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้
เทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสมโดยคานงึ ถึงผลกระทบตอ่ ชีวิต สงั คม และสิ่งแวดล้อม
วิทยาการคานวณ เรียนรู้เก่ียวกับการคิดเชิงคานวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็น
ขั้นตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสาร ในการแกป้ ัญหาท่ีพบในชวี ิตจริงไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระท่ี ๑ วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสมั พันธ์ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิต
กบั สิง่ มชี วี ิต และความสัมพันธ์ระหว่างส่งิ มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถา่ ยทอดพลงั งาน การ
เปลย่ี นแปลงแทนที่ในระบบนเิ วศ ความหมายของประชากร ปญั หาและผลกระทบท่มี ีต่อทรพั ยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนา
ความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๒ เขา้ ใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หนว่ ยพ้นื ฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้า
และออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทางาน
สัมพนั ธ์กนั ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพชื ท่ีทางานสัมพันธ์กัน รวมท้ังนา
ความรไู้ ปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๓ เขา้ ใจกระบวนการและความสาคัญของการถา่ ยทอดลกั ษณะทาง
พันธุกรรม
สารพันธุกรรม การเปล่ียนแปลงทางพนั ธกุ รรมทีม่ ีผลตอ่ สิ่งมชี วี ติ ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการ
ของสง่ิ มีชวี ติ รวมทัง้ นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
สาระที่ ๒ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่าง
สมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลง
สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงที่กระทาต่อวัตถุ
ลักษณะการเคล่อื นทีแ่ บบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมท้งั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลงั งาน การเปลยี่ นแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสมั พันธร์ ะหวา่ งสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวนั ธรรมชาตขิ องคลน่ื ปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวข้อง
กับเสยี ง แสง และคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมทง้ั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
สาระที่ ๓ วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอก
ภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมท้ังปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อส่ิงมีชีวิต และการ
ประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยอี วกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ
เปลี่ยนแปลงภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศ
โลก รวมทง้ั ผลต่อสิง่ มชี วี ติ และส่ิงแวดล้อม
สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพ่ือการดารงชีวิตในสังคมที่มีการ
เปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อ
แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้
เทคโนโลยอี ย่างเหมาะสมโดยคานงึ ถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และส่ิงแวดลอ้ ม
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชงิ คานวณในการแกป้ ัญหาท่ีพบในชวี ติ จรงิ อย่างเป็น
ขน้ั ตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปญั หาได้
อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ รูเ้ ท่าทัน และมีจรยิ ธรรม
คณุ ภาพผเู้ รยี น
จบชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี ๓
เขา้ ใจลกั ษณะทวั่ ไปของสิ่งมีชีวติ และการดารงชวี ิตของส่งิ มชี วี ติ รอบตัว
เข้าใจลักษณะที่ปรากฏ ชนิดและสมบัติบางประการของวัสดุที่ใช้ทาวัตถุและการเปล่ียนแปลง
ของวัสดรุ อบตัว
เข้าใจการดงึ การผลกั แรงแม่เหล็ก และผลของแรงทีม่ ตี อ่ การเปลยี่ นแปลงการเคลอื่ นท่ีของวัตถุ
พลงั งานไฟฟ้า และการผลติ ไฟฟา้ การเกิดเสยี ง แสงและการมองเห็น
เข้าใจการปรากฏของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาว ปรากฏการณ์ข้ึนและตกของดวงอาทิตย์
การเกิดกลางวันกลางคืน การกาหนดทิศ ลักษณะของหิน การจาแนกชนิดดินและการใช้ประโยชน์ ลักษณะ
และความสาคัญของอากาศ การเกิดลม ประโยชน์และโทษของลม
ตั้งคาถามหรือกาหนดปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่จะเรียนรู้ตามท่ีกาหนดให้หรือตามความสนใจสังเกต
สารวจตรวจสอบโดยใช้เคร่ืองมืออย่างง่าย รวบรวมข้อมูล บันทึก และอธิบายผลการสารวจตรวจสอบด้วย
การเขยี นหรอื วาดภาพ และสอ่ื สารสิง่ ทเ่ี รียนรู้ดว้ ยการเล่าเร่อื ง หรอื ด้วยการแสดงท่าทางเพอ่ื ให้ผูอ้ ืน่ เข้าใจ
แกป้ ัญหาอย่างง่ายโดยใช้ขนั้ ตอนการแก้ปัญหา มที กั ษะในการใชเ้ ทคโนโลยี สารสนเทศและการ
สอ่ื สารเบือ้ งต้น รกั ษาขอ้ มูลส่วนตัว
แสดงความกระตือรือร้น สนใจท่ีจะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษาตามที่
กาหนดใหห้ รอื ตามความสนใจ มีส่วนรว่ มในการแสดงความคดิ เหน็ และยอมรบั ฟังความคดิ เหน็ ผอู้ ่นื
แสดงความรับผิดชอบด้วยการทางานที่ได้รับมอบหมายอยา่ งมุ่งมั่น รอบคอบ ประหยัด ซ่ือสัตย์
จนงานลุลว่ งเปน็ ผลสาเร็จ และทางานร่วมกับผอู้ ื่นอยา่ งมคี วามสขุ
ตระหนักถงึ ประโยชนข์ องการใช้ความร้แู ละกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรใ์ นการดารงชีวิต ศกึ ษา
หาความร้เู พ่มิ เติม ทาโครงงานหรือชนิ้ งานตามทก่ี าหนดให้หรือตามความสนใจ
จบชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี ๖
เข้าใจโครงสร้าง ลักษณะเฉพาะและการปรบั ตัวของสิ่งมชี ีวิต รวมทั้งความสัมพันธข์ องสิ่งมชี ีวติ
ในแหลง่ ท่ีอยู่ การทาหน้าทข่ี องส่วนตา่ ง ๆ ของพืช และการทางานของระบบย่อยอาหารของมนษุ ย์
เข้าใจสมบัติและการจาแนกกลุ่มของวัสดุ สถานะและการเปลี่ยนสถานะของสสารการละลาย
การเปล่ียนแปลงทางเคมี การเปลย่ี นแปลงทผี่ นั กลบั ไดแ้ ละผันกลบั ไม่ได้ และการแยกสารอย่างง่าย
เข้าใจลักษณะของแรงโน้มถ่วงของโลก แรงลัพธ์ แรงเสียดทาน แรงไฟฟา้ และผลของแรงต่าง ๆ
ผลที่เกิดจากแรงกระทาต่อวัตถุ ความดัน หลักการท่ีมีต่อวัตถุ วงจรไฟฟ้าอย่างงา่ ย ปรากฏการณ์เบ้ืองต้น
ของเสียง และแสง
เข้าใจปรากฏการณ์การข้ึนและตก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปร่างปรากฏของดวงจันทร์
องค์ประกอบของระบบสุริยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ ความแตกต่างของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์
การข้นึ และตกของกลุ่มดาวฤกษ์ การใชแ้ ผนท่ีดาว การเกิดอุปราคา พฒั นาการและประโยชนข์ องเทคโนโลยี
อวกาศ
เขา้ ใจลกั ษณะของแหลง่ นา้ วฏั จักรน้า กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้าค้าง นา้ ค้างแข็ง หยาดน้า
ฟา้ กระบวนการเกิดหิน วัฏจักรหนิ การใช้ประโยชนห์ ินและแร่ การเกิดซากดึกดาบรรพ์ การเกิดลมบก ลม
ทะเล มรสุม ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติ ธรณีพิบัติภัย การเกิดและผลกระทบของ
ปรากฏการณเ์ รือนกระจก
คน้ หาข้อมูลอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพและประเมินความน่าเชื่อถอื ตัดสนิ ใจเลอื กข้อมูลใช้เหตุผลเชิง
ตรรกะในการแกป้ ัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการทางานร่วมกัน เข้าใจสิทธแิ ละหน้าท่ี
ของตน เคารพสิทธขิ องผู้อ่นื
ตั้งคาถามหรือกาหนดปัญหาเก่ียวกับส่ิงท่ีจะเรียนรู้ตามที่กาหนดให้หรือตามความสนใจ
คาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สอดคล้องกับคาถามหรือปัญหาที่จะสารวจตรวจสอบ
วางแผนและสารวจตรวจสอบโดยใช้เคร่ืองมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีเหมาะสม ในการเก็บ
รวบรวมข้อมูลทง้ั เชิงปริมาณและคุณภาพ
วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมลู ที่มาจากการสารวจตรวจสอบใน
รูปแบบทีเ่ หมาะสม เพอ่ื สอ่ื สารความร้จู ากผลการสารวจตรวจสอบไดอ้ ย่างมเี หตผุ ลและหลกั ฐานอ้างอิง
แสดงถึงความสนใจ มุ่งม่ัน ในส่ิงท่ีจะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่องท่ีจะศึกษาตาม
ความสนใจของตนเอง แสดงความคิดเห็นของตนเอง ยอมรับในข้อมูลที่มีหลักฐานอ้างอิง และรับฟังความ
คดิ เหน็ ผอู้ นื่
แสดงความรับผิดชอบด้วยการทางานท่ีได้รับมอบหมายอยา่ งมุ่งมน่ั รอบคอบ ประหยดั ซื่อสัตย์
จนงานลุลว่ งเป็นผลสาเรจ็ และทางานร่วมกบั ผอู้ น่ื อย่างสร้างสรรค์
ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใช้ความรู้และกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรใ์ นการดารงชวี ิต แสดงความชนื่ ชม ยกยอ่ ง และเคารพสิทธิในผลงานของผคู้ ิดค้นและศึกษาหา
ความร้เู พม่ิ เตมิ ทาโครงงานหรือชิ้นงานตามท่ีกาหนดใหห้ รอื ตามความสนใจ
แสดงถึงความซาบซ้ึง หว่ งใย แสดงพฤติกรรมเกี่ยวกบั การใช้ การดูแลรกั ษาทรพั ยากรธรรมชาติ
และสงิ่ แวดล้อมอย่างรูค้ ุณค่า
ตัวชีว้ ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๑
สาระที่ ๑ วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิตกับ
สิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การ
เปลี่ยนแปลงแทนท่ีในระบบนเิ วศ ความหมายของประชากร ปญั หาและผลกระทบท่มี ีตอ่ ทรัพยากรธรรมชาติ
และส่งิ แวดล้อม แนวทางในการอนุรักษท์ รพั ยากร
ชน้ั ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.๑ ๑. ระบชุ ่ือพืชและสตั ว์ท่ีอาศัยอยบู่ รเิ วณ • บริเวณต่าง ๆ ในท้องถ่ิน เช่น สนามหญ้า ใต้ต้นไม้
ตา่ ง ๆจากข้อมูลทร่ี วบรวมได้ สวนหย่อม แหลง่ น้า อาจพบพชื และสตั ว์หลายชนิดอาศยั อยู่
๒. บอกสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมกับ • บริเวณที่แตกต่างกันอาจพบพืชและสัตว์แตกต่างกัน
การดารงชวี ติ ของสตั วใ์ นบริเวณทอ่ี าศยั อยู่ เพราะสภาพแวดลอ้ มของแต่ละบริเวณจะมีความเหมาะสมต่อ
การดารงชีวิตของพืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในแต่ละบริเวณ เช่น
สระนา้ มีน้าเปน็ ทีอ่ ยอู่ าศยั ของหอย ปลา สาหรา่ ย เปน็ ท่ีหลบ
ภัยและมีแหล่งอาหารของหอยและปลา บริเวณต้นมะม่วงมี
ต้นมะม่วงเป็นแหลง่ ที่อยู่ และมีอาหารสาหรับกระรอกและมด
• ถ้าสภาพแวดล้อมในบริเวณท่ีพืชและสัตว์อาศัยอยู่มีการ
เปลี่ยนแปลง จะมผี ลต่อการดารงชีวิตของพืชและสัตว์
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้าและ
ออกจากเซลล์ ความสัมพนั ธข์ องโครงสร้างและหนา้ ทีข่ องระบบตา่ ง ๆ ของสตั ว์และมนุษย์ท่ีทางานสัมพันธ์
กัน ความสัมพันธ์ของโครงสรา้ งและหน้าท่ีของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทางานสัมพนั ธ์กนั รวมท้ังนาความรู้
ไปใช้ประโยชน์
ชั้น ตวั ชีว้ ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ป.๑ ๑. ระบุชื่อ บรรยายลักษณะและบอก • มนุษย์มีส่วนต่าง ๆ ท่ีมีลักษณะและหน้าท่ีแตกต่างกัน
หน้าท่ีของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ เพอื่ ให้เหมาะสมในการดารงชีวิต เช่น ตามีหน้าทไี่ ว้มองดู โดย
สัตว์ และพืช รวมทั้งบรรยายการทาหน้าที่ มหี นังตาและขนตา เพือ่ ปอ้ งกนั อันตรายใหก้ ับตา หูมีหน้าท่รี ับ
ร่วมกันของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ ฟังเสียง โดยมีใบหูและรูหู เพ่ือเป็นทางผ่านของเสียงปากมี
ในการทากิจกรรมต่าง ๆจากข้อมูลที่ หน้าท่ีพูด กินอาหาร มีช่องปากและมีริมฝีปากบนล่าง แขน
รวบรวมได้ และมือมีหน้าที่ยก หยิบ จับ มีท่อนแขนและน้ิวมือที่ขยับได้
สมองมีหน้าที่ควบคุมการทางานของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
อยู่ในกะโหลกศีรษะ โดยส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะทาหน้าท่ี
ร่วมกันในการทากิจกรรมในชีวิตประจาวนั
• สัตวม์ ีหลายชนิด แตล่ ะชนิดมีส่วนตา่ ง ๆ ท่ีมลี กั ษณะและ
หน้าทแี่ ตกตา่ งกัน เพอ่ื ให้เหมาะสม ในการดารงชวี ิต เชน่ ปลา
มีครีบเป็นแผ่น สว่ นกบ เต่า แมว มขี า ๔ ขา และมีเท้าสาหรับ
ใช้ในการเคลอื่ นที่
ชั้น ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
ป.๑ • พืชมสี ว่ นตา่ ง ๆ ทีม่ ลี กั ษณะและหน้าที่แตกต่างกนั เพ่ือให้
เหมาะสมในการดารงชีวิต โดยทั่วไป รากมีลักษณะเรียวยาว
และแตกแขนงเป็นรากเล็ก ๆ ทาหนา้ ที่ดูดน้า ลาตน้ มลี ักษณะ
เป็นทรงกระบอกตั้งตรงและมีกิ่งก้าน ทาหน้าท่ีชูก่ิงก้าน ใบ
และดอก ใบมีลักษณะเป็นแผ่นแบน ทาหน้าที่สร้างอาหาร
นอกจากนี้พืชหลายชนิด อาจมีดอกท่ีมีสี รูปร่างต่าง ๆ ทา
หน้าที่สืบพันธุ์ รวมทง้ั มผี ลท่ีมีเปลอื ก มเี นือ้ หอ่ หุม้ เมล็ด และมี
เมลด็ ซง่ึ สามารถงอกเปน็ ต้นใหม่ได้
๒. ตระหนักถึงความสาคัญของส่วนต่าง • มนษุ ยใ์ ช้สว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายในการทากิจกรรมต่าง ๆ
ๆ ของร่างกายตนเอง โดยการดูแลส่วนตา่ ง ๆ เพ่ือการดารงชีวิต มนุษย์จึงควรใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
อย่างถูกต้อง ให้ปลอดภัย และรักษาความ อย่างถกู ตอ้ ง ปลอดภยั และรักษาความสะอาดอย่เู สมอ เช่น ใช้
สะอาดอย่เู สมอ ตามองตวั หนังสอื ในทท่ี ี่มแี สงสว่างเพียงพอ ดแู ลตาให้ปลอดภัย
จากอนั ตราย และรกั ษาความสะอาดตาอยู่เสมอ
สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบตั ิของ
สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ยี วระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของ
สสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี
ชน้ั ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.๑ ๑. อธบิ ายสมบตั ิที่สงั เกตได้ของวัสดุท่ีใช้ • วัสดุท่ีใช้ทาวัตถุที่เป็นของเล่น ของใช้ มีหลายชนิด เช่น ผ้า
ทาวัตถุซึ่งทาจากวัสดุชนิดเดียวหรือหลาย แก้ว พลาสติก ยาง ไม้ อิฐ หิน กระดาษ โลหะ วัสดุแต่ละชนิดมี
ชนิดประกอบกันโดยใช้หลักฐานเชิง สมบัตทิ ่สี งั เกตได้ต่าง ๆ เชน่ สี นุ่ม แขง็ ขรุขระ เรียบ ใส ขุ่น ยืดหด
ประจักษ์ ได้บดิ งอได้
๒. ระบุชนิดของวัสดุและจัดกลุ่มวัสดุ • สมบัติที่สังเกตได้ของวัสดุแต่ละชนิดอาจเหมือนกัน ซึ่ง
ตามสมบตั ิท่สี ังเกตได้ สามารถนามาใชเ้ ป็นเกณฑใ์ นการจัดกลมุ่ วัสดไุ ด้
• วัสดุบางอย่างสามารถนามาประกอบกัน เพ่ือทาเป็น
วัตถุต่าง ๆ เชน่ ผา้ และกระดมุ ใชท้ าเสอ้ื ไม้และโลหะ ใช้ทา
กระทะ
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ที่
เกี่ยวข้องกบั เสียง แสง และคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมทง้ั นาความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
ชน้ั ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.๑ ๑. บรรยายการเกิดเสียงและทิศทางการ • เสียงเกิดจากการส่ันของวัตถุ วัตถุที่ทาให้เกิดเสียงเป็น
เคลือ่ นที่ของเสยี งจากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ แหล่งกาเนิดเสียง ซึ่งมีทั้งแหล่งกาเนิดเสียงตามธรรมชาติและ
แหล่งกาเนิดเสียงที่มนุษย์สร้างข้ึน เสียงเคล่ือนท่ีออกจาก
แหล่งกาเนดิ เสียงทกุ ทิศทาง
สาระที่ ๓ วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ
กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมท้ังปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ท่ีส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการ
ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ
ช้ัน ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.๑ ๑. ระบดุ าวทปี่ รากฏบนทอ้ งฟ้าในเวลา • บนท้องฟ้ามีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวซ่ึงในเวลา
กลางวัน และกลางคืนจากขอ้ มูลท่ีรวบรวม กลางวันจะมองเหน็ ดวงอาทิตย์และอาจมองเห็นดวงจันทร์บาง
ได้ เวลาในบางวนั แตไ่ มส่ ามารถมองเหน็ ดาว
๒. อธบิ ายสาเหตุทม่ี องไมเ่ ห็นดาวสว่ น • ในเวลากลางวันมองไม่เห็นดาวส่วนใหญ่ เน่ืองจาก
ใหญใ่ นเวลากลางวันจากหลกั ฐานเชิง แสงอาทิตย์สว่างกว่าจงึ กลบแสงของดาว ส่วนในเวลากลางคืน
ประจักษ์ จะมองเห็นดาวและมองเห็นดวงจันทรเ์ กือบทกุ คนื
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลง
ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภมู ิอากาศโลก รวมท้งั
ผลต่อสงิ่ มชี วี ิตและสิง่ แวดลอ้ ม
ช้ัน ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ป.๑ ๑. อธบิ ายลกั ษณะภายนอกของหิน • หินที่อยู่ในธรรมชาติมีลักษณะภายนอกเฉพาะตัว ที่
จากลักษณะเฉพาะตัวทีส่ งั เกตได้ สงั เกตได้ เชน่ สี ลวดลาย น้าหนกั ความแขง็ และเน้ือหิน
สาระที่ ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริงอย่างเป็น
ข้ันตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปัญหา
ไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ รู้เท่าทัน และมจี รยิ ธรรม
ชัน้ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.๑ ๑. แกป้ ญั หาอย่างงา่ ยโดยใชก้ ารลองผิด • การแกป้ ญั หาให้ประสบความสาเร็จทาไดโ้ ดยใช้ข้ันตอน
ลองถูก การเปรียบเทยี บ การแกป้ ญั หา
• ปัญหาอย่างง่าย เช่น เกมเขาวงกต เกมหาจุดแตกต่าง
ของภาพ การจดั หนังสอื ใส่กระเปา๋
๒. แสดงลาดับข้ันตอนการทางานหรือ • การแสดงขั้นตอนการแก้ปัญหา ทาได้โดยการเขียน
ก า ร แ ก้ ปั ญ ห า อย่ า ง ง่า ย โ ดยใช้ภ าพ บอกเล่า วาดภาพ หรือใชส้ ญั ลักษณ์
สัญลกั ษณ์ หรอื ข้อความ • ปัญหาอย่างง่าย เช่น เกมเขาวงกต เกมหาจุดแตกต่าง
ของภาพ การจัดหนงั สือใสก่ ระเป๋า
๓. เขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้ • การเขียนโปรแกรมเป็นการสร้างลาดับของคาสั่ง ให้
ซอฟตแ์ วรห์ รอื สื่อ คอมพวิ เตอรท์ างาน
• ตัวอย่างโปรแกรม เช่น เขียนโปรแกรมส่ังให้ตัวละคร
ยา้ ยตาแหน่ง ยอ่ ขยายขนาด เปลีย่ นรปู ร่าง
• ซอฟต์แวร์หรือส่ือที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม เช่น ใช้
บตั รคาสง่ั แสดงการเขียนโปรแกรม, Code.org
ช้ัน ตัวช้ีวัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ป.๑ ๔. ใช้เทคโนโลยีในการสร้าง จัดเก็บ • การใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยีเบ้ืองต้น เช่น การใชเ้ มาส์
เรียกใชข้ อ้ มลู ตามวตั ถุประสงค์ คยี บ์ อรด์ จอสมั ผัส การเปิด-ปดิ อปุ กรณ์เทคโนโลยี
• การใช้งานซอฟต์แวร์เบ้ืองต้น เช่น การเข้าและออกจาก
โปรแกรม การสร้างไฟล์ การจัดเก็บการเรียกใช้ไฟล์ ทาได้ใน
โปรแกรม เช่น โปรแกรมประมวลคา โปรแกรมกราฟิก
โปรแกรมนาเสนอ
• การสร้างและจัดเก็บไฟล์อย่างเป็นระบบจะทาให้
เรียกใช้ ค้นหาข้อมูลไดง้ า่ ยและรวดเร็ว
๕. ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภัย • การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอยา่ งปลอดภัย เช่น รู้จกั ขอ้ มูล
ปฏิบัติตามข้อตกลงในการใช้คอมพิวเตอร์ ส่วนตัว อันตรายจากการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว และไม่บอก
ร่วมกัน ดูแลรักษาอุปกรณ์เบื้องต้น ใช้งาน ข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลอ่ืนยกเว้นผู้ปกครองหรือครู แจ้ง
อยา่ งเหมาะสม ผเู้ กี่ยวขอ้ งเมอ่ื ต้องการความชว่ ยเหลือเกี่ยวกับการใชง้ าน
• ข้อปฏิบัติในการใช้งานและการดูแลรักษาอุปกรณ์ เช่น ไม่
ขดี เขียนบนอปุ กรณ์ ทาความสะอาดใชอ้ ปุ กรณ์อย่างถูกวธิ ี
• การใช้งานอย่างเหมาะสม เช่น จัดท่านง่ั ให้ถูกต้อง การพัก
สายตาเม่ือใชอ้ ุปกรณ์เป็นเวลานาน ระมดั ระวงั อุบัติเหตุจากการ
ใชง้ าน
ตวั ชี้วัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๒
สาระที่ ๑ วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้าและ
ออกจากเซลล์ ความสมั พนั ธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสตั ว์และมนษุ ยท์ ี่ทางานสัมพันธ์
กัน ความสัมพันธ์ของโครงสรา้ งและหน้าที่ของอวยั วะต่าง ๆ ของพืชที่ทางานสัมพนั ธ์กัน รวมทั้งนาความรู้
ไปใชป้ ระโยชน์
ชนั้ ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.๒ ๑. ระบุว่าพืชต้องการแสงและน้า เพ่ือ • พชื ตอ้ งการนา้ แสง เพ่ือการเจริญเติบโต
การเจริญเติบโต โดยใช้ข้อมูลจากหลักฐาน
เชงิ ประจกั ษ์
๒. ตระหนักถึงความจาเป็นที่พืชต้อง
ได้รับน้าและแสงเพื่อการเจริญเติบโต โดย
ดแู ลพืชใหไ้ ด้รบั สง่ิ ดังกลา่ วอย่างเหมาะสม
๓. สร้างแบบจาลองท่ีบรรยายวัฏจักร • พืชดอกเมื่อเจรญิ เตบิ โตและมีดอก ดอกจะมีการสบื พันธุ์
ชีวติ ของพชื ดอก เปล่ียนแปลงไปเป็นผล ภายในผลมีเมล็ด เม่ือเมล็ดงอก ต้น
อ่อนที่อยู่ภายในเมล็ดจะเจริญเติบโตเป็นพืชต้นใหม่ พืชต้น
ใหม่จะเจริญเติบโต ออกดอกเพ่ือสืบพันธุ์มีผลต่อไปได้อีก
หมนุ เวยี นต่อเนอื่ งเป็นวัฏจักรชวี ิตของพืชดอก
มาตรฐาน ว ๑.๓ เขา้ ใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมสาร
พันธกุ รรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมทีม่ ีผลต่อสิง่ มชี ีวติ ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวัฒนาการ
ของส่งิ มีชีวิต รวมท้งั นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ชัน้ ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ป.๒ ๑. เปรียบเทยี บลกั ษณะของส่งิ มีชวี ติ • ส่ิงท่ีอยู่รอบตัวเรามีท้ังที่เป็นสิ่งมีชีวิตและส่ิงไม่มีชีวิต
และส่งิ ไมม่ ีชวี ติ จากข้อมลู ท่ีรวบรวมได้ สิ่งมีชีวิตต้องการอาหาร มีการหายใจเจริญเติบโต ขับถ่าย
เคล่ือนไหว ตอบสนองต่อสิ่งเร้า และสืบพันธ์ุได้ลูกที่มี
ลักษณะคล้ายคลึงกับพ่อแม่ส่วนส่ิงไม่มีชีวิตจะไม่มีลักษณะ
ดังกล่าว
สาระที่ ๒ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เขา้ ใจสมบตั ขิ องสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสมบัติของ
สสารกบั โครงสรา้ งและแรงยดึ เหนยี่ วระหวา่ งอนภุ าค หลักและธรรมชาติของการเปลยี่ นแปลงสถานะของ
สสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี
ช้นั ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.๒ ๑. เปรียบเทียบสมบัติการดูดซับน้าของ • วัสดุแต่ละชนิดมีสมบัติการดูดซับน้าแตกต่างกัน จึง
วัสดุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ และระบุ นาไปทาวัตถุเพ่ือใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกัน เช่น ใช้ผ้าท่ีดูด
การนาสมบัติการดูดซับน้าของวัสดุไป ซับนา้ ได้มากทาผ้าเชด็ ตัว ใชพ้ ลาสติก ซ่ึงไม่ดดู ซับนา้ ทาร่ม
ประยกุ ต์ใชใ้ นการทาวัตถใุ นชีวิตประจาวนั
๒. อธิบายสมบัติท่ีสังเกตได้ของวัสดุท่ี • วัสดุบางอย่างสามารถนามาผสมกันซึ่งทาให้ได้สมบัตทิ ่ี
เกิดจากการนาวัสดุมาผสมกันโดยใช้ เหมาะสม เพื่อนาไปใช้ประโยชน์ตามต้องการ เช่น แป้งผสม
หลักฐานเชงิ ประจักษ์ น้าตาลและกะทิ ใช้ทาขนมไทย ปูนปลาสเตอร์ผสมเยื่อ
กระดาษใช้ทากระปุกออมสิน ปูนผสมหิน ทราย และน้าใช้
ทาคอนกรตี
๓. เปรียบเทียบสมบัติท่ีสังเกตได้ของ • การนาวัสดุมาทาเป็นวัตถุในการใชง้ านตามวตั ถปุ ระสงค์
วัสดุ เพื่อนามาทาเป็นวัตถุในการใช้งาน ขึ้นอยู่กับสมบัติของวัสดุ วัสดุที่ใช้แล้วอาจนากลับมาใช้ใหม่
ตามวัตถุประสงค์ และอธิบายการนาวัสดุที่ ได้ เช่น กระดาษใช้แล้ว อาจนามาทาเป็นจรวดกระดาษ
ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่โดยใช้หลักฐานเชิง ดอกไมป้ ระดษิ ฐ์ ถุงใสข่ อง
ประจกั ษ์
๔. ตระหนักถงึ ประโยชน์ของการนาวสั ดุ
ท่ีใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ โดยการนาวัสดทุ ใ่ี ช้
แลว้ กลบั มาใช้ใหม่
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลงั งาน
ปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหว่างสสารและพลงั งาน พลงั งานในชีวิตประจาวนั ธรรมชาติของคลืน่ ปรากฏการณท์ ่ี
เกี่ยวข้องกบั เสียง แสง และคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมท้ังนาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
ชั้น ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.๒ ๑. บรรยายแนวการเคล่ือนที่ของแสง • แสงเคลื่อนท่ีจากแหล่งกาเนิดแสงทุกทิศทางเป็นแนวตรง
จากแหล่งกาเนิดแสง และอธิบายการ เมื่อมีแสงจากวัตถุมาเข้าตาจะทาให้มองเห็นวัตถุนั้น การ
มองเห็นวัตถุจากหลกั ฐานเชิงประจักษ์ มองเหน็ วัตถุที่เป็นแหลง่ กาเนิดแสง แสงจากวัตถุน้ันจะเข้าสู่ตา
๒. ตระหนักในคุณค่าของความรู้ของ โดยตรงสว่ นการมองเห็นวัตถทุ ่ีไมใ่ ช่แหล่งกาเนิดแสง ตอ้ งมีแสง
การมองเห็นโดยเสนอแนะแนวทางการ จากแหลง่ กาเนิดแสงไปกระทบวัตถุแล้วสะท้อนเข้าตา ถ้ามีแสง
ป้องกันอันตรายจากการมองวัตถุที่อยู่ใน ท่ีสว่างมาก ๆ เข้าสู่ตาอาจเกิดอันตรายต่อตาได้ จึงต้อง
บรเิ วณที่มีแสงสว่างไม่เหมาะสม หลีกเล่ียงการมองหรือใช้แผ่นกรองแสงท่ีมีคุณภาพเม่ือจาเป็น
และต้องจัดความสว่างให้เหมาะสมกับการทากิจกรรมต่าง ๆ
เชน่ การอา่ นหนังสือการดจู อโทรทัศน์ การใชโ้ ทรศัพท์เคล่ือนที่
และแท็บเลต็
สาระท่ี ๓ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพนั ธข์ องระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง
ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภมู ิอากาศโลก รวมทง้ั
ผลตอ่ สง่ิ มีชวี ิตและส่งิ แวดลอ้ ม
ช้ัน ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.๒ ๑. ระบสุ ่วนประกอบของดิน และ • ดินประกอบด้วยเศษหิน ซากพืช ซากสัตว์ผสมอยู่ในเน้ือ
จาแนกชนิดของดนิ โดยใชล้ กั ษณะเนอ้ื ดนิ ดนิ มอี ากาศและน้าแทรกอยู่ตามช่องว่างในเนื้อดิน ดนิ จาแนก
และการจับตวั เปน็ เกณฑ์ เป็น ดินรว่ น ดนิ เหนยี ว และดินทราย ตามลักษณะเนอ้ื ดินและ
๒. อธิบายการใชป้ ระโยชน์จากดิน จาก การจับตัวของดินซึ่งมผี ลต่อการอมุ้ นา้ ที่แตกต่างกัน
ข้อมูลทรี่ วบรวมได้ • ดินแต่ละชนิดนาไปใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกัน ตาม
ลกั ษณะและสมบัตขิ องดนิ
สาระที่ ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็น
ขนั้ ตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สารในการเรียนรู้ การทางาน และการแกป้ ญั หา
ได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ รู้เทา่ ทัน และมจี ริยธรรม
ช้นั ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.๒ ๑. แสดงลาดับขั้นตอนการทางานหรือ • การแสดงขั้นตอนการแก้ปัญหา ทาได้โดยการเขียน
การแกป้ ัญหาอยา่ งงา่ ยโดยใชภ้ าพ สัญลักษณ์ บอกเลา่ วาดภาพ หรือใช้สญั ลักษณ์
หรอื ขอ้ ความ • ปัญหาอย่างง่าย เช่น เกมตัวต่อ ๖-๑๒ ชิ้นการแต่งตัว
มาโรงเรยี น
๒. เขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้ • ตัวอย่างโปรแกรม เช่น เขียนโปรแกรมสั่งให้ตัวละคร
ซอฟตแ์ วร์หรือสอ่ื และตรวจหาข้อผดิ พลาด ทางานตามที่ตอ้ งการ และตรวจสอบขอ้ ผดิ พลาด ปรับแก้ไขให้
ของโปรแกรม ไดผ้ ลลัพธ์ตามทก่ี าหนด
• การตรวจหาข้อผิดพลาด ทาได้โดยตรวจสอบคาสั่งท่ีแจ้ง
ข้อผิดพลาด หรือหากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ต้องการให้
ตรวจสอบการทางานทลี ะคาสัง่
• ซอฟต์แวร์หรือส่ือที่ใชใ้ นการเขียนโปรแกรม เช่น ใช้บัตร
คาส่งั แสดงการเขยี นโปรแกรม, Code.org
๓. ใช้เทคโนโลยีในการสร้าง จัด • การใช้งานซอฟต์แวร์เบื้องต้น เช่น การเข้าและออกจาก
หมวดหมู่ ค้นหา จัดเก็บ เรียกใช้ข้อมูล โปรแกรม การสร้างไฟล์ การจัดเก็บ การเรียกใช้ไฟล์ การแก้ไข
ตามตถปุ ระสงค์ ตกแต่งเอกสาร ทาได้ ในโปรแกรม เช่น โปรแกรมประมวลคา
โปรแกรมกราฟิก โปรแกรมนาเสนอ
• การสร้าง คดั ลอก ยา้ ย ลบ เปล่ยี นชื่อ จดั หมวดหมู่ไฟล์
และโฟลเดอร์อยา่ งเปน็ ระบบจะทาให้เรียกใช้ ค้นหาขอ้ มูลได้
ง่ายและรวดเร็ว
ชนั้ ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.๒ ๔. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่ าง • การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย เช่น รู้จัก
ปลอดภัย ปฏิบัติตามข้อตกลงในการใช้ ข้อมูลส่วนตัว อันตรายจากการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัว และไม่
คอมพิวเตอร์ร่วมกัน ดูแลรักษาอุปกรณ์ บอกข้อมูลส่วนตัวกับบุคคลอื่นยกเว้นผู้ปกครองหรือครู แจ้ง
เบอื้ งต้น ใชง้ านอย่างเหมาะสม ผู้เกี่ยวขอ้ งเมื่อตอ้ งการความชว่ ยเหลอื เกย่ี วกบั การใช้งาน
• ขอ้ ปฏบิ ัตใิ นการใชง้ านและการดแู ลรักษาอุปกรณ์ เชน่ ไม่
ขดี เขียนบนอปุ กรณ์ ทาความสะอาดใช้อุปกรณอ์ ย่างถกู วิธี
• การใช้งานอยา่ งเหมาะสม เช่น จัดทา่ นั่งให้ถกู ตอ้ ง การพกั
สายตาเมื่อใช้อุปกรณ์เป็นเวลานาน ระมัดระวังอุบัติเหตุจาก
การใชง้ าน
ตวั ชว้ี ัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๓
สาระที่ ๑ วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้าและ
ออกจากเซลล์ ความสมั พนั ธ์ของโครงสร้างและหนา้ ที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตวแ์ ละมนุษย์ที่ทางานสัมพันธ์
กัน ความสัมพันธ์ของโครงสรา้ งและหนา้ ที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทางานสัมพนั ธ์กนั รวมทั้งนาความรู้
ไปใชป้ ระโยชน์
ชนั้ ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.๓ ๑. บรรยายสงิ่ ที่จาเป็นต่อการดารงชวี ิต • มนษุ ย์และสตั วต์ ้องการอาหาร น้า และอากาศ เพ่ือการ
และการเจริญเติบโตของมนุษย์และสัตว์ ดารงชีวิตและการเจริญเตบิ โต
โดยใชข้ อ้ มลู ท่รี วบรวมได้ • อาหารชว่ ยใหร้ า่ งกายแข็งแรงและเจริญเตบิ โตนา้ ช่วยให้
๒. ตระหนักถึงประโยชน์ของอาหาร นา้ รา่ งกายทางานไดอ้ ย่างปกติ อากาศใช้ ในการหายใจ
และอากาศ โดยการดูแลตนเองและสตั ว์ให้
ได้รบั สิง่ เหล่านีอ้ ย่างเหมาะสม
๓. สร้างแบบจาลองที่บรรยายวัฏจักร • สัตว์เม่ือเป็นตัวเต็มวัยจะสืบพันธุ์มีลูก เมื่อลูก
ชีวิตของสัตว์ และเปรียบเทียบวัฏจักรชีวิต เจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยก็สืบพันธุ์มีลูกต่อไปได้อีก
ของสตั ว์บางชนิด หมนุ เวยี นต่อเนื่องเป็นวัฏจักรชีวิตของสัตวซ์ ่ึงสัตว์แตล่ ะชนิด
๔. ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์ โดย เช่น ผีเสื้อ กบ ไก่ มนุษย์จะมีวัฏจักรชีวิตที่เฉพาะและ
ไมท่ าใหว้ ัฏจักรชีวิตของสตั วเ์ ปลี่ยนแปลง แตกต่างกนั
สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบตั ิของ
สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนยี่ วระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของ
สสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี
ชั้น ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
ป.๓ ๑. อธิบายว่าวัตถุประกอบข้ึนจากชิ้น • วัตถุอาจทาจากช้ินส่วนย่อย ๆ ซ่ึงแต่ละชิ้นมีลักษณะ
ส่วนย่อย ๆ ซ่ึงสามารถแยกออกจากกันได้ เหมือนกันมาประกอบเข้าด้วยกัน เมื่อแยกช้ินส่วนย่อย ๆ แต่
และประกอบกันเป็นวัตถุชิ้นใหม่ได้ โดยใช้ ละชิ้นของวัตถุออกจากกัน สามารถนาช้ินส่วนเหล่านั้นมา
หลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ ประกอบเป็นวัตถุช้ินใหมไ่ ด้ เช่น กาแพงบา้ นมกี ้อนอิฐหลาย ๆ
ก้อนประกอบเข้าด้วยกัน และสามารถนาก้อนอิฐจากกาแพง
บ้านมาประกอบเปน็ พืน้ ทางเดนิ ได้
๒. อธบิ ายการเปลยี่ นแปลงของวสั ดุเม่ือ • เม่ือให้ความร้อนหรือทาให้วัสดุร้อนข้ึน และเม่ือ ลด
ทาให้ร้อนขึ้นหรือทาให้เย็นลง โดยใช้ ความรอ้ นหรอื ทาให้วัสดุเยน็ ลง วัสดจุ ะเกดิ การเปลีย่ นแปลง
หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ ได้ เชน่ สีเปลี่ยน รปู รา่ งเปลย่ี น
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวติ ประจาวัน ผลของแรงท่ีกระทาต่อวตั ถุ ลักษณะ
การเคลอ่ื นท่แี บบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมทง้ั นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ชั้น ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ป.๓ ๑. ผลของแรงที่มีต่อการเปลี่ยนแปลง • การดงึ หรอื การผลกั เปน็ การออกแรงกระทาตอ่ วัตถุ แรง
การเคลื่อนที่ของวัตถุจากหลักฐานเชิง มีผลต่อการเคล่ือนท่ีของวัตถุ แรงอาจทาให้วัตถุเกิดการ
ประจักษ์ เคล่อื นทีโ่ ดยเปลยี่ นตาแหนง่ จากทห่ี นึ่งไปยงั อกี ท่ีหนึ่ง
• การเปล่ียนแปลงการเคล่ือนท่ีของวัตถุ ได้แก่ วัตถุที่อยู่
นิ่งเปลี่ยนเป็นเคลื่อนที่ วัตถุที่กาลังเคลื่อนท่ีเปล่ียนเป็น
เคลอ่ื นทเ่ี ร็วข้ึนหรอื ชา้ ลงหรอื หยุดนิง่ หรอื เปลี่ยนทศิ ทางการ
เคลื่อนท่ี
๒. เปรียบเทียบและยกตัวอย่างแรง • การดึงหรือการผลกั เป็นการออกแรงที่เกิดจากวัตถหุ นง่ึ
สัมผัสและแรงไม่สัมผัสที่มีผลต่อการ กระทากับอีกวัตถุหนึ่ง โดยวัตถุท้ังสองอาจสัมผัสหรือไม่ตอ้ ง
เคลื่อนที่ของวัตถุโดยใช้หลักฐานเชิง สัมผัสกัน เช่น การออกแรงโดยใช้มือดึงหรือการผลักโต๊ะให้
ประจกั ษ์ เคลื่อนที่เป็นการออกแรงที่วัตถุต้องสัมผัสกัน แรงนี้จึงเป็น
แรงสมั ผัส สว่ นการท่แี มเ่ หล็กดงึ ดูดหรือผลักระหวา่ งแมเ่ หล็ก
เป็นแรงท่ีเกิดข้ึนโดยแม่เหล็กไม่จาเป็นต้องสัมผัสกัน แรง
แมเ่ หล็กนจ้ี งึ เป็นแรงไมส่ มั ผสั
๓. จาแนกวัตถุโดยใช้การดึงดูดกับ • แม่เหล็กสามารถดงึ ดดู สารแมเ่ หลก็ ได้
แม่เหล็กเป็นเกณฑ์จากหลักฐานเชิง • แรงแม่เหล็กเป็นแรงท่ีเกิดข้ึนระหว่างแม่เหล็ก กับสาร
ประจักษ์ แม่เหล็ก หรือแม่เหล็กกับแม่เหล็กแม่เหล็ก มี ๒ ข้ัว คือ ข้ัว
๔. ระบุข้ัวแม่เหล็กและพยากรณ์ผลที่ เหนือและข้ัวใต้ขั้วแม่เหล็กชนิดเดียวกันจะผลักกัน ต่างชนิด
เกิดข้ึนระหวา่ งข้ัวแมเ่ หล็กเมอ่ื นามาเข้าใกล้ กันจะดึงดูดกัน
กันจากหลกั ฐานเชิงประจักษ์
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ท่ี
เกีย่ วข้องกับเสยี ง แสง และคล่นื แม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ช้ัน ตวั ชวี้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.๓ ๑. ยกตัวอย่างการเปลี่ยนพลังงานหน่ึง • พลังงานเป็นปริมาณที่แสดงถึงความสามารถในการ
ไปเป็นอีกพลังงานหนึ่งจากหลักฐานเชิง ทางาน พลงั งานมีหลายแบบ เชน่ พลงั งานกล พลงั งานไฟฟ้า
ประจักษ์ พลังงานแสง พลังงานเสียง และพลังงานความร้อน โดย
พลังงานสามารถเปลี่ยนจากพลังงานหน่ึงไปเป็นอีกพลังงาน
หนง่ึ ได้ เชน่ การถูมือจนรู้สกึ ร้อน เปน็ การเปลย่ี นพลงั งานกล
เป็นพลังงานความร้อน แผงเซลล์สุริยะเปลี่ยนพลังงานแสง
เป็นพลังงานไฟฟ้า หรือเคร่ืองใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้า
เปน็ พลังงานอ่ืน
ชั้น ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
๒. บรรยายการทางานของเครอ่ื งกาเนิด • ไฟฟ้าผลิตจากเคร่ืองกาเนิดไฟฟ้าซ่ึงใช้พลังงานจาก
ไฟฟ้าและระบุแหล่งพลังงานในการผลิต แหล่งพลังงานธรรมชาติหลายแหล่ง เช่น พลังงานจากลม
ไฟฟ้า จากข้อมูลทีร่ วบรวมได้ พลังงานจากน้า พลงั งานจากแก๊สธรรมชาติ
๓. ตระหนักในประโยชน์และโทษของ • พลังงานไฟฟ้ามีความสาคัญต่อชีวิตประจาวันการใช้
ไฟฟ้า โดยนาเสนอวิธีการใช้ไฟฟ้าอย่าง ไฟฟา้ นอกจากตอ้ งใช้อย่างถกู วธิ ี ประหยดั และคมุ้ คา่ แลว้ ยัง
ประหยดั และปลอดภยั ตอ้ งคานงึ ถงึ ความปลอดภัยด้วย
สาระท่ี ๓ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ
กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมท้ังปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ท่ีส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการ
ประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยอี วกาศ
ชัน้ ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.๓ ๑. อธิบายแบบรูปเส้นทางการข้ึนและ • คนบนโลกมองเห็นดวงอาทิตย์ปรากฏข้ึนทางด้านหนึ่ง
ตก ของดวงอาทิตย์โดยใช้หลักฐานเชิง และตกทางอกี ดา้ นหนึ่งทุกวนั หมนุ เวียนเปน็ แบบรูปซา้ ๆ
ประจกั ษ์ • โลกกลมและหมุนรอบตัวเองขณะโคจรรอบดวงอาทิตย์
๒. อธิบายสาเหตุการเกิดปรากฏการณ์ ทาใหบ้ ริเวณของโลกได้รบั แสงอาทิตย์ไม่พรอ้ มกัน โลกดา้ นที่
การข้ึนและตกของดวงอาทิตย์ การเกิด ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์จะเป็นกลางวันส่วนด้านตรงข้ามที่
กลางวันกลางคืน และการกาหนดทิศ โดย ไม่ไดร้ บั แสงจะเปน็ กลางคนื นอกจากนค้ี นบนโลกจะมองเห็น
ใช้แบบจาลอง ดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นทางด้านหน่ึง ซ่ึงกาหนดให้เป็นทิศ
๓. ตระหนักถึงความสาคัญของดวง ตะวันออก และมองเห็นดวงอาทิตย์ตกทางอีกด้านหน่ึง ซ่ึง
อาทิตย์ โดยบรรยายประโยชน์ของดวง กาหนดใหเ้ ป็นทศิ ตะวนั ตก และเม่ือให้ดา้ นขวามืออยทู่ างทิศ
อาทติ ย์ตอ่ สงิ่ มีชีวิต ตะวันออกด้านซ้ายมืออยู่ทางทิศตะวันตก ด้านหน้าจะเป็น
ทิศเหนอื และดา้ นหลังจะเป็นทิศใต้
• ในเวลากลางวันโลกจะได้รับพลังงานแสงและพลังงาน
ความร้อนจากดวงอาทิตย์ ทาใหส้ ่ิงมีชวี ิตดารงชวี ติ อย่ไู ด้
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธข์ องระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง
ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภมู ิอากาศโลก รวมทงั้
ผลต่อสิง่ มีชวี ิตและสงิ่ แวดลอ้ ม
ชนั้ ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.๓ ๑. ระบุส่วนประกอบ ของอาก าศ • อากาศโดยท่ัวไปไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ประกอบด้วย แก๊ส
บรรยายความสาคัญของอากาศ และ ไนโตรเจน แก๊สออกซิเจน แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สอ่ืน
ผลกระทบของมลพิษทางอาก าศ ต่อ ๆ รวมท้ังไอน้า และฝุ่นละออง อากาศมีความสาคัญต่อ
ส่งิ มีชวี ติ จากขอ้ มลู ที่รวบรวมได้ สงิ่ มีชวี ิต หากสว่ นประกอบของอากาศไมเ่ หมาะสม เนือ่ งจาก
๒. ตระหนักถึงความสาคัญของอากาศ มีแก๊สบางชนิดหรือฝุ่นละอองในปริมาณมาก อาจเป็น
โดยนาเสนอแนวทางการปฏิบัติตนในการ อนั ตรายต่อสิ่งมชี วี ติ ชนิดต่าง ๆ จดั เป็นมลพษิ ทางอากาศ
ลดการเกิดมลพษิ ทางอากาศ
ชัน้ ตวั ชีว้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
• แนวทางการปฏิบัติตนเพ่ือลดการปล่อยมลพิษทาง
อากาศ เช่น ใช้พาหนะร่วมกัน หรือเลือกใช้เทคโนโลยีที่ลด
มลพิษทางอากาศ
๓. อธิบายการเกิดลมจากหลักฐานเชิง • ลม คอื อากาศที่เคล่อื นท่ี เกดิ จากความแตกต่างกันของ
ประจกั ษ์ อุณหภูมิอากาศบริเวณท่ีอยู่ใกล้กัน โดยอากาศบริเวณที่มี
อุณหภูมิสูงจะลอยตัวสูงขึ้น และอากาศบริเวณท่ีมีอุณหภูมิ
ตา่ กวา่ จะเคลอ่ื นเข้าไปแทนท่ี
๔. บรรยายประโยชน์และโทษของลม • ลมสามารถนามาใช้เป็นแหล่งพลังงานทดแทนในการ
จากข้อมลู ท่ีรวบรวมได้ ผลิตไฟฟ้า และนาไปใช้ประโยชน์ในการทากิจกรรมต่าง ๆ
ของมนุษย์ หากลมเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงอาจทาให้เกิด
อันตรายและความเสียหายต่อชีวิตและทรพั ย์สินได้
สาระที่ ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็น
ข้ันตอนและเป็นระบบ ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปัญหา
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม
ชน้ั ตวั ชีว้ ัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ป.๓ ๑. แสดงอัลกอริทมึ ในการทางานหรือการ • อัลกอรทิ ึมเป็นขั้นตอนที่ใชใ้ นการแก้ปัญหา
แก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ภาพ สัญลักษณ์ • การแสดงอัลกอริทึม ทาได้โดยการเขียน บอกเล่า วาด
หรือข้อความ ภาพ หรอื ใชส้ ัญลักษณ์
• ตัวอย่างปัญหา เช่น เกมเศรษฐี เกมบันไดงูเกม Tetris เกม
OX การเดนิ ไปโรงอาหารการทาความสะอาดห้องเรยี น
๒. เขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้ • การเขียนโปรแกรมเป็นการสร้างลาดับของคาสั่ง ให้
ซอฟตแ์ วร์หรอื สื่อ และตรวจหาข้อผดิ พลาด คอมพวิ เตอร์ทางาน
ของโปรแกรม • ตัวอย่างโปรแกรม เช่น เขียนโปรแกรมที่สั่งให้ตัวละคร
ทางานซ้าไม่สิ้นสุด
• การตรวจหาข้อผิดพลาด ทาได้โดยตรวจสอบคาสั่งที่
แจ้งข้อผิดพลาด หรือหากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามท่ีต้องการให้
ตรวจสอบการทางานทีละคาสัง่
• ซอฟต์แวร์หรือส่ือท่ีใช้ในการเขียนโปรแกรม เช่น ใช้
บตั รคาส่งั แสดงการเขยี นโปรแกรม, Code.org
๓. ใชอ้ นิ เทอร์เนต็ ค้นหาความรู้ • อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ช่วยให้ การ
ติดต่อส่ือสารทาได้สะดวกและรวดเร็วและเป็นแหล่งข้อมูล
ความรูท้ ่ีชว่ ยในการเรียน และการดาเนินชีวิต
• เว็บเบราว์เซอร์เป็นโปรแกรมสาหรับอ่านเอกสารบนเว็บ
เพจ
ชนั้ ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
• การสืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ทาได้โดยใช้เว็บไซต์
สาหรับสืบค้น และต้องกาหนดคาค้นท่ีเหมาะสมจึงจะได้ข้อมลู
ตามต้องการ
• ขอ้ มูลความรู้ เช่น วิธที าอาหาร วิธพี บั กระดาษ เปน็ รูปต่าง
ๆ ขอ้ มลู ประวตั ศิ าสตรช์ าติไทย(อาจเปน็ ความร้ใู นวชิ าอน่ื ๆ หรอื
เร่อื งท่ีเปน็ ประเดน็ ที่สนใจในชว่ งเวลานน้ั )
• การใช้อนิ เทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยควรอยูใ่ นการดูแลของครู
หรอื ผู้ปกครอง
๔. รวบรวม ประมวลผล และนาเสนอ • การรวบรวมขอ้ มูล ทาได้โดยกาหนดหวั ข้อท่ีต้องการ เตรียม
ขอ้ มูล โดยใช้ซอฟต์แวร์ตามวัตถปุ ระสงค์ อปุ กรณ์ในการจดบนั ทกึ
• การประมวลผลอย่างง่าย เช่น เปรียบเทียบจัดกลุ่ม
เรียงลาดับ
• การนาเสนอข้อมูลทาได้หลายลักษณะตามความเหมาะสม
เชน่ การบอกเล่า การทาเอกสารรายงาน การจดั ทาปา้ ยประกาศ
• การใช้ซอฟต์แวรท์ างานตามวัตถุประสงค์ เช่นใช้ซอฟต์แวร์
นาเสนอ หรือซอฟต์แวร์กราฟิกสร้างแผนภูมิรูปภาพ ใช้
ซอฟต์แวร์ประมวลคาทาป้ายประกาศหรือเอกสารรายงาน ใช้
ซอฟต์แวรต์ ารางทางานในการประมวลผลข้อมลู
ป.๓ ๕. ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภัย • การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภยั เชน่ ปกป้อง
ปฏิบัตติ ามขอ้ ตกลงในการใช้อินเทอร์เน็ต ข้อมลู ส่วนตวั
• ขอความชว่ ยเหลอื จากครหู รอื ผู้ปกครอง เมือ่ เกิดปัญหา
จากการใช้งาน เมื่อพบขอ้ มลู หรอื บุคคลที่ทาให้ไมส่ บายใจ
• การปฏิบัติตามข้อตกลงในการใช้อินเทอร์เน็ตจะทาให้
ไม่เกิดความเสียหายต่อตนเองและผู้อื่น เช่น ไม่ใช้คาหยาบ
ล้อเลียน ดา่ ทอ ทาใหผ้ ูอ้ ่ืนเสียหายหรือเสยี ใจ
• ขอ้ ดแี ละขอ้ เสียในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ และการ
สือ่ สาร
ตัวชวี้ ัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๔
สาระที่ ๑ วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้าและ
ออกจากเซลล์ ความสัมพนั ธ์ของโครงสร้างและหนา้ ทีข่ องระบบตา่ ง ๆ ของสตั ว์และมนุษยท์ ี่ทางานสัมพันธ์
กัน ความสัมพันธ์ของโครงสรา้ งและหน้าท่ีของอวยั วะต่าง ๆ ของพืชท่ีทางานสัมพนั ธ์กัน รวมท้ังนาความรู้
ไปใชป้ ระโยชน์
ช้ัน ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.๔ ๑. บรรยายหน้าท่ีของราก ลาต้น ใบ • ส่วนต่าง ๆ ของพชื ดอกทาหนา้ ทแ่ี ตกต่างกนั
และดอกของพืชดอก โดยใช้ข้อมูลที่ - รากทาหน้าที่ดดู นา้ และธาตุอาหารข้ึนไปยังลาต้น
รวบรวมได้ - ลาต้นทาหนา้ ท่ีลาเลียงน้าต่อไปยังสว่ นตา่ ง ๆ ของพชื
- ใบทาหน้าท่ีสร้างอาหาร อาหารท่ีพืชสร้างข้ึน คือ
น้าตาลซง่ึ จะเปล่ยี นเปน็ แปง้
- ดอกทาหน้าที่สืบพันธุ์ ประกอบด้วยส่วนประกอบต่าง
ๆ ไดแ้ ก่ กลีบเลี้ยง กลบี ดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมีย ซงึ่
สว่ นประกอบแตล่ ะส่วนของดอกทาหนา้ ท่ีแตกต่างกัน
มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสาคญั ของการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรมสาร
พันธุกรรม การเปลีย่ นแปลงทางพนั ธกุ รรมท่มี ีผลต่อสง่ิ มชี ีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวฒั นาการ
ของสงิ่ มีชีวิต รวมทัง้ นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ชนั้ ตัวชวี้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.๔ ๑. จาแนกส่ิงมีชีวิตโดยใช้ความเหมือน • สิ่งมีชีวิตมีหลายชนิด สามารถจัดกลุ่มได้ โดยใช้ความ
และความแตกต่างของลกั ษณะของสิง่ มีชีวติ เหมือนและความแตกต่างของลักษณะต่าง ๆ เช่น กลุ่มพืช
ออกเป็นกลุ่มพืช กลุ่มสัตว์ และกลุ่มทไี่ ม่ใช่ สรา้ งอาหารเองได้ และเคลอ่ื นทด่ี ว้ ยตนเองไม่ได้ กล่มุ สตั ว์กิน
พืชและสตั ว์ สิ่งมีชีวิตอ่ืนเป็นอาหารและเคล่ือนท่ีได้ กลุ่มที่ไม่ใช่พืชและ
สัตว์ เช่น เห็ด รา จลุ นิ ทรีย์
๒. จาแนกพืชออกเป็นพืชดอกและพืช • การจาแนกพืช สามารถใช้การมีดอกเป็นเกณฑ์ในการ
ไม่มีดอกโดยใช้การมีดอกเป็นเกณฑ์ โดยใช้ จาแนก ได้เปน็ พชื ดอกและพืชไม่มดี อก
ขอ้ มูลท่รี วบรวมได้
๓. จาแนกสัตว์ออกเป็นสัตว์มีกระดูกสัน • การจาแนกสัตว์ สามารถใช้การมีกระดูกสันหลัง เป็น
หลังและสัตว์ไมม่ ีกระดกู สนั หลงั โดยใชก้ ารมี เกณฑ์ในการจาแนก ได้เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังและสัตวไ์ ม่
กระดูกสันหลังเป็นเกณฑ์ โดยใช้ข้อมูลท่ี มีกระดูกสนั หลัง
รวบรวมได้ • สัตว์มีกระดูกสันหลังมีหลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มปลา กลุ่ม
๔. บรรยายลกั ษณะเฉพาะที่สังเกตไดข้ อง สัตว์สะเทินน้าสะเทินบก กลุ่มสัตว์เล้ือยคลาน กลุ่มนก และ
สัตว์มีกระดูกสันหลังในกลุ่มปลา กลุ่มสัตว์ กลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านม ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีลักษณะ
สะเทินน้าสะเทินบก กลุ่มสัตว์เลื้อยคลาน เฉพาะท่ีสงั เกตได้
กลุ่มนก และกลุ่มสัตว์เล้ียงลูกด้วยน้านม
และยกตัวอยา่ งส่ิงมีชีวิตในแต่ละกลมุ่
สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบตั ิของ
สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ยี วระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของ
สสาร การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี
ช้ัน ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.๔ ๑. เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพดา้ น • วัสดุแต่ละชนิดมสี มบัติทางกายภาพแตกต่างกัน วัสดุที่มี
ความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนาความรอ้ น ความแข็งจะทนต่อแรงขูดขีด วัสดุที่มีสภาพยืดหยุ่นจะ
และการนาไฟฟ้าของวัสดุโดยใช้หลักฐาน เปลี่ยนแปลงรปู รา่ งเมือ่ มีแรงมากระทาและกลับสภาพเดิมได้
เชงิ ประจักษจ์ ากการทดลองและระบกุ ารนา วัสดทุ ่นี าความร้อนจะร้อนได้เร็วเม่ือได้รับความรอ้ นและวัสดุ
สมบัติเรอื่ งความแข็ง สภาพยืดหยนุ่ การนา ที่นาไฟฟ้าได้ จะใหก้ ระแสไฟฟ้าผา่ นได้ดังนั้นจึงอาจนาสมบัติ
ความร้อน และการนาไฟฟ้าของวัสดุไปใช้ ต่าง ๆ มาพิจารณาเพ่ือใช้ในกระบวนการออกแบบช้ินงาน
ในชวี ติ ประจาวันผา่ นกระบวนการออกแบบ เพอ่ื ใชป้ ระโยชนใ์ นชีวติ ประจาวนั
ชิ้นงาน
๒. แลกเปล่ียนความคิดกับผอู้ ื่นโดยการ
อภิปรายเก่ียวกับสมบัติทางกายภาพของ
วัสดอุ ยา่ งมีเหตุผลจากการทดลอง
๓. เปรียบเทียบสมบัติของสสารท้ัง ๓ • วัสดุเป็นสสารเพราะมีมวลและต้องการท่ีอยู่ สสารมี
สถานะ จากข้อมูลท่ีได้จากการสังเกตมวล สถานะเปน็ ของแข็ง ของเหลว หรือแกส๊ ของแขง็ มปี ริมาตร
การต้องการที่อยู่ รูปร่างและปริมาตรของ และรูปร่างคงท่ี ของเหลวมีปริมาตรคงที่ แต่มีรูปร่าง
สสาร เปลีย่ นไปตามภาชนะเฉพาะสว่ นท่บี รรจขุ องเหลว ส่วนแกส๊ มี
๔. ใชเ้ คร่ืองมอื เพื่อวัดมวล และปรมิ าตร ปริมาตรและรปู รา่ งเปล่ียนไปตามภาชนะท่ีบรรจุ
ของสสารท้งั ๓ สถานะ
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงท่ีกระทาต่อวัตถุ ลักษณะ
การเคลื่อนทแี่ บบตา่ ง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ชนั้ ตัวชี้วัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ป.๔ ๑. ระบุผลของแรงโนม้ ถ่วงที่มีต่อวัตถุจาก • แรงโน้มถ่วงของโลกเป็นแรงดึงดูดท่ีโลกกระทาต่อวตั ถุ
หลักฐานเชงิ ประจักษ์ มที ิศทางเข้าสศู่ นู ย์กลางโลก และเปน็ แรงไมส่ มั ผัส แรงดงึ ดูด
๒. ใช้เครื่องช่ังสปริงในการวัดน้าหนักของ ทโ่ี ลกกระทากับวัตถหุ นงึ่ ๆ ทาให้วตั ถุตกลงสู่พื้นโลก และทา
วตั ถุ ให้วัตถุมีน้าหนัก วัดน้าหนักของวัตถุได้จากเครื่องช่ังสปริง
นา้ หนกั ของวตั ถขุ น้ึ กับมวลของวัตถุ โดยวัตถทุ ี่มมี วลมากจะมี
นา้ หนักมาก วัตถทุ ีม่ มี วลน้อยจะมีนา้ หนกั น้อย
๓. บรรยายมวลของวัตถุท่ีมีผลต่อการ • มวล คือ ปรมิ าณเนอื้ ของสสารทั้งหมดท่ีประกอบกันเป็น
เปลี่ยนแปลงการเคล่ือนท่ีของวัตถุจาก วัตถุ ซึ่งมผี ลต่อความยากง่ายในการเปลยี่ นแปลงการเคล่ือนท่ี
หลักฐานเชิงประจกั ษ์ ของวัตถุ วัตถทุ ี่มีมวลมากจะเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนท่ีได้ยาก
กว่าวัตถุท่มี ีมวลน้อย ดังนัน้ มวลของวัตถุนอกจากจะหมายถึง
เน้ือท้ังหมดของวัตถุน้ันแล้วยังหมายถึงการต้านก าร
เปลยี่ นแปลงการเคลอื่ นท่ีของวัตถนุ ้ันด้วย
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ที่
เกยี่ วขอ้ งกับเสยี ง แสง และคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้ารวมทง้ั นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ช้นั ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.๔ ๑. จาแนกวัตถุเป็นตัวกลางโปร่งใส • เม่ือมองส่ิงต่าง ๆ โดยมีวัตถุต่างชนิดกันมากั้นแสง จะ
ตัวกลางโปร่งแสง และวัตถุทึบแสง จาก ทาให้ลักษณะการมองเหน็ สิง่ น้ัน ๆ ชดั เจนต่างกัน จงึ จาแนก
ลักษณะการมองเห็นส่ิงต่าง ๆ ผ่านวัตถุน้ัน วัตถทุ ี่มากั้นออกเป็นตัวกลางโปร่งใส ซึ่งทาให้มองเหน็ สิ่งต่าง
เป็นเกณฑโ์ ดยใช้หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ ๆ ได้ชัดเจน ตัวกลางโปร่งแสงทาให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ไม่
ชดั เจน และวัตถทุ บึ แสงทาใหม้ องไม่เหน็ สง่ิ ตา่ ง ๆ น้ัน
สาระที่ ๓ วิทยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ
กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ท่ีส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการ
ประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศ
ชั้น ตัวชีว้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.๔ ๑. อธิบายแบบรูปเส้นทางการขึ้นและ • ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลก โดยดวงจันทร์หมุนรอบ
ตกของดวงจันทร์ โดยใช้หลักฐานเชิง ตัวเองขณะโคจรรอบโลก ขณะที่โลกก็หมุนรอบตัวเองด้วย
ประจกั ษ์ เช่นกัน การหมุนรอบตัวเองของโลกจากทิศตะวันตกไปทิศ
ตะ วั นอ อ ก ใ นทิ ศ ท า งทวนเ ข็ ม นา ฬิก า เม่ื อ มอ งจา ก ข้ั วโลก
เหนือ ทาให้มองเห็นดวงจันทร์ปรากฏขึ้นทางด้านทิศ
ตะวนั ออกและตกทางดา้ นทศิ ตะวันตกหมนุ เวียนเป็นแบบรูป
ซ้า ๆ
๒. สร้างแบบจาลองท่ีอธิบายแบบ • ดวงจันทร์เป็นวัตถุท่ีเป็นทรงกลม แต่รูปร่างของดวง
รูปการเปล่ียนแปลงรูปร่างปรากฏของดวง จันทร์ที่มองเห็นหรอื รปู รา่ งปรากฏของดวงจันทร์บนท้องฟ้า
จันทร์ และพยากรณร์ ูปร่างปรากฏของดวง แตกต่างกันไปในแต่ละวัน โดยในแต่ละวันดวงจันทร์จะมี
จันทร์ รปู ร่างปรากฏเปน็ เสย้ี วที่มีขนาดเพ่ิมข้ึนอย่างต่อเนื่องจนเต็ม
ดวง จากน้นั รปู รา่ งปรากฏของดวงจันทร์จะแหว่งและมีขนาด
ลดลงอย่างต่อเนื่องจนมองไม่เห็นดวงจันทร์ จากน้ันรูปร่าง
ปรากฏของดวงจันทร์จะเป็นเสีย้ วใหญ่ข้ึนจนเต็มดวงอีกคร้ัง
การเปลี่ยนแปลงเช่นนเี้ ป็นแบบรูปซ้ากันทกุ เดอื น
๓. สร้างแบบจาลองแสดงองค์ประกอบ • ระบบสรุ ยิ ะเปน็ ระบบที่มีดวงอาทติ ย์เป็นศูนยก์ ลางและ
ของระบบสุริยะ และอธิบายเปรียบเทียบ มีบริวารประกอบด้วย ดาวเคราะห์แปดดวง และบริวาร ซ่ึง
คาบการโคจรของดาวเคราะห์ต่าง ๆ จาก ดาวเคราะห์แต่ละดวงมีขนาดและระยะห่างจากดวงอาทิตย์
แบบจาลอง แตกต่างกัน และยังประกอบด้วย ดาวเคราะห์แคระ ดาว
เคราะห์นอ้ ย ดาวหาง และวัตถุขนาดเลก็ อ่นื ๆ โคจรอยูร่ อบ
ดวงอาทิตย์ วตั ถุขนาดเล็กอื่น ๆ เมื่อเข้ามาในช้ันบรรยากาศ
เน่ืองจากแรงโน้มถ่วงของโลก ทาใหเ้ กิดเป็นดาวตกหรือผีพุ่ง
ไตแ้ ละอกุ กาบาต
สาระที่ ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็น
ขั้นตอนและเป็นระบบ ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแกป้ ญั หา
ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ รูเ้ ทา่ ทัน และมจี ริยธรรม
ชนั้ ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
ป.๔ ๑. ใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา • การใช้เหตุผลเชิงตรรกะเป็นการนากฎเกณฑ์ หรือ
การอธิบายการทางาน การคาดการณ์ เง่ือนไขท่ีครอบคลุมทุกกรณีมาใช้พิจารณาในการแก้ปัญหา
ผลลพั ธ์ จากปญั หาอย่างงา่ ย การอธิบายการทางาน หรอื การคาดการณ์ผลลพั ธ์
• สถานะเร่ิมต้นของการทางานที่แตกต่างกันจะให้ผลลัพธ์
ทีแ่ ตกต่างกนั
• ตัวอย่างปัญหา เช่น เกม OX โปรแกรมท่ีมีการคานวณ
โปรแกรมที่มีตัวละครหลายตัวและมกี ารส่ังงานที่แตกต่างหรอื
มีการสื่อสารระหว่างกัน การเดินทางไปโรงเรียน โดยวิธีการ
ต่าง ๆ
๒. ออกแบบ และเขียนโปรแกรมอย่าง • การออกแบบโปรแกรมอย่างง่าย เช่น การออกแบบโดย
ง่าย โดยใช้ซอฟต์แวร์หรือสื่อ และตรวจหา ใช้ storyboard หรือการออกแบบอลั กอรทิ มึ
ขอ้ ผิดพลาดและแก้ไข • การเขียนโปรแกรมเป็นการสร้างลาดับของคาส่ัง ให้
คอมพวิ เตอรท์ างาน เพื่อให้ได้ผลลพั ธ์ตาม ความตอ้ งการ หาก
มขี อ้ ผดิ พลาดให้ตรวจสอบ การทางานทีละคาสั่ง เมอื่ พบจุดที่
ทาให้ผลลัพธ์ ไม่ถูกต้อง ให้ทาการแก้ไขจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่
ถกู ตอ้ ง
• ตวั อย่างโปรแกรมที่มีเร่ืองราว เช่น นิทานท่ีมีการโต้ตอบ
กบั ผู้ใช้ การ์ตูนส้นั เลา่ กจิ วัตรประจาวัน ภาพเคล่ือนไหว
• การฝึกตรวจหาข้อผิดพลาดจากโปรแกรมของผู้อ่ืนจะ
ช่วยพัฒนาทกั ษะการหาสาเหตุของปัญหาได้ดียงิ่ ข้ึน
ซอฟตแ์ วรท์ ่ใี ชใ้ นการเขียนโปรแกรม เช่น Scratch, logo
๓. ใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาความรู้ และ • การใชค้ าค้นที่ตรงประเด็น กระชับ จะทาให้ได้ ผลลัพธ์ท่ี
ประเมินความน่าเช่อื ถอื ของขอ้ มูล รวดเรว็ และตรงตามความต้องการ
• การประเมินความน่าเช่ือถือของข้อมูล เช่น พิจารณา
ประเภทของเว็บไซต์ (หน่วยงานราชการ สานักข่าว องค์กร)
ผ้เู ขียน วันท่เี ผยแพร่ขอ้ มูล การอ้างอิง
• เมื่อได้ข้อมูลท่ีต้องการจากเว็บไซต์ต่าง ๆ จะต้องนา
เน้ือหามาพิจารณา เปรียบเทียบ แล้วเลือกข้อมูลที่มีความ
สอดคลอ้ งและสัมพนั ธก์ ัน
• การทารายงานหรือการนาเสนอข้อมูลจะต้องนาข้อมูลมา
เรียบเรียง สรุป เป็นภาษาของตนเอง ที่เหมาะสมกับ
กลุ่มเป้าหมายและวิธีการนาเสนอ (บูรณาการกับวิชา
ภาษาไทย)
ชนั้ ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ป.๔ ๔. รวบรวม ประเมนิ นาเสนอข้อมูลและ • การรวบรวมข้อมลู ทาได้โดยกาหนดหัวข้อ
สารสนเทศ โดยใช้ซอฟต์แวร์ที่หลากหลาย ทีต่ ้องการ เตรยี มอุปกรณ์ในการจดบันทึก
เพ่ือแกป้ ญั หาในชวี ติ ประจาวัน • การประมวลผลอยา่ งง่าย เชน่ เปรียบเทียบ
จดั กลุ่ม เรียงลาดับ การหาผลรวม
• วิเคราะห์ผลและสร้างทางเลือกที่เป็นไปได้ ประเมิน
ทางเลือก (เปรียบเทียบ ตัดสิน)
• การนาเสนอข้อมูลทาได้หลายลักษณะตามความ
เหมาะสม เช่น การบอกเล่า เอกสารรายงาน โปสเตอร์
โปรแกรมนาเสนอ
• การใช้ซอฟต์แวร์เพ่ือแก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน เช่น
การสารวจเมนูอาหารกลางวันโดยใช้ซอฟต์แ วร์สร้าง
แบบสอบถามและเก็บข้อมูล ใช้ซอฟต์แวร์ตารางทางานเพ่ือ
ประมวลผลข้อมูล รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคุณค่าทาง
โภชนาการและสร้างรายการอาหารสาหรับ ๕ วัน ใช้
ซ อฟต์ แวร์ น า เส น อผ ล ก าร ส า ร วจ ร า ย การ อ าห าร ท่ี เ ป็ น
ทางเลือกและขอ้ มูลด้านโภชนาการ
๕. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อย่าง • การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย เข้าใจสิทธิ
ปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหน้าท่ีของตน และหน้าที่ของตน เคารพในสิทธิของผู้อ่ืน เช่น ไม่สร้าง
เคารพในสิทธิของผู้อื่น แจ้งผู้เกี่ยวข้องเม่ือ ข้อความเท็จและส่งให้ผอู้ ่ืน ไม่สร้าง ความเดือดร้อนต่อผอู้ นื่
พบข้อมลู หรอื บคุ คลท่ีไม่เหมาะสม โดยการส่งสแปมข้อความลูกโซ่ สง่ ตอ่ โพสตท์ ่ีมีข้อมลู ส่วนตัว
ของผู้อ่ืน ส่งคาเชิญเล่นเกม ไม่เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวหรือ
การบ้านของบุคคลอ่ืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ใช้เคร่ือง
คอมพิวเตอร์/ช่ือบญั ชีของผู้อ่นื
• การสือ่ สารอย่างมีมารยาทและรู้กาลเทศะ
• การปกป้องขอ้ มูลส่วนตัว เช่น การออกจากระบบเมื่อเลิก
ใช้งาน ไมบ่ อกรหสั ผา่ น ไมบ่ อกเลขประจาตัวประชาชน
ตวั ชีว้ ดั และสาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๕
สาระที่ ๑ วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสัมพันธร์ ะหว่างส่งิ ไมม่ ชี ีวติ กับ
ส่ิงมชี วี ิต และความสมั พันธร์ ะหวา่ งสงิ่ มชี วี ติ กบั ส่ิงมชี ีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การ
เปล่ยี นแปลงแทนทีใ่ นระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบทีม่ ีต่อ
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อม แนวทางในการอนรุ กั ษ์ทรัพยากร
ชั้น ตัวชีว้ ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.๕ ๑. บรรยายโครงสร้างและลักษณะของ • สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์มีโครงสร้างและลักษณะ ที่
สง่ิ มชี ีวติ ที่เหมาะสมกับการดารงชีวิต ซง่ึ เป็น เหมาะสมในแต่ละแหลง่ ทอ่ี ยู่ ซ่ึงเปน็ ผลมาจาก การปรบั ตวั ของ
ผลมาจากการปรับตัวของส่ิงมีชีวิตในแต่ละ ส่ิงมีชีวิต เพื่อให้ดารงชีวิตและอยู่รอดได้ในแต่ละแหล่งท่ีอยู่
แหลง่ ท่อี ยู่ เช่น ผักตบชวามีช่องอากาศในก้านใบ ช่วยให้ลอยน้าได้ ต้น
โกงกางทีข่ ้ึนอยใู่ นปา่ ชายเลนมีรากค้าจุนทาใหล้ าต้นไมล่ ม้ ปลา
มีครบี ชว่ ยในการเคล่ือนท่ีในน้า
๒. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมชี วี ิต • ในแหล่งท่ีอยู่หนึ่ง ๆ ส่ิงมีชีวิตจะมีความสัมพันธ์ ซึ่งกัน
กับส่ิงมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่าง และกันและสัมพันธ์กับสิ่งไม่มีชีวิต เพื่อประโยชน์ต่อการ
สง่ิ มชี วี ิตกบั สง่ิ ไม่มีชวี ติ เพือ่ ประโยชน์ตอ่ การ ดารงชีวิต เช่น ความสัมพันธ์กัน ด้านการกินกันเป็นอาหาร
ดารงชวี ิต เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย หลบภัยและเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้อากาศใน
๓. เขียนโซ่อาหารและระบุบทบาทหน้าที่ การหายใจ
ของส่ิงมีชีวิตท่ีเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคในโซ่ • สง่ิ มีชีวติ มกี ารกนิ กันเปน็ อาหาร โดยกนิ ตอ่ กันเป็นทอด ๆ
อาหาร ในรูปแบบของโซ่อาหาร ทาให้สามารถระบบุ ทบาทหน้าที่ของ
๔. ตระหนักในคุณค่าของส่ิงแวดล้อมที่มี สงิ่ มีชีวติ เปน็ ผผู้ ลติ และผบู้ ริโภค
ตอ่ การดารงชวี ติ ของส่งิ มีชวี ิต โดยมสี ว่ นร่วม
ในการดแู ลรกั ษาส่ิงแวดลอ้ ม
มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสาคญั ของการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรมสาร
พันธุกรรม การเปลย่ี นแปลงทางพันธกุ รรมทม่ี ีผลต่อสิง่ มชี ีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวฒั นาการ
ของสิง่ มีชีวติ รวมทงั้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ชั้น ตวั ช้วี ัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ป.๕ ๑. อธิบายลักษณะทางพันธุกรรมที่มีการ • ส่ิงมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ เมื่อโตเต็มที่จะมีการ
ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกของพืช สัตว์ และ สืบพันธ์ุเพ่ือเพ่ิมจานวนและดารงพันธ์ุ โดยลูก ท่ีเกิดมาจะ
มนุษย์ ได้รับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ทาให้มี
๒. แสดงความอยากรู้อยากเห็น โดยการ ลักษณะทางพนั ธกุ รรมทีเ่ ฉพาะแตกต่างจากส่ิงมีชวี ติ ชนิดอนื่
ถามคาถามเก่ียวกับลักษณะที่คล้ายคลึงกัน • พืชมีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เช่น ลักษณะของ
ของตนเองกบั พอ่ แม่ ใบ สีดอก
• สัตว์มีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เช่นสีขน
ลักษณะของขน ลกั ษณะของหู
• มนุษยม์ ีการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรม เช่น เชิงผมท่ี
หน้าผาก ลักยิม้ ลักษณะหนังตา การหอ่ ลน้ิ ลักษณะของตง่ิ หู
สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหวา่ งสมบัตขิ อง
สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนยี่ วระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของ
สสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี
ชน้ั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.๕ ๑. อธิบายการเปล่ียนสถานะของสสาร • การเปล่ียนสถานะของสสารเป็นการเปลี่ยนแปลงทาง
เมื่อทาให้สสารร้อนขึ้นหรือเย็นลง โดยใช้ กายภาพ เมื่อเพ่ิมความร้อนให้กับสสารถึงระดับหน่ึงจะทาให้
หลักฐานเชิงประจักษ์ สสารท่ีเป็นของแข็งเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรียกว่า การ
หลอมเหลว และเมื่อเพิ่มความร้อนต่อไปจนถึงอีกระดับหน่ึง
ของเหลวจะเปลย่ี นเปน็ แก๊ส เรียกว่าการกลายเป็นไอ แต่เมื่อลด
ความร้อนลงถึงระดับหน่ึง แก๊สจะเปล่ียนสถานะเป็นของเหลว
เรียกว่าการควบแน่น และถ้าลดความร้อนต่อไปอีกจนถึงระดับ
หน่ึงของเหลวจะเปล่ียนสถานะเป็นของแข็ง เรียกว่า การแข็งตวั
สสารบางชนดิ สามารถเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเปน็ แกส๊ โดยไม่
ผ่านการเป็นของเหลว เรียกว่า การระเหิด ส่วนแก๊สบางชนิด
สามารถเปล่ียนสถานะเป็นของแข็งโดยไม่ผ่านการเปน็ ของเหลว
เรียกว่า การระเหิดกลับ
๒. อธิบายการละลายของสารในน้า โดย • เมื่อใส่สารลงในน้าแล้วสารน้ันรวมเป็นเน้ือเดียวกันกับนา้
ใช้หลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ ทั่วทุกส่วน แสดงว่าสารเกิดการละลาย เรียกสารผสมท่ีได้ว่า
สารละลาย
๓. วเิ คราะหก์ ารเปลยี่ นแปลงของสารเมื่อ • เม่ือผสมสาร ๒ ชนิดขึ้นไปแล้วมีสารใหม่เกิดขึ้น ซึ่งมี
เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี โดยใชห้ ลักฐาน สมบัติต่างจากสารเดิมหรือเม่ือสารชนิดเดียว เกิดการ
เชงิ ประจักษ์ เปล่ียนแปลงแล้วมีสารใหม่เกิดขึ้นการเปลี่ยนแปลงน้ีเรียกว่า
การเปล่ยี นแปลงทางเคมี ซ่ึงสงั เกตไดจ้ ากมีสหี รือกล่ินต่างจาก
สารเดิม หรือมีฟองแก๊ส หรือมีตะกอนเกิดข้ึน หรือมีการ
เพมิ่ ขน้ึ หรือลดลงของอุณหภมู ิ
๔. วิเคราะห์และระบุการเปล่ียนแปลงที่ • เม่ือสารเกิดการเปล่ียนแปลงแล้ว สารสามารถเปลี่ยนกลับ
ผันกลับได้และการเปล่ียนแปลงท่ีผันกลับ เป็นสารเดิมได้ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้ เช่น การ
ไม่ได้ หลอมเหลว การกลายเป็นไอ การละลาย แต่สารบางอย่างเกิด
การเปลีย่ นแปลง แลว้ ไมส่ ามารถเปลย่ี นกลับเป็นสารเดิมได้ เป็น
การเปล่ยี นแปลงท่ผี ันกลับไม่ได้ เชน่ การเผาไหม้ การเกิดสนมิ
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวนั ผลของแรงที่กระทาต่อวตั ถุ ลักษณะ
การเคลือ่ นทแ่ี บบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมท้งั นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ชน้ั ตัวชวี้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.๕ ๑. อธิบายวิธีการหาแรงลัพธ์ของแรง • แรงลพั ธเ์ ป็นผลรวมของแรงทกี่ ระทาต่อวัตถุ โดยแรงลัพธ์
หลายแรงในแนวเดียวกันท่ีกระทาต่อวัตถุ ของแรง ๒ แรงท่ีกระทาต่อวัตถุเดียวกันจะมีขนาดเท่ากับ
ในกรณีที่วัตถุอยู่น่ิงจากหลักฐานเชิง ผลรวมของแรงทั้งสองเมื่อแรงทง้ั สองอยู่ในแนวเดียวกันและมี
ประจักษ์ ทิศทางเดียวกนั แต่จะมขี นาดเท่ากบั ผลตา่ งของแรงทัง้ สองเมื่อ
๒. เขียนแผนภาพแสดงแรงทก่ี ระทาตอ่ แรงทั้งสองอยู่ในแนวเดียวกันแต่มีทิศทางตรงข้ามกัน สาหรับ
วัตถุที่อยู่ในแนวเดียวกันและแรงลัพธ์ที่ วตั ถุทอ่ี ยู่นิง่ แรงลพั ธท์ ่กี ระทาต่อวตั ถมุ คี ่าเป็นศูนย์
กระทาตอ่ วัตถุ
๓. ใช้เคร่ืองชั่งสปริงในการวัดแรงที่ • การเขียนแผนภาพของแรงที่กระทาต่อวัตถุสามารถ
กระทาต่อวัตถุ เขยี นได้โดยใช้ลูกศร โดยหวั ลกู ศรแสดงทิศทางของแรง และ
ความยาวของลูกศรแสดงขนาดของแรงที่กระทาตอ่ วัตถุ
๔. ระบุผลของแรงเสียดทานที่มีต่อการ • แรงเสียดทานเป็นแรงท่ีเกิดขนึ้ ระหว่างผิวสัมผสั ของวัตถุ
เปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุจาก เพื่อต้านการเคล่ือนที่ของวัตถุน้ัน โดยถ้าออกแรงกระทาตอ่
หลักฐานเชงิ ประจักษ์ วัตถุท่ีอยู่น่ิงบนพื้นผิวหนึ่งให้เคลื่อนท่ี แรงเสียดทานจาก
๕. เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทาน พ้ืนผิวน้ันก็จะต้านการเคล่ือนท่ีของวัตถุ แต่ถ้าวัตถุกาลัง
และแรงที่อยู่ในแนวเดียวกันที่กระทาต่อ เคล่ือนท่ี แรงเสียดทานก็จะทาให้วัตถุน้ันเคลื่อนที่ช้าลงหรอื
วตั ถุ หยดุ นงิ่
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ที่
เก่ียวขอ้ งกบั เสยี ง แสง และคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้ รวมทัง้ นาความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
ชัน้ ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
ป.๕ ๑. อธิบายการได้ยินเสียงผ่านตัวกลาง • การได้ยินเสียงต้องอาศัยตัวกลาง โดยอาจเป็นของแข็ง
จากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ ของเหลว หรอื อากาศ เสยี งจะส่งผ่านตัวกลางมายงั หู
๒. ระบุตัวแปร ทดลอง และอธิบาย • เสียงที่ได้ยินมีระดับสูงต่าของเสียงต่างกันข้ึนกับความถ่ี
ลักษณะและการเกิดเสยี งสูง เสยี งต่า ของการสั่นของแหล่งกาเนิดเสียง โดยเมื่อแหล่งกาเนิดเสียง
๓. ออกแบบการทดลองและอธิบาย สั่นด้วยความถ่ีต่าจะเกิดเสียงต่า แต่ถ้าสั่นด้วยความถ่ีสูงจะ
ลักษณะและการเกิดเสยี งดงั เสยี งคอ่ ย เกิดเสียงสูง ส่วนเสียงดังค่อยท่ีได้ยินขึ้นกับพลังงานการสั่น
๔. วัดระดับเสียงโดยใช้เครื่องมือวัด ของแหล่งกาเนิดเสียง โดยเม่ือแหล่งกาเนิดเสียงสั่นด้วย
ระดบั เสยี ง พลังงานมากจะเกิดเสียงดัง แต่ถ้าแหล่งกาเนิดเสียงสั่นด้วย
๕. ตระหนักในคุณค่าของความรู้เร่ือง พลงั งานน้อยจะเกดิ เสียงคอ่ ย
ระดับเสียงโดยเสนอแนะแนวทางในการ • เสียงดังมาก ๆ เป็นอันตรายต่อการได้ยินและเสียงที่
หลกี เล่ยี งและลดมลพิษทางเสยี ง ก่อให้เกิดความราคาญเป็นมลพิษทางเสียง เดซิเบลเป็น
หน่วยทีบ่ อกถึงความดังของเสยี ง
สาระที่ ๓ วิทยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ
กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมท้ังปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ที่ส่งผลต่อส่ิงมีชีวิต และการ
ประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยีอวกาศ
ชน้ั ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.๕ ๑. เปรียบเทียบความแตกต่างของดาว • ดาวท่ีมองเห็นบนท้องฟ้าอยู่ในอวกาศซ่ึงเป็นบริเวณที่
เคราะหแ์ ละดาวฤกษ์จากแบบจาลอง อยู่นอกบรรยากาศของโลก มีท้ังดาวฤกษ์และดาวเคราะห์
ดาวฤกษ์เปน็ แหล่งกาเนิดแสงจึงสามารถมองเห็นได้ ส่วนดาว
เคราะห์ไม่ใช่แหล่งกาเนิดแสง แต่สามารถมองเห็นได้
เน่ืองจากแสงจากดวงอาทิตย์ตกกระทบดาวเคราะห์แล้ว
สะท้อนเขา้ สตู่ า
๒. ใชแ้ ผนท่ีดาวระบุตาแหน่งและเส้นทาง • การมองเห็นกลุ่มดาวฤกษ์มีรูปร่างต่าง ๆ เกิดจาก
การข้ึนและตกของกลุ่มดาวฤกษ์บนท้องฟ้า จินตนาการของผู้สังเกต กลุ่มดาวฤกษ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏใน
และอธิบายแบบรูปเส้นทางการขึ้นและตก ทอ้ งฟา้ แต่ละกลุม่ มดี าวฤกษ์แตล่ ะดวงเรียงกันทตี่ าแหนง่ คงท่ี
ของกลมุ่ ดาวฤกษบ์ นท้องฟ้าในรอบปี และมีเส้นทางการข้ึนและตกตามเส้นทางเดิมทุกคืน ซ่ึงจะ
ปรากฏตาแหน่งเดิม การสังเกตตาแหน่งและการขึ้นและตก
ของดาวฤกษ์ และกลุ่มดาวฤกษ์ สามารถทาได้โดยใช้แผนท่ี
ดาว ซ่ึงระบุมุมทิศและมุมเงยท่ีกล่มุ ดาวน้ันปรากฏ ผู้สังเกต
สามารถใช้มือในการประมาณค่าของมมุ เงยเม่อื สังเกตดาวใน
ทอ้ งฟ้า
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลง
ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภมู ิอากาศโลก รวมท้ัง
ผลต่อสิ่งมชี วี ิตและสงิ่ แวดล้อม
ช้นั ตัวชีว้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.๕ ๑. เปรียบเทียบปริมาณน้าในแต่ละ • โลกมีท้ังน้าจืดและน้าเค็มซ่ึงอยู่ในแหล่งน้าต่าง ๆ ที่มีท้ัง
แหล่ง และระบุปริมาณน้าท่ีมนุษย์สามารถ แหล่งน้าผิวดิน เช่น ทะเล มหาสมุทร บึง แม่น้า และแหล่งน้า
นามาใช้ประโยชน์ได้ จากข้อมูลท่ีรวบรวม ใต้ดนิ เชน่ น้าในดนิ และนา้ บาดาล น้าทงั้ หมดของโลกแบ่งเป็น
ได้ นา้ เค็มประมาณร้อยละ ๙๗.๕ ซ่ึงอยู่ในมหาสมทุ รและแหล่งน้า
อื่น ๆ และท่ีเหลืออีกประมาณร้อยละ ๒.๕ เป็นน้าจืด ถ้า
เรียงลาดับปริมาณน้าจืดจากมากไปน้อยจะอยู่ท่ี ธารน้าแข็ง
และพืดน้าแข็ง น้าใต้ดิน ช้ันดินเยือกแข็งคงตัวและน้าแข็งใต้
ดนิ ทะเลสาบ ความชนื้ ในดิน ความชน้ื ในบรรยากาศ บงึ แมน่ ้า
และนา้ ในสิ่งมชี วี ติ
๒. ตร ะห นักถึง คุณค่าของ น้าโดย • น้าจืดที่มนุษย์นามาใช้ได้มีปริมาณน้อยมากจึงควรใช้น้า
นาเสนอแนวทางการใช้น้าอย่างประหยัด อย่างประหยัดและรว่ มกันอนุรักษน์ ้า
และการอนุรักษ์น้า
ชัน้ ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
ป.๕ ๓. สร้างแบบจ าลองที่อธิบายการ • วัฏจักรน้า เป็นการหมุนเวียนของน้าที่มีแบบรูป ซ้าเดิม
หมุนเวยี นของนา้ ในวัฏจักรนา้ และต่อเน่ืองระหว่างน้าในบรรยากาศน้าผิวดิน และน้าใต้ดิน
โดยพฤติกรรมการดารงชีวิตของพืชและสัตว์ส่งผลต่อวัฏจักร
น้า
๔. เปรียบเทียบกระบวนการเกิดเมฆ • ไอน้าในอากาศจะควบแน่นเป็นละอองน้าเล็ก ๆ โดยมี
หมอก น้าค้าง และน้าค้างแข็ง จาก ละอองลอย เชน่ เกลือ ฝุ่นละออง ละอองเรณูของดอกไม้ เป็น
แบบจาลอง อนุภาคแกนกลาง เม่ือละอองน้าจานวนมากเกาะกลุ่มรวมกัน
ลอยอยู่สูงจากพ้ืนดินมาก เรียกว่า เมฆ แต่ละอองน้าท่ีเกาะ
กล่มุ รวมกันอยู่ใกลพ้ ื้นดนิ เรียกวา่ หมอก ส่วนไอนา้ ท่คี วบแน่น
เปน็ ละอองนา้ เกาะอยู่บนพื้นผิววัตถุใกลพ้ น้ื ดิน เรียกวา่ นา้ คา้ ง
ถ้าอุณหภมู ิใกลพ้ ืน้ ดนิ ตา่ กว่าจุดเยอื กแขง็ นา้ ค้างกจ็ ะกลายเป็น
นา้ ค้างแขง็
๕. เปรียบเทียบกระบวนการเกิดฝน • ฝน หิมะ ลูกเห็บ เป็นหยาดน้าฟ้าซ่ึงเป็นน้าท่ีมีสถานะ
หิมะ และลูกเหบ็ จากข้อมูลทรี่ วบรวมได้ ต่าง ๆ ท่ีตกจากฟ้าถึงพ้ืนดิน ฝนเกิดจากละอองน้าในเมฆท่ี
รวมตัวกนั จนอากาศไม่สามารถพยุงไวไ้ ด้จงึ ตกลงมา หมิ ะเกิด
จากไอนา้ ในอากาศระเหิดกลับเปน็ ผลึกน้าแข็ง รวมตวั กันจน
มีน้าหนักมากขึ้นจนเกินกว่าอากาศจะพยุงไว้จึงตกลงมา
ลูกเห็บเกิดจากหยดน้าที่เปลี่ยนสถานะเป็นน้าแข็งแล้วถูก
พายพุ ดั วนซ้าไปซ้ามาในเมฆฝนฟ้าคะนองท่ีมีขนาดใหญ่และ
อยูใ่ นระดับสงู จนเป็นกอ้ นน้าแขง็ ขนาดใหญ่ขน้ึ แล้วตกลงมา
สาระที่ ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริงอย่างเป็น
ข้ันตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สารในการเรียนรู้ การทางาน และการแกป้ ัญหา
ได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ ร้เู ทา่ ทนั และมีจรยิ ธรรม
ช้นั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
ป.๕ ๑. ใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแกป้ ญั หา • การใชเ้ หตุผลเชิงตรรกะเป็นการนากฎเกณฑ์ หรือเง่ือนไข
การอธิบายการท างาน การคาดการณ์ ที่ครอบคลุมทุกกรณีมาใช้พิจารณาในการแก้ปัญหา การ
ผลลัพธ์ จากปัญหาอยา่ งง่าย อธิบายการทางาน หรือการคาดการณ์ ผลลพั ธ์
• สถานะเรมิ่ ต้นของการทางานที่แตกตา่ งกันจะให้ผลลัพธ์ที่
แตกต่างกัน
• ตัวอยา่ งปัญหา เช่น เกม Sudoku โปรแกรมทานายตวั เลข
โปรแกรมสรา้ งรูปเรขาคณิตตามค่าข้อมลู เข้า การจัดลาดับการ
ทางานบา้ นในช่วงวันหยดุ จัดวางของในครัว
ชัน้ ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ป.๕ ๒. ออกแบบ และเขียนโปรแกรมท่มี ีการ • การออกแบบโปรแกรมสามารถทาได้โดยเขียน เป็น
ใช้เหตุผลเชิงตรรกะอย่างง่าย ตรวจหา ขอ้ ความหรอื ผงั งาน
ขอ้ ผิดพลาดและแกไ้ ข • การออกแบบและเขียนโปรแกรมทีม่ ีการตรวจสอบเง่ือนไข
ที่ครอบคลุมทุกกรณีเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องตรงตามความ
ตอ้ งการ
• หากมขี ้อผดิ พลาดให้ตรวจสอบการทางานทลี ะคาสั่ง เมื่อ
พบจุดที่ทาให้ผลลัพธ์ไม่ถูกต้องให้ทาการแก้ไขจนกว่าจะได้
ผลลัพธท์ ี่ถกู ตอ้ ง
• การฝึกตรวจหาข้อผิดพลาดจากโปรแกรมของผู้อื่น จะ
ชว่ ยพัฒนาทักษะการหาสาเหตขุ องปัญหาไดด้ ียิ่งขน้ึ
• ตัวอย่างโปรแกรม เช่น โปรแกรมตรวจสอบเลขคู่เลขคี่
โปรแกรมรับข้อมูลน้าหนักหรือส่วนสูงแล้วแสดงผลความสม
ส่วนของร่างกาย โปรแกรมสั่งให้ตัวละครทาตามเงื่อนไขที่
กาหนด
• ซอฟต์แวรท์ ่ใี ชใ้ นการเขยี นโปรแกรม เช่น Scratch, logo
ป.๕ ๓ . ใ ช้ อิ น เ ท อ ร์ เ น็ ต ค้ น ห า ข้ อ มู ล • การค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต และการพิจารณาผลการ
ติดต่อสื่อสารและทางานร่วมกัน ประเมิน คน้ หา
ความนา่ เชื่อถือของขอ้ มลู • การติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น อีเมล บล็อก
โปรแกรมสนทนา
• การเขยี นจดหมาย (บูรณาการกับวชิ าภาษาไทย)
• การใช้อินเทอรเ์ นต็ ในการติดต่อสอื่ สารและทางานร่วมกัน
เชน่ ใชน้ ัดหมายในการประชุมกลุ่ม ประชาสัมพันธก์ จิ กรรมใน
ห้องเรียน การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นในการเรียน
ภายใต้การดแู ลของครู
• การประเมินความน่าเช่ือถือของข้อมูล เช่น เปรียบเทียบ
ความสอดคล้อง สมบูรณ์ของข้อมูลจากหลายแหล่ง แหล่งต้น
ตอของข้อมูล ผเู้ ขียน วนั ทเ่ี ผยแพรข่ อ้ มลู
• ข้อมูลที่ดีต้องมีรายละเอียดครบทุกด้าน เช่น ข้อดีและ
ข้อเสยี ประโยชนแ์ ละโทษ
ชน้ั ตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.๕ ๔. รวบรวม ประเมิน นาเสนอข้อมูลและ • การรวบรวมขอ้ มลู ประมวลผล สรา้ งทางเลอื ก ประเมนิ ผล
สารสนเทศ ตามวัตถุประสงค์โดยใช้ จะทาใหไ้ ดส้ ารสนเทศเพอื่ ใชใ้ นการแก้ปัญหาหรอื การตัดสินใจ
ซอฟต์แวร์หรือบริการบนอินเทอร์เน็ตท่ี ได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
หลากหลาย เพ่อื แกป้ ญั หาในชวี ิตประจาวัน • การใชซ้ อฟตแ์ วร์หรือบรกิ ารบนอนิ เทอร์เนต็ ทหี่ ลากหลาย
ในการรวบรวม ประมวลผลสรา้ งทางเลือก ประเมนิ ผล นาเสนอ
จะช่วยให้ การแก้ปัญหาทาได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และ
แม่นยา
• ตัวอย่างปัญหา เช่น ถ่ายภาพ และสารวจแผนท่ี ใน
ท้องถิ่นเพ่ือนาเสนอแนวทางในการจัดการพื้นที่ว่างให้เกิด
ประโยชน์ ทาแบบสารวจความคดิ เห็นออนไลน์ และวิเคราะห์
ข้อมูล นาเสนอข้อมูลโดยการใช้ blog หรอื web page
๕. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภยั • อันตรายจากการใช้งานและอาช ญากรร มท าง
มีมารยาท เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน อนิ เทอรเ์ น็ต
เคารพในสิทธิของผู้อ่ืน แจ้งผู้เก่ียวข้องเมื่อ • มารยาทในการติดต่อส่ือสารผ่านอินเทอร์เน็ต (บูรณา
พบขอ้ มลู หรอื บุคคลท่ีไมเ่ หมาะสม การกบั วิชาทเี่ ก่ียวขอ้ ง)
ตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖
สาระที่ ๑ วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้าและ
ออกจากเซลล์ ความสมั พันธ์ของโครงสร้างและหนา้ ท่ีของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนษุ ย์ที่ทางานสัมพันธ์
กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหนา้ ที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทางานสัมพันธ์กนั รวมท้ังนาความรู้
ไปใชป้ ระโยชน์
ช้ัน ตวั ช้วี ัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ป.๖ ๑. ระบสุ ารอาหารและบอกประโยชน์ของ • สารอาหารท่ีอยูใ่ นอาหารมี ๖ ประเภท ไดแ้ ก่ คารโ์ บไฮเดรต
สารอาหารแต่ละประเภทจากอาหารที่ตนเอง โปรตนี ไขมัน เกลือแร่ วิตามินและนา้
รับประทาน • อาหารแต่ละชนิดประกอบด้วยสารอาหารที่แตกต่างกัน
๒. บอกแนวทางในการเลือกรับประทาน อาหารบางอย่างประกอบด้วยสารอาหารประเภทเดียว อาหาร
อาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วน ในสัดส่วนท่ี บางอยา่ งประกอบด้วยสารอาหารมากกว่าหนึ่งประเภท
เหมาะสมกับเพศและวัย รวมทั้งความ • สารอาหารแต่ละประเภทมีประโยชน์ต่อร่างกายแตกต่าง
ปลอดภัยตอ่ สุขภาพ กัน โดยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน เป็นสารอาหารท่ีให้
๓. ตระหนักถึงความสาคัญของสารอาหาร พลังงานแก่ร่างกาย ส่วนเกลือแร่ วิตามิน และน้า เป็น
โดยการเลื อกรั บประทานอาหารที่มี สารอาหารที่ไม่ให้พลังงานแกร่ ่างกาย แต่ช่วยใหร้ ่างกายทางาน
สารอาหารครบถ้วนในสัดส่วนท่ีเหมาะสมกับ ได้เป็นปกติ
เพศและวยั รวมท้งั ปลอดภยั ตอ่ สุขภาพ • การรับประทานอาหาร เพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโต มีการ
เปล่ียนแปลงของร่างกายตามเพศและวัย และมีสุขภาพดี
จาเป็นต้องรับประทานให้ได้พลังงานเพียงพอกับความต้องการ
ของร่างกาย และให้ได้สารอาหารครบถ้วน ในสัดส่วนท่ี
เหมาะสมกับเพศและวัย รวมท้ังต้องคานึงถึงชนิดและปริมาณ
ของวัตถุเจอื ปนในอาหารเพื่อความปลอดภัยต่อสขุ ภาพ
ชน้ั ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.๖ ๔. สร้างแบบจาลองระบบยอ่ ยอาหาร • ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ ได้แก่ ปาก
และบรรยายหน้าทีข่ องอวัยวะในระบบย่อย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลาไส้เล็ก ลาไส้ใหญ่ ทวารหนัก
อาหาร รวมทั้งอธบิ ายการยอ่ ยอาหารและ ตับ และตับอ่อน ซ่ึงทาหน้าที่ร่วมกันในการย่อยและดูดซึม
การดูดซมึ สารอาหาร สารอาหาร
๕. ตระหนักถงึ ความสาคัญของระบบ - ปากมีฟันช่วยบดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลงและมีล้ิน
ย่อยอาหาร โดยการบอกแนวทางในการ ช่วยคลุกเคล้าอาหารกับน้าลายในน้าลายมีเอนไซม์ย่อยแป้งให้
ดูแลรกั ษาอวยั วะในระบบย่อยอาหารให้ เปน็ น้าตาล
ทางานเป็นปกติ - หลอดอาหารทาหน้าที่ลาเลียงอาหารจากปากไปยัง
กระเพาะอาหาร ภายในกระเพาะอาหารมีการย่อยโปรตีนโดย
กรดและเอนไซม์ท่ีสร้างจากกระเพาะอาหาร
- ลาไสเ้ ล็กมเี อนไซมท์ ่ีสร้างจากผนงั ลาไส้เล็กเองและจาก
ตบั อ่อนทีช่ ่วยย่อยโปรตีน คารโ์ บไฮเดรต และไขมัน โดยโปรตีน
คารโ์ บไฮเดรต และไขมันท่ผี ่านการย่อยจนเป็นสารอาหารขนาด
เล็กพอท่ีจะดูดซึมได้ รวมถึงน้า เกลือแร่ และวิตามิน จะถูกดูด
ซึมท่ีผนังลาไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด เพ่ือลาเลียงไปยังส่วนต่าง
ๆ ของร่างกาย ซ่ึงโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน จะถูก
นาไปใช้เป็นแหล่งพลังงานสาหรับใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ส่วนน้า
เกลอื แร่ และวิตามิน จะชว่ ยใหร้ ่างกายทางานได้เป็นปกติ
- ตบั สรา้ งนา้ ดีแลว้ สง่ มายงั ลาไส้เล็กช่วยใหไ้ ขมันแตกตัว
- ลาไส้ใหญ่ทาหน้าท่ีดูดน้าและเกลือแร่ เป็นบริเวณท่ีมี
อาหารท่ีย่อยไม่ได้หรือย่อยไม่หมด เป็นกากอาหาร ซึ่งจะถูก
กาจดั ออกทางทวารหนัก
• อวัยวะต่าง ๆ ในระบบย่อยอาหารมีความสาคัญ จึงควร
ปฏบิ ัตติ น ดูแลรักษาอวัยวะให้ทางานเป็นปกติ
สาระที่ ๒ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบตั ิของ
สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของ
สสาร การเกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
ชน้ั ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.๖ ๑. อธิบายและเปรียบเทียบการแยกสาร • สารผสมประกอบด้วยสารตั้งแต่ ๒ ชนิดขึ้นไปผสมกัน
ผสมโดยการหยิบออก การร่อน การใช้ เช่น นา้ มนั ผสมน้า ข้าวสารปนกรวดทราย วิธีการที่เหมาะสม
แม่เหล็กดึงดูด การรินออก การกรอง และ ในการแยกสารผสมข้ึนอยู่กับลักษณะและสมบัติของสารท่ี
การตกตะกอนโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ผสมกนั ถา้ องคป์ ระกอบของสารผสมเป็นของแข็งกับของแข็ง
รวมท้ังระบุวิธีแก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน ที่มีขนาดแตกต่างกันอย่างชัดเจน อาจใชว้ ธิ กี ารหยิบออกหรือ
เกย่ี วกบั การแยกสาร การร่อนผ่านวัสดุที่มีรู ถ้ามีสารใดสารหน่ึงเป็นสารแม่เหล็ก
อาจใชว้ ิธีการใช้แม่เหล็กดงึ ดูด ถา้ องค์ประกอบเป็นของแข็งท่ี
ไม่ละลายในของเหลว อาจใช้วิธีการรินออก การกรอง หรือ
การตกตะกอน ซ่ึงวิธีการแยกสารสามารถนาไปใช้ประโยชน์
ในชวี ติ ประจาวนั ได้
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงท่ีกระทาต่อวัตถุ ลักษณะ
การเคล่อื นท่ีแบบตา่ ง ๆ ของวตั ถุ รวมทัง้ นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์
ช้ัน ตวั ช้วี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.๖ ๑. อธิบายการเกิดและผลของแรงไฟฟา้ • วัตถุ ๒ ชนิดที่ผ่านการขัดถูแล้ว เมื่อนาเข้าใกล้กันอาจ
ซ่ึงเกิดจากวัตถุท่ีผ่านการขัดถู โดยใช้ ดงึ ดดู หรือผลกั กนั แรงทีเ่ กดิ ข้ึนน้ีเปน็ แรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นแรงไม่
หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ สมั ผสั เกดิ ข้ึนระหว่างวัตถุทีม่ ีประจุไฟฟา้ ซง่ึ ประจุไฟฟ้ามี ๒
ชนิด คือ ประจุไฟฟ้าบวกและประจุไฟฟ้าลบ วัตถุท่ีมีประจุ
ไฟฟ้าชนิดเดียวกันผลกั กัน ชนิดตรงขา้ มกนั ดึงดูดกัน
มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ที่
เกี่ยวขอ้ งกบั เสยี ง แสง และคล่ืนแม่เหล็กไฟฟา้ รวมท้ังนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ชั้น ตวั ช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ป.๖ ๑. ระบุส่วนประกอบและบรรยายหน้าท่ี • วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายประกอบด้วย แหล่งกาเนิดไฟฟ้า
ของแต่ละส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้าอย่าง สายไฟฟ้า และเคร่ืองใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า แหล่งกาเนิด
งา่ ยจากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ ไฟฟา้ เชน่ ถา่ นไฟฉาย หรือแบตเตอรี่ ทาหน้าท่ใี หพ้ ลงั งานไฟฟ้า
๒. เขียนแผนภาพและตอ่ วงจรไฟฟ้าอย่าง สายไฟฟา้ เป็นตวั นาไฟฟา้ ทาหน้าท่เี ชื่อมตอ่ ระหว่างแหล่งกาเนิด
งา่ ย ไฟฟ้าและเคร่ืองใช้ไฟฟ้าเข้าด้วยกันเครื่องใช้ไฟฟ้ามีหน้าท่ี
เปลยี่ นพลังงานไฟฟา้ เป็นพลังงานอื่น
๓. ออกแบบการทดลองและทดลองด้วย • เม่ือนาเซลล์ไฟฟ้าหลายเซลล์มาต่อเรียงกันโดยให้ข้ัวบวก
วิธีที่เหมาะสมในการอธิบายวิธีการและผล ของเซลล์ไฟฟ้าเซลล์หน่ึงต่อกับข้ัวลบของอีกเซลล์หน่ึงเป็นการ
ของการตอ่ เซลล์ไฟฟา้ แบบอนุกรม ต่อแบบอนุกรม ทาให้ มีพลังงานไฟฟ้าเหมาะสมกั บ
๔. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของ เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมสามารถ
การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมโดยบอก นาไปใช้ประโยชน์ในชวี ิตประจาวัน เช่น การตอ่ เซลลไ์ ฟฟ้าในไฟ
ป ร ะ โ ย ช น์ แ ล ะ ก า ร ป ร ะ ยุ ก ต์ ใ ช้ ใ น ฉาย
ชวี ิตประจาวนั
๕. ออกแบบการทดลองและทดลองด้วย • การต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมเมื่อถอดหลอดไฟฟ้าดวง
วิธีที่เหมาะสมในการอธิบายการต่อหลอด ใดดวงหนึ่งออกทาให้หลอดไฟฟ้าทเี่ หลือดับทั้งหมด สว่ นการ
ไฟฟา้ แบบอนกุ รมและแบบขนาน ต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนาน เม่ือถอดหลอดไฟฟ้าดวงใดดวง
๖. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของ หน่ึงออก หลอดไฟฟ้าที่เหลือก็ยงั สวา่ งได้ การต่อหลอดไฟฟ้า
การตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบอนกุ รมและแบบขนาน แต่ละแบบสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น การต่อหลอด
โดยบอกประโยชน์ ข้อจากัด และการ ไฟฟ้าหลายดวงในบา้ นจงึ ต้องต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนาน เพื่อ
ประยกุ ตใ์ ช้ ในชวี ติ ประจาวัน เลือกใช้หลอดไฟฟ้าดวงใดดวงหนึ่งไดต้ ามตอ้ งการ
๗. อธิบายการเกิดเงามืดเงามัวจาก • เม่ือนาวัตถุทึบแสงมาก้ันแสงจะเกิดเงาบนฉาก รับแสงที่
หลกั ฐานเชิงประจักษ์ อยู่ด้านหลังวัตถุ โดยเงามีรูปร่างคล้ายวัตถุที่ทาให้เกิดเงา เงา
๘. เขียนแผนภาพรังสีของแสงแสดงการ มัวเป็นบริเวณท่ีมีแสงบางส่วนตกลงบนฉาก ส่วนเงามืดเป็น
เกดิ เงามดื เงามวั บริเวณทไี่ มม่ ีแสงตกลงบนฉากเลย
สาระที่ ๓ วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ
กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ท่ีส่งผลต่อส่ิงมีชีวิต และการ
ประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยอี วกาศ
ชน้ั ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ป.๖ ๑. สรา้ งแบบจาลองที่อธิบายการเกิด และ • เมื่อโลกและดวงจันทร์ โคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน
เปรียบเทียบปรากฏการณ์สุริยุปราคาและ กับดวงอาทิตย์ในระยะทางที่เหมาะสม ทาให้ดวงจันทร์บังดวง
จนั ทรุปราคา อาทติ ย์ เงาของดวงจันทร์ทอดมายังโลก ผู้สังเกตที่อยู่บรเิ วณเงา
จะมองเหน็ ดวงอาทติ ย์มืดไป เกิดปรากฏการณ์สรุ ยิ ปุ ราคา ซง่ึ มี
ทั้งสุริยุปราคาเต็มดวง สุริยุปราคาบางส่วน และสุริยุปราคาวง
แหวน
ชั้น ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
ป.๖ • หากดวงจันทร์และโลกโคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน
กับดวงอาทิตย์ แล้วดวงจันทร์เคลื่อนที่ผ่านเงาของโลก จะ
มองเห็นดวงจันทร์มืดไปเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคา ซึ่งมีท้ัง
จนั ทรปุ ราคาเตม็ ดวง และจนั ทรุปราคาบางสว่ น
๒. อธิบายพัฒนาการของเทคโนโลยี • เทคโนโลยีอวกาศเริ่มจากความต้องการของมนุษย์ในการ
อวกาศ และยกตัวอย่างการนาเทคโนโลยี สารวจวัตถุทอ้ งฟ้าโดยใช้ตาเปลา่ กล้องโทรทรรศน์ และไดพ้ ัฒนา
อวกาศมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน ไปสู่การขนส่งเพื่อสารวจอวกาศด้วยจรวดและยานขนส่งอวกาศ
จากขอ้ มูลทร่ี วบรวมได้ และยงั คงพฒั นาอย่างต่อเนอ่ื ง ปจั จบุ นั มกี ารนาเทคโนโลยีอวกาศ
บางประเภทมาประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ิตประจาวนั เช่น การใช้ดาวเทียม
เพ่ือการส่ือสาร การพยากรณ์อากาศ หรือการสารวจ
ทรัพยากรธรรมชาติ การใช้อุปกรณ์วัดชีพจรและการเต้นของ
หัวใจ หมวกนิรภยั ชุดกีฬา
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลง
ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟ้าอากาศและภมู ิอากาศโลก รวมทั้ง
ผลตอ่ สง่ิ มีชีวิตและสงิ่ แวดล้อม
ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
ป.๖ ๑. เปรียบเทียบกระบวนการเกิดหิน • หินเป็นวัสดุแข็งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ประกอบด้วย
อัค นี หิ นตะกอน แล ะหิ นแปร แล ะ แรต่ ง้ั แต่หน่งึ ชนดิ ขึ้นไป สามารถจาแนกหนิ ตามกระบวนการ
อธิบายวฏั จกั รหนิ จากแบบจาลอง เกิดได้เป็น ๓ ประเภท ได้แก่ หินอัคนี หินตะกอน และหิน
แปร
• หินอคั นเี กดิ จากการเย็นตวั ของแมกมา เนือ้ หินมลี ักษณะ
เป็นผลึก ท้ังผลึกขนาดใหญ่และขนาดเลก็ บางชนิดอาจเปน็
เนอ้ื แก้วหรอื มีรพู รุน
• หินตะกอน เกิดจากการทบั ถมของตะกอนเมื่อถกู แรงกด
ทบั และมีสารเชอ่ื มประสานจึงเกิดเป็นหิน เนอ้ื หินกลุ่มน้ีส่วน
ใ ห ญ่ มี ลั ก ษ ณ ะ เ ป็ น เ ม็ ด ต ะ ก อ น มี ทั้ ง เ นื้ อ ห ย า บ แ ล ะ เ น้ื อ
ละเอียด บางชนิดเป็นเนื้อผลึกท่ียึดเกาะกันเกิดจากการตก
ผลึกหรือตกตะกอนจากน้าโดยเฉพาะน้าทะเล บางชนิดมี
ลักษณะเป็นชนั้ ๆ จึงเรียกอกี ชอ่ื วา่ หนิ ช้นั
• หินแปร เกิดจากการแปรสภาพของหินเดิม ซ่ึงอาจเป็น
หินอัคนี หินตะกอน หรือหินแปรโดยการกระทาของความ
รอ้ น ความดัน และปฏกิ ิรยิ าเคมี เนือ้ หนิ ของหนิ แปรบางชนิด
ผลึกของแรเ่ รียงตัวขนานกนั เป็นแถบ บางชนิดแซะออกเป็น
แผน่ ได้ บางชนิดเป็นเนอื้ ผลึกท่มี ีความแขง็ มาก
• หินในธรรมชาติทั้ง ๓ ประเภท มีการเปล่ียนแปลงจาก
ประเภทหนง่ึ ไปเปน็ อีกประเภทหน่งึ หรือประเภทเดมิ ได้ โดย
มแี บบรปู การเปล่ยี นแปลงคงทีแ่ ละตอ่ เนือ่ งเป็นวฏั จกั ร
ชัน้ ตัวชีว้ ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ป.๖ ๒. บรรยายและยกตัวอย่างการใช้ • หินและแร่แต่ละชนิดมีลักษณะและสมบัติแตกต่างกัน
ประโยชน์ของหินและแร่ในชีวติ ประจาวันจาก มนุษย์ใช้ประโยชน์จากแร่ในชีวิตประจาวันในลักษณะต่าง ๆ
ข้อมลู ทรี่ วบรวมได้ เช่น นาแร่มาทาเครื่องสาอาง ยาสีฟัน เคร่ืองประดับ อุปกรณ์
ทางการแพทย์ และนาหนิ มาใชใ้ นงานก่อสร้างต่าง ๆ เป็นตน้
๓. สร้างแบบจาลองที่อธิบายการเกิดซาก • ซากดึกดาบรรพ์เกิดจากการทบั ถมหรือการประทบั รอยของ
ดึกดาบรรพ์และคาดคะเนสภาพแวดล้อมใน สิง่ มีชีวติ ในอดีต จนเกิดเป็นโครงสร้างของซากหรือร่องรอยของ
อดีตของซากดึกดาบรรพ์ สิ่งมีชีวิตท่ปี รากฏอยใู่ นหิน ในประเทศไทยพบซากดึกดาบรรพ์ท่ี
หลากหลาย เช่น พืช ปะการัง หอย ปลา เต่า ไดโนเสาร์ และ
รอยตีนสตั ว์
• ซากดึกดาบรรพ์สามารถใช้เป็นหลักฐานหน่ึงที่ช่วยอธิบาย
สภาพแวดล้อมของพ้ืนท่ีในอดีตขณะเกิดส่ิงมีชีวิตน้ัน เช่น หาก
พบซากดึกดาบรรพ์ ของหอยน้าจืด สภาพแวดล้อมบริเวณน้ัน
อาจเคยเป็นแหล่งน้าจืดมาก่อน และหากพบซากดึกดาบรรพ์
ของพืช สภาพแวดล้อมบริเวณน้ันอาจเคยเป็นป่ามาก่อน
นอกจากน้ีซากดึกดาบรรพ์ ยังสามารถใช้ระบุอายุของหิน และ
เป็นขอ้ มูลในการศกึ ษาวิวัฒนาการของสง่ิ มีชีวิต
๔. เปรียบเทียบการเกิดลมบก ลมทะเล • ลมบก ลมทะเล และมรสุม เกดิ จากพื้นดินและพื้นน้า รอ้ น
และมรสุม รวมท้ังอธิบายผลท่ีมีต่อส่ิงมีชีวิต และเย็นไม่เท่ากันทาให้อุณหภูมิอากาศเหนือพื้นดินและพ้ืนน้า
และสิ่งแวดลอ้ ม จากแบบจาลอง แตกต่างกัน จึงเกิด การเคลื่อนท่ีของอากาศจากบริเวณที่มี
อุณหภูมิตา่ ไปยงั บริเวณทมี่ ีอณุ หภมู สิ งู
• ลมบกและลมทะเลเป็นลมประจาถิ่นท่ีพบบริเวณชายฝั่ง
โดยลมบกเกิดในเวลากลางคืน ทาให้มีลมพัดจากชายฝ่ังไปสู่
ทะเล ส่วนลมทะเลเกิดในเวลากลางวัน ทาให้มีลมพัดจากทะเล
เข้าสูช่ ายฝ่ัง
๕. อธิบายผลของมรสมุ ตอ่ การเกิดฤดู • มรสุมเปน็ ลมประจาฤดูเกิดบริเวณเขตร้อนของโลก ซึ่งเป็น
ของประเทศไทย จากข้อมลู ท่ีรวบรวมได้ บริเวณกว้างระดับภูมิภาค ประเทศไทยได้รับผลจากมรสุม
ตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงประมาณกลางเดือนตุลาคมจนถึง
เดือนกุมภาพันธ์ทาให้เกิดฤดูหนาว และได้รับผลจากมรสุม
ตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงประมาณกลางเดือนพฤษภาคมจนถึง
กลางเดือนตุลาคมทาให้เกิดฤดูฝน สว่ นช่วงประมาณกลางเดือน
กุมภาพนั ธ์จนถงึ กลางเดอื นพฤษภาคมเป็นช่วงเปลย่ี นมรสุมและ
ประเทศไทยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร แสงอาทิตย์เกือบตั้งตรงและ
ตั้งตรงประเทศไทยในเวลาเที่ยงวัน ทาให้ได้รับความร้อนจาก
ดวงอาทิตยอ์ ย่างเต็มท่ี อากาศจงึ รอ้ นอบอา้ วทาให้เกิดฤดรู ้อน
ช้ัน ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
๖. บรรยายลกั ษณะและผลกระทบของนา้ • นา้ ท่วม การกดั เซาะชายฝั่ง ดนิ ถล่ม แผน่ ดนิ ไหว และสึนา
ท่วมการกดั เซาะชายฝง่ั ดนิ ถลม่ แผน่ ดินไหว มิ มีผลกระทบตอ่ ชวี ิตและส่ิงแวดลอ้ มแตกต่างกัน
สึนามิ • มนุษย์ควรเรียนรู้วิธีปฏิบัติตนให้ปลอดภัย เช่น ติดตาม
๗. ตระหนักถึงผลกระทบของภัยธรรมชาติ ข่าวสารอย่างสม่าเสมอ เตรียมถุงยังชีพ ให้พร้อมใช้ตลอดเวลา
และธรณีพิบัตภิ ัย โดยนาเสนอแนวทางในการ และปฏิบัตติ ามคาสง่ั ของผปู้ กครองและเจา้ หน้าที่อยา่ งเคร่งครัด
เฝ้าระวังและปฏิบัติตนให้ปลอดภัยจากภัย เม่อื เกดิ ภัยธรรมชาติและธรณพี ิบัตภิ ัย
ธรรมชาติ แล ะธร ณี พิ บั ติ ภั ยที่ อาจ เกิ ด ใ น
ท้องถ่ิน
ป.๖ ๘. สร้างแบบจาลองที่อธิบายการเกิด • ปรากฏการณ์เรือนกระจกเกิดจากแก๊สเรือนกระจกในชนั้
ปรากฏการณ์เรือนกระจก และผลของ บรรยากาศของโลกกักเก็บความร้อนแล้ว คายความร้อน
ปรากฏการณ์เรือนกระจกต่อสิง่ มชี วี ิต บางสว่ นกลับสูผ่ วิ โลก ทาใหอ้ ากาศ บนโลกมีอณุ หภูมเิ หมาะสม
๙ . ต ร ะ ห นั ก ถึ ง ผ ล ก ร ะ ท บ ข อ ง ต่อการดารงชีวติ
ปรากฏการณ์เรือนกระจก โดยนาเสนอแนว • หากปรากฏการณ์เรือนกระจกรุนแรงมากข้ึนจะมีผลต่อ
ทางการปฏิบัติตนเพ่ือลดกิจกรรมท่ีก่อให้เกิด การเปล่ียนแปลงภูมิอากาศโลกมนุษย์จึงควรร่วมกันลด
แกส๊ เรือนกระจก กจิ กรรมทีก่ ่อให้เกิดแกส๊ เรือนกระจก
สาระท่ี ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริงอย่างเป็น
ขั้นตอนและเปน็ ระบบ ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแกป้ ัญหา
ไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ ร้เู ทา่ ทนั และมีจริยธรรม
ชนั้ ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ป.๖ ๑. ใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการอธิบายและ • การแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนจะช่วยให้แก้ปัญหาได้
อ อ ก แ บ บ วิ ธี ก า ร แ ก้ ปั ญ ห า ท่ี พ บ ใ น อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
ชวี ติ ประจาวนั • การใชเ้ หตุผลเชงิ ตรรกะเป็นการนากฎเกณฑ์ หรือเง่อื นไข
ท่ีครอบคลมุ ทกุ กรณีมาใชพ้ ิจารณาในการแก้ปญั หา
• แนวคิดของการทางานแบบวนซ้า และเง่ือนไข
• การพจิ ารณากระบวนการทางานทม่ี กี ารทางานแบบวนซ้า
หรือเง่ือนไขเป็นวิธีการท่ีจะช่วยให้การออกแบบวิธีการ
แกป้ ญั หาเปน็ ไปอย่างมปี ระสิทธภิ าพ
• ตัวอย่างปัญหา เช่น การค้นหาเลขหน้าท่ีต้องการให้เร็ว
ท่ีสุด การทายเลข ๑-๑,๐๐๐,๐๐๐ โดยตอบให้ถูกภายใน ๒๐
คาถาม การคานวณเวลาในการเดินทาง โดยคานงึ ถึงระยะทาง
เวลาจดุ หยุดพกั
ชัน้ ตวั ชีว้ ัด สาระการเรียนรูแ้ กนกลาง
ป.๖ ๒. ออกแบบและเขียนโปรแกรมอย่างง่าย • การออกแบบโปรแกรมสามารถทาได้โดยเขียน เป็น
เพ่ือแก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน ตรวจหา ขอ้ ความหรือผงั งาน
ข้อผดิ พลาดของโปรแกรมและแกไ้ ข • การออกแบบและเขยี นโปรแกรมทมี่ กี ารใช้ตัวแปร การวน
ซ้า การตรวจสอบเงอ่ื นไข
• หากมีข้อผิดพลาดให้ตรวจสอบการทางานทีละคาสงั่ เมื่อ
พบจุดท่ีทาให้ผลลัพธ์ไม่ถูกต้องให้ทาการแก้ไขจนกว่าจะได้
ผลลัพธ์ทถ่ี กู ตอ้ ง
• การฝกึ ตรวจหาขอ้ ผิดพลาดจากโปรแกรมของผู้อื่นจะช่วย
พฒั นาทกั ษะการหาสาเหตุของปญั หาไดด้ ยี ง่ิ ขึน้
• ตัวอย่างโปรแกรม เช่น โปรแกรมเกม โปรแกรมหาค่า
ค.ร.น. เกมฝึกพิมพ์
• ซอฟตแ์ วร์ทีใ่ ชใ้ นการเขียนโปรแกรม เชน่ Scratch, logo
๓. ใช้อินเทอร์เน็ตในการค้นหาข้อมูล • การค้นหาอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการค้นหาข้อมูลท่ีได้
อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ตรงตามความต้องการในเวลาที่รวดเร็ว จากแหล่งข้อมูลที่
นา่ เชือ่ ถอื หลายแหลง่ และข้อมูล มคี วามสอดคลอ้ งกนั
• การใช้เทคนิคการค้นหาข้ันสูง เช่น การใช้ตัวดาเนินการ
การระบุรูปแบบของข้อมลู หรอื ชนิดของไฟล์
• การจดั ลาดับผลลพั ธจ์ ากการค้นหาของโปรแกรมค้นหา
• การเรียบเรียง สรุปสาระสาคัญ (บูรณาการกับวิชา
ภาษาไทย)
๔. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางานรว่ มกนั • อันตรายจากการใช้งานและอาช ญากรร ม ทาง
อย่างปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน อินเทอร์เน็ต แนวทางในการปอ้ งกนั
เคารพในสิทธิของผู้อ่ืน แจ้งผู้เกี่ยวข้องเม่ือ • วธิ ีกาหนดรหสั ผา่ น
พบข้อมูลหรือบุคคลท่ีไม่เหมาะสม • การกาหนดสิทธก์ิ ารใชง้ าน (สิทธิใ์ นการเขา้ ถงึ )
• แนวทางการตรวจสอบและป้องกันมัลแวร์
• อนั ตรายจากการตดิ ตั้งซอฟต์แวร์ทอี่ ย่บู นอนิ เทอรเ์ น็ต
ส่วนที่ ๓
คาอธบิ ายรายวชิ า