การวดั และประเมนิ ผลจากสภาพจริง
กิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนมีหลากหลาย เช่น กิจกรรมสารวจภาคสนาม กิจกรรมการสารวจ
ตรวจสอบ การทดลอง กิจกรรมศึกษาค้นคว้า กิจกรรมศึกษาปัญหาพิเศษหรือโครงงานวิทยาศาสตร์ ฯลฯ
อยา่ งไรกต็ าม ในการทากจิ กรรมเหล่าน้ีต้องคานึงว่าผู้เรียนแต่ละคนมศี ักยภาพแตกตา่ งกัน ผูเ้ รยี นแต่ละคน
จึงอาจทางานช้ินเดียวกันได้เสร็จในเวลาท่ีแตกต่างกัน และผลงานท่ีได้ก็อาจแตกต่างกัน เม่ือผู้เรียนทา
กจิ กรรมเหลา่ น้ีแล้วกจ็ ะตอ้ งเกบ็ รวบรวมผลงาน เช่น รายงาน ช้ินงาน บนั ทึกและรวบถงึ ทกั ษะปฏิบัติต่าง ๆ
เจตคติทางวิทยาศาสตร์ เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ ความรัก ความซาบซ้ึง กิจกรรมท่ีผู้เรียนได้ทาและผลงาน
เหล่าน้ีต้องใช้วิธีประเมินท่ีมีความเหมาะสมและแตกต่างกัน เพ่ือช่วยให้สามารถประเมินความรู้
ความสามารถและความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงของผู้เรียนได้ การวัดและประเมินผลจากสภาพจริงจะมี
ประสทิ ธิภาพกต็ ่อเมอ่ื มีการประเมินหลาย ๆ ด้าน หลากหลายวธิ ี ในสถานการณต์ า่ ง ๆ ที่สอดคลอ้ งกบั ชีวิต
จรงิ และตอ้ งประเมินอย่างตอ่ เน่ือง เพอ่ื จะได้ข้อมูลทีม่ ากพอที่จะสะทอ้ นความสามารถที่แท้จรงิ ของ
ผูเ้ รียนได้
ลกั ษณะสาคญั ของการวัดและประเมินผลจากสภาพจริง
๑. การวัดและประเมินผลจากสภาพจริง มีลักษณะท่ีสาคัญคือ ใช้วิธีการประเมินกระบวนการท่ี
ซับซ้อน ความสามารถในการปฏิบัติงาน ศักยภาพของเรยี นในด้านของผู้ผลิตและกระบวนการท่ีได้ผลผลิต
มากกว่าทีจ่ ะประเมนิ วา่ ผูเ้ รยี นสามารถจดจาความรอู้ ะไรได้บา้ ง
๒. เป็นการประเมินความสามารถของผู้เรียน เพื่อวินิจฉัยผู้เรียนในส่วนท่ีควรส่งเสริมและส่วนท่ี
ควรจะแก้ไขปรับปรุง เพ่ือให้ผู้เรียนได้พฒั นาอย่างเต็มศักยภาพตามความสามารถ ความสนใจและความ
ตอ้ งการของแต่ละบคุ คล
๓. เปน็ การประเมินท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรยี นไดม้ ีส่วนร่วมประเมนิ ผลงานของทงั้ ตนเองและของเพื่อน
ร่วมห้อง เพ่ือสง่ เสริมให้ผูเ้ รียนรจู้ ักตวั เอง เช่ือมน่ั ในตนเอง สามารถพัฒนาตนเองได้
๔. ขอ้ มลู ท่ไี ดจ้ ากการประเมนิ จะสะท้อนให้เหน็ ถงึ กระบวนการเรียนการสอนและการวางแผนการ
สอนของผ้สู อนว่าสามารถตอบสนองความสามารถ ความสนใจและความตอ้ งการของผ้เู รียนแตล่ ะบุคคลได้
หรือไม่
๕. ประเมนิ ความสามารถของผเู้ รียนในการถ่ายโอนการเรยี นรู้ไปสชู่ ีวิตจรงิ ได้
๖. ประเมนิ ด้านต่าง ๆ ดว้ ยวิธีทหี่ ลากหลายในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างตอ่ เนือ่ ง
วธิ ีการและแหลง่ ขอ้ มลู ท่ีใช้
เพื่อให้การวัดและประเมินผลได้สะท้อนความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน ผลการประเมินอาจจะ
ได้มาจากแหลง่ ข้อมลู และวิธีการตา่ ง ๆ ดังต่อไปนี้
๑. สังเกตการแสดงออกเป็นรายบคุ คลหรอื รายกลมุ่
๒. ชน้ิ งาน ผลงาน รายงาน
๓. การสมั ภาษณ์
๔. บันทกึ ของผเู้ รียน
๕. การประชุมปรกึ ษาหารือรว่ มกนั ระหว่างผเู้ รียนและครู
๖. การวัดและประเมนิ ผลภาคปฏบิ ัติ
๗. การวัดและประเมินผลด้านความสามารถ
๘. การวดั และประเมินผลการเรียนร้โู ดยแฟม้ ผลงาน
การวดั และประเมินผลด้านความสามารถ (Performance Assessment)
ความสามารถของผู้เรยี นประเมนิ ไดจ้ ากการแสดงออกโดยตรงจากการทางานต่าง ๆ เป็นสถานการณ์
ทกี่ าหนดให้ ซึ่งเป็นของจรงิ หรือใกล้เคียงกบั สภาพจรงิ และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แก้ปัญหาหรือปฏิบัตงิ านได้
จรงิ โดยประเมินจากกระบวนการทางาน กระบวนการคิดโดยเฉพาะความคิดข้ันสงู และผลงานทีไ่ ด้
ลักษณะสาคัญของการประเมินความสามารถ คือ กาหนดวัตถุประสงค์ของงาน วิธีการทางาน
ผลสาเร็จของงาน มีคาส่ังควบคุมสถานการณ์ในการปฏิบัติงาน และมีเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน การ
ประเมินความสามารถท่ีแสดงออกของผู้เรียนทาได้หลายแนวทางต่าง ๆ กัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม
สภาวการณ์ และความสนใจของผู้เรียน ดงั ตวั อยา่ งตอ่ ไปนี้
๑. มอบหมายงานใหท้ า งานทีม่ อบให้ทาตอ้ งมคี วามหมาย มีความสาคญั มีความสมั พนั ธก์ บั
หลกั สตู ร เน้ือหาวิชา และชีวติ จริงของผู้เรียน ผ้เู รียนต้องใช้ความรหู้ ลายด้านในการปฏบิ ตั งิ านทส่ี ามารถ
สะท้อนให้เหน็ ถงึ กระบวนการทางาน และการใช้ความคดิ อย่างลกึ ซง้ึ
๒. การกาหนดชิน้ งาน หรอื อุปกรณ์ หรอื สิง่ ประดิษฐ์ใหผ้ ู้เรยี นวิเคราะห์องคป์ ระกอบและ
กระบวนการทางาน และเสนอแนวทางเพอ่ื พฒั นาใหม้ ีประสทิ ธิภาพดีขึน้
๓. กาหนดตวั อยา่ งชน้ิ งานให้ แล้วให้ผูเ้ รยี นศกึ ษาชิน้ งานนั้น และสรา้ งช้นิ งานทมี่ ีลกั ษณะของการ
ทางานไดเ้ หมือนหรอื ดกี ว่าเดมิ
๔. สรา้ งสถานการณ์จาลองท่ีสมั พันธ์กับชีวิตจรงิ ของผเู้ รยี น โดยกาหนดสถานการณ์แลว้ ให้ผู้เรียน
ลงมือปฏบิ ัตเิ พอ่ื แกป้ ัญหา
การประเมนิ ผลการเรียนรู้โดยใชแ้ ฟ้มผลงาน (Portfolio Assessment)
แฟ้มผลงาน คืออะไร
เม่ือผู้เรียนทากิจกรรมต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ท้ังในห้องเรียนหรือ
นอกห้องเรียนก็ตาม ก็จะมีผลงานท่ีได้จากการทากิจกรรมเหล่าน้ันปรากฏอยู่เสมอ ซึ่งสามารถจาแนก
ผลงานออกตามกิจกรรมต่าง ๆ ดงั นี้
๑. การฟังบรรยาย เมื่อผเู้ รียนฟังการบรรยายกจ็ ะมีสมุดจดคาบรรยาย ซ่ึงอาจอยใู่ นรปู ของบนั ทกึ
อย่างละเอียดหรอื บันทึกแบบย่อ ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของความชอบและความเคยชินของผู้เรียนในการ
บันทึกคาบรรยาย
๒. การทาการทดลอง ผลงานของผู้เรียนที่เก่ียวข้องกับการทดลอง อาจประกอบด้วยการวาง
แผนการทดลองทั้งในรูปของบันทึกอย่างเป็นระบบหรือบันทึกอย่างย่อ การบันทึกวิธกี ารทดลอง ผลการ
ทดลองและปัญหาท่ีพบขณะทาการทดลอง การแปรผล สรุปผลและอภิปรายผลการทดลอง และผลงาน
สุดท้ายทเ่ี กี่ยวข้องกบั การทดลอง คอื การรายงานผลการทดลองท่ผี ู้เรยี นอาจทาเป็นกลุ่มหรือเดีย่ วกไ็ ด้
๓. การอภิปราย ผลงานของผู้เรียนที่เก่ียวข้องกับการอภิปราย คือ วางหัวข้อและข้อมูลที่จะ
นามาใช้ในการอภิปราย ผลท่ีไดจ้ ากการอภิปรายรวมท้งั ขอ้ สรปุ ต่าง ๆ
๔. การศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม จัดเป็นผลงานท่ีสาคัญประการหน่ึงของผู้เรียนที่เกิดจากการได้รับ
มอบหมายจากครูผู้สอนให้ไปค้นควา้ หาความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั หัวขอ้ หรือประเด็นทีก่ าลงั ศึกษา
ผลงานท่ีได้จากการค้นคว้าเพิ่มเติมอาจอยู่ในรูปของรายงาน การทาวิจัยเชิงเอกสารหรือบันทึกประเด็น
สาคญั ซง่ึ อาจนามาใชป้ ระกอบการอภิปรายในช่ัวโมงเรียนกไ็ ด้
๕. การศึกษานอกสถานท่ี การศกึ ษานอกสถานท่ีจดั เปน็ วิธกี ารที่เปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี นได้มปี ระสบการณ์
ตรงกับเร่ืองท่กี าลังศึกษา ผลงานทีไ่ ด้อาจประกอบด้วยการบันทึกการสงั เกต การตอบคาถามหรือปัญหาจากใบ
งาน การเขียนรายงานสิง่ ท่คี ้นพบ
๖. การบนั ทึกรายวัน เปน็ ผลงานประการหนึง่ ของผูเ้ รียนท่ีอยนู่ อกเหนือจากผลงานท่ีแสดงถึงการ
เรยี นรโู้ ดยตรง แตจ่ ะช่วยให้ผู้เรยี นหรอื ผู้ประเมนิ ได้เข้าใจในประเดน็ หรือสิ่งท่ผี ู้เรยี นนกึ คดิ เกยี่ วกบั การเรยี น
การสอนวิทยาศาสตรด์ ว้ ย
นอกจากกิจกรรมที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังอาจมีกิจกรรมอื่น ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับการเรียนการสอน ซ่ึง
ผู้เรียนสามารถแสดงออกถึงความสามรถอ่ืน ๆ อีกด้วย เช่น การส่ือสาร ผลงานเหล่าน้ีถ้าได้รับการเก็บ
รวบรวมอย่างมีระบบด้วยตัวผู้เรียนเองตามช่วงเวลา ท้ังก่อนและหลังทากิจกรรมเหล่านี้ โดยได้รับ
คาแนะนาจากครูผู้สอน และผูเ้ รยี นฝกึ ทาจนเคยชนิ แลว้ จะถอื เปน็ ผลงานทสี่ าคญั ยิ่งท่ีใช้ในการประเมินผล
การเรียนรู้ในกลมุ่ วิทยาศาสตรข์ องผู้เรียนตอ่ ไป
การพัฒนาส่ือการเรียนรู้
๑. บทบาทสาคญั ของสอ่ื ต่อการเรยี นรู้
การจดั การเรยี นการสอนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ เนน้ ใหเ้ กิดการเรียนรู้
ได้ทุกเวลา ทุกสถานท่ีและต้องจัดการศึกษาเพ่ือส่งเสริมการเรียนตลอดเวลา สื่อการเรียนการสอนจึงมี
บทบาทสาคญั ยง่ิ อีกประการหน่งึ ต่อการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรยี นรโู้ ดยเน้นให้ใช้จากสื่อใกล้
ตัวท่ีมีอยู่ในท้องถิ่นเป็นสาคัญ และสังคมโลกปัจจุบันเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่โลกไร้พรมแดน การใช้สื่อ
ประเภทเทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีบทบาทข้ึนด้วย
๒. ประเภทของส่อื การเรยี นการสอน
ส่ือการเรียนการสอนมีความหลากหลายประเภท ทั้งทีเ่ ป็นสือ่ ของจริง สอ่ื สง่ิ พมิ พ์ ส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส์
และสอ่ื มัลติมีเดีย สอื่ การเรียนการสอนท่ีมคี ุณภาพจะช่วยส่งเสริมกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ ติดตาม
บทเรียนและสร้างความรู้ความเข้าใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีท่สี าคัญ ประกอบด้วย
๑. อปุ กรณก์ ารทดลอง ซ่งึ มที ัง้ อปุ กรณ์วทิ ยาศาสตร์พน้ื ฐาน เชน่ กลอ้ งจลุ ทรรศน์ เครอ่ื งชง่ั มัลติ
มเิ ตอร์ เครอ่ื งแก้วและอปุ กรณเ์ ฉพาะที่ใชป้ ระกอบการทดลองบางการทดลอง
๒. ส่ือสิ่งพมิ พ์ ได้แก่ หนงั สือเรยี น หนังสืออา่ นประกอบ แผ่นภาพ แผนภาพ โปสเตอร์ วารสาร จลุ
สาร นิตยสาร หนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ ส่ิงเหล่านี้จะมีเรื่องราวที่น่าสนใจท้ังที่เก่ียวกับวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีทั้งทางตรงและทางออ้ ม
๓. ส่อื โสตทัศนปู กรณ์ ไดแ้ ก่ แผน่ ภาพโปรง่ ใส วีดีทศั น์ สไลด์ เทป
๔. ส่ืออิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ ส่ือประเภท CAI CD- ROM โครงข่ายอินเทอร์เน็ต รวมทั้งอุปกรณ์
ทดลองที่ใช้ร่วมกับเครื่องคอมพวิ เตอร์
๕. สารเคมแี ละวัสดุสนิ้ เปลอื ง
๖. อุปกรณ์ของจรงิ ได้แก่ ตัวอยา่ งสิ่งมีชีวิต ตัวอย่างหิน แร่และสภาพแวดลอ้ มตามธรรมชาติ
เน่ืองจากมีสื่ออยู่หลากหลายดังได้กล่าวแล้ว ครูผู้สอนจาเป็นต้องมีความรู้และสามารถในการ
วเิ คราะห์ วินิจฉัยและตัดสินใจเลือกใช้สือ่ ไดอ้ ย่างเหมาะสม คมุ้ ค่า และประหยัด ทัง้ นี้ครูผสู้ อนอาจจัดทา
หรือจัดหาวัสดุทดแทนในท้องถ่ินเพ่ือใช้แทนสื่อราคาแพง หรือใช้สื่อเพ่ือช่วยประหยัดเวลาในการศึกษา
หรือใช้ส่อื แทนกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีอาจเกิดอนั ตราย เช่น การทดลองทีม่ ีการระเบิดอยา่ งรุนแรง
๓. การพฒั นาสอื่ การเรยี นรู้
หน้าที่หลักประการหน่ึงของครูผู้สอน คือ การพัฒนาและการใช้สอ่ื การเรยี นการสอน ซ่งึ จะตอ้ งวางแผน
จัดทาและจดั หาสื่อพร้อม ๆ กับการเตรยี มแผนการเรียนรู้ แนวทางในการพัฒนาส่อื ควรคานงึ ถงึ สิง่ ตอ่ ไปน้ี
๑. วเิ คราะห์เนอื้ หาและกิจกรรมภายใต้กรอบมาตรฐานการเรียนรู้และสาระการเรยี นรู้
๒. วิเคราะห์กิจกรรมการเรียนรู้ว่าแต่ละกิจกรรมควรใช้สื่อประกอบหรือไม่ และควรเป็นส่ือ
ประเภทใด ถา้ เป็นไปไดต้ อ้ งใหใ้ ชส้ ่อื ท่เี ปน็ ของจริงหรอื มอี ย่ตู ามธรรมชาตใิ ห้มากทส่ี ุด
๓. เมอื่ เลือกชนิดของสื่อท่ีจะใช้แลว้ ก็พจิ ารณาคุณภาพของสื่อที่จะนามาใช้เพ่ือให้ส่ือนัน้ ทาหน้าที่
ได้อย่างคุ้มค่า กล่าวคือ เป็นส่ิงท่ีดึงดูดความสนใจของนักเรียน สอนให้เข้าในเน้ือหาท่ีจะเรียนได้อย่าง
ถูกต้องและรวดเร็ว ถ้าเป็นอุปกรณ์การทดลองก็ต้องตรวจสอบว่าอุปกรณ์ดังกล่าวทางานได้ตรงตาม
วตั ถุประสงค์
๔. ในกรณีของส่ือประเภทเอกสาร อาจพฒั นาในรปู ของชุดกิจกรรม โดย
- กาหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ให้ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการเจตคติ
คา่ นยิ มและคุณธรรม ทั้งนภี้ ายใตก้ รอบมาตรฐานทีก่ าหนดไว้
- ออกแบบกิจกรรม โดยศึกษาค้นคว้าจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งเอกสารภายในประเทศและ
ตา่ งประเทศ (ถ้ามี) เพือ่ เปน็ แนวทางในการพัฒนากจิ กรรม โดยต้องคานงึ สง่ิ สาคัญ คอื นักเรยี นตอ้ งเป็นผลู้ ง
มือปฏบิ ตั เิ อง หรือเป็นกิจกรรมท่สี ะทอ้ นให้เห็นวา่ ผเู้ รียนสาคญั ทสี่ ุด
- การสอนท่ีเป็นเนอ้ื หาสาระ ครจู ะต้องศึกษาค้นคว้าจากสื่ออ่ืน ๆ โดยไม่ยดึ ตาราหรือหนังสือ
เล่มใดเล่มหนึ่งเพียงเล่มเดียว แล้วแนะนาให้นักเรียนได้ศึกษา ค้นคว้าบันทึกสรุป หรือในกรณีที่นักเรยี นมี
ความพร้อมกอ็ าจแนะนาให้คน้ หาทางอนิ เทอรเ์ นต็
- กิจกรรมต่าง ๆ ที่นักเรียนต้องปฏิบัติ ควรออกแบบเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมี
อิสระในการคดิ แกป้ ัญหา หรอื คดิ พัฒนาช้ินงานหรอื ผลิตภณั ฑ์ต่าง ๆ ด้วยความคดิ ของนกั เรยี นเอง
- การออกแบบกิจกรรม ต้องคานึงถึงการให้นักเรียนทางานร่วมกันเป็นกลุ่มแบบ Cooperative
อยา่ งแทจ้ ริง กลา่ วคือ ทกุ คนมีบทบาทสาคญั เท่าเทียมกันในกลมุ่ และตอ้ งเปน็ กิจกรรมท่ีนกั เรียนทุกคนในกลุ่ม
ได้แสดงออกถงึ ความสามารถตนเองอย่างเต็มที่ ไมใ่ ห้คนใดคนหนึ่งมอี ิทธิพลต่อกลุ่มหรอื ไมร่ ว่ มมอื กบั กลุม่
- กิจกรรมการเรียน ควรบรู ณาการวิชาอ่ืน ๆ ด้วย เชน่ ภาษา ศิลปะ สงั คม และอน่ื ๆ
๕. ในกรณีของอุปกรณ์ต่าง ๆ ท่ีใช้ประกอบการทากิจกรรมซ่ึงไม่ใช่เป็นอุปกรณ์สาเร็จรูป แต่
จาเป็นต้องพัฒนาข้ึนใช้เอง ก็ควรขอความร่วมมือกับครูฝ่ายอื่น ๆ โดยเฉพาะครูช่าง เพื่อช่วยในการพัฒนา
อุปกรณ์ได้สาเร็จตามต้องการ หรืออาจให้นักเรียนได้มีส่วนช่วยกันสร้างอุปกรณ์ด้วยก็จะเปน็ การดีมาก ท้ังน้ี
ควรเลือกใช้วัสดทุ ่หี างา่ ยในท้องถนิ่ ราคาไม่แพง
๖. ควรมกี ารร่วมมอื กนั เป็นเครือข่ายระหว่างครูในทอ้ งถิ่น เพ่ือแลกเปล่ียนส่ือการเรียนการสอนกันก็
จะเปน็ การประหยัดเวลาและใชท้ รพั ยากรอย่างคมุ้ คา่
๗. ควรสารวจแหล่งส่ือในท้องถ่ินอย่างสม่าเสมอ ท้ังน้ีไม่จาเป็นต้องเป็นแหล่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์
อาจเป็นร้านของเล่นในตลาดหรือในห้างสรรพสินค้าก็ได้ ถ้าครูสามารถพิจารณา วิเคราะห์และเลือกใช้อย่าง
เหมาะสม กจ็ ะเกิดคุณคา่ ตอ่ การเรียนรไู้ ด้
๘. การพัฒนาหรือการใช้สื่อการเรียนรู้ จะต้องวิเคราะห์ไปกับการประเมินผลการใช้งาน เพ่ือนามา
เป็นขอ้ มลู ในการแกไ้ ขปรับปรงุ หรอื เปล่ยี นไปใช้สื่อประเภทอนื่ แทน
แหลง่ การเรยี นรู้
แหล่งการเรียนรู้
การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ต้องส่งเสริมและสนับสนุนผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ได้ทุก
เวลา ทุกสถานท่ี และเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิตจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย แหล่งเรียนรู้สาหรับวิชา
วิทยาศาสตร์ไม่ได้จากัดอยู่เฉพาะในห้องเรียน ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน หรือจากหนังสือ
เรยี นเท่านัน้ แตจ่ ะรวมถงึ แหลง่ เรยี นรูห้ ลากหลาย ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน ดังน้ี
- ส่ือส่งิ พิมพ์ เชน่ หนังสอื เรยี น หนังสืออา้ งองิ หนงั สอื อา่ นประกอบ หนังสอื พมิ พ์ วารสาร ฯลฯ
- สอื่ อเิ ล็กทรอนกิ ส์ ไดแ้ ก่ มัลตมิ เี ดีย CAI วดี ิทัศน์ และรายการวทิ ยาศาสตรท์ ่ีผ่านสื่อวทิ ยุโทรทศั น์
CD- ROM อนิ เทอร์เน็ต
- แหลง่ เรียนรใู้ นโรงเรยี น เช่น หอ้ งกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์ สวนพฤกษศาสตร์ สวนธรณีในโรงเรียน
ห้องสมุด
- แหล่งเรียนรใู้ นท้องถ่นิ เช่น อุทยานแห่งชาติ สวนพฤกษศาสตร์ สวนสตั ว์ พพิ ิธภณั ฑว์ ิทยาศาสตร์
โรงงานอุตสาหกรรม หนว่ ยงานวจิ ัยในทอ้ งถน่ิ
- แหลง่ เรียนรทู้ ่ีเป็นบคุ คล เชน่ ปราชญ์ท้องถิ่น ผู้นาชุมชน ครู อาจารย์นกั วิทยาศาสตร์ นักวิจัย
ทั้งน้ี ในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ครูผู้สอนควรจะพิจารณาใช้แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ให้
สอดคล้องกับสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ และคานึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาทั้งดา้ น
ความรู้ ความคิด ทักษะ กระบวนการ เจตคติ คุณธรรมและค่านิยม จากแหล่งเรียนรู้เหล่านั้น อันจะส่งผลให้
ผู้เรียนไดร้ ับการพฒั นาเตม็ ตามศกั ยภาพ
อภธิ านศพั ท์
อภิธานศพั ท์
ท่ี ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ ความหมาย
๑. กาหนดปญั หา define problem ระบุคาถาม ประเด็นหรือสถานการณ์ที่เป็น
ข้อสงสัยเพ่ือนาไปสู่การแกป้ ัญหาหรืออภิปราย
รว่ มกัน
๒. แก้ปัญหา solve problem หาคาตอบของปัญหาทีย่ งั ไม่ร้วู ธิ ีการมาก่อน
ท้ังปัญหาท่ีเก่ียวข้องกับวิทยาศาสตร์โดยตรง
และปัญหาในชีวิตประจาวันโดยใช้เทคนิคและ
วธิ กี ารตา่ ง ๆ
๓. เขียนแผนผงั / construct นาเสนอข้อมูลหรือผลการสารวจตรวจสอบ
วาดภาพ diagram/ ดว้ ยแผนผัง กราฟหรอื ภาพวาด
๔. คาดคะเน ilplurestdriactte คาดการณ์ผลท่ีจะเกิดขึ้นในอนาคตโดย
อาศยั ขอ้ มูลทีส่ งั เกตไดแ้ ละประสบการณท์ ีม่ ี
๕. คานวณ calculate หาผลลพั ธ์จากขอ้ มลู โดยใชห้ ลักการ ทฤษฎี
หรอื วธิ กี ารทางคณิตศาสตร์
๖. จาแนก classify จัดกลุ่มของส่ิงต่าง ๆ โดยอาศัยลักษณะที่
เหมอื นกนั เปน็ เกณฑ์
๗. ต้ังคาถาม ask question พูดหรือเขียนประโยค หรือวลีเพ่ือให้ได้มา
ซ่งึ การค้นหาคาตอบทต่ี ้องการ
๘. ทดลอง conduct/experim ปฏิบัติการเพ่ือหาคาตอบของคาถาม หรือ
ent ปัญหาในการทดลอง โดยตั้งสมมติฐานเพือ่ เป็น
แนวทางในการกาหนดตัวแปรและวางแผน
ดาเนนิ การเพื่อตรวจสอบสมมตฐิ าน
๙. นาเสนอ present แสดงข้อมูล เร่ืองราว หรือความคิด เพ่ือให้
ผ้อู ื่นรบั รหู้ รอื พจิ ารณา
๑๐. บรรยาย describe ใหร้ ายละเอียดของเหตุการณห์ รือปรากฏการณ์
ทีเ่ กิดข้นึ ใหผ้ อู้ ืน่ ได้รับรู้ด้วยการบอกหรอื เขียน
๑๑. บอก tell ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง แก่ผู้อื่นด้วยการพูด
หรอื เขยี น
๑๒. บนั ทกึ record เขียนข้อมูลที่ได้จากการสังเกตเพื่อช่วยจา
หรอื เพ่อื เปน็ หลักฐาน
ท่ี ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ ความหมาย
๑๓. เปรียบเทยี บ compare บอกความเหมือน และ/หรือความแตกต่าง
ของสงิ่ ท่เี ทียบเคียงกนั
๑๔. แปลความหมาย interpret แสดงความหมายของข้อมูลจากหลักฐานที่
ปรากฏ เพ่อื ลงข้อสรปุ
๑๕. ยกตัวอยา่ ง give examples ให้ข้อมูลเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ เพื่อ
แสดงความเข้าใจในส่ิงท่ีไดเ้ รยี นรู้
๑๖. ระบุ identify ช้ีบอกสิ่งต่าง ๆ โดยใช้ข้อมูลประกอบอย่าง
เพยี งพอ
๑๗. เลอื กใช้ select พิจารณา และตัดสินใจนาวัสดุสิ่งของ
อปุ กรณ์ หรือวิธกี ารมาใชไ้ ด้อยา่ งเหมาะสม
๑๘. วัด measure หาขนาด หรือปริมาณ ของสิ่งต่าง ๆ โดยใช้
เครือ่ งมือ ทเ่ี หมาะสม
๑๙. วเิ คราะห์ analyze แยกแยะ จัดระบบ เปรียบเทียบจัดลาดับ
จัดจาแนก หรือเชื่อมโยงข้อมูล
๒๐. สร้างแบบจาลอง construct model นาเสนอแนวคิด หรือเหตุการณ์ในรูปของ
แผนภาพ ช้ินงานสมการ ข้อความ คาพูดและ/
หรือใช้แบบจาลองเพื่ออธิบายความคิด วัตถุ
หรือเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ
๒๑. สงั เกต Observe หาข้อมูลด้วยการใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ท่ี
เหมาะสมตามข้อเท็จจริงท่ีปรากฏ โดยไม่ใช้
ประสบการณ์เดิมของผสู้ งั เกต
๒๒. สารวจ Explore หาข้อมูลเก่ียวกับสิ่งต่าง ๆ โดยใช้วิธีการ
และเทคนิคท่ีเหมาะสม เพ่ือนาข้อมูลมาใช้ตาม
วตั ถุประสงค์ทีก่ าหนดไว้
๒๓. สืบค้นขอ้ มูล Search หาข้อมูล หรือข้อสนเทศที่มีผู้รวบรวมไว้
๒๔. สอ่ื สาร Communicate แลว้ จากแหลง่ ตา่ ง ๆมาใช้ประโยชน์
๒๕. อธิบาย Explain นาเสนอ และแลกเปลี่ยนความคิด ข้อมูล
หรือผลจากการสารวจตรวจสอบ ด้วยวิธีที่
เหมาะสม
กล่าวถึงเรื่องราวต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล และ
มขี อ้ มูล หรือประจักษ์พยานอา้ งอิง
ท่ี ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ความหมาย
๒๖. อภปิ ราย Discuss
แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นหรือคาถาม
๒๗. ออกแบบการทดลอง design อ ย่ า ง มี เ ห ตุ ผ ล โ ด ย อ า ศั ย ค ว า ม รู้ แ ล ะ
experiment ประสบการณ์ ของผู้อภิปรายและข้อมูล
ประกกาอหบนด และวางแผนวิธีการทดลองให้
สอดคล้องกับสมมติฐานและตัวแปรต่าง ๆ
รวมทัง้ การบนั ทึกข้อมลู
เอกสารอา้ งองิ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (๒๕๕๑). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ .
กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์ครุ ุสภาลาดพร้าว.
สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. (๒๕๖๐). ตวั ช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลกั สูตร
แกนกลางสถานศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑.
สภาพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ. (๒๕๔๙). แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ
ฉบับท่ี ๑๐.
สานกั งานเลขาธิการสภาการศกึ ษา. (๒๕๔๗). ข้อเสนอยุทธศาสตรก์ ารปฏริ ปู การศึกษา.
กรุงเทพฯ: เซน็ จรู ่ี.
สานกั นายกรฐั มนตรี, สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาต.ิ (๒๕๔๒). พระราชบญั ญตั ิ
การศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒. กรุงเทพฯ: โรงพิมพอ์ งคก์ ารรับส่งสนิ คา้ และพัสดุภัณฑ์
(ร.ส.พ.).
สานกั ผตู้ รวจราชการและตดิ ตามประเมินผล. (๒๕๔๘). การติดตามปัญหาอปุ สรรคการใช้หลักสูตร
การศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พ.ศ. ๒๕๔๔. บนั ทกึ ที่ ศธ ๐๒๐๗/ ๒๖๙๒ ลงวันท่ี ๑๙ กนั ยายน
๒๕๔๘.
สานักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา. (๒๕๖๐). เอกสารประกอบการประชมุ ปฏิบัตกิ าร พัฒนาบคุ ลากรหลัก
เพอื่ สร้างความเข้าใจ. ๒๗-๒๘ ตลุ าคม ๒๕๔๖ โรงแรมตรงั กรงุ เทพฯ. (เอกสารอัดสาเนา).
สานกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา. (๒๕๔๖ ก.). สรุปผลการประชมุ วิเคราะหห์ ลกั สูตรการศกึ ษา
ข้นั พื้นฐาน. ๒๗-๒๘ ตลุ าคม ๒๕๔๖ เร่อื ง การนามาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตวั ชี้วดั กลุม่ สาระ
การเรียนรู้คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ และสาระภมู ศิ าสตร์ ฯ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) ตาม
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ไปสกู่ ารปฏิบตั ิ ๑๔-๑๖ มนี าคม
๒๕๖๑ ณ โรงแรมจอมเทียนปาล์มบีช พทั ยา จงั หวัดชลบุรี.
สานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. (๒๕๔๖ ข.). สรปุ ความเห็นจากการประชุมเสวนาหลกั สูตร
การศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน ๕ จดุ . พฤศจกิ ายน ๒๕๔๖ (เอกสารอัดสาเนา).
สานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. (๒๕๔๘ ก). รายงานการวจิ ัย การใชห้ ลักสูตรการศกึ ษา
ข้ันพน้ื ฐานตามทศั นะของผู้สอน. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพอ์ งค์การรบั ส่งสนิ ค้าและพสั ดุภัณฑ์
สานกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา. (๒๕๔๘ ข.). รายงานการวจิ ยั โครงการวจิ ัยเชงิ ทดลอง
กระบวนการสรา้ งหลักสตู รสถานศึกษาแบบองิ มาตรฐาน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องคก์ าร
รับสง่ สนิ ค้าและพัสดุภณั ฑ์ (ร.ส.พ.).
สวุ ิมล ว่องวาณิช และ นงลกั ษณ์ วิรชั ชยั . (๒๕๔๗). การประเมินผลการปฏริ ปู การเรยี นรู้ ตาม
พระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ พหุกรณศี กึ ษา. เอกสารการประชุมทาง
วชิ าการการวิจยั เกีย่ วกบั การปฏิรปู การเรยี นรู้ โดยสานกั งานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา กระทรวง
ศึกษาธกิ าร วนั ที่ ๑๙- ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๗.