คาอธบิ ายรายวชิ าวิทยาศาสตร์
ว ๑๑๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ ป.๑ กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๑ เวลา ๘๐ ช่ัวโมง/ปี
ศึกษาการเรียนรู้แบบนักวิทยาศาสตร์ ลักษณะ หน้าที่และการดูแลรักษาส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
มนษุ ย์ ลกั ษณะและหน้าทข่ี องสว่ นต่าง ๆ ของสตั ว์และพืชรอบตัว และสภาพแวดลอ้ มในบริเวณท่ีสัตว์และ
พืชอาศัยอยู่ ชนิดและสมบัติของวัสดุท่ีใช้ทาวัตถุรอบตัว การเกิดเสียงและทิศทางการเคล่ือนท่ีของเสียง
ลักษณะของหนิ และการมองเห็นดาวบนท้องฟ้าในเวลากลางวันและกลางคืน การแก้ปัญหาโดยการลองผิด
ลองถูก การเปรียบเทียบ การเขียนโปรแกรมอย่างง่ายโดยใช้ซอฟต์แวร์หรือสื่อ การใช้งานอุปกรณ์
เทคโนโลยเี บอื้ งตน้ การใช้งานซอฟต์แวร์เบ้ืองตน้
ใช้การสืบเสาะหาความรู้ สังเกต สารวจตรวจสอบโดยใช้เคร่ืองมอื อย่างง่าย รวบรวมข้อมลู บนั ทกึ
และอธบิ ายผลการสารวจตรวจสอบ เพอื่ ใหเ้ กดิ ความร้คู วามเข้าใจ มีทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขั้น
พื้นฐานและมีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ในด้านการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารเบอ้ื งต้น
สามารถส่ือสารส่ิงท่ีเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถทางานร่วมกับผู้อื่น แสดงขั้นตอนการแก้ปัญหา
อย่างงา่ ย เขียนโปรแกรมโดยใช้สื่อ สรา้ ง จดั เกบ็ และเรยี กใช้ไฟลต์ ามวัตถปุ ระสงค์
ตระหนักถึงประโยชน์ของการใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการดารงชีวิต ใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย ปฏิบัติตามข้อตกลงในการใช้งาน ดูแลรักษาอุปกรณ์และใช้งาน
เทคโนโลยีสารสนเทศอยา่ งเหมาะสม มีจติ วทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และค่านิยมท่ีเหมาะสม
รหัสตัวช้ีวดั ป.๑/๑ ป.๑/๒
ป.๑/๑ ป.๑/๒
ว ๑.๑ ป.๑/๑ ป.๑/๒
ว ๑.๒
ว ๒.๑ ป.๑/๑
ป.๑/๑ ป.๑/๒
ว ๒.๓
ว ๓.๑ ป.๑/๑
ป.๑/๑ ป.๑/๒ ป.๑/๓ ป.๑/๔ ป.๑/๕
ว ๓.๒ ๑๕ ตวั ชว้ี ัด
ว ๔.๒
รวมทัง้ หมด
คาอธิบายรายวิชาวิทยาศาสตร์
ว ๑๒๑๐๑ วิทยาศาสตร์ ป.๒ กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี ๒ เวลา ๘๐ ชั่วโมง/ปี
ศึกษาการเรียนรู้แบบนกั วิทยาศาสตร์ ลักษณะของส่ิงมีชีวิตและส่ิงไม่มีชีวิต ความจาเป็นของแสง
และน้าต่อการเจริญเติบโตของพืช วัฏจักรชีวิตของพืชดอก สมบัติการดูดซับน้าของวัสดุและการนาไปใช้
ประโยชน์ สมบัติของวัสดทุ ่ีเกิดจากการนาวัสดมุ าผสมกนั การเลอื กวสั ดมุ าใช้ทาวตั ถตุ ามสมบตั ิของวัสดุการ
นาวสั ดุท่ีใชแ้ ลว้ กลับมาใชใ้ หม่ การเคลอื่ นท่ขี องแสง การมองเห็นวัตถุ การปอ้ งกนั อันตรายจากการมองวัตถุ
ในบรเิ วณทมี่ ีแสงสว่างไม่เหมาะสม ส่วนประกอบและการจาแนกชนิดของดิน การใช้ประโยชนจ์ ากดิน การ
แสดงขั้นตอนการแก้ปัญหา การตรวจหาข้อผิดพลาดของโปรแกรม การใช้งานซอฟต์แวร์เบื้องต้น การ
จัดการไฟลแ์ ละโฟลเดอร์ การใชง้ านและดแู ลรักษาอปุ กรณ์คอมพวิ เตอร์ เทคโนโลยีในชีวิตประจาวนั การใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภยั
ใช้การสืบเสาะหาความรู้ สงั เกต จาแนกประเภท รวบรวมขอ้ มูล บันทึก และอธิบายผลการสารวจ
ตรวจสอบ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความรูค้ วามเขา้ ใจ มที กั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันพน้ื ฐานและมีทักษะ
การเรียนร้ใู นศตวรรษท่ี ๒๑ ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเบ้ืองตน้ สามารถสอื่ สารสิ่ง
ท่ีเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถทางานร่วมกับผู้อื่น แสดงขั้นตอนการแก้ปัญหาอย่างง่าย เขียน
โปรแกรมแบบมีเงอ่ื นไขโดยใช้บัตรคาสั่งและตรวจหาข้อผิดพลาด ใช้งานซอฟต์แวร์ สรา้ ง จดั หมวดหมู่ไฟล์
และโฟลเดอร์
ตระหนักถึงประโยชน์ของการใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการ ดารงชีวิต
ตระหนักถึงความส าคัญของการปกป้องข้อมูลส่วนตัว ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย ดูแลรักษา
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมทีเ่ หมาะสม
รหัสตัวช้ีวดั ป.๒/๑ ป.๒/๒ ป.๒/๓
ป.๒/๑
ว ๑.๒
ว ๑.๓ ป.๒/๑ ป.๒/๒ ป.๒/๓ ป.๒/๔
ป.๒/๑ ป.๒/๒
ว ๒.๑ ป.๒/๑ ป.๒/๒
ว ๒.๓
ว ๓.๒ ป.๒/๑ ป.๒/๒ ป.๒/๓ ป.๒/๔
๑๖ ตวั ชว้ี ัด
ว ๔.๒
รวมทงั้ หมด
คาอธิบายรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์
ว ๑๓๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ ป.๓ กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ ๓ เวลา ๘๐ ช่ัวโมง/ปี
ศึกษาการเรียนรู้แบบนักวิทยาศาสตร์ ปัจจัยในการดารงชีวิตและการเจริญเติบโตของมนุษย์และ
สัตว์ วัฏจักรชีวิตของสัตว์ วัตถุประกอบข้ึนจกชิ้นส่วนย่อยซง่ึ สามารถแยกออกจากกนั และประกอบกนั เป็น
วัตถุช้ินใหม่ได้ การเปล่ียนแปลงของวัสดุเม่ือทาให้ร้อนข้ึนหรือเย็นลง ผลของแรงท่ีมีต่อการเปล่ียนแปลง
การเคล่ือนที่ของวัตถุ แรงสัมผัสและแรไม่สัมผัส วัสดุท่ีแม่เหล็กดึงดูดได้ แรงแม่เหล็ก ข้ัวแม่เหล็ก การ
เปล่ียนพลังงานหน่ึงไปเป็นอีกพลังงานหน่ึง การทางานของเครื่องกาเนิดไฟฟ้า แหล่งพลังงานในการผลิต
ไฟฟ้า การใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและปลอดภัย การเกิดกลางวัน กลางคืน การข้ึนและตกของดวงอาทิตย์
การกาหนดทิศความสาคัญของดวงอาทิตย์ ส่วนประกอบของอากาศ ความสาคัญของอากาศ ผลกระทบ
ของมลพิษทางอากาศ การเกิดลม ประโยชนแ์ ละโทษของลม การแสดงขั้นตอนการแก้ปัญหาโดยใช้เหตุผล
เชิงตรรกะเบื้องต้น การเขียนโปรแกรมแบบวนซ้าโดยใบ้ตรคาส่ังและการตรวจหาข้อผิดพลาด การใช้
อนิ เทอรเ์ น็ตและข้อตกลงในการใช้งน การรวบรวมข้อมลู การประมวลผลข้อมลู เบือ้ งตน้ การนาเสนอขอ้ มูล
เทคโนโลยีในงานดา้ นต่าง ๆ ข้อดแี ละข้อเสียในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร
ใช้การสืบเสาะหาความรู้ สังเกต รวบรวมข้อมูล จัดกระทาและส่ือความหมายข้อมูล สร้าง
แบบจาลองและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ข้ันพื้นฐานและมีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑ ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและ
การส่ือสารเบ้ืองต้น สามารถส่ือสารสิ่งท่ีเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถทางานร่วมกับผู้อ่ืน แสดง
ข้ันตอนการแก้ปัญหา เขียนโปรแกรมแบบวนซ้าโดยใช้บัตรคาสั่ง ใช้อินเทอร์เน็ตในการค้นหาความรู้
รวบรวมประมวลผล และนาเสนอขอ้ มูลตามวตั ถปุ ระสงค์
ตระหนักถึงประโยชน์ของการใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยศาสตในการดารงชีวิต ตระหนัก
ถึงการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยและอยู่ในกาดูแลของครูหรือผู้ปกครอง มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม
คุณธรรม และคา่ นยิ มทเ่ี หมาะสม
รหัสตวั ช้ีวัด ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ป.๓/๔
ว ๑.๒ ป.๓/๑ ป.๓/๒
ว ๒.๑
ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ป.๓/๔
ว ๒.๒ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓
ว ๒.๓
ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓
ว ๓.๑ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ป.๓/๔
ว ๓.๒ ป.๓/๑ ป.๓/๒ ป.๓/๓ ป.๓/๔ ป.๓/๕
ว ๔.๒
๒๕ ตวั ชี้วัด
รวมทง้ั หมด
คาอธิบายรายวชิ าวิทยาศาสตร์
ว ๑๔๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ ป.๔ กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้ันประถมศึกษาปที ี่ ๔ เวลา ๘๐ ชั่วโมง/ปี
ศึกษาการเรียนรู้แบบนกั วทิ ยาศาสตร์ การจาแนกส่ิงมีชีวิตเป็นกลุ่มพืช กลุ่มสัตว์ และกลุ่มท่ีไม่ใช่
พืชและสตั ว์ การจาแนกพชื ออกเปน็ พชื ดอกและพืชไม่มีดอก การจาแนกสัตว์ออกเปน็ สตั ว์ มีกระดกู สนั หลัง
และสัตว์ไม่มกี ระดูกสันหลงั ลักษณะเฉพาะของสัตว์มีกระดูกสนั หลังในกลุม่ ปลา กลุ่มสตั ว์สะเทนิ น้าสะเทิน
บก กลุ่มสัตว์เล้ือยคลาน กลุ่มนก และกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้านม หน้าท่ีของราก ล าต้น ใบและดอกของ
พืชดอก สมบตั ิทางกายภาพ ดา้ นความแข็ง สภาพยืดหยุ่น การนาความร้อนและการนาไฟฟ้าของวัสดุ การ
นาสมบตั ทิ างกายภาพของวัสดไุ ปใช้ในชวี ิตประจาวนั สมบตั ิของสสารทง้ั 3 สถานะ ผลของแรงโน้มถ่วงที่มี
ต่อวตั ถุ การวัดน้าหนกั ของวตั ถุ มวลของวตั ถทุ มี่ ีผลตอ่ การเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุ และตวั กลาง
ของแสง การข้นึ และตกและรปู ร่างดวงจันทร์ และองคป์ ระกอบของระบบสรุ ิยะ การใชเ้ หตุผลเชงิ ตรรกะใน
การแก้ปัญหา การออกแบบและเขียนโปรแกรมอย่างงา่ ย การตรวจหาขอ้ ผิดพลาดในโปรแกรม การค้นหา
ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและการใช้คาค้น การประเมนิ ความน่าเช่ือถือของข้อมลู การรวบรวม นาเสนอข้อมลู
และสารสนเทศ
ใช้การสืบเสาะหาความรู้ ตั้งคาถาม คาดคะเนคาตอบหรือสร้างสมมติฐาน วางแผนและสารวจ
ตรวจสอบโดยใชเ้ ครอ่ื งมืออุปกรณ์และเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม ประเมินความน่าเชือ่ ถือของข้อมูล
รวมรวมข้อมูล ประมวลผลอย่างง่าย วิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ผลและสร้างทางเลือกนาเสนอข้อมูล ลง
ความคิดเห็นและสรุปผลการสารวจตรวจสอบ เพ่ือให้เกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์และมีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑ ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
เบ้ืองต้น มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถทางานร่วมกับผู้อื่น ใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา และ
อธิบายการทางานหรือคาดการผลลัพธ์จากปัญหาอย่างง่าย ออกแบบและเขียนโปรแกรม ตรวจหา
ขอ้ ผดิ พลาดจากโปรแกรมของตนเองและผอู้ ่นื
ตระหนักถึงคุณค่าของความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และใช้ความรู้และกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ในการดารงชีวติ สามารถส่อื สารอย่างมีมารยาทและรู้กาลเทศะ ร้จู กั การปกปอ้ งข้อมลู ส่วนตัว
มจี ิตวทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และค่านิยมท่เี หมาะสม
รหสั ตัวชี้วดั ป.๔/๑
ป.๔/๑ ป.๔/๒ ป.๔/๓ ป.๔/๔
ว ๑.๒
ว ๑.๓ ป.๔/๑ ป.๔/๒ ป.๔/๓ ป.๔/๔
ว ๒.๑ ป.๔/๑ ป.๔/๒ ป.๔/๓
ว ๒.๒ ป.๔/๑
ว ๒.๓
ว ๓.๑ ป.๔/๑ ป.๔/๒ ป.๔/๓
ว ๔.๒ ป.๔/๑ ป.๔/๒ ป.๔/๓ ป.๔/๔ ป.๔/๕
รวมทงั้ หมด
๒๑ ตวั ชีว้ ัด
คาอธบิ ายรายวชิ าวิทยาศาสตร์
ว ๑๕๑๐๑ วิทยาศาสตร์ ป.๕ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๕ เวลา ๘๐ ช่ัวโมง/ปี
ศึกษาการเรียนรู้แบบนักวิทยาศาสตร์ โครงสร้างและลักษณะของสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมในแต่ละ
แหล่งที่อยู่ ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสง่ิ มีชีวิตกับสิ่งมีชวี ิตและความสัมพันธร์ ะหว่างสิ่งมีชีวิตกับสงิ่ ไม่มีชีวิตการ
ถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมของพืช สตั ว์ และมนษุ ย์การเปลยี่ นสถานะของสสาร การละลายของสารใน
น้า การเปล่ยี นแปลงทางเคมี การเปลีย่ นแปลงท่ผี ันกลบั ได้และผันกลบั ไมไ่ ด้ แรงลพั ธ์ แรงเสียดทาน การได้
ยินเสียงผ่านตัวกลาง ลักษณะและการเกิดเสียงสูง เสียงต่า เสียงดัง และเสียงค่อย ระดับเสียงและมลพิษ
ทางเสยี ง ความแตกต่างของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ การใช้แผนที่ดาว แบบรปู เส้นทางการขนึ้ และตกของ
กลมุ่ ดาวฤกษบ์ นทอ้ งฟ้าในรอบปีปริมาณน้าในแต่ละแหล่ง ปรมิ าณน้าท่มี นุษย์สามารถนามาใช้ได้ การใช้น้า
อย่างประหยัดและการอนุรักษ์น้า วัฏจักรน้า กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้าค้าง และน้าค้างแข็ง
กระบวนการเกิดฝน หิมะ และลูกเห็บ การใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา การเขียนรหัสลาลองเพื่อ
แสดงวิธีแก้ปัญหา การออกแบบ และการเขียนโปรแกรมแบบมีเงื่อนไขและการทางานแบบวนซ้า การใช้
ซอฟต์แวร์ประมวลผลข้อมูล การติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต การใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาข้อมูลและการ
ประเมินความน่าเช่อื ถือของข้อมลู อันตรายจากการใช้งานและอาชญากรรมทางอนิ เทอร์เนต็
ใช้การสืบเสาะหาความรู้ สังเกต รวบรวมข้อมูล จัดกระทาและสื่อความหมายข้อมูล สร้าง
แบบจาลองและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรข์ ้นั พ้ืนฐานและทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑ ในดา้ นการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ
ส่ือสารเบื้องต้นสามารถสื่อสารสิ่งท่ีเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถทางานร่วมกับผู้อื่น แสดงวิธี
แก้ปัญหาโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ใช้รหัสลาลองแสดงวิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นข้ันตอน ออกแบบ และ
เขียนโปรแกรมแบบมีเง่ือนไขและการทางานแบบวนซ้า ตรวจหาข้อผิดพลาดของโปรแกรม ใช้ซอฟต์แวร์
ช่วยในการแก้ปัญหาใช้อินเทอร์เน็ตติดต่อสื่อสารและค้นหาข้อมูล แยกแยะข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็น
ประเมินความนา่ เชอ่ื ถือของขอ้ มูล
ตระหนักถึงคุณค่าของความร้ทู างวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และใช้ความรู้และกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ในการดารงชีวิต ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัยและมีมารยาท มีจิตวิทยาศาสตร์
จริยธรรม คณุ ธรรม และค่านิยมท่เี หมาะสม
รหสั ตวั ชี้วัด ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔
ว ๑.๑ ป.๕/๑ ป.๕/๒
ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔
ว ๑.๓ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔ ป.๕/๕
ว ๒.๑ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔ ป.๕/๕
ว ๒.๒ ป.๕/๑ ป.๕/๒
ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔ ป.๕/๕
ว ๒.๓
ว ๓.๑
ว ๓.๒
ว ๔.๒ ป.๕/๑ ป.๕/๒ ป.๕/๓ ป.๕/๔ ป.๕/๕
รวมทัง้ หมด ๓๒ ตวั ชว้ี ัด
คาอธิบายรายวิชาวทิ ยาศาสตร์
ว ๑๖๑๐๑ วิทยาศาสตร์ ป.๖ กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ เวลา ๘๐ ช่ัวโมง/ปี
ศึกษาการเรียนรู้แบบนักวิทยาศาสตร์ สารอาหาร การเลือกรับประทานอาหารให้ได้สารอาหาร
ครบถ้วนในสัดส่วนท่ีเหมาะสมและปลอดภัยต่อสุขภาพ ระบบย่อยอาหาร การแยกสารผสมโดยก ารหยิบ
ออกการร่อน การใชแ้ มห่ ล็ดงึ ดูด การรินออก การกรอง และการตกตะกอน แรงไฟฟา้ ซง่ึ เกดิ จากวตั ถุท่ีผ่าน
การขัดถู การต่อวงจรไฟฟา้ อย่างงย การต่อเซลไฟฟ้าแบบอนกุ รมและการนาไปใช้ประโยชน์ การต่อหลอด
ไฟฟ้าแบบอนุกรมแลแบบขนานแลกานาไปใช้ประโยชน์ การกิดงามืดเงามัว ปรากฏการณ์สุริยุปราคาและ
จนั ทรุปราคา เทคโนโลยอี วกาศ กระบวนการเกดิ หนิ อัคนี หนิ ตะกอน และหินแปร และวฏั จกั รหนิ ลกั ษณะ
และสมบัติของหินและแร่ การใช้ประโยชน์ของหินและแร่ การกิดซากดึกดาบรรพ์และสภาพแวดล้อมใน
อดีตของซากดึดาบรรพ์ การเกิดลมบก ลมทะเล และมรสุม ผลของมรสุมต่อการเกิดฤดูของประเทศไทย
ลกั ษณะและผลกระทบของน้าท่วม การกดั เซาะชายฝ่ัง ดินถลุ่ม แผ่นดนิ ไหว สนี ามิ การเกิดและผลกระทบ
ของปรากฏการณ์เรือนกระจก การใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการอธิบายและออกแบบวิธีการแก้ปัญหาการ
ออกแบบ การเขียนโปรแกรมและการตรวจหาข้อผิดพลาด การค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอย่างมี
ประสิทธภิ าพ การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศในการทางานรว่ มกัน
ใช้การสืบเสาะหาความรู้ สังเกต รวบรวมข้อมูล จัดกระทาและสื่อความหมายข้อมูล สร้าง
แบบจาลองและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบ เพ่ือให้เกิดความรู้ความข้าใจ มีทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ช้ันพื้นฐานและทักษะการเรยี นรูใ้ นตวรรษที่ ๒ด ในด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ
ส่ือสารเบื้องต้นสามารถสื่อสารสิ่งท่ีเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถทางานร่วมกับผู้อื่น อธิบายและ
ออกแบบวิธีการแก้ปัญหาโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ เขียนโปรแกรมอย่างง่ายเพื่อแก้ปัญหาและตรวจหา
ขอ้ ผดิ พลาดของโปรแกรม คน้ หาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอย่างมีประสิทธภิ าพ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทางาน
รว่ มกัน
ตระหนักถึงคุณค่าของความรู้ทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี และใช้ความรู้และกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ในการดารงชีวิต ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศรว่ มกันอย่างปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหน้าท่ีของตน
เคารพในสิทธขิ องผู้อื่น มีจติ วิทยาศาสตร์ จริยธรรม
รหัสตวั ช้ีวดั ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ป.๖/๔ ป.๖/๕
ป.๖/๑
ว ๑.๒
ว ๒.๑ ป.๖/๑
ว ๒.๒ ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ป.๖/๔ ป.๖/๕ ป.๖/๖ ป.๖/๗ ป.๖/๘
ว ๒.๓ ป.๖/๑ ป.๖/๒
ว ๓.๑
ว ๓.๒ ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ป.๖/๔ ป.๖/๕ ป.๖/๖ ป.๖/๗ ป.๖/๘ ป.๖/๙
ว ๔.๒ ป.๖/๑ ป.๖/๒ ป.๖/๓ ป.๖/๔
รวมท้งั หมด
๓๐ ตัวชว้ี ัด
ส่วนท่ี ๔
โครงสร้างรายวชิ า
ว ๑๑๑๐๑ วิทยาศาสตร์ ป.๑ โครงสร้างรายวิชาวทิ ยาศาสตร์
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๑
กลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เวลา ๘๐ ช่ัวโมง/ปี
ลำดับ ชอื่ หนว่ ยกำรเรยี นรู้ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ นำ้ หนัก
ที่ /ตวั ชว้ี ดั (ชัว่ โมง) คะแนน
๑ ตวั เรา พชื และสัตว์ ว 1.2 ป.1/1 • มนษุ ยม์ สี ว่ นตา่ ง ๆ ทมี่ ีลักษณะและหน้าท่ี ๑๓
ว 1.2 ป.1/2 แตกต่างกัน เพ่ือให้เหมาะสมในการดารงชีวิต
โดยสว่ นต่าง ๆ ของรา่ งกายจะทาหนา้ ทีร่ ่วมกัน
ในการทากจิ กรรมตา่ ง ๆ ในชีวติ ประจาวนั
• พืชและสัตว์มีส่วนต่าง ๆ ท่ีมีลักษณะและ
หน้าท่ีแตกต่างกัน เพ่ือให้เหมาะสมในการ
ดารงชวี ิต
• มนุษยใ์ ช้สว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายในการทา
กิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือการดารงชีวิต ดังน้ันมนุษย์
จึงควรใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างถูกต้อง
ปลอดภัย และต้องรักษาความสะอาดของ
ร่างกายอยเู่ สมอ
2. พืชและสตั วใ์ น ว 1.1 ป.1/1 • บริเวณต่าง ๆ ในท้องถิ่น เช่น สนามหญ้า ๑๒
ท้องถิ่น ว 1.1 ป.1/2 ใต้ต้นไม้ แหล่งน้า อาจพบพืชและสัตว์หลาย
ชนดิ อาศยั อยู่
• บรเิ วณที่แตกต่างกันอาจพบพืชและสตั ว์
แตกต่างกนั เพราะสภาพแวดล้อมของแต่ละ
บรเิ วณจะมคี วามเหมาะสมตอ่ การดารงชวี ิต
ของพืชและสตั ว์ทอ่ี าศัยอย่ใู นแตล่ ะบริเวณ
แตกตา่ งกันไป หากสภาพแวดลอ้ มในบริเวณท่ี
พชื และสัตว์อาศยั อยเู่ กดิ การเปลีย่ นแปลง จะมี
ผลต่อการดารงชวี ิตของพชื และสัตว์
ลาดบั ชือ่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา นา้ หนกั
ที่ /ตวั ช้วี ดั (ชั่วโมง) คะแนน
3. วัสดแุ ละการเกิดเสียง ว 2.1 ป.1/1 • วัสดุท่ีนามาใช้ทาวัตถุท่ีเป็นของเล่นและ ๒๕
ว 2.1 ป.1/2 ของใช้มีหลายชนิด เช่น ผ้า กระดาษ ยาง เป็น
ต้น วัสดุแต่ละชนิดมีสมบัติแตกต่างกัน เช่น
ว 2.3 ป.1/1 ความแข็ง พนื้ ผวิ เปน็ ตน้ เราสามารถนาสมบัติ
ของวัสดุแต่ละชนิดมาใช้เป็นเกณฑ์ในการจัด
กลุ่มวัสดุได้ วัสดุบางอย่างสามารถนามา
ประกอบกนั เพอ่ื ทาเป็นวัตถุต่าง ๆ ได้
• เสียงเกดิ จากการส่นั สะเทอื นของวัตถุ วัตถุ
ทที่ าให้เกดิ เสยี งเรยี กว่า แหล่งกาเนิดเสียง ซึ่งมี
ท้ังแหลง่ กาเนดิ เสยี งตามธรรมชาตแิ ละ
แหลง่ กาเนิดเสยี งท่มี นษุ ยส์ ร้างขึน้ เสยี ง
เคล่อื นท่ีออกจากแหล่งกาเนดิ เสยี งทกุ ทิศทาง
4. หินและท้องฟา้ ว 3.1 ป.1/1 • บนท้องฟ้ามีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และ ๒๕
ว 3.1 ป.1/2 ดาว ซ่ึงในเวลากลางวันจะมองเห็นดวงอาทติ ย์
ว 3.2 ป.1/1 และอาจมองเห็นดวงจันทร์บางเวลาในบางวัน
แต่ไม่สามารถมองเหน็ ดาวได้
• ในเวลากลางวันไม่สามารถมองเห็นดาว
เนื่องจากแสงอาทิตย์สว่างกว่าจึงกลบแสงของ
ดาว ส่วนในเวลากลางคืนจะมองเห็นดาวและ
มองเหน็ ดวงจนั ทรเ์ กอื บทุกคนื
• หินท่ีอยู่ในธรรมชาติมีลักษณะภายนอก
เฉพาะตวั ทสี่ ังเกตได้ เชน่ สี ลวดลาย ความแขง็
เป็นตน้
5. การใชง้ านเทคโนโลยี ว 4.2 ป.1/4 • การใชง้ านอุปกรณเ์ ทคโนโลยเี บ้ืองตน้ เช่น ๕ ๗
เบ้อื งต้น การใช้เมาส์ คีย์บอร์ด จอสัมผัส การเปิด-ปิด
อุปกรณ์เทคโนโลยี อยา่ งถูกตอ้ ง ทาใหส้ ามารถ
ใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยีเหล่านี้ เพ่ืออานวย
ความสะดวก สร้างประโยชน์ในชีวิตประจาวัน
และการเรยี นได้
• การใช้งานโปรแกรมประมวลคา โปรแกรม
กราฟิก และโปรแกรมนาเสนอเบ้ืองต้น เช่น
การเข้าและออกโปรแกรม การสร้างไฟล์ การ
จัดเก็บ การเรียกใช้ไฟล์ อย่างถูกต้อง ทาให้
สามารถใช้งานโปรแกรมเหล่านี้เพ่ืออานวย
ความสะดวก สร้างประโยชน์ในชีวิตประจาวัน
และการเรียนได้
• การสร้างและจัดเกบ็ ไฟลอ์ ยา่ งเปน็ ระบบ
ทาใหส้ ามารถเรยี กใชแ้ ละคน้ หาขอ้ มลู ได้ง่าย
และรวดเร็ว
ลาดบั ชือ่ หนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลา นา้ หนกั
ที่ /ตวั ชีว้ ดั (ชั่วโมง) คะแนน
6. การแก้ปญั หาอยา่ งเปน็ ว 4.2 ป. 1/1 • การแก้ปัญหาอย่างเป็นข้ันตอนและเป็น ๕ ๖
ขน้ั ตอน ว 4.2 ป. 1/2 ระบบช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ ฝึกทกั ษะการคิดเชิงคานวณ การ
คดิ วเิ คราะห์ และการคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ
• การแสดงข้ันตอนการแก้ปัญหา สามารถ
ทาได้โดยการเขียนบอกเล่า วาดภาพ หรือใช้
สญั ลกั ษณ์
• การแกป้ ัญหาอย่างง่ายโดยใชข้ ัน้ ตอนการ
แกป้ ญั หาสามารถฝึกฝนผา่ นเกมเขาวงกต เกม
หาจดุ แตกตา่ งของภาพ และการจัดกระเปา๋
นกั เรยี นได้ ทาใหส้ ามารถแกป้ ญั หาที่พบในชีวติ
จริงได้อยา่ งเป็นขน้ั ตอนและเปน็ ระบบ
7. การเขียนโปรแกรมเบ้อื งต้น ว 4.2 ป. 1/3 • การเขียนโปรแกรมเป็นการสร้างลาดับ ๕ ๖
คาสงั่ ใหค้ อมพิวเตอร์ทางาน
• การเขียนโปรแกรมเพ่ือสงั่ ให้ตัวละครยา้ ย
ตาแหน่ง ย่อขยายขนาด หรือเปล่ียนรูปร่างทา
ใหเ้ ข้าใจระบบการทางานของคอมพิวเตอร์และ
การเขียนโปรแกรม
• การเขยี นโปรแกรมโดยใช้บตั รคาส่งั และใช้
ส่ือในเว็บไซต์ ทาให้เขา้ ใจระบบการทางานของ
คอมพิวเตอร์ การเขยี นโปรแกรม การวเิ คราะห์
ปัญหา และการวางแผนแก้ปัญหา สามารถ
แก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริงอย่างเป็นข้ันตอน
และเป็นระบบ และสามารถใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การ
ท า ง า น แ ล ะ ก า ร แ ก้ ปั ญ ห า ไ ด้ อ ย่ า ง มี
ประสิทธิภาพ
8. การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ ว 4.2 ป. 1/5 • การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อย่าง ๕ ๖
อย่างปลอดภยั ปลอดภัย เช่น การไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวกับ
บุคคลอ่ืน ยกเวน้ ผปู้ กครองหรือครู การแจง้ ผู้ที่
เกี่ยวข้องเม่ือต้องการความช่วยเหลือในการใช้
เทคโนโลยสี ารสนเทศ ก่อให้เกดิ ความปลอดภัย
ท้ังชีวิตและทรัพย์สิน
• การใช้งานและการดูแลรักษาอุปกรณ์
เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมก่อให้เกิดความ
ปลอดภัยท้งั ร่างกายและทรัพยส์ ิน
รวมเวลาเรียนตลอดปี ๘๐
คะแนนระหว่างเรยี น ๗๐
คะแนนวดั ผลปลายปี ๓๐
รวม ๑๐๐
ว ๑๒๑๐๑ วทิ ยำศำสตร์ ป.๒ โครงสรำ้ งรำยวชิ ำวทิ ยำศำสตร์
ช้นั ประถมศึกษำปที ี่ ๒
กลมุ่ สำระกำรเรยี นรวู้ ทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลำ ๘๐ ชั่วโมง/ปี
ลำดับ ช่อื หน่วยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ น้ำหนัก
ท่ี /ตวั ชวี้ ัด (ชวั่ โมง) คะแนน
๑ เรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ - • วทิ ยาศาสตรเ์ ป็นการศึกษาเก่ยี วกับส่ิงต่าง ๔ ๕
ๆ ท่ี อย่รู อบตวั เรา วธิ กี ารและขั้นตอนท่ีใช้เพ่ือ
ตอบ ปัญหาที่เราสงสัย เรียกว่า วิธีการทาง
วิทยาศาสตร์ ในการสืบเสาะความรู้อย่างเป็น
ระบบ เราควร ฝึกฝนทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ให้เกิด ความชานาญ เพื่อให้
สามารถค้นหาคาตอบ และ แก้ไขปัญหาได้
อยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม
• เมื่อเราทาการศึกษาและแสวงหาความรู้
ต่าง ๆ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
แล้ว จะเกิดจิต วิทยาศาสตร์ ซึ่งทาให้เราเป็น
คนมีความสนใจใฝ่รู้ สิ่งต่าง ๆ มีความ
รบั ผิดชอบ เหตมุ ีผล และมีความ ซอ่ื สตั ย์
๒. ส่งิ แวดลอ้ มกบั ตวั เรา ว ๑.๓ ป.๒/๑ • สิง่ ทอ่ี ย่รู อบตัวเรามีทั้งท่ีเป็นส่ิงมีชีวิตและ ๘ ๑๐
สิ่งไม่มีชีวิต สิ่งมีชีวิตต้องการอาหาร มีการ
หายใจ เจริญเติบโต ขับถ่าย เคลื่อนไหว
ตอบสนองต่อสิ่งเร้า และสืบพันธุ์ได้ลูกที่มี
ลักษณะคลา้ ยคลงึ กบั พ่อแม่ ส่วนสง่ิ ไม่มีชีวิตจะ
ไมม่ ีลักษณะดงั กล่าว
๓. เรียนรู้ชีวิตพืช ว ๑.๒ ป.๒/๑ • พืชต้องการน้า แสง เพื่อการเจริญเติบโต ๑๒ ๑๕
ว ๑.๒ ป.๒/๒ พืชดอกเมื่อเจริญเติบโตและมีดอก ดอกจะมี
ว ๑.๒ ป.๒/๓ การ สืบพันธุ์เปลีย่ นแปลงไปเป็นผล ภายในผล
มีเมล็ด เม่ือเมล็ดงอก ต้นออ่ นทอี่ ยู่ภายในเมล็ด
จะเจริญเติบโตเป็นพืชต้นใหม่ พืชต้นใหม่ จะ
เจรญิ เติบโตออกดอก เพื่อสบื พนั ธ์มุ ผี ลต่อไปได้
อีก หมุนเวียนต่อเนื่องเป็นวัฏจักรชีวิตของพืช
ดอก
ลำดับ ชอื่ หน่วยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรียนรู้ เวลำ น้ำหนัก
ที่ /ตวั ชวี้ ดั (ชวั่ โมง) คะแนน
๔ วัสดุในชีวิตประจาวนั ว ๒.๑ ป.๒/๑ • วัสดุแต่ละชนิดมีสมบัติการดูดซับน ้า ๑๒ ๑๕
ว ๒.๑ ป.๒/๒ แตกต่าง กัน จึงนาไปทาวัตถุเพื่อใช้ประโยชน์
ว ๒.๑ ป.๒/๓ ได้แตกต่างกัน เช่น ใช้ผ้าที่ดูดซับน้าได้มากทา
ว ๒.๑ ป.๒/๔ ผา้ เชด็ ตัว ใช้ พลาสติกซึง่ ไมด่ ดู ซบั น้า ทารม่
• วสั ดุบางอย่างสามารถนามาผสมกัน ซึง่ ทา
ให้ ไดส้ มบัตทิ เี่ หมาะสม เพือ่ นาไปใช้ประโยชน์
ตาม ตอ้ งการ เช่น แป้งผสมนา้ ตาลและกะทิ ใช้
ทาขนม ไทย ปูนปลาสเตอร์ผสมเยื่อกระดาษ
ใช้ทากระปุก ออมสิน ปูนผสมหิน ทราย และ
นา้ ใช้ทาคอนกรีต
• การนาวัสดุมาทาเป็นวัตถุในการใช้งาน
ตาม วตั ถุประสงค์ขนึ้ อยู่กับสมบัติของวสั ดุ วัสดุ
ทใี่ ชแ้ ลว้ อาจนากลบั มาใชใ้ หมไ่ ด้ เช่น กระดาษ
ใช้แล้วอาจ นามาทาเปน็ จรวดกระดาษ ดอกไม้
ประดษิ ฐ์
๕ แสงในชวี ติ ประจาวัน ว ๒.๓ ป.๒/๑ • แสงเคลื่อนที่จากแหล่งกาเนิดแสงทุก ๑๒ ๑๕
ว ๒.๓ ป.๒/๒ ทิศทาง เป็นแนวตรง เมื่อมีแสงจากวัตถุมาเข้า
ตาจะทาให้มองเห็นวัตถุนั้น การมองเห็นวัตถุท่ี
เป็นแหล่งกาเนิดแสง แสงจากวัตถุนั้นจะเข้าสู่
ตาโดยตรง ส่วนการมองเห็นวัตถุที่ไม่ใช่
แหล่งกาเนิดแสง ต้องมีแสงจากแหล่งกาเนิด
แสงไปกระทบวตั ถุ แล้วสะท้อนเขา้ ตา ถ้ามแี สง
ที่สว่างมาก ๆ เข้าสู่ตา อาจเกิดอันตรายต่อตา
ได้ จึงต้องหลีกเลี่ยงการมอง หรือใช้แผ่นกรอง
แสงที่มีคุณภาพเมื่อจาเป็น และ ต้องจัดความ
สว่างให้เหมาะสมกับการทากิจกรรม ต่าง ๆ
เชน่ การอา่ นหนงั สือ การดูจอโทรทัศน์ การ ใช้
โทรศัพท์เคล่อื นทแ่ี ละแท็บเล็ต
ลำดับ ช่อื หนว่ ยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ นำ้ หนกั
ท่ี /ตัวชวี้ ัด (ชว่ั โมง) คะแนน
๖ ดนิ ในท้องถิ่นของเรา ว ๓.๒ ป.๒/๑ • ดินประกอบด้วยเศษหิน ซากพชื ซากสัตว์ ๑๒ ๑๕
ว ๓.๒ ป.๒/๒ ผสม อยู่ในเนื้อดิน มีอากาศและน้าแทรกอยู่
ตามช่องว่างในเนื้อดิน ดินจาแนกเป็น ดินร่วน
ดินเหนียว และ ดินทราย ตามลักษณะเนื้อดิน
และการจับตัวของดิน ซึ่งมีผลต่อการอุ้มน้าที่
แตกต่างกัน
• ดินแต่ละชนิดน าไปใช้ประโยชน์ได้
แตกตา่ งกนั ตามลักษณะและสมบัตขิ องดนิ
๗ การแก้ปญั หาอย่างเป็น ว ๔.๒ ป.๒/๑ • การแก้ปัญหาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้ นใน ๕ ๗
ขน้ั ตอน ชีวิตประจาวัน เช่น การแก้ปัญหาการเดินทาง
ไปโรงเรยี น การทาการบา้ น การเล่นเกม ดงั นั้น
จึงต้องเรียนรู้ขั้นตอนการ แก้ปัญหาเพื่อให้
สามารถแก้ปัญหาทีเ่ กิดข้นึ ได้อย่าง ถกู ต้องและ
รวดเร็ว ขนั้ ตอนของการแกป้ ัญหามี ๔ ขั้นตอน
ดังนี้ พิจารณาและทาความเข้าใจปัญหา คือ
การทาความเข้าใจปัญหา โดยวิเคราะห์ปัญหา
น้ัน วางแผนการแก้ปัญหา คอื การกาหนดและ
จัดลาดับ ขั้นตอนของสิ่งที่ต้องกระทาเพ่ือ
แก้ปัญหาจากข้อมูลที่ ได้รับ ลงมือแก้ปัญหา
คอื การกระทาตามข้นั ตอนท่ไี ด้ วางแผนเพ่อื ให้
ประสบความสาเร็จตามเป้าหมายท่ี กาหนดไว้
และตรวจสอบผลการแก้ปัญหา คือ การ
ตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้ดาเนินการว่าตรงตาม
แนวทางทจ่ี ะแก้ไขหรือไม่ โดยผลลัพธ์ที่เกิดข้ึน
อาจจะ ไม่เป็นไปตามแนวทางการแก้ปัญหาที่
วางไว้ ซ่ึงอาจจะ ตอ้ งปรบั ปรุงแก้ไขอกี ครงั้
ลำดับ ชื่อหนว่ ยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ นำ้ หนกั
ท่ี /ตวั ชวี้ ดั (ชั่วโมง) คะแนน
๘ การตรวจหาขอ้ ผิดพลาด ว ๔.๒ ป.๒/๒ • การเขยี นโปรแกรม คือ การเขียนชุดคาส่งั ๕ ๖
ของโปรแกรม ให้คอมพวิ เตอรท์ างาน ตามเงื่อนไขที่กาหนด
การเขียนโปรแกรมแบบวนซา้ เปน็ การเขียน
โปรแกรมทางานซา้ กันหลายรอบ
การตรวจสอบข้อผิดพลาดจากการเขยี น
โปรแกรม เปน็ ขั้นตอนหนึ่งท่สี าคญั ในการเขียน
โปรแกรม ซ่ึง จะต้องตรวจสอบวา่ ไดผ้ ลลพั ธ์
ตรงตามท่ตี ้องการ หรือไม่ โดยข้อผิดพลาดท่ี
เกดิ ขึ้นมี ๒ ลักษณะ คอื ข้อผดิ พลาดที่เกิดจาก
การเขียนคาสง่ั ผิด และ ข้อผดิ พลาดท่ีเกิดจาก
การเขียนคาส่ังผดิ รปู แบบ แบ่งเป็นการ
ตรวจสอบคาสั่งขั้นตอนการทางานของ
โปรแกรม การตรวจสอบคาส่งั ผดิ รปู แบบทลี ะ
คาสงั่
๙ การจดั การบนไฟลอ์ ยา่ ง ว ๔.๒ ป.๒/๓ • การใช้งานซอฟตแ์ วรเ์ บอื้ งต้น ซึ่ง ๕ ๖
มีระบบ ซอฟต์แวรเ์ ป็น ชดุ คาสง่ั หรือโปรแกรมที่ใช้
ส่ังงานให้คอมพิวเตอร์ ทางาน ซอฟต์แวร์จึง
หมายถึงลาดบั ขัน้ ตอนการ ทางานท่ีเขียนขึน้
ด้วยคาสั่งของคอมพิวเตอร์ คาสง่ั เหลา่ นี้เรยี ง
กันเป็นโปรแกรมคอมพวิ เตอร์
• การนาเสนอข้อมลู โดยใชโ้ ปรแกรมตา่ ง ๆ
เช่น โปรแกรมกราฟิก ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใชใ้ น
การวาดภาพ หรือออกแบบกราฟิกบนเครอื่ ง
คอมพิวเตอร์ ซง่ึ ได้แก่ โปรแกรมเพนต์ การ
สรา้ งและการจดั เก็บไฟลด์ ้วย โปรแกรมกราฟิก
การเรียกใช้โปรแกรมกราฟกิ การแก้ไขตกแต่ง
เอกสารดว้ ยโปรแกรมกราฟกิ การนาเสนอ
ข้อมูลดว้ ยโปรแกรมนาเสนอ
• การจัดการไฟลเ์ ป็นการจดั ระเบียบไฟล์
งานบน เครอื่ งคอมพิวเตอร์ ตงั้ แต่การสรา้ ง
คัดลอก ยา้ ย ลบ เปลย่ี นชือ่ และจดั หมวดหมู่
เพอ่ื ให้สะดวกรวดเร็วใน การใช้งาน
ลำดบั ช่ือหน่วยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ น้ำหนัก
ท่ี /ตัวชวี้ ัด (ชวั่ โมง) คะแนน
๑๐ การใช้เทคโนโลยี ว ๔.๒ ป.๒/๔ • ในสภาพสังคมทีเ่ ทคโนโลยเี ข้ามามี ๕๖
สารสนเทศอยา่ ง บทบาทมาก การรจู้ ักขอ้ มูลสว่ นตัวของตนเอง
ปลอดภยั และการขอความช่วยเหลอื เมื่อพบปญั หาจาก
การเผยแพรข่ ้อมลู ส่วนตัวเปน็ วิธหี นึ่งทจ่ี ะช่วย
ทาให้สามารถใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศได้อย่าง
ปลอดภยั
• นอกจากนีก้ ารเรยี นรู้ข้อปฏบิ ตั ิการดแู ล
รกั ษาอปุ กรณ์เทคโนโลยี และการใช้งาน
อุปกรณ์เทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสม จะช่วยยืด
อายุการใช้งานของอุปกรณเ์ ทคโนโลยใี ห้ใช้
งานไดน้ าน
รวมเวลำเรยี นตลอดปี ๘๐
คะแนนระหวำ่ งเรียน ๗๐
คะแนนวัดผลปลำยปี ๓๐
๑๐๐
รวม
โครงสร้ำงรำยวิชำวทิ ยำศำสตร์
ว ๑๓๑๐๑ วิทยำศำสตร์ ป.๓ กล่มุ สำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ช้ันประถมศึกษำปที ่ี ๓ เวลำ ๘๐ ชั่วโมง/ปี
ลำดบั ชอ่ื หนว่ ยกำรเรยี นรู้ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรียนรู้ เวลำ นำ้ หนัก
ที่ /ตวั ชวี้ ัด (ชัว่ โมง) คะแนน
๑ วัฏจกั รชวี ิตของสตั ว์ ว ๑.๒ ป.๓/๑ • มนุษย์และสัตว์ต้องการอาหาร น้า และ ๑๒ ๑๕
ว ๑.๒ ป.๓/๒ อากาศ เพื่อการดารงชีวติ และการเจริญเตบิ โต
ว ๑.๒ ป.๓/๓ • อาหารช่วยใหร้ ่างกายแข็งแรงและ
ว ๑.๒ ป.๓/๔
เจรญิ เติบโตนา้ ชว่ ยให้รา่ งกายทางานไดอ้ ย่าง
ปกติ อากาศใช้ ในการหายใจ
• สัตว์เม่ือเป็นตัวเตม็ วัยจะสบื พนั ธมุ์ ีลกู เม่ือ
ลูกเจริญเตบิ โตเปน็ ตัวเตม็ วัยกส็ บื พนั ธุ์มลี ูก
ตอ่ ไปได้อกี หมนุ เวียนตอ่ เนือ่ งเปน็ วัฏจกั รชีวติ
ของสตั วซ์ ึง่ สัตวแ์ ต่ละชนดิ เช่น ผีเสือ้ กบ ไก่
มนษุ ย์จะมีวัฏจกั รชีวติ ที่เฉพาะและแตกตา่ งกัน
๒. วสั ดรุ อบตัว ว ๒.๑ ป.๓/๑ • วัตถุอาจทาจากชนิ้ ส่วนยอ่ ย ๆ ซึง่ แต่ละช้ิน ๖ ๑๐
ว ๒.๑ ป.๓/๒ มีลักษณะเหมอื นกันมาประกอบเขา้ ด้วยกนั เม่อื
แยกช้ินส่วนย่อย ๆ แต่ละชิ้นของวตั ถุออกจากกัน
สามารถนาชิ้นสว่ นเหล่าน้ันมาประกอบเป็นวัตถุ
ชนิ้ ใหม่ได้ เช่น กาแพงบา้ นมกี อ้ นอิฐหลาย ๆ
ก้อนประกอบเข้าด้วยกนั และสามารถนาก้อนอิฐ
จากกาแพงบา้ นมาประกอบเปน็ พื้นทางเดนิ ได้
• เมอื่ ใหค้ วามร้อนหรือทาใหว้ สั ดรุ อ้ นข้ึน
และเมื่อ ลดความรอ้ นหรอื ทาใหว้ สั ดุเย็นลง
วสั ดุจะเกิด การเปลี่ยนแปลงได้ เชน่ สีเปล่ียน
รปู รา่ งเปล่ียน
๓. ธรรมชาตขิ องแรง ว ๒.๒ ป.๓/๑ • การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรง ๑๒ ๑๕
ว ๒.๒ ป.๓/๒ กระทาต่อวัตถุ แรงมีผลต่อการเคลื่อนที่ของ
ว ๒.๒ ป.๓/๓
ว ๒.๒ ป.๓/๔ วัตถุ แรงอาจทาให้วัตถุเกิดการเคลื่อนท่ีโดย
เปลย่ี นตาแหนง่ จากท่ีหน่ึงไปยังอีกท่ีหน่ึง
• การเปล่ียนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุ
ได้แก่ วัตถุที่อยู่น่ิงเปล่ียนเป็นเคลื่อนท่ี วัตถุท่ี
กาลังเคล่ือนท่ีเปล่ียนเป็นเคลื่อนที่เร็วขึ้นหรือ
ช้าลงหรือหยุดนิ่ง หรือเปล่ียนทิศทางการ
เคลื่อนท่ี
ลำดบั ชื่อหนว่ ยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรียนรู้ เวลำ น้ำหนัก
ท่ี /ตัวชว้ี ดั (ช่วั โมง) คะแนน
๓. ธรรมชาตขิ องแรง ว ๒.๒ ป.๓/๑ • การดงึ หรือการผลักเป็นการออกแรงที่เกิด
(ต่อ) ว ๒.๒ ป.๓/๒ จากวัตถหุ นึ่งกระทากบั อีกวัตถุหน่ึง โดยวัตถุทั้ง
ว ๒.๒ ป.๓/๓ สองอาจสัมผัสหรือไม่ต้องสัมผัสกัน เช่น การ
ว ๒.๒ ป.๓/๔ อ อ ก แ ร ง โ ด ย ใ ช้ มื อ ดึ ง ห รื อ ก า ร ผ ลั ก โ ต๊ ะ ใ ห้
เคลื่อนท่ีเป็นการออกแรงที่วัตถุต้องสัมผัสกัน
แรงนจ้ี งึ เปน็ แรงสัมผัส สว่ นการทแี่ ม่เหล็กดงึ ดดู
หรือผลักระหว่างแม่เหล็กเป็นแรงทเี่ กิดข้ึนโดย
แม่เหล็กไม่จาเป็นต้องสมั ผสั กัน แรงแม่เหล็กนี้
จึงเปน็ แรงไม่สมั ผัส
• แมเ่ หล็กสามารถดงึ ดูดสารแมเ่ หลก็ ได้
• แรงแม่เหล็กเป็นแรงที่เกิดขึ้นระหว่าง
แม่เหล็ก กับสารแม่เหล็ก หรือแม่เหล็กกับ
แมเ่ หลก็ แมเ่ หล็ก มี ๒ ข้ัว คอื ขั้วเหนอื และข้ัวใต้
ข้ัวแม่เหล็กชนิดเดียวกันจะผลักกนั ต่างชนิดกัน
จะดงึ ดดู กนั
๔ พลงั งานและไฟฟา้ ว ๒.๓ ป.๓/๑ • พ ลั ง ง า น เ ป็ น ป ริ ม า ณ ท่ี แ ส ด ง ถึ ง ๑๐ ๑๐
ว ๒.๓ ป.๓/๒ ความสามารถในการทางาน พลังงานมีหลาย
ว ๒.๓ ป.๓/๓ แบบ เช่น พลังงานกล พลังงานไฟฟ้า พลังงาน
แสง พลังงานเสยี ง และพลงั งานความรอ้ น โดย
พลังงานสามารถเปลี่ยนจากพลังงานหนึ่งไป
เป็นอีกพลังงานหนึ่งได้ เช่น การถูมือจนรู้สึก
ร้อน เป็นการเปลี่ยนพลังงานกลเป็นพลังงาน
ความร้อน แผงเซลล์สุริยะเปล่ียนพลังงานแสง
เป็นพลังงานไฟฟ้า หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเปลี่ยน
พลงั งานไฟฟา้ เปน็ พลงั งานอ่ืน
• ไฟฟ้าผลิตจากเครื่องกาเนิดไฟฟ้าซึ่งใช้
พลังงานจากแหล่งพลังงานธรรมชาติหลาย
แหล่ง เช่น พลังงานจากลม พลังงานจากน้า
พลงั งานจากแก๊สธรรมชาติ
• พ ลั ง ง า น ไ ฟ ฟ้ า มี ค ว า ม ส า คั ญ ต่ อ
ชีวิตประจาวันการใชไ้ ฟฟา้ นอกจากตอ้ งใชอ้ ยา่ ง
ถูกวธิ ี ประหยัด และคุ้มคา่ แลว้ ยงั ตอ้ งคานึงถึง
ความปลอดภัยด้วย
ลำดบั ชื่อหนว่ ยกำรเรยี นรู้ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรียนรู้ เวลำ น้ำหนกั
ที่ /ตัวชว้ี ัด (ชวั่ โมง) คะแนน
๕ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ว ๓.๑ ป.๓/๑ • คนบนโลกมองเห็นดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้น ๑๐ ๑๐
ว ๓.๑ ป.๓/๒ ทางด้านหน่ึงและตกทางอีกด้านหน่ึงทุกวัน
หมุนเวียนเปน็ แบบรปู ซา้ ๆ
ว ๓.๑ ป.๓/๓ • โลกกลมและหมุนรอบตัวเองขณะโคจร
รอบดวงอาทิตย์ ทาให้บริเวณของโลกได้รับ
แสงอาทิตย์ไม่พร้อมกัน โลกด้านท่ีได้รับแสง
จากดวงอาทิตย์จะเป็นกลางวันส่วนด้านตรง
ข้ามที่ไม่ได้รับแสงจะเป็นกลางคืน นอกจากนี้
คนบนโลกจะมองเห็นดวงอาทิตย์ปรากฏข้ึน
ทางด้านหนึ่ง ซึ่งกาหนดให้เป็นทิศตะวันออก
และมองเหน็ ดวงอาทิตย์ตกทางอีกด้านหนง่ึ ซง่ึ
กาหนดให้เป็นทิศตะวันตก และเม่ือให้ด้าน
ขวามอื อยู่ทางทิศตะวันออกด้านซ้ายมืออยู่ทาง
ทิศตะวันตก ด้านหน้าจะเป็นทิศเหนือ และ
ด้านหลังจะเป็นทศิ ใต้
• ในเวลากลางวนั โลกจะได้รับพลงั งานแสง
และพลงั งานความรอ้ นจากดวงอาทิตย์ ทาให้
ส่งิ มชี ีวิตดารงชีวติ อยู่ได้
๖ อากาศ ว ๓.๒ ป.๓/๑ • อ า ก า ศ โ ด ย ท่ั ว ไ ป ไ ม่ มี สี ไ ม่ มี ก ล่ิ น ๑๐ ๑๕
ว ๓.๒ ป.๓/๒ ประกอบด้วย แก๊สไนโตรเจน แก๊สออกซิเจน
ว ๓.๒ ป.๓/๓ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สอื่น ๆ รวมท้ังไอ
ว ๓.๒ ป.๓/๔ น้า และฝุ่นละออง อากาศมีความสาคัญต่อ
สิ่งมีชีวิต หากส่วนประกอบของอากาศไม่
เหมาะสม เน่ืองจากมีแก๊สบางชนิดหรือฝุ่น
ละอองในปริมาณมาก อาจเป็นอันตรายต่อ
สง่ิ มีชีวติ ชนิดตา่ ง ๆ จดั เปน็ มลพษิ ทางอากาศ
• แนวทางการปฏิบัติตนเพ่ือลดการปล่อย
มลพิษทางอากาศ เช่น ใช้พาหนะร่วมกัน หรือ
เลือกใช้เทคโนโลยีทีล่ ดมลพษิ ทางอากาศ
• ลม คือ อากาศท่ีเคลื่อนที่ เกิดจากความ
แตกตา่ งกนั ของอณุ หภมู ิอากาศบรเิ วณทอี่ ยู่ใกล้
กนั โดยอากาศบริเวณทมี่ ีอุณหภูมิสูงจะลอยตัว
สงู ขึน้ และอากาศบรเิ วณท่ีมีอุณหภูมิตา่ กว่าจะ
เคลอื่ นเขา้ ไปแทนที่
• ลมสามารถนามาใช้เป็นแหล่งพลังงาน
ทดแทนในการผลิตไฟฟ้า และนาไปใชป้ ระโยชน์
ในการทากิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ หากลม
เคล่ือนที่ด้วยความเร็วสูงอาจทาให้เกิดอันตราย
และความเสียหายต่อชีวิตและทรัพยส์ ินได้
ลำดบั ช่อื หนว่ ยกำรเรยี นรู้ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ นำ้ หนกั
ท่ี /ตัวชวี้ ัด (ช่วั โมง) คะแนน
๗ สบื ค้นความรู้ใช้ ว ๔.๒ ป.๓/๓ • อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ช่วยให้ ๑๐ ๑๕
อินเตอรเ์ น็ต ว ๔.๒ ป.๓/๔ การติดต่อส่ือสารทาได้สะดวกและรวดเร็วและ ๑๐
เป็นแหล่งข้อมูลความรู้ท่ีช่วยในการเรียน และ
๘ ใช้เทคโนโลยี ว ๔.๒ ป.๓/๑ การดาเนินชีวติ
สารสนเทศอย่าง ว ๔.๒ ป.๓/๒
ปลอดภัย ว ๔.๒ ป.๓/๕ • เว็บเบราว์เซอร์เป็นโปรแกรมสาหรับอ่าน
เอกสารบนเว็บเพจ
• การสืบค้นข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ทาได้โดย
ใช้เว็บไซตส์ าหรับสืบค้น และต้องกาหนดคาค้นที่
เหมาะสมจงึ จะได้ข้อมูลตามต้องการ
• ข้อมูลความรู้ เช่น วิธีทาอาหาร วิธีพับ
กระดาษ เป็นรูปต่าง ๆ ข้อมูลประวัติศาสตร์ชาติ
ไทย(อาจเป็นความรู้ในวิชาอื่น ๆ หรือเร่ืองท่ีเป็น
ประเดน็ ท่สี นใจในช่วงเวลานั้น)
• การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยควรอยู่ใน
การดแู ลของครู หรอื ผู้ปกครอง
• การรวบรวมข้อมูล ทาได้โดยกาหนดหัวข้อท่ี
ต้องการ เตรียมอุปกรณใ์ นการจดบนั ทกึ
• การประมวลผลอยา่ งงา่ ย เชน่ เปรยี บเทยี บจดั
กลมุ่ เรียงลาดบั
• การนาเสนอข้อมูลทาได้หลายลักษณะตาม
ความเหมาะสม เช่น การบอกเล่า การทา
เอกสารรายงาน การจดั ทาป้ายประกาศ
• การใช้ซอฟต์แวรท์ างานตามวตั ถุประสงค์ เชน่
ใช้ซอฟต์แวร์นาเสนอ หรือซอฟต์แวรก์ ราฟิกสรา้ ง
แผนภูมิรูปภาพ ใช้ซอฟต์แวร์ประมวลคาทาป้าย
ประกาศหรือเอกสารรายงาน ใช้ซอฟต์แวร์ตาราง
ทางานในการประมวลผลข้อมูล
• อลั กอริทมึ เป็นขน้ั ตอนทใ่ี ช้ในการแก้ปญั หา ๑๐
• การแสดงอัลกอริทึม ทาได้โดยการเขียน
บอกเล่า วาดภาพ หรอื ใชส้ ญั ลกั ษณ์
• ตวั อย่างปญั หา เชน่ เกมเศรษฐี เกมบันไดงูเกม
Tetris เกม OX การเดินไปโรงอาหารการทาความ
สะอาดหอ้ งเรยี น
• การเขยี นโปรแกรมเป็นการสร้างลาดับของ
คาสัง่ ใหค้ อมพิวเตอรท์ างาน
• ตัวอย่างโปรแกรม เช่น เขียนโปรแกรมที่
สั่งให้ตัวละครทางานซา้ ไมส่ ิ้นสดุ
ลำดบั ชื่อหนว่ ยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ นำ้ หนกั
ที่ /ตัวชว้ี ดั (ชว่ั โมง) คะแนน
• การตรวจหาข้อผิดพลาด ทาได้โดย
ตรวจสอบคาส่งั ทแี่ จ้งข้อผิดพลาด หรือหาก
ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ต้องการให้ตรวจสอบ
การทางานทีละคาสง่ั
• ซอฟต์แวร์หรือสื่อที่ใช้ในการ เ ขี ยน
โปรแกรม เช่น ใช้บัตรคาส่ังแสดงการเขียน
โปรแกรม, Code.org
• การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อ ย่าง
ปลอดภยั เชน่ ปกปอ้ งขอ้ มลู ส่วนตัว
• ขอความช่วยเหลือจากครูหรือผู้ปกครอง
เม่ือเกิดปัญหาจากการใช้งาน เม่ือพบข้อมูล
หรอื บคุ คลที่ทาใหไ้ ม่สบายใจ
• ก า ร ป ฏิ บั ติ ต าม ข้ อ ต กล ง ใน การ ใช้
อินเทอร์เน็ตจะทาให้ไม่เกิดความเสียหายต่อ
ตนเองและผู้อ่ืน เช่น ไม่ใช้คาหยาบ ล้อเลียน
ด่าทอ ทาให้ผู้อนื่ เสยี หายหรือเสยี ใจ
• ข้อดีและข้อเสียในการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศ และการสื่อสาร
รวมเวลำเรียนตลอดปี ๘๐
คะแนนระหวำ่ งเรียน ๗๐
คะแนนวัดผลปลำยปี ๓๐
๑๐๐
รวม
ว ๑๔๑๐๑ วิทยำศำสตร์ ป.๔ โครงสร้ำงรำยวิชำวทิ ยำศำสตร์
ชัน้ ประถมศกึ ษำปีท่ี ๔
กลุม่ สำระกำรเรียนรู้วทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลำ ๘๐ ชั่วโมง/ปี
ลำดับ ชอื่ หนว่ ยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ น้ำหนกั
ที่ /ตัวชว้ี ัด (ช่วั โมง) คะแนน
๑. ความหลากหลายของ ว ๑.๒ ป.๔/๑ • พืชดอกมีส่วนต่าง ๆ ที่สาคัญ ได้แก่ ราก ๒๐ ๒๐
สิง่ มชี วี ิต ว ๑.๓ ป.๔/๑ ลาต้น ใบ ดอก ผล และเมล็ด ซึ่งส่วนต่าง ๆ
ว ๑.๓ ป.๔/๒ เหลา่ น้จี ะทาหนา้ ท่ีตา่ งกันไป
ว ๑.๓ ป.๔/๓ • สิ่งมีชีวิตมีหลายชนิด โดยแต่ละชนิดจะมี
ว ๑.๓ ป.๔/๔ ลกั ษณะสาคญั บางอยา่ งเหมือนกนั หรอื แตกต่าง
กันไป ซึ่งสามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดกลุ่ม
ส่ิงมีชวี ติ ออกเป็นกล่มุ พืช กลุม่ สตั ว์ และกลุ่มท่ี
ไม่ใชพ่ ืชและสัตว์
• ในการจาแนกพืชสามารถใชล้ กั ษณะการมี
ดอกของพืชเป็นเกณฑ์ และในการจาแนกสัตว์
สามารถใช้การมีกระดูกสันหลังของสัตว์เป็น
เกณฑ์ได้ สัตว์มีกระดูกสันหลังแบ่งออกได้ ๕
กลุ่ม ซึ่งสัตว์มีกระดูกสันหลังแต่ละกลุ่มจะมี
ลักษณะเฉพาะท่ีสงั เกตได้แตกตา่ งกนั
๒. แรงโนม้ ถว่ งของโลก ว ๒.๒ ป.๔/๑ • แรงโนม้ ถ่วงของโลกเปน็ แรงดึงดูดที่โลก ๒๐ ๒๐
และตัวกลางของแสง ว ๒.๒ ป.๔/๒ กระทาตอ่ มวลของวัตถุทกุ ชนดิ ทีอ่ ยบู่ นโลกและ
ว ๒.๒ ป.๔/๓ ทอี่ ยูใ่ กลโ้ ลก ซ่งึ มที ศิ ทางเข้าส่ศู ูนยก์ ลางของ
ว ๒.๓ ป.๔/๑ โลก ทาให้วตั ถุมีนา้ หนกั และตกลงสู่พื้นโลก เรา
สามารถวัดนา้ หนักของวัตถุได้โดยใช้เครื่องช่งั
สปรงิ
• มวลของวัตถมุ ผี ลต่อการเปลี่ยนแปลงการ
เคลื่อนที่ของวัตถุ วัตถุที่มีมวลมากจะ
เปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ได้ยากกว่าวัตถุที่มี
มวลนอ้ ย
• เม่ือมองส่ิงต่าง ๆ โดยมวี ัตถุต่างชนิดมากัน้
แสง จะทาให้มองเห็นสิ่งนน้ั ๆ ชัดเจนแตกตา่ ง
กนั ไป จึงจาแนกวัตถุที่นามาก้นั แสงได้เปน็
ตัวกลางโปร่งใส ตัวกลางโปร่งแสง และวตั ถุทบึ
แสง
ลำดบั ช่อื หน่วยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ นำ้ หนัก
ท่ี /ตัวชว้ี ัด (ชั่วโมง) คะแนน
๓. วสั ดแุ ละสสาร ว ๒.๑ ป.๔/๑ • วัสดตุ ่าง ๆ มีสมบตั ทิ างกายภาพทสี่ ามารถ ๑๐ ๒๐
ว ๒.๑ ป.๔/๒ สังเกตและทดสอบได้แตกต่างกันไป เช่น มี
ว ๒.๑ ป.๔/๓ ความแข็ง มีสภาพยืดหยุ่น นาความร้อน นา
ว ๒.๑ ป.๔/๔ ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งเราสามารถนาวัสดุทีม่ ีสมบัติ
ทางกายภาพด้านต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ได้
ต่างกัน
• สสารในชีวติ ประจาวนั มหี ลายชนิด แต่ละ
ชนิดอาจอยู่ในสถานะของแข็ง ของเหลว หรือ
แก๊ส ซึ่งสสารแต่ละสถานะอาจมีสมบัติบาง
ประการเหมือนกันหรือต่างกัน โดยสังเกตได้
จากการมีมวล การต้องการที่อยู่ การมีรูปร่าง
และปริมาตรของสสาร ซึ่งเราสามารถใช้
เครื่องมือในการวัดมวลและปริมาตรของสสาร
ได้
๔. ระบบสุริยะและการ ว ๓.๑ ป.๔/๑ • ดวงจันทรโ์ คจรรอบโลกพร้อมกบั หมุนรอบ ๑๐ ๑๕
ปรากฏของดวงจันทร์ ว ๓.๑ ป.๔/๒ ตัวเอง ในขณะทโ่ี ลกหมุนรอบตัวเองจะทาให้
ระบบสุริยะและการ ว ๓.๑ ป.๔/๓ เรามองเห็นดวงจันทร์ปรากฏข้ึนทางดา้ นทิศ
ปรากฏของดวงจันทร์ ตะวนั ออกและตกทางดา้ นทศิ ตะวนั ตก ซ่ึง
หมนุ เวียนเป็นแบบรปู ซา้ ๆ
• ดวงจันทร์เป็นทรงกลม แตร่ ูปร่างของดวง
จนั ทรท์ ป่ี รากฏในแต่ละวันจะแตกต่างกัน ดวง
จันทร์จะมรี ปู ร่างปรากฏเปน็ เสย้ี วโดยจะมี
ขนาดเพิ่มขึ้นในแตล่ ะวนั จนเตม็ ดวง และมี
ขนาดลดลงจนมองไม่เห็นดวงจันทร์ จากนัน้
รปู รา่ งปรากฏของดวงจันทร์จะเป็นเสยี้ วใหญ่
ขน้ึ จนสว่างเตม็ ดวงอกี คร้ัง และเกดิ การ
เปลีย่ นแปลงเชน่ น้ีเปน็ แบบรูปซ้า ๆ ทกุ เดอื น
• ระบบสุริยะน้ันเปน็ ระบบทีม่ ดี วงอาทิตย์
เป็นศูนยก์ ลาง และมีดาวบริวารโคจรอยู่
โดยรอบ ประกอบดว้ ยดาวเคราะห์ ๘ ดวง
รวมทั้งดวงจนั ทร์บริวารของดาวเคราะหต์ ่าง ๆ
ดาวเคราะห์แคระ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง
และวัตถุขนาดเล็กอ่นื ๆ โคจรอยู่รอบดวง
อาทติ ย์
ลำดับ ชอ่ื หนว่ ยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรียนรู้ เวลำ น้ำหนัก
ท่ี /ตัวชว้ี ดั (ชั่วโมง) คะแนน
• ดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์แต่ละ
ดวงจะมีขนาดของดาว ระยะห่างจากดวง
อาทิตย์ และคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์
แตกตา่ งกนั ไป
๕. ขนั้ ตอนวิธใี นการแก้ปัญหาว ๔.๒ ป.๔/๑ • ข้ันตอนวธิ ีหรอื อัลกอรทิ ึม คอื กระบวนการ ๔ ๕
แก้
ปัญหาทม่ี ลี าดบั ชัดเจน สามารถคาดคะเน
ผลลพั ธไ์ ด้
• การอธบิ ายอลั กอรทิ มึ แบ่งไดเ้ ป็นการ
แสดงอัลกอริทมึ ดว้ ยขอ้ ความ การแสดง
อัลกอรทิ ึมด้วยรหัสจาลอง และการแสดง
อัลกอรทิ ึมดว้ ยผังงาน
๖. การเขียนโปรแกรม ว ๔.๒ ป.๔/๒ • โปรแกรม Scratch สามารถนามาใช้ ๔ ๕
อย่างง่ายด้วย Scratch พฒั นาซอฟตแ์ วรเ์ ชงิ สรา้ งสรรค์ เชน่ การสรา้ ง
นทิ าน การสร้างเกม เป็นตน้
• การเขียนโปรแกรมเปน็ การสร้างลาดบั ของ
คาสั่งใหค้ อมพวิ เตอร์ทางาน เพ่ือใหไ้ ดผ้ ลลัพธ์
ตามความตอ้ งการ หากมีข้อผิดพลาดให้
ตรวจสอบ การทางานทีละคาส่งั เมอ่ื พบจุดท่ที า
ใหผ้ ลลพั ธ์ ไมถ่ ูกต้อง ใหท้ าการแกไ้ ขจนกวา่ จะ
ได้ผลลพั ธ์ทถ่ี ูกต้อง
• ตวั อย่างโปรแกรมทม่ี เี รื่องราว เชน่ นิทาน
ที่มกี ารตอบโต้กับผู้ใชก้ ารต์ ูนสัน้ เลา่ กจิ วัตร
ประจาวัน ภาพเคล่อื นไหว
• การฝึกตรวจหาข้อผดิ พลาดจากโปรแกรม
ของผอู้ ่นื จะชว่ ยพัฒนาทกั ษะการหาสาเหตขุ อง
ปญั หาไดด้ ีย่ิงข้ึน
ลำดับ ชอ่ื หนว่ ยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ นำ้ หนัก
ที่ /ตัวชว้ี ดั (ชวั่ โมง) คะแนน
๗. การใช้งานอินเตอรเ์ น็ต ว ๔.๒ ป.๔/๓ • อินเตอร์เนต็ คือเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์ท่ี ๔ ๕
เชอ่ื มต่อกันจานวนมากและครอบคลุมไปท่วั
โลก
• การคน้ หาข้อมูลความรูจ้ ากอินเตอรเ์ นต็
ควรใช้คาคน้ ที่ตรงประเด็น กระชบั จะทาให้
ได้ผลลพั ธ์ทรี่ วดเร็วและตรงตามความตอ้ งการ
• การประเมินความน่าเชือ่ ถือของขอ้ มลู เช่น
พิจารณาประเภทของเว็บไซต์ (หน่วยงาน
ราชการ สานักข่าว องคก์ ร) ผเู้ ขียน วนั ท่ี
เผยแพร่ขอ้ มลู การอ้างอิง
• เมื่อได้ข้อมูลท่ตี อ้ งการจากเวบ็ ไซตต์ ่าง ๆ
จะต้องนาเน้ือหามาพจิ ารณา เปรยี บเทยี บ แลว้
เลือกข้อมลู ทม่ี คี วามสอดคล้องและสัมพันธก์ ัน
• การทารายงานหรือการนาเสนอข้อมลู
จะตอ้ ง นาขอ้ มูลมาเรยี บเรียง สรปุ เป็นภาษา
ของตนเอง ทเี่ หมาะสมกบั กลุ่มเป้าหมายและ
วธิ กี ารนาเสนอ
๘. การนาเสนอขอ้ มูลด้วย ว ๔.๒ ป.๔/๔ • การรวบรวมข้อมูลที่ต้องการจากแหล่ง ๔ ๕
ซอฟต์แวร์ ต่าง ๆ ทาได้โดยกาหนดหัวข้อที่ต้องการ
เตรียมอุปกรณใ์ นการจดบนั ทกึ
• ก า ร ป ร ะ ม ว ล ผ ล อ ย ่ า ง ง ่ า ย เ ช่ น
เปรียบเทยี บ จัดกล่มุ เรยี งลาดบั การหาผลรวม
• การวิเคราะห์ผล การสร้างทางเลือกท่ี
เปน็ ไปได้ และการประเมนิ ทางเลือก
• การนาเสนอข้อมูลโดยใช้โปรแกรมต่างๆ
เช่น ไมโครซอฟต์เวิร์ด ไมโครซอฟต์เอ็กเซล
ไมโครซอฟตเ์ พาเวอร์พอยด์
• การใช้ซอฟต์แวร์ในการทางาน เช่น ใช้
พิมพ์เอกสาร ใช้คานวณ ใช้สร้างกราฟ ใช้
ออกแบบ และนาเสนองาน
ลำดบั ชอื่ หนว่ ยกำรเรยี นรู้ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ นำ้ หนัก
ท่ี /ตวั ชว้ี ัด (ช่วั โมง) คะแนน
๙. การใช้เทคโนโลยอี ย่าง ว ๔.๒ ป.๔/๕ • การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในยุคดิจิทัล ๔ ๕
ปลอดภยั อย่างปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน
เคารพในสิทธิของผู้อื่น เช่น ไม่สร้างข้อความ
เท็จและส่งให้ผู้อื่น ไม่สร้างความเดือดร้อนต่อ
ผู้อื่นโดยการส่งสแปม ข้อความลูกโซ่ ส่งต่อ
โพสต์ที่มีขอ้ มูลส่วนตัวของผู้อื่น ส่งคาเชิญเล่น
เกม ไม่เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวหรือการบ้านของ
บุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ใช้เครื่อง
คอมพวิ เตอร/์ ชือ่ บัญชีของผู้อื่น
รวมเวลำเรยี นตลอดปี ๘๐
คะแนนระหว่ำงเรยี น ๗๐
คะแนนวัดผลปลำยปี ๓๐
๑๐๐
รวม
ว ๑๕๑๐๑ วิทยำศำสตร์ ป.๕ โครงสรำ้ งรำยวชิ ำวทิ ยำศำสตร์
ชน้ั ประถมศกึ ษำปีท่ี ๕
กล่มุ สำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลำ ๘๐ ชั่วโมง/ปี
ลำดับ ชอื่ หน่วยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ นำ้ หนกั
ท่ี /ตวั ชวี้ ดั (ช่วั โมง) คะแนน
๑. เรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ - • วิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาเกี่ยวกับส่ิง ๓
ต่างๆ ทอี่ ยรู่ อบตัว วิธกี ารและข้ันตอนที่ใช้เพ่ือ
ตอบปัญหาที่สงสัย เรียกว่า วิธีการทาง
วทิ ยาศาสตร์
• ในการสืบเสาะหาความรู้อย่างเป็นระบบ
ผู้เรียนควรฝึกฝน ทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ให้เกิดความช านาญ เพื่อให้
สามารถค้นหาคาตอบไดอ้ ยา่ งถูกต้อง
• เมื่อทาการศึกษาและแสวงหาความรู้โดย
ใช้กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์แล้ว ผู้เรียน
จะเกดิ จติ วิทยาศาสตร์
๒. สง่ิ มีชีวิตกับส่งิ แวดล้อม ว ๑.๑ ป. ๕/๑ • สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ต่างๆ จะมี ๑๒
ว ๑.๑ ป. ๕/๒ โครงสร้างและลักษณะที่ เหมาะสมในแต่ละ
ว ๑.๑ ป. ๕/๓ แหล่งที่อยู่ เพื่อให้ดารงชีวิตและอยู่รอดได้ ซ่ึง
ว ๑.๑ ป. ๕/๔ ในแหลง่ ทอี่ ยหู่ น่ึงๆ ส่ิงมชี วี ิตจะมีความสัมพันธ์
ว ๑.๓ ป. ๕/๑ ซึ่งกันและกัน และสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิต เพ่ือ
ว ๑.๓ ป. ๕/๒ ประโยชน์ตอ่ การดารงชวี ติ
• สิ่งมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ และมนุษย์ เม่ือ
เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จะ มีการสืบพันธุ์เพ่ือ
เพิ่มจานวนและดารงชีวิต โดยลูกที่เกิดมาจะ
ได้รับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจาก
พอ่ แม่ จงึ ทาให้มี ลักษณะทค่ี ลา้ ยกบั พ่อแม่ แต่
จะแตกต่างจากสง่ิ มีชวี ิตอ่นื
ลำดับ ชอื่ หน่วยกำรเรยี นรู้ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ น้ำหนัก
ท่ี /ตัวชว้ี ัด (ชัว่ โมง) คะแนน
๓. แรงในชีวิตประจาวัน ว ๒.๒ ป. ๕/๑ • แรงลัพธ์ คือ ผลรวมของแรงหลายแรงที่ ๑๕
ว ๒.๒ ป. ๕/๒ กระทาตอ่ วตั ถุ เดียวกันในทิศทางเดียวกัน หรือ
ว ๒.๒ ป. ๕/๓ ผลต่างของแรงสองแงที่กระทาต่อ วัตถุในทิศ
ว ๒.๒ ป. ๕/๔ ทางตรงข้ามกัน สาหรับวตั ถุทอ่ี ยนู่ ิ่งแรงลัพธ์จะ
ว ๒.๒ ป. ๕/๕ มคี ่าเป็น ศูนย์
• แรงเสียดทาน คือ แรงที่เกิดขึ้นระหว่าง
ผิวสัมผัสของวัตถุสอง ชนิด เพื่อต้านการ
เคลื่อนที่ของวัตถุนั้นๆ และมีทิศทางตรงข้าม
กบั การเคล่อื นท่ีของวัตถุนัน้ ๆ
๔. พลงั งานเสยี ง ว ๒.๓ ป. ๕/๑ • เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุท่ี ๑๕
ว ๒.๓ ป. ๕/๒ เป็นแหล่งกาเนิดเสียง เสียงเคลื่อนที่ได้ทุก
ว ๒.๓ ป. ๕/๓ ทิศทางโดยอาศัยตัวกลาง ได้แก่ ของแข็ง
ว ๒.๓ ป. ๕/๔ ของเหลว และอากาศ มาถงึ หขู องเรา
ว ๒.๓ ป. ๕/๕ • เสียงจากแหลง่ กาเนิดเสียงตา่ งๆ จะมเี สียง
สูง เสียงต่า หรือมี เสียงดัง เสียงค่อย แตกต่าง
กัน หากเสียงมีความดังมากๆ จะ ก่อให้เกิด
อนั ตรายต่อการไดย้ นิ เสยี งของเรา
๕. การเปล่ยี นแปลง ว ๒.๑ ป. ๕/๑ • การเปลี่ยนสถานะของสสารเป็นการ ๑๐
ว ๒.๑ ป. ๕/๒ เปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ที่ไม่ทาให้เกิดสาร
ว ๒.๑ ป. ๕/๓ ใหม่ และสามารถทาให้สสารนั้นกลับคืนสู่
ว ๒.๑ ป. ๕/๔ สภาพ เดิมได้โดยเม่ือเพม่ิ ความรอ้ นให้กับสสาร
ถึงระดับหนึ่งจะทาให้ สสารที่เป็นของแข็ง
เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรียกว่า การ
หลอมเหลว และเมื่อเพิม่ ความร้อนต่อไปจนถงึ
อีกระดับหนึ่ง ของเหลวจะเปลี่ยนเป็นแก๊ส
เรียกวา่ การกลายเปน็ ไอ แต่เมอ่ื ลด ความร้อน
ลงถึงระดับหนึ่ง แก๊สจะเปลี่ยนสถานะเป็น
ของเหลว เรียกว่า การควบแน่น และถ้าลด
ความร้อนต่อไปอีกจนถึงระดับ หนึ่งของเหลว
จะเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง เรียกว่า การ
แข็งตัว สสารบางชนิดสามารถเปลี่ยนสถานะ
จากของแข็งเป็นแก๊สโดยไม่ ผ่านการเป็น
ของเหลว เรียกว่า การระเหดิ สว่ นแก๊สบาง
ลำดับ ช่อื หนว่ ยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรู้ เวลำ นำ้ หนกั
ท่ี /ตวั ชว้ี ัด (ช่ัวโมง) คะแนน
ชนิด สามารถเปล่ยี นสถานะเป็นของแข็งโดยไม่
ผ่านการเปน็ ของเหลว เรยี กว่า การระเหิดกลับ
• การละลาย คือ การที่ใส่สารลงในน้าแลว้ สาร
นั้นผสมรวมเป็น เนื้อเดียวกันกับน้าได้ทุกส่วน
แสดงวา่ สารเกิดการละลาย เรียก สารผสมท่ีได้
วา่ สารละลาย การละลายเปน็ การเปล่ียนแปลง
ทาง กายภาพ เพราะไม่ทาให้เกิดสารใหม่
• การเกดิ ปฏิกิริยาทางเคมีของสาร คอื การ
เปล่ยี นแปลงทาง เคมขี องสาร โดยเม่ือผสมสาร
๒ ชนดิ ข้ึนไป แล้วทาใหม้ ีสารใหม่ เกดิ ข้ึน ซ่ึงมี
สมบัติต่างจากสารเดิมหรือเมื่อสารชนิดเดียว
เกิดการ เปลี่ยนแปลงแล้วมีสารใหม่เกดิ ขึน้ ซึ่ง
สังเกตได้จากมีสีหรือกลิ่น ต่างจากสารเดิม มี
ฟองแก๊สหรือมีตะกอนเกิดขึ้น หรือมีการ
เพ่ิมขนึ้ หรอื ลดลงของอุณหภูมิ
• เมื่อสารเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว สาร
สามารถเปล่ยี นกลบั เป็นสารเดมิ ได้ จัดเป็นการ
เปลยี่ นแปลงท่ผี นั กลบั ได้ เชน่ การ หลอมเหลว
การกลายเป็นไอ การละลาย แต่สารบางอย่าง
หาก เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วไม่สามารถ
เปลี่ยนกลับเป็นสารเดิมได้ จัดเป็นการ
เปลี่ยนแปลงที่ผันกลับไม่ได้ เช่น การเผาไหม้
การเกิด สนิม
๖. แหล่งนา้ และลมฟ้า ว ๓.๒ ป.๕/๑ • บนโลกของเรามีทั้งน้าจืดและน้าเค็ม ซึ่ง ๑๐
อากาศ ว ๓.๒ ป.๕/๒ อยใู่ นแหล่งนา้ ต่าง ๆ ทมี่ ีทั้งแหลง่ น้าผวิ ดนิ เช่น
ว ๓.๒ ป.๕/๓ ทะเล แม่น้า และแหล่งนา้ ใตด้ ิน เชน่ น้าบาดาล
ว ๓.๒ ป.๕/๔ น้าทั้งหมดของโลกแบ่งเป็นน้าเค็มมากกว่าน้า
ว ๓.๒ ป.๕/๕ จืด ซึ่งน้า จืดที่เราสามารถใช้ได้มีน้อยมาก
ประมาณ ๒.๕% ถ้าเรียงลาดับ ปริมาณน้าจืด
จ า ก ม า ก ไ ป น้ อ ยจ ะ อ ยู ่ ท ี ่ธา รน ้ า แข็ งแล ะ พืด
น้าแข็ง น้าใต้ดิน ชั้นดินเยือกแข็งคงตัวและ
น ้าแข็งใต้ดิน ทะเลสาบ ความชื้นในดิน
ความชื้นในบรรยากาศ บึง แม่น้า และน้าใน
สงิ่ มีชีวติ
ลำดบั ชือ่ หนว่ ยกำรเรยี นรู้ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรู้ เวลำ นำ้ หนัก
ท่ี /ตัวชวี้ ัด (ชว่ั โมง) คะแนน
• น้าจืดที่มนุษย์สามารถนามาใช้ได้มปี ริมาณ
นอ้ ยมาก เราจึงควร ใช้น้าอย่างประหยดั คุม้ ค่า
และรว่ มกันอนรุ ักษน์ า้
• วัฏจักรน้า เป็นการหมุนเวียนของน้าที่มี
แบบรูปซ้าเดิม และ ต่อเนื่องกันระหว่างน้าใน
บรรยากาศ น้าผิวดิน และน้าใต้ดิน จึง ทาให้
ส่ิงมีชวี ติ สามารถดารงชีวิตอยไู่ ด้
• สภาพอากาศรอบๆ ตัวเรา มีการ
เปลีย่ นแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยมคี วามสัมพันธ์
กับการเปลย่ี นแปลงของน้าในรูปแบบตา่ งๆ จึง
ทาให้เกิดเมฆ หมอก น้าค้าง น้าค้างแข็ง และ
หยาดนา้ ฟา้ (หิมะ ฝน และลกู เห็บ) ได้
๗. ดาวบนท้องฟ้า ว ๓.๑ ป.๕/๑ • ดาวที่มองเห็นบนท้องฟ้าในอวกาศมีทั้ง ๘
ว ๓.๑ ป.๕/๒ ดาวฤกษ์และดาว เคราะห์ ดาวฤกษ์เป็น
แหล่งกาเนิดแสงจึงสามารถมองเห็นได้ ส่วน
ดาวเคราะห์ไม่ใช่แหล่งกาเนิดแสง แต่เรา
สามารถมองเห็นได้ เนื่องจากแสงจากดวง
อาทติ ยต์ กกระทบดาวเคราะห์แล้วสะทอ้ น เข้า
สตู่ า
• ในการมองเห็นกลุ่มดาวฤกษ์มีรูปร่างต่าง
ๆ เกิดจาก จินตนาการของผู้สังเกต กลุ่มดาว
ฤกษ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏในท้องฟ้า แต่ละกลุ่มมี
ดาวฤกษแ์ ต่ละดวงเรียงกันท่ีตาแหน่งคงที่ และ
มี เส้นทางการขึ้นและตกตามเส้นทางเดิมทุก
คืน ซึ่งจะปรากฏ ตาแหน่งเดิม การสังเกต
ตาแหน่งการขึ้นและตกของดาวฤกษ์ และกลมุ่
ดาวฤกษ์ สามารถทาได้โดยใช้แผนที่ดาว ซึ่ง
ระบุมุมทิศ และมุมเงยที่กลุ่มดาวนั้นปรากฏ
โดยผู้สังเกตสามารถใช้มือใน การประมาณค่า
ของมุมเงยเมือ่ สงั เกตดาวในท้องฟ้าได้
ลำดบั ชอ่ื หนว่ ยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ น้ำหนกั
ท่ี /ตวั ชวี้ ดั (ช่ัวโมง) คะแนน
๘. เหตุผลเชิงตรรกะกบั การ ว ๔.๒ ป.๕/๑ • การใชเ้ หตผุ ลเชงิ ตรรกะเป็นการนา ๕๗
แกป้ ญั หา กฎเกณฑห์ รอื เงอื่ นไขท่คี รอบคลุมทกุ
กรณมี าใช้ เพอื่ พจิ ารณาในการแก้ปัญหา ทาให้
สามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ทีจ่ ะ
เกดิ ขึ้นได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ การนาวธิ กี าร
แก้ปญั หาทีไ่ ดม้ าแสดงเปน็ ลาดบั
ขนั้ ตอนเราเรียกว่า อลั กอรทิ ึม
๙. การเขียนโปรแกรมโดย ว ๔.๒ ป.๕/๒ • การออกแบบและเขียนโปรแกรมโดยเขียน ๕ ๖
ใชเ้ หตุผลเชิงตรรกะ เปน็ ขอ้ ความหรือแผนผงั งาน
ซงึ่ เป็นการออกแบบและเขียนโปรแกรมที่มีการ
ตรวจสอบเง่ือนไขที่ครอบคลุม
ทุกกรณี เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องตรงตาม
ความตอ้ งการ หากมขี อ้ ผิดพลาดให้
ตรวจสอบการทางานทลี ะคาสง่ั เม่ือพบจดุ ที่ทา
ใหผ้ ลลพั ธ์ไมถ่ ูกต้องให้ทาการ
แกไ้ ขจนกวา่ จะได้ผลลัพธ์ทถี่ ูกตอ้ ง
ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม เช่น
Scratch และตัวอยา่ งโปรแกรม
ทเ่ี ขยี นได้ เช่น โปรแกรมตรวจสอบเลขคู่ เลขคี่
โปรแกรมรับขอ้ มูลน้าหนกั หรอื
ส่วนสูง แล้วแสดงผลความสมสว่ นของร่างกาย
โปรแกรมส่ังใหต้ วั ละครทาตาม
เงอ่ื นไขท่กี าหนด
การฝึกตรวจหาข้อผิดพลาดจากโปรแกรมของ
ผอู้ ื่นจะชว่ ยพัฒนาทกั ษะการ
หาสาเหตุของปัญหาได้ดีย่งิ ขน้ึ
ลำดบั ชือ่ หน่วยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรียนรู้ เวลำ นำ้ หนัก
ท่ี /ตวั ชว้ี ดั (ช่วั โมง) คะแนน
๑๐. ขอ้ มลู สารสนเทศ ว ๔.๒ ป.๕/๓ • การค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต และ ๕ ๖
ว ๔.๒ ป.๕/๔ พิจารณาข้อมลู ได้จากการสืบค้น
• การประเมินความนา่ เช่ือถือของข้อมลู เช่น
เปรียบเทยี บความสอดคลอ้ ง ความสมบูรณข์ อง
ข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่ง แหล่งต้นตอของ
ขอ้ มูล ผ้เู ขยี น วันท่เี ผยแพร่
• ขอ้ มูลทด่ี จี ะต้องมีรายละเอยี ดครบทุกด้าน
เชน่ ข้อดแี ละขอ้ เสีย ประโยชน์และโทษ
๑๑. การใช้อินเทอร์เน็ต ว ๔.๒ ป.๕/๓ • การติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น ๕ ๖
อยา่ งปลอดภัย ว ๔.๒ ป.๕/๔ อีเมล บล็อก โปรแกรมสนทนา ซึ่งการใช้
ว ๔.๒ ป.๕/๕ อินเทอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสารและทางาน
ร่วมกันทาไดห้ ลายแบบ เช่น ใชน้ ัดหมายในการ
ประชุมกลุ่ม ประชาสัมพันธ์กิจกรรมใน
ห้องเรียน การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น
ในการเรยี น ภายใต้การดแู ลของครูผ้สู อน
• อันตรายจากการใช้งานและอาชญากรรม
ทางอินเทอร์เน็ต มารยาทในการติดต่อสื่อสาร
ผ่านอนิ เทอร์เน็ต
• การรวบรวม ประเมินผล สร้างทางเลือก
ประเมินผล จะทาให้ได้สารสนเทศเพื่อใช้งาน
ก า ร แ ก ้ ป ั ญ ห า ห ร ื อ ก า ร ต ั ด ส ิ น ใ จ ไ ด ้ อ ย ่ า ง มี
ประสิทธภิ าพ
• การใช้ซอฟท์แวร์หรือบริการบน
อินเทอร์เน็ตที่หลากหลายในการรวบรวม
ประมวลผล สร้างทางเลือก ประมวลผล
นาเสนอ จะช่วยให้การแก้ปัญหาทาได้อย่าง
รวดเรว็ ถกู ตอ้ ง และแมน่ ยา
รวมเวลำเรียนตลอดปี ๘๐
คะแนนระหว่ำงเรยี น ๗๐
คะแนนวัดผลปลำยปี ๓๐
๑๐๐
รวม
ว ๑๖๑๐๑ วิทยำศำสตร์ ป.๖ โครงสร้ำงรำยวิชำวิทยำศำสตร์
ชั้นประถมศกึ ษำปีที่ ๖
กลุ่มสำระกำรเรยี นรวู้ ิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
เวลำ ๘๐ ช่ัวโมง/ปี
ลำดบั ชอื่ หนว่ ยกำรเรยี นรู้ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ น้ำหนกั
ท่ี /ตัวชว้ี ัด (ชว่ั โมง) คะแนน
๑. สารอาหารและระบบ ว ๑.๒ ป๖/๑, • สารอาหารทอ่ี ยูใ่ นอาหารมี ๖ ประเภท ไดแ้ ก่ ๑๕ ๑๕
คารโ์ บไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เกลอื แร่ วิตามินและ
ยอ่ ยอาหาร ว ๑.๒ ป๖/๒, นา้
ว ๑.๒ ป๖/๓, • อาหารแต่ละชนิดประกอบด้วยสารอาหารที่
แตกต่างกัน อาหารบางอย่างประกอบด้วย
ว ๑.๒ ป๖/๔,
สารอาหารประเภทเดียว อาหารบางอย่าง
ว ๑.๒ ป๖/๕ ประกอบดว้ ยสารอาหารมากกว่าหน่งึ ประเภท
• สารอาหารแต่ละประเภทมีประโยชน์ต่อ
ร่างกายแตกต่างกัน โดยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน
และไขมนั เปน็ สารอาหารที่ให้พลงั งานแก่ร่างกาย
ส่วนเกลือแร่ วิตามิน และน้า เป็นสารอาหารท่ี
ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ช่วยให้ร่างกาย
ทางานได้เปน็ ปกติ
• การรบั ประทานอาหาร เพื่อให้รา่ งกาย
เจรญิ เติบโต มีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตาม
เพศและวยั และมีสุขภาพดี จาเป็นต้อง
รับประทานให้ได้พลังงานเพียงพอกับความ
ตอ้ งการของร่างกาย และให้ได้สารอาหาร
ครบถ้วน ในสัดส่วนท่ีเหมาะสมกับเพศและวัย
รวมทง้ั ต้องคานึงถึงชนิดและปริมาณของวัตถุเจอื
ปนในอาหารเพื่อความปลอดภยั ตอ่ สุขภาพ
• ระบบย่อยอาหารประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ
ได้แก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลาไส้
เลก็ ลาไสใ้ หญ่ ทวารหนกั ตับ และตับออ่ น ซง่ึ ทา
หน้าท่รี ว่ มกันในการย่อยและดูดซึมสารอาหาร
- ปากมีฟันช่วยบดเค้ียวอาหารให้มีขนาด
เลก็ ลงและมลี ้ินช่วยคลุกเคล้าอาหารกับน้าลายใน
นา้ ลายมีเอนไซม์ย่อยแป้งใหเ้ ป็นน้าตาล
- หลอดอาหารทาหน้าท่ีลาเลียงอาหารจาก
ปากไปยงั กระเพาะอาหาร ภายในกระเพาะอาหาร
มีการย่อยโปรตีนโดยกรดและเอนไซม์ท่ีสร้างจาก
กระเพาะอาหาร
ลำดบั ช่ือหน่วยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรู้ เวลำ น้ำหนกั
ที่ /ตวั ชวี้ ดั (ชวั่ โมง) คะแนน
๑. สารอาหารและระบบ ว ๑.๒ ป๖/๑, - ลาไส้เล็กมีเอนไซม์ท่ีสร้างจากผนังลาไส้
เล็ กเองและจ า กตั บอ่ อ นท่ี ช่ ว ยย่ อ ยโ ป ร ตี น
ยอ่ ยอาหาร ว ๑.๒ ป๖/๒, คาร์ โบไฮเดร ต และไขมั น โดยโ ปร ตี น
คาร์โบไฮเดรต และไขมันที่ผ่านการย่อยจนเป็น
(ตอ่ ) ว ๑.๒ ป๖/๓, สารอาหารขนาดเล็กพอที่จะดูดซึมได้ รวมถึงน้า
เกลือแร่ และวิตามนิ จะถกู ดดู ซมึ ทผี่ นังลาไสเ้ ลก็
ว ๑.๒ ป๖/๔, เข้าสู่กระแสเลือด เพื่อลาเลียงไปยังส่วนต่าง ๆ
ของร่างกาย ซึ่งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน
ว ๑.๒ ป๖/๕ จะถูกนาไปใช้เป็นแหล่งพลังงานสาหรับใช้ใน
กิจกรรมต่าง ๆ ส่วนน้า เกลือแร่ และวิตามิน จะ
ชว่ ยใหร้ ่างกายทางานได้เป็นปกติ
- ตบั สรา้ งนา้ ดีแล้วสง่ มายังลาไส้เล็กช่วยให้
ไขมนั แตกตัว
- ลาไส้ใหญ่ทาหน้าที่ดูดน้าและเกลือแร่
เปน็ บริเวณที่มีอาหารท่ีย่อยไมไ่ ด้หรอื ย่อยไม่หมด
เปน็ กากอาหาร ซึ่งจะถกู กาจัดออกทางทวารหนกั
• อวัยวะต่าง ๆ ในระบบย่อยอาหารมี
ความสาคัญ จึงควรปฏิบัติตน ดูแลรักษาอวัยวะ
ใหท้ างานเปน็ ปกติ
๒. การแยกสาร ว ๒.๑ ป๖/๑ • สารผสมประกอบด้วยสารตงั้ แต่ ๒ ชนิดขึ้น ๑๐ ๘
ไปผสมกัน เช่น น้ามันผสมน้า ขา้ วสารปนกรวด
ทราย วธิ ีการที่เหมาะสมในการแยกสารผสม
ขน้ึ อย่กู ับลักษณะและสมบัติของสารท่ีผสมกัน
ถา้ องค์ประกอบของสารผสมเป็นของแข็งกับ
ของแข็งทม่ี ีขนาดแตกต่างกันอย่างชัดเจน อาจ
ใช้วธิ ีการหยบิ ออกหรือการร่อนผา่ นวสั ดทุ ม่ี ีรู ถ้า
มีสารใดสารหนึ่งเป็นสารแม่เหลก็ อาจใช้
วิธกี ารใช้แม่เหลก็ ดงึ ดูด ถ้าองค์ประกอบเป็น
ของแขง็ ท่ีไมล่ ะลายในของเหลว อาจใชว้ ิธีการ
รินออก การกรอง หรอื การตกตะกอน ซงึ่ วิธีการ
แยกสารสามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ใน
ชวี ติ ประจาวันได้
๓. แรงไฟฟ้า ว ๒.๒ ป๖/๑ • วตั ถุ ๒ ชนดิ ท่ผี า่ นการขัดถูแล้ว เมอ่ื นาเข้า ๕ ๖
ใกลก้ ันอาจดึงดดู หรือผลักกนั แรงทีเ่ กดิ ข้ึนนี้
เปน็ แรงไฟฟ้า ซ่ึงเป็นแรงไม่สมั ผสั เกดิ ขึน้
ระหวา่ งวัตถุทีม่ ปี ระจไุ ฟฟา้ ซ่ึงประจไุ ฟฟา้ มี ๒
ชนดิ คอื ประจุไฟฟา้ บวกและประจุไฟฟา้ ลบ
วตั ถทุ ่ีมปี ระจไุ ฟฟา้ ชนิดเดียวกันผลกั กัน ชนดิ
ตรงข้ามกันดึงดูดกัน
ลำดบั ช่อื หนว่ ยกำรเรยี นรู้ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรู้ เวลำ น้ำหนกั
ท่ี /ตวั ชว้ี ัด (ช่ัวโมง) คะแนน
๔. วงจรไฟฟา้ ว ๒.๓ ป๖/๑, • วงจรไฟฟ้ าอย่ างง่ ายประกอบด้ วย ๑๐ ๑๕
ว ๒.๓ ป๖/๒, แหล่งกาเนิดไฟฟ้า สายไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้า
ว ๒.๓ ป๖/๓, หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า แหล่งกาเนิดไฟฟ้า เช่น
ว ๒.๓ ป๖/๔, ถ่านไฟฉาย หรือแบตเตอรี่ ทาหน้าท่ีให้พลังงาน
ว ๒.๓ ป๖/๕, ไฟฟ้า สายไฟฟา้ เปน็ ตวั นาไฟฟา้ ทาหนา้ ทเ่ี ช่ือมตอ่
ว ๒.๓ ป๖/๖, ระหว่างแหล่งกาเนิดไฟฟ้าและเคร่ืองใช้ไฟฟ้าเข้า
ว ๒.๓ ป๖/๗, ด้วยกันเครื่องใช้ไฟฟ้ามีหน้าท่ีเปลี่ยนพลังงาน
ว ๒.๓ ป๖/๘ ไฟฟ้าเป็นพลังงานอน่ื
• เม่ือนาเซลล์ไฟฟ้าหลายเซลล์มาต่อเรียงกัน
โดยให้ขั้วบวกของเซลล์ไฟฟ้าเซลล์หนึ่งต่อกับข้ัว
ลบของอีกเซลล์หนึ่งเป็นการต่อแบบอนุกรม ทา
ให้มีพลงั งานไฟฟ้าเหมาะสมกับเครื่องใชไ้ ฟฟ้า ซ่ึง
การต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมสามารถนาไปใช้
ประโยชน์ในชีวิตประจ าวัน เช่น การต่อ
เซลลไ์ ฟฟ้าในไฟฉาย
• การต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมเม่ือถอด
หลอดไฟฟ้าดวงใดดวงหนึ่งออกทาให้หลอด
ไฟฟ้าที่เหลือดับทั้งหมด ส่วนการต่อหลอด
ไฟฟ้าแบบขนาน เมื่อถอดหลอดไฟฟ้าดวงใด
ดวงหนึ่งออก หลอดไฟฟ้าที่เหลือก็ยังสว่างได้
การต่อหลอดไฟฟ้าแต่ละแบบสามารถนาไปใช้
ประโยชนไ์ ด้ เช่น การต่อหลอดไฟฟ้าหลายดวง
ในบ้านจึงต้องต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนาน เพื่อ
เลือกใช้หลอดไฟฟ้าดวงใดดวงหนึ่งได้ตาม
ตอ้ งการ
• เม่ือนาวัตถุทึบแสงมากั้นแสงจะเกิดเงาบน
ฉาก รับแสงที่อยู่ด้านหลังวัตถุ โดยเงามีรูปร่าง
คล้ายวัตถุที่ทาให้เกิดเงา เงามัวเป็นบริเวณที่มี
แสงบางส่วนตกลงบนฉาก ส่วนเงามืดเป็นบริเวณ
ท่ไี มม่ แี สงตกลงบนฉากเลย
ลำดับ ชื่อหน่วยกำรเรยี นรู้ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ น้ำหนกั
ท่ี /ตัวชว้ี ัด (ช่ัวโมง) คะแนน
๕. สรุ ยิ ุปราคา ว ๓.๑ ป๖/๑ • เม่ือโลกและดวงจันทร์ โคจรมาอยู่ในแนว ๑๐ ๑๕
จนั ทรปุ ราคาและ ว ๓.๑ ป๖/๒ เส้นตรงเดียวกันกับดวงอาทิตย์ในระยะทางท่ี
เทคโนโลยอี วกาศ เหมาะสม ทาให้ดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ เงาของ
ดวงจันทร์ทอดมายังโลก ผู้สังเกตท่ีอยู่บริเวณเงา
จะมองเห็น ดวงอาทิตย์มืดไป เกิดปรากฏการณ์
สุริยุปราคา ซ่ึ งมีท้ังสุริยุปราคาเต็ มดวง
สรุ ิยปุ ราคาบางสว่ น และสุรยิ ปุ ราคาวงแหวน
• หากดวงจันทร์และโลกโคจรมาอยู่ในแนว
เส้นตรงเดียวกันกับดวงอาทิตย์ แล้วดวงจันทร์
เคลือ่ นที่ผ่านเงาของโลก จะมองเหน็ ดวงจันทร์มืด
ไปเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคา ซึ่งมีท้ัง
จันทรปุ ราคาเตม็ ดวง และจนั ทรุปราคาบางสว่ น
• เทคโนโลยีอวกาศเริ่มจากความต้องการของ
มนุษย์ในการสารวจวัตถุท้องฟ้าโดยใช้ตาเปล่า
กล้องโทรทรรศน์ และได้พัฒนาไปสู่การขนส่งเพอ่ื
สารวจอวกาศดว้ ยจรวดและยานขนส่งอวกาศ และ
ยังคงพัฒนาอย่างต่อเน่ือง ปัจจุบันมีการนา
เทคโนโลยีอวกาศบางประเภทมาประยุกต์ใช้ใน
ชีวิตประจาวัน เช่น การใช้ดาวเทียมเพ่ือการ
สื่อสาร การพยากรณ์อากาศ หรือการสารวจ
ทรัพยากรธรรมชาติ การใช้อุปกรณ์วัดชีพจรและ
การเตน้ ของหวั ใจ หมวกนริ ภยั ชุดกฬี า
๖. โลกและการ ว ๓.๒ ป๖/๑, • หินเป็นวัสดุแข็งเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ ๑๐ ๑๖
เปลยี่ นแปลง ว ๓.๒ ป๖/๒,
ว ๓.๒ ป๖/๓, ประกอบด้วย แรต่ ั้งแต่หนึง่ ชนดิ ข้ึนไป สามารถ
ว ๓.๒ ป๖/๔, จาแนกหินตามกระบวนการเกิดได้เป็น ๓
ว ๓.๒ ป๖/๕, ประเภท ได้แก่ หินอัคนี หินตะกอน และหิน
ว ๓.๒ ป๖/๖, แปร
ว ๓.๒ ป๖/๗,
ว ๓.๒ ป๖/๘, • หินอัคนีเกิดจากการเย็นตัวของแมกมา
ว ๓.๒ ป๖/๙ เนื้อหินมีลักษณะเป็นผลึก ท้ังผลึกขนาดใหญ่
และขนาดเล็ก บางชนิดอาจเป็นเน้ือแก้วหรอื มี
รูพรนุ
• หินตะกอน เกิดจากการทับถมของตะกอน
เมื่อถูกแรงกดทับและมีสารเชื่อมประสานจึง
เกิดเป็นหิน เน้ือหินกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีลักษณะ
เปน็ เม็ดตะกอนมีทง้ั เน้ือหยาบและเน้ือละเอียด
บางชนิดเป็นเนื้อผลกึ ท่ียึดเกาะกันเกิดจากการ
ตกผลึกหรือตกตะกอนจากน้าโดยเฉพาะน้า
ทะเล บางชนิดมีลักษณะเป็นชั้น ๆ จึงเรียกอกี
ชือ่ ว่า หินชนั้
ลำดับ ช่อื หน่วยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรียนรู้ เวลำ น้ำหนัก
ที่ /ตวั ชว้ี ัด (ชั่วโมง) คะแนน
• หินแปร เกิดจากการแปรสภาพของหนิ เดิม
ซึ่งอาจเป็นหินอัคนี หินตะกอน หรือหินแปร
โดยการกระทาของความร้อน ความดัน และ
ปฏิกิริยาเคมี เนื้อหินของหินแปรบางชนิดผลึก
ของแร่เรียงตัวขนานกันเป็นแถบ บางชนิดแซะ
ออกเป็นแผน่ ได้ บางชนดิ เป็นเน้ือผลึกท่ีมีความ
แข็งมาก
• หินในธรรมชาติท้ัง ๓ ประเภท มีการ
เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง จ า ก ป ร ะ เ ภ ท ห น่ึ ง ไ ป เ ป็ น อี ก
ประเภทหน่ึง หรือประเภทเดิมได้ โดยมีแบบ
รูปการเปล่ียนแปลงคงที่และต่อเนื่องเป็นวัฏ
จกั ร
• หินและแร่แต่ละชนิดมีลักษณะและสมบัติ
แตกต่างกัน มนุษย์ใช้ประโยชน์จากแร่ใน
ชีวิตประจาวันในลักษณะต่าง ๆ เช่น นาแร่มาทา
เคร่อื งสาอาง ยาสฟี นั เคร่อื งประดับ อุปกรณ์ทาง
การแพทย์ และนาหินมาใช้ในงานก่อสร้างต่าง ๆ
เป็นต้น
• ซากดึกดาบรรพ์เกิดจากการทับถมหรือการ
ประทับรอยของส่ิงมีชีวิตในอดีต จนเกิดเป็น
โครงสร้างของซากหรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่
ปรากฏอยู่ในหิน ในประเทศไทยพบซากดึกดา
บรรพ์ท่ีหลากหลาย เช่น พืช ปะการัง หอย ปลา
เตา่ ไดโนเสาร์ และรอยตนี สัตว์
• ซากดกึ ดาบรรพ์สามารถใช้เป็นหลักฐานหนึ่ง
ที่ ช่ วยอธิ บายสภาพแวดล้ อมของพื้ นที่ ใน อดี ต
ขณะเกิดสิ่งมีชีวิตน้ัน เช่น หากพบซากดึกดา
บรรพ์ ของหอยน้าจืด สภาพแวดล้อมบริเวณนั้น
อาจเคยเป็นแหล่งน้าจืดมาก่อน และหากพบซาก
ดึกดาบรรพ์ของพืช สภาพแวดล้อมบริเวณนั้น
อาจเคยเป็นป่ามาก่อน นอกจากนี้ซากดึกดา
บรรพ์ ยังสามารถใช้ระบุอายุของหิน และเป็น
ข้อมูลในการศกึ ษาววิ ัฒนาการของสง่ิ มชี ีวิต
• ลมบก ลมทะเล และมรสุม เกิดจากพื้นดิน
และพื้นน้า ร้อนและเย็นไม่เท่ากันทาให้อุณหภูมิ
อากาศเหนือพื้นดินและพื้นน้าแตกต่างกัน จึงเกิด
การเคล่ือนที่ของอากาศจากบริเวณที่มีอุณหภูมิ
ตา่ ไปยังบริเวณท่ีมอี ณุ หภูมิสงู
• ลมบกและลมทะเลเป็นลมประจาถิ่นที่พบ
บริเวณชายฝั่ง โดยลมบกเกิดในเวลากลางคืน ทา
ให้มีลมพัดจากชายฝั่งไปสู่ทะเล ส่วนลมทะเลเกิด
ในเวลากลางวัน ทาให้มีลมพัดจากทะเลเข้าสู่
ชายฝัง่
ลำดบั ชอ่ื หนว่ ยกำรเรียนรู้ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ สำระกำรเรียนรู้ เวลำ น้ำหนัก
ที่ /ตวั ชว้ี ัด (ชวั่ โมง) คะแนน
๗. ออกแบบและเขยี น ว ๔.๒ ป.๖/๒ • มรสุมเป็นลมประจาฤดูเกิดบริเวณเขตร้อน ๔ ๕
โปรแกรมอย่างงา่ ย
ของโลก ซึ่งเป็นบริเวณกว้างระดับภูมิภาค
ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ไ ด้ รั บ ผ ล จ า ก ม ร สุ ม
ตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงประมาณกลางเดือน
ตุลาคมจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ทาให้เกิดฤดูหนาว
และได้รับผลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วง
ประมาณกลางเดือนพฤษภาคมจนถึงกลางเดอื น
ตุลาคมทาให้เกิดฤดูฝน ส่วนช่วงประมาณ
กลางเดือนกุมภาพันธ์จนถึงกลางเดือนพฤษภาคม
เป็นช่วงเปลี่ยนมรสุมและประเทศไทยอยู่ใกล้เส้น
ศูนย์สูตร แสงอาทิตย์เกือบตั้งตรงและตั้งตรง
ประเทศไทยในเวลาเท่ียงวัน ทาให้ได้รับความร้อน
จากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ อากาศจึงร้อนอบอ้าว
ทาให้เกิดฤดรู อ้ น
• น้ าท่ วม การกั ดเซาะชายฝ่ั ง ดิ นถล่ ม
แผ่นดินไหว และสึนามิ มีผลกระทบต่อชีวิตและ
สงิ่ แวดล้อมแตกตา่ งกนั
• มนษุ ย์ควรเรียนร้วู ธิ ีปฏบิ ตั ิตนใหป้ ลอดภยั เช่น
ติดตามข่าวสารอย่างสม่าเสมอ เตรียมถุงยังชีพ ให้
พร้อมใช้ตลอดเวลา และปฏิบัติตามคาสั่งของ
ผู้ปกครองและเจ้าหน้าท่ีอย่างเคร่งครัดเม่ือเกิดภัย
ธรรมชาติและธรณีพบิ ัตภิ ัย
• ปรากฏการณ์เรือนกระจกเกิดจากแก๊สเรือน
กระจกในชั้นบรรยากาศของโลกกักเก็บความร้อน
แล้ว คายความร้อนบางส่วนกลับสู่ผิวโลก ทาให้
อากาศ บนโลกมีอุณหภูมิเหมาะสมต่อการ
ดารงชีวติ
• หากปรากฏการณ์เรือนกระจกรุนแรงมากข้ึน
จะมีผลต่อการเปล่ียนแปลงภูมอิ ากาศโลกมนษุ ย์จงึ
ควรร่วมกันลดกิจกรรมท่ีก่อให้เกิดแก๊สเรือน
กระจก
• การออกแบบโปรแกรมสามารถทาไดโ้ ดยเขยี น
เปน็ ขอ้ ความหรอื ผังงาน
• การออกแบบและเขียนโปรแกรมทมี่ ีการใช้ตัว
แปร การวนซ้า การตรวจสอบเง่อื นไข
• หากมีข้อผิดพลาดให้ตรวจสอบการทางานที
ละคาส่ัง เมื่อพบจดุ ทท่ี าใหผ้ ลลัพธไ์ มถ่ ูกต้องให้ทา
การแก้ไขจนกว่าจะได้ผลลพั ธท์ ถี่ กู ต้อง
• การฝึกตรวจหาขอ้ ผิดพลาดจากโปรแกรมของ
ผู้อื่นจะช่วยพัฒนาทักษะการหาสาเหตขุ องปญั หา
ไดด้ ียง่ิ ข้นึ
• ตัวอย่างโปรแกรม เช่น โปรแกรมเกม
โปรแกรมหาคา่ ค.ร.น. เกมฝกึ พมิ พ์
• ซอฟตแ์ วรท์ ีใ่ ชใ้ นการเขยี นโปรแกรม เชน่
Scratch, logo
ลำดบั ช่อื หนว่ ยกำรเรยี นรู้ มำตรฐำนกำรเรยี นรู้ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำ นำ้ หนัก
ท่ี /ตัวชว้ี ัด (ช่ัวโมง) คะแนน
๘. ใช้อนิ เทอร์เนต็ ในการ ว ๔.๒ ป.๖/๓ • การค้นหาอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการ ๔ ๕
ค้นหาข้อมูล ค้นหาข้อมูลท่ีได้ตรงตามความต้องการในเวลาที่
รวดเร็ว จากแหล่งข้อมูลท่ีน่าเช่ือถือหลายแหล่ง
และขอ้ มลู มีความสอดคล้องกนั
• การใช้เทคนคิ การค้นหาขั้นสงู เชน่ การใช้ตัว
ดาเนินการ การระบุรูปแบบของข้อมูลหรือชนิด
ของไฟล์
• การจัดลาดับผลลัพธ์จากการค้นหาของ
โปรแกรมคน้ หา
• การเรียบเรียง สรปุ สาระสาคญั (บรู ณาการกับ
วิชาภาษาไทย)
๙. ใชเ้ ทคโนโลยี ว ๔.๒ ป.๖/๔ • อันตรายจากการใช้งานและอาชญากรรม ๔ ๕
สารสนเทศทางาน ทางอนิ เทอรเ์ นต็ แนวทางในการป้องกนั
รว่ มกนั
• วธิ ีกาหนดรหสั ผา่ น
• การกาหนดสิทธ์ิการใช้งาน (สิทธิ์ในการ
เขา้ ถึง)
• แนวทางการตรวจสอบและปอ้ งกันมลั แวร์
• อนั ตรายจากการตดิ ตงั้ ซอฟต์แวร์
๑๐ ใช้เหตุผลเชิงตรรกะใน ว ๔.๒ ป.๖/๑ • การแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนจะช่วยให้ ๔ ๕
การอธิบาย แก้ปัญหาได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
• การใช้เหตุผลเชิงตรรกะเป็นการนา
กฎเกณฑ์ หรอื เง่ือนไขท่คี รอบคลุมทุกกรณีมาใช้
พจิ ารณาในการแกป้ ัญหา
• แนวคิดของการทางานแบบวนซ้า และ
เง่อื นไข
• การพิจารณากระบวนการทางานท่ีมีการ
ทางานแบบวนซ้าหรือเง่ือนไขเป็นวิธีการท่ีจะ
ชว่ ยให้การออกแบบวิธกี ารแกป้ ัญหาเปน็ ไปอย่าง
มีประสิทธิภาพ
• ตัวอย่างปัญหา เช่น การค้นหาเลขหน้าที่
ตอ้ งการให้เร็วที่สุด การทายเลข ๑-๑,๐๐๐,๐๐๐
โดยตอบให้ถูกภายใน ๒๐ คาถาม การคานวณ
เวลาในการเดินทาง โดยคานึงถึงระยะทาง เวลา
จุดหยดุ พกั
รวมเวลำเรียนตลอดปี ๘๐
คะแนนระหวำ่ งเรียน ๗๐
คะแนนวดั ผลปลำยปี ๓๐
๑๐๐
รวม
ส่วนท่ี ๕
การจดั การเรยี นร้แู ละการวัดและประเมนิ ผล
การจดั การเรียนรแู้ ละการวัดและประเมนิ ผล
แนวทางการจดั การเรยี นรู้วิทยาศาสตร์
การเรยี นรูท้ ผ่ี เู้ รยี นมคี วามสาคัญทส่ี ุด
พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๒ ระบุว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า
ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญท่ีสุด กระบวนการ
จัดการศึกษาต้องสง่ เสริมให้ผู้เรยี นสามารถพฒั นาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ในมาตรา ๒๒ (๒) เนน้
การจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ให้ความสาคัญของการบูรณาการความรู้ คุณธรรม
กระบวนการเรียนรู้ตามความเหมาะสมของระดับการศึกษา ในสว่ นของการเรยี นร้ดู า้ นวทิ ยาศาสตรน์ ้ัน ต้องให้
เกิดท้งั ความรู้ ทกั ษะ และเจตคติด้านวทิ ยาศาสตร์ รวมท้ังความรคู้ วามเขา้ ใจและประสบการณเ์ รือ่ งการจัดการ
การบารงุ รักษา และการใช้ประโยชนจ์ ากทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ มอยา่ งสมดุลย่งั ยนื
ในสว่ นของการจดั กระบวนการเรยี นรู้ มาตรา ๒๔ ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ไดร้ ะบุให้สถานศึกษา
และหนว่ ยงานท่ีเก่ยี วข้องดาเนินการดงั น้ี
๑. จัดเนอื้ หาสาระและกิจกรรมให้สอดคลอ้ งกับความสนใจและความถนัดของผเู้ รียน โดยคานงึ ถึง
ความแตกต่างระหวา่ งบุคคล
๒. ฝกึ ทกั ษะ กระบวนการคดิ การจัดการ การเผชญิ สถานการณ์ และการประยกุ ต์ความรมู้ าใช้เพื่อ
ป้องกันและแก้ไขปญั หา
๓. จัดกิจกรรมใหผ้ เู้ รียนไดเ้ รียนรจู้ ากประสบการณจ์ รงิ ฝึกการปฏบิ ตั ิ ใหท้ าได้ คิดเป็น ทาเป็น รกั
การอา่ น และเกดิ การใฝ่รู้อยา่ งตอ่ เน่อื ง
๔. จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมท้ัง
ปลกู ฝงั คุณธรรม ค่านยิ มท่ีดงี าม และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงคไ์ วใ้ นทกุ กลุ่มสาระการเรยี นรู้
๕. ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม ส่ือการเรียน และอานวย
ความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหน่ึงของ
กระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่ง
วิทยาการประเภทต่าง ๆ
๖. จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา
ผปู้ กครอง และบคุ คลในชุมชนทกุ ฝา่ ย เพือ่ รว่ มกนั พัฒนาผ้เู รยี นตามศกั ยภาพ
การจดั การเรียนรู้ตามแนวดังกล่าว จาเปน็ ตอ้ งเปล่ียนแปลงพฤติกรรมการสอนของผู้สอนและการ
เรียนของผู้เรียน กล่าวคือลดบทบาทของผู้สอนจากการเป็นผู้บอกเล่าและบรรยาย เป็นการวางแผนจัด
กิจกรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยผ่านกระบวนการท่ีสาคัญ คือ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซ่ึงเป็น
กระบวนการที่จะนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้โดยผ่านกิจกรรมการสังเกต การตั้งคาถาม การวางแผนเพื่อ
การทดลอง การสารวจตรวจสอบ (investigation) ซ่ึงเป็นวิธีการหาข้อมูลโดยตรงด้วยวิธกี ารท่ีหลากหลาย
ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ กระบวนการแก้ปัญหา การสืบค้นข้อมูล การอภิปราย และการสื่อสารความรู้
ในรูปแบบต่าง ๆ ใหผ้ ู้อนื่ เข้าใจ กิจกรรมต่าง ๆ จะตอ้ งเน้นทีบ่ ทบาทของผู้เรียนตัง้ แตเ่ ร่มิ คือ รว่ มวางแผน
การเรียน การวัดผลและประเมินผล และต้องคานึงว่ากิจกรรมการเรียนน้ันเน้นการพฒั นากระบวนการคิด
วางแผน ลงมอื ปฏบิ ตั ิ สืบคน้ ข้อมลู รวบรวมขอ้ มูลด้วยวธิ ีการตา่ ง ๆ จากแหลง่ เรยี นรู้หลากหลาย ตรวจสอบ
วเิ คราะห์ข้อมลู การแกป้ ญั หา การมปี ฏิสมั พันธซ์ ง่ึ กนั และกนั การสรา้ งคาอธิบายเก่ยี วกับขอ้ มูล
ทสี่ บื คน้ ได้ เพ่อื นาไปสู่คาตอบของปัญหาหรือคาถามต่าง ๆ ในที่สุดเปน็ การสร้างองค์ความรู้ ทัง้ นกี้ ิจกรรม
การเรียนร้ดู งั กล่าวต้องพัฒนาผู้เรยี นให้เจริญพัฒนาทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปญั ญา
การจัดการเรียนการสอนวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เน้นกระบวนการที่นกั เรียนเปน็ ผู้คิด ลง
มือปฏิบัติ ศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบด้วยกิจกรรมท่ีหลากหลาย ทั้งการทากิจกรรมภาคสนาม การสังเกต
การสารวจตรวจสอบ การทดลองในห้องปฏิบัติการ การสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิและทุตยภูมิ
การทาโครงงานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี การศกึ ษาจากแหลง่ การเรียนรใู้ นทอ้ งถ่ิน โดยคานงึ ถึงวฒุ ิภาวะ
ประสบการณ์เดมิ สิง่ แวดลอ้ มและวฒั นธรรมต่างกันท่ีนกั เรยี นได้รับร้มู าแล้วกอ่ นเข้าสู่ห้องเรยี น การเรยี นรู้
ของนักเรียนจะเกิดขึ้นระหว่างที่นักเรียนมีส่วนร่วมโดยตรงในการทากิจกรรมการเรียนเหล่านั้นจึงจะมี
ความสามารถในการสืบเสาะหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ได้
พัฒนากระบวนการคิดข้ันสูง และคาดหวังว่ากระบวนการเรียนรดู้ ังกล่าวจะทาให้นกั เรียนได้รบั การพฒั นา
เจตคติทางวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรมในการใช้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รวมท้ังสามารถส่ือสาร
และทางานรว่ มกับผู้อ่นื ไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ
เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ หรอื จติ วิทยาศาสตรท์ ่ีคาดหวังวา่ จะไดร้ บั การพัฒนาขนึ้ ในตวั นักเรียนโดย
ผา่ นกระบวนการเรยี นรูต้ ่าง ๆ มีดงั นี้
- ความสนใจใฝ่รู้
- ความซอ่ื สัตย์
- ความอดทนมุ่งมน่ั
- การมใี จกว้างยอมรบั ฟงั ความคดิ เห็น
- ความคิดสรา้ งสรรค์
- มีความสงสยั และกระตอื รอื รน้ ท่จี ะหาคาตอบ
- ยอมรับเม่อื มีประจักษพ์ ยานหรือเหตผุ ลทีเ่ พียงพอ
ในการจัดการเรียนการสอน ผู้สอนตอ้ งศึกษาเป้าหมายและปรชั ญาของการจัดการเรียนรู้ให้เข้าใจ
อยา่ งถ่องแท้ ทาความเขา้ ใจเกี่ยวกับหลกั การ ทฤษฎีการเรยี นรู้ต่าง ๆ ตลอดจนกระบวนการเรียนการสอน
ท่เี น้นกระบวนการและผู้เรยี นมคี วามสาคญั ท่ีสุด แล้วพจิ ารณาเลอื กนาไปใชอ้ อกแบบกิจกรรมที่หลากหลาย
ให้เหมาะสมกับเนอ้ื หาสาระ เหมาะกบั สภาพแวดล้อมของโรงเรียน แหล่งความรขู้ องท้องถิ่น และที่สาคญั
คอื ศกั ยภาพของผู้เรียนด้วย ดังน้ัน ในเนื้อหาสาระเดียวกัน ผ้สู อนแต่ละโรงเรียนย่อมจัดการเรยี นการสอน
และใชส้ ่ือการเรยี นการสอนที่แตกตา่ งกันได้
การจักการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ช่วยให้มกี ารพฒั นาในทุก ๆ ด้าน และครอบคลุมถึงเรื่องของ
ความตระหนักและผลของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย การจัดการเรียนการสอนกลุ่มวิทยาศาสตร์
ในทกุ ระดบั จึงตอ้ งดาเนนิ การที่จะสง่ เสริมใหผ้ ู้เรยี นได้รับการพฒั นาที่สมบรู ณ์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทว่ี างไว้
โดยจดั กิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มวทิ ยาศาสตร์ท่ีเนน้ กระบวนการท่ีผู้เรียนเปน็ ผคู้ ิด ลงมอื ปฏิบตั ิ ศึกษา
ค้นคว้าอย่างมีระบบด้วยกิจกรรมหลากหลาย กิจกรรมท่ีจะจัดให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้มี
หลากหลาย เชน่
- กิจกรรมภาคสนาม
- กิจกรรมแก้ปัญหา
- กิจกรรมการสงั เกต
- กิจกรรมสารวจตรวจสอบ
- กิจกรรมการทดลอง
- กิจกรรมสืบค้นข้อมูล ทั้งจากแหล่งข้อมูลที่เป็นบุคคล เอกสารในห้องสมุดหรือ หน่วยงานใน
ท้องถิ่น จนถึงการสืบค้นทางเครอื ข่ายอินเทอรเ์ น็ต
- กิจกรรมศึกษาค้นควา้ จากสอ่ื ต่าง ๆ และแหล่งเรยี นรใู้ นทอ้ งถิ่น
- กิจกรรมโครงงานวทิ ยาศาสตร์
- กิจกรรมอภปิ ราย
ฯลฯ
กระบวนการเรียนการสอนท่ีใชก้ ารเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การพัฒนาความคิดและความสามารถโดยอาศัย
ประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม ทาให้บุคคลดาเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขใน
สังคม ดังนั้นก่อนที่ครูผู้สอนจะจัดการเรียนการสอน จะต้องตระหนักว่าการเรียนรู้เกิดข้ึนด้วยตัวของ
ผู้เรียนเอง การเรยี นรู้เรือ่ งใหมจ่ ะมพี ้ืนฐานมาจากความร้เู ดิม ฉะน้นั ประสบการณข์ องนกั เรียนจงึ เป็นปจั จัย
สาคัญต่อการเรียนรเู้ ปน็ อย่างยิ่ง กระบวนการเรียนรทู้ แ่ี ท้จรงิ ของนักเรยี นไมไ่ ด้เกิดจากการบอกเล่าของครู
หรือนักเรียนเพยี งแต่จดจาแนวคดิ ตา่ ง ๆ ทม่ี ผี ้บู อกใหเ้ ท่าน้ัน กระบวนการท่นี กั เรยี นจะต้องสบื ค้นเสาะหา
สารวจตรวจสอบ และค้นคว้าด้วยวิธีการต่าง ๆ จะทาให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจและเกิดการรับรู้ความรนู้ นั้
อย่างยาวนาน สามารถนามาใช้ได้เมื่อมีสถานการณ์ใด ๆ มาเผชิญหน้า ดังนั้นการที่นกั เรียนจะสร้างองค์
ความรู้ได้จึงต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ท่ีหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการสืบเสาะหาความรู้
(inquiry process)
กระบวนการสืบเสาะหาความรู้
กระบวนการเรียนการสอนเน้นการสืบเสาะหาความร้จู ะเป็นการพฒั นาให้ผู้เรยี นได้รบั ความรู้และ
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ปลูกฝังให้ผู้เรียนรู้จักใช้ความคิดของตนเอง สามารถเสาะหาความรู้
หรือวิเคราะห์ขอ้ มลู ได้
การจัดการใหน้ กั เรยี นเรยี นแบบสืบเสาะหาความรู้ อาจทาเป็นข้ันตอนดังน้ี
๑) ข้ันสร้างความสนใจ (engagement) เป็นการนาเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องท่ีสนใจ ซ่ึงอาจ
เกดิ ขึน้ เองจากความสงสัย หรอื อาจเรมิ่ จากความสนใจของตวั นักเรียนเอง หรือเกดิ จากการอภปิ รายภายใน
กลุ่ม เร่ืองที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ท่ีกาลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลาน้ัน หรือเป็นเร่ืองที่เชื่อมโยงกับ
ความรู้เดมิ ทเ่ี พิง่ เรยี นรู้มาแลว้ เปน็ ตัวกระตนุ้ ให้นกั เรยี นสร้างคาถาม กาหนดประเด็นทจี่ ะศกึ ษา ในกรณี
ท่ียังไม่มีประเด็นใดน่าสนใจ ครูอาจให้ศึกษาจากสื่อต่าง ๆ หรือเป็นผู้กระตุ้นด้วยการเสนอประเด็นขึ้นมา
ก่อน แตไ่ ม่ควรบงั คับใหน้ กั เรียนยอมรบั ประเด็นหรอื คาถามที่ครูกาลงั สนใจเป็นเรือ่ งที่จะใชศ้ ึกษา
เม่ือมีคาถามท่ีน่าสนใจ และนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นที่ต้องการศึกษาจึงร่วมกัน
กาหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนย่ิงข้ึน อาจรวมทั้งการ
รวบรวมความรปู้ ระสบการณเ์ ดิม หรอื ความร้จู ากแหล่งต่าง ๆ ทจ่ี ะนาไปสคู่ วามเขา้ ใจเรอื่ งหรือประเดน็ ที่จะ
ศึกษามากขึ้น และมีแนวทางทใ่ี ช้ในการตรวจตรวจสอบอย่างหลากหลาย
๒) ขั้นสารวจและค้นหา (exploration) เมื่อทาความเข้าใจในประเด็นหรือคาถามที่สนใจจะ
ศกึ ษาอยา่ งถอ่ งแทแ้ ล้ว กม็ กี ารวางแผนกาหนดแนวทางการสารวจตรวจสอบ ตงั้ สมมตุ ิฐาน กาหนด
ทางเลือกท่ีเป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศหรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธีการ
ตรวจสอบอาจทาได้หลายวิธี เช่น ทาการทดลอง ทากิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสร้าง
สถานการณจ์ าลอง (simulation) การศกึ ษาหาข้อมลู จากเอกสารอ้างองิ หรอื จากแหลง่ ข้อมลู
ต่าง ๆ เพื่อให้ไดม้ าซงึ่ ข้อมูลอยา่ งเพยี งพอที่จะใชใ้ นขัน้ ต่อไป
๓) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation) เม่ือได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสารวจ
ตรวจสอบแล้ว จึงนาข้อมลู ขอ้ สนเทศทีไ่ ด้มาวิเคราะห์ แปรผล สรุปผล และนาเสนอผลทีไ่ ดใ้ นรูปแบบต่าง
ๆ เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจาลองทางคณิตศาสตร์ หรือวาดรูป สร้างตาราง การค้นพบในข้ันนี้อาจ
เป็นไปได้หลายทาง เช่น สนับสนุนสมมุติฐานท่ีตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมุติฐานที่ต้ังไว้ หรือไม่เก่ียวข้องกับ
ประเดน็ ท่ีได้กาหนดไว้ แต่ผลทไ่ี ด้จะอย่ใู นรปู ใด ก็สามารถสร้างความรูแ้ ละชว่ ยใหเ้ กิดการเรยี นรู้ได้
๔) ขั้นขยายผลความรู้ (elaboration) เป็นการนาความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิม
หรือแนวคิดทีไ่ ดค้ น้ คว้าเพ่ิมเตมิ หรอื นาแบบจาลองหรอื ข้อสรุปท่ีไดไ้ ปอธบิ ายสถานการณห์ รือเหตกุ ารณ์อ่ืน
ๆ ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มากก็แสดงว่าข้อจากัดน้อย ซ่ึงก็จะช่วยให้เช่ือมโยงกบั เร่อื งต่าง ๆ และทาให้
เกิดความรกู้ วา้ งขวางขึ้น
๕) ข้ันประเมิน (evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียนมี
ความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากนอ้ ยเพียงใดจากขั้นนี้จะนาไปสู่การนาความรไู้ ปประยกุ ต์ในเร่อื งอ่ืน ๆ
การนาความรูห้ รือแบบจาลองไปใช้อธบิ ายหรือประยกุ ต์ใช้กับเหตุการณ์หรือเร่ืองอื่น ๆ จะนาไปสู่
ข้อโต้แยง้ หรอื ขอ้ จากัดซึ่งจะก่อให้เปน็ ประเดน็ หรือคาถาม หรอื ปัญหาท่จี ะตอ้ งสารวจตรวจสอบตอ่ ไป ทา
ให้เกิดเป้นกระบวนการท่ีต่อเนอื่ งกันไปเร่อื ย ๆ จึงเรียกวา่ inquiry cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรู้
จึงช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรทู้ ั้งเนอื้ หาหลักและหลักการ ทฤษฎี ตลอดจนการลงมอื ปฏบิ ัติ เพ่ือให้ได้
ความรซู้ งึ่ จะเป็นพ้นื ฐานในการเรียนรูต้ ่อไป
การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นอกจากจะใช้กระบวนการดังกล่าวแล้ว อาจใช้วิธีในการ
สบื เสาะหาความรดู้ ้วยรปู แบบอื่น ๆ อีก ดงั น้ี
การคน้ หารูปแบบ (pattern seeking)
โดยท่ีนักเรียนเร่ิมด้วยการสังเกตและบันทึกปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ หรือทาการสารวจ
ตรวจสอบโดยที่ไม่สามารถควบคุมตัวแปรได้ แล้วคิดหารูปแบบจากข้อมูล เช่น จากการสังเกตผลฝรั่งใน
สวนจากหลายแหล่ง พบว่าฝรั่งท่ีได้รับแสงจะมีขนาดโตกว่าผลฝร่ังท่ีไม่ได้รับแสง นักเรียนก็สร้างรูปแบบ
และสรา้ งความร้ไู ด้
การจาแนกประเภทและการระบชุ ่ือ (classification and identification)
เป็นการจัดประเภทของวัตถุหรือเหตุการณ์เป็นกลุ่ม หรือการระบุชื่อวัตถุหรือเหตุการณ์ท่ีเป็น
สมาชิกของกลุ่ม เชน่ เราจะแบง่ สัตว์ไม่มีกระดูกสนั หลังเหล่านไ้ี ด้อย่างไร วสั ดใุ ดนาไฟฟา้ ได้ดีหรือไม่ดี สาร
ต่าง ๆ เหลา่ นจ้ี าแนกอยใู่ นกลุม่ ใด
การสารวจและคน้ หา (exploring)
เป็นการสังเกตวตั ถุหรอื เหตุการณ์ในรายละเอียด หรือทาการสังเกตต่อเน่ืองเป็นเวลานาน เช่น ไข่
กบมีการพฒั นาการอย่างไร เมอ่ื ผสมของเหลวต่างชนดิ กันเขา้ ดว้ ยกันจะเกิดอะไรข้ึน
การพัฒนาระบบ (developing system)
เปน็ การออกแบบ ทดสอบและปรับปรงุ สิ่งประดิษฐห์ รอื ระบบ
- ทา่ นสามารถออกแบบสวิตซ์ความดนั สาหรับวงจรเตือนภยั ได้อย่างไร
- ทา่ นสามารถสร้างเทคนคิ หรือหามวลแห้งของแอปเปลิ ได้อย่างไร
การสร้างแบบจาลองเพื่อการสารวจตรวจสอบ (investigate models)
เปน็ การสร้างแบบจาลองเพอื่ อธิบาย เพ่ือให้เห็นถึงการทางาน เชน่ สร้างแบบจาลองระบบนเิ วศ
กระบวนการแกป้ ัญหา (problem solving process)
การเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์มจี ุดม่งุ หมายประการหนึง่ คือ เนน้ ให้นกั เรียนไดฝ้ ึกแก้ปัญหาตา่ ง ๆ
โดยผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติอย่างมีระบบ ผลที่ได้จากการฝึกจะช่วยให้นักเรียนสามารถตัดสินใจ
แก้ปญั หาตา่ ง ๆ ดว้ ยวธิ ีการคดิ อย่างสมเหตุสมผล โดยใช้กระบวนการหรอื วิธกี าร ความรู้ ทกั ษะต่าง ๆ และ
ความเขา้ ใจในปญั หานัน้ มาประกอบกนั เพอ่ื เป็นข้อมูลในการแกป้ ญั หา
เพ่ือใหเ้ ข้าใจได้ตรงกนั ถงึ ความหมายท่แี ท้จริงของปัญหา ไดม้ ีผู้ใหค้ วามหมายไวด้ งั นี้
“ปัญหา” หมายถงึ สถานการณ์ เหตกุ ารณ์ หรอื ส่งิ ท่พี บแล้วไม่สามารถจะใชว้ ธิ ีการใดวธิ ีการหนึ่ง
แก้ปญั หาได้ทนั ที หรอื เมื่อมีปญั หาเกดิ ข้นึ แลว้ ไม่สามารถมองเห็นแนวทางแก้ไขไดท้ นั ที
“แบบฝึกหัด” หมายถึง สถานการณ์ เหตุการณ์ หรือส่ิงที่พบแล้วสามารถแก้ไขหรอื เลือกวธิ แี ก้ไข
ได้ทนั ที หรือมองเห็นไดช้ ดั เจนว่ามีวิธแี กไ้ ขทีแ่ น่นอน
การแกไ้ ขปญั หาอาจทาไดห้ ลายวธิ ี ทง้ั น้ีขนึ้ อยูก่ ับลักษณะของปญั หา ความรแู้ ละประสบการณ์ของ
ผู้แก้ปัญหานนั้
กิจกรรมการคิดและปฏิบตั ิ (Hands-on Mind-on Activities)
นักการศกึ ษาวิทยาศาสตร์แนะนาให้ครูจัดกิจกรรมให้นกั เรยี นได้คิดและลงมอื ปฏิบัติ เม่อื นกั เรียน
ไดล้ งมือปฏิบัติจรงิ หรือได้ทาการทดลองตา่ ง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ก็จะเกิดความคิดและคาถามทหี่ ลากหลาย
ตัวอยา่ งกจิ กรรม ได้แก่
- นาแม่เหลก็ เขา้ ใกลว้ ัสดตุ ่าง ๆ แลว้ สงั เกตผลที่เกดิ ขึน้
- ใช้วัตถุต่าง ๆ ถูกับผ้าชนิดต่าง ๆ แล้วนามาแขวนไว้ใกล้กนั หรือนามาแตะชิ้นกระดาษ แล้ว
สังเกตการเปลยี่ นแปลง
- ต่อหลอดไฟฟ้าหลายหลอดกับถ่านไฟฉาย สังเกตและเปรียบเทียบผลท่ีเกิดขึ้นใช้กล้อง
จลุ ทรรศนส์ ่องดูเนื้อเยอื่ ของสงิ่ มชี วี ิต สังเกตและเปรียบเทียบเนื้อเย่อื ของสิง่ มีชวี ติ ตา่ ง ๆ
- เปา่ ลมหายใจลงไปในนา้ ปนู ใส สงั เกตการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้น
เม่อื นักเรยี นได้ทากจิ กรรมลักษณะนแ้ี ล้ว จะทาใหส้ งั เกตผลที่เกิดข้ึนดว้ ยตนเอง ซึ่งเปน็ ขอ้ มูลที่จะ
นาไปสู่การถามคาถาม การอธิบาย การอภิปราย หาข้อสรุปและการศึกษาต่อไป กิจกรรมลักษณะนี้จึง
ส่งเสริมให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติและฝึกคิด นามาสู่การสร้างความรู้ด้วยตนเองด้วยความเข้าใจและเป็น
การเรียนร้อู ยา่ งมีความหมาย
การเรยี นรู้แบบรว่ มมอื รว่ มใจ (Cooperative Learning)
การเรียนรู้แบบรว่ มใจ เปน็ กระบวนการเรียนรู้ทีส่ ามารถนามาใชใ้ นการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์
ได้อย่างเหมาะสมวิธีหน่ึง เน่ืองจากขณะน้ีนักเรียนทากิจกรรมร่วมกันในกลุ่ม นักเรียนจะได้มีโอกาส
แลกเปล่ียนความรู้กบั สมาชิกของกลุ่ม และการที่แต่ละคนมวี ัยใกล้เคียงกัน ทาใหส้ ามารถสือ่ สารกันได้เป็น
อย่างดี แต่การเรียนรแู้ บบรว่ มมอื ร่วมใจท่ีมีประสิทธิภาพนั้นต้องมีรูปแบบหรอื มีการจัดระบบอย่างดี นัก
การศกึ ษาหลายทา่ นได้ทาการศึกษาคน้ คว้าอย่างกวา้ งขวาง เพอ่ื จะนามาใชใ้ นการเรยี นการสอนวิชาต่าง ๆ
รวมทงั้ วิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตรด์ ้วย
การพัฒนาความสามารถและทักษะท่ีสาคญั ของผู้เรยี นในการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับต่าง ๆ น้ัน นอกจากมุ่งหวังให้นักเรียนได้พัฒนาความรู้
ความเข้าใจในแนวความคิดหลักท่ีเกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบทเรียนแล้ว ยังมุ่งหวังให้นักเรียนได้พัฒนา
ความสามารถในการตดั สนิ ใจ พัฒนาความคดิ ชั้นสงู และพฒั นาทักษะการสื่อสารดว้ ย
ความสามารถในการตัดสินใจ (Decision Making)
การจัดกิจกรรมต่าง ๆ ครูควรจัดสถานการณ์ท่ีเปิดโอกาสให้นักเรียนฝึกตัดสินใจ เช่น กิจกรรมการ
แก้ปญั หา การศกึ ษาคน้ คว้าอย่างมรี ะบบ การสบื เสาะหาความรู้ หรืออาจจดั กิจกรรมการแสดงบทบาทสมมุติ
โดยสร้างสถานการณ์ข้ึนเอง และเปิดโอกาสให้นักเรียนแสดงบทบาทสมมุติโดยเป็นผู้ที่เก่ียวข้องกับการ
ตัดสนิ ใจในเรอ่ื งท่ีสาคญั ของบ้านเมอื ง เช่น การสร้างเขอื่ น การสร้างโรงงานไฟฟา้ นวิ เคลียร์ การแก้ปัญหาต่าง
ๆที่เกิดข้ึนในโรงเรียนหรือชุมชน การตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาบ้านเมืองนั้นจะต้องอยู่บนพ้ืนฐานของข้อมูลที่
เชือ่ ถอื ไดอ้ ยา่ งมีเหตุผลและส่งผลดตี ่อสว่ นรวม เพือ่ ใหเ้ กดิ ความปลอดภัยและการพัฒนาทีย่ ่ังยืน ทั้งนจ้ี ะต้อง
พจิ ารณาทางเลอื กท่ีดที ส่ี ุด ส่งผลกระทบต่อสงิ่ แวดลอ้ มน้อยทส่ี ดุ ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยนื และคุณภาพชวี ิต
ท่ีดี
การพฒั นาความคิดขัน้ สูง ( Higher- ordered Thinking )
การคดิ ขัน้ สูงเปน็ ความสามารถทางสตปิ ัญญาประการหน่ึงท่ตี อ้ งพัฒนาให้เกิดในขณะท่ีนักเรยี นเข้ามา
อยู่ในโรงเรียน เพ่ือเรียนรู้เน้ือหาและหลักการ รวมท้ังแนวคิดในวิชาต่าง ๆ ความคิดข้ันสูงประกอบด้วย
ความคิดในด้านตา่ ง ๆ คือ
๑. ความคิดวิเคราะห์ คือความคิดท่ีเกี่ยวข้องกับการจาแนก รวบรวมเป็นหมวดหมู่ รวมทั้งการจัด
ประเดน็ ต่าง ๆ เช่น การจาแนกชนดิ ของหนิ โดยพิจารณาลกั ษณะภายนอกเปน็ เกณฑ์ การจาแนกใบไม้โดย
พิจารณารูปร่างของใบ ขอบใบ และเสน้ ใบเป็นเกณฑ์
๒. ความคดิ วิพากษว์ จิ ารณ์ คอื ความคดิ เห็นต่อเรื่องใดเร่ืองหนงึ่ ท้งั ในด้านบวกหรอื ลบอย่างมีเหตุผล
โดยการใช้ข้อมูลท่ีมีอยอู่ ย่างเพียงพอ เชน่ ความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยีชีวภาพ ซึง่ เปน็ ประเด็นทค่ี นท่ัวโลกให้
ความสนใจ คือเร่ือง GMOs ผลการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวมีผลให้ส่ิงมีชีวิตไม่ว่าพืชหรือสัตว์ มีคุณสมบัติ
เปลีย่ นแปลงไปจากพนั ธเ์ุ ดมิ และการเปลี่ยนแปลงดงั กลา่ วย่อมมีผลต่อมนษุ ยแ์ ละสง่ิ แวดลอ้ ม
๓. ความคิดสร้างสรรค์ คือความคิดที่แปลกใหม่ ยืดหยุ่นและแตกต่างจากผู้อน่ื เช่น ให้นักเรียนทา
กิจกรรมคิดออกแบบประดิษฐ์อุปกรณ์กาเนิดเสียงแทนการใช้กระด่ิงไฟฟ้าหรือออดไฟฟา้ หรือออกแบบวงจร
เตือนภัยโดยใชเ้ ซนเซอร์ความร้อน
๔. ความคิดอย่างมีเหตุมีผล คือความสามรถที่จะคิดในเชิงเหตุผลของเรื่องราวต่าง ๆ เช่น กิจกรรม
การเรียนเรอื่ งการสร้างเข่ือน หรือการพัฒนาดา้ นอตุ สาหกรรมต่าง ๆ ซ่ึงเป็นประเด็นโต้แยง้ ทางสังคมท่ีไมอ่ ยู่
บนขอ้ มลู หรอื ประจักษพ์ ยานท่เี ปน็ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จึงควรให้นักเรียนได้ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มา
เป็นเหตุผลในการโต้แย้งหรือสนับสนนุ ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกหรือใช้อารมณ์ในการตัดสินว่าควรดาเนนิ การพฒั นา
หรอื ไม่อย่างไร
๕. ความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ คือความคิดที่ใช้ในการพิสูจน์และสารวจตรวจสอบหาข้อเท็จจริง เช่น
ภูมิปัญญาท้องถ่ินท่ีเป็นเทคโนโลยีชาวบ้าน การดองผักด้วยน้าซาวข้าวหรือน้ามะพรา้ ว หรือการใส่พริกสดลง
ในน้ากะทเิ พ่ือกนั บูดได้
โดยทว่ั ไปแลว้ ความคิดข้ันสงู ด้านตา่ ง ๆ เหลา่ นี้จะไม่สามารถแยกออกจากกันได้ชัดเจน ต้องพัฒนาไป
พร้อม ๆ กันและอาจรวมท้ังพัฒนาไปพร้อมกับความสามารถด้านอ่ืน ๆ ด้วยโดยไม่จาเป็นต้องเน้นว่าจะตอ้ ง
พัฒนาเร่ืองใดก่อนหรือหลัง การพัฒนาความคิดขั้นสูงนี้จะทาได้มากในกิจกรรมการเรียนการสอนแบบสืบ
เสาะหาความรูแ้ ละกระบวนการแกป้ ัญหา
การพัฒนาทกั ษะการสื่อสาร (Communication Skills)
กระบวนการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ทักษะในการสื่อสาร หมายถึงการแสดความคิดหรือ
แลกเปลี่ยนความรู้ และแนวความคิดหลักทางวิทยาศาสตรท์ ี่ได้จากการทากิจกรรมหลากหลาย การสังเกต
การทดลอง การอ่านหรอื อ่นื ๆ ซ่งึ แสดงออกในรปู แบบทชี่ ดั เจนและมเี หตุผลดว้ ยการพูดหรอื การเขยี น
การพัฒนาให้นกั เรยี นมีความสามารถในการส่ือสารความรู้และแนวความคิดทางวทิ ยาศาสตรเ์ ป็น
เป้าหมายสาคญั ประการหน่งึ ของการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์ทกุ ระดับ ความสามารถใน
การสื่อสารเปน็ คุณลักษณะทีต่ อ้ งฝึกซ้า เพ่อื ใหเ้ กิดทักษะ
การจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์ สามารถฝกึ ทกั ษะการส่อื สารได้ ดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. การเล่าหรอื การเขียนสรปุ เรือ่ งราวทางวิทยาศาสตร์ที่อ่านจากหนงั สือพิมพ์ วารสาร หนงั สอื
ต่าง ๆ จากการดูโทรทัศนห์ รือการสืบค้นข้อมูลทางอนิ เทอรเ์ นต็ โดยมอบหมายให้นกั เรยี นไปศึกษาค้นควา้
แล้วนามาเลา่ หรอื เขียนให้ผู้อน่ื รับรู้ เปน็ การฝึกทกั ษะในการสอ่ื สารท่ดี ีวิธหี น่ึง กจิ กรรมน้ีอาจใชเ้ วลาครง้ั ละ
๑๐ นาที กอ่ นท่จี ะมกี ารสอนตามปกติกไ็ ด้
๒. การเขียนบนั ทึกสรุปการไปทัศนศึกษา หรือการศกึ ษาภาคสนาม ในโอกาสท่นี ักเรยี นกลับมา
จากทัศนศึกษาหรือการศกึ ษาภาคสนามแล้วใหเ้ ขียนรายงานสรุปถงึ ความรู้ ความคิดในบางเรื่องที่ได้รับจาก
การไปทัศนศึกษาแตล่ ะครั้ง
๓. การจัดแสดงผลงาน ในกรณีที่นักเรียนทาโครงงานวิทยาศาสตร์หรือโครงการอื่น ๆ ควร
กาหนดให้มีวันท่ีแน่นอนเพื่อจัดแสดงผลงานให้เพื่อน ๆ ในช้ันหรือทั้งโรงเรียนได้ชมและถ้าเป็นไปได้ควร
เชิญบุคคลในชุมชนมาชมด้วย
๔. การสอ่ื สารด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ท่ีจะช่วยมนุษย์ในการทางาน
ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยา วิทยาการคอมพิวเตอร์จึงเป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งท่ีเป็นรากฐานสาคัญต่อ
การพัฒนาความคิดและจิตนาการ อันจะนาไปสู่การแปลงรูปจากจินตนาการมาเป็นช้ินงานสร้างสรรค์ท่ีมี
ประโยชน์ปัจจุบันสิ่งประดิษฐ์มากมายล้วนแล้วแต่มีส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์เข้าไปร่วมด้วย ทาให้
ระบบการทางานตา่ ง ๆ ไดร้ ับการพัฒนาเข้าสคู่ วามเปน็ อัตโนมัตมิ ากขน้ึ
ปัจจยั ความสาเร็จในการจัดการเรยี นรู้
๑. ผู้บริหาร เป็นผู้ท่ีมีความสาคัญท่ีสุดในการสนับสนุนให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนบรรลุ
เป้าหมาย ผู้บริหารต้องมีความรู้ความเข้าใจในปรัชญา กระบวนการเรียนรู้และธรรมชาติของการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพ่อื จะได้สนบั สนุน
- งบประมาณในการจดั ซื้อส่อื ต่าง ๆ
- อานวยความสะดวกในการจัดกจิ กรรมทตี่ ้องใช้แหล่งเรียนรูใ้ นทอ้ งถน่ิ ภายนอกโรงเรียน
- ชว่ ยเสนอแนะแหลง่ วทิ ยาการและแหล่งเรียนรู้
- นเิ ทศ ตดิ ตามผลการจัดการเรยี นรูอ้ ยา่ งสมา่ เสมอ
- ให้กาลังใจทั้งครูและนกั เรียน
๒. ครูผู้สอน เป็นผู้ท่ีมีความสาคัญในการที่จะแปลมาตรฐานการเรียนรู้และสาระการเรียนรทู้ ่ีเปน็
ตัวหนังสือให้เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสม น่าสนใจ และมีกระบวนการเรียนรู้หลากหลายวิธีอย่าง
อสิ ระ ครูผู้สอนจาเปน็ ตอ้ ง
- มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั เป้าหมายของการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
- มคี วามเข้าใจเก่ยี วกบั ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- มีความรู้ความเข้าใจในเน้ือหาสาระวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างดี รวมถึงรู้วิธีการ
เรยี นรู้ มีความสามรถในการสืบเสาะหาความรู้และแก้ปญั หา
- มีความเขา้ ใจเกย่ี วกบั ตัวนักเรยี น พร้อมท่จี ะเรียนรเู้ ร่ืองราวใหม่ ๆ พรอ้ ม ๆ กบั นักเรยี น
- เปน็ ผ้ทู ี่มีความสนใจใฝห่ าความรู้อย่างสม่าเสมอและต่อเนอ่ื ง เพ่ือนามาปรบั ปรุงพัฒนาตนเอง
- มีความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ มีการใช้ส่ือการเรียน
การสอนหลากหลายและสามารถใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศได้
- มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมและค่านิยมในอาชีพครูในฐานะครูวชิ าชีพ
- มีมนษุ ยสัมพนั ธ์ที่ดีทัง้ กับเพอื่ นครูในโรงเรียนและชุมชน เพื่อจะหาความร่วมมือในการจัดการ
เรียนการสอน
๓. ผู้เรียน เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสาคัญต่อการเรียนการสอน ผู้เรียนแต่ละคนมีความ
แตกต่างกันท้ังบุคลิกภาพ สติปัญญา ความถนัด ความสนใจและความสมบูรณ์ของร่างกาย ผู้เรียนควรมี
โอกาสรว่ มคิด ร่วมวางแผนในการจดั การเรยี นการสอน และมีโอกาสเลอื กวธิ ีเรียนไดอ้ ย่างหลากหลาย ตาม
ความเหมาะสมภายใต้การแนะนาของครูผู้สอน
๔. สภาพแวดล้อมและบรรยากาศการเรยี นการสอน ครูผู้สอนต้องมีวธิ กี ารที่จะจัดสภาพแวดลอ้ ม
และบรรยากาศท่ีเอื้ออานวยต่อการพัฒนาทางวิชาการ เช่น จัดห้องชวนคิด ห้องกิจกรรมวิทยาศาสตร์
จัดระบบนิเวศจาลอง จัดบริเวณโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ทางชีววิทยา ธรณีวิทยา ฯลฯ มีการดัดแปลง
ห้องเรยี นใหน้ ักเรยี นทากิจกรรมการเรียนรูท้ ่ีสามารถมีปฏิสมั พนั ธก์ ันได้ดี และจัดกจิ กรรมทเี่ อ้อื ให้ผปู้ กครอง
และชุมชนเข้ามามสี ว่ นรว่ มในการเรยี นการสอนด้วย
การวดั ผลและประเมนิ ผลการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์
การวัดผลและประเมนิ ผลการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
เพ่ือท่ีจะทราบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือไม่เพียงใด
จาเป็นต้องมีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ในอดีตการวัดและประเมินผลส่วนใหญ่ให้
ความสาคัญกับการใช้ข้อสอบซ่ึงไม่สามารถสนองเจตนารมณ์การเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนคิด ลงมือ
ปฏิบัติด้วยกระบวนการหลากหลาย เพ่ือสร้างองค์ความรู้ ดังน้ัน ผู้สอนต้องตระหนกั วา่ การเรยี นการสอน
และการวดั ผลประเมินผลเปน็ กระบวนการเดยี วกนั และจะตอ้ งวางแผนไปพรอ้ ม ๆ กัน
แนวทางการวดั ผลและประเมนิ ผล
การวดั และประเมินผลการเรียนรูจ้ ะบรรลุผลตามเป้าหมายของการเรียนการสอนทว่ี างไวไ้ ด้ ควรมี
แนวดังตอ่ ไปน้ี
๑. ต้องวัดและประเมินผลทั้งความรู้ความคิด ความสามรถ ทักษะและกระบวนการ เจตคติ
คณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยมในวิทยาศาสตร์ รวมท้งั โอกาสในการเรียนของผเู้ รียน
๒. วธิ กี ารวัดและประเมนิ ผลต้องสอดคล้องกบั มาตรฐานการเรียนรู้ทีก่ าหนดไว้
๓. ต้องเก็บข้อมูลที่ได้จากการวัดและประเมินผลอย่างตรงไปตรงมา และต้องประเมินผลภายใต้
ข้อมูลทีม่ ีอยู่
๔. ผลการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องนาไปสู่การแปลผลและลงข้อสรุปที่
สมเหตสุ มผล
๕. การวัดและประเมินผลต้องมีความเท่ียงตรงและเป็นธรรม ท้ังในด้านของวิธีการวัดโอกาสของ
การประเมิน
จดุ ม่งุ หมายของการวัดผลและประเมินผล
๑. เพ่ือวินิจฉัยความรู้ความสามารถ ทักษะและกระบวนการ เจตคติ คุณธรรม จริยธรรมและ
คา่ นิยมของผู้เรยี น และเพื่อซ่อมเสรมิ ผูเ้ รยี นให้พัฒนาความรคู้ วามสามารถและทักษะไดเ้ ต็มตามศกั ยภาพ
๒. เพอื่ ใช้เป็นขอ้ มูลปอ้ นกลบั ให้แก่ตวั ผเู้ รียนเองว่าบรรลตุ ามมาตรฐานการเรยี นรู้เพยี งใด
๓. เพ่อื ใชข้ อ้ มูลในการสรปุ ผลการเรยี นรแู้ ละเปรียบเทียบถงึ ระดับพฒั นาการของการเรยี นรู้
การวัดและประเมินผลจึงมีความสาคัญเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการเรียนการสอน วิธีการวัดและ
ประเมินผลที่สามารถสะท้อนผลการเรียนรู้อย่างแท้จริงของผู้เรียนและครอบคลุมกระบวนการเรียนรู้และผล
การเรยี นรทู้ ง้ั ๓ ด้านตามทีก่ ลา่ วมาแลว้ จงึ ตอ้ งวดั และประเมนิ ผลจากสภาพจริง (Authentic assessment)