นงั อื เรยี นราย ิชาภา าไทยพ้ืนฐาน
ตาม ลัก ตู รแกนกลางการ ึก าขน้ั พนื้ ฐาน พุทธ ักราช ๒๕๕๑
ภา าไทยกลมุ่ าระการเรยี นรภู้ า าไทย
ชชั้นั้นมมธัธั ยยมม กึกึ าาปปทีีท่ี่ี ๒๒ เเลล่ม่ม ๑๑
ผเู้ รยี บเรยี ง
ชยั ณรงค์ ค ร ถติ ย์
นงั อื เรยี นราย ชิ าพ้นื ฐาน ภา าไทย ๒ เลม่ ๑
ชั้นมัธยม กึ าปที ่ี ๒
กลุ่ม าระการเรยี นรูภ้ า าไทย
ตาม ลัก ูตรแกนกลางการ กึ าข้ันพื้นฐาน ๒๕๕๑
ผเู้ รยี บเรียง : นายชยั ณรงค์ ควร ถติ ย์
ครัง้ ท่ีพิมพ์ : ๑ พถทุ ธศักรา่ ช ๒๕๖๔
านกั พิมพ์ : ม าวทิ ยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยธุ ยา ตาบลประตชู ัย
อาเภอพระนครศรีอยุธยา จงั วัดพระนครศรีอยุธยา 13000
คานา
นัง อื เรยี นราย ชิ าพ้ืนฐานภา าไทย ชัน้ มธั ยม กึ าปีที่ 2 กล่มุ าระการเรยี นร้ภู า าไทย
เล่มน้ี เปน็ นัง ือทีจ่ ดั ทาขึน้ ตาม ลัก ตู รแกนกลางการ ึก าข้ันพ้ืนฐาน พุทธ ักราช 2551 ตามที่
กระทร ง ึก าธิการได้กา นดไ ้ เพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้ และเป็น ่ือการ อนตามมาตรฐาน
ขั้นพน้ื ฐาน และตั ชี้ ดั ของระดบั ชน้ั มธั ยม กึ าปีท่ี 2
นัง ือเรียนราย ิชาพื้นฐานภา าไทย ช้ันมัธยม ึก าปีท่ี 2 มุ่งเน้นใ ้ผู้เรียน
มคี ามรู้ ค ามเข้าใจเก่ีย กับ ลักการพื้นฐานทางภา าไทย ท้ัง 5 าระการเรียนรู้ าระการอ่าน
าระการเขียน าระการฟัง การดู และการพูด าระ ลักภา าไทย และ าระ รรณกรรมและ
รรณคดี เพื่อใ ้ผู้เรียนได้เกิดทัก ะต่าง ๆ อย่างครบถ้ นและรอบด้านอย่างเ มาะ ม
มีประ ิทธิภาพ ร มถึง ามารถนาทัก ะท่ีได้เรียนรู้ไปปรับใช้ในชี ิต ประจา ัน รือ ามารถแก้ไข
ปญั าตา่ ง ๆ ท่พี บเจอไดอ้ ยา่ งเ มาะ ม มีคุณลกั ณะอันพงึ ประ งค์ท่คี รบถ้ น รักค ามเป็นไทย
ผู้เรียบเรียงขอขอบพระคุณผู้มี ่ นเก่ีย ข้องในการจัดทา นัง ือเรียนราย ิชาภา าไทย
เล่มนี้จน าเร็จลุล่ งไปได้ด้ ยดี ขอขอบพระคุณ ดร. ัชรภัทร เตชะ ัฒน ิริดารง อาจารย์ประจา
ราย ิชาที่คอยใ ้คาช้ีแนะและคาปรึก า ขอบคุณรุ่นพี่และเพื่อน ๆ ใน าขาการ อนภา าไทย
ท่ีคอยช่ ยเ ลือในด้านการค้นค ้า าข้อมูลต่าง ๆ ตลอดระยะเ ลาการจัดทา ผู้เรียบเรียง
ังเป็นอย่างย่ิง ่า นัง ือเรียนภา าไทยเล่มน้ีจะมีประโยชน์ต่อผู้ ึก าค้นค ้าและผู้ท่ี นใจ
เปน็ อยา่ งดี
ผเู้ รียบเรยี ง
ารบญั
เรือ่ ง น้า
น่วยท่ี ๑ อ่านเขยี น เพียรพินิจ ๑
เรื่องท่ี ๑ การอา่ นจบั ใจความ ๙
เรื่องที่ ๒ การเขียน รปุ ความ ๑๔
เรือ่ งที่ ๓ การเขยี นย่อ นา้ ๒๐
เรอ่ื งท่ี ๔ การเขียนย่อความ ๒๖
เร่อื งที่ ๕ ประโยค ๓๑
เรอ่ื งที่ ๖ การเขียนแผนภาพความคิด ๓๕
บรรณานกุ รม
๓๖
น่วยท่ี ๒ เขยี นดี วิเคราะ ์ได้ ๔๒
เร่ืองท่ี ๑ บทรอ้ ยกรอง ๔๕
เรอ่ื งที่ ๒ การวิเคราะ แ์ ละจาแนกข้อเท็จจริง ข้อคิดเ ็น ข้อ นบั นุน ๕๐
เรื่องที่ ๓ การคัดลายมือ ๕๗
เรื่องที่ ๔ ลกั การฟังและดู อ่ื ตา่ ง ๆ
บรรณานุกรม ๕๘
นว่ ยที่ ๓ ทัก ะภา านา่ ยินยล ๖๐
เรอ่ื งท่ี ๑ การประเมินคุณคา่ รอื แนวคิดท่ไี ดจ้ ากการอ่าน ๖๔
เพื่อนามาใช้ปัญ าในชวี ติ ๗๒
เร่ืองท่ี ๒ การเขยี นบรรยายและพรรณนา ๗๕
เรื่องที่ ๓ การเขยี นเรียงความ ๗๗
เรื่องที่ ๔ การฟงั และการดู ๘๕
เรื่องที่ ๕ การใชว้ ิจารณญาณในการฟงั
เรื่องที่ ๖ คา มา
บรรณานกุ รม
ารบญั นา้
เรอื่ ง ๘๖
๘๗
นว่ ยที่ ๔ ทัศนาวรรณคดี ๙๒
เรื่องที่ ๑ ศลิ ปะประพันธ์ในวรรณคดี ๙๗
เร่อื งท่ี ๒ การอ่านออกเ ียงบทรอ้ ยแกว้ และบทรอ้ ยกรอง ๑๐๒
เร่ืองท่ี ๓ โคลงภาพพระราชพงศาวดาร ๑๐๘
เรอ่ื งที่ ๔ รามเกียรต์ิ ตอนนารายณป์ ราบนนทก ๑๐๘
เรอื่ งท่ี ๕ ลักศิลาจารกึ
บรรณานกุ รม
บรรณานุกรมภาพ
คาอธิบายราย ิชา
ราย ิชาภา าไทยพ้ืนฐาน ๓ ร ั ิชา ท ๒๒๑๐๑ กลุม่ าระการเรียนรภู้ า าไทย
ช้นั มธั ยม ึก าปที ี่ ๒ ภาคเรียนที่ ๑ เ ลา ๖๐ ชั่ โมง จาน น ๑.๕ น่ ยกิต
ึก าการอา่ น การเขยี น การฟงั พูดและดู ลักการใชภ้ า าไทย รรณคดีและ รรณกรรม
เก่ีย กับการอ่านออกเ ียงบทร้อยแก้ การอ่านจับใจค ามจาก ่ือต่าง ๆ การอ่านตามค าม นใจ
การคัดลายมือตั บรรจงคร่ึงบรรทัดตามรูปแบบการเขียนตั อัก รไทย การเขียนบรรยายและ
พรรณนาการเขียนเรียงค ามเก่ีย กับประ บการณ์ การเขียนย่อค ามจาก ื่อต่าง ๆ การเขียน
ิเคราะ ์ ิจารณ์และแ ดงค ามรู้ ค ามคิดเ ็น รือโต้แย้งจาก ิอต่าง ๆ การพูด รุปค าม
ิเคราะ ์ ิจารณ์จากเร่ืองที่ฟัง และดู การพูดในโอกา ต่าง ๆ การ ร้างคา มา ลัก ณะของ
ประโยคในภา าไทย คาท่ีมาจากภา าต่างประเท รรณคดีและ รรณกรรมเก่ีย กับ า นา
ประเพณี พิธีกรรม ุภา ิตคา อน การ ิเคราะ ์คุณค่าและข้อคิดจาก รรณคดี รรณกรรม และ
รรณกรรมทอ้ งถน่ิ บทอาขยานและบทรอ้ ยกรองทม่ี ีคณุ ค่า
โดยใช้กระบ นการทางภา า ฟัง พูด อ่าน และเขียน เพ่ือฝึกทัก ะอ่านออกเ ียง จับ
ใจค าม าคัญ รุปค าม อธิบาย เขียนผังค ามคิด อภิปราย ิเคราะ ์ จาแนก อ่าน นัง ือ
ประเมิน นาไปใช้ แก้ปัญ า คัดลายมือ เขียนบรรยาย พรรณนา เรียงค าม ย่อค าม ิเคราะ ์
ิจารณ์ แ ดงค ามรู้ ค ามคิดเ ็น โต้แย้ง พูด รุปใจค าม าคัญ ิเคราะ ์ข้อเท็จจริง ข้อคิดเ ็น
ประยกุ ต์ใช้ รา้ งคา มา ร บร ม รปุ เน้อื าและท่องจาบทอาขยาน
เพื่อใ ้เกิดค ามรู้ค ามเข้าใจ ทัก ะกระบ นการทางภา า ฟัง พูด อ่าน และเขียน
ได้อย่างถูกต้องและเ มาะ ม มีนิ ัยรักการอ่าน มีมารยาทในการอ่าน เขียนอย่างมีประ ิทธิภาพ
อย่างมีเ ตุผล มีมารยาทในการเขียน อย่างมี ิจารณญาณและ ร้าง รรค์ มีมารยาทในการฟัง
การดู และการพูด รัก าภา าไทยไ ้เป็น มบัติของชาติ อย่างเ ็นคุณค่า เกิดค าม ามารถ
ในการคิด ค าม ามารถในการ ่อื าร ค าม ามารถในการแกป้ ัญ า ค าม ามารถในการใช้ทัก ะ
ชี ิตและค าม ามารถในการใชเ้ ทคโนโลยไี ดอ้ ยา่ งมีประ ิทธิภาพ
ร มตั ช้ี ดั ๒๔ ตั ช้ี ดั
ท ๑.๑ ม.๒/๑ ม.๒/๒ ม.๒/๔ ม.๒/๕ ม.๒/๗ ม.๒/๘
ท ๒.๑ ม.๒/๑ ม.๒/๒ ม.๒/๓ ม.๒/๔ ม.๒/๗ ม.๒/๘
ท ๓.๑ ม.๒/๑ ม.๒/๒ ม.๒/๓ ม.๒/๔ ม.๒/๖
ท ๔.๑ ม.๒/๑ ม.๒/๒ ม.๒/๕
ท ๕.๑ ม.๒/๑ ม.๒/๒ ม.๒/๓ ม.๒/๕
หน่วยที่ ๑
อา่ นเขยี น เพียรพนิ จิ
าระที่ ๑ การอา่ น
ตัวชีว้ ัด ม.๒/๒ จบั ใจความ าคัญ รปุ ความ และอธบิ ายรายละเอียดจากเรือ่ งท่อี า่ น
ม.๒/๓ เขยี นผังความคิดเพอื่ แ ดงความเข้าใจในบทเรยี นตา่ ง ๆ ทีอ่ า่ น
ม.๒/๔ อภิปรายแ ดงความคิดเ ็น และโต้แย้งเกยี่ วกบั เร่ืองทอ่ี ่าน
ม.๒/๘ มีมารยาทในการอ่าน
าระท่ี ๒ การเขยี น
ตัวชวี้ ดั ม.๒/๔ เขยี นย่อความ
ม.๒/๘ มมี ารยาทในการเขียน
าระที่ ๓ การฟัง การดู และการพดู
ตัวช้ีวัด ม.๒/๑ พูด รปุ ใจความ าคญั ของเรอื่ งท่ฟี ังและดู
ม.๒/๖ มมี ารยาทในการฟัง การดู และการพดู
าระที่ ๔ ลักการใชภ้ า าไทย
ตวั ชวี้ ัด ม.๒/๒ วเิ คราะ โ์ ครง รา้ งประโยค ามัญ ประโยครวมและประโยคซอ้ น
การอ่านจบั ใจความ
ความ มายของการอา่ นจับใจความ าคญั
คอื การอ่านเพ่ือจับใจความ รือขอ้ คิด ความคิด าคัญ ลักของข้อความ รือเรื่อง
ที่อ่าน เปน็ ข้อความทีค่ ลุมข้อความอน่ื ๆ ในย่อ นา้ น่ึง ๆ ไวท้ ง้ั มด
ใจความ าคญั มายถงึ ใจความท่ี าคัญ และเด่นที่ ุดในย่อ น้า เป็นแก่นของย่อ
น้าที่ ามารถครอบคลุมเน้ือความในประโยคอ่ืน ๆ ในย่อ น้านั้น รือประโยคที่ ามารถ
เป็น ัวเร่ืองของย่อ น้านั้นได้ ถ้าตัดเนื้อความของประโยคอื่นออก มด รือ ามารถเป็น
ใจความ รือประโยคเดยี่ ว ๆ ได้ โดยไม่ต้องมีประโยคอื่นประกอบ ซึ่งในแต่ละย่อ น้าจะมี
ประโยคในความ าคญั เพียงประโยคเดียว รืออย่างมากไมเ่ กิน 2 ประโยค
ใจความรอง รอื พลความ (พน-ละ-ความ) มายถึง ใจความ รือประโยคที่ขยาย
ความประโยคใจความ าคัญ เป็นใจความ นับ นุนใจความ าคัญใ ้ชัดเจนข้ึน อาจเป็น
การอธิบายใ ้รายละเอียด ใ ้คาจากัดความ ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ รือแ ดงเ ตุผล
อย่างถถ่ี ว้ น เพ่อื นับ นุนความคิด ่วนท่ีมิใช่ใจความ าคัญ และมิใช่ใจความรอง แต่ช่วย
ขยายความใ ม้ ากขนึ้ คือ รายละเอยี ด
ลักการจับใจความ าคัญ
๑. ตงั้ จุดมงุ่ มายในการอา่ นใ ้ชดั เจน
๒. อา่ นเร่อื งราวอยา่ งครา่ ว ๆ พอเข้าใจ และเกบ็ ใจความ าคญั ของแตล่ ะย่อ นา้
๓. เมื่ออ่านจบใ ้ตั้งคาถามตนเองว่า เรื่องท่ีอ่าน มีใคร ทาอะไร ท่ีไ น เมื่อไ ร่
อยา่ งไร
๔. นา ง่ิ ท่ี รปุ ได้มาเรียบเรยี งใจความ าคญั ใ ม่ดว้ ย านวนของตนเองเพื่อใ ้เกิด
ความ ละ ลวย
๑
วิธีจับใจความ าคัญ
วธิ กี ารจบั ใจความมี ลายอยา่ ง ข้ึนอยูก่ บั ความชอบว่าอย่างไร เช่น การขีดเ ้นใต้
การใช้ ี ตา่ ง ๆ กัน แ ดงความ าคญั มากน้อยของข้อความ การบนั ทึกยอ่ เปน็ ว่ น น่ึงของ
การอ่านจับใจความ าคัญที่ดี แต่ผู้ท่ีย่อควรย่อด้วย านวนภา าและ านวนของ
ตนเองไม่ควรย่อด้วยการตัดเอาข้อความ าคัญมาเรียงต่อกัน เพราะอาจทาใ ้ผู้อ่าน
พลาด าระ าคัญบางตอนไปอันเป็นเ ตุใ ้การตีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้
วิธีจับใจความ าคญั มี ลักดงั น้ี
๑. พจิ ารณาทลี ะย่อ นา้ าประโยคใจความ าคัญของแต่ละย่อ นา้
๒. ตดั ่วนท่ีเปน็ รายละเอยี ดออกได้ เช่น ตวั อยา่ ง านวนโว าร อปุ มาอุปไมย
(การเปรียบเทียบ) ตัวเลข ถิติ ตลอดจนคาถาม รือคาพูดของผู้ เขียนซ่ึงเป็น ่วน
ขยายใจความ าคญั
๓. รปุ ใจความ าคญั ดว้ ย านวนภา าของตนเอง
การพจิ ารณาตาแ นง่ ใจความ าคัญ
ใจความ าคญั ของขอ้ ความในแตล่ ะย่อ น้าจะปรากฏดงั น้ี
๑. ประโยคใจความ าคัญอย่ตู อนต้นของย่อ นา้
๒. ประโยคใจความ าคญั อยู่ตอนกลางของยอ่ นา้
๓. ประโยคใจความ าคัญอยตู่ อนทา้ ยของยอ่ นา้
๔. ประโยคใจความ าคญั อยตู่ อนตน้ และตอนทา้ ยของย่อ น้า
๕. ผอู้ ่าน รปุ ขน้ึ เอง จากการอ่านทั้งย่อ น้า (ในกรณีใจความ าคัญ รือ
ความคิด าคัญอาจอยู่รวมในความคิดย่อย ๆ โดยไม่มีความคดิ ที่เป็นประโยค ลกั )
๒
ตวั อย่างตาแ น่งใจความ าคญั
ใจความ าคัญอยู่ตอนตน้ ย่อ น้า
ค าม มบูรณ์ของชี ิตมาจากค ามเข้าใจชี ิตเป็นพื้นฐาน คือ เข้าใจธรรมชาติ
เข้าใจค ามเป็นมนุ ย์ และค าม ัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันระ ่างมนุ ย์กับมนุ ย์ และมนุ ย์
กับธรรมชาติ มีค ามรกั ค ามเมตตาตอ่ เพือ่ นมนุ ยแ์ ละธรรมชาติอย่างจริงใจ
ใจความ าคัญอยูต่ อนท้ายย่อ น้า
ค ามเครียดทาใ ้เพ่ิมฮอร์โมนอะดรีนาลีนในเลือด ทาใ ้ ั ใจเต้นเร็ เ ้นเลือด
บีบตั กล้ามเนื้อเขม็งตึง ระบบย่อยอา ารผิดปกติเกิดอาการป ด ั ป ดท้อง ใจ ั่น
แขง้ ขาอ่อนแรง ค ามเครียดจึงเปน็ ตั การใ ้แกเ่ ร็
ใจความ าคัญอยู่ตอนกลางย่อ น้า
โดยท่ั ไปผักท่ีขายตามท้องตลาด ่ นใ ญ่เก ตรกรมักใช้ ารกาจัด ัตรูพืช าก
ไม่มีค ามรอบคอบในการใช้ จะทาใ ้เกิด ารตกค้าง ทาใ ้มีปัญ าต่อ ุขภาพ ฉะน้ันเมื่อ
ซ้ือผักไปรับประทานจึงค รล้างผักด้ ยน้า ลาย ๆ คร้ัง เพราะจะช่ ยกาจัด ารตกค้าง
ไปได้บ้าง บางคนอาจแช่ผักโดยใช้น้าผ มโซเดียมไบคาร์บอเนตก็ได้ แต่อาจทาใ ้ ิตามิน
ลดลง
ใจความ าคัญอยูท่ ั้งตอนตน้ และตอนทา้ ยยอ่ น้า
การรัก า ีลเพ่ือบังคับตนเองใ ้มีระเบียบ ินัยในการกระทาทุก ิ่งทุกอย่าง เช่น
เรามาอยู่ ัด มานุ่งขา ่มขา ไม่ใช่ถือแต่ ีลแปดข้อเท่านั้น แต่เราต้องนึก ่า ีลนั้นคือ
ค ามมรี ะเบยี บ มี ินยั เราเดนิ อย่างมรี ะเบียบมี ินัย นงั่ อย่างมีระเบียบ กินอย่างมีระเบียบ
ทาอะไรกท็ าอยา่ งมีระเบยี บนน่ั เป็นคนทม่ี ี ีล ถา้ เราไม่มีระเบียบก็ไมม่ ี ลี
๓
ใจค าม าคญั ไม่ปรากฏใน ่ นใด ต้อง รปุ เอง
การเดนิ การ ่ายน้า การฝึกโยคะ การออกกาลังกายด้ ยอปุ กรณ์ต่างๆ ตลอดจน
การ ายใจลกึ ๆ ล้ นมี ่ นทาใ ้ ุขภาพแขง็ แรง
ใจค าม าคญั คอื การทาใ ้ ขุ ภาพแขง็ แรงทาได้ ลาย ธิ ี
ทม่ี า : จุไรรตั น์ ลัก ณะ ิริ และบา ยัน อ่มิ าราญ , การใช้ภา าไทย, 2547, น้า 45-46
๔
แบบฝึก ดั
เรอ่ื งการอ่านจับใจความ าคญั
ตอนท่ี ๑
คาชแ้ี จง : นักเรียนอ่านบทประพนั ธต์ อ่ ไปนแ้ี ล้วตอบคาถาม
ถอ้ ยวาจา
จะเอ่ยถอ้ ยรอ้ ยคาใ จ้ าคิด อย่าปรุงบดิ เบอื น ารนะท่านจา๋
แมน้ พูดดีเปน็ ศรีติดกายา จาไว้ นาวาจามิตรจิต ุขเอย
(ชัยณรงค์ ควร ถิตย์)
๑.ใครทาอะไร ทีไ่ น
........................................................................................................................
๒.กลอนบทนีก้ ลา่ วถึงการพดู วา่ อย่างไร
.......................................................................................................................
๓.กลอนบทนใ้ี ้ข้อคดิ อย่างไร
......................................................................................................................
๔.กอ่ นทีจ่ ะพูดนกั เรียนต้องทาอย่างไร
....................................................................................................................
๕.การพูดดี ่งผลต่อตนเองอยา่ งไร
....................................................................................................................
๕
ตอนที่ ๒
คาช้ีแจง : ใ ้นกั เรียนอา่ นเร่ืองทคี่ รูกา นดแล้วบอกวา่ ใจความ าคัญอยู่ใน
่วนใด และเขยี นใจความ าคญั ลงในชอ่ งวา่ ง
ใจความ าคญั ลงในช่องวา่ ง
๑. ดอกมะลิ เป็นดอกไม้ท่ีเป็น ัญลัก ณ์ของวันแม่แ ่งชาติ เพราะเป็นดอกไม้ท่ี
ได้รับความปรารถนาดีเป็นท่ีรักและคิดถึงของคนท่ัวไป อีกท้ังยังเป็น ื่อแทนของความ
กตญั ญอู กี ด้วยยง่ิ ใกล้ถึงวันแมแ่ บบนี้ ดอกมะลกิ ็จะกลายเป็นตัวแทน ่งมอบความความรัก
จากลกู แู่ ม่ ซึ่งคน ่วนใ ญ่นิยมนาดอกมะลิ รือพวงมาลัยท่ีทาจากดอกมะลิไปกราบขอ
พรจากแมใ่ นวันนี้
.............................................................................................................................................
๒. ปลาก็นอน ลับเ มือนกัน แต่มันไม่ปิดตานอนเ มือน ัตว์อื่นก็เพราะตาไม่มี
เปลือกตา เวลานอนจึงต้องลืมตาอยู่เช่นน้ันตลอดเวลาทาใ ้เข้าใจผิดกันไปว่าปลานอน
ลบั ไมเ่ ปน็ ปลาบางชนิด เชน่ ปลาฉลามจะอย่นู ิ่ง ๆ ไม่เคลื่อนไ วเวลานอน แต่ปลาอ่ืนอีก
ลายชนิด เช่น ปลาทูน่าจะเคล่ือนไ วไปเรื่อย ๆ ขณะนอน ลับ เราจึงนึกไม่ถึงว่าปลา
กาลังนอนทงั้ ทีเ่ ็นกาลังวา่ ยนา้ และดวงตาเปดิ โต
...............................................................................................................................................
๓. ลาดวนเป็น มาของตาแก้ว เวลาบ่ายตาแก้วจะชวนลาดวนเดินลอยชายแถว
ชายทะเล พอเดินเม่ือล้าตาแก้วก็จะน่ังพักเ น่ือยบน าดทรายชายทะเลแต่ลาดวน
ไม่เ น่ือย มันวง่ิ ไปมาตะกุยตะกาย า อยตามชายทะเลบางทีมนั กเ็ จอ อยตาย
........................................................................................................................................
๖
ตอนที่ ๓
คาชแ้ี จง : ใ ้นักเรียนเลือกอ่านเร่ืองที่นักเรยี น นใจใน ารานุกรมไทย ๑ เรื่อง แล้วเขยี นลง
ในช่องว่างท่กี า นดใ ้ พร้อมท้งั ขดี เ ้นใต้ใจความ าคัญ
๗
แบบทด อบ ลังเรยี น
ารพิ ในพริกขี้ นูปน่
อากา เมอื งไทย นั น้ี เดย๋ี แดดออก เดย๋ี ฝนตก เดย๋ี เย็นจนชื้นแบบน้ี อาจทาใ ้
อา าร ลาย ๆ ชนิด เปล่ียน ภาพได้ ผู้บริโภคต้อง มั่น ังเกตอา ารท่ีซ้ือมาทุกครั้งด้ ย ่า
อา ารเปลยี่ น ภาพจากเดิมทีม่ ี ี นั ดใ ตาม ธี รรมชาตขิ องอา ารมาเป็น ีขา มลี ัก ณะฟู ๆ รือ
เป็นจุด ๆ ดี า รอื ไม่ ากมกี ารเปลีย่ น ภาพ อย่างท่ี ่า ใ ้ ลีกเลี่ยงไม่ค รรับประทาน ถ้ามองไม่
เ น็ ด้ ยตาเปลา่ ใ ้ ังเกต ่าจบั ตั เป็นก้อน รือไม่ เช่น พริกป่นที่เป็นเคร่ืองปรุง า รับก๋ ยเตี๋ย
ทกุ ชนิดนน้ั ไมค่ รจับตั เป็นก้อน ร้านค้าบางร้าน จะแยกช้อนตักเคร่ืองปรุงไ ้ชัดเจน แต่บางร้าน
ไม่มี คนกินต้องเอาช้อนท่ีตักน้า ้ม พริกน้าปลา ไปตักพริกป่น อาจทาใ ้พริกป่นเกิดค ามชื้นได้
เม่ือเกิดค ามช้ืน อาจทาใ ้เกิดเชื้อรา และผลิต ารพิ ท่ีเรียก ่าแอฟลาทอกซินในพริกป่นได้
ารพิ แอฟลาทอกซิน มักพบปนเป้ือนในเมล็ดธัญพืช เช่น ข้า โพด ข้า บาร์เลย์ ข้า โอ๊ต เมล็ด
กาแฟ เมล็ดโกโก้ และถั่ เมล็ดแ ้งชนิดต่าง ๆ ากผู้บริโภครับประทานไปทั้ง ๆ ที่พริกป่นเปลี่ยน
ภาพ เนื่องจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รือเ ียดาย เข่ีย ๆ อันที่ไม่เป็นเชื้อราออกก็อาจทาใ ้ร่างกาย
ได้รับอนั ตรายจาก ารพิ ชนิดนีไ้ ด้ ารพิ ชนดิ น้ีจะเข้าไป ะ มในร่างกายของเรา าก ะ มนาน
ๆ เขา้ จะเปน็ าเ ตุของ การเกดิ มะเรง็ ในระบบทางเดินอา าร
นงั อื พิมพไ์ ทยรัฐ
ตอนท่ี ๑ คาชแี้ จง ใ น้ กั เรยี นทาเครื่อง มาย √ นา้ ขอ้ ท่ีถกู ตอ้ ง และเคร่อื ง มาย
นา้ ขอ้ ท่ผี ดิ ( ๗ คะแนน )
........... ๑.ชอื่ เรอื่ ง มีค ามน่า นใจ ช นใ ้ผ้บู รโิ ภคคานึงถงึ ภัยใกลต้ ั จากอา ารที่
มองขา้ ม
............ ๒. บทนา กล่า ถึง าเ ตขุ องการเกดิ ารพิ และชนิดของ ารพิ ที่ปนเปอ้ื นในพริกขี้ นูป่น
นบั ่าจดั ลาดบั ค าม าคัญไดเ้ มาะ ม ทาใ ้ผ้อู ่านเข้าใจ าเ ตการปนเป้อื นมากขึน้
............. ๓. เนือ้ า กลา่ ถึง ิธีการ งั เกตอา ารท่ีปนเป้อื น ารพิ ด้ ยตาเปล่า และชนิดขอ ารพิ
ทีป่ นเปอื้ นในพริกข้ี นูป่น ทา ใ ผบ้ รู้ โิ ภค ามารถนา ไปใช้ ังเกต ได้
............ ๔. ่ น รปุ ของบทค ามช้ีใ เ้ น็ ถงึ อา ารอ่นื ทม่ี ักมี ารพิ ชนิดน้ีปนเปอื้ นและผลกระทบ
ที่เกดิ กบั ุขภาพ นบั ่าผเู้ ขยี นมคี ามรู้และเขา้ ใจถงึ พฤตกิ รรมการบริโภค
............ ๕. ีธรรมชาตขิ องอา ารเปน็ ีขา มีลกั ณะฟู ๆ รอื เป็นจุด ๆ ีแดงๆ อา ารนน้ั จะบูด
ไม่ ามารถรบั ประทานได้
๘
การเขยี น รุปความ
ความ มายของการ รปุ ความ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย ถาน พ. . ๒๕๕๔ ได้ใ ้ค าม มายของ
“ รุป” เอาไ ้ ่า มายถึงประเด็นย่อ ๆ ของเร่ือง ย่อเอาเฉพาะใจค าม าคัญของเรื่อง
เป็นประเดน็ ๆ ไป เชน่ รปุ ขา่ รุปเ ตกุ ารณ์
การ รุปค าม คือการ ยิบยกเอาค ามคิด ลัก รือประเด็นท่ี าคัญของเร่ืองที่ได้ฟัง
ได้ดู ไดอ้ ่านมากล่า ยา้ ใ ้เดน่ ชดั โดยใชป้ ระโยค นั้ ๆ แล้ เรียบเรียงใ ้เป็นระเบยี บ
การเขียน รุปค าม คือการเขียนประเด็นที่ าคัญของเร่ืองที่ฟัง รืออ่านใ ้เด่นชัด
โดยใช้ประโยค ั้น ๆ แล้ เรียบเรียงใ ้เป็นระเบียบ เพ่ือการ ื่อ ารที่ตรงประเด็น ชัดเจน
ตอ่ เนือ่ ง และ ละ ล ย
ความ าคญั ของการ รุปความ
การ รุปค ามเป็นการใช้ทัก ะ ลายด้านประกอบกันทั้งทัก ะด้านการฟัง
ด้านการอ่าน และด้านการเขียน ซึ่งในการ รุปค ามนี้ก่อใ ้เกิดประโยชน์ทาง ิชาการใน
ลาย ๆ ด้าน อาทิ การทบท นก่อน อบ การตอบข้อ อบอัตนัย การเขียน รุปรายงาน
ทาง ิชาการ ฯลฯ ดังท่ีพัชนี มานะ าณิชเจริญ (๒๕๔๓, น้า ๒๓๖) ได้กล่า ถึง
ค าม าคญั ของการ รุปค ามไ ้ดังนี้
๑. เป็นข้อมูลเ ริมค ามรู้ การ รปุ ค ามจากเรอื่ งท่ีเป็น าระค ามรู้ต่าง ๆ จะช่ ย
เ ริมค ามรู้แก่ผู้ รุปค าม และผู้อ่านได้อย่างดี ทั้งยังประ ยัดเ ลา และ ามารถอ่าน
ทบท นได้ ลายคร้ัง
๒. เป็นข้อมูลประกอบการ ินิจฉัย ผู้บริ ารงาน ่ นใ ญ่มักมีผู้ช่ ย
รุปค ามจากข่า ารทาง ื่อม ลชนต่าง ๆ ในเรื่องท่ีเก่ีย ข้องกับขอบข่ายงานท่ีตน
รบั ผิดชอบ ทง้ั นี้เพ่อื นา าระ าคญั ท่ีได้นั้นมาประกอบการ ินจิ ฉยั ทเ่ี มาะ มตอ่ ไป
๙
๓. เปน็ ข้อมูลประกอบการ ึก าคน้ ค ้า การ รุปค ามเป็นเ มือนการบันทึกอดีต
ในช่ งเ ลาท่ีผา่ นมา โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงการ รุปค ามเ ตุการณ์ รือเร่ืองรา ท่ีต่อเน่ืองกัน
แม้เ ลาจะผ่านไปแต่ผู้ท่ีได้อ่านข้อค ามท่ี รุปไ ้ย่อมได้แน ทางในการ ึก าค้นค ้า
เกีย่ กบั เร่อื งน้ันได้อีกทาง นึง่
ประเภทของการเขียนสรุปความ
การเขยี นสรปุ ความแบ่งออกเปน็ ๒ ประเภท
๑. การเขียน รุปค ามจากการฟัง ไม่ ่าจะเป็นการฟังบรรยาย อภิปราย
การประชุม ตลอดจนข่า ารประเภทต่างๆ ผู้เขียนต้องมี มาธิในการฟัง เพ่ือจับใจค าม
าคัญของเรื่องโดย รุป าระ าคัญของเร่ือง เป็นประเด็นย่อย เพื่อค ามเข้าใจที่ชัดเจน
และร ดเร็
๒. การเขียน รุปค ามจากการอ่าน ไม่ ่าจะเป็นการอ่านร้อยแก้ รือร้อยกรอง
ผู้เขียนต้องอ่านเร่ือง รือ ารนั้น ๆ โดยละเอียด จับใจค าม าคัญ ตลอดจนแน ทาง
ค ามคดิ ทั นคติเพื่อนามาเปน็ ขอ้ มลู ในการเขยี น
วธิ กี ารเขียนสรปุ ความ
การเขยี นสรปุ ความมีวิธีการดงั นี้
๑. การเขียน รุปค ามเร่ืองที่ฟัง รืออ่าน ากเรื่องที่ฟัง รืออ่านร้อยกรอง
ใ ้ถอดเป็นร้อยแก้
๒. การเขียน รุปค ามเร่อื งทีฟ่ งั รืออ่าน ค ร าใจค าม าคญั ของเรื่องใ ้ได้ โดย
ท่ใี จค าม าคัญจะปรากฏอยใู่ นประโยค นึง่ รอื ย่อ นา้ ใดย่อ น้า นงึ่ ่ นข้อค ามอ่ืน ๆ
จะเป็นใจค ามรอง รือพลค ามซ่ึงเปน็ ่ นทข่ี ยายใจค าม าคัญใ ้ชัดเจนย่ิงขึ้น ประโยค
ที่เป็นใจค าม าคัญ อาจจะอยู่ตอนต้น ตอนกลาง รือตอนทา้ ยของเรื่องกไ็ ด้
๑๐
๓. การเขียน รุปค ามเรื่องที่ฟัง รืออ่าน ผู้เขียนอาจจับใจค าม าคัญของเร่ือง
ท่ีฟัง และจดบันทึก าระ าคัญที่ได้จากการฟังเป็นประเด็นย่อย ากเป็นการจับใจค าม
าคัญจากเรื่องที่อ่าน อาจแบ่งทลี่ ะย่อ น้า ๘รือทีละตอน แล้ บันทึกไ ้เป็นข้อ ๆ รืออาจ
ทาบนั ทึกยอ่ เพ่อื นามาเรียบเรยี งใ ม่
๔. การเขียน รุปค ามจากเรื่องที่ฟัง รืออ่านค รใช้ าน นภา าของผู้เขียนเอง
เรียบเรียงเน้ือ าใ ้มีค าม มบูรณ์ ละ ล ย เปล่ียนคาบุรุ รรพนามท่ี ๑ ใ ้เป็นคา
บุรุ รรพนามท่ี ๓ ถ้ามีคาราชา ัพท์ใ ้คงไ ้ ชื่อบุคคลท่ีเก่ีย ข้องใ ้ใช้ชื่อโดยตรงไม่ใช้
อกั รยอ่ ถา้ มีบท นทนาโตต้ อบของบคุ คลใ ้จับใจค าม าคัญของเร่ืองที่ นทนา
๕. เม่ือเขียน รุปค ามจากเรื่องท่ีฟัง รืออ่านแล้ ค รอ่านทบท นเร่ืองที่เขียน
อกี ครัง้ เพ่อื พิจารณา าน นภา าที่ใชเ้ ขยี นยอ่ นา้ ตลอดจนเนื้อเร่อื งใ ้ มั พันธ์กัน
การใช้ภาษาในการสรปุ ความ
การ รุปค ามนอกจากจะต้องอา ัยการตีค าม การคิด ิเคราะ ์ การเข้าใจ
ค ามคดิ ลกั ของเรือ่ งแล้ ค รจะตระ นกั ถึงเร่อื งการเรียบเรียงถอ้ ยคา รอื การใช้ าน น
ภา า เพราะการใช้ภา าในการเขียน รุปค ามจะต้องเขียนใ ้กระชับ ถูกต้อง และ
ตรงประเดน็ อีกทง้ั ยงั ต้องใช้ าน นภา าของผู้ รปุ ค ามเอง จึงจะทาใ ้การ รุปค ามนั้น
เกดิ ประ ิทธผิ ล
การใชภ้ า าในการ รุปค ามค รคานึงถึง งิ่ ตอ่ ไปน้ี
๑. ใชค้ างา่ ย ๆ ตรงตามค าม มายที่ตอ้ งการ
๒. ใช้ประโยคค ามเดีย น้ั ๆ ตดั พลค าม รอื ่ นประกอบออกไป
๓. เขยี นคาใ ถ้ ูกต้องตามพจนานกุ รม
๔. ไม่ค รใชอ้ ัก รยอ่ ในข้อค ามท่ีเขยี น รปุ ค ามแล้
๕. ากมีคาราชา พั ท์ใ ้คงไ ต้ ามเดมิ และใชใ้ ถ้ ูกต้องตามระดบั ชั้น
ของบคุ คล
๖. เม่ือกล่า ถึงบุคคลใ ้เปลย่ี นเปน็ รรพนามบรุ ุ ท่ี ๓
๗. ถ้าข้อค ามเดมิ เป็นรอ้ ยกรอง การเขยี น รปุ ค ามใ ้เขยี นเป็นรอ้ ยแก้
๘. ใช้ าน นการเขียนของตนเอง
๙. ใช้คา นั ธานเชื่อมข้อค ามใ ้ลาดับเน้ือเรอ่ื งเป็นเรือ่ งเดยี กนั
๑๑
ขน้ั ตอนการเขยี นสรปุ ความ
ขน้ั ตอนในการเขยี นสรุปความ แบ่งออกเป็น ๒ ขน้ั ตอน ดังนี้
๑. ขัน้ อ่านและคิด
อ่านเรือ่ งท่ตี ้องการ รุปใ ้จบอย่างน้อย ๒ ครั้ง คร้ังแรกอาจเป็นการอ่านคร่า ๆ
เพ่ือใ ้เข้าใจเนื้อ าโดยร มก่อน แล้ จึงอ่านคร้ังท่ี องเพื่อจับประเด็นค ามคิด ลักใน
แต่ละย่อ น้า ากพบค ามคิด ลักในประโยคใจค าม าคัญอยู่ตอนต้น ตอนกลาง รือ
ตอนท้ายย่อ น้าใ ้ขีดเ ้นใต้ รือเขียน รุปใจค าม าคัญของแต่ละย่อ น้าไ ้ แต่
ากย่อ น้านั้นไม่ปรากฏประโยคใจค าม าคัญ ผู้เขียน รุปค าม ต้อง รุปค าม
ดงั กลา่ ด้ ย าน นภา าของตนเอง
๒. ขั้นเขยี น
ิธกี ารเขียน รุปค ามคอื นาผลจากข้นั การอ่านและคิดท่ีได้ขีดเ ้นใต้ค ามคิด ลัก
ในแตล่ ะยอ่ นา้ ไ ้มาพิจารณาเรียบเรียงด้ ย าน นภา าของตนเอง โดยใ ้ อดคล้องกัน
ในแต่ละย่อ น้าใช้คาเช่ือมโยงค าม ัมพันธ์ของข้อค ามใ ้เป็นเ ตุเป็นผลตามลาดับขั้น
การใช้ภา าทกี่ ระชบั รดั กมุ และชัดเจนตาม ัตถุประ งคท์ ่ผี เู้ ขียนตอ้ งการ
ตวั อยา่ งการเขยี นสรุปความ
“แต่ก่อนนั้นภา าเขียนและภา าพูดระดับแบบแผนของคนไทยนิยมใช้ประโยค
้ัน ๆ มีเน้ือค ามชัดเจนแต่ก็มิใช่ ้ น ๆ ไม่นิยมใช้คาฟุ่มเฟือยเย่ินเย้อ เช่น ใน นัง ือ
ามกก๊ า่ “โจโฉได้ฟังดังน้ันก็โกรธ” เ ถียรโกเ เขียน ่า “ข้าพเจ้า อด ่าย ายตาไปท่ี
ใต้ถุนกุฏิดู ะอาดเตียนน่าน่ังเล่นไม่ กปรกโ มมมีน้าคราฉาแฉะ” แต่ภา าไทยปัจจุบัน
เปล่ยี น ธิ ผี กู ประโยค นั้ ๆ มานยิ มประโยคยา ๆ และซบั ซอ้ น เ น็ ทจี ะไดแ้ บบมาจาก
๑๒
ภา าไทยที่แปลจากภา าฝรั่ง จึงกลายเป็นแบบนิยมกันต่อมา ดังน้ันการเขียน การพูด
ภา าไทย มัยนี้จึงมกั จะอา่ นยาก ฟงั ยาก าก า่ ผู้ใช้ไม่คานึงถึงการใช้คา และค าม มาย
ของคา ไม่คานึงถึงการใช้คาใ ้กะทัดรัด และไม่คานึงถึงการใช้รูปประโยค และ
การ าง ่ นขยายในประโยคใ ้ถูกต้อง ก็จะเป็นอุป รรคต่อการ ื่อ าร เพราะจับค าม
ไม่ถกู ย่อใจค ามก็ลาบาก ผอู้ า่ นก็ลาบากทีจ่ ะแบ่ง รรคตอนใ ้ถูก เช่น “ภา ะ ิ่งแ ดล้อม
เกดิ เป็นพิ ในบริเ ณที่บ้านเรือน กระจุกตั อยู่อย่างแออัดเพิ่มอัตรามากขึ้นเน่ืองจากไม่มี
ระบบขจัดน้าเ ียทด่ี ี”
ใจความ าคัญท่ีผู้เขียนต้องการเ นอคือ “การเขียนภา าไทยในปัจจุบันได้
เปลี่ยนไปจากแต่กอ่ นที่เคยเขียนประโยค ั้น ๆ ชัดเจนมาเปน็ ประโยคยา ๆ ซับซอ้ น ทาใ ้
จบั ค ามได้ยาก”
ผู้เขียนไดเ้ นอความคิด ลักเรอื่ ง ลกั ณะภา าเขียนใน มัยก่อน โดยไม่ปรากฏ
ประโยคใจค าม าคัญ และใ ้ตั อย่างประโยคเป็น ่ นขยายค าม ทาใ ้ค ามคิด ลัก
ชัดเจนข้นึ
ย่อ นา้ น้ผี เู้ ขียนต้อง รุปใจค าม าคญั เอง ใจค าม าคัญของย่อ น้า ามารถ รุป
ด้ ยภา าท่กี ระชบั ชัดเจนดงั น้ี
แต่ก่อนคนไทยนิยมใช้ภา าเขียนและภา าพูดระดับแบบแผนเป็นประโยค ั้น ๆ
มีเน้ือค ามชัดเจนแต่ปัจจุบันกลับนิยมผูกประโยคยา ๆ ซับซ้อน ทาใ ้อ่านยาก ฟังยาก
เขา้ ใจยาก
การ รุปค าม ามารถนาเ นอได้โดยการพูดและการเขียน า รับบทนี้จะ
นาเ นอตั อย่างการเขียน รปุ ค ามท่ีได้จากการอ่าน โดย ิธีการของ จุไรรัตน์ ลัก ณะ ิริ
(๒๕๕๘, น้า ๒๒๔ – ๒๒๖)
คาถามลับ มอง ประลองปัญญา
๑๓
การเขียนย่อ น้า
ความ มายของการเขียนย่อ น้า
ย่อ น้า รือ อนุเฉท คือ ข้อความตอน น่ึงที่ประกอบด้วยประโยค ลาย ๆ
ประโยคที่เรียบเรยี งแลว้ มารวมกนั โดยมีความคดิ ลกั รือใจความ าคญั เพียง ใจควาเดียว
และ มีประโยคขยายความเพอ่ื ขยายความคดิ ลกั รือใจความ าคัญใ ้มีความชัดเ มบูรณ์
ข้ึน
โดยทั่วไปงานเขียนร้อยแก้วทุกประเภท มักจะแบ่งเน้ือ าออกเป็นย่อ น้า งาน
เขียน น่ึงเร่ืองจะประกอบไปด้วยย่อ น้า ลาย ๆ ย่อ น้านามาเรียงต่อกันเพ่ือใ ้เน้ือ า
มั พันธ์ กันในย่อ น้า น่ึง ๆ ไม่อาจกา นดความ ้ัน - ยาวของเนื้อ าได้ว่ามีกี่บรรทัด
ขน้ึ อยูก่ ับความคิด และความมุ่ง มายของผูเ้ ขยี น
เมอื่ ผู้เขียนเร่ิมต้นเขียนข้อความบรรทัดแรกของแต่ละย่อ น้า จะต้องย่อ น้าเข้า
ไปทางขวา เพื่อใ ้เป็นท่ี ังเกต เมอื่ ต้องการจะขึน้ ประเด็นใ ม่ตอ่ ไป กต็ ้องย่อ น้า เป็เช่นน้ี
ไปจนจบเรือ่ ง
ความ าคญั ของย่อ นา้
งานเขียนจะต้องประกอบไปด้วยย่อ น้า ลาย ๆ ย่อ น้ารวมกัน ย่อ น้าจึงเป็น
ว่ นท่ี าคญั ว่ น นงึ่ ย่อ นา้ ที่ดียอ่ มมี ว่ น าคญั ทช่ี ่วยใ ้ผู้เขียนและผู้อ่านได้รับประโยชน์
ดงั นี้
๑. ช่วยใ ผ้ อู้ า่ นจับประเด็น รือใจความ าคัญได้ง่าย ใน ๑ ย่อ น้าจะมีความคิด
าคญั ตอ้ งการเ นอเพยี ง ๑ ประเดน็ เท่าน้นั ผอู้ า่ น ามารถ าใจความ าคัญได้
๒. ช่วยใ ้ผู้อ่านติดตามเรื่องได้ ะดวก ย่อ น้าทาใ ้ผู้อ่านมีโอกา ท่ีจะพิจารณา
เนอ้ื าในย่อ นา้ กอ่ น เพื่อจะได้ติดตามเนอ้ื าใน น้าต่อไปได้อยา่ งต่อเนอ่ื ง
๓. ช่วยใ ้ผู้อ่านได้พัก ายตาและความคิด ข้อเขียนที่ประกอบด้วยเน้ือ า และ
ข้อมูลจานวนมาก เมื่อนาไปเรียงต่อกันจะทาใ ้ผู้อ่านไม่ บายตาขณะอ่านทาใ ้ ับ นว่า
ผู้เขียนตอ้ งการ ง่ ความประเด็นใดบ้าง
๑๔
๔. ช่วยจากัดขอบเขตของเน้ือ า เน่ืองจากใน น่ึงย่อ น้า จะมีใจความ าคัญ รือ
ประเด็นการนาเ นอเพียง ๑ ประเด็น ผู้เขียน ามารถกา นดการเขียนไม่ใ ้ ลงประเด็น
และ ามารถควบคมุ การเขียนและเรยี บเรียงข้อมลู ได้อย่าง ะดวก
องค์ประกอบของย่อ นา้
ยอ่ นา้ แตล่ ะยอ่ นา้ ประกอบด้วยองค์ประกอบ าคัญ ๒ ว่ น คือ
๑. ความคิด าคัญ (Main Idea) รือประโยคใจความ าคัญ (Topic Sentence)
ในย่อ น้านน้ั ๆ จะความคดิ าคัญเพียงประการเดียวเทา่ น้นั
ความคิด าคัญ มายถงึ ความคดิ ที่ผู้เขยี นมุ่งเ นอต่อผู้อ่านเพื่อแ ดงว่า ผู้เขียนมี
ความรู้ ความคดิ เกี่ยวกบั เรอ่ื งน้ัน ๆ อยา่ งไร
๒. ประโยคขยายความ (Supporting Sentence) คือ ประโยคที่มุ่งขยายความ
รอื ใ ้รายละเอียดความคดิ าคัญ รอื ประโยคใจความ าคัญใ ้เข้าใจชัดยิ่งข้ึน ตามปกติ
ประโยคขยายความจะมีจานวนมากกว่าประโยคใจความ าคญั แต่จะมจี านวน เท่าใดน้ัน
ข้นึ อยกู่ บั ผเู้ ขยี นว่าจะต้องการขยายความใ ้ละเอยี ดชดั เจนเพียงใด
ตาแ นง่ ใจความ าคัญ
ดังท่ีกล่าวมาแล้ววา่ ย่อ นา้ จะต้องประกอบไปด้วยใจความ าคัญท่ีมักจะปรากฏใน
ประโยคเพียง ๑ประโยค และ ่วนขยายใจความ าคญั ในแต่ละย่อ นา้ จงึ อาจพิจารณาจาก
ตาแ นง่ ของประโยคใจความ าคัญได้เปน็ ๕ รปู แบบดังน้ี
๑. ประโยคใจความ าคัญอยู่ตอนต้นย่อ น้า การเขียนย่อ น้าวิธีนี้นับว่าง่ายและ
ะดวกท่ี ุดเ มาะ า รับผู้ที่เร่ิมฝึกเขียนย่อ น้า เน่ืองจากประโยคของตาแ น่งใจความ
าคัญที่วางไว้ต้นย่อ น้าจะทาใ ้ผู้เขียนระลึกอยู่เ มอว่ากาลังเขียนเรื่องอะไร ท้ังยังใ ้
ผู้อ่านทราบทันทีว่าความคิด าคัญท่ีผู้เขียนต้องการนาเ นอคือเรื่องใด การเขียน
ย่อ น้ารูปแบบน้ีจะวาง ใจความ าคัญไว้ท่ีต้นย่อ น้า และใช้ประโยคขยายความ
เขียนขยายความต่อเนื่องไปตามลาดบั เช่น
๑๕
ในการเรียนการ อนท่ีมีค าม มายน้ัน ผู้เรียนต้อง ามารถนาค ามรู้ไปใช้ใ ้เกิด
ประโยชน์ในชี ิตประจา ัน นอกจากน้ีผู้เรียนค รได้ตระ นักถึงค าม าคัญของ ิ่งท่ีเรียน
ด้ ย ่ามีคณุ ค่า ดงั น้ันครูผู้ อนค รได้คานึงถึงการ ร้างค ามตระ นกั ใ แ้ กผ่ ูเ้ รียนด้ ย เพื่อ
จงู ใจและ ร้าง านกึ ใ ้เขาเ ็นค าม าคัญและประโยชน์จาก ิ่งท่ีเรียน ไม่ใช่เพียง
เรียนเพ่อื รู้ เรียนเพ่ือ อบ รือเรียนเพราะ ลัก ูตรกา นดใ ้เรียน การกระทาดังกล่า ก็
นับ า่ เปลา่ ประโยชน์ จัดเป็นค าม ูญเปล่า ทางการ ึก า และผู้เรียนก็จะตกอยู่ในภา ะ
ท่ี ่า “ค ามรทู้ ่ ม ั เอาตั ไม่รอด”
(อัจฉรา ชี พนั ธ์,๒๕๕๖ น้า ๓๓)
๒. ประโยคใจค าม าคญั อยกู่ ลางย่อ น้า การเขียนย่อ น้ารูปแบบนี้เริ่มต้นด้ ย
การขยายค าม โดยการใ ร้ ายละเอียด รือตั อย่างแล้ จึง รุปด้ ยประโยคใจค าม าคัญ
ไ ้ที่กลางย่อ น้าต่อจากนั้นจึงขยายค ามเ ริมเพ่ือใ ้เน้ือ า าระในย่อ น้านั้น มบูรณ์
ย่ิงข้ึนการเขียนย่อ น้ารูปแบบนี้เขียนยากก ่า ิธีอ่ืนเนื่องจาก ่าผู้เขียนจะต้องระ ัง ไม่
เขียน ่ นขยายในตอนต้นและตอนท้ายของย่อ น้าใ ้ออกนอกเรื่อง จึงไม่ค่อยมีผู้นิยม
เขยี น และผู้อ่านอาจจะ าประโยคใจค าม าคัญได้ยากก า่ ิธีอื่น เช่น
อา ารทุกชนิดมีข้อดีและข้อเ ียแตกต่างกัน การรับประทานมากเกินไปก็ย่อมไม่
เกิดผลดีต่อร่างกาย ารับ า ร่ายน้ันมีข้อค รระ ังในการบริโภคเช่นเดีย กัน เนื่องจาก
า ร่ายทะเลเองเป็นพืชที่มีโอโอดีน ูง ากได้รับมากเกินไปจะทาใ ้ต่อมไทรอยด์ทางาน
ผิดปกติได้ และการที่ า ร่ายเป็นพืชท่ี ามารถเก็บเก่ีย ได้จากท้องทะเล ธรรมชาติ รือ
จากฟาร์มเล้ียง า ร่าย ดังนั้นน้าที่ า ร่ายเจริญเติบโตอยู่นั้นค รมีค าม ะอาดเพียงพอ
และไม่มีโล ะ นักท่ีเป็นอันตรายตกค้าง จึงต้องซื้อจากผู้ผลิตท่ีน่าเช่ือถือและมีมาตรฐาน
ตร จ อบได้
( รุ างคร์ ตั น์ คมั ภีรย์ ร , ๒๕๕๖ นา้ ๙๓)
๑๖
๓. ประโยคใจค าม าคัญอยู่ท้ายย่อ น้า การเขียนย่อ น้ารูปแบบนี้ ผู้เขียน
ต้องการเน้นย้าค ามคิด าคัญไ ้ตอนท้าย โดยเร่ิมต้นขยายค ามโดยการใ ้
รายละเอียด รือตั อย่างนามาก่อนแล้ จึงปิดท้ายด้ ยการ รุปเป็นประโยคใจค าม
าคัญ างไ ท้ า้ ยย่อ นา้ การทาเชน่ น้จี ะช่ ยใ ผ้ อู้ า่ นจับใจค าม าคัญไดง้ ่าย เช่น
ใน มัยก่อนเรายงั ไมม่ พี ิมพ์ดีด ยังไมม่ ีเครื่องไมเ้ ครือ่ งมือท่ีจะใช้พมิ พแ์ ทนการเขียน
ดังน้ันจึงต้องอา ัยการเขียนของแต่ละบุคคลในการ มัครเข้ารับราชการซ่ึง มัยน้ันมักจะ
เป็นผู้ชายทั้ง ้ิน ผู้เขียนได้ทางาน ิจัยเก่ีย กับแน คิดทางการ ึก าของเจ้าพระยาธรรม
กั ด์ิมนตรีซ่งึ เปน็ เ นาบดีกระทร งธรรมการ รอื ในปจั จบุ นั ตาแ น่งน้ีก็คือรฐั มนตรี ่าการ
กระทร ง ึก าธิการ ท่านได้ใช้การคัดลายมือเป็น ่ น น่ึงของการคัดเลือกเจ้า น้าท่ีซ่ึง
มัครเข้ารับราชการในตาแ น่งเ มียน เนื่องจากท่านมีค ามเ ็น ่าผู้ที่จะทางานใน
ตาแ น่งน้ีต้องมี น้าที่เกี่ย กับการเขียนคัดลอก นัง ือ จึงต้องมีคุณ มบัติที่ าคัญคือ
ค ามรอบคอบและคัดด้ ยลายมือท่ีประณีต เรียบร้อย ผลงานการคัดลายมือ เป็น ่ิงที่
ะท้อนถึงบุคลกิ ภาพภายในการทางานของผนู้ ้นั ่ามีค ามละเอียด รอบคอบในการทางาน
มากนอ้ ยเพียงใด
(อัจฉรา ชี พนั ธ์, ๒๕๕๖ นา้ ๕๗ – ๕๘)
๔. ประโยคใจค าม าคัญอยตู่ อนต้น และท้ายย่อ น้า การเขียนย่อ น้ารูปแบบน้ี
จะ างประโยคใจค าม าคัญไ ้ต้นย่อ น้าก่อน แล้ จึงเขียนขยายค ามใ ้ได้เนื้อ า าระ
ครบถ้ น ลังจากน้ันจึงปิดท้ายย่อ น้าด้ ยการเน้นย้าค ามคิด าคัญท่ีต้องการนาเ นอ
อีกครั้ง ประโยคใจค าม าคัญท้ัง องประโยคจะเขียนด้ ยถ้อยคาท่ีเ มือนกันก็ได้ แต่
่ นมากผู้เขียนจะใช้ถ้อยคาที่แตกต่างกัน การเขียนย่อ น้า ิธีนี้นับ ่าดีท่ี ุด เพราะช่ ย
เนน้ ค ามคดิ าคัญของย่อ นา้ ใ ช้ ัดเจนย่ิงขน้ึ เชน่
๑๗
การเรยี บเรียงท่ดี ีมาจาการลาดับเนื้ า ลาดับความคิดเป็นระเบียบ การใช้ภา า
ใ ้ตรงกับเนื้ า ตรงกับความคิดที่ลาดับไว้ดีแล้ว ย่ มทาใ ้เป็นภา าท่ีเรียบเรียงดี ่วน
นึ่ง การลาดับคาในประโยค และการเลื กใช้คาที่ถูกต้ ง เป็นการเรียบเรียงดีในระดับ
ประโยค การเขียนประโยคเช่ื มต่ กันใ ้มีความ ัมพันธ์แบบต่าง ๆ เช่น บรรยาย
รายละเ ียด บ กลาดับขั้นต น เช่ื มโยงกันในเชิงเ ตุและผล ้างกับ รุป แยกเน้ื า
กเป็น ัวข้ เป็นประเภท เ ล่าน้ีเป็นเร่ื งการเรียบเรียงความคิด ซึ่งภา าเข้าไป
เกยี่ วข้ งด้วยเ ม เช่น การใช้บุพบทเชื่ มคาใช้คา ันธานเชื่ มประโยค การต่ ประโยค
ยาว กเป็นประโยค ้ัน ง รื ามประโยค การรวบประโยคย่ ย ๆ เข้าเป็น
ประโยค เดียว การทาใ ้เกิดน้า นักที่ใกล้เคียงกันระ ว่าง น่วยภา าในระดับประโยค
ย่ น้า ัวข้ บท ก็เปน็ การเรียบเรียงทดี่ ี
(ปรีชา ชา้ งขวัญยนื , ๒๕๔๘ น้า ๑๘)
๕. ย่ น้าที่ไม่ปรากฏประโยคใจความ าคัญ ย่ น้ารูปแบบน้ีผู้เขียนจะแฝง
ความคิด าคัญไว้ในย่ น้า ดังน้ันจึงไม่ปรากฏประโยคใจความ าคัญ ย่างชัดเจน ผู้ ่าน
จะต้ ง า่ น ยา่ งตั้งใจและทาความเข้าใจว่าย่ น้าน้ันผู้เขยี นต้ งการเ น ความคิดเรื่ งใด
เปน็ าคัญ เช่น
มโี กา ไปเท่ยี วเมื ง “น่าน” จัง วัดที่ ลายคนถามว่ามี ะไรใ ้เท่ียว ยิ่งกว่านั้น
บางคนถามว่า ยู่ภาคไ น ฉันย้ิม...และบ กว่าจะกลับมาเล่าใ ้ฟัง ๓ วัน ๒ คืน ที่น้ันฉัน
เ มื นได้ ยดุ เข็มนา ิกา รื ากมันเดินก็คงเดินแบบ ้ ย ่ิงที่ ุด “วัด” คื ถานท่ีพบ
ไดท้ ุก ี่แยก แม้ ายุ ลายร้ ยปีแล้วแต่ทุกวัดยงั คงความ วยงามและมีพระ งฆ์ปฏิบัติธรรม
ยู่เ มื นครั้งเก่าก่ นฉันปนั่ จักรยานลดั เลาะไปท่วั เมื ง เก็บท้ังภาพและความรู้ ึกท่ีดีข ง
ท่นี ่ไี ว้ และบ กตัวเ งว่าวนั น่ึงจะกลับมา ยดุ เวลาท่ี “น่าน” ีกครงั้
(บันทกึ ไวใ้ นใจ, ๒๕๔๙ นา้ ๑๕)
๑๘
เม่อื พจิ ารณาข้อค ามท้ังยอ่ น้าแล้ จะเ น็ ่าไม่ ามารถ รุปได้ ่าประโยคใดเป็น
ประโยคใจค าม าคัญของย่อ น้า และ างอยู่ ณ ตาแ น่งใด ดังนั้นผู้อ่านต้อง รุปค าม
เอง ่าอะไรคือใจค าม าคญั ของย่อ น้าน้ี ซงึ่ เม่ือพิจารณาดูแล้ ใจค าม าคญั ของย่อ น้า
นนี้ า่ จะเป็นค ามประทบั ใจที่มีตอ่ เมืองน่าน
เกรด็ เล็ก เกรด็ น้อย
นัง ือเรียนเล่มแรกของประเท ไทย คือ “จินดามณี” แต่งโดยพระม าราชครู
เป็นแบบเรียนท่ีครอบคลมุ เร่อื ง การใช้ ระ พยญั ชนะ รรณยุกต์ การแจกลูก การผันอัก ร
อัก ร พั ท์ อัก รเลข การ ะกด การันต์ การแตง่ คาประพันธช์ นิดตา่ ง ๆ
๑๙
การเขยี นยอ่ ความ
ความหมายของการเขยี นย่อความ
การย่อความ มายถงึ การเก็บใจความ าคัญของเรื่องจากข้อความท่ีอ่าน รือฟัง
แล้วนา าระ าคัญมาเรียบเรียงใ ม่ใ ้ ั้นด้วยภา าท่ีกระชับ เข้าใจง่าย ในแต่ละย่อ น้า
จะประกอบดว้ ย
๑. ใจความ มายถึง ประโยค รือข้อความ าคัญของย่อ น้า ถ้าตัดออกจะ
เ ียความ รือความเปล่ียนไป ทาใ ้ผู้อ่านเขาใจเรื่องผิดไปได้ ใจความ าคัญอาจอยู่
ต้นย่อ นา้ กลางย่อ นา้ ทา้ ยยอ่ นา้ รือทงั้ ต้นและท้ายกไ็ ด้
๒. พลความ มายถึง ข้อความที่ทา น้าท่ีขยายความใ ้ชัดเจน ถ้าตัดพลความ
ารก็ยังไม่เปล่ียนแปลง พลความมักเป็นการอธิบาย การยกตัวอย่างการเปรียบเทียบ
การใ เ้ ตุผล
๓. ข้อเท็จจริง เป็นเรือ่ งราว รอื เ ตกุ ารณ์ที่เกดิ ข้ึนแลว้ รอื กาลงั เกดิ
๔. ข้อคิดเ ็น เป็นข้อความแ ดงความเช่ือ แนวคิดท่ีมีต่อ ิ่งใด ่ิง นึ่งเป็น
การ ่วนตวั
๕. ข้อความแ ดงอารมณ์ เป็นขอ้ เขยี นท่ีแ ดงอารมณ์และความรู้ กึ ของผู้ ง่ าร
ประเภทของการยอ่ ความ
๑. การย่อความ
เป็นการย่ออยา่ งกระชับเฉพาะเน้อื า าคญั ของขอ้ ความเดมิ ที่นามายอ่ เนื้อ านั้น
อาจเป็น ข้อเท็จจริง รอื ข้อคดิ เ ็น ผู้ยอ่ จะต้องตอบปญั าไดว้ า่ ใคร ทาอะไร ทไ่ี น อย่างไร
เม่ือไร เพราะอะไร
๒๐
ประโยชนข์ องการยอ่ ความ
๑. เปน็ การเก็บข้อมูลเพอ่ื เขยี นเรยี งความ รอื เขียนรายงานเชงิ วิชาการ
๒. เปน็ การบันทกึ วชิ าความรู้ เพอื่ ะดวกในการทบทวน
๓. เปน็ ว่ น รปุ ของการเขียนเรียงความ
๒. การ รปุ ความ
เป็นการยอ่ อยา่ ง ัน้ คอื จะเกบ็ ความคิดที่ าคัญท่ี ุดเทา่ นน้ั ผู้ รุปจะต้องเข้าใจว่า
ข้อความน้ันเขียนในทานองใด เช่น ั่ง อน แนะนา ผู้ รุปจะใช้ถ้อยคาของผู้ รุปเอง
ใ ต้ รงกบั ความมุง่ มายของเน้ือเรือ่ งน้ัน ๆ
ประโยชน์ของการ รปุ ความ
๑. ใชเ้ มือ่ ตอ้ งการกลา่ วอย่าง น้ั ท่ี ดุ
๒. แ ดงใ ้เ ็นความมุง่ มายของผู้เขยี นชัดเจนยิ่งขนึ้
๓. ใชใ้ นการ รุปเรยี งความและตอบข้า อบ
๓. การเลา่ เรื่องยอ่
เป็ น วิ ธี ก า ร ย่ อ ซึ่ ง ก ล่ า ว ถึ ง เ นื้ อ เ ร่ื อ ง อ ย่ า ง ้ั น ๆ โ ด ย ไ ม่ มี ตั ว ล ะ ค ร
และความคดิ าคญั ของเรือ่ งทยี่ อ่
ประโยชน์ของการเล่าเรือ่ งย่อ
๑. ใช้บนั ทึกเกย่ี วกับวรรณกรรมทอ่ี ่านแล้ว
๒. เพือ่ ใ ้จาไดโ้ ดยไม่ ับ น
ลกั ทว่ั ไปในการย่อความ
๑. อ่านเรอ่ื งทยี่ อ่ อย่างละเอียด และจับประเด็นใ ไ้ ดว้ ่า เรือ่ งนน้ั กลา่ วถงึ อะไร
รอื ใครทาอะไร ทไ่ี น เมอ่ื ไร อย่างไร
๒. ถ้าเปน็ เรอ่ื งยาวใ ้แบง่ เปน็ ตอน ๆ รอื ทีละย่อ นา้
๓. นาเน้ือ าทีย่ อ่ ไวม้ าเรยี บเรยี งใ ม่โดยใช้ านวนของผยู้ ่อ
๒๑
การใชภ้ า าในการย่อค าม
๑. ขอ้ ค ามทยี่ ่อต้องเขียนเปน็ ค ามเรียงร้อยแก้
๒. าน นภา าต้องเป็นของผูย้ อ่ เอง
๓. ขอ้ ค ามท่ยี ่อต้องไม่มเี ครื่อง มายคาพูด (อญั ประกา )
๔. การกลา่ ถงึ บุคคลใดบุคคล น่ึงที่เกี่ย ข้องในเร่ืองใ ้ใช้ชื่อโดยตรง รรพนาม
ที่ใช้ ต้องเป็นบรุ ุ ท่ี ๓ เทา่ นัน้
๕. ชอ่ื รายละเอยี ดตา่ ง ๆ ตั อยา่ ง าน นภา าที่ฟ่มุ เฟือยตอ้ งตดั ทงิ้
๖. คา ัพทท์ ่ีเขา้ ใจยาก ค รเปลยี่ นมาใช้คาธรรมดาที่เข้าใจงา่ ย
๗. ไม่ค รใชอ้ กั รย่อในข้อค ามทย่ี อ่ ยกเ ้นอัก รท่รี จู้ กั กันดแี ละแพร่ ลายแล้
๘. ถ้ามีคาราชา ัพท์ระดับใดที่อยู่ในเร่ือง ข้อค ามท่ีย่อต้องใช้คาราชา ัพท์ตาม
ระดับของบุคคลนน้ั ๆ
๙. ถ้าข้อค ามที่ย่อไม่มีชื่อเรื่อง ผู้ย่อค รต้ังชื่อเร่ืองเอง รือระบุ ่าไม่ปรากฏ
ช่ือเรื่องถ้าไม่มีช่ือผู้แต่ง รือไม่มีแ ล่งข้อมูลใ ้ใช้ ่า ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง ไม่ปรากฏ
ันเดอื นปี
๑๐. ข้อค ามท่ีย่อแล้ ค รใช้แบบข้ึนต้นย่อค ามตามประเภทของเรื่องที่ย่อ เป็น
ค ามนา รอื ่ นนาในย่อ นา้ แรก แล้ เขียนข้อค ามท่เี ปน็ ใจค าม าคญั ในย่อ น้าถัดไป
๑๑. ถ้าข้อค ามเป็นแ ล่งค้นค ้าจากอินเทอร์เน็ต ใ ้ระบุแ ล่งเข้าถึง และ
ันเดือนปที เี่ ขา้ ถงึ ตอ่ จากลัก ณะของเร่อื งและผู้แต่ง
แบบการขนึ้ ตน้ ย่อค ามตามประเภทของเร่อื ง
๑. ย่อค ามเรียงร้อยแก้ ธรรมดา
ยอ่ เรื่อง..........ของ(ผแู้ ตง่ )..........จาก นงั ือ..........ค าม ่า(มีใจค าม ่า)
๒. ย่อจด มาย
ย่อจด มายของ..........ถึง..........ลง ันที่..........เดือน..........พ. ...........ค าม ่า
(มีใจค าม า่ )
๓. ยอ่ ประกา แถลงการณ์ คา ั่ง ระเบียบ
ยอ่ คา ั่ง..........เรอื่ ง...........แก่...........ลง นั ที่..........ค าม ่า(มีใจค าม า่ )
๒๒
๔. ย่อคาปรา รยั ุนทรพจน์ คากราบบังคมทูล พระราชดารั
ย่อคาปราศรัยของ..........แก่...........เนื่องใน............ทาง.............(ท่ี.............)...ณ
วนั ท่ี ............ความว่า (มใี จความว่า)
๕. ย่อปาฐกถา คาบรรยาย คา อน
ย่อคาบรรยายของ...........เรอื่ ง............แก.่ ..............ท.่ี ............ณ
วันที่...........เวลา............ความวา่ (มีใจความวา่ )
๖. ยอ่ จด มายเ ตุ จด มายราย นั บันทกึ ค ามจา
ย่อจด มายเ ตุของ...........เนื่องใน...........ลงวันที่............เร่ือง..........ความว่า
(มีใจความว่า)
๗. ย่อเท นา โอ าท พระบรมราโช าท
ยอ่ โอวาทของ...........แ ดงแก.่ ..........เนอื่ งใจ............ที่............วันที.่ ............ความว่า
(มใี จความวา่ )
๘. ยอ่ คาประพันธ์
ย่อคาประพันธ์ประเภท...........เรื่อง...........ของ...........ตอน.............ความว่า
(มีใจความวา่ )
๙. ย่อบทค าม
ยอ่ บทความเรื่อง.............จาก www............ เข้าถึงเมื่อวันที่...............เดือน............
พ.ศ. .............ความวา่ (มใี จความว่า)
เกร็ดเล็ก เกรด็ นอ้ ย
นั ภา าไทยแ ่งชาติ
ตรงกับ ันท่ี ๒๙ กรกฎาคม ของ
ทุกปี
๒๓
แบบฝกึ ดั
เรอ่ื งการย่อความ
ตอนที่ ๑
คาชีแ้ จง : ใ ้นกั เรยี นอ่านนิทานอี ปท่กี า นด และย่อความลงในชอ่ งวา่ งใ ้ถูกต้อง
๑. นทิ านอี ป เร่ือง ลูกแกะโง่
ลูกแกะตวั นึง่ เดนิ ลงฝงู พลัดตกลงไปในบ่อน้ามัน กว่ามันจะข้ึนมาจากบ่อได้ ขนของ
มนั ก็เปียกชุ่มไปดว้ ยนา้ มัน มดแล้ว ขณะทมี่ ันกาลังเดินกลับไป าฝูง ประกายไฟจากคบเพลิง
ท่ีมีคนจดุ ท้ิงไวก้ ็กระเด็นมาติดทข่ี นของมนั เกิดเป็นลูกไฟเล็ก ๆ มันเที่ยวว่ิงไปอวดแกะตัวอื่น ๆ
วา่ "ไฟบนตัวขา้ มนั ใ ้แ ง ว่างมากกว่าดวงอาทติ ยเ์ ยี อีก" ทนั ใดน้นั ลมพดั แรงขนึ้ ทาใ ้ลูกไฟบน
ตัวมนั ลุกโชนขึ้นอยา่ งรวดเร็ว ลูกแกะจึงถกู ไฟคลอกตาย เมอื่ เจา้ ของมาเ ็นร่างของมันขึงพูดข้ึน
วา่ "ชาติ น้าเจ้าจงไปเกิดเป็นดาวลูกแกะแล้วกันนะ จะได้มแี ง วา่ งในตวั เอง มใจ"
.........................................................................................................................................
........................................................................................................................................
.........................................................................................................................................
.........................................................................................................................................
๒. นทิ านอี ป เรอื่ ง ไก่กบั พลอย
ณ ฟาร์มแ ่ง นึง่ ขณะทไ่ี ก่ตัว น่ึงกาลังคุย้ เขีย่ อา ารอยนู่ ั้น มันก็ไดพ้ บกบั พลอยลา้ ค่า
เม็ด นง่ึ เจา้ ไก่มองดพู ลอยเมด็ นั้นแลว้ เอ่ยข้นึ ว่า "เจา้ นช่ี ่างงดงามเ ลอื เกิน เจา้ อาจจะมคี ่ามาก
า รับมนุ ย์ แต่ า รบั ข้าเจ้าไมม่ คี ่าเลยแม้แต่น้อย เพราะข้าต้องการเพียงแคเ่ มล็ดข้าวทีจ่ ะทา
ใ ข้ า้ อ่ิมและมชี ีวติ รอดตอ่ ไปไดแ้ คน่ ้นั "
.........................................................................................................................................
.........................................................................................................................................
.........................................................................................................................................
.........................................................................................................................................
๒๔
ตอนที่ ๒
คาช้แี จง : ใ ้นกั เรยี นเลือกเร่อื งท่นี กั เรยี น นใจใน ารานกุ รมไทย ๑ เร่อื ง แลว้ เขยี นย่อความ
ลงในช่องวา่ งทก่ี า นดใ ้
๒๕
ประโยค
ค าม มายของประโยค
ประโยค มายถงึ ข้อความทม่ี ีทั้งภาคประธาน และภาคแ ดง มีใจความ มบูรณ์
ครบถ้วน รู้วา่ ใครทาอะไร ทไี่ น อยา่ งไร
ชนิดของประโยค
๑. ประโยคความเดียว (เอกัตถประโยค) คือประโยคที่มีใจความเดียว ซ่ึงจะมีบท
ประธานบทเดียว และบทกรยิ าเพยี งบทเดยี ว เช่น
ก้อยเลน่ แบดมินตนั ท่ี โม ร
รถของคุณแมเ่ ียบ่อย ๆ
เจา้ แต้ม นุ ัขข้างบ้านจะกัดเจ้าวนุ่ ของฉนั
ฉันกาลงั อ่าน นัง อื ารคดดี ว้ ยความ นใจ
นอ้ ง ๆ ช้ันปที ่ี ๑ เชื่อฟงั พวกเราพ่ชี นั้ ปี ๒ อยา่ งดี
ขอ้ ังเกต
ประโยคค ามเดยี นั ธานที่ใชเ้ ชอ่ื มบทกรรม รือ เิ ณเ์ ป็นการเชอ่ื มคา
๒.ประโยคความรวม (อเนกัตถประโยค) คือประโยคท่ีรวมประโยคความเดียว
ตงั้ แต่ ๒ ประโยคขึ้นไปเขา้ ด้วยกัน โดยมี นั ธานเป็นเครอื่ งเช่ือม เช่น
เก่งทางานบ้านและร้องเพลงเบา ๆ
ลานช่วยพยาบาลยา่ จึง ายป่วยเรว็
กระแตปน็ นกั ร้องแต่ญาญา่ เปน็ ดาราภาพยนตร์
เธอจะทานผลไม้ รอื ขนม วาน
ข้อ งั เกต
นั ธานใช้เชอื่ มประธาน รือกริยาเป็นการเชอื่ มประโยค
๒๖
๓. ประโยคค ามซ้อน ( งั กรประโยค) มายถงึ ประโยคท่ีร มประโยคค ามเดีย
๑ ประโยค เป็นประโยค ลัก แล้ มีประโยคค ามเดีย อ่ืนมาเ ริม มีข้อ ังเกตคือ
ประโยค ลัก (มุขยประโยค) กับ ประโยคย่อย (อนุประโยค) ของประโยคค ามช้อนมี
นา้ นักไม่เท่ากัน ประโยคค ามซ้อนมี ๓ ประเภท ดงั นี้
๑. ประโยคค ามซ้อนที่ประโยคย่อยทา น้าท่ีเ มอื นคานาม (นามานุประโยค) เชน่
ฉันไม่ชอบคนรบั ประทานอา ารมมู มาม (กรรม)
คนขาดมารยาทเป็นคนนา่ รังเกียจ (ประธาน)
ฉันไม่ได้บอกเธอ ่าเขาเป็นคนฉลาดมาก (กรรม)
คนไม่ทางานเป็นคนเอาเปรยี บผอู้ น่ื (ประธาน)
คนทะเลาะกันก่อค ามราคาญใ เ้ พื่อนบ้าน (ประธาน)
ฉันไม่ชอบคนเอาเปรยี บผู้อ่นื (กรรม)
ผมถามคุณ พ่ี าว ายป่วยแล้ว รือยัง (กรรม)
นุ ันทเ์ ลา่ า่ เขาไปเท่ยี วทางเ นือ นกุ มาก (กรรม)
๒.ประโยคค ามซ้อนท่ีมีประโยคย่อยทา น้าท่ีคล้ายคา ิเ ณ์ขยายคานาม รือ
ขยาย รรพนาม และมี นั ธาน ที่ ซึ่ง อัน เป็นเครอื่ งเชอื่ ม เชน่
ท่านที่รอ้ งเพลงอวยพรโปรดมารับราง ัล
เรา งแ นแผน่ ดินไทยอนั เปน็ บ้านเกิดเมืองนอนของเรา
ฉนั เ ็นภูเขาซึง่ มนี ้าขังอยู่ข้างใต้
ครูท่ีใกลช้ ิดกับนักเรยี นมากยอ่ มทราบอปุ นิ ัยของนักเรียน
คนทป่ี ระพฤตดิ ียอ่ มมีค ามเจริญในชี ิต
กอ้ ยคอยไลน่ กกระจอกท่มี าขโมยข้าว
คาท่ีเช่ือมประโยค ลักกับประโยคย่อยใ ้เป็นประโยคค ามซ้อนแบบน้ีได้แก่
ท่ี ซึ่ง อัน เราเรียก ่า ประพนั ธ รรพนาม รอื รรพนามเชือ่ มประโยค
๒๗
๓. ประโยคค ามซ้อนที่มีประโยค ลักและประโยคย่อย และประโยคย่อยนั้น ๆ
อาจทา น้าที่เ มือนคานามก็ได้ ทา น้าท่ีเ มือนคา ิเ ณ์ก็ได้ จะมี ันธาน เมื่อ, จน,
เพราะ, ตาม, รา กับ, ใ ้, ท ่า, ระ ่างท่ี, เพราะเ ตุ ่า, เ มือน, ดุจดัง, เ มือน, ฯลฯ เป็น
ตั เชือ่ ม เชน่
เพ่ือน ๆ กลบั ไปเมอื่ งานเลกิ แล้ว
ปลัดอาเภอทางาน นักจนป่วยไป ลายวัน
เธอนอนตั ัน่ เพราะกลวั เ ียงปืน
คนป่ ยกินยาตาม มอ ่ัง
ฉนั อา่ น นงั ือพมิ พ์ระ ว่างทนี่ ั่งรอเพอ่ื น
นั นี้เจ้านายไม่มาเน่อื งจากเขาเปน็ ไข้ วัดใ ญ่
กอ้ ยทางานเรียบรอ้ ยกวา่ เก่ง
เกง่ กล้าท้าประลอง
คาตอบ คือ ………………………………
๒๘
แบบฝกึ ทัก ัด
เรอ่ื ง ประโยค
คาช้ีแจง : ใ ้นักเรียนแยกเน้ือความของประโยค โดยระบุว่า ่วนใดเป็น ภาคประธาน
และ ว่ นใดเป็นภาคแ ดง พรอ้ มบอกวา่ เปน็ ประโยคชนดิ ใด
ตวั อย่าง เช่น ชานนทค์ น ล่อชอบ ุนัข คือ ประโยคความเดยี ว
ภาคประธาน ภาคแ ดง
บทประธาน บทขยายประธาน บทกริยา บทขยายกรยิ า บทกรรม บทขยายกรรม
-
นรนิ ธร คน ล่อ ชอบ - ุนัข
๑. มชายอ่านการ์ตนู ทุกวนั คือ ………………………………….. ภาคแ ดง
ภาคประธาน
บทประธาน บทขยายประธาน บทกรยิ า บทขยายกริยา บทกรรม บทขยายกรรม
๒. ระพีพรทะเลาะกบั รนุ่ นอ้ งท่ีนิ ยั ไมด่ ี คอื ………………………………………..
ภาคประธาน ภาคแ ดง
บทประธาน บทขยายประธาน บทกรยิ า บทขยายกรยิ า บทกรรม บทขยายกรรม
๒๙
๓. ชนดั ดาเพอ่ื นของกนกพรตี ุนขั นา้ บ้าน คือ ……………………………………………
ภาคประธาน ภาคแสดง
บทประธาน บทขยายประธาน บทกริยา บทขยายกริยา บทกรรม บทขยายกรรม
๔. แม่ของร ุคนธ์ิบน่ เร่ืองทากบั ข้าว คือ……………………………………….
ภาคประธาน ภาคแสดง
บทประธาน บทขยายประธาน บทกริยา บทขยายกรยิ า บทกรรม บทขยายกรรม
๕. ชุ าดาพาคุณแม่ มศรไี ปตลาด คือ …………………………………………….
ภาคประธาน ภาคแสดง
บทประธาน บทขยายประธาน บทกริยา บทขยายกรยิ า บทกรรม บทขยายกรรม
๓๐
การเขยี นแผนภาพความคดิ
ความ มาย
การเขียนแผนภาพค ามคดิ คอื การถา่ ยทอดค ามคิด รือข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่ใน
มองลงกระดา โดยการใช้ภาพ ี เ ้น และการโยงใย แทนการจดย่อแบบเดิมที่
เป็นบรรทัด ๆ เรียงจากบนลงล่าง ซึ่งในขณะเดีย กันมันก็ช่ ยเป็น ื่อนาข้อมูลจาก
ภายนอก เช่น นัง ือ คาบรรยาย การประชุม ่งเข้า มองใ ้เก็บรัก าไ ้ได้ดีก ่าเดิม
ซ้ายังช่ ยใ ้เกิดค ามคิด ร้าง รรค์ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากจะเ ็นเป็นภาพร ม และเปิด
โอกา ใ ้ มองใด้เช่ือมโยงต่อข้อมูล รือค ามคิดต่าง ๆ เข้า ากันได้ง่ายก ่า “ใช้แ ดง
การเช่ือมโยงข้อมูลเก่ีย กับเร่ืองใดเร่ือง นึ่งระ ่างค ามคิด ลัก ค ามคิดรอง และ
ค ามคิดย่อยที่เก่ีย ข้อง ัมพันธ์กัน” ซึ่งลัก ณะการเขียนผังค ามคิด เทคนิคการคิด
คอื นาประเด็นใ ญ่ ๆ มาเป็น ลกั แล้ ตอ่ ด้ ยประเด็นรองในขน้ั ถัดไป
ข้ันตอนการ ร้างแผนภาพความคดิ
๑. เขียน/ าดมโนทั น์ ลกั ตรงกึง่ กลาง นา้ กระดา
๒. เขยี น/ าดมโนทั น์รองที่ มั พนั ธ์กับมโนทั น์ ลักไปรอบ ๆ
๓. เขียน/ าดมโนทั น์ย่อยท่ี มั พันธก์ บั มโนทั น์รองแตกออกไปเร่อื ย ๆ
๔. ใช้ภาพ รือ ญั ลกั ณ์ ่อื ค าม มายเป็นตั แทนค ามคดิ ใ ้มากที่ ุด
๕. เขยี นคา าคัญ (Key word) บนเ ้นและเ น้ ต้องเชื่อมโยงกนั
๖. กรณใี ช้ ี ทง้ั มโนทั นร์ องและยอ่ ยค รเปน็ เี ดีย กัน
๗. คิดอย่างอิ ระมากที่ ุดขณะทา เขียนคา ลัก รือข้อค าม าคัญของเร่ือง
ไ ้กลาง โยงไปยังประเด็นรองรอบ ๆ ตามแต่ ่าจะมีกป่ี ระเดน็
๓๑
กฏการสร้าง แผนภาพความคิด
๑. เริ่มด้ ยภาพ ีตรงกึง่ กลาง น้ากระดา
๒. ใช้ภาพใ ้มากที่ ุดใน Mind Map ของคุณ ตรงไ นท่ีใช้ภาพได้ใ ้ใช้ก่อนคา
รือร ั เปน็ การช่ ยการทางานของ มอง ดึงดูด ายตา และช่ ยค ามจา
๓. ค รเขยี นคาบรรจงตั ใ ญ่ ๆ ถ้าเปน็ ภา าองั กฤ ใ ้ใช้ตั พิมพ์ใ ญ่ จะช่ ยใ ้
เรา ามารถประ ยดั เ ลาได้ เมอื่ ย้อนกลับไปอา่ นอกี ครัง้
๔. เขยี นคาเ นือเ น้ ใต้ แต่ละเ ้นตอ้ งเชอื่ มต่อกับเ น้ อนื่ ๆ เพอื่ ใ ้ Mind Map
มีโครง รา้ งพื้นฐานรองรับ
๕. คาค รมีลกั ณะเปน็ " น่ ย" เปิดทางใ ้ Mind Map คลอ่ งตั และยืด ย่นุ
ไดม้ ากขึ้น
๖. ใช้ ีท่ั Mind Map เพราะ ีช่ ยยกระดับค ามคิด เพลินตา กระตุ้น มอง
ซีกข า
๗. เพอื่ ใ เ้ กดิ ค ามคดิ รา้ ง รรคใ์ ม่ ค รปลอ่ ยใ ้ มองคิดมีอิ ระมากที่ ุดเท่าที่
จะเปน็ ไปได้
วธิ กี ารเขยี น
๑. เตรยี มกระดา เปล่าที่ไมม่ ีเ ้นบรรทัดและ างกระดา ภาพแน นอน
๒. าดภาพ ี รือเขยี นคา รือขอ้ ค ามที่ อื่ รอื แ ดงถงึ เรอ่ื งจะทา Mind Map
กลาง นา้ กระดา โดยใช้ อี ย่างนอ้ ย ๓ ี และต้องไม่ตกี รอบด้ ยรูปทรงเรขาคณติ
๓. คิดถงึ ั เรอ่ื ง าคัญทเี่ ปน็ ่ นประกอบของเร่ืองทีท่ า Mind Map โดยใ ้เขียน
เป็นคา ที่มีลัก ณะเป็น น่ ย รือเป็นคา าคัญ (Key Word) ั้น ๆ ที่มีค าม มาย
บนเ น้ ซงึ่ เ ้นแตล่ ะเ น้ จะตอ้ งแตกออกมาจาก นู ยก์ ลางไมค่ รเกิน ๘ กิ่ง
๔. แตกค ามคิดของ ั เรือ่ ง าคญั แตล่ ะเรือ่ งในขอ้ ๓ ออกเปน็ กง่ิ ๆ ลายกิ่ง โดย
เขียนคา รอื ลีบนเ น้ ท่แี ตกออกไป ลกั ณะของกิง่ ค รเอนไมเ่ กนิ ๖๐ อง า
๕. แตกค ามคิดรองลงไปท่ีเป็น ่ นประกอบของแต่ละก่ิง ในข้อ ๔ โดยเขียนคา
รอื ลเี น้ ทีแ่ ตกออกไป ซงึ่ ามารถแตกค ามคิดออกไปเรอ่ื ย ๆ
๖. การเขียนคา ค รเขียนด้ ยคาที่เป็นคา าคัญ (Key Word) รือคา ลัก รือ
เป็น ลีท่ีมีค าม มายชดั เจน
๓๒
๗. คา วลี ญั ลัก ณ์ รอื รูปภาพใดทีต่ อ้ งการเน้น อาจใชว้ ิธกี ารทาใ ้เดน่ เช่น
การลอ้ มกรอบ รอื ใ ก่ ล่อง เปน็ ตน้
๘. ตกแตง่ Mind Map ท่เี ขยี นด้วยความ นกุ นานท้ังภาพและแนวคดิ ทเ่ี ชอื่ มโยง
ต่อกนั
การนาไปใช้
๑. ใชร้ ะดมพลงั มอง
๒. ใช้นาเ นอข้อมูล
๓. ใช้จัดระบบความคิดและชว่ ยความจา
๔. ใชว้ ิเคราะ เ์ นื้อ า รืองานต่าง ๆ
๕. ใช้ รปุ รือ ร้างองคค์ วามรู้
ตวั อยา่ งแผนภาพความคิด
ร ชาติ วาน ลกั ณะท่วั ไป ชนดิ มะพรา้ วไฟ
เปลอื กแขง็ มะพร้าวซอ
เี ขียว นา้ ตาล มะพรา้ วกะทิ
เปน็ รปู วงกลม
มะพร้าวน้า อม
มะพรา้ ว มะพร้าวพวงรอ้ ย
มะพรา้ วพนั ธ์มลาย ีเ ลือง
ต้นเต้ีย
มี 2 วธิ ี การเพาะปลูก ประโยชน์ เน้อื ในใชท้ ากะทิ
1. วธิ ีเพาะ กากทาเปน็ อา าร ตั ว์
ใยใชย้ ัดฟูกทาเ ่ือ
2. วธิ ีชา กะลามะพรา้ วใช้ทาโคมไฟ
ยอดอ่อนทาเปน็ อา าร
๓๓
แบบฝึกหดั
เรอ่ื ง การเขียนแผนภาพความคดิ
คาช้ีแจง : ใ น้ กั เรยี นเขียนแผนภาพความคิดเรอ่ื งท่ีอยู่อย่างพอเพียง พร้อมตกแตง่ ใ ้ วยงาม
ลงในกรอบท่กี า นดใ ้
๓๔
บรรณานกุ รม
จตพุ ร ธรรม ร.ี (๒๕๕๘). เตรียม อบภา าไทย ม.2. กรงุ เทพฯ :บริ ัท ซีเอด็ ยเู คชนั่
จากัด (ม าชน).
บุญเรอื น รฐั ิเ . (๒๕๕๔). ิ ิธภา า และ รรณคดี ิจกั ์. กรุงเทพฯ : บริ ทั
านักพมิ พเ์ ดอะบุค ์ จากัด.
ชิรา เจริญจิตร.์ (๒๕๕๙). ลักภา าไทย. มุทรปราการ : โครงการ านกั พิมพ์
ม า ทิ ยาลัย ั เฉยี เฉลิมพระเกยี รติ.
ัญเพ็ญ เทพโ ภา. (๒๕๕๘). ครบเครอ่ื งเร่ือง ลกั ภา าไทย ฉบับนกั เรยี น นกั กึ า.
กรุงเทพฯ : บริ ัท านกั พิมพ์ พ. . พัฒนา จากัด.
ิเชยี ร เก ประทุม. (๒๕๕๗). ลกั ภา าไทย. กรุงเทพฯ : บริ ัท านักพิมพ์ พ. . พัฒนา
จากดั .
ายใจ ทองเนียม. (๒๕๖๐). ภา าไทยเพ่ือการ ื่อ าร. กรุงเทพฯ : บริ ัท ซีเอ็ดยูเคช่ัน
จากดั (ม าชน).
อัก รา ุธ อกนิ ฐ ั ดิ.์ (๒๕๖๐). รุป ลักภา าไทย ม.1 - ม.2 – ม.3. กรงุ เทพฯ :
บริ ทั านกั พิมพเ์ ดอะบคุ ์ จากัด.
๓๕
หน่วยที่ ๒
เขยี นดี วิเคราะหไ์ ด้
าระที่ ๑ การอา่ น
ตัวชว้ี ัด ม.๒/๕ วเิ คราะ แ์ ละจาแนกข้อเท็จจริง ข้อมูล นับ นุน และข้อคิดเ ็นจาก
บทความทอ่ี ่าน
ม.๒/๖ ระบุขอ้ ังเกตจากการชวนเชื่อ การโน้มน้าว รอื ความ มเ ตุ มผล
ของงานเขียน
ม.๒/๘ มมี ารยาทในการอา่ น
าระท่ี ๒ การเขียน
ตัวช้วี ัด ม.๒/๑ คัดลายมอื ตวั บรรจงครึ่งบรรทดั
ม.๒/๘ มีมารยาทในการเขยี น
าระที่ ๓ การฟงั การดู และการพูด
ตัวช้วี ดั ม.๒/๒ วิเคราะ ข์ อ้ เท็จจรงิ ข้อคดิ เ ็น และความน่าเชื่อถอื ของขา่ ว าร
จาก อื่ ต่าง ๆ
ม.๒/๖ มีมารยาทในการฟงั การดู และการพูด
าระท่ี ๔ ลักการใช้ภา าไทย
ตวั ชว้ี ัด ม.๒/๓ แตง่ บทรอ้ ยกรอง
บทรอ้ ยกรอง
ความหมาย
บทร้อยกรอง เป็นบทประพันธ์ท่ีเรียบเรียงขึ้นโดยมีข้อบังคับ รือแบบแผนที่
กา นดจาน นคาในแต่ละ รรค และกา นดการ ่ง ัมผั ตามลัก ณะคาประพันธ์แต่ละ
ชนิด บทรอ้ ยกรองนน้ั มีค ามไพเราะจากเ ยี งของคาท่ีเลอื กใช้ เ ยี ง ัมผั และค าม ลาย
ของคา บทร้อยกรองท่ดี ตี ้อง ร้างค ามคิดที่ดี กอ่ ใ ้เกดิ อารมณแ์ ละค ามคดิ คานึงถึงผอู้ ่าน
วธิ กี ารเขียนคาประพันธ์ท่ีดี
๑. มีค าม นใจและมีประ บการณ์จากการอา่ นคาประพนั ธ์มากพอ มค ร
จะตอ้ ง ังเกตการณ์ใชภ้ า ากอ่ ใ เ้ กิดค ามรู้ ึก
๒. ฝึกการเลน่ คาคล้องจองอย่เู มอ ซ่ึงอาจเปน็ ัมผั ระ รอื มั ผั พยัญชนะ
๓. นใจร บร มคาท่ีคล้ายคลึงกนั
๔. นใจร บร มคา ัพท์ที่มีค าม มายเ มือนกนั
ลกั ษณะคาประพันธ์ทดี่ ี
๑. มีค ามไพเราะในเชิงลลี าของคาประพันธ์
๒. มีค ามคดิ ดี มคี ามชัดเจน ประ บการณ์เดน่ ชัด
๓. การใช้ถ้อยคาดี มีค าม มายเดน่ ชดั ใ ้ค ามรู้ ึกและมีเ ยี ง มั ผั ไพเราะ
๔. มเี ียง ัมผั ของการใช้คา ทงั้ ัมผั นอกตามข้อบงั คับและ ัมผั ในที่ไพเราะ
๕. การพรรณนากอ่ ใ ้เกดิ ภาพพจน์ พรรณนาทาใ ม้ องเ ็นภาพได้ชดั เจน
๖. อดแทรกอารมณแ์ ละค ามรู้ กึ นึกคิดใ ้ผูอ้ า่ นประทบั ใจ
๗. ามารถจินตนาการ ทาใ ้ผูอ้ า่ นเ ็นภาพในใจได้ชดั เจน
๘. ามารถถ่ายทอดค ามรู้ ึกของผเู้ ขียนใ ้ผู้อา่ นทราบได้อย่างชัดเจน
๓๖
ประเภทของกลอน
๑. กลอนแปด กลอน ุภาพ รือกลอนตลาด การเรียกช่ือเปน็ ไปตามเน้ือเรอ่ื ง เช่น
กลอนนทิ าน กลอนนริ า กลอน ภุ า ิต กลอนเพลงยา กลอนเ ภา
๒. กลอน ก คอื กลอนท่ีแตล่ ะ รรคมีจาน น ๖ คา รือ ๖ พยางค์ การอา่ นแบง่
ช่ งละ ๒ คา
๓. กลอน ่ี คือ กลอนท่ีแต่ละ รรคมีจาน น ๔ คา รือ ๔ พยางค์ การอ่านแบ่ง
ช่ งละ ๒ คา
๔. กลอน ัก า คือ กลอนที่ข้ึนต้น รรคแรกด้ ยคา ่า “ ัก า” ลงท้ายด้ ยคา ่า
“เอย” มคี ามยา ๒ บท
๕. กลอนดอก ร้อย คือ กลอนที่ รรคแรกมีจาน น ๔ คา โดยคาที่ ๒ ใช้คา ่า
“เอ๋ย” ลงท้ายด้ ย “เอย” มคี ามยา ๒ บท รอื ๔ คากลอน
๖. กลอนบทละคร คือ กลอนท่ีมีคาขึ้นต้นด้ ยคา ่า “เม่ือน้ัน” “บัดนั้น” รือ
“มาจะกล่า บทไป”
กลอนสภุ าพ (กลอยแปด)
กลอนแปด เป็นคาประพันธ์อีกชนิด นึ่งท่ีได้รับค ามนิยมกันท่ั ไปเพราะเป็นบท
ร้อยกรองชนิดท่มี ีค ามเรียบเรียงง่ายต่อการ ื่อค าม มาย และ ามารถ ่ือค ามได้อย่าง
ไพเราะซ่ึงกลอนแปดมีการกา นดพยางค์และ ัมผั มี ลายชนิดแต่ท่ีนิยมคือ
กลอน ภุ าพ
แผนผังกลอนสุภาพ
๓๗
กลอน ุภาพว่าไว้ ลายชนิด จาใ ต้ ิดมี ่ีวรรค น่งึ บท นา
วรรคแรกเรยี กวรรค ดับน้ันมมี า วรรค อง นาเรยี กวรรครับประดบั กนั
แต่ละวรรคจาใ ด้ ีแปดคามนั่
วรรค ามเรยี กวรรครอง ง่ วรรค ่ี ของวรรครบั องนัน้ ตอ่ กันมา
ท้ายวรรค นึ่ง มั ผั าม รอื ้าพลนั าม รอื า้ วรรค ีต่ อ้ งเตรยี มตวั า
คาทา้ ยรบั มั ผั คาท้ายรอง ัมผั ท่ีคาทา้ ย นาวรรค องเอย
(นายชัยณรงค์ ควร ถติ ย์)
คา ัมผั ระ ว่างบทกา นดมา
ลกั ษณะของกลอนสภุ าพ
๑. บท นึ่งบทมี ๔ วรรค วรรคที่ นึ่งเรยี กวรรค ดับ วรรคที่ องเรยี ก
วรรครับ วรรคที่ ามเรียกวรรครอง วรรคที่ ่ีเรียกวรรค ่ง แต่ละวรรคมีแปดคา จึง
เรียกวา่ กลอนแปด
๒. เสียงคา กลอนทุกประเภทจะกา นดเ ียงคาท้ายวรรคเป็น าคัญ กา นดได้
ดังน้ี
คาท้ายวรรค ดับ กา นดใ ใ้ ชไ้ ด้ทกุ เ ยี ง
คาท้ายวรรครับ กา นด ้ามใชเ้ ยี ง ามัญกับตรี
คาทา้ ยวรรครอง กา นดใ ้ใชเ้ ฉพาะเ ยี ง ามญั กับตรี
คาท้ายวรรค ง่ กา นดใ ้ใช้เฉพาะเ ียง ามัญกับตรี
๓. สมั ผสั มั ผั นอก รอื ัมผั ระ ว่างวรรค อันเป็น มั ผั บังคบั มดี งั น้ี
คา ุดท้ายของวรรคที่ น่ึง (วรรค ดับ) ัมผั กับคาท่ี าม รือที่ ้า ของวรรคที่
อง (วรรครบั )
คา ุดท้ายของวรรคท่ี อง (วรรครับ) ัมผั กับคา ุดท้ายของวรรคที่ าม
(วรรครอง) และคาท่ี าม รอื ท่ี า้ ของวรรคท่ี ่ี (วรรค ่ง)
ัมผั ระ ว่างบท ของกลอนแปด คือ คา ดุ ท้ายของวรรคท่ี ี่ (วรรค ่ง) เป็นคา ่ง
มั ผั บงั คบั ใ บ้ ทต่อไปต้องรบั ัมผั ทีค่ า ดุ ทา้ ยของวรรคท่ี อง (วรรครบั )
๓๘
ข้อควรระวงั ในการแตง่ กลอนสุภาพ
เ ยี ง รรณยกุ ต์ การแตง่ กลอน ุภาพไมม่ กี ารบังคบั เ ยี ง รรณยกุ ต์แต่ก นี ิยมการ
ใช้เ ยี ง รรณยกุ ตใ์ นตาแ นง่ ของกลอน ภุ าพเพ่อื การอ่านรับร ของกลอน เพราะฉะนน้ั ก ี
จงึ นิยมกา นดเ ียง รรณยกุ ต์ในคา ุดทา้ ยของแต่ละ รรค ดงั น้ี
รรคที่ ๑ คา ดุ ท้ายใชเ้ ียง ามญั เอก โท ตรี จัต า ได้ แตไ่ มน่ ิยมเ ยี ง ามัญ
รรคที่ ๒ คา ุดทา้ ยนยิ มใชเ้ ียงจตั า ไม่นิยมใชเ้ ียง ามัญและตรี
รรคท่ี ๓ คา ดุ ทา้ ยใชเ้ ียง ามญั รอื ตรี ไมน่ ยิ มใชเ้ ียงเอก โท จตั า
รรคที่ ๔ คา ุดทา้ ยใชเ้ ียง ามัญ รอื ตรี ไมน่ ิยมเ ียงเอก โท จัต า
เกร็ดเลก็ เกรด็ นอ้ ย
กลอนมารุ่งเรืองในยุครัตนโก ินทร์ ในรัชกาลพระบาท มเด็จพระพุทธเลิ ล้า
นภาลัย มีก ี าคัญๆ ได้แก่ องค์พระบาท มเด็จพระพุทธเลิ ล้านภาลัย ุนทรภู่
กรม ล ง ร ง าธิราช นิท ฯลฯ โดยเฉพาะสุนทรภู่ เป็นก ีที่ทาใ ้ฉันทลัก ณ์กลอน
พฒั นาถงึ ระดับ ูง ุด มคี ามลงตั ทางฉันทลกั ณ์ทาใ ก้ ลอนลลี าแบบ นุ ทรภู่ ได้รับก าร
ยอมรบั ่าเป็นแบบฉบบั ของกลอนทไี่ พเราะที่ ดุ และนยิ มแตง่ จนถึงปจั จบุ ัน
๓๙
แบบฝกึ ดั
เรอ่ื ง กลอน ภุ าพ
ตอนท่ี ๑
คาช้แี จง : ใ น้ ักเรยี นเขยี นผงั กลอน ุภาพลงในชอ่ งทีก่ า นดใ ้พรอ้ มท้ังเขยี นอธิบายผัง
การแต่งกลอน ภุ าพ
........................................................................................................................................
........................................................................................................................................
........................................................................................................................................
........................................................................................................................................
........................................................................................................................................
........................................................................................................................................
........................................................................................................................................
........................................................................................................................................
........................................................................................................................................
........................................................................................................................................
........................................................................................................................................
........................................................................................................................................
........................................................................................................................................
๔๐
แบบฝกึ ดั
เรอื่ ง กลอน ภุ าพ
ตอนที่ ๒
คาช้ีแจง : ใ ้นักเรียนเลือกเร่ืองทนี่ ักเรยี น นใจจาก นัง อื ารานุกรมไทยจานวน ๑ เรอื่ ง
แล้วนามาแต่งเปน็ กลอน ภุ าพจานวน ๓ บท
เร่อื ง...................................................................
............................................................................................................................. ................
................................................................................................................... ..........................
............................................................................................................................. ................
.............................................................................................................................................
............................................................................................................................. .............
............................................................................................................................. ....................
............................................................................................................................. ....................
.............................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ....................
รกั ภา าไทย
ใช้ภา าไทยใ ้ถกู ตอ้ ง
๔๑
การวิเคราะ ์และจาแนกข้อเท็จจริง
ข้อคดิ เ ็น ขอ้ นับ นนุ
ความ มายของขอ้ เท็จจริง ขอ้ คิดเ ็น และขอ้ นบั นนุ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตย ถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ (ราชบัณฑิตย ถาน ๒๕๒๕ :
๑๓๓) ใ ้ความ มายข้อเท็จจริง และขอ้ คิดเ ็นไวว้ ่า
ข้อเทจ็ จรงิ มายถึง ข้อความแ ่งเ ตกุ ารณท์ เี่ ปน็ มา รือเปน็ อยตู่ ามจริง ข้อความ
รอื เ ตุการณ์ท่ีจะตอ้ งวินิจฉยั วา่ เท็จ รือจริง
ข้อคิดเ ็น มายถึง ความเ ็น ความรู้ ึกนึกคิดของผู้ ่ง ารท่ี อดแทรกอยู่
ในเน้อื า
ข้อมูล นับ นุน มายถึง ข้อเท็จจริงที่ นับ นุนข้อ รุป ข้อวินิจฉัย ข้อตัด ินใจ
ประกอบข้อมลู งานเขยี นเพ่ือใ ข้ ้อมูล มีความ นกั แนน่ และน่าเชื่อถอื อีกทั้งยังใช้เป็น ลัก
อนุมาน าความจรงิ รือการคานวณได้
ลัก ณะของขอ้ เท็จจรงิ
๑. มคี วามเป็นไปได้
๒. มีความ มจริง
๓. มี ลักฐานเชอื่ ถอื ได้
๔. มีความ มเ ตุ มผล
ลกั ณะของข้อคดิ เ ็น
๑. เป็นข้อความท่ีแ ดงความรู้ กึ
๒. เปน็ ขอ้ ความท่ีแ ดงการคาดคะเน
๓. เป็นขอ้ ความท่ีแ ดงการเปรียบเทยี บ รอื อปุ มาอุปไมย
๔. เป็นขอ้ ความท่ีเป็นเปน็ ขอ้ เ นอแนะ รือเปน็ ความคิดของผพู้ ดู และผูเ้ ขยี นเอง
๔๒