ตัวอยา่ งข้อความท่ีเป็นขอ้ เท็จจรงิ
๑. กตเวที มายถึง นองคุณท่าน (พิ จู นไ์ ด้โดยค้นความ มายจากพจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑติ ย ถาน พ.ศ. ๒๕๒๕)
๒. ดวงตาเป็นอวัยวะท่ีทาใ ้มองเ น็ (พิ ูจน์ไดด้ ว้ ย ลกั วิชาการ)
๓. ทกุ คน นไี ม่พน้ ความตาย (พิ จู น์ไดจ้ ากประ บการณ)์
ตัวอยา่ งข้อความท่ีเป็นขอ้ คดิ เ น็
๑. การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยดที ี ดุ (ไม่มขี ้อวนิ จิ ฉัย)
๒. คนเรยี นเก่งยอ่ มประ บผล าเรจ็ ในชีวิตเ มอ (ไมม่ ขี อ้ ยืนยนั )
๓. การรับประทานแตผ่ ักไมน่ า่ จะเปน็ ผลดีตอ่ รา่ งกาย (ไม่มขี อ้ ยืนยนั )
ตวั อย่างของขอ้ ความทเ่ี ปน็ ขอ้ มลู นบั นนุ
๑. มชายขยันและอดออมจึงทาใ ้มงั่ มีมากข้ึน
๒. าเ ตุ นง่ึ ของการเกิดน้าท่วมเกดิ จากการตัดไมท้ าลายป่า
๓. ภูมิขยันอา่ น นัง ือ เขาจงึ อบไดท้ ี่ 1
แยกใ ้ได้ ใช้ใ ้ถูก
๔๓
แบบฝึกทัก ะ
เร่ือง ขอ้ เท็จจริง ข้อคิดเ ็น ข้อ นับ นนุ
คาช้แี จง : ใ น้ ักเรียนแต่งเร่อื งเปน็ ข้อเทจ็ จริง ข้อคิดเ น็ และขอ้ นบั นนุ ใ อ้ ยู่ในเรอ่ื ง
เดียวกนั พร้อมต้งั ชอื่ เรอ่ื งใ เ้ มาะ มลงในช่องท่กี า นดใ ไ้ ม่ตา่ กวา่ ๑๐
บรรทดั
๔๔
การคัดลายมอื
ความสาคญั ของการคัดลายมือ
การคัดลายมือเป็นการคัดตั อัก รไทย ฉะนั้นการคัดลายมือจึงมีมาแต่ราช านัก
เร่ิมมีตั อัก รไทย การ “จาร” รือ “จารึก” เป็นการคัดตั อัก รไทยลงใน ิน ิลา จึง
เรียก ่า ิลาจารึก บ้างก็ “เขียนอย่างบรรจง” คือ คัดลงในคัมภีร์โบราณที่ทาจากใบลาน
เป็นบท ดต่างๆ คา อนคติธรรม ตารา ประเพณี ัฒนธรรม ประ ัติ า ตร์ ซ่ึงเรียก
กัน ่า คัมภีรใ์ บลาน
ลายมือเป็นการเขียนถ่ายทอดเรื่องรา ต่าง ๆ จากผู้เขียน ู่ผู้อ่าน ถ้าผู้เขียนมี
ลายมอื ย อา่ นง่ายจะช่ ยใ ้รับ ารไดถูกต้อง แต่ถ้าลายมืออ่านยากผู้อ่านอาจรับ ารได้
ไมถ่ กู ต้องตาม ตั ถุประ งคท์ ่ีผเู้ ขยี นตั้งไ ้
จดุ ประสงคข์ องการคัดลายมอื
การคดั ลายมอื มีค าม าคัญมากตอ่ การพัฒนาไป ู่ทกั ะการเขยี น การฝกึ คดั
ลายมอื จงึ มีจุดประ งค์ าคัญ ดังน้ี
๑. เพื่อฝกึ มาธิในการเขียนตั อัก รไทย
๒. เพ่ือใ เ้ ขยี นตั อกั รไทยได้ถกู ตอ้ งตาม ลกั ิธีการตา่ ง ๆ
๓. เพอ่ื ใ ร้ ู้จกั การจัดระเบยี บ การเ ้น รรคและเ ้นชอ่ งไฟไดป้ ระณตี และ
ม่าเ มอ ทาใ ้อา่ นงา่ ย ดู บายตา
๔. เพ่ือใ ร้ จู้ กั งั เกตแบบอย่างตั อัก รท่ถี กู ต้อง ยงามและนาไปเปน็ ตั อยา่ ง
ในการเขยี นได้ตอ่ ไป
๕. เพอ่ื ใ ้มคี ามภาคภมู ิใจ รทั ธาและรกั การเขยี นภา าไทยอนั เปน็ มรดกและ
ภา าประจาชาติไทย
๔๕
ประโยชนข์ องการคัดลายมือ
๑. บื านมรดกไทยไ ้คู่ชาติ ืบไป
๒. ฝกึ มาธิ และค ามแน่ แน่ของจติ ใ ้นิ่งไม่ซัด า่ ย อกแ ก
๓. เป็นพ้นื ฐานในการประดิ ฐอ์ กั รไทยตอ่ ไป
๔. การคัดลายมอื เกิดค ามประทบั ใจก า่ การพิมพใ์ นโอกา าคญั ต่างๆ
๕. บุคคลท่ีลายมืองามเปน็ บุคคลพเิ ทม่ี กั จะไดร้ ับค ามช่นื ชม
๖. มคี ามรูแ้ มน่ ยาในคา และข้อค าม
รูปแบบตวั อกั ษร
ตั อัก รไทยที่มีรูปแบบถูกต้อง ยงามถือเป็นตั อย่างของการคัดลายมือ
มี ลายแบบแต่อาจจัดรูปแบบก ้าง ๆ ได้ ๒ แบบ คือ ตั อัก รประเภท ั เ ลี่ยมและ
ตั อกั รประเภท ั กลม
๑. ตั อัก รประเภท ั เ ล่ียม มีลัก ณะเด่น คือ เ ้นตั อัก ร ่ นใ ญ่เป็น
เ ้นตรง ตั อกั รแบบเ ล่ยี ม ั ของตั อัก รมลี กั ณะเ ล่ียม เรียก ่า อัก รแบบ ั บั
รือตั อาลัก ณ์ ตั อัก รแบบอาลัก ณ์ ของแผนกอาลัก ณ์ านักเลขาธิการ
คณะรัฐมนตรีใช้เป็นแบบตั อัก รที่ ยงาม ใช้ในงานเขียนเกี่ย กับพระม าก ัตริย์
การเขียนทางราชการ การเขียนกฎ มาย รือใช้เขียนเพื่อการเกียรติย รือในเอก าร
พเิ ตา่ ง ๆ เชน่ ประกา นียบตั ร ปรญิ ญาบตั ร
๒. ตั อัก รประเภท ั กลม มีลัก ณะเด่น คือ ลัก ณะตั อัก รมีเ ้นโค้ง
ประกอบอยู่ ตั อกั รกลมมน ได้แก่ ตั อัก รแบบกระทร ง ึก าธกิ าร
หลกั การคดั ลายมอื
๑. ตั อกั รทม่ี ี ั ตอ้ งเรม่ิ เขียน ั ก่อนทุกครงั้
๒. ใชด้ ิน อ ั แ ลม รือปากกาที่ มกึ ไมไ่ ลเยิ้ม
๓. นงั่ เขยี นในทา่ บาย ตั ตรง มอื จบั ปากกา รอื ดนิ อใ ถ้ กู ต้อง
๔. เขยี นตั อัก รใ ้ถูกต้อง ชดั เจน
๔๖
๕. เขียนตั อัก รใ ้มขี นาดพอดี ค าม งู เ มอกนั
๖. เขียนตั อกั รใ ้ตั ตรง ไม่เอนไปด้านใดด้าน น่งึ
๗. างรปู ระ รรณยกุ ต์ ร มถงึ เครือ่ ง มายต่างๆ ใ ้ถกู ต้อง
๘. เ น้ ระยะช่องไฟของตั อกั รใ พ้ อเ มาะไม่ติด รือ า่ งกนั เกินไป
๙. เขียนเ ้นตั อกั รใ ้ ม่าเ มอ ไม่ นักบา้ งเบาบา้ ง
๑๐. เขยี นเ ้น รรคตอนใ ถ้ กู ตอ้ ง
๑๑. รัก าค าม ะอาดในการเขียน
๑๒. ตั บรรจงเตม็ บรรทัด เขียนตั พยัญชนะใ ้ งู จรดเ ้นบรรทัดบนและล่าง
๑๓. ตั บรรจงครึ่งบรรทัด เขียนตั พยญั ชนะใ ม้ ีค าม ูงอยูร่ ะดบั ครึ่งบรรทดั
๑๔. มี มาธิ มคี ามตง้ั ใจในการเขียน
แม้ปัจจุบันจะมี ่ือและเทคโนโลยีต่าง ๆ ท่ีอาน ยค าม ะด ก บาย แทนการ
เขียนคัดลายมือ แตล่ ายมือท่ี ยงามเป็น ิ่งที่มีเ น่ ์และเป็น ิ่งท่ี ่งเ ริมใ ้บุคคลน้ัน ๆ มี
คุณ มบัติท่ีโดดเด่นและเป็นบุคคล าคัญขององค์กรต่าง ๆ ดังนั้นนักเรียนจึงค ร
ฝกึ ฝนจนชานาญ
อกั ษรไทยในการคัดลายมอื
การคัดลายมือ มีแบบการคัดตั อัก รไทย ลายแบบ ที่พัฒนารูปแบบขึ้นมาจาก
น่ ยงานทางการ กึ า จาก น่ ยงานทางราชการ รือจาก านักพิมพ์ต่างๆ ในการ อน
คัดลายมือนกั เรียนระดบั ประถม กึ าและมธั ยม ึก าที่ งั กดั กระทร ง ึก าธิการจะใช้ฝึก
รปู แบบตั อกั รแบบกระทร ง กึ าธกิ าร
รปู แบบตวั อกั ษรของกระทรวงศึกษาธิการ
การคัดลายมือแบบกระทร ง ึก าธิการน้ี เรียกตามโครง ร้างของตั อัก ร ่า
หัวกลม ตัวมน ประกอบด้ ย รูปแบบพยัญชนะไทย ระ รรณยุกต์ และรูปแบบ
ตั เลขไทยดังนี้
๔๗
ตั นงั อื แบบกระทร ง กึ าธกิ าร
นายชัยณรงค์ ควรสถิตย์
๔๘
แบบฝึกหัด
เรอ่ื ง การคัดลายมือ
คาช้แี จง : ใ น้ ักเรียนคัดลายมือตัวบรรจงคร่งึ บรรทดั โดยใ ้นกั เรียนเลือกคัดลายมือ
รปู แบบใดก็ไดท้ ่ไี ด้เรยี นใตามคาประพนั ธ์ที่กา นดใ ้
มาจะกล่าวบทไป ถงึ นนทกนา้ ใจกลา้ าญ
ตง้ั แตพ่ ระ ยมภวู ญาณ ประทานใ ล้ า้ งเท้าเทวา
อยู่บันไดไกรลา เป็นนิจ รุ าฤทธ์ติ บ วั แล้วลูบ นา้
บา้ งใ ต้ กั น้าลางบาทา บา้ งถอนเ น้ เกศาวุ่นไป
จนผมโกรน๋ โล้นเกลีย้ งถึงเพียง ู ดเู งาในน้าแล้วร้องไ ้
ฮดึ ฮัดขัดแค้นแน่นใจ ตาแดงดงั่ แ งไฟฟ้า
เปน็ ชายดูดูม๋ า ม่นิ ชาย มิตายจะได้มาเ ็น นา้
คิดแล้วกร็ บี เดนิ มา เฝ้าพระอิศราธบิ ดี
.................................................................................................................
.................................................................................................................
.................................................................................................................
.................................................................................................................
.................................................................................................................
.................................................................................................................
.................................................................................................................
.................................................................................................................
ลายมือน้ันคอื ยศ
๔๙
ลกั การฟังและดู ื่อตา่ ง ๆ
ความรูพ้ น้ื ฐานในการฟงั และดู อื่
ความ มาย
การฟัง มีค ามแตกต่างจากการได้ยนิ เพราะการได้ยินเป็นเพียงการรับรู้เ ียง แต่
การฟงั มายถึง การรบั รู้และแปลค าม มายของเ ียงที่ได้ยิน ดังน้ันการฟังจึง ัมพันธ์กับ
ค ามคิด
การดู คือ ิธีการรับ ารโดยผ่านประ าทตา รืออาจเป็นการทางานประ านกัน
ระ ่างประ าทตาและ ู ในกรณีที่การรับ ารนั้นเป็นทั้งภาพและเ ียง แล้ จึงแปล
ค าม มาย ดังน้ันการฟังและการดูจึงมีค าม ัมพันธ์ท่ีทาใ ้มนุ ย์ ามารถรับรู้ ิ่งต่าง ๆ
แล้ นามาใช้ในการดารงชี ติ
องค์ประกอบของการ ่อื าร
๑. ผู้ ง่ าร มายถงึ ผู้ที่แ ดงค าม ามารถในการถา่ ยทอดค ามรู้ ค ามคิดไปยัง
ผู้ฟังโดยผู้พูดอาจใช้กล ิธีในการถ่ายทอดโดยการพูดผ่านภา าที่ไพเราะงดงาม ตลอดจน
การใช้อปุ กรณต์ ่าง ๆ ประกอบในการ ่ง าร
๒. าร มายถึง เรื่องรา รือเนอื้ า าระทผี่ ู้ ่ง ารต้องการ ่งไปยังผูร้ ับ าร ซึ่งมี
ลายประเภทโดยใช้ ่อื เปน็ ตั กลางในการถ่ายทอด
๓. ผู้รับ าร มายถึง ผู้ท่ีรับฟังเรื่องรา จากผู้ ่ง าร แล้ นามาแปลค าม มาย
และไตร่ตรอง ใคร่คร ญเพอื่ นาไปใช้
๔. ่ือ มายถงึ ตั กลางในการถ่ายทอด ารจากผู้ ่ง ารไปยังผู้รับ าร เช่น ิทยุ
โทรทั น์ ภาพยนตร์
๕๐
ความสาคัญของการฟงั และการดูส่ือ
การฟงั และการดู เป็นการ ่ื ารท่ีใช้มากท่ี ุดในชีวิตประจาวัน เพราะ ื่ ที่ใช้ใน
การฟังและดไู ด้รับการพฒั นาใ ้มีคณุ ภาพมากขึ้นและมีความ ลาก ลาย การฟัง และการดู
จงึ มคี วาม าคัญและจาเป็น า รบั ังคมยุคใ มซ่ ่ึง ามารถ รปุ ได้ ดงั นี้
๑. ช่วยพัฒนาด้าน ติปัญญา การฟังและการดูช่วยใ ้ผู้รับ ารมีความร บรู้
ขา่ ว าร ทนั ต่ เ ตกุ ารณ์ เชน่ ขา่ วกี า ขา่ วการเมื ง
๒. ช่วยใ ม้ ีความ นุก นานเพลดิ เพลิน คลายความเครยี ด เช่น ฟังเพลง ชมละคร
่านวรรณคดี
๓. ช่วยพัฒนาด้าน ังคม ผู้รับ ารมีวิจารณญาณ รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่วู่วาม
ย่รู ่วมกบั งั คมได้ ยา่ งมีความ ุข
๔. ช่วยพัฒนาจิตใจ ยกระดับจิตใจใ ้ ูงขึ้น ุขุมและมีวิจารณญาณในการ
ดารงชวี ติ ทีด่ ีงาม ได้แก่ ฟังธรรมะและโ วาทท่ัวไปในโ กา ตา่ ง ๆ
ากผู้รับ ารรับรู้ข่าว ารเร่ื งราวต่าง ๆ โดยไม่รู้จักคิดวิเคราะ ์ ไตร่ตร ง
ใ ้ร บค บผู้รับ าร าจตกเป็นเ ย่ื การโฆ ณาชวนเชื่ รื การ ล กลวง ผู้รับ ารจึง
ต้ งคิดวิเคราะ ์จุดประ งค์ข งผู้ ่ง าร วิเคราะ ์ความต้ งการท่ีแท้จริง ตล ดจน
ประเมนิ ประโยชน์ รื คุณค่าข ง ารท่ีได้รับการฟังและการดูจึงจะเกิดประโยชน์
ย่างแท้จริง
การฟังและการดูบางประเภท เชน่ ฟังเพลง ดูละคร น กจากจะได้รับความบันเทิง
แล้วผู้ฟังและผู้ดูยัง ามารถเก็บข้ คิด คุณค่าจากการฟังและดู ่ิงน้ัน ๆ ไปใช้ประโยชน์ได้
ทั้งนีก้ ารฟังและ การดูประเภทบันเทงิ คดยี งั ช่วยผ่ นคลายความเครยี ดจากการทางาน รื
ปัญ าต่าง ๆ ในชวี ิตประจาวันได้
๕๑
มารยาทในการฟงั และดู
บุคคลท่ีมีมารยาทในการฟังและดูโดยปฏิบัติตามแน ทางดังต่อไปนี้ เพื่อใ ้ได้รับ
ประโยชน์จากการฟงั และการดูไดม้ ากท่ี ดุ
๑. วางใจเป็นกลาง การฟังและดูท่ีดีต้องเร่ิมจากการ างใจเป็นกลาง
ใช้ ิจารณญาณการฟังเพ่ือใ ไ้ ด้รับขอ้ มลู ที่ถูกต้อง
๒. มจี ดุ มงุ่ มายในการฟงั เช่น ฟงั เพื่อจรรโลงใจฟัง รือฟังเพ่ือรับข้อมูลข่า าร
โดยการตงั้ จุดม่งุ มายไ ก้ อ่ นจะทาใ ไ้ ด้รบั ประโยชนจ์ ากการฟงั และดมู ากขน้ึ
๓. ฟังและดอู ย่างต้ังใจและอดทน เช่น อาจมีเ ยี งดังรบก น ขุ ภาพไมด่ ี
๔. มีการตอบ นองผู้พูด เช่น ด้ ย ี น้าและแ ตาที่ใ ้ค าม นใจและ
แ ดงออกอยา่ งจริงใจ
๕. มีการซักถามเม่ือเกิดข้อ ง ัย ภา าท่ีใช้ค ร ุภาพไม่แฝงเจตนาเพื่อทด อบ
ค ามร้ขู องผู้ ่ง าร รือผู้พูด
๖. ไม่รบกวน มาธิของผู้อื่น เช่น ไม่นาอา าร รือเคร่ืองดื่มเข้าไปรับประทาน
ในระ า่ งการฟงั และดู
อ่ื ในชวี ิตประจาวัน
ในยุคปัจจุบัน การ ่ือ ารและเทคโนโลยีก้า น้าอย่างร ดเร็ ังคมมนุ ย์น้ัน
มีการเคลื่อนไ อยู่ตลอดเ ลา คนใน ังคมจึงได้รับข่า ารอย่างร ดเร็ ทาใ ้พฤติกรรม
และคา่ นยิ มของคนใน งั คมเปลยี่ นแปลงไปตามอทิ ธิพลของ ื่อ ่ือจะมีค าม าคัญกับชี ิต
ของคนใน ังคมและประเท ชาติเป็นอย่างมาก ท้ังนี้ ่ือมีทั้งเร่ืองท่ีเ มาะ มและ
เรือ่ งทีไ่ มเ่ มาะ มเมื่อผู้ชมรับ ่ือท่ีไม่เ มาะ ม จะทาใ ้เกิดค่านิยม และพฤติกรรมที่ไม่ดี
ซึ่งจะ ่งผลไปถงึ ค ามเ ื่อมโทรมของคุณธรรมจริยธรรมของคนใน งั คมด้ ย
เน่ืองจากเทคโนโลยีการ ึก าเจริญก้า น้าไปมากทาใ ้ ื่อในปัจจุบัน
มี ลาก ลายชนดิ โดย ่อื ทพี่ บเ น็ ในชี ติ ประจา นั มดี งั นี้
ื่อ ิ่งพิมพ์ ในชี ิตประจา ันของมนุ ย์ ามารถรับรู้ข่า าร รือค ามรู้ ค าม
บันเทิงได้จาก ื่อ ่ิงพิมพ์ต่าง ๆ แต่ในท่ีน้ีจะนาเ นอ ิ่งที่พบเ ็นและเข้าถึงได้ง่ายท่ี ุดใน
ชี ติ ประจา ัน คือ นัง ือพิมพ์
๕๒
นัง ือพมิ พ์ เป็น ื่ ที่ ยใู่ นรปู แบบ ่ิงพิมพร์ บั ารทางการดูและการ ่านข้ ค าม
มี ลายประเภทท้ังราย ัน ราย ัปดา ์ รายปัก ์ รายเดื น ฯลฯ เป็น ื่ ท่ีมีมานานก ่า ื่
ชนิด นื่ และได้รบั ค ามนิยมแพร่ ลาย โดยเฉพาะ นัง ื พิมพ์ราย ันท่ีมี ิทธิพลต่ ังคม
และชี ิตประจา ันมากที่ ุด การใ ้ข่า ารค ามเคล่ื นไ ทุกด้านทั้งการเมื ง ด้าน
ิชาการ กี า เ ร ฐกจิ ังคม ฒั นธรรม การ ึก าและบันเทิง เป็น ื่ ถา รที่ใช้ ้าง ิงได้
ามารถ า า่ นได้ ะด กเนื่ งจากมีราคาย่ มเยา
ข้ ดขี ง ื่ นงั ื พมิ พ์ คื ทาใ ร้ ู้จกั การ ่านและการตั้งจุดมุ่ง มายในการ ่าน
ใ ้เกิดประโยชน์เพื่ เป็นแน ทางในการแก้ไขปรับปรุงการงาน าชีพและการดาเนินชี ิต
ทดี่ ขี ึน้
่ืออิเล็คทรอนิก ์ ในปัจจุบันโลกได้มีการเปล่ียนแปลงทางด้านเทคโนโลยี
ค ามทัน มัย ามารถ ง ารไดร้ ดเร็ ื่ ไดท้ ัง้ ภาพและเ ยี งและผู้รับก็ ามารถรับ ารได้
ะด กร ดเร็ โดยไม่จากัดเ ลาและ ถานที่ ื่ ิเล็กทร นิก ์ที่มี ิทธิพลต่ ชี ิตประจา ัน
ข งมนุ ย์มี ลายประเภท เช่น
วิทยุ โทรทัศน์ เป็น ่ื ที่ได้รับค ามนิยม ย่างแพร่ ลายทั้งยังเป็น ื่ ท่ีมี ิทธิพล
ต่ ค ามคิด พฤติกรรมและค่านิยมข งผู้ชม ย่างมาก เพราะ ่ื ิทยุ โทรทั น์เป็น ื่ ท่ี
เข้าถึงผู้ชมทุกเพ ทกุ ยั จงึ ทาใ เ้ กิดรายการ ลัก ลายรปู แบบเพ่ื ต บ น ง
ค ามต้ งการข งผชู้ ม
ข้ ดีข งการฟังและการดู ื่ ิทยุ โทรทั น์ ในปัจจุบัน ื่ ประเภทนี้เป็น ื่ ที่มี
ทิ ธิพล งู ุดในการใ ค้ ามรู้ ค ามคิด ามารถเปล่ียนพฤติกรรม เปล่ียนค่านิยมตาม ่ื มี
ผลต่ ค ามเปลี่ยนแปลงทางดา้ น ัตถุ จิตใจและค ามรู้ ึกนกึ คิดเปน็ ยา่ งมาก ถ้ามีรายการ
ที่ดี ามารถใ ้ค ามรู้และยกระดับจิตใจข งผู้ชม ก็จะเป็นประโยชน์ต่ ผู้ชมและ ังคม
จุดเด่น คื การนาเ น ข่า ารที่เกิดข้ึนได้ ย่างร ดเร็ ทันเ ตุการณ์ตัด ินใจแก้ไข
ถานการณ์ทเ่ี กิดขนึ้ ได้ทนั ท่ งที
คอมพิวเตอร์ เป็น ่ื ที่ช่ ยใ ้มนุ ย์ ่ื ารกันได้ ย่างก ้างข าง ทาใ ้คนรู้ข่า
ตา่ ง ๆ ได้ร ดเร็ แม้จะเป็นข่า ารท่เี กิด ยู่ ีกซีกโลก น่ึง ก็ ามารถรับรู้ได้ผ่านเครื ข่าย
ินเต ร์เน็ตน กจากจะมีการแลกเปลี่ยนทาง ัฒนธรรมแล้ ค มพิ เต ร์ยังทาใ ้
เกิดการแลกเปลย่ี น งค์ค ามรรู้ ะ า่ งพน้ื ที่ที่ ยู่ า่ งไกลกันได้ ย่างร ดเร็ ด้ ย
๕๓
ข้อดี คือ ทาใ ้รับ ่งข้อมูลข่า ารได้ร ดเร็ ประ ยัดเ ลาและทรัพยากร มี
ประโยชน์ต่อการ ึก า คือ ครู ามารถใช้ อนผ่านคอมพิ เตอร์ มีค าม ะด กในการ
จดั การเรยี นรู้ ิชาตา่ ง ๆ แ ล่งขอ้ มลู ทเ่ี ป็น ่ืออิเล็กทรอนิก ์ที่นักเรียนมีโอกา จะเข้าถึงได้
งา่ ยมี ๓ แ ลง่ ใ ญ่ ๆ ด้ ยกนั คอื เ บ็ ไซต์ ้อง มุดอิเล็กทรอนิก ์และฐานข้อมูลออนไลน์
การนาข้อมูลจากแ ล่งข้อมูลเ ล่านี้มาใช้ประโยชน์ ผู้เรียนต้องระบุแ ล่งท่ีมาใ ้ชัดเจน
เพราะอาจจะมีค ามผิดตามกฎ มายทรพั ย์ ินทางปญั ญาได้
ลกั การฟังและการดู ่อื อย่างมปี ระ ทิ ธิภาพ
การฟังและดู ื่อของแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับค าม นใจใฝ่รู้และค ามต้องการท่ี
แตกต่างกันผู้ฟังผู้ดูค รมี ลักการฟังการดูที่ถูกต้องเ มาะ ม จึงจะได้ประโยชน์ตรงกับ
จุดประ งค์และ ามารถนาค ามรู้ตลอดจนแน คิดไปปรับใช้ใ ้เกิดประโยชน์ในช่ือ
ประจา ันการฟังและการดู ื่อต่าง ๆ จาเป็นต้องรู้จักจับประเด็น รือใจค าม าคัญของ
เรอ่ื งใ ้ได้เพอื่ ทาค ามเข้าใจ รุปค ามทีไ่ ด้จาก อ่ื ตา่ ง ๆ
ลักการฟงั และการดู อ่ื
การฟงั แลดอู ยา่ งมีประ ทิ ธภิ าพ มี ลกั เกณฑ์ดังตอ่ ไปน้ี
๑. ฟัง รอื ดอู ย่างตง้ั ใจตลอดเรอื่ ง คอื ตง้ั ใจและจับ าระ าคัญของเรอ่ื งทีฟ่ งั ได้
๒. บนั ทึกภาพและเ ยี ง ในกรณีท่ี อ่ื น้ันเป็น าธารณะไม่จากัดลขิ ิทธ์ิเพอื่ นาไป
ถา่ ยทอดใ ้ผฟู้ งั แลดูบุคคลอื่นเพอ่ื เปน็ ประโยชนใ์ นโอกา และเ ลาท่เี มาะ ม
๓. คดิ ทบทวนพิจารณาเร่อื งท่ฟี งั และดู แล้ ตอบคาถามได้ เชน่ ฟัง รือดูเรื่อง
อะไรในเรอื่ งกล่า ถึงใคร ทาอะไร ท่ไี น เมอื่ ไ ร่ อย่างไร
๔. ตรวจ อบเปรียบเทียบจาก ่ืออื่น คอื ลงั จากฟงั แล้ พิจารณาได้ า่ ตรงกับ
ค ามเป็นจริง รอื ไม่
การวิเคราะ ์ ารจาก ่อื ทฟ่ี งั และดู
๕๔
การรบั ารจาก อ่ื ทีฟ่ ังแลดู คอื การรับร้จู ากเ ยี งและภาพ เปน็ กระบ นการท่ีผ่าน
ประ าท ูและตา เพ่ือแยกแยะ ิ่งที่ได้ฟังและดู แล้ จับประเด็น าคัญออกมาตีค ามเพื่อ
นาไปใชแ้ กป้ ญั า รือนาไปปรับใชใ้ นชี ติ ประจา ัน
อุป รรคของการ ่ือ ารอาจเกิดจากผู้ ่ง าร ผู้รับ าร ื่อ าร รือแม้แต่
กาลเท ะและ ภาพแ ดล้อม ทาใ ้การ ื่อ ารไม่ ัมฤทธิ์ผล ในกระบ นการของการ
ิเคราะ ์ ารจงึ จาเป็นตอ้ งมีค ามร้เู รอื่ งองค์ประกอบของการ ื่อ าร ดังน้ี
ผู้ ่ง าร อ่ื าร อื่ ผรู้ บั าร
๑. การวิเคราะ อ์ งค์ประกอบของการ อ่ื าร แบง่ ออกได้ ดังนี้
๑.๑ วเิ คราะ ์ผู้ ง่ าร ผู้ ่ง ารค รมคี ามร้คู าม ามารถในการใช้
ภา าคือ ใช้ภา าได้อย่างถูกต้อง แต่ถ้าผู้ ่ง ารต้อง ื่อภาพลัก ณ์ คือ ต้องแต่ง
กายเ มาะ มมีกริ ิยามารยาทงาม ง่ ผ่าน อื่ ไปยงั ผู้รบั ารไดต้ รงตามจดุ ประ งค์
๑.๒ วเิ คราะ ์ าร คือ การ ิเคราะ ์เรื่องรา รือเนื้อ าท่ีต้องการ ่งไป
ยังผู้รับ ารอาจมีทง้ั ใ ้ค ามรู้ ค ามบันเทงิ คุณธรรมและอ่ืน ๆ ใ ้เ มาะ มกบั
ค ามต้องการและเ ลา
๑.๓ วิเคราะ ์ผู้รับ าร อาจเป็นบุคคลเดีย รือกลุ่มบุคคลก็ได้ การรับ
ารตอ้ งมมี ารยาทร้จู กั จบั ประเด็น รอื ใจค าม าคัญแล้ จดบันทกึ
๑.๔ ่ือช่วยในการรับ- ่ง าร การ ื่อ ารโดยตรงระ ่างบุคคลอาจใช้
อื่ เพ่อื ขยายเ ยี งเพียงอย่างเดีย แต่ถ้า ่งผ่าน อื่ ิทยุ โทรทั น์ ่ืออเิ ล็กทรอนิก ์
ตา่ ง ๆ จะมขี ้นั ตอนซบั ซ้อนมากข้ึน อาจเป็นอุป รรคต่อการรับ ่ง ารท่ีไม่ชัดเจน
รอื ไม่ประ บค าม าเรจ็ ได้
การ ิเคราะ ์ ารจาก ่ือท่ีฟังแลดูย่อมทาใ ้เข้าใจ ่า มรรถภาพในการ
รับรจู้ ะเกดิ ขน้ึ ไดต้ ้องมกี าร เิ คราะ อ์ งคป์ ระกอบของกระบ นการ ือ่ าร
๕๕
๒. การวเิ คราะหข์ ้อเทจ็ จรงิ และข้อคดิ เหน็ จากเรื่องท่ีฟังและดู เป็นการแยกแยะ
ารที่ได้รับ ่า ่ นใดเป็นข้อเท็จจริง ่ นใดเป็นข้อคิดเ ็น เพื่อใ ้มีค ามน่าเชื่อถือและมี
ประโยชน์
ข้อเทจ็ จริง มายถึง ข้อมูลตามจรงิ ทอี่ ้างอิงได้ เชน่ ค ามจรงิ ตามธรรมชาติ
ข้อคิดเห็น มายถึง ข้อค ามท่ีแ ดงทั นะ ค ามรู้ ึก ค ามคิด ค ามเชื่อท่ีมีต่อ
เรื่องใดเรื่อง นึ่ง อาจเป็นค ามเ ็น ่ นตั การคาดคะเน การเปรียบเทียบ รือ
ขอ้ เ นอแนะ
การรับ ารใด ๆ ก็ตามผู้รับ ารจะต้อง ามารถจับใจค ามและจับประเด็น าคัญ
ของ าร ที่รับ โดยใช้ทัก ะการฟัง การดู การอ่านและ ิเคราะ ์พิจารณาแยกแยะ
ขอ้ เท็จจริง ข้อคดิ เ ็นจุดประ งค์ของผู้ ่ง ารและ รุปคุณค่าของ าร ช่ ยใ ้ผู้รับ ารเกิด
ค ามคิดมี จิ ารณญาณไมต่ กเป็นเ ย่อื ของผอู้ ื่น
๕๖
บรรณานุกรม
จตุพร ธรรม รี. (๒๕๕๘). เตรยี ม อบภา าไทย ม.2. กรุงเทพม านคร.
บริ ทั ซีเอด็ ยเู คชน่ั จากัด(ม าชน).
บุญเรอื น รัฐ เิ . (๒๕๕๔). ิ ธิ ภา า และ รรณคดี ิจัก ์. กรงุ เทพม านคร. บริ ัท
านักพิมพ์ เดอะบคุ ์ จากดั .
ชิรา เจริญจติ ร์. (๒๕๕๙). ลักภา าไทย. มทุ รปราการ. โครงการ านกั พิมพ์
ม า ทิ ยาลยั ั เฉีย เฉลมิ พระเกยี รติ.
ญั เพ็ญ เทพโ ภา. (๒๕๕๘). ครบเครื่องเรอ่ื ง ลกั ภา าไทย ฉบบั นกั เรยี น นัก ึก า.
กรงุ เทพฯ: บริ ัท านักพมิ พ์ พ. . พัฒนา จากดั .
ิเชยี ร เก ประทุม. (๒๕๕๗). ลักภา าไทย. กรุงเทพฯ: บริ ัท านักพิมพ์ พ. . พัฒนา
จากดั .
ายใจ ทองเนยี ม. (๒๕๖๐). ภา าไทยเพ่อื การ อ่ื าร. กรุงเทพฯ: บริ ทั ซีเอ็ดยูเคชนั่
จากดั (ม าชน).
อกั รา ธุ อกนิ ฐ ั ดิ.์ (๒๕๖๐). รุป ลกั ภา าไทย ม.1 - ม.2 – ม.3. กรุงเทพฯ:
บริ ัท านกั พิมพเ์ ดอะบุค ์ จากัด.
๕๗
หนว่ ยท่ี ๓
ทักษะภาษานา่ ยนิ ยล
าระที่ ๑ การอา่ น
ตวั ชว้ี ดั ม.๒/๗ อา่ น นงั อื บทความ รือคาประพันธอ์ ยา่ ง ลาก ลาย และประเมนิ
คุณค่า รอื แนวคดิ ทีไ่ ด้จากบทความท่อี ่าน
ม.๒/๘ มีมารยาทในการอา่ น
าระที่ ๒ การเขยี น
ตัวชีว้ ดั ม.๒/๒ เขียนบรรยายและพรรณนา
ม.๒/๓ เขยี นเรยี งความ
ม.๒/๘ มมี ารยาทในการเขียน
าระที่ ๓ การฟัง การดู และการพดู
ตัวชว้ี ัด ม.๒/๓ วิเคราะ แ์ ละวิจารณเ์ รื่องท่ฟี ังและดอู ยา่ งมีเ ตุผลเพื่อนาข้อคิดมา
ประยุกต์ใชใ้ นการดาเนินชีวติ
ม.๒/๖ มีมารยาทในการฟงั การดู และการพูด
าระท่ี ๔ ลักการใช้ภา าไทย
ตัวช้วี ดั ม.๒/๑ รา้ งคาในภา าไท
การประเมนิ คุณค่า รือแนวคิดทไ่ี ดจ้ ากการอ่าน
เพอื่ นามาใช้แก้ปัญ าในชีวิต
ความ มายของการอา่ นเพ่ือประเมินค่า
การอ่านประเมินค่า เป็นการอ่านเพื่ออธิบายลัก ณะดี ลัก ณะบกพร่อง
ของงาน เขยี นในแงม่ ุมต่าง ๆ ไดแ้ ก่ ด้านเนอ้ื เรอ่ื ง ด้านค ามคิดเ ็น ด้านทานองแต่ง เป็น
ต้น อธบิ ายใ ผ้ อู้ า่ นเข้าใจ แล้ ต้อง ินิจฉัย ่างานน้ัน เขียนดี รือไม่ดี ผู้ประเมินค่าจะต้อง
ยิบยก ่ นประกอบที่ าคัญมา พิ าก ์ จิ ารณท์ ุกแงท่ กุ มมุ เพื่อใ ้ผู้อ่านคล้อย ตาม และ
เ น็ ดเี น็ งามตามมมุ มองของผู้ประเมนิ
ความ าคัญของการอ่านประเมินคา่
๑. ทาใ ้เกิด ิจารณญาณ เปน็ การใช้ ิจารณญาณคิดใคร่คร ญเกี่ย กบั งานเขยี น
ทุกๆด้านอย่างมีเ ตผุ ล ทาใ ้ผูอ้ ่านตัด ินใจงานเขียนนัน้ ได้ า่ นา่ เชื่อถอื รือไม่ มคี ุณค่า
เพียงใด และ ามารถนาไปใช้กับการอ่านข่า ารในชี ติ ประจา ันได้
๒. พฒั นา ักยภาพการอา่ น เพราะตอ้ งใช้ทัก ะการอ่านจบั ใจค าม าคญั การ
เิ คราะ ์แล้ จึงประเมินเรอ่ื งที่อา่ น การประเมินคณุ คา่ งานเขยี นจะทาใ ผ้ ้อู า่ นได้ฝกึ ตนเอง
ในการอ่านและพจิ ารณา าร
๓. ไดข้ อ้ คิดไปใช้ในชี ิตประจา ัน
การอ่านประเมนิ คา่ ท่ัวไป
๑. ต้องอา ยั ลักเกณฑ์
๒. ต้องมีค าม ามารถในการอา่ น ใช้ ิจารณญาณใคร่คร ญทุกแง่ทกุ มมุ ของงาน
เขียน
๓. ต้องคน้ าขอ้ ดี ข้อบกพร่องของงานเขียนใ ไ้ ด้
๕๘
คณุ มบตั ขิ องผ้ปู ระเมินคา่
๑. มีค ามร้เู ก่ีย กับผลงานทป่ี ระเมินค่า
๒. รู้ ลกั การประเมินคา่ รอื ลกั การ พิ าก ์ จิ ารณ์
๓. มีค ามรอบร้ใู น าขา ชิ าการต่าง ๆ
๔. เป็นนกั อา่ นและ นใจงานทุกประเภท
๕. มใี จก ้าง ยอมรับฟังค ามคิดเ ็นของผอู้ ื่น
ลักการอ่านเพื่อประเมนิ ค่า
๑. พิจารณาเนอ้ื าและ ่ นประกอบของเน้ือ า า่ มีองคป์ ระกอบใดบ้าง และ
แยกแยะองค์ประกอบแตล่ ะ ่ น า่ มีลัก ณะอยา่ งไร อดคลอ้ ง ัมพันธ์กันอยา่ งไร
๒. พิจารณาคุณค่าด้านการใชภ้ า า ( รรณ ิลป์) า่ เ มาะ มกบั เนอื้ า ไพเราะ
งดงาม ละ ล ยนา่ อา่ น ใ ท้ ั้งเ ียงและค าม มายก่อใ เ้ กิดจนิ ตนาการเพยี งใด
๓. พิจารณาแน คิด ข้อคิดของผู้เขยี น า่ ผเู้ ขียนนาเ นอเรอื่ งใดและมีข้อคิดใดบ้าง
ท่มี ีคุณค่า เ นอแนะแน ทางในการนาข้อคิดที่มคี ุณค่าไปประยกุ ต์ใช้ในชี ิตประจา ัน
๕๙
การเขียนบรรยายและการเขยี นพรรณนา
การเขยี นบรรยายและพรรณนาเป็นการใช้ลีลาการเขียน เพ่ือ ื่อ ารเรื่องรา ด้ ย
ัตถุประ งคต์ า่ ง ๆ ใ เ้ มาะ มกับเนอื้ เร่ืองและ ัตถปุ ระ งคใ์ นการเขียน เชน่ เราต้องการ
ใ ้ค ามรู้เกี่ย กับประ ัติ า ตร์ของจัง ัดอ่างทองใช้การเขียนบรรยาย ากต้องการ
กลา่ ถึงค าม ยงามของแม่นา้ ใ ้ชดั เจนกต็ อ้ งใช้การเขยี นพรรณนา
ความร้พู นื้ ฐานเกยี่ วกับการเขียน
ความหมายของการเขยี น
การเขียน คือ ทัก ะการใช้ภา าชนิด นึ่ง เป็นการถ่ายทอดค ามรู้ ค ามคิด
จนิ ตนาการ ประ บการณต์ า่ ง ๆ ร มท้ังอารมณ์และค ามรู้ ึกกับข่า าร เป็นการ ื่อ าร
รือ ่อื ค าม มายโดยมีตั นัง อื ตลอดจนเครื่อง มายต่าง ๆ เป็น ัญลัก ณ์แทนถ้อยคา
ในภา าพูด เพ่ือใ ผ้ ู้อ่านเขา้ ใจไดต้ ามค ามมุ่ง มายของผู้เขียน การเขียนจึงเป็นทัก ะที่มี
ลักฐานถา รปรากฏอยู่นานและการเขียนจะเกิดผลดี รือผลเ ียนั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพ
ของเนือ้ าและกล ธิ กี ารเขยี นของผู้เขยี น
ความหมายของการเขยี นบรรยาย
การเขยี นบรรยาย มายถงึ การเล่าเ ตุการณอ์ ยา่ งใดอย่าง นึ่งอย่างต่อเน่ืองเป็น
ลาดบั เพอ่ื ถา่ ยทอดใ ้ผู้อืน่ รับรู้และเข้าใจเรื่องท่เี กิดขนึ้ เปน็ การเขียนที่มุ่งใ ้ผู้อ่านทราบ ่า
ใครทาอะไร ที่ไ น เม่ือไรและผลเป็นอย่างไร การเขียนลัก ณะน้ีมักจะพบจาก
ขา่ ใน นงั ือพมิ พ์ น นยิ าย เรื่อง นั้ รอื นิทาน การเขียนเร่อื งรา จากประ บการณ์
๖๐
จุดมุ่งหมายของการเขยี นบรรยาย
การเขยี นบรรยายใชแ้ ดงค ามคดิ เ ็นได้ ลายรปู แบบ เช่น ใชใ้ นคาประพันธ์แบบ
เล่าเรื่อง เลา่ เ ตุการณ์ การเขียนชี ประ ตั ิ การเขียนบนั ทึก การใ ้ข้อมูล การรายงานข่า
เป็นต้นการเขียนบรรยายเป็นการเขียนเล่าข้อเท็จจริง รือรายละเอียดของเร่ืองตาม
ท่เี ป็นอยู่โดยคานงึ ถงึ ค ามตอ่ เน่อื ง
ประเภทของเรอ่ื งท่ใี ช้วธิ กี ารเขียนบรรยาย
งานเขียนที่ใช้กล ิธีการเขยี นบรรยาย แบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดงั ต่อไปนี้
๑. อัตชี ประ ัติ รือการเลา่ ประ ตั ิชี ิบุคคลตา่ ง ๆ
๒. ข้อเท็จจรงิ รอื เ ตกุ ารณท์ างประ ัติ า ตร์
๓. เรอ่ื งทแ่ี ตง่ ขนึ้ รือเ ตุการณ์ทเ่ี กิดขึ้น
หลักการเขียน
๑. เขียนเฉพาะ าระ าคญั
๒. เขียนเรอื่ งจริง โดยทผี่ เู้ ขยี นนัน้ ตอ้ งมคี ามรู้ในเรอ่ื งนน้ั อย่างดี
๓. ใช้ภา าที่เข้าใจงา่ ย
๔. เรยี บเรียงค ามคดิ ใ ้เป็นระเบยี บตอ่ เน่อื ง และมีค าม ัมพันธ์กัน
ความหมายของการเขียนพรรณนา
การเขียนพรรณนา มายถึง การเขียนท่ีมุ่งการใ ้รายละเอียดของ ิ่งใด ่ิง นึ่ง
ทั้งการเขียนพรรณนาเกียรติคุณ ค ามงาม บุคคล ัตถุ ถานท่ี ภูมิประเท พรรณนา
ค ามรู้ ึก รือเ ตุการณ์ช่ งใดช่ ง น่ึงแ ดงใ ้เ ็นภาพ เป็นการเขียนที่ อดแทรก
อารมณ์ ค ามรู้ ึกของผู้เขียน เพื่อใ ้ผู้อ่านเกิดค ามซาบซึ้ง ประทับใจ มีค ามรู้ ึก
คล้อยตามไปกบั ผูเ้ ขยี น
การเขียนพรรณนา เป็น ลิ ปะการเขยี นที่ผเู้ ขยี นจะใช้ ธิ กี ารเลอื ก รรถ้อยคา
เพอ่ื ใ ้ผอู้ ่านเกิดจนิ ตนาการไปกบั เนือ้ เรอื่ ง ามารถทาได้ ลาย ิธีโดยเลือกใช้ ิธใี ด ธิ ี นึ่ง
รอื ผ มผ าน ดงั น้ี
๖๑
๑. การใชค้ าใ ้เ มาะ มท้งั เ ยี งและความ มาย
๒. การแฝงความ คอื ผูเ้ ขียนจะไม่ ่อเนื้อความตรงๆ ผู้อ่านตอ้ งตคี วามเอง
๓. การใช้ านวน คอื กลวธิ ีการเขยี นพรรณนาอกี ประเภท นึ่ง ทจี่ ะทาใ ้ผอู้ ่าน
เกิดจินตนาการ และเข้าใจเนอื้ า
๔. การเนน้ ขอ้ ความโดยใช้คาซ้า คาซอ้ น คอื กลวธิ กี ารเขยี นพรรณนาท่ชี ว่ ยเน้นย้า
อารมณ์ ความรู้ กึ ของผอู้ ่านใ ้เกดิ จินตนาการใ เ้ ด่นชัดขนึ้
ประเภทการเขียนพรรณนา
๑. การเขยี นพรรณนาธรรมชาติ
๒. การเขียนพรรณนา ถานท่ี รือ ่ิงทม่ี นุ ย์ ร้างข้นึ
๓. การเขยี นพรรณนาลัก ณะและพฤติกรรมของบุคคล
๔. การเขยี นพรรณนาความรู้ กึ และอารมณ์
๕. การเขียนพรรณนาความคดิ
หลกั การเขียน
๑. ใช้ถอ้ ยคาที่เลอื ก รรแล้ววา่ ามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้ ึกได้ชัดเจน
๒. มุ่งใ ้เกิดภาพ เกดิ อารมณ์ ความรู้ กึ
๓. ใชก้ ารเปรยี บเทยี บ เพื่อใ ้เกดิ จนิ ตนาการ
๖๒
แบบฝึกหดั
เรือ่ ง การเขียนบรรยาย และการเขยี นพรรณนา
คาชแ้ี จง : ใ ้นกั เรยี นอ่านข้อค ามทก่ี า นดใ ้ แล้ เลอื ก า่ ข้อค ามนนั้ เป็นบรรยายโ าร
รอื พรรณนาโ าร
๑. ฝนตกกระ นา่ จนไมล่ มื ลู ืมตา ่งผลใ เ้ อ้ื ผา้ ของกรรณกิ าร์เปียกจนช่มุ และแนบลาตั
................................................................................................................................
๒. ใน มู่บ้านบางมอญไฟฟา้ ดับทาใ ้มดื มิดตลอดแถ แน ถนนเน่ืองจากไฟฟ้าลม้ เอยี ง
ลายต้น
.................................................................................................................................
๓. กงิ่ ไม้และใบไม้ กั ร่ งลงบนถนน ลาย าย ลังจากที่พายุฤดูรอ้ นลูกใ ญพ่ กั ผา่ นไป
..................................................................................................................................
๔. ดอกมะลิ เปน็ ดอกไม้ ีขา มีกลน่ิ อม และเป็นดอกไม้ทเ่ี ปน็ ัญลัก ณ์ของ ันแม่
แ ่งชาติ
...................................................................................................................................
๕. ภเู ขาไฟฟูจิเปน็ ภูเขา กั ดิ์ ทิ ธิท์ ่ี ุดในประเท ญี่ปนุ่ มา ลาย ต รร แล้ แตแ่ รกภูเขา
นเ้ี ปน็ ที่เคารพบูชา ของชนพื้นเมืองเผ่าไอนซุ ง่ึ ปจั จุบันยงั อยู่ตาม มเู่ กาะฮอกไกโด ซง่ึ เป็น
เกาะใ ญ่ ที่อยเู่ นอื ดุ ชา ไอนขุ นานนาม ภเู ขานีต้ ามช่ือเทพธิดา “ ฟูชิ ” ( fuchi )
ผู้เปน็ เทพธดิ าแ ่งอัคคี
...................................................................................................................................
๖๓
การเขียนเรียงความ
ความหมายของเรยี งความ
เรียงค ามเป็นงานเขียนทผี่ เู้ ขยี นมุ่งถ่ายทอดเร่อื งรา ค ามคดิ รือแน คดิ เร่ืองใด
เร่ือง นึ่งด้ ย าน นภา าของตนเอง ซ่ึงได้เรียบเรียงอย่าง ละ ล ยและเป็นลาดับ
ข้ันตอน การเขียนเรียงค ามน้ันประกอบด้ ยข้อค ามท่ี ลาก ลายย่อ น้า ซ่ึงแต่ละย่อ
นา้ จะมใี จค าม าคญั เพยี งใจค ามเดยี เทา่ น้ัน
ในการเขียนเรียงค ามน้นั ค รมีการ างโครงเร่อื งกอ่ น เพอ่ื ใ เ้ รยี งค ามนั้นไม่ ลุด
นอกเรอ่ื ง รือกรอบเร่ืองท่ี างไ ้ อีกท้ังยังเป็นการฝึกการลาดับค ามคิดใ ้เป็นระบบและ
ามารถเรยี บเรยี งเร่ืองรา ได้ตรงตามจดุ ประ งคท์ ่ี างไ ้
หลักการเขยี นเรียงความ
๑. ต้องกา นดเรือ่ งทีจ่ ะเขยี น โดยเลือกเรอื่ งทตี่ นมคี ามรู้ ค าม นใจ และมี
ประ บการณเ์ ป็นอย่างดี ลกั ณะองเรอ่ื งทดี่ ีตอ้ ง ะดดุ ค ามรู้ กึ และครอบคลมุ ประเด็นที่
จะเขยี น
๒. ต้ังจุดประ งค์ในการเขยี น ่าเขยี นเพ่อื อะไร
๓. กึ าข้อมลู เร่อื งรา จากแ ล่งตา่ ง ๆ พรอ้ มกา นดขอบเขต
๔. ระดมค ามคดิ จากทีไ่ ด้ขอ้ มูลมา
๕. จดั ลาดบั ค ามคิดใ ้เปน็ ม ด มู่ ก่อนและ ลัง แล้ างโครงเรื่อง ่า ั ข้อใด
เป็นคานา เน้ือเร่ือง และ รุป ใน ่ นของเนื้อเรื่องมีก่ีประเด็น ก่ี ั ข้อ แต่ต้องพึงระลึก
เ มอ ่าทุก ่ นจะต้อง ัมพันธ์ต่อเน่ืองกันเป็นเร่ืองเดีย กัน โดยมุ่งขยายค ามคิดของ ั
เรื่องใ ผ้ อู้ ่านเขา้ ใจ และไปในทิ ทางเดยี กัน
๖. ลงมือเรียบเรียงขยายค ามคิดตาม ั ข้อท่ี างโครงเร่ืองไ ้ โดยใช้ภา าที่
ามารถ อื่ ค ามคิดใ ผ้ ้อู ่านเขา้ ใจได้ ใชภ้ า าง่าย กระชับ ประโยค ั้น และต้องเป็นภา า
เขยี น
๖๔
องคป์ ระกอบของเรียงความ
เรยี งความมีองค์ประกอบที่ าคัญอยู่ ๓ ประการ ได้แก่ คานา เน้ือเรื่อง และ รุป
ซึง่ มีรายละเอียดดังน้ี
๑. คานา คือ ข้อความต้นเรื่องจะอยู่ ่วนต้นของเรียงความ เป็นการเปิดเร่ืองของ
เรียงความน้ัน ๆ เป็น ว่ นแรกทีจ่ ะเปดิ ประเดน็ ใ ผ้ ้อู า่ นทราบว่าจะเขียนเร่อื งอะไร เป็น ่วน
ที่จะทาใ ้ผู้อ่านเกิดความ นใจและติดตามเร่ืองราวต่อไป ดังน้ัน ่วนนี้จะต้องเขียนใ ้
กระชับและใช้ภา าที่ ามารถกระตุ้นความ นใจของผู้อ่านได้ มีความยาวประมาณ
๑ ยอ่ น้า
คานาที่ดี คือ คานาท่ี ามรถบอกผู้อ่านได้ทันทีว่าเขียนเรื่องอะไร โดยเขียนใ ้
กระชับและน่าตดิ ตามเพื่อกระต้นุ ความ นใจผู้อ่าน ซึง่ วิธีการขน้ึ คานาน้นั มี ลายวธิ กี าร
ตัวอย่างเชน่
- การเริ่มต้นคานาดว้ ยการยกคาพูด คาคม รือ ภุ า ติ ที่น่าประทับใจ
- การเริ่มต้นดว้ ยการยกคาประพันธ์ รือบทกวี
- ก าร เริ่มต้น คาน าด้ว ยคาถามชว นคิด เพื่อ ใ ้เกิ ดความ ง ัย รือ
ประกายความคดิ
- การเริม่ ต้นด้วยประเดน็ ปัญ า
๒. เน้ือเร่ือง คือ าระ าคัญและรายละเอียดของเร่ืองผู้เขียนต้องเรียบเรียง
เนือ้ ความเรือ่ งราวไปตามลาดับของโครงเรื่องโดยที่ทั้งเรื่องน้ันต้องมีเน้ือ าท่ี อดคล้องกัน
ใชภ้ า าท่ชี ัดเจน เข้าใจง่าย แ ดงความเป็นเ ตุเป็นผลชัดเจนและไม่ซับซ้อน เนื้อเร่ืองจะ
มีก่ียอ่ นา้ กไ็ ดข้ ึ้นอยู่กับเนือ้ เรือ่ งทเี่ ขียนเรียงความทีด่ ีตอ้ งมีความเปน็ เอกภาพ ัมพันธภาพ
และมี ารตั ถภาพ
- เอกภาพ คือ มีแนวคิดและมีจุดมุ่ง มายเดียวตลอดเร่ือง ตรงตาม ัวข้อเร่ืองท่ี
เขียนใช้ภา าเขยี น ไม่ใชภ้ า าพดู
- ัมพันธภาพ คือ เขียนได้ ัมพันธ์กันตลอดทั้งเรื่องตามโครงเรื่องที่วางไว้ และ
เปน็ ระบบ
- ารัตถภาพ คอื เขยี นเน้นใจความ าคัญได้ชัดเจนและมีเ ตุผล มีเน้ือ า าระที่
มบูรณ์ตลอดท้ังเร่ือง และแต่ละย่อ นา้ จะตอ้ งมีประโยคใจความ าคัญทชี่ ัดเจน
๖๕
๓. สรุป คือ ่น ุดท้ายของเรียงความ ทา น้าท่ีปิดเร่ือง อาจเป็นการฝากข้อคิด
ความรู้ ความประทับใจใ ้แก่ผู้อ่าน ผู้เขียนต้องแ ดงข้อคิดท่ีเป็นจุดมุ่ง มายของเรื่อง ใช้
ถ้อยคาท่ี ้ันกระชับประเด็น อาจจบด้วยคาคม ข้อคิด านวน ุภา ิต รือบทร้อยกรอง
บทประพันธท์ ่ี อดคล้องกบั เน้ือ ากไ็ ด้
วิธกี ารวางโครงเรือ่ ง
การเขียนเรยี งความท่ดี ี ไม่ บั น ผเู้ ขียนต้องร้จู กั การวางโครงเรอ่ื ง ซง่ึ ามารถทา
ได้ ๒ วิธี คือ แผนผงั โครงเร่อื ง และ การลาดบั ความคดิ
การวางแผนผงั โครงเรอ่ื ง มี ลกั การดงั นี้
๑. กา นดชอ่ื เรือ่ ง รอื ความคดิ รวบยอด
๒. คดิ เรอ่ื งที่เกย่ี วขอ้ งกบั ช่อื เรอ่ื ง รือความคิดรวบยอด าคัญนน้ั แล้วจด
บนั ทึกไวเ้ ป็นกลุ่มคา นั้ ๆ
๓. นาคา รอื กลุ่มคาทจี่ ดบันทึกมาจดั กล่มุ ตัง้ ช่อื กลมุ่ คาเปน็ ัวขอ้ ย่อย
แลว้ เรียงลาดบั กล่มุ คาตามความ าคญั
๔. เลือกรปู แผนภาพความคิดใ ้เ มาะ มกับการนาไปใช้ประโยชน์และ
เนอื้ าของเรื่อง โดยรปู แบบแผนผังมที ้งั มด ๔ รปู แบบดังนี้
๔.๑. แบบกิ่งไม้
๖๖
๔.๒. แบบวงจร
๔.๓. แบบใยแมงมมุ
๔.๔. แบบกา้ งปลา
๖๗
การเขยี นโครงเรอ่ื งแบบลาดบั หัวขอ้
มีลัก ณะดงั น้ี
๑. ั ข้อทเี่ ปน็ ประเดน็ าคัญ ค รย่อ นา้ เท่ากัน รือใชข้ นาดตั อกั รเท่ากัน
๒. ั ขอ้ ย่อยค รมีอยา่ งน้อย ๒ ั ขอ้
๓. ั ขอ้ ย่อยต้องเขยี นเยื้องไปทางข ามือเลก็ น้อยเ มอ
โวหารในการเขยี นเรยี งความ
๑. พรรณนาโวหาร คือ การใช้รายละเอียดต่าง ๆ โดยไม่มีการดาเนินเรื่อง เป็น
การบอกรายละเอียดของเรื่องที่บรรยายไ ้ เ ริมใ ้ผู้อ่านเ ็นภาพพจน์ชัดเจนย่ิงข้ึน
ก่อใ ้เกิดค าม ะเทือนอารมณแ์ ละเพลดิ เพลินตามไปด้ ย ตั อย่างเชน่
- การชมค ามงามของธรรมชาติ
- รรเ ริญคุณงามค ามดขี องบุคคล
- การราพงึ ราพนั ค ามรู้ ึกภายในจิตใจ
- การชมค ามงามของ ญงิ า
๒. บรรยายโวหาร คือ โ ารท่ีใช้อธิบาย รือโต้แย้ง ทาใ ้ผู้อ่าน ามารถเข้าใจ
เนื้อค ามน้ัน การใช้ภา าจะใ ข้ ้อเทจ็ จรงิ แบบตรงไปตรงมา โดยชใี้ ้เ ็นฉาก ถานที่ รือ
าเ ตทุ ีท่ าใ เ้ กิดเ ตกุ ารณ์ า่ ใคร ทาอะไร ที่ไ น เมื่อไ ร่ อยา่ งไร และผลท่ี ตามมาเป็น
อยา่ งไร
๓. เทศนาโวหาร คอื โ ารท่ีม่งุ เนน้ ทีจ่ ะโน้มน้า ใ ้ผู้อ่านประพฤติปฏิบัติตามคา
อนน้ัน การเรียบเรียงถ้อยคาจะเน้นย้าข้อคิด โน้มน้า ใ ้คล้อยตาม โดยจะแทรกเ ตุผล
รือเนอ้ื ค ามเปรยี บเทียบใ ้เกดิ ค ามเข้าใจและเชอื่ ถอื ในคา อน ตั อยา่ งเชน่
- การตีค าม รือใ ค้ านยิ ายค าม มายเพอื่ ใ ้เกิดค ามเข้าใจ
- อธบิ ายเ ตุผลเพ่อื ปลกู ฝักค าม รทั ธา
- อธิบายคุณ โท ข้อดีข้อเ ีย เพือ่ ใ ป้ ฏบิ ตั ิ รือละเ ้น
- ใช้ ลกั ฐานอา้ งองิ รือยนื ยนั ขอ้ เทจ็ จรงิ
- แนะนา ง่ั อน รือชแี้ จงด้ ยเ ตุผล
- ตอบข้อ ง ัยและชี้แจงรายละเอียด รอื ตั อย่างประกอบ
๖๘
๔. าธกโว าร คอื ยกตั อย่างเพ่ือทาใ ้เข้าใจ เชอ่ื ถือได้ ข้อค ามที่ยกมามักเป็น
ประ ัติ า ตร์ ข่า เ ตกุ ารณท์ ีเ่ กิดขนึ้ รือนทิ านชาดก
ข้ันตอนการเขียนเรียงความ
๑. เตรยี มการเขียน เร่ิมจากเร่ืองทจี่ ะเขยี น ค รเลอื กเรื่องทผ่ี ู้เขียน นใจ มีค ามรู้
ามารถไปค้น าค ามรู้ได้
๒. นาความรู้ที่ได้มาทาโครงเรื่อง เป็น ั ข้อย่อยและรายละเอียดของเรื่อง ซึ่ง
อาจทาเป็นแผนภาพค ามคิดก็ได้
๓. ยกร่างการเขียน โดยการนาข้อย่อยมาเขียนรายละเอียด เรียบเรียงเป็น
ประโยคและข้อค ามโดยใช้ถ้อยคาที่ ละ ล ย เริ่มตั้งแต่คานา เน้ือเรื่อง ั ข้อย่อยละ ๑
ยอ่ นา้ และ รุป
๔. ปรับปรุงการเขียน นาเรียงค ามท่ีเขียนยกร่างแล้ มาอ่านทบท น เพื่อ
ตร จ อบและเพมิ่ เติม รือปรับปรุงลดเน้ือ าใ ้เ มาะ ม ร มท้ังตร จ อบการใช้ภา า
ตั ะกดการนั ต์ การเ ้น รรคตอน และแกไ้ ขใ ้ มบรู ณ์
๖๙
แบบฝกึ ทักษะ
เรอื่ ง การเขยี นเรียงความ
คาชีแ้ จง : ใ ้นักเรียนเขียนเรยี งความจาก วั ข้อที่กา นดใ ้ โดยเลือกมา ๑ ัวขอ้
๑. วนั แม่
๒. ความประทบั ใจในวัยเดก็
๓. ัตวเ์ ลยี้ งของฉัน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
๗๐
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
เรยี งความเขียนง่าย
เพยี งเลือกใช้ภาษาใหถ้ กู
๗๑
การฟัง และการดู
ความ มาย
การฟังและการดู เป็นทัก ะการรับ ารของมนุ ย์ เราได้รับค ามรู้ ค ามคดิ ค าม
บันเทิงจากผู้ ่ง ารโดยผ่านทัก ะนี้ ในชี ิตประจา ันเอาใช้การฟังและการดูตลอดเ ลา
การฟังประกอบการดกู ารแ ดงกริ าของผพู้ ูด ทาใ เ้ ข้าใจค าม มาย ค ามรู้ กึ ของผพู้ ูดได้
จุดมุง่ มายของการฟงั และดู
การฟังและการดูอยา่ งมปี ระ ิทธิผล นกั เรยี นต้องพิจารณา ารก่อน า ารท่ีฟังเป็น
ารชนิดใด เป็น ารท่ีใ ้ค ามรู้ แ ดงค ามคิดเ ็น รือใ ้ค ามบันเทิง แล้ จึงตั้ง
จุดม่งุ มายเพ่อื จะทาใ ้นักเรียนรับ ารได้ตรงประเด็น และนา ู่ ิธีการรับ ารอีกด้ ย เช่น
การฟงั ขา่ ซ่ึงเป็น ารประเภทใ ค้ ามรู้นักเรียนต้องบอกได้ ่าเป็นข่า เร่ืองอะไร เป็นข่า
ของใคร เขาทาอะไร ทไ่ี น อยา่ งไร เกดิ ผลอะไร ่ น ิธีการฟังและการดูข่า นั้น นักเรียน
อาจจบั ประเด็น าคัญ รอื รายละเอยี ดของขา่ แล้ จดบนั ทกึ ไ ้ ในการตั้งจุดมุ่ง มายน้ันจะ
ทาใ ้ผู้รบั ารได้รับประโยชน์และไม่เ ียโอกา ในการรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ เพราะการฟังและ
การดูอาจไม่ ามารถ นกลบั มากล่า ซ้าไดอ้ ีก จุดมุง่ มายของการฟังและการดูมีดังนี้
๑. เพ่ือติดต่อ ่ือ ารในชีวิตประจาวัน เช่น การ นทนากับเพื่อน ญาติพ่ีน้อง
พอ่ ค้า แมค่ ้า ตามโอกา และ ถานทีต่ า่ ง ๆ จะตอ้ งฟังอย่างมี มาธิเพ่ือ ามารถโต้ตอบกับผู้
ที่ นทนาด้ ยได้
๒. เพ่ือความรู้ เช่น การฟังและดูขา่ ารทาง ทิ ยุ โทรทั น์
๓. เพื่อความเพลิดเพลิน เช่น การฟังดนตรี เพลง ละครเพลง เร่ืองรา ที่ใ ้
ค ามบันเทงิ
๔. เพื่อจรรโลงใจ เช่นการฟังโอ าท บทก ี พระธรรมเท นา ภา ิต ข้อคิด
คตเิ ตือนใจ
๗๒
การฟังและดูเพือ่ จับใจความ าคญั
การจับใจค าม าคัญ เป็น ลักเบื้องต้นในการรับ ารประเภทต่าง ๆ เพราะ
ใจค าม าคัญคือ ารที่ผู้ฟังต้องการรู้ ใจค าม าคัญอาจเป็นค ามรู้ ค ามคิดเ ็น ข้อคิด
ค าม นกุ นานก็ได้ซงึ่ จะขึ้นอยูก่ ับประเภทของ าร ดังนี้
๑. ารประเภทใ ้ความรู้ ารประเภทน้ีมุ่งใ ้ค ามรู้แก่ผู้ฟัง เป็นค ามรู้ใน
าขา ิชาการต่าง ๆ ได้แก่ ค ามรู้ทางประ ัติ า ตร์ ค ามรู้ทาง ิทยา า ตร์ ตลอดจน
ขา่ ารตา่ ง ๆ
ิธีการฟังและดู ารประเภทนี้ นักเรียนค รมีค ามต้ังใจ แล้ จดประเด็น าคัญ
บันทึกไ ้ อาจแยกเป็นการบันทึก ่ นที่เป็นค ามรู้ ่ นท่ีเป็นค ามคิดเ ็นในรูปของผัง
ค ามคิด บนั ทึก งั เขป เขยี นเปน็ คาคลอ้ งจอง บทรอ้ ยกรอง จากค ามเข้าใจของเรา
ารบางเรื่อง ผู้ ่ง ารอาจเ นอรายละเอียด ตั อย่าง การเปรียบเทียบซ่ึงเป็น
ลัก ณะปลกี ยอ่ ย นับ า่ เป็น ่ ยขยายใจค าม าคญั
๒. ารประเภทโน้มน้าวใจ ารประเภทนี้มุ่งชักช น จูงใจใ ้คล้อยตาม รือ
เปลย่ี นค ามคดิ โดยมจี ุดมุ่ง มายเพอ่ื ใ ป้ ฏบิ ตั ติ าม รอื ไม่ปฏบิ ตั ติ าม
ิธฟี ังและดู ารประเภทน้จี ะไตร่ตรอง ใช้ค ามคิดพิจารณาใ ้ถ้ น พินิจพิเคราะ ์
ใ ้รู้ ่าผู้ ่ง ารมีจุดมุ่ง มายอย่างไร มุ่งเชิญช น จูงใจใ ้เช่ือถือ ใ ้ช่ืนชม รือใ ้เลื่อมใ
เพ่ือทีจ่ ะไดไ้ ม่ ลงเชอ่ื รือปฏิบัตติ ามอยา่ งง่าย ๆ ซึ่งผู้ ่ง ารมักมี ิธีพูดใ ้ดูน่าเช่ือถือ าร
ประเภทนี้ ได้แก่ การโฆ ณา ินค้า การ าเ ียง การประชา ัมพันธ์ การพูดปลุกใจ
การปรา รัย
๓. ารประเภทจรรโลงใจ ารประเภทนี่มุ่งใ ้ค าม นุก นานเพลิดเพลิน มุ่ง
ยกระดับจติ ใจใ ้ละเอียดอ่อนและ ูงข้ึน ใ ม้ จี ิตใจประณีต
ธิ ีฟงั และดู ารประเภทนี้ ค รพิจารณา นุก นานของ าร ค ามคิดคานึง ค าม
ซาบซ้ึง ค ามปตี ิ ข้อคดิ เ ็น รือประเดน็ ทนี่ าไป ู่ค ามจรรโลงใจ พิจารณาแยกประเด็นที่
เปน็ าระ าคัญจากตั อยา่ ง รอื ข้อมลู ทเี่ ป็น าร ่ น นบั นุน แล้ เิ คราะ ์ ่า ามารถนา
ข้อคิดท่ีได้รับมาประยุกต์ใช้ในการดาเนินชี ิตอย่างไร ารประเภทน้ีได้แก่ เพลง
คาประพันธ์ ุนทรพจน์ คากล่า อ ยพร
๗๓
มารยาทในการฟงั และการดู
การรกั ามารยาทที่ดใี นการฟงั และดูแ ดงถึงความเปน็ ผู้มวี ฒั นธรรมทาใ ้ผูอ้ ่นื
เกิดความนยิ มชมชอบ มารยาทในการฟังและการดู มดี ังน้ี
๑. ารวมกริ ิยาอาการใ ้ ุภาพเรยี บร้อย
๒. บตาผู้พูดเป็นระยะ แต่ไม่ควรจ้อง นา้ ผู้พดู
๓. แ ดงความใ ่ใจและ นใจผพู้ ดู
๔. ากตอ้ งการพูด รือ ากมคี าถาม ควรรอใ ผ้ ้พู ดู พูดจบก่อน
๕. ไม่พดู คยุ รอื วิพาก ว์ จิ ารณเ์ รอ่ื งท่ีกาลังฟงั รือดอู ยู่
๖. ไม่ ่งเ ยี งรบกวนผูอ้ ่นื และควรปิดเครอ่ื งมอื ่ือ าร
๗. เม่ือพอใจควรแ ดงอาการด้วยการปรบมือ ไม่ ่งเ ียงดัง เป่าปาก รือ
กระทืบเทา้ เพราะเป็นกิรยิ าทไี่ ม่ ุภาพ
๗๔
การใช้วจิ ารณญาณในการฟงั
ความ มาย
คาว่าวจิ ารณญาณ เปน็ การ มา คา ๒ คา คอื วิจารณ + ญาณ
วจิ ารณ มายถึง การคดิ ใคร่ครวญ โดยใชเ้ ตุผล
ญาณ มายถงึ ปัญญา ความรู้ในช้นั ูง
วิจารณญาณ มายถึง ปัญญา ามารถ ันนิ ฐานเ ตุผล การใช้วิจารณญาณใน
การฟัง เร่มิ ดว้ ยผู้รับ ารฟัง ารดว้ ยความต้ังใจ พยายามทาความเข้าใจกับเน้ือความท่ีได้
ฟงั พร้อมทง้ั คิดใคร่ครวญตามไปดว้ ย การใช้วจิ ารณญาณในการฟงั อาจจะเปน็ ไปในแงต่ ่าง ๆ
เชน่
๑. พิจารณาว่าผ้พู ูดมจี ดุ มุ่ง มายในการพูดอย่างไร
๒. เร่อื งทฟ่ี ังมปี ระโยชน์ ใ ้แงค่ ิดในเชิง ร้าง รรค์อย่างไรได้บา้ ง
๓. เรอื่ งที่ฟังมีความเป็นไปไดม้ ากนอ้ ยเพียงใด
๔. เรือ่ งที่ฟงั มีความนา่ เชื่อถือเพยี งใด
๕. ผพู้ ูดมคี วามจรงิ ใจ รอื ไม่ มากน้อยเพยี งใด
๖. ผูพ้ ดู ใช้วธิ ีการในการถา่ ยทอดความรู้ ึกนึกคดิ อยา่ งไร
ความรเู้ ก่ยี วกับการฟงั
๑. การเลือกผ้พู ดู และเรื่องท่ีจะฟัง ควรเลอื กผพู้ ดู ทด่ี ีและเปน็ ท่ยี อมรบั
๒. ่งิ ทค่ี วรทาขณะฟงั
๒.๑. การมี มาธิ คือ การฟงั อยา่ งต้งั ใจ จับประเดน็ าคัญ าระและ
จุดมุง่ มายของผพู้ ดู ได้
๒.๒. การมีวิจารณญาณในการฟัง ทาใ ้ทราบว่า เรื่องใดเป็นข้อเท็จจริง
ควรเชือ่ เรื่องใด เป็นการวิจารณท์ ี่ มเ ตุ มผล เปน็ ความคดิ เ น็ ทถี่ ูกตอ้ ง
๒.๓. การจดบันทึก ทาใ ้ชว่ ยจับประเดน็ าคญั ได้ครบถ้วน ช่วยไม่ใ ้เกิด
การลืม ามารถนาเรือ่ งท่จี ดบันทึกมาใชป้ ระโยชนไ์ ด้ในภาย ลัง
๗๕
มารยาทในการฟงั
๑. แต่งกาย ุภาพเรียบร้อยเพ่ือใ ้เกียรติผู้พูด และเพื่อความเ มาะ มกับ
กาลเทศะ
๒. ตั้งใจฟัง ไม่พูดคุยกันขณะท่ีผู้ฟังกาลังพูด ไม่ลุกจากที่นั่งโดยไม่จาเป็น
ากจาเปน็ ตอ้ งลุกออกจาก ้องตอ้ งแ ดงความเคารพผูพ้ ูดท้ังก่อนและ ลังออกจาก อ้ ง
๓. ปิดเคร่ืองมือ ่ือ ารทุกชนิด เพื่อไม่ใ ้เกิดการรบกวน มาธิของผู้พูด และผู้ฟัง
ท่านอ่ืน ๆ
๔. ไม่ทากิจกรรมอ่นื ท่ีแ ดงถงึ ความไม่ นใจ ไม่ใ ้เกยี รตผิ พู้ ดู
ลองคิดลองทา
จากท่ไี ด้อา่ นเรอ่ื งการอา่ นอยา่ งมวี จิ ารณญาณ นักเรยี นคิดวา่
การอา่ นอย่างมวี ิจารณญาณน้ันมีขอ้ ดี รอื ขอ้ เ ียต่อตัวนักเรียนอย่างไร
จงอธบิ ายมา ๒ เ ตุผล
๑.......................................................................................................................
๒......................................................................................................................
๗๖
คา มา
ความ มาย
มา คือการนาเอาคา ัพท์ตง้ั แต่ ๒ พั ท์ขึ้นไป มาตอ่ กนั เปน็ ัพทเ์ ดยี ตาม ลัก
ที่ได้มาจากไ ยากรณ์ภา าบาลีและ นั กฤต
ชนิดของคา มา
คา มา แบง่ ออกได้ ๒ ชนิด ตามลกั ณะของการกลมกลนื เ ียงระ ่างคา ๒ คา
ทนี่ ามาร มกัน ไดแ้ ก่
๑. คา มา ที่ไม่มี นธิ มายถึง คา มา ที่ไม่กลมกลืนเ ียงของคา โดยการนา
คาในภา าบาลี และภา า ัน กฤตตั้งแต่ ๒ คาขึ้นไปมาเรียงต่อกันเป็นคาเดีย โดยไม่มี
การเปลย่ี นแปลงรปู คา เ ลาอา่ นตอ้ งอา่ นใ ้เ ียงต่อเนอ่ื งกัน คือ ถ้าพยางค์ท้ายของคา น้า
ไม่มี ระปรากฏ ใ ้ออกเ ียง ระอะกึ่งเ ยี ง รอื ถา้ พยางคท์ ้ายมรี ปู ระอิ รือ ระอุ กากับ
ไ ้ ใ อ้ อกเ ียง อิ รือ อุ ด้ ย และคาที่มา มา กันแล้ บางคาเกิดค าม มายใ ม่ รือมี
ค าม มายคงเดมิ ก็ได้ แตค่ า มา ทไี่ ม่มี นธิ ่ นใ ญ่ ค าม มายมกั จะอยทู่ ค่ี า ลงั
ลักการ ังเกตคา มา ท่ีไมม่ ี นธิ
๑. ต้องเป็นคาที่มาจากภา าบาลีและภา า ัน กฤตเท่านั้น อาจเป็นคาภา า
บาลีและภา าบาลี ภา า ัน กฤตและภา า ัน กฤต รือเป็นภา าบาลีกับภา า
ัน กฤตก็ได้ ่ นคาท่ีมาจากภา าอื่น ๆ เช่น ไทย จีน อังกฤ เขมร ฯลฯ ถ้านามา
ประ มกันไม่นับเป็นคา มา รือการนาเอาคาภา าบาลีและ ัน กฤตไปประ มกับคา
ภา าอ่นื ก็ไมน่ บั เปน็ คา มา เชน่ เดยี กัน
ตวั อย่างเช่น อรยิ จั ขตั ตยิ มานะ อจั ฉริยบุคคล แพทย า ตร์
าตภัย ังคม ิทยา ทิ ยา า ตร์ นาฏ ลิ ป์ ัตถกรรม
กรมธรรม์ กรรมกร เกียรตยิ คชลัก ณ์
ีรบุรุ ธนบัตร พุทธมารดา ม านคร ยทุ ธ ธิ ี
จั ธรรม
จิตพิ ัย
๗๗
๒. คาที่ร มกันเป็นคา มา เมื่ ประ มกันแล้ ไมเ่ ปล่ียนรูปคา
ตั ยา่ งเช่น
คา ัพท์ คา ัพท์ รปู คา
ัฒน ธรรม ฒั นธรรม
พพิ ิธ ภัณฑ์ พพิ ธิ ภัณฑ์
ทิพย เนตร ทพิ ยเนตร
เ รี ภาพ เ รภี าพ
าร คดี ารคดี
กา ปัก ์ กา ปกั ์
โลก บาล โลกบาล
๓. คา มา เม่ื เ ลา ่าน กเ ยี งต้ ง า่ นต่ เน่ื งกนั คื ถา้ พยางคท์ ้ายข ง
คา น้าไมม่ ี ระปรากฏ ใ ้ กเ ียง ะ กง่ึ เ ียง รื พยางค์ทา้ ยมรี ูป ระ ิ ุ กากบั ใ ้
กเ ยี ง ิ ุ ด้ ย
ตั ยา่ งเชน่
คา มา คา า่ น
รัฐมนตรี รดั – ถะ – มน – ตรี
ทั นคติ ทัด – ะ – นะ – คะ – ติ
ภมู ิประเท พู – มิ – ประ – เทด
ุบตั เิ ตุ ุ – บดั – ติ – เ ด
เมรุมา เม – รุ – มาด
มัธยม ึก า มัด – ทะ – ยม – ึก – า
๔. คาทน่ี ามา มา กันแล้ เกดิ ค าม มายใ ม่ และไมเ่ กดิ ค าม มายใ ม่
- นามา มา กนั แล้ เกิดค าม มายใ ม่ ตั ย่าง เช่น
ั (พัน) + รงั ี (แ ง) = ั รงั ี (พระ าทติ ย์)
ทพิ ย (เป็นข งเท ดา) + ร (ลัก ณะท่ีรู้ได้ด้ ยลิ้น) = ทพิ ยร (ร เลิ )
- นามา มา กันแล้ ไมเ่ กดิ ค าม มายใ ม่ ตั ย่าง เชน่
าชี ( าชีพ การเล้ียงชี ติ ) + กึ า (เล่าเรียน) = าชี กึ า
(การ ึก าเกยี่ กบั าชีพ)
๗๘
คุรุ (ครู) + า ตร์ ( ิชา) = คุรุ า ตร์ ( ิชาครู รื การเบ่าเรียน
เกยี่ กับ ิชาครู)
๕. คาท่นี ามา มา กันแล้วความ มาย ลัก รือความ มาย าคญั มกั อยทู่ ี่คา
ลัง ่ นค าม มายร ง รื คาขยายจะ ยขู่ า้ ง นา้ แตบ่ างครัง้ ค าม มายข งคาทั้ง ง
จะมีนา้ นักเท่ากนั ไมม่ คี าใดขยายคาใด รื ค าม มายจะ ยทู่ ่ีคาใดคา นง่ึ ดังนี้
- ค าม มาย ลัก รื ค าม มาย าคัญ ยทู่ ่ีคา ลงั คาขยาย ยูท่ ีค่ า นา้ เ ลา
แปลค าม มายจะต้ งแปลจากข้าง ลงั มาก่ น ตั ยา่ งเชน่
ยุทธ (รบ) + ภมู ิ ( นาม, แผนดิน) = ยทุ ธภมู ิ ( นามรบ)
ัตถ (มื ) + กรรม (การทางาน) = ัตถกรรม (งานฝีมื )
กา (ดา) + ปัก ์ (ฝา่ ย, ขา้ ง) = กา ปัก ์ (ข้างแรม)
- ค าม มายข งคาทง้ั งมีน้า นักเท่ากนั ไมมีคาใดขยายคาใด เ ลา
แปลค าม มายใ ้แปลเรียงจากข้าง น้าไปข้าง ลัง ตั ย่างเชน่
ราช (พระราชา) + โ ร (บุตรชาย) = ราชโ ร (โ ร พระราชา)
บตุ ร (ลกู ) + ภรรยา (เมีย) = บตุ รภรรยา (ลูกเมีย)
- มคี าม มาย ยู่ท่ีคาใดคา น่ึงเพยี งคาเดยี ่ นมาก ยทู่ ่ีคา นา้ ตั ย่างเชน่
มนุ ย + ชาติ = มนุ ยชาติ (มนุ ย)์
พฤก + ชาติ = พฤก ชาติ (พชื , ตน้ ไม้)
๗๙
ตั ยา่ งคา มา ทไี่ มม่ ี นธิ
กายกรรม กาย ิทธ์ิ กาลเท ะ กา โรค กิตตคิ ณุ
กติ ติ พั ท์ กิจ ตั ร กิจลกั ณะ กลุ บุตร เกียรติ พั ท์
คณติ า ตร์ คุณธรรม คุณภาพ คณุ ลกั ณะ คณุ ฒุ ิ
จตปุ ัจจัย จตุโลกบาล จักรพรรดิ จติ รกร จลุ ภาค
ชลประทาน ชัยภมู ิ ไตรปิฎก ไตรภูมิ ทุพพลภาพ
เทพธดิ า เท กาล ธรรม า ตร์ ราชธานี รูปพรรณ
โลกธรรม เ ทมนตร์ ิลปกรรม ถานการณ์ าธารณ ขุ
๒. คา มา ท่ีมี นธิ คื มา ที่กลมกลืนเ ียงข งคา โดยการนาคาท่ีมาจาก
ภา าบาลี และภา า นั กฤตต้งั แต่ ๒ คาขึ้นไปมาเช่ื มต่ กัน ทาใ ้เ ียงพยางค์ ลังข ง
คา นา้ กลมกลนื กับเ ยี งข งพยางค์ น้าข งคา ลงั มี ลายลัก ณะดังนี้
๒.๑. ระ นธิ คื การกลมกลืนเ ียง ระท้ัง งด้ ยเ ียง ระ กล่า คื
พยางค์ ลังข งคา นา้ ลงท้ายด้ ยเ ยี ง ระ และพยางค์ น้าข งคา ลงั ขึ้นต้น
เ ียง ระ ระทั้ง งพยางค์จะกลมกลนื เ ียงกัน ซง่ึ ลักข งการ นธิมี ลกั ในการ
ังเกต ดงั นี้
๒.๑.๑. มวด อะ อา
- ถ้า ระ ะ รื า นธิกับ ระ ะ รื า เป็น ระ ะ รื า
ตั ยา่ งเช่น
พุทธ + านุภาพ = พทุ ธานุภาพ
ม า + รรณณพ = ม รรณพ
ิทยา + าคม = ทิ ยาคม
พันธน + าการ = พันธนาการ
ราช + โ าท = ราโช าท
๘๐
- ถา้ ระ ะ รื า นธิกบั ระ ิ รื ี เป็น ระ ิ ี รื เ
ตวั ย่างเช่น
นาค + นิ ทร์ = นาคินทร์ รื นาเคนทร์
ม า + ินทร์ = ม นิ ทร์ รื มเ นทร์
ราม + ิศวร = ราเมศวร รื รามิศวร
ปรม + ินทร์ = ปรมนิ ทร์ รื ปรเมนทร์
- ถา้ ระ ะ รื า นธิกบั ระ ุ รื ู เป็น ระ ุ ู รื โ
ตวั ย่างเชน่
มัคค + ุเทศก์ = มัคคุเทศก์
ราช + ุปโภค = ราชปู โภค
ราช + ปุ ถัมภ์ = ราชปู ถมั ภ์
ชล + ทุ ร = ชโลทร
- ถ้า ระ ะ รื า รธิกบั ระ เ ไ โ เ า เป็น ระ เ ไ โ รื
ระ เ า
ตวั ย่างเชน่
มา + โ ถ = มโ ถ
พุทธ + โ วาท = พทุ โธวาท
ม า + โ าร = มโ าร
๒.๑.๒. หมวด อิ อี
- ถ้า ระ ิ รื ี นธกิ บั ระ ิ รื ี เป็น ระ ิ ี รื เ
ตวั ยา่ งเชน่
ร + ินทร์ = รนิ ทร์ รื เรนทร์
ไพรี + ินทร์ = ไพรนิ ทร์
- ถ้า ระ ิ รื ี นธกิ ับ ระ นื่ ทไ่ี มใ่ ช่ ิ ี เป็น ย ก่ น แลว้ จึง นธกิ ับ
ระข งคา ลงั พร้ มกบั ลบพยัญชนะทซี่ ้ นกนั ข งคา นา้ ทิ้ง นึ่งตวั
ตวั ยา่ งเช่น
รงั ี + โ ภา = รัง ิโยภา
ามัคคี + าจารย์ = ามัคยาจารย์
ราชนิ ี + นุ รณ์ = ราชนิ ยานุ รณ์
๘๑
๒.๑.๓. มวด อุ อู
- ถ้า ระ อุ รอื อู นธกิ บั ระอุ รอื อู เป็น ระอุ อู รอื ไอ
ตัวอยา่ งเชน่
คุรุ + อุปกรณ์ = คุรุปกรณ์ รือคุรปู กรณ์
- ถ้า ระ อุ รือ อู นธิกับ ระอ่ืนท่ีไม่ใช่ ระ อุ รือ อู ใ แ้ ปลง ระอุ
รอื อู เปน็ ว แล้วจึง นธกิ บั ระคา ลัง ตัวอยา่ งเชน่
ธนู + อาคม = ธนั วาคม
๒.๒. พยญั ชนะ นธิ คือ เปน็ การกลมกลืนเ ียงระ ว่างพยญั ชนะกบั พยญั ชนะ ซงึ่
ไมค่ อ่ ยมีใช้ในภา าไทย ตัวอยา่ งเชน่
ร ฺ + ฐาน = รโ ฐาน
มน ฺ + ภาว = มโนภาว (ไทยใช้ มโนภาพ)
ทุ ฺ + ชน = ทุรชน
นิ ฺ + ภย = นริ ภยั
๒.๓. นฤค ติ นธิ ไดแ้ ก่ การเช่อื มคาท่ีขน้ึ ด้วยนฤค ติ รอื พยางคท์ ้ายของคา
น้าเปน็ นฤค ิตกบั คาอื่น ๆ ซึง่ มีอยู่ ๓ ทาง คอื
๒.๓.๑. ถ้านฤค ิต นธกิ ับ ระ ใ แ้ ปลงนฤค ติ เปน็ ม กอ่ น แลว้ จึงเชอ่ื ม
กัน ตวั อยา่ งเช่น
+ อาคม = มาคม
+ อาจาร = มาจาร
+ โอ ร = โม ร
๒.๓.๒. ถ้านฤค ิต นธกิ บั พยญั ชนะวรรค ใ แ้ ปลงนฤค ิตเปน็ พยัญชนะ
ตวั ดุ ท้ายของวรรคนั้นก่อน ( ง ญ ณ น ม ) แลว้ คอ่ ยเช่อื มกนั ตัวอย่างเชน่
+ คม = งั คม
+ จร = ญั จร
+ ฐาน = ณั ฐาน
+ ธาน = ันธาน
+ ผั = มั ผั
๘๒
๒.๓.๓. ถ้านฤค ติ นธิกบั พยญั ชนะเ รรค ใ ้แปลงนฤค ิตเปน็ ง
ก่อน แล้ คอ่ ยเชื่อมกนั ตั อยา่ งเชน่
+ าร = ัง าร
+ร = งั ร
+ รรค์ = ัง รรค์
เพอ่ื ใ ้เขา้ ใจคา มา ทงั้ ๒ ประเภทได้ชัดเจน จงึ มีตารางเปรยี บเทยี บดงั นี้
คาสมาสทมี่ สี นธิ คาสมาสทไี่ มม่ ีสนธิ ลกั ษณะร่วม
มี ก า ร ก ล ม ก ลื น เ ี ย ง คื อ ๑. เป็นการจัดเรียงคาเท่าน้ัน ๑. เปน็ คาบาลีและ ัน กฤต
พยางค์ ุดท้ายของคา น้า ฉะนั้น เม่ือแยกคาจึงแยก ๒ . ก า ร แ ป ล ค า ม ม า ย
กลมกลืนกับพยางค์ น้าของ ไดง้ ่าย จะแปลจากคา ลงั มาคา นา้
คา ลัง ทาใ ้แยกคาออกเป็น ๒. เ ลาอ่านออกเ ียงจะมี
๒ คาได้ค่อนข้างยาก ผู้แยก เ ียง ระระ า่ งคา
ต้องมคี ามเข้าใจ ลักของการ
มา
๘๓
แบบฝกึ ทกั ษะ
เรื่อง คาสมาส
คาชี้แจง : จงขีดเ ้นใต้คา มา จากคาที่กา นดใ ้
๑. กลวิธี กลไฟ ๒. โจร ลัด โจรกรรม
๓. นามแฝง นามธรรม ๔. จิต านึก จติ วทิ ยา
๕. ญาติธรรม ญาติตีกนั ๖. ทุรลกั ณ์ ทรมาทรกรรม
๗. ม า มทุ ร ม าอานาจ ๘. มูลนาย มูลฐาน
๙. อันตกาล อนั ตราย ๑๐. ดุลพนิ ิจ ดลุ อานาจ
๘๔
บรรณานุกรม
จตพุ ร ธรรม ร.ี (๒๕๕๘). เตรยี ม อบภา าไทย ม.2. กรงุ เทพฯ: บริ ทั ซีเอ็ดยเู คช่ัน
จากดั (ม าชน).
บญุ เรือน รัฐ ิเ . (๒๕๕๔). ิ ธิ ภา า และ รรณคดี ิจัก .์ กรงุ เทพฯ: บริ ัท
านกั พมิ พ์ เดอะบุค ์ จากดั .
ชิรา เจริญจิตร.์ (๒๕๕๙). ลกั ภา าไทย. มุทรปราการ. โครงการ านักพิมพ์
ม า ทิ ยาลยั ั เฉยี เฉลิมพระเกียรติ.
ญั เพญ็ เทพโ ภา. (๒๕๕๘). ครบเครอื่ งเรือ่ ง ลักภา าไทย ฉบบั นกั เรยี น นัก กึ า.
กรงุ เทพฯ: บริ ัท านกั พมิ พ์ พ. . พฒั นา จากัด.
ิเชียร เก ประทุม. (๒๕๕๗). ลกั ภา าไทย. กรงุ เทพฯ: บริ ทั านกั พิมพ์ พ. . พัฒนา
จากัด.
ายใจ ทองเนยี ม. (๒๕๖๐). ภา าไทยเพื่อการ ่ือ าร. กรุงเทพฯ: บริ ทั ซีเอ็ดยูเคชนั่
จากดั (ม าชน).
อัก รา ธุ อกนิ ฐ ั ด์ิ. (๒๕๖๐). รุป ลักภา าไทย ม.1 - ม.2 – ม.3. กรุงเทพฯ:
บริ ทั านักพมิ พ์เดอะบคุ ์ จากดั .
๘๕
หน่วยท่ี ๔
ทศั นาวรรณคดี
สาระที่ ๑ การอา่ น
ตัวช้วี ัด ม.๒/๑ อา่ นออกเ ียงบทร้อยแกว้ และบทรอ้ ยกรองไดถ้ กู ตอ้ ง
สาระท่ี ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
ตวั ช้วี ดั ม.๒/๑ รุปเนอ้ื าวรรณคดีและวรรณกรรมทอี่ า่ นในระดับท่ยี ากข้ัน
ม.๒/๔ รุปความรแู้ ละขอ้ คิดจากการอ่านไปประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ิตจรงิ
ม.๒/๕ ทอ่ งจาบทอาขยานตามทีก่ า นดและบทรอ้ ยกรองที่มคี ณุ คา่ ตามความ
นใจ
ศลิ ปะในการประพันธใ์ นวรรณคดไี ทย
การแบ่งประเภทวรรณคดี
๑. แบง่ ตามการนาเ นอ มี ๒ ประเภท คือ รรณคดมี ุขปาฐะ ซึ่งถ่ายทอดด้ ยการ
ใชป้ ากเลา่ บื ตอ่ มา และ รรณคดีลายลัก ณ์อกั ร ซึง่ อา ัยการขดี เขียน
๒. แบง่ ตามแ ล่ง รอื ถานทีใ่ นการ ร้าง คือ รรณคดีท้องถิ่นและ รรณคดีราช
านกั
๓. แบ่งตามเนือ้ าและ ัตถุประ งค์ คือ รรณคดีพุทธ า นา รรณคดี ุภา ิต
คา อน รรณคดีเก่ีย กับประเพณีและพิธีกรรม รรณคดีประ ัติ า ตร์ รรณคดีเพ่ือ
ค ามบันเทิง รรณคดบี ันทึกค ามรขู้ องผู้เดินทาง
รรณคดีโบราณของไทย มีจุดมุ่ง มายเพื่อการฟังเ ียง และการขับลานา
ประกอบการแ ดง ม ร พ ซ่ึงก่อใ ้เกิดค ามบันเทิง นอกจาก รรณคดียังต้องมี
เนื้อ า ร้างค ามจรรโลงใจ การท่ีก ี ร้าง รรค์ รรณคดีใ ้ได้ร คาและร ค าม
ตอ้ งใช้กล ิธีทาง รรณ ิลป์ คือ ิลปะในการประพนั ธ์
ศลิ ปะในการประพันธ์หรือวรรณศลิ ป์
๑. การเล่น ัมผั ไดแ้ ก่ มั ผั ระ ัมผั พยญั ชนะ และ มั ผั รรณยุกต์
๒. การเลน่ คาไดแ้ ก่ การเล่นคาพ้อง การเล่นคาซ้า การเล่นคาเชิงคาถาม
๓. การใช้ภาพพจน์ คือ การใช้ถ้อยคาเพ่ือ ร้างภาพใ ้คล้อยตาม เกิดอารมณ์
ร่ มกับผู้ประพันธ์ มี ิธีการนาเ นอ ได้แก่ อุปมา อุปไมย อุปลัก ณ์ บุคคล ัต และ
การเลยี นเ ยี งธรรมชาติ
๘๖
การอ่านออกเ ียงบทรอ้ ยแก้วและบทรอ้ ยกรอง
การอ่านออกเ ียงบทร้อยแก้ว
ความ มายการอ่านออกเ ยี งบทร้อยแก้วและบทร้อยกรอง
การอา่ นออกเ ยี งรอ้ ยแก้ มายถึง การอ่านถ้อยคาที่มีผู้เรียบเรียง รือประพันธ์
ไ ้โดยการเปล่งเ ียง และ างจัง ะเ ียงใ ้เป็นไปตามค ามนิยม และเ มาะ มกับ
เรื่องทอี่ ่านเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ไป ผู่ ู้ฟงั ซ่งึ จะทาใ ้ผ้ฟู ังเกิดอารมณร์ ่ มคล้อย ตามไปกับ
เรื่องรา รือร ประพนั ธ์ที่อา่ น
ลักเกณฑใ์ นการอา่ นออกเ ยี งบทร้อยแกว้
๑. กอ่ นอ่านค ร กึ าเร่อื งทอ่ี ่านใ เ้ ข้าใจ เพือ่ แบง่ รรคตอน
๒. อา่ นใ ้คลอ่ ง และเ ยี งดังพอเ มาะกบั ถานท่แี ละจาน นผู้ฟัง
๓. อ่านใ ้คล่องและถูกต้องตามอักขร ิธี โดยเฉพาะคาค บกล้าต้องออกเ ียงใ ้
ชดั เจน
๔. เน้นเ ียงและถ้อยคา ตามน้า นักค าม าคัญของใจค าม ใช้เ ียงและจัง ะ
ใ เ้ ปน็ ไปตามเน้ือเร่อื ง เช่น ดุ อ้อน อน จริงจงั ฯลฯ
๕. อ่านออกเ ียงใ ้เ มาะ มกับประเภทของเร่ือง เช่น ถ้าอ่านเร่ืองที่ใ ้
ขอ้ เทจ็ จริงทั่ ไป จะอ่านออกเ ียงธรรมดาใ ช้ ัดเจน
๖. ในระ ่างท่ีอ่าน ค รก าด ายตามองตั อัก ร ลับกับการเงย น้าขึ้นมา
บตาผู้ฟงั ในลกั ณะที่เ มาะ ม และดเู ป็นธรรมชาติ
๗. ถ้าอา่ นในที่ประชุม ตอ้ งยนื ทรงตั ในท่าทางท่ี งา่ มอื ที่จับกระดา อยู่ในทา่ ทาง
ทเี มาะไมเ่ กร็ง ไมย่ กกระดา รอื เอก ารบัง นา้ รอื ไม่ถอื ไ ต้ า่ เกนิ ไปจนตอ้ งกม้ ลง
๘๗
การอา่ นออกเ ียงบทร้อยกรอง
ความ มาย
การอ่านออกเ ียงร้อยกรอง เป็นการอ่านทีม่ ุ่งใ ้เกิดค ามเพลิดเพลินซาบซ้ึงในร
ของคาประพนั ธ์ ซงึ่ จะต้องอา่ นอย่างมีจัง ะ ลลี า และท่ งทานองตามลัก ณะคาประพันธ์
แตล่ ะชนิดการอ่านบทร้อยกรอง อ่านได้ ๒ แบบ ดงั นี้
๑. อา่ นออกเ ียงธรรมดา เป็นการอ่านออกเ ียงพูด ตามปกติเ มือนกับอ่านร้อย
แก้ แต่มจี งั ะ รรคตอน
๒. อ่านเป็นทานองเ นาะ เป็นการอ่านมี าเนียง ูง ต่า นัก เบา ยา ้ันเป็น
ทานองเ มอื นเ ียงดนตรี มีการเออ้ื นเ ยี ง เน้น ัมผั ตามจงั ะ ลีลาและท่ งทานองตาม
ลัก ณะบงั คับของบทประพนั ธใ์ ช้ ัดเจนและเ มาะ ม
ลักเกณฑใ์ นการอ่านออกเ ยี งบทรอ้ ยกรอง
๑. ึก าลัก ณะบงั คับของคาประพันธ์ เช่น การแบ่งจัง ะจาน นคา ัมผั เ ียง
รรณยุกต์ เ ยี ง นักเบา เปน็ ต้น
๒. อ่านใ ้ถูกตอ้ งตามลัก ณะบังคับของคาประพนั ธ์
๓. อ่านออกเ ยี ง ร ล คาค บกล้าใ ้ชัดเจน
๔. อา่ นออกเ ยี งดังใ ผ้ ูฟ้ ังไดย้ ินท่ั ถงึ ไมด่ งั รอื ค่อยจนเกินไป
๕. คาทีร่ ับ ัมผั กันตอ้ งอ่านเนน้ เ ยี งใ ้ชัดเจน ถ้าเป็น มั ผั นอกต้องทอดเ ียงใ ้
มีจงั ะยา ก า่ ธรรมดา
๖. มี ลิ ปะในการใชเ้ ยี ง เอ้ือนเ ยี ง และทอดจัง ะใ ้ชา้ จนจบบท
กลวิธีการอา่ นออกเ ยี งบทรอ้ ยกรอง
๑. ผู้อ่านทานองเ นาะได้ไพเราะต้องเป็นผู้มีแก้ เ ียงดี น้าเ ียงแจ่มใ คือ
มีเ ียงใ กัง านไม่แ บแ ง้ รอื แตกพรา่ เนอ่ื งจากการอ่านเป็นเรื่องของการใช้เ ียง เมื่อ
จะคดั เลอื กผู้อ่านเขา้ แข่งขันการประก ดการอา่ นทานองเ นาะ ผู้ท่ีมีเ ียงดีย่อม ามารถใช้
๘๘
น้าเ ียงอ่านไดไ้ พเราะ จบั ใจก ่าผทู้ ีม่ ีเ ียงแ บแ ้ง า รับผู้มีน้าเ ียงไม่แจ่มใ ถ้าฝึก ัด
ออกเ ยี งใ ถ้ กู ตอ้ ง จดจาทานอง ลีลา ลัก ณะฉันทลัก ณ์ของคาประพันธ์แต่ละประเภท
ได้ ก็ ามารถอ่านออกเ ียงใ ้น่าฟังได้แม้ไม่ไพเราะเท่ากับคนเ ียงดีแต่คนที่อ่านได้
ถกู ตอ้ งกย็ ังนบั ่าเป็นเ น่ อ์ ย่าง นงึ่
๒. ต้องมีค ามรู้เร่ืองฉันทลัก ณ์ของบทร้อยกรองที่จะอ่าน เช่น ถ้าทราบ ่าเป็น
ฉนั ทก์ ต็ ้องอ่านใ ้ถกู ต้องตามครุ ล ุ ของฉันท์ชนิดน้ัน ๆ
๓. จาทานองเ นาะของร้อยกรองแต่ละชนิดได้อย่างแม่นยา ไม่ ลงทานอง บาง
คนอ่านกลอนจบแล้ ต่อด้ ยกาพย์แต่อาจ ลงอ่านกาพย์เป็นทานองเดีย กับกลอนอยู่
เปน็ ตน้
๔. มี มาธิในการอ่าน ไม่อ่านตก ล่น อ่านผิด รืออ่านข้าม บางคนอ่านข้าม
บรรทัด ทาใ ้ขอ้ ค ามไม่เช่อื มโยงตอ่ เนอ่ื งกัน
๕. รักการอ่านทานองเ นาะ ม่ันฝึกฝนและมคี ามเชอื่ มั่นในตนเอง
๖. เป็นผู้รัก า ุขภาพดี รัก าแก้ เ ียงและน้าเ ียง ไม่นอนดึกจนเกินไป ด่ืม
น้าอุ่นเ มอ ไม่ดื่มเครื่องด่ืมท่ีมีแอลกอฮอล์ ชา รือกาแฟ ไม่ตะโกน รือกรีดร้อง
เ ียงดงั จนเกินไป
๗. เปน็ ผู้มีบคุ ลกิ ดี แต่งตั ภุ าพเ มาะ มกบั โอกา เดิน รือนั่งตั ตรง ไม่น่ัง ลัง
ค่อม รือเดิน ่อตั ยืนยืดอก ง่าผ่าเผย จับ นัง ือ รือบทอ่านใ ้ม่ันคงโดยใช้แขนซ้าย
รือมอื ซา้ ยจบั นัง ือ มอื ข าช่ ยพลกิ เปลยี่ น นา้ นัง อื ใ ้ นงั ือ ่างจากระดับ ายตา
ประมาณ ๑ ฟุต าก ายตา ้ันตอ้ ง มแ ่นตา ไมค่ ร มแ น่ ตาดาเพราะไม่ ุภาพ
๘. ซ้อมการอ่าน เมื่อได้รับบทอ่านผู้อ่านจะต้องพิจารณาบทอ่านก่อน ่า
เปน็ รอ้ ยกรองประเภทใด จาข้อบงั คบั ครุ ล ุ และลีลาการอ่านใ ้แม่นยา ลองฝึกอ่านในใจ
เพอ่ื จับใจค าม และอารมณ์ของเร่ือง แล้ แบ่ง รรคตอน แบ่งช่ งการอ่านใ ้ถูกต้อง เมื่อ
อ่านตอ้ งใ ้ได้อารมณ์ตามเนอ้ื เรอ่ื ง
๙. ระมัดระ ังการออกเ ียงอักขระใ ้ชัดเจน ไม่อ่านออกเ ียงเลียนเ ียง
ภา าต่างประเท ออกเ ียงตั ร ล และคาค บกล้าใ ้ชัดเจน อ่านตามทานองต้อง
พจิ ารณาด้ ย ่าทา้ ยเ ยี งช่ งใด ค รใชเ้ ียง ูง ช่ งใดค ร ลบเ ียงต่า
๑๐. ิลปะการใช้เ ียง ผู้อ่านจะต้องรู้จักการผ่อนเ ียง ทอดเ ียง ลบเ ีย
เออ้ื นเ ีย คร่นั เ ยี คร ญเ ียง กระแทกเ ยี
๘๙
๑๑. การใช้ไมโครโฟน ไม่จ่อปากชิดไมโครโฟนจนเกินไปจะทาใ ้เ ียงไม่ไพเราะ
และไดย้ นิ เ ยี งลม ายใจ อาจทาใ ้ผูฟ้ ังเกดิ ค ามราคาญ
๑๒. การใช้เ ียง ค รออกเ ียงใ ้ดังพอเ มาะ ไม่ตะโกน รือดัดเ ียงจน
ไม่เป็นธรรมชาติ รู้จักใช้จัง ะในการอ่านเ มาะ มกับอารมณ์ของเรื่องที่อ่าน เช่น เมื่อ
อ่านถึง การปลอบโยน ต้องอ่านช้า ๆ เม่ือแ ดงอารมณ์โกรธจะต้องอ่านอย่างร ดเร็
กระแทกกระทั้น เมือ่ เกิดอารมณ์ออ่ น าน
๑๓. การทอดเ ยี ง เมอ่ื อ่านใกลจ้ ะจบตอ้ งอา่ นทอดเ ียงผ่อนจัง ะใ ช้ ้าลง
๑๔. การ ลบเ ียง คือ การเปลี่ยนเ ียง รือ ักเ ียง ลบจากเ ียง ูงไปเ ียงต่า
เพอื่ ไม่ตอ้ งออกเ ยี งที่ ูงเกนิ ไป
๑๕. การเออ้ื นเ ียง คือ การลากเ ียงช้า ๆ และไ ้ างเ ียงเพ่ือใ ้เข้าจัง ะ และ
ไพเราะ
๑๖. การครน่ั เ ียง คือ การทาเ ียงใ ้ ะดุดเม่อื อา่ นถึงตอนท่ี ะเทือนอารมณ์
๑๗. การคร ญเ ียง คือ การเอ้ือนเ ียงใ ้เกิดค ามรู้ ึกตามอารมณ์ของ
การคร่าคร ญ
๑๘. การกระแทกเ ียง คือ การลงเ ียงใ ้ นักเป็นพิเ เม่ือต้องแ ดง
อารมณ์โกรธ รอื แ ดงค ามเข้มเขง็
คุณค่าของการอ่านทานองเสนาะ
๑. ผู้ฟงั เ ็นค ามงามของบทร้อยกรองทีอ่ า่ น
๒. ผ้ฟู ังไดร้ บั ค ามไพเราะและเกิดค ามซาบซึง้
๓. เกดิ ค าม นกุ นานเพลิดเพลิน
๔. จดจาบทร้อยกรองได้ร ดเร็ แมน่ ยา
๕. ช่ ยกล่อมเกลาจิตใจใ ้เป็นคนออ่ นโยน
๖. ช่ ย ืบทอด ฒั นธรรมในการอ่านทานองเ นาะไ เ้ ป็นมรดกของชาติ
๙๐