The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) โดยจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT ร่วมกับ Google Classroom เรื่องเทคโนโลยีการสื่อสาร สำหรับมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลศรีสวัสดิ์วิทยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by maxkycmk05, 2022-02-24 09:50:26

ผลงานวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาเทคโนโลยี ด้วยเทคนิค TGT

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) โดยจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT ร่วมกับ Google Classroom เรื่องเทคโนโลยีการสื่อสาร สำหรับมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลศรีสวัสดิ์วิทยา

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น วชิ าเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ)
โดยจัดการเรียนร้แู บบรว่ มมอื ด้วยเทคนิค TGT

รว่ มกับ Google Classroom เร่อื ง เทคโนโลยีการส่ือสาร
สำหรับนกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรียนเทศบาลศรีสวัสดวิ์ ทิ ยา

ฉตั รมงคล ตว้ิ วงศ์

งานวิจยั ฉบับนี้เป็นสว่ นหน่ึงของการศึกษาตามหลกั สตู ร
ปริญญาครุศาสตรบณั ทติ สาขาเทคโนโลยีการศกึ ษาและคอมพิวเตอรศ์ กึ ษา

คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม
พ.ศ. 2562

ชอื่ เรือ่ ง : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น วชิ า เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) โดย

การจดั การเรียนรู้แบบร่วมมอื ดว้ ยเทคนคิ TGT รว่ มกับ Google Classroom

เรื่อง เทคโนโลยีการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน

เทศบาลศรีสวัสด์วิ ทิ ยา

ผูว้ ิจยั : นายฉัตรมงคล ตว้ิ วงศ์

อาจารย์ทีป่ รกึ ษาวิจัย : ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ อลงกต ภมู ิสายดร และ ผศ.ดร.ประวทิ ย์ สิมมาทัน

หนว่ ยงาน : สาขาวชิ าเทคโนโลยีการศกึ ษาและคอมพวิ เตอรศ์ ึกษา คณะครุศาสตร์

ปีการศึกษา : 2562

บทคดั ย่อ

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
เทคนคิ TGT ท่มี ผี ลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนรายวชิ า เทคโนโลยี (วทิ ยาการคำนวณ) ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 2
ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลัง
เรียน จากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT ร่วมกับ Google Classroom เรื่อง
เทคโนโลยีการสื่อสาร รายวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษา
ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT ร่วมกับGoogle Classroom เรื่อง
เทคโนโลยีการสือ่ สาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในการวิจัยคร้ังนี้ คือ กลุ่มตัวอย่างท่ี
ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลศรีสวัสดิ์วิทยา ประจำปี
การศึกษา 2562 จำนวน 15 คน เครอ่ื งมอื ท่ีใช้ได้แก่ 1) แบบทดสอบวดั ทักษะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
เรื่องเทคโนโลยกี ารสือ่ สาร 2) บทเรยี นออนไลน์ Google Classroom และ 3) แบบสอบถามความพึง
พอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ T-test
Dependent Sample ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค
TGT โดยการใช้ google classroom รายวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) คะแนนเฉลี่ยหลังเรยี น
ของนักเรียนสงู กวา่ ก่อนเรียนอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ิท่รี ะดับ .05 2) นักเรยี นมคี วามพึงพอใจต่อการ
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT โดยการใช้ google classroom รายวิชา เทคโนโลยี
(วทิ ยาการคำนวณ) โดยรวมอยู่ในระดบั มากท่สี ุด (คา่ เฉลี่ย = 4.53)

กิตตกิ รรมประกาศ

วิจัยฉบับนสี้ ำเร็จไดด้ ้วยความกรุณาจาก ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ อลงกต ภมู ิสายดร และ ผศ.ดร.
ประวิทย์ สิมมาทัน อาจารยท์ ่ปี รึกษาวิจัยที่ไดใ้ ห้คำแนะนำ อ่าน ตรวจสอบ และแกไ้ ขข้อบกพร่องต่าง
ๆ ตลอดจนใหข้ ้อคดิ ท่เี ปน็ ประโยชน์ และให้กำลังใจแก่ผ้วู ิจัยดว้ ยความเอาใจใส่มาเป็นอย่างดีเสมอมา
ผูว้ จิ ยั รู้ซึ้งในความกรุณา และขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสงู มา ณ โอกาสนี้

ขอขอบคุณเพื่อนๆนักศึกษาชั้นปีที่ 5 สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาและคอมพิวเตอร์ศึกษา
คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ที่ให้ความชว่ ยเหลือ สนับสนุน และคอยให้กำลังใจ
ดว้ ยดเี สมอมา

สุดท้ายขอกราบรำลึกถึงพระคุณบิดามารดา ครู อาจารย์ และผู้มีพระคุณทุกท่าน ที่ให้ความ
รัก ความเมตตา กรุณา ให้คำแนะนำและความช่วยเหลือที่ดีเสมอมา ที่มีส่วนส่งผลให้งานวิจัยครั้งน้ี
สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ประโยชน์และคุณค่าอันพึงมีมาจากการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยขอน้อมนอบให้เป็น
กตเวทคิ ณุ และอำนวย อวยพรให้ผวู้ ิจัยประสบความสำเร็จในชีวิต

สารบญั
เรื่อง หนา้

กติ ติกรรมประกาศ.......................................................................................................................... ก
บทคดั ย่อ ........................................................................................................................................ ข
สารบญั ........................................................................................................................................... ค
บทที่ 1 บทนำ ................................................................................................................................ 1

ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา............................................................................. 1
วัตถุประสงค์ ....................................................................................................................... 4
สมมตฐิ าน ........................................................................................................................... 4
ขอบเขตการศึกษา .............................................................................................................. 4
นิยามศัพท์เฉพาะ ................................................................................................................. 5
ประโยชน์ทีค่ าดว่าจะได้รบั .................................................................................................. 6
บทท่ี 2 เอกสารและทฤษฎีท่ีเกย่ี วข้อง .............................................................................................. 7
หลักสูตรแกนกลางสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 กลมุ่ สาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์เทคโนโลยี ระดบั ช้ันมธั ยมปที ่ี 2 ...................................................................... 8
เอกสารเกี่ยวข้องกบั การจดั การเรยี นร้โู ยใช้ Google Classroom ..................................... 9
เอกสารเกี่ยวขอ้ งกับการจัดการเรียนรูแ้ บบรว่ มมอื .............................................................. 13
เอกสารเกยี่ วกับการจัดการเรยี นรู้โดยเทคนิคการสอนแบบ TGT........................................ 30
เอกสารเกี่ยวกบั แผนการจดั การเรยี นรู้................................................................................ 37
เอกสารเกย่ี วกับผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น............................................................................. 41
เอกสารเก่ียวกบั ความพึงพอใจ............................................................................................ 46
งานวจิ ัยที่เก่ยี วข้อง ............................................................................................................. 48
บทที่ 3 วิธกี ารดำเนินการวจิ ัย ........................................................................................................ 53
ประชากรกลมุ่ ตวั เป้าหมาย .............................................................................................. 53
เคร่อื งมือที่ใชใ้ นการวิจัย .................................................................................................... 53
การสรา้ งและหาคุณภาพเครื่องมือ ................................................................................... 54

สารบัญ (ตอ่ )
เรื่อง หน้า

การเก็บรวบรวมขอ้ มูล ....................................................................................................... 59
การวิเคราะห์ข้อมลู ........................................................................................................ 60
สถติ ิทใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ .................................................................................................. 60
บทท่ี 4 ผลการดำเนินการวิจยั ..................................................................................................... 67
ข้นั ตอนในการวิเคราะหข์ ้อมลู ........................................................................................... 67
ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล ....................................................................................................... 67
บทท่ี 5 สรปุ อภปิ ราย และข้อเสนอแนะ ....................................................................................... 71
สรปุ ผลการวจิ ยั ................................................................................................................... 71
อภิปราย ............................................................................................................................ 72
ข้อเสนอแนะ ....................................................................................................................... 73
บรรณานุกรม ................................................................................................................................. 75

สารบญั ตาราง

ตารางท่ี หน้า

4.1 แสดงผลการวเิ คราะหห์ าประสทิ ธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน จากการทดลองใช้

กบั นกั เรียนกลุ่มตวั อย่าง................................................................................................................ 55

4.2 แสดงผลการวเิ คราะห์ข้อมลู เพ่ือเปรียบเทยี บทักษะผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรยี นและ

หลงั เรียนจากการทดลองใชบ้ ทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนกับนกั เรียนกลุ่มตัวอยา่ ง..................... 55

4.3 แสดงผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลเพื่อศกึ ษาความพงึ พอใจต่อการเรยี นดว้ ยบทเรียนคอมพิวเตอร์

ช่วยสอนเรื่องการใช้อนิ เทอร์เน็ต................................................................................................... 56



1

บทที่ 1
บทนำ

1. ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา
ตามทกี่ ระทรวงศึกษาธิการ ได้กลา่ วถงึ วิสัยทัศน์ท่ีมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนซ่ึงเปน็ กำลังของชาติ

ให้เป็นมนุษย์ท่ีมีความสมดุล ทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย
และเป็นพลโลก ยดึ มั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มีความรู้และทักษะพ้ืนฐาน รวมทั้งเจตคตทิ ่ีจำเปน็ ตอ่ การศกึ ษาตอ่ การประกอบอาชีพ และการศึกษา
ตลอดชวี ติ โดยมงุ่ เนน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคัญ บนพน้ื ฐานความเชื่อวา่ ทุกคนสามารถเรยี นรู้และพัฒนาตนเอง
ได้เต็มตามศักยภาพ ในด้านสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน
การเรียนรู้ โดยกำหนดสมรรถนะสำคัญท้ัง 5 ประการ คอื ความสามารถในการส่ือสาร ความสามารถ
ในการคดิ ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ และความสามารถในการ
ใช้เทคโนโลยี โดยความสามารถในการคิด หมายถึงความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ การ
คดิ อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมวี ิจารณญาณและการคิดเปน็ ระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้
หรือสารสนเทศ เพ่ือการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม (กระทรวงศึกษาธิการ.
2551 : 6 - 7) และในปัจจุบันนั้นได้ปรับปรุงหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระ
เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ในระดับ
สากล มีการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน
พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ คิดเชิงระบบ คิดอย่างมีวิจารณญาณ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
สร้างผลงานที่สามารถเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพในอนาคต ทำให้ผู้เรียนสามารถนำไป
ประยุกต์ใช้แก้ปัญหาและการทำงานในชีวิตจริงได้ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ (คู่มือ
หลักสตู รสาระเทคโนโลยี. 2560 : 7)

จากการจัดการเรียนรู้ของวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) โรงเรียนเทศบาลศรีสวัสดิ์
วิทยา ที่ผ่านมาพบปัญหาว่า ผลการเรียนภาคเรียนที่ 1 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลการเรียนที่
ตกต่ำ และผู้เรียนเกิดความเบ่ือหนา่ ยในการจัดการเรยี นการสอน ไม่สนใจเรียน ไม่ค่อยช่วยเหลือกนั
แยกกันทำงานโดยไม่สนว่าสมาชิกภายในกลุ่มทำได้หรือทำไม่ได้ (SAR โรงเรียนเทศบาลศรีสวัสดิ์
วทิ ยา. 2561) การเรียนเปน็ กลุ่มที่นกั เรยี นมกี ารพึ่งพากนั นา่ จะเปน็ วิธีการสอนวิธหี นึ่งทท่ี ำใหน้ ักเรียน

2

เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นซึ่งสอดคล้องกับการเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ส่งเสริมให้
ผเู้ รียนได้เรียนรูแ้ บบมีส่วนร่วม ผ้เู รยี นไดร้ บั ประสบการณ์ที่สัมพนั ธ์กับชวี ิตจริง ได้รับการฝึกฝนทักษะ
กระบวนการแสวงหาความรู้ การบันทึกความรู้ การคดิ การจัดการกับความรู้ การแสดงออก การสร้าง
ความรู้ใหม่และทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม (วัฒนาพร ระงับทุกข์. 2542 : 34) จัดว่าเป็นวิธีเรียนที่
สามารถนำมาประยุกต์ใชใ้ ห้เหมาะสมกับการเรยี นการสอนที่มีคุณภาพได้ดงั เช่นการจดั การเรียนรู้แบบ
โดยใชเ้ ทคนคิ TGT

และในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญกับการดำเนินชีวิตประจำวันของคนใน
สังคมมากขึ้น ไมว่ ่าจะเปน็ เพศใด วยั ไหน หรอื แมแ้ ต่การประกอบอาชีพในด้านต่างๆ ส่วนใหญ่ก็ล้วนท่ี
จะต้องทำงานที่มี คอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะในด้านการศึกษาที่
คอมพวิ เตอรไ์ ดเ้ ข้ามามีบทบาทสำคัญ รว่ มกบั การเรยี นของนกั เรียนและการสอนของครูผ้สู อน ทั้งน้ีทำ
ใหใ้ นแตล่ ะโรงเรยี นได้มรี ายวชิ าท่ีเปดิ สอน เกี่ยวกบั คอมพวิ เตอร์ขึ้นมา จงึ สง่ ผลใหก้ ารเรียนการสอนมี
การพัฒนายิ่งขึ้นไป นักเรียนมีการเรียนรู้ที่ หลากหลาย มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกท้ัง
นักเรียนยังได้รับความรู้อย่างกว้างขวาง และทันต่อ เหตุการณในปัจจุบัน ซึ่งมุมมองทางการศึกษาใน
ศตวรรษที่ 21 คอมพิวเตอร์จะเป็นเครื่องมือหลักสำคัญสาหรับผู้สอนเพื่อเข้าถึงทรัพยากรการเรียน
การเตรียมแผนการสอน ให้การบ้าน และติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครอง ผู้สอนจึงต้องมีความตื่นตัวและ
เตรยี มพร้อมในการจัดการเรียนรู้เพ่ือเตรยี มความพร้อมใหผ้ ู้เรียนมีทักษะสาหรับการออกไปดำรงชีวิต
ในโลกในศตวรรษท่ี 21 แอพพลเิ คช่นั “Google classroom” ซึ่งเปน็ สว่ นหนึ่งของ Google Apps for
Education จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการศึกษา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
เพื่อให้ผู้สอนมีเวลาที่ติดต่อสื่อสารกับผู้เรียนมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้เรียนก็มีเวลาค้นหาข้อมูลเพื่อ
การเรียนรู้มากขึ้นด้วยเช่นกนั เนื่องจากเป็นชดุ เครื่องที่มีการผสานรวมแอพพลิเคชั่นของ Google ไว้
หลากหลาย อาทิ Google Doc, Google drive, Google slide และ Gmail ไว้ด้วยกัน ผู้สอนจึง
สามารถสร้างและรวบรวมงานโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองกระดาษ และใช้งานนั้นในชั้นเรียนต่างๆ โดย
สามารถเลือกว่าจะให้ผู้เรียนทำงานอย่างไร ทำเป็นรายกลุ่มหรือรายบุคคล เพิ่มช่องทางการสื่อสาร
ระหว่างครูและนักเรียน และผู้สอนสามารถติดตามว่าผู้เรียนคนใดทำงานเสร็จแล้วบ้าง และใครยัง
ทำงานไม่เสร็จ ตลอดจนแสดงความคิดเห็นให้คำแนะนำแก่ผู้เรียนแต่ละคนได้ตลอดเวลาแม้จะไม่ได้
อยู่ในห้องสอน

3

เทคนิค TGT (Team - Games – Tournament) เป็นเทคนิครูปแบบหนึ่งในการสอนแบบ
ร่วมมือและมีลักษณะของกิจกรรมคล้ายกันกับ STAD แต่เพิ่มเกมและการแข่งขันเข้ามาด้วย เหมาะ
สำหรับการจัดการเรียนการสอนในจดุ ประสงค์ท่มี คี ำตอบถกู ต้องเพยี งคำตอบเดียว

องค์ประกอบ 4 ประการ ของ TGT
1. การสอน เป็นการนำเสนอความคิดรวบยอดใหม่หรือบทเรียนใหม่ อาจเป็นการ
สอนตรงหรอื จดั ในรูปแบบของการอภิปรายหรอื กลุ่มศึกษา
2. การจัดทีม เป็นขั้นตอนการจัดกลุ่ม หรือจัดทีมของนักเรียน โดยจัดให้คละกันทั้ง
เพศและความสามารถและทีมจะต้องช่วยกันและกัน ในการเตรียมความพร้อมและความเข้มแข็งให้
สมาชกิ ทุกคน
3. การแข่งขัน การแข่งขันมกั จดั ในชว่ งทา้ ยสปั ดาห์หรือท้ายบทเรียน ซ่ึงจะใช้คำถาม
เกย่ี วกบั เนอื้ หาทเี่ รยี นมาในขอ้ 1 และผา่ นการเตรียมความพรอ้ มของทมี มาแลว้ การจัดโต๊ะแข่งขันจะมี
หลายโต๊ะ แต่ละโต๊ะจะมีตัวแทนของกลุ่ม/ทีม แต่ละทีมมาร่วมแข่งขันทุกโต๊ะการแข่งขันควรเร่ิม
ดำเนนิ การเพื่อนำไปเทยี บหาคา่ คะแนนโบนัส
4. การยอมรับความสำเร็จของทีม ให้นำคะแนนโบนัสของแต่ละคนในทีมมารวมกนั
เป็นคะแนนของทีมและหาค่าเฉลี่ยทีมที่มีค่าสูงสุดจะได้รับการยอมรับให้เป็นทีมชนะเลิศโดยอาจ
เรยี กชอ่ื ทีมท่ีได้ชนะเลิศกบั รองลงมาโดยใช้ช่ือเก๋ๆ กไ็ ด้ หรืออาจใหน้ ักเรียนต้ังช่อื เองและควรประกาศ
ผลการแข่งขนั ในท่สี าธารณะดว้ ย
การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TGT เป็นวิธีการหนึ่งที่น่าจะนำมาใช้เพื่อการพัฒนาใน การ
จัดการเรียนรู้รายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) เพราะการจัดการเรียนรู้รปู แบบน้ีจะสนองความ
แตกต่างระหว่าง บุคคล ยั่วยุให้ผู้เรียนสนใจที่จะเรียน อีกทั้งยังช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจได้โดยง่ายและ
ถูกต้องตรงตาม จุดมุ่งหมาย ช่วยประหยัดเวลาได้ทั้งผู้เรียนและผู้สอน รวมทั้งช่วยส่งเสริมความ
ร่วมมือในการ ทำงานกลุ่มเป็นวิธีการพัฒนารูปแบบมาจากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดย
กำหนดให้ผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกันทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มและใช้การแข่งขันหรือการต่อสู้ทาง
วิชาการ โดย ผู้เรียนที่มีความสามารถทางวิชาการเท่าเทียมกันเข้าแข่งขันตามกลุ่มต่างๆ เพื่อนำ
คะแนนของแตล่ ะคนท่ีได้จากการแข่งขันในแต่ละกลุ่มมาเป็นคะแนนของกลุ่ม แตใ่ นเวลาเรียนจะต้อง
ร่วมมอื กนั

4

จากขอ้ มูลดังกลา่ วขา้ งตน้ จะเห็นวา่ การเรียนแบบรว่ มมอื เทคนิค TGT เปน็ เทคนคิ ท่ี นา่ สนใจ
ซึ่งได้มีผู้นำการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT มาใช้กับนักเรียนแล้วได้ผลดีและ เกิด
ประสิทธิภาพกับการเรียนรู้ ทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะวิจัยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) เรื่อง เทคโนโลยีการสื่อสาร โดยใช้
เทคนิคการเรียนร้แู บบ TGT ร่วมกบั Google Classroom สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ที่ ซึ่ง
ผลของการวิจัยในครั้งนี้จะเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการ
คำนวณ) ตอ่ ไป

2. วตั ถุประสงค์
2.1 เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

รายวชิ า เทคโนโลยี (วทิ ยาการคำนวณ) ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 ให้มปี ระสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ 70/70
2.2 เพอื่ เปรยี บเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน จากการจดั การเรียนรู้

แบบร่วมมอื ดว้ ยเทคนคิ TGT ร่วมกบั Google Classroom เร่ือง เทคโนโลยีการส่อื สาร รายวิชา
เทคโนโลยี (วทิ ยาการคำนวณ) ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 2

2.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมอื ด้วยเทคนคิ TGT ร่วมกบั
Google Classroom เรอื่ ง เทคโนโลยีการสอื่ สาร ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 2

3. สมมติฐาน
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นจากการจัดการเรียนร้แู บบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT รว่ มกับ Google

Classroom เร่อื ง เทคโนโลยกี ารส่อื สาร ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 2 หลงั เรียนสงู กวา่ ก่อนเรยี น

4. ขอบเขตการศึกษา
การวิจัยครง้ั นี้ ผ้วู จิ ยั ไดก้ ำหนดของเขตของการวิจัย ดังน้ี
4.1 ประชากรกลุ่มเปา้ หมาย
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลศรี

สวสั ดวิ์ ทิ ยา ประจำปีการศกึ ษา 2562 จำนวน 15 คน

5

4.2 ตัวแปรทศี่ กึ ษา
2.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT ร่วมกับ

Google Classroom
2.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจต่อการจดั การเรียนรู้แบบ

ร่วมมอื ด้วยเทคนิค TGT ร่วมกับ Google Classroom
4.3 ขอบเขตดา้ นเนื้อหา
เนื้อหาสอดคล้องกับการเรียนการสอนในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน

พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชา
เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 รหัสวิชา ง 22102 หน่วยที่ 6 มีจำนวน 4
เร่อื ง ประกอบด้วย

เร่อื งท่ี 1 องค์ประกอบของการส่ือสาร
เรอื่ งท่ี 2 เครือข่ายคอมพวิ เตอร์
เรื่องที่ 3 อินเทอร์เนต็
เรอื่ งท่ี 4 บรกิ ารบนอนิ เทอรเ์ น็ต
4.4 ระยะเวลาในการวิจัย
ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2562 ระหว่างเดือน พฤศจกิ ายน 2562 – กมุ ภาพนั ธ์ 2563

5. นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
5.1 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นการจัดการเรียนรู้ท่ี

เน้นให้ผู้เรียนได้ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ๆ ละ 4 - 5 คน โดยผู้เรียนในกลุ่มมีความสามารถที่แตกต่าง
กัน จนเกิดการเรียนรู้จากการแลกเปลี่ยน การรับผิดชอบต่อกิจกรรมที่กลุ่มได้รับมอบหมายจนเกิด
ความสำเร็จ ซึ่งถือเปน็ การจัดการเรยี นรู้ ที่เน้นผู้เรียนเปน็ สำคัญ ใหผ้ ้เู รยี นไดฝ้ กึ การสื่อสาร ช่วยเหลือ
และมีรางวัลเป็นแรงจงู ใจจนประสบ ความสำเรจ็

5.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่วัดและประเมินผลจากแบบทดสอบย่อยคิด
เปน็ รอ้ ยละ 70 สว่ นแบบทดสอบหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ 30 ซึ่งแบบทดสอบจะใช้วัดกับกลุ่มตัวอย่าง
ทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน จากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT โดยใช้ Google
Classroom

6

5.3 ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก ความชอบ ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการจดั การเรียนรู้แบบ
ร่วมมือด้วยเทคนิค TGT โดยใช้ Google Classroom ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินเป็น
แบบสอบถามความพึงพอใจ ชนดิ มาตราสว่ นประมาณคา่ 5 ระดับ

5.4 Classroom หมายถึง บริการบนเวบ็ ฟรีสำหรับโรงเรยี น องค์กรการกุศล และทุกคนที่มี
บัญชีGoogle ส่วนบุคคล และ Classroom ยังช่วยให้ผู้เรียนและผู้สอนเชื่อมต่อถึงกันได้ง่าย ทั้ง
ภายในและภายนอกโรงเรยี น

Join Class หมายถงึ การเข้ารว่ มชั้นเรียนผา่ นระบบ Google Classroom
5.5 ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ หมายถึง ความสามารถของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่
ช่วยให้นักเรียนทำกจิ กรรมระหวา่ งเรียนและทำแบบทดสอบวัดทักษะการใช้อินเทอรเ์ น็ตหลงั เรยี นได้
ถงึ เกณฑม์ าตรฐาน 70/70 โดยกำหนดให้

70 ตัวแรก หมายถึง คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 70 ของคะแนนที่นักเรียนทำกิจกรรม
หรอื แบบฝึกหดั ระหวา่ งเรียน

70 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 70 ของคะแนนที่นักเรียนที่ทำคะแนน
การแบบทดสอบวดั ทกั ษะหลงั เรียน

6. ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะได้รบั
6.1 ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT

รว่ มกบั Google Classroom เรือ่ ง เทคโนโลยีการสื่อสาร หลังเรยี นสงู กว่าก่อนเรยี น
6.2 ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อจากการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT ร่วมกับ

Google Classroom เรื่อง เทคโนโลยีการวสอื่ สาร
6.3 ผู้เรียนได้แสวงหาความจริงจากการสืบเสาะหาขอ้ มลู รจู้ กั การแก้ปญั หาด้วยตนเองผ้เู รียน

เกิดการเรยี นรู้อย่างต่อเนอื่ งเน่อื ง
6.4 ผู้เรียนได้ฝึกการอยู่ร่วมกันด้วยมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเข้าใจกันและกัน อีกทั้งเสริม

ทกั ษะการสอ่ื สาร ทักษะการทำงานเป็นกล่มุ

7

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ที่เก่ยี วข้อง

การดำเนินการวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการ
คำนวณ) โดยจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT ร่วมกับ Google Classroom เรื่อง
เทคโนโลยีการสื่อสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งผู้วิจัยอาศัยหลักการแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่
เกยี่ วขอ้ ง ดังนี้

1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรง พ.ศ. 2560)
กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2

2. เอกสารเกีย่ วกับการจดั การเรยี นรโู้ ดยใช้ Google Classroom
2.1 แนวทางการจัดการเรยี นการสอนดว้ ย Google Classroom
2.2 คุณลักษณะและประโยชนข์ อง Google Classroom

3. เอกสารเกยี่ วกับการเรยี นรู้แบบรว่ มมอื
3.1 ความหมายของการเรียนรแู้ บบร่วมมือ
3.2 ลักษณะสำคญั ของการเรียนรู้แบบรว่ มมอื
3.3 รูปแบบของการเรียนรู้แบบรว่ มมือ
3.4 ประโยชนแ์ ละความสำคัญของการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือ

4. เอกสารเกี่ยวกบั การจัดการเรียนรโู้ ดยเทคนคิ การสอนแบบ TGT
4.1 ความหมายของเทคนคิ การสอนแบบ TGT
4.2 องคป์ ระกอบสำคัญของเทคนิคการสอนแบบ TGT
4.3 ประเภทเกม
4.4 ประโยชนข์ องเกม
4.5 ข้นั ตอนการสรา้ งเกม
4.6 ข้ันตอนการจดั การเรยี นรู้โดยใช้เทคนิค TGT

5. เอกสารเกย่ี วกบั แผนการเรียนรู้
5.1 ความหมายของแผนการเรยี นรู้
5.2 ความสำคัญของแผนการเรยี นรู้

8

5.3 กระบวนการจัดทำแผนการเรยี นรู้
5.4 หลกั การเขยี นแผนการเรียนรู้
6. เอกสารเกี่ยวกบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
6.1 ความหมายของผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน
6.2 การวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
6.3 คณุ ลักษณะของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
7. เอกสารเกี่ยวกบั ความพึงพอใจ
7.1 ความหมายของความพึงพอใจ
7.2 ทฤษฎีทีเ่ กย่ี วกับความพึงพอใจ
7.3 การวดั ความพึงพอใจ
8. งานวจิ ัยท่ีเกี่ยวข้อง

1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2560 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี (วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2)

สาระการเรียนรเู้ ทคโนโลยี (วทิ ยาการคำนวณ) มงุ่ หวังใหผ้ ู้เรียนได้เรียนรู้และมที ักษะ การคิด
เชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ ด้านวิทยาการ
คอมพิวเตอร์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริง ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ โดยได้กำหนดสาระสำคัญดังนี้ วิทยาการคอมพิวเตอร์ การแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน
และเป็นระบบ การใช้แนวคิดเชิง คำนวณในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน การบูรณาการกับวิชาอน่ื
การเขียนโปรแกรม การคาดการณ์ผลลัพธ์การตรวจหาข้อผิดพลาด การพัฒนาแอปพลิเคชันหรือ
พัฒนาโครงงาน อย่างสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตจริง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การ
รวบรวมข้อมูล การประมวลผล การประเมินผล การนำเสนอข้อมูลหรือสารสนเทศเพื่อแก้ปัญหาใน
ชีวิตจริง การค้นหาข้อมูลและแสวงหา ความรู้บนอินเทอรเ์ น็ต การประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล
การเลือกใช้ซอฟต์แวร์หรือ บริการบนอินเทอร์เน็ต ข้อตกลงและข้อกำหนดในการใช้สื่อหรือ
แหล่งข้อมูลต่าง ๆ หลักการ ทำงานของคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสาร การรู้ดิจิทัล การใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างปลอดภัย การจัดการ อัตลักษณ์การรู้เท่าทันสื่อ กฎหมาย

9

เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์การใช้ลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยชอบธรรม นวัตกรรมและผลกระทบของเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสือ่ สารต่อการดำเนนิ ชวี ิต อาชีพ สังคม และวัฒนธรรม

มาตรฐานการเรียนรู้ ว 4.2 เขา้ ใจ และใชแ้ นวคิดเชิงคำนวณในการแกป้ ัญหาท่ีพบในชีวิตจริง
อย่างเป็นขั้นตอน และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทำงาน
และการแกป้ ัญหา ไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ รูเ้ ทา่ ทนั และมีจริยธรรม

การจดั การเรียนการสอนวิชาวิทยาการคำนวณ มเี ป้าหมายทส่ี ำคญั ในการพัฒนาผูเ้ รียน ดังน้ี
1. เพื่อใช้ทักษะการคิดเชิงคำนวณในการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนและ เป็น

ระบบ
2. เพื่อให้มีทักษะในการค้นหาข้อมูลหรือสารสนเทศ ประเมิน จัดการ วิเคราะห์สังเคราะห์

และนำสารสนเทศไปใช้ในการแก้ปัญหา
3. เพื่อประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศ และ

การสื่อสาร ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง การทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ ต่อตนเอง
หรอื สงั คม

4. เพื่อใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างปลอดภัย รู้เท่าทัน มีความรับผิดชอบ มี
จรยิ ธรรม

2. เอกสารเกย่ี วกับการจัดการเรียนรู้โดยดว้ ย Google Classroom
2.1 แนวทางการจดั การเรยี นการสอนดว้ ย Google Classroom
Google Classroom เป็นบริการที่ผู้สอนสามารถนำมาใช้จัดการเรียนรู้ โดยผู้สอนควร

ออกแบบการเรยี นการสอนใหส้ อดคล้องกบั สภาพห้องเรยี นปกติ บรกิ ารของ Google Classroom ทำ
ให้เรียนรู้ทุกที่ทุกเวลาตามต้องการ ผู้เรียนจึงพอใจที่จะเรียนรู้ สามารถสร้างชิ้นงาน ทำการบ้านหรือ
ติดตามงาน ถึงแม้บริการจะอำนวยสะดวกและมีข้อดีหลายประการ การเรียนในชั้นเรียนยังเป็น
สิง่ จำเป็นท่ีจะต้องมีครูควบคู่กันไป เพราะเทคโนโลยีไมส่ ามารถทดแทนครผู ้สู อนได้ท้ังหมดโดยเฉพาะ
เรอ่ื งของคุณธรรมและจรยิ ธรรม

10

Classroom คือบริการบนเว็บฟรีสำหรับโรงเรียน องค์กรการกุศล และทุกคนที่มีบัญชี
Google สว่ นบุคคล และ Classroom ยงั ช่วยให้ผเู้ รยี นและผสู้ อนเช่ือมต่อถึงกันได้งา่ ย ท้งั ภายในและ
ภายนอก โรงเรียน ตั้งค่าง่าย ครูสามารถสร้างชั้นเรียน เชิญนักเรียน และผู้สอนร่วม จากนั้นครูจะ
สามารถแชร์ข้อมูล ต่างๆ ได้แก่ งาน ประกาศ และคำถามในสตรีมของชัน้ เรียนได้ ประหยัดเวลาและ
กระดาษ ครสู ามารถสรา้ งช้นั เรียน แจกจา่ ยงาน สือ่ สาร และจดั รายการต่างๆ ให้เป็นระเบยี บอยู่เสมอ
ได้ในทแี่ ห่งเดียว จัดระเบียบไดด้ ขี ้ึน นกั เรยี นสามารถดงู านได้ในหนา้ งาน ในสตรีมของชัน้ เรียน หรอื ใน
ปฏทิ ินของ ช้นั เรียน โดยเน้ือหาประกอบทั้งหมดของชนั้ เรียนจะเก็บไว้ในโฟลเดอร์ Google ไดรฟ์โดย
อัตโนมัติ การสื่อสารและการแสดงความคิดเห็นที่ปรับปรุงขึ้น ครูสามารถสร้างงาน ส่งประกาศ และ
เรมิ่ การ อภิปรายในชั้นเรยี นไดท้ นั ที นักเรียนก็สามารถแบ่งปนั แหล่งขอ้ มลู รว่ มกบั เพ่ือนๆ และโต้ตอบ
กันได้ในสตรีม ของชั้นเรียนหรือผ่านทางอีเมล์ครูสามารถดูได้อย่างรวดเร็วว่าใครทำงานเสร็จหรือไม่
เสร็จบ้าง ตลอดจน สามารถแสดงความคดิ เห็นและใหค้ ะแนนโดยตรงไดแ้ บบเรียลไทม์ ใชไ้ ด้กับแอปที่
คุณใช้อยู่ Classroom ใช้ได้กับ Google เอกสาร, ปฏิทิน, Gmail, ไดรฟ์ และฟอร์ม ประหยัดและ
ปลอดภัย Classroom ให้คุณใช้งานฟรี ไม่มีโฆษณา และไม่ใช้เนื้อหาของคุณหรือข้อมูล ของนักเรียน
เพื่อการโฆษณา

ผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บริการของ Google Classroom ให้สอดคล้อง
กับกจิ กรรมการเรียนการสอนในห้องเรียน โดยเรมิ่ ต้นจากการทำกิจกรรมง่ายๆ ท่ีไม่ซับซ้อนจนเกินไป
เพื่อกระตุ้นให้ผูเ้ รียนเกิดความสนใจอยากรู้ เช่น ตอบคำถามหรือแบบฝกึ หดั แล้วจึงพัฒนาเปน็ ลำดับ
ตอ่ ๆ ไป โดยประยกุ ต์ใช้รว่ มกับการเรยี นการสอนในห้องเรยี น

ผูส้ อนสามารถติดตามและวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้เรียนจากการสงั เกต การเข้าร่วมเรียนและ
การส่งงานของผู้เรียนผ่าน Google Classroom ได้ จากประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้ของ
ผู้เขียนพบว่า ทำให้ผู้เรียนมีวินยั ในการส่งงาน มีความสนใจเรียนมากขึ้น ปริมาณการส่งงานเพิ่มขึ้น
ผู้เรียนพอใจที่จะเรยี นรู้ผ่านอุปกรณข์ องตนเองนอกเวลาเรียน เพราะเรียนได้ทุกที่ทุกเวลาและกลา้ ท่ี
จะแสดงความคดิ เหน็ มากข้ึน

จากผลวิจัยการใช้ Google Classroom ในห้องเรียนของคณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี พบว่านักศึกษาที่เรียนผ่าน Google Classroom มีความรู้สึกถึงความ
สะดวกสบายในการใช้เทคโนโลยีในการเรียนมากกว่าร้อยละ 80 ผู้สอนและเจ้าหน้าที่สามารถ
ดำเนินการจดั การหอ้ งเรียนขนาดใหญ่ ได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

11

2.2 คุณลักษณะและประโยชน์ของ Google Classroom
2.2.1 ประหยัดเวลาใหก้ ับผู้สอน
1. เพม่ิ นกั เรยี นไดง้ ่าย นักเรยี นสามารถเข้าร่วมชัน้ เรยี นโดยใช้รหสั ห้องเรียน (ระบบจะ

Gen รหัสให้) โดยที่หนึ่งห้องเรียนสามารถมีผู้เรียนได้ถึง 1,000 คน ทำให้อาจารย์มีเวลาในการสอน
มากขน้ึ

2. จัดการหลายชั้นเรียนนำประกาศงานที่มอบหมาย หรือคำถามที่มีอยู่แล้วจากชั้น
เรยี นอื่นมาใช้ซำ้ ได้ แชรโ์ พสต์กบั ชั้นเรียนตา่ งๆ และเกบ็ ชั้นเรียนไว้เพ่ือนำข้อมลู มาใชใ้ นอนาคตได้

3. ร่วมกนั สอน สอนรายวิชาหรอื หลักสตู รรว่ มกบั ผู้สอนคนอ่ืนๆ ไดถ้ งึ 20 คน
4. แผ่นงานแบบคลิกเดียว สร้างเอกสารแยกสำหรับนักเรียนแต่ละคนได้เพียงคลิก
เดยี วโดยใช้เทมเพลต แผ่นงาน (ทำใหผ้ เู้ รยี นแตล่ ะคนสามารถพิมพ/์ ทำงานตอบกลบั มาในไฟล์ที่ผู้สอน
สง่ ให้ไดท้ ันที)
5. งานที่มีสื่อการสอนหลายรูปแบบ ใส่สื่อต่างๆ ในงานที่มอบหมาย เช่น วิดีโอ
YouTube, แบบสำรวจ Google ฟอร์ม, PDF และรายการอื่นๆ จากไดรฟ์ ครูและนักเรียนสามารถ
วาด เขยี นโน้ต และไฮไลต์ในเอกสาร และไฟล์ PDF ในแอป Classroom ในอปุ กรณ์เคล่ือนทไี่ ด้
6. ปรับแต่งงานที่มอบหมาย ใส่วันที่ครบกำหนด จัดทำค่าคะแนนที่กำหนดเอง และ
ติดตามไดว้ า่ ให้ คะแนนงานใดแลว้ บา้ ง
7. เตรียมการสอนล่วงหน้าจัดทำโพสต์และงานฉบับร่าง หรือกำหนดเวลาให้โพสต์ใน
สตรมี ของชน้ั เรยี นใน วนั เวลาอืน่ โดยอัตโนมัติ
8. คำถามท้ายบทเรียนและแบบสำรวจความคิดเห็นด่วน โพสต์คำถามสั้นๆ ถึง
นกั เรียน จากนน้ั ดู ผลลัพธ์ใน Classroom ได้
9. ปรับธีมของช้ันเรียน เปลี่ยนสีเริม่ ตน้ หรือภาพธีมเริม่ ตน้ ของช้ันเรยี น (เพื่อเป็นส่วน
กระตนุ้ ใหร้ สู้ กึ อยากเรยี นขนึ้ มาได้)
10. เก็บทรัพยากรไว้ในที่เดียวจัดทำหน้าทรัพยากรของชั้นเรียนเพื่อเก็บเอกสาร เช่น
ประมวลรายวชิ าหรือ กฎของชน้ั เรียนไว้ใน Google drive ให้โดยอัตโนมตั ิ
11. จดั ระเบยี บให้นักเรยี น Classroom จะสรา้ ง Google ปฏทิ นิ ใหก้ ับชั้นเรียนแต่ละ
ชั้นและบันทึกงานและ วันที่ครบกำหนดลงในปฏิทิน นักเรียนสามารถดูงานที่กำลังจะครบกำหนดส่ง
ในสตรมี ของชนั้ เรยี น ในหนา้ งานของ ตวั เอง หรือในปฏทิ นิ ของช้ันเรียนได้

12

12. จัดระเบียบให้ครูตรวจทานงานของนักเรียน ทั้งงานที่มอบหมาย คำถาม คะแนน
และความคิดเห็นเก่าๆ ดูงานแบบทีละชั้นเรียนหรือทุกชั้นเรียนพร้อมกัน และจัดเรียงตามงานที่ต้อง
ตรวจทาน

13. จัดระเบียบให้ชั้นเรียน ครูสามารถจัดระเบียบสตรีมของชั้นเรียนได้โดยการเพ่ิม
หัวข้อ (Topic) ลงในโพสต์และกรองสตรีมตามหวั ขอ้ ได้

14. ให้คะแนนได้ง่ายและเร็ว จัดเรียงนักเรียนตามชื่อหรือนามสกุล ดูว่าใครส่งงาน
แล้ว ร่างคะแนนคร่าวๆ เพื่อแชร์กับนักเรียนในภายหลัง และเพิ่มความคิดเห็นส่วนตัว นอกจากนี้ยัง
สามารถเพิ่มคำอธิบายประกอบและ ความคิดเห็นแบบรูปภาพสำหรับงานของนักเรียนได้ในแอป
Classroom ในอปุ กรณเ์ คลอ่ื นที่

15. โอนคะแนน ส่งออกคะแนนสรุปสุดท้ายเป็น Google ชีตหรือไฟล์ CSVเพื่อนำไป
อปั โหลดที่อน่ื ได้

16. รวมกบั เคร่ืองมือการสอนอื่นๆ ทชี่ อบ ซงิ คช์ ั้นเรียนใน Classroom กับแอปพลิเค
ชนั ของพาร์ทเนอรไ์ ด้ หลายแอป

17. งานเด่ียว ครูสามารถโพสต์งานและประกาศถึงนักเรียนแต่ละคนในช้นั เรียนได้
2.2.2 การสอ่ื สารและการทำงานร่วมกนั

1. เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา เข้าถึง Classroom ในเว็บหรือผ่านแอป Classroom ใน
อุปกรณเ์ คลอื่ นท่ี Android และ iOS (พรอ้ มการเตือนมคี ำส่งั /ขอ้ ความจากชั้นเรยี น)

2. ความคิดเห็นแบบเรียลไทม์ดู แสดงความคิดเห็น และแก้ งานของนักเรียนได้แบบ
เรยี ลไทม์ ใส่ คำอธิบายประกอบให้กบั งานของนักเรยี นในแอป Classroom ในอุปกรณ์เคลื่อนที่

3. สร้างการอภิปรายในชั้นเรียน โพสต์ประกาศ ดึงนักเรียนให้ร่วมการอภิปราย
ประเดน็ คำถาม หรอื ย้าย หัวขอ้ สำคัญขึ้นไปไวด้ ้านบนสดุ ของสตรีมของชัน้ เรียน

4. จัดการการอภิปรายของชั้นเรียน กำหนดผู้ที่สามารถโพสต์ในสตรีมของชั้นเรียน
และปดิ เสียงนักเรียน เฉพาะรายไมใ่ ห้โพสตห์ รือแสดงความคิดเห็น

5. แชร์เนื้อหา แชร์ลิงก์ วิดีโอ และรูปภาพจากเว็บไซต์ลงใน Classroom ด้วยคลิก
เดยี วในสว่ นขยาย Share to Classroom

6. พุชเนื้อหาขึ้นหน้าจอของนักเรียน พุชหน้าเว็บไปที่ชั้นเรียนได้ทันทีด้วยส่วนขยาย
Share to Classroom และนกั เรยี นยงั แชร์หน้าจอกับครไู ด้ด้วย

13

7. สื่อสารกับผู้ปกครอง ครูในโดเมน G Suite for Education สามารถเชิญให้พ่อแม่
และผู้ปกครองลงชื่อ สมัครรับอีเมลสรุปที่มีข้อมูลงานที่ใกล้ส่งและงานที่ขาดส่งของนักเรียน ซึ่ง
ผปู้ กครองจะไดร้ ับประกาศและคำถามท่ี ครูโพสต์ในสตรมี ของช้นั เรยี นด้วย

2.2.3 การสนบั สนนุ งา่ ยๆของผู้ดูแลระบบ
1. ปลอดภัยในราคาย่อมเยาว์ Classroom เหมือนกับบริการฟรีอื่นๆ ของ G Suite

for Education ตรงที่ไม่มีโฆษณา และจะไม่ใช้เนื้อหาของคุณหรือข้อมูลของนักเรียนในการโฆษณา
โดยเด็ดขาด

2. การลงชื่อเข้าใช้เพียงครั้งเดียว ครูและนักเรียนสามารถลงชื่อเข้าใช้ Classroom
ดว้ ยบญั ชี G Suite for Education

3. กำหนดสิทธิ์เปิดหรือปิดใช้ Classroom ให้กับผู้ใช้ทุกคน หน่วยขององค์กร หรือ
เขตการศึกษาอื่นๆ ที่ใช้ G Suite for Education และยังกำหนดได้ว่าจะให้ครูคนใดสร้างและจัดการ
ชนั้ เรียนได้บ้าง

4. การสนับสนุนฟรีตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน หากพบปัญหา โปรดติดต่อสายด่วนฝ่าย
สนบั สนุนตลอด 24 ชัว่ โมงทกุ วัน หรือไปที่ศนู ย์ชว่ ยเหลอื ออนไลน์

5. การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล Classroom อยู่ภายใต้ข้อกำหนดในการให้บริการ
หลกั ของ G Suite for Educationซงึ่ รวมไปถึงการปฏิบัตติ ามกฎหมาย Family Educational Rights
and Privacy Act of 1974 (FERPA) ผู้ดูแลระบบมีอำนาจตัดสินใจว่าจะให้ผู้ใช้โดเมนมอบสิทธิ์การ
เข้าถงึ ขอ้ มลู Classroom ของตนแก่แอปพลิเคช่นั บคุ คลทีส่ ามหรอื ไม่

ดังนั้นการทำงานผ่านระบบ Google Classroom จะเป็นการทำงานที่ง่ายผ่านเครือข่าย
ระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งสามารถเชื่อมต่อการทำงานระหว่างครู นักเรียน และผู้ปกครองได้ง่ายไม่ว่าจะ
อยู่นอกโรงเรียน นักเรียนสามารถตรวจสอบงาน ส่งงานครูผ่านระบบออนไลน์ Google Classroom
นี้ได้ตลอดเวลาไม่ว่า นักเรียนจะอยู่ที่ไหนก็จะสามารถส่งงานได้ทันและครบตามกำหนดโดยไมจ่ ำเปน็
ทจี่ ะตอ้ งมาส่งกบั ครูด้วยตนเอง ลดปญั หาการหาครูไมเ่ จอ สง่ งานไม่ทนั เวลา หรือสง่ งานไม่ครบ

3. เอกสารเกย่ี วกบั การเรียนรู้แบบรว่ มมอื
3.1 ความหมายของการเรียนรแู้ บบร่วมมือ

14

การเรียนรู้แบบร่วมมือ ( Cooperative and Collaborative Learning) เป็นคำที่มี
ความหมายใกล้เคียงกัน เพราะมลี กั ษณะเป็นกระบวนการเรียนรู้เป็นแบบรว่ มมือ ขอ้ แตกต่างระหว่าง
Cooperative Learning กับ Collaborative Learning อยู่ที่ระดับความร่วมมือที่แตกต่างกัน
Sunyoung, J. (2003) ได้สรปุ ว่า ความแตกต่างทีเ่ ห็นไดช้ ดั เจนระหว่าง Cooperative Learning กับ
Collaborative Learning คือ เรื่องโครงสร้างของงาน ได้แก่ Pre – Structure , Task – Structure
และ Content Structure โดย Cooperative Learning จะมีการกำหนดโครงสร้างล่วงหน้ามากกวา่
มีความเกี่ยวข้องกับงานที่มีการจัดโครงสร้างไว้เพื่อคำตอบที่จำกัดมากกว่า และมีการเรียนรู้ใน
ขอบข่ายความรู้และทักษะที่ชัดเจน ส่วน Collaborative Learning มีการจัดโครงสร้างล่วงหน้านอ้ ย
กว่า เกี่ยวข้องกับงานที่มีการจัดโครงสร้างแบบหลวมๆ (ill – Structure Task) เพื่อให้ได้คำตอบที่
ยืดหยุ่นหลากหลาย และมีการเรียนรู้ในขอบข่ายความรู้และทักษะที่ไม่จำกัดตายตัว ในเรื่องที่
เกยี่ วขอ้ งกบั สภาพการเรยี นการสอนออนไลนม์ ักนยิ มใช้คำวา่ Collaborative Learning
Nagata and Ronkowski (1998) ได้สรุปเปรียบว่า Collaborative Learning เป็นเสมือนร่มใหญ่ที่
รวมรูปแบบหลากหลายของ Cooperative Learning จากกลุ่มโครงการเล็กสู่รูปแบบที่มีความ
เฉพาะเจาะจงของกลุ่มการทำงานที่เรียกว่า Cooperative Learning กล่าวได้ว่า Cooperative
Learning เป็นชนิดหนึ่งของ Collaborative Learning ที่ได้ถูกพัฒนาโดย Johnson and Johnson
(1960) และ ยังคงเป็นทีน่ ิยมใช้แพร่หลายในปัจจบุ นั

Office of Educational Research and Improvement (1992) ได้ให้ความหมายของ
Cooperative Learning ว่าเปน็ กลยทุ ธท์ างการสอนทป่ี ระสบผลสำเร็จในทมี ขนาดเลก็ ทซ่ี ึ่งนักเรียนมี
ระดับความสามารถแตกต่างกัน ใช้ความหลากหลายของกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อการปรับปรุงความ
เขา้ ใจตอ่ เน้ือหาวิชา สมาชิกแตล่ ะคนในทีมมคี วามรับผิดชอบไมเ่ พียงแต่เฉพาะการเรียนรู้แต่ยังรวมถึง
การช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีมในการเรียนรู้ด้วย นอกจากนี้ยังมีการสร้างบรรยากาศเพื่อให้บังเกิดการ
บรรลผุ ลสำเร็จที่ต้ังไว้ด้วย

Penn State University College of Education (2004) ไ ด ้ ใ ห ้ ค ำ จ ำ กั ด ค ว า ม ข อ ง
Collaborative Learning ว่ามีคุณลักษณะของการแบ่งปัน เข้าใจเป้าหมาย มีการยอมรับซึ่งกันและ
กนั เชอื่ มน่ั และมขี อบเขตความรบั ผิดชอบที่ชดั เจน มีการติดตอ่ สือ่ สารในส่ิงแวดล้อมท่ีเป็นทัง้ แบบเป็น
ทางการและไม่เป็นทางการ มีการตัดสินใจจากการลงความเห็นร่วมกัน ซ่ึงผู้สอนจะเป็นผู้เอื้ออำนวย
และช้ีแนะให้ นักเรียนได้มองเห็นทางออกของปญั หาน้นั ๆ

15

Thirteen Organization (2004) ได้สรุปว่า Collaborative Learning เป็นวิธีการหนึ่งของ
การสอนและการเรียนรใู้ นทีมของนักเรยี นด้วยกัน เป็นการเปดิ ประเด็นคำถามหรือสรา้ งโครงการที่เต็ม
ไปด้วยความหมาย ตัวอย่างเช่น การที่กลุ่มของนักเรียนได้มีการอภิปราย หรือการที่นักเรียนจาก
โรงเรียนอื่นๆทำงานร่วมกันผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อแบ่งปันงานที่ได้รับมอบหมาย ส่วนCooperative
Learning เป็นการมุ่งเน้นโดยเบื้องต้นที่การทำกิจกรรมกลุ่ม เป็นแบบเฉพาะเจาะจงในชนิดของการ
ร่วมมือ ซึ่งนักเรียนจะทำงานร่วมกนั ในกลุ่มเล็กในโครงสร้างของกิจกรรม ทุกคนจะมีความรับผิดชอบ
ในงานของพวกเขา โดยทุกคนสามารถเข้าใจถึงการทำงานเป็นกลุ่มเป็นอย่างดี และการทำงานกลุ่ม
แบบ Cooperative นั้นจะมีการทำงานแบบเผชิญหน้า (Face – to –face) และเรียนรู้เพื่อทำงาน
เปน็ ทมี สำหรบั การจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมือไดม้ นี ักวชิ าการใหค้ วามหมายไวห้ ลายทา่ น ดงั นี้

จอยส์และเวล (ขนิษฐา กรกำแหง. 2551:12; อา้ งองิ จาก Joyce.; & Weil. 1986) กลา่ วไวว้ า่
เทคนิคการร่วมมือกันเรียนรู้ เป็นเทคนิคที่จะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งในด้านสติปัญญาและด้านสังคม
นอกจากนี้เทคนิคการรว่ มมือกันเรียนรู้ยงั ช่วยพฒั นาผู้เรียนใหเ้ กิดการเรยี นรู้จนบรรลุขีดความสามารถ
สงู สุดไดโ้ ดยมเี พอ่ื นในวยั เดยี วกันยอ่ มจะมกี ารใชภ้ าษาส่อื สารทเี่ ขา้ ใจงา่ ยกวา่ ครผู ้สู อน

สลาวิน (ขนิษฐา กรกำแหง. 2551:12; อ้างอิงจาก Slavin. 1990:5) ได้กล่าวว่า การเรียนรู้
แบบร่วมมือว่า หมายถึง วิธีการจัดการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ
โดยทั่วไปมี สมาชิกกลุ่มละ 4 คน สมาชิกกลุ่มมีความสามารถในการเรียนต่างกัน สมาชิกในกลุ่มจะ
รับผิดชอบในสิ่งท่ี ได้รับการสอน และช่วยเพื่อนสมาชิกให้เกิดการเรียนรู้ด้วย มีการช่วยเหลือซึ่งกัน
และกัน โดยมีเป้าหมายใน การทำงานร่วมกนั คือ เป้าหมายของกลุม่

ไสว ฟักขาว (2544 : 193) ได้กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือไว้ว่า เป็นการจัดการเรียนการ
สอนที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถแตกต่างกัน มีการแลกเปลี่ยน
ความคดิ เหน็ มีการ ช่วยเหลือสนบั สนุนซึ่งกันและกัน และมีความรบั ผิดชอบร่วมกนั ท้งั ในส่วนตน และ
สว่ นรวม เพอ่ื ใหก้ ล่มุ ไดร้ ับ ความสำเรจ็ ตามเป้าหมายทก่ี ำหนด

อาภรณ์ ใจเท่ยี ง (2550 : 121) ไดก้ ล่าวว่า การจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือหรือแบบมีส่วนร่วม
หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถต่างกัน ได้ร่วมมือกันทำงานกลุ่ม
ด้วยความ ตั้งใจและเต็มใจรับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ในกลุ่มของตน ทำให้งานของกลุ่มดำเนินไปสู่
เป้าหมายของงานได้

16

พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์ (2544 : 6) กล่าวว่า การเรียนแบบร่วมมือ หมายถึง วิธีสอนแบบ
หนึ่ง โดยกำหนดให้นกั เรียนทีมีความสามารถต่างกันทำงานพรอ้ มกันเป็นกลุ่มขนาดเล็ก โดยทุกคน มี
ความรับผิดชอบงานของตนเองและงานสว่ นรวม ร่วมกันมีปฏิสัมพันธ์กันและกัน มีทักษะ การทำงาน
กลมุ่ เพื่อให้งานบรรลเุ ปา้ หมาย สง่ ผลให้เกดิ ความพอใจอันเปน็ ลักษณะเฉพาะของกลุ่มร่วมมอื

เบญจมาศ อยู่เป็นแก้ว (2548:21-22) ได้กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นการเรียนรู้โดย
การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นคุณลักษณะหนึ่งของการเรียนรู้จากชีวิตจริงเพราะ
คนเราต้องอยู่ในสังคม ต้องทำงานเป็นกลุ่ม ต้องร่วมมือ อาศัยพลังความคิดร่วมกันการจัดการเรียน
การสอนแบบร่วมมือ เป็นรูปแบบการเรียนรู้แบบหนึ่งที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นให้ผู้เรียนทำงาน
ร่วมกันช่วยเหลือ การร่วมกันคิดร่วมกันทำรู้จักการเป็นผู้นำและผู้ตาม เป็นการพัฒนาคุณลักษณะท่ี
ได้ผลอย่างยิ่ง การทำงานรว่ มกันจะบรรลุไปดว้ ยกนั ตอ้ งมคี วามรบั ผิดชอบรว่ มกัน เอื้อเฟอ้ื เผ่อื แผ่ความ
เอื้ออาทรเป็นพื้นฐานการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ทำให้ปรับตัวอยู่ในสังคมได้ เพราะได้บ่มเพาะทักษะ
ทางสงั คม (Social Skill) ซงึ่ จะเป็นพืน้ ฐานสำหรบั ความสำเรจ็ อน่ื ๆตอ่ ไป

อำพรรณ ทิวไผ่งาม (2536:6) ได้กล่าวถึงความหมายของการเรียนแบบร่วมมือว่าการท่ี
นักเรียนทำงานร่วมกันในกลุ่ม เพื่อให้ตนเองและสมาชิกในกลุม่ ได้เรยี นรู้ตามจุดมุ่งหมายของบทเรยี น
ที่กำหนดไว้หรือสามารถแก้ปัญหาได้โดยนักเรียนรับรู้ว่ากลุ่มจะประสบความสำเร็จในการเรียนรู้
เช่นเดียวกัน

บุษบา โชคช่วยชู (2537:15) ได้กล่าวถึงความหมายของการจัดการเรียนแบบร่วมมือว่าเป็น
การเรียนดว้ ยกระบวนการกลุ่ม วิธีหนึง่ ท่ีจัดนักเรียนเปน็ กลุ่มเล็กกลุ่มละประมาณ 3-5 คนแต่ละคนมี
บทบาทหน้าที่ที่รับผิดชอบแตกต่างกันสมาชกิ กลุ่มจะตอ้ งมีทักษะการทำงานกลุ่มเพื่อช่วยเหลือซ่ึงกัน
และกันทำงานทีไ่ ด้รับมอบหมายให้ประสบความสำเร็จ

ทิศนา แขมมณี (2545:195) ได้กล่าวถึงการเรียนรู้แบบร่วมมือคือการเรียนรู้เป็นกลุ่มย่อย
โดยสมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถแตกต่างกันประมาณ 3-6 คนช่วยกันเรียนรู้เพื่อไปสู่เป้าหมายของ
กลุ่ม

สวุ ทิ ย์ มลู คำและอรทยั มูลคำ (2546:135) ได้กล่าวถงึ ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือ
หมายถึงกระบวนการเรียนรู้ที่จัดให้ผู้เรียนได้ร่วมมือและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้ โดยแบ่งกลุ่ม
ผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกันออกเป็นกลุ่มเล็ก ซึ่งเป็นการร่วมมือกลุ่มอย่างมีโครงสร้างที่ชัดเจน มี
การทำงานร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกันและกัน มีความ

17

รับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตนและส่วนรวมเพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบ
ความสำเร็จตามเปา้ หมายทกี่ ำหนดไว้

บุญนำ เที่ยงดี (2548 : 17) ได้กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัด
สภาพแวดล้อมทางการเรียน โดยใหน้ กั เรียนท่ีมคี วามสามารถแตกตา่ งกันและเพศตา่ งกัน เรียนร่วมกนั
เป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนร่วมกัน ทำกิจกรรมและเปลี่ยน ความคิดเห็น และ
ร่วมกนั แกป้ ัญหา ความสำเรจ็ ของกลุ่มเกิดจากความรับผดิ ชอบของแตล่ ะคนในกลุ่ม

แคทรียา ใจมูล (2550 : 10) ได้กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัดการ
เรียน การสอนที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถแตกต่างกันมีการ
แลกเปลี่ยน ความคิดเห็น มีการช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกนั ทั้งใน
ส่วนตน และสว่ นรวม เพ่อื ให้กลมุ่ ได้รับความสำเรจ็ ตามเป้าหมายทีก่ ำหนด

จากการศึกษาความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือของนักการศึกษาหลายๆท่านสรุปได้ว่า
วา่ การเรียนรรู้ ่วมกัน ซงึ่ เปน็ วิธีการจัดการเรียนการสอนรูปแบบหนง่ึ ท่ีเน้นให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติงาน
เป็นกลุ่มย่อย โดยมีสมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถที่แตกต่างกัน เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพการเรียนรู้
ของแตล่ ะคน สนบั สนนุ ใหม้ กี ารชว่ ยเหลือซ่ึงกันและกัน จนบรรลตุ ามเปา้ หมายที่วางไว้ นอกจากนี้ ยัง
เป็นการส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ หรือทีม ตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นการ
พฒั นาความฉลาดทางอารมณ์ ทำใหส้ ามารถปรับตวั อยู่กบั ผูอ้ นื่ ไดอ้ ย่างมีความสขุ

3.2 ลักษณะสำคัญของการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือ
วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542 : 42 - 43) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนใหแ้ ก่ผู้เรยี นได้เรียนรู้ร่วมกันเป็น
กลุ่มเล็ก แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกัน โดยแต่ละคนมีส่วนร่วม อย่าง
แท้จริงในการเรียนรู้ และในความสำเร็จของแต่ละกลุ่ม ทั้งโดยการแลกเปล่ียนความคิดเห็น การ
แบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ รวมทั้งเป็นกำลังใจให้กันและกัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือ คนที่เรียน
อ่อนกว่า สมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่รับผิดชอบต่อการเรียนของตนเท่านั้น หากแต่จะต้องร่วม
รับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุ่ม ความสำเร็จของแต่ละบุคคลคือ ความสำเร็จ
ของกลุม่ ซ่งึ องค์ประกอบสำคญั ของการเรียนรู้แบบร่วมมือ มดี ังนี้

18

1. ประสบการณ์เปน็ ขั้นตอนท่ีครูผู้สอนพยายามกระต้นุ ใหผ้ ้เู รียนนำประสบการณ์เดิมของ
ตนออกมาใช้ในการเรยี น แบ่งปันประสบการณข์ องตนกับเพื่อน ๆ ที่อาจจะมีประสบการณค์ ลา้ ยหรอื
แตกต่างกัน

2. การสะท้อนความคิดและอภิปราย เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น
และความรูส้ ึกของตนเอง แลกเปลีย่ นกับสมาชกิ ในกลุ่ม ซึง่ ครผู สู้ อนจะเป็นผูก้ ำหนดประเด็นวิเคราะห์
วิจารณ์ ผู้เรียนจะได้เรียนรูถ้ ึงความคิด ความรู้สึกของผู้อื่น ซึ่งแตกต่างไปจากตนซึ่งจะช่วยให้เกิดการ
เรียนรู้ที่กว้างขึ้น และผลของการสะท้อนความคิดเห็นหรืออภิปราย จะทำให้ได้ข้อสรุปที่หลากหลาย
และผู้เรียนไดเ้ รยี นร้กู ารทำงานเปน็ ทีม

3. ความเข้าใจและเกิดความคิดรวบยอด เป็นขั้นตอนการสร้างความเข้าใจและนำ ไปสู่
การเกิดความคิดรวบยอด อาจจะเกิดขึ้นโดยผู้เรียนเป็นฝา่ ยริเริ่มและครูช่วยเติมแต่งใหส้ มบูรณ์ หรือ
ครอู าจนำทางแล้วผเู้ รียนสานตอ่ จนความคิดน้ันสมบูรณเ์ ป็นความคิดรวบยอด

4. การทดลองหรือประยุกต์แนวคิด เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนที่ได้รับความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่ ไป
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นลกั ษณะหรือสถานการณต์ ่าง ๆ จนเกิดเป็นแนวทางปฏิบัติของผู้เรยี นเอง

สุวิทย์ มูลคำ และอรทยั มลู คำ (2546 : 134 - 135) ได้กลา่ วถึงการจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมือ
ว่ามอี งคป์ ระกอบสำคญั ดังนี้

1. การมีความสัมพนั ธเ์ กีย่ วขอ้ งกนั ในทางบวก หมายถึง การท่ีสมาชกิ ในกลุ่มมีการทำงาน
อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน มีการแข่งขัน มีการใช้วัสดุอุปกรณ์และข้อมูลต่าง ๆ ร่วมกันมีบทบาทหน้าท่ี
และประสบความสำเรจ็ รว่ มกัน รวมทงั้ ไดร้ บั ผลประโยชนห์ รือรางวัลโดยเทา่ เทยี มกัน

2. การปฏิบัติสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดระหว่างการทำงานกลุ่ม เป็นการเปิดโอกาสให้
สมาชกิ ในกลุ่มแลกเปล่ียนความคดิ เหน็ ซ่ึงกันและกนั อธบิ ายความรู้ให้แกเ่ พื่อนสมาชิกในกลุ่มฟัง และ
มกี ารใหข้ ้อมูลย้อนกลับซง่ึ กันและกัน

3. การตรวจสอบความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน เป็นกิจกรรมที่ตรวจเช็ค หรือ
ทดสอบให้มั่นใจว่าสมาชิกมีความรับผิดชอบต่องานกลุ่มหรือไม่เพียงใดโดยสามารถที่จะทดสอบ เป็น
รายบุคคล เช่น การสงั เกต การทำงาน การส่มุ ถามปากเปลา่ เป็นต้น

4. การใช้ทักษะระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่ม ในการเรียนรู้แบบร่วมมือน้ี
เพ่อื ใหง้ านประสบผลสำเร็จ ผเู้ รียนควรจะไดร้ ับการฝึกฝนทักษะระหวา่ งบคุ คลและทักษะ การทำงาน

19

กลุ่ม เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการเป็นผู้นำ ทักษะการตัดสินใจและการแก้ปัญหา และทักษะ
กระบวนการกล่มุ เป็นต้น

5. กระบวนการกลุ่ม เป็นกระบวนการที่มีขั้นตอน ซึ่งสมาชิกแต่ละคนจะต้องทำความ
เข้าใจ ในเป้าหมายการทำงาน มีการวางแผน ดำเนินงานตามแผน ประเมินผลงานและปรับปรุงงาน
ร่วมกัน

จอห์นสนั และจอห์นสนั (Johnson and Johnson. 1978: 10 - 15) กล่าวถงึ ลักษณะสำคัญ
ของการเรยี นแบบร่วมมอื ไว้ 5 ประการ ดงั นี้

1. การสร้างความรู้สึกพึ่งพากันทางบวกให้เกิดขึ้นในกลุ่มนักเรียน (Positive
Interdependence) วิธีการที่ทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกพึ่งพากัน จะต้องจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอน ให้มีการพึ่งพากันในด้านการได้รับประโยชน์จากความสำเร็จของกลุ่มร่วมกัน เช่น รางวัลหรือ
คะแนน และพ่ึงพากนั ในด้านกระบวนการทำงาน เพอ่ื ใหง้ านกล่มุ สามารถบรรลไุ ด้ตามเปา้ หมาย โดยมี
การกำหนดบทบาทของแต่ละคนที่เท่าเทียมกันและสัมพันธ์ต่อกันจึงจะทำให้งานสำเรจ็ และการแบ่ง
งานให้นักเรียนแต่ละคนในกลุ่มให้มีลักษณะท่ีต่อเนื่องกัน ถ้าขาดสมาชิกคนใดจะทำให้งานดำเนิน
ตอ่ ไปไมไ่ ด้

2. การมีปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมกันระหว่างนักเรียน ( Face-to-face Promotive
Interaction) คอื นกั เรียนในแต่ละกล่มุ จะมีการอภิปราย อธบิ าย ซักถาม แลกเปลยี่ นความคิดเห็นซ่ึง
กันและกันเพ่ือให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเกิดการเรียนรู้ และการเรียนรู้เหตุผลซ่ึงกนั และกัน ให้ข้อมูล
ย้อนกลับ เกยี่ วกับการทำงานของตน สมาชกิ ในกล่มุ มกี ารชว่ ยเหลือ สนบั สนุน กระตนุ้ สง่ เสรมิ และให้
กำลังใจซ่ึงกันและกัน ในการทำงานและการเรยี นเพอื่ ให้ประสบผลสำเรจ็ บรรลุเป้าหมายของกล่มุ

3. ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละบุคคล (Individual Accountability) คือ ความ
รับผดิ ชอบในการเรียนรู้ของสมาชิกแตล่ ะคน โดยตอ้ งทำงานที่ได้รบั มอบหมายอย่างเต็มความสามารถ
ตอ้ งรับผิดชอบในผลการเรียนของตนเองและของเพ่ือนสมาชิกในกลุ่มทุกคนในกลุ่มจะรู้ว่าใครต้องการ
ความช่วยเหลือ ส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องใด มีการกระตุ้นกันและกันให้ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้
สมบูรณ์ มีการตรวจสอบ เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนเกิดการเรียนรู้เป็นรายบุคคลหรือไม่ โดยสมาชิกทุก
คนในกลุ่มต้องมีความม่ันใจและพร้อมที่จะได้รับการทดสอบเป็นรายบุคคล เพื่อเป็นการประกันว่า
สมาชกิ ทกุ คนในกลุ่มมีความรับผิดชอบร่วมกนั กับกลมุ่

20

4. ทักษะระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย (Interpersonal and Small
Group Skills) การทำงานกลุ่มย่อยจะต้องได้รับการฝึกฝนทักษะทางสังคมและทักษะในการทำงาน
กลุ่ม เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ดังนั้นนักเรียนควรจะต้องทำความรู้จกั กนั
เรียนรู้ลักษณะนิสัยและสร้างความไว้วางใจต่อกันและกัน รับฟังและยอมรับความคิดเห็นของผู้อ่ืน
อย่างมีเหตุผล รู้จักติดต่อสื่อสาร และสามารถตัดสินใจแก้ปัญหา ข้อขัดแย้งในการทำงานร่วมกันได้
อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

5. กระบวนการกลุ่ม (Group Process) เป็นกระบวนการทำงานที่มีขั้นตอนหรือวิธีการ
ที่จะช่วยให้การดำเนินงานของกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายได้ โดยสมาชิก
กลุ่มต้องทำความเข้าใจในเป้าหมายการทำงาน วางแผนปฏิบัติงานและดำเนินงานตามแผนร่วมกัน
และที่สำคัญจะต้องมีการประเมินผลงานของกลุ่ม ประเมินกระบวนการทำงานกลุ่มประเมิน บทบาท
ของสมาชิกว่า สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มสามารถปรับปรุงการทำงานของตนให้ดีขึ้นได้อย่างไร สมาชิก
ทุกคนในกล่มุ ช่วยกันแสดงความคดิ เห็น และตดั สินใจว่าควรมีการปรับปรงุ หรอื เปล่ยี นแปลงอะไรและ
อย่างไร ดังน้นั กระบวนการกลมุ่ จะเป็นเครอ่ื งมือที่สำคญั ท่ีนำไปสคู่ วามสำเรจ็ ของกลมุ่

คาแกน (Kagan. 1995 : 1 - 11) ได้กล่าวถึงลักษณะสำคัญของการเรียนแบบร่วมมือ ว่าต้อง
มโี ครงสรา้ งท่ชี ัดเจน โดยมีแนวคดิ สำคัญ 6 ประการ สรุปไดด้ ังนี้

1. เป็นกล่มุ (Team) ซง่ึ เปน็ กลุ่มขนาดเล็ก ประมาณ 2-6 คน เปิดโอกาสใหท้ ุกคนร่วมมือ
อย่างเท่าเทียมกนั ภายในกลมุ่ ประกอบด้วยสมาชกิ ท่แี ตกตา่ งกัน

2. มีความตั้งใจ (Willing) เป็นความตั้งใจที่ร่วมมือในการเรียนและทำงาน โดยช่วยเหลอื
และมีการยอมรับซึง่ กันและกัน

3. มีการจัดการ (Management) การจัดการเพื่อให้การทำงานกลุ่มเป็นไปอย่างราบร่ืน
และมปี ระสทิ ธภิ าพ

4. มีทักษะ (Skills) เป็นทักษะทางสังคม รวมทั้งทักษะการสื่อความหมาย การช่วยสอน
และการแก้ปัญหาความขดั แย้ง ซ่ึงทกั ษะเหล่านจี้ ะชว่ ยใหส้ ามารถทำงานอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

5. มีหลักการสำคัญ 4 ประการ (Basic Principles) เป็นตัวบ่งชี้ว่าเป็นการเรียนเป็นกลุ่ม
หรือการเรียนแบบรว่ มมอื การเรียนแบบร่วมมอื ต้องมีหลักการ 4 ประการ ดงั น้ี

21

5.1 การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเชิงบวก (Positive Interdependence) การ
ช่วยเหลือ พึ่งพาซึ่งกันและกัน เพื่อสู่ความสำเร็จและตระหนักว่าความสำเร็จของแต่ละคนคือ
ความสำเร็จ ของกลุ่ม

5.2 ความรับผดิ ชอบรายบุคคล (Individual Accountability) ทกุ คนในกลุ่มมบี ทบาท
หนา้ ที่ ความรับผิดชอบในการค้นคว้าทำงาน สมาชิกทกุ คนต้องเรียนรู้ในส่ิงท่ีเรียนเหมือนกัน จึงถือว่า
เปน็ ความสำเร็จของกลมุ่

5.3 ความเท่าเทียมกันในการมีสว่ นรว่ ม (Equal Participation) ทุกคนต้องมีส่วนรว่ ม
ในการทำงาน ซงึ่ ทำไดโ้ ดยกำหนดบทบาทของแตล่ ะคน

5.4 การมปี ฏสิ ัมพันธ์ไปพร้อม ๆ กัน (Simultaneous Interaction) สมาชิกทุกคนจะ
ทำงาน คดิ อ่าน ฟงั ฯลฯ ไปพรอ้ ม ๆ กัน

6. มีเทคนิคหรือรูปแบบการจัดกิจกรรม (Structures) รูปแบบการจัดกิจกรรมหรือ
เทคนิค การเรียนแบบร่วมมือเป็นสิ่งที่ใช้เป็นคำสั่งให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กัน เทคนิคต่าง ๆ จะต้อง
เลอื กใช้ ใหต้ รงกบั เปา้ หมายท่ีตอ้ งการแต่ละเทคนคิ นน้ั ออกแบบได้เหมาะกบั เป้าหมายที่ต่างกัน

พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์ (2544 : 6) กล่าวถึงลักษณะสำคัญของการเรียนแบบร่วมมือไว้ 6 ข้อ
ดงั น้ี

1. องคป์ ระกอบของกลมุ่ ประกอบดว้ ย ผู้นำ สมาชกิ และกระบวนการกลุ่ม
2. สมาชิกมีตงั้ แต่ 2 คนข้ึนไป
3. กล่มุ ประกอบด้วยสมาชกิ ท่มี ีความสามารถทางการเรียน เพศ และเชอ้ื ชาติคละกนั
4. สมาชกิ ทกุ คน ต้องมีบทบาทหนา้ ท่ีชัดเจนและทำงานไปพร้อม ๆ กัน รวมท้ังผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนคละกนั
5. สมาชิกทุก ๆ คน ตอ้ งมีความรับผดิ ชอบร่วมกนั
6. คะแนนของกลมุ่ คอื คะแนนที่ไดจ้ ากคะแนนสมาชิกแตล่ ะคนร่วมกนั
จากลกั ษณะสำคัญของการเรยี นรูแ้ บบรว่ มมือดังกล่าวที่นักการศึกษาได้เสนอไว้นั้น สรุปได้ว่า
ในการเรียนรู้แบบร่วมมือผู้เรียนจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิดเห็น การได้ช่วยเหลือกน
ภายในกลุ่ม นักเรียนที่เก่งจะได้ฝึกความเป็นผู้นำ นักเรียนที่เรียนปานกลาง จะได้พัฒนาตนเองและ
นักเรียนทเี่ รียนอ่อนจะมีความพยายามจากการชว่ ยเหลือของเพื่อน จนทำใหม้ ีความเข้าใจและสามารถ

22

แก้ปัญหาอย่างมีลำดับขั้นตอนได้ และเกิดความสามัคคีก่อให้เกิดความภาคภูมิใจร่วมกันในหมู่คณะ
โดยตอ้ งอาศยั หลกั พืน้ ฐาน 5 ประการ คอื

1. การพึงพาอาศัยกันเชงิ บวกซึ่งหมายถึง การร่วมมือร่วมใจกันภายในกลุ่มเพื่อให้ผลงาน
ของกลมุ่ นนั้ ประสบความสำเร็จ

2. การปฏิสัมพันธ์กันโดยตรงซึ่ง หมายถึง การแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกันและ
ยอมรับใจความคดิ ของสมาชิกท่อี ยภู่ ายในกลุ่มเพ่ือคดั เลือกในส่ิงท่ีถูกต้องท่สี ุด

3. การมีความรับผิดชอบในกลุ่ม หมายถึง ความสำเร็จของสมาชิกทุกคนภายในกลุ่มที่มี
ความรแู้ ละความเข้าใจ มีความรบั ผดิ ชอบในภาระงานทีไ่ ดร้ ับมอบหมายครบทุกคน

4. การมีทักษะในความสัมพันธ์กลับกลุ่มเล็กและผู้อื่น หมายถึง ความสามารถในการ
ติดต่อสอื่ สารสมั พนั ธ์กบผอู้ ื่นได้ โดยมีลักษณะของการเป็นผนู้ ำ ผู้ตาม สามารถแก้ไขปัญหาตา่ ง ๆ โดย
มีสมาชิกภายในกลุ่มร่วมกันแก้ปัญหา ซึ่งนำไปสู่การไวว้ างใจและการยอมรับในการตัดสินใจของกลมุ่
ในทีส่ ุด

5. การมีกระบวนการกลุ่ม หมายถึง นักเรียนซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มสามารถใช้ทักษะทาง
สังคมวเิ คราะหก์ ารทำงานของกลมุ่ จนสามารถแกไ้ ขปัญหาได้

3.3 รปู แบบของการเรียนรแู้ บบร่วมมือ
รปู แบบการเรยี นร้แู บบร่วมมือในปัจจบุ ันไดม้ นี กั การศกึ ษานำเสนอไว้ดงั นี้
ทิศนา แขมมณี (2545:202-206) ได้กล่าววา่ รูปแบบการเรยี นการสอนทีส่ ่งเสริมการเรยี นรู้
แบบร่วมมือมีหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบจะมีวิธีการดำเนินการหลักๆ ซึ่งได้แก่ การจัดกลุ่ม
การศึกษาเนื้อหาสาระ การทดสอบ การคิดคะแนน และระบบการให้รางวัล แตกต่างกันออกไปเพ่ือ
สนองวัตถุประสงค์เฉพาะ แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ต่างก็ใช้หลักการเดียวกันและมีวัตถุประสงค์มุ่ง
ตรงไปในทิศทางเดียวกันคือเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในเรื่องที่ศึกษาอย่างมากที่สุดโดยอาศัย
การร่วมมือกันช่วยเหลือกันและแลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างกลุ่มผู้เรียนด้วยกัน ความแตกต่างของ
รูปแบบแต่ละรูปจะอยู่ที่เทคนิคในการศึกษาเนื้อหาสาระและวิธีการเสริมแรงและการให้รางวัลเป็น
ประการสำคญั สรุปกระบวนการเรยี นการสอน ได้ดงั นี้

1. กระบวนการเรียนการสอนของรปู แบบ เอส.ท.ี เอ.ดี. (STAD)
เป็นรูปแบบการสอนที่สามารถดัดแปลงใช้ได้เกือบทุกวิชาและทุกระดับชั้น เพื่อเป็น
การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นและทกั ษะทางสงั คมเปน็ สำคัญ มีกระบวนการดำเนนิ การดังน้ี

23

1.1 จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ (เก่ง - กลาง - อ่อน) กลุ่มละ 4 คนและ
เรียกกลุม่ นีว้ ่ากลุ่มบ้านของเรา (Home Group)

1.2 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา ได้รับเนื้อหาสาระและศึกษาเนื้อหาสาระน้ัน
ร่วมกัน เนื้อหาสาระนั้นอาจะมีหลายตอนซึ่งผู้เรียนอาจต้องทำแบบทดสอบในแต่ละตอนและเก็บ
คะแนนของตนไว้

1.3 ผู้เรียนทุกคนทำแบบทดสอบครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นการทดสอบรวบยอดและนำ
คะแนนของตนไปหาคะแนนพัฒนาการ (Improvement Score) ซ่ึงหาได้ดังนี้

คะแนนพนื้ ฐาน : ได้จากค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบย่อยหลาย ๆ ครั้งที่ผู้เรียน
แตล่ ะคนทำได้

คะแนนพัฒนาการ : ถ้าคะแนนทไ่ี ด้คือ
- 11 ขนึ้ ไป คะแนนพัฒนาการ = 0
- 1 ถึง -10 คะแนนพฒั นาการ = 10
+1 ถงึ +10 คะแนนพัฒนาการ = 20
+11 ข้ึนไป คะแนนพัฒนาการ = 30
4. สมาชิกในกลุ่มบา้ นของเรานำคะแนนพัฒนาการของแต่ละคนในกลุม่ มารวมกัน

เป็นคะแนนของกลุ่ม กลมุ่ ใดไดค้ ะแนนพัฒนาการของกลุม่ สงู สุด กลมุ่ นั้นไดร้ างวัล
2. กระบวนการเรยี นการสอนของรูปแบบ ที.จ.ี ท.ี (TGT)
เปน็ รูปแบบการสอนที่คลา้ ยกบั STAD แตเ่ ป็นการจูงใจในการเรียนย่งิ ข้ึน โดยการ

ใช้การแขง่ ขนั เกมแทนการทดสอบยอ่ ย มกี ระบวนการดำเนินการดงั น้ี
2.1 จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ (เก่ง - กลาง - อ่อน) กลุ่มละ 4 คน

และเรียกกลุ่มนว้ี า่ กลุ่มบ้านของเรา (Home Group)
2.2 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเราได้รับเนื้อหาสาระและศึกษาเนื้อหาสาระนั้น

ร่วมกัน
2.3 สมาชิกกลุ่มบ้านของเราแยกย้ายกันเป็นตัวแทนกลุ่มไปแข่งขันกับกลุ่มอ่ืน

โดยจัดกล่มุ การแข่งขันตามความสามารถคือคนเก่งในกลุ่มบ้านของเราแตล่ ะกลุ่มไปรวมกัน คนอ่อนก็
ไปรวมกับคนอ่อนของกลุ่มอน่ื กลุม่ ใหม่ที่รวมกันเรยี กวา่ กลุม่ แขง่ ขนั กำหนดใหม้ สี มาชิกกลุม่ ละ 4 คน

2.4 สมาชิกกล่มุ แข่งขัน เริ่มการแขง่ ขนั ดังนี้

24

2.4.1 แข่งขนั ตอบคำถาม 5-10 คำถาม
2.4.2 สมาชกิ คนแรกจบั คำถามข้นึ มา 1 คำถามและอ่านคำถามให้กลมุ่ ฟงั
2.4.3 ให้สมาชกิ ที่อยู่ซ้ายมือของผูอ้ ่านคำถามคนแรกตอบคำถามก่อน ทำ
แบบนี้ถดั ไปจนถึงคนสดุ ทา้ ย
2.4.4 ผู้อ่านคำถาม เปิดคำถาม แล้วอา่ นเฉลยคำตอบทีถ่ กู ให้กล่มุ ฟัง
2.4.5 ให้คะแนนคำตอบดังนี้

1) ผู้ตอบถกู เป็นคนแรกได้ 2 คะแนน
2) ผู้ตอบถูกเปน็ คนต่อไปได้ 1 คะแนน ผู้ตอบผดิ ได้ 0 คะแนน
2.4.6 ตอ่ ไปสมาชกิ กลุม่ ที่ 2 จบั คำถามท่ี 2 และเริม่ เลน่ ตามข้นั ตอน 2.4.2-
2.4.4 ไปเรอื่ ยๆ จนกระท่งั คำถามหมด
2.4.7 ทุกคนรวมคะแนนของตนเอง
คะแนนสงู สดุ อันดบั 1 ได้คะแนนโบนัส 10 คะแนน
คะแนนสงู สุดอันดับ 2 ไดค้ ะแนนโบนัส 8 คะแนน
คะแนนสูงสุดอันดบั 3 ได้คะแนนโบนัส 6 คะแนน
คะแนนสูงสดุ อนั ดับ 4 ไดค้ ะแนนโบนสั 4 คะแนน
2.5 เมื่อแข่งขันเสร็จสิ้นแล้ว สมาชิกกลับไปกลุ่มบ้านของเรา แล้วนำคะแนน
ของแตล่ ะคนไปรวมเป็นคะแนนของกลมุ่
3. กระบวนการเรยี นการสอนของรปู แบบ ท.ี เอ.ไป. (TAI)
เป็นรูปแบบการสอนที่ผสมผสานแนวความคิดระหว่างการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ
กับการสอนรายบุคคล รูปแบบการสอน TAI เป็นการประยุกต์ใช้กับการสอนคณิตศาสตร์ ซึ่งมี
กระบวนการ ดงั นี้
1.3.1 จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ (เก่ง - กลาง - อ่อน) กลุ่มละ 4 คน
และเรยี กกลมุ่ นวี้ ่า กลุ่มบ้านของเรา (Home Group)
1.3.2 สมาชกิ ในกลุม่ บา้ นของเรา ได้รบั เนอื้ หาสาระและศึกษาเนื้อหาสาระร่วมกัน
1.3.3 สมาชกิ ในกลมุ่ บ้านของเรา จบั คกู่ นั ทำแบบฝกึ หัด
- ถ้าใครทำแบบฝึกหัดได้ 75% ขึ้นไปให้ไปรับการทดสอบรวบยอดครั้งสุดท้าย
ได้

25

- ถา้ ใครทำแบบฝกึ หัดได้ไม่ถงึ 75% ให้ทำแบบฝกึ หดั ซอ่ มจนกระทงั่ ทำได้แลว้
จึงได้รับการทดสอบรวบยอดคร้งั สดุ ท้าย

1.3.4 สมาชิกในกลุ่มบ้านของเราแต่ละคน นำคะแนนทดสอบรวบยอดมารวมกัน
เป็นคะแนนกลมุ่ กลุ่มใดได้คะแนนกลมุ่ สูงสดุ กลมุ่ นนั้ ได้รบั รางวัล

4. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ แอล.ที. (L.T.)
“L.T.” คือ “Learning Together” ซ่งึ มกี ระบวนการท่ีง่ายไม่ซับซ้อน ดังน้ี
4.1 จัดผู้เรยี นเขา้ กลุ่มคละความสามารถ (เกง่ - กลาง - ออ่ น) กลมุ่ ละ 4 คน
4.2 กลุ่มย่อยกลุ่มละ 4 คน ศึกษาเนื้อหาร่วมกันโดยกำหนดให้แตล่ ะคนมีบทบาท

หน้าทีช่ ว่ ยกล่มุ ในการเรยี นรู้ ตวั อยา่ งเช่น
สมาชกิ คนที่ 1 : อ่านคำส่ัง
สมาชิกคนที่ 2 : หาคำตอบ
สมาชิกคนท่ี 3 : หาคำตอบ
สมาชิกคนท่ี 4 : ตรวจคำตอบ

4.3 กลุ่มสรปุ คำตอบร่วมกนั และส่งคำตอบนน้ั เปน็ ผลงานกลุ่ม
4.4 ผลงานกลุ่มได้คะแนนเท่าไร สมาชิกทุกคนในกลุ่มนั้นจะได้คะแนนนั้นเท่ากัน
ทุกคน
5. กระบวนการเรยี นการสอนของรปู แบบจ๊กิ ซอว์ (Jigsaw)
Jigsaw ผู้คิดค้นการสอนแบบ Jigsaw เริ่มแรกคือ Elliot – Aranson และคณะ
(1978) หลังจากนั้น Slavin ได้นำแนวคิดดังกล่าวมาปรับขยายเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการสอน
แบบกลุม่ ร่วมมือมากยง่ิ ขึ้น ย่งิ เป็นรูปแบบการสอนท่ีเหมาะสมกับวิชาท่ีเกี่ยวข้องกับการบรรยาย เช่น
สังคมศึกษา วรรณคดี บางส่วนของวิชาวิทยาศาสตร์ รวมทั้งวิชาอื่น ๆ ที่เน้นการพัฒนาความรู้ความ
เข้าใจมากกว่าการพฒั นาทักษะ
1. จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ (เก่ง-กลาง-อ่อน) กลุ่มละ 4 คนและเรียก
กล่มุ นี้วา่ กลุ่มบา้ นของเรา (home group)
2. สมาชิกในกลุ่มบ้านของเราได้รับมอบหมายให้ศึกษาเนื้อหาสาระคนละ 1 ส่วน
(เปรียบเสมือนได้ชิ้นส่วนของภาพตัดต่อคนละ 1 ชิ้น) และหาคำตอบในประเด็นปัญหาที่ผู้สอน
มอบหมายให้

26

3. สมาชิกในกลุ่มบ้านของเรา แยกย้ายไปรวมกับสมาชิกกลุ่มอื่นซึ่งได้รับเนื้อหา
เดียวกนั ตงั้ เป็นกลุ่มผ้เู ช่ยี วชาญ (expert group) ขนึ้ มา และรว่ มกนั ทำความเขา้ ใจในเนื้อหาสาระน้ัน
อยา่ งละเอียด และร่วมกนั อภิปรายหาคำตอบประเด็นทีผ่ ู้สอนมอบหมายให้

4. สมาชิกกลุ่มผูเ้ ชี่ยวชาญ กลับไปสู่กลุ่มบ้านของเรา แต่ละกลุ่มช่วยสอนเพื่อนใน
กลุ่ม ให้เข้าใจสาระที่ตนได้ศึกษาร่วมกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเช่นนี้ สมาชิกทุกคนก็จะได้เรียนรู้ภาพรวม
ของสาระทง้ั หมด

5. ผู้เรียนทุกคนทำแบบทดสอบ แต่ละคนจะได้คะแนนเป็นรายบุคคล และนำ
คะแนนของทุกคนในกลุ่มบ้านของเรามารวมกัน (หรือหาค่าเฉลี่ย) เป็นคะแนนกลุ่ม กลุ่มที่ได้คะแนน
สูงสดุ ไดร้ ับรางวัล

2. รูปแบบการสอนแบบกลุ่มร่วมมือตามแนวคิดของ David Johnson และคณะจาก
มหาวิทยาลัย Minnessota (1989) ได้พัฒนารูปแบบการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ โดยยึดหลักการ
เบือ้ งตน้ 5 ประการด้วยกัน คือ

2.1 การพ่งึ พาอาศัยซ่งึ กนั และกนั (Positive In Interdepence)
2.2 การปฏิสัมพนั ธแ์ บบตัวต่อตัว (Face to Face promotive Interaction)
2.3 ความหมายและทักษะความสามารถของแต่ละบุคคลในกลุ่ม (Individual
Accountability)
2.4 ทกั ษะทางสังคม (Social Skills)
2.5 กระบวนการกลุ่ม (Group Processing)
3. รูปแบบการสอนแบบร่วมมือในงานเฉพาะอย่าง เช่น Group Investigation ของ
Shlomo และYael Sharan , co-op-co-op
3.4 ประโยชนแ์ ละความสำคญั ของการเรียนรูแ้ บบรว่ มมอื
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือนั้นมุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้จากความร่วมมือกัน ของ
สมาชิกภายในกลมุ่ ซ่ึงมนี กั การศกึ ษากลา่ วถงึ ประโยชน์ของการจัดการเรียนรปู แบบรว่ มมือไว้ ดงั น้ี
ทิศนา แขมมณี (2545 : 101 - 102) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมอื
ว่า
1. มีความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายมากขึ้น (Greater Efforts to Achieve) การ
เรยี นรู้ แบบรว่ มมือช่วยให้ผู้เรยี นมีความพยายามทจี่ ะเรยี นรใู้ หบ้ รรลุเปา้ หมาย เป็นผลทำใหผ้ ลสมั ฤทธ์ิ

27

ทางการเรยี นสูงข้ึนและผลงานมากขึน้ การเรียนรูจ้ งึ มีความคงทนมากขน้ึ (Long-term Retention) มี
แรงจูงใจภายในและแรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิ์ มีการใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เหตุผลดีขึ้น และ คิด
อยา่ งมีวิจารณญาณมากข้นึ

2. มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนดีขึ้น ( More Positive Relationship among
Students) การเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยให้ผู้เรียนมีน้ำใจนักกีฬามากขึ้น ใส่ใจในผู้อื่นมากขึ้น เห็น
คณุ คา่ ของความแตกตา่ ง ความหลากหลาย การประสานสัมพันธ์และการรวมกลมุ่

3. มีสุขภาพจิตดีขึ้น (Greater Psychological Health) การเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยให้
ผู้เรียน มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น มีความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับตนเองและมีความเชื่อมั่นในตนเองมากข้ึน
นอกจากนั้น ยังช่วยพัฒนาทักษะทางสังคม และความสามารถในการเผชิญกับความเครียดและความ
ผันแปรตา่ ง ๆ

อไุ รรัตน์ ธุระสขุ (2550 : 26) ได้สรุปถึงประโยชนข์ องการจัดการเรียนรปู แบบร่วมมอื วา่
1. ชว่ ยเสรมิ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ทีด่ ี ผเู้ รยี นทุกคนในกลุ่มช่วยเหลือหรือแลกเปลี่ยน

และให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ในบรรยากาศที่เป็นกันเองและเปิดเผย สมาชิกในกลุ่มทุกคน กล้า
ถามคำถามท่ีตนไม่เขา้ ใจ บรรยากาศเชน่ น้ีนำไปสู่การอภิปรายซักถามท้ังภายในช้ันและ นอกช้ันเรียน
อนั นำไปสกู่ ารเรียนรู้แบบไรพ้ รมแดน

2. ก่อให้เกิดการเรียนรู้ในกลุ่มย่อย การแบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มจะเป็นการเปิดโอกาสให้
ผู้เรยี นไดพ้ ดู คยุ อภิปราย ซกั ถาม จนเกดิ ความเข้าใจอย่างชัดเจน คนทเ่ี รยี นเก่งสามารถชว่ ยเหลือ คน
ทีเ่ รียนอ่อนกวา่ ให้ตามเพอื่ นทัน

3. ชว่ ยลดปญั หาความมีระเบียบวินยั ในชั้นเรียน ผเู้ รยี นจะให้กำลังใจ ยอมรับและร่วมมือ
ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สมาชิกในกลุ่มทุกคนจะรับผิดชอบในความสำเร็จของกลุ่ม จึงจำเป็นต้อง
รว่ มมอื กนั พฒั นาเสริมสร้างพฤติกรรมท่พี ึงประสงคใ์ ห้เกิดข้ึนในกลุม่

4. ช่วยกระชับคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยของทั้งห้องเรียน เมื่อผู้เรียนเก่ง จะ
ช่วยเหลือผู้เรียนอ่อน เขาจะเรียนรู้ความคิดรวบยอดของสิ่งที่กำลังเรียนได้ชัดเจนขึ้น ขณะที่ผู้เรียน
ออ่ นสามารถเรยี นรู้จากเพอ่ื นทีใ่ ชภ้ าษาใกล้เคยี งกันไดง้ า่ ยกวา่ การเรยี นกับครู

5. ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิดสรา้ งสรรค์ ได้ศึกษาค้นคว้าทำงานและการแก้ปัญหา
ดว้ ยตนเอง และมอี สิ ระท่จี ะเลอื กวิธกี ารเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง

28

6. ผู้เรียนที่มีประสบการณ์ในการเรียนรู้แบบร่วมมือ จะมีทักษะในการบริหารจัดการ ซึ่ง
เป็นผูน้ ำ การแก้ปัญหา การมีมนุษยสมั พันธแ์ ละสอื่ สารความหมาย

7. การเรยี นรแู้ บบรว่ มมือชว่ ยผเู้ รียนให้ออกไปใช้ชวี ิตในโลกของความเป็นจรงิ ซงึ่ เป็นโลก
ท่ีตอ้ งอาศัยความรว่ มมอื มากกวา่ การแข่งขัน

จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson and Johnson. 1978: 27 - 30) ได้กล่าวถึงประโยชน์
ของการเรยี นแบบร่วมมือไว้ สรุปได้ 9 ประการ ดงั น้ี

1. นักเรียนเก่งที่เข้าใจคำสอนของครูได้ดี จะเปลี่ยนคำสอนของครูเป็นภาษาพูดของ
นกั เรียน แล้วอธบิ ายใหเ้ พื่อนฟังไดแ้ ละทำให้เพ่ือนเข้าใจได้ดีขึ้น

2. นักเรียนท่ีทำหนา้ ท่อี ธิบายบทเรียนให้เพือ่ นฟัง จะเขา้ ใจบทเรยี นไดด้ ขี ึ้น
3. การสอนเพื่อนเป็นการสอนแบบตัวต่อตัว ทำให้นักเรียนได้รับความเอาใจใส่ และมี
ความสนใจมากยิง่ ขน้ึ
4. นักเรียนทุกคนต่างก็พยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะครูคิดคะแนนเฉลี่ยของท้งั
กล่มุ ด้วย
5. นักเรียนทุกคนเข้าใจดีว่าคะแนนของตน มสี ่วนช่วยเพิม่ หรอื ลดค่าเฉลี่ยของกลุ่ม ดังนั้น
ทกุ คนต้องพยายามปฏิบตั ิหนา้ ที่ของตนเองอยางเตม็ ความสามารถ เพื่อให้กลุม่ ประสบความสำเรจ็
6. นักเรียนทุกคนมีโอกาสฝึกทักษะทางสังคม มีเพื่อนร่วมกลุ่มและเป็นการเรียนรู้วิธีการ
ทำงานเป็นกลมุ่ ซงึ่ จะเป็นประโยชน์มากเมื่อเข้าสู่ระบบการทำงานอันแทจ้ ริง
7. นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้กระบวนการกลุ่มเพราะในการปฏบิ ตั ิงานรว่ มกันนั้น ก็ต้องมี
การทบทวนกระบวนการทำงานของกลมุ่ เพื่อใหป้ ระสทิ ธภิ าพการปฏิบตั ิงานหรือคะแนนของกลุ่มดีข้ึน
8. นักเรียนเก่งจะมีบทบาททางสังคมในชั้นมากขึ้น เขาจะรู้สึกว่าเขาไม่ได้เรียนหรือหลบ
ไปท่องหนงั สือเฉพาะตนเพราะเขาต้องมหี น้าท่ตี ่อสังคมดว้ ย
9. ในการตอบคำถามในห้องเรียน หากตอบผิดเพื่อนจะหัวเราะ แต่เมื่อทำงานเป็นกลุ่ม
นักเรียนจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าหากตอบผิดก็ถือว่าผิดทั้งกลุ่ม คนอื่น ๆ อาจจะให้ความ
ช่วยเหลือบา้ งทำใหน้ กั เรยี นในกลุ่มมีความผกู พนั กันมากข้ึน
บารูดี (Baroody. 1993 : 2 - 10) ได้กล่าวถึงประโยชน์ที่สำคัญของการเรียนแบบร่วมมือไว้
ดงั น้ี
1. การเรียนแบบร่วมมือช่วยส่งเสริมให้เกดิ การเรียนเนื้อหาไดด้ ี

29

2. การเรียนแบบร่วมมือช่วยส่งเสริมให้เกิดความสามารถในการแก้ปัญหาและการให้
เหตุผล แนวทางในการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและช่วยให้เกิดการช่วยเหลือกันในกลุ่มเพื่อน
3 แนวทาง คือ

2.1 การอภิปรายร่วมกันกับเพื่อนในกลุ่มย่อย ให้นักเรียนได้แก้ปัญหาโดยคำนึงถึง
บคุ คลอื่น ซ่งึ ชว่ ยให้นักเรยี นได้ตรวจสอบ และปรบั ปรุงแนวคิดและคำตอบ

2.2 ช่วยให้เข้าใจปัญหาของแต่ละคนในกลุ่ม เนื่องจากพื้นฐานความรู้ของแต่ละคน
ต่างกนั

2.3 นักเรยี นเขา้ ใจการแกป้ ญั หาจากการทำงานกล่มุ
3. การเรียนแบบรว่ มมือส่งเสริมความมั่นใจในตนเอง
4. การเรียนแบบร่วมมอื สง่ เสรมิ ทกั ษะทางสังคมและทกั ษะการสอ่ื สาร
อาเรนด์ส (Arends. 1994 : 345 - 346) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือ ไว้
สรุปได้ 5 ประการ ดังนี้
1. ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การเรียนแบบร่วมมือนี้เป็นการเรียนที่จัดให้นักเรียน ได้
รว่ มมอื กันเรยี นเป็นกลุ่มเล็กประมาณ 2 - 6 คน เพอ่ื ให้บรรลเุ ปา้ หมายทางการเรียนรว่ มกนั นับวา่ เป็น
การเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนในกลุ่มได้แสดงความคิดเห็นและแสดงออก ตลอดจนลงมือกระทำ
อยา่ งเท่าเทยี มกัน มกี ารใหค้ วามช่วยเหลอื ซึง่ กันและกนั เช่น นักเรียนทเ่ี ก่งช่วยนกั เรยี นท่ีไม่เก่ง ทำให้
นักเรียนที่เก่งมคี วามรู้สึกภาคภูมิใจ รู้จักสละเวลา และช่วยให้เข้าใจในเรื่องทีด่ ีขึ้น ส่วนนักเรียน ที่ไม่
เก่งก็จะซาบซึง้ ในน้ำใจเพื่อน มีความอบอุ่น รู้สึกเป็นกันเอง กล้าซักถามในข้อสงสยั มากข้ึน จึงง่ายต่อ
การทำความเข้าใจในเร่ืองทเ่ี รยี น ท่สี ำคัญในการเรียนแบบรว่ มมือน้ี คอื นักเรยี นในกลมุ่ ได้ร่วมกันคิด
ร่วมกันทำงานจนกระทั่งสามารถหาคำตอบท่ีเหมาะสมท่ีสุดได้ ถือว่าเป็นการสร้าง ความรู้ด้วยตนเอง
ช่วยให้ความรู้ที่ได้รับเป็นความรู้ที่มีความหมายต่อนักเรียนอย่างแท้จริง จึงมีผลทำให้ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนของนักเรียนสงู ข้นึ
2. ด้านการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การเรียนแบบร่วมมือเปิดโอกาสให้
นักเรียนที่มีภูมหิ ลังต่างกันได้มาทำงานร่วมกัน พึ่งพาซึ่งกันและกัน มีการรับฟังความคิดเหน็ กนั เขา้ ใจ
และเห็นใจสมาชิกในกลุ่ม ทำใหเ้ กดิ การยอมรับกันมากขึน้ เกิดความสัมพนั ธ์ที่ดตี ่อกัน ซง่ึ จะส่งผลให้มี
ความรู้สึกทด่ี ตี ่อผู้อนื่ ในสังคมมากข้นึ

30

3. ด้านทักษะในการทำงานร่วมกันให้เกิดผลสำเร็จที่ดี และการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี
ทางสังคม การเรียนแบบร่วมมือช่วยปลูกฝังทักษะในการทำงานเป็นกลุ่มทำให้นักเรียนไม่มีปัญหา ใน
การทำงานร่วมกบั ผู้อน่ื และส่งผลใหง้ านกลุ่มประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายร่วมกนั ทกั ษะทางสงั คมที่
นักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ ได้แก่ ความเป็นผู้นำ การสร้างความไว้วางใจกัน การตัดสินใจ การสื่อสาร
การจดั การกบั ขอ้ ขัดแย้ง ทักษะเกีย่ วกับการจดั กลมุ่ สมาชิกภายในกลมุ่ เปน็ ต้น

4. ด้านทักษะการร่วมมือกันแกป้ ัญหาในการทำงานกลุ่ม สมาชิกกล่มุ จะทำความเข้าใจใน
ปัญหาร่วมกัน จากนั้นก็ระดมความคิดช่วยกันวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เมื่อทราบสาเหตุของ
ปัญหาสมาชิกในกลุ่มก็จะแสดงความคิดเห็น เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาอภิปรายให้เหตุผลซึ่งกันและ
กัน จนสามารถตกลงร่วมกันได้ว่าจะเลือกวิธีการใดในการแก้ปัญหาจึงเหมาะสม พร้อมกับลงมือ
รว่ มกันแก้ปัญหาตามขนั้ ตอนที่กำหนดไว้ ตลอดจนทำการประเมนิ กระบวนการแก้ปัญหาของกลุม่ ด้วย

5. ดา้ นการทำให้ร้จู กั และตระหนกั ในคณุ คา่ ของตนเอง ในการทำงานกลมุ่ สมาชกิ กลุ่ม ทุก
คนจะได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน การที่สมาชิกในกลุ่มยอมรับในความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิก
ด้วยกนั ย่อมทำให้สมาชกิ ในกลุ่มนนั้ มีความรสู้ ึกภาคภมู ิใจในตนเองและคิดวา่ ตนเองมีคุณค่าท่ีสามารถ
ชว่ ยใหก้ ลุ่มประสบผลสำเรจ็ ได้

จากข้อดีและประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ที่นักการศึกษาได้กล่าวไว้ สรุปได้
ว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมอื ทำให้ผู้เรียนมีทกั ษะทางสังคมที่ดี เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ รู้จัก
ปรับตัวเพื่อประโยชน์กับกลุ่มที่ต้องอยู่ร่วมกัน ทำให้เกิดความพยายามเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย มี
ระเบียบวินัย เอาใจใส่ รู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยของห้องดีขึ้น มี
เจตคติที่ดีต่อการเรียน และพฒั นาไปส่กู ารอยู่รว่ มกนั กบั บคุ คลอื่นในสงั คมที่ใหญข่ น้ึ ได้

4. เอกสารเกยี่ วกบั การเรยี นรู้โดยเทคนิคการสอนแบบ TGT
4.1 ความหมายของเทคนิคการสอนแบบ TGT
ประภัสรา โคตะขุน (2551 : ออนไลน์) เทคนิค TGT (Team - Games –

Tournament) เป็นเทคนิครูปแบบหนึ่งในการสอนแบบร่วมมือและมีลักษณะของกิจกรรมคล้ายกัน
กับ STAD แต่เพิ่มเกมและการแข่งขันเข้ามาด้วย เหมาะสำหรับการจัดการเรียนการสอนใน
จดุ ประสงค์ท่ีมีคำตอบถกู ต้องเพียงคำตอบเดยี ว

องคป์ ระกอบ 4 ประการ ของ TGT

31

1. การสอน เป็นการนำเสนอความคิดรวบยอดใหม่หรือบทเรียนใหม่ อาจ
เปน็ การสอนตรงหรอื จัดในรปู แบบของการอภปิ รายหรือกลุ่มศึกษา

2. การจัดทีม เป็นขั้นตอนการจัดกลุ่ม หรือจัดทีมของนักเรียน โดยจัดให้
คละกันทั้งเพศและความสามารถและทีมจะต้องช่วยกันและกัน ในการเตรียมความพร้อมและความ
เข้มแข็งใหส้ มาชิกทกุ คน

3. การแข่งขนั การแข่งขนั มักจัดในชว่ งท้ายสัปดาห์หรือทา้ ยบทเรียน ซึ่งจะ
ใช้คำถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนมาในข้อ 1 และผ่านการเตรียมความพร้อมของทีมมาแล้วการจัดโต๊ะ
แข่งขันจะมีหลายโต๊ะ แต่ละโต๊ะจะมีตัวแทนของกลุ่ม/ทีม แต่ละทีมมาร่วมแข่งขันทุกโต๊ะการแข่งขัน
ควรเร่มิ ดำเนินการเพอื่ นำไปเทียบหาคา่ คะแนนโบนสั

4. การยอมรับความสำเร็จของทีม ให้นำคะแนนโบนัสของแต่ละคนในทีม
มารวมกนั เป็นคะแนนของทีมและหาค่าเฉลย่ี ทีมท่ีมคี ่าสูงสุดจะได้รบั การยอมรับใหเ้ ปน็ ทีมชนะเลิศโดย
อาจเรียกชื่อทีมที่ได้ชนะเลิศกับรองลงมาโดยใช้ชื่อเก๋ๆ ก็ได้ หรืออาจให้นักเรียนตั้งชื่อเองและควร
ประกาศผลการแข่งขันในทีส่ าธารณะดว้ ย

สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2545 : 163) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้
เทคนิค TGT เป็นการเรียนรู้แบบร่วมมืออีกแบบหนึ่งคล้ายกันกับเทคนิค STAD ที่แบ่งผู้เรียนที่มี
ความสามารถแตกต่างกันออกเป็นกลุ่มเพื่อทำงานร่วมกัน กลุ่มละประมาณ 4-6 คน โดยกําหนดให้
สมาชิกของกลุม่ ไดแ้ ขง่ ขนั กนั ในเกมการเรยี นที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้แล้ว ทาํ การทดสอบความรู้โดยการใช้
เกมการแขง่ ขัน คะแนนท่ไี ดจ้ ากการแข่งขันของสมาชกิ แตล่ ะคนในลักษณะการแขง่ ขนั ตวั ต่อตัวกับทีม
อน่ื นำเอามาบวกเปน็ คะแนนรวมของทมี ผู้สอนจะตอ้ งใช้เทคนิคการเสรมิ แรง เชน่ ให้รางวลั คำชมเชย
เป็นต้น ดังนั้นสมาชิกกลุ่มจะต้องมีการกําหนดเป้าหมายร่วมกันช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพ่ือ
ความสำเรจ็ ของกลมุ่

ชรา เลา่ เรยี นดี (2547 : 15) กลา่ วว่า การจัดการเรียนการสอนดว้ ยวิธีการสอนแบบ
ร่วมมือกนั เรยี นรู้เทคนิคทีมเกมแข่งขันหรอื TGT จะมกี ารดำเนนิ การเรยี นการสอนตามลําดับ ขั้นตอน
เช่นเดียวกันกับเทคนิคการร่วมมือกันเรียนรู้อื่นๆ กล่าวคือ ครูต้องดำเนินการสอนในสาระความรู้หรือ
ทักษะต่างๆ ให้นักเรียนทั้งช้ันกอ่ นจนแน่ใจวา่ นักเรยี นทกุ คนรู้และเข้าใจในสาระความรูน้ ัน้ หรือรู้และ
เข้าใจแนวทางการปฏบิ ตั ิพอสมควรก่อน แลว้ จึงจัดกลุ่มให้นักเรยี นรว่ มมือกันเรียนรูต้ ามใบงานหรือใบ
กิจกรรมที่เตรียมไว้ล่วงหน้าในแต่ละหนว่ ยการเรยี นรูห้ รือแต่ละชั่วโมงสอน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้
นักเรียนในกลุ่มได้ร่วมมือกันศึกษา และทําแบบฝึกหัดคนเก่งคอยช่วยเหลือแนะนำอธิบายให้เพื่อน
สมาชกิ ที่เรียนด้อยกว่าภายในกลุ่มสมาชิกทเ่ี รยี นอ่อนกว่าจะต้องยอมรับ รวมทั้งพยายามถามและตอบ
ร่วมเรียนร้แู ละฝกึ ปฏิบัติ จนรู้และเขา้ ใจในสาระเหล่าน้ันอย่างแท้จริง ที่สำคัญสมาชิกกล่มุ ทุกคนต้องรู้

32

ยอมรับผลงานและผลการเรียนรู้จากการทดสอบคือผลงานที่ทุกคนมีส่วนรับผิดชอบและเป็นผลงาน
หรอื ผลปฏบิ ัตขิ องกลมุ่

Slavin (1995 : 84-93) กล่าวว่าการเรียนแบบร่วมมือประเภทการแข่งขัน ระหว่าง
กลุ่มเกม (Teams - Games Tournament หรือ TGT) คือ เทคนิควิธีเรียนแบบร่วมมือวิธีหน่ึงที่จัด
กิจกรรมการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยมีการจัดใหน้ ักเรียนรว่ มกันเป็นกลุ่มยอ่ ยแต่ละ
กลุ่มมีสมาชิก 4 คน ที่มีระดับความสามารถแตกต่างกัน สมาชิกภายในกลุ่มจะศึกษาค้นคว้าและ
ทำงานร่วมกัน นักเรียนจะบรรลุเป้าหมายก็ต่อเมื่อเพื่อนร่วมกลุ่มบรรลุถึงเป้าหมายนั้นร่วมกัน
นักเรียนจึงมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเพื่อช่วยเหลือสนับสนุน กระตุ้น และส่งเสริมการทำงานของเพื่อน
สมาชกิ ในกลุ่มให้ประสบผลสำเรจ็ นักเรียนได้อภิปราย ซักถามซง่ึ กันและกันเพ่ือใหเ้ ข้าใจบทเรียนหรือ
งานที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดีทุกคน ต่อจากน้ันจะมีกิจกรรมการแข่งขันตอบปัญหาเพื่อสะสม
คะแนนความสามารถของกล่มุ โดยนกั เรียนแต่ละคนจะเปน็ ผู้แทนของกลุ่มในการเข้าร่วมแข่งขันตอบ
ปัญหาทางวิชาการกับตัวแทนของกลุ่มอื่นที่มีระดับความสามารถใกล้เคียงกันจัดเป็นกลุ่มแข่งขันข้ึน
ใหม่ ซึ่งมีการแข่งขันอยู่ภายในกลุ่มเมื่อเสรจ็ สิ้นการแข่งขันตอบปัญหาแต่ละครั้งนักเรียนจะกลบั มาสู่
กลุ่มเดมิ ทีม่ คี วามสามารถแตกตา่ งกนั แลว้ นําคะแนนทส่ี มาชกิ ในกลุ่มแตล่ ะคนทีส่ ะสมได้จากการตอบ
ปัญหามารวมกัน เป็นคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มในการเข้าร่วมแข่งขันตอบปัญหาทางวิชาการกับตัวแทน
ของกลุ่มอื่นที่มีระดับความสามารถใกล้เคียงกันจัดเป็นกลุ่มแข่งขันขึ้นใหม่ ซึ่งมีการแข่งขันอยู่ภายใน
กลุ่ม เมื่อเสร็จสิ้นการแข่งขันตอบปัญหาแต่ละครั้ง นักเรียนจะกลับมาสู่กลุ่มเดิมที่มีความสามารถ
แตกต่างกัน แล้วนําคะแนน ทีสมาชิกในกลุ่มแต่ละคนที่สะสมได้จากการตอบปัญหามารวมกันเป็น
คะแนนเฉล่ยี ของกลมุ่ กลุม่ ใดทําคะแนนไดส้ งู ถงึ เกณฑ์ทีก่ ําหนดจะได้รับรางวลั

จากการศึกษาความหมายของการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT สรุปได้ว่า การ
เรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT (Teams - Games Tournament) หมายถึง การจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ที่แบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มๆ ละ 4-6 คน คละความสามารถด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เก่ง ปาน
กลาง และอ่อน ภาระงานของกลุ่มคือหลังจากที่ครูนำเสนอบทเรียนทั้งชั้น แล้วให้แต่ละกลุ่มทำงาน
ตามที่ครูกําหนดและเตรียมสมาชิกทุกคนให้พร้อมสำหรับการแข่งขัน ในการแข่งขันครูจะจัดให้
นกั เรียนท่ีมผี ลการเรยี นในระดบั เดยี วกนั แข่งขนั กัน คะแนนที่สมาชกิ ทําไดจ้ ะนำมารวมกนั เป็นคะแนน
ของกล่มุ กลุ่มทไี่ ด้รางวัลคอื กลมุ่ ท่ที ําคะแนนได้สูงสุด

4.2 องคป์ ระกอบสำคญั ของเทคนคิ การสอนแบบ TGT
การเรียนรู้โดยใช้เทคนิค TGT มีองค์ประกอบสำคัญดังน้ี (สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย

มูลคำ 2545 : 164)
1. การเสนอเนื้อหา เป็นการนำเสนอเนื้อหาหรือบทเรียนใหม่ รูปแบบการ

นำเสนออาจจะเป็นการบรรยาย อภปิ ราย กรณีศึกษา หรืออาจจะมีสื่อการเรียนอื่น ๆ ประกอบด้วยก็

33

ได้ เทคนิค TGT จะแตกต่างจากเทคนิคอื่นๆ ตรงที่ผู้สอนต้องเน้นให้ผู้เรียนทราบว่าผู้เรียนต้องให้
ความ สนใจมากในเนื้อหาสาระ เพราะจะช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จในการแข่งขัน วิธีนี้เหมาะสม
กับการเรียนรู้ในวิชาพื้นฐานที่สามารถถามคำถามที่มีคำตอบแน่นอนตายตัวเช่น ภาษาไทย
คณติ ศาสตร์ เป็นต้น

2. การจดั ทีม เปน็ การจดั ทีมผู้เรียนโดยให้คละกันท้ังเพศและความสามารถ
ทมี มหี น้าท่ีในการเตรยี มตวั สมาชิกให้พร้อมเพื่อการเลน่ เกม หลังจากจบช่วั โมงการเรียนรู้แต่ละทีมจะ
นัดสมาชิกศกึ ษาเน้ือหา โดยมแี บบฝกึ หัดช่วยและผูเ้ รยี นจะผลัดกันถามคำถามในแบบฝึกหัดจนกว่าจะ
เข้าใจเนื้อหาทั้งหมด เทคนิค TGT จุดเน้นในทีมคือทําให้ดีที่สุดเพื่อทีมจะช่วยเหลือให้กำลังใจเพื่อน
รว่ มทมี ใหม้ ากทส่ี ุด

3. เกม เป็นเกมตอบคำถามง่ายๆ เกี่ยวกับเนื้อหาสาระที่ผู้เรียนได้ศึกษา
เรยี นร้ใู น การเล่นเกมผูเ้ รยี นที่เป็นตวั แทนจากทีมแตล่ ะทีมจะมาเป็นผ้แู ข่งขัน

4. การแข่งขัน การจัดการแข่งขันอาจจะจัดขึ้นปลายสัปดาห์หรือท้าย
บทเรียนก็ได้ ซึ่งจะเป็นคำถามเกี่ยวกับเน้ือหาท่ีเรียนมาแล้ว และผ่านการเตรียมความพร้อมจากกลุ่ม
มาแล้ว การจัดโต๊ะแข่งขนั จะมีหลายโต๊ะ แต่ละโต๊ะจะมีตวั แทนของทีมแต่ละทมี มาร่วมแข่งขันทุกโต๊ะ
การแข่งขันควรเริ่มดำเนินการพร้อมกันแข่งขันเสร็จแล้วจดั ลำดับผลการแข่งขันแต่ละโต๊ะนำไปเทียบ
หาคา่ คะแนนโบนสั

5. การยอมรับความสำเร็จของทีม มีการนําคะแนนโบนัสของสมาชิกแต่ละ
คนมารวมกันเป็นคะแนนของทีมและหาค่าเฉลี่ยทีมที่มีคะแนนสูงสุด จะได้รับการยอมรับให้เป็นทีม
ชนะเลิศกับรองลงมา ควรมีการประกาศผลและเผยแพร่สู่สาธารณะรวมทั้งการมอบรางวัลยกย่อง
ชมเชย เปน็ ต้น

วชั รา เลา่ เรียนดี (2547 : 15) ได้กลา่ วถงึ การจัดกจิ กรรมการสอนด้วย วิธีสอนแบบ
รว่ มมือกันเรียนรู้เทคนคิ ทมี การแข่งขนั หรอื TGT โดยมีองค์ประกอบสำคัญดงั นี้

1. การสอนเนื้อหา ครูต้องดำเนินการสอนในสาระความรู้หรือทักษะต่างๆ
ให้นักเรียนทั้งชั้นก่อนจนแน่ใจว่านักเรียนทุกคนรู้และเข้าใจสาระความรู้นั้นหรือรู้และเข้าใจแนว
ทางการปฏิบตั ิพอสมควรกอ่ นทีจ่ ะใหน้ กั เรียนจดั กลุ่ม

2. การจัดกิจกรรมกลุ่ม ครูจัดกลุ่มให้นักเรียนร่วมมือกันเรียนรู้ตามใบงาน
หรอื ใบกจิ กรรมท่ีเตรียมไว้ล่วงหน้าในแต่ละหนว่ ยการเรียนรูห้ รือแต่ละชั่วโมงสอน โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อให้นักเรียนในกลุ่มได้ร่วมกันศึกษาและทําแบบฝึกหัด คนเก่งคอยช่วยเหลือ แนะนำอธิบายให้
เพื่อนสมาชิกที่เรียนด้อยกว่าภายในกลุ่ม สมาชิกที่เรียนอ่อนกว่าจะต้องยอมรับ รวมทั้งพยายามถาม
และตอบร่วมเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ จนรู้และเข้าใจในสาระเหล่านั้นอย่างแท้จริง ที่สำคัญสมาชิกกลุ่ม

34

ทุกคนต้องรู้ยอมรับว่าผลงานและผลการเรียนรู้จากการทดสอบคือผลงานที่ทุกคนมีส่วนรับผิดชอบ
และเปน็ ผลการปฏิบัตขิ องกล่มุ

3. การแข่งขัน นักเรียนแต่ละกลุ่มจะแข่งขันกันตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับ
เรอื่ งท่เี รยี นโดยครจู ะเตรียมคำถามให้นกั เรยี นตอบ โดยอาจจะสรา้ งข้อคำถามใหม้ ี 3 ระดบั คือคำถาม
สำหรับเดก็ เรียนเก่ง เด็กเรยี นปานกลาง และเด็กเรยี นออ่ น เปน็ ต้น หรืออาจจะเปน็ ข้อคำถามคละกัน
ทั้งยากและง่ายให้แต่ละกลุ่มตอบคำถามเหล่านั้น คำถามอาจจะเหมือนกันก็ได้ โดยให้เหมาะสมกับ
ระดบั ความพร้อมของนักเรียน พรอ้ มกบั จำแนกเวลาในการทําแบบฝึกหัดเพื่อการแข่งขันในแต่ละคร้ัง
กไ็ ด้

จากการศึกษาองค์ประกอบสำคัญของการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT สามารถ
สรุปได้ดังนี้คือ การเรียนแบบร่วมมือ TGT มีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การเสนอเนื้อหาเป็นการ
นำเสนอเนื้อหาหรือบทเรียนใหม่ การจัดทีมเป็นการจัดทีมผู้เรียน เกมเป็นเกมตอบคำถามง่ายๆ การ
แข่งขันการจัดการแข่งขันอาจจะจัดขึ้นปลายสัปดาห์หรือท้ายบทเรียนก็ได้ และการยอมรับ
ความสำเร็จของทมี

4.3 ประเภทเกม
Lovel. (1975 : 186 187) ได้แบง่ เกมออกเปน็ 3 ประเภท ดงั นี้
1. เกมเบอ้ื งตน้ (Preliminary games) เป็นเกมทสี่ นุกสนาน พฤตกิ รรมการ

เล่นจะไม่เป็นแบบแผนการกระทำจะสัมพันธ์กับความคิดรวบยอดที่วางไว้น้อยมาก เหมาะกับเด็ก
ระดบั อนบุ าลหรอื เด็กเลก็

2. เกมที่สร้างข้ึน (Structured games) เป็นเกมที่สร้างขึ้นอย่างมีจุดหมาย
แนน่ อน การสรา้ งเกมจะสร้างไปตามแนวคดิ ของความคิดรวบยอดใหส้ อดคล้องกบั เน้ือหาท่ตี ้องการ

3. เกมฝึกหัด (Practice games) เกมนี้จะช่วยเน้นความเข้าใจมากยิ่งข้ึน
การจดั เกมให้เดก็ ควรจะได้เร่ิมไปเป็นข้นั ตอนตั้งแตเ่ กมเบ้ืองต้นโดยเฉพาะเนือ้ หาท่ีเดก็ เขา้ ใจช้า

Gilmman, Joan and Mary (1976 : 657 - 661) ได้แบ่งประเภทของเกมออกเป็น
3 ประเภท คือ

1. เกมพัฒนาการ (Developmental games) เป็นเกมส่งเสริมให้ผู้เล่นได้
เรียนรู้มโนมติใหม่ ๆ

2. เกมยุทธวิธี (Strategy games) เป็นเกมที่ผู้เล่นคิดหาแนวทางเพื่อให้
บรรลจุ ุดประสงคน์ ้ัน ๆ โดยเฉพาะ

3. เกมเสริมแรง (Reinforcement games) เป็นเกมที่จะช่วยให้ผู้เล่นได้
เรยี นรพู้ น้ื ฐานต่างๆ และฝึกทักษะในการนํามโนมตเิ ก่ยี วกบั เรอ่ื งน้ัน ๆ ไปใช้ได้

35

สำหรับเกมที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้เป็นเกมการแข่งขันทางวิชาการ โดยสร้างข้ึนเพ่ือ
ทดสอบความเข้าใจของนักเรียน ในสาระสำคัญที่เรียนไปแล้วในแต่ละเรื่อง โดยยึดตามสาระสำคัญ
และจดุ ประสงค์ในการจัดการเรยี นรเู้ ป็นสำคัญ

4.4 ประโยชน์ของเกม
Heinner and Irueblood (1997 : 34) เกมสามารถเร้าให้นักเรียนเกิดความสนใจ

และความตื่นเต้นในการเรียนรู้ และยังช่วยพัฒนาความสามารถของนักเรียนได้อย่างกว้างขวางจาก
ทักษะพื้นฐานสู่ความมีวินัยในตนเองการใช้ เกมในการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมในห้องเรียนยังให้
ประโยชนท์ น่ี อกเหนอื จากท่ไี ดก้ ล่าวแลว้ ดงั ตอ่ ไปนี้

1. เกมทเ่ี หมาะสมสามารถช่วยเด็กที่มีปัญหาต่างๆ ทางการเรียน เช่นเด็กท่ี
มปี ญั หาในเรือ่ งของภาษา เป็นต้น

2. เกมสามารถช่วยนักเรียนซึ่งมีปัญหาทางด้านวินัยอันเกิดจากความเบ่ือ
หน่ายใน พฤติกรรมท่จี ำเจของการเรียนการสอนตามปกติ

3. เกมชว่ ยส่งเสรมิ ในด้านปฏสิ ัมพันธ์ทางสังคม โดยการกระตุ้นใหเ้ กิดความ
ร่วมมอื และการอภปิ รายปรกึ ษากัน

4. เกมสามารถใช้ในการบรู ณาการตา่ งๆ และสามารถสร้างใหส้ อดคล้องกับ
ความสนใจเฉพาะของนักเรียนได้ จากประโยชน์ของเกมดังกล่าวจะเห็นได้ว่าในการใช้เกม
ประกอบการจัดการเรียนรู้นั้น นอกจากครูจะต้องคัดเลือกเกมท่ีเหมาะสมแล้ว ครูต้องสนุกสนานกับ
การเล่นดว้ ยและควรกวดขนั ใหผ้ ้เู รยี นปฏิบัติตามกตกิ าเพอื่ สรา้ งเสรมิ ความมีวินัยในตนเอง

4.5 ขน้ั ตอนการสร้างเกม
Trueblood and Szabo (1974 : 404-403) ได้เสนอเกณฑ์ 7 ประการ ในการสร้าง

เกมขึ้นใชใ้ นห้องเรียน ดังนี้
1. กําหนดวตั ถปุ ระสงค์ที่ชัดเจน นนั่ คอื ระบุจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ทีต่ อ้ งการ

ใหเ้ กดิ ขนึ้ จากผลของการเลน่ เกม
2. จัดทาํ อุปกรณ์อยา่ งง่ายที่จำเป็นต้องใช้
3. เขียนกติกาและวิธีการเล่นอย่างง่ายๆ ให้กิจกรรมการเล่นดําเนินอย่าง

ราบร่ืนและมีลักษณะชขี้ าดโดยตัวของมนั เอง
4. จัดเตรียมวิธีการในการให้ข้อมูลป้อนกลับ ให้นักเรียนได้ทราบผลการ

ปฏบิ ัติในทนั ที
5. สร้างเกมให้มีการเสี่ยงโชคเปน็ สว่ นประกอบด้วย ซงึ่ จะทาํ ให้ผู้แข่งขันที่มี

สมรรถภาพไม่เทา่ กนั มีโอกาสในการแพ้ ชนะ พอๆ กันทาํ ใหก้ ารเล่นเกมสนุกสนานข้ึน

36

6. ทําอุปกรณ์การเล่นเกมให้สามารถดัดแปลงได้ เพื่อนำไปใช้ในเกมอ่ืน
หรือวัตถุประสงค์อื่นได้ เพื่อประโยชน์สำคัญคือ ประหยัดเวลาของครู ในการผลิตอุปกรณ์สำหรับใช้
กับใหม่และป้องกันไม่ให้เกมหมดความหมายเนื่องจากนักเรียนรู้คำตอบเสียแล้ว อาจแก้ไขโดยการ
เปล่ยี นบัตรปญั หา

7. ประเมินผลเพื่อปรับปรุงเกม โดยการนําเกมที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้กับ
นักเรียนกลุ่มเล็ก สังเกตปฏิกิริยาของนักเรียนประเมินผลตามวัตถุประสงค์ที่กําหนดไว้และสอบถาม
ความร้สู ึกในการเลน่ เกมแตล่ ะเกม ดังน้ี

7.1 ส่วนใดของเกมนท้ี ท่ี า่ นชอบมากที่สุด
7.2 ท่านคดิ ว่าควรปรบั ปรุงเกมนอี้ ย่างไร

4.6 ข้ันตอนการจดั การเรยี นรู้โดยใช้เทคนคิ TGT
สุลัดดา ลอยฟ้า (2536 : 35 - 37) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการสอนแบบร่วมมือโดยใช้

เทคนิค TGT ไว้ว่า การสอนแบบนี้จะไม่มีการทดสอบแต่จะใช้วิธีการเล่นเกมการแข่งขันตอบปัญหา
แทน ซึง่ การสอนแบบ TGT ประกอบดว้ ยขั้นตอน ดงั นี้

1. การนำเสนอบทเรียนต่อทั้งชั้น เนื้อหาของบทเรียนจะถูกเสนอต่อ
นักเรียนทั้งชั้นโดยครูผู้สอน ซึ่งครูผู้สอนต้องใช้เทคนิคการสอนที่เหมาะสมตามลักษณะของเนื้อหา
บทเรียนโดยใชส้ ื่อการเรยี นการสอนประกอบคำอธบิ ายของครเู พือ่ ให้ผู้เรียนเข้าใจเน้ือหาบทเรยี น

37

2. การเรียนกลุ่มย่อย เป็นการทำงานกลุ่มซึ่งแต่ละกลุ่มจะประกอบด้วย
สมาชิกประมาณ 4 คน กิจกรรมของกลุ่มจะอยู่ในรูปการอภิปรายหรือการแก้ปัญหาร่วมกัน กลุ่ม
จะต้องทําให้ดีที่สุดเพือ่ ช่วยสมาชิกแต่ละคนของกลุ่ม ครูควรกระตุ้นให้สมาชิกทุกคนทราบว่างานของ
กลมุ่ จะเดนิ ไดด้ ีก็ต่อเมอ่ื สมาชกิ ในกลุ่มสง่ เสริมและสนบั สนุนซึ่งกนั และกนั

3. การเล่นเกมแข่งขันตอบปัญหา เกมเป็นการแข่งขันตอบคำถามเกี่ยวกับ
เนื้อหาของบทเรียน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทดสอบความรู้ความเข้าใจในบทเรียน เกมประกอบด้วยผู้
เล่น 6 คน ซ่ึงแต่ละคนจะเป็นตัวแทนของทีมย่อยแต่ละทีม การกําหนดนักเรียนเข้าทีมเล่นเกมจะยึด
หลักนักเรียนที่มีความสามารถทัดเทียมกันแข่งขันกัน กล่าวคือนักเรียนเก่งของแต่ละทีมแข่งขันกัน
นักเรียนปานกลางแขง่ ขนั กันและนกั เรยี น อ่อนแข่งขันกัน
การที่นักเรียนที่มีความสามารถทัดเทียมกันจากแต่ละทีมมาทําการแข่งขันกันเพื่อให้นักเรียนแข่งขัน
กับตนเองและนักเรียนแต่ละคนมีโอกาสได้ช่วยเหลือทีมประสบผลสำเร็จเท่าเทียมกัน ถ้านักเรียนแต่
ละคนเตรยี มตวั ให้ดีทส่ี ุด การแข่งขนั เกมจะกระทำประมาณสัปดาห์ละหน่ึงคร้ังหลังจากแข่งขันเกมไป
แล้วสัปดาห์ต่อไปนักเรียนอาจจะถูกเปลี่ยนไปแข่งขันกับโตะ๊ เกมอื่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการแขง่ ขันของ
สัปดาห์ก่อนว่าผลการแข่งขันนั้นนักเรียนอยู่ในตำแหน่งใด ถ้าได้ตำแหน่งที่ 1 อาจถูกเลื่อนไปแข่งกัน
ในโต๊ะที่มีเกมยากขึ้นกว่าเดิม เช่น ย้ายจาก โต๊ะเกมที่ 4 ไปโต๊ะเกมที่ 3 เป็นต้น และเช่นกันก็ได้
ตำแหน่งสุดท้ายก็อาจถูกเลื่อนลงไปแข่งขันในโต๊ะเกมที่ง่ายลง เช่น ย้ายลงจากโต๊ะที่ 2 ไปโต๊ะที่ 1
เป็นตน้

5. เอกสารเกย่ี วกับแผนการเรียนรู้
5.1 ความหมายของแผนการเรยี นรู้
วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542 : 1) กล่าวว่า แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนการ

หรือโครงการท่ีจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร เพือ่ ใชใ้ นการปฏิบัติการสอนในรายวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นการ
เตรียมการสอนอย่างมีระบบ และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครูพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ไปสู่จดุ ประสงค์การเรยี นรู้และจุดหมายหลักสตู รไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ

วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2545 : 290) ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ คือ
แผนที่ผู้สอนจัดทำขึ้นจากคู่มือครู หรือแนวการสอนของกรมวิชาการ ทำให้ผู้สอนทราบว่า จะสอน
เนอ้ื หาใด เพอ่ื จดุ ประสงค์ใด สอนอย่างไร ใชส้ ือ่ อะไร และวดั ผลประเมินผลโดยวธิ ใี ด

กรมวิชาการ (2546 ข : 65) ไดก้ ล่าวถึงแผนการเรียนรวู้ ่า เปน็ แผนซ่ึงครูเตรียมการ
จัดการเรียนร้ใู หแ้ ก่นักเรยี น โดยการวางแผนการจัดกจิ กรรม การใชส้ ื่อ แผนการวัดผลประเมินผลโดย
การวิเคราะห์จากคำอธิบายรายวิชา ซึ่งยึดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังและสาระการเรียนรู้ที่กำหนดอัน
สอดคล้องกับมาตรฐานการเรยี นรชู้ ว่ งชน้ั

38

รจุ ริ ์ ภู่สาระ (2546 : 170) ไดใ้ ห้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรไู้ วว้ ่า เป็นการ
แสดงการจัดการเรียนตามบทเรียนและประสบการณ์การเรียนรู้เป็นรายสัปดาห์หรือรายวัน ซึ่งโดย
ปกติแล้วมักจะพัฒนามาจากหน่วยการเรียนรู้ เป็นเครื่องมือ แนวทางในการจัดประสบการณ์การ
เรียนรใู้ หผ้ ู้เรียนตามที่กำหนดไว้ในสาระการเรียนรู้ของแตล่ ะกลุ่ม

สรุปความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า การจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ
โดยเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาและประสบการณ์ที่จะจัดให้กับผู้เรียนกับระบบการจัดการเรียนรู้ภายใต้
การควบคุมของผู้จัดการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผล

5..2 ความสำคญั ของแผนการเรยี นรู้
ทวีศักดิ์ ไชมาโย (2537 : 4-5) ให้ความสำคัญของแผนการสอนไว้ ดังน้ี

1. ช่วยให้ครูได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ในเรื่องหลักสูตร แนวการสอนการ
จัดทำจัดหาส่ือประกอบการสอน ตลอดจนวธิ ีการวัดและประเมนิ ผลอยา่ งละเอียดทกุ แงท่ ุกมุม

2. ช่วยให้เกิดการวางแผนวิธีสอน วิธีเรียนท่ีมีความหมายยิ่งขึ้น เพราะกา
จัดทำแผนการสอนเป็นการผสมสานเนื้อหาสาระและจุดประสงค์การเรียนรู้จากหลักสูตรกับหลัก
จิตวิทยาการศึกษา หรือนวัตกรรมการเรียนใหม่ ๆ ตลอดจนปัจจัยอำนวยความสะดวกของโรงเรียน
และสภาพปัญหา ความสนใจ ความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครองและทรัพยากรในท้องถิ่น โดยใช้
วิธกี ารเชิงระบบ เพ่ือให้การเรียนการสอนเปน็ ไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ

3. ช่วยให้ครูมีคู่มือที่ทำด้วยตนเองไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความสะดวกใน
การจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพตามเจตนารมณ์ของหลักสูตร ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการ
เรียนรู้อย่างครบถ้วน สอดคล้องกับระยะเวลากับจำนวนชั่วโมงที่มีอยู่จริงในแต่ละภาคเรียนเกิดการ
เรยี นรู้ครบถว้ นตามหลกั สูตร และทนั เวลา ชว่ ยใหค้ รมู คี วามมัน่ ใจในการสอนมากยิง่ ข้ึน

4. ทำให้การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นไปตามจุดประสงค์ที่
กำหนดไว้ช่วยให้ครูสามารถวินิจฉัยจุดอ่อนของนักเรียนที่จะได้รับการแก้ไข และทราบจุดเด่นที่ควร
ได้รบั การส่งเสรมิ ตอ่ ไป นอกจากนย้ี งั ช่วยให้ครูเห็นภาพการทำงานของตนเองไดเ้ ดน่ ชัดยิง่ ข้นึ

5. ครูผู้สอนสามารถใช้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงตรง เพื่อเสนอแนะแก่
บุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมวิชาการ ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหาร เพื่อปรับปรุง
หลกั สูตรใหมใ่ หเ้ หมาะสมยง่ิ ขึ้น

6. ช่วยให้ผู้บริหารหรือผูเ้ กี่ยวข้อง สามารถทราบขั้นตอน กระบวนการต่าง
ๆในการสอนของครู เพือ่ นิเทศติดตาม และประเมินผลการสอนไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ

39

7. ถ้าผู้สอนติดธุระจำเป็นไม่สามารถสอนด้วยตนเองได้ แผนการสอนจะ
ชว่ ยเป็นค่มู ือครูแก่ผู้มาสอนแทนได้เป็นอย่างดี

8. เป็นการพัฒนาวิชาชีพครูที่แสดงว่า งานสอนต้องได้รับการฝึกฝนที่มี
ความเช่ยี วชาญโดยเฉพาะมเี ครอ่ื งมอื และเอกสารท่จี ำเป็นสำหรับการประกอบวชิ าชีพ

9. เป็นผลงานทางวิชาการอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นความชำนาญการพิเศษ
หรือความเชี่ยวชาญของผู้จัดทำแผนการสอน ซึ่งสามารถนำไปพัฒนางานในหน้าที่และเสนอเลื่อน
ระดบั

5.3 กระบวนการจดั ทำแผนการเรยี นรู้
ทวี ภูศรีโสม (2544 : 31-34) กล่าวว่า การทำแผนการจัดการเรียนรู้เป็นการ
เตรยี มการสอน เพ่อื ใช้ทกั ษะกระบวนการต่าง ๆ ใหเ้ กิดประสทิ ธิภาพตามเจตนารมณ์ของหลักสูตรอัน
จะนำไปสู่พัฒนาการด้านต่าง ๆ ของนักเรียน แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีย่อมสนองปัญหาและความ
ต้องการของนักเรียน ชุมชน และสงั คม กระบวนการทำแผนการจัดการเรยี นรู้มีลำดับขัน้ ตอน ดังน้ี

ศึกษาหลักสูตร คมู่ ือครู แบบเรียน กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

วิเคราะห์หลกั สตู ร

จัดทำกำหนดการสอน

เขยี นแผนการจัดการเรียนรู้

จดั กิจกรรมการเรยี นการสอนทเี่ หมาะสม

จะเหน็ ว่า การทำแผนการจดั การเรยี นรเู้ ป็นลำดบั ขน้ั ตอน ดงั น้ี
ขั้นที่ 1 ศึกษาหลกั สตู ร การศึกษาหลกั สูตรเพอ่ื ทำแผนการจัดการเรยี นรู้

จะตอ้ งศกึ ษาสว่ นประกอบของหลกั สูตร ตัง้ แตห่ ลักการ จุดหมาย โครงสร้าง คำอธิบายรายวิชา เวลา
เรียนแนวดำเนนิ การ สิ่งสำคัญ คอื ศึกษาการจัดการเรียนการสอนตามทหี่ ลกั สูตรต้องการ

ขั้นที่ 2 วเิ คราะหห์ ลักสูตร เพื่อศึกษาจุดประสงค์ โครงสร้างเน้ือหา เพ่ือจะ
นำไปจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนใหส้ อดคล้อง และเหมาะสมกบั สภาพท้องถิน่ นั้น ๆ ท้ังน้ีต้อง

40

คำนึงถึงสภาพของนักเรียนด้วย สำหรบั คู่มือครูวทิ ยาศาสตร์ จะช่วยใหเ้ ราทราบความคิดรวบยอด
จุดประสงค์ขอบเขตเน้ือหาแผนภูมิการสอน ซ่ึงจะนำมาจดั แบง่ ใหเ้ หมาะสมกับจำนวนช่ัวโมงในการ
สอนแตล่ ะครง้ั และนำมาจดั ทำขอบขา่ ยเนอื้ หาในการสอนแตล่ ะครั้ง

ข้นั ที่ 3 จดั ทำกำหนดการสอน และเขยี นแผนการจดั การเรียนรู้ เพ่ือเป็น
การวางแผนการจัดการเรยี นรู้ตลอดภาคเรียน ตลอดปีการศึกษาใหเ้ ปน็ ไปตามลำดับว่า จะทำการสอน
แตล่ ะครั้งมขี อบเขตเนื้อหาแค่ไหน ใช้กจิ กรรมการเรยี นการสอนอะไร และเพ่ือให้นักเรยี นบรรลุใน
เร่ืองอะไรในการสอนแตล่ ะคร้ังวางแผนการจัดการเรียนรูต้ ลอดภาคเรียน ตลอดปกี ารศึกษาให้เป็นไป
ตามลำดบั วา่ จะทำการสอนแต่ละครัง้ มีขอบเขตเน้ือหาแคไ่ หน ใชก้ จิ กรรมการเรียนการสอนอะไร และ
เพื่อใหน้ ักเรยี นบรรลุในเร่ืองอะไรในการสอนแต่ละคร้ัง สว่ นประกอบของการกำหนดการสอน มีดังนี้

1. หัวขอ้ เรือ่ งย่อย เปน็ เนอ้ื หาที่ไดจ้ ากการวิเคราะห์คำอธิบายวชิ า
ซงึ่ อาจคน้ ควา้ จากหนังสืออ้างองิ ประกอบ หรอื ใช้หัวขอ้ ปัญหาในชวี ติ ประจำวนั ตามความต้องการของ
ชุมชน

2. จำนวนชัว่ โมง ให้กำหนดจำนวนชัว่ โมงท่ีควรใช้ในการสอนแต่
ละหัวข้อเร่ืองย่อยโดยคำนวณจากจำนวนชว่ั โมงท่มี จี ริงตลอดภาคเรียนตามหวั ข้อกำหนดของหลักสูตร
และพิจารณานำ้ หนักของเรือ่ งราวท่จี ะสอนในหวั ข้อเร่ืองยอ่ ย ๆ นัน้

3. กจิ กรรมในข้ันตอนนี้ครูผู้สอนจะต้องระบุกิจกรรมการเรียนการ
สอนที่จะสอนในแตล่ ะหวั ขอ้ เร่ืองย่อยท่วี ิเคราะหไ์ ว้ใหเ้ ป็นกระบวนการ โดยจดั ให้เดก็ ได้ทำกจิ กรรม
การเรยี นรู้ต่างๆ อยา่ งเหมาะสมกบั จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ เหมาะสมกบั ธรรมชาติวิชา และวัยของเดก็
เหมาะสมกบั ลักษณะเนอื้ หาวิชา และเหมาะสมกับสภาพแวดลอ้ มในโรงเรียนและชีวติ จรงิ ของผ้เู รียน

4. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ให้เขียนในลกั ษณะจดุ ประสงคน์ ำทาง
การเขียนจดุ ประสงคน์ ำทางมีวัตถุประสงคใ์ หผ้ ู้สอนได้พิจารณาถงึ ผลการเรยี น หรือพฤติกรรมตา่ ง ๆ
ทค่ี วรจะเกิดข้นึ ในระหว่างการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน ในแต่ละเรื่องยอ่ ยอย่างมรี ูปแบบของการ
กำหนดการสอน

ดงั ตอ่ ไปน้ี ข้ันท่ี 4 เขยี นแผนการจัดการเรยี นรู้ โดยมสี ว่ นประกอบท่สี ำคญั ตามหวั ข้อ

1. สาระสำคญั
2. ผลการเรยี นรทู้ ี่คาดหวัง
3. สาระการเรียนรู้
4. กิจกรรมการเรยี นการสอน
5. สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้

41

6. การวัดผลและประเมินผล
7. ข้อเสนอแนะเพม่ิ เตมิ
8. ความคิดเหน็ ของผู้บรหิ ารสถานศึกษา
9. บันทกึ ผลหลังสอนของผูส้ อน
จากส่วนประกอบของรูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว ทำให้มองเห็น
แนวทางในการพฒั นาแผนการจัดการเรียนรู้ไดเ้ ป็นอย่างดี
5.4 หลักการเขยี นแผนการเรยี นรู้
ทวี ภูศรีโสม (2544 : 37-39) ได้เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ มีขั้นตอน 9 ขั้นตอน
ดงั นี้
1. กำหนดหมวดหมู่เนื้อหาและประสบการณ์ อาจกำหนดเป็นหมวดวิชา
หรือบรู ณาการเป็นสหวิทยาการตามที่เห็นเหมาะสม
2. กำหนดหน่วยการสอน โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยการสอน
เนอื้ หาวิชาท่จี ะให้ครสู ามารถถา่ ยทอดความรู้ให้แกน่ ักเรียนได้ในหนึ่งสัปดาหห์ รอื สอนไดห้ น่วยละครั้ง
3. กำหนดหัวเรื่อง ผู้สอนจะต้องถามตัวเองว่าในการสอนแต่ละหน่วยควร
ให้ประสบการณ์อะไรแก่ผเู้ รียน แลว้ กำหนดหัวเรอื่ งออกมาเปน็ หนว่ ยการสอนยอ่ ย
4. กำหนดหลักการและสาระสำคัญ หลักการและสาระสำคัญที่กำหนดข้ึน
จะต้องสอดคล้องกับหน่วยและหัวข้อเรื่อง โดยสรุปสาระสำคัญและหลักการไว้ เพื่อเป็นแนวทางใน
การจดั เนื้อหามาสอดคลอ้ งกนั
5. กำหนดจุดประสงค์ให้สอดคล้องกับหัวเรื่อง โดยเขยี นเป็นจดุ ประสงค์เชิง
พฤติกรรมทีต่ ้องมีเกณฑ์การเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมไว้ทกุ คร้งั
6. กำหนดกิจกรรมให้สอดคล้องกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งเป็นแนว
ทางเลือกการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ / แผนการสอน หมายถึง กิจกรรมทุกอย่างที่ผู้เรียนเป็นผู้
ปฏิบตั ิ เชน่ การตอบคำถาม อภิปราย อธิบายการทดลอง เป็นต้น

6. เอกสารเก่ียวกับผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
6.1 ความหมายของผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
ธาริณี วิทยาอนิวรรตน์ (2542 : 12) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง

พฤติกรรมที่แสดงถึงความสามารถในการกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ จากที่ไม่เคยกระทำได้หรือกระทำได้
นอ้ ยก่อนท่จี ะมกี ารเรยี นการสอนซึง่ เปน็ พฤตกิ รรมทีส่ ามารถวดั ได้

42

สมสุข ศรีสุก (2542 : 64) กลา่ ววา่ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน หมายถงึ ความสำเรจ็ ท่ี
ได้จากความรู้ ความสามารถ ทักษะ หรือหมายถึงผลของการเรียนการสอนหรือผลงานที่เด็กได้จาก
การประกอบกจิ กรรมนั้น ๆ

วันตา นันตา (2538 : 21) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ด้าน
เนื้อหาวิชาที่เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนภายหลังในการศึกษาและอบรมเรื่องนั้นๆ มาแล้ว โดยให้ผลรวมของ
คะแนนแทนความสามารถทางการเรียนของผู้เรียน

Good (1973 : 7) กล่าวว่า ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น หมายถึง การเขา้ ถึงความรู้หรือ
พัฒนาทักษะทางการเรียน ซึ่งโดยปกติจะพิจารณาจากคะแนนสอบหรือคะแนนที่ได้จากงานที่ครู
มอบหมายให้หรือทง้ั สองอยา่ ง

จากความหมายที่ได้กล่าวมาแล้วสามารถนำมาสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หมายถึง ความสำเร็จในด้านความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพต่างๆ ของสมองหรือประสบการณ์ท่ีได้
จากการเรยี นรูอ้ นั เป็นผลมาจากการเรียนการสอน การฝึกฝนหรือประสบการณต์ า่ งๆ ของแต่ละบุคคล
สามารถวัดได้โดยการทดสอบด้วยวิธีการตา่ งๆ ซ่ึงคะแนนที่วัดได้เป็นความสามารถทางการเรียนซ่ึงได้
จากการทาํ แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน

6.2 การวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน
ไพศาล หวังพานิช (2536 : 137) ได้แบ่งการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตาม
จุดม่งุ หมายและลักษณะวชิ าทีส่ อนซึ่งสามารถวดั ได้ 2 แบบคอื

1. การวัดด้านปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถในการปฏิบัติ
หรือทักษะของผู้เรียน โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถดังกล่าวในรูปการกระทำจริงให้
ออกเป็นผลงาน เช่น วิชาศิลปศึกษา พลศึกษา การช่าง เป็นต้น การวัดแบบนี้จึงต้องใช้ข้อสอบ
ภาคปฏบิ ัติ (Performance test)

2. การวดั ดา้ นเนอ้ื หาเปน็ การตรวจสอบความสามารถเกย่ี วกับเนื้อหาวิชาซึ่ง
เป็นประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียน รวมถึงพฤติกรรมความสามารถในด้านต่างๆสามารถวัดได้โดย
ใชข้ อ้ สอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ (Achievement test)

Bloom (1976 : 21) กล่าวว่า จุดมุ่งหมายตามระดับความรู้จากต่ำไปสูงมี 6ระดับ
คือระดับความรู้ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า
ซึ่งผู้สอนสามารถนำไปใชเ้ ป็นแนวในการตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้ผูเ้ รียนเกดิ การคิดในระดับทีส่ ูงขึ้นไป
เรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อถามคำถามแล้วพบว่า ผู้เรียนมีความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วผู้สอนควรตั้ง
คำถามระดับที่สูงขึ้น คือระดับความเข้าใจ หรือถ้าผู้เรียนมีความเข้าใจแล้วผู้สอนก็ควรตั้งคำถามใน
ระดบั ท่ีสงู ข้ึนไปอกี หรือระดับการนำไปใช้

43

การที่ผู้สอนจะสามารถตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นความคิดของผู้เรียนตามจุดมุ่งหมาย
ทางด้าน พทุ ธพิ ิสัยของบลูมให้สงู ขน้ึ นนั้ ผู้สอนจำเปน็ ต้องมคี วามเข้าใจในความหมายของระดับความรู้
ทั้ง 6 ประการ ผู้สอนจำเป็นต้องเข้าใจลักษณะความรู้แต่ละระดับ และพฤติกรรมที่แสดงออกถึง
ความรนู้ น้ั ดังน้ี

1. การเรียนรู้ในระดับความรู้ ความจำ (Knowledge) คือ การเรียนรู้ที่
ผู้เรียนสามารถตอบ ได้ว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้มามีสาระอะไรบ้าง ซึ่งการที่สามารถตอบได้นั้นได้มาจากการ
จดจำเปน็ สำคัญ ดงั น้ันคำถามที่ใช้ในการทดสอบการเรียนรู้ในระดับนี้จึงมักเป็นคำถามท่ีถามถึงข้อมูล
สาระ รายละเอียดของสิ่งที่เรียนรู้ และให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมทีบ่ ่งชีว้ ่าตนมีความรู้ความจำในเรื่อง
นั้นๆ พฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงการเรียนรู้ในระดับความรู้ความจำได้แก่ บอกเล่า ชี้ ระบุ จำแนก ท่อง
รวบรวม ประมวล จดั ลำดับ ใหค้ วามหมาย ให้คำนิยมเลอื ก

2. การเรียนรูร้ ะดบั ความเขา้ ใจ (Comprehension) คือ การเรยี นรทู้ ีผ่ ูเ้ รยี น
จะเข้าใจความหมาย ความสัมพันธ์และโครงสร้างของสิ่งที่เรียนและสามารถอธิบายสิ่งที่เรียนรู้นั้นได้
ด้วย คำพูดของตนเองผู้เรียนที่มีความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หลังจากได้ความรู้ในเรื่องนั้นมาแล้ว
จะสามารถแสดงออกได้หลายทาง เช่น สามารถตีความได้ แปลความได้เปรียบเทียบได้ บอกความ
แตกต่างได้ ดังนั้นคำถามในระดับนี้จึงมักเป็นคำถามที่ช่วยให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงความ
เข้าใจของตนในเร่ืองนั้นๆ พฤตกิ รรมทบ่ี ่งช้ีถึงการเรียนรู้ในระดับความเขา้ ใจ คอื อธบิ าย ขยาย ความ
เปรียบเทียบ ลงความเห็น แปลความหมาย แสดงความคิดเห็น ตีความหมาย คาดการณ์ คาดคะเน
สรุป ย่อ ทำนาย บอกใจความสำคัญ กะประมาณ

3. การเรียนในรู้ในระดับการนำไปใช้ (Application) คือ การเรียนรู้ท่ี
ผู้เรียนสามารถนาํ ข้อมลู ความรู้และความเข้าใจ ทไ่ี ด้เรียนรมู้ าไปใชใ้ นการหาคำตอบและแก้ปัญหาใน
สถานการณ์ต่างๆ ดังนั้นคำถามในระดับนี้จึงมักประกอบ ด้วยสถานการณ์ที่ผู้เรียนจะต้องดึงความรู้
ความเขา้ ใจ มาใชใ้ นการหาคำตอบโดยผูเ้ รียนมีพฤติกรรมท่บี ง่ ช้ีถึงการเรียนรู้ในระดับสามารถนำไปใช้
ได้ พฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงการเรียนรู้ในระดับการนําความรู้ไปใช้ ได้แก่ การประยุกต์ ปรับปรุงแก้ปัญหา
เลือก จดั ทาํ ปฏิบัติ แสดง สาธิต ผลติ

4. การเรียนรู้ในระดับการวิเคราะห์ (Analysis) คอื การเรยี นรู้ท่ีผู้เรียนต้อง
ใช้การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการคิดที่ลึกซึ้งเน่ืองจากไม่สามารถหาคำตอบได้จากข้อมูลที่มีอยู่
โดยตรง ผู้เรียนต้องใช้ความคิดหาคำตอบจากการแยกแยะข้อมูลและหาความสัมพันธ์ของข้อมูลที่
แยกแยะนั้น หรืออีกนัยหนึ่งคือการเรียนรู้ในระดับที่ผู้เรียนสามารถจับได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ เหตุผล
หรือแรงจงู ใจทีอ่ ยเู่ บือ้ งหลังปรากฏการณ์ใดปรากฏการณห์ นงึ่

5. การเรียนรู้ในระดับสังเคราะห์ (Synthesis) คือ การเรียนรู้ที่ผู้เรียน
สามารถคิดประดิษฐ์ส่ิงใหม่ขึ้นมาได้ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของสิ่งประดิษฐ์ความคิดหรือภาษา หรือทำนาย


Click to View FlipBook Version