44
สถานการณ์ในอนาคตได้และคิดวิธีการแก้ปัญหาได้ พฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงการเรียนรู้ในระดับการ
สังเคราะห์ คือ เขียนบรรยาย อธิบาย เล่า บอก เรียบเรียง สร้าง จัด ประดิษฐ์แต่ง ดัดแปลง ปรับ
แกไ้ ขทําใหม่ ออกแบบ ปฏบิ ัติ คดิ ริเริ่ม ตัง้ สมมตฐิ าน ตั้งจุดม่งุ หมาย ทำนาย แจกแจงรายละเอยี ด จัด
หมวดหมู่ สถานการณ์ วธิ ีแกป้ ญั หา
6. การเรียนร้ใู นระดบั การประเมนิ คา่ (Evaluation) คือ การเรียนรูใ้ นระดับ
ท่ีผเู้ รยี นตอ้ งใชก้ ารตดั สนิ คุณค่า ซง่ึ กห็ มายความว่าผูเ้ รียนจะต้องสามารถตั้งเกณฑ์ในการประเมินหรือ
ตัดสินคุณค่าต่างๆ ได้ และแสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้นได้ พฤติกรรมที่บ่งชี้การเรียนรู้ในระดับนี้คือ
วิพากษ์วิจารณ์ ตัดสิน ประเมินค่า ตีค่า สรุป เปรียบเทียบจดั อันดับ กําหนดเกณฑ์ กําหนดมาตรฐาน
ตัดสินใจ แสดงความคดิ เหน็ ให้เหตุผล บอกหลกั ฐาน
สรุปว่าการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาชีววิทยา เรื่อง
กระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง ด้านพุทธิพิสัยตามระดบั จดุ มุง่ หมาย คอื ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ
การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสงั เคราะห์ และการประเมินค่า
6.3 คุณลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2542 : 757) ได้กล่าวถึงลักษณะของแบบทดสอบที่ดี
ต้องมขี นั้ ตอนในการสร้างแบบทดสอบวัดความรคู้ วามเขา้ ใจ เป็น 6 ขั้นตอนดงั น้ี
1. กําหนดเน้อื หาและพฤตกิ รรมท่ตี อ้ งจดั การ
2. เลือกชนดิ และแบบของแบบทดสอบ
3. เขียน (ร่าง) ขอ้ คำถาม
4. จดั เรียงและทาํ รูปเล่ม
5. ตรวจปรบั ปรุงและแกไ้ ข
6. ตรวจสอบคณุ ภาพ
บุญชู ศรีสะอาด (2536:50 - 53) ได้แบ่งลักษณะของแบบทดสอบออกเป็น 2
ประเภท คอื
1. แ บ บ ท ด ส อ บ อ ิ ง เ ก ณ ฑ ์ ( Criterion referenced test) ห ม า ย ถึ ง
แบบทดสอบที่สร้างขึ้นตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มีคะแนนจุดตัดหรือคะแนนเกณฑ์สำหรับใช้
ตัดสินว่าผู้สอบมีความรู้ตามเกณฑ์ที่กาํ หนดไว้หรอื ไม่ การวัดตรงตามจุดประสงค์เปน็ หัวใจสำคัญของ
ขอ้ สอบในแบบทดสอบประเภทนี้
2. แบบทดสอบอิงกลุ่ม (Norm referenced test) หมายถึงแบบทดสอบท่ี
มุ่งสร้างเพื่อวัดให้ครอบคลุมหลักสูตร จึงสร้างตามตารางวิเคราะห์หลักสูตรความสามารถในการ
จำแนกผู้สอบ ตามความเก่งอ่อนได้ดีเป็นหัวใจสำคัญของข้อสอบในแบบทดสอบประเภทนี้ การ
รายงานผลการ สอบอาศัยคะแนนมาตรฐานซึ่ง เป็นคะแนนที่สามารถใช้ความสามารถให้ความหมาย
45
แสดงถึงสถานภาพ ความสามารถของบุคคลนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นๆ ที่ใช้เป็นกลุ่ม
เปรยี บเทยี บ
ชวาล แพรัตกุล (2532 : 123 -136) กล่าวถึง คุณลักษณะของแบบทดสอบที่ดีไว้
10 ประการ คือ
1. ต้องเที่ยงตรง (Validity) หมายถึง คุณสมบัติที่จะทําให้ผู้ใช้บรรลุถึง
วัตถปุ ระสงค์ แบบทดสอบทม่ี ีความเทยี่ งตรงสงู แบบทดสอบที่สามารถทาํ หน้าที่วัดสิ่งทเี่ ราจะได้อย่าง
ถกู ต้องตามความมุ่งหมาย
2. ต้องยตุ ิธรรม (Fair) คือ โจทย์คำถามท้ังหลายไม่มชี ่องทางแนะให้เด็กเดา
คำตอบไดไ้ มเ่ ปดิ โอกาสให้เด็กเกียจคร้านท่จี ะดูตำราแต่ตอบไดด้ ี
3. ต้องถามลึก (Searching) วัดความลึกซึ้งของวิทยาการตามแนวดิ่ง
มากกว่าท่ีจะวดั ตามแนวกวา้ งว่ารมู้ ากเพียงใด
4. ต้องยั่วยุเป็นเยี่ยงอย่าง (Exemplary) คำถามมีลักษณะท้าทายชักชวน
ให้คิด เดก็ สอบแลว้ มีความอยากรู้เรอ่ื งราวกว้างยงิ่ ขน้ึ อีก
5. ต้องจำเพาะเจาะจง (Definite) เด็กอ่านคำถามแล้วต้องเข้าใจแจ่มชัดวา่
ครูถามถงึ อะไรหรอื ใหค้ ดิ อะไรไม่ถามคลุมเครือ
6. ตอ้ งเป็นปรนัย (Objectivity) หมายถงึ คณุ สมบัติ 3 ประการคอื
6.1 แจม่ ชดั ในความหมายของคำถาม คือทกุ คนทอี่ ่านข้อสอบไม่ว่า
จะเป็นผสู้ อนและผ้ตู รวจข้อสอบยอ่ มจะเข้าใจตรงกันไม่ตีความไปคนละแง่
6.2 แจ่มชัดในวิธีตรวจหรือมาตรฐานในการให้คะแนน คือการ
ตรวจใหค้ ะแนนไดต้ รงกนั ไมว่ ่าผู้ตรวจผู้ออกขอ้ สอบเป็นคนตรวจหรอื คนอืน่ ก็ตาม
6.3 แจ่มชัดในการแปลความหมายของคะแนน คือการแปล
ความหมายได้ชัดเจน ไม่วา่ ใครจะเปน็ ผู้แปลความหมายของคะแนนกใ็ ห้ผลเปน็ อย่างเดยี วกัน
7. ตอ้ งมปี ระสิทธภิ าพ (Efficiency) คอื ความสามารถใหค้ ะแนนท่ีเทยี่ งตรง
และเชื่อถอื ไดม้ ากท่สี ดุ
8. ต้องยากพอเหมาะ (Difficulty) คือ ข้อสอบที่มีผู้ตอบถูกไม่ต่ำกว่า 20
คน และไมเ่ กิน 80 คน จากผสู้ อบ 100 คน
9. ต้องมีอำนาจจำแนก (Discrimination) คือสามารถแยกเด็กออกเป็น
ประเภทๆ ได้ทกุ ระดบั ตั้งแตอ่ อ่ นสดุ จนถงึ แก่สุด
10. ต้องเชื่อถือได้ (Reliability) คือ ข้อสอบน้ันสามารถให้คะแนนได้คงท่ี
แน่นอนไมแ่ ปรผนั
46
สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผู้วิจัยได้สร้างขึ้นตามจุดมุ่งหมาย
ของการเรียน ครอบคลุมพฤติกรรมในการเรียนรู้มีการวิเคราะห์ข้อสอบเพื่อหาความยากง่าย ค่า
อำนาจ จำแนก เพื่อปรับปรุงแก้ไขตามผลการวิเคราะห์แล้วจึงจัดทําแบบทดสอบเพื่อนำไปใช้ในการ
วจิ ยั
7. เอกสารเกยี่ วกับความพึงพอใจ
7.1 ความหมายของความพึงพอใจ
ความหมายความพึงพอใจ ไดม้ ีผู้ให้คำอธบิ ายความหมาย ของความพึงพอใจไวด้ ังน้ี
ราชบัณฑิตยสถาน (2546 : 588-600) พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถานได้ให้ ความหมาย
ว่า พอใจ หมายถึง สมใจ ชอบใจ เหมาะ พงึ ใจ หมายถงึ พอใจ ชอบใจ
กิติมา ปรีดีดิลก (2554 : 278-279) ได้รวบรวมความหมายของความพึงพอใจในการทำ
งาน ดังนี้
5.1.1 ความพึงพอใจในการทำงานตามแนวคิดของ คาร์เตอร์ (Carter) หมายถึง คุณภาพ
สภาพ หรือระดับความพึงพอใจของบุคคล ซึ่งเป็นมาจากความสนใจ และทัศนคติของ บุคคลที่มีต่อ
คณุ ภาพและสภาพของงานนน้ั ๆ
5.1.2 ความพึงพอใจในการทำงานตามแนวคิดของ เบนจามิน (Benjamin) หมายถึง
ความรูส้ ึกทม่ี ีความสขุ เมื่อไดร้ ับผลสำเร็จ ตามความม่งุ หมาย ความตอ้ งการ หรอื แรงจงู ใจ
5.1.3 ความพึงพอใจในการทำงานตามแนวคดิ ของ เอร์เนสท์ (Ernest) และ โจเซพ
(Joseph) หมายถึง สภาพความต้องการต่าง ๆ ที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่การงานแล้ว ได้รับการ
ตอบสนอง
5.1.4 ความพึงพอใจตามแนวคิดของ จอร์จ (George) และ เลโอนาร์ด (Leonard)
หมายถึงความร้สู กึ พอใจในงานที่ทำ และเต็ม ใจทีจ่ ะปฏบิ ตั ิงานนนั้ ให้บรรลุวัตถุประสงค์
ปรียาพร วงศอ์ นตุ รโรจน์ (2550 : 130) ได้ให้ความหมายความพึงพอใจในการทำงานวา่ เป็น
ความรสู้ ึกของบคุ คลทีม่ ีต่อการทำงานในทางบวกเป็นความสุขของบุคคลท่เี กิดจากการ ปฏิบตั ิงานและ
ไดร้ ับผลตอบแทน คอื ผลที่เปน็ ความพึงพอใจท่ีทำใหบ้ ุคคลเกิดความรสู้ ึกกระตือรือร้น มีความมุ่งมันท่ี
จะทำงาน มีขวญั และกำลังใจส่ิงเหล่านี้จะมผี ลต่อประสทิ ธิภาพและประสิทธผิ ลของการทำงานรวมท้ัง
สง่ ผลตอ่ ความสำเร็จและเปน็ ไปตามเป้าประสงคข์ ององค์การ
47
ธงชัย สันติวงษ์ (2553 : 359) กล่าวว่า ถ้าบุคคลหนึ่งได้มองเห็นช่องทาง หรือโอกาสจะ
สามารถสนองแรงจงู ใจทต่ี นมีอยแู่ ล้ว ก็จะทำให้เกดิ ความพึงพอใจของเขาดขี นึ้ หรอื อยใู่ นระดบั สูง
สมศักดิ์ คงเทย่ี ง และอัญชลี โพธิ์ทอง (2552 : 278-279) กล่าวว่า
4.1.1 ความพึงพอใจเปน็ ผลรวมของความรสู้ ึกของบุคคลเก่ียวกับระดับความชอบ
หรือไมช่ อบตอ่ สภาพตา่ ง ๆ
4.1.2 ความพงึ พอใจเป็นผลของทศั นคติทเี่ กยี่ วขอ้ งกบองค์ประกอบต่าง ๆ
4.1.3 ความพงึ พอใจในการทำงานเปน็ ผลมาจากการปฏบิ ัติงานท่ีดี และสำเรจ็ จนเกิดเป็น
ความภูมิใจ และได้ผลตอบแทนในรูปแบบตา่ ง ๆ ตามทหี่ วงั
7.2 ทฤษฎีเก่ียวกับความพงึ พอใจ
สมพงษ์ เกษมสิน (2518 : 298 อ้างถึงใน นริษา นราศรี 2550 : 28) บุคคลจะเกิดความ
พึง พอใจได้นั้น จะต้องมีการจูงใจ ได้กล่าวถึงการจูงใจไว้ว่า “การจูงใจเป็นการชักจูงให้ผู้อื่นปฏิบัติ
ตาม โดยมีมูลเหตุความต้องการ 2 ประการ คือ ความต้องการทางร่างกาย และความต้องการทาง
จิตใจ”
นฤมล มีชัย (2555 : 15) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกหรือเจตคติที่ดีต่อการการ
ปฏิบัติงานตามภาระหน้า ที่ และความรับผิดชอบนั้นๆด้วยใจรัก มีความกระตือรือร้นในการทำงาน
พยายามตั้งใจทำงานให้บรรลุเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพสูงสุด มีความสุขกับงานที่ทำและมีความ
พอใจ เมอ่ื งานนั้นไดผ้ ลประโยชนต์ อบแทน
7.3 ความสำคัญของความพงึ พอใจ
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2550 : 130) ได้กล่าวถึงความสำคัญในการศึกษาความพึงพอใจ
ในการทำงาน ดังน้ี
5.3.1 การรับรู้ปัจจัย ต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในการทำงาน ทำให้
สามารถนำ ไปใชใ้ นการสร้างปจั จัย เหล่านใ้ี ห้เกิดขน้ึ เป็นประโยชนต์ อ่ การทำงาน
5.3.2 ความพึงพอใจในการทำงาน จะทำให้บคุ คลมีความตั้งใจในการทำงาน ลดการ ขาด
งาน การมาทำงานสาย และการขาดความรับผิดชอบทม่ี ตี อ่ งาน
5.3.3 ความพึงพอใจในการทำงาน เป็นการเพิ่มผลผลิตของบุคคลทำ ให้องค์การมี
ประสิทธภิ าพ และประสิทธผิ ล ได้บรรลเุ ป้าหมายขององคก์ ร
48
7.4 การวัดความพึงพอใจ
หทยั รตั น์ ประทมุ สตู ร (2552 : 14) กลา่ วว่า การวดั ความพึงพอใจ เปน็ เรอ่ื งทเี่ ปรียบได้กับ
ความเข้าใจๆ ไป ซง่ึ ปกตจิ ะวัด ไดโ้ ดยการสอบถามจากบคุ คลที่ต้องการจะถาม มีเคร่อื งมือท่ี ต้องการ
จะใช้ ในการศึกษาค้นคว้าหลาย ๆ อย่าง อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าจะมีการวัดอยู่หลายแนวทางแต่
การศึกษาความพึงพอใจอาจแยกกลา่ วแนวทางวดั ได้สองแนวคดิ ดังน้ี
5.4.1 วัดจากสภาพทั้งหมดของแต่ละบุคคล เช่น ที่ทำงาน ที่บ้านและทุก ๆ อย่างท่ี
เก่ยี วขอ้ งกับชวี ิต การศึกษาตามแนวทางน้ีจะได้ข้อมลู ทส่ี มบูรณ์ แต่ทำใหเ้ กดิ ความยุ่งยากกับการที่จะ
วดั และเปรยี บเทยี บ
5.4.2 วดั ได้โดยแยกออกเป็นองคป์ ระกอบ เชน่ องค์ประกอบทเี่ กย่ี วกับงานการนเิ ทศ งาน
เก่ยี วกับนายจ้าง
จากแนวคิดข้างต้นผู้วิจัยกล่าวถึงสิ่งที่สร้างความพึงพอใจสรุปได้ว่า ความพึงพอใจเป็น
ความรู้สึกในทางบวกความรู้สึกที่มีความสุขเมื่อได้รับผลสำเร็จ และผลตอบแทนจาก การปฏิบัติงาน
ทำใหบ้ คุ คลเกดิ ความสบายใจ หรือสนองความตอ้ งการทาใหเ้ กดิ ความสุขเปน็ ผลดี ต่อการปฏิบัตงิ าน
8. งานวิจยั ท่เี กย่ี วข้อง
กฤษกร สุขอนันต์ (2558) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องเรขาคณติ
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคTAI 2)
เปรยี บเทียบผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นคณิตศาสตร์ เร่อื ง เรขาคณติ ของนักเรียน ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 6
ก่อนและหลงั การจดั การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT และ 3) เปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
คณิตศาสตร์ เรอ่ื งเรขาคณติ ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปที ี่ 6 ระหว่างกลุม่ ที่ไดร้ บั การจัดการเรียนรู้
แบบร่วมมือเทคนิค TAI กับกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT กลุ่มตัวอย่าง
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนดังเอ็ง อำเภอเมืองจังหวัดจันทบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2558 จำนวน 2 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 40 คน แต่ละห้องเรียน มีนักเรียนแบบคละความรู้
ความสามารถ ซึง่ ไดม้ าจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) จากนน้ั ใช้วิธีการจับ
ฉลากนักเรยี นกล่มุ ทดลอง หอ้ งเรียนที่ 1 เปน็ กลมุ่ ทดลองที่ไดร้ ับการจดั การเรยี นรูแ้ บบร่วมมือเทคนิค
TAI และห้องเรียนที่ 2 เป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เครื่องมือที่
ใช้ในการวิจัยครัง้ นี้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ TAI แผนการจัดการ
เรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบ TGT และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการ
วเิ คราะหข์ อ้ มูล ได้แก่ คา่ เฉล่ีย สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานและการทดสอบคา่ ที่ผลการวิจัยพบว่า นกั เรียน
49
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค TAI มีผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี น หลงั เรียนสงู กว่าก่อนเรียน อย่างมีนยั สำคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดับ .05 นกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี
6 กลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มที่ได้รับการ
จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI และกลุ่มที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT มี
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นไมแ่ ตกตา่ งกัน
กนกวรรณ หาญเสนา (2558) ศกึ ษาผลการเรยี นรขู้ องนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน
เรงิ รมย์วิทยาคมปกี ารศกึ ษา 2558 โดยใช้เทคนคิ การจัดการเรียนการสอนแบบ TGT Team - Games
– Tournament การวจิ ัยครัง้ นม้ี จี ดุ มุ่งหมายเพื่อศึกษาผลการเรยี นรู้ของนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 4
โรงเรียนเริงรมย์วทิ ยาคมปีการศึกษา 2558 โดยใช้เทคนคิ การจัดการเรียนการสอนแบบ TGT (Team
- Games- Tournament) แหล่งข้อมูลของการวิจัยเป็นนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้อง 1
โรงเรยี นเริงรมยว์ ิทยาคม จำนวน 31 คน ซึ่งได้มาจากการการสมุ่ แบบเจาะจง (Purposive sampling)
เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจยั ไดแ้ ก่ แผนการจดั การเรียนรโู้ ดยใช้เทคนคิ การจดั การเรียนการสอนแบบ TGT
(Team - GamesTournament) สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลคือค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า เทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบแข่งขันเป็นทีมนั้นสามารถยกระดับผลการ
เรยี นรู้ในหนว่ ยการ เรยี นรูเ้ รือ่ งแบบจำลองอะตอมและตารางธาตุของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1 ปี
การศึกษา 2558 ภาคเรียนที่ 1 ได้ ซึ่งจะเห็นได้จากการเปรียบเทียบคะแนนจากแบบทดสอบหลัง
เรียนและก่อนเรียนที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อคิดเป็นคะแนนเฉลี่ยโดยรวมคะแนนสอบ ก่อนเรียนมีค่า
เทา่ กบั 5.68 และคะแนนสอบหลังเรียนมีค่าเทา่ กบั 7.32 คดิ เป็นเปอรเ์ ซ็นจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน
เทา่ กบั 28.40 และ 36.60 ตามลาํ ดับพบวา่ คะแนนเฉล่ยี สงู ข้ึน 8.2096 นั่นเอง ซึ่งตรงตามจดุ ประสงค์
ของงานวจิ ยั
นราวดี จ้อยรุ่ง (2559) ศกึ ษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชาชีววิทยา และทักษะ กระบวนการ
กลุ่มของนักเรียนสายวิทยาศาสตร์พิเศษ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
เทคนิค TGT งานวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Action research) ซึ่ง
ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติตามแผน (Action) การสังเกตผล
(Observe) และการสะท้อนผล (Reflect) โดยกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปที ี่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 โรงเรียนชลกันยานุกูล อำเภอเมือง จังหวัดชลบรุ ี
จำนวน 31 คน ซึ่งเป็นห้องเรียนสายวิทยาศาสตร์พิเศษ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แผนการจัดการ
เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง การสืบพันธุ์และการเจริญเติบโตของสัตว์จำนวน 5 แผน
แบบทดสอบย่อยท้ายวงจร แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา และแบบสังเกต
พฤติกรรมทักษะกระบวนการกลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต
50
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงบรรยายและใช้การวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์
เพื่อตอบคำถามงานวิจัย ซึ่งผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ส่งผล
ใหน้ ักเรยี นมีผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น วชิ าชวี วิทยาสงู ขนึ้ โดยมีคะแนนพัฒนาการร้อยละ 65.44 ซึ่งอยู่
ในระดับสูง การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะกระบวนการกลุ่ม
สงู ข้นึ โดยมคี ะแนนพฒั นาการ ร้อยละ 81.96 ซงึ่ อยใู่ นระดับสงู มาก
ธนพร ดวงพรกชกร (2559) พัฒนาผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 3 ก่อนและหลงั เรยี น ทจ่ี ดั การเรียนรู้ดว้ ยการเรียนรู้แบบรว่ มมือเทคนิค TGTร่วมกับ
แบบฝึก ศึกษาความคดิ เหน็ ของนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 3 ท่มี ีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยการเรียนรู้
แบบรว่ มมอื เทคนิค TGT รว่ มกบั แบบฝึก กลุม่ ตวั อยา่ งท่ีใชใ้ นการวิจัย ไดแ้ ก่นกั เรียนช้ันประถมศึกษา
ปีที่ 3 โรงเรียนวัดดอนยายหอม (หลวงพ่อเงินอุปถัมภ์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษานครปฐม เขต 1 ทก่ี ำลงั ศกึ ษาในภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2558นักเรยี นจำนวน 30 คน
โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยการเรียนรู้
แบบรว่ มมอื เทคนคิ TG รว่ มกบั แบบฝึก แบบทดสอบพฒั นาผลสัมฤทธ์ิการเขยี นสะกดคำทางการเรียน
ก่อนเรียนและหลังเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยการเรียนรู้
แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึกการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติวิเคราะห์ ค่าเฉลี่ย (%) ค่า
เบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบคา่ ที (t-test) แบบ dependent และการวิเคราะหเ์ น้อื หา
(Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยการ
เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึกสูงกว่าก่อนจัดการเรียนรู้ด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือ
เทคนิค TGTร่วมกับแบบฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการ
จัดการเรียนรู้ด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับแบบฝึกในภาพรวมมีความเห็นเชิงบวก
อยู่ในระดับมากท่สี ุด
อิสระพงศ์ โสภาใฮ (2560) พัฒนาการจัดการเรียนรูใ้ นรายวิชาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น โดยใช้
การเรียนรู้ด้วยเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในรายวิชาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น โดยใช้การเรียนรู้ด้วยเทคนิค TGT
เทียบเกณฑ์ร้อยละ 75 และศึกษาพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ใน
รายวิชาคอมพิวเตอร์เบือ้ งตน้ โดยใช้การเรียนรู้ด้วยเทคนคิ TGT การวิจัยคร้ังนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชงิ
ปฏิบัติการ (Action Research) กลุ่มเป้าหมายเป็น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 23 คน
โรงเรียนมหาวิชานุกูล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย
แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 9 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมิน
พฤติกรรมการทำงานกลุ่ม และแบบสัมภาษณ์นักเรียน ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ค่าร้อยละ
ค่าเฉลี่ย และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาประกอบการ
51
บรรยาย (Content Analysis) ผลวิจยั พบวา่ การจดั การเรียนรู้ในรายวชิ าคอมพวิ เตอรเ์ บือ้ งตน้ โดยใช้
การเรียนรู้ เทคนิค TGT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นนํา ขั้นสอน ขั้นจัด
ทีม ขั้นการแข่งขันตอบปัญหา และขั้นสรุปผล การพัฒนาประสิทธิภาพกิจกรรมการเรียนมี 3 วงรอบ
ปรากฏดังนี้ วงรอบท่ี 1 รอ้ ยละ 40.97 วงรอบท่ี 2 ร้อยละ 66.53 และวงรอบท่ี 3 รอ้ ยละ 76.39 ซึ่งมี
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กําหนด (ร้อยละ 75) นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้เทคนิค TGT มี
คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผ่านคิดเป็นร้อยละ 83.06 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 จำนวน 20
คน และนักเรียนมีพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ่ อยใู่ นระดับมาก (X = 2.52, S.D. = 0.17)
จริ าพร พุดชา และ ไพศาล สิมาเลาเตา่ (2560) พฒั นาบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน เร่ือง
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอาเซียน สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หาประสิทธิภาพของ
บทเรียนคอมพิวเตอร์ เรื่องความรพู้ ื้นฐานเกย่ี วกับอาเซยี น เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง
ความรู้พ้ืนฐานเกีย่ วกับอาเซียน และศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย
สอน เรื่องความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับอาเซียนสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยมี
กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดเกาะวัง ไทร จังหวัด
นครปฐม จำนวน 31 คน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายโดยการจับสลากห้องเรียนเครื่องมือการวิจัย
ประกอบด้วยเครื่องมือในการทดลอง ได้แก่ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องความรู้พื้นฐาน
เก่ียวกบั อาเซยี น ทมี่ กี ารวเิ คราะหค์ วามสอดคล้องของเนอื้ หาและประเมนิ ความถูกต้องโดยผเู้ ชี่ยวชาญ
จำนวน 3 ท่าน เครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบประเมินประสิทธิภาพของบทเรียน
คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี น แบบบนั ทึกคะแนนกจิ กรรมระหว่างเรียน
และแบบประเมนิ ความพึงพอใจของนักเรียน โดยมกี ารวเิ คราะห์ขอ้ มลู ทางสถิติ ผลการวจิ ัยพบวา่ การ
ประเมินความสอดคล้องของเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.07สื่อ ประกอบการสอนมี
ประสิทธิภาพเท่ากับ 93.87/82.90ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพบว่าคะแนนสอบของนักเรียนหลัง เรียน
ด้วยส่ือประกอบการสอนสูงกว่าคะแนนสอบก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผู้ใช้
มคี วามพึงพอใจอยู่ในระดบั มากทสี่ ุด โดยมีคา่ เฉล่ยี เทา่ กบั 4.76
สุภชัย ปิ่นมณี (2560) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วย
เทคนิค TGT สาระพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเทคนิค TGT
สาระพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่
1 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วย
เทคนิค TGT พระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยประชากรในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัด
ราชโอรส กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ปีการศึกษา 2560
52
จำนวน 1 หอ้ งเรียน นักเรียนจำนวน 50 คน ด้วยกลมุ่ ทดลองน้ีจดั การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT
สรปุ ผลการวจิ ยั ไดว้ ่า ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น เร่อื งการสังคายนา ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โดยการเรียนรู้
แบบรว่ มมอื เทคนคิ TGT อยใู่ นระดบั สูงกวา่ การเรยี นร้ดู ้วยวิธีการปกติแบบบรรยาย อย่างมีนับสำคัญ
ทางสถิติที่ระดับ .01 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนทีเ่ รียนรู้
แบบรว่ มมือเทคนิค TGT มคี วามพึงพอใจอย่ใู นระดับมากท่ีสดุ
53
บทท่ี 3
วิธีการดำเนินการวิจัย
งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) โดย
จัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT รว่ มกบั Google Classroom เร่อื ง เทคโนโลยีการสื่อสาร
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรยี นเทศบาลศรสี วสั ด์ิวิทยา สงั กดั กองการศึกษาเทศบาลเมืองมหาสารคาม
เพื่อต้องการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) หลังจากใช้
กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค TGT สูงขึ้นกว่าก่อนใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ
โดยใชเ้ ทคนิค TGT ซง่ึ มีวิธีการดำเนินการวิจยั ดงั น้ี
1. ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง
2. เคร่ืองมือทใี่ ช้ในวิจัย
3. การสรา้ งและหาคณุ ภาพเครอื่ งมือ
4. แบบแผนการวิจัย
5. ข้นั ตอนดำเนินการวจิ ัย
6. การวิเคราะหข์ อ้ มูล
7. สถติ ทิ ใี่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูล
1. ประชากรกลุ่มเปา้ หมาย
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลศรี
สวสั ดวิ์ ทิ ยา ประจำปีการศกึ ษา 2562 จำนวน 15 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน
เทศบาลศรีสวัสดว์ิ ทิ ยา ประจำปีการศึกษา 2562 จำนวน 15 คน
2. เคร่อื งมอื ทใี่ ชใ้ นวจิ ัย
1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง เทคโนโลยี
การสอ่ื สาร รายวชิ าเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2
2. แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นรายวิชาเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีการสอ่ื สาร ชนิด
ตวั เลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก ทผี่ ู้วิจัยสร้างขึน้ จำนวน 40 ขอ้
54
3. แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง เทคโนโลยีการสื่อสาร แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผู้วิจัยสร้าง
ข้นึ จำนวน 20 ขอ้
3. การสรา้ งและหาคุณภาพเครือ่ งมือ
การสรา้ งและการหาคุณภาพเคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นการศกึ ษาค้นควา้ ไดด้ ำเนินการ ดังตอ่ ไปนี้
1. การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) เรื่อง
เทคโนโลยีการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้
เทคนคิ TGT เพ่ือใช้สอนกลุ่มทดลอง ผ้วู จิ ยั ดำเนนิ การสรางตามข้นั ตอนดงั น้ี
1.1 ศกึ ษาหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2560 กลุม่ สาระการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อให้ทราบเนื้อหา มาตรฐานการเรี ยนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้
(กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2553 : 92 - 109)
1.2 ศึกษาแนวคิด เอกสารที่เกี่ยวข้องการการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้
เทคนิค TGT
1.3 วิเคราะห์คำอธิบายรายวิชา และศึกษาเนื้อหา เรื่อง เทคโนโลยีการสื่อสาร
รายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 เพื่อกำหนด
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ หน่วยการเรยี นรู้ เนื้อหา และแผนการจัดการเรยี นรู้และเวลาในการจัดกิจกรรม
การเรยี นร้จู ากคู่มอื ครู
1.4 ศึกษาวิธกี าร หลกั การและเทคนคิ การเขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จาก
การเขียนแผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ (วิมลรัตน์ สนุ ทรโรจน.์ 2554 : 107 - 125)
1.5 ศึกษาการวิเคราะห์หลักสูตร ความสัมพันธ์ระหว่างสาระการเรียนรู้และ
จดุ ประสงค์การเรียนรู้จากหนงั สือการวดั ผลการศึกษา (สมนึก ภัททยิ ธน.ี 2553 : 153 - 188)
1.6 ศกึ ษาวิธีเขียนแผนการจัดการเรียนรแู้ บบร่วมมอื โดยใชเ้ ทคนคิ TGT
1.7 ดำเนนิ การเขยี นแผนการจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมอื โดยใชเ้ ทคนคิ TGT
1.8 นำแผนการจดั การเรียนร้สู รา้ งขน้ึ เสนอตอ่ อาจารย์ที่ปรึกษาเพอื่ ตรวจสอบความ
ถูกต้องของรูปแบบการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ความถูกต้องเหมาะสมของเนื้อหา สาระสำคัญ
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ เวลาทใ่ี ชใ้ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ สื่อและแหล่ง
เรยี นรู้ การวดั และประเมนิ ผล เครอ่ื งมือท่ีใชว้ ัดและประเมนิ ผล รวมทัง้ เกณฑท์ ี่ใชว้ ัดและประเมนิ ผล
1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้ มาปรับปรุงจุดประสงค์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับ
กิจกรรมการเรยี นรู้ ระบุสื่อและแหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมนิ ผล เครื่องมือที่ใช้วดั และประเมินผล
รวมท้ังเกณฑ์ทใี่ ชว้ ดั และประเมินผลใหช้ ัดเจน ตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษา
55
1.10 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการตรวจสอบและปรับปรุงแล้วเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ
เพื่อตรวจสอบรูปแบบการเขียนแผนความสัมพันธ์ระหว่างจุดประสงค์ กิจกรรมการเรียนรู้สื่อการ
เรียนรู้ การวัดและประเมนิ ผล รวมทั้งเกณฑ์ในการวัดและประเมินผล
1.11 นำแผนการจดั การเรียนรู้มาปรบั ปรงุ แกไ้ ขตามขอ้ เสนอแนะของผเู้ ช่ยี วชาญ
1.12 แปลผลโดยใช้ค่าเฉล่ียเลขคณิตนั้นจะทำได้โดยกำหนดคะแนนแทนน้ำหนักให้
แต่ละช่วงของระดับความคิดเห็นแล้วคำนวณค่าเฉลี่ย และนำค่าเฉลี่ยที่ได้ไปเทียบกับเกณฑ์การแปล
ความหมาย ดงั นี้
ระดับ ความหมาย
4.51 - 5.00 มากท่สี ดุ
3.51 - 4.50 มาก
2.51 - 3.50 ปานกลาง
1.51 - 2.50 น้อย
1.00 - 1.50 นอ้ ยท่ีสดุ
1.13 นำแผนการจดั การเรียนรไู้ ปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรยี นชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 จำนวน 15 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนเทศบาลศรีสวัสดิ์วิทยา สังกัดกอง
การศึกษาเทศบาลเมืองมหาสารคาม
2. แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
ผู้วิจัยดำเนินการสร้างและพัฒนาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง
เทคโนโลยีการสื่อสาร รายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบ
ปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 4 หน่วยการเรียนรู้ จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการ
ดงั ต่อไปนี้
2.1 ศึกษาวิธีสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยชนิด
เลอื กตอบ จากหนงั สือการวดั ผลการศกึ ษา (สมนึก ภัททิยธนี. 2553 : 73 - 177)
2.2 ศึกษาเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ของรายวิชาเทคโนโลยี
(วิทยาการคำนวณ) เรื่อง การเทคโนโลยีการสื่อสาร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ตามหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551
2.3 วเิ คราะห์ความสัมพันธร์ ะหวา่ งเน้ือหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ เรื่อง
เทคโนโลยีการสื่อสาร เพื่อกำหนดจำนวนข้อสอบให้สอดคล้องกับเนื้อหา และจุดประสงค์การเรียนรู้
ทต่ี งั้ ไว้ จำนวน 30 ข้อ
56
2.4 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้ครอบคลุมเนื้อหาและ
จุดประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้ และนำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเสนอต่ออาจารย์ที่
ปรึกษา เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ความสอดคล้องกับจุดประสงค์การ
เรยี นรู้ และความเหมาะสมของภาษา
2.5 นำแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นมาปรับปรุงความถกู ต้องของ
เน้ือหาตามขอ้ เสนอแนะของอาจารย์ท่ปี รึกษา
2.6 นำแบบทดสอบพร้อมแบบประเมิน เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมิน
ความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2553 : 70 - 72) ซึ่งมี
เกณฑ์ในการประเมนิ ดงั นี้
+1 เมอื่ แน่ใจว่าขอ้ สอบนัน้ วดั ไดต้ รงตามจุดประสงค์การเรยี นรู้
0 เมอื่ ไม่แนใ่ จวา่ ข้อสอบน้นั วดั ได้ตรงตามจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
-1 เม่ือแน่ใจวา่ ข้อสอบนั้นวดั ไดไ้ มต่ รงตามจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
2.7 นำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนมาปรับปรุงความถกู ตอ้ งของ
เนอื้ หาตามขอ้ เสนอแนะของผู้เชยี่ วชาญ
2.8 จัดพิมพแ์ บบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนที่ถูกต้องและสร้างแบบ
ประเมินความเที่ยงตรงของแบบทดสอบเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อสอบ
และจุดประสงค์การเรยี นรู้
2.9 นำผลการประเมินที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อหาความสอดคล้องระหว่าง
ขอ้ สอบแต่ละข้อกับจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยหาดัชนคี วามสอดคลอ้ ง (IOC) (สมนกึ ภทั ทยิ ธนี. 2553
: 220) ผลการวเิ คราะห์พบวา่ ขอ้ สอบมีคุณภาพผ่านเกณฑท์ ุกข้อโดยมคี ่า IOC ตั้งแต่ .67 ถงึ 1.00
2.10 จัดพิมพ์แบบทดสอบฉบับสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้กับนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปที ่ี 2
3. แบบวดั ความพึงพอใจ
แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT
รายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) เรื่อง การเทคโนโลยีการสื่อสาร นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 2
เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ ใช้จริง จำนวน 20 ข้อ ซึ่งมีขั้นตอนการ
ดำเนินการสรา้ งแบบวัดความพงึ พอใจดงั นี้
3.1 ศกึ ษาเอกสาร ตำราและงานวิจัยท่ีเก่ยี วกับการวัดความพงึ พอใจ
3.2 ศกึ ษาวิธสี รา้ งแบบวัดความพงึ พอใจและกำหนดรูปแบบการวัดความพึง
พอใจจากหนงั สอื พื้นฐานการวจิ ยั การศึกษา (สมนึก ภทั ทิยธนี. 2553 : 105 - 106)
57
3.3 สร้างแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค รายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) เรื่อง การเทคโนโลยีการสื่อสาร
นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 2 เป็นแบบมาตราสว่ นประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ จำนวน 1
ฉบับ รวมทั้งหมด 20 ข้อ ต้องการใช้จริง 20 ข้อ โดยกำหนดระดับความพึงพอใจดังน้ี (บุญชม ศรี
สะอาด. 2553 : 74 - 83)
5 หมายถึง มคี วามพึงพอใจมากทสี่ ดุ
4 หมายถงึ มีความพึงพอใจมาก
3 หมายถงึ มคี วามพงึ พอใจปานกลาง
2 หมายถงึ มีความพงึ พอใจนอ้ ย
1 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อยทส่ี ุด
3.4 นำแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วเสนอ
ต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อพิจารณาถูกต้อง ความเหมาะสม ของข้อคำถามแต่ละข้อแล้วปรับปรุงแก้ไข
ตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษา โดยปรับปรุงข้อคำถามให้ตรงหรือสะท้อนความพึงพอใจต่อ
การเรยี นรู้ แบบรว่ มมือเทคนคิ TGT
3.5 นำแบบวดั ความพึงพอใจพร้อมแบบประเมินเสนอตอ่ ผ้เู ช่ียวชาญชุดเดิม
ที่พิจารณาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของข้อคำถาม และ
เพ่ือพจิ ารณาความเท่ียงตรงของข้อคำถาม เปน็ รายขอ้ ซึง่ ต้องมีคา่ ต้งั แต่ 0.50 ถึง 1.00 ดงั นี้
+1 หมายถึง แน่ใจวา่ ข้อคำถามมคี วามสอดคล้องกับนิยามศัพท์
เฉพาะ
0 หมายถึง ไมแ่ นใ่ จว่าข้อคำถามมีความสอดคล้องกับนิยามศัพท์
เฉพาะ
-1 หมายถึง แนใ่ จว่าขอ้ คำถามไม่มีความสอดคล้องกับนิยามศัพท์
เฉพาะ
3.6 นำผลการประเมินของผ้เู ชย่ี วชาญมาวเิ คราะห์ ในการใช้แบบมาตรส่วน
ประมาณคา่ น้นั จะต้องรายงานผลการตอบของกลุ่มตวั อย่างของแตล่ ะข้อหรือแตล่ ะคนและโดยรวมว่า
มีความพึงพอใจอยู่ในระดับใดก็จะต้องหาค่าเฉลี่ยของกลุ่ มในแต่ละข้อหรือแต่ละด้านและโดยรวม
แล้วแปลความหมาย ค่าเฉลี่ยอีกที การแปลความหมายในการแปลความหมายจะใช้เกณฑ์เป็นระดับ
เดยี วกันระบบการให้คะแนน โดยมเี กณฑ์การแปลความหมาย ดังนี้
ค่าเฉลยี่ 4.51 – 5.00 แปลความวา่ พึงพอใจมากทีส่ ุด
คา่ เฉล่ีย 3.51 – 4.50 แปลความว่า พึงพอใจมาก
ค่าเฉล่ยี 2.51 – 3.50 แปลความว่า พึงพอใจปานกลาง
58
ค่าเฉลย่ี 1.51 – 2.50 แปลความว่า พงึ พอใจน้อย
ค่าเฉล่ยี 1.00 – 1.50 แปลความว่า พงึ พอใจน้อยที่สุด
3.7 พิมพ์แบบวัดความพึงพอใจที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้วเป็นฉบับ
สมบรู ณ์ เพือ่ เปน็ เคร่ืองมือนำไปใช้ทดลองกบั นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2
4. แบบแผนการวิจัย
แบบแผนกลมุ่ เด่ียวทดสอบกอ่ นหลัง (The single group pre- test post -test design)
1. กลุ่มทดลอง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562
จำนวน 1 หอ้ งเรียน รวม 15 คน
2. สังเกตและวัดค่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยีของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 15 คน หลังการใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ TGT และทำการ
เปรยี บเทียบผลระหวา่ งกอ่ นและหลงั การใชเ้ ทคนคิ การจัดการเรียนรแู้ บบ TGT
3. ประเมนิ ความพงึ พอใจในการจัดกิจกรรมการจัดการเรยี นรู้แบบ TGT
การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น แบบกลุ่มเดี่ยววัดผลก่อน
และหลังการทดลอง (The single group pre- test post -test design) ดงั ตารางที่ 1
ตารางท่ี 1 แบบแผนการวจิ ัย
สอบก่อน ตวั แปรตน้ สอบหลัง
T1 X T2
เมือ่ X แทน การจัดกระทำตามการทดลอง (Treatment)
T1 แทน การวัดผลกอ่ นการทดลอง (Pre test)
T2 แทน การวัดผลหลงั การทดลอง (Post test)
59
5. ข้นั ตอนดำเนนิ การวจิ ยั
1. การวจิ ัยครงั้ นเ้ี ปน็ การวิจยั เชิงทดลอง โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบระหว่างก่อนเรียน
กบั หลงั เรยี น โดยใชค้ ่าที (t- test แบบ Dependent samples)
2. วธิ ีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ผู้วจิ ยั ไดด้ ำเนนิ การเกบ็ รวบรวมข้อมูล ตามขัน้ ตอนดังน้ี
2.1. ก่อนการเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง
เทคโนโลยีการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วิจัยได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับนักเรียน
เกี่ยวกับวัตถุประสงค์การเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT จากนั้นทำการ
ทดสอบกอ่ นเรยี น (Pre-test) ดว้ ยแบบทดสอบที่ผวู้ ิจยั สรา้ งข้ึน
2.2. ดำเนนิ การทดลองกบั กลมุ่ ตวั อย่าง ตามแผนการจัดการโดยใช้แผนการจดั การ
เรยี นรู้
ตารางที่ 1 แผนการจัดการเรียนรแู้ บบร่วมมือเทคนิค TGT
แผนการจดั การเรียนรู้ ชอื่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน
ชั่วโมง
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 1 องคป์ ระกอบของการส่ือสาร 2
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 2 เครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ 1
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 3 อินเทอรเ์ น็ต 1
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 4 บริการบนอนิ เทอรเ์ น็ต 1
รวม 5
3. หลังจากเรียนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือตามเทคนิค TGT เรื่องเทคโนโลยี
การสื่อสาร ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2 ผู้วจิ ัยไดท้ ำการทดสอบหลงั เรียน (Post-test) นักเรียน
กลุ่มตัวอยา่ ง ตรวจให้คะแนนและเกบ็ คะแนนเพ่ือใชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มูลตอ่ ไป
4. ให้นักเรียนทำแบบประเมินความพึงพอใจต่อ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการ
เรยี นรูแ้ บบรว่ มมือเทคนคิ TGT เร่ืองเทคโนโลยกี ารส่อื สาร ของนกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 2
60
6. การวเิ คราะห์ข้อมูล
1. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง
เทคโนโลยกี ารสื่อสาร ของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 2
2. วิเคราะห์หาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง
เทคโนโลยีการสือ่ สาร ของนกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2
3. วิเคราะห์ผลสัมฤทธ์ิทางการหลังเรียน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่เรียนโดยใช้
แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้ผ่านเกณฑ์ร้อย
ละ 75
4. วิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความพึงพอใจต่อการเรียนโดยการ
จัดกจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบร่วมมอื เทคนิค TGT
จากน้ันวิเคราะห์นำคา่ เฉลี่ยมาเทียบกับเกณฑ์ ดงั น้ี (บญุ ชม ศรีสะอาด. 2545 : 100)
คา่ เฉล่ีย ระดับความพึงพอใจ
คา่ เฉลี่ย 4.51 – 5.00 พงึ พอใจมากทีส่ ุด
คา่ เฉลี่ย 3.51 – 4.50 พงึ พอใจมาก
คา่ เฉลย่ี 2.51 – 3.50 พงึ พอใจปานกลาง
คา่ เฉล่ีย 1.51 – 2.50 พึงพอใจน้อย
ค่าเฉลย่ี 1.00 – 1.50 พึงพอใจน้อยทส่ี ุด
7. สถิตทิ ีใ่ ช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู
สถติ ทิ ีใ่ ชใ้ นการวิจัยคร้ังน้ี ไดแ้ ก่
1. สถติ ทิ ีใ่ ชใ้ นการตรวจสอบคุณภาพเครอ่ื งมือ
1.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
1.1.1 วิเคราะห์ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ของ
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยหาดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์
(IOC : Index of item objective congruence) (สมนกึ ภัททิยธน,ี 2541 : 221)
IOC = R
N
เมื่อ IOC แทน ความสอดคล้องระหวา่ งข้อสอบกบั จดุ ประสงค์
61
R แทน ผลรวมของความคิดเหน็ ของผู้เชี่ยวชาญทัง้ หมด
N แทน จำนวนผูเ้ ช่ียวชาญทง้ั หมด
1.1.2 วิเคราะห์ค่าความยาก (p) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียน
รายขอ้ คำนวณจากสตู รดังนี้ (บญุ ชม ศรสี ะอาด, 2545 : 84)
p = R
N
เมอื่ p แทน ค่าความยากของแบบทดสอบ
N R แทน จำนวนคนตอบถูกท้ังหมด
แทน จำนวนนักเรียนทัง้ หมด
1.1.3 วิเคราะห์ค่าอำนาจจำแนก (B) ของแบบทดสอบเป็นรายข้อตามวธิ ีของ
เบรนแนน (Brennan) โดยใช้สตู รดังนี้ (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2545 : 90)
B= U – L
N1 N2
เมอ่ื B แทน ค่าอำนาจจำแนก
U แทน จำนวนผรู้ อบรหู้ รือสอบผ่านเกณฑ์ตอบถกู
L แทน จำนวนผู้ไม่รอบรหู้ รือผูส้ อบไม่ผา่ นเกณฑ์ตอบถกู
แทน จำนวนผรู้ อบรู้หรอื สอบผ่านเกณฑ์
N1 แทน จำนวนผู้ไมร่ อบรหู้ รือผู้สอบไม่ผ่าน
N2
1.1.4 วเิ คราะหค์ ่าความเชื่อมน่ั แบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นทั้งฉบับ โดยใช้สูตร
ของโลเวทท์ (Lovett) (บุญชม ศรสี ะอาด, 2545 : 96)
62
rcc = 1− (KK−1X)i −(Xi −XCi2)2
เมื่อ rcc แทน ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ
K แทน จำนวนข้อสอบ
แทน คะแนนของแตล่ ะคน
Xi แทน คะแนนเกณฑห์ รอื จุดตัดของแบบทดสอบ
C
1.2 แบบสอบถามความพึงพอใจ
1.2.1 วิเคราะห์ความเที่ยงตรงของข้อคำถาม โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้อง
ระหว่างข้อคำถามกบั นิยามศพั ท์เฉพาะ (IOC : Index of Consistency) (บญุ ชม ศรสี ะอาด, 2545 :
63)
IOC = R
N
เม่ือ IOC แทน ดชั นีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับ
นยิ ามศัพท์เฉพาะ
R แทน ผลรวมของความคดิ เห็นของผู้เชี่ยวชาญท้ังหมด
N แทน จำนวนผเู้ ชีย่ วชาญทั้งหมด
1.2.2 วิเคราะห์ค่าอำนาจจำแนกของแบบสอบถามเป็นรายข้อโดยหา
ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่าย ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม ( Item total
correlation) (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2545 : 109 - 110)
สูตร rxy = N XY −(X)(Y)
N X2 −(X)2 N Y2 −(Y)2
63
เม่อื rxy แทน สัมประสทิ ธ์ิสหสัมพันธร์ ะหว่างคะแนนรายข้อ
กับคะแนนรวม
N แทน จำนวนนกั เรียน
ผลรวมของคะแนนรายข้อ
X แทน ผลรวมของคะแนนรวมทุกข้อ
Y แทน ผลรวมของผลคูณระหว่างคะแนนรายข้อ
XY แทน กับคะแนนรวมทุกข้อของทุกคน
X 2 แทน ผลรวมของคะแนนรายข้อแต่ละตวั ยกกำลงั สอง
Y2 แทน
ผลรวมของคะแนนรวมทุกข้อยกกำลงั สอง
1.2.3 วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถามความพึงพอใจ
ทั้งฉบับ โดยการหาค่าสัมประสิทธิแอลฟา (Alpha coefficient) ตามวิธีของครอนบาค
(Cronbach) คำนวณจากสตู ร ดงั นี้ (บญุ ชม ศรสี ะอาด, 2545 : 99)
= −k 11 − S2i
2
k S i
เม่ือ แทน ค่าสัมประสทิ ธิค์ วามเช่อื ม่นั
k แทน จำนวนข้อของเครื่องมอื วัด
S2i แทน ผลรวมของความแปรปรวนของแตล่ ะข้อ
S2i แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม
2. สถิตพิ ้ืนฐาน
2.1 วเิ คราะหร์ ้อยละ (Percentage) โดยใชส้ ูตรดังน้ี (บุญชม ศรีสะอาด, 2545 :
104)
P = f 100
N
64
เมื่อ P แทน รอ้ ยละ
f แทน ความถ่ที ตี่ ้องการแปลงเปน็ ร้อยละ
N แทน จำนวนความถีท่ ้ังหมด
2.2 วิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (Mean) โดยใช้สูตรดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด, 2545 :
105)
X = X
N
เมอื่ แทน ค่าเฉล่ีย
X แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมดในกลุม่
N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม
2.3 วิเคราะหส์ ่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน (Standard deviation) โดยใชส้ ูตรดังนี้
(บุญชม ศรีสะอาด, 2545 : 106)
S.D. = 2 − ( )2
( −1)
เมือ่ S.D. แทน ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
X แทน คะแนนแตล่ ะตวั
N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม
แทน ผลรวม
65
3. สถิตทิ ี่ใชใ้ นการทดสอบสมมตฐิ าน
3.1 วเิ คราะหค์ า่ ประสทิ ธภิ าพของแผนการจัดการเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื โดยใช้เทคนิค
กล่มุ สืบค้น (Group Investigation : GI) ตามสูตรการหาคา่ E1 / E2 (บญุ ชม ศรสี ะอาด, 2546 :
155)
X
E1 = x 100
เม่อื E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ
X แทน ผลรวมของคะแนนนักเรยี นระหวา่ งเรียนทุกคน
A แทน คะแนนเต็มของช้นิ งานหรือกิจกรรมทุกกิจกรรม
รวมกัน
N แทน จำนวนนักเรียนท้งั หมด
X
E2 = N 100
B
เมือ่ E2 แทน ประสิทธภิ าพของผลลพั ธ์
X แทน ผลรวมของคะแนนท่ีไดห้ ลงั เรียนทุกคน
B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรยี น
N แทน จำนวนนกั เรยี นทัง้ หมด
3.2 เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยก่อนเรียนกับหลังเรียนที่
เรียน โดยใช้ค่าที (t – test แบบ Dependent Samples) ตามสูตรดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด,
2545 : 112)
t= D
ND2 −(D)2
N −1
66
เมอื่ t แทน ค่าสถติ ทิ ่ใี ชเ้ ปรียบเทยี บกับคา่ วกิ ฤตเพื่อทราบ
ความมีนยั สำคัญ
D
N แทน ค่าผลตา่ งระหว่างคู่คะแนน
แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง
แทน ผลรวม
67
บทท่ี 4
ผลการดำเนินการวิจยั
ผู้วิจัยได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในรายวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) เรื่อง
เทคโนโลยีการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากการเรียนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT
ผวู้ ิจัยได้ดำเนนิ การวิเคราะห์ขอ้ มลู และนำเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล ดังน้ี
1. ข้ันตอนในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู
2. ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
ขัน้ ตอนในการวิเคราะหข์ ้อมลู
ผู้วิจยั นำเสนอข้อมลู ตามลำดับ ดังนี้
ตอนที่ 1 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT
โดยการใช้ google classroom รายวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) สำหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลศรสี วัสด์ิวิทยา
ตอนที่ 2 ผลการสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
เทคนิค TGT โดยการใช้ google classroom รายวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) สำหรับนักเรยี น
ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 2 โรงเรยี นเทศบาลศรีสวสั ดวิ์ ิทยา
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล
ตารางท่ี 2 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค
TGT โดยการใช้ google classroom รายวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) สำหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 โรงเรยี นเทศบาลศรีสวสั ด์ิวิทยา
การทดสอบ จำนวน ค่าเฉลย่ี ส่วนเบย่ี งเบน t ระดับนยั สำคญั
ผู้เรยี น คะแนน มาตรฐาน (p)
กอ่ นเรียน (n) (X) (S.D.) 38.206*
.00
15 15.20 1.65
หลังเรียน 15 35.00 2.36
*ระดบั นยั สำคัญท่ี .05
68
จากตารางที่ 2 แสดงว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
เทคนิค TGT โดยการใช้ google classroom รายวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) คะแนนเฉล่ีย
หลงั เรยี นของนักเรยี น เท่ากับ 35.00 คะแนน ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน เท่ากบั 2.36 สว่ นคะแนนเฉล่ีย
ก่อนเรียนของนักเรียนซึ่งมีค่าเท่ากับ 15.20 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.65 และเม่ือ
เปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนกั เรยี นสูงกวา่ ก่อน
เรยี นอยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ .05
ตารางที่ 3 แสดงผลการสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือ เทคนิค TGT โดยการใช้ google classroom รายวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) สำหรับ
นักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรียนเทศบาลศรีสวสั ด์ิวทิ ยา
ข้อท่ี รายการ ค่าเฉล่ยี S.D. ระดับ
ความพงึ พอใจ
1 กิจกรรมทีค่ รูจดั การเรียนการสอนไม่น่าเบอื่ 4.27 0.458 มาก
2 ครูกำหนดเวลาให้นักเรียนทำกิจกรรมได้ 4.53 0.516 มากท่ีสุด
4.56 0.516 มากทส่ี ุด
อยา่ งเหมาะสม
3 มีกิจกรรมใหม่ ๆ ที่ท้าทายมาสอดแทรกใน 4.53 0.516 มากที่สดุ
4.40 0.632 มาก
การเรียนการสอนช่วยให้เกิดความรู้คาม 4.73 0.458
จุดประสงค์ มากทสี่ ดุ
4 นักเรียนเป็นผู้ค้นพบคำตอบหรือทำกิจกรรม
สำเรจ็ รว่ มกันเปน็ กลุ่ม
5. นักเรียนได้คิดแก้ปัญหาหรือหาแนวทางไปสู่
ความสำเร็จร่วมกันเป็นกลุ่ม
6 นักเรียนสามารถนำประสบการณ์การทำ
กจิ กรรมรว่ มกับเพื่อนไปปรบั ใช้ในการดำเนิน
ชวี ติ ในอนาคต
69
ขอ้ ท่ี รายการ คา่ เฉล่ีย S.D. ระดับ
ความพงึ พอใจ
7 ครูสอนเนื้อหาก่อนทำกิจกรรมทำให้นักเรียน 4.67 0.488 มากที่สดุ
มีความเข้าใจมากย่งิ ข้ึน 4.73 0.458 มากทีส่ ุด
4.27 0.594
8 การอธิบายบทเรียนหรือแบบฝึกหัดให้เพื่อน 4.40 0.737 มาก
ในกลมุ่ ฟงั ทำให้ผอู้ ธิบายมคี วามเขา้ ใจดขี ้ึน 4.53 0.516 มาก
มากท่สี ุด
9 ส่งเสรมิ ใหน้ ักเรยี นแสดงความคิดเห็น 4.67 0.488
10 ทำใหน้ ักเรยี นยินดีช่วยเหลือเพอื่ นมากขึน้ 4.47 0.640 มากที่สดุ
11 หากครูให้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดย 4.73 0.458 มาก
4.07 0.594
ใช้เทคนิค TGT ต่อไปจะทำให้นักเรียนมี 4.47 0.516 มากทส่ี ดุ
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นสงู ข้นึ 4.53 0.516 มาก
12 ครูสามารถอธิบายบทเรียนให้นักเรียนได้ 4.60 0.507 มาก
อยา่ งใกลช้ ิด มาก
13 เพื่อนช่วยให้นักเรียนได้คะแนนแบบฝึกหัด
สงู ขึ้น มากที่สุด
14 นกั เรยี นภมู ิใจท่ีคะแนนกลุ่มเป็นผลจากความ
พยายามของนักเรียนรว่ มดว้ ย
15 นักเรียนดีใจกับเพื่อนเมื่อเพื่อนได้คะแนน
สูงข้ึน
16 การเรียนแบบกลมุ่ รว่ มมอื ทำใหน้ ักเรยี นได้รับ
ความรู้มากขนึ้ และครอบคลุมเนือ้ หา
17 ฝกึ ใหน้ ักเรยี นได้เคารพความคดิ เหน็ ของผอู้ ่นื
18 ทำให้นกั เรียนมีผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนสงู ข้นึ
70
ข้อที่ รายการ คา่ เฉลี่ย S.D. ระดับ
ความพงึ พอใจ
19 ทำให้ห้องเรียนเกิดบรรยากาศการเรียน 4.80 0.414 มากทสี่ ุด
สนุกสนาน 4.60 0.507 มากที่สดุ
20 นักเรียนคิดว่าการเรียนวิชาเทคโนโลยี 4.53 0.121 มากทส่ี ดุ
(วิทยาการคำนวณ) เรื่อง เทคโนโลยีการ
สื่อสาร นั้นไม่ยากถ้าครูจัดการเรียนรู้แบบ
รว่ มมอื โดยใช้เทคนิค TGT
รวม
จากตารางท่ี 3 พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการการจัดการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือ เทคนิค TGT โดยการใช้ google classroom รายวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ)
โดยรวมอยู่ในระดับมากทีส่ ุด และเมอ่ื พิจารณาเป็นรายข้อพบวา่ มีความพงึ พอใจอยู่ในระดับมากท่ีสุด
จำนวน 12 ข้อ โดยข้อที่มี ค่าเฉลี่ยมากที่สุดเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย จำนวน 4 ข้อ คือ ข้อ 19
ทำให้ห้องเรียนเกิดบรรยากาศการเรียนสนุกสนาน (ค่าเฉลี่ย = 4.80) รองลงมาคือข้อ 8 การอธิบาย
บทเรียนหรือแบบฝึกหัดให้เพื่อนในกลุ่มฟังทำให้ผู้อธิบายมีความเข้าใจดีขึ้น (ค่าเฉลี่ย = 4.73) และ
ข้อ 8 การอธบิ ายบทเรยี นหรือแบบฝกึ หดั ให้เพื่อนในกลมุ่ ฟงั ทำใหผ้ ู้อธิบายมีความเข้าใจดีข้นึ (ค่าเฉล่ีย
= 4.73) และพบว่า มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุดอีก 1 ข้อ คือ ข้อ 6 นักเรียนสามารถนำ
ประสบการณก์ ารทำกิจกรรมร่วมกับเพ่ือนไปปรบั ใชใ้ นการดำเนนิ ชีวิตในอนาคต (คา่ เฉลี่ย = 4.73)
71
บทท่ี 5
สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
ชือ่ งานวิจัยเรือ่ ง : การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) โดยการ
จัดการเรียนรแู้ บบร่วมมือด้วยเทคนคิ TGT รว่ มกับ Google classroom เรื่องเทคโนโลยกี ารส่ือสาร
สำหรบั นักเรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2
วตั ถุประสงค์ในการวิจยั
1. เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา
เทคโนโลยี (วทิ ยาการคำนวณ) ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน จากการจัดการเรียนรู้
แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT ร่วมกับ Google Classroom เรื่อง เทคโนโลยีการสื่อสาร รายวิชา
เทคโนโลยี (วทิ ยาการคำนวณ) ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT ร่วมกับ
Google Classroom เรือ่ ง เทคโนโลยีการสอ่ื สาร ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2
เครือ่ งมือทีใ่ ช้ในการรวบรวมขอ้ มลู
1. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง เทคโนโลยีการสื่อสาร รายวิชา ว22104 เทคโนโลยี
(วิทยาการคำนวณ) ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 2 จำนวน 4 แผน ทผ่ี ู้ทำการวิจยั ไดส้ รา้ งขึน้
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เทคโนโลยีการสื่อสาร รายวิชา ว22104
เทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 จำนวน 40 ข้อ เป็นแบบปรนยั 4 ตัวเลือก ทผี่ ูว้ ิจยั ได้ทำการสร้างขน้ึ
สรุปผลการวจิ ัย
1. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT โดยการใช้ google
classroom รายวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อน
เรยี นอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติทีร่ ะดบั .05
72
2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT โดยการใช้
google classroom รายวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉล่ีย
= 4.53)
อภปิ รายผล
1. นักเรียนที่สอนโดยการใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT เรื่อง เทคโนโลยี
การสื่อสาร มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ( X = 35 ) ซึ่งสูงกว่าก่อนการที่ได้รับการจัดการ
เรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้เนื่องมาจากการนำเกมมาใช้การจัดการ
เรียนรู้สามารถทำให้นักเรียนเกิดความสนใจและความตื่นเต้นในการเรียน และยังช่วยพัฒนาการ
ทำงานร่วมกนั เป็นกลุ่มของนักเรยี น นักเรียนทกุ คนจะมีความเข้าใจดีว่าคะแนนของตนมีส่วนเพ่ิมหรือ
ลดคะแนนของกลุ่ม ทำให้นักเรียนทุกคนจึงมคี วามพยายามช่วยเหลือซงึ่ กันและกันอย่างเต็มที่ คนเก่ง
คอยช่วยเหลือ แนะนำ อธิบายให้เพื่อนสมาชิกที่เรียนด้อยกว่าภายในกลุ่ม สมาชิกที่เรียนอ่อนกว่า
พยายามร่วมเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ และสมาชิกในกลุ่มทุกคนยอมรับว่าผลงานหรือผลการเรียนรู้จาก
การทดสอบ คือผลงานที่ทุกคนมีส่วนรับผิดชอบและเป็นผลการปฏิบัติของกลุ่ม และการออกแบบส่ือ
Google Classroom ที่มีสื่อการสอนหลายรูปแบบ ใส่สื่อต่างๆ ในงานที่มอบหมาย เช่น วิดีโอ
YouTube, แบบสำรวจ Google ฟอรม์ , PDF และรายการอื่นๆ จากไดร์ ครูและนกั เรยี นสามารถวาด
เขยี นโน้ต และไฮไลตใ์ นเอกสารและไฟล์ PDF ในแอป Classroom ในอุปกรณ์เคลอ่ื นท่ไี ด้
ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ นราวดี จ้อยรุ่ง (2559) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลย)ี และทักษะ กระบวนการกลุม่ ของนักเรียนสายวทิ ยาศาสตร์
คณศิ าสตร์พเิ ศษ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ทไี่ ดร้ ับการจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมือเทคนิค TGT ที่ใช้รูปแบบ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Action research) ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน
(Plan) การปฏิบัติตามแผน (Action) การสงั เกตผล (Observe) และการสะทอ้ นผล (Reflect)
2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค TGT เรื่อง
เทคโนโลยีการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งนี้เนื่องมาจาก
การจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมือน้ี เป็นการสร้างความความสัมพนั ธ์ทด่ี ีระหว่างสมาชิก เพราะสมาชิกทุก
คนในกลุ่มได้ร่วมมือในการทำงาน การเล่นเกม การแข่งขัน ทุกคนมีส่วนร่วมเท่าเทียมกัน สมาชิกทุก
คนมีโอกาสคิด พูด แสดงออก แสดงความคิดเห็น ลงมือกระทำอย่างเท่าเทียมกัน เด็กที่เรียนไม่เก่งมี
ความรูส้ กึ ว่าตนเองมีค่า สามารถทำงานได้สำเรจ็ เหมือนกับเด็กทเ่ี รียนเก่ง เสริมใหม้ ีความช่วยเหลือกัน
เช่น เด็กเก่งช่วยเด็กที่เรียนไม่เก่ง ทำให้เด็กเก่งภาคภูมิใจรู้จักสละเวลา ส่วนเด็กที่ไม่เก่งเกิดความ
73
ซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนสมาชิกด้วยกัน ส่งเสริมทักษะทางสังคม เช่น การอยู่ร่วมกันด้วยมนุษย์
สมั พนั ธ์ท่ดี ตี ่อกนั เข้าใจกนั และกัน อีกทง้ั เสริมทกั ษะการส่ือสาร ทกั ษะการทำงานเป็นกลุ่ม สิ่งเหล่านี้
ลว้ นส่งเสรมิ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนให้สงู ขน้ึ
สอดคล้องกับผลการวิจัยของ สุภชัย ปิ่นมณี (2560) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค TGT สาระพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 1 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจดั กิจกรรมการ
เรียนรู้ด้วยเทคนิค TGT สาระพระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนกั เรียนท่ีมีต่อแผนการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือด้วยเทคนิค TGT พระพุทธศาสนา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 โดยประชากรในการวจิ ัยในคร้ังนี้ เป็นนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีที่
1 โรงเรียนวัดราชโอรส กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 ปี
การศึกษา 2560 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 50 คน ด้วยกลุ่มทดลองนี้จัดการเรียนรู้แบบ
ร่วมมอื เทคนิค TGT สรปุ ผลการวจิ ัยไดว้ า่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น เร่ืองการสังคายนา ช้นั มธั ยมศึกษา
ปีที่ 1 โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT อยู่ในระดับสูงกว่าการเรียนรู้ด้วยวิธีการปกติแบบ
บรรยาย อย่างมีนับสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ผลการประเมินความพงึ
พอใจของนักเรยี นท่ีเรียนร้แู บบรว่ มมอื เทคนิค TGT มีความพึงพอใจอยใู่ นระดบั มากทีส่ ุด
ขอ้ เสนอแนะ
จากผลการวจิ ัยครั้งนี้ มขี ้อเสนอแนะดงั นี้
1. ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้
จากการวิจัยครั้งนี้พบว่า ผลของแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TGT เรื่อง
เทคโนโลยกี ารส่ือสาร ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลศรสี วสั ดวิ์ ิทยา สามารถพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรียน วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สูงขึ้น ดังนั้นครู
หรอื ผูม้ สี ว่ นเกี่ยวขอ้ งควรนำไปปรบั ใช้ในเน้ือหาหรือรายวชิ าทเี่ กยี่ วข้องโดยควรเพิม่ การจัดบรรยากาศ
ในโรงเรยี น และสง่ิ แวดล้อมภายในหอ้ งเรยี นใหเ้ อื้อต่อการเรยี น เช่น มมี ุมหนังสอื มมุ พักผ่อนหย่อนใจ
เป็นต้น
2. ขอ้ เสนอแนะการทำวจิ ยั คร้ังต่อไป
1. ควรทำกจิ กรรมการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้เทคนคิ TGT นีไ้ ปทดลองใช้กับกลุ่ม
ตัวอย่างอนื่ ๆ อีกหลายๆ ครง้ั เพอื่ พฒั นารูปแบบการจดั กจิ กรรมให้มีประสทิ ธภิ าพมากยิ่งข้นึ
74
2. ควรมีการวจิ ัยเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น โดยใชเ้ ทคนคิ TGT นี้กับการสอนวิธี
อ่ืน
ประวตั ิผทู้ ำวจิ ยั
ช่ือ – สกลุ นายฉตั รมงคล ติ้ววงศ์
ชอื่ เล่น แมคก้ี
วันเกิด 05 พฤษภาคม 2540
อายุ 22 ปี
ทีอ่ ยู่ 32 หมู่ 13 บา้ นกลางใหญ่ ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.นครพนม 48000
E-mail [email protected]
การศกึ ษา พ.ศ. 2558 – ปจั จุบนั กำลังศึกษาในระดับอดุ มศกึ ษา สาขาวิชาเทคโนโลยกี ารศึกษา
และคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
พ.ศ. 2558 สำเร็จการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจาก โรงเรียน
นครพนมวทิ ยาคม อำเภอเมอื ง จังหวดั นครพนม
พ.ศ. 2555 สำเร็จการศึกษาในระดบั ช้ันมัธยมศกึ ษาตอนต้นจาก โรงเรยี นนครพนม
วิทยาคม อำเภอเมือง จังหวดั นครพนม
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก
เครอื่ งมอื ประเมนิ สำหรบั ผเู้ ชยี่ วชาญ ประกอบด้วย
1. แบบประเมนิ คณุ ภาพแผนการเรยี นร้กู ลุม่ รว่ มมอื แบบ TGT
2. แบบประเมนิ คณุ ภาพแบบสอบถามความพงึ พอใจของนักเรียน
ทม่ี ตี ่อการจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมอื ดว้ ยเทคนคิ TGT โดยใช้ Google
Classroom
3. แบบประเมนิ คุณภาพแบบทดสอบวชิ าเทคโนโลยี
แบบประเมนิ คุณภาพแผนการเรยี นรูก้ ลุ่มร่วมมือแบบ TGT
เรื่อง เทคโนโลยกี ารสื่อสาร ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 2
(สำหรบั ผู้เชี่ยวชาญ)
คำชี้แจง : แบบประเมินนี้เป็นแบบประเมินแผนการรู้ เรื่อง การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือโดยใช้เทคนิค
TGT เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) เรื่อง เทคโนโลยีการสื่อสาร
สำหรับนกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 สำหรบั ผู้เช่ียวชาญ เพ่อื ประเมนิ ว่าแผนการจดั การเรียนรู้ มีคุณภาพอยู่ใน
ระดบั ใด โปรดเขียนเครื่องหมาย ✓ ลงในช่องที่ตรงกบั ความคิดเหน็ ของท่าน
แบบประเมินคุณภาพแผนการเรยี นรู้กลุ่มรว่ มมือแบบ TGT
รายการประเมนิ มากท่สี ุด ระดบั ความเหมาะสม น้อยท่ีสุด
มาก ปาน นอ้ ย
กลาง
ด้านท่ี 1 : สาระสำคญั
1.1 สอดคลอ้ งกับจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้และ
เน้ือหา
1.2 บ่งช้ถี ึงความคดิ รวบยอดของเนื้อหา
1.3 กะทัดรัด ได้ใจความ ไม่สบั สน
ด้านที่ 2 : เนอ้ื หา
2.1 ครบถ้วน ครอบคลมุ ในการสร้างความรู้
ใหมใ่ ห้แก่ผ้เู รยี น
2.2 ชัดเจน เนื้อหาทันสมัย ตรวจสอบได้
และไม่สับสน
ด้านท่ี 3 : จุดประสงค์
3.1 จุดประสงค์การเรียนรู้สอดคล้องกับ
ตัวชี้วัด
3.2 จุดประสงค์ครอบคลุมพฤติกรรม
ธรรมชาตขิ องการเรยี นรู้เทคโนโลยี
3.3 ระดบั พฤติกรรมสามารถวัดและประเมิน
ได้
รายการประเมนิ มากทีส่ ดุ ระดับความเหมาะสม นอ้ ยท่สี ดุ
มาก ปาน น้อย
กลาง
ด้านที่ 4 : กระบวนการจัดกิจกรรม
4.1 ขั้นเตรียม : ครูแนะนำทักษะในการ
เรียนรู้ร่วมกันและจัดนักเรียนเป็นกลุ่มย่อยๆ ได้
ชดั เจน
4.2 ข้นั สอน : ครูเขา้ นำเขา้ สูบ่ ทเรยี น แนะนำ
เนื้อหา แนะนำแหล่งข้อมูล และมอบหมายงาน
ใหน้ ักเรยี นได้เหมาะสม
4.3 ขั้นทำกิจกรรมกลุ่ม : กิจกรรมงานกลุ่มท่ี
ครูจัดให้มีความหลากหลายทำให้นักเรียนเกิด
กระบวนการเรียนรู้ไดด้ ี
4.4 ข ั ้ น ต ร ว จ ส อ บ ง า น แ ล ะ ท ด ส อ บ :
กระบวนการ ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่และ
เกณฑป์ ระเมนิ การทดสอบของผเู้ รยี นมีเหมาะสม
ความครบถ้วน
4.5 ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการทำงาน
กลุ่ม : ครูและนักเรียนได้ช่วยกันสรุปบทเรียน
และร่วมกันประเมินงานกลุ่ม ใช้การวัดและ
ประเมินผลหลากหลาย
ดา้ นท่ี 5 : สอื่ การเรียน
5.1 สอดคล้องกับการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
5.2 มีความเหมาะสมกับความสามารถของ
ผู้เรียน วยั ของผเู้ รยี น
ขอ้ เสนอแนะ………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงช่ือ................................................................
(......................................................................)
ตำแหน่ง......................................................................
มหาวิทยาลยั /โรงเรยี น.................................................................
แบบประเมนิ คุณภาพแบบสอบถามความพึงพอใจของนกั เรยี นท่ีมีตอ่ การจัดการเรยี นรูแ้ บบร่วมมอื ด้วย
เทคนคิ TGT เรอ่ื ง เทคโนโลยีการสอื่ สาร รายวชิ าเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2
(สำหรับผูเ้ ชี่ยวชาญ)
คำชี้แจง : ท่านผู้เชี่ยวชาญโปรดพิจารณาแบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้
เทคนิค TGT รายวิชา เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) เรื่อง เทคโนโลยีการสื่อสาร สำหรับนักเรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปที ี่ 2
โดยมเี กณฑ์การประเมินดังน้ี
+1 หมายถงึ แนใ่ จว่าข้อคำถามมคี วามเหมาะสมหรือตรงกับนิยามศัพท์เฉพาะ
0 หมายถึง ไม่แนใ่ จว่าข้อคำถามมีความเหมาะสมหรือตรงกบั นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
-1 หมายถงึ แน่ใจวา่ ข้อคำถามไม่มคี วามเหมาะสมหรือไม่ตรงกบั นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ รายการ ความสอดคล้อง
-1 0 1
ด้านสาระการเรียนรู้ หมายถึง 1. ด้านสาระการเรยี นรู้
สาระและกระบวนการที่ใช้เป็น 1) เนื้อหาเรื่องที่ใกล้ตัว มีความ
สอ่ื ให้ ผู้เรยี นเกิดการเรียนรู้ สอดคล้องกับชีวติ ในสงั คมไทย
2) เนื้อหาที่เรียนสามารถประยุกต์ใช้ใน
ชีวิตประจำวันได้
3) เนื้อหาทีเ่ รยี นไม่ยากเกินไป
4) เนื้อหามีความเหมาะสม น่าสนใจ
ด้านบทบาทครผู ู้สอน หมายถงึ 2. ด้านบทบาทครผู ูส้ อน
ภาระหนา้ ท่ีทีค่ รตู ้องรบั ผิดชอบ 5) ผู้สอนได้อธิบายและแจ้งพฤติกรรม
บ่งชี้การเรยี นรู้ ในแตล่ ะเนอ้ื หา
6) มกี ารเตรยี มเนอ้ื หาในการสอนอยา่ ง
สม่ำเสมอในการเขา้ สอน
7) ผู้สอนเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนมีส่วนร่วม
ในการเรียนรู้อย่างสูงสุด ในการวิเคราะห์
อภิปรายถกเถียง เพื่อการบรรลุสัมฤทธิ์
การเรียน
8) ผู้เรียนได้รับการกระตุ้นทำกิจกรรม
จนเกดิ ความสำเรจ็ ด้วยตนเอง
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ รายการ ความสอดคล้อง
-1 0 1
9) เปิดโอกาสให้ผ้เู รยี นรว่ มวางแผนการ
ปฏิบัติงาน คิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์งาน
จนเกิดทักษะความสามารถ
10) การสรปุ เนอื้ หาในการเรยี นชดั เจน
บทบาทของผ้เู รยี น หมายถงึ 3. ดา้ นบทบาทของผเู้ รยี น
หน้าที่ที่ต้องศึกษา ตั้งใจเรียน 11) มโี อกาสในการแลกเปลยี่ น
และมีส่วนร่วมในการร่วม
กจิ กรรมในชัน้ เรยี น ประสบการณ์ข้อมลู ในการเรียนกับเพื่อน
ทำให้เกิดความรูใ้ หม่ๆ และจำไดน้ าน
12) มีส่วนรว่ มในการสรา้ งปฏิสัมพนั ธ์
เรยี นร้ดู ว้ ยตนเองและรว่ มกนั กับเพ่ือน
อย่างมีความสขุ
13) ไดค้ ดิ วิเคราะห์ วิจารณ์ และ
แก้ปญั หาในสถานการณต์ ่างๆ เพ่อื ให้ได้
ขอ้ สรปุ ของกลุ่ม
14) ได้ฝกึ ทักษะต่างๆ สามารถ
แสดงออกจนเกดิ ความรู้
15) ไดฝ้ ึกทักษะการทดลองการสลาย
อาหารได้อยา่ งถกู ต้อง
ด้านสื่อการเรียนรู้ หมายถึง 4. ด้านสือ่ การเรยี นรู้
เครอื่ งมือทีอ่ อกแบบให้ผ้เู รียนได้ 16) สือ่ สอดคล้องกบั เน้อื หาทเี่ รยี น และ
ศึกษา รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการ เปน็ สอ่ื ใกลต้ วั ที่ทันสมัย
คิดแก้ไขปัญหา เพื่อให้ผู้เรียน 17) เปน็ สอื่ การเรยี นรู้ที่เรยี งลำดบั จาก
สามารถสร้างองค์ความรู้และ ง่ายไปหายาก ไมส่ ับสน
เกิดการเรียนรู้ไดด้ ว้ ยตนเอง
5. ดา้ นการวัดผลประเมินผล
18) วดั ผลสมั ฤทธหิ์ ลังเรยี น ทำให้ทราบ
นิยามศพั ท์เฉพาะ รายการ ความสอดคล้อง
-1 0 1
ด้านการวัดผลและประเมินผล ความก้าวหนา้ ทางการเรยี นของตนเอง
หมายถึง การกำหนดตัวเลข 19) มีส่วนร่วมในการประเมินผลงาน และ
ให้กับวัตถุหรือพฤติกรรมต่างๆ เกิดคณุ ธรรมในการประเมนิ ผล
จากนั้นนำเอาข้อมูลที่ได้จาก 20) ประเมนิ ผลเพ่ือการพัฒนาตนเอง
การวัดมาประเมินโดยการ และพฒั นาศักยภาพความสามารถอย่าง
เปรียบเทียบกับเกณฑ์ เพื่อให้ ยุตธิ รรม
ได้ผลเปน็ อย่างใดอย่างหน่ึง
ขอ้ เสนอแนะ………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชือ่ ................................................................
(......................................................................)
ตำแหนง่ ......................................................................
มหาวิทยาลยั /โรงเรยี น.................................................................
แบบประเมินคณุ ภาพแบบทดสอบวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) รหัสวิชา ว 22104
เรอื่ ง เทคโนโลยีการสอื่ สาร ระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 2
คำชแ้ี จง โปรดพจิ ารณาวา่ ข้อสอบแต่ละข้อต่อไปนี้ วัดตรงตามจุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรมทร่ี ะบไุ วห้ รือไม่ แล้ว
ทำเครอื่ งหมาย √ ในช่อง “ความคดิ เหน็ ” โดยมีเกณฑ์การพจิ ารณาดังนี้
+1 หมายถงึ แนใ่ จว่าสร้างขอ้ สอบไดส้ อดคลอ้ งกบั จุดประสงค์การเรยี นรู้
0 หมายถึง ไมแ่ น่ใจวา่ สร้างข้อสอบได้สอดคล้องกบั ผลการเรยี นรู้
-1 หมายถงึ แนใ่ จวา่ สรา้ งข้อสอบไม่สอดคลอ้ งกบั ผลการเรยี นรู้
ความสอดคล้อง
เนื้อหา ผลการเรียนรู้ ขอ้ สอบ +1 0 -1
1.องค์ประกอบ อ ภ ิ ป ร า ย ข้อ 1. การรับส่งข้อมูลที่ไม่สามารถ
ของการสอ่ื สาร องค์ประกอบและ โตต้ อบกันในเวลาเดียวกนั จัดเป็นการส่ง
หลักการทำงานของ ข้อมูลแบบใด
ระบบคอมพิวเตอร์ ก. การสง่ ข้อมูลทางเดยี ว
และเทคโนโลยีการ ข. การส่งข้อมูลทศิ ทางเดยี วกันสลับ
ส ื ่ อ ส า ร เ พ่ื อ ค. การส่งข้อมลู สองทิศทางพร้อมกนั
ป ร ะ ย ุ ก ต ์ แ ก ้ ไ ข ง. การสง่ ขอ้ มลู สองทิศทางสลับกัน
ปัญหาเบ้ืองต้น ข้อ 2. ข้อใดจัดเป็นการส่งข้อมูล
สองทิศทางพร้อมกัน
ก. การดูทีวี
ข. การใช้วิทยสุ ื่อสาร
ค. การสนทนาออนไลน์
ง. การเรียนผ่านดาวเทียม
ข้อ 3. ข้อใดไม่ใช่องคป์ ระกอบของการ
สื่อสารขอ้ มูล
ก. ขอ้ มลู
ข. ระยะเวลา
ค. โพรโตคอล
ง. ส่อื นำข้อมูล
เน้อื หา ผลการเรยี นรู้ ขอ้ สอบ ความสอดคล้อง
+1 0 -1
1.องค์ประกอบ อ ภ ิ ป ร า ย ข้อ 4. ข้อมูลในการสื่อสารแบ่งออกเป็น
ของการสื่อสาร องค์ประกอบและ กป่ี ระเภท อะไรบา้ ง
ก. 2 ประเภท คอื ขอ้ มูล และ ข้อความ
หลักการทำงานของ ข. 3 ประเภท คอื ขอ้ มลู ภาพและเสยี ง
ระบบคอมพิวเตอร์ ค. 4 ประเภท คอื เสียง ข้อมูล ขอ้ ความ
และเทคโนโลยีการ และ ภาพ
ส ื ่ อ ส า ร เ พื่ อ ง. 5 ประเภท คอื เสยี ง ข้อมูล ข้อความ
ประยุกต์แก้ไข ภาพ และ ข้อมลู สารสนเทศ
ปัญหาเบอื้ งตน้ ขอ้ 5. เครือข่ายคอมพิวเตอร์หมายถึงข้อ
ใด
ก. การรับส่งข้อมูลข่าวสารได้อย่าง
รวดเร็วเครือ่ งคอมพิวเตอร์
ข. การนำอุปกรณ์ที่ใช้ในการสื่อสารมา
ตอ่ กันมากกว่า 2 เคร่อื งขึ้นไป
ค. การติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล
ระหว่างผู้ใชง้ านในระบบเครือขา่ ย
ง. การนำเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2
เครื่อง ขึ้นไปเชื่อมต่อผ่านสื่อในการ
สอ่ื สารขอ้ มลู
ข้อ 6. การส่งข้อมูลทิศทางเดียวมี
ลักษณะอย่างไร
ก. ส่งขอ้ มูลรบั และโตต้ อบกันทันที
ข. สง่ และรับขอ้ มูลไม่ไดโ้ ต้ตอบกัน
ค. ส่งข้อมลู รบั และโต้ตอบกันทาง
โทรศพั ท์
ง. สง่ ขอ้ มูลรบั และไมส่ ามารถโต้ตอบกนั
ไดใ้ นเวลาเดยี วกัน
ความสอดคล้อง
เน้อื หา ผลการเรียนรู้ ข้อสอบ +1 0 -1
1.องค์ประกอบ อ ภ ิ ป ร า ย ข้อ 7. การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน
ของการสอ่ื สาร องค์ประกอบและ สามารถสง่ ข้อมูลได้ครงั้ ละกี่ไบต์
หลกั การทำงานของ ก. 4 ไบต์
ระบบคอมพิวเตอร์
และเทคโนโลยีการ ข. 3 ไบต์
ส ื ่ อ ส า ร เ พ่ื อ ค. 2 ไบต์
ป ร ะ ย ุ ก ต ์ แ ก ้ ไ ข ง. 1 ไบต์
ปญั หาเบื้องต้น ข้อ 8. การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนกุ รมจะ
สง่ ขอ้ มูลออกมาทลี ะเท่าไร ระหวา่ งจุด
สง่ และจุดรับ
ก. 8 บิต
ข. 16 บิต
ค. 1 ไบต์
ง. 1 บิต
ข้อ 9. ข้อมูลที่เป็นเสียง ( voice) จะมี
การส่งข้อมลู ในลกั ษณะใด
ก. สง่ ดว้ ยความเร็วปานกลาง
ข. สง่ ด้วยความเรว็ ต่ำ
ค.สง่ ดว้ ยความเร็วสงู
ง. สง่ ลกั ษณะใดกไ็ ด้
ข้อ 10. ข้อมูลที่เป็นข้อความ (Text) จะ
มกี ารส่งข้อมลู ในลกั ษณะใด
ก. ส่งด้วยความเรว็ ปานกลาง
ข. ส่งด้วยความเร็วตำ่
ค.ส่งด้วยความเร็วสูง
ง. สง่ ลักษณะใดก็ได้
เน้ือหา ผลการเรียนรู้ ขอ้ สอบ ความสอดคล้อง
ข้อ 11. การนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ +1 0 -1
2.เครือข่าย อภิปราย สว่ นบคุ คลมาต่อเช่ือมกนั เรยี กวา่
คอมพิวเตอร์ องค์ประกอบและ ก. อนิ เตอร์เนต็
หลกั การทำงานของ ข. การต่อเชอื่ ม
ระบบคอมพิวเตอร์ ค. เครอื ขา่ ยทอ้ งถิ่นหรือเครอื ขา่ ยแลน
และเทคโนโลยีการ ง. เคร่อื งเครือข่าย
ส ื ่ อ ส า ร เ พ่ื อ ข้อ 12. ข้อใดเปน็ หน่วยท่ีใชว้ ัดความเรว็
ประยุกต์แก้ไข
ปัญหาเบอ้ื งตน้
ของการส่งข้อมูล
ก.pages per second (pps)
ข. lines per minute (lpm)
ค. bits per second (bps)
ง. data per minute (dpm)
ข้อ 13. หน่วยวัดความถี่ของสัญญาณ
ขอ้ มูลแบบอนาลอ็ ก คอื ข้อใด
ก. เดซิเบล
ข. เฮรติ ซ์
ค. Bit rate
ง. บิต
ข้อ 14. เครือข่ายทอ้ งถิ่นคือ
ก. LAN
ข. MAN
ค. WAN
ง. AP
เน้ือหา ผลการเรียนรู้ ขอ้ สอบ ความสอดคล้อง
+1 0 -1
2.เครือข่าย อ ภ ิ ป ร า ย ข้อ 15. การเชื่อมต่อของงระบบ
คอมพิวเตอร์ องค์ประกอบและ เครอื ข่าย Wireless LAN มี กล่ี กั ษณะ
หลักการทำงานของ ก. 2 ลกั ษณะ
ระบบคอมพิวเตอร์
และเทคโนโลยีการ ข. 3 ลกั ษณะ
ส ื ่ อ ส า ร เ พื่ อ ค. 4 ลกั ษณะ
ป ร ะ ย ุ ก ต ์ แ ก ้ ไ ข ง. 5 ลักษณะ
ปญั หาเบอ้ื งต้น ข ้ อ 16. เ ค ร ื อ ข ่ า ย ไ ร ้ ส า ย
มาตรฐาน IEEE 802.11 ไดร้ บั การตพี ิมพ์
เผยแพรค่ รงั้ แรกเมอ่ื ปีใด
ก. พ.ศ.2556
ข. พ.ศ.2555
ค. พ.ศ.2554
ง. พ.ศ. 2540
ข้อ 17. Access Point ยอ่ เปน็
ก. AP
ข. LAN
ค. WAN
ง. MAN
ขอ้ 18. Wireless Bridge มอี ีกลกั ษณะ
ก. 1 ลกั ษณะ
ข. 2 ลักษณะ
ค. 3 ลกั ษณะ
ง. 4 ลักษณะ
เนอื้ หา ผลการเรยี นรู้ ข้อสอบ ความสอดคล้อง
+1 0 -1
2 . เ ค ร ื อ ข ่ า ย อ ภ ิ ป ร า ย ข้อ 19. เครือขา่ ยระดับเมืองคือ
คอมพวิ เตอร์ องค์ประกอบและ ก. LAN
หลกั การทำงานของ ข. MAN
ระบบคอมพิวเตอร์
และเทคโนโลยีการ ค. WAN
ส ื ่ อ ส า ร เ พ่ื อ ง. AP
ป ร ะ ย ุ ก ต ์ แ ก ้ ไ ข ข้อ 20. ทางฝ่ังผ้สู ง่ ต้องเชื่อมต่อกับช้ันใด
ปัญหาเบือ้ งตน้ ก. 3 ชั้น
ข. 6 ชน้ั
ค. 7 ชั้น
ง. 8 ชนั้
3.อินเทอร์เนต็ อ ภ ิ ป ร า ย ขอ้ 21. ข้อใดคือช้นั Internet
องค์ประกอบและ ก. IP
หลกั การทำงานของ ข. TCP
ระบบคอมพิวเตอร์
และเทคโนโลยีการ ค. UDC
ส ื ่ อ ส า ร เ พ่ื อ ง. FTP
ประยุกต์แก้ไข
ปัญหาเบ้อื งต้น ขอ้ 22. IPX/SPX ประกอบด้วย ก่สี ่วน
หลกั
ก. 1 สว่ น
ข. 2 ส่วน
ค. 3 สว่ น
ง. 4 ส่วน
เน้อื หา ผลการเรยี นรู้ ขอ้ สอบ ความสอดคล้อง
3.อนิ เทอร์เนต็ ขอ้ 23. อนิ เตอร์เน็ต คอื อะไร +1 0 -1
อภิปราย ก. ระบบเมนเฟรม
องค์ประกอบและ ข. ระบบเครอื ขา่ ยท่เี ชื่อมโยงกนั หลาย ๆ
หลกั การทำงานของ เครือข่ายทวั่ โลก
ระบบคอมพิวเตอร์ ค. ระบบเครอื ข่ายเดี่ยว
และเทคโนโลยีการ ง. ระบบไมโครคอมพิวเตอร์
ส ื ่ อ ส า ร เ พื่ อ ขอ้ 24. www ย่อมาจากอะไร
ประยุกต์แก้ไข ก. World Wide Web
ปญั หาเบ้ืองตน้ ข. World War Web
ค. World Wan Web
ง. World Wide Wan
ข้อ 25. อินเตอร์เน็ตเข้ามาในประเทศ
ไทยคร้งั แรกเมอื่ ปี พ.ศ.ใด
ก. 2538
ข. 2540
ค. 2520
ง. 2510
ขอ้ 26. อีเมลล์ (E-mail) คืออะไร
ก. โปรแกรมดูภาพ
ข. โปรแปรมรับสง่ แฟกซ์
ค . โ ป ร เ ก ร ม ก า ร ท ำ ง า น ค ว บ คุ ม
อนิ เตอรเ์ นต็
ง. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับ
สื่อสารระหว่างกนั ทางอินเตอร์เน็ต
ความสอดคล้อง
เน้ือหา ผลการเรยี นรู้ ข้อสอบ +1 0 -1
3.อนิ เทอรเ์ นต็
อ ภ ิ ป ร า ย ข ้ อ 27. FTP ค ื อ บ ร ิ ก า ร อ ะ ไ ร
องค์ประกอบและ ก. บริการรับส่งสินคา้
หลกั การทำงานของ ข. บริการรับส่งแฟ้มข้อมูลระยะไกลจาก
ระบบคอมพิวเตอร์
และเทคโนโลยีการ เคร่อื งหน่งึ ไปยงั อกี เคร่อื งหนึง่
ส ื ่ อ ส า ร เ พ่ื อ ค. บริการสง่ เอกสาร
ป ร ะ ย ุ ก ต ์ แ ก ้ ไ ข ง. บรกิ ารตรวจสอบพนื้ ท่ฮี ารด์ ดสิ ก์
ปัญหาเบ้ืองตน้ ข ้ อ 28. Down Load ค ื อ อ ะ ไ ร
ก. การโอนย้ายข้อมูลจากเครื่องแม่ข่าย
มายังเครอ่ื งสว่ นบุคคล
ข. การโอนย้ายข้อมูลในเครื่องส่วน
บุคคล
ค. การโอนย้ายข้อมูลจากเครื่องส่วนบุด
ดลไปยงั เครอื่ งแมข่ ่าย
ง. การโอนยา้ ยขอ้ มูลในเคร่อื งแมข่ า่ ย
ข้อ 29. Up Load คอื อะไร
ก. การโอนย้ายข้อมูลจากเครื่องแม่ข่าย
มายงั เครอื่ งสว่ นบุคคล
ข. การโอนย้ายข้อมูลในเครื่องส่วน
บคุ คล
ค. การโอนย้ายข้อมูลจากเครื่องส่วน
บคุ คลไปยังเครือ่ งแม่ขา่ ย
ง. การโอนยา้ ยขอ้ มลู ในเครอ่ื งแม่ข่าย
ความสอดคล้อง
เน้อื หา ผลการเรียนรู้ ข้อสอบ +1 0 -1
3.อินเทอรเ์ นต็
อ ภ ิ ป ร า ย ขอ้ 30. WAP คืออะไร
องค์ประกอบและ ก. บรกิ ารค้นหาขอ้ มูลโดยนำคำสำคัญไป
หลกั การทำงานของ เปรียบเทียบกับเวบ็ ไซต์เพื่อหาคำนัน้
ระบบคอมพิวเตอร์
และเทคโนโลยีการ ข. การโอนย้ายข้อมูลในเครื่องส่วน
ส ื ่ อ ส า ร เ พื่ อ บุคคล
ประยุกต์แก้ไข ค. การโอนย้ายข้อมูลจากเครื่องส่วน
ปญั หาเบือ้ งตน้ บุคคลไปยงั เครอื่ งแมข่ า่ ย
ง. ระบบการสื่อสารด้านข้อมูลไร้สาย ท่ี
ทำให้สามารถเชื่อมต่อโลกของข้อมูลบน
อินเทอรเ์ นต็
4 . บ ร ิ ก า ร บ น อ ภ ิ ป ร า ย ขอ้ 31. Search Engine คืออะไร
อินเทอรเ์ นต็ องค์ประกอบและ ก. บรกิ ารคน้ หาข้อมลู โดยนำคำสำคัญไป
หลกั การทำงานของ เปรียบเทยี บกบั เว็บไซต์เพือ่ หาคำน้นั
ระบบคอมพิวเตอร์
และเทคโนโลยีการ ข. บริการโอนย้ายข้อมูลในเครื่องส่วน
ส ื ่ อ ส า ร เ พ่ื อ บุคคล
ประยุกต์แก้ไข ค. การโอนย้ายข้อมูลจากเครื่องส่วน
ปญั หาเบอ้ื งต้น บุคคลไปยังเครื่องแมข่ า่ ย
ง. การโอนย้ายข้อมูลในเคร่ืองเเมข่ ่าย
ขอ้ 32. Web Browser ทน่ี ยิ มใช้กนั
มากท่ีสดุ คืออะไร
ก. Internet Explorer
ข. Opara
ค. google chrome
ง. Safare
เนอ้ื หา ผลการเรียนรู้ ขอ้ สอบ ความสอดคล้อง
+1 0 -1
4.บริการบน อ ภ ิ ป ร า ย ขอ้ 33. Web Browser คืออะไร
อินเทอรเ์ น็ต องค์ประกอบและ ก. เอกสารเเต่ละหน้าที่แสดงบน
อินเตอร์เน็ต
หลักการทำงานของ ข. เว็บเพจหน้าแรกของเวบ็ ไชต์เปน็ สว่ น
ระบบคอมพิวเตอร์ แสดงว่าเวบ็ ไชตเ์ กี่ยวกบั อะไร
และเทคโนโลยีการ ค. เครื่องมือที่ใช้เก็บเว็บเพจทั้งหลายที่
ส ื ่ อ ส า ร เ พ่ื อ เกี่ยวขอ้ งสมั พันธ์กนั
ประยุกต์แก้ไข ง. โปรแกรมท่ใี ช้แสดงหน้าเว็บเพจ
ปญั หาเบ้ืองตน้ ข้อ 34. โปรโตคอล คืออะไร
ก. ระบบที่แปลงภาษาเครื่อง
คอมพวิ เตอร์
ข. ระเบียบวิธีที่กำหนดสำหรับการ
ส่ือสารข้อมลู ระหว่างเคร่อื งคอมพิวเตอร์
ค. ระบบที่จำลองการทำงานของเครื่อง
คอมพิวเตอร์
ง. ระบบรบั สง่ ข้อมูล
ข้อ 35. IP ADDRESS คอื อะไร
ก. รหัสข้อมูลที่อยู่ของเครื่อง
คอมพวิ เตอร์
ข. เลขรหัสประจำตัวของเครื่อง
คอมพิวเตอร์ทตี่ อ่ เขา้ กับเครือขา่ ย
ค. รหัสไอพีประจำตัวของเครื่อง
คอมพวิ เตอร์ที่ใหบ้ ริการ
ง. เลขรหัสประจำตัวของเครื่อง
คอมพิวเตอรท์ ีไ่ มไ่ ด้เช่ือมโยง