The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผู้แต่ง พระอธิการบุญช่วย โชติวํโส, ดร.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คุณธรรมและจริยธรรมสำหรับผู้บริหารการศึกษา

ผู้แต่ง พระอธิการบุญช่วย โชติวํโส, ดร.

๔๒ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทที่ ๓ แนวคิด หลกั การ ทฤษฎคี ุณธรรมและจรยิ ธรรมประเทศไทย

จริยธรรมเชิงจิตวิทยาจึงมุ่งเน้นท่ีพฤติกรรมทางจิตของมนุษย์ท่ีส่งผลให้มนุษย์แสดงพฤติกรรม
เพือ่ ก่อให้เกิดความสมดุลของของกายและจิต

๓.๒ ความแตกต่างของหลกั คุณธรรมจรยิ ธรรมระหวา่ งตะวนั ตก– ตะวันออก

๓.๒.๑ แนวคดิ ของปรัชญาตะวันตกและปรัชญาตะวันออก๖

ทฤษฏคี วามรู้ตามแนวปรัชญาตะวันตกมุ่งการศกึ ษาหาความจริงเพอ่ื หาคาํ ตอบใหก้ ับ
ปัญหาท่ีสงสัย อย่างไรก็ตามมีผู้วิเคราะห์ว่าปรัชญาตะวันตกไม่ได้เน้นการปฏิบัติตนเพ่ือเข้าถึง
ความจริง หรือการนําคําตอบท่ีได้รับมาสู่การปฏิบัติ ต้องการเพียงเพื่อตอบสนองความสงสัยใน
ประเด็นปัญหาเกย่ี วกับความเป็นจริงเทา่ นั้น นอกจากนี้ยงั เรียนรู้ส่ิงต่างๆแบบแยกส่วน ไมม่ ีการ
นาํ ศาสตร์ความร้ใู นด้านต่างๆมาเช่อื มโยงกนั

ทฤษฏกี ารเรยี นรตู้ ามหลกั ปรัชญาตะวนั ออกเป็นการเรียนร้เู พอ่ื ใหบ้ รรลุ
ถึงความเป็นจริง ลักษณะแนวคิดของปรัชญาตะวันออกนี้มุ่งศึกษาปัญหาเก่ียวกับความเป็นจริง
และรู้จริงปรัชญาตะวันออกมักจะเกี่ยวข้องกับศีลธรรมจริยธรรมเน้นการพัฒนาจิตใจ มุ่ง
การศึกษาเรียนรู้อย่างลึกซึ้งเพ่ือตอบข้อสงสัย และนําความรู้ที่ได้ลงสู่การปฏิบัติอย่างย่ังยืนให้
บุคคลสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ปรัชญาตะวันออกจึงเป็นปรัชญาท่ีไม่ได้เน้นความรู้
เพียงอย่างเดียว แต่เน้นให้ลงมือทํา ทําให้รู้จริงและแจ่มแจ้งในสิ่งท่ีสงสัยและเหนือสิ่งใดคือการ
ตระหนักถึงความเป็นตัวตนของตนเอง (self realization) หรอื การคน้ พบตวั เอง

๓.๒.๒ เปรยี บเทียบปรัชญาตะวันออกและตะวันตก

หากจะเปรียบเทียบปรัชญาตะวันออกกับตะวันตกจะพบว่าปรัชญา ตะวันออกจะมี
ลักษณะเป็นปรัชญาท่ีเก่ียวกับชีวิต ท่ีเน้นให้รู้เพื่อมุ่งสู่การปฏิบัติ ในขณะท่ี ปรัชญาตะวันตก มี
ลกั ษณะรู้เพอ่ื รู้ ปรชั ญาตะวนั ออกโดยเฉพาะปรัชญาอินเดียมลี กั ษณะเปน็ ปรชั ญาเชิงศาสนา ซ่ึง
ปรัชญาและศาสนาน้ีมีบ่อเกิดเดียวกัน ปรัชญาตะวันตก จะแยกปรัชญากับศาสนาออกจากกัน
อย่างส้ินเชิง ส่วนปรัชญาตะวันออก พยายามเน้นให้เห็นว่าว่าการเกิดมาในโลกก็เพ่ือศึกษา
เรียนรู้ให้บรรลุถึงความจริงท่ีถ่องแท้ เช่นปรัชญาอินเดีย เน้นการพัฒนาชีวิตเพื่อส่งเสริมให้เกิด
ความหลดุ พน้ จากโลกปัจจบุ ัน ปรชั ญาตะวันตกจะมองโลกจากทีเ่ หน็ และเปน็ อยู่ และมองโลกใน
แง่บวก เน้นการดํารงชีวิตอยู่ให้เป็นสุขในปัจจุบัน นอกจากน้ีปรัชญาตะวันออกยังเน้นการ
ดําเนินชีวิตให้อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติอย่างมีความสอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ
ในขณะที่ปรัชญาตะวันตกนั้น เน้นการเอาชนะธรรมชาติ โดยหาหนทางท่ีจะแก้ไขธรรมชาติเพ่ือ

๖ บ้านจอมยุทธ, ลักษณะทั่วไปของปรัชญาตะวันตก – ปรัชญาตะวันออก, [ออนไลน์],
แหลง่ ทีม่ า: https://www. baanjomyut. comlibraryethics03 .htm, [๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๘].

คุณธรรมและจริยธรรมสาํ หรับผูบริหารการศึกษา ๔๓
บทท่ี ๓ แนวคดิ หลกั การ ทฤษฎีคุณธรรมและจรยิ ธรรมประเทศไทย

ความสุขของมนุษย์และสังคม เช่น ปรัชญา จีน เน้นรู้ความจริง เพื่อนําส่ิงที่เรียนรู้ไปใช้เป็น
เคร่ืองมือในการปฏิบัติ เพ่ือให้เข้าใจวิถีของธรรมชาติ และล่วงรู้ความตอ้ งการของมนุษย์ เพ่ือให้
เกิดความสอดประสานอย่างกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ นอกจากน้ียังเน้น
ความสัมพันธ์ของมนุษย์และศีลธรรม มองมนุษย์ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล มองทุกสิ่ง
โดยยึดหลักสภาวะอันกลมกลืนของสรรพส่ิง ปรัชญาตะวันออกจึงเป็นการผสานของอุดมคติกับ
ความเปน็ จริง มีลักษณะเป็นจรยิ ศาสตร์และอภปิ รัชญาในตวั ในขณะทป่ี รัชญาตะวนั ตกเน้นการ
แบ่งส่วน เน้นความขัดแย้งกันของสิ่งท่ีแตกต่างกัน ดังน้ันผลท่ีตามมา คือ ความคิดจึงแตกแยก
ออกเป็นหลายส่วน และไม่มีความกลมกลืนกันทางความคิด เน้นการเรียนรู้เพ่ือให้รู้ ปรัชญา
ตะวนั ตก จงึ เปน็ การเรยี นรเู้ ชงิ วทิ ยาศาสตร์

๓.๒.๓ ภาวะผู้นําแบบตะวนั ตก๗
๑. ภาวะผู้นําแบบกําหนดทิศทาง (Directive leadership) ผู้นําแบบกําหนด

ทิศทางน้ีถือว่าเป็นที่รู้จักกันค่อนข้างแพร่หลายในอเมริกา ผู้นําตาม แนวคิดน้ีจะเน้นการบริหาร
โดยผ้บู รหิ ารเปน็ ผมู้ ีอํานาจในการส่ังการหรอื กาํ หนดทศิ ทางในการทาํ งาน

๒. ผู้นําแบบมีส่วนร่วม (participative) ผู้นําแบบมีส่วนร่วมเน้นการทํางานเป็น
หมู่คณะอย่างใกล้ชิดซึ่งเป็นแนวปฏิบัติกัน โดยท่ัวไปในยุโรปมากกว่าอเมริกา บางแห่งระบุไว้
เปน็ กฎหมายเชน่ ในยุโรปตอนเหนือโดยเฉพาะอย่าง ยงิ่ ในประเทศเยอรมนั

๓. ผู้นําแบบสร้างพลังอํานาจ (Empowering) ผู้นําแบบสร้างพลังอํานาจเน้นให้
ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีพลังในการทํางาน บริษัทใหญ่ๆใน อเมริกาหลายแห่งได้จ้างผู้นําประเภทนี้
แก่นของผู้นําแบบสร้างพลังอํานาจนี้คือการกระตุ้นให้ บุคคลากรในองค์กรมีความกระตือรือร้น
ในการทํางาน โดยยดึ หลักว่าผู้นําไม่อาจย่ิงใหญ่และไมม่ ี คุณค่าใดๆเลยหากไม่สามารถสร้างพลัง
ให้เกิดขึน้ ในบรรดาสมาชกิ ขององคก์ ร

๔ . ผู้ นํ า แ บ บ ใ ช้ บ า ร มี ( Charismatic ) ผู้ นํ า แ บ บ ใ ช้ บ า ร มี เ ป็ น ผู้ นํ า ท่ี
ผู้ใต้บังคับบัญชามักปฏิบัติตามมิใช่ด้วยเหตุผลท่ีว่าผู้นํา ประเภทน้ีเป็นผู้จัดการท่ีดี หรือเป็นผู้ที่
ประสบความสาํ เรจ็ ในการทําธรุ กิจ แตผ่ ู้นําประเภทน้ีเป็นผ้เู ป็น เสมอื นแม่เหล็กดงึ ดดู มีลกั ษณะ
หรือคุณสมบัติที่โดดเด่นและแตกต่างจากบุคคลอ่ืนๆในสังคม ความ โดดเด่นน้ีคือบารมีท่ีมาให้
บุคคลอน่ื ยอมรับ

๕. ผู้นําตามความนิยม (Celebrity (superstar) ผู้นําตามความนิยมนี้ แตกต่าง
จากผู้นําท่ีกล่าวมาท้ังหมด เพราะเป็นผู้นําที่ได้มาจากการ มองผลกระทบจากปัจจัยภายนอก

๗ บ้านจอมยุทธ, ภาวะผู้นําแบบตะวันตก, [ออนไลน์], แหล่งท่ีมา: https://www.
baanjomyut. comlibraryethics03 .htm [๑๕ มถิ นุ ายน ๒๕๕๘].

๔๔ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทที่ ๓ แนวคดิ หลกั การ ทฤษฎคี ุณธรรมและจริยธรรมประเทศไทย

เป็นเกณฑ์ คณะกรรมการผู้บริหารองค์กรจะมองหาผู้นําท่ีมี ชื่อเสียงเป็นท่ีรู้จักและเป็นท่ี
ยอมรบั ในสังคมระดับแนวหนา้ มาเป็นผนู้ ําองค์กร

๓.๒.๔ ผ้นู าํ แบบตะวนั ออก๘

ผู้นําแบบตะวันออกเน้นการบริหารแบบองค์รวมไม่แยกส่วนตามแนวปรัชญา
ตะวันออก ลักษณะท่ีสําคัญมองได้คือการมองความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งทั้งหลายซ่ึงไม่สามารถ
แยกออกจากกันได้ ดังนั้นผูน้ าํ แบบตะวันออกจึงคาํ นึงถงึ หลกั ดงั ตอ่ ไปน้ี

๑. วัฒนธรรม ผู้นําแบบตะวันออกจะยึดถือวัฒนธรรมของตนเป็นหลักในการบริหาร
กล่าวคอื จะกา้ วเดนิ ตามวัฒนธรรมอันดีงามทีม่ กี ารประพฤติปฏบิ ตั ใิ นสังคมน้ันๆ

๒. ความประพฤติ ผู้นําแบบตะวันออกถือหลักจริยธรรมในการบริหาร ผู้นําท่ีดีต้อง
ประพฤติตนดีไมข่ ัดต่อศีลธรรมอันดงี าม ประพฤติตนตามกฎของบ้านเมือง มีความกลา้ หาญและ
ความเมตตากรุณาใชห้ ลักการประนปี ระนอมในการบรหิ าร

๓. ความซื่อสัตย์และจงรักภักดี ผู้นําตามแบบตะวันออกจะยึดหลักอาวุโส พร้อมทั้ง
เน้นใหม้ ีความซอื่ สตั ยจ์ งรกั ภักดี ไมค่ ดโกงและเอาเปรียบบุคคลอน่ื เคารพบรรพบรุ ษุ

๓.๓ สรุป

ผู้นําตามแนวคิดแบบตะวันตกและตะวันออกตรงข้ามกันอย่างส้ินเชิงกล่าวคือ ผู้นํา
ตามแนวคิดแบบตะวันตกจะเน้นการกระทําให้บรรลุผล การมีอํานาจ และวิสัยทัศน์ และ
บริหารแบบแยกส่วนในขณะท่ีทฤษฏีภาวะผู้นําแบบตะวันออกจะมีการมองการทํางานแบบองค์
รวมบูรณาการเอาเป้าหมายเป็นแนวทางในการก้าวไปสู่ความสําเร็จ ผู้นําแบบตะวันตกเช่น
Plato และ Machivelli จะมองการเป็นผู้นําแบบเข้าถึงความคิดโดยการพิจารณาใคร่ครวญ
ก่อนท่ีจะลงมือปฏิบัติ ผู้นําต้องสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้
และเรียนรู้ท่ีจะปรับทักษะของตนให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม แนวคิดภาวะผู้นําแบบตะวันตกท่ีมอง
สภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์เป็นหลักมองว่าผู้นําท่ีประสบความสําเร็จในสถานการณ์หนึ่ง
อาจจะล้มเหลวในอีกสถานการณ์หน่ึงได้ จึงกล่าวได้ว่าไม่มีผู้นําแบบใดที่ดีที่สุด นอกจากนี้ผู้นํา
แบบตะวนั ตกยังมองส่งิ ต่างๆแบบแยกส่วน

โดยสรุปแล้วผู้นําแบบตะวันตกตั้งอยู่บนพ้ืนฐานของจุดเน้นหลัก ๕ ประการคือ การ
กําหนดเป้าหมาย ความสัมพันธ์แบบหน่ึงต่อหน่ึง ความเด็ดขาดอย่างผู้นํา ผลลัพธ์ในระยะส้ัน
การใช้เหตุผล ส่วนผู้นําแบบตะวันออกจะยึดเอาค่านิยมทางสังคมเป็นบรรทัดฐาน เน้นระบบ

๘ บ้านจอมยุทธ, ผู้นําแบบตะวันออก, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://www. baanjomyut.
comlibraryethics03 .htm, [๑๕ มิถนุ ายน ๒๕๕๘].

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๔๕
บทที่ ๓ แนวคดิ หลักการ ทฤษฎคี ุณธรรมและจรยิ ธรรมประเทศไทย

การทํางานท่ีทําให้เกิดความราบรื่นประนีประนอม ทฤษฎีภาวะผู้นําแบบตะวันตกกําหนดว่า
ผู้นําต้องมองให้ชัดว่าตัวแปรใดที่จะทําให้ผู้นําเป็นผู้นําที่ย่ิงใหญ่ได้ ผู้นําต้องมีความกระตือรือร้น
และมีทักษะความสามารถที่จําเป็นสําหรับผู้นําเช่นสติปญั ญา และทักษะทางสังคมและผู้นําย่อม
แตกต่างไปตามสถานการณ์ อย่าสามารถปรับทิศทางการบริหารให้เข้ากับสภาพแวดล้อมท้ังน้ี
ไม่ได้หมายความว่าการยอมตามสภาพแวดล้อมแต่หมายถึงการพยายามหาทางปรับ
สภาพแวดล้อม ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดแบบตะวันออกที่หาวิธีการอยู่กับสภาพแวดล้อมน้ันโดย
ไม่มีการเปลี่ยนสภาพแวดลอ้ ม

บทที่ ๔
ความรูเ้ บ้อื งตน้ เกยี่ วกบั พุทธจริยธรรม

พุทธจริยธรรม มีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้บุคคลมีชีวิตที่ดี ช่วยเหลือเก้ือกูลกัน สามารถอยู่
ร่วมกันเป็นสังคมได้เป็นอย่างดี มีความสุข และทําให้มีการดําเนินชีวิต การครองชีพอย่าง
ประเสริฐ เพราะฉะนั้นพุทธจริยธรรมจึงเป็นแนวทางในการดําเนินชีวิตท่ีดีของชาวพุทธ การจัด
พุทธจริยธรรมสามารถจัดได้ดังน้ี พุทธจริยธรรม จึงเป็นหลักการหรือแนวทางในการดําเนินชีวิต
ทีด่ ี ประเสริฐ อันเปน็ วิธกี าร หรือเครื่องมอื ในการส่จู ุดมุง่ หมายอันเป็นประโยชนส์ ูงสดุ เปน็ อดุ ม
คติของชีวิต ครอบคลุมถึงเกณฑ์ ตัดสินว่า การกระทําใดดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควร ด้วยเหตุน้ี
พทุ ธจริยธรรมจงึ มลี ักษณะที่แตกตา่ งจาก ทรรศนะของปรัชญาในสํานักอนื่ ๆ คอื พุทธจริยธรรม
ไมไ่ ด้

๔.๑ พทุ ธจริยธรรม

คําว่า "จริยธรรม" นั้นมีผู้ให้ความหมายไว้หลายท่าน ซ่ึงสรุปได้ดังนี้ คือ จริยธรรม
หมายถึง แนวทางในการประพฤติตนที่ดีงามเหมาะสม เพอ่ื ให้สมาชิกในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่าง
สงบสุข เป็นความหมายที่สอดคล้องกับพระพุทธศาสนา ดังคําว่า "ธมฺมสฺส จริยา ธมมา วา อน
เปตา จริยา ธมฺมจริยา" แปลว่า "ความประพฤติท่ีเหมาะสม หรือความประพฤติท่ีไม่ปราศจาก
ธรรม เรียกว่า ธรรมจริยา" (มังคลัตถทีปนี ภาค ๒ ฉบับบาลี)๑ เม่ือกล่าวในแง่ของพุทธศาสนา
เรียกวา่ พทุ ธจริยธรรม ตามทรรศนะของพุทธศาสนา พทุ ธจริยธรรมนนั้ นอกจากจะเปน็ หลักของ
การดําเนินชวี ติ แลว้ ยังเปน็ วธิ ีการแก้ปัญหาดว้ ย ซึง่ มที ม่ี าดงั น้ี คอื

ในสมัยพุทธกาลน้ัน ยังไม่มีการสังคายนาหลักคําสอนของพระองค์ ส่ิงที่พระองค์ทรง
ใช้ประกาศศาสนาในสมัยนั้น ทรงใช้อยู่ ๓ คํา คือ "พรหมจรรย์" (พรฺหมจริย) "ธรรมวินัย" (ธมฺม
วิจย) และคําว่า "นวงั คสัตถสุ าสน"์

๑. พรหมจรรย์
คําว่า "พรหมจรรย์" นี้ เป็นคําที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เป็นอุดมการณ์ในการประกาศใน
คร้ังท่สี ง่ สาวกไป ประกาศศาสนาครง้ั แรกจาํ นวน ๖๑ รูป จุดประสงค์เพื่อความประโยชนส์ ุขของ
คนทั่วไป ดังตัวอยา่ งที่พระพุทธเจ้าใช้ คําวา่ พรหมจรรย์ คือ

๑ มังคลัตถทปี นี ภาค ๒ ฉบบั บาล,ี ๒๕๓๖: ๔๗

คุณธรรมและจริยธรรมสาํ หรับผูบริหารการศึกษา ๔๗
บทที่ ๔ ความรูเบอ้ื งตน เก่ยี วกับพุทธจริยธรรม

จรถ ภกิ ฺขเว จารกิ ํ พหชุ นหิตาย พหุชนสุขายโลกานุกมฺปาย
อตถฺ าย หิตาย สขุ าย เทวมนสุ ฺสานํ มา เอเกน เทวฺ อคมติ ถฺ
เทเสถ ภิกขฺ เว ธมมฺ ํ อาทกิ ลยฺ าณํ มชเฺ ฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ
สาตฺถํ สพฺยญชฺ นํ เกวลปริปณุ ณฺ ํ ปริสทุ ฺธํ พรฺ หมจริยํ ปกาเสถ ฯ

มคี วามหมายว่า

ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปเพื่อประโยชน์เก้ือกูลเพื่อความสุขแก่คนเป็น
จํานวนมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพ่ือประโยชน์เพ่ือความสุข เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์
ทั้งหลาย ภิกษุท้ังหลายเธอทั้งหลายจงแสดงธรรมที่งามในเบ้ืองต้น งามในท่ามกลาง
และงามในทสี่ ดุ จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทง้ั อรรถะ พรอ้ มทงั้ พยัญชนะ อนั บรสิ ทุ ธิ์ บริบูรณ์
ส้นิ เชิง ฯ (ที.ม.)๒ และนอกจากน้ียังมหี ลักพุทธพจน์ทีแ่ สดงถึงหลักจริยธรรมอีกวา่

อยเมว โข ภกิ ฺขุ อรโิ ย อฏฐฺ งคฺ โิ ก มคฺโค พฺรหมฺ จรยิ ํ ฯ

มคี วามหมายว่า

ดูก่อนภิกษุ มรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ อันประเสริฐ นี้แหละ คือ
พรหมจรรย์ ฯ (สํ.ม.) ๓ ด้วยเหตุน้ี พรหมจรรย์ จึงได้ช่ือว่า เป็นพุทธจริยธรรม เมื่อพิจารณาใน
แง่น้ีจะเห็นได้ว่า พุทธจริยธรรมนั้นกว้างขวางมาก ในการดําเนินตามแนวทางน้ี นอกจากบุคคล
จะสามารดําเนินชีวิตจนบรรลุความดีอันสูงสุดแล้ว สังคมก็ดําเนินไปด้วยความสงบสุขอัน
เนอ่ื งมาจากการปฏบิ ัตขิ องบคุ คลในสงั คมน้ัน

๒. ธรรมวนิ ยั

คําว่า "ธรรมวินัย" น้ี ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้ทรงใช้คําว่า
"ธรรมวินยั " คอื

โย โว อานนทฺ มยา ธมโฺ ม จ วนิ โย จ เทสโิ ต ปญฺญตฺโตโส โว มมจฺเยน สตฺถา ฯ

มคี วามหมายว่า

ธรรมและวินัยอันใด ท่ีเราตถาคตแสดงไวแ้ ล้ว บัญญัติไว้แล้วเมื่อเราล่วงไปแล้ว ธรรม
และวินัยนัน้ จะเปน็ ศาสดาของเธอทงั้ หลาย ฯ (สุตฺต.ม.)๔

๒ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๕๒/๔๓.
๓ ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๓๐/๗.
๔ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๑๔๑/๑๓๘.

๔๘ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทท่ี ๔ ความรเู บือ้ งตนเกย่ี วกบั พุทธจรยิ ธรรม

๓. นวงั คสตั ถุสาสน์ หรอื สตั ถสุ าสน์ ๙ ประการ คือ
๑) สตุ ตะ คาํ สอนประเภทรอ้ ยแกว้ ล้วน
๒) เคยยะ คําสอนท่ีเป็นร้อยแก้วผสมกับร้อยกรอง อันได้แก่ พระสูตรท่ีมีคาถา
ทงั้ หมด โดยเฉพาะสคาถวรรคสังยตุ ตนิกาย
๓) เวยยากรณะ คําสอนประเภทที่เป็นอรรถกถาธิบายโดยละเอียด เป็นร้อยแก้ว
ลว้ นๆ เช่น อภิธรรมปิฎก พระสูตรที่ไม่มีคาถา และพระพุทธพจน์อ่ืนๆ ที่ไม่นับเข้าในองค์ ๘ ข้อ
ที่เหลือ
๔) คาถา คําสอนประเภทร้อยกรองลว้ น เช่น ธรรมบท เถรคาถา เถรคี าถา และคาถา
ล้วนในสุตตนบิ าตทไี่ มม่ ีชอ่ื กํากับวา่ "สูตร"
๕) อุทาน คําสอนประเภทท่ีเปล่งขึ้นจากแรงบันดาลใจของพระพุทธเจ้า และพระ
สาวก สว่ นมากจะเป็นบทรอ้ ยกรอง
๖) อิติวุตตกะ คําสอนประเภทคําอ้างอิงที่ยกข้อความท่ีพระพุทธเจ้าตรัสไว้มาอ้าง
เปน็ ตอน ๆ ไดแ้ ก่ พระสตู รสั้น ๆ
๗) ชาตกะ คาํ สอนประเภทนิทานชาดกหรือเร่ืองราวในชาตปิ างก่อนของพระพุทธเจ้า
ขณะท่เี ปน็ พระโพธิสตั วบ์ ําเพ็ญบารมอี ยู่
๘) อัพภูตธรรม คําสอนประเภทเรื่องอัศจรรย์เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและพระสาวก
ท้ังหลาย
๙) เวทัลละ คาํ สอนประเภทคาํ ถาม และคําตอบ๕

๔.๒ ลักษณะพทุ ธจรยิ ธรรม

ลักษณะและขอบเขตและเน้ือหาของพระพุทธจริยธรรมน้ันแบ่งได้ออกเป็น ๒ ส่วน
คือ

ส่วนท่ีเป็นอภิปรัชญาท่ีกล่าวถึงความจริงของจักรวาล ของโลกและสรรพส่ิงและ
มนุษย์ อาจกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประเภทจิตนิยม (Idealism) ในแง่ท่ีว่า
มนุษย์มอี งค์ประกอบที่สําคัญ ๒ ส่วนคือ กาย กับจิต และถือว่าจิตเป็นเรื่องสําคัญดงั พุทธพจน์ท่ี
แสดงไวห้ ลายแห่งเปน็ ตน้ วา่

๕ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๒๗๘/๑๘๕.

คุณธรรมและจริยธรรมสาํ หรับผูบริหารการศึกษา ๔๙
บทที่ ๔ ความรเู บอ้ื งตนเก่ียวกับพุทธจริยธรรม

ธรรมท้ังหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มใี จประเสริฐท่ีสุด สาํ เร็จแล้วแต่ใจ ถ้าบุคคลมีใจ อัน
โทษประทุษร้ายแล้ว กล่าวอยู่ก็ตาม ทําอยู่ก็ตาม ทุกข์ย่อมไปตามบุคคลน้ัน เพราะ ทุจริต ๓
อยา่ งนนั้ เหมอื นลอ้ หมนุ ไปตามรอยเท้าโคผูล้ ากเกวยี นไปอยู่ ฉะนน้ั ฯ (ขุ.ธ.) ๖

ส่วนท่ี ๒ คือเป็นจริยศาสตร์ท่ีสอนให้มนุษย์เข้าใจถึงความหมายของชีวิต
พระพทุ ธศาสนาน้นั เป็นศาสนาแห่งเหตุผล และเป็นศาสนาที่แสดงถงึ หลักความจรงิ ในชีวิต ไมใ่ ช่
ศาสนาที่สอนให้บุคคลหลงใหล เชื่อในสิ่งท่ีพิสูจน์ไม่ได้ พระพุทธศาสนาสอนให้เชื่อตามหลัก
เหตุผลท่ีใคร่ครวญด้วยสติปัญญาแล้ว จะเห็นได้จากหลักปฏิบัติในเรื่องความเช่ือท่ีพระพุทธเจ้า
ตรัสไว้ในกาลามสูตร มี ๑๐ ประการ

๑. มา อนสุ สฺ เวน อย่าปลงใจเชอื่ ดว้ ยการฟังตามกันมา
๒. มา ปรมฺปราย อยา่ ปลงใจเชอ่ื ด้วยการถอื สืบๆกนั มา
๓. มา อิติกริ าย อยา่ ปลงใจเช่อื ดว้ ยการเล่าลือ
๔. มา ปิฏกสมปฺ ทาเนน อย่าปลงใจเชอื่ ด้วยการอ้างตํารา หรอื คัมภีร์
๕. มา ตกฺกเหตุ อย่าปลงใจเชอื่ เพราะอาศยั ตรรกะ
๖. มา นยเหตุ อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนมุ าน
๗. มา อาการปริวติ กฺเกน อย่าปลงใจเชื่อ ดว้ ยการตรกึ ตรองตามเหตผุ ล
๘. มา ทิฏฐฺ นิ ชิ ฌฺ านกฺขนตฺ ิยา อยา่ ปลงใจเชือ่ เพราะเข้ากับทฤษฎที ี่พนิ ิจแลว้
๙. มา ภพพฺ รูปตาย อยา่ ปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณน์ ่าจะเป็นไปได้
๑๐. มา สมโณ โน ครูติ อย่าปลงใจเช่ือ เพราะนับถือว่า สมณะรูปนี้เป็นครูอาจารย์
ของเรา (อง.ฺ ตกิ .) ๗

ในแง่ ญาณวิทยา พระพุทธศาสนาแบ่งความรู้ออกเป็นหลายระดับ เช่น วิญญาณ
ความรู้ทางประสาทสัมผัส สัญญา ความจํา ปัญญา ความรอบรู้ และได้แสดงบ่อเกิดของความรู้
ไว้ ๓ ทางด้วยกัน๘ คือ

๑. จนิ ตามยปญั ญา ปญั ญาเกดิ แตก่ ารคดิ การพิจารณาหาเหตุผล
๒. สตุ มยปัญญา ปัญญาเกิดจากการสดับ การเล่าเรียน
๓. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกดิ แต่การฝกึ อบรมลงมือปฏิบัติ

๖ ข.ุ ธ. (ไทย) ๒๕/๑๑/๑๑.
๗ อง.ฺ ติก. (ไทย) ๒๐/๕๐๕/๑๗๙.
๘ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๘๐๔/๓๙๕.

๕๐ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทที่ ๔ ความรเู บือ้ งตนเกย่ี วกับพุทธจรยิ ธรรม

พุทธจริยธรรม จึงเป็นหลักการหรือแนวทางในการดําเนินชีวิตท่ีดี ประเสริฐ อันเป็น
วิธีการ หรือเคร่ืองมือในการสู่จุดมุ่งหมายอันเป็นประโยชน์สูงสุด เป็นอุดมคติของชีวิต
ครอบคลุมถึงเกณฑ์ ตัดสินว่า การกระทําใดดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควร ด้วยเหตุนี้พุทธจริยธรรม
จึงมีลักษณะที่แตกต่างจาก ทรรศนะของปรัชญาในสํานักอื่น ๆ คือ พุทธจริยธรรมไม่ได้เกิดจาก
โต้แย้งทางความคิด (Argument) การนิยามความหมาย การคาดคะเน หรือการพิจารณา
เทียบเคียง เหมือนปรัชญาสํานักอ่ืน ๆ แต่พุทธ จริยธรรมมีธรรมชาติของความเปน็ จริง เปน็ ส่ิงท่ี
ผู้ปฏิบัติแล้วสามารถเห็นได้ด้วยตัวของตนเอง (สนฺทิฏฺฐิโก) ไม่จํากัดเวลา (อกาลิโก) ซึ่งเป็นผล
ของการตรัสรูธ้ รรมอนั ยอดเยย่ี มของพระพทุ ธเจ้าที่เรียกวา่ "อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ" ซึ่งแยกได้
เป็น ๒ ส่วนคือ ส่วนท่ีเป็นสัจธรรมและส่วนท่ีเป็นศีลธรรม พระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต)๙ ได้
จัดแบ่งพทุ ธจรยิ ธรรมตามนัยดงั กล่าวไวด้ งั นี้ คอื

๑. มัชเฌนธรรม หรือมัชเฌนธรรมเทศนา ซึ่งกล่าวถึง ความจริงตามแนวเหตุผล
บริสุทธ์ิ ตามกระบวนของธรรมชาติ

๒. มัชฌิมาปฏิปทา กล่าวคือหลักการครองชีวิตของผู้ฝึกอบรมตน ผู้รู้เท่าทันชีวิต ไม่
หลงงมงาย มุ่งผลสําเร็จคือความสุข สะอาด สว่าง สงบ เป็นอิสระ เมื่อกล่าวให้ง่ายต่อความ
เขา้ ใจในเชิงจริยศาสตร์ พทุ ธจริยธรรมแบ่งออกเปน็ ๒ สว่ นคือ

๑) สัจธรรม เป็นสว่ นแสดงสภาวะหรอื รูปลักษณะตัวจรงิ
๒) จรยิ ธรรม เป็นส่วนแห่งขอ้ ประพฤติปฏบิ ัตทิ ้งั หมด

โดยนัยนี้ สัจธรรมในพระพุทธศาสนาหมายถึงคําสอนเก่ียวกับสภาวะความเป็นจริง
ของสรรพสิ่ง ท้ังปวงเป็นไปโดยสภาวธรรมชาติหรือกฎธรรมชาติ (Natural Law) กล่าวคือ
เป็นไปตามกฎของไตรลักษณ์ ๓ ประการ คือ (๑) อนิจจตา (Impermanence; Transiency)
ความไม่เที่ยง เป็นสภาวะท่ีเกิดข้ึนแล้วเสื่อมสลายไป (๒) ทุกขตา (State of Suffering) ความ
เป็นทุกข์ และ (๓) อนัตตา (Non-Self) ความไม่มีตัวตน ข้อเท็จจริงเหล่าน้ี พระพุทธศาสนาเช่ือ
ว่ามีอยู่แล้วอย่างน้ันและมีอยู่ตลอดไป ไม่ว่าจะมีคนรับรู้ข้อเท็จจริงเหล่าน้ีหรือไม่ก็ตาม (สมภาร
พรหมทา)๑๐ ส่วนในส่วนจริยธรรม หมายถึงการถือเอาประโยชน์จากความรู้และความเข้าใจใน
สภาพและความเป็นไปของ ส่ิงทั้งหลาย หรือการรู้กฎธรรมชาติและนํามาใช้ในทางที่เป็น
ประโยชน์)๑๑

๙ พระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยตุ ฺโต) (๒๕๔๒: ๖).
๑๐ สมภาร พรหมทา, ๒๕๔๑: ๕.
๑๑ พระศรีสุทธิโมลี, ๒๕๑๔: ๑๘๗ อา้ งถงึ ใน พระมหาไพฑรู ย์ อทุ ัยคาม, ๒๕๔๒: ๓๓.

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๕๑
บทที่ ๔ ความรเู บอื้ งตนเกยี่ วกับพุทธจริยธรรม

นอกจากน้ัน เนื้อหาของพุทธจริยธรรมยังสามารถแบ่งได้อีก ๒ ระดับคือ
(๑) ระดับโลกิยธรรม ได้แก่ธรรมอันเป็นวิสัยของปุถุชนผู้ครองเรือน เป็นข้อปฏิบัติสําหรับปุถุชน
ให้ถูกต้องตามหลักศีลธรรม มุ่งสอนเพ่ือให้เกิดการลดละกิเลสท่ีเป็นอกุศล สาเหตุที่ก่อให้เกิด
อกุศลต่างๆ ใหก้ ระทาํ ความดี เว้นจากการกระทําความชั่ว ไมเ่ บียดเบยี นซ่ึงกันและกนั และทํา
จิตใจให้ผ่องแผ้ว หมดจดจากกองกิเลสท่ีทําให้เศร้าหมอง เพ่ือให้เกิดความความสุขแก่ตนเอง
และสังคม (๒)โลกุตรธรรม ได้แก่ธรรมอันไม่ใช่วิสัยของชาวโลก แต่เป็นข้อปฏิบัติของพระอริยะ
พุทธจรยิ ธรรมในขน้ั น้เี ป็นข้ันสูงของพระอริยบุคคลผู้พัฒนาจติ ใจ จนเกิดปญั ญาสามารถละกิเลส
หรือสังสารวัฏได้อย่างเด็ดขาด พ้นจากอํานาจกิเลสโดยสิ้นเชิง อยู่เหนือบุญและบาป เป็นผู้ท่ีได้
บรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต การกระทําของพระอรหันต์ไม่เป็นท้ังบุญและบาป ไม่มีชาตินี้
และชาตหิ น้า พระอรหนั ต์อยู่ในสว่ นของวิวัฏ จึงไมม่ ีภพชาตสิ ังสารวัฏต่อไป ดงั พระพุทธพจน์ว่า

พระอรหันต์ มีความสุขหนอ เพราะท่านไม่มีตัณหา กําหนดรู้เบญจขันธ์มีสัทธรรม ๗
ประการเป็นโคจร มีรา่ งกายนี้เป็นคร้งั สดุ ท้าย หลุดพ้นจากภพใหม่ บรรลุพระอรหตั ภมู ิแล้ว ชนะ
ขาดแล้วในโลก ไม่มคี วามเพลิดเพลินอยู่ในส่วนเบ้ืองบน ท่ามกลาง และท่ีสดุ เป็นผู้ยอดเยี่ยมใน
โลก๑๒

ในทางพระพุทธศาสนา ความสุขในระดับโลกิยะเป็นความสุขในระดับหนึ่ง
พระพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธความจริงอันเป็นสมมติสัจจะและโลกแห่งวัตถุเหล่าน้ี เพราะใน
ความเป็นจริง ความสุขในระดับโลกิยะเป็นแนวทางให้บุคคลมีความพยายามเพื่อบรรลุความสุข
ข้ันสูงสุด อันเป็นบรมสุขกล่าวคือพระนิพพานซ่ึงเป็นความสุขในระดับโลกุตตระ จะเห็นได้ว่า
เป้าหมายของชีวิตในระดับโลกิยะและโลกุตตระจะสัมพันธ์กันโดยความ เป็นเหตุเป็นผลของกัน
และกัน ความสุขท่ีเกิดจากโลกแห่งวัตถุ เป็นเป้าหมายในระดับสัมมาสติสัจจะ อยู่ในระดับโลกิย
วิสัย จึงหาความจริงแท้ไม่ได้ เพราะเป็นความสุขท่ีท่ีสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามสภาวะแห่ง
สามัญญลักษณะ และการมีสุขเช่นนี้ ก็ไม่นับว่าเป็นเป้าหมายท่ีสูงสุดในพระพุทธศาสนา แต่
ความสุขในระดับโลกิยะนั้นเป็นสิ่งสําคัญต่อการขัดเกลาจิตในระดับเบื้องต้น ถ้าหากบุคคลไม่ได้
รับการฝึกฝนและได้รับความสุขระดับเบื้องต้น ความพยายามในท่ีจะให้ความสุขในระดับโลกุต
ตระอันเป็นจุดหมายปลายทางเกิดขึ้น ก็จะมีไม่ได้ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า ความสุขในระดับ
โลกิยะและความสุขในระดบั โลกตุ ตระจึงเปน็ เหตุผลของกันและกนั และสมั พันธ์กนั ดังกล่าวมา

๑๒ ส.ํ ข. ๑๗/๗๖/๔๑.

๕๒ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทที่ ๔ ความรเู บื้องตน เกย่ี วกับพุทธจรยิ ธรรม

พุทธปรัชญา ได้สอนหลักจริยธรรมการดําเนินชีวิตไว้ทุกระดับ ต้ังแต่จริยธรรม
สําหรับผู้อยู่ครองเรือนจนถึงบรรพชิตผู้ออกแสวงหาความสงบ และความหลุดพ้นจากกองกิเลส
ทั้งปวงพระพุทธศาสนาได้แสดงอรรถะ คือจุดมุ่งหมายของชีวิตท่ีดีงาม ที่มนุษย์พึงประสงค์ไว้ ๓
ระดับ คือ

๑. ทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในโลกนี้ อันเป็นจุดหมาย
เบ้ืองต้นหรือจุดหมายเฉพาะหนา้ ที่มองเห็นได้ในชีวิตประจําวนั อันได้แก่ ลาภ ยศ สขุ สรรเสริญ
หรือทรพั ย์สนิ ฐานะเปน็ ต้น รวมถึงการแสวงหาสิง่ เหลา่ นโ้ี ดยชอบธรรม มี ๔ ประการ คือ

๑.๑ อุฏฐานสัมปทา หาเลี้ยงชีพด้วยความหมั่น คือ ขยันหม่ันเพียรในการปฏิบัติ
หน้าท่ีการงาน ประกอบอาชีพอันสุจริต มีความชํานาญ รู้จักใช้ปัญญาสอดส่องตรวจตรา หา
อุบายวธิ ี สามารถดาํ เนินการใหไ้ ด้ผลดี

๑.๒ อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษา คือรู้จักคุ้มครองเก็บรักษาโภคทรัพย์
และผลงานอันตนได้ทําไว้ด้วยความขยัน หมั่นเพียรโดยชอบธรรม ด้วยกําลังของตน ไม่ให้เป็น
อนั ตรายหรอื สญู หาย

๑.๓ กัลยาณมิตตตา การคบคนดีเป็นมิตร คือ รู้จักกําหนดบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วย
ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา ไม่แนะนาํ ไปสอู่ บายมขุ

๑.๔ สมชีวิตา มีความอยู่พอเหมาะสม คือรู้จักกําหนดรายได้และรายจ่าย เลี้ยง
ชีวิตแต่พอดี ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ไม่ฟุ่มเฟือยนัก ให้รายได้เหนือรายจ่าย มีประหยัดเก็บไว้
(องฺ.อฏฺฐก.)๑๓

๒. สัมปรายิกัตถะ หรือประโยชน์เบ้ืองหน้า ประโยชน์ในภพหน้า เป็นประโยชน์ขั้น
สูงท่ีลึกลํ้ากว่าจะมองเห็นได้เฉพาะหน้า เกี่ยวเนื่องด้วยคุณค่าของชีวิต เป็นหลักประกันว่า เมื่อ
ละชีวิตจากโลกน้ีไปแล้ว จะไม่ตกลงไปสู่ท่ีชั่ว อันได้แก่ ความเจริญด้านจิตใจที่ประกอบไปด้วย
คุณธรรมและศีลธรรม ใฝ่ใจในทางในเร่อื งบญุ กศุ ล มีความสงบสขุ ทางจิตใจ มี ๔ ประการ คอื

๒.๑ สัทธาสัมปทา ความถึงพร้อมดว้ ยศรัทธา คือ เชื่อในส่งิ ทีค่ วรเช่ือ เช่น เช่ือว่า
ทําดไี ดด้ ี ทําชว่ั ได้ชั่ว เปน็ ตน้

๒.๒ สีลสัมปทา ความถงึ พร้อมดว้ ยศลี คือรักษากาย วาจา ใหเ้ รียบรอ้ ย ไม่มโี ทษ
และรู้จกั รักษาระเบียบวินยั เป็นอันดี

๒.๓ จาคสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยการเสียสละ เป็นการเฉลี่ยความสุขให้แก่
ผอู้ น่ื

๒.๔ ปญั ญาสัมปทา ความถงึ พรอ้ มดว้ ยปัญญา คอื รจู้ กั บาป คณุ โทษ ประโยชน์
และมิใช่ประโยชน์ เป็นต้น

๑๓ องฺ.อฏฺฐก. (ไทย) ๒๓/๑๔๔/๒๒๒.

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๕๓
บทท่ี ๔ ความรูเ บอ้ื งตนเกย่ี วกับพุทธจรยิ ธรรม

๓. ปรมัตถะ หรือประโยชน์สูงสุด ประโยชน์อย่างย่ิงอันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด
หมายถึงจิตที่หลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ท้งั ปวง คือวิมุตติและพระนิพพานอันเป็นสาระแท้
ของชีวิต ได้แก่การรู้แจ้งและรู้เท่าทันคติธรรมดาของสังขารธรรม ไม่ตกเป็นทาสของโลกและ
ชวี ิต (องฺ.อฏฐฺ ก) ๑๔

สรุปได้ว่า ขอบเขตของพุทธจริยศาสตร์นั้น อยู่ที่การกระทําทางกาย วาจา และใจ
เป็นพื้นฐานให้เกิดคุณธรรมขั้นสูงๆ ขึ้นไปเท่านั้น เพราะจริยศาสตร์เป็นเป็นเรื่องที่ว่าด้วยคุณค่า
ของการกระทําทมี่ คี า่ ในระดับ โลกิยธรรมเท่านัน้ ไม่ใชอ่ ยใู่ นขั้นปรมัตถห์ รือโลกตุ รธรรม

๑) ระดับโลกิยธรรม เป็น เป้าหมายของชีวิตมนุษย์ในสภาวะที่สืบเน่ืองอยู่ในโลกแห่ง
ปรากฏการณ์ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เป้าหมายของชีวิตในระดับน้ีจึงสามารถ
เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพราะเป้าหมายในระดับน้ีวัดจากรูปธรรมอันปรากฏให้เห็นเท่าน้ัน
แต่มิได้หมายความว่า อุดมคติของชีวิตในระดับน้ีจะเป็นสิ่งเลวร้าย ในทางตรงกันข้ามหากสร้าง
และดําเนินชีวิตตามอุดมคติที่วางไว้ได้อย่างถูกต้อง ตามกฎศีลธรรมแล้ว ชีวิตก็จะสมบูรณ์ใน
ระดบั หนง่ึ

๒) ระดับโลกุตรธรรม เป็นเป้าหมายของมนุษย์อันอยู่ในสภาวะท่ีพ้นจากโลก
เป้าหมายในระดับน้ีไม่ได้สามารถวัดได้ด้วยวัตถุ สิ่งของ หรือประสาทสัมผัสทั้ง ๕ เพราะเป็นข้ัน
ที่หลุดพ้นจากอํานาจกิเลสท้ังปวง เป็นเป้าหมายในระดับปรมัตถะ เป็นความสุขที่ไม่
เปล่ียนแปลงไปตามสภาวะอื่นใด อันได้แก่ พระนพิ พาน

๔.๓ การจัดลําดบั พุทธจริยธรรม

พุทธจริยธรรม มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บุคคลมีชีวิตท่ีดี ช่วยเหลือเก้ือกูลกัน สามารถอยู่
ร่วมกันเป็นสังคมได้เป็นอย่างดี มีความสุข และทําให้มีการดําเนินชีวิต การครองชีพอย่าง
ประเสริฐ เพราะฉะนั้นพุทธจริยธรรมจึงเป็นแนวทางในการดําเนินชีวิตท่ีดีของชาวพุทธ การจัด
พทุ ธจริยธรรมสามารถจัดไดด้ งั นี้

๑. พุทธจริยธรรมขั้นพ้ืนฐาน เป็น เบ้ืองต้นของธรรมจริยา หรืออกุศลกรรมบถ ๑๐
ประการ๑๕ และยังเป็นพื้นฐานของคุณธรรมขั้นสูงๆข้ึนไป จริยธรรมในระดับน้ีจะเป็นจริยธรรม
ข้ันพ้ืนฐานท่ีจําเป็นทั้งต่อตนเองและสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เป็นหลักมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน
ได้แก่ เบญจศีล อันได้แก่ ศีล ๕ (five percepts) และเบญจธรรม อันได้แก่ ธรรม ๕ ประการ
ซ่ึงเปน็ ขอ้ ปฏบิ ัตฝิ า่ ยศีลและธรรมทส่ี นบั สนนุ กนั เปน็ ส่ิงที่ต้องปฏิบัตคิ วบคู่กนั

๑๔ เรื่องเดียวกนั .
๑๕ พระเทพเวที (ป.อ. ปยุต.โต), พุทธธรรม: กฎธรรมชาติ และคุณคา่ สาํ หรบั ชีวิต, หน้า ๕.

๕๔ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทที่ ๔ ความรเู บื้องตน เกยี่ วกบั พุทธจรยิ ธรรม

๑.๑ เบญจศีล
๑.๑.๑ เวน้ จากการฆา่ สตั ว์ (ปาณาตปิ าตา เวรมณี)
๑.๑.๒ เวน้ จากการลกั ทรพั ย์ (อทินฺนาทานา เวรมณี)
๑.๑.๓ เว้นจากประพฤตผิ ิดในกาม (กาเมสุ มจิ ฉฺ าจารา เวรมณี )
๑.๑.๔ เวน้ จากการพูดปด (มุสาวาทา เวรมณ)ี
๑.๑.๕ เว้นจากการดืม่ สุราและเมรยั (สรุ าเมรยมชฺชปมาทฏฐฺ านา เวรมณ)ี

๑.๒ เบญจธรรม
๑.๒.๑ มเี มตตากรุณาตอ่ สัตว์ (เมตตา-กรุณา)
๑.๒.๒ เล้ียงชวี ิตในทางที่ถกู ตอ้ ง (สัมมาอาชวี ะ)
๑.๒.๓ มีความสํารวมระวังในกาม (กามสังวร)
๑.๒.๔ พูดแต่คําสัตยจ์ ริง (สจั จะ)
๑.๒.๕ มสี ติรักษาตนไว้เสมอ (สต-ิ สัมปชัญญะ)๑๖

๒. พุทธจริยธรรมขั้นกลาง ในระดับนี้เป็นการพัฒนาจริยธรรมให้สูงขึ้นไป คือกุศล
กรรมบถ ๑๐ ประการ แบ่งประเภทออกเป็น ๓ ทาง คือ (๑) ความดีทางกาย เรียกว่า กายสุจริต
(๒) ความดีทางวาจา เรยี กวา่ วจสี ุจริต และ (๓) ความดีทางใจ เรยี กวา่ มโนสจุ ริต ไดแ้ ก่

๒.๑ ความดีทางกาย มี ๓ คือ (๑) เว้นจากการฆ่าสัตว์ (๒) เว้นจากการลักทรัพย์
(๓) เวน้ จากการประพฤตผิ ิดในกาม

๒.๒ ความดีทางวาจา มี ๔ คือ (๑) เว้นจากการพูดปด (๒) เว้นจากการพูดคํา
หยาบ (๓) เว้นจากการพดู ส่อเสยี ด (๔) เวน้ จากการพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ

๒.๓ ความดีทางใจ มี ๓ คือ (๑) ไม่โลภอยากได้ของเขา (๒) ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น
(๓) ไมเ่ หน็ ผิดจากทาํ นองคลองธรรม๑๗

๓. พุทธจริยธรรมข้ันสูง คือ อริยอัฏฐังคิกมรรค ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ หรือเรียกอีก
อย่างว่า อริยมรรค มีความหมายว่า ทางอันประเสริฐหรือทางนําผู้ปฏิบัติให้เป็นผู้ประเสริฐ มี ๘
ขอ้ คือ

๓.๑ สัมมาทิฏฐิ มคี วามเขา้ ใจถกู ต้อง ดงั นค้ี อื
๓.๑.๑ เห็นวา่ ทานท่ีให้แลว้ มผี ล
๓.๑.๒ เหน็ วา่ ของทีเ่ ราบูชาแล้วมีผล
๓.๑.๓ เหน็ ว่าของทีเ่ ราบางสรวงแลว้ มีผล

๑๖ อง.ฺ อฏฐฺ ก. (ไทย) ๒๓/๑๔๔/๒๒๒.
๑๗ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๔๘๕/๓๖๗.

คุณธรรมและจริยธรรมสาํ หรับผูบริหารการศึกษา ๕๕
บทท่ี ๔ ความรเู บอ้ื งตน เกยี่ วกบั พุทธจริยธรรม

ตามลําดบั ๓.๑.๔ เหน็ ผลของกรรมดี กรรมชวั่ มี
๓.๑.๕ เห็นว่าโลกนม้ี ี
๓.๑.๖ เหน็ ว่าโลกหนา้ มี
๓.๑.๗ เหน็ ว่ามารดามี
๓.๑.๘ เหน็ ว่าบิดามี
๓.๑.๙ เหน็ วา่ สัตว์ที่ผุดขึ้นเองมี
๓.๑.๑๐ เหน็ ว่าสมณพราหมณท์ ี่หมดกเิ ลสปฏบิ ตั ดิ มี อี ยู่
๓.๒ สัมมาสงั กัปปะ มีความคิดถูกต้อง ดังนคี้ ือ
๓.๒.๑ คดิ ออกจากกาม
๓.๒.๒ ไม่คิดพยาบาทปองร้ายใคร
๓.๒.๓ ไม่คิดเบยี ดเบียนใคร
๓.๓ สมั มาวาจา มวี าจาถูกตอ้ ง ดังนี้คอื
๓.๓.๑ พดู คาํ จรงิ
๓.๓.๒ ไมพ่ ดู สอ่ เสยี ด
๓.๓.๓ พดู ไพเราะอ่อนหวาน ไมพ่ ดู คาํ หยาบ
๓.๓.๔ พูดอยา่ งมีสติใครค่ รวญ ไม่เหลวไหลเลือ่ นลอย
๓.๔ สมั มากมั มนั ตะ มกี ารงานถกู ต้อง ๓ ประการ ดงั นี้ คอื
๓.๔.๑ ไมฆ่ ่าสตั ว์
๓.๔.๒ ไม่ลกั ทรัพย์
๓.๔.๓ ไมป่ ระพฤติในกามทัง้ หลาย
๓.๔.๔ สัมมาวายามะ มีอาชีพถกู ตอ้ ง ดังน้ี

๓.๔.๔.๑ ละอาชพี ทท่ี ุจรติ
๓.๔.๔.๒ ประกอบอาชีพทส่ี ุจรติ
๓.๕ สัมมาวายามะ มีความเพียรพยายามถูกต้องดงั น้ี
๓.๕.๑ เพียรระวงั ไมใ่ ห้ความไมด่ ีเกิดข้ึนตังเอง
๓.๕.๒ เพียรพยายามละความช่ัว ทเ่ี กิดขน้ึ แลว้ ให้หมดไป
๓.๕.๓ เพียรสร้างกศุ ลความดีท่ียังไมเ่ กดิ ข้ึน ใหเ้ กิดมขี ึ้น
๓.๕.๔ เพียรรักษาความดีที่มีอยู่แล้วให้คงอยู่ และให้เจริญยิ่งๆ ข้ึนไป

๓.๖ สัมมาสติ มีความระลึกรู้ตวั ทวั่ พรอ้ มในสตปิ ัฏฐาน ๔ ดงั น้ี คือ
๓.๖.๑ การพจิ ารณากายในกาย
๓.๖.๒ การพิจารณาเหน็ เวทนาในเวทนา
๓.๖.๓ การพิจารณาเหน็ จิตในจติ

๕๖ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทที่ ๔ ความรูเ บือ้ งตน เกย่ี วกับพุทธจรยิ ธรรม

๓.๖.๔ การพิจารณาเห็นธรรมในธรรม
๓.๗ สมั มาสติ ความมใี จม่ันคงถูกต้องในฌาน ๔ ดงั นี้

๓.๗.๑ ปฐมฌาน (ฌานที่ ๑)
๓.๗.๒ ทตุ ิยฌาน (ฌานที่ ๒)
๓.๗.๓ ตติยฌาน (ฌานท่ี ๓)
๓.๗.๔ จตตุ ถฌาน (ฌานที่ ๔)๑๘

อริยมรรคมี องค์ ๘ นี้ เรียกว่า ทางสายกลาง คือเป็นข้อปฏิบัติที่อยู่ระหว่างกามสุขัลลิ
กานุโยค และอัตตกิลมถานโุ ยค เป็นทางสายเอกเพ่อื ความบริสทุ ธิ์ เปรียบเหมอื นเชอื กทมี่ ี ๘ เกลียว
แตร่ วมกนั เขา้ เป็นอนั เดยี ว หมายถงึ ผูป้ ฏิบตั ใิ นอริยมรรคน้ตี อ้ งกระทาํ ไปพร้อมๆ กัน

จากการจัดลําดบั พทุ ธจริยธรรมท่ีกล่าวมาข้างต้นน้ัน สรุปการจดั ระดับพุทธจริยธรรม
ตามแนวมรรคมีองค์ ๘ ประการดังกล่าวแล้วนั้น สามารถแบ่งออกเป็น ๓ ระดับย่นย่อลงใน
ไตรสกิ ขา คอื ระดับศีล ระดบั สมาธิ และระดบั ปญั ญา หรอื แบง่ ออกเปน็ ๓ ระดบั ไดด้ งั น้ี

๑. ระดบั ตน้ ไดแ้ ก่ เบญจศีล เบญจธรรม
๒. ระดบั กลาง ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ

เมื่อกล่าว โดยสรปุ พุทธจริยธรรม ได้แก่มรรคมีองค์ ๘ หรือที่เรียกว่า มัชฌิมปฏิปทา
ย่อเข้าในไตรสิกขา ก็คือ ศีล สมาธิ และปัญญา เพราะเป็นข้อปฏิบัติที่สามารถนําไปสูประโยชน์
และความสุขท้งั แกต่ นเองและผู้ อื่น

๔.๔ เกณฑต์ ัดสนิ พุทธจรยิ ธรรม

ต่อไปน้ีจะ เป็นการศึกษาปัญหาเกณฑ์ตัดสินพุทธจริยธรรม คือ ปัญหาท่ีว่า การ
กระทําที่มีคุณค่าทางจริยะที่ว่า การกระทําท่ีเรียกว่า ดี ถูก ผิด หรือควร ไม่ควร เป็นอย่างไร
และมีอะไรเป็นเกณฑ์ในการตดั สนิ ในการกระทํานั้นวา่ ดี ถกู ผดิ หรอื ควร ไมค่ วร

หลักจริยธรรม ในระบบพุทธจริยศาสตร์นัน้ เป็นท่ีทราบกันดแี ล้วว่ามี ๒ อย่างคือ สัจ
ธรรม และศีลธรรม สัจธรรมเป็นอันติมสัจจะ กล่าวคือ เป็นความจริงสูงสุดอันเป็นฐานรองรับ
หลักศีลธรรม และหลักจริยธรรม หรือการกระทําอันมีค่าทางพุทธจริยศาสตร์ท่ีดําเนินไปถึงเพ่ือ
เข้าถึงเป้าหมาย อันเป็นอันติมสัจจะน้ัน เป็นส่ิงท่ีมีอยู่เอง มีอยู่อย่างเท่ียงแท้ และสามารถดํารง
อยู่ได้โดยธรรมดา ถ้ามนุษย์ไม่มีเป้าหมายในการกระทํา ก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่า การกระทําใด
ถูก หรือผิด เพราะฉะนั้น เกณฑ์ในการตัดสินค่าจริยะว่า สิ่งน้ีถูก ผิด ควร ไม่ควร จึงต้องอาศัย
เป้าหมายเป็นแนว ในขั้นนี้ ผู้วิจัยจะศึกษาวิเคราะห์ปัญหาท่ีว่า มาตรการวัดและตัดสินคุณค่า

๑๘ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๑๔๙/๘๖.

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๕๗
บทท่ี ๔ ความรเู บื้องตนเกีย่ วกับพุทธจรยิ ธรรม

ทางจริยะเหล่าน้ี ในทางพุทธจริยศาสตร์คืออะไร และมีอะไรบ้าง น้ีเป็นปัญหาท่ีจะต้องศึกษา
ต่อไป

ในพระพุทธ ศาสนากล่าวการกระทําของมนุษย์ไว้ ๓ ทางคือ ทางกาย เรียกว่า
กายกรรม ทางวาจา เรียกว่า วจีกรรม และทางใจ เรียกว่า มโนกรรม การกระทําจะดีหรือชั่วอยู่
ท่ี ๓ ทางน้ี ถ้าการกระทําน้ันเป็นฝ่ายดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ เรียกว่า กายสุจริต วจี
สุจริตและมโนสุจริต กรรมฝ่ายดีนี้ เรียกว่า กุศลกรรม แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นการกระทํา
ในฝ่ายชั่วทางทวารทั้ง ๓ น้ี เรียกว่า กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต กรรมฝ่ายช่ัวท้ัง ๓ น้ี
เรียกว่า อกุศลกรรม ส่วนปัญหาท่ีว่า การกระทําของมนุษย์นั้น จะดีหรือชั่ว ใช้อะไรเป็นเกณฑ์
วัด เป็นปญั หาท่จี ะต้องพิจารณากันต่อไป

ตามแนวพุทธ จริยศาสตรน์ ั้น ให้ถอื เจตนาเป็นเกณฑ์ในการตัดสนิ ว่า การกระทาํ ใด ดี
หรือชั่ว ถูก หรือผิด เพราะการกระทําทั้งหมดของมนุษย์มีเจตนาเป็นตัวคอยบ่งช้ี เพราะฉะนั้น
เจตนาจงึ เป็นตวั แท้ของกรรม"บุคคลคิดแลว้ จงึ กระทํา กรรมด้วยกาย ดว้ ยวาจา ดว้ ยใจ"๑๙

เค.เอน็ . ชยติลเลเก ๒๐ ได้ใหท้ ัศนะในปัญหานวี้ ่า พระพทุ ธศาสนาถอื ว่า การกระทาํ ที่
ถูกต้องและผิดนั้นจะต้องเป็นการ กระทําท่ีเป็นไปอย่างเสรี แต่เป็นเสรีภาพที่เก่ียวข้องหรือ
สัมพันธ์กับกฎของเหตุผล ตามทศั นะของพระพุทธศาสนา มเี งื่อนไขทส่ี าํ คัญอีกประการหนง่ึ ท่ีทํา
ให้การกระทําที่ถูกแตกต่างจากการกระทํา ที่ผิด น่ันคือแรงจูงใจและความต้ังใจหรือเจตนาท่ี
บุคคลมตี อ่ การกระทาํ ๆ

โดยนัยนี้ กล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนา เชื่อว่า มนุษย์มีเจตจํานงเสรีในการกระทํา ซ่ึง
เป็นเจตจํานงเสรีที่ความสัมพนั ธ์กันในเหตุผลเชิงจริยธรรม เพราะถ้ามนษุ ย์ไม่มีเจตน์จํานงเสรีใน
การกระทํา ก็จะไม่มีความช่ัว ถูก ผิด ควร หรือไม่ควร การกระทําก็เป็นแต่สักว่า ทําแล้ว กําลัง
ทํา หรือทําอยู่เท่าน้ัน แต่มนุษย์มีเจตจํานงเสรีในการกระทํา และการกระทําทุกอย่างย่อม
ประกอบด้วยความจงใจหรือเจตนาเสมอ เพราะฉะนั้น ด้วยการกระทําที่ประกอบด้วยเจตนา
หรือความจงใจนี้เอง พระพุทธศาสนาจึงกล่าวว่า ถ้าประกอบด้วยกุศล ก็จัดเป็นกุศลกรรม ถ้า
ประกอบด้วยอกุศล จัดวา่ เป็นอกุศลกรรม ดังพทุ ธพจน์ว่า

กรรมท่ีถูก โลภะครอบงํา...กรรมท่ีถูกโทสะครอบงํา...กรรมท่ีถูกโมหะครอบงํา เกิด
แต่โมหะ มีโมหะเป็นเหตุ มีโมหะเป็นแดนเกิด ย่อมให้ผลในท่ีท่ีเกิดอัตภาพของเขา กรรมน้ัน
ให้ผลในขันธ์ใด ในขันธ์นั้น เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้น ในลําดับที่เกิดหรือต่อ ๆ ไปใน

๑๙ องฺ.ฉกกฺ . (ไทย) ๒๒/๓๓๔/๓๖๕.
๒๐ เค.เอ็น. ชยติลเลเก, จริยศาสตร์แนวพุทธ, (กรุงเทพมหานคร: สภาการศึกษามหามกุฏราช
วิทยาลัย, ๒๕๓๔), หนา้ ๓๖.

๕๘ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)
บทท่ี ๔ ความรูเ บ้ืองตนเกย่ี วกับพุทธจรยิ ธรรม

ปัจจุบันน่ันเอง ดูกรภิกษุท้ังหลาย ธรรมชาติ ๓ ประการนี้แล เป็นเหตุให้เกิดกรรม ๓ ประการ
เป็นไฉน คือ อโลภะ ๑ อโทสะ ๑อโมหะ ๑...กรรมที่ถูกอโลภะครอบงํา...กรรมที่ถูก อโทสะ
ครอบงํา... กรรมที่ถูกอโมหะครอบงํา เกิดแต่ อโมหะมีอโมหะเป็นเหตุ มีอโมหะเป็นแดนเกิด
เม่ือโมหะปราศไปแล้ว ย่อมเป็นอันบุคคลละได้เด็ดขาด ถอนรากขึ้นแล้ว ทําให้เหมือนตาลยอด
ด้วนทําไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา...ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติ ๓ประการนี้แล
เปน็ เหตุใหเ้ กดิ กรรม ฯ (อง.ฺ ตกิ .) ๒๑

จึงกล่าวได้ ว่า ตามหลักพุทธจริยศาสตร์ เจตนาที่ประกอบด้วยความพยายามในการ
กระทําอันเป็นเหตุเบื้องต้น หรือเป็นความพยายามเพื่อให้การกระทําสําเร็จลงเป็นเกณฑ์ตัดสิน
คุณค่าเชิงพุทธ จริยธรรม ดังพุทธพจน์ท่ีว่า ดูกรภิกษุท้ังหลายเรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม
บุคคลคดิ แลว้ จงึ กระทํากรรมดว้ ยกาย ด้วยวาจา๒๒

๔.๕ สรปุ

จากแนวคิดดังกล่าวข้างต้น หลักจริยธรรม ในระบบพุทธจริยศาสตร์นั้น เป็นท่ีทราบ
กันดีแล้วว่ามี ๒ อย่างคือ สัจธรรม และศีลธรรม สัจธรรมเป็นอันติมสัจจะ กล่าวคือ เป็นความ
จริงสูงสุดอันเป็นฐานรองรับหลักศีลธรรม และหลักจริยธรรม หรือการกระทําอันมีค่าทาง
พุทธจริยศาสตร์ทด่ี าํ เนินไปถึงเพื่อเขา้ ถึงเปา้ หมาย อนั เปน็ อันตมิ สจั จะนั้น เปน็ สิ่งทมี่ ีอยเู่ อง มอี ยู่
อย่างเที่ยงแท้ และสามารถดํารงอยู่ได้โดยธรรมดา ถ้ามนุษย์ไม่มีเป้าหมายในการกระทํา ก็ไม่
สามารถกล่าวได้ว่า การกระทําใดถูก หรือผิด เพราะฉะน้ัน เกณฑ์ในการตัดสินค่าจริยะว่า ส่ิงนี้
ถูก ผิด ควร ไม่ควร จึงต้องอาศัยเป้าหมายเป็นแนว ในขั้นน้ี ผู้วิจัยจะศึกษาวิเคราะห์ปัญหาท่ีว่า
มาตรการวัดและตัดสินคุณค่าทางจริยะเหล่านี้ ในทางพุทธจริยศาสตร์คืออะไร และมีอะไรบ้าง
นี้เปน็ ปญั หาทจ่ี ะตอ้ งศึกษาตอ่ ไป

๒๑ องฺ.ตกิ . (ไทย) ๒๐/๔๗๓/๑๒๘.
๒๒ อง.ฺ ฉกกฺ . (ไทย) ๒๒/๓๔/๓๕๖.

บทที่ ๕

พทุ ธจรยิ ธรรมเกย่ี วกับบทบาทหนา้ ที่

ความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับพุทธจริยธรรมมนุษย์จะประสบความสําเร็จในชีวิตได้น้ัน
จะต้องมีหลักจริยธรรมในการครองชีวิตในปัจจุบัน ในพุทธจริยธรรม ได้สอนหลักเพ่ือการ
ดํารงชีวิตที่ดี ประเสริฐ ดี งาม และสงบไว้มาก ดังนั้น ผู้วิจัยจะกล่าวเฉพาะที่มีปรากฏอยู่ในบท
เพลงเทา่ น้นั

๕.๑ พทุ ธจรยิ ธรรมเก่ียวกับบทบาทหนา้ ที่

การดํารงตนอยู่ในสังคมนั้น บุคคลหนึ่งจะต้องมีบทบาทหน้าท่ีหลายๆ อย่าง ถ้าขาด
หลักการปฏิบัติในการทําบทบาทหน้าท่ีเหล่าน้ันแล้ว ก็จะเกิดความสับสนในบทบาทหน้าที่
เหล่านั้นได้ พระพุทธองค์จึงได้บัญญัติข้อปฏิบัติในการปฏิบัติตนตามบทบาทหน้าท่ีในสังคม ไว้
ดงั ตอ่ ไปน้ี๑

๑. ฐานะลูก ซึง่ มบี ทบาทหน้าที่เมอ่ื เปน็ ลูกอย่างนี้ คือ
๑.๑ ชว่ ยทาํ ธุระของพอ่ แม่
๑.๒ ประพฤติตัวดี ควรแกก่ ารที่พ่อแมจ่ ะมอบความไว้วางใจ
๑.๓ สร้างและรักษาชื่อเสียงของวงศ์ตระกลู ไว้
๑.๔ เล้ยี งดูท่านดว้ ยความกตญั ญกู ตเวที
๑.๕ เม่ือทา่ นเสียชีวติ แล้วบําเพ็ญกศุ ลอุทิศส่วนบญุ ไปให้

๒. ฐานะพอ่ แม่ มีบทบาทและหน้าทีเ่ มื่อเป็นพ่อแม่ดังนี้
๒.๑ รกั ษาลกู ไมใ่ หท้ ําความชัว่
๒.๒ ส่งเสริมให้ลูกทาํ ความดี
๒.๓ ให้การศึกษา
๒.๔ หาค่คู รองทดี่ ีให้
๒.๕ มอบทรัพย์มรดกให้เม่ือถึงเวลาอนั สมควร

๓. ฐานะศษิ ย์ มีบทบาทและหน้าทเ่ี มอ่ื เปน็ ศษิ ยด์ งั น้ี
๓.๑ มคี วามเคารพนับถอื ครอู าจารย์
๓.๒ เช่ือฟงั ครูอาจารย์
๓.๓ มคี วามกตัญญูกตเวทตี อ่ ครูอาจารย์
๓.๔ ชว่ ยทํากิจธรุ ะของครูอาจารย์

๑ ที.ปา. ๑๑/๑๙๘/๑๙๖.

๖๐ พระอธกิ ารบุญชวย โชติวโํ ส,ดร.(อยุ วงค)

บทท่ี ๕ พุทธจรยิ ธรรมเกีย่ วกบั บทบาทหนาท่ี

๓.๕ เรยี นศลิ ปะวิทยาดว้ ยความต้ังใจ
๔. ฐานะครู มีบทบาทและหน้าท่เี ม่ือเปน็ ครดู งั นี้

๔.๑ แนะนาํ ศษิ ยอ์ ยา่ งดี ด้วยเจตนาดี
๔.๒ สอนอย่างดี ดว้ ยความต้งั ใจ ยดึ ประโยชน์ของศิษยเ์ ป็นท่ีตั้ง
๔.๓ สอนวิทยาการใหส้ น้ิ เชิง ไมป่ ิดบัง
๔.๔ ยกย่องให้ปรากฏในเพือ่ นฝูง
๔.๕ ชว่ ยเหลือศิษย์ไมใ่ หม้ อี นั ตรายและใหม้ ีความสุข
๕. ฐานะคูช่ ีวติ คอื สามภี รรยา มบี ทบาทและหน้าทีด่ ังนีค้ ือ
๕.๑ บทบาทหน้าท่ขี องสามีต่อภรรยา

๕.๑.๑ ยกยอ่ งว่าเปน็ ภรรยา
๕.๑.๒ ไมด่ ูหมน่ิ เหยียดหยาม
๕.๑.๓ ไมป่ ระพฤตนิ อกใจ
๕.๑.๔ มอบความเป็นใหญใ่ นบา้ นให้
๕.๑.๕ ใหเ้ คร่อื งประดับเครอื่ งแตง่ กาย
๕.๒ บทบาทหนา้ ท่ีของภรรยาต่อสามี
๕.๒.๑ จัดการงานในบ้านเรียบร้อยดี
๕.๒.๒ สงเคราะหค์ นข้างเคยี งสามดี ี
๕.๒.๓ ไมน่ อกใจสามี
๕.๒.๔ รักษาทรัพยท์ ีส่ ามีหามาได้
๕.๒.๕ มคี วามขยัน
๖. ฐานะเพื่อน มีบทบาทหน้าที่ ดังนค้ี อื
๖.๑ หนา้ ท่มี ติ รบาํ รงุ มิตร
๖.๑.๑ ชว่ ยเหลอื เพอ่ื น
๖.๑.๒ เจรจาถอ้ ยคําไพเราะ
๖.๑.๓ ประพฤตสิ ิ่งที่เปน็ ประโยชน์
๖.๑.๔ เป็นผวู้ างตนเสมอ
๖.๑.๕ ไมแ่ กลง้ กล่าวให้คลาดเคลอ่ื นจากความเป็นจรงิ
๖.๒ หน้าท่มี ติ รอนุเคราะหม์ ิตร
๖.๒.๑ รักษาเพ่ือนผู้มคี วามประมาทแลว้
๖.๒.๒ รักษาทรพั ยข์ องเพอ่ื นผ้ปู ระมาทแลว้
๖.๒.๓ เมื่อมีภัย เป็นทพ่ี ึง่ ได้
๖.๒.๔ นบั ถอื วงศญ์ าตขิ องเพ่ือน

คุณธรรมและจรยิ ธรรมสาํ หรับผูบริหารการศึกษา ๖๑
บทที่ ๕ พทุ ธจรยิ ธรรมเกย่ี วกบั บทบาทหนา ที่

๗. ฐานะนายและทาสกรรมกร
๗.๑ หน้าที่นายจา้ งบาํ รงุ บ่าวไพร่
๗.๑.๑ จัดงานใหท้ าํ ตามสามควรแก่กาํ ลงั
๗.๑.๒ ให้อาหารและรางวลั
๗.๑.๓ รกั ษาพยาบาลในเวลาเจบ็ ไข้
๗.๑.๔ ให้รางวลั พเิ ศษเม่อื ทํางานไดด้ ี
๗.๑.๕ ให้ลูกจา้ งไดพ้ กั ตามกาลอันสมควร
๗.๒ หน้าทบ่ี า่ วไพร่อนเุ คราะห์นาย
๗.๒.๑ ลกุ ขึน้ ทํางานก่อนนาย
๗.๒.๒ เลกิ การงานทีห่ ลังนาย
๗.๒.๓ ถอื เอาแต่ของทน่ี ายให้
๗.๒.๔ ทาํ งานให้ดขี ึ้น
๗.๒.๕ นาํ คุณของนายไปสรรเสริญใหท้ น่ี น้ั ๆ

๘. บทบาทหนา้ ที่สาํ หรบั ผู้ปกครอง หมายถงึ บุคคลที่สงั คมยกย่องให้เป็นผ้นู าํ นั้นต้อง
ประกอบด้วยคุณธรรมอันนํามาซึ่งความ สงบสุข และนําสมาชิกของสังคมไปสู่ความเจริญ
รงุ่ เรือง พระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงหลักธรรมสําหรับนักปกครองไว้ว่า ทศพิธราชธรรม หมายถึง
ธรรมของพระราชา หรือกจิ วัตรทน่ี กั ปกครองต้องประพฤติปฏบิ ตั ิ มี ๑๐ ประการ คอื ๒

๘.๑ ทาน การให้ คือการสละทรัพย์สิ่งของบํารุงเล้ียงช่วยเหลือประชาราษฎร์
และบําเพ็ญสาธารณประโยชน์

๘.๒ ศีล ความประพฤติดีงาม คือ สํารวมกายทวาร และวจีทวาร ประกอบแต่
การกระทําท่ีสุจริต รักษากิตติคุณ และเป็นท่ีเคารพของนับถือของประชาราษฎร์ มิให้มีข้อที่ใคร
จะดแู คลนได้

๘.๓ ปริจจาคะ การบริจาค คือเสียสละความสุขสําราญ เป็นต้น ตลอดจนชีวิต
ของตน เพอ่ื ประโยชนส์ ขุ ของประชาชน และความสงบเรียบรอ้ ยของบ้านเมอื ง

๘.๔ อาชชวะ ความซื่อตรง คือ ซื่อตรงต่อหน้าที่ ปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ โดยสุจริต
มีความจรงิ ใจ ไม่หลอกลวงประชาชน

๘.๕ มัททวะ ความอ่อนโยน คือ มีอัธยาศัยไม่เย่อหย่ิงหยาบคาย หรือถือตัว มี
ความงามอันเกิดจากกิริยามารยาทสุภาพนุ่มนวล ละมุนละไม ให้ได้ความรักภักดี และความยํา
เกรง

๒ ขุ.ชา. (ไทย) ๒๘/๒๔๐/๖๒.

๖๒ พระอธิการบุญชวย โชติวโํ ส,ดร.(อุย วงค)

บทท่ี ๕ พุทธจริยธรรมเก่ียวกับบทบาทหนาที่

๘.๖ ตปะ ความทรงเดช คือ กําจัดกิเลสตัณหา ไม่ให้เข้ามาครอบงําจิตใจ ข่มใจ
ได้ ไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นในความสขุ สําราญอนั เกิดจากความปรนเปรอ มีความมุ่งมั่นในการ
บําเพญ็ เพยี ร ทํากิจให้สมบูรณ์

๘.๗ อักโกธะ ความไม่โกรธ คือ ไม่กร้ิวกราดแก่อํานาจโทสะ จะเป็นเหตุให้เกิด
การกระทําผิดพลาด มีเมตตาประจาํ ใจเสมอ วนิ ิจฉยั ความแลการกระทําต่าง ๆ อนั ประกอบด้วย
ธรรม

๘.๘ อวิหิงสา ความไม่เบียดเบียน คือ ไม่กดข่ีบีบค้ันประชาชน เช่น การขูดรีด
เก็บภาษี หรอื เกณฑแ์ รงงานเกินขนาด ไมห่ ลงระเริงอํานาจจนขาดความเมตตากรุณา

๘.๙ ขันติ ความอดทน คือ อดทนต่องานที่ตรากตรํา ถึงจะลําบายกายเพียงใด ก็
ไม่เกิดความย่อท้อ ถึงแม้จะถูกเย้ยหยันด้วยคําเสียดสีอย่างไร ก็ไม่หมดกําลังใจ ไม่ยอมละท้ิง
กรณียกิจทบ่ี ําเพญ็ โดยชอบธรรม

๘.๑๐ อวิโรธนะ ความไม่คลาดจากธรรม คือวางตนเป็นหลักในธรรม ไม่มีความ
เอนเอียงเพราะถ้อยคําที่ดีหรือ ไม่เห็นแก่ลาภสักการะ หรืออิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ใดๆ ต้ัง
ม่ันในหลักธรรมทั้งในส่วนของความยุติธรรม คือ ความเท่ียงธรรม นิติธรรม คือ ระเบียบแบบ
แผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ไม่ประพฤติให้คลาดเคลื่อน
จนเกดิ ความเสยี หายไป

๕.๒ พุทธจรยิ ธรรมเกีย่ วกบั การแก้ปัญหา

ปัญหาหรือความทุกข์ท่ีเกิดขึ้นแก่มนุษย์โดยท่ัวไป มักเกิดข้ึนมาจากความทะยาน
อยาก หรือ ความพอใจอยากได้จนเกินประมาณ คือ อยากได้ในกามคุณเพ่ือนสนองความความ
ต้องการทาง ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ความอยากท่ีจะมีอยู่คงอยู่ตลอดไป และความอยากท่ีจะพ้น
จากสภาพที่ไม่พึง ปรารถนา อยากทําลายหรือดับสูญ รวมความแล้วได้แก่ตัณหา ๓ คือ
กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตณั หา๓

วิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ นั้น ต้องรู้ถึงสาเหตุของปัญหาและแก้ไขตามสาเหตุอย่าง
ถูกต้อง และวิธีการแก้ปัญหาท่ีดีที่สุด คือ การแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ อันเป็นพ้ืนฐานเพ่ือให้
สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้อยากถูกต้อง เพราะในชีวิตประจําวันของมนุษย์เราน้ันต้องมีการ
ตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา น่ันคือต้องมีการเผชิญกับปัญหาต่างๆ และต้องตัดสินใจเสมอ และ
อรยิ สัจ น้ีก็เป็นหลกั ธรรมทท่ี าํ ใหผ้ ู้เขา้ ถึงสามารถเปน็ ผปู้ ระเสริฐได้

๓ อง.ฺ ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๓๗๗/๓๙๘.

คุณธรรมและจรยิ ธรรมสาํ หรับผูบ ริหารการศึกษา ๖๓
บทท่ี ๕ พุทธจริยธรรมเกีย่ วกบั บทบาทหนา ท่ี

๑. อรยิ สจั จ์ ๔ คือ ความจรงิ อนั ประเสรฐิ หรอื ความจริงของพระอริยเจ้า
๑.๑ ทุกข์ หมายถึงความไม่สบายกายไม่สบายใจ เป็นสภาพที่ทนได้ยาก เป็น

สภาวะบีบค้ัน ขัดแย้งขัดข้อง มีความบกพร่องไม่สมบูรณ์ในตัวเอง ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ ซ่ึง
เปน็ สภาวะปญั หาทเี่ กดิ ขน้ึ ในปัจจบุ นั หรือสภาพปญั หาอาจจะเกดิ ขน้ึ ในอนาคต แกผ่ ้ทู ยี่ ดึ มัน่ ด้วย
อํานาจอุปาทาน ทั้งน้ีเพราะปัจจัยต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นส่ิงท่ีมีสภาพเป็นไตรลักษณ์ คือ
สภาวะทีไ่ มม่ คี วามย่งั ยืน มีการเปลีย่ นแปลงไดต้ ลอดเวลา ไม่สามารถยดึ ถอื เป็นแกน่ สารได้

๑.๒ สมุทัย เหตุท่ที าํ ใหเ้ กดิ ความทกุ ข์ อันไดแ้ ก่ ตัณหา ๓ ประการอันเป็นเหตใุ ห้
เกิดทุกข์ คือ (๑) กามตัณหา ความทะยานอยากในกามคุณ ท่ีเป็นส่ิงสนองความต้องการทาง
ประสาทสัมผัสท้ัง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (๒) ภวตัณหา ความทะยานอยากในภาวะ
ที่ตนกําลังเป็นอยู่นี้ตลอดไป หรือความอยากที่จะไปสู่ภาวะอย่างใดอย่างหนึ่งที่คิดได้ (๓)
วิภวตัณหา ความทะยานอยาก ในเราที่พ้นไปเสียจากภาวะอยากจะหลีกเล่ียงส่ิงท่ีไม่พอใจจาก
ส่ิงที่ตนกําลังได้รับ หรือไม่อยากพบ ภาวะท่ีตนไม่ชอบใจในอนาคต แต่เนื่องจากความเป็นไปใน
โลกนีม้ ิไดเ้ ปน็ ไปตามความอยาก แตเ่ ปน็ ไป ตามกฎของไตรลักษณ์ จงึ ทาํ ให้ประสบกบั ความทุกข์

๑.๓ นิโรธ ความดับทุกข์ ภาวะที่ตัณหาดันสิ้นไป ภาวะท่ีเข้าถึงเมื่อกําจัดอวิชชา
และ สํารอกตัณหาได้แล้ว ปราศจากความดิ้นรนทางใจเพื่อแสวงหาความเป็นอิสระจากทุกข์ท้ัง
ปวง คงเหลอื แต่ความปรุงแต่งทางกายตามสภาพธรรมชาติ

๑.๔ มรรค ข้อปฏิบัติท่ีให้ทําให้ผู้ปฏิบัติเข้าสู่ภาวะนิโรธ คือความดับทุกข์ ได้แก่
การปฏิบตั ิ ตาม มรรคมีองค์ ๘๔

อริยสัจ ๔ ประการน้ี เป็นแนวทางการปฏิบัติเพ่ือแก้ปัญหาต่างๆ ท่ีเกิดขึ้นซ่ึงได้แก่
ทุกข์ แลว้ พจิ ารณาหาเหตุของทุกข์เพ่อื แก้ปัญหา คือ สมุทยั เมื่อหาสาเหตแุ หง่ ทุกขไ์ ดแ้ ลว้ ต้อง
หาวิธีแก้ ทุกข์ หรือหาวิธีการเพื่อให้พ้นจากสภาพไม่พึงประสงค์ด้วยวิธีการต่าง ๆ คือนิโรธ แล้ว
จึงปฏิบัติตามแนวทางเพ่ือให้ดับทุกข์คือ นิโรธคามินีปฏิปทา อันได้แก่การดําเนินทางตามแนว
มรรคมอี งค์ ๘ หรอื ทางสายกลาง

๕.๓ พทุ ธจริยธรรมเกีย่ วกับการสร้างศรทั ธาตอ่ ความดี

๕.๓.๑ ศรัทธา คือความเชอ่ื ทีป่ ระกอบด้วยเหตผุ ล ๔ ประการ คอื
๑. กัมมสัทธา เช่ือเรื่องกรรม เช่ือกฎแห่งกรรม เชือ่ ว่ากรรมมีอยู่จริง คือ เชื่อว่า

เมอื่ ทําอะไรโดยมีเจตนา จงใจทําการกระทํานั้นยอ่ มเป็นกรรม คือเป็นความชว่ั หรอื ความดี เป็น
เหตุปัจจัยก่อให้เกิดผลดีผลร้าย สืบเนื่องต่อไป การกระทําไม่วา่ งป่าว และเชื่อว่า ผลจะสําเรจ็ ได้
ดว้ ยการกระทาํ มใิ ช่ด้วยออ้ นวอนหรือ เปน็ ตน้

๔ อภ.ิ ว.ิ (ไทย) ๓๕/๑๔๔/๙๓.

๖๔ พระอธกิ ารบุญชว ย โชตวิ ํโส,ดร.(อยุ วงค)

บทท่ี ๕ พทุ ธจรยิ ธรรมเกย่ี วกบั บทบาทหนาท่ี

๒. วิปากสทั ธา เช่ือผลของการกระทาํ เชอื่ วา่ ผลของการกระทาํ มีจรงิ คือเชอ่ื ว่า
กรรมทที่ ําแลว้ ต้องมผี ล และผลของต้องมเี หตุ ผลดเี กดิ จากกรรมดี ผลชวั่ เกิดจากกรรมช่ัว

๓. กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีกรรมเป็นของตน คือแต่ละคนย่อม
เปน็ เจา้ ของของการกระทํา และจะต้องเสวยวบิ ากอนั เป็นไปตามกรรมของตน

๔. ตถาคตโพธิสัทธา เช่ือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือ มีความเชื่อมั่นใน
พระพุทธเจ้าว่า ทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ทรงประกอบด้วยพระคุณทั้ง ๙ ประการ บัญญัติ
วินัยไว้ด้วยดี ทรงเป็นผู้นําทางท่ีแสดงให้เห็นว่า มนุษย์คือเราทุกคนนี้ หากฝึกตนดีแล้ว ก็
สามารถเข้าบรรลุภูมิธรรมอันสูง บริสุทธิ์ และหลดุ พ้นจากกองกิเลส ดังท่ีพระองค์ได้ทรงบาํ เพ็ญ
ไวไ้ ด้๕

๕.๓.๒ กรรม หมายถึงกระทําท่ีประกอบด้วยเจตนาดีหรือช่ัว ในท่ีนี้หมายถึงกรรม
ประเภท ตา่ ง ๆ พรอ้ มท้งั หลักเกณฑ์เกยี่ วกับการใหผ้ ลของกรรม ดงั นี้คอื

ก. กรรมที่จําแนกตามเวลาท่ีให้ผล
๑. ทิฏฐธรรมเวทนยี กรรม คือ กรรมทใี่ หผ้ ลในปัจจบุ นั คอื ในภพน้ี
๒. อุปปชั ชเวทนยี กรรม คอื กรรมที่ให้ผลในภพภูมิชาติหน้า
๓. อปราปรยิ เวทนยี กรรม คอื กรรมท่ีใหผ้ ลในภพตอ่ ๆ ไป
๔. อโหสกิ รรม คอื กรรมทเ่ี ลิกใหผ้ ล ไม่มผี ลอีก

ข. กรรมท่ีใหผ้ ลตามหนา้ ท่ี
๑. ชนกกรรม คอื กรรมที่แต่งใหเ้ กดิ หรอื กรรมท่เี ปน็ ตวั นําไปเกดิ
๒. อุปตั ถัมภกกรรม คอื กรรมสนับสนนุ ซ้ําเตมิ ตอ่ จากชนกกรรม
๓. อุปปีฬกกรรม คือ กรรมบีบคั้นผลแห่งชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรมน้ัน

ใหแ้ ปรเปล่ียนทเุ ลาลงไป บนั่ ทอนวิบากกรรมไม่ใหเ้ ปน็ ไปไดน้ าน
๔. อุปฆาตกกรรม คอื กรรมตัดรอน กรรมทแี่ รง เป็นกรรมฝา่ ยตรงกันข้าม

กับชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรม เข้าไปตัดรอนการให้ผลของกรรมสองอย่าง
นนั้ ให้ขาดไป เช่น คนเกดิ ในตระกลู สูง ม่งั คั่ง แตอ่ ายสุ ั้น เป็นตน้

ค. กรรมทจ่ี าํ แนกตามลําดบั ความรนุ แรงในการใหผ้ ล
๑. ครุกธรรม คอื กรรมหนกั ท่ีใหผ้ ลกอ่ น ได้แก่ สมาบตั ิ ๘ หรือ อนัตรยิ กรรม
๒. พหลุ กรรม หรอื อาจิณณกรรม คือ กรรมทท่ี ํามาก หรอื กรรมชนิ ซ่ึงใหผ้ ล

รองจาก ครกุ รรม
๓. อาสนั นกรรม คอื กรรมจวนเจยี น หรอื กรรมทใ่ี ห้ผลในเวลาใกลต้ าย

๕ องฺ.สตตฺ ก. (ไทย) ๒๓/๔/๓.

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๖๕
บทท่ี ๕ พุทธจริยธรรมเกยี่ วกับบทบาทหนาท่ี

๔. กตัตตากรรม หรือ กตัตตาวาปนกรรม คือ กรรมสักว่าทํา กรรมที่ทําไว้

ด้วยเจตนาอันอ่อน หรือมิใช่เจตนาอย่างนั้นโดยตรง กรรมข้อนี้จะให้ผลต่อเมื่อไม่มีกรรมอ่ืนๆ
ใหผ้ ลให้แล้ว๖

๕.๔ พุทธจริยธรรมเกยี่ วกบั การปฏิบัติตนเพอื่ การดาํ รงชีวติ ทด่ี ี

มนุษย์จะประสบความสําเร็จในชีวิตไดน้ ้ัน จะตอ้ งมีหลักจริยธรรมในการครองชีวิตใน
ปัจจุบัน ในพุทธจริยธรรม ได้สอนหลักเพ่ือการดํารงชีวิตท่ีดี ประเสริฐ ดี งาม และสงบไว้มาก
ดังนั้น ผวู้ ิจัยจะกลา่ วเฉพาะทีม่ ปี รากฏอยู่ในบทเพลงเทา่ นน้ั

๕.๔.๑ มงคล ๓๘ ประการ หมายถึง หลักการดําเนินชีวิต หลักความประพฤติ ๓๘
ประการ เพ่ือก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ ซ่ึงพระพุทธเจ้าได้วางหลักไว้ เริ่ม
ตั้งแต่การดําเนินชีวิตข้ันต้น จนถึงข้ันสูงสุด คือ ต้ังแต่โลกิยธรรม จนถึงโลกุตรธรรม หรือกล่าว
อีกนัยหนึ่ง คือ เร่ิมจากการดําเนินชีวิตจากส่ิงง่ายๆ ไปสู่สิ่งท่ียากที่สุด ครอบคลุมหลักจริยธรรม
ในการดาํ เนนิ ชีวิตด้านตา่ ง ๆ ซึ่งเปน็ พืน้ ฐานให้เกิดคุณธรรมต้งั แต่เบ้ืองตนจนถึงข้ันสูงสุด คือ จิต
ท่ีปราศจากกเิ ลส มีดงั น้ี

(๑) ไม่คบคนพาล (๒) คบบัณฑิต (๓) บูชาผู้ควรบูชา (๔) อยู่ในประเทศอันสมควร
(๕) เคยทําบุญไว้ในชาติก่อน (๖) ตั้งตนไว้ชอบ (๗) สดับรับฟังมาก (๘) การรู้ศิลปะ (๙) ศึกษา
วินัยดี (๑๐) วาจาเป็นสุภาษิต (๑๑) บํารุงบิดามารดา (๑๒) สงเคราะห์บุตร (๑๓) สงเคราะห์
ภรรยาโดยสมควร (๑๔) การงานไม่อากูล (๑๕) ให้ทาน (๑๖) ประพฤติธรรม (๑๗) สงเคราะห์
ญาติ (๑๘) การงานไม่มีโทษ (๑๙) การงดเว้นจากบาป (๒๐) สํารวมจากการดื่มน้ําเมา (๒๑)
ความไม่ประมาทในธรรม (๒๒) ความเคารพ (๒๓) ความอ่อนน้อมถ่อมตน (๒๔) ความสันโดษ
(๒๕) ความกตัญญู (๒๖) การฟังธรรมตามกาล (๒๗) ความอดทน (๒๘) ความเป็นคนว่านอน
สอนง่าย (๒๙) การได้เห็นสมณะ (๓๐) การสนทนาธรรมตามกาล (๓๑) มีตบ ความเพียร (๓๒)
ประพฤติพรหมจรรย์ (๓๓) เหน็ อริยสัจ ๔ (๓๔) การทําแจ้งซ่ึงพระนิพพาน (๓๕) จติ ไม่หว่ันไหว
ในกเิ ลส (๓๖) จิตไมเ่ ศร้าโศก (๓๗) จิตปราศจากธลุ ไี ร้กเิ ลส (๓๘)จิตเกษม ปราศจากอกุศลมลู ๗

มงคลชีวิต ๓๘ ประการ เป็นหลักจริยธรรมสําหรับการดํารงชีวิตเพ่ือการดําเนินชีวิต
ให้ประสบความเจริญ ก้าวหน้า ซ่ึงค่านิยมด้านต่าง ๆ ในมงคล ๓๘ ประการ ได้แก่ เรื่อง ทาน
ศีล ความกตัญญู ความมีวินัย เรื่องการปฏิบัติหน้าท่ีระหว่างบุคคลต่างๆ ที่ดําเนินไปด้วยความ

๖ วสิ ุทธิ. (ไทย) ๓/๒๒๓.
๗ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๖/๓.

๖๖ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส,ดร.(อุยวงค)

บทที่ ๕ พุทธจริยธรรมเก่ยี วกบั บทบาทหนา ที่

ถูกต้อง จัดว่าเป็น หลักจริยธรรมท่ีจําเป็นและสําคัญมากท่ีจะทําให้ผู้ปฏิบัติจะได้มีกําลังในการ
ปฏิบตั ิตามมงคลชวี ิตจากระดับต้น จนถึงระดบั สงู

๕.๔.๒ การทําบุญถวายทาน เป็นหลักการดําเนินชีวิตของคนไทยอีกประการหนึ่ง
เป็นการสละออกซึ่งความตระหนี่ และเป็นหลักจริยธรรมเบื้องต้นของการดําเนินชีวิต เช่น การ
ตักบาตร เลี้ยงพระ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในการทําบุญให้ทานนั้น เจตนา
ถือว่า เป็นสิ่งสําคัญ ผู้ให้จะต้องมีเจตนาทั้ง ๓ กาล คือ ก่อนให้ทาน ขณะให้ทาน และหลังให้
ทาน ดังพุทธพจนว์ ่า

ทายกก่อนแต่จะให้ย่อมเป็นผู้มีใจดี กําลังให้ทานอยู่ก็ยังมีจิตใจผ่องใส คร้ันให้แล้ว ก็
ย่อมปลาบปล้ืมจติ น้ีเป็นความสมบูรณข์ องทายก๘

ส่วนวัตถุที่ควรให้ทานนั้น มี ๑๐ ประการ คือ ทานวัตถุเหล่าน้ีคือ ข้าว นํ้า ผ้า ยา
ดอกไม้ ของหอม ของลูบไล้ ที่นอน ทพ่ี ัก เคร่อื งตามประทีป๙

ชาวไทยนิยมทํา บุญไม่ว่าจะปรารภเหตุใดๆ ก็ให้เข้ากับหลักบุญกิริยาวัตถุ ๓
ประการ คือ (๑) ทานมัย ทําบุญด้วยการให้ปันส่ิงของ (๒) สีลมัย ทําบุญด้วยการรักษาศีล และ
(๓) ภาวนามัย ทําบุญด้วยการเจริญภาวนา คือ ฝึกอบรมจิตใจ โดยหลักการทั้ง ๓ ประการนี้
การทําบุญซึ่งเป็นหลักบําเพ็ญความดีและทําในกรณีต่างๆ กันตามเหตุผลท่ีปรารภจึงเกิด
พิธีกรรมขน้ึ หลายประการ

กล่าวโดยสรุป คือ การพัฒนาชีวิตและการแก้ปัญหาชีวิตตามหลักของพุทธจริยธรรม
เป็น หลักการปฏิบัติตนเพ่ือการดํารงที่ดี และการอยู่ร่วมกันด้วยดีของสังคม พุทธจริยธรรมท่ีควร
นํามาใช้ ได้แก่การปฏิบัติตนตามพุทธโอวาท ๓ คือ การไม่ทําความชั่วท้ังปวง การทําแต่ความดี
และการทํา จิตใจให้ผ่องแผ้ว ซึ่งมีพ้ืนฐานมาจากพทุ ธจรยิ ธรรม ๓ ระดบั คือ

๑. พุทธจริยธรรมข้นั พน้ื ฐาน ไดแ้ ก่เบญจศลี และเบญจธรรม
๒. พทุ ธจริยธรรมข้ันกลาง ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐
๓. พุทธจริยธรรมขน้ั สงู ไดแ้ ก่ มรรคมอี งค์ ๘

๕.๕ พทุ ธจรยิ ธรรมกลุ่มสัจการแห่งตน

พุทธจริยธรรม ในกลุ่มน้ีเป็นกลุ่มที่ช่วยให้มนุษย์ได้มองเห็นตนเองอย่างมีหลักเกณฑ์
และทาํ ใหม้ คี วามเคารพตอ่ ตนเองและผอู้ น่ื สามารถปฏิบัติตนต่อเหตกุ ารณ์ท่ไี ด้พบและตอ่ บคุ คล
ทเี่ ก่ียวข้องได้ตามความ เหมาะสม เช่น มีความซ่ือสัตย์ ความเสียสละ เป็นต้น พุทธจริยธรรมใน
กลุม่ น้ี ได้แก่

๘ องฺ.ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๓๐๘/๓๐๖.
๙ อง.ฺ สตฺ ฺตก. (ไทย) ๒๓/๔๙/๕๔.

คุณธรรมและจรยิ ธรรมสําหรบั ผูบริหารการศึกษา ๖๗
บทที่ ๕ พทุ ธจรยิ ธรรมเก่ียวกบั บทบาทหนา ท่ี

๕.๕.๑ คารวธรรม หมายถึง ความเคารพ การถือเป็นส่ิงสําคัญใส่ใจและปฏิบัติตน
ด้วยความเอ้ือเฟ้ือ หรือโดยหนักแน่นจริงจัง การมองเห็นคุณค่าและความสําคัญแล้วปฏิบัติตน
ต่อบุคคล หรือส่ิงน้ันโดยถูกต้อง ด้วยความจริงใจ ลักษณะของความเคารพมีดังน้ี ๑) ความ
สุภาพอ่อนโยน หมายถึงการแสดงออกซ่ึงกิริยาวาจาสุภาพอ่อนโยนต่อบุคคลทั่วไป ๒) ความ
อ่อนน้อม หมายถึงการไม่ทําตัวให้แข็งกระด้าง ไม่ประพฤติผิดในส่ิงท่ีหยาบคายต่อบุคคลอื่น ๆ
ท้ังทางกาย วาจา และทางใจ ๓) ความเช่ือฟัง หมายถึงการไม่ดื้อร้ัน รับฟังด้วยเหตุผล ยอมรับ
ปฏิบัติตามด้วยความจริงใจและเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง ๔) ความรู้จักสถานท่ี หมายถึงรู้จักวางตัวได้
อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับกาลเวลา คือเลือกประพฤติตัวได้อย่างพอเหมาะพอควรทั้งต่อ
บุคคลและสถานท่ี มี ๖ ประการ คือ(ไทย) ๑๐

๑. พุทธคารวตา ความเคารพในพระพุทธเจ้า หรือ บางแห่งเรียกว่า "สัตถุ
คารวตา" ข้อนี้นับเป็นคุณสมบัติท่ีสําคัญท่ีจะต้องแสดงออกด้วยความเคารพอย่างจริงจัง และ
ด้วยศรัทธา เพราะถ้าขาดความศรัทธาแล้ว คุณธรรมข้ออ่ืน ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่า
พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานไปนานแล้ว แต่สัญลักษณ์หรือสิ่งท่ีทําให้ระลึกถึงพระพุทธองค์ยัง
ปรากฏอยู่ เชน่ พระบรมสารรี กิ ธาตุ สังเวชนียสถานทง้ั ๔ และพระพุทธรปู เปน็ ต้น

๒. ธัมมคารวตา ความเคารพในพระธรรม อันหมายถึงพระธรรมคําส่ังสอนของ
พระพุทธศาสนา ทั้งท่ีเป็นส่วนพระธรรม และพระวินัย ท่ีพระพุทธองค์ทรงแสดงและบัญญัติไว้
แลว้ รวมทั้งการเคารพต่อคัมภีร์พระธรรมวนิ ัย โดยไม่แสดงอาการดหู มิ่น

๓. สังฆคารวตา ความเคารพในพระสงฆ์ทั้งท่ีเป็นพระอริยสงฆ์ และสมมติสงฆ์
โดยแสดงความเคารพดังนี้ คือ ไม่แสดงกริยาอาการที่ดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่ปลอมแปลงเป็นเพศ
พระสงฆ์ และหมน่ั เข้าไปหาทา่ นเพ่อื สนทนาธรรม และฟังธรรมะจากท่านบ่อย ๆ

๔. สิกขาคารวตา ความเคารพในสิกขา หมายถงึ ความเคารพต่อการศึกษาเล่า
เรียน ในที่นี้ หมายถงึ ความเคารพในไตรสิกขา คอื ศลี สมาธิ และปญั ญา เพอ่ื ให้เกิดความตง้ั ม่นั
และให้เกิดปัญญา คือความรใู้ นกองสงั ขารทง้ั ๕ อันจะเปน็ แนวทางใหบ้ รรลถุ ึงพระนพิ พานได้

๕. อัปปมาทคารวตา ความเคารพในความไม่ประมาท หมายถึง เคารพในความ
เพยี รพยายามเพ่ือละอกศุ ลทจุ รติ และประพฤตปิ ฏิบัติในกุศลสุจรติ หรือเคารพในการพยายามเพ่ือ
ละความช่ัว และประกอบคุณงามความดีอยู่เสมอ หรือ หมายถึงการแสดงเคารพในการประกอบ
กิจการงานทกุ อยา่ งทงั้ โดยส่วนและส่วนตนดว้ ย สติสัมปชัญญะ

๑๐ อง.ฺ ฉกกฺ . (ไทย) ๒๒/๓๐๓/๓๐๐.

๖๘ พระอธกิ ารบุญชวย โชตวิ ํโส,ดร.(อยุ วงค)

บทที่ ๕ พุทธจริยธรรมเกีย่ วกบั บทบาทหนา ที่

๖. ปฏิสันถารคารวตา ความเคารพในการปฏิสันถาร หมายถึง ความเคารพใน
การต้อนรับแขกผู้มาเยือนด้วยอัธยาศัยไมตรีที่ดีต่อกัน อันแสดงออกถึงความมีนํ้าใจ ความโอบ
อ้อมอารีต่อกัน ซึ่งการปฏิสันถาร มี ๒ ประการคือ ๑) อามิสปฏิสันถาร คือ การต้อนรับด้วย
อามิสสิ่งของ ๒) ธัมมปฏิสันถาร คือการต้อนรับด้วยการกล่าวธรรม หรือสนทนาปราศรัยด้วย
ธรรมะ

๕.๕.๒ ฆราวาสธรรม คือ ธรรมสําหรับผู้ครองเรอื น หรือคฤหัสถ์ เปน็ ธรรมทจี่ ะนาํ
ความสุข และเป็นสามัคคีธรรม ช่วยให้บุคคลในตระกูลมีความสมานสามัคคี ทําให้ชีวิตในการมี
ความสุข ความสงบ อนั สมควรแก่ฆราวาสวิสัย มี ๔ ประการ คือ๑๑

๑. สัจจะ ความซื่อสัตย์ต่อกัน ความจริงใจ ความซื่อตรง เป็นพุทธจริยธรรมท่ี
สําคัญในการคบหากับทุกชนชั้นจนถึงผู้อยู่ครองเรือนเดียว กัน เช่น สามี ภรรยา บิดามารดากับ
บตุ ร เป็นตน้

๒. ทมะ ความข่มใจ การฝึกฝน เป็นข้อปฏิบัติเพื่อไม่ให้ตนเองตกไปอยู่ในอํานาจ
กิเลส หรือถูกอารมณ์ต่าง ๆ ครอบงําจิตใจ ให้มีสติระวังทวารภายนอก คือ ตา หู จมูก ล้ิน กาย
และทวาร ภายใน คอื ใจ เมอ่ื ถกู รปู เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มาปรากฏในทวารภายนอกกด็ ี อย่า
ให้อารมณ์ เหล่าน้ีครอบงําได้ ให้รู้จักควบคุมและแก้ไขข้อบกพร่อง ปรับปรุงตนให้เจริญก้าวหน้า
ดว้ ยสตปิ ญั ญา

๓. ขันติ ความอดทน ตั้งมั่นในการทําหน้าการงานด้วยความขยันหม่ันเพียร
เข้มแข็ง ทนทาน ไม่หวั่นไหว ม่ันใจในจุดหมาย ไม่ท้อถอย อดกลั้นต่ออารมณ์อันเกิดจากอํานาจ
โทสะ

๔. จาคะ การใหป้ นั สิ่งของของตน เสยี สละความสขุ สบายและผลประโยชนส์ ่วน
ตนได้ ใจกว้าง พร้อมที่จะรับฟังความทุกข์ ความคิดเห็น และความต้องการของผู้อ่ืน พร้อมที่จะ
ร่วมมือ ช่วยเหลือ เอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่ ไม่คับแคบเห็นแก่ตนหรือเอาแต่ใจตัวเอง พร้อมกันนั้น
นอกจากน้ี จาคะยงั หมายถึงการสละกเิ ลสอกี ดว้ ย๑๒

๑๑ ส.ํ ส. (ไทย) ๑๕/๘๔๕/๒๕๘.
๑๒ สาคร ศรีดี, “วิเคราะห์หลักพุทธจริยธรรมที่ปรากฏในเพลงพื้นบ้านจังหวัดสุพรรณบุรี: ศึกษา
เฉพาะกรณีเพลงอีแซว”, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจริยศาสตร์ศึกษา, (บัณฑิต
วิทยาลัย: มหาวทิ ยาลยั มหิดล, ๒๕๔๕).

คุณธรรมและจรยิ ธรรมสาํ หรับผบู ริหารการศึกษา ๖๙
บทท่ี ๕ พุทธจริยธรรมเกย่ี วกบั บทบาทหนาท่ี

๕.๖ สรุป

การพัฒนาชีวิตและการแก้ปัญหาชีวิตตามหลักของพุทธ จริยธรรม เป็น หลักการ
ปฏิบัติตนเพ่ือการดํารงที่ดี และการอยู่ร่วมกันด้วยดีของสังคม พุทธจริยธรรม ที่ควรนํามาใช้
ได้แก่การปฏิบัติตนตามพุทธโอวาท ๓ คือ การไม่ทําความชั่วท้ังปวง การทาํ แตค่ วามดี และการ
ทํา จิตใจให้ผ่องแผ้ว ซ่ึงมีพ้ืนฐานมาจากพุทธจริยธรรม ๓ ระดับ คือ พุทธจริยธรรมขั้น พ้ืนฐาน
ได้แก่เบญจศีล และเบญจธรรม พุทธจริยธรรมขั้นกลาง ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ พุทธจริยธรรม
ข้ันสูง ไดแ้ ก่ มรรคมอี งค์ ๘ เป็นตน้

บทที่ ๖

หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนาทีเ่ หมาะกับผบู้ รหิ าร

ผู้บริหารเป็นหัวใจสําคัญของหน่วยงานหรือองค์การ ทุกหน่วยงานย่อมปรารถนา
และให้การยอมรับนับถือผู้บริหารที่มีคุณภาพน่ันก็คือ เป็นบุคคลท่ีมีความรู้ความสามารถมี
ทักษะคามชํานาญงานมีประสบการณ์ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ฯลฯ แต่ท่ีเหนือสิ่งอ่ืนใดคือ ความ
เป็นผู้มีคุณธรรมในจิตใจ และมีจริยธรรมท่ีน่าเล่ือมใสศรัทธา ซึ่งคุณธรรมและจริยธรรมถือเป็น
คุณสมบัตอิ นั สาํ คัญที่จะเปน็ ส่วนเสริมใหผ้ บู้ รหิ ารนัน้ สามารถครองตน ครองคน และครองงานได้
อย่างมีประสิทธิภาพ สําหรับเร่ืองท่ีควรทําความเข้าใจเบ้ืองต้นเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรม
น้ันมีดงั ต่อไปน้ี

๖.๑ ทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ

ทศพิธราชธรรม แต่โบราณมาได้มีข้อกําหนดต่างๆ ท่ีพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าพึง
ปฏิบัติ ในพระราชจริยาวัตรจัดเป็นพระคุณสมบัติท่ีสําคัญย่ิงด้วย เรียกว่า ทศพิศราชธรรม หรือ
คุณธรรม ๑๐ ประการ

ธรรมะข้อ ๑. ทาน
หมายถึง พระราชทานพัสดุสิ่งของ หรือปัจจัยท่ีจําเป็นในการดํารงศ์ชีวิตแก่ผู้สมควร
ได้รับ ได้แก่ พระภิกษุสงฆ์ และราษฎรผู้ยากไร้ เป็นต้น นอกจากน้ียังรวมถึงการพระราชทาน
พระบรมราชูปถัมภ์ แกพ่ ระราชวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลพี ระบาท ตามสมควรแกฐ่ านะ.

ธรรมะขอ้ ๒. ศลี
หมายถึง การทรงศีล หรือการที่ทรงต้ังสังวรรักษาพระอาการ กาย วาจา ให้สะอาด
ปราศจากโทษอันควรครหา พระองค์ทรงมีพระราชศรัทธาในบวรพุทธศาสนาเป็นอย่างย่ิง ได้
เสด็จออกทรงผนวช เพ่ือทรงศึกษาและปฏิบัติพระธรรมวินัย อุทิศพระราชกุศลพระราชทานแก่
ปวงชนชาวไทย

ธรรมะข้อ ๓. บรจิ าค
หมายถึง การพระองค์พระราชบริจาคไทยธรรม หรือสิ่งของที่พระราชทานให้เป็น
ประโยชน์ท้งั แก่พระราชวงศานวุ งศ์ และทูลข้าละอองธุลีพระบาท ตามฐานะทีร่ าชการฉลองพระ
เดชพระคุณ รวมทั้งพระราชทานแก่ประชาชนผูย้ ากไร้ได้อาศัยเลยี้ งชวี ติ

คณุ ธรรมและจริยธรรมสาํ หรบั ผบู ริหารการศึกษา ๗๑
บทที่ ๖ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาท่เี หมาะกับผูบริหาร

ธรรมะข้อ ๔. อาชวะ
หมายถึง ความซ่ือตรง ทรงมีพระราชอัชฌาสัย อันประกอบด้วยความซ่ือตรง ดํารง
ในสัตย์สุจริต ซ่ือตรงต่อพระราชสัมพันธมิตรและพระราชวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งปวง
ไมท่ รงคิดลวง ประทุษรา้ ยโดยอุบายผิดยุตธิ รรม

ธรรมะขอ้ ๕. มัททวะ
หมายถึง ความอ่อนโยน ทรงมีพระราชอัชฌาสัยอ่อนโยน ไม่ดื้อดึงถือพระองค์แม้มีผู้
ตักเตือนในบางอย่าง ด้วยความมีเหตุผลก็จะทรงพิจารณาโดยถ่ีถ้วน ถ้าถูกต้องดีชอบก็ทรง
อนุโมทนา และปฏบิ ัตติ าม ทรงสมั มาคารวะอ่อนนอ้ มแกท่ ่านผู้เจรญิ โดยวัยและโดยคณุ ไม่ทรงดู
หมิน่

ธรรมะข้อ ๖. ตบะ
หมายถึง ความเพียร ทรงสมาทานกุศลวัตร ด้วยการเอาพระราชหฤทัยใส่ ในการ
ปกครองพระราชอาณาเขต และประชาชนให้มีความสุขปราศจากภยันตราย ตลอดถึงการที่ทรง
มพี ระอุตสาหะอนั แรงกล้าในกุศลสมาทาน ระวังบาปทย่ี งั ไม่เกิดให้เกิดขึ้น และเพ่ือจะกําจดั บาป
กศุ ลทีเ่ กดิ ข้นึ แล้วให้เส่อื มสูญ ไม่ตั้งอย่ใู นพระสันดาน

ธรรมะขอ้ ๗. อักโกธะ
หมายถึง ความไม่โกรธ ทรงมีพระกริยาที่ไม่โกรธโดยวิสัย มิใช่เหตุท่ีควรโกรธ แม้มี
เหตทุ ใ่ี หท้ รงพระพโิ รธ แต่ทรงข่มเสยี ให้อนั ตรธานสงบระงับไป ดว้ ยทรงมีพระเมตตาอย่เู สมอ ไม่
ทรงปรารถนาจะก่อภัย ก่อเวรแกผ่ ู้ใด

ธรรมะขอ้ ๘. อวหิ ิงสา
หมายถึง ความไม่เบียดเบียน ด้วยทรงมีพระราชอัชฌาสัยกอปรด้วยพระราชกรุณา
ไม่ทรงปรารถนาจะก่อทุกข์แก่ผู้ใดแม้กระทั้งสัตว์ ไม่ทรงเบียดเบียนพระราชวงศ์ ข้าทูลละออง
ธุลีพระบาท และอาณาประชาราษฎร์ ให้ลําบากดว้ ยเหตอุ นั ไม่ควรกระทาํ

ธรรมะข้อ ๙. ขนั ติ
หมายถึง ความอดทน ทรงมพี ระราชหฤทัยดาํ รงมน่ั ในขันติ มคี วามอดทนต่อส่ิงที่ควร
อดทน เช่น อดทนต่อทุกข์ อดทนต่อเวทนาอันเกิดขึ้นในพระกาย และทรงมีพระขันติเมตตา
กรุณาธคิ ณุ งดโทษผมู้ ีความประมาท กระทาํ ผิดลว่ งพระอาญา และควรจะลงราชทณั ฑ์ แต่ก็ทรง
ระงับด้วยความอดทนไว้ได้

ธรรมะข้อ ๑๐. อวิโรธนะ
หมายถึง ความเท่ียงธรรม ทรงรักษาความยุติธรรมไม่ให้แปรผันจากส่ิงที่ตรง และ
ดํารงพระอาการไม่ยินดี ยินร้าย ต่ออํานาจคติทั้งปวง หรืออีกนัยหนึ่ง คือความไม่ประพฤติผิด
ในขัตติยราชประเพณี ทรงดาํ รงอยูใ่ นพระราชจรยิ าวัตรของพระมหากษตั รยิ ์อย่างแท้จรงิ

๗๒ พระอธิการบุญชวย โชตวิ โํ ส,ดร.(อุยวงค)
บทที่ ๖ หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนาท่ีเหมาะกับผบู ริหาร

สรุป ทศพิธราชธรรม เรียกอีกอย่างหน่ึงว่า "ราชธรรม ๑๐" น้ี ปรากฏอยู่ในพระสูตร
ขุททกนิกาย ชาดก ปรากฏพระคาถา

“ทานํ สลี ํ ปรจิ จฺ าคํ อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ อกโฺ กธํ อวหิ สึ ญฺจ ขนตฺ ิญฺจ อวโิ รธนํ.๑
ทาน (ทานํ) คอื การให้
ศีล (สีล)ํ คอื ความประพฤติทดี่ งี าม ทั้ง กาย วาจา และใจ
บริจาค (ปรจิ าค)ํ คอื การเสียสละความสุขสวนตนเพื่อความสุขสว่ นรวม
ความซื่อตรง (อาชฺชวํ) คือ การสุจริตต่อหน้าที่การงานของตน ต่อมิตรสหาย ต่อ
องคก์ รหรอื หลักการของตน
ความออ่ นโยน (มทฺทว)ํ คอื การมอี ธั ยาศัยออ่ นโยน
ความเพยี ร (ตปํ) คือ ความเพียร
ความไม่โกรธ (อกโฺ กธํ) คือ การไมแ่ สดงอาการโกรธ
ความไม่เบียดเบียน (อวิหิงสา) คือ การดําเนินชีวิตไปตามทางสายกลาง การผลิต
การบริโภคที่สมดุลไม่เน้นประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ซึ่งนําไปสู่การแข่งขันแย่งชิงจนเป็นการ
เบยี ดเบียนตนเองและผู้อืน่ และทําลายส่งิ แวดลอ้ ม
ความอดทน (ขนฺติ) คือการรักษาปกติภาวะของตนไว้ได้ ไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่ง
ด้วยสงิ่ อันเป็นที่พึงปรารถนาหรอื ไม่พงึ ปรารถนาก็ตาม มคี วามมน่ั คงหนักแน่นไม่หวั่นไหว
ความเท่ียงธรรม (อวิโรธนํ) คือ ความหนักแน่น ถือความถูกต้อง เที่ยงธรรมเป็น
หลัก๒
ทศพิธราชธรรม หรือ ทศพิธราชธรรม ๑๐ คือ จริยวัตร ๑๐ ประการ ท่ีพระเจ้า
แผ่นดินทรงประพฤติเป็นหลักธรรมประจําพระองค์ หรือเป็นคุณธรรมประจําตนของผู้ปกครอง
บ้านเมืองให้มีความเป็นไปโดยธรรมและยังประโยชน์สุขให้เกิดแก่ประชาชนจนเกิดความชื่นชม
ยินดี ซ่ึงความจริงแล้วไม่ได้จําเพาะเจาะจงสําหรับพระเจ้าแผ่นดินหรือผู้ปกครองแผ่นดินเท่านั้น
บคุ คลธรรมดาท่เี ปน็ ผู้บริหารระดับสูงในทกุ องคก์ รก็พงึ ใชห้ ลักธรรมเหลา่ นี้

๑ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๒๔๐/๘๖
๒ วิกิพเี ดีย, ทศพิธราชธรรม, [ออนไลน]์ , แหล่งท่ีมา: https://th.wikipedia.org/wiki [๒๙
กรกฎาคม ๒๕๖๐].

คณุ ธรรมและจริยธรรมสําหรบั ผบู ริหารการศึกษา ๗๓
บทท่ี ๖ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาทีเ่ หมาะกับผูบริหาร

ทศพิธราชธรรมมีท่ีมาจากพระธรรมคําสอนของพระพุทธเจ้า ข้อมูลจากเว็บไซต์
easyinsurance.com อธิบายไว้ว่า ในสมัยพุทธกาลก็เช่นเดียวกับทุกวันนี้ คือ มีผู้ปกครอง
ปกครองประเทศโดยขาดความยุติธรรม ประชาชนถูกกดขี่ข่มเหง ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูก
ทรมาน ถูกกล่ันแกล้งถึงตาย ถูกบังคับเก็บภาษีมากจนเกินขอบเขต และถูกลงโทษด้วยวิธีการ
ลงโทษที่โหดเห้ียมทารุณ พระพุทธเจ้าทรงสลดพระทัยต่อการกระทําอันไร้มนุษยธรรมเหล่าน้ี

ในอรรกถาธรรมบท (ธัมมปัฏฐกภา) บันทึกไว้ว่า ด้วยเหตุน้ี พระองค์จึงทรงมุ่ง
พระทัยสู่ปัญหาว่าทําอย่างไรถึงจะมีรัฐบาลดีๆ ได้ โดยทัศนะต่าง ๆ ของพระองค์จะเป็นท่ีเข้าใจ
ได้ก็ต่อเม่ือได้ พิจารณาถึงภูมิหลังของด้านสังคมเศรษฐกิจและการเมืองของยุคพุทธกาล
ประกอบไปด้วย พระองค์ ทรงแสดงให้เห็นว่าท่ัวท้ังประเทศจะเกิดความฟอนเฟะ เส่ือมโทรม
และไร้สุข เมื่อหัวหน้ารัฐบาล คือ กษัตริย์ เสนาบดี และข้าราชการ มีแต่ความฟอนเฟะ และ
ขาดความยุติธรรม เพราะว่าการท่ีประเทศ จะมีความสงบสุขได้นั้น จะต้องมีรัฐบาลท่ีปกครอง
ด้วยความยุติธรรม ซึ่งวิธีการท่ีจะก่อให้เกิดรัฐบาล เช่นนี้ได้น้ันผู้ปกครองจะต้องยึดหลักคําสอน
วา่ ด้วย “กิจวตั รของพระราชา ๑๐ ประการ” หรือ "ทศพิธราชธรรม" นนั่ เอง๓

ราชธรรม ๑๐ หรือ ทศพิธราชธรรม (ธรรมของพระราชา, กิจวัตรที่พระเจ้าแผ่นดิน
ควรประพฤติ, คุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมือง, ธรรมของนักปกครอง — virtues or duties
of the king; royal virtues; virtues of a ruler)

๑. ทาน (การให้ คือ สละทรัพย์ส่ิงของ บํารุงเล้ียง ช่วยเหลือประชาราษฎร์ และ
บาํ เพ็ญสาธารณประโยชน์-charity; liberality; generosity)

๒. ศีล (ความประพฤติดีงาม คือ สํารวมกายและวจีทวาร ประกอบแต่การสุจริต
รักษากิตตคิ ณุ ให้ควรเปน็ ตัวอย่าง และเปน็ ที่เคารพนบั ถอื ของประชาราษฎร์ มิให้มีข้อที่ใครจะดู
แคลน-high moral character)

๓. ปริจจาคะ (การบรจิ าค คือ เสียสละความสขุ สาํ ราญ เป็นต้น ตลอดจนชวี ิตของตน
เพื่อประโยชน์สขุ ของประชาชน และความสงบเรยี บรอ้ ยของบ้านเมือง — self-sacrifice)

๔. อาชชวะ (ความซื่อตรง คือ ซ่ือตรงทรงสัตย์ไร้มารยา ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต มี
ความจริงใจ ไม่ หลอกลวงประชาชน-honesty; integrity)

๕. มัททวะ (ความอ่อนโยน คือ มีอัธยาศัย ไม่เย่อหย่ิงหยาบคายกระด้างถือองค์ มี
ความงามสงา่ เกิดแตท่ ว่ งทีกิรยิ าสุภาพนุ่มนวล ละมนุ ละไม ใหไ้ ดค้ วามรักภักดี แต่มขิ าดยําเกรง -
kindness and gentleness)

๖. ตปะ (ความทรงเดช คือ แผดเผากิเลสตัณหา มิให้เข้ามาครอบงําย่ํายีจิต ระงับ
ยับยั้งข่มใจได้ ไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสําราญและความปรนเปรอ มีความเป็นอยู่

๓ ข.ุ ชา. (ไทย) ๒๘/๒๔๐/๘๖.

๗๔ พระอธกิ ารบุญชวย โชติวโํ ส,ดร.(อุย วงค)
บทท่ี ๖ หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนาท่ีเหมาะกับผบู ริหาร

สม่ําเสมอ หรืออยา่ งสามัญ มงุ่ ม่นั แตจ่ ะบําเพญ็ เพยี ร ทาํ กจิ ใหบ้ รบิ ูรณ-์ austerity; self-control;
non-indulgence)

๗. อักโกธะ (ความไม่โกรธ คือ ไม่กร้ิวกราด ลุอํานาจความโกรธ จนเป็นเหตุให้
วินิจฉัยความและกระทํากรรมต่างๆ ผิดพลาดเสียธรรม มีเมตตาประจําใจไว้ระงับความเคืองขุ่น
วินิจฉยั ความและกระทาํ การด้วยจิตอันราบเรยี บเปน็ ตวั ของตนเอง-non-anger; non-fury)

๘. อวิหิงสา (ความไม่เบียดเบียน คือ ไม่บีบคั้นกดข่ี เช่น เก็บภาษีขูดรีด หรือ เกณฑ์
แรงงานเกินขนาด ไม่หลงระเริงอํานาจ ขาดความกรุณา หาเหตุเบียดเบียนลงโทษอาชญาแก่
ประชาราษฎรผ์ ู้ใด เพราะอาศยั ความอาฆาตเกลียดชงั -non-violence; non-oppression)

๙. ขันติ (ความอดทน คอื อดทนตอ่ งานที่ตรากตราํ ถงึ จะลําบากกายนา่ เหน่อื ยหน่าย
เพียงไร ก็ไมท่ ้อถอย ถึงจะถูกย่ัวถูกหยนั ด้วยคําเสียดสีถากถางอย่างใด ก็ไม่หมดกําลังใจ ไม่ยอม
ละทง้ิ กรณยี ท์ บ่ี าํ เพญ็ โดยชอบธรรม-patience; forbearance; tolerance)

๑๐. อวิโรธนะ (ความไม่คาดธรรม คือ วางองค์เป็นหลักหนักแน่นในธรรม คงที่ ไม่มี
ความเอนเอียงหว่ันไหวเพราะถ้อยคําท่ีดีร้าย ลาภสักการะ หรืออิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ใดๆ สติ
ม่ันในธรรม ท้ังส่วนยุติธรรม คือ ความเที่ยงธรรม ก็ดี นิติธรรม คือ ระเบียบแบบแผนหลักการ
ปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ก็ดี ไม่ประพฤติให้เคลื่อนคลาดวิบัติไป
non-opposition; non-deviation from righteousness; conformity to the law) ๔

ราชธรรม ๑๐ นี้ พงึ จดจาํ งา่ ยๆ โดยคาถาในบาลี ดงั น้ี

ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ อาชฺชวํ มททฺ วํ ตปํ

อกโฺ กธํ อวหิ ึสญฺจ ขนฺตญิ ฺจ อวิโรธน.ํ

หลกั ทศพิธราชธรรม ๑๐

หลักทศพิธราชธรรม คือ ธรรมของพระราชา คุณธรรมของผูป้ กครองบ้านเมอื ง ธรรม

ของนักปกครองจาํ แนกเป็น ๑๐ ประการ ดงั น้ี (ข.ุ อ. (บาลี) ๑/๔๑๒-๓/๓๒๒ อ้างใน ข.ุ อ. (ไทย)
๓๒/๔๑๒/๖๓๕ เชิงอรรถท่ี ๑, และอธิบายความเพิ่มเติมใน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต),
๒๕๕๗ : ๒๔๐-๒๔๑๖

๑. ทาน การให้สง่ิ ของ คือ การสละทรัพยส์ ิ่งของ บํารงุ เลยี้ ง ช่วยเหลือประชาราษฎร์

และบําเพ็ญสาธารณประโยชน์

๔ ข.ุ ชา. ๒๘/๒๔๐/๘๖.
๕ ขุ.อ. (บาล)ี ๑/๔๑๒-๓/๓๒๒ อ้างใน ข.ุ อ. (ไทย) ๓๒/๔๑๒/๖๓.
๖ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๗), หน้า ๒๔๐-๒๔๑.

คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมสาํ หรบั ผูบริหารการศึกษา ๗๕
บทที่ ๖ หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนาทเี่ หมาะกับผูบริหาร

๒. ศีล ประพฤติดีงาม คือ สํารวมกายและวจที วาร ประกอบแต่การสจุ ริต รกั ษากิตติ
คุณ ให้ควรเป็นตัวอยา่ ง และเปน็ ทีเ่ คารพนบั ถอื ของประชาราษฎร์ มใิ หม้ ขี อ้ ทใ่ี ครจะดแู คลน

๓. ปริจจาคะ ความเสียสละ คือ เสียสละความสุขสําราญ เป็นต้น ตลอดจนชีวิตของ
ตน เพ่ือประโยชน์สุขของประชาชน และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

๔. อาชชวะ ความซื่อตรง คือ ซ่ือตรงทรงสัตย์ไร้มารยา ปฏิบัติภารกิจโดยสุจริต มี
ความจรงิ ใจ ไมห่ ลอกลวงประชาชน

๕. มัททวะ ความอ่อนโยน คือ มีอัธยาศัย ไม่เย่อหย่ิงหยาบคายกระด้างถือองค์ มี
ความงามสงา่ เกิดแต่ท่วงทีกริ ิยาสุภาพนุ่มนวล ละมนุ ละไม ให้ไดค้ วามรักภักดี แต่มิขาดยาํ เกรง

๖. ตบะ ไมห่ มกมุ่นในความสขุ สําราญ คอื แผดเผากิเลสตัณหา มิใหเ้ ขา้ มาครอบงํายา่ํ
ยีจิต ระงับยับย้ังข่มใจได้ ไม่ยอมให้หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสําราญและความปรนเปรอ มี
ความเป็นอย่สู มาํ่ เสมอ หรอื อยา่ งสามัญ มงุ่ ม่ันแต่จะบําเพญ็ เพยี ร ทํากิจใหบ้ รบิ ูรณ์

๗. อักโกธะ ความไมโ่ กรธ คือ ไม่กริ้วกราด ลอุ ํานาจความโกรธ จนเป็นเหตุให้วนิ จิ ฉัย
ความและกระทํากรรมต่างๆ ผิดพลาดเสียธรรม มีเมตตาประจําใจไว้ระงับความเคืองขุ่น วินจิ ฉัย
ความและกระทําการดว้ ยจิตอันราบเรยี บเปน็ ตวั ของตนเอง

๘. อวิหิงสา ความไม่ข่มเหงเบียดเบียน คือ ไม่บีบคั้นกดขี่ เช่น เก็บภาษีขูดรีด หรือ
เกณฑ์แรงงานเกินขนาด ไม่หลงระเริงอํานาจ ขาดความกรุณา หาเหตุเบียดเบียนลงโทษอาชญา
แกป่ ระชาราษฎร์ผู้ใด เพราะอาศยั ความอาฆาตเกลยี ดชงั

๙. ขันติ ความอดทน คือ อดทนต่องานท่ีตรากตรํา ถึงจะลําบากกายน่าเหนื่อยหน่าย
เพียงไร ก็ไม่ท้อถอย ถึงจะถูกยั่วถูกหยนั ด้วยคาํ เสียดสีถากถางอย่างใด ก็ไม่หมดกําลังใจ ไม่ยอม
ละทิง้ กรณีย์ทบี่ าํ เพญ็ โดยชอบธรรม

๑๐. อวิโรธนะ ความไม่คลาดธรรม คือ วางองค์เป็นหลักหนักแน่นในธรรม คงท่ี ไม่มี
ความเอนเอียงหวั่นไหวเพราะถ้อยคําท่ีดีร้าย ลาภสักการะ หรืออิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ใดๆ สติ
มน่ั ในธรรม ทั้ง ๒ ส่วน ได้แก่ สว่ นยตุ ิธรรม คอื ความเที่ยงธรรม และส่วนนิติธรรม คือ ระเบียบ
แบบแผนหลักการปกครอง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ก็ไม่ประพฤติให้เคล่ือน
คลาดวิบตั ิไป

๖.๒ อธฐิ านธรรม ๔

อธษิ ฐาน หรอื อธิษฐานธรรม ๔ (ธรรมเป็นทีม่ น่ั , ธรรมอันเปน็ ฐานทม่ี ั่นคงของบุคคล,
ธรรมที่ควรใช้เป็นที่ประดิษฐานตน เพื่อให้สามารถยึดเอาผลสําเร็จสูงสุดอันเป็นท่ีหมายไว้ได้
โดยไม่เกิดความสําคัญตนผิด และไม่เกิดสิ่งมัวหมอง หมักหมมทับถมตน, บางทีแปลว่า ธรรมท่ี

๗๖ พระอธกิ ารบุญชวย โชตวิ ํโส,ดร.(อุยวงค)

บทที่ ๖ หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เหมาะกับผูบ ริหาร

ควรต้ังไว้ในใจ-foundation; foundations on which a tranquil sage establishes himself;
virtues which should be established in the mind) ที.ปา. ๑๑/๒๕๔/๒๔๑๗

๑. ปัญญา (ความรู้ชัด คือ หยั่งรู้ในเหตุผล พิจารณาให้เข้าใจในสภาวะของส่ิง
ทงั้ หลายจนเขา้ ถึงความจริง - wisdom; insight)

๒. สัจจะ (ความจริง คือ ดํารงม่ันในความจริงท่ีรู้ชัดด้วยปัญญา เร่ิมแต่จริงวาจา
จนถึงปรมัตถสัจจะ - truthfulness)

๓. จาคะ (ความสละ คือ สละส่ิงอันเคยชิน ข้อที่เคยยึดถือไว้ และส่ิงทั้งหลายอัน
ผดิ พลาดจากความจริงเสยี ได้ เริ่มแต่สละอามสิ จนถึงสละกิเลส - liberality renunciation)

๔. อุปสมะ (ความสงบ คือ ระงับโทษข้อขัดข้องมัวหมองวุ่นวายอันเกิดจากกิเลส
ทั้งหลายแล้ว ทําจติ ใจให้สงบได้ - tranquillity; peace)

ทั้ง ๔ ข้อน้ี พงึ ปฏบิ ัติตามกระทูด้ ังนี้
๑. ปญฺญํ นปฺปมชฺเชยฺย (ไม่พึงประมาทปัญญา คือ ไม่ละเลยการใช้ปัญญา - not to
neglect wisdom)
๒. สจฺจํ อนรุ กฺเขยฺย (พงึ อนรุ ักษ์สัจจะ - to safeguard truthfulness)
๓. จาคํ อนุพฺรูเหยฺย (พึงเพ่ิมพูนจาคะ - to foster liberality) ม.อุ. ๑๔/๖๘๒/
๔๓๗.๘
๔. สนตฺ ึ สกิ เฺ ขยฺย (พงึ ศึกษาสนั ติ - to train oneself in tranquillity)

สรุป อริยมรรคน้ีจําแนกได้เป็น ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มแรก ได้แก่ สัมมาทิฏฐิกับสัมมา
สังกัปปะเป็นเรื่องของปัญญาหรือความสว่าง กล่าวคือ ผู้มีปัญญาหรือความสว่างย่อมรู้ และคิด
ในทางทีถ่ ูกและที่ดี กลมุ่ ทสี่ อง คอื สมั มาวาจา สมั มากัมมนั ตะ และสมั มาอาชีวะ เปน็ กลุ่มธรรม
ท่เี ก่ียวกบั การรักษาศลี หรือความสะอาด ผู้มธี รรมเหลา่ น้ีย่อมไม่เกดิ ความสบั สน ว่นุ วาย ทะเลาะ
เบาะแว้งแข่งขันชิงดีชิงเด่น กลุ่มสุดท้าย คือ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เป็น
ธรรมท่เี ก่ยี วกับสมาธหิ รอื ความสงบ

๖.๓ พรหมวหิ าร ๔

พรหมวิหาร ๔ เป็นคุณธรรมเครื่องอยู่ของผู้ใหญ่ ครูจะต้องมีธรรมประจําใจอัน
ประเสรฐิ นเ้ี พ่อื เป็นหลักประพฤติปฏิบัติตนทดี่ ีงาม ไดแ้ ก่

๑. เมตตา คอื ความรกั ใคร่ ปรารถนาดอี ยากใหเ้ ขามคี วามสขุ มจี ิตใจท่ีดงี าม ผู้ที่
เปน็ ครู อาจารยจ์ ะต้องมเี มตตาเปน็ ทีต่ ้งั

๗ ท.ี ปา. ๑๑/๒๕๔/๒๔๑
๘ ม.อ.ุ ๑๔/๖๘๒/๔๓๗.

คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมสาํ หรับผบู ริหารการศึกษา ๗๗
บทท่ี ๖ หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนาทเ่ี หมาะกับผูบริหาร

๒. กรณุ า ความสงสาร เอ็นดูศิษย์ พงึ ช่วยเหลือให้พ้นจากความทุกขแ์ ละความไม่รู้
๓. มุทิตา คือ ความช่ืนชมยินดีเม่ือศิษย์ได้ดี และยกย่องเชิดชูให้ปรากฏ อันเป็น
การให้ กาํ ลังใจและช่วยให้เกดิ ความภมู ใิ จในตนเอง
๔. อุเบกขา คือ การวางตัววางใจเป็นกลาง อันจะให้ดํารงอยู่ในธรรมตามที่
พิจารณาเห็นด้วยปัญญา มจี ิตเรียบตรงเพียงธรรมดุจตราชั่ง ไม่เอนเดียงด้วยรักหรือชงั พร้อม
ที่จะวนิ จิ ฉัยและปฏิบตั ิไปตามธรรม พรอ้ มท่จี ะให้ความช่วยเหลือเกอื้ กลู เม่ือผอู้ ื่นร้อนเปน็ ทุกข์

พรหมวิหาร ๔ (ธรรมเคร่ืองอยู่อย่างประเสริฐ, ธรรมประจําใจอันประเสริฐ, หลัก
ความประพฤตทิ ี่ประเสริฐบริสุทธิ์, ธรรมท่ีตอ้ งมไี วเ้ ป็นหลักใจและกํากับความประพฤติ จงึ จะชื่อ
ว่าดําเนินชีวิตหมดจด และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ - holy abidings;
sublime states of mind)๙

๑. เมตตา (ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิด
ทาํ ประโยชนแ์ ก่มนุษย์สตั วท์ ว่ั หน้า - loving-kindness; friendliness; goodwill)

๒. กรุณา (ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทกุ ข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลือ้ งบําบัดความทุกข์
ยากเดือดร้อนของปวงสตั ว์ - compassion)

๓. มุทิตา (ความยินดี ในเม่ือผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่ม
ชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดํารงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเม่ือเขาได้ดีมีสุข เจริญ
งอกงามย่ิงขนึ้ ไป - sympathetic joy; altruistic joy)

๔. อุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดํารงอยู่ในธรรมตามท่ีพิจารณาเห็นด้วย
ปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราช่ัง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมท่ี
สัตว์ทั้งหลายกระทําแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือช่ัว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะ
วินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเม่ือไม่มีกิจที่ควรทํา เพราะ
เขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความ
รับผิดชอบของตน - equanimity; neutrality; poise)

ผู้ดํารงในพรหมวิหาร ย่อมช่วยเหลือมนุษย์สัตว์ท้ังหลายด้วยเมตตากรุณา และย่อม
รักษาธรรมไว้ได้ดว้ ยอุเบกขา ดังนั้น แมจ้ ะมีกรุณาที่จะช่วยเหลือปวงสัตว์แต่ก็ต้องมีอเุ บกขาด้วย
ทจ่ี ะมิใหเ้ สียธรรม

๙ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์คร้ังที่ ๑๒ พ.ศ.
๒๕๔๖.

๗๘ พระอธกิ ารบุญชวย โชติวํโส,ดร.(อุยวงค)
บทท่ี ๖ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาท่ีเหมาะกับผบู ริหาร

พรหมวิหารนี้ บางทีแปลว่า ธรรมเคร่ืองอยู่ของพรหม, ธรรมเครื่องอยู่อย่างพรหม,
ธรรมประจําใจท่ีทําให้เป็นพรหมหรือให้เสมอด้วยพรหม, หรือธรรมเครื่องอยู่ของท่านผู้มีคุณ
ยิ่งใหญ่ - (abidings of the Great Ones)๑๐

๖.๔ อคติ ๔

อคติ ๔ หมายถึง ส่ิงที่ไม่ควรไป ไม่ควรเดินไปหา ไม่ควรทํา ไม่ควรประพฤติ ซ่ึงมีอยู่
ด้วยกันท้ังสิ้น ๔ ประการ อคติ ๔ อาจจะตีความหมายได้อีกมุมหนึ่งคือความลําเอียง ทั้ง ๔
ประการ เหตุแห่งความลําเอียงก็เน่ืองมาจากมนุษย์ยังตักกิเลสได้ไม่หมดนั่นเอง ยังมีความรัก
ความชอบ ความโลภ ความโกรธและความหลง อยู่น่ันเอง ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อมนุษย์เราจะทํา
อะไรก็มกั จะคดิ ถึงประโยชนข์ องตนเองหรือพวกพอ้ งก่อนเสมอ ทําใหเ้ กดิ ความลําเอยี งข้ึน

อคติ ๔ ประกอบดว้ ย
๑. ฉนั ทาคติ หมายถึง ความลําเอยี งเพราะรกั เพราะชอบเป็นพิเศษ
๒. โทสาคติ หมายถงึ ความลําเอยี งเพราะชัง เพราะความเกลยี ดชงั ความไม่ชอบ
๓. ภยาคติ หมายถึง ความลําเอยี งเพราะกลวั หรอื เกรงใจ
๔. โมหาคติ หมายถงึ ความลําเอียงเพราะไม่รู้
อคติ ๔ หรือ ความลําเอียงทั้ง ๔ ประการน้ี นับได้ว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งสําหรับทุก
คน โดยเฉพาะคนที่มหี นา้ ที่ปกครองคนอ่นื คนท่เี ปน็ หัวหน้างาน หวั หนา้ ครอบครวั ไม่ควรมอี คติ
ท้ัง ๔ ประการน้ีอยู่ในจิตใจ มิฉะนั้นผู้ใต้ปกครองจะขาดความเช่ือม่ัน ไม่มีความสุข ไม่มี
ความรู้สึกม่ันคงและอบอุ่น รู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ซึ่งจะนําไปสู่ความแตกแยกและความ
ไม่สาํ เร็จ ไม่เจรญิ กา้ วหน้าของการงานท้งั ปวง๑๑
บรหิ ารใจ หา่ งไกล `อคติ ๔`
“รัก โลภ โกรธ หลง” อคติท้ัง ๔ น้ีเป็นความลําเอียงท่ีเกิดขึ้นในใจของมนุษย์ และ
เม่ือเกิดข้ึนแล้วก็ย่อมนําความทุกข์มาสู่ใจเรา หลายคนหาทางแก้ไข เพ่ือละหรือดับความรู้สึกท่ี
เกิดขน้ึ เหลา่ น้ี

๑๐ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๘๔/๒๒๕
๑๑ อง.ฺ จตุกกฺ . (ไทย) ๒๑/๑๗/๒๓

คณุ ธรรมและจริยธรรมสาํ หรับผูบริหารการศึกษา ๗๙
บทท่ี ๖ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาทเี่ หมาะกับผูบริหาร

หนทางในการดบั ความรกั โลภ โกรธ หลง

“ส่ิงท่ีเข้ามากระทบใจน้ี มนุษย์ได้เลือกตอบสนองด้วยความรู้สึกท้ัง ๔ อย่าง
คือ ฉันทาคติ หมายความว่า เราเลือกปฏิบัติต่อส่ิงนั้นๆ ด้วยความลําเอียง เช่น ลําเอียงเพราะ
รกั หรือชอบส่ิงนั้น โทสาคติ หมายความว่า เราเกิดความลาํ เอียงเนือ่ งจากความหงุดหงิด ไม่ชอบ
ใจ โมหาคติ หมายความว่า เราเกิดความลําเอียง เพราะเราไม่รู้ว่าจะปฏิบัติต่อสิ่งนั้นอย่างไร
และภยาคติ หมายความว่า เราลําเอียงต่อส่ิงนั้นเพราะความกลัว หรือเกรงใจ ทั้งหมดน้ีในทาง
พทุ ธศาสนาเรยี กว่า “อคติ ๔””

พระอาจารย์ภาณุ กล่าวเพ่ิมเติมว่า ชาวพุทธได้ดําเนินตามหลักของพระพุทธเจ้า คือ
เป็นผู้รู้ตื่นและเบิกบาน ดังนั้นกระทําสิ่งใดแปลว่าเราต้องรู้ส่ิงนั้นชัดเจนก่อน การท่ีเราจะรู้ได้
ต้องดวู า่ แต่ละสง่ิ มที ม่ี าทไี่ ปอย่างไร ด้านแรกคือ ความรกั ในทางพุทธศาสนาไม่ไดน้ ิยามความรัก
เปน็ คาํ ๆ เดยี ว มหี ลายๆ คําท่เี ก่ียวกบั ความรกั เช่น ความพยายาม ความอยาก ความตอ้ งการ
ความผูกพนั ความใคร่ ความพอใจ และท่ีสูงขึ้นไปกว่าความรักที่กล่าวมา คือความปารถนาท่ีจะ
ให้ผู้อื่นมีความสุข มีความเมตตา และสูงกว่านั้นคือความปารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์ มีความ
กรุณา ซ่ึงอยู่ในหลักของพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาเราสามารถจําแนก
ความรกั ออกมาได้ดงั น้ี

๑. ความรักตัวเอง ส่วนใหญ่แล้วเปน็ ไปในทางของตัณหา น่ันคือต้องการดึงความสุข
นั้นมาเป็นของตัวเองทั้งหมด คนทตี่ ้องการความสขุ ท้ังหมด อาจทําผิดศลี ธรรม ทาํ รา้ ยผูอ้ ื่น และ
เบียดเบยี นผู้อื่น

๒. ความรักครอบครัว เป็นหน่วยย่อยๆ ที่ขยายออกไปจากความรักตัวเอง คําภาษา
บาลีคือ “เปม” (เป-มะ) เม่ือมีความรักครอบครัวจะมีการปรับตัว ลดตัวตนของตัวเองลง เพื่อ
ปรบั เขา้ หาคนในครอบครัวและอยู่ร่วมกนั อย่างมคี วามสุข

๓. รักในคนรอบข้าง เน่ืองจากเราอยู่ร่วมกันหลายคนเป็นชุมชน จึงต้องเรียนรู้การ
ประนีประนอม ลดตัวตนลงไป เพื่อปรับเข้ากับคนอ่ืนให้ได้ ความรักประเภทนี้เป็นความดีงามที่
บรสิ ุทธใิ์ จ ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน

๘๐ พระอธกิ ารบุญชวย โชตวิ โํ ส,ดร.(อยุ วงค)
บทที่ ๖ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาท่ีเหมาะกับผบู ริหาร

๔. ความรักไม่มีประมาณ คือไม่เจาะจงความรักต่อผู้ใดส่ิงใด ขยายความรักนั้นไปสู่
ตา่ งชนชาติ ตา่ งภาษา ไมเ่ บียดเบยี นตนเองและผอู้ ่ืน ถอื เปน็ ความรกั ขนั้ สูงสดุ ในพระพทุ ธศาสนา

“วัดเป็นท่ีดับทุกข์ทางใจ การมาเจอพระผู้ทรงศีล ให้ทางออกจะทําให้มีสติ ถ้าได้ฟัง
ธรรมะแล้วใจเราน้อมจะฟังก็ดีขึ้นไปอีก มีการสวดมนต์ ปฏิบัติธรรม ใจก็จะสงบ จะเห็นปัญหา
อย่างชดั เจน ปัญหาของมนุษยอ์ ยู่กับอคติท่ีวา่ ไม่สามารถมองสิง่ ใดได้อย่างลึกซึ้ง ถกู ตอ้ ง มองไม่
เห็นต้นตอของปัญหา การท่ีใช้ความรู้สึกมาตัดสินทําให้ทางเลือกที่มีอยู่มันน้อยลงไป เมื่อเรามี
สติและสงบมากข้ึน ก็จะมองเห็นปัญหาและยอมรับความจริงได้ง่าย” พระอาจารย์ภาณุ ให้
ความเหน็ เพม่ิ เตมิ สาํ หรบั ผู้ทมี่ ีปญั หาจากความรัก และเลอื กเขา้ วดั เพอื่ หาหนทางสงบจิตใจ

ด้านทีส่ อง ความโลภ ถอื เปน็ รากเหง้าของปญั หา มาจากความต้องการทีเ่ ปน็ สว่ นเกนิ
ถ้าเรามีสติ พิจารณาถึงปัจจัย ๔ ที่เรามีว่าเพียงพอแล้วต่อการมีชีวิตอยู่ เราก็จะไม่ไปขวนขวาย
มัน เช่น เส้ือผ้าอาภรณ์ ถ้าเราเพียงพอแล้ว สามารถกันร้อนกันหนาว กันแมลง และให้เป็นไป
โดยมารยาททางสังคมที่ดี เราควรพอใจกับส่งิ น้ัน ข้าวปลาอาหารไมไ่ ดก้ ินเกนิ กาํ ลัง กินแล้วให้ดี
กับสุขภาพก็พอ ที่อยู่อาศัย กันแดดกันฝน ให้ความมั่นคงทางชีวิตเราก็อยู่ได้ ยารักษาโรค
ประทงั ชีวติ เมื่อมสี าํ หรบั เราเวลาเจ็บไข้ไดป้ ว่ ยกเ็ พยี งพอแล้ว

“ปัจจัยสพี่ ื้นฐาน ถา้ เรามีปญั ญาเหน็ วา่ ชวี ติ เราไม่ได้ลาํ บากแล้ว เรากจ็ ะด้ินรนน้อยลง
แตห่ ากเราเกดิ การ

เปรียบเทียบกับผู้อื่นจะทําให้เราดิ้นรนอยากได้ในส่ิงน้ันๆ ถ้าศักยภาพเราไม่พอที่จะ
ตอบสนองความต้องการของตัวเองก็เกิดปัญหาตามมา เม่ือขาดสติก็จะทําให้เราผิดศีล มนุษย์
ตอ้ งมีตัวช่วยหลายอย่าง และอาจจะตอ้ งหาตวั อย่างท่ีเปน็ แรงบนั ดาลใจให้เรา”

สําหรับ ความโกรธ ท่ีเสมือนไฟร้อนนั้น พระอาจารย์ภาณุ เล่าว่า ถ้าเราไม่สามารถ
ดบั ไฟในใจเรา ไฟนั้นก็จะออกมาสู่ภายนอกเผาผู้อื่นด้วย ทั้งทรัพย์สิน ร่างกาย จิตใจ เมื่อใจเป็น
ไฟเราต้องเอาความเยน็ มาดบั

คณุ ธรรมและจริยธรรมสําหรบั ผูบริหารการศึกษา ๘๑
บทท่ี ๖ หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาทีเ่ หมาะกับผบู ริหาร

“การดับไฟนนั้ ต้องเอาศีลมาสกัดไว้ น้อมใจคดิ ว่าถ้าเราโต้ตอบ ทาํ รา้ ยคนอื่นด้วยกาย
หรือวาจา ก็จะเกิดการทําร้ายกัน ยับย้ังตัวเราเองด้วยการมีศีล ใช้ความเมตตา กรุณา และไม่
เบยี ดเบียนด้วยศีลข้อที่ ๑ ไม่ฆ่า ไม่คดิ รา้ ย ตอ้ งให้อภยั ผอู้ ื่น ถ้าหากศีลยับยั้งไม่พอ ลองฝกึ สมาธิ
หลับตา สูดลมหายใจ ให้ใจเยือกเย็น ท้ายสุดต้องใช้ปัญญา พิจารณาว่าทุกส่ิงไม่แน่นอน ความ
โกรธกจ็ ะต้ังอยู่ และดับไป”

อคติด้านสุดท้ายคือ ความหลง หรือ โมหะ ซึ่งเป็นรากเหง้าของกิเลสท้ังสามตัวท่ี
กล่าวมา สิ่งนี้ทําให้เห็นผิดไปจากความจริง เช่น ความรักท่ีมากเกินไป ไม่ได้รักด้วยเหตุและผล
เม่ือโมหะเข้าครอบงํา จะทําให้เราเบียดเบียนผู้อื่นไม่ว่าจะวิธีการใดๆ ก็ตาม ด้านความโลภจาก
การเกิดโมหะจะเกิดขึ้นถ้าหากเราไม่เกิดปัญญา ความอยากได้มันเป็นส่วนเกิน เราจะขวนขวาย
เกินพอดี แสวงหาเกินพอดี และสุดท้ายคอื ความโกรธ เม่อื มโี มหะเข้าครอบงํา เรากจ็ ะโกรธและ
เกลียดคนที่เราเห็นว่าไมด่ ีอย่างเต็มที่ ถ้าเราพอเห็นส่วนดีบ้างท่ามกลางความไม่ดีนั้น เราก็จะให้
อภัยผู้อ่ืน ความโกรธเกลียดก็จะเบาบางลงไป เราจะแก้โมหะได้ต่อเมื่อเรายอมรับว่าสิ่งต่างๆ มี
หลายแง่มุม มองให้รอบด้าน ใช้สติกับสมาธิเข้าช่วย ซ่ึงเป็นส่ิงท่ีมนุษย์เราฝึกกันได้ไม่ยาก
จนเกินไป

ใจท่ีอคติจากความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง คลายทุกข์ในใจได้ด้วยการ
ยอมรบั ใชศ้ ีล สมาธิ และปญั ญาที่จะนอ้ มนํามาให้เกิดความตนื่ รู้ และความสงบในจิตใจ….๑๒

อคติ ๔ (ฐานะอันไม่พึงถึง, ทางความประพฤติที่ผิด, ความไม่เท่ียงธรรม, ความ
ลําเอยี ง - wrong course of behavior; prejudice)

๑. ฉันทาคติ (ลําเอียงเพราะชอบ - prejudice caused by love or desire;
partiality)

๒. โทสาคติ (ลําเอยี งเพราะชงั - prejudice caused by hatred or enmity)
๓. โมหาคติ (ลําเอียงเพราะหลง, พลาดผิดเพราะเขลา - prejudice caused by
delusion or stupidity)
๔. ภยาคติ (ลาํ เอียงเพราะกลัว - prejudice caused by fear) ๑๓

๑๒ องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๑๗/๒๓.
๑๓ องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๑๗/๒๓.

๘๒ พระอธิการบุญชวย โชติวโํ ส,ดร.(อุยวงค)

บทท่ี ๖ หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาทีเ่ หมาะกับผบู ริหาร

๖.๕ สังคหวัตถุ ๔

ดูกรภิกษุท้ังหลาย สังคหวัตถุ ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ทาน การให้ ๑
เปยยวัชชะ ความเป็นผู้มีวาจาน่ารกั ๑ อัตถจริยา ความ ประพฤติประโยชน์ ๑ สมานัตตา ความ
เปน็ ผ้มู ีตนเสมอ ๑ ดกู รภิกษทุ ั้งหลายสังคหวัตถุ ๔ ประการน้แี ล ฯ

การให้ ๑ ความเป็นผ้มู วี าจานา่ รัก ๑ ความประพฤติประโยชน์
ในโลกน้ี ๑ ความเปน็ ผ้มู ีตนสมํา่ เสมอในธรรมนน้ั ๆ ตาม
สมควร ๑ ธรรมเหลา่ น้นั แล เป็นเครอ่ื งสงเคราะหโ์ ลก
ประดจุ สลกั เพลาควบคุมรถท่แี ล่นไปอยไู่ ว้ได้ ฉะนน้ั
ถา้ ธรรมเคร่อื งสงเคราะหเ์ หล่าน้ี ไม่พึงมีไซร้มารดาหรือบดิ าไม่
พึงไดค้ วามนบั ถือหรือบูชาเพราะเหตุแห่งบุตร กเ็ พราะเหตทุ ี่
บัณฑิตพจิ ารณาเห็นธรรมเครอ่ื งสงเคราะห์เหลา่ นี้ ฉะนัน้
พวกเขาจงึ ถงึ ความเป็นใหญ่ และเป็นท่นี า่ สรรเสริญ ฯ๑๔

สังคหวัตถุ ๔ เป็นหลักธรรมท่ีให้แนวคิดเก่ียวกับการยึดเหนี่ยวจิตใจบุคคล และ
การประสานความสามคั คใี นกลุม่ คน ประกอบด้วย

๑. ทาน หมายถึง การให้ ครูอาจารย์จะต้องให้คําแนะนําสั่งสอน ให้ความรู้และความ
เข้าใจในเรื่องตา่ งๆ๑๕

๒. ปิยวาจา หมายถึง พูดจาด้วยน้ําใจหวังดี มุ่งให้เป็นประโยชน์และเกิดผลดี ทํา
ให้เกิดความเชือ่ ถอื และเคารพนับถือ

๓. อัตถจริยา หมายถึง การประพฤติอันเป็นประโยชน์ การขวนขวายช่วยเหลือ
กจิ การสาธารณประโยชน์ ตลอดจนชว่ ยแกไ้ ขปรับปรุงส่งเสริมในทางจริยธรรมแก่ผูอ้ ื่น

๔. สมานัตตตา หมายถึง การทําตนให้เสมอต้นเสมอปลาย ตลอดจนการวางตัวให้
เหมาะแก่ฐานะ ภาวะ บคุ คล เหตุการณแ์ ละส่ิงแวดล้อม๑๖

สังคหวัตถุ ๔ (ธรรมเครอื่ งยึดเหน่ียว คือยึดเหน่ียวใจบคุ คล และประสานหมู่ชนไว้ใน
สามัคคี, หลักการสงเคราะห์ - bases of sympathy; acts of doing favors; principles of
service; virtues making for group integration and leadership)

๒๕๔๖. ๑๔ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๑๗๖/๑๙๖, ๒๔๖/๒๔๐.
๑๕ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์คร้ังที่ ๑๒ พ.ศ.
๑๖ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๑๔๐/๑๖๗; ๒๖๗/๒๔๔

คณุ ธรรมและจริยธรรมสาํ หรับผบู ริหารการศึกษา ๘๓
บทที่ ๖ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาทเ่ี หมาะกับผูบริหาร

๑. ทาน (การให้ คือ เอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลอื กันด้วยส่ิงของตลอด
ถึงใหค้ วามรูแ้ ละแนะนําสั่งสอน - giving; generosity; charity)๑๗

๒. ปิยวาจา หรือ เปยยวัชชะ (วาจาเป็นท่ีรัก วาจาดูดดื่มนํ้าใจ หรือวาจาซาบซ้ึงใจ
คือกล่าวคําสุภาพไพเราะอ่อนหวานสมานสามัคคี ให้เกิดไมตรีและความรักใคร่นับถือ ตลอดถึง

คําแสดงประโยชน์ประกอบด้วยเหตุผลเป็นหลักฐานจูงใจให้นิยมยอมตาม - kindly speech;
convincing speech)

๓. อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์ คือ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บําเพ็ญ

สาธารณประโยชน์ ตลอดถึงช่วยแก้ไขปรับปรุงส่งเสริมในทางจริยธรรม - useful conduct;
rendering services; life of service; doing good)๑๘

๔. สมานัตตตา* (ความมีตนเสมอ** คือ ทําตนเสมอด้วยปลาย ปฏิบัติสมํ่าเสมอกันใน

ชนทั้งหลาย และเสมอในสุขทุกข์โดยร่วมรับรู้ร่วมแก้ไข ตลอดถึงวางตนเหมาะแก่ฐานะ ภาวะ
บุคคล เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม ถูกต้องตามธรรมในแต่ละกรณี - even and equal
treatment; equality consisting in impartiality, participation and behaving oneself
properly in all circumstances)๑๙

๖.๖ อทิ ธิบาท ๔

อิทธิบาท ๔ เป็นหลักธรรมทที่ ําให้ทาํ งานประสบความสําเร็จ ประกอบดว้ ย
๑. ฉันทะ คือ ความพึงพอใจ ความต้องการที่จะทํา ใฝ่ใจรักจะทําส่ิงนั้นอยู่เสมอ
และปรารถนาทาํ ใหไ้ ดผ้ ลดีย่งิ ๆ ขนึ้ ไป
๒. วริ ยิ ะ คอื ความเพยี ร ขยนั หม่นั เพยี รประกอบสิง่ นนั้ ๆ ดว้ ยความพยายามเข้มแขง็
อดทน
๓. จิตตะ คือ ความคิดตั้งจิตรับรู้ในสิ่งท่ีทําและทําสง่ิ นั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่
ปล่อยใจใหฟ้ ้งุ ซา่ นจากสิง่ ทต่ี ้องรับผิดชอบ
๔. วิมังสา คือ ความไตร่ตรอง หม่ันใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผล
และมีการวางแผน ปรบั ปรุงงานอย่เู สมอ (พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์)๒๐

๑๗ อง.ฺ อฏฺฐก. ๒๓/๑๑๔/๒๒๒
๑๘ อง.ฺ นวก. ๒๓/๒๐๙/๓๗๗
๑๙ อง.ฺ จตุกกฺ . ๒๑/๓๒/๔๒; ๒๕๖/๓๓๕
๒๐ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์คร้ังท่ี ๑๒ พ.ศ.

๒๕๔๖.

๘๔ พระอธกิ ารบุญชวย โชติวํโส,ดร.(อยุ วงค)

บทท่ี ๖ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาท่เี หมาะกับผบู ริหาร

๑. ฉนั ทะ
๑.๑ ฉนั ทะในการทาํ งาน
๑.๒ ฉันทะในแนวทางการปฏิบตั สิ มาธิ
๑.๓ เหตุให้เกิดฉนั ทะบางประการ

๒. วริ ยิ ะ
๒.๑ วริ ิยะในการปฏิบัตสิ มาธิ
๒.๒ วริ ยิ ะ ๓ ระดับ
๒.๓ วธิ ีการสรา้ งให้มีความวิริยะ

๓. จติ ตะ
๓.๑ จติ ตะในแนวการปฏิบัตสิ มาธิ
๓.๒ วิธีการสรา้ งจติ ตะ

๔. วิมงั สา
๔.๑ วมิ ังสาในแนวทางการปฏิบตั สิ มาธิ

แนวคดิ
๑. ธรรมะท่ีเป็นข้อปฏิบัติแห่งความสําเร็จในกิจใดๆ ก็ตามเรียกว่า อิทธิบาท
อันประกอบด้วย ฉันทะ ความพอใจ วิริยะ ความเพียรพยายาม จิตตะ ความใฝ่ใจจดจ่อ และ
วิมงั สา ความพิจารณาไตร่ตรองปรับปรุงให้ดีขน้ึ
๒. อิทธิบาท ๔ เป็นคุณธรรมที่ควรนํามาใช้ในการประกอบกิจการงานต่างๆ และ
นํามาใช้ในการปฏิบัติธรรม ถ้าเราสามารถฝึกคุณธรรมนี้ให้เกิดขึ้นแล้ว การงานต่างๆ จะสําเร็จ
สมความมงุ่ หมายในการปฏบิ ตั ิสมาธิกจ็ ะทําให้เขา้ ถึงธรรมได้ในท่สี ุด

วัตถุประสงค์
๑. เพื่อให้นกั ศกึ ษาสามารถอธบิ ายความหมายเหตแุ ละลกั ษณะของอทิ ธบิ าท ๔ ได้
๒. เพื่อให้นักศึกษาสามารถนําความรู้ในเร่ืองของอิทธิบาท ๔ มาประยุกต์ใช้กับการ
ปฏิบตั สิ มาธิ

ธรรมะที่จะนําไปสู่ความสําเร็จ คือ อิทธิบาท ๔ ซึ่งเป็นสูตรแห่งความสําเร็จของ
ธรรมะในพระพุทธศาสนาท่ีจะนําความสุขมาสู่ตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นกิจการงานทางโลก หรือว่า
งานทางธรรมก็ตามอิทธิบาท ๔ มาจาก อิทธิ แปลว่า ฤทธิ์ หรือว่า ความสําเร็จ บาท แปลว่า

คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมสําหรบั ผบู ริหารการศึกษา ๘๕
บทที่ ๖ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เหมาะกับผูบริหาร

ทางไป อิทธบิ าท (อภธิ รรมปฎิ ก วิภงั ค)์ ๒๑ แปลว่า คุณเครื่องให้สาํ เรจ็ ความประสงคห์ รอื ทางไปสู่
ความสําเรจ็ ประกอบดว้ ยองค์ ๔ คอื

๑. ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสง่ิ นัน้
๒. วริ ยิ ะ เพียรประกอบสิ่งน้นั
๓. จิตตะ เอาใจฝกั ใฝ่ในสงิ่ นั้นไม่วางธุระ
๔. วิมงั สา หมน่ั ตริตรองพิจารณาเหตผุ ลในส่งิ น้นั

๑ ฉันทะ
๑.๑ ฉนั ทะในการทํางาน

ฉันทะในการทํางาน (พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ) ๒๒ ฉันทะ ความรักความพอใจ ท่ี
จะทํางาน คือ มีงานเม่ือไหร่ ก็จะทําด้วยความเต็มอกเต็มใจด้วยความสุขใจ เต็มใจทํา ฉันทะนี้มี
ความสําคัญอย่างมากๆ ต่อการทํางานทุกๆ อย่าง ลองนึกถึงตัวเราเอง ถ้าเราทํางานชิ้นไหนด้วย
ความรัก สนุกกับงาน งานน้ันย่อมประสบความสําเร็จได้ง่าย ในทางกลับกัน ถ้ามีงานชิ้นไหนทํา
ด้วยความฝืนใจ ไม่อยากทําเลยจริงๆ ถูกบังคับให้ทํา ถูกส่ังให้ทํา ต้องจําใจทํา ผลท่ีได้จะไม่
เท่ากัน ค่าท่ีเกิดข้ึนจะไม่เท่ากัน ความสําเร็จก็ไม่เท่ากัน เหมือนพวกทหารอาสากับทหารเกณฑ์
ไปสรู้ บแลว้ ประสทิ ธภิ าพไมเ่ ทา่ กัน พวกทหารอาสาจะทาํ ดว้ ยใจ และทาํ ได้ดีกวา่ เป็นต้น

๑.๒ ฉนั ทะในแนวทางการปฏิบตั ิสมาธิ

พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนไี ดใ้ ห้ความหมายโดยสรุปไว้ คอื (มรดกธรรม)๒๓ “
ปกั ใจ” ท่านได้ขยายความว่า “ ต้องปกั ใจรักการนี้จรงิ ๆ ประหนึ่งชายหนุ่มรักหญิงสาว ใจจดจ่อ
ตอ่ หญิงครู่ ัก ฉะนั้น” การรกั สมาธิตอ้ งมใี จเฝา้ คะนงึ ถึงดว้ ยความรักอยา่ งจรงิ ๆ

พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้กล่าวสอนแนวทางการวัดฉันทะในใจเราว่า
มีมาก แค่ไหนด้วยการให้ถามตัวเองว่า “ เรารักในการเข้าถึงพระธรรมกายมากแค่ไหน” เป็น
การให้ทบทวน ถึงฉันทะในตวั เราและประเมินตวั เองบอ่ ยๆ เม่ือเราไดต้ ระหนักถงึ ความรกั ในการ
เข้าถึงพระธรรมกาย เราก็จะเกิดวิริยะมีความเพียรขึ้น แล้วเราจะเร่ิมปฏิบัติเพ่ือให้เข้าถึง
พระธรรมกายอย่างจรงิ จงั

๒๑ อภิธรรมปิฎก วภิ งั ค์, มก. เล่ม ๓๕, หนา้ ๒๙๒.
๒๒ พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ, อิทธิบาท ๔, [ออนไลน์], แหล่งท่ีมา: http://book.dou.us /
doku.php?id=md204:1 [๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๑].
๒๓ มรดกธรรม กณั ฑ์ที่ ๒ หน้า ๖๔.

๘๖ พระอธิการบุญชวย โชตวิ โํ ส,ดร.(อยุ วงค)

บทท่ี ๖ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาทเ่ี หมาะกับผูบริหาร

การปฏิบัติธรรมต้องระวังเรื่องของความอยาก เพราะถ้าความรักมีมากเกินไป จน
กลายเป็นความอยาก ความสุขในการทําสมาธิก็จะไม่เกิด จะได้ความเครียดมาแทน ฉะนั้น ผู้ทํา
สมาธิจึงพึงสังวรและระวัง อย่าให้ฉันทะกลายเป็นตัณหา คือ ความอยาก พระเดชพระคุณพระ
ราชภาวนาวิสทุ ธไิ์ ด้ขยายความในเรอื่ งน้ไี วด้ ังนี้ (พระราชภาวนาวิสุทธ,์ิ พระธรรมเทศนา)๒๔

“ ฉันทะคือความรักในการปฏิบัติธรรม อยากเข้าถึงธรรมได้อย่างเย็นๆ มีความผูก
สมัคร รักใคร่ในธรรม อยากให้เข้าถึงดวงธรรม อยากถึงธรรมกาย อยากเข้ากลางได้ อยากได้สุข
ที่เกิดจาก การหยุดการน่ิงภายใน มีแค่ฉันทะพอ อย่าให้ฉันทะมีมากจนกระทั่งไปเป็นความ
อยาก ถ้าอยากมากเกินไปแล้วกลุ้ม ถ้านั่งไม่ได้ผลแล้วเบ่ือ พอเบ่ือแล้วก็โทษน่ันโทษน่ี น้อยอก
น้อยใจกันไป เพราะฉะน้ันให้มี ฉันทะแค่น้ันพอ มีความรักมีความชอบมีความพึงพอใจท่ีจะ
เข้าถึงธรรมอย่างเย็นๆ เบาๆ สบาย พอฉันทะซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ เป็นหัวหน้าทีมตั้งข้ึนได้ เด๋ียว
วริ ยิ ะความเพยี รจะมาเอง”

๑.๓ เหตใุ หเ้ กิดฉันทะบางประการ

การกระทําให้เกิดฉันทะมีอยู่หลายประการอย่างเช่น การมองให้เห็นคุณค่าของการ
ปฏิบัติธรรมการมองให้เห็นคุณของการออกจากภพและการมองให้เห็นภัยท่ีมีอยู่ในภพ เหมือน
พระโพธิสัตว์ของเราที่ท่านมองเห็นโทษของความแก่ ความเจ็บ และความตายว่าเป็นภัย ท่านจึง
ไมอ่ ยากกลับมาเกิดอีก และมองเห็นว่าเพศสมณะมคี ุณทีจ่ ะทําให้เราออกไปจากภพท่ีมคี วามเกิด
ความแก่ ความเจ็บ และความตายน้ี

พระโมคคลั ลานะและพระสารีบุตรเมื่อครงั้ ทท่ี ่านเป็นคฤหัสถ์ ขณะที่กําลังดกู ารแสดง
บนเวที ซ่ึงทุกคนกําลังสนุกสนานกับการแสดงอยู่ แต่ท่านท้ังสองกลับมองว่าไม่นานคนแสดงก็
ต้องตาย แม้ตัวท่านทั้งสองก็ต้องตายจึงออกบวช ตั้งใจปฏิบัติธรรม ในเร่ืองของการมองให้เห็น
คณุ ของการออกจากภพและโทษของการอยู่ในภพนี้ เพื่อให้เข้าใจไดช้ ัดเจนข้นึ จะขอนําตัวอย่าง
ของพระมลิ ลกะ๒๕ ทที่ ่านไดก้ ลั ยาณมติ รจงึ ทําใหท้ า่ นเกิดฉนั ทะในการทําความเพียร

เล่ากันมาว่า ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ พระเถระน้ันเลี้ยงชีพด้วยการกระทําปาณาติบาต
เป็นนายพรานอยู่ในป่า วันหน่ึง กําลังเค้ียวกินเนื้อที่ปิ้งไว้บนถ่าน เท่ียวไปในที่ใกล้บ่วงถูกความ
กระหายครอบงําจึงไปสู่วิหารของพระเถระผอู้ ยู่ป่ารูปหนึ่ง เปิดหม้อน้ําด่ืมที่ตั้งอยู่ในท่ีไม่ไกลของ
พระเถระผู้กําลังจงกรมอยู่ ไม่ได้เห็นนํ้าติดก้นโอ่ง เกิดอารมณ์โกรธ กล่าวว่า “ ภิกษุ พวกท่าน
ฉันโภชนะท่ีคฤหบดีให้แล้วก็หลับไป ไม่จัดตั้งนํ้าไว้แม้เพียงนิ้วมือหนึ่งในหม้อนํ้า นั่นเป็นส่ิงไม่
ถกู ต้อง”

๒๔ พระราชภาวนาวสิ ทุ ธ,ิ์ พระธรรมเทศนา, ๓ ตุลาคม ๒๕๓๖.
๒๕ พระภาวนาวริ ยิ คณุ , พระธรรมเทศนา, ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๑.

คุณธรรมและจรยิ ธรรมสําหรบั ผูบริหารการศึกษา ๘๗
บทที่ ๖ หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาทีเ่ หมาะกับผูบริหาร

พระเถระกล่าวว่า “ผมได้ต้ังหม้อน้ําด่ืมไว้เต็มแล้ว แล้วจึงไปตรวจดู เห็นหม้อน้ํายัง
เต็มจึงบรรจุสังข์สําหรับใส่นํ้าดื่มจนเต็มได้ให้แล้ว ท่านดื่มน้ําท่ีเต็มสังข์ที่สอง คิดว่า หม้อเต็มนํ้า
อย่างน้ี อาศัยการกระทําของเราเกิดเป็นเหมือนกระเบื้องร้อน ในอนาคต ตัวของเราจะเป็น
อย่างไร เม่อื นายพรานฟังแล้ว มจี ิตสลด ทิ้งธนูแลว้ กลา่ วว่าขอท่านโปรดบวชให้กระผมเถิดครับ”
พระเถระใหท้ ่านบรรพชา

เม่ือท่านทําสมณธรรมอยู่ สถานท่ีที่ฆ่าเนื้อและสุกรเป็นอันมาก และสถานท่ีดักบ่วง
และฟา้ ทบั เหว ย่อมปรากฏ เม่อื ท่านกาํ ลงั ระลึกถึงสถานที่นัน้ อยู่ เกดิ ความเร่ารอ้ นในรา่ งกาย ใจ
ท่านไม่ดําเนินไปตามแนว พระกัมมัฏฐาน เป็นเหมือนโคโกง ฉะน้ัน ท่านคิดว่า โดยภาวะเป็น
ภกิ ษเุ ราจะทาํ อย่างไร ถกู ความไม่ยินดีย่งิ บีบคั้น ไปหาพระเถระ ไหว้แลว้ กลา่ วว่า “ท่านครับ ผม
ไม่อาจทาํ สมณธรรมได้” ลําดบั น้นั พระเถระกล่าว กับทา่ นว่า “ ท่านจงทําการฝีมอื ” ทา่ นรับว่า
“ ครับ” แล้วตัดไม้สดมีไม้มะเด่ือ เป็นต้น ทําเป็นกองใหญ่ แล้วถามว่า “ผมจะทําอย่างไรต่อ”
“จงเผามัน” ท่านก่อไฟในทิศทั้ง ๔ ก็ไม่สามารถ จะเผาได้ จึงกล่าวว่า “ผมทําไม่ได้ครับ” พระ
เถระกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น จงหลีกไป” แล้วใช้ฤทธิ์ เอามือแหวก แผ่นดิน หยิบเศษไฟ จากมหา
นรก ท้ิงไปบนกองไม้สด ชั่วพรบิ ตาเดยี วกองไมใ้ หญเ่ พยี งนนั้ ก็ไหม้วบู หายไปเหมือนไม้แห้ง พระ
เถระแสดงเปลวไฟแกท่ ่านแล้วกลา่ วว่า “ ถ้าท่านจะสึก ท่านจะไหมใ้ นทีน่ ี้” ท่านเกดิ ความสงั เวช
ปนกับความกลัวมหานรกอย่างจับใจ ต้ังแต่ท่านได้เห็นเปลวไฟ ท่านตัวส่ันถามว่า “ ท่านครับ
พระพทุ ธศาสนาเปน็ เหตนุ ําออกจากทุกข์แนห่ รือครับ” พระเถระกลา่ ววา่ “ อย่างน้ัน” พระมิลล
กะกล่าวว่า “ท่านครับ เมื่อพระพุทธ-ศาสนาเป็นเหตุนําออกจากทุกข มิลลกภิกษุ จะทําตนให้
พ้นทุกข์ ท่านอย่าคิดไปเลย” ตั้งแต่น้ันมา ท่านมิลลกะเพียรพยายามทําสมณธรรม บําเพ็ญวัตร
ปฏิบัติ ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต ในขณะท่ีวางฟางที่ชุ่มน้ําไว้บนศีรษะ น่ังหย่อนเท้าทั้งสอง
ลงในแอ่งนาํ้ น่ันเอง

เราจะเห็นแล้วว่า เมื่อเรามองให้เห็นคุณของการออกจากภพ และโทษภัยของวัฏฏะ
จะทําให้เรา เกิดฉนั ทะในการทําความเพยี รขน้ึ ได้ มีกําลังใจที่จะปฏิบตั ิ ดังนั้น เราจงึ ควรหม่ันทํา
ให้ฉันทะของเรา เกิดข้ึนบ่อยๆ ให้น้อมไปในการปฏิบัติธรรมให้มาก เมื่อเร่ิมต้นด้วยฉันทะอันดี
งามแล้ว นั่นย่อมแสดง ถึงความสําเร็จท่ีจะมาถึง เหมือนอาทิตย์อุทัย เป็นที่มาของแสงสว่างฉัน
นน้ั

๒. วิรยิ ะ

พระภาวนาวิริยคุณ, พระธรรมเทศนา๒๖ โดยคําศัพท์แล้วมาจากคําว่า วีระ แปลว่า
กล้า ก็คือ มีความกล้าท่ีจะผจญกับอุปสรรค ทุกชนิด เห็นอุปสรรคแล้วมีความรู้สึกเหมือนทารก

๒๖ พระภาวนาวริ ิยคณุ , พระธรรมเทศนา, ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๑.

๘๘ พระอธิการบุญชว ย โชตวิ โํ ส,ดร.(อุยวงค)

บทที่ ๖ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาทเี่ หมาะกับผูบ ริหาร

เหน็ ขนม หรือเหน็ อุปสรรคต่างๆ แล้วมคี วามรสู้ ึกเหมอื นทารกเห็นไอศกรมี เห็นชอ็ คโกแลต เหน็
แล้วก็อยากจะกิน อยากจะลิ้มลอง อยากจะพิสูจน์ วิริยะเมื่อเกิดขึ้นกับใครแล้ว จะทําให้มีความ
ขยันหมั่นเพียรและความพากเพียรบากบั่นในการทํางานนั้นๆ ไม่ยอมแพ้ต่อความเกียจคร้าน
ความข้ีเกียจ ความเฉ่ือยชา ซึมเซา คือบางทีข้ีเกียจ อยากจะพัก อยากจะนอน อยากจะเล่น แต่
ก็ไม่ยอมแพ้ตอ่ ความอยากเหล่าน้ัน ไม่ขเี้ กียจแข็งใจสู้ ตอ้ งทาํ ไปไม่ยอมแพ้ น่คี อื วริ ิยะ

วิริยะมีความสําคัญต่อการทํางานทางใจ คือ จะให้สําเร็จได้ต้องมีวิริยะความ
พากเพียร น่ังนึก อย่างเดียวไม่สําเร็จ ต้องลงมือทําถึงจะสําเร็จ ถ้าคิดแล้วไม่ทําก็เป็นการสร้าง
วิมานในอากาศ คิดแล้วต้องทํางานทางใจ ถึงจะสําเร็จได้ ถ้าเรามีวิริยะความสําเร็จที่เกิดข้ึนจะ
เกิดขึ้นอย่างเราคาดไมถ่ งึ เลยทีเดยี ว

๒.๑ วิริยะในการปฏิบัติสมาธิ

วิริยะ ในการทําสมาธิน้ัน พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีท่านให้คําจํากัดความไว้
ว่า (มรดกธรรม กัณฑ์ที่ ๒)๒๗ “บากบั่น” ท่านได้ขยายความไว้ว่า “ต้องบากบั่นพากเพียรเอา
จรงิ เอาจงั ”

พระราชภาวนาวสิ ุทธ์ิ๒๘ ได้ขยายความวิริยะไว้ว่า “ขยันนงั่ ขยันทําใจหยุดน่ิง ไม่ว่า
มีเวลาซกั ๑ หรือ ๒ นาทีก็ฝึกไปเรื่อย ทํายังไงจะปลํ้าใจ ให้มันหยุดนิ่งอยู่ภายใน ไม่ว่าจะมีเวลา
๑ นาที ๒ นาที ๕ นาที ๑๐ นาที ในรถในเรือ ที่ไหนก็แล้วแต่ บนเคร่ืองบิน ห้องนํ้าห้องท่า ทํา
หมดฝึกไปเรอื่ ยๆ ฝกึ ต้งั แตย่ งั คุ่มๆ คาํ่ ๆ นกึ อะไรไม่ออก ใจยงั ฟงุ้ ซ่านอยู่ ก็จะคอ่ ยๆ ฝกึ ไปเรือ่ ยๆ
น่ีความขยนั มาแลว้ พอความขยนั มาใจก็จรดจอ่ ขบวนท่ี ๓ กต็ ามมา”

๒.๒ วิรยิ ะ ๓ ระดับ

เราสามารถจัดแบ่งวิริยะได้เป็น ๓ ระดับดังน้ี คือ วิริยะระดับเบ้ืองต้น คือ การ
เร่ิมต้นทําสมาธิตั้งแต่เร่ิมน่ังบ้างไม่นั่งบ้าง แต่ก็เร่ิมต้นด้วย การกล้าเปล่ียนแปลงตัวเองด้วยการ
นง่ั ทลี ะน้อย และกลา้ ทจ่ี ะทาํ ใหต้ วั เองก้าวหนา้ ในการทําความดี ดว้ ยการทําสมาธิ

วิริยะระดับกลาง เป็นการนั่งสมาธิทุกวันไม่ขาด น่ังเรื่อยๆ แต่จะเข้าถึงเม่ือไหร่น้ันก็
เปน็ เร่ืองของใจ แต่มีความเพียรทําอยา่ งสม่ําเสมอ เปน็ ความกล้าท่ีเพิ่มข้ึนในการทาํ จะทําความ
ดอี ย่างต่อเนอื่ ง และจริงจัง ผู้ที่ทําได้อยา่ งนี้ ไม่วนั ใดก็วันหนง่ึ ต้องไดบ้ รรลแุ นน่ อน

วิริยะระดับสูง คือ การทําสมาธิอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ต้ังมั่นว่าเมื่อนั่งลงไปแล้ว
ไม่ได้ยอมตายกันทีเดียว ในทางพระพุทธศาสนาจัดว่าเป็นปรมัตถบารมี ถ้าไม่ได้ยอมตาย เป็น

๒๗ มรดกธรรม กณั ฑ์ท่ี ๒ หน้า ๖๔.
๒๘ พระราชภาวนาวสิ ทุ ธิ,์ พระธรรมเทศนา, ๓ ตลุ าคม ๒๕๓๖.

คุณธรรมและจรยิ ธรรมสาํ หรับผบู ริหารการศึกษา ๘๙
บทที่ ๖ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาท่เี หมาะกับผบู ริหาร

การน่ังทาํ ความเพียรแบบเดด็ ขาด เรียกวา่ ไม่ได้ตายเถิด การน่ังแบบน้ีจะข้ึนอยู่กบั บารมี บางคน
ก็ตายจริง บางคนกไ็ ม่ตาย แต่ถึงแม้ จะตายแต่ยังทาํ ไม่ไดใ้ นภพน้ี ก็จะไปไดใ้ นชาติหน้า ตวั อย่าง
ของบุคคลผู้มีความเพียรอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ในพระไตรปิฎกก็มีกล่าวไว้ ในท่ีนี้จะขอ ยก
กลุม่ บคุ คลท่มี ลี ักษณะดงั กล่าวนี้ ดังตอ่ ไปนี้

เรื่องของภิกษุ ๗ รปู

ในอดีตเล่ากันมาว่า ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ ได้เสด็จอุบัติ
ข้ึนแล้ว พระองค์ทรงยังศาสนธรรมให้รุ่งโรจน์ ข่มข่ีเดียรถีย์ผู้หลอกลวง ทรงแนะนําเวไนยสัตว์
แลว้ เสด็จปรินิพพานพร้อมท้ังพระสาวก คร้นั เม่ือพระโลกนาถพร้อมทั้งพระสาวกปรินพิ พานแล้ว
เมื่อศาสนธรรม กาํ ลังจะสูญสนิ้ อันตรธาน ทวยเทพและมนุษย์พากันสลดใจ สยายผม มหี นา้ เศร้า
ครํ่าครวญว่า ดวงตา คือ พระธรรมจะดับแล้ว เราจะไม่ได้เห็นท่านผู้มีวัตรดีงามท้ังหลาย เราจะ
ไม่ได้ฟังพระสัทธรรม โอหนอ พวกเราเป็นคนมีบุญน้อย คร้ังน้ัน พื้นปฐพีท้ังหมดน้ี ท้ังใหญ่ทั้ง
หนา ไดไ้ หวสั่นสะเทอื น สาครสมทุ ร ดจุ เหือดแห้ง แมน่ ํ้าครวญครางน่าสงสาร อมนษุ ย์ตีกลองดัง
ท่ัว ๔ ทิศ อสนีบาตอันน่ากลัว ตกลงโดยรอบ อุกกาบาตตกจากท้องฟ้า ดาวหางปรากฏ เกลียว
แห่งเปลวไฟ มคี วนั พวยพุ่ง หมู่สตั ว์ร้องครวญคราง อยา่ งนา่ สงสาร

ในขณะนั้นมีภิกษุ ๗ รูป เห็นเหตุการณ์เหล่าน้ัน เกิดความสลดใจ คิดว่าความ
อันตรธานแห่งพระศาสนายังไม่มีเพียงใด พวกเราจะกระทําที่พึ่งแก่ตนเพียงนั้น ไหว้พระเจดีย์
ทองคําแล้ว เข้าไปสู่ป่า เหน็ ภูเขาลูกหน่ึง จึงกล่าวว่า “ ผูม้ ีอาลัยในชวี ิตจงกลบั ไป ผไู้ ม่มีอาลยั จง
ข้นึ ภเู ขาลูกน้ี” พาดบนั ไดแล้ว แมท้ ั้งหมดขน้ึ สภู่ เู ขานน้ั ผลักบนั ไดท้ิงแลว้ กระทําสมณธรรม

บรรดาภิกษุเหล่านัน้ พระสังฆเถระบรรลพุ ระอรหัตโดยล่วงไปราตรีเดียวเท่าน้ัน พระ
เถระน้ัน เค้ียวไม้ชําระฟันช่ือนาคลดาในสระอโนดาต นําบิณฑบาตมาแต่อุตตรกุรุทวีป แล้ว
กล่าวกับภิกษุเหล่านั้นว่า “ ผู้มีอายุท้ังหลาย พวกท่านเค้ียวไม้ชําระฟันน้ี บ้วนปากแล้ว จงฉัน
บิณฑบาตนี”้

ภิกษุ ท่านผู้เจริญก็พวกเราทํากติกากันไว้อย่างน้ีว่า “ภิกษุใดบรรลุพระอรหัตก่อน
ภิกษทุ ้งั หลาย ที่เหลอื จะฉันบิณฑบาตทีภ่ ิกษนุ น้ั นํามาหรอื ”

พระเถระกลา่ ววา่ ผู้มอี ายุ “ข้อนั้นไมม่ ีเลย”

ภกิ ษุทั้งหลายกล่าวว่า “ ถา้ เชน่ นน้ั แมพ้ วกเราจะยงั คุณวเิ ศษใหเ้ กิดเหมือนท่าน แล้ว
จะนาํ อาหารมาบริโภคเอง” ดงั นีแ้ ลว้ ก็ไม่รบั

ในวันที่ ๒ พระเถระองค์ที่ ๒ บรรลุอนาคามิผล พระเถระน้ันนําบิณฑบาตมาแล้วก็
นิมนต์ภิกษุรูปอ่ืนให้ฉันอย่างนั้นเหมือนกัน ภิกษุเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ ท่านผู้เจริญ ก็พวก
เราทํากติกากันไว้อย่างน้ีว่าพวกเราจะไม่บริโภคบิณฑบาตที่พระมหาเถระนํามาแต่จะบริโภค
บณิ ฑบาตท่พี ระอนเุ ถระนาํ มาหรอื ” พระเถระองคท์ ่ี ๒ กลา่ ววา่ “ ผู้มอี ายุ ข้อนั้นไม่มีเลย”

๙๐ พระอธิการบุญชว ย โชติวํโส,ดร.(อยุ วงค)

บทท่ี ๖ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาทเี่ หมาะกับผบู ริหาร

ภิกษุเหล่าน้ันกล่าวว่า “เมื่อเป็นเช่นน้ัน แม้พวกเรายังคุณวิเศษให้เกิดเหมือนท่าน
แล้ว อาจเพ่ือบริโภคด้วยความเพียรแห่งบุรุษของตนได้ จึงจะบริโภค” ดังน้ีแล้วก็ไม่รับ บรรดา
ภิกษุเหล่าน้ัน ภิกษุผู้บรรลุพระอรหัตปรินิพพานแล้ว ภิกษุผู้เป็นอนาคามีบังเกิดในพรหมโลก
ภิกษุอีก ๕ รูปไม่อาจยังคุณวิเศษให้บังเกิดได้ ผ่ายผอมแล้ว มรณภาพ ในวันท่ี ๗ บังเกิดใน
เทวโลก ในสมัย ของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ จุติ(ตาย) แปลว่า เคล่ือนจากเทวโลกนั้นแล้ว
เกดิ ในตระกูลต่างๆ

เมื่อได้มาเกิดในภพสุดท้าย ภิกษุรูปหน่ึงได้เป็นพระราชา พระนามว่า ปุกกุสาติ ฟัง
ธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการพบกันคร้ังแรกก็ได้เป็นพระอนาคามี มรณภาพแล้วได้
ไปสู่พรหมโลกท่านท่ีเหลือ ได้เกิดมาเป็นพระกุมารกัสสปะ พระทารุจีริยะ พระทัพพมัลลบุตร
พระสภิยะ ทั้ง ๔ องค์ ได้เป็นพระอรหันต์ โดยการฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงครั้ง
เดยี วเท่านน้ั

จากข้างต้นเราจะเห็นได้ว่า การทําความเพียรแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพันน้ัน ได้ผลเร็ว
เห็นทันตา แต่ต้องใช้ความเพียรอย่างสูงจึงจะทําได้ ดังน้ันในประวัติศาสตร์จึงมีเพียงไม่ก่ีคน
เท่าน้ันท่ที าํ ได้ ในยคุ ของเราก็มีพระเดชพระคณุ พระมงคลเทพมนุ ที ่เี ป็นตวั อยา่ งแกเ่ รา

๒.๓ วิธกี ารสร้างให้มคี วามวิรยิ ะ

เราจะต้องป้องกันศัตรตู ัวรา้ ยทมี่ าทาํ ร้ายวิริยะ คือ อบายมุข ทั้งการสูบบหุ รี่ ดื่มเหล้า
การเที่ยวเตร่เฮฮา การสูบบุหรี่ต่างๆ ความเจ้าชู้ คบคนไม่ดีความเกียจคร้านต่างๆ ใครเคยดื่ม
เหล้าหัวรานํ้า ต้องเพลา ต้องเลิกต้องงด ฯลฯ เพราะส่ิงเหล่าน้ีทําให้เสียสุขภาพ เมื่อสขุ ภาพไม่ดี
พอถึงคราวจะทํางาน ก็ไม่อยากทํา ดื่มเหล้าเมามาตื่นเช้าก็ยังมึนอยู่ ยังไม่สร่าง ทําให้ขยันไม่
ออกเพราะสภาพร่างกายไม่พร้อม พักผ่อนไม่พอ ร่างกายไม่แข็งแรง ต้องเว้นอบายมุขเสียก่อน
เมื่อสุขภาพดี จึงจะทําการงานได้ในการคิดจะทําสมาธิ ตอ้ งลงมือทําทันที ส่วนใหญ่เสียเวลาตรง
ตัง้ ท่าเยอะ พอคิด ใช้เวลาตั้งท่า หลายวัน พอเร่ิมจะทํากเ็ หนอ่ื ยเสยี ก่อน คิดจนเหนอ่ื ย มีลูกเล่น
มาก ทําได้หน่อยเดียวเลยเลิก พอคิดปั๊บ ต้องทําเลย จะรู้สึกสนุกและอยากจะทําต่อ เหมือน
เด็กเรียนหนังสือเด็กที่ขยันเรียนหนังสือ เรียนเสร็จ กลับมาบ้านทบทวนแบบฝึกหัดทบทวน
แบบเรียน การบ้านมีทํา พอถึงคราวไปเรียนใหม่จะอยากเรียนต่อ เพราะความรู้เก่าก็แน่น
ความรู้ใหม่ก็ดูมาล่วงหน้า อยากจะเรียน ถึงคราวเรียนสบตาครูอย่างเดียว กลัวครูจะไม่ถาม
อยากให้ถามพร้อมจะตอบ คนท่ีทําสมาธิบ่อยๆ จะรู้สึกมีความสุขกับการทําสมาธิ และอยากน่ัง
ให้ยงิ่ ๆ ขึน้ ไป เชน่ น้ี

๓. จติ ตะ

จิตตะ หมายถึง มีใจจดจ่อ ไม่วอกแวก เรียกว่าตั้งใจทํา ไม่ใช่ว่าขยันแต่ไม่ต้ังใจทํา
ไม่ใช่ว่าขยัน ไปอย่างน้ัน ใจคิดโน่นคิดน่ี งานก็ไม่เกิด เกิดก็ไม่เต็มท่ี คนที่ขาดจิตตะ เปรียบ

คุณธรรมและจริยธรรมสาํ หรับผูบริหารการศึกษา ๙๑
บทท่ี ๖ หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนาทเี่ หมาะกับผูบริหาร

เหมือนนํ้าประปาท่ี ไหลๆ หยุดๆ เปิดน้ําไหลกะปริบกะปรอย รองนํ้าต้ังนานกว่าจะเต็มโอ่ง
เพราะความที่มันคอยฟุ้งซ่าน บางตอนมันก็คิด ซักพักก็ไปฟุ้งถึงเร่ืองอื่น กว่าจะได้ผลงานน้ําสัก
โอ่งรอตั้งนาน แต่ความคิดของคน มีจิตตะ ความคิดของเขาจะไหล เห็นโล่งโปร่ง เปรียบเหมือน
นํ้าก็ไหลโจ๊ก พักเดียว เต็มโอ่งเลย ไม่มีขาด ไม่มีหยุด เต็มกําลังเต็มแรง ใช้เวลาเท่ากันแต่
ประสทิ ธภิ าพอาจแตกต่างกันหลายเทา่ ตวั

การทาํ งานของจติ ตะเป็นการทาํ งานอย่างต่อเนือ่ งในกิจกรรมใดกจิ กรรมหน่งึ ซง่ึ คนท่ี
มีจิตตะอย่างสมบูรณ์ไม่ว่าจะกระทํากิจใด ก็จะพัฒนาแนวทางการทํากิจกรรมนั้นๆ อย่าง
ตอ่ เนื่อง ไปจนกว่า จะสําเร็จ ลักษณะการทําซา้ํ ๆ บ่อยๆ เป็นลักษณะท่สี ําคญั ของจติ ตะ การทํา
สมาธิซํ้าๆ จนเกิดเป็นนิสัยขาดไม่ได้ ซึ่งเป็นการแสดงว่าคนๆ นั้น มีจิตตะที่สมบูรณ์ ซ่ึง จะ
แตกต่างจากวิริยะที่เป็นความกล้าในการเปล่ียนแปลง แต่จิตตะเปน็ การตอกย้ําซ้ําๆ ในงานนั้นๆ
เหมือนกับการตีทําลายหินท่ีขวางทางน้ํา ซึ่งกว่าจะได้นํ้าก็ต้องเอาค้อนตีซ้ําๆ ลงไป การตีก้อน
หินใหญ่ ในแต่ละครั้งนั่นเองหมายถึงความสําเร็จที่รออยู่ จนในที่สุดการตีบ่อยๆ น้ัน ก็ทําหิน
แตกได้น้ํามากิน การทําสมาธิก็เช่นกัน เมือ่ ทําซ้ําๆ ไป ย่อมใกล้ความสําเร็จและเมอื่ ประกอบกับ
วมิ ังสาในการพฒั นา การปฏบิ ัตอิ ย่างตอ่ เนือ่ ง ก็จะเปน็ เหตุให้การทําสมาธปิ ระสบผลสําเร็จได้

ในเร่ืองน้ีมีตัวอย่างในพระไตรปฎิ กวา่ ในสมัยที่พระพุทธองคท์ รงเป็นพระโพธิสัตว์น้ัน
ได้เกิดเป็นพ่อค้า ครั้งหนึ่งได้เดินทางไปผ่านไปทางทะเลทราย ในวันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่ดูจาก
ระยะทางแล้วต้องพน้ จาก ทะเลทรายในวนั นแ้ี น่นอน ทุกคนต่างก็มีความม่ันใจว่า ต้องผา่ นไปได้
เพราะเหลืออีกไม่ไกล ปกติการเดินทางในทะเลทรายมักจะเดินทางกันตอนกลางคืน เพราะ
อากาศกลางวันร้อนมากจึงต้องหลบพักผ่อนอยู่ ในเต็นท์คืนน้ันเป็นคืนสุดท้ายท่ีทุกคนกะว่า
อย่างไรก็คงพ้นทะเลทราย จึงต่างพากันพักผ่อนและปล่อย ให้โคทํางานพาเดินไปโดยมีคนทํา
หนา้ ทด่ี ูควบคมุ เสน้ ทางเอาไว้ ๑ คน

เน่ืองจากความประมาท คนท่ีทําหน้าที่คุมเส้นทางก็พลอยผล็อยหลับไปด้วย โคซ่ึง
ปัญญาก็น้อย จึงเดินไป ตามใจตัวเอง หมุนเกวียนให้เดินทางย้อนกลับเส้นทางเดิม กว่าจะรู้ตัว
ต่ืนก็ปรากฏว่า ย้อนกลับมาท่ีเดิมเรียบร้อย ก็เช้าพอดี คนส่วนใหญ่พากันเข่าอ่อนคิดว่า ตายแน่
คราวน้ี เน่ืองจากน้ําท่ีเตรียมมาหมดพอดี เม่ือขาดน้ําก็ไม่สามารถจะหุงหาอาหารได้ พากันนอน
รอความตายอยู่ มีแต่เพียงพระโพธิสัตว์เท่านั้น ท่ีคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ท่านเดินไปเดินมา
อยู่แถวนั้นกเ็ หลือบไปเห็นกอหญ้าอยู่กอหน่ึง พลนั ความคิดก็กระจ่าง ท่านจึงใหช้ ่วยกันขุดทราย
เอานํ้าจากใต้ดินมาใช้ แต่ว่าเม่ือขุดไปจนจะถึงนํ้า ปรากฏว่ามีก้อนหิน ก้อนใหญ่ขวางทางอยู่จึง
เป็นเหตุให้ทุกคนสิ้นหวังกลับไปนอนหมด แต่พระโพธิสัตว์ไม่ยอมแพ้ ด้วยจิตตะ ที่ฝึกมาดีแล้ว
ท่านพิจารณาเห็นกอ้ นหินมีลักษณะท่ีจะกระทาํ อะไรไดส้ ักอย่าง จึงเรยี กคนใช้คนสาํ คัญมา สง่ั ว่า
จงทุบหินนี้ คนใช้นั้น เป็นคนท่ีไม่มีข้อแม้ แม้ตนเองจะรู้ว่า แทบไม่มีทางเลย ก็ทุ่มทุบลงไปใน
ที่สุด หินน้ันก็แตกจริงๆ และทุกคนก็รอดตายเพราะน้ําน้ัน เราจะเห็นว่า จิตตะน้ันเป็นตัวทําให้


Click to View FlipBook Version