The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผู้แต่ง พระอธิการบุญช่วย โชติวํโส, ดร.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คุณธรรมและจริยธรรมสำหรับผู้บริหารการศึกษา

ผู้แต่ง พระอธิการบุญช่วย โชติวํโส, ดร.

๙๒ พระอธิการบุญชว ย โชตวิ ํโส,ดร.(อยุ วงค)
บทที่ ๖ หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาทีเ่ หมาะกับผูบ ริหาร

เกิดความเพียรมี ความสม่ําเสมอในการทําการงาน ความเพียรท่ีสม่ําเสมอ มีความสําคัญ ในการ
เปลี่ยนแปลง ใหห้ ลายสง่ิ หลายอยา่ งเปน็ ไปอย่างทห่ี วังได้

๓.๑ จิตตะในแนวการปฏิบัติสมาธิ
จิตตะน้ันพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีได้ให้ (มรดกธรรม กัณฑ์ที่ ๒)๒๙
ความหมายโดยสรุปไว้คือ “วิจารณ์” ทา่ นได้ขยายความว่า “วิจารณ์ตรวจดูการปฏบิ ัตใิ หถ้ ูกต้อง
ตามแนวสอนของอาจารย์ให้ดีที่สุด” คือต้องตรวจดู การปฏิบัติ ทําตามคําที่ครูสอน ครูสอนไว้
อย่างไร ก็ดําเนินตามแนวนั้นไม่ปฏิบัติผิดจากกัน พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ได้
ขยายเพม่ิ ขน้ึ อกี ว่า (พระราชภาวนาวสิ ุทธ,์ิ พระธรรมเทศนา)๓๐
“ ถา้ มจี ิตตะ ใจจะจรดจดจ่ออย่ทู ่ีกลางกาย อยูท่ ีก่ ลางของความสบาย อยู่ท่ใี จหยุดใจ
น่ิง”
๓.๒ วิธกี ารสรา้ งจติ ตะ
จิตตะจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยบรรยากาศรอบตัวเป็นส่วนช่วย ลองสังเกตดู ถ้าเรามา
วัด ก็เป็นบรรยากาศของการปฏิบัติธรรม การนั่งสมาธิการฟังเทศน์ ส่ิงน้ีก็ถือเป็นเร่ืองปกติ
เพราะบรรยากาศ ทุกอย่างเอื้อให้นึกถึงเรื่องบุญ เรื่องธรรมะ เรื่องบุญเร่ืองกุศล แต่ถ้าใครไป
ชายทะเล บรรยากาศ ความรู้สกึ ก็จะไปอกี แบบ ใจก็จะคิดไปอกี เรอ่ื ง ฉะน้ัน บรรยากาศรอบตัว
จะมผี ลตอ่ ความรู้สกึ นกึ คิด ของตวั เราเอง
เพราะฉะน้ันในการสร้างจิตตะ ถ้าเราต้องการจะทําสิ่งใด ต้องสร้างบรรยากาศ
รอบตัวให้เอื้อต่อ ส่ิงนั้น เช่น จะน่ังสมาธิ ก็ต้องสร้างบรรยากาศการปฏิบัติธรรม จัดสถานที่ให้
อํานวยต่อการปฏิบัติ พูดคุยกันเร่ืองธรรมะ และสิ่งสําคัญประการหนึ่งของบรรยากาศ ก็คือ
บรรยากาศพ้ืนฐานให้ใจสบาย ใจสงบ ซ่ึงจะเป็นพื้นฐานในการทํากิจกรรมทางโลกทุกอย่าง ก็
ต้องเร่ิมจากการรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย อย่ามองเป็นเร่ืองเล็กน้อยว่า
การรักษาความสะอาดไม่เห็นจะมีอะไร ความสะอาดสําคัญมาก เพราะสิ่งท่ีเราเห็น จะส่งผลต่อ
ตวั เราทัง้ ความคดิ คาํ พูด และการกระทําได้

๒๙ มรดกธรรม กัณฑท์ ่ี ๒ หน้า ๖๔.
๓๐ พระราชภาวนาวิสุทธ,์ิ พระธรรมเทศนา, ๓ ตลุ าคม ๒๕๓๖.

คณุ ธรรมและจริยธรรมสําหรบั ผูบริหารการศึกษา ๙๓
บทท่ี ๖ หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาทเี่ หมาะกับผบู ริหาร

๔. วมิ ังสา

วมิ ังสา (คณาจารย์โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง, แบบประกอบนักธรรมตรี อธบิ ายธรรมวิภาค
ปริเฉทท่ี ๑)๓๑ แปลว่า ความตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งน้ันๆ หมายความว่า ใช้ปัญญา
สอดส่องเทยี บเคียงเปรียบเทียบ ทง้ั เหตุ ทั้งผลในความดีต่างๆ ทต่ี นกระทําแล้ว คอื ย้อนกลับไป
ดูว่าตนได้ทําเหตุปลูกฉันทะ ใช้วิริยะ ได้ต้ังจิตตะในการนั้นๆ ไว้มากน้อยเท่าไรแล้วได้ผลเท่าไร
แม้ในปัจจุบันกําลังทําเหตุ คือ ปลูกฉันทะเป็นต้นไว้เท่าไร ต่อไปคงจะได้ผลเท่าไร ถ้าได้ทําเหตุ
คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ ไว้ดีในเบื้องต้น ก็ย่อมได้รับผล คือ ความสําเร็จในชั้นนั้นๆ เป็นลําดับมา
และถ้าไม่ละเหตุดังกล่าวนั้นเสียในปัจจุบัน ก็ย่อมได้ผลคือความสําเร็จในชั้นสูงต่อไปในอนาคต
แม้ในการปฏิบัตธิ รรมสะสางกิเลส ถ้ามเี หตุคอื ฉันทะเป็นตน้ บรบิ รู ณ์ ก็ยอ่ มจะไดร้ ับผลดเี ป็นชนั้ ๆ
ถ้ามีเหตไุ ม่บรบิ ูรณ์ กย็ อ่ มไดร้ ับผลไมด่ ี คอื ละกิเลสไมไ่ ด้

อีกประการหน่ึง กิจกรรมใดๆ จะสําเร็จมากน้อยเพียงใด หรือไม่สําเร็จ เพราะเหตุใด
ตนเอง จะต้องสอบสวน เปรียบเทียบด้วยตนเองเป็นดีท่ีสุด พระพุทธเจ้าตรัสเตือนไว้ว่า ปฏิมํเส
ตมตฺตนา จงพิจารณาสอบสวนด้วยตนเองเม่ือบุคคลพิจารณาสอบสวนการกระทําของตนด้วย
ตน ก็ย่อมเข้าใจตนเอง สามารถปรับตนเอง ให้ถูกต้อง ทํางานให้ถูกต้อง ทั้งคดีโลกคดีธรรม ก็
ย่อมสําเรจ็ กิจตามวัตถปุ ระสงค์ท่ไี มเ่ หลือวิสัยทุกประการ

๔.๑ วมิ งั สาในแนวทางการปฏิบัติสมาธิ

ในแนวทางการปฏิบัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงใคร่ครวญถึงแนว
ทางการปฏิบัติ ของพระองค์อยู่เสมอ กว่าการตรัสรู้ธรรมของพระองค์จะเกิดขึ้นได้ทรงใช้
วจิ ารณญาณในการใคร่ครวญ ทําการทดลองอยถู่ งึ ๖ ปี ในทีส่ ุด ก็บรรลพุ ระสพั พญั ญุตญาณ

วิมังสานั้น พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีได้ให้ (มรดกธรรม กัณฑ์ท่ี ๒)๓๒
ความหมายโดยสรปุ ไวค้ อื “ทดลอง” ทา่ นได้ขยายความวา่ “ทดลองในทนี่ ้ี ได้แก่ หมัน่ ใครค่ รวญ
สอดส่องดูว่า วิธีการที่ทําไปนั้นมีอะไรขาดตกบกพร่องบ้าง รีบแก้ไข อย่างนั้นไม่ดีเปลี่ยนอย่างน้ี
ลองดใู หม่ เชน่ นั่งภาวนาในทนี่ อนมกั จะง่วง ก็เปลยี่ นมานง่ั เสียที่อน่ื เป็นตน้ ”

วิมังสา ในแนวการปฏิบัติพระราชภาวนาวิสุทธิ์๓๓ ได้ขยายความคําว่า วิมังสา ไว้ว่า
“วิมังสามาแล้ว ตรวจตราปรับปรุงวิธีการ ปรับปรุงใจว่า ทําไมเราถึงน่ังแล้วไม่หยุด ทําไมเมื่อ
วานน่ังดี วันนี้ทําไมนั่งไม่ดี หรือวันน้ีน่ังดีทําอย่างไรถึงจะดีตลอดไป หรือเราได้ยินได้ฟังคนนั้น

๓๑ คณาจารย์โรงพิมพ์เล่ียงเชียง, แบบประกอบนักธรรมตรี อธิบายธรรมวิภาค ปริเฉทที่ ๑,
(กรุงเทพมหานคร: เลย่ี งเชยี ง, ๒๕๓๖), หน้า ๙๕-๙๖.

๓๒ มรดกธรรม กัณฑ์ที่ ๒ หนา้ ๖๔.
๓๓ พระราชภาวนาวิสทุ ธ,ิ์ พระธรรมเทศนา, ๓ ตลุ าคม ๒๕๓๖.

๙๔ พระอธกิ ารบุญชว ย โชติวํโส,ดร.(อยุ วงค)

บทท่ี ๖ หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เหมาะกับผบู ริหาร

เขาหยุด เขาน่ิง เขามีความสุข เขาเข้าถึงดวงธรรมภายใน ทําอย่างไรเราถึงจะเข้าถึง เราตึง
เกนิ ไป เราหย่อนเกนิ ไปไหม วิมังสามันก็จะมาตอนนี้”

ธรรมท้ัง ๓ ประการข้างต้น คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ ต้องมีวิมังสาเป็นตัวช่วย เพราะ
ถ้ามีฉันทะ ไมพ่ อดี คือ หย่อนเกินไป ไม่คอ่ ยจะรักในการปฏิบัติธรรมเท่าท่ีควร หรือมีฉันทะมาก
เกินไปจนกลายเป็นความอยาก การปฏิบัติจะผิดวิธี และไม่สําเร็จผล เช่นเดียวกันหากมีความ
เพียรย่อหย่อน ไม่ค่อยได้ทํา หรือมีความเพียรจัดเกินไปจนร่างกายบอบชํ้า การปฏิบัติจะ
สัมฤทธิผลได้ยากอีกประการหนึ่ง ถ้าหากทําไปเร่ือยๆ มีจิตตะ แต่ถ้าไม่ได้พัฒนาแนวทางการ
ปฏบิ ตั ิ การปฏบิ ัตกิ จ็ ะไม่กา้ วหนา้

ทา่ นโสณะเป็นพระสาวกผู้เลิศทางด้านการทําความเพียร แต่ในช่วงต้น ท่านทําความ
เพียรจัดเกินไป จนร่างกายบอบช้ํา จึงไม่สามารถบรรลุธรรมได้ การปฏิบัติของท่านน้ัน ว่ากันว่า
ถึงข้นั เลือด ตกยางออก กันทีเดียว มีเรื่องเล่าว่า ในช่วงต้นท่านได้ทําความเพียร ท้ังกลางวันและ
กลางคืน เป็นเหตุ ให้เกิดความง่วงอย่างมาก เมื่อเกิดความง่วงขึ้น ท่านจึงเริ่มเดินจงกรม และ
การเดินจงกรมของท่าน ก็ เดินเท้าเปล่า เนื่องจากพระสมัยน้ันไม่ใส่รองเท้า เป็นเหตุให้เท้าของ
ทา่ นแตก เมื่อเท้าของท่านแตก จนเดินไม่ได้ ท่านก็ไม่ละความเพียรยังคงเดินต่อไปด้วยเข่า และ
ในที่สุดก็ต้องคลาน สถานท่ีท่านทํา ความเพียรจนพ้ืนที่ที่ทํา ความเพียรเป็นสีแดงด้วยเลือดของ
ท่าน สถานท่ีน้ันเป็นเหมือนลานเชือดโค ท่านพิจารณาเห็นว่า ท่านทําความเพียรอย่างหนัก
ประกอบด้วยฉันทะ วิริยะ จิตตะอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่ทํา ให้ท่านบรรลุได้ ด้วยวิมังสาที่ยังไม่สมบูรณ์
ของท่าน ท่านจึงคดิ ว่า สงสัยเราน้นั จะไม่มีบุญได้บรรลุเปน็ แน่ เพราะเราถึงทาํ ความเพียรอยา่ งน้ี
แล้ว ก็ยังไม่บรรลุ เกิดความท้อใจ จึงคิดสึกไปเป็นคฤหัสถ์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นด้วย
พระมหากรุณาธิคุณ จึงทรงเสด็จมาเพื่อเป็นกัลยาณมิตรให้แก่ท่าน ด้วยการมาเติมวิมังสาให้
สมบูรณ์ โดยใช้อุปมาของพิณ ๓ สาย ดังเนื้อเรื่อง ที่จะยกมาเป็นตัวอย่าง (โสณสูตร อังคุตตร
นกิ าย ฉกั กนบิ าต)๓๔

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบปริวิตกแห่งใจของท่านพระโสณะด้วยพระทัย
แล้วทรง หายตัวจากภูเขาคิชฌกูฏไปปรากฏตรงหน้าของท่านพระโสณะที่ป่าสีตวัน ทรงประทับ
นั่งบนอาสนะที่ ได้ปูแล้ว แม้ท่านพระโสณะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้น่ังอยู่ ณ ที่
ควรส่วนขา้ งหนึ่ง คร้ันแลว้ พระผูม้ พี ระภาคเจา้ ไดต้ รัสถามทา่ นพระโสณะว่า “ ดกู ่อนโสณะ ทา่ น
หลีกออกเร้นอยู่ในท่ีลับ เกิดปริวิตก แห่งใจอย่างน้ี หรือว่าสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่าใด
เหล่าหน่ึง เป็นผู้ปรารภความเพียร เราก็เป็นผู้หน่ึงในจํานวนสาวกเหล่าน้ัน ก็แต่ว่าจิตของเรายัง
ไม่หลดุ พ้นจากอาสวะ เพราะไมย่ ึดม่ันถือม่ัน ก็โภคทรัพย์มีอยู่ในสกุลของเรา เราอาจเพื่อใช้สอย

๓๔ โสณสตู ร อังคตุ ตรนิกาย ฉกั กนิบาต, มก. เลม่ ๓๖ ขอ้ ๓๒๖ หนา้ ๗๐๖.

คุณธรรมและจริยธรรมสาํ หรบั ผบู ริหารการศึกษา ๙๕
บทท่ี ๖ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาที่เหมาะกับผบู ริหาร

โภคทรพั ยแ์ ละทําบุญได้ หรอื มฉิ ะนั้น เราควรบอกคืนสิกขา สึกมาเปน็ คฤหัสถ์ ใชส้ อยโภคทรัพย์
และทาํ บญุ ดกี ว่า”

ท่านพระโสณะทูลว่า “ อย่างนั้น พระเจา้ ขา้ ”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ ดูก่อนโสณะ ท่านจะสําคัญความข้อน้ันเป็นอย่างไร
ท่านเมื่อก่อน ยงั อยู่ครองเรอื น เปน็ ผูฉ้ ลาดในการดดี พณิ ใชห่ รอื ไม่”

ท่านพระโสณะทลู ว่า “ ใช่ พระเจ้าข้า”

พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ตรัสว่า “ ดูกอ่ นโสณะ ท่านจะสาํ คญั ความขอ้ นั้นเป็นอย่างไร ก็
เม่ือใดสายพิณของท่านตึงเกนิ ไป เมอื่ นั้น พณิ ของทา่ นย่อมมีเสียงไพเราะหรือ ย่อมควรแก่การใช้
งานหรอื ไม่”

ท่านพระโสณะทลู วา่ “ ไม่เป็นเชน่ นนั้ พระเจา้ ข้า”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ ดูก่อนโสณะ ท่านสําคัญความข้อน้ันเป็นอย่างไร
เมอ่ื ใดสายพณิ ของท่านหย่อนเกนิ ไป

ท่านพระโสณะทลู ว่า “ ไมเ่ ป็นเชน่ นนั้ พระเจ้าขา้ ”

พระสมั มาสมั พทุ ธเจ้าตรสั วา่ ดูก่อนโสณะ “ ดกู ่อนโสณะ ก็เมอื่ ใด สายพณิ ของทา่ นไม่
ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ขึงให้ตึงปานกลาง เมื่อน้ัน พิณของท่านย่อมมีเสียงไพเราะ หรือย่อม
ควรแกก่ ารใชง้ านหรอื ไม”่

ทา่ นพระโสณะทูลวา่ “ อยา่ งนน้ั พระเจา้ ข้า”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนโสณะ ฉันนั้นเหมือนกัน ความเพียรที่ปรารภ
มากเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความ
เกียจคร้าน ดูก่อนโสณะ เพราะฉะน้ันท่านจงต้ังความเพียรให้สม่ําเสมอ จงต้ังอินทรีย์ให้
สม่ําเสมอ และจงถอื นิมติ ในความสม่าํ เสมอนน้ั ”

ท่านพระโสณะทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกล่าว
สอนท่านพระโสณะดว้ ยพระโอวาทน้ีแล้วทรงหายจากปา่ สีตวันไปปรากฏท่ีภเู ขาคิชฌกฏู เปรียบ
เหมือนบรุ ษุ ผมู้ ีกําลงั เหยยี ดแขน ท่ีคู้ หรอื พงึ คแู้ ขนที่เหยยี ด ฉะนั้น

ต่อมา ท่านพระโสณะได้ตั้งความเพียรให้สม่ําเสมอ ได้ตั้งอินทรีย์ให้สม่ําเสมอ และได้
ถือนิมิต ในความสม่ําเสมอนั้น ต่อมาท่านอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร ต้ังใจแน่วแน่ ทํา
ให้แจ้งท่ีสุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเย่ียม ก็ท่านพระโสณะได้เป็นพระอรหันต์รูปหน่ึงในจํานวน
พระอรหนั ตท์ ัง้ หลาย

๙๖ พระอธกิ ารบุญชวย โชตวิ ํโส,ดร.(อุยวงค)

บทท่ี ๖ หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาทเ่ี หมาะกับผูบริหาร

จากขา้ งต้น ท่านพระโสณะเป็นตัวอย่างท่ีดีทเี่ ราควรยึดถือเป็นแบบอยา่ ง เราจงึ ควรมี
วิมังสา หมั่นพิจารณาในการท่ีจะปรับการปฏิบัติของเราให้พอเหมาะพอสม และให้มีผลการ
ปฏิบัติธรรมที่ก้าวหน้าข้ึน พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์มักจะบอกว่า พวกเรามักจะลืม
เวลาปฏิบัติจริง จึงมักเดินตามแนวทางเดิมซึ่งเป็นวิธีท่ีผิด และเป็นอย่างน้ีซ้ําๆ โดยท่ีเราไม่ได้
ปรับปรุงให้ดีข้ึน จึงเป็นเหตุให้บางคนต้องยืดเวลาการเข้าถึงธรรมออกไป เป็น ๕ ปี ๑๐ ปี บาง
คนถงึ ๒๐ ปี

เพราะฉะน้ัน ให้เราได้ต้ังม่ันในอยู่ในธรรม ๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา หรือท่ี
พระเดชพระคณุ พระมงคลเทพมนุ ไี ด้ใหค้ ําสรปุ ไว้ว่า ปกั ใจ บากบ่ัน วิจารณ์ และทดลอง ธรรม ๔
ประการก็จะบังเกิดข้ึนในตัวของเราทุกคน หากเรามีธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ครบถ้วน ไม่ว่าจะมี
ภารกิจมากน้อยเพียงใดก็ตามจะ สมความปรารถนาเข้าถึงความสุขภายในอย่างง่ายๆ
เพราะฉะน้ัน ให้มีฉันทะมีความรักท่ีจะเข้าถึงธรรม วิริยะ ความเพียรในทําสมาธิ จิตตะ จิตใจ
ฝักใฝ่ในการทําเพียรอย่างต่อเน่ือง และวิมังสา หม่ันทําการทดลองและพัฒนาแนวทางการ
ปฏบิ ตั ใิ ห้เป็นไปในแนวทางทตี่ ง้ั ไว้

เพอื่ ใหเ้ กดิ ความเข้าใจมากยิง่ ข้นึ ถึงหวั ขอ้ ธรรมทง้ั ๔ ข้อ โดยการศกึ ษาจาก
ตารางตอ่ ไปน้ี

ตัวหนนุ ตวั ขวาง

ฉันทะ เห็นประโยชน์, ความสําเรจ็ ในอดีต, ความมนั่ ใจ ความไมย่ ตุ ิธรรม

ในความรคู้ วามสามารถ

วิริยะ ผู้คนรอบตัวท่ขี ยันขันแข็ง, การตัง้ สจั จะ อบายมขุ

อธษิ ฐาน

จติ ตะ การทําสมาธิ ความไม่มรี ะเบยี บในการทาํ งาน

วมิ งั สา การหมนั่ หาความรู้ ฝึกฝนตนเองเสมอ ความหลงตัวเอง, การดถู กู ตัวเอง

เม่ือเรารู้ หลักนี้แล้ว เราจึงต้องไม่หยุดในการหาความรู้ ฝึกฝนตนเองเสมอ แล้วเรา
ชาว พุทธมีอาวุธลับสําคัญคือ “ธรรมะ”ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซ่ึงทันสมัยที่สุดในโลกไม่มี
วันเชยเพราะเป็น อกาลโิ ก คือ ไม่ขึน้ กบั กาลเวลานั้นเอง

ใครศึกษาธรรมจนกระท่ังเข้าใจ จะมีกรอบความคิดสําเร็จรูปท่ีต้ังโดยพระสัพพัญญู
คือ พระสัมมาสมั พุทธเจ้าท่ีเรามั่นใจว่าถูกต้องแนน่ อนยิ่งกว่าผู้ร้ใู ดๆ ในโลกน้ี เม่ือเรารู้ธรรมของ
พระพุทธเจ้าแล้วไปศึกษาเร่ืองอ่ืนๆ เราจะสามารถจัดระบบความคิดของเราได้อย่างเป็น
ระเบียบและ จะมองอะไรลึกซึ้งกว่าคนอื่น เพราะเรามีหลักธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นตัวจับ น่ี
คอื ข้อได้เปรยี บของ เรา เราจึงต้องนาํ มาใช้ให้คุ้มกบั ท่ีไดเ้ กดิ มาเป็นชาวพทุ ธ

คณุ ธรรมและจริยธรรมสาํ หรับผบู ริหารการศึกษา ๙๗
บทท่ี ๖ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาท่เี หมาะกับผูบริหาร

๖.๗ กัลยาณมิตรธรรม ๗

กัลยาณมิตรธรรม ๗ (องค์คุณของกัลยาณมิตร, คุณสมบัติของมิตรดีหรือมิตรแท้ คือ
ท่านท่ีคบหรือเข้าหาแล้วจะเป็นเหตุให้เกิดความดีงามและความเจริญ ในท่ีนี้มุ่งเอามิตรประเภท
ครูหรือพเ่ี ลย้ี งเปน็ สําคัญ — qualities of a good friend)

๑. ปิโย (น่ารัก ในฐานะเป็นท่ีสบายใจและสนิทสนม ชวนให้อยากเข้าไปปรึกษา ไต่
ถาม — lovable; endearing)

๒. ครุ (น่าเคารพ ในฐานะประพฤติสมควรแก่ฐานะ ให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจ เป็นที่
พ่งึ ใจ และปลอดภัย — estimable; respectable; venerable)

๓. ภาวนีโย (น่าเจริญใจ หรือน่ายกย่อง ในฐานะทรงคุณคือความรู้และภูมิปัญญา
แท้จริง ท้ังเป็นผู้ฝึกอบรมและปรับปรุงตนอยู่เสมอ ควรเอาอย่าง ทําให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วย
ซาบซ้ึงภมู ใิ จ — adorable; cultured; emulable)

๔. วตฺตา จ (รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักช้ีแจงให้เข้าใจ รู้ว่าเม่ือไรควรพูดอะไรอย่างไร คอย
ให้คําแนะนําว่ากลา่ วตกั เตอื น เป็นทปี่ รกึ ษาท่ีดี — being a counsellor)

๕. วจนกฺขโม (อดทนต่อถ้อยคํา คือ พร้อมท่ีจะรับฟังคําปรึกษาซักถามคําเสนอแนะ
วพิ ากษ์วจิ ารณ์ อดทน ฟงั ไดไ้ มเ่ บอื่ ไมฉ่ นุ เฉียว — being a patient listener)

๖. คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา (แถลงเรื่องลํ้าลึกได้ สามารถอธิบายเร่ืองยุ่งยากซับซ้อน ให้
เข้าใจ และให้เรียนรู้ เรื่องราวท่ีลึกซ้ึงย่ิงข้ึนไป — able to deliver deep discourses or to
treat profound subjects)

๗. โน จฏฺฐาเน นิโยชเย (ไม่ชักนําในอฐาน คือ ไม่แนะนาํ ในเร่ืองเหลวไหล หรือชักจูง
ไปในทางเสื่อมเสีย — never exhorting groundlessly; not leading or spurring on to a
useless end) ๓๕

๖.๘ สรปุ

จากที่ไดท้ าํ การศึกษามาทัง้ หมดพอสรปุ ไดว้ ่า คําว่า คุณธรรม จริยธรรม สองคําน้เี ป็น
คําที่มีความหมายเก่ียวข้องกันในด้านของคุณงามความดี กล่าวคือ จริยธรรมคือความประพฤติ
ถูกต้องดีงาม ท้ังกายและวาจา คุณธรรมและจริยธรรมถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมี เพราะ
คุณธรรมและจริยธรรมเป็นคุณสมบัติหรือคุณลักษณะท่ีทําให้มนุษย์ต่างไปจาก สัตว์ทั่วไป และ
จากผลของการศึกษาวิเคราะห์แนวคิดของนักปราชญ์ มีนักปรัชญา นักจิตวิทยา นักสังคมวิทยา
และนักบริหาร พบว่า มนุษย์มีคุณธรรมและจริยธรรมท่ีแตกต่างกัน มีท้ังดี เลวและไม่ดีไม่เลว
ระดับคุณธรรมและจริยธรรมของมนุษย์แต่ละคนอาจมีติดตัวมาแต่เกิด หรือมาพัฒนาได้ใน

๓๕ องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๓๔/๓๓.

๙๘ พระอธิการบุญชว ย โชติวํโส,ดร.(อยุ วงค)

บทท่ี ๖ หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาท่ีเหมาะกับผูบริหาร

ภายหลังจากสภาพแวดล้อม การอบรมเลี้ยงดู และกรอบประเพณี สังคม จากการศึกษาพอได้
แนวคิดว่าทุกคนต่างมุ่งหวังสภาวะแห่งความสมบูรณ์ที่สุดแห่งตน ซ่ึงสภาวะแห่งความสมบูรณ์
ท่ีสุดเป็นสิ่งท่ีอยู่ในความสามารถและสติปัญญาของมนุษย์ท่ีจะสามารถดําเนินไปได้ด้วยตนเอง
แต่เขาจะตอ้ งรับผิดชอบตอ่ การเสริมสรา้ งชีวิตตนเองให้พัฒนาสูงขึ้น

การศึกษาศีลธรรมและหลักธรรมทางศาสนาได้รับการยอมรับว่า ทุกศาสนาในโลกน้ี
มุ่งสอนให้ผู้นับถือเป็นคนดีด้วยกันทั้งส้ิน ไม่ว่าจะเป็นหลักศาสนาหรือพิธีกรรม หลักศาสนาใน
ทีน่ ้ีจะมุง่ ไปทพี่ ระพทุ ธศาสนาเป็นหลัก เน่ืองจากสามารถปรับใชก้ ับหลกั การบริหารการศกึ ษาได้
เป็นอย่างดี มนุษย์ ทุกรูปนามไม่สามารถจะดํารงตนอยู่ได้แต่ลําพัง แม้จะมีกําลังในด้านต่างๆ
มากมายก็ตามไม่ว่าจะเป็นกําลังกาย กําลังความคิด กําลังทรัพย์ หรืออ่ืนๆ มนุษย์ก็ยังต้องพ่ึงพา
คนอืน่ อยู่เสมอ เพราะไม่สามารถทําอะไรทกุ อย่างไดด้ ว้ ยตนเองเพียงลาํ พัง เชน่ ตอ้ งพึ่งพาพอ่ แม่
พ่นี อ้ ง เพ่อื น จนถงึ คนรับใช้ จึงพดู ไดอ้ ีกอย่างหนง่ึ ว่ามนุษยจ์ ะตอ้ งมีความสมั พันธก์ บั คนอ่นื เสมอ
ความสัมพันธ์กันของมนุษย์ ย่อมมีหลักการที่มีลักษณะเป็นแบบสองทาง ถ้าเป็นความสัมพันธ์
ทางเดียวแล้วโลกของเราจะเป็นตามสภาพท่ีเป็นอยู่น้ีไม่ได้เลย ส่ิงที่เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ
ความสัมพันธ์ เรียกกันว่า คุณธรรม จริยธรรม ซึ่งมีความสําคัญและจําเป็นท่ีจะทําให้สังคมทุก
ภาคส่วน สามารถจะอยรู่ ่วมกนั ได้อย่าง สงบสขุ

บทท่ี ๗

วเิ คราะห์คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมทเี่ หมาะสําหรบั ผบู้ ริหารการศึกษา

การบริหารตามแนวพระพุทธศาสนาในสถานการณ์ปัจจุบันประเทศชาติต้องการนัก
บริหารผู้ท่ีมีความรู้ ความซ่ือสัตย์สุจริตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างย่ิงผู้บริหารในระดับต่างๆ
ย่อมต้องการผู้ที่มีคุณธรรมจริยธรรมมีความซ่ือสัตย์ สุจริต เป็นทุนเดิมนั่นหมายความว่าบุคคล
น้ันๆ เป็นคนท่ียึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ถูกต้องซ่ือสัตย์สุจริต ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตสํานึกมุ่งม่ันในการ
เสริมสร้างคุณงามความดี มีความรับผิดชอบที่จะนําพาองค์กรไปสู่ความสําเร็จตามเจตนารมณ์
วัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นๆอีกท้ังรวมไปถึงทําให้เกิดความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะผู้ปฏิบัติ
ตามในองค์กร หรือผู้ใต้บังคับบัญชาการบริหารงานของผู้บริหารนั้นสามารถอ้างอิงนําหลักการ
ในทางทฤษฎีของการบริหารงานของท่านผู้รู้ซ่ึงเป็นที่ยอมรับเป็นสากลทั่วไปแต่ในบางคร้ังควร
บรหิ ารงานในแนวตา่ งๆตามหลักการบรหิ ารนั้นอาจจะมีความกระดา้ งอยบู่ ้างก็เป็นได้ซึ่งอาจเป็น
เหตุให้การบริหารงานไมป่ ระสมความสําเร็จ

๗.๑ แนวคิดการบรหิ ารจัดการองค์กรของผูน้ าํ เชิงพทุ ธ

การบริหารจดั การองค์กรต่างๆ ในปัจจุบันมีความจําเป็นทีต่ ้องอาศัยวิทยาการบริหาร
จัดการเข้ามาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กรและส่ิงที่สําคัญมากคือผู้บริหารต้องมี
วิสัยทัศน์พระพุทธเจ้าตรัสว่า“ผู้บริหารต้องมีจักขุมาแปลว่ามีสายตาท่ียาวไกล คือมองการไกล”
วิสัยทัศน์ช่วยให้ผู้บริหารสามารถวาดภาพจุดหมายปลายทางได้ชัดเจนและใช้ส่ือสารให้สมาชิก
ในองค์กรยอมรับและดําเนินไปสู่จุดหมายปลายทางนั้นองค์กรท้ังหมดก็จะถูกขับเคล่ือนไปด้วย
วิสัยทัศน์นี้ พระพุทธเจ้าทรงกําหนดจุดหมายปลายทางในพระพุทธศาสนาไว้ว่าการประพฤติ
ปฏิบัติธรรมทุกอย่างมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่จุดเดียวคือ วิมุตติ (ความหลุดพ้นทุกข์) ดังพุทธพจน์
ท่ีว่า“เปรียบเหมือนมหาสมุทรมีรสเดียวคือรสเค็ม ฉันใด ธรรมวินัยน้ีก็มีรสเดียวคือวิมุตติรสฉัน
นั้น”

๗.๑.๑ ความหมายของการบริหาร

พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)๑ ได้ให้ความหมาย การบริหาร หมายถึง
การทํางานให้สําเร็จโดยอาศัยคนอื่น สมพงศ์ เกษมสิน ได้สรุปว่า การบริหาร คือ การใช้ศาสตร์
และศิลป์ นําเอาทรัพยากร(Administrative Resources) มาประกอบการตามกระบวนการ

๑ พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), การบริหารตามแนวของพระพุทธศาสนา,
[ออนไลน]์ , แหลง่ ทีม่ า: www.watlaharn.org/study/chapter1.do [๒๙ สงิ หาคม ๒๕๖๐].

๑๐๐ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทท่ี ๗ วิเคราะหค ุณธรรมและจริยธรรมที่เหมาะสําหรับผูบ รหิ ารการศึกษา

(Process of administration)ให้บรรลุวัตถุที่ประสงค์ที่กําหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ธงชัย
สันติวงษ์๒ กล่าวถึงความหมายของการบริหาร ว่า การบริหารเป็นงานของหัวหน้างานทุกคนที่
ต้องปฏิบัติในฐานะที่เป็นผู้นําของกลุ่มซ่ึงจะต้องมีภารกิจในการเป็นผู้ทําการจัดระเบียบ
ทรัพยากรต่าง ๆ และประสานกิจกรรมเพ่ือให้เกิดความสําเร็จขององค์กร Ricky W. Griffin ได้
ให้ความหมายของการบริหารจัดการธุรกิจหรือองค์กรว่าหมายถึงการแสดงให้เห็นจากกลุ่มของ
บุคคลที่มาร่วมกันทํางานด้วยโครงสร้างและการประสานงานเป็นหลักการชัดเจนแน่ชัด โดยมี
วัตถุประสงค์เพื่อให้บรรลุผลสําเร็จตามที่กําหนดเป้าหมายไว้, ซ่ึงต้องใช้ทรัพยากรจาก
สภาพแวดลอ้ มทางธุรกจิ (เรยี กว่า การบริหารแบบ ๔ M.) ซงึ่ ประกอบด้วย

(๑) คน (Man)
(๒) เงิน (Money)
(๓) วัตถุดบิ (Material) เครอ่ื งจกั ร
(๔) การบรหิ าร (Management)

ดงั นน้ั สรปุ ความหมายตา่ ง ๆ ขา้ งตน้ ได้ว่า “การบริหารจัดการ” จึงเปน็ กระบวนการ
ของกิจกรรมท่ีต่อเนื่องและประสานงานกันซึ่งผู้บริหารต้องเข้ามาช่วยเพ่ือให้บรรลุจุดมุ่งหมาย
ขององคก์ ร ประเดน็ สําคัญของการบรกิ ารจดั การ (Management) มดี ังนี้

(๑) การบรหิ ารจดั การสามารถประยกุ ต์ใช้กับองคก์ รใดองคก์ รหนง่ึ ได้
(๒) เป้าหมายของผบู้ ริหาร คอื ความสาํ เร็จ และบรรลวุ ัตถุประสงคข์ ององคก์ ร
(๓) การบริหารจัดการเกี่ยวข้องกับการเพ่ิมผลผลิต (Productivity) โดยมุ่งสู่
ประสิทธิภาพ (Efficiency) (วิธีการใช้ทรัพยากรโดยประหยัดท่ีสุด) และประสิทธิผล
(Effectiveness) (บรรลเุ ป้าหมายคอื ประโยชน์สงู สดุ )
(๔) การบรหิ ารจดั การสามารถนํามาใชส้ ําหรับผู้บรหิ ารในทุกระดบั ชั้นขององคก์ ร

๗.๑.๒ พทุ ธวธิ ีการบริหารการศกึ ษาพทุ ธวิธีการบรหิ าร

ในครั้งน้ีขอใช้หน้าที่ของนักบริหารเป็นกรอบในการพิจารณาหน้าที่ (Function) ของ
นกั บรหิ ารมีอยู่ ๕ ประการ ตามคํายอ่ ในภาษาองั กฤษวา่ POSDC

P คอื Panning หมายถึง การวางแผน เปน็ การกําหนดแนวทางดําเนินงานในปัจจบุ ัน
เพื่อความสําเร็จที่จะตามมาในอนาคต ผู้บริหารที่ดีจะต้องมีวิสัยทัศน์เพื่อกําหนดทิศทางของ
องค์กร

๒ ธงชัย สันติวงษ์, ๘๐ ปี อาจารย์ป๋วย ชีวิตและงาน, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๓๙).

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๑๐๑
บทท่ี ๗ วเิ คราะหค ุณธรรมและจริยธรรมท่เี หมาะสําหรับผบู รหิ ารการศกึ ษา

O คือ Organizing หมายถึง การจัดองค์กร เป็นการกําหนดโครงสร้างความสัมพันธ์
ของสมาชิกและสายบังคบั บญั ชาภายในองค์กร มกี ารแบง่ งานกนั ทําและการกระจายอํานาจ

S คือ Staffing หมายถึง งานบุคลากรเป็นการสรรหาบุคลากรใหม่การพัฒนา
บุคลากรและการใชค้ นให้เหมาะกับงาน

D คือ Directing หมายถึง การอํานวยการ เป็นการสื่อสารเพ่ือให้เกิดการดําเนินตาม
แผนผู้บริหารต้องมมี นุษยส์ มั พนั ธท์ ่ดี แี ละมีภาวะผนู้ ํา

C คือ Controlling หมายถึง การกํากับดูแลเป็นการควบคุมคุณภาพของการ
ปฏิบัติงานภายในองค์กรรวมท้ังกระบวนการแก้ปัญหาภายในองค์กรดังนั้น เมื่อพิจารณาพุทธวิธี
บริหารในประเด็นท่ีเกี่ยวกับการวางแผน การจัดองค์กรการบริหารงานบุคคล การอํานวยการ
และการกํากับดแู ล ตามลาํ ดบั ดังตอ่ ไปนี้

(๑) พุทธวิธีในการวางแผน คือ การใช้วิสัยทัศน์กําหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และ
พันธกิจให้ชัดเจน เพ่ือให้สมาชิกได้ปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกันวิสัยทัศน์ช่วยให้ผู้บริหารสามารถ
วาดภาพจุดหมายปลายทางได้ชัดเจนและใช้ส่ือสารให้สมาชิกภายในองค์กรยอมรับและดําเนิน
ไปสจู่ ดุ หมายปลายทางนั้นองคก์ รท้ังหมดกจ็ ะถกู ขบั เคล่อื นไปด้วยวสิ ยั ทศั น์น้ี

(๒) พุทธวิธีในการจัดองค์กร คือ การกระจายอํานาจ การให้ความเคารพซ่ึงกันและ
กัน หมายถึง ลูกน้องต้องให้ความเคารพหัวหน้าในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรง
กําหนดให้พระภิกษุต้องเคารพกันตามลําดับพรรษาผู้บวชทีหลังต้องแสดงความเคารพต่อผู้บวช
กอ่ น และการใชค้ นใหเ้ หมาะกบั งานในองค์กร

(๓) พุทธวิธี ในการบริหารงานบุคคล คือ การจัดอบรมเพ่ือพัฒนาบุคลากร การ
จัดสรรภาระหน้าท่ีให้ปฏิบัติงานตามความรู้ความสามารถ มีระบบการให้รางวัลและการลงโทษ
น่นั คือ ใครทําดกี ค็ วรได้รับการยกยอ่ ง ใครทําผิดก็ควรได้รับการลงโทษ

(๔) พุทธวิธีในการอํานวยการ คือ การส่ือสารเพื่อการบริหารการดําเนินงาน ใช้หลัก
๔ ส. ได้แก่ ๑) สนั ทัสสนา (แจ่มแจง้ ) หมายถึงอธิบายขั้นตอนการดาํ เนินงานไดอ้ ย่างชัดเจนแจ่ม
แจ้งช่วยใหส้ มาชิกปฏิบัติตามได้งา่ ย ๒) สมาทปนา (จงู ใจ) หมายถงึ อธิบายให้เขา้ ใจและเห็นชอบ
กับวิสัยทัศน์จนเกิดศรัทธาและความรู้สึกว่าต้องฝันให้ไกลและไปให้ ถึง ๓) สมุตเตชนา (แกล้ว
กล้า) หมายถึงปลุกใจให้เกิดความเชื่อม่ันในตนเองและมีความกระตือรือร้นในการดําเนินการ
ไปสู่เป้าหมายและ ๔)สัมปหังสนา (ร่าเริง) หมายถึง สร้างบรรยากาศในการทํางานร่วมกันแบบ
กัลยาณมิตรซ่ึงจะส่งเสริมให้สมาชิกมีความสุขในการงานและความสามารถในการจูงใจคนของ
พระพุทธเจ้า ตรงกับพระสมัญญาว่า ตถาคต หมายถึงคนที่พูดอย่างไรแล้วทําอย่างนั้น
พระพทุ ธเจา้ ทรงมีภาวะผู้นาสูงมากเพราะทรง สอนให้รู้ (ยถาวาที) ทําให้ดู (ตถาการี) และอยูใ่ ห้
เห็น (ยถาวาที ตถาการี) ยิ่งไปกว่าน้ันการสั่งการแต่ละครั้งของพระพุทธเจ้าเป็นที่ยอมรับได้ง่าย
เพราะไม่ทรงใช้วิธีเผด็จการแต่ทรงใช้วิธีการแบบธรรมาธิปไตย ดังท่ีทรงจําแนกแรงจูงใจในการ
ทําความดี ซึ่งเรียกว่า อธิปไตย ๓ ประการ ดังน้ี ๑) อัตตาธิปไตย การทําความดีเพราะยึด

๑๐๒ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทท่ี ๗ วเิ คราะหคุณธรรมและจริยธรรมทเี่ หมาะสาํ หรบั ผบู ริหารการศกึ ษา

ผลประโยชน์หรือความพอใจของตนเป็นท่ีต้ัง ๒) โลกาธิปไตย การทําความดีเพราะต้องการให้
ชาวโลกยกย่อง นั่นคือยึดทัศนะหรือคะแนนนิยมจากคนอ่ืนเป็นท่ีต้ัง ๓) ธรรมาธิปไตย การทํา
ความดเี พอื่ ความดีทาํ หน้าท่ีเพอ่ื หน้าท่ี นนั่ คอื ยึดธรรมคือหนา้ ทีเ่ ปน็ สาํ คญั

(๕) พุทธวิธีในการกํากับดูแล คือ การควบคุมการกํากับดูแลสมาชิกภายในองค์กรให้
ปฏิบัติหน้าท่ีเพ่ือบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้พระพุทธเจ้าทรงให้ความสําคัญแก่การกํากับ
ดูแลองค์กรเป็นอย่างยิ่งดังท่ีทรงบัญญัติพระวินัยเพ่ือให้พระสงฆ์ใช้เป็นมาตรฐานควบคุมความ
ประพฤติให้เป็นแบบเดียวกันทรงให้เหตุผลในการบัญญัติพระวินัยไว้ ๑๐ ประการ เช่น เพ่ือ
ความผาสุกแห่งคณะสงฆ์เพ่ือข่มบุคคลผู้ไร้ยางอายเพ่ือป้องกันไม่ให้เกิดความเส่ือมเสียทั้งใน
ปัจจุบนั และอนาคตเพือ่ ความม่นั คงแห่งพระพุทธศาสนา๓

สรุปว่า พุทธวิธีการบริหาร ยึดหลักธรรมาธิปไตยเป็นสําคัญด้วยเหตุผลที่ว่าผู้บริหาร
เองต้องประพฤติธรรมและใช้ธรรมเป็นหลักในการบริหารพุทธวิธีบริหารจึงไม่เป็นท้ังเป็น
อตั ตาธิปไตย (การถอื ตนเองเปน็ ใหญ่) และโลกาธิปไตย (การถือคนอ่นื เป็นใหญ)่

๗.๑.๓ การบริหารรูจ้ ักใช้เครอ่ื งมอื แห่งความสาํ เร็จ ๔ ข้อ (ปสิทธิธมั มูปกรณกถา)

ในทางพระพุทธศาสนานั้นเมื่อเราพิจารณาถึงองค์ความรู้การบริหารเชิงพุทธแล้ว
สามารถนําหลักการมาประยุกต์ใชเ้ พ่ือบรหิ ารจัดการองคก์ รให้บรรลุเปา้ หมายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การนําหลักธรรมมาใช้น้ันมีหลักต่าง ๆ ดังนี้ หลักธรรมท่ีใช้ประกอบกับการดําเนินงานให้เกิด
ความสาํ เร็จมี ๔ ประการ คอื

๑. ศรทั ธา ทําใหข้ า้ มโอฆะได้
๒. ความไมป่ ระมาท ทําให้ข้ามอรรณพได้
๓. ความเพียร ทาํ ให้ลว่ งทุกขไ์ ด้
๔. ปัญญา ทําให้บริสุทธิ์ได้ในพระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค อาฬาวก
สูตร ยักขสังยุตได้แสดงเกี่ยวกับเรื่องว่าด้วยเครื่องมือแห่งความสําเร็จ ๔ ดังนี้ “ความว่า คนจะ
ข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ๑ จะข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท ๑ จะล่วงทุกข์ได้ด้วยความ
เพยี ร ๑ จะบรสิ ุทธไ์ิ ดด้ ว้ ยปัญญา”

ข้อ ๑ ศรัทธาท่ีอธิบายความว่าคนจะข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา หรือศรัทธาทําให้ข้าม
โอฆะได้นั้นในการทํางานอะไรถ้าคนเราหรอื ผู้ทาํ งานน้ันไม่มคี วามเช่ือมั่นในสงิ่ ท่ตี นเองกระทําผล
ของงานก็จะไม่สําเร็จแต่เม่ือเราทําด้วยความเช่ือม่ันว่าการกระทําในสิ่งน้ัน ๆเม่ือสําเร็จแล้วจะ
ได้ผลตามที่ตนคิดเหล่านโ้ี ดยไม่ยอ่ ท้ออปุ สรรคความเชอื่ เหลา่ นี้จะขา้ มพ้นอปุ สรรคไปได้

๓ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๖๘๒/๔๓๗.

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๑๐๓
บทที่ ๗ วิเคราะหค ุณธรรมและจริยธรรมทเ่ี หมาะสาํ หรับผบู ริหารการศึกษา

ข้อ ๒ ความไม่ประมาท ทําให้ข้ามอรรณพได้ความหมายว่า การบริหารงาน ต่าง ๆ
ถ้าเราทําด้วยความไม่ประมาทพิจารณาถึงเหตุผลคอยระมัดระวังจะทําให้งานเรียบร้อยความ
ประมาททําให้เกิดความผิดพลาดและมีปัญหาตามมาหลายๆ อย่างการจะก้าวไปสู่ความสําเร็จ
ตอ้ งไม่มองข้ามปญั หาเล็ก ๆ น้อย ๆเมื่อมีปัญหาแล้วต้องรีบแก้ไขหาทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา
การมองปัญหาว่าเป็นเร่ืองเล็กน้อยไม่รีบหาทางแก้ไขหรือป้องกันถือว่ามีความประมาท
ความสําเร็จของงานจะไม่ราบรื่นหรือไม่สําเร็จตามเป้าหมายได้ดังน้ันหลักความไม่ประมาทจึง
เป็นหวั ใจสาํ คัญของการบริหารจัดการทีผ่ นู้ ําหรือผู้บริหารต้องมคี วามตระหนกั อยูเ่ สมอ

ข้อ ๓ ความเพียร ทําให้ล่วงทุกข์ได้หมายความว่าความเพียรคือหัวใจสําคัญของการ
ทํางานผู้นําหรือผู้บริหารเมื่อเจอปัญหาแล้วไม่อดทนไม่มีความเพียรพยายามที่จะแก้ไขปรับปรุง
ให้ดีข้ึนก็จะพบแต่ความทุกข์ใจผู้นําหรือผู้บริหารที่เข้าใจสภาพปัญหาแล้วค่อยเพียรพยายาม
แก้ไขด้วยความมุ่งม่ันท่ีจะให้บรรลุเป้าหมายท่ีตัวเองตั้งไว้ถึงแม้ จะพบอุปสรรคปัญหาก็ยังไม่ถ้อ
ถอยในที่สุดก็จะประสบความสําเร็จดังนี้ความเพียรจึงได้ชื่อว่า ทําให้ล่วงทุกข์ได้ ข้อ ๔ ปัญญา
ทําให้บริสุทธิ์ได้ หมายความว่า การบริหารงานต่าง ๆของผู้นําต้องใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรอง
มองใหท้ ะลุในปญั หาทุกด้าน๔

สรุปได้ว่า หลักธรรมที่ใช้ประกอบดําเนินงานให้เกิดความสําเร็จหรือที่เรียกท่ัวไปว่า
ปสิทธธิ ัมมูปกรณกถาหรือธรรมเป็นเคร่อื งมือแห่งความสําเร็จมี ๔ ประการ คือศรัทธาทําให้ข้าม
โอฆะได้ความไม่ประมาททําให้ข้ามอรรณพได้ ความเพียร ทําให้ล่วงทุกข์ได้และปัญญาทําให้
บริสุทธิ์ไดบ้ คุ คลทั้งหลายควรมเี คร่ืองมอื ทัง้ ๔ ประการจะทําใหป้ ระสบความสาํ เร็จได้

๗.๑.๔ หลักการบรหิ ารเชงิ พทุ ธ ๓

ข้อการบริหารงานในพระพุทธศาสนามีหลักธรรมที่ใช้ในการบริหารเพื่อให้เกิด
ประโยชน์สูงสดุ และบรรลเุ ป้าหมายที่ตง้ั ไวใ้ น ทตุ ยิ ปาปณกิ สตู ร อังคตุ ตรนกิ าย ปญั จกนิบาตพระ
พุทธองคไ์ ด้ตรสั ถึงลักษณะของนกั บรหิ ารไว้ ๓ ประการ คือ

๑. จักขุมา หมายถึง มีปัญญามองการณ์ไกล เช่น ถ้าเป็นพ่อค้าหรือนักบริหารธุรกิจ
ต้องรู้ว่าสินค้าท่ีไหนได้ราคาถูก แล้วนําไปขายท่ีไหนจึงได้ราคาแพง ในสมัยนี้ต้องรู้ว่าหุ้นจะข้ึน
หรือจะตกถ้าเป็นนักบริหารท่ัวไปต้องสามารถวางแผนและฉลาดในการใช้คน คุณลักษณะข้อนี้
คือมคี วามชาํ นาญในการใชค้ วามคิด

๔ องฺ.จตกุ กฺ . (ไทย) ๒๑/๑๗/๒๓.

๑๐๔ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทที่ ๗ วเิ คราะหค ุณธรรมและจริยธรรมทเี่ หมาะสําหรบั ผูบ ริหารการศึกษา

๒. วิธุโร หมายถึง จัดการธุระได้ดี มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่นพ่อค้าเพชรต้องดู
ออกว่าเป็นเพชรแท้หรือเพชรเทียม แพทย์หัวหน้าคณะผ่าตัดต้องเชี่ยวชาญการผ่าตัดคุณลักษณะ
ข้อน้ีคอื ความชํานาญด้านเทคนคิ

๓. นิสสยสัมปันโน หมายถึง พ่ึงพาอาศัยคนอ่ืนได้ เพราะเป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดีเช่น
พ่อค้าเดินทางไปค้าขายต่างเมืองก็มีเพื่อนพ่อค้าในเมืองน้ัน ๆ ให้ที่พักอาศัยหรือให้กู้ยืมเงิน
เพราะมเี ครดิตดี นักบรหิ ารท่ีดตี ้องผูกใจคนไวไ้ ด้ คุณลักษณะข้อน้ีสาํ คัญมาก “นกไม่มีขน คนไม่
มีเพ่ือนข้ึนสู่ที่สูงไม่ได้” คือ ความชํานาญด้านมนุษยสัมพันธ์นอกจากน้ัน พระธรรมโกศาจารย์
(ประยูร ธมฺมจิตฺโต) ได้อธิบายไว้ว่า ลักษณะท้ัง ๓ ประการมีความสําคัญมากน้อยต่างกันขึ้นอยู่
กับระดับของนักบริหารถ้าเป็นนักบริหารระดับสูงที่ต้องรับผิดชอบในการวางแผนและควบคุม
จํานวนมาก ลักษณะข้อ ๑ และข้อ ๓ สําคัญมาก ส่วนข้อที่ ๒มีส่วนสําคัญน้อยเพราะเขา
สามารถใช้ผู้ใต้บงั คับบัญชาท่ีมีความชาํ นาญเฉพาะด้านไดส้ ําหรับนักบริหารระดับกลาง ลักษณะ
ทั้ง ๓ ขอ้ มคี วามสําคัญพอ ๆ กัน คือเขาต้องมีความชํานาญเฉพาะด้านและมนษุ ยสัมพนั ธท์ ีด่ ีต่อ
เพ่ือนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชาในขณะเดียวกันเขาต้องมีปัญญาท่ีมองภาพกว้างและไกล
เพื่อเตรียมตัวขึ้นเป็นนักบริหารระดับสูงนักบริหารระดับกลางบางคนไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อมใน
ดา้ นสติปัญญาเมอื่ ขึน้ สูงก็ถูกผู้ใต้บังคับบญั ชานนิ ทาวา่ “โงแ่ ล้วยงั ขยนั ” ๕

สรุปได้ว่า หลักการบริหารเชิงพุทธเป็นการนําหลักที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสเก่ียวกับ
การบริหารงานทุกระดับผู้บริหารที่จะให้การบริหารงานสําเร็จลุล่วงได้ต้องมีคุณลักษณะ ๓
ประการ คือ

๑. จักขุมา มีปัญญามองไกล ต้องมีความชาํ นาญในการใชค้ วามคิด
๒. วธิ โุ ร มีการจดั การธรุ ะได้ดี ต้องมคี วามชาํ นาญด้านเทคนคิ
๓. นสิ สยสัมปนั โน มีการพงึ่ พาอาศยั คนอนื่ ได้ต้องมคี วามชาํ นาญดา้ นมนษุ ย์สมั พันธ์

๗.๑.๕ การบริหารจดั การด้วยหลักสปั ปุริสธรรม ๗

ข้อในพระสุตตันตปิฎก สังคีติสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค และธัมมัญญสูตร อังคุตร
นิกาย

สุตตนิบาต พระพทุ ธองค์ไดต้ รัสการดาํ รงตน และการบริหาร ดงั น้ี
สปั ปรุ ิสธรรม ๗ คือ ภกิ ษุในพระธรรมวนิ ยั น้ี
ธัมมญั ญู เป็นผู้รจู้ ักเหตุ ๑อัตถัญญ เปน็ ผรู้ จู้ กั ผล ๑
อัตตญั ญูเป็นผ้รู จู้ ักตน ๑มตั ตญั ญู เปน็ ผู้รจู้ กั ประมาณ ๑
กาลัญญู เป็นผรู้ ูจ้ ักกาล ๑ปริสัญญู เปน็ ผู้รจู้ ักบริษทั ๑

๕ อง.ฺ จตกุ กฺ . (ไทย) ๒๑/๑๗/๒๓.

คุณธรรมและจริยธรรมสาํ หรับผูบริหารการศึกษา ๑๐๕
บทที่ ๗ วิเคราะหค ุณธรรมและจริยธรรมทีเ่ หมาะสาํ หรบั ผบู ริหารการศกึ ษา

ปคุ คลัญญู เปน็ ผู้ร้จู กั บุคคล ๑

หลักสัปปุริธรรม ๗ หมายถึง ธรรมของสัตบุรุษเป็นคุณสมบัติของผู้ดีระบบผู้ดีหรือท่ี
เรยี กวา่

สปั ปรุ สิ ธัมมกถา ๗ คอื
๑. ธมั มญั ญุตา ความรูจ้ ักเหตุ
๒. อตั ถญั ญุตา ความร้จู ักผล
๓. อตั ตญั ญุตา ความรู้จกั ตน
๔. มตั ตญั ญตุ า ความร้จู กั ประมาณ
๕. กาลญั ญุตา ความรูจ้ ักกาล
๖. ปริสญั ญุตา ความรู้จักชุมชน
๗. ปุคคลัญญุตา ความรู้จักบุคคล (ปุคคลปโรปรัญญุตา) การบริหารจัดการด้วย
หลักสัปปุริสธรรม ๗ นี้ผู้บริหารต้องมีความฉลาดในปัญญาพิจารณาสถานการณ์ต่างๆ ให้
เหมาะสมแต่ถ้ายึดถึงความเป็นสําคัญแต่ละข้อนั้นถือว่ามีความสําคัญอย่างย่ิงผู้บริหารรู้จัก
ตนเองและเรียงตามลําดับข้อท่ี ๑ , ๒, ๓ , ๔ , ๕ , ๖, ๗ คือ มีเหตุผลรู้จักความพอดีแก่เวลาแก่
ชุมชนและบุคคลต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารในหมู่คณะถ้าขาดข้อธรรมข้อใดข้อหนึ่ง
อาจทําให้ไม่สะดวกราบรื่นที่ว่าสัปปุริสธรรมเป็นคุณสมบัติของผู้ดีต้องมีธรรมเหล่านี้ประจําไว้
และนําไปใช้ปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ในการดํารงชีวิตได้อย่างเหมาะสมในการบริหารจัดการด้วย
หลักสัปปุริสธรรม๖ ผู้บริหารต้องเป็นคนมีเหตุมีผลรู้จักตนเองว่าการบริหารงานได้ดีหรือ
บกพร่องตรงไหนงานน้ันเกินกําลังท่ีจะทาด้วยตนเองหรือต้องหาคนช่วยมากน้อยแค่ไหนสถานท่ี
เราทํางานอยู่นั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ ใคร่ควรเป็นผู้ที่จะทําหน้าที่ช่วยเราได้ในเวลาใดบ้าง
ดังน้ันผู้บริหารควรยึดหลักธรรมท่ีดี ๆ และฉลาดเลือกใช้หลักธรรมแต่ละข้อให้เหมาะสมกับ
สถานการณ์จึงจะทําให้เกิดความสําเร็จด้วยดีสําหรับหลักพุทธธรรมที่จําเป็นต่อการดําเนินชีวิต
ของชาวพุทธมีอยู่หลายลักษณะและการดําเนินชีวิตในแต่ละวันย่อมมีวิธีคิด วิธีการทํางานท่ี
แตกต่างกันในส่วนท่ีเหมือนกันคือชาวพุทธมีการนําหลักพุทธธรรมไปประยุกต์ใช้ในการทํางาน
ตามความเหมาะสมของแต่ละคน แต่ละครอบครัวตลอดจนในแต่ละอาชีพในการศึกษาการ
ประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการบริหารจัดการวงหมอลําคณะเสียง อิสานโดยแบ่งเป็นประเด็น
หลักไว้ ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ คือ ๑) หลักพุทธธรรมที่ประยุกต์ใช้ด้าน จริยศิลป์ (จริยธรรมในการ
แสดง) เกี่ยวกับหัวข้อเบญจศีลเบญจธรรม อปริหานิยธรรม ๗ เทวธรรม (หิริ-โอตตัปปะ) ๒)

๖ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งท่ี ๑๒ พ.ศ.
๒๕๔๖.

๑๐๖ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทท่ี ๗ วิเคราะหค ุณธรรมและจรยิ ธรรมทเี่ หมาะสําหรบั ผบู ริหารการศึกษา

หลักพุทธธรรมที่ประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กร เกี่ยวกับพรหมวิหาร ๔ อิทธิบาท ๔ สัจจะ
(ความซือ่ สัตยแ์ ละตรงตอ่ เวลาการแสดง) ความร้จู ักกตญั ญูกตเวที ซึ่งวิเคราะห์ ดังตอ่ ไปน้ี

๗.๒ หลักพทุ ธธรรมท่ปี ระยุกตใ์ ช้ในองคก์ ร

การนาํ หลักพทุ ธธรรมทปี่ ระยกุ ตใ์ ชใ้ นองคก์ รมอี ยู่ ๓ ประเด็นคือ เบญจศีลเบญจธรรม
อปรหิ านยิ ธรรม ๗ และเทวธรรม (หริ -ิ โอตตปั ปะ) ตามท่ีวเิ คราะห์ดงั นี้

๗.๒.๑ เบญจศีล เบญจธรรมเบญจศีล

เบญจศีล เบญจธรรมเบญจศีล หมายถึง ศีล ๕ คือการละปาณาติบาต ชื่อว่าศีล
เวรมณี การงดเว้น ชื่อว่าศีล เจตนาช่ือว่าศีลสังวรช่ือว่าศีล การไม่ล่วงละเมิดชื่อว่าศีล ศีล ๕
หรือเบญจศลี หมายถึง ความประพฤติชอบทางกายและวาจาใหเ้ รยี บรอ้ ย

การรักษาปกติตามระเบียบวินัย ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความช่ัวการควบคุมให้
ตง้ั อย่ใู นความไม่เบียดเบยี นมี ๕ ข้อ คือ

๑. ปาณาติปาตา เวรมณี หมายถึงเว้นจากการปลงชีวิต เว้นจากการฆ่าการ
ประทษุ ร้ายกนั

๒. อทินนาทานา เวรมณี หมายถึง เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้ เว้นจากการ
ลกั โกงละเมิดกรรมสิทธทิ์ าํ ลาย ทรพั ย์สิน

๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี หมายถึงเว้นจากการประพฤติผิดในกามเว้นจากการ
ล่วงละเมิดสงิ่ ท่ผี อู้ ่นื รักใครห่ วงแหน

๔. มสุ าวาทา เวรมณี หมายถึง เว้นจากการพูดเทจ็ โกหก หลอกลวง
๕. สรุ าเมรยมัชชปมาทฏั ฐานา เวรมณี หมายถึง เว้นจากนา้ํ เมาคือ สุราและเมรยั

อันเป็นท่ีตั้งแห่งความประมาท เว้นจากสิ่งเสพติดให้โทษเบญจธรรม หมายถึง ธรรม
๕ ธรรมอันดีงามห้าอย่าง คุณธรรมห้าประการคู่กับเบญจศีลเป็นธรรมเก้ือกูลแก่การรักษาเบญจ
ศีล ผรู้ ักษาเบญจศีลควรมไี วป้ ระจาํ ใจ ได้แก่

๑. เมตตากรุณา ความรักความใคร่ปรารถนาให้มีความสุขความเจริญและความ
สงสารคดิ ช่วยใหพ้ น้ ทกุ ข์คูก่ ับศีลข้อ ๑

๒. สัมมาอาชวี ะ การหาเลี้ยงชพี ในทางสุจรติ คกู่ บั ศีลข้อ ๒
๓. กามสังวรความสังวรในกาม ความสํารวมระวังรู้จักยับย้ังควบคุมตนในทาง
กามารมณไ์ มใ่ หห้ ลงใหลในรูป เสยี ง กลิ่น รส และสมั ผสั คูก่ บั ศีลขอ้ ๓
๔. สจั จะ ความสตั ย์ ความซ่อื ตรง คกู่ ับศลี ข้อ ๔
๕. สติสัมปชัญญะ ระลึกได้และรู้ตัวเสมอคือฝึกตนให้เป็นคนรู้จักย้ังคิดรู้สึกตัวเสมอ
ว่าสิ่งใดควรทําและไม่ควรทํา ระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาทคู่กับศีลข้อ ๕แนวทางการ
ประยุกต์ใช้หลักเบญจศีล เบญจธรรมในการบริหารองค์กรขององค์กรกล่าวคือเบญจศีล เบญจ

คุณธรรมและจริยธรรมสาํ หรับผูบริหารการศึกษา ๑๐๗
บทท่ี ๗ วิเคราะหคุณธรรมและจรยิ ธรรมทีเ่ หมาะสําหรบั ผบู รหิ ารการศึกษา

ธรรมมาใช้มีการนําหลักการที่ไม่ให้มีเร่ืองทะเลาะเบาะแว้งภายในองค์กรให้มีความรักใคร่
ปรารถนาที่ดีต่อกันให้คิดช่วยเหลือกันภายในองค์กรรักกันเหมือนพี่น้องเอ็นดูกันการอยู่ร่วมกัน
ให้ทุกคนมีความจริงใจต่อกัน ห้ามลักขโมยของสมาชิกร่วมงานกัน ศีลข้อ ๓ทางคณะมีกฎห้าม
อยู่ร่วมกันฉันชู้สาว การควบคุมคือให้ทุกคนมีความสํารวมในกามารมณ์ไม่ให้หลงระเริง มีความ
พอดีไม่ติดใน รูป รส กล่ิน เสียง หรือยินดีในอารมณ์ต่าง ๆ จนเกินตัวสมาชิกทุกคนในองค์กร
ต้องมีความซ่ือสัตย์๗ ซ่ือตรงต่อกันพูดแต่ความจริงไม่เอารัดเอาเปรียบกันยินดีเฉพาะส่วนท่ี
ตนเองจะพึงได้เท่าน้ันประการสุดท้ายคือให้ทุกคนฝึกฝนตนเองตลอดเวลา ให้ทําเฉพาะสิ่งใดท่ี
ควรทํา ให้ละในสิ่งท่ีควรละการฝึกให้สมาชิกทุกคนไหว้พระสวดมนต์ทุกวัน ก็เพ่ือเป็นการ
กระตุ้นให้มีจิตใจสบาย เกิดความสงบการพูดหรือการสวดบ่อย ๆ เป็นการปลูกฝังจริยธรรมให้
เกิดแก่สมาชิกทุกคนดังนั้นการนําหลักเบญจศีล เบญจธรรมมาประยุกต์ใช้ก็เป็นการบังคับ
เบื้องต้นให้รู้จักควบคุมตนเอง ให้แสดงเฉพาะส่วนท่ีควรแสดงได้ ให้ทุกคนรู้จักซ่ือสัตย์ต่ออาชีพ
ของตนเองไมท่ รยศตอ่ อาชีพ ไมเ่ อาเปรยี บ

สรุปได้ว่า แนวทางประยุกต์ใช้เบญจศีล เบญจธรรม ในการบริหารองค์กรมี ๒
แนวทางคือประยุกต์ใช้ในการทํางานให้รู้จักควบคุมอารมณ์ มีสติสัมปชัญญะ อะไรควรพูดควร
แสดงอะไรไม่ควรพูดไม่ควรแสดง ไม่พูดคําหยาบมีความรักปรารถนาดีต่อกัน มีความซ่ือสัตย์ต่อ
การแสดงสว่ นแนวทางท่ี ๒ คือ ให้สมาชกิ ในองค์กรรู้จกั การดําเนนิ ชีวติ ในแตล่ ะวนั ให้รู้จกั ปฏิบัติ
ตาม ศีล ๕ และปฏิบัติตามหลักของสัจจะธรรม ๕ มี ความเมตตาต่อคนทั่วไปประกอบอาชีพที่
สุจริตมีความซื่อสัตย์ต่อครอบครัว รู้จักควบคุมอารมณ์กระทําในส่ิงที่ถูกต้องไม่ประมาทในการ
ดาํ เนนิ ชวี ิตของตัวเอง

๗.๒.๒ อปรหิ านยิ ธรรม ๗

อปริหานิยธรรม หมายถึง ธรรมอันไม่เป็นที่ต้ังแห่งความเสื่อม เป็นธรรมทเ่ี ป็นไปเพื่อ
ความเจริญฝ่ายเดียว สําหรบั หมชู่ นหรอื ผบู้ ริหารบ้านเมอื ง ไดแ้ ก่

๑. หมนั่ ประชุมกันเนืองนติ ย์
๒. พร้อมเพรียงกันประชุมพร้อมเพรียงกันเลิกประชุมพร้อมเพรียงกันทําส่ิงท่ีพึงทํา
และแปลอกี นยั หนึ่งว่าพร้อมเพรยี งกันลุกขึน้ ป้องกนั บา้ นเมือง พร้อมเพรยี งกนั ทาํ กิจทง้ั หลาย
๓. ไมบ่ ัญญัติสิง่ ทมี่ ไิ ดบ้ ญั ญัตไิ ว้ (อนั ขดั ต่อหลกั การเดมิ ) ไม่ล้มล้างสิง่ ที่บัญญัตไิ ว้(ตาม
หลกั การเดิม) ถือปฏิบัติตามวัชชีธรรม (หลกั การ) ตามทีว่ างไว้เดมิ
๔. ท่านเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ในชุมชนชาววัชชี เคารพนับถือท่านเหล่าน้ัน เห็นถ้อยคํา
ของท่านวา่ เปน็ สงิ่ อันควรรบั ฟงั

๗ ที.ปา. (ไทย) ๒๑/๑๗/๒๓.๑๑/๑๗๖/๑๙๖.

๑๐๘ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทท่ี ๗ วิเคราะหค ุณธรรมและจริยธรรมท่ีเหมาะสําหรับผูบรหิ ารการศกึ ษา

๕. บรรดากลุ สตรกี ลุ กุมารีทง้ั หลายให้อยู่ดโี ดยมิถูกข่มเหง หรือฉดุ คร่าขนื ใจ
๖. เคารพสักการบูชาเจดยี ์ (ปูชนยี สถานและปชู นยี วตั ถุ ตลอดถึงอนสุ าวรียต์ า่ ง ๆ) ของ
วัชชี (ประจําชาติ) ทั้งหลาย ท้ังภายในและภายนอกไม่ปล่อยให้พลท่ีเคยให้เคยทําแก่เจดีย์
เหล่าน้นั เส่อื มทรามไป
๗. จดั ให้ความอารกั ขา คุ้มครอง ป้องกัน อนั ชอบธรรม แก่ พระอรหันต์ท้ังหลาย (ใน
ที่นี้กินความกว้าง หมายถึง บรรพชิตผู้ดํารงธรรมเป็นหลักใจของประชาชนทั่วไป) ต้ังใจว่าขอ
พระอรหันต์ท้ังหลายที่ยังมิไดม้ า พงึ มาสู่แวน่ แคว้น ที่มาแลว้ พึงอย่ใู นแว่นแคว้นโดยผาสุก

อปริหานยิ ธรรม ๗ ประการนี้พระพุทธเจ้าตรัสแสดงแก่เจ้าวัชชที ั้งหลายผู้ปกครองรัฐ
โดยระบอบสามัคคีธรรมแนวทางการประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรม ๗ในการบริหารองค์กร
หลักอปริหานิยธรรมเป็นหลักเพื่อส่งเสริมความเจริญบุคคลกลุ่มใดประพฤติปฏิบัติอยู่เนืองนิตย์
จะไม่พบกบั ความเส่อื มผู้เปน็ หัวหน้าเปน็ ผูบ้ รหิ ารควบคุมคนเปน็ จํานวนมากสมควรยดึ หลักธรรม
เหล่าน้ีไว้เป็นหลักในการบริหารจากการประยุกต์หลักธรรมท่ีกล่าวมาพอสรุปแนวทางสําคัญได้
๔ แนวทาง คอื ๘

๑. แนวทางที่ใช้หลักความพร้อมเพรียงกันท้ังการเตรียมความพร้อมก่อนการแสดง
ช่วงการแสดง และหลังการแสดงเสร็จเพราะหลกั ความพร้อมเพรียงกันนํามาซงึ่ ความสขุ

๒. แนวทางให้ยึดกฎกติกาของชาวคณะของสังคมท้องถิ่นยึดหลักการตามข้อสัญญา
ของผู้เชิญไปแสดง

๓. แนวทางให้มีความสัมมาคารวะ อ่อนน้อมถ่อมตนเคารพต่อพระสงฆ์ สามเณร
ผ้ใู หญ่ผมู้ ีอายุ ผมู้ ีบุญคุณ มหี วั หนา้ มีลูกน้อง และใหเ้ กยี รติสตรีและเดก็

๔. แนวทางให้เคารพต่อสถานท่ีอันเป็นที่เคารพสักการะของคนในท้องถิ่นเคารพ
ปูชนียสถานต่าง ๆ ของชาติ เช่น ศาสนสถาน อนุสาวรีย์ผู้ทําประโยชน์แก่ชาติเคารพผู้เป็นครู
อาจารย์การเอาใจใสต่ อบแทนใหก้ ารอุปถมั ภ์วดั และพระสงฆ์ท้งั หลาย

๗.๒.๓ เทวธรรม (หริ -ิ โอตตัปปะ)เทวธรรม (หิริ -โอตตปั ปะ)

เทวธรรม หมายถึง ธรรมคุ้มครองโลก เป็นธรรมที่ช่วยให้โลกมีความเป็นระเบียบ
เรียบร้อย ไม่เดือดร้อนและสับสนวุ่นวาย คือ หิริ หมายถึง ความอายบาปละอายใจต่อการทํา
ความช่ัว โอตตัปปะ หมายถึง ความกลัวบาป เกรงกลัวต่อความช่ัวความละอายใจต่อการทํา
ความชั่ว ความเกรงกลัวต่อบาปหรือความชั่วเป็นธรรมฝ่ายขาวเป็นธรรมตรงข้ามกับฝ่ายดํา คือ
ไม่เกรงกลัวบาป ไม่มีความละอายใจ บุคคลผู้ มีธรรมฝ่ายขาวท้ัง ๒ ประการ ย่อมมีความสง่า

๘ พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ, อิทธิบาท ๔, [ออนไลน์], แหล่งท่ีมา: http://book.dou.us /
doku.php?id=md204:1 [๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๑].

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๑๐๙
บทที่ ๗ วเิ คราะหคุณธรรมและจรยิ ธรรมทเ่ี หมาะสําหรับผบู รหิ ารการศึกษา

งามในการดําเนินชีวิต เทวธรรม คือ ธรรมคุ้มครองโลก เป็นธรรมท่ีปกป้องไม่ให้ทําความช่ัว มี
การเรียกว่าธรรมคุ้มครองโลกบ้าง ธรรมเป็นโลกบาลบ้าง ซึ่งก็คือความหมายเดียวกันแนว
ทางการประยุกต์ใช้หลักเทวธรรม ในการบริหารหมู่คณะหลักเทวธรรมที่เรียกว่าธรรมคุ้มครอง
โลก เป็นหลักธรรมที่เป็นเคร่ืองป้องกันไม่ให้คนทําช่ัวจะทําอะไรก็มีความละอายใจ มีความเกรง
กลวั ต่อบาปหรือโทษความเกรงกลวั ต่อบาปการใชห้ ลกั เทวธรรมในการดําเนนิ ชวี ติ หรือประกอบ
อาชีพย่อมนําความสุขมาให้ตนการบริหารงานผู้นาต้องมีความละอายใจที่จะเอารัดเอาเปรียบ
ลกู นอ้ งหรอื ผู้ใตบ้ งั คับบัญชามีความเกรงกลวั ตอ่ บาปหรอื โทษ๙

สรุปได้ว่า แนวทางการประยุกต์ใช้หลักเทวธรรมในการบริหารองค์กรมี ๒ แนวทาง
คอื

๑. การให้สมาชิกในองค์กรทุกคนรจู้ ักละอายไม่ให้กระทาํ ความผิดกฎกติกาการให้อยู่
ร่วมกันแบบพ่ีน้องรู้จักเสียสละให้กระทําแต่ส่ิงท่ีดีเป็นประโยชน์แก่องค์กรป้องกันไม่ให้นําความ
เสยี หายมาสู่องคก์ รใหม้ ีความละอายในการพูด การคิด และการกระทาํ ใหแ้ สดงออกมาแตส่ งิ่ ดี ๆ
มีประโยชน์ตอ่ ผูฟ้ งั

๒. การให้สมาชิกในองค์กรมีการควบคุมอารมณ์อดทนต่อความลําบาก มีความ
เสียสละมีความสามัคคีพร้อมเพรียงกัน เอาใจใส่ดูแลช่วยเหลือกันเป็นวิธีการท่ีผู้บริหารนํามาใช้
กับลูกนอ้ งในองค์กร

๗.๓ หลักพุทธธรรมท่ปี ระยกุ ต์ใช้ในการบริหารองค์กร

การวิเคราะห์หลักพุทธธรรมที่ประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กรอันเป็นหลักคุณธรรม
เพ่ือให้สมาชกิ ในองค์กรมคี วามผาสกุ การนาํ หลักธรรมมาใช้ในการดแู ลองค์กรของผูบ้ ริหารต้องมี
หลักธรรมที่ยกมาว่ามีวิธีการบริหารอย่างไรนํามาประยุกต์อย่างไรหลักธรรมทั้ง ๔ คือ พรหม
วิหาร ๔ อิทธิบาท ๔ สัจจะ (มีความซื่อสัตย์และตรงต่อเวลาการแสดง) และความรู้จักกตัญญู
กตเวที ทงั้ ๔ ประเดน็ มีผลวิเคราะห์ ดังนี้

๗.๓.๑ พรหมวหิ าร ๔

ในพระสุตตนั ตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค กลา่ วถึง พรหมวิหารว่า หมายถึง ธรรมเป็น
เครื่องอยู่ของพรหม ธรรมเคร่อื งอยูอ่ ย่างพรหม

๙ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งท่ี ๑๒ พ.ศ.
๒๕๔๖.

๑๑๐ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทท่ี ๗ วเิ คราะหคุณธรรมและจริยธรรมท่ีเหมาะสําหรบั ผบู ริหารการศกึ ษา

พรหมวิหาร ๔ หมายถึง ธรรมเป็นอยู่อย่างประเสรฐิ ธรรมประจาํ ใจอันประเสริฐหลัก
ความประพฤตทิ ี่ประเสริฐบริสุทธิ์ ธรรมทีต่ ้องมีไว้เป็นหลักประจําใจและกํากับความประพฤติจึง
จะช่อื ว่าดําเนนิ ชีวติ หมดจด และปฏบิ ัตติ นตอ่ มนษุ ยส์ ตั วท์ งั้ หลายโดยชอบ มี ๔ ประการ คือ

๑. เมตตา ได้แก่ ความรักใคร่ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุขมีจิตอันแผ่ไมตรีและ
คิดทําประโยชนแ์ ก่มนุษยส์ ตั ว์ทัว่ หน้า

๒. กรุณา ได้แก่ ความสงสาร คิดชว่ ยใหพ้ ้นทกุ ข์ใฝ่ใจในอันจะปลดเปล้ืองบําบัดความ
ทุกขย์ ากเดอื ดร้อนของปวงสตั ว์

๓. มุทิตา ได้แก่ ความยินดี ในเม่ือผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิงกอปรด้วยการ
แช่มช่ืนเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ท้ังหลายผู้ดํารงในปกติสุขพลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข
เจรญิ งอกงามยิ่งขน้ึ ไป

๔. อุเบกขา ได้แก่ ความวางใจเป็นกลางอันจะให้ดํารงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็น
ด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเท่ียงธรรมดุจตราชั่งไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรม
ที่สัตว์ท้ังหลายทาแล้วอันควรได้รับผลดีหรือช่ัวสมควรแก่เหตุอันประกอบพร้อมท่ีจะวินิจฉยั และ
ปฏิบตั ิตามธรรม รวมทั้งรู้จักความสงบใจมองดใู นเมื่อไมม่ กี ิจที่ควรทํา เพราะเขารับผดิ ชอบตนได้
ดีแล้วเขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมควรกับความรับผิดชอบของตน
แนวทางการประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร ๔ ในการบริหารคณะพรหมวิหารเป็นธรรมเคร่ืองอยู่
ของพรหม พ่อแม่ท่ีดูแลลูกต้องใช้หลักธรรมน้ี ครูอาจารย์หัวหน้าต้องมีพรหมวิหารประจําใจแม้
แนวทางปฏิบัติกเ็ พื่อควบคุมความประพฤติและปฏิบัติตนต่อเพ่ือนมนุษย์ หลักพรหมวิหารทั้ง ๔
ข้อน้ันสามารถนํามาประยุกต์ใช้ในการบริหารหมู่คณะ โดยผู้บริหารต้องปฏิบัติเสมือนพรหม๑๐
คือมีเมตตาความรักใคร่ปรารถนาดี ต้องการให้สมาชิกมีความสุขกันทุกคน ให้มีไมตรีจิตมีความ
เอื้อเฟ้ือเผ่ือแผ่ต่อสมาชิก มีความยินดีเมื่อเพ่ือนร่วมงานมีชื่อเสียงโด่งดังหัวหน้าก็สนับสนุนยก
ย่องชมเชยมีความคิดที่จะช่วยเหลือสังคมช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานผู้ใดได้รับความเดือดร้อนเข้า
ไปช่วยเหลือตามความสามารถของตนเองหัวหน้าคณะเป็นตัวอย่างท่ีดีของผู้บริหารมีจิตใจเป็น
กลางไม่เอนเอียงฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงไม่ซํ้าเติมผู้ท่ีได้รับทุกข์จากผลที่เขาได้กระทําเอาไว้การอยู่
ร่วมกับลูกน้องต้องมีปญั ญาพิจารณาถึงเหตผุ ลต่างๆไมแ่ สดงความเสียใจหรือดีใจจนมากเกนิ ไป

ดังน้ัน คุณลักษณะผู้บริหารต้องเป็นผู้ท่ีตั้งมั่นในหลักธรรมท้ัง ๔ ประการจึงจะ
สามารถนําพาองค์กรไปสคู่ วามสําเร็จได้แม้สมาชกิ ก็เช่นเดียวกันต้องมคี วามปรารถนาดีต่อเพ่ือน
ร่วมงาคอยห่วงใยเพ่ือนให้การปลอบใจแก่เพื่อนผู้ได้รับความทุกข์ช่วยเหลือกันมีการทําจิตใจให้
รา่ เริงเบิกบานย้ิมแย้มแจ่มใสอยตู่ ลอดเวลารู้จักวางเฉยต่อเร่อื งทไี่ ร้สาระ การนําหลกั พรหมวหิ าร
มาใช้ ในการบริหารจึงมีแนวทางประยุกต์ใช้อยู่ ๒ ประการกล่าวคือ ๑) ประยุกต์ใช้ให้ทุกคนมี

๑๐ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๒๕๔/๒๔๑.

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๑๑๑
บทท่ี ๗ วเิ คราะหค ุณธรรมและจรยิ ธรรมทเี่ หมาะสําหรบั ผูบรหิ ารการศกึ ษา

จิตใจเอื้อเฟื้อเผ่ือแผ่มจี ิตใจทม่ี องคนอน่ื ในทางที่ดี ๒) ประยุกตใ์ ชใ้ ห้รู้จักฝึกปฏิบัตติ นให้เป็นผทู้ ี่มี
จิตใจร่าเรงิ คอยดแู ลผู้อน่ื ไมอ่ จิ ฉาริษยามีความรกั ใคร่ปรองดองกนั ยม้ิ แย้มมใี จเป็นกลาง

๗.๓.๒ อทิ ธบิ าท ๔

อิทธิบาท หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสําเร็จหรือคุณธรรมที่นําไปสู่ความสําเร็จ
แห่งผลท่มี ุ่งหมาย ประกอบด้วยหลักสําคัญ ๔ ข้อดว้ ยกนั ดังนี้

๑. ฉนั ทะ คอื ความพอใจ ได้แก่ ความตอ้ งการท่ีจะทําใฝใ่ จรักจะทําส่งิ นน้ั อยูเ่ สมอ
๒. วิริยะ คือ ความเพียร ได้แก่ขยันหม่ันเพียรประกอบสิ่งน้ันด้วยความพยายาม
เข้มแขง็ อดทนเอาธุระไมท่ อ้ ถอย
๓. จิตตะ คือ ความคิด ได้แก่ ต้ังจิตรับรู้ในส่ิงท่ีทําและทําสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิต
ฝกั ใฝ่ไม่ปล่อยใจใหฟ้ งุ้ ซา่ นเลอื่ นลอยไป
๔. วิมังสา คือ ความไตร่ตรอง ทดลอง ได้แก่ หมั่นใช้ปญั ญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจ
ตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อย่ิงหย่อนในส่ิงที่ทําน้ัน มีการวางแผน วัดผลคิดค้นวิธีแก้ไข
ปรับปรุงแนวทางการประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กรหลักธรรมอิทธิบาทหรือธรรมที่เป็นคุณ
เครื่องให้ถึงความสําเร็จหรือคุณธรรมที่นําไปสู่ความสําเร็จแห่งผลท่ีมุ่งหมายสามารถนําไป
ประยุกต์ใช้สําหรับการบริหารวงเพื่อให้การดาเนินการแสดงของคณะคือการอยู่ ร่วมกันการ
แสดงหน้าเวทีตลอดจนการดําเนนิ งานด้านต่าง ๆ ภายในองค์กรการรบั สมัครการทาํ โทษผู้ฝ่าฝืน
กลยุทธ์การตลาดและการประชาสัมพันธ์จะต้องใช้หลักธรรมอิทธิบาทในการบริหารวงอย่าง
สม่ําเสมอดังน้ันการยึดหลักอิทธิบาทนําไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการองค์กรจนประสบ
ความสําเร็จแล้วอีกทั้งยังเป็นธรรมที่ทุกคนสามารถจะนําไปปรับใช้ในการบริหารงานได้ทุก
ประเภทเพราะมีความเชื่อมโยงกันไปอย่างดีสามารถทําให้ผู้ใช้บรรลุถึงเป้าหมายที่ตนต้ังไว้หาก
เป็นเป้าหมายอนั ชอบธรรมหมวดน้ี การศกึ ษาเล่าเรยี น การทํางานและอาชพี ต่าง ๆเหลา่ น้ันตอ้ ง
ใช้ให้มาก เพราะจะต้องมีความพึงพอใจ ความตั้งใจความเอาใจใส่และความฉลาดในการ
บริหารงานการบริหารงานย่อมจะอํานวยผลหรือประสบความสําเร็จอย่างแน่นอนความสุขจาก
การฟัง การชมมีปญั ญาแยกแยะผูช้ มท่อี าจเขา้ มารบกวนในขณะท่ีกําลังแสดงมองด้วย

๗.๓.๓ สจั จะ (มีความซ่ือสตั ย์และตรงตอ่ เวลา)

สัจจะ หมายถงึ ความจริง ได้กล่าวถงึ สจั จะ ๒ คอื
๑. สมมติสัจจะ ได้แก่ ความจริงโดยสมมติ ความจริงที่ถือตามกําหนดหมายตกลงกัน
ไวข้ องชาวโลก เช่นวา่ คน สตั ว์ โตะ๊ หนงั สือ
๒. ปรมัตถสัจจะ ได้แก่ ความจริงโดยปรมัตถ์ ความจริงตามความหมายขั้นสุดท้ายที่
ตรงตามสภาวะ เช่น รูป นาม เวทนา จิต เจตสิกสัจจะ เป็นหลักธรรมข้อหนึ่งที่ปรากฏในเบญจ
ธรรม หมายถึง ความสัตย์ ความซ่ือตรงส่วนสัจจะ ในอีกความหมายตามที่ปรากฏในฆราวาส
ธรรม หมายถึง ธรรมสําหรับฆราวาสธรรมสําหรับการครองเรือน เป็นธรรมข้อแรกของธรรม

๑๑๒ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทท่ี ๗ วเิ คราะหคุณธรรมและจรยิ ธรรมทเ่ี หมาะสําหรับผบู รหิ ารการศกึ ษา

หมวดน้ี สัจจะ หมายถึง ความจริง ซื่อตรงซ่ือสัตย์จริงใจ พูดจริง ทําจริงการให้คํานิยามของคํา
ว่า สัจจะ นอกจากที่กล่าวมานี้ ยังปรากฏอยู่ในธรรมหมวดอ่ืนหลาย ๆ หมวดซ่ึงก็มีความหมาย
เชน่ เดยี วกัน คือ ความจรงิ ความซื่อตรง ซื่อสตั ยธ์ รรมขอ้ น้เี ป็นหลักธรรมทีท่ ุกคนตอ้ งมตี ้องศึกษา
ให้เข้าใจและต้องใช้ในชีวิตประจําวันตลอดเวลาแนวทางการประยุกต์ใช้หลักสัจจะ๑๑ ในการ
บริหารองค์กรหลักสัจจะเป็นหลักธรรมข้อหนึ่งท่ีแสดงให้เห็นว่ามีความสําคัญต่อการดําเนินชีวิต
เพราะหลักสัจจะน้ที ําให้เราเหน็ ความจริงของชีวติ ความจริงในการดาํ รงอย่ใู นสังคมวา่ ทุกคนต้อง
มีความจริงใจ ความซื่อตรงความซื่อสัตย์ต่อกันหลักธรรมน้ีสามารถนําไปประยุกต์ใช้สําหรับการ
บริหารวงของหมอลําคณะเสียงอีสานได้ เพ่ือให้การดําเนินในด้านการแสดงบรรลุเป้าหมายท่ีต้ัง
ไว้การบริหารองค์กรนั้นผู้บริหารต้องมีความซื่อสัตย์จริงใจต่ออาชีพของตนเองซ่ือตรงจริงใจต่อ
สมาชิกที่อยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างย่ิงความซื่อสัตย์ซ่ือตรง จริงใจต่อเวลาการทํางานเพราะถือ
ว่าเป็นหัวใจสําคัญของอาชีพหน้าที่ที่ได้รับความไว้วางใจการบริหารองค์กรหัวใจอันดับแรก คือ
ความซ่ือสัตย์จริงใจต่อเพื่อนร่วมงานรักษาหลักการข้อตกลง สัจจะนี้มีความจําเป็นต้องมีประจํา
ใจทุกคนเพราะถ้าหากแสดงความจริงใจต่อกันแล้วสามารถร่วมงานร่วมสังคมกันไปได้นานทุก
คนต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจความจริงใจท่ีจะการดําเนินงานเร่ืองน้ันๆ ให้สําเร็จเป้าหมายการที่
จะรักษาพวกพ้องไดต้ อ้ งมคี วามจริงใจตอ่ เขา การจะรักษาชอ่ื เสยี งและความนิยมได้กต็ ้องมคี วาม
ซ่ือตรงต่อเวลาตามขอ้ ตกลงตามเงอื่ นไขของเวลา

๗.๓.๔ ความรูจ้ ักกตัญญกู ตเวที

ในแง่ความหมายของคําตา่ ง ๆ ซ่ึงมคี วามจําเป็นที่จะตอ้ งนํามากล่าวในทีน่ ี้เพื่อให้เกิด
ความเข้าใจบริบทของศัพท์วา่ กตัญญกู ตเวที ไดแ้ ก่กตัญญู และกตเวที ดงั น้ี

๑. กตัญญูเป็นคําภาษาบาลี และเป็นคํานาม หมายถึง ผู้รู้อุปการะที่ท่านทําให้,ผู้รู้
คุณท่าน, เป็นคําค่กู ันกบั กตเวที

๒. กตัญญู เป็นคํากิริยานามปุงลิงค์และคําวิเสสนะแปลว่า ผู้รู้ซ่ึงอุปการะอัน บุคคล
อนื่ ทําแล้วแก่ตนโดยปกติ มีรูป วิเคราะห์ว่า กตอุปการชานาติ สีเลนาติ กตญฺญู แปลวา่ ผู้มีปกติ
รู้ซึ่งอุปการะอันบุคคลอื่นทําแก่ตน มีรูปวิเคราะห์ว่ากตชนิตุ สีลมสฺสาติ กตญฺญู แปลว่าผู้รู้
อปุ การะอันบคุ คลอน่ื ทาํ แลว้ แก่ตน มีรปู วเิ คราะหว์ ่า กตอุปการ ชานาตตี ิ กตญญฺ ู

๓. กตัญญุตา เป็นคํานาม หมายถึง ความกตัญญู, ความเป็นผู้รู้อุปการคุณท่ีท่านทํา
ให,้ ความเป็นผรู้ ้คู ุณทา่ น

๔. กตัญญุตา เป็นคํากิริยานามอิตถีลิงค์หรือเพศหญงิ แปลว่าความเป็นแห่งบุคคลผู้รู้
ซ่ึงอุปการะอันบุคคลอื่นทําแล้วแก่ตน ,ความเป็นแห่งบุคคลผู้รู้ซ่ึงอุปการะอันบุพการีชนทําแล้ว,

๑๑ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๑๒ พ.ศ.
๒๕๔๖.

คุณธรรมและจริยธรรมสาํ หรับผูบริหารการศึกษา ๑๑๓
บทที่ ๗ วเิ คราะหคุณธรรมและจริยธรรมท่ีเหมาะสําหรับผบู รหิ ารการศึกษา

ความเป็นแห่งบุคคลผู้กตัญญู, ความเปน็ ผู้กตัญญู มีรูปวิเคราะห์วา่ กตญฺญสุ ฺส ภาโว กตญฺญุตา
ส่วนความหมาย กตเวที คือ

๑) กตเวทเี ป็นคาํ คุณศพั ท์หรือกริยาวิเศษณ์ หมายถึง ผูป้ ระกาศคณุ ท่าน, ผู้สนอง
คณุ ท่าน,เป็นคาํ คกู่ นั กับ กตญั ญู

๒) กตเวที เป็นคําวิเสสนะ แปลว่า ยังบุคคลให้รู้ซ่ึงอุปการะอันบุคคลอ่ืนทําแล้ว
แก่ตน,ยังบุคคลให้รู้ซ่ึงคุณอันบุคคลทําแล้วแก่ตน , ผู้ประกาศซึ่งอุปการะอันบุพการีชนทําแล้ว ,
ผู้ตอบแทนอุปการะของท่าน , ผู้สนองคุณท่าน , ผู้ตอบแทนคุณท่านแต่หากเป็นคํากิริยานาม
ปุงลิงคจ์ ะแปลว่าบคุ คลผยู้ งั บุคคลใหร้ ้ซู ่งึ อุปการะอันบคุ คลอนื่ ทําแลว้ แกต่ น

๓) กตเวทิตา เป็นคํานาม หมายถึง ความเป็นผู้ประกาศคุณท่าน , ความเป็นผู้
สนองคุณท่าน,เปน็ คาํ ค่กู ันกับ กตญั ญุตา

๔) กตัญญูกตเวที เป็นคํากิริยานามปุงลิงค์หรอื เพศชาย แปลว่าบุคคลผู้รู้คุณท่าน
และตอบแทนคุณท่าน ไทยตัดพูดเฉพาะกตัญญู แต่ความหมายหมายถึง กตเวทีด้วยกตัญญู
กตเวที มคี วามสาํ คญั และมคี วามจาํ เปน็ ทท่ี ุกคนจะต้องฝึกอบรมใหเ้ กิดมีแกต่ นดังท่ีพระพทุ ธองค์
ได้ตรัสว่า “…ภิกษุทั้งหลาย เธอท้ังหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่าเราท้ังหลายจักเป็นผู้กตัญญูกตเวที
และอุปการะแม้เพียงเล็กน้อยที่บุคคลอ่ืนกระทําในเราท้ังหลายจักไม่เสื่อมสูญไปเธอทั้งหลายพึง
ศึกษาอย่างน้ี” อีกนัยหนึ่งว่าความกตัญญูรู้คุณท่านจัดเป็นรัตนะอย่างหน่ึงในบรรดารัตนะทั้ง ๕
ประการ ได้แก่ (๑) พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า (๒) ผู้แสดงธรรมวินัยที่พระตถาคต
ประกาศแล้ว (๓) ผู้รู้แจ้งธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้แล้ว (๔) บุคคลผู้ปฏิบัติตามธรรม
วินัยที่พระตถาคตประกาศไว้แล้ว (๕) กตัญญูกตเวทีบุคคลที่เกิดข้ึนยากหรือหาได้ยากในโลก
นอกจากนีย้ ังปรากฏคาํ กล่าวยกย่องลักษณะของบุคคลผมู้ คี วามกตญั ญกู ตเวที ไว้ดังนี้

(๑) เป็นสัตบุรุษ ได้แก่ คนดีมีคุณธรรม เป็นบัณฑิตในทางพระพุทธศาสนา
เพราะความกตัญญูกตเวทีเปน็ ภมู ิของสตั บรุ ษุ

(๒) เป็นบุคคลหาได้ยาก เพราะบุคคลที่มีความกตัญญูกตเวทีต้องฝึกฝนตน
มาดี สามารถยกจิตใจของตนให้สงู ส่งได้ซ่ึงมใิ ช่จะเกิดขึ้นกบั คนทกุ คนได้

(๓) ประสบแต่ความสุข เน่ืองจากประพฤติตนถูกต้องชีวิตจึงมีแต่ความเจริญ
และยังนาํ ความสุขมาใหแ้ ก่บคุ คลอน่ื ๆดว้ ย

(๔) ควรแก่การยกย่องสรรเสริญ เพราะเป็นผู้มีจิตใจสูงส่งประกอบด้วย
คุณธรรมอนั ดีและเปน็ แบบอยา่ งแก่คนอืน่ ๆไดจ้ งึ สมควรไดร้ ับการยกย่องชมเชย

๑๑๔ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)
บทท่ี ๗ วเิ คราะหคุณธรรมและจรยิ ธรรมทเ่ี หมาะสาํ หรับผูบริหารการศกึ ษา

(๕) ประพฤติสิ่งท่ีเป็นอุดมมงคลแก่ชีวิต เพราะความกตัญญูเป็นข้อปฏิบัติที่
กอ่ ให้เกิดสวัสดิมงคลแก่ชีวติ เป็นอุดมมงคลในชีวติ ๑๒

สรุป แนวทางการประยุกต์ใช้ความรู้จักกตัญญูกตเวที ความเป็นคนรู้จักกตัญญู
กตเวทีถือว่าเปน็ คุณธรรมพ้ืนฐานของมนุษย์ ในสังคมมนุษย์ต้องเก่ียวขอ้ งกบั ผู้อ่ืนชวี ิตดาํ รงอยไู่ ด้
เพราะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากบุคคลต่าง ๆ มบี ิดามารดา ครูอาจารย์ญาติพี่น้องมนุษย์เราก็
ได้รับการปลูกฝังอบรมลักษณะคุณค่าทางจิตใจให้มีคุณธรรมจริยธรรมในการดําเนินชีวิตให้เกิด
ความเจริญรุ่งเรือง บุคคลท่ีได้รู้จักตอบบุญแทนคุณผู้อ่ืนมักจะได้รับการยกย่องว่าเป็นคนดีเป็น
คนหาได้ยากอย่างยิ่งต่อโลกเพราะนอกจากจะทําให้ตนเป็นผู้มีเกียรติอันควรยกย่องทางสังคม
แลว้ ยังเปน็ แบบอยา่ งทด่ี ตี อ่ คนอื่นได้อกี ดว้ ย

๗.๔ สรุป

ตามหลักการบริหารนั้นอาจจะมีความกระด้างอยู่บ้างก็เป็นได้ซ่ึงอาจเป็นเหตุให้การ
บริหารงานไม่ประสมความสําเร็จ ตามคาดหวัง แต่ถ้ามีการผสมผสานหลักการทางทฤษฎีต่าง ๆ
ของการบริหารเข้ากับหลักการทางคําสอนศาสนาแล้วเช่ือว่าจะทําให้เสริมสร้างทักษะการ
บริหารงานได้ดีและสมบูรณ์ย่ิงข้ึนเพราะในทางพุทธศาสนานั้นสอนให้ทุกคนเป็นคนดีมีคุณธรรม
จริยธรรมซ่ึงหากนํามาประยุกต์ใช้กับการบริหารงานจะเกิดความอ่อนนุ่มในการบริหารงานมาก
ขึ้นเกิดความยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ที่เหมาะสมได้อน่ึงการบริหารงานย่อต้องใช้ท้ังศาสตร์
และศิลป์ควบคู่กันไป ซึ่งคําว่า “ศาสตร์”นั้นอาจแปลความว่า การบริหารงานย่อมต้องยึด
กฎระเบียบแบบแผนตามกฎหมายในขณะเดียวกันคาว่า“ศิลป์”เป็นการใช้ทักษะเทคนิคในด้าน
มนุษยสัมพันธ์ในการช่วยบริหารงานประคับประคองให้เกิดความยืดหยุ่นแต่ต้องไม่ผิดกฎ กติกา
ระเบียบ กฎหมายกําหนดหากไมเ่ ชน่ น้ันแล้วอาจทําใหก้ ารบริหารงานผดิ ไปจากกฎระเบยี บแบบ
แผนทีก่ าํ หนดไว้

๑๒ พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), การบริหารตามแนวของพระพุทธศาสนา,
[ออนไลน์], แหล่งท่มี า: www.watlaharn.org/study/chapter1.do [๒๙ สงิ หาคม ๒๕๖๐].

บทท่ี ๘
จรยิ ธรรมสาํ หรับนกั บรหิ ารตามหลกั พระพทุ ธศาสนา

ผู้บริหารเป็นผู้มีความสําคัญมากที่สุดในองค์การ จึงจําเป็นต้องมีคุณสมบัติท่ีพึง
ประสงค์มากกว่าบุคคลในตําแหน่งอ่ืนๆ โดยเฉพาะคุณสมบัติด้านคุณธรรมจริยธรรมซ่ึงเป็น
คณุ สมบัติทีจ่ าํ เป็นของผูบ้ ริหารการศึกษาและการทําความเข้าใจเกย่ี วกบั ความหมาย ทฤษฎแี ละ
หลักปฏิบัติทางคุณธรรมจริยธรรมจะทําให้เกิดความเข้าใจ กําหนดกรอบการประพฤติปฏิบัติได้
ถกู ต้อง เกิดความม่นั ใจและเกิดความศรัทธาในการประพฤติปฏิบัติ จนทําให้สามารถปฏิบัติตาม
หลักคุณธรรมจริยธรรมได้ถูกต้อง๑

ผู้บริหารกับคุณธรรม หมายถึง ผู้นําหรือผู้บริหารท่ีจะพัฒนาตนเองให้มีความเจริญ
ทางด้านคุณธรรมจรยิ ธรรมไดน้ นั้ จะต้องยดึ ศลี ธรรมเป็นหลัก

ผู้บริหารกับจริยธรรม หมายถึง ความประพฤติ ปฏิบัติชอบที่มีคุณค่า ทั้งต่อตนเอง
ผู้อ่ืน ต่อสังคมและต่อการงานเพื่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองและความผาสุกร่วมกัน ความหมาย
ของจริยธรรมในทางการบริหารมุ่งเน้นไปที่ความประพฤติที่เอ้ือต่อการปฏิบัติงาน ด้วยความ
มงุ่ มน่ั รบั ผดิ ชอบ และปฏบิ ตั อิ ย่างถกู ตอ้ ง

ผู้บริหารจะต้องยดึ หลกั คณุ ธรรม จริยธรรมในการบริหาร
แนวคิด
๑. การเป็นผู้บรหิ ารจะต้องมีจริยธรรมในตนเอง เป็นการประพฤตปิ ฏิบัติตนไปในทาง
ที่ดีเสมอจะทําให้ผู้คนท่วั ไปให้ความเคารพนบั ถือ และเปน็ พ้นื ฐานในการดําเนนิ งานดา้ นอนื่ ๆ
๒. ผู้บริหารท่ีดีนอกจากจะมีจริยธรรมในการดํารงชีวิตแล้วยังต้องมีจริยธรรมทาง
วิชาการด้วยเนื่องจากผู้บริหารจะต้องเป็นผู้ที่ต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ เพื่อให้เกิด
ความเจริญด้านสติปัญญาและเผยแพร่ความรู้ไปสู่ผู้อ่ืน จริยธรรมทางวิชาการจึงเป็นส่ิงท่ีจําเป็น
ที่ผู้บริหารจะต้องยึดถือปฏบิ ตั ิ
๓. ผู้บริหารจะต้องมีจริยธรรมเพื่อปฏิบัติให้ถูกต้องดีงาม มีความรับผิดชอบต่อ
ผ้รู บั บรกิ าร มุง่ ผลให้เกิดผลตามวัตถปุ ระสงค์ และม่งุ ประโยชนแ์ ก่สว่ นรวม

๑ ดวงเดือน พันธุมนาวิน, จิตวิทยาจริยธรรมและจิตวิทยาภาษา, (กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนา
พานชิ , ๒๕๒๔), หน้า ๑๒๐.

๑๑๖ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทที่ ๘ จริยธรรมสําหรับนกั บรหิ ารตามหลกั พระพทุ ธศาสนา

วัตถุประสงค์
๑. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ความเข้าใจและสามารถอธิบายเก่ียวกับหลัก
จริยธรรมในการดํารงชีวิตได้
๒. เพ่ือให้ผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ความเข้าใจและสามารถอธิบายเกี่ยวกับหลัก
จริยธรรมเชงิ วิชาการได้
๓. เพ่ือให้ผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ความเข้าใจและสามารถอธิบายเก่ียวกับหลัก
จริยธรรมเชงิ บรหิ ารได้

๘.๑ ผู้บริหารกบั คณุ ธรรม จริยธรรม

๘.๑.๑ ความรู้เบือ้ งต้นเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม
คณุ ธรรม หมายถึง ความรูส้ ึก นกึ คดิ ในจติ ใจของบุคคลที่สามารถตัดสินความผิดชอบ
ชั่วดี ซงึ่ เป็นต้นเหตุแหง่ ความประพฤตดิ ี ประพฤติชอบของแต่ละบคุ คล
คุณธรรมในทางการบริหาร เป็นคุณสมบัติอย่างหน่ึงของผู้บริหาร ไม่ว่าจะดํารง
ตําแหน่งในระดับใด ผู้บริหารก็ต้องทํางานกับคนในงานฝ่ายต่างๆ เช่น งานวิชาการ งานการเงิน
งานบริหารทั่วไป ฯลฯ ต้องอาศัยคนทําทั้งส้ิน งานบริหารบุคคลจึงเป็นงานท่ียากกว่างานใดๆ
เนื่องจากคนมีความแตกต่างกันท้ังในด้านคุณลักษณะภายนอกที่เป็นรูปธรรม และคุณลักษณะ
ภายในจิตใจของแต่ละบุคคลท่ีเป็นนามธรรม๒ การทํางานร่วมกับคนจําเป็นต้องรู้จักต้ังแต่ รู้จัก
ตน รู้จักคนท่ีร่วมทํางานกัน และรู้จักงานที่ทําด้วย ซ่ึงคุณธรรมในการบริหาร มีความหมาย
ครอบคลมุ ด้านต่างๆ
จริยธรรมทางศาสนาเป็นการประพฤติตามหลักธรรมจริงๆเพื่อให้เกิดความประพฤติ
ทด่ี ีงามตามหลักทางศาสนาที่มุ่งให้เกดิ ความหลดุ พ้นจากโลกยี ะ
จริยธรรม เป็นคุณสมบัติทางความประพฤติ ของบุคคลที่ต้องแสดงออกอย่าง
เหมาะสมทง้ั ด้านความคดิ และการกระทํา เพื่อการอยรู่ ่วมกันอยา่ งผาสกุ
ความหมายของจริยธรรมในทางการบริหารมุ่งเน้นไปที่ความประพฤติที่เอ้ือต่อการ
ปฏิบตั งิ านดว้ ยความมงุ่ มัน่ รับผดิ ชอบ และปฏบิ ัตอิ ย่างถูกต้อง

๒ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕, พิมพ์คร้ังท่ี ๕, พิมพ์
ลักษณ,์ (กรงุ เทพมหานคร : อกั ษรเจรญิ ทศั น์, ๒๕๓๘).หน้า ๕๖.

คุณธรรมและจริยธรรมสาํ หรับผูบริหารการศึกษา ๑๑๗
บทที่ ๘ จรยิ ธรรมสาํ หรับนักบริหารตามหลกั พระพทุ ธศาสนา

สรุป ในการบริหารผู้บริหารควรมี คุณธรรม หมายถึง ความรู้สึก นึกคิดในจิตใจของ
บุคคลท่ีสามารถตัดสินความผิดชอบชั่วดี และจริยธรรม เป็นคุณสมบัติทางความประพฤติ ของ
บคุ คลทต่ี อ้ งแสดงออกอย่างเหมาะสมทัง้ ด้านความคิดและการกระทํา เพอื่ ความผาสุก

๘.๒ ผบู้ ริหารกบั คุณธรรม

๘.๒.๑ ศลี สาํ หรบั ผบู้ ริหาร

ปัญหาท่ีเกิดในสังคมไทยมีมากมาย ปัญญาเหล่าน้ันมีท้ังท่ีแก้ไขได้และแก้ไขไม่ได้
ส่วนที่แก้ไขไม่ได้เม่ือมองให้ลึกลงแล้วจะพบว่า หลายส่ิงหลายอย่างท่ีเป็นปัญหาและแก้ไม่ได้จะ
อยู่ท่ีไม่ทํามากกว่าไม่รู้หรือที่ชอบพูดว่า รู้แล้วไม่ทํา หรือมองให้ลึกลงไปอีกจะพบว่า รู้ไม่จริงจึง
แก้ไม่ได้ ดังน้ันผู้บริหารต้องรู้ลึกและรู้แจ้ง โดยเฉพาะด้านศีลธรรม ซึ่งมีความจําเป็นสําหรับทุก
คน

๑. เบญจศีล เบญจศีลหรือศีล ๕ โดยเฉพาะผู้บริหารแล้ว ศีล ๕ จะต้องปฏิบัติให้
เคร่งครัดมากกว่าคนทัว่ ไป เพราะเป็นตาํ แหนง่ ทจี่ ะตอ้ งเปน็ แบบอยา่ งท่ดี ีขอผใู้ ตบ้ ังคับบัญชา ซ่ึง
ควรจะคาํ นงึ และปฏิบัติตามศีล ๕ ดงั นี้ ศลี ข้อ ๑ ไมฆ่ ่าสัตว์ ศีล ขอ้ ๒ การไม่ลกั ขโมย ศีล ข้อ ๓
ไม่ล่วงละเมิดในกาม ศีลข้อ ๔ งดเว้นการพูดเท็จ ผู้บริหารจะต้องระมัดระวังให้มาก และศีลข้อ
๕ เว้นจากการเสพสุราเมรัย การผิดศีลข้อน้ี ถือว่าร้ายแรงที่สุด เพราะเป็นบ่อเกิดแห่งการทําผิด
ศีลขอ้ อน่ื ๆ

๒. เบญจธรรม ควบคู่ไปกับศีล ๕ แต่บุคคลทั่วไปในสังคมมักจะละเลยไม่ได้นําไป
ปฏิบัติอย่างจริงจัง ดังนั้น ผู้บริหารจะต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความงามให้แก่
ตนเองและสร้าง ความน่าเช่ือถือให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาและบุคคลทั่วไป ซ่ึงผู้บริหารควรคํานึง
และปฏิบัติ ดังนี้

ธรรมข้อ ๑ เมตตา กรุณา เป็นธรรมะท่ีให้ละเว้นจากการทําลายล้างชีวิตอ่ืนโดยใช้
ความเมตตากรุณาและความปรารถนาดตี อ่ ผ้อู ่นื

ธรรมข้อ ๒ สัมมาอาชีวะ เป็นความเพียรพยายามในการหาเลี้ยงชีพชอบ เป็นธรรมะ
ทีค่ อยเตอื นใจไม่ให้ประกอบมิจฉาชพี หรอื เลย้ี งชพี ในทางท่ีไม่ชอบ ฉ้อราษฎร์ บงั หลวง

ธรรมข้อ ๓ กามสังวร เป็นการสํารวมในกามคณุ ไม่หมกมุ่นอยใู่ นกามารมณ์จนถงึ กับ
ทําลายน้ําใจผู้อ่ืน ผู้บริหารย่อมไม่ใช้อํานาจหน้าท่ีหรือบารมีใดๆไปกดข่ีข่มเหงทางเพศต่อ
ผใู้ ต้บังคบั บญั ชาหรือผู้อื่น

ธรรมข้อ ๔ สัจจะ คือ ความซอ่ื สตั ย์ ได้แก่ ความประพฤตติ รงตอ่ ความเป็นจริง ความ
ซ่ือตรงได้แก่ ความประพฤติตรงต่อคําพูดและสัญญาตลอดจนข้อกําหนดต่างๆ เป็นกระทําที่
ตรงไปตรงมา คดิ อย่างไรก็พดู และทาํ อย่างนน้ั จะช่วยให้ผ้อู ื่นเกิดความเชื่อถอื ศรทั ธา

๑๑๘ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทท่ี ๘ จรยิ ธรรมสําหรับนักบริหารตามหลกั พระพทุ ธศาสนา

ธรรมข้อ ๕ สติสัมปชัญญะ คือ ความมีสติ๓ จะทําอะไรจิตใจต้องจดจ่ออยู่กับส่ิงที่
ตนเองทําไมป่ ระมาทเลินเล่อและรตู้ วั อยเู่ สมอว่าตวั เองเปน็ ใครมหี น้าทรี่ ับผิดชอบอะไรบ้าง

๓. ธรรมะที่มีคุณค่าต่อการบริหารงาน ผู้บริหารนอกจากจะมีศีลแล้วจะต้องมีธรรม
ซ่ึงได้แก่คุณธรรม จริยธรรม และกัลยาณธรรม (เบญจธรรม) ตลอดจนหลักธรรมต่างๆทาง
ศาสนาเป็นแนวปฏิบัติท้ังในการบริหารงานและการดํารงชีวิตประจําวัน หลักธรรมท่ีผู้บริหาร
ควรยึดถือปฏิบัติมีมากมาย แต่ที่สําคัญๆ ที่จะขาดมิได้ ถ้าขาดแล้วจะเป็นอุปสรรคในการ
บรหิ ารงาน มีดังน้ี

๑) พรหมวิหาร เป็นธรรมของพรหม หรือผู้เป็นใหญ่จะพึงปฏิบัติแต่ผู้น้อย มี ๔
ประการไดแ้ ก่

(๑) เมตตา ผู้บริหารต้องมีความเมตตาต่อทุกคน เมตตาต่อครู ต่อนักเรียน
ตอ่ ชมุ ชน และคนทว่ั ไป

(๒) กรุณา เป็นการช่วยเหลือเก้ือกูล ให้ประสบความสําเร็จ ต้องการช่วยให้
ไมม่ ีอปุ สรรคมาขัดขวางในการทํางานและช่วยใหป้ ระสบความสาํ เรจ็

(๓) มุฑิตา เป็นการพลอยยินดีเม่ือผู้อ่ืนได้ดี ผู้บริหารจะต้องให้คํายกย่อง
ชมเชย จนถงึ การให้ รางวลั ซง่ึ ขึน้ อยู่กบั ระดับการทาํ ความดี

(๔) อุเบกขา การรู้จักวางเฉย คือ การวางใจเป็นกลาง เมื่อพิจารณาเห็นว่า
ใครทาํ ดยี ่อมได้ดี ใครทาํ ช่ัวย่อมได้

๒) อิทธิบาท แปลว่า ทางเดินที่นําไปสู่ความสําเร็จอันย่ิงใหญ่ (อิทธิ แปลว่า ใหญ่,
บาทแปลว่า ทางเดิน) หมายถึง สิ่งที่เป็นแนวทาง ปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงความสําเร็จท่ีตนประสงค์
อทิ ธบิ าท มี ๔ ประการดังนี้

(๑) ฉันทะ คือ ความพอใจในฐานะและงานของตน
(๒) วริ ยิ ะ คือ ความพากเพียร เปน็ การกระทําอยา่ งตอ่ เนอื่ ง
(๓) จิตตะ คือ จดจ่อ ไม่ทอดท้ิง ส่ิงท่ีทําเกิดจากความรู้สึกนึกคิด ไม่หยิบ
โหย่ง ทําอะไรจนบรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์๔
(๔) วิมังสา คือ พิจารณาสอดส่องดูแลอย่างมีเหตุและผล การงานจึงจะได้ไม่
ผิดพลาด

๓ บุญมี แท่นแก้ว, จริยธรรมกับชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ ๖, (กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๑),
หนา้ ๓๕.

๔ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรม, พิมพ์คร้ังที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณ
ราช วทิ ยาลยั , ๒๕๔๓), หน้า ๑๔.

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๑๑๙
บทท่ี ๘ จริยธรรมสาํ หรับนักบรหิ ารตามหลกั พระพทุ ธศาสนา

๓) สันโดษ สันโดษมี ๗ ประการ ดงั นี้
(๑) สนั โดษในสิ่งท่ีได้ในสิ่งทม่ี ี คือ ยินดีตามท่ีได้ เมื่อได้ส่งิ ใดมีส่ิงใด ก็ยินดีใน

สงิ่ นนั้ และใช้สอยตามท่ีมีไมป่ รารถนาสิ่งอืน่ ท่ีเกินไป มากไป
(๒) สันโดษตามกําลัง คือ ยินดีตามกําลัง ถ้าส่ิงที่ได้มาไม่เหมาะแก่กําลังตน

หรอื ได้มากกวา่ ก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ เนื่องจากเกินกาํ ลังความสามารถกค็ วรแลกเปลี่ยนกับส่ิงทต่ี น
จะใช้ประโยชน์ได้

(๓) สันโดษตามสมควร คือ ยินดีตามสมควรที่เรียกว่า ตามควรแก่ฐานะหรือ
ความพอเหมาะพอควรนัน้ เอง

(๔) สันโดษในความคดิ คือ ระดบั ความคิด ไม่ฟงุ้ ซ่าน อยากได้โน่นอยากได้นี่
มากเกนิ ไป

(๕) สันโดษในการแสวงหา คือ ยินดีแสวงหาแต่สิ่งท่ีควรจะได้ตามสถานะ
ของตน

(๖) สันโดษในการรับ คือ รับแต่ท่ีสิ่งที่ควรรับและรับพอประมาณ ไม่ใช่รับ
ทุกอยา่ งทมี่ ีผใู้ ห้

(๗) สันโดษในการบริโภค คืน ยินดีบริโภค ใช้สอย สิ่งที่ได้มาด้วยการ
พิจารณาแล้ววา่ ดหี รอื ไม่ดี วา่ เหมาะหรอื ไม่เหมาะ

๔) สังคหวัตถุ ประกอบดว้ ย ๔ ประการดงั นี้
(๑) ทาน คือ การให้ การเสียสละ หมายถึง ความเอ้ือเฟื้อ เผื่อแผ่ แบ่งปัน

ของๆตนเพือ่ ประโยชนแ์ ก่ผ้อู ่ืน ไมต่ ระหน่ถี ี่เหนยี่ ว ไม่เปน็ คนเห็นแก่ไดแ้ ตฝ่ ่ายเดียว
๒) ปิยวาจา คือ พูดจาด้วยถ้อยคําท่ีไพเราะอ่อนหวาน พูดด้วยความจริงใจ

ไม่หยาบคายก้าวร้าวพูดในสิ่งท่ีเป็นประโยชน์เหมาะแก่กาลเทศะ ปิยวาจา เป็นบันไดข้ันแรกท่ี
จะสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดข้ึน ดังนั้นต้องละเว้นจากการพูดเทจ็ พูดสอ่ เสียด คําหยาบ และ
พดู เพ้อเจอ้

๓) อัตถจริยา คือ ประพฤติตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่ืน ไม่น่ิงดูดาย อย่าหา
ว่าธรุ ะไม่ใช่อตั ถจริยาจะเป็นการสร้างเสน่หอ์ ย่างหนึ่งท่ผี ู้บริหารจะตอ้ งสงั วร

๔) สมานัตตา คือ การประพฤติเสมอต้นเสมอปลายอย่าถือเอาประโยชน์จึง
ประพฤติดีถ้าไม่มีประโยชน์ก็ไม่ใส่ใจ สําหรับผู้บริหารแล้วอย่าตกเป็นทาสของอารมณ์ อย่าให้
อารมณ์เป็นตัวกําหนดพฤติกรรมของตนเอง จะกลายเป็นเดี๋ยวดีเด๋ียวร้าย และกลายเป็นการ
ทาํ ลายความเชื่อถือของตนเอง

๕) สัปปุริสธรรม ผ้บู ริหารเป็นบคุ คลที่สาํ คญั ท่ีสุดของหน่วยงาน เปน็ สัญลักษณ์
เป็นหน้าตาหน่วยงาน ดังน้ัน ผู้บริหารจะต้องเป็นผู้มีคุณธรรมสําหรับคนดี คือ สัปปุริสธรรม มี
๗ ประการดังนี้

๑๒๐ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทที่ ๘ จรยิ ธรรมสาํ หรับนักบริหารตามหลักพระพทุ ธศาสนา

(๑) ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ คือ รู้จักความจริง รู้หลักการ รู้
หลักเกณฑ์ รู้กฎแห่งธรรมชาติรู้กฎแห่งเหตุผล รู้จักวิเคราะห์ สังเคราะห์เหตุการณ์เพื่อมุ่งสู่
ความสาํ เรจ็ รวมความแลว้ คือ รู้หลักคดิ รู้หลกั ปฏบิ ัติ รหู้ ลกั วิชาการ

(๒) อัตถัตญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล คือ รู้ความมุ่งหมายของตน รู้ประโยชน์ท่ี
ประสงค์รู้จักผลท่ีจะเกิด เป็นการคาดเดาท่ีมีเหตุผลก่อนผลจะเกิด เมื่อเกิดแล้วรู้ได้ว่า ผล
ดงั กลา่ วเกดิ จากเหตอุ ย่างไร

(๓) อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตน คือ รู้ฐานะ รู้ภาวะ รู้กําลัง รู้ความคิด
ความรู้ความสามารถและความถนัดของตนและประพฤตปิ ฏบิ ตั ิใหเ้ หมาะสม

(๔) มตั ตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณ คือ ความสามารถร้จู ักประมาณใน
การกิน รู้จกั ประมาณในการใช้จา่ ย

(๕) กาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักการเวลา คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสมในการ
ประกอบกจิ การงาน ให้ตรงเวลา ไดเ้ ป็นเวลา ให้ทนั เวลา ให้พอเวลา และใหเ้ หมาะแก่เวลา เป็น
ตน้

(๖) ปริสญั ญุตา ความเปน็ ผู้รู้จักชุมชน คอื รู้จกั กลมุ่ บุคคล รู้จักหมคู่ ณะ ร้จู ัก
ชุมชน และรู้จัก ที่ประชุม จะได้ประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้อง จะพูดต่อบุคคลเหล่านั้นอย่างไร และ
จะสงเคราะห์อยา่ งไร

(๗) บุคคลปโรปรัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักบุคคล คือ รู้จักความแตกต่าง
ระหว่างบุคคลด้านอุปนิสัยใจคอ ความรู้ ความสามารถ ความประพฤติ และคุณธรรม นั่นคือจะ
ไดป้ รับตัวให้เข้ากับคนไดบ้ อกคนได้ ใชค้ นเปน็ จะไดเ้ กิดประโยชนต์ ่อการบรหิ ารมากย่ิงขึ้น

๔. ธรรมทท่ี าํ ให้คนอน่ื รกั
๑) ไม่โลภ หมายถึง ไม่อยากได้ลาภ ยศ สุข มากเกินไป ไม่กอบโกยมาเป็นของ

ตนแต่ฝ่ายเดียว รู้จักแบ่งปันให้คนอ่ืนบ้างตามสถานะ ถ้าเป็นคนโลภอยากได้อะไรๆมากเกินไป
จะกลายเป็นคนเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว เม่ือเป็นอย่างน้ีแล้วมักจะกลายเป็นความอิจฉาริษยา
ตามมา ดังน้ันถ้าผู้บริหารไม่โลภผู้อื่นจะเช่ือถือศรัทธา ในทางตรงกันข้ามถ้าผู้บริหารเป็นคนโลภ
ผอู้ น่ื จะดถู กู รงั เกยี จเดยี ดฉนั ท์

๒) ไม่อยากได้ลาภสักการะ คือ การอยากได้ในส่ิงท่ีผู้อ่ืนเป็นผู้หามาให้โดยที่
ตัวเองไม่ได้ลงทุน การที่ไม่อยากได้ในสิ่งเหล่านี้จะทําให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสบายใจท่ีจะไม่ได้
ลําบากหรอื เส่ียงต่อการทจุ ริตเพื่อแสวงหาลาภสักการะมาให้ ผใู้ ตบ้ งั คับบัญชาย่อมเชอ่ื ถอื ศรทั ธา

๓) ไม่รักเกียรติรักศักดิ์ศรีมากเกินไป มนุษย์ท้ังหลายย่อมหนีจากคําติฉินนินทา
ดูหมิ่นเหยียดหยามไปไม่พ้นเป็นธรรมดา ถ้าผู้บริหารมีความติดยึดกับตําแหน่งรักเกียรติรัก
ศกั ดศิ์ รมี ากไปจะกลายเปน็ คนทแ่ี ตะไม่ได้ เย่อหยิง่ เดียดฉันท์ผู้อื่น แบ่งชน้ั วรรณะทาํ ตวั อยู่เหนือ
ผู้อ่นื

คุณธรรมและจริยธรรมสาํ หรับผูบริหารการศึกษา ๑๒๑
บทท่ี ๘ จริยธรรมสาํ หรับนกั บริหารตามหลกั พระพุทธศาสนา

๔) มีความละอาย เป็นคุณสมบัติของมนุษย์ทุกรูปนามจะต้องมี แต่ผู้บริหาร
จะต้องมีมากกว่าผู้คนท่ัวไปซ่ึงความละอายดังกล่าวนี้ ได้แก่ ละอายต่อคําพูด ละอายต่อการ
กระทํา ละอายแก่ใจและละอายตอ่ บาป ท้งั ตอ่ หน้าและหลับหลงั ท้งั คนเหน็ และไมเ่ หน็

๕) เกรงกลัวต่อบาป ท้ังต่อหน้าและหลับหลัง ผู้บริหารจะต้องมีความนอบน้อม
ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนรอบข้างท่ีเตือนตนบ้าง และเตือนตนด้วยตนเองเป็นส่ิงสําคัญยิ่ง
เมอื่ ผบู้ รหิ ารเกรงกลัวต่อบาปย่อมไม่ประพฤติชัว่ ผู้คนย่อมรักใคร่

๖) จิตใจใสสะอาด ผู้บริหารต้องมีจิตใจใสสะอาดไม่ปรารถนาในส่ิงลามก
ทัง้ หลายและไม่เล่ือมใสในส่ิงผิด ไมช่ อบการบําเรอดว้ ยกามารมณ์ การเป็นนกั เลงหญิงนับว่าเป็น
อบายมุขท่ีจะนําพาไปสู่การทุจริตได้ง่ายเพ่ือหาทรัพย์อันมิควรได้มาบํารุงบําเรอตนเอง ดังนั้น
ผบู้ รหิ ารต้องทาํ ใจรกั ษาใจให้ใสสะอาดปราศจากส่ิงลามกทั้งปวง จะไดร้ บั ความเชอื่ ถือศรัทธา

๗) มีความคิดตามทํานองคลองธรรม เป็นความคิดความเห็นที่ยึดความถูกต้อง
ตามปทัสถานของสงั คม คา่ นยิ ม ขนบธรรมเนยี ม ประเพณีและวัฒนธรรมของสังคมเปน็ หลัก แม้
จะเป็นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ก็ยึดหลักการน้ีเช่นเดียวกัน กล่าวคือต้องไม่คิดแปลกแหวกแนว
จนทําลายล้างส่ิงที่มีอยู่ในสังคมหรือความเช่ือที่ดีงามของสังคมให้หมดไปอย่างส้ินเชิง ถ้าคิด
อย่างน้ีจะถกู ต่อตา้ นทันที

สรปุ ผู้บริหารจําเปน็ ต้องมีคุณธรรมในการบริหารไดแ้ ก่ เบญจศีล เบญจธรรม รวมถึง
ธรรมะด้านต่างๆ เช่น พรหมวิหาร อิทธิบาท สันโดษ สังคหวัตถุ สัปปุริสธรรม และธรรมท่ีทําให้
คนรัก

๘.๓ ผูบ้ ริหารกบั จริยธรรม

หลักจริยธรรมในการดํารงชีวิต เป็นจริยธรรมแบบที่มีอยู่ในตัวบุคคลและยึดถือ
ประจําใจไว้เป็นแนวปฏิบัติ ซ่ึงจริยธรรมในตัวบุคคลน้ี จะต้องคํานึงถึงระดับจริยธรรม ๒
ประการ คอื

๑. จริยธรรมระดับศีลธรรม เป็นการประพฤติระดับศีลธรรมตามศาสนาท่ีตนนับ
ถือกฎหมาย วัฒนธรรมประเพณี ค่านิยม จรรยาบรรณและมารยาททางสังคม เพ่ือสร้าง
สนั ตภิ าพทางสังคมและยงั เป็นการสร้างคุณคา่ ในตัวเองให้ปรากฏแกส่ งั คม

๒. จริยธรรมระดับสัจธรรม เป็นการปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ กล่าวคือ ปฏิบัติ
ตามหลักของศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อให้การปฏิบัตินั้น เป็นไปตามธรรมชาติแห่งชีวิต เพี่อให้การ
ปฏิบัตินั้นไม่ได้ถูกครอบงําด้วยความเชื่อที่ขาดหลักเหตุผล มีจิตบริสุทธ์ิ มีจิตเป็นกลาง ความมี
เหตุผลที่สามารถอธิบายได้ตอบได้จะทําให้การปฏิบัติน้ันเป็นประโยชน์ต่อหมู่ชน เพื่อความสุข
และสันตภิ าพดังน้ัน ผู้บริหารจะต้องคาํ นึงถึงเร่ืองการดํารงชวี ิตหรือการดําเนนิ ชีวติ โดยจะตอ้ งมี
ความดีในตนเพ่อื ประโยชนแ์ หง่ ตนและสังคมดว้ ย

๑๒๒ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทท่ี ๘ จริยธรรมสําหรับนักบรหิ ารตามหลกั พระพทุ ธศาสนา

๘.๔ หลักจริยธรรมในการดํารงชวี ติ

หลักของพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมของทุกสังคม ต้องการสอน ต้องการสร้าง
และกล่อมเกลาจิตใจคนในสังคมให้สามารถดํารงตนอยู่ด้วยความมีจริยธรรมท่ีดีงามท้ังสิ้น แต่
โลกของโลกียธรรม จะทําให้ผู้คนเป็นไปตามคตินิยมทางเดียวเป็นการยาก เพราะการดํารงชีวิต
ของคนในสังคมจริงๆ จะมี ๓ ระดับ คือ

๑. การดํารงชีวิตอย่างไม่มีจริยธรรม (Immoral Management or Unethics) เป็น
การดํารงชีวิตท่ีมุ่งไปท่ีตนเองเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้คํานึงถึงผู้อ่ืน กล้าทําในสิ่งที่ผิดกฎหมาย
ระเบียบ กฎเกณฑ์จรรยาบรรณ ข้อบังคับท่ีเป็นอุปสรรคต่อการดําเนินงานเพื่อประโยชน์ของ
ตนเองเท่าน้นั

๒. การดํารงชีวิตอย่างมีจริยธรรม (Moral Management or Ethical management)
เป็นการดาํ รงชวี ิตทีย่ ึด คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณและศีลธรรม ยดึ ถือความถกู ต้องและอดุ ม
คติของสังคมและคาํ นึงถึงความยุตธิ รรมในสงั คม และยดึ ประโยชนต์ อ่ สว่ นรวมเปน็ สาํ คัญ

๓. การดํารงชีวิตอย่างไม่สนใจเรื่องของศีลธรรม (Amoral Management) เป็นการ
ดํารงชีวิตที่ไม่มหี ลักเกณฑ์ ไม่ตระหนักในสิ่งทถี่ ูกต้องและไมไ่ ด้คดิ คาํ นึงเรือ่ งจริยธรรมเลย ถึงทํา
ใหบ้ างคร้ังได้มกี ารกระทาํ ผดิ โดยร้เู ทา่ ไม่ถงึ การณ์

ดังนั้น ผู้บริหารจะต้องคํานึงถึงเร่ืองจริยธรรมการดํารงชีวิตหรือการดําเนินชีวิต โดย
จะต้องมคี วามดใี นตนเพ่ือประโยชน์แห่งตนและสงั คมด้วย

นอกจากนี้ผู้บรหิ ารควรมีจริยธรรมในการดํารงชวี ติ ซ่ึงประกอบดว้ ย
๑. จริยธรรมเชิงเจตคติ ควรปรุงแต่งความรู้สึก ชอบ ไม่ชอบต่างๆ ให้สอดคล้องกับ
วัฒนธรรมประเพณีและคา่ นิยมของสงั คม อย่าแอบแฝงเจตนาไม่ดีอยใู่ นพฤตกิ รรมนนั้ ๆ
๒. จริยธรรมเชิงความรู้ จะต้องเรียนรู้เก่ียวกับปทัสถาน (Norm) ของสังคมท่ีถูกต้อง
กฎ ระเบียบข้อห้าม ข้อปฏิบัติ วัฒนธรรม ประเพณีท่ีเคยยึดถือปฏิบัติ สิ่งใดที่ต้องยึดถือก็อย่า
เปลย่ี นแปลงเจตนาไปเปน็ อยา่ งอ่นื เพื่อเอ้อื ประโยชนแ์ ก่ตน๕
๓. จริยธรรมเชิงเหตุผล เป็นการให้เหตุผลในการตัดสินใจอย่างใดอย่างหน่ึง เหตุผล
ดังกล่าวน้ันต้องแสดงถึงเจตนาเพ่ือความสุขของสังคม และสามารถแจกแจงปัจจัยท่ีเป็นเหตุให้
ตดั สินใจได้

๕ ดวงเดือน พันธุมนาวิน, จิตวิทยาจริยธรรมและจิตวิทยาภาษา, (กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนา
พานิช, ๒๕๒๔), หน้า ๑๒๐.

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๑๒๓
บทที่ ๘ จริยธรรมสําหรบั นักบรหิ ารตามหลักพระพทุ ธศาสนา

๔. จริยธรรมเชิงพฤติกรรม เป็นการแสดงออกตามท่ีสังคมยอมรับ ความซ่ือสัตย์
สจุ ริต ความซ่อื ตรง ความเอ้ือเฟ้ือเผือ่ แผ่ เสยี สละช่วยเหลือผูอ้ น่ื การใหท้ าน ไม่เอารดั เอาเปรยี บ
ผอู้ น่ื และงดเวน้ พฤตกิ รรมท่ีสังคมไมย่ อมรับ สิ่งเหลา่ น้ีเป็นส่ิงทค่ี วรประพฤติปฏบิ ัติ

สรุป ผู้บริหารจะต้องมีความดีในตนเพ่ือประโยชน์แห่งตนและสังคมโดยคํานึงถึง
จริยธรรมในการดาํ รงชีวติ

๘.๕ หลกั จริยธรรมทีผ่ ู้บริหารควรยดึ ถือปฏบิ ัติในการดาํ รงชวี ิต

เพื่อใหเ้ กดิ การยอมรบั นับถือในฐานะปูชณยี บุคคล มีดังน้ี
๑. การใฝ่ใจในสัจธรรม เป็นจริยธรรมพ้ืนฐานที่สําคัญท่ีสุด เป็นข้ันที่ต้องอาศัย
กระบวน การคิดอย่างมีเหตุผลและศรัทธาต่อการเข้าถึงความจริง และต้องอาศัยกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อจะให้มีการแสวงหาข้อมูล เพ่ือนํามากําหนดปัญหาและการสร้างทางเลือก
ในการแกป้ ัญหา การวิเคราะห์หาวิธที ีด่ ที ่สี ุด และการยดึ มนั่ ในการแกป้ ญั หาให้สาํ เร็จ
๒. การใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา การแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นน้ัน ต้องใช้ปัญญา
และเหตุผลในการแก้ไขนั้น คือ ต้องรู้ถึงสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง เร่ิมต้ังแต่การให้ข้อมูลที่
ถูกต้อง การวิเคราะห์ข้อมูลที่ตรงไปตรงมา การกําหนดปัญหาท่ีถูกต้อง ซ่ึงควรใช้หลักกาลามา
สตู ร พละ ๕ วตุ ิธรรม ๔ เปน็ ต้น
๓. การยึดหลักเมตตากรุณา การดํารงชีวิตท่ีมีคุณค่าต้องประกอบด้วยเมตตากรุณา
ถ้าขาดธรรมข้อนี้สังคมก็จะขาดความผาสุกร่มเย็น ระบบท่ีควรยึดม่ันในการปฏิบัติ คือ พรหม
วิหาร ๔ ได้แก่เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา และ สังคหวัตุ ๔ ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา
และสมานัตตา
๔. มีสติสัมปัญชัญญะ เป็นการระลึกเพื่อควบคุมตนเองให้ประพฤติปฏิบัติใดๆด้วย
การสาํ รวมไม่ประมาทในทุกสิง่ ท่กี ระทํา
๕. ความซื่อสัตย์สุจริต เป็นการประพฤติตรงต่อตนเองและผู้อ่ืน ต่อหน้าที่การงาน
ตอ่ คําม่ันสญั ญา แบบแผน ระเบยี บ กฎเกณฑ์ และความถกู ตอ้ งดงี าม
๖. ความขยันหม่ันเพียรไม่เกียจคร้าน เป็นส่ิงท่ีจะช่วยให้ประสบความสําเร็จให้ชีวิต
แต่ต้องใช้ควบคู่กับปัญญาและอิทธิบาท ๔ ได้แก่ ความพอใจ ความเพียร ความมีใจจดจ่อ และ
ความไตร่ตรอง
๗. ความมีหิริโอตัปปะ โดยการเป็นคนที่มีความละอายต่อการทําช่ัวและเกรงกลัวต่อ
บาปท้ังต่อหน้าและลับหลัง เป็นสิ่งที่ควรยึดถือปฏิบัติให้เกิดข้ึน การที่สังคมวุ่นวายไม่สงบสุขก็
เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ ไม่มีหิริโอตัปปะ การฝึกตนควรควบคุม กาย วาจา และความคิดให้
เหมาะให้ควร ตามทํานองครองธรรม ควรยึด เบญจศีล เบญจธรรม และกุศลธรรมบท ๑๐ เป็น
ตน้

๑๒๔ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทที่ ๘ จริยธรรมสําหรับนกั บริหารตามหลักพระพุทธศาสนา

๘.๖ ผู้บรหิ ารกับการสรา้ งความสมดุล

จริยธรรมเป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมที่ดีท่ีพึงประสงค์ เพ่ือความเจริญแห่งตน
ทางหน่ึงโดยเฉพาะผู้บริหารจําเป็นต้องสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น เพ่ือประสิทธิภาพในการ
บรหิ ารงาน ดังน้ี

๑. ความสมดุลพื้นฐาน ได้แก่ความสมดุล ๔ ส่วน คือ ความสมดุลระหว่างส่วนตัว
ส่วนครอบครัว ส่วนงานและส่วนสังคม ท้ังส่ีส่วนนี้จะต้องผสมผสานกันอย่างลงตัวไม่ให้นํ้าหนัก
ไปทางใดทางหน่ึงให้เสียความสมดุล คนที่เอาส่วนตัวมากเกินไปก็จะทําให้เสียสังคม คนที่เอา
ครอบครัวมากเกินไป ไม่เอาสังคมหรือไม่จริงจังกับงานโอกาสจะประสบความสําเร็จจะมีน้อย
มาก คนที่เอาแต่งานจนเรียกว่าบ้างานเกินไป จะทําให้ครอบครัวไม่มีความสุข ไม่มีหลักฐาน
ให้กับตัวเอง คนที่เอาแต่งสังคมมากเกินไป จนลืมงานลืมครอบครัว ไม่รับผิดชอบต่องานและ
ครอบครัว จะกลายเป็นคนเพ้อเจ้อไม่น่าเช่ือถือ ดังนั้นทั้งส่ีส่วนน้ีจะต้องสมดุลกันเสมอ การ
ดาํ เนินชีวิตจงึ จะราบร่นื

๒. ความสมดุลระหว่างงานกับการพักผ่อน ถ้าทํางานอย่างเดียวไม่ยอมพักผ่อน ชีวิต
จะมีความเครยี ด รา่ งกายจะเหน่ือยลา้ และทรุดโทรมเร็ว ถ้ามแี ตพ่ ักผอ่ นไม่รจู้ ักทํางานกจ็ ะไมพ่ บ
กับความเจริญใดๆ ความสมดลุ น้ไี ม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้เวลาที่ตอ้ งเท่ากัน การทํางานทางสมอง
กับการทํางานทางกายน้ันมีความเหนื่อยล้าต่างกัน การพักผ่อนก็แตกต่างเช่นเดียวกัน การสร้าง
ความสมดุลจึงอยู่ท่ี เหน่ือยมากพักมาก เหน่ือยน้อยพักน้อย เครียดมากต้องผ่อนคลายมาก
เครยี ดนอ้ ยผ่อนคลายน้อยเชน่ เดียวกนั เปน็ การเตมิ พลงั ใหก้ ับชวี ิตใหส้ ามารถทาํ งานไดต้ อ่ ไป

๓. ความสมดุลระหว่างความอยากความจําเป็นกับความสําคัญ ความอยากเป็นอย่าง
หน่ึงความจําเป็นอีกอย่างหน่ึง ความสําคัญเป็นอีกอย่างหน่ึง บางครั้งทั้งสามอย่างมันเป็นเหตุ
เป็นผลต่อกัน แต่ถ้าจําเป็นต้องเลือก ต้องเลือกความจําเป็นก่อน ความสําคัญเป็นท่ีสอง และ
ความต้องการเป็นที่สาม อย่าตกอยู่ใต้อํานาจของความอยากแต่ควรทําให้ความอยาก ความ
จําเปน็ และความสาํ คัญสมดุลกนั ชวี ติ จะมแี ตค่ วามราบร่ืน

๔. ความสมดุลระหว่างความคิด คําพูด การกระทํา ทั้งสามส่วนน้ีมีพลังท่ีสืบเนื่องกัน
ไป ถ้าคิดให้ดีก่อนพูดออกมาความผิดพลาดจะมีน้อยและจะส่งผลไปสู่การกระทําได้อย่างมีพลัง
และเจ้าของคําพูดจะได้รับความเช่ือถือ เพราะคิดอย่างไรก็พูดอย่างน้ันและทําตามสิ่งที่ตนเอง
คดิ และตนเองพูด ซ่งึ สงั คมเรียกว่าเป็นคนมสี จั จะน่ันเอง

๕. ความสมดุลระหว่าง ความรู้สึก ความทรงจํา ความปรารถนา ความสมดุลทั้งสาม
ส่วนนี้เปน็ ความสมดลุ ทางจิตใจจึงเป็นเรือ่ งสําคัญ ถา้ มวั หลงอยู่กบั ความรสู้ ึกของตนเองหรือหลง
ตนเองไม่ยอมรับผู้อื่น มักจะกลายเป็นคนทิฐิมานะหาเพื่อนไม่ได้ ถ้ามัวหลงอยู่กับความทรงจํา
อย่างเดยี วมักจะกลายเปน็ คนกนิ อดุ มการณ์ ตกอยใู่ นความเพอ้ เจอ้ เพอ้ ฝนั อยูก่ บั จินตนาการหา
ประโยชน์ได้น้อย ถ้าไม่รู้ตัวเองเลยมักจะอยู่กับส่ิงเร้าไร้ความเป็นตัวของตัวเอง ถ้าตกอยู่ภายใต้

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๑๒๕
บทท่ี ๘ จริยธรรมสาํ หรบั นักบรหิ ารตามหลกั พระพุทธศาสนา

ความปรารถนามักจะอยู่กับความฝัน ความหวังซึ่งอาจจะลืมความเป็นจริงจะกลายเป็นคนฝัน
เพอ้ ไปในท่ีสดุ

๖. ความสมดุลระหวา่ ง อดีต ปัจจุบัน อนาคต ผู้บริหารจะต้องทาํ ให้สามส่วนน้ีสมดุล
กัน สิ่งที่ทํามาแล้วบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ อย่างไร มีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง ต้องจดจําเพื่อ
หลีกเล่ียงหรือแก้ปัญหา ผู้บริหารต้องรู้สภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการในอนาคตของ
องค์การ เพือ่ จะได้วางแผนงานไดถ้ ูกตอ้ ง อยา่ ไปจมปรักอยู่กับอดีตแตเ่ พียงอย่างเดียว ต้องทําให้
ท้ังสามส่วนมีความสัมพันธ์กันกล่าวคือ นําเอาอดีตมาเป็นพ้ืนฐานในการคิดเพ่ือกําหนดปัจจุบัน
และทําให้ปจั จุบันประสบความสาํ เร็จเพ่ือสร้างอนาคตขององค์การจึงจะประสบความสาํ เร็จ

๗. ความสมดุลระหว่าง อํานาจในตนเอง อาํ นาจจากการยอมรับ อํานาจจากตาํ แหน่ง
ผบู้ ริหารจะต้องสร้างอํานาจท้ังสามส่วนน้ีใหส้ มดุลกัน โดยการสรา้ งอํานาจในตนเองให้มีขึ้นก่อน
เพราะมีความสําคัญกว่าอํานาจอ่ืน เช่น ถ้ามีอํานาจจากตําแหน่งแต่ไม่มีอํานาจในตนเองก็จะไม่
มีการยอมรับอํานาจจากตําแหน่งก็จะอยู่ได้ไม่นาน ในทางกลับกันถ้ามีอํานาจในตนเองก็จะเกิด
การยอมรับและจะสามารถอย่ใู นตําแหนง่ ไดอ้ ย่างยาวนาน๖

คุณธรรมจริยธรรม เป็นคุณสมบัติพ้ืนฐานท่ีจําเป็นสําหรับ ผู้บริหารทุกองค์กร ไม่ว่า
จะเป็นองค์กรของรัฐ ของเอกชน องค์กรศาสนา องค์กรราชการ องค์กรการเมือง องค์กร
เศรษฐกิจ หรือองค์กรพิพากษาก็ตาม จะต้องสมบูรณ์ด้วยหลักคุณธรรมและจริยธรรม โดยไม่
บกพร่องตลอดเวลาท่ีดํารงฐานะผู้นํา หากคุณธรรมและจริยธรรมขาดตกหล่นบกพร่อง ไปจาก
ผ้นู ําในตําแหน่งต่างๆ ท่ีทําหน้าที่บริหารองค์กรในระดบั และฝ่ายต่างๆ คุณภาพการบริหารก็จะ
บกพร่องตามไปด้วย เมื่อการบริหารบกพร่องคุณภาพขององค์กรท่ีผู้นํารับผิดชอบก็จะบกพร่อง
ตามไปดว้ ย ถึงที่สุดองค์กรนั้นก็ล้มครืน การแก้ไขปัญหา คือผู้นาํ ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองใหจ้ งได้
หรอื มฉิ ะนัน้ กต็ ้องเปลี่ยนแปลงตัวผู้นาํ

สรุป คุณธรรมเป็นจิตสํานึกที่มองไม่เห็น เพราะเป็นนามธรรม ส่วนจริยธรรมเป็น
ความประพฤติที่มองเห็น เป็นรูปธรรม หรืออธิบายอีกอย่างหน่ึง คุณธรรมเป็นศรัทธาที่ควบคุม
จิตใจทําให้มีจิตสํานึกท่ีดีส่วนจริยธรรมเป็นกฎกติกามารยาทที่ควบคุมความประพฤติอัน
แสดงออกท่ีเห็นเป็นรูปธรรม เมื่อจิตใจและการแสดงออกทางกิริยา ที่เรียกว่าความประพฤติ มี
หลักการท่ีพระเจ้าบัญญัติควบคุมไว้ได้ มนุษย์ก็ย่อมมีคุณภาพ และมนุษย์ทุกคนน้ัน มีความ
รับผิดชอบทแี่ ตกต่างกนั และความรับผดิ ชอบ ย่อมเป็นคณุ สมบตั ิท่สี ําคัญทีส่ ุดของผนู้ าํ

๖ จําเริญรัตน์ เจือจันทร์, จริยศาสตร์: ทฤษฎีจริยธรรมสําหรับนักบริหารการศึกษา,
(กรุงเทพมหานคร: โอเดยี นสโตร,์ ๒๕๔๘).

๑๒๖ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทที่ ๘ จริยธรรมสาํ หรับนักบรหิ ารตามหลักพระพุทธศาสนา

๘.๗ หลกั จริยธรรมเชิงวชิ าการ

๑. หลักจริยธรรมเชิงวิชาการ ผู้บริหารท่ีดีนอกจากจะมีจริยธรรมในการดํารงชีวิต
แล้วยังต้องมีจริยธรรมทางวิชาการด้วย เนื่องจากผู้บริหารจะต้องเป็นผู้ที่ต้องศึกษาหาความรู้
เพ่ิมเติมอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความเจริญด้านสติปัญญาและเผยแพร่ความรู้ไปสู่ผู้อ่ืน จริยธรรม
ทางวิชาการจึงเป็นส่ิงท่ีจําเป็นที่ผู้บริหารจะต้องยึดถือปฏิบัติ กล่าวคอื ต้องมีความประพฤติอันดี
งามในด้านตา่ ง ๆ ดังนี้

๑) การศึกษาหาความรู้ ผู้บริหารต้องเป็นท้ังนักวิชาการด้านบริหารและด้านการ
เรียนการสอน จึงต้องมีความขยันหม่ันเพียรในการแสวงหาและสร้างองค์ความรู้ ซึ่งนําไปสู่การ
เผยแพร่และปฏิบตั งิ าน

๒) ความซ่ือสัตย์ซ่ือตรง ต้องมีความประพฤติตรงต่อผู้คนและกฎเกณฑ์ต่าง ไม่
บิดเบอื นในองคค์ วามรู้ที่ไดศ้ ึกษามา เพ่อื เจตนาในการชักจงู ไปในทางท่ีผดิ

๓) เคารพต่อแหล่งความรู้ การศึกษาองค์ความรู้ใดจากใครจะต้องให้เกียรติต่อผู้
นน้ั ไมแ่ อบอา้ งว่าเป็นของตน ไม่ลอกเลยี น หรอื กระทาํ ซ้ําโดยเดด็ ขาด นอกจากจะขาดจริยธรรม
และยงั ผิดกฎหมายบ้านเมือง

๔) บริสุทธ์ิใจในการเผยแพร่ มีเจตนาบริสุทธ์ิในการเผยแพร่ความรู้ไม่ได้มุ่งหา
กําไรเกินพอดีและองค์ความรู้ท่ีเผยแพร่จะต้องได้รับการตรวจสอบ สอบทานที่ดีที่ถูกต้อง
เสยี กอ่ น

๕) มีความมุ่งม่ันสร้างสรรค์สังคม การแสดงความคิดเห็นใด ๆ เจตนาสูงสุดเพ่ือ
ประโยชนท์ ้งั มวลใหเ้ กดิ แกส่ ่วนรวม

๒. จริยธรรมทางวิชาการกับการพัฒนา ผู้บริหารจะต้องคํานึงถึงการปฏิบัติของ
บุคลากรกับงานที่รับผิดชอบนั้น ไม่ใช่ว่าจะมองไปที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเท่าน้ัน แต่ควรมองไปที่ผล
สุดท้ายของงานท่ีต้องการบรรลุ เช่น ผู้บริหารการศึกษาต้องมองไปท่ีครูเพ่ือให้ครูสอนนักเรียน
ให้บรรลุวัตถุประสงค์ ดังนั้นจริยธรรมเชิงวิชาการต้องมองไปท่ีนักเรียนด้วย ดังนั้นผู้บริหาร ต้อง
แสดงบทบาทดา้ นวชิ าการกับการพฒั นา ดงั นี้

๑) เป็นผู้นําในการพัฒนาหลักสูตร ผู้บริหารจะต้องถือเป็นหลักสําคัญว่า
หลักสูตรคือหัวใจในการจัดการเรียนการสอน เพราะเป็นทิศทางในการสร้างประสบการณ์ให้แก่
ผู้เรียน เพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์ หลักการ จุดหมาย โครงสร้างและรายละเอียดอ่ืนๆทาง
หลกั สูตรจะต้องได้รบั การทบทวนอยู่เสมอ ในด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความสามารถ
ในการบรรลุได้ เป็นต้น ต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพ่ือนํามาวิเคราะห์และปรับปรุงแก้ไขให้
สอดคล้องกบั สถานการณ์ สง่ิ แวดล้อมและความต้องการของชุมชน

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๑๒๗
บทที่ ๘ จรยิ ธรรมสําหรบั นักบรหิ ารตามหลักพระพทุ ธศาสนา

๒) จัดหาเอกสารประกอบหลักสูตรให้ครบเพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอน
ครูต้องอาศัยเอกสารประกอบหลักสูตรในการดําเนินงาน ผู้บริหารจะต้องจัดหาให้ครบถ้วน
เพยี งพอต่อความตอ้ งการ

๓) ต้องแสวงหาความรู้เก่ียวกับการเรียนการสอนให้มาก เพ่ือนํามานิเทศหรือ
ช้ีแนะแก่ครูได้อย่างมั่นใจ เพราะหน้าที่หน่ึงของผู้บริหารคือการนิเทศเพื่อให้ครูผู้สอนจัด
กิจกรรมการเรยี นการสอนให้บรรลวุ ตั ถปุ ระสงคไ์ ด้

๔) ต้องแสวงหาสื่อและอุปกรณ์ที่จําเป็น เพื่อให้ครูได้ใช้ในการจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอนเช่น คอมพวิ เตอร์ เปน็ ต้น

๕) ต้องเป็นผู้นําในการประกอบกิจกรรมเพ่ือพัฒนาผู้เรียน ท้ังกิจกรรมประจํา
กลุ่มสาระกจิ กรรมเสรมิ และกจิ กรรมพฒั นา

๖) ต้องเป็นผู้นําในการวัดผลประเมินผล เพราะงานด้านนี้ส่วนใหญ่ครูจะปล่อย
ปละละเลยหรือดําเนินงานอย่างไม่ถูกหลักวิชา จําเป็นที่ผู้บริหารจะต้องถือเป็นหน้าที่สําคัญท่ี
จะต้องปฏบิ ตั ิ

๗) ต้องไม่แสวงหาประโยชน์จากการอนุมัติต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่การรับเด็กเข้าเรียน
การอนมุ ตั ิผลการสอบหรอื อนุมัติผลการเรียน เป็นตน้ ตอ้ งไมเ่ รยี กรบั ผลประโยชน์ใด ๆ๗ ทงั้ ส้นิ

สรุป จริยธรรมเชงิ วิชาการ ประกอบด้วยจริยธรรมการศึกษาหาความรู้ ความซื่อสัตย์
ซอ่ื ตรง เคารพต่อแหล่งความรู้ บริสุทธิ์ใจในการเผยแพร่ มุ่งม่ันสร้างสรรคส์ ังคม รวมถึงจริยธรรม
ทางวิชาการกบั การพฒั นา

๘.๘ หลักจริยธรรมเชงิ บรหิ าร

๑. จรยิ ธรรมเชงิ การบริหาร
องค์การใดๆ จะต้องมีจริยธรรมเพ่ือปฏิบัติให้ถูกต้องดีงาม มีความรับผิดชอบต่อ

ผู้รับบริการมุ่งผลให้เกิดผลตามวัตถุประสงค์ และมุ่งประโยชน์แก่ส่วนรวม ดังน้ันผู้บริหารควรมี
จรยิ ธรรมการบริหาร ดงั นี้

๑) การบริหารมุ่งผลสัมฤทธ์ิ การบริหารต้องให้เกิดผล ไม่ใช่เน้นที่กระบวนการ
ผลสัมฤทธ์ิประกอบด้วย ผลผลิตกับผลลัพธ์ การจะให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้ต้องอาศัย ความ
ขยันหมัน่ เพียร ตัง้ ใจจริงในการทาํ งาน และมรี บั ผิดชอบ

๗ วริยา ชินวรรโณ, จริยธรรมของพลเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตย: ประมวลองค์ความรู้
ประสบการณ์, (กรุงเทพมหานคร: ศูนยห์ นงั สอื จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๖), หน้า ๒๒๐.

๑๒๘ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทท่ี ๘ จริยธรรมสําหรับนกั บรหิ ารตามหลกั พระพุทธศาสนา

๒) การบริการที่ดี เป็นการให้บริการที่มีคุณภาพ แก่ทุกคนอย่างเสมอภาค ท้ัง
เป็นการบริหารในหน้าท่ีและบริหารทั่วไปซึ่งต้องอาศัย ความบริสุทธ์ิใจ ความเต็มใจ และ
อัธยาศยั ไมตรที ่ีดขี องผู้ให้บริการ เป็นสําคญั

๓) การสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพการบริหาร เป็นหน้าที่หลักสําคัญของ
ผู้บริหารท่ีจะต้องสั่งสมและพัฒนาให้เกิดความเช่ียวชาญกับงานในทุกแง่มุม ซึ่งต้องอาศัยความ
หมน่ั ศกึ ษา ขวนขวายหาความรมู้ าปรบั ใช้ในงานอยู่เสมอ

๔) ความร่วมแรงร่วมใจ จรรยาบรรณข้อนี้เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยผู้คนหลายคน
หลายฝ่ายในการทํางานจึงจะประสบความสําเร็จ ซึ่งต้องอาศัยความมีมนุษยสัมพันธ์ ทํางาน
ร่วมกับคนได้ มีความคดิ สรา้ งสรรค์ และชว่ ยเหลือซง่ึ กนั และกัน

๕) ความมีคุณธรรมจริยธรรม การบริหารงานต้องอาศัยคุณธรรมจริยธรรมเป็น
อย่างมาก ท้ังการคิดและปฏิบัติ ต้องมีความซื่อสัตย์ ซ่ือตรง โปร่งใส รักษาสัจจะวาจาผู้ร่วมงาน
จึงจะเกดิ ความเชอื่ มน่ั และร่วมมอื ทาํ งานด้วยความเตม็ ใจ๘

๒. จริยธรรมการบริหารเชงิ ธรรมาภิบาล

บริหารงานในอดีตเปน็ การบริหารแบบรวมศูนย์อํานาจ การสั่งการออกจากสว่ นกลาง
หรือผู้มีอํานาจ ประชาชนไม่มีส่วนร่วมทําให้มีโอกาสทุจริตได้อย่างกว้างขวาง ทําให้การบริหาร
ขาดประสิทธิภาพไร้ประสิทธิผล จึงเกิดกระแสเรียกร้องในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการบริหาร
ของภาครฐั ขึน้ จงึ มกี ารบริหารที่ต้องยึดหลักธรรมาภบิ าล ซ่ึงมี ๖ ประการ ไดแ้ ก่

๑) หลักนิติธรรม คือ การปฏิบัติงานต้องยึดหลักระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ
ดว้ ยความเสมอภาคกันไมเ่ หน็ แกพ่ วกพ้องญาติมติ ร

๒) หลกั คุณธรรม คอื การปฏบิ ัติทถ่ี กู ต้อง ซื่อสัตย์ สจุ ริต
๓) หลกั ความโปร่งใส คือ การปฏิบัติโดยเปดิ เผย ชแี้ จงได้ ตรวจสอบได้ ตงั้ อย่บู น
เหตุและผล มคี าํ ตอบและไม่ปดิ บงั
๔) หลักการมีสว่ นร่วม คือ เปดิ โอกาสใหท้ กุ ฝา่ ยที่เกี่ยวขอ้ ง รบั ทราบ ข้อมลู ร่วม
คิด รว่ มตัดสนิ ใจ รว่ มปฏบิ ตั ิและร่วมรบั ผลประโยชน์
๕) หลักความรับผิดชอบ คือ ความรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะ
ผิดพลาดบกพรอ่ งใดๆ ไม่ปัดภาระรับผดิ ชอบให้ผอู้ ื่น
๖) หลักความคุ้มค่า คือการทํางานให้เกิดประโยชน์สูงสุด รู้จักคุณค่าของ
ทรพั ยากร

๘ เรือ่ งเดียวกนั .

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๑๒๙
บทที่ ๘ จริยธรรมสําหรับนกั บริหารตามหลกั พระพทุ ธศาสนา

๓. การบรหิ ารแบบ ๓ D

การบริหารงานให้ประสบความสําเร็จน้ันตอ้ งให้บุคคลท่ีเป็นคนเก่ง หมายถึง ต้องเก่ง
งาน เก่งเรียนรู้ เก่งคิด เก่งคน และเก่งในการดํารงชีวิตภายใต้ความเป็นคนดี ซึ่งความเป็นคนดี
ประกอบ ๓ ดี คือ

๑) ดีในส่วนตัว คือ ตัวเองเป็นคนดี มีศีลธรรม ดีต่องานคือประกอบการงานดีไม่
บกพรอ่ งและมีความดีตอ่ ครอบครวั

๒) ดีในองค์กร คือ ต้องทําประโยชน์ให้เกิดข้ึนในองค์กร หรือหน่วยงาน ดีท้ังใน
ด้านส่งเสรมิ สนับสนนุ สรา้ งสรรค์และรกั ษาภาพลกั ษณ์ของหน่วยงานด้วย

๓) ดีในสังคม คอื นอกจากจะทาํ ดีใหก้ ับตัวเองแล้ว ยังมุ่งสรา้ งความดใี หก้ บั สังคม
ด้วย ถ้าดีเฉพาะตนฝ่ายเดียวอาจถูกมองว่าเห็นแก่ตัวได้ ดังนั้นต้องดีท้ังต่อตนเองและสังคมไป
พรอ้ มกนั ๙

๔. การบรหิ ารเชิงธรรมาภิบาลในสถานศึกษา

ผู้บริการสถานศึกษาจะต้องมีจริยธรรมในการบริหาร เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ โดย
ยึดหลักธรรมาภิบาลของสถานศึกษา ซึ่งมีความแตกต่างจากธรรมาภิบาลของสํานัก
นายกรัฐมนตรี มดี ังนี้

๑) การมีส่วนร่วม ผู้บริหารต้องบริหารโดยยึดหลักการมีส่วนของทุกฝ่าย เพื่อให้
งานจัดการศึกษาบรรลุเป้าหมาย การเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร ต้องคํานึงถึงกิจกรรมใดที่
จะใหม้ สี ่วนร่วมโดยใครเป็นผ้เู ข้ามามีสว่ นรว่ มและรว่ มอยา่ งไรเปน็ หลักในการพิจารณา

๒) หลักความโปร่งใส ต้องบริหารด้วนความโปร่งใสอธิบายได้ ชี้แจงได้ เปิดเผย
ไมป่ ิดบัง ทงั้ ในดา้ นการใช้งบประมาณ การพิจารณางานวชิ าการและงานอนื่ ๆ

๓) หลักความรับผิดชอบท่ีตรวจสอบได้ เป็นการรับผิดชอบต่อผลการบริหาร
และพร้อมทจี่ ะตรวจสอบกระบวนการดาํ เนินงานทุกข้นั ตอน

๔) ความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การดําเนินงานต้องคํานึงประสิทธิผล
ตามวัตถุประสงค์และประสิทธิภาพของกระบวนการทํางาน โดยมุ่งไปที่ความสําเร็จของผู้เรียน
เป็นสําคัญ

๕) ความมีคุณธรรม ความมีคุณธรรมของผู้บริหารการศึกษาอยู่ที่มีความรักความ
เมตตาต่อผู้เรียนครูและชุมชน ปรารถนาจะให้เกิดการเรียนรู้ ความร่มเย็น และความเจริญ
ทางการศึกษา๑๐

๙ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมมจิตโต), คุณธรรมสําหรับนักบริหาร, พิมพ์ครั้งที่ ๒,
(กรงุ เทพมหานคร: บรษิ ทั สหธรรมกิ จํากัด, ๒๕๓๘), หนา้ ๑๕-๑๖.

๑๐ อา้ งแล้ว.

๑๓๐ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทที่ ๘ จรยิ ธรรมสําหรบั นกั บริหารตามหลกั พระพุทธศาสนา

๕. จรยิ ธรรมการบรหิ ารดา้ นการดําเนินงาน

จริยธรรมทางการบริหารเป็นการแสดงออกให้เห็นว่าจะดําเนินการบริหารไปตาม
หลักการที่ได้กําหนดไว้และเป็นการแสดงออกถึงความโปร่งใส ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้
การให้มีส่วนร่วมและประสิทธิผลและประสิทธิภาพของคน ส่งิ ทค่ี วรแสดงออกทางจริยธรรมการ
บรหิ าร ดังกลา่ ว คอื

๑) ประกาศวิสัยทัศน์ในการบริหารให้ชัดเจนว่า องค์กรหรือหน่วยงานที่ตน
บริหารต้องเป็นอย่างไร

๒) ประกาศจุดยืนในพันธกิจ และกําหนดเป้าหมายให้เป็นรูปธรรมให้สังคมได้รับ
ร้โู ดยทัว่ ถึง

๓) ประกาศเจตนารมณ์ในการรบั ฟังความคิดเห็นใหส้ าธารณชนทราบ ว่า เปิดรับ
ฟังความคดิ เหน็ ดว้ ยความเตม็ ใจจากทุกฝ่าย

๔) สร้างกระบวนการท่ีโปร่งใส โดยให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ ได้รู้เห็นเป็นพยานในการ
ดาํ เนินงานเพอื่ ขจดั ขอ้ กังขาทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ

๕) สร้างวัฒนธรรมการทํางานเป็นทีม และสร้างทีมงานท่ีเข้มแข็ง จะทําให้งาน
ประสบความสําเร็จ และสร้างชือ่ เสียงให้กบั หน่วยงานได้

๖) ประกาศระบบการประเมินผลงานอย่างชัดเจน เพ่ือสร้างความเสมอภาคให้
เกดิ ขึ้นทกุ ฝ่าย และสร้างความโปร่งใสให้กบั ตนเอง

๗) ประกาศระบบการรายงานให้ชัดเจน โดยจัดเป็นปฏิทินการรายงาน ซึ่งอาจ
เปน็ เดือนเป็นรอบ ๓ เดือน หรอื รอบ ๖ เดือน ตอ่ ครงั้ หรอื ๑ คร้งั ต่อปี เปน็ ต้น

๘) จัดระบบการวิจารณ์ผลงานประจําปี เม่ือสิ้นปีรายงานผลและวิพากษ์วิจารณ์
ผลงาน เป็นการแสดงภาวะผู้นํา ทจ่ี ะรบั ฟังความคดิ เหน็ ของผูอ้ นื่ และรบั ไปแกไ้ ขปรับปรงุ

๙) ประกาศเจตนารมณ์ในการรับข้อร้องเรียนต่างๆตลอดเวลา เป็นการแสดง
ความรับผิดชอบ โปร่งใส และอ่ืนๆได้เป็นอย่างดี ท้ังยังเป็นการเตือนสติตัวเองไม่ให้พล้ังเผลอ
หรือพล้ังผดิ ในการบรหิ ารงาน

อย่างไรกต็ าม ผ้บู ริหารจะบริหารงานให้สาํ เรจ็ น้ัน ตวั ผู้บริหารจะตอ้ งเป็นผ้มู คี ุณธรรม
จริยธรรมมีศีลมีธรรม และการครองตนอยู่ในวัฒนธรรม คุณค่า และบรรทัดฐานท่ีดีงามของ
สังคม เป็นผู้มีความขยันหม่ันเพียร มุ่งม่ันในการทํางานให้สําเร็จ ตลอดทั้งประพฤติตนให้เป็น
แบบอยา่ งทด่ี ขี องชนท่วั ไป

๖. จริยธรรมการบรหิ ารดา้ นความรบั ผดิ ชอบ

จริยธรรมเชิงการบริหารงานนั้นต้องการผู้มีความรับผิดชอบสูง ซึ่งในปัจจุบันน้ี
สังคมไทยเร่ิมจะหาคนที่มีความรับผิดชอบสูงยากข้ึนทุกที การท่ีผู้บริหารได้ตัดสินใจดําเนินการ

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๑๓๑
บทท่ี ๘ จรยิ ธรรมสําหรบั นักบริหารตามหลกั พระพทุ ธศาสนา

ใดๆในอํานาจหน้าท่ีของตนแล้ว ผู้บริหารต้องพร้อมพลีตนรับผลท่ีจะเกิดขึ้นไม่ว่าในทางดีหรือ
ทางไมด่ อี ยา่ งกลา้ หาญ ลักษณะผบู้ รหิ ารทม่ี ีความรับผิดชอบมักมีลักษณะ ดงั นี้

๑) ประกาศตนรับผิดชอบ เป็นการแสดงตนท่ีพร้อมจะรับผิดรับชอบจากการ
ตดั สินใจดาํ เนนิ งาน ซ่ึงมี ๒ ประเภท คือ

(๑) ความรับผิดชอบด้านนโยบาย เป็นการแถลงการณเ์ ก่ยี วกบั นโยบายให้ชดั เจน
เปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษรอย่างเปิดเผยให้สาธารณชนรบั ทราบโดยท่ัวกัน

(๒) ความรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติงาน เป็นการรายงานผลการปฏิบัติงานให้
สาธารณชนทราบเป็นระยะๆอย่างเปิดเผย เริ่มต้ังแต่กระบวนการทํางาน วัสดุอุปกรณ์
งบประมาณและความกา้ วหนา้ ตลอดจนปัญหาอปุ สรรคและการแก้ไข เป็นตน้

๒) ประกาศตัวให้ตรวจสอบ ทั้งจากภายในและประกาศตัวให้ตรวจสอบ ท้ังจาก
ภายในและภายนอก อาจจะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบของรัฐ เช่น สํานักงานตรวจเงิน
แผ่นดิน เป็นต้น หรืออาจจะเป็นคณะกรรมการตรวจสอบท่ีแต่งตั้งขั้นจากบุคคลหรือหน่วยงาน
ในท้องถนิ่ เป็นคณะตรวจสอบก็ได๑้ ๑

๓) ยอมรับผลการปฏิบัติอย่างเต็มใจ ไม่ว่าผลงานจะออกมาดีหรือไม่ ถ้าออกมา
ไมด่ ตี อ้ งแสดงความรบั ผดิ ชอบอย่างใดอย่างหนง่ึ เชน่ ลาออก ยอมรบั โทษ ชดใช้ค่าเสยี หาย เป็น
ต้น

๔) แถลงการณ์ผลการปฏบิ ตั ิที่ผดิ พลาด เป็นการแสดงความรับผดิ ชอบอกี วิธหี น่ึง
ที่สังคมต้องการ ซ่ึงส่วนใหญ่ผู้บริหารที่บริหารงานผิดพลาดแล้วมักจะไม่ยอมรับความผิดพลาด
และหลกี เล่ยี งไม่ยอมพดู ความจริง

๗. จรยิ ธรรมการบรหิ ารดา้ นการควบคุม

การบริหารงานอย่างมีจริยธรรมและให้งานบรรลุวัตถุประสงค์น้ัน ต้องอาศัยการ
ควบคุมซ่ึงเป็นปัจจัยหนึ่งของกระบวนการบริหารท่ีจะทําให้การดําเนินงานเป็นไปตามแผนที่
กาํ หนดไว้ การบรหิ ารในยคุ กอ่ นคาํ วา่ การควบคมุ มีความหมายในเชิงลบและเปน็ ความหมายใน
การใช้อํานาจควบคมุ บุคคลเป็นหลักแต่แนวคิดใหม่การบริหารได้ยึดหลกั คุณธรรมจริยธรรมมาก
ขึ้นทําให้การควบคุมเปลี่ยนไป โดยเปล่ียนแปลงจากการควบคุมคนมาเป็นการควบคุมงานมาก
ข้ึน เปน็ ระบบมากข้นึ ซึง่ การควบคมุ มี ๔ แบบ ดังน้ี

๑) การควบคุมการปฏิบัติงาน (Operations Control) เป็นการใช้กระบวนการ
ในการดําเนินงานในองค์การเป็นเคร่ืองมือในการควบคุม คือ ควบคุมปัจจัยตัวป้อน ควบคุมการ
ดําเนินงานและควบคุมผลผลิต ดังน้ี

๑๑ เสฐียรพงษ์ วรรณปก, คําบรรยายพระไตรปิฎก, (กรุงเทพมหานคร: หอรัตนตรัยการพิมพ์,
๒๕๔๐), หน้า ๒๔.

๑๓๒ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทที่ ๘ จรยิ ธรรมสําหรบั นกั บริหารตามหลกั พระพทุ ธศาสนา

(๑) การควบคุมปัจจัยตัวป้อน เป็นการควบคุมปัจจัยพื้นฐานในการ
ดาํ เนนิ งาน เชน่ เงินทนุ บุคลากร วสั ดุอปุ กรณ์ และสารสนเทศ เปน็ ตน้

(๒) การควบคุมการดําเนินงาน เป็นการควบคุมกระบวนการ คุณภาพและ
มาตรฐาน การผลิตหรอื การใชบ้ รกิ าร

(๓) การควบคุมผลผลิต เป็นการตรวจสอบคุณภาพของผลผลิตท่ีผ่าน
กระบวนการผลติ ว่าเป็นไปตามท่ีกาํ หนดไวม้ ากน้อยเพยี งใด

การควบคุมทั้งสามขั้นตอนน้ี ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการทางสถิติเข้ามาใช้ในการ
เปรยี บเทยี บให้เหน็ ผลต่างของแต่ละช่วงเวลาท่ีมกี ารเปรยี บเทียบ

๒) การควบคุมทางการเงิน (Financial Control) เป็นการควบคุมทุนทรัพย์ที่
เป็นตัวเงินให้มีการใช้จ่ายอย่างสมดุล การบริหารด้านการเงินเป็นส่ิงที่ผู้บริหารและผู้ที่เก่ียวข้อง
จะต้องอาศัยคุณธรรมจริยธรรมเป็นอย่างมาก เพ่ือป้องกันไม่ให้มีการร่ัวไหลของงบประมาณ ซึ่ง
มกี ารควบคุม ๓ แบบ ดงั น้ี

(๑) ควบคุมโดยวิธีงบประมาณ เป็นระบบงบประมาณท่ีระบุท่ีมาของการเงิน
และการจดั สรรเงินงบประมาณ มี ๓ วธิ ี ดังน้ี

๑.๑) บัญชีเงินสด เป็นบัญชีรับจ่ายเงินขององค์การเป็นรายวัน รายเดือน
เป็นตน้

๑.๒) บญั ชีงบลงทนุ เป็นค่าเครอ่ื งมือ วัสดุอุปกรณ์ เปน็ ตน้
๑.๓) งบดุลบัญชี เปน็ ประมาณการงบประมาณท้งั หมด
(๒) ควบคุมโดยงบดําเนินการ เป็นงบประมาณที่จัดสรรให้ตามแผนงาน
โครงการตา่ งๆ โดยคํานงึ ถงึ งบประมาณรายรับ รายจ่ายและความสมดุลของงบประมาณ
(๓) ควบคุมโดยงบที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การใช้จ่ายตามแผนกําลังคน แผนการ
ใชอ้ าคารสถานที่และแผนปฏบิ ัติการต่างๆ
๓) การควบคุมโครงสรา้ ง เป็นการควบคมุ ระบบงานขององคก์ ารว่าตอบสนองต่อ
วัตถุประสงค์ขององค์การมากน้อยเพียงไร เป็นการควบคุมโดยใช้ระบบราชการ เป้าหมายการ
ดําเนนิ การและระบบวฒั นธรรม ทง้ั สามส่วนน้ีตอ้ งสมั พันธก์ นั
๔) การควบคุมกลยทุ ธ์ (Strategic Control) เปน็ กระบวนการในการประเมนิ กล
ยุทธ์ท้ังก่อนการดําเนินการ ระหว่างดําเนินการและหลังดําเนินการตามกลยุทธ์ การควบคุมทั้ง
สามระยะนี้ต้องเป็นไปเพื่อให้การดําเนินการเป็นไปตามกลยุทธ์ท่ีกําหนดไว้๑๒ จริยธรรมทางการ

๑๒ พระธรรมปิฎก, (ป.อ. ปยุตฺโต), ธรรมนูญชีวิต พุทธจริยธรรมเพ่ือชีวิตที่ดีงาม,
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพก์ ารศาสนา, ๒๕๔๐).

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๑๓๓
บทท่ี ๘ จรยิ ธรรมสําหรับนักบริหารตามหลกั พระพทุ ธศาสนา

บริหาร เป็นส่ิงจําเป็นที่ผู้บริหารจะต้องยึดถือยึดม่ันในการบริหารเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของ
องคก์ าร ถา้ หากการบรหิ ารขาดจรยิ ธรรมแลว้ จะทาํ ให้ขาดท้งั ประสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ล

๘.๙ สรุป

จากการศึกษาเอกสาร นักวิชาการทางการศึกษา ผู้บริหารเป็นผู้มีความสําคัญมาก
ที่สุดในองค์การ จึงจําเป็นต้องมีคุณสมบัติที่พึงประสงค์มากกว่าบุคคลในตําแหน่งอื่นๆ
โดยเฉพาะคุณสมบัติด้านคุณธรรมจริยธรรมซ่ึงเป็นคุณสมบัติท่ีจําเป็นของผู้บริหารการศึกษา
และการทําความเข้าใจเก่ียวกับความหมาย ทฤษฎีและหลักปฏิบัติทางคุณธรรมจริยธรรมจะทํา
ให้เกิดความเข้าใจ กําหนดกรอบการประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้อง เกิดความม่ันใจและเกิดความ
ศรัทธาในการประพฤติปฏิบัติ จนทําให้สามารถปฏิบัติตามหลักคุณธรรมจริยธรรมได้ถูกต้อง
ผู้บริหารกับคุณธรรม หมายถึง ผู้นําหรือผู้บริหารท่ีจะพัฒนาตนเองให้มีความเจริญทางด้าน
คณุ ธรรมจรยิ ธรรมไดน้ ้นั จะตอ้ งยึดศลี ธรรมเปน็ หลกั

ผู้บริหารกับจริยธรรม หมายถึง ความประพฤติ ปฏิบัติชอบท่ีมีคุณค่า ทั้งต่อตนเอง
ผู้อื่น ต่อสังคมและต่อการงานเพื่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองและความผาสุกร่วมกัน ความหมาย
ของจริยธรรมในทางการบริหารมุ่งเน้นไปท่ีความประพฤติท่ีเอ้ือต่อการปฏิบัติงาน ด้วยความ
มุ่งมั่น รับผิดชอบ และปฏิบัติอย่างถูกต้อง ผู้บริหารจะต้องยึดหลักคุณธรรม จริยธรรมในการ
บรหิ าร

บทท่ี ๙
จรรยาบรรณวิชาชพี นักบรหิ ารการศกึ ษาและมาตรฐานการปฏิบตั ติ น

ผบู้ ริหารสถานศึกษา ผ้บู รหิ ารการศึกษาและศึกษานิเทศก์ คือนกั บริหารการศกึ ษาซ่ึง
จะต้องปฏบิ ัตติ ามมาตรฐานการปฏิบัติตนตามท่ีคุรสุ ภาได้ประกาศเป็นขอ้ บงั คับวา่ ด้วยมาตรฐาน
วิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๔๘ สําหรับมาตรฐานการปฏิบัติตนนี้ เป็น
มาตรฐานที่เกย่ี วกับจรรยาบรรณของผู้บริหารทีม่ ีตอ่ ตนเอง ตอ่ วิชาชพี และต่อผรู้ บั บรกิ าร

๙.๑ ความหมายของจรรยาบรรณวิชาชพี และมาตรฐานการปฏิบัติตน

คําว่า วิชาชีพ เป็นคําท่ีแปลมาจากศัพท์ ภาษาอังกฤษ คือ คําว่า Profession ซ่ึง
หมายถึง อาชีพที่ได้รับค่าตอบแทนโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องเป็นอาชีพท่ีต้องการการศึกษาและ
การฝึกอบรมในระดบั สูง

วริยา ชินวรรโณ๑ แปลมาจากคาํ อธบิ ายของ วลิ เบอร์ต อี มวั ร์ (Wilbert E. Moore)
มีความหมายว่า เป็นการประกอบอาชีพเต็มเวลา โดยผู้ประกอบอาชีพอุทิศตัวให้แก่อาชีพน้ัน ผู้
ประกอบวิชาชีพจะต้องมีความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพนั้น ๆ อันเป็นผลท่ีได้มาจาก
การฝึกอบรมหรือกาศึกษาตรงตามสาขาอาชีพ นอกจากนี้ ผู้ประกอบอาชีพจะต้องยึดม่ันอยู่กับ
กฎเกณฑ์ของการประกอบวิชาชีพ ปฏิบัติตนและให้บริการด้วยจิตสํานึกในวิชาชีพ ตลอดจนมี
ความเป็นอิสระในการประกอบวิชาชีพ อันเนื่องมาจากผู้ประกอบวิชาชีพมีความเชี่ยวชาญใน
การประกอบวชิ าชีพของตนในระดบั สูง

วิชาชีพ ตามความหมายท่ีปรากฏในเอกสารมาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา หมายถึง
อาชีพท่ีให้บริการแก่สาธารณชนที่ต้องอาศัยความรู้ความชํานาญเฉพาะ ไม่ซํ้าซ้อนกับอาชีพอื่น
และมีมาตรฐานในการประกอบอาชีพ โดยผู้ประกอบอาชีพต้องฝึกอบรมท้ังภาคทฤษฎีและ
ภาคปฏิบัติอย่างเพียงพอก่อนท่ีจะประกอบอาชีพ ส่วนคําว่า อาชีพ จะมีความหมายเพียง
กจิ กรรมที่ต้องทําให้สําเรจ็ โดยมงุ่ หวังคา่ ตอบแทนเพือ่ การดํารงชีพ

ความเป็นวิชาชีพหรือวิชาชีพนิยมนั้น เป็นสิ่งท่ีบุคคลถือว่าเป็นองค์ความรู้หรือความ
รอบรู้ของบุคคลท่ีเกี่ยวกับอาชีพนั้นและยึดถือว่ามีค่าสมควรท่ีสาธารณชนจะยอมรับสถานภาพ
ของอาชีพนัน้

๑ วริยา ชินวรรโณ, จริยธรรมในวิชาชีพ, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, ๒๕๔๖), หน้า
๑-๓๘.

คุณธรรมและจริยธรรมสาํ หรับผูบริหารการศึกษา ๑๓๕
บทท่ี ๙ จรรยาบรรณวชิ าชีพนักบริหารการศกึ ษาและมาตรฐานการปฏบิ ตั ิตน

ติน ปรัชญพฤทธิ์๒ ได้นําเสนอเกณฑ์ของความเป็นวิชาชีพว่า เป็นความคาดหวังท่ี
เกดิ ขน้ึ ได้ในระดับสังคมและระดับบคุ คล ดังน้ี

๑) เกณฑ์ของความเปน็ วชิ าชพี ในระดับสงั คม
(๑) การประกอบอาชีพเตม็ เวลา
(๒) การได้รับยอมรบั แผนการจัดการศกึ ษาจากสมาคมวชิ าชีพ
(๓) การมีสมาคมวิชาชพี และมีกฎหมายรองรบั สถานภาพของวิชาชพี
(๔) การมจี รรยาบรรณวิชาชพี
(๕) การมีองค์ความรทู้ ่ีเป็นระบบ
(๖) การเป็นทย่ี อมรับของสงั คม
(๗) การมคี วามรอบร้ใู นวิชาชพี
(๘) การให้บรกิ ารตามมาตรฐานวชิ าชีพ
(๙) การมคี วามเปน็ อิสระในวิชาชีพ

๒) เกณฑ์ของความเป็นวชิ าชพี ในระดับบุคคล
(๑) การได้รับการศึกษาตรงตามสาขาวิชาทีป่ ระกอบวชิ าชพี
(๒) การมีผู้ใหก้ ารสนับสนนุ ในการประกอบวชิ าชีพ
(๓) การมีการวางแผนล่วงน้ามนการประกอบวชิ าชพี
(๔) การมคี วามตงั้ ใจแน่วแน่ในการประกอบวชิ าชพี
(๕) การมคี วามกระตือรอื ร้นในวิชาชีพ
(๖) การประพฤตติ ามจรรยาบรรณวิชาชพี
(๗) การมคี วามจงรักภกั ดีต่อวิชาชีพ
(๘) การมองเหน็ ความก้าวหนา้ ในวชิ าชพี
(๙) การมีความเจริญกา้ วหนา้ ในวิชาชีพ

คําว่า จรรยาบรรณวิชาชีพ จึงเป็นคําที่นํามาใช้เพ่ือเป็นข้อบังคับให้บุคคลในวิชาชีพ
หน่ึงพึงประพฤติปฏิบัติตาม โดยนําความหมายของคําว่า จริย ซ่ึงแปลว่า การประพฤติดี และ
ความหมายของคําว่า บรรณ คือข้อความที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรบันทึกท่ีกําหนดไว้ มาใช้
เพอื่ สรา้ งบรรทดั ฐานของวิชาชีพนน้ั ๆ

๒ ติน ปรัชญาพฤทธ์ิ, วิชาชีพนิยมของระบบราชการในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจา้ อยหู่ ัว วิวัฒนาการและผลกระทบตอ่ สังคมไทย, (กรุงเทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๖).

๑๓๖ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทท่ี ๙ จรรยาบรรณวชิ าชพี นักบริหารการศึกษาและมาตรฐานการปฏิบัติตน

มาตรฐานการปฏิบัติตน เป็นมาตรฐานที่กําหนดข้ึนมาโดย คุรุสภา เมื่อให้เป็น
มาตรฐานด้านจรรยาบรรณสําหรับวิชาชีพทางการศึกษา จึงหมายถึง ข้อกําหนดเก่ียวกับการ
ประพฤติตนของผู้ประกอบอาชีพโดยมีจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพเป็นแนวทางและข้อ
พึงระวังในการประพฤติปฏิบตั ิ เพอ่ื ดํารงไว้ซึง่ ชื่อเสยี ง ฐานะ เกยี รติ และศักด์ิศรีแห่งวชิ าชีพตาม
แบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพท่ี คุรุสภา จะกําหนดเป็นข้อบังคับต่อไปหากผู้
ประกอบอาชีพผู้ใดประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพทําให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอ่ืนจน
ได้รับการร้องเรียนถึงคุรุสภาแล้วผู้นั้นอาจถูกคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพวินิจฉัยชี้ขาดอย่าง
ใดอย่างหน่ึง ดังต่อไปน้ี (๑) ยกข้อกล่าวหา (๒) ตักเตือน (๓) ภาคทัณฑ์ (๔) พักใช้ใบอนุญาตมี
กาํ หนดเวลาตามท่ีเหน็ สมควร แตไ่ ม่เกนิ ๕ ปี (๕) เพกิ ถอนใบอนญุ าต (มาตรา ๕๔)

นักบริหารการศึกษา ควรต้องยึดถือมาตรฐานการปฏิบัติตนเป็นหลักในการ
ปฏิบัติงานในหน้าท่ี ซ่ึงหมายรวมถึงข้อกําหนดท่ีเป็นมาตรฐานความรู้ในด้านคุณธรรมและ
จรยิ ธรรมสําหรับนักบรหิ ารด้วย

๙.๒ แนวคิดด้านมาตรฐานคณุ ธรรมและจริยธรรมของนกั บริหาร

ในการประกอบอาชีพทางการศึกษา ผู้ประกอบอาชีพจําเป็นต้องเป็นผู้ที่มีความ
รับผิดชอบสูง มีจิตสํานึกในการปฏิบัติหน้าที่เพ่ือการพัฒนาประชาชนให้เป็นผู้ท่ีมีความรู้
ความสามารถในการดํารงชวี ิตและประกอบสัมมาอาชีพเพื่อการเป็นพลเมอื งที่ดขี องประเทศชาติ
ผู้ประกอบอาชีพทางการศึกษาจึงต้องเป็นผู้ที่สามารถปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม
ด้วยการเป็นผู้ท่ีทรงไว้ซ่ึงความมีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นหลักในการครองตน ครองคนและ
ครองงาน

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ให้แนวคิดด้านมาตรฐาน
คุณธรรมและจริยธรรมโดยกล่าวถึงการเป็นนักบริหารว่า ความเก่ง ความฉลาดเป็นเร่ืองท่ีดี แต่
ความเก่ง ความฉลาดท่ีไม่คุณธรรม ไม่มีจริยธรรมน้ันเป็นส่ิงที่ไม่ดี และในการแสดงปาฐกถา
เรื่อง แนวทางพระราชดําริสู่การบริหารจัดการภาครัฐ โดยหยิบยกพระราชดําริ ๑๔ ประการ
เป็นแนวทางเพ่ือให้ผู้นําได้นําไปปฏิบัติ ผู้รับไปปฏิบัติย่อมเป็นมงคลต่อชีวิต เป็นเกราะป้องกัน
ความเสื่อมเสีย ผู้ที่ปฏิบัติตามย่อมเป็นคนดี เป็นคนมีประโยชน์ เป็นคนที่ชาติต้องการ
พระราชดําริ ๑๔ ประการ (มติชน วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓) ๓ ไดแ้ ก่

๓ ส. เสถบุตร, New Model English-Thai Dictionary, (กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช,
๒๕๔๓), หนา้ ๑๑.

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๑๓๗
บทที่ ๙ จรรยาบรรณวิชาชีพนักบริหารการศึกษาและมาตรฐานการปฏิบัติตน

ประการท่ีหนึ่ง การบริหารต้องเป็นการบริหารเพื่อความม่ันคงของชาติ เพ่ือความ
เจริญของประเทศและเพ่ือความผาสุกของประชาชน การบริหารจะต้องไม่เอาประโยชน์ส่วนตัว
ประโยชนข์ องญาตพิ น่ี ้อง ประโยชน์ของบริวารเขา้ มาเกย่ี วขอ้ ง

ประการท่ีสอง การบริหารต้องบริหารด้วยความสามัคคี เพราะจะนําไปสู่ความ
รว่ มมอื และความเขม้ แข็งทําใหง้ านบรรลุผลสําเรจ็

ประการท่ีสาม การบริหารจะต้องบริหารด้วยความซ่ือสัตย์สุจริต พระองค์รับสั่งว่า
จะตอ้ งซื่อสัตย์สุจริตทง้ั ในความคิดการพดู และการกระทํา พลเอกเปรม ตณิ สลู านนท์ เสริมความ
ว่า ผบู้ รหิ ารนอกจากซ่ือสตั ยส์ จุ รติ แลว้ ต้องดูแลคนรอบขา้ งตวั เราให้ซื่อสัตย์สุจรติ ดว้ ยยงิ่ กว่าน้ัน
ผูบ้ ริหารจําตอ้ งเพ่มิ เตมิ คําว่าเสยี สละและจงรกั ภักดเี ข้าไปด้วย

ประการที่ส่ี การบริหารจะต้องเปน็ การบริหารทถี่ ูกต้อง คือถูกต้องตามกฎหมาย ตาม
กฎเกณฑ์ เท่ียงธรรม เท่ียงตรง มีประสิทธิภาพ และให้ประสิทธิผลสูง พลเอกเปรม ติณสูลา
นนท์ เสริมความว่าผู้บริหารจะต้องมีมาตรฐานเดียวกันเสมอหน้า ทั่วถึงกัน ต้องไม่มีหลาย
มาตรฐาน หรอื ไม่มมี าตรฐานเลย หรอื ใชม้ าตรฐานตามอารมณ์มาตรฐานตามกิเลส

ประการท่ีห้า การบริหารต้องเป็นการบริหารท่ีเป็นเอกภาพ คือการประสานงาน
ประสานประโยชน์ระหว่างหน่วยงาน พระราชดํารินี้ชัดเจนและเข้าใจง่าย แต่โดยข้อเท็จจริง
หน่วยงานงานภาครัฐค่อนข้างละเลยจนเปน็ อุปสรรคท่ไี มม่ ีในตํารา บางทีก็กลายเป็นการแข่งขัน
หรือกลายเป็นการแก่งแย่งกันเองระหวา่ งหน่วยงานต่าง ๆ

ประการท่ีหก การบริหารต้องบริหารด้วยความเฉียบอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น พระ
มหาชนก ผู้บริหารจะต้องไม่กลัวลําบาก กลัวเหน่ือย ดํารงความมุ่งหมายอย่างกล้าหาญ กล้า
เผชิญอุปสรรค และอดทนต่อความยากลําบาก

ประการที่เจ็ด ผู้บริหารต้องไม่หวาดกลัวอิทธิพลใด ๆ และต้องอยู่กันคนละฝ่ายกับ
ความไมถ่ กู ต้อง

ประการท่แี ปด ผบู้ ริหารตอ้ งศึกษาหาความรอู้ ย่างจริงจัง อย่างลกึ ซงึ้ อยา่ งกวา้ งขวาง
ทง้ั ทางลกึ และทางกว้าง

ประการท่ีเก้า ผู้บริหารจะต้องมีความสํานึกในความรับผิดชอบ และเห็นความสําคัญ
ของงานในความรับผิดชอบหมายรวมถึงความตั้งใจท่ีจะปฏิบัติหน้าท่ีให้บรรลุตามกฎท่ีกําหนด
พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า การเห็นความสําคัญของงาน ความสํานึกในความรับผิดชอบ และความ
ตัง้ ใจในการปฏิบัติหนา้ ท่ี ตอ้ งทาํ พร้อมและควบค่กู นั ไป

ประการท่ีสิบ ผู้บริหารจะต้องรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและฉลาด มีความถูก
ต้องเหมาะสม การท่ีพระเจ้าอยู่หัวประทานทฤษฎีใหม่ท่ีได้ยินจนชินหูว่าเศรษฐกิจพอเพียง เป็น
การช้ีแนวทางในการดํารงชีวิตใหม่ให้พวกเราพออยู่พอกิน ทําให้เกิดความสมดุลในการดํารงชีพ
อย่างประหยดั และฉลาด

๑๓๘ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทท่ี ๙ จรรยาบรรณวชิ าชีพนักบริหารการศกึ ษาและมาตรฐานการปฏิบตั ิตน

ประการที่สิบเอ็ด ผู้บริหารจะต้องมีสติปัญญา สามารถพิจารณาปัญหาได้กว้างไกล
รอบคอบทุกแง่มุม ส่วนตัวเห็นว่าผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์ ทันสมัย ทันเหตุการณ์ท่ัวโลก
โดยเฉพาะในสาขาอาชีพของตน

ประการท่ีสิบสอง ผู้บริหารต้องแน่วแน่จะแก้ไขในส่ิงที่ผิด ผู้บริหารจะต้องกล้าท่ีจะ
รับผิดชอบในส่ิงที่ผิด และมีความแน่วแน่ที่จะแก้ไข การบริหารย่อมผิดพลาดได้ แม้จะรอบคอบ
ระมดั ระวังแล้ว ดังนั้นการแกไ้ ขส่งิ ที่ผิดจึง ไมใ่ ช่เรือ่ งนา่ ละอาย การทาํ ช่วั ประพฤติช่ัวต่างหากที่
นา่ ละอาย

ประการท่ีสิบสาม ผู้บริหารจะต้องบริหารแบบปิดทองหลังพระปฏิมา ข้อนี้ทรง
หมายถงึ การไมโ่ ออ้ วด มงุ่ แตผ่ ลงาน ไม่หวงั คําชมเชย ภมู ิใจแต่ความสําเรจ็

ประการท่ีสิบส่ี ผู้บริหารทุกระดับท่ีมีผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บริหารต้องประพฤติตนเป็น
ตวั อยา่ งที่ดีต่อผ้ใู ตบ้ ังคบั บญั ชา

พระราชดําริทั้ง ๑๔ ประการนี้เป็นคุณสมบัติที่เป็นมาตรฐานด้านคุณธรรมและ
จริยธรรมสําหรับนักบริหารโดยแท้จริง ทั้งยังเป็นพระราชดําริชี้แนะแนวทางท่ีครอบคลุมและ
กําหนดพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมนักบริหารด้วยหลักการท่ีสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย
ผสมผสานกบั หลักของความเปน็ สากล

๙.๓ มาตรฐานการปฏบิ ัติตนและจรรยาบรรณวชิ าชพี ด้านการศกึ ษา

๑) มาตรฐานการปฏิบตั ติ น

สําหรับนักบริหารศึกษา คุรุสภาได้กําหนดมาตรฐานด้านความรู้ด้านคุณธรรมและ
จริยธรรมและมาตรฐานการปฏิบัติตน สําหรับ ครูและอาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหาร
การศึกษา และศึกษานเิ ทศก์ ดังนี้

๑. ครูและอาจารย์ จากเอกสารวิชาการลําดับท่ี ๑/๒๕๔๘ ได้กําหนดให้ครูและ
อาจารย์ มีความเปน็ ครดู ้วยคณุ สมบัติดา้ นคุณธรรมและจรยิ ธรรม ดังนี้

๑) มาตรฐานความรู้ : ความเปน็ ครู
สาระความรู้

(๑) ความสาํ คัญของวชิ าชีพครู บทบาทหน้าที่ ภาระงานของครู
(๒) พฒั นาการของวชิ าชีพครู
(๓) คุณลักษณะของครูท่ีดี
(๔) การสร้างทัศนคตทิ ี่ดีต่อวิชาชีพครู
(๕) การเสรมิ สร้าง ศักยภาพและสมรรถภาพความเปน็ ครู
(๖) การเป็นบุคคลแห่งการเรยี นรแู้ ละการเปน็ ผู้นําทางวิชาการ
(๗) เกณฑม์ าตรฐานวชิ าชีพครู

คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับผูบริหารการศึกษา ๑๓๙
บทที่ ๙ จรรยาบรรณวชิ าชีพนักบริหารการศกึ ษาและมาตรฐานการปฏบิ ตั ิตน

(๘) จรรยาบรรณของวิชาชพี ครู
(๙) กฎหมายทีเ่ กย่ี วข้องการศกึ ษา
สมรรถนะ
(๑) รัก เมตตาและปรารถนาดีต่อผู้เรยี น
(๒) อดทนและรับผิดชอบ
(๓) เป็นบคุ คลแห่งการเรยี นรูแ้ ละเปน็ ผู้นําทางวชิ าการ
(๔) มีวิสยั ทัศน์
(๕) ศรัทธาในวิชาชพี ครู
(๖) ปฏิบตั ิตามจรรยาบรรณของวชิ าชพี ครู
๒) มาตรฐานการปฏบิ ตั ิตน
จรรยาบรรณต่อตนเอง
(๑) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้าน
วิชาชีพบุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และ
การเมืองอยเู่ สมอ
จรรยาบรรณต่อวชิ าชพี
(๒) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซ่ือสัตย์สุจริต
รับผิดชอบต่อวชิ าชพี และเปน็ สมาชกิ ที่ดีขององคก์ รวชิ าชีพ
จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ
(๓) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ
สง่ เสรมิ ให้กําลังใจแกศ่ ิษย์และผู้รบั บริการ ตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอหนา้
(๔) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ
และนิสัยที่ถูกต้องดีงามแก่ศิษย์และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าท่ีอย่างเต็มความสามารถ ด้วย
ความบรสิ ุทธใ์ิ จ
(๕) ผู้ประกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างท่ี
ดี ทงั้ ทางกาย วาจา และจิตใจ
(๖) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องไม่กระทําตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความ
เจริญทางกาย สตปิ ัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศษิ ยแ์ ละผู้รับบริการ
(๗) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและ
เสมอภาค โดยไมเ่ รียกรบั หรอื ยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ตําแหนง่ หน้าท่โี ดยมชิ อบ
จรรยาบรรณตอ่ ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ
(๘) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาพึงช่วยเหลือเก้ือกูลซ่ึงกันและกันอย่าง
สรา้ งสรรค์โดยยึดมั่นในระบบคุณธรรม สร้างความสามัคคีในหม่คู ณะ

๑๔๐ พระอธิการบุญชวย โชติวํโส, ดร. (อุยวงค)

บทท่ี ๙ จรรยาบรรณวชิ าชพี นักบริหารการศกึ ษาและมาตรฐานการปฏิบัติตน

จรรยาบรรณต่อสงั คม
(๙) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาพึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นําในการ

อนุรักษ์และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รักษา
ผลประโยชน์ของส่วนรวม และยึดม่ันในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริย์
ทรงเปน็ ประมุข

๒. ผู้บริหารสถานศึกษา จากเอกสารวิชาการลําดับที่ ๑/๒๕๔๘ ได้กําหนดให้
ผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษาควรมคี ณุ สมบตั ิด้านคุณธรรมและจรยิ ธรรม ดังนี้

๑) มาตรฐานความรู้ : คณุ ธรรมและจริยธรรมสาํ หรบั ผบู้ ริหารสถานศึกษา
สาระความรู้

(๑) คุณธรรมจรยิ ธรรมสาํ หรบั ผู้บรหิ าร
(๒) จรรยาบรรณของวิชาชีพผบู้ รหิ ารสถานศึกษา
(๓) การพฒั นาจรยิ ธรรมผบู้ รหิ ารให้ปฏบิ ัตติ นในกรอบคุณธรรม
(๔) การบรหิ ารจดั การบ้านเมืองทดี่ ี (Good Governance)
สมรรถนะ
(๑) เป็นผูน้ ําเชงิ คณุ ธรรม จริยธรรม และปฏบิ ตั ิตนเป็นแบบอยา่ งทีด่ ี
(๒) ปฏิบัตติ นตามจรรยาบรรณของวิชาชีพผูบ้ ริหารสถานศกึ ษา
(๓) สง่ เสริมและพัฒนาให้ผ้รู ว่ มงานมีคณุ ธรรมและจริยธรรมทเี่ หมาะสม
๒) มาตรฐานการปฏบิ ตั ติ น
จรรยาบรรณตอ่ ตนเอง
(๑) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้าน
วิชาชีพบุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และ
การเมืองอยเู่ สมอ
จรรยาบรรณตอ่ วชิ าชพี
(๒) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซ่ือสัตย์สุจริต
รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และเป็นสมาชิกท่ีดขี ององค์กรวิชาชีพ
จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ
(๓) ผู้ ป ร ะ ก อ บ วิ ชาชี พ ท า ง ก า ร ศึ กษา ต้ องรั ก เมตตา เ อ า ใ จ ใ ส่
ช่วยเหลือ สง่ เสรมิ ให้กําลังใจแกศ่ ษิ ยแ์ ละผรู้ ับบริการ ตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอหน้า
(๔) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ
และนิสัยที่ถูกต้องดีงามแก่ศิษย์และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ด้วย
ความบริสุทธ์ิใจ
(๕) ผู้ประกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างท่ี
ดี ท้งั ทางกาย วาจา และจติ ใจ

คุณธรรมและจริยธรรมสาํ หรับผูบริหารการศึกษา ๑๔๑
บทที่ ๙ จรรยาบรรณวชิ าชพี นักบริหารการศึกษาและมาตรฐานการปฏิบตั ิตน

(๖) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องไม่กระทําตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความ
เจรญิ ทางกาย สติปญั ญา จิตใจ อารมณ์ และสงั คมของศิษยแ์ ละรบั บริการ

(๗) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและ
เสมอภาค โดยไม่เรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์จากการใชต้ ําแหนง่ หน้าทโ่ี ดยมิชอบ

จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ
(๘) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาพึงช่วยเหลือเกื้อกูลซ่ึงกันและกันอย่าง

สร้างสรรคโ์ ดยยึดม่นั ในระบบคณุ ธรรม สร้างความสามคั คใี นหมู่คณะ
จรรยาบรรณต่อสงั คม
(๙) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาพึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นําในการ

อนุรักษ์และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ส่ิงแวดล้อม รักษา
ผลประโยชน์ของส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริย์
ทรงเปน็ ประมุข

๓. ผู้บรหิ ารการศกึ ษา จากเอกสารวชิ าการลาํ ดับที่ ๑/๒๕๔๘ ไดก้ าํ หนดใหผ้ ูบ้ รหิ าร
การศกึ ษาควรมีคุณสมบัตดิ า้ นคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม ดงั นี้

๑) มาตรฐานความรู้ : คุณธรรมและจรยิ ธรรมสาํ หรบั ผบู้ ริหารการศกึ ษา
สาระความรู้

(๑) คณุ ธรรมจริยธรรมสําหรับผบู้ รหิ าร
(๒) จรรยาบรรณของวชิ าชีพผู้บรหิ ารการศึกษา
(๓) การพฒั นาจริยธรรมผูบ้ รหิ ารใหป้ ฏบิ ัติตนในกรอบคณุ ธรรม
(๔) การบริหารจดั การบา้ นเมืองท่ีดี (Good Governance)
สมรรถนะ
(๑) เปน็ ผนู้ ําเชิงคณุ ธรรม จริยธรรม และปฏิบัตติ นเป็นแบบอยา่ งทด่ี ี
(๒) ปฏบิ ัติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชพี ผบู้ ริหารการศกึ ษา
(๓) สง่ เสริมและพฒั นาให้ผรู้ ว่ มงานมีคุณธรรมและจรยิ ธรรมที่เหมาะสม
๒) มาตรฐานการปฏบิ ัติตน
จรรยาบรรณต่อตนเอง
(๑) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้าน
วิชาชีพบุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และ
การเมอื งอยเู่ สมอ
จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ
(๒) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซ่ือสัตย์สุจริต
รบั ผิดชอบต่อวิชาชีพ และเปน็ สมาชกิ ทด่ี ีขององคก์ รวชิ าชีพ


Click to View FlipBook Version