The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียนสาระทักษะการดําเนินชีวิต
รายวิชา ศิลปศึกษา (ทช21003)
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2554)

หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Supatra Biamatpuncho, 2021-07-13 00:45:53

วิชาศิลปศึกษา ระดับ ม.ต้น

หนังสือเรียนสาระทักษะการดําเนินชีวิต
รายวิชา ศิลปศึกษา (ทช21003)
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2554)

หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

Keywords: ศิลปศึกษา ม,กศน.

หนงั สือเรยี นสาระทกั ษะการดําเนินชีวิต

รายวิชา ศิลปศึกษา

(ทช21003)

ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2554)

หลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน
พทุ ธศักราช 2551

สาํ นกั งานสง เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั
สาํ นกั งานปลัดกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

หามจาํ หนาย

หนงั สอื เรยี นเลมน้ีจัดพมิ พดวยเงินงบประมาณแผนดินเพ่ือการศึกษาตลอดชวี ติ สาํ หรบั ประชาชน ลขิ สิทธ์เิ ปน
ของ สํานักงาน กศน. สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

เอกสารทางวชิ าการลาํ ดบั ท่ี 16/2555

2

หนังสอื เรยี นสาระทกั ษะการดําเนนิ ชวี ติ

รายวิชา ศลิ ปศกึ ษา (ทช21003)

ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2554)

ลขิ สิทธิ์เปนของ สาํ นักงาน กศน. สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
เอกสารทางวิชาการลาํ ดับที่ 16/2555

3

4

สารบญั

หนา

คํานํา 2
คําแนะนําการใชห นงั สอื เรียน
โครงสรางรายวิชา 9
บทท่ี 1 ทศั นศลิ ปไทย 34
37
เร่ืองท่ี 1 จดุ เสน สี แสง เงา รูปราง และรูปทรงท่ีใชใ นทัศนศิลปไ ทย
เรื่องท่ี 2 ความเปนมาของทัศนศิลปไทยดาน 39
46
จิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทย สถาปตยกรรมไทย ภาพพิมพ

เร่ืองที่ 3 ความงามและคุณคาของทัศนศิลปไทย
เรื่องที่ 4 การนําความงามของธรรมชาติมาสรางสรรคผลงาน
เรื่องที่ 5 ความคิดสรางสรรค ในการนําเอาวัสดุและสิ่งของตาง ๆ มาตกแตง

รางกายและสถานที่
เร่ืองที่ 6 คุณคาของความซาบซึ้งของวัฒนธรรมของชาติ

บทที่ 2 ดนตรีไทย 55
เร่ืองท่ี 1 ประวัตดิ นตรไี ทย 65
เร่ืองท่ี 2 เทคนิคและวิธีการเลนของเครื่องดนตรีไทย 83
เร่ืองท่ี 3 คุณคาความงามความไพเราะของเพลงและเครอ่ื งดนตรีไทย 85
เร่ืองท่ี 4 ประวัตคิ ุณคา ภมู ปิ ญญาของดนตรีไทย

บทท่ี 3 นาฏศลิ ปไทย 89
เร่ืองท่ี 1 ความเปนมาของนาฏศิลปไทย 91
เร่ืองที่ 2 ประวัตินาฏศิลปไทย 95
เร่ืองท่ี 3 ประเภทของนาฏศิลปไทย 104
เร่ืองท่ี 4 นาฏยศัพท 107
เร่ืองท่ี 5 รําวงมาตรฐาน 111
เร่ืองท่ี 6 การอนุรักษนาฏศิลปไทย

บทท่ี 4 นาฏศลิ ปไ ทยกบั การประกอบอาชีพ 5
คณุ สมบัติของอาชีพนักแสดงที่ดี
คณุ ลักษณะของผูประกอบอาชีพการแสดง 124
อาชีพการแสดงหนังตะลุง 124
อาชีพการแสดงลิเก 125
อาชีพการแสดงหมอลํา 130
134

6

คาํ แนะนําการใชห นังสอื เรยี น

หนังสือเรียนสาระทักษะการดําเนินชีวิต รายวิชา ศิลปศึกษา ทช21003 เปนหนังสือเรียนทีจ่ ัดทําขึน้
สําหรบั ผูเรียนท่เี ปน นักศึกษานอกระบบ

ในการศึกษาหนังสอื เรียนสาระทกั ษะการดาํ เนนิ ชวี ติ รายวชิ า ศลิ ปศกึ ษา ผเู รยี นควรปฏบิ ตั ิดังน้ี
1. ศึกษาโครงสรางรายวิชาใหเขาใจในหัวขอและสาระสําคัญ ผลการเรียนรูท ีค่ าดหวัง และขอบขาย
เนื้อหาของรายวิชาน้นั ๆ โดยละเอียด
2. ศึกษารายละเอียดเนือ้ หาของแตละบทอยางละเอียด และทํากิจกรรมตามทีก่ ําหนด แลวตรวจสอบ
กับแนวตอบกิจกรรมตามทีก่ ําหนด ถาผูเ รียนตอบผิดควรกลับไปศึกษาและทําความเขาใจในเนื้อหานัน้ ใหมให
เขา ใจ กอนที่จะศกึ ษาเรอ่ื งตอ ๆ ไป
3. ปฏิบัติกิจกรรมทายเรื่องของแตละเรื่อง เพื่อเปนการสรุปความรู ความเขาใจของเนื้อหาในเรื่องนั้น ๆ
อีกครั้ง และการปฏิบัติกิจกรรมของแตละเนื้อหา แตละเรื่อง ผูเรียนสามารถนําไปตรวจสอบกับครูและเพื่อน ๆ ที่
รวมเรียนในรายวชิ าและระดับเดียวกันไดหนังสอื เรียนเลมนม้ี ี 3บทคอื
บทที่ 1 ทัศนศิลปไทย
บทที่ 2 ดนตรีไทย
บทที่ 3 นาฏศิลปไ ทย
บทที่ 4 นาฏสิลปไทยกับการประกอบอาชีพ

7

โครงสรา งรายวชิ าศลิ ปศกึ ษา
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน

สาระสําคัญ
มีความรูความเขา ใจ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม ช่ืนชม เห็นคุณคาความงาม ความไพเราะ

ธรรมชาติ ส่ิงแวดลอ ม ทางทศั นศลิ ปไทย ดนตรไี ทย นาฏศิลปไทย และวิเคราะหไดอยางเหมาะสม

ผลการเรยี นรูที่คาดหวงั
1. อธิบายความหมายของธรรมชาติ ความงามความ ไพเราะของทัศนศิลปไทย ดนตรีไทย

และนาฏศิลปไทย
2. อธิบายความรูพื้นฐานของ ทัศนศิลปไทย ดนตรีไทย และนาฏศิลปไทย
3. สรา งสรรคผ ลงานโดยใชความรูพ้นื ฐาน ดา น ทศั นศิลปไ ทย คนตรไี ทย และนาฏศิลปไ ทย
4. ชืน่ ชม เหน็ คุณคาของ ทศั นศิลปไ ทย ดนตรีไทย และนาฏศลิ ปไทย
5. วเิ คราะห วพิ ากย วจิ ารณ งานดานทศั นศิลปไ ทย คนตรีไทย และนาฏศิลปไ ทย
6. อนุรักษส บื ทอดภูมปิ ญ ญาดานทัศนศลิ ปไทย คนตรไี ทย และนาฏศลิ ปไ ทย

ขอบขา ยเน้ือหา
บทที่ 1 ทัศนศิลปไทย
บทที่ 2 ดนตรไี ทย
บทที่ 3 นาฏศิลปไทย
บทที่ 4 นาฏศิลปไทยกับการประกอบอาชีพ

สือ่ การเรียนรู
1. หนงั สือเรียน
2. กจิ กรรม

8

บทที่ 1
ทัศนศลิ ปไทย

สาระสําคญั

ศึกษาเรียนรู เขาใจ เห็นคุณคาความงาม ของทัศนศิลปไทย และสามารถอธิบายความงาม และความ
เปนมาของทัศนศิลปไทย ไดอยางเหมาะสม

ผลการเรียนรูทค่ี าดหวงั

อธิบายความหมาย ความสําคญั ความเปนมา ของทัศนศิลปไทย เขา ใจถึงตน กาํ เนดิ ภูมิปญ ญาและการ
อนรุ กั ษทัศนศิลปไทย

ขอบขา ยเนอ้ื หา

เรื่องท่ี 1 จดุ เสน สี แสง เงา รูปรา ง และรูปทรงที่ใชในทัศนศิลปไทย
เรื่องที่ 2 ความเปนมาของทัศนศิลปไทยดาน

- จิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทย สถาปตยกรรมไทย ภาพพิมพ
เรื่องที่ 3 ความงามของทัศนศิลปไทย
เร่ืองท่ี 4 สรางสรรคผลงานจากความงามตามธรรมชาติ
เรื่องที่ 5 ความคิดสรางสรรค ในการนําเอาวัสดุและสิ่งของตาง ๆมาตกแตงรางกายและสถานที่
เรื่องท่ี 6 คุณคาของความซาบซึ้งของวัฒนธรรมของชาติ

9

เร่ืองท่ี 1
จดุ เสน สี แสง เงา รูปรา ง และรูปทรงท่ใี ชในทศั นศิลปไ ทย

จดุ หมายถึง องคป ระกอบที่เล็กท่สี ดุ จุดเปนสิ่งที่บอกตําแหนงและทิศทางได การนาํ จุดมาเรยี งตอกัน

ใหเ ปน เสน การรวมกันของจุดจะเกดิ นํา้ หนกั ทใี่ หป ริมาตรแกรปู ทรง เปนตน

เสน หมายถึง จดุ หลายๆจดุ ทเ่ี รยี งชดิ ตดิ กนั เปนแนวยาว การลากเสนจากจุดหนงึ่ ไปยังจดุ หนึง่

ในทิศทางที่แตกตางกัน จะเปนทิศมุม 45 องศา 90 องศา 180 องศาหรือมุมใดๆ การสลับทิศทางของเสนที่ลาก
ทาํ ใหเกดิ เปนลักษณะตา ง ๆ

เสนเปนองคประกอบพื้นฐานที่สําคัญในการสรางสรรค เสน สามารถแสดงใหเกิดความหมายของภาพ
และใหความรูสึกไดต ามลักษณะของเสน เสนที่เปนพ้นื ฐาน ไดแก เสนตรงและเสนโคง

จากเสนตรงและเสนโคงสามารถนํามาสรางใหเกิดเปน เสนใหมท ใี่ หความรูส กึ ทีแ่ ตกตางกันออกไปได
ดงั น้ี

เสน ตรงแนวตง้ั ใหความรสู ึกแข็งแรง สงู เดน สงางาม นาเกรงขาม

เสน ตรงแนวนอน ใหความรูสึกสงบราบเรียบ กวางขวาง การพักผอน หยดุ นง่ิ

เสน ตรงแนวเฉยี ง ใหความรูสึกไมปลอดภัย การลม ไมห ยดุ นิง่

เสนตดั กนั ใหค วามรสู กึ ประสานกนั แขง็ แรง

10

เสน โคง ใหค วามรสู กึ ออนโยนนุมนวล
เสน คด ใหความรูสกึ เคลอ่ื นไหวไหลเล่อื น รา เรงิ ตอ เน่ือง
เสน ประ ใหความรูสึกขาดหาย ลึกลับ ไมส มบรูณ แสดงสว นทม่ี องไมเ ห็น
เสน ขด ใหค วามรสู กึ หมนุ เวียนมนึ งง
เสน หยัก ใหความรสู กึ ขัดแยง นากลวั ตน่ื เตน แปลกตา

นกั ออกแบบนําเอาความรูสึกที่มีตอเสนที่แตกตางกันมาใชในงานศิลปะประยุกต โดยใชเสนมาเปล่ียน
รูปรางของตวั อกั ษร เพอ่ื ใหเกิดความรสู กึ เคล่อื นไหวและทําใหสือ่ ความหมายไดดียง่ิ ข้ึน

สี คอื สีท่นี าํ มาผสมกันแลวทําใหเกิดสใี หม ท่ีมีลักษณะแตกตา งไปจากสีเดิม แมส มี อี ยู 2 ชนิด คือ

11

1. แมสขี องแสง เกดิ จากการหกั เหของแสงผานแทง แกวปริซมึ มี 7 สี คือ มว ง คราม น้ําเงิน เขยี ว เหลอื ง แสด
แดง สแี ดง สเี ขยี ว และสนี า้ํ เงิน อยใู นรปู ของแสงรังสี ซึ่งเปนพลงั งานชนดิ เดียวทีม่ ีสี คุณสมบัติของแสง
สามารถนํามาใช ในการถายภาพ ภาพโทรทัศน การจัดแสงสใี นการแสดงตาง ๆ เปนตน

2. แมส วี ตั ถุธาตุ เปนสีที่ไดมาจากธรรมชาติ และจากการสังเคราะหโดยกระบวนทางเคมี มี 3 สี คอื สแี ดง สี
เหลอื ง และสนี ้าํ เงนิ แมสีวัตถุธาตุเปนแมสีที่นํามาใชงานกันอยางกวางขวาง ในวงการศิลปะ วงการ
อุตสาหกรรม ฯลฯ แมสวี ตั ถุธาตุ เมื่อนํามาผสมกนั ตามหลักเกณฑ จะทาํ ใหเกดิ วงจรสี ซง่ึ เปน วงสีธรรมชาติ เกดิ
จากการผสมกนั ของแมส วี ัตถุธาตุ เปน สีหลกั ท่ีใชง านกนั ท่ัวไป ในวงจรสี จะแสดงสง่ิ ตาง ๆ ดังตอ ไปนี้
วงจรสี ( Colour Circle)
สีขัน้ ท่ี 1 คือ แมสี ไดแ ก สแี ดง สเี หลอื ง สนี าํ้ เงิน

สีขน้ั ที่ 2 คือ สีทีเ่ กิดจากสีข้ันที่ 1 หรือแมส ีผสมกนั ในอัตราสวนท่ีเทา กัน จะทําใหเกดิ สใี หม 3 สี ไดแก
สแี ดง ผสมกบั สเี หลือง ไดส ี สม
สแี ดง ผสมกบั สีนาํ้ เงิน ไดสมี ว ง
สเี หลอื ง ผสมกบั สี

น้ําเงนิ ไดส เี ขยี ว
สีข้ันที่ 3 คอื สีที่เกิดจากสขี ้นั ที่ 1
ผสมกบั สีขัน้ ที่ 2 ในอตั ราสวนที่
เทากนั จะไดสีอ่ืน ๆ อกี 6 สี คือ

สแี ดง ผสมกบั สสี ม

12

ไดส ี สม แดง
สแี ดง ผสมกับสีมวง

ไดส มี ว งแดง
สเี หลอื ง ผสมกบั สีเขยี ว

ไดส เี ขียวเหลือง
สนี า้ํ เงิน ผสมกบั สีเขียว

ไดสีเขยี วนา้ํ เงิน

สนี า้ํ เงนิ ผสมกับสมี วง
ไดสีมวงนาํ้ เงิน

สเี หลอื ง ผสมกบั สสี ม
ไดส ีสม เหลือง

วรรณะของสี คอื สีทใ่ี หค วามรูสกึ รอน-เยน็ ในวงจรสีจะมีสีรอ น 7 สี และสเี ย็น 7 สี โดยจะมีสีมวงกับสี
เหลอื ง ซ่ึงเปน ไดท ้งั สองวรรณะ

สตี รงขา ม หรือสีตัดกนั หรือสีคปู ฏปิ ก ษ เปนสที ี่มีคา ความเขมของสี ตัดกนั อยา งรุนแรง ในทางปฏิบัติ
ไมน ยิ มนาํ มาใชรว มกนั เพราะจะทาํ ใหแตละสีไมสดใสเทา ท่ีควร การนําสีตรงขามกันมาใชรวมกัน อาจกระทํา
ไดด งั น้ี

1. มีพ้นื ทขี่ องสหี น่งึ มาก อีกสีหนง่ึ นอย
2. ผสมสีอนื่ ๆ ลงไปในสใี ดสีหน่ึง หรอื ท้งั สองสี
3. ผสมสีตรงขามลงไปในสีทั้งสองสี

สีกลาง คือ สที ี่เขาไดก ับสที ุกสี สีกลางในวงจรสี มี 2 สี คอื สีนํ้าตาล กบั สเี ทา สีน้ําตาล เกดิ จากสตี รง
ขามกันในวงจรสผี สมกัน ในอัตราสวนที่เทากนั สนี าํ้ ตาลมคี ณุ สมบัตสิ ําคญั คือ ใชผ สมกบั สีอืน่ แลวจะทาํ ใหส ี
นั้น ๆ เขมขึ้นโดยไมเปลี่ยนแปลงคาสี ถาผสมมาก ๆ เขาก็จะกลายเปนสีน้ําตาล สีเทา เกิดจากสีทกุ สี ๆ สีใน
วงจรสีผสมกนั ในอัตราสวนเทา กนั สเี ทา มีคณุ สมบัติท่สี ําคัญ คือ ใชผสมกับสีอืน่ ๆ แลวจะทาํ ให มืด หมน

ทฤษฎีสีดังกลาวมีผลใหเราสามารถนํามาใชเปนหลักในการเลือกสรรสีสําหรับงานสรางสรรค ของเรา
ได ซึ่งงานออกแบบมิไดถูกจํากัดดวยกรอบความคิดของทฤษฎีตามหลักวิชาการเทานั้น แตเราสามารถ คิดออก
นอกกรอบแหง ทฤษฎนี น้ั ๆ
คุณลกั ษณะของสมี ี 3 ประการ คือ

13

1. สแี ท หมายถึง สีทอ่ี ยูในวงจรสธี รรมชาติ ทง้ั 12 สี ท่ีเราเหน็ อยูทกุ วนั น้ีแบง เปน 2 วรรณะ โดยแบง
วงจรสอี อกเปน 2 สว น จากสเี หลอื งวนไปถงึ สมี ว ง คือ

1. สรี อ น ใหค วามรสู กึ รนุ แรง รอน ต่ืนเตน ประกอบดว ย สีเหลอื ง สีเหลืองสม สสี ม สีแดงสม
สแี ดง สมี ว งแดง สีมว ง

2. สเี ย็นใหความรูสึกเยน็ สงบ สบายตาประกอบดวย สเี หลือง สีเขียวเหลือง
สเี ขียว สีเขียวน้ําเงิน สีนํ้าเงนิ สมี ว งน้ําเงิน สมี วง เราจะเห็นวา สเี หลอื ง และสีมว ง เปนสีท่อี ยไู ดทงั้ 2 วรรณะ คอื
เปนสกี ลางและ เปน ไดทั้งสรี อน และสีเยน็

2. ความจัดของสี หมายถึง ความสด หรือความบริสุทธ์ขิ องสีใดสีหนึ่ง สที ีถ่ กู ผสมดวย สีดาํ จนหมนลง
ความจัด หรือความบริสุทธิ์จะลดลง ความจัดของสีจะเรียงลําดับจากจดั ทีส่ ดุ ไปจนหมนทีส่ ดุ

3. นาํ้ หนกั ของสี หมายถึง สีทีส่ ดใส สกี ลาง สที ึบของสแี ตละสี สที ุกสีจะมนี ํ้าหนักในตัวเอง ถาเราผสม
สีขาวเขา ไปในสใี ดสีหนึง่ สนี น้ั จะสวา งขึ้น หรือมีน้ําหนักออนลงถาเพิ่มสีขาวเขาไปทีละนอยๆ ตามลําดับ เราจะ
ไดน ํา้ หนักของสที ่เี รียงลาํ ดับจากแกสุด ไปจนถงึ ออ นสดุ นาํ้ หนกั ออนแกข องสที ไี่ ด เกิดจากการผสมดว ยสขี าว
เทา และ ดํา นาํ้ หนักของสีจะลดลงดว ยการใชสีขาวผสม ซง่ึ จะทําให เกดิ ความรูสกึ นมุ นวล ออ นหวาน สบายตา
เราสามารถเปรียบเทียบระหวางภาพสีกับภาพขาวดําไดอยางชัดเจนเมื่อนําภาพสีที่เราเห็นวามีสีแดงอยูหลายคา
ท้งั ออ น กลาง แก ไปถายเอกสารขาว-ดาํ เมอ่ื นํามาดูจะพบวา สแี ดงจะมีนา้ํ หนกั ออน แกตั้งแตข าว เทา ดาํ
น่ันเปนเพราะวา สแี ดงมีน้าํ หนกั ของสีแตกตางกันนัน่ เอง

สตี า งๆ ทเี่ ราสัมผัสดวยสายตา จะทาํ ใหเกิดความรสู ึกข้นึ ภายในตอ เรา ทนั ทที ่ีเรามองเห็นสี ไมว า จะเปน
การแตงกาย บานที่อยูอาศัย เคร่ืองใชต า งๆ แลว เราจะ ทาํ อยา งไร จึงจะใชสีไดอยางเหมาะสม และสอดคลองกับ
หลกั จติ วิทยา เราจะตองเขาใจวา สใี ดใหค วามรสู ึก ตอมนุษยอยา งไร ซึ่งความรสู กึ เก่ียวกับสี สามารถจําแนกออก
ไดด งั น้ี

สแี ดง ใหความรสู กึ รอน รุนแรง กระตุน ทาทาย เคล่อื นไหว ตน่ื เตน เรา ใจ มีพลัง ความอุดมสมบูรณ
ความมั่งคั่ง ความรัก ความสําคัญ

สสี ม ใหความรูสึก รอน ความอบอุน ความสดใส มชี ีวิตชีวา วัยรุน ความคึกคะนอง การปลดปลอย
ความเปร้ยี ว การระวัง

สเี หลอื ง ใหความรูสึก แจมใส ความราเริง ความเบิกบานสดชื่น ชีวติ ใหม ความสด ใหม
สเี ขยี วแก จะทําใหเกิดความรูสึกเศราใจความแกชรา สีนํ้าเงิน ใหความรสู กึ สงบ สุขุม สภุ าพ หนกั แนน
เครงขรึม เอาการเอางาน ละเอียด รอบคอบ
สฟี า ใหความรูส กึ ปลอดโปรงโลง กวา ง เบา โปรง ใส สะอาด ปลอดภัย ความสวาง ลมหายใจ ความเปน
อิสรเสรีภาพ การชว ยเหลือ แบง ปน
สีคราม จะทาํ ใหเกิดความรูสกึ สงบ
สมี ว ง ใหความรสู ึก มีเสนห นาตดิ ตาม เรน ลบั ซอนเรน มีอํานาจ มีพลังแฝงอยู ความรัก ความเศรา
ความผิดหวัง ความสงบ ความสูงศักดิ์

14

สีน้ําตาล ใหค วามรูสกึ เกา หนัก สงบเงียบ
สีขาว ใหค วามรสู กึ บริสุทธ์ิ สะอาด ใหม สดใส
สีดาํ ใหความรสู กึ หนกั หดหู เศรา ใจ ทบึ ตัน
สีชมพู ใหความรูสกึ อบอนุ ออนโยน นมุ นวล ออนหวาน ความรกั เอาใจใส วัยรนุ หนุมสาว ความ
นารักความสดใส
สีไพล จะทําใหเกิดความรูสึกกระชุมกระชวย ความเปนหนุมสาว
สเี ทา ใหความรูสึก เศรา อาลัย ทอแท ความลึกลับ ความหดหู ความชรา ความสงบ ความเงียบ สุภาพ
สขุ มุ ถอมตน
สที อง ใหความรสู กึ หรูหรา โออ า มีราคา สูงคา ส่งิ สาํ คญั ความเจริญรุงเรอื ง ความสุข ความร่ํารวย การ
แผก ระจาย
จากความรูสึกดังกลาว เราสามารถนําไปประยุกตใชในชีวิตประจําวันไดในทุกเรื่อง
1. การใชส กี ลมกลนื กัน
การใชสีใหกลมกลืนกนั เปน การใชส หี รือนา้ํ หนกั ของสใี หใกลเคียงกนั หรอื คลายคลงึ กนั เชน การใชสี
แบบเอกรงค เปน การใชส สี เี ดยี วที่มีนา้ํ หนักออ นแกห ลายลําดบั
2. การใชส ีตดั กนั สีตดั กันคอื สีทอ่ี ยตู รงขา มในวงจรสี การใชสีใหตัดกันมีความจําเปนมาก ในงาน
ออกแบบ เพราะชว ยใหเ กดิ ความนา สนใจ ในทนั ทที ่ีพบเห็น สตี ัดกันอยา งแทจรงิ มีอยูดวยกนั 6 คสู ี คือ
1. สเี หลอื ง ตรงขามกับ สมี ว ง
2. สสี ม ตรงขามกบั สนี ้ําเงิน
3. สีแดง ตรงขา มกับ สเี ขยี ว
4. สีเหลืองสม ตรงขา มกับ สีมวงน้ําเงิน
5. สีสมแดง ตรงขา มกับ นํา้ เงนิ เขียว
6. สีมวงแดง ตรงขามกับ สเี หลอื งเขยี ว
การใชสตี ดั กนั ควรคํานงึ ถงึ ความเปนเอกภาพดวย วธิ ีการใชมีหลายวิธี เชน ใชส ีใหม ีปรมิ าณตางกนั
เชน ใชสีแดง 20 % สเี ขยี ว 80%
ในงานออกแบบ หรือการจัดภาพ หากเรารจู ักใชสใี หม ีสภาพโดยรวมเปน วรรณะรอน หรอื วรรณะเยน็
เราจะ สามารถควบคุม และสรางสรรคภาพใหเกิดความประสานกลมกลืน งดงามไดงายขึ้น เพราะสีมีอิทธิพลตอ
มวล ปริมาตร และชองวาง สีมีคุณสมบตั ิทที่ ําใหเ กดิ ความกลมกลนื หรือขัดแยง ได สสี ามารถขับเนน ใหเกดิ
จดุ เดน และการรวมกนั ใหเ กิดเปน หนว ยเดยี วกนั ได
สรา งความรสู ึก สใี หค วามรสู ึกตอผูพ บเห็นแตกตา งกันไป ทง้ั นข้ี ้ึนอยูกบั ประสบการณ และภูมิหลงั ของ
แตล ะคน สีบางสสี ามารถรักษาบําบัดโรคจิตบางชนิดได การใชสีภายใน หรือภายนอกอาคาร จะมผี ลตอการ
สัมผัส และสรางบรรยากาศได

15

แสงและเงา
แสงและเงา หมายถึง แสงทสี่ อ งมากระทบพ้ืนผิวท่ีมสี ีออนแกแ ละพื้นผิวสูงตํา่ โคงนูนเรียบหรือขรุขระ

ทําใหปรากฏแสงและเงาแตกตางกัน
ตวั กําหนดระดบั ของคา นํ้าหนกั ความเขมของเงาจะขึ้นอยูกับความเขมของแสง ในที่ที่มีแสงสวางมาก

เงาจะเขมขึ้น และในท่ีที่มแี สงสวา งนอ ย เงาจะไมชดั เจน ในที่ทไี่ มม ีแสงสวางจะไมมีเงา และเงาจะอยูใน
ทางตรงขามกับแสงเสมอ คาน้ําหนักของแสงและเงาที่เกิดบนวัตถุ สามารถจาํ แนกเปนลักษณะท่ี ตา ง ๆ ได
ดงั น้ี

1. บริเวณแสงสวางจัด เปนบริเวณทอี่ ยใู กลแ หลงกาํ เนดิ แสงมากท่ีสุด จะมีความสวางมากที่สุด ใน
วัตถุที่มผี ิวมันวาวจะสะทอนแหลงกาํ เนิดแสงออกมาใหเ หน็ ไดช ดั

2. บริเวณแสงสวาง เปนบริเวณที่ไดรับแสงสวาง รองลงมาจากบริเวณแสงสวาง จัด เนื่องจากอยหู า ง
จากแหลง กําเนดิ แสงออกมา และเร่ิมมคี า นา้ํ หนกั ออน ๆ

3. บรเิ วณเงา เปน บริเวณทไี่ มไดร บั แสงสวาง หรือเปนบริเวณทถ่ี ูกบดบังจาก แสงสวาง ซ่ึงจะมีคา
นํา้ หนกั เขม มากขนึ้ กวา บรเิ วณแสงสวาง

4. บรเิ วณเงาเขม จดั เปน บรเิ วณทอี่ ยูห า งจากแหลง กาํ เนิดแสงมากทส่ี ดุ หรอื เปนบรเิ วณทีถ่ กู บดบัง
มาก ๆ หลาย ๆ ชน้ั จะมคี านํ้าหนักท่ีเขมมากไปจนถึงเขม ที่สุด

5. บรเิ วณเงาตกทอด เปนบริเวณของพื้นหลังที่เงาของวัตถุทาบลงไป เปนบริเวณเงาที่อยู ภายนอกวตั ถุ
และจะมีความเขมของคาน้ําหนักขึ้นอยูกับ ความเขมของเงา น้ําหนักของพื้น หลัง ทิศทางและระยะของเงา

ความสาํ คญั ของคา นา้ํ หนัก
1. ใหความแตกตางระหวา งรูปและพ้นื หรอื รปู ทรงกับที่วาง
2. ใหค วามรสู กึ เคลือ่ นไหว
3. ใหความรสู กึ เปน 2 มิติ แกรูปราง และความเปน 3 มติ แิ กรูปทรง
4. ทําใหเ กิดระยะความตืน้ - ลึก และระยะใกล - ไกลของภาพ
5. ทําใหเกิดความกลมกลืนประสานกันของภาพ

16

เรือ่ งท่ี 2
ความหมายและความเปน มาของทศั นศิลปไ ทย

ศิลปะประเภททัศนศิลปที่สําคัญของไทย ไดแก จิตรกรรม ประติมากรรม และ
สถาปต ยกรรม ซึง่ เปน ศิลปกรรมที่พบเหน็ ท่วั ไป โดยเฉพาะศิลปกรรมที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาหรือ
พทุ ธศิลปที่มีประวัติความเปนมานับพันป จนมีรูปแบบที่เปนเอกลักษณไทย และเปนศิลปะไทย ที่
สะทอ นใหเ ห็นวิถีชวี ติ ขนบธรรมเนยี มประเพณี ความเช่ือ และรสนิยมเกี่ยวกับความงามของคน
ไทยศิลปะเหลานี้แตละสาขามีเนื้อหาสาระที่ควรคาแกการศึกษาแตกตางกันไป

ศิลปะไทยเปน เอกลักษณของชาติไทย ซึ่งคนไทยทั้งชาติตางภาคภูมิใจอยางยิ่ง ความงดงาม
ท่สี บื ทอดอันยาวนานมาต้งั แตอดีต บงบอกถงึ วฒั นธรรมทีเ่ กิดขน้ึ โดยมพี ฒั นาการบนพืน้ ฐานของ
ความเปนไทย ลักษณะนิสัยที่ออนหวาน ละมุนละไม รักสวยรักงาม ที่มีมานานของสังคมไทย ทํา
ใหศิลปะไทยมีความประณีตออนหวาน เปนความงามอยางวิจิตรอลังการที่ทุกคนไดเ ห็นตอ งตน่ื ตา
ตื่นใจ อยางบอกไมถูก ลักษณะความงามนี้จึงไดกลายเปนความรูสึกทางสุนทรียภาพโดยเฉพาะคน
ไทย

เมื่อเราไดสืบคนความเปนมาของสังคมไทย พบวาวิถีชีวิตอยูกันอยางเรียบงาย มปี ระเพณี
และศาสนาเปน เคร่ืองยึดเหนี่ยวจิตใจ สังคมไทยเปนสงั คมเกษตรกรรมมากอน ดังน้ัน ความผกู พัน
ของจติ ใจจงึ อยูท ี่ธรรมชาติแมนํา้ และพ้ืนดนิ สง่ิ หลอ หลอมเหลานี้จึงเกิดบรู ณาการเปนความคิด
ความเชื่อและประเพณีในทองถิ่น แลวถายทอดเปนวัฒนธรรมไทยอยางงดงาม ที่สําคัญวัฒนธรรม
ชวยสงตอคุณคาความหมายของสง่ิ อนั เปนท่ยี อมรับในสงั คมหนงึ่ ๆ ใหค นในสังคมน้ันไดร บั รแู ลว
ขยายไปในขอบเขตทีก่ วางขึ้น ซงึ่ สวนใหญก ารสื่อสารทางวฒั นธรรมน้ันกระทําโดยผา นสัญลกั ษณ
และสัญลักษณน้ีคือผลงานของมนุษยน้นั เองท่ีเรยี กวา ศิลปะไทย

ปจจุบนั คาํ วา "ศิลปะไทย" กําลังจะถูกลืมเมื่ออิทธิพลทางเทคโนโลยีสมัยใหมเขามาแทนที่
สังคมเกาของไทย โดยเฉพาะอยางยิ่งโลกแหงการสื่อสารไดกาวไปล้ํายุคมาก จนเกิดความแตกตาง
อยางเห็นไดชัดเมื่อเปรียบเทียบกับสมัยอดีต โลกใหมยุคปจจุบันทําใหคนไทยมีความคิดหางไกล
ตัวเองมากขึ้น และอทิ ธพิ ลดังกลาวน้ที ําใหค นไทยลมื ตัวเราเองมากขนึ้ จนกลายเปนสิง่ สบั สนอยูก ับ
สังคมใหมอยางไมรตู วั มีความวุนวายดวยอํานาจแหงวฒั นธรรมสื่อสารที่รีบเรง รวดเรว็ จนลืมความ
เปนเอกลักษณของชาติ

เมื่อเราหันกลับมามองตวั เราเองใหม ทาํ ใหดหู างไกลเกนิ กวาจะกลบั มาเรียนรูวา พนื้ ฐาน
ของชาติบานเมืองเดิมเรานั้น มีความเปนมาหรือมีวัฒนธรรมอยางไร ความรูสึกเชนนี้ ทําใหเราลืม
มองอดีตตัวเอง การมวี ิถีชวี ิตกับสังคมปจจบุ นั จําเปนตองดิน้ รนตอสูกบั ปญ หาตา ง ๆ ที่วง่ิ ไป
ขางหนาอยางรวดเร็ว ถาเรามีปจจุบันโดยไมมีอดีต เราก็จะมีอนาคตที่คลอนแคลนไมมั่นคง การ
ดาํ เนนิ การนาํ เสนอแนวคดิ ในการจดั การเรยี นการสอนศลิ ปะในครง้ั น้ี จงึ เปน เสมือนการคน หาอดีต

17

โดยเราชาวศิลปะตองการใหอนุชนไดมองเห็นถึง ความสําคัญของบรรพบุรุษ ผูสรางสรรคศิลปะ
ไทย ใหเราทําหนาที่สืบสานตอไปในอนาคตความเปนมาของศิลปะไทย

ไทยเปนชาตทิ ่ีมีศลิ ปะและวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนยี มประเพณขี องตนเองมาชา
นานแลว เร่ิมต้งั แตก อนประวัตศิ าสตร ศิลปะไทยจะวิวฒั นาการและสบื เนื่องเปนตวั ของตวั เองใน
ทีส่ ดุ เทา ทที่ ราบราว พ.ศ. 300 จนถงึ พ.ศ. 1800 พระพทุ ธศาสนานําเขามาโดยชาวอินเดีย ครง้ั น้ัน
แสดงใหเ ห็นอิทธิพลตอรูปแบบของศลิ ปะไทยในทกุ ๆ ดานรวมทง้ั ภาษา วรรณกรรม ศิลปกรรม
โดยกระจายเปนกลุมศลิ ปะสมยั ตา ง ๆ เรมิ่ ตัง้ แตส มัยทวาราวดี ศรวี ิชัย ลพบรุ ี เม่อื กลุมคนไทยตง้ั ตัว
เปน ปกแผน แลว ศลิ ปะดังกลา วจะตกทอดกลายเปนศิลปะไทย ชา งไทยพยายามสรางสรรคใ หม ี
ลักษณะพิเศษกวา งานศิลปะของชาติอนื่ ๆ คือ จะมลี วดลายไทยเปนเครือ่ งตกแตง ซ่ึงทําใหล ักษณะ
ของศิลปะไทยมีรปู แบบเฉพาะมีความออ นหวาน ละมนุ ละไม และไดสอดแทรกวฒั นธรรม
ขนบธรรมเนียมประเพณแี ละความรสู กึ ของคนไทยไวในงานอยา งลงตัว ดงั จะเห็นไดจากภาพฝา
ผนังตามวัดวาอารามตาง ๆ ปราสาทราชวงั ตลอดจนเครอ่ื งประดบั และเคร่อื งใชท ว่ั ไป

ลักษณะของศลิ ปะไทย
ศิลปะไทยไดรับอิทธิพลจากธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ มในสงั คมไทย ซงึ่ มลี ักษณะเดน คือ

ความงามอยางนิ่มนวลมีความละเอียดประณตี ซงึ่ แสดงใหเ หน็ ถึงลกั ษณะนิสัยและจิตใจของคน
ไทยที่ไดสอดแทรกไวในผลงานที่สรางสรรคขึ้น โดยเฉพาะศิลปกรรมที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
ซึ่งเปนศาสนาประจําชาติของไทย อาจกลาวไดวาศิลปะไทยสรางขึ้นเพื่อสงเสริมพุทธศาสนา เปน
การเชอ่ื มโยงและโนม นา วจิตใจของประชาชนใหเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา
ศิลปะไทยมาจากธรรมชาติ

หางหงส ตดิ ตงั้ อยูป ลายจันทันมลี ักษณะคลายหางหงส
รวงผงึ้ ใชป ระดับอยูใต ข่ือ ดานหนา ของโบสถ วหิ าร
มีลกั ษณะเปน รปู คลายรงั ผึ้ง
สาหรา ย สวนท่ีติดอยูกับเสาตอ จากรวงผึ้งลงมา

บัวหัวเสา กลีบบัวประดับบนหัวเสา
มีรูปแบบมาจากดอกบัว

18

จติ รกรรมไทย
จติ รกรรมไทย เปนการสรางสรรคภ าพเขยี นท่มี ลี กั ษณะโดยทัว่ ไปมักจะเปน 2 มิติ ไมม ีแสง

และเงา สีพืน้ จะเปน สเี รียบๆไมฉ ูดฉาดสที ่ีใชสวนใหญจะเปน สดี ํา สีนํา้ ตาล สเี ขยี ว เสนทีใ่ ชมักจะ
เปน เสนโคงชว ยใหภาพดูออ นชอย นมุ นวล ไมแ ข็งกระดา ง จิตรกรรมไทยมกั พบในวดั ตางๆเรยี กวา
“จติ รกรรมฝาผนัง”

ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดสวุ รรณาราม
จติ รกรรมไทย จัดเปนภาพเลาเรื่องทีเ่ ขยี นขึ้นดว ยความคิดจินตนาการของคนไทย มี
ลักษณะตามอุดมคติของชางไทย คือ
1. เขียนสีแบน ไมค ํานึงถึงแสงและเงา นยิ มตัดเสนใหเห็นชัดเจน และเสน ท่ีใช จะแสดง
ความรูสกึ เคล่ือนไหวนมุ นวล

19

2. เขยี นตวั พระ-นาง เปนแบบละคร มีลีลา ทา ทางเหมือนกัน ผดิ แผกแตกตา ง กนั ดว ยสี
รางกายและเคร่ืองประดบั

20

3. เขียนแบบตานกมอง หรือเปนภาพต่ํากวาสายตา โดยมุมมองจากที่สูงลงสู ลาง จะเห็น

เปน รูป เร่ืองราวไดต ลอด ภาพ

4. เขยี นตดิ ตอ กันเปน ตอน ๆ สามารถดจู ากซายไปขวาหรือลา งและบนไดท ่ัวภาพ โดยข้ัน
แตล ะตอนของภาพดวยโขดหนิ ตน ไม กาํ แพงเมือง เปนตน

21

5. เขียนประดับตกแตงดวยลวดลายไทย มีสีทองสรางภาพใหเดนเกิดบรรยากาศ สุขสวาง

และมีคุณคามาก ข้นึ

การเขยี นลายไทยพน้ื ฐาน
ขนั้ ท่ี 1 ตอ งฝก เขียนลายเสนกอ น เชน การเขยี นเสนตรงโดยไมตองใชไมบรรทัดชวย การ

เขียนเสนโคงใหไดเปนวงกลมโดยไมตองใชวงเวียน เปนตน
ขั้นท่ี 2 หลงั จากที่ฝกเขยี นเสนจนคลอ งและชํานาญแลว จึงเร่มิ หัดเขยี นลายไทย เชน กนก

สามตวั หรือจะเขียนภาพตวั ละครในวรรณคดี เชน ตัวพระ ตวั นาง ตัวยกั ษ เปนตน

ภาพหดั เขยี นลายไทย
เมือ่ ไดฝก ฝนทกั ษะการเขยี นกนกสามตวั ที่เปนตนแบบของกนกชนดิ อน่ื ๆ คอื กนกเปลว กนกใบ
เทศ และกนกหางโต จนคลองมือดีแลวก็คงจะเขาใจในโครงสรางของตัวกนก สว นสําคัญใน
การเขียนอยูที่การแบงตัวลายและเขียนยอดลาย ถา แบง ตวั ลายและเขยี นยอดลายไดจ งั หวะสดั สว น
ดี สะบดั ยอดพรว้ิ ดี ลายกนกนน้ั กด็ งู าม

22

ประตมิ ากรรมไทย

ประติมากรรมเปนผลงานศิลปกรรมที่เปนรูปทรง 3 มิติ ประกอบจากความสูง ความกวาง
และความนูน หรือความลึก รูปทรงนี้มีปริมาตรที่จับตองไดและกินระวางเนือ้ ที่ในอากาศ ตางจาก
รูปทรง ปริมาตรทางจิตรกรรมทีแ่ สดงบนพืน้ เรียบเปนปริมาตรทีล่ วงตา ประติมากรรมเกิดขึน้ จาก
กรรมวิธีการสรางสรรคแบบตางๆ เชน การปน และหลอ การแกะสลัก การฉลุหรือ
ดุน ประติมากรรมทัว่ ไปมี 3 แบบคือ ประติมากรรม แบบลอยตัว สามารถดูได
โดยรอบ ประติมากรรมนูน มีพื้นรองรับสามารถดูไดเฉพาะดานหนาและดานเฉียงเทานั้น และ
ประติมากรรมแบบเจาะลึกลงไปในพื้น

ประติมากรรมไทยเปนผลงานการสรางสรรคของบรรพบุรุษโดยประติมากรของไทยที่
สรางสรรคขึน้ เพือ่ รับใชสังคม ตอบสนองความเชือ่ สรางความภูมิใจ ความพึงพอใจ และคานิยม
แหง ชาตภิ ูมขิ องไทยประติมากรรมไทยสวนใหญเนน เนอ้ื หาทางศาสนา มักปรากฏอยูต ามวัดและวัง
มีขนาดตัง้ แตเล็กที่สุด เชน พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง จนถึงขนาดใหญที่สุด เชน พระอัจนะ
หรอื พระอฏั ฐารส ซึ่งเปนพระพุทธรูปขนาดใหญกลางแปลง มีทัง้ ประติมากรรมตกแตง ซึง่ ตกแตง
ศิลปวัตถุ ศิลปสถาน เพือ่ เสริมคุณคาแกศิลปวัตถุหรือสถานทีน่ ัน้ จนถึงประติมากรรมบริสุทธิ์ซึ่ง
เปนประติมากรรมที่มีคุณคาและคุณสมบัติเฉพาะ สมบูรณดวยตัวของประติมากรรมเอง เมื่อ
พิจารณาภาพรวมของประติมากรรมไทยอาจแบงประติมากรรมออกเปน 3 ประเภทคือ
ประติมากรรมรูปเคารพ ประติมากรรมตกแตง และประติมากรรมเพื่อประโยชนใชสอย ซึง่ จะขอ
กลาวตามลําดับ

23

ยคุ สมยั ของประตมิ ากรรมไทย

ทั้งประติมากรรมรูปเคารพ ประติมากรรมตกแตง และประติมากรรมเพื่อประโยชนใชสอย
ผูกพันกับความเปลีย่ นแปลงของสังคมไทยตลอดมา นอกจากจะแสดงคุณคาทางทัศนศิลป แลวยัง
สะทอนวัฒนธรรมอันดีงามของชาตใิ นแตละยุคแตละสมัยออกมาดวย ยุคสมัยของไทยนั้น อาจแบง
ชวงศิลปะในเชิงประวัติศาสตรตามหลักฐานทางโบราณวัตถุสถานไดเปน 2 ชวงคือ

1. ชวงศิลปะกอนไทย หมายถึงชวงกอนที่คนไทยจะรวมตัวกันเปนปกแผน ยังไมมีราชธานี
ของตนเองทแ่ี นน อน แบง ออกเปน 3 สมยั คือ

- สมยั ทวารวดี
- สมยั ศรวี ชิ ัย
- สมัยลพบุรี
2. ชวงศิลปะไทย หมายถึงชวงทีค่ นไทยรวมตัวกันเปนปกแผนมีราชธานีทีแ่ นนอนแลว
แบง ออก เปน 5 สมัยคือ สมยั เชียงแสน สมัยสุโขทัย สมัยอูทอง สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร
งานประติมากรรมสมัยตาง ๆ ของไทยเหลานีผ้ านการหลอหลอมและผสมผสานของวัฒนธรรม
โดยดัง้ เดิมมีรากเหงามาจากวัฒนธรรมอินเดีย ตอมาผสมผสานกับวัฒนธรรมจีนและชาติทาง
ตะวันตก แตเปนการผสมผสานดวยความชาญฉลาดของชางไทย ประติมากรรมของไทยจึงยังคง
รักษารูปแบบทีเ่ ปนเอกลักษณของไทยไวไดอยาง เดนชัด สามารถถายทอดลักษณะความงดงาม
ความประณีตวิจิตรบรรจง และลักษณะของความเปนชาติไทยที่รุงเรืองมาแตโบราณใหโลก
ประจักษได พอจะกลาวถึงประติมากรรมในชวงศิลปะไทยได ดังนี้
- ประติมากรรมไทยสมัยเชียงแสน
- ประติมากรรมไทยสมัยสุโขทัย
- ประติมากรรมไทยสมัยอูทองและสมัยอยุธยา
- ประติมากรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร

ผลงานประติมากรรมไทย คุณคาของงานสวนใหญผูกพันและเกีย่ วของกับศาสนา
สรางสรรคขึ้นจากความเชื่อ คตินิยม ความศรัทธา มีความสัมพันธกันอยางแยกไมออก ยอมมีคุณคา
มีความงดงาม ตลอดจนเปนประโยชนใชสอยเฉพาะของตนเอง ซึง่ ในปจจุบันไดจัดใหมีการเรียนรู
เกี่ยวกับการอนุรักษนิยมและฟนฟูศิลปะประเภทนี้ เพื่อมุง เนนใหคนรุน หลังมีความเขาใจ เกิดความ
ชื่นชมหวงแหนเห็นคุณคาในความเปนศิลปวัฒนธรรมไทยรวมกัน พรอมทั้งสืบทอดตลอด

24

ภาพพระพทุ ธรปู ทรงเคร่ืองศลิ ปะอยธุ ยา

ประติมากรรมไทยเปนผลงานศิลปะที่ถูกสรางสรรคขึ้นมาดวยความคิด ฝมือ ความศรัทธา
จากภูมิปญญาที่เกิดจากการแกปญหาของคนในทองถิ่น โดยใชเครื่องมือและวสั ดจุ ากพื้นบา นทห่ี า
ไดงา ยๆ เชน ดนิ เหนียว แกลบ ปูน กระดาษสา

ผลงานประติมากรรมไทย แบงออกไดเปน 4 ประเภท สรุปได ดังน้ี
1.ประติมากรรมไทยที่เกิดขึ้นจากความเชื่อ ความศรัทธา คตินิยมเกี่ยวของกับศาสนา เชน
พระพุทธรูปปางตางๆ ลวดลายของฐานเจดียหรือพระปรางคตางๆ
2.ประติมากรรมไทยพวกเครื่องใชในชีวิตประจําวัน เชน โอง หมอ ไห ครก กระถาง

25

3.ประตมิ ากรรมไทยพวกของเลน ไดแ ก ตกุ ตาดนิ ปน ตกุ ตาจากกระดาษ ตุกตาจากผา หนุ กระบอก
ปลาตะเพียนสานใบลาน หนากาก วัสดจุ ากเปลอื กหอย ชฏาหวั โขน

ปลาตะเพยี นสานใบลาน

26

หุนกระบอก

4.ประติมากรรมไทยพวกเครื่องประดับตกแตง เชน กระถางตนไม โคมไฟดินเผา

สถาปต ยกรรมไทย

สถาปต ยกรรมไทย หมายถงึ ศิลปะการกอสรางของไทย อันไดแก
อาคาร บานเรือน โบสถ วิหาร วัง สถูป และสงิ่ กอสรางอน่ื ๆ ท่ีมีมูลเหตทุ ่ีมาของการกอสรา ง

27

อาคารบา นเรอื นในแตล ะ ทองถิน่ จะมีลักษณะผิดแผกแตกตางกันไปบางตามสภาพทาง ภูมิศาสตร

และคตนิ ิยมของแตละทองถิน่ แตสิ่งกอสรางทางศาสนาพุทธ มกั จะมลี ักษณะทไ่ี มแตกตา งกนั มาก

นกั เพราะมีความเชื่อ ความศรัทธาและแบบแผนพิธีกรรมที่เหมือน ๆ กัน สถาปตยกรรมที่ มกั นยิ ม

นํามาเปนขอศึกษา สว นใหญจะเปน สถูป เจดยี  โบสถ วิหาร หรือพระราชวงั เนือ่ งจากเปน

สิ่งกอสรางที่คงทน มีการพัฒนารูปแบบมาอยางตอเนื่องยาวนาน และไดรับการสรรคสรางจาก

ชา งฝมอื ท่ี เชี่ยวชาญ พรอมทั้งมีความเปนมาที่สําคัญควรแกการศึกษา อกี ประการหนึ่งกค็ ือ

ส่งิ กอ สรางเหลาน้ี ลวนมคี วามทนทาน มีอายุยาวนานปรากฏเปนอนสุ รณใ หเ ราไดศ กึ ษาเปนอยาง

ดี สถาปต ยกรรมไทย สามารถจดั หมวดหมู ตามลกั ษณะการใชง านได 2 ประเภท คือ

1. สถาปตยกรรมท่ใี ชเปน ทอี่ ยูอาศัย ไดแก บา นเรือน ตาํ หนกั วังและพระราชวัง เปนตน บา นหรือ
เรือนเปนที่อยูอาศัยของสามัญชน ธรรมดาทั่วไป ซึ่งมที ้งั เรอื นไม และเรือนปนู เรือนไมม อี ยู 2 ชนดิ

คือ เรอื นเคร่ืองผูก เปนเรือนไมไ ผ ปดู วยฟากไมไผ หลังคามุงดวย ใบจาก หญาคา หรือใบไม อกี

อยา งหนง่ึ เรยี กวา เรอื นเครือ่ งสบั เปน ไมจ ริงทง้ั เน้อื ออน และเน้อื แข็ง ตามแตละทองถิ่น หลังคามุง

ดว ยกระเบ้ือง ดนิ เผา พ้นื และฝาเปนไมจรงิ ทัง้ หมด ลักษณะเรือน ไมของไทยในแตละ

ทองถ่นิ แตกตางกัน และโดยทว่ั ไปแลว จะมี ลกั ษณะสาํ คญั รว มกันคอื เปนเรอื นไมชน้ั เดียว ใตถุน

สงู หลังคาทรงจั่วเอียงลาดชัน

28

ตําหนัก และวัง เปนเรือนที่อยูของชนชัน้ สูง พระราชวงศ หรือที่ประทับชั้นรอง ของ
พระมหากษัตริย สําหรับพระราชวัง เปนทีป่ ระทับของพระมหากษัตริย พระท่ีน่ัง เปนอาคารที่มีทอง
พระโรงซง่ึ มที ป่ี ระทบั สาํ หรบั ออกวา ราชการ หรอื กจิ การอื่น ๆ

ภาพสถาปตยกรรมวัดเบญจมบพิตร
2. สถาปต ยกรรมท่ีเก่ียวของศาสนา ซึง่ สวนใหญอยูในบริเวณสงฆ ที่เรยี กวา วัด ซ่งึ
ประกอบไปดวยสถาปตยกรรมหลายอยาง ไดแ ก โบสถ เปนที่กระทําสังฆกรรมของ
พระภิกษุ วหิ ารใชป ระดษิ ฐาน
พระพทุ ธรูปสาํ คญั และกระทาํ สังฆกรรมดว ยเหมือนกนั กฎุ ิ เปน ที่ อยูของพระภกิ ษุ สามเณร หอ
ไตร เปน ที่เก็บรักษาพระไตรปฎกและคัมภีรสําคัญทางศาสนา หอระฆงั และหอกลอง เปน ท่ใี ช
เกบ็ ระฆังหรือกลองเพื่อตีบอกโมงยาม หรือเรียกชุมนุมชาวบาน สถูปเปน ท่ีฝงศพ เจดีย เปนท่ี
ระลกึ อันเกีย่ วเนอ่ื งกบั ศาสนา ซึ่งแบง ได 4 ประเภท คือ
1. ธาตเุ จดีย หมายถึง พระบรมธาตุ และเจดยี ทบ่ี รรจุพระบรมสารรี กิ ธาตุของพระพุทธเจา
2. ธรรมเจดีย หมายถงึ พระธรรม พระวนิ ยั คําสั่งสอนทุกอยางของพระพุทธเจา

29

3. บริโภคเจดยี  หมายถึง สิง่ ของเครอ่ื งใชข องพระพุทธเจา หรือ ของพระภิกษุสงฆไ ดแก เคร่ือง
อัฐบริขารทั้งหลาย

4. อเุ ทสกิ เจดีย หมายถึง ส่งิ ทีส่ รางขนึ้ เพอื่ เปน ท่ีระลึกถึงองค พระพุทธเจา เชน สถูปเจดีย ณ
สถานทที่ รงประสูติ ตรสั รู แสดงปฐมเทศนา ปรินิพพาน และรวมถงึ สัญลกั ษณอ ยา งอื่น เชน
พระพุทธรปู ธรรมจกั ร ตนโพธ์ิ เปน ตน

สถาปตยกรรมไทยแท ณท่นี ้ีจะเรียนรูเฉพาะเร่ืองราวท่ีเก่ียวกบั วัด โดยเนนไปที่เรื่องของ
โบสถและสถปู เจดยี  ทมี่ ลี กั ษณะโดดเดน ทง้ั โครงสรา งและการตกแตงอนั เปนเอกลักษณของไทย
โดยเฉพาะ

30

โบสถ หมายถึงสถานที่สําหรับพระสงฆใชประชุมทําสังฆกรรม เชนสวดพระปาฏิโมกข
และอุปสมบทเปนตน

ความงามทางศิลปะของโบสถมี 2 ประเภท
1.ความสวยงามภายในโบสถ ทุกสิ่งทุกอยางจะเนนไปที่สงบนิ่ง เพื่อใหผูเขามากราบ

ไหวมีสมาธิ ความงามภายในจึงตองงามอยางเย็นตาและเย็นใจ ภายในโบสถทั่ว ๆ ไปจะไมอนุญาต
ใหพุทธศาสนิกชนนําสิ่งของเขามาบูชา เคารพภายใน เครื่องสักการบูชา เชนดอกไมธูปเทียนจะบูชา
เฉพาะดานนอกเทานั้นความงามที่แทจริงภายในโบสถจึงเนนที่องคพระพุทธรูปที่ประดิษฐานเปน
พระประธานโดยเฉพาะ

31

2.ความสวยงามภายนอกเปนความงามทั้งโครงสรางและลวดลายประดับตกแตง
ความงามภายนอกเนน สะดดุ ตา โดดเดน สสี นั แวววาวทง้ั สที องและกระจกสี แตย งั คงความ
เปนเอกลกั ษณของการเคารพนบั ถือ

32

ในการสังเกตวาสถานที่ใดเรียกวาโบสถ จะมวี ธิ สี งั เกตคอื โบสถจ ะมีใบเสมา หรอื ซมุ เสมาลอมรอบ
โบสถ
( บางทีเรียกใบเสมา )

ใบเสมา

ซุมเสมาบรเิ วณรอบโบสถ

33

วหิ าร การสังเกตสถานท่ใี ดเรียกวาวิหาร เมื่อเขาไปอยูในบรเิ วณวดั สถานท่สี รางเปน วหิ าร

จะไมมาใบเสมาลอมรอบ ในสมัยพุทธกาล

วิหาร หมายถงึ ท่ีอยอู าศยั ( มีเศรษฐีถวายที่ดิน เพื่อสรางอาคารเปนพุทธบูชาแด

พระพทุ ธเจาสําหรับเปนทีอ่ ยูและสอนธรรมะ ในปจจุบันวิหารจึงใชเปนที่ประดิษฐานพระพุทธรูป
เพื่อใหประชาชนกราบไหว เปรียบเสมือนเปนที่อยูของพระพุทธเจา )
การวางแปลนของโบสถ วิหาร การกําหนดความสําคัญของอาคารทั้งสอง โบสถ จะมีความสําคัญ
กวา วหิ าร
โบสถจะมีโครงสรางใหญกวา สวนใหญจะวางแปลนใหอยูตรงกลาง โดยมวี ิหารสรา งประกบอยู
ดานขาง

โครงสรางของโบสถ – วหิ าร

- ชอ ฟา
- หนา บนั
- ใบระกาและ หางหงส

34

สถูป-เจดีย คือสงิ่ กอ สรา งสําหรบั บรรจุพระบรมสารรี กิ ธาตุของพระพุทธเจา เมอ่ื สมยั

พุทธกาลที่
ผานมา คําวาสถูปเปน ภาษาบาลีหมายถงึ มลู ดนิ ทีก่ องสงู ขน้ึ สันนิษฐานวามูลดินนั้นเกิดจากกองเถา
ถานของ
กระดูกคนตายที่ถูกเผาทับถมกันสูงขึ้นมาจากกองดิน เถาถานธรรมดาไดถุกพัฒนาตามยุคสมัยมีการ
กอ อฐิ
ปด ทบั มูลดิน เพื่อปองกนั ไมใหถ ูกฝนชะลาง ในที่สุดการกอ อฐิ ปดทับกส็ งุ ข้นึ และกลายเปน เจดยี 
อยา งทีเ่ รา
เหน็ ในปจ จุบนั

สถปู

สถูป-เจดยี  ในประเทศไทยไดรับอิทธิพลมาจากอินเดียและลังกา ตอมาชางไทยแตละยุคสมัยพัฒนา
ปรับปรุงและกลายเปนรูปทรงของไทยตามอุดมคติในการสรางสรรคจินตนาการของชางไทย

35

เจดยี ยอมุม เจดยี 

เจดียท รงระฆงั

ลกู แกว
ปลี หรอื ปลยี อด
ปอ งไฉน
เสาหาน
องคร ะฆงั
บัวปากระฆัง
บรรลงั ก

มาลยั เถา

36

เจดียท ม่ี รี ูปรา งมาจากทรงลงั กา สมยั อยุธยา

ท้งั หมดนี้คือลักษณะของสถาปตยกรรมเกี่ยวกับสิ่งกอสรางของไทยโดยสังเขป ยังมี
สถาปต ยกรรม
ส่ิงกอ สรา งอีกมากมายท่ผี ูเรยี นจะตองเรียนรู คนควา ดวยตนเอง เพื่อนํามาเผยแพรใ หก ับสังคมไดรับ
รูของ
ดี ๆ ทเ่ี ปน เอกลกั ษณของไทยในอดตี

37

ภาพพมิ พ
การพมิ พภาพ หมายถึง การถายทอดรูปแบบจากแมพิมพออกมาเปนผลงานที่มีลักษณะ

เหมอื นกนั กบั แมพ ิมพท กุ ประการ และไดภ าพที่เหมือนกันมีจาํ นวนต้งั แต 2 ช้นิ ขึน้ ไป
การพิมพภาพเปนงานที่พัฒนาตอเนื่องมาจากการวาดภาพ ซึ่งการวาดภาพไมสามารถ สรา ง

ผลงาน 2 ช้นิ ท่ีมลี กั ษณะเหมือนกันทกุ ประการได จึงมกี ารพฒั นาการพมิ พขึ้นมา ชาตจิ นี เปน
ชาติแรกที่นําเอาวิธีการพิมพมาใชอยางแพรหลายมานานนับพันป จากนน้ั จงึ ไดแ พรหลายออกไป
ในภมู ิภาคตางๆของโลก ชนชาติทางตะวันตกไดพัฒนาการพิมพภาพ ขึ้นมาอยางมากมาย มีการ
นําเอาเครื่องจักรกลตางๆเขามาใชในการพิมพ ทําใหการพิมพมีการ พฒั นาไปอยา งรวดเร็วใน
ปจ จุบัน

การพิมพภ าพมีองคป ระกอบท่สี ําคัญดงั นี้
1. แมพ มิ พ เปนสง่ิ ท่ีสาํ คญั ทส่ี ุดในการพมิ พ
2. วัสดุทใ่ี ชพิมพล งไป
3. สที ใี่ ชใ นการพิมพ
4. ผูพิมพ

ผลงานที่ไดจ ากการพมิ พ มี 2 ชนดิ คือ
1. ภาพพิมพ เปน ผลงานพมิ พท่ีเปน ภาพตางๆ เพื่อความสวยงามหรือบอกเลาเรื่องราวตาง

ๆอาจมี ขอความ ตวั อักษรหรอื ตัวเลขประกอบหรอื ไมมกี ไ็ ด
2. สิง่ พมิ พ เปนผลงานพมิ พท่ใี ชบอกเลา เรื่องราวตางๆ เปน ตัวอกั ษร ขอความ ตวั เลข อาจ

มี
ภาพประกอบหรือไมม กี ไ็ ด

38

ประเภทของการพมิ พ การพิมพแบงออกไดหลายประเภทตามลักษณะตาง ดงั น้ี
1. แบงตามจุดมุงหมายในการ พิมพ ได 2 ประเภท คือ
1.1 ศิลปภาพพิมพ เปนงานพิมพภาพเพื่อใหเกิดความสวยงามเปน งานวิจิตรศิลป
1.2 ออกแบบภาพพิมพ เปนงานพิมพภาพประโยชนใชสอย

นอก เหนือไปจากความสวยงาม ไดแก หนงั สอื ตางๆ บตั รภาพตางๆ ภาพโฆษณา ปฏทิ นิ ฯลฯ
จัดเปน งาน ประยุกตศิลป
2. แบงตามกรรมวิธีในการพิมพ ได 2 ประเภท คอื

2.1 ภาพพมิ พตนแบบ เปนผลงานพิมพที่สรางจากแมพ มิ พและวธิ กี ารพิมพท ถ่ี กู สรา งสรรค
และกําหนดขึ้นโดยศิลปนเจาของผลงาน และเจาของผลงาน จะตองลงนามรับรองผลงานทุก
ช้ิน บอกลําดบั ทีใ่ นการพิมพ เทคนิคการพิมพ

2.2 ภาพพิมพจําลองแบบ ( REPRODUCTIVE PRINT ) เปนผลงานพิมพที่สรางจาก
แมพ มิ พ
หรือวิธี การพมิ พวธิ อี น่ื ซ่ึงไมใชวธิ ีการเดิมแตไ ดรูปแบบเหมือนเดิม บางกรณีอาจเปนการ ละเมดิ
ลขิ สิทธผิ์ อู ่ืน
3. แบงตามจํานวนครั้งที่พิมพ ได 2 ประเภท คือ

3.1 ภาพพมิ พถาวร เปนภาพพมิ พทีพ่ ิมพอ อกมาจากแมพิมพใดๆ ที่ไดผลงานออกมามี
ลกั ษณะเหมือนกันทุกประการ ตง้ั แต 2 ชนิ้ ขึ้นไป

3.2 ภาพพมิ พครงั้ เดยี ว เปนภาพพมิ พทีพ่ มิ พออกมาไดผ ลงานเพียงภาพเดยี ว ถาพิมพอีกจะได
ผลงานท่ีไมเ หมอื นเดิม
4. แบงตามประเภทของแมพิมพ ได 4 ประเภท คอื

4.1 แมพ ิมพน นู เปนการพมิ พโ ดยใหส ตี ิดอยูบนผิวหนา ทีท่ ําใหนูนขึ้นมาของแมพิมพ ภาพท่ี
ไดเกิดจากสีทตี่ ดิ อยูในสว นบนนนั้ แมพิมพนนู เปนแมพมิ พท ่ีทําขึ้นมาเปนประเภทแรก ภาพ
พิมพช นดิ นไี้ ดแ ก ภาพพิมพแกะไม

ในอดีตผูคนมักจะหาวิชาความรูไดจากในวัดเพราะวัดจะเปนศูนยกลางของ
นักปราชญหรือผูรู ใชเปนสถานที่ในการเผยแพรวิชาความรูตางๆ จิตรกรรมฝาผนังที่เขียนตามศาลา
โบสถ วิหารก็เปนอกี ส่งิ หน่งึ ที่เราจะหาความรูในเร่ืองตางๆ ไดโ ดยเฉพาะที่เกยี่ วกับพุทธประวัติ
ชาดก วรรณคดแี ละนทิ านพ้ืนบา น ซง่ึ นอกจากจะไดค วามรูในเรอ่ื งศาสนา ประวัตศิ าสตร วรรณคดี
แลว เรายังไดอรรถรสแหงความสนุกสนานเพลิดเพลินกับความสวยงามของภาพวาดเหลานี้อีกดวย

4.2 แมพมิ พรอ งลึก เปนการพิมพโ ดยใหส อี ยใู นรอ งท่ีทาํ ใหล ึกลงไปของแมพ มิ พโ ดยใชแ ผน
โลหะทําเปน แมพมิ พ ( แผนโลหะท่ีนยิ มใชคอื แผน ทองแดง ) และทําใหล กึ ลงไปโดยใชน้าํ กรดกดั
แมพิมพรอ งลกึ น้ีพัฒนาขึ้นโดย ชาวตะวนั ตก สามารถพิมพงานที่มีความ ละเอยี ด คมชัด

39

สงู สมัยกอ นใชในการพมิ พ หนังสอื พระคมั ภีร แผนท่ี เอกสารตางๆ แสตมป ธนบตั ร ปจ จุบัน
ใชในการพิมพงานที่เปนศิลปะ และธนบตั ร

4.3 แมพ ิมพพื้นราบ เปนการพมิ พโดยใหสีตดิ อยูบนผิวหนา ที่ราบเรียบของแมพิมพ โดยไมตอ ง
ขุดหรือแกะพน้ื ผวิ ลงไป แตใ ชส ารเคมเี ขาชว ย ภาพพิมพ ชนดิ นไ้ี ดแ ก ภาพพมิ พหิน การพิมพ
ออฟเซท ภาพพิมพกระดาษ ภาพพมิ พค รัง้ เดียว

4.4 แมพ ิมพฉลุ เปน การพมิ พโ ดยใหส ีผา นทะลชุ อ งของแมพิมพลงไปสูผลงานทีอ่ ยู
ดา นหลงั เปน การพิมพชนิดเดยี วทไ่ี ดร ูปทม่ี ดี านเดยี วกันกบั แมพ ิมพ ไมกลบั ซาย เปนขวา ภาพ
พมิ พช นดิ นีไ้ ดแก ภาพพมิ พฉ ลุ ภาพพิมพตะแกรงไหม

ในอดีตผูคนมักจะหาวิชาความรูไดจากในวัดเพราะวัดจะเปนศูนยกลางของนักปราชญหรือ
ผรู ู ใชเปนสถานท่ีในการเผยแพรวิชาความรตู างๆ จิตรกรรมฝาผนงั ท่ีเขียนตามศาลา โบสถ วหิ ารก็
เปนอกี ส่ิงหนึง่ ท่ีเราจะหาความรูในเร่ืองตา งๆ ไดโดยเฉพาะทีเ่ ก่ยี วกบั พุทธประวัติ ชาดก วรรณคดี
และนทิ านพน้ื บา น ซ่งึ นอกจากจะไดค วามรูในเร่ืองศาสนา ประวตั ศิ าสตร วรรณคดีแลว เรายงั ได
อรรถรสแหง ความสนกุ สนานเพลิดเพลินกับความสวยงามของภาพพิมพต า ง ๆ เหลา น้ีอกี ดว ย

ภาพพมิ พข องไทย เม่ือหลายรอ ยปท่ีผานมา

40

เร่อื งที่ 3
ความงามและคณุ คา ของทัศนศลิ ปไ ทย

“ชีวิตสลาย อาณาจักรพินาศ ผลประโยชนของบุคคลมลายหายสิ้นไป แตศิลปะเทานั้นที่
ยังคงเหลือ เปนพยานแหงความเปนอัจฉริยะของมนุษยอยูตลอดกาล”

ขอความขางตนนี้เปนความเห็นอันเฉียบคมของทาน ศาสตราจารยศิลป พีระศรี ผูกอตั้ง
มหาวิทยาลัยศิลปากร แสดงใหเห็นวางานศิลปะเปนสมบัติอันล้ําคาของมนุษยที่แสดงความเปน
อัจฉริยะบง บอกถงึ ความเจริญทางดา นจิตใจ และสตปิ ญญาอันสงู กวา ซ่งึ มคี ณุ คา ตอชีวติ และสังคม
ดงั น้ี
คุณคาในการยกระดบั จติ ใจ

คุณคาของศิลปะอยูที่ประโยชน ชวยขจัดความโฉด ความฉอฉลยกระดับวิญญาณ
ความเปนคนเหน็ แกต น บทกวีของเนาวรัตน พงษไ พบูลย กวซี ีไรตข องไทย ไดใหความสาํ คัญของ
งานศิลปะในการยกระดับวิญญาณความเปนคนก็คือ การยกระดับจิตใจของคนเราใหสูงขึ้นดวยการ
ไดชื่นชมความงาม และความประณีตละเอียดออนของงานศิลปะ ตัวอยางเชน เมื่อเราทําพรมอัน
สวยงาม สะอาดมาปูเต็มหอง ก็คงไมมีใครกลานํารองเทาที่เปอนโคลนมาเหยียบย่ํา ทําลายความงาม
ของพรมไปจนหมดสิ้น สิ่งที่มีคุณคามาชวยยกระดับจิตใจของคนเราใหมั่นคงในความดีงามก็คือ
ความงามของศิลปะนั่นเองดังนั้นเมื่อใดที่มนุษยไดชื่นชมความงามของศิลปะเมื่อนั้นมนุษยก็จะมี
จติ ใจท่ีแชม ช่ืน และละเอยี ดออนตามไปดวย เวนแตบ คุ คลผูน ้นั จะมีสติวปิ ลาศ

นอกจากนี้งานศิลปะบางชิ้นยังใหความงามและความรูสึกถึงความดีงาม และงาม
จรยิ ธรรมอยางลึกซึง้ เปน การจรรโลงจิตใจใหผูดูเครง เครียดและเศราหมองของศิลปน ผูส รางสรรค
และผูชืน่ ชมไดเปนอยา งดี ดงั นั้นจงึ มกี ารสง เสริมใหเด็กสรา งงานศิลปะ เพ่ือผอนคลายความ
เครงเครยี ด และพัฒนาสุขภาพจิต ซึง่ เปนจุดเริ่มตนของพัฒนาการตาง ๆ อยา งสมบูรณ

ความรูสึกทางความงามของมนุษยมีขอบเขตกวางขวางและแตกตางกันออกไปตาม
ทัศนะของแตละบุคคล เราอาจรวมลักษณะเดนของความงามได ดังนี้

1.ความงามเปนสิง่ ท่ปี รากฏขึ้นในจิตมนุษย แมเพยี งชั่วระยะเวลาหน่ึงแตจะกอ ใหเกดิ
ความปติยินดี และฝงใจจําไปอีกนาน เชน การไดมีโอกาสไปเที่ยวชมสถานที่ตางๆที่มีธรรมชาติ
และศิลปกรรมที่สวยสดงดงาม เราจะจําและระลึกถึงดว ยความปต สิ ขุ บางคร้ังเราอยากจะใหผูอื่น
รบั รูดว ย

2.ความงามทําใหเราเกิดความเพลิดเพลิน หลงใหลไปกับรูปรางรูปทรง สีสัน จนลืม
บางสิ่งบางอยางไป เชน ผลไมแกะสลักความงามของลวดลาย ความละเอียดออน อยากเก็บรักษา
ไวจนลมื ไปวา ผลไมนนั้ มีไวสําหรับรับประทานมิใชมีไวดู

41

3.ส่ิงสิง่ หนงึ่ เปน ไดทง้ั สง่ิ ทส่ี วยงาม และไมง าม ไปจนถงึ นาเกลยี ด อปั ลักษณ แตถ า
ไดรับการยกยองวาเปนสิ่งมีคา มีความงามจะตรงกันขามกับสิ่งอัปลักษณทันที

4.ความงามไมมีมาตราสวนใดมาชง่ั ตวง วัดใหแ นน อนได ทาํ ใหเราไมส ามารถกาํ หนด
ไดว า สง่ิ นนั้ สงิ่ นมี้ คี วามงามเทาใด

5.ความงามของสิ่งที่มนุษยสรางขึ้น เปนผลมาจากความคิด ทักษะฝมือ หรือภูมิปญญา
ของมนุษย แตเมื่อสรางเปนวัตถุสิ่งของ ตางๆแลว กลับเปนความงามของสิ่งนั้นไป เชน ความงาม
ของผา ความงามของรถยนต เปนตน

การรับรูคาความงาม ความงามเปนเรื่องที่มีความสําคัญเพิ่มขึ้นตามลําดับ มนุษยรับรูคา
ความงามใน 3 กลมุ คือ

1. กลุม ทเ่ี หน็ วามนุษยรบั รูคาความงามไดเ พราะสิ่งตางๆมคี วามงามอยูในตัวเอง เปน
คุณสมบัติของวัตถุปรากฏออกมาเปนรูปรางรูปทรงสีสัน การอธิบายถึงความงามของงานทัศนศิลป
จะไดผ ลนอ ยกวา การพาไปใหเ หน็ ของจรงิ แสดงใหเหน็ วาความงามมอี ยใู นตวั วัตถุ

2. กลุมที่เห็นวามนุษยรบั รคู า ความงามไดเ พราะจติ ของเราคิดและรสู ึกไปเอง โดยกลมุ
นี้เห็นวาถาความงามมีอยูในวัตถุจริงแตละบุคคลยอมเห็นความงามนั้นเทากัน แตเนื่องจากความงาม
ของวัตถุที่แตละบุคคลเห็นแตกตางกันออกไปจึงแสดงวาความงามขึ้นอยูกับอารมณและความรูสึก
ของแตละบุคคล

3.กลุมท่เี หน็ วามนุษยรับรูคาความงามไดเพราะเปนสภาวะที่เหมาะสมระหวางวัตถุกับ
จิต กลุมนีเ้ ห็นวาการรบั รคู าความงามน้ันมิใชอยางใดอยา งหน่ึง แตเปนสภาวะทส่ี มั พนั ธก นั ระหวา ง
มนุษยกับวตั ถุ การรับรูทสี่ มบูรณตองประกอบดวยวตั ถุท่ีมีความงาม ความเดนชัดและผรู บั รูตองมี
อารมณและความรูสึกทดี่ ี พรอมท่จี ะรับรสคณุ คาแหงความงามนน้ั ดวย

จะเหน็ ไดวา ศลิ ปกรรมหรือทัศนศลิ ปเ ปนส่งิ ทมี่ นุษยสรา งขน้ึ จึงมีการขัดเกลาตกแตง
ใหส วยงามเปนวัตถสุ ุนทรีย เปนส่ิงทม่ี คี วามงาม ผดู รู บั รูคาความงามไดในระดบั พน้ื ๆใกลเ คียงกัน
เชน เปนภาพเขียน ภาพปนแกะสลัก หรือเปนสงิ่ กอ สรางท่ีสวยงาม แตการรับรใู นระดับที่ลกึ ลงไป
ถึงขั้นชอบ ประทับใจ หรือชื่นชมนั้น เปนเรื่องของแตละบุคคล

การรบั รูคุณคา ทางศลิ ปะมหี ลายกระบวนการ ดงั น้ี
1.สิ่งสุนทรยี  หมายถึง งานทัศนศิลปที่เกิดจากศิลปนที่ตั้งใจสรางงานอยางจริงจัง มีการ

พัฒนางานตามลาํ ดับ ประณตี เรยี บรอย ทง้ั ในผลงาน กรอบ และการตดิ ต้ังทีท่ าํ ใหง านเดนชัด
2.อารมณรวม หมายถึง สิ่งสุนทรียนั้นมีความงามของเนื้อหาเรื่องราว รูปราง-รปู ทรง

สีสนั ที่สามารถทําใหผูดูสนใจ เพลิดเพลินไปกับความงามของผลงานนั้น มีอารมณรวมหรือคลอย
ตาม เชน เมอื่ เห็นงานทศั นศิลปแ ลว เกดิ ความรสู ึกประทบั ใจและหยุดดอู ยูระยะหนึ่ง เปนตน

3.กําหนดจิต เปนขนั้ ตอเน่ืองจากการมอี ารมณรวม กลาวคือในขณะทีเ่ กดิ อารมณรว ม

42

เพลิดเพลนิ ไปกับงานทศั นศิลป ผูดสู ว นใหญจะอยูใ นระดับทเี่ หน็ วาสวยกพ็ อใจแลว แตถ ามีการ
กําหนดจิตใหหลุดออกจากอารมณรวมเหลานั้นวาเรากําลังดูงานทัศนศิลปที่สรางสรรคอยางตั้งใจ
จริงใจ แตล ะจดุ ของผลงานแสดงถึงทกั ษะฝม อื ของศิลปน จติ ของเราจะกลบั มาและเรม่ิ ดใู นสว น
รายละเอียดตางๆ ทําใหไดรสชาติของความงามที่แปลกออกไป

กระบวนการทั้ง 3 ขนั้ ตอนขางตนยกตวั อยา งใหเขา ใจงายยิ่งขน้ึ ก็คอื พระอุโบสถวดั
เบญจมบพิธ ออกแบบโดยเจาฟากรมพระยานริศรานุวัติวงศ อัจฉริยะศิลปนของไทย เปน
สถาปตยกรรมที่สรางข้นึ เพื่ออุทิศใหแ กพระพุทธศาสนา การกอสรางจงึ เต็มไปดวยความประณีต
บรรจง เปน สงิ่ สนุ ทรยี  เปนที่เชิดหนาชูตาของเมืองไทยแหงหนึ่งที่ชาวไทยและชาวตางประเทศมา
เที่ยวชมอยูตลอดเวลาดวยความงามของสถาปตยกรรมและบรรยากาศที่รมรื่น ทําใหแขกผูมาเยือน
เกดิ ความเพลดิ เพลนิ ประทับใจ และใชเวลาผอ นคลายอรยิ าบทอยูนานพอสมควร ผูมาเยือนบางคน
ฉุกคิดไดว าขณะนีก้ าํ ลงั อยูต อหนาสถาปตยกรรมทีง่ ดงามและมีชือ่ เสยี ง ควรจะดูอยา งพินจิ
พิเคราะห ดใู หละเอียดทีละสวน ซ่ึงออกแบบไดกลมกลืนทั้งรูปรา งและวัสดุซ่ึงทําดวยหนิ ออนที่
สวยงามแปลกไปกวาโบสถแหงอื่นกลุมคนที่กาํ หนดจิตในสวนใหญจะเปน ผทู ่ีมีรสนยิ มหรอื มี
พื้นฐานทางศิลปะพอสมควร

43

เรอ่ื งที่ 4
การนาํ ความงามของธรรมชาตมิ าสรา งสรรคผ ลงาน

ความคิดสรา งสรรค เปน ส่ิงที่เกิดจากความคิดสรา งสรรค เปนการดําเนนิ การในลักษณะ
ตา ง ๆเพอ่ื ให เกิดสิ่งแปลกใหมที่ไมเคยปรากฏมากอน ส่งิ ทม่ี ีชีวติ เทาน้ันท่จี ะมีความคิดอยา ง
สรางสรรคได ความคิด สรางสรรคเปนความคิดระดับสูง เปนความสามารถทางสติปญญาแบบ
หนง่ึ ที่จะคิดไดหลายทิศทาง หลากหลายรูปแบบโดยไมมีขอบเขต นําไปสกู ระบวนการคิดเพื่อ
สรางส่ิงแปลกใหม หรอื เพอ่ื การพัฒนา ของเดิมใหดีขึ้นทําใหเกดิ ผลงานทมี่ ลี ักษณะเฉพาะตน เปน
ตวั ของตวั เอง อาจกลาวไดว า มนษุ ยเปนส่งิ มีชวี ติ เพยี งชนิดเดยี วในโลก ที่มีความคิด
สรา งสรรค เน่อื งจากตั้งแตในอดีตที่ผานมา มีแตมนุษยเ ทานัน้ ท่ีสามารถสรา งส่ิงใหม ๆ ขึน้ มาเพอ่ื
ใชประกอบในการดํารงชีวิต และสามารถพัฒนาสิง่ ตาง ๆใหด ขี ึน้ กวา
เดมิ รวมถึงมีความสามารถในการพัฒนาตน พัฒนาสังคม พัฒนาประเทศ และรวมถงึ พฒั นาโลกท่ี
เราอยู
ใหมลี ักษณะท่ีเหมาะสมกับมนษุ ยมากทสี่ ุด ในขณะท่สี ตั วช นิดตาง ๆ ทม่ี ีวิวฒั นาการมา
เชน เดยี วกบั เรา
ยังคงมีชีวิตความเปนอยูแบบเดิมอยางไมมีการเปลี่ยนแปลง มากกวาครึ่งหนึ่งของการพบที่ยิ่งใหญ
ของโลกไดถูกกระทําขึ้นมาโดยผาน "การคนพบโดยบังเอิญ"หรือการคนพบบางสิ่งขณะที่กําลัง
คนหาบางสิ่งอยู การพัฒนาความคิดสรางสรรคของมนุษยจะทําให เกดิ การเปลย่ี นแปลง การ
สรางสรรคอาจไมจําเปนตองยิ่งใหญถึงขนาดการพัฒนาบางสิ่งขึ้นมาใหกับโลก แตมอี าจเกยี่ วของ
กับพัฒนาการบางอยางใหใหมขึ้นมา อาจเปนสิ่งเล็ก ๆ นอ ย ๆ เพื่อตัวของเราเอง เม่ือ เรา
เปลี่ยนแปลงตัวเราเอง เราจะพบวาโลกก็จะเปลี่ยนแปลงไปพรอมกับเรา และในวถิ แี หง การ
เปล่ียนแปลงท่เี ราไดม ปี ระสบการณกับโลก ความคิดสรางสรรคจึงมีความหมายที่คอนขางกวาง

44

และสามารถนําไปใชประโยชนกับการผลิต การสรางสรรคสงิ่ ประดษิ ฐใ หม ๆกระบวนการวิธกี ารที่
คิดคนขึ้นมาใหม คาดหวงั วา ความคิดสรางสรรคจะชวยใหการดําเนินชีวิตและสังคมของเราดีขึ้น
เราจะมีความสุข มากขึ้น โดยผา นกระบวนการที่ไดป รับปรงุ ข้นึ มาใหมน ี้ทัง้ ในดานปริมาณและ
คณุ ภาพ

จุดมงหมายของการคิดสรา งสรรค

งานศิลปะโดยเฉพาะงานศิลปะสมัยปจจุบัน ศิลปนจะสรางสรรคงานศิลปะในรูปแบบที่หลาก
หลายมากขึ้นทําใหมีขอบขายกวางขวางมาก แตไ มวา จะเปน ไปในลักษณะใดก็ตาม งานศิลปะทุก
ประเภท จะใหค ุณคา ท่ีตอบสนองตอมนุษย ในดานที่เปนผลงานการแสดงออกของอารมณ ความ
รูสกึ และความคิด เปนการส่ือถงึ เรื่องราวทีส่ ําคัญ หรือเหตุการณท ี่ประทบั ใจ เปน การตอบสนอง
ตอความพึงพอใจ ทั้งทางดานจิตใจและความสะดวกสบายดานประโยชนใชสอยของศิลปวัตถุ

องคประกอบของการสรางสรรคงานศิลปะ

การสรางสรรคจะประสบความสําเร็จเปนผลงาน
ได นอกจากตองอาศัยความคิดสรางสรรค เปน ตวั กาํ หนดแนวทาง
และรูปแบบแลว ยังตองอาศัยสามารถที่ยอดเยี่ยมของศิลปน ซงึ่ เปน
ความ สามารถเฉพาะตน เปนความชํานาญท่ีเกดิ จากการฝก ฝนและ
ความพยายามอันนาทึ่ง เพราะฝมอื อัน
เยี่ยมยอด จะสามารถสรางสรรคผลงานที่มีความงาม อันเยีย่ มยอด
ได นอกจากนี้ยงั ตองอาศัยวัสดุ อุปกรณตาง ๆ มาใชในการ
สรางสรรคเชนกัน วสั ดุอปุ กรณในการสรางสรรค แบงออกเปน
วตั ถุดบิ ทีใ่ ชเปน สื่อในการแสดงออก และเครื่องมือที่ใชสรางสรรคใหเกิดผลงาน ตามความชํานาญ
ของศิลปนแตละคน แนวทางในการสรางสรรคงานศิลปะของศิลปนแตละคน อาจมีที่มาจากแนว
ทางที่ตางกัน บางคนไดรับแรงบันดาลใจจากความงาม ความคิด ความรสู กึ ความประทับใจ แต

45

บางคนอาจสรางสรรคงานศิลปเพ่ือแสดงออกถึงฝม ืออันเยี่ยมยอดของตนเอง เพื่อประกาศความเปน
เลิศอยางไมมีที่เปรียบปานโดยไมเนนที่เนื้อหาของงาน และบางคนอาจสรางสรรคงานศิลปจาก
การใชว ัสดุท่ีสนใจ โดยไมเ นน รปู แบบและแนวคดิ ใด ๆ เลยก็ได

เร่ืองที่ 5
ความคดิ สรา งสรรค
ในการนําเอาวัสดุและสิง่ ของตาง ๆมาตกแตงรา งกายและสถานที่

ความคิดสรางสรรค คือ กระบวนการคิดของสมองซึ่งมีความสามารถในการคิดได
หลากหลายและแปลกใหมจากเดิม โดยสามารถนําไปประยุกตทฤษฎี หรือหลักการไดอยาง
รอบคอบและมีความถูกตอง จนนําไปสูการคิดคนและสรางสิ่งประดิษฐทีแ่ ปลกใหมห รือรปู แบบ
ความคิดใหม นอกจากลักษณะการคิดสรางสรรคดังกลาวนี้แลว ยังมีสามารถมองความคิด
สรางสรรคในหลาย ซึ่งอาจจะมองในแงที่เปนกระบวนการคิดมากกวาเนื้อหาการคิด โดยที่สามารถ
ใชลักษณะการคิดสรางสรรคในมิติที่กวางขึ้น เชนการมีความคิดสรางสรรคในการทํางาน การเรียน
หรือกิจกรรมที่ตองอาศัยความคิดสรางสรรคดวยอยางเชน การทดลองทางวิทยาศาสตร หรือการ
เลนกีฬาทต่ี อ งสรา งสรรครปู แบบเกมใหหลากหลายไมซา้ํ แบบเดมิ เพื่อไมใ หคตู อสรู ทู ัน เปนตน ซึง่
อาจกลาวไดวาเปนลักษณะการคิดสรางสรรคในเชิงวิชาการ แตอยางไรก็ตาม ลักษณะการคิด
สรางสรรคตางๆ ที่กลาวนั้นตางก็อยูบนพื้นฐานของความคิดสรางสรรค โดยที่บุคคลสามารถ
เช่อื มโยงนําไปใชในชวี ติ ประจําวันไดด ี

ในการสอนของอาจารยเพื่อพัฒนาความคิดสรางสรรค ควรจัดการเรียนการสอนที่ใชวิธีการ
ที่เหมาะสม ดงั น้ี

1. การสอน หมายถงึ การสอนเก่ียวกับการคิดเหน็ ในลกั ษณะความคดิ เห็นทขี่ ัดแยง ในตัว
มันเอง ความคิดเห็นซึ่งคานกับสามัญสํานึก ความจริงที่สามารถเชื่อถือหรืออธิบายได ความเห็น

46

หรอื ความเช่ือที่ฝง ใจมานาน ซ่งึ การคิดในลักษณะดงั กลาว นอกจากจะเปนวิธีการฝกประเมนิ คา
ระหวางขอมูลที่แทจริงแลว ยังชวยใหคิดในสิ่งที่แตกตางไปจากรูปแบบเดิมที่เคยมี เปนการฝกมอง
ในรูปแบบเดิมใหแตกตางออกไป และเปนสงเสริมความคิดเห็นไมใหคลอยตามกัน (Non –
Conformity) โดยปราศจากเหตุผล ดงั นน้ั ในการสอนอาจารยจ งึ ควรกาํ หนดใหนกั ศกึ ษารวบรวม
ขอ คดิ เห็นหรือคําถาม แลวใหนกั ศึกษาแสดงทกั ษะดว ยการอภิปรายโตวาที หรอื แสดงความคดิ เห็น
ในกลมุ ยอยก็ได

2. การพจิ ารณาลักษณะ หมายถงึ การสอนใหน กั ศึกษา คดิ พจิ ารณาลักษณะตาง ๆ ท่ีปรากฏ
อยู ทัง้ ของมนุษย สัตว สิง่ ของ ในลักษณะทแ่ี ปลกแตกตา งไปกวา ท่เี คยคิด รวมทัง้ ในลกั ษณะที่คาด
ไมถ งึ

3. การเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย หมายถึง การเปรียบเทียบสิ่งของหรือสถานการณการณที่
คลายคลึงกัน แตกตางกันหรือตรงกันขามกัน อาจเปนคําเปรียบเทียบ คําพังเพย สุภาษิต

4. การบอกสิ่งที่คลาดเคลื่อนไปจากความเปนจริง หมายถึง การแสดงความคิดเห็น บงชี้ถึง
สง่ิ ทีค่ ลาดเคลื่อนจากความจรงิ ผดิ ปกตไิ ปจากธรรมดาท่วั ไป หรือสิง่ ที่ยงั ไมสมบรู ณ

5. การใชคําถามยั่วยุและกระตุนใหตอบ หมายถึงการตั้งคําถามแบบปลายเปดและใชคําถาม
ทีย่ ่ัวยุ เรา ความรูส ึกใหชวนคิดคนควา เพื่อความหมายทลี่ ึกซึง้ สมบูรณทีส่ ดุ เทา ท่จี ะเปนได

6. การเปลี่ยนแปลง หมายถงึ การฝกใหคิดถึงการเปลี่ยนแปลงดัดแปลงการปรับปรุงสิ่ง
ตาง ๆ ท่ีคงสภาพมาเปนเวลานานใหเปนไปในรปู อ่ืน และเปด โอกาสใหเปล่ียนแปลงดวยวธิ ีการตาง
ๆ อยางอสิ ระ

7. การเปลี่ยนแปลงความเชื่อ หมายถึง การฝกใหนักศกึ ษาเปน คนมคี วามยืดหยุน ยอมรับ
ความเปลี่ยนแปลง คลายความยึดมั่นตาง ๆ เพื่อปรับตนเขากับสภาพแวดลอมใหม ๆ ไดดี

8. การสรางส่ิงใหมจ ากโครงสรางเดิม หมายถึง การฝก ใหนกั ศกึ ษารจู กั สรา งสิง่ ใหม
กฎเกณฑใหม ความคิดใหม โดยอาศัยโครงสรางเดิมหรือกฎเกณฑเดิมที่เคยมี แตพยายามคิดพลิก
แพลงใหตางไปจากเดิม

9. ทักษะการคนควาหาขอมูล หมายถึง การฝก เพ่อื ใหนักศกึ ษารจู ักหาขอ มลู
10. การคนหาคําตอบคําถามที่กํากวมไมชัดเจน เปน การฝกใหน ักศกึ ษามคี วามอดทนและ
พยายามท่ีจะคนควาหาคาํ ตอบตอ ปญหาทก่ี าํ กวม สามารถตคี วามไดเปนสองนยั ลกึ ลบั รวมทง้ั ทา ทาย
ความคิด
11. การแสดงออกจากการหยั่งรู เปน การฝกใหรจู กั การแสดงความรูสึก และความคดิ ที่
เกดิ จากสงิ่ ทเ่ี รา อวัยวะรับสัมผัสท้งั หา
12. การพฒั นาตน หมายถงึ การฝก ใหรจู กั พจิ ารณาศึกษาดคู วาม ลมเหลว ซ่งึ อาจเกดิ ขึ้น
โดยตั้งใจหรือไมต้งั ใจ แลว หาประโยชนจากความผดิ พลาดนน้ั หรอื ขอบกพรองของตนเองและผอู ่ืน
ทั้งนี้ใชความผิดพลาดเปนบทเรียนนําไปสูความ-สําเรจ็

47

13. ลักษณะบุคคลและกระบวนการคิดสรางสรรค หมายถึง การศึกษาประวัติบุคคลสําคัญ
ทั้งในแงลักษณะพฤติกรรมและกระบวนการคิดตลอดจนวิธีการ และประสบการณของบุคคลนั้น

14. การประเมินสถานการณ หมายถึง การฝกใหหาคําตอบโดยคํานึงถึงผลที่เกิดขึ้นและ
ความหมายเก่ียวเน่ืองกัน ดว ยการตั้งคาํ ถามวาถา สงิ่ เกิดขึ้นแลวจะเกดิ ผลอยางไร

15. พัฒนาทักษะการอานอยางสรางสรรค หมายถึง การฝก ใหร ูจกั คดิ แสดงความคดิ เห็น
ควรสง เสรมิ และใหโอกาสเด็กไดแสดงความคดิ เห็นและความรสู กึ ตอเรื่องท่ีอานมากกวา จะมงุ
ทบทวนขอตางๆ ที่จําไดหรือเขาใจ

16. การพัฒนาการฟงอยางสรางสรรค หมายถงึ การฝก ใหเกิดความรูสึกนึกคิดในขณะท่ี
ฟง อาจเปนการฟงบทความ เรื่องราวหรือดนตรี เพื่อเปนการศึกษาขอมูล ความรู ซึ่งโยงไปหาสิง่ อ่นื
ๆ ตอไป

17. พัฒนาการเขียนอยางสรางสรรค หมายถึง การฝกใหแสดงความคิด ความรูสึก การ
จนิ ตนาการผา นการเขยี นบรรยายหรอื พรรณนาใหเ ห็นภาพชดั เจน

18. ทักษะการมองภาพในมิติตางๆ หมายถึง การฝกใหแสดงความรูสึกนึกคิดจากภาพใน
แงม มุ แปลกใหม ไมซ้าํ เดมิ

ศลิ ปะกับการตกแตง ทีอ่ ยอู าศัย

มนษุ ยเหมอื นสตั วทว่ั ไปที่ตองการสถานทปี่ กปอง คุมครองจากสิ่งแวดลอมรอบกาย ไม
วา มนุษยจะอยแู หง ใด สถานทอ่ี ยางไร ทอี่ ยูอาศยั จะสรางขน้ึ เพอื่ ปองกันภยั อันตรายจากสง่ิ แวดลอ ม
ภายนอกทีอ่ ยูอาศัยเปน หนง่ึ ในปจ จัยท่มี ีความสําคัญและจาํ เปน สาํ หรับการดํารงชวี ติ ของมนษุ ย
มนุษยจึงมีการพัฒนาที่อยูอาศัยเพื่อสนองความตองการและความพอใจของแตละบุคคลมนุษยทุก
คนมีการพัฒนาการในชีวิตของตนเอง มนุษยจึงนําพัฒนาการเหลานี้มาใชใหเปนประโยชน การ
พฒั นาทอ่ี ยูอาศัยจงึ เปนหนึง่ ในปจ จยั ทีส่ ําคญั สาํ หรบั มนษุ ยท ่อี ยอู าศัยในปจ จุบนั ถูกพฒั นาให
ทันสมัยกวาในอดีตเนื่องจากตองปรับปรุงใหเหมาะสมกับสภาพการณและสิ่งแวดลอมของโลกที่
เปลย่ี นแปลง แตใ นการปรับปรงุ น้ัน ควรคาํ นึงถึงสภาพทางภูมิศาสตร และวฒั นธรรมทอ งถน่ิ ควบคู
กันไปการพัฒนาที่อยูอาศัยนั้นจึงจะเหมาะสมและสนองความตองการอยางแทจริง

ทอ่ี ยอู าศยั โดยเฉพาะบา นในปจ จุบนั จะมีรูปแบบที่เรียบงายใกลชิดธรรมชาติและ
คํานึงถึงประโยชนใชสอยเปนหลัก และเนนในเร่อื งเทคโนโลยีตา งๆ เพ่ิมมากขึ้น เพราะเกิดการ
เปลี่ยนแปลงตามรสนยิ มการบรโิ ภค นอกจากนี้ในการจัดตกแตงภายในจะมีการผสมผสานการ
ตกแตง แบบตะวนั ตกและตะวนั ออกเขา ดว ยกนั ทําใหเกิดผลงานการตกแตงในรูปแบบที่ใชงานได

48

สะดวกตามรปู แบบตะวันตก ปจจัยอีกประการหนึ่งในการจัดตกแตงภายในบานคือการนําหลักการ
ทางศิลปะมาผสมผสานเขากับการตกแตง เพือ่ ใหการดาํ รงชวี ติ ภายในบา นสะดวกท้ังกายและใจ
และแสดงออกถึงความงดงาม และมีรสนิยมของผูเปนเจาของบาน องคประกอบทางศิลปะจึงถูก
นํามาเก่ียวขอ ง องคประกอบทางศิลปะที่นํามาใชในการจัดแตงแตงที่อยูอาศัย ไดแ ก
1. ขนาดและสดั สวนนาํ มาใชในการจัดท่อี ยอู าศัย ไดแ ก

1.1 ขนาดของหอง ในการกําหนดขนาดของหองตา ง ๆ จะข้ึนอยกู บั กจิ กรรมท่ีทาํ หากเปน
หอ งทใ่ี ชก ิจกรรมมาก เชน หองอาหาร หองครัว หรือหองรบั แขก ควรกําหนดขนาดของหองใหม พี ้ืนท่ี
รองรับกิจกรรมนัน้ ๆ ใหเหมาะสม ไมเล็กจนเกินไป เพราะจะทาํ ใหค ับแคบและไมส ะดวกตอ การทํา
กจิ กรรม

1.2 จํานวนของสมาชิกในครอบครัว ในการกําหนดขนาดของหองตาง ๆ ควรคํานึงถึง
จํานวนของสมาชิกวามีมากนอยเพียงใด เพื่อจะไดกําหนดขนาดของหองใหเหมาะสมกับสมาชิก

1.3 เคร่ืองเรอื น ในการกาํ หนดขนาดของเคร่ืองเรอื น ควรกาํ หนดใหม ขี นาดพอดกี บั
หองและสมาชิก หรือขนาดพอเหมาะกับสมาชิกไมสูงหรือเตี้ยขนใชงานไมสะดวก ในการออกแบบ
เคร่ืองเรอื น หรือจัดพนื้ ท่ภี ายในบา นจะมีเกณฑมาตรฐานทใี่ ชกนั โดยทั่วไป ดงั นี้

หอ งรบั แขก
-โซฟา ขนาด 0.05 x 0.6เมตร สูง 0.38 – 0.40 เมตร
หอ งอาหาร
- โตะอาหารมีหลายแบบไดแกขนาด 0.75 x 1.00 เมตร จนถงึ 1.10 x2.40 เมตร
หองครัว
- ควรมขี นาด 0.50 x 0.55 เมตรสูง 0.80 x 0.90 เมตร ความยาวขน้ึ อยูกบั หอง
หอ งนํา้
- ควรมขี นาด 2.00 – 3.00 เมตรซง่ึ แลว แตข นาดของหอง สว นสุขภณั ฑในหอ งจะมี
ขนาดมาตรฐานโดยทั่วไป
หอ งนอน
- เตียงนอนเด่ียว มขี นาด 0.90-1.0 x 2.00 เมตร สูง 0.50 เมตรเตยี งนอนคู มีขนาด 1.80
x 2.00เมตร สงู 0.40 - 0.50 เมตร ตูเ ส้อื ผา ขนาด 0.50 – 0.80x 2.50 เมตร

49

2. ความกลมกลืน(Harmony) ความกลมกลืนของศลิ ปะที่นาํ มา ใชใ นการจัดตกแตงที่อยไู ดแ ก
1. ความกลมกลืนของการตกแตงที่อยูอาศัย การนําธรรมชาติมาผสมผสานในการตกแตง จะ

ทําใหเกิดความสัมพันธที่งดงามการใชตนไมตกแตงภายในอาคารจะทําใหเกิดบรรยากาศที่รมรื่น
เบิกบานและเปนธรรมชาติ

2. ความกลมกลืนของเครื่องเรือนในการตกแตงภายในการเลอื กเครื่องเรอื นเครอ่ื งใชท่ี
เหมาะสมและสอดคลองกับการใชสอย จะทําใหเกิดความสัมพันธในการใชงาน การเลือกวสั ดุทใี่ ช
ประกอบเครอ่ื งเรือนภายในครวั ควรเปนวัสดุที่แขง็ แรง ทนทาน ทนรอ นและทนรอยขดู ขดี ไดด ี
เชน ฟอรไ มกา แกรนิตหรือกระเบือ้ งเคลือบตาง ๆ

3. ความกลมกลืนของสี ในการตกแตง ซึ่งตองใชดวยความระมัดระวังเพราะหากใชไม
ถกู ตอ งแลว จะทําใหความกลมกลืนกลายเปนความขัดแยง การใชสีกลมกลืนภายในอาคาร ควร
คาํ นึงถึงวัตถุประสงคข องหองผใู ช เครื่องเรือนและการตกแตง การใชสีกลมกลืนควรใช
วจิ ารณญาณ เลือกสีใหเหมาะสมกับวัตถุประสงคของการใช

3. การตดั กัน
ในการตัดกันโดยทั่วไปของการจัดตกแตงที่อยูอาศัยนิยมทําในรูปแบบของการขัดกันในการใช

เคร่ืองเรอื นในการตกแตง เพอ่ื สรา งจดุ เดนหรือจุดสนใจในการตกแตง ไมใ หเ กดิ ความกลมกลนื มาก
เกนิ ไป การออกแบบเครื่องเรือนแบบรวมสมัย จึงไดรับความนิยมเนื่องจากสรางความโดดเดนของ
การตกแตงไดเปนอยางดี

4. เอกภาพ
ในการตกแตงสง่ิ ตา ง ๆ หากขาดเอกภาพงานที่สําเร็จจะขาดความสมบูรณในการตกแตงภายใน

การรวมกลมุ กิจกรรมเขา ดว ยกนั การรวมพ้ืนท่ีในหองตาง ๆ ใหเหมาะสมกับกิจกรรมจึงเปนการใช
เอกภาพในการจดั พ้ืนทีท่ ่ีชัดเจน การจัดเอกภาพของเคร่ืองเรือนเคร่อื งใชก เ็ ปนสง่ิ สาํ คญั หากเคร่ือง
เรือนจัดไมเปนระเบียบยอมทําใหผูอาศัยขาดการใชสอยที่ดีและขาดประสิทธิภาพในการทํางาน

5. การซ้ํา
การซ้ําและจังหวะเปน สงิ่ ท่สี ัมพันธกันการซ้ําสามารถนํามาใชในงานตกแตงไดหลายประเภท

เพราะการซ้ําทําใหเกิดความสอดคลองของการออกแบบการออกแบบตกแตงภายในการซ้ําอาจ
นํามาใชในการเชื่อสายตา เชน การปูกระเบื้องปูพน้ื ทเ่ี ปนลวดลายตอ เน่ือง หรอื การติดภาพประดับ
ผนงั ถึงแมการซา้ํ จะทาํ ใหง านสอดคลอง หรือตอเนื่อง แตก็ไมควรใชในปริมาณที่มากเพราะจะทํา
ใหดูสบั สน

50

6. จงั หวะ
การจดั จงั หวะของท่ีอยูอ าศัยทาํ ไดหลายลกั ษณะ เชน การวางผังบริเวณหรือการจัดแปลนบานให

มลี กั ษณะทีเ่ ช่อื มพืน้ ท่ตี อเน่ืองกันเปนระยะ หรือจังหวะ นอกจากนีก้ ารจัดพนื้ ทีใ่ ชสอยภายในอาคาร
นับเปนสงิ่ สาํ คญั เพราะจะทําใหเกิดระเบียบและสะดวกตอการทํางาน และทําใหการทํางาน และทาํ
ใหการทํางานมีประสทิ ธิภาพยิ่งขึน้ การจัดพ้ืนทีใ่ ชสอยภายในอาคารทีน่ ยิ มไดแก การจัดพ้ืนท่กี าร
ทํางานของหองครัว โดยแบงพื้นที่การทํางานใหเปนจังหวะตอเนื่องกัน ไดแก พน้ื ทข่ี องการเก็บ
การปรงุ อาหาร การลาง การทําอาหาร และการเสิรฟอาหาร เปน ตน

7. การเนน ศลิ ปะของการเนนทน่ี ํามาใชในทอี่ ยอู าศยั ไดแก
1. การเนนดว ยสกี ารเนนดว ยสไี ดแ ก การตกแตงภายในหรือภายนอกอาคารดวยการใชสี

ตกแตง ทก่ี ลมกลนื หรือโดดเดน เพอื่ ใหสะดุดตาหรอื สดชื่นสบายตา ซึ่งขึน้ อยูกับวตั ถุประสงคของ
การจดั น้ัน

2. การเนนดว ยแสงการเนน ดวยแสงไดแ ก การใชแ สงสวา งเนน ความงามของการตกแตง และ
เครื่องเรือนภายในบานใหดูโดดเดน การใชโคมไฟหรือแสงสวางตาง ๆ สามารถสรางความงามและ
ใหบ รรยากาศท่สี ดชนื่ หรือสนุ ทรียไ ดอยางดี ในการใชแสงไฟควรคํานึงถึงรูปแบบของโคมไฟ ที่
ถูกตองและเหมาะสมกับขนาและสถานที่ ตลอดจนความกลมกลืนของโคมไฟและขนาดของหอง

3. เนน ดวยการตกแตง การเนนดว ยการตกแตง ไดแ ก การใชว สั ดุ เคร่ืองเรือน เคร่ืองใชห รอื ของ
ตกแตง ตา ง ๆ ตกแตงใหสอดคลองสวยงามเหมาะสมกับรูปแบบและสถานที่ตกแตงนั้น ๆ

8. ความสมดุล
การใชความสมดุลในการจัดอาศัยไดแก จัดตกแตงเคร่ืองเรือน หรือวสั ดุตาง ๆ ใหมคี วามสมดุล

ตอการใชงาน หรอื เหมาะสมกบั สถานท่ี เชน การกําหนดพื้นทีใ่ ชส อยที่สะดวกตอ การทํางาน หรือ
การจัดทิศทางของเครื่องเรือนใหเหมาะสมกับสภาพแวดลอม และการทํางาน โดยเฉลี่ยกิจกรรมให
เหมาะสมและสมดุล
9. สี

สีมีความสัมพันธกับงานศิลปะ และการตกแตงสถานที่ เพราะสมี ีผลตอสภาพจิตใจและอารมณ
ของมนุษย สใี หผูอ ยูอาศยั อยูอยางมีความสขุ เบิกบานและรื่นรมย ดังนัน้ สีจึงเปน ปจจยั สําคญั ของ
การจดั ตกแตง ที่อยูอาศัยในการใชส ตี กแตงภายใน ควรคาํ นึงถงึ ส่ิงตาง ๆ ดังตอ ไปน้ี


Click to View FlipBook Version