The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียนสาระทักษะการดําเนินชีวิต
รายวิชา ศิลปศึกษา (ทช21003)
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2554)

หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Supatra Biamatpuncho, 2021-07-13 00:45:53

วิชาศิลปศึกษา ระดับ ม.ต้น

หนังสือเรียนสาระทักษะการดําเนินชีวิต
รายวิชา ศิลปศึกษา (ทช21003)
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2554)

หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

Keywords: ศิลปศึกษา ม,กศน.

101

เรอ่ื งที่ 3
ประเภทของนาฏศิลปไ ทย

นาฏศิลปไทย เปนศิลปะที่รวมศิลปะทุกแขนงเขาดวยกัน แบงออกเปน 5 ประเภท คือ โขน
ละครรํา ระบํา การละเลนพนื้ เมอื ง

1.โขน
เปนศิลปะของการรํา การเตน แสดงเปนเรื่องราว โดยมีศิลปะหลายรูปแบบผสมผสานกัน
ลกั ษณะการแสดงโขนมหี ลายชนดิ ไดแ ก โขนกลางแปลง โขนนง่ั ราว โขนโรงใน โขนหนา จอ และ
โขนฉาก ซงึ่ โขนแตล ะชนดิ มีลักษณะท่ีเปน เอกลักษณเ ฉพาะตวั ส่ิงสาํ คัญทีป่ ระกอบการแสดงโขน
คือ บทที่ใชประกอบการแสดงจากเรื่องรามเกียรติ์ การแตงกายมีหัวโขน สําหรับสวมใสเวลาแสดง
เพอื่ บอกลกั ษณะสาํ คัญ ตวั ละครมีการพากย เจรจา ขับรอ ง และดนตรบี รรเลงดวยวงปพาทย ยึด
ระเบียบแบบแผนในการแสดงอยางเครงครัด

การแสดงโขน ตอน ยกรบ

102

ประวัติความเปน มาของโขน
โขน เปนการแสดง ที่กลาวกันวา ไดรับอิทธิพลการแสดงมาจากการละเลนของไทยหลาย

แบบ นาํ มาผสมผสานกันจนเกดิ การแสดงทเี่ รียกวา โขน ดังจะไดกลาวดงั ตอ ไปนี้
1. การแสดงชักนาคดกึ ดาํ บรรพ ซง่ึ เปน การแสดงตาํ นานของพระนารายณต อนกวนนาํ้

อมฤต โดยแบงผูแสดงออกเปน 2 ฝา ย คอื ฝายอสูร กบั ฝายเทวดา และวานร โดยอสูรจะเปน ผชู กั อยู
ดานหัว สวนเทวดาและวานร ชักอยูดานลาง ใชพญานาคเปนเชือก เขาพระสุเมรุเปนแกนกลาง การ
แสดงแนวคดิ นเ้ี ช่ือวา เปนตนเหตุใหมีการพัฒนาแบงผูแสดง เครื่องแตงกาย และนําแบบอยางมาเปน
รปู แบบการแสดงโขน ไดแ กการแตง กาย เทวดา ยักษ ลิง

2. กระบ่ี กระบอง เปนการแสดงศิลปะการตอ สปู องกนั ตัวดว ยยุทธวธิ ี เปนศิลปะที่ชาว
ไทยทุกคนตองเรียนรูและปองกันตนเอง และประเทศชาติ กระบวนทา ตา ง ๆ น้นั เชื่อวา โขนคง
รับมาในทาทางของการตอสูของตัวแสดง

3. หนังใหญ เปน มหรสพของไทยในอดตี ใชหนังววั ฉลุเปน ภาพตวั ละครตาง ๆ เวลาแสดง
จะใหแ สงสองตวั หนงั เกิดเงาท่ีงดงามบนจอผาขาว จุดเดนของหนังใหญ คอื การเตน ของผเู ชิดตัว
หนงั ไปตามจงั หวะของตนตรี เรียกวา หนาพาทย และบทเจรจา ดงั น้ันโขน นาจะไดรบั อิทธิพลการ
พากย และเจรจา จากการแสดงหนังใหญ

เรื่องทีแ่ สดง จะใชว รรณคดีท่ีไดรบั อทิ ธิพลมาจากอินเดยี คือ รามเกียรต์ิ วีรกษตั ริยช าว
อารยัน คือพระราม ทเี่ ปน ตัวเอกของเร่อื ง

หนงั ใหญ

103

ประเภทของโขน
โขน เปนศิลปะการแสดงที่มีการพัฒนา และเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพทางสังคม

ขนบธรรมเนยี ม
ประเพณี ทําใหเกิดรูปแบบของโขน หลายรูปแบบ ซึ่งสามารถแบงประเภทตามลักษณะ
องคประกอบของการแสดง ดังนี้

1. โขนกลางแปลง เปนโขนที่แสดงกลางสนาม ใชธรรมชาติ เปนฉากประกอบ นิยมแสดง
ตอนที่มีการทําศึกสงคราม เพราะจะตองใชตัวแสดงเปนจํานวนมาก และตองการแสดงถึงการเตน
ของโขน การเคล่ือนทัพของทัง้ สองฝา ย การตอสู ระหวา งฝายพระราม พระลักษณ พลวานร กบั ฝา ย
ยักษ ไดแกทศกณั ฑ

ภาพโขนกลางแปลง
2. โขนโรงนอก หรือโขนนั่งราว เปนโขนที่มีวิวัฒนาการมาจากโขนกลางแปลง หากเปลี่ยน
สถานที่แสดงบนโรง มีราวไมไผขนาดใหญอยูดานหลัง สําหรับตัวโขน นั่งแสดง รูปแบบของการ
แสดงดาํ เนินเรอ่ื งดวยการพากยแ ละเจรจา

104

โขนโรงนอกหรอื โขนนง่ั ราว
3. โขนโรงใน เปนการนําเอารูปแบบการแสดงโขนโรงนอก มาผสมผสานกับการแสดง
ละครใน ที่มีการขับรอง และการรายรําของผูแสดง ดําเนินเรื่องดวยการพากย เจรจา มีการขับรอง
ประกอบทารํา เพลงระบําผสมผสานอยูดวย

ภาพโขนโรงใน
4.โขนหนา จอ ไดแก โขนที่ใชจอหนังใหญเปนฉากประกอบการแสดง กลาวคือ มีจอหนัง
ใหญเปนฉาก ที่ดานซายขวาเขียนรูปปราสาท และพลับพลาไวทั้งสองขาง ตัวแสดงจะออกแสดง
ดา นหนา ของจอหนงั ดาํ เนินดวยการพากย เจรจา ขบั รอง รวมทง้ั มกี ารจัดระบํา ฟอนประกอบดวย

105

โขนหนา จอ
5. โขนฉาก เปนรูปแบบโขนท่พี ัฒนาเปนลําดับสุดทาย กลาวคือเปนการแสดงในโรง มีการ
จัดทาํ ฉาก เปล่ยี นไปตามเรื่องราวทก่ี ําลังแสดง ดําเนินเร่อื งดว ยการพากย เจรจา และขบั รอ ง รายรํา
ประกอบคํารองมีระบํา ฟอนประกอบ
2. ละคร คือ การแสดงท่เี ลนเปนเรื่องราว มุงหมายกอ ใหเกิดความบนั เทงิ ใจ สนกุ สนาน
เพลดิ เพลนิ หรือเรา อารมณ ความรูสกึ ของผูดู ตามเร่อื งราวน้นั ๆ ขณะเดียวกันผูดกู ็จะไดแนวคิดคติ
ธรรมและปรัชญา จากการละครนั้น
ประเภทของละครไทย

ละครไทยเปนละครที่มีพัฒนาการมาเปนลําดับ ตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึง
ปจจุบัน ดงั นั้นละครไทยจึงมีรูปแบบตา ง ๆ ซึ่งแบงออกเปน ประเภทใหญ ได ประเภท
ดงั ตอไปน้ี

1.ละครราํ
2. ละครรอ ง
3. ละครพดู

106

1.ละครราํ
เปนศิลปะการแสดงของไทยที่ประกอบดวยทารํา ดนตรีบรรเลง และบทขับรองดําเนินเรื่อง
มีผูแสดงเปนตัวพระ ตัวนาง และตัวประกอบแตงองคทรงเครื่องตามบท งดงามระยับตา ทารําตาม
บทรองประสานทํานองดนตรีบรรเลง จังหวะชา เร็ว เราอารมณ ใหเกิดความรสู ึกตามบทละครทั้ง
คึกคัก สนุกสนาน หรือโศกเศรา ตัวละครสื่อความหมายบอกกลาวตามอารมณดวยภาษาทา โดยมีผู
ขับรอง คือผูเลาเรื่องดวยทํานองเพลงตามบทละคร ซึ่งเปนคําประพันธ ประเภทคํากลอน บทละคร
มีการบรรยายความวา ตวั ละครเปน ใคร อยูที่ไหน กําลังทาํ หรอื คิดส่ิงใด และมที าํ นอง เพลงรอ ง
เพลงหนาพาทย ประกอบทารําบรรจุไวในบทกลอน ตามรูปแบบศิลปะการแสดงละครรํา ดนตรีใช
วงปพาทยบรรเลงประกอบการแสดง
ละครรําแบงการแสดงออกเปน 6 ชนดิ คือ ละครนอก ละครใน ละครดึกดาํ บรรพ ละคร
พันทาง ละครเสภา และละครชาตรีเครื่องใหญ

ภาพละครในเรื่องอเิ หนา

107

ละครชาตรีเรื่องมโนราห

ละครนอกเรอื่ งสงั ขทอง

2.ราํ และระบาํ เปนการแสดงชุดเบ็ดเตล็ด มีหลายรูปแบบ ไดแกรําหนาพาทย การรําบท
การรําเดี่ยวการรําหมู ระบํามาตรฐาน ระบําทป่ี รับปรงุ ขึ้นใหม ราํ หรือ ระบาํ สว นใหญ จะเนน ใน
เรื่องสวยงาม ความพรอมเพรียง ถาเปนการแสดงหมูมาก ตลอดทั้งใชระยะเวลาการแสดงสั้น ๆชม
แลว ไมเ กดิ ความเบ่ือหนา ย

108

ราํ สนี วล

ฉยุ ฉายพราหมณ

3. การละเลน พน้ื เมือง
การละเลน พน้ื เมืองเปนการละเลนในทอ งถ่ินทสี่ บื ทอดกันมาเปน เวลานาน แบงออกเปน

ภาคกลางภาคเหนือ ภาคใต ภาคอสี าน แตล ะภาคจะมีลักษณะเฉพาะในการแสดง ท้ังน้ีข้ึนอยูกบั
ปจจัยหลายประการไดแกสภาพภูมิศาสตร ประเพณี ศาสนา ความเชื่อและคานิยม ทําใหเกดิ รปู แบบ
การละเลนพื้นเมืองขึ้นหลายรูปแบบ ไดแก รูปแบบการแสดงที่เปนเรื่องราวของการรองเพลง เชน
เพลงเก่ียวขาว เพลงบอก เพลงซอ หรือรปู แบบการแสดง เชน ฟอ นเทียน เซงิ้ กระหยงั ระบาํ ตา
รกี ีปส ซ่งึ แตละรปู แบบน้ีจะมีทั้งแบบอนุรักษป รบั ปรงุ และพัฒนา เพ่ือใหดาํ รงอยูสืบไป

109

ภาพฟอ นเทยี น

110

เร่ืองท่ี 4
นาฏยศพั ท

นาฏยศัพท หมายถึง ศัพทเฉพาะในทางนาฏศิลป ซึง่ เปน ภาษาทใี่ ชเ ปน สัญลกั ษณและส่อื
ความหมายกันในวงการนาฏศิลปไทย

นาฏยศัพท แบงออกเปน 3 หมวด คอื
1. หมวดนามศัพท หมายถึง ทารําสื่อตางๆ ที่บอกอาการของทานั้นๆ

- วง เชน วงบน วงกลาง
- จีบ เชน จีบหงาย จบี ควาํ่ จบี หลัง
- ทาเทา เชน ยกเทา ประเทา กระดก
2. หมวดกิริศัพท คือ ศัพททใ่ี ชในการปฏบิ ัตอิ าการกริ ิยา แบง ออกเปนศพั ทเสริมและศพั ท
เสอ่ื ม
- ศพั ทเ สริม หมายถงึ ศัพทท ี่ใชเสริมทว งทใี หถกู ตอ งงดงาม เชน ทรงตัว สง มือ เจยี ง
ลักคอ กดไหล ถีบเขา เปน ตน
- ศพั ทเส่ือม หมายถึง ศพั ทท ่ใี ชเรียกทารําทไ่ี มถ ูกระดบั มาตรฐาน เพ่ือใหผ ูรํารูตัว
และตองแกไขทว งทีของตนใหเ ขาสรู ะดบั เชน วงลา วงตัก วงลน ราํ เลอ้ื ย รําลน เปนตน
3. หมวดนาฏยศพั ทเบด็ เตล็ด คือ ศพั ทท น่ี อกเหนือจากนามศัพท กิริยาศพั ท ซึ่งจดั ไวเปน
หมวดเบ็ดเตลด็ มีดงั น้ี

เหลี่ยม หมายถึง ระยะเขาทั้งสองขางแบะออก กวาง แคบ มากนอยสุดแตจะเปนทาของ
พระ หรือนาง ยกั ษ ลงิ เหลี่ยมทีก่ วางทสี่ ดุ คอื เหล่ยี มยกั ษ

เดนิ มอื หมายถึง อาการเคลื่อนไหวของแขนและมือ เพื่อเชื่อมทา

แมท า หมายถึง ทารําตามแบบมาตรฐาน เชน แมบท

ขึน้ ทา หมายถึง ทาที่ประดิษฐใหสวยงาม แบงออกเปน

ก. ข้นึ ทา ใหญ มีอยู 4 ทา คือ
(1) ทาพระสี่หนา แสดงความหมายเจริญรุงเรือง เปนใหญ
(2) ทา นภาพร แสดงความหมายเชน เดยี วกบั พรหมสห่ี นา
(3) ทาเฉิดฉิน แสดงความหมายเกี่ยวกับความงาม

111

(4) ทาพิสมัยเรียงหมอน มีความหมายเปนเกียรติยศ
ข. ขึน้ ทานอย มอี ยูหลายทาตางกนั คือ

(1) ทามือหน่งึ ตั้งวงบัวบาน อกี มือหน่งึ จบี หลงั
(2) ทายอดตองตองลม
(3) ทาผาลาเพียงไหล
(4) ทามือหนึ่งตั้งวงบน อีกมือหนึ่งตั้งวงกลาง เหมือนทาบังสุริยา
(5) ทาเมขลาแปลง คือมือขางที่หงายไมตองทํานิ้วลอแกว
พระใหญ – พระนอ ย หมายถึง ตัวแสดงท่ีมีบทสาํ คญั พอๆ กนั พระใหญ หมายถึงพระเอก
เชน อิเหนา พระราม สวนพระนอย มีบทบาทเปนรอง เชน สังคามาระตา พระลักษณ
นายโรง หมายถึง พระเอก เปนศัพทเฉพาะละครรํา
ยืนเครื่อง หมายถึง แตงเครื่องละครรําครบเครื่อง
นางกษัตริย บุคลิกทว งทเี รียบรอ ย สงา มีทีทา เปนผูดี
นางตลาด ทวงทีวองไว สะบัดสะบิ้งไมเรียบรอย เชน นางยักษ นางแมว เปน ตน

ทา “เฉดิ ฉนิ ”
นาฏยศัพท มือขวาตั้ง “วงบวั บาน” มอื ซายต้ัง”วงหนา ” เทา ซา ย “กระดกหลงั ”

112

ภาษาทา หมายถึง การแสดงกิริยาทาทางเพื่อสื่อความหมายแทนคําพูด สวนมากใชในการ
แสดงนาฏศิลปและการแสดงละครตางๆ ภาษาทาแบงเปน 3 ประเภท ดงั นี้

1. ทาทางที่ใชแทนคําพูด เชน ไป มา เรียก ปฏิเสธ
2. ทาทางท่ใี ชแทนอารมณภ ายใน เชน รกั โกรธ ดใี จ เสยี ใจ
3. ทา แสดงกริ ิยาอาการหรืออิรยิ าบถ เชน ยนื เดิน นัง่
การรายรําทาตางๆ นํามาประกอบบทรองเพลงดนตรี โดยมุงถึงความสงางามของลีลาทา รํา
และจําเปนตองอาศัยความงามทางศิลปะเขาชวย วิธีการใชทาทางประกอบบทเรียน บทพากย และ
เพลงดนตรพี ันทางนาฏศิลปเรียกวา การตีบท หรือการรําบท

113

เรือ่ งท่ี 5
ราํ วงมาตรฐาน

ประวัตริ ําวงมาตรฐาน
รําวงมาตรฐาน เปนการแสดงมาจากรําโทน เปนการละเลนพนบานอยางหนึ่งของชาวไทย

ที่บง บอกถึงความสนุกสนาน ซึง่ แตเ ดิมรําโทนก็เลนกันเปนวง จึงเรียกวา “ราํ วง” แตเดิมไมมีคําวา
“มาตรฐาน” จะเรียกกนั วา รําวงเทานั้น ตอมาราวสงครามโลกครงั้ ท่ี 2 ไดม กี ารปรบั ปรุงการเลน ราํ
โทนใหง ดงามตามแบบของกรมศิลปากร ทั้งการรอง และการรายรําใหมีความงดงามเปนแบบฉบับ
กลางๆ ทีจ่ ะรอ งเลน ไดทั่วไปในทกุ ภาค และเปลีย่ นจากการเรียกวา รําโทน เปนราํ วง เพราะประการ
ทหี่ นึง่ เครอ่ื งดนตรีท่ใี ชมีมากกวา ฉิ่ง กรับ และโทน เพ่ือเพ่มิ ความสนุกสนาน และความไพเราะให
ถูกหลักทั้งไทยและสากล ประการที่สอง แตเดิมรําโทนก็เลนกันเปนวงการเปลี่ยนจากรําโทนเปนรํา
วง กย็ ังคงรปู ลกั ษณเดิมไวสว นท่พี ัฒนาคือทา รํา จดั ใหเ ปนทา ราํ ไทยพ้ืนฐานอยา งงายๆ สโู ลกสากล
เรียนรูงาย เปนเร็ว สนุก และเปนแบบฉบับของไทยโดยแท ทางดานเนื้อรองไดพัฒนาในทํานอง
สรางสรรค รําวงที่พัฒนาแลวนี้เรียกวา รําวงมาตรฐาน เนื้อเพลงในรําวงมาตรฐานมีทั้งหมด 10
เพลง แตละเพลงจะบอกทารํา (จากแมบท) ไวใหพ รอมปฏิบัติ

ชอื่ เพลงราํ วงมาตรฐานและทาราํ ที่ใช ทา ราํ
ช่ือเพลง
1. สอดสรอยมาลา
1. งามแสงเดือน 2. ชักแปงผดั หนา
2. ชาวไทย 3. ราํ สาย
3. รํามาซิมารํา
4. สอดสรอยมาลาแปลง
4. คนื เดือนหงาย 5. แขกเตาเขา รัง
5. ดวงจนั ทรว นั เพ็ญ

เพลงรําวงมาตรฐาน
1. เพลงงานแสงเดอื น รําทา สอดสรอยมาลา
งามแสงเดือนมาเยือนสองหลา งามใบหนาเมื่ออยูวงรํา (2 เท่ียว)

เราเลน เพอ่ื สนกุ เปล้อื งทุกขวายระกํา

ขอใหเ ลน ฟอนราํ เพอ่ื สามัคคี เอย.

114

2. เพลงชาวไทย ราํ ทา ชกั แปงผัดหนา
ชาวไทยเจาเอย ขออยาละเลยในการทําหนาที่

การที่เราไดเ ลนสนกุ เปลื้องทุกขสบายอยางนี้

เพราะชาติเราไดเสรี มีเอกราชสมบูรณ

เราจึงควรชวยชาติ ใหเกงกาจเจิดจํารูญ

เพ่อื ความสขุ เพ่ิมพนู ของชาวไทยเรา เอย.

3. เพลงราํ ซมิ ารํา รําทา ราํ สาย เรงิ ระบํากนั ใหส นกุ
รํามาซิมารํา ไมล ะไมท ง้ิ จะเกดิ เข็ญขกุ
ตามเชิงเชนเพื่อใหสรางทุกข
ยามงานเราทํางานจริงจริง เลน สนกุ อยา งวฒั นธรรม
ถึงยามวางเราจึงรําเลน
ตามเยี่ยมอยางตามยุค ใหงามใหเรียบจึงจะคมขาํ
มาเลนระบําของไทยเรา เอย.
เลน อะไรใหม ีระเบยี บ
มาซิมาเจาเอยมาฟอนรํา

4. เพลงคนื เดอื นหงาย ราํ ทา สอดสรอยมาลาแปลง
ยามกลางคืนเดือนหงาย เยน็ พระพายโบกพลิว้ ปลวิ มา

เย็นอะไรกไ็ มเย็นจติ เทาเยน็ ผกู มติ รไมเบ่ือระอา

เย็นรมธงไทยปกไทยมั่วหลา เยน็ ยง่ิ น้าํ ฟามาประพรม เอย.

ชอื่ เพลง ทา ราํ

6. ดอกไมของชาติ 6. รํายวั่
7. หญิงไทยใจงาม 7. พรหมสห่ี นา , ยงู ฟอ นหาง
8. ดวงจนั ทรข วัญฟา 8. ชางประสานงา, จนั ทรท รงกลดแปลง
9. ยอดชายใจหาญ 9. (หญงิ ) ชะนีรายไม (ชาย) จอเพลิงกาฬ
10. บูชานักรบ
10. เทย่ี วแรก (หญงิ ) ขัดจางนาง
(ชาย) จันทรท รงกลด

เทย่ี วสอง (หญงิ ) ลอ แกว
(ชาย) ขอแกว

115

ลักษณะทารําแบบตา งของรําวงมาตรฐาน

ทา สอดสรอยมาลา

ทา ชกั แปง ผัดหนา

116

ทา นกแขกเตาเขา รัง

117

เรื่องที่ 6
การอนุรกั ษน าฏศิลปไ ทย

นาฏศิลปไทย เปนผลผลิตทางวัฒนธรรมที่เปนรูปธรรม ซึ่งนับเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่
บรรพบุรุษของเราไดสรางและสั่งสมภูมิปญญามาแตโบราณ เปนสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณของชาติ
ซึ่งแสดงใหเห็นถึงความเปนอารยประเทศของชาติไทยที่มีความเปนเอกราชมาชานาน นานา
ประเทศในโลกตางชื่นชนนาฏศิลปไทยในความงดงามวิจิตรบรรจง เปนศิลปะที่มีคุณคาควรแกการ
อนรุ กั ษแ ละสบื ทอด

แนวทางในการอนรุ ักษนาฏศิลปไ ทย
1. การอนุรักษรูปแบบ หมายถึง การรักษาใหคงรูปดังเดิม เชน เพลงพื้นบานก็ตองรักษา
ข้ันตอนการรอง ทาํ นอง การแตงกาย ทารํา ฯลฯ หรือหากจะผลติ ขึ้นใหมกใ็ หรักษารูปแบบเดิมไว
2. การอนุรกั ษเ น้ือหา หมายถึง การรักษาในดา นเนื้อหาประโยชนค ณุ คาดวยวิธีการผลิต
การรวบรวมขอมูลเพื่อการศึกษา เชน เอกสาร และสื่อสารสนเทศตางๆ
การอนุรกั ษท ั้ง 2 แบบนี้ หากไมมีการสืบทอดและสงเสริม ก็คงไวป ระโยชนในท่นี ี้จะขอ
นําเสนอแนวทางในการสง เสริมเพอื่ อนุรักษนาฏศลิ ปไ ทย ดงั น้ี
1. จัดการศึกษาเฉพาะทาง สงเสริมใหมีสถาบันการศึกษาดานนาฏศิลปจัดการเรียนการ
สอน เพื่อสืบทอดงานศิลปะดานนาฏศิลป เชน วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันเอกชน องคกรของรัฐบาง
แหง ฯลฯ
2. จัดการเรยี นการสอนในข้ันพน้ื ฐาน โดยนาํ วชิ านาฏศลิ ปจัดเขา ในหลกั สูตรและเขา สู
ระบบการเรียนการสอนทุกระดับ ตามระบบที่ควรจะใหเยาวชนไดรับรูเปนขั้นตอนตั้งแตอนุบาล –
ประถม มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ตลอดจนสถาบันการศึกษาทุกระดับ จัดรวบรวมขอมูลตางๆ
เพื่อประโยชนตอการศึกษาคนควา และบริการแกชุมชนไดดวย
3. มกี ารประชาสมั พันธในรปู แบบส่ือโฆษณาตา งๆ ทั้งวิทยุ โทรทศั น และหนงั สือพิมพ
โดยนําศิลปวัฒนธรรมดานนาฏศิลปเขามาเกี่ยวของเพื่อเปนการสรางบทบาทของความเปนไทยให
เปนที่รูจกั
4. จดั เผยแพร ศลิ ปวฒั นธรรม ในรปู แบบการแสดงนาฏศลิ ปแกห นว ยงานรฐั และเอกชน
โดยทั่วไปทั้งภายในประเทศและตางประเทศ
5. สงเสริมและปลูกฝงมรดกทางศิลปวัฒนธรรมภายในครอบครัว ใหรูซึ้งถึงความเปน
ไทยและอนุรักษรักษาเอกลักษณไทย

118

กิจกรรมที่ 1
ผลการเรียนรูท ีค่ าดหวัง บอกที่มาและประเภทของนาฏศิลปไทยได
คําช้ีแจง ใหผเู รียนตอบคําถามตอ ไปนี้

1. นาฏศิลปไทยเกิดขึ้นจากเหตุใด
2. นาฏศิลปไทยมีกี่ประเภท อะไรบาง จงอธิบาย
3. ใหผ ูเรียนเขียนชือ่ การแสดงรําและระบําของนาฏศิลปไทยที่เคยชมใหมากที่สุด
4. ใหผ ูเ รียนหาภาพและประวัติการแสดงเกี่ยวกับนาฏศิลปไ ทย

กจิ กรรมที่ 2
ผลการเรียนรทู ี่คาดหวัง

1. บอกความหมายของนาฏยศัพทได
2. เขาใจสุนทรียะของการแสดงนาฏศิลปไทยตามหลักการใชภาษาทา
คําชแ้ี จง ใหผเู รยี นตอบคาํ ถามตอไปนี้
1. อธิบายความหมายของนาฏศัพท พรอมยกตัวอยางพอสังเขป
2. อธิบายความหมายของภาษาทาในนาฏศิลปไทย
3. แบง กลมุ คดิ ภาษาทา กลมุ ละ 3 ประโยค ออกมาแสดงภาษาทาที่คิดไวท ลี ะกลมุ โดยให

กลุมอน่ื เปนผทู ายวา ภาษาทา นนั้ ๆ หมายถงึ อะไร

กจิ กรรมที่ 3
ผลการเรยี นรทู ่คี าดหวัง

1. แสดงความรูสึก ความคิดเห็นไดอยางมีเหตุผลและสรางสรรค
2. รับฟงความคิดเห็นของผอู ่ืนและนําไปปรบั ใชไดอ ยางมีเหตุผล
คาํ ชแี้ จง ใหผูเรยี นบอกช่ือการแสดงนาฏศิลปไทยที่เคยชม แลวแสดงความคิดเห็น
1. เร่ืองทช่ี ม
2. เนอ้ื เร่ือง
3. ตวั แสดง
4. ฉาก
5. ความเหมาะสมของการแสดง

119

กิจกรรมท่ี 4
ผลการเรียนรูทีค่ าดหวงั

1. บอกประวัติความเปนมาของรําวงมาตรฐานได
2. แสดงรําวงมาตรฐานไดอยางถูกตองเหมาะสม
คาํ ชแี้ จง
1. จงอธิบายประวัติความเปนมาของรําวงมาตรฐาน
2. รําวงมาตรฐานนําไปแสดงในโอกาสใดบาง จงอธิบาย
3. ใหผ เู รียนแบงกลมุ ฝก การแสดงรําวงมาตรฐาน กลุมละ 3 เพลง แสดงใหเพอ่ื นดทู ีละ

กลุม

กิจกรรมท่ี 5
ผลการเรียนรทู ่คี าดหวงั รูคุณคาของนาฏศิลปไทยและแนวทางอนุรักษนาฏศิลปไทย
คาํ ชีแ้ จง ใหผ ูเรยี นตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี

1. ถาหากไมมีนาฏศิลปไทย ประเทศไทยจะเปนอยางไร
2. ผเู รียนมีแนวทางการอนุรกั ษน าฏศลิ ปไทยอยางไรบาง

120

บทที่ 4
นาฏศิลปไทยกับการประกอบอาชีพ

นาฏศิลปไทยเปนการแสดงศิลปะที่เปนเอกลักษณของไทย เปนเรือ่ งที่มีความเกีย่ วของ
สัมพันธกับประวัติศาสตรไทย วัฒนธรรมไทย เปนการละเลนเพือ่ ความบันเทิง รืน่ เริงของชาวบาน
ภายหลงั ฤดเู กบ็ เก่ยี ว นาฏศิลปไทยมีหลายประเภท เชน โขน ละคร ราํ การละเลนพ้ืนเมือง เปน ตน

สําหรับแนวทางในการประกอบอาชีพนาฏศิลปไทยนัน้ ไดแก อาชีพการละเลนพืน้ เมือง
ของแตล ะภาค ดังน้ี

1. อาชพี การแสดงหนงั ตะลงุ
2. อาชีพการแสดงลิเก
3. อาชพี การแสดงหมอลาํ
ผูเ รียนสนใจทีจ่ ะศึกษาแนวทางการประกอบอาชีพดานนีต้ องมีความสนใจ และมีความ
เช่อื มน่ั ในตัวเอง พรอมท่ีจะเรยี นรูส ่งิ ตางๆ เก่ยี วกบั อาชพี ดงั กลา ว
คุณสมบัตขิ องอาชีพนักแสดงทด่ี ี
ในการแสดงบทบาทตางๆ นักแสดงตองมีความรับผิดชอบ มีการซอมบทบาททีต่ องแสดง
โดยการศึกษาเนื้อเรือ่ ง และบททีไ่ ดรับมอบหมายใหแสดง แสดงบทตลก บททีเ่ ครงเครียด โดยการ
ใชถอยคําหรือกิริยาทาทาง แสดงประกอบ อาจรองเพลง เตนรํา หรือฟอนรํา อาจชํานาญในการ
แสดงบทบาทอยางใดอยางหนึง่ หรือการแสดงประเภทใดประเภทหนึง่ และอาจมีชือ่ เรียกตาม
บทบาทหรือประเภทของการแสดง
คุณลกั ษณะของผูประกอบอาชีพการแสดง
1. มีความถนัดทางศิลปะการแสดง
2. มีสุนทรียะ สนใจสิ่งสวยงาม ดนตรี วรรณกรรม
3. มอี ารมณอ อนไหว
4. มีจินตนาการสูง มีความคิดสรางสรรค และไมลอกเลียนแบบใคร
โอกาสกา วหนา ในอาชพี
เปนนักแสดง โอกาสกาวหนาขึน้ อยูก ับความสามารถของผูแสดง และความนิยมของผูชม
ทง้ั นีอ้ ยูทีก่ ารพฒั นาตนเองและการใฝหาความรูของผูท ีจ่ ะประกอบอาชีพ

121

1. อาชีพการแสดงหนงั ตะลงุ

หนังตะลุง คือ ศิลปะการแสดงประจําทองถิ่นอยางหนึ่งของภาคใต เปนการเลาเรือ่ งราวที่
ผูกรอยเปนนิยาย ดําเนินเรือ่ งดวยบทรอยกรองทีข่ ับรองเปนลําเนียงทองถิน่ หรือทีเ่ รียกกันวาการ
“วาบท” มีบทสนทนาแทรกเปนระยะ และใชการแสดงเงาบนจอผาเปนสิง่ ดึงดูดสายตาของผูช ม ซึง่
การวาบท การสนทนา และการแสดงเงานี้ นายหนังตะลุงเปนคนแสดงเองทั้งหมด

หนงั ตะลงุ เปน มหรสพทีน่ ิยมแพรหลายอยางยิง่ มาเปนเวลานาน โดยเฉพาะในยุคสมัยกอน
ทีจ่ ะมีไฟฟาใชกันทัว่ ถึงทุกหมูบานอยางในปจจุบัน หนังตะลุงแสดงไดทัง้ ในงานบุญและงานศพ
ดังนั้นงานวัด งานศพ หรืองานเฉลิมฉลองที่สําคัญจึงมักมีหนังตะลุงมาแสดงใหชมดวยเสมอ

ปจจุบัน โครงการศิลปนแหงชาติ สํานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแหงชาติ ไดสงเสริม
ใหมีการอนุรักษและสืบทอดศิลปะการแสดงหนังตะลุงใหแกอนุชนรุนหลัง เพื่อรักษามรดกทาง
วัฒนธรรมอนั ทรงคณุ คานีใ้ หคงอยสู ืบไป

ประวตั คิ วามเปนมาของหนงั ตะลุง
นักวิชาการหลายทานเชื่อวา มหรสพการแสดงเงาจําพวกหนังตะลุง เปนวัฒนธรรมเกาแก
ของมนุษยชาติ ปรากฏแพรหลายมาทัง้ ในแถบประเทศยุโรป และเอเชีย โดยมีหลักฐานปรากฏวา
เมื่อครัง้ พระเจาอเล็กซานเดอรมหาราชมีชัยชนะเหมือนอียิปต ไดจัดใหมีการแสดงหนัง (หรือ
การละเลนทีค่ ลายกัน) เพือ่ เฉลิมฉลองชัยชนะและประกาศเกียรติคุณของพระองค และเชือ่ วา
มหรสพการแสดงเงานีม้ ีแพรหลายในประเทศอียิปตมาแตกอนพุทธกาล ในประเทศอินเดียพวก
พราหมณแสดงหนังทีเ่ รียกกันวา ฉายานาฏกะ เรือ่ งมหากาพยรามายณะ เพือ่ บูชาเทพเจาและสดุดี
วีรบุรุษ สวนในประเทศจีนมีการแสดงหนังสดุดีคุณธรรมความดีของสนมเอกแหงจักรพรรดิ์ยวนต่ี
(พ.ศ. 411 – 495)
ในสมัยตอมา การแสดงหนังไดแพรหลายเขาสูในเอเชียอาคเนย เขมร พมา ชวา มาเลเซีย
และประเทศไทย คาดกันวา หนังใหญคงเกิดขึน้ กอนหนังตะลุง และประเทศแถบนีค้ งจะไดแบบมา
จากอินเดีย เพราะยังมีอิทธิพลของพราหมณหลงเหลืออยูม าก เรายังเคารพนับถือฤาษี พระอิศวร
พระนารายณ และพระพรหม ยิง่ เรือ่ งรามเกียรติ์ ยิ่งถือวาเปนเรื่องขลังและศักดิ์สิทธิ์ หนังใหญจึง

122

แสดงเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์ เริ่มแรกคงไมมีจอ คนเชิดหนังใหญจึงแสดงทาทางประกอบการเชิดไป
ดว ย

เครอ่ื งดนตรีหนังตะลุง
เครอ่ื งดนตรหี นงั ตะลุงในอดตี มีความเรียบงาย ชาวบานในทองถิ่นประดิษฐขึ้นไดเอง มีทับ
กลอง โหมง ฉิง่ เปนสําคัญ สวนป เกิดขึน้ ภายหลัง แตก็ยังเปนเครือ่ งดนตรีที่ชาวบานประดิษฐได
เองจนเมือ่ มีวัฒนธรรมภายนอกเขามา หนังตะลุงบางคณะจึงนําเครือ่ งดนตรีใหมๆ เขามาเสริม เชน
กลองชุด กีตาร ไวโอลิน ออรแกน เมื่อเครื่องดนตรีมากขึ้น จํานวนคนในคณะก็มากขึน้ ตนทุนจึง
สูงขึ้น ทําใหตองเรียกคาราด (คาจางแสดง) แพงขึ้น แตหนังตะลุงหลายคณะก็ยังรักษาเอกลักษณ
เอาไว
เครอ่ื งดนตรสี าํ คญั ของหนงั ตะลงุ มีดงั ตอไปน้ี

ทบั ของหนังตะลุงเปนเครื่องกํากับจังหวะและทวงทํานองทีส่ ําคัญทีส่ ุด ผูบ รรเลงดนตรีชิน้
อืน่ ๆ ตองคอยฟงและยักยายจังหวะตามเพลงทับ นักดนตรีทีส่ ามารถตีทับไดเรียกวา “มือทับ” เปน
คํายกยองวาเปนคนเลนทับมือฉมัง

รปู หนงั ตะลุง ตวั ตลกหนังตะลุง

123

ตัวตลกหนังตะลุง เปนตัวละครทีม่ ีความสําคัญอยางยิง่ และเปนตัวละครที่ “ขาดไมได”
สําหรับการแสดงหนังตะลุง บทตลกคือเสนหหรือสีสัน ที่นายหนังจะสรางความประทับใจใหกับ
คนดู เมื่อการแสดงจบลง สิง่ ทีผ่ ูช มจําได และยังเก็บไปเลาตอก็คือบทตลก นายหนังตะลุงคนใดที่
สามารถสรางตัวตลกไดมีชีวิตชีวาและนาประทับใจ สามารถทําใหผูชมนําบทตลกนัน้ ไปเลาขานตอ
ไดไมรูจบ ก็ถือวาเปนนายหนังที่ประสบความสําเร็จในอาชีพโดยแทจริง ตัวตลกหนังตะลุงมีชื่อ
ดงั ตอไปน้ี

1. อา ยเทง
2. อายหนูนยุ
3. นายยอดทอง
4. นายสแี กว
5. อายสะหมอ

ขั้นตอนการแสดงหนงั ตะลงุ
หนงั ตะลุงทกุ คณะจะนยิ มเลน เปน แบบเดยี วกันโดยมกี ารลาํ ดบั การเลน ดงั นี้
1. ต้งั เครอื่ งเบิกโรง เปน การทาํ พธิ เี อาฤกษ ขอทต่ี ัง้ โรงและปด เปาเสนียดจัญไร เริ่มโดยเมื่อ
คณะหนังขึน้ โรงแลว นายหนังจะตกี ลองนาํ เอาฤกษ ลกู คบู รรเลงเพลงเชิด ช้นั นเี้ รยี กวาตง้ั เครอื่ ง
2. โหมโรง การโหมโรงเปนการบรรเลงดนตรีลวนๆ เพื่อเรียกคนดู และใหนายหนังได
เตรียมพรอม การบรรเลงเพลงโหมโรงเดิมทีเ่ ลากันวาใช “เพลงทับ” คือใชทับเปนตัวยืนและเดิน
จังหวะทํานองตางๆ กันไป
3. ออกลิงหัวค่าํ เปนธรรมเนียมการเลนหนังตะลุงสมัยกอน ปจจุบันเลิกเลนแลว เขาใจวา
ไดรับอทิ ธพิ ลจากหนังใหญ เพราะรปู ทใ่ี ชสวนใหญเปนรูปจับ มีฤาษีอยูกลาง ลิงขาวกับลิงดําอยูคน
ละขาง แตร ูปท่แี ยกเปนรปู เดีย่ วๆ 3 รูป แบบเดียวกับของหนังตะลุงก็มี
4. ออกฤาษี เปนการเลนเพื่อคารวะครู และปดเปาเสนียดจัญไร โดยขออํานาจจากพระ
พรหม พระอิศวร พระนารายณ และเทวะอื่นๆ และบางหนังยังขออํานาจจากพระรัตนตรยั ดว ย
5. ออกรูปฉะ หรือรูปจับ คําวา “ฉะ” คือสูร บ ออกรูปฉะเปนการออกรูปจากพระรามกับ
ทศกัณฐใหตอสูก ัน วิธีเลนใชทํานองพากยคลายหนังใหญ การเลนชุดนี้หนังตะลุงเลิกเลนไปนาน
แลว
6. ออกรูปปรายหนาบท รูปปรายหนาบท เปนรูปผูช ายถือดอกบัวบาง ธงชาติบาง ถือเปน
ตัวแทนของนายหนัง ใชเลนเพือ่ ไหวครู ไหวสิง่ ศักดิส์ ิทธิแ์ ละผูท ีห่ นังเคารพหนังถือทั้งหมดตลอด
ท้ังใชร องกลอน ฝากเน้ือฝากตัวกบั ผชู ม

124

7. ออกรูปบอกเรือ่ ง รูปบอกเรือ่ งเปนรูปตลก หนังสวนใหญใชรูปขวัญเมืองเลนเพือ่ เปน
ตัวแทนของนายหนัง ไมมีการรอง กลอน มีแตพูด จุดประสงคของการออกรูปนี้เพื่อบอกกลาวกับ
ผชู มถึงเรอ่ื งนิยายที่หนงั จะหยิบยกขนึ้ แสดง

8. เกี้ยวจอ เปนการรองกลอนสั้นๆ กอนตั้งนามเมืองเพือ่ ใหเปนคติสอนใจแกผูชม หรือ
เปนกลอนพรรณนา ธรรมชาติและความในใจ กลอนทีร่ องนี้หนังจะแตงไวกอน และถือวามีความ
คมคาย

9. ตั้งนามเมือง หรือตั้งเมือง เปนการออกรูปกษัตริย โดยสมมติขึน้ เปนเมืองๆ หนึง่ จากนัน้
จงึ ดําเนินเหตุการณไ ปตามเร่ืองทีก่ ําหนดไว

วัตถปุ ระสงคการเลนหนังตะลุง
จากทีก่ ลาวมา เปนขนบนิยมในการเลนหนังเพือ่ ความบันเทิงโดยทัว่ ๆ ไป แตหากเลน
ประกอบพิธีกรรม จะมีขนบนิยมเพิม่ ขึ้น การเลนเพื่อประกอบพิธีกรรมมี 2 อยาง คือเลนแกเหมรย
และเลนในพิธีครอบมือ การเลนแกเหมรยเปนการเลนเพือ่ บวงสรวง ครุหมอหนังหรือสิง่ ศักดิ์สิทธิ์
ตามพันธะที่บนบานไว หนังตะลุงทีจ่ ะเลนแกเหมรยไดตองรอบรูในพิธีกรรมอยางดี และผานพิธี
ครอบมือถูกตอ งแลว การเลน แก
เหมรยจะตองดูฤกษยามใหเหมาะ เจาภาพตองเตรียมเครือ่ งบวงสรวงไวใหครบถวนตามทีบ่ นบาน
ไว ขนบนิยมในการเลนทัว่ ๆไปแบบเดียวกับเลนเพือ่ ความบันเทิง แตเสริมการแกบนเขาไปในชวง
ออกรปู

ปรายหนาบท โดยกลาวขับรองเชิญครูหมอหรือสิ่งศักดิส์ ิทธิ์มารับเครื่องบวงสรวง ยก
เรือ่ งรามเกียรติต์ อนใดตอนหนึ่งทีพ่ อจะแกเคล็ดวาตัดเหมรยไดขึน้ แสดง เชน ตอนเจาบุตรเจาลบ
เปนตน จบแลวชุมนุมรูปตางๆมีฤาษีเจาเมือง พระ นาง ตัวตลก ฯลฯ โดยปกรวมกันหนาจอเปน
ทํานองวาไดรวมรูเ ห็นเปนพยานวาเจาภาพไดแกเหมรยแลว แลวนายหนังใชมีดตัด หอเหมรยขวาง
ออกนอกโรง เรยี กวา “ตดั เหมรย” เปนเสร็จพิธี สวนการครอบมือเปนพิธีที่จัดขึน้ เพือ่ ยอมรับนับถือ
ครูหนังแตครัง้ บุรพกาล ซึง่ เรียกวา “ครูตน” มีพระอุณรุทธไชยเถร พระพิราบหนาทอง ตาหนุย ตา
หนักทอง ตาเพชร เปนตน

125

ตวั อยางผทู ีป่ ระสบความสําเร็จในอาชีพการแสดงหนังตะลุง

นายหนงั พรอ มนอ ย

นายหนังพรอมนอย ตะลุงสากล เปนนายหนังผูห นึง่ ทีไ่ ดรับความนิยมจากประชาชนทีม่ ี
ความชืน่ ชอบการแสดงหนังตะลุงของนายหนังพรอมนอย ตะลุงสากล เนือ่ งจากมีคุณลักษณะใน
การแสดงหนงั ตะลุงหลายๆ ดา นรวมกนั เชน

1. มีเสยี งเพราะน้ําเสียงในการขับบทกลอนที่มีเสียงดังฟงชัด
2.มีความรอบรูทั้งทางโลกและทางธรรม
3. มีการนําเหตุการณบานเมืองในปจจุบันมาทําการแสดงเขากับวรรณกรรม
4. สอดแทรกมุขตลก
นายหนงั พรอ มนอ ย ตะลุงสากล มคี ุณลกั ษณะในเร่อื งของเสียงนายหนังพรอมนอย ตะลุงสากล เปน
นายหนังทีม่ ีนํา้ เสียงที่สามารถแสดงหนังตะลุงติดตอกันหลายชัว่ โมงโดยเสียงไมแหบและสามารถ
เลียนเสียงตัวหนังแตละตัวทีเ่ อกลักษณของน้ําเสียงแตกตางกันออกไปไดอยางเหมาะสม สามารถ
ถายทอดใหผูชมไดรับรูถึงบทบาทของนายหนังไดเปนอยางดี
วรรณกรรมทแ่ี สดงหนังพรอมนอย ตะลุงสากล มีการนําคติสอนใจมาสอดแทรกในเนื้อหา

การแสดงสอนใหผูชมไดรับรูถึงคําสอนในทางโลกและทางธรรม วรรณกรรมที่แสดงเขากับยุคสมัย
โดยการนําเหตุการณในทองถิน่ เหตุการณการเมืองการปกครองมาดัดแปลงในการแสดงเพือ่ เปน
สื่อกลางใหชาวบานผูชมทราบถึงเหตุการณบานเมืองในปจจุบัน เรือ่ งมุขตลกหนังพรอมนอย ตะลุง
สากลมีวิธีการแสดงโดยนํามาสอดแทรกในเรื่องทําใหการแสดงหนังตะลุงเปนเรื่องสื่อบันเทงใหกับ
ชาวบานในทองถิ่นไดมีความสนุกมีสวนรวมไปกับการแสดงหนังตะลุง

หนังพรอ มนอ ย ตะลงุ สากลยงั มีลุกคูที่มีความสามารถบรรเลงประกอบการแสดงหนังตะลุง
รวมถึงความทันสมัยในเรือ่ งดนตรีทีน่ ํามาบรรเลงกับดนตรีพืน้ บาน ทําใหไดรับความนิยมจากผูช ม
ทุกวัย การนําดนตรีสากลเขามาใชประกอบการแสดงหนังตะลุงของคณะหนังพรอมนอย มีการ
สรางสรรคโดยนําเพลงไทยเดิมมาบรรเลงกับดนตรีสากล สวนเพลงตามสมัยนิยมสามารถนํามา

บรรเลงกับการแสดงหนงั ตะลุงไดอยางเหมาะสมและลงตวั
สิง่ ที่ขาดไมไดนอกเหนือจากองคประกอบความสามารถของนายหนังในการแสดงหนัง

ตะลุง นายหนังตะลุงควรนําองคประกอบการแสดงหนังตะลุงและความสามารถจากการแสดงหนัง

126

ตะลุงและความสามารถจากการแสดงไปชวยเหลือสังคม โดยนายหนังพรอมนอย ตะลุงสากลกลาว
วา การแสดงหนังตะลุงทีต่ นประสบความสําเร็จไดมากจากการยอมรับจากประชาชน เราควรจะทํา
อะไรเพื่อประโยชนใหกับสังคมบาง หนังพรอมนอย ตะลุงสากลจึงนําเงินที่ไดจากการแสดงหนัง
ตะลุงไปชวยเหลือชุมชน หรือบางครั้งเปดการแสดงหนังตะลุงเพื่อหาเงินสมทบไปพัฒนาหมูบาน
โรงเรียน วัด สถานทรี่ าชการ ใหมคี วามสะดวกยง่ิ ขน้ึ

คณุ สมบัติพิเศษของผทู ีจ่ ะแสดงหนงั ตะลงุ
จะตองเปนคนเสียงดีและเสียงดัง ทําเสียงไดหลายเสียง เปลีย่ นเสียงตามบทบาทของตัว
ละครที่พากยไดฉับพลันและเปนธรรมชาติ พากยยักษเสยี งตองหา วอยางยกั ษ พากยน างเสียงตอ งนุม
หวานอยางนาง พากยตัวตลกตัวใดเสียงตองเปนอยางตัวตลกตัวนั้น เรียกภาษาหนังตะลุงวา “กิน
รปู ” เสียงที่ชวนฟงตองแจมใสกังวานกลมกลืนกับเสียงโหมงเรียกวา “เสียงเขาโหมง” และสามารถ
รักษาคุณภาพของเสียงไดต ลอดเวลา การแสดงตั้งแตประมาณ 3 ทมุ จนสวาง ตอ งรอบรูในศิลปและ
ศาสตรตางๆ อยางกวางขวาง ทัง้ คดีโลกและคดีธรรม เพือ่ แสดงหนังใหไดทัง้ ความบันเทิงและ
สารประโยชน มอี รรถรส สามารถดงึ ดดู ผชู มใหช วนตดิ ตาม

2.อาชพี การแสดงลิเก

ลิเก เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 คําวา ลิเก ในภาษามลายู แปลวา ขับรอง เดิมเปนการสวด
บูชาพระในศาสนาอิสลาม สวดเพลงแขกเขากับจังหวะรํามะนา พวกแขกเจาเซ็นไดสวดถวายตัว
เปนครัง้ แรกในการบําเพ็ญพระราชกุศล เมือ่ พ.ศ. 2423 ตอมาคิดสวดแผลงเปนลํานําตางๆ คิดลุก
หมากเขาแกมสวด รองเปนเพลงตางภาษา และทําตัวหนังเชิด โดยเอารํามะนาเปนจอก็มี ลิเกจึง

127

กลายเปนการเลนขึ้น ตอมามีผูคิดเลนลิเกอยางละคร คือเริม่ รองเพลงแขก แลวตอไปเลนอยางละคร
รํา และใชปพาทยอยางละคร

ลิเกมี 4 แบบ คือ
ลิเกบนั ตน เริม่ ดวยรองเพลงบันตนเปนภาษามลายู ตอมาก็แทรกคําไทยเขาไปบาง ดนตรีก็
ใชรํามะนา จากนั้นก็แสดงเปนชุดๆ ตางภาษา เชน แขก ลาว มอญ พมา ตองเริม่ ดวยชุดแขกเสมอ ผู
แสดงแตงตัวเปนชาติตางๆ รองเอง พวกตีรํามะนาเปนลูกคู มีการรองเพลงบันตนแทรกระหวางการ
แสดงแตล ะชดุ
ลิเกลูกบท คือ การแสดงผสมกับการขับรองและบรรเลงเพลงลูกบท รองและรําไปตาม
กระบวนเพลง ใชปพ าทยประกอบแทนรํามะนา แตงกายตามทีน่ ิยมในสมัยนัน้ ๆ แตสีฉูดฉาด ผู
แสดงเปนชายลวน เมือ่ แสดงหมดแตละชุด ปพาทยจะบรรเลงเพลง 3 ชั้นที่เปนแมบทขึ้นอีก และ
ออกลกู หมดเปนภาษาตางๆ ชดุ อ่นื ๆ ตอ ไปใหม
ลิเกทรงเครื่อง เปนการผสมผสาน ระหวางลิเกบันตนและลิเกลูกบท มีทารําเปนแบบแผน
แตงตัวคลายละครรํา แสดงเปนเรือ่ งยาวๆ อยางละคร เริม่ ดวยโหมโรงและบรรเลงเพลงภาษาตางๆ
เรียกวา "ออกภาษา" หรือ "ออกสิบสองภาษา" เพลงสุดทายเปนเพลงแขก พอปพาทยหยุด พวกตี
รํามะนาก็รองเพลงบันตน แลวแสดงชุดแขก เปนการคํานับครู ใชปพ าทยรับ ตอจากนัน้ ก็แสดงตาม
เนอ้ื เรอื่ ง ลิเกทแ่ี สดงในปจจุบนั เปนลเิ กทรงเคร่อื ง
ลิเกปา เปนศิลปะการแสดงทีเ่ คยไดรับความนิยมอยางกวางขวางในจังหวัดสุราษฎรธานี
และ จังหวัดทางภาคใตท่ัว ๆ ไป แตในปจ จุบันลเิ กปา มเี หลืออยูนอยมาก ผูเฒาผูแกเลาวา เดิมลิเกปา
จะมีแสดง ใหดูทุกงาน ไมวาจะเปนบวชนาค งานวัด หรืองานศพ
ลเิ กปามเี คร่ืองดนตรีประกอบการแสดง 3 อยาง คือ กลองรํามะนา 1-2 ใบ ฉิง่ 1 คู กรับ 1 คู
บางคณะอาจจะมีโหมง และทับดวย ลิเกปามีนายโรงเชนเดียวกับหนังตะลุง และมโนราห สําหรับ
การแสดงก็คลายกับโรงมโนราห ผูแ สดงลิเกปา คณะหนีง่ มีประมาณ 6-8 คน ถารวมลูกคูด วยก็จะมี
จํานวนคนพอ ๆ กับมโนราหหนึ่งคณะ การแสดงจะเริม่ ดวยการโหมโรง "เกร่ินวง" ตอจากเกริน่ วง
แขกขาวกับแขกแดงจะออกมาเตนและรองประกอบ โดยลูกคูจ ะรับไปดวย หลังจากนัน้ จะมีผู
ออกมาบอกเรือ่ ง แลวก็จะเร่มิ แสดง
วิธีการแสดง เดินเรือ่ งรวดเร็ว ตลกขบขัน เริ่มดวยโหมโรง 3 ลา จบแลวบรรเลงเพลง
สาธุการ ใหผูแสดงไหวครู แลวจึงออกแขก บอกเรื่องที่จะแสดง สมัยกอนมีการรําถวายมือหรือรํา
เบิกโรง แลวจึงดําเนินเรื่อง ตอมาการรําถวายมือก็เลิกไป ออกแขกแลวก็จับเรือ่ งทันที การรายรํา
นอยลงไปจนเกือบไมเหลือเลย คงมีเพียงบางคณะที่ยังยึดศิลปะการรําอยู
ผูแสดง เดิมใชผูช ายลวน ตอมาแสดงชายจริงหญิงแทนัน้ ผูแ สดงตองมีปฏิภาณในการรอง
และเจรจา ดาํ เนนิ เร่ืองโดยไมม ีการบอกบทเลย หวั หนาคณะจะเลา ใหฟงกอนเทานั้น นอกจากนี้ การ

128

เจรจาตองดัดเสียงใหผิดปกติ ซึง่ เปนเอกลักษณ ของลิเก แตตัวสามัญชนและตัวตลกพูดเสียง
ธรรมดา

เพลงและดนตรี ดําเนินเรื่องใชเพลงหงสทองชัน้ เดียว แตดัดแปลงใหดนไดเนือ้ ความมากๆ
แลวจึงรับดวยปพาทย แตถาเลนเรื่องตางภาษา ก็ใชเพลงทีม่ ีสําเนียงภาษานัน้ ๆ ตามทองเรือ่ ง แตดน
ใหคลายหงสทอง ตอมานายดอกดิน เสือสงา ไดดัดแปลงเพลงมอญครวญของลิเกบันตนที่ใชกับบท
โศก มาเปนเพลงแสดงความรักดวย

เรอ่ื งที่แสดง นิยมใชเรือ่ งละครนอก ละครใน และเรือ่ งพงศาวดารจีน มอญ ญวน เชน สาม
กก ราชาธิราช

การแตงกาย แตงตัวดวยเครือ่ งประดับสวยงาม เลียนแบบเครือ่ งทรงกษัตริย จึงเรียกวาลิเก
ทรงเครื่อง "สมัยของแพง" ก็ลดเครื่องแตงกายที่แพรวพราวลงไป แตบางคณะก็ยังรักษาแบบแผน
เดิมไว โดยตัวนายโรงยังแตงเลียนแบบเครือ่ งทรงของกษัตริยในสวนทีม่ ิใชเครือ่ งตน เชน นุง ผายก
ทอง สวมเสื้อเขมขาบหรือเยียรบับ แขนใหญถึงขอมือ คาดเข็มขัดนอกเสือ้ ประดับ
เครือ่ งราชอิสริยาภรณตางๆ แตดัดแปลงเสียใหม เชน เครือ่ งสวมศีรษะ เครือ่ งประดับหนาอก
สายสะพาย เครือ่ งประดับไหล ตัวนางนุง จีบยกทอง สวมเสือ้ แขนกระบอกยาว หมสไบปกแพรว
พราว สวมกระบังหนาตอยอดมงกุฎ ที่แปลกกวาการแสดงอื่นๆ คือสวมถุงเทายาวสีขาวแทนการผัด
ฝนุ อยางละคร แตไ มสวมรองเทา

สถานทีแ่ สดง ลานวัด ตลาด สนามกวางๆ โดยปลูกเพิงสูงระดับตา ดานหนาเปนที่แสดง
ดานหลังเปน ท่พี กั ที่แตง ตวั

คุณสมบัติของผูทจ่ี ะแสดงลเิ ก
- มใี จรกั ในการแสดงและฝก ฝนใหช าํ นาญ
- มกี ารรอ งและราํ ที่ดีและสวยงามเพราะเปนจุดเดนของลิเกไทย
- ผสมผสานศิลปวัฒนธรรมไทยไดอยางงดงาม นาชม
- ตรงตอเวลา และมีความรับผิดชอบในอาชีพ สามารถทํางานกับสวนรวมให เพราะ
คณะลเิ กจะมผี แู สดงจาํ นวนมาก
ผทู ่ีประสบความสาํ เรจ็ จากอาชพี การแสดงลเิ ก
คุณพนม พึง่ อํานาจ อายุ 40 ป ลิเกคณะ พนมพึ่งอํานาจ ทีอ่ ยู 121/1 อําเภอเมือง จังหวัด
เพชรบรุ ี
ลิเกคณะพนมพึ่งอํานาจเริ่มมีการแสดงมาแลวตัง้ แตสมัยบรรพบุรุษโดยคุณพอคุณแมของคุณพนม
ไดแสดงลิเกมากอนแลว และเขาไดเริม่ เลนตอนอายุ 26 ปซึง่ อดีตไดเคยทํางานธนาคารแลวลาออก
มาเลน ลเิ ก เพราะชอบศิลปวัฒนธรรมของไทยและไดตัง้ คณะลิเกขึน้ เปนของตนเองเพือ่ เปนการสืบ
สานตอจากคุณพอคุณแม การแสดงลิเกจะถือวาเปนเรือ่ งทีง่ ายก็งายจะวายากก็ยากแตถามีใจรักใน
สิ่งที่เราทํานั้นก็จะถือวาเปนความถนัดและงายสําหรับตัวเราเอง และมีพื้นฐานตนแบบของการ

129

แสดงลิเกนม้ี าจากคณุ พอ คณะมผี ูรวมแสดงทั้งหมดประมาณ 27 คน จะมอี ายตุ ัง้ แต 17 ปซึง่ จะอยูใ น
วยั เรียน แลวก็อายุ 20 ปทีม่ ากสุด 60 ป การแสดงแตละเรือ่ งจะมีหลายบทบาททีแ่ ตกตางกันออกไป
ก็จะดูวาใครเหมาะสมกับบทบาทไหน สวนใหญจะแสดงลิเกกันเปนอาชีพหลัก การแสดงจะมีอยู
ตลอดทุกเดือนอยางตอเนือ่ งและมีการแสดงมากในชวงออกพรรษาตระเวนแสดงผลงานทั้งป การ
แสดงไดรับเงินมากทีส่ ุด คือ 60,000 บาท การแสดงเรือ่ งหนึง่ จะใชเวลา 4 ชั่วโมง เวลาที่แสดงจะ
เปนชวงกลางคืนเวลาสามทุม ถึงตีหนึง่ เสนหของลิเกอยูท ีเ่ นือ้ เรือ่ ง การแตงตัวสําคัญทีส่ ุดคือศิลปะ
การรอง การรําซึ่งจะเปนจุดเดนของลิเกไทยเปนการผสมผสานของศิลปวัฒนธรรมไทยทําใหมี
ความงดงามนาชม

ความเจรญิ กาวหนาในอาชีพ
ฝกการแสดงในบทรอง – บทรํา ใหมีความชํานาญและพัฒนาไปในสิง่ ที่ดี และมีความ
รับผิดชอบจนเปนที่ยอมรับของผูชมทั่วไป สามารถประสบความสําเร็จได

2. อาชีพการแสดงหมอลาํ

คําวา "ลํา" มีความหมายสองอยาง อยางหนึ่งเปนชื่อของเรือ่ ง อีกอยางหนึง่ เปนชือ่ ของ การ
ขับรองหรือการลาํ ท่ีเปนช่ือของเรอ่ื งไดแ กเรือ่ งตาง ๆ เชน เร่ืองนกจอกนอย เร่ือง ทาวก่ํากาดํา เรื่อง
ขูลูนางอัว้ เปนตน เรือ่ งเหลานีโ้ บราณแตงไวเปนกลอน แทนที่จะเรียกวา เรือ่ งก็เรียกวาลํา กลอนที่
เอามาจากหนงั สอื ลํา เรยี กวา กลอนลํา

อีกอยางหนึ่งหมายถึงการขับรอง หรือการลํา การนําเอาเรื่องในวรรณคดีอีสานมา ขับรอง
หรือมาลํา เรียกวา ลํา ผูท ีม่ ีความชํานาญในการขับรองวรรณคดีอีสาน โดยการทองจําเอากลอน มา
ขับรอ ง หรอื ผทู ่ชี าํ นาญในการเลานทิ านเร่อื งน้ัน เรื่องน้ี หลายๆ เร่ืองเรียกวา "หมอลํา"

130

ววิ ฒั นาการของหมอลํา
ความเจริญกาวหนาของหมอลําก็คงเหมือนกับความเจริญกาวหนาของสิ่งอื่นๆ เร่ิมแรก คง
เกิดจากผูเฒา ผแู กเ ลานิทาน นิทานที่นํามาเลาเกี่ยวกับจารีตประเพณีและศีลธรรม โดยเรียก ลูกหลาน
ใหมาชุมนุมกัน ทแี รกน่ังเลา เมอื่ ลูกหลานมาฟงกันมากจะนั่งเลา ไมเหมาะ ตองยนื ข้ึนเลา เร่ืองท่ี
นํามาเลา ตองเปน เรื่องทมี่ ใี นวรรณคดี เชน เรื่องกาฬเกษ สนิ ชัย เปนตน ผูเลา เพียงแตเลา ไมออกทา
ออกทางก็ไมสนุก ผเู ลาจึงจําเปนตองยกไมย กมอื แสดงทาทางเปน พระเอก นางเอก เปนนักรบ เปน
ตน
เพียงแตเ ลา อยางเดียวไมส นุก จึงจาํ เปนตองใชสาํ เนยี งสัน้ ยาว ใชเ สยี งสูงตา่ํ ประกอบ และ
หาเครื่องดนตรปี ระกอบ เชน ซงุ ซอ ป แคน เพือ่ ใหเ กิดความสนกุ ครกึ คร้นื ผแู สดง มเี พียงแตผชู าย
อยา งเดยี วดูไมม ีรสชาตเิ ผ็ดมัน จงึ จําเปนตองหา ผูหญิงมาแสดงประกอบ เมื่อผหู ญงิ มาแสดง
ประกอบจึงเปนการลําแบบสมบูรณ เมื่อผูหญงิ เขา มาเกย่ี วขอ งเรื่องตา งๆ กต็ ามมา เชน เรื่องเกย้ี วพา
ราสี เรื่องชิงดีชิงเดน ยาด (แยง ) ชูย าดผัวกัน เรื่องโจทย เรื่องแก เร่ืองประชัน ขนั ทา เรอ่ื งตลกโปก
ฮาก็ตามมา จึงเปนการลําสมบูรณแบบ
จากการทม่ี ีหมอลําชายเพียงคนเดียวคอยๆ พฒั นาตอมาจนมหี มอลําฝายหญงิ มีเครอ่ื ง
ดนตรปี ระกอบจงั หวะเพ่ือความสนกุ สนาน จนกระทั่งเพมิ่ ผแู สดงใหมจี าํ นวนเทากบั ตัวละครทมี่ ใี น
เร่ือง มพี ระเอก นางเอก ตวั โกง ตัวตลก เสนา ครบถวน ซึ่งพอจะแบงยคุ ของวิวฒั นาการไดด งั น้ี
ลําโบราณ เปน การเลาทานของผูเ ฒาผแู กใ หล ูกหลานฟง ไมม ที าทางและดนตรปี ระกอบ
ลกู คหู รอื ลาํ กลอน เปนการลําที่มีหมอลําชายหญิงสองคนลําสลับกัน มีเครื่องดนตรีประกอบ
คือ แคน การลํามีทั้งลําเรื่องนิทานโบราณคดีอีสาน เรียกวา ลําเรื่องตอกลอน ลําทวย (ทายโจทย)
ปญหา ซึ่งผูลําจะตองมี ปฏิภาณไหวพริบที่ดี สามารถตอบโต ยกเหตุผลมาหักลางฝายตรงขามได
ตอมามีการเพิ่มผูลํา ขึ้นอีกหน่ึงคน อาจเปนชายหรือหญิง ก็ได การลําจะเปลี่ยนเปนเรื่อง ชิงรัก หัก
สวาท ยาดชยู าดผวั เรยี กวา ลาํ ชิงชู
ลําหมู เปนการลําทีม่ ีผูแ สดงเพิม่ มากขึน้ จนเกือบจะครบตามจํานวนตัวละครทีม่ ีในเรือ่ ง มี
เครือ่ งดนตรีประกอบเพิม่ ขึน้ เชน พิณ (ซุง หรือ ซึง) กลอง การลําจะมี 2 แนวทาง คือ ลําเวียง จะ
เปนการลําแบบลํากลอน หมอลําแสดง เปนตัวละครตามบทบาทในเรื่อง การดําเนินเรื่องคอนขางชา
แตก ไ็ ดอ รรถรสของละครพืน้ บา น หมอลําไดใชพ รสวรรคของตัวเองในการลํา ทั้งทางดานเสียงรอง
ปฏิภาณไหวพริบ และความจําเปนที่นิยมในหมูผ ูส ูงอายุ ตอมาเมื่อดนตรีลูกทุง มีอิทธิพลมากขึน้ จึง
เกิดวิวัฒนาการของลําหมูอ ีกครั้งหนึง่ กลายเปน ลําเพลิน ซึง่ จะมีจังหวะทีเ่ ราใจชวนใหสนุกสนาน
กอนการลําเรื่องในชวงหัวค่าํ จะมีการนําเอารูปแบบของ วงดนตรีลูกทุง มาใชเรียกคนดู กลาวคือ จะ
มนี ักรอง (หมอลํา) มารอง เพลงลูกทุง ที่กําลังฮิตในขณะนัน้ มีหางเครื่องเตนประกอบ นําเอาเครื่อง
ดนตรีสมัยใหมมาประยุกตใช เชน กีตาร คียบอรด แซ็กโซโฟน ทรัมเปต และกลองชุด โดยนํามา
ผสมผสานเขากับเครือ่ งดนตรีเดิมไดแก พิณ แคน ทําใหไดรสชาติของดนตรีทีแ่ ปลกออกไป ยุคนี้

131

นับวา หมอลําเฟอ งฟูมากทีส่ ุด คณะหมอลําดังๆ สวนใหญจะอยูใ นแถบจังหวัด ขอนแกน

มหาสารคาม อุบลราชธานี
ลําซ่ิง หลังจากที่หมอลําคูและหมอลําเพลิน คอยๆ เสื่อมความนิยมลงไป อันเนือ่ งมาจาก
การกาวเขามาของเทคโนโลยีวิทยุโทรทัศน ทําใหดนตรีสตริงเขามาแทรกในวิถีชีวิตของผูค นอีสาน

ความนิยมของการชมหมอลํา คอนขางจะลดลงอยางเห็นไดชัด จนเกิดความวิตกกังวลกันมากใน

กลุมนักอนุรักษศิลปวัฒนธรรมพืน้ บาน แตแลวมนตขลังของหมอลําก็ไดกลับมาอีกคร้ัง ดวย

รูปแบบที่สะเทือนวงการดวยการแสดงที่เรียกวา ลาํ ซ่ิง ซึง่ เปนววิ ัฒนาการของลาํ คู (เพราะใชหมอลํา

2-3 คน) ใชเครือ่ งดนตรีสากลเขารวมใหจังหวะเหมือนลําเพลิน มีหางเครื่องเหมือนดนตรีลูกทุง

กลอนลําสนุกสนานมีจังหวะอันเราใจ ทําใหไดรับความนิยมอยางรวดเร็ว จนกระทัง่ ระบาดไปสู

การแสดงพื้นบานอืน่ ใหตองประยุกตปรับตัว เชน เพลงโคราชกลายมาเปนเพลงโคราชซิง่ กันตรึ

มก็กลายเปนกันตรึมร็อค หนังปราโมทัย (หนังตะลุงอีสาน) กลายเปนปราโมทัยซิง่ ถึงกับมีการจัด

ประกวดแขงขัน บันทึกเทปโทรทัศนจําหนายกันอยางแพรหลาย จนถึงกับ มีบางทานถึงกับกลาววา

"หมอลําไมมีวันตาย จากลมหายใจชาวอีสาน"
กลอนลาํ แบบตา งๆ
กลอนที่นํามาเสนอ ณ ที่นี้มีหลายกลอนที่มีคําหยาบโลนจํานวนมาก บางทานอาจจะทําใจ

ยอมรบั ไมไ ดก ต็ องกราบขออภยั เพราะผจู ัดทาํ มีเจตนาที่จะเผยแพรไ วเพ่ือเปนการสบื สาน

วฒั นธรรมประเพณี มไิ ดม ีเจตนาทจี่ ะเสนอใหเ ปนเรอ่ื งลามกอนาจาร ตองยอมรบั อยา งหน่ึงวา นคี่ อื

วิถีชวี ิตของคนอีสาน กลอนลําทั้งหลายทั้งปวงผูลํามีเจตนาจะทําใหเกิดความสนุกสนาน ตลกโปก

ฮาเปนที่ตงั้ ทานท่อี ยูใ นทอ งถิน่ อ่ืนๆ ขอไดเขา ใจในเจตนาดว ยครับ สนใจในกลอนลาํ หวั ขอ ใดคลกิ

ทหี่ วั ขอ น้ันเพ่ือเขาชมไดค รบั

กลอนที่นํามารองมาลํามีมากมายหลายอยาง จนไมสามารถจะกลาวนับหรือแยกแยะได

หมด แตเ มื่อยอรวมลงแลว จะมีอยสู องประเภท คือ กลอนส้นั และกลอนยาว

กลอนสั้น คือ คํากลอนที่สั้นๆ สําหรับเวลามีงานเล็กๆ นอยๆ เชน งานทําบุญบาน หรืองาน

ประจําป เชน งานบุญเดือนหกเปน ตน กลอนสน้ั มดี งั ตอไปน้ี

1. กลอนข้นึ ลํา

2. กลอนลงลํา

3. กลอนลาํ เหมดิ คนื

4. กลอนโตน

5. กลอนติง่

6. กลอนตง

7. กลอนอศั จรรย

8. กลอนสอย

132

9. กลอนหนงั สอื เจยี ง
10. กลอนเตย หรอื ผญา
11. ลําสีฟนดอน
12. ลําส้นั เรอ่ื งตดิ เสนห
กลอนยาว คือ กลอนสําหรับใชลําในงานการกุศล งานมหรสพตางๆ กลอนยาวนี้ใชเวลาลํา
เปนชั่วโมงบาง ครึ่งชั่วโมงบาง หรือแลวแตกรณี ถาลําคนเดียวเชน ลําพื้น หรือ ลาํ เรื่อง ตองใชเ วลา
ลําเปนวันๆ คนื ๆ ทงั้ นี้แลว แตเร่ืองที่จะลาํ สนั้ หรือยาวแคไ หน แบง ออกเปน หลายชนดิ ดังน้ี
1. กลอนประวัติศาสตร
2. กลอนลาํ พื้นหรือลาํ เร่ือง
3. กลอนเซง้ิ
4. กลอนสอ ง
5. กลอนเพอะ
6. กลอนลอ งของ
7. กลอนเวา สาว
8. กลอนฟอ นแบบตา งๆ
อุปกรณวธิ กี ารแสดง ประกอบดวยผแู สดงและผบู รรเลงดนตรคี ือ หมอแคน แบง ประเภท
หมอลาํ ดังน้ี
1. หมอลาํ พ้นื ประกอบดว ยหมอลาํ 1 คน หมอแคน 1 คน
2. หมอลํากลอน ประกอบดวย หมอลํา 2-3 คน และหมอแคน 1-2 คน
3. หมอลาํ เร่ืองตอกลอน ประกอบดว ยหมอลาํ หลายคน เรยี ก หมอลาํ หมู ดนตรปี ระกอบ

คอื แคน พิณ ฉง่ิ กลอง และเคร่ืองดนตรีสากล
4. หมอลําเพลิน ประกอบดวยหมอลําหลายคนและผูบรรเลงดนตรีหลายคน
สถานที่แสดง เปนมหรสพที่ใชในงานเทศกาล งานบวช งานกฐิน งานวันเกิด งานศพ ฯลฯ
เปน มหรสพทป่ี ระชาชนชาวอสี านในอดตี นยิ มชมชน่ื มาก

133

ผปู ระสบความสาํ เรจ็ จากอาชพี การแสดงหมอลาํ

หมอแปน หรือ น.พ.สุชาติ ทองแปน อายุรแพทย วัย 36 ป เขาสามารถใชชีวิตอยูต รง
กึง่ กลางระหวางการเปน "หมอรักษาคน" และ "หมอลํา" ไดลงตัว อะไรทีท่ ําใหนายแพทยคนหนึง่
เลือกทีจ่ ะมีชวี ติ สองขว้ั บนเสน ทางคูขนานระหวางความฝนกับความเปนจริง

"หมอแปน " เปน แพทยประจําโรงพยาบาลมหาสารคาม ผูที่ทุมเทใหกับการรักษาผูปวยดวย
หัวใจเกินรอย เขายังไดรับการยอมรับจากบุคลากรทุกระดับชัน้ ของโรงพยาบาล วาเปนหมอทีม่ าก
ดว ยประสิทธิภาพในการเยียวยารักษา เอาใจใสผ ูปวย และนิสยั ใจคอกโ็ อบออ มอารี

หมอแปน เลาวา โดยสวนตัวผมชอบหมอลํามาตั้งแตเด็ก แลวจําไดวาตอนทีเ่ รียนหมออยูป 
4 ท่ีคณะมีหมอลําเขามาเปดสอนใหหัดรองหัดลํา ผมก็อยากจะไปเรียน เพราะชอบมาตัง้ นานแลว ก็
ไปบอกพอกับแม แตเขาก็ไมใหเรียน บอกวาอยาเลย ผมเลยไมไดไปสมัคร แตตอนนั้นก็จะไปดู
หมอลําตลอด ดูจนถึง 6 โมงเชา เกือบทุกวันเลย แตไมใหเสียการเรียน ถึงกลับมาเชาเราก็ไปเขา
เรียนตอได ไมมีผลกระทบอะไร เพราะเราแบงเวลาเปน และที่ลําหมอลําไดก็ไมไดไปเรียนที่ไหน
อาศยั จาํ เอา ดคู นนนั้ คนนแ้ี ลวก็จํา ตอมาประมาณป 2547 ก็เริม่ ชักชวนเพือ่ นๆ ในโรงพยาบาลตัง้ วง
หมอลําข้นึ มา ชอ่ื วา "บานรมเย็น" ปจจุบันมีสมาชิกประมาณ 30 คน มีทัง้ แพทย พยาบาล เจาหนาที่
โภชนาการ แมบาน ผูปวย ฯลฯ ซึ่งชวงแรกเปนเงินของตัวเอง ตอมาก็เปนเงินกองทุนบานรมเย็น
เอาไวซื้อเครื่องสําอาง วิชาชีพ "หมอลํา" เปนการแสดงพืน้ บาน ทีห่ ลอเลี้ยง จิตวิญญาณของชาว

อีสาน ทีด่ ูไปแลวศาสตรทั้ง 2 นัน้ ไมนาจะโคจรมาพบกันได ทําใหหนาทีเ่ ปนหมอรักษาคนไข กับ
การแสดงความเพลดิ เพลนิ ใหค นดูมคี วามสขุ

ความเจรญิ กา วหนา ในอาชพี
ฝกการแสดงใหมีความชํานาญ และพัฒนาไปในสิง่ ทีด่ ี มีความรับผิดชอบ จนเปนที่ยอมรับ

ของผชู มทว่ั ไป สามารถประสบความสาํ เรจ็ ได
สถานท่ีสาํ หรบั ศกึ ษาหมอลาํ

134

โรงเรียนสอนหมอลํากลอน ลําซิง่ (ศิลปะการแสดงพื้นบาน) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
วทิ ยาลยั นาฏศลิ ปรอยเอ็ด สําหรับผูท่ีสนใจเรียนศิลปะการแสดง หมอลํากลอน แคนเตาเดียว หรือลํา
ซง่ิ การเรยี นลาํ เรยี นตัง้ แตก อนฟอ น พน้ื ฐานตางๆ สว นลํากลอนเรียน 5 ยก ลาํ ซง่ิ 3-4 ยก

กจิ กรรมทา ยบท
ผลการเรยี นรูท ่คี าดหวงั

บอกลกั ษณะทม่ี าและประเภทของอาชพี นาฎศลิ ปไ ทยได
คําชีแ้ จง ใหผ ูเรยี นตอบคาํ ถามตอไปน้ี

1.อธิบายขั้นตอนของอาชีพการแสดงหนังตะลุง
2.อธิบายขั้นตอนของอาชีพการแสดงลิเก
3.อธิบายขั้นตอนของอาชพี การแสดงหมอลาํ

135

ทป่ี รกึ ษา คณะผูจดั ทํา

1. นายประเสรฐิ บญุ เรอื ง เลขาธิการ กศน.

2. ดร.ชัยยศ อิม่ สุวรรณ รองเลขาธิการ กศน.

3. นายวชั รนิ ทร จําป รองเลขาธิการ กศน.

4. ดร.ทองอยู แกว ไทรฮะ ที่ปรึกษาดานการพัฒนาหลักสตู ร กศน.

5. นางรกั ขณา ตณั ฑวุฑโฒ ผอู าํ นวยการกลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
ผูเ ขยี นและเรียบเรียง
1. นายจํานง วนั วชิ ยั ขาราชการบํานาญ

2. นางสรัญณอร พัฒนไพศาล กศน. เฉลิมพระเกีรยติ จ.บรุ ีรัมย

3. นายชัยยนั ต มณสี ะอาด สถาบัน กศน. ภาคใต

4. นายสฤษด์ชิ ัย ศิรพิ ร สถาบัน กศน. ภาคตะวนั ออก

5. นางชอทิพย ศริ พิ ร สถาบัน กศน. ภาคตะวนั ออก

6. นายสุรพงษ มน่ั มะโน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
ผบู รรณาธิการ และพัฒนาปรับปรุง
1. นายจํานง วนั วชิ ยั ขาราชการบํานาญ

2. นางสรญั ณอร พัฒนไพศาล กศน. เฉลิมพระเกีรยติ จ.บรุ ีรัมย

3. นายชยั ยันต มณีสะอาด สถาบัน กศน. ภาคใต

4. นายสฤษด์ิชยั ศริ พิ ร สถาบัน กศน. ภาคตะวนั ออก

5. นางชอทิพย ศริ พิ ร สถาบัน กศน. ภาคตะวนั ออก

6. นายสุรพงษ มน่ั มะโน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน

7. นายววิ ฒั นไ ชย จนั ทนส คุ นธ ขาราชการบํานาญ
คณะทํางาน
1. นายสุรพงษ มั่นมะโน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน

2. นายศุภโชค ศรีรัตนศิลป กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน

3. นางสาววรรณพร ปทมานนท กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน

4. นางสาวศริญญา กุลประดิษฐ กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน

5. นางสาวเพชรินทร เหลอื งจิตวฒั นา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน

136

ผพู มิ พตนฉบบั
1.นางสาวปย วดี คะเนสม กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
2. นางสาวเพชรินทร เหลอื งจิตวฒั นา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
3. นางสาวกรวรรณ กวีวงษพ พิ ัฒน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน

4. นางสาวชาลินี ธรรมธษิ า กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน

5. นางสาวอลิศรา บานชี
ผูออกแบบปก
นายศภุ โชค ศรีรัตนศิลป

137

คณะทีป่ รึกษา ผพู ัฒนาและปรับปรุงครัง้ ที่ 2

นายประเสริฐ บญุ เรอื ง เลขาธิการ กศน.
นายชัยยศ อ่ิมสุวรรณ รองเลขาธิการ กศน.
นายวชั รนิ ทร จําป รองเลขาธิการ กศน.
นางวทั นี จนั ทรโอกลุ ผเู ชย่ี วชาญเฉพาะดานพฒั นาสอ่ื การเรยี นการสอน
นางชุลีพร ผาตินินนาท ผูเชี่ยวชาญเฉพาะดานการเผยแพรทางการศึกษา
นางอัญชลี ธรรมวธิ ีกลุ หวั หนา หนว ยศกึ ษานเิ ทศก
นางศุทธินี งามเขตต ผูอํานวยการศึกษานอกโรงเรียน

ผพู ัฒนาและปรับปรุงคร้งั ที่ 2
นายสุรพงษ มั่นมะโน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
นายศุภโชค ศรีรัตนศิลป กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน
กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
นายกิตติพงศ จันทวงศ กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน

นางสาวผณินทร แซอ้งึ

นางสาวเพชรินทร เหลอื งจิตวฒั นา


Click to View FlipBook Version