กระบวนการอนรุ ักษ์ภมู ิปัญญาการทากระดาษข่อย
เพอื่ งานศลิ ปะไทยเชงิ พาณชิ ย์
นฤมล ศิลปชัยศรี
ได้รับทนุ อุดหนุนการวจิ ัยจากกรมส่งเสรมิ วฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม
ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๐
ก
กระบวนการอนรุ ักษ์ภมู ปิ ญั ญาการทากระดาษขอ่ ย
เพอื่ งานศิลปะไทยเชงิ พาณิชย์
The Process of Preserving the Wisdom of the Making of
‘Khoi Paper’ as Commercial Thai Artworks
ดร.นฤมล ศลิ ปชัยศรี
วทิ ยาลยั เพาะช่าง มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลรัตนโกสนิ ทร์
ได้รับทุนอดุ หนุนการวจิ ัยจากกรมสง่ เสรมิ วฒั นธรรม กระทรวงวฒั นธรรม
ประจาปงี บประมาณ ๒๕๖๐
ข
กติ ตกิ รรมประกาศ
โครงการวิจัยเร่ือง กระบวนการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทากระดาษข่อยเพ่ืองานศิลปะไทย
เชิงพาณิชย์ เป็นโครงการวิจัยท่ีได้รับทุนสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
สามารถสาเร็จลลุ ่วงไปไดด้ ว้ ยกาลงั ใจและแรงสนบั สนนุ จากหลายส่วน จึงขอขอบคณุ มา ณ โอกาสน้ี
ขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สันต์ สารากรบริรักษ์ (ศิลปินแห่งชาติ) บิดาผู้สร้าง
แรงบันดาลใจมาตั้งแต่เร่ิมเขียนข้อเสนอโครงการ และเป็นกาลังใจจนการวิจัยสาเร็จในท่ีสุด
ขอขอบคณุ นางราตรี เฉลมิ พนั ธ์ มารดาทีส่ นับสนนุ ให้ผวู้ จิ ัยสามารถดาเนินการวิจัยไดอ้ ยา่ งราบร่นื
ขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิรัญญา ดวงรัตน์ ท่ีปรึกษา และนายสุชา ศิลปชัยศรี
นกั วิจัยรว่ มท่รี ว่ มกนั ดาเนนิ การวจิ ยั จนสาเร็จลุล่วง ขอขอบคุณคณะทางานจากศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีนายสมพงษ์ สงคลิ้งเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และให้ความอนุเคราะห์การ
ปฏิบัติการทากระดาษข่อยตลอดการดาเนินการวิจัย และขอขอบคุณนายนิศิษย์ ฤทธิเวช อาจารย์
จากโรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย) ที่ให้ความกรุณาเอ้ือเฟื้อข้อมูลและถ่ายทอดวิธีการทากระดาษข่อย
จนทาใหผ้ ลงานวิจยั มีความสมบรู ณ์ย่ิงขึ้น
ขอขอบคุณ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมที่ให้การสนับสนุนทุนในโครงการ
วจิ ัยและขอขอบคณุ ผู้ทรงคุณวุฒิ รองศาสตราจารย์เสาวภา ไพทยวฒั น์ และอาจารยส์ ุทธาสินี วชั รบลู
ทใี่ ห้การอนเุ คราะห์คาปรกึ ษา ประเมินผลและใหข้ อ้ เสนอแนะเพื่อใหโ้ ครงการวจิ ัยนี้สาเร็จลลุ ว่ งด้วยดี
ขอขอบคุณทุก ๆ ท่านท่ีได้มีส่วนร่วมในโครงการวิจัยคร้ังนี้ รวมถึงคณะทางานจาก
กรมสง่ เสริมวัฒนธรรม กระทรวงวฒั นธรรมทุกท่านดว้ ย
นฤมล ศิลปชยั ศรี (และคณะ)
เมษายน ๒๕๖๑
ค
บทคดั ยอ่
โครงการวิจัยกระบวนการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทากระดาษข่อยเพ่ืองานศิลปะไทย
เชิงพาณิชย์ มีความมุ่งหมายให้ภูมิปัญญาการทากระดาษข่อยซ่ึงกาลังได้รับการฟ้ืนฟูและพัฒนา
ณ ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สามารถเผยแพร่คุณค่าของภูมิปัญญาผ่าน
กระบวนการของการนาเสนอต้นทุนทางวัฒนธรรมเป็นผลิตภัณฑ์ท่ีสร้างรายได้ และตอบสนองต่อ
ความต้องการของผู้ท่ีต้องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทากระดาษและส่งเสริมให้เป็นกระดาษเพ่ือการ
สร้างสรรค์ผลงานศลิ ปะไทยเชิงพาณชิ ย์ โดยมวี ตั ถุประสงค์ ดงั นี้ เพื่อศึกษาประวัติของการใช้กระดาษ
ข่อยในประเทศไทย เพ่อื ศกึ ษาความสาคัญของการทากระดาษข่อยเชงิ อนุรักษ์ เพอื่ ศกึ ษากระบวนการ
การสืบทอดการทากระดาษข่อยเพื่องานศิลปะไทย และเพ่ือส่งเสริมให้ท้องถิ่นนาภูมิปัญญาการทา
กระดาษข่อยสูก่ ารใช้ประโยชนเ์ ชิงพาณชิ ย์
ผลการวิจัย ด้านคุณค่าของกระดาษข่อยในมิติประวัติศาสตร์พบว่า กระดาษข่อยอยู่
เบ้ืองหลังผลงานศิลปะและมรดกทางวัฒนธรรมของไทย เช่นการนาไปใช้เป็นสมุดไทยและงาน
ศิลปกรรมต่าง ๆ
ดา้ นการต่อยอดการใช้กระดาษข่อยด้านต่าง ๆ พบวา่ ควรปรบั เปลย่ี นหนา้ ที่การใช้กระดาษ
ข่อยแบบเดิม ๆ โดยนาไปสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะ ๒ มิติ และ ๓ มิติ เพ่ือเป็นการขยาย
ขดี ความสามารถในการใชก้ ระดาษขอ่ ยเชงิ พาณชิ ย์
แนวทางการปรับปรุงคุณภาพกระดาษข่อยเพื่องานศิลปะไทยเชิงพาณิชย์ และกลยุทธ์ใน
การส่งเสริมกระดาษข่อยเพื่องานศิลปะไทยเชิงพาณิชย์ พบว่าการทากระดาษควรเน้นขั้นตอนการคัด
เนือ้ เย่ือข่อยใหไ้ ดเ้ ย่อื ทมี่ คี วามขาวทสี่ ุด เพือ่ คุณภาพและราคากระดาษทีด่ ีข้ึน
บทบาทของหน่วยงานรัฐบาลต่อการพัฒนาการตลาดกระดาษข่อยพบว่า ตลาดของ
กระดาษข่อย คือ ตลาดผู้ใช้กระดาษ ตลาดองค์กร ตลาดต่างประเทศ และตลาดรัฐบาล การส่งเสริม
ให้ตลาดทั้ง ๔ นี้มีความสนใจและสนับสนุนกิจการการทากระดาษอย่างย่ังยืน จาเป็นต้องอาศัย
บทบาทหรือความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐ และองค์กรเอกชน จากการศึกษาพบว่าหน่วยงาน
รัฐที่เป็นสถานศึกษา สามารถจัดกจิ กรรมทชี่ ่วยกระตุ้นการรบั รู้ของประชาชนใหเ้ ห็นประโยชน์ของการ
ทากระดาษขอ่ ยซ่ึงเป็นกระดาษในภูมิปัญญาด้ังเดมิ
คำสำคญั : ภมู ปิ ญั ญา, กระดาษขอ่ ย, เชงิ พาณิชย์
ง
Abstract
The research project on the process of preserving the wisdom of the making of
‘Khoi Paper’as Commercial Thai Artworks is aimed to revitalized and developed at the
Kao Koet Royal Folk Arts and Crafts Center, Phra Nakhon Si Ayutthaya Province. This
project can disseminate the value of wisdom through the process of offering cultural
value as a revenue-generating product. It is also suitable for those who want to
preserve the wisdom of papermaking and promote it as a paper for creating Thai
commercial art.
The purpose is to study the history of using Khoi paper in Thailand to study
the importance of preserve Khoi papermaking. The process study for inheriting about
Khoi papermaking for Thai art and promote the local wisdom of papermaking to
commercial use.
The results of research on the value of Khoi paper in the historical view
demonstrate Khoi Paper is the background of the art and cultural heritage of Thailand
such as Thai ancient notebook and the other Thai art. On the other hand, it was found
that the use of Khoi paper should be modified to create two-dimensional and three-
dimensional art to expand the use of commercial paper. Guidelines for improving Khoi
paper quality and paper promotion strategies for Thai commercial art should focus on
the process of tissue selection of pulpwood for the whiteness, quality, and price of
paper.
The role of government agencies in the development of the Khoi paper market
found that the paper users, marketing organizations, international markets, government
markets should be encouraged these markets to focus on sustainable papermaking
rely on the role or assistance of government agencies and private organizations. The
study shows that the educational institutions can stimulate public awareness of the
usefulness of Khoi papermaking in traditional wisdom.
Keywords: Wisdom, Khoi paper, Commercial
จ
สารบัญ
กิตตกิ รรมประกาศ หนา้
บทคดั ยอ่ ภาษาไทย ค
บทคดั ย่อภาษาอังกฤษ ง
สารบัญ จ
สารบญั ตาราง ฉ
สารบัญภาพ ซ
ฌ
บทท่ี ๑ บทนา ๑
ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา ๑
วัตถปุ ระสงคก์ ารวิจัย ๓
คาถามการวจิ ัย ๓
กรอบแนวคิดการวิจัย ๔
นิยามศพั ท์ ๔
ขอบเขตการวจิ ัย ๔
ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับ ๕
บทท่ี ๒ เอกสารและงานวิจยั ที่เกยี่ วข้อง ๖
ความเปน็ มาของกระดาษขอ่ ยในมติ ปิ ระวตั ิศาสตร์ ๖
บทบาทของกระดาษขอ่ ยในปัจจบุ ัน ๒๒
การศึกษากระดาษขอ่ ยและกระดาษไทยในแง่คณุ ค่าและการใชป้ ระโยชน์ ๒๖
ประวัตศิ าสตร์การค้ากระดาษขอ่ ย ๒๘
สรปุ ๒๘
บทท่ี ๓ วธิ ดี าเนินการวจิ ัย ๓๑
กลมุ่ ตวั อย่าง ๓๑
เคร่ืองมอื ท่ใี ช้ในการวิจยั ๓๑
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ๓๒
ภูมปิ ัญญาการทากระดาษข่อยกับการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะไทยเชิงพาณิชย์ ๓๓
องคป์ ระกอบของการพฒั นากระดาษข่อยสู่กระดาษในงานศลิ ปะไทย
เชิงพาณชิ ย์ ๓๕
กระบวนการทากระดาษของศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จงั หวดั พระนคร
ศรอี ยธุ ยา ๓๕
กระบวนการทากระดาษข่อยเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะของนายนิศิษย์ ฤทธเิ วช ๔๓
แนวทางการพัฒนาคุณภาพกระดาษข่อย ๔๗
ฉ
บทท่ี ๓ (ตอ่ ) สารบญั (ตอ่ ) หนา้
๕๓
กระบวนการพฒั นาผลติ ภณั ฑ์กระดาษข่อยเชงิ พาณชิ ย์ ๕๔
ประเภทของตลาดกระดาษข่อย ๕๕
กลยุทธ์การออกแบบและพฒั นากระดาษข่อยเพอื่ งานศิลปะไทยเชิงพาณชิ ย์ ๖๐
สรุป
บทที่ ๔ ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล ๖๒
การวิเคราะห์คุณคา่ ของกระดาษข่อยในมติ ปิ ระวตั ศิ าสตร์ ๖๒
การวเิ คราะหก์ ารต่อยอดการใชก้ ระดาษขอ่ ยด้านตา่ ง ๆ ๖๗
แนวทางการปรับปรงุ คุณภาพกระดาษข่อยเพื่องานศิลปะไทยเชงิ พาณิชย์ ๖๘
ผลงานสรา้ งสรรค์ ๒ มิติ ๖๙
ผลงานสรา้ งสรรค์ ๓ มิติ ๗๑
ผลงานสร้างสรรค์สนิ คา้ ทรี่ ะลึก ๗๗
งานอนุรกั ษโ์ บราณวตั ถุ ศลิ ปวตั ถุ ๘๗
กลยุทธใ์ นการส่งเสรมิ กระดาษขอ่ ยเพ่ืองานศิลปะไทยเชิงพาณชิ ย์ ๙๓
บทบาทของหนว่ ยงานรัฐบาลต่อการพฒั นาการตลาดกระดาษข่อย ๙๔
บทบาทขององคก์ รเอกชนตอ่ การพัฒนาการตลาดกระดาษข่อย ๑๐๐
สรุป ๑๐๒
บทท่ี ๕ สรุปผล อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ ๑๐๕
สรุปผล อภปิ รายผลการวิจัย ๑๐๕
ขอ้ เสนอแนะ ๑๐๙
บรรณานุกรม ๑๑๐
ภาคผนวก ๑๑๓
ประวตั ิผู้วิจัย ๑๑๙
ช
สารบัญตาราง
หนา้
ตารางท่ี ราคากระดาษขอ่ ยจัดจาหน่ายทศี่ ูนย์ศลิ ปาชีพเกาะเกิด จังหวัดพระนคร
๑
ศรีอยธุ ยา ๕๐
๒
๓ กระบวนการทากระดาษสมัยกรุงศรีอยุธยาทปี่ รากฏในหลักฐานภาคเอกสาร ๖๓
๔ กระบวนการทากระดาษสมยั กรุงธนบุรี-กรุงรัตนโกสินทร์ที่ปรากฏในหลักฐาน
๕
๖ ภาคเอกสาร ๖๔
ตารางแสดงคุณสมบตั ขิ องกระดาษข่อย ๖๗
คุณภาพกระดาษข่อยในงานศิลปะ และแนวทางการปรบั ปรุง ๖๘
การประเมินความรคู้ วามเข้าใจและทัศนคตทิ ่ีมตี ่อกระดาษข่อยและการนา
ไปใช้ประโยชน์ ๙๗
ซ
สารบญั ภาพ
หนา้
ภาพท่ี กระดาษทพ่ี บจากหลมุ ฝังศพภาพจากพพิ ิธภณั ฑ์ซินเจยี ง ๗
๑ กระดาษโบราณเขยี นบทสวดภาษาฮิบรูพบที่ถ้าห้องสมุดตุนหวง ๘
๒ การตดั ขอ่ ย ๑๑
๓ การหมกั เปลือกข่อย ๑๒
๔ การต้มเปลอื กข่อย ๑๒
๕ การสบข่อย ๑๓
๖ การหล่อกระดาษ ๑๓
๗ นางผ่ึงกาลังคัดเลอื กเปลอื กขอ่ ย (การเสียดขอ่ ย) ๑๔
๘ นางลูกอนิ ทบุ เยือ่ ข่อย (การสบขอ่ ย) ๑๔
๙ นางลกู อินเตรยี มหลอ่ กระดาษในลาคลอง ๑๕
๑๐ นางลูกอนิ หลอ่ กระดาษยกขึ้นตาก ๑๖
๑๑ รูปเล่มและสภาพของสมุดภาพไตรภูมสิ มยั กรงุ ศรอี ยุธยา เลขที่ ๖ ๑๗
๑๒ กระดาษข่อยจากสมดุ ภาพไตรภูมิ (ชารุดมาก) ๑๗
๑๓ สภาพของสมดุ ภาพไตรภูมฉิ บับกรุงธนบรุ ี ๑๘
๑๔ การเขียนและภาพวาดบนกระดาษข่อยจากสมุดภาพไตรภมู ิฉบับกรุงธนบุรี ๑๘
๑๕ สมดุ ไทยดาเขยี นภาพตาราชกมวย สมยั รัชกาลท่ี ๓ ๑๙
๑๖ กระดาษขอ่ ยเนอื้ ดจี ากสมุดไทยตาราแมว ๒๐
๑๗ กระดาษข่อยเน้ือดจี ากสมดุ ไทยดาภาพพระพทุ ธบาท ๒๑
๑๘ หัวโขนต้นกรงุ รัตนโกสินทร์ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ๒๑
๑๙ ศิราภรณ์โบราณจากโรงละครแห่งชาติ ๒๓
๒๐ หัวหุ่นกระบอกทาจากไมห้ รอื กระดาษข่อย ๒๔
๒๑ คอ้ นไม้ ๓๓
๒๒ พะแนงผ้าไนลอ่ น ๓๔
๒๓ เปลือกหอยเบ้ยี และลักษณะการจบั เพื่อกวดกระดาษข่อย ๓๔
๒๔ กาวแปง้ เปียก ๓๕
๒๕ เปลอื กต้นขอ่ ยทีล่ อกจากกิ่งหรือลาตน้ ๓๗
๒๖ การเสียดขอ่ ยและคดั แยกสขี องเยอ่ื ขอ่ ย ๓๗
๒๗ เย่อื ข่อยท่ีพยายามคัดแยกส่วนคลา้ ออกแล้ว ๓๘
๒๘ การหมักเยื่อข่อยโดยการคลุกเคล้ากับนา้ ปนู ขาว ๓๘
๒๙ การต้มเยื่อข่อยกับนา้ ปูนขาว ๓๙
๓๐ การต้มเยื่อข่อยโดยใชเ้ วลารวม ๒๔ ชว่ั โมง ๓๙
๓๑ การทุบเยื่อขอ่ ยดว้ ยค้อนไม้ ๔๐
๓๒ การหล่อกระดาษข่อย ๔๑
๓๓
ฌ
ภาพที่ สารบญั ภาพ (ต่อ) หนา้
๓๔
๓๕ การรดี นา้ ก่อนผึง่ ตากแดด ๔๑
๓๖ การผ่ึงกระดาษขอ่ ย ๔๒
๓๗ แผน่ กระดาษข่อยจากศูนยศ์ ลิ ปาชพี เกาะเกดิ จงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา ๔๓
๓๘ การตดั ต้นขอ่ ยทีม่ คี วามเหมาะสมแก่การทากระดาษ ๔๔
๓๙ การลอกเปลอื กขอ่ ยจากตน้ ท่ีเพิ่งตัด ๔๔
๔๐ การคดั เปลือกข่อย ๔๕
๔๑ นายนศิ ษิ ย์ ฤทธเิ วชกาลงั สาธิตการหล่อกระดาษข่อย ๔๖
๔๒ ผลงานของผู้เข้าอบรมการทากระดาษข่อยกับนายนิศษิ ย์ ฤทธเิ วช ๔๖
๔๓ เย่ือข่อยทจี่ ะใช้ในการหล่อกระดาษ ๔๗
๔๔ ตเี ยือ่ ขอ่ ยไม่ใหจ้ ับตวั เป็นกอ้ น ๔๘
๔๕ การหล่อเย่ือกระดาษขอ่ ย ๔๘
๔๖ การรีดหลอ่ เยื่อกระดาษขอ่ ยและนาไปตากแดด ๔๙
๔๗ การกวดกระดาษข่อยด้วยเปลอื กหอยเบ้ยี เพื่อให้กระดาษเนียนแน่น ๔๙
๔๘ สมดุ ไทยขนาด ๑ คบื จานวน ๒ พับ ๕๐
๔๙ สมุดคืบขนาด ๗ พบั ๕๑
๕๐ สมุดไทยขาวขนาดยาว ๕๑
๕๑ สมุดพระปาฏิโมกข์ปกลายรดน้า ๕๒
๕๒ ตลาดเปา้ หมายผ้ซู ้ือกระดาษข่อย ๕๖
๕๓ ส่วนประสมการตลาดกระดาษขอ่ ย ๕๗
๕๔ รา้ นค้าออนไลน์ กระดาษข่อยและสมดุ ไทย ๕๘
๕๕ แม่พิมพ์แกะไม้และภาพพิมพ์บนกระดาษข่อยของวารี แสงสวุ อ ๗๐
๕๖ ผลงานภาพพมิ พ์แกะไม้หนง่ึ สีของวารี แสงสุวอ ๗๐
๕๗ ผลงานภาพพมิ พ์แกะไม้ส่ีสีของวารี แสงสวุ อ ๗๑
๕๘ ผลงานจิตรกรรมของผชู้ ่วยศาสตราจารย์นโิ รจน์ จรุงจิตวิทวสั ๗๒
๕๙ กาวเมด็ มะขาวแคลเซียมคาร์บอเนต ๗๓
๖๐ จิตรกรรมเขยี นสีปิดทอง (๑) รว่ มแสดงนทิ รรศการ “สจั จะทา” ๗๔
๖๑ จติ รกรรมเขยี นสีปดิ ทอง (๒) ร่วมแสดงนทิ รรศการ “สจั จะทา” ๗๔
๖๒ การปิดหวั โขนด้วยกระดาษข่อย ๗๕
๖๓ การปดิ หวั โขนดว้ ยกระดาษข่อย ผลงานนศิ ษิ ย์ ฤทธิเวช ๗๕
๖๔ ดินน้ามนั ตน้ แบบกระปุกหมู ๗๗
๖๕ การปดิ กระดาษขอ่ ยกระปกุ หมู ๗๗
๖๖ กระปุกหมูที่ปิดกระดาษข่อยสมบูรณ์ ๗๘
ประตมิ ากรรมจากกระดาษข่อย (กระปกุ หมู) ๗๘
ญ
สารบญั ภาพ (ตอ่ )
หนา้
ภาพท่ี เทคนคิ เจาะกระดาษเกดิ เปน็ ลวดลาย ๗๙
๖๗
๖๘ การปิดทองคาเปลวบนกระดาษขอ่ ย ๘๐
๖๙
๗๐ แผน่ ทองคารปู สตั ว์ในกรุพระปรางค์วัดราชบรู ณะ จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา ๘๐
๗๑
๗๒ แผน่ ทองคาจาลองรปู สัตวห์ ิมพานต์ ๘๐
๗๓
๗๔ สมุดบันทึกกระดาษข่อย ๘๑
๗๕
๗๖ สมดุ ขอ่ ยจวิ๋ ๘๒
๗๗
๗๘ โคมไฟปรลุ ายกระดาษขอ่ ย ขนาด ๑๑ x ๔๕ เซนติเมตร ๘๓
๗๙
๘๐ ลกู ปดั กระดาษข่อย ๘๔
๘๑
๘๒ เครือ่ งแขวนตาขา่ ยหน้าช้าง ๘๔
๘๓
๘๔ ดอกจาปีกระดาษข่อย ๘๕
๘๕
๘๖ ลกู ปดั กระดาษข่อยแบบต่าง ๆ ๘๖
๘๗ สร้อยคอและกาไลข้อมือลกู ปัดกระดาษข่อย ๘๖
๘๘
การตม้ เย่ือข่อยกับโซดาไฟ ๘๘
๘๙
๙๐ การนากระดาษข่อยมาซ่อมแซมสมุดไทยทช่ี ารดุ ๘๙
๙๑
๙๒ การหล่อกระดาษข่อยแบบบางเพือ่ งานอนุรักษซ์ ่อมแซมศลิ ปวตั ถุจากกระดาษ ๘๙
๙๓
ชฎาท่ใี ชใ้ นการแสดงละคร ๙๑
๙๔
๙๕ ชฎาทีช่ ารุด แสดงชั้นของกระดาษข่อยในการทาชฎาเพ่ือการแสดง ๙๑
๙๖
ปกสมุดข่อย สมุดคดั ลอกกระบวนแห่พระศพ สมยั กรุงศรีอยธุ ยา ๙๒
การใชส้ มุดข่อยเพ่ือการคดั ลอกต้นฉบบั สมุดไทย ๙๒
เยาวชนในโครงการทัศนศกึ ษาแหล่งความรภู้ มู ิปญั ญาไทยเรยี นรกู้ ารทา
กระดาษข่อย ๙๕
เยาวชนในโครงการฯ ฝกึ ทุบเยือ่ ข่อยเตรยี มหลอ่ กระดาษ ๙๕
เยาวชนจากโครงการทัศนศึกษาแหลง่ ความร้ภู มู ปิ ัญญาไทยรว่ มการทาสมดุ
พระปาฏโิ มกข์ ๙๖
การสาธติ การทากระดาษข่อยให้แก่นกั ศกึ ษาวิทยาลัยเพาะช่าง ๙๖
กระดาษประเภทตา่ ง ๆ และการเปรียบเทยี บเสน้ ใยกระดาษด้วยการสงั เกต ๙๘
โปสเตอร์เสวนาวชิ าการ การอนุรกั ษ์กระดาษไทยและเส้นใยธรรมชาติ“ขอ่ ย” ๙๙
บรรยากาศการสาธติ วธิ กี ารอนุรักษ์สมุดไทยดว้ ยกระดาษข่อย ๙๙
ดร. นฤมล ศิลปชยั ศรี ถา่ ยทอดทกั ษะการแปรรปู กระดาษข่อยเป็นผลติ ภัณฑ์ ๑๐๐
ลูกปดั
การจาหนา่ ยสมดุ ข่อยจ๋ิว รา้ นคา้ ของพิพิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ ๑๐๑
โปสเตอรก์ ิจกรรม อยากทาข่อยให้ข่อยทา ๑๐๑
บรรยากาศกิจกรรม อยากทาข่อยให้ข่อยทา ๑๐๒
ฎ
บทท่ี ๑
บทนา
ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา
กระดาษข่อย เป็นกระดาษประเภทหนึ่งท่ีมีความนิยมและใช้อย่างแพร่หลายมาต้ังแต่
โบราณ หลักฐานที่แสดงถึงความสาคัญของกระดาษข่อยคือ สมุดไทย ซึ่งบางฉบับมีอายุอยู่ในสมัย
กรุงศรีอยุธยา กระดาษข่อยจึงเป็นผลิตผลจากภูมิปัญญาไทยที่สั่งสมมาเนิ่นนานและเป็นท่ีรู้จักใน
ลักษณะของสมดุ ไทย (สมดุ ไทยขาว สมุดไทยดา)
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการทากระดาษข่อยของไทยปรากฏในหนังสือเร่ือง จดหมายเหตุ
ลาลูแบร์ ราชอาณาจักรสยามของมองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ ผู้บันทึกชาวฝร่ังเศสที่เดินทางมาใน
ราชอาณาจักรสยามในฐานะเอกอัครราชฑูตผู้มีอานาจเต็มของพระเจ้าหลุยส์ท่ี ๑๔ พระเจ้าแผ่นดิน
ฝร่ังเศส การเดินทางเข้ามาในเวลานั้นตรงกับปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. ๒๒๓๐
จากบันทึกท่ีเกี่ยวกับการทากระดาษข่อยสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมอย่างแพร่หลายและแหล่งทา
กระดาษของชาวอยุธยาเพอ่ื สนองตอ่ ความต้องการใชภ้ ายในประเทศ
แต่เดิมตามความรับรู้ของคนไทย กระดาษข่อยคือกระดาษโบราณท่ีใช้เพื่อการทาสมุดไทย
ทั้งที่เป็นสมุดไทยขาวและไทยดา อีกทั้งยังมีความเช่ือว่าสมุดไทยน้ันมีขนาดท่ีเป็นมาตรฐานดังท่ี
ก่องแก้ว วีระประจักษ์ได้เรียบเรียงไว้ในหนังสือการทาสมุดไทยและการเตรียมใบลานว่า ขนาดของ
สมุดไทยถือเป็นมาตรฐานมีอยู่ ๗ ขนาด คือ สมุดพก กว้าง ๘ เซนติเมตร ยาว ๑๕ เซนติเมตร, สมุด
ถือเฝ้า กว้าง ๒๐ เซนติเมตร ยาว ๒๖ เซนติเมตร, สมุดจดหมายเหตุ กว้าง ๑๒ เซนติเมตร ยาว ๓๔
เซนติเมตร, สมุดพระมาลัย กว้าง ๑๓ เซนติเมตร ยาว ๖๖ เซนติเมตร, สมุดไสยศาสตร์ กว้าง ๑๕
เซนติเมตร ยาว ๔๑ เซนตเิ มตร, สมดุ ไตรภมู แิ บบที่ ๑ กว้าง ๑๒ เซนตเิ มตร ยาว ๖๓ เซนติเมตร และ
สมุดไตรภูมิ แบบที่ ๒ กว้าง ๒๘ เซนติเมตร ยาว ๕๑ เซนติเมตร (ก่องแก้ว วีระประจักษ์, ๒๕๕๓,
หน้า ๓) สมุดไทยจึงเป็นหลักฐานท่ีเป็นรูปธรรมท่ีสุดของกระดาษข่อยไทย แม้ว่าจะมีการนากระดาษ
ขอ่ ยมาใช้ในหลากหลายหนา้ ทีก่ ต็ าม
ในปัจจุบัน เมื่อสมุดไทยไม่ใช่สิ่งท่ีใช้อย่างแพร่หลายเหมือนในอดีตแล้ว แหล่งทากระดาษ
ข่อยก็เริ่มท่ีจะลดลง จนในท่ีสุดพบว่า การทากระดาษข่อยท่ีมีลักษณะเชิงพาณิชย์มีเพียงไม่ก่ีแหล่ง
และปัจจุบันแหล่งการทากระดาษหัตถกรรมโดยมากใช้เย่ือไม้ชนิดอื่น ๆ เช่น เยื่อจากไผ่ เย่ือจาก
ปอสา เป็นต้น กระดาษข่อยจึงเป็นกระดาษท่ีค่อนข้างหายากมีมูลค่าสูง และยังเป็นที่รู้จักในวงแคบ
แม้ว่าขั้นตอนหรือกรรมวิธีต่าง ๆ ในการทากระดาษข่อยจะได้รับการบันทึกเป็นเอกสารเผยแพร่
อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีคาอธิบายและภาพประกอบเพ่ือรักษาภูมิปัญญาการทากระดาษข่อยไว้แล้ว
ก็ตาม แต่ยังคงประสบกับปัญหาความไม่ต่อเน่ืองในการเผยแพรค่ วามรู้ในภาคปฏิบัติ ตลอดจนการนา
กระดาษข่อยซ่ึงนบั ว่าเปน็ มรดกทางภูมิปัญญาของไทยไปใช้ให้แพร่หลายยงิ่ ขนึ้
๑
กระดาษข่อย มีข้นั ตอนในการทาคลา้ ยคลงึ กบั กระดาษหัตถกรรมชนิดอ่ืน ๆ มีความเหนยี ว
ของเยื่อและความคงทนของกระดาษ ส่งผลให้กระดาษข่อยยังเป็นที่ต้องการของผู้ที่มีความสนใจใน
คุณสมบัติเฉพาะของเยื่อข่อย และวงการศิลปะไทยที่ยังคงต้องการวัสดุในงานสร้างสรรค์ท่ีมีท่ีมาจาก
ภมู ิปญั ญาโบราณ
แหล่งทากระดาษขอ่ ยทีส่ าคัญในปัจจุบนั ได้แก่
๑. ศนู ย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา
๒. ศนู ย์ศิลปาชีพสบี ัวทอง จงั หวัดอ่างทอง
๓. โรงเรียนชา่ งฝีมอื ในวงั (ชาย) กรงุ เทพมหานคร
๔. นายนิศิษย์ ฤทธเิ วช ชา่ งทากระดาษทมี่ ปี ระสบการณก์ ว่า ๒๐ ปี
จากข้อมูลแหล่งทากระดาษข่อยที่สาคัญในปัจจุบันพบว่า นายนิศิษย์ ฤทธิเวชเป็นผู้
ถ่ายทอดความรู้การทากระดาษข่อยให้แก่โรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย) และให้แก่ศูนย์ศิลปาชีพเกาะ
เกิด จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา การตระหนกั ถึงการถ่ายทอดภมู ิปัญญาการทากระดาษข่อยจึงเปน็ เร่ือง
ท่ีหน่วยงานราชการให้ความสาคัญ ดังท่ีนายสมพงษ์ สงคลิ้ง ครูสอนประติมากรรมในศูนย์ศิลปาชีพ
เกาะเกิดกล่าวถึงทม่ี าของการทากระดาษข่อยในศูนยศ์ ิลปาชีพเกาะเกิด จงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา ว่า
ในปี พ.ศ. 2558 ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิดได้ริเร่ิมโครงการสร้างหัวโขน คณะทางานได้ลง
ความเห็นให้ใช้กระดาษข่อยในการสร้างหัวโขนจึงได้เริ่มหาข้อมูลจากเอกสารและตัว
บุคคล โดยเริ่มต้นจากครูนิศิษย์หรือครูหน่ึงเป็นผู้ให้ข้อมูลและทดลองปฏิบัติจริงครั้งแรก.
(สมพงษ์ สงคลิ้ง, สัมภาษณ์, ๑๖ มถิ ุนายน ๒๕๖๐)
ศูนยศ์ ิลปาชีพเกาะเกิด จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา ไดด้ าเนินการเรยี นรู้การทากระดาษข่อย
ด้วยวธิ ีอยา่ งโบราณจากนายนิศษิ ย์ ฤทธิเวช จนได้กระดาษข่อยจานวนหนึ่งแล้วจึงทากระดาษข่อยท่ีมี
ขนาดและความหนาสาหรับจัดทาเป็นสมุดไทยขนาดต่าง ๆ นอกจากนี้ความก้าวหน้าของการทาสมุด
ข่อยของศนู ยศ์ ิลปาชีพเกาะเกิด ยงั ปรากฏในโอกาสสาคัญคอื การสร้างสมุดพระปาฏิโมกขช์ ดุ ประกอบ
เครื่องสังเค็ด ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล
อดลุ ยเดชในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ อกี ด้วย
ก า ร จั ด ก า ร อ ง ค์ ค ว า ม รู้ ก า ร ท า ก ร ะ ด า ษ ข่ อ ย ข อ ง ไ ท ย จ า เ ป็ น ต้ อ ง อ า ศั ย ก า ร ฝึ ก ป ฏิ บั ติ
นอกเหนือไปจากการศึกษาจากตารา แม้ว่ากรรมวิธีการทากระดาษข่อยในปัจจุบันอาจต้อง
ปรับเปล่ียนให้มีความเหมาะสมซ่ึงแตกต่างจากวิธีโบราณอยู่บ้าง เน่ืองจากเป็นการแก้ปัญหาที่เคย
ประสบในด้านต่าง ๆ อันส่งผลกระทบต่อการทากระดาษข่อยในลักษณะของหัตถกรรมในครัวเรือน
อาทิ แรงงาน แหล่งวัตถุดิบ (ต้นข่อย) และสภาพแวดล้อมท่ีเปลี่ยนแปลง ไม่เอื้อต่อการทากระดาษ
ข่อยในลักษณะเดิม ๆ เมือ่ ทางศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิดได้รับการถ่ายทอดความรู้จากผู้เชี่ยวชาญแล้วจึง
จัดให้นักเรียนของศูนย์ศิลปาชีพดาเนินการฝึกปฏิบัติการทากระดาษข่อยเพ่ือใช้ในโอกาสสาคัญและ
เพ่อื จาหนา่ ยให้แกผ่ ูท้ ี่มีความสนใจ
จากผลงานการทากระดาษข่อยของศนู ย์ศลิ ปาชพี เกาะเกดิ จังหวดั พระนครศรีอยุธยาท่ีเป็น
ท่ีรู้จักจากการทาชุดประกอบเคร่ืองสังเค็ด และการทาสมุดไทยจาหน่ายให้วัด และศิลปินที่ชื่นชอบ
กระดาษข่อยสาหรับใช้สร้างสรรค์ผลงานประเภทจิตรกรรมส่งผลให้ ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จังหวัด
๒
พระนครศรีอยุธยาแห่งนี้เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่สาคัญที่เหมาะสมต่อการใช้เป็นแหล่งพัฒนาผลิตภัณฑ์
สกู่ ารผลิตเชิงพาณชิ ย์
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี ๑๒ กล่าวถึงแนวทาง
การพัฒนาผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ด้วยการส่งเสริม การสร้างบรรยากาศและ
สภาวะทเี่ อือ้ อานวยต่อการเรยี นรู้และพัฒนาความคดิ สร้างสรรค์ลงสู่พ้นื ท่ีและชมุ ชนโดยสร้างแรงจูงใจ
ให้มีการนาผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม (สานักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๕๙, หน้า ๑๖๔)
ซึ่งในการนาภูมิปัญญาการทากระดาษข่อยมาส่งเสริมเชิงพาณิชย์ จะช่วยให้กระดาษข่อยเป็นที่รู้จัก
และขยายโอกาสในการใช้กระดาษให้หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายในวงการศลิ ปะไทย
ทีย่ ังมีความต้องการกระดาษข่อยซงึ่ เป็นวสั ดุอย่างโบราณในการสรา้ งสรรค์ผลงานศิลปะอยเู่ ป็นทุนเดิม
นอกจากน้ี ยังสามารถใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตลอดจนออกแบบช่องทางการจาหน่าย
การจัดเป็นคอร์สฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการโดยใช้กลยุทธ์การออกแบบและพัฒนานวัตกรรมจาก
ภูมิปัญญาท่ีเน้นคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทากระดาษข่อยเพ่ืองาน
ศิลปะไทยเชงิ พาณชิ ย์
โครงการวิจัยกระบวนการอนุรัก ษ์ภูมิปั ญญ ากา รทา กร ะดา ษ ข่อยเ พื่องาน ศิลป ะไ ท ย
เชิงพาณิชย์มคี วามมุง่ หมายให้ภมู ปิ ัญญาการทากระดาษข่อยซึ่งกาลงั ไดร้ ับการฟืน้ ฟูและพัฒนา ณ
ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จังหวัดพระนครศรีอยุธยาสามารถเผยแพร่คุณค่าของภูมิปัญญาผ่าน
กระบวนการการนาเสนอให้ต้นทุนทางวัฒนธรรมเป็นผลิตภัณฑ์ทสี่ ร้างรายได้ และตอบสนองต่อความ
ต้องการของผู้ที่ต้องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทากระดาษและส่งเสริมให้เป็นกระดาษ เพ่ือการ
สร้างสรรคผ์ ลงานศิลปะไทยเชิงพาณิชย์
วัตถปุ ระสงค์การวจิ ยั
๑. เพื่อศึกษาประวตั ิของการใชก้ ระดาษข่อยในประเทศไทย
๒. เพอ่ื ศกึ ษาความสาคญั ของการทากระดาษข่อยเชิงอนุรักษ์
๓. เพ่ือศึกษากระบวนการการสบื ทอดการทากระดาษขอ่ ยเพื่องานศิลปะไทย
๔. เพอ่ื สง่ เสริมใหท้ ้องถน่ิ นาภูมิปญั ญาการทากระดาษข่อยสกู่ ารใช้ประโยชนเ์ ชิงพาณิชย์
คาถามการวิจัย
๑. กระดาษขอ่ ยสามารถสรา้ งมูลคา่ ให้เพิ่มมากข้นึ ได้อย่างไร
๒. การฟื้นฟูภูมิปัญญาการทากระดาษข่อยสามารถทาได้อย่างไร ใช้วัสดุอื่นทดแทนได้
หรือไม่
๓. แนวทางการสง่ เสริมให้ภูมปิ ัญญาการทากระดาษข่อยสามารถสร้างรายได้อย่างย่ังยืนได้
อยา่ งไร
๓
กรอบแนวคิด
กระบวนการการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทากระดาษข่อยจะต้องอาศัยแนวทางการนาเสนอ
คุณค่าท่ีเหมาะสมและเห็นผลเพื่อสามารถนาไปสู่การพัฒนาต่อยอดให้เป็นท่ีตอบรับจากวงการศิลปะ
ไทยรว่ มสมัยได้
กระบวนการนาเสนอคณุ คา่ กระดาษข่อย
กระดาษขอ่ ยใน กระดาษขอ่ ยใน กระดาษขอ่ ยใน
ฐานะการนาไปใช้ใน ฐานะงานสร้ างสรรค์ ฐานะกระดาษที่
รูปแบบเก่า อาทิ ๒ มติ ิ ๓ มติ ิ อาทิ สะท้อนคณุ ค่าใน
สมดุ ไทย จิตรกรรมเขียนสีฝ่นุ , ตนเอง เพื่อเป็นท่ี
กระบวนการนาเสนอ ุคณ ่คากระดาษ ่ขอยประติมากรรมจาก ต้องการของกล่มุ
กระบวนการนาเสนอ ุคณ ่คากระดาษ ่ขอยกระดาษ,ของท่ีระลกึ ศลิ ปิน
กระบวนการนาเสนอ ุคณ ่คากระดาษ ่ขอย
นยิ ามศพั ท์ องคค์ วามรู้ทีไ่ ดร้ บั การส่ังสมมาจากอดีต
กระดาษที่ผลิตข้ึนจากเยอ่ื ของต้นข่อย
ภมู ปิ ญั ญา ผลงานสรา้ งสรรคใ์ นลกั ษณะแนวคิดอยา่ งไทย
กระดาษข่อย ลักษณะการคา้
ศลิ ปะไทย
เชิงพาณชิ ย์
ขอบเขตการวิจัย
ขอบเขตดา้ นเวลา
ศึกษาเอกสารท่ีปรากฏในช่วงเวลาต่างๆ ได้แก่ สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยรัชกาลที่ ๕
สมยั รชั กาลท่ี ๗ และปัจจุบนั ซึ่งเอกสารเหล่านี้เป็นขอ้ มูลสนบั สนนุ ใหเ้ หน็ ถงึ ความสาคญั ของภมู ิปัญญา
การทากระดาษข่อยที่สมควรได้รับการอนุรกั ษ์ เพ่ือออกแบบแนวทางการส่งเสริมให้กระดาษข่อยเปน็
สนิ ค้าทีท่ ารายไดแ้ ละเป็นท่ตี ้องการของศลิ ปินทส่ี รา้ งสรรค์งานศิลปะไทยร่วมสมัยในปจั จบุ ัน
ขอบเขตดา้ นพน้ื ท่ี
ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพ้ืนท่ีที่มีการฟื้นฟูภูมิปัญญา
การทากระดาษข่อย
๔
ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รบั
๑. ตอบปัญหาการวจิ ยั ซ่งึ ได้แก่
๑) เขา้ ใจถึงประวัตขิ องการใช้กระดาษข่อยในประเทศไทย
๒) เข้าใจถงึ ความสาคัญของการทากระดาษขอ่ ยเชิงอนรุ ักษ์
๓) เขา้ ใจถึงกระบวนการและสบื ทอดการทากระดาษข่อยเพ่อื งานศิลปะไทย
๔) ไดอ้ งคค์ วามร้เู กี่ยวกบั ศลิ ปวัฒนธรรมซ่ึงจะมสี ว่ นชว่ ยพฒั นาคุณภาพคนไทย สง่ เสริม
ให้ทอ้ งถิ่นนาภมู ปิ ญั ญาสูก่ ารใชป้ ระโยชนเ์ ชงิ พาณชิ ย์
๒. เป็นองคค์ วามรูใ้ นการวจิ ัยต่อไป
๑) เป็นแนวคดิ และพ้ืนฐานความรู้ในการศกึ ษาวิจยั หวั ขอ้ ท่เี ก่ียวเนื่อง
๒) มหาวิทยาลยั ท่ีจัดการเรียนการสอนในสาขาศลิ ปะไทยและเกย่ี วข้อง นาองค์ความรู้ที่
ได้จากการวิจัยไปถ่ายทอดและส่งเสริมให้องค์กรภาคประชาชนนาความรู้ไปต่อยอดเพ่ือการสร้างงาน
และการอนุรักษภ์ ูมปิ ญั ญาของไทย
๓. บรกิ ารความรูแ้ กป่ ระชาชน
๑) จัดสัมมนาเพ่ือขยายเผ่ือแพร่องค์ความรู้ของผู้นาชุมชนซ่ึงเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้
ในภูมิปญั ญาทอ้ งถิน่ ทท่ี ากระดาษข่อยสู่สาธารณะ
๒) เผยแพร่ผลงานวจิ ัยด้วยการนาเสนอผ่านเวทีประชมุ สมั มนาทางวชิ าการในระดบั ชาติ
และตพี ิมพ์บทความวิจัยในวารสารวิชาการระดบั ชาติ
๓) ชุมชนตระหนักถึงความสาคัญขององค์ความรู้เชิงอนุรักษ์งานกระดาษข่อย และนา
มาสร้างสรรค์งานศลิ ปะไทยเพือ่ การอนุรักษเ์ ชิงพาณชิ ย์ซึ่งมีมูลคา่ และคณุ คา่ ต่อชาติ
๔. หนว่ ยงานท่ีนาผลวิจยั ไปใชป้ ระโยชน์
๑) ชุมชนโดยรอบศูนย์ศิลปาชีพ เกาะเกิด จ.พระนครศรีอยุธยาในฐานะแหล่งความรู้
งานวจิ ยั
๒) สถาบันการศึกษาทีส่ ่งเสรมิ การสบื สานงานอนุรักษก์ ระดาษจากธรรมชาติ
๓) กรมส่งเสรมิ วฒั นธรรม กระทรวงวัฒนธรรม
๔) ทอ้ งถน่ิ ทีม่ ีแหล่งการผลิตกระดาษเพื่องานพาณชิ ย์
๕
บทที่ ๒
เอกสารและงานวจิ ัยท่เี กยี่ วข้อง
กระดาษหัตถกรรมด้ังเดิมของไทยนนั้ ได้แก่ กระดาษข่อย กระดาษสา และกระดาษเยื่อไผ่
กระดาษท้ัง ๓ ชนิดน้ีถูกนามาใช้ทาสมุดไทย กระดาษจดหมาย กระดาษใช้ในทางราชการ และ
กระดาษเพื่องานศิลปะ ปจั จุบันกระดาษท่ีเป็นทรี่ ู้จักในฐานะกระดาษโบราณ หายากคือ กระดาษข่อย
เน่ืองจากกระดาษสาและกระดาษเยื่อไผ่ยังมีผู้ทาจาหน่ายอย่างกว้างขวางและเป็นที่ยอมรับในวงการ
ศิลปะด้วย อย่างไรก็ตามด้วยคุณสมบัติที่ดีของกระดาษข่อย ทาให้พบว่าสมุดไทยที่ยังปรากฏใน
ปัจจุบันตา่ งเป็นเคร่ืองยืนยันคุณภาพของกระดาษโบราณชนิดนีไ้ ด้เป็นอย่างดี
กระบวนการการทากระดาษข่อยสะท้อนรากเหง้าทางภมู ิปัญญาและเป็นทนุ ทางวัฒนธรรม
ของไทยที่ต้องการการอนุรักษแ์ ละสบื สานภูมิปัญญาการทากระดาษข่อยและการนาไปใช้ประโยชน์ให้
แพรห่ ลายมากยง่ิ ข้ึน
โครงการวิจัยกระบวนการการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทากระดาษข่อยเพื่องานศิลปะไทย
เชงิ พาณชิ ยน์ ้ี ได้ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กยี่ วข้อง ดังต่อไปน้ี
๑. ความเปน็ มาของกระดาษข่อยในมติ ิประวัติศาสตร์
๒. บทบาทของกระดาษข่อยในปจั จุบัน
๓. การศึกษากระดาษขอ่ ยและกระดาษไทยในแง่คณุ ค่าและการใชป้ ระโยชน์
๔. ประวตั ศิ าสตรก์ ารคา้ กระดาษข่อย
๑. ความเปน็ มาของกระดาษข่อยในมิติประวตั ศิ าสตร์
มนุษย์สร้างสรรค์ส่ิงต่าง ๆ ข้ึน ด้วยภูมิปัญญาท่ีคิดค้นและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น มีการ
เรียนรู้ภูมิปัญญาเหล่านั้นผ่านคาบอกเล่า ผ่านการจดบันทึก ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกด้วยการวาดภาพ
การสลักและการเขียน หลักฐานสาคัญอย่างหนึ่งท่ีสะท้อนคุณสมบัติท่ีสาคัญอย่างย่ิงต่อการเก็บรกั ษา
เรือ่ งราวในอดตี คอื “กระดาษ”
กระดาษ เป็นประดิษฐ์กรรมของมนุษย์ที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาในหลากหลายด้าน
กระดาษมีบทบาทสาคัญในด้านของการเผยแพร่องค์ความรู้ ผ่านการจดบันทึก การสื่อสาร และ
กระดาษยังเป็นส่วนประกอบในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรมด้วย กระดาษถูกนามาใช้ในหลาก
หลายด้าน และคนในอดีตต่างนากระดาษท่ีใช้แล้วมาใช้ซ้าเพ่ือให้เกิดคุณค่าสูงสุดไม่อาจทาลายได้
เนอ่ื งจากมมี ูลคา่ สูงและเป็นส่ิงหายาก
สมัยโบราณจึงมีวิธีการใช้กระดาษตามลาดับเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด อาทิ กระดาษท่ีใช้
เพื่อจดบันทึกพระคัมภีร์หากกระดาษแผ่นน้ันไม่สามารถใช้งานต่อได้แล้ว ในบางวัฒนธรรมยังนา
กระดาษทีผ่ า่ นการใช้งานแลว้ เหล่านั้นมาปั้น หรอื ยอ่ ยรวมกันเพ่ือสร้างเปน็ ส่ิงของเคร่ืองใช้จาลองเพ่ือ
นาไปฝงั ในหลุมศพใหผ้ ูต้ ายนาไปใชย้ ังโลกหนา้
นักโบราณคดีค้นพบหลักฐานต่าง ๆ จากหลุมศพโบราณบนเส้นทางสายไหมอย่างเช่น
ใบเสร็จรับเงิน ตั๋วจานา สัญญาการค้า ซ่ึงมีการเขียนอักษรบนกระดาษท่ีมีอายุในช่วงศตวรรษท่ี ๒
๖
ก่อนคริสตกาล กระดาษจงึ กลายเป็นสนิ คา้ สาคญั ควบคู่กับผ้าไหมในการส่งออกของประเทศจนี ซ่ึงเป็น
เส้นทางการคา้ ท่เี ปน็ ทร่ี จู้ กั ในนามเส้นทางสายไหม
วาเลอรี แฮนเซนผู้เขียนหนังสือเร่ือง The Silk road a new history (พลิกประวัติศาสตร์
เส้นทางสายไหม) อธิบายว่า กระดาษที่พบมีร่องรอยเข็มและมีรูปร่างของกระดาษที่ทาให้สันนิษฐาน
ว่า คร้ังหนึ่งมันอาจเคยเป็นส่วนหนึ่งของเสื้อผ้าสาหรับพิธีศพ ปัจจุบันกระดาษดังกล่าวอยู่ใน
พพิ ธิ ภณั ฑซ์ ินเจยี ง (วาเลอรี แฮนเซน, ๒๕๕๗, หนา้ ๑๒) (ภาพที่ ๑)
ภาพที่ ๑ กระดาษท่ีพบจากหลมุ ฝงั ศพภาพจากพพิ ธิ ภัณฑซ์ ินเจยี ง
ทม่ี า: วาเลอรี แฮนเซน, ๒๕๕๗ หนา้ , ๑๒.
กระดาษซ่งึ สร้างข้นึ จากเส้นใยของพืช อาจจะเป็นปยุ ฝ้าย เยอื่ ไมต้ ่าง ๆ นอกจากนี้กระดาษ
ยังสร้างจากเศษผ้าด้วย กระดาษในยุคแรกเริ่มทาข้ึนด้วยกรรมวิธีที่ปราศจากเคร่ืองมือถือว่าเป็นงาน
หัตถกรรม ดังน้ัน กระดาษที่ได้จากการทาในแต่ละครั้งจึงมีจานวนจากัด ตามกาลังจากผู้ที่ทา เม่ือ
กระดาษทีผ่ า่ นการใช้งานหนึ่งแล้วถกู แปรสภาพไปเป็นสง่ิ อ่นื ท่ีมหี น้าท่ีใช้งานเปล่ียนไป เชน่ จากเดิมท่ี
กระดาษใช้สาหรับจารึกอักษร เมื่อต้องแปรสภาพจึงนามาหลอมรวมปั้นเป็นสิ่งแทนข้าวของเคร่ืองใช้
เพ่ืออุทิศให้กับผู้ที่ล่วงลับ กระดาษจึงแสดงความเป็นของมีค่าอย่างแท้จริง ไม่เพียงเป็นส่ิงรองรับการ
บนั ทึกทางประวตั ิศาสตร์เท่านั้น แตก่ ระดาษยังใช้เป็นเคร่ืองรางของขลงั ดว้ ย หลักฐานที่ค้นพบจากถ้า
ห้องสมุดที่ตุนหวงเป็นเอกสารภาษาฮิบบรู มีบทสวดมนต์ ๑๘ บรรทัด วาเลอรี แฮนเซน ได้อธิบายว่า
กระดาษท่พี บน้ถี ูกพับหลายทบเพื่อใชเ้ ป็นเครื่องรางในการป้องกนั อนั ตรายในระหว่างการเดินทางจาก
บาบิโลนสู่จนี (วาเลอรี แฮนเซน, ๒๕๕๗ หน้า ๓๘๖) (ภาพที่ ๒)
๗
ภาพที่ ๒ กระดาษโบราณเขยี นบทสวดภาษาฮบิ รูพบทถ่ี ้าห้องสมุดตนุ หวง
ทม่ี า: วาเลอรี แฮนเซน, ๒๕๕๗, หน้า ๑๒.
จากหลักฐานที่ปรากฏแสดงความสาคัญในการศึกษาเก่ียวกับเสน้ ทางสายไหม (Silk road)
ทาให้ทราบว่า กระดาษเป็นส่ิงมีค่าไม่น้อยไปกว่าผ้าไหม วาเลอรี แฮนเซนให้ความเห็นถึงคุณค่าของ
กระดาษว่า “เอกสารหลายชิ้นเหลือรอดมาเพราะกระดาษดังกล่าวมีคุณค่าสูงจึงไม่ถูกโยนท้ิงไป
ช่างฝีมือยังใช้กระดาษรีไซเคิลน้ีทารองเท้ากระดาษ รูปปั้น และส่ิงของจากกระดาษอื่น ๆ ใส่ในหลุม
ฝังศพเพ่ือให้คนตายนาไปใช้ในชีวิตหน้า” (วาเลอรี แฮนเซน, ๒๕๕๗, หน้า ๑๔) ซึ่งในอดีตจะพบว่า
เม่ือกระดาษแผน่ หน่งึ ส้ินสภาพการใชส้ าหรับการเขยี นข้อความแล้ว จะนามาหลอมรวมกันเพ่อื ปั้นเป็น
ประตมิ ากรรม หรือศิลปะอน่ื ๆ โดยมากใชใ้ นพธิ กี รรมทางความเช่ือ
ประเทศไทย พบหลักฐานด้านเอกสารท่ีกล่าวถึงกระดาษที่แพร่หลายเป็นกิจการท่ีทาข้ึน
ภายในประเทศ คือ กิจการการทากระดาษข่อยซึ่งสันนิษฐานว่า เย่ือข่อยเป็นวัตถุดิบสาคัญในการทา
กระดาษ เอกสารที่เก่ียวข้องกับการทากระดาษข่อยในสมัยโบราณ ได้แก่ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาพบ
บันทึกของลาลูแบร์ ต่อมาพบเอกสารท่ีกล่าวถึงกระบวนการทากระดาษข่อย ในปี พ.ศ. ๒๔๓๔
(รัตนโกสินทร์ศก ๑๐๙) วชิรญาณวิเศษเล่ม ๖ เผยแพร่เรื่องการทากระดาษไทย เอกสารท่ีสาคัญอีก
แหล่งคือหนังสือปาฐกถา เร่ืองการทากระดาษข่อยของพระยากสิการบัญชา ซึ่งกล่าวถึงแหล่งที่ทา
กระดาษข่อยว่า ต้ังอยู่ที่บางซ่อนซ่ึงเป็นย่านท่ีทากระดาษข่อยกันเป็นจานวนมาก เอกสารดังกล่าว
นาเสนอถึงข้อบกพร่องทางด้านคุณภาพของกระดาษ จึงสันนิษฐานได้ว่า กระดาษข่อยที่เนื้อไม่ดีน้ัน
น่าจะหมายถึงความไม่สม่าเสมอกันของเน้ือกระดาษ ตลอดจนน้าหนักต่อแผ่นที่อาจจะหนาบางไม่
เทา่ กนั คณุ ภาพของกระดาษที่สรา้ งขึ้นมาในลักษณะงานหัตถกรรมจึงขึ้นอยู่กบั ความชานาญของช่าง
ลักษณะของกระดาษข่อยในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้รับการบันทึกโดยลาลูแบร์ชาวฝร่ังเศส
ผู้ให้ความสนใจกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ตลอดจนการช่างต่าง ๆ ของชาวสยาม บันทึกไว้ในหนังสือ
ช่ือ จดหมายเหตุลาลูแบร์ ราชอาณาจักรสยามมีความตอนหนึ่งที่กล่าวถึงกระดาษข่อยและคุณภาพที่
แตกต่างจากกระดาษต่างประเทศ ความว่า
๘
ชาวสยามทากระดาษจากผ้าฝ้ายเก่า ๆ และยังทาจากเปลือกต้นไม้ชนิดหนึ่งช่ือต้นข่อย
อีกด้วย ซ่ึงต้องนามาบดย่อยให้ละเอียดเช่นอย่างย่อยผ้าขี้ร้วิ เหมือนกัน แต่กระดาษเหลา่ น้ี
มีความหนาบางไม่สม่าเสมอ ทั้งเนื้อกระดาษและความขาวผ่องก็หย่อนกว่าของเรา ฉะน้ัน
ชาวสยามจึงไม่ใช้หมึกจีน (สีดา) เขียนบนกระดาษของพวกเขา ส่วนมากมักชุบหมึกให้ดา
ซ่ึงทาให้เนื้อกระดาษแน่นขึ้น แล้วใช้เขียนด้วยดินสอ (สอแปลว่าขาว) ชนิดหนึ่งซ่ึงเป็นดิน
เหนยี วป้ันตากแดด หนงั สือของพวกเขาไม่มีการเขา้ เล่มเย็บสัน หากทาเปน็ แผน่ ยาวเหยียด
ไม่ใช่วิธีม้วนเก็บเช่นบรรพบุรุษของเราหากพับทบไปมาอย่างพัดด้าม จ๋ิวและทางที่ตีเส้น
บรรทัดเขียนตัวอักษรนั้น เป็นไปตามทางยาวของรอยพับหาได้เขียนทางด้านขวางไม่.
(ลาลูแบร์, ๒๕๕๗, หนา้ ๕๓-๕๔)
จากข้อความดังท่ีกล่าวมาน้ี มีสาระสาคัญท่ีแสดงถึงกรรมวิธีการทากระดาษข่อยของชาว
สยาม (คนไทยสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา) มีขน้ั ตอนทไี่ มซ่ ับซ้อน แตต่ ้องใช้ความพถิ ีพิถันเพ่อื สรา้ งกระดาษที่มี
คุณสมบัติพิเศษ มีความแตกต่างจากกระดาษของชาวต่างประเทศท่ีเริ่มเข้ามาใช้ปะปนกันแล้ว
ลาลูแบร์อาจจะไม่เข้าใจในกระบวนการทากระดาษ เขาจึงมุ่งประเด็นการบันทึกไปที่การพิจารณา
คณุ ภาพของกระดาษมากกวา่ กรรมวิธกี ารทาจึงไม่พบการกล่าวถงึ ขน้ั ตอนการทาอยา่ งละเอียด
วชิรญาณวิเศษ เป็นวารสารท่ีรวบรวมความรู้ต่าง ๆ เผยแพร่เล่มแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๘
และในเล่มท่ี ๖ แผน่ ๒๐ วันพฤหัสบดที ่ี ๑๙ มนี าคม รัตนโกสนิ ทรศ์ ก ๑๐๙ แผ่น ๒๑ วนั พฤหัสบดีที่
๒๖ มีนาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๐๙ และ ได้กล่าวถงึ กระดาษข่อยไว้ในเรื่อง “ทากระดาษไทย” โดยให้
ความสาคัญต่อคุณค่าของอาชีพการทากระดาษไว้ ดังความตอนหนึ่ง (ตัวสะกดการันต์ตามต้นฉบับ)
ความว่า
กระดาษเปนของใชก้ ารต่าง ๆ ทัว่ โลกย่อมทาใช้ทกุ ชาติทกุ ภาษา ใชส้ าหรบั เขียนหนงั สอื แล
ตีพิมพ์หนังสอื บ้าง สาหรบั ใช้ทาสมุดดา สมดุ ขาว ไวเ้ ขยี นหนังสือบา้ ง ทีส่ ดุ จะใช้ห่ออะไร ๆ
กไ็ ด้ เพราะฉนน้ั การที่ทากระดาษ จึงเปนอบุ ายหาเลี้ยงชีวิตของคนหลายประเทศดว้ ยกันได้
อย่างหน่ึง กระดาษที่มีใช้ซื้อขายอยู่ในเมืองไทยนี้มีหลายอย่าง มาแต่ประเทศฝร่ังบ้าง มา
แต่ประเทศจีนและยี่ปุ่นบ้าง กระดาษท่ีมาแต่ประเทศฝรั่งเปนกระดาษดี ใช้เขียนหนังสือ
และตีพิมพ์หนังสือทั้งใช้ทาบาญชีทุกอย่างดีมากเจ้ากระทรวงทุกแห่งย่อมใช้กระดาษฝร่ัง
ท้ังส้ิน กระดาษมาแต่ประทศจีนแลยี่ปุ่นเปนแต่ใช้ทาว่าว พวกจีนใช้เขียนหนังสือจีนแลห่อ
อะไรๆ ได้บ้าง แลกระดาษท่ีเกิดขึ้นในเมืองไทย เปนฝีมือชาวสยามทาใชส้ อยแลซื้อขายกนั
ก็มีแต่เน้ือกระดาษไม่สู้ดีเหมือนกระดาษแต่ต่างประเทศ. (วชิรญาณวิเศษ เล่มท่ี ๖ แผ่น
๒๐ วนั พฤหัสบดที ี่ ๑๙ มนี าคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๐๙)
วชิรญาณวิเศษ แผน่ ๒๑ วันพฤหัสบดที ่ี ๒๖ มนี าคม รตั นโกสินทรศ์ ก ๑๐๙ กล่าวถงึ การ
นากระดาษขอ่ ยไปใชท้ าสมุดไทย (ตัวสะกดการนั ต์ตามตน้ ฉบับ) ความดังน้ี
กระดาษข่อยเม่ือเขาจะทาให้เปนสมุดไทยทุกอย่าง เขาก็เอากระดาษที่ทาเปนแผ่นแล้วนัน้
มาตัดออกกะกว้าง ๕ น้ิวหรือ ๖ นิ้วตามแต่ทาให้กว้างเท่าใด ยาวก็ยาวตามแผ่นกระดาษ
เมื่อแผ่นเดียวไม่พอก็เอามาติดต่อกันเข้าหลายๆ แผ่นกว่าจะพอ จึงพับจีบให้เท่ากว้างที่กะ
ไว้นั้นจนตลอดแผ่นแล้วเอาอะไรที่หนัก ๆ เปนต้นว่าท่อนไม้หรือก้อนศิลาอัดทับไว้จนได้ท่ี
ถ้าจะทาให้เปนสมุดขาวก็คงไว้ตามสีเดิมของกระดาษ เมื่อจะทาให้เปนสมุดดาก็เอาเขม่า
๙
ควันไต้หรอื เขม่าไฟก็ได้ มาผสมกบั น้าเข้าทาให้ทั่วตลอดแผ่นสมดุ ท้ัง ๒ น่า เมอ่ื เวลาทาลบ
ด้วยเขม่านั้นต้องทากลางแจ้งเวลาแดดจัด ๆ จึงจะดี ทาลบไปหลาย ๆ เที่ยวกว่าจะได้ที่
คร้ันแห้งแล้วก็เอาอะไรทับอัดไว้อีก จนได้ที่จึงเอาออกมา เพื่อจะทาให้เน้ือสมุดเกล้ียงดี ก็
เอาลูกสะบ้าหรือลูกศิลาที่เกลี้ยงก็ได้ ขัดถูไปจนตลอดเน้ือสมุดก็เกลี้ยงดีข้ึนเท่านั้น สมุดที่
เขาขัดน้ีขายได้ราคากวา่ สมดุ ที่ไม่ได้ขัด สมุดดามีประโยชน์มากในการใช้เขียนร่างจดหมาย
หรือเขียนเรียงเรื่องอะไร ๆ ท้ังส้ินทุกอย่าง ราคาสมุดดาอย่างเลวท่ีเรียกว่าสมุดความ เล่ม
ละ ๘ อัฐ สมุดดาที่ขัดแล้วขนาดกลางราคาเล่มละ ๓๒ อัฐ. (วชิรญาณวิเศษ เล่มท่ี ๖ แผ่น
๒๑ วนั พฤหสั บดที ่ี ๒๖ มนี าคม รตั นโกสินทร์ศก ๑๐๙)
ข้อความท่ีปรากฏบรรยายถึงความสาคัญของกระดาษ ต้ังแต่การใช้เพื่อตีพิมพ์หนังสือหรือ
เพ่ือการบรรจุหีบห่อข้าวของ และในความเห็นของผู้เขียนบทความนั้นยังมีความคิดเห็นว่า คุณภาพ
ของกระดาษยงั ไมค่ ่อยดี ซง่ึ เป็นคณุ ภาพท่เี ปน็ เช่นน้ันมาตั้งแต่สมยั กรุงศรอี ยธุ ยาแล้ว
ในสมัยรัชกาลที่ ๗ พบเอกสารที่กล่าวถึงวิถีชีวิตคนทากระดาษไว้ใน ปาฐกถาเรื่องการ
ทากระดาษ ของพระยากสิการบัญชาที่กล่าวไว้ว่า “เมื่อ ๓๐ ปีถอยหลังไปน้ัน ข้าพเจ้าผู้ซ่ึงเกิดใน
ตาบลนั้นจาได้ว่ามีการทากระดาษข่อยกันตลอดคลองบางซ่อนและปลายคลองบางซ่อน มีคลอง
บ้านกระดาษและคลองบางโพขวาง ก็มีการทากระดาษกันทั้งนั้น” (กสิการบัญชา, พระยา, ๒๔๗๖,
หน้า ๗) ปาฐกถาของพระยากสิการบัญชาเขียนขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ซึ่งเป็นเป็นช่วงเวลาภายหลัง
เปลี่ยนแปลงการปกครอง การผลิตกระดาษขึ้เพื่อใช้ในราชการเป็นประเด็นที่รัฐบาลมีความพยายาม
จะจัดทาข้นึ เพ่ือลดตน้ ทนุ ราคาค่ากระดาษจากต่างประเทศในช่วงเวลาน้นั
จากคากล่าวของพระยากสิการบัญชาในฐานะที่เป็นคนท้องถิ่นย่านกิจการการทากระดาษ
ของไทยซึ่งไดท้ าการบันทกึ และเผยแพร่ใน ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ นบั ย้อนเวลาไป ๓๐ ปี คอื ปี พ.ศ. ๒๔๔๖
หลังจากท่ีปรากฏในวชิรญาณวิเศษไว้เพียง ๑๐ ปี จึงเป็นเคร่ืองยืนยันว่ากิจการการทากระดาษข่อย
ของไทยมลี กั ษณะเป็นงานชา่ งหตั ถกรรมมกี ลุ่มชา่ งที่ชานาญ มีชุมชน และมีย่านทท่ี ากจิ การนเ้ี ชน่ กัน
สาหรับบ้านช่างที่พระยากสิการบัญชาได้บันทึกไว้น้ัน ได้แก่ นางผึ่ง อยู่ตาบลบางโพขวาง
ปลายคลองบางซ่อน อาเภอบางซ่ือ จังหวัดพระนคร ขุนพิทักษ์ บางซื่อ นางแมว นางแช่ม ตาบลบาง
ซ่อน ซ่ึงพระยากสิการบัญชาได้เรียบเรียงตามคาบอกเล่า ความทรงจา และการลงมือปฏิบัติการทา
กระดาษแล้วจึงถ่ายทอดเป็นงานเขียนตามข้ันตอนการทากระดาษไว้ ปาฐกถาฉบับน้ีได้กลาย
เป็นเอกสารอ้างอิงที่สาคัญให้กับหนังสือ การทาสมุดไทยและการเตรียมใบลานของกรมศิลปากร
จัดพิมพ์ครัง้ แรก ปี พ.ศ. ๒๕๒๑ และยังเผยแพรใ่ นปัจจบุ นั
อย่างไรก็ตาม พระยากสิการบัญชาได้นาเสนอในส่วนท่ีเป็นภูมิปัญญาการทากระดาษข่อย
ซึ่งรับสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น และเป็นกระดาษท่ีใช้ในการเขียนรัฐธรรมนูญด้วย กระดาษข่อยจึงเป็น
มากกว่าการนามาใช้ทาสมุดไทยหรือทาเป็นตาราโบราณเท่าน้ัน เพราะพระยากสิการบัญชากล่าวถึง
ประโยชน์ของกระดาษข่อยไว้ว่า “...สมุดไทยธรรมดาท้ังขาวท้ังดาใช้จดตารบั ตาราและเขียนเรื่องราว
ตา่ ง ๆ ส่วนกระดาษเพลาใชไ้ ดห้ ลายอยา่ ง คือทารองดอกไมเ้ ทียน และทาหมันยาเรอื และใชก้ ารอ่ืน ๆ
อีกมากอยา่ ง...” (กสิการบัญชา, พระยา, ๒๔๗๖, หนา้ ๒๕)
เอกสารฉบับนี้เป็นเอกสารสาคัญท่ีสะท้อนมุมมองของผู้ที่เคยทากระดาษ เคยใช้กระดาษ
และเห็นถึงทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไปของการใชก้ ระดาษ ทาให้สามารถวิเคราะห์ไดว้ ่า กระบวนการทา
๑๐
กระดาษข่อยซ่ึงเป็นกระดาษหลักในการทาสมุดไทยมีความสาคัญและจาเป็นในการนาม าฟ้ืนฟูและ
อนุรกั ษ์ ท้งั ทเ่ี ป็นการเรยี นรูข้ ั้นตอนและวิธกี ารทา การปรบั เปลีย่ นวธิ บี างอยา่ ง ตลอดจนการสรา้ งกลุ่ม
สงั คม รสนยิ มท่ีใชก้ ระดาษขอ่ ยเพ่ือให้กระดาษข่อยกลบั มาเปน็ ทีน่ ยิ มและแพร่หลายอีกคร้ัง
หนังสือเรื่อง การทาสมุดไทยและการเตรียมใบลาน เรียบเรียงโดย ก่องแก้ว วีระประจักษ์
ซึ่งเรียบเรียงขึ้นจากองค์ความรู้ดั้งเดิมเกี่ยวกับการทากระดาษข่อย เป็นหนังสือที่อ่านเข้าใจง่ายมี
ภาพประกอบทกุ ข้ันตอน ซง่ึ ผูเ้ ขียนกลา่ วยกยอ่ งภูมิปัญญาการทากระดาษข่อยไวว้ า่
อุปกรณ์งานเขียนท่ีสาคัญ ได้แก่ สมุดไทยและใบลาน ซึ่งเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่บรรพบุรุษคิด
ประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้พืชพันธ์ไม้พ้ืนบ้าน หาได้ง่ายไม่สิ้นเปลืองราคา กรรมวิธีที่คิดประดิษฐ์ก็
ง่าย เป็นงานพื้นบ้าน นอกจากจะใช้สะดวก เหมาะสมแก่สภาพชีวิตของคนไทย และ
ภูมิอากาศของบ้านเมืองไทยแล้ว ยังน่าอัศจรรย์ใจท่ีสมุดไทยและใบลานเหล่านี้มีความ
คงทนถาวรมีอายยุ ่งั ยืนนานดีกว่าสมุดกระดาษฝรงั่ ท่ีใชก้ ันทกุ วนั นี้. (กอ่ งแกว้ วีระประจกั ษ์,
๒๕๕๓, หน้า ๒)
ขั้นตอนการทากระดาษข่อยที่กอ่ งแก้ว วรี ะประจักษ์ไดเ้ รียบเรยี งขึน้ มานี้ มขี นั้ ตอนตา่ ง ๆ
ท่ียังคงยึดถือปฏิบัติจนถึงปัจจุบัน และอาจมีการปรับเปลี่ยนไปบ้างตามสภาพแวดล้อมและความ
สะดวก ไดแ้ ก่ การตดั ขอ่ ย (ภาพที่ ๓) ซึ่งปัจจบุ นั หาแหล่งตัดข่อยยากขึน้ อาจใช้ตน้ ที่ไม่แกจ่ ัดผสมกับ
กงิ่ ออ่ นด้วย การหมักเปลือกไม้ (ภาพท่ี ๔) ปัจจบุ ันหมักในอ่างนา้ ปูนขาว การต้มเปลอื กข่อย (การนึ่ง)
(ภาพท่ี ๕) ปัจจุบันใช้การต้มกับน้าปูนขาว นาน ๒๔ ช่ัวโมง การสบข่อย (ภาพที่ ๖) ยังคงวิธีการนี้มา
จนปัจจุบัน การหล่อกระดาษ (ภาพท่ี ๗) ปัจจุบันหล่อในภาชนะท่ีมีน้าขัง และมีพื้นท่ีพอเหมาะ ไม่ได้
หล่อในน้าคลองท่ีมีกระแสน้าไหลผ่านดังเช่นโบราณ ซึ่งขั้นตอนต่าง ๆ น้ีเป็นข้ันตอนตามที่ได้ปรากฏ
เนื้อความในวชิรญาณวิเศษ และปาฐกถาของพระยากสกิ ารบญั ชาดว้ ย
ภาพท่ี ๓ การตัดข่อย
ท่ีมา: กอ่ งแก้ว วรี ะประจักษ,์ ๒๕๕๓, หน้า ๔
๑๑
ภาพที่ ๔ การหมกั เปลอื กข่อย
ทมี่ า: ก่องแก้ว วรี ะประจักษ,์ ๒๕๕๓, หนา้ ๖
ภาพท่ี ๕ การต้มเปลือกข่อย
ที่มา: กอ่ งแกว้ วรี ะประจักษ์, ๒๕๕๓, หนา้ ๘
๑๒
ภาพที่ ๖ การสบข่อย
ท่ีมา: กอ่ งแกว้ วีระประจักษ,์ ๒๕๕๓, หน้า ๙
ภาพท่ี ๗ การหล่อกระดาษ
ท่ีมา: ก่องแกว้ วรี ะประจักษ์, ๒๕๕๓, หนา้ ๑๓
๑๓
นอกจากนี้ ยังพบงานเอกสารหนึ่งเกี่ยวกับการทากระดาษแบบโบราณของโลก ตีพิมพ์ในปี
พ.ศ. ๒๕๑๗ (ค.ศ. ๑๙๗๔) คือ Papermaking: the history and technique of an ancient
(Hunter, Dard, ๑๙๗๔) ผู้เขียนใช้เวลากว่า ๔๐ ปีในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากวัฒนธรรมการ
ทากระดาษในหลายประเทศ สาหรับประเทศไทย ฮันเตอร์ (Hunter, Dard) นาเสนอเทคนิคการ
ทากระดาษของไทยท่ีมีความแตกต่างไปจากประเทศอ่ืน ได้แก่ การคัดแยกเปลือกข่อย (ภาพที่ ๘)
โดยวัตถดุ ิบในการทากระดาษจากข่อยเป็นต้นไม้ท่แี ตกต่างประเทศอ่ืน ๆ เชน่ การใช้เปลือกต้นหม่อน
ต้นข้าว เป็นต้น ผู้ท่ีถ่ายทอดเทคนิค และกระบวนการทากระดาษท่ีปรากฏในงานวิจัยคือนางผ่ึง ซึ่ง
เป็นช่างทากระดาษของไทย (ตามที่พระยากสิการบัญชาบันทึกไว้) นางผึ่งกาลังคัดเลือกเปลือกข่อย
(การเสียดขอ่ ย) ตอ่ มาในระหว่างท่นี ายฮันเตอร์ทาวิจยั นน้ี างผึ่งได้เสียชวี ติ ลง ลกู สาวของนางผ่ึงคือนาง
ลกู อนิ จึงรับชว่ งต่อกจิ การการทากระดาษของครอบครัว (ภาพที่ ๙)
นางลูกอินดาเนินกิจการตามแบบวิธีของช่างทากระดาษทส่ี ืบทอดกันมา ยังคงทุบเย่ือขอ่ ย
ดว้ ยคอ้ นไม้ โดยทุบลงไปบนหิน (การสบข่อย) เช่นเดยี วกันกบั ผู้เปน็ มารดา (ปจั จบุ ันทุบบนเขยี งไม้เนื้อ
แข็ง) ในข้ันตอนการหล่อกระดาษ ฮันเตอร์นาเสนอภาพนางลูกอินกาลังหล่อเยื่อกระดาษข่อยใน
ลาคลอง (ภาพท่ี ๑๐) โดยใช้พะแนง (แม่พิมพ์หล่อกระดาษ) วางลงผิวน้าคลองแล้วจึงหล่อกระดาษ
ยกขึ้นตาก (ภาพท่ี ๑๑)
ภาพที่ ๘ นางผึง่ กาลังคัดเลอื กเปลือกขอ่ ย (การเสยี ดข่อย)
ทีม่ า: Hunter, Dard, ๑๙๗๔, หน้า ๑๔๔
๑๔
ภาพที่ ๙ นางลกู อินทุบเยื่อข่อย (การสบข่อย)
ทม่ี า: Hunter, Dard, ๑๙๗๔, หนา้ ๑๔๔
ภาพที่ ๑๐ นางลูกอินเตรียมหลอ่ กระดาษในลาคลอง
ที่มา: Hunter, Dard, ๑๙๗๔, หน้า ๑๑๒
๑๕
ภาพที่ ๑๑ นางลกู อินหล่อกระดาษยกข้นึ ตาก
ท่ีมา: Hunter, Dard, ๑๙๗๔, หน้า ๑๔๔
แมว้ ่าเอกสารตา่ ง ๆ ทกี่ ลา่ วถึงกระบวนการทากระดาษข่อยของไทยจะปรากฏมาแล้วต้ังแต่
สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่กลับพบว่าภาพประกอบซ่ึงถือเป็นหัวใจสาคัญของการเรียนรู้กลับมาปรากฏ
คร้ังแรกในเอกสารภาษาไทยจัดทาโดยสานักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปกร กระทรวงวัฒนธรรม คือ
หนังสือเรื่อง การทาสมุดไทยและการเตรียมใบลาน โดยก่องแก้ว วีระประจักษ์ เป็นผู้เรียบเรียง
ตีพิมพ์ครั้งแรกเม่ือปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ซ่ึงนาเสนอความสาคัญ และกระบวนการทากระดาษข่อยตาม
วิธีการดง้ั เดิมตามภูมปิ ัญญาของไทย ว่า
บรรพบรุ ุษของไทยเราน้ัน มลี กั ษณะเด่นท่ีสาคัญอีกประการหนึง่ คือ มีภมู ิปัญญาสร้างสรรค์
อย่างสูง นอกจากจะรักษาชาติบ้านเมืองไว้ให้พ้นภัยจากศัตรูแล้วก็ยังสร้างสรรค์ ความ
เจริญรุ่งเรืองในด้านศิลปวัฒนธรรมไว้มาก ไม่ว่าจะเป็นการช่างหัตถศิลป์ สถาปัตยศิลป์
พุทธศิลป์ หรือแม้ในด้านขนบธรรมเนียมประเพณี บรรพบุรุษของไทยก็ได้สร้างเอกลักษณ์
ของชาติข้ึนไว้ให้ปรากฏ และสืบทอดเป็นมรดกถึงอนุชนของชาติจนทุกวันนี้. (ก่องแก้ว
วรี ะประจกั ษ์, ๒๕๕๓, หน้า ๑)
แนวคิดที่ได้จากการศึกษาหนังสือ การทาสมุดไทยและการเตรียมใบลานนอกจากจะได้
ทราบถึงองค์ความรู้จากภูมิปัญญาคนไทยดั้งเดิมต่อกระบวนการการทากระดาษข่อยท่ีมีความสาคัญ
ต่อการใช้เป็นเครื่องมือแสดงความเป็นอารยะผ่านการสื่อสารตัวอักษรและการวาดภาพที่รวบรวม
ความรู้ทางด้านต่าง ๆ ท้ังศาสตร์และศิลป์ไว้ ยังทาให้ผู้วิจัยตระหนักถึงการสบื สานภูมิปัญญาดังกลา่ ว
ทีม่ อี ยอู่ ยา่ งจากัดใหไ้ ดร้ ับการสนับสนนุ เพือ่ ส่งต่อความองค์ความรู้จากรุ่นส่รู ุ่น
ลักษณะกระดาษข่อยสมัยกรุงศรีอยุธยา
หลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า กระดาษข่อยท่ีใช้ทาเป็นสมุดไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ยังคงปรากฏหลักฐานมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยความคงทนของเยื่อกระดาษส่งผลให้สมุดไทยมีสภาพที่
แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ แตย่ ังคงรกั ษาคณุ ภาพของสี และข้อเน้อื ความได้ดี ดังเช่น สมดุ ภาพไตรภมู ทิ ่ียังคง
มีสภาพกระดาษและรักษาเน้ือความไว้ได้ (ภาพที่ ๑๒) แม้ว่ากระดาษข่อยในสมัยกรุงศรีอยุธยา
๑๖
ส่วนมากอยู่ในสภาพชารุดเป็นชน้ิ (ภาพท่ี ๑๓) ตามการพับกระดาษและการใช้งาน วิธีในการอนุรักษ์
สมุดไทยเพ่ือเป็นการยืดอายุของสมุดน้ัน จาเป็นต้องใช้กระดาษข่อยชนิดบางที่เรียกว่า กระดาษเพลา
หรือใช้กระดาษสาท่ีมีลักษณะผิวสัมผัสท่ีอ่อนนุ่ม บางเบามารองรับไว้อีกชั้นหน่ึงเป็นการอนุรักษ์และ
ป้องกนั การเสอ่ื มสภาพ ก่อนทีจ่ ะเก็บรักษาไม่ให้แมลงและความชน้ื มาทาลายได้
ดังท่ีลาลูแบร์ได้บันทึกไว้ว่ากระดาษที่ทาข้ึนน้ันหนา ๆ บาง ๆ ไม่สม่าเสมอแลไม่ขาว
เมื่อนามาประดิษฐ์เป็นสมุดไทยท้ังท่ีเป็นกระดาษแม่พิมพ์พะแนงยาวโดยไม่ต้องต่อกระดาษ หรือจะ
เพิ่มความยาวกระดาษด้วยการต่อกับกาวแป้งเปียกก็ตาม ส่งผลใหส้ มดุ ไทยแต่ละเลม่ มเี น้ือกระดาษไม่
สมา่ เสมอกนั กระดาษขอ่ ยท่ีมีอายุการใช้งานยาวนาน มีการชารดุ ทั้งท่มี ีลักษณะเป็นแผ่น บางชว่ งทไี่ ม่
ขาดจากกนั แตก่ ร่อนผุส่วนขอบกระดาษก็มี เปน็ การแสดงให้เหน็ วา่ กระดาษที่มาใช้เพ่ือทาสมุดไทยน้ัน
เกิดจากกระดาษข่อยที่มีคณุ ภาพความหนาไม่สมา่ เสมอกนั
ภาพท่ี ๑๒ รปู เลม่ และสภาพของสมดุ ภาพไตรภูมสิ มยั กรงุ ศรอี ยุธยา เลขท่ี ๖
ทมี่ า: หอสมุดแหง่ ชาติ, (๒๕๔๒), สมุดภาพไตรภมู ฉิ บบั กรงุ ศรอี ยธุ ยา-ฉบบั กรุงธนบรุ ีเลม่ ๑., หนา้ ๑๑
ภาพที่ ๑๓ กระดาษข่อยจากสมดุ ภาพไตรภมู ิ (ชารุดมาก)
ทม่ี า: หอสมดุ แห่งชาติ, (๒๕๔๒), สมุดภาพไตรภูมฉิ บบั กรุงศรอี ยธุ ยา-ฉบับกรุงธนบุรีเลม่ ๑., หน้า ๑๕
๑๗
ลกั ษณะกระดาษข่อยสมยั กรงุ ธนบุรี-กรุงรัตนโกสนิ ทร์
หลักฐานของกระดาษข่อยที่ใช้ในการศึกษาสมุดไทยสมัยกรุงธนบุรีคือ สมุดภาพไตรภูมิ
ฉบับกรุงธนบุรี (ภาพท่ี ๑๔) สภาพโดยรวมค่อนข้างเป่ือย แต่ยังคงสภาพความยาวตามแบบฉบับของ
สมดุ ภาพไตรภมู ิ ซง่ึ มคี วามยาวถึง ๕๐-๖๐ เซนตเิ มตร
ภาพที่ ๑๔ สภาพของสมุดภาพไตรภมู ิฉบับกรงุ ธนบุรี
ท่ีมา: หอสมดุ แหง่ ชาต,ิ (๒๕๔๒), สมุดภาพไตรภูมิฉบับกรงุ ศรีอยุธยา-ฉบบั กรุงธนบุรีเลม่ ๑., หนา้ ๑๑
ภาพท่ี ๑๕ การเขียนและภาพวาดบนกระดาษข่อยจากสมุดภาพไตรภูมิฉบบั กรุงธนบุรี
ทมี่ า: หอสมดุ แห่งชาติ, (๒๕๔๒), สมุดภาพไตรภมู ฉิ บบั กรุงศรีอยธุ ยา-ฉบบั กรุงธนบุรเี ลม่ ๑., หน้า ๑๓
๑๘
สมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงธนบุรี เป็นสมุดไทยขาวมีขนาดกว้างประมาณ ๓๐ เซนติเมตร
ยาว ๕๒ เซนติเมตรจากบนั ทึกของ หอสมุดแหง่ ชาติ กรมศิลปากรให้ความเห็นกับสภาพของสมุดภาพ
เล่มนี้ว่า “...แม้ว่าเอกสารเล่มน้ีจะมีเน้ือความสมบูรณ์ท้ังเล่มก็ตาม แต่สภาพของเอกสารก็ชารุด
คอ่ นขา้ งมาก...” (หอสมดุ แหง่ ชาติ, ๒๕๔๒, หนา้ ๖)
สมุดไทยขาวสามารถเขียนเนื้อความและวาดภาพระบายสปี ระกอบได้ ซ่ึงโดยมากการเขียน
ด้วยหมึก และวาดภาพระบายสีฝุ่นเป็นเอกลักษณ์ของการเขียนตาราของไทย (ภาพท่ี ๑๕) ภาพวาด
เหล่านั้นมีส่วนสาคัญอย่างมากต่อการส่ือสาร ดังน้ันกระดาษข่อยที่แต่เดิมใช้สาหรับทาสมุดไทยและ
วาดภาพลงไปดว้ ยนั้นจึงเหมาะแกก่ ารใช้สาหรบั การวาดภาพระบายสอี ยา่ งเชน่ จิตรกรรมฝาผนงั ด้วย
สมุดไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์อยู่ในสภาพที่ดีกว่าสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี โดยมี
ปัจจัยหรือสาเหตุท่สี นั นิษฐานไดว้ า่ อาจจะอยทู่ ข่ี ัน้ ตอนการเก็บรักษา ซ่งึ สมดุ ไทยที่ยังคงอยใู่ นสภาพดี
มักมีประวัติมาจากการเก็บรักษาที่ดีมากก่อน เช่นเป็นสมุดไทยของเจ้านายเชื้อพระวงศ์หรือขุนนาง
ต่อมาเม่ือนามาบริจาคให้กบั หอสมดุ แห่งชาตกิ ็ได้รับการเกบ็ รกั ษาอยา่ งดีด้วย อย่างเช่น สมดุ ไทยตารา
ชกมวย (ภาพที่ ๑๖) ซึ่งเป็นสมุดไทยที่สันนิษฐานว่าทาขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นสมุดไทยดาซ่ึง
หม่อมเจ้าปิยภักดินารถมอบให้หอสมดุ ไวเ้ ม่ือปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ปัจจบุ ันยังอย่ใู นสภาพท่ีค่อนข้างสมบรู ณ์
ภาพท่ี ๑๖ สมดุ ไทยดาเขยี นภาพตาราชกมวย สมยั รัชกาลที่ ๓
ที่มา: หอสมดุ แหง่ ชาต,ิ เลขที่ ๑๑, หมวดตาราภาพ
๑๙
สมุดภาพตาราแมว เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ กระดาษที่ใช้ทาสมุดไทยมีเน้ือขาวนวล
ค่อนข้างหนาเน้ือกระดาษมีความละเอียด (ภาพท่ี ๑๗) สมุดไทยดังกล่าวมีประวัติว่า พระสมุทร์ฯ
วัดอรุณฯ ให้หอสมุด เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๕ สมุดภาพตาราแมวนี้เป็นสมุดไทยขาว ท่ีเหมาะสาหรับการ
เขียนตัวหนังสือสีดา หรือเขียนภาพระบายสี สีท่ีใช้ในการเขียนภาพในสมุดไทยคือสีฝุ่นที่ได้มาจาก
ธรรมชาติ บดละเอียดเจือด้วยกาวเม็ดมะขามเพ่ือป้องกันสีหลุดลอก ซ่ึงกระดาษข่อยที่ทาข้ึนสาหรับ
การทาสมุดไทยน้ีจะมีความหนามากกว่ากระดาษข่อยท่ีใชใ้ นงานอื่น ๆ เช่นงานปิดหัวโขน หัวหุ่นหรือ
เคร่ืองศิราภรณ์ที่ใชใ้ นการแสดงละคร
สมุดภาพตาราพระพุทธบาท ว่าด้วยภาพลายลักษณะพระพุทธบาท (ภาพที่ ๑๘) ซ่ึงมี
ประวตั วิ ่า พระเจ้าราชวรวงศเ์ ธอพระองค์เจา้ วงศ์จนั ทร์ ประทานใหแ้ กห่ อสมดุ เม่อื ปี พ.ศ. ๒๔๕๒ เป็น
สมุดไทยดาท่ีมีสภาพสมบูรณ์ดี มีเนื้อกระดาษบางส่วนท่ีผิวของสมุดถลอกหลุดลอกออกไปเผยให้เห็น
เน้ือกระดาษภายในท่ีมีสีน้าตาลอ่อน สีน้าตาลอ่อนน้ีเองคือเยื่อข่อยที่ได้มาจากเปลือกข่อยชั้นนอก
ท่ีมีสีเข้มกว่าช้ันใน เมื่อจะทาเป็นสมุดจะได้เนื้อกระดาษท่ีไม่ขาว อาจเป็นสีน้าตาลเมื่อจะนามาใช้ทา
สมดุ จงึ ตอ้ งนามาทาเขมา่ ไฟ หรือถา่ นกับกาวแป้งเปอื กทาเคลอื บกระดาษข่อยนน้ั ทาเป็นสมุดไทยดา
นอกจากการนากระดาษข่อยมาใช้สาหรับทาสมุดไทยแล้ว กระดาษข่อยที่ทาข้ึนให้มีความ
บางเน้ือละเอียด แม้ว่าสีสันจะไม่ขาวก็สามารถใช้งานได้ คือการนากระดาษข่อยมาใช้สาหรับ
ปิดหวั โขน (ภาพที่ ๑๙) และการทาเคร่ืองศริ าภรณ์ ใช้ในการแสดงละคร ในสมัยต้นกรงุ รตั นโกสินทร์
ภาพท่ี ๑๗ กระดาษข่อยเนือ้ ดีจากสมุดไทยตาราแมว
ท่ีมา: หอสมดุ แหง่ ชาต,ิ เลขที่ ๒๔๑, หมวดสตั วศาสตร์
๒๐
ภาพท่ี ๑๘ กระดาษข่อยเนอื้ ดีจากสมดุ ไทยดาภาพพระพุทธบาท
ที่มา: หอสมุดแหง่ ชาต,ิ เลขท่ี๔๙, หมวดตาราภาพ
ภาพท่ี ๑๙ หวั โขนต้นกรุงรตั นโกสินทร์ ณ พพิ ธิ ภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ทีม่ า: นฤมล ศิลปชยั ศรี
ลักษณะของกระดาษข่อยในสมัยกรุงธนบุรแี ละกรงุ รัตนโกสนิ ทร์ มคี วามหลากหลาย ท้งั ใน
เรื่องของเนื้อกระดาษ ขนาด และสีสัน พบว่ากระดาษข่อยท่ีทาจากเย่ือข่อยสีเข้มจะได้กระดาษข่อย
สีน้าตาลอมเหลืองจะถูกนามาย้อมด้วยเขม่าดินกลายเป็นสมุดไทยดาซ่ึงทาผสมกับกาวแป้งเปียก
ส่งผลให้กระดาษมคี วามหนาขึ้น ซงึ่ มขี อ้ สงั เกตถงึ ลกั ษณะกระดาษข่อยแบบต่าง ๆ ไดด้ ังน้ี
๑. กระดาษข่อยในสมุดไทยขาว มเี นอื้ ละเอยี ดขาวนวล เมื่อผ่านการใช้งานจะมลี กั ษณะนุ่ม
ลงคลา้ ยผา้ ฝา้ ย
๒. กระดาษในสมุดไทยดา มีความแข็ง และหนาจากการเคลือบผวิ กระดาษ แต่บางฉบับที
เปอื่ ยชารดุ มีลักษณะเป็นฝนุ่ ผงคลา้ ยไม้ยยุ่
๓. กระดาษท่ีใช้ในงานศลิ ปะไทยอนื่ ๆ อาจจะไม่ต้องคานึงถงึ ความหนาทีส่ มา่ เสมอกันนกั
เช่นการนากระดาษขอ่ ยมาใชท้ าเครือ่ งศิราภรณ์สาหรบั การแสดงละคร
๒๑
หลักฐานทางโบราณวัตถุเก่ียวกับกระดาษข่อยยังปรากฏในสมุดไทยสมัยกรุงธนบุรีและ
กรุงรัตนโกสินทร์ ท้ังที่เป็นสมุดไทยขาวและไทยดามีสภาพความสมบูรณ์และชารุดท่ีแตกต่างกัน ซึ่ง
ความสมบูรณ์ของสมุดไทยน้ันขึ้นอยู่กับการเก็บรักษา หากกระดาษอยู่ในท่ีที่มีความชื้นย่อมส่งผลต่อ
การเสือ่ มสภาพได้เร็วกว่ากระดาษท่ีอยู่ในท่ีแห้งและปราศจากแมลง กระดาษทีผ่ ่านการเคลือบผิวด้วย
ยางรกั จะมีลกั ษณะทคี่ งทนกว่า เปน็ ตน้
กิจการการทากระดาษของช่างไทย มักสืบทอดกันเป็นครัวเรือน อาศัยแรงงานและความ
ชานาญทถ่ี ่ายทอดกันในครอบครัว นอกจากนชี้ า่ งทากระดาษจะต้องมีร่างกายที่แข็งแรงเพราะเป็นงาน
ท่ีตอ้ งใชแ้ รงมาก ดังทีพ่ ระยากสิการบัญชากลา่ วถึงแรงงานการทากระดาษไวว้ า่ “สมัย ๓๐ ปถี อยหลัง
ไปนั้นผู้ทากระดาษข่อยม่ังมีกันมาก มีบ่าวไพร่ข้าทาสชายหญิงเพื่อช่วยทากระดาษ...ในสมัยก่อนนั้น
ทากระดาษข่อยกนั คับคงั่ สนกุ สนาน มกี ารลงแขกเสยี ดข่อย” (กสกิ ารบญั ชา,พระยา, ๒๔๗๖, หนา้ ๘)
ความทรงจาของพระยากสิการบัญชาในสมัยรชั กาลท่ี ๕ จงึ เปน็ ภาพท่สี ะท้อนความรงุ่ เรือง
ของการทากระดาษข่อยของไทย ทั้งในเร่ืองของวัตถุดิบ กรรมวิธี แรงงาน สภาพแวดล้อม มีความ
เหมาะสมและสามารถผลิตกระดาษไดเ้ ปน็ จานวนมากตามกาลงั แตเ่ มือ่ มีการเลิกทาสแลว้ แรงงานส่วน
หนึ่งในการทากระดาษข่อยเริ่มลดลง ประกอบกับความนิยมในการใช้กระดาษข่อยมีจากัดเพียงการ
เขยี นตาราสมดุ ไทย การทาตาราภาพ ซึ่งมีผ้ใู ชจ้ านวนหนึ่งเท่านน้ั
๒. บทบาทของกระดาษขอ่ ยในปจั จุบัน
บทบาทของกระดาษข่อยเร่ิมเปล่ียนแปลงไป นับจากมีการใช้กระดาษจากต่างประเทศท่ี
เหมาะสมกับกระบวนการพิมพ์เอกสารและหนังสือ ซึ่งแต่เดิมใช้การเขียนเป็นหลัก เมื่อกระดาษข่อย
เริ่มมีบทบาทน้อยลงส่งผลให้แหล่งทากระดาษซ่ึงเคยเป็นกิจการท่ีเลี้ยงครอบครัวได้น้ันลดน้อยลง
ตามไปด้วย ซ่ึงกระดาษข่อยไม่เป็นเพียงกระดาษที่ใช้ในการเขียนตาราเท่าน้ัน ยังพบว่ากระดาษข่อย
เป็นวสั ดทุ ่ีใชใ้ นงานศลิ ปะไทยแขนงอน่ื ๆ อกี
จดหมายเหตุวัดพระเชตุพนสมัยรัชกาลท่ี ๑-๔ ซ่ึง ศานติ ภักดีคา เป็นบรรณาธิการ
รวบรวมหลักฐานเก่ียวกับการปฏิสังขรณ์วัดในหลากหลายมิติ พบว่าในการนี้พบบันทึกการส่ังซ้ือ
กระดาษไทยด้วย ซึ่งกระดาษไทย อาจหมายถึงกระดาษข่อยอันเป็นกระดาษที่ใช้ภายในประเทศใน
ช่วงเวลานั้น ดงั ความตอนหนงึ่ ทีก่ ลา่ วถึงความตอ้ งการใชก้ ระดาษชนดิ ต่างๆ วา่
กระดาษนาตะกู ทอง, เงนิ ๕๘๒ พับ เงนิ ๒ ชั่ง ๘ ตาลึง ๒ บาท, กระดาษไทย ๑๖๔๕ มดั
เงิน ๒ ชั่ง ๔ ตาลงึ ๑ บาท ๒ สลงึ , กระดาษสตี ่างกนั ๑๒๖ พบั เงนิ ๑ ช่งั ๓ ตาลึง ๒ บาท
๒ สลึง, กระดาษฝาง ๕๑มัด เงิน ๒ ชั่ง ๑๗ ตาลึง ๑ บาท ๒ สลึง, กระดาษบัว ๑๐ พับ
เงิน ๒ ตาลึง ๒ บาท, กระดาษฝรัง่ ๒ พับ เงนิ ๓ บาท, กระดาษหนงั ๕ พบั เงิน ๑ บาท ๑
สลงึ . (ศานติ ภกั ดีคา (บรรณาธิการ), ๒๕๕๒ หนา้ ๔๗)
กระดาษขอ่ ยทปี่ รากฏในเอกสาร และผลงานศิลปะไทยอย่างเครื่องศิราภรณใ์ ชใ้ นการแสดง
ละครน้ันแสดงให้เห็นถึงความสาคัญของกระดาษข่อยซึ่งเป็นกระดาษที่คนไทยทาข้ึนเพื่อใช้
ภายในประเทศในประโยชน์ท่ีหลากหลาย และเป็นเบื้องหลังความสวยงามของศิลปะไทย ความนิยม
ในการเลอื กใชก้ ระดาษข่อยนัน้ เพราะว่า กระดาษข่อยมคี ณุ สมบตั ิท่ีดใี นเรื่องของความแข็งแรงทนทาน
และมีนา้ หนักเบา
๒๒
หนังสือ หัวโขนสมบัตศิ ลิ ป์ แผน่ ดนิ ไทย จัดพิมพโ์ ดย กล่มุ บริษทั ยูคอม จากดั (มหาชน) ท่ี
ได้รวบรวมหัวโขนต่าง ๆ และนาเสนอกระบวนการทา ความตอนหน่ึงกล่าวถึงวัสดุในการปิดหุ่น ดังน้ี
“การปิดหุ่น ว่าด้วยการปดิ กระดาษหัวโขน การปดิ กระดาษทบั ลงบนหุ่นนี้ ช่างบางคนเรียกวา่ พอกหุ่น
ก็มี เรียกว่าปิดหุ่นก็มี คือการเอากระดาษสา กระดาษข่อยและกระดาษฟางอย่างใดอย่างหนึ่งปิดทับ
กนั ด้วยแป้งเปียก...” (กลมุ่ บริษทั ยคู อม จากัด (มหาชน), ๒๕๔๓, หนา้ ๓๕๗)
กระดาษที่ใชใ้ นการทาเครอื่ งศิราภรณ์เพ่ือใช้ในการแสดงโขน ละครต่าง ๆ จาเปน็ ต้องใช้
กระดาษท่ีให้ความแข็งแรงแต่มีน้าหนักเบา เดิมใช้กระดาษข่อยเพราะเป็นกระดาษท่ีทาข้ึนใช้เองใน
ประเทศและเป็นกระดาษท่ีมีคุณสมบัติตรงตามความต้องการนาไปใช้ ดังเช่น ศิราภรณ์โบราณ
(ภาพที่ ๒๐) ปัจจุบันเก็บรักษา ณ สานักการสังคีต เป็นศิราภรณ์ท่ีใช้ในการแสดง, หัวหุ่นกระบอก
(ภาพที่ ๒๑) ปัจจุบันเก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เม่ือชารุดจึงเผยให้เห็นภายใน
โครงสร้างและชั้นตา่ ง ๆ พบวา่ มีชนั้ ปิดกระดาษ ชั้นยางรัก ปดิ ทองประดบั กระจกเกรียบ
ภาพที่ ๒๐ ศริ าภรณโ์ บราณจากโรงละครแห่งชาติ
ทีม่ า: นฤมล ศิลปชัยศรี
๒๓
ภาพท่ี ๒๑ หัวหุ่นกระบอกทาจากไมห้ รือกระดาษข่อย
ท่มี า: นฤมล ศิลปชัยศรี
ในด้านการอนุรักษ์โบราณวัตถุศิลปวัตถุจากกระดาษ พบว่า กระดาษข่อยเป็นกระดาษที่
เหมาะสาหรับการอนุรักษ์สมุดไทยมากที่สุด เพราะเป็นกระดาษชนิดเดียวกันและการอนุรักษ์ท่ีดี
จาเปน็ ตอ้ งใชก้ ระดาษชนิดเดียวกันมาซอ่ มแซม เพอ่ื เป็นการยดื อายุวัตถุช้นิ น้นั ให้ยาวนานข้ึน
การนากระดาษข่อยมาใช้ในงานอนุรักษ์สมุดไทย หรืองานศิลปกรรมจากกระดาษมีที่มา
จากการเล็งเห็นคุณค่าของวัสดุท่ีใช้เพื่อการอนุรักษ์ กระดาษข่อยเป็นกระดาษที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ
มีเส้นใยท่ีเหนียวและแข็งแรง สมุดไทยและศิลปกรรมของไทยบางอย่างท่ีทาข้ึนจากกระดาษล้วนทา
ข้ึนจากกระดาษข่อย การอนุรักษ์และซ่อมแซมศิลปวัตถุ โบราณวัตถุจากกระดาษจึงควรใช้กระดาษ
ขอ่ ยซึ่งเป็นกระดาษชนดิ เดียวกันมาเพื่อทาการอนุรักษ์ดว้ ย
อริศร์ เทียนประเสริฐและคณะ กล่าวถึงกระดาษในงานอนุรักษ์ไว้ในคู่มือการอนุรักษ์
ศิลปกรรม : จิตรกรรมบนผ้าใบและงานกระดาษ อธิบายความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกระดาษว่า “กระดาษ
หมายถึง วัตถุแผ่นบางๆ โดยทามาจากใยเปลือกไม้ ฟาง เศษผ้า และอาจมีส่วนผสมอย่างอ่ืนเพื่อช่วย
ใหค้ ุณสมบัติของกระดาษดีข้ึน” (อรศิ ร์ เทยี นประเสริฐ, ๒๕๕๔, หนา้ ๑๖๓) หนังสือคู่มือการอนุรักษ์
ฉบับนี้เรียบเรียงจากแหล่งความรู้หลากลาย แสดงภาพของประวัติศาสตร์การทากระดาษด้วยเส้นใย
จากธรรมชาติด้วยกระบวนการท่ีไม่ผ่านเครื่องจักร เช่นเดียวกับขั้นตอนการผลิตกระดาษของญ่ีปุ่น
โบราณ ข้ันตอนการผลิตกระดาษแบบดั้งเดิมของชาวยุโรป เพื่อนามาศึกษาคุณสมบัติของกระดาษ
โดยใหค้ วามเห็นไวว้ า่ “คุณสมบตั ขิ องกระดาษข้ึนอยู่กับเส้นใยพชื ซ่งึ จะถูกทาให้แตกแยกออกจากกัน
ก่อนจะถกู นาไปสรา้ งขน้ึ ใหมเ่ ปน็ แผน่ กระดาษ” (อรศิ ร์ เทียนประเสริฐ, ๒๕๕๔, หน้า ๑๗๘)
๒๔
สมุดไทยส่วนมากใช้กระดาษข่อยทาข้ึนเพ่ือใช้ในงานราชการและยังมีสมุดไทยอีกเป็น
จานวนมากที่ทาข้ึนเพ่ือใช้งานกันในหมู่ชาวบ้าน พระสงฆ์ และหมอยา สมุดข่อยเหล่านั้นมีขนาดที่
แตกต่างกัน จึงสันนิษฐานได้ว่าแท้ที่จริงแล้วขนาดของสมุดไทยที่กาหนดไว้ทั้งสิ้น ๗ ขนาดน้ัน
เป็นเพียงขนาดสมุดท่ีทาข้ึนเพื่อจาหน่ายกันมากกว่าจนเป็นท่ีนิยมและกลายขนาดเป็นมาตรฐานใน
การจาหน่ายข้ึนมา สาหรับสมุดไทยที่มีขนาดนอกเหนือไปจากมาตรฐานเป็นสมุดที่ทาข้ึนตามขนาด
ของพะแนงที่ใช้ในการหล่อกระดาษ การทากระดาษข่อยในปัจจุบันจึงสามารถกาหนดขนาดของ
กระดาษข้ึนใหม่ได้ตามความต้องการ
กระดาษข่อยของไทยทาขึ้นจากเส้นใยข่อยล้วน ๆ ส่งผลให้กระดาษข่อยน้ีมีสภาพท่ีคงทน
การทากระดาษข่อยเพ่ือใช้ในงานอนรุ ักษจ์ ึงชว่ ยสง่ เสริมให้การซอ่ มแซมหรืออนรุ ักษ์กระดาษเป็นไปได้
อย่างดี กลา่ วคือ การนากระดาษข่อยมาใช้ซ่อมแซมสมดุ ไทยท่ีชารดุ จึงเป็นการนาวสั ดชุ นดิ เดยี วกันมา
ซอ่ มแซมเป็นการยดื อายกุ ระดาษไดด้ กี ว่าการนาวัสดุอน่ื ปะปน
การอนุรักษ์โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ทาขึ้นจากกระดาษหรือมีกระดาษเป็นส่วนประกอบ
จะต้องใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันในการซ่อมแซมส่วนท่ีชารุดเป็นการอนุรักษ์ช้ินงานโดยไม่นา
วัสดุอื่นที่ต่างชนดิ กนั เขา้ มาแทนท่ีวสั ดเุ ดมิ ดงั นน้ั ศิลปวตั ถุ โบราณวตั ถุเหลา่ นั้นจาเป็นตอ้ งใช้กระดาษ
อย่างเช่นเดยี วกับของโบราณ มีคณุ ลักษณะใกลเ้ คียงกับเนอ้ื กระดาษเดิม จึงนาไปสู่การค้นควา้ เพ่อื การ
ผลิตกระดาษข่อยเพื่อการอนุรักษ์สมุดไทย โดยคณะทางานด้านการอนุรักษ์ได้ทาการศึกษาเก่ียวกับ
คุณสมบตั ขิ องกระดาษ และความสาคัญของการนามาใชใ้ นงานอนุรกั ษ์
กระดาษท่ีใช้ในงานอนุรักษ์ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุโดยมากใช้กระดาษที่มีความบางเบา
เหมาะแก่การนาไปใช้ซ่อมแซมและเพื่อป้องกันการเส่ือมสภาพ จิราภรณ์ อรัณยะนาค กล่าวถึง
คุณภาพของกระดาษโบราณไว้ในหนงั สือเรื่อง การดูแลรักษาศลิ ปะโบราณวัตถุ ไว้ว่า
กระดาษทามาจากเส้นใยพืช องคป์ ระกอบหลกั คือ เซลลูโลส รองลงไปคอื ลิกนนิ แปง้
น้าตาล กาว ยาง ฯลฯ กระดาษที่ผลิตด้วยมือในระยะแรก ๆ ประกอบดว้ ยเซลลูโลสล้วน ๆ
เน่ืองจากผลติ จากเสน้ ใยพืช...กระบวนการผลติ กระดาษเหลา่ น้ี ใชว้ ัสดธุ รรมชาติทง้ั ส้ิน
กระดาษเหล่านีจ้ ึงคงสภาพได้ดีกวา่ กระดาษทีผ่ ลติ ในระยะหลัง ๆ ตั้งแต่ครสิ ตวรรษท่ี ๑๘
เปน็ ต้นมา. (จิราภรณ์ อรณั ยะนาค, ๒๕๓๙, หน้า ๑๓๓)
สาเหตุของการเส่ือมสภาพกระดาษข่อยส่วนหนง่ึ พบว่ามาจากข้ันตอนการทากระดาษข่อย
บางข้ันตอน อาทิการนาเยื่อข่อยหมักน้าปูนขาวแล้วไม่สามารถล้างออกให้สะอาดได้ เน่ืองจากไม่มี
แหลง่ น้าคลองซง่ึ เปน็ น้าไหล จงึ ตอ้ งทาการล้างทาความสะอาดในอา่ งซง่ึ จะต้องใชน้ า้ ปรมิ าณมาก และ
เพ่ือชะล้างให้เยื่อข่อยสะอาดจึงใช้วิธีการต้มเยื่อข่อยกับโซดาไฟจนเป่ือยยุ่ยแทนการหมักด้วยน้าปูน
ขาวอย่างโบราณ แล้วล้างให้สะอาดให้เหลือเพียงเยื่อข่อยซ่ึงเป็นเซลลูโลส อันเป็นองค์ประกอบท่ี
แท้จรงิ ของกระดาษขอ่ ย
การอนุรักษ์โบราณวัตถุประเภทกระดาษ ได้แก่ สมุดไทยซึ่งเป็นกระดาษข่อยการอนุรักษ์
จะต้องเลือกใชว้ ัสดอุ ยา่ งเดียวกันจงึ จะเหมาะสม กระดาษขอ่ ยมีความหนาไม่เท่ากัน การซอ่ มแซมสมุด
ไทยที่ชารุดโดยมากเกิดจากแมลงและสัตว์กัดแทะ จะต้องเลือกเนื้อกระดาษท่ีมีความเหมาะสม เช่น
ส่วนเน้ือใน ส่วนมุม ใช้กระดาษข่อยทั้งแบบบางและหนาเพื่อให้การเติมส่วนที่ขาดหายไปสมบูรณ์
ข้อเสนอแนะเก่ียวกับคุณภาพของกระดาษข่อยในงานอนุรักษ์กระดาษ คือ กระดาษข่อยท่ีมีเนื้อหนา
๒๕
มากจะไมส่ ามารถนามาใช้ได้ และการซอ่ มแซมสมุดไทยจาเป็นต้องใชก้ ระดาษขอ่ ยท่มี เี น้ือบางเบาและ
สามารถใช้พู่กันน้าแบ่งเย่ือกระดาษให้เป็นไปตามรูปทรงของการชารุด การทากระดาษข่อยเพ่ือใช้
ซ่อมแซมศิลปวัตถุจากกระดาษข่อยจึงควรทากระดาษท่ีมีลักษณะบาง เพ่ือให้ง่ายต่อการทาการ
อนุรักษ์ แต่ควรมีเน้ือกระดาษท่ีละเอียดจึงต้องควบคุมการทุบเย่ือให้มีความละเอียดเม่ือทาการหล่อ
กระดาษจะได้กระดาษตามที่ต้องการ
ความสาคัญของกระดาษขอ่ ยเชิงอนุรักษ์สามารถทาได้ ๒ ประการคอื
๑. เพื่อการอนุรักษ์ด้านการซ่อมแซม คือการนากระดาษข่อยมาใช้เพื่อการซ่อมแซม
บารุงรกั ษาเพอ่ื ยดื อายุของโบราณวตั ถเุ หลา่ นนั้
๒. เพื่อการอนุรักษ์ด้านเทคนิคงานสร้างสรรค์ คือการนาเทคนิคการสร้างสรรค์งานศิลปะ
ไทยทม่ี กี ระดาษข่อยเปน็ ส่วนประกอบกลับมาใช้ เป็นการส่งเสรมิ คณุ คา่ ของภูมิปัญญาการทากระดาษ
ขอ่ ยและองคค์ วามรู้ในการเลือกสรรวัสดุท่มี ีความคงทนแข็งแรงมาใช้ในการสรา้ งสรรค์
การทากระดาษข่อยขึ้นเพื่อใช้ในงานอนุรักษ์จึงเป็นส่ิงท่ีกาลังได้รับการตอบรับเพราะ
ตระหนักในคุณค่าของวัสดุเพ่ือการอนุรักษ์ด้วย โบราณวัตถุที่ทาข้ึนจากกระดาษมีความจาเป็นอย่าง
มากเน่ืองจากยังไม่มีกระดาษชนิดใดที่ให้คุณสมบัติที่เหนียว แข็งแรงและมีน้าหนักเบาทดแทน
กระดาษข่อยได้ แม้ว่าจะมีการนากระดาษสาจากประเทศไทย ประเทศพม่า และประเทศญี่ปุ่นมาใช้
ทดแทนบา้ งแล้วกต็ าม แต่กระดาษข่อยยังเป็นกระดาษท่ีมีคุณสมบัตเิ หมาะสมกว่า
จากประวัติการทากระดาษ และการนาไปใช้ประโยชน์ท่ีปรากฏหลักฐานทั้งท่ีเป็นเอกสาร
และศิลปวตั ถเุ ป็นสิ่งสะทอ้ นบทบาทของกระดาษข่อยได้วา่ ในชว่ งเวลาหนึ่ง กระดาษขอ่ ยมคี วามสาคัญ
อยา่ งย่งิ เปน็ กระดาษที่มีคณุ ภาพดมี ีอายุการใชง้ านยาวนาน จวบจนเมื่อเข้าสู่ยุคของการเปล่ียนแปลง
การใช้กระดาษที่เหมาะสมกับกระบวนการพิมพ์หนังสือ และสภาพแวดลอ้ มที่ไม่เอื้ออานวยตอ่ การทา
กระดาษในวิธีเก่า ๆ เม่ือกระดาษมีจานวนลดน้อยลง การนาไปใช้ก็ลดน้อยลงตามไปด้วย ปัจจุบัน
พบว่ามีการทากระดาษข่อยใช้ในวงการศิลปะเพ่ือโอกาสบางอย่างเท่านั้น ท้ังที่กระดาษข่อยคือ
ภูมิปัญญาที่มีค่าที่กาลังสูญหายไปด้วยปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลให้กระดาษข่อยอยู่ในสภาพท่ีจาเป็นต้อง
ได้รบั การฟื้นฟทู ุกกระบวนการ
๓. การศกึ ษากระดาษข่อยและกระดาษไทยในแง่คุณคา่ และการใช้ประโยชน์
การศึกษาและการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกระดาษข่อยและกระดาษไทยที่แสดงคุณค่าของ
กระดาษและการนาไปใช้ประโยชน์ ดังน้ี
พัชราภรณ์ ฤทธอิ์ ินทรางกรู (๒๕๔๕) ศกึ ษาเรอ่ื ง ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตกระดาษ
สาของอุตสาหกรรมในครัวเรือน: กรณีศึกษา ตาบลต้นเปา อาเภอสันกาแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดย
มุง่ ประเด็นศึกษาเร่ืองต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตกระดาษแบบอุตสาหกรรมในครัวเรือนพบว่า
ตน้ ทุนในการผลิตกระดาษได้แก่ วัตถดุ ิบ ค่าแรง ซึง่ พชั ราภรณ์ฤทธิ์อินทรางกูรได้ให้ความเห็นเก่ียวกับ
ปัญหาพบในการผลิตกระดาษสาว่า “ปัญหาด้านการผลิต ผลผลิตไม่แน่นอนเพราะข้ึนอยู่กับสภาพ
อากาศ ปัญหาคู่แข่งและเงินลงทุน” (พัชราภรณ์ ฤทธ์ิอินทรางกูร, ๒๕๔๕, หน้า ๑๑๕) ซึ่งผู้วิจัยให้
ข้อเสนอแนะว่า ควรรวมกลุ่มอุตสาหกรรมในครัวเรือนน้ีเป็นสหกรณ์ และขอรับการช่วยเหลือจาก
ภาครัฐบาลในเรื่องเงนิ ลงทนุ รว่ มดว้ ย
๒๖
ยุทธนาพงศ์ แดงเพ็ง (๒๕๔๗) ศึกษาการผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษหัตถกรรมจาก
วัตถุดิบในท้องถ่ิน โดยศึกษาถึงโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะผลิตกระดาษในลักษณะงานหัตถกรรม
ด้วยกระบวนการที่เรยี กว่า เทคโนโลยีสะอาด มีการใชเ้ คมีบางชนดิ ท่ไี ม่ส่งผลกระทบตอ่ สภาพแวดล้อม
การศกึ ษาน้ีเลือกวัตถุดิบจากการเกษตร ได้แก่ ฟางข้าว ใยสปั ปะรด กาบกล้วย ผกั ตบชวา ต้นธปู ฤาษี
เมื่อทาการทดลองด้วยการต้มเย่ือด้วย โซเดียมไฮดรอกไซด์ในปริมาณต่างกัน และระยะเวลาต่างกัน
จะได้กระดาษที่แตกต่างกันดว้ ย ยทุ ธนา แดงเพง็ กล่าวถึงคุณคา่ ของการทากระดาษหัตถกรรมและการ
นาไปใช้ ความว่า “การทีส่ ามารถนาวัตถุในทอ้ งถนิ่ มาใช้ประโยชนใ์ นการผลติ เป็นกระดาษหัตถกรรมน้ี
ช่วยสร้างมูลค่าเพ่ิมให้กับวัสดุเหลือท้ิงโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทาให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นการ
ส่งเสริมการสร้างงานในชนบทและช่วยเพ่ิมรายได้ให้แก่ชุมชน” (ยุทธนาพงศ์ แดงเพ็ง, ๒๕๔๗, หน้า
๑๒-๑๔)
เสาวนยี ์ สุกใส (๒๕๕๒) การเปรยี บเทยี บกระบวนการผลติ กระดาษสาญ่ีป่นุ ระหว่างการใช้
น้ากระเจย๊ี บมอญและสารยรู ามีน: กรณีศึกษาโรงงานกระดาษสาตาบลหว้ ยไคร้ อาเภอแมส่ าย จงั หวดั
เชียงราย กล่าวถึงกระบวนการทากระดาษสาของไทยและญปี่ ุ่นซ่ึงมีความแตกต่างกนั โดยกระดาษสา
ญี่ปุ่นจะใช้สารกระจายตัวของเยื่อสาในน้าและเกาะติดเฟรมท่ีใช้หล่อกระดาษ สารดังกล่าวมี
ผลกระทบต่อสุขภาพ จึงทาการศึกษาวัตถุดิบทดแทนคือน้ากระเจ๊ียบมอญ งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึง
ข้ันตอนการทากระดาษท่ีอาจเป็นการลดต้นทุนเย่ือกระดาษด้วยการใช้สารกระจายเยื่อซึ่งสามารถใช้
พชื ที่มสี ารกระจายทดแทนเคมีท่ีมอี นั ตรายต่อสุขภาพได้
ภูวรา ธนกุลราเชนทร์ (๒๕๕๘) การผลิตกระดาษจากเปลือกหน่อไม้บงหวานและการใช้
ประโยชน์ เป็นงานวิจัยที่ศึกษาเก่ียวกับการนาเปลือกหน่อไม้ซึ่งเป็นวัสดุเหลือท้ิงจากภาคการเกษตร
มาทาเป็นกระดาษเพ่ือใช้ในกิจการการจัดดอกไม้มีการทดสอบความแข็งแรงของเส้นใย ผลต่อการ
ต้านทานการดึงและการฉีกขาด ภูวรา ธนกุลราเชนทร์ให้ความสาคัญกับวัสดุในท้องถิ่นท่ีทาการวิจัย
คือ จังหวัดเชียงรายซึ่งมีการทาหน่อไม้อัดป๊ีบขายเป็นจานวนมาก จึงนาเปลือกหน่อไม้มาแปรรูปให้
เกิดประโยชน์ ดังความตอนหน่ึงว่า “เปลือกหน่อไม้มีเส้นใยจานวนมากที่สามารถนามาผลิตเป็น
กระดาษได้ และเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนมีผลิตภัณฑ์เพิ่มข้ึน เพ่ือเพิ่มรายได้และใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น
ให้เกิดประโยชน์สงู สดุ ” (ภูวรา ธนกลุ ราเชนทร์, ๒๕๕๘, หนา้ ๒)
จุฑามาส เรืองยศจันทนา (๒๕๖๐) วิจัยเกี่ยวกับการอนุรักษ์กระดาษข่อยเรื่อง การศึกษา
ความเส่ือมสภาพและการอนุรักษ์หนังสือสมุดไทยท่ีมีภาพเขียนสี กรณีศึกษาหนังสือสมุดไทย
เลขทะเบียน ร.ว. ๓ วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ซ่ึงมีประเด็นเกี่ยวกับการสกัดเยื่อ
จากต้นข่อยเพ่ือให้ได้กระดาษที่มีคุณภาพสูงสดุ โดยใช้วธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์เพ่ือให้ได้กระดาษข่อยที่
ปราศจากสิ่งแปลกปลอมอื่นอันเนื่องมาจากกระบวนการทากระดาษเพื่ออนุรักษ์คุณค่าดั้งเดิมของ
กระดาษขอ่ ยและนาไปใช้ให้เกิดประโยชนใ์ นการซ่อมแซมศลิ ปวตั ถุที่ทาขึน้ จากกระดาษข่อย
๒๗
๔. ประวัตศิ าสตร์การคา้ กระดาษขอ่ ย
อาชีพการกระดาษข่อยเคยเป็นหนง่ึ ในอาชพี สาคัญ เพราะกระดาษข่อยเป็นกระดาษที่เปน็
ท่ีต้องการทงั้ ในส่วนของงานราชการ งานศิลปะ และงานท่เี ก่ยี วขอ้ งกับศาสนา
กรมศิลปากร เรียบเรียงข้อมูลที่ปรับปรุงจากวชิรญาณวิเศษ ในสมัยรัชกาลท่ี ๕ ในหนังสือ
ช่ือ วิชาอาชีพชาวสยาม ความตอนหน่ึง ว่า “ตาบลท่ีทากระดาษข่อยคือบางซ่อน เป็นที่ทาเลเขาทา
มาก กระดาษข่อยเม่ือทาเป็นแผ่นแล้วกว้างศอก ๑ ยาวสัก ๒ ศอก ราคาขาย ๑๐๐ แผ่น เป็นเงิน ๕
สลึง ผู้ท่ีรับมาขายๆแผ่นละ ๒ อัฐ รวม ๑๐๐ แผ่นเป็นเงิน ๓ บาท กับ ๑ เฟ้ือง หักทุนแล้วคงมีกาไร
๗ สลึง กับ ๑ เฟ้ือง” (กรมศิลปากร, ๒๕๕๑, หน้า ๒๗) อาจกล่าวได้ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว อาชีพ
การทากระดาษเป็นอาชีพท่ีสาคัญ กระดาษจะถูกขายในลักษณะของการมีพ่อค้าคนกลางเพื่อขายต่อ
โดยสามารถเพมิ่ ราคาเป็นกาไรไดม้ ากขนึ้
พระยากสิการบัญชา กล่าวถึงราคาขายสมุดข่อยขนาดต่าง ๆ ไว้ใน ปาฐกถาเรื่องการทา
กระดาษข่อย ซึง่ ตีพิมพเ์ ผยแพรใ่ นสมยั รชั กาลท่ี ๗ วา่
ราคาของสมุดและกระดาษเพลา สมุดพระมาลัยชะนิดขาว ดาไม่มีใครค่อยสั่ง เดิมขายกัน
๑๐๐ ละ ๖๐๐ บาท เวลาน้ีทราบว่า ๑๐๐ ละ ๔๐๐ บาท สมุด ๔๐ เดิมราคา ๑๐๐ ละ
๑๐๐ บาท เด๋ียวน้ีไม่แน่ สมุดโหรขายเล่มละ ๒๕ สตางค์ สมุดคืบเล่มหน่ึงราว ๆ ๑๕-๒๐
สตางค์ กระดาษเพลาอย่างบาง ๑๐๐๐ ละ ๑๕ บาท” (กสกิ ารบญั ชา, ๒๔๗๖, หน้า ๒๕)
ราคากระดาษทเี่ พม่ิ สงู ข้นึ ตง้ั แต่ในสมยั รัชกาลที่ ๕ ถึง รชั กาลที่ ๗ สนั นิษฐานวา่ เปน็ เพราะ
มีจานานกระดาษในท้องตลาดท่ีเริ่มลดลง ในขณะที่ความต้องการใช้กระดาษข่อยยังคงอยู่อีกทั้งยัง
พบว่ากิจการ จนต่อมากิจการการทากระดาษเริ่มลดลงไปเร่อื ยมา โดยเฉพาะอย่างย่ิงแหล่งที่ยังคงทา
กระดาษมีสภาพที่เปล่ียนแปลงไป ส่งผลให้กระดาษข่อยกลายเป็นกระดาษที่หายาก และมีราคาสูงใน
ปัจจบุ ัน
สรุป
เอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องเพ่ือใช้ในโครงการวิจัย กระบวนการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการ
ทากระดาษข่อยเพื่องานศิลปะไทยเชิงพาณิชย์น้ี ประกอบด้วยเอกสารด้านความเป็นมาของกระดาษ
ข่อยในมิติประวัติศาสตร์ ด้านบทบาทของกระดาษข่อยในปัจจุบัน ด้านการศึกษากระดาษข่อยและ
กระดาษไทยในแง่คณุ คา่ และการใช้ประโยชน์ ตลอดจนเอกสารด้านประวัติศาสตร์การคา้ กระดาษข่อย
เอกสารต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเอกสารแวดล้อมที่สนับสนุนให้กระดาษข่อยซึ่งเป็นกระดาษที่มีต้นทุนทาง
วัฒนธรรมสูงกว่ากระดาษอื่น ๆ อาทิ กระดาษสา กระดาษกาบกลว้ ย หรอื กระดาษจากเปลือกเยอื่ ไผ่
เอกสารด้านงานวิจยั ต่าง ๆ มีประเด็นสาคัญคือ การนาวัสดุในท้องถ่ินซึ่งอาจเป็นของเหลือ
ทิ้งจากภาคการเกษตรมาสร้างมูลค่าด้วยการผลิตเป็นกระดาษท่ีส่งเสริมให้ชุมชนมีรายได้ ในขณะท่ี
กระดาษข่อยเป็นกระดาษท่ีมีประวัติศาสตร์ด้านภูมิปัญญาเป็นกระดาษที่ได้รับการกล่าวถึงมาต้ังแต่
สมัยกรุงศรีอยุธยาและข่อยมีประโยชน์หลากหลายไม่ใช่วัชพืชที่ต้องกาจัดในภาคเกษตรกรรม ทาให้
กระดาษข่อยยังเป็นกระดาษท่ีมีต้นทุนสูงในทุก ๆ กระบวนการ ตั้งแต่วัตถุดิบและยังต้องใช้แรงงาน
มากต่อการผลติ แตล่ ะคร้งั
๒๘
ต่อมา เมื่อบทบาทของกระดาษข่อยลดลงไปเนื่องจากปัญหาการขาดความต่อเน่ืองในด้าน
การผลิตซ่ึงมีผลกระทบจากปัจจัยหลากหลายด้านซ่ึงงานวิจัยเก่ียวกับการผลิตกระดาษในลัก ษณะ
หัตถกรรม ต่างมีปัญหาในลักษณะคล้ายกันคือ ต้นทุนที่สูงและยังคงมีความต้องการท่ีจะนากระดาษท่ี
ได้เหล่าน้ันไปขยายสู่การนาไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และต้องการส่งเสริมให้เป็นท่ีต้องการของ
ตลาด
ความเป็นมาของกระดาษข่อยในมิติประวัติศาสตร์ พบว่า กระดาษเป็นสินค้าสาคัญมา
ตั้งแต่อดีตที่การค้าเส้นทางสายไหมมีบทบาทสาคัญต่อการเผยแพร่วัฒนธรรมผ่านสินค้าและศาสนา
กระดาษในอดีตเป็นของหายากและจะไม่ทาลายเม่ือสน้ิ สุดการใช้งาน ความคุ้มค่าของการใช้กระดาษ
สะท้อนคุณสมบัติในการเปล่ียนแปลงรูปร่างแต่ยังคงสภาพความเป็นเยื่อกระดาษได้เป็นอย่ างดี
สาหรับประเทศไทย ประวัติศาสตร์การใช้กระดาษให้ความสาคัญกับกระดาษข่อยเป็นอย่างมาก
กระดาษข่อยถูกกล่าวถึงในเอกสารต้ังแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยรัชกาลท่ี ๕ และสมัยรัชกาลที่ ๗
เอกสารต่าง ๆ ให้ความเห็นเกี่ยวกับคุณภาพของกระดาษว่ามีคุณภาพท่ีด้อยกว่ากระดาษจาก
ตา่ งประเทศ ซง่ึ อาจหมายถึงความหนาของกระดาษที่ไมส่ ม่าเสมอกัน สขี องกระดาษทใ่ี กลเ้ คียงกับเยื่อ
ธรรมชาติเพราะไม่ผ่านการฟอกสี อย่างไรก็ตาม กระดาษข่อยในมิติประวัติศาสตร์แสดงความสาคัญ
ของกระดาษข่อยในช่วงเวลาหนึ่ง ซ่ึงการฟ้ืนฟูกระดาษโบราณให้กลับมาเป็นที่ต้องการของตลาดอีก
คร้งั จะตอ้ งนาข้อมูลทางมติ ิประวตั ศิ าสตรน์ ี้มาส่งเสริมการตลาดเพื่อใหเ้ กิดประโยชน์สูงสดุ
บทบาทของกระดาษข่อยในปัจจุบัน พบว่า กระดาษข่อยปรากฏหลักฐานการนาไปใช้ใน
หลากหลายด้าน ได้แก่ ใช้ทาสมุดไทยเพ่ือเขียนข้อความต่าง ๆ ท้ังท่ีเป็นเอกสารทางราชการ คัมภีร์
ทางศาสนา ตารายา การนากระดาษขอ่ ยมาใช้ในการทางานศิลปะ ดงั เชน่ มีเอกสารการสั่งซ้ือกระดาษ
ไทย (สันนิษฐานว่าหมายถึงกระดาษข่อย) เพ่ือการบูรณะวัด การนากระดาษข่อยมาใช้เพื่อการ
ซ่อมแซม โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ซึ่งมีกระดาษข่อยเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากเดิมการซ่อมแซมจะใช้
กระดาษต่างชนิดกันในการซ่อมแซม แต่นักอนุรักษ์ในปัจจุบันให้ความสาคัญกับการนาวัสดุชนิด
เดียวกันมาใช้ในการซ่อมแซม กระดาษข่อยจึงมีบทบาทสาคัญในด้านการใช้สอยในลักษณะของการ
อนุรักษ์ คือการใช้วัสดุที่เป็นภูมิปัญญาไทยในการสร้างสรรค์งานศิลปะ การคัดลอกพระคัมภีร์ที่ชารุด
รวมถงึ การซอ่ มแซมโบราณวัตถุ ศลิ ปะวตั ถุ เช่นตาราสมุดข่อยโบราณ เคร่ืองศิราภรณ์ หัวโขน เป็นตน้
การศึกษากระดาษข่อยและกระดาษไทยในแง่คุณคา่ และการใชป้ ระโยชน์ พบว่า มีงานวจิ ัย
จานวนไม่น้อยที่มุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคุณภาพและคุณสมบัติของกระดาษจากเส้นใยธรรมชาติที่มี
ลักษณะการทากระดาษอย่างงานหัตถกรรม ในการศึกษางานวิจัยจึงเลือกงานวิจัยท่ีใช้กระดาษจาก
เส้นใยธรรมชาติที่สอดคล้องกับกระดาษในสมัยโบราณ ได้แก่ กระดาษสา กระดาษจากเย่ือไผ่ และ
กระดาษข่อย ผวู้ จิ ัยให้ความสาคญั ในด้านการนากระดาษธรรมชาติไปใช้ และเพิ่มโอกาสการนาวัตถุใน
ท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์ ซ่ึงเป็นการช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือทิ้งโดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ทาให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นการส่งเสริมการสร้างงานในชนบทและช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน
แต่งานวิจัยเหล่านี้ยังมิได้เพิ่มข้อมูลทางด้านการตลาด และอาจจะมุ่งเป้าไปท่ีกลุ่มเป้าหมายเดียวคือ
นักทอ่ งเทย่ี วด้วยการจาหน่ายของทีร่ ะลกึ เป็นตน้
ประวัติศาสตร์การค้ากระดาษข่อย พบว่ามีการบันทึกเกี่ยวกับราคาของการค้ากระดาษ
ข่อยในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ ซ่ึงราคามีแนวโน้มเพิ่มสูงข้ึนและเม่ือนากระดาษข่อยเหล่านั้นไปทาเป็น
๒๙
สมดุ ไทยแลว้ จะสามารถเพิ่มราคาข้ึนได้อีก จากเอกสารทางประวตั ศิ าสตรก์ ารค้ากระดาษขอ่ ยกล่าวถึง
การคา้ ทีเ่ ป็นลักษณะของการจาหน่ายต่อ ผ้ซู ้อื จงึ อาจจะไมใ่ ช่ผูใ้ ช้กระดาษเทา่ นนั้ แต่ผู้คา้ คนกลางท่ีนา
กระดาษข่อยจากแหล่งผลิตไปจาหน่ายต่อเพ่ือเพิ่มกาไรได้ซ่ึงสามารถเป็นแนวทางในการวิเคราะห์
กลยุทธก์ ารตลาดกระดาษขอ่ ยปจั จบุ ัน
กระดาษข่อยจึงเป็นหนึ่งในวิชาช่างหัตถกรรม ซึ่งต้องอาศัยความชานาญและฝีมือ
เช่นเดียวกับผลงานศิลปะประเภทอ่ืน ๆ เอกสารที่ใช้ในการวิจัยเรื่อง กระบวนการอนุรักษ์ภูมิปัญญา
การทากระดาษข่อยเพ่ืองานศิลปะไทยเชิงพาณิชย์ เป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่แสดงกรรมวิธีใน
การทากระดาษ และเอกสารท่ีแสดงภาพรวมของการนากระดาษข่อยไปใช้ทั้งใช้ทาสมุดไทยและงาน
ศิลปะ
อย่างไรก็ตามข้อมูลในการค้ากระดาษข่อยในอดีตขาดความต่อเนื่อง และไม่สามารถ
เชื่อมโยงปัจจัยต่าง ๆ ในการทากระดาษข่อยปัจจุบันได้ จึงต้องศึกษาโอกาสและความเป็นไปได้ใน
เชิงพาณิชยโ์ ดยอาศยั ขอ้ มลู จากความต้องการของผ้ซู ื้อเพื่อศกึ ษาการตลาดตอ่ ไป
จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง ครอบคลุมท้ังในเรื่องทางประวัติศาสตร์
การใช้งานกระดาษข่อยตลอดจนการค้ากระดาษข่อย สามารถสันนิษฐานได้ว่า กระดาษข่อยซึ่งเป็น
กระดาษที่มีคุณค่าท้ังในเชิงประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาที่ส่ังสมมาอย่างยาวนาน ด้วยคุณสมบัติท่ีดี
ของเย่ือข่อยจึงไม่นิยมนาเย่ือจากพืชชนิดอ่ืน ๆ เข้ามาผสม แม้ว่าจะมีงานวิจัยอื่น ๆ สนับสนุน
กระบวนการผสมเย่ือเพ่ือลดต้นทุนวัตถุดิบบ้างแล้วก็ตาม เพราะกระดาษข่อยเป็นกระดาษด้ังเดิม
ของไทยมีหน้าที่และมีคุณค่า การนากระดาษข่อยมาสนับสนุนในเชิงพาณิยช์จึงเป็นการส่งเสริมให้
กระดาษข่อยกลบั มามีบทบาทอีกคร้งั โดยอาศยั การสรา้ งสรรค์งานศิลปะไทยเชงิ พาณชิ ย์
๓๐
บทที่ ๓
วธิ ดี าเนนิ การวจิ ัย
โครงการวิจัยเรื่องกระบวนการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทากระดาษข่อยเพื่องานศิลปะไทย
เชิงพาณิชย์เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเป็นการค้นคว้าข้อมูลทางด้านเอกสารและหลักฐานทางวัตถุ
เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างสรรค์ ตลอดจนนาเสนอแนวทางในการพัฒนาให้ผลติ ภณั ฑ์จาก
ภมู ปิ ญั ญาการทากระดาษสามารถสร้างโอกาสเชงิ พาณิชยไ์ ด้มากยิ่งขน้ึ โดยมวี ิธีดาเนินการวิจยั ดงั นี้
กลุ่มตัวอยา่ ง
๑. กระบวนการทากระดาษของศูนยศ์ ิลปาชีพเกาะเกิด จงั หวัดพระนครศรีอยุธยา
๒. กระบวนการทากระดาษข่อยเพ่ือเผยแพรส่ ูส่ าธารณะของนายนศิ ิษย์ ฤทธิเวช
๓. ผลิตภัณฑก์ ระดาษขอ่ ยของศูนย์ศลิ ปาชพี เกาะเกิด จงั หวัดพระนครศรอี ยธุ ยา
เครอื่ งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจัย
เครื่องมือวิจัยในการวิจัยเร่ืองกระบวนการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทากระดาษข่อยเพ่ืองาน
ศลิ ปะไทยเชงิ พาณิชย์ คือ แบบบนั ทกึ ข้อมูลงานวจิ ยั ซึง่ มีข้ันตอนการสร้างเครื่องมือการวิจยั ดังน้ี
ขั้นตอนที่ ๑ การศึกษาแนวคิดที่มีต่อการทากระดาษข่อยท่ีปรากฏในเอกสารต่าง ๆ ท้ังท่ี
เปน็ เอกสารชน้ั ต้นและช้นั รอง
ข้ันตอนท่ี ๒ สร้างแบบบันทึกงานวิจัย ซึ่งเป็นการบันทึกสาระสาคัญในเอกสารต่าง ๆ และ
จากการสารวจภาคสนาม การลงมือปฏิบตั ิ ทีเ่ ชือ่ มโยงต่อการค้นคว้าเกี่ยวกับกระบวนการทากระดาษ
ขอ่ ยและสมดุ ไทยและการสัมภาษณ์
ข้ันตอนที่ ๓ การนาแบบบันทึกงานวิจัยเพ่ือประมวลความครบถ้วนของข้อมูลที่ใช้ในการ
วิจัย และเพ่ิมเติมส่วนที่ต้องปรับปรุงในข้ันตอนการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการประมวลจากการสอบถาม
การสังเกตของผู้เข้าร่วมการถ่ายทอดความรู้การทากระดาษข่อยเพื่อนามาวิเคราะห์กระบวนการสืบ
ทอดองค์ความรู้การทากระดาษข่อยในเยาวชนและการวิเคราะห์โอกาสและแนวทางท่ีจะทาให้
กระดาษข่อยซง่ึ เป็นกระดาษจากภูมิปัญญาโบราณเข้าสกู่ ารออกแบบเป็นผลิตภณั ฑ์ท่สี ร้างรายได้ และ
การนาองค์ความรู้การทากระดาษข่อยเป็นชุดการเรียนรู้ในรูปของโครงการฝึกอบรมท่ีสามารถสร้าง
รายได้ใหแ้ ก่ผู้สอน
ข้ันตอนท่ี ๔ ปรับปรุงแบบบันทึกข้อมูลงานวิจัยเพ่ือให้เกิดความสมบูรณ์ในข้อมูลงานวิจัย
แบบบันทกึ งานวิจยั แบ่งออกเป็น ๒ สว่ นคอื
สว่ นท่ี ๑ ข้อมูลเบอื้ งตน้ ของเอกสาร ผูแ้ ต่ง ปที ่ีสรา้ ง และสาระสาคัญของเอกสาร
ส่วนที่ ๒ ข้อมูลด้านการนาวัตถุดิบท้องถ่ินมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมเพื่อ
จาหนา่ ย
๓๑
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
การเก็บรวบรวมข้อมลู มีกระบวนการดงั นี้
๑. ศกึ ษาเอกสารช้ันตน้ ทเี่ กย่ี วกบั กระดาษข่อย ไดแ้ ก่ เอกสารจากจดหมายเหตุในสมัย
กรงุ ศรีอยุธยา
๒. ศึกษาเอกสารช้นั รองท่มี ีกลา่ วถงึ กระบวนการทากระดาษข่อยในแต่ละชว่ งเวลา ได้แก่
สมยั รัชกาลที่ ๕ สมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง และสมยั ปจั จุบัน ซงึ่ ส่งผลต่อการ
เล็งเห็นคณุ คา่ ของกระดาษขอ่ ยทีเ่ ป็นหตั ถกรรมอย่างหน่ึงของไทย
๓. เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามเกี่ยวกบั กระบวนการทากระดาษจากแหลง่ ต่าง ๆ ท่สี าคัญ
ไดแ้ ก่ โรงเรียนชา่ งฝีมือในวัง (ชาย) ข้อมูลภาคสนามจากนายนิศิษย์ ฤทธิเวช ผู้มีความ
เชย่ี วชาญในการทากระดาษมากว่า 20 ปี ข้อมูลภาคสนามจากนายสมพงษ์ สงคลง้ิ
ครูผฝู้ กึ สอนการทากระดาษขอ่ ย จากศนู ย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
ด้วยการลงพืน้ ท่ีแหลง่ ในการทากระดาษขอ่ ย การสงั เกตและบนั ทกึ ภาพขั้นตอนการทา
กระดาษ
๔. สัมภาษณ์บคุ คลที่เกย่ี วข้องดงั นี้
สัมภาษณเ์ ชิงลึกบุคคลท่ีมคี วามเกี่ยวขอ้ งกับการทากระดาษข่อย ไดแ้ ก่
๑) นายสมพงษ์ สงคล้ิง ครูผู้ฝึกสอนการทากระดาษข่อย จากศูนยศ์ ิลปาชพี เกาะเกิด
จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
๒) นายนิศษิ ย์ ฤทธิเวช อดตี ข้าราชการโรงเรียนชา่ งฝีมือในวัง (ชาย)
สมั ภาษณศ์ ิลปนิ ผูท้ ีใ่ ช้กระดาษขอ่ ยในงานสร้างสรรค์ ได้แก่
๑) ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิโรจน์ จรุงจิตวิทวัส ศลิ ปนิ จติ รกรรมไทยแนวประเพณี
๒) นายวารี แสงสวุ อ ศิลปินเทคนคิ ภาพพมิ พ์
๕. นาความรู้จากผู้เชย่ี วชาญดา้ นการทากระดาษข่อย และวิธกี ารในการสบื ทอดภูมปิ ญั ญา
การทากระดาษข่อยในสถานศึกษา และเผยแพรส่ ูส่ าธารณะจากศนู ย์ศลิ ปาชพี เกาะเกดิ
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และโรงเรยี นชา่ งฝมี ือในวงั (ชาย) เพือ่ นามาเปน็ แนวทางให้
กบั วทิ ยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลรตั นโกสนิ ทรส์ ืบทอดความรู้
แก่เยาวชน และนามาสรา้ งสรรคเ์ ปน็ ผลงานศิลปกรรม
ในการศึกษาถึงกระบวนการการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทากระดาษข่อยนี้เป็นการศึกษา
ความเป็นมาทางประวัตศิ าสตร์ ภูมิปญั ญาท่ไี ด้มกี ารบันทกึ ไวใ้ นรปู ของเอกสารและตาราตา่ ง ๆ นาไปสู่
การปฏิบัติเป็นการฟ้ืนฟูภูมิปัญญาที่มีผู้สืบทอดภูมิปัญญาจานวนไม่มากนักให้ได้รับความนิ ยมเพิ่มข้ึน
โดยอาศัยกระบวนการนาภูมิปัญญาน้ันไปสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปกรรมร่วมสมัย ผลิตภัณฑ์ และ
เปน็ สินคา้ ทีร่ ะลกึ ได้
การสรา้ งเสรมิ ผลติ ภัณฑจ์ ากภูมปิ ัญญาเพื่อใชใ้ นการออกแบบใหก้ ระดาษข่อยเปน็ สินค้าที่มี
ผู้ต้องการหลากหลายเป็นการเพ่ิมโอกาสให้กระดาษข่อยเป็นกระด าษที่ช่วยกระตุ้นแนวคิดด้านการ
อนรุ ักษ์และส่งเสริมการนากระดาษไปใช้เชงิ พาณิชย์ โดยอาศัยหลกั คดิ ทางการตลาดย้อนยุค และปรบั
ด้านประโยชน์ใช้สอน ด้วยกลยุทธ์ต่าง ๆ ได้แก่ การเปล่ียนวิธีใช้ การพลิกมุมมอง การเพิ่มคุณสมบัติ
การลดคุณสมบตั ิ การแทนที่ดว้ ยสงิ่ ใหม่ การลาดับรปู แบบใหม่ การพลกิ กลับ และการผสมผสาน
๓๒
ภมู ิปัญญาการทากระดาษข่อยกบั การสร้างสรรคผ์ ลงานศลิ ปะไทยเชิงพาณิชย์
ภมู ปิ ัญญา หมายถงึ องคค์ วามรู้ท่ไี ดร้ บั การสง่ั สมมาเป็นเวลานานโดยมีรากฐานมาจาก วิถี
ชีวิตของผู้คนในเวลานั้น ภูมิปัญญา จึงสะท้อนมุมมองทั้งในด้านประวัติศาสตร์ และพัฒนาการทาง
ความคดิ สรา้ งสรรค์ท่สี ง่ ผลใหป้ ัจจบุ ันมีความร้ทู ีห่ ลากหลาย
วัสดุอุปกรณ์จากภูมิปัญญาเป็นหน่ึงในสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการคิดออกแบบสร้างสรรค์
เครื่องมือเครื่องใช้ในวิถีชีวิตมาปรับให้เหมาะสม โดยมากวัสดุและอุปกรณ์จากภูมิปัญญาจะประดิษฐ์
ขึ้นมาจนสร้างเอกลักษณ์ได้ สาหรับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทากระดาษ ได้แก่ ค้อนไม้ (ภาพท่ี ๒๒)
ซ่ึงต้องทาข้ึนจากไม้เน้ือแข็ง เข้าไม้แบบตอกล่ิม ใช้สาหรับทุบเยื่อข่อย, พะแนง (ภาพที่ ๒๓) ทาข้ึน
จากไม้เน้อื แข็งประกอบกนั เป็นกรอบอย่างกรอบรปู แล้วจงึ ขงึ ด้วยผ้าไนลอ่ น ใชส้ าหรบั หล่อเยอ่ื ขอ่ ยทา
เปน็ กระดาษ, เปลอื กหอยเบ้ยี (ภาพที่ ๒๔) ใชเ้ ปลอื กหอยเบี้ยขนาดใหญ่ที่มลี ักษณะกลมเนียนเรียบใช้
สาหรบั กวดกระดาษใหเ้ รียบแน่นภายหลังจากหล่อเปน็ แผ่นเรียบร้อยแลว้ , กาวแป้งเปยี ก (ภาพที่ ๒๕)
เป็นกาวจากแป้งข้าวเหนียวท่ีกวนในน้าตั้งไฟจนเหนียวข้น ใช้สาหรับเคลือบผวิ กระดาษข่อย เป็นการ
รองพื้นใหก้ ระดาษแขง็ แรงขนึ้ และกันนา้ ซึมได้ ปอ้ งกันการเปื่อยยุ่ยได้
ภาพที่ ๒๒ ค้อนไม้
ทีม่ า: นฤมล ศลิ ปชัยศรี
๓๓
ภาพท่ี ๒๓ พะแนงผ้าไนลอ่ น
ที่มา: นฤมล ศลิ ปชัยศรี
ภาพท่ี ๒๔ เปลอื กหอยเบ้ยี และลกั ษณะการจับเพ่ือกวดกระดาษขอ่ ย
ทม่ี า: นฤมล ศลิ ปชยั ศรี
๓๔
ภาพท่ี ๒๕ กาวแป้งเปยี ก
ทม่ี า: นฤมล ศิลปชยั ศรี
ภูมิปัญญาการทากระดาษข่อย เป็นหน่ึงในองค์ความรู้ท่ีส่ังสมมาอย่างยาวนาน หลักฐานท่ี
แสดงใหท้ ราบวา่ อย่างน้อยทสี่ ุดกระดาษข่อยไทยสรา้ งขึ้นมาเม่อื ครั้งปลายสมยั กรงุ ศรีอยุธยาแล้ว ด้วย
สภาพแวดล้อมและความต้องการใช้กระดาษที่มีคุณสมบัติเหนียว ทน สามารถนาไปเคลือบรักเพื่อ
สร้างสรรคเ์ ปน็ ผลงานลายรดน้าได้ ป้องกันแมลงกัดแทะได้ ภมู ปิ ัญญาการทากระดาษข่อยจึงได้รับการ
ยกยอ่ งจากผสู้ รา้ งสรรค์งานศลิ ปะวา่ “เป็นกระดาษทม่ี ที ง้ั คณุ ค่าและมลู คา่ สงู ”
ผลงานศิลปะไทยเชิงพาณิชย์ จานวนไม่น้อยท่ีมีความพยายามในกระบวนการทาง
การตลาดเพื่อหวนคืนสู่ความเป็นด้ังเดิม ได้แก่ การตลาดแบบย้อนยุค (Retro) เพื่อเชื่อมโยง
ประวัติศาสตร์กับการสร้างสรรค์ใหม่เป็นการนาเสนอส่วนผสมของแนวคิดและการแสดงออกให้แก่
ผู้ชมเกิดความประทับใจ สาหรับการตลาดแบบย้อนยุคในกระดาษข่อยไทยเพ่ืองานศิลปะไทย
เชิงพาณชิ ยน์ ี้ ควรตงั้ อย่บู นฐานของแนวคิด Retro Marketing คือการไม่ปรงุ แตง่ กระดาษข่อยจนเสีย
คุณค่าเดิม ซึ่งกระดาษข่อยสามารถสร้างคุณค่าเชิงพาณิชย์ได้โดยต้องอาศัยระบบและกลไกทางการ
ตลาดเข้ามามีส่วนช่วยให้กระดาษข่อยซ่ึงมีมูลค่าสูงยังคงเป็นที่ต้องการ เพ่ือช่วยให้ภูมิปัญญาการทา
กระดาษข่อยนี้ได้รับการอนุรักษ์ เป็นประโยชน์ต่อการสร้างคุณค่าดั้งเดิมของงานศิลปะไทย
หลากหลายแขนงทเี่ คยใชก้ ระดาษขอ่ ยเปน็ สว่ นประกอบหน่งึ ในงานสร้างสรรค์
องค์ประกอบของการพฒั นากระดาษข่อยส่กู ระดาษในงานศิลปะไทยเชิงพาณชิ ย์
๑. ตระหนกั ถงึ คณุ คา่ ของกระดาษข่อยในมิติประวตั ิศาสตร์ ซง่ึ จะเปน็ เนื้อหาสาคัญเพอ่ื ใช้
ในการออกแบบการตลาดแบบย้อนยุค ท้ังน้ีจะต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและ
สภาบันการศกึ ษาท่ถี ่ายทอดความเกี่ยวกบั ศิลปะไทยดว้ ย
๒. การพฒั นาประโยชน์ของกระดาษข่อยให้มีความหลากหลาย โดยไมล่ ดคุณค่าเดมิ ของ
กระดาษข่อยไป เพราะเน้อื กระดาษข่อยเป็นจดุ เด่นสาคัญอย่างหนึ่งทที่ าให้เหน็ ความ
แตกตา่ งและเป็นท่ตี ้องการของผทู้ ี่ทางานศลิ ปะบนกระดาษข่อย
๓. การแสวงหาพ้ืนทีแ่ ละเปิดโอกาสใหก้ ระดาษข่อยได้เปน็ สินคา้ หรอื เปน็ บรกิ ารด้านการ
สอนสรา้ งรายไดใ้ ห้แก่ผทู้ า หรือหนว่ ยงานทีส่ ง่ เสรมิ การทากระดาษขอ่ ย
๓๕
กระบวนการทากระดาษของศนู ย์ศิลปาชีพเกาะเกดิ จงั หวดั พระนครศรอี ยุธยา
ศนู ย์ศิลปาชีพเกาะเกิดตั้งอยทู่ ่ี ตาบลเกาะเกิด อาเภอบางปะอนิ จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา
เป็นศูนย์ฝึกความรู้ทางด้านศิลปะไทยและจัดให้มีการอบรมและให้ความรู้ในหลากหลายวิชาที่สาคัญ
และเป็นจุดเด่นของศูนย์ฯ คือ การทากระดาษข่อยเพ่ือผลิตกระดาษสาหรับงานศิลปะไทย ภูมิปัญญา
การทากระดาษข่อยของศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิดจังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา ได้รับการถ่ายทอดจากนาย
นิศิษย์ ฤทธิเวช อาจารย์จากโรงเรียนช่างฝีมือในวัง (ชาย) ซ่ึงได้รับการถ่ายทอดความรู้การทา
กระดาษข่อยจากบุตรสาวและบุตรชายของนางลูกอิน คือ นางสุวลีและนายสมชาติ ทายาทผู้สืบทอด
วิชาช่างทากระดาษข่อยจากคลองบางซ่อน บางซ่ือ กรุงเทพฯ (นิศิษย์ ฤทธิเวช, สัมภาษณ์, ๑๘
พฤศจิกายน ๒๕๖๐)
ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ริเร่ิมการทากระดาษข่อยในปี พ.ศ.
๒๕๕๘ โดยมีความประสงค์ให้กระดาษข่อยซึ่งเป็นกระดาษโบราณได้กลับมาเป็นวัสดุในการสร้าง
หัวโขน ซึ่งหัวโขนนั้นแต่เดิมในขั้นตอนการปิดกระดาษใช้กระดาษข่อยเพราะคุณสมบัติท่ีมีความ
เหนียว แข็งแรง และมีน้าหนักเบา จนต่อมาเม่ือกระดาษข่อยมีผู้ทาลดลง ประกอบกับต้นทุนการผลิต
ต่อแผ่นค่อนข้างสูง จึงมีผู้คิดนากระดาษท่ีมีคุณสมบัติใกล้เคียงอย่างกระดาษสามาใช้ แนวคิดในการ
คืนกลับไปใช้กระดาษข่อยเพื่อทาหัวโขน เป็นมติจากคณะทางานในโครงการสร้างหัวโขนของศูนย์
ศิลปาชีพเกาะเกิด เพ่ืออนุรักษ์ทั้งวัสดุและเทคนิคโบราณที่เป็นภูมิปัญญาไทยไว้ท้ังหมด จึงเกิดการ
ฝกึ ฝนการทากระดาษจนได้กระบวนการท่ปี รบั ปรุงมาจากโบราณเพื่อให้สอดคลอ้ งกับสภาพในปจั จบุ นั
กรรมวธิ ีการทากระดาษข่อย
๑. การเตรยี มเยอื่ ข่อย
การทากระดาษข่อยจะใช้เยื่อของต้นข่อยที่โตพอเหมาะ ไม่แก่เกินไป อาจจะเป็นก่ิงข่อยท่ี
ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป นาลาต้นหรือก่ิงข่อยท่ีตัดมาได้ลอกเปลือกทันที (ในข้ันตอนน้ีหากเป็นแบบ
โบราณจะมัดกิ่งข่อยรวมกันแล้วน่ึงให้เปลือกข่อยอ่อนตัวลงและสามารถลอกออกได้โดยง่าย) แต่หาก
ทิ้งกิ่งข่อยท่ีตัดแล้วเป็นเวลานาน (ภาพท่ี ๒๖) จะต้องนามาแช่น้าเสียก่อนเพื่อให้เปลือกข่อยอ่อนตัว
การแชน่ ้าควรแชใ่ นนา้ ท่เี ป็นนา้ ไหล หากแชใ่ นนา้ น่ิงไมอ้ าจจะเนา่ ได้ เม่อื ไดล้ าตน้ ทสี่ ามารถลอกเย่ือได้
แลว้ จึงลอกเปลอื กส่วนนอกออก เปลือกที่อยู่ส่วนนอกสดุ นี้จะมีความหยาบ และแข็ง มสี คี ล้าไม่เหมาะ
กับการนามาใช้ทาเย่ือกระดาษ เยื่อข่อยท่ีดีจะมีเส้นใยท่ีเหนียวและมีสีค่อนข้างขาว เม่ือลอกเย่ือข่อย
โดยการฉีกเป็นเส้น (เสียดข่อย) (ภาพที่ ๒๗) จากนั้นแยกเยื่อนามาตากให้แห้งเพื่อป้องกันการข้ึนรา
พรอ้ มใชใ้ นขน้ั ตอนการหมักตอ่ ไป (ภาพที่ ๒๘)
ขนั้ ตอนการเตรยี มเยอ่ื ขอ่ ยมคี วามสาคัญอย่างย่งิ ต่อการทากระดาษข่อย เพราะเป็นข้ันตอน
แรกท่จี ะสามารถคัดเยื่อที่มคี ุณสมบตั ิท่แี ตกต่างกัน ให้เหมาะตอ่ การทากระดาษ กระดาษขอ่ ยท่ไี ด้จะมี
สีแตกต่างกันจากข้ันตอนการเสียดข่อย หากเย่ือท่ีมีสีค่อนข้างขาวจะสามารถใช้ทาสมุดไทยขาวได้
หรือใช้ในงานจิตรกรรมท่ีต้องการลงสีได้ สาหรับกระดาษข่อยที่ทาขึ้นจากเย่ือข่อยที่มีสีคล้า หรือส่วน
ที่ใกล้เปลือกลาต้นข่อยจะได้กระดาษสีคล้ากว่า เหมาะกับการนาไปใช้เป็นกระดาษสาหรับปิดหัวโขน
(กระดาษบาง) หรือย้อมเขมา่ ดาทาเป็นสมุดไทยดา
๓๖
ภาพที่ ๒๖ เปลอื กต้นข่อยท่ีลอกจากกง่ิ หรือลาต้น
ที่มา: นฤมล ศิลปชยั ศรี
ภาพท่ี ๒๗ การเสยี ดข่อยและคดั แยกสีของเย่ือข่อย
ทม่ี า: นฤมล ศลิ ปชยั ศรี
๓๗
ภาพท่ี ๒๘ เยอ่ื ข่อยท่ีพยายามคัดแยกสว่ นคลา้ ออกแล้ว
ท่มี า: นฤมล ศิลปชยั ศรี
๒. การหมักเยื่อขอ่ ย
การหมกั เยอื่ ข่อยเปน็ ข้นั ตอนทจี่ ะทาให้เยื่อข่อยท่ีมคี วามเหนียวเป็นเส้นยาวมีความอ่อนตัว
จนสามารถนาไปทากระดาษได้ เย่ือข่อยท่ีมาจากต้นข่อยแก่จะต้องใช้ระยะเวลาในการหมักมากกว่า
เย่ือข่อยทไ่ี ดจ้ ากลาต้นท่โี ตกาลงั ดี การหมกั เย่ือขอ่ ยในภาชนะท่ีมีขนาดใหญ่โดยใชน้ ้าผสมปูนขาว โดย
คุณสมบัติของปูนขาวช่วยให้เย่ือข่อยอ่อนตัว ย่อยให้มีขนาดเล็กลงได้ง่าย แต่ไม่ถึงกับทาให้เส้นใย
เสียหายหรือยยุ่ การหมักจะใช้เวลาโดยประมาณ ๓-๕ วัน หากเยื่อข่อยนี้ได้มาจากต้นข่อยแก่ จะต้อง
ใช้เวลาหมักนานราว ๖-๗ วัน (ภาพที่ ๒๙) เพือ่ ใหด้ ่างจากปูนขาวกดั ขอ่ ยใหน้ ิม่ อ่อนลง
ภาพที่ ๒๙ การหมกั เย่ือข่อยโดยการคลกุ เคลา้ กบั นา้ ปูนขาว
ท่มี า: นฤมล ศิลปชัยศรี
๓๘
ภายหลังจากการหมักในน้าปูนขาวแล้วจึงนาเย่ือข่อยท่ีได้ล้างน้าเพื่อขจัดปูนขาวที่อาจจะ
ตกค้างอยู่ในเยื่อข่อย เม่ือล้างน้าจนเยื่อสะอาดแล้วนามาต้มกับน้าปูนขาว (ภาพท่ี ๓๐) ในอัตราส่วน
เยื่อข่อย ๒ สว่ นต่อน้าปูนขาว ๑ สว่ น ตม้ ประมาณ ๓ วนั (แบง่ ต้มวนั ละ ๘ ช่วั โมง) โดยใช้ไฟทม่ี ีความ
แรงสม่าเสมอ (ภาพท่ี ๓๑) หากเย่ือข่อยที่ได้มาจากลาต้นแก่อาจจะต้องเพ่ิมระยะเวลาในการต้มตาม
ความเหมาะสม
ภาพที่ ๓๐ การต้มเย่ือข่อยกับนา้ ปูนขาว
ท่ีมา: นฤมล ศิลปชยั ศรี
ภาพที่ ๓๑ การตม้ เย่ือข่อยโดยใช้เวลารวม ๒๔ ชวั่ โมง
ท่มี า: นฤมล ศิลปชยั ศรี
๓๙